มติชนออนไลน์

อุตสาหกรรมลุยตรวจโรงงาน หวั่นแอบทิ้งของเสียลงแม่น้ำ

มติชน วันที่ 2 ตุลาคม 2550

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ของกระทรวงจะลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณลุ่มน้ำที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ ครอบคลุม 4 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง เพื่อตรวจสอบว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีการปล่อยน้ำเสีย หรือกากขยะอุตสาหกรรมที่มาจากกระบวนการผลิตหรือไม่ หากพบจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในเจ้าพระยาตอนกลางและตอนล่าง จังหวัดปทุมธานี ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำ 19 โรงงาน โดยผลการทดสอบเบื้องต้นจากเครื่องวัดคุณภาพน้ำแบบทราบผลทันที พบว่าคุณภาพน้ำเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด แต่จะนำไปทดสอบความแม่นยำในห้องปฏิบัติการกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง การตรวจสอบคุณภาพน้ำจะทำต่อเนื่องไปจนถึงปีงบประมาณ 2551 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางระบบการตรวจสอบคุณภาพน้ำของทุกหน่วยงานให้เป็นทิศทางเดียวกัน (กรอบหวย)

นักวิชาการรุมค้านกลไกCDM ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาโลกร้อนจริง!

มติชน วันที่ 2 ตุลาคม 2550

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยน แปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือ CDM ตามพิธีสารเกียวโต แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ทั้งหมด เท่าที่ทราบได้ในปริมาณไม่ถึงหลักสิบล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญประเทศไทยไม่ควรคิดแต่เพียงว่า โครง การนี้เป็นเพียงการซื้อขายก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ แต่ควรพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นโอกาสที่ดีในการขยายผลจากการนำเทคโนโลยีจากต่างชาติมาดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย อย่าลืมว่าอนาคตประเทศไทยก็อาจอยู่ในอันดับต้นๆ ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหากถึงเวลานั้นจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ หากไม่มีการพัฒนาจากต่างประเทศเสียตอนนี้

"โดยหลักการประเทศที่พัฒนาจะเปิดกว้างให้ประเทศที่ขายเครดิตคาร์บอนฯ สามารถนำเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาขยายความรู้ เพื่อใช้ควบคุมปริมาณก๊าซดังกล่าวในประเทศไทยก็ไม่ควรพลาดโอกาสตรงนี้ ควรมีการศึกษาและต่อยอดเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อใช้ในอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่ซื้อขายเครดิตคาร์บอนฯเพียงอย่างเดียว แบบนี้ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร" ดร.อานนท์กล่าว

ดร.จิรพล สินธุนาวา นักวิชาการสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการ CDM เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหาโลกร้อนที่แท้จริง เนื่องจากภาพรวมของการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังเท่าเดิม ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

ทางด้าน ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติว่า จำเป็นต้องมีอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คาดการณ์ว่าภายใน 100 ปี อุณหภูมิจะสูงอีก 1.4-5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้สิ่งมีชีวิตปรับตัวไม่ทัน เกิดการแปรปรวนในระบบนิเวศวิทยา และสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ในที่สุด

ดร.กัณฑรีย์กล่าวอีกว่า จากการศึกษาผลกระทบจากโลกร้อนต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพพบว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงเกิน 1.5-2.5 องศาเซลเซียส จะส่งผลชนิดพันธุ์ต่างๆ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ประมาณร้อยละ 20-30 และหากอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 4 องศาเซลเซียส จะทำให้ระบบนิเวศทั้งหมดปรับตัวไม่ทัน และจะสูญพันธุ์ในที่สุด สำหรับประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน จากการศึกษาเมื่อปี 2542 โดยการทำแบบจำลองสภาพภูมิอากาศพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะได้รับผลกระทบถึง 32 จุด อาทิ ดอยสุเทพ-ปุย ดอยขุนตาล ภูเรือ ภูกระดึง ภูเก้า-ภูพานคำ เขาหลวง เชียงดาว อุทยานกรมหลวงชุมพร พนมดงรัก เขาสอยดาว เขาเขียว-เขาชมภู่ ฯลฯ (www.ru.ac.th/climate-change)

"ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ ป่าเมืองร้อนจะเปลี่ยนจากแหล่งสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอนฯทำให้ป่าชื้นเป็นป่าแล้ง พันธุ์พืชลดน้อยลง และสูญพันธุ์ในที่สุด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เป็นชนิดใด เนื่องจากไม่มีการศึกษาไว้" ดร.กัณฑรีย์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม แบบจำลองดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน แต่จะมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อนำข้อมูลมายืนยันอีกครั้ง

ขยับ"ไทย"ที่15ของโลก ประเทศลงทุนสะดวก

มติชน วันที่ 27 กันยายน 2550

ธนาคารโลกจัดอันดับความสะดวกการทำธุรกิจในไทยดีขึ้นสองอันดับ จากเดิม17เป็น 15 ของโลก เตือนอย่าเพิ่งวางใจดีจากดัชนีตัวเดียว ชี้ถ้าส่งออกยังโต 18% ทำเศรษฐกิจขยายตัวมากกว่า 4.3% แน่ จี้แบงก์ชาติเลิกแทรกบาท มุ่งช่วยเหลือคนกระทบตรง ส่วนความโปร่งใสไทยอยู่ที่ 84 คะแนน 3.3 ร่วมกับอีก 7 ประเทศ ส่วนเดนมาร์ก,ฟินแลนด์และนิวซีแลนด์แชมป์ร่วมกัน

นายจัสติน แยป หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก แถลงรายงาน "Doing Business 2008" ซึ่งเป็นการจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจใน 178 ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ 26 กันยายน โดยรายงานดังกล่าวเป็นการจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549-มิถุนายน 2550 โดยผลการจัดอันดับครั้งนี้ระบุว่า ประเทศสิงคโปร์ยังสามารถรักษาอันดับ 1 ของโลกในการเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจติดต่อกันเป็นปีที่สอง ขณะที่ประเทศไทยขยับอันดับขึ้นมา 2 ลำดับ เป็นอันดับที่ 15 จากปีก่อนที่อยู่ในอันดับ 17 ของโลก และหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกพบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 รองลงมาจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ตามลำดับ

นายจัสตินกล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาอันดับของประเทศไทยถือว่าสูงอยู่แล้ว การไต่ขึ้นมาถึง 2 ลำดับในปีนี้ถือว่าทำได้ดีมาก มีผลสำคัญจากการปรับปรุงในเรื่องการลดเวลาและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะการที่รัฐบาลได้นำระบบอี-คัสตอมส์มาใช้ จนสามารถช่วยลดเวลา เอกสาร และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าส่งออก จนส่งผลให้ดัชนีการจัดอันดับด้านการค้าระหว่างประเทศขยับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

"สำหรับดัชนีด้านอื่นๆ ประเทศไทยยังอยู่ในระดับกลางๆ ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ ขณะที่ดัชนีด้านภาษีและข้อมูลเครดิตถูกลดอันดับลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศอื่นเร่งปฏิรูปและปรับปรุงมากกว่า จนถูกประเทศอื่นทำคะแนนตามทัน" นายจัสตินกล่าว

อนึ่ง การจัดอันดับดังกล่าววัดจากดัชนี 10 รายการ ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในแต่ละด้านดังนี้ ความยากง่ายในการเริ่มทำธุรกิจอยู่ที่อันดับ 36 ลดลงจากปีก่อนที่อันดับ 28, การจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ลำดับ 20 ลดลงจากลำดับที่ 18, ข้อมูลเครดิตอยู่ที่ 36 ลดลงจากอันดับ 33, การปกป้องนักลงทุนอยู่ที่ลำดับ 33 คงที่จากปีก่อน, ความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ลำดับ 50 ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 103

ความยากง่ายในการปิดกิจการอยู่ลำดับที่ 44 ลดลงจากลำดับที่ 38, ระบบการจ่ายภาษีอยู่ที่อันดับ 89 ลดลงจากอันดับที่ 57 ส่วนดัชนีอีก 3 ตัวไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับปีก่อนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของการจัดทำดัชนีประกอบด้วย ระบบการติดต่อขอใบอนุญาตอยู่อันดับที่ 12 ระบบการจ้างงานอยู่ที่ลำดับ 49 และการบังคับตามสัญญาอยู่ที่ลำดับ 26

ส่วนอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจของประเทศอื่นในภูมิภาคนี้เมื่อเทียบกับทั่วโลก คือ สิงคโปร์อันดับ 1, ฮ่องกงอันดับ 4, ญี่ปุ่นอันดับ 12, มาเลเซียอันดับ 24, ไต้หวัน อันดับ 50, มองโกเลียอันดับ 52, บรูไนอันดับ 78, จีนอันดับ 83,เวียดนามอันดับ 91, อินโดนีเซียอันดับ 123, ฟิลิปปินส์อันดับ 133, กัมพูชา อันดับ 145 และลาวอันดับ 164

นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก กล่าวว่า อันดับที่เพิ่มขึ้นของไทยดีขึ้นได้เพราะการปฏิรูปเรื่องระบบการส่งออก-นำเข้าเพียงด้านเดียวเท่านั้น แต่สามารถทำได้อย่างดีจึงทำให้ดัชนีในด้านนี้เปลี่ยนแปลงไปมากจนช่วยทำค่าเฉลี่ยโดยรวมดีขึ้นถึง 2 ลำดับ ทั้งที่ดัชนีด้านอื่นของไทยอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น และบางดัชนีแย่ลงอย่างชัดเจนเช่นเรื่องระบบภาษี และการจดทะเบียนขอใบอนุญาต เพราะฉะนั้นไม่ควรนิ่งนอนใจ

"ทางการไทยจะต้องพิจารณาดัชนีตัวอื่นๆ ด้วย ซึ่งถึงแม้ตอนนี้หลายประเทศในภูมิภาคนี้จะมีอันดับต่ำกว่าไทยมาก เช่น เวียดนามที่แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดประเทศแต่การปฏิรูปต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว"

นาวสาวกิริฎากล่าวว่า ในการจัดทำรายงานดังกล่าวธนาคารโลกจะใช้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม สามารถวัดผลได้ง่าย เช่น จำนวนเวลาในการติดต่อ จำนวนเอกสาร และขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เพราะฉะนั้นสถานการณ์ทางการเมือง หรือนโยบายบางอย่างของทางการจะไม่ถูกนำมาวัดผลด้วย เช่น มาตรการกันสำรอง 30% ของไทย และร่างแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจต่างด้าว แต่รายงานฉบับนี้นักลงทุนให้ความสำคัญอย่างมากเพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศหนึ่งประเทศใด

สำหรับภาวะเศรษฐกิจของไทย นางสาวกิริฎากล่าวว่า ธนาคารโลกจะแถลงผลการประเมินใหม่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่เบื้องต้นยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 4.3% และปีหน้าขยายตัว 4.5-5% แต่หากการส่งออกของไทยยังขยายตัวได้มากถึง 18% ทุกเดือนต่อไป โอกาสที่เศรษฐกิจจะโตกว่าที่ประเมินก็มีความเป็นไปได้ อย่างไรก็ดี ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ถึง 5-5.5% ซึ่งเชื่อว่าตั้งแต่กลางปีหน้าสถานการณ์ทุกอย่างจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม

ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของไทยแต่อย่างใด มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นทางการไม่ควรที่จะเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท เนื่องจากเป็นต้นทุนต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและเงินบาทที่แข็งค่ายังมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจด้วย เพราะฉะนั้นควรที่จะใช้เงินดังกล่าวช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากเงินบาทที่แข็งค่าโดยตรงจะเหมาะสมกว่า เช่น ภาคการผลิตเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า

"เราไม่อยากให้พยุงค่าบาทเพราะทำให้เราเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น คนที่ได้รับประโยชน์ก็มีเยอะ ถ้าเอาเงินไปช่วยเป็นรายอุตสาหกรรมน่าจะดีกว่า" นางสาวกิริฎากล่าว และว่า ในปีหน้าดุลการค้าของไทยไม่น่าจะเกินดุลมากเหมือนเช่นปีนี้แล้ว เพราะถึงแม้การส่งออกจะยังขยายตัวแต่มั่นใจว่าปีหน้าการลงทุนในประเทศจะเดินหน้า ทำให้การนำเข้าเร่งตัวและช่วยลดแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาทได้

วันเดียวกัน องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (ทีไอ) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับความโปร่งใสของ 180 ประเทศทั่วโลก พบว่าประเทศที่มีความโปร่งใสหรือมีคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป โดย 10 ประเทศที่มีความโปร่งใสที่สุดในปีนี้ ครองตำแหน่งเดียวกันหลายประเทศ โดยอันดับ 1 ประกอบด้วย เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์ ได้คะแนน 9.4 เท่ากัน อันดับ 4 มีสองประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์และสวีเดน ได้คะแนนเท่ากันคือ 9.3 อันดับ 6 ได้แก่ไอซ์แลนด์ 9.2 คะแนน อันดับ 7 มีสองประเทศคือ เนเธอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน 9 เท่ากัน อันดับ 9 มีสองประเทศคือแคนาดา นอร์เวย์ ได้คะแนนเท่ากันคือ 8.7

ส่วนประเทศไทยครองอันดับ 84 ด้วยคะแนน 3.3 ร่วมกับอีก 7 ประเทศ ได้แก่ จาเมกา, คิริบาติ, เลโซโธ, มาเซโดเนีย, มัลดีฟส์, มอนเทเนโกรและสวาซิแลนด์ ในขณะที่พม่าและโซมาเลียได้คะแนนน้อยที่สุด 1.4 ทำให้ครองอันดับแย่ที่สุดคือลำดับที่ 179 ร่วมกัน

โลกร้อน

มติชน วันที่ 27 กันยายน 2550

ยุคนี้ไม่พูดถึงเรื่อง "โลกร้อน" ดูท่าจะกลายเป็นคนเชยไปซะแล้ว

ถือโอกาสเข้ากับกระแสด้วยภาพยนตร์โฆษณารณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ชุด "หยุด...โลกร้อน" ของมูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาท้องถิ่นที่ทำงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในพื้นที่เข้าถึงยาก

เป็นหนังโฆษณาสั้น ความยาวเพียง 30 วินาที ใช้ปรอทเป็นสัญลักษณ์ในการวัดระดับความร้อนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากการกระทำของเราทั้งหลาย ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว พร้อมทั้งสื่อให้เห็นอนาคตว่า อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะมีผลต่อลูกหลานของเรา โดยทิ้งภาพไว้ให้เราคิดกันเองว่า ลูกหลานของเราจะมีชีวิตอยู่กันอย่างไรในสภาพโลกที่ร้อนปรอทแทบแตก

แม้ว่าหนังจะดูเหมือนว่าสั้นไปนิด สื่อความเข้าใจให้กับคนได้ไม่มากเท่าที่เราอยากจะเห็น แต่กระแสโลกร้อนที่พูดกันมากในสังคม ช่วยให้โฆษณาชิ้นนี้เป็นที่รับรู้และเข้าใจได้ไม่ยากนัก

ถึงการจัดการ "น้ำ"

มติชน วันที่ 27 กันยายน 2550

"ปัจจุบันภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงทรัพยากรน้ำที่เป็นเสมือนชีวิตของประชาชน ดังนั้น การจัดการทรัพยากรน้ำจึงต้องอาศัยการวางแผน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชน"

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวถึงโครงการ "ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550"

ดร.สุเมธ กล่าวถึงสถาบันแห่งนี้ว่า เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตรโดยตรง จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิ โคคา-โคลา ประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่มีการดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการน้ำชุมชนมาโดยตลอด

การจัดประกวดโครงการนี้ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นายพงส์ สารสิน ประธานมูลนิธิ โคคา-โคลา ประเทศไทย แถลงว่ามูลนิธิรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสสนับสนุนโครงการนี้

นับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับเจตจำนงสำคัญในกิจกรรมเพื่อสังคมของมูลนิธิ ที่การมุ่งพัฒนาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้กับชุมชนท้องถิ่นของประเทศ

"การรักษาไว้ซึ่งความยั่งยืนและความสมดุลทางธรรมชาติของชุมชนเป็นสิ่งที่กลุ่มธุรกิจ โคคา-โคลา ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่องเสมอมา" ประธานมูลนิธิยืนยันเช่นนั้น

และว่า "ที่ผ่านมามูลนิธิได้มีการเข้าไปช่วยวางระบบไอที เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาประกอบการจัดการทรัพยากรน้ำในภูมิภาคต่างๆ อาทิ การใช้ GPS และแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมในการสำรวจ เพื่อมาวิเคราะห์และจัดทำเว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลให้การจัดการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"

โครงการ "ประกวดการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนฯ" เป็นโครงการนำร่องที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เพื่อสำรวจและคัดเลือกชุมชนตัวอย่างที่มีความพร้อมในการจัดเก็บน้ำร่วมประกวดในโครงการ

แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่น้ำท่วม และพื้นที่น้ำแล้ง รวม 19 ชุมชน ใน 13 จังหวัด

สำหรับชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าประกวด มีดังนี้ ชุมชนพื้นที่ต้นน้ำ มี 8 ชุมชน ได้แก่

1.ชุมชนบ้านป่าสักงาม เชียงใหม่

2.ชุมชนบ้านสามขา ลำปาง

3.ชุมชนบ้านแม่กั๊วะ ลำปาง

4.ชุมชนบ้านห้วยปลาหลด ตาก

5.กลุ่มเกษตรพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก สระบุรี

6.ชุมชนบ้านโนนมะเกลือ ชัยภูมิ

7.ชุมชนบ้านโนนขวาง บุรีรัมย์

8.ชุมชนบ้านควนดินดำ สตูล

ชุมชนพื้นที่น้ำท่วม มี 3 ชุมชน ได้แก่

1.ชุมชนบ้านผาแมว ลำปาง

2.ชุมชนเขาโบสถ์ ระยอง

3.ชุมชนหมู่บ้านเยาวพรรณ นนทบุรี

ชุมชนพื้นที่น้ำแล้ง มี 8 ชุมชน ได้แก่

1.ชุมชนวังงิ้ว พิจิตร

2.ชุมชนบ้านโนนแดง บุรีรัมย์

3.ชุมชนบ้านตลาด บุรีรัมย์

4.ชุมชนบ้านห้วยมะไฟ บุรีรัมย์

5.ชุมชนบ้านลิ่มทอง บุรีรัมย์

6.ชุมชนบ้านหนองบัว ศรีสะเกษ

7.ชุมชนบ้านโนนแดง นครราชสีมา

9.ชุมชนบ้านควนต่อ กระบี่

องค์โสมฯ ลงพระนาม 10 ล้านรายชื่อพิทักษ์สัตว์

มติชน วันที่ 27 กันยายน 2550

สัตว์จำนวนมากกำลังถูกทารุณกรรมโดยฝีมือของมนุษย์ มีหลายหน่วยงานทั่วโลกที่ทำงานเพื่อสัตว์เหล่านี้ แต่เพื่อให้การรณรงค์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จึงจัดโครงการ UDAW (Universal Declaration on Animal Welfare) เพื่อรณรงค์รวบรวม 10 ล้านรายชื่อ ส่งมอบให้สหประชาชาติออกปฏิญญาสากลว่าด้วยสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งล่าสุด ได้เลือกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในเอเชียเพื่อประสานกับสำนักงานใหญ่ที่กรุงลอนดอน โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลก สำนักงานแห่งภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งทรงร่วมลงพระนามโครงการ UDAW ด้วย

มร.ปีเตอร์ วิลเลียมส์ ผู้อำนวยการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประจำภูมิภาคเอเชีย บอกถึงสาเหตุที่เลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางว่า ประเทศไทยอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของภูมิภาคพอดี สามารถเชื่อมต่อสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียได้ทั้งหมด นอกจากนี้คนไทยยังมีความตื่นตัวสูงในเรื่องการพิทักษ์และคุ้มครองสัตว์ และตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ที่มีต่อคนเราอีกด้วย

"ประเทศไทยถือว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในการคุ้มครองสิทธิสัตว์ และให้ความสำคัญแก่สัตว์ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวในระดับสังคมมากนัก เพราะประเทศเหล่านี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เช่น ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนทำให้ปัญหาเรื่องการทารุณสัตว์ยังไม่ได้รับความสำคัญมากนัก สมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจึงตัดสินใจเปิดสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ เพื่อบุกเบิกภารกิจด้านการพิทักษ์สัตว์ในเอเชียอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายสร้างความตระหนักในความสำคัญของการคุ้มครองสัตว์ในกลุ่มประชาชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การยุติการทารุณสัตว์"

สำหรับโครงการสำคัญ ผู้อำนวยการสมาคมฯ กล่าวอีกว่า การร่วมมือและสนับสนุนสมาชิกในประเทศต่างๆ เพื่อวางรากฐานงานพิทักษ์สวัสดิภาพสัตว์ให้เป็นรูปร่าง นอกจากนี้ยังมีภารกิจในการพัฒนาและเสริมสร้างความตระหนักในสิทธิและสวัสดิภาพของสัตว์ผ่านการจัดทำโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้การศึกษาแก่ประชาชนและการทำงานร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์ของไทย และหน่วยงานของรัฐ

ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่า

นายกฯเรียกร้องเวทียูเอ็น ร่วมต่อจิ๊กซอว์แก้โลกร้อน

มติชน วันที่ 26 กันยายน 2550

นายกฯเรียกร้อง ปท.ที่ปลูกข้าวร่วมกันทำวิจัยพัฒนาก๊าซมีเทน สร้างความมั่นคงด้านอาหาร ด้านที่ประชุมยูเอ็นให้ร่วมกันหาทางแก้โลกร้อนเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การประชุมระดับสูงว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนให้ผู้นำชาติต่างๆ ของโลกร่วมกันมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรับมือกับภาวะโลกร้อนโดยนายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นและแรงกดดันทางการเมืองก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสนธิสัญญาสภาพอากาศประจำปี ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ จะมีการเจรจากันเพื่อบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2555

พิธีสารเกียวโตซึ่งลงนามโดย 175 ประเทศ กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรม 36 ชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง เฉลี่ย 5% จากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2555 ซึ่งสหรัฐปฏิเสธที่จะลงนาม โดยอ้างว่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐพัง และระบุว่าควรบังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีนและอินเดียด้วย นอกจากนี้สหรัฐยังเห็นด้วยกับวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจมากกว่า

การประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ชาติเข้าร่วม โดยในจำนวนนี้กว่า 80 ราย เป็นระดับผู้นำประเทศ แต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด โดยบุชวางแผนที่จะจัดการประชุมเรื่องโลกร้อน ที่กรุงวอชิงตัน ในวันที่ 27 และ 28 กันยายนนี้ โดยจะเชิญเฉพาะ 16 ชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ซึ่งรวมทั้งจีนและอินเดีย ขณะที่ตัวแทนของบุชที่เข้าร่วมประชุมยูเอ็น คือนางคอนโดลีซซ่า ไรซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวในที่ประชุมว่าการประชุมโลกร้อนที่สหรัฐจะจัดขึ้นนั้นเป็นการแสดงจุดยืนของสหรัฐที่ต้องการช่วยเหลือยูเอ็นในการทำให้แนวทางดังกล่าวคืบหน้าต่อไป

ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี่ แห่งฝรั่งเศส ในฐานะตัวแทนของอียูกล่าวต่อที่ประชุมว่า "ประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่จะต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 50% ภายในปี 2593"

ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 8% ตามข้อกำหนดในพิธีสารเกียวโตได้ยินยอมที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีกอย่างน้อย 20% ภายในปี 2563 เพื่อเป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาร่วมมือกัน

ขณะที่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า หลายๆ รัฐของสหรัฐยินดีที่จะจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ว่ารัฐบาลของบุชจะไม่เห็นดีเห็นงามด้วย โดยรัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการผ่านร่างกฎหมายที่บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมของรัฐต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ประมาณ 25% ภายในปี 2563

ด้านอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐและนักเคลื่อนไหวต่อสู้กับโลกร้อนคนสำคัญได้เรียกร้องในที่ประชุมให้ผู้นำชาติต่างๆ ทั่วโลกมีการประชุมกันในเรื่องโลกร้อนทุกๆ 3 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่ปีหน้าจนกว่าจะได้แนวทางที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการรับมือกับปัญหาโลกร้อน

ด้าน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมในหัวข้อ "อนาคตในมือเรา : ความท้าทายของผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" มีใจความสำคัญว่า ไม่มีใครปฏิเสธว่าทุกวันนี้เราต่างดิ้นรนต่อสู้กับความแปรปรวนของสภาวะอากาศ และภัยธรรมชาติที่โหดร้าย ภัยพิบัติที่เกิดจากอากาศและปรากฏการณ์ธรรมชาติในส่วนต่างๆ ของโลก เป็นสัญญาณจากผลพวงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ในการเผชิญหน้าของความท้าทายดังกล่าว สหประชาชาติมีอนุสัญญากรอบการดำเนินการของสหประชาชาติเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ซึ่งได้บรรจุหัวข้อ "ร่วมกัน แต่รับผิดชอบที่ต่างกัน" ความพยายามของแต่ละประเทศเป็นเหมือนภาพจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของโลก ซึ่งถ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งหายไป ภาพก็จะไม่สมบูรณ์

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทย กำลังดำเนินการกับปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการกัดเซาะตามชายฝั่ง ด้วยการสร้างแนวรั้วบริเวณชายฝั่ง และฟื้นฟูป่าชายเลน นอกจากนี้ ยังต้องแก้ปัญหาวงจรอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมภูมิคุ้มกันตนเองและการสร้างความเข้มแข็งเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายนั้น ด้วยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาด้วย และในปี 2550 ไทยได้เริ่มแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยครอบคลุมทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การบรรเทาปัญหาก๊าซเรือนกระจก การวิจัยและพัฒนา ขณะเดียวกันไทยยังส่งเสริมการใช้พลังงานใหม่ๆ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเห็นว่าเชื้อเพลิงธรรมชาติยังคงมีบทบาทสำคัญในการผสมผสานพลังงานของประเทศกำลังพัฒนาในสองทศวรรษหน้า ดังนั้น ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย จำเป็นต้องรักษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยเปลี่ยนการใช้คาร์บอนเทคโนโลยีราคาต่ำ ไปใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและทันสมัยขึ้น

"ในฐานะผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ ไทยจึงเรียกร้องให้ประเทศผู้ปลูกข้าวและสถาบันระหว่างประเทศทั้งหลายได้เน้นกิจกรรมการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลดก๊าซมีเทน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและมีเมล็ดข้าว เพื่อรองรับประชากรโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและสร้างเสริมความมั่นคงของอาหารโลก" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว

เปิดฐานทรัพยากรชีวภาพ ไทยอุดมอันดับต้นของโลก

มติชน วันที่ 26 กันยายน 2550

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน) หรือ สภพ. พ.ศ.2550 เพื่อเสนอแนะนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวบรวมและทำบัญชีรายการพืช สัตว์ จุลินทรีย์ ที่มีแหล่งกำเนิดหรือพบในประเทศไทย รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและชุมชน เพื่อดูแลการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางชีวภาพนั้น

เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้มีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ และล่าสุดรัฐบาลสนับสนุนทุน 30 ล้านบาท สำหรับสร้างต้นแบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ ให้เป็นแหล่งพบปะระหว่างผู้มีความรู้กับผู้ที่ต้องการใช้ ฯลฯ

"ประเทศไทยมีความสมบูรณ์สูงติดอันดับต้นๆ ของโลก เช่น มีความหลากหลายของข้าวถึง 5,928 ชื่อ จากจำนวนข้าวป่าที่มีอยู่ 21 ชนิดทั่วโลก พบในประเทศไทย 5 ชนิด ข้าวป่าเหล่านี้เป็นฐานพันธุกรรมสำหรับพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีคุณสมบัติตามที่ต้องการ สร้างรายได้ปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาท และพบกล้วยไม้ในป่าธรรมชาติ 1,150 ชนิด จาก 160 สกุลทั่วโลก" นายปีติพงศ์กล่าว และว่า นอกจากนี้ มีสัตว์มีกระดูกสันหลัง 4,253 ชนิด หรือร้อยละ 10 ของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งโลก มีพืชชั้นสูงจำพวกพืชมีเมล็ด และเฟิร์นประมาณ 1 หมื่นชนิด หรือร้อยละ 4.3 ของพืชชั้นสูงทั้งโลก ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นที่เพียง ร้อยละ 0.43 ของพื้นที่แผ่นดินบนโลกเท่านั้น

"บุช"เบี้ยวอีกประชุมโลกร้อน

มติชน วันที่ 25 กันยายน 2550

ตัวแทนจากประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 24 กันยายน ที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยผู้เข้าร่วมประชุมในจำนวนนี้กว่า 80 รายเป็นระดับผู้นำประเทศ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้จะมีการกล่าวสุนทรพจน์จากผู้ที่มีบทบาทเด่นในการรณรงค์ต่อสู้กับภาวะโลกร้อนบนเวทีระดับนานาชาติอย่างนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล แห่งเยอรมนี ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี่ แห่งฝรั่งเศส และอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ

การประชุมนี้จัดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงกดดันก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสนธิสัญญาสภาพอากาศประจำปีขึ้นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งประเทศต่างๆ จะมีการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ที่จะนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโตในปี 2555

ด้านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐซึ่งปฏิเสธข้อบังคับของพิธีสารเกียวโต ไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ โดยบุชจะจัดการประชุมด้านสภาพอากาศที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 27 และ 28 กันยายนนี้ แต่จำกัดวงเฉพาะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ 16 ชาติเท่านั้น

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด แห่งอิหร่านได้เริ่มต้นการเดินทางเยือนสหรัฐเป็นครั้งที่ 3 ของเขา โดยได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งชาติของสหรัฐผ่านทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ก่อนที่จะเดินทางไปเป็นวิทยากรรับเชิญที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยอาห์มาดิเนจาดให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางมาสหรัฐว่า การขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ของยูเอ็นในวันที่ 25 กันยายนจะเป็นการนำเสนอจุดยืนและความคิดเห็นของประชาชนชาวอิหร่านให้ชาวโลกได้รับรู้

มีรายงานว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมนับร้อยคนมาชุมนุมกันที่หน้ามหาวิทยาลัยโคลัมเบียเพื่อต่อต้านการเดินทางเยือนของผู้นำอิหร่าน และประณามว่า อาห์มาดิเนจาดต้องการจะเป็นอย่างฮิตเลอร์ พร้อมกับกล่าวโทษมหาวิทยาลัยว่าทำผิดมหันต์ชนิดให้อภัยไม่ได้ที่เชิญอาห์มาดิเนจาดมา (เอพี/เอเอฟพี)

วงจรเชื้อโรคเปลี่ยน เหตุจาก"โลกร้อน" เปิปเนื้อสัตว์ไม่สุก อันตราย!"ถึงตาย"

มติชน วันที่ 25 กันยายน 2550

ดร.จิรพล สินธุนาวา คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกร้อนวงจรชีวิตของเชื้อโรคที่อยู่ภายในสัตว์บางชนิดเกิดการเปลี่ยนแปลง อาทิ หมู เป็ด ไก่ โดยพบว่ามีความคงทนแข็งแรงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งหากบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้โดยไม่ปรุงสุก หรือบริโภคแบบสุกๆ ดิบๆ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ ในร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน จากเดิมร่างกายมนุษย์จะมีเชื้อโรคอยู่ในปริมาณหนึ่งแต่จะได้รับการป้องกันจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิร้อนขึ้น เชื้อโรคจะมีความแข็งแรงสูง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถรับมือได้ และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยมากขึ้น

"ช่วงนี้ที่ฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ ต้องระวังเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู และต้องระวังการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเกิดจากการเหยียบย่ำพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง เนื่องจากเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่เราไม่มีทางรู้ตัว โดยเฉพาะหากเท้ามีแผลเปิดจะเสี่ยงติดเชื้อสูง ประชาชนทุกคนจึงต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่ว่าจะอาศัยในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หรือต่างจังหวัดไม่ควรเล่นน้ำฝนหรือสนุกสนานกับน้ำท่วม เพราะจะเสี่ยงรับเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว" ดร.จิรพลกล่าว

นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นฝนตก น้ำท่วม สิ่งสำคัญต้องระวังเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยเฉพาะในสัตว์ที่เป็นรังโรค ควรมีการจัดตั้งศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ โดยวันที่ 28 กันยายน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป ที่โรงแรมเอเชียจะมีการสัมมนาเรื่อง "ความไม่พร้อมของการรับมือจากภาวะโลกร้อน"

by ThaiWebExpert