มติชนออนไลน์

ซีพีเอฟ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโปรไบโอติกฟาร์มมิ่ง ผลักดันเกษตรกรผลิตกุ้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2555

นายพงษ์ศักดิ์ นิทัศกาญจนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบโปรไบโอติก ฟาร์มมิ่ง (Probiotic Farming) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะใดๆ ตลอดระยะเวลา ทำให้ผลผลิตกุ้งที่ได้มีคุณภาพปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ บริษัทได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ สู่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยนักวิชาการของซีพีเอฟที่ประจำอยู่ในพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงกุ้ง ทั้งในภาคกลาง ตะวันออก และใต้ เพื่อให้บริการด้านวิชาการ การฝึกอบรม และถ่ายทอดการเลี้ยงกุ้งที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่ไม่เพียงช่วยลดต้นทุน ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มรายได้ในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งเป็นการผลักดันให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการผลิตกุ้งคุณภาพดี ด้วยกระบวนการที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก โดยซีพีเอฟถือเป็นผู้นำของประเทศ จากการพัฒนากระบวนการผลิตกุ้งอันเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ด้วยการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ ไปจนกระทั่งถึงการแปรรูปเป็นอาหารภายใต้ระบบมาตรฐาน Food safety และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงที่มา (Traceability) ขณะเดียวกัน ยังมุ่งมั่นพัฒนาให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีความก้าวหน้า จนสินค้ากุ้งของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ด้วยการค้นคว้าเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งด้วยระบบโปรไบโอติก ฟาร์มมิ่ง ที่เน้นการจัดการสภาพแวดล้อมภายในบ่อเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกุ้ง ด้วยการใช้จุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับกุ้ง และควบคุมค่าพีเอชของน้ำให้คงที่ ไม่มีก๊าซหรือสารพิษ มีออกซิเจนเพียงพอ ทำให้กุ้งอยู่อย่างสบายไม่เครียด สามารถสร้างภูมิคุ้มกันและมีความต้านทานต่อโรคได้ดี ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตดี การใช้แบคทีเรียที่เหมาะสมนี้ยังทำให้การย่อยสลายของเสียเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกุ้งก็มีอาหารธรรมชาติเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบไบโอ-ซิเคียว (Bio-Secure) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งที่สามารถควบคุมและจัดการเพื่อป้องกันโรคจากภายนอก ไม่ให้ปนเปื้อนเข้ามาในระหว่างการเลี้ยงได้ทุกขั้นตอน เช่น การคลุมตาข่ายเพื่อกันนก การกั้นรั้วรอบบ่อกันปู และพาหะนำโรคอื่นๆเข้ามาบ่อเลี้ยงกุ้งโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส รวมทั้งการบำบัดน้ำไม่ให้มีเชื้อโรคด้วย นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้นำระบบมาตรฐานสากลต่างๆ รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ อาทิ ISO14001, GLOBAL G.A.P., ISO9001:2008, COC และ CPF SHE Management System

ทั้งนี้ ซีพีเอฟถือเป็นผู้นำที่ริเริ่มการพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งแบบใหม่ที่ใช้พื้นที่บริเวณหลังแนวป่าชายเลน เรียกว่าการเลี้ยงกุ้งแบบหนาแน่น (Intensive) ตั้งแต่ปี 2536 พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยการเลี้ยงจะใช้วิธีการเติมอากาศลงไปในน้ำของบ่อเลี้ยงกุ้ง และปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในบ่อด้วยความหนาแน่น ทำให้ใช้พื้นที่น้อยกว่าระบบพื้นบ้านดั้งเดิมที่ต้องอาศัยพื้นที่ธรรมชาติหลายสิบไร่ และเนื่องจากระบบนี้ต้องควบคุมระบบการเปลี่ยนถ่ายและระบายน้ำต่อวันที่รวดเร็ว พื้นบ่อจึงจำเป็นต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ย 2 เมตร ซึ่งพื้นที่หลังแนวป่าชายเลนถือว่าเหมาะสมที่สุด การเลี้ยงกุ้งแนวใหม่นี้ นอกจากจะเป็นวิธีที่ไม่ทำลายระบบนิเวศน์และช่วยผลักดันให้เกิดการฟื้นตัวของพื้นที่ป่าชายเลนแล้ว ยังทำให้ได้ผลผลิตกุ้งสูงขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนี้ได้เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนผ่านกิจกรรมปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืนมากว่า 19 ปี

นักวิจัยชี้ ปี 2010 ทำลายสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุณหภูมิของโลก (HadCRUT) ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านสภาพอากาศย้อนกลับไปถึงปี 1850 พบว่าปี 2010 ถือเป็นปีที่มีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุด

บันทึกดังกล่าว ซึ่งวิเคราะห์โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารการวิจัยธรณีวิทยาฟิสิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิของโลกรายเดือนตั้งแต่ปี 1850 ถึงปัจจุบัน จากสถานีตรวจวัดอากาศ 400 แห่ง ระบุว่าปี 2010 ได้ทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุด แทนที่ปี 1998 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างพื้นผิวมหาสมุทรและผิวดินทั่วโลกอยู่ที่ 14.52 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 อยู่ที่ 13.9 องศาเซลเซียสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปีที่ ผ่านๆมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.75 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวคงที่นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1900 ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 200-2009 ถือเป็นช่วงทศวรรษที่ร้อนที่สุด อีกด้วย

ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่อุณหภูมิในปี 2010 สูงกว่าทุกๆปี เกิดจากในปีดังกล่าว มีการเก็บสถิติอุณหภูมิในบริเวณโซนขั้วโลกเหนือเพิ่มมากขึ้นถึง 400 จุด ทั้งในแคนาดา รัสเซีย ซึ่งบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิมากที่สุดของโลก ทำให้การเก็บข้อมูลอุณหภูมิในปีนั้นสะท้อนสภาพที่แท้จริงของสภาวะโลกร้อนได้ดีกว่าที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเล โดยให้เรือสามารถใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยตรงจากมหาสมุทร แทนการใช้ตะกร้าเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวัดแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอุณหภูมิพื้นน้ำของโลกที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้นักวิจัยสามารถกลับไปคำนวณและแก้ไขข้อมูลอุณหภูมิของปีที่ผ่านมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วย

สถิติล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติยิ่งกว่าที่นานาชาติประเมิน และนโยบายต่างๆที่หลายประเทศกำลังคิดค้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะยับยั้งสภาวะโลกร้อนได้

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน"วันป่าไม้โลก"21มี.ค.นี้

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน "วันป่าไม้โลก" 21มี.ค.นี้ รณรงค์คนไทยร่วมกันรักษาผืนป่า ดูแลป่าต้นน้ำตามแนวพระราชดำริ หลังองค์การสหประชาชาติ วิตกทรัพยากรน้ำลดลง เพราะป่าไม้ลดลง

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในวันที่ 21 มีนาคม 2555 กรมป่าไม้ได้กำหนดจัดงาน"วันป่าไม้โลก"ขึ้นบริเวณกรมป่าไม้ บางเขน โดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่น้อมนำกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว ในเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำมาใช้ ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ มาจัดแสดง เพื่อปลูกจิตใต้สำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ และร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ กรมป่าไม้ยังมีแนวคิดนำไม้ของกลางมาทำบานประตู เพื่อใช้ประโยชน์ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกทั้งหมดที่เป็นพื้นดิน แต่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อย พื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ยืนต้นมากกว่า 60,000 ชนิด และยังเกิดประโยชน์แก่ประชากรอีกมากกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก

การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของโลก ในปัจจุบัน มีการสำรวจพบว่า มีการตัดไม้ทำลายป่าในภูมิภาคต่างๆ เฉลี่ยวันละ 390 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณปีละ 130,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี(ขนาดพื้นที่เท่ากับประเทศอังกฤษ) ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนและเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก เป็นปริมาณ 12-18% ของการปลดปล่อยทั้งหมดของโลก และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต่อแหล่งน้ำ

ยูเอ็นชี้ ภัยพิบัติธรรมชาติปี 2011 สร้างความเสียหายเป็นประวัติการณ์ 380,000 ล้านดอลลาร์

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

องค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เปิดเผยว่า หายนะภัยที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2011 โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นมูลค่ารวมมากกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11.4 ล้านล้านบาท)

นางมาร์กาเรตา วาห์ลสตรอม ทูตพิเศษยูเอ็นด้านการลดความเสี่ยงภัยพิบัติกล่าวว่า ขณะที่หลายประเทศกำลังบริหารจัดการเพื่อควบคุมยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ แต่กลับพบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา โดยตัวเลขความเสียหาย 380,000 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นเพียงตัวเลขต่ำสุด แต่ก็ยังสูงกว่าสถิติเดิม เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ถูกพายุเฮอริเคนแคทรีนาถล่มในปี 2005 ถึง 2 ใน 3 โดยในครั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ รวมถึงน้ำท่วมในไทยและอีกหลายประเทศ เป็นตัวส่งให้ค่าเสียหายให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางวาห์ลสตรอมกล่าวระหว่างการแถลงข่าวการจัดพิธีรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคมปีที่แล้วว่า เหตุแผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติที่ก่อมูลค่าความเสียหายมากที่สุด และสูญเสียชีวิตประชาชนมากที่สุด

ตามข้อมูลของสำนักงานการลดความเสี่ยงภัยพิบัติของยูเอ็น ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว สึนามิ และอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ สร้างความเสียหายมากกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ มูลค่าความเสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทยอยู่ที่มากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์

ด้านธนาคารกลางนิวซีแลนด์ประเมินว่าแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมานั้น มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในส่วนของการบูรณะซ่อมแซม

นางวาห์ลสตรอมกล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1999-2011 ภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายแก่ถนนและเส้นทางคมนาคมราว 73,000 กิโลเมตร ที่ถูกตัดขาดใน 19 ประเทศ ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา โรงเรียนเกือบ 64,000 แห่งถูกทำลายในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น กว่าร้อยละ 50 ของประชากรโลกจำนวน 7,000 ล้านคนกำลังเสี่ยงอันตรายจากหายนะทางธรรมชาติต่างๆ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ผลสำรวจชี้ "สิงค์โปร์"ปล่อย"ก๊าซคาร์บอน"ต่อประชากรมากสุดในเอเชีย-แปซิฟิก

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผลสำรวจของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) พบว่าในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี 2010

กองทุนสัตว์ป่าโลกเผยว่า ตัวเลขข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปี 2010 สิงคโปร์ ซึ่งมีตัวเลขจีดีพีต่อหัวประชากร มากกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล 43,454 กิโลตัน ส่วนตัวเลขแน่ชัดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ จะมีการเปิดเผยในรายงานเอเชีย ฟุตพรินต์ รีพอร์ท ในเดือนมิถุนายนนี้

รายงานของกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุว่า สิงคโปร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกในอัตราต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2010 ปัจจัยหลักอยู่ที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

ด้านโฆษกของกองทุนสัตว์ป่าโลกกล่าวว่า ภาคการก่อสร้างในสิงคโปร์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึงร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า ประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็ก จึงเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงทดแทนประเภทอื่น

อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่าชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน กลับพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อประชากร อยู่ในระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค และค่อนข้างต่ำกว่าสิงคโปร์อยู่มาก

บิ๊กซีพี. ชี้ไทยแก้วิกฤต Climate change ยาก การเมืองเปลี่ยนบ่อย รัฐไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เน้นโตลูกเดียว

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้ จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงทัศนะเรื่อง มหาอุทกภัยกับการจัดการ Climate change ปัญหาใหญ่แห่งปีที่แก้ได้ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่าน CP-enews โดยมีสารสำคัญน่าสนใจดังนี้

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา ยังทำให้หลายคนขวัญผวาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมองซ้าย มองขวา ยังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบเอาจริงเอาจัง ในขณะที่มีข่าวว่าน้ำกำลังจะมาอีกรอบ เรียกว่า ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จแต่ภัยใหม่ก็กำลังจะมาอีก

ยิ่งเห็นรายงานล่าสุดของธนาคารโลกว่าด้วยเรื่อง "เมืองและอุทกภัย : คู่มือเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยในเขตเมืองแบบบูรณาการสำหรับศตวรรษที่ 21 (Cities and Flooding : A Guide to Integrated Urban Flood Risk Management for the 21st Century)" ซึ่งออกมาเผยแพร่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ เป็นความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่

เนื่องจากเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจ และปัญหานี้จะอยู่กับเราต่อไป ทำให้หลายคนกังวลว่าแล้วประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

แดนนี่ มาร์ค อดีตที่ปรึกษามูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) องค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้าน วิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เคยศึกษาในเรื่อง Climate change program(การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ในประเทศไทยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติอันเกิดจาก Climate change ที่รัฐบาลต้องกลับมามอง แล้วปรับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการประเทศใหม่ เพราะผลของ Climate change กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)เป็นอย่างมาก

จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความเสียหายหนักที่สุด จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นลักษณะ Middle Income Economy จึงท้าทายขีดความสามารถในการจัดการปัญหา Climate change อย่างบูรณาการของทางการเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเจอกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในปี 2010 ประเทศไทยเจอภาวะแล้งที่แย่ที่สุด หนักที่สุดในรอบ 20 ปี เห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงไปอย่างน่าตกใจ

ผลกระทบจาก Climate change ส่งผลให้ฤดูกาลบิดเบี้ยว อากาศร้อนจัด หนาวจัด ระดับน้ำในมหาสมุทรแปรปรวน ก่อให้เกิดมรสุม สึนามิ ภาวะภัยแล้ง ป่าชายเลนลดลงซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการผลิตอาหาร การปลูกข้าว การผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งทุกอย่างต้องพึ่งน้ำ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ อากาศที่ร้อนขึ้นก็ทำให้สัตว์มีความเครียด คุณภาพของเนื้อสัตว์ก็จะถูกกระทบ ก่อให้เกิดโรคติดต่อ ปลาและทรัพยากรในแม่น้ำลดลง

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ยังไม่รวมสิ่งที่มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก เช่น นำพื้นที่เพาะปลูกมาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย การสร้างเขื่อนเพื่อใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้า ยกตัวอย่าง การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงของประเทศจีน เวลานี้ประเทศตอนล่างของแม่น้ำได้รับผลกระทบหมดไม่เฉพาะประเทศไทยที่ประสบกับภาวะปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง แต่เขมร เวียดนาม ลาว ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด

ดังนั้นภาระกิจเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำมากที่สุดเวลานี้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับผลกระทบ

เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอของสังคมเมืองและชนบท ความเจริญต่างๆ มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้ชัดจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางการเน้นการป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯอย่างแข็งขัน แล้วสละพื้นที่ในต่างจังหวัดให้จ่มน้ำแทน

ต่อไปปัญหาประเทศไทยจะยิ่งเพิ่มทวีคูณทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด เมื่อปริมาณน้ำฝนมีมากขึ้น แต่ภาวะแล้งกลับรุนแรงยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล พื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ป่าชายเลนหายไป ทรัพยากรชายฝั่งลดน้อยลง ในขณะที่สาธารณูปโภคต่างๆ มากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดมลภาวะ เนื่องจากมีการใช้พลังงานที่มากขึ้น อุณหภูมิจึงสูงขึ้น กรุงเทพฯกลายเป็นเกาะแห่งความร้อน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นคนจนที่อพยบเข้ามาอยู่กับครอบครัว กับญาติในกรุงเทพฯเพื่อหางานทำ หาเงินเลี้ยงชีพ จะเพิ่มภาระอย่างหนักหน่วงให้กับรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

สิ่งท้าทายความสามารถในการจัดการเรื่อง climate change ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ทางการมีองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้มากมายหลาย 10 องค์กร แต่องค์กรเหล่านี้กลับไม่สามารถทำงานประสานกัน จนกลาย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า institutional capacity

ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะที่ลำบาก ที่จะบริหารจัดการเรื่องการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ถึงแม้ทางการจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเกี่ยวกับ Climate change ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะมาเป็นองค์กรกลางผลักดันนโยบายและการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติก็ตามแต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติล่าสุดสะท้อนให้เห็นปัญหานี้ชัดเจน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ขึ้น แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ปัญหาต่างๆจึงลุกลามบานปลาย จนประชาชนต้องรวมตัวกันประท้วงในหลายพื้นที่ ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของทางการ ที่จะจัดการกับปัญหา Climate change ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดขีดความสามารถของทางการในการจัดการปัญหา Climate change ประกอบกับรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยให้น้ำหนักกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(ตัวเลขที่สูงขึ้น) ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับสนใจเป็นอันดับรองลงเสมอ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง(institutional capacity) ของทางการอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะแก้ปัญหา Climate change ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี เป็นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลในการเพิ่มขีดความสามารถ ไปพร้อมกับการปลุกจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติและสร้างฉันทามติในการแก้ไขปัญหา โดยชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงและความจำเป็นที่ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในขณะเดียวกันทางการต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร( institutional capacity organization)ในการแก้ปัญหา Climate change ให้สามารถทำงานเชื่อมประสานกันได้อย่างคล่องตัว เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข Climate change อย่างยั่งยืน

กรรมการสิทธิฯ เรียกกรมอุทยาน-กรมป่าไม้ ชี้แจงคดีโลกร้อนวันนี้

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีกำหนดเรียกกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ เพื่อให้ข้อมูลและพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การนำแบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (คดีโลกร้อน) ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาตรวจสอบของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เป็นไปอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายฝ่าย คณะอนุกรรมการฯ จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 25 - 26 และมาตรา 32 เชิญผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ นักวิชาการ และตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และราษฎรผู้เดือดร้อน ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการฯ ในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

ส่องปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ ...ผ่านป้อมปราการรัฐบาล...

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อมูล" นับเป็นปราการสำคัญที่ฝ่ายบริหาร จะต้องพึงตระหนักอย่างมาก สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากประเทศไทย ได้รับบทเรียกอันแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

เนื่องจากอุปสรรคสำคัญช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ข้อมูล ข้อเท็จจริง กลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มาจากหลายที่มา

เป็นผลให้การดำเนินการแจ้งเตือนภัย การให้ความช่วยเหลือ การประสานงานป้องกันแก้ไข เป็นไปอย่างยากลำบากที่สุด

ประชาชนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาลในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ภายใต้การดำเนินงานของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังได้ระบุถึงหนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาว่า

"ระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ"

ดังนั้น 1 ในแผนแม่บทระยะเร่งด่วนของ กยน. จึงได้ปรากฏแผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นเจ้าภาพ ระบบข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด จะถูกบูรณาการร่วมกันภายใต้ภารกิจหลัก

ระบบคลังข้อมูล ที่ได้รวบรวมจากทุกหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำ จากนั้นเข้าสู่การบูรณาการด้วยโปรแกรมประยุกต์ หรือใช้ชื่อว่า ระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่งทำงานภายใต้ระบบ Geographic Information Sytem (GIS)

สามารถนำข้อมูลมาจัดวางซ้อนกัน วิเคราะห์ ก่อนเข้าสู่ระบบการประมวลผล เพื่อสั่งการการเตือนภัยอัตโนมัติ ทำให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไปได้อย่างเป็นทิศทางเดียวกัน เช่น สามารถบอกได้ว่าปลายทางน้ำจะไหลไปในทิศทางใด ปริมาณ และระยะเวลาของน้ำท่วมขัง เป็นต้น

"ที่ผ่านมากรมชลประทานพูดถึงระดับน้ำท่า ไม่พูดถึงน้ำทุ่ง กรมอุทกศาสตร์ พูดถึงน้ำขึ้นน้ำลง พูดถึงอัตราน้ำในดิน กระทรวงทรัพยากรฯ ตอบได้เฉพาะจุด แต่ครั้งนี้เรานำทุกข้อมูลมาปรับปรุง มาประมวลผลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดขึ้น"

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พูดถึงระบบข้อมูลน้ำที่แต่ละหน่วยงานทำภายใต้ภารกิจของตนเอง ขาดการบูรณาการร่วมกัน แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะมั่นใจระบบข้อมูลการเตือนภัยเรื่องน้ำจากนี้ของประเทศไทย จะมีความเสถียรภาพมากขึ้น แต่เมื่อถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง การแจ้งการเตือนภัยนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ธรรมชาติไม่อยู่ในวิสัยปกติ ที่การดำเนินการด้านข้อมูลจะสามารถปรับให้ทันกับสถานการณ์ได้ วิเคราะห์จากสถานการณ์น้ำในปี 2554 ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย อันเนื่องจากพายุโซนร้อน ไหหม่า นกเตน เนสาด และนาลแก กระหน่ำประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม ที่ส่งผลต่อร่องความกดอากาศต่ำ

ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่องมรสุมที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก จะอยู่ตามตำแหน่งดังนี้ คือ เดือนมิถุนายน?กันยายน ร่องความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนตุลาคม จะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคใต้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2554 ร่องมรสุมในเดือนมิถุนายน-ตุลาคม พาดผ่านทางตอนเหนือของประเทศ และแช่อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนตัวไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เดียวเป็นจำนวนมาก

เมื่อผนวกเข้ากับปัญหาที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ลดลง ระบบนิเวศถูกทำลาย องค์กรที่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ การขาดแผนหลักและงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว

ตลอดจนระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพกฎหมายด้านการจัดการทรัพยากรน้ำไม่ทันสมัย และการขาดความพร้อมในการเผชิญอุทกภัยขนาดใหญ่ เป็นต้น

ปริมาณน้ำมหาศาลจึงก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน!!!

การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนปีนี้ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ในสังกัดกระทรวงไอซีที รายงานเบื้องต้นว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ และ ลานิญา ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลต่ออัตราการระเหยของน้ำในมหาสมุทรมากกว่าปกติ ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนที่จะตกสู่โลกจึงต้องเป็นไปตามอัตราส่วน นั่นหมายถึงน้ำ ปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมีมากขึ้นแน่นอน

หลักการบริหารข้อมูลน้ำระยะเร่งด่วนของภาครัฐ ที่ต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม เพื่อคอยรับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ความยากอย่างยิ่งก็คือ ข้อมูลที่ปรากฏจะทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะย้ำว่า "หากรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแก้ไข และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ความเสียหายย่อมมีมากขึ้น แต่การเตรียมพร้อมของรัฐบาลภายใต้ภาระเร่งด่วนนี้ จะเป็นการรับมืออย่างดี ทั้งการเสริมความแข็งแรงของประตูน้ำ การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ (ทุ่งรับน้ำ) มีระบบบริหารจัดการแบบครบทุกมิติ ทั้งน้ำเขื่อน น้ำท่า และน้ำทุ่ง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับเหตุอุทกภัยได้อย่างแน่นอน"

เมื่อรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ระบบข้อมูลเพื่อเผชิญเหตุอุทกภัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานแบบองคาพยพ กับ 5 แผนแม่บทที่เหลืออยู่ ทั้งการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง และซ่อมแซมคันดินพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน การช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แก้มลิง และการระบายน้ำลงสู่ทะเล

ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือการคาดการณ์สถานการณ์น้ำของกระทรวงไอซีที โดยสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์น้ำในปีนี้ ไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

โดยระบุว่า ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศในแต่ละปีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะถึงระดับ 450 PPM ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยค่าดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มอุณหภูมิของโลก

ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันมีอุณหภูมิอยู่ที่ 44 องศาเซลเซียส และคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะแตะ 50 องศาเซลเซียส

นั่นหมายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

ประเทศไทยที่เกิดน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อนล้วนแล้วเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

จีนกร้าว ประกาศห้ามสายการบินจ่ายค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซคาร์บอนตามคำสั่งอียู เล็งหาทางตอบโต้

โดยมิติชน วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ว่า ทางการจีนได้ประกาศว่า จีนได้ห้ามสายการบินของประเทศปฎิบัติตามมาตรการของอียูที่บังคับให้สายการบินต่าง ๆ ของ 24 ประเทศ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อมวลชนจีนระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่สงครามการค้าในภาคธุรกิจการบินโลก

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ จีนได้ประกาศว่า มาตรการดังกล่าวของอียู จะส่งผลให้จีนต้องจ่ายเงินเป็นจำนวน 125 ล้านดอลลาร์ต่อปี ในเที่ยวบินเดินทางไปยังยุโรป และอาจเพิ่มสูงขึ้นอีกก่อนปี 2020 แต่คณะกรรมการยุโรปว่า มาตรการดังกล่าวสามารถทำได้ ด้วยการเพิ่มค่าธรรมเนียมแก่ผู้โดยสารในอัตรา 4.0-24 ยูโร

ก่อนหน้านี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้สายการบินต่างๆ ของโลกต้องผลักภาระให้แก่ผู้โดยสารกันเป็นแถว โดย"เดลต้า แอร์ไลน์"ของสหรัฐ เพิ่มค่าธรรมเนียมโดยสาร 6 ดอลลาร์ในเที่ยวบินระหว่างสหรัฐและยุโรป ส่วน"ลุฟท์ธันซ่า"ของเยอรมัน ก็ประกาศจะเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในประเภทค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สายการบินต่าง ๆ ต่างโจมตีมาตรการนี้ว่า เป็นการคิดภาษีเพิ่มต่อธุรกิจการบิน และเตือนว่า มาตรการจะทำให้อุตสาหกรรมการบินต้องสูญค่าใช้จ่ายเป็นจำนวน 23,000 ดอลลาร์ ภายในระยะเวลา 8 ปี

ทางด้านสมาคมการขนส่งทางอากาศจีนกล่าวว่า เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลจีนได้พิจารณาว่าจะหามาตรการตอบโต้ต่อการคิดค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนนี้ของอียูอย่างไร เพราะมาตรการนี้จะกระทบต่อสายการบินใหญ่ ๆ ของจีน เช่น แอร์ ไชน่า,ไชน่า อีสต์เทิร์น และไชน่า เซ้าท์เธิร์น

ทั้งนี้ เมื่อปี 2005 สหภาพยุโรปได้ผลักดันมาตรการนี้ เพื่อพยายามลดการปล่อยก๊าซมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศจากอุตสาหกรรมพลังงานและโรงงานต่างๆ และได้พ่วงสายการบินให้มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ โดยอียูระบุว่า อุตสาหกรรมการบินโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซดังกล่าวเฉลี่ย 3 %

ศาลยุติธรรมรุกตั้ง"ศาลสิ่งแวดล้อม" ออกวิธีพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ศาลยุติธรรมจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม" มีวิทยากรที่น่าสนใจ คือ นายพันวะสา บัวทอง ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา บรรยายหัวข้อ "ระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรม" สรุปว่า คดีที่เข้าสู่การพิจารณาในศาลคดีสิ่งแวดล้อม มีคดีที่ดิน คดีป่าไม้ และคดีมลพิษ เป็นส่วนใหญ่ ศาลยุติธรรมยังไม่มีศาลสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องเป็นศาลชำนัญโดยเฉพาะ คดีสิ่งแวดล้อมจึงถูกนำมาฟ้องในศาลอาญาและศาลแพ่ง โดยใช้ ป.วิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่งแทน มองว่าคดีสิ่งแวดล้อมน่าจะมีระบบแยกจากคดีอาญาและคดีแพ่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจน ปัจจุบันศาลยุติธรรมพยายามปรับตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาล ทั้งนี้ ที่ฟ้องคดีอาญา อาทิ กระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีโทษจำคุก ส่วนคดีแพ่งมักฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย มีโทษปรับ อาทิ ปล่อยมลพิษ น้ำเสีย ควันพิษ แต่ไม่ค่อยได้ผล แม้จะมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ให้สูงขึ้น กำหนดให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากผู้ตัดไม้ได้

นายพันวะสากล่าวต่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีผู้พิพากษา 14 คน จะประชุมพิจารณากันทุกคดี นอกจากนี้พยายามพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง สำหรับผู้พิพากษารุ่นใหม่ก็พยายามจัดให้มีการสอบกฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ สนับสนุนให้ผู้พิพากษาเข้ารับการศึกษาอบรมในต่างประเทศ ในอนาคตอาจมีการตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและร่างวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมมาบังคับใช้อย่างจริงจัง

by ThaiWebExpert