เดลินิวส์

“ปัญหาปกป้องพื้นที่ป่าอนุรักษ์” คนกับเงินยังขาดแคลน

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555

ภารกิจการทวงพื้นที่ป่ากลับคืนของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จากการเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของบรรดารีสอร์ท โรงแรมกำลังได้รับความสนใจและแรงสนับสนุนจากสังคม ตั้งแต่พื้นที่วังน้ำเขียวรุกคืบไปถึงจ.ภูเก็ต ในพื้นที่ฯ ได้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีโรงแรม รีสอร์ท บุกรุกพื้นที่ของอุทยานไปกว่า 3,000 ไร่แล้วจากทั้งหมดหมื่นไร่ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว ทั้งการปลูกยางพารา ปลูกข้าวโพด การก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท เชื่อว่ามีการทำเป็นกระบวนการจากผู้มีอิทธิพลในท้องที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนรู้เห็น

ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศกำลังถูกทำลายลงเรื่อย ๆ พื้นที่ป่าลดลง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดูแลป้องกันป่ามีอยู่อย่างจำกัด ค่าตอบแทนน้อยทำงานเสี่ยง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดการต่อสู้กับขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงของเจ้าหน้าที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก

น.ส.ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลการศึกษา เรื่อง การประเมินช่องว่างทางการเงินของพื้นที่อนุรักษ์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับสนับสนุนการวิจัยจาก Economy and Environment Program for Southeast Asia (EEPSEA) and Resource and Environment Economics Foundation of the Philippines Incorporated (REAP) ระบุ ภารกิจพิทักษ์ป่า พื้นที่อนุรักษ์ไทย การบริหารจัดการ “คนกับเงิน” ยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ สถานการณ์พื้นที่อนุรักษ์ของไทยในปี 2552 มีพื้นที่อนุรักษ์ 418 แห่ง มีพื้นที่ประมาณ 102,636 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 6 ประเภทคือ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ พื้นที่อนุรักษ์ที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 คือ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 97,253 ตารางกิโลเมตร ปัญหาของพื้นที่อนุรักษ์ คือ มีการบุกรุกพื้นที่ทำการเพาะปลูกและการลักลอบล่าสัตว์ ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ งบประมาณที่ได้รับและเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการพื้นที่

จากการส่งแบบสอบถามไปยังพื้นที่เป้าหมาย 181 แห่งมีตอบกลับมา 81 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 45 แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ 53 แห่ง (รวมอุทยานทางบกและทางทะเล) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่ง จำแนกตามขนาดพื้นที่ได้เป็น 3 ชั้น คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ขนาดกลางหรือชั้นที่ 2 จำนวน 55 แห่ง ขนาดใหญ่หรือชั้นที่ 3 จำนวน 19 แห่ง ขนาดเล็กหรือชั้นที่ 1 จำนวน 5 แห่ง

ผลการศึกษาพบว่า มีการกระจุกตัวของจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำในบางพื้นที่ แต่โดยรวมพื้นที่อนุรักษ์มีเจ้าหน้าที่ประจำเฉลี่ย 2 คน ต่อ 10 ตร.กม. และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เฉลี่ยเพียง 198 บาทต่อ 0.01 ตร.กม. หรือราว 198,420 บาทต่อ 10 ตร.กม. ซึ่งนับว่าน้อยมาก และเมื่อเปรียบเทียบขนาดพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำพบว่ายังมีช่องว่างอยู่มากในทุกขนาดพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำรวม 4,481 คน ผลจากแบบสอบถามระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องการราว 7,306 คน จึงยังมีความขาดแคลนอีก 2,825 คน ส่วนค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ต่อแฮกแตร์โดยรวมพบว่าในปี ค.ศ. 2009 ได้รับงบประมาณในการบริหารจัดการพื้นที่รวม 421 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ประมาณการราว 935 ล้านบาท จึงยังมีช่องว่างงบประมาณที่ต้องการราว 514 ล้านบาท ทั้งนี้จากข้อจำกัดของข้อมูลที่ได้รับจึงพิจารณาเฉพาะงบบริหารจัดการที่ได้รับจากรัฐ ไม่รวมรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ

น.ส.ปริญญารัตน์ กล่าวว่า โดยสรุปผลการศึกษานี้ยืนยันปัญหาคนและเงินในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ยังไม่เพียงพอ การจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านการเงิน เจ้าหน้าที่ นโยบายการพัฒนา การติดตามตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การศึกษามีข้อเสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณที่อ้างอิงคุณค่าของพื้นที่อนุรักษ์และการคุกคามที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่เนื่องจากการมีงบประมาณที่จำกัด ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการการเงินแบบพึ่งตนเอง โดยเฉพาะแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยว การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม และการจัดทำความร่วมมือกับองค์กรภายนอกทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืน

รวมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ได้แก่การสร้างแรงจูงใจในการรักษาพื้นที่อนุรักษ์โดยการนำหลักการจ่ายค่าบริการสำหรับการดูแลรักษาระบบนิเวศมาใช้

ในส่วนจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่นั้น มีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่หลายแห่งระบุว่า สิ่งที่ต้องการมากกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ (ถ้าได้เพิ่มก็ดี) คือ อุปกรณ์และเครื่องมือ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยในการสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์หรือ GPS ระบุพิกัด การบันทึกข้อมูลการทำสถิติพื้นที่ที่ไปออกลาดตระเวนว่าจุดไหนอย่างไรสภาพข้อมูลพื้นที่เป็นอย่างไรและควรพัฒนาอย่างไรซึ่งจะช่วยให้เขาดูแลพิทักษ์พื้นที่ได้มากกว่านี้

เมื่อดูแนวโน้มการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มงบประมาณในการบริหารจัดการลดลงเพื่อให้แต่ละพื้นที่บริหารจัดการแบบพึ่งตนเอง และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่มาก แต่ให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจตรา พิทักษ์ป่า ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล.

นำแนวพระราชดำริ วิจัยแก้ปัญหาน้ำเสีย

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2555

นางสุนันทา เพ็ญสุต ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาน้ำเสีย จากเดิมที่ใช้การเติมอากาศลงไปในน้ำเสียเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่มีสีเขียวจากการเกิดของสาหร่ายชั้นต่ำได้ กรมชลประทานจึงได้นำแนวพระราชดำริมาศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแหล่งน้ำ

สำหรับรางพืชนั้น จะเป็นรางที่ทำด้วย คอนกรีต หรือไม้ ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ (กว้าง x ยาว x สูง) ขนาดเล็ก 0.5 x 10 x 0.5 เมตร และขนาดใหญ่ 1.0 x 20 x 0.5 เมตร

จะวางในแนวเส้นตรง หรือโค้ง หรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ โดยจะวางไว้บริเวณขอบสระน้ำ ใกล้กับจุดที่น้ำเสียมากที่สุด จากนั้นก็จะปลูกพืชแช่น้ำ เช่น พุทธรักษา ปักษาสวรรค์ ต้นเตย เป็นต้น โดยใช้ทรายหยาบเป็นวัสดุสำหรับปลูกพืชดังกล่าว จากนั้นก็จะสูบน้ำเสียให้ไหลผ่านรางพืช แล้วไหลกลับลงสู่สระเดิมเพื่อให้น้ำผ่านการบำบัด

“ผลจากการใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศดังกล่าว พบว่า สามารถลดปริมาณสาหร่ายชั้นต่ำซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมีสีเขียวได้ พร้อมกับลดจำนวนการใช้เครื่องกลเติมอากาศ ลดพื้นที่ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ สามารถวัดสภาพน้ำได้ง่าย โดยดูได้จากการเจริญเติบโตของพืชไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ทำให้น้ำใสขึ้น น้ำที่มีสีเขียวจางลง กลิ่นเหม็นหายไป และยังช่วยทำให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่สวยขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์กล่าว.

ปลูกป่าแบบป่าบริหารป่า

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2555

สภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำน่าน จะมีรูปร่างคล้ายขนนก คือ แคบและเรียวยาว มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหลวงพระบาง อันเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สภาพภูมิ ประเทศเป็นเทือกเขาสูง ความสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 220 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดชันประมาณ 1 ต่อ 480 ในเขตอำเภอทุ่งช้างและอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน

จากนั้นแม่น้ำน่านจะไหลลงสู่ที่ราบและหุบเขาในเขตอำเภอเมือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมีลำน้ำสาขาหลายสายไหลมาบรรจบ เช่น น้ำว้า น้ำยาว น้ำแหง เป็นต้น พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบสูงมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 180-220 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากนั้นแม่น้ำน่าน จะไหลผ่านเขตอำเภอเวียงสา ผ่านหุบเขาลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีความลาดชันมากขึ้น ก่อนลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงในฝั่งตะวันออกและลาดเทลงทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ ตั้งแต่ใต้เขื่อนทดน้ำนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ลงไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีระดับเฉลี่ยประมาณ 27 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

จากสภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำน่านดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าหากมีปริมาณน้ำที่ไหลทะลักลงมามากจากพื้นที่ตอนบนโอกาสที่น้ำจะเกิดการท่วมขังในพื้นที่ทางตอนล่างก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมีการบริหารจัดการโดยควบคุมการไหลของน้ำจากพื้นที่ทางตอนบนให้ไหลลงมาอย่างมีทิศทางหรือไหลแบบไม่ใช้การทะลักลงมาก็ย่อมที่จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ทางตอนล่าง ซึ่งแน่นอนมีหลายวิธีที่จะดำเนินการเพื่อการนี้ แต่หนึ่งในนั้นที่เหมาะสมและเห็นด้วยกันหลายฝ่ายคือการให้ธรรมชาติบริหารจัดการปริมาณน้ำด้วยธรรมชาติเอง นั่นคือการปลูกป่าในพื้นที่ทางตอนเหนือของลุ่มน้ำน่านให้มากขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุดจากการเปิดเผยของนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) พบว่าจะมีการร่วมแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยทาง กฟผ. จะจัดโครงการปลูกป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ในพื้นที่ 10,000 ไร่ จำนวน 2 ล้านต้นกล้า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยางและป่าน้ำสวด ตำบลนาไร่หลวง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน 3,000 ไร่ พื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแม่จริม 4,500 ไร่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอแม่จริม และอำเภอทุ่งช้าง 2,500 ไร่ พร้อมปลูกหญ้าแฝกเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดิน จำนวน 1 ล้านต้น และสร้างฝายชะลอน้ำจำนวน 880 ฝาย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นแก่พื้นที่ป่าต้นน้ำ และเก็บกักน้ำฝนในช่วงฤดูน้ำหลาก

“การดำเนินงานจะใช้เวลารวม 4 ปี ระหว่างปี 2555-2558 แบ่งเป็นการปลูก 2 ปีอีก 2 ปีเป็นการบำรุงรักษา โดยที่ชุมชนมีส่วนร่วม เข้ามาร่วมกันปลูกป่า ดูแลและรักษาป่า” นายสุทัศน์ กล่าว

ทางด้านนายสามารถ ภู่ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ในการปลูกป่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน และเลือกกล้าไม้ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะเจริญเติบโตในสภาพธรรมชาติ เพื่อให้กล้าไม้สามารถเจริญเติบโตได้ด้วยตัวเองภายหลังจากการปลูกแล้วเสร็จ

“การปลูกต้นไม้ จะเริ่มช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2555 โดยจะจัดให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละแปลงปลูก ใช้กล้าไม้ที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและเจริญเติบโตดีในพื้นที่ป่านั้น ๆ และหากจะต้องมีการปลูกซ่อมเนื่องจากบางต้นอาจตายในระหว่างการเจริญเติบโต ก็จะนำกล้าไม้ที่มีขนาดเท่า ๆ กันที่ปลูกก่อนหน้านี้ไปปลูกทดแทน และจะปลูก 200 ต้นต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อหมดช่วงฤดูฝน ก็จะทำแนวป้องกันไฟ พร้อมดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ก่อนส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อไป” นายสามารถ กล่าว

ส่วนการคัดเลือกกล้าไม้ที่จะใช้ปลูกในแต่ละพื้นที่นั้น ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. เปิดเผยว่า จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง และจะเป็นพันธ์ไม้ประจำถิ่นที่เคยมีในพื้นที่นั้น ๆ มาก่อน เช่น ในสภาพพื้นที่เป็นภูเขา จะปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับชั้นความสูงของพื้นที่ เช่น ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตรขึ้นไป จะปลูกไม้จำพวกประดู่ มะค่า เป็นต้น

“จะเน้นการนำพันธุ์ไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่นั้น ๆ ตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ แบบอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ไม้ชั้นล่าง ไม้ชั้นกลาง และไม้ใหญ่ ซึ่งพันธุ์ไม้เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นมาแบบอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่ออายุครบ 3 ปีการเจริญเติบโตก็เป็นไปตามธรรมชาติ ถึงเวลานั้นก็จะสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปบริหารจัดการแต่ประการใด ซึ่งเป็นวิธีการปลูกป่าแบบให้ธรรมชาติดูแลรักษาธรรมชาติด้วยกันเอง” ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. กล่าว.

ทิศทางการสร้างเครือข่าย...ตลาด “ข้าวสหกรณ์” ในอาเซียน

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2555 เดลินิวส์ออนไลน์

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณการผลิตข้าวสูงสุดเป็นอันดับ 1 และเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ข้าวที่ผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นของสมาชิกสหกรณ์ และสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมข้าวจากสมาชิกส่งออกขายให้กับบริษัทส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการศูนย์อาเซียนเพื่อการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร (ACEDAC) ครั้งที่ 19 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยมีตัวแทนสหกรณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และตัวแทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม เพื่อหารือและกำหนดกรอบความร่วมมือ รวมถึงผลักดันกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการพัฒนางานสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้เดินหน้าต่อไปในอนาคต

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวกับประเทศต่าง ๆ ของอาเซียน จะนำไปสู่การรวมกลุ่มตลาดข้าวภูมิภาคประเทศอาเซียน หรือ
อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสหกรณ์ในภูมิภาคนี้ โดยใช้สินค้าข้าวเป็นตัวนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่จะตามมา และนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสหกรณ์ในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด

นายชูเกียรติ ปันตา ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน จำกัด กล่าวว่า การเชื่อมโยงตลาดข้าวสหกรณ์กับต่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ผ่านมาชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูนได้มีการเชื่อมโยงตลาดข้าวสหกรณ์กับผู้นำเข้าข้าวกับประเทศสิงคโปร์ตามโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าและการค้าที่เป็นธรรม และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขขะเฮาส์ ประเทศสิงคโปร์ กับสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเกิดจากความต้องการข้าวอินทรีย์คุณภาพดี เพื่อขายให้แก่ผู้บริโภคในสิงคโปร์เป็นการตอบแทนต่อสังคม และความต้องการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการนี้ทั้งสามฝ่ายมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไป โดยลักษณะพิเศษของข้าวสารชุมนุมฯ คือไม่มีการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต เป็นข้าวกล้องแต่มีการขัดถลอก 5% เพื่อให้ข้าวมีความอ่อนนุ่มแต่ยังคงรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ ข้าวอินทรีย์ที่ชุมนุมฯ ผลิตมีอยู่ 2-3 ชนิด แต่ที่ผลิตมากที่สุดคือ ข้าวหอมมะลิแดง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีความอ่อนนุ่ม แตกต่างจากข้าวแดงทั่วไป

“เราจะให้ความใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ ทำให้ข้าวของชุมนุมฯ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากระบบการปลูกข้าวที่ได้มาตรฐาน มีกระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันในการทำธุรกิจกับทางสิงคโปร์ ชุมนุมฯ ทำการค้าด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ผลิตและจำหน่ายสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ และมีการวิจัยและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้านบุคลากร ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการตลาด ประโยชน์จากการดำเนินโครงการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 5-8 บาทต่อกิโลกรัม และมีความเสี่ยงลดลงจากการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า” นายชูเกียรติกล่าว

ทั้งหมดเป็นตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจตลาดข้าวสารสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสหกรณ์อื่น ๆ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดข้าวกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้ ซึ่งในอนาคตกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแนวคิดที่จะให้มีการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๆ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน พืชไร่ พืชผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง โคนม ฯลฯ ในตลาดอาเซียนอีกด้วย โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันผ่านเว็บไซต์ของ ACEDAC รวมทั้งตัวแทนสมาชิกยังได้เสนอให้มีการจัดงานแสดงสินค้าสหกรณ์อาเซียนในงานวันสหกรณ์แห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดเป็นครั้งแรกในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย.

ลดคาร์บอนไดออกไซด์เทคโนโลยีใหม่ผลิตยางมะตอย

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2555 เดลินิวส์ออนไลน์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ค. โรงแรมดุสิตธานี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนางพิศวรรณ อัชนะพรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือการสนับสนุนทางเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ยางมะตอยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างถนนและผิวทางในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยมี นายจุมพล สำเภาพล รองปลัด กทม. นายธเนศร์ วัชตะปิติ ผู้จัดการนำธุรกิจยางมะตอย ไทย ลาว และกัมพูชา คณะผู้บริหาร กทม.และ ผู้บริหารบริษัท เชลล์ แห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม โดยกทม.ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ จึงร่วมมือกับเชลล์ พัฒนาและนำเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ยางมะตอยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการก่อสร้างถนนและผิวทางในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อช่วยลดปัญหาการใช้พลังงานเกินความจำเป็น และช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกรุงเทพฯ มีปริมาณสูงถึง 24% ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งประเทศซึ่งมีอยู่ถึง 340 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก ดังนั้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ยางมะตอย เพื่อสร้างถนนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครได้ใช้ถนนที่มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาเรื่องมลพิษในอากาศ ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในชุมชนเมืองที่ดีขึ้น

ด้านนายจุมพล สำเภาพล รองปลัด กทม. กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีของเชลล์ที่ได้มีการวิเคราะห์ วิจัยยางมะตอยมากว่า 100 ปี และมีการนำความรู้ไปใช้แล้วทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ โดยคำแนะนำ คือการใช้ผลิตภัณฑ์ยางมะตอยปูถนนที่ไม่ต้องใช้ความร้อนที่สูงมากมาผสม โดยการใช้ความร้อนที่น้อยลงก็ได้คุณสมบัติของยางมะตอยที่มีประสิทธิภาพได้ไม่ต่างกัน และยังลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ หรือการใช้ยางมะตอยเก่าจากการรื้อผิวถนนเดิมกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งมีวิธีการนำมาผสมของเก่าและใหม่ที่ผสมกันให้ได้ยางมะตอยที่มีคุณภาพเหมือนเดิม และรูปแบบยางมะตอยที่มีสีสันให้เข้ากับภูมิทัศน์ของเมืองให้เกิดความสวยงาม ซึ่งความร่วมมือ ทางเชลล์จะส่งวิทยากรมาอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของ กทม. การเดินทางไปดูห้องปฏิบัติการของเชลล์เพื่อนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับการก่อสร้างถนนในไทย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการช่วยดูแลสภาพแวดล้อมของกรุงเทพฯ และของโลกให้มีมลพิษน้อยลง.

มองมุมต่าง...ของเขื่อนแม่วงก์

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2555

ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี จะแล้วเสร็จในปี 2562 กระแสการต่อต้านคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็เกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะจากองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) อย่างเช่น มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกว่า 13 องค์กร

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาข้อมูลอีกด้านหนึ่ง การสร้างเขื่อนนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย แต่เมื่อพิจารณาแล้วหากผลดีมากกว่าผลเสียก็ควรจะก่อสร้าง แต่ถ้าผลเสียมากกว่าก็ไม่ควรจะสร้าง เช่นเดียวกับเขื่อนแม่วงก์ มีการศึกษาข้อมูลและผลกระทบในด้านต่าง ๆ และประโยชน์ที่ได้รับแล้ว ผลดีมีมากกว่า และผลเสียสามารถแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบได้ คณะรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนคนทั้งประเทศ จึงเห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำแม่วงก์ สาขาของลุ่มน้ำสะแกกรัง เป็นลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน อย่างเช่นในฤดูฝนปี 2554 ที่ผ่านมา น้ำท่วมรุนแรงมาก รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาอีกด้วย พอถึงฤดูแล้งก็จะขาดแคลนน้ำขั้นรุนแรงเช่นกัน และเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน ดูได้จากฤดูแล้งในปีนี้พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ทั้งที่อยู่ในเขตจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี กลายเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งที่รุนแรงกว่าพื้นที่อื่น ๆ เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ และได้เรียกร้องให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

คณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี รวมทั้งอนุกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง เคยเข้าพบ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนแม่วงก์โดยเร่งด่วน เนื่องจากเห็นว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากภาวะภัยแล้ง และน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

นอกจากนี้ผลการศึกษาของมหา วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ เพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรังอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียและสถานการณ์ในปัจจุบันที่เกิดขึ้นพบว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 พร้อมที่จะสนับสนุนให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ควบคู่ไปกับการสร้างฝายขนาดเล็กในลำน้ำแม่วงก์ เพื่อเป็นการเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง
สำหรับเขื่อนแม่วงก์ เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ ยาว 903 เมตร สูง 56 เมตร มีความจุ 258 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยสร้างกั้นลำน้ำแม่วงก์ ที่บริเวณเขาสบกบในเขตตำบลแม่เล่ย์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมทั้งจะมีการก่อสร้างฝายทดน้ำในลำน้ำแม่วงก์อีก 3 แห่งคือ ฝายทดน้ำบ้านท่าตาอยู่ ฝายทดน้ำขุนราษฎร์บริบาล และฝายทดน้ำบ้านวังสำราญ

นอกจากนี้ยังจะก่อสร้างระบบชลประทาน ซึ่งจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตร กรรมได้ประมาณ 291,900 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 11,320 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ 3 จังหวัด ประกอบด้วยอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร อำเภอแม่วงก์ อำเภอลาดยาว อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ อำเภอสว่างอารมณ์ และอำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี

“เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์และลุ่มน้ำสะแกกรังแล้ว ยังจะทำให้เกิดผลผลิตที่ได้จากการพัฒนาการเกษตรคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 720 ล้านบาทต่อปี หรือ 55,258 บาทต่อครัวเรือนต่อปี สร้างผลผลิตด้านการประมงได้ประมาณ 60 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 3.45 ล้านบาทต่อปี เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับดับไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด และยังช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว.

ดิน น้ำ ลม ไฟในไทย มีคุณลดโทษด้วยทศพิธราชธรรม

โดยเดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติในปี 2489 พระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนทั้งชาติด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงเสียสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทย สมดังที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกร ไม่ว่าจะเชื้อชาติและศาสนาใด หรืออยู่ห่างไกลสักเพียงใดก็มิทรงย่อท้อ ทรงเข้าไปช่วยเหลือราษฎรทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเกษตร การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ และพลังงานการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทย และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงเน้น “การพัฒนาคน” เป็นตัวตั้ง และยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชน และการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน เป็นประการสำคัญตลอดจนภูมิสังคมที่คำนึงความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และการพึ่งตนเอง โดยรู้จักประมาณตนและดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และ “ทำตามลำดับขั้น” อย่างบูรณาการ ซึ่งอาศัยความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และการ “รู้ รัก สามัคคี” ของทุกฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนในชนบทที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดำเนินการได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างต่อเนื่องตลอดมา

จวบจนปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้น กว่า 4,200 โครงการ/กิจกรรม เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การอาชีพ สิ่งแวดล้อม คมนาคม และอื่น ๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ในการประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้องพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการพัฒนา และอนุรักษ์ดินเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้นหรือรักษาไว้ไม่ให้ตกต่ำ มรรควิธีส่วนใหญ่เป็นวิธีการตามธรรมชาติที่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้น เช่น ให้มีการปลูกไม้ใช้สอยร่วมกับการปลูกพืชไร่ เพื่อประโยชน์ให้ได้ร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้น หรือการปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ซึ่งดินไม่ดี เพื่อบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พื้นที่บางแห่งไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผล ทรงแนะนำให้ใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ฟื้นฟูเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยมีพระราชดำริว่า “…การปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน...”

พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้วิธี “การแกล้งดิน” ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินพรุที่มีสารประกอบของกำมะถันทำให้ดินเป็นกรดจัดเมื่อดินแห้ง แล้วลดความเป็นกรดลงให้อยู่ในระดับที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวได้ พื้นที่ดินในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันสภาพเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการชะล้างพังทลายของดิน ทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแนววิถีทางธรรมชาติ ด้วยการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำทรงตระหนักว่าภัยแล้งและน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นปัญหาที่รุนแรง และสำคัญที่สุด การจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ นับเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ดังพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...” ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,200 โครงการ จึงมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 2,200 โครงการ โดยเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภค บริโภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ และฝายทดน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม และเพื่อการบรรเทาอุทกภัย

โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้กับเกษตรกร โดยได้มีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 100kW ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อีกด้วย

ด้วยพระปรีชาและพระอัจฉริยภาพ ประกอบกับสายพระเนตรอันกว้างไกล แม้คำว่า “พระบิดาแห่งการพัฒนาไทย” ก็ยังมิอาจเทียบกับผลที่ได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงหลักการแห่งการพัฒนาอย่างถ่องแท้ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งหากมองผิวเผินเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่ต้องดูแลรักษา แต่พระองค์ทอดพระเนตรสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่เรียกว่า “คุณอนันต์” และทรงป้องกัน “โทษมหันต์” จากดิน น้ำ ลม และไฟ จวบจนในทุกวันนี้.

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำ "ตาปี - พุมดวง" เรื่องดีแต่ยังมีปัญหา?

โดย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการตั้งแต่ 7 เม.ย. 2552 แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ยังสะดุดติดขัด เพราะมีการคัดค้านจากภาคประชาชน ซึ่งเมื่อวันที่ 17-18 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้นำคณะสื่อมวลชนลงไปดูพื้นที่นี้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสาร “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุม ดวง” มีการระบุว่า ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีพื้นที่รวม 12,630 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ จ.สุราษฎร์ธานี บางส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราชและทิวเขาภูเก็ต ลุ่มน้ำนี้ประกอบด้วยแม่น้ำหลัก 2 สายคือ แม่น้ำตาปี กับ แม่น้ำพุมดวง ซึ่งมีต้นกำเนิดคนละจุด แต่ไหลมาบรรจบกันที่ อ.พุนพิน แล้วแยกเป็น 2 สายอีกครั้ง ก่อนบรรจบกันครั้งสุดท้ายแล้วไหลลงทะเลไทยที่อ่าวบ้านดอน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ลุ่มน้ำนี้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลปีละกว่า 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ โดยเฉพาะในการพัฒนาพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวงซึ่งสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงลดหลั่น เป็นพื้นที่เชิงเขาแถบ อ.คีรีรัฐนิคม ลาดเทเป็นที่ราบลุ่มผืนใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ในเขต อ.พุนพิน อ.ท่าฉาง และ อ.ไชยา

เอกสารของกรมชลประทานระบุไว้อีกว่า บริเวณนี้ส่วนที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเดิมเคยเป็นแหล่งปลูกข้าว สวนผสม พืชผัก แต่ระยะหลังฤดูกาลแปรปรวน ฤดูแล้งยาวนานขึ้นจนดินขาดความชุ่มชื้น จนไม่สามารถปลูกพืชได้เหมือนเก่า ทางกรมชลประทานจึงได้ศึกษารูปแบบแนวทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ตั้งแต่ปี 2510 ในหลาย ๆ แนวทาง จนสรุปได้ว่าแนวทางเหมาะสมคือ สูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าส่งเข้าพื้นที่เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ราว 73,980 ไร่ โดยเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภาหลังการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย และสามารถจะขยายพื้นที่ชลประทานได้เป็น 116,360 ไร่ โดยการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มเติม

7 เม.ย. 2552 ครม.มีมติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมถึง “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” ที่กำหนดแผนก่อสร้างโครงการรวม 8 ปี (2552-2559) ใช้งบประมาณ รวมค่าทดแทนที่ดิน และทรัพย์สิน ประมาณ 3,330 ล้านบาท แต่ก็มีประชาชน และบางองค์กรพัฒนาเอกชน คัดค้านไม่เห็นด้วย เรื่อง ’การเวนคืนที่ดิน“ และ ’ผลกระทบทางระบบนิเวศ“

อย่างไรก็ตาม สมนึก บัวอินทร์ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันใน อ.ไชยา ซึ่งใช้วิธีขุดบ่อน้ำบาดาลเพื่อให้ประกอบอาชีพได้และใช้ในการป้องกันไฟลามทุ่งซึ่งมักเกิดในช่วงประมาณเดือน เม.ย. ของทุกปี บอกว่า... หากมีน้ำชลประทานมาช่วยในหน้าแล้ง อาจจะเป็นคลองซอยหรือคลองอะไรก็ได้ ก็จะเป็นเรื่องดี

“อยากได้น้ำมากกว่าบ่อบาดาล น้ำจะได้เยอะ และมั่นคงกว่า แน่นอนกว่า ลงทุนน้อยกว่า อยากได้น้ำชลประทาน เพราะจะช่วยชาวสวนปาล์มให้ลืมตาอ้าปากได้” ...เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายนี้กล่าว

ขณะที่ โชคชัย สโมสร ชาว ต.บ้านทุ่งอ่าว ซึ่งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า... สภาพทั่วไปของ ต.บ้านทุ่งอ่าวนั้นเป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ เป็นทางออกน้ำจาก อ.ท่าฉาง และ อ.พุนพินตอนบน ไปสู่ทะเล ดังนั้นเวลาที่ฝนตกหนัก 2-3 วันติด น้ำก็จะท่วมทันที ส่วนช่วงหน้าแล้งน้ำทะเลก็จะดันขึ้นมาทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำกร่อย ทำให้ทำการเพาะปลูกลำบาก ซึ่งปลายปี 2553 น้ำท่วมนาน 3 เดือน ปี 2554 น้ำท่วมนาน 2 เดือน ทำให้สวนผลไม้ของชาวบ้านเสียหายหมด จนต้องเลิกปลูกไปบ้าง เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นบ้าง ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดมานานแล้ว ทำให้การทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบาก

กับ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” โชคชัยระบุว่า... ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้าน ซึ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีพิพาทเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างคูส่งน้ำในพื้นที่อื่น แต่คิดว่าทางราชการคงจะไกล่เกลี่ยได้

“หากการเจรจาเรื่องเวนคืนที่ดินสามารถตกลงกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร และหากการก่อสร้างระบบส่งน้ำ และระบายน้ำ แก้ปัญหาเรื่องการทำกินของชาวบ้านได้ ชาวบ้านก็คงยินดี” ...โชคชัยระบุ

ด้าน สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ระบุถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ว่า... จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ประชาชนอยู่ในเขตชลประทาน 4,300 แปลง หรือประมาณ 3,600 ไร่ ในพื้นที่ 11 ตำบล ของ 3 อำเภอ การเวนคืนมีผู้มารับเงินแล้วประมาณ 69 ราย คิดเป็น 10% ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับพื้นที่ที่ยังมีปัญหาก็จะมีการเจรจาตกลงกับประชาชน โดยเรื่องข้อเรียกร้อง หากไม่ผิดหลักวิศวกรรมมากนักทางโครงการก็จะมีการปรับให้ตามการเรียกร้อง เพื่อที่การก่อสร้างจะได้ไม่ล่าช้า

“โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องการใช้น้ำทั้งระบบ ทั้งเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค ส่วนระยะเวลาก่อสร้างโครงการ เพราะการดำเนินการตามโครงการนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขมาเรื่อย ๆ หากไม่เสร็จตามระยะเวลา ก็อาจต้องขอขยายเวลาเพิ่ม” ...ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ทิ้งท้าย

’ตกลงกับประชาชนได้“ นี่คือกุญแจสำคัญทุกโครงการ

ส่วนโครงการนี้จะเสร็จได้เมื่อไหร่-อย่างไร?? รอดูกัน…

กรมอุทยานฯเดินหน้าทวงคืนผืนป่า

โดยหนังสอพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีฯ สั่งการให้สำนักงานป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาการรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างต่อเนื่องจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสมเกียรติ ชั้นบุญใส หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม ที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อุทยานทับลาน ว่าภายหลังเข้าไปดำเนินการไป 2 ครั้ง

นายเริงชัย กล่าวต่อว่า ครั้งแรกช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดได้ 151 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ยึดพื้นที่ป่าคืนได้ 2,086 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 1,128 หลัง ครั้งที่ 2 เข้าไปดำเนินการช่วงเดือน เม.ย. ถึง 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการจับกุม 104 คดี ได้ผู้ต้องหา 1 ราย ยึดพื้นที่คืนได้ 1,333 ไร่ สิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 839 หลัง โดยภารกิจหลักของกรมฯ คือเข้าไปอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงกฎหมายที่ถูกต้องหลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยกันมานาน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อคืนพื้นที่สู่ป่าอย่างสมบูรณ์ต่อไป อย่างไรก็ตามหลังการดำเนินการที่ป่าทับลานแล้วนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพื้นที่ที่มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าที่ใดอีกบ้าง เพื่อดำเนินการจับกุมและนำป่าคืนสู่ประเทศต่อไปโดยจะนำมาตรการทับลานโมเดลไปใช้ใน พื้นที่อื่น ๆ ด้วย.

ต้องเร่งแก้ก่อนจะสาย ‘อาหารคนไทย’ นับวันยิ่ง‘ไม่มั่นคง!’

โดยเดลินิวส์ วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555

จากปัญหา “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่หลัง ๆ ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ทั้ง “น้ำท่วมใหญ่” อย่างที่เกิดเมื่อปลายปี 2554 และมาปี 2555 นี้ ตอนนี้ “ภัยแล้งรุนแรง” ก็ครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ไหนจะปัญหา “ไฟไหม้ป่า” และก็ยังน่าวิตกว่าพอถึงฤดูฝนอีกครั้งจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือเปล่า?...

เหล่านี้นำมาซึ่งความน่าวิตกในเรื่อง “อาหาร”

’ความมั่นคงทางอาหาร“ เริ่มมองข้ามไม่ได้!!

ทั้งนี้ กับเรื่องความมั่นคงทางอาหารนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมสัมมนาวิชาการ “ความมั่นคงอาหาร : รอบทิศบริบทไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีการเสวนาหัวข้อ “ความมั่นคงอาหารภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและสภาวะอากาศที่แปรปรวน” และ “การปรับตัวของชุมชนภาคเหนือต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน” ก็มีการสะท้อนข้อมูล-มีแง่มุมที่น่าสนใจ รวมถึงมีแนวทางทางออกของปัญหาในเรื่องนี้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระบุว่า...ปัจจุบันยังมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้พอเพียง หิวโหย ขาดสารอาหารเกือบ 1,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งในไทยก็มี ถ้าดูตามคำนิยามความมั่นคงอาหารของเอฟเอโอ-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศทั่วโลกเห็นพ้อง คือ การเข้าถึงอาหารของทุกคนโดยกายภาพ การปลูก หรือการแสวงหาตามป่าตามน้ำ หรือทางเศรษฐกิจ คือการซื้อหา และสังคม การพึ่งพาคนทั่วไป หรือองค์กรศาสนาต่าง ๆ และอาหารนั้นต้องพอเพียง มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย สำหรับทุกคนทุกวัย เพื่อสุขภาวะที่ดี เป็นอาหารที่ชอบ และเหมาะสมตามวัฒนธรรมด้วย

สำหรับ ’ไทย“ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหาร และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ’ความมั่นคงอาหาร“ มีการนิยามคำจำกัดความเพิ่มเรื่อง ’ความยั่งยืน“ ด้วย ซึ่งต้องดูแลทั้งยามปกติ และยามมีภัยพิบัติด้วย

ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงอาหารระดับโลกถูกสั่นสะเทือนด้วยเรื่องที่ดินทำกิน เพราะการผลิตอาหารในหลายพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาสงคราม ปัญหาโรคพืช-โรคสัตว์ ปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง อีกทั้งปัจจุบันมีกระแสราคาพลังงานเพิ่มขึ้น มีการแย่งพื้นที่เพื่อผลิตพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน และอาหารบางอย่างก็ถูกแย่งจากมนุษย์ไปเป็นอาหารสัตว์ ปลูกเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

’และในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ สร้างปัญหาต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้“...ผู้สันทัดกรณีระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร อิศรานนท์ สถาบันคลังสมองของชาติชี้ว่า...ความมั่นคงอาหารในไทยกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะจากนโยบายรัฐไม่สอดคล้องต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกตัวอย่างการยกระดับราคาข้าว มีการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวด้วยการรับจำนำราคาข้าว ในอนาคตราคาพืชผลทางการเกษตรจะสูงขึ้น กระทบกับคนยากคนจนซึ่งเป็นผู้บริโภค ส่วนในระดับชุมชนนั้นรัฐเกือบจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรหรือของชุมชนให้ดีขึ้น รัฐเพียงแต่เอาเงินไปแจก ศักยภาพก็หายไป เพราะเป็นระบบจ้างหมด ซึ่งเมื่อรัฐไม่ได้สร้างความเข้มแข็งตรงนี้ เรื่องความมั่นคงอาหารก็จะถูกกระทบกระเทือน และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ดูแลดีพอ เรื่องของมลพิษก็เป็นตัวทำลายการเกษตรที่ดีให้เสียไป

“เกษตรอินทรีย์ที่เป็นเรื่องความมั่นคงที่ดี รัฐไม่ค่อยสนับสนุน คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ทำแล้วขาดทุน แล้วจะทำไปทำไม? ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นโอกาสของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ไทยแข่งขันไม่ได้เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558” ...รศ.ดร.สมพร ระบุ และว่า...

’เราไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการผลิต คนของเราไม่เข้มแข็ง เมื่อเปิดประเทศรับประชาคมอาเซียน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโอกาส แต่จริง ๆ มันคือวิกฤติ จะลำบาก ที่จะดีคือบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ขณะที่เกษตรกรตัวเล็ก ๆ จะล้มหายตายจาก กลายเป็นลูกจ้างเท่านั้น“

ทั้งนี้ กับ “ทางออกของปัญหาความมั่นคงอาหาร” นั้น ทาง ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ เสนอว่า...ต้องแก้ที่รากของปัญหาใหญ่ คือทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐบาล เช่น ดูแลปักหมุด ส่วนไหนเป็นป่าก็ต้องเป็นป่า ภาครัฐต้องให้บริการและดูแลให้ความเป็นธรรม จัดเขตชัดเจน ให้ข้อมูล ตั้งกติกา ป้องกันการบุกรุกและส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนด้วย

“บางจังหวัดได้ทำแล้ว เช่น น่าน ชาวบ้านรวมตัวกัน ทั้งป้องกันการรุกรานจากคนนอก และดูแลไม่ให้คนข้างในชุมชนทำลายชุมชนเอง ซึ่งทำให้ป้องกันปัญหาการรุกป่าได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำในขณะนี้ ก่อนที่จะเกิดการรุกรานที่ดินทำกินกันมากมายในอนาคต”

และนี่ก็เป็นการระบุเป็นการชี้ที่น่าคิดน่าพิจารณา

’ความมั่นคงทางอาหาร“ ไทยไม่สนใจไม่ได้แล้ว!!.

by ThaiWebExpert