มติชนออนไลน์

"7 กรีนส์"วิธีท่องเที่ยว แบบคนรักษ์โลก

มติชนรายวัน วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11417

วิกฤตภาวะโลกร้อนขณะนี้เริ่มเห็นกระทบชัดเจนมากขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัด "โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน" รณรงค์ให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ร่วมมือกันลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยยึดหลัก "7 กรีนส์" ดังนี้

"กรีน ฮาร์ท" (หัวใจสีเขียว) นักท่องเที่ยวจะต้องมีหัวใจสีเขียวตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมใจกันป้องกันและแก้ไขปัญหา

"กรีน โลจิสติคส์" (รูปแบบการเดินทางสีเขียว) นักท่องเที่ยวจะต้องวางแผนการเดินทางที่ช่วยประหยัดพลังงาน

"กรีน แอทเทรคชั่น" (แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว) แหล่งท่องเที่ยวจะต้องดำเนินงานในการรักษาสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เช่นไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่รุกล้ำชายหาด เป็นต้น

"กรีน คอมมูนิตี้" (ชุมชนสีเขียว) ผู้ที่อาศัยในชุมชน ทั้งในเมืองและชนบท ต้องมีการมีการบริหารการจัดการที่ดี ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน

"กรีน แอคทิวิตี้" (กิจกรรมสีเขียว) กิจกรรมท่องเที่ยวที่มีความสอดคล้องกลมกลืนกับคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว โดยส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

"กรีน เซอร์วิส" (การบริการสีเขียว) รูปแบบการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยวแขนงต่างๆ ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวด้วยมาตรฐานคุณภาพที่ดี ควบคู่ไปกับการมีปณิธานและการดำเนินการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการให้บริการต่างๆ

"กรีน พลัส" (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม) การแสดงออกของบุคคล กลุ่มบุคคลและองค์กรในการสนับสนุนแรงกาย หรือสติปัญญา หรือบริจาคทุนทรัพย์ เพื่อร่วมมือดำเนินการในการปกป้องรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว

ช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อโลกของเรา ดูลายละเอียดที่ www.tourismthailand.org/7greens หรือ 1672

ผลักดันไทยสังคมคาร์บอนต่ำ เล็ง"ลดภาษี"ธุรกิจลดโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก และกล่าวภายหลังเปิดงาน ว่า นโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าประเทศไทยต้องเป็นสังคมคาร์บอนต่ำนั้น ทส.กำลังดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยใช้มาตรการทางภาษี ถ้าภาคเอกชนสามารถลดมลภาวะในเรื่องน้ำ อากาศ พร้อมใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงแดดซึ่งเป็นพลังงานสีเขียวมาใช้แทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลรัฐบาลจะลดภาษีให้ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกันจัดทำแนวทางดำเนินการกรกฎาคมนี้จะมีแผนออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุวิทย์กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการ 45 วัน ลดถุงพลาสติค ลดโลกร้อน ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน-5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่าห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติค 20-25% แบ่งเป็น ช่วง 1 เดือน ร้านท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติค 12% จากเดิม ใช้ 10 ล้านถุง เหลือ 9 ล้านถุง ห้างเซ็ลทรัล ลดการใช้ถุง 22% และร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ลดการใช้พลาสติคจากฝาครอบแก้วปีละ 128 ตัน มูลค่า 17 ล้านบาทต่อปี และลดถุงพลาสติควันละ 1 แสนถุง ในภาพรวมร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติคได้ 15% ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ภาคี ทส.จะดำเนินการต่อ โดยหลายห้างสรรพสินค้ามีโครงการต่อเนื่อง 3 ปี สำหรับวันสิ่งแวดล้อมโลกนั้นวาระของโลกใบนี้ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยทุกคนต้องรวมพลังเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน

แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถูกทางหรือยัง?

ผู้เขียน: 
ชุติมา นุ่นมัน

มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ครบรอบปี วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน อีกครั้ง...

ทุกปีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้จากทั่วโลก และประเทศไทย จะร่วมกันเฉลิมฉลอง เสวนาพูดคุยว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม ดินฟ้า อากาศ สายลมแสงแดด สัตว์ป่า ขยะ ในช่วงปีหลังๆ ก็จะพูดถึงเรื่องโลกร้อน และพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยถุงผ้า เพราะสื่อต่างๆ ทำให้หลายๆ คนในประเทศนี้เข้าใจว่า ถุงผ้า แก้ปัญหาโลกร้อนได้

แทบจะไม่มีใครสนใจว่า สาเหตุของการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ากันนั้นเป็นเพราะอะไร ถุงผ้าจะแก้ หรือบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร เห็นเขาใช้ก็ใช้ไปตามกระแสนิยม ใช้ถุงผ้า แต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในทางตรงกันข้าม กลับจะยิ่งสร้างภาระให้โลกมากยิ่งขึ้น เพราะขณะที่เรายังใช้ถุงพลาสติคในปริมาณที่คงที่ แต่เราก็ผลิตถุงผ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกระแสสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะมีถุงพลาสติคให้กำจัดอย่างเดียว ในอนาคตเราต้องกำจัดถุงผ้าที่เสื่อมสภาพและไม่มีใครต้องการแล้วอีกด้วย

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานไหนคิดถึงปัญหานี้ จะมีก็แต่หลับหูหลับตารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า

แต่จะให้ว่ากันได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมารัฐบาลของเราก็ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนอะไรนักเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีนโยบายแล้ว แต่ก็นำมาใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเข้าใจแก่นของเรื่องนี้อย่างจริงจัง เอาแต่กระผีก มาปฏิบัติ

ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกลนัก งานวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปีที่ใช้งบประมาณมหาศาลมาจัด ภายในงานเปิดเครื่องปรับอากาศกันเต็มพิกัด คนมาร่วมงานใส่สูทเต็มยศ คนไม่ใส่สูทก็เดินห่อไหลด้วยความหนาวเย็น เกณฑ์คน เกณฑ์นักเรียนเข้ามาฟังนักวิชาการและใครต่อใครมาพูด จ้างดารามาร้องเพลง หรือบางทีก็จ้างนางแบบมาเดินแฟชั่นให้ดู อ้างว่าแฟชั่นโชว์เพื่อลดโลกร้อน

ที่ถือว่าร้ายสุดสุด เห็นจะหนีไม่พ้น การจัดกิจกรรมแข่งแรลลี่รถเพื่อลดโลกร้อน

เหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนหรือหน่วยงานที่จัดกิจกรรมเหล่านี้ล้วนไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้วการรณรงค์เพื่อลดปัญหาโลกร้อนจริงๆ คือ ต้องทำอะไร

คิดเอาเองเพียงง่ายๆ ว่า แค่ให้คนมารวมกันเยอะๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ถือเป็นการประสบความสำเร็จแล้วสำหรับงานจ๊อบนั้นๆ ไม่สนใจว่า เงินและเวลาที่เสียไปกับการจัดงานนั้นคุ้มค่าและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้หรือไม่ แค่จัดงานเชิญดารามาร่วมงาน มีนักข่าวมากมายไปทำข่าว บริษัทเอเยนซี่ที่รับงานก็หน้าบาน เพราะนักข่าวไปกันมาก เอาลายเซ็นของนักข่าวที่ไปร่วมงานครั้งนั้นๆ ไปทำเป็นผลงานว่าประสบความสำเร็จเพราะนักข่าวสนใจ แต่ที่ไหนได้ เนื้อข่าวเกี่ยวกับงานสิ่งแวดล้อมแทบจะไม่มี เพราะนักข่าวที่ว่าไปกันเยอะนั้น เขาไปทำข่าวดารา แต่หน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าของงานเองก็ไม่เคยเอาเรื่องนี้มาตระหนัก

ศ.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า สาเหตุที่ประเทศไทยยังรณรงค์เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม แบบหลงทางเช่นนี้ เพราะเราละเลยเรื่องใกล้ตัว แต่ไปคำนึงถึงเรื่องไกลตัวเป็นหลัก เช่น บอกว่าจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หลังบ้านตัวเองยังเน่าเฟะ มีคนเข้าใจเรื่องนี้น้อย แต่ก็ไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจ งานที่ทำออกมาจึงเป็นเพียงความฉาบฉวย

"เช่น การเอาดารามาเดินแฟชั่นโชว์ แล้วบอกว่าแก้โลกร้อนนี่ตลกมาก กรณีเช่นนี้มีข้อสังเกต 2 อย่าง คือ อย่างแรก คนจัดไม่รู้ใช่ไหมว่า แฟชั่นเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้คนเกิดความอยากได้ เมื่ออยากได้อยากมีก็จะยิ่งแสวงหา และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดปัญหาโลกร้อน อีกอย่างที่อยากจะบอกคือ สังคมไทยยังเป็นสังคมที่เอาบันเทิงนำหน้าทุกอย่าง จะทำอะไรก็ต้องให้ดารานำไว้ก่อน ไม่ได้ว่า ว่าดาราผิด แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน มันกู่ไม่กลับเสียแล้ว" ศ.ธงชัยกล่าว

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม บอกว่า 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายเรื่องการบรรเทาปัญหาโลกร้อนมาตลอด แต่ไม่ได้นำไปใช้เต็มที่ เพราะไม่ค่อยมีใครเข้าใจเรื่องนี้จริงจัง

"ความจริงแล้ว เรามีหลักการวิธีการที่สามารถทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ แต่มันก็ไม่ได้แพร่หลายอย่างที่เราอยากจะให้เป็น เช่น การไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการปรับตัวกับภาวะที่จะตามมาเรื่องโลกร้อน ซึ่งทำได้ไม่ยาก และเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องทำมานานแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่เห็นว่าคืบหน้าอะไร จะบอกว่าเรามาไม่ถูกทางก็ไม่ถูกนัก เพราะเรารู้อยู่ว่าต้องทำอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ทำ เรียกว่าเรายังไม่ทำแบบเชิงรุก แต่ตั้งหน้าตั้งตารับมือมากกว่า" นายบัณฑูรกล่าว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอนหนึ่งในงาน Cool Earth Seminar ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลไทยได้วาง ยุทธศาสตร์ระดับชาติเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสำหรับปี 2551-2555 ซึ่งจะสร้างกรอบการทำงานสำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลในระดับประเทศและการมีมาตรการต่อปัญหาดังกล่าว ผ่านแรงจูงใจทางด้านภาษีสำหรับพลังงานทางเลือก การปลูกป่า และการใช้เทคนิคในการเกษตรกรรมที่ให้ก๊าซมีเทนต่ำ ผลักดันโครงการธนาคารต้นกล้าเพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนและเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ส่วนการเตรียมการหลังยุคของระบบสนธิสัญญาเกียวโต ช่วงปี 2555-2559 นั้นได้บรรจุให้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ ด้านสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจคือ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศสังคมที่มีก๊าซคาร์บอนต่ำ

นี่ถือเป็นครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรีเอ่ยปากนโยบายการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างจริงจัง

หัวกระดิกแล้ว หางก็จำเป็นต้องส่าย และส่ายให้ถูกทิศถูกทางเสียด้วย

วิจัยชี้โลกร้อนคร่า315,000คนต่อปี

ทำเศรษฐกิจเจ๊งกว่าแสนล้านดอลล์ จี้คลอดกลไกใหม่แทนพิธีสารเกียวโต

รายงานของจีเอชเอฟเผยชาวโลกต้องสังเวยชีวิตให้ปัญหาโลกร้อนถึง 315,000 คนต่อปี และมีสิทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 20 ข้างหน้า ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกกว่าแสนล้านต่อปี "อันนัน"ร้องนานาชาติทำข้อตกลงใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นกลไกสู้โลกร้อนแทนที่พิธีสารเกียวโต

รายงานการศึกษาของโกลบอล ฮิวแมนนิแทเรียน ฟอรั่ม (จีเอชเอฟ) เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ชี้ว่ามีประชาชนชาวโลกถึงราว 315,000 คนต่อปี ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกผ่านปัญหาความอดอยากหิวโหย การเจ็บไข้ได้ป่วยและภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยยอดผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกเป็นถึงครึ่งล้านคนต่อปีได้ภายในปี พ.ศ.2573

การศึกษาของจีเอชเอฟประเมินอีกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนราว 325 ล้านคน ในทุกๆ ปี ซึ่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบยังจะเพิ่มเป็นทวีคูณภายใน 20 ปี หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลกที่ปัจจุบันมีจำนวนราว 6,700 ล้านคน ปัญหาโลกร้อนยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 340,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี พ.ศ.2573

รายงานยังระบุ ประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่เกิดจากปัญหาภาวะโลกร้อนมากกว่า 9 ใน 10 ส่วน ขณะที่ประเทศยากจนที่สุด 50 ประเทศ มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ทวีปแอฟริกาถือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงภัยมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ นอกจากนี้ ยังมีภูมิภาคเอเชียใต้และประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงภัยด้วย

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลลัพธ์อันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก รายงานการศึกษาชิ้นนี้ชี้แนะว่า จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความพยายามในการปรับปรุงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหานี้ในประเทศกำลังพัฒนาให้ได้ 100 เท่า ขณะที่กองทุนระหว่างประเทศรับปากจะให้เงินสนับสนุนในการดำเนินการตามเป้าประสงค์นี้มีเพียงแค่ 400 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้กับปัญหานี้ที่มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และประธานจีเอฟเอช กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาของเรา พร้อมกันนี้ประธานจีเอชเอฟยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศที่จะพบหารือกันในกรอบความร่วมมือของยูเอ็นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือนธันวาคมปีนี้ ลงความเห็นพ้องต้องกันในข้อตกลงร่วมใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ยุติธรรมและมีผลผูกพันธ์ เพื่อที่จะยึดเป็นหลักปฏิบัติแทนที่พิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนในการต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบันสืบต่อไป (รอยเตอร์)

ไทยร่วมหนุนรอบโดฮา ต้านกีดกันทางการค้า

มติชนรายวัน วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รอยเตอร์รายงานเมื่อ 26 พฤษภาคมว่า ในการประชุมสภาสามัญขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกอีกจำนวนหนึ่งได้ลงนามเพื่อสนับสนุนร่างเอกสารลงวันที่ 20 พฤษภาคม ออกโดยสมาชิกดับเบิลยูทีโอ 13 ประเทศที่เรียกร้องให้มีการบรรลุข้อตกลงการเจรจารอบโดฮาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาการกีดดันทางการค้าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

เอกสารดังกล่าวออกโดย โคลอมเบีย คอสตาริกา เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ปากีสถาน เปรู สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี และอุรุกวัย ขณะที่ประเทศที่ลงนามสนับสนุนเพิ่มล่าสุดได้แก่ แทนซาเนีย ยูเครน อิสราเอล ไต้หวัน สหรัฐ ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ และไทย โดยสมาชิกที่ลงนามสนับสนุนร่างนี้หวังว่าในท้ายที่สุดแล้วร่างเอกสารดังกล่าวนี้จะได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกดับเบิลยูทีโอทั้ง 153 ชาติ หรือไม่ก็เกือบทั้งหมด

ปลูกยางทำลายธรรมชาติ

มติชนรายวัน วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชิคาโก - นักวิจัยจากประเทศจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับล่าสุดว่า การทำลายป่าและขยายพื้นที่เพื่อปลูกยางพาราในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ทั้งนี้ การทำลายป่าจะเป็นการลดพืชชีวมวลที่คอยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ทำลายระบบน้ำตามธรรมชาติ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดแผ่นดินถล่ม นักวิจัยระบุด้วยว่า มีพื้นที่ป่าไม้มากกว่า 1.2 ล้านเอเคอร์ ที่ถูกทำลายและนำไปใช้ในการปลูกยางพาราในประเทศจีน ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า และยังทำนายด้วยว่า การทำลายป่าดัดแปลงเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราและใช้สำหรับการเกษตรอื่นจะเพิ่มขึ้น 2 หรือ 3 เท่าภายในปี 2593 (เอเอฟพี)

6ชาตินัดถกรักษาแหล่งนิเวศโลก

มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บรรดาผู้นำ 6 ชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับแหล่งนิเวศทางทะเลสำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกในพื้นที่รอยต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เตรียมพบหารือกันในสัปดาห์นี้ระหว่างเข้าร่วมการประชุมมหาสมุทรโลกในสัปดาห์นี้ที่เมืองมันนาโด ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงแนวทางอนุรักษ์ "สามเหลี่ยมปะการัง" พื้นที่แนวปะการังขนาดใหญ่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของประเทศต่างๆ ถึง 6 ประเทศคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก ปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะโซโลมอน มีขอบเขตราวครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นแหล่งที่อยู่ของปะการังคิดเป็นปริมาณแล้วเท่ากับราวครึ่งหนึ่งของปะการังที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีชนิดของปะการังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวราว 3 ใน 4 ของปะการังสปีชีส์ต่างๆ ที่พบเห็นกันอยู่ทั้งโลก นอกเหนือจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอยู่อาศัยของปลาชนิดต่างๆ ที่จะกลายเป็นอาหารของผู้คนในโลกอีกด้วย

นายอับดุล ฮาลิม หัวหน้าศูนย์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติในสามเหลี่ยมปะการัง (ทีเอ็นซี) ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ 6 ประเทศดังกล่าวเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ระบุด้วยว่า พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดในโลก จนมีผู้เปรียบเทียบความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่าเสมือนหนึ่งป่าอเมซอนของมหาสมุทรของโลก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอย่างหนักทั้งจากการทำประมงมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลก และชุมชนยากจนในประเทศต่างๆ ที่มีประชากรมากถึง 120 ล้านคน ยังชีพอยู่ด้วยการทำประมงหรืออาชีพอื่นๆ ทางทะเล

ทั้งนี้ในการประชุมมหาสมุทรโลกปีนี้ การอนุรักษ์พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังจะถือเป็นประเด็นสำคัญสูงสุด เป้าหมายก็เพื่อกำหนดแผนการอนุรักษ์แหล่งสำคัญเชิงนิเวศวิทยาทางทะเลแหล่งนี้ให้สามารถคงสภาพต่อไปได้ด้วยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ประเทศผู้บริจาคหลายประเทศทั่วโลกรับปากว่าจะให้การสนับสนุนไว้แล้วก่อนหน้านี้ (เอเอฟพี)

"กูเกิ้ล"จ้างแพะตัดหญ้า รักษาสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กูเกิ้ล เป็นบริษัทบริการด้านการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จัก เติบโตรวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตมโหฬารไปแล้วในระยะเวลาไม่นานนัก คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของกูเกิ้ลก็คือ การกล้าคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวอยู่ข่าวหนึ่ง บอกว่า กูเกิ้ล จ้างแพะทำงานแทนคน

เป็นเรื่องจริงครับ ไม่ใช้เรื่องล้อเล่น เพราะแพะ 200 ตัวถูกจ้างให้มากินหญ้าในบริเวณสำนักงานใหญ่ของกูเกิ้ลที่แคลิฟอร์เนีย กินหญ้าแถมยังให้ปุ๋ยไปด้วย

ไม่มีรายละเอียดเรื่องการว่าจ้างแน่ชัด แต่มีข้อมูลว่าการให้แพะมากินหญ้านั้น เสียค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากการใช้เครื่องตัดหญ้า ทว่าผลดีของมันคือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงกันมาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไรกันมากมาย ขณะที่เครื่องตัดหญ้าโดยตัวมันเองสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในแทบทุกชิ้นส่วน จนแม้เมื่อเอามาใช้งานก็ยังกินพลังงาน

แต่แพะไม่เลยครับ

ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่ใครจะลงมือทำ

จำได้ว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆ การ์ตูนในไทยรัฐของ ประยูร จรรยาวงศ์ แนะนำเรื่องการเลี้ยงเต่าบกไว้ในบ้านที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ให้มันกำจัดมูลอันไม่น่าพิสมัยของหมาแมวที่เราเลี้ยง

มองกันในแง่หนึ่ง การเอาแพะมาใช้แทนเครื่องตัดหญ้าของกูเกิ้ลนั้น นับว่าเป็นเครื่องมือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชั้นดีให้เห็นว่า กูเกิ้ล เป็นบริษัทสีเขียว แต่หากเราติดตามพฤติกรรมของบริษัทนี้มามากพอสมควรก็จะรู้มาก่อนแล้วว่ากูเกิ้ลเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ของโลกที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ไม่ได้ทำแบบฉาบฉวย และทำในทุกระดับ แม้ระดับพนักงาน เช่น มีโครงการส่งเสริมการใช้จักรยานภายในแคมปัสสำนักงานใหญ่สำหรับการเดินทางสั้นๆ ภายใน การใช้รถขนส่งพนักงานที่ใช้ไบโอดีเซล 20 ตลอดไปจนถึงตัวอาคารที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนั้นคือการปักหลักนโยบายที่ใช้ทางวิชาการเรียกว่า การลดร่องรอยคาร์บอน หรือ รีดิวซิ่ง คาร์บอน ฟู้ดพรินต์ บริษัทที่อยากจะทำดีกับโลก อาศัยตัวนี้สำหรับการวัดทุกกิจกรรมที่ตัวเองทำ ทำอย่างไรให้ปลดปล่อยคาร์บอนออกมาน้อยที่สุด

หลายเรื่องประหยัดได้จริงจัง บางเรื่องแม้ไม่ได้ประหยัดลง แต่ก็ช่วยสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า เช่น กรณีการเอาแพะมาแทนเครื่องตัดหญ้า

ในระยะยาวเราทุกคนได้จากนโยบายและการกระทำอย่างนี้

ช่วงสงกรานต์เดือดในบ้านเรา ผมไปเตร็ดเตร่อยู่ที่เนปาล เห็นที่นั่นพวกอาคารบ้านเรือนมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์กัน เนปาลขาดแคลนไฟฟ้า ต้องปิดไฟวันละ 12 ชั่วโมง คนก็อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทน

จะไปสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ทำได้ครับ มีที่ให้ทำเยอะ แต่ต้องไปก่อหนี้ต่างประเทศเกินตัว และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ แนวเขตหิมะที่ร่นสูงขึ้นเรื่อยทำให้น้ำก็เป็นปัญหา

รัฐบาลเนปาลเขาทำแบบนี้ครับ วางแผนอุดหนุนการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้คนในเขตเมืองราวๆ 1 ล้านครัวเรือน

เท่ากับลดความต้องการใช้ไฟจากระบบใหญ่ลงไป และลดแรงกดดันให้ต้องสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใหม่

หนี้ก็ไม่ต้องสร้าง ป่าก็ไม่ถูกทำลาย

ในภูมิภาคเอเชียของเรานั้น 75 เปอร์เซ็นต์ของการปลดปล่อยคาร์บอนมาจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งยังไม่เลิกราทั้งที่สั่งสอนกันมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว

"กรมป่าไม้"จับมือธ.ก.ส. ปลูกป่าล้างหนี้เกษตรกร

คณะกรรมการสร้างความเข้มแข็งชุมชนเห็นชอบโครงการธนาคารต้นไม้ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ธ.ก.ส. อธิบดีป่าไม้ยันเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วยังปลดหนี้ได้อีก เผยรายได้ต้นละ 100 บาท ปลูกแปลงละ 80 ต้น ครบ 5 ปี เพิ่มเป็นต้นละ 500 บาท

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ส่งเสริมปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่องหลายวิธี และก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น ล่าสุด ได้มีการหารือกับนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ทำให้ทราบว่าปัจจุบันมีเกษตรกรทั่วประเทศเป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากกว่า 2 แสนราย และมีที่ดินติดอยู่ในธนาคารกว่า 100 ล้านไร่ จึงเห็นว่าหากสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาปลูกป่านอกจากจะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกรอีกด้วย เรื่องนี้มีการดำเนินการนำร่องไว้แล้วที่ จ.ชุมพร ตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อโครงการธนาคารต้นไม้ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 500 รายใน 50 สาขา และมีพื้นที่โครงการกว่า 10,000 ไร่

นายเอ็นนูกล่าวว่า โครงการธนาคารต้นไม้จากเดิมที่จะขับเคลื่อนโดยชุมชน แต่ต่อไปจะขยายผลในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าขยายไปอีก 50 จังหวัด และเพิ่มสมาชิกให้ได้ 1 ล้านราย และเพิ่มต้นไม้ 1,000 ล้านต้น รวมพื้นที่ป่า 25 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ ที่มี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน เห็นชอบในหลักการแล้ว และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธนาคารต้นไม้ เพื่อหารูปแบบและวิธีการดำเนินการในระยะยาวต่อไป ขณะที่ช่องทางการส่งเสริมให้ชุมชนปลูกป่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เงินจากกองทุนชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลจะสนับสุนนให้กับชุมชนที่มีความคิดและอยากทำโครงการในพื้นที่ของตัวเองไปก่อน

"โครงการนี้มีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการทั้งกรมป่าไม้ ธ.ก.ส. ภาคประชาชน และสำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการคิดมูลค่าของต้นไม้แต่ละชนิด รวมทั้งความเหมาะสมของการปลูกไม้ในพื้นที่ ตลอดจนคำนวณหนี้สินที่เกษตรกรแต่ละรายจะเข้าร่วมโครงการด้วย คาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้คงจะแล้วเสร็จ หากคณะกรรมการชุดใหญ่เห็นด้วยก็จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีหนี้เสียถึง 8% ถ้าสามารถนำที่ดิน 100 ล้านไร่มาใช้ประโยชน์ และยังปลดหนี้ให้กับเกษตรกรได้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ" นายเอ็นนูกล่าว

นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ และประธานกองทุนพัฒนาศักยภาพธนาคารต้นไม้ จ.ชุมพร กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในพื้นที่ชุมพร สามารถจัดตั้งธนาคารต้นไม้แล้ว 50 แห่งพื้นที่ธนาคารละ 1,200 ไร่ โดยใช้หลักการคำนวณมูลค่าของต้นไม้เฉลี่ย 100 บาทต่อ 1 ต้นต่อปี และกำหนดให้ปลูกแปลงละไม่เกิน 80 ต้น และรายละไม่เกิน 15-20 ไร่ต่อราย และเมื่อครบ 5 ปีจะเพิ่มเป็น 500 บาท

มารักทะเลกันเถอะ

ผู้เขียน: 
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เมื่อสามสี่วันก่อน ผมเจอน้องนักข่าว เธอถามว่า หน้าร้อนนี้อาจารย์ทำอะไรบ้างคะ? นับเป็นคำถามน่าสงสัย พาลให้นึกว่าน้องเค้าจะขอออกเดตกับผม แต่หลังจากชี้แจงต่ออีกนิด ผมจึงเข้าใจ เหยี่ยวข่าวสาวอยากทราบว่า ช่วงนี้ผมไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับทะเลบ้างเหรอ เห็นแต่เขียนบทความเรื่องท่องเที่ยวยันเต

กิจกรรมเกี่ยวกับทะเลของผมยังดำเนินต่อเนื่องครับ มีเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่บางครั้งเราทั้งพูดทั้งเขียนรายงานเรื่องนั้นมามาก พอมีโอกาสเขียนบทความตามใจชอบ ก็เลยเขียนเรื่องอื่นสนุกกว่า แต่เมื่อนักข่าวถาม หมายถึงคนทั่วไปก็อยากรับรู้ ผมจึงรวบรวมกิจกรรมรักทะเลบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มจากกิจกรรมแรกที่เคยป่าวประกาศผ่าน "มติชน" เป็นค่ายเยาวชนชื่อ Sea Summer Camp ผมกับเพื่อนๆ ในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากกลุ่มบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) พวกเราทำงานจนเสร็จสิ้น ผลที่ได้ทำหัวใจพองโต เพราะน้องๆ ให้ความสนใจสมัครกันมาเยอะแยะ จนต้องคัดออกในอัตรา 5 ต่อ1 งานนี้สงสารน้องครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ น้องลองอีกหนนะ

เราไปลุยทะเลกันห้าวันรวด จนท้ายสุดจากกันทั้งน้ำตา น้องกับพี่ร่วมสัญญาในค่ำคืนสุดท้ายว่า จะช่วยรักษาทะเลไทย น้องผู้เข้าค่ายร้อยละ 98 ลงความเห็นว่า ควรจัดค่ายนี้อีกเพราะชอบจัง กิจกรรมแทบทุกอย่างที่พวกเราร่วมกันทำ น้องชอบมากถึงมากที่สุด โดยมีการดำน้ำในแนวปะการัง อวนทับตลิ่ง และอวนลาก เป็นกิจกรรมกรี๊ดสนั่น ความพึงพอใจเกือบเต็มร้อย ใครคิดอยากจัดค่ายเยาวชน สนใจกิจกรรมประเภทนี้ ติดต่อขอรายละเอียดได้นะครับ เผื่อจะได้แชร์ความรู้ร่วมกัน

กิจกรรมต่อไปยังไม่เกิด แต่จะเริ่มในอีกไม่นาน การท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดงานเยาวชนรักษ์ทะเล พาเด็กด้อยโอกาสจากมูลนิธิต่างๆ ทั้งหมด 300 คน ผมรับหน้าที่เป็นวิทยากรขับกล่อมน้องระหว่างนั่งเรือท่องทะเลจากแหลมฉบังถึงเกาะล้าน พัทยา นอกจากนี้ ยังมีน้องทั้งนักเรียนทั้งนิสิตนักศึกษาติดต่อมาอีกหลายงาน หากพอไปได้ ข้าพเจ้าก็จะไป แต่บางทีก็หมดแรงขอให้คนอื่นไปแทนบ้างนะ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและโลมา คุณคงสงสัย ไปเกี่ยวกันได้ไงนะ ไม่ยากหรอกครับ เพราะผมทำงานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทผลิตไฟฟ้า EGGO ทำการสำรวจฝูงโลมาสีชมพูที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เราติดตามมาเกือบปีแล้วครับ สามารถระบุโลมาแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน ตัวนั้นชื่อนังจุด ตัวนี้ชื่อไอ้ครีบแหว่ง แต่ชื่อที่ผมตั้งคงพิลึกเกินไปไม่กินใจมวลชน ทางบริษัทจึงจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ให้น้องๆ ที่อยู่ในอำเภอขนอม ร่วมกันตั้งชื่อโลมา ยังมีงานใหญ่ช่วงเดือนมิถุนายน เราจะลงไปสร้างบ้านปลาตั้งชื่อโลมาสีชมพู

จากเด็กมาถึงนักดำน้ำและคนรักทะเล ผมทำโครงการปล่อยปลาการ์ตูนในพื้นที่วิกฤต ติดต่อกันมาหลายปีแล้วครับ โดยร่วมกับบริษัทเอกชนที่สนใจทะเล เช่น พิมาลัยรีสอร์ท บริษัทลาแมร์ (เครื่องสำอางก็เกี่ยวกับทะเลได้นะ) ผลที่ได้น่าชื่นอกชื่นใจ จนผมกะจะทำต่อไปอีกหลายปี เพราะปัจจุบันปลาการ์ตูนหลายสิบตัวที่เกาะห้าใหญ่ จังหวัดกระบี่ และอีก 12 ตัว ที่เกาะดอกไม้ จังหวัดภูเก็ต กำลังจับคู่ผสมพันธุ์ เริ่มมีไข่ออกมาให้เห็น ปลาการ์ตูนส้มขาวหรือนีโมเหล่านั้น ล้วนเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยง พวกเรานำไปปล่อย จนโตกลายเป็นพ่อเป็นแม่ ทำให้พื้นที่วิกฤตที่ปลานีโมถูกจับไปขายหมด ตอนนี้เริ่มมีอนาคต มีพ่อมีแม่และมีลูก สืบต่อวงจรที่เคยถูกตัดขาดเพราะการกระทำของมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวบางคน

จากปลามาถึงปู หลังจากผมและเหล่าลูกศิษย์สำรวจพบปูปากกาทะเลที่ใต้ทะเลพัทยา กลายเป็นข่าวในหลายสื่อ มีผู้ให้ความสนใจ ผมเลยประสานงานกับผู้คนในพัทยา ทั้งโรงแรม ห้างร้าน และเมืองพัทยา เพื่อจัดโครงการสำรวจสัตว์หายากในทะเลพัทยา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักดำน้ำอาสาสมัครเข้าร่วม ผมกะยิงนกตูมเดียวตกมาเป็นฝูง ได้ทั้งการโปรโมตเรื่องท่องเที่ยวดำน้ำในพัทยา ได้ทั้งการอนุรักษ์พื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์หายาก ได้ทั้งการศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เอาไว้โครงการเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ จะกลับมาเล่าให้คุณฟังอีกหน

แต่สิ่งที่ต้องเล่าเลย เพราะใกล้เวลามากแล้ว คืองานมหกรรมท่องเที่ยวและดำน้ำ Thailand Travel & Dive Expo 2009 ชื่อเล่นว่าทีเด็กซ์ งานนี้จัดมาหลายปีแล้วครับ ผู้จัดเค้าคุยกับผมไว้ ปีนี้ยิ่งใหญ่ดุดัน เพราะการท่องเที่ยวกลายเป็นวาระแห่งชาติ ทุกคนควรมีส่วนร่วมช่วยกันทำให้เศรษฐกิจคึกคัก

ในงานจึงรวบรวมโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมาก มาเปิดบู๊ธในราคาน่าสะพรึง (แค่ไหน เชิญไปพิสูจน์) แต่ที่พิเศษกว่างานอื่น คือกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัย โดยเฉพาะการดำน้ำที่กลายเป็นหัวใจหลักของงาน มีบู๊ธจากผู้ประกอบการนับร้อยมาเปิดในห้องพลาเนรี่ฮอลล์ ใครรู้สึกร้อนรุ่มกลุ้มใจ อยากลงไปใต้ทะเลให้เย็นฉ่ำ คุณมีสิทธิเลือกดูโปรโมชั่นสอนดำน้ำในงานจากคุณครูท่านต่างๆ ข้อดีคือเลือกจากงานนี้จะได้โปรแกรมการสอนที่มีมาตรฐาน เพราะคุณครูที่เข้าร่วมล้วนอยู่ในวงการเนิ่นนาน รักทำงานด้านนี้จริงจัง จะเลือกเรียนกับคุณครูท่านใด สามารถสอบถามรายละเอียดและลองเปรียบเทียบกัน จะดูโหงวเฮ้งของครูประกอบก็ได้ แต่อย่าใช้ราคาเป็นตัวตัดสินเพียงประการเดียว

สำหรับผู้ที่เรียนจบแล้ว อยากไปทริปดำน้ำ ผมรับรองว่ามีหลายร้อยทริปให้เลือก ทั้งในไทยและทั่วโลก ยังมีตัวแทนการท่องเที่ยวจากหลายชาติมาเปิดบู๊ธบริการข้อมูลฟรี ใครสนใจอุปกรณ์ใหม่ไฮเทค ในงานมีเพียบครับ ยังถือเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างพวกเราเหล่ามนุษย์กบ ใครจะมาสังสรรค์กับผมก็ได้นะ เพราะข้าพเจ้าก็มีบู๊ธ ขายหนังสือและเสื้อยืดที่หาไม่ได้อีกแล้ว (ออกแบบเองจ้ะ ดูแล้วกินใจมาก)

หากคุณมีโอกาส อีกทั้งร้อนรุ่มเหลือประมาณ ไปเจอกันในงานทีเด็กซ์ 14-17 พฤษภาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วคุณอาจได้ "มารักทะเลกันเถอะ" กับพวกผมครับ

by ThaiWebExpert