ข่าวสด

หวั่น“ระเบิดแก่งน้ำโขง”กระทบความมั่นคงรัฐ จี้ทำอีเอชไอเอ พิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน


เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำโขง กล่าวว่า ขณะนี้ทางประเทศจีน โดยบริษัท CCCC Second Habor Consultant Co., Ltd. ได้ว่าจ้างบริษัท ทีมคอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์เมเนจเม้นท์ จำกัด สำรวจออกแบบ และศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าว ในระดับชุมชนและระดับอำเภอ ใน 3 อำเภอ ของจ.เชียงราย คือ อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน ระหว่างวันที่ 21-27 ก.ย. 2560 ทั้งนี้ประชาชนที่เข้าร่วมเวทีได้เสนอข้อห่วงใยเรื่องการระเบิดแก่งทุกครั้ง และเน้นย้ำขอให้ทางคณะทำงานที่จัดเวทีนำข้อคิดเห็นดังกล่าวบรรจุในรายงานทุกฉบับ และย้ำว่าเป็นการศึกษาเฉพาะกรอบเท่านั้น เนื่องจากการศึกษาดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ของประเทศไทย

นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวต่อว่า นอกจากผลกระทบต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขงแล้ว โครงการดังกล่าวถือว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยโดยตรง โดยเฉพาะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางน้ำ ร่องน้ำลึกจะเปลี่ยนไป เมื่อนั้นย่อมส่งผลถึงแนวเขตแดนทางน้ำระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะยึดร่องน้ำลึกเป็นหลัก การเปลี่ยนแปลงของแนวเขตแดนระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความมั่นคงระดับชาติ ซึ่งเรื่องนี้ขอให้ทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญและความเสียหายที่จะตามมาในอนาคต เพราะไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงของชาติเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรอบคอบเป็นอย่างยิ่งในการพิจารณา

“การศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาฯ แม้จะเป็นของคนไทย แต่เป็นบริษัทเอกชนที่รับจ้างจากบริษัทเอกชนของประเทศจีน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาดังกล่าว ไม่เพียงศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เท่านั้น แต่ต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ด้วย และการพิจารณาผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ควรต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงด้วย” นายสมเกียรติ กล่าว  

ความจริงที่หลายคนไม่เคยรู้ ของ “ถ่านหิน” กับ “น้ำ”



รู้หรือไม่ ? การผลิตน้ำประปาใช้ “ถ่านหิน” ในระบบกรองน้ำ ทุกคนใช้ได้ไม่เป็นอันตราย


ในระบบกรองน้ำประปา มีการเลือกใช้สารกรองเพื่อกรองน้ำให้สะอาดก่อนส่งสู่บ้านเรือนประชาชน และหนึ่งในสารกรองที่ใช้กันแพร่หลายก็คือ “ถ่านหินแอนทราไซต์” ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือ ไม่เรียงตัวกันแน่น ทำให้มีช่องว่างให้น้ำไหลผ่านได้เร็วและตัวของถ่านหินแอนทราไซต์เองก็มีรูพรุนอยู่มาก ทำให้ดักจับตะกอนได้ดี ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ จึงช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาที่สะอาดได้เป็นปริมาณมาก เพียงพอกับความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ถ่านหินยังถูกนำไปใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไป รวมถึงใช้บำบัดน้ำในตู้ปลา เพราะถ่านหินช่วยดูดซับสารอินทรีย์และสิ่งสกปรกเจือปนได้อีกด้วย


รู้หรือไม่? เราสามารถมั่นใจได้ว่า หากถ่านหินร่วงลงสู่ทะเล จะไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนักสู่สิ่งแวดล้อม

ถ่านหิน คือ ตะกอนชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการสะสมของซากพืชเป็นเวลาหลายล้านปี จนเปลี่ยนสภาพเป็นถ่านหิน ประกอบด้วยธาตุหลัก 4 ธาตุได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน และออกซิเจน


หลายคนอาจมีคำถามว่าถ้าถ่านหินร่วงหล่นลงสู่น้ำ โลหะหนัก ในถ่านหินจะละลายออกมาปะปนกับน้ำหรือไม่เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลเนื่องจากโลหะหนักจะถูกชะละลายจากถ่านหินเมื่อแช่อยู่ในกรดเข้มข้นเท่านั้น แต่น้ำในแม่น้ำลำคลองและน้ำทะเลมีสภาพเป็นด่าง จึงไม่ทำให้เกิดการชะละลายของโลหะหนักจากถ่านหิน


ไม่เพียงเท่านั้นถ่านหินยังมีสภาพเป็นรูพรุน สามารถช่วยในการดูดซับโลหะหนัก จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนักเมื่อถ่านหินจมสู่ทะเล


“ถ่านหิน” ไม่ละลายและไม่เป็นอันตรายเมื่ออยู่ในน้ำ ในทางตรงข้ามถ่านหินกลับช่วยทำให้น้ำสะอาด แม้ภายนอกถ่านหินมีสีดำดูสกปรก แต่กลับมีคุณประโยชน์มากกว่าที่เห็น 

จีนเสียบแทนสหรัฐ เวทีทีพีพี โวสร้างค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก


การประชุมพันธมิตรแปซิฟิก "Alianza del Pacifico" ที่กรุงซานติอาโก ชิลี / REUTERS/Ivan Alvarado

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ไชน่าโพสต์รายงานว่าจีนมีท่าทีที่จะเข้ามาแทนที่สหรัฐอเมริกา ในกรอบการค้าข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือทีพีพี (Trans-Pacific Partnership – TPP)  เพื่อหาลู่ทางในการเจรจาการค้า หลังสหรัฐในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ละทิ้งกรอบดังกล่าว


ความเคลื่อนไหวจากโฆษกรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่ออกมาแสดงความต้องการของจีนในการร่วมทีพีพี ที่ประเทศชิลีในวันที่ ในวันที่ 14-15 มีนาคมที่จะถึงนี้


ประเทศที่เข้าร่วมประชุมจะมี 11 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงจีน และเกาหลีใต้จะเข้าร่วมการประชุมด้วยและนับว่าเป็นการประชุมครั้งแรกหลังสหรัฐถอนตัวออกจากกรอบการค้าดังกล่าวนี้


นาย เกิง ส่วง โฆษกกระทรวงต่างประทศจีนกล่าวว่า ทางการจีนสนับสนุนการบูรณาการทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก ขณะเดียวกันก็มีความพร้อมในการกระชับความร่วมมือและการสื่อสารกับชิลีในการเชื่อมโยงประเทศอื่น ด้วยการสร้างกรอบการค้าเสรีเอเชีย แปซิฟิก หรือ เอฟทีเอเอพี เพื่อที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเติบโต


“เราหวังว่าการประชุมจะช่วยให้เราตระหนักถึงเป้าหมาย ซึ่งฝั่งของจีนมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมการประชุม” นายเกิงกล่าว


ด้านนางเปาลินา นาซาล หัวหน้าหน่วยการค้าระหว่างประเทศจากชิลีเผยว่าจีนประสบความสำเร็จในการพาทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันและขณะนี้จีนจะหาทางสร้างข้อผูกพันระหว่างชาติสมาชิกในการประชุมกันเพื่อหาลู่ทางอื่นๆ 

บิ๊กตู่ รูดซิบ ไม่ตอบครม.ถก ทบทวน EHIAโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่ ยังตรึงกำลังรอบทำเนียบ




ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (21ก.พ.) พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอให้ที่ประชุมครม.พิจารณาถึงหลักการดำเนินการจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือ EHIA ใหม่ทั้งหมด หรือควรพิจารณาและปรับปรุงเงื่อนไขบางข้อเท่านั้น เพื่อให้โรงไฟฟ้ากระบี่ยังก่อสร้างได้ตามกำหนดเดิมในปี 2561 และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 โดยรมว.พลังงงานระบุก่อนหน้านี้ว่าในการปรับปรุง EHIA ดังกล่าวจะนำข้อเสนอของคณะกรรมการไตรภาคีมาร่วมพิจารณาด้วย เพื่อให้ประชาชนรอบโรงไฟฟ้าได้รับประโยชน์จากการก่อสร้างครั้งนี้มากที่สุด อีกทั้งคณะกรรมการที่จัดทำ EHIA ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่มีใบอนุญาต และได้รับการขึ้นทะเบียนถูกต้อง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องการเข้าข้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นผู้จ้างศึกษาผลกระทบอย่างแน่นอน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศโดยรอบทำเนียบรัฐบาลนั้น ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน และสน.ดุสิต ได้จัดเตรียมกำลังตำรวจ 2 กองร้อย ประจำจุดพื้นที่โดยรอบทำเนียบ เฝ้าระวังสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อย หลังจากที่ทางการข่าวระบุว่าอาจมีกลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะมาติดตาม รอฟังมติครม.


ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าจะมีการทบทวนหรือเริ่มต้นทำEHIA ใหม่ โดยพล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวและรีบเดินขึ้นห้องประชุมครม.ไปในทันที

โรงพยาบาล ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ผู้ประกอบการลอบทิ้งขยะล้นบ่อ กระทบคนไข้


เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 30 สค 59 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านและทางโรงพยาบาลสันป่าตองเชียงใหม่ ว่า มีขยะกองขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการนำมาทิ้งไว้หลังโรงพยาบาล ทำให้คนไข้บุคคลากรในโรงพยาบาล รวมทั้งชาวบ้านในระแวกดังกล่าวเดือดร้อนกันทั่วหน้า ผู้ประกอบการนั้นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และยอมเสียค่าปรับเพียงวันละ 1,500 บาท ยอมให้ทิ้งขยะและผิดกฏหมายปรับถูก แต่ผลประโยชน์ได้รับนับหมื่นต่อวัน ปล่อยเลยตามเลย ไม่สนใจชาวบ้าน คนไข้ รวมทั้งบุคคลากรของโรงพยาบาลที่สุดทน เนื่องจากกฏหมายของไทยนั้นอ่อนมากมีช่องโหว่มาก ผู้ประกอบการกับผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จึงได้อาศัยช่องดังกล่าวดำเนินการเรื่อยมา โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้านและคนป่วย

ทางชาวบ้านและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้ร้องว่า ผู้ประกอบการจัดเก็บขยะแอบนำขยะมาทิ้งบ่อดินเก่าหลังโรงพยาบาลนานกว่า 10 ปีจนขยะล้นบ่อ ฝนตกทำให้เน่าส่งกลิ่นเหม็น คละคลุ้งไปทั่วทั้งโรงพยาบาลและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการรายดังกล่าวได้ถูกร้องเรียนและถูกดำเนินคดีจนศาลพิพากษาปรับเงิน แต่ยังลักลอบนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าวในตอนกลางคืน นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำขยะไปทิ้งในบริเวณที่ราชพัสดุซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง

เจ้าหน้าที่งานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนโรงพยาบาลสันป่าตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อดินเก่าภายใน ซอย 14 บ้านหนองสะเรียม ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกปกคลุมด้วยป่ารก หลังจากพบว่ามีผู้ประกอบการรับจ้างจัดเก็บขยะอำเภอสันป่าตอง ลักลอบนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าวจนล้นบ่อดิน เนื่องจากมีการลักลอบนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าวมานานหลายปีและเป็นขยะที่ย่อยสลายยาก


ประกอบกับช่วงนี้มีฝนตกลงมาทำให้ขยะเกิดเน่าส่งกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่วโรงพยาบาลและพื้นที่ใกล้เคียงผู้ป่วยและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นขยะและแมลงวันที่ตอมกองขยะบินไปรบกวน สัตว์เลี้ยงของชาวบ้านไปคุ้ยเขี่ยกองขยะจนกระจัดกระจายไปทั่ว ซึ่งจากการสังเกตพบปากทางเข้าออกบ่อขยะพบคนงานของผู้ประกอบการสร้างเพิงพักกึ่งถาวรอยู่เพื่อรอรถบรรทุกขยะขนขยะมาก่อนจะคัดแยกขยะนำไปขาย จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ทราบว่าบริเวณดังกล่าวเป็นบ่อดินร้างอยู่ห่างจากโรงพยาบาลสันป่าตองเพียง 500 เมตร โดยในพื้นที่มีการลักลอบนำขยะมาทิ้งทั้งหมด 3 จุดประกอบด้วยจุดที่ 1 บ้านหนองสะเรียมเป็นบ่อดินร้างมีความกว้าง 24 เมตรยาว 43 เมตรลึก 9 เมตรมีขยะเต็มบ่อจนล้นออกมา จุดที่ 2 บ้านศาลา เป็นบ่อดินที่ความกว้างของบ่อกินพื้นที่หลายแปลงมีขยะอยู่เต็มบ่อมีเอกชนหลายรายนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าว จุดที่ 3 เป็นพื้นที่ราชพัสดุ หลังวัดศรีปันเงิน ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง มีพื้นที่ 115 ไร่ มีขยะจำนวนมากกระจายอยู่เต็มพื้นที่

นพ.วิรัช  กลิ่นประทุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันป่าตองเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ทางโรงพยาบาลได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังเทศบาลตำบลยุหว่า กรณีผู้ป่วยในโรงพยาบาลตลอดจนญาติ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลและชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่ใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขยะที่ผู้ประกอบการลักลอบนำขยะมาทิ้งใกล้โรงพยาบาล และได้รับหนังสือชี้แจงจากเทศบาลตำบลยุหว่า ว่าได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าวจัดทำป้ายเตือน นำท่อซีเมนต์มาปิดทางเข้าออกบ่อขยะ หลังจากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่ามีการรื้อทำลายท่อปูน และวันที่ 26 กรกฎาคมพบว่ามีการนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าว ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม เทศบาลได้นำแท่งเสาเข็มและทอปูนมาปิดทางเข้าออกบ่อขยะเป็นครั้งที่ 2 


และวันที่ 31 กรกฎาคม ได้รับรายงานว่ามีการลักลอบนำขยะไปทิ้งพบแท่งปูนเสาเข็มและท่อปูนถูกรื้อออกและได้มีการนำท่อปูนและหัวเสาเข็มไปปิดทางบริเวณดังกล่าวเป็นครั้งที่ 3 ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคมพบว่า ท่อปูนและหัวเสาเข็มถูกรื้อทิ้ง พบรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 83 - 1322 ที่ลักลอบนำขยะไปทิ้งติดหล่มอยู่ปากทางบ่อขยะจึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรสันป่าตอง จับกุมและดำเนินคดี จนสามารถดำเนินคดีทั้งลูกจ้างและขยายผลดำเนินคดีผู้ประกอบการจนศาลมีคำตัดสินปรับผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเงิน 1,500 บาท ต่อมาเจ้าของรถบรรทุกพยายามขอคืนรถบรรทุกของกลางจากเจ้าพนักงานและมีการลักลอบนำขยะมาทิ้งบริเวณดังกล่าวอีกจนส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและชาวบ้านที่อาศัยอยู่พื้นที่ใกล้เคียง 

ประจวบดินเป็นกรดเหตุใช้สารเคมี


ประจวบฯ - นายอัมพร พวงพวา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดิน จ.ประจวบฯ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นดินในจังหวัดมีสภาพเป็นกรด เนื่องจากเกษตรกรใช้สารเคมีในการทำการเกษตรมาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นจึงจัดกิจกรรมส่งเสริมให้หมอดินอาสา และเกษตรกรผู้ที่สนใจมาศึกษาความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ โดยการทำปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นฮอร์โมนพืช ลดต้นทุนการผลิต ไม่ต้องใช้สารเคมี โดยมีการสาธิตให้เกษตรกรและหมอดิน เรียนรู้จากแปลงสาธิตการทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้และมีรายได้เพิ่มขึ้น 


ทำให้ดินของเกษตรกรดีขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับพืชทุกชนิด ซึ่งจากการติดตามผลจะเห็นได้ว่าที่ดินของเกษตรกรมีสภาพที่ดีขึ้นตามลำดับ หน้าแล้งสามารถอุ้มความชื้นได้ดี ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับคืนมา ผลผลิตเพิ่มขึ้นและลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรลงได้จำนวนมาก

ผนึก15องค์กรโลกป้องสิ่งแวดล้อม


ศาลาว่าการกทม. - เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนัก สิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. เปิดเผยว่า เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2559 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต และองค์กรระหว่างประเทศ รวม 15 องค์กร จัดกิจกรรม Bangkok Chapter of the Eco-Capitals Forum เพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างยั่งยืนโดยอาศัยความสัมพันธ์ทางการทูต ภายใต้ข้อตกลง ร่วมกัน ในการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการลดปริมาณมูลฝอยตามหลัก 3Rs การรณรงค์การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร การเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมทั้งการส่งเสริมโครงการสำนักงานสีเขียว

ขณะเดียวกันเพื่อสานต่อความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กทม.จึงร่วมมือกับเครือข่าย หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และบริษัทเอกชน ร่วมลงนามในประกาศปฏิญญา "รักกรุงเทพฯ รักษ์สิ่งแวดล้อม" เพื่อมุ่งมั่นเดินหน้าการสร้างกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6 มิ.ย. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน และจะมีกิจกรรมต่อเนื่องถึงวันที่ 9 มิ.ย.นี้

อุตุนิยมวิทยาโลกชี้ปีที่แล้วเป็นปีที่ร้อนที่สุด แล้งที่สุด และฝนตกหนักที่สุดในหลายพื้นที่


เว็บไซต์วอยซ์ ออฟ อเมริกา (voathai.com) ภาคภาษาไทย รายงานว่า องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกหรือ WMO ชี้ว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่คาดกันไว้มาก ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณมลพิษที่เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศโลกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

รายงานของ WMO พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยเฉลี่ยเมื่อปีที่แล้ว สูงกว่าสถิติเดิมอย่างมาก และปรากฎการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อเนื่องมาถึงเดือน ม.ค และ ก.พ ของปีนี้ ซึ่งทำให้เกิดเป็นสถิติใหม่ของทั้งสองเดือนดังกล่าวด้วย


นาย Petteri Taalas เลขาธิการของ WMO  ระบุว่าอุณหภูมิโลกในปัจจุบันสูงกว่าระดับอุณหภูมิของเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ราว 1 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่ามาถึงครึ่งทางของระดับอุณหภูมิที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นระดับที่อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก

เลขาธิการของ WMO กล่าวว่า แนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าจะลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปรากฎการณ์เอลนีโญ่ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้วและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ และหากอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียสเมื่อไร ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบรุนแรงสุดขั้วมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น



รายงานขององค์กรอุตุนิยมวิทยาโลกระบุด้วยว่า เมื่อปีที่แล้วระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นมากที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่ปริมาณน้ำแข็งแถบทะเลอาร์กติกก็ลดลงอยู่ที่ระดับต่ำสุดเมื่อเดือน ก.พ ปีที่แล้ว และยิ่งลดลงอีกในเดือน ก.พ ปีนี้

รายงานยังระบุถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมในหลายทวีปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงเอเชีย อเมริกาใต้ ยุโรป ตลอดจนบางส่วนของสหรัฐฯ และแคนาดา ก่อให้เกิดไฟป่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่


นอกจากนี้ ปี ค.ศ. 2015 ยังเป็นปีที่มีฝนตกหนักที่สุดในหลายประเทศ เช่น ในแถบอาฟริกา ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในมาลาวีอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่บางประเทศในอาฟริกา เช่น เอธิโอเปีย กลับมีความแห้งแล้งอย่างรุนแรง จนเกิดผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตรและสุขภาพของประชาชน

เลขาธิการของ WMO คาดการณ์ว่าระดับอุณหภูมิโลกที่สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียสนั้น จะเกิดขึ้นภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้หลายสิบปี


ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศต่างๆ จะร่วมมือเพื่อหยุดยั้งการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และช่วยกันแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มาจาก 
เว็บไซต์วอยซ์ ออฟ อเมริกา (voathai.com)
(ผู้สื่อข่าว Lisa Schlein รายงานจากนครเจนีวา / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง 

ชาวบ้านจะนะต้านสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งที่ 2 ชี้เสียงดังกระทบสุขภาพ


เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 มี.ค. เครือข่ายรักขุนตัดหวาย เข้ายื่นหนังสือที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา อบต.ขุนตัดหวาย และนายอำเภอจะนะ จ.สงขลา เพื่อขอระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวาย โดยมีผู้ช่วยอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลานายอำเภอจะนะ เป็นผู้หนังสือร้องเรียนและรับฟังปัญหาข้อร้องเรียนของเครือข่าย



น.ส.ศศิธร เจริญศรี ตัวแทนเครือข่ายรักขุนหวาย กล่าวว่า ขณะนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านขุนตัดหวาย อ.จะนะ ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 1 ซึ่งมีเสียงดังในเวลากลางคืน มีการปล่อยน้ำเสียลงในคลองหรา คลองสำคัญของบ้านขุนตัดหวายและจะมีกลิ่นเหม็นแสบจมูก ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นสารเคมีหรือกลิ่นไม้ ที่ทางโรงงานนำมากองทับถมกันเป็นจำนวนมาก คนที่อยู่ห่างโรงไฟฟ้าชีวมวลระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ได้รับกลิ่นรุนแรงมาก และล่าสุดจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในบริเวณใกล้เคียงกัน ผลกระทบก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขณะนี้ผลกระทบเพียงโรงเดียวก็จะทนไม่ไหวแล้วยังจะสร้างเพิ่มขึ้นอีก เพื่อขอระงับการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่ 2 ในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวาย



ด้าน น.ส.โสภิดา ชัวชมเกตุ กล่าวว่า สืบเนื่องจากการมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากเศษไม้ยางพารา ขนาด 9.9 เมกกะวัตต์ ในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตำบลขุนตัดหวาย อำเภอจะนะ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สงขลาไบโอแมส จำกัด ซึ่งดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2558 พบว่า ปัจจุบันเริ่มส่งผลกระทบกับชุมชนในหลายๆ ด้าน เช่น ปัญหากลิ่นเหม็นจากเศษไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง ปัญหาเสียงดัง และน้ำเน่าเสียในแหล่งชุมชน


น.ส.โสภิดา กล่าวต่อว่า ล่าสุดในปี 2559 ทางชุมชนทราบว่า ได้จัดซื้อที่ดินในบริเวณใกล้เคียง (ห่างจากโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร) ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลขุนตัดหวายเช่นกัน เพื่อเตรียมการสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่ 2 ซึ่งการจัดการดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สงขลาไบโอเพาเวอร์ จำกัด ทางชุมชนพิจารณาเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างแน่นอน และเมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา ทางบริษัท สงขลาฯ ได้ประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจ และความจำเป็นเรื่องความต้องการไฟฟ้าโดยรวม และข้อดีของการมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น ทางตัวแทนกลุ่มคนรักษ์ขุนตัดหวาย ได้สอบถามไปยังบริษัทดังกล่าว แต่มิได้คำตอบในหลายๆ ประเด็น เช่น ความจำเป็นหรือสาเหตุที่ทำให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้น 2 โรงในพื้นที่ตำบลเดียวกัน ไฟฟ้าขาดแคลนจริงหรือไม่


ปริมาณเชื้อเพลิงที่นำมาใช้ (เศษไม้ยางพารา หรือไม้อื่นๆ) มีเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงหรือไม่ หากขาดแคลนเชื้อเพลิง การจัดการต่อไปจะทำอย่างไร ทางชุมชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่มีการลักลอบนำถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงด้วย


แหล่งน้ำและระบบนิเวศน์ในชุมชน เริ่มมีแนวโน้มที่จะเกิดความเสื่อมโทรมจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าของโรงที่ 1 หากมีโรงที่ 2 เกิดขึ้น ผลกระทบดังกล่าวจะเพิ่มเป็นทวีคูณ ดังนั้น ทางชุมชนจึงเสนอให้ทางบริษัทดังกล่าว จัดการระบบนิเวศน์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เช่นเดิมก่อนการพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่ 2 ปริมาณฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ ส่งผลกระทบต่อชุมชน ถึงแม้ว่าทางโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 จะมีการตรวจวัดและรายงานผกระทบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การกระทำดังกล่าวมีความถี่ในการตรวจวัด ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน ซึ่งน้อยมาก เมื่อเทียบกับกังการผลิตและผลกระทบที่ชุมชนได้รับ


น.ส.โสภิดา กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง พบว่าชาวบ้านทุกหลังคาเรือนให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันคือ หลังจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 ไม่นานชาวบ้านก็เริ่มมีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ฝุ่นละอองจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านหายใจติดขัด กลุ่มผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง ปัญหาเรื่องเสียง มีเสียงดังเป็นช่วงๆ ไกลกว่า 4 กิโลเมตร ปัญหาการใช้น้ำ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าโรงที่ 1 ประสบปัญหาเรื่องน้ำใช้ขาดแคลน จึงมีการขุดเจาะน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์


“ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงกังวลว่าในอนาคตอันใกล้ ชาวบ้านอาจต้องซื้อน้ำใช้ เช่นเดียวกับหลายๆ พื้นที่ก็เป็นได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของผลกระทบที่ชาวบ้านได้เริ่มสัมผัสด้วยตัวเอง สิ่งที่ชาวบ้านพบเจอยังรวมถึงเรื่องของความปลอดภัยในการคมนาคมที่มีรถบรรทุกจำนวนมากขึ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลเสียเพียงชาวบ้านในพื้นที่ตำบลขุนตัดหวายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเช่นเดียวกัน ดังนั้น ขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการให้ระงับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล แห่งที่ 2 ของตำบลขุนตัดหวาย ตามอำนาจหน้าที่ที่พอจะช่วยประชาชนในพื้นที่ที่มีผลกระทบโดยตรง” น.ส.โสภิดา กล่าว


ด้านนายสุรินทร์ สุริยะวงศ์ นายอำเภอจะนะ กล่าวว่า การดำเนินการของโรงไฟฟ้าชีวมวลนี้ ทางโครงการโรงไฟฟ้าไม่เคยแจ้งทางอำเภอให้ทราบ เพราะกระบวนการนี้จบอยู่ที่การพิจารณาของสภาอบต. ซึ่งเป็นความลักลั่นของกฎหมาย แต่เมื่อเกิดปัญหาหรือผลกระทบทางอำเภอจะต้องเข้ามาดูแลจัดการ การตั้งโรงงานในชุมนเป็นเรื่องที่ดีคนในชุมชนได้มีงานทำ แต่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้มีการกว้านซื้อที่ดินใกล้โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์อีกหนึ่งแห่งด้วย เรื่องนี้ทางอำเภอจะส่งเรื่องไปยังจังหวัด พลังงานจังหวัดต่อไป 

คพ.ปลื้มแม่น้ำตาปีตอนบนคุณภาพดีสุดในไทย เผยน้ำเสียในไทยร้อยละ 65 ยังแก้ไขไม่ได้


เมื่อวันที่ 3 มี.ค. นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พาสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจสภาพแวดล้อมคุณภาพแม่น้ำตาปีตอนบน ซึ่งมีคุณภาพน้ำที่ดีที่สุดในประเทศไทย เพื่อสร้างความตระหนักให้ประชาชน และภาคส่วนต่างๆ เกิดความหวงแหน ช่วยกันส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น



นายวิจารย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แม่น้ำตาปีตอนบนดีที่สุดในไทย โดยดัชนีคุณภาพน้ำได้ 87 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งมีคะแนนสูงสุดในประเทศ ถือว่าหายากมาก สำหรับแหล่งน้ำเมืองไทยที่มีคุณภาพดีขนาดนี้ โดยแม่น้ำตาปีมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาหลวง ในอ.พิปูน และอ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช มีระยะทาง 232 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ แม่น้ำตาปีตอนล่าง ตั้งแต่แม่น้ำพุมดวงบริเวณปากแม่น้ำ ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ถึงแม่น้ำตาปีบริเวณบ้านวังม่วง ต.นากระชะ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช


และช่วงแม่น้ำตาปีตอนบน อยู่ระหว่างบ้านขุนพิปูน ต.ยางค้อม อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งตลอดระยะทางมีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เอื้ออำนวยต่อการรักษาคุณภาพน้ำ


สิ่งสำคัญคือได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อบต.ยางค้อม ที่ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับแหล่งน้ำ ซึ่งในเดือนก.ค. นี้ แม่น้ำตาปีจะมีอายุครบ 100 ปีด้วย ถือเป็นเรื่องดีที่สามารถรักษาคุณภาพน้ำไว้เป็นอย่างดี


อธิบดีคพ. กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2558 คพ.ได้ตรวจวัดคุณภาพแหล่งน้ำ 65 แห่งทั่วประเทศ 366 จุด พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีร้อยละ 34 พอใช้ร้อยละ 41 และเสื่อมโทรมร้อยละ 25 โดยแหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตาปีตอนบน แม่น้ำจาง แควน้อย และแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ แม่น้ำกวง ลำตะคองตอนล่าง ระยองตอนล่าง ป่าสัก ลพบุรี เจ้าพระยาตอนบน ท่าจีนตอนกลางและล่าง


ทั้งนี้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการลงทุนระบบบำบัดน้ำเสีย และการควบคุมการระบายน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยภาพรวมของประเทศสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน หรือร้อยละ 35 จากน้ำเสียทั้งหมด 9.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งอีกร้อยละ 65 ยังเป็นปัญหาที่ต้องหาแนวทางแก้ไขต่อไป 

by ThaiWebExpert