มติชนออนไลน์

แถลงการณ์ผู้นำเอเปค ฟื้นเจรจาการค้ารอบโดฮา พร้อมร่วมรับมือ"โลกร้อน"

มติชน วันที่ 10 กันยายน 2550

หมายเหตุ - การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 15 ที่กรุงซิดนีย์ ออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายนเสร็จสิ้นลงแล้ว โดยผู้นำเอเปคออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการค้าโลกภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และแถลงการณ์เรื่องภาวะโลกร้อน รวมถึงแถลงการณ์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มเอเปค

แถลงการณ์ผู้นำเอเปคว่าด้วยการเจรจาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก

เราผู้นำเอเปคซึ่งครอบครองเศรษฐกิจถึงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของการค้าโลก เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้การเจรจารอบโดฮาขององค์การการค้าโลกบรรลุผลสำเร็จ หลังเริ่มการเจรจาในปี 2544 เราเรียกร้องให้มีการเจรจาที่ได้สาระสำคัญในทุกประเด็นภายใต้กรอบโดฮา ด้วยเชื่อว่านี่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา และเป็นเป้าหมายในการพัฒนาที่สำคัญ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในเรื่องการค้าและลดกำแพงภาษี สร้างตลาดที่เสรี เป็นธรรม และมั่นคงมากขึ้น

เรายืนยันว่าฉันทามติจะมีขึ้นได้บนพื้นฐานของความปรารถนาอย่างแรงกล้าและความเท่าเทียมของผลสรุปซึ่งช่วยเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดอย่างแท้จริงในภาคการเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และการลดการอุดหนุนภาคการเกษตรที่บิดเบือนการค้า และสิ่งนี้จะนำมาซึ่งการไหลเวียนของสินค้าแบบใหม่ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมถึงเขตเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา

เรารับรองมุมมองของรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบด้านการค้าว่าไม่เคยมีความจำเป็นเร่งด่วนใดๆ ที่จะสร้างความก้าวหน้าในประเด็นดังกล่าวมากเท่ากับขณะนี้

การเจรจารอบโดฮาเป็นเรื่องที่กว้าง แต่ผลสำเร็จในภาพรวมในขณะนี้อยู่ที่ความคืบหน้าในเรื่องเกษตรกรรม และสินค้าอุตสาหกรรม และเราเชื่อว่าความแตกต่างที่ยังคงอยู่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้ในที่สุด

การเจรจาอย่างเข้มข้นได้ฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งที่เจนีวา และเราขอปฏิญานถึงความมุ่งมั่นทางการเมือง การยืดหยุ่นผ่อนปรน และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำให้แน่ใจว่าการเจรจารอบโดฮาจะเข้าสู่ขั้นสุดท้ายในปีนี้ และเราขอเรียกร้องให้มิตรของเราในองค์การการค้าโลกเข้ามามีส่วนร่วมในความพยายามที่สำคัญยิ่งนี้ด้วย

ท้ายที่สุด เราจะสั่งให้รัฐมนตรีของเรารวมถึงเจ้าหน้าที่กลับเข้าสู่การเจรจาบนพื้นฐานของร่างเอกสารที่ถูกนำขึ้นสู่โต๊ะเจรจาโดยประธานการเจรจาในประเด็นเกษตรกรรมและการเข้าถึงตลาดที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร และเป็นอีกครั้งที่เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรของเราทำเช่นเดียวกัน

แถลงการณ์ผู้นำเอเปคว่าด้วยภาวะโลกร้อน, ความมั่นคงด้านพลังงาน และการพัฒนาที่สะอาด

ผู้นำเอเปคเห็นพ้องกันว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน และภาวะโลกร้อนล้วนเป็นสิ่งท้าทายที่สำคัญและมีความเชื่อมโยงถึงกันในภูมิภาคเอเปค ซึ่งความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของเอเปคคือการวางแนวทางใหม่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่สะอาดและยั่งยืน ทั้งนี้ เอเปคขอย้ำว่าหลักประกันด้านพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเขตเศรษฐกิจในภูมิภาค ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงคุณภาพของสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

- เอเปคมีแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศในอนาคตคือยึดมั่นในพันธกิจที่มีต่ออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยภาวะโลกร้อน (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ซึ่งเอเปคเชื่อว่าการปฏิบัติตามหลักการของยูเอ็นเอฟซีซีซีนั้นจะต้องสนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยภาวะโลกร้อนระหว่างประเทศหลังปี 2555 อย่างยุติธรรมและมีประสิทธิผล

- สนับสนุนข้อตกลงว่าด้วยภาวะโลกร้อนระหว่างประเทศหลังปี 2555 ซึ่งเอเปคเห็นพ้องที่จะทำงานตามข้อตกลงนี้อย่างสร้างสรรค์

- วาระว่าด้วยแผนปฏิบัติการเอเปค อาทิ การมุ่งเน้นถึงความสำคัญของการปรับปรุงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อเทคโนโลยีพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการศึกษาวิจัยด้านพลังงานในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะด้านพลังงานจากธรรมชาติที่สะอาดและการใช้แหล่งพลังงานที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่ การจัดตั้งเครือข่ายเพื่อการจัดการและการฟื้นฟูป่าที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการกำหนดมาตรการต่างๆ ด้านการค้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวสิ่งแวดล้อม การขนส่งทางอากาศ การใช้พลังงานทางเลือก ความมั่นคงด้านพลังงาน การพิทักษ์แหล่งทรัพยากรชีวภาพทางน้ำ เป็นต้น

แถลงการณ์การประชุมผู้นำเอเปค ครั้งที่ 15

กระชับความร่วมมือในชุมชนและเสริมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน"

- การรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

เราเห็นพ้องในการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและเห็นชอบให้มีการเพิ่มพูนความพยายามในประเด็นเหล่านี้คือ

๐การลดกำแพงภาษีสำหรับการค้าและการลงทุนร่วมถึงการดำเนินการผ่านความตกลงเขตการค้าเสรีและความตกลงการค้าระดับภูมิภาค

๐การพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค รวมถึงในตลาดทุน

๐อำนวยความสะดวกสำหรับความร่วมมือในสาขาต่างๆ อาทิ การคมนาคมขนส่ง การสื่อสาร การทำเหมือง และพลังงาน

โดยได้มอบหมายให้ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีไปทำงานในประเด็นดังกล่าวและรายงานสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับการส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่อที่ประชุมผู้นำเอเปคในปี 2551

ความสำเร็จของการเจรจารอบโดฮายังเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด ขณะที่ความตกลงการค้าเสรีทั้งในระดับภูมิภาคและทวิภาคียังมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นการขยายตัวด้านการค้าการลงทุนอย่างเสรี และสร้างความใกล้ชิดทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากขึ้น

เราเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของตลาดในประเทศ เพิ่มพูนการผลิต และเพิ่มความยืดหยุ่นในระบอบเศรษฐกิจ และคงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปโครงสร้าง

รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันในประเทศซึ่งสนับสนุนการปฏิรูปโครงสร้าง โดยจะมีการพบกันในระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือถึงประเด็นดังกล่าวในปี 2551

เห็นชอบกับการปกป้องและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในภูมิภาค รวมถึงการคงความพยายามของสมาชิกเอเปคในการต่อสู้กับการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าเลียนแบบ

ย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการลงทุนซึ่งมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และเห็นพ้องกันว่าภูมิภาคควรต้องดำเนินมาตรการเพื่อพัฒนาบรรยากาศการลงทุน เราตกลงที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับความตกลงการลงทุนแบบทวิภาคีและแก่นของประเด็นต่างๆ ด้านการลงทุนซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความตกลงเขตการค้าเสรีที่มีอยู่ ด้วยมุมมองของการพัฒนาบนพื้นฐานของความตกลงด้านการลงทุน

เน้นย้ำพันธกรณีในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นและการส่งเสริมธรรมาภิบาลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่คาดเดาได้และประสบความสำเร็จ

- ยกระดับความมั่นคงของมนุษย์

เน้นย้ำถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยธรรมชาติและผลกระทบที่จะตามมาจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของมนุษย์ และตระหนักดีว่าความมั่นคงของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเติบโตและความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเห็นพ้องถึงความจำเป็นที่จะสร้างความพร้อมในชุมชนในกรณีฉุกเฉินและภัยธรรมชาติ

เราให้การรับรองหลักการเกี่ยวกับการป้องกันอาหารซึ่งจะช่วยป้องกันอาหารจากการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ

เราตระหนักถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและเปลี่ยนแปลงง่าย ความปลอดภัยด้านพลังงานคือการที่เราต้องใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการค้าที่เสรีและตลาดที่โปร่งใส

- ความเข้มแข็งของเอเปค

เราจะยังคงความพยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เอเปคเพื่อให้เอเปคมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น สำหรับประเด็นการรับสมาชิกใหม่จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาจนกว่าจะถึงปี 2553

แก้ "โลกร้อน" จากเรื่องใกล้ตัวด้วย "หนังสั้น"

มติชน วันที่ 7 กันยายน 2550

สัญญาณ" "มิตรภาพ" "ภาคใต้"

เชื่อไหมว่า 3 คำนี้เกี่ยวกับ "โลกร้อน" ด้วย จากการประกวดภาพยนตร์สั้นวิทยาศาสตร์เยาวชน บ้านวิทยาศาสตร์ จึงได้ทราบเหตุผลของ 3 คำนี้ หลังจากที่ทีม "ลิตเติ้ล ว้อยส์" คว้ารางวัลชนะเลิศในการผลิตหนังสั้นจากการประกวดครั้งนี้ ซึ่งเป็นทีมที่มาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ภายใต้ชื่อผลงานว่า "โทรศัพท์กระป๋อง"

เนื้อหาในหนังสั้นนี้ มีเรื่องราวว่า "ที่จังหวัดยะลา มีเด็กผู้ชายที่เป็นไทยพุทธ เป็นเพื่อนกับเด็กผู้หญิงที่เป็นอิสลาม พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน อยู่โรงเรียนเดียวกัน ทำให้สนิทมาก โดยไม่มีคำว่า "ศาสนา" เข้ามากั้นกลาง จนเกิดความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เพื่อนทั้ง 2 คนห่างเหิน อีกทั้งสัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัด ทำให้เพื่อนฝ่ายหญิงรู้สึกเหงา จนวันหนึ่งคิดได้ว่า คุณครูเคยสอนทำ "โทรศัพท์กระป๋อง" ทั้ง 2 คนจึงได้ติดต่อสื่อสารกันได้อีกครั้ง"

น.ส.โนรฮาวา อดุลสรีศิลป์ บอกว่า โทรศัพท์ไม่ได้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน หากรู้จักนำภูมิปัญญาเก่าๆ มาประยุกต์ใช้ก็สามารถติดต่อได้แล้ว

"อย่างเรื่อง "สัญญาณ" หมายถึงเทคโนโลยี ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโลกร้อนคือเทคโนโลยี เช่น โทรศัพท์มือถือ ถึงแม้จะมีความสำคัญในชีวิตประจำวัน แต่หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็สามารถใช้โทรศัพท์สาธารณะก็ได้ ส่วน "มิตรภาพ" เมื่อขาดการติดต่อก็ไม่ได้หมายความว่าตัดมิตรภาพความเป็นเพื่อนได้ และ "ภาคใต้" แม้เหตุการณ์จะรุนแรง แต่ในมุมหนึ่งก็ยังมีเรื่องราวดีๆ อยู่เสมอ"

โนรฮาวาบอกอีกว่า โทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่คนร้ายภาคใต้นำมาจุดระเบิด เชื่อว่าหากเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้ประเทศกลับไปสู่โลกเก่าที่ไม่มีเทคโนโลยี เหมือนกับตอนนี้หากไม่ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โลกอาจไม่มีต้นไม้ ไม่มีดอกไม้ ใบหญ้า โลกจะเต็มไปด้วยดินทราย และมีแต่อากาศร้อนด้วย ถ้าคนไทยไม่อยากให้เกิดภาวะแบบนี้ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

ส่วนอีกทีม "ยุทธการปราบหนู" จาก มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล น.ส.ชุมาภรณ์ สมพงศ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เสนอเรื่องราวของนักศึกษาที่อยู่หอพัก แต่ไม่เคยจัดระเบียบห้องเลย ทำให้ห้องสกปรก มีหนูมาอาศัย นักศึกษาจึงหาวิธีด้วยการซื้อเครื่องกำจัดหนูแบบเสียบปลั๊ก แต่ไม่ทำให้หนูตายได้เลย

น.ส.ชุมาพรบอกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ บางทีก็ไม่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่มนุษย์กลับพึ่งสิ่งของที่สะดวกสบายโดยไม่คำนึงถึงสภาวะแวดล้อม เพียงแค่เราจัดการกับตัวเอง จัดห้องให้สะอาด วางของให้เป็นที่ทางก็สามารถจำกัดหนูได้

"การที่จะแก้สภาวะโลกร้อนได้ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง หากมนุษย์หวังพึ่งแต่สิ่งสะดวกสบาย อีกไม่นานอาจไม่มีโลกมาให้เราอาศัยอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"

เรื่อง "โลกร้อน" ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การแก้ไขเพียงทำตั้งแต่อเรื่องใกล้ตัว อย่างหนังสั้นที่นำเสนอข้างต้น คนละไม้คนละมือ เท่านี้ก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้บ้างแล้ว

หลายชาติค้านเขตค้าเสรี เอเปค

มติชน วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550

ญี่ปุ่น-จีนนำทีมแย้งไอเดียมะกัน ระบุไม่เร่งด่วน-หวั่นทำWTOล่ม

จีน-ญี่ปุ่นและอีกหลายชาติรุมค้านข้อเสนอของมะกัน ที่จะเร่งรัดเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ยันไม่ใช่เรื่องด่วน ชี้ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมให้รอบคอบ หลายฝ่ายกังวลบ่อนทำลายองค์การการค้าโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประชุมความร่วมมือเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งออสเตรเลียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในนครซิดนีย์ระหว่างวันที่ 2-9 กันยายน ว่า ในการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าของเอเปค ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ ขอสงวนสิทธิเกี่ยวกับข้อเสนอของสหรัฐอเมริกาในการก่อตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่จะครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากหลายประเทศเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวของสหรัฐเป็นเป้าหมายระยะยาวของเอเปค ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคุยกันอย่างเร่งด่วน

รายงานข่าวระบุว่า นายวอร์เรน ทรัสส์ รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีของเอเปค ได้แสดงความหวังว่าหลังจากมีการเจรจากันในระดับรัฐมนตรีแล้ว รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก ควรจะนำเข้าสู่ที่ประชุมระดับผู้นำของเอเปคในปลายสัปดาห์นี้ แต่ถูกหลายประเทศท้วงติงดังกล่าว

นายเอ็ดเซล คัสโตดิโอ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สหรัฐเสนอเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้วโดยมีออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์สนับสนุน ซึ่งสมาชิกชาติอื่นๆ เข้าใจว่าเป็นแผนและเป้าหมายระยะยาว และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการเจรจาในทันที ส่วนจีนได้คัดค้านคำพูดที่ปรากฏในรายงานดังกล่าวที่ดูเหมือนว่าจะมีการกำหนดกรอบเวลาในการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก

ด้านนายมิตสุโอะ ซากาบา โฆษกรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า ฝ่ายญี่ปุ่นแนะว่าควรมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งด้านความสามารถการแข่งขันในภูมิภาค,ความสามารถในการผลิตและการปรับโครงสร้างก่อนที่จะเข้าร่วมกระบวนการเจรจาเต็มขึ้นในอนาคต

นายซากาบา เปิดเผยด้วยว่า มีรัฐมนตรีอย่างน้อย 3 คนที่ขอสงวนสิทธิในการที่จะเห็นด้วยกับบางถ้อยคำที่ปรากฏในรายงานการประชุม อย่างไรก็ตาม นายซากาบา ไม่ยอมเปิดเผยชื่อรัฐมนตรี 3 รายว่าเป็นใคร ส่วนรัฐมนตรีบางคนเห็นว่าเวทีเอเปค เป็นเวทีซึ่งมีหลักการว่าจะเป็นการร่วมมือที่ไม่มีการผูกมัด แต่ต้องเป็นไปโดยสมัครใจของสมาชิก แต่การค้าเสรีที่ว่านี้เต็มไปด้วยระเบียบและข้อผูกมัด

จากข้อโต้แย้งนี้ทำให้รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย สั่งให้มีการปรับแก้รายงานเรื่องนี้ใหม่ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 6 กันยายน

รายงานข่าวระบุว่ามีความกังวลว่าการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก อาจเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO)

หน้า 20

************************************************************

เอเปคเข้มมาตรฐานอาหาร-สินค้า "แมทเทล"เรียกคืนอีกของเล่นจีน
มติชน วันที่ 06 กันยายน 2550

เอพีรายงานว่า แมทเทล อิงค์ บริษัทผู้ผลิตของเล่นแห่งสหรัฐอเมริกา ได้เรียกคืนของเล่นที่ผลิตในจีนอีกรอบกว่า 8 แสนชิ้นทั่วโลก เนื่องจากสีที่ใช้กับของเล่นปนเปื้อนสารตะกั่วที่อาจเป็นอันตรายต่อสมองเด็ก ซึ่งนับเป็นการเรียกคืนครั้งใหญ่เป็นรอบที่ 3 แล้วในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ การเรียกคืนครั้งนี้ยังรวมถึงตุ๊กตาบาร์บี้ดอลล์สินค้ายอดฮิตอีกด้วย ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของแมทเทล ที่มีภาพพจน์ว่ามีการควบคุมการผลิตสินค้าในจีนอย่างเข้มงวด

รายงานข่าวระบุว่า สินค้าของแมทเทลประมาณ 65% ผลิตในจีน (ในลักษณะจ้างบริษัทท้องถิ่นผลิต) และอีก 50% ของสินค้าเป็นการผลิตโดยโรงงานที่แมทเทลเป็นเจ้าของในจีน

รอยเตอร์รายงานจากออสเตรเลีย ซึ่งมีการจัดประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิค (เอเปค) ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องที่จะพัฒนามาตรฐานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในอาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคในภูมิภาค ซึ่งมาตรฐานนี้จะถูกกำหนดบนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์โดยจะไม่มีการประนีประนอมทางการค้าแต่อย่างใด ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจในภูมิภาค

รายงานข่าวระบุว่า จีนเป็นหนึ่งในสมาชิกเอเปคในครั้งนี้ด้วย ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนมานี้จีนต้องประสบปัญหาภาพพจน์ติดลบในตลาดโลก หลังจากมีการเรียกคืนสินค้าจำนวนมากหลายครั้ง

กก.ศึกษานิวเคลียร์ อัญเชิญพระราชดำรัส ถกปมโรงงานไฟฟ้า

โดยมติชน วันที่ 4 กันยายน 2550

กก.ศึกษาพลังงานนิวเคลียร์อัญเชิญพระราชดำรัสในหลวงเข้าหารือที่ประชุมวันนี้ หลังพระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่ควรใช้ทำโรงไฟฟ้า แม้สะอาดที่สุดแต่ก็อันตรายถึงตาย ประธานคณะกรรมการแนะ"ปิยสวัสดิ์"ทูลฯขอเข้าเฝ้าฯฟังพระราชกระแสรับสั่ง

นายกอรป กฤตยากีรณ ประธานคณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 กันยายน ว่า หลังจากได้อ่านพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งพระราชทานแก่คณะเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยที่ปฏิบัติราชการอยู่ในต่างประเทศ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมแล้ว ยังไม่ชัดว่าพระองค์จะทรงไม่เห็นด้วยกับพลังงานนิวเคลียร์เสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม จะอัญเชิญพระราชดำรัสดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการในวันที่ 4 กันยายนนี้ และจะแจ้งให้นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า ควรจะขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อรับกระแสพระราชดำรัสในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

อนึ่ง คณะกรรมการเพื่อเตรียมการศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งโดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เพื่อให้ศึกษาการใช้พลังนิวเคลียร์เป็นพลังงานทดแทนอย่างรอบด้าน

สำหรับพระราชดำรัสเกี่ยวกับพลังงานทดแทน มาจากการที่นายสนั่นชาติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา กราบบังคมทูลถามเรื่องการหาแหล่งพลังงานในอนาคต และรัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศใช้นโยบายตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กับมุ่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น เอทานอลและไบโอดีเซลตามแนวพระราชดำริ แต่ระยะหลังๆ นี้มีข้อเสนอที่จะศึกษาถึงการมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ภายใน 12-15 ปีข้างหน้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า "เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อ 10 ปี ก็พูดถึงแล้ว ก็มีผู้เชี่ยวชาญก็เข็นว่าต้องมี ตอนนั้นเลยบอกว่าไม่ควรจะเข็น เพราะว่าเรายังมีอย่างอื่นที่ยังดี ถ้าเมื่อ 10 ปี ตกลงเข็น ก็ให้คนไปศึกษา ป่านนั้นคนที่ไปศึกษาก็กลับมาแล้ว ความจริงก็มีที่ไปแล้วกลับมาแล้ว กลับมาไม่ได้ทำอะไร เพราะว่าไม่สนับสนุนกัน รัฐบาลไม่สนับสนุน ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ก็ไม่สนับสนุน ที่ส่งคนไปก็ออกจากงานไม่มีงานทำ ถ้าเดี๋ยวนี้อย่างที่พูดว่า ถึงเวลาหรือเปล่า ความจริงก็ถึงเวลา แต่ต้องหายไป ไปเรียน แล้วก็เมื่อเรียนหรือศึกษากลับมา จะต้องรัฐบาล คนอื่นทำไม่ได้ เพราะสิ้นเปลืองมาก ทางรัฐบาลจะต้องทำ ซึ่งความจริงรัฐบาลก็ทำมาแล้ว พลังงานปรมาณูนี้ทำมาแล้ว ไม่ใช่ทำพลังงานทดแทน แต่ทำสำหรับเกี่ยวข้องกับเรื่องของการศึกษาปรมาณู ก็ทำส่วนที่ได้ศึกษาและได้ประโยชน์มาแล้ว เกี่ยวข้องกับเรื่องรักษาผลไม้ หรือเร่งผลไม้ หรือทำผลไม้ไม่ให้เน่า ก็ใช้พลังงานปรมาณู ก็ได้ทำแล้ว

ความจริงถ้าจะมาทำโรงงานพลังงานปรมาณู ข้อสำคัญที่สุดจะต้องศึกษาว่า ถ้าสร้างพลังงานปรมาณูแล้ว จะทำให้ปลอดภัยได้อย่างไร ก็ยังไม่ได้ทำอะไร ครั้งเมื่อ 10 ปี ต้องศึกษาความปลอดภัยของพลังงานปรมาณู ตอนนั้นก็มาเกิดเชอร์โนบิล ก็ไม่มีคำตอบว่า ถ้าเชอร์โนบิลเกิดขึ้นในเมืองไทยจะทำอย่างไร ไม่บอก ไม่รู้ เพราะว่าที่จะทำโรงงานพลังงานปรมาณูก็จะทำที่บางปะกง เวลานั้นก็เกิดบางปะกงระเบิด ระเบิดไม่ใช่เพราะปรมาณู ระเบิดเพราะความเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ที่บางปะกง แล้วก็เมื่อระเบิดที่บางปะกง ลมมันพัดเข้ากรุงเทพฯ ถ้าสมมุติว่าระเบิดปรมาณู กรุงเทพฯก็จะตายเป็นส่วนใหญ่ เพราะลมมันเข้ากรุงเทพฯ

ฉะนั้น ถ้าทำโรงงานปรมาณู ขั้นแรกทีเดียวจะทำที่ไหน ไม่ได้ศึกษาเรื่องปรมาณู เมื่อ 10 ปี ไม่ได้ศึกษาว่า ถ้าปรมาณูระเบิดแบบเชอร์โนบิลคนจะตายกี่คน ครั้งบางปะกงระเบิดนั้นตายไปคนหนึ่ง แต่ว่าถ้าเป็นปรมาณูก็คงตายเป็นพัน อันนี้ถึงไม่ได้สนับสนุน แม้แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าอยากจะศึกษาปรมาณู ก็ดูควรจะไปสร้างโรงงานที่ไหน เพราะว่าต้องรู้ว่าลมมันพัดทางไหน

เรื่องบางปะกงตอนนั้นก็มีปัญหาว่ามีอันตรายอะไร คือ บางปะกงนั้นไม่ใช่เรื่องปรมาณู แต่เป็นเรื่องจะทำโรงงานไฟฟ้าใช้ถ่านหิน เขาจึงไปทำทางประจวบฯ ก็เอะอะๆ อันตราย ไม่ใช่ถ่านหินจะทำให้คนตาย แต่คนจะทำให้คนตาย ที่ทะเลาะกัน ยิงกัน ต้องแก้ไขปัญหานี้ก่อน อย่าแก้ไขทางเทคนิค แก้ไขเทคนิคได้ แต่แก้ไขคน คนก็ฆ่ากัน ที่ประจวบฯที่เขาฆ่ากัน ลงท้ายก็การที่จะทำโรงงานปรมาณู รู้สึกยังไม่ควรจะทำ ที่จริงมาเมื่อไม่กี่เดือน พูดถึงจะสร้างโรงงานปรมาณู ตอนนั้นก็บอกว่าถ้าจะถึงเวลาแล้ว แต่ว่าคนที่มาพูด เขาไม่ได้นึกถึงว่าคนจะฆ่ากัน ก็เลยไม่อยากพูด ที่ท่านทูตถามว่าถึงเวลาที่จะพิจารณาหรือยัง ที่จริงถึงเวลามานานแล้วที่จะทำโรงงานปรมาณู ท่านทูตอาจจะกลุ้มใจว่าไม่ใช่ปรมาณูหรอก เรื่องคน คนฆ่ากัน แล้วนอกจากนั้นก็เรื่องสิ้นเปลือง

แต่ว่าอย่างจะทำโรงงานปรมาณู ก็จะทำที่ไหน ขนาดที่จะไปทำที่ปลอดภัยที่สุด คือ แถวประจวบฯ ที่เขาบอกว่าเป็นเมืองไทยที่แคบที่สุด ปรมาณูจะไปไหน ถ้าทำที่ประจวบฯ มันแคบมาก มันก็ไปเข้าพม่า ตรงนั้นบอกว่ามันกว้างเพียง 20 กิโลเมตร มันก็ไปพม่า ไม่เช่นนั้นมันก็กลับมาอีกทาง ก็มาข้ามอ่าว ข้ามอ่าวก็มาทางตะวันออก หรือไม่อย่างนั้นก็มาทางเหนือ ประจวบฯทั้งหมดนั้นกว้างยาว 100, 200 กิโลเมตร พลังงานปรมาณูก็ไป อาจจะลงไปชุมพรก็ได้ ไม่ใช่ไม่มีอันตราย มันมีอันตรายทั้งนั้น

เขาก็บอกว่าเดี๋ยวนี้พลังงานปรมาณูเป็นพลังงานที่สะอาดมาก ก็จริง สะอาดที่สุด แต่ว่าถ้าอันตรายก็อันตราย ถึงตายทั้งนั้น ฉะนั้น ท่านทูตลองไปถามผู้เชี่ยวชาญ ถามทางผู้เกี่ยวข้องพลังงาน ยังลำบาก แต่การที่จะทำพลังงานที่ไม่อันตราย อย่างไบโอดีเซล หรืออะไรพวกนี้ ก็น่าจะคิดจะทำ แต่ไบโอดีเซลมันน้อย ก็ต้องเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง"

วันเดียวกัน ที่ศูนย์ประชุมไบเทคบางนา นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 49 จัดแถลงยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2551-2555 โดยนายกุลกุมุท สิงหรา ณ อยุธยา กรรมการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ เกี่ยวกับโครงการ "การทูตความมั่นคงเพื่อพลังงาน" ให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อหาพลังงานทดแทนในอนาคต โดยปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าพลังงานถึง 90% หรือ 9 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยระหว่างปี 2545-2549 มีการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้มีการคิดค้นพลังงานสะอาดขึ้นทดแทนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ก่อมลพิษ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ ที่ศึกษาแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก แต่ต้องมีประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยในที่ตั้งโรงงานด้วย หากไทยมีพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นปีละ 8%

พล.ร.อ.สถิรพันธ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยติดต่อเรื่องตั้งโรงงานในเขตทหารจริง แต่จำไม่ได้ว่าที่ จ.ระยอง หรือสัตหีบ แต่ปฏิเสธไป เนื่องจากเป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร และเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้งาน ไม่สามารถให้ได้

ไบโอเทคหนุนรัฐปลดล็อค"จีเอ็มโอ"

มติชน วันที่ 04 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นางดรุณี เอ็ดเวิร์ดส รองผู้อำนวยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "พืชจีเอ็มโอ ความจำเป็นที่ต้องทดสอบภาคสนาม" ที่โรงแรมสยามซิตี ว่า มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสมาตั้งแต่ปี 2544 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในระดับไร่นา ทำให้นักวิจัยไทยกว่า 200 คน เริ่มไม่แน่ใจต่ออนาคตของตนเองว่า จะทำวิจัยต่อไปหรือไม่ ไบโอเทคจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติ ครม.เมื่อปี 2544 ที่ห้ามทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอในแปลงปลูกจริง เพื่อที่จะหาผลดีผลเสียว่าประเทศไทยเหมาะหรือไม่กับการปลูกพืชจีเอ็มโอ และหากมีการอนุญาต เบื้องต้นจะทดลองปลูกมะละกอ พริก สับปะรด มะเขือเทศ และไม้ดอกต่างๆ อาทิ กล้วยไม้ รวมทั้งพืชพลังงาน โดยใช้พื้นที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน) เป็นแปลงทดลอง ซึ่งยืนยันว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนหรือการเล็ดลอดไปสู่แปลงพืชชนิดอื่น

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อนุกรรมการทรัพยากรชีวภาพและทรัพยสินทางปัญญา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดนักวิทยาศาสตร์ถึงพยายามผลักดันให้ปรับเปลี่ยนมติ ครม.ทั้งๆ ที่สิ่งที่ควรจะดำเนินการขณะนี้ คือ ผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยและความอยู่รอดของภาคเกษตรกรเป็นสำคัญ

เชื่อปม"โลกร้อน"ทำเวทีเอเปคปริ

โดยมติชน 4 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 3 กันยายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียแปซิฟิค หรือเอเปค ที่นครซิดนีย์ เมืองหลวงของรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ระบุว่า ประเด็นหารือเรื่อง "โลกร้อน" เร่าร้อนมากขึ้นตามลำดับ และอาจกลายเป็นการแตกหักทางความคิดครั้งสำคัญของสมาชิกเอเปค ที่พากันโวยสหรัฐอเมริกา-ออสเตรเลีย ยึดเวทีเอเปคสนับสนุนแนวทางของตนเองในเรื่องนี้ ทำให้เชื่อว่าการถกเรื่องนี้จะเป็นการโต้เถียงกันครั้งใหญ่แบบถึงเลือดถึงเนื้อและจะยิ่งเน้นให้ความแตกต่างทางความคิดในเรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก โดยจีนและประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เห็นว่า สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียที่ปฏิเสธไม่รับพิธีสารเกียวโต พยายามรวบรัดเพื่อใช้เวทีเอเปคเป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายสนธิสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ออสเตรเลียต้องใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง กว่าจะนำตัวผู้ประท้วง 3 รายที่อ้างตัวว่าอยู่ในกลุ่ม "ปฏิบัติการที่แท้จริงว่าด้วยโลกร้อน" ซึ่งลอบบุกเข้าไปในสถานีผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหิน ลอย ยัง ในรัฐวิคตอเรีย ใช้โซ่ล่ามตัวเองเข้ากับสายพานลำเลียงถ่านหินเพื่อประท้วงการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินผลิตไฟฟ้าไปจับกุมและดำเนินคดีได้

มาอีกแล้ว "จีเอ็มโอ"

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

โดย มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

ถ้ายังจำกันได้ หลังจากคณะรัฐประหารตั้งรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรีกันพร้อมหน้า ข้อเสนอให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นก็กลับมาอีกจากระดับสูงสุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มิใยว่าจะมีการศึกษาออกมามากแล้วขนาดไหน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และข้อสรุปส่วนใหญ่คือ ไม่ควรสร้าง ก็จะรั้นเอามาศึกษาใหม่ เพื่อจะดันให้สร้าง หลังจากนั้นเงียบหายไป ไม่รู้ว่าแอบไปดันศึกษากันเงียบๆ อีกหรือไม่

ไม่กี่วันมานี้เอาอีก ผลักดันให้แก้ไขประกาศเดิม เพื่อจะให้สามารถทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมในระดับไร่นาได้ โดยยกประโยชน์ของมะละกอมาเป็นข้ออ้างที่เหมือนจะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ง่าย แถมด้วยเหตุผลสากลว่า แล้วประเทศไทยจะตามเขาไม่ทัน

ดีว่ามีข้อทักท้วงภายในคณะรัฐมนตรีกันเอง รวมทั้งจากกระทรวงพาณิชย์ ทำให้เรื่องนี้ยังต้องคุยกันอีก จะนานหรือไม่นานก็ไม่รู้ได้

การทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมในระดับไร่นาเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นชะตากรรมของประเทศที่น่าจะทิ้งไว้ให้รัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตัวจริงเขาไปว่ากันเอง จะมาเร่งรัดเอาง่ายๆ ในรัฐบาลนี้ ปราศจากความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ถามว่าทำไมการเปิดให้ทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมระดับไร่นามีอันตรายมากจนถึงต้องสะกัดกั้นเอาไว้เลยหรืออย่างไร

คำตอบคือ อันตรายมาก ไม่ใช่ในแง่อันตรายจากตัวพืชตัดต่อพันธุกรรมที่จะส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค ซึ่งอาจจะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเป็นอันตรายต่อคนกินหรือไม่ แต่ก็มีบางตัวอย่างของพืชตัดต่อพันธุกรรมที่เป็นอันตรายจริงกับผู้บริโภค เพียงแต่ไม่นิยมเอามาพูดกัน มักจะอ้างโดยใช้ตรรกด้านบวกตามวิธีคิดวิทยาศาสตร์ว่า ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าไม่อันตราย ก็ถือว่าไม่อันตราย ซึ่งตรรกเดียวกันนี้ใช้ในทางกลับกันได้เหมือนกันว่า หากพิสูจน์ไม่ได้ว่าปลอดภัยจริงในวันนี้และวันหน้า ก็สรุปได้ว่ามันยังไม่ปลอดภัย

ประเด็นสำคัญที่ผมเบื่อจะเขียนถึงก็คือ นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว สำรวจกันออกมาทีไร คนไม่ไว้วางใจพืชตัดต่อพันธุกรรมนั้นมีมากกว่าคนที่ไม่ใส่ใจอะไร คนส่วนใหญ่หรือเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะในอเมริกา ยุโรป หรือไล่มาแถวญี่ปุ่น คิดว่าจะเลือกบริโภคพืชผลที่ไม่ได้ตัดต่อพันธุกรรมมากกว่าครับท่าน

แต่อย่างที่เรารู้ การปลูกพืชตัดต่อพันธุกรรมนั้น ต่อให้ระมัดระวังมากสักแค่ไหน โอกาสของการปนเปื้อนไปสู่พืชผลชนิดอื่นๆ มีสูงยิ่ง และเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาทั้งนั้นกับประเทศที่ทำ ในขณะที่หลายประเทศเช่น ยุโรปหรืออเมริกาเองก็เคร่งครัดกับสิ่งปนเปื้อนในพืชผลที่นำออกขายและที่นำเข้า

ผลที่จะตามมาจากการเปิดให้ทดลองในระดับไร่นาอย่างประเทศไทยก็คือ ต้นทุนของพืชผลชนิดอื่นๆ รวมทั้งพืชผลปลอดสารพิษหรือออร์แกนิคจะเพิ่มขึ้นอีก ความไว้วางใจต่อพืชผลที่นำเข้าจากต่างประเทศก็จะลดลงไปอีก

ผลพวงที่ร้ายกว่านั้นก็คือ บริษัทข้ามชาติ หรือบริษัทครอบชาติ จะตักตวงผลประโยชน์ไปจากชาวสวนชาวไร่เหมือนที่มันเคยเป็นมา แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับชาวสวนมะละกอในฮาวาย

คิดถึงแต่แค่มะละกอ แต่จะทำให้เกษตรกรทั้งประเทศเดือดร้อนนี่ไม่รู้ว่าคิดกันแบบไหน การเกษตรแบบพอเพียงปลอดสารเคมีตามทฤษฎีของในหลวง ไม่มีใครใส่ใจกันจริงๆ หรือครับ

กรมอุทยานฯชงปิดถนนอ่างฤาไนต่อ หลังทดลองแล้วสัตว์ป่ารอดถูกรถชน

มติชน วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2550

กรณีนายอยู่ เสนาธรรม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เสนอให้มีการปิดถนนสายความมั่นคง หรือสาย 3259 ซึ่งตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ที่เป็นป่าในพื้นที่ราบต่ำ ช่วงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 15-16 ด่านคลองกลาง อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ถึงหลักกิโลเมตรที่ 30 อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว รวมระยะทาง 15 กิโลเมตร เพราะพบว่ารถที่วิ่งผ่านถนนสายดังกล่าวเฉี่ยวชนสัตว์ป่าที่เดินข้ามถนนในตอนกลางคืนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่าเป็นห่วงว่า ฝูงวัวแดงและฝูงกระทิง ซึ่งพบว่าสัตว์กลุ่มนี้เดินข้ามถนนสายดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี อาจจะถูกรถชนได้นั้น

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมานั้น กรมอุทยานฯเคยขอความร่วมมือกับกรมทางหลวงให้ปิดถนนสายดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2550 จนถึงวันที่ 11 กันยายน 2550 ในช่วงเวลา 21.00-05.00 น. สอบถามเจ้าหน้าที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ความว่า หลังจากทดลองปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว พบว่า มีสัตว์ป่ารอดพ้นจากการถูกรถชนจำนวนมาก

"ล่าสุดได้เสนอทางกรมทางหลวงเพิ่มเติมไปว่า น่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างถาวร คือ จะปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าวตลอดไป ขณะนี้คนที่ใช้เส้นทางนี้โดยเฉพาะกลุ่มคนขับรถบรรทุก ต่างก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ถนนปิดตอนกลางคืน ทุกคนก็ให้ความร่วมมืออย่างดี" นายเฉลิมศักดิ์กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวว่า อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การข้ามถนนของฝูงวัวแดงนั้นเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ของสัตว์ประเภทนี้ ทำให้พันธุกรรมของวัวแดงแข็งแรงมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมา อาจจะผสมพันธุ์ในฝูงเดียวกันลูกออกมาอาจจะไม่แข็งแรง แต่ถ้าได้ข้ามถนนอย่างปลอดภัยจากป่าด้านเหนือไปป่าด้านใต้ มีโอกาสไปเจอวัวแดงต่างฝูง ป่าจะมีวัวแดงที่แข็งแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานว่าวัวแดง หรือกระทิงที่ข้ามถนนถูกรถชน มีแต่สัตว์ชนิดอื่นๆ

นายสมโภชน์ ศรีโกสามาตร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่า คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โดยภาพรวมทั้งประเทศเวลานี้ พบว่า สัตว์ป่าตัวใหญ่ในกลุ่ม บิ๊กไฟว์ (Big five) คือ ช้าง กระทิง วัวแดง เสือโคร่ง และเสือดาว นั้น มีปริมาณเพิ่มขึ้น พบได้บ่อยง่ายขึ้นกว่าช่วง 10-20 ปี ที่ผ่านมา หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลตัวนี้จะรู้สึกว่า ป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น สัตว์ป่ามีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า ปริมาณสัตว์ที่มากขึ้นนั้น จะมากขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะป่าเท่านั้น เช่น ช้างเพิ่มขึ้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนต้องออกจากป่ามากินสับปะรดของชาวบ้าน ส่วนกระทิง จะพบมากเฉพาะที่เขาแผงม้า วัวแดงพบที่เขาอ่างฤๅไน เป็นต้น แต่จะมีน้อยมากที่พื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายของสัตว์หลายชนิด

"ประเด็นสำคัญที่ทำให้เห็นสัตว์พวกนี้บ่อยขึ้น คือ เป็นเพราะป่าบางลง หรือน้อยลงมาก ทำให้สัตว์มีที่หลบภัย อำพรางตัวน้อยลง เส้นทางเข้าป่าไปดูสัตว์สะดวกสบายขึ้น การสื่อสารคมนาคมสะดวก ใครจะเข้าไปดูไปถ่ายรูปและนำออกมาเสนอภายนอกก็ทำได้ง่ายขึ้น โอกาสจะรับรู้ข่าวสารของสัตว์พวกนี้จึงมีมากขึ้นไม่เหมือนในสมัยก่อน การกระทำเหล่านี้ทำกันยาก คนจึงรับรู้ข้อมูลข่าวสารยากไปด้วย" นายสมโภชน์กล่าว

เมื่อถามว่า ป่าบางลงทำไมมีสัตว์ป่ามากขึ้นได้หรือ นายสมโภชน์กล่าวว่า ประการหนึ่งคือ คนมีโอกาสเห็นสัตว์มากขึ้น อีกประการคือ คนมีจิตสำนึกในเรื่องการอนุรักษ์มากขึ้น ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า สาเหตุที่สัตว์ป่ามากขึ้น เพราะชาวบ้านมีจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์มากกว่าการปราบปรามการล่าสัตว์ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

"ประเด็นที่เราควรเป็นห่วงคือ การน้อยลงของปริมาณป่า การผ่านเข้า-ออกไปยังป่าอนุรักษ์และป่าอื่นๆ ได้ง่ายและสะดวกขึ้น เรื่องเหล่านี้จะนำไปสู่การลดลงของป่าและสัตว์ป่าอย่างถาวรในอนาคตได้" นายสมโภชน์กล่าว

เรา รัก นิวเคลียร์

ผู้เขียน: 
อิสระ ณ นคร

มติชน วันที่ 31 สิงหาคม 2550

จากกรณีที่มีการผลักดันให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4 โรง บรรจุอยู่ในแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ทั้งในแผนหลักและแผนสำรองโดยสำเร็จเด็ดขาดนั้น

ความดีงามและนัยสำคัญของพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ แม้เป็นที่ประจักษ์แก่อารยชนชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยคุณวุฒิและคุณธรรม แต่ก็อาจไม่เป็นที่ตระหนักรู้โดยทั่วไปในหมู่เหล่าประชาที่อาจจะด้อยการศึกษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐ ผู้เชี่ยวชาญและพลเมืองดีจะต้องทำหน้าที่ให้และปลูกฝังความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องแก่ประชาชนและคนรุ่นหลังสืบไป

บทความนี้เป็นความพยายามหนึ่งที่จะนำเสนอความประเสริฐเลิศล้ำของพลังงานนิวเคลียร์อย่างเป็นกลาง ไม่เข้าใครออกใคร และโดยปราศจากผลประโยชน์ทางธุรกิจจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่ว่าโดยตรงและโดยอ้อม

หลักการและเหตุผลที่เราคนไทยควรรักนิวเคลียร์อย่างจับจิตจับใจสรุปได้ดังนี้

งดงามลึกซึ้ง : ศาสตร์แห่งปรมาณูถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงสุดยอดที่มีความน่าฉงนหลงใหล อนุภาคในมวลเพียงน้อยนิดของยูเรเนียมหากเปิดโอกาสให้ได้พุ่งกระแทกชนกันอย่างคลั่งไคล้ จะสามารถแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังในการทำลายล้างอย่างมหาศาลและงดงามราวดอกเห็ด และกระบวนการเดียวกันนี้เองก็สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อสันติและความสมานฉันท์ได้

สุดทึ่งเทคโนโลยี : จากเชอร์โนบิลถึงวันนี้ เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลจนใกล้ถึงฝั่งแล้ว เตาปฏิกรณ์อยู่ภายใต้เกราะห่อหุ้มแข็งแรงมิดชิดหลายชั้น และระบบการอารักขาป้องกันที่รัดกุมและซับซ้อน ยากที่จะอธิบายแก่ผู้ไม่เชี่ยวชาญ แต่จงเชื่อเถอะว่าปลอดภัยไร้กังวล จะเหลือแค่เพียงเทคโนโลยีที่การกำจัดกากกัมมันตรังสีที่รอคนรุ่นหลังหัวใสคิดค้นวัสดุเหนือธรรมชาติที่ถาวรและทนทานต่อการกัดกร่อนของรังสีอันตรายจากกากกัมมันตรังสีอายุยืนนานนับแสนปี

เป็นศรีแก่บ้านเมือง : ประเทศไทยจะขาดนิวเคลียร์ไม่ได้ หากเรามุ่งมั่นที่จะทะยานสู่ความเป็นอารยประเทศเทียบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อเมริกา ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น แม้แต่ อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ก็มีพลังงานปรมาณู (ทั้งสันติและไม่สันติ) แล้วทั้งสิ้น

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องก้าวตามประเทศเหล่านี้ให้ทัน เตาปฏิกรณ์ปรมาณูที่ อ.องครักษ์ จ.นครนายกและสนามบินสุวรรณภูมิ คือประจักษ์พยานของความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา แต่เราจะต้องก้าวไปอีกขั้น จะต้องแสดงให้โลกเห็นว่าคนไทยพร้อมสำหรับเทคโนโลยีซับซ้อนสูงส่งปลอดภัยอย่างนิวเคลียร์ และพร้อมที่จะจัดระเบียบสังคมให้รู้บทบาทหน้าที่และมีวินัยเยี่ยงทหาร เพื่อรองรับมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดกวดขัน แล้ววันนั้น ชนชาติไทยจะสามารถสร้างความภาคภูมิใจในฐานะประเทศแห่งอารยธรรมและความเจริญ

เรื่องความมั่นคงชาติ : เพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้าอย่างจีน เวียดนาม และอินโดนีเซียล้วนมีแผนพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ที่ชัดเจน หรือแม้แต่พม่าก็ได้เซ็นสัญญาซื้อเตาปฏิกรณ์ปรมาณูจากประเทศรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ประเทศเราถูกรายล้อมทั้ง 4 ทิศ ด้วยพลังงานปรมาณู (เพื่อสันติโดยส่วนใหญ่) หากมีอุบัติเหตุ (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมากๆๆ) เกิดขึ้น เราคงหนีไม่พ้นที่จะได้รับความอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัมมันตภาพรังสีข้ามพรมแดน

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องพัฒนาพลังงานปรมาณู (เพื่อสันติ) ด้วยเพื่อไม่ให้น้อยหน้า หรืออย่างน้อยก็เพื่อความอุ่นใจว่าเราจะไม่อยู่ในสถานะตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฝ่ายกระทำได้ด้วยในบางครา อันเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความสงบสุขของชาติ

แสนสะอาดบริสุทธิ์ : โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อยควันหรือก๊าซเรือนกระจกเหมือนโรงไฟฟ้าอื่นๆ จึงถือเป็นพลังงานสะอาดบริสุทธิ์ ดุจอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นมรดกบาปจากการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเกินเลยและสิ้นเปลืองในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนเรื่องกากนิวเคลียร์นั้นจะไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน (อย่างน้อยสำหรับชนรุ่นขิงแก่ขึ้นไป) เราจึงควรภาคภูมิใจที่จะได้สร้างและทิ้งมรดกกองกากนิวเคลียร์อันล้ำค่าไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังได้ดูแลสืบทอดตลอดไปนาน...นับแสนปี

ยุทธศาสตร์พลังงานทางเลือก : ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านิวเคลียร์เป็น "พลังงานทางเลือก" ที่ต้องได้รับการพิจารณา เพราะในทุกๆ "ทางเลือก" ของการพิจารณาแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (แผนแม่บทที่กำหนดการลงทุนระยะยาวที่เพิ่งได้รับการอนุมัติโดย ครม.เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ล้วนบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำนวน 4 โรง ไว้ทั้งสิ้น นิวเคลียร์จึงเป็น "ทางเลือก" ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลย

นอกจากนี้ พลังงานนิวเคลียร์ยังมีต้นทุนที่ถูกมากๆ อีกด้วย (ไม่นับรวมค่าประชาสัมพันธ์ ค่าประกันความเสี่ยง ค่าเบี้ยเลี้ยงกรรมการผู้เชี่ยวชาญนับร้อยที่ถูกเกณฑ์มาช่วยเตรียมการ และงบประมาณสร้างและอบรมบุคลากรทั้งในและต่างประเทศ) หากขาดพลังงานนิวเคลียร์ประเทศไทยคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเสี่ยงอยู่ในความมืดมิดใต้แสงเทียน

ต่อเฮือกลมหายใจให้เศรษฐกิจ : คงไม่ใช่การพูดเกินจริง หากจะเปรียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ในยามที่เศรษฐกิจป่วยเพราะขาดดุลการค้าและเงินทุนสำรองต่างประเทศร่อยหรอ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถช่วยได้ เพราะทำให้ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ หรือในยามที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดเพราะเงินบาทแข็งค่า เงินทุนสำรองต่างประเทศพอกพูนดังเช่นในปัจจุบัน การสร้างโรงฟ้านิวเคลียร์ก็แก้ปัญหาได้เช่นกัน เพราะการลงทุนจะต้องใช้เงินมหาศาลในการนำเข้าทั้งเทคโนโลยี อุปกรณ์ เชื้อเพลิง และระบบความปลอดภัยต่างๆ สร้างความต้องการใช้เงินตราต่างประเทศนับแสนล้าน เงินบาทจึงมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นทันตาเห็น ตรงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทุกประการ ดังนั้น ไม่ว่าในสถานการณ์ใด

หากอยากพัฒนาเศรษฐกิจไทย ต้องใช้...นิวเคลียร์

ด้วยคุณความดีประการทั้งปวง พวกเราชาวไทยจะร่วมยินดีพร้อมใจสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในแดนสุวรรณภูมิของเรา

และไม่มีที่อื่นใดอีกแล้วที่จะเหมาะสมควรแก่การเป็นทำเลทองที่ตั้งโรงไฟฟ้าเท่ากับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่เมืองหลวงของเรา เพื่อภาพลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่นทันสมัยเคียงคู่สนามบินสุวรรณภูมิ และเพื่อให้กรุงเทพฯสว่างไสวตลอดไปไม่ติดขัด (เพราะไฟจากนิวเคลียร์ไม่สามารถดับได้และไม่มีวันดับ)

ในวาระครบรอบ 62 ปีของการแสดงแสนยานุภาพพลังงานปรมาณูรูปดอกเห็ดที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เราชาวไทยทุกคนควรระลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงของพลังงานปรมาณู

และขอให้พลังงานปรมาณูจงเจริญ...

หน้า 6

เอฟทีเอว็อทช์ล่าชื่อเสนอกม. วางเกณฑ์เจรจาเสรีการค้า

โดยมติชน วันที่ 31 สิงหาคม 2550

นายจักรชัย โฉมทองดี นักวิจัยในกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการระดมรายชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อผลักดันการยกร่าง พ.ร.บ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ....ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำความตกลงระหว่างประเทศ ให้เป็นไปตามกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.190 วรรค 5 เพื่อเป็นกรอบกติกาของสังคมต่อความเห็นชอบและยึดปฏิบัติในการเจรจาเปิดเสรีหรือความตกลงระหว่างประเทศ คาดว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนข้างหน้าหรือประมาณเดือนตุลาคมนี้

พร้อมกันนี้จะมีการจัดทำแบบสอบถามให้แสดงความคิดเห็นและทรรศนะจุดยืนของพรรคการเมืองต่อนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศว่าเป็นอย่างไร และข้อเสนอต่อการกำหนดนโยบายการเจรจาเปิดเสรีและความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีการจัดส่งไปยังทุกพรรคการเมือง และจะนำเสนอจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

by ThaiWebExpert