ข่าวสด

'สกว.'พัฒนาโจทย์วิจัยสู่อาเซียน แนะปั้นคนรุ่นใหม่-เน้นยุทธศาสตร์3เสาหลัก

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7938 ข่าวสดรายวัน

ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผอ.สถาบันรามจิตติ หัวหน้าโครงการจับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน (INTREND) กล่าวในการเสวนา เรื่อง 'จับกระแสการเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาเซียน : วางทิศคิดทางประเทศไทย' ว่า ไทยเรายังมีปัญหาพื้นฐานทั้งในเรื่องโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยยังมีเด็กด้อยโอกาสหลุดจากระบบการศึกษานับล้านคน กลายเป็นแรงงานที่ด้อยคุณภาพ ขาดโอกาสการพัฒนา คุณภาพการศึกษาโดยรวมก็ยังตกต่ำ จากการขาดกำลังครูและปัจจัยสนับสนุนที่มีคุณภาพและทั่วถึง ส่วนการเตรียมคนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตนอยากเน้นยุทธศาสตร์เชิงประเด็นที่สำคัญๆ และมีผลกระทบสูงเพื่อตอบโจทย์สามเสาหลักอาเซียน โดยในเสาหลักด้านสังคมวัฒนธรรม อยากเน้นมากเพราะเป็นรากฐานความเข้มแข็งของประชาคมระยะยาว อยากให้รัฐส่งเสริมการศึกษาเพื่อความเข้าใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัยที่จะพัฒนาทักษะการคิดเด็ก ส่วนเชิงเนื้อหาควรเน้นประเด็นการค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านที่เด็กจับต้องได้

ส่วนเสาหลักทางเศรษฐกิจตนอยากเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งในกลุ่มอายุวัยเรียนและแรงงานนอกกลุ่มอายุวัยเรียนอีกหลายสิบล้านคน อาศัยกลไกสถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน การศึกษานอกระบบเป็นสำคัญ โดยให้ท้องถิ่นร่วมสนับสนุนและรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นร่วมกับเพื่อนบ้าน ส่วนเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคงตนขอให้เน้นเรื่องการเคารพในพันธสัญญาหรือข้อปฏิบัติที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะพันธสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน

ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รอง ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า เวทีเสวนาครั้งนี้ตั้งโจทย์การสร้างกำลังคนที่มีหลายประเด็นที่ท้าทายยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องมิติสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กรุ่นใหม่จำต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอาเซียน ซึ่งหลังจากวันนี้ สกว.จะนำข้อคิดเห็นไปพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป

ยุบรวมกรม ป่าไม้-อุทยาน

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7895 ข่าวสดรายวัน

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม.ว่า ครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่...) พ.ศ. .... (โอนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไปรวมกับกรมป่าไม้) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรฯพิจารณาเห็นว่า กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแล รักษา ส่งเสริม และทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ มีลักษณะงานที่ซ้ำซ้อนและมีพื้นที่รับผิดชอบบางส่วนทับซ้อนกัน มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้อย่างเดียวกัน จากการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่าเกิดปัญหาในการบริหาร ทั้งในด้านนโยบาย วิชาการ บุคลากร และการบังคับใช้กฎหมาย เป็นเหตุให้ระบบการบริหารงานและการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศมีเอกภาพและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล สมควรรวมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมป่าไม้ เป็น 'กรมป่าไม้'

นายศักดา นพสิทธิ์ เลขานุการรมว.ทส. กล่าวว่า กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีลักษณะงานที่ซ้ำซ้อน มีภารกิจที่ใกล้เคียงกันทั้งด้านการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ฟื้นฟู ดูแล รักษา ส่งเสริม และทำนุบำรุงทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งในบางพื้นที่รับผิดชอบก็ทับซ้อนกัน แต่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายด้านป่าไม้อย่างเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเกิดปัญหาทั้งด้านบริหาร นโยบาย บุคลากร การบังคับใช้กฎหมาย จึงเป็นเหตุให้ระบบการบริหารงาน และการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ เกิดความล่าช้าในการติดต่อประสานงาน

'เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประเทศมีเอกภาพ และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล จึงเห็นควรโอนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมเป็นกรมป่าไม้ ซึ่งในการประชุมครม.ครั้งนี้ เป็นเพียงการลงความเห็นเชิงหลักการบริหาร ยังไม่ได้คัดสรรว่าใครจะดำรงตำแหน่งอธิบดี ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณาต่อไป

นายศักดากล่าวว่า หลังจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องตีความ และยกร่าง เพื่อตรวจสอบว่าการยุบรวมของกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะทำได้หรือไม่ อย่างไร หลังจากนั้นก็ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการพลเรือนพิจารณา และไปที่สำนักงานพัฒนาระบบราชการ และสำนักงบประมาณ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกระยะ ซึ่งก็ไม่น่าจะนานมาก นับจากนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯก็จะต้องไปให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องเหล่านี้ สำหรับดำเนินการเตรียมการเพื่อที่จะยุบรวมทั้ง 2 กรมเข้าด้วยกัน

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า การโอนย้ายอำนาจหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯรวมกับกรมป่าไม้ ถือเป็นเรื่องที่ดี มีความเหมาะสม เพื่อความเป็นป่าไม้ โดยที่ประชาชนไม่ต้องแยกแยะว่าพื้นที่ใดคือป่าสงวน หรือป่าอนุรักษ์ ให้เข้าใจเหมือนกันว่าป่าเป็นป่า หรือหากเกิดการบุกรุกพื้นที่ป่า ก็ไม่ต้องมาตรวจสอบว่าเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมใด ทุกพื้นที่คือป่าไม้ที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ ปกป้องดูแลเอาไว้ แม้กระทั่งจุดบริการประชาชนเกี่ยวกับป่าไม้ ซึ่งต่อไปจะต้องมีหน่วยงานเพิ่มขึ้นในระดับท้องถิ่นเป็นป่าไม้อำเภอ ป่าไม้จังหวัด โดยที่ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ต้องมาติดต่อประสานงานที่กรมป่าไม้ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ แต่สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่าไม้ได้ตามหน่วยงานระดับท้องถิ่นได้เลย

'ในส่วนของการประสานงานต่างๆ รวมกัน ก็ไม่คิดว่าจะมีปัญหาใดๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารการจัดการ ซึ่งสถานที่ตั้งทั้ง 2 กรมก็อยู่ใกล้กัน ความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ก็สามารถผนวกเข้าด้วยกัน ปัญหาเรื่องการขาดกำลัง คนก็จะมีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปกป้อง ดูแลทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างแน่นอน' อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

ส่งดาวเทียมพยากรณ์เมทีโอแซต-10 รายงานอากาศน่านฟ้ายุโรป

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7894

ข่าวสดรายวัน สหภาพยุโรป (อียู) ยิงดาวเทียมตระกูลเมทีโอแซตเข้าสู่วงโคจรอีกดวงแล้วด้วยจรวดเอเรียน ดาวเทียมดังกล่าวจะไปอยู่ประจำการที่ระดับ 36,000 กิโลเมตรจากพื้นโลกเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพอากาศ นับเป็นดาวเทียมตระกูลเมทีโอแซตดวงที่ 10 ที่ถูกส่งขึ้นไป นับแต่ปี 2520 โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมจะถูกส่งมารายวันเพื่อใช้ในการพยากรณ์อากาศที่เกิดขึ้นทั่วยุโรป

อาเลน ราติเยร์ ผู้บริหารยูเม็ตแซต องค์กรของรัฐบาลที่มีสำนักงานในเมืองดาร์มชตัดต์ในเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพอากาศของกลุ่มประเทศอียู กล่าวว่า การทดสอบและเตรียมความพร้อมระบบต่างๆ ของดาวเทียมจะใช้เวลาราว 2 เดือน คาดว่าจะได้ภาพแรกมาเผยแพร่ในวันที่ 6 ส.ค.

ความเร็วในการโคจรของดาวเทียมจะเท่ากับความเร็วในการหมุนของโลก โดยดาวเทียมมีมุมมองเห็นได้ทั้งในยุโรปและแอฟริกา สำหรับเมทีโอแซตรุ่นนี้ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของการออกแบบ ซึ่งมีใช้ครั้งแรกในปี 2545

ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมจะมาจากคลื่นถวามถี่ที่แตกต่างกัน 12 คลื่น รวมถึงการเก็บข้อมูลการเคลื่อนที่ของเมฆและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

ดร.จอห์น อายเรอ หัวหน้าแผนกด้านแอพพลิเคชั่นดาวเทียมของสำนักอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ กล่าวว่า ดาวเทียมเมทีโอแซตให้ข้อมูลมุมมองอากาศที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันได้อย่างยอดเยี่ยม เผยให้เห็นภาพขณะเม็กกำลังเปลี่ยนสภาพ ซึ่งสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการพยากรณ์ล่วงหน้าได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ทั้งนี้ ดาวเทียมดวงใหม่จะเข้าไปทำงานร่วมกับดาวเทียมที่มีอยู่แล้ว 2 ดวง นั่นคือเมทีโอแซต 8 และ 9 โดยดวงที่ 9 สามารถเก็บภาพได้ทั้งโลกภายใน 15 นาที ส่วนหมายเลข 8 เก็บภาพได้เล็กกว่า ครอบคลุมเฉพาะยุโรป โดยใช้เวลาเก็บภาพ 5 นาที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกรมอุตุฯ ในการติดตามการพัฒนาของพายุอันตรายต่างๆ หากหมายเลข 10 ขึ้นไปประจำการแล้ว จะมีการย้ายเมทีโอแซต 8 ไปตรวจสอบเหนือมหาสมุทรอินเดีย

ภาพ http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNVEV4TURjMU5RPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1pMHdOeTB4TVE9PQ==

"ดร.อานนท์" ชี้ปีนี้น้ำท่วมแน่แต่ไม่รุนแรงรับมือได้ เผยดอนเมือง-กทม.ทรุดตัวเร็ว

ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องเลิศวนาลัย โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) กล่าวในงาน "ความจริงประเทศไทย..(ที่คุณไม่อาจรู้)" เรื่องภัยพิบัตทางธรรมชาติและการเตรียมรับมือว่า ปีนี้ยืนยันว่าน้ำจะท่วมแน่ แต่น้ำท่วมปีนี้ไม่รุนแรงมากนัก ยังอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้

ดร.อานนท์ กล่าวว่า หลายคนอาจยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมดอนเมืองถึงถูกน้ำท่วม ซึ่งจากข้อมูลของ สทอภ.พบว่าดอนเมืองมีอัตราการทรุดตัว 2-3 เซนติเมตรต่อปี รวมถึงกรุงเทพมหานครก็มีอัตราการทรุดตัวที่เร็วขึ้น แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่เคยมีใครนำมารายงาน ซึ่งขณะนี้สทอภ.กำลังพัฒนาเรื่องหการดูความชื้นในดิน รวมถึงข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อทิศทางการไหลของน้ำ จึงต้องมีการอัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เวลา ล่าสุดเตรียมตั้งสถานีเรดาร์ชายฝั่งรวม 18 สถานี เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของคลื่นที่เป็นสาเหตุของการกัดเซาะดินชายฝั่ง

ดร.อานนท์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่บางครั้งการกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งหรือเสริมให้เกิดเร็วขึ้น ที่ผ่านมาประเทศไทยยังโชคดีที่เกิดภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ข้อเสียคือทำให้เราละเลยการเตรียมความพร้อมและความตระหนักใจ ต่อไปนี้เราต้องแก้ปัญหาและรับมือในเชิงรุกมากขึ้น โดยสิ่งแรก คือ ต้องเข้าใจพื้นที่ๆเราอยู่ให้ดีก่อน และสำรวจขีดความสามารถของตนเอง เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีวิธีการรับมือน้ำอย่างไร ดร.อานนท์ ระบุว่า การป้องกันไม่มีสูตรสำเร็จ จะอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละชุมชนว่าจะมีวิธีการอย่างไร และจะสามารถยอมรับกันได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งเราต้องยอมให้น้ำท่วมในส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันส่วนใหญ่เอาไว้ แล้วจะทำอย่างไรให้คนมาพูดกันได้ คือ การนำแผนที่หรือภาพมาวิเคราะห์ ว่าจะมีวิธีการจัดการน้ำอย่างไร จะผันน้ำไปทางไหน เพื่อให้ได้ประโยชน์กับทุกฝ่ายจนนำมาสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยไม่เกิดความขัดแย้ง

"หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคาดการณ์ทิศทางน้ำให้ดี และคำนวนปริมาณฝนที่จะตกว่ามีเท่าใด พร้อมทำแบบจำลองสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศควบคู่กัน ซึ่งดาวเทียมก็มีส่วนช่วยได้อีกทางหนึ่ง คือ สามารถใช้ดูว่าน้ำมาจากทิศทางใด มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ตรงไหน และกระแสน้ำจะไหลไปอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาวิธีการคำนวนฝนจากดาวเทียม ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไม่พร้อมที่จะนำมาใช้ในขณะนี้" ดร.อานนท์ กล่าว

ลุ้น"รังสีคอสมิก"สร้างเมฆบังแดด-ช่วยลดโลกร้อน

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7846 ข่าวสดรายวัน

 วารสารเนเจอร์รายงานว่า รังสีคอสมิกที่มาจากอวกาศอาจช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ หลังนักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและปริมาณรังสีคอสมิก ที่พุ่งเข้าชนโลกมานานหลายปี อีกทั้งการทดลองเมื่อปีก่อนที่ห้องทดลองคอสมิกส์ ลีฟวิ่ง เอาต์ดอร์ ดร็อปเลตส์ หรือ CLOUD ที่ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยนิวเคลียร์ภาคพื้นยุโรป หรือ CERN เผยให้เห็นว่ารังสีคอสมิกอาจมีผลต่อการก่อตัวของเมฆ ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกเย็นลง

รายงานระบุว่า ผลจากการจำลองยิงโปรตอนให้ชนกับก๊าซของบรรยากาศพบว่ารังสีคอสมิกทำให้เกิดอนุภาคแอโรซอลขึ้นในบรรยากาศมากกว่าปกติ 10 เท่า อนุภาคเหล่านี้เกิดจากการแตกตัวทำปฏิกิริยาของสารเคมีในบรรยากาศ เช่น กรดซัลฟูริก แอมโมเนีย และสารประกอบอื่นๆ โดยแอโรซอลจะทำหน้าที่เป็นแกนให้ไอน้ำมาเกาะทำให้เกิดก้อนเมฆ ปริมาณเมฆที่ก่อตัวมากขึ้นจากรังสีคอสมิกจะช่วยบังแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นผิวโลก

ทั้งนี้รังสีคอสมิกส่วนใหญ่ถูกอนุภาคจากดวงอาทิตย์ชนและสะท้อน ทำให้เหลือพุ่งเข้าถึงโลกน้อยลง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ช่วงปลดปล่อยอนุภาคน้อยลง และโลกจะได้รับรังสีคอสมิกมากขึ้นซึ่งอาจทำให้เกิดเมฆบังแดดช่วยทำให้โลกเย็นลงได้

ภาพ: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNakl6TURVMU5RPT...

สหรัฐเตือนภัยฟาร์มกังหันลมก่อโลกร้อน ดันอุณหภูมิพุ่งไวกว่าปกติ10เท่า

โดยข่าวสดรายวันวันที่ 4 พ.ค. 2555

ข่าวนี้อาจสร้างความงงงวยให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารการใช้พลังลมซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวด ล้อมเนื่องจากไม่ปล่อยของเสียออกมาเหมือนพลังงานจากเชื้อเพลิงถ่านหิน เพราะนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเตือนว่าฟาร์มกังหันลมทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเลวร้ายลง เนื่องจากไปเพิ่มความร้อนให้กับพื้นที่ชุมชนเร็วกว่าอัตราเพิ่มตามธรรมชาติถึง 10 เท่า

ในการสำรวจอุณหภูมิอากาศรอบฟาร์มลมที่ใหญ่ที่สุดของโลก 4 แห่งในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมระหว่างปี 2546-2554 พบว่าความร้อนเพิ่มขึ้น 0.72 องศาในรอบเพียงสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่ตั้งแต่ปี 2453 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.8 องศาเท่านั้น นั่นหมายความว่ายิ่งสร้างฟาร์มลมมากขึ้นเท่าใด จะยิ่งส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกในระยะยาวมากขึ้นเท่านั้น โดยฟาร์มขนาดใหญ่จะกระทบต่อรูปแบบของลมและฝนในภูมิภาค

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ระบุด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเกิดขึ้นจากพลังงานที่ฟาร์มลมปล่อยออกมาและการเคลื่อนไหว ความปั่นป่วนของบรรยากาศที่ใบพัดกังหันทำให้เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ถ้าฟาร์มมีขนาดใหญ่มากพอจะส่งผลกระทบต่ออากาศและสภาพภูมิอากาศอย่างสังเกตได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจำเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อยืนยันสมมติฐานดังกล่าวให้แน่ชัด

ข้อมูลจากคณะกรรมการพลังงานลมโลกระบุว่าเมื่อปีที่แล้วฟาร์มลมทั่วโลกผลิตกระแส ไฟฟ้าได้ถึง 238 กิกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 21 คาดว่ากำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นเกือบถึง 500 กิกะวัตต์ ในสิ้นปี 2559

ผงะน้ำทะเลเปรี้ยวสุดรอบ300ล้านปี หวั่นสัตว์น้ำสูญพันธุ์ครั้งใหญ่

โดยข่าวสดรายวัน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7768

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเตือนว่า มลภาวะของโลกกำลังเร่งให้ค่าความเป็นกรดในมหาสมุทรพุ่งขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 300 ล้านปีที่ผ่านมา และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงแก่สัตว์น้ำหลายพันธุ์

รายงานดังกล่าวอยู่ในวารสารไซเอินซ์ระบุว่า ขณะนี้ค่าพีเอช (pH) อันเป็นมาตราใช้ในการวัดความเป็นกรด/ด่าง ลดลงประมาณ 0.1 หน่วยต่อศตวรรษ หมายถึงเป็นกรดมากขึ้น ตัวเลขนี้อาจฟังดูน้อยนิด อย่างไรก็ตาม แม้แต่ช่วงเวลาที่โลกมีความผันผวนของค่าพีเอชในมหาสมุทรที่สุด หรือเมื่อ 33 ล้านปีที่แล้ว ก็ใช้เวลาถึง 3,000 ปีกว่าค่าพีเอชจะลดลงทั้งหมด 0.5 หน่วย ซึ่งถือว่ารวดเร็วแล้ว แสดงว่าในสมัยปัจจุบันโลกมีความแปรปรวนกว่ามาก ทีมวิจัยยังพบว่าทุกวันนี้ความเป็นกรดของมหาสมุทรยังสูงขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 300 ล้านปีอีกด้วย

ความเป็นกรดในทะเลเกิดขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลกเริ่มแทรกซึมเข้าไปในน้ำทะเล ปรากฏ การณ์นี้จะทำให้สัตว์จำพวกปะการังและหอยมีจำนวนลดลง ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลประเภทอื่นเช่นกัน ทั้งนี้ โลกเคยเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในทะเลมาแล้วเมื่อ 252 ล้านปีก่อน โดยค่ากรดที่เพิ่มขึ้นประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ได้คร่าชีวิตสัตว์ทะเลโลกไปถึง ร้อยละ 96

ผลวิจัยฉบับนี้คล้ายคลึงกับรายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อปี 2553 ที่กล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันและถ่านหินโดยมนุษย์ สร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในทะเลใหญ่หลวงกว่าที่เคยเข้าใจกัน

ภาพ: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNVEEyTURNMU5RPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1pMHdNeTB3Tmc9PQ==

ผลวิจัยมะกันชี้น้ำแข็งหิมาลัยละลายช้า"น้ำท่วมโลก"ยาก-แต่ภัยบัติจะค่อยๆ รุนแรงขึ้น!

ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 00:41 น.

ปรากฏการณ์แผ่นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งขนาดยักษ์จากยอดเขาสูงแห่งเนปาล ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของทวีปเอเชียที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายแขนงสันนิษฐานวันสิ้นสุดโลก บางตำราคาดว่าภายในปี 2578 ธารน้ำแข็งทั้งหมดจะกลายเป็นประวัติศาสตร์และน้ำจะท่วมโลก

ขณะที่อีกรายงานยืนยันว่า ภูฏานจะเกิดสึนามิและผู้คนบนทวีปเอเชียจะล้มตายเกือบหมดภูมิภาค

ล่าสุด แท็ด เฟฟเฟอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยอาร์กติกและพื้นที่เทือกเขาแอลป์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังกลัวอยู่นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ เกิดขึ้นและก่อตัวสร้างภัยพิบัติที่รุน แรงและบ่อยครั้งขึ้น

"ข่าวดีคือธารน้ำแข็งหิมาลัยละลายช้ากว่าที่คิด 10 เท่าตัว แต่ข่าวร้ายคือน้ำแข็งเหล่านี้ยังละลายกลายเป็นน้ำปริมาณมากอยู่ทุกวันและยังคงเป็นปัญหาใหญ่จากภาวะโลกร้อน" เฟฟเฟอร์ ระบุ

จากข้อมูลการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยที่รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2546-2553 ผ่านระบบดาวเทียมจากหน่วยงานควบคุมแรงโน้มถ่วงและการทดสอบสภาพอากาศ หรือ "เกรซ" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างนาซ่ากับรัฐบาลเยอรมนีพบข้อมูลน่าสนใจของอัตราการละลายบนหิมาลัยชี้ว่า ธารน้ำแข็งมีอัตราการละลายอยู่ที่ 4,200 คิวบิกกิโลเมตร มากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 12 มิลลิเมตร ขณะที่น้ำแข็งบนยอดเขาสูงอื่นๆ ในเอเชีย มีอัตราการละลายเพียง 4 คิวบิกกิโลเมตรต่อปี

นักวิทยาศาสตร์คาดด้วยว่า หากอัตรานี้ยังคงที่ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงถึง 0.5-1 เมตร ก่อนศตวรรษที่ 21 จะสิ้นสุดลง แต่นั่นขึ้นอยู่กับภาวะโลกร้อนที่มนุษย์ก่อขึ้น หากยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามใจชอบ ใช้พลังงานธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง หรือยังยึดติดกับสังคมอุตสาหกรรม ระดับน้ำทะเลและการละลายของธารน้ำแข็งจะยิ่งเร็วขึ้นไปอีก

ดอยตุงโมเดล สร้าง"ป่า"รับมือ"น้ำ"

ข่าวสดรายวัน วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7746

การทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ดำเนินมาได้ช่วงเวลาหนึ่ง ในขณะที่ผู้คนคาดหวังให้มีมาตรการป้องกัน-ระวังภัยจากน้ำท่วมใหญ่ ไม่ให้ซ้ำรอยปีที่ผ่านมา

"เมืองไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่คิดจะทำ คิดจะวางแผน เป็นต้องตกม้าตายด้วยคำว่า "บริหารจัดการ" ทุกที ก็ลองดูอย่างสนามบิน รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน กว่าจะมีได้ก็ใช้เวลานานเป็น 30-40 ปี ทำไมคนไทยชอบรอให้เกิดเรื่องถึงจะทำงานกันได้ ทั้งที่เราก็มีหัวมีความคิดแต่แขนขากลับไม่ยอมขยับ" ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ปรึกษากยน. และที่ปรึกษาอนุ กรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ กล่าวถึงความรู้สึกที่อยากให้งานเดินหน้าอย่างจริงจัง

ก่อนจะบรรยายความในใจต่อว่า "ผมรู้ตัวดีว่ามีฐานะเป็นแค่ที่ปรึกษาให้ได้แต่คำแนะนำ ส่วนงานจะเดินหรือไม่มันขึ้นอยู่ที่ผู้นำ ตอนนี้กระตือรือร้นเพราะน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครก็คาดไม่ถึง แต่ธรรมชาติของคนไทยทำอะไรไม่เกินเดือนเดี๋ยวก็ลืม ปัญหาที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกเลยเข้าคอนเซ็ปต์ เปลี่ยนรัฐบาลแต่ไม่เปลี่ยนปัญหา"

ดร.สุเมธกล่าวอธิบายแผนงาน "ดอยตุงโมเดล" ข้อเสนอแนะที่กยน.หวังให้รัฐบาลจะสานต่ออย่างจริงจัง

"เพราะเราชอบพูดว่าต้องแก้ไขแบบบูรณาการ แบบยั่งยืน แต่เอาเข้าจริงกลับเสียเวลานั่งงมเข็มในมหาสมุทรอยู่ที่ปลายเหตุ ผมพูดเสมอว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แต่จากการตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากว่า 30 ปี ทำให้ผมรู้ว่าเราต้องมองน้ำด้วยสามัญสำนึก"

ที่ปรึกษากยน. กล่าวว่า ธรรมชาติของน้ำคือไหลจากเหนือลงสู่ใต้ จากสูงไปหาต่ำ ดังนั้นถ้าจะแก้เรื่องน้ำจริงๆ ต้องมองที่ต้นน้ำบนภูเขาทางภาคเหนือ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ป่าไม้ของเราถูกทำลายมากขนาดไหน ถูกทำลายมานานเท่าไหร่และยังถูกทำลายอยู่ทุกวี่วัน

เมื่อน้ำมาจึงไหลพรวดพราดเข้าเมือง พัดทำลายบ้านเรือน ถนนหนทาง สิ่งปลูกสร้างที่เราไปตั้งขวางทางน้ำ

ขณะที่ฟลัดเวย์ซึ่งในหลวงทรงรับสั่งตั้งแต่ปี 2538 กลับไม่มีใครคิดทำ น้ำมากเราก็บ่น ผ่านไปไม่ถึงเดือนพอน้ำแล้งเราก็บ่นอีก ข้าราชการไทยเลยสนุกกับการของบประ มาณ เงินน้ำท่วมยังใช้กันไม่หมดก็รีบยื่นเรื่องของงบน้ำแล้ง วนเวียนเป็นวัฏจักรของปัญหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลูกป่าจริงๆ ไม่ใช่กรมป่าไม้บอกว่าปลูก กรมอุทยานก็ปลูก ภาครัฐภาคเอกชนก็ออกมาบอกว่าช่วยกันปลูก

"ไหนล่ะป่า ไหนล่ะแหล่งกักเก็บน้ำ เราปลูกป่าแบบทำไปถ่ายรูปไปให้เห็นว่าฉันคือคนปลูก แต่ไม่เคยนึกถึงความเป็นจริงของสภาพภูมิประเทศและอากาศ ต้นกล้าที่ปักลงดินแบบไม่มีใครรดน้ำ ปลูกอย่างไรมันก็ตายหมด" ดร.สุเมธกล่าว

คําถามคือแล้วป่าบนดอยตุงเขียวชอุ่มตลอดปีได้อย่างไร ดร.สุเมธตั้งคำถามและตอบว่า เพราะเราทำตามพระราชดำริของในหลวง ด้วยการแบ่งโซนปลูกป่า

กำหนดส่วนที่ 1 ในพื้นที่ร้อยละ 60 เป็นป่าอนุรักษ์ด้วยการ "ปลูกป่าแบบไม่ปลูก" คือ เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและปล่อยให้ป่าฟื้นตัวขึ้นมาเอง โดยไม่รบกวน ไม่นำพันธุ์ไม้ต่างถิ่นเข้าไปปลูกทำลายสภาพดิน ทำลายระบบนิเวศ

ส่วนที่ 2 ร้อยละ 30 แบ่งเป็น "ป่าเศรษฐกิจ" เน้นให้ชาวบ้านปลูกพืชยืนต้นที่นำไปขายเป็นรายได้เสริม

เช่นเดียวกับ "ป่าใช้สอย" ซึ่งเติบโตเองตามธรรมชาติและให้ประโยชน์เป็นของกินของใช้จากป่า

ขณะที่ร้อยละ 10 ในส่วนสุดท้าย ก็ปล่อยให้ชาวบ้านทำเกษตรกรรม ปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ เป็นรายได้หลัก แค่นี้ชาวบ้านก็รู้จักที่จะรักป่าโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ

ถ้าเราทำตามนี้ได้ ผมเชื่อว่าไม่ต้องรอ 20-30 ปี กว่าป่าจะทำหน้าที่ของมัน บนดอยตุงใช้เวลาแค่ 7 ปี ก็เห็นเป็นความสำเร็จ แล้ว ทำไมที่อื่นถึงจะทำตามไม่ได้" เลขาธิ การมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว

ด้าน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภŒ และประธานอนุกรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ กล่าวเสริมว่า การปลูกป่าไม่ใช่แค่เพาะเมล็ดพันธุ์แล้วเอาต้นกล้าไปปลูกให้กลายเป็นป่า แต่เราต้องเริ่มปลูกที่ "คน"

ประธานอนุกรรมการฟื้นฟูป่าไม้และต้น น้ำ กล่าวว่า ไม่เคยโทษชาวบ้านที่บุกรุกป่าเพื่อปลูกฝิ่น เพราะไม่ใช่ความผิดของคน จนๆ ที่ต้องหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ในเมื่อไม่มีข้าวจะกินก็ต้องทำไร่ฝิ่น เมื่อเริ่มค้ายาเสพติด ขบวนการอบายมุขก็ตามมาอีกมาก ทั้งค้าอาวุธสงคราม ค้าผู้หญิง

"ดังนั้นถ้าจะแก้ให้ได้ผล ก็ต้องแก้ที่คนเป็นหลัก โลกนี้จะดีจะเลวมันขึ้นอยู่ที่คนเท่านั้น" คุณชายดิศกล่าว

ก่อนจะอธิบายว่า "เมื่อถามว่าแล้วป่าหายไปได้อย่างไร คำตอบก็วกกลับมาที่คนเป็นผู้บุกรุก สมัยผมเด็กๆ ประเทศไทยมี 8 ล้านคน ตอนนี้มีมากถึง 60 กว่าล้านคน เทียบกับพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ เรามีป่าแค่ ร้อยละ 33 ก็ประมาณ 100 กว่าไร่ มันไม่ใช่อัตราป่าที่เหมาะสมจะใช้กักเก็บน้ำ หรือให้ประโยชน์ต่อคนได้ทั้งประเทศ

แถมปีๆ หนึ่งเราปลูกป่าได้แค่ 50,000 ไร่ แต่กลับทำลายเป็น 100,000 ไร่ ทุกๆ ปี มันเลยไม่แปลกที่เราจะมีปัญหาเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากอยู่อย่างนี้

ผมบอกได้เลยว่าจากประสบการณ์การทำงาน 40 ปี ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จย่าและในหลวง ปลูกป่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราทำได้ถ้าปลูกให้คนรู้จักรักษ์ป่า

สิ่งนี้เป็นงานที่โครงการดอยตุงทำมาตลอด 24 ปี เราประสบความสำเร็จได้ เพราะเข้าหาชุมชน แสดงให้ชาวบ้านเห็นว่าการปลูกป่ามันมีแต่ได้กับได้"

ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าวต่อว่า ยิ่งในยุคสังคม "3 จี" ที่มีแต่ ความโลภ (Greed) การขยายตัว (Growth) และ ความไม่สมดุลของโลก (Global Imbalance) เรายิ่งต้องวางแผนรับมือให้ทันทˆวงที

เมื่อก่อนชาวบ้านต้องปลูกฝิ่น 100 ไร่ ถึงจะอยู่ได้ทั้งปี พอเราสอนให้เขาทำนาบนพื้นที่แค่ 10 ไร่ แต่ได้ผลผลิตมากเป็น 3 เท่า ถามหน่อยว่า ใครจะยอมเหนื่อยถางป่า เพราะทำแทบตายก็ได้เงินไม่ถึงครึ่ง เราก็เอาที่ทำกินทิ้งร้าง 90 ไร่ ไปเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์สักร้อยละ 60 อีกร้อยละ 30 ก็ทำเป็นป่าเศรษฐกิจ ปลูกพืชผลที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ เมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ไม่มีใครอยากบุกรุกป่า

การที่ดร.สุเมธเลือกโครงการดอยตุงเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูป่าไม้และต้นน้ำ ก็เพราะประสบความสำเร็จจริง พิสูจน์ได้จริง จากปัจจัยง่ายๆ แค่ 3 ข้อ

หนึ่ง เราต้องสร้างผู้นำที่เข้มแข็ง สามารถดูแลชาวบ้านดูแลป่า ไม่ย่อท้อต่อการทำงานที่เห็นผลลัพธ์ช้า

สอง โครงการที่ทำต้องตอบโจทย์ชาวบ้าน ไม่ใช่สนองความอยากของคนทำ

สาม การบริหารจัดการที่ดีที่ต่อเนื่อง ทำให้คนในชุมชนอยากสานต่อโครงการโดยไม่ต้องมีใครออกมาสั่ง

"คุณไปดูได้เลย ทุกวันนี้ชาวบ้านบนดอยตุงยังดูแลป่าและน้อมนำทำตามคำสอนของสมเด็จย่า แม้ท่านจะสิ้นพระชนม์ไปนานถึง 17 ปีแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังรักป่า ใครมาตัดมาทำลายไม่มียอม ช่วยกันดูแลแบ่งหน้าที่ที่มีต่อต้นไม้ทุกๆ ต้น เพราะเขารู้แล้วว่าไม่มีอะไรยั่งยืนไปกว่าธรรมชาติและการอยู่แบบพอเพียง นี่เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นเจ้าของโรงงานทำกาแฟ ทำผลิตภัณฑ์จากถั่วแมคคา เดเมีย ไม่ต้องง้อธุรกิจมืดเหมือนในอดีต" เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าว

พร้อมกันนี้ยังเผยว่า พูดได้อย่างภูมิใจเลยว่าโครงการดอยตุงช่วยเหลือชาวเขาจนมีกินมีใช้ ทั้งที่ปีๆ หนึ่งเรามีรายจ่ายมากกว่า 17 ล้านบาท กับคนงานอีก 1,700 คน ที่ต้องดูแล แต่เรากลับสร้างคน สร้างอาชีพ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีโดยไม่ต้องของบจากรัฐบาล นี่แหละความสำเร็จที่ดอยตุงทำได้

"โครงการดอยตุงนี้ ทำให้ป่าดีขึ้นและคนก็อยู่ได้ด้วย อีกไม่นานชาวบ้านจะเข้ามาถือหุ้นแทนเรา ณ วันนี้เขาอยู่ได้ แต่ขาดอย่างเดียวที่ยังไม่มั่นใจ ก็คือการควบคุมคุณภาพ ถ้าเขาสามารถควบคุมได้ ผมยินดีที่จะให้เขาบริหารจัดการด้วยตัวเอง"

เพื่อเป็นต้นแบบของชุมชนอื่นๆ ที่ชาวบ้านจะร่วมกันพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ข้อสังเกตถึงร่างฉบับใหม่

ผู้เขียน: 
นายช่าง

โดยหนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2554

กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพ มหานคร ประกอบด้วยเอกสารที่มีสาระสำคัญ หรือประวัติความเป็นมา และนโยบายการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ วิทยาการของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์ กลางการบริหารและการปกครองของประเทศ มีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒน ธรรมของชาติ ตลอดจนการเป็นเมืองต้นแบบในด้านการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมไปถึงลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีแนวทางในการพัฒนาและดำรงรักษากรุงเทพมหานครภายในบริเวณแนวเขตผังเมืองรวม

ตามรายการข้างต้นนั้น กรุงเทพมหานครจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2554 เวลา 09.00 - 12.00 น. และจะจัดประชุมสัญจรอีก 6 ครั้ง แยกเป็นกลุ่มพื้นที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร

ในการจัดรับฟังความเห็นประชาชนในวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น น่าเสียดายที่แม้กทม.กำหนดเวลารับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้ ตั้งแต่ 09.00-12.00 น. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง แต่ประชาชนต้องฟังคำอธิบายจากคณะผู้จัดทำผังเมืองพร้อมสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนฯ พูดเสีย 2 ชั่วโมง อีก 1 ชั่วโมงเป็นคำถามหรือความคิดเห็นของประชาชนที่ฝ่ายกทม. ก็ใช้เวลานี้ในการตอบคำถามด้วย

รวมความก็คือ ประชาชนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้เพียงคนละ 2 นาที ได้พูดไปไม่ถึง 20 คน จึงเป็นเวลาที่ไม่พอที่จะแสดงความคิดเห็นได้ครบทุกเรื่องที่จะเสนอในขณะนั้นได้

จึงขอเสนอความคิดเห็นในเรื่องของผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ไว้ ณ ตรงนี้เป็นการเพิ่มเติม การเสนอร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ กทม.ได้เสนอร่างที่มีรายละเอียดข้อกำหนดเรื่องการจัดทำผังเมืองรวมตามพระราชบัญญัติการผังเมือง ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วยแผนผังตามมาตรา 17 (3) มีรายการดังนี้

(3) แผนผังซึ่งทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับพร้อมด้วยข้อกำหนดโดยมีสาระสำคัญทุกประการหรือบางประการ ดังต่อไปนี้

(ก) แผนผังข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท

(ข) แผนผังแสดงที่โล่ง

(ค) แผนผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง

(ง) แผนผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภค

การเสนอความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์ผังเมืองรวมฉบับนี้ แยกออกเป็น 2 ประเด็นหลักคือ

1. ประเด็นทางกายภาพของเมือง

2. ประเด็นทางข้อกฎหมาย

ประเด็นทางกายภาพของเมือง

1. แผนผังข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามที่ได้แยกประเภท เมื่อเปรียบเทียบกับแผนผังเดิม จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็น 2 ระดับคือ

- มีการเพิ่มประโยชน์การใช้ที่ดินในบางแปลงที่ดิน เช่น ในเขตตลิ่งชัน เขตราษฎร์บูรณะ เขตมีนบุรี เขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตบางซื่อ

- มีการลดประโยชน์การใช้ที่ดินจากพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ได้มากกว่า เป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ได้น้อยกว่า เช่น พื้นที่ที่ใช้เพื่อประโยชน์อาศัยหนาแน่นมาก เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางในพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะ หรือพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์หนาแน่นปานกลางเป็นหนาแน่นน้อยในพื้นที่เขตคันนายาว เขตบึงกุ่ม เขตบางเขน เขตจอมทอง ในการลดประโยชน์การใช้พื้นที่นั้น นอกจากจะลดการก่อสร้างอาคารที่เคยขอใช้พื้นที่ก่อสร้างจาก 4 เท่าของพื้นที่ดิน ลงเป็น 3 เท่าของพื้นที่ดินที่ใช้ขออนุญาตด้วย

2.แผนผังแสดงพื้นที่โล่ง มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เครื่องหมายของพื้นที่โล่ง เปลี่ยนการใช้พื้นที่ส่วนสาธารณะของพื้นที่ย่านหรือพื้นที่ชุมชน เป็นพื้นที่โล่งเพื่อป้องกันน้ำท่วมและพื้นที่โล่งเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล (ในเขตบางขุนเทียนจากแผนผังแสดงที่โล่งตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร 2549 และในเขตนี้เองก็ไปขัดแย้งกับแผนผังกำหนดการใช้ที่ดินในอนาคตในรายการเดียวกันนี้ที่กำหนดพื้นที่เขตดังกล่าวเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมและพื้นที่ประเภทชนบทและเกษตรกรรม) และการใช้อัตราส่วนของแผนผัง 1 : 75,000 ไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

3. แผนผังแสดงโครงข่ายคมนาคมและขนส่ง ในแผนผังนี้มิได้แตกต่างไปจากแผนผังที่ใช้ในปี 2544 กล่าวคือมีแต่แนวถนนและแนวทางพิเศษมีการบอกขนาดความกว้างของถนนเฉพาะ ถนนที่ก่อสร้างเพิ่มเติม มีข้อสังเกตก็คือ มีการเปลี่ยนเส้นทาง และเพิ่มเส้นแนวทางพิเศษ อันเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก เช่น การเปลี่ยนเส้นทางพิเศษในถนนเกษตรนวมินทร์จากเขตบึงกุ่มไปยังเขตคันนายาว เป็นเขตบึงกุ่มไปเขตบางกะปิไปเชื่อมทางพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แผนผังโครงการคมนาคมและขนส่งก็ยังเป็นแผนผังที่มิได้แสดงโครงข่ายคมนาคมในระบบสำคัญได้แก่ ระบบรถเมล์ ระบบการเดินทางทางน้ำ และแม้ในเส้นทางรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนก็ไม่มีจุดสำคัญ เช่น สถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมพิเศษสำหรับการใช้ประ โยชน์ที่ดินด้วย นอกจากนี้ในเขตถนนหลักมิได้มีขนาดความกว้างของเขตทางไว้อย่างใด เรื่องนี้ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องขนาดและพื้นที่อาคารที่อยู่ริมเขตทางซึ่งมีข้อผูกพันเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาขนาดและความสูงของอาคารได้

4. แผนผังแสดงโครงการสาธารณูปโภค ในการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้เพิ่มเติมแผนผังแสดงโครงการสาธารณูปโภค แสดงให้ประชาชนทราบว่า พื้นที่ใดเป็นพื้นที่ให้บริการบำบัดน้ำเสียหรือพื้นที่ให้บริการโครงการบำบัดน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น การกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นโครงการสาธารณูป โภค โครงการสาธารณูปโภคน่าจะหมายความไปถึง

- ระบบโครงข่ายการให้บริการ ขนาด หรือแนวทางของระบบของท่อระบายน้ำ

- ระบบโครงข่ายการให้บริการ ขนาด หรือแนวทางของ ระบบน้ำประปา

- ระบบโครงข่ายการให้บริการ ขนาด หรือแนวทางของ ระบบไฟฟ้ากำลังหรือระบบการจัดการพลังงาน ทั้งนี้เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากขนาดหรือแนวทางของระบบดังกล่าว เพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม

สรุปแผนผังที่ กทม. เสนอในร่างผังเมืองรวมทั้ง 4 แผนผังนั้น ไม่อาจเรียกว่าเป็นแผนผัง เพราะขาดรายละเอียดที่ควรจะมีจะเป็น แผนผังทั้ง 4 แผ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นเพียงแผนที่ ดังนั้นเมื่อเป็นเพียงแผนที่ จึงใช้แม้แต่เป็นแผนเพื่อการพัฒนายังไม่ได้ จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผังเมือง กลับมีลักษณะเป็นการรอนสิทธิ์ ลดสิทธิ์และตัดสิทธิ์ของผู้จะใช้ประโยชน์ที่ดิน

ประเด็นความเห็นทางกฎหมาย

ในเรื่องของการรอนสิทธิ์ ลดสิทธิ์ และตัดสิทธิ์ของผู้จะใช้ประโยชน์ที่ดินนี้ เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน และกำหนดไว้ว่าการจัดทำผังเมืองรวมให้ใช้กระทำเป็นกฎกระทรวงตามมาตรา 26 วรรคแรก บัญญัติว่า มาตรา 26 การใช้บังคับผังเมืองรวมให้กระทำเป็นกฎกระทรวง

เรื่องที่ต้องเข้าใจกันก็คือ "กฎกระทรวง" มิใช่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่ออกโดยรัฐสภาที่จะมีอำนาจไปลดสิทธิ์ ตัดสิทธิ์ หรือ รอนสิทธิ์ผู้ใดได้ การกำหนดการก่อสร้างอาคารจะมีพื้นที่ได้เป็นสัดส่วนเท่าใดต่อที่ดิน หรือกำหนดสัดส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ว่างไม่ได้ ถ้าจะกำหนดดังกล่าวเป็นเรื่องที่จะต้อง "ตราเป็นพระราชบัญญัติผังเมืองเฉพาะ" เท่านั้น

การออกกฎกระทรวงผังเมืองรวมฉบับนี้จึงเป็นการออกกฎกระทรวงที่เกินกว่ากฎหมายบัญญัติ (ซึ่งหมายรวมว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย)

การยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ์มายืนยันความเห็นก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1335 ที่ว่า แดนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นกินทั้งเหนือพ้นพื้นที่และใต้พื้นดินด้วย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ที่ว่า ส่วนที่ 5 สิทธิ์ในทรัพย์สินมาตรา 41 สิทธิ์ของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิ์และการจำกัดสิทธิ์เช่นว่านี้ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

เพราะฉะนั้นถ้ากรุงเทพมหานครจะจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพฯให้มีข้อกำหนดดังกล่าว และประสงค์จะให้การวางผังเมืองกรุงเทพฯ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ กรุงเทพมหานครจะต้องนำร่างผังเมืองรวมฉบับนี้ไปจัดทำเป็นผังเมืองเฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้น จึงจะทำให้ผังเมืองกรุงเทพฯ เป็นไปโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย

กรุงเทพมหานครกรุณาอย่าได้กระทำโดยเชื่อว่าไม่มีใครจะคัดค้านวิธีการดังกล่าว และกระทำเหมือนกับที่เจ้าหน้าที่ผังเมืองท่านหนึ่งได้ตอบคำถามในการรับฟังความเห็นของประชาชนว่า "ทราบค่ะ ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็จะลองดู"

by ThaiWebExpert