เดลินิวส์
วิถีเกษตรแบบลงตัวกลางเมืองท่องเที่ยว
Tue, 2012-12-11 00:00 | by editorโดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2555
ป่าทุ่งทะเล บ้านปากคลอง หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะที่ถูกแบ่งออกจากแผ่นดินใหญ่ของตำบลเกาะกลาง โดยมีคลองร่าหมาด และคลองลัดลิกี เป็นตัวแบ่งพื้นที่
ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบชายหาด ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย ตอนกลางของพื้นที่เป็นป่าพรุและป่าเลน มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายสลับกับทุ่งหญ้า มีป่าพรุ กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้เสม็ด ซึ่งสมบูรณ์และหนาแน่นที่สุดของประเทศ ส่วนพันธุ์ไม้อื่น ได้แก่ หว้าหิน หว้า ตังหน สำหรับไม้พื้นล่างมีต้นหลาวชะโอน กะพ้อ หวาย กล้วยไม้ป่า เป็นต้น มีป่าชายเลนหนาแน่นบริเวณริมคลองน้ำเค็ม ได้แก่ คลองร่าหมาด คลองลัดลิกีทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้ของพื้นที่มีต้นไม้ที่สำคัญทั้งที่เป็นไม้ดั้งเดิมและที่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการปลูกขึ้นมาใหม่ของชาวชุมชน ได้แก่ โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก โปรงแดง โปรงขาว ถั่วดำ ถั่วขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ หวายลิง เหงือกปลาหมอ เป็นต้น
ลักษณะเด่นอีกประการของพื้นที่แห่งนี้ก็คือ การมีป่าชายหาด ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน มีความยาวของชายหาดประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดแนวจะมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้สนทะเล หยีทะเล ปอทะเล พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ เตยทะเล เจริญงอกงามแบบเกื้อกูลกันเต็มพื้นที่
และจากความสมบูรณ์ในพื้นที่จึงมีพื้นที่ป่าดิบชื้นขึ้นอยู่ตามร่องห้วยน้ำจืดบริเวณตอนกลางของพื้นที่อีกด้วย พันธุ์ไม้ที่สำคัญในพื้นที่ส่วนนี้จะประกอบด้วย ตะเคียน หว้าหิน เสม็ดแดง หว้า และมีกล้วยไม้ป่าหลากหลายชนิด นับเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีความหลากหลาย และนับเป็นป่าธรรมชาติ ใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้
ตลอดเวลาที่ผ่านมาภายหลังจากสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างนักลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กับราษฎรในพื้นที่ โดยการนำพื้นที่ทั้งหมดมาดำเนินงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งในพื้นที่และที่ห่างไกลสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาเรียนรู้วิถีทำกินก่อนนำกลับไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ก็ได้มีการช่วยกันดูแลเฝ้ารักษาไม่ให้มีการบุกรุกทำลายต่อบริเวณป่าชายฝั่งจึงทำให้ชายฝั่งทะเลเกิดป่าและหาดทรายที่ทอดยาว ติดทะเลชายฝั่งอันดามันมีอากาศสดชื่น และเงียบสงบ เป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ และหลากหลาย มีสัตว์ป่ามากมายที่เข้ามาอาศัยอยู่ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือมีป่าถึง 5 ชนิด อยู่ในพื้นที่แบบเชื่อมโยงกันคือ ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าดิบชื้น ป่าชายหาด และทุ่งหญ้า จึงทำให้มีสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นและเฉพาะป่าตลอดถึงพันธ์ุสัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็มเข้ามาอาศัยอยู่รวมกันอย่างชุกชุม
และจากความสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นผลให้การประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่กระทบกระเทือน ที่สำคัญทำให้ผลผลิตจากการประกอบอาชีพที่มีอย่างหลากหลายสามารถพัฒนาจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง เช่นกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปลากะรังที่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การเลี้ยงปลาในเบื้องต้นแก่เกษตรกรภายหลังผ่านการอบรมถึงวิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็จะได้รับพันธ์ุปลาที่สมบูรณ์จาก โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กระบี่ ไปทำการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ของตน และมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการดูแลตลอดระยะเวลาจนจับปลาขึ้นมาจำหน่าย
ทำให้เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงมีความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างดีเมื่อสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ก็จะออกไปขยายผลเป็นผู้แนะนำแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ที่สนใจต่อไปแบบต่อเนื่อง จึงทำให้พื้นที่มีการเพาะเลี้ยงปลากะรังเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงด้วยดี ขณะเดียว กันก็มีการจัดตั้งกลุ่มสตรีเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นมารองรับผลผลิตที่ผลิตได้ หากเกิดปัญหากับการตลาดช่วงที่ปริมาณปลาที่เลี้ยงมีมากเกินความต้องการของตลาด
และตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้พื้นที่มีความสมบูรณ์แบบเกื้อกูลกันอย่างลงตัวและเต็มที่ ผลผลิตจากการผลิตในทุกชนิดรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงประสบความสำเร็จด้วยดี ยังมาซึ่งการมีกิน อยู่ดี มีเงินเหลือเก็บของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่มาของการหวงแหนพื้นที่ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง จนบุคคลภายนอกที่หวังเอาพื้นที่มาใช้ประโยชน์แบบฉาบฉวยและชั่วคราวในนามของสถานที่ท่องเที่ยว จึงไม่สามารถเข้าไปดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจต่อการศึกษาถึงแนวคิด วิธีคิด ในการดำรงชีพแบบคนกับธรรมชาติที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่น้อย
ทีเดียว.
เร่งโซนนิ่งภาคเกษตรสร้างมาตรฐานการผลิต
Thu, 2012-11-08 00:00 | by editorนายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดเขตพื้นที่เกษตรเศรษฐกิจ หรือโซนนิ่ง ตามศักยภาพและความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ โดยให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงระบบโลจิสติกส์สู่การตลาดที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เมื่อก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินงานเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากการกำหนดรูปแบบการจัดทำโซนนิ่งในรูปของกลุ่มจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเตรียมข้อมูลทางกายภาพในระดับตำบล เพื่อชี้แจงกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำข้อมูลสินค้าเกษตรส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว อ้อย ปลา กุ้ง ผลไม้ มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผัก และปาล์มน้ำมัน อีกทั้งยังได้จัดทำข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร 5 อันดับแรกของกลุ่มจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และมีแผนดำเนินงานในเรื่องโซนนิ่ง เพื่อตอบสนองนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อสินค้าที่แน่นอน และราคาที่เป็นธรรม ส่วนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการลดต้นทุน รวมทั้งงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ.
ดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า
Thu, 2012-11-08 00:00 | by editorดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.
สถานการณ์ปัญหาคนรุกที่ป่า ป่ารุกที่คน และความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งแวดล้อม สาเหตุใหญ่มาจากแนวเขตที่ไม่ชัดเจน และข้อจำกัดในการพิสูจน์สิทธิที่มักเป็นระบบปิดเข้าถึงได้ยาก ใช้เวลานาน กระทรวงยุติธรรม โดยศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญช่วยเหลือคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากปัญหาคดีการบุกรุกที่ดินและสิ่งแวดล้อม
โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2555
โดยเฉพาะการพิสูจน์หลักฐานการครอบครองพื้นที่ซึ่งมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน จึงต้องอาศัยการทำงานในรูปแบบเฉพาะและเครื่องมือที่สามารถทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ได้ผลรวดเร็ว
พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า “แม่ข่ายแผนที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ ดีซี่ แม็พ (DSI MAP) นวัตกรรมในการ
ตรวจสอบที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่คดีพิเศษและยังเกิดประโยชน์กับประชาชนทั่วไปที่สามารถเข้ามาใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ฟรีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงมีพิกัดจีพีเอสของพื้นที่ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าพื้นที่นั้นอยู่ในเขตพื้นที่อะไร ซึ่งปัจจุบันการหาพิกัดจีพีเอส สามารถทำได้ง่าย เช่น ตรวจสอบได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไอแพด เป็นต้น พร้อมระบุด้วยว่าพื้นที่นั้นมีกฎหมายประกาศอะไรที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือวันที่ประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์เบื้องต้น ซึ่งวิธีการนี้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้การปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายให้ความช่วยเหลือประชาชนของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) ในการตรวจสอบแนวเขตการครอบครองพื้นที่ของประชาชนเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า
สำหรับโปรแกรมดีซี่ แม็พ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิสารสนเทศ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาร่วมกับนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการศึกษาของรัฐ และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีซี่ แม็พ ที่จัดทำขึ้นเป็นโปรแกรมรองรับการตรวจสอบและค้นหาแนวขอบเขตเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงโปรแกรมได้ง่ายเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อนหน้านี้การตรวจสอบทำได้ยาก และใช้เวลานาน เพราะมักเป็นระบบปิดใช้เฉพาะภายในหน่วยงาน”
โปรแกรม ดีซี่ แม็พสามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต http://www.dsi-map.go.th เมื่อระบบขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์จะเป็นรายละเอียดของแม่ข่ายแผนที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของพื้นที่ ทั้งเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน เขตป่าชายเลน พื้นที่ สปก.ฯลฯ ด้วยการใส่ค่าพิกัดตำแหน่งจีพีเอสในช่องตำแหน่งพิกัด หรือใส่ชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในช่องค้นหาสถานที่ แล้วกดค้นหา จากนั้นระบบจะบอกว่าพิกัดที่ต้องการตรวจสอบอยู่ในพื้นที่อะไร เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวน หรือไม่ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนอกจากช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าแล้วประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกรณีตรวจสอบการซื้อ-ขายที่ดินว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เพื่อป้องกันการถูกหลอก
ทั้งนี้ ดีซี่ แม็พได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด “นวัตกรรมการสำรวจทางภูมิศาสตร์ (GIS)” ในงาน “ถนนเทคโนโลยี ประจำปี 2555”
ในปีที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ฯได้มีการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งมีข้าราชการและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และในปีงบประมาณ 2556 นี้จะเร่งเผยแพร่ให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานยุติธรรม ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย หนองคาย และภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช และ สงขลา เป็นต้น
“เราแปลงข้อมูลเอกสารทางภูมิศาสตร์เบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานมาใส่ในโปรแกรมนี้ และกฎหมายที่ชาวบ้านต้องรู้ว่าตรงไหนที่เป็นเขตป่าสงวน เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าห้ามเข้าไปรุกล้ำหรือยึดครองมาเป็นที่ทำกิน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเป็นหูเป็นตากรณีการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและการบุกรุกทำลายป่าของผู้มีอิทธิพล ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เอ็นจีโอหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ มาตรวจสอบ การเผยแพร่ดีซี่ แม็พ ไปสู่ประชาชนในวงกว้างจึงมีความสำคัญเพราะจะทำให้เกิดการเฝ้าระวังและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรมในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน” นายเรวัต แสงโชติ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวและว่า ดีซี่แม็พเป็นการจัดฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และการประกาศพื้นที่แนวเขตของป่าที่มีความเกี่ยวพันด้านกฎหมายโดยใช้งบประมาณในการลงทุนน้อยมาก เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ต้องการให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติลดน้อยลงและหมดไปจากประเทศไทย
ดีซี่ แม็พมีส่วนช่วยการยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าโดยไม่ตั้งใจ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกหลอกซื้อ-ขายที่ดินในพื้นที่แนวรอยต่อพื้นที่ป่าอีกต่อไป.
ขับเคลื่อนเพื่อ 'มั่นคง' 'เรื่องอาหาร' ยุทธศาสตร์ ถึงไหน?
Thu, 2012-11-08 00:00 | by editorโดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2555
เพื่อเป็นเวทีนำเสนอแลกเปลี่ยนข้อมูลมิติความมั่นคงระดับชาติ และการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อสารความเข้าใจในทุกมิติและทุกระดับ เพื่อให้เกิดแนวคิดและทิศทางในการจัดทำแผนงานเชิงปฏิบัติการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารในทุกระดับ...” ...นี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมแสดงความคิดเห็น ’การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารจากชุมชนสู่ระดับชาติ“ โดยฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อต้นเดือนที่แล้ว
มาถึงตอนนี้...เรื่องนี้ดูจะยิ่งน่าติดตามมากขึ้น...
เพราะ... การประชุมในตอนนั้น มีประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยประธานผู้นี้คือ ยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯ ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งย่อมจะเกี่ยวกับเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร”
ทั้งนี้ ย้อนไปในช่วงการประชุมในครั้งนั้น จากชุดข้อมูลที่หน่วยงานที่จัดได้เผยแพร่ต่อสื่อ ก็มีผู้สันทัดกรณีหลายคนแสดงความเห็นไว้อย่างน่าพิจารณา อย่าง ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารประเทศไทย” ไว้ สรุปสาระสำคัญได้ว่า...สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่คือ การประสาน
งานด้านข้อมูลที่ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ดินและน้ำ ตลอดจนโครงสร้าง
องค์กร ซึ่งทาง สกว.จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดเวทีวิจัยและสนับสนุนงบประมาณเพื่อการทำวิจัย โดย มีสิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำให้
เกษตรกรยอมรับองค์ความรู้ใหม่ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการทบทวนเรื่องการนำเข้าสารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ด้าน ลดาวัลย์ คำภา ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุไว้ในการเสวนาเรื่อง “พลวัตรด้านความมั่นคงอาหารของประเทศไทย” สรุปได้ว่า... ในไทยในปัจจุบันเกษตรกรมีอายุมากขึ้น ฐานทรัพยากรก็ประสบภัยพิบัติบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง โดย สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความรู้และดูแลทรัพยากร หาแหล่งพลังงานทดแทน ผลิตอาหารสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้บริโภคเข้าถึงได้ เกษตรกรต้องพึ่งตัวเองได้จากอาหารในท้องถิ่นตัวเอง ลดใช้สารเคมี สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารและเกษตร รวมทั้งเน้นเรื่องการบริหารจัดการของภาครัฐที่ต้องบูรณาการมากขึ้น ทั้งความเหมาะสมของดิน น้ำ การแปรรูป การคมนาคมขนส่ง ซึ่งสภาพัฒน์ก็ผลักดันการ
บูรณาการทั้งระดับประเทศและจังหวัด
สำหรับ อภิชาต จงสกุล ในฐานะเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็ระบุไว้ในงานเดียวกันนี้ว่า...ภาคเกษตรยังคงเป็นภาคที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินภาคการเกษตรและพื้นที่ชลประทาน การบุกรุกพื้นที่ทำกินและการเข้าครอบครองที่ดินของชาวต่างชาติ แรงงานภาคเกษตรลดลงจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจทำเกษตร รวมถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะข้าว ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงอาหาร ที่ไทยจำเป็นจะต้องคำนึงถึง
ขณะที่ สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ แสดงความเห็นประเด็น “ภาวะคุกคามของความมั่นคงอาหาร” เอาไว้ ซึ่งโดยสังเขปประกอบด้วย 1.ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรของไทยกำลังก้าวสู่ภาวะลดต่ำลง การลงทุนวิจัยภาคเกษตรมีน้อยเกินไป การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรทำได้จำกัดและมักขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง 2.ขาดการส่งเสริมและพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการกระจายอาหาร ส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค 3.นโยบายยกระดับรายได้เกษตรกร โดย รับจำนำในระดับราคาสูง ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงอาหารของชุมชนชนบทในอนาคต หากทำให้เกษตรกรละเลยการลดต้นทุนการผลิต ซึ่ง จุดเฝ้ามองที่สำคัญคือ การใช้นโยบายเกษตรไทยเพื่อความมั่นคงอาหาร ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
หากละเลย หรือให้ความสำคัญต่ำ ในมิติด้านความเข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด ภาคเกษตรจะอ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร
ทั้งนี้ สำหรับประธานเปิดประชุมแสดงความคิดเห็น ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯไปแล้ว ในตอนนั้นได้ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า...’การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีตัวชี้วัดที่สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหาร“ ซึ่งจากความเห็นที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” แจงมาข้างต้น ก็ดูจะ มีตัวชี้วัดอยู่ไม่น้อย...
จากนี้คนไทยก็น่าติดตามเรื่อง ’ความมั่นคงทางอาหาร“
จะมีการ ’ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์“ ดีขึ้นอย่างไร??.
วิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร
Thu, 2012-10-18 00:00 | by editorหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2555
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง แนวทางการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ภายใต้กรอบความร่วมมือพันธมิตรนานาชาติการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร (Global Research Alliance on Agricultural Greenhouse Gases: GRA) ว่า สศก.ได้ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับลำดับความสำคัญงานวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร รวมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรนักวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของประเทศ โดยจะจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ที่มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเลขานุการ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร ได้แต่งตั้งคณะทำงาน และผู้ประสานงานกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ตามกรอบความร่วมมือ ประกอบด้วย กลุ่มวิจัยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว กลุ่มวิจัยก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์ กลุ่มวิจัยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการที่ดินการเกษตร และกลุ่มวิจัยประเด็นทับซ้อน 2 เรื่อง คือ วัฏจักรไนโตรเจนและคาร์บอนในดิน และการวัดกับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขึ้น
ทั้งนี้ในส่วนของภาคเกษตร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน โดยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยปล่อยทั้งหมดในปี 2543 มีจำนวน 229.08 ล้านตัน เทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเกิดจากการผลิตในภาคเกษตรถึงร้อยละ 22 ในขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก ในปี ค.ศ. 2005 มีจำนวน 44,153 ล้านตัน เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรเพียงร้อยละ 14 ซึ่งจากสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกนี่เอง จึงทำให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องพิจารณาถึงผล
กระทบที่จะเกิดขึ้น โดยในแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรสีเขียว และความมั่นคงทางด้านอาหาร มีการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต การจัดการสินค้าเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร และการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สมดุล และยั่งยืน โดยร่างยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร (พ.ศ. 2556-2559) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ทั้งเรื่องการปรับตัว และการเก็บกักคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลและองค์ความรู้ก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนการปรับระบบการผลิตสู่เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย.
ไทยจีนจับมือศึกษาทรัพยากรน้ำ
Thu, 2012-08-23 00:00 | by editorโดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555
รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ
ซึ่งมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การป้องกันและบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติ
สำหรับรูปแบบความร่วมมือนั้น จะเป็นการแลกเปลี่ยนการศึกษาดูงานของผู้บริหารระดับสูง การประชุมวิชาการ การอภิปราย สัมมนา และทัศนศึกษาในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนสถาบันพัฒนาและวิจัยของทั้งสองประเทศในการร่วมดำเนินการโครงการวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการวิจัย บุคลากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม
ในเบื้องต้นทั้งฝ่ายไทยและจีนได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการลงนามตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว ก็คาดว่าจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ในเร็ว ๆ นี้.
“ปัญหาปกป้องพื้นที่ป่าอนุรักษ์” คนกับเงินยังขาดแคลน
Wed, 2012-08-22 00:00 | by editorวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555
ภารกิจการทวงพื้นที่ป่ากลับคืนของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จากการเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของบรรดารีสอร์ท โรงแรมกำลังได้รับความสนใจและแรงสนับสนุนจากสังคม ตั้งแต่พื้นที่วังน้ำเขียวรุกคืบไปถึงจ.ภูเก็ต ในพื้นที่ฯ ได้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีโรงแรม รีสอร์ท บุกรุกพื้นที่ของอุทยานไปกว่า 3,000 ไร่แล้วจากทั้งหมดหมื่นไร่ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว ทั้งการปลูกยางพารา ปลูกข้าวโพด การก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท เชื่อว่ามีการทำเป็นกระบวนการจากผู้มีอิทธิพลในท้องที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนรู้เห็น
ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศกำลังถูกทำลายลงเรื่อย ๆ พื้นที่ป่าลดลง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดูแลป้องกันป่ามีอยู่อย่างจำกัด ค่าตอบแทนน้อยทำงานเสี่ยง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดการต่อสู้กับขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงของเจ้าหน้าที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
น.ส.ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลการศึกษา เรื่อง การประเมินช่องว่างทางการเงินของพื้นที่อนุรักษ์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับสนับสนุนการวิจัยจาก Economy and Environment Program for Southeast Asia (EEPSEA) and Resource and Environment Economics Foundation of the Philippines Incorporated (REAP) ระบุ ภารกิจพิทักษ์ป่า พื้นที่อนุรักษ์ไทย การบริหารจัดการ “คนกับเงิน” ยังไม่เพียงพอ
ทั้งนี้ สถานการณ์พื้นที่อนุรักษ์ของไทยในปี 2552 มีพื้นที่อนุรักษ์ 418 แห่ง มีพื้นที่ประมาณ 102,636 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 6 ประเภทคือ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ พื้นที่อนุรักษ์ที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 คือ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 97,253 ตารางกิโลเมตร ปัญหาของพื้นที่อนุรักษ์ คือ มีการบุกรุกพื้นที่ทำการเพาะปลูกและการลักลอบล่าสัตว์ ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ งบประมาณที่ได้รับและเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการพื้นที่
จากการส่งแบบสอบถามไปยังพื้นที่เป้าหมาย 181 แห่งมีตอบกลับมา 81 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 45 แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ 53 แห่ง (รวมอุทยานทางบกและทางทะเล) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่ง จำแนกตามขนาดพื้นที่ได้เป็น 3 ชั้น คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ขนาดกลางหรือชั้นที่ 2 จำนวน 55 แห่ง ขนาดใหญ่หรือชั้นที่ 3 จำนวน 19 แห่ง ขนาดเล็กหรือชั้นที่ 1 จำนวน 5 แห่ง
ผลการศึกษาพบว่า มีการกระจุกตัวของจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำในบางพื้นที่ แต่โดยรวมพื้นที่อนุรักษ์มีเจ้าหน้าที่ประจำเฉลี่ย 2 คน ต่อ 10 ตร.กม. และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เฉลี่ยเพียง 198 บาทต่อ 0.01 ตร.กม. หรือราว 198,420 บาทต่อ 10 ตร.กม. ซึ่งนับว่าน้อยมาก และเมื่อเปรียบเทียบขนาดพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำพบว่ายังมีช่องว่างอยู่มากในทุกขนาดพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำรวม 4,481 คน ผลจากแบบสอบถามระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องการราว 7,306 คน จึงยังมีความขาดแคลนอีก 2,825 คน ส่วนค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ต่อแฮกแตร์โดยรวมพบว่าในปี ค.ศ. 2009 ได้รับงบประมาณในการบริหารจัดการพื้นที่รวม 421 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ประมาณการราว 935 ล้านบาท จึงยังมีช่องว่างงบประมาณที่ต้องการราว 514 ล้านบาท ทั้งนี้จากข้อจำกัดของข้อมูลที่ได้รับจึงพิจารณาเฉพาะงบบริหารจัดการที่ได้รับจากรัฐ ไม่รวมรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ
น.ส.ปริญญารัตน์ กล่าวว่า โดยสรุปผลการศึกษานี้ยืนยันปัญหาคนและเงินในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ยังไม่เพียงพอ การจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านการเงิน เจ้าหน้าที่ นโยบายการพัฒนา การติดตามตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การศึกษามีข้อเสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณที่อ้างอิงคุณค่าของพื้นที่อนุรักษ์และการคุกคามที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่เนื่องจากการมีงบประมาณที่จำกัด ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการการเงินแบบพึ่งตนเอง โดยเฉพาะแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยว การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม และการจัดทำความร่วมมือกับองค์กรภายนอกทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืน
รวมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ได้แก่การสร้างแรงจูงใจในการรักษาพื้นที่อนุรักษ์โดยการนำหลักการจ่ายค่าบริการสำหรับการดูแลรักษาระบบนิเวศมาใช้
ในส่วนจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่นั้น มีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่หลายแห่งระบุว่า สิ่งที่ต้องการมากกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ (ถ้าได้เพิ่มก็ดี) คือ อุปกรณ์และเครื่องมือ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยในการสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์หรือ GPS ระบุพิกัด การบันทึกข้อมูลการทำสถิติพื้นที่ที่ไปออกลาดตระเวนว่าจุดไหนอย่างไรสภาพข้อมูลพื้นที่เป็นอย่างไรและควรพัฒนาอย่างไรซึ่งจะช่วยให้เขาดูแลพิทักษ์พื้นที่ได้มากกว่านี้
เมื่อดูแนวโน้มการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มงบประมาณในการบริหารจัดการลดลงเพื่อให้แต่ละพื้นที่บริหารจัดการแบบพึ่งตนเอง และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่มาก แต่ให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจตรา พิทักษ์ป่า ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล.
นำแนวพระราชดำริ วิจัยแก้ปัญหาน้ำเสีย
Wed, 2012-08-01 00:00 | by editorโดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2555
นางสุนันทา เพ็ญสุต ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาน้ำเสีย จากเดิมที่ใช้การเติมอากาศลงไปในน้ำเสียเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่มีสีเขียวจากการเกิดของสาหร่ายชั้นต่ำได้ กรมชลประทานจึงได้นำแนวพระราชดำริมาศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแหล่งน้ำ
สำหรับรางพืชนั้น จะเป็นรางที่ทำด้วย คอนกรีต หรือไม้ ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ (กว้าง x ยาว x สูง) ขนาดเล็ก 0.5 x 10 x 0.5 เมตร และขนาดใหญ่ 1.0 x 20 x 0.5 เมตร
จะวางในแนวเส้นตรง หรือโค้ง หรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ โดยจะวางไว้บริเวณขอบสระน้ำ ใกล้กับจุดที่น้ำเสียมากที่สุด จากนั้นก็จะปลูกพืชแช่น้ำ เช่น พุทธรักษา ปักษาสวรรค์ ต้นเตย เป็นต้น โดยใช้ทรายหยาบเป็นวัสดุสำหรับปลูกพืชดังกล่าว จากนั้นก็จะสูบน้ำเสียให้ไหลผ่านรางพืช แล้วไหลกลับลงสู่สระเดิมเพื่อให้น้ำผ่านการบำบัด
“ผลจากการใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศดังกล่าว พบว่า สามารถลดปริมาณสาหร่ายชั้นต่ำซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมีสีเขียวได้ พร้อมกับลดจำนวนการใช้เครื่องกลเติมอากาศ ลดพื้นที่ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ สามารถวัดสภาพน้ำได้ง่าย โดยดูได้จากการเจริญเติบโตของพืชไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ทำให้น้ำใสขึ้น น้ำที่มีสีเขียวจางลง กลิ่นเหม็นหายไป และยังช่วยทำให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่สวยขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์กล่าว.
ปลูกป่าแบบป่าบริหารป่า
Thu, 2012-07-26 00:00 | by editorโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2555
สภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำน่าน จะมีรูปร่างคล้ายขนนก คือ แคบและเรียวยาว มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาหลวงพระบาง อันเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สภาพภูมิ ประเทศเป็นเทือกเขาสูง ความสูงในพื้นที่ริมแม่น้ำอยู่ที่ระดับความสูงกว่า 220 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดชันประมาณ 1 ต่อ 480 ในเขตอำเภอทุ่งช้างและอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
จากนั้นแม่น้ำน่านจะไหลลงสู่ที่ราบและหุบเขาในเขตอำเภอเมือง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมีลำน้ำสาขาหลายสายไหลมาบรรจบ เช่น น้ำว้า น้ำยาว น้ำแหง เป็นต้น พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบสูงมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 180-220 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากนั้นแม่น้ำน่าน จะไหลผ่านเขตอำเภอเวียงสา ผ่านหุบเขาลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีความลาดชันมากขึ้น ก่อนลงสู่พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่าง ที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงในฝั่งตะวันออกและลาดเทลงทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ ตั้งแต่ใต้เขื่อนทดน้ำนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ลงไปจนถึงจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีระดับเฉลี่ยประมาณ 27 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
จากสภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำน่านดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าหากมีปริมาณน้ำที่ไหลทะลักลงมามากจากพื้นที่ตอนบนโอกาสที่น้ำจะเกิดการท่วมขังในพื้นที่ทางตอนล่างก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมีการบริหารจัดการโดยควบคุมการไหลของน้ำจากพื้นที่ทางตอนบนให้ไหลลงมาอย่างมีทิศทางหรือไหลแบบไม่ใช้การทะลักลงมาก็ย่อมที่จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมในพื้นที่ทางตอนล่าง ซึ่งแน่นอนมีหลายวิธีที่จะดำเนินการเพื่อการนี้ แต่หนึ่งในนั้นที่เหมาะสมและเห็นด้วยกันหลายฝ่ายคือการให้ธรรมชาติบริหารจัดการปริมาณน้ำด้วยธรรมชาติเอง นั่นคือการปลูกป่าในพื้นที่ทางตอนเหนือของลุ่มน้ำน่านให้มากขึ้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่าสุดจากการเปิดเผยของนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) พบว่าจะมีการร่วมแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยทาง กฟผ. จะจัดโครงการปลูกป่าต้นน้ำ พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ในพื้นที่ 10,000 ไร่ จำนวน 2 ล้านต้นกล้า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำยางและป่าน้ำสวด ตำบลนาไร่หลวง อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน 3,000 ไร่ พื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติแม่จริม 4,500 ไร่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อำเภอแม่จริม และอำเภอทุ่งช้าง 2,500 ไร่ พร้อมปลูกหญ้าแฝกเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดิน จำนวน 1 ล้านต้น และสร้างฝายชะลอน้ำจำนวน 880 ฝาย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นแก่พื้นที่ป่าต้นน้ำ และเก็บกักน้ำฝนในช่วงฤดูน้ำหลาก
“การดำเนินงานจะใช้เวลารวม 4 ปี ระหว่างปี 2555-2558 แบ่งเป็นการปลูก 2 ปีอีก 2 ปีเป็นการบำรุงรักษา โดยที่ชุมชนมีส่วนร่วม เข้ามาร่วมกันปลูกป่า ดูแลและรักษาป่า” นายสุทัศน์ กล่าว
ทางด้านนายสามารถ ภู่ไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ในการปลูกป่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน และเลือกกล้าไม้ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะเจริญเติบโตในสภาพธรรมชาติ เพื่อให้กล้าไม้สามารถเจริญเติบโตได้ด้วยตัวเองภายหลังจากการปลูกแล้วเสร็จ
“การปลูกต้นไม้ จะเริ่มช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 2555 โดยจะจัดให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละแปลงปลูก ใช้กล้าไม้ที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและเจริญเติบโตดีในพื้นที่ป่านั้น ๆ และหากจะต้องมีการปลูกซ่อมเนื่องจากบางต้นอาจตายในระหว่างการเจริญเติบโต ก็จะนำกล้าไม้ที่มีขนาดเท่า ๆ กันที่ปลูกก่อนหน้านี้ไปปลูกทดแทน และจะปลูก 200 ต้นต่อพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อหมดช่วงฤดูฝน ก็จะทำแนวป้องกันไฟ พร้อมดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ก่อนส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อไป” นายสามารถ กล่าว
ส่วนการคัดเลือกกล้าไม้ที่จะใช้ปลูกในแต่ละพื้นที่นั้น ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. เปิดเผยว่า จะพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่แต่ละแห่ง และจะเป็นพันธ์ไม้ประจำถิ่นที่เคยมีในพื้นที่นั้น ๆ มาก่อน เช่น ในสภาพพื้นที่เป็นภูเขา จะปลูกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับชั้นความสูงของพื้นที่ เช่น ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตรขึ้นไป จะปลูกไม้จำพวกประดู่ มะค่า เป็นต้น
“จะเน้นการนำพันธุ์ไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่นั้น ๆ ตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ แบบอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ไม้ชั้นล่าง ไม้ชั้นกลาง และไม้ใหญ่ ซึ่งพันธุ์ไม้เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นมาแบบอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่ออายุครบ 3 ปีการเจริญเติบโตก็เป็นไปตามธรรมชาติ ถึงเวลานั้นก็จะสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องเข้าไปบริหารจัดการแต่ประการใด ซึ่งเป็นวิธีการปลูกป่าแบบให้ธรรมชาติดูแลรักษาธรรมชาติด้วยกันเอง” ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. กล่าว.
ทิศทางการสร้างเครือข่าย...ตลาด “ข้าวสหกรณ์” ในอาเซียน
Wed, 2012-07-11 00:00 | by editorวันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2555 เดลินิวส์ออนไลน์
ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณการผลิตข้าวสูงสุดเป็นอันดับ 1 และเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ข้าวที่ผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นของสมาชิกสหกรณ์ และสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมข้าวจากสมาชิกส่งออกขายให้กับบริษัทส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการศูนย์อาเซียนเพื่อการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร (ACEDAC) ครั้งที่ 19 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาโดยมีตัวแทนสหกรณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และตัวแทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียนเข้าร่วม เพื่อหารือและกำหนดกรอบความร่วมมือ รวมถึงผลักดันกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการพัฒนางานสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียนให้เดินหน้าต่อไปในอนาคต
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า การเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวกับประเทศต่าง ๆ ของอาเซียน จะนำไปสู่การรวมกลุ่มตลาดข้าวภูมิภาคประเทศอาเซียน หรือ
อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสหกรณ์ในภูมิภาคนี้ โดยใช้สินค้าข้าวเป็นตัวนำไปสู่ความร่วมมือด้านอื่น ๆ ที่จะตามมา และนำไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสหกรณ์ในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ในที่สุด
นายชูเกียรติ ปันตา ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน จำกัด กล่าวว่า การเชื่อมโยงตลาดข้าวสหกรณ์กับต่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ผ่านมาชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูนได้มีการเชื่อมโยงตลาดข้าวสหกรณ์กับผู้นำเข้าข้าวกับประเทศสิงคโปร์ตามโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าและการค้าที่เป็นธรรม และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างชุมนุมสหกรณ์จังหวัดลำพูน จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขขะเฮาส์ ประเทศสิงคโปร์ กับสถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเกิดจากความต้องการข้าวอินทรีย์คุณภาพดี เพื่อขายให้แก่ผู้บริโภคในสิงคโปร์เป็นการตอบแทนต่อสังคม และความต้องการช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ซึ่งโครงการนี้ทั้งสามฝ่ายมีความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไป โดยลักษณะพิเศษของข้าวสารชุมนุมฯ คือไม่มีการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต เป็นข้าวกล้องแต่มีการขัดถลอก 5% เพื่อให้ข้าวมีความอ่อนนุ่มแต่ยังคงรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ ข้าวอินทรีย์ที่ชุมนุมฯ ผลิตมีอยู่ 2-3 ชนิด แต่ที่ผลิตมากที่สุดคือ ข้าวหอมมะลิแดง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีความอ่อนนุ่ม แตกต่างจากข้าวแดงทั่วไป
“เราจะให้ความใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ไม่เน้นปริมาณแต่เน้นคุณภาพ ทำให้ข้าวของชุมนุมฯ ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากระบบการปลูกข้าวที่ได้มาตรฐาน มีกระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันในการทำธุรกิจกับทางสิงคโปร์ ชุมนุมฯ ทำการค้าด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบลูกค้า ผลิตและจำหน่ายสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ และมีการวิจัยและพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ทั้งด้านบุคลากร ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการตลาด ประโยชน์จากการดำเนินโครงการดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 5-8 บาทต่อกิโลกรัม และมีความเสี่ยงลดลงจากการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า” นายชูเกียรติกล่าว
ทั้งหมดเป็นตัวอย่างของการดำเนินธุรกิจตลาดข้าวสารสหกรณ์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสหกรณ์อื่น ๆ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดข้าวกับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนได้ ซึ่งในอนาคตกรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแนวคิดที่จะให้มีการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๆ อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน พืชไร่ พืชผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ ประมง โคนม ฯลฯ ในตลาดอาเซียนอีกด้วย โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันผ่านเว็บไซต์ของ ACEDAC รวมทั้งตัวแทนสมาชิกยังได้เสนอให้มีการจัดงานแสดงสินค้าสหกรณ์อาเซียนในงานวันสหกรณ์แห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดเป็นครั้งแรกในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย.