ข่าวสด

ศาลสั่งกฟผ. ชดใช้แม่เมาะ

เยียวยา25ล้าน 131เหยื่อมลพิษ


ให้ชดเชย - ชาวบ้านเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จ.เชียงใหม่
ซึ่งตัดสินให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จ่ายชดเชยค่าเสียหาย 25 ล้าน
ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยมลพิษจากฝุ่นละออง
จนมีคนล้มป่วยและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 ก.พ.

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้กฟผ.จ่าย 25 ล้านบาท ชดใช้ชาวบ้านแม่เมาะ ลำปาง เหยื่อมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภายหลังต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2546 ทนายความฝ่ายชาวบ้านระบุพอใจคำตัดสิน แม้ผู้ได้รับผลกระทบบางรายจะได้ค่าชดเชยจำนวนน้อย ต่ำสุดรายละ 20,000 บาท สูงสุด 240,000 บาท ขณะที่บางรายครวญเงินที่ได้ เทียบไม่ได้กับการสูญเสียพ่อป่วยมะเร็งสมอง ส่วนเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ชี้เป็นกรณีตัวอย่าง หากจะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต้องอยู่ห่างไกลชุมชน 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีดำที่ 140-142, 191, 199/2546, 254/2547, 4, 60-70/2548 คดีหมายเลขแดงที่ 60-77/2552 และ 64/2548 กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคือนายคำ อินจำปา ตัวแทนชาวบ้าน ต.นาสัก ต.สบป้าด ต.บ้านดง และ ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และผู้ถูกฟ้องคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีชาวบ้านจาก อ.แม่เมาะ จำนวนกว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยมาจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ


สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ได้รับผลกระทบจาการทำเหมืองและผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ทางเครือข่ายผู้ป่วยฯ ยื่นฟ้องกฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฐานกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายจาก กฟผ.แม่เมาะ มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 เป็นต้นมา จนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา โดยสั่งให้กฟผ.จ่ายเงินชดใช้รวมจำนวน 25 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี 


นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด ทนายความชาวบ้านผู้ฟ้อง กล่าวว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2548 ชาวบ้านจำนวน 477 คน มีผู้ได้รับชดเชยค่าเสียหายจำนวน 131 ราย รวมถึงผู้เสียชีวิตไปแล้วด้วย ส่วนคดีความทั้งหมดที่หมดอายุความ ที่เป็นผู้ฟ้อง หรือชาวบ้านนั้น บางส่วนที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ศาลถือว่ายังมีสิทธิ์ โดยจะนำเงินที่ได้จากการฟ้องร้องครั้งนี้ นำไปหักในส่วนต่อค่าธรรมเนียมศาลที่ขาดอายุความ ก็จะยื่นขอความช่วยเหลือได้ต่อไป 


ทนายความชาวบ้านผู้ฟ้องกล่าวต่อว่า ถือว่าน่าพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีบางรายได้ค่าชดเชยจำนวนมาก บางรายได้ค่าชดเชยจำนวนน้อยก็ตาม เงินค่าใช้จ่ายชดเชยค่าเสียหายที่กฟผ.ต้องชดใช้รวมจำนวน 25 ล้าน ไม่รวมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ชาวบ้านจะได้เงินต่ำสุด รายละ 20,000 บาท และสูงสุด 240,000 บาท


นางปราณี อินปัญโย ชาวบ้าน ต.นาสัก อ.แม่เมาะ กล่าวว่าเป็นตัวแทนพ่อ คือนายสงวน วงค์ดี อายุ 64 ปี ที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็งสมอง และโรคไซนัส ผลการพิจารณาคดีครั้งนี้ ครอบครัวได้รับเงินชดเชย 200,000 บาท ถือว่าไม่พอกับการที่ครอบครัวต่อสู้มานาน และต้องย้ายบ้านออกจากพื้นที่ อ.แม่เมาะ ไปอยู่ที่อื่น จำนวนเงินยังไม่พอกับเงินรักษาพ่อขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เลย อีกทั้งลูกสาววัย 10 ขวบ ก็ยังป่วยด้วยโรคระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน อักเสบเรื้อรัง หมดค่ารักษาจำนวนหลายหมื่นบาท 


ส่วนนางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวว่าพอใจคำตัดสินของศาล แม้บางคนจะได้ค่าเยียวยาน้อยก็ตาม เราต่อสู้มาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ให้สาธารณชนได้รู้ว่า พวกเราได้รับผลกระทบจริง จะทำให้เป็นต้นแบบชุมชนอื่นที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องตนเอง กรณีนี้จะเป็นตัวอย่างให้กฟผ.ตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินแห่งอื่น ต้องระมัดระวังและเลือกสถานที่ที่เหมาะสม คือต้องห่างไกลชาวบ้านและชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบแบบเดียวกับชาวบ้านแม่เมาะ 

คพ.ตั้งงบ590ล.ฟื้นห้วยคลิตี้


เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงพัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ว่า คพ.ได้ตั้งงบประมาณของปี "59 เพื่อเริ่มดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ 590 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี โดยจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 58 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 60 สำหรับรายละเอียดของการฟื้นฟูคือ การก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย การฟื้นฟูพื้นที่บริเวณโรงแต่งแร่ การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติม


นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามจากแนวทางดังกล่าวที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ครั้งที่ 1/58 ได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานทางวิชาการขึ้นมา เพื่อศึกษารูปแบบ และแนวทางในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยมีตัวแทนนักวิชาการภายนอก 5 คน และฝ่ายวิชาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 คน เพื่อศึกษาดูว่าแนวทางในการฟื้นฟูควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งโดยหลักที่คณะทำงานเห็นตรงกันคือต้องนำสารตะกั่วออกจาก ลำห้วยคลิตี้ และพื้นที่ใกล้เคียงให้มากที่สุด โดยการนำสารตะกั่วออกไปนั้นต้องจัดเก็บนอกหมู่บ้าน และต้องไม่ให้มีผลกระทบลงมาสู่ลำห้วยคลิตี้ นอกจากนี้ยังต้องศึกษากระบวนการเยียวยา ซึ่งต้องดูว่าจะเยียวยาชาวบ้านอย่างไร เพราะเรื่องนี้ผ่านมานานมากเเล้ว 


"ชาวบ้านต้องการให้เอาตะกั่วออกจากลำห้วยให้มากที่สุด ตั้งแต่พื้นที่โรงแต่งแร่ และในลำห้วย แล้วนำไปฝังกลบ เหมือนอุตสาหกรรมภายนอก นอกจากนี้ยังมีเรื่องน้ำสะอาดที่ยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน แม้กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้ามาสำรวจ แต่ก็ยังจัดหาน้ำสะอาดให้ชาวบ้านไม่ได้ ทั้งที่เรื่องผ่านมานานเเล้ว" ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงพัฒนากล่าว 

กทม.ติวเข้ม50เขตกำจัดขยะอันตราย ดันสู่"มหานครสิ่งแวดล้อม"


ศาลาว่าการ กทม. - เมื่อวันที่ 22 ม.ค. นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพ มหานคร (สสล.กทม.) เปิดเผยว่า สสล.จัดโครงการอบรมศึกษาดูงานการกำจัดขยะอันตรายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเก็บขนมูลฝอยอันตราย จากสำนักงานเขต 50 เขต และ เจ้าหน้าที่จาก สสล. รวมทั้งสิ้น 240 คน แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 120 คน โดยใช้เวลา 2 วัน 

สำหรับการจัดอบรม มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายหลายหน่วยงาน อาทิ จากกองจัดการขยะ ของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล สสล. เรื่อง "กรุงเทพมหานครกำจัดขยะอันตรายอย่างไร" สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "เก็บขนขยะไม่ถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร" และกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย (สนอ.) เรื่อง "เก็บขนขยะอันตรายอย่างไร ให้ปลอดภัยจากสารพิษ" 

สำหรับการอบรมรุ่นที่ 1 เริ่มไปแล้วเมื่อวันที่ 22-23 ม.ค. และรุ่นที่ 2 วันที่ 29-30 ม.ค. โดยจะเดินทางไปศึกษาดูงานสถานที่กำจัดมูลฝอยอันตราย ของ บริษัท เวสต์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 

"โครงการนี้จะนำไปสู่การผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพฯ 12 ปี ระยะที่ 2 พ.ศ. 2556-2559 ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อเป็นต้นแบบด้านการบริหารมหานคร ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5.3 การเสริมสร้างให้บุคลากรของกรุงเทพฯ มีความพร้อมทั้งด้านศักยภาพ คุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจเพื่อร่วมพัฒนามหานครให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน" นางสุวรรณากล่าว

ที่สถานที่ก่อสร้างบ่อกำจัดขยะ ต.มหาพราหมณ์ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เปิดโครงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะ โดยนายอภิชาต โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรี อยุธยา กล่าวว่า บ่อขยะแห่งใหม่เป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ถูกออกแบบให้เป็นบ่อขยะแบบครบวงจร 

ผู้สื่อข่าวจ.พระนครศรีอยุธยาเป็น 1 ใน 6 จังหวัด ประกอบด้วย นครปฐม สระบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี ในการนำร่องแก้วิกฤตขยะล้นเมืองให้ได้ตามแผนเร่งด่วน 6 เดือน

พลาสติกรีไซเคิลสดใส

ผู้เขียน: 
คอลัมน์ วงล้อเศรษฐกิจ


มองว่าในปี 2558 อุตสาหกรรมรีไซเคิลจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง จากการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำธุรกิจรีไซเคิลมากขึ้น

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าในปี 2556 มีปริมาณขยะพลาสติกที่มาจากการบริโภคในชุมชนและการใช้งานในอุตสาห กรรม ประมาณ 2.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 13.1% จากปี 2554 คิดเป็นการบริโภคพลาสติกกว่า 32.1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

การรีไซเคิลจึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดปริมาณขยะ ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะพลาสติกได้

ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลาสติกรีไซเคิลในประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปมาก มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2556 มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกกว่า 0.8 ล้านตัน เติบโตกว่า 48.8% จากปี 2554 ที่มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกอยู่ 0.5 ล้านตัน โดยพบว่าการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะพลาสติกมากถึง 126.8-147.4%

มองว่าในปี 2558 อุตสาหกรรมรีไซเคิลจะยังขยายตัว ต่อเนื่อง จากการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีประสบ การณ์และความเชี่ยวชาญด้านระบบการจัดการขยะรีไซเคิลเข้ามาลงทุนทำธุรกิจรีไซเคิลในไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อขยะพลาสติก และยังส่งผลดีต่อคุณภาพการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกใหม่อีกด้วย

คาดว่าในปี 2558 จะมีสัดส่วนการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเพิ่มสูงขึ้นจาก 37.9% ในปี 2557 เป็น 40.0% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด และน่าจะส่งผลให้ตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในไทยมีมูลค่าสูงถึง 27,520-28,900 ล้านบาท เติบโต 16.8-22.7% จากปี 2557

มองว่าตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10% ต่อปี ในอีกระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังมีโอกาสนำขยะพลาสติกในชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อีกมาก

โดยหากสามารถเพิ่มปริมาณการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นสัดส่วน 70.0-75.0% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด ประเมินว่าตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะมีมูลค่าสูงถึง 50,170-57,300 ล้านบาท

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด 

ชาวสามโคกค้านโรงไฟฟ้าขยะ

เมื่อเวลา 12.00 วันที่ 11 ม.ค. ที่บริเวณสวนสาธารณะหมู่บ้านอธิเชฐธานี ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ชาวบ้าน ต.เชียงรากใหญ่ กว่า 500 คน นำป้ายผ้าเขียนข้อความคัดค้านไม่ต้องการโรงงานไฟฟ้าขยะที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมเผาโมเดลโรงงานไฟฟ้าขยะ หลังมีการลงนามความร่วมมือโดยผู้บริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับบริษัทเอกชน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2557 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก เข้ามาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

ว่าที่ร.ต.ทวีศักดิ์ อินกว่าง ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ตั้งแต่ จ.ปทุมธานี มีโครงการจะสร้างโรงงานขยะ ชาวบ้านรู้สึกกลัวกับปัญหาที่กำลังจะตามมา จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทที่จะเข้ามาก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท แต่โครงการก่อสร้างใช้งบประมาณกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นความไม่ชอบมาพากล แล้วพื้นที่ใช้ก่อสร้างจำนวน 200 ไร่ พบมีอดีตนักการเมืองเป็นผู้ครอบครอง จำนวน 143 ไร่ จึงง่ายต่อการกว้านซื้อที่ดินจำนวนที่เหลืออีกกว่า 50 ไร่ และสถานที่ก่อสร้างยังอยู่ติดกับที่พักอาศัยเพียง 127 เมตร ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะจัดสร้างโรงงานดังกล่าว

ด้านชาวบ้านรายหนึ่งเผยว่า เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปแอบเผาป่าหญ้าที่รกร้างในพื้นที่จัดสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ จำนวน 200 ไร่ ทำให้ควันไฟปลิวเข้าบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกอาศัยใกล้เคียงจนเกิดความเดือดร้อน โดยชาวบ้านจะขอคัดค้านการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะจนถึงที่สุด 

ขอพื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากขยะ อุตฯเล็งจุดแรกกาญจนบุรี-ก่อนขยายทั่วประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกับกลาโหมขอใช้พื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจร เล็งจุดแรกที่กาญจนบุรี ก่อนขยายไปทั่วประเทศเน้นจังหวัดที่มีโรงงานขนาดใหญ่ และจำนวนมากก่อน

นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการจัดการกากอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมว่า เร็วๆ นี้ กระทรวงจะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อขอใช้พื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจร ซึ่งอาจมีหลายแห่ง แต่จะเริ่มดำเนินการที่บริเวณภาคตะวันตก ในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่นำร่องและจะขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

"การจัดตั้งนิคมดังกล่าวต้องใช้พื้นที่มากพอสมควร เพื่อเป็นเขตกันชนกับชุมชน (Buffer Zone) และลดปัญหาความขัดแย้ง ประเด็นเรื่องการจัดหาพื้นที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยหลังจากได้พื้นที่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีมาตรการทางกฎหมาย ให้ผู้ประกอบการที่มีกากขยะอุตสาหกรรม ส่งกากขยะอุตสาหกรรมมายังนิคมฯ และบังคับให้นำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบ โดยตั้งเป้าหมายอย่างน้อย 6 พื้นที่ ในจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากก่อน"

ส่วนความคืบหน้าการออกใบอนุญาตประทานบัตรของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ซึ่งนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ได้อนุมัติไปแล้วหลายร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแปลงขนาดเล็ก โดยมี 3 เรื่องที่ยังติดอยู่ที่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เรื่องที่จะมีการเร่งรัดต่อไปนั่นคือเรื่องเหมืองแร่โพแทช ที่ใช้ในการทำปุ๋ย แร่ทองคำและแร่ควอตซ์ ที่ใช้ในการผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกรณีการขอต่อประทานบัตร ที่ติดปัญหาตรงพื้นที่ตั้งที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำหรือเขตป่าซึ่งไม่ใช่อำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้ให้ กพร. จัดทำหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าประเภทใดที่สามารถขอผ่อนผันได้ และประเภทใดที่ผ่อนผันไม่ได้ ส่วนใดอยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานใด เพื่อให้ผู้ประกอบการจะได้ทราบแนวทางปฏิบัติต่อไป

ด้าน นายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า หลักการสำคัญที่ทำให้ขณะนี้กระทรวงมีนโยบายต้องเร่งรัดในส่วนการนำแร่ออกมาใช้นั้น เนื่องจากปัจจุบันไทยมีแร่ที่มีมูลค่าอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะแร่โปแตช และแร่ควอตซ์ ซึ่งเป็นแร่ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ทางการต้องการผลักดัน 

สผ.ให้ทบทวนใหม่-เขื่อนแม่วงก์

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงปักหลักแสดงจุดยืนคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เป็นวันที่สาม โดยในวันที่ 19 พ.ย.นี้ คณะกรรมการผู้ชำนาญการจะประชุมพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอ) ของโครงการ

ต่อมาเวลา 11.00 น. ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิสืบฯ กำหนดจัดเสวนาคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ แต่ทางทหารสั่งห้าม โดยระบุขอความร่วมมืองดจัดเสวนา เนื่องจากยังอยู่ในช่วงกฎอัยการศึก ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน


ด้านนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีความสมบูรณ์อย่างมาก เป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของเสือโคร่ง ที่ขยายพันธุ์ออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผืนป่ามรดกโลก ซึ่งในอนาคตป่าแม่วงก์จะต้องผนวกเป็นพื้นที่มรดกโลกด้วย กรมอุทยานฯ มองว่าหากปล่อยให้สร้างเขื่อน จะต้องมีปัญหาแน่นอน ที่สำคัญป่าแม่วงก์อุดมสมบูรณ์เกินกว่าที่จะเอาพื้นที่ป่าไปสร้างเขื่อน จึงทำหนังสือแจ้งคณะผู้ชำนาญการว่า จากข้อมูล ข้อเท็จจริง และสภาพที่เป็นอยู่เวลานี้ กรมอุทยานฯ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนแม่วงก์ 


ต่อมาเวลา 16.30 น. นายสมเกียรติ ประจำวงศ์ ผอ.สำนักกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมว่า สผ.ให้กรมชลประทานและกรมอุทยานฯ ไปพิจารณาถึงขอบเขตการสำรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะมูลค่าป่าไม้ รวมถึงความสูญเสียด้านทรัพยากรธรรมชาติว่าคุ้มค่าหรือไม่ โดยให้ทั้ง 2 กรมมีแผนการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่กำหนดระยะเวลาในการสำรวจว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด กรมชลฯ ยินดีรับฟังข้อมูลของกรมอุทยานฯ อาจจะต้องเข้าไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ รวมทั้งจะคุยกับมูลนิธิสืบฯ เรื่องการจัดการน้ำด้วย เพราะ สผ. ท้วงมาว่าข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ถ้าการพิจารณาอีเอชไอเอไม่ผ่าน เขื่อนก็เกิดขึ้นไม่ได้
 

ทองผาภูมิ ลุยผุดศูนย์รีไซเคิลขยะ

กาญจนบุรี : ที่ศาลาประชาคมบ้านหนองเจริญ ต.ลิ่นถิ่น อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายจำรัส กังน้อย นายอำเภอทองผาภูมิ เป็นประธานการทำประชาคม “ศูนย์ควบคุมคุณภาพขยะมูลฝอย” โดยหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 200 คน

นายจำรัสกล่าวว่า เมื่อปี 2554 จังหวัดมีนโยบายแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยภายในชุมชนทุกแห่งให้เป็นระบบ โดยมีกระบวนการนำขยะมายังสถานที่ซึ่งมีการบริหารจัดการที่ถูกหลักสุขาภิบาล ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การนำขยะมาผ่านการรีไซเคิล หรือนำสู่กระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าในอนาคต โดย อ.ทองผาภูมิ ใช้พื้นที่เขตนิคมสหกรณ์ทองผาภูมิ หมู่ 6 ต.ลิ่นถิ่น และมอบหมายให้เทศบาลตำบลทองผาภูมิ และลิ่นถิ่น ซึ่งขอใช้พื้นที่ 90 ไร่

ภายหลังการทำประชาคม ปรากฏว่าชาวบ้านเสียงข้างมากเห็นด้วยกับโครงการนี้ เพื่อทำให้ชาวลิ่นถิ่นแปรรูปขยะมูลฝอย ให้กลับมามีประโยชน์ต่อชุมชนทั้งการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นต่อไป 

เผยขยะโฟมพุ่งสูงวันละ61ล.ใบ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ; นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2552-2556 พบปริมาณขยะประเภทโฟมเพิ่มขึ้นจาก 34 ล้านใบต่อวัน เป็น 61 ล้านใบต่อวัน หรือเฉลี่ยคนไทยสร้างขยะโฟมเพิ่มขึ้นคนละ 1 ใบต่อวัน โดยเฉพาะในเมืองพบขยะประเภทโฟมมากกว่าปกติ โฟมเป็นขยะที่มีความคงทนสูง ใช้เวลาการย่อยสลายนานกว่า 100 ปี อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านมลพิษ สิ้นเปลืองงบประมาณ และพื้นที่ฝังกลบ การกำจัดขยะโฟมจึงต้องระมัดระวัง ด้วยการเผาในอุณหภูมิที่ถูกต้องเพื่อเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน นอกจากนี้ เมื่อนำโฟมไปใช้บรรจุอาหารที่ร้อนจัดจะเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดสารอันตราย เช่น สไตรีน และเบนซิน ซึ่งมีส่วนในการทำลายไขกระดูก ตับ ไต และมีผลต่อระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว รวมทั้งอาจเป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้จำนวนเม็ดเลือดลดลงและทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

"คพ. สนับสนุนและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกย่อยสลายได้ ชานอ้อย เยื่อไผ่ หรือมันสำปะหลัง และส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ย่อยสลายง่าย และไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐจะเป็นหน่วยงานนำร่องเพื่อเป็นตัวอย่างและขยายผลไปสู่ภาคประชาชน ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีนโยบายให้ร้านค้าภายในหน่วยงานของ ทส.ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสวนสัตว์ จะต้องไม่ใช้โฟมหรือถุงพลาสติกบรรจุอาหารเด็ดขาด ขณะที่ร้านค้าในสำนักงาน คพ.ขณะนี้ปลอดทั้งโฟมและถุงพลาสติก 100 เปอร์เซ็นต์" อธิบดี คพ.กล่าว

ด้าน นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือไปยังอุทยานฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ ให้กวดขันกับร้านค้าภายในอุทยานฯ ไม่ให้ใช้โฟมหรือถุงพลาสติกเพราะเป็นสิ่งที่กำจัดยาก หากมีการทิ้งไม่ถูกที่จะเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี แต่ยังพบการใช้ถุงพลาสติกอยู่บ้าง 

ส.ก.จี้ดูแลปลอดภัย-แก้ขยะล้นกรุง

ศาลาว่าการกทม. - ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากทม. เป็นประธานการประชุมสภากทม. สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2 โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯ กทม. คณะผู้บริหารสมาชิกส.ก. เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม โดยนายวิชาญ ธรรมสุจริต ส.ก. ได้ เสนอญัตติเรื่องขอให้กทม.เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่จุดเสี่ยง ขณะที่ พล.ต.ท.ธีระศักดิ์ ง่วนบรรจง ส.ก.เสนอญัตติเรื่อง ขอให้กทม. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างจริงจัง ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบทั้ง 2 ญัตติ และส่งให้ฝ่ายบริหารดำเนินการต่อไป

นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวก่อนที่ประชุมมีมติว่า กทม.มีเป้าหมายลดปริมาณขยะ คือให้ประชาชนช่วยกันคัดแยกขยะจากต้นทาง และในอนาคตมีนโยบายแปรสภาพเพิ่มมูลค่าของขยะในรูปแบบพลังงาน ปุ๋ย และวัสดุรีไซเคิล เพื่อลดการทำลายแบบฝังกลบได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากนี้ กทม.จะปรับปรุงกฎหมายมาบังคับใช้ในการพิจารณาแนวทางการจัดเก็บขยะต่อไป

by ThaiWebExpert