มติชนออนไลน์

ยูเอ็นเผย"ปี 2012"เป็นหนึ่งในปีโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ หลังเจอภัยธรรมชาติรุนแรงสารพัด

โดยมติชน วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ว่า หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาโลกประจำยูเอ็น (WMO) ออกรายงานระบุว่า ปี 2012 ถือเป็นหนึ่งในปีที่อุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายประเทศในทัวโลก นับตั้งแต่ ภาวะคลื่นร้อน ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และพายุขั้นรุนแรง รวมทั้งการละลายตัวของแผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ โดยอุณหภูมิโลกในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.ของปีนี้ ถือว่าร้อนที่สุดเป็นอันดับเก้า นับตั้งแต่ปี 1850 และประเมินว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวน้ำและพื้นดินได้เพิ่มขึ้นราว 0.45 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าช่วงปี 1961-1990

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาประจำยูเอ็นได้เตือนว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นแม้ว่าอิทธิพลของปรากฎการณ์ลา นินญ่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จะเย็นตัวลงในช่วงต้นปีนี้ และว่า ในช่วงเดือนก.ค.น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือเฉลี่ย 92,000 ตร.กิโลเมตรต่อวัน ถือว่าเร็วที่สุดในรอบปีนี้

ประชุมโลกร้อน 2012"เปิดฉากแล้วที่กาตาร์ คาดอาจไม่มีความคืบหน้า

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผู้แทนกว่า 17,000 คน จาก 200 ประเทศ จะเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP18/CMP8 ที่กรุงโดฮาของกาตาร์ ที่จะเริ่มต้นในวันนี้ (26 พ.ย.) ไปกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม

โดยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะมีการเปิดประเด็นใหม่ๆเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ขณะที่ยังคงมีความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน

การเลือกให้กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้หลายฝ่ายประหลาดใจ เนื่องจากกาตาร์ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อประชากรสูงที่สุดในโลก

นายแอนดรูว์ สเตียร์ ประธานสถาบันทรัพยากรโลก หน่วยงานวิชาการในสหรัฐ ระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง ไม่สามารถพูดได้อีกแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของวันพรุ่งนี้ ความเสียหายจากพายุแซนดี้ได้ปลุกชาวอเมริกันให้ตื่นตัวมากขึ้น

ผลการศึกษาของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่าโลกเสี่ยงจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะทำให้น้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อนและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม ที่ประชุมยูเอ็นเมื่อ 2 ปีก่อนตกลงจะจำกัดไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อปีก่อนกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

กาตาร์เป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก มากกว่าชาวอเมริกันราว 3 เท่า

ประเทศที่สนับสนุนพิธีสารเกียวโตปี 1997 เห็นตรงกันในการประชุมเมื่อปีก่อนว่าจะต้องต่ออายุพิธีสารดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นปีนี้แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าควรต่ออายุอีก 5 หรือ 8 ปี ด้านสหภาพยุโรป (อียู) เผยว่า ในการประชุมปีนี้หากไม่สามารถเปลี่ยนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ของระดับการปล่อยเมื่อปี 1990 ภายในปี 2020 เป็นลดลงร้อยละ 30 หากประเทศร่ำรวยอื่นๆ ทำตาม อียูก็พร้อมเจรจาต่อในปีหน้า

กรีนพีซ ตั้งสถานีกู้วิกกฤตโลกร้อน ใช้พลังงานหมุนเวียน ส่องไฟ"มหาสถูปบุโรพุทโธ" อินโดฯ

โดยมติชน วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แมเจลลัง 30 ตุลาคม 2555- ณ เมืองมรดกโลก มหาสถูปบุโรพุทโธ ชานเมืองของเมืองยอร์กจากาต้าร์ กรีนพีซได้ตั้งฐานปฏิบัติการสถานีกู้วิกกฤตโลกร้อนเพื่อส่องไฟแสงสว่างให้แก่มหาสถูปบุโรพุทโธ โดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรม “พลังงานหมุนเวียน คือ แสงสว่างด้านพลังงานแห่งอนาคต” โดยเป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์เพื่อผลักดันให้ประเทศอินโดนีเซียมุ่งสู่อนาคตพลังงานสะอาดและปลอดภัย

ศรี เปอร์โยโน่ ผู้ช่วยผู้ว่าการรัฐจาวาส่วนกลางในนามของนายบิบิท วัลยูโยผู้ว่าการรัฐจาวาส่วนกลาง และ นางดอว์น กอสลิ่ง หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตัวแทนกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ให้เกียรติ์ในพิธีปิดกดปุ่ม “การปฏิวัติพลังงาน” เพื่อเปิดไฟแสงสว่างที่ใช้พลังจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้ติดตั้งไว้โดยรอบบุโรพุทโธและโดมกู้วิกฤตโลกร้อน

“นี่คือสิ่งที่องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมควรร่วมกันทำงานเพิ่อให้เกิดผลการปฏิบัติอย่างแท้จริง เราสามารถตระหนักได้จากสิ่งที่กรีนพีซได้กำลังทำอยู่ เพราะเรามีเป้าหมายและวิสัยทัศน์เดียวกันที่ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลได้มีการวางแผนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในจาวาส่วนกลาง” นาย บิบิท วัลยูโยกล่าว

“ในอนาคตเมื่อเราหันย้อนกลับมาดู เราจะจดจำได้ว่ากิจกรรมในครั้งนี้ที่เป็นสัญญลักษณ์แห่งการปฏิบัติที่เป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอินโดนีเซียลดการพึ่งพิงการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและพลังงานฟอสซิลอื่น ๆ และยอมรับการปฏิวัติพลังงานเพื่อให้ประชาชนของประเทศสามารถใช้พลังงานที่สะอาดและปลอดภัย” นาง ดอว์น กล่าว

“เราถือว่าโครงการนี้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานมุ่งสู่อนาคตพลังงานสะอาดสีเขียวที่ปลอดภัยและยั่งยืน โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ได้มาจากธรรมชาติเช่นลม แสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งการจุดประกายความสว่างไสวด้วยพลังงานหมุนเวียนสู่อนาคตของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นจุดจบของยุคการใช้พลังงานจากถ่านหิน เราจะต้องร่วมแรงร่วมใจผลักดันการปฏิวัติพลังงานไปข้างหน้า ณ บัดนี้” นาง ดอว์น กอสลิ่ง ได้กล่าวเพิ่มเติม

ประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาลในอนาคตตามอัตราการเจริญเติบโตของประชากรและการขยายตัวทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ประเทศอินโดนีเซียยังคงพึ่งพาพลังงานส่วนใหญ่จากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอนจากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ่านหินยังทำลายทางสิ่งแวดล้อมอย่างถาวร และรวมถึงวิถีชีวิต และสุขภาพของประชาชนอินโดนีเซีย

สภาพภูมิประเทศของอินโดนีเซียทำให้โรงงานผลิตไฟฟ้าตั้งอยู่ค่อนข้างกระจัดกระจาย หนึ่งในสามของประชากรไม่มีไฟฟ้าใช้ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานนำมันดีเซลที่มีต้นทุนในการผลิตสูงเป็นแหล่งพลังงานเดียวที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าแก่ชุมชนในพื้นที่ทุรกันดาร

“การกระจายศูนย์พลังงาน สายส่งไฟฟ้าที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก จะสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าน้ำมันดีเซลหรือก๊าซที่แสนแพงได้” ฮินดุล มูลัยกา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าว

ในส่วนของประเทศไทยกรีนพีซ ได้เดินหน้ารณรงค์ปฏิวัติพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรณรงค์ปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการระดมรายชื่อ 55,555 รายชื่อเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรก

กรอ.เข้มโรงงานใกล้แม่น้ำ-ชุมชน แก้กม.สิ่งแวดล้อมคุมของเสีย

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555 มติชนออนไลน์

กรอ.คุมเข้มโรงงานใกล้แม่น้ำ-ชุมชน เร่งตรวจกากของเสีย พร้อมแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมครบวงจร เผย 9 เดือน เอสเอ็มอีลงทุนกว่า 7.8 หมื่นล้าน

นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดพิเศษเรื่องการพิจารณาอนุมัติการออกใบอนุญาตตั้งโรงงานใหม่หรือขยายกิจการบริเวณใกล้แม่น้ำ ลำคลอง และใกล้ชุมชน ตามนโยบายของนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการป้องกันการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การทิ้งน้ำเสีย และสร้างปัญหาต่อชุมชนในอนาคต โดยเฉพาะในบริเวณชุมชนไม่ต้องกังวลปัญหาเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

"นอกจากมาตรการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดขึ้น กระทรวงยังอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรในอนาคต สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่างปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เช่นกัน อาทิ กฎกระทรวงมหาดไทย กฎหมายผังเมือง เป็นต้น" นายพงษ์เทพกล่าว

นายพงษ์เทพกล่าวว่า นอกจากนี้ กรอ.จะต้องเร่งตรวจสอบโรงงานที่มีกากของเสีย โดยเฉพาะกากที่เป็นอันตรายในโรงงาน ได้แก่ สกัดน้ำมันจากพืช ประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ สารเคมีและวัตถุอันตราย โรงงานปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืช โรงงานเกี่ยวกับสี น้ำมันชักเงา โรงงานเกี่ยวกับการทำไม้ขีดไฟ วัตถุระเบิด หรือ ดอกไม้ไฟ โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โรงงานปิโตรเคมี ถ่านหิน โรงงานผลิตก๊าซ โรงงานบรรจุก๊าซ โรงงานห้องเย็น เฉพาะที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำ ความเย็น เป็นต้น ส่วนกากของเสียทั่วไป เช่น จากโรงสีข้าว เป็นต้น กรอ.ไม่เป็นห่วงมาก เพราะแกลบที่ได้จากการสีข้าวยังมีมูลค่า ทำให้โรงสีนำไปจำหน่ายต่อได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณของเสียที่เป็นกากอันตรายในปัจจุบันมีอยู่ 3.5 ล้านตัน ปริมาณกากของเสียที่ไม่เป็นอันตราย 23.4 ล้านตัน และมีโรงงานผู้รับบำบัด และกำจัดทิ้งกว่า 2,000 โรง โดยกากอุตสาหกรรมจำนวน 50% เข้าสู่ระบบการจัดการ ที่เหลือยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

แหล่งข่าวจาก กรอ.กล่าวว่า ช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2555 มีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานอย่างไม่เป็นทางการ 2,990 ราย มูลค่าลงทุน 1.01 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบเท่าตัว โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 จังหวัดแรก ประกอบด้วย จ.สมุทรปราการ 161 ราย มูลค่า 8,228 ล้านบาท จ.นครราชสีมา 78 ราย มูลค่า 7,155 ล้านบาท จ.ฉะเชิงเทรา 42 ราย มูลค่า 6,422 ล้านบาท จ.สมุทรสาคร 124 ราย มูลค่า 6,278 ล้านบาท และ จ.ชลบุรี 112 ราย มูลค่า 5,914 ล้านบาท

ทั้งนี้ พบว่าโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีมูลค่าการจ้างงานไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างไม่เกิน 200 คน ลงทุนจำนวนมากกว่า 2,950 ราย มูลค่าลงทุน 7.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ อู่ซ่อมรถ ขุดทราย แปรรูปการเกษตร เฟอร์นิเจอร์ คอนกรีต เป็นต้น

สมัชชาสุขภาพฯเล็งเสนอปฏิรูปอีไอเอ&อีเอชไอเอ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติประชุมใหญ่เดือนธ.ค.นี้ เตือนภัยรับมือสถานการณ์สิ่งแวดล้อม หลังปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าทำไร่ และผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ อาจทำให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงมีปัญหาโรคทางเดินหายใจ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุมเข้มการทำ EIA และ EHIA

คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) แถลงข่าวการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ.2555 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 18-20 ธันวาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินงานในปีนี้ มุ่งเน้นแนวคิดสำคัญคือ "ทุกนโยบาย ห่วงใยสุขภาพ" มีระเบียบวาระสำคัญ 9 หัวข้อ ในจำนวนนี้มี 3 หัวข้อที่ครอบคลุมประเด็น “สุขภาพในนโยบายสิ่งแวดล้อม” ได้แก่ การปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การป้องกันและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวล และการจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลต่อสุขภาพ

ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ.2555 ถือว่ามีความสำคัญในการเปิดพื้นที่สาธารณะ ให้ทุกภาคีทุกภาคส่วนในสังคมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงปัญหาและทางออกในการสร้างสุขภาวะอย่างสมานฉันท์ จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของคจ.สช.ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาด้านสุขภาพของคนไทย มิได้มาจากการดำเนินชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ที่ก่อผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนอีกด้วย

ดร.ศิรินา กล่าวว่า แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญในขณะนี้ แต่ทุกฝ่ายก็ควรหันกลับมาทบทวนผล กระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชนที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาที่คจ.สช.เป็นห่วงคือผลกระทบจากโครงการพัฒนาของภาครัฐและเอกชนที่ไม่ได้ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างดีเพียงพอ , การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่สร้างมลพิษ , การบุกรุกเผาป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร รวมถึงปัญหาหมอกควันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ด้านนางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานวิชาการแต่ละประเด็นได้จัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ระเบียบวาระเสร็จสิ้นแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นจากกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปลายปีนี้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้

สำหรับ 3 ระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม นางกรรณิการ์ มองว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยมีบทเรียนจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ถูกชี้นำจากภาครัฐและขาดการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน นำไปสู่ผลกระทบทางต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง แม้ปัจจุบันจะมีกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น แต่คจ.สช.ยังพบว่ามีช่องโหว่ที่ให้การดำเนินการไม่บรรลุผลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเห็นควรให้มีการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพื่อให้ปัญหาที่จะตามมาบรรเทาเบาบางลงได้

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยมูลนิธิบูรณะนิเวศน์ ในฐานะคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวถึง ปัญหาของการทำอีไอเอในปัจจุบันว่ามีการประเมินเป็นรายโครงการ แต่ไม่มีการประเมินศักยภาพการรองรับของพื้นที่ที่เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานอยู่หนาแน่น ดังนั้นประเด็นที่จะนำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ คือ การปฎิรูปอีไอเอและอีเอชไอเออย่างเป็นรูปธรรม โดยควรให้มีการจัดทำอีไอเอในภาพรวม และประเมินในเชิงยุทธศาสตร์โดยไม่จำกัดแต่เพียงมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ควรรวมมิติทางเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ด้านนางสุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้กิจการ 35 ประเภท ต้องทำ ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) ก่อนการเริ่มดำเนินกิจการ แต่ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการนำหลักวิชาการที่ถูกต้องมาใช้ในการจัดทำรายงานการประเมินผลดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางที่จะพัฒนาองค์ความรู้ในการวิเคราะห์ ประเมินผล และควรให้ภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย ดังนั้น จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ได้นำเรื่องการปฏิรูปอีไอเอและอีเอชไอเอเข้าสู่การพิจารณาเพื่อแก้ไขร่วมกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นการป้องกันและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวล กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กจำนวนหนึ่งได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เนื่องจากการเผาไหม้ทำให้เกิดควันดำจำนวนมากและเขม่าฟุ้งกระจายไปทั่ว กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียง หากมีการบริหารจัดการที่ดีและคำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีสำหรับบ้านเรา

สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการแก้ไข คือวางกฎระเบียบให้โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาดเล็กต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) และมีมาตรการกำกับดูแลของภาครัฐที่ดีเพียงพอ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ให้เป็นมาตรฐานในการดำเนินโครงการ รวมทั้งควรกำหนดเงื่อนไขในการตั้งโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้ห่างไกลจากชุมชน จะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนไม่ต้องสูดดมควันพิษเข้าไป

"โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดต่ำกว่า 150 เมกะวัตต์ ใช้เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ยาก สุดท้ายกลายเป็นสารเผาไหม้ไม่หมดถึงร้อยละ 10-38 เกิดมลพิษที่อยู่ในรูปฝุ่นละอองขนาดเล็ก เมื่อผ่านเข้าไปถึงปอดและถุงลมที่มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งตามผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกยืนยันว่า การสูดดม มีผลต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคในระบบหายใจ โรคหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วจับหืดบ่อยขึ้น" นพ.ณรงศักดิ์กล่าว

ด้านนางวิจิตรา ชูสกุล เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาอีสาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิดขึ้นจำนวนมากตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในช่วง 10ปี (พ.ศ.2555-2564) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำหนดเป้าหมายการใช้ชีวมวลผลิตไฟฟ้าให้ได้ 3,630 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นพลังงานทางเลือกร้อยละ25 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้

โดยเมื่อปีที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าชีวมวลมากว่า 84 แห่ง และอยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการอีก 309 แห่ง หากไม่มีการบริหารจัดการหรือควบคุมที่ดีพอ การประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม จากสารและฝุ่นละอองจำพวกขี้เถ้าจากการเผาไหม้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งเกิดน้ำเสียและแย่งน้ำชุมชนใช้ เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก และทำให้ถนนในชุมชนชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกที่ใช้ในการขนพืชชีวมวลเข้าสู่โรงไฟฟ้า

ปัญหาที่พบขณะนี้คือ ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ามีการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้โรงไฟฟ้าตั้งแต่ 150เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และรายงานผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA)ส่วนโรงงานขนาดเล็กตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปทำเฉพาะ EIA จึงมีผู้ประกอบการสร้างโครงการขนาด 9.0-9.9 เมกะวัตต์หลายโครงการในบริเวณเดียวกันจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

โดยในปี 2553 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เสนอขายไฟฟ้า 281 แห่ง เป็นโครงการขนาด 9.0-9.9 เมกะวัตต์ถึง 205 แห่ง ซึ่งโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ ยังขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเน้นการเผาตรง(directed burning) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพต่ำและสร้างมลพิษสูง

แนวทางแก้ปัญหาของภาครัฐ ควรให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำกับดูแล และแยกประเภทการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการต่างหากจากโรงไฟฟ้าทั่วไป ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศให้โรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการที่อันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งผลักดันให้การวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นของประชาชน รวมถึงการกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมจากชุมชน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานควรทำแผนพลังงานจังหวัด โดยศึกษาพื้นที่ของแต่ละจังหวัดว่า มีศักยภาพในการทำโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาใบอนุญาต จัดตั้งโรงไฟฟ้า

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ประธานคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลต่อสุขภาพ กล่าวว่า ปัญหาการบุรุกป่าเพื่อเผาทำพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เนื่องจากมีสารเคมีทางการเกษตรเช่น ยาฆ่าหญ้าติดมาด้วย การสูดดมของประชาชนจึงก่อให้เกิดอันตราต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะนี้สถานการณ์หมอกควันรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องเข้ามาดูแลร่วมกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

สถานการณ์มลพิษจากหมอกควันในภาคเหนือ มักจะรุนแรงที่สุดในเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าเกิดจาก 4 ปัจจัยสำคัญได้แก่ 1. การเผาป่าและการเผาเพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่มีมากในภาคเหนือตอนบน เช่น อ.แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีการปลูกกว่า 1 แสนไร่ หรือที่จังหวัดน่าน มีการปลูก 3-4 แสนไร่

2. การเผาขยะตามบ้านเรือนประชาชน ที่เกิดขึ้นทุกวันเนื่องจากระบบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึง และไม่มีพื้นที่ฝังกลบที่ดีพอ ทำให้ต้องใช้วิธีการเผาเป็นหลัก

3.ปัญหาการจราจร ที่ขาดระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ เช่น จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร แต่กลับไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้ 4. ภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้เชื้อเพลิง เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ซึ่งมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

จากการเฝ้าติดตามปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าหมอกควันที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ 4 โรคสำคัญคือ 1. โรคทางเดินหายใจ หอบหืด เกิดกับผู้สูดดมสารมลพิษเหล่านี้โดยตรงอาจต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากสูดอากาศไม่ดีเข้าไป ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดแดงมีปัญหา 3.โรคผิวหนัง เนื่องจากสารพิษมีลักษณะเป็นกรดสูงจะทำให้ผู้ได้รับเกิดปฏิกิริยาตามผิวหนังหรือเกิดอาการแสบตา 4. ผลกระทบต่อสมอง มีโอกาสทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ

น้ำแข็งขั้วโลก กับภาวะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

มติชน วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

มติชน กระแสทรรศน์ 10 ก.ย. 2555 ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

คงเห็นข่าวคราวกันมาแล้วว่า น้ำแข็งที่ขั้วโลกแถบอาร์กติกละลายในอัตราที่เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ระดับของน้ำแข็งอาร์กติกตอนนี้ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ในระยะไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ แวดแฮม แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ชี้ให้เห็นว่าผลของการที่

น้ำแข็งขั้วโลกลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์นั้น เทียบเท่าได้กับการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโดยมนุษย์ตลอดระยะเวลา 20 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนจึงยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล

ในปี 1980 หรือเมื่อสามสิบปีที่แล้ว น้ำแข็งอาร์กติกในช่วงฤดูร้อนครอบคลุมพื้นผิวโลกประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณครึ่งเดียว จาก 8 ล้านตารางไมล์

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เมื่อถึงปี 2007 ลดลงเหลือ 4 ล้านตารางไมล์

และตอนนี้ลดลงต่ำกว่านั้นเหลือเพียงราว 1 ใน 4 ของเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แผ่นน้ำแข็งทั้งน้อยลงและบางลง

แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่ขาวโพลนสุดขอบฟ้านั้นทำหน้าที่อย่างหนึ่งของมันตลอดมาก็คือ การสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับคืนออกไปในบรรยากาศ เมื่อแผ่นน้ำแข็งลดน้อยลง

การสะท้อนก็ลดลงตามไปด้วย โลกจึงซึมซับความร้อนเอาไว้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น

มันคืออีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งสภาวะโลกร้อน ที่ตามมาด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดสภาวะภูมิอากาศสุดโต่ง แปรปรวนจนยากจะคาดการณ์ และส่งผลตามมาอีกมากมายหลายอย่าง

ปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นเป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ที่มนุษย์มีส่วนร่วมสร้างอย่างแข็งขัน การปลดปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก แทนที่ความร้อน

จะสะท้อนพ้นไปจากชั้นบรรยากาศ มันกลับถูกกักขังไว้ ขณะเดียวกันชั้นโอโซนที่ถูกทำลายเพราะฝีมือมนุษย์ก็ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังโลกได้มากขึ้น อุณภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วมากขึ้น

พื้นที่ที่น้ำแข็งเคยปกคลุมเปิดโล่งเป็นน้ำทะเล ซึ่งซึมซับความร้อนไว้ได้ดีกว่าแผ่นน้ำแข็ง ขณะเดียวกันเมื่อแผ่นน้ำแข็งเปิด ก๊าซมีเทนที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายสิบเท่าก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากข้างใต้

ทั้งหมดนี้รวมกันก่อให้เกิดปัญหาที่เป็นวงจรสะท้อนกลับไม่รู้สิ้นสุด และเป็นการสะท้อนกลับในอัตราเร่ง และถ้าน้ำแข็งขั้วโลกยังละลายในอัตราแบบนี้ ปัญหาที่ตามมาจะยิ่งเร็วเกินกว่าที่คาดไว้

ปัญหาสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาร่วมของคนทั้งโลกที่อัล กอร์ บอกว่า มนุษย์ไม่เคยประสบกับปัญหาร่วมกันระดับโลกเช่นนี้มาก่อน มันจึงเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง เพราะคนหนึ่งคนใด ประเทศหนึ่งประเทศใด ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ไปโดยลำพัง

และข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ คนจนที่สุดจะเจ็บที่สุด

เทศบาลคาร์บอนต่ำ คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศ.ธงชัย พรรณสวัสดิ์

มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง และในการพูดถึงนั้นใครๆ ที่ว่านั่นก็มักบอกว่าต้องเร่งแก้ไขอย่างรีบด่วน มิฉะนั้นแล้วโลกจะถึงแก่หายนะ โดยยกตัวอย่างพิบัติภัยทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่อินโดนีเซีย แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น มหาอุทกภัยที่เมืองไทย มาเป็นเครื่องเตือนใจว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก หรือในชื่อ "โลกร้อน" ที่คนไทยนิยมเรียกขานกัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากเกินไป และก๊าซเรือนกระจกที่ว่านี้มาจากกิจกรรมของมนุษย์เกือบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของมนุษย์ที่จะต้องเป็นคนแก้

ผมจึงรู้สึกดีใจและภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เห็นองค์กรไทยองค์กรหนึ่งลุกขึ้นมาพยายามลดสาเหตุของปัญหานี้ องค์กรที่ว่านั้น คือ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (สทท.) โดย สทท.ได้จัดทำโครงการเทศบาลคาร์บอนต่ำ (หมายถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ไปขอทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปมาดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ได้มีเทศบาลกว่า 100 แห่งแล้ว ทั้งในระดับตำบล เมือง และนคร ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการ 4 รูปแบบ อันได้แก่ เมืองต้นไม้ ไร้มลพิษ พิชิตพลังงาน และการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อลดปัญหาโลกร้อนที่ว่า

อย่างไรก็ตาม อันตัวตนเทศบาลนี้จะดำรงความเป็นเทศบาลอยู่ต่อไปไม่ได้หากไม่มีชุมชนอยู่ในเขตเทศบาล ผมจึงคิดว่านอกจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลแล้วกลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นตัวชุมชนเอง นักธุรกิจในชุมชน พ่อค้าแม่ขาย นักอุตสาหกรรมในเทศบาล โรงเรียน ฯลฯ ก็ควรมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ เพราะการทำงาน 4 รูปแบบที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การเดินและการใช้จักรยานเพื่อประหยัดพลังงานและลดมลพิษ การไม่เผาขยะ การทำและใช้ปุ๋ยชีวภาพ การไม่บริโภคเกินควร การไม่ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนช่วยกันทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเดินและการขี่จักรยานในระยะทางใกล้ๆ ไม่เกิน 1-3 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรองบประมาณ ไม่ต้องรอการก่อสร้าง ไม่ต้องรอกฎหมาย สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มีอยู่อย่างเดียว ง่ายๆ คือการยกระดับจากทัศนคติไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คือต้องออกไปเดินและใช้จักรยานแทนการใช้ยานพาหนะอื่นที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อยากถือโอกาสนี้ เชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนมาร่วมสร้างเมืองของตนเองให้น่าอยู่ โดยติดต่อขอเข้าร่วมโครงการดีๆ นี้ได้ที่ สทท.ที่ 0-2577-1018-9 หรือที่อีเมล์ lowcarboncity.eu@gmail.com และ www.lcm.in.th ส่วนกลุ่มคนใดที่สนใจเรื่องการใช้การเดินและจักรยานมาแก้ปัญหาในระดับจุลภาคของชุมชนของตนเองก็ติดต่อตรงได้ที่ 0-2618-4430 และ 4434 หรือ www.thaicyclingclub.org

เมื่อ"บิ๊กปตท." พูดเรื่อง"พลังงานและสิ่งแวดล้อม"และข้อสงสัยที่คนอยากรู้ ???

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพ จัดการเสวนาที่น่าสนใจในหัวข้อต่างๆ ภายใต้ "โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง" รุ่นที่ 3 โดยมีปาฐกถาพิเศษ “เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม” โดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นายเทวินทร์ ได้กล่าวถึงความสำคัญและความจำเป็นของพลังงาน เนื่องจากพลังงานเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทหนึ่ง ที่มีหลากหลายรูปแบบ และที่นำมาใช้มากที่สุด คือ ฟอสซิล (ถ่านหิน , น้ำมันปิโตรเลียม , ก๊าซธรรมชาติ) แต่เนื่องจากปริมาณฟอสซิลมีจำกัด จึงต้องใช้อย่างประหยัด เพราะพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำรงชีวิต และเป็นตัวขับเคลื่อนอารยธรรมของมนุษย์ เช่น ฟอสซิล,นิวเคลียร์ เป็นต้น

ฉะนั้น โลกเราต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ซึ่งจากข่าวที่มีปรากฎตามสื่อต่างๆจะพบว่าในปัจจุบัน หลายประเทศยังประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เช่น ที่ประเทศอินเดียไฟดับครึ่งประเทศ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า620ล้านคน ซึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้นานหลายชั่วโมง นับเป็นเหตุการณ์ฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สุดในโลก หรือ อย่างในประเทศพม่าในนครย่างกุ้งต้องประสบภาวะไฟฟ้าดับนานกว่า6ชั่วโมง เนื่องจากการบริโภคพลังงานในช่วงฤดูร้อนเพิ่มสูงขึ้นทำให้ไฟฟ้าขาดแคลน ไฟฟ้าจึงต้องถูกสลับจ่ายให้แก่ประชาชน จนทำให้ประชาชนนับพันคน รวมตัวออกมาประท้วง

จากการคาดการณ์ ในปีค.ศ.2030 ประชากรของโลกจะมีจำนวนเกือบ8พันล้านคน กว่า85%ของประชากรอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนามาตรการใช้พลังงานที่สูงกว่า ซึ่งแหล่งพลังงานใหญ่บนโลกเริ่มหมดไปทำให้ต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีสูงและมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ฉะนั้นโอกาสที่ราคาพลังงานจะถูกลงอย่างที่มีคนคาดหวังไว้จึงเป็นไปได้ยากมาก มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากแหล่งพลังงานหายาก

ทุกวันนี้ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งพลังงานต่างๆ หรือเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ตามที่มีคนเข้าใจก็ตาม แต่ปัจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80% ของปริมาณที่ใช้ และปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มสูงขึ้น การผลิตก๊าซธรรมชาติปัจจุบันมาจากอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ประเทศไทยมีการสำรวจค้นพบแหล่งปิโตรเลียมแล้ว79แหล่ง และทำการผลิตอยู่41แหล่ง โดยแบ่งเป็น แหล่งปิโตรเลียมในทะล58แหล่ง ผลิตอยู่21แห่ง และเป็นแหล่งปิโตรเลียมบนบก21แหล่ง ผลิตอยู่20แหล่ง

อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ทรัพยากรพลังงานของประเทศมีน้อย โดยย้อนไปเมื่อ5ปีที่แล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกเคยแตะระดับสูงมากในช่วงเวลาหนึ่ง และพอราคาน้ำมันตกลงมาต่ำสุดมีบางคนออกมาฉลองด้วยการขับรถเล่น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่มีความสำนึกในการใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพ

การผลิตและการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลกับปัญหาภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ และอนาคตของลูกหลานที่อาจจะไม่มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อความจำเป็นในการดำรงชีวิต ฉะนั้นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับด้านพลังงาน เช่น ปตท. ต้องใส่ใจในการผลิตและการรณรงค์ให้คนรู้จักใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ได้ตอบปัญหาประเด็นต่างๆที่มีการตั้งคำถามกันในเรื่องของการที่รัฐบาลไทยจะให้สหรัฐอเมริกาใช้สนามบินอู่ตะเภาในการทำการวิจัยแล้วมีบางฝ่ายเกรงว่าจะเป็นการแอบสำรวจแหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซธรรมชาติหรือหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศนั้น ดาวเทียมไม่สามารถบอกได้ว่าแหล่งไหนมีน้ำมัน แหล่งไหนจะมีก๊าซธรรมชาติ เพราะว่าอยู่ลึกมากดาวเทียมไม่สามารถบอกได้ ทำได้แค่การตั้งสมมติฐานเท่านั้น

นอกจากนี้ นายเทวินทร์ ได้ตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมฟัง ในประเด็นที่บริษัท ปตท.มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของอยู่ส่วนอื่นๆให้คนไทยเข้ามาถือหุ้น มีผลกำไรมีกิจกรรมตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งถ้าหากเป็นเมื่อก่อนกิจกรรมการตอบแทนสู่สังคมหากยังเป็นเอกชน การตอบแทนและคืนกำไรสู่สังคมการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอาจทำได้น้อยกว่า ซึ่งจริงๆแล้วการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีนโยบายตั้งแต่รัฐบาลปี2540 แล้วผลมาเกิดในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

"จากนี้ต่อไปเราต้องหันมาใส่ใจในการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรือลงทุนในการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชนครั้งใหญ่เพื่อความมั่นคงขอประเทศและการประหยัดพลังงาน" นายเทวินทร์กล่าว

กมธ.สิ่งแวดล้อมชี้เหตุไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง-คลองยวน

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันที่ 19 สิงหาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าบริเวณพรุควนเคร็ง พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่คลองยวน จังหวัดพัทลุง พบความเสียหายมากกว่า 10,000 ไร่ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าพรุ และทุ่งหญ้าและกระจูด สาเหตุเกิดจาก

1.เผาป่าเพื่อสะดวกในการหาปลาทำให้การเดินทางเพื่อหาปลาง่ายขึ้น และส่วนที่ไฟไม่ไหม้จะเป็นหลุมน้ำ มีปลาอยู่อาศัยและหลบภัยเป็นจำนวนมาก

2.เผาหญ้า วัชพืชในแปลงเกษตรในพื้นที่กรรมสิทธิ์หรือพื้นที่รอพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ ทำให้ลุกลามมาสู่นอกแปลงเป็นพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เขตห้ามล่า ป่าสงวนแห่งชาติ

3.มีการกลั่นแกล้ง แย่งชิงแปลงกระจูดมีอยู่ทั่วไปในบริเวณดังกล่าว มีความต้องการและราคาสูงเพื่อนำไปทำเสื่อและผลิตภัณฑ์จากกระจูดอีกด้วย กรรมาธิการฯจึงมีความเห็นว่าควรต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

จีนเริ่มเก็บเงินเข้ากองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หวังรีไซเคิลชิ้นส่วน-รักษ์สิ่งแวดล้อม

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการส่งออกได้รับรายงานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีนถึงโยบายการจัดตั้งกองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2555 โดยรัฐบาลจีนจะเรียกเก็บจากบริษัทที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และบริษัทที่เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ซึ่งมาตรการนี้เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทผู้ผลิตและบริษัทที่เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

กองทุนฯนี้ จะเริ่มเก็บเงินนำร่องจากสินค้า 5 ชนิดก่อน ได้แก่ โทรทัศน์ 13 หยวน/เครื่อง ตู้เย็น 12 หยวน เครื่องซักผ้า 77 หยวน เครื่องฟอกอากาศในบ้าน 10 หยวน และคอมพิวเตอร์ 10 หยวน ถึงแม้ว่าการเรียกเก็บค่าจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่สำหรับบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่มีกำไรไม่มากนั้น ถือว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นพอสมควร อีกทั้งบริษัทไม่สามารถโอนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ให้กับผู้บริโภคด้วยการปรับราคาสูงขึ้นได้ จึงต้องควบคุมต้นทุนแรงงาน ปรับประสิทธิภาพการทำงานเพื่อประหยัดต้นทุน

สำหรับกองทุนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว รัฐบาลจะใช้เป็นเป็นเงินทุนสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการมอบหมายในการจัดการถอดชิ้นส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก โดยจะสนับสนุนตามจำนวนเครื่องของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป 5 ชนิดข้างต้น (ไม่รวมสินค้าที่เป็นชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) ดังนี้ โทรทัศน์ 85 หยวน/เครื่อง, ตู้เย็น 80 หยวน/เครื่อง, เครื่องซักผ้า 35 หยวน/เครื่อง, เครื่องฟอกอากาศในบ้าน 35 หยวน/เครื่อง และคอมพิวเตอร์ 85 หยวน/เครื่อง

“การสนับสนุนของกองทุนฯจะเป็นแรงส่งเสริมที่ดีให้กับบริษัทจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ทั้งนี้บริษัทผู้ผลิตสามารถจัดตั้งหน่วยงานจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาภายในบริษัทเองเพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อจะเป็นการประหยัดต้นทุนให้กับบริษัทได้ด้วย”นายภูมิ กล่าว

ที่ผ่านมาด้วยความหลากหลายของเทคโนโลยีที่มีพัฒนาการอย่างก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของภาคอุตสาหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิดล้าสมัยไปอย่างรวดเร็วทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่หมดอายุการใช้งานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและเริ่มส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการแบ่งแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์กับขยะธรรมดาจึงนับเป็นสิ่งจำเป็น

อนึ่ง สถิติการส่งออกสินค้าไทยไปจีนในช่วง5เดือนแรก(ม.ค.-พ.ค.)ของปี 55 มีมูลค่ารวม 11,125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 8.4% โดยสินค้าในกลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบมีมูลค่าส่งออกสูงสุด คิดเป็นมูลค่า 2,098 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ เพิ่มขึ้น 11% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ อยู่ในลำดับที่ 11 มีมูลค่า204 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ลดลง 13%

by ThaiWebExpert