ข่าวสด

กรมควบคุมมลพิษ รับฟื้นฟูห้วยคลิตี้ล่าช้า


วันที่ 23 ก.ค. ที่กรมควบคุมมลพิษ ชาวบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ประมาณ 10 คน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) เร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และเยียวยาความทุกข์ร้อนของชาวบ้านระหว่างการฟื้นฟู 

นายธนกฤต โต้งฟ้า ตัวแทนเยาวชนบ้านคลิตี้ล่าง กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ คพ. ช่วยจัดหาแหล่งน้ำสะอาด หรือหางบประมาณช่วยชาวบ้านทำประปาภูเขา และเฝ้าระวังผลกระทบที่จะก่อให้เกิดกับสุขภาพหรือชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งให้ข้อมูลแนวทางการฟื้นฟูลำห้วยกับชาวบ้าน โดยสรุปให้เข้าใจง่ายหรือใช้ภาษาถิ่นในการนำเสนอข้อมูล เพื่อเป็นข้อมูลในการมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ของชุมชนให้ข้อมูลการศึกษา 

ด้านนายวิเชียรกล่าวว่า การฟื้นฟูลำห้วยนั้นต้องรอผลการศึกษาในการทำแผนการฟื้นฟูจากม.ขอนแก่น ถึงจะดำเนินการฟื้นฟูได้ ซึ่งขณะนี้ล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไปมาก แต่เพื่อข้อมูลที่โปร่งใส จำเป็นต้องใช้ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี ถึงจะทำการศึกษาเเล้วเสร็จ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการหาแหล่งน้ำสะอาด และการรักษาสุขภาพของชาวบ้าน คพ.จะรับเป็นคนกลางติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปดูแล เพราะคพ.ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการได้  

ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงฯ กล่าวว่า การที่คพ.ให้ม.ขอนแก่น เข้ามาศึกษาข้อมูลจัดทำแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ถือว่าเป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ที่ทำให้การฟื้นฟูล่าช้า ทั้งที่ คพ.ศึกษาข้อมูลเรื่องนี้มา 16 ปีแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เอาผลการศึกษาที่ผ่านมามาใช้ประโยชน์ และตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ คพ.กำหนดแผนงาน วิธีการ และฟื้นฟูลำห้วย คพ.ไม่เคยจัดประชุมคณะทำงาน ที่ตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูลำห้วยเลย ทำให้มีปัญหาในเรื่องการสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน และชาวบ้านไม่เคยทราบข้อมูลแผนงานเกี่ยวกับการฟื้นฟูลำห้วยเลย 

เร่งหาสาเหตุไฟไหม้โกดังบางปู


     เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 2 ก.ค. พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. นำกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากฐานทัพเรือกรุงเทพ เข้าตรวจสอบที่โกดังเก็บสารเคมี บริษัท บางปู อินเตอร์ โมเดิล ซิสเต็มส์ จำกัด ซอย 13 บี นิคมอุตสาหกรรมบางปู ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังข้อสรุปความคืบหน้าในการตรวจสอบครั้งที่ผ่านมาและหาหลักฐานเพิ่มอย่างละเอียด
     พล.ต.ท.คำรบกล่าวว่า วันนี้นำผู้เชี่ยวชาญด้านเพลิงไหม้และนักวิทยาศาสตร์ทางเคมี มาตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมนำเอกสารรายชื่อของสารเคมีที่ได้จากบริษัท เพื่อ นำไปวิเคราะห์ว่ามีชนิดไหนเป็นอันตรายหรือไม่ และชนิดไหนที่จะเป็นต้นเหตุเพลิงไหม้ พร้อมเก็บรวบรวมหลักฐาน บริเวณห้องทำความเย็นที่พยานเห็นเป็นจุดแรกว่าพบเปลวเพลิง จากนั้นจะนำไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อสรุปหาสาเหตุและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
     ด้านนายณัฐ โพธิสุนทร กรรมการบริษัท กล่าวว่า สำหรับซากปรักหักพังและสินค้า ที่ได้รับความเสียหายจะมอบเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย จึงไม่สามารถเคลื่อนย้าย ไปไหนได้ หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบแล้วเสร็จ คาดว่าบริษัทประกันภัยจะมาขนย้ายสินค้าทั้งหมดไปทำลายอย่างถูกวิธีต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาเคลื่อนย้ายนานกว่า 3 เดือน

สตูล-เตือนหมอกควัน

วันที่ 29 มิ.ย. นายแพทย์ประภาส วีระพล นายแพทย์สธ.จ.สตูล กล่าวถึงกรณีเกิดหมอกควันไฟป่าจากประเทศอินโดนีเซีย ที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาปกคลุมพื้นที่จ.สตูล ว่า สภาพหมอกควันไฟป่ายังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานและยังไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จึงยังไม่แจกหน้ากากอนามัย อย่างไรก็ตาม หากพบค่าฝุ่นละอองมีความหนาแน่นมากจะแจกจ่ายหน้ากากอนามัยทันที และห้ามประชาชนรองรับน้ำฝนมาใช้อุปโภคบริโภคในระยะนี้ 

ศาลปกครองรับคำฟ้อง ชาวบ้านยื่นค้านสัญญาซื้อไฟเขื่อนไซยะบุรี



     วันที่ 24 มิ.ย. ศาลปกครองนัดอ่านคำสั่งพิพาทระหว่างชาวบ้าน 37 คน ยื่นฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะรัฐมนตรี กรณีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. จากเขื่อนไซยะบุรี ประเทศลาว ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างร้ายแรง หลังชาวบ้านยื่นคำอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น โดยมีชาวบ้านประมาณ 30 คน เข้าร่วมรับฟังคำสั่ง
     โดยชาวบ้านยื่นฟ้อง 3 ข้อหา ข้อหาที่หนี่ง ได้แก่ มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน ที่อนุญาตให้ กฟผ. ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ของประเทศลาว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การมีมติให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด จึงยังไม่มีผลทางกฎหมายออกสู่ภายนอกไปกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องทั้ง 37 คน ดังนั้น ผู้ฟ้องทั้ง 37 คนจึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้
     ข้อหาที่สอง ได้แก่ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ที่กำหนดให้โครงการเขื่อนไซยะบุรีต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับความตกลงของแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 และต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนมีความประสงค์อันแท้จริงคือ ต้องการให้ศาลปกครองมีคำบังคับให้เพิกถอนหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับบริษัทไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด
     แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องทั้ง 37 คนเป็นคู่สัญญาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีข้อหาที่สองต่อศาลปกครองได้ ตามมาตรา 42 วรรค 1 แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 แม้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน อุทธรณ์ว่า สัญญาซื้อไฟฟ้าก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษี และผู้รับประโยชน์จากสัญญา แต่ศาลเห็นว่า การเสียภาษีอากรถือว่าเป็นหน้าที่ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน จะต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
     ข้อหาที่สาม ได้แก่ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม ทั้งในฝ่ายไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากอันตรายข้ามพรมแดน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆเกี่ยวกับการจัดซื้อไฟฟ้าโครงการเขื่อนไซยะบุรี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องทั้ง 37 คน เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลกระทบโดยตรงและมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้อยู่อาศัยหรือประกอบอาชีพในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อน หรือเสียหาย ที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คนได้รับจำต้องมีคำบังคับโดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้อดงคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง และประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคมตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง 37 คน ตามมาตรา 72 วรรค 1 (2) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
     จึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 37 คน เฉพาะข้อหาที่ 3 ในส่วนที่ฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติของรัฐบาล รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสม การรับฟังความความคิดเห็นอย่างเพียงพอและจริงจัง การประเมินผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ไว้พิจารณา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น
     น.ส. ส.รัตนมณี พลกล้า หัวหน้าทีมทนายความฟ้องร้อง กล่าวหลังศาลมีคำสั่งว่า พอใจกับผลตัดสินของศาลที่รับฟ้องในคดีนี้ โดยหลังจากนี้จะรวบรวม และประชุมหารือกับทีมงานเพื่อร่างคำสั่งขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรี โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ถึงจะสรุปได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร พร้อมกันนี้จะเตรียมข้อมูลทุกอย่างที่จะหยุดโครงการนี้ต่อไป ทั้งนี้หวังว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมา เพราะจะเป็นผลดีกับประชาชนที่มีวิถีชีวิตอยู่กับแม่น้ำโขง รวมทั้งประเทศท้ายน้ำอย่างกัมพูชา และเวียดนาม
     ด้าน นางอ้อมบุญ ทิพย์สุนา ผู้ฟ้อง กล่าวว่า พอใจกับคำตัดสินของศาล และดีใจที่ศาลรับฟังข้อเรียกร้องของชาวบ้าน แม้ว่าศาลจะรับคำร้องเพียงข้อเดียว แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ประสบความสำเร็จ และสิ่งที่ชาวบ้านจะทำต่อไปคือ ให้ทนายความยื่นขอความคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการสร้างเขื่อนไซยะบุรี เพราะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านริมน้ำโขง ทั้งการจับปลาที่ได้น้อยลง ความหลากหลายของพันธุ์ปลาก็น้อยลง และระดับน้ำในแม่น้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และอยากให้นำเรื่องการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นบทเรียนในการทสร้างเขื่อนอื่นๆต่อไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ วาง 5 แนวทางป้องป่าทั่วประเทศ

วันที่ 16 มิ.ย. นายโชติ ตราชู ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ทส. และกรมป่าไม้จะประชุมระดมความคิดเห็น เรื่องแผนปฏิบัติสำหรับการปกป้องผืนป่าทั่วประเทศ เบื้องต้นมี 5 แนวทาง ได้แก่ 1.เรียกขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ โดยการสร้างโรงเรียน หรือหลักสูตรอบรมให้กับผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการสำนัก ลักษณะเหมือนโรงเรียนนายอำเภอ หรือ โรงเรียนผู้กำกับการตำรวจ ตั้งกติกาการเลื่อนตำแหน่งให้ชัดเจน ปรับเพิ่มเงินสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม รวมทั้งลดหย่อนภาษีให้กับผู้บริจาคเงินช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ 2.หาทางป้องกันไม่ให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกขโมยเพิ่ม 3.ออกปราบปรามผู้ที่บุกรุกพื้นที่อย่างเฉียบขาด 4.เรียกคืนพื้นที่ที่ถูกบุกรุกไปกลับคืนมา และ 5.หาวิธีการป้องกันไม่ให้บุกรุกเพิ่มเติม 

นายโชติกล่าวต่อว่า ทุกๆ ปี กรมป่าไม้และภาคเอกชนรายใหญ่หลายราย ปลูกป่ากันจำนวนมากแต่กลับพบว่าพื้นที่ป่าลดลง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะปลูกแล้วไม่ดูแล ประกอบกับมีการลักลอบตัดกันทุกวัน พื้นที่ใดมีปัญหาหนักก็ระดมเจ้าหน้าที่เข้าแถวปล่อยแถว ขอกำลังทหาร ตำรวจมาสนธิกำลัง แต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงนับล้านบาท ทำกันไม่กี่วันแล้วค่อยๆ แผ่วลง สุดท้ายไม้ก็ยังถูกตัดเหมือนเดิม ดังนั้นต้องเข้าไปรื้อพิธีกรรมเหล่านั้นให้หมด ทำเป็นระบบตั้งแต่ต้น สร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนให้มีใจอยู่กับงาน ไม่ใช่อยู่ใต้อิทธิพลของใคร 

ในส่วนของการเรียกคืนพื้นที่ที่ดินเขตป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาตินั้น ผู้ที่ไม่เจตนาหากมีความประสงค์จะคืนที่ดินให้แก่รัฐ ทส.จะทำหนังสือเสนอไปยัง คสช. ว่าขอให้นิรโทษกรรมกับบุคคลเหล่านี้ ไม่ถือเป็นความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้ายังดื้อดึงก็ต้องฟ้องร้องจนถึงที่สุด ส่วนที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หากใช้วิธีการผลักดันออกจากพื้นที่จะทำให้มีคนที่ไร้ที่อยู่ ไร้ที่ทำกินจำนวนมาก จึงต้องร่วมกันหาทางพัฒนาคุณภาพชีวิต แบ่งพื้นที่ให้ทำกินตามความเหมาะสมโดยยึดแนวพระราชดำริเรื่องคนอยู่กับป่าแบบยั่งยืนด้วยŽ ปลัด ทส. กล่าว 

หาดแม่รำพึงร้างไร้เงานักท่องเที่ยว พบคราบน้ำมันจับตัวกันเป็นก้อนลอยเกลื่อนหาด

จากกรณีที่ พบคราบน้ำมันจำนวนมากลอยมาเกลื่อนหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองจ.ระยอง เป็นระยะทางประมาณ 5 กม. จนทำให้หาดทรายแม่รำพึงกลายเป็นสีดำไปทั้งหาด ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศริมหาดต้องรีบเผ่นหนีกันจนกลายเป็นหาดร้าง ด้านนายทวีป แสงกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะพง จ.ระยอง ได้สั่งปิดหาดแม่รำพึงไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาดเป็นเวลา 7 วัน หวั่นนักท่องเที่ยวจะได้รับอันตรายจากสารปนเปื้อนจากคราบน้ำมันที่ลอยมาเกลื่อนหาด พร้อมทั้งสั่งเจ้าหน้าที่ของอบต.ตะพงและประสานเจัาหน้าที่ทหารกองพันทหารราบที่ 7 จ.ระยอง มาช่วยกันเก็บคราบน้ำมันที่ลอยมาบนชายหาด เบื้องต้นคาดน้ำมันที่พบอาจมาจากเรือประมง หรือ จากเหตุการณ์ระเบิดของบริษัทไออาร์พีซีจำกัดมหาชนเพราะที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากหาดแม่รำพึงเพียง 4 กม.เท่านั้น ตามข่าวที่ได้นำเสนอไปแล้ว

เกี่ยวกับความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 8.00 น.วันที่ 11 มิ.ย.นายฤทธิ์ มหาศิริ เจ้าหนัาที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 จ.ระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมายังหาดแม่รำพึงเพื่อตรวจคราบน้ำมันทั้งแนวหาดยาวประมาณ 7 กม. หลังตรวจสอบไดัเปิดเผยว่า ยังพบคราบมันที่ขณะนี้ได้จับตัวกันเป็นก้อนเหลวสีดำขนาดเท่ากำปั้นเกลื่อนชายหาดตลอดแนวของหาดแม่รำพึง และยังพบว่ามีคราบน้ำมันขนาดเล็กฝังตัวละลายไปในทรายจนเป็นจุดสีดำทั่วทั้งหาด นอกจากนี้ยังพบแผ่นพลาสติกขนาดกว้างประมาณ 30 ซม. ยาวประมาณ 50 ซม.ไม่มีสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นถุงอะไร มีคราบน้ำมันฝังตัวแน่นอยู่ในเนื้อพลาสติกซึ่งแตกต่างจากถุงพลาสติกที่เป็นเศษขยะที่คราบน้ำจะจับตัวจะเฉพาะผิวถุงเท่านั้น จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปตรวจสอบซึ่งอาจจะเป็นถุงที่มาจากต้นตอของคราบน้ำก็เป็นได้

ด้านนายสมชาย ขุนสกล เจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมโรคสาธารณสุขจังหวัดระยอง ได้เดินทางมามาเพื่อเก็บตัวอย่างราบน้ำมันและน้ำทะเลไปเพื่อตรวจพิสูจน์ โดยจะส่งไปตรวจพิสูจน์ที่สำนักงานป้องกันโรคที่3 ชลบุรี ต่อไป เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่าน้ำทะเลมีสารเจือปนหรือไม่ แต่ทางที่ดีควรงดลงเล่นน้ำในทะเลในช่วงนี้ก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะมีสารเคมีเจือปนอยู่

ต่อมานายทวีป แสงกระจ่าง นายก อบต.ตะพง พร้อมด้วย เรือโทประวัติ วงศ์บุปผา ผู้บังคับหมวดกองพันทหารราบที่ 6 และเรือโทสมคิด อินอนันต์ ผู้บังคับหมวดกองพันที่ 7 ระยอง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจากทั้งสองกองพันจำนวน 150 นาย พร้อมด้วยเจัาหน้าที่ฝ่ายป้องกันอบต.ตะพง ลงไปเก็บคราบน้ำที่จับเป็นก้อนสีดำมีลักษณะเหนียว โดยเก็บทั้งหาด

นายทวีป นายกอต.ตะพง ได้เปิดเผยว่า หลังจากที่เกิดเหตุก็ได้ประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ของอบต.ตะพงเองลงเก็บคราบน้ำที่จับตัวเป็นก้อน สามารถเก็บได้ทั้งหมดจำนวน 50 ถุง ซึ่งไดันำไปเก็บไว้ที่สำนักงานอบต. พร้อมทั้งไดัส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันชนิดใดและมีสารอะไรบ้าง ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวนั้นคงยังต้องระงับการลงเล่นน้ำไปจนกว่าจะตรวจสอบว่าไม่มีสารเคมีปนเปื้อนในน้ำทะเล ในช่วงนี้จึงต้องขอความร่วมมือกับทางผู้ประกอบริมหาดและนักท่องเที่ยวว่าไม่ควรลงเล่นน้ำอย่างเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง สำหรับเวลาการระงับการเล่นน้ำนั้นยังไม่สามารถระบุได้เพราะต้องรอการตรวจจนมั่นใจก่อน

ส่วนคราบน้ำมันที่ยังพบลอยเกลื่อนชายหาดคาดต้องใช้เวลาประมาณ 3 วันในการเก็บ แต่ปัญหาใหญ่จะอยู่ที่คราบน้ำมันขนาดเล็กที่ฝังตัวละลายลงไปในทราย เพราะจะกำจัดยากและต้องใช้วิธีเฉพาะในการกำจัด จากการตรวจสอบทั่วหาดไม่ปรากฏว่ามีคราบน้ำมันลอยมาเพิ่มเติมอีก ส่วนต้นตอนั้นคงต้องรอผลการพิสูจน์อย่างละเอียดก่อน ส่วนกรณีที่ว่าอาจเกี่ยวกับการระเบิดของบริษัทไออาร์พีซีนั้นตนเองไม่สามารถระบุได้ชัด เพียงแต่คาดการณ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคาบเกี่ยวกัน เพราะที่ผานมาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็ต้องรอจากการพิสูจน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ส่วนนักท่องเที่ยวก็ยังสามารถเดินทางมาชมทิวทัศน์ได้ตามปกติ แต่ห้ามการลงเล่นน้ำเท่านั้น นายก ทวีป กล่าว

ด้านนางสาววรรณลีรัตน์ ศิริมหา เจ้าของร้านขายอาหารทะเลริมหาดแม่รำพึง ได้ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อผู้ประกอบริมหาดอย่างแน่นอน หลังจากที่ข่าวออกไปนักท่องเที่ยวก็ไม่มีจนหลายร้านค้าต้องปิดร้าน เพราะไม่รู้จะเปิดทำไมเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมาแน่ เพราะมีการปิดหาดและระงับการล่งเล่นน้ำ จึงต้องทำใจและกลัวจะเป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เกาะเสม็ดเพราะเป็นน้ำมันแบบเดียวกัน จึงต้องการให้หาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว รวมไปถึงหามาตรการในการป้องกันที่ดีกับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีมลพิษ

ระทึกสารเคมีโรงงานในเครือเอสซีจีระยองบึ้มดังสนั่น พนักงานหนีตายจ้าละหวั่น

     เวลา 19.00 น.วันที่ 20 พ.ค.  พ.ต.ท.เอนก สระทองอยู่  สวป.สภ.สาบตาพุด จ.ระยอง ได้รับแจังว่าเกิดเหตุถังบรรจุสารเคมีระเบิดภายในบริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด บริษัทในเครือเอสซีจี จำกัด(มหาชน) ริมถนนสุขุมวิท ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมกับประสานไปยังหน่วยดับเพลิงเทศบางเมืองมาบตาพุด แล้วรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบมีพนักงานจำนวนมากมายืนออกันอยู่ที่หน้าทางเข้าบริษัทเอสซีจี จำกัด(มหาชน)แต่มีเจ้าหน้าที่มากันไม่ยอมให้เข้าไปตรวจสอบ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเมื่อมองเข้าภายในพบมีกลุ่มควันและเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นมาจำนวนมาก
     ต่อมานายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองผจก.บริษัทไทยเอ็มเอ็มเอ จำกัด ในเครือเอสซีจี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเกิดจากแรงดันเกินมาตรฐานภายในถังเก็บสารเอ็มเอ็มเอ หรือสารที่ใช้ผลิตสีทาบ้าน จนทำให้วาวน์รับแรงดันเกินมาตรฐานจึงระเบิดออกมา แต่ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะในช่วงที่เกิดระเบิดไม่มีพนักงานในบริเวณดังกล่าว และขณะนี้สามารถควบคุมกลุ่มควันและเปลวไฟได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าเกิดความเสียหายจุดได้บ้าง ซึ่งได้ใช้เวลาในการสกัดเพลิงประมาณหนึ่งชั่วโมง ส่วนมูลค่าความเสียหายนั้นตัองรอการตรวจสอบอย่างละเอียดกครั้ง
     จากการสอบถามพนักงานที่ทำงานอยู่ในช่วงที่เกิดเหตุได้กล่าวว่า ขณะกำลังทำงานอยู่ภายในโรงงานตามปกติก็ต้องตกตะลึงสุดขีดกับเสียงระเบิดดังสนั่นพร้อมกับเสียงเตือนภัยดังขึ้นทุกคนต่างก็รีบวิ่งออกจากที่ทำงานออกมาอยู่ริมถนนหน้าโรงงานเพราะกลัวจะได้รับอันตรายและอาจมีการระเบิดต่อเนื่อง พนักงานร่วมร้อยคนอยู่ในอาการที่ตกตะลึงบางรายถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ 

ปทุมฯ เร่งดับเพลิงไหม้บ่อขยะ

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. นายเฉลิมพล มั่งคั่ง นายอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี ออกตรวจดูบ่อขยะที่เกิดไฟลุกไหม้ บริเวณหมู่ 5 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา เนื้อที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งเป็นที่เก็บขยะของเทศบาลเมืองลาดสวาย พบกลุ่มควันยังคงพวยพุ่งเป็นบริเวณกว้าง โดยเจ้าหน้าที่ต่างระดมฉีดน้ำดับอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวชาวบ้านที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงจะได้รับผลกระทบ

ด้านนายเฉลิมพล เจษฎางกูล ณ อยุธยา นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองลาดสวาย กล่าวว่า สั่งการให้รถดับเพลิงฉีดน้ำไว้ตลอดเวลา พร้อมให้ใช้รถแบ๊กโฮเข้ามาเสริมในการขุดขยะที่ไฟลุกไหม้พลิกขึ้นมาใหม่และฉีดน้ำดับไฟไปด้วย นอกจากนี้ยังจัดกำลังเฝ้าระวังเพลิงลุกลามตลอด 24 ชั่วโมงในบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ออกสำรวจบ้านใกล้เคียงในชุมชนแล้ว หากประชาชนที่พักอาศัยอยู่ได้รับผลกระทบทางเทศบาลเตรียมที่พักพร้อมให้แพทย์มาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการพลิกขยะกลับคืนขึ้นมาดับไฟอีก 3 วัน 

 

ประมงมหาชัยโวย พิษเรือน้ำมันล่ม ฟาร์มปู-กุ้งอ่วม

วันที่ 09 เมษายน พ.ศ. 2557 เ

พิษเรือบรรทุกกากน้ำมันล่ม คราบลอยฟ่องปากอ่าวมหาชัย ผู้ว่าฯ สั่งเร่งกู้ด่วน-พร้อมฉีดสารกำจัดทิ้งเผยขนกากน้ำมันมา 6 หมื่นลิตร ส่งไปรีไซเคิลในกทม.-สระบุรี ระบุเรือรั่ว-น้ำเข้าทางห้องเครื่อง ชี้เริ่มกระทบชายฝั่ง-สัตว์ทะลมีน้ำมันติดตามตัว ทั้งหอย-กุ้ง-ปู เร่งถกหามาตรการป้องกัน เอ็นจีโอเผยเริ่มกระทบประมงหนัก คราบน้ำมันเหนียวหนืดลอยเกลื่อน จี้รัฐเร่งแก้ไข-เอาผิดเจ้าของเรือ ตร.ลุยดำเนินคดีทั้งอาญา-แพ่ง

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. ว่าที่ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต ผวจ.สมุทรสาคร ลงเรือตรวจการณ์ของกรมทรัพยากรทางทะเล เพื่อออกติดตามสถานการณ์เรือบรรทุกกากน้ำมันจม บริเวณปากอ่าวมหาชัย ห่างจากหมู่ 8 ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร ไปประมาณ 4 ก.ม. ก่อนพบเรือของกรมเจ้าท่า นำโดยนายสุรชัย บุรพานนทชัย ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสมุทรสาคร กำลังให้เจ้าหน้าที่ฉีดพ่นสารลดแรงตึงผิวลงบนพื้นผิวทะเลที่มีคราบน้ำมันลอย อยู่ นอกจากนี้ห่างไป 20 เมตร มีเรือบรรทุกกากน้ำมันกำลังพยายามกู้เรือบรรทุกกากน้ำมันที่จมอยู่ โดยนำลูกยางมาล้อมรอบกั้นไม่ให้คราบน้ำมันกระจายลอยออกไปบริเวณด้านนอก

นายสุรชัยกล่าวว่า เรือลำดังกล่าวเป็นเรือของคนไทย บรรทุกกากน้ำมันประมาณ 6 หมื่นลิตร โดยกากน้ำมันเหล่านี้เรือลำที่เกิดเหตุได้รับมาจากเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ ก่อนมุ่งหน้าเข้าเทียบท่าที่ จ.สมุทรสาคร แล้วนำกากน้ำมันทั้งหมดถ่ายไปขึ้นรถบรรทุก จากนั้นนำไปส่งให้บริษัทรีไซเคิลในกรุงเทพฯ และ จ.สระบุรี เพื่อรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ จากการสอบถามลูกเรือที่มีอยู่ 5 คน บอกเพียงว่า สาเหตุที่เรือจมลง เพราะมีน้ำเข้าห้องเครื่อง เมื่อเห็นเรือกำลังจะจมจึงปิดวาล์วน้ำมัน จากนั้นประสานไปยังบนฝั่ง เพื่อแจ้งให้ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีเรือจากบนฝั่งมาช่วยเหลือลูกเรือทั้ง 5 คน ได้อย่างปลอดภัย

นาย สุรชัยกล่าวอีกว่า ส่วนวิธีการกู้เรือบรรทุกกากน้ำมันที่จมนั้น ต้องใช้ถังน้ำมันเปล่าใส่เข้าไปในห้องเครื่อง เพื่อให้ถังน้ำมันเปล่าเข้าไปแทนที่น้ำ จากนั้นเรือจะเบาและยกตัวลอยขึ้นมาได้เอง สำหรับปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลออกมานั้นยังไม่สามารถประเมินได้ คงต้องรอให้กู้เรือขึ้นมาก่อน ซึ่งคาดว่าจะสามารถกู้เรือได้เสร็จสิ้นในเร็ววันนี้

ด้านว่า ที่ร.ต.ท.อาทิตย์กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เห็นว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทะเลบริเวณจุดที่เรือจมนั้น ไม่รุนแรงมากนักและกรมเจ้าท่านำสารลดแรงตึงผิวมาฉีดพ่นจนเกือบเข้าสู่ภาวะ ปกติ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ บริเวณชายฝั่งทะเลตรงปากคลองประมง เนื่องจากเมื่อช่วงเช้ามืดมีลมพัดเข้าหาฝั่ง ทำให้คราบน้ำมันลอยเข้าไปชายฝั่งทะเล ซึ่งชาวบ้านทำประมงชายฝั่งกันจำนวนมาก เช่น ฟาร์มหอยแมลงภู่ หอยสองฝาและเลี้ยงปูทะเลในกระชัง ในส่วนนี้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.พันท้ายนรสิงห์ และพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจรายชื่อชาวประมงและความเสีย หายที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับเจ้าของเรือต่อไป ส่วนในแง่การป้องกันเหตุระดับจังหวัดจะเรียกประชุมคณะกรรมการ เพื่อวางมาตรการแก้ไข

พ.ต.ท.ทวีป เงินดี สารวัตรเวร สภ.โคกขาม กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุจากผู้ใหญ่บ้านว่า มีเรือบรรทุกกากน้ำมันจมบริเวณปากอ่าวมหาชัย จึงติดตามเจ้าของเรือมาสอบสวน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีและรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวประมงชาย ฝั่ง

ขณะที่นายวรพล ดวงล้อมจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน เผยว่า ชาวบ้านที่อยู่บริเวณชายฝั่งทราบตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมาว่ามีเรือจมบริเวณปากอ่าวมหาชัย แต่ไม่คิดว่าเป็นเรือบรรทุกกากน้ำมัน กระทั่งช่วงเช้าของวันนี้มีชาวบ้านพบคราบน้ำมันเป็นก้อนสีดำลอยบริเวณปาก คลองประมง และปูทะเลที่อยู่ในกระชังมีคราบน้ำมันจับตามตัว จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษต้องรีบตรวจสอบว่าคราบน้ำมันกระจายไปถึงไหนแล้วและรีบดำเนิน การแก้ไข เพราะหากรุนแรงมากหรือแก้ไม่ถูกหลักจะใช้เวลานาน เนื่องจากจุดที่เรือล่มเป็นทะเลโคลนและปากแม่น้ำ เวลาวางบูมล้อมคราบน้ำมันและฉีดสารเคมีจะทำให้น้ำมันเกาะตัว และตกใต้น้ำ ทำให้สัตว์น้ำจะได้รับผลกระทบ

ด้านนายวรพล ดวงล้อมจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าคราบน้ำมันลอยกระจายไปกระทบพื้นที่ชายฝั่งสมุทรสาคร บางขุนเทียน ปากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก บริเวณแหลมฟ้าผ่า จ.สมุทรปราการ แต่ยังไม่พบสัตว์น้ำลอยตาย มีเพียงสัตว์น้ำบางชนิดที่มีคราบน้ำมันติดตามตัว เบื้องต้นประสานเครือข่ายให้รีบแจ้งเข้ามาหากพบสิ่งผิดปกติ

รณรงค์ลดพลาสติก ชวนใช้ถุงผ้าใส่ยาลูก

  ในโอกาสปีพ.ศ.2557 ครบรอบ 72 ปี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ได้สนับสนุนให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมดูแลสังคม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก) เลือกการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยรณรงค์ "ลด ละ เลิก" ใช้ถุงพลาสติกภายใต้โครงการ "ชวนใช้ถุงผ้า ใส่ยาลูกกลับบ้าน"
  
พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี บอกว่า การใช้ถุงพลาสติกใส่ยาให้กับผู้ป่วยเป็นเรื่องที่หน่วยงานเภสัชกรรมของสถาบันให้ความสำคัญว่า สถาบันจะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมได้ เด็กๆ มาร.พ.จะได้รับยาเป็นขวดมาก หลายคนต้องได้ 2-3 ถุง หรือบางทีใส่ซ้อนเพื่อกันยาแตก
 
พบว่าจากคนไข้ผู้ป่วยนอกปีละไม่ต่ำกว่า 370,000 ราย ผู้ป่วยในอีกกว่า 17,000 ราย สถาบันต้องใช้ถุงพลาสติกประมาณ 4,000 กิโลกรัมต่อปี ประมาณ 200,000 บาท ถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาในการย่อยสลาย 450 ปี ถ้าลดปริมาณหรือหยุดการใช้ถุงพลาสติกได้ทั้งหมด สถาบันก็จะเป็นหนึ่งองค์กรที่ร่วมด้วยช่วยกันในการคืนสิ่งแวดล้อมที่ดี พร้อมได้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อถุงพลาสติกของสถาบันมาใช้เพื่อการดูแลรักษาให้กับเด็กๆ แทน
 
ภญ.วิภาจรี นวสิริ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัช กรรม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หัวหน้าโครงการรณรงค์ เผยว่า หน่วยงานเภสัชกรรมได้ริเริ่มและมีความพยายามในการรณรงค์การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก มาตั้งแต่พ.ศ.2552 คือ โครงการ "ถุงผ้าใส่ยา ลดองศาโลกร้อน" และ "ถุงม่วงห่วงโลก" เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ถุงผ้าใส่ยาให้กับผู้ป่วย โดยรณรงค์กับผู้ปกครอง แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี
 
ในโอกาสกรมการแพทย์ครบ 72 ปี สถาบันจึงเห็นว่าเพื่อประโยชน์กับสถาบัน ที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อถุงพลาสติก ประโยชน์กับพ่อแม่ผู้ปกครองในการได้เรียนรู้และปลูกผังเรื่องดีๆ ให้กับลูก และประโยชน์กับสังคมโลก โดยเริ่มมีเป้าหมายในโอกาสร.พ.เด็กครบ 60 ปี ในวันที่ 24 มิ.ย. เป็นวันสำคัญที่สถาบันจะประกาศการไม่ใช้ ถุงพลาสติกใส่ยา 100 เปอร์เซ็นต์
 
โดยจะเริ่มเปิดตัวโครงการ กระตุ้นความตระหนักและความเคยชินในการไม่รับถุงพลาสติก ภายในโทรทัศน์วงจรปิดของสถาบัน เน้นบอกประชาชนจะพาลูกมาหาหมอให้นำถุงผ้าใส่ยาลูกมาด้วย จะเป็นถุงผ้า หรือถุงพลาสติกเดิม หรือถุงอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ถุงพลาสติกใหม่ และการพัฒนารูปแบบถุงผ้า "ถุงยาของหนู" เป้าหมายเพื่อจะเลิกใช้ถุงพลาสติกใส่ยาลูกกลับบ้านอย่างเป็นรูปธรรม
 
เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ร่วมสร้างโลกสีเขียวให้กับโลก

by ThaiWebExpert