มติชนออนไลน์

กรีนพีชวิ่งต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เผยกระบี่มีพื้นที่หญ้าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในปท.

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม  กลุ่มอาสาสมัคร เยาวชน ผู้สนับสนุนกรีนพีซ และนักวิ่งกว่า 1,500 คนร่วมวิ่งรณรงค์ปกป้องกระบี่ เพื่อสร้างความตระหนักแก่สาธารณะชนและแสดงเจตจำนงในการรวมพลังปกป้องกระบี่ พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก จากโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สำหรับกิจกรรม "Greenpeace Mini marathon - Run for Krabi" จัดขึ้นที่สวนหลวงพระราม 8 โดยในช่วงเวลาก่อนการวิ่งรณรงค์ กลุ่มเยาวชน อาสาสมัครกรีนพีซและนักวิ่งได้ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ กางป้ายผ้าภาพพะยูน ขนาด 5x12 เมตร พร้อมข้อความ "Protect Krabi" หรือ "ปกป้องกระบี่" เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดกระบี่  จังหวัดกระบี่มีพื้นที่หญ้าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Convention) และเป็นหนึ่งในจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด 10 แห่งในประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด

นส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์  โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างรุนแรง  รวมถึงสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว วันนี้ผู้คนกว่าพันคนได้มารวมตัวเพื่อแสดงพลังในงานรณรงค์ครั้งสำคัญนี้ พวกเราหวังว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะต้องถูกทบทวนและยกเลิกในที่สุด

นส.จริยา กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 870 เมกะวัตต์ เป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย   ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีแผนดำเนินการสร้างในพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิมของ กฟผ. เชื้อเพลิงถ่านหินอย่างน้อย 2.3 ล้านตันจะถูกนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ทุกๆ ปี เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในการขนถ่ายถ่านหินจะต้องขุดลอกพื้นที่ทะเลเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมของกระบี่ โดยเฉพาะปะการัง หญ้าทะเล ผืนป่าชายเลน แหล่งทำประมงพื้นบ้าน แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพรรณพืชและสัตว์ และสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นใน จ.กระบี่

"โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่กำลังคุกคามมรกตแห่งอันดามัน การพัฒนาใดๆในพื้นที่แห่งนี้ควรคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น การศึกษาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับจังหวัดกระบี่จึงเป็นทางออกที่ควรรีบลงมือ แทนที่จะกดดันให้ประชาชนมีตัวเลือกเพียงถ่านหินเท่านั้น" นส.จริยา กล่าว

 

กทม.เล็งเพิ่ม′เส้นทาง-จุดจอด′จักรยาน

วันที่ 23 เมษายน ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายธวัชชัย ปิยนนทยา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตสาทร ปฏิบัติหน้าที่ประธานชั่วคราวในการประชุมคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาแนวทางการเพิ่มจักรยานสาธารณะและสถานีจอดให้ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ ครั้งที่ 1

โดยได้พิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งประธานและรองประธานคณะกรรมการฯ พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตและแนวทางการทำงาน เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานในพื้นที่กรุงเทพฯ และเพิ่มเส้นทางจักรยานและสถานีจอดรถจักรยานสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพฯให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 

สำหรับคณะกรรมการมีแนวทางในการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ แบ่งตามกลุ่มโซนพื้นที่ของกรุงเทพฯ เพื่อพิจารณารายละเอียด ลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ จะได้มีการลงพื้นที่เพื่อพิจารณาข้อมูลเฉพาะต่อไป

นายธวัชชัย กล่าวภายหลังการประชุมว่า ต้องยอมรับว่าเส้นทางจักรยานในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ยังคงมีปัญหาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์และความต้องการประชาชน ทั้งพื้นผิวจราจรที่ไม่เรียบ เลนจักรยานอยู่บนฟุตบาทต้องใช้ร่วมกับทางเท้า และจุดจอดรถสาธารณะที่ไม่เพียงพอ 

จากการหารือคณะกรรมการได้วางกรอบแนวทางเพื่อเพิ่มเส้นทางจักรยานในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้มากขึ้นและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยจะพิจารณาเพิ่มในพื้นที่รอบนอกที่จราจรไม่หนาแน่นก่อน ส่วนพื้นที่ชั้นในนั้นจะพิจารณาจัดพื้นที่จอดรถจักรยานสาธารณะเน้นบริเวณสถานีบีทีเอสและเอ็มอาร์ที เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทาง 

โดยเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดทำเลนจักรยานในกรุงเทพฯ คือ จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยบนถนน เพื่อให้ประชาชนสามารถปั่นจักรยานบนถนนสาธารณะได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างจริงจัง

 

เชื่อไหม ไทยติดอันดับโลก 1 ใน 10 ของประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก

     เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) พบว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่ใช้น้ำมากที่สุดในโลก รองจากอินเดีย จีน สหรัฐ ปากีสถาน และญี่ปุ่น โดยน้ำที่นำไปใช้ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เพื่อการส่งออกเฉลี่ย 2,131 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี และยังไม่มีการจัดการทรัพยากรน้ำที่ดี โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องมือวัดร่องรอยการใช้น้ำ (วอเตอร์ ฟุตปริ้นท์) ตามแบบสากล เพราะต่อไปทั่วโลกจะนำมาใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมองว่าไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
     "ทั่วโลกมีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้เร็วๆ นี้ จะเกิดมาตรการกีดกันทางการค้า จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความยั่งยืนกับภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย สศอ.จึงร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนด้วย วอเตอร์ฟุตปริ้นท์ ในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก โดยจะยกระดับผู้ประกอบการอาหารส่งออกไม่น้อยกว่า 24 ราย ได้ดำเนินการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยจะได้ปริมาณค่าอ้างอิงวอเตจอร์ฟุตปริ้นท์ ในกลุ่มอาหารที่สำคัญของอุตฯ อาหารไทย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการรับสมัครและอยู่ระหว่างการเข้าให้การปรึกษาขั้นต้นและคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและประสงค์เข้าร่วมโครงการ" นายสมชายกล่าว 

ขยะอิเล็กทรอนิกส์ท่วมไทย20ล้านเครื่องต่อปี′กรอ.′เร่งออกกฎหมายกำจัด

     นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า เร็วๆนี้ได้หารือร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดันการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากขณะนี้การคัดแยกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือน คัดแยกโดยคนเก็บของเก่า หรือพวกซาเล้ง ทำให้การคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ได้ ขณะที่ขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความต้องการใช้ของประชาชน
     โดยปริมาณซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีทีวีดิจิตอล  ปี 2556 มีปริมาณ 20.88 ล้านเครื่อง อาทิ โทรศัพท์มือถือ – บ้าน 9.14 ล้านเครื่อง โทรทัศน์ 2.43 ล้านเครื่อง อุปกรณ์เล่นภาพ หรือเสียง ขนาดพกพา 3.3 ล้านเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล 1.99 ล้านเครื่อง  เครื่องแฟกซ์ 1.5 ล้านเครื่อง  เครื่องปรับอากาศ 7.1 แสนเครื่อง ตู้เย็น 8.72 แสนเครื่อง 
     ปี 2557 คาดว่ามีปริมาณซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า  22.08 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ – บ้าน 9.75 ล้านเครื่อง ปี 2558 คาดว่า มี 23.23 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือถือ – บ้าน 10.33 ล้านเครื่อง ปี 2559 คาดว่า มีซาก 24.31 ล้านเครื่อง ส่วนใหญ่เป็นโทรศัพท์มือ – บ้าน 10.90 ล้านเครื่อง 

ไฟไหม้บ่อขยะบางปู 200 ไร่ ควันคลุมฟ้าดำทะมึน

     เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 16 มี.ค. ร.ต.ต.เดชา กุสุมาลย์ พนักงานสอบสวน สภ.บางปู รับแจ้ง เหตุเพลิงไหม้บ่อขยะเอกชน ภายในซอยแพรกษา 8  ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงประสารดับเพลิงจากเทศบาลพื้นที่ใกล้เคียง เข้าระงับเพลิง
     ที่เกิดเหตุเป็นบ่อทิ้งขยะของบริษัทเอกชน ไม่มีชื่อ พื้นที่ประมาณ 200 ไร่ พบเพลิงกำลังโหมลุกไหม้กองขยะอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันซึ่งมีกลิ่นเหม็น สีดำทะมึนลอยขึ้นปกคลุ่มท้องฟ้าเป็นมลพิษทางอากาศและก่อเป็นเมฆสีดำไปทั่วบริเวณ และกลุ่มควันยังสร้างผลกระทบลอยเข้าสู่ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย ซึ่งทำให้กับประชาชนต่างรีบออกมาเฝ้าดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากเกรงว่าจะลุกลามไปยังบ้านของตนเอง
     ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำสายางเข้าฉีดน้ำสกัดแพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเพลิงไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีขยะ เป็นปริมาณมากและเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ร่วมทั้งต้นเพลิงยังอยู่ลึกเข้าไปกลางบ่อซึ่งเป็นอุปสรรค์ในการลากสายยางที่ยาวไม่เพียงพอในการเข้าไป จึงทำสกัดเพลิงนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะนี้ยังเวลาผ่านไปกว่า 3 ชม.พบว่าเพลิงยังคงประทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถควบคุมได้ในวงจำกัด
     จากการสอบถามนายกรมพล สมุทรสาคร อายุ 43 ปี ซึ่งอ้างว่าเป็นคนดูแลบ่อขยะกล่าวเพียงสั้นๆว่า สาเหตุการณ์เกิดเพลิงไหม้นั้น ตนยังไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์จึงไม่มีใครอยู่ และต้นเพลิงนั้นก็ไหม้มาจากบริเวณกลางบ่อซึ่งไม่น่าจะมีใครเดินเข้าไปเผา อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

น้ำเค็ม` แค่ระยะสั้น ไม่ส่งผลต่อสุขภาพ

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงปัญหาน้ำประปามีรสเค็มว่า ได้มีการหารือกับทางการประปานครหลวงแล้ว ซึ่งเป็นเพียงช่วงน้ำทะเลหนุนสูง อย่างไรก็ตาม การประปาฯทราบดี คาดว่าคงไม่ประสบปัญหานี้อีก ไม่ต้องกังวลเพราะกรมได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าปริมาณน้ำที่มีรสเค็มไม่ได้ส่งผลต่อสุขภาพ

แม้แต่ผู้มีความดัน ผู้ป่วยโรคไตก็ไม่ต้องกังวล เพราะโดยปกติคนกินเกลือวันละ 1 ช้อนชา ในอาหารต่างๆ มากน้อยเฉลี่ยกันไป ซึ่งในน้ำประปาที่มีเกลือมีปริมาณน้อยมาก และน้ำประปาที่เค็มก็เกิดเพียงวันเดียว จึงไม่ต้องกลัวว่าจะสะสม ส่วนที่ยังรู้สึกว่าน้ำประปายังเค็มอยู่ ก็เพราะมีการสูบน้ำมาไว้ในแท็งก์เก็บไว้ จึงเป็นน้ำประปาของเดิมที่มีรสเค็ม ไม่ใช่เค็มทุกวัน

"หากยังกังวล ช่วงนี้จะให้ลดดื่มน้ำคงไม่ได้ เพราะครัวเรือนส่วนใหญ่จะดื่มน้ำประปาด้วยการนำมากรองมาต้ม ก็ยังคงดื่มได้ แต่ระหว่างนี้ก็ให้หมั่นออกกำลังกาย เพราะเหงื่อก็จะขับออกมาได้เช่นกัน" นพ.พรเทพกล่าว

 

อธิบดีกรมโรงงานตรวจเยี่ยมโรงงานริมน้ำแม่น้ำแม่กลอง

ที่โรงงานสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เยี่ยมชมโรงงานริมน้ำและติดตามศึกษาสถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลอง ที่ได้รับการฟื้นฟู ดูแลตามโครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำสายหลักให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีขึ้น โดยมี นายชาติชาย ลือกุลวัฒนชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ให้การต้อนรับ พร้อมนำคณะตรวจเยี่ยมชมการตรวจวัดคุณภาพน้ำแม่น้ำแม่กลอง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมโรงงานภาคตะวันตก และระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบต่อเนื่อง (online Monitoring System) พร้อมทั้งเยี่ยมชมระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงาน ซึ่งมีการนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดไปใช้กระบวนการผลิตและแจกจ่ายไปยังชุมชนใกล้เคียงเพื่อใช้ในการทำเกษตรอีกด้วย

นายณัฐพล กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใยคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักของประเทศที่มีคุณภาพเสื่อมโทรมลงและทรงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณภาพน้ำให้กลับมาดีดังเดิม กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้น้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยจัดกิจกรรมภายใต้โครงการอุตสาหกรรมรวมใจภักดิ์ รักษ์แม่น้ำ เพื่อกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง โดยเฉพาะ 6 แม่น้ำสายหลัก ได้แก่ เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง บางประกง ทะเลสาบสงขลา และ ลำตะคอง

อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืน” ในแผนแม่บทอุตสาหกรรมไทย พ.ศ.2555-2574 โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว ประกอบกิจการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร ลดการปล่อยมลพิษ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่มีการลักลอบทิ้งน้ำเสียลงสู่แม่น้ำลำคลองจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้น้ำในแม่น้ำมีคุณภาพเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่ปัจจุบันกรมโรงงานได้เข้มงวด และบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น พร้อมกับติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาคอยตรวจสอบและกำกับอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ปัญหาดังกล่าวลดน้อยลงไปอย่างมาก 

 

กทม.เผยขยะม็อบพุ่งวันละ20ตัน สั่งแจกจ่ายถุงดำ-ถังขยะเพิ่ม

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการกองจัดการขยะของเสียอันตราย และสิ่งปฏิกูล สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงการจัดการขยะในกลุ่มผู้ชุมนุมพื้นที่กรุงเทพฯว่า การจัดเก็บขยะในกลุ่มผู้ชุมนุมจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตพระนครและป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยเขตพระนครจะจัดเก็บขยะจากการชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พบว่ามีปริมาณขยะเฉลี่ยวันละกว่า 20 ตัน และเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่ามีขยะมากถึง 50 ตัน ทั้งนี้ ทางสำนักงานเขตได้แจกถุงดำให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุมวันละ 1,000 ใบ และเพิ่มจำนวนถังขยะเป็น 315 ใบ โดยจัดเก็บขยะวันละ 4 รอบ เพื่อรักษาความสะอาดและช่วยลดผลกระทบแก่ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว

ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ ในพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสะพานมัฆวานรังสรรค์นั้น สำนักงานเขตป้อมปราบฯจะเป็นผู้จัดเก็บ โดยมีการเพิ่มปริมาณถังขยะและแจกถุงดำ ซึ่งพบว่ามีปริมาณขยะประมาณวันละกว่า 5 ตัน

 

หวั่น"หญ้าทะเล"หาย ทช.ชวนเฝ้าระวัง

วันที่ 23 กันยายน นายนพพล ศรีสุข อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า หญ้าทะเลมีบทบาทสำคัญต่อสัตว์ทะเลมาก นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารของเต่าทะเลและพะยูน ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหารโดยตรงแล้ว ยังมีสัตว์ตัวเล็กๆ อีกกว่า 100 ชนิด เช่น ปลา กุ้ง ปู แพลงตอน ไส้เดือนทะเลและหนอนตัวแบนก็อาศัยและใช้หญ้าทะเลเป็นที่อยู่อาศัยหลบภัย เป็นแหล่งผสมพันธุ์และอนุบาลตัวอ่อน เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความปลอดภัย อีกทั้ง มีส่วนช่วยในการกักเก็บตะกอนดิน ทำให้น้ำไม่ขุ่น และบริเวณที่มีหญ้าทะเลอยู่หนาแน่น ก็จะช่วยป้องกันการกันเซาะของชายฝั่งทะเลได้อีกด้วย
 
นายนพพลกล่าวว่า ขณะนี้สภาพโดยธรรมชาติของระบบนิเวศหญ้าทะเลในน่านน้ำไทย มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพทั้งในเชิงชนิดพันธุ์และความหนาแน่นตามฤดูกาล และยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้แหล่งหญ้าทะเลได้รับผลกระทบ ทั้งจากภัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น คลื่นลม มรสุม พายุ หรือจากการทำกิจกรรมชายฝั่งของมนุษย์ เช่น อวนรุนที่เข้ามาทำการประมงในเขตน้ำตื้น การทับถมของตะกอนที่เกิดจากเหมืองแร่และการก่อสร้าง ซึ่งนอกจากตะกอนจะปกคลุมใบหญ้าทะเลจนทำให้หญ้าทะเลตายไปในที่สุดแล้ว สภาพพื้นทะเลอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น กลายเป็นโคลน หรือกลายเป็นพื้นแข็งกว่าเดิม สภาพเช่นนี้ทำให้หญ้าทะเลไม่สามารถเจริญเติบโตใหม่ได้ ทำให้เกิดการเสียหายอย่างถาวร
 
"พื้นที่ที่น่าห่วงเวลานี้ เช่น ที่ทะเลพังงาทางตอนเหนือ เพราะมีตะกอนจากชายฝั่งเข้ามามากทำให้น้ำค่อนข้างขุ่น และพื้นที่เป็นโคลน ทำให้มีหญ้าทะเลจำนวนหนึ่งได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ยังมีแหล่งหญ้าทะเลอีกหลายพื้นที่ที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ เช่น แหล่งหญ้าทะเลใน จ.ตรังทั้งหมด แหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวพังงาในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และพังงาบริเวณบ้านป่าคลอก บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี เกาะกระดาด และเกาะหมาก จ.ตราด เกาะสมุยและเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ทั้งนี้ ลำพัง ทช.เพียงหน่วยงานเดียวยอมรับว่าอาจจะดูแลไม่ทั่วถึง ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการดูแล และแจ้งเบาะแสเมื่อพบว่าแหล่งหญ้าทะเลในพื้นที่ใดมีความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย" นายนพพลกล่าว

 

มูลนิธิสืบฯ จ่อยื่นหนังสือคัดค้าน "เขื่อนแม่วงก์" 9 ก.ย.

มื่อวันที่ 7 กันยายน ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิฯ แถลงข่าว "การคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์" ว่า  จากสถานการณ์การเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทั้งๆที่มีข้อท้วงติงในเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีแนวโน้มจะผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ในเดือนกันยายนนี้   ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเลยผลกระทบต่างๆ  อีกทั้ง ยังเป็นรายงานที่ไม่ได้ให้ความจริงใจในการศึกษาทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยวิธีอื่นๆ รวมถึงการกำหนดปัจจัยและตัวแปรในการคัดเลือกที่ตั้งหัวงานเขื่อน โดยใช้เทคนิคกำหนดตัวแปรที่เบี่ยงเบนน้ำหนักของการเลือกที่ตั้ง ให้มาก่อสร้างในป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และยังละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในผืนป่าตะวันตกที่เป็นป่าต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร รวมถึงอุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่เป็นป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ไม่มีการรบกวนระบบนิเวศสัตว์ป่าโดยที่ตั้งของชุมชน จึงทำให้มีศักยภาพในการแพร่กระจายสัตว์ป่าจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่ง

นายศศิน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 9 กันยายน  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม จะเดินทางไปยัง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ  เนื่องจากเป็นรายงานที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญในการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และคณะกรรมการผู้ชำนาญการอย่างน่าสงสัย  โดยการโยกย้ายตำแหน่งจำนวนมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์ประกอบให้ไม่มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนประจำของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ซึ่งเป็นความผิดปกติ

by ThaiWebExpert