เดลินิวส์

ทวงคืนผืนป่า : ของจริงหรือลิงหลอกเจ้า

ผู้เขียน: 
นริศ ขำนุรักษ์



ในช่วงเวลานี้คนไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติไม่แพ้ใครเลยในโลก ใครผู้ใดกระทำผิดต่อกฎหมายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเสียผู้เสียคน หมดเครดิตความเชื่อถือ จนเสียอนาคตกันไปเลย ภาคเอกชนก็พยายามเข้ามาช่วยรัฐทำกิจกรรมทางสังคม (CSR) ด้านนี้มากขึ้น ก็เพื่อภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร

ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลเอง ก็พยายามทำผลงานด้านนี้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เพราะรู้ว่าชาวบ้านและคนไทยส่วนใหญ่ชอบ รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ว่า สามารถทวงคืนผืนป่าได้แล้ว 1 แสนไร่ จาก “ผู้กระทำผิด” ที่ยึดครองผืนป่าอย่างผิดกฏหมาย

ถือเป็นผลงานที่ดีชิ้นโบว์แดงของรัฐบาลชุดนี้ ประชาชนคนไทยหลังจากได้ยินข่าวนี้แล้วก็ดีใจได้ปลื้มไปกับรัฐบาล เพราะคนส่วนใหญ่รัก หวงแหน และเห็นคุณค่าทรัพยากรป่าไม้ และยังเรียกรัองให้เดินหน้าทวงคืนฝืนป่าต่อไป เพราะต่างก็เห็นว่าทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของชาติ ไม่อาจให้ใครไปใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะจำนวนป่าที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถลดน้อยกว่านี้อีกแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อการแถลงผลงานการทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลนี้ทีเดียว



แต่เพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ ในฐานะที่เคยทำงานด้านนี้และได้พบเห็นอะไรมาพอสมควรทั้งในช่วงที่รับราชการ และช่วงมาเป็นนักการเมืองทำหน้าที่ “ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฏร” จึงอยากให้ “รมว.ทส.” พิจารณาดำเนินการตรวจสอบบ้าง...บางประการ คือ

1. ให้มีการตรวจสอบซ้ำ (double check)ว่าหน่วยปฏิบัติที่รายงานการยึดคืนผืนป่าว่าสามารถทำการยึดคืนป่ามาได้จริงๆ เป็นจำนวนพื้นที่หนึ่งแสนไร่ตามที่รายงานและมีการแถลงไปแลัวว่าจริงหรือไม่ หรือยึดได้จริงเพียงบางส่วนเป็นพื้นที่เล็กๆ แล้วไปรวมกับพื้นที่ที่ดำเนินการเพียงแค่แจ้งความลงบันทึกการจับกุมไว้ที่สถานีตำรวจ แต่ผู้บุกรุกยังอยู่และทำประโยชน์เหมือนเดิม เรียกว่า "จับหลอก" ถ้าเป็นเช่นนี้ให้ถือว่าหน่วยงานผู้รายงานดังกล่าวรายงานเท็จต่อผู้บังคับปัญชา เป็นการหลอกรัฐบาลและหลอกประชาชน โดยเฉพาะที่สำคัญ “หลอกรัฐมนตรี” เจ้ากระทรวงที่เป็นเจ้านายผู้รับผิดชอบ

2. ลองให้การสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่ทำการยึดคืนพื้นทีป่าที่ถูกบุกรุกดังกล่าวนั้น ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่นั้นๆ เอง เพราะถ้ายึดคืนผืนป่ามาได้จริง ก็จะไม่มีแรงต้านจากประชาชน หากจับกุมและรายงานหลอกก็จะไม่สามารถเข้าไปฟื้นฟูหรือดำเนินการใดๆ ได้ เพราะผู้ครอบครองจะไม่ยอมให้ดำเนินการ โดยให้มีการตรวจสอบการดำเนินการอย่างเข็มข้นในทุกขั้นตอนของการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่า ไม่เช่นนั้นจะถูกหลอกซ้ำสอง



3. ให้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าเหลืออยู่จริงของสวนป่าในทุกสังกัด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยจัดการต้นน้ำ ของทุกป่าสงวนแห่งชาติ และหรือทุกหน่วยที่ใช้เงินไปปลูกและฟื้นฟูป่า ซึ่งต่างก็ใช้เงินงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว โดยเฉพาะสำรวจการมีอยู่จริงของป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ที่เอกชนได้ใช้เงินมาช่วยรัฐปลูกและบำรุงรักษาเป็นเงินจำนวนมากมายเช่นกัน ว่ามีอยู่จริงเท่าไหร่ เพื่อจะไดัวางแผนเดินหน้าฟื้นฟูต่อไป จะได้ไม่จับกุมและฟื้นฟูซ้ำซ้อน จนบางพื้นที่ว่ากันว่าปลูกป่าซ้อนในที่เดียวกันจนเป็น "ป่าคอนโดมิเนียม" แต่ในพื้นที่จริงกลับไม่มีป่าแต่อย่างใด หรือมีก็หร่อมแหร่มแซมด้วยยางพาราหรือพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน



4. หากพบทุจริตในการรายงานเท็จในครั้งนี้ ตลอดจนการทุริตในการปลูกและฟื้นฟูป่าที่ผ่านมา รวมไปถึงการไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่าก็ให้ลงโทษอย่างเด็ดขาดต่อไป เพราะปัญหาการทุจริตที่ผ่านมาเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวมได้ จนมีรับสั่งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อปี 2554 ว่าถ้าเจ้าหน้าที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โลภและอยากได้เงิน จึงจะรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยูได้

ถ้า “รมว.ทส.” ดำเนินการอย่างจริงจังกับข้อเสนอดังกล่าว จะทำให้สามารถป้องกันป่าที่เหลืออยู่ได้อย่างแน่นอน และสามารถฟื้นฟูป่าที่หายไปให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ สามารถขจัดข้าราชการที่ทุจริตออกไปจากระบบ และสำคัญที่สุดสามารถสนองพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัวได้ครับ และที่สำคัญอีกอย่างคือ “ไม่ถูกลูกน้องหลอก” ครับ

เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน

ผู้เขียน: 
นาตยา คชินทร


กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำ “โครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเทศบาลตำบลเกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี” โดยใช้งบประมาณและเทคโนโลยี

“เกาะสีชัง” นอกจากจะเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวแล้วยังเป็นเมืองท่าสำคัญในการ ขนถ่ายสินค้าจากต่างประเทศ ทั้งปูนซีเมนต์ ปุ๋ย แป้งมันและถ่านหินปัญหาตามมาก็คือขยะล้นเกาะ ซึ่งมีทั้งขยะที่มากับนักท่องเที่ยวที่มีกว่า 4 แสนคนต่อปีและขยะทะเลที่มาจากเรือสินค้าอีกด้วย

นายสหััสถนอมศิริ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะสีชังอำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี เล่าให้ฟังว่า ปริมาณขยะบนเกาะมากถึงวันละ 15-18 ตันและขยะทะเลที่พัดเข้ามาติดชายฝั่งอีกเกือบ 10 ตันต่อวันทำให้เกาะสีชังมีปัญหา วันละ 3 พันบาทจะใช้วิธีฝังกลบก็ไม่ได้เพราะพื้นที่เป็นหินจึงใช้วิธีการเทและเผากลางแจ้งแบบธรรมชาติแทนซึ่งก่อมลพิษและมีกลิ่นเหม็น

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำ “โครงการบริหารจัดการขยะชุมชนเทศบาลตำบลเกาะสีชัง อำเภอเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี”โดยใช้งบประมาณและเทคโนโลยี จาก 3 ฝ่าย คือกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทศบาลตำบลเกาะสีชัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารีประมาณ 19 ล้านบาทเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร



รศ.ดร.วีระพงษ์แพสุวรรณ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บอกว่า เกาะสีชังถือเป็นพื้นที่ต้องเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กระทรวงได้นำปัญหาดังกล่าวไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ให้โจทย์ มาว่า “จะทำขยะให้มีราคาได้อย่างไร เพื่อ ให้ชุมชนมีรายได้”

ทั้งนี้ ระบบการจัดการขยะมีหลายวิธีหลายเทคโนโลยีจึงต้องเลือกให้เหมาะสมและคุ้มค่ากับพื้นที่ซึ่งขยะบนเกาะสีชังส่วนหนึ่งเป็นขยะทะเลทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีจึงเลือกใช้เทคโนโลยีการบำบัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการแบบเชิงกล-ชีวภาพ ซึ่งวิจัยและพัฒนามานานเกือบ 10 ปี มาใช้ในการเปลี่ยน ขยะให้ปุ๋ยอินทรีย์และขยะเชื้อเพลิง โดยนำขยะที่มีจำนวนมากมาหมักก่อน เพื่อคัดแยกขยะสดที่มีกลิ่นเหม็น ออกจากขยะรีไซเคิลพวกพลาสติกการหมักจะใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ขยะสดซึ่งเป็นสารอินทรีย์จะกลายเป็นปุ๋ยส่วนขยะที่ไม่ใช่สารอินทรีย์ที่คัดแยกได้ จะนำมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ อัดแน่นเพื่อพร้อมเข้าสู่กระบวนการ ที่จะเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงขยะสามารถต่อยอดทำได้ ทั้งผลิตไฟฟ้าหรือผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง

นักวิจัย บอกว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อจัดการขยะชุมชนทั่วประเทศและได้ดำเนินการสำเร็จ และใช้ประโยชน์เป็นรูปธรรมแล้วที่เกาะยาวน้อย อ.เกาะยาว จ.พังงา

แม้เทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหา เปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้ของชุมชนแต่หากจะแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับทุกคน.

นาตยา คชินทร
nattayap.k@gmail.com

“ธรณ์”ซัดเขื่อนกันคลื่นเพิ่มปัญหากัดเซาะ




“ธรณ์” ซัดเขื่อนกันคลื่นเพิ่มปัญหากัดเซาะ ทำที่ดินชาวบ้านหล่นลงทะเล แนะทส.ใช้กฎหมายรื้อถอนทิ้ง ก่อนสร้างต้องเข้มอีไอเอหลายพื้นที่


เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านระบบนิเวศทางทะเล และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีคลื่นยักษ์ทะเลอ่าวไทยพัดถล่มกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่หลายจังหวัดภาคใต้ว่า ต้องเข้าใจว่าปัญหากัดเซาะชายฝั่งมีมาโดยตลอด และจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องแก้ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ขึ้นกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบจ. เป็นต้น โดยในเวลานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีข้อมูลอยู่แล้วว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาแบ่งเป็น 60 พื้นที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องสอดคล้องกันในแต่ละพื้นที่ แต่ปัจจุบันแก้ปัญหากันเป็นหย่อมๆ โดยหน่วยงานส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะการสร้างเขื่อนกันทราย กันคลื่น ซึ่งบางพื้นที่ก็ไม่เหมาะสมและอาจจำเป็นต้องรื้อถอนทิ้งสิ่งกีดขวางชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นของหน่วยงานภาครัฐที่มีการสร้างเขื่อนต่อไปเรื่อยๆ บางพื้นที่ไม่โดนกัดเซาะก็สร้าง อาทิ พื้นที่อ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ การสร้างเขื่อนทำให้แนวชายฝั่งเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น บริเวณหาดแสงจันทร์ จ.ระยอง สร้างเขื่อนกันคลื่น แล้วเกิดหาดทรายงอก แต่มีร้านค้า ร้านเหล้าเข้าไปยึดครองพื้นที่ เป็นผลที่ตามมาจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นเกิดที่สาธารณะแล้วคนเข้าไปจับจอง เมื่อรัฐเข้าไปเขาจะยอมออกกันง่ายๆ หรือไม่

“ปัญหากัดเซาะในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เกิดจากเขื่อนปากคลองทั้งนั้น ที่ดินโฉนดชาวบ้านเหว้าหายเป็น 100 กิโลเมตร ต้องแก้ที่ต้นเหตุตั้งแต่เขื่อนแรกที่สร้างกรมเจ้าท่าบอกว่าการขุดลอกทรายมาเติมสิ้นเปลืองงบประมาณหลาย 10 ล้านบาท สร้างเขื่อนไม่ต้องมานั่งดักทรายกัน แต่กลับไม่เคยประเมินว่าการสร้างเขื่อนแพงกว่าถ้ายังสร้างเขื่อนเราจะไม่มีหาดทรายเหลือเลย” นายธรณ์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ปัญหาคือยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่งซึ่งหน่วยงานที่ดูแลในเวลานี้ คือกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม และกรมทรัพยากรธรณีและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นทุกหน่วยงานก็มีความพยายามจะสร้างเขื่อนกันหมดโดยไม่คำนึงว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไปกีดขวางทางน้ำและทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามขณะนี้ ทช.มีกฎหมายชัดเจนในการแก้ปัญหากัดเซาะ ระบุไว้ใน มาตรา 21 พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยให้ระบุถึงการกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินการกับสิ่งก่อสร้างหรือกิจกรรมภายในเขตพื้นที่ที่จะบังคับใช้กฎหมาย โดยให้กำหนดให้สามารถระงับการดำเนินกิจกรรมหรือรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้แต่ปัญหาคือเขื่อนกันทราย กันคลื่นเป็นของกรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ทช. จึงอาจรอความชัดเจนในเรื่องผลการศึกษาอยู่

นายธรณ์ กล่าวต่อว่า ตนเสนอว่าถ้าจะสร้างอะไรในชายฝั่ง ต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต้องมีความเห็นหลายฝ่ายมาร่วมกัน นอกจากนี้ต้องเอาผลการศึกษามาใช้ว่าตรงไหนมีปัญหาจริงต้องรื้อถอนออกไปตามกฎหมายของทช.ที่สำคัญรัฐบาลต้องออกหลักเกณฑ์ในเรื่องบประมาณในการสร้างเขื่อนแนวกันคลื่น และต้องมีคณะกรรมการที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน.

ชูบทบาทภาคเกษตร ลดก๊าซเรือนกระจก




การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิกทั่วโลก 196 ประเทศ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมในพิธีเปิดและได้กล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้ร่วมประชุมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อหารือให้ได้ผลลัพธ์ในรูปแบบของพิธีสารหรือข้อตกลงใหม่ว่าด้วยความร่วมมือภายใต้อนุสัญญาฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับทุกประเทศภาคีภายหลังปี ค.ศ.2020

การประชุมดังกล่าว มีประเทศสมาชิกทั่วโลก 196 ประเทศ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าร่วมในพิธีเปิดและได้กล่าวถ้อยแถลงในฐานะตัวแทนของรัฐบาลไทยต่อที่ประชุม พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นกรณีพิเศษ และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันทั้งในเรื่องเงินทุน งานวิจัย และองค์ความรู้เพื่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งประเทศไทย ได้แสดงความตั้งใจว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 - 25 ภายในปี ค.ศ.2030 มุ่งลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันการใช้พลังงานทดแทนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยให้มากขึ้น ขจัดการบุกรุกป่า และทำแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการให้บรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติอีกด้วย

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม COP สมัยที่ 21 ได้มีมติเห็นชอบ “ร่างข้อตกลงว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจก” หรือเรียกว่า “ข้อตกลงปารีส” โดยตั้งเป้าหมายจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับที่ปล่อยอยู่ในปัจจุบัน และจะจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสหากเป็นไปได้ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา จำนวน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และจะมีการทบทวนความคืบหน้าทุกๆ 5 ปี

โดยหลังจากนี้ แต่ละประเทศต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาให้สัตยาบัน ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 55 ประเทศให้สัตยาบัน และประเทศเหล่านั้นต้องมีอัตราการลดก๊าซเรือนกระจกรวมกันคิดเป็นร้อยละ 55 ของโลกขึ้นไป ข้อตกลงดังกล่าว จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ในปี ค.ศ.2020

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมองค์กรย่อยว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมัยที่ 43 โดยมีการเจรจาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เช่น ประเด็นการบ่งชี้มาตรการการปรับตัว โดยพิจารณาความหลากหลายของระบบการเกษตร ระบบความรู้ดั้งเดิม ระดับความแตกต่างของแต่ละประเทศ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการวิจัยและพัฒนา และประเด็นการบ่งชี้ประเมินแนวทางปฏิบัติและเทคโนโลยีด้านการเกษตร ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืน ความมั่นคงอาหาร และการมีภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ผู้แทนจากประเทศไทยจะได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อคิดเห็นและบทบาทของไทยในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหา และการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2559 ต่อไป.

กทม.โวคุณภาพอากาศกรุงเทพดีกว่าลอนดอน


กทม.โว เมืองกรุงคว้าแชมป์คุณภาพอากาศดี เมื่อเทียบเมืองใหญ่ 28เมืองทั่วโลก พร้อมเตรียมเข้มมาตรการลดฝุ่นละออง .หวังใช้มาตรการทางกฎหมายแก้ปัญหารถควันดำ

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องพบว่า คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือน มกราคม – พฤศจิกายน 2558 มีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปี 57 โดยในปี 58 พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) มีค่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 3.14 ซึ่งลดลงจากปี 2557 ที่พบว่าเท่ากับร้อยละ 4.94 ขณะที่ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 9.52 ซึ่งลดลงจากปี 2557 ที่พบว่าเกินมาตรฐานเท่ากับร้อยละ 9.88 ทั้งนี้ผลการวิจัยของAirport Parking and Hotels (APH) ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับการจองที่พักและการจอดรถของอังกฤษ ระบุว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศน้อยที่สุดในปี 58 โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI : Air Quality Index) เท่ากับ 18 ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศดี เมื่อเทียบกับ 28 เมืองที่ได้รับการสำรวจ เช่น นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก และลอนดอน

นายจุมพล กล่าวว่า การที่คุณภาพอากาศโดยรวมของกรุงเทพฯ ดีขึ้น เนื่องจากกทม.ได้ดำเนินการตามมาตรการ เพื่อลดมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยความร่วมมือของ 50 สำนักงานเขต ดำเนินการล้างถนนและทางเท้า เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการล้างถนนในเส้นทางที่มีการก่อสร้างอาคารหรือโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการตรวจจับและห้ามใช้รถควันดำบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ การเข้มงวดให้ผู้ประกอบการปกคลุมผ้าใบในพื้นที่ก่อสร้าง  อีกทั้งรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น ทั้งนี้ กทม.ได้ตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมจากเดิม จำนวน 4 สถานี เพิ่มอีก 46 สถานี รวมเป็นสถานีที่อยู่ในการดูแลจำนวน 50 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตในกรุงเทพฯ ซึ่งจะแล้วเสร็จและทำงานได้ในต้นปี 59 จะทำให้สามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ อีกทั้งสามารถนำข้อมูลมาวางแผนกำหนดมาตรการรองรับ และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ครม.ไฟเขียวงบเกือบหมื่นล้าน จ่ายค่าโง่คลองด่าน


ครม.เห็นชอบงบกลางฯ ปี 59 จ่ายค่าโง่คลองด่าน แบ่งชำระ 3 งวด รอบแรกไม่เกิน 21 พ.ย.นี้ "บิ๊กตู่"สั่งกลาง ครม. ทุกโครงการอย่าให้เสียค่าโง่ เป็นภาระประเทศอีก

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอขออนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ 2559 เพื่อนำไปชำระให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด (กรณีคลองด่าน) โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาตามศาลปกครองกลาง คือ กรมควบคุมมลพิษ จะต้องชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ยตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นเงินบาท จำนวน 4,983,342,383 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 31,035,780 เหรียญ ให้แก่ผู้เรียกร้อง คือบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้างจำกัด กับพวกรวม 6 คน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 4,424,099,982 บาท และของเงิน 26,434,636 เหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2546 และค่าธรรมเนียมแทนผู้เรียกร้อง เป็นเงิน 6,000,000 บาทต่อปี โดยให้กรมควบคุมมลพิษ ชำระให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด และให้คืนค่าธรรมเนียมศาล ทั้งในชั้นศาลปกครองชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งชำระไว้เกินให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 5,484,918 บาท

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า โดยแบ่งการชำระเป็น 3 งวด ดังนี้ งวดที่ 1 ชำระร้อยละ 40 ภายในวันที่ 21 พ.ย.2558 เป็นเงินจำนวน  3,174,581,566.04 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 21,717,855.40 เหรียญ งวดที่ 2 ชำระร้อยละ 30  ภายในวันที่ 21 พ.ค.2559 เป็นเงินจำนวน 2,380,936,174.53 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 16,288,391.55 เหรียญ และงวดที่ 3 ชำระร้อยละ 30 ภายในวันที่ 21 พ.ย.2559 จำนวน 2,380,936,174.53 บาท และเป็นเงินเหรียญสหรัฐ จำนวน 16,288,391.55 เหรียญ

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบให้ 2 หน่วยงาน คือ องค์การจัดการน้ำเสีย ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ (คลองด่าน) ในการดำเนินการตรวจสอบและหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อนำโครงการมาใช้ประโยชน์ต่อ และให้กรมควบคุมมลพิษดูในเรื่องคดีที่สืบเนื่องจากกรณีนี้ต่อไป นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าในรัฐบาลนี้การจะทำโครงการทั้งหลาย ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม จะต้องไม่ให้เกิดภาระในลักษณะแบบนี้กับประเทศชาติอีก เพราะว่าเงินงบประมาณเหล่านี้สามารถนำไปทำประโยชน์อื่นได้มาก จะยึกยักไม่จ่ายก็ไม่ได้ เพราะอนุญาโตตุลาการและศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินมาแล้ว

แนวทางพัฒนาลุ่มน้ำน่านตอนบน



พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำน้อยมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่เกิดภาวะภัยแล้งและภัยน้ำท่วมค่อนข้างสูง

ลุ่มน้ำน่านเป็น 1 ใน 25 ลุ่มน้ำหลักของไทย อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น ประมาณ 21.7 ล้านไร่ครอบคลุม 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร พะเยา แพร่ น่าน เลย สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และนครสวรรค์

มีปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีทั้งลุ่มน้ำ 1,287 มิลลิเมตร และมีปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ยทั้งลุ่มน้ำ 11,955 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยมีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่คือ เขื่อนสิริกิติ์ สร้าง กั้นแม่น้ำน่านที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เก็บกักน้ำได้ 9,510 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน สร้างกั้นแม่น้ำแควน้อย สาขาของแม่น้ำน่าน ที่ อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เก็บน้ำได้ 939 ล้าน ลบ.ม.

โดยมีพื้นที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนล่างใต้เขื่อนสิริกิติ์ลงมา รวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ลุ่มน้ำน่านตอนบนเหนือเขื่อนสิริกิติ์แทบจะไม่ได้รับประโยชน์เลย ทั้งๆ เป็นพื้นที่แหล่งน้ำต้นทุนของเขื่อนสิริกิติ์

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำน้อยมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่เกิดภาวะภัยแล้งและภัยน้ำท่วมค่อนข้างสูง กรมชลประทานจึงได้ร่วมกับจังหวัดน่านทำการศึกษาถึงการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำในลุ่มน้ำน่านตอนบนทั้งระบบ โดยจะไม่เน้นว่าเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของความเหมาะสมของพื้นที่และความต้องการของประชาชน จากนั้นจึงพิจารณาถึงความจำเป็นว่าควรจะดำเนินการโครงการไหนก่อนโครงการไหนทีหลัง ก่อนที่จะศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในขั้นตอนต่อไป

ในเบื้องต้นจากการศึกษาพบว่า พื้นที่ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีศักยภาพจะสร้างอ่างเก็บน้ำและฝายได้ประมาณ 17 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นแหล่งเก็บน้ำขนาดกลาง โดยมีโครงการเร่งด่วนและเหมาะสมที่จะดำเนินในระยะแรกจำนวน 4 โครงการคือ อ่างเก็บน้ำน้ำกิ อ่างเก็บน้ำน้ำกอน อ่างเก็บน้ำแม่ริม และฝายน้ำยาว อย่างไรก็ตามพื้นที่ที่จะสร้างอ่างฯ น้ำกิ และอ่างฯ น้ำกอน มีพื้นที่ส่วนหนึ่งประมาณ 1,200 ไร่ และ 1,700 ไร่ตามลำดับ ที่อยู่ในพื้นที่ป่าโซน C (ป่าสงวนแห่งชาติ) กรมชลประทาน จึงต้องขอใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกรมป่าไม้ตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด

“แม้พื้นที่ก่อสร้างอ่างฯ จะอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเสื่อมโทรม เป็นเขาหัวโล้น ไม่มีต้นไม้ขนาดใหญ่เลย มีการแปรสภาพทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เวลาฝนตกแต่ละครั้งน้ำจะไหลลงสู่พื้นราบเร็วและแรงมาก สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรและบ้านเรือนเกือบทุกปี” ดร.สมเกียรติกล่าว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาแหล่งเก็บน้ำเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่การพัฒนาจะให้สมบูรณ์และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละลุ่มน้ำนั้นจะต้องมีทั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ผสมผสานกันไป ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งลุ่มน้ำน่านจะเป็นลุ่มน้ำตัวอย่างอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่จะพัฒนาแหล่งน้ำให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ.

จัดโซนปลูกต้นไม้ทำผังพื้นที่สีเขียวที่สาธารณะทั่วกรุง


กทม.จัดโซนจัดประเภทปลูกต้นไม้กลางถนนทำผังพื้นที่สีเขียวที่สาธารณะทั่วกรุง

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครเขตปทุมวัน นายวันชัย ถนอมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกรุงเทพมกานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการจัดทำแผนแม่บทโครงการพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯครั้งที่ 1 โดยมีนักวิชาการตัวแทนสำนักงานเขต 50 เขต ร่วมประชุม  นายวันชัย กล่าวว่าจากที่ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวน้อยโดยมีร้อยละ 5 เท่านั้นทั้งที่ตามเกณฑ์แล้วควรจะมีพื้นที่สีเขียวร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมดสาเหตุนั้นก็เนื่องมาจากที่ดินในกรุงเทพฯมีมูลค่าสูงเจ้าของมักจะนำที่ดินไปพัฒนาด้านอื่นมากกว่าเพราะทำพื้นที่สีเขียวนั้นไม่คุ้มค่ากทม.จึงได้ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำแผนแม่บทโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ และจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนคาดว่าจะสามารถสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นได้ภายในปี 58 เมื่อได้แผนแม่บทแล้วจะมีการประกาศใช้ต่อไปโดยแผนแม่บทดังกล่าวจะทำให้หน่วยงานกทม.มีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนซึ่งผลการศึกษาจะระบุด้วยว่าพื้นที่ใดควรมีพื้นที่สีเขียวรูปแบบใดเหมาะสำหรับปลูกต้นไม้ประเภทใดอาทิ ริมถนนและเกาะกลางในพื้นที่ฝั่งตะวันออกควรปลูกต้นกระดุมทองเนื่องจากสามารถดูดซับน้ำและทนต่อน้ำท่วมได้ดีส่วนในพื้นที่ชั้นในควรปลูกต้นไทรทองซึ่งสามารถดูดซับมลพิษอากาศได้ดีดังนั้นในอนาคตสำนักงานเขตพื้นที่ใดจะปลูกต้นไม้ประดับตกแต่งเมืองก็จะต้องดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ด้วย

นายพงศ์ศักดิ์วัฒนสินธุ์ ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่าจะมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนจำนวน 10 ครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปเป็นกรอบแนวทางพัฒนาโครงข่ายพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯเสนอต่อกทม.ให้เกิดการพัฒนาต่อไปซึ่งในครั้งนี้เป็นการหารือร่วมกับตัวแทนสำนักงานเขต 50 เขตก็จะได้เสนอรูปแบบการพัฒนาพื้นที่และมอบหมายให้ทางเขตฯ สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการพัฒนาเพื่อนำมารวบรวมจัดทำเป็นแผนแม่บทต่อไป

ด้าน น.ส.ภาวิณีอินชมภู อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่าในการศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงข่ายพื้นที่สีเขียวได้ลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลเส้นทางถนนและคลองทุกเส้นทางเพื่อพิจารณาศักยภาพที่จะเป็นเครือข่ายพื้นที่สีเขียวซึ่งได้สรุปข้อเสนอให้เกิดการพัฒนาถนนจำนวน 37 สายและคลองสายต่างๆโดยได้จัดลำดับศักยภาพพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่ควรพัฒนาได้ทันทีอาทิ ถนนกำแพงเพชร2 หลังสวนรถไฟซึ่งเป็นถนนขนาด 6 ช่องจราจรไปกลับมีทางเท้ากว้าง 2-5 เมตร เหมาะสำหรับจัดทำทางจักรยานและมีเกาะกลางที่สามารถปลูกต้นไม้ได้เป็นต้น ขณะที่คลองที่ควรพัฒนาอาทิ คลองแสนแสบที่ยังมีเส้นทางจักรยานไม่เชื่อมต่อกันและคลองบางพรมที่ริมฝั่งคลองยังไม่มีการพัฒนาเป็นต้น. 

คพ.จ่ายค่าโง่คลองด่านงวดแรก พ.ย.นี้


อธิบดี คพ.เล็งของบกลางจ่ายค่าโง่ทางด่วน เผยยอดรวม 9.8 พันล้าน ชำระงวดแรกร้อยละ 40 ภายใน 21 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. นายวิจารย์สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยความคืบหน้าการชำระเงินและการดำเนินงานโครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ(คลองด่าน) ว่า กระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมเสนอขออนุมัติงบกลางเพื่อชำระให้แก่ผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดรวมทั้งดำเนินการด้านคดีที่ยังเหลืออยู่ และหาผู้กระทำผิดที่ทำให้เกิดความเสียหายมาลงโทษต่อไปและมอบให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เข้ามาศึกษา เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการนำโครงการคลองด่านมาใช้ประโยชน์โดยสำหรับวงเงินที่ต้องชำระนั้น หลังจากมีการเจรจากับกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจีได้ข้อสรุปว่ากิจการร่วมค้าฯ ลดเงินให้ จำนวน 1,000 ล้านบาทและจะไม่คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.2557 ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาจนถึงวันที่ชำระเสร็จสิ้น โดยแบ่งชำระเป็น 3 งวด โดยงวดที่ 1 ชำระร้อยละ 40 ภายในวันที่ 21 พ.ย.2558 งวดที่ 2 ชำระร้อยละ 30 ภายในวันที่ 21 พ.ค.2559และงวดที่ 3 ชำระร้อยละ 30 ภายในวันที่ 21 พ.ย.2559 ทั้งนี้ยอดเงินที่ต้องชำระทั้งหมดภายหลังการเจรจาเป็นเงินจำนวน 9,895,855,117.68 ล้านบาท

นายวิจารย์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ก่อนจะมีการขออนุมัติงบกลางเพื่อชำระเงิน กระทรวงทรัพยากรฯได้มีการหารือแนวทางปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปว่าคพ.จะต้องถือปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโดยเคร่งครัดและไม่มีเหตุผลที่จะชะลอการชำระเงิน โดยอ้างเหตุผลที่กรมได้ยื่นฟ้องผู้ร้องในคดีอาญาส่วนประเด็นที่ คพ.ไม่ได้โต้แย้งตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2542 ตามความเห็นของกลุ่มแกนนำชาวคลองด่านเนื่องจากยังไม่พบว่ามีข้อเท็จจริงผิดพลาด หรือมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ

นายวิจารณ์กล่าวอีกว่า ส่วนการหาแนวทางใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมของโครงการคลองด่านนั้นกระทรวงทรัพยากรฯ ได้มอบหมายให้ อจน.เป็นผู้ดำเนินการ โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการออกแบบและก่อสร้างซึ่งอจน.ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้งบประมาณ30 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ 5 เดือน ขณะเดียวกัน อจน.ได้เตรียมของบกลางประจำปี 2559 จำนวน 285 ล้านบาท เพื่อดำเนินการระยะที่ 2โดยเป็นการกำหนดทางเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินการต่อไป.
 

สิงคโปร์โกรธจัดควันไฟป่าอินโดฯยังไม่เบาบาง


วิกฤติหมอกควันจากไฟป่าของอินโดนีเซียที่ยังไม่มีท่าจะดีขึ้น สร้างความเดือดร้อนและไม่พอใจให้แก่สิงคโปร์มากขึ้นทุกขณะ จนถึงขั้นต้องปิดโรงเรียน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่านายเค. ชันมูกัม รมว.กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงแสดงความไม่พอใจอย่างหนักต่อท่าทีของเจ้าหน้าที่ระดับสูง "บางคน" ในรัฐบาลอินโดนีเซีย ซึ่งแสดงทรรศนะเกี่ยวกับวิกฤติหมอกควันจากไฟป่าบนเกาะสุมาตรา ที่ลอยไปปกคลุมน่านฟ้าของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เคารพทั้งชาวอินโดนีเซียและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ ชันมูกัมไม่ได้กล่าวพาดพิงบุคคลใดอย่างชัดเจน แต่รองประธานาธิบดียูซุฟ กัลลา ของอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า "เพื่อนบ้านของอินโดนีเซียควรขอบคุณสำหรับคุณภาพอากาศที่ดีในอีก 11 เดือนที่เหลือของปี" ซึ่งกัลลาเคยใช้คำพูดลักษณะเดียวกันนี้ในช่วงการเกิดวิกฤติไฟป่าเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาด้วย

ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวสิงคโปร์ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางหมอกควันจากไฟป่า ที่ลอยมาจากเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย โดยค่าดัชนีมาตรฐานมลภาวะทางอากาศ ( พีเอสไอ ) เมื่อช่วงเช้าของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นอยู่ที่ 341 สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี และเกินกว่าระดับ "เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" มากว่า 3 เท่า ขณะที่สำนักงานส่งแวดล้อมแห่งชาติของสิงคโปร์ ( เอ็นอีเอ ) รายงานด้วยว่า ค่าพีเอสไอในพื้นที่เกิดไฟป่าบางแห่งของอินโดนีเซียสูงเกือบ 2,000

ด้านรัฐบาลสิงคโปร์สั่งปิดโรงเรียนทุกแห่งในวันนี้ และส่งเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากกันพิษให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้สวมทุกครั้งเมื่อมีความจำเป็นต้องออกจากเคหะสถาน ขณะที่บริการส่งสินค้าที่รวมถึงอาหารตามสั่งงดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลเรื่องสุขภาพของพนักงานขับรถ

by ThaiWebExpert