เดลินิวส์

วอลโว่เลิกใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้งในทุกกิจกรรมทั่วโลก


ภายในปี 2019 วอลโว่คาร์ ประกาศเลิกใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งในสำนักงาน ร้านอาหาร และทุกกิจกรรมที่จัดทั่วโลก เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อทะเลสะอาดของสหประชาชาติ

วอลโว่ คาร์  ประกาศเลิกใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งในสำนักงาน ร้านอาหาร และการจัดกิจกรรมทุกรูปแบบของบริษัทในทุกประเทศทั่วโลกภายในปี 2019   เพื่อสนับสนุนโครงการริเริ่มเพื่อทะเลสะอาดขององค์การสหประชาชาติ (UN Environment Clean Seas Campaign)  และเพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัท

ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกจะดำเนินการเปลี่ยนเครื่องใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งจำนวนมากกว่า 20 ล้านชิ้น อาทิ ถ้วยน้ำ ภาชนะใส่อาหาร และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร โดยหันมาใช้วัสดุชนิดที่มีความยั่งยืนกว่า อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษ เยื่อ และไม้ ซึ่งการดำเนินงานนี้เทียบเท่ากับการกำจัดขยะพลาสติกมากกว่า 500 ชิ้นต่อพนักงานหนึ่งคนในแต่ละปีเลยทีเดียว

โครงการนี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องและภายในสิ้นปี 2018 เครื่องใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งหมดจะถูกนำออกจากการจัดกิจกรรมทั่วโลก ทั้งงานเปิดตัวรถยนต์ ตลอดจนในสำนักงานและร้านอาหารต่าง ๆ ในโรงงานผลิตของวอลโว่ ทั้งในจีน เบลเยียม สำหรัฐอเมริกา สวีเดน และมาเลเซีย 

โดยในช่วงปี 2019 บริษัทฝ่ายขายของแต่ละประเทศจะพยายามกำจัดเครื่องใช้พลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งในขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดกิจกรรมภายในประเทศ

การดำเนินงานเรื่องพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งของวอลโว่   เป็นโครงการที่เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้บริจาคเงินสนับสนุนกว่า 300,000 ยูโรแก่รายการ Volvo Ocean Race’s Science Programme โดยเรือรุ่นปี 2018-19 ที่ร่วมในการแข่งขันถูกติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อวัดสภาวะของน้ำทะเลจากพื้นน้ำที่อยู่ห่างไกลที่สุดของโลก รวมถึงระดับของไมโครพลาสติกในน้ำทะเล

ลวดลายถักบนพรมในห้องโดยสาร รถยนต์วอลโว่รุ่น   V90 Cross Country Volvo Ocean Race Special Edition ร  ทำจากอีโคนีล (Econyl)  เป็นวัสดุเส้นใยที่ผลิตจากไนลอนรีไซเคิล 100% ผสมกับเส้นในของอวนจับปลาเก่าที่เก็บขึ้นมาจากก้นทะเล

ด้าน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย   ได้เริ่มรณรงค์ให้พนักงานมีถ้วยกาแฟเป็นของตนเอง  ลดการใช้หลอดพลาสติก ส่งเสริมให้พนักงานนำกล่องอาหารมาบรรจุอาหารที่ซื้อจากร้านอาหารภายนอก และติดตั้งตู้กดน้ำดื่ม เพื่อลดการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดเข้ามาบริโภคภายในบริษัท  เพื่อลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน ซึ่งพนักงานทุกคนสามารถปฏิบัติได้ในทันที

เลิกทางริมเจ้าพระยาจากปิ่นเกล้า-คลองสามเสน

ไม่สร้างทางริมเจ้าพระยาจากสะพานปิ่นเกล้า-คลองสามเสน ที่เหลือให้ทำเป็นจุดๆไม่ยาวต่อเนื่อง

ดร.อัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะคณะกรรมการการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาหรือทางเลียบเจ้าพระยา ซึ่งตนได้คัดค้านแนวคิดของกทม.ที่จะก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามาอย่างต่อเนื่อง เพราะการออกแบบหรือแนวคิดในการพัฒนานั้นไม่ถูกต้องเพราะการก่อสร้างจะทำรุกแม่น้ำเข้าไปกว่า 10 เมตร ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาที่ผิดโดยกรณีดังกล่าวได้มีการหารือกันมาหลายครั้งแต่กลับพบว่ากทม.ไม่ได้ดำเนินการปรับแบบ

ล่าสุดที่มีการประชุมในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในที่ประชุมโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้มีคำสั่งให้กทม.ยกเลิกการก่อสร้างในช่วงสะพานพระปิ่นเกล้า-คลองสามเสน ระยะทางประมาณ 2 กม.กว่า ด้านจุดอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ที่กทม.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด 14 กม.นั้นให้พิจารณาดำเนินการเป็นจุดๆไปไม่ต้องทำตลอดทั้งแนวเหมือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้มอบหมายให้สถาปนิกสยามเป็นรวบรวมและเสนอแนวคิดว่าจะสามารถพัฒนาริมน้ำพระยาได้ในรูปแบบใดบ้าง โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่ของประชาชนทุกคน

ทั้งนี้เบื้องต้นทางสมาคมได้เสนอตัวอย่างการพัฒนาพื้นที่เป็นจุดๆโดยการรวมรวมเอาของเอกชนที่มีการพัฒนาอยู่แล้ว อาทิ ล้ง1919  เอเชียทรีค เป็นตัวอย่างในการดำเนินการ โดยคาดว่าในการรวมรวมแนวความคิดหรือไอเดียที่จะออกแบบเพื่อพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้นจะใช่เวลาประมาณ 6 เดือนซึ่งขณะนี้ทางสมาคมได้มีเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์อีกครั้ง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับโครงการทางเลียบเจ้าพระยาการถือว่าเป็นการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการก่อสร้างทางเดิน ทางจักรยานริมแม่น้ำ และมีการปรับภูมิทัศน์พื้นที่เขื่อน ท่าเรือ ศาลาริมน้ำ พื้นที่บริการสาธารณะ และปรับปรุงเส้นทางเข้าออกสู่ทางเดินดังกล่าว พร้อมจัดทำระบบไฟฟ้า และระบบระบายน้ำในพื้นที่ด้วย

โดยการก่อสร้างจะแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4สัญญา ได้แก่ ช่วงที่1 จากสะพานพระราม7-คลองสามเสน ในพื้นที่เขตบางซื่อและดุสิต งบประมาณ 1,770ล้านบาท ช่วงที่2จากคลองสามเสน-สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ในพื้นที่เขตดุสิตและพระนคร งบประมาณ2,470ล้านบาทซึ่งช่วงที่จะเลิกก่อสร้างอยู่ในสัญญานี้ ช่วงที่ 3 จากสะพานพระราม7-คลองบางพลัด พื้นที่เขตบางพลัด งบประมาณ 2,061.5 ล้านบาท และช่วงที่4 จากคลองบางพลัด-สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า พื้นที่เขตบางพลัด งบประมาณ 2,061.5 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 8,363ล้านบาท

ต่อ-เติม-แต่ง แม่แจ่มโมเดล ด้วยศาสตร์พระราชา


นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเครือข่ายประชารัฐ จัดกิจกรรมคืนชีวิตให้แจ่ม ณ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพื่อต่อ-เติม-แต่งแม่แจ่มโมเดลด้วยศาสตร์พระราชา

    โดยชักชวนเครือข่ายจิตอาสากว่า 900 คน นำซังข้าวโพดมาห่มดิน ราดด้วยน้ำหมักรสจืด ได้ประโยชน์ 3 ต่อ ลดปริมาณซังข้าวโพด เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์ หยุดปัญหาหมอกควัน ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4 พันล้านบาท

     ด้วยปัญหาหมอกควันจากการเผาซังข้าวโพดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งมาตรการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการในหลายปีที่ผ่านมา คือ การลดปริมาณตอซัง ด้วยการประกาศ 60 วันห้ามเผา ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ถึง 20 เมษายน และมาตรการยั่งยืนโดยการเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์ จัดระเบียบพื้นที่ป่าไม้กับชุมชน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนตามกลไกประชารัฐ

     และอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญคือ การรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าของดิน โมเดลดังกล่าวรู้จักกันในนาม แม่แจ่มโมเดล

     ทั้งนี้ ความสำเร็จของโครงการ แม่ แจ่มโมเดล ในปี 2559 ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรกที่จุดวัดความร้อนที่แม่แจ่มต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ สามารถลดจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้หรือฮอตสปอตลงไปได้กว่า 90% จากที่เคยเกิดราว 240 จุด เหลือเพียง 9 จุด สำหรับในปี 2561 นี้ได้ตั้งเป้าพัฒนาคน โดยการระดมจิตอาสาทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน ประชาสังคม ศาสนาเข้าร่วมลงมือทำไปพร้อม ๆ กับการกระตุ้นให้กำลังใจ

     โดยมุ่งปรับวิธีคิดของแกนนำชาวบ้านที่มีความสนใจและเยาวชนในระดับโรงเรียน ต้นแบบที่มีการจัดการเรียนการสอนเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับผู้เรียนให้เรียนรู้การปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำทฤษฎีใหม่ประยุกต์ เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ลงปฏิบัติจริงในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

     ที่สำคัญปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อมอีกประการคือ ปัญหาหมอกควัน จากการเผาทำลายซังข้าวโพดซึ่งมีปริมาณเป็นจำนวนมาก เฉพาะ อำเภอแม่แจ่มพบว่ามีซังและเปลือกข้าว โพดรวมกันถึง 95,000 ตัน ผลกระทบเรื่องหมอกควันส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของคนทั้งภูมิภาค และสภาพแวดล้อมโดยรวมของประเทศ ซึ่งพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและพยายามหาแนวทางเพื่อแก้ไข

    และลดปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลง จึงริเริ่มโครงการ คืนชีวิตให้แจ่ม

    ซึ่งเป็นโครงการที่จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาส่งเสริมและให้ความรู้ เพื่อปลูก จิตสำนึกให้แก่ชุมชนทั้งเกษตรกร เยาวชนและคนในพื้นที่เพื่อให้คนอยู่กับป่า ให้ป่าอยู่กับคนได้อย่างยั่งยืน เพื่อชีวิตที่เป็นสุขและสังคมที่น่าอยู่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.

ผุดโครงการยักษ์กลางกรุงชาวบ้านหวั่นผลกระทบ

 

ตื่นโครงการยักษ์ย่าน”ปทุมวัน”ชาวบ้านร้องหวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีทั้งโรงแรม-ศูนย์การค้าพื้นที่100ไร่



เมื่อวันที่ 6พ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) นายพรชัย เทพปัญญา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สภากทม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้างโครงการ One Bangkok พื้นที่เขตปทุมวัน เป็นประธานโดยมี สมาชิกสภากทม. ตัวแทนชุมชนในพื้นที่เขตปทุมวัน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายพรชัย เปิดเผยว่า โครงการ One Bangkok เป็นโครงการขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เป็นการก่อสร้างพัฒนาพื้นที่ที่มีมูลค่าโครงการอย่างมาก ซึ่งประชาชนในพื้นที่เขตปทุมวัน มีความกังวลใจต่อตัวโครงการที่อาจสร้างผลกระทบ สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่พื้นที่  โดยปัญหาที่ชุมชนในพื้นที่โดยรอบเป็นกังวลคือการก่อสร้างโครงการจะสร้างผลกระทบ เกิดมลพิษด้านฝุ่นละออง เสียง และการก่อสร้างอาคารสูงจะเกิดการบดบังทิศทางลม อีกทั้งรูปแบบการก่อสร้างอาคาร เป็นการก่อสร้างอาคารสูงที่มีกระจกโดยรอบ อาจส่งผลให้เกิดแสงสะท้อนจากอาคารกระทบต่อผู้อยู่อาศัยอื่นๆได้ นอกจากนี้ ปัญหาในพื้นที่เขตปทุมวัน ที่ระบบระบายน้ำไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่มีความแออัดมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณต่างๆ นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพปัญหาจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก หากเกิดโครงการขนาดใหญ่เพิ่มเติม จะสร้างผลกระทบด้านการจราจรแบบทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นอีก ดังนั้นชาวชุมชนเขตปทุมวันจึงต้องการให้มีการดูแลโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากอาคารดังกล่าวให้รัดกุมมากที่สุด เพื่อไม่ให้การก่อสร้างเกิดปัญหาต่อประชาชนได้

นายพรชัยกล่าวต่อว่า คณะกรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมฯในโรงการดังกล่าว ตั้งขึ้นเพื่อติดตามการดำเนินโรงการอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากนี้ คณะกรรมการจะเร่งตรวจสอบรูปแบบการดำเนินโครงการ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมของอาคาร ซึ่งโครงการพัฒนาของภาคเอกชน จะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหากับผู้อยู่อาศัยเดิมอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โครงการ One Bangkok ยังไม่ได้มีการดำเนินการก่อสร้าง เนื่องจากโครงการฯดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของกทม. ดังนั้น คณะกรรมการวิสามัญฯจะเร่งติดตามผลการทำงานอย่างใกล้ชิด

สำหรับโครงการ One Bangkok เป็นโครงการก่อสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ  รวมจำนวน 10 อาคาร มูลค่าโครงการประมาน  120,000ล้านบาท โดยจะใช้ที่ดิน จำนวน 104 ไร่ ในเขตปทุมวันเป็นที่ตั้ง  และเมื่อก่อสร้างเสร็จก็จะมีทั้งโรงแรม สำนักงาน และศูนย์การค้ารวมอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งเจ้าของโครงการตั้งใจจะให้เป็นแลนด์มาร์คระดับโลก 

ผุดไอเดียปลูกต้นไม้ลดภาษี

 

นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวสภากทม.เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตจตุจักรและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการการดูแลรักษาตัดแต่งต้นไม้ในที่สาธารณะและที่ดินของเอกชนโดยนายสุทธิชัย กล่าวว่าขณะนี้พื้นที่สีเขียวในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มหายากเข้าไปทุกทีสภากทม.จึงมีแนวคิดที่จะให้เขตได้ขอความร่วมมือภาคเอกชนเพิ่มและดูแลพื้นที่สีเขียวด้วยซึ่งในต่างประเทศเขามีแนวคิดที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการช่วยบำรุงดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถนำมาลดภาษีได้อีกด้วยคณะอนุกรรมการฯได้เคยมีโอกาสไปดูพื้นที่สีเขียวในเมืองฟุกุโอกะประเทศญี่ปุ่นพื้นที่เมืองไม่ต่างจากกรุงเทพมหานครเท่าไหร่นักแต่กับมีสวนสาธารณะมากกว่ากรุงเทพมหานครทำได้มาตรฐาน ร่มรื่นมีการออกกฎระเบียบให้ภาคเอกชนจัดเก็บรายได้ได้อีกด้วยทั้งนี้ก็เป็นแนวคิดที่กรุงเทพมหานคร โดยทางสภาฯจะนำมาศึกษาเพื่อหาแนวทางนำมาสานต่อให้เกิดเป็นรูปธรรม 

เมื่อน้ำลด'ขยะ'ยิ่งผุด 'ปัญหาชุมชน' แบบไหน?'แก้ยั่งยืน'



เทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ’จัดการปัญหาขยะล้น“ ด้วยตนเอง จนคว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ”

“อุทกภัย“ เมื่อเกิดขึ้น (อีก) แล้ว นอกจาก ’ปัญหา“ โดย ตรงที่เกิดจากภัยน้ำแล้ว กับปัญหาอื่น ๆ ที่จะ ’เกิดตามมา“ ด้วย ก็รวมถึง ’ขยะ“ ซึ่งทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเอง ก็ต้องร่วมกันแก้ไขจัดการ ซึ่งกับการที่ ’ประชาชนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาขยะ“ นั้น ก็ไม่เพียงสำคัญในกรณีที่เกิดอุทกภัย กับช่วงเวลาปกติก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุคปัจจุบันในแต่ละปีในไทยมี “ขยะมูลฝอยชุมชน” เกิดขึ้นประมาณ 26.85 ล้านตัน ถ้าคิดต่อวันก็มีขยะเกิดขึ้นถึง 73,560 ตัน ซึ่งถือเป็น “ตัวเลขขยะที่ไม่น้อย” เลย...

ที่ผ่านมาในไทยก็มีการพยายามลดผลกระทบ ทั้งการหาพื้นที่ฝังกลบขยะใหม่ สร้างโรงกำจัดขยะเพิ่ม รวมถึงแก้ปัญหาที่ต้นทาง...คือ “ลดปริมาณขยะ-คัดแยกขยะ” ซึ่งระดับชุมชนก็มีหลายพื้นที่ที่ทำได้ผลดี รวมถึง พื้นที่เทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ที่ในชุมชนลุกขึ้น ’จัดการปัญหาขยะล้น“ ด้วยตนเอง จนคว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ”

ที่นี่มี ’กลไกความสำเร็จ“ คือ ’ชาวบ้าน“

ทั้งนี้ ผลงานการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนของเทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรีนั้น เกิดขึ้นเมื่อในชุมชนเริ่มประสบปัญหาและผลกระทบจากการที่มี “ขยะมูลฝอยล้นชุมชน” เนื่องจากมีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นมากถึงวันละกว่า 1 ตัน ซึ่งปัญหาที่พบคือ การบริหารการจัดการขยะ ชุมชนไม่สามารถจัดการเองได้ จนต้องนำขยะที่เกิดขึ้นไปจ้างให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้กำจัดแทน และทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ก็เป็นกรณีที่พบได้บ่อย ๆ โดยในพื้นที่อื่น ๆ หลาย ๆ พื้นที่ก็เกิดกรณีปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน...

ต่อมาเมื่อมี โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุพรรณบุรี ทางชุมชนดังกล่าวจึงได้ส่ง ’แผนจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน“ เข้าร่วมประกวด โดยในช่วงก่อนหน้านี้ทางเทศบาลดังกล่าวก็ได้เคยเข้ารับการอบรมใน “หลักสูตรนักถักทอชุมชน” ของทางมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาก่อน

ก่อนที่จะคว้า “แชมป์ชุมชนจัดการขยะ”

เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว มณทิพา ศรีท้าว ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ดูแลโครงการนี้ ระบุถึงวัตถุประสงค์ว่า...เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อรองรับ การจัดการขยะรูปแบบใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการในช่วง 1 พ.ย. 2558-31 ธ.ค. 2559 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด “ชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะที่ต้นทาง” และเพื่อ ลดปริมาณขยะให้ได้ร้อยละ 35 ของขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยกำหนดให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีส่วนร่วมและลงมือทำจริง ๆ

สำหรับ เทศบาลไผ่กองดิน ที่คว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ จ.สุพรรณบุรี” นั้น ได้มีการคิดค้นแนวทางต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาขยะหลายวิธี อาทิ... กิจกรรมทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล, กิจกรรมขยะรีไซเคิลแลกบุญ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดตั้งฐานการเรียนรู้การจัดการขยะ และคัดแยกขยะ ขึ้นในชุมชน ด้วยการ...’ใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้“

พัสกร อุ่นอ่อน ปลัดเทศบาลตำบลไผ่กองดิน ในฐานะ ผู้สนับสนุนให้เกิดโครงการ ระบุว่า...อันที่จริงไม่ได้คาดหวังเรื่อง ผลรางวัลเท่าใดนัก เพียงแค่อยากให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึง การ แก้ปัญหาขยะในชุมชน ซึ่งการที่สามารถทำผลงานได้เข้าตาคณะกรรมการ จนได้รับรางวัลมานั้น ถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายมาก อย่างไรก็ดี สำหรับรางวัลที่ทางชุมชนได้รับนั้น ก็คงจะช่วยทำให้ ชาวบ้านมีกำลังใจในการที่จะทำเรื่องของ “การจัดการขยะ” กันต่อไปมากขึ้น

ด้าน ปรีชา บุญเสถียร อาจารย์โรงเรียนวัดช่องลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ บอกว่า...สำหรับบทบาทของโรงเรียนในการช่วยลดปริมาณขยะนั้น ทางโรงเรียนแห่งนี้ได้ “จัดตั้งธนาคารขยะ” ขึ้น โดยมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการนี้ 15 คน ซึ่งจะทำหน้าที่คัดแยกขยะ และนำขยะบางส่วนไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งหลังจากดำเนินการมาได้ 1 ปี พบว่า...ขยะในโรงเรียนลดลงไป อีกทั้งเด็ก ๆ ยังมีความรู้เรื่องของการคัดแยกขยะมากขึ้น...ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่าง ’ความสำเร็จ“...

มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากชุมชน-ชาวบ้าน

ทั้งนี้ กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนในพื้นที่นี้ ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) วิเคราะห์ว่า...ความสำเร็จของเทศบาลไผ่กองดิน ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันจนเกิดผลดีกับตนเอง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ชุมชนนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาขยะด้วยตนเองนั้น มีที่มาจากการทำให้ชุมชนเห็นปัญหา จนนำไปสู่การลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การแก้ปัญหาระดับพื้นที่เราจะไปคิดเองไม่ได้ เพราะถ้าไม่มองตรงนี้ ถึงได้งบประมาณไป ชาวบ้านก็ทำไม่ได้ เพราะที่เป็นปัญหาเยอะ ๆ คือ ได้งบฯ มาแล้วแต่ชุมชนไม่เอา ก็ทำต่อไม่ได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์ก่อน ถ้าเขาเห็น เขาก็จะทำ”...ผอ.สรส. เน้นย้ำวิธี “แก้ปัญหาที่ยั่งยืน”

กรณีศึกษา “แก้ปัญหาขยะโดยชุมชน” น่าสนใจ
’หลักคิดเพื่อให้ยั่งยืน“ ก็ไม่เพียงกรณีขยะล้น...
ใช้ได้กับทุกปัญหา...ซึ่ง ’น้ำท่วม“ นี่ก็ด้วย!!!.

"ทะเลศรีราชา"วิกฤติหนัก ขยะเกลื่อนส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง


ชาวบ้านสุดทน! ทะเลศรีราชาวิกฤติหนัก ขยะลอยเกยเต็มหาด น้ำที่เคยใสเปลี่ยนเป็นสีดำส่งกลิ่นเน่าเหม็น ร้องผู้สื่อข่าวตรวจสอบ ด้านนายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา เผย เหตุเพราะฝนตกหนักวานนี้ ส่งเจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่สวนสาธารณะเกาะลอย ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บริเวณชายหาดพบขยะเป็นจำนวนมากทับถมอยู่ตลอดแนวความยาวประมาณ 500 เมตร จนถึงสะพานข้ามไปยังเกาะลอยที่ในตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีเลนโคลนจากฝั่งลงไปยังทะเลยาวเกือบ 200 เมตร ในส่วนของสภาพน้ำมีสีดำส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ

จากการสอบถาม นายพิชัย เพ็ญวจีกุล อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า ตนเองมีบ้านอยู่ในซอย 9 กม. ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา ซึ่งแต่ก่อนนั้นทะเลแถวนี้สภาพน้ำจะใสมากกว่านี้ ไม่มีขยะ สามารถลงเล่นน้ำได้ แต่ในปัจจุบันทะเลของศรีราชาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในความคิดเห็นส่วนตัวตนคิดว่าน่าจะเกิดจากการทิ้งขยะลงทะเลของเรือเดินสมุทรและของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของราชการก็มีส่วนสำคัญในการกำกับดูแลควบคุมการปล่อยของเสียลงทะเล และที่น้ำทะเลของศรีราชาเป็นแบบนี้เพราะไม่มีใครช่วยรักษามีแต่คนหาผลประโยชน์จากทะเล ถ้าหากยังไม่ช่วยกันในอนาคตจะยากเกินจะแก้ไข

ด้านนายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา เปิดเผยว่า ตนได้รับทราบเรื่องนี้ แล้วได้สั่งการไปให้ผู้อำนวยการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว พบว่าสาเหตุที่มีขยะเป็นจำนวนมากทับถมอยู่ตลอดแนว เกิดจากเมื่อวานนี้ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอศรีราชา ส่งผลให้ขยะดังกล่าวลอยมาจากทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาติดชายหาดในช่วงเช้า ซึ่งพนักงานได้ระดมกำลังเก็บขยะแล้ว แต่เก็บได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมีอุปสรรคเรื่องน้ำขึ้น-น้ำลง และจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปจนแล้วเสร็จคาดว่าในเร็วๆนี้จะเรียบร้อย 


แก้น้ำเสียใช้3.5หมื่นล้านต้องหาเอกชนร่วมลงทุน


นายจักกพันธุ์  ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.
)กล่าวว่าจากโครงการของกทม.ในการเพิ่มจำนวนโรงบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จากโรงบำบัดที่มีอยู่เพียง8แห่งทั่วกรุงเทพฯนั้นสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง45เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 1.1ล้านลบ.ม.ต่อวันจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด2.5ล้านลบ.ม.ต่อวันกทม.จะต้องเร่งก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติม ซึ่งได้ศึกษาแล้ว 4 แห่ง คือ 1.โรงบำบัดน้ำเสียมีนบุรี2.โรงบำบัดน้ำเสียธนบุรี3.โรงบำบัดน้ำเสียบึงหนองบอนและ 4.โครงการบำบัดน้ำเสียคลองเตยรวมบำบัดน้ำเสียได้เพิ่มอีก665,000ลบ.ม.ต่อวัน แต่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม34,169ล้านบาท ดังนั้นจึงมีแนวทางการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียโดยใช้พ.ร.บ.ร่วมทุนคือให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการลงทุนในกิจการดังกล่าวซึ่งกำลังศึกษาว่าเอกชนจะได้รับผลประโยชน์ในการนำน้ำที่บำบัดแล้วไปใช้ในรูปแบบใดได้บ้าง นอกจากนี้ กทม.ยังมีแผนก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียอีก15แห่งซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและมีแผนดำเนินการในปี66-83ต่อไป. 

'เกลื่อนโลก'ขึ้นเรื่อยๆ 'ปัญหาขยะไอที' ในไทยก็ 'เรื่องสำคัญ'

"ต่อจากนี้ทางกรมต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะชนิดนี้ รวมถึงเร่งสร้างกลไกการเรียกคืน คัดแยก รวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม"



"การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ"...เป็นการระบุไว้โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเปิดศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านปลอดขยะ Zero Waste พื้นที่ จ.เชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “จัดการปัญหาขยะ” ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังสะสมมานาน กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-สุขภาพอนามัยของประชาชน โดยได้มีการมอบหมายให้มีการจัดทำแผนงานจัดการขยะมูลฝอย และ “จัดการของเสียอันตราย”

จัดระเบียบขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

เน้นการปลูกฝังจิตสำนึก-สร้างวินัยในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งใน “ขยะ” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและทั่วโลก คือ ’ขยะอิเล็กทรอนิกส์“ หรือ ’ขยะไอที“ ที่ปัจจุบันนี้กำลังเป็น “ภัยเงียบทางสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้ “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” ถูกผลิตขึ้นมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีสิ้นสุด...

ยิ่ง “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มขึ้น...

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ก็ยิ่งเพิ่มพูน!!!

เกี่ยวกับ “ขยะไอที” หรือ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” นั้น จากข้อมูลพบว่า...มีปริมาณขยะในส่วนนี้เพิ่มขึ้นในโลกทุก ๆ ปี ซึ่ง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณขยะส่วนนี้กว่า 4 แสนตันต่อปี!!! หรือโดยเฉลี่ยคนไทยทิ้งขยะชนิดนี้มากถึงคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจาก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ซึ่งแบ่งได้ 8 ชนิดหลัก ๆ คือ โทรทัศน์ 101,196 ตันต่อปี, เครื่องปรับอากาศ 78,121 ตันต่อปี, ตู้เย็น 63,920 ตันต่อปี, เครื่องซักผ้า 58,930 ตันต่อปี, คอมพิวเตอร์ 53,958 ตันต่อปี, เครื่องเล่นดีวีดี-เครื่องเสียง 17,458 ตันต่อปี, โทรศัพท์ 1,620 ตันต่อปี, กล้องดิจิตอล 184 ตันต่อปี 

นี่เฉพาะข้อมูลในส่วนของประเทศไทยเท่านั้น

ยังไม่นับรวมปริมาณขยะไอทีของประเทศอื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั่วโลก และประเทศไทย ต้องตื่นตัวรับมือปัญหาขยะชนิดดังกล่าวนี้ อาทิ สหภาพยุโรป ได้มีการออกระเบียบว่าด้วยเศษซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กำจัดการใช้สารที่เป็นสารอันตรายบางประเภท และกำหนดให้ประเทศ ผู้นำเข้าสินค้า จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด “ขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ขณะที่ประเทศไทยได้เริ่มให้ความสำคัญกับ “การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์” ด้วยการกำหนด สนับสนุน และยกระดับให้แก่ “ธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิล” ที่มีความเชี่ยวชาญการกำจัดขยะชนิดนี้ เพื่อรองรับขยะไอทีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกจำนวนมหาศาล

ขณะที่การจัดการปัญหาขยะจากภาคอุตสาหกรรม โดยวิธีการที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกเหนือจากการบริหารจัดการขยะที่เกิดในประเทศแล้ว ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้มีการมุ่งเน้นป้องกันปัญหา ’การลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายมาทิ้งในประเทศ“ ด้วย

กรณีนี้เป็นปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศก็เผชิญอยู่

การ ’คัดกรองสินค้าที่จะนำเข้าไทย“ จึงสำคัญ...

กับเรื่องนี้ มงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุไว้ว่า...ที่ผ่านมาทางกรมได้ตรวจพบซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว ที่เป็น “ของเสียอันตราย” ตามอนุสัญญาบาเซล และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จึงได้มีการดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามความผิดมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ รวมถึงความผิดฐานสำแดงชนิดสินค้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งได้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปหลายรายแล้ว

ทั้งนี้ กับ “การควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดน” ขยะไอทีและของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้ ทางหน่วยงานรัฐหน่วยงานนี้ ยังระบุไว้อีกว่า...นอกจากเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลแล้ว ยังแสดงถึง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาลญี่ปุ่น และทั่วโลก ที่มีเจตนารมณ์ในการยุติปัญหาดังกล่าว ตลอดจนเพื่อ “สร้างมาตรฐานการบริหารจัดการของเสียของประเทศไทย” ให้เป็นไปตาม “มาตรฐานการจัดการในระดับสากล” อีกด้วย

’ต่อจากนี้ทางกรมต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะชนิดนี้ รวมถึงเร่งสร้างกลไกการเรียกคืน คัดแยก รวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม“...เป็นการระบุไว้โดยอธิบดีกรมโรงงานฯ

พร้อมทั้งมีการเน้นย้ำด้วยว่า...ขณะเดียวกันก็ต้อง “สร้างความเข้าใจกับประชาชน” ถึงอันตรายของขยะชนิดนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนการตั้งโรงงานเพื่อรวบรวมและแยกส่วนประกอบสำหรับนำไปรีไซเคิลให้กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่กระจุกตัวเฉพาะภาคกลางและตะวันออก ตลอดจนเร่งรัดการออกมาตรฐานเพื่อบังคับใช้กับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้า ผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ ที่จะเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ในอนาคต ด้วยการ “บูรณาการ” หลาย ๆ หน่วยงาน 

ลด ’ปัญหาจากขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์“

ผลพวง ’ด้านมืดของยุคดิจิตอล“ ในปัจจุบัน

จะทำได้แค่ไหน??...กรณีนี้ก็ต้องติดตาม

ผวาไฟฟ้าภาคใต้มีปัญหา


ปลัดพลังงานผวา เหตุโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ล่าช้ากว่ากำหนด ซ้ำร้ายสายส่งไปใต้ ก็ยังเลื่อนไปอีกปี ขณะที่พลังงานทดแทนไม่สามารถป้อนได้ทั้งหมด หวั่นไฟฟ้าภาคใต้ปะทุปัญหาทั่วทุกจุด



นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ เป็นห่วงไฟฟ้าภาคใต้ที่มีการใช้เติบโตขึ้นแต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ล่าสุดยังต้องเลื่อนเข้าระบบออกไปจากแผนเดิมอีกเป็นหลังปี 65 ล่าสุดกฟผ. ยังแจ้งว่า สายส่งไฟฟ้าที่จะก่อสร้างไปยังพื้นที่ภาคใต้ (จอมบึง-บางสะพาน-สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต) ระยะทาง 800 กม. ตามแผนจะก่อสร้างปี 62 ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาการเวนคืนที่ดินล่าช้า


“ขณะนี้เราคงต้องขยับเวลาให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่ออกไปเพื่อที่จะให้กฟผ. กำหนดแนวทางสอบถามความเห็นว่าสรุปแล้วประชาชนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ ยอมรับว่าตอนนี้  ตันทุกจุดทั้งเลื่อนสายส่งอีก  ขณะที่พลังงานทดแทนเราก็มุ่งเน้นเต็มที่แต่ต้องยอมรับไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคใต้”


ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่ได้ระบุว่าจะระงับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่แต่อย่างใดแต่ต้องการให้ไปสอบถามคนในพื้นที่จึงมอบให้กฟผ.ลงพื้นที่สอบถามประชนชนและทำความเข้าใจเพราะความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขณะที่กระทรวงพลังงานพร้อมสนับสนุนพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่โดยได้มอบให้มหาวิทยาสงขลา ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น และม.สุรนารีศึกษาพื้นที่แต่ละภาคในการทำพลังงานทดแทนแต่พลังงานทดแทนเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่ความเป็นห่วงเรื่องมลพิษยืนยันว่าไทยก็ใช้มาตรฐานโรงไฟฟ้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานสูง

by ThaiWebExpert