มติชนออนไลน์

โยนใช้เงินอนุรักษ์พลังงานสร้างรถไฟฟ้า

มติชน 1 พฤศจิกายน 2550

เฉพาะขาดแคลนน้ำมันค่อยใช้กองทุน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ถึงแนวทางการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้ในการลงทุนระบบขนส่งมวลชนว่า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การใช้เงิน และโครงการที่จะใช้เงินกองทุน ซึ่งกำหนดว่าจะใช้ได้เฉพาะในส่วนเงินลงทุนเท่านั้น และโครงการที่ใช้ได้ต้องผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น

นายปิยสวัสดิ์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ระเบียบของกองทุนน้ำมันฯไม่สามารถนำเงินไปใช้ในการลงทุนได้ เว้นแต่เพื่อป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมัน จึงต้องโยกเงินไปให้กองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สามารถนำเงินไปใช้ในกิจการที่ช่วยลดการใช้น้ำมันและพลังงานได้ ด้วยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของเบนซินและดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร แล้วเพิ่มการเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์แทนเป็น 54 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมเก็บอยู่ 4 สตางค์ต่อลิตรในช่วงสิ้นปีนี้ และลดเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก 20 สตางค์ต่อลิตร เพื่อเก็บเข้ากองทุนอนุรักษ์เพิ่มเป็น 74 สตางค์ต่อลิตรในปี 2552-2555

"สรุปแล้วหลังใช้หนี้น้ำมันหมด จะลดราคาน้ำมันแค่ 50 สตางค์ต่อลิตรเหมือนเดิม" นายปิยสวัสดิ์กล่าว และว่า ทั้งนี้ปี 2551 จะได้เงินลงทุน 8,700 ล้านบาท ส่วนปี 2552-2555 ที่เก็บเพิ่มอีก 20 สตางค์ต่อลิตร จะได้เงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท โดยเงินกองทุนดังกล่าว 60% จะใช้ในการลงทุนรถขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพฯ อีก 40% จะใช้ในการลงทุนระบบรางคู่ในต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน แก้ไขปัญหาที่มีเสียงบ่นว่าทำไมเอาเงินของคนทั้งประเทศมาลงทุนให้คนกรุงเทพฯ

รายงานข่าวจากที่ประชุมแจ้งว่า ที่กำหนดเงื่อนไขโครงการที่สามารถใช้เงินกองทุนน้ำมันได้นั้น เนื่องจากกระทรวงพลังงานต้องการป้องกันการนำเงินกองทุนไปใช้ด้านอื่น เช่น กรณีของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง (สนข.) เคยขอคำปรึกษาว่าจะใช้เงินกองทุนในการศึกษาความเป็นไปของโครงการได้หรือไม่ ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาท ทั้งนี้ เงินที่นำไปใช้ในการลงทุนนี้ไม่ได้ให้เปล่า จะต้องส่งคืนกองทุนในอนาคต ส่วนจะมีดอกเบี้ยหรือไม่ กำลังหารือกันอยู่

วิจัยชี้โลกร้อนอาจทำให้สูญพันธุ์ครั้งใหญ่

มติชน วันที่ 25 ตุลาคม 2550

ผลวิจัยชี้ภาวะโลกร้อนอาจทำให้พืช-สัตว์มากกว่าครึ่งบนโลกนี้สูญพันธุ์ภายในไม่กี่ร้อยปี ไอพีซีซีทำนายอุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะเพิ่มขึ้น 1.8-4 องศาในศตวรรษนี้ ทำให้อาจเท่ากับอุณหภูมิครั้งเมื่อเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่สุดเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้ว

ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์ก ประเทศอังกฤษ ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอาจทำให้สัตว์และพืชสปีชีส์ต่างๆ มากกว่าครึ่งหนึ่งบนโลกสูญพันธุ์ภายในระยะเวลาไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า

ผลการศึกษาดังกล่าวที่ตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ชีวภาพของราชสมาคมแห่งอังกฤษเป็นงานศึกษาวิจัยชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพอากาศ อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยผลการศึกษาพบว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ในระดับมหภาคของสิ่งมีชีวิต

ทีมนักวิจัยได้ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลของฟอสซิลและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกในช่วง 500 ล้านปีที่ผ่านมา และพบว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ที่สุด 3 จาก 4 ครั้ง ซึ่งหมายถึงครั้งที่มีสปีชีส์ของพืชและสัตว์มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์บนโลกนี้สูญพันธุ์ เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิสูง

ปีเตอร์ เมย์ฮิว นักนิเวศวิทยา หนึ่งในทีมวิจัยชุดนี้ระบุว่า "เห็นได้ชัดว่ามีความสัมพันธ์โดยทั่วไประหว่างอุณหภูมิกับอัตราการสูญพันธุ์ หากอุณหภูมิสูงขึ้น อัตราการสูญพันธุ์ก็จะสูงขึ้นและความหลากหลายทางชีวภาพมีแนวโน้มที่จะลดลง"

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาประมาณการว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 1.8-4 องศาเซลเซียส (3.2-7 องศาฟาเรนไฮท์) ก่อนหน้าที่จะสิ้นสุดศตวรรษนี้ (ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ.2643) ซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยหากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียสจริงจะทำให้โลกมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับเมื่อยุคเพอร์เมียนซึ่งเป็นยุคสุดท้ายของมหายุคเก่าคือเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้วที่มีพืชและสัตว์ที่มีอยู่บนโลกในขณะนั้นสูญพันธุ์ไปถึง 95 เปอร์เซ็นต์

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในอดีตบางครั้งใช้ระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ร้อยปี ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างเดียวกัน

เมย์ฮิวกล่าวว่า "ผลการศึกษานี้ช่วยให้เรารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้หากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ และยังบอกเราได้อีกว่าสิ่งที่เราคิดว่าต้องใช้เวลานานสามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้นๆ" (รอยเตอร์/เอเอฟพี)

"ค้าเสรี"ทำผลผลิตข้าวในเอเชียลด

มติชน วันที่ 24 ตุลาคม 2550

นำที่ดินไปปลูกพืชราคาสูง-สร้างรง.

เอเอฟพีรายงานว่า นายมาฮาบุ๊บ ฮอสเซน อดีตนักเศรษฐศาสตร์สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (ไออาร์อาร์ไอ) ซึ่งมีสำนักงานในฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การเปิดเขตการค้าเสรี,การเปลี่ยนแปลงอาหารหลัก และการเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว จะทำให้มีการผลิตข้าวลดลง

นายฮอสเซนกล่าวว่า ขณะนี้ความต้องการข้าวในตลาดโลกลดลง เนื่องจากการขยายตัวของสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว,การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของประเทศที่มีรายได้ปานกลางและสูงในเอเชียและละตินอเมริกา ส่งผลให้คนในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนอาหารจากข้าวไปเป็นอย่างอื่น อีกทั้งการควบคุมอัตราการเกิดของประชากร ทำให้ประชากรในประเทศที่ปลูกข้าวอย่าง จีน มาเลเซียและไทยลดลง นอกจากนี้การที่ประเทศที่เคยปลูกข้าวเหล่านี้มุ่งหน้าสู่การเปิดเขตการค้าเสรี ก็จะปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

นายฮอสเซนกล่าวว่า อย่างไรก็ตามความต้องการข้าวที่ลดลงนี้จะถูกชดเชยด้วยความต้องการที่มากขึ้นของประเทศที่มีรายได้ต่ำในเอเชียตะวันตก,ซับ-ซาฮารานแอฟริกา (ทวีปแอฟริกาส่วนที่อยู่ถัดจากทะเลทรายซาฮารา) และอเมริกาใต้ เนื่องจากคนในประเทศเหล่านี้อพยพเข้าเมืองทำให้ต้องเปลี่ยนอาหารหลักจากข้าวโพดหรือพืชหัวไปเป็นข้าว

นายฮอสเซนกล่าวว่า การเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมือง ยังจะนำไปสู่แรงกดดันทางเศรษฐกิจซึ่งจะต้องมีการลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพื่อเปลี่ยนไปเป็นการเพาะปลูกพืชที่ให้ราคาสูงกว่า นอกจากนี้ที่ดินก็จะถูกนำไปสร้างโรงงาน ถนน และหมู่บ้านจัดสรรมากขึ้น

An Inconvenient Fact : ความจริงที่อัล กอร์ ไม่ได้บอก!

ผู้เขียน: 
สุรพล จินดาอินทร์

โดย สุรพล จินดาอินทร์ 24 ตุลาคม 2550

ตอนเป็นเด็ก ถ้าใครมาหลอกหรือเล่าเรื่องผีในตอนกลางคืน ก็มักจะกลัว เวลาเข้านอนก็จะเอาผ้าห่มมา “คลุมโปง” สักพักอากาศใน “โปง” ก็จะ “ร้อน” ขึ้น หากมีใครแกล้งเอาผ้าห่มมาคลุมอีก ก็จะร้อนหนักกว่าเก่า เหงื่อเม็ดโป้งแข่งกันผุดขึ้นมายิ่งกว่าดอกเห็ด หลับไปทั้งที่เนื้อตัวเหนียวเหนอะ “ภาวะโลกร้อน” ก็คล้ายกัน

แสงอาทิตย์ที่แผ่รังสีมายังโลกของเราทุกวัน ปริมาณความร้อนราว 70 เปอร์เซ็นต์ถูกดูดซับไว้ เกิดเป็นความอบอุ่นในอุณหภูมิที่พอเหมาะแก่การเจริญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งราว 30 เปอร์เซ็นต์ ถูกสะท้อนกลับไปยังดวงอาทิตย์ จะถึงหรือไม่ ไม่สำคัญ มันเป็นเช่นนี้มานับล้านปีแล้ว แต่ไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา 30 เปอร์เซ็นต์ที่ว่า สะท้อนกลับไปยังดวงอาทิตย์ไม่ได้ มันถูก “มือดี” ที่เรียกว่า “ก๊าซเรือนกระจก” กักตัวไว้ ความร้อนจึง “สะสม” อยู่บนผิวโลกมากขึ้น เหมือนกับที่เรานอนอยู่ใน “โปง” ผ้าห่ม เรื่องนี้แหละที่สำคัญ

ในทางวิชาการจะเรียก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ ซัลเฟอร์เฮกซาฟลูออไรด์ ฯลฯ หรือแม้แต่น้ำที่ระเหยกลายเป็นไอ รวมๆ กันว่าเป็น “ก๊าซเรือนกระจก” เพราะก๊าซเหล่านี้ก่อให้เกิด “ภาวะ” ที่เหมือนกับที่เกิดขึ้นใน “เรือนกระจก” ที่เราใช้เพาะชำต้นไม้ คือมีความร้อนเกิดขึ้นสูงกว่าบริเวณข้างเคียง คล้ายกับความร้อนที่เกิดขึ้นและไม่สามารถระบายออกได้ใน “โปง” ผ้าห่ม ก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้พลังงานที่มาจาก “ฟอสซิล” เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ส่งผลให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ในล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่าหกแสนปี

นี่คือ “ความจริง” ที่อัล กอร์ อธิบายไว้ในภาพยนตร์รางวัลเกียรติยศจากเวทีออสการ์ครั้งที่ 79 (พ.ศ. 2550) เรื่อง An Inconvenient Truth เขาทำได้ดีทีเดียว ใช้ข้อมูลสถิติต่างๆ ที่เขาสะสมไว้อย่างมีศิลปะ โน้มน้าวให้ผู้ชมเห็นคล้อยไปกับสิ่งที่เขานำเสนอ นี่ถ้าหากไม่ถูกจอร์จ บุช “โกง” ที่ฟลอริดาคงได้เป็นประธานาธิบดีไปแล้วเมื่อ พ.ศ. 2543 บุชผู้ลูก-นอกจากจะไม่ช่วย “ลด” ยังชอบ “เพิ่ม” อีกต่างหาก โดยเฉพาะอุณหภูมิการเมืองระหว่างประเทศ แต่ก็คงไม่เป็นไรเพราะว่าทันทีที่ราชบัณฑิตของสวีเดนประกาศว่า อัล กอร์ และ IPCC - Intergovernmental Panel on Climate Change ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เชื่อว่าทุกคนคงยอมรับได้ว่าเขาคือ “ประธานาธิบดี” ของคนทั้งโลก

เขาทำให้พวกเราผิวเหลืองๆ “สุก” เปล่งปลั่งดั่งสีทอง การลำดับขั้นตอน ตัวเลข ภาพกราฟิกจากคอมพิวเตอร์ ทำได้ยิ่งกว่ามืออาชีพ ไม่เสียแรงที่เป็นถึงผู้บริหารของบริษัทชั้นนำอย่างแอปเปิล แม้ว่าศาลสูงในอังกฤษจะบอกผู้บริหารโรงเรียนว่า หากจะนำไปฉายให้เด็กนักเรียนดู ต้องเตือนกันไว้ก่อนว่ามันก็แค่ “หนังไซ-ไฟ” เรื่องหนึ่ง มันมี “ความจริง” ที่โต้แย้งได้ถึง 11 จุด และที่สำคัญหนังยังฝักใฝ่การเมืองแบบ “เลือกข้าง” ซึ่งผิดกฎหมายอังกฤษ แท้จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าอังกฤษกำลังป้องกันตัวเองออกไปเป็น “พยาน” หรือเปล่า? เพราะมันมี “ความจริง” ที่ใครๆ ก็รู้ว่าอังกฤษ คือ “ตัวการใหญ่” ในการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” เหมือนกัน

หากธรรมชาติจะผิดเพี้ยนไป น้ำแข็งที่ขั้วโลกจะละลายแบบผิดปกติ อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรงขึ้นทุกวัน แผ่นดินเลื่อนลั่น ยุบตัว น้ำท่วม ภัยแล้ง อีกจิปาถะที่เป็นภัยพิบัติคุกคามมนุษย์ในทุกวันนี้ มันก็ไม่น่าที่จะมา “ปะทุ” ขึ้นในวันนี้ ธรรมชาติต้องใช้เวลาในการ “สะสม” พลังงาน นานนับล้านปี และที่สำคัญธรรมชาติมีกลไกบางอย่างที่จะรักษา “สมดุล” เอาไว้

เป็นที่น่าสงสัยว่า “ภาวะโลกร้อน” มี “ก๊าซเรือนกระจก” เป็นผู้ต้องหาเพียงรายเดียวหรือ ? หากไปถามชาวเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิวา ยังจำภาพความย่อยยับจากการโดนถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์ได้หรือเปล่า เชื่อว่าทุกคน (หากยังมีชีวิตอยู่) คงอธิบายได้ถึง “อานุภาพ” และความเสียหายที่ร้ายแรงของ “Little Boy” จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “ความกลัว” ยังตามหลอกหลอนมนุษยชาติ กลัวว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตนเอง จึงหาความชอบธรรมที่จะ “ปกป้อง” ตัวเอง ด้วยการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่เชื่อกันว่าจะนำ “สันติภาพ” และขจัดความกลัวออกไปได้ นี่คือที่มาของการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน บนดิน ในน้ำ (มหาสมุทร) ในอากาศ ในอวกาศ หรือในที่ลับตาอื่นๆ ที่ไม่มีใครรู้ มหาอำนาจและพวกที่อยากเป็นมหาอำนาจคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตนก็คือ “จำเลยร่วม” กับก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน ถ้าหากมีการศึกษาค้นคว้า สอบสวนกันอย่างจริงจัง เราอาจจะพบว่านี่คือ “จำเลยหลัก” ผู้กระทำความผิดแต่เพียงผู้เดียวก็เป็นได้

An Inconvenient Fact จึงเป็นความจริงที่ประเทศโลกที่สามอย่างประเทศไทย พึง “ตระหนัก” ให้ดี เพราะเกษตรกรไทยก็ตกเป็นหนึ่งใน “ผู้ต้องหา” ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน ด้วยข้อหาการปล่อยให้น้ำท่วมท้องไร่ ท้องนา เป็นเหตุให้เกิดการหมักหมมและย่อยสลายของพืชพันธุ์และสารอินทรีย์ต่างๆ เกิดเป็น “ก๊าซมีเทน” ขึ้น นอกเหนือไปจากการไม่ช่วยกัน “ควบคุม” ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้รถยนต์และเครื่องจักร เชื่อว่าอีกไม่นานคงมี “กระบวนการ” ลดก๊าซพวกนี้ ซึ่งแน่นอนต้องจ่ายเป็น “เงิน” ให้กับเจ้าของเทคโนโลยี เหมือนกับที่เราต้องจ่ายค่า ISO หรืออาจจะถูกนำมาเป็น “เงื่อนไข” สำคัญในการไม่รับสินค้าที่ส่งออกไป เพียงเพราะว่า สินค้าเหล่านั้น ไม่มีขบวนการ “ลด” ก๊าซเจ้าปัญหาเหล่านี้

“ความจริง” ที่อัล กอร์ ไม่ได้บอก! เป็น “ฝีมือ” มนุษย์ด้วยกันเองต่างหาก ลองหลับตา แล้วจินตนาการว่า ทุกประเทศ “เลิก” การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด นอกจากเราจะได้โลกที่ “เย็น” ลงแล้ว เรายังจะได้โลกที่ “ร่มเย็น” อีกด้วย!

พลังงานปัดฝุ่นสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์ไม่เกิด

มติชน ออนไลน์วันที่ 22 ตุลาคม 2550

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำโครงการศึกษาสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่แม่น้ำโขงมาปัดฝุ่นศึกษาใหม่ หลังจากที่เคยศึกษาไว้เมื่อช่วงปี 2548 เนื่องจากต้องการหาทางเลือกด้านพลังงานไฟฟ้ารองรับไว้ หากในอนาคตมีปัญหาเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงปัญหาในการจัดหาก๊าซธรรมชาติมารองรับการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตด้วย เพราะปัจจุบันปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีค่อนข้างจำกัด เช่นเดียวกับการนำเข้าในรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี)

'ยอมรับว่าในระยะใกล้นี้โครงการนี้คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายไทยฝ่ายเดียว ต้องผ่านความเห็นชอบร่วมกันในหลายประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำ ทั้งไทย ลาว รวมถึงเวียดนามและกัมพูชาที่อยู่ด้านล่างเขื่อนด้วย ยกเว้นแต่ว่าทั้ง 4 ประเทศนี้จะมีความต้องการร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสมของโครงการนี้ไว้ หากมีความต้องการใช้จะได้ไม่ต้องเสียเวลาศึกษานาน' แหล่งข่าวกล่าว

นายพาณิช พงศ์พิโรดม อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า จากการศึกษาศักยภาพเบื้องต้นพบว่า การก่อสร้างเขื่อนบริเวณแม่น้ำโขงจะเป็นเขื่อนแบบขั้นบันได ซึ่งในศักยภาพที่ไทยจะสามารถสร้างได้นั้น สามารถทำเขื่อนได้ 2 ตัวจากศักยภาพทั้งหมด 16 ตัว กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ โดยทาง พพ.เคยศึกษาโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2548 ขณะนี้ก็ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาโครงการตอนต้น คาดว่าผลการศึกษาที่เสร็จสมบูรณ์จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2551 หากจะเดินหน้าโครงการก็ต้องเริ่มทำเรื่องการประชาสัมพันธ์ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

'ขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เริ่มเจรจาเรื่องนี้กับทางรัฐบาลลาวในเบื้องต้นบ้างแล้ว เพื่อร่วมทุนกัน โดยฝ่ายไทยในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้วางนโยบายว่าอาจจะให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าไปร่วมทุนกับรัฐบาลลาวในสัดส่วน 50 : 50' นายพาณิชกล่าว

"ลานีญา"ทำปีนี้หนาวกว่าปกติ! สนามซีเกมส์โคราชจมน้ำ2แห่ง

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

อุตุฯเผยปรากฏการณ์ "ลานีญา" ทำให้ปีนี้หนาวกว่าปกติ 1-2 องศา กทม.เย็นได้ใจแค่ 16 องศา นักวิชาการชี้ "สีลม-สุขุมวิท"รับอิทธิพลด้วย สนามซ้อมซีเกมส์ที่โคราช จมน้ำ 2 แห่ง เล็งของบฯซ่อมอีกแล้ว

@ อุตุฯเผยปีนี้เย็นลงอีก1-2องศา

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน และลงมาถึงภาคกลางแล้ว ทำให้หลายพื้นที่มีอากาศเริ่มหนาวเย็นแล้ว โดยประเมินว่าปีนี้อากาศจะเย็นกว่าทุกปี เฉลี่ยอุณหภูมิจะลดลงจากเดิม 1-2 องศาเซลเซียส และลมหนาวลงมาเร็วกว่าปกติอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเข้าฤดูหนาวของไทย เนื่องจากมีปัจจัยจากปรากฏการณ์ลานิญาที่มีกำลังแรงขึ้นในระยะที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคมนี้ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จะมีอากาศหนาวจัด ส่วนภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไปจะมีฝนตกชุกต่อเนื่องระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้

นายศุภฤกษ์กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ กทม.ก็คาดว่าอากาศจะเย็นกว่าปีที่แล้วที่หนาวสุดประมาณ 16.5 องศาเซลเซียส แต่ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม 2551 มีแนวโน้มว่าอาจจะเจออากาศเย็นประมาณ 16 องศาเซลเซียส ขึ้นกับความต่อเนื่องของความกดอากาศสูงจากจีนว่าจะลงมาลึกและมีความต่อเนื่องมากน้อยแค่ไหน ถ้าเข้ามาแล้วถอยกลับไปก็จะทำให้อากาศอุ่นขึ้น

@ "ลานิญา"ทำให้หนาวกว่าปกติ

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัย และฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนเกือบตลอดทั้งวัน และมักจะมีฝนตกในช่วงบ่ายนั้น เป็นเพราะประเทศไทยยังไม่สิ้นสุดฤดูฝน จากการตรวจสอบยังพบว่า ร่องฝนยังอยู่บริเวณภาคกลาง ลมที่พัดผ่านเข้ามาก็เป็นลมฝน เพราะไม่ได้พัดมาจากทิศเหนือ แต่เป็นลมฝนที่ค่อนข้างเย็น เพราะได้รับอิทธิพลของความกดอากาศต่ำเป็นระยะ บวกกับอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานิญาที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้สภาพอากาศไม่แจ่มใสนัก

ดร.อานนท์กล่าวว่า จากการตรวจสอบดัชนีลานิญาล่าสุด พบว่าเมื่อเข้าถึงฤดูหนาวเต็มตัวช่วงเดือนพฤศจิกายน อากาศในไทยจะหนาวกว่าปีที่ผ่านๆ มา เพราะดัชนีลานิญาแรงมาก แรงที่สุดในรอบ 30 ปี แรงกว่าช่วงปี 2543 ที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานิญาแรงที่สุดแล้ว จากอิทธิพลดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ร่องฝนอยู่ในประเทศไทยนานกว่าปกติ และทำให้อุณหภูมิช่วงฤดูหนาวต่ำกว่าปกติ และอยู่นานกว่าปีที่ผ่านๆ มาด้วย แต่บอกไม่ได้ว่าอากาศจะหนาวสุดในรอบ 30 ปีหรือไม่

@ "สีลม-สุขุมวิท"ได้สัมผัสหนาว

ดร.อานนท์กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ ตัวเมือง อย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) หากอากาศหนาว จะพบปรากฏการณ์นี้แถบบางนา บางขุนเทียน อุณหภูมิราวๆ 18 องศาเซลเซียส แต่ปีนี้ อิทธิพลของลานิญา จะส่งผลให้พื้นที่ชั้นในอย่างสีลม สุขุมวิท หนาวด้วย โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด อิทธิพลที่เข้มข้นของลานิญา ทำให้เกิดลมเย็นที่จะเข้าไปสลายโดมความร้อนกลางเมือง ทำให้ กทม.ชั้นในมีอากาศหนาวด้วย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของธุรกิจการท่องเที่ยวที่จะประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวฤดูหนาว โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตาม รัฐต้องดูแลคนยากจนที่ขาดอุปกรณ์กันหนาวให้พร้อมด้วย

@ นายกฯกำชับเตือนชาวบ้านรับน้ำท่วม

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดของช่วงบ่ายวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ำ กรมทรัพยากรน้ำรายงานว่า น้ำแม่น้ำวังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรหลายพันไร่ รวมทั้งในเขตตัวเมืองกำแพงเพชรสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนน้ำเหนือที่ลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เริ่มเข้าท่วมตลาด อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี สูงประมาณ 50 ซม. รวมทั้งที่บ้านเรือนริมตลิ่ง อ.ไชโย อ.เมือง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ก็ได้รับผลกระทบแล้ว

"ศูนย์ได้ประกาศเตือนภัยประชาชนในเขต อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายน้ำจากภาคเหนือแล้ว ขณะที่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประสานกับจังหวัด และทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เตือนชาวบ้านริมแม่น้ำมูล โดยเฉพาะเขต อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์" นายศักดิ์สิทธิ์กล่าว

นายศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า จากการรายงานข้อมูลสถานการณ์น้ำของ ทส.ให้กับนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก นายกฯไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่มอบให้ทุกหน่วยงานดูแลประชาชน โดยเฉพาะการเตือนภัย และความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชน โดย ทส.ได้เตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดเอาไว้ด้วย

@ น้ำท่วมสนามซีเกมส์โคราช

นายสังเวียน บุญโต ผู้อำนวยการศูนย์การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ภาค 3 จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สนามฝึกซ้อมฟุตบอลที่จะใช้รองรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 จำนวน 4 สนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม กกท.จึงหาสนามสำรองไว้ 6 สนาม และจะเสนอให้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ พิจารณาจัดสรรงบฯปรับปรุง ส่วนสนามแข่งขันที่อยู่ระหว่างก่อสร้างไม่ได้รับผลกระทบ

นายณัฐ อินทรปาณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานคณะอนุกรรมการติดตาม เร่งรัด การแข่งขันกีฬ่าซีเกมส์ ครั้งที่ 24 กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า สนามฝึกซ้อมนักกีฬาซีเกมส์ที่ จ.นครราชสีมา ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 2 สนาม ได้แก่ สนามที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และสนามฟุตบอลเทศบาล โดยตนจะเดินทางไปดูสภาพความเสียหายในวันที่ 18 ตุลาคม รวมทั้งประชุมคณะอนุกรรมการติดตาม เร่งรัดฯ เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
@ รพ.มหาราชระดับน้ำเริ่มลด

ที่ จ.นครราชสีมา สภาพน้ำท่วมในตัวเมืองโดยเฉพาะที่โรงพยาบาลมหาราช ระดับน้ำได้เริ่มลดลงประมาณ 10 เซนติเมตร หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม ระดับน้ำจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 5-7 วัน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนในตัวเมือง 5 แห่ง คือ โรงเรียนเมืองนครราชสีมา โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา และโรงเรียนสุรนารีวิทยา ถูกน้ำท่วมจนเลื่อนการเปิดเรียนจากวันที่ 16 ตุลาคม เป็นวันที่ 22 ตุลาคม

@ ประกาศขายบ้านวีไอพีหนีน้ำท่วม

เวลา 13.15 น. นายสุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายธงชัย ลืออดุลย์ รองผู้ว่าฯนครราชสีมา ร.ต.อ.คมกฤช อินทรักษา รองนายกเทศมนตรีนครราชสีมา นั่งเรือท้องแบนและเรือยางออกเยี่ยมผู้ประสบความเดือดร้อนที่หมู่บ้านวีไอพี ชุมชนมิตรภาพ ที่ถูกน้ำท่วมหนักที่สุด ระดับน้ำลึก 1.30 เมตร บางจุดสูง 2 เมตร กระแสน้ำเชี่ยวกราก พบรถยนต์จอดแช่น้ำหลายสิบคัน ชาวบ้านต้องอพยพไปอยู่ชั้น 2 ของบ้าน บางหลังเปิดประตู หน้าต่างไว้ แต่ไม่มีใครอยู่ ข้าวของถูกขนไม่มีเหลือ และประกาศขายบ้านหนีน้ำท่วม

@ เขื่อนลำปาวยังเร่งระบายน้ำ

ที่ จ.กาฬสินธ์ พบว่าเขื่อนลำปาวยังมีปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้จำนวนมาก เพราะกระแสน้ำจาก อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และน้ำจากลำห้วยสาขา ไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่องมากกว่าวันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทางโครงการบำรุงรักษาลำปาว ยังระบายน้ำทางสปริงเวย์กว่าวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. เมื่อรวมกับน้ำลำชีที่ไหลมาบรรจบกับลำน้ำปาว จึงทำให้ 4 อำเภอ คือ อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด อ.กมลาไสย และ อ.ฆ้องชัย ระดับน้ำที่ท่วมขังยังคงทรงตัว นาข้าวเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

@ พนังกั้นน้ำชีเริ่มทรุด-ร้าว

นายประชากล่าวว่า แนวพนังกั้นลำชีเกิดการทรุดตัวและเป็นรอยร้าว ที่เขตบ้านโนนแดง หมู่ 1-2 ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย กว่า 30 เมตร บ้านโคกสี หมู่ 3 บ้านโคกล่าม หมู่ 2 และหมู่ 16 ต.ดงลิง อ.กมลาไสย ยาวกว่า 10 กิโลเมตร เข้าข่ายวิกฤต ฝ่ายโยธาเขื่อนลำปาวนำเครื่องจักรไปเสริมแนวพนังให้แข็งแรงขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงและบรรเทาภัยเฉพาะหน้าในระดับหนึ่ง

@ อยุธยาประกาศภัยพิบัติ6อ.

ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายเชิดพันธ์ ณ สงขลา ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศให้พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเขตภัยพิบัติจากน้ำท่วมอย่างหนักแล้ว 6 อำเภอ คือ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน ผักไห่ เสนา บางไทร โดยหากน้ำยังท่วมสูงขึ้นและขยายวงกว้างกว่านี้ จะประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติทั้งจังหวัดรวม 16 อำเภอ ซึ่งจะสามารถนำงบฯสำรองราชการ 50 ล้านบาท มาช่วยเหลือได้

วันเดียวกันนี้ กรมชลประทานอนุมัติให้เขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำท้ายเขื่อน 3,000 ลบ.ม./วินาที ทำให้ชุมชนในจังหวัดท้ายเขื่อน เดือดร้อนอย่างหนัก มีวัดในอยุธยาถูกน้ำท่วมไปแล้วกว่า 50 วัด เช่น วัดจุฬามณี อ.บางบาล พระสงฆ์ต้องลุยเก็บสิ่งของที่ลอยไปกับกระแสน้ำที่เข้าท่วมสูง 1 เมตร นอกจากนี้ โรงอิฐมอญจำนวนมากในเขต อ.บางบาล แหล่งผลิตอิฐมอญที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกน้ำท่วมเสียหาย

"IPR" สหรัฐ-จีนขยายวง ออสซี่ขอร่วม "Third Party"

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

กรณีพิพาทระหว่างสหรัฐกับจีน ในเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีฝ่ายสหรัฐเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อคณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลก (WTO) เริ่มออกอากาศพวกมากลากพาขึ้นแล้ว เมื่อรายงานข่าวจากเว็บไซต์ฟอร์บส อ้างคำกล่าวของนายวอร์เรน ทรัส รัฐมนตรีพาณิชย์ออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ออสเตรเลียได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นบุคคลที่ 3 หรือ third party ในกระบวนการพิจารณาตามคำฟ้องร้องของสหรัฐต่อจีนในเรื่องการปกป้องและการบังคับใช้กฎหมายปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (IPR)

อีกทั้งในเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ยังมีข้อความระบุว่า ในเวลานี้มีหลายประเทศ ที่เป็นสมาชิกดับบลิวทีโอ ไม่ว่าจะเป็นเม็กซิโก ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ได้ตัดสินใจเข้าร่วมฟ้องร้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในจีน ในฐานะบุคคลที่ 3 ของกระบวนการพิจารณา/ไต่สวนข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนด้วย

รัฐมนตรีพาณิชย์ออสเตรเลียได้กล่าวว่า การหยิบยกประเด็นเรื่องนี้มาพูดถึง นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้กฎระเบียบและการสร้างระบบด้านการพาณิชย์ที่มีความเชื่อมโยงกับกฎระเบียบของดับเบิลยูทีโอในเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความหมายที่ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างคำว่า "การปลอมแปลง" กับ "การละเมิดลิขสิทธิ์" ในขอบข่ายของเรื่องการค้า ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งออสเตรเลียได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีกรณีพิพาทกันอยู่

อีกทั้งการมีบุคคลที่ 3 เข้าไปร่วมให้ ความเห็นในการพิจารณาข้อพิพาททางการค้ายังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถหยิบยกประเด็นที่กระทบกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเข้ามาพิจารณาร่วมกันได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระบวนการสร้างความชัดเจนในการพิจารณากรณีพิพาททางการค้าในองค์การการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐได้เรียกร้องให้ดับเบิลยูทีโอตั้งคณะ ผู้พิจารณาเพื่อตรวจสอบมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทภาพยนตร์ หนังสือ และเพลงของสหรัฐ ในประเทศจีนว่า เป็นการละเมิดกฎของดับเบิลยูทีโอหรือไม่

โดยโฆษกสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐระบุว่า ข้อเรียกร้องจากสหรัฐไปยังดับเบิลยูทีโอในครั้งนี้ เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่สหรัฐพบว่ารัฐบาลจีนประสบความล้มเหลวกับการให้ความสำคัญกับประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางการค้าที่สหรัฐได้แสดงความเป็นห่วงอยู่

ปัจจุบันบริษัทต่างประเทศที่เข้าไปดำเนินกิจการในจีนหลายแห่งไม่สามารถนำเข้าสินค้าที่ได้รับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เช่น หนังสือ วิดีโอ เข้าไปด้วยตัวเองได้ แต่บริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าดังกล่าวผ่านบริษัทที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนหรือเป็นบริษัทของรัฐบาลจีน

เรื่องนี้เองจึงเป็นประเด็นให้สหรัฐกล่าวหาว่าจีนสร้างอุปสรรคทางการค้ากับสินค้ากลุ่มนี้และทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของสินค้าปลอมในตลาดจีน ซึ่งสร้างความสูญเสียให้กับธุรกิจซอฟต์แวร์สหรัฐ และธุรกิจภาพยนตร์ เพลง และสำนักพิมพ์ หลายพันล้านเหรียญสหรัฐ การฟ้องร้องให้ตั้งคณะผู้พิจารณาข้อพิพาทจากสหรัฐ ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐขอให้ดับเบิลยูทีโอเปิดการพิจารณาไต่สวนในเรื่องมาตรการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการอุดหนุนอุตสาหกรรมจีนเหมือนกับที่จีนทำกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

ด้านจีนกลับไม่ได้ตั้งตัวเองเป็นเพียงฝ่ายรับในข้อกล่าวหาหรือการฟ้องร้องต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ระหว่างกระบวนการหารือให้คำปรึกษา (consultation) ในดับเบิลยูทีโอที่เจนีวา เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนในดับเบิลยูทีโอได้ตอบโต้สหรัฐด้วยการตั้งคำถามในระหว่างการหารือว่า มาตรการของสหรัฐที่เกิดขึ้นกับการค้าสินค้ากับจีนนั้นมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบของดับเบิลยูทีโอหรือไม่ โดยจีนต้องการให้สหรัฐแก้ไขมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและมาตรการต่อต้านการอุดหนุนที่สหรัฐใช้กับสินค้ากระดาษเคลือบที่จีนส่งออกไปจำหน่ายในสหรัฐ

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2549-กรกฎาคม 2550 สหรัฐได้ใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดและต่อต้านการอุดหนุนกับสินค้ากระดาษเคลือบและท่อเหล็กจากผู้ผลิตจีน 5 กรณี ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการชาวจีน 635 รายและลูกจ้างอีก 70,000 คน

"จี 7-IMF" เล็งจัดระเบียบ สกัดร้อน "Sovereign Wealth Fund"

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

โดยปกติแล้วกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ "กลุ่มจี 7" ที่ประกอบด้วยสหรัฐ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี และแคนาดา เป็นหัวหอกจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลกมาหลายครั้งหลายหน

ในการประชุมกลุ่มจี 7 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ก็เช่นกัน รัฐมนตรีคลังและประธานธนาคารกลางของประเทศในกลุ่มจี 7 ก็เตรียมจะหารือถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจในหลายประเด็น

เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่น่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันในครั้งนี้ด้วยคือ เรื่องของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ sovereign wealth funds ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก
"ไทม์สออนไลน์" รายงานว่า สหรัฐได้เรียกร้องให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการควบคุมบรรดากองทุนเหล่านี้ ซึ่งนับวันยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันกองทุนที่มีรัฐบาลหนุนหลังอยู่เหล่านี้ถือครองสินทรัพย์รวมกันอยู่ มากถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ทีเดียว

ขณะที่อังกฤษเองก็เริ่มวิตกถึงบทบาทของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหุ้นราวครึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นลอนดอน (LSE) ถือครองโดยกองทุนจากกาตาร์และดูไบ นอกจากนี้กองทุนจากกาตาร์ก็เพิ่งซื้อกิจการของ "เจ. เซนส์บูรี" ยักษ์ซูเปอร์มาร์เก็ตของอังกฤษไปสดๆ ร้อนๆ ขณะที่ "เทมาเส็ก" จากสิงคโปร์ และ "ธนาคารเพื่อการพัฒนา ของจีน" ถือหุ้นในธนาคาร "บาร์เคลย์ส"

ว่ากันว่าข้อเสนอของสหรัฐจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือกันในการประชุมจี 7 และการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จะมีขึ้นในหลายสัปดาห์นี้ เพื่อจะวางไกด์ไลน์ให้กองทุนดังกล่าวมีความโปร่งใส มากขึ้น อาทิ การเปิดเผยข้อมูลและการวางแนวปฏิบัติที่ดี รวมถึงให้อำนาจแก่รัฐบาลต่างๆ ในการพิจารณาการดำเนินการของกองทุนต่างๆ

น่าสนใจว่าท่าทีของสหรัฐเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสช็อปปิ้งอย่างหนักจากกองทุนเหล่านี้ โดยเฉพาะการโฟกัสไปที่การถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นและบริษัทด้านการลงทุนสำคัญๆ ซึ่งจะส่งผลต่อเสถียรภาพในตลาดการเงิน รวมถึงทำให้เกิดการลักลอบเทกโอเวอร์ในสินทรัพย์ที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศมากขึ้น

"ไฟแนนเชียล ไทม์ส" รายงานโดยอ้างข้อมูลจากธนาคาร "สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด" ที่ระบุว่า การดำเนินการที่ไม่โปร่งใส รวมถึงการเข้าไปลงทุนในบริษัทตะวันตกจำนวนมาก ได้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของกองทุนเหล่านี้มากขึ้น

โดยเฉพาะบทบาทของกองทุนขนาดใหญ่ 7 แห่งของโลก หรือที่เรียกว่า "ซูเปอร์เซเว่น" ที่ถือครองสินทรัพย์รวมกันเป็นมูลค่ามากกว่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ มีการลงทุนในต่างประเทศและเติบโตอย่างมาก โดยกองทุนเหล่านี้ได้เข้าไปลงทุนในเซ็กเตอร์ที่มีความละเอียดอ่อน ในชาติตะวันตก อาทิ พลังงาน สื่อสาร และบริการการเงินมากขึ้น

สแตนด์ชาร์ตได้อ้างถึงข้อมูลวิจัยของ "อ็อกซ์ฟอร์ด อนาลิติกา" ที่ระบุว่า ซูเปอร์เซเว่น ที่หนุนหลังกองทุนที่บริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ ได้แก่ อาบูดาบี นอร์เวย์ คูเวต จีน รัสเซีย และสิงคโปร์
"เจอราร์ด ลีอองส์" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวว่า นี่จะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่จะทำให้ชาติ ตะวันตกและกองทุนความมั่งคั่งต้องถกเถียงกัน

วาณิชธนกิจชื่อดัง "เมอร์ริล ลินช์" เพิ่งเผยแพร่รายงานที่ตอกย้ำบทบาทของกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐ โดยระบุว่าสินทรัพย์ที่ถือครองโดยกองทุนแห่งชาติจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยกองทุนเหล่านี้จะบริหารเงินทุนราว 7.9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2554 จากระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเลยทีเดียว
โดยกองทุนดังกล่าวจะโฟกัสไปที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง อาทิ หลักทรัพย์ และพันธบัตรธุรกิจ และจะเปลี่ยนจากการลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ไปยังเงินสกุลอื่นๆ ที่ทำกำไรมากกว่า

ชงสนช.ขอลงนามกฎบัตรอาเซียน

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายพิริยะ เข็มพล รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการอาเซียนระบุว่า ไทยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายในตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะให้การรับรองกฎบัตรอาเซียนระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้อาเซียนรับทราบในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เราได้ยืนยันเจตนารมณ์ว่า จะต้องมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามขั้นตอน โดย กต.จะเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป แต่ที่ผ่านมา กต.ได้ประสานงานกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของ สนช.อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าว คาดว่า สนช.จะพิจารณาได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งน่าจะทันเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะร่วมลงนามกับผู้นำอาเซียนในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

ถวายในหลวง"พระบิดาแห่งการวิจัย"

มติชน วันที่ 16 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาวิจัยแห่งชาติ โดยนายอานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรให้ทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการวิจัย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเห็นถึงความสามารถด้านการวิจัยของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริต่างๆ ในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ทฤษฎีใหม่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการฝนหลวง หญ้าแฝก ฯลฯ ตลอดจนงานด้านการประดิษฐ์คิดค้น เช่น กังหันชัยพัฒนา ซึ่งได้รับรางวัลที่ 1 ผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสภาวิจัยแห่งชาติประจำปี 2536 ทั้งนี้ การทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญาดังกล่าว จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาด้วย

by ThaiWebExpert