มติชนออนไลน์

ศศิน"วิเคราะห์ทางเดิน"น้ำ"คาดท่วมไม่ถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ ชี้ถ้าบางขุนเทียนเอาจริงพระราม2สู้ได้

เมื่อเวลาประมาณ 11.15 น.  วันที่ 13  พฤศจิกายน  นายศศิน เฉลิมลาภ   เลขาธิการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  ได้โพสต์ข้อความ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครตามพื้นที่ต่างๆ   ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองในชื่อ  Sasin Chalermlarp (ศศิน เฉลิมลาภ)  พร้อมแผนที่เส้นทางน้ำประกอบดังนี้  โดยเริ่มจากการหยิบยกคลิป  ประเมินสถานการณ์น้ำจากมุมสูงในกทม.  กับ  ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต   และดารินขึ้นเฮลิคอปเตอร์เก็บภาพสถานการณ์น้ำในมุมสูงของกทม. ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ไปเมื่อเวลา19.30 น. วันที่ 12 พ.ย.  ที่ผ่านมา

มีเนื้อหา ดังนี้

http://www3.thaipbs.or.th/flood54/preview.asp?newsid=C0002004

ฟัง อ.เสรี แล้ว คิดว่า เราน่าจะ "คาดการณ์" สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับน้ำท่วม กทม. ได้ตามสมควรครับ ผมว่าสถานการณ์ ชัดเจนว่า ถ้าคลองบางซื่อ (ในส่วนของผมเคยคิดว่าจะมาถึง คลองสามเสน) ไม่มีปัญหา น้ำจะไม่มาถึงอนุสาวรีย์ชัย ดังนั้น เขต พญาไท ดินแดง และ ห้วยขวาง น่าจะไม่ท่วม ถ้า ระบบการสูบน้ำที่บางซื่อยังไหว เช่นเดียวกับ ฝั่งรามคำแหง ที่ผมคิดว่าไม่รอดแน่เพราะเป็นที่ต่ำ จะมีน้ำซึมใต้ดินมาถึง แต่จากการที่ กทม. นำน้ำออกไปสู่แสนแสบและทุ่งตะวันออกได้มาก ดังนั้น ระบบระบายน้ำในพื้นที่ต่ำระหว่างคลองแสนแสบและคลองประเวศ เขตสวนหลวง บางกะปิ และ สะพานสูง น่าจะสู้ไหว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม ดังนั้น เขตด้านใต้ลงมาชั้นในทั้งหมด น่าจะวางใจได้ ถ้าเขตที่ว่ามาไม่ท่วม (ถึงท่วมก็เตรียมการทัน)

 

แต่ในขณะเดียวกัน ด้านตะวันออก นอกคันร่มเกล้า นับว่าท่วมเต็มหลายวันแล้ว ก็คงเพิ่มระดับขึ้นที่เขตใต้ลงมาโดยเฉพาะ ลาดกระบัง พื้นที่ บางพลี บางเสาธง ของจังหวัดสมุทรปราการ คงไม่มีน้ำลงมาเร็ว เพราะ ถนนมอเตอร์เวย์ กั้นไว้ จะลอดคลองมาได้ ที่คลองลาดกระบัง คลองหนองงูเห่า คลองจรเข้ใหญ่ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต พื้นที่ราบมาก ยังมีคลองย่อยๆ น้ำมาไม่เยอะ ระบบสูบน้ำออกแรง ดังนั้น ไม่น่าจะท่วมหนัก เอ่อ ๆรอบสุวรรณภูมิ ตามท่อมั๊งครับ แต่ไม่ควรประมาท ว่าจะไม่ท่วมเลย ต้องตามข่าวระดับน้ำในคลองที่ผมว่ามาว่าล้นตลิ่งมาแค่ไหน

 

ฝั่งตะวันตกยังน่า เป็นห่วงเหมือนเดิม น้ำลดเพิ่มตามการระบายลงท่าจีน ได้มากน้อย คลองสาน ธนบุรี ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ และ พระสมุทรเจดีย์ น่าจะโดนขอบๆมวลน้ำ ที่ผ่านลงมาจากภาษี เจริญจอมทอง เอ่อ ตามถนซอยต่ำบ้างแค่นั้น เพราะน้ำน่าจะไหลสู่ที่ต่ำทางคลองราชมนตรี เขตบางขุนเทียน ถ้าคลองสนามชัย รับได้มาก ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงซับน้ำ พื้นที่ล่างๆ ใต้คลองไม่น่ามีปัญหา แต่ทั้งหมด ต้องไม่วางใจ เพราะน้ำฝั่งนี้ยังมากเหลือเกินครับ ปัจจัยคือ เขาระบายไปท่าจีนได้มาก ก็ท่วมน้อย แต่ถ้าท่าจีนเต็มไปได้น้อยก็ท่วมมาก ปัจจัยจากมนุษย์ ย่อมประเมินไม่ได้ชัดนักนะครับ ขึ้นกับประสิทธิภาพของเครื่องสูบและประตูระบายน้ำ

 

 

 

 

ผมเป็นห่วงว่า วันนี้พระรามสองน่าจะเริ่มมีปัญหาระดับน้ำ อย่างที่ว่านะครับ ถ้าลอดใต้ได้มาก สูบเสริมเยอะๆ ก็มีหวัง เพราะระบบคลองที่พระรามสอง มีคลองย่อยๆ แนวตั้ง มาก เคยเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง แม้ว่าวันนี้การขุดลอก และสูบน้ำ น่าจะไม่พร้อมเท่าทางสมุทรสาคร แต่สภาพธรรมชาติ ธรณีสัณฐาน แบบนี้ ถ้า เขตบางขุนเทียนเอาจริง อาจจะสามารถสู้ไม่ให้ท่วมก็เป็นได้

 

 

ลองประเมินแนวน้ำพระรามสองดูนะครับ จาก gamling.org ตอนเที่ยงๆนี้เอง

 

ออสเตรเลียผ่านร่างกม.เก็บภาษีคาร์บอนฉบับประวัติศาสตร์แล้ว

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วุฒิสภาออสเตรเลียผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 36 ต่อ 32 เสียงเห็นชอบพระราชบัญญัติพลังงานสะอาด (Clean Energy Act) ที่จะทำให้บริษัทเอกชนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดรวมเกือบ 500 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน ต้องจ่ายภาษีในอัตรา 23 เหรียญออสเตรเลียหรือราว 720 บาทต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ปีหน้า การลงมติมีขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติอนุมัติตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม

นางสาวจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า ออสเตรเลียได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ หลังจากมีการถกเถียงกันมานานหลายปี และการปฏิรูปครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับอนาคตของประเทศและเป็นสิ่งถูกต้องที่ควรจะทำ การผ่านกฎหมายนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของนายกรัฐมนตรีกิลลาร์ด ทั้งนี้เนื่องจากอนาคตของรัฐบาลฝากไว้กับกฎหมายนี้ แม้ว่าประชาชนและฝ่ายค้านคัดค้านอย่างหนักก็ตาม

ออสเตรเลียปล่อยคาร์บอนร้อยละ 1.5 ของทั้งโลก แต่กลับมีอัตราการปล่อยต่อประชากรสูงที่สุดในโลกพัฒนาแล้ว เนื่องจากใช้ถ่านหินเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า

กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาล กำหนดเก็บภาษี 23 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 736 บาท) ต่อการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน กับผู้ก่อมลภาวะมากที่สุด 500 แห่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีหน้า

จากนั้นจะเริ่มใช้แผนค้าการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2015 นโยบายนี้จะช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 5 ของการปล่อยในปี 2000 ส่วนเกษตรกรจะได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีคาร์บอน และสามารถจำหน่ายโควตาการปล่อยภายใต้กฎหมายฉบับอื่น

ศาลฎีกาตัดสินจำคุกจินตนา แก้วขาว คดีล้มโต๊ะจีน บ.โรงไฟฟ้าบ้านกรูด 4 เดือนไม่รอลงอาญา

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 ในวันอังคารที่ 11 ตุลาคม 2554 นี้ ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุก นางจินตนา แก้วขาว 4 เดือนไม่รอลงอาญา ข้อหาบุกรุกที่ดินซึ่งสืบเนื่องจากคดีล้มโต๊ะจีนงานเลี้ยงของบริษัทยูเนี่ยน พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็น เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด ขนาด 1,400 เมกกะวัตต์ เนื้อที่ 1,200 ไร่ ในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ จินตนา ซึ่งเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯบ้านกรูด ถูกฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2544 ได้ร่วมกับพวกจำนวนหลายคนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของบริษัทซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด และร่วมกันใช้ของเน่าเสียสกปรกขว้างปาและเทลงบนโต๊ะอาหาร ซึ่งขณะนั้น กำลังจัดงานเลี้ยงครบรอบ 3 ปี ของโครงการโรงไฟฟ้า อันเป็นการกระทำผิดฐานบุกรุกจึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับจินตนา และต่อมาทางอัยการก็ได้ฟ้องร้องเป็นคดีในชั้นศาล

คดีนี้ได้ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษายกฟ้อง และต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาอันเป็นที่มาของการพิจารณาตัดสินคดีในวันนี้

ในขณะเดียวกัน กรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกกล่าวว่าไม่ว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาจะเป็นเช่นใด คดีนี้จะเป็นคดีที่เป็นบทเรียนสำคัญทั้งกับกระบวนการยุติธรรมและการเคลื่อนไหว เพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในสังคมไทย

ถึงวันนี้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูดได้ถูกยกเลิกออกจากพื้นที่ไปตั้งแต่ปี 2547 จากการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน ซึ่งทางเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ได้มีการจัดเวทีบอกเล่าถึงประสบการณ์ของกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้ปกป้องชุมชนหลังคำพิพากษาเสร็จสิ้น ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

และขณะนี้ชาวบ้านกรูดร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ได้ตั้งเวทีและเตรียมกรงไม้ไผ่ เพื่ออยู่ให้กำลังใจนางจินตนาหน้าเรือนจำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในเร็วๆนี้เครือข่ายคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซียจะเดินทางมาให้กำลังใจที่เรือนจำด้วย

มอบรางวัลสืบ นาคะเสถียร แก่ "ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2554

วันที่ 3 กันยายน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์ฯกรุงเทพ) มูลนิธิสืบนคะเสถียร จัดงานรำลึก 21 ปี การจากไปของ "สืบ นาคะเสถียร" อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ปลิดชีพตัวเองเพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยหันมาอนุรักษ์ดูแลป่า โดยในปีนี้ มูลนิธิสืบฯได้มอบรางวัล นักอนุรักษ์ สืบนาคะเสถียร ให้แก่ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระทิงและวัวแดง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะผู้ทุ่มเทให้กับการทำงานการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ โดยนายธีระภัทร เป็นรายที่ 5 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

นายธีรภัทร กล่าวว่า เรื่องหนึ่งที่ตนคิดว่า จะต้องเร่งดำเนินการในอนาคต นั่นคือ การเพิ่มโทษกับผู้ที่ลักลอบฆ่า หรือค้าสัตว์ป่า เพราะเวลานี้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นั้น คนที่ฆ่าเสือ กับคนที่ฆ่ากระรอก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าเหมือนกัน มีโทษเท่ากันคือ จำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการแก้กฏหมาย โดยเพิ่มโทษให้หนักมากขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 20 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กระทำความผิดอีก

เตือนอนาคตไทยเผชิญหน้าวิกฤตความมั่นคงอาหาร หวั่นชาวนาสูญพันธุ์ไม่มีคนปลูกข้าว

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:05 น.

เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประชุมเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร รากฐานโภชนาการและสุขภาพ ” ว่า ปัจจุบันประชากรไทยมีอยู่ประมาณ 66 ล้านคน มีพื้นที่ประกอบกิจการต่างๆ 320.7 ล้านไร่ แบ่งเป็นการเกษตร 112.6 ล้านไร่ โดยพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวค่อยๆ ลดน้อยลง โดยพบว่าใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารเป็นส่วนใหญ่ จากการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2546-2551 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวลดลง 2 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น 4 ล้านไร่

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญแนวโน้มอายุเฉลี่ยของชาวนาปัจจุบันอยู่ที่อายุ 47-51 ปี โดยพบว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่นิยมทำนา หรือทำการเกษตร ส่วนใหญ่เข้าเมืองหางานทำ ทำให้กังวลว่าอนาคตจะไม่มีชาวนาปลูกข้าว ดังนั้น ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สามารถปลูกพืชเพื่อบริโภคมาตลอด อาจประสบความไม่มั่นคงทางด้านอาหารในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ต้องรีบแก้ไข ก่อนที่ไทยจะเกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร จนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงอาหารอย่างแน่นอน อย่างรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2552 พบว่าคนไทยขาดสารอาหารระหว่างปี 2547-2549 ร้อยละ 17 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรจำนวน 10.7 ล้านคน ไม่ต้องสงสัยว่าปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ประเด็นอาหารปนเปื้อนก็ยังพบสูงขึ้น โดยปี 2552 สำนักระบาดวิทยา รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 1.2 ล้านราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,023.64 ต่อประชากรแสนคน โดยจำนวนนี้เสียชีวิต 65 ราย ตรงนี้เป็นปัญหาจากอาหาร จะเห็นว่าความไม่มั่นคงทางอาหารเป็นปัญหารอบด้าน

ก.พลังงานเร่งระดมเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หลังท่อก๊าซรั่วทำเอ็นจีวีหาย 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการบริหารเชื้อเพลิงว่า ที่ประชุมพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาและป้องกันการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) ในการผลิตไฟฟ้าจากเหตุท่อส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)รั่วในอ่าวไทย ซึ่งท่อก๊าซเส้นที่ 1 เป็นท่อที่รับก๊าซธรรมชาติจากบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด เป็นส่วนใหญ่ มีความสามารถในการจ่ายก๊าซผ่านท่อ 850 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยที่ประชุมมีมติให้หยุดการจ่ายก๊าซฯผ่านท่อดังกล่าว และผันก๊าซปริมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตไปจ่ายผ่านท่อเส้นที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

นายณอคุณกล่าวว่า นอกจากนี้มีคำสั่งให้ลดการจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ปริมาณ 240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากโรงแยกดังกล่าวหยุดซ่อมบำรุงตามแผนประจำปี และจากเดิมที่จะเดินเครื่องตามปกติ ในวันที่ 2 กรกฎาคม ก็ให้ปิดต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และให้ ปตท. เพิ่มการจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้าระบบเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิมจ่ายเข้าระบบปริมาณ 140 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมเป็น 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า ดังนั้นก๊าซธรรมชาติจะหายไปจากระบบในการผลิตไฟฟ้า 250 – 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เทียบกับการใช้น้ำมันเตา 9 ล้านลิตรต่อวัน

นายณอคุณกล่าวว่า ที่ประชุมยังสั่งการไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ในการห้ามส่งออกน้ำมันเตา ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยมีปริมาณการส่งออกของโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประมาณ 40-50 ล้านลิตรต่อเดือน เพื่อเป็นปริมาณสำรองในการผลิตไฟฟ้า และสั่งการให้ ปตท.หาก๊าซแอลเอ็นจีในราคาตลาดจร(สปอต) 6-7 หมื่นตัน เพื่อสำรองในการผลิตไฟฟ้า โดยปัจจุบัน มีการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีแล้ว 1.8 – 2 แสนตัน หากใช้ในก๊าซแอลเอ็นจี 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะสามารถใช้ได้ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

นายณอคุณกล่าวว่า ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะประสานไปยังกรมควบคุมมลพิษ และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเรเตอร์)เพื่อขอยกเว้นเรื่องมาตรฐานมลพิษของน้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง ชั่วคราว จากเดิมที่กำหนดให้มีกำมะถันในปริมาณร้อยละ 0.05 เป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ยังให้ กฟผ. ประสานไปยัง สปป. ลาว เพื่อซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากสัญญาเดิมที่รับซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาว 1.5 พันเมกกะวัตต์ และให้ กฟผ. เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง และโรงไฟฟ้าราชบุรี จ.ราชบุรี ออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นายณอคุณกล่าวว่า กฟผ. จะนำปริมาณสำรองน้ำมันเตาในคลังเก็บจำนวน 92.5 ล้านลิตร มาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ในโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ โดยปริมาณที่ ปตท. นำมาทดแทนจำนวน 9 ล้านลิตรต่อวันนั้นจะนำมาเติมเป็นปริมาณสำรองแทน

ชาวบราซิลประท้วงกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 23 พฤษภาคม 2554

ชาวบราซิลจำนวนกว่าพันคนได้ออกมารวมตัวกันกลางกรุงเซาท์ เปาโล เพื่อประท้วงกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่ทางการบราซิลเตรียมจะผ่านรัฐสภา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวจะทำให้มีการทำลายป่าฝนในอเมซอนมากขึ้น

โดยรัฐสภาบราซิลมีกำหนดจะลงมติผ่าน/ไม่ผ่าน กฎหมายดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ โดยอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ชาวนาบราซิลให้มีที่เลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ กลุ่มชาวนาเป็นฝ่ายสนับสนุนการผ่านกฏหมายดังกล่าว ซึ่งจะอนุญาตให้พวกเขาถางป่าเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของที่ดินที่ตนครอบครองเพื่อทำการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ในเขตป่าอเมซอนซึ่งมีความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายฉบับปัจจุบันอนุญาตให้ชาวนาถางป่าในที่ดินของตนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฝ่ายกลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้มีการทบทวนกฎหมายดังกล่าวใหม่อีกรอบ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องป่าฝนอเมซอน โดยมีอดีตรมต.กระทรวงสิ่งแวดล้อม มารีนา ซิลวา เข้าร่วมการประท้วงในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย

เพาะพันธุ์ปะการังแก้วิกฤติฟอกขาว

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ ที่ 08 พฤษภาคม 2554

กลางปีที่แล้ว เกิดวิกฤติแนวปะการังทั่วทั้งโลกประสบปัญหาปะการังฟอกขาวขึ้นโดยมีสาเหตุจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็นเวลานานเกินกว่าปะการังในทะเลจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ประเทศไทยพบว่าแนวปะการังบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้รับความเสียหายอยู่ในระหว่าง 40-80% อันประกอบด้วย ปะการังเขากวาง ทั้งแบบกิ่งและแบบโต๊ะ ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังดอกเห็ด ปะการังฟอกขาวเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 7-8 ครั้ง แต่ครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งต้องงดการท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง

บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมทรัพยากรชายฝั่งทะเล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จับมือกันเพื่อผุดโครงการพลิกฟื้นชีวิตแนวปะการังให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม โดยเลือกฟื้นฟูแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะสีชัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีขนาดพื้นที่ 0.63 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 394 ไร่ ลักษณะโดยทั่วไปเป็นแนวปะการังแบบชายฝั่ง ปะการังที่พบส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อน ปะการังดาวใหญ่ ปะการังวงแหวน และปะการังช่องเหลี่ยม นอกจากนั้นยังมีปะการังแบบกิ่ง เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังแบบแผ่น เช่น ปะการังลายดอกไม้ ปะการังจาน เหมือน ๆ กับปะการังในแถบอ่าวไทยทั่ว ๆ ไป

ความเสียหายของแนวปะการังในแถบบริเวณหมู่เกาะสีชัง นอกจากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเกิดความเสียหายและเสื่อมโทรมจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น การแตกหัก และการพลิกคว่ำจากคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุม ที่สำคัญเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่มีผลจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งในบริเวณดังกล่าวได้ขยายตัวออกไป

เกษมสันต์ จิณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เปิดเผยว่า ในการฟื้นฟูมี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การย้ายการปลูกปะการังและการเพิ่มพื้นที่ลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง ซึ่งควรใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กันไป รวมถึงมีมาตรการบริหารอื่น ๆ ที่เหมาะสมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนี้การขยายพันธุ์จากเซลล์สืบพันธุ์ของปะการัง ได้มีการทดลองและดำเนินการคู่ขนานกันมา เพื่อเพิ่มศักยภาพการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์ “

ปัจจุบัน ปะการังที่เพาะขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีนี้มีมากกว่า 10 ชนิด มีอัตราการปฏิสนธิมากกว่าร้อยละ 95 อัตราการลงเกาะร้อยละ 50-75 และอัตราการรอดภายหลังการเลี้ยงเป็นเวลา 6 เดือน ร้อยละ 40-50 ที่สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของทุกภาคส่วน ที่จะมาร่วมกันเริ่มต้นแก้ไขปัญหา” ศาสตราจารย์นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

สุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการครั้งนี้ เปิดเผยว่า บริษัทเห็นความสำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อมทั้งบนบกรวมถึงสิ่งแวดล้อมในทะเล ชุมชนที่ศรีราชาให้โอกาสเราทำงาน ประกอบกับเรามีนโยบายในการดูแลรักษาและเน้นการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นส่งผลให้ทะเลที่อยู่รายรอบโรงกลั่นยังอยู่ในสภาพที่ดี ชาวประมงหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติ ชุมชนอยู่ได้ไทยออยล์ก็อยู่ได้ ดังนั้นการที่บริษัทสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นการดูแลชุมชนด้วย

“นอกจากนี้บริษัทฯยังมีโครงการนำหอกลั่นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไปทำแนวปะการังโดยมีการประสานกับกองทัพเรือ เพื่อใช้เป็นแหล่งอนุบาลกล้าปะการังได้อีกทางหนึ่ง” นายสุรงค์กล่าว

เหล่านี้คือความร่วมมือทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา ที่ร่วมกันกอบกู้วิกฤติที่เกิดจากมหันตภัยปะการังฟอกขาวให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เพื่อสร้างสมดุลทางธรรมชาติให้กลับมาสู่ทะเลไทยอีกครั้งหนึ่ง.

บริหารจัดการขยะชุมชนโดยสหกรณ์

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ขยะกำลังเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป มีการใช้พลาสติกบรรจุสินค้ามากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงพลาสติกเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 แต่มีการนำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 เท่านั้น

สำหรับสหกรณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่สหกรณ์ตั้งอยู่นั้น ก็จะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชน โดยส่งเสริมแนะนำให้สมาชิกและชุมชนได้รู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ ทั้งนี้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมจัดทำโครงการการลดและใช้ประโยชน์จากขยะ ที่เป็นความร่วมมือของสมาชิกสหกรณ์ เช่น การบริหารจัดการเกี่ยวกับสถานที่รับฝากขยะและวัสดุเหลือใช้ การหมักปุ๋ย การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือเปิดตลาดนัดขยะรีไซเคิล การจำหน่ายสินค้ารีไซเคิล การแปรรูปสินค้ารีไซเคิล เป็นต้น

“ขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อีกก็จะมีแก้ว พลาสติก โลหะและอะลูมิเนียมเหล่านี้ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางที่จะให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมทำการจัดตั้งศูนย์วัสดุรีไซเคิลของสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมทำบัญชีฝาก-ถอนของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกนำขยะมาขายและฝากเงินกับสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมาชิกให้เข้าร่วมในกิจกรรมนี้มากขึ้น” นายสมชายกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้มีตัวอย่างการดำเนินงานในโครงการธนาคารขยะ ที่ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2553 ที่ผ่านมา โดยนักเรียนได้สมัครเป็นสมาชิกของธนาคารขยะ และนำขยะมาฝากที่ธนาคาร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารทำการคัดแยกและชั่งน้ำหนักขยะพร้อมคำนวณเป็นเงินแล้วบันทึกลงสมุดคู่ฝาก ทำให้เด็กนักเรียนมีรายได้ใช้เป็นทุนหมุนเวียน และจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียนอีกด้วย

“กิจกรรมธนาคารขยะ ทำให้นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม มีวินัยในการทิ้งขยะ สามารถแยกประเภทขยะที่ทิ้งได้ และทำให้เกิดการออมทรัพย์จากเงินที่ได้ในการขายขยะให้แก่ธนาคารขยะ ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะในโรงเรียน พร้อมรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และลดแหล่งเพาะเชื้อโรคด้วย นับเป็นกิจกรรมที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการบริหารจัดการขยะด้วยวิธีการสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี” นายสมชาย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

เอ็นจีโอดังแห่สมัครคัดเลือก "องค์การอิสระ"เฉพาะกาล หมดเขตรับสมัคร 26 มี.ค.

มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:35:03 น.

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติองค์การอิสระ ภายใต้คณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ว่า มีผู้สมัครองค์การอิสระในโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ.2553 ซึ่งจะหมดเขตรับสมัคร ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ล่าสุดพบว่ามีผู้สนใจสมัครจำนวน 73 ราย โดยเป็นผู้แทนจากองค์การเอกชน 59 ราย และจากสถาบันอุดมศึกษา 16 ราย อาทิ

นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ นายกสมาคมหยาดฝน
นายสุรพล ดวงแข จากมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
นายธนู แนบเนียน ผู้ประสานงานองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)
นายประหยัด เสนา จากลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล และ
นายสะมะแอ แวดูมู จากสมาคมรักษ์ทะเลไทย ฯลฯ

ผู้แทนจากมหาวิทยาลัย เช่น
รศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ มานะเศวต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์กนกพร สว่างแจ้ง จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร
จะประกาศรายชื่อรอบแรกทั้งหมดภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้

นาย ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในวันที่ 26 มีนาคม นี้ ที่โรงแรมเอเชีย คณะอนุกรรมการเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทางวิชาการและรับฟังความเห็น ทั่วไปโครงการรุนแรงที่ กทม.โดยมีผู้สนใจเข้าฟัง 400 คน ก่อนจะสรุปเวทีใหญ่ในวันที่ 2 เมษายน นี้

คาดว่าถ้าไม่ติดขัดอะไรอย่างช้า วันที่ 5 เมษายน จะสรุปรายชื่อบัญชีโครงการรุนแรงที่ได้จากการรับฟัง เสนอต่อ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตาม มาตรา 67 พิจารณาทันก่อนสงกรานต์นี้

by ThaiWebExpert