ข่าวสด

เยือนบ้านทาป่าเปา ชุมชนต้นแบบโลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
ปฤษณา กองวงค์

บ้าน ทาป่าเปา ตั้งอยู่หมู่ 6 ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูน ขึ้นชื่อว่าเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและโดดเด่นด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้และ ต้นน้ำ

ปัจจุบันมีประชากร 215 ครัวเรือน ซึ่งยังทำหน้าที่อย่างแข็งขันในการดูแลปกป้องผืนป่าชุมชนห้วยทรายขาว พื้นที่ 13,000 ไร่ ทั้งยังคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดป่าชุมชน ระดับประเทศ ปี 2552 ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้งยังรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ รางวัลลูกโลกสีเขียว ปี 2545

ตอกย้ำพลังชุมชนได้เป็นอย่างดีและชุมชนแห่งนี้ไม่เคยเงียบเหงา มีผู้คนมากมายเดินทางมาศึกษาดูงานไม่ขาด

เมื่อ เร็วๆ นี้ มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือปูนอินทรี คัดเลือกชุมชนบ้านทาป่าเปา จ.ลำพูน พร้อมจัดพิธีส่งมอบ "โครงการชุมชนต้นแบบเพื่อโลกสีเขียว" (Green Community) ภายใต้แนวคิด "โลกน่าอยู่ คู่หัวใจสีเขียว" (Green Hard) เน้นการมีส่วนร่วมและต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี เริ่มปี 2557-2559 เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพร้อมเป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ ชุมชนอื่นๆ ต่อไป

"เพราะการพัฒนาอย่างยั่งยืนทำคนเดียวไม่ ได้ ต้องช่วยกันหลายฝ่าย บ้านทาป่าเปา ส่วนใหญ่มีองค์กรภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยเหลือ เช่น คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาช่วยออกแบบอาคารสร้างบล็อกประสาน ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานมาช่วยเหลือในการสร้างอาชีพ ทางศูนย์พัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยพัฒนาเรื่องการเกษตรแนวใหม่ และนวัตกรรมการเกษตร โดยปูนฯ เรามีกำลังศรัทธา แต่กำลังทางปัญญา ความรู้มาจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆ เราลงพื้นที่ประสานการทำงาน และเป็นพันธมิตรที่ดี" นาฏยา เหล่าวานิช ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวและว่า

"หมู่บ้านนี้มีความหวงแหนรักผืนป่าเป็นทุนเดิม และการพัฒนาจะยั่งยืนต้องมาจากภายใน และเราเชื่อว่าหมู่บ้านนี้มีความเข้มแข็งและสิ่งที่เขาต้องการ คือด้านนวัตกรรม การพัฒนาฝีมือ ที่ผ่านมาเราเคยทำโครงการสร้างฝาย และแท็งก์เก็บน้ำ ในชุมชนนี้มาก่อน ชาวบ้านก็ไม่ต้องรอน้ำฝนจากฟ้าก็ปลูกพืชอายุสั้นได้ และขอบคุณมูลนิธิชัยพัฒนาที่เข้ามาช่วยเหลือให้เป็นรูปเป็นร่าง โดยตอนนี้เราเข้ามาสู่การพัฒนาในระดับที่ 3 คือทำให้ชุมชนเข้มแข็งไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน เน้นส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่ม ต่อยอดสิ่งต่างๆ ที่โครงการได้เข้ามาอบรม เช่น อิฐบล็อกประสาน การทำคุกกี้ น้ำข้าวกล้อง ให้เจริญก้าวหน้า พร้อมส่งเสริมกลุ่มต่างๆ ให้เกิดความเข้มแข็งมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม"

ทาง คณะยังเยือนชุมชนบ้านทาป่าเปา สัมผัสกิจกรรมหลากหลาย เช่น จักรยานยืมขี่ เบเกอรี่ชุมชน แปรรูปข้าวกล้อง การทำเกษตรอินทรีย์ระบบน้ำเพื่อการเกษตร และกิจกรรมบล็อกประสานดินซีเมนต์ในโรงเรือนฝึกอาชีพ หรืออยากสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนและป่า ก็มีใน เส้นทางศึกษาธรรมชาติห้วยทรายขาว ทั้งแบบระยะสั้น และยาว

นาย ประสงค์ แจ่มจ้า ชาวอยุธยาที่รักลำพูนอาสาเป็นไกด์นำทางเดินป่า พาไปรู้จักต้นไม้ใหญ่ และสมุนไพรที่อยู่ในผืนป่าอย่างภาคภูมิใจ เช่น "คำมอกหลวง" เมล็ดใช้ต้มเคี่ยวกับน้ำเป็นยาฆ่าเหา "กำจาย" ช่วยรักษาแผลสด ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย และพืชผักที่ชาวบ้านหาอยู่หากินที่มักขึ้นตามป่า เช่น ผักพ่อค้าตีเมีย บุกฯ ที่แทงยอดโผล่ขึ้นผืนดิน และเหล่าไม้ขอนนอนไพรต่างๆ รวมถึงฝายชะลอน้ำ ที่ชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันสร้างไว้ ในผืนป่าแห่งนี้มีหลายร้อยลูก

ส่วนอ่างเก็บ น้ำห้วยทรายขาว แหล่งรองรับน้ำของชุมชน ปรากฏว่าน้ำแห้งขอด ผืนดินแตกระแหง ปลาเล็กปลาน้อยที่ไม่ทนร้อนตายส่งกลิ่นคละคลุ้ง ตอกย้ำวิกฤตของสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น

"ปีนี้มันแล้งหนักใน รอบ 20 ปี ปลาแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ต้นไม้ยังอยู่ ที่นี่เป็นดินทราย ถ้าเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์สถานการณ์ต่างๆ ยิ่งเลวร้ายกว่านี้ ทำให้เราต้องทำงานให้มากขึ้น เพื่อโลกสีเขียวใบนี้" นายไพบูลย์ จำหงษ์ วัย 64 ปี อดีตกำนันแหนบทองคำแห่งบ้าน ทาป่าเปา ปัจจุบันนั่งตำแหน่งหัวหน้าศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านทาป่าเปา กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพื้นที่สีเขียว

ปราชญ์ชาว บ้านท่านนี้เท้าความถึงอดีตของชุมชน ตั้งแต่ก่อนปี 2537 ที่ชาวบ้านเดือดร้อนเรื่องน้ำ ทั้งน้ำกินและน้ำใช้ในการเกษตร มีการลักขโมยและภาครัฐประกาศเป็นพื้นที่สีชมพู ต่อมาเราก็ใช้ความสัมพันธ์ของบ้าน วัด โรงเรียน นั่นคือ "บวร" มาแก้ปัญหาเรื่องน้ำและการตัดไม้ทำลายป่า มีการทำประชาคมและ ทุกคนเห็นพ้องว่าจะอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเพื่อการเกษตร จึงลงมือทำ มีกฎหมู่บ้าน ข้อห้ามในการตัดไม้ ฝ่าฝืนก็ปรับ ส่งผลให้ป่าค่อยๆ ฟื้นตัวและตั้งกองทุนออกทรัพย์ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนเลิกตัดไม้ทำลายป่า เช่น ให้ กู้ยืม เพื่อซื้ออุปกรณ์การเกษตร

นอกจากนี้ยังทำฝายตามแนวพระราช ดำริ มี 3 แบบคือ ฝายภูมิปัญญา ใช้ไม้ไผ่ในป่าดักตะกอน ฝายหินก่อ และ ฝายคอนกรีต ที่ช่วยกักเก็บน้ำ ทำให้ป่าชุ่มชื้น จนได้รางวัลปี 2545 ในโครงการลูกโลกสีเขียว เป็นความสำเร็จและเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวบ้าน และป่าก็ตอบแทนเรา มีของป่า หน่อไม้ เห็ด พืช ผัก สมุนไพร ต่างๆ เหลือก็ขายเป็นรายได้เสริม ชาวบ้านจึงรักป่า

"อาชีพหลักของ ชาวบ้านคือเกษตรกร แต่ก่อนหมู่บ้านเราเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่ รายได้ไม่ถึง 23,000 บาทต่อปีต่อครอบครัว ตอนนี้เราเกินจุดนั้นมาแล้ว หลังน้อมนำเอาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์ป่าของในหลวงมาใช้ ชุมชนก็เห็นความสำคัญว่า น้ำเป็นปัจจัยที่ชุมชนต้องใช้และหล่อเลี้ยงพืชไร่ต่างๆ น้ำมาจากป่าต้นน้ำ เราจึงไม่ทำลายป่า" นายไพบูลย์กล่าวด้วยความภูมิใจ

สนใจแวะเวียนมาสัมผัส เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนต้นแบบบ้านทาป่าเปา สอบถามโทร.08-9265-2714 

ตั้ง กก. เก็บค่าขยะใหม่ ลดภาระ กทม.


ศาลาว่าการ กทม.- นายสุวพร เจิมรังสี ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.กทม.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสุขลักษณะการจัดการมูลฝอยทั่วไป และร่างกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมในการให้บริการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอย ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งยังเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเก็บขยะ โดยปี 2557 กทม. จัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอยได้ 466 ล้านบาท ขณะที่จ่ายค่าจัดการมูลฝอย 6,000 ล้านบาท ทำให้ กทม. ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายถึง 5,500 ล้านบาท หรือร้อยละ 92.56%

กทม. โดย สสล. จึงตั้งคณะกรรมการการศึกษาและพิจารณากำหนดอัตราค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมกับฐานการจัดเก็บค่าธรรมเนียม รวมทั้งให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน เสนอผู้บริหาร กทม. เพื่อตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต่อไป 

กรมมลพิษของบ590ล้านฟื้นฟูห้วยคลิตี้


กรมควบคุมมลพิษ - นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้จัดทำคำของบประมาณปี 2559 จำนวน 590 ล้านบาท ในการว่าจ้างฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และพื้นที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนปริมาณสูง เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ได้ตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ พร้อมจัดทำร่างขอบเขตการว่าจ้างแล้ว เพื่อเร่งฟื้นฟูให้เร็วขึ้น ซึ่งได้คัดเลือกพื้นที่ใกล้กับเหมืองบ่องาม ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี สร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัยในพื้นที่ โดยรองรับปริมาณตะกอนดินประมาณ 110,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมี 3 บริษัทเข้าร่วมดูแลพื้นที่ได้แก่ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ และบริษัทโปรเฟสชั่นแนล เวสต์ เทคโนโลยี 1999 หรือ โปรเวสต์ 


คพ. จะจัดหาผู้รับจ้างและว่าจ้างให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2558 เมื่อได้รับงบประมาณปี 2559 ให้ผู้รับจ้างดำเนินการทันทีภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมลำห้วยคลิตี้ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งในปีแรกจะต้องจัดทำบ่อฝังกลบให้แล้วเสร็จ และขุดลอกตะกอนบางส่วนไปฝังกลบ

ร่างรธน.ให้ชุมชนร่วมดูแลสวล.


เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่รัฐสภา นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โฆษกกมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปช. แถลงผลการประชุมกมธ.ว่า ขณะนี้กมธ.เตรียมผลักดันการพิจารณา ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความโปร่งใส เพิ่มความกระชับรวดเร็วและครอบคลุมในทุกกระบวนการ โดยมีการแบ่งแนวคิด คือ การประเมินระดับ สิ่งแวดล้อม ที่จะมีการทำล่วงหน้าและทำในพื้นที่ขนาดใหญ่ ให้ประชาชนรับรู้และมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นแนวคิดโครงการ ที่จะช่วยให้ภาครัฐสามารถเลือกพื้นที่พัฒนา ที่ส่งผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด และประชาชนยอมรับ รวมถึงลดความขัดแย้งในชุมชน

นายธรณ์กล่าวว่า เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการพัฒนา จะใช้กระบวนการจัดทำระบบการวิเคราะห์ผลกระทบของประเทศไทย หรือ อีไอเอ แบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาที่รวดเร็วและกระชับ เช่น การจัดทำรายงานอีไอเอ โดยบริษัทที่ปรึกษา จากนั้นจะใช้กระบวนการตรวจสอบติดตามและกำกับดูแล ที่เคยเป็นปัญหาและทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น จะได้รับการปรับปรุงให้เป็นมาตรฐาน มีหน่วยงานกำกับที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนระบุระยะเวลาที่ชัดเจนในการติดตามและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้กระบวนการทั้งหมดทุกขั้นตอนได้ถูกบรรจุไว้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถปฏิรูปให้ประเทศไทยเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
 

ศาลสั่งกฟผ. ชดใช้แม่เมาะ

เยียวยา25ล้าน 131เหยื่อมลพิษ


ให้ชดเชย - ชาวบ้านเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด จ.เชียงใหม่
ซึ่งตัดสินให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง จ่ายชดเชยค่าเสียหาย 25 ล้าน
ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยมลพิษจากฝุ่นละออง
จนมีคนล้มป่วยและเสียชีวิต เมื่อวันที่ 25 ก.พ.

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้กฟผ.จ่าย 25 ล้านบาท ชดใช้ชาวบ้านแม่เมาะ ลำปาง เหยื่อมลพิษโรงไฟฟ้าถ่านหิน ภายหลังต่อสู้เรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2546 ทนายความฝ่ายชาวบ้านระบุพอใจคำตัดสิน แม้ผู้ได้รับผลกระทบบางรายจะได้ค่าชดเชยจำนวนน้อย ต่ำสุดรายละ 20,000 บาท สูงสุด 240,000 บาท ขณะที่บางรายครวญเงินที่ได้ เทียบไม่ได้กับการสูญเสียพ่อป่วยมะเร็งสมอง ส่วนเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ชี้เป็นกรณีตัวอย่าง หากจะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต้องอยู่ห่างไกลชุมชน 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ศาลปกครองเชียงใหม่ ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีดำที่ 140-142, 191, 199/2546, 254/2547, 4, 60-70/2548 คดีหมายเลขแดงที่ 60-77/2552 และ 64/2548 กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการ กระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคือนายคำ อินจำปา ตัวแทนชาวบ้าน ต.นาสัก ต.สบป้าด ต.บ้านดง และ ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และผู้ถูกฟ้องคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีชาวบ้านจาก อ.แม่เมาะ จำนวนกว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยมาจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ


สำหรับคดีดังกล่าว สืบเนื่องจากกลุ่มเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ ได้รับผลกระทบจาการทำเหมืองและผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ทางเครือข่ายผู้ป่วยฯ ยื่นฟ้องกฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฐานกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายจาก กฟผ.แม่เมาะ มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2546 เป็นต้นมา จนในที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา โดยสั่งให้กฟผ.จ่ายเงินชดใช้รวมจำนวน 25 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี 


นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด ทนายความชาวบ้านผู้ฟ้อง กล่าวว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ยืนตามคำพิพากษาศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2548 ชาวบ้านจำนวน 477 คน มีผู้ได้รับชดเชยค่าเสียหายจำนวน 131 ราย รวมถึงผู้เสียชีวิตไปแล้วด้วย ส่วนคดีความทั้งหมดที่หมดอายุความ ที่เป็นผู้ฟ้อง หรือชาวบ้านนั้น บางส่วนที่ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ศาลถือว่ายังมีสิทธิ์ โดยจะนำเงินที่ได้จากการฟ้องร้องครั้งนี้ นำไปหักในส่วนต่อค่าธรรมเนียมศาลที่ขาดอายุความ ก็จะยื่นขอความช่วยเหลือได้ต่อไป 


ทนายความชาวบ้านผู้ฟ้องกล่าวต่อว่า ถือว่าน่าพอใจ ถึงแม้ว่าจะมีบางรายได้ค่าชดเชยจำนวนมาก บางรายได้ค่าชดเชยจำนวนน้อยก็ตาม เงินค่าใช้จ่ายชดเชยค่าเสียหายที่กฟผ.ต้องชดใช้รวมจำนวน 25 ล้าน ไม่รวมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี ชาวบ้านจะได้เงินต่ำสุด รายละ 20,000 บาท และสูงสุด 240,000 บาท


นางปราณี อินปัญโย ชาวบ้าน ต.นาสัก อ.แม่เมาะ กล่าวว่าเป็นตัวแทนพ่อ คือนายสงวน วงค์ดี อายุ 64 ปี ที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็งสมอง และโรคไซนัส ผลการพิจารณาคดีครั้งนี้ ครอบครัวได้รับเงินชดเชย 200,000 บาท ถือว่าไม่พอกับการที่ครอบครัวต่อสู้มานาน และต้องย้ายบ้านออกจากพื้นที่ อ.แม่เมาะ ไปอยู่ที่อื่น จำนวนเงินยังไม่พอกับเงินรักษาพ่อขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เลย อีกทั้งลูกสาววัย 10 ขวบ ก็ยังป่วยด้วยโรคระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน อักเสบเรื้อรัง หมดค่ารักษาจำนวนหลายหมื่นบาท 


ส่วนนางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ กล่าวว่าพอใจคำตัดสินของศาล แม้บางคนจะได้ค่าเยียวยาน้อยก็ตาม เราต่อสู้มาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 อย่างน้อยก็ได้พิสูจน์ให้สาธารณชนได้รู้ว่า พวกเราได้รับผลกระทบจริง จะทำให้เป็นต้นแบบชุมชนอื่นที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องตนเอง กรณีนี้จะเป็นตัวอย่างให้กฟผ.ตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหินแห่งอื่น ต้องระมัดระวังและเลือกสถานที่ที่เหมาะสม คือต้องห่างไกลชาวบ้านและชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบแบบเดียวกับชาวบ้านแม่เมาะ 

คพ.ตั้งงบ590ล.ฟื้นห้วยคลิตี้


เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงพัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ว่า คพ.ได้ตั้งงบประมาณของปี "59 เพื่อเริ่มดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ 590 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี โดยจะเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 58 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 60 สำหรับรายละเอียดของการฟื้นฟูคือ การก่อสร้างหลุมฝังกลบแบบปลอดภัย การฟื้นฟูพื้นที่บริเวณโรงแต่งแร่ การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ และการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพิ่มเติม


นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามจากแนวทางดังกล่าวที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ครั้งที่ 1/58 ได้มีมติให้ตั้งคณะทำงานทางวิชาการขึ้นมา เพื่อศึกษารูปแบบ และแนวทางในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยมีตัวแทนนักวิชาการภายนอก 5 คน และฝ่ายวิชาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 คน เพื่อศึกษาดูว่าแนวทางในการฟื้นฟูควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งโดยหลักที่คณะทำงานเห็นตรงกันคือต้องนำสารตะกั่วออกจาก ลำห้วยคลิตี้ และพื้นที่ใกล้เคียงให้มากที่สุด โดยการนำสารตะกั่วออกไปนั้นต้องจัดเก็บนอกหมู่บ้าน และต้องไม่ให้มีผลกระทบลงมาสู่ลำห้วยคลิตี้ นอกจากนี้ยังต้องศึกษากระบวนการเยียวยา ซึ่งต้องดูว่าจะเยียวยาชาวบ้านอย่างไร เพราะเรื่องนี้ผ่านมานานมากเเล้ว 


"ชาวบ้านต้องการให้เอาตะกั่วออกจากลำห้วยให้มากที่สุด ตั้งแต่พื้นที่โรงแต่งแร่ และในลำห้วย แล้วนำไปฝังกลบ เหมือนอุตสาหกรรมภายนอก นอกจากนี้ยังมีเรื่องน้ำสะอาดที่ยังเป็นปัญหาของชาวบ้าน แม้กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้ามาสำรวจ แต่ก็ยังจัดหาน้ำสะอาดให้ชาวบ้านไม่ได้ ทั้งที่เรื่องผ่านมานานเเล้ว" ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงพัฒนากล่าว 

กทม.ติวเข้ม50เขตกำจัดขยะอันตราย ดันสู่"มหานครสิ่งแวดล้อม"


ศาลาว่าการ กทม. - เมื่อวันที่ 22 ม.ค. นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพ มหานคร (สสล.กทม.) เปิดเผยว่า สสล.จัดโครงการอบรมศึกษาดูงานการกำจัดขยะอันตรายให้แก่ผู้ปฏิบัติงานเก็บขนมูลฝอยอันตราย จากสำนักงานเขต 50 เขต และ เจ้าหน้าที่จาก สสล. รวมทั้งสิ้น 240 คน แบ่งเป็น 2 รุ่น รุ่นละ 120 คน โดยใช้เวลา 2 วัน 

สำหรับการจัดอบรม มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายหลายหน่วยงาน อาทิ จากกองจัดการขยะ ของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล สสล. เรื่อง "กรุงเทพมหานครกำจัดขยะอันตรายอย่างไร" สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง "เก็บขนขยะไม่ถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร" และกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย (สนอ.) เรื่อง "เก็บขนขยะอันตรายอย่างไร ให้ปลอดภัยจากสารพิษ" 

สำหรับการอบรมรุ่นที่ 1 เริ่มไปแล้วเมื่อวันที่ 22-23 ม.ค. และรุ่นที่ 2 วันที่ 29-30 ม.ค. โดยจะเดินทางไปศึกษาดูงานสถานที่กำจัดมูลฝอยอันตราย ของ บริษัท เวสต์ แมเนจเม้นท์ สยาม จำกัด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 

"โครงการนี้จะนำไปสู่การผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแผนพัฒนากรุงเทพฯ 12 ปี ระยะที่ 2 พ.ศ. 2556-2559 ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อเป็นต้นแบบด้านการบริหารมหานคร ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5.3 การเสริมสร้างให้บุคลากรของกรุงเทพฯ มีความพร้อมทั้งด้านศักยภาพ คุณภาพชีวิต และความภาคภูมิใจเพื่อร่วมพัฒนามหานครให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน" นางสุวรรณากล่าว

ที่สถานที่ก่อสร้างบ่อกำจัดขยะ ต.มหาพราหมณ์ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เปิดโครงการจัดการแก้ไขปัญหาขยะ โดยนายอภิชาต โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรี อยุธยา กล่าวว่า บ่อขยะแห่งใหม่เป็นพื้นที่ของกรมธนารักษ์ ถูกออกแบบให้เป็นบ่อขยะแบบครบวงจร 

ผู้สื่อข่าวจ.พระนครศรีอยุธยาเป็น 1 ใน 6 จังหวัด ประกอบด้วย นครปฐม สระบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานี ในการนำร่องแก้วิกฤตขยะล้นเมืองให้ได้ตามแผนเร่งด่วน 6 เดือน

พลาสติกรีไซเคิลสดใส

ผู้เขียน: 
คอลัมน์ วงล้อเศรษฐกิจ


มองว่าในปี 2558 อุตสาหกรรมรีไซเคิลจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง จากการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำธุรกิจรีไซเคิลมากขึ้น

จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าในปี 2556 มีปริมาณขยะพลาสติกที่มาจากการบริโภคในชุมชนและการใช้งานในอุตสาห กรรม ประมาณ 2.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 13.1% จากปี 2554 คิดเป็นการบริโภคพลาสติกกว่า 32.1 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

การรีไซเคิลจึงเป็นกระบวนการหนึ่งที่มีส่วนช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและช่วยลดปริมาณขยะ ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะพลาสติกได้

ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลาสติกรีไซเคิลในประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปมาก มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2556 มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกกว่า 0.8 ล้านตัน เติบโตกว่า 48.8% จากปี 2554 ที่มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกอยู่ 0.5 ล้านตัน โดยพบว่าการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ขยะพลาสติกมากถึง 126.8-147.4%

มองว่าในปี 2558 อุตสาหกรรมรีไซเคิลจะยังขยายตัว ต่อเนื่อง จากการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีประสบ การณ์และความเชี่ยวชาญด้านระบบการจัดการขยะรีไซเคิลเข้ามาลงทุนทำธุรกิจรีไซเคิลในไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดต่อขยะพลาสติก และยังส่งผลดีต่อคุณภาพการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติกใหม่อีกด้วย

คาดว่าในปี 2558 จะมีสัดส่วนการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเพิ่มสูงขึ้นจาก 37.9% ในปี 2557 เป็น 40.0% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด และน่าจะส่งผลให้ตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในไทยมีมูลค่าสูงถึง 27,520-28,900 ล้านบาท เติบโต 16.8-22.7% จากปี 2557

มองว่าตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลในไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10% ต่อปี ในอีกระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังมีโอกาสนำขยะพลาสติกในชุมชนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อีกมาก

โดยหากสามารถเพิ่มปริมาณการรีไซเคิลขยะพลาสติกเป็นสัดส่วน 70.0-75.0% ของปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด ประเมินว่าตลาดเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจะมีมูลค่าสูงถึง 50,170-57,300 ล้านบาท

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด 

ชาวสามโคกค้านโรงไฟฟ้าขยะ

เมื่อเวลา 12.00 วันที่ 11 ม.ค. ที่บริเวณสวนสาธารณะหมู่บ้านอธิเชฐธานี ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ชาวบ้าน ต.เชียงรากใหญ่ กว่า 500 คน นำป้ายผ้าเขียนข้อความคัดค้านไม่ต้องการโรงงานไฟฟ้าขยะที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมเผาโมเดลโรงงานไฟฟ้าขยะ หลังมีการลงนามความร่วมมือโดยผู้บริหารงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับบริษัทเอกชน เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2557 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก เข้ามาคอยดูแลรักษาความปลอดภัย

ว่าที่ร.ต.ทวีศักดิ์ อินกว่าง ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า ตั้งแต่ จ.ปทุมธานี มีโครงการจะสร้างโรงงานขยะ ชาวบ้านรู้สึกกลัวกับปัญหาที่กำลังจะตามมา จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทที่จะเข้ามาก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท แต่โครงการก่อสร้างใช้งบประมาณกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นความไม่ชอบมาพากล แล้วพื้นที่ใช้ก่อสร้างจำนวน 200 ไร่ พบมีอดีตนักการเมืองเป็นผู้ครอบครอง จำนวน 143 ไร่ จึงง่ายต่อการกว้านซื้อที่ดินจำนวนที่เหลืออีกกว่า 50 ไร่ และสถานที่ก่อสร้างยังอยู่ติดกับที่พักอาศัยเพียง 127 เมตร ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะจัดสร้างโรงงานดังกล่าว

ด้านชาวบ้านรายหนึ่งเผยว่า เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าไปแอบเผาป่าหญ้าที่รกร้างในพื้นที่จัดสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ จำนวน 200 ไร่ ทำให้ควันไฟปลิวเข้าบ้านเรือนประชาชนที่ปลูกอาศัยใกล้เคียงจนเกิดความเดือดร้อน โดยชาวบ้านจะขอคัดค้านการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะจนถึงที่สุด 

ขอพื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากขยะ อุตฯเล็งจุดแรกกาญจนบุรี-ก่อนขยายทั่วประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเซ็นเอ็มโอยูกับกลาโหมขอใช้พื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจร เล็งจุดแรกที่กาญจนบุรี ก่อนขยายไปทั่วประเทศเน้นจังหวัดที่มีโรงงานขนาดใหญ่ และจำนวนมากก่อน

นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพื่อการจัดการกากอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมว่า เร็วๆ นี้ กระทรวงจะลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกระทรวงกลาโหม เพื่อขอใช้พื้นที่ทหารตั้งนิคมกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจร ซึ่งอาจมีหลายแห่ง แต่จะเริ่มดำเนินการที่บริเวณภาคตะวันตก ในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่นำร่องและจะขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

"การจัดตั้งนิคมดังกล่าวต้องใช้พื้นที่มากพอสมควร เพื่อเป็นเขตกันชนกับชุมชน (Buffer Zone) และลดปัญหาความขัดแย้ง ประเด็นเรื่องการจัดหาพื้นที่มีความสำคัญมากที่สุด โดยหลังจากได้พื้นที่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมจะมีมาตรการทางกฎหมาย ให้ผู้ประกอบการที่มีกากขยะอุตสาหกรรม ส่งกากขยะอุตสาหกรรมมายังนิคมฯ และบังคับให้นำกากอุตสาหกรรมเข้าระบบ โดยตั้งเป้าหมายอย่างน้อย 6 พื้นที่ ในจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากก่อน"

ส่วนความคืบหน้าการออกใบอนุญาตประทานบัตรของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ซึ่งนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ได้อนุมัติไปแล้วหลายร้อยราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแปลงขนาดเล็ก โดยมี 3 เรื่องที่ยังติดอยู่ที่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เรื่องที่จะมีการเร่งรัดต่อไปนั่นคือเรื่องเหมืองแร่โพแทช ที่ใช้ในการทำปุ๋ย แร่ทองคำและแร่ควอตซ์ ที่ใช้ในการผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกรณีการขอต่อประทานบัตร ที่ติดปัญหาตรงพื้นที่ตั้งที่อยู่ในเขตลุ่มน้ำหรือเขตป่าซึ่งไม่ใช่อำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้ให้ กพร. จัดทำหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าประเภทใดที่สามารถขอผ่อนผันได้ และประเภทใดที่ผ่อนผันไม่ได้ ส่วนใดอยู่ในการพิจารณาของหน่วยงานใด เพื่อให้ผู้ประกอบการจะได้ทราบแนวทางปฏิบัติต่อไป

ด้าน นายสุรพงษ์ เชียงทอง อธิบดีกรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า หลักการสำคัญที่ทำให้ขณะนี้กระทรวงมีนโยบายต้องเร่งรัดในส่วนการนำแร่ออกมาใช้นั้น เนื่องจากปัจจุบันไทยมีแร่ที่มีมูลค่าอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะแร่โปแตช และแร่ควอตซ์ ซึ่งเป็นแร่ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ทางการต้องการผลักดัน 

by ThaiWebExpert