เดลินิวส์

ผุดไอเดียปลูกต้นไม้ลดภาษี

 

นายสุทธิชัย ทรรศนสฤษดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวสภากทม.เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เขตจตุจักรและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการการดูแลรักษาตัดแต่งต้นไม้ในที่สาธารณะและที่ดินของเอกชนโดยนายสุทธิชัย กล่าวว่าขณะนี้พื้นที่สีเขียวในพื้นที่กรุงเทพมหานครเริ่มหายากเข้าไปทุกทีสภากทม.จึงมีแนวคิดที่จะให้เขตได้ขอความร่วมมือภาคเอกชนเพิ่มและดูแลพื้นที่สีเขียวด้วยซึ่งในต่างประเทศเขามีแนวคิดที่ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการช่วยบำรุงดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสามารถนำมาลดภาษีได้อีกด้วยคณะอนุกรรมการฯได้เคยมีโอกาสไปดูพื้นที่สีเขียวในเมืองฟุกุโอกะประเทศญี่ปุ่นพื้นที่เมืองไม่ต่างจากกรุงเทพมหานครเท่าไหร่นักแต่กับมีสวนสาธารณะมากกว่ากรุงเทพมหานครทำได้มาตรฐาน ร่มรื่นมีการออกกฎระเบียบให้ภาคเอกชนจัดเก็บรายได้ได้อีกด้วยทั้งนี้ก็เป็นแนวคิดที่กรุงเทพมหานคร โดยทางสภาฯจะนำมาศึกษาเพื่อหาแนวทางนำมาสานต่อให้เกิดเป็นรูปธรรม 

เมื่อน้ำลด'ขยะ'ยิ่งผุด 'ปัญหาชุมชน' แบบไหน?'แก้ยั่งยืน'



เทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ’จัดการปัญหาขยะล้น“ ด้วยตนเอง จนคว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ”

“อุทกภัย“ เมื่อเกิดขึ้น (อีก) แล้ว นอกจาก ’ปัญหา“ โดย ตรงที่เกิดจากภัยน้ำแล้ว กับปัญหาอื่น ๆ ที่จะ ’เกิดตามมา“ ด้วย ก็รวมถึง ’ขยะ“ ซึ่งทั้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชนเอง ก็ต้องร่วมกันแก้ไขจัดการ ซึ่งกับการที่ ’ประชาชนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาขยะ“ นั้น ก็ไม่เพียงสำคัญในกรณีที่เกิดอุทกภัย กับช่วงเวลาปกติก็สำคัญเช่นกัน ซึ่งจากข้อมูลโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุคปัจจุบันในแต่ละปีในไทยมี “ขยะมูลฝอยชุมชน” เกิดขึ้นประมาณ 26.85 ล้านตัน ถ้าคิดต่อวันก็มีขยะเกิดขึ้นถึง 73,560 ตัน ซึ่งถือเป็น “ตัวเลขขยะที่ไม่น้อย” เลย...

ที่ผ่านมาในไทยก็มีการพยายามลดผลกระทบ ทั้งการหาพื้นที่ฝังกลบขยะใหม่ สร้างโรงกำจัดขยะเพิ่ม รวมถึงแก้ปัญหาที่ต้นทาง...คือ “ลดปริมาณขยะ-คัดแยกขยะ” ซึ่งระดับชุมชนก็มีหลายพื้นที่ที่ทำได้ผลดี รวมถึง พื้นที่เทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ที่ในชุมชนลุกขึ้น ’จัดการปัญหาขยะล้น“ ด้วยตนเอง จนคว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ”

ที่นี่มี ’กลไกความสำเร็จ“ คือ ’ชาวบ้าน“

ทั้งนี้ ผลงานการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนของเทศบาลไผ่กองดิน อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรีนั้น เกิดขึ้นเมื่อในชุมชนเริ่มประสบปัญหาและผลกระทบจากการที่มี “ขยะมูลฝอยล้นชุมชน” เนื่องจากมีปริมาณขยะที่เกิดขึ้นมากถึงวันละกว่า 1 ตัน ซึ่งปัญหาที่พบคือ การบริหารการจัดการขยะ ชุมชนไม่สามารถจัดการเองได้ จนต้องนำขยะที่เกิดขึ้นไปจ้างให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้กำจัดแทน และทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะเป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ก็เป็นกรณีที่พบได้บ่อย ๆ โดยในพื้นที่อื่น ๆ หลาย ๆ พื้นที่ก็เกิดกรณีปัญหาในลักษณะนี้เช่นกัน...

ต่อมาเมื่อมี โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุพรรณบุรี ทางชุมชนดังกล่าวจึงได้ส่ง ’แผนจัดการขยะมูลฝอยของชุมชน“ เข้าร่วมประกวด โดยในช่วงก่อนหน้านี้ทางเทศบาลดังกล่าวก็ได้เคยเข้ารับการอบรมใน “หลักสูตรนักถักทอชุมชน” ของทางมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาก่อน

ก่อนที่จะคว้า “แชมป์ชุมชนจัดการขยะ”

เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว มณทิพา ศรีท้าว ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้ดูแลโครงการนี้ ระบุถึงวัตถุประสงค์ว่า...เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการเตรียมความพร้อมให้กับภาคประชาชนในการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อรองรับ การจัดการขยะรูปแบบใหม่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการในช่วง 1 พ.ย. 2558-31 ธ.ค. 2559 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้เกิด “ชุมชนต้นแบบการคัดแยกขยะที่ต้นทาง” และเพื่อ ลดปริมาณขยะให้ได้ร้อยละ 35 ของขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยกำหนดให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีส่วนร่วมและลงมือทำจริง ๆ

สำหรับ เทศบาลไผ่กองดิน ที่คว้า “แชมป์ชุมชนลดขยะ จ.สุพรรณบุรี” นั้น ได้มีการคิดค้นแนวทางต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาขยะหลายวิธี อาทิ... กิจกรรมทอดผ้าป่าขยะรีไซเคิล, กิจกรรมขยะรีไซเคิลแลกบุญ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังจัดตั้งฐานการเรียนรู้การจัดการขยะ และคัดแยกขยะ ขึ้นในชุมชน ด้วยการ...’ใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้“

พัสกร อุ่นอ่อน ปลัดเทศบาลตำบลไผ่กองดิน ในฐานะ ผู้สนับสนุนให้เกิดโครงการ ระบุว่า...อันที่จริงไม่ได้คาดหวังเรื่อง ผลรางวัลเท่าใดนัก เพียงแค่อยากให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึง การ แก้ปัญหาขยะในชุมชน ซึ่งการที่สามารถทำผลงานได้เข้าตาคณะกรรมการ จนได้รับรางวัลมานั้น ถือเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายมาก อย่างไรก็ดี สำหรับรางวัลที่ทางชุมชนได้รับนั้น ก็คงจะช่วยทำให้ ชาวบ้านมีกำลังใจในการที่จะทำเรื่องของ “การจัดการขยะ” กันต่อไปมากขึ้น

ด้าน ปรีชา บุญเสถียร อาจารย์โรงเรียนวัดช่องลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ บอกว่า...สำหรับบทบาทของโรงเรียนในการช่วยลดปริมาณขยะนั้น ทางโรงเรียนแห่งนี้ได้ “จัดตั้งธนาคารขยะ” ขึ้น โดยมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการนี้ 15 คน ซึ่งจะทำหน้าที่คัดแยกขยะ และนำขยะบางส่วนไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งหลังจากดำเนินการมาได้ 1 ปี พบว่า...ขยะในโรงเรียนลดลงไป อีกทั้งเด็ก ๆ ยังมีความรู้เรื่องของการคัดแยกขยะมากขึ้น...ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่าง ’ความสำเร็จ“...

มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากชุมชน-ชาวบ้าน

ทั้งนี้ กับความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนในพื้นที่นี้ ทรงพล เจตนาวณิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมสร้างการเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข (สรส.) วิเคราะห์ว่า...ความสำเร็จของเทศบาลไผ่กองดิน ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันจนเกิดผลดีกับตนเอง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ชุมชนนี้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาขยะด้วยตนเองนั้น มีที่มาจากการทำให้ชุมชนเห็นปัญหา จนนำไปสู่การลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง

“สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือ การแก้ปัญหาระดับพื้นที่เราจะไปคิดเองไม่ได้ เพราะถ้าไม่มองตรงนี้ ถึงได้งบประมาณไป ชาวบ้านก็ทำไม่ได้ เพราะที่เป็นปัญหาเยอะ ๆ คือ ได้งบฯ มาแล้วแต่ชุมชนไม่เอา ก็ทำต่อไม่ได้ ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต้องทำให้ชุมชนเห็นประโยชน์ก่อน ถ้าเขาเห็น เขาก็จะทำ”...ผอ.สรส. เน้นย้ำวิธี “แก้ปัญหาที่ยั่งยืน”

กรณีศึกษา “แก้ปัญหาขยะโดยชุมชน” น่าสนใจ
’หลักคิดเพื่อให้ยั่งยืน“ ก็ไม่เพียงกรณีขยะล้น...
ใช้ได้กับทุกปัญหา...ซึ่ง ’น้ำท่วม“ นี่ก็ด้วย!!!.

"ทะเลศรีราชา"วิกฤติหนัก ขยะเกลื่อนส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง


ชาวบ้านสุดทน! ทะเลศรีราชาวิกฤติหนัก ขยะลอยเกยเต็มหาด น้ำที่เคยใสเปลี่ยนเป็นสีดำส่งกลิ่นเน่าเหม็น ร้องผู้สื่อข่าวตรวจสอบ ด้านนายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา เผย เหตุเพราะฝนตกหนักวานนี้ ส่งเจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้ลงพื้นที่สวนสาธารณะเกาะลอย ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บริเวณชายหาดพบขยะเป็นจำนวนมากทับถมอยู่ตลอดแนวความยาวประมาณ 500 เมตร จนถึงสะพานข้ามไปยังเกาะลอยที่ในตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีเลนโคลนจากฝั่งลงไปยังทะเลยาวเกือบ 200 เมตร ในส่วนของสภาพน้ำมีสีดำส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ

จากการสอบถาม นายพิชัย เพ็ญวจีกุล อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า ตนเองมีบ้านอยู่ในซอย 9 กม. ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา ซึ่งแต่ก่อนนั้นทะเลแถวนี้สภาพน้ำจะใสมากกว่านี้ ไม่มีขยะ สามารถลงเล่นน้ำได้ แต่ในปัจจุบันทะเลของศรีราชาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในความคิดเห็นส่วนตัวตนคิดว่าน่าจะเกิดจากการทิ้งขยะลงทะเลของเรือเดินสมุทรและของชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของราชการก็มีส่วนสำคัญในการกำกับดูแลควบคุมการปล่อยของเสียลงทะเล และที่น้ำทะเลของศรีราชาเป็นแบบนี้เพราะไม่มีใครช่วยรักษามีแต่คนหาผลประโยชน์จากทะเล ถ้าหากยังไม่ช่วยกันในอนาคตจะยากเกินจะแก้ไข

ด้านนายธานี รัตนานนท์ นายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา เปิดเผยว่า ตนได้รับทราบเรื่องนี้ แล้วได้สั่งการไปให้ผู้อำนวยการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว พบว่าสาเหตุที่มีขยะเป็นจำนวนมากทับถมอยู่ตลอดแนว เกิดจากเมื่อวานนี้ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอศรีราชา ส่งผลให้ขยะดังกล่าวลอยมาจากทะเลถูกกระแสน้ำพัดเข้ามาติดชายหาดในช่วงเช้า ซึ่งพนักงานได้ระดมกำลังเก็บขยะแล้ว แต่เก็บได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมีอุปสรรคเรื่องน้ำขึ้น-น้ำลง และจะได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปจนแล้วเสร็จคาดว่าในเร็วๆนี้จะเรียบร้อย 


แก้น้ำเสียใช้3.5หมื่นล้านต้องหาเอกชนร่วมลงทุน


นายจักกพันธุ์  ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.
)กล่าวว่าจากโครงการของกทม.ในการเพิ่มจำนวนโรงบำบัดน้ำเสียให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จากโรงบำบัดที่มีอยู่เพียง8แห่งทั่วกรุงเทพฯนั้นสามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง45เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 1.1ล้านลบ.ม.ต่อวันจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด2.5ล้านลบ.ม.ต่อวันกทม.จะต้องเร่งก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติม ซึ่งได้ศึกษาแล้ว 4 แห่ง คือ 1.โรงบำบัดน้ำเสียมีนบุรี2.โรงบำบัดน้ำเสียธนบุรี3.โรงบำบัดน้ำเสียบึงหนองบอนและ 4.โครงการบำบัดน้ำเสียคลองเตยรวมบำบัดน้ำเสียได้เพิ่มอีก665,000ลบ.ม.ต่อวัน แต่ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม34,169ล้านบาท ดังนั้นจึงมีแนวทางการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียโดยใช้พ.ร.บ.ร่วมทุนคือให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการลงทุนในกิจการดังกล่าวซึ่งกำลังศึกษาว่าเอกชนจะได้รับผลประโยชน์ในการนำน้ำที่บำบัดแล้วไปใช้ในรูปแบบใดได้บ้าง นอกจากนี้ กทม.ยังมีแผนก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียอีก15แห่งซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและมีแผนดำเนินการในปี66-83ต่อไป. 

'เกลื่อนโลก'ขึ้นเรื่อยๆ 'ปัญหาขยะไอที' ในไทยก็ 'เรื่องสำคัญ'

"ต่อจากนี้ทางกรมต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะชนิดนี้ รวมถึงเร่งสร้างกลไกการเรียกคืน คัดแยก รวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม"



"การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญ"...เป็นการระบุไว้โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเปิดศูนย์เรียนรู้หมู่บ้านปลอดขยะ Zero Waste พื้นที่ จ.เชียงราย เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “จัดการปัญหาขยะ” ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังสะสมมานาน กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม-สุขภาพอนามัยของประชาชน โดยได้มีการมอบหมายให้มีการจัดทำแผนงานจัดการขยะมูลฝอย และ “จัดการของเสียอันตราย”

จัดระเบียบขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย

เน้นการปลูกฝังจิตสำนึก-สร้างวินัยในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งใน “ขยะ” ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยและทั่วโลก คือ ’ขยะอิเล็กทรอนิกส์“ หรือ ’ขยะไอที“ ที่ปัจจุบันนี้กำลังเป็น “ภัยเงียบทางสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้ “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” ถูกผลิตขึ้นมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่ไม่มีสิ้นสุด...

ยิ่ง “อุปกรณ์-สินค้าอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มขึ้น...

“ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ก็ยิ่งเพิ่มพูน!!!

เกี่ยวกับ “ขยะไอที” หรือ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” นั้น จากข้อมูลพบว่า...มีปริมาณขยะในส่วนนี้เพิ่มขึ้นในโลกทุก ๆ ปี ซึ่ง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีปริมาณขยะส่วนนี้กว่า 4 แสนตันต่อปี!!! หรือโดยเฉลี่ยคนไทยทิ้งขยะชนิดนี้มากถึงคนละ 1.5 กิโลกรัมต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจาก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ซึ่งแบ่งได้ 8 ชนิดหลัก ๆ คือ โทรทัศน์ 101,196 ตันต่อปี, เครื่องปรับอากาศ 78,121 ตันต่อปี, ตู้เย็น 63,920 ตันต่อปี, เครื่องซักผ้า 58,930 ตันต่อปี, คอมพิวเตอร์ 53,958 ตันต่อปี, เครื่องเล่นดีวีดี-เครื่องเสียง 17,458 ตันต่อปี, โทรศัพท์ 1,620 ตันต่อปี, กล้องดิจิตอล 184 ตันต่อปี 

นี่เฉพาะข้อมูลในส่วนของประเทศไทยเท่านั้น

ยังไม่นับรวมปริมาณขยะไอทีของประเทศอื่น ๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทั่วโลก และประเทศไทย ต้องตื่นตัวรับมือปัญหาขยะชนิดดังกล่าวนี้ อาทิ สหภาพยุโรป ได้มีการออกระเบียบว่าด้วยเศษซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กำจัดการใช้สารที่เป็นสารอันตรายบางประเภท และกำหนดให้ประเทศ ผู้นำเข้าสินค้า จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด “ขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์” เหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2549 ขณะที่ประเทศไทยได้เริ่มให้ความสำคัญกับ “การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์” ด้วยการกำหนด สนับสนุน และยกระดับให้แก่ “ธุรกิจอุตสาหกรรมรีไซเคิล” ที่มีความเชี่ยวชาญการกำจัดขยะชนิดนี้ เพื่อรองรับขยะไอทีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกจำนวนมหาศาล

ขณะที่การจัดการปัญหาขยะจากภาคอุตสาหกรรม โดยวิธีการที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกเหนือจากการบริหารจัดการขยะที่เกิดในประเทศแล้ว ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้มีการมุ่งเน้นป้องกันปัญหา ’การลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายมาทิ้งในประเทศ“ ด้วย

กรณีนี้เป็นปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศก็เผชิญอยู่

การ ’คัดกรองสินค้าที่จะนำเข้าไทย“ จึงสำคัญ...

กับเรื่องนี้ มงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ระบุไว้ว่า...ที่ผ่านมาทางกรมได้ตรวจพบซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้ว ที่เป็น “ของเสียอันตราย” ตามอนุสัญญาบาเซล และเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จึงได้มีการดำเนินคดีกับผู้นำเข้าตามความผิดมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ รวมถึงความผิดฐานสำแดงชนิดสินค้าเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยง ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งได้ดำเนินคดีตามกฎหมายไปหลายรายแล้ว

ทั้งนี้ กับ “การควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดน” ขยะไอทีและของเสียอันตรายตามอนุสัญญาบาเซลที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้ ทางหน่วยงานรัฐหน่วยงานนี้ ยังระบุไว้อีกว่า...นอกจากเป็นการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอนุสัญญาบาเซลแล้ว ยังแสดงถึง ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาลญี่ปุ่น และทั่วโลก ที่มีเจตนารมณ์ในการยุติปัญหาดังกล่าว ตลอดจนเพื่อ “สร้างมาตรฐานการบริหารจัดการของเสียของประเทศไทย” ให้เป็นไปตาม “มาตรฐานการจัดการในระดับสากล” อีกด้วย

’ต่อจากนี้ทางกรมต้องดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คือผลักดันกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะชนิดนี้ รวมถึงเร่งสร้างกลไกการเรียกคืน คัดแยก รวบรวมซากผลิตภัณฑ์จากผู้ใช้ ด้วยกลไกทางเศรษฐศาสตร์ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม“...เป็นการระบุไว้โดยอธิบดีกรมโรงงานฯ

พร้อมทั้งมีการเน้นย้ำด้วยว่า...ขณะเดียวกันก็ต้อง “สร้างความเข้าใจกับประชาชน” ถึงอันตรายของขยะชนิดนี้ พร้อมทั้งสนับสนุนการตั้งโรงงานเพื่อรวบรวมและแยกส่วนประกอบสำหรับนำไปรีไซเคิลให้กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่กระจุกตัวเฉพาะภาคกลางและตะวันออก ตลอดจนเร่งรัดการออกมาตรฐานเพื่อบังคับใช้กับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า-อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นำเข้า ผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ ที่จะเป็น “ขยะอิเล็กทรอนิกส์-ขยะไอที” ในอนาคต ด้วยการ “บูรณาการ” หลาย ๆ หน่วยงาน 

ลด ’ปัญหาจากขยะไอที-ขยะอิเล็กทรอนิกส์“

ผลพวง ’ด้านมืดของยุคดิจิตอล“ ในปัจจุบัน

จะทำได้แค่ไหน??...กรณีนี้ก็ต้องติดตาม

ผวาไฟฟ้าภาคใต้มีปัญหา


ปลัดพลังงานผวา เหตุโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ล่าช้ากว่ากำหนด ซ้ำร้ายสายส่งไปใต้ ก็ยังเลื่อนไปอีกปี ขณะที่พลังงานทดแทนไม่สามารถป้อนได้ทั้งหมด หวั่นไฟฟ้าภาคใต้ปะทุปัญหาทั่วทุกจุด



นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ เป็นห่วงไฟฟ้าภาคใต้ที่มีการใช้เติบโตขึ้นแต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ล่าสุดยังต้องเลื่อนเข้าระบบออกไปจากแผนเดิมอีกเป็นหลังปี 65 ล่าสุดกฟผ. ยังแจ้งว่า สายส่งไฟฟ้าที่จะก่อสร้างไปยังพื้นที่ภาคใต้ (จอมบึง-บางสะพาน-สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต) ระยะทาง 800 กม. ตามแผนจะก่อสร้างปี 62 ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาการเวนคืนที่ดินล่าช้า


“ขณะนี้เราคงต้องขยับเวลาให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่ออกไปเพื่อที่จะให้กฟผ. กำหนดแนวทางสอบถามความเห็นว่าสรุปแล้วประชาชนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ ยอมรับว่าตอนนี้  ตันทุกจุดทั้งเลื่อนสายส่งอีก  ขณะที่พลังงานทดแทนเราก็มุ่งเน้นเต็มที่แต่ต้องยอมรับไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคใต้”


ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่ได้ระบุว่าจะระงับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่แต่อย่างใดแต่ต้องการให้ไปสอบถามคนในพื้นที่จึงมอบให้กฟผ.ลงพื้นที่สอบถามประชนชนและทำความเข้าใจเพราะความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขณะที่กระทรวงพลังงานพร้อมสนับสนุนพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่โดยได้มอบให้มหาวิทยาสงขลา ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น และม.สุรนารีศึกษาพื้นที่แต่ละภาคในการทำพลังงานทดแทนแต่พลังงานทดแทนเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่ความเป็นห่วงเรื่องมลพิษยืนยันว่าไทยก็ใช้มาตรฐานโรงไฟฟ้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานสูง

ที่ประชุมโลกร้อนเห็นชอบ 'ประกาศมาราเกซ'

196 ประเทศและอียู เห็นชอบในคำประกาศมาราเกซ ในการประชุมโลกร้อนที่โมร็อกโก เรียกร้องนานาชาติเร่งมือปฏิบัติตามคำมั่นในข้อตกลงปารีส



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่า สหภาพยุโรป (อียู) และอีก 196 ประเทศ ให้ความเห็นชอบในคำประกาศมาราเกช (Marrakesh Action Proclamation) ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ครั้งที่ 22 (UNFCC:COP22) ที่จัดขึ้นที่เมืองมาราเกชของโมร็อกโก ระหว่างวันที่ 7-18 พ.ย. โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับการปฏิบัติและบังคับใช้ความตกลงปารีส (Paris Agreement)


สาระสำคัญของประกาศมาราเกซคือการเรียกร้องให้นานาชาติ เร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่แต่ละประเทศให้คำมั่นไว้ในข้อตกลงปารีส เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการแก้ปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ภาครัฐ แต่ยังต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และการตอบสนองต่อปัญหาในระดับโลกจากทุกภาคส่วนและทุกระดับชั้น


ความตกลงปารีสจากการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว มีเนื้อหาว่าด้วยการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือที่ดีกว่านั้นคือไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ข้อตกลงนี้ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับการเห็นชอบและให้การรับรองจาก 111 ประเทศทั่วโลก

ชวนลดใช้รถส่วนตัววันคาร์ฟรีเดย์18ก.ย.นี้


คาร์ฟรีเดย์เมืองกรุง จัด 18 ก.ย.นี้ รณรงค์ประชาชนหยุดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาเดินทางด้วยระบบสาธารณะ เผยเมืองกรุงจราจรวิกฤต รถแล่นได้ความเร็วเฉลี่ยทั้งเมืองแค่ 15 กม.ต่อชม.



เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นายสุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงข่าวการจั ดกิจกรรม Bangkok Car Free Day 2016 ภายใต้โครงการส่งเสริมการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี พ.ศ.2559 เพื่อรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล กระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รูปแบบการเดินทางอื่นๆ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล แก้ไขปัญหาการจราจร และส่งเสริมการเดินทางอย่างยั่งยืนร่วมกัน


นายสุธน กล่าวว่า กรุงเทพฯมีการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อปัญหาการจราจรติดขัด และสร้างมลภาวะให้แก่เมือง ซึ่งจากค่าเฉลี่ยความเร็วรถในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น พบว่า มีค่าเฉลี่ยความเร็วรถอยู่ที่เพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น การเดินทางบนท้องถนนของประชาชน จึงต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมากกว่าจะถึงที่หมาย สิ่งหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรได้คือประชาชนต้องลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาเดินทางโดยระบบอื่นๆ ทั้งระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หรือการเดินทางที่ไม่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษต่อพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา กทม.ได้พยายามรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันดูแลแก้ปัญหาการจราจรและมลภาวะของเมือง โดยหนึ่งในโครงการรณรงค์การลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลคือ กิจกรรม Bangkok Car Free Day ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 43 ทั้งนี้ วันคาร์ฟรีเดย์สากล จะตรงกับวันที่ 22ก.ย.ของทุกปี แต่กทม.จะมีการจัดกิจกรรม คาร์ฟรีเดย์ในปี 59 นี้ ในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ รูปแบบการเดินทางอื่นๆ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล เช่น การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ การใช้จักรยาน หรือการเดิน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการจราจร


นายสุธนกล่าวต่อว่า ทั้งนี้กิจกรรมคาร์ฟรีเดย์ในปี 59 กทม.จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆจำนวนมาก โดยพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น และเกิดปัญหามลพิษขึ้นในพื้นที่ ดังนั้น กทม.จึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ และมุ่งหวังการลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้กิจกรรม Bangkok Car Free Day 2016 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 ก.ย. โดยจะมีพิธีปล่อยขบวนจักรยานปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ กิจกรรมแรลลี่ กิจกรรมการออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่

ชั้นโอโซนส่งสัญญาณฟื้นตัว ผลจากการลดใช้ซีเอฟซี


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองไมอามี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์เผยการค้นพบเรื่องการฟื้นฟูของชั้นโอโซนในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ ในวารสารวิทยาศาสตร์ไซน์แอนซ์ ระบุว่า จากการสำรวจโดยดาวเทียม การสำรวจภาคพื้นดิน และการใช้บอลลูนตรวจสอบสภาพอากาศ พบว่าช่องโหว่ในชั้นโอโซนเริ่มมีอัตราลดลง บ่งชี้ถึงการเข้าสู่สภาวะฟื้นฟูของชั้นโอโซน โดยช่องโหว่ในชั้นโอโซนลดลงคิดเป็นพื้นที่ราว 4 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าขนาดของประเทศอินเดียโดยประมาณ นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา


รายงานระบุว่า การฟื้นฟูของชั้นโอโซน เป็นผลมาจากการลดลงของอย่างต่อเนื่องของคลอรีนในชั้นบรรยากาศ ที่เกิดจากสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) หรือสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การซักแห้ง การทำงานของเครื่องทำความเย็น การใช้สเปรย์ และละอองลอยอื่นๆ อันยา ชมิดต์ นักวิจัยเรื่องผลกระทบจากภูเขาไฟ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ หนึ่งในทีมนักวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า พิธีสารมอนทรีออลที่มีการลงนามร่วมกันของประเทศต่างๆ เมื่อปี 2530 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการใช้สารซีเอฟซี คือกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ

การค้นพบช่องโหว่ในชั้นโอโซนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อราวคริสต์ทศวรรษปี 1950 และรุนแรงที่สุดเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งทีมนักวิจัยระบุว่าเป็นผลมาจากการปะทุของภูเขาไฟคาลบูโกในชิลีในช่วงเวลานั้น ซึ่งทำให้การฟื้นฟูของชั้นโอโซนที่มีปฏิกิริยาไวต่อคลอรีน อุณหภูมิ และแสงแดด เป็นไปอย่างล่าช้ามากขึ้น ชมิดต์ กล่าวว่า การปะทุของภูเขาไฟได้ปล่อยอนุภาคในอากาศขนาดเล็กออกมาในปริมาณมาก ซึ่งก่อให้เกิดสภาพทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับสารคลอรีนจากซีเอฟซีในชั้นบรรยากาศ ที่จะทำปฏิกิริยากับโอโซนในบริเวณแอนตาร์กติกา.

กทม.การันตีปลอดภัยแน่นอนเตาเผาขยะผลิตไฟฟ้าแห่งแรกในกรุง

เมื่อวันที่ 10พ.ค. ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นแบบโครงการกำจัดมูลฝอยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม          

สำหรับโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้ากทม.ได้ลงนามสัญญจ้างให้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการโดยก่อสร้างเป็นเตาเผาขนาด 500 ตันต่อวัน บนพื้นที่ภายในศูนย์จัดเก็บมูลฝอยหนองแขมซึ่งเป็นที่ดินของกทม. โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างโรงงานและบริหารจัดการ งบประมาณทั้งสิ้น 2,124ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง 20ปี รวมทั้งได้รับผลพลอยได้จากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 5 เมกกะวัตต์ต่อวัน โดยโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว จะใช้อุณหภูมิในการเผาขยะไม่ต่ำกว่า 850องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนจากการเผาจะกลายเป็นไอน้ำ ที่มีอุณหภูมิสูง และถูกป้อนสู่ชุดเครื่องกำเนินไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้งนี้กทม.จะเป็นผู้จ่ายค่ากำจัดขยะ 970บาทต่อตัน ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างโรงกำจัดขยะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 55 และได้เริ่มเดินระบบการเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว ถือเป็นโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไปด้วยระบบเตาเผาเป็นครั้งแรก ของกทม. จากที่ที่ผ่านมาได้มีการว่าจ้างเอกชนกำจัดโดยการนำไปฝังกลบมาโดยตลอด            

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า กรุงเทพฯต้องรับมือกับปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันกทม.สามารถจัดเก็บขยะได้ที่เฉลี่ยวันละ 9,900 -10,000 ตัน  ดังนั้นหากประชาชนยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการช่วยกันลดปริมาณขยะ ก็จะเกิดมลพิษต่อเมืองขึ้น ทั้งนี้วิธีการกำจัดขยะของกทม.ที่ผ่านมาเป็นการฝังกลบ ซึ่งพื้นที่ดินที่จะนำไปฝังกลบก็ไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการฝังกลบยังเป็นปัญหากระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการสร้างโรงงานเตาเผาขยะเพื่อมาแบ่งเบาวิธีการกำจัด ขยะแบบเดิมจึงเป็นส่วนในการช่วยกำจัดขยะที่ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม                 

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวต่อว่า สำหรับเทคโนโลยีกำจัดขยะด้วยความร้อนสูงนั้นเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้ในการ กำจัดขยะในหลายเมืองทั่วโลก โดยนอกจากกำจัดขยะแล้วยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยในส่วนความกังวลของประชาชนในเรื่องของมลพิษจากการเผาขยะนั้น ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม มีการตรวจวัดค่ามลพิษ ก๊าซต่างๆ ที่จะปล่อยออกมาจะต้องไม่เกินค่ามาตรฐาน และกทม.จะมีการกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการรายงานผลการตรวจวัดมลพิษต่างๆไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมในรูปแบบ เรียวไทม์เพื่อตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมอีกด้วย ซึ่งระบบการจัดการโรงงาน จะใช้เทคโนโลนีขั้นสูงในการกรองมลพิษ ออกสู่บรรยากาศภายนอก โดยกรองได้กว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ จึงปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน อีกทั้งเพื่อเป็นการดูแลประชาชนโดยรอบ กทม.จัดดำเนินการจัดตั้งกองทุนโรงงานไฟฟ้าและมูลนิธิรักกันเราทำได้ เพื่อการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบ และเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจได้เยี่ยมชมโรงงาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการกำจัดขยะต่อไปอีกด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยรอบพื้นที่โรงงานกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนอยู่อาศัย บางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบบ้านจัดสรร หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานดังกล่าวกว่า 3-4 กิโลเมตร จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการกำจัดขยะโดยการเผา โดยชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า การเผาขยะของกทม.ไม่ส่งผลรบกวนใดๆ เนื่องจากไม่เคยได้กลิ่นเหม็น หรือมีควันใดๆออกมา อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้กทม.ดูแลควบคุมคุณภาพเตาเผาให้มากที่สุด เพราะหากมีสารพิษหลุดรอดออกมา ชาวบ้านอาจเป็นอันตรายได้ เพราะสารพิษบางอย่างก็ไม่มีกลิ่น หรือมีควันให้เห็น.

 

by ThaiWebExpert