มติชนออนไลน์

"อานันท์"สอนมวยแก้โลกร้อน

มติชน วันที่ 07 พฤศจิกายน 2550

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550 ภายใต้หัวข้อ "วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน คน น้ำ ป่า" ให้แก่ 48 ผลงาน พร้อมเปิดนิทรรศการผลงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากทั่วประเทศ และเวทีเสวนาครั้งใหญ่รับมือโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง

นายอานันท์ให้สัมภาษณ์หลังมอบรางวัลว่า อยากให้รัฐบาลในอนาคตให้ความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อน ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัว แต่สิ่งที่เห็นและบางคนกำลังปฏิบัติอยู่กลับไม่ใช่การช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างแท้จริง เพียงสร้างภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่นำมาใช้ในช่วงที่โลกกำลังให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นในทุกส่วนของสังคม ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน ทุกคนมีส่วนที่จะช่วยสภาพแวดล้อมของประเทศ รวมไปถึงทั้งโลกให้ดีขึ้น คนต่างจังหวัดเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะปัญหามลพิษ การตัดไม้ทำลายป่า น้ำเสีย อากาศเสีย และมีความระมัดระวังชุมชนของตัวเองมาก ในขณะที่คนในกรุงเทพฯชินชาอยู่กับความแออัด มลภาวะย่ำแย่

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า รางวัลลูกโลกสีเขียวในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 611 ผลงาน แต่ได้รับรางวัล 7 ประเภท อาทิ เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จ.พิษณุโลก ประเภทชุมชน, นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร จ.ชลบุรี ประเภทบุคคล, กลุ่มเยาวชนอาสาสมัครรักหาดส้มแป้น จ.ระนอง ประเภทกลุ่มเยาวชน, นายสุเจน กรรพฤทธิ์ กรุงเทพฯ ประเภทงานเขียน, นายอัตฟาล อาหามะ จ.ยะลา วารสารผลิใบ ประเภทสื่อมวลชน และรางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปีแห่งความยั่งยืน 2 รางวัล ได้แก่ เครือข่ายป่าชุมชนป่าดงนาทาม จ.อุบลราชธานี และ ชุมชนบ้านแม่คองซ้าย-บ้านแม่ป่าเส้า จ.เชียงใหม่

"ไทยกับประเด็นสิทธิมนุษยชน" ในมุมมองของสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ออท.และผู้แทนถาวรไทยประจำยูเอ็น ณ เจนีวา

ผู้เขียน: 
วรรัตน์ ตานิกูจิ

โดย มติชน 5 พฤศจิกายน 2550
วรรัตน์ ตานิกูจิ worrarat@matichon.co.th

ก่อนอื่นต้องขอโทษคุณผู้อ่านที่รอคอยตอนต่อของการพูดคุยกับท่านทูตสีหศักดิ์ในประเด็นที่ยังค้างอยู่มานำเสนอเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ที่นำเรื่องกฎบัตรอาเซียนมานำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ก่อนก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่กำลังจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สนช.ช่วงต้นสัปดาห์พอดิบพอดีเลยมีการลัดคิวไปสักนิด สัปดาห์นี้เลยนำเอาตอนต่อและตอนจบของการพูดคุยกับท่านทูตสีหศักดิ์มาให้อ่านกันตามที่ใครหลายคนรอคอย

นอกจากประเด็นเรื่องซีแอลแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกับท่านทูตคือปัญหาเรื่องชาวม้งจากลาวที่อพยพเข้ามาอยู่ในไทย ที่เป็นข่าวซึ่งถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องในสื่อแขนงต่างๆ แม้แต่ในสัปดาห์นี้ยังมีข่าวการเรียกร้องขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดนซึ่งทำหน้าที่ดูแลชาวม้งที่ห้วยน้ำขาวขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดกรองบุคคลก่อนที่จะมีการส่งกลับประเทศลาว

ทูตสีหศักดิ์อธิบายว่า ที่ผ่านมา ยูเอ็นเอชซีอาร์ชื่นชมบทบาทของไทยในเรื่องผู้ลี้ภัยและผู้ผลัดถิ่น ตั้งแต่ปัญหาในเขมรจนถึงปัจจุบันที่ยังคงมีผู้ผลัดถิ่นจำนวนมากตามแนวชายแดนไทยพม่า รวมถึงเรื่องม้งซึ่งเขาให้ความสำคัญและเป็นห่วงเป็นใย

หน้าที่ของเราคือพยายามให้มีการติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะเรื่องที่เกิดบางทีก็มาจากความไม่เข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่แต่ละฝ่ายนำเสนอ ดังนั้น เราควรเน้นและให้ความสำคัญกับการติดต่อเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่แต่ละฝ่ายดำเนินการต่อไป ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับทางยูเอ็นเอชซีอาร์ว่าหากจะออกแถลงการณ์ในเรื่องใดๆ ขอให้สอบถามก่อน เพราะบางครั้งอาจได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากได้รับข้อมูลจากรัฐบาลไทยก็อาจทำให้เขามองปัญหาอย่างรอบด้านมากขึ้น

สำหรับกรณีของม้งในไทย ทูตสีหศักดิ์ยืนยันว่าขณะนี้ยูเอ็นเอชซีอาร์ไม่ได้มองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของผู้ลี้ภัย แต่มองว่าชาวม้งในไทยส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เข้ามาด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง การแก้ไขปัญหาคือต้องส่งพวกเขากลับไปในลาว แต่แน่นอนว่าเขาก็ให้ความสำคัญกับการประกันความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของผู้ที่จะถูกส่งกลับ และอยากให้มีหลักประกันในกรณีที่บางรายอาจเข้าข่ายผู้ลี้ภัยซึ่งน่าจะเป็นส่วนน้อยมาก บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลด้วย

ประเด็นต่อมาคือ เขาสนับสนุนให้เรื่องดังกล่าวได้รับการแก้ไข และจะยินดีมากหากทั้งสองรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระดับทวิภาคี พร้อมที่จะรับมาตรการคัดกรองที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เพียงแต่ขอให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลซึ่งก็คือมีการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง

ปัจจุบันนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่สำคัญในเวทีระหว่างประเทศ และประเทศตะวันตกก็ใช้เรื่องนี้เป็นมาตรการในการดำเนินความสัมพันธ์ บางครั้งมันก็กลายเป็นเครื่องมือและมีความหมายแอบแฝงในอันที่จะสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลของประเทศต่างๆ หากเรามองในกรอบยูเอ็นจะมีสามเรื่องที่สำคัญซึ่งก็คือ ความมั่นคง การพัฒนา และสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกับทุกประเทศซึ่งมีผู้ร้องเรียนในประเด็นสิทธิมนุษยชน เพราะกระบวนการดังกล่าวเปิดกว้างสำหรับบุคคลทั่วไป อาทิ กรณีตากใบ ทนายสมชาย และการฆ่าตัดตอน อย่างไรก็ดีที่ผ่านมายังไม่มีเรื่องของไทยเข้าสู่การพิจารณาของของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติแม้แต่เรื่องเดียว ในส่วนของสถานการณ์ในภาคใต้มีการติดตามเรื่องเกี่ยวข้องกับเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้ แต่ก็เป็นการดำเนินการตามปกติ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องหลบหลีก หากมีข้อมูลเราก็พร้อมจะชี้แจงและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับโดยรวมว่าประเด็นสิทธิมนุษยชนของเราอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าก้าวหน้า ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ให้การยอมรับในเรื่องสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียนในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ไทยก็สนับสนุนอย่างแข็งขัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่แสดงให้เห็นว่าเรามีความก้าวหน้าในเรื่องสิทธิมนุษยชน

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของมุมมองและแนวคิดที่น่าสนใจในเนื้องานที่ท่านทูตรับผิดชอบดูแลโดยตรง

นายกฯ' ชู 'ศก.พอเพียง' เวทีประชุมเกษตรอาเซียน ลั่นไทยพร้อมแก้โรคร้อน

มติชน วันที่ 02 พฤศจิกายน 2550

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานเปิดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ ร่วมกับรัฐมนตรีเกษตร จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ครั้งที่ 7 ที่โรงแรม พลาซ่า แอทธินี เพื่อความร่วมมือของประเทศในอาเซียนซึ่งจะช่วยให้สามารถจัดทำแผนพัฒนาที่จะตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เป็นแนวทางจะทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ส่วนปัญหาภาวะโลกร้อนที่กำลังจะกลายเป็นวิกฤติ ที่จะต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไขที่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว เพื่อต่อสู้กับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกับสภาพอากาศในภูมิภาค รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของผลผลิตทางการเกษตร และการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงานทางเลือก โดยจะเดินหน้านำไปสู่ความร่วมมือด้านเกษตรและป่าไม้เพื่อผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน

นายกฯโชว์ผลงานชิ้นโบว์แดง ดัน"กฎหมายสุขภาพแห่งชาติ"

มติชน วันที่ 02 พฤศจิกายน 2550

ในการประชุมเวทีขับเคลื่อนและร่วมเรียนรู้ กระบวนการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่อาคารสหประชาชาติ ซึ่งมีตัวแทนจากองค์การระหว่างประเทศ ทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ อาทิ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น เคนยา เกาหลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ เวียดนาม องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน รวมทั้งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด พัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ผู้แทนภาคประชาชน ตัวแทนเครือข่ายภาคี ทั้งวิชาการ วิชาชีพ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และวิชาการเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประกาศให้นานาชาติรับรู้ความเคลื่อนไหวงานด้านสุขภาพในประเทศไทย

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ กับการสร้างสุขภาวะ" ว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพแห่งชาติ ได้มีการยกร่างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 แต่สามารถประกาศใช้ได้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นผลงานชิ้นแรกของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้ผลักดันกฎหมายออกมาบังคับใช้ ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลาถึง 7 ปี แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จและยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ไม่ใช่กฎหมายทางการแพทย์ หรือสาธารณสุขทั่วไป แต่สาระสำคัญคือ การออกแบบเครื่องมือใหม่ในสังคมไทย ซึ่ง นพ.ประเวศ วสี ราษฎรอาวุโส ได้ให้คำนิยามว่า "นวัตกรรมทางสังคมและสุขภาพ"

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เรื่องของสุขภาวะเป็นองค์รวมของคนในสังคม มีมิติรอบด้าน กายใจ และสังคม เป็นเครื่องมือของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การสร้างสุขภาวะของสังคมต่อไป ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีการกำหนดเครื่องมือใหม่หลายอย่าง เช่น สช.มีตัวแทนภาครัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น วิชาการ วิชาชีพต่างๆ เป็น 3 ประสาน สร้างนโยบายสาธารณสุขสุขภาพดีๆ ให้เป็นรูปธรรม ไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง อีกต่อไป

"ต่อไปนี้ การทำงานจะเป็นไปแบบกัลยาณมิตร โดย สช.จะมีการจัดประชุมสมัชชาสุขภาพใน 3 ระดับ คือ เฉพาะพื้นที่ เฉพาะประเด็น และวาระแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาของสังคมตามจุดมุ่งหมาย ตามวิถีทางประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ที่ควรส่งเสริมให้มีเกิดขึ้น ที่ผ่านมา สช. มีผลงานคือ ในปี 2549 มีการจัดประชุมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ดังนั้น สช.ทำงานมากกว่าเรื่องสุขภาพและสาธารณสุขเฉพาะทาง แต่เป็นเรื่องของสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติแผนการทำงานกว้างๆ ของ สช.แล้ว โดยมีระยะเวลาการทำงาน 4 ปี ระหว่างปี 2551-2554 ซึ่งการจัดประชุมในวันนี้เพื่อกำหนดกลไกการทำงาน แผนงานต่างๆ ให้เป็นไปตามธรรมนูญของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว และว่า ประชาชนควรใช้ชีวิตแบบเดินทางสายกลาง ประหยัด พอเพียง พอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม

ด้าน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการ สช. กล่าวว่า การจัดทำ "ธรรมนูญสุขภาพ" เป็นการวางกรอบและแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์ และนโยบายการทำงานด้านสุขภาพ ซึ่งต้องเขียนให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และกำหนดให้มีการทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลง สำหรับ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ฉบับนี้จะมีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะเข้ามาดูแลตลอดปี 2551 จะเป็นการยกร่างนโยบาย และยุทธศาสตร์ในการทำงาน ซึ่งหวังจะให้คนไทยทุกภาคส่วนมาร่วมคิดร่วมทำ ร่วมผลักดัน และร่วมกันใช้ในฐานะเป็นเจ้าของ

นพ.อำพลกล่าวว่า ยังไม่มีประเทศไหนที่จัดทำกฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพ เหมือนของประเทศไทยที่ให้ความหมายเรื่องสุขภาพมากกว่าการแพทย์ แต่รวมถึงชุมชน สังคม เพราะสุขภาพเป็นเรื่องกว้าง ทุกภาคส่วนในสังคมไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ราชการ เอกชน ประชาชน ทุกส่วนมีความสำคัญเท่ากันหมดที่จะทำอย่างไรให้มีสุขภาพดี หลายประเทศที่มี พ.ร.บ.คล้ายๆ กัน ก็ให้ความสนใจในการทำงานของไทย เพราะถือเป็นความพยายามที่จะไม่เดินตามใคร เพราะสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องหมอ เรื่องยา แต่การทำให้สุขภาพดีต้องมองภาพกว้างมากกว่านั้น

"ปกติกฎหมายเมื่อประกาศใช้ ประชาชนต้องไปติดตามเองในพระราชกิจจานุเบกษา แต่ พ.ร.บ.สุขภาพ ฉบับนี้ เป็นการขับเคลื่อนจากประชาชนเป็นผู้คิด ผู้ทำ เป็นกลไกที่ออกแบบมาให้ทุกฝ่ายมีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงรัฐบาลเอาไปทำคนเดียวเท่านั้น โดยวันที่ 23 พฤศจิกายน จะมีการประชุมคณะกรรมการ คสช. และ วันที่ 11-12 ธันวาคม จะมีการจัดประชุมสมัชชาในภาคต่างๆ เพื่อร่วมคิดธรรมนูญสุขภาพต่อไป "นพ.อำพลกล่าว

ด้านนายเสรี พงศ์พิศ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และนักวิชาการ กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ถือเป็นการปลดปล่อยคนไทยจากสังคมอุปถัมภ์ให้นำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่ประชาชนทุกคนควรจะรู้ และเริ่มดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง จากนั้นจึงขยายไปยังครอบครัว ชุมชน สังคม และชาติ ส่วนหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ดูแลรักษาโรคเฉพาะทางเท่านั้น

โลกร้อน... ลดได้ด้วย"ไบโอดีเซล"

มติชน 1 พฤศจิกายน 2550

โลกร้อนเป็นคำพูดติดปาก เป็นกระแสที่กล่าวไปทั่ว แต่ความคิดช่วยลดภาระนี้ยังดูไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร หากช่วยกันคิดหาทางลดโลกร้อน คนคนเดียว กลุ่มเดียวคงทำไม่สำเร็จ

แต่ถ้าลงมือช่วยกันคนละนิด ทุกคนแค่คำนวณเล่นๆ คนไทยหันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติค ลดใช้ถุงพลาสติควันละถุง ช่วยลดขยะที่ทำลายยากลงไปได้ปีละเท่าไร หรือเปลี่ยนการใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงทดแทนอื่น มาเดินระยะทางสั้นๆ แทนการนั่งรถ นอกจากช่วยชาติประหยัดแล้ว ยังช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

เริ่มวันนี้ เราจะลดเวลาการทำลายโลกไปได้นาน

เรื่องนี้ เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด หรือ เทสโก้ โลตัส ซึ่งยอมรับว่าธุรกิจบางส่วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะระบบขนส่งกระจายสินค้าสู่เครือข่ายสาขา ตลอด 24 ชั่วโมง กว่า 400 คัน คิดเป็นระยะทางวิ่งทั้งสิ้นกว่า 73 ล้านกิโลเมตร ในแต่ละปี ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20 ล้านลิตร/ปี หรือ 53,000 ลิตร/วัน

เป็นเหตุให้ต้องเร่งเปลี่ยนตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนเชื้อเพลิงในรถบรรทุกขนส่งสินค้า จากน้ำมันไปเป็นไบโอดีเซล บี 5 จากเดิมเคยใช้น้ำมันสูงถึง 20 ล้านลิตรต่อปี สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ถึง 5% เท่ากับช่วยโลกลดปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ลง 3 ตัน/ปี ก๊าซที่ลดลงนี้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 500 ต้น/ปีทีเดียว

ดร.สุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการ เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ยืนยันว่า หากมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น คาดว่าผู้ที่อยู่ในธุรกิจโลจิสติคส์อื่นๆ พร้อมที่จะพัฒนายกระดับธุรกิจของตน โดยรัฐบาล และกระทรวงพลังงานสนับสนุนการผลิตและการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 20 หรือกระทั่งน้ำมันไบโอดีเซล บี 50 มาตรฐานที่ใช้ในยุโรป เพราะจากการคำนวณอรรถประโยชน์จากปฏิบัติการในปัจจุบัน โดยไม่คำนึงถึงการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ถ้าใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี 20 สามารถลดการปล่อยสารคาร์บอนได้ 12 ตัน/ปี ถ้าเป็น บี 50 ลดลงได้ถึง 30 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหม่ 5,000 ต้นทุกปี

นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส กำหนดจุดยืนสนับสนุน "ธุรกิจสีเขียว" (Green Business) และ "การบริโภคสีเขียว" (Green Consumption) ถือเป็นโครงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมหลักขององค์กร เริ่มจากเปิดตัวกรีนสโตร์ มาถึงการดำเนินโรงงานผลิตเชื้อเพลิงไบโอดีเซล โครงการรีไซเคิลน้ำขนาดใหญ่ และโครงการการผลิตไฟฟ้าด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และกังหันลม และริเริ่มโครงการใหม่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สำหรับวันนี้ขอเชิญชวนทุกคน ลดการใช้ถุงพลาสติกในร้านค้า และ เปลี่ยนอุปนิสัยการจับจ่ายซื้อของ ทำตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นๆ ด้วย

สวีเดนเก็บข้อมูลน้ำพิษโลกร้อน

มติชน 1 พฤศจิกายน 2550

ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. กล่าวภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่อง "งานวิจัยและการศึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ" ระหว่าง สสนก.และองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ Network for Integrated Transboundary Water Resrarch (NITWAR) หรือนิทวาร์ ประเทศสวีเดน ว่า ปัจจุบันทั่วโลกรับทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับโลกร้อน แต่ยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศอย่างชัดเจน มีเพียงการศึกษาของต่างประเทศที่พบว่าประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตร รวมทั้งประเทศไทยคาดว่าจะเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนน้อย จึงทำให้หลากหลายประเทศสนใจเข้ามาศึกษาพื้นที่ในภูมิภาคดังกล่าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำในอนาคต

ดร.รอยลกล่าวอีกว่า ขณะที่ประเทศไทยกลับไม่มีการศึกษาเรื่องดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถประเมินถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ได้ การป้องกันหรือแนวทางแก้ไขก็จะเลือนรางด้วย ซึ่งการจะรวบรวมข้อมูลเพื่อทำเป็นโปรแกรมในการประเมินผลกระทบจากภาวะโลกร้อนสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเล

ประชุมเกษตรโลกถกประชานิยม จวกแค่เครื่องมือหาเสียงนักการเมือง

มติชน 1 พฤศจิกายน 2550

นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในการปาฐกถาในงานสินเชื่อเกษตรและชนบทโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ว่า สิ่งที่เป็นอันตรายสำหรับธนาคารเพื่อการเกษตรทั่วโลก รวมถึงไทยด้วยคือ การที่นักการเมืองใช้ธนาคารเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการหาเสียงจากเกษตรกร เช่น นโยบายการรับจำนำพืชผลทางการเกษตรในราคาสูงกว่าราคาตลาด ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียเงินจำนวนมาก และ ธ.ก.ส.ต้องทำตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล และสุดท้ายได้รับความเสียหาย และต้องแบกรับภาระจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังนโยบายทางการเมืองเหล่านี้ พร้อมกับพัฒนาให้ความรู้เกษตรกร สร้างระบบป้องกันจากนโยบายทางการเมืองเหล่านี้

"เท่าที่ผมทราบเรื่องสินเชื่อทางการเกษตร มีการประชุมกันโดยแบงก์ด้านนี้จำนวนมากกว่า 100 แห่งจากหลายประเทศ ซึ่งมีประเด็นเหมือนกับเราคือ กรณีที่ธนาคารให้สินเชื่อเป็นธนาคารของรัฐ ก็มีความเสี่ยงที่การเมืองจะใช้ธนาคารเป็นเครื่องมือในการเข้าไปใช้นโยบายประชานิยมที่จะเอาเสียงจากประชาชนหรือคนในชนบท เราเองก็มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีในด้านนี้ จึงต้องระมัดระวังอย่าให้การเมืองนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ในการหาเสียง"

โยนใช้เงินอนุรักษ์พลังงานสร้างรถไฟฟ้า

มติชน 1 พฤศจิกายน 2550

เฉพาะขาดแคลนน้ำมันค่อยใช้กองทุน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ถึงแนวทางการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้ในการลงทุนระบบขนส่งมวลชนว่า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้เงิน และโครงการที่จะใช้เงินกองทุน ซึ่งกำหนดว่าจะใช้ได้เฉพาะในส่วนเงินลงทุนเท่านั้น และโครงการที่ใช้ได้ต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น

นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระเบียบของกองทุนน้ำมันฯไม่สามารถนำเงินไปใช้ในการลงทุนได้ เว้นแต่เพื่อป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมัน จึงต้องโยกเงินไปให้กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สามารถนำเงินไปใช้ในกิจการที่ช่วยลดการใช้น้ำมันและพลังงานได้ ด้วยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของเบนซินและดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร แล้วเพิ่มการเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์แทนเป็น 54 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมเก็บอยู่ 4 สตางค์ต่อลิตรในช่วงสิ้นปีนี้ และลดเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์เพิ่มเป็น 74 สตางค์ต่อลิตรในปี 2552-2555

"สรุปแล้วหลังใช้หนี้น้ำมันหมด จะลดราคาน้ำมันแค่ 50 สตางค์ต่อลิตรเหมือนเดิม" นายปิยสวัสดิ์กล่าว และว่า ทั้งนี้ปี 2551 จะได้เงินลงทุน 8,700 ล้านบาท ส่วนปี 2552-2555 ที่เก็บเพิ่มอีก 20 สตางค์ต่อลิตร จะได้เงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยเงินกองทุนดังกล่าว 60% จะใช้ในการลงทุนรถขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯ อีก 40% จะใช้ในการลงทุนระบบรางคู่ในต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน แก้ไขปัญหาที่มีเสียงบ่นว่าทำไมเอาเงินของคนทั้งประเทศมาลงทุนให้คนกรุงเทพฯ

รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า ที่กำหนดเงื่อนไขโครงการที่สามารถใช้เงินกองทุนน้ำมันได้นั้น เนื่องจากกระทรวงพลังงานต้องการป้องกันการนำเงินกองทุนไปใช้ด้านอื่น เช่น กรณีของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง (สนข.) เคยขอคำปรึกษาว่าจะใช้เงินกองทุนในการศึกษาความเป็นไปของโครงการได้หรือไม่ ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาท ทั้งนี้ เงินที่นำไปใช้ในการลงทุนนี้ไม่ได้ให้เปล่า จะต้องส่งคืนกองทุนในอนาคต ส่วนจะมีดอกเบี้ยหรือไม่ กำลังหารือกันอยู่

วิจัยชี้โลกร้อนอาจทำให้สูญพันธุ์ครั้งใหญ่

มติชน วันที่ 25 ตุลาคม 2550

ผลวิจัยชี้ภาวะโลกร้อนอาจทำให้พืช-สัตว์มากกว่าครึ่งบนโลกนี้สูญพันธุ์ภายในไม่กี่ร้อยปี ไอพีซีซีทำนายอุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะเพิ่มขึ้น 1.8-4 องศาในศตวรรษนี้ ทำให้อาจเท่ากับอุณหภูมิครั้งเมื่อเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่สุดเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้ว

ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ก ประเทศอังกฤษ ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้สัตว์และพืชสปีชีส์ต่างๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งบนโลกสูญพันธุ์ภายในระยะเวลาไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า

ผลการศึกษาดังกล่าวที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ชีวภาพของราชสมาคมแห่งอังกฤษเป็นงานศึกษาวิจัยชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศ อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยผลการศึกษาพบว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ในระดับมหภาคของสิ่งมีชีวิต

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลของฟอสซิลและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกในช่วง 500 ล้านปีที่ผ่านมา และพบว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ที่สุด 3 จาก 4 ครั้ง ซึ่งหมายถึงครั้งที่มีสปีชีส์ของพืชและสัตว์มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บนโลกนี้สูญพันธุ์ เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูง

ปีเตอร์ เมย์ฮิว นักนิเวศวิทยา หนึ่งในทีมวิจัยชุดนี้ระบุว่า "เห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์โดยทั่วไประหว่างอุณหภูมิกับอัตราการสูญพันธุ์ หากอุณหภูมิสูงขึ้น อัตราการสูญพันธุ์ก็จะสูงขึ้นและความหลากหลายทางชีวภาพมีแนวโน้มที่จะลดลง"

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาประมาณการว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.8-4 องศาเซลเซียส (3.2-7 องศาฟาเรนไฮท์) ก่อนหน้าที่จะสิ้นสุดศตวรรษนี้ (ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2643) ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยหากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสจริงจะทำให้โลกมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับเมื่อยุคเพอร์เมียนซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของมหายุคเก่าคือเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้วที่มีพืชและสัตว์ที่มีอยู่บนโลกในขณะนั้นสูญพันธุ์ไปถึง 95 เปอร์เซ็นต์

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอดีตบางครั้งใช้ระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ร้อยปี ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างเดียวกัน

เมย์ฮิวกล่าวว่า "ผลการศึกษานี้ช่วยให้เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้หากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังบอกเราได้อีกว่าสิ่งที่เราคิดว่าต้องใช้เวลานานสามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ" (รอยเตอร์/เอเอฟพี)

"ค้าเสรี"ทำผลผลิตข้าวในเอเชียลด

มติชน วันที่ 24 ตุลาคม 2550

นำที่ดินไปปลูกพืชราคาสูง-สร้างรง.

เอเอฟพีรายงานว่า นายมาฮาบุ๊บ ฮอสเซน อดีตนักเศรษฐศาสตร์สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (ไออาร์อาร์ไอ) ซึ่งมีสำนักงานในฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การเปิดเขตการค้าเสรี,การเปลี่ยนแปลงอาหารหลัก และการเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีการผลิตข้าวลดลง

นายฮอสเซนกล่าวว่า ขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดโลกลดลง เนื่องจากการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว,การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของประเทศที่มีรายได้ปานกลางและสูงในเอเชียและละตินอเมริกา ส่งผลให้คนในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนอาหารจากข้าวไปเป็นอย่างอื่น อีกทั้งการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร ทำให้ประชากรในประเทศที่ปลูกข้าวอย่าง จีน มาเลเซียและไทยลดลง นอกจากนี้การที่ประเทศที่เคยปลูกข้าวเหล่านี้มุ่งหน้าสู่การเปิดเขตการค้าเสรี ก็จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

นายฮอสเซนกล่าวว่า อย่างไรก็ตามความต้องการข้าวที่ลดลงนี้จะถูกชดเชยด้วยความต้องการที่มากขึ้นของประเทศที่มีรายได้ต่ำในเอเชียตะวันตก,ซับ-ซาฮารานแอฟริกา (ทวีปแอฟริกาส่วนที่อยู่ถัดจากทะเลทรายซาฮารา) และอเมริกาใต้ เนื่องจากคนในประเทศเหล่านี้อพยพเข้าเมืองทำให้ต้องเปลี่ยนอาหารหลักจากข้าวโพดหรือพืชหัวไปเป็นข้าว

นายฮอสเซนกล่าวว่า การเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมือง ยังจะนำไปสู่แรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องมีการลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพื่อเปลี่ยนไปเป็นการเพาะปลูกพืชที่ให้ราคาสูงกว่า นอกจากนี้ที่ดินก็จะถูกนำไปสร้างโรงงาน ถนน และหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น

by ThaiWebExpert