เดลินิวส์

ผวาไฟฟ้าภาคใต้มีปัญหา


ปลัดพลังงานผวา เหตุโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ล่าช้ากว่ากำหนด ซ้ำร้ายสายส่งไปใต้ ก็ยังเลื่อนไปอีกปี ขณะที่พลังงานทดแทนไม่สามารถป้อนได้ทั้งหมด หวั่นไฟฟ้าภาคใต้ปะทุปัญหาทั่วทุกจุด



นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ เป็นห่วงไฟฟ้าภาคใต้ที่มีการใช้เติบโตขึ้นแต่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ล่าสุดยังต้องเลื่อนเข้าระบบออกไปจากแผนเดิมอีกเป็นหลังปี 65 ล่าสุดกฟผ. ยังแจ้งว่า สายส่งไฟฟ้าที่จะก่อสร้างไปยังพื้นที่ภาคใต้ (จอมบึง-บางสะพาน-สุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต) ระยะทาง 800 กม. ตามแผนจะก่อสร้างปี 62 ต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากประสบปัญหาการเวนคืนที่ดินล่าช้า


“ขณะนี้เราคงต้องขยับเวลาให้กับโรงไฟฟ้ากระบี่ออกไปเพื่อที่จะให้กฟผ. กำหนดแนวทางสอบถามความเห็นว่าสรุปแล้วประชาชนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ ยอมรับว่าตอนนี้  ตันทุกจุดทั้งเลื่อนสายส่งอีก  ขณะที่พลังงานทดแทนเราก็มุ่งเน้นเต็มที่แต่ต้องยอมรับไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาคใต้”


ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่ได้ระบุว่าจะระงับโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่แต่อย่างใดแต่ต้องการให้ไปสอบถามคนในพื้นที่จึงมอบให้กฟผ.ลงพื้นที่สอบถามประชนชนและทำความเข้าใจเพราะความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขณะที่กระทรวงพลังงานพร้อมสนับสนุนพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่โดยได้มอบให้มหาวิทยาสงขลา ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น และม.สุรนารีศึกษาพื้นที่แต่ละภาคในการทำพลังงานทดแทนแต่พลังงานทดแทนเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ขณะที่ความเป็นห่วงเรื่องมลพิษยืนยันว่าไทยก็ใช้มาตรฐานโรงไฟฟ้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานสูง

ที่ประชุมโลกร้อนเห็นชอบ 'ประกาศมาราเกซ'

196 ประเทศและอียู เห็นชอบในคำประกาศมาราเกซ ในการประชุมโลกร้อนที่โมร็อกโก เรียกร้องนานาชาติเร่งมือปฏิบัติตามคำมั่นในข้อตกลงปารีส



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ว่า สหภาพยุโรป (อียู) และอีก 196 ประเทศ ให้ความเห็นชอบในคำประกาศมาราเกช (Marrakesh Action Proclamation) ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ครั้งที่ 22 (UNFCC:COP22) ที่จัดขึ้นที่เมืองมาราเกชของโมร็อกโก ระหว่างวันที่ 7-18 พ.ย. โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดแนวทางสำหรับการปฏิบัติและบังคับใช้ความตกลงปารีส (Paris Agreement)


สาระสำคัญของประกาศมาราเกซคือการเรียกร้องให้นานาชาติ เร่งดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนและเป้าหมายที่แต่ละประเทศให้คำมั่นไว้ในข้อตกลงปารีส เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการแก้ปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่ภาครัฐ แต่ยังต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักวิทยาศาสตร์ ภาคธุรกิจ และการตอบสนองต่อปัญหาในระดับโลกจากทุกภาคส่วนและทุกระดับชั้น


ความตกลงปารีสจากการประชุมเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว มีเนื้อหาว่าด้วยการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกนับจากยุคก่อนอุตสาหกรรม ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือที่ดีกว่านั้นคือไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ข้อตกลงนี้ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้รับการเห็นชอบและให้การรับรองจาก 111 ประเทศทั่วโลก

ชวนลดใช้รถส่วนตัววันคาร์ฟรีเดย์18ก.ย.นี้


คาร์ฟรีเดย์เมืองกรุง จัด 18 ก.ย.นี้ รณรงค์ประชาชนหยุดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล หันมาเดินทางด้วยระบบสาธารณะ เผยเมืองกรุงจราจรวิกฤต รถแล่นได้ความเร็วเฉลี่ยทั้งเมืองแค่ 15 กม.ต่อชม.



เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นายสุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงข่าวการจั ดกิจกรรม Bangkok Car Free Day 2016 ภายใต้โครงการส่งเสริมการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี พ.ศ.2559 เพื่อรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล กระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รูปแบบการเดินทางอื่นๆ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล แก้ไขปัญหาการจราจร และส่งเสริมการเดินทางอย่างยั่งยืนร่วมกัน


นายสุธน กล่าวว่า กรุงเทพฯมีการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจำนวนมาก ซึ่งส่งผลต่อปัญหาการจราจรติดขัด และสร้างมลภาวะให้แก่เมือง ซึ่งจากค่าเฉลี่ยความเร็วรถในพื้นที่กรุงเทพฯนั้น พบว่า มีค่าเฉลี่ยความเร็วรถอยู่ที่เพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น การเดินทางบนท้องถนนของประชาชน จึงต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมากกว่าจะถึงที่หมาย สิ่งหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาการจราจรได้คือประชาชนต้องลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาเดินทางโดยระบบอื่นๆ ทั้งระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หรือการเดินทางที่ไม่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษต่อพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมา กทม.ได้พยายามรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันดูแลแก้ปัญหาการจราจรและมลภาวะของเมือง โดยหนึ่งในโครงการรณรงค์การลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลคือ กิจกรรม Bangkok Car Free Day ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 43 ทั้งนี้ วันคาร์ฟรีเดย์สากล จะตรงกับวันที่ 22ก.ย.ของทุกปี แต่กทม.จะมีการจัดกิจกรรม คาร์ฟรีเดย์ในปี 59 นี้ ในวันที่ 18 ก.ย. เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ รูปแบบการเดินทางอื่นๆ นอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล เช่น การเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ การใช้จักรยาน หรือการเดิน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการจราจร


นายสุธนกล่าวต่อว่า ทั้งนี้กิจกรรมคาร์ฟรีเดย์ในปี 59 กทม.จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆจำนวนมาก โดยพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน ถือเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น และเกิดปัญหามลพิษขึ้นในพื้นที่ ดังนั้น กทม.จึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ และมุ่งหวังการลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้าพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้กิจกรรม Bangkok Car Free Day 2016 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 ก.ย. โดยจะมีพิธีปล่อยขบวนจักรยานปั่นรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และกิจกรรมอื่นๆ อาทิ กิจกรรมแรลลี่ กิจกรรมการออกร้านแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่

ชั้นโอโซนส่งสัญญาณฟื้นตัว ผลจากการลดใช้ซีเอฟซี


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองไมอามี ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์เผยการค้นพบเรื่องการฟื้นฟูของชั้นโอโซนในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกาหรือขั้วโลกใต้ ในวารสารวิทยาศาสตร์ไซน์แอนซ์ ระบุว่า จากการสำรวจโดยดาวเทียม การสำรวจภาคพื้นดิน และการใช้บอลลูนตรวจสอบสภาพอากาศ พบว่าช่องโหว่ในชั้นโอโซนเริ่มมีอัตราลดลง บ่งชี้ถึงการเข้าสู่สภาวะฟื้นฟูของชั้นโอโซน โดยช่องโหว่ในชั้นโอโซนลดลงคิดเป็นพื้นที่ราว 4 ล้านตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าขนาดของประเทศอินเดียโดยประมาณ นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา


รายงานระบุว่า การฟื้นฟูของชั้นโอโซน เป็นผลมาจากการลดลงของอย่างต่อเนื่องของคลอรีนในชั้นบรรยากาศ ที่เกิดจากสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (ซีเอฟซี) หรือสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การซักแห้ง การทำงานของเครื่องทำความเย็น การใช้สเปรย์ และละอองลอยอื่นๆ อันยา ชมิดต์ นักวิจัยเรื่องผลกระทบจากภูเขาไฟ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ หนึ่งในทีมนักวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า พิธีสารมอนทรีออลที่มีการลงนามร่วมกันของประเทศต่างๆ เมื่อปี 2530 ซึ่งห้ามไม่ให้มีการใช้สารซีเอฟซี คือกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ

การค้นพบช่องโหว่ในชั้นโอโซนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อราวคริสต์ทศวรรษปี 1950 และรุนแรงที่สุดเมื่อช่วงเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งทีมนักวิจัยระบุว่าเป็นผลมาจากการปะทุของภูเขาไฟคาลบูโกในชิลีในช่วงเวลานั้น ซึ่งทำให้การฟื้นฟูของชั้นโอโซนที่มีปฏิกิริยาไวต่อคลอรีน อุณหภูมิ และแสงแดด เป็นไปอย่างล่าช้ามากขึ้น ชมิดต์ กล่าวว่า การปะทุของภูเขาไฟได้ปล่อยอนุภาคในอากาศขนาดเล็กออกมาในปริมาณมาก ซึ่งก่อให้เกิดสภาพทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับสารคลอรีนจากซีเอฟซีในชั้นบรรยากาศ ที่จะทำปฏิกิริยากับโอโซนในบริเวณแอนตาร์กติกา.

กทม.การันตีปลอดภัยแน่นอนเตาเผาขยะผลิตไฟฟ้าแห่งแรกในกรุง

เมื่อวันที่ 10พ.ค. ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นแบบโครงการกำจัดมูลฝอยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม          

สำหรับโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้ากทม.ได้ลงนามสัญญจ้างให้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการโดยก่อสร้างเป็นเตาเผาขนาด 500 ตันต่อวัน บนพื้นที่ภายในศูนย์จัดเก็บมูลฝอยหนองแขมซึ่งเป็นที่ดินของกทม. โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างโรงงานและบริหารจัดการ งบประมาณทั้งสิ้น 2,124ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการได้ต่อเนื่อง 20ปี รวมทั้งได้รับผลพลอยได้จากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ที่ 5 เมกกะวัตต์ต่อวัน โดยโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว จะใช้อุณหภูมิในการเผาขยะไม่ต่ำกว่า 850องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนจากการเผาจะกลายเป็นไอน้ำ ที่มีอุณหภูมิสูง และถูกป้อนสู่ชุดเครื่องกำเนินไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้งนี้กทม.จะเป็นผู้จ่ายค่ากำจัดขยะ 970บาทต่อตัน ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างโรงกำจัดขยะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 55 และได้เริ่มเดินระบบการเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานกำจัดขยะดังกล่าว ถือเป็นโรงงานกำจัดขยะมูลฝอยทั่วไปด้วยระบบเตาเผาเป็นครั้งแรก ของกทม. จากที่ที่ผ่านมาได้มีการว่าจ้างเอกชนกำจัดโดยการนำไปฝังกลบมาโดยตลอด            

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า กรุงเทพฯต้องรับมือกับปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันกทม.สามารถจัดเก็บขยะได้ที่เฉลี่ยวันละ 9,900 -10,000 ตัน  ดังนั้นหากประชาชนยังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการช่วยกันลดปริมาณขยะ ก็จะเกิดมลพิษต่อเมืองขึ้น ทั้งนี้วิธีการกำจัดขยะของกทม.ที่ผ่านมาเป็นการฝังกลบ ซึ่งพื้นที่ดินที่จะนำไปฝังกลบก็ไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการฝังกลบยังเป็นปัญหากระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการสร้างโรงงานเตาเผาขยะเพื่อมาแบ่งเบาวิธีการกำจัด ขยะแบบเดิมจึงเป็นส่วนในการช่วยกำจัดขยะที่ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อม                 

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวต่อว่า สำหรับเทคโนโลยีกำจัดขยะด้วยความร้อนสูงนั้นเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ใช้ในการ กำจัดขยะในหลายเมืองทั่วโลก โดยนอกจากกำจัดขยะแล้วยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อีกด้วย โดยในส่วนความกังวลของประชาชนในเรื่องของมลพิษจากการเผาขยะนั้น ยืนยันว่าได้มีการตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม มีการตรวจวัดค่ามลพิษ ก๊าซต่างๆ ที่จะปล่อยออกมาจะต้องไม่เกินค่ามาตรฐาน และกทม.จะมีการกำกับควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการรายงานผลการตรวจวัดมลพิษต่างๆไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมในรูปแบบ เรียวไทม์เพื่อตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามความเหมาะสมอีกด้วย ซึ่งระบบการจัดการโรงงาน จะใช้เทคโนโลนีขั้นสูงในการกรองมลพิษ ออกสู่บรรยากาศภายนอก โดยกรองได้กว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ จึงปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแน่นอน อีกทั้งเพื่อเป็นการดูแลประชาชนโดยรอบ กทม.จัดดำเนินการจัดตั้งกองทุนโรงงานไฟฟ้าและมูลนิธิรักกันเราทำได้ เพื่อการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบ และเปิดศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ผู้ที่สนใจได้เยี่ยมชมโรงงาน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการกำจัดขยะต่อไปอีกด้วย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยรอบพื้นที่โรงงานกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนอยู่อาศัย บางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบบ้านจัดสรร หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานดังกล่าวกว่า 3-4 กิโลเมตร จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการกำจัดขยะโดยการเผา โดยชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า การเผาขยะของกทม.ไม่ส่งผลรบกวนใดๆ เนื่องจากไม่เคยได้กลิ่นเหม็น หรือมีควันใดๆออกมา อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้กทม.ดูแลควบคุมคุณภาพเตาเผาให้มากที่สุด เพราะหากมีสารพิษหลุดรอดออกมา ชาวบ้านอาจเป็นอันตรายได้ เพราะสารพิษบางอย่างก็ไม่มีกลิ่น หรือมีควันให้เห็น.

 

ทวงคืนผืนป่า : ของจริงหรือลิงหลอกเจ้า

ผู้เขียน: 
นริศ ขำนุรักษ์



ในช่วงเวลานี้คนไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติไม่แพ้ใครเลยในโลก ใครผู้ใดกระทำผิดต่อกฎหมายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเสียผู้เสียคน หมดเครดิตความเชื่อถือ จนเสียอนาคตกันไปเลย ภาคเอกชนก็พยายามเข้ามาช่วยรัฐทำกิจกรรมทางสังคม (CSR) ด้านนี้มากขึ้น ก็เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลเอง ก็พยายามทำผลงานด้านนี้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เพราะรู้ว่าชาวบ้านและคนไทยส่วนใหญ่ชอบ รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ว่า สามารถทวงคืนผืนป่าได้แล้ว 1 แสนไร่ จาก “ผู้กระทำผิด” ที่ยึดครองผืนป่าอย่างผิดกฏหมาย

ถือเป็นผลงานที่ดีชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนคนไทยหลังจากได้ยินข่าวนี้แล้วก็ดีใจได้ปลื้มไปกับรัฐบาล เพราะคนส่วนใหญ่รัก หวงแหน และเห็นคุณค่าทรัพยากรป่าไม้ และยังเรียกรัองให้เดินหน้าทวงคืนฝืนป่าต่อไป เพราะต่างก็เห็นว่าทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของชาติ ไม่อาจให้ใครไปใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะจำนวนป่าที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถลดน้อยกว่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อการแถลงผลงานการทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลนี้ทีเดียว



แต่เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ในฐานะที่เคยทำงานด้านนี้และได้พบเห็นอะไรมาพอสมควรทั้งในช่วงที่รับราชการ และช่วงมาเป็นนักการเมืองทำหน้าที่ “ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฏร” จึงอยากให้ “รมว.ทส.” พิจารณาดำเนินการตรวจสอบบ้าง...บางประการ คือ

1. ให้มีการตรวจสอบซ้ำ (double check)ว่าหน่วยปฏิบัติที่รายงานการยึดคืนผืนป่าว่าสามารถทำการยึดคืนป่ามาได้จริงๆ เป็นจำนวนพื้นที่หนึ่งแสนไร่ตามที่รายงานและมีการแถลงไปแลัวว่าจริงหรือไม่ หรือยึดได้จริงเพียงบางส่วนเป็นพื้นที่เล็กๆ แล้วไปรวมกับพื้นที่ที่ดำเนินการเพียงแค่แจ้งความลงบันทึกการจับกุมไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ผู้บุกรุกยังอยู่และทำประโยชน์เหมือนเดิม เรียกว่า "จับหลอก" ถ้าเป็นเช่นนี้ให้ถือว่าหน่วยงานผู้รายงานดังกล่าวรายงานเท็จต่อผู้บังคับปัญชา เป็นการหลอกรัฐบาลและหลอกประชาชน โดยเฉพาะที่สำคัญ “หลอกรัฐมนตรี” เจ้ากระทรวงที่เป็นเจ้านายผู้รับผิดชอบ

2. ลองให้การสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่ทำการยึดคืนพื้นทีป่าที่ถูกบุกรุกดังกล่าวนั้น ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่นั้นๆ เอง เพราะถ้ายึดคืนผืนป่ามาได้จริง ก็จะไม่มีแรงต้านจากประชาชน หากจับกุมและรายงานหลอกก็จะไม่สามารถเข้าไปฟื้นฟูหรือดำเนินการใดๆ ได้ เพราะผู้ครอบครองจะไม่ยอมให้ดำเนินการ โดยให้มีการตรวจสอบการดำเนินการอย่างเข็มข้นในทุกขั้นตอนของการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่า ไม่เช่นนั้นจะถูกหลอกซ้ำสอง



3. ให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าเหลืออยู่จริงของสวนป่าในทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยจัดการต้นน้ำ ของทุกป่าสงวนแห่งชาติ และหรือทุกหน่วยที่ใช้เงินไปปลูกและฟื้นฟูป่า ซึ่งต่างก็ใช้เงินงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว โดยเฉพาะสำรวจการมีอยู่จริงของป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เอกชนได้ใช้เงินมาช่วยรัฐปลูกและบำรุงรักษาเป็นเงินจำนวนมากมายเช่นกัน ว่ามีอยู่จริงเท่าไหร่ เพื่อจะไดัวางแผนเดินหน้าฟื้นฟูต่อไป จะได้ไม่จับกุมและฟื้นฟูซ้ำซ้อน จนบางพื้นที่ว่ากันว่าปลูกป่าซ้อนในที่เดียวกันจนเป็น "ป่าคอนโดมิเนียม" แต่ในพื้นที่จริงกลับไม่มีป่าแต่อย่างใด หรือมีก็หร่อมแหร่มแซมด้วยยางพาราหรือพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน



4. หากพบทุจริตในการรายงานเท็จในครั้งนี้ ตลอดจนการทุริตในการปลูกและฟื้นฟูป่าที่ผ่านมา รวมไปถึงการไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่าก็ให้ลงโทษอย่างเด็ดขาดต่อไป เพราะปัญหาการทุจริตที่ผ่านมาเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวมได้ จนมีรับสั่งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2554 ว่าถ้าเจ้าหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โลภและอยากได้เงิน จึงจะรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยูได้

ถ้า “รมว.ทส.” ดำเนินการอย่างจริงจังกับข้อเสนอดังกล่าว จะทำให้สามารถป้องกันป่าที่เหลืออยู่ได้อย่างแน่นอน และสามารถฟื้นฟูป่าที่หายไปให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ สามารถขจัดข้าราชการที่ทุจริตออกไปจากระบบ และสำคัญที่สุดสามารถสนองพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวได้ครับ และที่สำคัญอีกอย่างคือ “ไม่ถูกลูกน้องหลอก” ครับ

เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน

ผู้เขียน: 
นาตยา คชินทร


กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำ “โครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเทศบาลตำบลเกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี” โดยใช้งบประมาณและเทคโนโลยี

“เกาะสีชัง” นอกจากจะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวแล้วยังเป็นเมืองท่าสำคัญในการ ขนถ่ายสินค้าจากต่างประเทศ ทั้งปูนซีเมนต์ ปุ๋ย แป้งมันและถ่านหินปัญหาตามมาก็คือขยะล้นเกาะ ซึ่งมีทั้งขยะที่มากับนักท่องเที่ยวที่มีกว่า 4 แสนคนต่อปีและขยะทะเลที่มาจากเรือสินค้าอีกด้วย

นายสหััสถนอมศิริ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะสีชังอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เล่าให้ฟังว่า ปริมาณขยะบนเกาะมากถึงวันละ 15-18 ตันและขยะทะเลที่พัดเข้ามาติดชายฝั่งอีกเกือบ 10 ตันต่อวันทำให้เกาะสีชังมีปัญหา วันละ 3 พันบาทจะใช้วิธีฝังกลบก็ไม่ได้เพราะพื้นที่เป็นหินจึงใช้วิธีการเทและเผากลางแจ้งแบบธรรมชาติแทนซึ่งก่อมลพิษและมีกลิ่นเหม็น

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำ “โครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเทศบาลตำบลเกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี”โดยใช้งบประมาณและเทคโนโลยี จาก 3 ฝ่าย คือกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารีประมาณ 19 ล้านบาทเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร



รศ.ดร.วีระพงษ์แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า เกาะสีชังถือเป็นพื้นที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กระทรวงได้นำปัญหาดังกล่าวไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้โจทย์ มาว่า “จะทำขยะให้มีราคาได้อย่างไร เพื่อ ให้ชุมชนมีรายได้”

ทั้งนี้ ระบบการจัดการขยะมีหลายวิธีหลายเทคโนโลยีจึงต้องเลือกให้เหมาะสมและคุ้มค่ากับพื้นที่ซึ่งขยะบนเกาะสีชังส่วนหนึ่งเป็นขยะทะเลทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีจึงเลือกใช้เทคโนโลยีการบำบัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการแบบเชิงกล-ชีวภาพ ซึ่งวิจัยและพัฒนามานานเกือบ 10 ปี มาใช้ในการเปลี่ยน ขยะให้ปุ๋ยอินทรีย์และขยะเชื้อเพลิง โดยนำขยะที่มีจำนวนมากมาหมักก่อน เพื่อคัดแยกขยะสดที่มีกลิ่นเหม็น ออกจากขยะรีไซเคิลพวกพลาสติกการหมักจะใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ขยะสดซึ่งเป็นสารอินทรีย์จะกลายเป็นปุ๋ยส่วนขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ที่คัดแยกได้ จะนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเพื่อพร้อมเข้าสู่กระบวนการ ที่จะเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงขยะสามารถต่อยอดทำได้ ทั้งผลิตไฟฟ้าหรือผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง

นักวิจัย บอกว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อจัดการขยะชุมชนทั่วประเทศและได้ดำเนินการสำเร็จ และใช้ประโยชน์เป็นรูปธรรมแล้วที่เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา

แม้เทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหา เปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ของชุมชนแต่หากจะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับทุกคน.

นาตยา คชินทร
nattayap.k@gmail.com

“ธรณ์”ซัดเขื่อนกันคลื่นเพิ่มปัญหากัดเซาะ




“ธรณ์” ซัดเขื่อนกันคลื่นเพิ่มปัญหากัดเซาะ ทำที่ดินชาวบ้านหล่นลงทะเล แนะทส.ใช้กฎหมายรื้อถอนทิ้ง ก่อนสร้างต้องเข้มอีไอเอหลายพื้นที่


เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านระบบนิเวศทางทะเล และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีคลื่นยักษ์ทะเลอ่าวไทยพัดถล่มกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ว่า ต้องเข้าใจว่าปัญหากัดเซาะชายฝั่งมีมาโดยตลอด และจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ขึ้นกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. เป็นต้น โดยในเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีข้อมูลอยู่แล้วว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาแบ่งเป็น 60 พื้นที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกันในแต่ละพื้นที่ แต่ปัจจุบันแก้ปัญหากันเป็นหย่อมๆ โดยหน่วยงานส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกันทราย กันคลื่น ซึ่งบางพื้นที่ก็ไม่เหมาะสมและอาจจำเป็นต้องรื้อถอนทิ้งสิ่งกีดขวางชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นของหน่วยงานภาครัฐที่มีการสร้างเขื่อนต่อไปเรื่อยๆ บางพื้นที่ไม่โดนกัดเซาะก็สร้าง อาทิ พื้นที่อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ การสร้างเขื่อนทำให้แนวชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น บริเวณหาดแสงจันทร์ จ.ระยอง สร้างเขื่อนกันคลื่น แล้วเกิดหาดทรายงอก แต่มีร้านค้า ร้านเหล้าเข้าไปยึดครองพื้นที่ เป็นผลที่ตามมาจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นเกิดที่สาธารณะแล้วคนเข้าไปจับจอง เมื่อรัฐเข้าไปเขาจะยอมออกกันง่ายๆ หรือไม่

“ปัญหากัดเซาะในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดจากเขื่อนปากคลองทั้งนั้น ที่ดินโฉนดชาวบ้านเหว้าหายเป็น 100 กิโลเมตร ต้องแก้ที่ต้นเหตุตั้งแต่เขื่อนแรกที่สร้างกรมเจ้าท่าบอกว่าการขุดลอกทรายมาเติมสิ้นเปลืองงบประมาณหลาย 10 ล้านบาท สร้างเขื่อนไม่ต้องมานั่งดักทรายกัน แต่กลับไม่เคยประเมินว่าการสร้างเขื่อนแพงกว่าถ้ายังสร้างเขื่อนเราจะไม่มีหาดทรายเหลือเลย” นายธรณ์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ปัญหาคือยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งซึ่งหน่วยงานที่ดูแลในเวลานี้ คือกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม และกรมทรัพยากรธรณีและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทุกหน่วยงานก็มีความพยายามจะสร้างเขื่อนกันหมดโดยไม่คำนึงว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไปกีดขวางทางน้ำและทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามขณะนี้ ทช.มีกฎหมายชัดเจนในการแก้ปัญหากัดเซาะ ระบุไว้ใน มาตรา 21 พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยให้ระบุถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินการกับสิ่งก่อสร้างหรือกิจกรรมภายในเขตพื้นที่ที่จะบังคับใช้กฎหมาย โดยให้กำหนดให้สามารถระงับการดำเนินกิจกรรมหรือรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้แต่ปัญหาคือเขื่อนกันทราย กันคลื่นเป็นของกรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ทช. จึงอาจรอความชัดเจนในเรื่องผลการศึกษาอยู่

นายธรณ์ กล่าวต่อว่า ตนเสนอว่าถ้าจะสร้างอะไรในชายฝั่ง ต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต้องมีความเห็นหลายฝ่ายมาร่วมกัน นอกจากนี้ต้องเอาผลการศึกษามาใช้ว่าตรงไหนมีปัญหาจริงต้องรื้อถอนออกไปตามกฎหมายของทช.ที่สำคัญรัฐบาลต้องออกหลักเกณฑ์ในเรื่องบประมาณในการสร้างเขื่อนแนวกันคลื่น และต้องมีคณะกรรมการที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน.

ชูบทบาทภาคเกษตร ลดก๊าซเรือนกระจก




การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิกทั่วโลก 196 ประเทศ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมในพิธีเปิดและได้กล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมประชุมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อหารือให้ได้ผลลัพธ์ในรูปแบบของพิธีสารหรือข้อตกลงใหม่ว่าด้วยความร่วมมือภายใต้อนุสัญญาฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับทุกประเทศภาคีภายหลังปี ค.ศ.2020

การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิกทั่วโลก 196 ประเทศ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมในพิธีเปิดและได้กล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีพิเศษ และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องเงินทุน งานวิจัย และองค์ความรู้เพื่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งประเทศไทย ได้แสดงความตั้งใจว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 - 25 ภายในปี ค.ศ.2030 มุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันการใช้พลังงานทดแทนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้มากขึ้น ขจัดการบุกรุกป่า และทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการให้บรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม COP สมัยที่ 21 ได้มีมติเห็นชอบ “ร่างข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก” หรือเรียกว่า “ข้อตกลงปารีส” โดยตั้งเป้าหมายจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับที่ปล่อยอยู่ในปัจจุบัน และจะจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสหากเป็นไปได้ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา จำนวน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และจะมีการทบทวนความคืบหน้าทุกๆ 5 ปี

โดยหลังจากนี้ แต่ละประเทศต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้สัตยาบัน ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 55 ประเทศให้สัตยาบัน และประเทศเหล่านั้นต้องมีอัตราการลดก๊าซเรือนกระจกรวมกันคิดเป็นร้อยละ 55 ของโลกขึ้นไป ข้อตกลงดังกล่าว จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ในปี ค.ศ.2020

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมองค์กรย่อยว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมัยที่ 43 โดยมีการเจรจาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เช่น ประเด็นการบ่งชี้มาตรการการปรับตัว โดยพิจารณาความหลากหลายของระบบการเกษตร ระบบความรู้ดั้งเดิม ระดับความแตกต่างของแต่ละประเทศ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนา และประเด็นการบ่งชี้ประเมินแนวทางปฏิบัติและเทคโนโลยีด้านการเกษตร ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ความมั่นคงอาหาร และการมีภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ผู้แทนจากประเทศไทยจะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อคิดเห็นและบทบาทของไทยในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหา และการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ต่อไป.

กทม.โวคุณภาพอากาศกรุงเทพดีกว่าลอนดอน


กทม.โว เมืองกรุงคว้าแชมป์คุณภาพอากาศดี เมื่อเทียบเมืองใหญ่ 28เมืองทั่วโลก พร้อมเตรียมเข้มมาตรการลดฝุ่นละออง .หวังใช้มาตรการทางกฎหมายแก้ปัญหารถควันดำ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องพบว่า คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือน มกราคม – พฤศจิกายน 2558 มีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปี 57 โดยในปี 58 พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) มีค่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 3.14 ซึ่งลดลงจากปี 2557 ที่พบว่าเท่ากับร้อยละ 4.94 ขณะที่ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 9.52 ซึ่งลดลงจากปี 2557 ที่พบว่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 9.88 ทั้งนี้ผลการวิจัยของAirport Parking and Hotels (APH) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการจองที่พักและการจอดรถของอังกฤษ ระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศน้อยที่สุดในปี 58 โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI : Air Quality Index) เท่ากับ 18 ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศดี เมื่อเทียบกับ 28 เมืองที่ได้รับการสำรวจ เช่น นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก และลอนดอน

นายจุมพล กล่าวว่า การที่คุณภาพอากาศโดยรวมของกรุงเทพฯ ดีขึ้น เนื่องจากกทม.ได้ดำเนินการตามมาตรการ เพื่อลดมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยความร่วมมือของ 50 สำนักงานเขต ดำเนินการล้างถนนและทางเท้า เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการล้างถนนในเส้นทางที่มีการก่อสร้างอาคารหรือโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการตรวจจับและห้ามใช้รถควันดำบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ การเข้มงวดให้ผู้ประกอบการปกคลุมผ้าใบในพื้นที่ก่อสร้าง  อีกทั้งรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น ทั้งนี้ กทม.ได้ตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมจากเดิม จำนวน 4 สถานี เพิ่มอีก 46 สถานี รวมเป็นสถานีที่อยู่ในการดูแลจำนวน 50 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตในกรุงเทพฯ ซึ่งจะแล้วเสร็จและทำงานได้ในต้นปี 59 จะทำให้สามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ อีกทั้งสามารถนำข้อมูลมาวางแผนกำหนดมาตรการรองรับ และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

by ThaiWebExpert