มติชนออนไลน์

กมธ.สิ่งแวดล้อมชี้เหตุไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง-คลองยวน

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันที่ 19 สิงหาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าบริเวณพรุควนเคร็ง พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่คลองยวน จังหวัดพัทลุง พบความเสียหายมากกว่า 10,000 ไร่ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าพรุ และทุ่งหญ้าและกระจูด สาเหตุเกิดจาก

1.เผาป่าเพื่อสะดวกในการหาปลาทำให้การเดินทางเพื่อหาปลาง่ายขึ้น และส่วนที่ไฟไม่ไหม้จะเป็นหลุมน้ำ มีปลาอยู่อาศัยและหลบภัยเป็นจำนวนมาก

2.เผาหญ้า วัชพืชในแปลงเกษตรในพื้นที่กรรมสิทธิ์หรือพื้นที่รอพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ ทำให้ลุกลามมาสู่นอกแปลงเป็นพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เขตห้ามล่า ป่าสงวนแห่งชาติ

3.มีการกลั่นแกล้ง แย่งชิงแปลงกระจูดมีอยู่ทั่วไปในบริเวณดังกล่าว มีความต้องการและราคาสูงเพื่อนำไปทำเสื่อและผลิตภัณฑ์จากกระจูดอีกด้วย กรรมาธิการฯจึงมีความเห็นว่าควรต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

จีนเริ่มเก็บเงินเข้ากองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หวังรีไซเคิลชิ้นส่วน-รักษ์สิ่งแวดล้อม

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการส่งออกได้รับรายงานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีนถึงโยบายการจัดตั้งกองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2555 โดยรัฐบาลจีนจะเรียกเก็บจากบริษัทที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และบริษัทที่เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งมาตรการนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทผู้ผลิตและบริษัทที่เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

กองทุนฯนี้ จะเริ่มเก็บเงินนำร่องจากสินค้า 5 ชนิดก่อน ได้แก่ โทรทัศน์ 13 หยวน/เครื่อง ตู้เย็น 12 หยวน เครื่องซักผ้า 77 หยวน เครื่องฟอกอากาศในบ้าน 10 หยวน และคอมพิวเตอร์ 10 หยวน ถึงแม้ว่าการเรียกเก็บค่าจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่สำหรับบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่มีกำไรไม่มากนั้น ถือว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นพอสมควร อีกทั้งบริษัทไม่สามารถโอนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ให้กับผู้บริโภคด้วยการปรับราคาสูงขึ้นได้ จึงต้องควบคุมต้นทุนแรงงาน ปรับประสิทธิภาพการทำงานเพื่อประหยัดต้นทุน

สำหรับกองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว รัฐบาลจะใช้เป็นเป็นเงินทุนสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการมอบหมายในการจัดการถอดชิ้นส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก โดยจะสนับสนุนตามจำนวนเครื่องของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป 5 ชนิดข้างต้น (ไม่รวมสินค้าที่เป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ดังนี้ โทรทัศน์ 85 หยวน/เครื่อง, ตู้เย็น 80 หยวน/เครื่อง, เครื่องซักผ้า 35 หยวน/เครื่อง, เครื่องฟอกอากาศในบ้าน 35 หยวน/เครื่อง และคอมพิวเตอร์ 85 หยวน/เครื่อง

“การสนับสนุนของกองทุนฯจะเป็นแรงส่งเสริมที่ดีให้กับบริษัทจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ทั้งนี้บริษัทผู้ผลิตสามารถจัดตั้งหน่วยงานจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาภายในบริษัทเองเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อจะเป็นการประหยัดต้นทุนให้กับบริษัทได้ด้วย”นายภูมิ กล่าว

ที่ผ่านมาด้วยความหลากหลายของเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการอย่างก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของภาคอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดล้าสมัยไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและเริ่มส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการแบ่งแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์กับขยะธรรมดาจึงนับเป็นสิ่งจำเป็น

อนึ่ง สถิติการส่งออกสินค้าไทยไปจีนในช่วง5เดือนแรก(ม.ค.-พ.ค.)ของปี 55 มีมูลค่ารวม 11,125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 8.4% โดยสินค้าในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบมีมูลค่าส่งออกสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 2,098 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 11% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ อยู่ในลำดับที่ 11 มีมูลค่า204 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ลดลง 13%

โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดถี่ เพราะภาวะโลกร้อน

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Rosanne Skirble /Thaksina Khaikaew | Washington /Washington/voa thai

ในช่วงครึ่งศตรรษที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุให้เกิดสภาวะอากาศโลกผันผวนรุนแรงหลายเหตุการณ์ อาทิ คลื่นความร้อนหรือ heat wave สภาพอากาศมากเป็นประวัติการณ์ และในหลายๆส่วนของโลก เกิดภาวะฝนตกหนัก

ในปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์สภาวะอากาศผันผวนเลวร้ายขึ้นทั่วโลก บิล วิง บอกว่า ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีกันเลยทีเดียว เขาออกสำรวจความเสียหายจากพายุหมุนทอร์นาโดในเมืองซินซินเนติ รัฐ Arkansasในวันขึ้นปีใหม่ ปีที่แล้ว

บิล วิง กล่าวว่า เสียงทอร์นาโดดังเหมือนกับเสียงรถไฟบรรทุกสินค้า ลมพัดรุนแรง ทุกอย่างรอบตัวสั่นสะเทือนคล้ายกับเกิดแผ่นดินไหว

พายุหมุนลูกดังกล่าวเป็นหนึ่งในทอร์นาโด 1,600 ลูกที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาตลอดทั้งปีที่แล้ว สภาวะอากาศผันผวนรุนแรงยังเกิดขึ้นในหลายๆประเทศทั่วโลกด้วย ในประเทศไทย เกิดฝนตกหนักกว่าปกติถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จนน้ำท่วมกรุงเทพ ส่วนปีก่อนหน้านั้น รัสเซียเจอกับสภาพอากาศร้อนมากที่สุดในรอบ 500 ปี

Rajendra Pachauri ประธานคณะกรรมการ Intergovernment Panel on Climate Change ของยูเอ็น หรือ IPCC กล่าวว่า เห็นได้ชัดเจนว่าคลื่นความร้อนหรือ heat wave เกิดบ่อยและกินเวลานานขึ้น แล้วยังพบว่าภาวะฝนตกหนักและตกนานก็เพิ่มขึ้นด้วย

IPCC ออกรายงานยาว 594 หน้า เป็นการเสนอผลงานเขียน 220 ชิ้นโดยผู้เขียนจาก 62 ประเทศ อ้างผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นับพันชิ้น ในรายงาน IPCC ชี้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผันผวนรุนแรงจะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

Pachauri ประธานคณะกรรมการ IPCC กล่าวว่า ในปัจจุบันภาวะคลื่นความร้อนจะเกิดขึ้นทุก 20 ปี แต่ในปลายศตรรษนี้ จะเกิดขึ้นทุก 2 ปี

แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันความเกี่ยวข้องระหว่างภาวะโลกร้อนกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ Pachauri ประธาน IPCC กล่าวว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจากแก๊สเรือนกระจกจะทำให้เกิดภาวะฝนแล้ง ฝนตกหนักและพายุรุนแรง บ่อยครั้งขึ้นกว่าปัจจุบัน

ประธานคณะกรรมการ IPCC ชี้ว่า ทางแก้ที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือต้องช่วยกันลดปริมาณแก๊สเรือนกระจกที่ปล่อยไปในชั้นบรรยากาศ หากทำได้ จะช่วยลดความรุนแรงของภัยธรรมชาติลงได้ในอนาคต

ภัยธรรมชาติต่างๆที่เกิดเนื่องจากสภาวะอากาศโลกผันผวนสร้างความเสียหายสูง คิดเป็นตัวเงินราวแปดหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่ผลการศึกษาของคณะกรรมการ IPCCชี้ชัดว่าไม่มีประเทศใหนในโลกรอดพ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ ประเทศยากจนจะได้รับผลกระทบมากกว่าทั้งความเสียหายด้านชีวิตและทรัพย์สินเพราะขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ

ซีพีเอฟ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง ผลักดันเกษตรกรผลิตกุ้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

นายพงษ์ศักดิ์ นิทัศกาญจนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบโปรไบโอติก ฟาร์มมิ่ง (Probiotic Farming) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะใดๆ ตลอดระยะเวลา ทำให้ผลผลิตกุ้งที่ได้มีคุณภาพปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ บริษัทได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ สู่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยนักวิชาการของซีพีเอฟที่ประจำอยู่ในพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงกุ้ง ทั้งในภาคกลาง ตะวันออก และใต้ เพื่อให้บริการด้านวิชาการ การฝึกอบรม และถ่ายทอดการเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มรายได้ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งเป็นการผลักดันให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการผลิตกุ้งคุณภาพดี ด้วยกระบวนการที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยซีพีเอฟถือเป็นผู้นำของประเทศ จากการพัฒนากระบวนการผลิตกุ้งอันเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ด้วยการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ ไปจนกระทั่งถึงการแปรรูปเป็นอาหารภายใต้ระบบมาตรฐาน Food safety และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มา (Traceability) ขณะเดียวกัน ยังมุ่งมั่นพัฒนาให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความก้าวหน้า จนสินค้ากุ้งของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ด้วยการค้นคว้าเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งด้วยระบบโปรไบโอติก ฟาร์มมิ่ง ที่เน้นการจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกุ้ง ด้วยการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับกุ้ง และควบคุมค่าพีเอชของน้ำให้คงที่ ไม่มีก๊าซหรือสารพิษ มีออกซิเจนเพียงพอ ทำให้กุ้งอยู่อย่างสบายไม่เครียด สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและมีความต้านทานต่อโรคได้ดี ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตดี การใช้แบคทีเรียที่เหมาะสมนี้ยังทำให้การย่อยสลายของเสียเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกุ้งก็มีอาหารธรรมชาติเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบไบโอ-ซิเคียว (Bio-Secure) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งที่สามารถควบคุมและจัดการเพื่อป้องกันโรคจากภายนอก ไม่ให้ปนเปื้อนเข้ามาในระหว่างการเลี้ยงได้ทุกขั้นตอน เช่น การคลุมตาข่ายเพื่อกันนก การกั้นรั้วรอบบ่อกันปู และพาหะนำโรคอื่นๆเข้ามาบ่อเลี้ยงกุ้งโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส รวมทั้งการบำบัดน้ำไม่ให้มีเชื้อโรคด้วย นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้นำระบบมาตรฐานสากลต่างๆ รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ อาทิ ISO14001, GLOBAL G.A.P., ISO9001:2008, COC และ CPF SHE Management System

ทั้งนี้ ซีพีเอฟถือเป็นผู้นำที่ริเริ่มการพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่บริเวณหลังแนวป่าชายเลน เรียกว่าการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่น (Intensive) ตั้งแต่ปี 2536 พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยการเลี้ยงจะใช้วิธีการเติมอากาศลงไปในน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง และปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในบ่อด้วยความหนาแน่น ทำให้ใช้พื้นที่น้อยกว่าระบบพื้นบ้านดั้งเดิมที่ต้องอาศัยพื้นที่ธรรมชาติหลายสิบไร่ และเนื่องจากระบบนี้ต้องควบคุมระบบการเปลี่ยนถ่ายและระบายน้ำต่อวันที่รวดเร็ว พื้นบ่อจึงจำเป็นต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 2 เมตร ซึ่งพื้นที่หลังแนวป่าชายเลนถือว่าเหมาะสมที่สุด การเลี้ยงกุ้งแนวใหม่นี้ นอกจากจะเป็นวิธีที่ไม่ทำลายระบบนิเวศน์และช่วยผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวของพื้นที่ป่าชายเลนแล้ว ยังทำให้ได้ผลผลิตกุ้งสูงขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนี้ได้เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนผ่านกิจกรรมปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืนมากว่า 19 ปี

นักวิจัยชี้ ปี 2010 ทำลายสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุณหภูมิของโลก (HadCRUT) ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านสภาพอากาศย้อนกลับไปถึงปี 1850 พบว่าปี 2010 ถือเป็นปีที่มีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุด

บันทึกดังกล่าว ซึ่งวิเคราะห์โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารการวิจัยธรณีวิทยาฟิสิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิของโลกรายเดือนตั้งแต่ปี 1850 ถึงปัจจุบัน จากสถานีตรวจวัดอากาศ 400 แห่ง ระบุว่าปี 2010 ได้ทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุด แทนที่ปี 1998 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างพื้นผิวมหาสมุทรและผิวดินทั่วโลกอยู่ที่ 14.52 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 อยู่ที่ 13.9 องศาเซลเซียสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปีที่ ผ่านๆมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.75 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวคงที่นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1900 ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 200-2009 ถือเป็นช่วงทศวรรษที่ร้อนที่สุด อีกด้วย

ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่อุณหภูมิในปี 2010 สูงกว่าทุกๆปี เกิดจากในปีดังกล่าว มีการเก็บสถิติอุณหภูมิในบริเวณโซนขั้วโลกเหนือเพิ่มมากขึ้นถึง 400 จุด ทั้งในแคนาดา รัสเซีย ซึ่งบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิมากที่สุดของโลก ทำให้การเก็บข้อมูลอุณหภูมิในปีนั้นสะท้อนสภาพที่แท้จริงของสภาวะโลกร้อนได้ดีกว่าที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเล โดยให้เรือสามารถใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยตรงจากมหาสมุทร แทนการใช้ตะกร้าเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวัดแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอุณหภูมิพื้นน้ำของโลกที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้นักวิจัยสามารถกลับไปคำนวณและแก้ไขข้อมูลอุณหภูมิของปีที่ผ่านมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วย

สถิติล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติยิ่งกว่าที่นานาชาติประเมิน และนโยบายต่างๆที่หลายประเทศกำลังคิดค้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะยับยั้งสภาวะโลกร้อนได้

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน"วันป่าไม้โลก"21มี.ค.นี้

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน "วันป่าไม้โลก" 21มี.ค.นี้ รณรงค์คนไทยร่วมกันรักษาผืนป่า ดูแลป่าต้นน้ำตามแนวพระราชดำริ หลังองค์การสหประชาชาติ วิตกทรัพยากรน้ำลดลง เพราะป่าไม้ลดลง

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในวันที่ 21 มีนาคม 2555 กรมป่าไม้ได้กำหนดจัดงาน"วันป่าไม้โลก"ขึ้นบริเวณกรมป่าไม้ บางเขน โดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่น้อมนำกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว ในเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำมาใช้ ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ มาจัดแสดง เพื่อปลูกจิตใต้สำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ และร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ กรมป่าไม้ยังมีแนวคิดนำไม้ของกลางมาทำบานประตู เพื่อใช้ประโยชน์ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกทั้งหมดที่เป็นพื้นดิน แต่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อย พื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ยืนต้นมากกว่า 60,000 ชนิด และยังเกิดประโยชน์แก่ประชากรอีกมากกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก

การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของโลก ในปัจจุบัน มีการสำรวจพบว่า มีการตัดไม้ทำลายป่าในภูมิภาคต่างๆ เฉลี่ยวันละ 390 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณปีละ 130,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี(ขนาดพื้นที่เท่ากับประเทศอังกฤษ) ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนและเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก เป็นปริมาณ 12-18% ของการปลดปล่อยทั้งหมดของโลก และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต่อแหล่งน้ำ

ยูเอ็นชี้ ภัยพิบัติธรรมชาติปี 2011 สร้างความเสียหายเป็นประวัติการณ์ 380,000 ล้านดอลลาร์

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

องค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เปิดเผยว่า หายนะภัยที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2011 โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นมูลค่ารวมมากกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11.4 ล้านล้านบาท)

นางมาร์กาเรตา วาห์ลสตรอม ทูตพิเศษยูเอ็นด้านการลดความเสี่ยงภัยพิบัติกล่าวว่า ขณะที่หลายประเทศกำลังบริหารจัดการเพื่อควบคุมยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ แต่กลับพบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา โดยตัวเลขความเสียหาย 380,000 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นเพียงตัวเลขต่ำสุด แต่ก็ยังสูงกว่าสถิติเดิม เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ถูกพายุเฮอริเคนแคทรีนาถล่มในปี 2005 ถึง 2 ใน 3 โดยในครั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ รวมถึงน้ำท่วมในไทยและอีกหลายประเทศ เป็นตัวส่งให้ค่าเสียหายให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางวาห์ลสตรอมกล่าวระหว่างการแถลงข่าวการจัดพิธีรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคมปีที่แล้วว่า เหตุแผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติที่ก่อมูลค่าความเสียหายมากที่สุด และสูญเสียชีวิตประชาชนมากที่สุด

ตามข้อมูลของสำนักงานการลดความเสี่ยงภัยพิบัติของยูเอ็น ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว สึนามิ และอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ สร้างความเสียหายมากกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ มูลค่าความเสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทยอยู่ที่มากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์

ด้านธนาคารกลางนิวซีแลนด์ประเมินว่าแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมานั้น มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในส่วนของการบูรณะซ่อมแซม

นางวาห์ลสตรอมกล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1999-2011 ภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายแก่ถนนและเส้นทางคมนาคมราว 73,000 กิโลเมตร ที่ถูกตัดขาดใน 19 ประเทศ ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา โรงเรียนเกือบ 64,000 แห่งถูกทำลายในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น กว่าร้อยละ 50 ของประชากรโลกจำนวน 7,000 ล้านคนกำลังเสี่ยงอันตรายจากหายนะทางธรรมชาติต่างๆ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ผลสำรวจชี้ "สิงค์โปร์"ปล่อย"ก๊าซคาร์บอน"ต่อประชากรมากสุดในเอเชีย-แปซิฟิก

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผลสำรวจของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) พบว่าในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี 2010

กองทุนสัตว์ป่าโลกเผยว่า ตัวเลขข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปี 2010 สิงคโปร์ ซึ่งมีตัวเลขจีดีพีต่อหัวประชากร มากกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล 43,454 กิโลตัน ส่วนตัวเลขแน่ชัดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ จะมีการเปิดเผยในรายงานเอเชีย ฟุตพรินต์ รีพอร์ท ในเดือนมิถุนายนนี้

รายงานของกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุว่า สิงคโปร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกในอัตราต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2010 ปัจจัยหลักอยู่ที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

ด้านโฆษกของกองทุนสัตว์ป่าโลกกล่าวว่า ภาคการก่อสร้างในสิงคโปร์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึงร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า ประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็ก จึงเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงทดแทนประเภทอื่น

อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่าชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน กลับพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อประชากร อยู่ในระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค และค่อนข้างต่ำกว่าสิงคโปร์อยู่มาก

บิ๊กซีพี. ชี้ไทยแก้วิกฤต Climate change ยาก การเมืองเปลี่ยนบ่อย รัฐไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เน้นโตลูกเดียว

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้ จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงทัศนะเรื่อง มหาอุทกภัยกับการจัดการ Climate change ปัญหาใหญ่แห่งปีที่แก้ได้ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่าน CP-enews โดยมีสารสำคัญน่าสนใจดังนี้

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา ยังทำให้หลายคนขวัญผวาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมองซ้าย มองขวา ยังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบเอาจริงเอาจัง ในขณะที่มีข่าวว่าน้ำกำลังจะมาอีกรอบ เรียกว่า ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จแต่ภัยใหม่ก็กำลังจะมาอีก

ยิ่งเห็นรายงานล่าสุดของธนาคารโลกว่าด้วยเรื่อง "เมืองและอุทกภัย : คู่มือเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยในเขตเมืองแบบบูรณาการสำหรับศตวรรษที่ 21 (Cities and Flooding : A Guide to Integrated Urban Flood Risk Management for the 21st Century)" ซึ่งออกมาเผยแพร่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ เป็นความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่

เนื่องจากเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจ และปัญหานี้จะอยู่กับเราต่อไป ทำให้หลายคนกังวลว่าแล้วประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

แดนนี่ มาร์ค อดีตที่ปรึกษามูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) องค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้าน วิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เคยศึกษาในเรื่อง Climate change program(การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ในประเทศไทยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติอันเกิดจาก Climate change ที่รัฐบาลต้องกลับมามอง แล้วปรับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการประเทศใหม่ เพราะผลของ Climate change กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)เป็นอย่างมาก

จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความเสียหายหนักที่สุด จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นลักษณะ Middle Income Economy จึงท้าทายขีดความสามารถในการจัดการปัญหา Climate change อย่างบูรณาการของทางการเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเจอกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในปี 2010 ประเทศไทยเจอภาวะแล้งที่แย่ที่สุด หนักที่สุดในรอบ 20 ปี เห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงไปอย่างน่าตกใจ

ผลกระทบจาก Climate change ส่งผลให้ฤดูกาลบิดเบี้ยว อากาศร้อนจัด หนาวจัด ระดับน้ำในมหาสมุทรแปรปรวน ก่อให้เกิดมรสุม สึนามิ ภาวะภัยแล้ง ป่าชายเลนลดลงซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการผลิตอาหาร การปลูกข้าว การผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งทุกอย่างต้องพึ่งน้ำ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ อากาศที่ร้อนขึ้นก็ทำให้สัตว์มีความเครียด คุณภาพของเนื้อสัตว์ก็จะถูกกระทบ ก่อให้เกิดโรคติดต่อ ปลาและทรัพยากรในแม่น้ำลดลง

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ยังไม่รวมสิ่งที่มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก เช่น นำพื้นที่เพาะปลูกมาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย การสร้างเขื่อนเพื่อใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้า ยกตัวอย่าง การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงของประเทศจีน เวลานี้ประเทศตอนล่างของแม่น้ำได้รับผลกระทบหมดไม่เฉพาะประเทศไทยที่ประสบกับภาวะปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง แต่เขมร เวียดนาม ลาว ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด

ดังนั้นภาระกิจเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำมากที่สุดเวลานี้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับผลกระทบ

เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอของสังคมเมืองและชนบท ความเจริญต่างๆ มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้ชัดจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางการเน้นการป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯอย่างแข็งขัน แล้วสละพื้นที่ในต่างจังหวัดให้จ่มน้ำแทน

ต่อไปปัญหาประเทศไทยจะยิ่งเพิ่มทวีคูณทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด เมื่อปริมาณน้ำฝนมีมากขึ้น แต่ภาวะแล้งกลับรุนแรงยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล พื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ป่าชายเลนหายไป ทรัพยากรชายฝั่งลดน้อยลง ในขณะที่สาธารณูปโภคต่างๆ มากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดมลภาวะ เนื่องจากมีการใช้พลังงานที่มากขึ้น อุณหภูมิจึงสูงขึ้น กรุงเทพฯกลายเป็นเกาะแห่งความร้อน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นคนจนที่อพยบเข้ามาอยู่กับครอบครัว กับญาติในกรุงเทพฯเพื่อหางานทำ หาเงินเลี้ยงชีพ จะเพิ่มภาระอย่างหนักหน่วงให้กับรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

สิ่งท้าทายความสามารถในการจัดการเรื่อง climate change ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ทางการมีองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้มากมายหลาย 10 องค์กร แต่องค์กรเหล่านี้กลับไม่สามารถทำงานประสานกัน จนกลาย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า institutional capacity

ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะที่ลำบาก ที่จะบริหารจัดการเรื่องการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ถึงแม้ทางการจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเกี่ยวกับ Climate change ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะมาเป็นองค์กรกลางผลักดันนโยบายและการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติก็ตามแต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติล่าสุดสะท้อนให้เห็นปัญหานี้ชัดเจน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ขึ้น แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ปัญหาต่างๆจึงลุกลามบานปลาย จนประชาชนต้องรวมตัวกันประท้วงในหลายพื้นที่ ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของทางการ ที่จะจัดการกับปัญหา Climate change ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดขีดความสามารถของทางการในการจัดการปัญหา Climate change ประกอบกับรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยให้น้ำหนักกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(ตัวเลขที่สูงขึ้น) ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับสนใจเป็นอันดับรองลงเสมอ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง(institutional capacity) ของทางการอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะแก้ปัญหา Climate change ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี เป็นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลในการเพิ่มขีดความสามารถ ไปพร้อมกับการปลุกจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติและสร้างฉันทามติในการแก้ไขปัญหา โดยชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงและความจำเป็นที่ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในขณะเดียวกันทางการต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร( institutional capacity organization)ในการแก้ปัญหา Climate change ให้สามารถทำงานเชื่อมประสานกันได้อย่างคล่องตัว เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข Climate change อย่างยั่งยืน

กรรมการสิทธิฯ เรียกกรมอุทยาน-กรมป่าไม้ ชี้แจงคดีโลกร้อนวันนี้

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีกำหนดเรียกกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ เพื่อให้ข้อมูลและพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การนำแบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (คดีโลกร้อน) ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาตรวจสอบของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เป็นไปอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายฝ่าย คณะอนุกรรมการฯ จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 25 - 26 และมาตรา 32 เชิญผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ นักวิชาการ และตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และราษฎรผู้เดือดร้อน ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการฯ ในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

by ThaiWebExpert