เดลินิวส์

สกว.-เอสซีจี หนุนนักศึกษา ป.เอก ทำวิจัยอุตสาหกรรมใช้งานได้จริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

“สกว.-เอสซีจี” หนุนนักศึกษาปริญญาเอก ทำวิจัยสำหรับภาคอุตสาหกรรม หวังนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง ยกระดับแข่งขันกับต่างประเทศ

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า สกว. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เพื่อสนับสนุน ทุนปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยนักศึกษาปริญญาเอกต้องทำงานวิจัยที่ภาคการผลิตและภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยทาง คปก. และเอสซีจีจะจัดงบประมาณฝ่ายละครึ่งต่อ 1 ทุน หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท จำนวนปีละ 5 ทุน เป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งหมด 25 ทุน ด้วยงบประมาณทั้งโครงการจำนวน 42.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่า โจทย์การทำผลงานวิจัยต้องมาจากเอสซีจีหรือทางภาคธุรกิจเพื่อให้ผู้สนับสนุนทุนสามารถนำงานวิจัยไปใช้ได้จริง

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ทางเอสซีจีมีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีส่วนช่วยให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น โดยในปีนี้จะใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ใช้งบประมาณไป 1,111 ล้านบาท เป็นผลมาจากบริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น และตั้งเป้าเป็นบริษัทในระดับภูมิภาคเรื่องนวัตกรรมและบุคลากร รวมถึงเพิ่มบุคลากรที่จบปริญญาเอกอีก 30 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 60 คน เพื่อทำงานด้านวิจัยและพัฒนา ปีที่แล้วเอสซีจีทำโครงการวิจัยกว่า 1,400 โครงการ สามารถนำผลการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ผลิตเป็นสินค้าและบริการเพื่อขายในเชิงพาณิชย์ได้จริงและทำยอดขายสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนโจทย์งานวิจัยจะเกี่ยวกับธุรกิจเคมีคอล และซีเมนต์

ด้าน ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ทางเอสซีจี และ สกว.จะคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการทำวิจัย เพื่อให้อาจารย์เป็นผู้หานักศึกษาที่เหมาะสมรับทุน และหากต้องการงบประมาณเพิ่มขึ้นทางเอสซีจีก็พร้อมจะสนับสนุน ส่วนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจดสิทธิบัตรจะเป็นของ สกว.และเอสซีจี และหากเอสซีจี ต้องการถือสิทธิเด็ดขาด ต้องจ่ายเงินจำนวนสองเท่าของงบประมาณวิจัยผลงานนั้น ๆ.

โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส กิจการเพื่อสังคมตอบโจทย์ปัญหาประเทศ

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555

ไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 30,000 ล้านบาทอุดหนุนสนับสนุนมูลนิธิ สมาคม ภาคเอ็นจีโอต่าง ๆ เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมายทั้งการดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ยังไม่รวมกับองค์กรเอกชน ที่ทุ่มเงินลงไปทำกิจการเพื่อสังคมเช่นกันที่รู้จักกันในนามซีเอสอาร์ ที่คาดว่าพอ ๆ กันคือใช้เงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่สามารถวัดผลได้ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการเยียวยาคุ้มกับเม็ดเงินที่ลงไป

มีเวทีถกเถียงกันว่าหากทำกิจกรรมเพื่อสังคมแล้วต้องรอเงินบริจาค เงินสนับสนุนจากทั้งเอกชนและรัฐ ในอนาคตจะยั่งยืนเพียงใด แล้วทำได้ตามศักยภาพเพียงใดเมื่อทุนหมดกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นก็หยุดลงไปด้วย ขณะเดียวกันการทำซีเอสอาร์ของบริษัทเอกชนนั้น ทำเพื่อหวังผลทางภาษีหรือทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ อีกทั้งไม่ได้ตอบปัญหาที่แท้จริงของสังคม อาทิ ความยากจน ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา และปัญหาอื่น ๆ ขณะที่บางบริษัทพนักงานได้รับสวัสดิภาพได้ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม แต่บริษัทกลับนำกำไรทำกิจกรรมเพื่อสังคม

นวัตกรรมใหม่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกแบบที่เรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส (Social Enterprise) นำธุรกิจเพื่อสังคมมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงการประกอบธุรกิจที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคม เช่น ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะเดียวก็มีผลกำไรจากธุรกิจด้วยในแบบพอเหมาะพอควร

ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ (NISE หรือ Network of Impact Social Enterprise) กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้บริษัท องค์กรต่าง ๆ ทำธุรกิจในแบบที่เรียกว่า โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส การขยายผลสัมฤทธิ์ทางสังคม ย้ำปรัชญาการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยวิถีทางธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการเกิดขึ้นของภาคส่วนใหม่นี้จะสร้างนิยามใหม่ของการทำธุรกิจ ที่มิได้สร้างกำไรเชิงการเงินอย่างเดียว แต่สร้างกำไรเชิงสังคมด้วย

“ธุรกิจที่มุ่งไปทางกำไรเพียงอย่างเดียว อนาคตไม่น่าจะอยู่ได้ดีนัก หรือมูลนิธิ สมาคมที่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวโดยทุนจากบริษัทเอกชนหรือรัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เพราะตอนที่ให้เม็ดเงินลงไปเราไม่รู้หรอกว่ามูลนิธิมีความสามารถแค่ไหน ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเราบริจาคเงินจำนวนมาก แต่องค์กรที่รับเงินไปใช้เงินได้ตามประสิทธิภาพหรือไม่” ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ ให้ความเห็น

ชัยยุทธ์ บอกว่าสำหรับประสิทธิภาพทางธุรกิจในเรื่องกำไรมีตัววัดอยู่ แต่ว่าประสิทธิภาพทางสังคมปัจจุบันไม่มีตัววัด ดังนั้นการก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมไนส์จะนำระบบที่เรียกว่า GIIRS มาเป็นตัวที่ประเมินผลเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประกอบธุรกิจเพื่อสังคมตามระบบ อันประกอบด้วย ด้านธรรมาภิบาล ด้านพนักงาน ด้านชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการเพื่อสังคม

โดยบทบาทของไนส์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับบริษัทที่มีความตั้งใจทำธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ผ่านมาตรฐานโดยตอบคำถาม 290 ข้อ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องตอบคำถามทุกข้อเหล่านี้ รวมทั้งทำหน้าที่เก็บข้อมูลของบริษัทที่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทเข้ามาเป็นเครือข่ายของไนส์ คือได้รับรู้ว่าข้อมูลของแต่ละบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อกิจการเพื่อสังคมด้านใดบ้าง ยกตัวอย่าง บริษัทโคโคบอร์ดที่ทำธุรกิจทำขยะฟางข้าวมาอัดเป็นพาร์ติเคิลบอร์ด หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อโคโคบอร์ดเข้ามาจะได้รับรู้ว่ามีพันธมิตรที่จะขยายผลทางธุรกิจ รับรู้จุดด้อยจุดเด่นของบริษัท การได้ขยายตลาด และการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างกัน รวมทั้งแหล่งเงินทุน ยกตัวอย่างบริษัทสุพรีมที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลจากซังข้าวโพด ที่เชียงราย เมื่อต้องการขยายไปยังจังหวัดอื่น มีอุปสรรคเรื่องเงินลงทุน เพราะเมื่อเกิดความร่วมมือกัน จะก่อให้เกิดพลังที่ดีภายใต้แนวคิดของระบบนี้

ทั้งนี้มีบริษัทที่ทำธุรกิจกิจการเพื่อสังคมและองค์กรที่ทำเพื่อสังคม เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกจะมีค่าสมาชิกรายปี ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 9 แห่ง ได้แก่ ในภาคกสิกรรม บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด สหกรณ์กรีนเนท จำกัด บริษัท สวิฟท์ จำกัด ภาคส่วนประชาสังคม มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท บีทามส์โซลูชั่น จำกัด ด้านสื่อ ได้แก่ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด BeMagazine และด้านพลังงาน บริษัทสุพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทวังดุมเมาท์เทนแคมป์ จำกัด บริษัทโคโคบอร์ด จำกัด

สำหรับรูปแบบของบริษัทที่ทำกิจการเพื่อสังคม เช่น บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกผักผลไม้ออแกนิกส์ สามารถพัฒนาตนเองและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยให้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการตลาด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล บริษัทซองเดอร์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูป เน้นใช้วัตถุดิบที่มาจากเกษตรอินทรีย์ ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ พัฒนาขีดความสามารถคนพิการ ทำให้คนพิการมีรายได้ ปัจจุบันนำคนพิการทำงานในสถานประกอบการมากกว่า 2,500 คน และนิตยสาร BeMagazine คิดโมเดลการช่วยสังคมในแบบฉบับของตัวเอง โดยเปิดให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมรับนิตยสาร BE ไปจำหน่ายในย่านชุมชน รายได้หลังจากหักต้นทุนแล้ว จะมอบให้ผู้ด้อยโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ผ่านสมาชิก มีเป้าหมายการทำธุรกิจที่ไม่ใช่การโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่คือการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีเพื่อสังคม

ลักษณะการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเมื่อไปย้อนดูรายได้ผลตอบแทนพบว่าอยู่ได้และอยู่ได้ดี พิสูจน์ให้เห็นการทำกิจการเพื่อสังคมมีความยั่งยืนทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเอ็นจีโอหรือรอคอยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว.

"แอร์บัส"ผนึกสายการบินยักษ์ใหญ่ยุโรป ค้าน “อียู” เก็บภาษีคาร์บอน

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2555 วันนี้ ( 12 มี.ค. )

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ ร่วมกับสายการบินยุโรปอีก 6 แห่ง ยื่นจดหมายต่อผู้นำชาติสหภาพยุโรป ( อียู ) 4 ชาติ เพื่อคัดค้านนโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนจากสายการบิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แอร์บัส บริติช แอร์เวย์ส เวอร์จิน แอตแลนติก ลุฟท์ฮันซา แอร์ ฟรานซ์ แอร์ เบอร์ลิน และไอบีเรีย รวมทั้ง กลุ่มบริษัทการบินและป้องกันแห่งฝรั่งเศส ( ซาฟราน ) และ เอ็มทียู ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ของเยอรมนี ร่วมกันลงนามในจดหมาย เพื่อยื่นต่อ นาย เดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ นาย ฟร็องซัวส์ ฟียง นายกฯฝรั่งเศส นางอังเกลา แมร์เคล นายกฯเยอรมนี และนายมาริอาโน ราฮอย นายกฯสเปน ซึ่งเป็นสี่ชาติที่ร่วมก่อตั้งบริษัทแอร์บัส

ข้อเรียกร้องดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่นาย ลูอิส กัลลัวส์ ประธานบริหารบริษัทป้องกันภัยและจัดการทางอากาศยานแห่งยุโรป ( อีเอดีเอส ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์บัส แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จีนยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส เพื่อประท้วงนโยบายเก็บภาษีคาร์บอนของอียู ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้อีเอดีเอสต้องสูญเสียรายได้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ประมาณ 360,000 ล้านบาท )

นอกจากนี้ นาย ทอม เอ็นเดอร์ส ประธานบริหารของแอร์บัส ออกมากล่าวเตือนว่า นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนอาจทำให้พนักงานของบริษัทหลายพันคนต้องตกงาน เช่นเดียวกับนาย โทนี ไทเลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ( ไอเอทีเอ ) ที่กล่าวว่า การตัดสินใจของอียูในเรื่องนี้ อาจกระตุ้นให้เกิดสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม นาย มาร์ติน ลิเดอการ์ด รมว.กระทรวงสภาพอากาศของเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า สหภาพยุโรปจะยังคงนโยบายนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่กว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน รัสเซีย และสหรัฐ ออกมาต่อต้าน โดยกล่าวว่า นโยบายนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ภาพ http://www.dailynews.co.th/world/16838

คนอเมริกันเชื่อโลกร้อนจริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนคนอเมริกัน ว่า คนส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เริ่มรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าโลกมีอุณหภูมิที่ สูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวเป็นของโรงเรียนนโยบายสาธารณะ เจอรัลด์ ฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่จับมือกับสถาบันสำรวจความคิดเห็นแห่งวิทยาลัยเมอห์เลนเบิร์ก สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ 887 คน ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 62 เห็นว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นจริงในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 26 ยังไม่เชื่อหลักฐานที่บ่งบอกว่าโลกร้อน ขณะที่อีกร้อยละ 12 ไม่มั่นใจ

สำหรับชาวอเมริกันที่เชื่อว่าโลกร้อน ระบุว่า สังเกตจากอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พวกเขามั่นใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวอ้างลอย ๆ

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่สภาพอากาศเลวร้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยเกิดภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น พายุทอร์นาโด และพายุฤดูร้อน ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสถิติของสำนักงานบริหารจัดการบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ ขณะเดียวกันข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า สหรัฐ มีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา

ผลสำรวจยังพบว่า แนวคิดทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมองปัญหาโลกร้อนแตกต่างกัน โดยร้อยละ 78 ของคนที่สนับสนุน พรรคเดโมแครตเชื่อในหลักฐานการเกิดภาวะโลกร้อน ขณะที่ฐานเสียงพรรครีพับลิกันเชื่อภาวะโลกร้อนเพียงร้อยละ 47 เท่านั้น โดยไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่ ส.ส.บางคนอ้างว่า นักสิ่งแวดล้อมกุเรื่องโลกร้อนขึ้นเพื่อทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจ

โดยฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2009 ชาวอเมริกันที่เชื่อปัญหาโลกร้อนมีร้อยละ 65 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 52 ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงที่วุฒิสภาสหรัฐ คัดค้านแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน.

ไทยอินเดียจับมือพัฒนาเกษตร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2555

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตรอินเดียได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตรและเศรษฐกิจการเกษตร ตั้งแต่ปี 2548 ดังนั้น เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย ประมาณเดือนกันยายน 2555

โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายประสานงานในรายละเอียดกันต่อไป ทั้งนี้ หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทยและกระทรวงเกษตรอินเดียว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตร และเศรษฐกิจการเกษตร ได้มีกิจกรรมความร่วมมือหลายรายการอาทิ การวิจัยด้านการเกษตรและป่าไม้ เทคโนโลยีภายหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการจัดการลุ่มน้ำ การสำรวจและการวางแผนการใช้ที่ดิน วนเกษตรและระบบการทำฟาร์ม การผลิตพืชผลและแปรรูป การเลี้ยงไหม พืชสวน การผลิตสัตว์และสุขภาพสัตว์ การเก็บและบรรจุเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตร การส่งเสริมการร่วมทุนในธุรกิจการเกษตร การชลประทานและการระบายน้ำ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะตกลงร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงเกษตร อินเดีย แต่ยังไม่ได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ระหว่างสองฝ่าย ดังนั้น การจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-อินเดีย ที่จะเกิดขึ้นนี้จะช่วยพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นในอนาคต.

ตั้งศูนย์ข้าวชุมชนรับอาฟต้า

โดยหนังสือพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดสรรงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรจำนวน 128 ล้านบาท โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง นครสวรรค์ สุรินทร์ อุดรธานี และอำนาจเจริญ เพื่อเป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรทราบถึงวิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมเฉพาะในพื้นที่

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ อีก 9 หน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวนาเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน หรืออาฟต้า โดยเน้นการพัฒนา 2 ประการ คือ 1 พัฒนาการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ภายใต้รูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน ประการที่ 2 คือ การพัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็งโดยการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวชุมชน การจัดทำหมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว การจัดทำแปลงสาธิตและแปลงส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าว โดยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชนเพื่อเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวชุมชน เป็นต้น

สำหรับโครงการดังกล่าวนั้นมีเป้าหมายเพื่อดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์ข้าวชุมชน 55 แห่ง ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ จำนวน 2,847 ตัน ส่งเสริมการพัฒนาชาวนา มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการลดต้นทุนการผลิตข้าวและการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชาวนาจำนวนรวม 5,571 คน จัดทำหมู่บ้านชุมชนต้นแบบในการลดต้นทุนการผลิตข้าว จำนวน 6 แห่ง พื้นที่ 1,800 ไร่ เกษตรกร จำนวน 600 คน สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้เฉลี่ย 3,884 บาทต่อตัน รวมถึงจัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรกลการเกษตรจำนวน 2 แห่ง และศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชน จำนวน 55 แห่ง

“จากผลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องในโครงการดังกล่าวที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนหลัก 1 แห่ง และศูนย์ข้าวชุมชนเครือข่าย จำนวน 10 แห่ง พบว่า ในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและกระจายให้เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ข้างเคียงได้ จำนวน 1,480 ตัน ขยายผลการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 300 ไร่ สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 2,236 บาทต่อตัน” นายธีระกล่าว.

นวัตกรรมป้องกันภัยพิบัติพร้อม แผ่นดินไหว-น้ำท่วมไทยยังเสี่ยง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

ภัยพิบัติกำลังเป็นกระแสร้อนของโลก สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้หนาวสุดขั้วตัวอย่างล่าสุดของอากาศหนาวจัดในยุโรปและญี่ปุ่นคร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคน ขณะที่บ้านเรามีข่าวเกาะติดการตั้งรับน้ำท่วมทุกวัน ทำการพร่องน้ำออกจากเขื่อน การจัดหาพื้นที่รับน้ำ

สมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI) ได้จัดเวทีสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องภัยพิบัติทุกด้าน และการแสดงเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมจากประเทศอังกฤษ ภายใต้การสนับสนุน จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) นายปรานต์ สยามวาลา นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ กล่าวว่า สมาคมเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันทางธุรกิจเพราะเริ่มจากการได้ข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสะพรึงกลัวมากขึ้นโดยเฉพาะการวิเคราะห์ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย แผ่นดินไหวในดัชนีของความหายนะถือว่าอันดับ 1 ภายในไม่ถึง 1 นาที คนกรุงเทพฯ สามารถจะตายได้เป็นล้านคนถ้ากรุงเทพฯ จะหยุดชะงัก นี่คือสิ่งที่ทางสมาคมฯ เป็นห่วงอย่างยิ่ง

“โอกาสเป็นไปได้มีสูงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยเปรียบเทียบกับเฮติ เดือนที่แล้วนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบว่าแผ่นดินไหวเฮติเป็นแผ่นดินไหวที่สร้างรอยเลื่อนใหม่เอี่ยมและเป็นรอยเลื่อนไม่เสถียร นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่าเฮติจะเกิดแผ่นดินไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกไปอีกอย่างน้อย 15 ปี สิ่งเหล่านี้เกิดมาแล้ว หมู่เกาะปาปัวนิวกินี ฟิจิ ย่านนั้นแผ่นดินไหวทุกวันแต่ละครั้งไม่เกิน 5 แมกนิทิวด์ ทั้งนี้แมกนิทิวด์เป็นหน่วยวัดแผ่นดินไหวแบบใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าค่าความรุนแรงนั้นมากกว่าหน่วยริคเตอร์ บ้านเราละแวกที่เกิดแผ่นดินไหวเรียกว่าแนวอินเดียนเพลส เกิดสึนามิในอินโดนีเซียชายฝั่งทะเลอันดามันของบ้านเรา นั้นคือรอยเลื่อนเดียวกันสามารถวิ่งไปถึงอินเดีย น่าห่วงว่ากรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นบริเวณปากอ่าวเป็นดินนุ่ม และเต็มไปด้วยตึกสูงและตึกส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบไว้รองรับแผ่นดินไหว”

นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องภัยน้ำท่วมนั้นมองว่าภาครัฐยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด น้ำท่วมที่เกิดครั้งที่แล้วเป็นสิ่งที่น่าหดหู่ ถ้ามีการป้องกันที่ดีกว่านี้ความสูญเสียจะไม่มากมาย ประเมินแล้วค่าความเสียหายน้ำท่วมของเราเท่ากับอันดับ 4 ของโลก

“แต่ในแง่ของภาควิทยาศาสตร์น้ำท่วม ดัชนีความหายนะ ถือว่าเป็นเรื่องเล็กเพราะน้ำที่มาเป็นน้ำเฉื่อยจากภาคเหนือมากรุงเทพฯ ใช้เวลา 3-4 เดือน จริง ๆ แล้วมีเวลาที่จะป้องกันบริหารจัดการ แต่ความน่ากลัวที่มากกว่านี้ คือแผ่นดินไหว กรุงเทพฯ มีโอกาสที่จะเกิดค่อนข้างสูงทีเดียว”

ด้าน นายแดน ฮาร์โซโน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้เพื่อการให้ความรู้ทั้งด้านเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมและการวางแผนรับมือภัยพิบัติอื่น ๆ กับผู้สนใจและธนาคารพร้อมจะสนับสนุนเงินกู้กับลูกค้าและผู้สนใจที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีการป้องกันภัยพิบัติ

ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้นำร่องเป็นองค์กรตัวอย่างการป้องกันภัยพิบัติด้านแผ่นดินไหว โดยใช้เทคโนโลยีบริษัทมิยาโมโต้ ในการปรับโครงสร้างของอาคารสำนักงานใหญ่แบงก์กรุงศรีอยุธยาบริเวณถนนพระราม 3 ซึ่งเป็นอาคารที่มีอายุ 15 ปี โดยบริษัทมิยาโมโต้ สามารถใช้ความรู้ทางวิศวกรรมป้องกันเหตุแผ่นดินไหวได้ถึง 10 ริคเตอร์ โดยไม่ต้องทุบอาคารทิ้ง โดยประเมินราคาค่าป้องกันแผ่นดินไหวแล้วคิดเป็นมูลค่า 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของราคาค่าก่อสร้างอาคาร ซึ่งขั้นตอนแรกเริ่มต้นสำรวจโครงสร้างทั้งหมดใช้เวลา 2-3 เดือนจากนั้นทางธนาคารจะวางแผนร่วมกันกับบริษัท เพื่อหาแผนปรับโครงสร้างที่จะรองรับระดับแผ่นดินไหว

มหาอุทกภัยในกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา บิ๊กแบ๊ก กลายเป็นนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมถูกนำมาใช้ครั้งแรก จนได้เรียนรู้ว่ามีปัญหาข้อบกพร่องมากมาย ในงานเสวนาครั้งนี้มีบริษัท เฮสโก้ แบสชั่น จำกัด ได้นำเทคโนโลยีที่คนไทยเริ่มเรียกว่า ซูเปอร์บิ๊กแบ๊ก มาแสดงด้วย บริษัทนี้เล่าถึงตัวเองว่าเป็นผู้ชำนาญการด้านผลิตภัณฑ์สำหรับกองทัพ อาทิ บังเกอร์กันกระสุน และสินค้าป้องกันน้ำท่วม หรือบังเกอร์น็อกดาวน์ ได้รับความนิยมมากในหลายประเทศที่มีปัญหาน้ำท่วม

ผลิตภัณฑ์บังเกอร์น็อกดาวน์ใช้หลักวิชาการทางวิศวกรรมในการเชื่อมตะแกรงเหล็กชนิดพิเศษให้มีขนาดเป็นกล่องสี่เหลี่ยม บุด้วยแผ่นผ้าใบเส้นใยพิเศษไม่มีก้น เป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้ฐานมีความมั่นคงไม่ถล่ม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมจะบรรจุทรายลงไปได้เมื่อน้ำมากระทบมวลของทรายกับความดันของน้ำจะเสริมให้บังเกอร์นี้แข็งแกร่ง อีกทั้งป้องกันการทำลายจากการกรีดด้วยของมีคม นอกจากนี้การออกแบบทำให้ง่ายต่อการขนส่ง ตะแกรงเหล็กสามารถพับได้เมื่อจะใช้งานจะค่อย ๆ คลี่ออกมาอาจใช้แรงงานคนเพียงแค่ 2 คนในการติดตั้ง หรือในพื้นที่ขนาดใหญ่ใช้รถดึงลากตะแกรงได้ทันทีเมื่อไม่ใช้งานสามารถเก็บไว้ใช้ต่อได้มีอายุการใช้งานได้ถึง 10 ปี ขนาดของตะแกรงเหล็กมีความสูงตั้งแต่ 1-5 เมตร สนนราคาเริ่มต้นความยาว10 เมตรอยู่ที่ 30,000-40,000 บาท ทั้งนี้บังเกอร์น็อกดาวน์ดูจากรูปทรงดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ที่ผ่านมาถูกบางประเทศทำเลียนแบบ แต่ปรากฏว่าเมื่อนำมาใช้งานน้ำมาทำบังเกอร์แตก เทคนิคสำคัญอยู่ที่การเชื่อมตะแกรงเหล็กที่บริษัทคิดค้นไว้

ด้าน โจนาธาน เบิร์ด ผู้อำนวยการส่วนขาย บริษัท เฮสโก้ แบสชั่น จำกัด บอกเล่าว่า บังเกอร์น็อกดาวน์ถูกนำไปใช้ในการป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำมิสซิสซิปปีในสหรัฐอเมริกาในทุกปีและเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2554 หน่วยงานกองทัพของไทยสั่ง
สินค้าลำเลียงมาทางเครื่องบินจากอังกฤษ เพื่อมาใช้ป้องกันสนามบินดอนเมืองแต่ปรากฏว่าไม่ทันการเพราะน้ำท่วมสนามบินแล้ว จึงนำไปใช้ป้องกันน้ำท่วมบริเวณทางขึ้นโทลล์เวย์ตรงดินแดง ซึ่งตอนนั้นใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท ในการสั่งซื้อซึ่งบริษัทได้ร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือด้วยส่วนหนึ่ง

“เรากำลังพยายามเสนอสินค้านี้ให้กับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และเสนอเข้าไปในแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับบรรจุลงไปในด้านใดของแผนป้องกันน้ำท่วม”

ภัยพิบัติที่บางเรื่องวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้จะเกิดหรือไม่เกิด แต่วิธีป้องกันและวางแผนการบริหารจัดการ พิสูจน์ให้เห็นว่าความสูญเสียจะลดน้อยลงขอเพียงแค่เริ่มต้น.

เทคโนโลยีลดต้นทุน...เพิ่มศักยภาพการผลิตข้าว

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555

ประเทศไทยผลิตข้าวได้กว่า 32 ล้านตันข้าวเปลือก มีการบริโภคภายในประเทศเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือมีการส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งในการส่งออกมีการแข่งขันกับประเทศผู้ผลิตข้าวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน ดังนั้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตของเกษตรกร ประกอบกับการลดต้นทุนการผลิตข้าวให้ต่ำลง จะเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี

นายอภิชาติ พงษ์ศรีหดุลยชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับพี่น้องชาวนา ที่อาจจะได้รับผลกระทบจาก การเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA) ดังนั้น จึงได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร จำนวน 128 ล้านบาท ให้กรมการข้าว ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวม 9 หน่วยงาน ดำเนิน โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน
โดย กิจกรรมสำคัญของการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้สูงขึ้น นั้นจะเน้นการพัฒนา 2 ประการ คือ 1. พัฒนาการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ภายใต้รูปแบบศูนย์ข้าวชุมชน และ 2. พัฒนาศักยภาพชาวนาและองค์กรชาวนาให้เข้มแข็ง โดยการสร้างศูนย์เรียนรู้การผลิตข้าวชุมชน การจัดทำหมู่บ้านลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นต้นว่า การจัดทำแปลงสาธิตและแปลงส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยวิธีต่าง ๆ เช่น การใช้เครื่องจักรกลในการปลูกข้าว การจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูข้าวชุมชน เพื่อเรียนรู้การป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอย่างชาญฉลาด เป็นต้น...

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ดำเนินการในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ อ่างทอง นครสวรรค์ สุรินทร์ อุดรธานีและ อำนาจเจริญ ซึ่งการจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนการผลิตข้าว เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนา โดยครั้งนี้ได้จัดขึ้น ณ ศูนย์ข้าวชุมชนหลัก บ้านดงมัน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อถ่ายทอดวิธีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโดยใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมเฉพาะในพื้นที่ โดยดำเนินการเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการลดต้นทุนการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้กับพี่น้องชาวนา

สำหรับจังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชนหลัก 1 แห่ง และศูนย์ข้าวชุมชนเครือข่ายอีก 10 แห่ง ซึ่งผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและกระจายให้เกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ข้างเคียงได้จำนวน 1,480 ตัน ขยายผลการลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ 300 ไร่ คิดเป็นต้นทุนการผลิตข้าวที่ลดลงเฉลี่ย 2,236 บาทต่อตัน
...อย่างไรก็ตาม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะได้มีความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวให้กับชาวนาในพื้นที่นำร่องและขยายผลไปในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป.

ห้องสมุดอีโค่แห่งแรกของไทย (Eco-Library)

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว สำหรับห้องสมุดสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของประเทศไทย อีโค่ ไลบรารี (Eco-Library) ห้องสมุดต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานผ่านสื่อความรู้ และการสัมผัสจริงจากงานออกแบบสร้างสรรค์บนเส้นทางสีเขียว โดยศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และสำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ ได้ร่วมจัดทำขึ้น ภายใต้แนวคิด ห้องสมุดเพื่อความยั่งยืน โครงการเกษตรศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม (ECO-LIBRARY)

สำหรับแนวคิดในการออกแบบและพัฒนาห้องสมุดเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นมุ่งเน้นให้เป็นแหล่งบริการความรู้ในการนำครุภัณฑ์และวัสดุเหลือใช้ โดยใช้องค์ความรู้จากศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ มาออกแบบและเลือกวัสดุ

ห้องสมุดเพื่อสิ่งแวดล้อมมีพื้นที่ใช้สอยเพียง 250 ตารางเมตร จัดสรรให้พื้นที่มี 3 ส่วนหลักประกอบด้วย Common reading space หรือ Eco-space ให้บริการหนังสือทั่วไป เช่น นวนิยาย วรรณกรรม เยาวชน นวนิยายแปล หนังสือธรรมะ หนังสือความรู้ทั่วไป และหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน มุมเด็ก Kid play–space ให้บริการหนังสือสำหรับเด็ก ทั้งการ์ตูน หนังสือนิทาน และหนังสือส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ และส่วนสุดท้าย Alumni Space พื้นที่ให้บริการศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับศึกษาหาความรู้เพื่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาต่อ

จุดเด่นของห้องสมุดอยู่ที่การดัดแปลงของทิ้งแล้วในห้องเก็บของและวัสดุในโรงงานมาสร้างสรรค์ อาทิ ตู้บัตรรายการมาทำเป็นผนังและที่เก็บของให้อารมณ์ของการเข้าในห้องสมุด ของชิ้นนี้เป็นของเก่าเก็บในห้องเก็บของเพราะหมดประโยชน์การใช้งาน เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาจัดเก็บทะเบียนหนังสือแทน รวมทั้งเก้าอี้ โต๊ะล้วนเป็นของเก่าที่เคยถูกทิ้งไว้ในห้องเก็บของเช่นกัน แต่นำมาดัดแปลงและซ่อมแซมจนมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย นอกจากวัสดุที่หาได้จากมหาวิทยาลัยแล้วยังใช้วัสดุจากภายนอกโรงงานที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการออกแบบจากวัสดุเหลือใช้ อาทิ เศษผ้าม่านจากโรงงานที่ออกแบบฟังก์ชันการใช้สอยให้เป็นที่เก็บหนังสือได้ เศษผ้าชุดเครื่องแบบของพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์นำมาเป็นผ้าหุ้มโซฟา เศษกระดุมจากโรงงานที่นำมาอัดเป็นเคาน์เตอร์ใช้บริการยืมหนังสือ เศษผ้าไหม นำมาสร้างโคมไฟ ทำหมอนมะเฟืองในมุมเด็ก

ภาพรวมของภายในห้องสมุดนั้น ทำชั้นวางหนังสือทรงกลม ซึ่งทำมาจากแผ่น MDF คละสีที่เหลือใช้จากโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ เสมือนต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรู้และมีพื้นที่ภายในที่สงบ โดยรอบของห้องมีผ้าม่านที่ลดแสงสะท้อนและมีช่องสำหรับใส่วารสารต่างๆ ภายในห้องสมุดทาสีขาวและดำเพื่อให้หนังสือเด่น แต่เป็นสีทีไม่โมเดิร์น เพื่อให้เห็นเส้นสายลายไม้ กระดาษ ที่นำมาทำเป็นชั้นวางหนังสือเก้าอี้ ส่วนเรื่องแสงเน้นจัดให้เหมือนกับอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน

ดร.สิงห์ กล่าวถึงเบื้องหลังการทำงานว่า การริเริ่มโครงการนี้ใช้เวลาไม่นาน แต่สิ่งที่ต้องใช้เวลาคือคิดหาวัสดุที่เหมาะสมและลงตัวที่ใช้ในพื้นที่ 250 ตร.ม. เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยแหล่งหาวัสดุมาจากโรงงานต่าง ๆ โรงงานที่เคยให้ความช่วยเหลือมาก่อน อย่างเช่น โรงงานผลิตผ้าม่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่มีโรงงานแต่มีชุดพนักงานและมีงบประมาณช่วยเหลือทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

สำหรับหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เรื่องราวของอีโค่ทั้งหมด รวบรวมมาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ม.เกษตร และหนังสือนวนิยายที่ทำให้เด็กอ่านเขียนเป็น วรรณกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ หวังว่าจะใช้หนังสือการ์ตูนมาดึงเด็กให้เข้าห้องสมุดเพราะเด็กไทยไม่ค่อยอ่านหนังสือ เมื่อเด็กมาอ่านการ์ตูนในอีโค่ไลบรารีจะเพิ่มความเข้าใจว่าการมีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสร้างสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ได้ ส่วนการใช้ประโยชน์ของห้องสมุด ด้านอื่น ๆ ในอนาคต ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่สอนเรื่องการออกแบบ การใช้ทรัพยากรที่อยู่อย่างคุ้มค่า

“ห้องสมุดนี่จะเป็นต้นแบบของการสร้างห้องสมุดว่าไม่ต้องน่าเบื่อ เป็นห้องสมุดที่เปิดเผยให้ชุมชนเห็นว่าไม่ต้องมีประตูปิดกั้น และอยากให้ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เราใช้อย่างฟุ่มเฟือย บางอย่างมันเพิ่มมูลค่าที่ได้จริงและได้เยอะมากดีกว่าไปถลุงผลิตของใหม่ออกมา สามารถมาใช้ได้ทุกวันเพราะแต่ละจุดเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ จุดเด่นคือนำวัสดุเหลือใช้มาทำห้องสมุด รวมทั้งเรื่องระบบยืมหนังสือที่แตกต่างจากที่อื่น ที่นี่ ยืมได้ฟรีไม่ต้องมีบัตรสมาชิก ใช้ระบบเชื่อใจกัน ว่ายืมไปต้องมาคืนตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ เพื่อสอนชุมชนเรื่องความซื่อสัตย์เราไม่แน่ใจเมื่อใช้ระบบนี้ต่อไป ว่าห้องสมุดนี้จะว่างเปล่าหรือไม่ แต่เราต้องลองดู เพราะเราเชื่อในมารยาทของคนไทย”

ด้าน ดร.อารีย์ ธัญกิจจานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด ม.เกษตร บางเขน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักหอสมุดได้ร่วมกับบริษัท เอสซีจี จัดโครงการเปลี่ยนขยะเป็นความรู้ ฟื้นฟูห้องสมุดหลังน้ำลด โดยนำหนังสือเปียกน้ำมารีไซเคิล เป็นชั้นหนังสือ โต๊ะ-เก้าอี้ มอบให้ห้องสมุดโรงเรียน โดยมี ดร.สิงห์ ร่วมออกแบบ นอกจากช่วยลดขยะแล้ว ยังปลูกสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

อีโค่ไลบรารี เปิดให้บริการทุกวันตามวันเวลาราชการ รายละเอียดเพิ่มเติม http://kulc.lib.ku.ac.th/ecolibrary

ภาพประกอบ: http://www.dailynews.co.th/article/728/10832

สกว.อวดงานวิจัยเด่น

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 31 มกราคม 2555

 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้จัดพีธีมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2554 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นเกียรติยศต่อนักวิจัย ให้มีการสร้างผลงานที่มีค่า และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ และเชิงนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

ผลงานและโครงการวิจัยเด่นในปี 2554 มีทั้งหมด 12 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ ตลอดจนงานวิจัยเพื่อชุมชน ซึ่งทาง สกว. มีนโยบายขยายการสนับสนุนเข้าไปยังชาวบ้านและชุมชน ไม่ใช่เพียงเฉพาะงานวิจัยของนักวิชาการเท่านั้น

วันนี้จึงนำผลงานวิจัยดีเด่นบางส่วนมาแนะนำ โดยเป็นผลงานในกลุ่มวิชาการ คือ โครงการศึกษาชนิดสุ่มแบบเปิดเพื่อเปรียบเทียบยาต้านไวรัสสูตรที่มีอีฟาไวเรนซ์กับสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยเอชไอวี ที่กำลังได้รับยาไรแฟมปิซินร่วมด้วย โดย นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ใช้เวลาวิจัยโครงการนี้ประมาณ 2 ปี งบวิจัยประมาณ 10 ล้านบาท และได้ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการในต่างประเทศหลายฉบับ โดยผลวิจัยชิ้นนี้ช่วยทำให้ได้สูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วยเอดส์ที่กำลังป่วยเป็นวัณโรคร่วมด้ว

โดยปกติผู้ป่วยเอดส์จะมีโอกาสพบโรคแทรกซ้อนสูงมากเพราะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งโรคฉวยโอกาสที่พบในผู้ป่วยเอดส์กว่า 50% คือ วัณโรค ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับทั้งยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีอยู่ 2 สูตร คือยาเนวิราพีน และยาอีฟาไวเรนซ์ และยารักษาวัณโรคชื่อ “ไรแฟมปิซิน” ร่วมด้วย จากการศึกษาพบว่า การใช้ยา ไรแฟมปิซิน จะทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสสูตรเนวิราพีนลดลง 20-50% ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยเกิดการดื้อยา ต้องเปลี่ยนสูตรยาที่มีราคาสูงถึง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน จากสูตรเดิมที่มีราคาเพียง 1,000 กว่าบาทต่อเดือน เท่านั้น

การรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีภาวะแทรกซ้อนของวัณโรค จึงควรใช้ยาสูตรที่มียาอีฟาไวเรนซ์ เป็นทางเลือกแรกให้กับผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง ลดการดื้อยา ช่วยผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อายุขัยยาวนานขึ้นเทียบเคียงคนปกติ และยังช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณไม่ต้องซื้อยารักษาผู้ป่วยเอดส์ในราคาที่แพงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยน่าสนใจ คือ โครงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม โดย รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งผลวิจัยพบว่าอุณภูมิในไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และใน 100 ปีข้างหน้า อุณภูมิประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและตกหนักบ่อยขึ้น โดยจะมีผลกระทบอย่างมีนัยต่อผลผลิตทางการเกษตรของพืชเศรษฐกิจหลักของไทยในระยะยาว คือ มันสำปะหลัง ลดลงร้อยละ 43 ข้าวนาชลประทานและข้าวโพดจะลดลงไม่เกินร้อยละ 20 ส่วนข้าวนาฝนและอ้อยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ส่วนผลงานวิจัยดีเด่นที่เหลือ ในกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุน ของ ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ม.เกษตรศาสตร์ การศึกษากระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 โดย ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และการพัฒนากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตาก ของ อ.อรรณพ ทัศนะอุดม ม.นเรศวร และ ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ม.ศิลปากร

ในกลุ่มวิชาการ คือ ความจนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ของ ดร.สามชาย ศรีสันต์ และรศ.ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร การพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตร และคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีน ของ ดร.ภาคภูมิ ล่อใจ และ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผล พลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ โดย ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ม.สงขลานครินทร์

กลุ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ คือ ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคม และสุขภาวะแบบบูรณาการในพื้นที่จ.ชัยนาท โดยนายวันชัย เลิศฤทธิ์ แนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านร้อกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก โดย ป๋อ วชิรวงศ์วรกุล และกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ของ นายสุเมธ ปานจำลอง

ด้าน ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีงบประมาณเพื่อการวิจัยคิดเป็น 0.2% เมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักย ภาพในการแข่งขันถึง 5 เท่า โดยประเทศเหล่านี้จะมีงบประมาณเพื่อใช้วิจัยไม่น้อยกว่า 1% ของจีดีพี สำหรับในปี 2555 สกว.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,100 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 10% โดยแต่ละปี สกว.จะสนับสนุนโครงการวิจัยประมาณ 1,000-1,200 โครงการ สำหรับปีนี้จะเน้นสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ระบบขนส่ง ท่องเที่ยว และ การวิจัยเรื่องน้ำ และพยายามให้งานวิจัยเหล่านี้สามารถนำมาใช้งานได้จริงไม่น้อยกว่า 50-60%.

by ThaiWebExpert