กรุงเทพธุรกิจ

'ประยุทธ์' สั่งตรวจสอบโรงงานขยะไร้ใบอนุญาต

เมื่อเวลาา 14.40 น. วันที่ 5 มิ.ย. 61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ว่า เราให้ความสำคัญ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้รับข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม ก็มีกฎหมายอยู่ โดยทุกคนที่ประกอบการเรื่องเหล่านี้ต้องได้รับใบอนุญาต แต่ปัญหาที่พบผิดกฎหมายก็คือ มีการลักลอบไปทำนอกโรงงานที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นโรงงานขนาดเล็ก โรงงานแปรรูปต่างๆที่แยกออกไป ส่งผลสร้างมลภาวะ

ทั้งนี้ ปัจจุบันเท่าที่ตรวจสอบมีโรงงานทั้งหมด 7 โรงงาน ระงับไปแล้ว 5 โรงงาน ซึ่งต้องติดตามว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปอย่างไร ส่วนอีก 2 โรงงานที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ให้ดำเนินการต่อได้ เพราะเรามีขยะมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย ต้องไปดูกฎหมายเขาเขียนว่าสามารถนำเข้ามาได้ แต่ต้องเข้าสู่โรงงาน เข้าสู่กระบวนการแปรรูป ห้ามนำออกไปภายนอก วันนี้ก็มีผู้ทำผิดกฎหมายตัวนี้อยู่ จึงต้องดำเนินการ 

นายกฯ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนการนำเข้าขยะพลาสติกมีอนุญาตทั้งหมด 26 โรงงาน ตรวจไปแล้ว 17 โรงงาน เหลืออีก 9 โรงงาน จะตรวจสอบเสร็จในวันศุกร์ที่ 8 มิ.ย.นี้ โดยจากการตรวจสอบพบว่าสามารถนำเข้าได้เฉพาะขยะพลาสติกที่รวบรวมได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ไปแอบเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาด้วยจึงผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องการนำเข้าและอนุญาตต่างๆ ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2545 ได้มีการอนุญาตต่อเนื่องกันมาตลอด รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะวันหน้าพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศที่มีเทคโนโลยี ขยะพวกนี้ต้องมากขึ้นแน่นอน ในประเทศของเราจึงจำเป็นต้องกำจัดด้วยดังนั้นต้องขอบคุณประชาชนที่ร้องเรียนแจ้งขึ้นมา รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตอีกหลายโรงงาน ตอนนี้กำลังเข้มงวดอยู่ ในส่วนของโรงงานเล็กๆ ถ้าไม่มีใบอนุญาต ท้องถิ่น ผู้ว่าฯ ต้องไปตรวจสอบและรายงานขึ้นมา เพื่อจะได้ดำเนินการตามความเหมาะสม ตามกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่มีโรงงานเลย ขยะมากขึ้นทุกวันก็ลำบาก จึงอยากให้ทำตามกฎหมายจะได้ไม่เกิดข้อขัดแย้ง เศรษฐกิจจะได้ไม่มีปัญหาด้วย

กรมเจ้าท่าเร่งขจัดคราบน้ำมันเรือโดยสารล่ม




"กรมเจ้าท่า" เร่งขจัดคราบน้ำมันเรือโดยสารขนาดใหญ่จมทะเลครึ่งลำ มั่นใจไม่กระทบชายฝั่งศรีราชาและพัทยา


กรมเจ้าท่ารายงานสถานการณ์เพิ่มเติมกรณีเรือ Ocean dream ตะแคงจมทะเลครึ่งลำขณะจอดทิ้งสมอที่ท่าเรือแหลมฉบังว่า วันนี้ (28 ก.พ.) เนื่องจากยังมีลมพัดแรงทำให้น้ำมันยังหลุดลอดออกจากบูมและเรือเด่นสุทธิไม่สามารถเข้าเทียบเรือ Ocean dream เพื่อใช้ skimmer ดูดน้ำมันได้ต้องใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันฉีดให้แตกตัวไป ทิศทางลมยังเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ คราบน้ำมันจึงมีทิศทางเคลื่อนตัวออกจากฝั่ง ไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่งศรีราชาและพัทยา พื้นที่ที่มีน้ำมันเป็นฟิล์มบางๆ ทางท้ายเรือ Ocean dream ประมาณ 2 ตารางไมล์


ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบเพื่อปิดท่อ เช่น ท่อหายใจ ที่อาจเป็นจุดที่ทำให้น้ำมันออกจากเรือ และเรือของท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ประกอบด้วย 204 , 208 และ ช6 เข้ามาสนับสนุนการปฎิบัติงาน เวลา 12.23 น. เรือเด่นสุทธิ ดำเนินการให้เรือ 204 (การท่าเรือ) ใช้สายน้ำดับเพลิงฉีดคราบน้ำมันให้แตกตัว หลังลูกเรือ ช6 ฉีดน้ำยาขจัดได้ผลดี น้ำมันแตกตัวและกระจายเป็นฟิล์มบางๆ และจะสลายไปใช้สารเคมีไปแล้วประมาณ 300 ลิตร (ใช้ในความเข้มข้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์) และได้มีการติดตั้งทุ่นเครื่องหมายแสดงตำบลที่อันตรายไว้ใกล้กับเรือ Ocean Dream ด้วยแล้ว

สนช.รับหลักการ พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ


สนช.รับหลักการ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ตั้งกก.ควบคุมรักษาป่าสงวนแห่งชาติ กำหนดโทษให้รุนแรงมากขึ้น

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ(ฉบับที่ .....) พ.ศ.... ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ในวาระแรก ซึ่งร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีหลักการและเหตุผลคือ แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ซึ่งได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ไม่เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และมีการทำลายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ


โดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมและรักษาป่าสงวนแห่งชาติประจำจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่กำหนดมาตรการที่จำเป็นในการควบคุมดูแล การส่งเสริมการปลูกป่า และการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติ และกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน มีหน้าที่เสนอแนะมาตราการและแนวทางในการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และกำหนดเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งในกรณีที่ป่าสงวนแห่งชาติใดมีสภาพป่าเสื่อมโทรมให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดทำการบำรุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่าหรือไม้ยืนต้นในเขตป่าเสื่อมโทรมได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือโดยเสียค่าตอบแทน แต่ในกรณีที่อนุญาตให้เกินหนึ่งพันไร่ต่อราย ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ 


นอกจากนี้ยังกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้การกระทำความผิด เช่น ไม้ ของป่า อุปกรณ์ เครื่องมือ ยานพาหนะฯ เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับบทกำหนดโทษ อัตราค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง และค่าบำรุงป่าให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดยบทลงโทษมีทั้งจำและปรับเริ่มตั้งแต่ปรับ 1 หมื่นบาทจนถึง 2 ล้านบาทและโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับความผิด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสนช.ได้อภิปรายเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเห็นว่า ในปัจจุบันป่าถูกทำลายลงมาก บางพื้นที่เป็นภูเขาหัวโล้น มีคนเข้าอยู่ในเขตป่าสงวน จึงควรต้องมีการจัดการที่เป็นระบบ ซึ่งการมีคณะกรรมการป่าสงวนฯ ที่มีอำนาจในการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และอยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนที่เสื่อมสภาพได้ จะทำให้การดำเนินการจัดการป่าสงวนได้ ซึ่งพล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้ใช้ตั้งแต่ปี 2507 ถึงปัจจุบันสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก จึงต้องมีการปรับปรุงใหม่ อย่างไรก็ตามในรายละเอียดคงต้องมีพิจารณากันในชั้นกรรมาธิการ จากนั้นที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกด้วยคะแนน 168 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาต่อไป

วิกฤตปักกิ่ง : ทุกลมหายใจคือมลพิษ

ผู้เขียน: 
กาแฟดำ

ใครชวนคุณไปเที่ยวปักกิ่ง จงตรวจสอบระดับ “หมอกควัน” เสียก่อน

เพราะปัญหามลพิษของเมืองหลวงจีนเข้าขั้น “อันตรายมาก” สำหรับสุขภาพของทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นแล้ว

เพื่อนของผมจากปักกิ่งยืนยันว่าชีวิตคนปักกิ่งกว่า 22 ล้านคนกำลังตกอยู่ในภยันตรายจริงๆ เพราะยังไม่มีทีท่าว่ารัฐบาลกลาง หรือท้องถิ่นของปักกิ่ง จะสามารถลงมือแก้ไขปัญหาหมอกควันร้ายแรงได้ ในระยะเวลาอันใกล้นี้ได้แต่อย่างใด

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะประกาศให้โรงงาน 2,000 แห่งรอบๆ เมืองหลวงหยุดกิจกรรมจนกว่าจะแก้ปัญหาการปล่อยมลพิษออกมาในอากาศข้างนอกได้ แต่นั่นก็เป็นการแก้ชั่วคราว และเป็นเรื่องปลายเหตุมากกว่า

เพราะสาเหตุใหญ่ของปัญหามลพิษปักกิ่ง คือการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงอย่างกว้างขวาง เพราะราคาถูก และเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลจีนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่ผ่านมา

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ดัชนีคุณภาพอากาศที่ปักกิ่งบางแห่งพุ่งไปถึง 500 ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ปกติ ถ้าดัชนีตัวนี้เกิน 300 เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมก็จะบอกให้ประชาชนคนปักกิ่งอยู่บ้าน อย่าออกมาข้างนอกเพื่อไม่ต้องสูดละอองฝุ่นพิษ ที่มีผลร้ายแรงต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดัชนีมลพิษของเมืองหลวงของจีน สูงเกินกว่าระดับปลอดภัยขององค์การอนามัยโลกถึง 17 เท่า

พอขึ้นคำเตือน “สีส้ม” ซึ่งถือว่าต่ำกว่า “ร้ายแรงที่สุด” เพียงระดับเดียวก็แปลว่าโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย ต้องลดการผลิตหรือไม่ก็ปิดโรงงาน

ดัชนีวัดความเข้มข้นของละอองฝุ่นพิษที่ปกติไม่ควรเกิน 25 กระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 400 ไมโครแกรมต่อลูกบาศก์เมตร

หมายความว่าการหายใจปกติก็คือการสูดเอาพิษร้ายแรงเข้าไปในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดโรคได้ทุกประเภท

นอกจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแล้ว สาเหตุแห่งการแพร่ขยายของหมอกควันพิษที่นั่น ก็คือระบบทำความร้อนและฝุ่นจากการก่อสร้างที่มีให้เห็นอยู่รอบ ๆ ปักกิ่งอย่างคึกคักตลอดเวลา

ปักกิ่งไม่ใช่เมืองเดียวของจีนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษ เมื่อต้นปีนี้กระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนประกาศว่าในจำนวนเมืองใหญ่ๆ 74 แห่งของจีน มีเพียง 8 เมืองเท่านั้นที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพอากาศของทางการ


แปลว่าประชาชนในเมืองกว่า 90% ของจีนตกอยู่ในภาวะวิกฤตแห่งมลพิษทั้งสิ้น

เมืองส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับมลพิษหนักหน่วงอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ

อย่างนี้การที่จีนขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และกำลังจะเป็น “มหาอำนาจของโลก” จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อคุณภาพชีวิตกลับสวนทางกับเส้นทางการพัฒนาประเทศ

คำ “ประกาศสงครามกับมลพิษ” ที่รัฐบาลจีนเมื่อปีที่แล้วหลังจากเกิดวิกฤตหมอกควันก็ไร้ความหมาย เพราะทางปฏิบัติยังไม่เห็นผลงานอะไรที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ไม่เพียงแต่ไม่ดีขึ้นเท่านั้น แต่กลับทรุดลงชนิดที่ทำให้ชาวบ้านสิ้นหวังกันทีเดียว

ที่คนจีนคงจะเดือดดาลเป็นพิเศษคือวันที่มลพิษของเมืองหลวง “แย่ที่สุดในประวัติการณ์” เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงไม่อยู่ปักกิ่ง แต่เดินทางไปปารีส

เพื่อประชุมสุดยอดว่าด้วย “ภาวะโลกร้อน”!

ข้อความในโซเชียลมีเดียของจีนหลายประเด็นบอกว่าถ้าท่านผู้นำอยู่บ้าน และออกมาข้างนอกเพื่อหายใจควันพิษเข้าไปเหมือนชาวบ้าน บางทีอาจจะช่วยทำให้เกิดความร้อนรน ที่จะแก้ปัญหามลพิษอย่างเป็นรูปธรรมเสียที

มลพิษอากาศทำชาวยุโรปเสียชีวิตก่อนวัย


มลพิษทางอากาศยังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมในยุโรป และทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรกว่า 430,000 คน

หน่วยงานสิ่งแวดล้อมยุโรป หรืออีอีเอ ระบุว่า มลพิษทางอากาศยังคงเป็นอันตรายต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมในยุโรป และทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรกว่า 430,000 คน โดยฝุ่นละออง รวมถึง โอโซนระดับพื้นดิน และไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาระบบหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง และทำให้ประชาชนมีชีวิตสั้นลง

ผู้อำนวยการของอีอีเอ นายฮานส์ บรูย์นิคส์ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการปรับปรุงเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ผ่านมา มลพิษทางอากาศยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไปของชาวยุโรป

นอกจากนี้ รายงานของอีอีเอยังระบุว่า ฝุ่นละอองยังก่อให้เกิดความสูญเสียอื่นๆ รวมถึง ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาล สูญเสียเวลาทำงาน ปัญหาสุขภาพ สร้างความเสียหายในการก่อสร้าง และผลผลิตพืชผลน้อยลง

ทั้งนี้ ข้อูลของอีอีเอเผยว่า ในปี 2556 ประชากรที่อยู่อาศัยในเมืองในสหภาพยุโรป จำนวน 87% เผชิญกับระดับฝุ่นละอองที่เกินกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลก หรือฮู ซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่ามาตรฐานของอียู และหากอียูนำมาตรฐานของฮูมาปรับใช้ ความเข้มข้นของฝุ่นละอองจะลดลงราวหนึ่งในสาม และส่งผลให้ผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่า 144,000 คน

'ซีพีเอฟ'แจงใช้วัตถุดิบ แหล่งผลิตที่รับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อม

ซีพีเอฟ แจงเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบกลับถึงแหล่งที่มาได้ เพื่อผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสากล

นายวีรชัย รัตนบานชื่น รองประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความยั่งยืนเป็นประเด็นความท้าทายระดับโลก ในฐานะที่บริษัทเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน ควบคู่กับการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ธุรกิจไก่ของซีพีเอฟได้ดำเนินการตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน โดยจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งที่ผลิตที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน เพื่อใช้ในในกระบวนการผลิตของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ จนถึงโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ของบริษัท เพื่อผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสูง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม 


“ในปี ค.ศ. 2050 คาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7 พันล้านคน ไปเป็น 9 พันล้านคน ความต้องการใช้พลังงาน น้ำ และอาหารก็จะเติบโตทวีคูณ ขณะที่แนวโน้มทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทรุดโทรมต่อเนื่อง บริษัทมองว่า การจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งบริษัทดำเนินตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืนของบริษัท และเป็นหนึ่งในกระบวนการของการพัฒนา “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” ตอบโจทย์การผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยังหาแนวทางที่จะสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมตลอดกระบวนการผลิต เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนอีกด้วย” นายวีรชัยกล่าว 


นายวีรชัย กล่าวต่อว่า ธุรกิจแปรรูปไก่ของซีพีเอฟได้ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืน เริ่มตั้งแต่ โรงงานอาหารสัตว์จัดหาข้าวโพดเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์ที่มาจากแหล่งปลูกที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง ไม่ทำลายป่า การจัดการฟาร์มเลี้ยงไก่ตามมาตรฐานกรีนฟาร์ม สำหรับในกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ บริษัทมีการจัดหาถ่านไม้โกงกาง และน้ำมันพืชที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่มาจากแหล่งที่ถูกต้อง 


โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ของซีพีเอฟ 2 แห่งได้แก่ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่สระบุรี และมีนบุรี มีผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ถ่านไม้ในการย่างเนื้อ บริษัทเลือกใช้ถ่านไม้โกงกางที่ผลิตจากชุมชนผลิตถ่านไม้โกงกาง ต.ยี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นชุมชนประมงที่มีการปลูกไม้โกงกางบนพื้นที่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง มีการปลูกทดแทน และผลิตถ่านไม้อย่างถูกต้อง คำนึงถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของชายฝั่งทะเล และความยั่งยืนของชุมชน และน้ำมันพืช สำหรับใช้ในกระบวนการผลิตสำหรับโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ของซีพีเอฟ สำหรับใช้กระบวนการทอดเนื้อไก่ บริษัทจัดหาน้ำมันปาล์มที่ได้รับมาตรฐาน RSPO (Roundtable Sustainable Palm Oil) ซึ่งรับรองการผลิตน้ำมันปาล์มที่มาจากแหล่งปลูกที่ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า และมีกระบวนการผลิตน้ำมันที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จนถึงมือผู้บริโภค 


ในส่วนน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว บริษัทยังได้ดำเนินโครงการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มที่ผ่านการใช้แล้วในโรงงานอาหารแปรรูป 3 แห่ง ทั้งโรงงานแปรรูปไก่นครราชสีมา สระบุรี และมีนบุรี เพื่อใช้กับพาหนะในโรงงาน และช่วยตัดวงจรการนำน้ำมันเก่าเสื่อมสภาพกลับไปสู่ผู้บริโภค อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของโรงงานแปรรูป ขณะเดียวกันยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศอีกด้วย 


“บริษัทมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ตลอดกระบวนการผลิตของธุรกิจที่มาจากแหล่งผลิตยั่งยืน มีความรับผิดชอบ มีเอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกและแหล่งผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจกับลูกค้าทั่วโลกว่า ผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปของซีพีเอฟผ่านกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติอย่างแน่นอน” นายวีรชัยกล่าว 


การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืนเพื่อใช้ในการผลิตไก่แปรรูป เพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตที่ร่วมสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีส่วนร่วมดูแลรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อันเป็นต้นทุนและต้นทางของอาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คนทั่วโลก ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ “ครัวโลกยั่งยืน” ในระยะยาว

พบรถยนต์ 8 แสนคันโกงค่าการปล่อยมลพิษ


"โฟล์คสวาเกน" ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนี เผย พบรถยนต์ 800,000 คันเกี่ยวข้องการโกงค่าการปล่อยมลพิษ

บริษัทโฟล์คสวาเกน ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนี เปิดเผยว่า มีรถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการปล่อยไอเสียจำนวน 800,000 คัน ทั้งนี้ บริษัทระบุว่า พบความไม่สอดคล้องกันของค่ามลพิษในรถยนต์ดังกล่าว ซึ่งอาจจะส่งผลให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายจำนวน 2 พันล้านยูโร (2.2 พันล้านดอลลาร์) โดยระบุว่า ปัญหาดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของรถยนต์ 

โฟล์คสวาเกนถูกจับได้ว่าได้ติดตั้งซอฟต์แวร์ในสหรัฐเพื่อโกงผลการทดสอบการปล่อยมลภาวะ โดยซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในรถยนต์โดยโฟล์คสวาเกนดังกล่าวจะสามารถเปิดระบบการควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเต็มที่เมื่อรถยนต์อยู่ระหว่างการตรวจสอบค่ามลพิษ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรกฐานการปล่อยค่ามลพิษตามกฎหมาย 

หากเป็นการขับขี่ปกติ รถยนต์ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะปล่อยมลพิษได้มากถึง 40 เท่าของมาตรฐาน ขณะที่โฟล์คสวาเกนยอมรับว่ามีรถยนต์ดีเซล 11 ล้านคันในทั่วโลกที่เกี่ยวข้องกับข่าวอื้อฉาวดังกล่าว 

ค้านตั้งศาลสิ่งแวดล้อม รวบอำนาจคดีปกครอง

ศาลปกครองชั้นต้น สัมมนา แย้งตั้งศาลสิ่งแวดล้อม รวบอำนาจคดีปกครอง

โรงแรม Welcome World Beach Resort & Spa อ.บางละมุง จ.ชลบุรี - ตุลาการศาลชั้นต้นทั่วประเทศ สัมมนา “การพัฒนาศาลปกครองในอนาตต” ไม่ขัด สปช.- กมธ.ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม เสนอตั้งศาลชำนาญพิเศษดูแลคดีสิ่งแวดล้อมทางอาญา-แพ่ง ไม่รวบคดีปกครอง ระบุการตรวจสอบรัฐ-ฝ่ายปกครองใช้อำนาจกม.สิ่งแวดล้อม ต้องศาลปกครอง เหตุส่วนใหญ่เกี่ยวกม.มหาชน ต่างคดีอาญา-แพ่ง ยกประสบการณ์ผ่านมาหลายคดีวางหลักถูกต้องให้รัฐ อนาคตหากตั้งศาลเฉพาะ พร้อมร่วมงานแบบบูรณาการ 2 ศาล ไม่รวบอำนาจศาล  

ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมโครงการสัมมนาตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ประจำปี ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 21 - 23 ส.ค.นี้ ภายใต้หัวข้อสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาศาลปกครองในอนาคต”

โดยการสัมมนามี 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การพัฒนากระบวนพิจารณาคดี และการบังคับตามคำพิพากษา 2.การพัฒนาการบริหารจัดการคดี และคุณภาพของคำพิพากษาและคำสั่ง และ 3.การพัฒนาองค์กรศาลและตุลาการ จริยธรรม วินัย ความรับผิด และระบบการประเมินตุลาการ ซึ่งการสัมมนาตุลาการ ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และมุมมองในทุกมิติที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของศาลปกครอง เพื่อการพัฒนาศาลปกครองนำไปสู่การอำนวยความยุติธรรมทางปกครองที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ระบบบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารงานภาครัฐ และต่อสังคมประเทศชาติ

ขณะที่การสัมมนาตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศ ได้ระดมความคิดเห็น กับกรณีที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เห็นชอบให้มีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางปกครอง และเป็นศาลชำนัญพิเศษในศาลยุติธรรมด้วย ซึ่งมีการเผยแพร่เอกสารผลการสัมมนาดังกล่าว ระบุว่า

คณะตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศได้พิจารณาเห็นว่า เรื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและการสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชน ศาลปกครอง จึงสนับสนุนและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปในด้านดังกล่าว รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดให้มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ที่จะสามารถบูรณาการการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งทางอาญาและแพ่งไปพร้อมกัน ซึ่งจะเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ในการทำให้เอกชนผู้กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและได้ก่อให้เกิดความเสียหาย จะต้องรับผิดชดใช้เยียวยาความเสียหายในทางแพ่งและได้รับโทษในกรณีที่เป็นความผิดอาญา ไปในคราวเดียวกัน

​แต่หลักคิดและระบบกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องที่รัฐ จะต้องเป็นผู้ให้หลักประกันให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการปกป้องรักษา คุ้มครองดูแล และส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐจึงมีหน้าที่ อำนาจ และความรับผิดชอบตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่วนมากเป็นกฎหมายมหาชน หรือกฎหมายปกครองทั้งสิ้น ดังนั้นการพิจารณาพิพากษา ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของรัฐหรือฝ่ายปกครอง จึงเป็นข้อพิพาททางปกครองโดยแท้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชนและกฎหมายปกครอง ไม่ใช่องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างเดียวกับข้อพิพาทในทางอาญาและทางแพ่ง

โดยที่ผ่านมาศาลปกครอง ก็ได้พิจารณาพิพากษาคดีปกครองที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้สร้างสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาเวลานานพอสมควร และมีการพัฒนาองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ปรากฏผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาแล้วหลายคดี รวมทั้งการวางหลักในการใช้อำนาจหรือการดำเนินการของฝ่ายปกครองให้เป็นไปโดยถูกต้องเหมาะสม

ดังนั้น ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นทั่วประเทศ จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ ที่จะให้มีการแก้ไขเยียวยาข้อพิพาทที่เป็นคดีสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างศาลยุติธรรมหรือศาลชำนัญพิเศษ ที่จะจัดตั้งขึ้น ซึ่งจะเป็นผู้บูรณาการการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมในทางอาญาและทางแพ่ง กับศาลปกครองซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมในทางปกครองให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป

‘ชีวมวล’ พลังงานทดแทนคุณภาพดี


โครงการ “กิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมเวที สกว. (TRF Forum) เรื่อง “พืชพลังงาน: จากงานวิจัยสู่นโยบาย" เพื่อนำเสนอข้อมูลข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ที่ได้จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการใช้ชีวมวลพลังงาน การสร้างมาตรฐานชีวมวลกลางของประเทศ รวมทั้งการอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาความท้าทาย โอกาสของภาคเกษตรไทยในการใช้ชีวมวล และนโยบายที่จะนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานชีวมวลในอนาคต 


ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิจัย สกว.อาจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยพลังงานและสิ่งแวดล้อม ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า พลังงานชีวมวลเป็นพลังงานที่หลายคนมองว่าถ้าลงทุนกับมันแล้วได้ไม่คุ้มเสีย แต่หากมองถึงประสิทธิภาพของมัน นับได้ว่าพลังงานชีวมวลมีจุดเด่นที่ทำให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันเป็นพลังงานทดแทนได้ เพราะมีศักยภาพสูง สามารถกักเก็บพลังงานที่ตัวเชื้อเพลิง ช่วยลดมลภาวะจากน้ำเสียอุตสาหกรรมเกษตร และการเผาทำลายวัสดุคงเหลือทางการเกษตร 


ด้าน รศ.ดร.สุนีรัตน์ ฟูกูดะ นักวิจัยจากหน่วยงานเดียวกัน กล่าวว่า หากพูดถึงถึงพลังงานชีวมวลของไทย ปัจจุบัน เรากำลังประสบปัญหาทั้งในหลายๆด้าน กล่าวคือ ทางด้านวัตถุดิบ เรายังมีปริมาณวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อการแปรรูปเป็นพลังงานตลอดปี แม้ราคาวัตถุดิบจะถูกกว่าพลังงานเชื้อเพลิงแต่หากบวกรวมค่าขนส่งเข้าไป จะพบว่ามีต้นทุนโลจิสติกส์สูงกว่า 


ในส่วนของผู้ผลิตพลังงาน ถ้าอุตสาหกรรมการผลิตโรงไฟฟ้าใช้พลังงานชีวมวลเป็นวัตถุดิบ จะประสบปัญหาด้านการลงทุนสูง หากต้องการระบบที่มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการดูแล้วว่ายังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ไทยเรายังไม่มีต้นแบบที่ดีของการบริหารจัดการโรงไฟฟ้า กฎหมายและระเบียบยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน ขั้นตอนยุ่งยาก ขาดบุคลากรที่เข้าใจและเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีต่างๆ 


ทางด้านการกำกับและส่งเสริมจากรัฐ โรงงานไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้พลังงานชีวมวลในอุตสาหกรรมของตน เพราะรัฐไม่มีข้อบังคับในการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบ รัฐยังไม่มีมาตรฐานเชื้อเพลิง เช่น มาตรฐานน้ำมัน ไพโรไลซิสจากชีวมวล ขาดการประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนที่มากพอ นอกจากนี้ปัจจุบันงานวิจัยและพัฒนาพลังงานชีวมวล ยังมีน้อยมาก ขาดการส่งเสริมจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับโรงงานต้นแบบสาธิตและเชิงพาณิชย์ อีกทั้งการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นไปได้ยาก

กรมโรงงานสั่งปิด “แวกซ์ กาเบ็จฯ” ส่อนำกากพิษอุตสาหกรรมบำบัด


กรมโรงงานอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานบริษัทแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิลเซ็นเตอร์ ตรวจพบดำเนินงานไม่ได้มาตรฐาน ปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงาน เตรียมลงตรวจเข้มบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมอีก 1.1 พันแห่ง


นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเข้าตรวจสอบโรงงานบำบัดกากอุตสาหกรรมใน จ.ราชบุรี ว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เข้าตรวจสอบ บ.แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิลเซ็นเตอร์ จำกัด อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ผู้ประกอบธุรกิจประเภทให้บริการด้านการบำบัดและกำจัดวัสดุเหลือใช้และกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม


กรมโรงงานอุตสาหกรรมสั่งปิดดำเนินงานชั่วคราว 2 โรงงาน คือโรงงานรีไซเคิลน้ำมัน เนื่องจากมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่ได้มาตรฐาน และโรงงานฝังกลบกากอุตสาหกรรมประเภทขยะอุตสาหกรรมทั่วไป เนื่องจากตรวจพบว่ามีน้ำเสียไหลซึมจากหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมเข้าที่แหล่งน้ำของชุมชน


จากการตรวจสอบขั้นต้น พบว่าสารเคมีในบ่อน้ำของชาวบ้านตรงกับสารเคมีในหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มว่าจะกระทำผิด โดยการนำกากอุตสาหกรรมมีพิษมาฝังกลบ ซึ่งเป็นการกระทำผิดข้อกำหนดที่ได้อนุญาตให้ฝังกลบเฉพาะกากอุตสาหกรรมที่ไม่มีพิษ แต่สารเคมีที่พบอาจจะรั่วไหลมาจากโรงงานรีไซเคิลน้ำมันก็ได้ ดังนั้นจึงจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง


“ในเบื้องต้นได้สั่งปิดโรงงานทั้ง 2 แห่งชั่วคราวเป็นเวลา 30 วัน ปรับปรุงโรงงานให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หากครบกำหนดแล้วไม่ปรับปรุงหรือปรับปรุงแล้วยังไม่ผ่านมาตรฐาน ก็จะสั่งปิดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำได้ตามที่กำหนด” นายพสุ กล่าว


นายจุลพงษ์ ทวีศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมกล่าวว่า กรมฯ เพิ่มความเข้มงวดในการจัดกากอุตสาหกรรม โดยในส่วนของสถานประกอบการฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่ไม่อันตรายมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.1 พันแห่ง จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าจะมีอยู่หลายรายที่ลักลอบนำกากมีพิษมาฝังกลบ 

by ThaiWebExpert