มติชนออนไลน์

มาอีกแล้ว "จีเอ็มโอ"

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

โดย มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

ถ้ายังจำกันได้ หลังจากคณะรัฐประหารตั้งรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีกันพร้อมหน้า ข้อเสนอให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็กลับมาอีกจากระดับสูงสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใยว่าจะมีการศึกษาออกมามากแล้วขนาดไหน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และข้อสรุปส่วนใหญ่คือ ไม่ควรสร้าง ก็จะรั้นเอามาศึกษาใหม่ เพื่อจะดันให้สร้าง หลังจากนั้นเงียบหายไป ไม่รู้ว่าแอบไปดันศึกษากันเงียบๆ อีกหรือไม่

ไม่กี่วันมานี้เอาอีก ผลักดันให้แก้ไขประกาศเดิม เพื่อจะให้สามารถทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมในระดับไร่นาได้ โดยยกประโยชน์ของมะละกอมาเป็นข้ออ้างที่เหมือนจะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย แถมด้วยเหตุผลสากลว่า แล้วประเทศไทยจะตามเขาไม่ทัน

ดีว่ามีข้อทักท้วงภายในคณะรัฐมนตรีกันเอง รวมทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ ทำให้เรื่องนี้ยังต้องคุยกันอีก จะนานหรือไม่นานก็ไม่รู้ได้

การทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมในระดับไร่นาเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นชะตากรรมของประเทศที่น่าจะทิ้งไว้ให้รัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตัวจริงเขาไปว่ากันเอง จะมาเร่งรัดเอาง่ายๆ ในรัฐบาลนี้ ปราศจากความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ถามว่าทำไมการเปิดให้ทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมระดับไร่นามีอันตรายมากจนถึงต้องสะกัดกั้นเอาไว้เลยหรืออย่างไร

คำตอบคือ อันตรายมาก ไม่ใช่ในแง่อันตรายจากตัวพืชตัดต่อพันธุกรรมที่จะส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ซึ่งอาจจะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอันตรายต่อคนกินหรือไม่ แต่ก็มีบางตัวอย่างของพืชตัดต่อพันธุกรรมที่เป็นอันตรายจริงกับผู้บริโภค เพียงแต่ไม่นิยมเอามาพูดกัน มักจะอ้างโดยใช้ตรรกด้านบวกตามวิธีคิดวิทยาศาสตร์ว่า ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่อันตราย ก็ถือว่าไม่อันตราย ซึ่งตรรกเดียวกันนี้ใช้ในทางกลับกันได้เหมือนกันว่า หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าปลอดภัยจริงในวันนี้และวันหน้า ก็สรุปได้ว่ามันยังไม่ปลอดภัย

ประเด็นสำคัญที่ผมเบื่อจะเขียนถึงก็คือ นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว สำรวจกันออกมาทีไร คนไม่ไว้วางใจพืชตัดต่อพันธุกรรมนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่ใส่ใจอะไร คนส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะในอเมริกา ยุโรป หรือไล่มาแถวญี่ปุ่น คิดว่าจะเลือกบริโภคพืชผลที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรมมากกว่าครับท่าน

แต่อย่างที่เรารู้ การปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมนั้น ต่อให้ระมัดระวังมากสักแค่ไหน โอกาสของการปนเปื้อนไปสู่พืชผลชนิดอื่นๆ มีสูงยิ่ง และเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาทั้งนั้นกับประเทศที่ทำ ในขณะที่หลายประเทศเช่น ยุโรปหรืออเมริกาเองก็เคร่งครัดกับสิ่งปนเปื้อนในพืชผลที่นำออกขายและที่นำเข้า

ผลที่จะตามมาจากการเปิดให้ทดลองในระดับไร่นาอย่างประเทศไทยก็คือ ต้นทุนของพืชผลชนิดอื่นๆ รวมทั้งพืชผลปลอดสารพิษหรือออร์แกนิคจะเพิ่มขึ้นอีก ความไว้วางใจต่อพืชผลที่นำเข้าจากต่างประเทศก็จะลดลงไปอีก

ผลพวงที่ร้ายกว่านั้นก็คือ บริษัทข้ามชาติ หรือบริษัทครอบชาติ จะตักตวงผลประโยชน์ไปจากชาวสวนชาวไร่เหมือนที่มันเคยเป็นมา แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับชาวสวนมะละกอในฮาวาย

คิดถึงแต่แค่มะละกอ แต่จะทำให้เกษตรกรทั้งประเทศเดือดร้อนนี่ไม่รู้ว่าคิดกันแบบไหน การเกษตรแบบพอเพียงปลอดสารเคมีตามทฤษฎีของในหลวง ไม่มีใครใส่ใจกันจริงๆ หรือครับ

กรมอุทยานฯชงปิดถนนอ่างฤาไนต่อ หลังทดลองแล้วสัตว์ป่ารอดถูกรถชน

มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550

กรณีนายอยู่ เสนาธรรม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เสนอให้มีการปิดถนนสายความมั่นคง หรือสาย 3259 ซึ่งตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ที่เป็นป่าในพื้นที่ราบต่ำ ช่วงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 15-16 ด่านคลองกลาง อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ถึงหลักกิโลเมตรที่ 30 อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว รวมระยะทาง 15 กิโลเมตร เพราะพบว่ารถที่วิ่งผ่านถนนสายดังกล่าวเฉี่ยวชนสัตว์ป่าที่เดินข้ามถนนในตอนกลางคืนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าเป็นห่วงว่า ฝูงวัวแดงและฝูงกระทิง ซึ่งพบว่าสัตว์กลุ่มนี้เดินข้ามถนนสายดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี อาจจะถูกรถชนได้นั้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมานั้น กรมอุทยานฯเคยขอความร่วมมือกับกรมทางหลวงให้ปิดถนนสายดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2550 ในช่วงเวลา 21.00-05.00 น. สอบถามเจ้าหน้าที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ความว่า หลังจากทดลองปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พบว่า มีสัตว์ป่ารอดพ้นจากการถูกรถชนจำนวนมาก

"ล่าสุดได้เสนอทางกรมทางหลวงเพิ่มเติมไปว่า น่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างถาวร คือ จะปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าวตลอดไป ขณะนี้คนที่ใช้เส้นทางนี้โดยเฉพาะกลุ่มคนขับรถบรรทุก ต่างก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ถนนปิดตอนกลางคืน ทุกคนก็ให้ความร่วมมืออย่างดี" นายเฉลิมศักดิ์กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวว่า อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การข้ามถนนของฝูงวัวแดงนั้นเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ของสัตว์ประเภทนี้ ทำให้พันธุกรรมของวัวแดงแข็งแรงมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมา อาจจะผสมพันธุ์ในฝูงเดียวกันลูกออกมาอาจจะไม่แข็งแรง แต่ถ้าได้ข้ามถนนอย่างปลอดภัยจากป่าด้านเหนือไปป่าด้านใต้ มีโอกาสไปเจอวัวแดงต่างฝูง ป่าจะมีวัวแดงที่แข็งแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานว่าวัวแดง หรือกระทิงที่ข้ามถนนถูกรถชน มีแต่สัตว์ชนิดอื่นๆ

นายสมโภชน์ ศรีโกสามาตร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โดยภาพรวมทั้งประเทศเวลานี้ พบว่า สัตว์ป่าตัวใหญ่ในกลุ่ม บิ๊กไฟว์ (Big five) คือ ช้าง กระทิง วัวแดง เสือโคร่ง และเสือดาว นั้น มีปริมาณเพิ่มขึ้น พบได้บ่อยง่ายขึ้นกว่าช่วง 10-20 ปี ที่ผ่านมา หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลตัวนี้จะรู้สึกว่า ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น สัตว์ป่ามีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า ปริมาณสัตว์ที่มากขึ้นนั้น จะมากขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะป่าเท่านั้น เช่น ช้างเพิ่มขึ้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนต้องออกจากป่ามากินสับปะรดของชาวบ้าน ส่วนกระทิง จะพบมากเฉพาะที่เขาแผงม้า วัวแดงพบที่เขาอ่างฤๅไน เป็นต้น แต่จะมีน้อยมากที่พื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายของสัตว์หลายชนิด

"ประเด็นสำคัญที่ทำให้เห็นสัตว์พวกนี้บ่อยขึ้น คือ เป็นเพราะป่าบางลง หรือน้อยลงมาก ทำให้สัตว์มีที่หลบภัย อำพรางตัวน้อยลง เส้นทางเข้าป่าไปดูสัตว์สะดวกสบายขึ้น การสื่อสารคมนาคมสะดวก ใครจะเข้าไปดูไปถ่ายรูปและนำออกมาเสนอภายนอกก็ทำได้ง่ายขึ้น โอกาสจะรับรู้ข่าวสารของสัตว์พวกนี้จึงมีมากขึ้นไม่เหมือนในสมัยก่อน การกระทำเหล่านี้ทำกันยาก คนจึงรับรู้ข้อมูลข่าวสารยากไปด้วย" นายสมโภชน์กล่าว

เมื่อถามว่า ป่าบางลงทำไมมีสัตว์ป่ามากขึ้นได้หรือ นายสมโภชน์กล่าวว่า ประการหนึ่งคือ คนมีโอกาสเห็นสัตว์มากขึ้น อีกประการคือ คนมีจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์มากขึ้น ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า สาเหตุที่สัตว์ป่ามากขึ้น เพราะชาวบ้านมีจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์มากกว่าการปราบปรามการล่าสัตว์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

"ประเด็นที่เราควรเป็นห่วงคือ การน้อยลงของปริมาณป่า การผ่านเข้า-ออกไปยังป่าอนุรักษ์และป่าอื่นๆ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น เรื่องเหล่านี้จะนำไปสู่การลดลงของป่าและสัตว์ป่าอย่างถาวรในอนาคตได้" นายสมโภชน์กล่าว

เรา รัก นิวเคลียร์

ผู้เขียน: 
อิสระ ณ นคร

มติชน วันที่ 31 สิงหาคม 2550

จากกรณีที่มีการผลักดันให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4 โรง บรรจุอยู่ในแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ทั้งในแผนหลักและแผนสำรองโดยสำเร็จเด็ดขาดนั้น

ความดีงามและนัยสำคัญของพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ แม้เป็นที่ประจักษ์แก่อารยชนชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยคุณวุฒิและคุณธรรม แต่ก็อาจไม่เป็นที่ตระหนักรู้โดยทั่วไปในหมู่เหล่าประชาที่อาจจะด้อยการศึกษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐ ผู้เชี่ยวชาญและพลเมืองดีจะต้องทำหน้าที่ให้และปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องแก่ประชาชนและคนรุ่นหลังสืบไป

บทความนี้เป็นความพยายามหนึ่งที่จะนำเสนอความประเสริฐเลิศล้ำของพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นกลาง ไม่เข้าใครออกใคร และโดยปราศจากผลประโยชน์ทางธุรกิจจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่ว่าโดยตรงและโดยอ้อม

หลักการและเหตุผลที่เราคนไทยควรรักนิวเคลียร์อย่างจับจิตจับใจสรุปได้ดังนี้

งดงามลึกซึ้ง : ศาสตร์แห่งปรมาณูถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงสุดยอดที่มีความน่าฉงนหลงใหล อนุภาคในมวลเพียงน้อยนิดของยูเรเนียมหากเปิดโอกาสให้ได้พุ่งกระแทกชนกันอย่างคลั่งไคล้ จะสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังในการทำลายล้างอย่างมหาศาลและงดงามราวดอกเห็ด และกระบวนการเดียวกันนี้เองก็สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อสันติและความสมานฉันท์ได้

สุดทึ่งเทคโนโลยี : จากเชอร์โนบิลถึงวันนี้ เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลจนใกล้ถึงฝั่งแล้ว เตาปฏิกรณ์อยู่ภายใต้เกราะห่อหุ้มแข็งแรงมิดชิดหลายชั้น และระบบการอารักขาป้องกันที่รัดกุมและซับซ้อน ยากที่จะอธิบายแก่ผู้ไม่เชี่ยวชาญ แต่จงเชื่อเถอะว่าปลอดภัยไร้กังวล จะเหลือแค่เพียงเทคโนโลยีที่การกำจัดกากกัมมันตรังสีที่รอคนรุ่นหลังหัวใสคิดค้นวัสดุเหนือธรรมชาติที่ถาวรและทนทานต่อการกัดกร่อนของรังสีอันตรายจากกากกัมมันตรังสีอายุยืนนานนับแสนปี

เป็นศรีแก่บ้านเมือง : ประเทศไทยจะขาดนิวเคลียร์ไม่ได้ หากเรามุ่งมั่นที่จะทะยานสู่ความเป็นอารยประเทศเทียบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น แม้แต่ อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ก็มีพลังงานปรมาณู (ทั้งสันติและไม่สันติ) แล้วทั้งสิ้น

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องก้าวตามประเทศเหล่านี้ให้ทัน เตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายกและสนามบินสุวรรณภูมิ คือประจักษ์พยานของความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แต่เราจะต้องก้าวไปอีกขั้น จะต้องแสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยพร้อมสำหรับเทคโนโลยีซับซ้อนสูงส่งปลอดภัยอย่างนิวเคลียร์ และพร้อมที่จะจัดระเบียบสังคมให้รู้บทบาทหน้าที่และมีวินัยเยี่ยงทหาร เพื่อรองรับมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดกวดขัน แล้ววันนั้น ชนชาติไทยจะสามารถสร้างความภาคภูมิใจในฐานะประเทศแห่งอารยธรรมและความเจริญ

เรื่องความมั่นคงชาติ : เพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้าอย่างจีน เวียดนาม และอินโดนีเซียล้วนมีแผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ที่ชัดเจน หรือแม้แต่พม่าก็ได้เซ็นสัญญาซื้อเตาปฏิกรณ์ปรมาณูจากประเทศรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ประเทศเราถูกรายล้อมทั้ง 4 ทิศ ด้วยพลังงานปรมาณู (เพื่อสันติโดยส่วนใหญ่) หากมีอุบัติเหตุ (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมากๆๆ) เกิดขึ้น เราคงหนีไม่พ้นที่จะได้รับความอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัมมันตภาพรังสีข้ามพรมแดน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องพัฒนาพลังงานปรมาณู (เพื่อสันติ) ด้วยเพื่อไม่ให้น้อยหน้า หรืออย่างน้อยก็เพื่อความอุ่นใจว่าเราจะไม่อยู่ในสถานะตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฝ่ายกระทำได้ด้วยในบางครา อันเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความสงบสุขของชาติ

แสนสะอาดบริสุทธิ์ : โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อยควันหรือก๊าซเรือนกระจกเหมือนโรงไฟฟ้าอื่นๆ จึงถือเป็นพลังงานสะอาดบริสุทธิ์ ดุจอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นมรดกบาปจากการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเกินเลยและสิ้นเปลืองในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องกากนิวเคลียร์นั้นจะไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน (อย่างน้อยสำหรับชนรุ่นขิงแก่ขึ้นไป) เราจึงควรภาคภูมิใจที่จะได้สร้างและทิ้งมรดกกองกากนิวเคลียร์อันล้ำค่าไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ดูแลสืบทอดตลอดไปนาน...นับแสนปี

ยุทธศาสตร์พลังงานทางเลือก : ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านิวเคลียร์เป็น "พลังงานทางเลือก" ที่ต้องได้รับการพิจารณา เพราะในทุกๆ "ทางเลือก" ของการพิจารณาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (แผนแม่บทที่กำหนดการลงทุนระยะยาวที่เพิ่งได้รับการอนุมัติโดย ครม.เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล้วนบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4 โรง ไว้ทั้งสิ้น นิวเคลียร์จึงเป็น "ทางเลือก" ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลย

นอกจากนี้ พลังงานนิวเคลียร์ยังมีต้นทุนที่ถูกมากๆ อีกด้วย (ไม่นับรวมค่าประชาสัมพันธ์ ค่าประกันความเสี่ยง ค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการผู้เชี่ยวชาญนับร้อยที่ถูกเกณฑ์มาช่วยเตรียมการ และงบประมาณสร้างและอบรมบุคลากรทั้งในและต่างประเทศ) หากขาดพลังงานนิวเคลียร์ประเทศไทยคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเสี่ยงอยู่ในความมืดมิดใต้แสงเทียน

ต่อเฮือกลมหายใจให้เศรษฐกิจ : คงไม่ใช่การพูดเกินจริง หากจะเปรียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ในยามที่เศรษฐกิจป่วยเพราะขาดดุลการค้าและเงินทุนสำรองต่างประเทศร่อยหรอ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถช่วยได้ เพราะทำให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ หรือในยามที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดเพราะเงินบาทแข็งค่า เงินทุนสำรองต่างประเทศพอกพูนดังเช่นในปัจจุบัน การสร้างโรงฟ้านิวเคลียร์ก็แก้ปัญหาได้เช่นกัน เพราะการลงทุนจะต้องใช้เงินมหาศาลในการนำเข้าทั้งเทคโนโลยี อุปกรณ์ เชื้อเพลิง และระบบความปลอดภัยต่างๆ สร้างความต้องการใช้เงินตราต่างประเทศนับแสนล้าน เงินบาทจึงมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นทันตาเห็น ตรงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใด

หากอยากพัฒนาเศรษฐกิจไทย ต้องใช้...นิวเคลียร์

ด้วยคุณความดีประการทั้งปวง พวกเราชาวไทยจะร่วมยินดีพร้อมใจสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในแดนสุวรรณภูมิของเรา

และไม่มีที่อื่นใดอีกแล้วที่จะเหมาะสมควรแก่การเป็นทำเลทองที่ตั้งโรงไฟฟ้าเท่ากับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่เมืองหลวงของเรา เพื่อภาพลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นทันสมัยเคียงคู่สนามบินสุวรรณภูมิ และเพื่อให้กรุงเทพฯสว่างไสวตลอดไปไม่ติดขัด (เพราะไฟจากนิวเคลียร์ไม่สามารถดับได้และไม่มีวันดับ)

ในวาระครบรอบ 62 ปีของการแสดงแสนยานุภาพพลังงานปรมาณูรูปดอกเห็ดที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เราชาวไทยทุกคนควรระลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงของพลังงานปรมาณู

และขอให้พลังงานปรมาณูจงเจริญ...

หน้า 6

เอฟทีเอว็อทช์ล่าชื่อเสนอกม. วางเกณฑ์เจรจาเสรีการค้า

โดยมติชน วันที่ 31 สิงหาคม 2550

นายจักรชัย โฉมทองดี นักวิจัยในกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการระดมรายชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันการยกร่าง พ.ร.บ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ....ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.190 วรรค 5 เพื่อเป็นกรอบกติกาของสังคมต่อความเห็นชอบและยึดปฏิบัติในการเจรจาเปิดเสรีหรือความตกลงระหว่างประเทศ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้าหรือประมาณเดือนตุลาคมนี้

พร้อมกันนี้จะมีการจัดทำแบบสอบถามให้แสดงความคิดเห็นและทรรศนะจุดยืนของพรรคการเมืองต่อนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศว่าเป็นอย่างไร และข้อเสนอต่อการกำหนดนโยบายการเจรจาเปิดเสรีและความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการจัดส่งไปยังทุกพรรคการเมือง และจะนำเสนอจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ธีระ รับปลดล็อก GMOs กรีนพีซเทมะละกอประท้วง

มติชน วันที่ 28 สิงหาคม 2550

รมว.เกษตรฯยอมรับ จับมือ"ทส.-วท."ปลดล็อกทดลอง"จีเอ็มโอ"ระดับไร่นา แต่ต้องชงกลั่นกรองฯก่อน ลั่นพร้อมรับฟังความเห็น สผ.เตือนยังไม่พร้อมเปิดทดลองระดับไร่นา "กรีนพีซ"ขนมะละกอ 9 ตัน เทหน้ากระทรวง กดดันห้ามทดลอง กสม.แถลงจี้รัฐเร่งคลอด กม.ชีวภาพ

นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าจะยังไม่มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 28 สิงหาคม เพื่อขออนุมัติ ครม.ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 3 เมษายน 2544 และเปิดให้มีการทดลองปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในไร่นาเปิด ขณะที่นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ขณะนี้ วท. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ มีมติร่วมกันในการเตรียมเสนอ ครม.ให้พิจารณาอนุมัติทดลองวิจัยพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา ในวันที่ 28 สิงหาคม หรือไม่ก็สัปดาห์หน้า

@ "ธีระ"ยังไม่ชงครม.ปลดล็อคจีเอ็มโอ

ทั้งนี้ นายธีระกล่าวเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ว่า สาเหตุที่ยังไม่เสนอ ครม.วันที่ 28 สิงหาคม เนื่องจากเพิ่งจะได้รับรายละเอียดหนังสืออย่างเป็นทางการจากกรมวิชาการเกษตร ต้องขอดูและตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง จากนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะต้องทำหนังสือขอความคิดเห็นจากกระทรวงต่างๆ ด้วย เพื่อให้ข้อมูลเกิดความรอบด้านมากที่สุด

"ปกติถ้าเรื่องแล้วเสร็จก็จะส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดว่าจะเอาเข้าที่ประชุม ครม.เลย หรือจะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องก่อน แต่กรณีนี้ผมคาดว่าคงจะต้องนำเข้าหารือในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ก่อน เพราะเป็นประเด็นสำคัญ คนให้ความสนใจและแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก จึงควรผ่านการวิเคราะห์จากทุกฝ่าย" นายธีระกล่าว

ส่วนกรณีที่ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงความไม่เห็นด้วยกับการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในไร่นาเปิดนั้น นายธีระกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะสามารถคุยกับ นพ.มงคลได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพื่อประโยชน์ของประเทศ และเอกสารขอความคิดเห็นของกระทรวงเกษตรฯและสำนักงานเลขาธิการ ครม. กระทรวงสาธารณสุขก็สามารถเสนอความเห็นได้

@ ยอมรับ3กท.เห็นร่วมทดลองได้

"เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน แต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญทางการวิจัยพอสมควร อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเราทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ ไม่ได้เดินแบบพรวดพราด หรือเร่งรัด เพราะกระทรวงเกษตรฯ ทส. และ วท. ประชุมร่วมกันมาหลายครั้งจนได้ข้อสรุปว่า ขอยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าว ให้การวิจัยเดินหน้าต่อไปได้ และที่กรมวิชาการเกษตรเสนอแนวทางป้องกันด้วย ไม่ได้เสนอเพียงแค่ว่าจะเปิดพื้นที่วิจัยอย่างเดียว ส่วนความคิดเห็นของคนอื่นเราก็รับฟังและตอนนี้ก็รวบรวมความคิดเห็นที่หลากหลายอยู่ เพื่อดูว่าจะต้องตั้งเวทีรับฟังอีกครั้งหรือไม่" นายธีระกล่าว

นายยงยุทธกล่าวว่า ขณะนี้ วท. ทส. และกระทรวงเกษตรฯ มีมติร่วมกันในการเตรียมเสนอ ครม. ในวันที่ 28 สิงหาคม หรือไม่ก็สัปดาห์หน้า และว่าควรเปิดโอกาสให้มีการทำวิจัยศึกษาผลกระทบจากพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา เพราะปัจจุบันมีระบบเฝ้าระวังที่ดีมาก

@ สผ.ค้านชี้ยังไม่พร้อมทดลองไร่นา

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความปลอดภัยทางชีวภาพ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ร่างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องแก้ไขบางถ้อยคำ และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นชอบ รวมทั้งต้องส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ส่วนกรณีที่กระทรวงเกษตรฯจะเสนอ ครม.ให้สามารถทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่น่าเปิดนั้น คนละเรื่องกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะเนื้อหาในกฎหมายเป็นการกำหนดแบบแผน แนวทางและวิธีป้องกันการแพร่กระจายของละอองเกสรพืชจีเอ็มโอ ซึ่งจำได้ว่า ทส.เคยให้ความเห็นไปแล้วว่าไม่เห็นชอบ เพราะยังไม่มีความพร้อม และไม่มีมาตรการดูแลเรื่องนี้ชัดเจนพอ

"เราคิดว่าที่ผ่านมาการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยในการกระจายออกสู่สภาพแวดล้อม และหลายๆ หน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ก็ยืนยันว่าหากจะเอาไปปลูกในระดับไร่นาจริงๆ แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีผลไม่ดีมากกว่าผลดี" นายเกษมสันต์กล่าว

@ กรีนพีซเทมะละกอ9ตันประท้วง

วันเดียวกัน เวลา 10.30 น. น.ส.ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพันธุวิศวกรรม (จีเอ็มโอ) กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยอาสาสมัครกรีนพีซกว่า 30 คน นำรถบรรทุก 6 ล้อ 3 คัน ที่บรรจุมะละกอไว้เต็มคันรถน้ำหนักประมาณ 9 ตัน ไปเทถมบริเวณหน้าประตูทางเข้า-ออกกระทรวงเกษตรฯ พร้อมทั้งยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยกเลิกการเสนอ ครม.แก้ไขมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 พร้อมทั้งเรียกร้องให้ ครม.คงมติเดิมไว้ และห้ามมีมติอนุญาตให้ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในทุกระดับ โดยมีนายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว

น.ส.ณัฐวิภากล่าวว่า ความพยายามผลักดันให้ยกเลิกมติ ครม.ให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอของนายธีระแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระทรวงเกษตรฯไม่ได้ใส่ใจในอนาคตของผลิตผลทางการเกษตรของประเทศที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ซึ่งตลาดเหล่านี้ไม่ต้องการผลผลิตที่ปนเปื้อนจีเอ็มโอ

"กรีนพีซเอามะละกอมากองขวางที่หน้าประตูกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเตือนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในกรณีที่ยังพยายามที่จะทำลายอนาคตของเกษตรกรไทย เพียงเพื่อจะสนับสนุนกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มที่คอยผลักดันพืชจีเอ็มโอ และบริษัทธุรกิจเคมีเกษตรเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น" น.ส.ณัฐวิภากล่าว

@ กสม.จี้รัฐคลอดกม.ชีวภาพ

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นายเสน่ห์ จามริก ประธาน กสม. พร้อมด้วยนางสุนี ไชยรส กรรมการ กสม. และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและทรัพยสินทางปัญญา กสม. ร่วมแถลงการณ์คัดค้านการทบทวนมติ ครม. กรณีการทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา

นายเสน่ห์กล่าวว่า ครม.มีมติวันที่ 3 เมษายน 2544 ให้ยุติการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา และให้ยกร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ แต่ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯกลับต้องการผลักดันแก้ไขมติ ครม.ดังกล่าว เพื่อให้มีการทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา ทั้งที่ไทยยังไม่มีกฎหมายดังกล่าว น่าคิดว่าทำไม ทส.จึงไม่ผลักดันกฎหมายนี้ให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เพื่อคัดค้านการทบทวนแก้ไขมติ ครม.ดังกล่าว

"ขอเรียกร้องให้ ครม.ดำเนินการ 1.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพให้แล้วเสร็จ โดยต้องปรับปรุงให้เป็นกฎหมายเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ใช่กฎหมายเพื่อส่งเสริมการใช้สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมในเชิงพาณิชย์ โดยต้องมีกระบวนการยกร่างที่โปร่งใส มีส่วนร่วมของประชาชนและเกษตรกร เป็นอิสระจากอิทธิพลและการแทรกแซงของบริษัทข้ามชาติที่แอบแฝงมาในรูปสมาคมต่างๆ 2.เร่งรัดให้มีการสอบสวนสรุปหาสาเหตุของการหลุดรอดของฝ้ายและมะละกอจีเอ็มโอที่เกิดขึ้น เพื่อนำผลสรุปมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบการทดลอง และกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม" นายเสน่ห์กล่าว และว่า ไม่อยากให้เอาคำว่าจำเป็นต้องทำการวิจัยมาเป็นเหตุผล เพราะเบื้องหลังงานวิชาการมีอำนาจและผลประโยชน์ซุกซ่อนอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเจ้าของสิทธิเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ เนื่องจากมีการผูกขาด ทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเพียงแห่งเดียว ที่สำคัญเพาะปลูกได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่มีทางเลือก และขายไม่ได้เพราะสหภาพยุโรปไม่ต้องการสินค้าจีเอ็มโอ

@ ชาติไทยร่วมต้าน-ให้รอรบ.เลือกตั้ง

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า พรรคชาติไทยขอคัดค้านการและขอเตือนสติรัฐบาลและรัฐมนตรีเกษตรฯว่าเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจสำคัญที่ถือเป็นจุดยืนของชาติว่าจะสนับสนุนเป็นฐานในการผลิตพืชจีเอ็มโอในอนาคต แต่ไทยยังไม่ได้ศึกษาผลกระทบอย่างละเอียด รอบคอบ และมีข้อมูลด้านนี้น้อยมาก ที่สำคัญควรจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจมากกว่า และขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดให้ ทส. เร่งดำเนินการนำร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพที่ยกร่างเสร็จแล้วเข้าที่ประชุม ครม. และเข้าสภาเพื่อบังคับใช้ให้เป็นกฎหมายเสียก่อนที่จะดำเนินการเรื่องพืชจีเอ็มโอต่อไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้อง

หน้า 1

โลกร้อนอหิวาต์อาละวาดหนัก

มติชน วันที่ 27 สิงหาคม 2550

ตากตาย1-ป่วยเกือบ400ราย

นพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคอหิวาต์ระบาดหนักโดยเฉพาะในพื้นที่ อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ซึ่งได้เริ่มระบาดตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นชาวพม่า ซึ่งมีอาการท้องเสียรุนแรงมาก และเกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบการทำงานของไต นอกจากนี้ ได้รับรายงานว่ามีผู้ป่วยอหิวาต์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่จำนวน 132 ราย ทั้งนี้ ได้มีการส่งทีมระบาดวิทยาค้นหาผู้ป่วยตามหมู่บ้านที่มีอาการป่วยแต่ไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลพบอีกว่า 230 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 80-90 เป็นแรงงานพม่า ชนกลุ่มน้อยที่รับจ้างทำงานในฝั่งไทย ซึ่งบ้านเรือนส่วนใหญ่ไม่มีห้องน้ำ และไม่มีระบบสุขาภิบาลที่ดี และเมื่อเป็นโรคแล้วมักไม่เข้ารับการรักษา รอจนอาการหนักมาแล้วจึงเข้าโรงพยาบาล เนื่องจากมีฐานะยากจน กลัวไม่ได้รับสิทธิในการรักษา ดังนั้น การควบคุมจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้เชื้อโรคเกิดการระบาดแพร่ในชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

นพ.คำณวนกล่าวว่า สาเหตุที่เชื้อมีการระบาดเป็นเพราะหลายบ้านไม่มีห้องน้ำเพียงพอ บางคนอุจจาระลงห้วย หนอง คลอง บึง ทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนในน้ำ แล้วนำน้ำขึ้นมากินโดยไม่ต้มให้สุก รวมไปถึงในชุมชนแออัดที่มีสุขาภิบาลไม่ดี นอกจากนี้ มีการประสานงานไปทางเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่า เพื่อควบคุมโรคด้วย โดยในช่วงที่มีการระบาดพบว่ามีผู้ป่วยสูงสุด 10-15 คนต่อวัน เฉลี่ยวันละ 3 คน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ 3-4 วัน แล้วแต่จำเป็นต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อไป 1-2 สัปดาห์

นพ.คำนวณกล่าวว่า ปกติโรคอหิวาต์เป็นโรคที่ประเทศไทยสามารถควบคุมได้ดี และสามารถพบได้บ่อยๆ ในจังหวัดที่มีแรงงานอพยพ รวมถึงบริเวณชายฝั่งทะเล ทั้งนี้ สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่สุก โดยเฉพาะอาหารทะเล ดื่มน้ำสะอาด ตลอดถึงการรักษาสุขาภิบาลในตลาดสด ซึ่งสุขาในตลาดควรได้รับการเอาใจใส่อย่างมาก เนื่องจากอาจปนเปื้อนกับอาหารได้ สำหรับเชื้อที่มีการระบาดอยู่ขณะนี้หลังจากนำเชื้อตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการ ไม่พบว่าเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงที่มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม หรือเป็นเชื้อดื้อยา ยืนยันว่าสามารถควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี

หน้า 10

******************************************************************************************************

โลกร้อนทำพะยูนเกยฝั่ง

โพสต์ทูเดย์ 27 สิงหาคม 2550

— ตรังทุ่ม 25 ล้านสร้างบ่ออนุบาลสัตว์ทะเล หลัง “พะยูน-วาฬ” เกยตื้นสูงสุดในรอบปี

นายโกสินทร์ พัฒนมณี หัวหน้างานพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ โครงการจัดตั้งสถาบันศึกษาทรัพยากรธรรมชาติฝั่งอันดามัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง กล่าวว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ปลาวาฬและปลาพะยูนขึ้นมาเกยฝั่งเป็นจำนวนมากกว่าทุกปี โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลใน จ.ตรัง

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 25 ล้านบาท เพื่อสร้างบ่อพักเป็นสถานที่อนุบาล ก่อนจะปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นโครงการนี้ได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ และจะแล้วเสร็จไม่เกินกลางปีหน้า

ฮูจี้โลกจับมือสู้โรคระบาด

โดยมติชน วันที่ 24 สิงหาคม 2550

ฮูออกโรงเตือนโลกเผชิญโรคติดต่อแพร่ระบาดรวดเร็วมากกว่าในอดีต จี้รัฐบาลนานาชาติให้ร่วมมือกันมากขึ้นในการแบ่งปันข้อมูล และเทคโนโลยีการแพทย์ เพื่อรับมือต่อสู้กับโรคติดต่อร้ายแรง ยูเอ็นดีพีชี้การค้ามนุษย์ในเอเชีย-แปซิฟิกตัวเร่งเอชไอวี/เอดส์แพร่เร็ว

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม องค์การอนามัยโลก (ฮู) ได้ออกมาเตือนว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับโรคติดต่อที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วมากกว่าแต่ก่อน โดยในรายงานประจำปีนี้ของฮูในหัวข้อเรื่อง "อนาคตที่ปลอดภัยกว่า" ระบุว่า ด้วยปริมาณผู้โดยสารที่สัญจรทางอากาศ ซึ่งตกอยู่ราว 2,100 ล้านคนต่อปีนั้น ทำให้โรคติดต่อสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วมากกว่าแต่ก่อน ทั้งยังมีความเสี่ยงสูงของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงอย่างโรคเอดส์, ซาร์ส หรือ อีโบล่า ฉะนั้น รัฐบาลนานาชาติจำเป็นต้องร่วมมือกันให้มากขึ้น เพื่อต่อสู้รับมือกับวิกฤตอันตรายของโรคระบาดร้ายแรง

รายงานของฮูระบุว่า ในแต่ละปีได้เกิดเชื้อโรคใหม่ๆ ขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏพบเห็นมาก่อนในอดีต ซึ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา มีเชื้อโรคใหม่พัฒนาเกิดขึ้นราว 39 เชื้อโรค ขณะที่ในชั่วเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น ฮูพบการระบาดของโรคกว่า 1,100 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการระบาดของอหิวาตกโรค, โปลิโอ และ ไข้หวัดนก

"จะเป็นการใจเย็นเกินไปที่จะทึกทักเอาว่าจะไม่มีโรคอย่างเอดส์, อีโบล่า หรือ ซาร์สเกิดขึ้นในไม่ช้านี้" ฮูระบุเตือนถึงภัยร้ายแรงของโรคระบาด พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ร่วมมือกันในการต่อสู้รับมือกับการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง โดยให้แบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อจะได้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เหล่านี้ต่อไป เพราะหากปราศจากสิ่งนี้แล้ว อาจส่งผลหายนะต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลกได้

"การแบ่งปันข้อมูลทางการแพทย์ ทักษะความชำนาญและเทคโนโลยีระหว่างชาติร่ำรวยและยากจน เป็นหนึ่งในหนทางที่เหมาะสมที่สุดต่อการนำมาซึ่งความมั่นคงด้านสาธารณสุข" ฮูระบุ

การร้องขอความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องของฮูมีขึ้นในขณะที่ฮูมีกรณีถกเถียงกับอินโดนีเซียเกี่ยวกับตัวอย่างเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช 5 เอ็น 1 ซึ่งอินโดนีเซียปฏิเสธที่จะให้แก่ฮู เนื่องจากเกรงว่าหากตัวอย่างดังกล่าวตกไปถึงมือบริษัทผู้ผลิตยาแล้ว จะนำตัวอย่างนั้นไปพัฒนาวัคซีนแล้วนำกลับมาขายให้อินโดนีเซียในราคาที่แพง

นอกจากนี้ ฮูยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลนานาชาติเปิดเผยข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคติดต่อต่างๆ ด้วย เพื่อจะได้รับมือกับการระบาดของโรคได้ โดยฮูชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของการเกิดการแพร่ระบาดของโรคนั้นได้รับสัญญาณเตือนมาจากสื่อมวลชน

วันเดียวกัน โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) เปิดเผยว่า การค้ามนุษย์ที่เป็นผู้หญิงและเด็กในภูมิภาคเอเชียที่มีอยู่ราว 300,000 คนต่อปีนั้น ได้เป็นปัจจัยเร่งให้การระบาดของเชื้อเอชไอวี/เอดส์เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเส้นทางการค้ามนุษย์สายสำคัญอยู่ระหว่างประเทศเนปาล-อินเดีย และไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชาและพม่า ซึ่งผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงวัยรุ่นที่ชีวิตต้องลงเอยด้วยการเป็นโสเภณี

ทั้งนี้ ยูเอ็นเอดส์ประเมินว่า เฉพาะในปี 2549 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกราว 5.4 ล้านคน โดยจะมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอดส์ราว 140,000-610,000 คน ทำให้ภูมิภาคนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากเป็นอันดับ 2 รองจากภูมิภาคซับ-ซาฮาราในทวีปแอฟริกา ที่มีผู้ติดเชื้อเอดส์มากถึง 25.8 ล้านคน (บีบีซี/รอยเตอร์)

ต้านจีเอ็มโอ

มติชน วันที่ 24 สิงหาคม 2550

กลุ่มกรีนพีซได้ชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องยุติการเสนอให้เปลี่ยนมติ ครม. เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ห้ามทดลองพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม

หน้า 1

***************************************************************************

จวก “ธีระ” ชง ครม.เลิกห้ามปลูก “จีเอ็มโอ” ภาคสนาม

ผู้จัดการออนไลน์ 16 สิงหาคม 2550 18:11 น.

นักวิชาการและเอ็นจีโอ ค้านกระทรวงเกษตรฯ เสนอ ครม.ทบทวนยกเลิกห้ามปลูกพืชจีเอ็มโอภาคสนาม หวั่นกระทบส่งออก และความน่าเชื่อถือของไทย ตั้งข้อสังเกตอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง เตรียมเสนอศาลปกครองพิจารณา และจี้ตรวจสอบกรณีมะละกอจีเอ็มโอครั้งก่อนให้แล้วเสร็จ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย กล่าวคัดค้านนายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า ให้พิจารณาทบทวนยกเลิกมติ ครม.วันที่ 3 เมษายน 2544 เรื่องห้ามปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ในภาคสนาม ยกเว้นในโรงเรือนและห้องปฏิบัติการ เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองด้านความปลอดภัยและมาตรการป้องกัน กรณีหากมีการปนเปื้อนเกิดขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตอาจมีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้ต้องเร่งเสนอ ครม.พิจารณา ซึ่งทางกลุ่มไบโอไทยเตรียมส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครองด้วย

ด้านนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพ และทรัพย์สินทางปัญญา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งอดีตเคยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนจีเอ็มโอในมะละกอ ให้นำข้อมูลในอดีตมาตรวจสอบเพื่อให้ทราบที่มาของการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ที่ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ และควรรอผลการตัดสินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตรวจสอบ นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร และเจ้าหน้าที่ประจำสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวนขอนแก่น เกี่ยวกับการปล่อยปละละเลยในการติดตามและทำลายมะละกอตัดแต่งพันธุกรรมให้แล้วเสร็จก่อนมีการตัดสินใด ๆ และตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดกฎหมายความปลอดภัยทางชีวภาพจากจีเอ็มโอที่ระบุให้บริษัทหรือผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบกลับไม่ถูกเสนอให้พิจารณา

นายชนวน รัตนวราหะ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ประกาศน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาบริหารประเทศ แต่นานวันกลับทำตรงกันข้าม และหากรัฐบาลสนับสนุนเรื่องนี้เท่ากับขัดนโยบายของรัฐบาลเอง แม้แต่อธิบดีกรมการข้าวยังออกมาคัดค้าน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมนักวิจัยต้องการผลักดันให้มีการทดลองพืชจีเอ็มโอในภาคสนาม เพราะในต่างประเทศมีแต่การตั้งข้อรังเกียจ และยังเป็นอุปสรรคสำคัญทางการค้า จึงมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับ อีกทั้งทุกวันนี้ประเทศไทยยังต้องมีการติดฉลากไม่มีจีเอ็มโอในอาหารส่งออก

นายสุนทร ศรีทวี อุปนายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงหากมีการปล่อยให้ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในภาคสนาม คือ ภาพลักษณ์ของประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก เนื่องจากต่างประเทศให้ความสำคัญกับพืชจีเอ็มโอมาก หากทราบข่าวประเทศไทยปลูกพืชจีเอ็มโอ เกรงว่าไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงปนเปื้อนจีเอ็มโอ และเชื่อว่า จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยด้วย

***********************************************************************

GMOs วายร้าย ไวรัสพืช การตีเมืองขึ้นของทุนข้ามชาติ

โดย : กรุงเทพธุรกิจบิสวีค วันที่ 4/09/2004

ความพยายามของกลุ่มทุนข้ามชาติที่จะผลักดันพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือพืช GMO มีมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีความพยายามจะล้ม มติ ครม. วันที่ 3 เมษายน 2544 ที่ยังห้ามมิให้มีการปลูกทดลองพืช GMO เช่นกัน และได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำแนวทางการพัฒนา ด้านพันธุวิศวกรรมให้ทันโลก ในหลายโอกาส

ที่ชัดๆ คือการกล่าวในรายการ 'นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน' เมื่อเสาร์ที่ 21 สิงหาคม 2547 ทางวิทยุ สวท. มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า

"...เราจะปลูกพืชที่สะอาด ที่ไม่มี GMOs ส่วนใหญ่ จำนวนหนึ่ง GMOs เราก็จะทดลองและใช้บางตัว เพื่อที่จะมีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แล้วมีตราประทับ GMOs หรือไม่ใช่ GMOs และมีกฎหมายรองรับ ซึ่งจะนำไปเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง?

ขณะที่ข้อมูลยืนยันในข้อดีของพืชจีเอ็มโอมีน้อยมาก และเป็นเหตุผลบนพื้นฐานการค้าข้ามชาติ สาระสำคัญของการคัดค้านกลับมีน้ำหนักอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่หน่วยกรีนพีซ ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาในประเทศ ก็ออกมาร่วมต่อต้านด้วยอย่างมีรูปขบวน ชุมนุมอย่างพร้อมเพรียงกันหน้าทำเนียบรัฐบาล ในการประชุม ครม. อังคารที่ 24 สิงหาคม และที่น่าสนใจ คือ มีกลุ่มธุรกิจด้านเมล็ดพืชเกษตรก็ออกมาร่วมด้วย อาทิ บ.เซาร์อิสเอเชียออร์กานิค บ.ไทยออแกนิคฟู้ด บ.ท็อปออร์กานิก โปรดักส์แอนด์ซัพพลายส์ และบ.สามพรานฟู้ดส์ ได้ออกให้เหตุผลคัดค้านผ่านสื่อมวลชนดังนี้

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย (ไบโอไทย) บอกว่าในการประชุมนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพ จะมีบริษัทมอนซานโต เข้าร่วมประชุมด้วย สุรวิช วรรณไกรโรจน์ นักวิชาการ ม.เกษตรกรศาสตร์ เสนอว่าต้องรอให้มีการออกกฎหมายพืชจีเอ็มโอชัดเจนก่อน วิวัฒน์ ศัลยกำธร ชี้ข้อว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ แต่กลับเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอ ซึ่งขัดแย้งกันอย่างชัดเจน วัลลภ พิชญ์พงศา ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร บอกว่า ไทยยังไม่มีความจำเป็นส่งออกพืชจีเอ็มโอ เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่ไม่ต้องการ

น.ส.วรุณวาร สว่างโสภากุล ฝ่ายรณรงค์ของกรีนพีซ กล่าวถึงสาเหตุคัดค้าน 3 ข้อคือ 1.เพราะเกษตรกรคนไทย ไม่สามารถแยกแยะว่าพืชชนิดไหนเป็นจีเอ็มโอ 2.มีข้อมูลยืนยันว่าตลาดยุโรปไม่ต้องมีอาหารจีเอ็มโอ และบริษัทจีเอ็มโอยักษ์ใหญ่ต้องปิดกิจการ ไปเปิดในสหรัฐอเมริกา รวมถึงบริษัทมอนซานโต้ ต้องยกเลิกส่งข้าวสาลีไปยุโรป เพราะคนยุโรปไม่ยอมรับ 3.ยังไม่มีผลยืนยันว่าสารสะสมในพืชจีเอ็มโอจะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ในระยะยาว

น.ส.สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์ผู้บริโภค เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ที่เสนอให้ทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอได้ และให้รัฐบาลยึดถือตามมติ ครม. วันที่ 3 เม.ย. 2544 เป็นสำคัญ

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการฐานทรัพยากรป่าเขตร้อน กมธ.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกว่า รัฐบาลควรพิจารณาอย่างรอบคอบ หากเปิดไฟเขียวตามการค้าเอฟทีเอ จะทำให้ไทยเสียหายมาก นอกจากทำให้เกิดการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ในระบบสิ่งแวดล้อม มันคือการผูกขาดทางการค้าของสินค้าจำพวกเทคโนโลยีชีวภาพอีกด้วย

"ขณะนี้สหรัฐอเมริกา ถือครองสิทธิบัตร พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ มากกว่า 90% ของสิทธิบัตรทั้งหมด เป็นสิทธิบัตรของมอนซานโต้รายเดียวกว่า 30,000 รายการ ขณะที่ไทยถือครองสิทธิบัตรในช่วง 10 ปี ย้อนหลังเพียง 3,000 รายการ ปัญหาคือ สินค้าจำพวกเทคโนโลยีชีวภาพมีผู้ผลิตน้อยรายมาก เกิดการกีดกันและใช้ประโยชน์ทางการค้ากันอย่างมาก ประเทศไทย เสียเปรียบประเทศมหาอำนาจที่มีสินค้าและมีกฎหมายเรื่องนี้คุ้มครองอยู่? นายบัณฑูร กล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประธานพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม มีความตอนหนึ่งว่า :

?ปัจจุบันการศึกษาวิจัยด้านพันธุศาสตร์มีความเจริญก้าวหน้ามาก...ความรู้ต่างๆ เหล่านั้นแม้จะมีประโยชน์มากก็จริง แต่ถ้าใช้ไม่ถูกเรื่องถูกราว โดยไม่พิจารณาให้ดี ไม่รอบคอบแล้ว ก็ก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายแก่ชีวิตความเป็นอยู่ และสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรงได้เช่นกัน เหตุนี้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา จำเป็นจะต้องศึกษาให้รู้เท่าทัน...ทำให้หวังได้ว่า การนำความรู้ด้านพันธุศาสตร์ไปปรับใช้ในกิจการด้านต่างๆ จะเป็นไปด้วยความระมัดระวังรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ?

ซึ่งรัฐบาลควรจะนำมาใส่เกล้าใส่กระหม่อมไตร่ตรองให้ดี เพราะประเด็นมิได้อยู่ที่ ไม่ทันเทคโนโลยีด้านนี้ แต่ประเด็นสำคัญคือประโยชน์หรือโทษที่จะตกกับประชาชน ยังไม่ได้ศึกษาประเมินและเป็นฉันทามติก่อนต่างหาก แต่ดูเหมือนรัฐบาลพยายามจะดันเข้า ครม.คราวหน้าอีกครั้ง

กระแสตอนนี้ จึงไม่เพียงไม่เอาพืช GMO แต่ยังไม่เอารัฐมนตรี GMO ไม่เอานายกฯ GMO ไม่เอารัฐบาล GMO" อีกด้วย

ชี้เขื่อนกั้นคลื่นทะเลร้ายกว่าที่คิด

โดยมติชน วันที่ 23 สิงหาคม 2550

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จัดประชุมชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง "ปัญหาและการฟื้นฟู" นายปริทัศน์ เจริญสิทธิ์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า จากการบินสำรวจร่วมกับสำนักอนุรักษ์การบินพบว่า ฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ตั้งแต่นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และนครศรีธรรมราช มีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นและรอดักทรายทั้งสิ้น 25 จุด เฉพาะ จ.นราธิวาส จากปากแม่น้ำโก-ลกจนถึงพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ระยะทาง 20 กม. เพียง 1 จุด มีเขื่อนกันทรายและกันคลื่นมากถึง 33 ตัว ส่วนบริเวณปากแม่น้ำใน 3 จังหวัด ก็มีเขื่อนเฉลี่ยจุดละ 1-3 ตัว

"เราพบว่า หลังจากก่อสร้างเขื่อนตัวแรกที่ฝั่งมาเลเซีย เมื่อปี 2535 ส่งผลให้ตลอดแนวฝั่งทะเล 4 จังหวัดเกิดการกัดเซาะ วิธีแก้คือ การก่อสร้างเขื่อนกั้นคลื่นและทราย แต่กลับกระทบเป็นลูกโซ่ขึ้น เนื่องจากชายฝั่งอ่าวไทยมีลักษณะเรียบตรง และมีกระแสน้ำชายฝั่งเป็นลักษณะเฉพาะ การมีโครงสร้างกีดขวาง จะทำให้กระแสน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทาง และเร่งให้เกิดการกัดเซาะ เพราะชายฝั่งบางพื้นที่ขาดตะกอนไปหล่อเลี้ยง และพยายามจะปรับตัวให้เข้าสมดุลใหม่" นายปริทัศน์กล่าว

นายสมบูรณ์ พรพิเนตพงศ์ นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ปัญหาการพังทลายของชายหาดภาคใต้ ตั้งแต่พื้นที่ จ.นราธิวาส ขึ้นไปจนถึง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พบมีอัตรารุนแรง มากกว่าการประเมินความเหมาะสม การสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นที่กรมการขนส่งทางน้ำ และพานิชย์นาวี เคยว่าจ้างบริษัทศึกษา เมื่อปี 2535 ขณะที่รายงานดังกล่าวยังระบุไว้ชัด เช่น กรณีเขื่อนกันคลื่นร่องน้ำ ท่าศาลา เมื่อสิ้นสุดปีที่ 25 จะเกิดการกัดเซาะด้านเหนือเขื่อนประมาณ 150 เมตร ซึ่งปัจจุบันกัดเซาะเกิน 100 เมตร เร็วกว่าการประเมินมาก พร้อมทั้งเสนอให้นำทรายที่ถมทางด้านใต้เขื่อนมาเติม แต่หน่วยงานนี้ก็ไม่เลือกวิธีเติมทราย แต่เลือกสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นในบริเวณที่ถูกกัดเซาะ ยิ่งสร้างเขื่อนกันคลื่นก็จะลุกลามให้เกิดกัดเซาะมากขึ้น เป็นความผิดพลาดที่สิ้นเปลืองงบฯมาก

จวกโรงงานจีนสภาพแวดล้อมแย่

โดยมติชน วันที่ 23 สิงหาคม 2550

โรงงานจีนถูกซัดไม่เลิก กลุ่มพิทักษ์สิทธิฯชี้สภาพการทำงานเลวร้าย-ละเมิดสิทธิแรงงาน จี้บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานในจีนให้ดีขึ้น ออสซี่-กีวีเรียกคืนผ้าห่มฉีดน้ำยาอาบศพที่ผลิตในจีน

อุตสาหกรรมการผลิตของจีนยังคงเผชิญมรสุมที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงไม่หยุดนับตั้งแต่เกิดกรณีสินค้าที่ผลิตในจีนถูกตีกลับ เนื่องจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือมีสารพิษปนเปื้อน ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มไชน่า เลเบอร์ วอต์ช ซึ่งเป็นกลุ่มพิทักษ์สิทธิแรงงานที่มีที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ออกมาเผยแพร่รายงานการตรวจสอบของตนระบุกล่าวหาว่า สภาพแวดล้อมการทำงานของโรงงานผลิตของเล่นในจีนที่ส่งออกไปให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมากถึง 8 แห่งนั้นมีสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายและมีการละเมิดสิทธิแรงงานเกิดขึ้น

ไชน่า เลเบอร์ วอต์ช ระบุว่า จากการสอบสวนของทางกลุ่มที่ใช้เวลาหลายเดือนพบว่า โรงงานผู้ผลิตสินค้าของจีนให้แก่บริษัทต่างประเทศใหญ่ๆ อย่างวอลต์ ดิสนีย์, บริษัท บันได และ ฮาสโบร อิงค์.นั้น ไม่ได้ให้ความใส่ใจในมาตรฐานขั้นพื้นฐานของสิทธิแรงงานสักเท่าใดนัก เช่น ค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับต่ำ สิทธิประโยชน์ที่สมควรได้รับกลับไม่มีอยู่จริง และสภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย โดยรายงานฉบับนี้สรุปสาเหตุว่าอาจเป็นเพราะการไร้ซึ่งนโยบายมองการณ์ไกลที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้บริษัทใหญ่ๆ ดังกล่าวเมินเฉยต่อมาตรฐานความปลอดภัยและไม่ใส่ใจกับสภาพแวดล้อมของแรงงานที่เป็นกำลังผลิตในโรงงานจีน

รายงานของกลุ่มไชน่า เลเบอร์ วอต์ช ยังได้เรียกร้องให้บริษัทที่เกี่ยวข้องช่วยปรับปรุงมาตรฐานต่างๆ ที่จะช่วยให้สิทธิของกลุ่มแรงงานดีขึ้น เช่น การให้ราคาผลิตภัณฑ์สินค้าแก่โรงงานผู้ผลิตที่สมเหตุสมผล มีส่วนช่วยให้การตรวจสอบการละเมิดสิทธิแรงงานและมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการละเมิดกฎหมายของโรงงานผู้ผลิตในจีน เป็นต้น

ด้านโฆษกของบริษัท วอลต์ ดิสนีย์ กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังพิจารณาเกี่ยวกับรายงานการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มแรงงานในจีนอยู่ และจะดำเนินการสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าว รวมถึงการหามาตรการเยียวยาต่อไปอยู่ เช่นเดียวกับโฆษกของบริษัท ฮาสโบร ที่ออกแถลงในทำนองเดียวกันว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

รายงานชิ้นนี้ออกมาในขณะที่สินค้าส่งออกจากจีนกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดในต่างประเทศเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัท แมทเทล ผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ในสหรัฐ ได้เรียกคืนของเล่นเกือบ 19 ล้านชิ้นที่ผลิตในจีนคืน เนื่องจากตรวจพบว่ามีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่

มีรายงานด้วยว่า บริษัทผู้จัดจำหน่ายในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลียได้เรียกคืนผ้าห่มที่ผลิตในจีน หลังจากมีการตรวจพบสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่ใช้ฉีดศพในปริมาณสูงเคลือบอยู่ในผ้าห่มยี่ห้อ "ซูเปอร์ลักซ์" ซึ่งผลิตในจีน อย่างไรก็ดี บริษัทชาร์ลส์ พาร์สัน หนึ่งในบริษัทผู้จัดจำหน่ายผ้าห่มจากจีนในประเทศออสเตรเลีย ไม่ได้เปิดเผยว่าจำนวนผ้าห่มที่เรียกคืนว่ามีจำนวนเท่าใด เพียงแต่บอกว่ามีวางจำหน่ายอยู่ในออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก ส่วนที่นิวซีแลนด์มีอยู่ราว 800 ผืน (รอยเตอร์/เอพี)

by ThaiWebExpert