มติชนออนไลน์

กทม.ถกหน่วยงาน บริหาร"เจ้าพระยา" พร้อมรับมือน้ำท่วม สนองพระราชดำริ

มติชน วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550

กทม.รับสนองพระราชดำริ เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการ น.เจ้าพระยา รับมือน้ำท่วม เตรียม"ทุ่งมะขามหย่อง-สุพรรณ"เป็นแก้มลิงรับน้ำเหมือนเดิม พร้อมเปิดอุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสัน ปลาย ก.ย.นี้ ผอ.ศูนย์ป้องกันน้ำชี้ฤดูฝนเริ่มเพี้ยน พยากรณ์รับมือยาก

ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ที่ทรงพระราชทานแนวคิดว่าควรมีการปิด-เปิดประตูน้ำในเวลาที่เหมาะสม และขุดลอกคูคลอง ทางกั้นน้ำ โดยเฉพาะรอบสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเร่งระบายน้ำ

โดยนางบรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวเมื่อวันที่ 18 กันยายน ว่า จะเร่งหารือทั้งด้านการระบายน้ำ และการจัดการคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการลงพื้นที่ศึกษาให้ละเอียดถ่องแท้จนเข้าใจธรรมชาติน้ำในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ส่วนการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำให้สอดรับกับช่วงน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อให้น้ำไหลระบายไปตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่จะกำชับให้ผู้รับผิดชอบต้องทำอย่างละเอียดขึ้น เพราะแต่ละจุดน้ำขึ้นน้ำลงไม่พร้อมกันโดยอาศัยระบบสารสนเทศระหว่างหน่วยงานที่มีความพร้อมอยู่แล้ว เช่น กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ กรมชลประทาน

"ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า กทม.เป็นพื้นที่ใหญ่ มีอาณาเขตติดต่อกับหลายจังหวัด บ้านเรือนหนาแน่น จึงต้องมีการประสานงานกับส่วนต่างๆ อย่างดี การจะทำให้ได้ผลดีต้องเข้าใจธรรมชาติ ควรให้น้ำไหลไปทางเดียว ไม่ไหลย้อนไปมา ส่วนที่เป็นพื้นที่แอ่งกระทะ ต้องหาวิธีแก้ปัญหาระบายน้ำออกไปได้แม้มีความลาดชันน้อย และการที่เป็นพื้นที่ใหญ่ จะต้องแก้ไขเป็นจุดๆ ไป ทรงยกตัวอย่างคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่ทะเล ทรงมีพระราชดำรัสด้วยว่า กทม.น้ำไม่ท่วมเหมือนเมื่อก่อน" นางบรรณโศภิษฐ์กล่าว และว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ มีฝนตกในพื้นที่ กทม. แล้ว 1,300 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี 1,500 ลบ.ม. ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนอาจจะมีฝนลงมามากขึ้น จะต้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือไว้

นางบรรณโศภิษฐ์กล่าวว่า จากการบริหารจัดการโดยประสานกับคณะกรรมการพิเศษประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และหน่วยงานอื่นๆ อย่างใกล้ชิด จะทำให้รับสถานการณ์ได้ ส่วนที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมขังบางแห่งช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา เพราะมีปริมาณฝนหนักมากและการระบายน้ำออกทำได้ช้าน้ำในคลองมีปริมาณสูง คาดว่าเมื่อเปิดอุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสันในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ จะช่วยลดปัญหานี้ได้

นายชนินทร์ รุ่งแสง โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวในที่ประชุมผู้บริหาร กทม. วันเดียวกันนี้ได้สั่งการให้สำนักการระบายน้ำประสานกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักช่วง 2-3 วันนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 12 แห่ง อาทิ รามคำแหง ลาดพร้าว ประชาสงเคราะห์ ฯลฯ และให้หน่วยบริการเร่งด่วน (หน่วยเบสท์) ขุดลอกเปิดทางน้ำไหล เตรียมรับสถานการณ์ไว้ วันเดียวกัน มีรายงานน้ำท่วมขังเล็กน้อยจากฝนตกในพื้นที่ 4 เขต ได้แก่ บางนา วังทองหลาง บึงกุ่ม และประเวศ ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ปีนี้ไม่สามารถพยากรณ์ เพื่อรับมือกับธรณีพิบัติภัยได้ เพราะพบว่ามีฝนเข้ามาทุกภาคของประเทศไทยแบบไม่มีแบบแผน จากเดิมมรสุมและร่องฝนจะไล่เรียงกันมาจากภาคเหนือลงมาในช่วงเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ภาคกลางช่วงกรกฎาคม สิงหาคม และภาคใต้ช่วง กันยายน ตุลาคม แต่ปีนี้ปรากฏว่ามาแบบไม่มีรูปแบบ ไม่มีแบบแผนเลย พบว่าฝนจะตกทั้งภาคเหนือภาคกลาง ใต้ ตะวันออก

"เดิมจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมเมฆฝน เอามาทาบกับพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม เพื่อประกาศเตือนภัย แต่ขณะนี้จะพึ่งข้อมูลภาพถ่ายอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์ ร่วมกับเครือข่ายเฝ้าระวังตลอดเวลาว่าจุดไหนมีโอกาสเสี่ยงบ้าง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจมาจากผลกระทบจากภาวะโลกร้อนซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาดินถล่มสูงมากขึ้นด้วย เพราะปริมาณฝนมาก และตกหนักบางพื้นที่มีผลโดยตรง" นายอภิชัยกล่าว

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำท่วมที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำและขึ้นตรงกับนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยในวันที่ 24 กันยายนนี้ เตรียมจะบินตรวจสภาพพื้นที่ กทม. จนถึงพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อประเมิน พร้อมทั้งเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่ สำหรับนำมาใช้ในการวางแผนระบายน้ำลงพื้นที่แก้มลิงรอบลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้โปรแกรมพยากรณ์ระดับน้ำ ที่พยากรณ์ล่วงหน้าได้ 3-7 วัน ก่อนที่จะมีน้ำเหนือไหลลงมาถึง กทม.และปริมณฑลให้ความแม่นยำ 80-90% เบื้องต้นพบว่า แก้มลิงน่าจะอยู่ในจุดเดิม เช่น ทุ่งมะขามหย่อง และทุ่งต่างๆ ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี เป็นต้น ซึ่งปีนี้แม้จะมีฝนมากแต่เชื่อว่าการรับมือน่าจะดีกว่าปี 2549 อย่างแน่นอน

"จากการประเมินพื้นที่น้ำท่วมในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงราย และทางภาคใต้แถวพังงา ตรัง แม้จะยังไม่ได้มาจากพายุที่จะพัดผ่านเข้าประเทศไทยโดยตรง แต่ความกดอากาศที่เกิดขึ้นขณะนี้ตอบไม่ได้ว่าน้ำจะท่วมหนักกว่าปีที่แล้วหรือไม่ เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนจนเรียกว่าเพี้ยนก็ว่าได้ โดยภาคใต้ ช่วงที่มรสุม เจอฝนและน้ำจะท่วมหนักควรจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แต่ตอนนี้ภาคใต้มาท่วมล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งทุกหน่วยงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับภาวะที่เกิดขึ้น" นายสุพจน์กล่าว

ท็อป 10 เมืองมลพิษ

ผู้เขียน: 
มนต์ทิพย์ ธานะสุข

มติชน วันที่ 18 กันยายน 2550

คอลัมน์ ไฮไลต์โลกโดย มนต์ทิพย์ ธานะสุข

เป็นแนวโน้มที่ดีที่คนในสังคมมีความตื่นตัวร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น จากแต่เดิมที่ใครหลายๆ คนอาจไม่ใส่ใจหรือไม่มีเรื่องนี้อยู่ในหัวสมองเลย ที่เห็นเป็นรูปธรรมในบ้านเราเมื่อเร็วๆ นี้ ก็คือการรณรงค์ให้หันมาใช้ถุงผ้าเวลาจับจ่ายซื้อของ

ที่เกริ่นถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ไม่ใช่อะไร เพียงแต่จะวกเข้าเรื่องการจัดอันดับเมืองที่มีมลภาวะเป็นพิษมากที่สุดในโลก ซึ่งทางสถาบัน "แบล็กสมิธ" ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ "กรีน ครอส สวิตเซอร์แลนด์" กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เขาทำการศึกษาและจัดอันดับมาให้เราได้เห็นกัน

ในบรรดา 10 อันดับเมืองมลพิษที่สุดของโลก มีเมืองมลพิษน้องใหม่ในอินเดียและจีน สองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังร้อนแรง รวมติดเข้ามาด้วย แถมอันดับยังอยู่ในลำดับต้นๆ อีกต่างหาก ได้แก่ เมืองเทียนหยิง เมืองแห่งการผลิตชั้นนำตั้งอยู่ทางตะวันออกของจีน และ วาปี เมืองอุตสาหกรรมในอินเดีย นอกจากนี้ ยังมีเมืองซัมกายิต ในประเทศอาเซอร์ไบจัน ซึ่งเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมหนักติดอยู่ในโผนอกเหนือจากเมืองหลินเฟิน ในมณฑลซานสีของจีน, เมืองสุกินดา ในอินเดีย, เมืองเซอร์ซินสค์ และเมืองนอริลสค์ ในรัสเซีย, เมืองลา โอโรยา ประเทศเปรู, เมืองคับเว ประเทศแซมเบีย และเชอร์โนบิล ที่เกิดเหตุพิบัติภัยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดในสาธารณรัฐยูเครน เมื่อปี 2529

ผู้จัดทำการสำรวจนี้บอกไว้ว่า การทำเหมือง ภาวะมลพิษที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็นและการประกอบอุตสาหกรรมหนักที่ไร้มาตรการควบคุมที่ดีพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษ

ยังมีการยกตัวอย่างเมืองวาปี ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักของอินเดียขึ้นมาด้วย โดยชี้ว่าดินในเมืองนี้มีค่าความเป็นพิษอยู่ถึง 50 และน้ำใต้ดินยังปนเปื้อนยาฆ่าแมลง สารโครเมียม ปรอท และแคดเมียม ซึ่งสารพิษต่างๆ เหล่านี้ล้วนก่อภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตามมา

เห็นกรณีศึกษาชิ้นนี้แล้ว รู้สึกกลัวแทนผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะขนาดอยู่นอกพื้นที่เสี่ยงโดยตรง ยังต้องเสี่ยงกับโรคภัยไม่รู้กี่โรค...

เอ็กซอนพึ่งอนุญาโตฯสู้เวเนฯยึด

โดย มติชน วันที่ 14 กันยายน 2550

เอพีรายงานว่า เอ็กซอน โมบิล คอร์ป. บริษัทน้ำมันแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นเรื่องต่อศูนย์ระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรที่เชื่อมโยงกับธนาคารโลก เพื่อขอให้มีการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดกรณีที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ดำเนินนโยบายสังคมนิยมด้วยการเข้าถือหุ้นใหญ่ในกิจการน้ำมันเพื่อนำกลับไปเป็นของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทน้ำมันต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา โดยในส่วนของเอ็กซอนนั้นเคยถือหุ้นในโครงการ เซอร์โร นีโกร ในเวเนฯ 41.67% มูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่รัฐบาลเวเนฯจะบังคับให้เอ็กซอนขายหุ้นคืนในเดือนมิถุนายน

รายงานข่าวระบุว่า บริษัทน้ำมันต่างชาติขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเชฟรอนของสหรัฐ บีพีของอังกฤษ โททาลของฝรั่งเศสและสแตทออยล์ ของนอร์เวย์ ยอมรับในเงื่อนไขการซื้อหุ้นคืนของรัฐบาลเวเนฯ

รายงานชี้โลกนี้อนาคตยังสดใส

มติชน วันที่ 11 กันยายน 2550

แม้หลายปัญหารุมเร้ารอบด้าน

รายงานของมหา"ลัยยูเอ็นในญี่ปุ่นเผยแม้จะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาโลกร้อน ขาดน้ำ ขาดน้ำมัน แต่โลกในอนาคตจะดีขึ้นจากการเกิดสงครามน้อยลง ชีวิตยืนยาวขึ้นและมีคนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น

รายงานของสภาอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เรื่อง "สภาพการณ์แห่งอนาคตประจำปี 2550" ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กันยายนระบุว่า แม้จะเกิดปัญหาต่างๆ มากมายกับโลกทุกวันนี้ทั้งภาวะโลกร้อน การขาดแคลนน้ำ เชื้อเพลิง ปัญหาการว่างงานและการก่อการร้าย แต่โลกเรายังคงมีอนาคตที่สดใสจากสงครามที่ลดลง อายุขัยของผู้คนที่ยืนยาวขึ้น และอัตราการรู้หนังสือที่สูงขึ้น

รายงานฉบับนี้ระบุว่า "ถึงแม้โศกนาฏกรรมใหญ่หลวงของมนุษย์อย่างสงครามอิรักและความขัดแย้งในดาร์ฟูร์ จะครอบครองพื้นที่ในการนำเสนอข่าวแทบจะทั้งหมด แต่ผู้คนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้ก็มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ความขัดแย้งต่างๆ ลดน้อยลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา"

รายงานดังกล่าวชี้ว่า ความขัดแย้งในทวีปแอฟริกาลดลงจากจำนวนสูงสุด 16 พื้นที่ในปี 2545 เหลือเพียงแค่ 2 ในปี 2548 และจำนวนผู้อพยพลี้ภัยทั่วโลกก็ลดลง จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในแอฟริกาก็อยู่ในระดับคงที่และจะเริ่มลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคนี้อย่างรวดเร็วในยุโรปตะวันออก เอเชียกลาง และเอเชียใต้

รายงานระบุว่า เรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับโลกในอนาคตคือการที่ผู้คนจะมีอายุขัยยืนยาวขึ้น อัตราการเสียชีวิตของเด็กจะน้อยลง อัตราของผู้ที่อ่านออกเขียนได้จะเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะสูงขึ้น และจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะมากขึ้น

ขณะที่รายงานฉบับนี้ชี้ว่า ด้านที่ไม่ค่อยดีของโลกในอนาคตนั้นจะมีทั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น การก่อการร้าย การคอร์รัปชั่น ภาวะโลกร้อน ปัญหาการว่างงานและอัตราของผู้มีสิทธิมีเสียงต่อจำนวนประชากรจะลดลง ซึ่งปัญหาความไม่เสมอภาคดังกล่าวจะเห็นได้จากข้อมูลที่บ่งบอกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งโลกครอบครองทรัพย์สินทั้งหมด 50 เปอร์เซ็นต์ขณะที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ยากจนที่สุดในโลกมีทรัพย์สินรวมกันคิดเป็นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ โดยรายได้ของคนที่รวยที่สุดในโลก 225 คนเท่ากับรายได้ของคนที่จนที่สุดในโลกจำนวน 2,700 ล้านคน หรือคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งโลก

รายงานเตือนอีกว่า ถึงแม้ว่าปัญหาสำคัญที่ต้องใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน โรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ หรือโรคที่กลับมาแพร่ระบาดและองค์กรอาชญากรรมจะได้รับการแก้ไข แต่อนาคตอาจจะไม่สดใสจากปัญหาการขาดแคลนน้ำและที่ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก การอพยพย้ายถิ่น ภูมิอากาศที่แปรปรวน ความอลหม่านทางเศรษฐกิจ รวมทั้งภัยธรรมชาติต่างๆ วิธีการแก้ปัญหาที่รายงานฉบับนี้ชี้แนะได้แก่การจัดตั้งโครงการเพื่อการพัฒนาพลังงานทางเลือกของโลกร่วมกันโดยมีสหรัฐและจีนเป็นผู้นำ การคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ในการแยกเกลือออกจากน้ำให้ได้ และการปรับโครงสร้างของระบบการศึกษาใหม่เพื่อผลักดันความสามารถในการคิดทั้งในระดับส่วนบุคคลและหมู่คณะ

ทั้งนี้ รายงานเรื่องสภาพการณ์แห่งอนาคตตลอด 11 ปีที่ผ่านมาจัดทำโดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานด้านการศึกษา ด้านการกำหนดนโยบายและด้านการประเมินเหตุการณ์ในอนาคตกว่า 2,400 แห่งทั่วโลก (เอเอฟพี)

โลกร้อนชาวประมงตรังจับปลาทูได้อื้อ

มติชน วันที่ 11 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายพรชัย เทพพิชัย ประมงอำเภอหาดสำราญ จ.ตรัง เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา ชาวประมงใน อ.หาดสำราญ อ.ปะเหลียน และ อ.กันตัง สามารถจับปลาทูรวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ เป็นจำนวนมาก บางวันจับรวมกันกว่า 100,000 กก. ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ชาวประมงในพื้นที่มีรายได้วันละ 700-800 บาท

"สาเหตุที่ฝูงปลาทูเข้ามาอาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลตรังมาก เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในทะเล เกี่ยวเนื่องจากสภาวะโลกร้อน ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลาย ทำให้เกิดกระแสน้ำเย็น ขณะที่ปลาทูอาศัยอยู่ในพื้นที่มีน้ำอุ่น และการที่กระแสน้ำอุ่นปะทะกับกระแสน้ำเย็น ทำให้เกิดแพลงตอนซึ่งเป็นอาหารของปลาทู จึงมีฝูงปลาขนาดใหญ่มาหากินนับล้านตัว" นายพรชัยกล่าว และว่า ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง ในพื้นที่ทะเลของจังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ พังงา มีการปิดอ่าวเพื่อให้ปลาทูได้วางไข่ขยายพันธุ์ และเพิ่งอนุญาตให้จับปลาได้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้มีปลาทูจำนวนมาก

สกว.เผยวิจัยทรัพยากรทางทะเลไทย ค่า7.5ล้านล้าน-เล็งตั้งหน่วยฉก.ดูแล

มติชน วันที่ 11 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดสัมมนาเรื่อง "7.5 ล้านล้านบาท ผลประโยชน์ชาติทางทะเล : วิกฤตหรือโอกาส"

นายปิยะวัติ บุญหลง ผู้อำนวยการ สกว. เปิดเผยว่า ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สกว.พบว่า ผลประโยชน์ชาติทางทะเลของประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 7.5 ล้านล้านบาท โดยเป็นมูลค่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประมาณ 0.73 ล้านล้านบาท และมูลค่าจากกิจกรรมการใช้ทะเล เช่น การพาณิชยนาวี อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง การท่องเที่ยว และอื่นๆ ประมาณ 6.88 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวมีเพียง 1.98 ล้านล้านบาทเท่านั้น ที่ตกเป็นของคนไทย ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ในมือของชาวต่างชาติ

ด้านนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ผลประโยชน์ชาติทางทะเลกับนโยบายและการจัดการของรัฐ" ว่า การจัดการทางทะเล มี 3 ระดับ คือ 1.ระดับนโยบายของรัฐบาล 2.ระดับปฏิบัติ ข้าราชการที่มีหน้าที่ดูแลในเรื่องทรัพยากรทางทะเล ใน 5 กรม 5 กระทรวง ซึ่งต้องทำงานแบบบูรณาการ อาจตั้งเป็นหน่วยงานเฉพาะกิจ และ 3.ภาคประชาชน เช่น ชาวประมงชายฝั่ง ประชาชนที่เกี่ยวข้องด้านธุรกิจทางทะเลและการท่องเที่ยว ต้องมีส่วนร่วม

29องค์กรต้านเลิกมติครม.ห้ามพืชจีเอ็มโอ

มติชน วันที่ 11 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่ นางพวงทอง จีนาจันทร์ ประธานเครือข่ายองค์กรเกษตรกรและผู้บริโภคเกษตรอินทรีย์ จ.เชียงใหม่ พร้อมสมาชิกเครือข่าย 29 องค์กร กว่า 200 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายธงชัย วงศ์เหรียญทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้านการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามทดลองวิจัยพืชตัดแต่งพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอในระดับไร่นา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พยายามให้มีการทดลองวิจัยดังกล่าวในทุกระดับ เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่อเกษตรกรเกษตรอินทรีย์

นางพวงทองกล่าวว่า เครือข่ายฯขอคัดค้านการยกเลิกมติ ครม. จนกว่าประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพที่มาจากการยกร่างของภาคประชาชนก่อน ทั้งนี้ จะมีการเคลื่อนขบวนรณรงค์ต่อต้านการทดลองจีเอ็มโอไปตามถนนสายต่างๆ รอบเมืองเชียงใหม่ เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมคัดค้านการยกเลิกมติ ครม.ด้วย

แถลงการณ์ผู้นำเอเปค ฟื้นเจรจาการค้ารอบโดฮา พร้อมร่วมรับมือ"โลกร้อน"

มติชน วันที่ 10 กันยายน 2550

หมายเหตุ - การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 15 ที่กรุงซิดนีย์ ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายนเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยผู้นำเอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการค้าโลกภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และแถลงการณ์เรื่องภาวะโลกร้อน รวมถึงแถลงการณ์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มเอเปค

แถลงการณ์ผู้นำเอเปคว่าด้วยการเจรจาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก

เราผู้นำเอเปคซึ่งครอบครองเศรษฐกิจถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของการค้าโลก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้การเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลกบรรลุผลสำเร็จ หลังเริ่มการเจรจาในปี 2544 เราเรียกร้องให้มีการเจรจาที่ได้สาระสำคัญในทุกประเด็นภายใต้กรอบโดฮา ด้วยเชื่อว่านี่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาที่สำคัญ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในเรื่องการค้าและลดกำแพงภาษี สร้างตลาดที่เสรี เป็นธรรม และมั่นคงมากขึ้น

เรายืนยันว่าฉันทามติจะมีขึ้นได้บนพื้นฐานของความปรารถนาอย่างแรงกล้าและความเท่าเทียมของผลสรุปซึ่งช่วยเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดอย่างแท้จริงในภาคการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และการลดการอุดหนุนภาคการเกษตรที่บิดเบือนการค้า และสิ่งนี้จะนำมาซึ่งการไหลเวียนของสินค้าแบบใหม่ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมถึงเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา

เรารับรองมุมมองของรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบด้านการค้าว่าไม่เคยมีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่จะสร้างความก้าวหน้าในประเด็นดังกล่าวมากเท่ากับขณะนี้

การเจรจารอบโดฮาเป็นเรื่องที่กว้าง แต่ผลสำเร็จในภาพรวมในขณะนี้อยู่ที่ความคืบหน้าในเรื่องเกษตรกรรม และสินค้าอุตสาหกรรม และเราเชื่อว่าความแตกต่างที่ยังคงอยู่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้ในที่สุด

การเจรจาอย่างเข้มข้นได้ฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งที่เจนีวา และเราขอปฏิญานถึงความมุ่งมั่นทางการเมือง การยืดหยุ่นผ่อนปรน และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำให้แน่ใจว่าการเจรจารอบโดฮาจะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายในปีนี้ และเราขอเรียกร้องให้มิตรของเราในองค์การการค้าโลกเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามที่สำคัญยิ่งนี้ด้วย

ท้ายที่สุด เราจะสั่งให้รัฐมนตรีของเรารวมถึงเจ้าหน้าที่กลับเข้าสู่การเจรจาบนพื้นฐานของร่างเอกสารที่ถูกนำขึ้นสู่โต๊ะเจรจาโดยประธานการเจรจาในประเด็นเกษตรกรรมและการเข้าถึงตลาดที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร และเป็นอีกครั้งที่เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรของเราทำเช่นเดียวกัน

แถลงการณ์ผู้นำเอเปคว่าด้วยภาวะโลกร้อน, ความมั่นคงด้านพลังงาน และการพัฒนาที่สะอาด

ผู้นำเอเปคเห็นพ้องกันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน และภาวะโลกร้อนล้วนเป็นสิ่งท้าทายที่สำคัญและมีความเชื่อมโยงถึงกันในภูมิภาคเอเปค ซึ่งความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของเอเปคคือการวางแนวทางใหม่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน ทั้งนี้ เอเปคขอย้ำว่าหลักประกันด้านพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเขตเศรษฐกิจในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

- เอเปคมีแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศในอนาคตคือยึดมั่นในพันธกิจที่มีต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยภาวะโลกร้อน (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ซึ่งเอเปคเชื่อว่าการปฏิบัติตามหลักการของยูเอ็นเอฟซีซีซีนั้นจะต้องสนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยภาวะโลกร้อนระหว่างประเทศหลังปี 2555 อย่างยุติธรรมและมีประสิทธิผล

- สนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยภาวะโลกร้อนระหว่างประเทศหลังปี 2555 ซึ่งเอเปคเห็นพ้องที่จะทำงานตามข้อตกลงนี้อย่างสร้างสรรค์

- วาระว่าด้วยแผนปฏิบัติการเอเปค อาทิ การมุ่งเน้นถึงความสำคัญของการปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อเทคโนโลยีพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการศึกษาวิจัยด้านพลังงานในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านพลังงานจากธรรมชาติที่สะอาดและการใช้แหล่งพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อการจัดการและการฟื้นฟูป่าที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการกำหนดมาตรการต่างๆ ด้านการค้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวสิ่งแวดล้อม การขนส่งทางอากาศ การใช้พลังงานทางเลือก ความมั่นคงด้านพลังงาน การพิทักษ์แหล่งทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ เป็นต้น

แถลงการณ์การประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 15

กระชับความร่วมมือในชุมชนและเสริมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน"

- การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

เราเห็นพ้องในการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและเห็นชอบให้มีการเพิ่มพูนความพยายามในประเด็นเหล่านี้คือ

๐การลดกำแพงภาษีสำหรับการค้าและการลงทุนร่วมถึงการดำเนินการผ่านความตกลงเขตการค้าเสรีและความตกลงการค้าระดับภูมิภาค

๐การพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค รวมถึงในตลาดทุน

๐อำนวยความสะดวกสำหรับความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร การทำเหมือง และพลังงาน

โดยได้มอบหมายให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีไปทำงานในประเด็นดังกล่าวและรายงานสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อที่ประชุมผู้นำเอเปคในปี 2551

ความสำเร็จของการเจรจารอบโดฮายังเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคียังมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนอย่างเสรี และสร้างความใกล้ชิดทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากขึ้น

เราเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของตลาดในประเทศ เพิ่มพูนการผลิต และเพิ่มความยืดหยุ่นในระบอบเศรษฐกิจ และคงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง

รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันในประเทศซึ่งสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้าง โดยจะมีการพบกันในระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในปี 2551

เห็นชอบกับการปกป้องและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาค รวมถึงการคงความพยายามของสมาชิกเอเปคในการต่อสู้กับการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าเลียนแบบ

ย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และเห็นพ้องกันว่าภูมิภาคควรต้องดำเนินมาตรการเพื่อพัฒนาบรรยากาศการลงทุน เราตกลงที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับความตกลงการลงทุนแบบทวิภาคีและแก่นของประเด็นต่างๆ ด้านการลงทุนซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีอยู่ ด้วยมุมมองของการพัฒนาบนพื้นฐานของความตกลงด้านการลงทุน

เน้นย้ำพันธกรณีในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นและการส่งเสริมธรรมาภิบาลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่คาดเดาได้และประสบความสำเร็จ

- ยกระดับความมั่นคงของมนุษย์

เน้นย้ำถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยธรรมชาติและผลกระทบที่จะตามมาจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของมนุษย์ และตระหนักดีว่าความมั่นคงของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะสร้างความพร้อมในชุมชนในกรณีฉุกเฉินและภัยธรรมชาติ

เราให้การรับรองหลักการเกี่ยวกับการป้องกันอาหารซึ่งจะช่วยป้องกันอาหารจากการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ

เราตระหนักถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและเปลี่ยนแปลงง่าย ความปลอดภัยด้านพลังงานคือการที่เราต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการค้าที่เสรีและตลาดที่โปร่งใส

- ความเข้มแข็งของเอเปค

เราจะยังคงความพยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เอเปคเพื่อให้เอเปคมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น สำหรับประเด็นการรับสมาชิกใหม่จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาจนกว่าจะถึงปี 2553

แก้ "โลกร้อน" จากเรื่องใกล้ตัวด้วย "หนังสั้น"

มติชน วันที่ 7 กันยายน 2550

สัญญาณ" "มิตรภาพ" "ภาคใต้"

เชื่อไหมว่า 3 คำนี้เกี่ยวกับ "โลกร้อน" ด้วย จากการประกวดภาพยนตร์สั้นวิทยาศาสตร์เยาวชน บ้านวิทยาศาสตร์ จึงได้ทราบเหตุผลของ 3 คำนี้ หลังจากที่ทีม "ลิตเติ้ล ว้อยส์" คว้ารางวัลชนะเลิศในการผลิตหนังสั้นจากการประกวดครั้งนี้ ซึ่งเป็นทีมที่มาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ภายใต้ชื่อผลงานว่า "โทรศัพท์กระป๋อง"

เนื้อหาในหนังสั้นนี้ มีเรื่องราวว่า "ที่จังหวัดยะลา มีเด็กผู้ชายที่เป็นไทยพุทธ เป็นเพื่อนกับเด็กผู้หญิงที่เป็นอิสลาม พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน อยู่โรงเรียนเดียวกัน ทำให้สนิทมาก โดยไม่มีคำว่า "ศาสนา" เข้ามากั้นกลาง จนเกิดความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เพื่อนทั้ง 2 คนห่างเหิน อีกทั้งสัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัด ทำให้เพื่อนฝ่ายหญิงรู้สึกเหงา จนวันหนึ่งคิดได้ว่า คุณครูเคยสอนทำ "โทรศัพท์กระป๋อง" ทั้ง 2 คนจึงได้ติดต่อสื่อสารกันได้อีกครั้ง"

น.ส.โนรฮาวา อดุลสรีศิลป์ บอกว่า โทรศัพท์ไม่ได้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน หากรู้จักนำภูมิปัญญาเก่าๆ มาประยุกต์ใช้ก็สามารถติดต่อได้แล้ว

"อย่างเรื่อง "สัญญาณ" หมายถึงเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโลกร้อนคือเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ ถึงแม้จะมีความสำคัญในชีวิตประจำวัน แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็สามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะก็ได้ ส่วน "มิตรภาพ" เมื่อขาดการติดต่อก็ไม่ได้หมายความว่าตัดมิตรภาพความเป็นเพื่อนได้ และ "ภาคใต้" แม้เหตุการณ์จะรุนแรง แต่ในมุมหนึ่งก็ยังมีเรื่องราวดีๆ อยู่เสมอ"

โนรฮาวาบอกอีกว่า โทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่คนร้ายภาคใต้นำมาจุดระเบิด เชื่อว่าหากเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ประเทศกลับไปสู่โลกเก่าที่ไม่มีเทคโนโลยี เหมือนกับตอนนี้หากไม่ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โลกอาจไม่มีต้นไม้ ไม่มีดอกไม้ ใบหญ้า โลกจะเต็มไปด้วยดินทราย และมีแต่อากาศร้อนด้วย ถ้าคนไทยไม่อยากให้เกิดภาวะแบบนี้ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

ส่วนอีกทีม "ยุทธการปราบหนู" จาก มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล น.ส.ชุมาภรณ์ สมพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เสนอเรื่องราวของนักศึกษาที่อยู่หอพัก แต่ไม่เคยจัดระเบียบห้องเลย ทำให้ห้องสกปรก มีหนูมาอาศัย นักศึกษาจึงหาวิธีด้วยการซื้อเครื่องกำจัดหนูแบบเสียบปลั๊ก แต่ไม่ทำให้หนูตายได้เลย

น.ส.ชุมาพรบอกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ บางทีก็ไม่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่มนุษย์กลับพึ่งสิ่งของที่สะดวกสบายโดยไม่คำนึงถึงสภาวะแวดล้อม เพียงแค่เราจัดการกับตัวเอง จัดห้องให้สะอาด วางของให้เป็นที่ทางก็สามารถจำกัดหนูได้

"การที่จะแก้สภาวะโลกร้อนได้ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง หากมนุษย์หวังพึ่งแต่สิ่งสะดวกสบาย อีกไม่นานอาจไม่มีโลกมาให้เราอาศัยอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"

เรื่อง "โลกร้อน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การแก้ไขเพียงทำตั้งแต่อเรื่องใกล้ตัว อย่างหนังสั้นที่นำเสนอข้างต้น คนละไม้คนละมือ เท่านี้ก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้บ้างแล้ว

หลายชาติค้านเขตค้าเสรี เอเปค

มติชน วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

ญี่ปุ่น-จีนนำทีมแย้งไอเดียมะกัน ระบุไม่เร่งด่วน-หวั่นทำWTOล่ม

จีน-ญี่ปุ่นและอีกหลายชาติรุมค้านข้อเสนอของมะกัน ที่จะเร่งรัดเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ยันไม่ใช่เรื่องด่วน ชี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมให้รอบคอบ หลายฝ่ายกังวลบ่อนทำลายองค์การการค้าโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประชุมความร่วมมือเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในนครซิดนีย์ระหว่างวันที่ 2-9 กันยายน ว่า ในการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าของเอเปค ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ขอสงวนสิทธิเกี่ยวกับข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่จะครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากหลายประเทศเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวของสหรัฐเป็นเป้าหมายระยะยาวของเอเปค ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคุยกันอย่างเร่งด่วน

รายงานข่าวระบุว่า นายวอร์เรน ทรัสส์ รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีของเอเปค ได้แสดงความหวังว่าหลังจากมีการเจรจากันในระดับรัฐมนตรีแล้ว รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก ควรจะนำเข้าสู่ที่ประชุมระดับผู้นำของเอเปคในปลายสัปดาห์นี้ แต่ถูกหลายประเทศท้วงติงดังกล่าว

นายเอ็ดเซล คัสโตดิโอ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สหรัฐเสนอเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้วโดยมีออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์สนับสนุน ซึ่งสมาชิกชาติอื่นๆ เข้าใจว่าเป็นแผนและเป้าหมายระยะยาว และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการเจรจาในทันที ส่วนจีนได้คัดค้านคำพูดที่ปรากฏในรายงานดังกล่าวที่ดูเหมือนว่าจะมีการกำหนดกรอบเวลาในการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก

ด้านนายมิตสุโอะ ซากาบา โฆษกรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า ฝ่ายญี่ปุ่นแนะว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านความสามารถการแข่งขันในภูมิภาค,ความสามารถในการผลิตและการปรับโครงสร้างก่อนที่จะเข้าร่วมกระบวนการเจรจาเต็มขึ้นในอนาคต

นายซากาบา เปิดเผยด้วยว่า มีรัฐมนตรีอย่างน้อย 3 คนที่ขอสงวนสิทธิในการที่จะเห็นด้วยกับบางถ้อยคำที่ปรากฏในรายงานการประชุม อย่างไรก็ตาม นายซากาบา ไม่ยอมเปิดเผยชื่อรัฐมนตรี 3 รายว่าเป็นใคร ส่วนรัฐมนตรีบางคนเห็นว่าเวทีเอเปค เป็นเวทีซึ่งมีหลักการว่าจะเป็นการร่วมมือที่ไม่มีการผูกมัด แต่ต้องเป็นไปโดยสมัครใจของสมาชิก แต่การค้าเสรีที่ว่านี้เต็มไปด้วยระเบียบและข้อผูกมัด

จากข้อโต้แย้งนี้ทำให้รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย สั่งให้มีการปรับแก้รายงานเรื่องนี้ใหม่ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 กันยายน

รายงานข่าวระบุว่ามีความกังวลว่าการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก อาจเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO)

หน้า 20

************************************************************

เอเปคเข้มมาตรฐานอาหาร-สินค้า "แมทเทล"เรียกคืนอีกของเล่นจีน
มติชน วันที่ 06 กันยายน 2550

เอพีรายงานว่า แมทเทล อิงค์ บริษัทผู้ผลิตของเล่นแห่งสหรัฐอเมริกา ได้เรียกคืนของเล่นที่ผลิตในจีนอีกรอบกว่า 8 แสนชิ้นทั่วโลก เนื่องจากสีที่ใช้กับของเล่นปนเปื้อนสารตะกั่วที่อาจเป็นอันตรายต่อสมองเด็ก ซึ่งนับเป็นการเรียกคืนครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 3 แล้วในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ การเรียกคืนครั้งนี้ยังรวมถึงตุ๊กตาบาร์บี้ดอลล์สินค้ายอดฮิตอีกด้วย ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของแมทเทล ที่มีภาพพจน์ว่ามีการควบคุมการผลิตสินค้าในจีนอย่างเข้มงวด

รายงานข่าวระบุว่า สินค้าของแมทเทลประมาณ 65% ผลิตในจีน (ในลักษณะจ้างบริษัทท้องถิ่นผลิต) และอีก 50% ของสินค้าเป็นการผลิตโดยโรงงานที่แมทเทลเป็นเจ้าของในจีน

รอยเตอร์รายงานจากออสเตรเลีย ซึ่งมีการจัดประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิค (เอเปค) ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะพัฒนามาตรฐานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคในภูมิภาค ซึ่งมาตรฐานนี้จะถูกกำหนดบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยจะไม่มีการประนีประนอมทางการค้าแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจในภูมิภาค

รายงานข่าวระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในสมาชิกเอเปคในครั้งนี้ด้วย ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนมานี้จีนต้องประสบปัญหาภาพพจน์ติดลบในตลาดโลก หลังจากมีการเรียกคืนสินค้าจำนวนมากหลายครั้ง

by ThaiWebExpert