มติชนออนไลน์

ชงสนช.ขอลงนามกฎบัตรอาเซียน

มติชน วันที่ 18 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นายพิริยะ เข็มพล รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงกรณีที่เลขาธิการอาเซียนระบุว่า ไทยจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนภายในตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะให้การรับรองกฎบัตรอาเซียนระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ว่า นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้อาเซียนรับทราบในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เราได้ยืนยันเจตนารมณ์ว่า จะต้องมีการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามขั้นตอน โดย กต.จะเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ส่งเรื่องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป แต่ที่ผ่านมา กต.ได้ประสานงานกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของ สนช.อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและความคืบหน้าของเรื่องดังกล่าว คาดว่า สนช.จะพิจารณาได้ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งน่าจะทันเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะร่วมลงนามกับผู้นำอาเซียนในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้

ถวายในหลวง"พระบิดาแห่งการวิจัย"

มติชน วันที่ 16 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาวิจัยแห่งชาติ โดยนายอานนท์ บุณยะรัตเวช เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรให้ทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการวิจัย" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเห็นถึงความสามารถด้านการวิจัยของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริและโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริต่างๆ ในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ทฤษฎีใหม่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โครงการฝนหลวง หญ้าแฝก ฯลฯ ตลอดจนงานด้านการประดิษฐ์คิดค้น เช่น กังหันชัยพัฒนา ซึ่งได้รับรางวัลที่ 1 ผลงานประดิษฐ์คิดค้น จากสภาวิจัยแห่งชาติประจำปี 2536 ทั้งนี้ การทูลเกล้าถวายพระราชสมัญญาดังกล่าว จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาด้วย

สผ.ชี้ขายเครดิตคาร์บอนป่าไม้อีกยาว

มติชน วันที่ 16 ตุลาคม 2550

หลังจากนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ไฟเขียว ให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เอาพื้นที่ป่าปลูกที่อ้างว่ามีถึง 1.2 ล้านไร่ ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิต ในโครงการการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ภายใต้พิธีสารเกียวโต

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อมูลที่ อ.อ.ป.พูดผ่านสื่อนั้นดูเหมือนจะดี เพราะได้เงินจำนวนมหาศาลจากการปลูกป่า โดยไม่ต้องตัดไม้ แต่ขั้นตอนของการขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ นึกจะทำก็ทำได้เลย ต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก่อนว่า เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดเอาไว้หรือไม่

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกกล่าวว่า ตามหลักการจะเข้าร่วมโครงการซีดีเอ็ม อ.อ.ป.ต้องทำโครงการเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกพิจารณาผ่านแล้ว จะส่งไปให้คณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกพิจารณาอีกต่อหนึ่ง ถ้าผ่านหลักเกณฑ์ก็ทำได้ แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นรายละเอียด ยังบอกไม่ได้ว่า ทำได้หรือไม่

เศรษฐกิจโลกกับการส่งออกของไทย

ผู้เขียน: 
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินโลกอย่างมาก ปัญหา Sub prime ในสหรัฐอเมริกา มีผลให้สถาบันการเงินทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ลูกหนี้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีหรือไม่ค่อยดี กู้ยืมได้ยากขึ้นและจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่แพงขึ้น การคาดการณ์จากสำนักต่างๆ จึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงในปีหน้า

ในช่วงที่ผ่านมา การส่งออกไทยขยายตัวได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากในปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ 2-3 ประการ น่าจะได้แก่ 1) การขยายตัวได้ดีของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มขึ้น 2) การขยายตลาดไปยังผู้ซื้อกลุ่มใหม่ๆ และลดการกระจุกตัวของประเภทสินค้าส่งออก เรื่องนี้ต้องให้เครดิตกับกระทรวงพาณิชย์ที่ทำงานในเรื่องนี้อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา 3) ความพยายามของผู้ผลิตและผู้ส่งออก ในการปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งปรับปรุงผลิตภาพ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง

เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอลงในปีหน้า จะทำให้ปัจจัยที่ 2 และ 3 ต้องเข้มแข็งมากขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องตั้งรับเรื่องนี้ให้ดี ไม่อย่างนั้นแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งในขณะนี้เติบโตช้ากว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอยู่แล้ว เนื่องจากมีเครื่องยนต์ภาคส่งออกเดินอยู่เครื่องเดียว ก็จะยิ่งตามหลังห่างมากขึ้น

ค่าเงินบาทในปีนี้ก็อยู่ในระดับที่จะช่วยให้การแข่งขันด้านราคาอยู่ในลักษณะไม่เสียเปรียบ ในช่วงที่ผ่านมา แบงก์ชาติก็ได้พยายามอย่างที่สุด ที่จะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่ค้า คู่แข่ง ปัญหา Sub prime ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนชะลอตัวลงบ้างในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. มีนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า ผลกระทบจากปัญหา Sup prime ในสหรัฐ ที่มีต่องบการเงิน ของสถาบันการเงินทั่วโลก ยังไม่หมดสิ้น ข่าวเรื่องผลขาดทุนหรือการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงิน น่าจะยังคงมีมาอีกเป็นระลอก แล้วในช่วงนั้น ภาวะกลัวความเสี่ยงก็จะทำให้เงินทุนไหลกลับออกไปได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในหลายประเทศในภูมิภาค รวมทั้งไทยในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทก็คงมีขึ้นมีลงได้พอสมควร

โดยสรุปแล้ว เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะชะลอตัวลงทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาคส่งออก ต้องทำงานหนักต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและหาลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อดีในระยะปานกลาง

การค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการตั้งราคาและรับเงินค่าสินค้าในหลายสกุลเงิน เพื่อลดการพึ่งพิงเงินเพียงสกุลเดียว และลดโอกาสที่จะเกิดผลขาดทุนในอัตราแลกเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เทียบกับเงินสกุลต่างๆ ในปีนี้แล้ว

การทำอย่างที่ว่าช่วยให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ด้วยซ้ำ ก็อยากฝากเรื่องนี้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกได้ลองคิด ลองทำดู ดิฉันเชื่อว่า ทุกวันนี้ มีผู้ส่งออกจำนวนไม่น้อยที่ยิ้มได้กว้างขึ้น เพราะนอกจากจะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังขายสินค้าเป็นเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นมาก ตั้งแต่ต้นปี ขยายตลาด ขยายสกุลเงิน ปรับปรุงผลิตภาพ น่าจะเป็นคาถาที่เหมาะกับช่วงเวลา 1 ปีข้างหน้า

หนุนอ.อ.ป.ขายคาร์บอนเครดิต

มติชน วันที่ 15 ตุลาคม 2550

นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ว่า นโยบายเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือสภาวะโลกร้อนของ ทส.มี 3 แนวทาง คือ 1.การป้องกัน ซึ่งจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2.แก้ไข คือลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากทุกภาคส่วน การส่งเสริมปลูกป่ามากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก และอาจนำไปใช้ในแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต กับประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปที่ต้องการซื้อ นอกเหนือจากการเข้าร่วมโครงการ การพัฒนาที่สะอาด จากภาคพลังงาน และ 3.เตรียมรับสภาวะโลกร้อนในอีก 40-50 ปี เช่น ความแปรปรวนของอากาศ แหล่งน้ำ อุณหภูมิที่จะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยจะสนับสนุนการศึกษาเพื่อหาทางและใช้ประโยชน์รวมถึงการรณรงค์ให้ถึงภาคประชาชน

นายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัด ทส. กล่าวว่า มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณากรอบโครงการใช้ป่าเป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหนึ่งแผนงานยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2550-2554 พร้อมทั้งศึกษาข้อมูลจากองค์กรต่างประเทศ ทั้งนี้ การเปิดโอกาสให้ขายคาร์บอนซิงค์นั้น จะยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ และอยู่ภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต คาดว่าจะสรุปโครงการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือนพฤศจิกายน

นายมนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) กล่าวว่า ขณะนี้ อ.อ.ป.มีพื้นที่ป่าปลูกป่าไม้ อาทิ ไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง และไม้โตเร็ว ประมาณ 1.2 ล้านไร่ เป็นไม้สักอายุระหว่าง 30-40 ปีประมาณ 5 แสนไร่ นักวิชาการประเมินว่า ต้นสัก 1 ต้นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน 1 ไร่ มีต้นสักอยู่ 100 ต้น เวลานี้ตลาดโลกซื้อขายเครดิตคาร์บอน กันตันละ 15 เหรียญ เท่ากับ มีต้นไม้อยู่ 120 ล้านต้น 1 ต้น ขายเครดิตซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต้นละ 1 ตัน ราคา 15 เหรียญ หรือราว 450 บาท โดยวันที่ 18 ตุลาคมนี้ ได้นัด ผู้ประสานงานเรื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มาคุยรายละเอียดเบื้องต้นที่สำนักงานแล้ว

โลกร้อนเร็วกว่าที่คาด

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

ซิดนีย์ - นายทิม แฟลนเนอรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกชาวออสเตรเลีย เปิดเผยรายงานของคณะกรรมการรัฐบาลระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของอากาศโลกแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ระบุว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้ถึงระดับที่เป็นอันตรายแล้ว ทั้งนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั่วโลกส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ในระดับอันตรายเร็วขึ้นไม่ใช่ในอีก 10 ปี อย่างที่เคยคาดเดาเอาไว้ (เอพี)

ญี่ปุ่นสนลงทุนเหล็กต้นน้ำ

มติชน วันที่ 10 ตุลาคม 2550

นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นสนใจจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กของไทย โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แต่อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ด้านการเมือง และนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลควรมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนเหล่านี้ ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม นักลงทุนอยากมาลงทุนไทยมากกว่า

จี้รัฐตั้งองค์กรอิสระดูสิ่งแวดล้อม

มติชน วันที่ 9 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายปริญญา นุตาลัย ประธานคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กล่าวในการเสวนา "การจัดการลุ่มน้ำสะแกกรัง : คำตอบที่ไม่ใช่เขื่อนแม่วงก์" ว่าภายหลัง นายธีระ สูตะบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง ผลักดันให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ขณะเดียวกัน ก็ควรศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (เอสอีเอ) โดยสถาบันวิชาการ ก็ยังไม่คืบหน้า

นายปริญญากล่าวว่า โครงการดังกล่าวดำเนินมายาวนาน จนมีการตรารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ขึ้นใหม่ มาตรา 66 เรื่องของสิทธิชุมชน และมาตรา 67 ระบุให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้มีองค์การอิสระ ซึ่งมีผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบการดำเนินการ

"องค์การอิสระดังกล่าว ไม่มีการแต่งตั้งขึ้น ทำให้โครงการใหญ่ๆ ที่รัฐดำเนินการไม่สามารถกระทำได้ ไม่เช่นนั้นจะผิดกฎหมาย ซึ่งผมได้แจ้งให้หน่วยงานที่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการผู้ชำนาญฯการทราบแล้ว แต่รัฐก็ไม่มีการขยับในเรื่องนี้แต่อย่างใด" นายปริญญากล่าว

เอ็นจีโอดันร่างพ.ร.บ.สวล.คู่ขนาน สกัดครม.ให้ต้นสังกัดอนุมัติอีไอเอ

มติชน วันที่ 4 ตุลาคม 2550

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม เครือข่ายองค์กรสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้การจดทะเบียนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมหารือกับคณะอนุกรรมาธิการเครือข่ายภาคประชาชนและการสื่อสารกับประชาชน ที่ตึก สส. เรื่องร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (ฉบับแก้ไขที่ 2) ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาภายในเดือนตุลาคมนี้

นายบัญฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการโครงการยุทธศาสตร์ฐานทรัพยากร สมาชิกเครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า เครือข่ายอยู่ระหว่างการช่วยกันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (ฉบับแก้ไขที่ 2) ร่างใหม่ฉบับประชาชนขึ้นมาให้ สนช.พิจารณาควบคู่กับร่างรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

"เรารู้สึกเป็นกังวลอย่างยิ่งที่เห็นเนื้อหาใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขของ ทส. เพราะรายละเอียดเนื้อหาหลายข้อไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเฉพาะเรื่องเสรีภาพและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น ในมาตรา 6 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม บุคคลอาจจะมีสิทธิและหน้าที่ในการรับข้อมูลข่าวสาร อาจจะมีสิทธิมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากร อาจจะได้รับค่าชดใช้เสียหายจากการเผยแพร่มลพิษอันมาจากโครงการของรัฐ ฯลฯ ร่างฉบับที่ทำขึ้นมาใหม่ตัดคำว่า อาจ ออก เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนมีสิทธิในการรับรู้หรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมชัดเจน" นายบัญฑูรกล่าว

นายบัญฑูรกล่าวว่า ที่ไม่มีใครเห็นด้วยเลยคือ ในมาตรา 47 ที่ระบุว่า ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อขอความคิดเห็นจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) จากเดิมที่เคยให้หน่วยงานที่เป็นกลางอย่างสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้พิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่ใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขกลับให้หน่วยงานต้นเรื่องเป็นผู้ทำอีไอเอ เช่น จะสร้างโรงไฟฟ้าให้กระทรวงพลังงานทำอีไอเอ หรือจะสร้างเขื่อนให้กรมชลประทานทำอีไอเอ สผ.มีหน้าที่เพียงตรวจสอบประเมินผล ที่จะทำให้ระบบอีไอเอมีปัญหาและขาดความน่าเชื่อถือ หน่วยงานเจ้าของเรื่องกับหน่วยงานที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนอนุมัติเป็นหน่วยงานเดียวกันไม่ได้เด็ดขาด

นายบัญฑูรกล่าวว่า ร่างฉบับแก้ไขที่เครือข่ายสิ่งแวดล้อมไทย ทำขึ้นนี้จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นจะเริ่มรณรงค์ให้ประชาชนมาร่วมลงชื่อสนับสนุน 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอไปให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปกับร่างของรัฐบาล

นายสันติ บุญประคับ ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ผลกระทบอีไอเอ สผ. กล่าวว่า เรื่องมาตรา 47 นั้นถูกท้วงติงจากหลายหน่วยงานว่า ความจริงแล้ว สผ.จะต้องเป็นผู้กำกับดูแลการทำอีไอเอ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ แต่ ครม.อนุมัติแล้ว จะต้องไปแก้ไขในขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.

เจเทปาพร้อมใช้งาน 1 พ.ย.

มติชน วันที่ 4 ตุลาคม 2550

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเกียวโด ประเทศญี่ปุ่น อ้างถึงคำกล่าวของนายอากิรา อะมาริ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ว่า ความตกลงการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่นกับไทยหรือ

เจเทปา จะมีผลบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ตามผลจากการแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตของทั้ง 2 ฝ่ายที่เกิดขึ้นในกรุงโตเกียวเมื่อวันอังคารที่ 2 ตุลาคม

โดยในรายงานข่าวระบุว่า ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น เป็นความสัญญาฉบับที่ 5 ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเสรีทางการค้ากับต่างประเทศ หลังจากทำกับสิงคโปร์ เม็กซิโก มาเลเซียและชิลีมาแล้วก่อนหน้านี้

ส่วนผลของความตกลงกับไทยฉบับล่าสุดจะมีผลให้เกิดการยกเลิกภาษีในสินค้ากว่า 90% และส่งเสริมสร้างให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการลงทุนในประเทศไทยของผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ผู้นำประเทศญี่ปุ่นและไทยได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจนี้ตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่โตเกียว นอกจากนี้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่นยังระบุว่า ขณะนี้ได้มีกำหนดการลงนามการทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น ระหว่างผู้นำญี่ปุ่นกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนแล้ว โดยตามกำหนดการจะให้มีการลงนามในการประชุมร่วมระหว่างผู้นำอาเซียนและผู้นำญี่ปุ่นที่จะเกิดขึ้นในสิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วยเช่นกัน

by ThaiWebExpert