มติชนออนไลน์

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ร้องรัฐบาลยุติสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ; 
กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทยเรียกร้องรัฐบาลยุติการให้สัมปทานรอบที่ 21 ชี้ควรให้ สปช.ได้ร่วมปฏิรูปและควรแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 ให้เสร็จก่อน


ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค วันนี้ กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย นำโดย นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค นาย อิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รวมถึงกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน นักวิชาการด้านพลังงานได้ร่วมกันแถลงข่าวความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากกรณีที่ เมื่อวานนี้( 22 ตุลาคม ) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธาน ได้มีมติให้เปิดสัมปทานปิโตรเลียมในพื้นที่ทั้งบนบกในทะเล รวม 29 แปลง ซึ่งจะเปิดให้เอกชน ยื่นเรื่องภายใน 18 กุมภาพันธ์ 2558 และมีนโยบายปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี ตามขั้นบันได ที่กระทรวงพลังงานเสนอนั้น


นางสาวรสนา กล่าวว่า กรณีที่ เปิดสัมปทานโดยไม่รอการดำเนินการของสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้น ไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหญ่และการรีบร้อนให้เปิดสัมปทาน ในขณะที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงขอให้ทบทวนและชะลอเรื่องนี้ แล้วให้กลับมาหารือให้รอบคอบ เนื่องจากทรัพยากร ประชาชนเป็นของเจ้าของผลประโยชน์ ไม่ใช่ของ กระทรวงพลังงานเพียงอย่างเดียว และการสำรวจใช้เวลา 3-5 ปี แต่ สปช.มีเวลาในการทำงาน 6เดือน-1ปี เท่านั้น ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้ตอบคำถามว่า ทำไมจึงไม่รอ ทำไมจึงเร่งรีบ


ส่วนกรณีที่ กระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า พลังงานจะหมดใน 8 ปี นั้นเป็นการอ้างข้อมูลที่คาดเคลื่อน เพราะปิโตรเลียมไม่ได้หมด แต่สิ่งที่จะหมด คือ สัมปทานของแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สข. และแหล่งเอราวัน ของบริษัท เชฟร่อน ดังนั้น เมื่อหมดสัญญา แหล่งดังกล่าวก็จะกลับมาเป็นทรัพยากรของประเทศ ทำให้มองได้ว่าการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 คือ การวางแผนในการต่อสัญญาให้กับแหล่งเดิมใช่หรือไม่


ส่วนการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 แปลงที่จี 1/57 ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณพื้นที่พิพาทด้านพลังานกับไทย-กัมพูชา ที่เป็นแหล่งผลิตน้ำมันดิบ โดยแปลงดังกล่าวได้เว้นในส่วนของพื้นที่พิพาทไว้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นข้ออ้างที่กัมพูชาจะถือว่าเป็นการยอมรับเส้นแบ่งเขตแดนด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวของไทยหรือไม่


นอกจากนี้สัมปทานที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ผูกขาดผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนซึ่งสามารถนำพื้นที่เหล่านี้ไปเทรดขายในตลาดหุ้นได้โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ


ด้านตัวแทนกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน กล่าวว่า สัมปทานรอบที่ 21 ยังไม่ควรเกิดขึ้นจนกว่าจะมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปี 2514 เพื่อให้ผลประโยชน์เกิดแก่ประชาชน


ส่วนนายอิฐบูรณ์ ได้ชี้แจงข้อมูลว่า จากกรณีที่ กระทรวงพลังงานได้ให้ข้อมูลว่า ประชาชนใช้พลังงาน 2 ล้าน บาร์เรลต่อวันนั้น มองว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะข้อมูลดังกล่าวรวมการส่งออกด้วย ซึ่งอัตราการบริโภคในประเทศมีตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ 1,580,000บาร์เรลต่อวัน


ดังนั้นจึงขอกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้ข้อมูลที่ครบถ้วนกับรัฐบาลในด้านของการใช้ในประเทศและการส่งออกด้วย

ด้านนางสาวบุญยืนกล่าวว่าหัวใจสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาลของพลเอกประยุทธ์ คือการปฏิรูป ซึ่งปฏิเสธเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชานิยม แต่การอ้างกฎอัยการศึกเสมือนกับการไม่ฟังเสียงของประชาชน ซึ่งหากรัฐบาลยังคงดึงดันไม่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็น เชื่อว่าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องของประชาชนอาจกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียกร้องให้เปิดเผยราคา ก๊าซแอลพีจีของภาคปิโตรเคมี และให้ปรับราคาแอลพีจีให้เท่ากับภาคครัวเรือนกับภาคการขนส่ง รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการปรับราคาขึ้นของแอลพีจีจะต้องตกเป็นของรัฐไม่ใช่บริษัทที่เป็นผู้ผลิต 

ปัญหาการสูญเสียที่ดินของเกษตรกรกับการแก้ไขปัญหาจากรัฐ


สังคมเกษตรกรรมในไทยเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งแต่ละยุคล้วนมีปัญหาเกิดขึ้นหลายรูปแบบ ปัญหาใหญ่ที่พบมากเป็นอันดับต้นๆคือปัญหาเรื่องที่ดิน มีเกษตรกรจำนวนมากเผชิญภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินซึ่งใช้สำหรับทำกิน 

ในงานเสวนาการสูญเสียที่ดินของชาวนาภายใต้ระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินผศ.ดร.เขมรัฐ เถลิงศรี ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง เปิดเผยข้อมูลการศึกษาซึ่งพบว่า เกษตรกรไทยที่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองทั้งจากเหตุที่ดินติดจำนอง ต้องเช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรมีมากถึงร้อยละ 70 เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งต้องสูญเสียที่ดินคือความต้องการปลดหนี้นั่นเอง

แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆของภาครัฐจะพยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาและเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อกู้ยืมได้ง่ายขึ้น แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับไปอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้และจัดการหนี้ รวมไปถึงกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าสถิติรายได้ของเกษตรกรส่วนใหญ่มักมีหนี้สินมากกว่าอัตรารายได้ถึง 9 เท่า

นายทม หิรัญอ่อน เกษตรกรจากอ่างทองเกือบต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสียที่ดินแต่ยังสามารถเจรจาตกลงกับธนาคารเพื่อการเกษตรซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้นายทม ยอมรับว่า การแก้ปัญหาหนี้สิน นอกจากจะต้องอาศัยนโยบายแล้ว เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองด้วย

ขณะที่นายสุทิน บรมเจต รองประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ แสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายไทยทุกวันนี้เป็นกฎหมายที่รัฐกับทุนจับมือกันและเอื้อให้กับโครงสร้างส่วนบนแต่ไม่ค่อยเอื้อให้กับโครงสร้างส่วนล่างซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นและข้อมูลจากการศึกษาของดร.เขมรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐมีเป้าหมายไม่ชัดเจนในการช่วยเหลือเกษตรกรให้รักษาที่ดินจึงทำให้ไม่มีกฎหมายระบุอย่างชัดเจนนักเมื่อเทียบกับแนวทางช่วยเหลือเรื่องหนี้และเกษตรก็ไม่ได้รับการปกป้องมากนักในแง่การบังคับคดี

ทุกวันนี้ยังมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินเชื่อว่า ทั้งเกษตรกรและภาครัฐต่างต้องปรับแนวคิดและการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557 

 

การจัดการทรัพยากรธรรมชาติยุคคืนความสุข

หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. มีประกาศคำสั่งที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และคำสั่งที่ 66/2557 ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบ

โดยมีนโยบายว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ

แต่จากกรณีการไล่รื้อที่อยู่อาศัย บังคับให้ประชาชนออกนอกพื้นที่ไปแล้ว อย่างเช่นกรณีพื้นที่บ้านบาตร อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ บ้านโคกยาว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ
 บ้านห้วยนก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และอีกในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกันเองระหว่างคำสั่งของคณะรักษาความสงบ กับยุทธศาสตร์ของ กอ.รมน. ที่มองอาจว่า ทรัพยากรธรรมชาติคือ การคุกคามรูปแบบใหม่ในสายตาฝ่ายความมั่นคง

เป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงในงานประชุมวิชาการเครือข่ายสันติศึกษา ที่อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยเครือข่ายสันติศึกษา
 ซึ่งมีการเสนอบทความในหัวข้อ "การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ" โดยด๊อกเตอร์ เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ อาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตนักวิชาการกรมป่าไม้ระดับ 7 กล่าวในงานประชุมวิชาการว่า การดูแลทรัพยากรของไทยดูแลแต่ทรัพยากรจริง แต่ละเลยการดูแลด้านสิทธิมนุษย์ชน และเรื่องประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งยังเสนอการจัดวงดนตรีร้องรำทำเพลงในป่า ระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับชาวบ้านให้เข้ากับยุคคืนความสุข

แม้ว่าจะมีการนำเสนอทางออกที่ดำเนินการมาหลายยุคหลายสมัยคือ การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นแต่ก็ไม่สามารถกระทำได้
 หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตถึงการจัดการทรัพยากรยุคคืนความสุขในปัจจุบัน 3 ประเด็น คือ

1. ความรุนแรงเชิงกายภาพ เช่น การไล่รื้อถอนบ้านเรือนในพื้นที่พิพาท

2. ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เช่น การปิดกั้นการมีส่วนร่วม และการเสียกลไกการตรวจสอบ

3. ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เช่น การตอกย้ำว่าชาวบ้านในป่าเป็นศัตรู


โดยในที่ประชุมนอกจากจะนำเสนอบทความ ยังเสนอทางออกของปัญหาของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในยุคคืนความสุข
 3 ข้อ ดังนี้

1. ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ เน้นการเจรจา

2. ปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าคนอยู่ป่าคืออาชญากร

3. คืนสิทธิให้องค์กรชุมชนดูแลป่าร่วมกับรัฐ


นอกจากนี้ตามทัศนะของดร.สุรางรัตน์ ยังเสนอทางออกด้วยวิธี
infrastructure for peace หรือ การจัดสรรโครงสร้างพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต ที่ดิน ที่อยู่อาศัย อาหารให้กระจายทั่วถึง ซึ่งเป็นขั้นแรกที่ องค์การสหประชาชาตินำมาใช้ เมื่อต้องเข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ ที่มีความขัดแย้งสูง ขั้นที่สองคือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ขั้นสุดท้ายคือ การให้พื้นที่กับคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เห็นถึงความคุณค่าและความต้องการทั้งสองฝ่ายเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน

หลังจากนี้ต้องติดตามต่อไปว่าเรื่อง การถือครองโฉนดร่วมกัน การปฏิรูปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง -ภาษีมรดก ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้นำเสนอเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่อาจสร้างความเป็นธรรม
หากทำได้จริง

ซึ่งต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้นโยบายอื่นขัดแย้งกันเอง หรือไปกดทับนโยบายที่กำลังช่วยแก้ปัญหาของประเทศดังกล่าว 
รวมทั้งตั้งคำถามต่อไปว่าการไล่รื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่พิพาทหรือเขตอุทยานจะกระทำเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะเป็นการสร้างความปรองดองหรือตอกย้ำความเป็นอื่น ที่อาจเป็นปัญหาต่อเนื่องที่ต้องตามแก้อีกครั้ง

มติชนออนไลน์ : วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557 เวลา 20:04:47 น.

เครือข่ายนักวิชาการฯออกแถลงการณ์หนุนขาหุ้นปฏิรูปพลังงานเดินเท้ารณรงค์เข้ากรุง

แถลงการณ์ สนับสนุน′เดิน′หน้าปฏิรูปพลังงานของเครือข่ายขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน

ตามที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ได้กระทำการควบคุมตัวแกนนำ“เครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน ซึ่งกำลังเดินเท้ารณรงค์ “เดินวันละโยชน์ เพื่อประโยชน์คนทั้งชาติ” เพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบพลังงาน ในข้อหาว่ากระทำการฝ่าฝืนกฎอัยการศึกและทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศนั้น

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ เห็นว่าการเดินเท้าเข้ากรุงเทพฯของเครือข่ายฯ มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การสื่อสารกับสังคมให้เข้าร่วมปฏิรูประบบพลังงาน สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นธรรม รวมถึงเป็น

การณรงค์สร้างจิตสำนึกและการรับรู้ของสาธารณชนต่อระบบพลังงานและการพัฒนาที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและ บิดเบือนข้อมูลและความจริงมาอย่างยาวนานในสังคมไทย มิได้เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการชุมนุมทางการเมืองตามกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

ดังนั้นการควบคุมตัวแกนนำ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายฯ รวมทั้งการขัดขวาง ยับยั้งกิจกรรมดังกล่าว จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน อีกทั้งยังขัดกับหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของนานาอารยะประเทศโดยแท้

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ จึงขอเรียกร้องว่า

(1) “เจตนาอันบริสุทธิ์ของพลเมือง” ในนามเครือข่ายขาหุ้น ปฏิรูปพลังงาน จะต้องได้รับการคุ้มครองอย่างแข็งขันจากผู้มีอำนาจสูงสุดในปัจจุบัน และต้องแสดงเจตนาให้มั่นใจได้ว่าเครือข่ายฯจะสามารถใช้สิทธิ เสรีภาพ เดินหน้าสู่การปฏิรูปพลังงาน การพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ต่อไปได้

(2) ยกเลิกการควบคุมตัวแกนนำและผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งยุติการกระทำที่เป็นการข่มขู่คุกคาม ประชาชน ที่แสดงเจตนาอันบริสุทธิ์เรียกร้องการแก้ไขปัญหา การพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย เพราะการกระทำการดังกล่าวของเครือข่ายฯและกลุ่มพลังประชาชนคือรากฐานที่สำคัญของการปกป้อง และสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงอย่าง อารยะสำหรับสังคมไทย

(3) หากการกระทำข้างต้นได้รับการปฏิเสธ และ/ หรือ เพิกเฉย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนและกลุ่มพลังทางสังคมออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ในรูปแบบต่างๆ โดยไม่หวาดหวั่นใดๆ ต่ออำนาจอันไม่ชอบธรรมนี้

ทั้งนี้ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ขอยืนยันว่าการใช้อำนาจ โดยปราศจากความชอบธรรม ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่รุมเร้าสังคมไทย หากยังจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความรุนแรง ความเกลียดชังที่ถมทับทวีสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด ผู้มีอำนาจสูงสุดในปัจจุบันควรใช้โอกาสนี้ร่วมมือกับเครือข่ายและกลุ่มพลังทางสังคมผลักดันการปฏิรูปสังคมไทยทั้งระบบต่อไป

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้
21 สิงหาคม 2557
ติดต่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ (ผู้ประสานงาน)  คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 085-8911758cnathapong@gmail.com

 

วันอนุรักษ์เสือโคร่งโลก อีก 8 ปี ไทยจะมีเสือโคร่ง 375 ตัว ?


ปี 2553 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเสือโลกร่วมกับกลุ่มประเทศที่มีเสือในป่าธรรมชาติจำนวน 13 ประเทศทั่วโลก ครั้งนั้นได้มีการให้สัตยาบันร่วมกันว่า ภายในปี 2565 ทุกประเทศจะต้องทำให้ประชากรเสือโคร่งในป่าอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปริมาณที่มีอยู่เดิมในปีนั้น ซึ่งตอนนั้นสำรวจพบว่าประเทศไทยมีเสือในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประมาณ 200-250 ตัว


แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องการบุกรุกทำลายป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของเสือและล่าสัตว์อันเป็นเหยื่อของเสือซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มปริมาณเสือในป่าธรรมชาติรัฐบาลไทยในเวลานั้นจึงประกาศว่าขอเพิ่มปริมาณเสือแค่ 50% ของปริมาณที่มีอยู่เดิมซึ่งหมายถึงขอเพิ่มแค่ 100-125 ตัว น่าจะมีโอกาสเป็นไปได้มากกว่าการเพิ่มถึง 200-250 ตัว


เวลาผ่านไป 4 ปี มีทั้งสัญญาณที่ดีและไม่ดีสำหรับเรื่องเสือโคร่งในประเทศไทย


เรื่องดีๆ ก็คือ พื้นที่ที่มีประชากรเสือชุกชุมแต่เดิมคือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นป่าที่มีเสือมากที่สุดในประเทศไทย โดยพบราว 70 ตัวนั้น เวลานี้พบว่า ปริมาณเสือที่เพิ่มขึ้น ทำให้พวกมันต้องแสวงหาอาณาจักรใหม่ให้ตัวเอง แต่พื้นที่ป่าที่มันจะไปอาศัยอยู่ก็ต้องเป็นป่าสมบูรณ์จริงๆ มันจึงจะอยู่ได้


นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่าได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบว่าสามารถถ่ายรูปเสือจากกล้องคาเมร่าแท็บที่นำไปติดไว้ตามต้นไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นป่าที่อยู่ติดกับป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งถึง 11 ตัวด้วยกัน ถือเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เพราะ 3-4 ปีก่อนหน้านี้แทบจะไม่พบเสือในป่าดังกล่าวเลย แสดงให้เห็นว่า 1.ป่าในพื้นที่นั้นยังอุดมสมบูรณ์อยู่ เสือถึงอยู่ได้ และ 2.ในบริเวณที่เสืออาศัยอยู่นั้นมีเหยื่อให้กินอย่างเพียงพอ ที่น่าดีใจไปมากกว่านั้นคือ นอกจากแม่เสือแล้ว ยังพบลูกเสืออีกถึง 5 ตัวด้วยกัน


"จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าน่าจะทำได้ตามเป้าที่เคยไปให้สัตยาบันเอาไว้กับประเทศที่มีเสือหรือถ้าทำไม่ได้จริงๆก็น่าจะได้ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันแต่มีข้อแม้ว่าปริมาณป่าที่มีอยู่ต้องไม่ลดลงไปกว่านี้"


วันที่ 29 กรกฎาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันอนุรักษ์เสือโคร่งโลกเป้าหมายหลักของประเทศไทยในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง ต้องทำไปพร้อมกับการดูแลที่อยู่และเหยื่อของเสือให้อุดมสมบูรณ์ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งก็คือการดูแลป่าและสัตว์ในป่าให้มีสภาพสมบูรณ์นั่นเอง


เราจะมีการประมวลเหตุการณ์อยู่เรื่อยๆว่าอีก 8 ปี เราจะทำตามที่เคยให้สัตยาบันเอาไว้ได้หรือไม่


กรมอุทยานเปิดยุทธการลุยผู้บุกรุกสิรินาถ ทวงคืนผืนป่า2,743ไร่ กว่า5หมื่นล้าน

วันที่ 8 กรกฎาคม ที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นำโดยนายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้เปิดยุทธการถวงคืนพื้นที่ป่าสู่อุทยานแห่งชาติ ร่วมกับนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กองทัพเรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ทั้งนี้ในช่วงเช้านายนิพนธ์ และตัวแทนจากทุกหน่วยงานดังกล่าวร่วมกันแถลงข่าว ซึ่งถือเป็นงานแรกของนายนิพนธ์ หลังจากรับตำแหน่งอธิบดี อย่างเป็นทางการ

นายไมตรี กล่าวว่า ปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯสิรินาถ มี 2 ปัญหา คือ บุคลากร หากได้บุคลากรที่สุจริต ตรงไปตรงมา เคารพในกติกา ปัญหาจะไม่เกิดขึ้น ขณะที่การบูรณาการต้องทำอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยหลักการ 5 ร. คือ ความร่วมมือ ระเบียบกฎหมาย ความรอบคอบ รอบด้าน และถี่ถ้วนในการพิทักษ์ทรัพยากรของประเทศ ไม่รอนสิทธิชาวบ้าน และร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมรับผิดชอบ ทั้งนี้การอนุมัติการอนุญาต 4 หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องการร่วมมือกัน อย่างให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบกพร่อง คือ กรมที่ดิน หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการปกครอง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ และฝ่ายการเมือง ทุกฝ่ายต้องมีบทบาทชัดเจน ตั้งอยู่บนพื้นฐานความสุจริต

ด้านนายนิพนธ์ กล่าวว่า หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 64 ออกมา ทำให้ทุกหน่วยงานมีความกระตือรือร้นให้ความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ในการแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯมากขึ้น อะไรที่เคยล่าช้าก็จัดการได้อย่างเร็วรวด อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ทั่วประเทศ ซึ่งอุทยานฯสิรินาถ มีปัญหายาวนานเรื้อรัง ที่ผ่านมามีอุปสรรคค่อนข้างมาก ทั้งจากความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอุปสรรคจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯเอง ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนไปเอื้ออำนวยให้มีการออกเอกสารสิทธิจนเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเวลานี้กรมอุทยานฯ ได้ดำเนินคดีการบุกรุกอุทยานฯสิรินาถ 379 แปลง 2,743 ไร่ รวมมูลค่ามากกว่า 5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่นายวิชาติ วินกลาง ป.ป.ช.จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้ปปช.ได้ดำเนินคดีใน จ.ภูเก็ต 77 คดี แบ่งเป็น 70 % มาจากเจ้าหน้าที่ 20 % เกี่ยวกับที่ดินป่าไม้  เป็นของกรมอุทยานฯ 3 คดี และอีก 10 % เป็นคดีอื่นๆ

นายสมัคร ดอนนาปี ผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ กล่าวว่า อุทยานฯ สิรินาถ มีพื้นที่ 56,503 ไร่ ประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 แม้ว่าเดิมจะประกาศทับเขตพื้นที่ป่าสงวนเป็นอุทยานฯ มีการสอบสวนพิสูจน์สิทธิที่ดินรวมทั้งจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ที่อยู่เดิมหมดแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะมีเอกสารสิทธิฉบับใดๆ ออกในพื้นที่อุทยานแห่งนี้อีก ทั้งนี้หลังจากมีการพิสูจน์ภาพถ่ายทางอากาศทั้งหมดและแจ้งความคดีเป็นบางส่วน และได้ส่งเรื่องให้ทางดีเอสไอสอบสวนทั้งหมด 14 คดี ได้แก่ 1. บริษัท ภูเก็ตเพนนินซูล่า สปาแอนด์รีสอร์ท จำกัด 2.บริษัท เซลทรัลแอนด์ซิตี้ ดิวีลอปเม้นท์ จำกัด 3.บริษัทแลนด์ สเตท จำกัด 4.นางสุชาดา สังข์สุวรรณ 5.บริษัทอันดามันไวท์บัช รีสอร์ท จำกัด 6.บริษัท สุรีสัมฤทธิ์ จำกัด 7.บริษัทพาวิลเลี่ยน บีช รีสอร์ท จำกัด 8. บริษัท ลาคลอรีน จำกัด 9.บริษัทลายันภูเก็ต จำกัด 10.บริษัท ทรีดอลฟินซ์ จำกัด 11.บริษัทภูเก็ตอะคาเดียร์ จำกัด 12.โครงการบ้านฝรั่ง 13.โรงแรมมาลัยวนา ในทอน และ14.โครงการอิสทีน่า

ต่อมานายกิติพัฒน์ ธาราภิบาล หัวหน้าอุทยานฯสิรินาถ ได้นำภาพถ่ายพื้นที่ที่เตรียมออกโฉนด 3 แปลง ของนายนคร วงศ์ศรีทอง จำนวน 80 ไร่ น.ส.อโนมา ปรางเสน 96 ไร่ และนายจัน พงศ์พา 80 ไร่ ซึ่งอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ สค.1 พื้นที่ติดกันทั้ง 3 แปลง อยู่ในเขตป่าไม้ และมีขอบแนวที่ดินติดชายทะเลด้านหาดในทอนขึ้นมาแสดง ซึ่งทางอุทยานฯ ขอคัดค้านการออกโฉนดต่อที่ประชุม เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน ปรากฎว่านายไมตรี บอกว่า จะขอตรวจสอบที่ดินทั้ง 3 แปลง เพราะหลักฐานที่อุทยานฯ นำมาเสนอ ถือว่าที่ดินทั้ง 3 แปลงอยู่ในพื้นที่อุทยานฯ ชัดเจน

จากนั้นนายไมตรี ได้เปิดโอกาสให้สำนักที่ดิน จ.ภูเก็ต ชี้แจง โดยนายสิทธิชัย พรหมชาติ เจ้าหน้าที่พนักงานที่ดินส่วนแยกอ.ถลาง กล่าวว่า การออกโฉนดที่ดินจะต้องทำตามกระบวนการตามมาตรา 43 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จากนั้นเมื่อได้มติแล้ว จึงให้ทางสำนักที่ดินออกโฉนดให้ แต่ถ้ามีการคัดค้านที่ดินก็จะหยุดดำเนินการ ทั้งนี้ที่ดินทั้ง 3 แปลงมีการขอออกโฉนดมาแล้วถึง 4 ครั้ง ภายในเวลา 10 ปี แต่ยังไม่สามารถออกได้ ยอมรับว่าหลักฐานที่กรมอุทยานฯนำมาแสดงชัดเจนว่าไม่สามารถออกโฉนดได้ ซึ่งสำนักที่ดินจะไม่ออกโฉนดให้เด็ดขาด ส่วนการออกโฉนดที่ดินที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังอุทยานฯหลายครั้ง แต่ไม่ตอบตามเวลา ทำให้ที่ดินต้องออกโฉนดไป เพราะไม่เช่นนั้นสำนักที่ดินจะโดนลงโทษมาตรา 157 ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่

จากนั้น นายสมัคร   ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณหาดในทอน ที่เป็นที่ตั้งของที่ดินทั้ง 3 แปลง พบว่า สภาพพื้นที่ ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดน้อยใหญ่ มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ และบริเวณทางลงด้านที่ติดกับทะเลเป็นแนวลาดชัน เกิน 40 องศา ที่ไม่สามารถออกโฉนดได้เลย ขณะเดียวกัน นายสมัคร ได้เดินทางไปยัง โรงแรมภูเก็ต เพนนินซูล่า ซึ่งเป็นของนางสุทธาสินี อินทามระ หรือ สีกาแอน ภรรยาของอดีตพระมิซซูโอะ ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 6 ไร่ อยู่ในสภาพำรุดทรุดโทรม และถูกปล่อยทิ้งร้าง

นายกิตติพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ นางสุทธสาสินี ได้เดินทางมาพบ เพื่อขอคำแนะนำ ว่าโรงแรมของตนเอง ยังสามารถซื้อขายได้หรือไม่ ซึ่งตนได้แจ้งไปว่าสามารถซื้อขายได้ เพราะกรรมสิทธิยังคงเป็นของนายสุทธาสินี แต่เมื่อคดีที่กรมอุทยานฟ้องร้อง ก็จะต้องมีการรื้อถอนอยู่ดี ดังนั้น การซื้อขายควรทำด้วยความระมัดระวังมิฉะนั้นจะกลายเป็นการหลอกขายที่ดิน เพราะ โรงแรม ตั้งอย่บนที่อุทยานฯมิฉะนั้นจะผิดกฏหมาย ในวันที่ 9 กรกฎาคม จะมีการปฏิบัติการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และแจ้งบันทึกการดำเนินคดี พื้นที่ถูกบุกรุกในอุทยานฯทั้งหมด 

ร้องน้ำเสียแหล่งผลิตประปาระยอง


ฉบับวันที่ 24 มิ.ย. 2557 (กรอบบ่าย)
     พ.ต.ท.ไชยดิษฐ์ ปัญญาเหมือนสกุล สวญ.สภ.หนองกรับ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ได้รับแจ้งจากนายสุจินต์ สุขเกิด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองบัวว่า มีน้ำเสียและปลาตายบริเวณสะพานหลังวัดหนองกรับ หมู่ 3 ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากโรงงานเหนือคลองสาธารณะปล่อยน้ำเสียลงคลอง จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพบน้ำในคลองเป็นสีดำส่งกลิ่นเหม็น มีปลาตายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจพิสูจน์ ก่อนเข้าตรวจสอบบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานรีไซเคิลเศษกระดาษ โดยมีผู้จัดการฝ่ายบุคคลโรงงานพาเดินสำรวจ พร้อมชี้แจงว่า ในอดีตโรงงานมีบ่อบำบัดน้ำเสีย 7 บ่อ ต่อมาชลประทานเวนคืนที่ดิน จึงเหลือบ่อบำบัดน้ำเสียเพียง 1 บ่อ ซึ่งได้ปรับปรุงน้ำเสียให้ได้ค่ามาตรฐานก่อนปล่อยลงคลองสาธารณะ เมื่อเกิดการร้องเรียนจะต้องเก็บตัวอย่างน้ำไปพิสูจน์
     นายสุจินต์กล่าวว่า น้ำในคลองเป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปา เขต อ.เมือง บ้านฉาง และมาบตาพุด จากการตรวจสอบพบบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานมีถนนขวางกั้นสูงกว่า 2 เมตร ติดคลองสาธารณะ ซึ่งปริมาณน้ำเสียที่ไม่ได้บำบัดตามมาตรฐานล้นท่วมถนน เมื่อฝนตกน้ำเสียจะไหลลงคลองสาธารณะ
 

คสช.ประชุมหารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ น้อมนำแนวพระราชดำริ

     วันที่ 12 มิ.ย.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการน้ำของ คสช.โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ 36 หน่วยงาน ร่วมประชุม อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การประชุมในครั้งนี้เป็นการรับฟังข้อมูลการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบที่ภาครัฐได้ดำเนินการมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-11 ซึ่ง หน.คสช.ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม และทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างเท่าเทียมกัน และต้องคำนึงถึงน้ำต้นทุน การจัดเก็บ ระบบส่งน้ำ การระบายน้ำ การพร่องน้ำ โดยให้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานไว้ให้ 
     สำหรับการจัดทำแผนงานโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบของ คสช.จะต้องสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้ และการยอมรับจากประชาชนตั้งแต่เริ่ม ส่วนราชการที่รับผิดชอบในเรื่องน้ำจะต้องหารือร่วมกันจัดทำแผนงานให้สอดคล้อง เกื้อกูล เชื่อมโยงกัน ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ ใช้ศักยภาพของบุคลากรที่มีอยู่ในประเทศเป็นผู้บริหารจัดการ ส่วนด้านงบประมาณต้อง ไม่เป็นภาระกับประเทศในอนาคต มีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการ ที่สำคัญ ประชาชนมีความพึงพอใจ และสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ให้ทุกส่วนราชการร่วมกันจัดทำ แผนการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของ คสช. ครอบคลุมการแก้ปัญหาทั้งระยะเร่งด่วน เฉพาะหน้า ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว สอดคล้องกับแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 5-10 ปี
     แผนงานโครงการของทุกกระทรวงที่เกี่ยวกับน้ำในปีงบประมาณ 2557 หากตรงกับความต้องการและความจำเป็นเร่งด่วนของประชาชน ให้เร่งดำเนินการ แต่หากโครงการใดที่ยังไม่พร้อมให้นำไปพิจารณาในแผนงบประมาณปี 2558 ต่อไป

 

อุตฯดีเดย์ใช้'ร.ง.4'ระบบใหม่1ก.ค.นี้

     นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จะเร่งปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ร.ง.4) คาดว่าจะเริ่มใช้ระบบใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ดังนั้น วันที่ 10 มิถุนายน จะเชิญตัวแทนภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย เข้ามารับทราบขั้นตอนการออกใบอนุญาต ร.ง.4 ในระบบใหม่ที่จะอนุมัติได้ภายใน 30 วัน รวมถึงการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการสามารถดึงบุคคลที่ 3 หรือเติร์ดปาร์ตี้ เข้ามาช่วยตรวจสอบรับรองเอกสารเพื่อลดขั้นตอนการทำงาน ซึ่งจะสามารถประกาศคุณสมบัติของเติร์ดปาร์ตี้ได้ภายในสัปดาห์นี้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ตรวจสอบเฉพาะเอกสารคำขอ อาจจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล และ 2.ผู้ตรวจรับรองโรงงานในระบบต่างๆ อาทิ ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบป้องกันมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม จะต้องใช้วิศวกรที่ชำนาญเฉพาะด้านมาเป็นผู้ตรวจสอบและออกใบรับรอง โดยจะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
     "เอกสารการขอใบ ร.ง.4 จะระบุว่าต้องใช้อะไรบ้าง และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จะต้องระบุชัดเจนว่าจะให้เอกชนมารับใบ ร.ง.4 ได้เมื่อไหร่ หากไม่ได้ตามที่ระบุ กรอ.จะต้องรับผิดชอบ" นายวิฑูรย์กล่าว และว่า นอกจากนี้ จะเข้มงวดกับการปล่อยมลพิษในภาคอุตสาหกรรม โดยเพิ่มตรวจสอบขนส่งและกำจัดขยะอุตสาหกรรมให้รัดกุม รวมทั้งเสนอโครงการก่อสร้างเตาเผาขยะอุตสาหกรรมให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา ขณะที่เงินเพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่ได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยฤดูการผลิต 2556/2557 ให้ คสช.เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา

กรีนพีชวิ่งต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เผยกระบี่มีพื้นที่หญ้าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในปท.

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม  กลุ่มอาสาสมัคร เยาวชน ผู้สนับสนุนกรีนพีซ และนักวิ่งกว่า 1,500 คนร่วมวิ่งรณรงค์ปกป้องกระบี่ เพื่อสร้างความตระหนักแก่สาธารณะชนและแสดงเจตจำนงในการรวมพลังปกป้องกระบี่ พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับโลก จากโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน

สำหรับกิจกรรม "Greenpeace Mini marathon - Run for Krabi" จัดขึ้นที่สวนหลวงพระราม 8 โดยในช่วงเวลาก่อนการวิ่งรณรงค์ กลุ่มเยาวชน อาสาสมัครกรีนพีซและนักวิ่งได้ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ กางป้ายผ้าภาพพะยูน ขนาด 5x12 เมตร พร้อมข้อความ "Protect Krabi" หรือ "ปกป้องกระบี่" เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดกระบี่  จังหวัดกระบี่มีพื้นที่หญ้าทะเลขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Convention) และเป็นหนึ่งในจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด 10 แห่งในประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุด

นส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จ.กระบี่ เป็นพื้นที่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์  โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างรุนแรง  รวมถึงสัตว์น้ำและสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว วันนี้ผู้คนกว่าพันคนได้มารวมตัวเพื่อแสดงพลังในงานรณรงค์ครั้งสำคัญนี้ พวกเราหวังว่าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะต้องถูกทบทวนและยกเลิกในที่สุด

นส.จริยา กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกำลังผลิต 870 เมกะวัตต์ เป็นโครงการภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย   ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีแผนดำเนินการสร้างในพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิมของ กฟผ. เชื้อเพลิงถ่านหินอย่างน้อย 2.3 ล้านตันจะถูกนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ทุกๆ ปี เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในการขนถ่ายถ่านหินจะต้องขุดลอกพื้นที่ทะเลเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อสิ่งแวดล้อมของกระบี่ โดยเฉพาะปะการัง หญ้าทะเล ผืนป่าชายเลน แหล่งทำประมงพื้นบ้าน แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ถิ่นที่อยู่อาศัยของพรรณพืชและสัตว์ และสร้างความเสียหายต่อวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นใน จ.กระบี่

"โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่กำลังคุกคามมรกตแห่งอันดามัน การพัฒนาใดๆในพื้นที่แห่งนี้ควรคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มาจากการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น การศึกษาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนเพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าให้กับจังหวัดกระบี่จึงเป็นทางออกที่ควรรีบลงมือ แทนที่จะกดดันให้ประชาชนมีตัวเลือกเพียงถ่านหินเท่านั้น" นส.จริยา กล่าว

 

by ThaiWebExpert