มติชนออนไลน์

"ลานีญา"ทำปีนี้หนาวกว่าปกติ! สนามซีเกมส์โคราชจมน้ำ2แห่ง

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

อุตุฯเผยปรากฏการณ์ "ลานีญา" ทำให้ปีนี้หนาวกว่าปกติ 1-2 องศา กทม.เย็นได้ใจแค่ 16 องศา นักวิชาการชี้ "สีลม-สุขุมวิท"รับอิทธิพลด้วย สนามซ้อมซีเกมส์ที่โคราช จมน้ำ 2 แห่ง เล็งของบฯซ่อมอีกแล้ว

@ อุตุฯเผยปีนี้เย็นลงอีก1-2องศา

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และลงมาถึงภาคกลางแล้ว ทำให้หลายพื้นที่มีอากาศเริ่มหนาวเย็นแล้ว โดยประเมินว่าปีนี้อากาศจะเย็นกว่าทุกปี เฉลี่ยอุณหภูมิจะลดลงจากเดิม 1-2 องศาเซลเซียส และลมหนาวลงมาเร็วกว่าปกติอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเข้าฤดูหนาวของไทย เนื่องจากมีปัจจัยจากปรากฏการณ์ลานิญาที่มีกำลังแรงขึ้นในระยะที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคมนี้ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะมีอากาศหนาวจัด ส่วนภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไปจะมีฝนตกชุกต่อเนื่องระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้

นายศุภฤกษ์กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ กทม.ก็คาดว่าอากาศจะเย็นกว่าปีที่แล้วที่หนาวสุดประมาณ 16.5 องศาเซลเซียส แต่ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม 2551 มีแนวโน้มว่าอาจจะเจออากาศเย็นประมาณ 16 องศาเซลเซียส ขึ้นกับความต่อเนื่องของความกดอากาศสูงจากจีนว่าจะลงมาลึกและมีความต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน ถ้าเข้ามาแล้วถอยกลับไปก็จะทำให้อากาศอุ่นขึ้น

@ "ลานิญา"ทำให้หนาวกว่าปกติ

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเกือบตลอดทั้งวัน และมักจะมีฝนตกในช่วงบ่ายนั้น เป็นเพราะประเทศไทยยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน จากการตรวจสอบยังพบว่า ร่องฝนยังอยู่บริเวณภาคกลาง ลมที่พัดผ่านเข้ามาก็เป็นลมฝน เพราะไม่ได้พัดมาจากทิศเหนือ แต่เป็นลมฝนที่ค่อนข้างเย็น เพราะได้รับอิทธิพลของความกดอากาศต่ำเป็นระยะ บวกกับอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานิญาที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้สภาพอากาศไม่แจ่มใสนัก

ดร.อานนท์กล่าวว่า จากการตรวจสอบดัชนีลานิญาล่าสุด พบว่าเมื่อเข้าถึงฤดูหนาวเต็มตัวช่วงเดือนพฤศจิกายน อากาศในไทยจะหนาวกว่าปีที่ผ่านๆ มา เพราะดัชนีลานิญาแรงมาก แรงที่สุดในรอบ 30 ปี แรงกว่าช่วงปี 2543 ที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานิญาแรงที่สุดแล้ว จากอิทธิพลดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ร่องฝนอยู่ในประเทศไทยนานกว่าปกติ และทำให้อุณหภูมิช่วงฤดูหนาวต่ำกว่าปกติ และอยู่นานกว่าปีที่ผ่านๆ มาด้วย แต่บอกไม่ได้ว่าอากาศจะหนาวสุดในรอบ 30 ปีหรือไม่

@ "สีลม-สุขุมวิท"ได้สัมผัสหนาว

ดร.อานนท์กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ ตัวเมือง อย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) หากอากาศหนาว จะพบปรากฏการณ์นี้แถบบางนา บางขุนเทียน อุณหภูมิราวๆ 18 องศาเซลเซียส แต่ปีนี้ อิทธิพลของลานิญา จะส่งผลให้พื้นที่ชั้นในอย่างสีลม สุขุมวิท หนาวด้วย โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด อิทธิพลที่เข้มข้นของลานิญา ทำให้เกิดลมเย็นที่จะเข้าไปสลายโดมความร้อนกลางเมือง ทำให้ กทม.ชั้นในมีอากาศหนาวด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของธุรกิจการท่องเที่ยวที่จะประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวฤดูหนาว โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม รัฐต้องดูแลคนยากจนที่ขาดอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมด้วย

@ นายกฯกำชับเตือนชาวบ้านรับน้ำท่วม

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดของช่วงบ่ายวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ำ กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า น้ำแม่น้ำวังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรหลายพันไร่ รวมทั้งในเขตตัวเมืองกำแพงเพชรสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนน้ำเหนือที่ลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เริ่มเข้าท่วมตลาด อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี สูงประมาณ 50 ซม. รวมทั้งที่บ้านเรือนริมตลิ่ง อ.ไชโย อ.เมือง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบแล้ว

"ศูนย์ได้ประกาศเตือนภัยประชาชนในเขต อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายน้ำจากภาคเหนือแล้ว ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประสานกับจังหวัด และทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เตือนชาวบ้านริมแม่น้ำมูล โดยเฉพาะเขต อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์" นายศักดิ์สิทธิ์กล่าว

นายศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า จากการรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำของ ทส.ให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก นายกฯไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่มอบให้ทุกหน่วยงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการเตือนภัย และความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชน โดย ทส.ได้เตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดเอาไว้ด้วย

@ น้ำท่วมสนามซีเกมส์โคราช

นายสังเวียน บุญโต ผู้อำนวยการศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ภาค 3 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สนามฝึกซ้อมฟุตบอลที่จะใช้รองรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 จำนวน 4 สนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กกท.จึงหาสนามสำรองไว้ 6 สนาม และจะเสนอให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ พิจารณาจัดสรรงบฯปรับปรุง ส่วนสนามแข่งขันที่อยู่ระหว่างก่อสร้างไม่ได้รับผลกระทบ

นายณัฐ อินทรปาณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานคณะอนุกรรมการติดตาม เร่งรัด การแข่งขันกีฬ่าซีเกมส์ ครั้งที่ 24 กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า สนามฝึกซ้อมนักกีฬาซีเกมส์ที่ จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 2 สนาม ได้แก่ สนามที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และสนามฟุตบอลเทศบาล โดยตนจะเดินทางไปดูสภาพความเสียหายในวันที่ 18 ตุลาคม รวมทั้งประชุมคณะอนุกรรมการติดตาม เร่งรัดฯ เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
@ รพ.มหาราชระดับน้ำเริ่มลด

ที่ จ.นครราชสีมา สภาพน้ำท่วมในตัวเมืองโดยเฉพาะที่โรงพยาบาลมหาราช ระดับน้ำได้เริ่มลดลงประมาณ 10 เซนติเมตร หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม ระดับน้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 5-7 วัน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในตัวเมือง 5 แห่ง คือ โรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา และโรงเรียนสุรนารีวิทยา ถูกน้ำท่วมจนเลื่อนการเปิดเรียนจากวันที่ 16 ตุลาคม เป็นวันที่ 22 ตุลาคม

@ ประกาศขายบ้านวีไอพีหนีน้ำท่วม

เวลา 13.15 น. นายสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายธงชัย ลืออดุลย์ รองผู้ว่าฯนครราชสีมา ร.ต.อ.คมกฤช อินทรักษา รองนายกเทศมนตรีนครราชสีมา นั่งเรือท้องแบนและเรือยางออกเยี่ยมผู้ประสบความเดือดร้อนที่หมู่บ้านวีไอพี ชุมชนมิตรภาพ ที่ถูกน้ำท่วมหนักที่สุด ระดับน้ำลึก 1.30 เมตร บางจุดสูง 2 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวกราก พบรถยนต์จอดแช่น้ำหลายสิบคัน ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ชั้น 2 ของบ้าน บางหลังเปิดประตู หน้าต่างไว้ แต่ไม่มีใครอยู่ ข้าวของถูกขนไม่มีเหลือ และประกาศขายบ้านหนีน้ำท่วม

@ เขื่อนลำปาวยังเร่งระบายน้ำ

ที่ จ.กาฬสินธ์ พบว่าเขื่อนลำปาวยังมีปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้จำนวนมาก เพราะกระแสน้ำจาก อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และน้ำจากลำห้วยสาขา ไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่องมากกว่าวันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทางโครงการบำรุงรักษาลำปาว ยังระบายน้ำทางสปริงเวย์กว่าวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับน้ำลำชีที่ไหลมาบรรจบกับลำน้ำปาว จึงทำให้ 4 อำเภอ คือ อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย และ อ.ฆ้องชัย ระดับน้ำที่ท่วมขังยังคงทรงตัว นาข้าวเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

@ พนังกั้นน้ำชีเริ่มทรุด-ร้าว

นายประชากล่าวว่า แนวพนังกั้นลำชีเกิดการทรุดตัวและเป็นรอยร้าว ที่เขตบ้านโนนแดง หมู่ 1-2 ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย กว่า 30 เมตร บ้านโคกสี หมู่ 3 บ้านโคกล่าม หมู่ 2 และหมู่ 16 ต.ดงลิง อ.กมลาไสย ยาวกว่า 10 กิโลเมตร เข้าข่ายวิกฤต ฝ่ายโยธาเขื่อนลำปาวนำเครื่องจักรไปเสริมแนวพนังให้แข็งแรงขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงและบรรเทาภัยเฉพาะหน้าในระดับหนึ่ง

@ อยุธยาประกาศภัยพิบัติ6อ.

ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศให้พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเขตภัยพิบัติจากน้ำท่วมอย่างหนักแล้ว 6 อำเภอ คือ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน ผักไห่ เสนา บางไทร โดยหากน้ำยังท่วมสูงขึ้นและขยายวงกว้างกว่านี้ จะประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติทั้งจังหวัดรวม 16 อำเภอ ซึ่งจะสามารถนำงบฯสำรองราชการ 50 ล้านบาท มาช่วยเหลือได้

วันเดียวกันนี้ กรมชลประทานอนุมัติให้เขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำท้ายเขื่อน 3,000 ลบ.ม./วินาที ทำให้ชุมชนในจังหวัดท้ายเขื่อน เดือดร้อนอย่างหนัก มีวัดในอยุธยาถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 50 วัด เช่น วัดจุฬามณี อ.บางบาล พระสงฆ์ต้องลุยเก็บสิ่งของที่ลอยไปกับกระแสน้ำที่เข้าท่วมสูง 1 เมตร นอกจากนี้ โรงอิฐมอญจำนวนมากในเขต อ.บางบาล แหล่งผลิตอิฐมอญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกน้ำท่วมเสียหาย

"IPR" สหรัฐ-จีนขยายวง ออสซี่ขอร่วม "Third Party"

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

กรณีพิพาทระหว่างสหรัฐกับจีน ในเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีฝ่ายสหรัฐเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลก (WTO) เริ่มออกอากาศพวกมากลากพาขึ้นแล้ว เมื่อรายงานข่าวจากเว็บไซต์ฟอร์บส อ้างคำกล่าวของนายวอร์เรน ทรัส รัฐมนตรีพาณิชย์ออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ออสเตรเลียได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นบุคคลที่ 3 หรือ third party ในกระบวนการพิจารณาตามคำฟ้องร้องของสหรัฐต่อจีนในเรื่องการปกป้องและการบังคับใช้กฎหมายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IPR)

อีกทั้งในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังมีข้อความระบุว่า ในเวลานี้มีหลายประเทศ ที่เป็นสมาชิกดับบลิวทีโอ ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ได้ตัดสินใจเข้าร่วมฟ้องร้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ในฐานะบุคคลที่ 3 ของกระบวนการพิจารณา/ไต่สวนข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนด้วย

รัฐมนตรีพาณิชย์ออสเตรเลียได้กล่าวว่า การหยิบยกประเด็นเรื่องนี้มาพูดถึง นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้กฎระเบียบและการสร้างระบบด้านการพาณิชย์ที่มีความเชื่อมโยงกับกฎระเบียบของดับเบิลยูทีโอในเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความหมายที่ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า "การปลอมแปลง" กับ "การละเมิดลิขสิทธิ์" ในขอบข่ายของเรื่องการค้า ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งออสเตรเลียได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีกรณีพิพาทกันอยู่

อีกทั้งการมีบุคคลที่ 3 เข้าไปร่วมให้ ความเห็นในการพิจารณาข้อพิพาททางการค้ายังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถหยิบยกประเด็นที่กระทบกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเข้ามาพิจารณาร่วมกันได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระบวนการสร้างความชัดเจนในการพิจารณากรณีพิพาททางการค้าในองค์การการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐได้เรียกร้องให้ดับเบิลยูทีโอตั้งคณะ ผู้พิจารณาเพื่อตรวจสอบมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทภาพยนตร์ หนังสือ และเพลงของสหรัฐ ในประเทศจีนว่า เป็นการละเมิดกฎของดับเบิลยูทีโอหรือไม่

โดยโฆษกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า ข้อเรียกร้องจากสหรัฐไปยังดับเบิลยูทีโอในครั้งนี้ เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่สหรัฐพบว่ารัฐบาลจีนประสบความล้มเหลวกับการให้ความสำคัญกับประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางการค้าที่สหรัฐได้แสดงความเป็นห่วงอยู่

ปัจจุบันบริษัทต่างประเทศที่เข้าไปดำเนินกิจการในจีนหลายแห่งไม่สามารถนำเข้าสินค้าที่ได้รับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น หนังสือ วิดีโอ เข้าไปด้วยตัวเองได้ แต่บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าดังกล่าวผ่านบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนหรือเป็นบริษัทของรัฐบาลจีน

เรื่องนี้เองจึงเป็นประเด็นให้สหรัฐกล่าวหาว่าจีนสร้างอุปสรรคทางการค้ากับสินค้ากลุ่มนี้และทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสินค้าปลอมในตลาดจีน ซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับธุรกิจซอฟต์แวร์สหรัฐ และธุรกิจภาพยนตร์ เพลง และสำนักพิมพ์ หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ การฟ้องร้องให้ตั้งคณะผู้พิจารณาข้อพิพาทจากสหรัฐ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐขอให้ดับเบิลยูทีโอเปิดการพิจารณาไต่สวนในเรื่องมาตรการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการอุดหนุนอุตสาหกรรมจีนเหมือนกับที่จีนทำกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

ด้านจีนกลับไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นเพียงฝ่ายรับในข้อกล่าวหาหรือการฟ้องร้องต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ระหว่างกระบวนการหารือให้คำปรึกษา (consultation) ในดับเบิลยูทีโอที่เจนีวา เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนในดับเบิลยูทีโอได้ตอบโต้สหรัฐด้วยการตั้งคำถามในระหว่างการหารือว่า มาตรการของสหรัฐที่เกิดขึ้นกับการค้าสินค้ากับจีนนั้นมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบของดับเบิลยูทีโอหรือไม่ โดยจีนต้องการให้สหรัฐแก้ไขมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและมาตรการต่อต้านการอุดหนุนที่สหรัฐใช้กับสินค้ากระดาษเคลือบที่จีนส่งออกไปจำหน่ายในสหรัฐ

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2549-กรกฎาคม 2550 สหรัฐได้ใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและต่อต้านการอุดหนุนกับสินค้ากระดาษเคลือบและท่อเหล็กจากผู้ผลิตจีน 5 กรณี ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการชาวจีน 635 รายและลูกจ้างอีก 70,000 คน

"จี 7-IMF" เล็งจัดระเบียบ สกัดร้อน "Sovereign Wealth Fund"

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

โดยปกติแล้วกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ "กลุ่มจี 7" ที่ประกอบด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และแคนาดา เป็นหัวหอกจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลกมาหลายครั้งหลายหน

ในการประชุมกลุ่มจี 7 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ก็เช่นกัน รัฐมนตรีคลังและประธานธนาคารกลางของประเทศในกลุ่มจี 7 ก็เตรียมจะหารือถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจในหลายประเด็น

เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันในครั้งนี้ด้วยคือ เรื่องของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ sovereign wealth funds ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก
"ไทม์สออนไลน์" รายงานว่า สหรัฐได้เรียกร้องให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมบรรดากองทุนเหล่านี้ ซึ่งนับวันยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันกองทุนที่มีรัฐบาลหนุนหลังอยู่เหล่านี้ถือครองสินทรัพย์รวมกันอยู่ มากถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ทีเดียว

ขณะที่อังกฤษเองก็เริ่มวิตกถึงบทบาทของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหุ้นราวครึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นลอนดอน (LSE) ถือครองโดยกองทุนจากกาตาร์และดูไบ นอกจากนี้กองทุนจากกาตาร์ก็เพิ่งซื้อกิจการของ "เจ. เซนส์บูรี" ยักษ์ซูเปอร์มาร์เก็ตของอังกฤษไปสดๆ ร้อนๆ ขณะที่ "เทมาเส็ก" จากสิงคโปร์ และ "ธนาคารเพื่อการพัฒนา ของจีน" ถือหุ้นในธนาคาร "บาร์เคลย์ส"

ว่ากันว่าข้อเสนอของสหรัฐจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันในการประชุมจี 7 และการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จะมีขึ้นในหลายสัปดาห์นี้ เพื่อจะวางไกด์ไลน์ให้กองทุนดังกล่าวมีความโปร่งใส มากขึ้น อาทิ การเปิดเผยข้อมูลและการวางแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงให้อำนาจแก่รัฐบาลต่างๆ ในการพิจารณาการดำเนินการของกองทุนต่างๆ

น่าสนใจว่าท่าทีของสหรัฐเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสช็อปปิ้งอย่างหนักจากกองทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่การถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นและบริษัทด้านการลงทุนสำคัญๆ ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพในตลาดการเงิน รวมถึงทำให้เกิดการลักลอบเทกโอเวอร์ในสินทรัพย์ที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศมากขึ้น

"ไฟแนนเชียล ไทม์ส" รายงานโดยอ้างข้อมูลจากธนาคาร "สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด" ที่ระบุว่า การดำเนินการที่ไม่โปร่งใส รวมถึงการเข้าไปลงทุนในบริษัทตะวันตกจำนวนมาก ได้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของกองทุนเหล่านี้มากขึ้น

โดยเฉพาะบทบาทของกองทุนขนาดใหญ่ 7 แห่งของโลก หรือที่เรียกว่า "ซูเปอร์เซเว่น" ที่ถือครองสินทรัพย์รวมกันเป็นมูลค่ามากกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ มีการลงทุนในต่างประเทศและเติบโตอย่างมาก โดยกองทุนเหล่านี้ได้เข้าไปลงทุนในเซ็กเตอร์ที่มีความละเอียดอ่อน ในชาติตะวันตก อาทิ พลังงาน สื่อสาร และบริการการเงินมากขึ้น

สแตนด์ชาร์ตได้อ้างถึงข้อมูลวิจัยของ "อ็อกซ์ฟอร์ด อนาลิติกา" ที่ระบุว่า ซูเปอร์เซเว่น ที่หนุนหลังกองทุนที่บริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ ได้แก่ อาบูดาบี นอร์เวย์ คูเวต จีน รัสเซีย และสิงคโปร์
"เจอราร์ด ลีอองส์" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวว่า นี่จะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่จะทำให้ชาติ ตะวันตกและกองทุนความมั่งคั่งต้องถกเถียงกัน

วาณิชธนกิจชื่อดัง "เมอร์ริล ลินช์" เพิ่งเผยแพร่รายงานที่ตอกย้ำบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ โดยระบุว่าสินทรัพย์ที่ถือครองโดยกองทุนแห่งชาติจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยกองทุนเหล่านี้จะบริหารเงินทุนราว 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2554 จากระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเลยทีเดียว
โดยกองทุนดังกล่าวจะโฟกัสไปที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง อาทิ หลักทรัพย์ และพันธบัตรธุรกิจ และจะเปลี่ยนจากการลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ไปยังเงินสกุลอื่นๆ ที่ทำกำไรมากกว่า

ชงสนช.ขอลงนามกฎบัตรอาเซียน

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายพิริยะ เข็มพล รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการอาเซียนระบุว่า ไทยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายในตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะให้การรับรองกฎบัตรอาเซียนระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้อาเซียนรับทราบในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เราได้ยืนยันเจตนารมณ์ว่า จะต้องมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามขั้นตอน โดย กต.จะเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป แต่ที่ผ่านมา กต.ได้ประสานงานกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของ สนช.อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าว คาดว่า สนช.จะพิจารณาได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งน่าจะทันเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะร่วมลงนามกับผู้นำอาเซียนในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

สผ.ชี้ขายเครดิตคาร์บอนป่าไม้อีกยาว

มติชน วันที่ 16 ตุลาคม 2550

หลังจากนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไฟเขียว ให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เอาพื้นที่ป่าปลูกที่อ้างว่ามีถึง 1.2 ล้านไร่ ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิต ในโครงการการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ภายใต้พิธีสารเกียวโต

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลที่ อ.อ.ป.พูดผ่านสื่อนั้นดูเหมือนจะดี เพราะได้เงินจำนวนมหาศาลจากการปลูกป่า โดยไม่ต้องตัดไม้ แต่ขั้นตอนของการขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ นึกจะทำก็ทำได้เลย ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก่อนว่า เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดเอาไว้หรือไม่

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกกล่าวว่า ตามหลักการจะเข้าร่วมโครงการซีดีเอ็ม อ.อ.ป.ต้องทำโครงการเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกพิจารณาผ่านแล้ว จะส่งไปให้คณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกพิจารณาอีกต่อหนึ่ง ถ้าผ่านหลักเกณฑ์ก็ทำได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด ยังบอกไม่ได้ว่า ทำได้หรือไม่

ถวายในหลวง"พระบิดาแห่งการวิจัย"

มติชน วันที่ 16 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาวิจัยแห่งชาติ โดยนายอานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรให้ทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการวิจัย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเห็นถึงความสามารถด้านการวิจัยของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริต่างๆ ในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ทฤษฎีใหม่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการฝนหลวง หญ้าแฝก ฯลฯ ตลอดจนงานด้านการประดิษฐ์คิดค้น เช่น กังหันชัยพัฒนา ซึ่งได้รับรางวัลที่ 1 ผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสภาวิจัยแห่งชาติประจำปี 2536 ทั้งนี้ การทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญาดังกล่าว จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาด้วย

เศรษฐกิจโลกกับการส่งออกของไทย

ผู้เขียน: 
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลกอย่างมาก ปัญหา Sub prime ในสหรัฐอเมริกา มีผลให้สถาบันการเงินทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลูกหนี้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีหรือไม่ค่อยดี กู้ยืมได้ยากขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แพงขึ้น การคาดการณ์จากสำนักต่างๆ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปีหน้า

ในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกไทยขยายตัวได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากในปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ 2-3 ประการ น่าจะได้แก่ 1) การขยายตัวได้ดีของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น 2) การขยายตลาดไปยังผู้ซื้อกลุ่มใหม่ๆ และลดการกระจุกตัวของประเภทสินค้าส่งออก เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับกระทรวงพาณิชย์ที่ทำงานในเรื่องนี้อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา 3) ความพยายามของผู้ผลิตและผู้ส่งออก ในการปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง

เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอลงในปีหน้า จะทำให้ปัจจัยที่ 2 และ 3 ต้องเข้มแข็งมากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องตั้งรับเรื่องนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งในขณะนี้เติบโตช้ากว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอยู่แล้ว เนื่องจากมีเครื่องยนต์ภาคส่งออกเดินอยู่เครื่องเดียว ก็จะยิ่งตามหลังห่างมากขึ้น

ค่าเงินบาทในปีนี้ก็อยู่ในระดับที่จะช่วยให้การแข่งขันด้านราคาอยู่ในลักษณะไม่เสียเปรียบ ในช่วงที่ผ่านมา แบงก์ชาติก็ได้พยายามอย่างที่สุด ที่จะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่ค้า คู่แข่ง ปัญหา Sub prime ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนชะลอตัวลงบ้างในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า ผลกระทบจากปัญหา Sup prime ในสหรัฐ ที่มีต่องบการเงิน ของสถาบันการเงินทั่วโลก ยังไม่หมดสิ้น ข่าวเรื่องผลขาดทุนหรือการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน น่าจะยังคงมีมาอีกเป็นระลอก แล้วในช่วงนั้น ภาวะกลัวความเสี่ยงก็จะทำให้เงินทุนไหลกลับออกไปได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งไทยในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็คงมีขึ้นมีลงได้พอสมควร

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวลงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออก ต้องทำงานหนักต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและหาลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อดีในระยะปานกลาง

การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการตั้งราคาและรับเงินค่าสินค้าในหลายสกุลเงิน เพื่อลดการพึ่งพิงเงินเพียงสกุลเดียว และลดโอกาสที่จะเกิดผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เทียบกับเงินสกุลต่างๆ ในปีนี้แล้ว

การทำอย่างที่ว่าช่วยให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วยซ้ำ ก็อยากฝากเรื่องนี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกได้ลองคิด ลองทำดู ดิฉันเชื่อว่า ทุกวันนี้ มีผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อยที่ยิ้มได้กว้างขึ้น เพราะนอกจากจะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังขายสินค้าเป็นเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นมาก ตั้งแต่ต้นปี ขยายตลาด ขยายสกุลเงิน ปรับปรุงผลิตภาพ น่าจะเป็นคาถาที่เหมาะกับช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า

หนุนอ.อ.ป.ขายคาร์บอนเครดิต

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ว่า นโยบายเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือสภาวะโลกร้อนของ ทส.มี 3 แนวทาง คือ 1.การป้องกัน ซึ่งจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2.แก้ไข คือลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกภาคส่วน การส่งเสริมปลูกป่ามากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก และอาจนำไปใช้ในแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต กับประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปที่ต้องการซื้อ นอกเหนือจากการเข้าร่วมโครงการ การพัฒนาที่สะอาด จากภาคพลังงาน และ 3.เตรียมรับสภาวะโลกร้อนในอีก 40-50 ปี เช่น ความแปรปรวนของอากาศ แหล่งน้ำ อุณหภูมิที่จะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยจะสนับสนุนการศึกษาเพื่อหาทางและใช้ประโยชน์รวมถึงการรณรงค์ให้ถึงภาคประชาชน

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส. กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณากรอบโครงการใช้ป่าเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งแผนงานยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2550-2554 พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลจากองค์กรต่างประเทศ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ขายคาร์บอนซิงค์นั้น จะยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต คาดว่าจะสรุปโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือนพฤศจิกายน

นายมนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กล่าวว่า ขณะนี้ อ.อ.ป.มีพื้นที่ป่าปลูกป่าไม้ อาทิ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง และไม้โตเร็ว ประมาณ 1.2 ล้านไร่ เป็นไม้สักอายุระหว่าง 30-40 ปีประมาณ 5 แสนไร่ นักวิชาการประเมินว่า ต้นสัก 1 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน 1 ไร่ มีต้นสักอยู่ 100 ต้น เวลานี้ตลาดโลกซื้อขายเครดิตคาร์บอน กันตันละ 15 เหรียญ เท่ากับ มีต้นไม้อยู่ 120 ล้านต้น 1 ต้น ขายเครดิตซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต้นละ 1 ตัน ราคา 15 เหรียญ หรือราว 450 บาท โดยวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ได้นัด ผู้ประสานงานเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มาคุยรายละเอียดเบื้องต้นที่สำนักงานแล้ว

โลกร้อนเร็วกว่าที่คาด

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

ซิดนีย์ - นายทิม แฟลนเนอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกชาวออสเตรเลีย เปิดเผยรายงานของคณะกรรมการรัฐบาลระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ระบุว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ถึงระดับที่เป็นอันตรายแล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลกส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ในระดับอันตรายเร็วขึ้นไม่ใช่ในอีก 10 ปี อย่างที่เคยคาดเดาเอาไว้ (เอพี)

ญี่ปุ่นสนลงทุนเหล็กต้นน้ำ

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นสนใจจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กของไทย โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แต่อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ด้านการเมือง และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลควรมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม นักลงทุนอยากมาลงทุนไทยมากกว่า

by ThaiWebExpert