เดลินิวส์

ไทยอินเดียจับมือพัฒนาเกษตร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2555

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตรอินเดียได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตรและเศรษฐกิจการเกษตร ตั้งแต่ปี 2548 ดังนั้น เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย ประมาณเดือนกันยายน 2555

โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายประสานงานในรายละเอียดกันต่อไป ทั้งนี้ หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทยและกระทรวงเกษตรอินเดียว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตร และเศรษฐกิจการเกษตร ได้มีกิจกรรมความร่วมมือหลายรายการอาทิ การวิจัยด้านการเกษตรและป่าไม้ เทคโนโลยีภายหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการจัดการลุ่มน้ำ การสำรวจและการวางแผนการใช้ที่ดิน วนเกษตรและระบบการทำฟาร์ม การผลิตพืชผลและแปรรูป การเลี้ยงไหม พืชสวน การผลิตสัตว์และสุขภาพสัตว์ การเก็บและบรรจุเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตร การส่งเสริมการร่วมทุนในธุรกิจการเกษตร การชลประทานและการระบายน้ำ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะตกลงร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงเกษตร อินเดีย แต่ยังไม่ได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ระหว่างสองฝ่าย ดังนั้น การจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-อินเดีย ที่จะเกิดขึ้นนี้จะช่วยพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นในอนาคต.

ตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรับอาฟต้า

โดยหนังสือพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรจำนวน 128 ล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง นครสวรรค์ สุรินทร์ อุดรธานี และอำนาจเจริญ เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรทราบถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมเฉพาะในพื้นที่

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ อีก 9 หน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน หรืออาฟต้า โดยเน้นการพัฒนา 2 ประการ คือ 1 พัฒนาการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ภายใต้รูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน ประการที่ 2 คือ การพัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็งโดยการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวชุมชน การจัดทำหมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว การจัดทำแปลงสาธิตและแปลงส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชนเพื่อเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวชุมชน เป็นต้น

สำหรับโครงการดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์ข้าวชุมชน 55 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ จำนวน 2,847 ตัน ส่งเสริมการพัฒนาชาวนา มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการลดต้นทุนการผลิตข้าวและการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชาวนาจำนวนรวม 5,571 คน จัดทำหมู่บ้านชุมชนต้นแบบในการลดต้นทุนการผลิตข้าว จำนวน 6 แห่ง พื้นที่ 1,800 ไร่ เกษตรกร จำนวน 600 คน สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้เฉลี่ย 3,884 บาทต่อตัน รวมถึงจัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรกลการเกษตรจำนวน 2 แห่ง และศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชน จำนวน 55 แห่ง

“จากผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องในโครงการดังกล่าวที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนหลัก 1 แห่ง และศูนย์ข้าวชุมชนเครือข่าย จำนวน 10 แห่ง พบว่า ในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและกระจายให้เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ข้างเคียงได้ จำนวน 1,480 ตัน ขยายผลการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 300 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 2,236 บาทต่อตัน” นายธีระกล่าว.

นวัตกรรมป้องกันภัยพิบัติพร้อม แผ่นดินไหว-น้ำท่วมไทยยังเสี่ยง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

ภัยพิบัติกำลังเป็นกระแสร้อนของโลก สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้หนาวสุดขั้วตัวอย่างล่าสุดของอากาศหนาวจัดในยุโรปและญี่ปุ่นคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคน ขณะที่บ้านเรามีข่าวเกาะติดการตั้งรับน้ำท่วมทุกวัน ทำการพร่องน้ำออกจากเขื่อน การจัดหาพื้นที่รับน้ำ

สมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI) ได้จัดเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องภัยพิบัติทุกด้าน และการแสดงเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมจากประเทศอังกฤษ ภายใต้การสนับสนุน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นายปรานต์ สยามวาลา นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ กล่าวว่า สมาคมเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันทางธุรกิจเพราะเริ่มจากการได้ข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสะพรึงกลัวมากขึ้นโดยเฉพาะการวิเคราะห์ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย แผ่นดินไหวในดัชนีของความหายนะถือว่าอันดับ 1 ภายในไม่ถึง 1 นาที คนกรุงเทพฯ สามารถจะตายได้เป็นล้านคนถ้ากรุงเทพฯ จะหยุดชะงัก นี่คือสิ่งที่ทางสมาคมฯ เป็นห่วงอย่างยิ่ง

“โอกาสเป็นไปได้มีสูงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยเปรียบเทียบกับเฮติ เดือนที่แล้วนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่าแผ่นดินไหวเฮติเป็นแผ่นดินไหวที่สร้างรอยเลื่อนใหม่เอี่ยมและเป็นรอยเลื่อนไม่เสถียร นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่าเฮติจะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกไปอีกอย่างน้อย 15 ปี สิ่งเหล่านี้เกิดมาแล้ว หมู่เกาะปาปัวนิวกินี ฟิจิ ย่านนั้นแผ่นดินไหวทุกวันแต่ละครั้งไม่เกิน 5 แมกนิทิวด์ ทั้งนี้แมกนิทิวด์เป็นหน่วยวัดแผ่นดินไหวแบบใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าค่าความรุนแรงนั้นมากกว่าหน่วยริคเตอร์ บ้านเราละแวกที่เกิดแผ่นดินไหวเรียกว่าแนวอินเดียนเพลส เกิดสึนามิในอินโดนีเซียชายฝั่งทะเลอันดามันของบ้านเรา นั้นคือรอยเลื่อนเดียวกันสามารถวิ่งไปถึงอินเดีย น่าห่วงว่ากรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นบริเวณปากอ่าวเป็นดินนุ่ม และเต็มไปด้วยตึกสูงและตึกส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบไว้รองรับแผ่นดินไหว”

นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องภัยน้ำท่วมนั้นมองว่าภาครัฐยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด น้ำท่วมที่เกิดครั้งที่แล้วเป็นสิ่งที่น่าหดหู่ ถ้ามีการป้องกันที่ดีกว่านี้ความสูญเสียจะไม่มากมาย ประเมินแล้วค่าความเสียหายน้ำท่วมของเราเท่ากับอันดับ 4 ของโลก

“แต่ในแง่ของภาควิทยาศาสตร์น้ำท่วม ดัชนีความหายนะ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กเพราะน้ำที่มาเป็นน้ำเฉื่อยจากภาคเหนือมากรุงเทพฯ ใช้เวลา 3-4 เดือน จริง ๆ แล้วมีเวลาที่จะป้องกันบริหารจัดการ แต่ความน่ากลัวที่มากกว่านี้ คือแผ่นดินไหว กรุงเทพฯ มีโอกาสที่จะเกิดค่อนข้างสูงทีเดียว”

ด้าน นายแดน ฮาร์โซโน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้เพื่อการให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมและการวางแผนรับมือภัยพิบัติอื่น ๆ กับผู้สนใจและธนาคารพร้อมจะสนับสนุนเงินกู้กับลูกค้าและผู้สนใจที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีการป้องกันภัยพิบัติ

ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้นำร่องเป็นองค์กรตัวอย่างการป้องกันภัยพิบัติด้านแผ่นดินไหว โดยใช้เทคโนโลยีบริษัทมิยาโมโต้ ในการปรับโครงสร้างของอาคารสำนักงานใหญ่แบงก์กรุงศรีอยุธยาบริเวณถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นอาคารที่มีอายุ 15 ปี โดยบริษัทมิยาโมโต้ สามารถใช้ความรู้ทางวิศวกรรมป้องกันเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 10 ริคเตอร์ โดยไม่ต้องทุบอาคารทิ้ง โดยประเมินราคาค่าป้องกันแผ่นดินไหวแล้วคิดเป็นมูลค่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของราคาค่าก่อสร้างอาคาร ซึ่งขั้นตอนแรกเริ่มต้นสำรวจโครงสร้างทั้งหมดใช้เวลา 2-3 เดือนจากนั้นทางธนาคารจะวางแผนร่วมกันกับบริษัท เพื่อหาแผนปรับโครงสร้างที่จะรองรับระดับแผ่นดินไหว

มหาอุทกภัยในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา บิ๊กแบ๊ก กลายเป็นนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมถูกนำมาใช้ครั้งแรก จนได้เรียนรู้ว่ามีปัญหาข้อบกพร่องมากมาย ในงานเสวนาครั้งนี้มีบริษัท เฮสโก้ แบสชั่น จำกัด ได้นำเทคโนโลยีที่คนไทยเริ่มเรียกว่า ซูเปอร์บิ๊กแบ๊ก มาแสดงด้วย บริษัทนี้เล่าถึงตัวเองว่าเป็นผู้ชำนาญการด้านผลิตภัณฑ์สำหรับกองทัพ อาทิ บังเกอร์กันกระสุน และสินค้าป้องกันน้ำท่วม หรือบังเกอร์น็อกดาวน์ ได้รับความนิยมมากในหลายประเทศที่มีปัญหาน้ำท่วม

ผลิตภัณฑ์บังเกอร์น็อกดาวน์ใช้หลักวิชาการทางวิศวกรรมในการเชื่อมตะแกรงเหล็กชนิดพิเศษให้มีขนาดเป็นกล่องสี่เหลี่ยม บุด้วยแผ่นผ้าใบเส้นใยพิเศษไม่มีก้น เป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ฐานมีความมั่นคงไม่ถล่ม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมจะบรรจุทรายลงไปได้เมื่อน้ำมากระทบมวลของทรายกับความดันของน้ำจะเสริมให้บังเกอร์นี้แข็งแกร่ง อีกทั้งป้องกันการทำลายจากการกรีดด้วยของมีคม นอกจากนี้การออกแบบทำให้ง่ายต่อการขนส่ง ตะแกรงเหล็กสามารถพับได้เมื่อจะใช้งานจะค่อย ๆ คลี่ออกมาอาจใช้แรงงานคนเพียงแค่ 2 คนในการติดตั้ง หรือในพื้นที่ขนาดใหญ่ใช้รถดึงลากตะแกรงได้ทันทีเมื่อไม่ใช้งานสามารถเก็บไว้ใช้ต่อได้มีอายุการใช้งานได้ถึง 10 ปี ขนาดของตะแกรงเหล็กมีความสูงตั้งแต่ 1-5 เมตร สนนราคาเริ่มต้นความยาว10 เมตรอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท ทั้งนี้บังเกอร์น็อกดาวน์ดูจากรูปทรงดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ที่ผ่านมาถูกบางประเทศทำเลียนแบบ แต่ปรากฏว่าเมื่อนำมาใช้งานน้ำมาทำบังเกอร์แตก เทคนิคสำคัญอยู่ที่การเชื่อมตะแกรงเหล็กที่บริษัทคิดค้นไว้

ด้าน โจนาธาน เบิร์ด ผู้อำนวยการส่วนขาย บริษัท เฮสโก้ แบสชั่น จำกัด บอกเล่าว่า บังเกอร์น็อกดาวน์ถูกนำไปใช้ในการป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำมิสซิสซิปปีในสหรัฐอเมริกาในทุกปีและเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 หน่วยงานกองทัพของไทยสั่ง
สินค้าลำเลียงมาทางเครื่องบินจากอังกฤษ เพื่อมาใช้ป้องกันสนามบินดอนเมืองแต่ปรากฏว่าไม่ทันการเพราะน้ำท่วมสนามบินแล้ว จึงนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบริเวณทางขึ้นโทลล์เวย์ตรงดินแดง ซึ่งตอนนั้นใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท ในการสั่งซื้อซึ่งบริษัทได้ร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือด้วยส่วนหนึ่ง

“เรากำลังพยายามเสนอสินค้านี้ให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และเสนอเข้าไปในแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับบรรจุลงไปในด้านใดของแผนป้องกันน้ำท่วม”

ภัยพิบัติที่บางเรื่องวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้จะเกิดหรือไม่เกิด แต่วิธีป้องกันและวางแผนการบริหารจัดการ พิสูจน์ให้เห็นว่าความสูญเสียจะลดน้อยลงขอเพียงแค่เริ่มต้น.

เทคโนโลยีลดต้นทุน...เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าว

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555

ประเทศไทยผลิตข้าวได้กว่า 32 ล้านตันข้าวเปลือก มีการบริโภคภายในประเทศเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือมีการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งในการส่งออกมีการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน ดังนั้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร ประกอบกับการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ต่ำลง จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลยชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวนา ที่อาจจะได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA) ดังนั้น จึงได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จำนวน 128 ล้านบาท ให้กรมการข้าว ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 9 หน่วยงาน ดำเนิน โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน
โดย กิจกรรมสำคัญของการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้สูงขึ้น นั้นจะเน้นการพัฒนา 2 ประการ คือ 1. พัฒนาการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ภายใต้รูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน และ 2. พัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง โดยการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวชุมชน การจัดทำหมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้นว่า การจัดทำแปลงสาธิตและแปลงส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชน เพื่อเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอย่างชาญฉลาด เป็นต้น...

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง นครสวรรค์ สุรินทร์ อุดรธานีและ อำนาจเจริญ ซึ่งการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา โดยครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ศูนย์ข้าวชุมชนหลัก บ้านดงมัน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อถ่ายทอดวิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมเฉพาะในพื้นที่ โดยดำเนินการเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการลดต้นทุนการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับพี่น้องชาวนา

สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนหลัก 1 แห่ง และศูนย์ข้าวชุมชนเครือข่ายอีก 10 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและกระจายให้เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ข้างเคียงได้จำนวน 1,480 ตัน ขยายผลการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 300 ไร่ คิดเป็นต้นทุนการผลิตข้าวที่ลดลงเฉลี่ย 2,236 บาทต่อตัน
...อย่างไรก็ตาม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะได้มีความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้กับชาวนาในพื้นที่นำร่องและขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป.

ห้องสมุดอีโค่แห่งแรกของไทย (Eco-Library)

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับห้องสมุดสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของประเทศไทย อีโค่ ไลบรารี (Eco-Library) ห้องสมุดต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานผ่านสื่อความรู้ และการสัมผัสจริงจากงานออกแบบสร้างสรรค์บนเส้นทางสีเขียว โดยศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ ได้ร่วมจัดทำขึ้น ภายใต้แนวคิด ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน โครงการเกษตรศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม (ECO-LIBRARY)

สำหรับแนวคิดในการออกแบบและพัฒนาห้องสมุดเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งบริการความรู้ในการนำครุภัณฑ์และวัสดุเหลือใช้ โดยใช้องค์ความรู้จากศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ มาออกแบบและเลือกวัสดุ

ห้องสมุดเพื่อสิ่งแวดล้อมมีพื้นที่ใช้สอยเพียง 250 ตารางเมตร จัดสรรให้พื้นที่มี 3 ส่วนหลักประกอบด้วย Common reading space หรือ Eco-space ให้บริการหนังสือทั่วไป เช่น นวนิยาย วรรณกรรม เยาวชน นวนิยายแปล หนังสือธรรมะ หนังสือความรู้ทั่วไป และหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน มุมเด็ก Kid play–space ให้บริการหนังสือสำหรับเด็ก ทั้งการ์ตูน หนังสือนิทาน และหนังสือส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ และส่วนสุดท้าย Alumni Space พื้นที่ให้บริการศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับศึกษาหาความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาต่อ

จุดเด่นของห้องสมุดอยู่ที่การดัดแปลงของทิ้งแล้วในห้องเก็บของและวัสดุในโรงงานมาสร้างสรรค์ อาทิ ตู้บัตรรายการมาทำเป็นผนังและที่เก็บของให้อารมณ์ของการเข้าในห้องสมุด ของชิ้นนี้เป็นของเก่าเก็บในห้องเก็บของเพราะหมดประโยชน์การใช้งาน เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาจัดเก็บทะเบียนหนังสือแทน รวมทั้งเก้าอี้ โต๊ะล้วนเป็นของเก่าที่เคยถูกทิ้งไว้ในห้องเก็บของเช่นกัน แต่นำมาดัดแปลงและซ่อมแซมจนมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย นอกจากวัสดุที่หาได้จากมหาวิทยาลัยแล้วยังใช้วัสดุจากภายนอกโรงงานที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ อาทิ เศษผ้าม่านจากโรงงานที่ออกแบบฟังก์ชันการใช้สอยให้เป็นที่เก็บหนังสือได้ เศษผ้าชุดเครื่องแบบของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์นำมาเป็นผ้าหุ้มโซฟา เศษกระดุมจากโรงงานที่นำมาอัดเป็นเคาน์เตอร์ใช้บริการยืมหนังสือ เศษผ้าไหม นำมาสร้างโคมไฟ ทำหมอนมะเฟืองในมุมเด็ก

ภาพรวมของภายในห้องสมุดนั้น ทำชั้นวางหนังสือทรงกลม ซึ่งทำมาจากแผ่น MDF คละสีที่เหลือใช้จากโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ เสมือนต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรู้และมีพื้นที่ภายในที่สงบ โดยรอบของห้องมีผ้าม่านที่ลดแสงสะท้อนและมีช่องสำหรับใส่วารสารต่างๆ ภายในห้องสมุดทาสีขาวและดำเพื่อให้หนังสือเด่น แต่เป็นสีทีไม่โมเดิร์น เพื่อให้เห็นเส้นสายลายไม้ กระดาษ ที่นำมาทำเป็นชั้นวางหนังสือเก้าอี้ ส่วนเรื่องแสงเน้นจัดให้เหมือนกับอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน

ดร.สิงห์ กล่าวถึงเบื้องหลังการทำงานว่า การริเริ่มโครงการนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งที่ต้องใช้เวลาคือคิดหาวัสดุที่เหมาะสมและลงตัวที่ใช้ในพื้นที่ 250 ตร.ม. เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยแหล่งหาวัสดุมาจากโรงงานต่าง ๆ โรงงานที่เคยให้ความช่วยเหลือมาก่อน อย่างเช่น โรงงานผลิตผ้าม่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่มีโรงงานแต่มีชุดพนักงานและมีงบประมาณช่วยเหลือทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

สำหรับหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เรื่องราวของอีโค่ทั้งหมด รวบรวมมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ม.เกษตร และหนังสือนวนิยายที่ทำให้เด็กอ่านเขียนเป็น วรรณกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ หวังว่าจะใช้หนังสือการ์ตูนมาดึงเด็กให้เข้าห้องสมุดเพราะเด็กไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือ เมื่อเด็กมาอ่านการ์ตูนในอีโค่ไลบรารีจะเพิ่มความเข้าใจว่าการมีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสร้างสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ได้ ส่วนการใช้ประโยชน์ของห้องสมุด ด้านอื่น ๆ ในอนาคต ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่สอนเรื่องการออกแบบ การใช้ทรัพยากรที่อยู่อย่างคุ้มค่า

“ห้องสมุดนี่จะเป็นต้นแบบของการสร้างห้องสมุดว่าไม่ต้องน่าเบื่อ เป็นห้องสมุดที่เปิดเผยให้ชุมชนเห็นว่าไม่ต้องมีประตูปิดกั้น และอยากให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เราใช้อย่างฟุ่มเฟือย บางอย่างมันเพิ่มมูลค่าที่ได้จริงและได้เยอะมากดีกว่าไปถลุงผลิตของใหม่ออกมา สามารถมาใช้ได้ทุกวันเพราะแต่ละจุดเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ จุดเด่นคือนำวัสดุเหลือใช้มาทำห้องสมุด รวมทั้งเรื่องระบบยืมหนังสือที่แตกต่างจากที่อื่น ที่นี่ ยืมได้ฟรีไม่ต้องมีบัตรสมาชิก ใช้ระบบเชื่อใจกัน ว่ายืมไปต้องมาคืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ เพื่อสอนชุมชนเรื่องความซื่อสัตย์เราไม่แน่ใจเมื่อใช้ระบบนี้ต่อไป ว่าห้องสมุดนี้จะว่างเปล่าหรือไม่ แต่เราต้องลองดู เพราะเราเชื่อในมารยาทของคนไทย”

ด้าน ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ม.เกษตร บางเขน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักหอสมุดได้ร่วมกับบริษัท เอสซีจี จัดโครงการเปลี่ยนขยะเป็นความรู้ ฟื้นฟูห้องสมุดหลังน้ำลด โดยนำหนังสือเปียกน้ำมารีไซเคิล เป็นชั้นหนังสือ โต๊ะ-เก้าอี้ มอบให้ห้องสมุดโรงเรียน โดยมี ดร.สิงห์ ร่วมออกแบบ นอกจากช่วยลดขยะแล้ว ยังปลูกสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

อีโค่ไลบรารี เปิดให้บริการทุกวันตามวันเวลาราชการ รายละเอียดเพิ่มเติม http://kulc.lib.ku.ac.th/ecolibrary

ภาพประกอบ: http://www.dailynews.co.th/article/728/10832

สกว.อวดงานวิจัยเด่น

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 31 มกราคม 2555

 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้จัดพีธีมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2554 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นเกียรติยศต่อนักวิจัย ให้มีการสร้างผลงานที่มีค่า และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ และเชิงนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

ผลงานและโครงการวิจัยเด่นในปี 2554 มีทั้งหมด 12 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ ตลอดจนงานวิจัยเพื่อชุมชน ซึ่งทาง สกว. มีนโยบายขยายการสนับสนุนเข้าไปยังชาวบ้านและชุมชน ไม่ใช่เพียงเฉพาะงานวิจัยของนักวิชาการเท่านั้น

วันนี้จึงนำผลงานวิจัยดีเด่นบางส่วนมาแนะนำ โดยเป็นผลงานในกลุ่มวิชาการ คือ โครงการศึกษาชนิดสุ่มแบบเปิดเพื่อเปรียบเทียบยาต้านไวรัสสูตรที่มีอีฟาไวเรนซ์กับสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยเอชไอวี ที่กำลังได้รับยาไรแฟมปิซินร่วมด้วย โดย นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ใช้เวลาวิจัยโครงการนี้ประมาณ 2 ปี งบวิจัยประมาณ 10 ล้านบาท และได้ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการในต่างประเทศหลายฉบับ โดยผลวิจัยชิ้นนี้ช่วยทำให้ได้สูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วยเอดส์ที่กำลังป่วยเป็นวัณโรคร่วมด้ว

โดยปกติผู้ป่วยเอดส์จะมีโอกาสพบโรคแทรกซ้อนสูงมากเพราะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งโรคฉวยโอกาสที่พบในผู้ป่วยเอดส์กว่า 50% คือ วัณโรค ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับทั้งยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีอยู่ 2 สูตร คือยาเนวิราพีน และยาอีฟาไวเรนซ์ และยารักษาวัณโรคชื่อ “ไรแฟมปิซิน” ร่วมด้วย จากการศึกษาพบว่า การใช้ยา ไรแฟมปิซิน จะทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสสูตรเนวิราพีนลดลง 20-50% ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยเกิดการดื้อยา ต้องเปลี่ยนสูตรยาที่มีราคาสูงถึง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน จากสูตรเดิมที่มีราคาเพียง 1,000 กว่าบาทต่อเดือน เท่านั้น

การรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีภาวะแทรกซ้อนของวัณโรค จึงควรใช้ยาสูตรที่มียาอีฟาไวเรนซ์ เป็นทางเลือกแรกให้กับผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง ลดการดื้อยา ช่วยผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อายุขัยยาวนานขึ้นเทียบเคียงคนปกติ และยังช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณไม่ต้องซื้อยารักษาผู้ป่วยเอดส์ในราคาที่แพงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยน่าสนใจ คือ โครงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม โดย รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งผลวิจัยพบว่าอุณภูมิในไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และใน 100 ปีข้างหน้า อุณภูมิประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและตกหนักบ่อยขึ้น โดยจะมีผลกระทบอย่างมีนัยต่อผลผลิตทางการเกษตรของพืชเศรษฐกิจหลักของไทยในระยะยาว คือ มันสำปะหลัง ลดลงร้อยละ 43 ข้าวนาชลประทานและข้าวโพดจะลดลงไม่เกินร้อยละ 20 ส่วนข้าวนาฝนและอ้อยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ส่วนผลงานวิจัยดีเด่นที่เหลือ ในกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุน ของ ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ม.เกษตรศาสตร์ การศึกษากระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 โดย ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และการพัฒนากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตาก ของ อ.อรรณพ ทัศนะอุดม ม.นเรศวร และ ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ม.ศิลปากร

ในกลุ่มวิชาการ คือ ความจนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ของ ดร.สามชาย ศรีสันต์ และรศ.ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร การพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตร และคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีน ของ ดร.ภาคภูมิ ล่อใจ และ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผล พลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ โดย ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ม.สงขลานครินทร์

กลุ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ คือ ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคม และสุขภาวะแบบบูรณาการในพื้นที่จ.ชัยนาท โดยนายวันชัย เลิศฤทธิ์ แนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านร้อกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก โดย ป๋อ วชิรวงศ์วรกุล และกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ของ นายสุเมธ ปานจำลอง

ด้าน ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีงบประมาณเพื่อการวิจัยคิดเป็น 0.2% เมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักย ภาพในการแข่งขันถึง 5 เท่า โดยประเทศเหล่านี้จะมีงบประมาณเพื่อใช้วิจัยไม่น้อยกว่า 1% ของจีดีพี สำหรับในปี 2555 สกว.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,100 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 10% โดยแต่ละปี สกว.จะสนับสนุนโครงการวิจัยประมาณ 1,000-1,200 โครงการ สำหรับปีนี้จะเน้นสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ระบบขนส่ง ท่องเที่ยว และ การวิจัยเรื่องน้ำ และพยายามให้งานวิจัยเหล่านี้สามารถนำมาใช้งานได้จริงไม่น้อยกว่า 50-60%.

จุลินทรีย์ อีเอ็มในบทบาทหลังน้ำลด

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 เวลา 00:00 น.

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สร้างความเสียหายมหาศาลเป็นวงกว้างทั้งแก่วิถีการดำเนินชีวิต ทรัพย์สิน รวมไปถึงสภาพแวดล้อม หนึ่งในพระเอกขี่ม้าขาวที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากในช่วงนี้ เพราะมีบทบาทอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเยียวยาสภาพแวดล้อม คงหนีไม่พ้น กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หรือที่เรารู้จักกันในนาม EM ซึ่งย่อมาจากคำว่า Effective
Microorganisms

ในงานเสวนา “จุลินทรีย์ อีเอ็ม กับการฟื้นฟู รักษาสิ่งแวดล้อม ป้องกันอุทกภัย” จัดโดยบริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อีเอ็มในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งโดย ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน ผู้ค้นพบจุลินทรีย์ อีเอ็ม พร้อมวิทยากรหลายท่านมาให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และการนำอีเอ็มมาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูบ้านและสภาพแวดล้อมจากน้ำท่วม รวมถึงการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พร้อมเตรียมรับมือกับอุทกภัยในอนาคต

มร.โทรุ โคะโชจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด เผยว่า ปัจจุบันมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกมีการนำอีเอ็มมาใช้ในการฟื้นฟูเยียวยาสภาพแวดล้อม อาทิเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์
อินเดีย ไต้หวัน จีน มาเลเซีย พม่า เฮติ และญี่ปุ่นที่เพิ่งประสบเหตุแผ่นดินไหว และในเหตุการณ์สึนามิ อีเอ็มถูกนำมาใช้ในหลากหลายรูปแบบในการฟื้นฟูเมือง ทั้งการบำบัดน้ำเน่าเสีย ปรับสภาพดิน ขจัดกลิ่น ทำความสะอาดที่พักอาศัย รวมถึงยังมีการวิจัยร่วมกับสถาบันกัมมันตรังสีแห่งเบลารุส เรื่องการนำอีเอ็มมาใช้ในการลดผลกระทบจากรังสีในสิ่งมีชีวิตและพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะที่จังหวัดฟุคุชิมะ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก

เขายกตัวอย่างถึงปัญหาดินเค็มที่เกิดขึ้นจากการที่สึนามิได้พัดพาน้ำทะเลขึ้นมาบนผืนดินว่า โดยปกติต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการฟื้นฟู แต่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidation) ใน อีเอ็มทำให้การแก้ปัญหาดินเค็มมีประสิทธิภาพ ให้ผลผลิตมากขึ้นและต้นไม้งอกงามดี รวมถึงนำมาใช้ในการฟื้นฟูสภาพน้ำทะเลที่มีขยะเป็นจำนวนมาก

ด้านพลตรี จุลเดช จิตถวิล หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 5 ส่วนหน้ากล่าวว่า รัฐบาลไทยเองมีการนำอีเอ็มมาใช้ให้การอบรมแก่ชาวบ้าน
มามากกว่าสิบปีแล้วในหลายภูมิภาค โดยนำไปใช้ได้ทั้งทางการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ประมง และการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน ล่าสุดคือ การออกพื้นที่นำ อีเอ็มแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียฟื้นฟูบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกท่วมขังเป็นเวลานาน และตั้งศูนย์ผลิตแจกจ่าย อีเอ็ม แก่ประชาชนที่ประสบภัยใน 5 จังหวัด

ด้าน น.ส.วรนุช จิตธรรมสถาพร อดีตรองผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของที่การเคหะฯ ได้มีโครงการบำบัดน้ำเสียแก่ชุมชนด้วยจุลินทรีย์อีเอ็ม เป็นจำนวนมาก รวมถึงการบำบัดบ่อขยะที่เน่าเสียมากจากปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถประหยัดเวลาและงบประมาณในการแก้ปัญหาได้

นางสาววรนุชอธิบายว่า จุลินทรีย์ อีเอ็ม ที่นำมาใช้กันนั้นมีทั้งแบบน้ำและแบบก้อน สามารถใช้ได้ทั้งกับน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่นำมาใช้มาหมัก บางสูตรที่หมักจากขยะอาจให้ผลไม่ดีนัก จากประสบการณ์ในการทำงานออกพื้นที่บำบัดน้ำเสีย อีเอ็มที่ดีจะเห็นผลทันที คือน้ำใสขึ้น ไม่มีกลิ่น ภายใน 1 ชม. ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเสีย

ในภาวะที่หลายพื้นที่น้ำเริ่มลดกันแล้ว จุลินทรีย์ อีเอ็ม ยังมีคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันมากมาย อาทิ ขจัดคราบ ทำความสะอาดอาคาร สถานที่พักอาศัย ซึ่งสามารถขจัดสปอร์เชื้อราได้ผลดีเยี่ยม ล้างผักผลไม้ ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งในท่อระบายน้ำ ถังขยะ ห้องน้ำ แก้ปัญหาท่อตัน อาบน้ำสัตว์เลี้ยง แก้ปัญหากลิ่นตัวและโรคผิวหนัง เป็นต้น

การดูแลสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาน้ำท่วมขังจากการหมักหมมของขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัย และจะส่งผลต่อเนื่องถึงระบบนิเวศโดยรวมต่อไปหากน้ำเน่าเสียจากทุกบ้านเรือนไหลลงสู่ทะเล จุลินทรีย์ อีเอ็ม จึงนับได้ว่าเป็นทางออกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หาได้ง่าย และราคาไม่แพงในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้.

สาระสีเขียวในบีโอไอแฟร์

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555

งานบีโอไอแฟร์ที่เริ่มเปิดฉากไปแล้วและใกล้จะปิดงานในวันที่ 20 ม.ค.นี้ด้วย

แนวคิดโลกสดใสเมืองไทยยั่งยืน (นิทรรศการกลางแจ้ง : 5-20 ม.ค. 2555 นิทรรศการภายในอาคาร : 5-13 ม.ค. 2555) การออกบูธแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่าง ๆ ร่วม 60 บูธ มีไอเดียใหม่ ๆ สะท้อนให้เห็นความคิดของมนุษย์ที่จะอยู่กับโลกนี้แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน เริ่มจากการก่อสร้างศาลาไทยเลือกใช้การก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้กระจกเขียวตัดแสง เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ แผ่นกรีนบอร์ด วัสดุทดแทนไม้เนื้อแข็ง ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและเสียงได้ดี รวมทั้งการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและเศษวัสดุในอุตสาหกรรม เช่น เก้าอี้ใยสับปะรด โคมไฟจากไม้ไผ่ เฟอร์นิเจอร์จากเศษผ้า เป็นต้น

ด้านศาลาประเทศไทย (BOI Pavilion) ได้นำเสนอเรื่องการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ดังตัวอย่างการลดโครงสร้างอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมแรงที่หลังงานเลิกแล้วต้องทุบทำลายสิ้นเปลืองทรัพยากร

ศูนย์ประสานงานบีโอไอแฟร์ 2011 เป็นที่ทำการของคณะผู้จัดงานบีโอไอแฟร์ ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าการจัดแสดงศาลากลางแจ้ง ริมทะเลสาบ ตัวอาคารเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนหลังคาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งพลังงานทางเลือก ประกอบด้วยที่รับรองคณะผู้เยี่ยมชม ห้องสื่อมวลชน และห้องปฐมพยาบาล

ส่วนบูธของผู้ร่วมแสดงงาน อาทิ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด เน้นออกแบบภายนอกอาคารด้วยวัสดุพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ชี้ให้เห็นว่านี่คือวัสดุแห่งอนาคตในการผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน บริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยการแสดงเทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ นำความร้อนที่ปล่อยทิ้งจากแอร์ กลับมาใช้ผลิตน้ำอุ่นแทนการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นลดการใช้ไฟฟ้าในเครื่องทำน้ำอุ่นในบ้านเรือนได้

ด้านผู้ผลิตรถยนต์ ค่ายซูซูกิ นำเสนอรถคอนเซปต์คาร์ ยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม รุ่น SuzukiSwift Range Extender รถยนต์ต้นแบบ ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 260 โวลต์ โดดเด่นที่ว่าหากแบตเตอรี่ใกล้หมดขณะขับขี่เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 0.66 ลิตร ความจุ 658 ซีซี. จะทำหน้าที่ปั่นมอเตอร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งเข้าแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ Suzuki e-Let’s ที่พัฒนาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายขนาดกะทัดรัด และชาร์จพลังไฟฟ้าแบบเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

การนำเสนอนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของงานบีโอไอแฟร์ครั้งนี้ส่วนใหญ่แสดงออกทางสิ่งก่อสร้างอาคาร... เรื่องใหญ่ ๆ ที่ไม่ควรมองผ่านเลย.

สศก.ประเมินสถานการณ์ข้าวไทย

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554

แม้ว่าสถานการณ์อุทกภัย ได้สร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นความเสียหายด้านพืชมากที่สุด คิดเป็นกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพื้นที่นาข้าวที่ได้รับผลกระทบกว่า 9 ล้านไร่ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารหรืออาจกระทบกับการส่งออกข้าวของไทย

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลและประเมินความเสียหายของภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ มีพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายประมาณ 12 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท โดยความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่ด้านพืช โดยเฉพาะข้าวมีพื้นที่เสียหาย 9 ล้านไร่ ผลผลิตเสียหายไปจำนวน 4.8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ผลผลิตที่เสียหายคิดเป็น 10% ของตัวเลขที่ประมาณการไว้ว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปี 24-25 ล้านตัน ตอนนี้คงเหลือผลผลิตข้าวที่ 20 ล้านตัน

อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย เกษตรกรจะเริ่มกลับมาเพาะปลูกข้าวนาปรังทันทีและจะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเกษตรกรต้องการหารายได้ทดแทนผลผลิตข้าวนาปีที่เสียหายไปนั่นเอง

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำในเขื่อนมีปริมาณมากเพียงพอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกข้าวได้มากขึ้น ดังนั้น คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 14 ล้านไร่ เป็น 15-16 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 8-9 ล้านตัน เป็น 10 ล้านตัน เมื่อรวมผลผลิตข้าวนาปี 20 ล้านตัน จะทำให้มีผลผลิตข้าวรวม 30 ล้านตัน

และเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตข้าวในปีที่สภาวะปกติจะอยู่ที่ 32 ล้านตัน จึงมีสัดส่วนที่หายไปเพียง 2 ล้านตัน จึงไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารหรือแม้กระทั่งกับการส่งออกแต่อย่างใด เนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศทั้งเพื่อการบริโภคและภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 18-19 ล้านตันข้าวเปลือก ขณะที่คาดการณ์ว่าปีหน้าจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 8 ล้านตัน ประกอบกับข้าวในสต๊อกของรัฐยังมีเหลืออีกพอสมควร จึงไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน

“แม้ว่าสถานการณ์น้ำจะเอื้ออำนวยให้เกษตรกรสามารถทำนาปรังได้มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน้ำท่าดีจะยิ่งทำให้ผลผลิตข้าวดีขึ้นด้วย จึงเกรงว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวต่อเนื่องจนส่งผลให้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลับมาแพร่ระบาดหนักอีกครั้ง ดังนั้น ฝากเตือนเกษตรกรว่าถ้าเกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปรังทดแทนผลผลิตที่เสียหายไปได้แล้ว หรือวงจรการเพาะปลูกกลับสู่ภาวะปกติ ก็ควรที่จะพักดินและทำตามคำแนะนำเรื่องระบบปลูกข้าวใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” นายอภิชาต กล่าว

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์ข่าวสารการแจ้งเตือนภัยทางการเกษตรจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรโดยตรงและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที

ธุรกิจคาร์บอน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554

ธุรกิจคาร์บอนเครดิต ถือเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของทุกภาคส่วน และไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการธุรกิจให้เทียบเท่าระดับสากล นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตยังเป็นธุรกิจพลังงานสะอาดที่ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับโลกของเราและที่สำคัญ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่นไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ” กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ให้ความเห็นต่อธุรกิจคาร์บอน ภายหลังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้าจำนวน 60,000 ตันคาร์บอน กับบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน โดยคาร์บอนเครดิตจำนวนดังกล่าว มาจากการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าชีวมวลในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ จังหวัดสุพรรณบุรี

กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดสุพรรณบุรีและ ชัยภูมิของกลุ่มมิตรผล สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์์ได้ปีละ 200,000 ตันคาร์บอนและกลุ่มมิตรผลได้ยื่นขอคาร์บอนเครดิตประเภท CERS (Certified Emission Reductions) โรงงานละ 100,000 ตันคาร์บอนเป็นเวลาย้อนหลัง 3 ปีและคาดว่าจะได้รับการรับรองภายในปี พ.ศ. 2555

ด้านสุวัฒน์ กมลพนัส กรรมการผู้จัดการธุรกิจไฟฟ้า ในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ กล่าวว่า “โรงไฟฟ้า ชีวมวลในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม (Co-Generation) ซึ่งใช้ชานอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลของกลุ่มมิตรผลเป็นเชื้อเพลิงหลักและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ใบอ้อย เปลือกไม้ หญ้าคา ซังข้าวโพด ฟางข้าว ฯลฯ เป็นเชื้อเพลิงเสริม โดยไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ผลิตได้นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำกลับมาใช้ภายในโรงงานต่าง ๆ ของกลุ่มมิตรผลและส่วนที่เกินใช้จะจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภายใต้โครงการสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับท้องถิ่น พร้อมทั้งตอบสนองต่อนโยบายพลังงานทดแทนของประเทศ”

ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลไบโอ พาวเวอร์ มีโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทยทั้ง หมด 5 แห่ง ในจังหวัดชัยภูมิ สุพรรณบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และสิงห์บุรี มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 307 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 134 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 235 ล้านลิตร ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปีละ 610,000 ตันคาร์บอนต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่า 490,000 ไร่.

ภาพ: http://www.dailynews.co.th/article/728/2525

by ThaiWebExpert