ข่าวสด

คพ.ชูขับเคลื่อน ศก.สีเขียวยั่งยืน


กรมควบคุมมลพิษ - นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า แนวคิด"เศรษฐกิจสีเขียว" เป็นแนวคิดที่ ถูกนำมาปรับเปลี่ยนและพัฒนาการผลิต และการบริโภค เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2551
 

นายวิเชียรกล่าวต่อว่า คพ.จึงได้จัดทำแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปี 2556-2559 ซึ่งเป็นแผนงานในระยะที่ 2 กำหนดเป้าหมายในการขยายผล สู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย หน่วยงานในกำกับของรัฐ และองค์การมหาชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กว้างขวางขึ้น และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนในทุกภาคส่วน

คสช.อนุมัติ 500ล้านกำจัดขยะ

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า หลังทำแผนการจัดการขยะมูลฝอยตกค้างสะสมทั่วประเทศกว่า 28 ล้านตัน และการจัดการของเสียอันตราย เสนอต่อคสช. ขณะนี้คสช.อนุมัติงบประมาณแล้ว 526.94 ล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาการกำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้องและตกค้างสะสมในพื้นที่วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน 6 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครปฐม สระบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ พร้อมยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในท้องที่จังหวัดดังกล่าว

นายวิเชียรกล่าวต่อว่า ในปี 2557-2558 คพ.จะประสานกับหน่วยงานต่างๆ ในการจัดทำโรดแม็ปการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำหนดให้ดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การกำจัดขยะมูลฝอยเก่าตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่วิกฤต 2.สร้างรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายที่เหมาะสมเพื่อรองรับขยะใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสานเน้นการแปรรูปเป็นพลังงานให้เกิดประโยชน์

นายวิเชียรกล่าวอีกว่า 3.วางระเบียบมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และ 4.สร้างวินัยของคนในชาติ มุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน โดยแผนงานดังกล่าวจะลดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมได้ 11 ล้านตัน ภายใน 6 เดือน และภายใน 1 ปี จะจัดการขยะตกค้างกว่า 20 ล้านตัน ใน 26 จังหวัด

กรมอุทยานฯ ผนึกกำลังทหาร กว่าครึ่งพัน เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี


ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ที่ จ.กระบี่ หลังถูกนายทุนและชาวบ้านบุกรุกสร้างอาคาร ปลูกต้นยางพารากว่า 300 ไร่ ลุยตัดโค่นทิ้งถึง 2 หมื่นกว่าต้น เตรียมลูกไม้ยืนต้นประจำถิ่นทดแทน และปรับภูมิทัศน์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของประชาชน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต นายสมัคร ดอนนาปี ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายชัยธัช บุญภูพันธ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี นำเจ้าหน้าที่ทส.ร่วมกับทหารจากกองพันทหารราบที่ 2 กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ทหารจากกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 และตำรวจตชด.ที่ 426 จ.กระบี่ กว่า 500 นาย เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และตัดต้นยางในสวนยางพารา ที่ปลูกอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ตามยุทธการทวงคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและตัดต้นยางในพื้นที่ 359 ไร่ ทั้งนี้ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าตัดต้นยางท้องที่หมู่ 6 ต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ ปรากฏว่ามีกลุ่มชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้ามาต่อว่าและห้ามเจ้าหน้าที่ตัดทำลายต้นยาง แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะกระจายกำลังใช้โซ่เลื่อยยนต์ตัดทำลายต้นยาง

นายสมัคร ดอนนาปี ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีกลุ่มชาวบ้านบุกรุกเข้ามาในพื้นที่อุทยานฯ พยายามรวมกลุ่มกันร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากผลการพิสูจน์ออกมาแล้ว ปรากฏว่าชาวบ้านเข้ามาบุกรุกพื้นที่อุทยานฯจริง จึงอยากให้ชาวบ้านที่บุกรุกยอมรับความจริง หลังจากเจ้าหน้าที่ตัดโค่นทำลายต้นยางทั้งหมดแล้ว จะปลูกไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ถิ่นเดิม เช่น ไม้ตะเคียนทอง ฯลฯ จากนั้นดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ

ด้านนายชัยธัช บุญภูพันธ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี กล่าวว่า การทวงคืนผืนป่าที่จ.กระบี่ ถือเป็นการดำเนินการทวงคืนผืนป่าแปลงใหญ่ที่สุด และมีพื้นที่ติดต่อกันมากที่สุด โดยต้นยางส่วนใหญ่มีอายุ 10-11 ปี กลุ่มนายทุนและชาวบ้านเข้ามาบุกรุกตั้งแต่ปี 2546 กรมอุทยานฯเข้าจับกุมตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2556 ทางอุทยานแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกแล้ว จำนวน 11 คดี เนื้อที่ทั้งหมด 359 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา วันนี้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ครบถ้วนตามกระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจจำนวนต้นยางที่ปลูกอยู่ในพื้นที่บุกรุก พบว่ามีจำนวนถึง 22,501 ต้น ซึ่งจะต้องตัดทำลายทิ้งทั้งหมดภายในวันที่ 22 ส.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงกรณีนายกิตติพัฒน์ ธาราภิบาล หัวหน้าอุทยานฯ สิรินาถ จ.ภูเก็ต ถูกข่มขู่คุกคามหลังจากนำเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของผู้มีอิทธิพลนั้น ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาประจำการอยู่ที่ทำการอุทยานฯ สิรินาถ เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานทุกคน นอกจากนี้นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานฯ ยังโทรศัพท์มาแสดงความห่วงใย ให้กำลังใจ และเตือนให้ระมัดระวังตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกคนขวัญกำลังใจยังดี ระมัดระวังตัวเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ทางอุทยานได้ทำประกันชีวิตหมู่ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน หากเป็นอะไรไปจะได้เงินประกัน 2 แสนบาท

ชาวลุ่มน้ำปากพนังค้าน โรงไฟฟ้าถ่านหิน

วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เวลา 21:31 น. 

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวลุ่มน้ำปากพนัง อ.ปากพนัง และ อ.หัวไทร กว่า 100 คน รวมตัวเข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หน.คสช.ผ่าน ผวจ.นครศรีธรรมราช และศูนย์ดำรงธรรม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเรียกร้องให้ คสช.มีคำสั่งยุติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่กำลังอยู่ในขั้นเตรียมก่อสร้างโครงการในพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากเห็นว่าจะส่งผลกระทบกับชุมชนในวงกว้างทั้งวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

นายสมิง พัฒนานนท์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.หน้าสตน อ.หัวไทร ระบุว่า ชาวหัวไทรกังวลถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาชีพโดยเฉพาะประมงชายฝั่งขนาดเล็กที่มีมาช้านานและเป็นวิถีดั้งเดิม รวมทั้งการเข้ามาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กลับกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง ขัดกับนโยบาย คสช.ที่ต้องการสร้างความปรองดอง จึงขอเรียกร้องให้ คสช.ยุติโครงการโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อความสุขของประชาชน

ด้านพ.อ.ชาญวิทย์ ปิ่นมณี รอง ผอ.กอ.รมน.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนแต่ไม่ควรรวมตัวชุมนุมประท้วงจะเป็นการขัดต่อกฎอัยการศึก และคำสั่งคสช.เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นช่วงนี้ไปก่อน และจะได้จัดระเบียบให้ทุกอย่างมีความเรียบร้อยเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในส่วนของการยืนเรื่องนี้จะถูกนำเสนอไปตามลำดับตามความต้องการของประชาชน

กรมควบคุมมลพิษ รับฟื้นฟูห้วยคลิตี้ล่าช้า


วันที่ 23 ก.ค. ที่กรมควบคุมมลพิษ ชาวบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ประมาณ 10 คน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) เร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และเยียวยาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านระหว่างการฟื้นฟู 

นายธนกฤต โต้งฟ้า ตัวแทนเยาวชนบ้านคลิตี้ล่าง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ คพ. ช่วยจัดหาแหล่งน้ำสะอาด หรือหางบประมาณช่วยชาวบ้านทำประปาภูเขา และเฝ้าระวังผลกระทบที่จะก่อให้เกิดกับสุขภาพหรือชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งให้ข้อมูลแนวทางการฟื้นฟูลำห้วยกับชาวบ้าน โดยสรุปให้เข้าใจง่ายหรือใช้ภาษาถิ่นในการนำเสนอข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลในการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ของชุมชนให้ข้อมูลการศึกษา 

ด้านนายวิเชียรกล่าวว่า การฟื้นฟูลำห้วยนั้นต้องรอผลการศึกษาในการทำแผนการฟื้นฟูจากม.ขอนแก่น ถึงจะดำเนินการฟื้นฟูได้ ซึ่งขณะนี้ล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไปมาก แต่เพื่อข้อมูลที่โปร่งใส จำเป็นต้องใช้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี ถึงจะทำการศึกษาเเล้วเสร็จ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการหาแหล่งน้ำสะอาด และการรักษาสุขภาพของชาวบ้าน คพ.จะรับเป็นคนกลางติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปดูแล เพราะคพ.ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการได้  

ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงฯ กล่าวว่า การที่คพ.ให้ม.ขอนแก่น เข้ามาศึกษาข้อมูลจัดทำแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ถือว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ที่ทำให้การฟื้นฟูล่าช้า ทั้งที่ คพ.ศึกษาข้อมูลเรื่องนี้มา 16 ปีแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เอาผลการศึกษาที่ผ่านมามาใช้ประโยชน์ และตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ คพ.กำหนดแผนงาน วิธีการ และฟื้นฟูลำห้วย คพ.ไม่เคยจัดประชุมคณะทำงาน ที่ตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูลำห้วยเลย ทำให้มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน และชาวบ้านไม่เคยทราบข้อมูลแผนงานเกี่ยวกับการฟื้นฟูลำห้วยเลย 

เร่งหาสาเหตุไฟไหม้โกดังบางปู


     เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ก.ค. พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. นำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากฐานทัพเรือกรุงเทพ เข้าตรวจสอบที่โกดังเก็บสารเคมี บริษัท บางปู อินเตอร์ โมเดิล ซิสเต็มส์ จำกัด ซอย 13 บี นิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังข้อสรุปความคืบหน้าในการตรวจสอบครั้งที่ผ่านมาและหาหลักฐานเพิ่มอย่างละเอียด
     พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า วันนี้นำผู้เชี่ยวชาญด้านเพลิงไหม้และนักวิทยาศาสตร์ทางเคมี มาตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมนำเอกสารรายชื่อของสารเคมีที่ได้จากบริษัท เพื่อ นำไปวิเคราะห์ว่ามีชนิดไหนเป็นอันตรายหรือไม่ และชนิดไหนที่จะเป็นต้นเหตุเพลิงไหม้ พร้อมเก็บรวบรวมหลักฐาน บริเวณห้องทำความเย็นที่พยานเห็นเป็นจุดแรกว่าพบเปลวเพลิง จากนั้นจะนำไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อสรุปหาสาเหตุและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
     ด้านนายณัฐ โพธิสุนทร กรรมการบริษัท กล่าวว่า สำหรับซากปรักหักพังและสินค้า ที่ได้รับความเสียหายจะมอบเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย จึงไม่สามารถเคลื่อนย้าย ไปไหนได้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้วเสร็จ คาดว่าบริษัทประกันภัยจะมาขนย้ายสินค้าทั้งหมดไปทำลายอย่างถูกวิธีต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาเคลื่อนย้ายนานกว่า 3 เดือน

สตูล-เตือนหมอกควัน

วันที่ 29 มิ.ย. นายแพทย์ประภาส วีระพล นายแพทย์สธ.จ.สตูล กล่าวถึงกรณีเกิดหมอกควันไฟป่าจากประเทศอินโดนีเซีย ที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาปกคลุมพื้นที่จ.สตูล ว่า สภาพหมอกควันไฟป่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานและยังไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จึงยังไม่แจกหน้ากากอนามัย อย่างไรก็ตาม หากพบค่าฝุ่นละอองมีความหนาแน่นมากจะแจกจ่ายหน้ากากอนามัยทันที และห้ามประชาชนรองรับน้ำฝนมาใช้อุปโภคบริโภคในระยะนี้ 

ศาลปกครองรับคำฟ้อง ชาวบ้านยื่นค้านสัญญาซื้อไฟเขื่อนไซยะบุรี



     วันที่ 24 มิ.ย. ศาลปกครองนัดอ่านคำสั่งพิพาทระหว่างชาวบ้าน 37 คน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี กรณีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. จากเขื่อนไซยะบุรี ประเทศลาว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างร้ายแรง หลังชาวบ้านยื่นคำอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยมีชาวบ้านประมาณ 30 คน เข้าร่วมรับฟังคำสั่ง
     โดยชาวบ้านยื่นฟ้อง 3 ข้อหา ข้อหาที่หนี่ง ได้แก่ มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ที่อนุญาตให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ของประเทศลาว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การมีมติให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด จึงยังไม่มีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอกไปกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องทั้ง 37 คน ดังนั้น ผู้ฟ้องทั้ง 37 คนจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
     ข้อหาที่สอง ได้แก่ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดให้โครงการเขื่อนไซยะบุรีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับความตกลงของแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 และต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนมีความประสงค์อันแท้จริงคือ ต้องการให้ศาลปกครองมีคำบังคับให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด
     แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องทั้ง 37 คนเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีข้อหาที่สองต่อศาลปกครองได้ ตามมาตรา 42 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อไฟฟ้าก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษี และผู้รับประโยชน์จากสัญญา แต่ศาลเห็นว่า การเสียภาษีอากรถือว่าเป็นหน้าที่ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
     ข้อหาที่สาม ได้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม ทั้งในฝ่ายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอันตรายข้ามพรมแดน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการจัดซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 37 คน เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน หรือเสียหาย ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนได้รับจำต้องมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้อดงคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ตามมาตรา 72 วรรค 1 (2) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
     จึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 37 คน เฉพาะข้อหาที่ 3 ในส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง การประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
     น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า หัวหน้าทีมทนายความฟ้องร้อง กล่าวหลังศาลมีคำสั่งว่า พอใจกับผลตัดสินของศาลที่รับฟ้องในคดีนี้ โดยหลังจากนี้จะรวบรวม และประชุมหารือกับทีมงานเพื่อร่างคำสั่งขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมกันนี้จะเตรียมข้อมูลทุกอย่างที่จะหยุดโครงการนี้ต่อไป ทั้งนี้หวังว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมา เพราะจะเป็นผลดีกับประชาชนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับแม่น้ำโขง รวมทั้งประเทศท้ายน้ำอย่างกัมพูชา และเวียดนาม
     ด้าน นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ผู้ฟ้อง กล่าวว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล และดีใจที่ศาลรับฟังข้อเรียกร้องของชาวบ้าน แม้ว่าศาลจะรับคำร้องเพียงข้อเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่ชาวบ้านจะทำต่อไปคือ ให้ทนายความยื่นขอความคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เพราะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำโขง ทั้งการจับปลาที่ได้น้อยลง ความหลากหลายของพันธุ์ปลาก็น้อยลง และระดับน้ำในแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และอยากให้นำเรื่องการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นบทเรียนในการทสร้างเขื่อนอื่นๆต่อไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ วาง 5 แนวทางป้องป่าทั่วประเทศ

วันที่ 16 มิ.ย. นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทส. และกรมป่าไม้จะประชุมระดมความคิดเห็น เรื่องแผนปฏิบัติสำหรับการปกป้องผืนป่าทั่วประเทศ เบื้องต้นมี 5 แนวทาง ได้แก่ 1.เรียกขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ โดยการสร้างโรงเรียน หรือหลักสูตรอบรมให้กับผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสำนัก ลักษณะเหมือนโรงเรียนนายอำเภอ หรือ โรงเรียนผู้กำกับการตำรวจ ตั้งกติกาการเลื่อนตำแหน่งให้ชัดเจน ปรับเพิ่มเงินสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม รวมทั้งลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเงินช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 2.หาทางป้องกันไม่ให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกขโมยเพิ่ม 3.ออกปราบปรามผู้ที่บุกรุกพื้นที่อย่างเฉียบขาด 4.เรียกคืนพื้นที่ที่ถูกบุกรุกไปกลับคืนมา และ 5.หาวิธีการป้องกันไม่ให้บุกรุกเพิ่มเติม 

นายโชติกล่าวต่อว่า ทุกๆ ปี กรมป่าไม้และภาคเอกชนรายใหญ่หลายราย ปลูกป่ากันจำนวนมากแต่กลับพบว่าพื้นที่ป่าลดลง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะปลูกแล้วไม่ดูแล ประกอบกับมีการลักลอบตัดกันทุกวัน พื้นที่ใดมีปัญหาหนักก็ระดมเจ้าหน้าที่เข้าแถวปล่อยแถว ขอกำลังทหาร ตำรวจมาสนธิกำลัง แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงนับล้านบาท ทำกันไม่กี่วันแล้วค่อยๆ แผ่วลง สุดท้ายไม้ก็ยังถูกตัดเหมือนเดิม ดังนั้นต้องเข้าไปรื้อพิธีกรรมเหล่านั้นให้หมด ทำเป็นระบบตั้งแต่ต้น สร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนให้มีใจอยู่กับงาน ไม่ใช่อยู่ใต้อิทธิพลของใคร 

ในส่วนของการเรียกคืนพื้นที่ที่ดินเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาตินั้น ผู้ที่ไม่เจตนาหากมีความประสงค์จะคืนที่ดินให้แก่รัฐ ทส.จะทำหนังสือเสนอไปยัง คสช. ว่าขอให้นิรโทษกรรมกับบุคคลเหล่านี้ ไม่ถือเป็นความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้ายังดื้อดึงก็ต้องฟ้องร้องจนถึงที่สุด ส่วนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หากใช้วิธีการผลักดันออกจากพื้นที่จะทำให้มีคนที่ไร้ที่อยู่ ไร้ที่ทำกินจำนวนมาก จึงต้องร่วมกันหาทางพัฒนาคุณภาพชีวิต แบ่งพื้นที่ให้ทำกินตามความเหมาะสมโดยยึดแนวพระราชดำริเรื่องคนอยู่กับป่าแบบยั่งยืนด้วยŽ ปลัด ทส. กล่าว 

หาดแม่รำพึงร้างไร้เงานักท่องเที่ยว พบคราบน้ำมันจับตัวกันเป็นก้อนลอยเกลื่อนหาด

จากกรณีที่ พบคราบน้ำมันจำนวนมากลอยมาเกลื่อนหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองจ.ระยอง เป็นระยะทางประมาณ 5 กม. จนทำให้หาดทรายแม่รำพึงกลายเป็นสีดำไปทั้งหาด ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศริมหาดต้องรีบเผ่นหนีกันจนกลายเป็นหาดร้าง ด้านนายทวีป แสงกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะพง จ.ระยอง ได้สั่งปิดหาดแม่รำพึงไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาดเป็นเวลา 7 วัน หวั่นนักท่องเที่ยวจะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อนจากคราบน้ำมันที่ลอยมาเกลื่อนหาด พร้อมทั้งสั่งเจ้าหน้าที่ของอบต.ตะพงและประสานเจัาหน้าที่ทหารกองพันทหารราบที่ 7 จ.ระยอง มาช่วยกันเก็บคราบน้ำมันที่ลอยมาบนชายหาด เบื้องต้นคาดน้ำมันที่พบอาจมาจากเรือประมง หรือ จากเหตุการณ์ระเบิดของบริษัทไออาร์พีซีจำกัดมหาชนเพราะที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหาดแม่รำพึงเพียง 4 กม.เท่านั้น ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้ว

เกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 8.00 น.วันที่ 11 มิ.ย.นายฤทธิ์ มหาศิริ เจ้าหนัาที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 จ.ระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมายังหาดแม่รำพึงเพื่อตรวจคราบน้ำมันทั้งแนวหาดยาวประมาณ 7 กม. หลังตรวจสอบไดัเปิดเผยว่า ยังพบคราบมันที่ขณะนี้ได้จับตัวกันเป็นก้อนเหลวสีดำขนาดเท่ากำปั้นเกลื่อนชายหาดตลอดแนวของหาดแม่รำพึง และยังพบว่ามีคราบน้ำมันขนาดเล็กฝังตัวละลายไปในทรายจนเป็นจุดสีดำทั่วทั้งหาด นอกจากนี้ยังพบแผ่นพลาสติกขนาดกว้างประมาณ 30 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม.ไม่มีสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นถุงอะไร มีคราบน้ำมันฝังตัวแน่นอยู่ในเนื้อพลาสติกซึ่งแตกต่างจากถุงพลาสติกที่เป็นเศษขยะที่คราบน้ำจะจับตัวจะเฉพาะผิวถุงเท่านั้น จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปตรวจสอบซึ่งอาจจะเป็นถุงที่มาจากต้นตอของคราบน้ำก็เป็นได้

ด้านนายสมชาย ขุนสกล เจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมโรคสาธารณสุขจังหวัดระยอง ได้เดินทางมามาเพื่อเก็บตัวอย่างราบน้ำมันและน้ำทะเลไปเพื่อตรวจพิสูจน์ โดยจะส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สำนักงานป้องกันโรคที่3 ชลบุรี ต่อไป เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าน้ำทะเลมีสารเจือปนหรือไม่ แต่ทางที่ดีควรงดลงเล่นน้ำในทะเลในช่วงนี้ก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะมีสารเคมีเจือปนอยู่

ต่อมานายทวีป แสงกระจ่าง นายก อบต.ตะพง พร้อมด้วย เรือโทประวัติ วงศ์บุปผา ผู้บังคับหมวดกองพันทหารราบที่ 6 และเรือโทสมคิด อินอนันต์ ผู้บังคับหมวดกองพันที่ 7 ระยอง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากทั้งสองกองพันจำนวน 150 นาย พร้อมด้วยเจัาหน้าที่ฝ่ายป้องกันอบต.ตะพง ลงไปเก็บคราบน้ำที่จับเป็นก้อนสีดำมีลักษณะเหนียว โดยเก็บทั้งหาด

นายทวีป นายกอต.ตะพง ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่เกิดเหตุก็ได้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ของอบต.ตะพงเองลงเก็บคราบน้ำที่จับตัวเป็นก้อน สามารถเก็บได้ทั้งหมดจำนวน 50 ถุง ซึ่งไดันำไปเก็บไว้ที่สำนักงานอบต. พร้อมทั้งไดัส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันชนิดใดและมีสารอะไรบ้าง ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวนั้นคงยังต้องระงับการลงเล่นน้ำไปจนกว่าจะตรวจสอบว่าไม่มีสารเคมีปนเปื้อนในน้ำทะเล ในช่วงนี้จึงต้องขอความร่วมมือกับทางผู้ประกอบริมหาดและนักท่องเที่ยวว่าไม่ควรลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง สำหรับเวลาการระงับการเล่นน้ำนั้นยังไม่สามารถระบุได้เพราะต้องรอการตรวจจนมั่นใจก่อน

ส่วนคราบน้ำมันที่ยังพบลอยเกลื่อนชายหาดคาดต้องใช้เวลาประมาณ 3 วันในการเก็บ แต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่คราบน้ำมันขนาดเล็กที่ฝังตัวละลายลงไปในทราย เพราะจะกำจัดยากและต้องใช้วิธีเฉพาะในการกำจัด จากการตรวจสอบทั่วหาดไม่ปรากฏว่ามีคราบน้ำมันลอยมาเพิ่มเติมอีก ส่วนต้นตอนั้นคงต้องรอผลการพิสูจน์อย่างละเอียดก่อน ส่วนกรณีที่ว่าอาจเกี่ยวกับการระเบิดของบริษัทไออาร์พีซีนั้นตนเองไม่สามารถระบุได้ชัด เพียงแต่คาดการณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคาบเกี่ยวกัน เพราะที่ผานมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องรอจากการพิสูจน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ส่วนนักท่องเที่ยวก็ยังสามารถเดินทางมาชมทิวทัศน์ได้ตามปกติ แต่ห้ามการลงเล่นน้ำเท่านั้น นายก ทวีป กล่าว

ด้านนางสาววรรณลีรัตน์ ศิริมหา เจ้าของร้านขายอาหารทะเลริมหาดแม่รำพึง ได้ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อผู้ประกอบริมหาดอย่างแน่นอน หลังจากที่ข่าวออกไปนักท่องเที่ยวก็ไม่มีจนหลายร้านค้าต้องปิดร้าน เพราะไม่รู้จะเปิดทำไมเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาแน่ เพราะมีการปิดหาดและระงับการล่งเล่นน้ำ จึงต้องทำใจและกลัวจะเป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เกาะเสม็ดเพราะเป็นน้ำมันแบบเดียวกัน จึงต้องการให้หาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว รวมไปถึงหามาตรการในการป้องกันที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมลพิษ

by ThaiWebExpert