มติชนออนไลน์

มอบรางวัลสืบ นาคะเสถียร แก่ "ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2554

วันที่ 3 กันยายน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์ฯกรุงเทพ) มูลนิธิสืบนคะเสถียร จัดงานรำลึก 21 ปี การจากไปของ "สืบ นาคะเสถียร" อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ปลิดชีพตัวเองเพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยหันมาอนุรักษ์ดูแลป่า โดยในปีนี้ มูลนิธิสืบฯได้มอบรางวัล นักอนุรักษ์ สืบนาคะเสถียร ให้แก่ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระทิงและวัวแดง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะผู้ทุ่มเทให้กับการทำงานการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ โดยนายธีระภัทร เป็นรายที่ 5 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

นายธีรภัทร กล่าวว่า เรื่องหนึ่งที่ตนคิดว่า จะต้องเร่งดำเนินการในอนาคต นั่นคือ การเพิ่มโทษกับผู้ที่ลักลอบฆ่า หรือค้าสัตว์ป่า เพราะเวลานี้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นั้น คนที่ฆ่าเสือ กับคนที่ฆ่ากระรอก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าเหมือนกัน มีโทษเท่ากันคือ จำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการแก้กฏหมาย โดยเพิ่มโทษให้หนักมากขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 20 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กระทำความผิดอีก

เตือนอนาคตไทยเผชิญหน้าวิกฤตความมั่นคงอาหาร หวั่นชาวนาสูญพันธุ์ไม่มีคนปลูกข้าว

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:05 น.

เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประชุมเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร รากฐานโภชนาการและสุขภาพ ” ว่า ปัจจุบันประชากรไทยมีอยู่ประมาณ 66 ล้านคน มีพื้นที่ประกอบกิจการต่างๆ 320.7 ล้านไร่ แบ่งเป็นการเกษตร 112.6 ล้านไร่ โดยพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวค่อยๆ ลดน้อยลง โดยพบว่าใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารเป็นส่วนใหญ่ จากการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2546-2551 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวลดลง 2 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น 4 ล้านไร่

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญแนวโน้มอายุเฉลี่ยของชาวนาปัจจุบันอยู่ที่อายุ 47-51 ปี โดยพบว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่นิยมทำนา หรือทำการเกษตร ส่วนใหญ่เข้าเมืองหางานทำ ทำให้กังวลว่าอนาคตจะไม่มีชาวนาปลูกข้าว ดังนั้น ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สามารถปลูกพืชเพื่อบริโภคมาตลอด อาจประสบความไม่มั่นคงทางด้านอาหารในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ต้องรีบแก้ไข ก่อนที่ไทยจะเกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร จนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงอาหารอย่างแน่นอน อย่างรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2552 พบว่าคนไทยขาดสารอาหารระหว่างปี 2547-2549 ร้อยละ 17 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรจำนวน 10.7 ล้านคน ไม่ต้องสงสัยว่าปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ประเด็นอาหารปนเปื้อนก็ยังพบสูงขึ้น โดยปี 2552 สำนักระบาดวิทยา รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 1.2 ล้านราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,023.64 ต่อประชากรแสนคน โดยจำนวนนี้เสียชีวิต 65 ราย ตรงนี้เป็นปัญหาจากอาหาร จะเห็นว่าความไม่มั่นคงทางอาหารเป็นปัญหารอบด้าน

ก.พลังงานเร่งระดมเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า หลังท่อก๊าซรั่วทำเอ็นจีวีหาย 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ภายหลังเป็นประธานคณะกรรมการบริหารเชื้อเพลิงว่า ที่ประชุมพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาและป้องกันการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) ในการผลิตไฟฟ้าจากเหตุท่อส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)รั่วในอ่าวไทย ซึ่งท่อก๊าซเส้นที่ 1 เป็นท่อที่รับก๊าซธรรมชาติจากบริษัท เชฟรอน ประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด เป็นส่วนใหญ่ มีความสามารถในการจ่ายก๊าซผ่านท่อ 850 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยที่ประชุมมีมติให้หยุดการจ่ายก๊าซฯผ่านท่อดังกล่าว และผันก๊าซปริมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตไปจ่ายผ่านท่อเส้นที่ 2 และ 3 ตามลำดับ

นายณอคุณกล่าวว่า นอกจากนี้มีคำสั่งให้ลดการจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 5 ปริมาณ 240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากโรงแยกดังกล่าวหยุดซ่อมบำรุงตามแผนประจำปี และจากเดิมที่จะเดินเครื่องตามปกติ ในวันที่ 2 กรกฎาคม ก็ให้ปิดต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และให้ ปตท. เพิ่มการจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เข้าระบบเพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 160 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิมจ่ายเข้าระบบปริมาณ 140 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมเป็น 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า ดังนั้นก๊าซธรรมชาติจะหายไปจากระบบในการผลิตไฟฟ้า 250 – 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เทียบกับการใช้น้ำมันเตา 9 ล้านลิตรต่อวัน

นายณอคุณกล่าวว่า ที่ประชุมยังสั่งการไปยังกรมธุรกิจพลังงาน ในการห้ามส่งออกน้ำมันเตา ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายนเป็นต้นไป โดยมีปริมาณการส่งออกของโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประมาณ 40-50 ล้านลิตรต่อเดือน เพื่อเป็นปริมาณสำรองในการผลิตไฟฟ้า และสั่งการให้ ปตท.หาก๊าซแอลเอ็นจีในราคาตลาดจร(สปอต) 6-7 หมื่นตัน เพื่อสำรองในการผลิตไฟฟ้า โดยปัจจุบัน มีการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีแล้ว 1.8 – 2 แสนตัน หากใช้ในก๊าซแอลเอ็นจี 300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จะสามารถใช้ได้ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

นายณอคุณกล่าวว่า ปตท.และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะประสานไปยังกรมควบคุมมลพิษ และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเรเตอร์)เพื่อขอยกเว้นเรื่องมาตรฐานมลพิษของน้ำมันเตาในการผลิตไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าบางปะกง ชั่วคราว จากเดิมที่กำหนดให้มีกำมะถันในปริมาณร้อยละ 0.05 เป็นร้อยละ 2 นอกจากนี้ยังให้ กฟผ. ประสานไปยัง สปป. ลาว เพื่อซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากสัญญาเดิมที่รับซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาว 1.5 พันเมกกะวัตต์ และให้ กฟผ. เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง และโรงไฟฟ้าราชบุรี จ.ราชบุรี ออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นายณอคุณกล่าวว่า กฟผ. จะนำปริมาณสำรองน้ำมันเตาในคลังเก็บจำนวน 92.5 ล้านลิตร มาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ในโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ โดยปริมาณที่ ปตท. นำมาทดแทนจำนวน 9 ล้านลิตรต่อวันนั้นจะนำมาเติมเป็นปริมาณสำรองแทน

ชาวบราซิลประท้วงกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 23 พฤษภาคม 2554

ชาวบราซิลจำนวนกว่าพันคนได้ออกมารวมตัวกันกลางกรุงเซาท์ เปาโล เพื่อประท้วงกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่ทางการบราซิลเตรียมจะผ่านรัฐสภา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวจะทำให้มีการทำลายป่าฝนในอเมซอนมากขึ้น

โดยรัฐสภาบราซิลมีกำหนดจะลงมติผ่าน/ไม่ผ่าน กฎหมายดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ โดยอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ชาวนาบราซิลให้มีที่เลี้ยงปศุสัตว์เพิ่มขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ กลุ่มชาวนาเป็นฝ่ายสนับสนุนการผ่านกฏหมายดังกล่าว ซึ่งจะอนุญาตให้พวกเขาถางป่าเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของที่ดินที่ตนครอบครองเพื่อทำการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ในเขตป่าอเมซอนซึ่งมีความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อม โดยกฎหมายฉบับปัจจุบันอนุญาตให้ชาวนาถางป่าในที่ดินของตนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฝ่ายกลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้มีการทบทวนกฎหมายดังกล่าวใหม่อีกรอบ ทั้งนี้ เพื่อปกป้องป่าฝนอเมซอน โดยมีอดีตรมต.กระทรวงสิ่งแวดล้อม มารีนา ซิลวา เข้าร่วมการประท้วงในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย

เพาะพันธุ์ปะการังแก้วิกฤติฟอกขาว

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ ที่ 08 พฤษภาคม 2554

กลางปีที่แล้ว เกิดวิกฤติแนวปะการังทั่วทั้งโลกประสบปัญหาปะการังฟอกขาวขึ้นโดยมีสาเหตุจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็นเวลานานเกินกว่าปะการังในทะเลจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ประเทศไทยพบว่าแนวปะการังบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้รับความเสียหายอยู่ในระหว่าง 40-80% อันประกอบด้วย ปะการังเขากวาง ทั้งแบบกิ่งและแบบโต๊ะ ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังดอกเห็ด ปะการังฟอกขาวเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 7-8 ครั้ง แต่ครั้งนี้ถือว่ามีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้ง แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งต้องงดการท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง

บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมทรัพยากรชายฝั่งทะเล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จับมือกันเพื่อผุดโครงการพลิกฟื้นชีวิตแนวปะการังให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม โดยเลือกฟื้นฟูแนวปะการังบริเวณหมู่เกาะสีชัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีขนาดพื้นที่ 0.63 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 394 ไร่ ลักษณะโดยทั่วไปเป็นแนวปะการังแบบชายฝั่ง ปะการังที่พบส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อน ปะการังดาวใหญ่ ปะการังวงแหวน และปะการังช่องเหลี่ยม นอกจากนั้นยังมีปะการังแบบกิ่ง เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังแบบแผ่น เช่น ปะการังลายดอกไม้ ปะการังจาน เหมือน ๆ กับปะการังในแถบอ่าวไทยทั่ว ๆ ไป

ความเสียหายของแนวปะการังในแถบบริเวณหมู่เกาะสีชัง นอกจากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเกิดความเสียหายและเสื่อมโทรมจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น การแตกหัก และการพลิกคว่ำจากคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุม ที่สำคัญเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่มีผลจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งในบริเวณดังกล่าวได้ขยายตัวออกไป

เกษมสันต์ จิณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) เปิดเผยว่า ในการฟื้นฟูมี 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ การย้ายการปลูกปะการังและการเพิ่มพื้นที่ลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง ซึ่งควรใช้ทั้งสองวิธีควบคู่กันไป รวมถึงมีมาตรการบริหารอื่น ๆ ที่เหมาะสมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน นอกจากนี้การขยายพันธุ์จากเซลล์สืบพันธุ์ของปะการัง ได้มีการทดลองและดำเนินการคู่ขนานกันมา เพื่อเพิ่มศักยภาพการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลให้กลับมามีชีวิตที่สมบูรณ์ “

ปัจจุบัน ปะการังที่เพาะขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีนี้มีมากกว่า 10 ชนิด มีอัตราการปฏิสนธิมากกว่าร้อยละ 95 อัตราการลงเกาะร้อยละ 50-75 และอัตราการรอดภายหลังการเลี้ยงเป็นเวลา 6 เดือน ร้อยละ 40-50 ที่สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของทุกภาคส่วน ที่จะมาร่วมกันเริ่มต้นแก้ไขปัญหา” ศาสตราจารย์นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

สุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการครั้งนี้ เปิดเผยว่า บริษัทเห็นความสำคัญของการรักษาสภาพแวดล้อมทั้งบนบกรวมถึงสิ่งแวดล้อมในทะเล ชุมชนที่ศรีราชาให้โอกาสเราทำงาน ประกอบกับเรามีนโยบายในการดูแลรักษาและเน้นการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นส่งผลให้ทะเลที่อยู่รายรอบโรงกลั่นยังอยู่ในสภาพที่ดี ชาวประมงหาเลี้ยงชีพได้ตามปกติ ชุมชนอยู่ได้ไทยออยล์ก็อยู่ได้ ดังนั้นการที่บริษัทสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นการดูแลชุมชนด้วย

“นอกจากนี้บริษัทฯยังมีโครงการนำหอกลั่นขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วไปทำแนวปะการังโดยมีการประสานกับกองทัพเรือ เพื่อใช้เป็นแหล่งอนุบาลกล้าปะการังได้อีกทางหนึ่ง” นายสุรงค์กล่าว

เหล่านี้คือความร่วมมือทั้งสามฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชนและสถาบันการศึกษา ที่ร่วมกันกอบกู้วิกฤติที่เกิดจากมหันตภัยปะการังฟอกขาวให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เพื่อสร้างสมดุลทางธรรมชาติให้กลับมาสู่ทะเลไทยอีกครั้งหนึ่ง.

บริหารจัดการขยะชุมชนโดยสหกรณ์

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันศุกร์ ที่ 06 พฤษภาคม 2554

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ขยะกำลังเป็นปัญหาที่กระทบต่อประเทศไทยโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป มีการใช้พลาสติกบรรจุสินค้ามากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงพลาสติกเหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 แต่มีการนำกลับมาใช้ใหม่เพียงร้อยละ 22 เท่านั้น

สำหรับสหกรณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่สหกรณ์ตั้งอยู่นั้น ก็จะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชน โดยส่งเสริมแนะนำให้สมาชิกและชุมชนได้รู้ เข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ ทั้งนี้ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมจัดทำโครงการการลดและใช้ประโยชน์จากขยะ ที่เป็นความร่วมมือของสมาชิกสหกรณ์ เช่น การบริหารจัดการเกี่ยวกับสถานที่รับฝากขยะและวัสดุเหลือใช้ การหมักปุ๋ย การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ หรือเปิดตลาดนัดขยะรีไซเคิล การจำหน่ายสินค้ารีไซเคิล การแปรรูปสินค้ารีไซเคิล เป็นต้น

“ขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้อีกก็จะมีแก้ว พลาสติก โลหะและอะลูมิเนียมเหล่านี้ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวทางที่จะให้สหกรณ์ที่มีความพร้อมทำการจัดตั้งศูนย์วัสดุรีไซเคิลของสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมทำบัญชีฝาก-ถอนของสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้สมาชิกนำขยะมาขายและฝากเงินกับสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสมาชิกให้เข้าร่วมในกิจกรรมนี้มากขึ้น” นายสมชายกล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้มีตัวอย่างการดำเนินงานในโครงการธนาคารขยะ ที่ประสบผลสำเร็จของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2553 ที่ผ่านมา โดยนักเรียนได้สมัครเป็นสมาชิกของธนาคารขยะ และนำขยะมาฝากที่ธนาคาร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารทำการคัดแยกและชั่งน้ำหนักขยะพร้อมคำนวณเป็นเงินแล้วบันทึกลงสมุดคู่ฝาก ทำให้เด็กนักเรียนมีรายได้ใช้เป็นทุนหมุนเวียน และจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการศึกษาให้กับนักเรียนอีกด้วย

“กิจกรรมธนาคารขยะ ทำให้นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านน้ำอ้อม มีวินัยในการทิ้งขยะ สามารถแยกประเภทขยะที่ทิ้งได้ และทำให้เกิดการออมทรัพย์จากเงินที่ได้ในการขายขยะให้แก่ธนาคารขยะ ซึ่งสามารถลดปริมาณขยะในโรงเรียน พร้อมรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และลดแหล่งเพาะเชื้อโรคด้วย นับเป็นกิจกรรมที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการบริหารจัดการขยะด้วยวิธีการสหกรณ์ได้เป็นอย่างดี” นายสมชาย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

เอ็นจีโอดังแห่สมัครคัดเลือก "องค์การอิสระ"เฉพาะกาล หมดเขตรับสมัคร 26 มี.ค.

มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:35:03 น.

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติองค์การอิสระ ภายใต้คณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ว่า มีผู้สมัครองค์การอิสระในโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ.2553 ซึ่งจะหมดเขตรับสมัคร ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ล่าสุดพบว่ามีผู้สนใจสมัครจำนวน 73 ราย โดยเป็นผู้แทนจากองค์การเอกชน 59 ราย และจากสถาบันอุดมศึกษา 16 ราย อาทิ

นายพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ นายกสมาคมหยาดฝน
นายสุรพล ดวงแข จากมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
นายธนู แนบเนียน ผู้ประสานงานองค์การความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอันดามัน
นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมช.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)
นายประหยัด เสนา จากลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
รศ.ดร.เริงชัย ตันสกุล และ
นายสะมะแอ แวดูมู จากสมาคมรักษ์ทะเลไทย ฯลฯ

ผู้แทนจากมหาวิทยาลัย เช่น
รศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ มานะเศวต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาจารย์กนกพร สว่างแจ้ง จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร
จะประกาศรายชื่อรอบแรกทั้งหมดภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้

นาย ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อปรับปรุงรายการโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ภายใต้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ในวันที่ 26 มีนาคม นี้ ที่โรงแรมเอเชีย คณะอนุกรรมการเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทางวิชาการและรับฟังความเห็น ทั่วไปโครงการรุนแรงที่ กทม.โดยมีผู้สนใจเข้าฟัง 400 คน ก่อนจะสรุปเวทีใหญ่ในวันที่ 2 เมษายน นี้

คาดว่าถ้าไม่ติดขัดอะไรอย่างช้า วันที่ 5 เมษายน จะสรุปรายชื่อบัญชีโครงการรุนแรงที่ได้จากการรับฟัง เสนอต่อ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตาม มาตรา 67 พิจารณาทันก่อนสงกรานต์นี้

นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกสำรวจทวีปแอนตาร์ก เผยผลวิจัยขั้วโลกใต้ พายุหิมะฤดูร้อนรุนแรงมาก

ผู้เขียน: 
มติชนออนไลน์ วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 12:05:50 น.

ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าว "ต้อนรับการกลับสู่ประเทศไทยของนักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรก" ที่ได้รับคัดเลือกจากสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น (NIPR : National Institute of Polar Research Japan) เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์ก เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม

ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ได้เดินทางไปสำรวจทวีปแอนตาร์กติก กล่าวว่า การเดินทางไปกับคณะทีมสำรวจระดับนานาชาติครั้งนี้ พบความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศมากมาย เช่น การเกิดพายุหิมะในช่วงฤดูร้อนที่มีความรุนแรงมากที่สุดในหลายรอบปี โดยมีความเร็วลมสูงกว่า 35 เมตรต่อวินาที ทัศนวิสัยต่ำกว่า 50 เมตร ซึ่งหากเปรียบเทียบการเดินทางผ่านทะเลน้ำแข็งในฤดูร้อนระหว่างปี 2546-2547 พบว่ามีความหนาของผิวทะเลน้ำแข็งไม่ถึง 1 เมตร ในขณะที่ฤดูร้อนปี 2552-2553 ครั้งนี้ มีความหนาของผิวทะเลน้ำแข็ง 4.5 เมตร

"คณะสำรวจยังออกสำรวจร่วมกับชุดสำรวจชีววิทยาและสมุทรศาสตร์ เพื่อเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลจากใต้ทะเลน้ำแข็ง เก็บตัวอย่างชั้นน้ำแข็งและตะกอนดินจากทะเลสาบต่างๆ หลายแห่ง เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เพื่อนำไปสกัดหาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนของแผ่นดินและอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นน้ำแข็ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าแผ่นน้ำแข็งบริเวณชายฝั่งดังกล่าวมีการเคลื่อนตัวประมาณ 5 เมตรต่อปี ซึ่งค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับการเคลื่อนตัวโดยเฉลี่ยของเปลือกโลกบริเวณทวีปแอนตาร์กติกที่มีค่าประมาณ 1 เซนติเมตรต่อปี ทั้งนี้ การศึกษาที่ได้ในครั้งนี้จะนำไปวิเคราะห์เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อไป" ผศ.ดร.สุชนากล่าว

ชาติอาเซียนถกวางกรอบแก้ปัญหา หวังเป็นภูมิภาครักษ์สิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
มติชนออนไลน์ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:12:17 น.

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานหลักแห่งชาติของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1 ที่โรงแรมสยามซิตี้ นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWGCC ) กล่าวว่า คณะทำงานที่จัดขึ้นในปีนี้เป็นผลมาจากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2552 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและตอบสนองความพยายามของโลกในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ควรมีบทบาทในการเป็นผู้นำที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคอาเซียนสู่เวทีโลก โดยการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เข้าร่วมประชุมกำหนดท่าทีและวางแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

" การประชุมในครั้งนี้ วางกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมไว้ 11 ประเด็น อาทิ การส่งเสริม การแลกเปลี่ยนข้อมูล การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการนำอาเซียนไปสู่สังคมที่มีความตื่นตัวทางเศรษฐกิจและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาหลักๆที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหามลพิษจากหมอกควันและกากของเสีย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการทบทวนผลการประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในการหามาตรการรับมือภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม" นางมิ่งขวัญกล่าว

แคนาดาให้เช่าต้นคริสต์มาส ลดภาวะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
raikorn@hotmail.com

มติชนรายวัน วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทศกาลคริสต์มาส ที่ใกล้จะมาถึงวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ที่ประเทศแคนาดา มีองค์กร 2 แห่งเสนอทางเลือกใหม่ ให้แก่คนที่มีหัวใจอยากช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการ "ให้เช่า" ต้นคริสต์มาส ไปตั้งเฉลิมฉลองที่บ้าน ที่ทำงาน แทนที่จะต้องเสียเงินซื้อเหมือนปีก่อนๆ เพื่อเป็นการประหยัดตังค์ และช่วยกันอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อนไปด้วยในตัว

องค์กรดังกล่าวก็คือ เอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี (Evergrow Christmas Trees) และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส (Carbonsync Christmas) ที่จะเก็บค่าเช่าต้นคริสต์มาสแค่ 100 ดอลลาร์ (ราว 3,340 บาท) ซึ่งเป็นราคา 1 ใน 4 ของต้นคริสต์มาสที่ชาวบ้านต้องควักเงินซื้อกัน โดยราคานี้ยังได้รวมค่าขนส่งทั้งไปและกลับไว้แล้วเรียบร้อย นับแต่นำต้นคริสต์มาสไปส่งที่บ้านหรือสำนักงาน จากนั้นต่อมาอีก 3 สัปดาห์ องค์กรทั้งสอง ที่ประกาศตัวเป็น "คนรักสีเขียว" ก็จะตามไปรับต้นคริสต์มาสกลับคืน หลังจากผู้เช่าได้สนุกสนาน ได้แกะห่อของขวัญบนต้นคริสต์มาสออกหมดแล้ว

จากที่เป็นอยู่ทุกปี นอกจากแต่ละครอบครัวต้องเสียเงินซื้อต้นคริสต์มาส พอเสร็จงานปาร์ตี้แล้ว ต้นคริสต์มาส ก็จะถูกนำไปกองทิ้งเป็นขยะ แต่ที่กลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส จะทำก็คือ จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าเหล่านั้นไป "บริจาค" ต่อหลังจากไปเก็บคืนมาจากผู้เช่า โดยกลุ่มคาร์บอนซิงค์ ตั้งใจจะนำต้นคริสต์มาสเหล่านั้นไปบริจาคให้กลุ่มอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม นำไป "ปลูกใหม่" เช่นเดียวกับกลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ฯ ที่มีแผนว่า หลังผ่านช่วงคริสต์มาส ก็จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าไปมอบให้แก่ศูนย์เพาะปลูกพันธุ์ไม้ ให้ดูแลต่อกระทั่งถึงเทศกาลคริสต์มาสครั้งหน้า แล้วอาจจะนำกลับมาให้เช่าใหม่

"ตอนนี้คนของเรากำลังระดมปลูกต้นคริสต์มาสบนผืนดินทุกแห่งในเฟรเซอร์ วัลเลย์ เพื่อจะบรรทุกเรือมาที่แวนคูเวอร์" แบรด เมเจอร์ จากคาร์บอนซิงค์ฯ ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุซีบีเอส

นายเมเจอร์เล่าว่า "ต้นคริสต์มาสต้องใช้เวลาเติบโต 6-12 ปี กว่าจะโตพอใช้สำหรับเทศกาลคริสต์มาส แต่พอจบงาน ต้นไม้เหล่านี้ก็จะไปลงเอยที่กองขยะขนาดใหญ่ นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล"

แต่แทนที่ไปลงเอยอย่างนั้น ต้นไม้จากสององค์กรจะทำหน้าที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วถ้าหากเป็นไปได้ หลายบ้านให้ความร่วมมือก็อาจจะมีการจอง ขอเช่าต้นคริสต์มาสต้นเดิมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นคริสต์มาสจะโต กระทั่งตั้งในบ้านไม่ได้

by ThaiWebExpert