มติชนออนไลน์

บิ๊กซีพี. ชี้ไทยแก้วิกฤต Climate change ยาก การเมืองเปลี่ยนบ่อย รัฐไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เน้นโตลูกเดียว

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้ จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงทัศนะเรื่อง มหาอุทกภัยกับการจัดการ Climate change ปัญหาใหญ่แห่งปีที่แก้ได้ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่าน CP-enews โดยมีสารสำคัญน่าสนใจดังนี้

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา ยังทำให้หลายคนขวัญผวาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมองซ้าย มองขวา ยังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบเอาจริงเอาจัง ในขณะที่มีข่าวว่าน้ำกำลังจะมาอีกรอบ เรียกว่า ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จแต่ภัยใหม่ก็กำลังจะมาอีก

ยิ่งเห็นรายงานล่าสุดของธนาคารโลกว่าด้วยเรื่อง "เมืองและอุทกภัย : คู่มือเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยในเขตเมืองแบบบูรณาการสำหรับศตวรรษที่ 21 (Cities and Flooding : A Guide to Integrated Urban Flood Risk Management for the 21st Century)" ซึ่งออกมาเผยแพร่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ เป็นความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่

เนื่องจากเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจ และปัญหานี้จะอยู่กับเราต่อไป ทำให้หลายคนกังวลว่าแล้วประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

แดนนี่ มาร์ค อดีตที่ปรึกษามูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) องค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้าน วิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เคยศึกษาในเรื่อง Climate change program(การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ในประเทศไทยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติอันเกิดจาก Climate change ที่รัฐบาลต้องกลับมามอง แล้วปรับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการประเทศใหม่ เพราะผลของ Climate change กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)เป็นอย่างมาก

จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความเสียหายหนักที่สุด จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นลักษณะ Middle Income Economy จึงท้าทายขีดความสามารถในการจัดการปัญหา Climate change อย่างบูรณาการของทางการเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเจอกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในปี 2010 ประเทศไทยเจอภาวะแล้งที่แย่ที่สุด หนักที่สุดในรอบ 20 ปี เห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงไปอย่างน่าตกใจ

ผลกระทบจาก Climate change ส่งผลให้ฤดูกาลบิดเบี้ยว อากาศร้อนจัด หนาวจัด ระดับน้ำในมหาสมุทรแปรปรวน ก่อให้เกิดมรสุม สึนามิ ภาวะภัยแล้ง ป่าชายเลนลดลงซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการผลิตอาหาร การปลูกข้าว การผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งทุกอย่างต้องพึ่งน้ำ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ อากาศที่ร้อนขึ้นก็ทำให้สัตว์มีความเครียด คุณภาพของเนื้อสัตว์ก็จะถูกกระทบ ก่อให้เกิดโรคติดต่อ ปลาและทรัพยากรในแม่น้ำลดลง

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ยังไม่รวมสิ่งที่มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก เช่น นำพื้นที่เพาะปลูกมาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย การสร้างเขื่อนเพื่อใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้า ยกตัวอย่าง การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงของประเทศจีน เวลานี้ประเทศตอนล่างของแม่น้ำได้รับผลกระทบหมดไม่เฉพาะประเทศไทยที่ประสบกับภาวะปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง แต่เขมร เวียดนาม ลาว ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด

ดังนั้นภาระกิจเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำมากที่สุดเวลานี้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับผลกระทบ

เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอของสังคมเมืองและชนบท ความเจริญต่างๆ มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้ชัดจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางการเน้นการป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯอย่างแข็งขัน แล้วสละพื้นที่ในต่างจังหวัดให้จ่มน้ำแทน

ต่อไปปัญหาประเทศไทยจะยิ่งเพิ่มทวีคูณทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด เมื่อปริมาณน้ำฝนมีมากขึ้น แต่ภาวะแล้งกลับรุนแรงยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล พื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ป่าชายเลนหายไป ทรัพยากรชายฝั่งลดน้อยลง ในขณะที่สาธารณูปโภคต่างๆ มากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดมลภาวะ เนื่องจากมีการใช้พลังงานที่มากขึ้น อุณหภูมิจึงสูงขึ้น กรุงเทพฯกลายเป็นเกาะแห่งความร้อน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นคนจนที่อพยบเข้ามาอยู่กับครอบครัว กับญาติในกรุงเทพฯเพื่อหางานทำ หาเงินเลี้ยงชีพ จะเพิ่มภาระอย่างหนักหน่วงให้กับรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

สิ่งท้าทายความสามารถในการจัดการเรื่อง climate change ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ทางการมีองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้มากมายหลาย 10 องค์กร แต่องค์กรเหล่านี้กลับไม่สามารถทำงานประสานกัน จนกลาย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า institutional capacity

ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะที่ลำบาก ที่จะบริหารจัดการเรื่องการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ถึงแม้ทางการจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเกี่ยวกับ Climate change ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะมาเป็นองค์กรกลางผลักดันนโยบายและการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติก็ตามแต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติล่าสุดสะท้อนให้เห็นปัญหานี้ชัดเจน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ขึ้น แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ปัญหาต่างๆจึงลุกลามบานปลาย จนประชาชนต้องรวมตัวกันประท้วงในหลายพื้นที่ ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของทางการ ที่จะจัดการกับปัญหา Climate change ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดขีดความสามารถของทางการในการจัดการปัญหา Climate change ประกอบกับรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยให้น้ำหนักกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(ตัวเลขที่สูงขึ้น) ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับสนใจเป็นอันดับรองลงเสมอ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง(institutional capacity) ของทางการอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะแก้ปัญหา Climate change ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี เป็นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลในการเพิ่มขีดความสามารถ ไปพร้อมกับการปลุกจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติและสร้างฉันทามติในการแก้ไขปัญหา โดยชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงและความจำเป็นที่ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในขณะเดียวกันทางการต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร( institutional capacity organization)ในการแก้ปัญหา Climate change ให้สามารถทำงานเชื่อมประสานกันได้อย่างคล่องตัว เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข Climate change อย่างยั่งยืน

กรรมการสิทธิฯ เรียกกรมอุทยาน-กรมป่าไม้ ชี้แจงคดีโลกร้อนวันนี้

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีกำหนดเรียกกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ เพื่อให้ข้อมูลและพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การนำแบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (คดีโลกร้อน) ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาตรวจสอบของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เป็นไปอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายฝ่าย คณะอนุกรรมการฯ จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 25 - 26 และมาตรา 32 เชิญผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ นักวิชาการ และตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และราษฎรผู้เดือดร้อน ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการฯ ในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

ส่องปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ ...ผ่านป้อมปราการรัฐบาล...

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อมูล" นับเป็นปราการสำคัญที่ฝ่ายบริหาร จะต้องพึงตระหนักอย่างมาก สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากประเทศไทย ได้รับบทเรียกอันแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

เนื่องจากอุปสรรคสำคัญช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ข้อมูล ข้อเท็จจริง กลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มาจากหลายที่มา

เป็นผลให้การดำเนินการแจ้งเตือนภัย การให้ความช่วยเหลือ การประสานงานป้องกันแก้ไข เป็นไปอย่างยากลำบากที่สุด

ประชาชนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาลในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ภายใต้การดำเนินงานของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังได้ระบุถึงหนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาว่า

"ระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ"

ดังนั้น 1 ในแผนแม่บทระยะเร่งด่วนของ กยน. จึงได้ปรากฏแผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นเจ้าภาพ ระบบข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด จะถูกบูรณาการร่วมกันภายใต้ภารกิจหลัก

ระบบคลังข้อมูล ที่ได้รวบรวมจากทุกหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำ จากนั้นเข้าสู่การบูรณาการด้วยโปรแกรมประยุกต์ หรือใช้ชื่อว่า ระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่งทำงานภายใต้ระบบ Geographic Information Sytem (GIS)

สามารถนำข้อมูลมาจัดวางซ้อนกัน วิเคราะห์ ก่อนเข้าสู่ระบบการประมวลผล เพื่อสั่งการการเตือนภัยอัตโนมัติ ทำให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไปได้อย่างเป็นทิศทางเดียวกัน เช่น สามารถบอกได้ว่าปลายทางน้ำจะไหลไปในทิศทางใด ปริมาณ และระยะเวลาของน้ำท่วมขัง เป็นต้น

"ที่ผ่านมากรมชลประทานพูดถึงระดับน้ำท่า ไม่พูดถึงน้ำทุ่ง กรมอุทกศาสตร์ พูดถึงน้ำขึ้นน้ำลง พูดถึงอัตราน้ำในดิน กระทรวงทรัพยากรฯ ตอบได้เฉพาะจุด แต่ครั้งนี้เรานำทุกข้อมูลมาปรับปรุง มาประมวลผลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดขึ้น"

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พูดถึงระบบข้อมูลน้ำที่แต่ละหน่วยงานทำภายใต้ภารกิจของตนเอง ขาดการบูรณาการร่วมกัน แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะมั่นใจระบบข้อมูลการเตือนภัยเรื่องน้ำจากนี้ของประเทศไทย จะมีความเสถียรภาพมากขึ้น แต่เมื่อถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง การแจ้งการเตือนภัยนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ธรรมชาติไม่อยู่ในวิสัยปกติ ที่การดำเนินการด้านข้อมูลจะสามารถปรับให้ทันกับสถานการณ์ได้ วิเคราะห์จากสถานการณ์น้ำในปี 2554 ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย อันเนื่องจากพายุโซนร้อน ไหหม่า นกเตน เนสาด และนาลแก กระหน่ำประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม ที่ส่งผลต่อร่องความกดอากาศต่ำ

ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่องมรสุมที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก จะอยู่ตามตำแหน่งดังนี้ คือ เดือนมิถุนายน?กันยายน ร่องความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนตุลาคม จะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคใต้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2554 ร่องมรสุมในเดือนมิถุนายน-ตุลาคม พาดผ่านทางตอนเหนือของประเทศ และแช่อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนตัวไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เดียวเป็นจำนวนมาก

เมื่อผนวกเข้ากับปัญหาที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ลดลง ระบบนิเวศถูกทำลาย องค์กรที่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ การขาดแผนหลักและงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว

ตลอดจนระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพกฎหมายด้านการจัดการทรัพยากรน้ำไม่ทันสมัย และการขาดความพร้อมในการเผชิญอุทกภัยขนาดใหญ่ เป็นต้น

ปริมาณน้ำมหาศาลจึงก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน!!!

การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนปีนี้ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ในสังกัดกระทรวงไอซีที รายงานเบื้องต้นว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ และ ลานิญา ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลต่ออัตราการระเหยของน้ำในมหาสมุทรมากกว่าปกติ ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนที่จะตกสู่โลกจึงต้องเป็นไปตามอัตราส่วน นั่นหมายถึงน้ำ ปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมีมากขึ้นแน่นอน

หลักการบริหารข้อมูลน้ำระยะเร่งด่วนของภาครัฐ ที่ต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม เพื่อคอยรับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ความยากอย่างยิ่งก็คือ ข้อมูลที่ปรากฏจะทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะย้ำว่า "หากรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแก้ไข และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ความเสียหายย่อมมีมากขึ้น แต่การเตรียมพร้อมของรัฐบาลภายใต้ภาระเร่งด่วนนี้ จะเป็นการรับมืออย่างดี ทั้งการเสริมความแข็งแรงของประตูน้ำ การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ (ทุ่งรับน้ำ) มีระบบบริหารจัดการแบบครบทุกมิติ ทั้งน้ำเขื่อน น้ำท่า และน้ำทุ่ง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับเหตุอุทกภัยได้อย่างแน่นอน"

เมื่อรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ระบบข้อมูลเพื่อเผชิญเหตุอุทกภัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานแบบองคาพยพ กับ 5 แผนแม่บทที่เหลืออยู่ ทั้งการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง และซ่อมแซมคันดินพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน การช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แก้มลิง และการระบายน้ำลงสู่ทะเล

ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือการคาดการณ์สถานการณ์น้ำของกระทรวงไอซีที โดยสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์น้ำในปีนี้ ไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

โดยระบุว่า ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศในแต่ละปีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะถึงระดับ 450 PPM ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยค่าดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มอุณหภูมิของโลก

ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันมีอุณหภูมิอยู่ที่ 44 องศาเซลเซียส และคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะแตะ 50 องศาเซลเซียส

นั่นหมายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

ประเทศไทยที่เกิดน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อนล้วนแล้วเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

จีนกร้าว ประกาศห้ามสายการบินจ่ายค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซคาร์บอนตามคำสั่งอียู เล็งหาทางตอบโต้

โดยมิติชน วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ว่า ทางการจีนได้ประกาศว่า จีนได้ห้ามสายการบินของประเทศปฎิบัติตามมาตรการของอียูที่บังคับให้สายการบินต่าง ๆ ของ 24 ประเทศ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อมวลชนจีนระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่สงครามการค้าในภาคธุรกิจการบินโลก

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศว่า มาตรการดังกล่าวของอียู จะส่งผลให้จีนต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 125 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในเที่ยวบินเดินทางไปยังยุโรป และอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี 2020 แต่คณะกรรมการยุโรปว่า มาตรการดังกล่าวสามารถทำได้ ด้วยการเพิ่มค่าธรรมเนียมแก่ผู้โดยสารในอัตรา 4.0-24 ยูโร

ก่อนหน้านี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้สายการบินต่างๆ ของโลกต้องผลักภาระให้แก่ผู้โดยสารกันเป็นแถว โดย"เดลต้า แอร์ไลน์"ของสหรัฐ เพิ่มค่าธรรมเนียมโดยสาร 6 ดอลลาร์ในเที่ยวบินระหว่างสหรัฐและยุโรป ส่วน"ลุฟท์ธันซ่า"ของเยอรมัน ก็ประกาศจะเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในประเภทค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สายการบินต่าง ๆ ต่างโจมตีมาตรการนี้ว่า เป็นการคิดภาษีเพิ่มต่อธุรกิจการบิน และเตือนว่า มาตรการจะทำให้อุตสาหกรรมการบินต้องสูญค่าใช้จ่ายเป็นจำนวน 23,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 8 ปี

ทางด้านสมาคมการขนส่งทางอากาศจีนกล่าวว่า เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลจีนได้พิจารณาว่าจะหามาตรการตอบโต้ต่อการคิดค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนนี้ของอียูอย่างไร เพราะมาตรการนี้จะกระทบต่อสายการบินใหญ่ ๆ ของจีน เช่น แอร์ ไชน่า,ไชน่า อีสต์เทิร์น และไชน่า เซ้าท์เธิร์น

ทั้งนี้ เมื่อปี 2005 สหภาพยุโรปได้ผลักดันมาตรการนี้ เพื่อพยายามลดการปล่อยก๊าซมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศจากอุตสาหกรรมพลังงานและโรงงานต่างๆ และได้พ่วงสายการบินให้มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ โดยอียูระบุว่า อุตสาหกรรมการบินโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซดังกล่าวเฉลี่ย 3 %

ศาลยุติธรรมรุกตั้ง"ศาลสิ่งแวดล้อม" ออกวิธีพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ศาลยุติธรรมจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม" มีวิทยากรที่น่าสนใจ คือ นายพันวะสา บัวทอง ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา บรรยายหัวข้อ "ระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรม" สรุปว่า คดีที่เข้าสู่การพิจารณาในศาลคดีสิ่งแวดล้อม มีคดีที่ดิน คดีป่าไม้ และคดีมลพิษ เป็นส่วนใหญ่ ศาลยุติธรรมยังไม่มีศาลสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องเป็นศาลชำนัญโดยเฉพาะ คดีสิ่งแวดล้อมจึงถูกนำมาฟ้องในศาลอาญาและศาลแพ่ง โดยใช้ ป.วิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่งแทน มองว่าคดีสิ่งแวดล้อมน่าจะมีระบบแยกจากคดีอาญาและคดีแพ่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจน ปัจจุบันศาลยุติธรรมพยายามปรับตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาล ทั้งนี้ ที่ฟ้องคดีอาญา อาทิ กระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีโทษจำคุก ส่วนคดีแพ่งมักฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย มีโทษปรับ อาทิ ปล่อยมลพิษ น้ำเสีย ควันพิษ แต่ไม่ค่อยได้ผล แม้จะมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ให้สูงขึ้น กำหนดให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากผู้ตัดไม้ได้

นายพันวะสากล่าวต่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีผู้พิพากษา 14 คน จะประชุมพิจารณากันทุกคดี นอกจากนี้พยายามพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง สำหรับผู้พิพากษารุ่นใหม่ก็พยายามจัดให้มีการสอบกฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ สนับสนุนให้ผู้พิพากษาเข้ารับการศึกษาอบรมในต่างประเทศ ในอนาคตอาจมีการตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและร่างวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมมาบังคับใช้อย่างจริงจัง

ศศิน"วิเคราะห์ทางเดิน"น้ำ"คาดท่วมไม่ถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ ชี้ถ้าบางขุนเทียนเอาจริงพระราม2สู้ได้

เมื่อเวลาประมาณ 11.15 น.  วันที่ 13  พฤศจิกายน  นายศศิน เฉลิมลาภ   เลขาธิการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  ได้โพสต์ข้อความ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครตามพื้นที่ต่างๆ   ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเองในชื่อ  Sasin Chalermlarp (ศศิน เฉลิมลาภ)  พร้อมแผนที่เส้นทางน้ำประกอบดังนี้  โดยเริ่มจากการหยิบยกคลิป  ประเมินสถานการณ์น้ำจากมุมสูงในกทม.  กับ  ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต   และดารินขึ้นเฮลิคอปเตอร์เก็บภาพสถานการณ์น้ำในมุมสูงของกทม. ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ไปเมื่อเวลา19.30 น. วันที่ 12 พ.ย.  ที่ผ่านมา

มีเนื้อหา ดังนี้

http://www3.thaipbs.or.th/flood54/preview.asp?newsid=C0002004

ฟัง อ.เสรี แล้ว คิดว่า เราน่าจะ "คาดการณ์" สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับน้ำท่วม กทม. ได้ตามสมควรครับ ผมว่าสถานการณ์ ชัดเจนว่า ถ้าคลองบางซื่อ (ในส่วนของผมเคยคิดว่าจะมาถึง คลองสามเสน) ไม่มีปัญหา น้ำจะไม่มาถึงอนุสาวรีย์ชัย ดังนั้น เขต พญาไท ดินแดง และ ห้วยขวาง น่าจะไม่ท่วม ถ้า ระบบการสูบน้ำที่บางซื่อยังไหว เช่นเดียวกับ ฝั่งรามคำแหง ที่ผมคิดว่าไม่รอดแน่เพราะเป็นที่ต่ำ จะมีน้ำซึมใต้ดินมาถึง แต่จากการที่ กทม. นำน้ำออกไปสู่แสนแสบและทุ่งตะวันออกได้มาก ดังนั้น ระบบระบายน้ำในพื้นที่ต่ำระหว่างคลองแสนแสบและคลองประเวศ เขตสวนหลวง บางกะปิ และ สะพานสูง น่าจะสู้ไหว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม ดังนั้น เขตด้านใต้ลงมาชั้นในทั้งหมด น่าจะวางใจได้ ถ้าเขตที่ว่ามาไม่ท่วม (ถึงท่วมก็เตรียมการทัน)

 

แต่ในขณะเดียวกัน ด้านตะวันออก นอกคันร่มเกล้า นับว่าท่วมเต็มหลายวันแล้ว ก็คงเพิ่มระดับขึ้นที่เขตใต้ลงมาโดยเฉพาะ ลาดกระบัง พื้นที่ บางพลี บางเสาธง ของจังหวัดสมุทรปราการ คงไม่มีน้ำลงมาเร็ว เพราะ ถนนมอเตอร์เวย์ กั้นไว้ จะลอดคลองมาได้ ที่คลองลาดกระบัง คลองหนองงูเห่า คลองจรเข้ใหญ่ คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต พื้นที่ราบมาก ยังมีคลองย่อยๆ น้ำมาไม่เยอะ ระบบสูบน้ำออกแรง ดังนั้น ไม่น่าจะท่วมหนัก เอ่อ ๆรอบสุวรรณภูมิ ตามท่อมั๊งครับ แต่ไม่ควรประมาท ว่าจะไม่ท่วมเลย ต้องตามข่าวระดับน้ำในคลองที่ผมว่ามาว่าล้นตลิ่งมาแค่ไหน

 

ฝั่งตะวันตกยังน่า เป็นห่วงเหมือนเดิม น้ำลดเพิ่มตามการระบายลงท่าจีน ได้มากน้อย คลองสาน ธนบุรี ราษฎร์บูรณะ ทุ่งครุ และ พระสมุทรเจดีย์ น่าจะโดนขอบๆมวลน้ำ ที่ผ่านลงมาจากภาษี เจริญจอมทอง เอ่อ ตามถนซอยต่ำบ้างแค่นั้น เพราะน้ำน่าจะไหลสู่ที่ต่ำทางคลองราชมนตรี เขตบางขุนเทียน ถ้าคลองสนามชัย รับได้มาก ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงซับน้ำ พื้นที่ล่างๆ ใต้คลองไม่น่ามีปัญหา แต่ทั้งหมด ต้องไม่วางใจ เพราะน้ำฝั่งนี้ยังมากเหลือเกินครับ ปัจจัยคือ เขาระบายไปท่าจีนได้มาก ก็ท่วมน้อย แต่ถ้าท่าจีนเต็มไปได้น้อยก็ท่วมมาก ปัจจัยจากมนุษย์ ย่อมประเมินไม่ได้ชัดนักนะครับ ขึ้นกับประสิทธิภาพของเครื่องสูบและประตูระบายน้ำ

 

 

 

 

ผมเป็นห่วงว่า วันนี้พระรามสองน่าจะเริ่มมีปัญหาระดับน้ำ อย่างที่ว่านะครับ ถ้าลอดใต้ได้มาก สูบเสริมเยอะๆ ก็มีหวัง เพราะระบบคลองที่พระรามสอง มีคลองย่อยๆ แนวตั้ง มาก เคยเป็นที่ราบน้ำท่วมถึง แม้ว่าวันนี้การขุดลอก และสูบน้ำ น่าจะไม่พร้อมเท่าทางสมุทรสาคร แต่สภาพธรรมชาติ ธรณีสัณฐาน แบบนี้ ถ้า เขตบางขุนเทียนเอาจริง อาจจะสามารถสู้ไม่ให้ท่วมก็เป็นได้

 

 

ลองประเมินแนวน้ำพระรามสองดูนะครับ จาก gamling.org ตอนเที่ยงๆนี้เอง

 

ออสเตรเลียผ่านร่างกม.เก็บภาษีคาร์บอนฉบับประวัติศาสตร์แล้ว

โดย หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 08 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วุฒิสภาออสเตรเลียผ่านมติด้วยคะแนนเสียง 36 ต่อ 32 เสียงเห็นชอบพระราชบัญญัติพลังงานสะอาด (Clean Energy Act) ที่จะทำให้บริษัทเอกชนที่ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดรวมเกือบ 500 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน ต้องจ่ายภาษีในอัตรา 23 เหรียญออสเตรเลียหรือราว 720 บาทต่อปริมาณการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ปีหน้า การลงมติมีขึ้นหลังสภาผู้แทนราษฎรลงมติอนุมัติตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม

นางสาวจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า ออสเตรเลียได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ หลังจากมีการถกเถียงกันมานานหลายปี และการปฏิรูปครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับอนาคตของประเทศและเป็นสิ่งถูกต้องที่ควรจะทำ การผ่านกฎหมายนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของนายกรัฐมนตรีกิลลาร์ด ทั้งนี้เนื่องจากอนาคตของรัฐบาลฝากไว้กับกฎหมายนี้ แม้ว่าประชาชนและฝ่ายค้านคัดค้านอย่างหนักก็ตาม

ออสเตรเลียปล่อยคาร์บอนร้อยละ 1.5 ของทั้งโลก แต่กลับมีอัตราการปล่อยต่อประชากรสูงที่สุดในโลกพัฒนาแล้ว เนื่องจากใช้ถ่านหินเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า

กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาล กำหนดเก็บภาษี 23 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 736 บาท) ต่อการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน กับผู้ก่อมลภาวะมากที่สุด 500 แห่งตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีหน้า

จากนั้นจะเริ่มใช้แผนค้าการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2015 นโยบายนี้จะช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ร้อยละ 5 ของการปล่อยในปี 2000 ส่วนเกษตรกรจะได้รับการยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษีคาร์บอน และสามารถจำหน่ายโควตาการปล่อยภายใต้กฎหมายฉบับอื่น

ศาลฎีกาตัดสินจำคุกจินตนา แก้วขาว คดีล้มโต๊ะจีน บ.โรงไฟฟ้าบ้านกรูด 4 เดือนไม่รอลงอาญา

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 ในวันอังคารที่ 11 ตุลาคม 2554 นี้ ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุก นางจินตนา แก้วขาว 4 เดือนไม่รอลงอาญา ข้อหาบุกรุกที่ดินซึ่งสืบเนื่องจากคดีล้มโต๊ะจีนงานเลี้ยงของบริษัทยูเนี่ยน พาวเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็น เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด ขนาด 1,400 เมกกะวัตต์ เนื้อที่ 1,200 ไร่ ในอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ จินตนา ซึ่งเป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯบ้านกรูด ถูกฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2544 ได้ร่วมกับพวกจำนวนหลายคนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของบริษัทซึ่งดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด และร่วมกันใช้ของเน่าเสียสกปรกขว้างปาและเทลงบนโต๊ะอาหาร ซึ่งขณะนั้น กำลังจัดงานเลี้ยงครบรอบ 3 ปี ของโครงการโรงไฟฟ้า อันเป็นการกระทำผิดฐานบุกรุกจึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับจินตนา และต่อมาทางอัยการก็ได้ฟ้องร้องเป็นคดีในชั้นศาล

คดีนี้ได้ผ่านการพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษายกฟ้อง และต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำคุก 6 เดือน ต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาอันเป็นที่มาของการพิจารณาตัดสินคดีในวันนี้

ในขณะเดียวกัน กรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกกล่าวว่าไม่ว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาจะเป็นเช่นใด คดีนี้จะเป็นคดีที่เป็นบทเรียนสำคัญทั้งกับกระบวนการยุติธรรมและการเคลื่อนไหว เพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในสังคมไทย

ถึงวันนี้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูดได้ถูกยกเลิกออกจากพื้นที่ไปตั้งแต่ปี 2547 จากการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน ซึ่งทางเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ได้มีการจัดเวทีบอกเล่าถึงประสบการณ์ของกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้ปกป้องชุมชนหลังคำพิพากษาเสร็จสิ้น ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

และขณะนี้ชาวบ้านกรูดร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ได้ตั้งเวทีและเตรียมกรงไม้ไผ่ เพื่ออยู่ให้กำลังใจนางจินตนาหน้าเรือนจำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และในเร็วๆนี้เครือข่ายคัดค้านท่อก๊าซไทย-มาเลเซียจะเดินทางมาให้กำลังใจที่เรือนจำด้วย

มอบรางวัลสืบ นาคะเสถียร แก่ "ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2554

วันที่ 3 กันยายน ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์ฯกรุงเทพ) มูลนิธิสืบนคะเสถียร จัดงานรำลึก 21 ปี การจากไปของ "สืบ นาคะเสถียร" อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ปลิดชีพตัวเองเพื่อเรียกร้องให้สังคมไทยหันมาอนุรักษ์ดูแลป่า โดยในปีนี้ มูลนิธิสืบฯได้มอบรางวัล นักอนุรักษ์ สืบนาคะเสถียร ให้แก่ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระทิงและวัวแดง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะผู้ทุ่มเทให้กับการทำงานการอนุรักษ์ป่าและสัตว์ป่าอย่างเต็มที่ โดยนายธีระภัทร เป็นรายที่ 5 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

นายธีรภัทร กล่าวว่า เรื่องหนึ่งที่ตนคิดว่า จะต้องเร่งดำเนินการในอนาคต นั่นคือ การเพิ่มโทษกับผู้ที่ลักลอบฆ่า หรือค้าสัตว์ป่า เพราะเวลานี้บทลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นั้น คนที่ฆ่าเสือ กับคนที่ฆ่ากระรอก ซึ่งเป็นสัตว์ป่าเหมือนกัน มีโทษเท่ากันคือ จำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการแก้กฏหมาย โดยเพิ่มโทษให้หนักมากขึ้นเป็น จำคุกไม่เกิน 20 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวไม่กระทำความผิดอีก

เตือนอนาคตไทยเผชิญหน้าวิกฤตความมั่นคงอาหาร หวั่นชาวนาสูญพันธุ์ไม่มีคนปลูกข้าว

วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 19:30:05 น.

เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ นายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย แถลงข่าว “ ความมั่นคงด้านอาหาร และการประชุมเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร รากฐานโภชนาการและสุขภาพ ” ว่า ปัจจุบันประชากรไทยมีอยู่ประมาณ 66 ล้านคน มีพื้นที่ประกอบกิจการต่างๆ 320.7 ล้านไร่ แบ่งเป็นการเกษตร 112.6 ล้านไร่ โดยพบว่าครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวค่อยๆ ลดน้อยลง โดยพบว่าใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารเป็นส่วนใหญ่ จากการรวบรวมข้อมูลระหว่างปี 2546-2551 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวลดลง 2 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น 4 ล้านไร่

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญแนวโน้มอายุเฉลี่ยของชาวนาปัจจุบันอยู่ที่อายุ 47-51 ปี โดยพบว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่นิยมทำนา หรือทำการเกษตร ส่วนใหญ่เข้าเมืองหางานทำ ทำให้กังวลว่าอนาคตจะไม่มีชาวนาปลูกข้าว ดังนั้น ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สามารถปลูกพืชเพื่อบริโภคมาตลอด อาจประสบความไม่มั่นคงทางด้านอาหารในอนาคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์กล่าวอีกว่า ปัญหาต่างๆ ต้องรีบแก้ไข ก่อนที่ไทยจะเกิดความไม่มั่นคงทางด้านอาหาร จนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงอาหารอย่างแน่นอน อย่างรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2552 พบว่าคนไทยขาดสารอาหารระหว่างปี 2547-2549 ร้อยละ 17 หรือคิดเป็นจำนวนประชากรจำนวน 10.7 ล้านคน ไม่ต้องสงสัยว่าปัจจุบันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

นอกจากนี้ประเด็นอาหารปนเปื้อนก็ยังพบสูงขึ้น โดยปี 2552 สำนักระบาดวิทยา รายงานจำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน 1.2 ล้านราย คิดเป็นอัตราป่วย 2,023.64 ต่อประชากรแสนคน โดยจำนวนนี้เสียชีวิต 65 ราย ตรงนี้เป็นปัญหาจากอาหาร จะเห็นว่าความไม่มั่นคงทางอาหารเป็นปัญหารอบด้าน

by ThaiWebExpert