เดลินิวส์

ควบคุมโลกร้อน

ผู้เขียน: 
เลนซ์ซูม

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ถือเป็นความหวังใหม่ของความพยายามนานาชาติ ในการต่อสู้กับปัญหาโลก ร้อนขึ้น เมื่อจีนกับสหรัฐ 2 ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่สุดของโลก บรรลุข้อตกลง "ประวัติศาสตร์" ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างการพบหารือกันระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำ จีนเจ้าภาพ กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ หนึ่งวันหลังเสร็จสิ้นการประชุม สุดยอดเอเปก

นี่เป็นครั้งแรกสำหรับจีน ประเทศ ผู้ปล่อยมลพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน ที่ "กำหนดวัน" แม้จะเพียงคร่าว ๆ ในการยุติการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ ขณะที่สหรัฐบอกว่าจีนจะพยายาม ยุติเร็วกว่าที่ประกาศ

ก๊าซเรือนกระจก ระหว่าง 26-28% ภายในปี พ.ศ. 2568 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2548 และตอนนี้ สหรัฐกำลังดำเนินไปตามเป้าหมายที่โอบามาตั้งไว้ก่อนหน้านี้ คือลดการปล่อยก๊าซลง 17% ภายในปี 2563 ซึ่งหมายถึงเป้าหมายที่ตั้งใหม่ สหรัฐจะลดการปล่อยมลพิษได้เร็วขึ้นประมาณ  2 เท่า ในช่วง 5 ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2563

ส่วนจีน ซึ่งการปล่อยก๊าซเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการสร้างโรงงานถ่านหินใหม่ จำนวนมาก ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดไม่เกินปี 2573 หรือเร็วกว่านั้นหากเป็นไปได้ โดยหลังจากนั้นการปล่อยมลพิษจะลดลงเรื่อย ๆ โดยจีนจะเพิ่มส่วนแบ่งของการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากการเผาผลาญฟอสซิล จาก 10% ในปีที่แล้ว เป็น 20% ในปี 2573

กรณีนี้ถึงแม้จีนจะสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มต่อไปได้อีก ในช่วง 16 ปีข้างหน้า แต่ก็ถือเป็นก้าวย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนสำหรับปักกิ่ง เพราะที่ผ่านมาไม่ยอมตกลง และไม่ยอมให้ใครขีดเส้นกำหนด เกี่ยวกับข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

รายงานผลการศึกษาวิจัยของนักวิทยา ศาสตร์ทั่วโลกเกือบทุกสำนัก ระบุตรงกัน ประชาคมโลกต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง และในทันที หากจะจำกัดอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ของโลก ให้ได้ตามเป้าหมายของสหประชาชาติ คือ 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม หากทำไม่ได้ตามนี้ ความหายนะจะมาเยือนโลกอย่างแน่นอน

จีนกับสหรัฐรวมกันปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ประมาณ 45% ของคาร์บอน ไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยทั้งโลก (จีน 29% สหรัฐ 16% สหภาพยุโรป 11%) 2 ชาตินี้เป็นส่วนหลักในการรับประกันความร่วมมือของทั่วโลก ที่จะกลายเป็นข้อตกลงมีผลผูกพัน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการประชุมใหญ่ว่าด้วยโลกร้อน ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปีหน้า

สหรัฐกับจีนตั้งยันแบบไม่มีใครยอมใครมานาน เกี่ยวกับการตั้งเป้าลดการปล่อยมลพิษ ต่างก็ชี้ว่าอีกฝ่ายควรรับผิดชอบมาก กว่า ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่นักวิทยา ศาสตร์ระบุชัดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า คำสัญญาตามข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันพุธ เต็มไปด้วยความท้าทาย จีนกับสหรัฐจะทำได้หรือไม่

สหรัฐซึ่งไม่เคยให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโตว่าด้วยโลกร้อน เคยให้คำมั่นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต แต่เป้าหมายถูกเปลี่ยนหลายหน หรือบางเป้าก็ทำไม่ได้ตามที่กำหนด เห็นได้ชัดจากการปล่อยก๊าซ ของสหรัฐเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว แม้วอชิง ตันจะตั้งเป้าลดการปล่อย ระหว่างการประชุม สุดยอดว่าด้วยโลกร้อนเมื่อปี 2552

ขณะที่จีนซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตกลงตั้งเป้ากำหนดวันที่จะปล่อยก๊าซถึงระดับสูงสุด จากที่ก่อนหน้านี้พูดเพียงแค่จะทำ "โดยเร็ว" เมื่อรับปากตกลงแล้วจะทำได้แค่ไหน เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็น สิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลจีน และขยายตัวจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศเป็นจำนวนมาก โดยนอกจากถ่านหิน และน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว จีนยังเป็นประเทศผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำรายใหญ่ที่สุดของโลก และภาคพลัง งานนิวเคลียร์ก็กำลังเติบโต.

 

 

ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 25


     การประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 25 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย.นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ของปี โดยผู้นำจากทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนจะร่วมประชุมหารือทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา และความคืบหน้าโครงการของประชาคมอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปิดประชาคมอาเซียนในปลายปีหน้า รวมทั้งหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต ทั้งในกรอบอาเซียนและคู่เจรจา พร้อมกับเปิดโอกาสให้เจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นความสัมพันธ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ กลุ่มหัวรุนแรงไอเอสในอิรัก และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา
     นอกจากจะเป็นการประชุมกันภายในระหว่างสมาชิกอาเซียนแล้ว ยังมีผู้นำจากประเทศคู่เจรจาได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เข้าร่วมประชุมด้วย รวมไปถึงการประชุมอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) การประชุมผู้นำอาเซียนกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และการประชุมระดับอนุภูมิภาค 1 กรอบคือ การประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น
     ส่วนหัวข้อการหารือที่สำคัญประกอบไปด้วย การสร้างประชาคมอาเซียนและการกำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี 2558 พร้อมกับแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้นำอาเซียนในการสร้างประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ยังรวมถึงประเด็นเร่งด่วนสำหรับประชาคมอาเซีย ในปี 2558 และการร่วมกันกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนหลังปี 2558 
     ทั้งนี้คาดว่าจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ เช่น
     1.กรอบเนปิดอว์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี พ.ศ.2558
     2.แถลงการณ์ร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในภูมิภาค
     3.แถลงการณ์การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความรุนแรงและความโหดร้ายจากการกระทำขององค์กรก่อการร้าย/หัวรุนแรงในอิรักและซีเรีย
     4.แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-สหรัฐว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น.
 

ลมและแดด ความมั่นคงพลังงานไทย

 

"เดิมเราทำแค่ธุรกิจพลังงานด้านเดียวคือ แค่น้ำมันกับก๊าซ เลยมองว่าน่าจะหันมาทาง พลังงานทดแทนด้วย ตอนนี้เราได้พีพีเอมา โซลาร์รูฟท็อป 7.68 เมกะวัตต์ และแอลโอไอของพลังงานลม 274 เมกะวัตต์ ซึ่งแตกไลน์ออกมาเป็นบริษัทลูกที่ดูแลโดยเฉพาะ" ปาลีรัฐ ปาน บุญห้อม รองประธานกรรมการ บริษัท NW Re sources Holding จำกัด บอกถึงที่มาที่ไป



บริษัทลูกที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลธุรกิจด้านพลังงานทดแทนโดยเฉพาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือบริษัท "นทลิน กรุ๊ป" ผู้นำธุรกิจเรือเดินสมุทรเพื่อขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางทะเล ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยมีกองเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่มากกว่า 20 ลำ ประกอบด้วย เรือบรรทุกน้ำมัน, แก๊ส, สารเคมี และน้ำมันดิบ ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันให้แก่ ปตท. มาโดยตลอดกว่า 24 ปี

"เราเริ่มจากเรือขนส่งน้ำมัน 2 ลำ ขนให้ ปตท. และมีการขยายมาเรื่อย ๆ ขนส่งทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งมีเรือวีแอลซีซี ขนาดใหญ่ที่สามารถบรรทุกได้คราวละ 2-3 แสนตัน เป็นคลังลอยน้ำอยู่มาเลเซียกับสิงคโปร์ ขณะที่บางส่วนขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมาไทย"

หลังผ่านการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งต้องสอดคล้องกับบริบทด้านกฎหมายของประเทศไทย รวมทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ พลังงานทางเลือกอย่างลมและโซลาร์เซลล์จึงเป็น 2 พลังงานทดแทนที่ได้รับคัดเลือก โดยโครงการพลังงานทดแทนพลังงานลมของบริษัทที่ได้รับสัมปทานนั้นมีทั้งหมด 3 จังหวัด 5 โครงการ ได้แก่ เพชรบูรณ์ 3 โครงการ ขนาด 60, 44 และ 40 เมกะวัตต์ เขากระปุก จ.เพชรบุรี 80  เมกะวัตต์ และที่นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 45 เมกะวัตต์

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มโลว์วินด์สปีด ดังนั้นจึงทำให้โครงการพลังงานไฟฟ้าจากลมที่เกิดขึ้นในยุคแรก ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเทคโนโลยียังไม่พัฒนาให้เอื้อต่อแหล่งกำเนิดพลังงานที่มีข้อจำกัด

"กังหันลมจะมีการแบ่งคลาส อย่างแต่ก่อนคลาส 1 จะต้องมีความเร็วลมที่ 7 เมตรต่อนาที กังหันจึงจะสามารถหมุนเทอร์ไบ ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมาถึงคลาส 3 แล้ว ความเร็วลมเพียงแค่  3.5-4 เมตรต่อนาที ก็สามารถหมุนเทอร์ไบได้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีก็มาพร้อมการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ขณะที่ความสูงของเสานั้นปัจจุบัน สามารถสร้างได้สูงถึง 138 เมตร ความสูงที่มากขึ้นก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง"

แม้ลมจะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดไป แต่แหล่งกำเนิดหรือพื้นที่ที่เหมาะสมก็ยังเป็นข้อจำกัด เพราะลมที่มีศักยภาพส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่สงวน

"ของบริษัทอยู่ในป่าโซนซี ต้องให้หน่วยงานราชการขออนุญาตใช้แทน เรื่องต้องผ่าน ครม. ทำให้ค่อนข้างลำบากสำหรับคนที่ทำธุรกิจ แต่สำหรับมุกดาหารที่มีทั้งโครงการลมและโซลาร์อยู่ในนิคมสร้างตนเอง นโยบายพลังงานแห่งชาติที่ออกมา แต่ละหน่วยแต่ละกระทรวงยังไม่ค่อยประสานกันเท่าไหร่ อย่างที่มุกดาหารอยู่ใกล้วัดแต่กฎหมายกำหนดว่าสร้างโรงงานใกล้ไม่ได้ เพราะระยะห่างไม่ถึงตามที่กำหนด"

ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ดูเหมือนปัญหาจะน้อยกว่า เพราะความเข้มของแสงเมืองไทยและเอเชียค่อนข้างดี ประมาณ 6 ชม.ต่อวัน แต่ยังมีข้อเสียคือใช้พื้นที่เยอะมากกว่าจะได้ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ลมเสาต้นเดียวก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 2.5 เมกะวัตต์แล้ว

ราคาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานลมอยู่ที่ 3.5 บาท กับสัมปทาน 10 ปี ส่วนโซลาร์รูฟท็อป อยู่ที่ 6.16 บาท สัมปทานอยู่ที่  25 ปี แม้สัมปทานระยะยาวจะต้องมั่นใจในพาร์ตเนอร์ที่จะร่วมโครงการได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ปัญหาของผู้ผลิตไฟฟ้าก็ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะแม้จะพร้อมลงทุนเพิ่มเติมแต่สายส่งไฟฟ้าของไทยที่ยังคงมีจำกัด ทำให้การลงทุนแต่ละโครงการยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ การขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกไม่นานจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียนพาวเวอร์กริดจึงไม่ใช่เรื่องยาวไกล

"เราพร้อมลงทุนแต่ไม่มีกริดไลน์เข้า อย่างมุกดาหารมีศักยภาพแต่ทำเพิ่มไม่ได้ ในอนาคตถ้าขยายกริดไลน์ได้ก็สามารถต่อยอดได้ ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยก็จะมีมากขึ้นด้วย ขณะที่ภาคใต้กริดไลน์ว่างแต่ศักยภาพไม่ได้ เพราะชายฝั่งทะเลลมจะไม่สม่ำเสมอ แต่ภาคอีสานจะดีกว่าเพราะได้ลมทั้งจากฝั่งและทะเล"

การลงทุนในภาคใต้จึงเน้นไปที่โครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เป็นหลัก โดยมีโครงการอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ยังมีโครงการ โซลาร์รูฟท็อปที่ลำปาง นครสวรรค์ ลำพูน พิษณุโลก แพร่ สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ด้วย. 

 

ร้องโรงงานปล่อยน้ำเสีย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ต.ค. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงในลำคลองสาธารณะ และไหลเข้าสู่บ่อน้ำของชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 7 ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จนทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อลอยตายเป็นแพ และเมื่อไหลลงในนาข้าว ก็ทำให้ต้นข้าวลีบไม่มีเมล็ด ได้มารวมตัวกันที่บริเวณหน้าโรงงาน เพื่อเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบ นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียด้านหลังโรงงานก็พบว่าน้ำเสียของโรงงานนั้นได้ล้นออกมาและไหลลงนาข้าวของชาวบ้าน ซึ่งทางโรงงานยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ชาวบ้านจึงเตรียมร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการต่อไป 

ตอกย้ำความสำเร็จระบบปลูกข้าว..ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตข้าว ดินดีสมเป็นนาสวน

เกษตรกรมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง และเกษตรกรร้อยละ 96 เลือกปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา เพราะเคยปลูกถั่วเขียวมาก่อนอีกทั้งเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งหลังจากเกษตรกรลดการปลูกข้าว

เรื่องของ “ข้าว” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภคเอง ฉะนั้นเรื่องข้าวจึงเป็นเรื่องที่สนทนากันไม่มีวันจบเพราะมีแง่มุมต่าง ๆ ให้ได้มาบอกกล่าวเล่าสิบกันอยู่เสมอ วันนี้ขอเสนอเรื่องความสำเร็จของระบบปลูกข้าวที่มีมาหลายปีแล้ว ซึ่งโครงการจัดระบบการปลูกข้าวที่ 7 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงขณะนี้ก็ใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาของการบูรณาการครั้งนี้ ทำให้พบข้อพิสูจน์ที่น่าสนใจมากมายว่าการจัดระบบการปลูกข้าว สามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากที่สุด

นายธนันท์ หาญเกริกไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิตและจัดการผลผลิต สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า การดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าว ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการรวม 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 โดยวิธีดำเนินการคือส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตชลประทานพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่เป้าหมายรวม 9 ล้านไร่ เข้าสู่ระบบการปลูกข้าว โดยให้ปลูกข้าวปีละไม่เกิน 2 ครั้ง งดเว้นการปลูกข้าวแบบต่อเนื่องทั้งปี ให้ปลูกพืชหลังนา ที่เป็นพืชใช้น้ำน้อยอย่างถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือพืชปุ๋ยสด อย่าง ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม 1 ครั้ง สลับกับการปลูกข้าว รวมถึงให้ปลูกข้าวพร้อมกันในพื้นที่เดียวกันหรือเว้นปลูกข้าวในแต่ละโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน เพื่อจะได้จัดสรรน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการน้ำของแต่ละพื้นที่

จากการประเมินผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ดำเนินการปีละ 1 ล้านไร่ รวม 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน พบว่า เกษตรกรมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง และเกษตรกรร้อยละ 96 เลือกปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา เพราะเคยปลูกถั่วเขียวมาก่อนอีกทั้งเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งหลังจากเกษตรกรลดการปลูกข้าว ทำให้มีการใช้น้ำชลประทานลดลงไม่ต่ำกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนผลผลิตข้าวนาปรัง (ปีการผลิต 2554/55) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 711 กก.ต่อไร่ เป็น 756 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้น 45 กก. คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.32 ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงจาก 7,309 บาทต่อตัน เหลือ 6,902 บาท ลดลง 407 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 5.57 ซึ่งเกิดจากปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ตลอดจนเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกรลดลง

นอกจากนี้ ปัญหาโรคแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่เคยระบาดทำลายผลผลิตข้าวของเกษตรกรอย่างหนักในช่วงปี 2553 ปรากฏว่าเมื่อเกษตรกรเข้าสู่การจัดระบบที่มีการเว้นปลูกข้าว พักนาหรือไปปลูกพืชหลังนาชนิดอื่น ทำให้ไม่มีอาหารไปเลี้ยงประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลให้พื้นที่ระบาดลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เกือบจะไม่พบการแพร่ระบาดจนถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรเลย ซึ่งก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการใช้สารเคมีลงไปได้มาก

“ตลอดระยะเวลา 3 ปี ของการดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวนาแบบองค์รวม ทั้งแก้วิกฤติน้ำขาดแคลน วิกฤติโรคแมลง วิกฤติดินเสื่อมโทรม วิกฤติระบบนิเวศในนาข้าว รวมทั้งแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงและผลผลิตตกต่ำได้ในคราวเดียวกัน เมื่อสามารถแก้ปัญหาหลักๆ ที่นับเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวนามานานได้ ชาวนาจะมีต้นทุนลดลงรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวนาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.”

ในปีนี้ทั้ง 7 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าทำโครงการจัดระบบการปลูกข้าวต่อไป ซึ่งจากการทำประชาพิจารณ์เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการชลประทานเป้าหมาย พบว่าเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 50 มีความต้องการจะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเห็นว่าการจัดระบบการปลูกข้าวสามารถแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุน และทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นตามมานั่นเอง

ท้ายนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้าสู่ระบบการปลูกข้าว ไม่ว่าท่านจะเลือกปลูกข้าวสลับกับพืชหลังนาหรือพืชปุ๋ยสด หรือจะเว้นปลูกข้าว ก็ตามความสะดวก แต่ขอให้ท่านทำ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือพี่น้องชาวนาเอง.

ระดับมลภาวะในสิงคโปร์เข้าขั้นอันตราย

มลภาวะทางอากาศในสิงคโปร์อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากหมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ว่าสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสิงคโปร์ ( เอ็นอีเอ ) รายงานสถานการณ์มลภาวะทางอากาศในประเทศ ว่าดัชนีมาตรฐานมลพิษ ( พีเอสไอ ) เมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ ( 05.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ) อยู่ที่ 113 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 111 ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงถือว่าอยู่ในระดับ "อันตรายต่อสุขภาพ" เนื่องจากเกินมาตรฐานที่กำหนดให้ไม่ควรเกิน 100

ทั้งนี้ เอ็นอีเอเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ระดับมลภาวะทางอากาศในประเทศเพิ่มสูงขึ้น เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซีย ซึ่งทุกปีจะก่อให้เกิดกลุ่มหมอกควันไฟหนาทึบลอยเข้ามาปกคลุมถึงน่านฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลให้ค่าพีเอสไอของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วสูงถึง 401 กลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศทันที 

นักวิชาการแนะปฏิรูปการทำอีไอเอ



เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EIA/EHIA) ได้จัดเวทีเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ผ่าตัด EIA/EHIA ลดความแตกแยก สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”เพื่อหาข้อสรุปทำเป็นข้อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป โดยมีผู้ได้รับผลกระทบจากการทำ EIA/EHIA จากจังหวัดระยอง กระบี่ เลย อุดรธานี เข้าร่วม

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารประจำภาควิชาชีววิทยาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการ EIA/EHIA กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการทำ EIA/EHIA นั้น เกิดจากโครงการไม่โปร่งใสภายใต้การควบคุมของฝ่ายการเมือง มีการเอื้อให้แสวงหาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม การรับฟังความคิดเห็นไม่ทั่วถึง โดยเจ้าของโครงการจะขัดขวางคนที่ได้รับผลกระทบไม่ให้ร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น หรือมีการข่มขู่ไม่ให้พูด และในตัวรายงาน EIA/EHIA มีการใช้ข้อมูลเท็จหรือไม่ให้ข้อมูลจริงทั้งหมด และไม่มีมาตรการป้องกันและลดผลกระทบที่ดีพอ ไม่พร้อมเผชิญเหตุ สิ่งเหล่านี้ต้องปฏิรูปเพราะหากทิ้งเอาไว้จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ดังนั้นเพื่อลดความขัดแย้งประเทศไทยต้องมีการปฏิรูป EIA/EHIA โดยต้องให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันไว้ก่อน จากปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การอนามัยโลก และการปฏิรูปกฎหมายควรจะต้องคงไว้ ซึ่งสิทธิชุมชนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนักวิชาการได้เสนอการปฏิรูปกระบวนการจัดทำรายงาน EIA/EHIA ที่สร้างความแตกแยกในสังคมและละเมิดสิทธิชุมชนว่า ในกระบวนการจัดทำรายงาน EIA/EHIA ควรตั้งคณะกรรมการกำกับการจัดทำรายงาน โดยมีผู้แทนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย จัดกระบวนการให้ข้อมูลโครงการอย่างรอบด้านกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ หากชุมชนไม่เห็นชอบให้ยกเลิกโครงการได้ และควรให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหน่วยงานอิสระ นักการเมืองไม่มีอิทธิพลให้คุณให้โทษกับ สผ.ได้ นอกจากนั้นในขั้นตอนการพิจารณาของคณะผู้ชำนาญการควรให้มีการลงพื้นที่จริงก่อนการประชุม และให้ชุมชนเข้ามาชี้แจงข้อมูลกับคณะผู้ชำนาญการโดยตรง และให้ตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย นอกจากนั้นควรมีการปฏิรูปการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนอย่างจริงจังเพื่อเอาผิดกับผู้รับผิดชอบ โดยเจ้าของโครงการควรจัดเวทีนำเสนอผลการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบทุก 6 เดือน โดยเครือข่ายในชุมชนหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและควรมีการซ้อมรับมืออุบัติเหตุกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านรับรู้

ด้าน ดร.อาภา หวังเกียรติ อนุกรรมการสิทธิชุมนุม ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้อธิบายในกรณี EIA/EHIA ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ว่า เรื่องร้องเรียนที่ชาวบ้านร้องมาที่ กสม.คือการไม่ทำจริงและใช้ข้อมูลเท็จในการทำรายงาน เนื่องจากบริษัทที่รับทำ EIA/EHIA มักจะเอาข้อมูลเก่ามาปรับใช้โดยไม่ลงไปศึกษาในพื้นที่จริงและการรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ทำจริง มีลายเซ็นชาวบ้านปลอม และพอเรื่องเหล่านี้ผ่านและมีโครงการไปยังชุมชนก็จะทำให้เกิดความขัดแย้ง นอกจากนั้นเราพบว่ามาตรการเอาผิดและลงโทษบริษัทที่ไม่ทำตามเงื่อนไข EIA/EHIA นั้น เป็นการลงโทษเบามาก ทั้งนี้การจะปฏิรูป EIA/EHIA ต้องปฏิรูปทั้งระบบ โดยยุบคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดการพัฒนาประเทศด้วย และปฏิรูปกฎหมายที่ยังล้าหลังและไม่สอดคล้องกับเรื่องสิทธิชุมชนด้วย.

กทม.เข้มดักไขมันก่อนทิ้งลงท่อไม่มีระบบกำจัดงดใบอนุญาต


รองผู้ว่าฯ กทม.จี้เขตเร่งจัดเก็บไขมันให้ได้ตามเป้า ประสานเจ้าอาคารและภัตตาคาร ร้านอาหาร ให้ติดตั้งอุปกรณ์ดักจับไขมันและเศษอาหาร หวังลดการอุดตันท่อและน้ำเน่าเสีย


เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 10 มิ.ย. ที่สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายจุมพลสำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานการประชุมผู้บริหารสำนักสิ่งแวดล้อมและหัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดสำนักงานเขต  50 เขตเพื่อติดตามการทำงานบริการประชาชนในกรุงเทพฯซึ่งในที่ประชุมได้มีการรายงานข้อมูลการจัดเก็บไขมันตั้งแต่เดือน ต.ค.56-เม.ย.57 โดยพบว่ามีการจัดเก็บไขมันได้ต่ำกว่าเป้าหมายคือจัดเก็บได้เพียง 9,3700.72 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 39.26 ต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ที่ 23,866.21 ลบ.ม. โดยบางเขตที่จัดเก็บได้น้อยกว่าเป้าที่กำหนดคือร้อยละ 30 ของปริมาณไขมันของเขตอาทิ เขตราชเทวี ตั้งเป้าเก็บให้ได้ 925.28 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่จัดเก็บได้เพียง 73.2 ลบ.ม. หรือ 7.91% เขตสาทรตั้งเป้าเก็บให้ได้ 364.64 ลบ.ม. แต่จัดเก็บได้ 26 ลบ.ม. หรือ 7.13% เขตบางกะปิตั้งเป้าจัดเก็บให้ได้ 1,249.40 ลบ.ม. แต่จัดเก็บได้ 134 ลบ.ม. หรือ 10.73% เป็นต้นส่วนเขตที่สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้อาทิ เขตป้อมปราบฯ ตั้งเป้าจัดเก็บให้ได้ 153.30 ลบ.ม. แต่จัดเก็บได้ถึง 205.56 ลบ.ม. หรือ 134.09% เขตบางคอแหลมตั้งเป้าจัดเก็บ 236.52 ลบ.ม. แต่จัดเก็บได้ 782 ลบ.ม. หรือ 330.63% เขตสายไหมตั้งเป้าจัดเก็บ 220.10 ลบ.ม. แต่จัดเก็บได้ 303.10 ลบ.ม. หรือ 137.71% เป็นต้นซึ่งสาเหตุเกิดจากประชาชนและสถานประกอบการยังไม่ทราบเนื่องจากการจัดเก็บไขมันเป็นเรื่องที่ใหม่


โดยก่อนหน้านี้สำนักอนามัย (สนอ.) ได้เสนอแนะการแก้ปัญหาการกำหนดเงื่อนไขใบอนุญาตให้กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเกี่ยวกับการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ให้มีการจัดการไขมันที่ถูกสุขลักษณะ และเน้นการเชิญชวนให้ประชาชน สถานประกอบการ ทราบถึงการจัดการไขมันอย่างถูกสุขลักษณะ และให้มีการใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจเช่น การประกาศเกียรติคุณ โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้สถานประกอบการทราบและใช้บริการเก็บไขมันกับกทม.มากขึ้น


นายจุมพล กล่าวว่า ในเขตที่จัดเก็บไขมันได้น้อยกว่าเป้าขอให้เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บในอีกประมาณ 4 เดือน ที่จะครบรอบปีงบประมาณ และขอให้ประสานกับสมาคมที่ดูแลอาคารสูงและอาคารชุดที่ มีอยู่กว่าล้านยูนิต ให้ช่วยติดตั้งอุปกรณ์ดักจับไขมันและเศษอาหาร เพื่อลดการอุดตันท่อด้วย ทั้งนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสถานประกอบการที่เป็นแหล่งกำเนิดไขมันและน้ำมันใช้แล้วเป็นจำนวนมาก อาทิ ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อาคารชุด ตลาด และแผงลอย ส่วนใหญ่น้ำมันเหล่านี้มักถูกปล่อยทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำหรือจัดเก็บใส่ถุงดำ และทิ้งลงถังขยะโดยไม่มีการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ ทำให้ ไขมันอุดตันท่อและเป็นปัญหาน้ำเน่าเสีย.

'ของเก่า' ก่ออันตราย 'เคมี-รังสี-บึ้ม' จะมีอีกมั้ย-อะไรอีก?


     จากเหตุระเบิดที่ ร้านรับซื้อของเก่า ย่านรามอินทรา กรุงเทพฯ หลังคนงานของร้านดังกล่าวพยายามตัดแยกท่อนเหล็กโดยไม่ทราบว่าคือ “ระเบิด” จนนำสู่โศกนาฏกรรม ทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่น่าตกใจในสังคมไทย ซึ่งจะเกิดจากความไม่รู้ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะอะไร?? นั่นก็ว่ากันไป ที่แน่ ๆ คือนี่เป็นเรื่องของ “อันตราย”
     เป็นอันตรายที่เกี่ยวกับ “ร้านรับซื้อของเก่า”
     และกับกรณีที่เพิ่งจะเกิดนี่ก็มิใช่กรณีแรก!!
     ทั้งนี้ แม้ว่าร้านรับซื้อของเก่าจะเป็นกิจการที่มีกฎหมายควบคุมดูแล มีหลักการปฏิบัติในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีคู่มือป้องกันอันตรายในการประกอบธุรกิจ ทว่าที่ผ่านมาก็ยังคงเกิดเหตุการณ์น่าเศร้าอยู่เนืองๆ
     จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ที่ทำการสำรวจร้านรับซื้อของเก่าจดทะเบียนถูกต้องทั่วประเทศ พบว่า มีมากกว่า 10,000 ร้าน โดยร้านรับซื้อของเก่าที่ถูกกฎหมายนั้น ในกรุงเทพฯมีประมาณ 3,000 ร้าน ขณะที่ร้านเถื่อน ร้านที่ไม่ได้จดทะเบียน ไม่ถูกรับรองตามกฎหมาย มีอีกเท่าไหร่กันแน่?? คงยากจะชี้ชัด
     กับร้านกลุ่มที่ไม่ถูกกฎหมายนี่ยิ่งน่าคิด
     น่าคิดถึง “อันตราย” ที่อาจมีอยู่ในร้าน??

     ว่ากันถึงอันตรายที่อาจจะมี อาจจะเกิดขึ้นโดยเกี่ยวโยงกับร้านรับซื้อของเก่า ไม่เพียงกรณี “ระเบิด” ดังที่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ หากแต่ยังมีอันตรายอื่น ๆ ที่ก็ต้องระวังไม่น้อย และในอดีตก็เคยมีกรณี “อันตรายร้ายแรง” ที่ไม่ใช่ระเบิดเกิดขึ้น
     ยกตัวอย่าง เมื่อปี 2543 ก็มีกรณีที่สังคมไทยต้องตกอกตกใจอย่างมาก กับเหตุการณ์ที่ร้านรับซื้อของเก่าร้านหนึ่งย่านพระประแดง สมุทรปราการ รับซื้อ “แท่งเหล็กทรงกระบอก” จากคนเก็บของเก่าที่นำมาขายให้ โดยไม่ทราบว่าเป็นวัตถุอันตราย
     ไม่ใช่อันตรายเฉยๆ แต่ถึงขั้นร้ายแรง!!
     แท่งเหล็กดังกล่าว ทราบภายหลังว่าเป็น “หัวเครื่องฉายรังสี” มี “วัตถุกัมมันตภาพรังสี” ที่ชื่อว่า “โคบอลต์-60” ในปริมาณเข้มข้นสูง!! โดยเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว และถูกนำมาแยกชิ้นส่วน นำมาขาย โดยไร้การควบคุม
     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับรังสีหลายกลุ่ม ได้แก่ คนเก็บของเก่าที่แยกชิ้นส่วนอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อนำไปขาย, ร้านรับซื้อของเก่าที่ได้รับซื้อวัตถุดังกล่าวไว้ ทั้งเจ้าของร้านและคนงาน ซึ่งมีผู้ได้รับรังสีในปริมาณเข้มข้นสูง จำนวน 10 ราย และมีผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา จำนวน 3 ราย รายที่รอดบางคนต้องตัดอวัยวะที่เป็นแผลเน่าเรื้อรังทิ้ง และมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบทางร่างกายด้านอื่น ๆ อีกในภายหลัง นี่นับเป็นกรณีที่ทำให้ “ร้านรับซื้อของเก่า-คนเก็บของเก่า” รายอื่น ๆ ตกใจกันอย่างหนัก เกิดกระแสเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจใน สารรังสีและอันตรายจากสารรังสีที่เกิดขึ้น กันอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ซา ๆ ไป
     จาก “รังสี” ถึง “ระเบิด” สองกรณีนี้ครึกโครม
     ทว่ายังมีภัยอื่น ๆ ที่ไม่ครึกโครมแต่ก็อันตราย
     ทั้งนี้ นอกจาก “วัตถุอันตราย” ที่มีกฎหมายคุมเข้มและควบคุมเป็นพิเศษแล้ว ในไทยในปัจจุบันยังมีวัสดุและวัตถุทั่ว ๆ ไปที่พบเห็นได้ตามปกติในชีวิตประจำวัน ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ หากถูกทิ้งโดย ไม่มีการจัดเก็บหรือคัดแยกเฉพาะ ซึ่งวัสดุและวัตถุทั่ว ๆ ไปก็อาจจะมีสารเคมี สารที่เป็นพิษ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และก็อาจจะมีอยู่ตาม “ร้านรับซื้อของเก่า” เช่น...
     สารแมงกานีส พบได้ในถ่านไฟฉาย กระป๋องสี เครื่องเคลือบดินเผา เมื่อได้รับสารนี้ จะส่งผลต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงนอน จิตใจไม่สงบ ประสาทหลอน เกิดตะคริวที่แขนขา มีอาการชา สมองสับสน และสมองอักเสบ
     สารปรอท พบได้ในหลอดนีออน กระป๋องยาฆ่าแมลง กระจกส่องหน้า สารนี้ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง เหงือกบวมอักเสบ เลือดออกง่าย ปวดท้อง ท้องร่วงอย่างแรง มีอาการสั่น กล้ามเนื้อกระตุก และเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง รวมถึงการพิการแต่กำเนิด, สารตะกั่ว พบได้ในแบตเตอรี่รถยนต์ ยาฆ่าแมลง หมึกพิมพ์ หลอดภาพในจอคอมพิวเตอร์ แผงวงจรเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สารนี้จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ตัวซีด ปวดหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการทางสมอง ความจำเสื่อม ชักกระตุก หมดสติ และหากได้รับเป็นระยะเวลานานจะมีผลต่อไตและความพิการแต่กำเนิด
     สารแคดเมียม พบได้ในถ่านนาฬิกาควอตช์ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เมื่อได้รับสารนี้จะส่งผลต่อระบบประสาท ส่งผลโดยตรงต่อไตและกระดูก ทำให้เกิดโรคอิไต-อิไต, สารฟอสฟอรัส พบได้ในยาเบื่อหนู แผงวงจรโทรศัพท์มือถือ กระป๋องสี เมื่อได้รับสารนี้จะส่งผลทำให้เหงือกบวม เยื่อบุปากอักเสบ ทำลายระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร
     ทั้งนี้ ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ที่ยกตัวอย่างมา ก็มิได้หมายความว่า “ร้านรับซื้อของเก่า” ทุกร้านจะมีอันตรายร้ายแรงแฝงอยู่ ก็คงเป็นส่วนน้อย ซึ่งร้านที่ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายก็ย่อมมีการระมัดระวังอยู่แล้ว ก็อย่างที่บางร้านเคยสะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ไว้ว่า “คนทำธุรกิจร้านรับซื้อของเก่า บางทีก็เหมือนซื้อลอตเตอรี่ โชคดีก็ได้-โชคร้ายก็เสีย” ซึ่งโดยนัยนั้นหมายถึงกรณีที่อาจต้องตกเป็นผู้ต้องหารับซื้อของโจร และเมื่อของโจรก็ระวัง ดังนั้น สิ่งของอันตราย ก็ย่อมมีการระวังด้วยเช่นกัน??
     ประเด็นคือ “ของเก่า” บางอย่าง “ก่ออันตราย”
     “สารเคมี-รังสี-ระเบิด” เคยเกิดมาแล้วทั้งนั้น
     หวังว่าคงไม่เกิดอีก...จะเป็นไปได้หรือไม่??. 

ศึกษาปัญหามลพิษชายฝั่งทะเล

ผู้เขียน: 
คอลัมน์ ลดโลกร้อน ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557

     สมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ANDPI) จับมือกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท จีโอซินเทค จำกัด (Geosyntec) ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ร่วมกันศึกษาปัญหามลภาวะและการปล่อยของเสียชายฝั่งทะเลไทย เพื่อวางแผนป้องกันการรักษาสิ่งมีชีวิตในทะเลและระบบนิเวศน์วิทยา พร้อมกับวางแนวทางร่วมกับภาคอุตสาหกรรมในการควบคุมให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ภายใต้งบประมาณที่ควบคุมได้ โครงการศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลไทย เป็นการต่อยอดการทำงานของภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกรณีน้ำมันรั่วที่จังหวัดระยอง เมื่อเดือน กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าผลการศึกษาที่ได้จะชี้ให้เห็นว่า น้ำมันรั่วที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายโดยรวมไม่มากนัก แต่เพื่อการป้องกันความเสียหายในอนาคต จึงควรมีการจัดทำโปรแกรมตามหลักเทคนิคในการติดตาม เฝ้าระวัง
     ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “การศึกษาสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลไทยครั้งนี้ แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษบริเวณชายฝั่งทะเลและปริมาณการปล่อยของเสียลงสู่ทะเล ส่วนที่สอง ระบุผลกระทบต่อมนุษย์ และผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชายฝั่งทะเล ส่วนที่สาม จะเป็นการประเมินด้านพิษวิทยา และโอกาสเสี่ยงของผู้ที่ได้รับมลพิษ

     “การศึกษานี้จะช่วยให้การควบคุมมลพิษและการติดตามเฝ้าระวังเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำทรัพยากรที่มีมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด และช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถควบคุมงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้ประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุน”
     การศึกษาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ส่วนจะเริ่ม ประมาณไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และคาดว่าจะเสร็จภายใน 1 ปี โดยจะทำการศึกษา เก็บข้อมูลในฝั่งทะเลตะวันออกด้าน อีสเทิร์นซีบอร์ด ครอบคลุมพื้นที 50 ตารางกิโลเมตร มีนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมสำรวจทั้งหมดกว่า 20 คน

     นายปรานต์ สยามวาลา นายก สมาคม อุตสาหกรรมเพื่อป้องกัน ภัยพิบัติ กล่าวว่า เมื่อทำการศึกษาเสร็จสิ้น จะมีการทำรายงานสรุปข้อมูล เผยแพร่ะสาธารณชนทราบอีกครั้งหนึ่ง นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษ และปริมาณการปล่อยของเสียที่เก็บรวบรวมได้ในช่วงที่ทำการศึกษา นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับประชากรและสิ่งมีชีวิตในทะเล ในเขตอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางทะเลที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้จะมีการชี้ไปถึงสุขภาพของประชากรที่รับประทานสัตว์น้ำที่มีสารพิษสะสม รวมถึงผู้ที่นิยมกิจกรรมสันทนาการทางทะเลด้วย

by ThaiWebExpert