เดลินิวส์

ไทยเตรียมทบทวนนโยบายพืชจีเอ็มโอ


รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 35 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การประชุมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรับทราบความก้าวหน้าในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศแล้ว ยังหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558 นี้ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความปลอดภัยอาหาร การศึกษาค้นคว้าวิจัยร่วมกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านประมง ปศุสัตว์และป่าไม้ การควบคุมหรือลดการใช้ย่าฆ่าแมลงในการผลิตสินค้าเกษตร การเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมถึงความร่วมมือกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี

ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ยังหารือร่วมกันในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก คือ 1. ความร่วมมือในการจัดระบบระบาดวิทยาทางสัตว์ ทั้งโรคไข้หวัดนก และโรคระบาดสัตว์อื่นๆ เพื่อให้ประเทศอาเซียนไปสู่เป้าหมาย เพื่อควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ระบาดตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ 2. การใช้ระบบสหกรณ์และสร้างการร่วมกลุ่มให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรแต่ละประเทศ 3. การร่วมกันกำหนดมาตรฐานสินค้าอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการค้าสินค้าเกษตรร่วมกัน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือว่ามีมาตรฐานสินค้าเกษตรมาอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างจะเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น หากสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็น มาตรฐานของอาเซียนได้ ก็จะเพิ่มอำนาจการต่อรองและการแข่งขันสินค้าเกษตรของภูมิภาคในตลาดโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังจะสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารให้แก่ประชากรในอาเซียนกว่า 600 ล้านคน และก้าวไปสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าอาหารของโลก ป้อนประชากรโลกกว่า 7 พันล้านคนในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมอาเซียนยังมีแนวโน้มที่จะร่วมกันกำหนดมาตรฐานจีเอ็มโอด้วย เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าสินค้าจีเอ็มโอสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารให้แก่ประชากรโลกได้ โดยในส่วนของประเทศไทยก็คงต้องมีการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับสินค้าจีเอ็มโออีกครั้งให้สอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีการหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป .

 

กทม.เร่งพัฒนา 10 เส้นทางจักรยานใช้งานได้จริง


กทม.เร่งพัฒนา 10 เส้นทางจักรยานใช้งานได้จริง คาดเริ่มดำเนินการได้ต้นปี 57

น.ส.ตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการด้านกายภาพและรณรงค์ส่งเสริมการใช้จักรยานในกรุงเทพมหานคร ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางจักรยาน 10 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางถนนเพชรเกษม เส้นทางเลียบคลองไผ่สิงห์โต (ดวงพิทักษ์,ถนนเพลินจิต) เส้นทางถนนอุทยาน/พุทธมณฑลสาย 3 เส้นทางถนนประดิษฐ์มนูธรรม เส้นทางถนนลาดพร้าว เส้นทางจรัญสนิทวงศ์ (วงแหวนรัชดาภิเษก) เส้นทางถนนพุทธมณฑลสาย 2 เส้นทางถนนบางขุนเทียนชายทะเล เส้นทางถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ และเส้นทางชมกรุงรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่ง กทม.ได้พิจารณาคัดเลือกจาก 31 เส้นทางที่มีอยู่ เพื่อดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์สามารถใช้งานได้จริงไม่เป็นอันตรายกับผู้ใช้ทาง โดยได้เร่งทำการสำรวจปัญหาและสภาพเส้นทาง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเห็นของประชาชนในบริเวณใกล้เคียง คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานในเมืองอย่างจริงจัง กทม.มีแผนจะเพิ่มเส้นทางจักรยานอีก 39 เส้นทาง ขณะนี้กำลังสำรวจเส้นทางที่เหมาะสมโดยจะพิจารณาทำในเส้นทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดในการเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งอื่นๆ ก่อน ซึ่งจะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางจักรยานในความรับผิดชอบให้เป็นเส้นทางเดียวกัน อาทิ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟ กรมทางหลวง เป็นต้น

ที่มา : http://www.dailynews.co.th วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ.2556

สนธิกำลังตรวจยึดรถยนต์พร้อมไม้พะยูงเตรียมส่ง

 

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 24 ก.ย. นายสมพงษ์ สุขนา หัวหน้าหน่วยป้องกันและรักษาป่าที่ อุบลราชธานี 8 สืบทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงขนไม้พะยูงเพื่อส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่บริเวณด้านหลังที่พักสงฆ์ ห่างจากบ้านหลักป้าย หมู่ที่ 6 ต.โพนงาม อ.บุณฑริก จ.อุบลฯประมาณ 2 ก.ม จึงสนธิกำลังกับทหารจากกองกำลังสุรนารี ร้อยทหารพรานที่ 2601 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดอุบลฯ ร่วมกันตรวจสอบพบรถกระบะ นิสสัน สีแดง หมายเลขทะเบียน 1ร 1405 กรุงเทพมหานคร มีกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 4 คนกำลังช่วยกันขนไม้พะยูงขึ้นรถคันดังกล่าวอยู่ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวตรวจค้นจับกุม แต่ทั้งหมดได้ไหวตัววิ่งหลบหนีเข้าป่าไปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจสอบพบไม้พะยูง10 ท่อน/เหลี่ยม ยาว 2-3 เมตรมูลค่า 200,000 บาท อยู่บนรถเพื่อเตรียมลักลอบไปส่งที่บริเวณช่องนาง ต.โพนงาม อ.บุณฑริก เขตติดต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีนายทุนชาวจีน มารอรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 190 บาท จึงนำรถยนต์และไม้ของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บุณฑริก ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

กรมป่าไม้ยึดคืนพื้นที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมป่าไม้ ลงพื้นที่นำเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นม.1 ถึง นม.10 ทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง  ในท้องที่บ้านหนองนกกระเต็น หมู่ที่ 16 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  โดยนายบุญชอบ  กล่าวว่า ทางกรมป่าไม้ได้รับแจ้งจากราษฎรในพื้นที่ร้องเรียนพบการ กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ บุกรุก ยึดถือ ครอบครอง โดยการฝังหลักเสาปูนประมาณ 1,000 ท่อน แสดงกรรมสิทธิ์ ในบริเวณที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีสภาพป่าเป็นป่าธรรมชาติ ในบริเวณท้องที่บ้านหนองกระเต็น หมู่ 16 ต.วังกะทะ  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

นายบุญชอบ กล่าวอีกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่ามีการนำเสารั้วมาปักกั้นแบ่งเขตขึ้นไปยังบนภูเขา เพื่อเป็นการแสดงอาณาเขตการครอบครองที่ดิน เนื้อที่ 92-1-28 ไร่ จึงได้ดำเนินการโดยการออกหนังสือ ให้เจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครอง ในพื้นที่บุกรุกแสดงสิทธิในที่ดินที่ได้มาตามกฎหมายภายใน 30 วันแต่ไม่มี จึงมีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอน ทั้งนี้ประชาชนในท้องที่ได้ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมป่าไม้ ในการดำเนินการเพื่อจัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยการขอขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ และจะร่วมกันช่วยดูแลป่าในพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ให้มีผู้บุกรุกเข้าถือครองใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบ อย่างไรก็ตามกรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียว ไม่สามารถดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติได้ทั้งหมด ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องที่ นับเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชนสอดส่องดูแลพื้นที่มากขึ้นต่อไป.

ร้องคราบน้ำมันดำ-เหม็นถูกคลื่นซัดติดชายหาดเกาะสมุย

 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก นางฉลาด  บุญจันทร์ อายุ 56 ปี ชาวบ้าน หมู่ 2 ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่าพบคราบน้ำมัน มีสีดำและกลิ่นเหม็น ถูกคลื่นซัดลอยมาติดชายหาด บริเวณท่าเทียบเรือสากล ของบริษัท ราชาเฟอร์รี่ หมู่ 2 ต.ลิปะน้อย อ.เกาะสมุย  ซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านเดือดร้อนมาก  

จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และชาวบ้าน เจ้าของธุรกิจบังกะโล ที่อยู่ติดกับท่าเรือสากลดังกล่าว กำลังยืนมุงดูคราบน้ำมันอยู่ เบื้องต้นจากการตรวจสอบ พบว่าเป็นคราบน้ำมีสีดำมันและมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำมันเครื่อง ได้ถูกคลื่นซัดเข้ามยังชายฝั่งเป็นระยะกว่า 800 เมตร ต่อมา พนักงานบริษัทเรือได้พยายามใช้ผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานมาเทใส่เพื่อยับยั้งไม่ให้กลิ่นรุนแรง

จากนั้น นายวรรณพล  มีเดช  สมาชิกสภาเทศบาลนครเกาะสมุย ได้เดินทางมาตรวจสอบ พร้อมให้ ให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างคราบน้ำมันไปตรวจสอบชนิดของน้ำมัน และสอบสวนหาแหล่งที่มา  ว่ามาจากไหน เพื่อหาข้อเท็จจริง

โดย นายเปี่ยมปรีดีรณ์  ศิลป์ ผู้จัดการของบริษัทท่าเรือราชาเฟอร์รี่ กล่าวว่า  ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ประจำเรือแล้วว่า มีคราบน้ำมันลอยมามาติดชายหาด ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าคราบน้ำมันดังกล่าวมาจากที่ใดและได้เรียกเจ้าหน้าที่ประจำเรือมาทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริง

เบื้องต้นกลุ่มชาวบ้าน เชื่อว่า น่าจะมีเรือลักลอบปล่อยน้ำมันเครื่องทิ้งในทะเล  จนคราบนํ้ามันลอยมาติดที่บริเวณชายหาด และสร้างมลภาวะ ทำให้นักท่องเที่ยวที่พักในบังกะโลหนีหายไปหมด เพราะทนกับกลื่นเหม็นน้ำมันและคราบน้ำมันที่ติดบนชายหาดไม่ไหว

ญี่ปุ่นปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตัวสุดท้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ว่าบริษัทคันไซ อิเล็กทริค พาวเวอร์ ( เค็ปโก ) ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "โออิ" ในจังหวัดฟูกูอิ ทางตะวันตกของประเทศ ออกแถลงการณ์ระบุถึงการหยุดเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 เมื่อเวลา 01.33 น. ตามเวลาท้องถิ่น ( 23.33 น. วันที่ 15 ก.ย. ตามเวลาในประเทศไทย ) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ซึ่งยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจใช้เวลานานกว่า 12 เดือน

ทั้งนี้ การปิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้าโออิ เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์หลังเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ต้องหยุดการทำงานด้วยเหตุผลเดียวกัน คือการต้องเข้ารับการตรวจสอบสภาพ ส่งผลให้ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะปลอดนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เมื่อครั้งที่ประเทศเพิ่งผ่านพ้นสึนามิยักษ์เมื่อเดือนมี.ค. 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ "ฟูกูชิมะไดอิจิ" ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้รัฐบาลต้องสั่งระงับการทำงานของเตาปฏิกรณ์ทั้งประเทศกว่า 50 แห่ง เมื่อเดือนพ.ค. ปีที่แล้ว

การหยุดทำงานของเตาปฏิกรณ์ในโรงไฟฟ้าโออิ ซึ่งเป็นเตาปฏิกรณ์เพียง 2 แห่ง ที่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเดินเครื่องเมื่อเดือนก.ค. ปีที่อล้ว สร้างความกังวลให้แก่หลายฝ่ายว่า ญี่ปุ่นอาจต้องประสบกับภาวะขาดแคบนกระแสไฟฟ้าจนถึงสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งอาศัยกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าโออิเป็นส่วนใหญ่

สร้างกติกาป่าชุมชนเขื่อนศรีนครินทร์

เมื่อวันที่  12  ก.ย.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายสำเริง  กลำพบุตร  หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์  จ.กาญจนบุรี  และทีมงานเข้าร่วมต้อนรับกลุ่มชุมชน ประกอบด้วย ชาวบ้าน พระสงฆ์  70 คน ที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี  โดยมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งกลุ่มมีแนวคิดว่า จะทำอย่างไรให้ “คนอยู่กับป่า  ป่าอยู่ป่า  หรือ คน ป่า และสัตว์ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล รวมถึงการสร้างกติกาป่าชุมชน พร้อมสามารถดูแลป่าในพื้นที่ของตนเองได้ตามกติกาป่าชุมชนที่มีแบบอย่างอยู่ทั่วไป  ในแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย  และทำอย่างไรจะเกิดการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนให้ได้เห็นคุณ  รู้ค่า ความเป็น “ป่าชุมชน” ในทุกมิติ ทุกมุมมองอย่างเข้าใจ มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้อย่างยั่งยืน โดยมี อ.ภาณุพงศ์  นามวงศ์  นักวิชาการอิสระ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งที่ผ่านมาอาจารย์เป็นที่ปรึกษา ของนายบุญอินทร์  ชื่นชวลิต ผอ.เขื่อนศรีนครินทร์   ได้มีการบริหารงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะให้ความสำคัญต่อการ ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ-ลำธารและป่าชุมชน ทางเขื่อนศรีนครินทร์ ดำเนินงานตามแผนการมีส่วนร่วมกับชุมชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปี 55 และคงต่อเนื่องจนถึงปี 59 และเมื่อใดที่เห็นว่าชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เขื่อนก็จะส่งมอบการดำเนินงานให้ชุมชนได้ดำเนินการสานต่อ  โดยการต่อยอดด้วยชุมชนเอง  และเวทีถอดบทเรียนได้มีเวลาการจัดทำกิจกรรม  เพื่อเป็นการพบปะพูดคุย ที่สร้างความเป็นกันเอง ด้วยบรรยากาศ แบบสบาย สบาย ขั้นตอน วิธีการ ก็คือ จัดแบ่งกลุ่มย่อย ประมาณ ๓ กลุ่ม ให้ทุกกลุ่ม ช่วยระดมความคิด วิเคราะห์ สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร  ถึงจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ตั้งไว้ 

อากาศเย็นช่วยดับไฟป่าในออสเตรเลียง่ายขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า สภาพอากาศที่เย็นและกระแสลมที่อ่อนลง ช่วยให้หน่วยดับเพลิงออสเตรเลียควบคุมไฟป่าได้ง่ายขึ้น หลังเกิดไฟป่าหลายพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยยังคงมีไฟป่า 63 จุดในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ  แต่ในจำนวนนี้มีไฟป่าราว 25 จุดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้  ส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกของเมืองซิดนีย์  อย่างไรก็ตาม ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงอย่างมาก กอรปกับไม่มีลมกระโชกแรง ทำให้งานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในการดับไฟป่าง่ายขึ้น

หน่วยดับเพลิงแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุในเฟซบุ๊คว่า  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,200 คน และรถดับเพลิง 350 คันกำลังพยายามดับไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 1 หมื่นไร่  และทำลายบ้าน 1 หลัง  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บ 6 คน ทั้งนี้ ออสเตรเลียเคยเผชิญกับอากาศร้อนมากเป็นประวัติการณ์จากคลื่นความร้อนเมื่อฤดูร้อนคราวที่แล้ว

จับมือแก้ปัญหาฟื้นฟูลำห้วยเสนง

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ห้องประชุมโครงการชลประทานห้วยเสนง ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายนิรันดร์ สุรัสวดี ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สุรินทร์ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูลำห้วยเสนง ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสถาบันการศึกษา และคณะทำงานกรรมการต่าง ๆ

ประกอบด้วย นายเจษฎา บุญสุยา ผอ.โครงการชลประทานสุรินทร์ นายสุทธิศักดิ์ แก้วแก้มจันทร์ อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ นางวริศราลี แก้วปลั่ง นายกสมาคมพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชน นายกอบต.เฉนียง ตัวแทนจากวิทยาลัยพยาบาลสุรินทร์และสื่อมวลชน จ.สุรินทร์ เพื่อลงพื้นที่สำรวจลำห้วยเสนง หลังได้รับการร้องเรียนเรื่องกองขยะในพื้นที่และฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่ปล่อยน้ำเสียลงลำห้วยเสนงสิ่งกลิ่นเหม็น

นายเจษฎา กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อมาดูกองพักขยะของเทศบาลเมืองสุรินทร์โดยตรง แต่ลงพื้นที่มาดูเรื่องของการอนุรักษ์และฟื้นฟูลำห้วยเสนง ในช่วงตั้งแต่เรือนจำสุรินทร์ไปจนถึงลำน้ำชี และเมื่อได้ล่องเรือลงพื้นสำรวจพบกับกองขยะจำนวนมาก จึงห่วงในช่วงที่มีฝนตกน้ำจะหลากน้ำเสียติดเชื้อโรคไหลลงลำห้วยเสนง ดังนั้น คณะทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูลำห้วยเสนง จะรีบปรึกษาหารือกับเจ้าของพื้นที่ เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป.

"ทส."ลุยฟันสวนยางรุกป่าสงวนฯ

เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวิจารณ์ สิมาฉายา รองปลัดกระทรวงฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและเร่งรัดการดำเนินคดีและการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ เป็นประธานนการประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายวิจารณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีวาระพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในระเบียบกฎหมายให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งในส่วนของกรมป่าไม้จะเข้าดำเนินการตามยุทธการขอคืนผืนป่าถวายราชาของแผ่นดินในพื้นที่ จ.พิษณุโลก โดยเริ่มจากการใช้อำนาจตามมาตรา 25 เข้ารื้อถอนสวนยางพาราที่นายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน แห่งชาติ จำนวน 65 ไร่ ในท้องที่ ต. หนองกะท้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ในวันที่ 5 ก.ย.นี้โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับทางอ.นครไทย และ จ.พิษณุโลก
 
นายวิจารณ์ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ อ.นครไทย มีคดีบุกรุก ป่าสงวนเพื่อปลูกยางพาราตั้งแต่ช่วงปี 50- 51 เป็นต้นมา และมีคดีสิ้นสุดแล้วจำนวนหลายคดี เนื้อที่ทั้งหมดกว่า 1,000 ไร่ ในส่วนของการบุกรุกพื้นที่เพื่อสร้างรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ในพื้นที่ป่าสงวนของกรมป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง (เขาแผงม้า) อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา  43 คดี รวมทั้งพื้นทื่อื่นๆ ได้มอบหมายให้กรมป่าไม้จัดตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อจำแนกคดีและเรียงลำดับว่าคดีใดเกิดขึ้นก่อนหลัง รวมทั้งติดตามว่าคดีต่างๆ กระบวนการยุติธรรมอยู่ในขั้นตอนใดแล้ว เช่นเดียวกับที่กรมอุทยานฯ ได้ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองเข้าไปดำเนินการในพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยให้จำแนกพื้นที่ว่าอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน สปก. หรืออยู่ตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 อย่างไรบ้าง และนำพื้นที่คดีที่ถูกจับกุมมาขึ้นรูปแปลง จดทำเป็นแผนที่ ลงพิกัดชัดเจน ซึ่งขณะนี้ทางอุทยานฯ ทับลานกำลังดำเนินการ โดยจะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และนำเข้ารายงานต่อที่ประชุมอีกครั้ง
 
รองปลัดกระทรวงฯ กล่าวต่อไปว่า หลังจากได้แผนที่แยกแยะแปลงคดีชัดเจนแล้ว ช่วงปลายเดือน ก.ย.หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ จะนำคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว ต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับรายงานความคืบหน้าการดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ท 3 แห่ง ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ว่าจะภายใน 15 วันจะรื้อถอนเสร็จเรียบร้อยแบบถอนรากถอนโคน โดยมีการสอบถามเข้ามาว่าจะเก็บเสารีสอร์ทไว้เป็นแหล่งปะการังหรือไม่ แต่ทางกรมไม่อนุญาตต้องรื้อถอนออกไปให้หมด
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของอุทยานฯ ทับลาน ที่ผ่านมาที่ประชุมได้มอบหมายให้อุทยานฯ ทับลานนำพิกัดแปลงตรวจยึดจับกุมทั้งหมด 434 คดี มาขึ้นรูปแปลงเพื่อตรวจสอบว่าอยู่บริเวณใดของอุทยานฯ ทับลาน โดยให้เร่งดำเนินการใน พื้นที่ ต.ไทยสามัคคี ก่อนจำนวน 313 แปลง เนื่องจากตัวแทนประชาชน ต.ไทยสามัคคีได้เข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อ้างว่าได้เข้าไปซื้อที่ดินเพราะเข้าใจผิดเรื่องการกำหนดแนวเขตปี 2543 ที่กรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการ นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในฐานะกรรมการกลั่นกรองฯ จึงให้ความเห็นวว่าต้องมีการจัดทำพิกัดแผนที่ให้ชัดเจนว่าแปลงจับกุมอยู่ในบริเวณใด เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่มาก่อน ไม่ให้เป็นเครื่องมือของนายทุนที่เข้ามาภายหลัง.
 
by ThaiWebExpert