มติชนออนไลน์

นายกฯเรียกร้องเวทียูเอ็น ร่วมต่อจิ๊กซอว์แก้โลกร้อน

มติชน วันที่ 26 กันยายน 2550

นายกฯเรียกร้อง ปท.ที่ปลูกข้าวร่วมกันทำวิจัยพัฒนาก๊าซมีเทน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ด้านที่ประชุมยูเอ็นให้ร่วมกันหาทางแก้โลกร้อนเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประชุมระดับสูงว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนให้ผู้นำชาติต่างๆ ของโลกร่วมกันมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับภาวะโลกร้อนโดยนายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นและแรงกดดันทางการเมืองก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสนธิสัญญาสภาพอากาศประจำปี ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ จะมีการเจรจากันเพื่อบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2555

พิธีสารเกียวโตซึ่งลงนามโดย 175 ประเทศ กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรม 36 ชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เฉลี่ย 5% จากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2555 ซึ่งสหรัฐปฏิเสธที่จะลงนาม โดยอ้างว่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐพัง และระบุว่าควรบังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียด้วย นอกจากนี้สหรัฐยังเห็นด้วยกับวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจมากกว่า

การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ชาติเข้าร่วม โดยในจำนวนนี้กว่า 80 ราย เป็นระดับผู้นำประเทศ แต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด โดยบุชวางแผนที่จะจัดการประชุมเรื่องโลกร้อน ที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 27 และ 28 กันยายนนี้ โดยจะเชิญเฉพาะ 16 ชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ซึ่งรวมทั้งจีนและอินเดีย ขณะที่ตัวแทนของบุชที่เข้าร่วมประชุมยูเอ็น คือนางคอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในที่ประชุมว่าการประชุมโลกร้อนที่สหรัฐจะจัดขึ้นนั้นเป็นการแสดงจุดยืนของสหรัฐที่ต้องการช่วยเหลือยูเอ็นในการทำให้แนวทางดังกล่าวคืบหน้าต่อไป

ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี่ แห่งฝรั่งเศส ในฐานะตัวแทนของอียูกล่าวต่อที่ประชุมว่า "ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่จะต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 50% ภายในปี 2593"

ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 8% ตามข้อกำหนดในพิธีสารเกียวโตได้ยินยอมที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกอย่างน้อย 20% ภายในปี 2563 เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาร่วมมือกัน

ขณะที่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า หลายๆ รัฐของสหรัฐยินดีที่จะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่ารัฐบาลของบุชจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วย โดยรัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการผ่านร่างกฎหมายที่บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมของรัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ประมาณ 25% ภายในปี 2563

ด้านอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐและนักเคลื่อนไหวต่อสู้กับโลกร้อนคนสำคัญได้เรียกร้องในที่ประชุมให้ผู้นำชาติต่างๆ ทั่วโลกมีการประชุมกันในเรื่องโลกร้อนทุกๆ 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ปีหน้าจนกว่าจะได้แนวทางที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาโลกร้อน

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมในหัวข้อ "อนาคตในมือเรา : ความท้าทายของผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" มีใจความสำคัญว่า ไม่มีใครปฏิเสธว่าทุกวันนี้เราต่างดิ้นรนต่อสู้กับความแปรปรวนของสภาวะอากาศ และภัยธรรมชาติที่โหดร้าย ภัยพิบัติที่เกิดจากอากาศและปรากฏการณ์ธรรมชาติในส่วนต่างๆ ของโลก เป็นสัญญาณจากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ในการเผชิญหน้าของความท้าทายดังกล่าว สหประชาชาติมีอนุสัญญากรอบการดำเนินการของสหประชาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ซึ่งได้บรรจุหัวข้อ "ร่วมกัน แต่รับผิดชอบที่ต่างกัน" ความพยายามของแต่ละประเทศเป็นเหมือนภาพจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งหายไป ภาพก็จะไม่สมบูรณ์

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทย กำลังดำเนินการกับปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการกัดเซาะตามชายฝั่ง ด้วยการสร้างแนวรั้วบริเวณชายฝั่ง และฟื้นฟูป่าชายเลน นอกจากนี้ ยังต้องแก้ปัญหาวงจรอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมภูมิคุ้มกันตนเองและการสร้างความเข้มแข็งเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายนั้น ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาด้วย และในปี 2550 ไทยได้เริ่มแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยครอบคลุมทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจก การวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกันไทยยังส่งเสริมการใช้พลังงานใหม่ๆ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นว่าเชื้อเพลิงธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการผสมผสานพลังงานของประเทศกำลังพัฒนาในสองทศวรรษหน้า ดังนั้น ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย จำเป็นต้องรักษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนการใช้คาร์บอนเทคโนโลยีราคาต่ำ ไปใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและทันสมัยขึ้น

"ในฐานะผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ ไทยจึงเรียกร้องให้ประเทศผู้ปลูกข้าวและสถาบันระหว่างประเทศทั้งหลายได้เน้นกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลดก๊าซมีเทน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและมีเมล็ดข้าว เพื่อรองรับประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและสร้างเสริมความมั่นคงของอาหารโลก" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

เปิดฐานทรัพยากรชีวภาพ ไทยอุดมอันดับต้นของโลก

มติชน วันที่ 26 กันยายน 2550

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน) หรือ สภพ. พ.ศ.2550 เพื่อเสนอแนะนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวบรวมและทำบัญชีรายการพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ที่มีแหล่งกำเนิดหรือพบในประเทศไทย รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและชุมชน เพื่อดูแลการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพนั้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ และล่าสุดรัฐบาลสนับสนุนทุน 30 ล้านบาท สำหรับสร้างต้นแบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ ให้เป็นแหล่งพบปะระหว่างผู้มีความรู้กับผู้ที่ต้องการใช้ ฯลฯ

"ประเทศไทยมีความสมบูรณ์สูงติดอันดับต้นๆ ของโลก เช่น มีความหลากหลายของข้าวถึง 5,928 ชื่อ จากจำนวนข้าวป่าที่มีอยู่ 21 ชนิดทั่วโลก พบในประเทศไทย 5 ชนิด ข้าวป่าเหล่านี้เป็นฐานพันธุกรรมสำหรับพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ สร้างรายได้ปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท และพบกล้วยไม้ในป่าธรรมชาติ 1,150 ชนิด จาก 160 สกุลทั่วโลก" นายปีติพงศ์กล่าว และว่า นอกจากนี้ มีสัตว์มีกระดูกสันหลัง 4,253 ชนิด หรือร้อยละ 10 ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งโลก มีพืชชั้นสูงจำพวกพืชมีเมล็ด และเฟิร์นประมาณ 1 หมื่นชนิด หรือร้อยละ 4.3 ของพืชชั้นสูงทั้งโลก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นที่เพียง ร้อยละ 0.43 ของพื้นที่แผ่นดินบนโลกเท่านั้น

"บุช"เบี้ยวอีกประชุมโลกร้อน

มติชน วันที่ 25 กันยายน 2550

ตัวแทนจากประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 24 กันยายน ที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยผู้เข้าร่วมประชุมในจำนวนนี้กว่า 80 รายเป็นระดับผู้นำประเทศ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีการกล่าวสุนทรพจน์จากผู้ที่มีบทบาทเด่นในการรณรงค์ต่อสู้กับภาวะโลกร้อนบนเวทีระดับนานาชาติอย่างนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี่ แห่งฝรั่งเศส และอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ

การประชุมนี้จัดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงกดดันก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสนธิสัญญาสภาพอากาศประจำปีขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ จะมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโตในปี 2555

ด้านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐซึ่งปฏิเสธข้อบังคับของพิธีสารเกียวโต ไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ โดยบุชจะจัดการประชุมด้านสภาพอากาศที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 27 และ 28 กันยายนนี้ แต่จำกัดวงเฉพาะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ 16 ชาติเท่านั้น

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด แห่งอิหร่านได้เริ่มต้นการเดินทางเยือนสหรัฐเป็นครั้งที่ 3 ของเขา โดยได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งชาติของสหรัฐผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ก่อนที่จะเดินทางไปเป็นวิทยากรรับเชิญที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยอาห์มาดิเนจาดให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางมาสหรัฐว่า การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ของยูเอ็นในวันที่ 25 กันยายนจะเป็นการนำเสนอจุดยืนและความคิดเห็นของประชาชนชาวอิหร่านให้ชาวโลกได้รับรู้

มีรายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยคนมาชุมนุมกันที่หน้ามหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพื่อต่อต้านการเดินทางเยือนของผู้นำอิหร่าน และประณามว่า อาห์มาดิเนจาดต้องการจะเป็นอย่างฮิตเลอร์ พร้อมกับกล่าวโทษมหาวิทยาลัยว่าทำผิดมหันต์ชนิดให้อภัยไม่ได้ที่เชิญอาห์มาดิเนจาดมา (เอพี/เอเอฟพี)

วงจรเชื้อโรคเปลี่ยน เหตุจาก"โลกร้อน" เปิปเนื้อสัตว์ไม่สุก อันตราย!"ถึงตาย"

มติชน วันที่ 25 กันยายน 2550

ดร.จิรพล สินธุนาวา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกร้อนวงจรชีวิตของเชื้อโรคที่อยู่ภายในสัตว์บางชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลง อาทิ หมู เป็ด ไก่ โดยพบว่ามีความคงทนแข็งแรงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้โดยไม่ปรุงสุก หรือบริโภคแบบสุกๆ ดิบๆ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ ในร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน จากเดิมร่างกายมนุษย์จะมีเชื้อโรคอยู่ในปริมาณหนึ่งแต่จะได้รับการป้องกันจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิร้อนขึ้น เชื้อโรคจะมีความแข็งแรงสูง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถรับมือได้ และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากขึ้น

"ช่วงนี้ที่ฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ต้องระวังเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู และต้องระวังการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเกิดจากการเหยียบย่ำพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่เราไม่มีทางรู้ตัว โดยเฉพาะหากเท้ามีแผลเปิดจะเสี่ยงติดเชื้อสูง ประชาชนทุกคนจึงต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่ว่าจะอาศัยในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือต่างจังหวัดไม่ควรเล่นน้ำฝนหรือสนุกสนานกับน้ำท่วม เพราะจะเสี่ยงรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว" ดร.จิรพลกล่าว

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นฝนตก น้ำท่วม สิ่งสำคัญต้องระวังเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยเฉพาะในสัตว์ที่เป็นรังโรค ควรมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ โดยวันที่ 28 กันยายน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป ที่โรงแรมเอเชียจะมีการสัมมนาเรื่อง "ความไม่พร้อมของการรับมือจากภาวะโลกร้อน"

"ไขศรี"แจงปรับบทบาทสวช. เน้นวิถีชีวิต-ภูมิปัญญาไทย

มติชน วันที่ 24 กันยายน 2550

คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวถึงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่ วธ.เสนอเปลี่ยนสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ....ว่า ให้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) โอนไปสังกัดสำนักงานปลัด วธ. นอกจากนี้ ยังเห็นชอบเปลี่ยนชื่อ สวช.เป็นสำนักงานวัฒนธรรมวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทย (สวภ.) มีภารกิจดูแลเรื่องวัฒนธรรมวิถีชีวิตท้องถิ่นนั้น ทำให้มีการเข้าใจว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นการลดบทบาทของ สวช. จึงอยากชี้แจงว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่ใช่เป็นการลดบทบาท เพราะ สวช.ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีกระทรวงวัฒนธรรม สวช.จึงทำหน้าที่เหมือนเป็นกระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจหลากหลายครอบคลุมงานศิลปวัฒนธรรมของชาติทั้งหมดทุกด้าน ทั้งศึกษา วิจัย ส่งเสริม ป้องกัน แก้ปัญหา เผยแพร่วัฒนธรรม ฝึกอบรมผู้ทำงานด้านวัฒนธรรม ประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และติดตามประเมินผล

รมว.วัฒนธรรมกล่าวอีกว่า เมื่อมีการก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาปี 2545 โดยโอน สวช. กรมศิลปากร กรมการศาสนา และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มาสังกัดใน วธ. ทั้งได้ตั้งสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยขึ้นมาด้วย แต่การปรับเปลี่ยนภารกิจภายในของหน่วยงานระดับกรมยังไม่ได้ดำเนินการ จึงทำให้มีการทำงานซ้ำซ้อนกัน เมื่อ วธ.ดำเนินการแก้ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ จึงถือโอกาสปรับเปลี่ยนภารกิจของ สวช. ซึ่งหลากหลายมาก เพื่อให้มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น คือรับผิดชอบเฉพาะวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทย ซึ่งอันที่จริงก็เป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง มีเรื่องต้องทำอีกมากมาย ทั้งการอนุรักษ์ ส่งเสริม และสืบทอด

"ที่ผ่านมาศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนที่ สวช.รับผิดชอบก็ประสบความสำเร็จอย่างดีในหลายจังหวัด ถามว่าสิ่งที่ สวช.ทำที่ผ่านมาใช้ไม่ได้หรือ ตอบได้เลยว่าใช้ได้ เพราะทำตามภารกิจเดิม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติฉบับใหม่ทำให้ภารกิจของ สวช. ชัดเจนยิ่งขึ้น อะไรที่ทำซ้ำกันกับกรมอื่นให้โอนออกไป การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเพราะข้าราชการ สวช.ทำงานบกพร่อง สวช.ได้พยายามทำทุกภารกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำหรับภารกิจของกรมอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนกัน ได้มอบให้ปลัดกระทรวงตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้ว" คุณหญิงไขศรีกล่าว

ทั่วโลกร่วมใจปกป้องโอโซน ตกลงเลิกผลิตเอชซีเอฟซี

มติชน วันที่ 24 กันยายน 2550

เกือบ 200 ประเทศทั่วโลกได้ตกลงร่วมกันที่จะลดการปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโอโซนและทำให้โลกร้อนขึ้น ในการประชุมของโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นอีพี) ที่นครมอนทรีอัล ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา โดยนายอาชิม สไตเนอร์ หัวหน้ายูเอ็นอีพีกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การห้ามใช้สารอันตรายอย่างไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (เอชซีเอฟซี) ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญในความพยายามที่จะชะลอการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พร้อมกับกล่าวแสดงความยินดีที่จีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใช้สารเอชซีเอฟซีมากที่สุด สนับสนุนการประชุมและกลับเข้ามาร่วมในข้อตกลงด้วย

ด้านนายจอห์น แบร์ด รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมแคนาดา กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จจากการหารือนานเป็นสัปดาห์ของตัวแทน 190 ประเทศ และสหภาพยุโปร (อียู) ที่ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วตกลงที่จะลดการใช้สารเอชซีเอฟซีลง 75 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2553 และจะหมดไปทั้งการใช้และการผลิตภายในปี 2563 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาตกลงที่จะหยุดการผลิตสารเอชซีเอฟซี และการบริโภคสารเคมีนี้ภายในปี 2556 และสารนี้จะหมดไปในภายใน 2573 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ถึง 10 ปี (เอเอฟพี)

ขยะเคมีโผล่บางปะอิน

มติชน วันที่ 21 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอภิชาต เทียวพานิช นายอำเภอบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบขยะเคมีประมาณ 15 ตัน ในบ่อดินกลางทุ่งนา เขตหมู่ 2 ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกน้ำยาดัดผม โกรกสีผม น้ำยาเปลี่ยนสีผมหลายยี่ห้อ หมดอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ

ขณะที่เข้าตรวจสอบอยู่นั้น พบคนงานขับรถแบ๊คโฮฝังกลบขยะเคมี นายอภิชาตสั่งให้หยุดดำเนินการ พร้อมประสานตำรวจให้อายัดรถแบ๊คโฮฐานลักลอบทิ้งสารพิษโดยไม่ได้รับอนุญาต

ค้านผูกมัดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

มติชน วันที่ 21 กันยายน 2550

เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปฏิเสธการศึกษาการเตรียมการใช้นิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพลังงานอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการผูกมัดประชาชนด้วยการเอาเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บรรจุลงในแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติ 2550 (PDP 2007) ให้ต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์ในปี 2563 โดยไม่เปิดทางเลือกให้พลังงานแบบอื่น เกิดเป็นความล้มเหลวหลายครั้ง เช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อย่างการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน การก่อสร้างท่อก๊าซ เกิดจากความพยายามของรัฐที่ไม่เปิดทางเลือกให้แก่ประชาชน "ผมเห็นว่าการจัดทำนโยบายอย่างมีวิสัยทัศน์ต้องครอบคลุมความเป็นจริงทางสังคม การเมือง และต้องเสนอเป็นแผนพลังงานแห่งชาติ มีเรื่องพลังงานหมุนเวียน เช่น ก๊าซชีวภาพ พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ด้วย" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ข้อมูลโลกร้อน

มติชน วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน รวบรวมข้อมูลข่าวสารเรื่อง "ภาวะโลกร้อน" คืออะไร ก๊าซเรือนกระจก ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน บรรจุในเว็บไซต์ www.thaienergynews.com เอาใจคนรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน พร้อมด้วยข้อมูลพลังงานอื่นๆ ตั้งแต่สาระวิธีการประหยัดพลังงาน มีคลิปวิดีโอ คนดังชวนประหยัด มุมแนะนำสารคดี หนังสือ ที่เปิดให้ชมและศึกษาได้แล้ว

คนดังขอความร่วมมือ "หยุด" ทำลายธรรมชาติ

มติชน วันที่ 21 กันยายน 2550

สภาพแวดล้อมกำลังถูกทำลายโดยฝีมือของมนุษย์ กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้โลกใบนี้น่าอยู่กำลังได้รับการตอบรับมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มไฮโซ ที่หลายคนอาจจะยังติดภาพของความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่สำหรับเจษฎ์ โทณะวณิก และโรส วริศรา (ลี้ธีระกุล) มหากายี ที่อุทิศตนเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมาเป็นเวลานานแล้ว

ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักกฎหมายหนุ่มผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย เล่าถึงแรงบันดาลใจที่มีต่อธรรมชาติในงานเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ของสตาร์บัคส์ ว่า เกิดจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด เติบโตที่เชียงใหม่ แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ที่บ้านจะเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยง ใกล้วัด ทำให้ได้รับการปลูกฝังจากพระว่าอย่าไปรังแกสัตว์ต่างๆ ทำให้เราซึมซับความรักและหวงแหนธรรมชาติแลสัตว์อย่างไม่รู้ตัว

"ไม่จำเป็นต้องเข้าป่าหรือทำงานเป็นเอ็นจีโอ สามารถเริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเอง เช่น ลดปริมาณการใช้กระดาษ ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณการตัดต้นไม้อย่างมาก อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญคือ อยากให้ยกเลิกการเอาสัตว์มาไว้ในกรงอย่างในสวนสัตว์ เพราะมันไม่สอดคล้องกับระบบธรรมชาติ แต่สวนสัตว์คือสถานที่ทุกคนใฝ่ฝัน เด็กๆ จะเข้าใจว่าการที่สัตว์มาอยู่ในกรงคือความชอบธรรม แม้แต่สวนสัตว์เปิดก็ยังล้อมรั้วด้วยไฟฟ้า ดังนั้นทั้งเรื่องสัตว์ ป่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก จึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรให้ความสำคัญ แม้เราจะยังไม่สามารถทำได้เท่าเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เราก็ต้องทำให้ได้มากที่สุด เราทุกคนต้องเริ่มวันนี้ รอไม่ได้"

ส่วน โรส วริศรา มหากายี ดาราและพิธีกรชื่อดัง ที่ผันตัวเองมาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ในมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์บอกว่า เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะสนใจงานด้านนี้ เมื่อได้โอกาสได้สัมผัสกับธรรมชาติ ก็ได้คำตอบว่านี่คือความสุขที่แท้จริง

"ทุกคนมาจากธรรมชาติ อย่าแบ่งตัวเองออกจากธรรมชาติ เมื่อคิดว่านี่คือเรื่องเดียวกัน จะสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ อยากดูแลเอาใจใส่ วิธีง่ายๆ ควรเริ่มจากการทำตัวเองให้สบายน้อยลงบ้าง เช่น เปิดแอร์ เปิดพัดลมให้น้อยลงบ้าง แค่นี้ก็ทำร้ายธรรมชาติน้อยลง หันมาใช้ถุงหรือกระเป๋าส่วนตัวเวลาไปจับจ่ายซื้อของ แรงบันดาลใจเป็นสิ่งสำคัญ เปิดรับมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจดีๆ"

แค่แบ่งเวลาคิดถึงสิ่งแวดล้อมคนละนิด ก็ช่วยโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นแล้ว

by ThaiWebExpert