ข่าวสด

ประจวบดินเป็นกรดเหตุใช้สารเคมี


ประจวบฯ - นายอัมพร พวงพวา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน จ.ประจวบฯ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นดินในจังหวัดมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีในการทำการเกษตรมาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมให้หมอดินอาสา และเกษตรกรผู้ที่สนใจมาศึกษาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ โดยการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นฮอร์โมนพืช ลดต้นทุนการผลิต ไม่ต้องใช้สารเคมี โดยมีการสาธิตให้เกษตรกรและหมอดิน เรียนรู้จากแปลงสาธิตการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้และมีรายได้เพิ่มขึ้น 


ทำให้ดินของเกษตรกรดีขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับพืชทุกชนิด ซึ่งจากการติดตามผลจะเห็นได้ว่าที่ดินของเกษตรกรมีสภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ หน้าแล้งสามารถอุ้มความชื้นได้ดี ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมา ผลผลิตเพิ่มขึ้นและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลงได้จำนวนมาก

ผนึก15องค์กรโลกป้องสิ่งแวดล้อม


ศาลาว่าการกทม. - เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนัก สิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. เปิดเผยว่า เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต และองค์กรระหว่างประเทศ รวม 15 องค์กร จัดกิจกรรม Bangkok Chapter of the Eco-Capitals Forum เพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างยั่งยืนโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางการทูต ภายใต้ข้อตกลง ร่วมกัน ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการลดปริมาณมูลฝอยตามหลัก 3Rs การรณรงค์การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร การเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมทั้งการส่งเสริมโครงการสำนักงานสีเขียว

ขณะเดียวกันเพื่อสานต่อความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กทม.จึงร่วมมือกับเครือข่าย หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และบริษัทเอกชน ร่วมลงนามในประกาศปฏิญญา "รักกรุงเทพฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม" เพื่อมุ่งมั่นเดินหน้าการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 มิ.ย. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน และจะมีกิจกรรมต่อเนื่องถึงวันที่ 9 มิ.ย.นี้

อุตุนิยมวิทยาโลกชี้ปีที่แล้วเป็นปีที่ร้อนที่สุด แล้งที่สุด และฝนตกหนักที่สุดในหลายพื้นที่


เว็บไซต์วอยซ์ ออฟ อเมริกา (voathai.com) ภาคภาษาไทย รายงานว่า องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกหรือ WMO ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้มาก ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณมลพิษที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศโลกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รายงานของ WMO พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยเมื่อปีที่แล้ว สูงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก และปรากฎการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงเดือน ม.ค และ ก.พ ของปีนี้ ซึ่งทำให้เกิดเป็นสถิติใหม่ของทั้งสองเดือนดังกล่าวด้วย


นาย Petteri Taalas เลขาธิการของ WMO  ระบุว่าอุณหภูมิโลกในปัจจุบันสูงกว่าระดับอุณหภูมิของเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ราว 1 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่ามาถึงครึ่งทางของระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นระดับที่อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก

เลขาธิการของ WMO กล่าวว่า แนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าจะลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปรากฎการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้วและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ และหากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียสเมื่อไร ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบรุนแรงสุดขั้วมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น



รายงานขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกระบุด้วยว่า เมื่อปีที่แล้วระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นมากที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ปริมาณน้ำแข็งแถบทะเลอาร์กติกก็ลดลงอยู่ที่ระดับต่ำสุดเมื่อเดือน ก.พ ปีที่แล้ว และยิ่งลดลงอีกในเดือน ก.พ ปีนี้

รายงานยังระบุถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมในหลายทวีปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป ตลอดจนบางส่วนของสหรัฐฯ และแคนาดา ก่อให้เกิดไฟป่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่


นอกจากนี้ ปี ค.ศ. 2015 ยังเป็นปีที่มีฝนตกหนักที่สุดในหลายประเทศ เช่น ในแถบอาฟริกา ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในมาลาวีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่บางประเทศในอาฟริกา เช่น เอธิโอเปีย กลับมีความแห้งแล้งอย่างรุนแรง จนเกิดผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตรและสุขภาพของประชาชน

เลขาธิการของ WMO คาดการณ์ว่าระดับอุณหภูมิโลกที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียสนั้น จะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้หลายสิบปี


ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ จะร่วมมือเพื่อหยุดยั้งการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มาจาก 
เว็บไซต์วอยซ์ ออฟ อเมริกา (voathai.com)
(ผู้สื่อข่าว Lisa Schlein รายงานจากนครเจนีวา / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง 

ชาวบ้านจะนะต้านสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 2 ชี้เสียงดังกระทบสุขภาพ


เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 มี.ค. เครือข่ายรักขุนตัดหวาย เข้ายื่นหนังสือที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา อบต.ขุนตัดหวาย และนายอำเภอจะนะ จ.สงขลา เพื่อขอระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวาย โดยมีผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลานายอำเภอจะนะ เป็นผู้หนังสือร้องเรียนและรับฟังปัญหาข้อร้องเรียนของเครือข่าย



น.ส.ศศิธร เจริญศรี ตัวแทนเครือข่ายรักขุนหวาย กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านขุนตัดหวาย อ.จะนะ ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 1 ซึ่งมีเสียงดังในเวลากลางคืน มีการปล่อยน้ำเสียลงในคลองหรา คลองสำคัญของบ้านขุนตัดหวายและจะมีกลิ่นเหม็นแสบจมูก ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นสารเคมีหรือกลิ่นไม้ ที่ทางโรงงานนำมากองทับถมกันเป็นจำนวนมาก คนที่อยู่ห่างโรงไฟฟ้าชีวมวลระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ได้รับกลิ่นรุนแรงมาก และล่าสุดจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในบริเวณใกล้เคียงกัน ผลกระทบก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขณะนี้ผลกระทบเพียงโรงเดียวก็จะทนไม่ไหวแล้วยังจะสร้างเพิ่มขึ้นอีก เพื่อขอระงับการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวาย



ด้าน น.ส.โสภิดา ชัวชมเกตุ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากเศษไม้ยางพารา ขนาด 9.9 เมกกะวัตต์ ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลขุนตัดหวาย อำเภอจะนะ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สงขลาไบโอแมส จำกัด ซึ่งดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2558 พบว่า ปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบกับชุมชนในหลายๆ ด้าน เช่น ปัญหากลิ่นเหม็นจากเศษไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ปัญหาเสียงดัง และน้ำเน่าเสียในแหล่งชุมชน


น.ส.โสภิดา กล่าวต่อว่า ล่าสุดในปี 2559 ทางชุมชนทราบว่า ได้จัดซื้อที่ดินในบริเวณใกล้เคียง (ห่างจากโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร) ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลขุนตัดหวายเช่นกัน เพื่อเตรียมการสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่ 2 ซึ่งการจัดการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สงขลาไบโอเพาเวอร์ จำกัด ทางชุมชนพิจารณาเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างแน่นอน และเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา ทางบริษัท สงขลาฯ ได้ประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจ และความจำเป็นเรื่องความต้องการไฟฟ้าโดยรวม และข้อดีของการมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น ทางตัวแทนกลุ่มคนรักษ์ขุนตัดหวาย ได้สอบถามไปยังบริษัทดังกล่าว แต่มิได้คำตอบในหลายๆ ประเด็น เช่น ความจำเป็นหรือสาเหตุที่ทำให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้น 2 โรงในพื้นที่ตำบลเดียวกัน ไฟฟ้าขาดแคลนจริงหรือไม่


ปริมาณเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ (เศษไม้ยางพารา หรือไม้อื่นๆ) มีเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงหรือไม่ หากขาดแคลนเชื้อเพลิง การจัดการต่อไปจะทำอย่างไร ทางชุมชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการลักลอบนำถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงด้วย


แหล่งน้ำและระบบนิเวศน์ในชุมชน เริ่มมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสื่อมโทรมจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าของโรงที่ 1 หากมีโรงที่ 2 เกิดขึ้น ผลกระทบดังกล่าวจะเพิ่มเป็นทวีคูณ ดังนั้น ทางชุมชนจึงเสนอให้ทางบริษัทดังกล่าว จัดการระบบนิเวศน์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นเดิมก่อนการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่ 2 ปริมาณฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ ส่งผลกระทบต่อชุมชน ถึงแม้ว่าทางโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 จะมีการตรวจวัดและรายงานผกระทบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การกระทำดังกล่าวมีความถี่ในการตรวจวัด ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน ซึ่งน้อยมาก เมื่อเทียบกับกังการผลิตและผลกระทบที่ชุมชนได้รับ


น.ส.โสภิดา กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง พบว่าชาวบ้านทุกหลังคาเรือนให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันคือ หลังจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 ไม่นานชาวบ้านก็เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ฝุ่นละอองจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านหายใจติดขัด กลุ่มผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง ปัญหาเรื่องเสียง มีเสียงดังเป็นช่วงๆ ไกลกว่า 4 กิโลเมตร ปัญหาการใช้น้ำ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 ประสบปัญหาเรื่องน้ำใช้ขาดแคลน จึงมีการขุดเจาะน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์


“ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงกังวลว่าในอนาคตอันใกล้ ชาวบ้านอาจต้องซื้อน้ำใช้ เช่นเดียวกับหลายๆ พื้นที่ก็เป็นได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของผลกระทบที่ชาวบ้านได้เริ่มสัมผัสด้วยตัวเอง สิ่งที่ชาวบ้านพบเจอยังรวมถึงเรื่องของความปลอดภัยในการคมนาคมที่มีรถบรรทุกจำนวนมากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียเพียงชาวบ้านในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเช่นเดียวกัน ดังนั้น ขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการให้ระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล แห่งที่ 2 ของตำบลขุนตัดหวาย ตามอำนาจหน้าที่ที่พอจะช่วยประชาชนในพื้นที่ที่มีผลกระทบโดยตรง” น.ส.โสภิดา กล่าว


ด้านนายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นายอำเภอจะนะ กล่าวว่า การดำเนินการของโรงไฟฟ้าชีวมวลนี้ ทางโครงการโรงไฟฟ้าไม่เคยแจ้งทางอำเภอให้ทราบ เพราะกระบวนการนี้จบอยู่ที่การพิจารณาของสภาอบต. ซึ่งเป็นความลักลั่นของกฎหมาย แต่เมื่อเกิดปัญหาหรือผลกระทบทางอำเภอจะต้องเข้ามาดูแลจัดการ การตั้งโรงงานในชุมนเป็นเรื่องที่ดีคนในชุมชนได้มีงานทำ แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้มีการกว้านซื้อที่ดินใกล้โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์อีกหนึ่งแห่งด้วย เรื่องนี้ทางอำเภอจะส่งเรื่องไปยังจังหวัด พลังงานจังหวัดต่อไป 

คพ.ปลื้มแม่น้ำตาปีตอนบนคุณภาพดีสุดในไทย เผยน้ำเสียในไทยร้อยละ 65 ยังแก้ไขไม่ได้


เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พาสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดล้อมคุณภาพแม่น้ำตาปีตอนบน ซึ่งมีคุณภาพน้ำที่ดีที่สุดในประเทศไทย เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชน และภาคส่วนต่างๆ เกิดความหวงแหน ช่วยกันส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น



นายวิจารย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แม่น้ำตาปีตอนบนดีที่สุดในไทย โดยดัชนีคุณภาพน้ำได้ 87 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งมีคะแนนสูงสุดในประเทศ ถือว่าหายากมาก สำหรับแหล่งน้ำเมืองไทยที่มีคุณภาพดีขนาดนี้ โดยแม่น้ำตาปีมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาหลวง ในอ.พิปูน และอ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช มีระยะทาง 232 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ แม่น้ำตาปีตอนล่าง ตั้งแต่แม่น้ำพุมดวงบริเวณปากแม่น้ำ ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ถึงแม่น้ำตาปีบริเวณบ้านวังม่วง ต.นากระชะ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช


และช่วงแม่น้ำตาปีตอนบน อยู่ระหว่างบ้านขุนพิปูน ต.ยางค้อม อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งตลอดระยะทางมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เอื้ออำนวยต่อการรักษาคุณภาพน้ำ


สิ่งสำคัญคือได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อบต.ยางค้อม ที่ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับแหล่งน้ำ ซึ่งในเดือนก.ค. นี้ แม่น้ำตาปีจะมีอายุครบ 100 ปีด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่สามารถรักษาคุณภาพน้ำไว้เป็นอย่างดี


อธิบดีคพ. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2558 คพ.ได้ตรวจวัดคุณภาพแหล่งน้ำ 65 แห่งทั่วประเทศ 366 จุด พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีร้อยละ 34 พอใช้ร้อยละ 41 และเสื่อมโทรมร้อยละ 25 โดยแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตาปีตอนบน แม่น้ำจาง แควน้อย และแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ แม่น้ำกวง ลำตะคองตอนล่าง ระยองตอนล่าง ป่าสัก ลพบุรี เจ้าพระยาตอนบน ท่าจีนตอนกลางและล่าง


ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย และการควบคุมการระบายน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยภาพรวมของประเทศสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือร้อยละ 35 จากน้ำเสียทั้งหมด 9.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งอีกร้อยละ 65 ยังเป็นปัญหาที่ต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป 

วอนคนกรุงเลิกทิ้งไขมันลงท่อ-สกัดมลพิษ


กทม. - เมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่โรงแรมปรินส์ตั้น พาร์ค สวีท เขตดินแดง นายอภิรัฐ ตราดุษฎี รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.กทม.) เป็นประธานเปิดอบรมโครงการส่งเสริมการให้ความรู้ในการกำจัดไขมันอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน สสล. สำนักงานเขต ประกอบด้วย ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล และพนักงานขับรถและผู้ปฏิบัติงานของฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น


นายอภิรัฐกล่าวว่า การจัดอบรมครั้งนี้จะให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติจัดการไขมันอย่างถูกต้องให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้การจัดการไขมันมีประสิทธิภาพ ซึ่งการให้บริการกำจัดไขมันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเก็บขน กำจัด ตลอดจนแปรรูปไขมันจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากการทิ้งไขมันที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ด้วยการให้บริการประชาชนและสถานประกอบการต่างๆ ปรับปรุงโรงงานกำจัดและแปรรูปไขมัน และเป็นการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ กทม.ขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งไขมันลงท่อระบายน้ำ ลดปัญหาการอุดตัน และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

พบสะพานแขวนสร้างรุกอุทยานฯภูกระดึง-ภูผาม่าน กรมอุทยานฯอ้างยังรื้อไม่ได้ติดปัญหามวลชน


เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีในฐานะรักษาการอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการร้องเรียนให้กรมอุทยานฯ ตรวจสอบการก่อสร้างสะพานวังอีเมือง สะพานแขวนข้ามลำน้ำพอง ในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงและอุทยานฯภูผาม่าน หมู่ 7 บ้านนาน้อย ต.ศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย ว่า เรื่องนี้กรมอุทยานฯ ได้ตรวจสอบและมีข้อสรุปคือ ต้องรื้อสะพานดังกล่าว เพราะเป็นการสร้างในเขตอุทยานฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม มีราษฎรในพื้นที่ร้องเรียนต่อ กอ.รมน.จังหวัดเลย ซึ่งกอ.รมน.จังหวัดเลยทำหนังสือมาที่กรมให้ทบทวนการรื้อถอนสะพานดังกล่าว เนื่องจากกระทบต่อประชาชนในพื้นที่


“จริงๆ แล้วการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่อุทยานฯ ถือว่ามีความผิด แต่ในฐานะที่กรมอุทยานฯ เป็นหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ต้องรับฟังเสียงจากประชาชน ลำพังอุทยานฯ อยากรื้อแทบแย่ แต่เกรงจะกระทบต่อคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557 ที่ต้องดำเนินการโดยไม่กระทบต่อประชาชนราษฎรยากจน จึงต้องพิจารณาทบทวนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดอีกครั้ง ว่าจะดำเนินการอย่างไร คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่นาน” นายธัญญา กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสะพานวังอีเมือง เป็นสะพานแขวนข้ามลำน้ำพอง ที่มีโครงสร้างเป็นปูนซีเมนต์ในลักษณะถาวร สร้างโดยกลุ่มราษฎรในพื้นที่ เพื่อใช้แทนสะพานไม้ชั่วคราวเดิมที่ใช้สัญจรไปมา โดยตรวจพบการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2556 และได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ต้องดำเนินการตามมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯ ในการรื้อถอนสะพาน


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บางส่วนในพื้นที่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยข้อสรุปว่าสะพานอยู่นอกเขตอุทยานฯ ทั้ง 2 แห่ง จนเรื่องดังกล่าวยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน และไม่สามารถรื้อถอนได้ ขณะเดียวกันขอให้เจ้าหน้าที่รังวัดจากกรมอุทยานฯ ที่มีความเชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งมีข้อสรุปว่าสะพานอยู่ในเขตอุทยานฯ แน่นอน จึงต้องรื้อถอนออกจากพื้นที่ตามกฎหมาย ภายหลังการยึดอำนาจของ คสช. กลุ่มชาวบ้านเข้าร้องเรียนต่อ กอ.รมน.จังหวัดเลย เพื่อไม่ให้รื้อถอนสะพานโดยอ้างคำสั่ง คสช. 66/2557 กอ.รมน.จังหวัดเลยจึงหนังสือมาที่กรมอุทยานฯ ให้ทบทวนการรื้อถอนสะพาน ขณะที่กรมอุทยานฯ มีความเห็นว่ากรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว หากกรมอุทยานฯ ไม่ดำเนินการ จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีการบุกรุกพื้นที่หลายสิบครัวเรือน โดยบางรายไม่ใช่ราษฎรในพื้นที่ที่มีฐานะยากจน แต่มีทะเบียนบ้านอยู่ใน กทม. และมีนามสกุลดังเป็นที่รู้จักในสังคม 

แพร่รณรงค์หยุดเผา-แก้หมอกควัน


แพร่ - เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายธวัชชัย สิทธิวีระกุล เกษตรจังหวัดแพร่ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการหยุดการเผาในพื้นที่การ เกษตร ที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.แพร่ โดยมีเกษตรอำเภอจาก 8 อำเภอของจังหวัด เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าพนักงานธุรการของสำนักงานเกษตร จ.แพร่ เข้าร่วมโครงการ โดยบูรณาการการชี้แจงแผนงาน โครงการส่งเสริมการเกษตรประจำปี 2559 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินโครงการ ตลอดจนจัดทำแผนปฏิบัติงาน บูรณาการโครงการ ส่งเสริมเกษตรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


นายธวัชชัยกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ได้ประสบปัญหาหมอกควันปกคลุม และเกิดมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง ทั้งในพื้นที่ป่า และพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผาดังกล่าวส่งผล กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก จึงจัดโครงการดังกล่าวขึ้นเพื่อสนับสนุนการหยุดการเผาในพื้นที่การเกษตรในระยะต่อไป

น่ากลุ้ม!! อุณหภูมิปี 2558 ส่อร้อนสุดในประวัติศาสตร์

เอเอฟพีรายงานวันที่ 25 พ.ย.ว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกหรือดับเบิลยูเอ็มโอ เปิดตัวเลขสภาพอากาศโลก ก่อนการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า ปีพ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 เสี่ยงเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ได้ เพราะอุณหภูมิบริเวณผิวมหาสมุทรขึ้นสู่ระดับสูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกสถิติ



นายมิเชล จาร์โรด์ เลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นข่าวร้าย ข้อมูลจากดับเบิลยูเอ็มโอแสดงให้เห็นอุณหภูมิบนแผ่นดินและทะเลในช่วง 10 เดือนแรกของปีพุ่งสูงสู่ระดับสูงสุดเท่าที่เคยวัดในปีนี้ และทะลุสถิติสูงสุดที่ปี 2557 เคยครองไว้ไปแล้ว

อุณหภูมิเฉลี่ยในปีนี้เข้าสู่หมุดหมายที่มีความสำคัญ เพราะเป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียสจากระดับในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 ยังเพิ่มสู่ระดับสูงสุดเท่าที่ดาวเทียมสำรวจเคยบันทึกข้อมูลได้ตั้งแต่ปี 2536

นายจาร์โรด์กล่าวถึงทางออกว่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงควบคุมได้โดยคนรุ่นปัจจุบัน แต่หากปล่อยไปคนรุ่นต่อไปจะไม่มีทางให้เลือกอีก

นํ้ามันลามถึงปราณ

โลมาลอยตาย ภาพดาวเทียม ยันมาจากเรือ!


ปิดหาด - จนท.เก็บกู้ซากโลมาปากขวด มีร่องรอยเปื้อนคราบน้ำมัน
เกยตื้นตายหน้าชายหาดวนอุทยานฯปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
ส่งพิสูจน์หาสาเหตุ พร้อมสั่งปิดหาดหลังเจอคราบน้ำมันเหมือนหาดหัวหิน
เมื่อวันที่ 29 ต.ค.

คราบน้ำมันอ่าวไทยลามถึงหาดปราณบุรีแล้ว ต้องสั่งปิดห้ามเล่นน้ำสำรวจพบฝูงโลมาปากขวดโผล่ แต่ปรากฏว่ามีลูกโลมาลอยตายอยู่ 1 ตัว เตรียมส่งไปพิสูจน์ว่าเกิดจากคราบน้ำมันหรือไม่ ส่วนหาดหัวหินสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คราบน้ำมันเริ่มหายไปแล้ว ด้านอุทยานฯระดมเจ้าหน้าที่ลุยเก็บใหญ่ คาดกลับมาเป็นปกติลงเล่นน้ำได้ภายในเร็วๆ นี้ จิสด้าเผยภาพดาวเทียมยันคราบน้ำมันออกมาจากกลุ่มเรือที่อยู่ในบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองและปากแม่น้ำท่าจีน ไม่ใช่เกิดจากการขุดเจาะปิโตรเลียมอย่างแน่นอน

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าปัญหาคราบน้ำมันจากเรือปริศนาในอ่าวไทย ที่คลื่นซัดพัดมายังชายหาดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้หาดสกปรก เป็นแนวยาว กระทบต่อทัศนียภาพและการ ท่องเที่ยวนั้น พบว่าช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ตลอดแนวชายหาดหัวหินตั้งแต่ชายหาดเขาตะเกียบถึงสะพานปลาหัวหิน คราบน้ำมันลดปริมาณลงไปมากแล้ว คงเหลือน้ำมันที่แตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ อยู่บนชายหาด

ขยะที่เปื้อนคราบน้ำมันจนเป็นสีดำลอยอยู่ในทะเล ทั้งเศษไม้ ขวด และถุงพลาสติก ซึ่งจะต้องเก็บออกไป แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงบ้าง ชายหาดสะอาดมากขึ้น และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนก็มีความมั่นใจเริ่มกลับลงท่องเที่ยวพักผ่อนบนชายหาดหัวหินบ้างแล้ว ทั้งขี่ม้า เล่นปิงปองชายหาด และวิ่งจ๊อกกิ้ง แต่เจ้าหน้าที่แนะนำว่ายังไม่ควรลงเล่นน้ำในระยะนี้เพราะยังมีคราบน้ำมันที่เปื้อนอยู่กับขยะลอยอยู่ในทะเล โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ, นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวลฯ, และเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองหัวหินหลายร้อยคนช่วยกันเก็บขยะและคราบน้ำมันบนชายหาด

นายวัฒนา พรประเสริฐ ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯได้นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานจากอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จำนวน 50 นาย มาร่วมกับทางเทศบาลเมืองหัวหิน เพื่อช่วยกำจัดคราบน้ำมันที่ยังเหลือบนชายหาดหัวหิน เพราะหากปล่อยไว้นานคราบน้ำมันอาจจมลงใต้พื้นทราย ทำให้การจัดเก็บยิ่งยากมากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้

นายวัฒนาเปิดเผยว่า กรมอุทยานฯ ได้สั่งให้ทุกอุทยานที่มีแนวพื้นที่ติดชายหาดเฝ้าระวังสถานการณ์คราบน้ำมันที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งของจ.ประจวบคีรีขันธ์มี 2 อุทยาน กับ 4 วนอุทยาน ล่าสุดพบปัญหาคราบน้ำมันที่วนอุทยานปราณบุรี คาดว่าจะเป็นกลุ่มคราบน้ำมันกลุ่มเดียวกันกับที่เข้าหาดหัวหิน จึงได้เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บคราบน้ำมันเป็นการด่วน และสั่งให้ปิดการให้บริการในส่วนของการเล่นน้ำชายหาดไปก่อนจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยหลังจากนี้จะประเมินความเสียหาย หากพบว่าทางวนอุทยานได้รับความเสียหายมากจะมอบหมายให้นายสมศักดิ์ กรีธาธร หัวหน้าวนอุทยานปราณบุรีเข้าแจ้งความที่ สภ.ปราณบุรี ต่อไป

ทางด้านนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินระบุว่า สถานการณ์คราบน้ำมันบนชายหาดหัวหินดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ร่วมมือกันเร่งกำจัดคราบน้ำมันเพื่อให้ชายหาดสะอาดโดยเร็วที่สุด ซึ่งตอนนี้คราบน้ำมันขนาดใหญ่บนชายหาดเก็บไปเกือบหมดแล้ว เหลือแต่น้ำมันที่แตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ซึ่งจะเก็บช้ากว่า แต่ปัญหาสำคัญคือขยะที่ยังลอยในทะเล ต้องรอให้คลื่นซัดเข้าหาดจึงจะสามารถเก็บได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้พบคราบน้ำมันบางส่วนถูกคลื่นซัดไปที่ชายหาดหน้าวนอุทยานปราณบุรี อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตลอดแนวชายหาดความยาวประมาณ 1,200 เมตร ซึ่งคราบน้ำมันมีลักษณะเดียวกัน คือข้นเหนียว มีสีดำตกค้างอยู่บนชายหาดเป็นก้อนๆ เมื่อถูกแดดแล้วละลายขยายตัว และส่วนใหญ่เปื้อนกับขยะจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติได้ระดมกำลังในการเก็บคราบน้ำมันออกจากชายหาด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างที่กำลังเก็บคราบน้ำมันอยู่นั้น พบฝูงโลมาปากขวดนับสิบตัวมาว่ายอยู่ห่างจากชายหาดประมาณ 100 เมตร และพบว่ามีลูกโลมาขนาดเล็ก ลอยขึ้นมาผิวน้ำแบบผิดสังเกต กระทั่ง ลูกโลมาลอยเข้าใกล้ฝั่งในระยะ 50 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้เดินลุยน้ำออกไปนำลูกโลมาเข้ามา พบว่าเป็นลูกโลมาปากขวด เพิ่งตายได้ไม่นาน อายุ 1-2 ปี ตามลำตัวไม่พบบาดแผลใดๆ ผิวหนังยังไม่เปื่อยยุ่ย พบมีร่องรอยคราบน้ำมันตามตัวลูกโลมาโดยไม่พบว่าตายด้วยสาเหตุอะไร ขณะนี้เจ้าหน้าที่อุทยานได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ชุมพร มาตรวจสอบ เพื่อหาสาเหตุการตายเป็นการด่วนแล้ว

นอกจากนี้ พล.ร.ต.สิทธิพร มาศเกษม ผู้บังคับหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวลได้สนับสนุนเรือตรวจการณ์ ต.229 ในการสำรวจคราบน้ำมันที่หลงเหลืออยู่ในทะเล หลังจากทัพเรือภาคที่ 1 ได้บินสำรวจพบคราบน้ำมันห่างจากฝั่งประมาณ 3-5 ไมล์ทะเล มีนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม นายอำเภอหัวหิน พร้อมด้วยนายจีรวัฒน์ พราหมณี รองปลัดเทศบาลเมืองหัวหิน, นายสุรชัย สินประกอบ พลังงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นางจิรัฎฐ์ ปรานต์ประสิทธิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมฯ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงเรือสำรวจคราบน้ำมันด้วย

สำหรับการสำรวจเริ่มตั้งแต่ชายหาดหัวหินจนถึงปากน้ำปราณ ระยะห่างฝั่ง 10 กิโลเมตร พบคราบน้ำมันเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำทะเลมาตรวจเบื้องต้น น้ำทะเลไม่มีกลิ่นน้ำมัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าคราบน้ำมันลักษณะนี้จะสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ใช้ระยะเวลา 2-3 วัน ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ก็ได้นำอากาศยานขึ้นบินสำรวจแนวชายหาดหัวหินไปจนถึงปราณบุรีด้วย ซึ่งก็มีรายงานตรงกันว่าขณะนี้ปริมาณคราบน้ำมันในทะเลน่าจะน้อยลงหรือหมดลงแล้ว คาดว่าเมื่อทุกฝ่ายระดมกำลังกันทำความสะอาดชายหาด ชายหาดหัวหินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถลงเล่นน้ำทะเลได้ภายใน 1-2 วันนี้

วันเดียวกัน นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กล่าวถึงกรณีคราบน้ำมันลอยปะปนกับขยะมูลฝอยเข้ามาบริเวณชายหาดหัวหินตลอดแนวถึงชายหาดเขาตะเกียบระยะทางกว่า 10 ก.ม.ว่า จากการตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา พบมีคราบน้ำมันออกมาจากกลุ่มเรือที่อยู่ในบริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง และปากแม่น้ำท่าจีน แต่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเรือลำไหนปล่อยคราบน้ำมันออกมา ไม่ยืนยันว่าปล่อยมาแค่เรือลำเดียวหรือหลายลำ เนื่องจากภาพถ่ายดาวเทียมที่ตรวจสอบนั้นมีความละเอียดของภาพไม่สูงมากพอ โดยบริเวณที่เกิดคราบน้ำมันดังกล่าวอยู่ห่างจากชายหาดหัวหินประมาณ 100 ก.ม. โดยคราบน้ำมันค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปบริเวณชายหาดหัวหินใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ซึ่งตรงกับเวลาที่พบคราบน้ำมันดังกล่าวพอดี สรุปได้ว่าคราบน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มเรือ ไม่ใช่คราบน้ำมันจากการขุดเจาะปิโตรเลียมแต่อย่างใด

ด้านนางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานกับสำนักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 8 (ราชบุรี) และเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบ คีรีขันธ์ เพื่อติดตามสถานการณ์ดังกล่าว โดยเทศบาลเมืองหัวหินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินการนำกำลังคนลงพื้นที่จัดเก็บก้อนน้ำมันตลอดแนวชายหาด ทั้งนี้ ส่วนแหล่งน้ำทะเลได้ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในพื้นที่ชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ชายหาดหัวหิน ชายหาดตะเกียบ ชายหาดสวนสนประดิพัทธ์ และชายหาดเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพบว่าเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมา บริเวณชายหาดชะอำทางด้านเหนือไม่พบคราบน้ำมัน แต่ทางด้านใต้ชายหาดพบคราบน้ำมันจำนวนเล็กน้อย ส่วนบริเวณชายหาดหัวหิน ชายหาดตะเกียบ ชายหาดสวนสนประดิพัทธ์ และชายหาดเขาเต่า ยังคงพบก้อนน้ำมันบริเวณชายหาดค่อนข้างมาก ซึ่งได้มีการนำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาเก็บก้อนน้ำมันและทำความสะอาดบริเวณชายหาดหัวหิน ชายหาดตะเกียบ ชายหาดสวนสนประดิพัทธ์ และชายหาดเขาเต่าแล้ว

นางสุณีกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ได้สำรวจอีกครั้งในวันนี้ (29 ต.ค.) พบว่ามีคราบน้ำมันบริเวณชายหาดลดน้อยลง ส่วนการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนปริมาณปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอนทั้งหมดในน้ำทะเล จำนวน 5 จุด ได้แก่ ชายหาดหัวหิน 3 จุด เขาตะเกียบ 1 จุด และชายหาดสวนสน 1 จุด พบว่าพารามิเตอร์พื้นฐาน ได้แก่ ปริมาณออกซิเจนละลาย ความเค็ม อุณหภูมิ การนำไฟฟ้า ความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเล ประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ ส่วนปริมาณปิโตรเลียม ไฮโดรคาร์บอนทั้งหมดอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ คาดว่าจะทราบผลได้ภายในสองสัปดาห์ ซึ่งกรมควบคุมมลพิษจะรายงานผลการวิเคราะห์ให้ทราบต่อไป

by ThaiWebExpert