เดลินิวส์

ตั้งเป้า 20 ปี แก้น้ำเสียในกรุงได้หมด

คนกรุงทำน้ำเสียวันละกว่า 4 ล้านลบ.ม. ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละกว่า 42 ล้านตัน กทม.หวั่นส่งผลต่อสภาพแวดล้อม เร่งวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้า 20 ปี แก้น้ำเสียในกรุงได้หมด

นายจุมพล สำเภาพลรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวในการเปิดตัวโครงการแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศไทยรวมทั้งกรุงเทพฯ อย่างเห็นได้ชัด กทม.จึงได้จัดทำแผนแม่บทกรุงเทพมหานครว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2556-2566 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(JICA)และเมืองโยโกฮามาพัฒนาศักยภาพบุคลากรกทม.นำแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริงโดยจะศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ปี 2556-2558 ใน 5 ด้าน คือ
1.ด้านการขนส่งพัฒนาระบบการขนส่งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลให้มากที่สุด
2.ด้านพลังงานต้องมีการใช้พลังงานทุกชนิดให้เกิดคุณค่ามากที่สุด โดยเฉพาะในด้านพลังงานไฟฟ้าและพลังงานน้ำ และเพิ่มแนวทางในการใช้พลังงานทางเลือก
3.ด้านขยะและการบำบัดน้ำเสียโดยมุ่งการลดปริมาณขยะ และนำขยะมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนด้านน้ำเสียก็ต้องดำเนินการบำบัดให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง
4.ด้านการวางผังเมืองสีเขียวกำหนดพื้นที่สีเขียวที่ต้องอนุรักษ์และส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากทุกภาคส่วน 5.ด้านแนวทางการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ 

ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสภาพอากาศอย่างมากเนื่องจากกรุงเทพฯมีรถจำนวนกว่า 8.5 ล้านคัน มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 42 ล้านตันต่อปีประชาชนยังมีการผลิตขยะมากถึงวันละกว่า 10,000 ตันอีกทั้งประชาชนยังมีการใช้น้ำทำให้เกิดน้ำเสียในระบบอย่างมากโดยปัจจุบันกรุงเทพฯ เกิดน้ำเสียจำนวน 4 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งประสิทธิภาพของ กทม.สามารถนำน้ำเสียที่เกิดขึ้นมาเข้าสู่กระบวนการบำบัดเพื่อนำกลับไปใช้ใหม่ได้เพียง 20% เท่านั้นและระบบบำบัดน้ำเสียดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพัฒนาซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกกว่า 20 ปี กทม.จึงจะบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นได้ทั้งระบบ อย่างไรก็ตามผลจากปัญหาหลายๆ ด้านทำให้สภาวะโลกร้อนในปัจจุบันโดยเฉพาะภัยแล้งในปี 58 นี้ถือว่ามีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือในการแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น.

ฟื้นฟู'สวนศรีนครเขื่อนขันธ์'ห้องเรียนธรรมชาติ 'ป่าสามยุค'

ด้วยพื้นที่กว้างของสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ สวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติ ในพื้นที่ตำบลบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ นอกจากความโดดเด่นของสวนป่าที่ปกคลุมมากไปด้วยต้นไม้ใหญ่ น้อยนานาชนิดที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น

การจัดสภาพภูมิทัศน์คงรักษาสภาพโครงสร้างเดิม การจัดแบ่งพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูป่าเชิงนิเวศโดยมีบรรยากาศสวนเกษตรผสมผสานกับป่าธรรมชาติที่กำลังฟื้นตัว ฯลฯ นับเป็นอีกความโดดเด่นพร้อมสำหรับเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สัมผัสป่าธรรมชาติใกล้เมือง!!

สืบเนื่องจากการจัดทำโครงการฟื้นฟูป่าเชิงนิเวศสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โดยปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ผสานความร่วมมือกับกรมป่าไม้และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกันดำเนินการ โดยนับแต่ปี 2556 ด้วยการฟื้นฟูโครงสร้างป่าเดิมที่ปลูกไปแล้วและปลูกฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีโครงสร้างป่าที่แข็งแรงมีชนิดพันธุ์และจำนวนต้นไม้สอดคล้องกับลักษณะสังคมธรรมชาติพืชดั้งเดิมของพื้นที่

อีกทั้งเสริมสร้างพัฒนารูปแบบ และกิจกรรมการศึกษาเรียนรู้เชิงนิเวศที่เชื่อมโยงระหว่างแหล่งศึกษาเรียนรู้ในสวนศรีนครเขื่อนขันธ์และชุมชนในพื้นที่เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และการมีส่วนร่วมกันอนุรักษ์ดูแลผืนป่าพื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า

จากการฟื้นฟูป่าเชิงนิเวศเนื้อที่ 40 ไร่ของโครงการฯ ที่ผ่านมาดำเนินการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางสำหรับจักรยานและเส้นทางสำหรับผู้ใช้รถเข็นหรือผู้สูงอายุ จัดทำป้ายสื่อความหมายธรรมชาติ นิทรรศการกลางแจ้ง ภูมิทัศน์ภายในพื้นที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบห้องเรียนธรรมชาติ โดยในเฟสแรกแล้วเสร็จพร้อมให้เข้าร่วมสัมผัส

ผศ.ดร.สคาร ทีจันทึก รองคณบดีฝ่ายวิจัยและป่าสาธิต คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้กล่าวถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ว่า บางกะเจ้าเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีความคล้ายคลึงกับป่าธรรมชาติมีความสำคัญต่อการศึกษาธรรมชาติและด้วยบางกะเจ้าเป็นพื้นที่สีเขียวใกล้เมืองที่มีชื่อเสียงมากขึ้น แต่พื้นที่สวนสาธารณะที่มีอยู่เสื่อมสภาพไป จากจุดนี้จึงทำให้เกิดการผสานความร่วมกันโดยโครงการฟื้นฟูป่าเพื่อการเรียนรู้เชิงนิเวศฯ ครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

จากการดำเนินงานมีแนวความคิดตรงกันถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูโครงสร้างป่า โดย ยังคงรักษาความเป็นป่าธรรมชาติให้มากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้และด้วยพื้นที่กว้างกว่าร้อยไร่ของสวนศรีนครเขื่อนขันธ์  ในโซนที่เคยรกร้างจึงพัฒนาฟื้นฟูให้คงเป็นป่าธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ ถ่ายทอดการอนุรักษ์ป่าในเมืองซึ่งมีความสำคัญและด้วยโครงการซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปีในเรื่องหลักที่ดำเนินการได้แก่ การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว โดยที่ผ่านมาปลูกฟื้นฟูป่าเชิงนิเวศในบริเวณสวนพฤกษชาติพื้นที่ 40 ไร่

ขณะเดียวกัน ปรับปรุงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สร้างความเข้าใจซึ่งนำไปสู่การอนุรักษ์ร่วมกัน จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติสองเส้นทางสำหรับจักรยาน เส้นทางป่าสามยุคและเส้นทางสำหรับผู้ใช้รถเข็นหรือผู้สูงอายุ ระยะทางใกล้ ๆ  ศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติจากป้าย นอกจากนี้จัดแสดงนิทรรศการ รวมถึงสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้ง พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  โดยสถานที่แห่งนี้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสถานที่พักผ่อน

"การฟื้นฟูป่าเพื่อการเรียนรู้เชิงนิเวศสวนศรีนครเขื่อนขันธ์สานต่อสิ่งที่มีอยู่ให้มีความสมบูรณ์แบบเพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่สวนสาธารณะด้านนอกและพื้นที่ป่าด้านใน โดยเฉพาะพื้นที่ 40 ไร่มีความหลากหลายของพืชพันธุ์ไม้ รวมถึงระบบนิเวศ การดำเนินงานที่ร่วมกันจึงเริ่มจากการศึกษาสภาพพื้นที่ ต่อเนื่องถึงฟื้นฟูดูแลป่าในขั้นตอนต่าง ๆ ขณะเดียวกันผสานความร่วมมือกับชุมชน ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างป่ารักษาป่าต่อเนื่องไป"

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต สถานที่นี้ยังเป็นบันทึกถ่ายเล่าประวัติศาสตร์พื้นที่ให้กับรุ่นหลังได้เรียนรู้ความเป็นผืนป่าตามธรรมชาติบริเวณนี้  โดยขณะที่ศึกษาสำรวจพื้นที่พบพันธุ์ไม้มากมาย ทั้งไม้ชนิดเดิมที่คงค้างอยู่ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 80 ชนิด อย่างเช่น ลำพู  โพธิ์ ข่อยฯลฯ อีกทั้งมีไม้กลุ่มที่ปลูกเสริมอีกมาก

การฟื้นฟูป่าจึงต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศดั้งเดิม รวมถึงวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้ระบบนิเวศดั้งเดิมของพื้นที่กลับคืนมา ทั้งในด้านโครงสร้างของป่าผลผลิตและความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ดังกล่าวการฟื้นฟูป่าเชิงนิเวศ ประกอบด้วย ป่าบึงชุ่มน้ำ พันธุ์ไม้ที่โดดเด่นได้แก่ลำดวน หว้า กันเกรา แคน้ำ ยางนา พะยอม ชำมะเลียง ฯลฯ

ป่าดิบลุ่มน้ำ ปลูกยางนา พะยอม ลำดวน มะเกลือ หว้า กันเกรา ฯลฯ ส่วน ป่าชายเลนริมน้ำ ปลูกลำพู โกงกางใบเล็ก ใบใหญ่ ตะบูนดำ ตะบูนขาว ปอทะเล โพทะเล ฯลฯ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ต้นไม้ที่เติบโตขึ้นเต็มที่จะเป็นตัวแทนถ่ายทอดความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชัดเจนซึ่งโครงการที่ผ่านมาช่วงปีแรกเป็นการกำจัดไม้ต่างถิ่นออกและเสริมด้วยชนิดไม้ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่เพื่อให้มีพืชพันธุ์ไม้เพิ่มขึ้น

ในด้านการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติในเส้นทางสำหรับจักรยานสัมผัส ป่า 3 ยุค ตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรทั้งทางลาดยางและทางดินบดอัดให้ปั่นผจญภัยเล็ก ๆ จุดน่าสนใจมีหลายส่วนทั้ง ดงจาก โดยต้นจากเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน้ำกร่อย เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเลซึ่งได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้น น้ำลง พืชที่พบในระบบนิเวศน้ำกร่อยส่วนใหญ่ ได้แก่ ลำพู จาก ปรงทะเล ฯลฯ โดยคนโบราณจะปลูกจากไว้เป็นแนวกันลมและเป็นหลักฐานการจับจองที่ดิน  นอกจากนี้จากที่ลิดใบออกแล้วยังมีประโยชน์ใช้ทำฟืน ขณะที่ใบอ่อนมวนบุหรี่  ใบแก่หน่อยใช้ห่อขนมและนำมาเย็บเป็นตับจากใช้มุงหลังคาหรือกั้น ฝาบ้าน  เป็นต้น

ในเส้นทางนี้ยังผ่านดงลำพู สวนมะพร้าวโบราณ รวมทั้งได้สัมผัสการฟื้นตัวของป่าทั้งในรูปแบบธรรมชาติและจากความพยายามฟื้นฟูของมนุษย์ ส่วนเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้ใช้รถเข็นซึ่งมีระยะทางประมาณ 500 เมตร เส้นทางนี้ ผศ.ดร.สคาร กล่าวเพิ่มอีกว่า สามารถเรียนรู้และเพลิด เพลินไปกับธรรมชาติบริเวณนี้ได้ครบพร้อมเช่นเดียวกันซึ่งนอกจากนานาพันธุ์ไม้ อาทิ ต้นนนทรี ซึ่งให้ดอกสีเหลืองสวยงามในช่วงฤดูแล้ง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ยังมี ไทร ย้อยใบทู่ ซึ่งพบทั่วไปตามริมน้ำและคลองน้ำกร่อย  โดยไทรดังกล่าวเป็นไม้เนื้ออ่อน โตเร็วเป็นพืชที่พัฒนารากอากาศ แตกออกจากใต้กิ่ง นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็น บึงน้ำและฝูงปลา ให้ชมรองรับมิติการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น

ขณะที่ป้ายที่จัดทำสื่อความหมายในเส้นทางศึกษาธรรมชาตินำเสนอเรื่องราวที่เชื่อมโยงระหว่างการสร้างสรรค์ของธรรมชาติกับความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ ผ่านเทคนิคการนำเสนอในแบบของการตีความธรรมชาติด้วยรูปแบบและเรื่องราวที่น่าสนใจ พร้อมสำหรับเป็นห้องเรียนธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าให้กับผู้มาเยือนสัมผัส และร่วมดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวป่าใกล้เมืองแห่งนี้ให้คงความยั่งยืนตลอดไป.

"การฟื้นฟูป่าเพื่อการเรียนรู้เชิงนิเวศสวนศรีนครเขื่อนขันธ์สานต่อสิ่งที่มีอยู่ให้มีความสมบูรณ์แบบเพิ่มขึ้น ทั้งพื้นที่สวนสาธารณะด้านนอกและพื้นที่ป่าด้านใน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต สถานที่นี้ยังเป็นบันทึกบอกเล่าประวัติศาสตร์พื้นที่ให้กับรุ่นหลังได้เรียนรู้ความเป็นผืนป่าตามธรรมชาติบริเวณนี้"  

สกัดมลพิษจากควันสร้างเครือข่ายลดเผาปิ้งย่างในที่โล่ง

กทม.จัดสัมมนาเครือข่ายป้องกันการเผาในที่โล่ง หวังให้ความรู้ชุมชนเพื่อลดมลพิษจากการเผา ปิ้ง ย่าง ในพื้นที่

นายสุวพร เจิมรังษี ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร(กทม.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาหมอกควันและการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งของทุกปี  นอกจากนี้ยังพบว่าในภาคใต้ตอนล่างของประเทศก็ประสบปัญหาหมอกควันเช่นเดียวกันโดยเป็นมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ในส่วนของกรุงเทพฯเอง ก็มักประสบปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งอยู่บ่อยครั้งเช่น การเผาขยะทั้งในแหล่งชุมชนและบ่อทิ้งขยะในที่ต่างๆทั้งกรณีไฟไหม้บ่อขยะฉลองกรุงบ่อขยะแพรกษา เหตุเพลิงไหม้อาคารบ้านเรือนการเผาเศษวัชพืชและวัสดุทางการเกษตรการเผาเศษหญ้าริมทางการปิ้งย่างอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไปตามริมถนนรวมทั้งการจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามสถานที่สำคัญต่างๆเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษทางอากาศสู่บรรยากาศเช่นเดียวกัน โดยการเผาขยะ 1 กิโลกรัมจะทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีอันตรายต่อสุขภาพถึง19กรัมและหากมีพลาสติกปนอยู่ก็จะก่อให้เกิดสารอินทรีย์ระเหยเช่น เบนซินและไดออกซินประมาณ 14กรัมต่อขยะ1กิโลกรัมมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่เข้าใจยิ่งเมื่อเรารู้ว่าเหตุเกิดจากอะไร มีที่มาอย่างไรมีผลกระทบกับเรามากน้อยเพียงใดควรจัดการอย่างไรซึ่งจะช่วยให้เรารับมือกับปัญหาดังกล่าวได้ 


ทั้งนี้กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียงจึงกำหนดจัดสัมมนาเครือข่ายป้องกันการเผาในที่โล่งขึ้น ในวันที่ 31มี.ค.ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม โรงแรมปริ๊นตั้นพาร์ค สวีท กรุงเทพฯเพื่อให้ข้าราชการสำนักสิ่งแวดล้อมสำนักอนามัย  สำนักงานเขตรวมถึงผู้นำชุมชนทั้ง 50เขตได้ร่วมมือกันเป็นเครือข่ายป้องกันการเผาในที่โล่งโดยนำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศจากการเผาในที่โล่งไปเผยแพร่และขยายผลสู่การปฏิบัติสร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและป้องปรามปัญหาการเผาในที่โล่งในกรุงเทพฯต่อไป.

ผุดเตาเผาขยะ2พันตันที่หนองแขม


กทม. เร่งศึกษาอีไอเอ เดินหน้าโครงการเตาเผายักษ์หนองแขม หากผ่านคาดเปิดใช้ปี 63

นายชาตรีวัฒนเขจร ผู้อำนวยการโรงงานกำจัดมูลฝอยสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร(กทม.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงกำจัดมูลฝอยด้วยระบบเตาเผาขนาด 2,000ตัน/วันที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมโดยจากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้แก่ เขตหนองแขม เขตบางบอนและเขตทวีวัฒนา พบว่า  ร้อยละ80เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างเตาเผาขนาดใหญ่โดยให้เหตุผลว่าถ้ามีเตาเผามูลฝอยขนาดใหญ่จะเป็นการช่วยลดมลพิษแทนการฝังกลบส่วนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีส่วนน้อยเนื่องจากยังไม่เข้าใจและไม่เชื่อมั่นกับการก่อสร้างโครงการดังกล่าวว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่อีกทั้งยังใกล้แหล่งชุมชนและใกล้พื้นที่เขตพระราชฐาน อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นเรื่องของบประมาณประจำปี2559วงเงินประมาณ35ล้านบาทในการศึกษาเพื่อทบทวนความเหมาะสมและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม (EIA)ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ1ปีก่อนจะเข้าสู่กระบวนการหาผู้ร่วมทุนทั้งนี้หากผลการศึกษาผ่านก็จะดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างเพื่อให้เสนอรูปแบบเพื่อพิจารณาความเหมาะสมก่อนจะเริ่มการก่อสร้างซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ2ปีก็จะแล้วเสร็จและหากเป็นไปตามขั้นตอนก็คาดว่ากทม.จะมีเตาเผามูลฝอยขนาดใหญ่แห่งแรกในปี2563ทั้งนี้กทม.มีเตาเผามูลฝอยขนาด500ตัน/วันที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมแห่งเดียวซึ่งก็ถือว่ายังไม่เพียงพออย่างไรก็ตาม เบื้องต้นกทม.ได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะใช้ในการก่อสร้างเตาเผาขนาดใหญ่และมั่นใจว่าหากเตาเผาขนาดใหญ่ดังกล่าวแล้วเสร็จจะช่วยทำให้การบริหารจัดการขยะในพื้นที่กรุงเทพฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโรงกำจัดมูลฝอยด้วยระบบเตาเผาขนาด 2,000ตัน/วันจะประกอบด้วยตัวอาคารสำนักงานอาคารเตาเผา และส่วนอื่นๆบนเนื้อที่ 35ไร่ด้วยวงเงินงบประมาณ 5,500ล้านบาทซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยทำให้ระบบการบริหารกำจัดขยะมูลฝอยได้ดียิ่งขึ้นเพราะสามารถกำจัดมูลฝอยได้แทบทุกประเภทโดยเฉพาะมูลฝอยจากบ้านเรือนประชาชนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปีอีกทั้งยังลดปริมาณการกำจัดมูลฝอยแทนการฝังกลบช่วยลดมลพิษนอกจากนี้ยังนำมูลฝอยไปแปรสภาพให้เป็นพลังงานหรือเชื้อเพลิงขยะ 

รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษสั่งเบรกสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ

จากกรณีมีกระแสข่าวการสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะของบริษัทเอกชนชื่อดังในพื้นที่ 120 ไร่ ห่างจากหมู่บ้าน ป่าเหียง หมู่ 1 ต.บ่อแฮ้ว อ.เมือง จ.ลำปาง เพียงแค่ 300 เมตร จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ลุกฮือต่อต้านไม่เห็นด้วยในเรื่องดังกล่าว กระทั่งมีการสอบถามถึงที่มาของโครงการ โดย นายสุวิทย์ ขัตติยวงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อหาข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏเป็นข่าวมาแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ห้องประชุมสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2 ลำปาง ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง นายสุวิทย์ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เดิม จ.ลำปางมีบ่อขยะที่ถูกต้องอยู่ที่เดียว แต่ก็เพียงพอที่จะกำจัดขยะในพื้นที่ของจังหวัดได้ หากทำร่วมกับบ่อขยะอื่น ๆ อีก 3-4 แห่ง จึงไม่จำเป็นต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะแต่อย่างใด ขณะเดียวกันในแผนแม่บทการจัดการขยะของจังหวัดก็ไม่มีเนื้อหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะด้วย


"โรงไฟฟ้าจากขยะนั้น อย่างต่ำต้องใช้ขยะวันละไม่ต่ำ 100 ตันขึ้นไป จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ขยะสด 300 ตันจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1 เมกะวัตต์ ทราบว่าโรงไฟฟ้าที่จะสร้างนั้นมีขนาด 6.5 เมกกะวัตต์ จะต้องใช้ปริมาณขยะถึง 1,800 กว่าตัน/วัน ซึ่งปริมาณขยะรวมกันทั้งจังหวัดลำปาง มากสุดจะอยู่ที่ประมาณ 800 ตัน/วัน เท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว ฝากเรียนไปถึงผู้บริหารฝ่ายปกครอง หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ดูอำนาจหน้าที่ให้ดี เพราะการอนุญาตในการก่อสร้างต่าง ๆ หากได้มีการอนุญาตแล้วนั้น ปัญหาที่ตามมาก็คือด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถตั้งโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้" นายสุวิทย์ กล่าว. 

กลาโหมเลื่อนตั้งนิคมฯ กำจัดกาก


ทหารถอยขอถอนทำนิคมฯกำจัดกาก หวั่นกระทบภาพลักษณ์ ขอศึกษาอีกรอบ อุตฯ เล็งดึงเอกชนที่พร้อมเสียบแทน ด้าน "จักรมณฑ์" ดันแผนกำจัด5ปีเข้าครม.

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิด เผยว่า กระทรวงกลาโหม ได้แจ้งกระทรวงอุต ฯขอเลื่อนการลงนามความร่วมมือตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) , กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)และและกรมการอุตสาหกรรมทหาร ออกไปก่อนเนื่องจากต้องการพิจารณารายละเอียดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ดังนั้นกระทรวงอุตฯ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อเข้าไปชี้แจงรายละเอียดกับกระทรวงกลาโหมอีกครั้ง

นอกจากนี้อยู่ระหว่างการศึกษาหากพบว่าเอกชนสนใจลงทุนจะตั้งนิคมฯ กำจัดกากาเองเพราะมีกฎข้อบังคับให้ผู้ประกอบการนำกากเข้าระบบมากขึ้นก็อาจให้เอกชนดำเนินการได้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ การลงทุนทำนิคมฯต้องใช้มูลค่าสูงมาก แต่ถ้าไม่มีกากเข้ามากำจัดก็จะไม่คุ้มค่าภาครัฐจึงต้องนำร่องให้ก่อน


“ตอนนี้กระทรวงกลาโหมได้ขอชะลอแผนการลงนามเอ็มโอยูการตั้งนิคมกากฯ ออกไปก่อน โดยต้องการให้กระทรวงอุตฯเข้าไปชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งทางกระทรวงฯจะตั้งคณะทำงานเข้าไปชี้แจงถึงความจำเป็นในการต้องใช้พื้นที่ทหาร และประโยชน์ของการตั้งนิคมฯแต่การลงนามเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงอุตฯ และกระทรวงกลาโหมอีก 2 ฉบับ ยังดำเนินต่อไปภายในเดือนนี้คือความร่วมมือการนำทรัพยากรแร่ในเขตพื้นที่ทหารมาใช้ประโยชน์ระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกรมการอุตสาหกรรมทหาร, ความร่วมมือการตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกนอ. และกรมการอุตสาหกรรมทหาร”

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าได้ตั้งเป้าหมายให้กากอุตสาหกรรมอันตรายเข้าสู่ระบบเพิ่มเป็น 1.5 ล้านตัน จากปัจจุบันไทยมีกากอุตสาหกรรมอันตราย 3.35 ล้านตัน แต่ปี 57 มีการจัดการอย่างถูกต้องเพียง 1 ล้านตันเท่านั้น โดยเดือนมี.ค.นี้จะเสนอแผนจัดการกากอุตสาหกรรมในระยะ 5 ปี (58-62) เข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อกำจัดกากเข้าระบบให้ได้ตามเป้าหมายเช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมติดตามการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานที่ขาดการจัดการกากอุตสาหกรรมรวมทั้งพัฒนาระบบติดตามการขนส่งกากอันตรายให้สมบูรณ์ , การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนการอำนวยความสะดวกกับผู้ปฎิบัติตาม 

ตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์



นายประเสริฐ เทพนรประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน
กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาก่อให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย


รวมถึงให้เกษตรกรลด ละ เลิกการเผาเศษฟาง เศษซากพืช โดยให้นำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ยังเป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา


ในปี 2558 ซึ่งพระองค์พระราชทานสูตรปุ๋ยให้กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปผลิตไว้ใช้เองทดแทนปุ๋ยเคมี


สำหรับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 ขณะนี้ก็ได้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบ 6 จังหวัด ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สถานีพัฒนาที่ดินประจวบคีรีขันธ์ สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสงคราม และสถานีพัฒนาที่ดินสมุทร สาคร เข้าไปส่งเสริมผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาให้รวมตัวกับเกษตรกรเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งในการจัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินการเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป ซึ่งรายละเอียดของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์นั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย ธนาคารปุ๋ยหมัก ธนาคารน้ำหมักชีวภาพ และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด


ในระยะเริ่มต้นทางสถานีจะสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น สารเร่ง พด. น้ำหมักชีวภาพ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ให้กับธนาคาร เพื่อให้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ให้กับสมาชิกกลุ่ม ส่วนรูปแบบการบริหารธนาคารจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของแต่ละกลุ่มว่า จะมีรูปแบบให้ยืมและการส่งคืน หรือที่เรียกตามศัพท์ของธนาคารก็คือการฝาก ถอน ในลักษณะใดบ้าง มีการปันผลอย่างไร


ตัวอย่าง สมาชิกที่มีการผลิตปุ๋ยหมักได้ปริมาณมากเหลือใช้ก็จะนำมาฝากไว้กับธนาคาร ส่วนสมาชิกที่ไม่สามารถผลิตปุ๋ยได้ก็มากู้ยืมจากธนาคารนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองก่อน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็นำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่มาทำเป็นปุ๋ยคืนให้กับธนาคาร อย่างยืมไป 1 ตัน อาจจะต้องคืนกลับมา 1.2 ตัน เป็นต้น


ทั้งนี้ผลจากการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ นำร่องในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้ระยะหนึ่ง พบว่าเกษตรกรมีการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะธนาคารปุ๋ยหมัก และธนาคารน้ำหมักชีวภาพ เนื่องจากมีการร่วมมือกันทำ ร่วมกันนำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ที่มีจำนวนมากมาเป็นวัตถุดิบ ทำให้ได้ปุ๋ยไปใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแม้ว่าระยะเริ่มต้นจะยังอยู่ในเกษตรกรกลุ่มเล็ก ๆ ก็ตาม


อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษตรกรได้เห็นผลจากการดำเนินงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ที่ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินทำกิน ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกษตรกรมีความสนใจและเข้ามาสู่ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นในอนาคต. 

ล้มสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ล้มเชื่อมั่นประเทศไทย


กระทรวงพลังงานได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจต่าง ๆ เขตพื้นที่บนบกและในทะเลอ่าวไทยรวม 29 แปลง เป็นแปลงบนบก 23 แปลง ในทะเล 6 แปลง โดยสัมปทานต่าง ๆ นั้นจะหมดอายุในอีกประมาณ 6-8 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กำหนดให้เอกชนที่สนใจในการขอสัมปทานปิโตร เลียมรอบที่ 21 ยื่นขอสิทธิภายใน วันที่ 18 ก.พ. 2558

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์ ผู้รอบรู้พลังงานดีสุดคน หนึ่งของไทย เป็นประธาน ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 22 ต่อ 3 ให้รัฐเดินหน้าเปิดประมูล สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21  ต่อไป โดยมั่นใจว่าระบบสัมปทานที่ไทยใช้มายาวนานนี้ ประเทศจะไม่เสียผลประโยชน์ และยังสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานอีกด้วย อีกทั้งมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ระบบสัมปทานมีการแบ่งรายได้ระหว่างรัฐกับเอกชนที่ 72% กับ 28% หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลอย่างมาก นั่นคือเป็นรายได้เนื้อ ๆ เข้ารัฐ 30% โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด

ขณะที่เอกชนกำลังเตรียมตัวจะยื่นขอสัมปทานตามที่รัฐไทยเชิญชวนไว้ จู่ ๆ การประชุมของ สปช. เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวหลังคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช. ส่งเรื่องให้ กลับกลายเป็นว่า มี 130 เสียงไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เห็นด้วย 79 และงดออกเสียง 21 คน เล่นเอากระทรวงพลังงาน รัฐบาล แทบหงายหลังตกเก้าอี้ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเกมจะพลิกผันแบบไม่มีฝนฟ้าคะนองมาก่อนเยี่ยงนี้ ถือว่า...รัฐบาลพลาดไป!?!

รัฐบาลมั่นใจว่า เสียง สปช. ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับมติของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่จบสิ้นไปแล้ว จึงชะล่าใจ ไม่มีการล็อบบี้ตรวจสอบคะแนนเสียงล่วงหน้า คงปล่อยให้กลุ่ม 40 ส.ว. ที่พาเหรดกันเข้ามาเป็น สปช. (และ สนช.) ที่มีนาง รสนา โตสิตระกูล สปช. (1 ในกลุ่ม 40 ส.ว.) หัวหอกเรียกร้องให้เอา ปตท. ออกจากตลาดหุ้น และให้ยึดคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐตามเดิม เดินเครื่องคัดค้านการเปิดสัมปทานเต็มสูบ

ประจวบกับเกิดจุดพลิกผัน เมื่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปช. อดีต ทส. "ป๋าเปรม" ซึ่งเคยเคลื่อนไหวกับกลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) จนมีการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และต่อยอดมาถึงการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม กปปส. (นกหวีด) และกลุ่ม 40 ส.ว. จนมีการยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ได้มีการจับมือกันทำงาน ล็อบบี้กลุ่ม สปช. ส่วนใหญ่จนคล้อยตามว่า ควรมีการเลื่อนการเปิดสัมปทานออกไปก่อน เพื่อความรอบคอบฟังดูแล้ว...มีเหตุมีผลดีมากเลย

อย่างไรก็ตาม หากติดตาม กลุ่มขาประจำ ที่ต่อต้าน ปตท. และกระทรวงพลังงาน มาแต่อดีตกาล มักอ้างว่า รัฐบาล ปล่อยให้ ปตท.ผูกขาดธุรกิจน้ำมันทำให้มีกำไรมากเกิน ต้องยึดคืนเป็นของรัฐลูกเดียว แต่พอรัฐบาลเชิญชวนให้เอกชนมายื่นประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 แข่งกับ "ปตท.สผ." ด้วย กลุ่มนี้กลับไม่เอา แถมบอก ให้เอาระบบ "แบ่งปันผลประโยชน์" มาใช้แทน "ระบบสัมปทาน" เพื่อความโปร่งใส โดยไม่บอกว่า ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ก็ต้องแก้กฎหมายและ ตั้งองค์กรใหม่ มาเจรจารายสัญญากับเอกชนหลังอนุมัติโครงการ ทุกสัญญาของเอกชนที่จะไปจ้างต่อต้องขอความเห็นชอบจากองค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้น เห็นชัด ๆ ว่านี่เป็นช่องโหว่ที่จะหาผลประโยชน์กันสบาย ๆ เหนืออื่นใดการมัดขากันขนาดนี้...ธุรกิจที่ไหนก็ง่อย

แม้รัฐบาลบอก จะศึกษาระบบแบ่งปันผลประโยชน์ (PSC) ไปด้วย เพราะ PSC ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ขาประจำกลุ่มต้านก็ปิดหูไม่ยอมฟัง ทั้งที่การเปิดสัมปทานรอบ 21 มีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว ไม่ได้เร่งรีบมาเปิดตอนนี้อย่างที่อ้าง ก็มันเป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ และลดการนำเข้า จากปัจจุบันที่ไทยนำเข้าพลังงานกว่า 50% ของความต้องการใช้ หรือคิดเป็นเงินปีละ 1.44 ล้านล้านบาท กลุ่มขาต้านประจำก็ไม่เชื่ออีก หาว่าปั้นตัวเลข...เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง

79 รายชื่อ สปช. ที่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทาน ก็ถูกเอามาแฉ กลายเป็น พวกไม่รักชาติ ทั้งที่หลายคนก่อนหน้านี้เป็นพวกเดียวกับกลุ่มขาประจำต้านทั้งนั้น พอใครไม่เห็นด้วยก็พร้อมประณามว่า ไม่รักชาติ หรือกลายเป็นพวกเมืองขึ้นทุนพลังงานไปเลย มันยุติธรรมหรือนี่? และหากบอกว่า ต้องฟังเสียงข้างมากของพวกตน อ้าว แล้วมติเสียงข้างมากของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเล่า ทำไมไม่เคารพอย่างที่เรียกร้องบ้าง อย่างนี้เรียกว่า เลื่อนไหลไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่?

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ออกมายืนยันต้องเดินหน้าสัมปทานรอบที่ 21 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ยอมปล่อยให้ประเทศเกิดวิกฤติพลังงานในปัจจุบันและอนาคต ต้องเตรียมหาพลังงานสำรองไว้ล่วงหน้า จึงถือว่า ถูกต้องแล้ว และที่ต้องปรบมือดัง ๆ คือ การทุบโต๊ะว่า หากขัดขวางจนสุดท้ายไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ในอีก 6 ปีข้างหน้า ขอให้ผู้คัดค้านมาเซ็นสัญญาเป็นหลักฐานเลยว่า เมื่อใดมีปัญหาวิกฤติพลังงาน ก็ให้คนกลุ่มนี้แหละมารับผิดชอบด้วย

ไม่รู้กลุ่มขาประจำฟังแล้ว...

กล้าพอมั้ย?!?...

ชี้ผลศึกษายกเลิกแร่ใยหินเร่งประกาศ4วัตถุอันตราย


รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงมติ ครม. ที่ให้กลับไปทบทวนเรื่องการขึ้นทะเบียนแร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ว่า ที่ประชุม ครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนถึงผลดี ผลเสีย และแนวทางเยียวยาแก้ไขถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น  ตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เบื้องต้นเห็นว่าหากกำหนดให้แร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะกระทบกับประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่อง จากตามกฎหมายได้ระบุอย่างชัดเจนว่าวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะต้องห้ามนำเข้า ส่งออก ผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหากประกาศใช้จริงประชาชนที่ใช้หลังคากระเบื้อง หรือวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินจะต้องรื้อถอนออกทั้งหมด และรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เห็นว่าควรดำเนินการไปตามแนว ทางมติ ครม. เดิมที่ให้กำหนดให้มีกรอบเวลาการยกเลิกนำเข้าแร่ใยหินภายใน 2-5 ปี ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มแรกกระเบื้องแผ่นเรียบและกระเบื้องยางปูพื้น ให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 2 ปี และกลุ่มที่ 2 กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก และคลัตช์ ท่อซีเมนต์ใยหิน กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 5 ปี แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ต้องหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในแนวทางนี้จะใช้ พ.ร.บ.กรมโรงงานในการห้ามนำเข้าแร่ใยหิน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนปรับตัว และส่งผลต่อประชาชนน้อยที่สุด

ทั้งนี้ แร่ใยหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแอมฟิโบล ที่มี 5 ชนิด และกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มี 1 ชนิด ซึ่งในกลุ่มแอมฟิโบล กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ผลิต หรือมีไว้ในครอบครอง และหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ห้ามนำเข้า เพราะส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ส่วนแร่ใยหินในกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มีอันตรายน้อยกว่ามากเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตก่อนการนำเข้า

"ที่ผ่านมาได้ผสมแร่ใยหินในกระเบื้องมุงหลังคา และวัสดุก่อสร้างมานานมาก และตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ก็รองน้ำฝนจากหลังคามุงกระเบื้อง และใช้น้ำประปาจากท่อน้ำที่มีส่วนประกอบแร่ใยหินมาตลอด ก็ยังไม่มีใครได้รับอันตราย โดยตัวเลขที่หลายฝ่ายนำมากล่าว อ้าง จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นคนงานในโรงงานวัสดุก่อสร้างที่ใช้แร่ใยหินและไม่ป้องกันที่ดี".

--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2558 (กรอบบ่าย)--

10 ปีซากขยะสึนามิอยู่ที่ไหน

 

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557
 
          แม้เวลาจะผ่านพ้นเข้าสู่ปีที่ 10 แล้วกับเหตุภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ แต่คราบน้ำตาของผู้สูญเสียยังไม่จางหาย คลื่นยักษ์ที่ถาโถมไม่เพียงแต่กลืนกินชีวิตผู้คนนับแสน แต่ยังกวาดทำลายเมืองริมชายฝั่งอย่างจังหวัดอาเจะห์จนสิ้นซาก เหลือไว้แต่เศษซากปรักหักพังที่กินพื้นที่เข้าไปในแผ่นดินไกลกว่า 6 กม. จากเหตุธรณีพิโรธในครั้งนั้น
          เมื่อได้ขับรถลัดเลาะไปตามริมชายฝั่งจังหวัดอาเจะห์ทางตะวันตกบนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซียในวันนี้ แทบไม่มีกลิ่นอายพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิเมื่อ 10 ปีก่อน จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเศษซากความย่อยยับจากแรงมหาศาลของคลื่นน้ำในครั้งนั้นได้สร้างความพินาศอย่างไรบ้างกับเมืองนี้ แม้เศษซากบางส่วนจะถูกนำไปรีไซเคิลสร้างเป็นถนน วัสดุก่อสร้าง หรือเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ในครัวเรือนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกนำไปเผาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ขยะส่วนใหญ่มักถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล
          ถึงแม้ความทรงจำอันโหดร้ายยังตราตรึงอยู่ แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ภาพชาวประมง อาเจะห์นำเรือออกทะเลหาปลา และชาวนาที่เตรียมดินสำหรับปลูกข้าว สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงนับจากวันนั้น วันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่คลื่นยักษ์โถมเข้าใส่จังหวัดอาเจะห์ ขณะที่ป่าโกงกางถูกปลูกขึ้นเพื่อใช้เป็นที่กำบังคลื่นสึนามิในอนาคต
          อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ยังเป็นกังวลแม้เวลาจะผ่านไป 1 ทศวรรษแล้วก็ตามคือ เศษซากขยะปริมาณมหาศาลราว 10 ล้านคิวบิกเมตร ที่ทิ้งไว้ให้เหยื่อที่รอดชีวิตได้ดูต่างหน้า รวมทั้งขยะส่วนใหญ่ที่ไหลลงกลับคืนสู่ทะเล ซึ่งนายคุนโตโร มังคุสุโบรโต หัวหน้าสำนักเยียวยาและฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างอาเจะห์เผยว่า การกำจัดขยะจากเศษซากสึนามิที่หลงเหลืออยู่อย่างไม่ถูกวิธี ทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายในระยะยาว และหากนำขยะทั้งหมดมากองรวมกันบนพื้นที่ขนาด 10,000 ตร.ม. จะสามารถสุมตัวขึ้นเป็นหอคอยขยะที่มีความสูงถึง 1,000 เมตรได้เลยที เดียว
          การกำจัดเศษซากปรักหักพังจากบ้านเรือน ต้นไม้ ที่ฝังทับร่างเหยื่อไร้ลมหายใจนับแสนคน ถือเป็นงานสุดหินหลังจากระดับน้ำลดลง หนึ่งในวิธีที่ผู้รอดชีวิตเลือกใช้กำจัดขยะก็คือการเผา ที่มาพร้อมกับควันรวมถึงมลพิษปนเปื้อนจากน้ำมันและสารเคมีลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำลายระบบทางเดินหายใจ จนครั้งหนึ่งไฟเกิดลุกลามควบคุมไม่อยู่ กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แม้ทางการจะพยายามห้ามปรามประชาชนแล้วก็ตาม
          ทุกวันนี้ถนนสายหลักถูกเก็บกวาดเรียบร้อย มีขยะหลายตันต่อวันที่ถูกลำเลียงไปทิ้งยังพื้นที่ทิ้งขยะ ขณะที่ขยะบางส่วนถูกนำไปทิ้งอย่างสะเปะสะปะในพื้นที่รอบเมือง ซึ่งบางชิ้นเป็นขยะที่ปนเปื้อนคราบน้ำมัน และแร่ใยหิน รวมถึงขยะอันตราย ที่สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) เผยว่า มีกากของเสียทางการแพทย์ ส่วนหนึ่งเป็นยาที่หมดอายุเกือบ 50 ตัน ซึ่งได้รับบริจาคมา และกำลังรอนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
          ในระยะเวลา 3 เดือนหลัง สึนามิพัดถล่ม ยูเอ็นดีพีได้เริ่มโครงการรีไซ เคิลขยะมูลค่าถึง 40.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,296 ล้านบาท) พร้อมกับระดมอาสาสมัครชั่วคราว 400,000 คน เพื่อนำซากต้นไม้ ก้อนอิฐ เศษหิน เศษเหล็ก กลับมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างถนน บ้านเรือน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งโครงการจัดการขยะจากภัย สึนามิของยูเอ็นดีพีสามารถกำจัดขยะได้ราว 1 ล้านคิวบิกเมตร เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 400 สระ และได้ฝึกอบรม เจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อให้ดูแลสานต่อโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนราว 1,300 ราย
          แม้ภัยธรรมชาติครั้งนี้จะทิ้งร่องรอยมากกว่าความสูญเสียให้แก่ชาวอาเจะห์ แต่สำหรับทางการอินโดนีเซียต่างรู้สึกซาบซึ้ง ในน้ำใจและเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นไป ได้ เพราะความช่วยเหลือจากนานาชาติ ที่ทำให้งานกำจัดขยะแห่งความสูญเสียนี้สำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี และรู้ว่าโลกไม่เคยทอดทิ้งดินแดน อาเจะห์.
          ตัวเลขข้อมูลภัยพิบัติสึนามิปี2547
          ข้อมูลและตัวเลขจากเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ วันที่ 26 ธ.ค. 2547 จากการรวบรวมข้อมูลและประเมินความเสียหายจากคลื่นสึนามิและองค์การ ยูเนสโก
          -เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางนอกชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และก่อให้เกิดสึนามิตามมา ถือเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ3 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา
          -คลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดขึ้นฝั่งที่มีความสูงที่สุดคือ 20 เมตร ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย
          -ความรุนแรงของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่าพลังงานของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นถึง 23,000 เท่า
          -ประชาชนราว 230,000 คน เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้
          -3 เหตุการณ์ภัยพิบัติในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมาซึ่งมีคนเสียชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้แก่ 1. เหตุอุทกภัยในจีนเมื่อปี 2474 มีผู้เสียชีวิตกว่า1ล้านคน 2. ภัยพิบัติจากพายุไซโคลนพัดถล่มบังกลาเทศเมื่อปี 2513 มีผู้เสียชีวิตกว่า 3 แสนคน 3.เหตุแผ่นดินไหวในจีนเมื่อปี 2519 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 255,000 คน
          -เรียงลำดับ14 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากคลื่นสึนามิ 1.อินโดนีเซีย (167,540 ศพ) 2.ศรีลังกา (35,322 ศพ) 3.อินเดีย (16,269 ศพ) 4.ไทย (8,212 ศพ) 5.โซมาเลีย (289 ศพ) 6.มัลดีฟส์ (108 คน) 7.มาเลเซีย (75 ศพ) 8.เมียนมาร์ (61ศพ) 9.แทนซาเนีย (13 ศพ) 10.บังกลาเทศ (2 ศพ) 11.เซเชลส์ (2 ศพ) 12.แอฟริกาใต้ (2 ศพ) 13.เยเมน (2 ศพ) และ14. เคนยา (1ศพ)
          -มีพลเมืองจาก 38 ประเทศที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากยุโรป ในจำนวนนี้เป็นชาวเยอรมันและสวีเดนประเทศละ 500 คน
          -1.7 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย
          -9,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (316,800 ล้านบาท) มูลค่าความเสียหายโดยประมาณในประเทศที่ได้รับผลกระทบ
          -4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (144,000 ล้านบาท) ความเสียหายโดยประมาณในจังหวัด อาเจะห์เพียงแห่งเดียว ซึ่งมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 97 ของจีดีพีของภูมิภาค
          -13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (432,000 ล้านบาท) ยอดเงินบริจาคจากทั่วโลกที่ระดมทุนช่วยเหลือเหยื่อประสบภัยสึนามิ
          -7,100 ดอลลาร์สหรัฐ (227,200 บาท) จำนวนเงินบริจาคเฉลี่ยที่ผู้ประสบภัยต่อคน ได้รับ
          -3 ดอลลาร์สหรัฐ (96 บาท) คือจำนวนเงินบริจาคเฉลี่ยที่ผู้ประสบภัยต่อคนได้รับจากเหตุภัยพิบัติอื่นเมื่อปี 2547 ที่เกิดอุทกภัยในบังกลาเทศมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 766 ศพ และมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 30 ล้านคน
          -16,000 คือ จำนวนบ้านถาวรที่สร้างขึ้นในจังหวัดอาเจะห์ภายในเวลา 1 ปีให้หลัง ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการ เนื่องจากปัญหาความซับซ้อนในการจัดตั้งระบบราชการใหม่ และภาวะเงินเฟ้อ
          -130,000 คือ จำนวนบ้านถาวรที่สร้างขึ้นในจังหวัดอาเจะห์ ภายใน 3 ปีหลังเหตุภัยพิบัติ ผ่านไป
          -0,4 และ13 ตัวเลขตามลำดับคือ จำนวนเครื่องตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรระดับลึก เครื่องมือวัดระดับน้ำทะเลแนวชายฝั่ง และเครื่องมือตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่คลื่นสึนามิซัดเข้าหาฝั่ง
          - ในปี 2557 จำนวนเครื่องตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรระดับลึกเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครื่อง จำนวนเครื่องมือวัดระดับน้ำทะเลแนวชายฝั่งเพิ่มขึ้นมากกว่า100 เครื่อง เครื่องมือตรวจวัด คลื่นแผ่นดินไหวเพื่อประเมินปัจจัยคลื่นสึนามิเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งในมหาสมุทรอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 140 เครื่อง.

 

by ThaiWebExpert