มติชนออนไลน์

คนกรุงเตรียมจ่ายค่าบำบัดน้ำเสีย ′กทม.′ชง3แนวทางเก็บ-ลดควักเนื้อล้านบาทต่อวัน


ศาลาว่าการ กทม. - เมื่อวันที่ 24 มี.ค. รายงานข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีความคืบหน้าแนวทางการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากผู้ที่ใช้น้ำประปา เผยว่า วันที่ 15 เม.ย.นี้ คณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ (สนน.กทม.) จะเสนอระเบียบและวิธีการจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากผู้ที่ใช้น้ำประปาจำนวน 3 แนวทาง ให้คณะผู้บริหาร พิจารณา ก่อนเสนอกระทรวงมหาดไทย (มท.) ประกาศใช้ โดย 3 แนวทางการจัดเก็บประกอบด้วย

1.กทม. จะซื้อข้อมูลจากการประปานครหลวง (กปน.) เพียงอย่างเดียวหรือซื้อข้อมูลจำนวนบ้านคนที่ใช้น้ำประปาในกรุงเทพฯ จากนั้นพิมพ์ใบเสร็จเอง


2.ให้ กปน. เก็บค่าบำบัดน้ำเสียพร้อมกับค่าน้ำประปา ในใบเสร็จเดียวกัน แต่วิธีนี้ กปน. ปฏิเสธการจัดเก็บ เนื่องจาก พ.ร.บ. การประปานครหลวง ไม่ได้ระบุให้จัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสีย แต่เป็นผู้ออกใบเสร็จค่าน้ำประปาให้ กทม. ได้ โดยคิดค่าใบเสร็จ แบ่งเป็นค่าข้อมูลจากมิเตอร์ ค่าพิมพ์ รวมใบละ 6 บาท ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมามีบ้านเรือนที่ใช้น้ำประปา 300,000 หลังคาเรือน เท่ากับว่า กทม. ต้องจ่ายค่าออกใบเสร็จเฉลี่ยเดือนละ 1.8 ล้านบาท และเมื่อกทม.ไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ไม่จ่าย จึงยังไม่มีความแน่นอนว่าจะจัดเก็บค่าบำบัดน้ำเสียได้มากน้อยเพียงใด


และ 3.การเหมาจ่ายเช่นเดียวกับการจัดเก็บค่าขยะมูลฝอย โดยแนวทางนี้ต้องแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพ มหานคร เรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย พ.ศ.2547 โดยแบ่งอัตราค่าธรรมเนียมตามประเภทของอาคารหรือสถานที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดน้ำเสีย เมื่อแก้ไขข้อบัญญัติแล้ว จึงขอความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร เพื่อประกาศใช้ต่อไป

รายงานข่าวระบุอีกว่า ปัจจุบันเฉลี่ยคนกรุงเทพฯ ใช้น้ำประปาคนละ 120-130 ลิตรต่อวัน ซึ่งพื้นที่กรุงเทพฯ มีประชากรรวมประมาณ 10 ล้านคน ทำให้มีน้ำเสียออกมา 130,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน อีกทั้งน้ำเสียที่มาจากสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมและน้ำฝนอีกประมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้กทม.ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากบำบัด ทั้งนี้ กทม. มีโรงงานบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ จำนวน 7 แห่ง โดยใช้วิธีการจ้างเอกชนในการบริหารทั้งหมด 5 แห่ง และ กทม.บริหารเอง 2 แห่ง นอกจากนี้ยังมีโรงบำบัดน้ำเสียชุมชนที่ กทม.บริหารเองอีก 12 แห่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายบำบัดอัตราเฉลี่ย 1.4 บาทต่อลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 1 ล้านบาทต่อวัน

ปตท. รับมอบประกาศนียบัตร ร่วมลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะภาวะโลกร้อน นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักมาจากการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง และการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจนภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ฤดูกาลไม่เหมือนเดิม เกิดภัยธรรมชาติที่บ่อยและรุนแรงขึ้น และยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิด  โรคระบาดใหม่ๆ อีกด้วย

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหา และมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการต่างๆ มาโดยตลอด จนถึงวันนี้ เกิดความสำเร็จที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง ด้วยการ ได้รับประกาศนียบัตรความสำเร็จของการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาค สมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER ประเภทโครงการด้านป่าไม้ จากการดำเนิน"โครงการปลูกป่ายั่งยืนของสถาบันปลูกป่า ปตท. ในพื้นที่วังจันทร์ (Sustainable Forestation Project of PTTRFI at Wangchan)"

การมอบประกาศนียบัตรในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย องค์การบริหารจัดการ ก๊าซเรือนประจก (องค์การมหาชน) (อบก.)  และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เพื่อมอบให้กับผู้พัฒนาโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นโครงการ T-VER และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินโครงการ ต้นแบบ T-VER ขึ้น เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความตระหนักถึงความสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการ T-VER ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้แก่ภาคส่วนที่สนใจได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการต่อไป

โดยโครงการปลูกป่ายั่งยืนของสถาบันปลูกป่า ปตท. ในพื้นที่วังจันทร์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดย อยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันปลูกป่า ปตท. ในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จำนวน 353 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อาคาร แหล่งน้ำ และสวนยางพาราเก่า มีพื้นที่ปลูกป่าเพื่อขอขึ้นทะเบียน T-VER จำนวน 185.24 ไร่ เน้นการปลูกไม้ยืนต้น โดยมีการปลูก ดูแล และการจัดการอย่างถูกวิธี  ด้วย ปตท. เล็งเห็นว่าการ เข้าร่วมพัฒนาโครงการ T- VER  เป็นการสะท้อนให้เห็นจุดยืนและการเตรียมพร้อม เข้าสู่พันธกิจในการมีส่วนร่วม ลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะยาวอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ปตท. ให้ความสำคัญกับการสร้างทิศทางการเป็นองค์กรสีเขียวมาอย่าง ต่อเนื่อง เห็นได้จากจัดทำ Green Roadmap ใน 3 มิติหลัก คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม (Product) การบริหารจัดการกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Process) และ การสร้างความตระหนักในการรักษ์สิ่งแวดล้อม (Public Awareness)

สำหรับการส่งเสริมการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ ชั้นบรรยากาศ ในด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ นั้น ปตท. ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยเข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโอกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชสักการะ โดยอาสาปลูกป่า 1 ล้านไร่ จากนั้นก็ดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาป่าและปลูกป่าเพิ่มเติมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ปตท. ได้จัดตั้งสถาบันปลูกป่า ปตท. ขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการจัดการทรัพยากรป่าอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกของ ประเทศ ร้อยละ 7 - 20 จากการดำเนินงานปกติ ภายในปี พ.ศ. 2563 ต่อที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP20) เมื่อเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนประจก (องค์การมหาชน) (อบก.)ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและสนับสนุนการบริหาร จัดการก๊าซเรือนกระจกของประเทศจึงได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งได้พัฒนาตามแนวทางมาตรฐานสากล และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ส่งเสริมให้ ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศโดยความ สมัครใจ และสามารถนำปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนเครดิตที่ เกิดขึ้นภายใต้โครงการไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศได้

ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER จำนวน 12 โครงการ จาก 10 หน่วยงาน สามารถแบ่งโครงการออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทโครงการด้านการผลิตและใช้พลังงาน อุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และการขนส่ง จำนวน 8 โครงการ และประเภทโครงการด้าน ป่าไม้และการเกษตร จำนวน 4 โครงการ

โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรธุรกิจรายแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER ประเภทโครงการด้านป่าไม้ และได้รับการเข้าร่วมในโครงการต้นแบบโครงการ T-VER สาขาป่าไม้
--จบ--

--มติชน ฉบับวันที่ 27 ก.พ. 2558 (กรอบบ่าย)-- 

ปตท. นำร่อง 'PTT WEcoZI' เมืองอุตสหกรรมเชิงนิเวศ สร้างพื้นที่สีเขียวคืนสู่ชาวระยอง เพื่อสุขที่ยั่งยืน


เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ได้นำหลักการดำเนินธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชนมาใช้พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในจังหวัดระยอง ผ่านโครงการนิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ กลุ่ม ปตท. หรือ 'PTT WEcoZI' ด้วยหวังที่จะเพิ่มพื้นที่แห่งความร่มเย็น ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวระยอง และผลักดันเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน


โครงการนิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ กลุ่ม ปตท. ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ PTT Eco IZ ในนิคมอุตสาหกรรมเอเซียที่อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ ประกอบด้วย การจัดสรรที่ดินสำหรับอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมถึงการจัดการ สิ่งแวดล้อมและชุมชน เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อหนุนและยั่งยืน โครงการดังกล่าวเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกป่านิเวศเป็นแนวกันชนตามธรรมชาติก่อน ถึงจะเริ่มวางระบบสาธารณูปโภคแบบครบวงจร จากนั้นจึงสร้างโรงงานผลิตเชิงอุตสาหกรรม


ปัจจุบันนิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ กลุ่ม ปตท. ได้ครอบคลุมพื้นที่แล้ว 91 ไร่ มีต้นไม้กว่า 550,000 ต้น และกลายเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงกว่าป่าทั่วไปถึง 2 เท่า ผลิตอากาศบริสุทธิ์คืนสู่ธรรมชาติได้กว่า 700 ตัน ทั้งยังพบความหลากหลายทางชีวภาพเกิดขึ้นกว่า 172 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น นก แมลง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน นอกจากนี้ ปตท. ยังสร้าง "ศูนย์เรียนรู้ ป่านิเวศระยองวนารมย์ กลุ่ม ปตท." ไว้ในผืนป่านิเวศ โดยมีสถานีชวนรู้ สถานีชวนคิด และสถานีชวนค้นหา ให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง


ล่าสุด ปตท. ได้จัดพิธีเปิดนิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ กลุ่ม ปตท. ขึ้น อันประกอบด้วย อาคารสำนักงานสีเขียว โรงผลิตน้ำอุตสาหกรรม และศูนย์เรียนรู้ ป่านิเวศระยองวนารมย์ อย่างเป็นทางการ โดยมี ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายภิญโญ ประกอบผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และดร.วีระพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมพิธีเปิดงาน ณ พื้นที่นิเวศอุตสาหกรรมวนารมย์ นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จังหวัดระยอง


ดร.ไพรินทร์ กล่าวว่า ปตท. ได้เริ่มดำเนิน "โครงการพัฒนา ต้นแบบเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย" โดยหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่นำร่องแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเราพยายามออกแบบให้เป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มีครบทั้ง สังคมสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม ผสานอยู่ร่วมกันได้ ด้วยเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมสร้างขึ้นได้ สิ่งแวดล้อมที่ดีก็สร้างขึ้นได้เช่นกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลและยั่งยืน ทั้งนี้ PTT WEcoZI จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมของระยอง เพราะไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาสู่ "นิเวศอุตสาหกรรม" หรือ "Eco Zone Industries" เพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน


ด้านนายภิญโญ ประกอบผล กล่าวเสริมว่า ได้เห็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมของชุมชนและสิ่งแวดล้อมของ กลุ่ม ปตท. โดยไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับประชาชนบริเวณข้างเคียง ชาวจังหวัดระยอง ขอขอบคุณ กลุ่ม ปตท. ที่สนับสนุนชุมชนเสมอมา และพร้อมให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ชุมชนท้องถิ่น หน่วยราชการ รวมถึงกลุ่มเยาวชนต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างจังหวัดระยองให้เป็นเมืองน่าอยู่ และอยู่ร่วมกันกับอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลกัน ด้วยหวังว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชนต่อไป


ขณะที่ ดร.วีระพงศ์ เผยถึงโครงการนี้ว่า แนวคิดการพัฒนา อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ถือเป็นแนวคิดที่ใช้พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่ง กลุ่ม ปตท. ก็ได้สร้างอุตสาหกรรมครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านกายภาพ การจัดพื้นที่สีเขียว การจัดรูปแบบชุมชน เศรษฐกิจ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใส่ใจดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนที่อยู่โดยรอบ รวมถึงการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและใช้หลักธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการต้นแบบที่นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน


ด้วยความสำเร็จของการสร้างป่านิเวศระยองวนารมย์ กลุ่ม ปตท. จึงขยายแนวคิดป่านิเวศสู่โรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสนับสนุนการสร้างป่านิเวศตัวอย่างในโรงเรียน โดย ปตท. ได้จัดโครงการนี้ที่ ร.ร.วัดบ้านฉาง ร.ร.บ้านพยูน ร.ร.ระยองวิทยาคม นิคมอุตสาหกรรม และ ร.ร.บ้านฉางกาญจนกุล เพื่อสร้างโอกาสให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม และมีแหล่งพันธุ์ไม้นอกห้องเรียน


อนึ่ง กลุ่ม ปตท. มุ่งมั่นให้พื้นที่ PTT WEcoZI เป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นโอกาสในการสร้างอาชีพและการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยรอบพื้นที่ ตามแนวคิดของการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ทั้งนี้ก็เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนของอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของจังหวัดระยอง

มติชน (กรอบบ่าย) ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 

ร้องตรวจสอบโรงงานผลิตเคมีปล่อยกลิ่นเหม็น


วันที่ 26 ม.ค.ที่ศาลากลาง จ.สมุทรสาคร นางสาวมณี ปั้นอุดม พร้อมด้วย นายสมวิทย์ อิทธิฤทธิกุล ชาวบ้านและพนักงานโรงงานผลิตผลไม้ เข้าร้องเรียนประสบความเดือดร้อนจากมลภาวะต่อ นายจงรัก เพชรสน ผู้ช่วยจ่าจังหวัด ในฐานะตัวแทนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสาคร ขอเจ้าหน้าที่ให้ไปตรวจสอบระบบและสภาพภายในของโรงงานผลิตสารเคมีของ บ.สยามเอเซียเคมิคอล  อินดัสตรีย์ จก. และห้างหุ้นส่วนจำกัด เอสเค อินเตอร์เคมีคอล


เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นของสารเคมีที่ปล่อยออกมาจากภายในโรงงาน สร้างความเดือดร้อน รำคราญต่อความเป็นอยู่ กลิ่นเหม็นฉุนรบกวนชาวบ้านใกล้เคียงมานาน โชยออกมาเป็นระยะๆ ส่งผลให้หายใจสูดดมเข้าไปทำให้มีอาการคลื่นไส้แสบจมูกและคอเป็นอย่างมาก


นายจงรัก กล่าวว่า  จากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นโรงงานที่ถูกร้องผลิตสารเคมี จัดอยู่ในประเภทต้องควบคุมหรือเรียกว่าในลำดับที่ 106 เคยมีประชาชนร้องเรียนหลังปล่อยน้ำเสียออกมาลงถนน กระทั่งเคยถูกสั่งปิดไปแล้ว 1 ครั้ง จะขอดูหลักฐานจากเจ้าหน้าที่องค์กรส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่พร้อมให้ชี้แจงผลการตรวจและดูว่าปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง 

อุตฯเคาะแผนแม่บท พัฒนาเมืองเชิงนิเวศ


นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในจังหวัดและนำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อขยายความเป็นหุ้นส่วนร่วมกันกับ ท้องถิ่น ชุมชน และธุรกิจอุตสาหกรรม มีระบบตัวชี้วัดความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อรองรับการพัฒนาและการประเมินความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

นางอรรชกากล่าวว่า พร้อมกับเดินหน้าโครงการการส่งเสริมการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เชื่อมโยงระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง แยกเป็นการส่งเสริมผ่านนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เป้าหมายคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน การสร้างระบบการติดตามและการรายงานผล การส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน ผ่านนโยบายอุตสาหกรรมสีเขียว กลุ่มเป้าหมายคืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และการสร้างความตระหนักด้านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งกระทรวงให้การรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวแล้ว 17,668 ราย 

กนอ.ตั้งศูนย์รับน้ำแล้งปีหน้า เล็งสร้างอ่างเก็บรองรับทุกนิคม

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำ เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับนิคมอุตสาหกรรม และรองรับกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2558 เพราะภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำเพื่อการผลิตในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ โดย กนอ.ได้ดำเนินโครงการน้ำหู-ทับมา และโครงการ Pre-treatment I-8 เพื่อช่วยผันน้ำใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม ประมาณ 10,000-20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน จากที่ผู้ประกอบการในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มีปริมาณการใช้น้ำ 5,000,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน รวมทั้งได้ประสานไปยัง บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอร์เตอร์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลและดำเนินการผันน้ำใช้ ในภาคอุตสาหกรรม ให้ส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ มาที่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลให้ทันภายในปี 2558

"จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงปลายปี 2557-2558 พบว่ามีปริมาณน้ำฝนลดลงซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณน้ำในอ่างกักเก็บสำรอง เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ทาง กนอ.จึงได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมแผนรับมือ" นายวีรพงศ์กล่าว

นายวีรพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้ กนอ.ยังได้ออกมาตรการรองรับในระยะยาว โดยมีแผนจัดทำระบบการนำน้ำจากคลองที่อยู่ใกล้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ไหลลงทะเลนำกลับมาใช้ในระบบ และมีแผนที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำสำรอง ในพื้นที่นิคมทุกแห่ง โดยในปี 2558-2559 จะเริ่มก่อสร้างอ่างเก็บน้ำดิบมาบตาพุดจำนวน 2 แห่ง พื้นที่รวม 158 ไร่ ปริมาตรรวม 1.60 ล้านลูกบาศก์เมตร และในอนาคต กนอ.อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางที่จะสร้างเขตพื้นที่ เพื่อสำรองน้ำจืด และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยจะใช้พื้นที่ในส่วนของท่าเรือมาบตาพุดสำรองน้ำรองรับหากเกิดวิกฤตภัยแล้ง ส่วนพื้นที่ นิคมอื่นๆ ยังไม่น่าห่วงไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือหรือภาคใต้เพราะมีนิคมไม่มาก ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเป็นหลัก

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ร้องรัฐบาลยุติสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ; 
กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยเรียกร้องรัฐบาลยุติการให้สัมปทานรอบที่ 21 ชี้ควรให้ สปช.ได้ร่วมปฏิรูปและควรแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 ให้เสร็จก่อน


ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วันนี้ กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย นำโดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นาย อิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมถึงกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน นักวิชาการด้านพลังงานได้ร่วมกันแถลงข่าวความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากกรณีที่ เมื่อวานนี้( 22 ตุลาคม ) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน ได้มีมติให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ทั้งบนบกในทะเล รวม 29 แปลง ซึ่งจะเปิดให้เอกชน ยื่นเรื่องภายใน 18 กุมภาพันธ์ 2558 และมีนโยบายปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี ตามขั้นบันได ที่กระทรวงพลังงานเสนอนั้น


นางสาวรสนา กล่าวว่า กรณีที่ เปิดสัมปทานโดยไม่รอการดำเนินการของสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่และการรีบร้อนให้เปิดสัมปทาน ในขณะที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ทบทวนและชะลอเรื่องนี้ แล้วให้กลับมาหารือให้รอบคอบ เนื่องจากทรัพยากร ประชาชนเป็นของเจ้าของผลประโยชน์ ไม่ใช่ของ กระทรวงพลังงานเพียงอย่างเดียว และการสำรวจใช้เวลา 3-5 ปี แต่ สปช.มีเวลาในการทำงาน 6เดือน-1ปี เท่านั้น ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้ตอบคำถามว่า ทำไมจึงไม่รอ ทำไมจึงเร่งรีบ


ส่วนกรณีที่ กระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า พลังงานจะหมดใน 8 ปี นั้นเป็นการอ้างข้อมูลที่คาดเคลื่อน เพราะปิโตรเลียมไม่ได้หมด แต่สิ่งที่จะหมด คือ สัมปทานของแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สข. และแหล่งเอราวัน ของบริษัท เชฟร่อน ดังนั้น เมื่อหมดสัญญา แหล่งดังกล่าวก็จะกลับมาเป็นทรัพยากรของประเทศ ทำให้มองได้ว่าการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 คือ การวางแผนในการต่อสัญญาให้กับแหล่งเดิมใช่หรือไม่


ส่วนการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 แปลงที่จี 1/57 ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณพื้นที่พิพาทด้านพลังานกับไทย-กัมพูชา ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบ โดยแปลงดังกล่าวได้เว้นในส่วนของพื้นที่พิพาทไว้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นข้ออ้างที่กัมพูชาจะถือว่าเป็นการยอมรับเส้นแบ่งเขตแดนด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวของไทยหรือไม่


นอกจากนี้สัมปทานที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ผูกขาดผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนซึ่งสามารถนำพื้นที่เหล่านี้ไปเทรดขายในตลาดหุ้นได้โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ


ด้านตัวแทนกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า สัมปทานรอบที่ 21 ยังไม่ควรเกิดขึ้นจนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปี 2514 เพื่อให้ผลประโยชน์เกิดแก่ประชาชน


ส่วนนายอิฐบูรณ์ ได้ชี้แจงข้อมูลว่า จากกรณีที่ กระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลว่า ประชาชนใช้พลังงาน 2 ล้าน บาร์เรลต่อวันนั้น มองว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะข้อมูลดังกล่าวรวมการส่งออกด้วย ซึ่งอัตราการบริโภคในประเทศมีตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ 1,580,000บาร์เรลต่อวัน


ดังนั้นจึงขอกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้ข้อมูลที่ครบถ้วนกับรัฐบาลในด้านของการใช้ในประเทศและการส่งออกด้วย

ด้านนางสาวบุญยืนกล่าวว่าหัวใจสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลของพลเอกประยุทธ์ คือการปฏิรูป ซึ่งปฏิเสธเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชานิยม แต่การอ้างกฎอัยการศึกเสมือนกับการไม่ฟังเสียงของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลยังคงดึงดันไม่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เชื่อว่าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องของประชาชนอาจกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียกร้องให้เปิดเผยราคา ก๊าซแอลพีจีของภาคปิโตรเคมี และให้ปรับราคาแอลพีจีให้เท่ากับภาคครัวเรือนกับภาคการขนส่ง รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการปรับราคาขึ้นของแอลพีจีจะต้องตกเป็นของรัฐไม่ใช่บริษัทที่เป็นผู้ผลิต 

ปัญหาการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรกับการแก้ไขปัญหาจากรัฐ


สังคมเกษตรกรรมในไทยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งแต่ละยุคล้วนมีปัญหาเกิดขึ้นหลายรูปแบบ ปัญหาใหญ่ที่พบมากเป็นอันดับต้นๆคือปัญหาเรื่องที่ดิน มีเกษตรกรจำนวนมากเผชิญภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินซึ่งใช้สำหรับทำกิน 

ในงานเสวนาการสูญเสียที่ดินของชาวนาภายใต้ระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินผศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง เปิดเผยข้อมูลการศึกษาซึ่งพบว่า เกษตรกรไทยที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองทั้งจากเหตุที่ดินติดจำนอง ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรมีมากถึงร้อยละ 70 เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งต้องสูญเสียที่ดินคือความต้องการปลดหนี้นั่นเอง

แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆของภาครัฐจะพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาและเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อกู้ยืมได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับไปอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้และจัดการหนี้ รวมไปถึงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าสถิติรายได้ของเกษตรกรส่วนใหญ่มักมีหนี้สินมากกว่าอัตรารายได้ถึง 9 เท่า

นายทม หิรัญอ่อน เกษตรกรจากอ่างทองเกือบต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียที่ดินแต่ยังสามารถเจรจาตกลงกับธนาคารเพื่อการเกษตรซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้นายทม ยอมรับว่า การแก้ปัญหาหนี้สิน นอกจากจะต้องอาศัยนโยบายแล้ว เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองด้วย

ขณะที่นายสุทิน บรมเจต รองประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ แสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายไทยทุกวันนี้เป็นกฎหมายที่รัฐกับทุนจับมือกันและเอื้อให้กับโครงสร้างส่วนบนแต่ไม่ค่อยเอื้อให้กับโครงสร้างส่วนล่างซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นและข้อมูลจากการศึกษาของดร.เขมรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐมีเป้าหมายไม่ชัดเจนในการช่วยเหลือเกษตรกรให้รักษาที่ดินจึงทำให้ไม่มีกฎหมายระบุอย่างชัดเจนนักเมื่อเทียบกับแนวทางช่วยเหลือเรื่องหนี้และเกษตรก็ไม่ได้รับการปกป้องมากนักในแง่การบังคับคดี

ทุกวันนี้ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินเชื่อว่า ทั้งเกษตรกรและภาครัฐต่างต้องปรับแนวคิดและการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557 

 

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคคืนความสุข

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. มีประกาศคำสั่งที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่งที่ 66/2557 ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ

โดยมีนโยบายว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ

แต่จากกรณีการไล่รื้อที่อยู่อาศัย บังคับให้ประชาชนออกนอกพื้นที่ไปแล้ว อย่างเช่นกรณีพื้นที่บ้านบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านโคกยาว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
 บ้านห้วยนก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอีกในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองระหว่างคำสั่งของคณะรักษาความสงบ กับยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ที่มองอาจว่า ทรัพยากรธรรมชาติคือ การคุกคามรูปแบบใหม่ในสายตาฝ่ายความมั่นคง

เป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงในงานประชุมวิชาการเครือข่ายสันติศึกษา ที่อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยเครือข่ายสันติศึกษา
 ซึ่งมีการเสนอบทความในหัวข้อ "การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ" โดยด๊อกเตอร์ เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตนักวิชาการกรมป่าไม้ระดับ 7 กล่าวในงานประชุมวิชาการว่า การดูแลทรัพยากรของไทยดูแลแต่ทรัพยากรจริง แต่ละเลยการดูแลด้านสิทธิมนุษย์ชน และเรื่องประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งยังเสนอการจัดวงดนตรีร้องรำทำเพลงในป่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับชาวบ้านให้เข้ากับยุคคืนความสุข

แม้ว่าจะมีการนำเสนอทางออกที่ดำเนินการมาหลายยุคหลายสมัยคือ การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นแต่ก็ไม่สามารถกระทำได้
 หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตถึงการจัดการทรัพยากรยุคคืนความสุขในปัจจุบัน 3 ประเด็น คือ

1. ความรุนแรงเชิงกายภาพ เช่น การไล่รื้อถอนบ้านเรือนในพื้นที่พิพาท

2. ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เช่น การปิดกั้นการมีส่วนร่วม และการเสียกลไกการตรวจสอบ

3. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เช่น การตอกย้ำว่าชาวบ้านในป่าเป็นศัตรู


โดยในที่ประชุมนอกจากจะนำเสนอบทความ ยังเสนอทางออกของปัญหาของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในยุคคืนความสุข
 3 ข้อ ดังนี้

1. ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ เน้นการเจรจา

2. ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าคนอยู่ป่าคืออาชญากร

3. คืนสิทธิให้องค์กรชุมชนดูแลป่าร่วมกับรัฐ


นอกจากนี้ตามทัศนะของดร.สุรางรัตน์ ยังเสนอทางออกด้วยวิธี
infrastructure for peace หรือ การจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต ที่ดิน ที่อยู่อาศัย อาหารให้กระจายทั่วถึง ซึ่งเป็นขั้นแรกที่ องค์การสหประชาชาตินำมาใช้ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ ที่มีความขัดแย้งสูง ขั้นที่สองคือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ขั้นสุดท้ายคือ การให้พื้นที่กับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เห็นถึงความคุณค่าและความต้องการทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน

หลังจากนี้ต้องติดตามต่อไปว่าเรื่อง การถือครองโฉนดร่วมกัน การปฏิรูปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง -ภาษีมรดก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้นำเสนอเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่อาจสร้างความเป็นธรรม
หากทำได้จริง

ซึ่งต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้นโยบายอื่นขัดแย้งกันเอง หรือไปกดทับนโยบายที่กำลังช่วยแก้ปัญหาของประเทศดังกล่าว 
รวมทั้งตั้งคำถามต่อไปว่าการไล่รื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่พิพาทหรือเขตอุทยานจะกระทำเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นการสร้างความปรองดองหรือตอกย้ำความเป็นอื่น ที่อาจเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ต้องตามแก้อีกครั้ง

มติชนออนไลน์ : วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 20:04:47 น.

เครือข่ายนักวิชาการฯออกแถลงการณ์หนุนขาหุ้นปฏิรูปพลังงานเดินเท้ารณรงค์เข้ากรุง

แถลงการณ์ สนับสนุน′เดิน′หน้าปฏิรูปพลังงานของเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

ตามที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้กระทำการควบคุมตัวแกนนำ“เครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน ซึ่งกำลังเดินเท้ารณรงค์ “เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ” เพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบพลังงาน ในข้อหาว่ากระทำการฝ่าฝืนกฎอัยการศึกและทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศนั้น

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ เห็นว่าการเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯของเครือข่ายฯ มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสื่อสารกับสังคมให้เข้าร่วมปฏิรูประบบพลังงาน สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นธรรม รวมถึงเป็น

การณรงค์สร้างจิตสำนึกและการรับรู้ของสาธารณชนต่อระบบพลังงานและการพัฒนาที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและ บิดเบือนข้อมูลและความจริงมาอย่างยาวนานในสังคมไทย มิได้เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองตามกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

ดังนั้นการควบคุมตัวแกนนำ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายฯ รวมทั้งการขัดขวาง ยับยั้งกิจกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อีกทั้งยังขัดกับหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาอารยะประเทศโดยแท้

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ จึงขอเรียกร้องว่า

(1) “เจตนาอันบริสุทธิ์ของพลเมือง” ในนามเครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน จะต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแข็งขันจากผู้มีอำนาจสูงสุดในปัจจุบัน และต้องแสดงเจตนาให้มั่นใจได้ว่าเครือข่ายฯจะสามารถใช้สิทธิ เสรีภาพ เดินหน้าสู่การปฏิรูปพลังงาน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ต่อไปได้

(2) ยกเลิกการควบคุมตัวแกนนำและผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งยุติการกระทำที่เป็นการข่มขู่คุกคาม ประชาชน ที่แสดงเจตนาอันบริสุทธิ์เรียกร้องการแก้ไขปัญหา การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย เพราะการกระทำการดังกล่าวของเครือข่ายฯและกลุ่มพลังประชาชนคือรากฐานที่สำคัญของการปกป้อง และสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่าง อารยะสำหรับสังคมไทย

(3) หากการกระทำข้างต้นได้รับการปฏิเสธ และ/ หรือ เพิกเฉย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนและกลุ่มพลังทางสังคมออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่หวาดหวั่นใดๆ ต่ออำนาจอันไม่ชอบธรรมนี้

ทั้งนี้ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ขอยืนยันว่าการใช้อำนาจ โดยปราศจากความชอบธรรม ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าสังคมไทย หากยังจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความรุนแรง ความเกลียดชังที่ถมทับทวีสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด ผู้มีอำนาจสูงสุดในปัจจุบันควรใช้โอกาสนี้ร่วมมือกับเครือข่ายและกลุ่มพลังทางสังคมผลักดันการปฏิรูปสังคมไทยทั้งระบบต่อไป

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้
21 สิงหาคม 2557
ติดต่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ (ผู้ประสานงาน)  คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 085-8911758cnathapong@gmail.com

 

by ThaiWebExpert