มติชนออนไลน์

แคนาดาให้เช่าต้นคริสต์มาส ลดภาวะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
raikorn@hotmail.com

มติชนรายวัน วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทศกาลคริสต์มาส ที่ใกล้จะมาถึงวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ที่ประเทศแคนาดา มีองค์กร 2 แห่งเสนอทางเลือกใหม่ ให้แก่คนที่มีหัวใจอยากช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการ "ให้เช่า" ต้นคริสต์มาส ไปตั้งเฉลิมฉลองที่บ้าน ที่ทำงาน แทนที่จะต้องเสียเงินซื้อเหมือนปีก่อนๆ เพื่อเป็นการประหยัดตังค์ และช่วยกันอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อนไปด้วยในตัว

องค์กรดังกล่าวก็คือ เอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี (Evergrow Christmas Trees) และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส (Carbonsync Christmas) ที่จะเก็บค่าเช่าต้นคริสต์มาสแค่ 100 ดอลลาร์ (ราว 3,340 บาท) ซึ่งเป็นราคา 1 ใน 4 ของต้นคริสต์มาสที่ชาวบ้านต้องควักเงินซื้อกัน โดยราคานี้ยังได้รวมค่าขนส่งทั้งไปและกลับไว้แล้วเรียบร้อย นับแต่นำต้นคริสต์มาสไปส่งที่บ้านหรือสำนักงาน จากนั้นต่อมาอีก 3 สัปดาห์ องค์กรทั้งสอง ที่ประกาศตัวเป็น "คนรักสีเขียว" ก็จะตามไปรับต้นคริสต์มาสกลับคืน หลังจากผู้เช่าได้สนุกสนาน ได้แกะห่อของขวัญบนต้นคริสต์มาสออกหมดแล้ว

จากที่เป็นอยู่ทุกปี นอกจากแต่ละครอบครัวต้องเสียเงินซื้อต้นคริสต์มาส พอเสร็จงานปาร์ตี้แล้ว ต้นคริสต์มาส ก็จะถูกนำไปกองทิ้งเป็นขยะ แต่ที่กลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส จะทำก็คือ จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าเหล่านั้นไป "บริจาค" ต่อหลังจากไปเก็บคืนมาจากผู้เช่า โดยกลุ่มคาร์บอนซิงค์ ตั้งใจจะนำต้นคริสต์มาสเหล่านั้นไปบริจาคให้กลุ่มอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม นำไป "ปลูกใหม่" เช่นเดียวกับกลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ฯ ที่มีแผนว่า หลังผ่านช่วงคริสต์มาส ก็จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าไปมอบให้แก่ศูนย์เพาะปลูกพันธุ์ไม้ ให้ดูแลต่อกระทั่งถึงเทศกาลคริสต์มาสครั้งหน้า แล้วอาจจะนำกลับมาให้เช่าใหม่

"ตอนนี้คนของเรากำลังระดมปลูกต้นคริสต์มาสบนผืนดินทุกแห่งในเฟรเซอร์ วัลเลย์ เพื่อจะบรรทุกเรือมาที่แวนคูเวอร์" แบรด เมเจอร์ จากคาร์บอนซิงค์ฯ ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุซีบีเอส

นายเมเจอร์เล่าว่า "ต้นคริสต์มาสต้องใช้เวลาเติบโต 6-12 ปี กว่าจะโตพอใช้สำหรับเทศกาลคริสต์มาส แต่พอจบงาน ต้นไม้เหล่านี้ก็จะไปลงเอยที่กองขยะขนาดใหญ่ นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล"

แต่แทนที่ไปลงเอยอย่างนั้น ต้นไม้จากสององค์กรจะทำหน้าที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วถ้าหากเป็นไปได้ หลายบ้านให้ความร่วมมือก็อาจจะมีการจอง ขอเช่าต้นคริสต์มาสต้นเดิมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นคริสต์มาสจะโต กระทั่งตั้งในบ้านไม่ได้

เร่งช่วยโลกร้อน

ผู้เขียน: 
มติชนรายวัน วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

วอชิงตัน - ธนาคารโลกประกาศทุ่มเงิน 5,500 ล้านดอลลาร์ (187,000 ล้านบาท) ภายใต้กองทุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างโรงงานผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นใน 5 ประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก และแม้ว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกที่กรุงโคเปนเฮเกน แต่หลายชาติยังคงแสดงความเห็นว่าประเทศร่ำรวยล้มเหลวในการให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้จีนจะให้คำมั่นว่าจะพัฒนาการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจีนอาจเพิ่มปริมาณขึ้นถึงเท่าตัวภายในปี 2563 (เอเอฟพี)

เอ็นจีโอยื่นข้อเสนอเจรจาโลกร้อนให้นายกฯ

มติชนรายวัน วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อการเจรจาเรื่องโลกร้อน เนื่องในสมัยประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และการกำหนดนโยบายชาติที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอของภาคประชาสังคมไทยต่อรัฐบาลไทยรวบรวมขึ้นโดยคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม (Thai Working Group for Climate Justice) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนต่างๆ ทั้งนี้ ผู้แทนองค์การสหประชาชาติ (UN) จะได้ร่วมคณะเพื่อยื่นข้อเสนอจากเวทีเสวนาสามฝ่าย (สหประชาชติ, ภาครัฐ, และภาคประชาชน) ในประเด็นการเจรจาและแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อีกฉบับหนึ่งด้วย

โวยร่างโลกร้อนเข้าข้างประเทศร่ำรวย

ผู้เขียน: 
มติชนรายวัน วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโวยที่ประชุมโลกร้อนจัดเตรียมร่างการประชุมว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เข้าข้างโลกอุตสาหกรรม แล้วหันมากดดันประเทศยากจนมากขึ้น ขณะที่รายงานของยูเอ็นเผยทศวรรษนี้อาจเป็นทศวรรษที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เป็นผู้จัดการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมว่า เดนมาร์กในฐานะเจ้าภาพและประเทศจีนได้เสนอร่างการประชุมที่เข้าข้างกลุ่มประเทศร่ำรวย แทนที่จะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่ ในความพยายามที่จะลดภาวะโลกร้อน

โดยร่างข้อเสนอของเดนมาร์กที่แจกจ่ายให้แก่ประเทศสมาชิก 192 ประเทศที่ร่วมประชุมครั้งนี้ ได้เสนอให้ประเทศร่ำรวยสามารถลดเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนลงได้ ในขณะที่ประเทศที่ยากจนกว่ากลับถูกบีบให้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

นายคิม คาร์สเทนเซน หัวหน้ากลุ่มกองทุนสัตว์ป่าโลก เปิดเผยว่า อุบายเบื้องหลังการเจรจาของประธานจัดการประชุมของเดนมาร์กคือการพุ่งเป้าไปที่การเอาอกเอาใจกลุ่มประเทศร่ำรวยและประเทศมหาอำนาจ มากกว่าเรื่องผลประโยชน์ของประเทศส่วนใหญ่บนโลกที่ต้องการวิธีการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ยุติธรรม

ขณะที่ข้อเสนออีกทางเลือกหนึ่งของประเทศจีน คือการยืดอายุของพิธีสารเกียวโต 1997 ออกไป ที่กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรม 37 ชาติ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุทำให้โลกร้อนขึ้น ให้ได้ 5 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ. 2012 เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซที่ปล่อยเมื่อปี ค.ศ.1990 แต่จีนเสนอให้ขยายเวลาเพิ่มสำหรับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปอีก 5-8 ปี ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งประเทศจีน จะอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่แยกออกไปว่าด้วยการควบคุมการปล่อยก๊าซ แต่จะไม่มีพันธะผูกพันและไม่มีการตั้งเป้าหมายไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งสองยังไม่ได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารการประชุมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด และต้องมีการนำเข้าที่ประชุมก่อน

วันเดียวกัน องค์กรอุตุนิยมวิทยาโลก หน่วยงานดูแลด้านภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติ ได้เปิดเผยข้อมูลการศึกษาอุณหภูมิโลก พบว่า ทศวรรษนี้กำลังจะกลายเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของโลกนับตั้งแต่มีการบันทึกไว้เมื่อปี ค.ศ.1850 โดยปี ค.ศ.2009 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 5 และทศวรรษ 1990 ยังเป็นช่วงทศวรรษที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 โดยปี ค.ศ.2009 มีเพียงสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้นที่มีอากาศที่เย็นกว่าอุณหภูมิโดยเฉลี่ย ส่วนแอฟริกากลางและเอเชียใต้ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุด

ทั้งนี้ ตามรายงานของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ.2006 พบว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่โลกร้อนมากที่สุดในรอบ 400 ปี หรืออาจจะในรอบ 1,000 ปี โดยดูจากวงปีของต้นไม้ การละลายของธารน้ำแข็งและวิธีการทางวิทยาศาสตร์อื่นๆเพื่อวัดอุณหภูมิโลก (เอพี)

ชี้ข่าวปั่นกระแสโลกร้อน"เหลวไหล"

ผู้เขียน: 
มติชนรายวัน วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กระแสข่าวที่ว่าบรรดานักวิชาการพยายามปลุกปั่นและบิดเบือนข้อมูลเรื่องโลกร้อนให้น่ากลัวเกินจริง หลังจากที่อี-เมลของผู้เชี่ยวชาญประจำมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียของอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยชั้นนำของโลก ว่าด้วยเรื่อง โลกร้อนที่ถูกแฮ็คมีเนื้อหาบางส่วนที่ชี้ว่านักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมภาวะโลกร้อนจึงบรรเทาลงชั่วคราว ถูกตอบโต้โดยนักวิชาการรวมถึงทำเนียบขาวของสหรัฐ

นายโรเบิร์ต กิบส์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้นอย่างแท้จริง ขณะที่นายเชนทรา ปาชัวรี ประธานคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) ระบุว่า เป็นความพยายามที่จะดิสเครดิตไอพีซีซีเป็นสำคัญ

รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ก็ได้ประกาศท่าทีใหม่ซึ่งส่งผลบวกต่อการประชุมที่กำลังมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน โดยประกาศว่า จะกำหนดให้ก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนเป็นอันตรายต่อสุขภาพภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ พร้อมกับประกาศตั้งเป้าการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง 17% ภายในปี 2563 อย่างไรก็ดีต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาคองเกรสต่อไป (เอพี/เอเอฟพี)

โลกร้องรัฐบาลจัดการโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ผลสำรวจของโกลบสแกนที่จัดทำให้กับบีบีซีเวิลด์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมระบุว่า คนทั่วโลกส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลของพวกเขาต้องจัดการอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 24,000 รายใน 23 ประเทศยังพบว่าความกังวลของผู้คนเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นจากฝีมือมนุษย์ในสหรัฐและจีนซึ่งเป็น 2 ประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลกกลับลดลง

ผลสำรวจพบว่า 64 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก เพิ่มจาก 44 เปอร์เซ็นต์ในการสำรวจเมื่อปี 2541

แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่มีถึง 61 เปอร์เซ็นต์ที่สนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเพื่อที่จะจัดการกับปัญหาแม้ว่าจะทำให้เศรษฐกิจของชาติได้รับความเสียหายก็ตาม

ในจีนกับสหรัฐนั้นกลุ่มตัวอย่างสนับสนุนให้รัฐบาลมีมาตรการต่อสู้กับโลกร้อน 89 เปอร์เซ็นต์และ 52 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ แต่ความกังวลของผู้คนต่อเรื่องนี้นั้นกลับลดลงโดยในสหรัฐนั้นมีผู้ที่กังวลกับปัญหาโลกร้อนลดลงจาก 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2550 มาอยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ขณะที่จีนลดลงจาก 59 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ 57 เปอร์เซ็นต์ วันเดียวกันหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส ดอยทช์แลนด์ของเยอรมนีรายงานว่า สหภาพยุโรป (อียู) จะเสนอเงินช่วยเหลือในการต่อสู้กับโลกร้อนให้กับประเทศยากจนในช่วง 3 ปีข้างหน้าเป็นมูลค่าราว 1-3 พันล้านยูโร (เอเอฟพี)

"เนปาล"จัดครม.สัญจรเอเวอเรสต์ กระตุ้นให้ตระหนักปัญหาโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีของเนปาลบินไปยังเทือกเขาเอเวอเรสต์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันเดียวกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนบนเทือกเขาหิมาลัย โดยนายมาดฮาฟ คูมาร์ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีอีก 22 คน ได้เข้ารับการตรวจร่างกายก่อนเดินทางและพบว่าทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงดี ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังเนินเขาคาลาพัตตาร์ บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5,262 เมตร และจะมีการร่วมในพิธีสวดมนต์ของชนเผ่าเชอร์ปา ก่อนหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะผ่านความเห็นชอบคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรีที่จะไปพูดในที่ประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกของสหประชาชาติ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในสัปดาห์หน้าระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม

ผู้จัดการประชุมครั้งนี้ระบุว่า สภาพอากาศในวันประชุมเป็นใจอย่างยิ่ง เพราะท้องฟ้าปลอดโปร่งและลมไม่แรง นายซูมาน แพนดีย์ หนึ่งในผู้จัดการประชุมเปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีดำเนินไปเป็นเวลาประมาณ 20 นาที ก่อนที่ทั้งหมดจะบินกลับลงมา

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังละลายในระดับที่เป็นอันตรายและทำให้เกิดทะเลสาบน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่อาจจะเกิดการไหลบ่าท่วมชุมชนได้ พร้อมกับเตือนว่าธารน้ำแข็งอาจจะหายไปภายในไม่กี่สิบปี จะส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งไปทั่วบริเวณกว้างในเอเชีย ส่งผลกระทบต่อประชากรราว 1,300 ล้านคนที่ต้องอาศัยแหล่งน้ำจากแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหิมาลัย (เอเอฟพี)

มะกัน-อียูแผนสูงใช้เอฟทีเอ บีบเข้า"สนธิสัญญาบูดาเปสต์"

มติชนรายวัน วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และหัวหน้าโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs Watch) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวภายในการสัมมนาการนำเสนอ (ร่าง) รายงานผลการศึกษาวิจัยเรื่อง "การเตรียมความพร้อมของประเทศไทย : การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาบูดาเปสต์ และระบอบระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ" ว่า ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นภาคีของสนธิสัญญาบูดาเปสต์ ผ่านการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอไทย-สหรัฐ และเอฟทีเออียู-อาเซียน (Budapest Treaty of CBD and Thailand-US and EU-ASEAN FTA) โดยหากประเทศคู่เจรจาไม่ตกลงก็จะไม่ร่วมเจรจาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศจอร์แดน ตูนิเซีย แอฟริกา เกาหลี อินเดีย ยอมปฏิบัติตาม ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเช่นกัน

นายวิฑูรย์กล่าวว่า สนธิสัญญาบูดาเปสต์ เป็นสนธิสัญญาที่เอื้ออำนวยให้คนที่มีขีดความสามารถในการวิจัยได้ใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรจุลชีพได้ง่ายขึ้น โดยสร้างระบบรับฝากระหว่างประเทศที่เรียกว่า องค์กรรับฝาก (สารชีวภาพ) ระหว่างประเทศ หรือ IDA หากประเทศใดต้องการจดสิทธิบัตรจุลชีพ สามารถนำตัวอย่างมาฝากองค์กรรับฝากใดก็ได้เพียงแห่งเดียวก็จะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรในทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 77 ประเทศ แต่ปัญหาคือ สนธิสัญญาดังกล่าวห้ามเปิดเผยแหล่งที่มา จึงไม่มีทางทราบว่าการจดสิทธิบัตรจุลชีพมีการลักลอบนำของประเทศไทยไปพัฒนาหรือไม่ ประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ เพราะจะส่งผลกระทบมากมาย อาทิ ไทยจะไม่สามารถออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรชีวภาพต่างๆ ทั้งๆ ที่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ยอมรับว่าพันธุ์พืชต่างๆ ทรัพยากรชีวภาพทั้งหลายหากอยู่ในประเทศใดย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมเป็นของประเทศนั้นๆ ดังนั้น หากไม่มีการเปิดเผยแหล่งที่มาจะไม่มีทางทราบว่า ทรัพยากรชีวภาพหรือจุลชีพนั้นๆ เป็นของประเทศใด

สภาจิงโจ้ปัดกม.ลดโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ซิดนีย์ - เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม วุฒิสภาออสเตรเลียลงมติไม่รับรองร่างกฎหมายว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนที่เสนอโดยรัฐบาลนายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรี ด้วยมติ 33 ต่อ 41 เสียง หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนในสภา ความล้มเหลวดังกล่าวสร้างความอับอายและยากลำบากให้แก่นายรัดด์ในการแสดงบทบาทนำกับการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในการประชุมสุดยอดสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กในเร็ววันนี้ และยังส่อเค้าให้เห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะมีการประยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งก่อนกำหนดของออสเตรเลีย ทั้งนี้ ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมุ่งให้ปรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน 5-25 เปอร์เซ็นต์จากระดับที่กำหนดในปี ค.ศ.2000 ให้ได้ภายในปี ค.ศ.2020 แต่แนวทางดังกล่าวถูกคัดค้านอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร (เอเอฟพี)

เตือนโลกร้อนทำเมืองท่าน้ำท่วม เศรษฐกิจพังนับล้านล้านดอลล์

มติชนรายวัน วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ระบุว่าอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นบนโลกอาจจะส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเมืองท่าสำคัญของโลกเนื่องจากน้ำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นและภาวะน้ำท่วมดังกล่าวจะสร้างความเสียหายมูลค่าหลายล้านล้านบาท

อุลริเก โซล ผู้ดูแลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและพลังงานของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ในสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 0.5-2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปี 2593 อาจจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึงครึ่งเมตร และจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ตามเมืองท่าใหญ่ๆ 136 แห่งทั่วโลก ทำให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ามากถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 952 ล้านล้านบาท)

โซลเตือนด้วยว่า หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยอาจจะสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2593 (เอเอฟพี)

by ThaiWebExpert