มติชนออนไลน์

เศรษฐกิจโลกกับการส่งออกของไทย

ผู้เขียน: 
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลกอย่างมาก ปัญหา Sub prime ในสหรัฐอเมริกา มีผลให้สถาบันการเงินทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลูกหนี้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีหรือไม่ค่อยดี กู้ยืมได้ยากขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แพงขึ้น การคาดการณ์จากสำนักต่างๆ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปีหน้า

ในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกไทยขยายตัวได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากในปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ 2-3 ประการ น่าจะได้แก่ 1) การขยายตัวได้ดีของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น 2) การขยายตลาดไปยังผู้ซื้อกลุ่มใหม่ๆ และลดการกระจุกตัวของประเภทสินค้าส่งออก เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับกระทรวงพาณิชย์ที่ทำงานในเรื่องนี้อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา 3) ความพยายามของผู้ผลิตและผู้ส่งออก ในการปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง

เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอลงในปีหน้า จะทำให้ปัจจัยที่ 2 และ 3 ต้องเข้มแข็งมากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องตั้งรับเรื่องนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งในขณะนี้เติบโตช้ากว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอยู่แล้ว เนื่องจากมีเครื่องยนต์ภาคส่งออกเดินอยู่เครื่องเดียว ก็จะยิ่งตามหลังห่างมากขึ้น

ค่าเงินบาทในปีนี้ก็อยู่ในระดับที่จะช่วยให้การแข่งขันด้านราคาอยู่ในลักษณะไม่เสียเปรียบ ในช่วงที่ผ่านมา แบงก์ชาติก็ได้พยายามอย่างที่สุด ที่จะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่ค้า คู่แข่ง ปัญหา Sub prime ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนชะลอตัวลงบ้างในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า ผลกระทบจากปัญหา Sup prime ในสหรัฐ ที่มีต่องบการเงิน ของสถาบันการเงินทั่วโลก ยังไม่หมดสิ้น ข่าวเรื่องผลขาดทุนหรือการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน น่าจะยังคงมีมาอีกเป็นระลอก แล้วในช่วงนั้น ภาวะกลัวความเสี่ยงก็จะทำให้เงินทุนไหลกลับออกไปได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งไทยในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็คงมีขึ้นมีลงได้พอสมควร

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวลงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออก ต้องทำงานหนักต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและหาลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อดีในระยะปานกลาง

การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการตั้งราคาและรับเงินค่าสินค้าในหลายสกุลเงิน เพื่อลดการพึ่งพิงเงินเพียงสกุลเดียว และลดโอกาสที่จะเกิดผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เทียบกับเงินสกุลต่างๆ ในปีนี้แล้ว

การทำอย่างที่ว่าช่วยให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วยซ้ำ ก็อยากฝากเรื่องนี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกได้ลองคิด ลองทำดู ดิฉันเชื่อว่า ทุกวันนี้ มีผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อยที่ยิ้มได้กว้างขึ้น เพราะนอกจากจะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังขายสินค้าเป็นเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นมาก ตั้งแต่ต้นปี ขยายตลาด ขยายสกุลเงิน ปรับปรุงผลิตภาพ น่าจะเป็นคาถาที่เหมาะกับช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า

หนุนอ.อ.ป.ขายคาร์บอนเครดิต

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ว่า นโยบายเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือสภาวะโลกร้อนของ ทส.มี 3 แนวทาง คือ 1.การป้องกัน ซึ่งจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2.แก้ไข คือลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกภาคส่วน การส่งเสริมปลูกป่ามากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก และอาจนำไปใช้ในแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต กับประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปที่ต้องการซื้อ นอกเหนือจากการเข้าร่วมโครงการ การพัฒนาที่สะอาด จากภาคพลังงาน และ 3.เตรียมรับสภาวะโลกร้อนในอีก 40-50 ปี เช่น ความแปรปรวนของอากาศ แหล่งน้ำ อุณหภูมิที่จะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยจะสนับสนุนการศึกษาเพื่อหาทางและใช้ประโยชน์รวมถึงการรณรงค์ให้ถึงภาคประชาชน

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส. กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณากรอบโครงการใช้ป่าเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งแผนงานยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2550-2554 พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลจากองค์กรต่างประเทศ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ขายคาร์บอนซิงค์นั้น จะยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต คาดว่าจะสรุปโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือนพฤศจิกายน

นายมนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กล่าวว่า ขณะนี้ อ.อ.ป.มีพื้นที่ป่าปลูกป่าไม้ อาทิ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง และไม้โตเร็ว ประมาณ 1.2 ล้านไร่ เป็นไม้สักอายุระหว่าง 30-40 ปีประมาณ 5 แสนไร่ นักวิชาการประเมินว่า ต้นสัก 1 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน 1 ไร่ มีต้นสักอยู่ 100 ต้น เวลานี้ตลาดโลกซื้อขายเครดิตคาร์บอน กันตันละ 15 เหรียญ เท่ากับ มีต้นไม้อยู่ 120 ล้านต้น 1 ต้น ขายเครดิตซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต้นละ 1 ตัน ราคา 15 เหรียญ หรือราว 450 บาท โดยวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ได้นัด ผู้ประสานงานเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มาคุยรายละเอียดเบื้องต้นที่สำนักงานแล้ว

โลกร้อนเร็วกว่าที่คาด

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

ซิดนีย์ - นายทิม แฟลนเนอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกชาวออสเตรเลีย เปิดเผยรายงานของคณะกรรมการรัฐบาลระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ระบุว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ถึงระดับที่เป็นอันตรายแล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลกส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ในระดับอันตรายเร็วขึ้นไม่ใช่ในอีก 10 ปี อย่างที่เคยคาดเดาเอาไว้ (เอพี)

ญี่ปุ่นสนลงทุนเหล็กต้นน้ำ

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นสนใจจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กของไทย โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แต่อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ด้านการเมือง และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลควรมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม นักลงทุนอยากมาลงทุนไทยมากกว่า

จี้รัฐตั้งองค์กรอิสระดูสิ่งแวดล้อม

มติชน วันที่ 9 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายปริญญา นุตาลัย ประธานคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กล่าวในการเสวนา "การจัดการลุ่มน้ำสะแกกรัง : คำตอบที่ไม่ใช่เขื่อนแม่วงก์" ว่าภายหลัง นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง ผลักดันให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ขณะเดียวกัน ก็ควรศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (เอสอีเอ) โดยสถาบันวิชาการ ก็ยังไม่คืบหน้า

นายปริญญากล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินมายาวนาน จนมีการตรารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ขึ้นใหม่ มาตรา 66 เรื่องของสิทธิชุมชน และมาตรา 67 ระบุให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้มีองค์การอิสระ ซึ่งมีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบการดำเนินการ

"องค์การอิสระดังกล่าว ไม่มีการแต่งตั้งขึ้น ทำให้โครงการใหญ่ๆ ที่รัฐดำเนินการไม่สามารถกระทำได้ ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย ซึ่งผมได้แจ้งให้หน่วยงานที่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญฯการทราบแล้ว แต่รัฐก็ไม่มีการขยับในเรื่องนี้แต่อย่างใด" นายปริญญากล่าว

เอ็นจีโอดันร่างพ.ร.บ.สวล.คู่ขนาน สกัดครม.ให้ต้นสังกัดอนุมัติอีไอเอ

มติชน วันที่ 4 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้การจดทะเบียนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมหารือกับคณะอนุกรรมาธิการเครือข่ายภาคประชาชนและการสื่อสารกับประชาชน ที่ตึก สส. เรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (ฉบับแก้ไขที่ 2) ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาภายในเดือนตุลาคมนี้

นายบัญฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร สมาชิกเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า เครือข่ายอยู่ระหว่างการช่วยกันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (ฉบับแก้ไขที่ 2) ร่างใหม่ฉบับประชาชนขึ้นมาให้ สนช.พิจารณาควบคู่กับร่างรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

"เรารู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่งที่เห็นเนื้อหาใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขของ ทส. เพราะรายละเอียดเนื้อหาหลายข้อไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น ในมาตรา 6 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม บุคคลอาจจะมีสิทธิและหน้าที่ในการรับข้อมูลข่าวสาร อาจจะมีสิทธิมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากร อาจจะได้รับค่าชดใช้เสียหายจากการเผยแพร่มลพิษอันมาจากโครงการของรัฐ ฯลฯ ร่างฉบับที่ทำขึ้นมาใหม่ตัดคำว่า อาจ ออก เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้หรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน" นายบัญฑูรกล่าว

นายบัญฑูรกล่าวว่า ที่ไม่มีใครเห็นด้วยเลยคือ ในมาตรา 47 ที่ระบุว่า ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อขอความคิดเห็นจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) จากเดิมที่เคยให้หน่วยงานที่เป็นกลางอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้พิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่ใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขกลับให้หน่วยงานต้นเรื่องเป็นผู้ทำอีไอเอ เช่น จะสร้างโรงไฟฟ้าให้กระทรวงพลังงานทำอีไอเอ หรือจะสร้างเขื่อนให้กรมชลประทานทำอีไอเอ สผ.มีหน้าที่เพียงตรวจสอบประเมินผล ที่จะทำให้ระบบอีไอเอมีปัญหาและขาดความน่าเชื่อถือ หน่วยงานเจ้าของเรื่องกับหน่วยงานที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนอนุมัติเป็นหน่วยงานเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด

นายบัญฑูรกล่าวว่า ร่างฉบับแก้ไขที่เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย ทำขึ้นนี้จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อสนับสนุน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอไปให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปกับร่างของรัฐบาล

นายสันติ บุญประคับ ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ผลกระทบอีไอเอ สผ. กล่าวว่า เรื่องมาตรา 47 นั้นถูกท้วงติงจากหลายหน่วยงานว่า ความจริงแล้ว สผ.จะต้องเป็นผู้กำกับดูแลการทำอีไอเอ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ แต่ ครม.อนุมัติแล้ว จะต้องไปแก้ไขในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.

เจเทปาพร้อมใช้งาน 1 พ.ย.

มติชน วันที่ 4 ตุลาคม 2550

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น อ้างถึงคำกล่าวของนายอากิรา อะมาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ว่า ความตกลงการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่นกับไทยหรือ

เจเทปา จะมีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ตามผลจากการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตของทั้ง 2 ฝ่ายที่เกิดขึ้นในกรุงโตเกียวเมื่อวันอังคารที่ 2 ตุลาคม

โดยในรายงานข่าวระบุว่า ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น เป็นความสัญญาฉบับที่ 5 ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเสรีทางการค้ากับต่างประเทศ หลังจากทำกับสิงคโปร์ เม็กซิโก มาเลเซียและชิลีมาแล้วก่อนหน้านี้

ส่วนผลของความตกลงกับไทยฉบับล่าสุดจะมีผลให้เกิดการยกเลิกภาษีในสินค้ากว่า 90% และส่งเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการลงทุนในประเทศไทยของผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ผู้นำประเทศญี่ปุ่นและไทยได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่โตเกียว นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยังระบุว่า ขณะนี้ได้มีกำหนดการลงนามการทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ระหว่างผู้นำญี่ปุ่นกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนแล้ว โดยตามกำหนดการจะให้มีการลงนามในการประชุมร่วมระหว่างผู้นำอาเซียนและผู้นำญี่ปุ่นที่จะเกิดขึ้นในสิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วยเช่นกัน

อุตสาหกรรมลุยตรวจโรงงาน หวั่นแอบทิ้งของเสียลงแม่น้ำ

มติชน วันที่ 2 ตุลาคม 2550

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงจะลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณลุ่มน้ำที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ ครอบคลุม 4 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง เพื่อตรวจสอบว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีการปล่อยน้ำเสีย หรือกากขยะอุตสาหกรรมที่มาจากกระบวนการผลิตหรือไม่ หากพบจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในเจ้าพระยาตอนกลางและตอนล่าง จังหวัดปทุมธานี ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ 19 โรงงาน โดยผลการทดสอบเบื้องต้นจากเครื่องวัดคุณภาพน้ำแบบทราบผลทันที พบว่าคุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด แต่จะนำไปทดสอบความแม่นยำในห้องปฏิบัติการกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง การตรวจสอบคุณภาพน้ำจะทำต่อเนื่องไปจนถึงปีงบประมาณ 2551 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบการตรวจสอบคุณภาพน้ำของทุกหน่วยงานให้เป็นทิศทางเดียวกัน (กรอบหวย)

นักวิชาการรุมค้านกลไกCDM ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาโลกร้อนจริง!

มติชน วันที่ 2 ตุลาคม 2550

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยน แปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือ CDM ตามพิธีสารเกียวโต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทั้งหมด เท่าที่ทราบได้ในปริมาณไม่ถึงหลักสิบล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญประเทศไทยไม่ควรคิดแต่เพียงว่า โครง การนี้เป็นเพียงการซื้อขายก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ แต่ควรพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีในการขยายผลจากการนำเทคโนโลยีจากต่างชาติมาดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย อย่าลืมว่าอนาคตประเทศไทยก็อาจอยู่ในอันดับต้นๆ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหากถึงเวลานั้นจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ หากไม่มีการพัฒนาจากต่างประเทศเสียตอนนี้

"โดยหลักการประเทศที่พัฒนาจะเปิดกว้างให้ประเทศที่ขายเครดิตคาร์บอนฯ สามารถนำเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาขยายความรู้ เพื่อใช้ควบคุมปริมาณก๊าซดังกล่าวในประเทศไทยก็ไม่ควรพลาดโอกาสตรงนี้ ควรมีการศึกษาและต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อใช้ในอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่ซื้อขายเครดิตคาร์บอนฯเพียงอย่างเดียว แบบนี้ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร" ดร.อานนท์กล่าว

ดร.จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการ CDM เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง เนื่องจากภาพรวมของการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังเท่าเดิม ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

ทางด้าน ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติว่า จำเป็นต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ว่าภายใน 100 ปี อุณหภูมิจะสูงอีก 1.4-5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวไม่ทัน เกิดการแปรปรวนในระบบนิเวศวิทยา และสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ในที่สุด

ดร.กัณฑรีย์กล่าวอีกว่า จากการศึกษาผลกระทบจากโลกร้อนต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพพบว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.5-2.5 องศาเซลเซียส จะส่งผลชนิดพันธุ์ต่างๆ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ประมาณร้อยละ 20-30 และหากอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 4 องศาเซลเซียส จะทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดปรับตัวไม่ทัน และจะสูญพันธุ์ในที่สุด สำหรับประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จากการศึกษาเมื่อปี 2542 โดยการทำแบบจำลองสภาพภูมิอากาศพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะได้รับผลกระทบถึง 32 จุด อาทิ ดอยสุเทพ-ปุย ดอยขุนตาล ภูเรือ ภูกระดึง ภูเก้า-ภูพานคำ เขาหลวง เชียงดาว อุทยานกรมหลวงชุมพร พนมดงรัก เขาสอยดาว เขาเขียว-เขาชมภู่ ฯลฯ (www.ru.ac.th/climate-change)

"ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ ป่าเมืองร้อนจะเปลี่ยนจากแหล่งสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอนฯทำให้ป่าชื้นเป็นป่าแล้ง พันธุ์พืชลดน้อยลง และสูญพันธุ์ในที่สุด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เป็นชนิดใด เนื่องจากไม่มีการศึกษาไว้" ดร.กัณฑรีย์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม แบบจำลองดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน แต่จะมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อนำข้อมูลมายืนยันอีกครั้ง

ขยับ"ไทย"ที่15ของโลก ประเทศลงทุนสะดวก

มติชน วันที่ 27 กันยายน 2550

ธนาคารโลกจัดอันดับความสะดวกการทำธุรกิจในไทยดีขึ้นสองอันดับ จากเดิม17เป็น 15 ของโลก เตือนอย่าเพิ่งวางใจดีจากดัชนีตัวเดียว ชี้ถ้าส่งออกยังโต 18% ทำเศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 4.3% แน่ จี้แบงก์ชาติเลิกแทรกบาท มุ่งช่วยเหลือคนกระทบตรง ส่วนความโปร่งใสไทยอยู่ที่ 84 คะแนน 3.3 ร่วมกับอีก 7 ประเทศ ส่วนเดนมาร์ก,ฟินแลนด์และนิวซีแลนด์แชมป์ร่วมกัน

นายจัสติน แยป หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก แถลงรายงาน "Doing Business 2008" ซึ่งเป็นการจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจใน 178 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 26 กันยายน โดยรายงานดังกล่าวเป็นการจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549-มิถุนายน 2550 โดยผลการจัดอันดับครั้งนี้ระบุว่า ประเทศสิงคโปร์ยังสามารถรักษาอันดับ 1 ของโลกในการเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขณะที่ประเทศไทยขยับอันดับขึ้นมา 2 ลำดับ เป็นอันดับที่ 15 จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 17 ของโลก และหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกพบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 รองลงมาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ตามลำดับ

นายจัสตินกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาอันดับของประเทศไทยถือว่าสูงอยู่แล้ว การไต่ขึ้นมาถึง 2 ลำดับในปีนี้ถือว่าทำได้ดีมาก มีผลสำคัญจากการปรับปรุงในเรื่องการลดเวลาและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะการที่รัฐบาลได้นำระบบอี-คัสตอมส์มาใช้ จนสามารถช่วยลดเวลา เอกสาร และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออก จนส่งผลให้ดัชนีการจัดอันดับด้านการค้าระหว่างประเทศขยับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

"สำหรับดัชนีด้านอื่นๆ ประเทศไทยยังอยู่ในระดับกลางๆ ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ ขณะที่ดัชนีด้านภาษีและข้อมูลเครดิตถูกลดอันดับลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศอื่นเร่งปฏิรูปและปรับปรุงมากกว่า จนถูกประเทศอื่นทำคะแนนตามทัน" นายจัสตินกล่าว

อนึ่ง การจัดอันดับดังกล่าววัดจากดัชนี 10 รายการ ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในแต่ละด้านดังนี้ ความยากง่ายในการเริ่มทำธุรกิจอยู่ที่อันดับ 36 ลดลงจากปีก่อนที่อันดับ 28, การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ลำดับ 20 ลดลงจากลำดับที่ 18, ข้อมูลเครดิตอยู่ที่ 36 ลดลงจากอันดับ 33, การปกป้องนักลงทุนอยู่ที่ลำดับ 33 คงที่จากปีก่อน, ความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ลำดับ 50 ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 103

ความยากง่ายในการปิดกิจการอยู่ลำดับที่ 44 ลดลงจากลำดับที่ 38, ระบบการจ่ายภาษีอยู่ที่อันดับ 89 ลดลงจากอันดับที่ 57 ส่วนดัชนีอีก 3 ตัวไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับปีก่อนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของการจัดทำดัชนีประกอบด้วย ระบบการติดต่อขอใบอนุญาตอยู่อันดับที่ 12 ระบบการจ้างงานอยู่ที่ลำดับ 49 และการบังคับตามสัญญาอยู่ที่ลำดับ 26

ส่วนอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจของประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เมื่อเทียบกับทั่วโลก คือ สิงคโปร์อันดับ 1, ฮ่องกงอันดับ 4, ญี่ปุ่นอันดับ 12, มาเลเซียอันดับ 24, ไต้หวัน อันดับ 50, มองโกเลียอันดับ 52, บรูไนอันดับ 78, จีนอันดับ 83,เวียดนามอันดับ 91, อินโดนีเซียอันดับ 123, ฟิลิปปินส์อันดับ 133, กัมพูชา อันดับ 145 และลาวอันดับ 164

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า อันดับที่เพิ่มขึ้นของไทยดีขึ้นได้เพราะการปฏิรูปเรื่องระบบการส่งออก-นำเข้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่สามารถทำได้อย่างดีจึงทำให้ดัชนีในด้านนี้เปลี่ยนแปลงไปมากจนช่วยทำค่าเฉลี่ยโดยรวมดีขึ้นถึง 2 ลำดับ ทั้งที่ดัชนีด้านอื่นของไทยอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น และบางดัชนีแย่ลงอย่างชัดเจนเช่นเรื่องระบบภาษี และการจดทะเบียนขอใบอนุญาต เพราะฉะนั้นไม่ควรนิ่งนอนใจ

"ทางการไทยจะต้องพิจารณาดัชนีตัวอื่นๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้ตอนนี้หลายประเทศในภูมิภาคนี้จะมีอันดับต่ำกว่าไทยมาก เช่น เวียดนามที่แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดประเทศแต่การปฏิรูปต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว"

นาวสาวกิริฎากล่าวว่า ในการจัดทำรายงานดังกล่าวธนาคารโลกจะใช้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม สามารถวัดผลได้ง่าย เช่น จำนวนเวลาในการติดต่อ จำนวนเอกสาร และขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ทางการเมือง หรือนโยบายบางอย่างของทางการจะไม่ถูกนำมาวัดผลด้วย เช่น มาตรการกันสำรอง 30% ของไทย และร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจต่างด้าว แต่รายงานฉบับนี้นักลงทุนให้ความสำคัญอย่างมากเพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศหนึ่งประเทศใด

สำหรับภาวะเศรษฐกิจของไทย นางสาวกิริฎากล่าวว่า ธนาคารโลกจะแถลงผลการประเมินใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่เบื้องต้นยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 4.3% และปีหน้าขยายตัว 4.5-5% แต่หากการส่งออกของไทยยังขยายตัวได้มากถึง 18% ทุกเดือนต่อไป โอกาสที่เศรษฐกิจจะโตกว่าที่ประเมินก็มีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ถึง 5-5.5% ซึ่งเชื่อว่าตั้งแต่กลางปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยแต่อย่างใด มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นทางการไม่ควรที่จะเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท เนื่องจากเป็นต้นทุนต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและเงินบาทที่แข็งค่ายังมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจด้วย เพราะฉะนั้นควรที่จะใช้เงินดังกล่าวช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากเงินบาทที่แข็งค่าโดยตรงจะเหมาะสมกว่า เช่น ภาคการผลิตเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า

"เราไม่อยากให้พยุงค่าบาทเพราะทำให้เราเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น คนที่ได้รับประโยชน์ก็มีเยอะ ถ้าเอาเงินไปช่วยเป็นรายอุตสาหกรรมน่าจะดีกว่า" นางสาวกิริฎากล่าว และว่า ในปีหน้าดุลการค้าของไทยไม่น่าจะเกินดุลมากเหมือนเช่นปีนี้แล้ว เพราะถึงแม้การส่งออกจะยังขยายตัวแต่มั่นใจว่าปีหน้าการลงทุนในประเทศจะเดินหน้า ทำให้การนำเข้าเร่งตัวและช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้

วันเดียวกัน องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (ทีไอ) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับความโปร่งใสของ 180 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศที่มีความโปร่งใสหรือมีคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป โดย 10 ประเทศที่มีความโปร่งใสที่สุดในปีนี้ ครองตำแหน่งเดียวกันหลายประเทศ โดยอันดับ 1 ประกอบด้วย เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์ ได้คะแนน 9.4 เท่ากัน อันดับ 4 มีสองประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์และสวีเดน ได้คะแนนเท่ากันคือ 9.3 อันดับ 6 ได้แก่ไอซ์แลนด์ 9.2 คะแนน อันดับ 7 มีสองประเทศคือ เนเธอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน 9 เท่ากัน อันดับ 9 มีสองประเทศคือแคนาดา นอร์เวย์ ได้คะแนนเท่ากันคือ 8.7

ส่วนประเทศไทยครองอันดับ 84 ด้วยคะแนน 3.3 ร่วมกับอีก 7 ประเทศ ได้แก่ จาเมกา, คิริบาติ, เลโซโธ, มาเซโดเนีย, มัลดีฟส์, มอนเทเนโกรและสวาซิแลนด์ ในขณะที่พม่าและโซมาเลียได้คะแนนน้อยที่สุด 1.4 ทำให้ครองอันดับแย่ที่สุดคือลำดับที่ 179 ร่วมกัน

by ThaiWebExpert