เดลินิวส์

ตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์



นายประเสริฐ เทพนรประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน
กล่าวว่า ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาก่อให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลาย


รวมถึงให้เกษตรกรลด ละ เลิกการเผาเศษฟาง เศษซากพืช โดยให้นำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ ยังเป็นการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา


ในปี 2558 ซึ่งพระองค์พระราชทานสูตรปุ๋ยให้กรมพัฒนาที่ดินนำมาเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปผลิตไว้ใช้เองทดแทนปุ๋ยเคมี


สำหรับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 ขณะนี้ก็ได้ดำเนินการจัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยมอบหมายให้สถานีพัฒนาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบ 6 จังหวัด ได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดินกาญจนบุรี สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สถานีพัฒนาที่ดินประจวบคีรีขันธ์ สถานีพัฒนาที่ดินราชบุรี สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสงคราม และสถานีพัฒนาที่ดินสมุทร สาคร เข้าไปส่งเสริมผ่านเครือข่ายหมอดินอาสาให้รวมตัวกับเกษตรกรเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งในการจัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินการเป็นธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป ซึ่งรายละเอียดของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์นั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย ธนาคารปุ๋ยหมัก ธนาคารน้ำหมักชีวภาพ และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด


ในระยะเริ่มต้นทางสถานีจะสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น สารเร่ง พด. น้ำหมักชีวภาพ เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ให้กับธนาคาร เพื่อให้เป็นต้นทุนในการดำเนินการ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายทอดความรู้เรื่องการผลิตปุ๋ยสูตรต่าง ๆ ให้กับสมาชิกกลุ่ม ส่วนรูปแบบการบริหารธนาคารจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการของแต่ละกลุ่มว่า จะมีรูปแบบให้ยืมและการส่งคืน หรือที่เรียกตามศัพท์ของธนาคารก็คือการฝาก ถอน ในลักษณะใดบ้าง มีการปันผลอย่างไร


ตัวอย่าง สมาชิกที่มีการผลิตปุ๋ยหมักได้ปริมาณมากเหลือใช้ก็จะนำมาฝากไว้กับธนาคาร ส่วนสมาชิกที่ไม่สามารถผลิตปุ๋ยได้ก็มากู้ยืมจากธนาคารนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองก่อน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วก็นำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่มาทำเป็นปุ๋ยคืนให้กับธนาคาร อย่างยืมไป 1 ตัน อาจจะต้องคืนกลับมา 1.2 ตัน เป็นต้น


ทั้งนี้ผลจากการดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ นำร่องในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ได้ระยะหนึ่ง พบว่าเกษตรกรมีการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะธนาคารปุ๋ยหมัก และธนาคารน้ำหมักชีวภาพ เนื่องจากมีการร่วมมือกันทำ ร่วมกันนำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ที่มีจำนวนมากมาเป็นวัตถุดิบ ทำให้ได้ปุ๋ยไปใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งแม้ว่าระยะเริ่มต้นจะยังอยู่ในเกษตรกรกลุ่มเล็ก ๆ ก็ตาม


อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษตรกรได้เห็นผลจากการดำเนินงานของธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ ที่ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพความอุดมสมบูรณ์ของที่ดินทำกิน ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เกษตรกรมีความสนใจและเข้ามาสู่ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้นในอนาคต. 

ล้มสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ล้มเชื่อมั่นประเทศไทย


กระทรวงพลังงานได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจต่าง ๆ เขตพื้นที่บนบกและในทะเลอ่าวไทยรวม 29 แปลง เป็นแปลงบนบก 23 แปลง ในทะเล 6 แปลง โดยสัมปทานต่าง ๆ นั้นจะหมดอายุในอีกประมาณ 6-8 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ กำหนดให้เอกชนที่สนใจในการขอสัมปทานปิโตร เลียมรอบที่ 21 ยื่นขอสิทธิภายใน วันที่ 18 ก.พ. 2558

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี ดร.ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์ ผู้รอบรู้พลังงานดีสุดคน หนึ่งของไทย เป็นประธาน ได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก 22 ต่อ 3 ให้รัฐเดินหน้าเปิดประมูล สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21  ต่อไป โดยมั่นใจว่าระบบสัมปทานที่ไทยใช้มายาวนานนี้ ประเทศจะไม่เสียผลประโยชน์ และยังสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานอีกด้วย อีกทั้งมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ระบบสัมปทานมีการแบ่งรายได้ระหว่างรัฐกับเอกชนที่ 72% กับ 28% หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลอย่างมาก นั่นคือเป็นรายได้เนื้อ ๆ เข้ารัฐ 30% โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด

ขณะที่เอกชนกำลังเตรียมตัวจะยื่นขอสัมปทานตามที่รัฐไทยเชิญชวนไว้ จู่ ๆ การประชุมของ สปช. เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวหลังคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน สปช. ส่งเรื่องให้ กลับกลายเป็นว่า มี 130 เสียงไม่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 เห็นด้วย 79 และงดออกเสียง 21 คน เล่นเอากระทรวงพลังงาน รัฐบาล แทบหงายหลังตกเก้าอี้ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเกมจะพลิกผันแบบไม่มีฝนฟ้าคะนองมาก่อนเยี่ยงนี้ ถือว่า...รัฐบาลพลาดไป!?!

รัฐบาลมั่นใจว่า เสียง สปช. ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับมติของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่จบสิ้นไปแล้ว จึงชะล่าใจ ไม่มีการล็อบบี้ตรวจสอบคะแนนเสียงล่วงหน้า คงปล่อยให้กลุ่ม 40 ส.ว. ที่พาเหรดกันเข้ามาเป็น สปช. (และ สนช.) ที่มีนาง รสนา โตสิตระกูล สปช. (1 ในกลุ่ม 40 ส.ว.) หัวหอกเรียกร้องให้เอา ปตท. ออกจากตลาดหุ้น และให้ยึดคืน ปตท. กลับมาเป็นของรัฐตามเดิม เดินเครื่องคัดค้านการเปิดสัมปทานเต็มสูบ

ประจวบกับเกิดจุดพลิกผัน เมื่อ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปช. อดีต ทส. "ป๋าเปรม" ซึ่งเคยเคลื่อนไหวกับกลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) จนมีการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 และต่อยอดมาถึงการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม กปปส. (นกหวีด) และกลุ่ม 40 ส.ว. จนมีการยึดอำนาจอีกครั้งเมื่อ 22 พ.ค. 2557 ได้มีการจับมือกันทำงาน ล็อบบี้กลุ่ม สปช. ส่วนใหญ่จนคล้อยตามว่า ควรมีการเลื่อนการเปิดสัมปทานออกไปก่อน เพื่อความรอบคอบฟังดูแล้ว...มีเหตุมีผลดีมากเลย

อย่างไรก็ตาม หากติดตาม กลุ่มขาประจำ ที่ต่อต้าน ปตท. และกระทรวงพลังงาน มาแต่อดีตกาล มักอ้างว่า รัฐบาล ปล่อยให้ ปตท.ผูกขาดธุรกิจน้ำมันทำให้มีกำไรมากเกิน ต้องยึดคืนเป็นของรัฐลูกเดียว แต่พอรัฐบาลเชิญชวนให้เอกชนมายื่นประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 แข่งกับ "ปตท.สผ." ด้วย กลุ่มนี้กลับไม่เอา แถมบอก ให้เอาระบบ "แบ่งปันผลประโยชน์" มาใช้แทน "ระบบสัมปทาน" เพื่อความโปร่งใส โดยไม่บอกว่า ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ก็ต้องแก้กฎหมายและ ตั้งองค์กรใหม่ มาเจรจารายสัญญากับเอกชนหลังอนุมัติโครงการ ทุกสัญญาของเอกชนที่จะไปจ้างต่อต้องขอความเห็นชอบจากองค์กรใหม่ที่จัดตั้งขึ้น เห็นชัด ๆ ว่านี่เป็นช่องโหว่ที่จะหาผลประโยชน์กันสบาย ๆ เหนืออื่นใดการมัดขากันขนาดนี้...ธุรกิจที่ไหนก็ง่อย

แม้รัฐบาลบอก จะศึกษาระบบแบ่งปันผลประโยชน์ (PSC) ไปด้วย เพราะ PSC ก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ขาประจำกลุ่มต้านก็ปิดหูไม่ยอมฟัง ทั้งที่การเปิดสัมปทานรอบ 21 มีการเตรียมการมาตั้งแต่ปี 2553 แล้ว ไม่ได้เร่งรีบมาเปิดตอนนี้อย่างที่อ้าง ก็มันเป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องเพิ่มปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ และลดการนำเข้า จากปัจจุบันที่ไทยนำเข้าพลังงานกว่า 50% ของความต้องการใช้ หรือคิดเป็นเงินปีละ 1.44 ล้านล้านบาท กลุ่มขาต้านประจำก็ไม่เชื่ออีก หาว่าปั้นตัวเลข...เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง

79 รายชื่อ สปช. ที่เห็นด้วยกับการเปิดสัมปทาน ก็ถูกเอามาแฉ กลายเป็น พวกไม่รักชาติ ทั้งที่หลายคนก่อนหน้านี้เป็นพวกเดียวกับกลุ่มขาประจำต้านทั้งนั้น พอใครไม่เห็นด้วยก็พร้อมประณามว่า ไม่รักชาติ หรือกลายเป็นพวกเมืองขึ้นทุนพลังงานไปเลย มันยุติธรรมหรือนี่? และหากบอกว่า ต้องฟังเสียงข้างมากของพวกตน อ้าว แล้วมติเสียงข้างมากของกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานเล่า ทำไมไม่เคารพอย่างที่เรียกร้องบ้าง อย่างนี้เรียกว่า เลื่อนไหลไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่?

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ออกมายืนยันต้องเดินหน้าสัมปทานรอบที่ 21 เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ยอมปล่อยให้ประเทศเกิดวิกฤติพลังงานในปัจจุบันและอนาคต ต้องเตรียมหาพลังงานสำรองไว้ล่วงหน้า จึงถือว่า ถูกต้องแล้ว และที่ต้องปรบมือดัง ๆ คือ การทุบโต๊ะว่า หากขัดขวางจนสุดท้ายไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ในอีก 6 ปีข้างหน้า ขอให้ผู้คัดค้านมาเซ็นสัญญาเป็นหลักฐานเลยว่า เมื่อใดมีปัญหาวิกฤติพลังงาน ก็ให้คนกลุ่มนี้แหละมารับผิดชอบด้วย

ไม่รู้กลุ่มขาประจำฟังแล้ว...

กล้าพอมั้ย?!?...

ชี้ผลศึกษายกเลิกแร่ใยหินเร่งประกาศ4วัตถุอันตราย


รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงมติ ครม. ที่ให้กลับไปทบทวนเรื่องการขึ้นทะเบียนแร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ว่า ที่ประชุม ครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนถึงผลดี ผลเสีย และแนวทางเยียวยาแก้ไขถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น  ตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เบื้องต้นเห็นว่าหากกำหนดให้แร่ใยหินเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะกระทบกับประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่อง จากตามกฎหมายได้ระบุอย่างชัดเจนว่าวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 จะต้องห้ามนำเข้า ส่งออก ผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหากประกาศใช้จริงประชาชนที่ใช้หลังคากระเบื้อง หรือวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินจะต้องรื้อถอนออกทั้งหมด และรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ เห็นว่าควรดำเนินการไปตามแนว ทางมติ ครม. เดิมที่ให้กำหนดให้มีกรอบเวลาการยกเลิกนำเข้าแร่ใยหินภายใน 2-5 ปี ตามชนิดของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มแรกกระเบื้องแผ่นเรียบและกระเบื้องยางปูพื้น ให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 2 ปี และกลุ่มที่ 2 กลุ่มกระเบื้องมุงหลังคา ผ้าเบรก และคลัตช์ ท่อซีเมนต์ใยหิน กำหนดให้ยกเลิกใช้แร่ใยหินเป็นวัตถุดิบภายใน 5 ปี แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ต้องหาวัสดุอื่นมาทดแทนได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งในแนวทางนี้จะใช้ พ.ร.บ.กรมโรงงานในการห้ามนำเข้าแร่ใยหิน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนปรับตัว และส่งผลต่อประชาชนน้อยที่สุด

ทั้งนี้ แร่ใยหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแอมฟิโบล ที่มี 5 ชนิด และกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มี 1 ชนิด ซึ่งในกลุ่มแอมฟิโบล กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามนำเข้า ผลิต หรือมีไว้ในครอบครอง และหลายประเทศทั่วโลกต่างก็ห้ามนำเข้า เพราะส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ส่วนแร่ใยหินในกลุ่มเซอร์เพนไทน์ มีอันตรายน้อยกว่ามากเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 จะต้องขออนุญาตก่อนการนำเข้า

"ที่ผ่านมาได้ผสมแร่ใยหินในกระเบื้องมุงหลังคา และวัสดุก่อสร้างมานานมาก และตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ก็รองน้ำฝนจากหลังคามุงกระเบื้อง และใช้น้ำประปาจากท่อน้ำที่มีส่วนประกอบแร่ใยหินมาตลอด ก็ยังไม่มีใครได้รับอันตราย โดยตัวเลขที่หลายฝ่ายนำมากล่าว อ้าง จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นคนงานในโรงงานวัสดุก่อสร้างที่ใช้แร่ใยหินและไม่ป้องกันที่ดี".

--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ม.ค. 2558 (กรอบบ่าย)--

10 ปีซากขยะสึนามิอยู่ที่ไหน

 

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557
 
          แม้เวลาจะผ่านพ้นเข้าสู่ปีที่ 10 แล้วกับเหตุภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ แต่คราบน้ำตาของผู้สูญเสียยังไม่จางหาย คลื่นยักษ์ที่ถาโถมไม่เพียงแต่กลืนกินชีวิตผู้คนนับแสน แต่ยังกวาดทำลายเมืองริมชายฝั่งอย่างจังหวัดอาเจะห์จนสิ้นซาก เหลือไว้แต่เศษซากปรักหักพังที่กินพื้นที่เข้าไปในแผ่นดินไกลกว่า 6 กม. จากเหตุธรณีพิโรธในครั้งนั้น
          เมื่อได้ขับรถลัดเลาะไปตามริมชายฝั่งจังหวัดอาเจะห์ทางตะวันตกบนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซียในวันนี้ แทบไม่มีกลิ่นอายพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิเมื่อ 10 ปีก่อน จนอดสงสัยไม่ได้ว่าเศษซากความย่อยยับจากแรงมหาศาลของคลื่นน้ำในครั้งนั้นได้สร้างความพินาศอย่างไรบ้างกับเมืองนี้ แม้เศษซากบางส่วนจะถูกนำไปรีไซเคิลสร้างเป็นถนน วัสดุก่อสร้าง หรือเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ในครัวเรือนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่แล้วก็ตาม แต่ยังมีบางส่วนที่ถูกนำไปเผาและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ขยะส่วนใหญ่มักถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล
          ถึงแม้ความทรงจำอันโหดร้ายยังตราตรึงอยู่ แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ภาพชาวประมง อาเจะห์นำเรือออกทะเลหาปลา และชาวนาที่เตรียมดินสำหรับปลูกข้าว สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงนับจากวันนั้น วันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่คลื่นยักษ์โถมเข้าใส่จังหวัดอาเจะห์ ขณะที่ป่าโกงกางถูกปลูกขึ้นเพื่อใช้เป็นที่กำบังคลื่นสึนามิในอนาคต
          อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ยังเป็นกังวลแม้เวลาจะผ่านไป 1 ทศวรรษแล้วก็ตามคือ เศษซากขยะปริมาณมหาศาลราว 10 ล้านคิวบิกเมตร ที่ทิ้งไว้ให้เหยื่อที่รอดชีวิตได้ดูต่างหน้า รวมทั้งขยะส่วนใหญ่ที่ไหลลงกลับคืนสู่ทะเล ซึ่งนายคุนโตโร มังคุสุโบรโต หัวหน้าสำนักเยียวยาและฟื้นฟูสิ่งก่อสร้างอาเจะห์เผยว่า การกำจัดขยะจากเศษซากสึนามิที่หลงเหลืออยู่อย่างไม่ถูกวิธี ทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายในระยะยาว และหากนำขยะทั้งหมดมากองรวมกันบนพื้นที่ขนาด 10,000 ตร.ม. จะสามารถสุมตัวขึ้นเป็นหอคอยขยะที่มีความสูงถึง 1,000 เมตรได้เลยที เดียว
          การกำจัดเศษซากปรักหักพังจากบ้านเรือน ต้นไม้ ที่ฝังทับร่างเหยื่อไร้ลมหายใจนับแสนคน ถือเป็นงานสุดหินหลังจากระดับน้ำลดลง หนึ่งในวิธีที่ผู้รอดชีวิตเลือกใช้กำจัดขยะก็คือการเผา ที่มาพร้อมกับควันรวมถึงมลพิษปนเปื้อนจากน้ำมันและสารเคมีลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทำลายระบบทางเดินหายใจ จนครั้งหนึ่งไฟเกิดลุกลามควบคุมไม่อยู่ กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แม้ทางการจะพยายามห้ามปรามประชาชนแล้วก็ตาม
          ทุกวันนี้ถนนสายหลักถูกเก็บกวาดเรียบร้อย มีขยะหลายตันต่อวันที่ถูกลำเลียงไปทิ้งยังพื้นที่ทิ้งขยะ ขณะที่ขยะบางส่วนถูกนำไปทิ้งอย่างสะเปะสะปะในพื้นที่รอบเมือง ซึ่งบางชิ้นเป็นขยะที่ปนเปื้อนคราบน้ำมัน และแร่ใยหิน รวมถึงขยะอันตราย ที่สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) เผยว่า มีกากของเสียทางการแพทย์ ส่วนหนึ่งเป็นยาที่หมดอายุเกือบ 50 ตัน ซึ่งได้รับบริจาคมา และกำลังรอนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี
          ในระยะเวลา 3 เดือนหลัง สึนามิพัดถล่ม ยูเอ็นดีพีได้เริ่มโครงการรีไซ เคิลขยะมูลค่าถึง 40.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,296 ล้านบาท) พร้อมกับระดมอาสาสมัครชั่วคราว 400,000 คน เพื่อนำซากต้นไม้ ก้อนอิฐ เศษหิน เศษเหล็ก กลับมาใช้เป็นวัสดุก่อสร้างถนน บ้านเรือน รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งโครงการจัดการขยะจากภัย สึนามิของยูเอ็นดีพีสามารถกำจัดขยะได้ราว 1 ล้านคิวบิกเมตร เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำโอลิมปิก 400 สระ และได้ฝึกอบรม เจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อให้ดูแลสานต่อโครงการดังกล่าวเป็นจำนวนราว 1,300 ราย
          แม้ภัยธรรมชาติครั้งนี้จะทิ้งร่องรอยมากกว่าความสูญเสียให้แก่ชาวอาเจะห์ แต่สำหรับทางการอินโดนีเซียต่างรู้สึกซาบซึ้ง ในน้ำใจและเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นไป ได้ เพราะความช่วยเหลือจากนานาชาติ ที่ทำให้งานกำจัดขยะแห่งความสูญเสียนี้สำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี และรู้ว่าโลกไม่เคยทอดทิ้งดินแดน อาเจะห์.
          ตัวเลขข้อมูลภัยพิบัติสึนามิปี2547
          ข้อมูลและตัวเลขจากเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดียเมื่อ วันที่ 26 ธ.ค. 2547 จากการรวบรวมข้อมูลและประเมินความเสียหายจากคลื่นสึนามิและองค์การ ยูเนสโก
          -เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.1แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางนอกชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และก่อให้เกิดสึนามิตามมา ถือเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเป็นอันดับ3 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา
          -คลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดขึ้นฝั่งที่มีความสูงที่สุดคือ 20 เมตร ในจังหวัดอาเจะห์ ของอินโดนีเซีย
          -ความรุนแรงของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่าพลังงานของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นถึง 23,000 เท่า
          -ประชาชนราว 230,000 คน เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้
          -3 เหตุการณ์ภัยพิบัติในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมาซึ่งมีคนเสียชีวิตมากกว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ ได้แก่ 1. เหตุอุทกภัยในจีนเมื่อปี 2474 มีผู้เสียชีวิตกว่า1ล้านคน 2. ภัยพิบัติจากพายุไซโคลนพัดถล่มบังกลาเทศเมื่อปี 2513 มีผู้เสียชีวิตกว่า 3 แสนคน 3.เหตุแผ่นดินไหวในจีนเมื่อปี 2519 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 255,000 คน
          -เรียงลำดับ14 ประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดจากคลื่นสึนามิ 1.อินโดนีเซีย (167,540 ศพ) 2.ศรีลังกา (35,322 ศพ) 3.อินเดีย (16,269 ศพ) 4.ไทย (8,212 ศพ) 5.โซมาเลีย (289 ศพ) 6.มัลดีฟส์ (108 คน) 7.มาเลเซีย (75 ศพ) 8.เมียนมาร์ (61ศพ) 9.แทนซาเนีย (13 ศพ) 10.บังกลาเทศ (2 ศพ) 11.เซเชลส์ (2 ศพ) 12.แอฟริกาใต้ (2 ศพ) 13.เยเมน (2 ศพ) และ14. เคนยา (1ศพ)
          -มีพลเมืองจาก 38 ประเทศที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากยุโรป ในจำนวนนี้เป็นชาวเยอรมันและสวีเดนประเทศละ 500 คน
          -1.7 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย
          -9,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (316,800 ล้านบาท) มูลค่าความเสียหายโดยประมาณในประเทศที่ได้รับผลกระทบ
          -4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (144,000 ล้านบาท) ความเสียหายโดยประมาณในจังหวัด อาเจะห์เพียงแห่งเดียว ซึ่งมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 97 ของจีดีพีของภูมิภาค
          -13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (432,000 ล้านบาท) ยอดเงินบริจาคจากทั่วโลกที่ระดมทุนช่วยเหลือเหยื่อประสบภัยสึนามิ
          -7,100 ดอลลาร์สหรัฐ (227,200 บาท) จำนวนเงินบริจาคเฉลี่ยที่ผู้ประสบภัยต่อคน ได้รับ
          -3 ดอลลาร์สหรัฐ (96 บาท) คือจำนวนเงินบริจาคเฉลี่ยที่ผู้ประสบภัยต่อคนได้รับจากเหตุภัยพิบัติอื่นเมื่อปี 2547 ที่เกิดอุทกภัยในบังกลาเทศมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 766 ศพ และมีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 30 ล้านคน
          -16,000 คือ จำนวนบ้านถาวรที่สร้างขึ้นในจังหวัดอาเจะห์ภายในเวลา 1 ปีให้หลัง ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าความต้องการ เนื่องจากปัญหาความซับซ้อนในการจัดตั้งระบบราชการใหม่ และภาวะเงินเฟ้อ
          -130,000 คือ จำนวนบ้านถาวรที่สร้างขึ้นในจังหวัดอาเจะห์ ภายใน 3 ปีหลังเหตุภัยพิบัติ ผ่านไป
          -0,4 และ13 ตัวเลขตามลำดับคือ จำนวนเครื่องตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรระดับลึก เครื่องมือวัดระดับน้ำทะเลแนวชายฝั่ง และเครื่องมือตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่คลื่นสึนามิซัดเข้าหาฝั่ง
          - ในปี 2557 จำนวนเครื่องตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรระดับลึกเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครื่อง จำนวนเครื่องมือวัดระดับน้ำทะเลแนวชายฝั่งเพิ่มขึ้นมากกว่า100 เครื่อง เครื่องมือตรวจวัด คลื่นแผ่นดินไหวเพื่อประเมินปัจจัยคลื่นสึนามิเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งในมหาสมุทรอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่า 140 เครื่อง.

 

ควบคุมโลกร้อน

ผู้เขียน: 
เลนซ์ซูม

เดลินิวส์ (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ถือเป็นความหวังใหม่ของความพยายามนานาชาติ ในการต่อสู้กับปัญหาโลก ร้อนขึ้น เมื่อจีนกับสหรัฐ 2 ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่สุดของโลก บรรลุข้อตกลง "ประวัติศาสตร์" ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ระหว่างการพบหารือกันระหว่าง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำ จีนเจ้าภาพ กับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ หนึ่งวันหลังเสร็จสิ้นการประชุม สุดยอดเอเปก

นี่เป็นครั้งแรกสำหรับจีน ประเทศ ผู้ปล่อยมลพิษขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุดในโลกในปัจจุบัน ที่ "กำหนดวัน" แม้จะเพียงคร่าว ๆ ในการยุติการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ ขณะที่สหรัฐบอกว่าจีนจะพยายาม ยุติเร็วกว่าที่ประกาศ

ก๊าซเรือนกระจก ระหว่าง 26-28% ภายในปี พ.ศ. 2568 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2548 และตอนนี้ สหรัฐกำลังดำเนินไปตามเป้าหมายที่โอบามาตั้งไว้ก่อนหน้านี้ คือลดการปล่อยก๊าซลง 17% ภายในปี 2563 ซึ่งหมายถึงเป้าหมายที่ตั้งใหม่ สหรัฐจะลดการปล่อยมลพิษได้เร็วขึ้นประมาณ  2 เท่า ในช่วง 5 ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2563

ส่วนจีน ซึ่งการปล่อยก๊าซเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการสร้างโรงงานถ่านหินใหม่ จำนวนมาก ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดไม่เกินปี 2573 หรือเร็วกว่านั้นหากเป็นไปได้ โดยหลังจากนั้นการปล่อยมลพิษจะลดลงเรื่อย ๆ โดยจีนจะเพิ่มส่วนแบ่งของการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากการเผาผลาญฟอสซิล จาก 10% ในปีที่แล้ว เป็น 20% ในปี 2573

กรณีนี้ถึงแม้จีนจะสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มต่อไปได้อีก ในช่วง 16 ปีข้างหน้า แต่ก็ถือเป็นก้าวย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนสำหรับปักกิ่ง เพราะที่ผ่านมาไม่ยอมตกลง และไม่ยอมให้ใครขีดเส้นกำหนด เกี่ยวกับข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

รายงานผลการศึกษาวิจัยของนักวิทยา ศาสตร์ทั่วโลกเกือบทุกสำนัก ระบุตรงกัน ประชาคมโลกต้องรีบเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง และในทันที หากจะจำกัดอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ของโลก ให้ได้ตามเป้าหมายของสหประชาชาติ คือ 2 องศาเซลเซียสเหนือระดับยุคก่อนอุตสาหกรรม หากทำไม่ได้ตามนี้ ความหายนะจะมาเยือนโลกอย่างแน่นอน

จีนกับสหรัฐรวมกันปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ประมาณ 45% ของคาร์บอน ไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยทั้งโลก (จีน 29% สหรัฐ 16% สหภาพยุโรป 11%) 2 ชาตินี้เป็นส่วนหลักในการรับประกันความร่วมมือของทั่วโลก ที่จะกลายเป็นข้อตกลงมีผลผูกพัน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการประชุมใหญ่ว่าด้วยโลกร้อน ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปีหน้า

สหรัฐกับจีนตั้งยันแบบไม่มีใครยอมใครมานาน เกี่ยวกับการตั้งเป้าลดการปล่อยมลพิษ ต่างก็ชี้ว่าอีกฝ่ายควรรับผิดชอบมาก กว่า ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่นักวิทยา ศาสตร์ระบุชัดว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น

นักวิเคราะห์มองว่า คำสัญญาตามข้อตกลงที่ประกาศเมื่อวันพุธ เต็มไปด้วยความท้าทาย จีนกับสหรัฐจะทำได้หรือไม่

สหรัฐซึ่งไม่เคยให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโตว่าด้วยโลกร้อน เคยให้คำมั่นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต แต่เป้าหมายถูกเปลี่ยนหลายหน หรือบางเป้าก็ทำไม่ได้ตามที่กำหนด เห็นได้ชัดจากการปล่อยก๊าซ ของสหรัฐเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว แม้วอชิง ตันจะตั้งเป้าลดการปล่อย ระหว่างการประชุม สุดยอดว่าด้วยโลกร้อนเมื่อปี 2552

ขณะที่จีนซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตกลงตั้งเป้ากำหนดวันที่จะปล่อยก๊าซถึงระดับสูงสุด จากที่ก่อนหน้านี้พูดเพียงแค่จะทำ "โดยเร็ว" เมื่อรับปากตกลงแล้วจะทำได้แค่ไหน เพราะการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็น สิ่งสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลจีน และขยายตัวจำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศเป็นจำนวนมาก โดยนอกจากถ่านหิน และน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว จีนยังเป็นประเทศผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังน้ำรายใหญ่ที่สุดของโลก และภาคพลัง งานนิวเคลียร์ก็กำลังเติบโต.

 

 

ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 25


     การประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 25 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 พ.ย.นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่ 2 ของปี โดยผู้นำจากทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนจะร่วมประชุมหารือทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา และความคืบหน้าโครงการของประชาคมอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปิดประชาคมอาเซียนในปลายปีหน้า รวมทั้งหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ร่วมกันในอนาคต ทั้งในกรอบอาเซียนและคู่เจรจา พร้อมกับเปิดโอกาสให้เจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นความสัมพันธ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ กลุ่มหัวรุนแรงไอเอสในอิรัก และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา
     นอกจากจะเป็นการประชุมกันภายในระหว่างสมาชิกอาเซียนแล้ว ยังมีผู้นำจากประเทศคู่เจรจาได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย เข้าร่วมประชุมด้วย รวมไปถึงการประชุมอาเซียนบวก 3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) การประชุมผู้นำอาเซียนกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน และการประชุมระดับอนุภูมิภาค 1 กรอบคือ การประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น
     ส่วนหัวข้อการหารือที่สำคัญประกอบไปด้วย การสร้างประชาคมอาเซียนและการกำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี 2558 พร้อมกับแลกเปลี่ยนความเห็นประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้นำอาเซียนในการสร้างประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ยังรวมถึงประเด็นเร่งด่วนสำหรับประชาคมอาเซีย ในปี 2558 และการร่วมกันกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนหลังปี 2558 
     ทั้งนี้คาดว่าจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์รวมทั้งสิ้น 10 ฉบับ เช่น
     1.กรอบเนปิดอว์ว่าด้วยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนหลังปี พ.ศ.2558
     2.แถลงการณ์ร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในภูมิภาค
     3.แถลงการณ์การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยความรุนแรงและความโหดร้ายจากการกระทำขององค์กรก่อการร้าย/หัวรุนแรงในอิรักและซีเรีย
     4.แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-สหรัฐว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น.
 

ลมและแดด ความมั่นคงพลังงานไทย

 

"เดิมเราทำแค่ธุรกิจพลังงานด้านเดียวคือ แค่น้ำมันกับก๊าซ เลยมองว่าน่าจะหันมาทาง พลังงานทดแทนด้วย ตอนนี้เราได้พีพีเอมา โซลาร์รูฟท็อป 7.68 เมกะวัตต์ และแอลโอไอของพลังงานลม 274 เมกะวัตต์ ซึ่งแตกไลน์ออกมาเป็นบริษัทลูกที่ดูแลโดยเฉพาะ" ปาลีรัฐ ปาน บุญห้อม รองประธานกรรมการ บริษัท NW Re sources Holding จำกัด บอกถึงที่มาที่ไป



บริษัทลูกที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลธุรกิจด้านพลังงานทดแทนโดยเฉพาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือบริษัท "นทลิน กรุ๊ป" ผู้นำธุรกิจเรือเดินสมุทรเพื่อขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางทะเล ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยมีกองเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่มากกว่า 20 ลำ ประกอบด้วย เรือบรรทุกน้ำมัน, แก๊ส, สารเคมี และน้ำมันดิบ ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ โดยเป็นบริษัทเอกชนผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันให้แก่ ปตท. มาโดยตลอดกว่า 24 ปี

"เราเริ่มจากเรือขนส่งน้ำมัน 2 ลำ ขนให้ ปตท. และมีการขยายมาเรื่อย ๆ ขนส่งทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งมีเรือวีแอลซีซี ขนาดใหญ่ที่สามารถบรรทุกได้คราวละ 2-3 แสนตัน เป็นคลังลอยน้ำอยู่มาเลเซียกับสิงคโปร์ ขณะที่บางส่วนขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมาไทย"

หลังผ่านการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งต้องสอดคล้องกับบริบทด้านกฎหมายของประเทศไทย รวมทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ พลังงานทางเลือกอย่างลมและโซลาร์เซลล์จึงเป็น 2 พลังงานทดแทนที่ได้รับคัดเลือก โดยโครงการพลังงานทดแทนพลังงานลมของบริษัทที่ได้รับสัมปทานนั้นมีทั้งหมด 3 จังหวัด 5 โครงการ ได้แก่ เพชรบูรณ์ 3 โครงการ ขนาด 60, 44 และ 40 เมกะวัตต์ เขากระปุก จ.เพชรบุรี 80  เมกะวัตต์ และที่นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 45 เมกะวัตต์

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มโลว์วินด์สปีด ดังนั้นจึงทำให้โครงการพลังงานไฟฟ้าจากลมที่เกิดขึ้นในยุคแรก ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะเทคโนโลยียังไม่พัฒนาให้เอื้อต่อแหล่งกำเนิดพลังงานที่มีข้อจำกัด

"กังหันลมจะมีการแบ่งคลาส อย่างแต่ก่อนคลาส 1 จะต้องมีความเร็วลมที่ 7 เมตรต่อนาที กังหันจึงจะสามารถหมุนเทอร์ไบ ซึ่งเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมาถึงคลาส 3 แล้ว ความเร็วลมเพียงแค่  3.5-4 เมตรต่อนาที ก็สามารถหมุนเทอร์ไบได้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีก็มาพร้อมการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ขณะที่ความสูงของเสานั้นปัจจุบัน สามารถสร้างได้สูงถึง 138 เมตร ความสูงที่มากขึ้นก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง"

แม้ลมจะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดไป แต่แหล่งกำเนิดหรือพื้นที่ที่เหมาะสมก็ยังเป็นข้อจำกัด เพราะลมที่มีศักยภาพส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่สงวน

"ของบริษัทอยู่ในป่าโซนซี ต้องให้หน่วยงานราชการขออนุญาตใช้แทน เรื่องต้องผ่าน ครม. ทำให้ค่อนข้างลำบากสำหรับคนที่ทำธุรกิจ แต่สำหรับมุกดาหารที่มีทั้งโครงการลมและโซลาร์อยู่ในนิคมสร้างตนเอง นโยบายพลังงานแห่งชาติที่ออกมา แต่ละหน่วยแต่ละกระทรวงยังไม่ค่อยประสานกันเท่าไหร่ อย่างที่มุกดาหารอยู่ใกล้วัดแต่กฎหมายกำหนดว่าสร้างโรงงานใกล้ไม่ได้ เพราะระยะห่างไม่ถึงตามที่กำหนด"

ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ดูเหมือนปัญหาจะน้อยกว่า เพราะความเข้มของแสงเมืองไทยและเอเชียค่อนข้างดี ประมาณ 6 ชม.ต่อวัน แต่ยังมีข้อเสียคือใช้พื้นที่เยอะมากกว่าจะได้ 1 เมกะวัตต์ ขณะที่ลมเสาต้นเดียวก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 2.5 เมกะวัตต์แล้ว

ราคาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานลมอยู่ที่ 3.5 บาท กับสัมปทาน 10 ปี ส่วนโซลาร์รูฟท็อป อยู่ที่ 6.16 บาท สัมปทานอยู่ที่  25 ปี แม้สัมปทานระยะยาวจะต้องมั่นใจในพาร์ตเนอร์ที่จะร่วมโครงการได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ปัญหาของผู้ผลิตไฟฟ้าก็ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะแม้จะพร้อมลงทุนเพิ่มเติมแต่สายส่งไฟฟ้าของไทยที่ยังคงมีจำกัด ทำให้การลงทุนแต่ละโครงการยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ การขยายออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกไม่นานจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อาเซียนพาวเวอร์กริดจึงไม่ใช่เรื่องยาวไกล

"เราพร้อมลงทุนแต่ไม่มีกริดไลน์เข้า อย่างมุกดาหารมีศักยภาพแต่ทำเพิ่มไม่ได้ ในอนาคตถ้าขยายกริดไลน์ได้ก็สามารถต่อยอดได้ ความมั่นคงด้านพลังงานของไทยก็จะมีมากขึ้นด้วย ขณะที่ภาคใต้กริดไลน์ว่างแต่ศักยภาพไม่ได้ เพราะชายฝั่งทะเลลมจะไม่สม่ำเสมอ แต่ภาคอีสานจะดีกว่าเพราะได้ลมทั้งจากฝั่งและทะเล"

การลงทุนในภาคใต้จึงเน้นไปที่โครงการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์เป็นหลัก โดยมีโครงการอยู่ที่ประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ยังมีโครงการ โซลาร์รูฟท็อปที่ลำปาง นครสวรรค์ ลำพูน พิษณุโลก แพร่ สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ด้วย. 

 

ร้องโรงงานปล่อยน้ำเสีย

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 ต.ค. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงในลำคลองสาธารณะ และไหลเข้าสู่บ่อน้ำของชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 7 ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จนทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อลอยตายเป็นแพ และเมื่อไหลลงในนาข้าว ก็ทำให้ต้นข้าวลีบไม่มีเมล็ด ได้มารวมตัวกันที่บริเวณหน้าโรงงาน เพื่อเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบ นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้พาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียด้านหลังโรงงานก็พบว่าน้ำเสียของโรงงานนั้นได้ล้นออกมาและไหลลงนาข้าวของชาวบ้าน ซึ่งทางโรงงานยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ชาวบ้านจึงเตรียมร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการต่อไป 

ตอกย้ำความสำเร็จระบบปลูกข้าว..ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตข้าว ดินดีสมเป็นนาสวน

เกษตรกรมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง และเกษตรกรร้อยละ 96 เลือกปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา เพราะเคยปลูกถั่วเขียวมาก่อนอีกทั้งเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งหลังจากเกษตรกรลดการปลูกข้าว

เรื่องของ “ข้าว” เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภคเอง ฉะนั้นเรื่องข้าวจึงเป็นเรื่องที่สนทนากันไม่มีวันจบเพราะมีแง่มุมต่าง ๆ ให้ได้มาบอกกล่าวเล่าสิบกันอยู่เสมอ วันนี้ขอเสนอเรื่องความสำเร็จของระบบปลูกข้าวที่มีมาหลายปีแล้ว ซึ่งโครงการจัดระบบการปลูกข้าวที่ 7 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงขณะนี้ก็ใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาของการบูรณาการครั้งนี้ ทำให้พบข้อพิสูจน์ที่น่าสนใจมากมายว่าการจัดระบบการปลูกข้าว สามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาให้กับชาวนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากที่สุด

นายธนันท์ หาญเกริกไกร หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการผลิตและจัดการผลผลิต สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า การดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าว ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการรวม 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2557 โดยวิธีดำเนินการคือส่งเสริมให้เกษตรกรในเขตชลประทานพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง พื้นที่เป้าหมายรวม 9 ล้านไร่ เข้าสู่ระบบการปลูกข้าว โดยให้ปลูกข้าวปีละไม่เกิน 2 ครั้ง งดเว้นการปลูกข้าวแบบต่อเนื่องทั้งปี ให้ปลูกพืชหลังนา ที่เป็นพืชใช้น้ำน้อยอย่างถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือพืชปุ๋ยสด อย่าง ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม 1 ครั้ง สลับกับการปลูกข้าว รวมถึงให้ปลูกข้าวพร้อมกันในพื้นที่เดียวกันหรือเว้นปลูกข้าวในแต่ละโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน เพื่อจะได้จัดสรรน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการน้ำของแต่ละพื้นที่

จากการประเมินผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ดำเนินการปีละ 1 ล้านไร่ รวม 3 ล้านไร่ เกษตรกรเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 แสนครัวเรือน พบว่า เกษตรกรมีการทำนาปีละ 2 ครั้ง และเกษตรกรร้อยละ 96 เลือกปลูกถั่วเขียวเป็นพืชหลังนา เพราะเคยปลูกถั่วเขียวมาก่อนอีกทั้งเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง ซึ่งหลังจากเกษตรกรลดการปลูกข้าว ทำให้มีการใช้น้ำชลประทานลดลงไม่ต่ำกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนผลผลิตข้าวนาปรัง (ปีการผลิต 2554/55) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 711 กก.ต่อไร่ เป็น 756 กก.ต่อไร่ เพิ่มขึ้น 45 กก. คิดเป็นผลผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.32 ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลงจาก 7,309 บาทต่อตัน เหลือ 6,902 บาท ลดลง 407 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 5.57 ซึ่งเกิดจากปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ตลอดจนเมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกรลดลง

นอกจากนี้ ปัญหาโรคแมลงโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่เคยระบาดทำลายผลผลิตข้าวของเกษตรกรอย่างหนักในช่วงปี 2553 ปรากฏว่าเมื่อเกษตรกรเข้าสู่การจัดระบบที่มีการเว้นปลูกข้าว พักนาหรือไปปลูกพืชหลังนาชนิดอื่น ทำให้ไม่มีอาหารไปเลี้ยงประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลให้พื้นที่ระบาดลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เกือบจะไม่พบการแพร่ระบาดจนถึงขั้นสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของเกษตรกรเลย ซึ่งก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการใช้สารเคมีลงไปได้มาก

“ตลอดระยะเวลา 3 ปี ของการดำเนินโครงการจัดระบบการปลูกข้าวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรพี่น้องชาวนาแบบองค์รวม ทั้งแก้วิกฤติน้ำขาดแคลน วิกฤติโรคแมลง วิกฤติดินเสื่อมโทรม วิกฤติระบบนิเวศในนาข้าว รวมทั้งแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวที่สูงและผลผลิตตกต่ำได้ในคราวเดียวกัน เมื่อสามารถแก้ปัญหาหลักๆ ที่นับเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวนามานานได้ ชาวนาจะมีต้นทุนลดลงรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคืนความสุขให้กับพี่น้องชาวนาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.”

ในปีนี้ทั้ง 7 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าทำโครงการจัดระบบการปลูกข้าวต่อไป ซึ่งจากการทำประชาพิจารณ์เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่โครงการชลประทานเป้าหมาย พบว่าเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 50 มีความต้องการจะเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเห็นว่าการจัดระบบการปลูกข้าวสามารถแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม ลดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญคือช่วยลดต้นทุน และทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นตามมานั่นเอง

ท้ายนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้าสู่ระบบการปลูกข้าว ไม่ว่าท่านจะเลือกปลูกข้าวสลับกับพืชหลังนาหรือพืชปุ๋ยสด หรือจะเว้นปลูกข้าว ก็ตามความสะดวก แต่ขอให้ท่านทำ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือพี่น้องชาวนาเอง.

ระดับมลภาวะในสิงคโปร์เข้าขั้นอันตราย

มลภาวะทางอากาศในสิงคโปร์อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากหมอกควันไฟป่าในอินโดนีเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ว่าสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสิงคโปร์ ( เอ็นอีเอ ) รายงานสถานการณ์มลภาวะทางอากาศในประเทศ ว่าดัชนีมาตรฐานมลพิษ ( พีเอสไอ ) เมื่อเวลา 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้ ( 05.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ) อยู่ที่ 113 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 111 ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังคงถือว่าอยู่ในระดับ "อันตรายต่อสุขภาพ" เนื่องจากเกินมาตรฐานที่กำหนดให้ไม่ควรเกิน 100

ทั้งนี้ เอ็นอีเอเชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้ระดับมลภาวะทางอากาศในประเทศเพิ่มสูงขึ้น เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซีย ซึ่งทุกปีจะก่อให้เกิดกลุ่มหมอกควันไฟหนาทึบลอยเข้ามาปกคลุมถึงน่านฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลให้ค่าพีเอสไอของสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้วสูงถึง 401 กลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศทันที 

by ThaiWebExpert