มติชนออนไลน์

แสตมป์ลดโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

การไปรษณีย์สวิตเซอร์แลนด์ ออกแบบพิเศษบนดวงแสตมป์แปลกใหม่ ใช้เทคนิคบนแสตมป์ ที่พลิกด้านหนึ่งเห็นรูปภาพจากเทือกเขา ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 150 ปีก่อนที่มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่เต็มทั่วบนเทือกเขา แต่เมื่อพลิกดูอีกมุมหนึงจะเห็นเทือกเขาในสภาวะปัจจุบันที่เกิดภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายเกือบหมดเหลือแต่ต้นไม้ ดอกไม้เล็กๆ ขึ้นแทน (จากภาพทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่ออดีตและปัจจุบันนี้โลกเราเปลี่ยนแปลงไปมาก) ที่เป็นแผ่นชีทมีการเปลี่ยนสีบนดวงแสตมป์จากสีแดง (แสดงถึงพื้นที่การปกคลุมของน้ำแข็ง) เมื่ออุณหภูมิปกติ และเมื่ออุณหภูมิลดลงหรือร้อนขึ้นก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว เพื่อร่วมรณรงค์และอนุรักษ์ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โดยการออกแบบแสตมป์ในรูปแบบต่างๆ และมีการพิมพ์สัญลักษณ์เพื่อป้องกันและช่วยลดโลกร้อนพิมพ์ไว้มุมด้านซ้ายของแสตมป์เพื่อให้ทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทุกคนจะช่วยให้โลกของเรากลับมาเหมือนเดิม ชมภาพจริงได้ที่ เฮาส์ ออฟ แสตมป์

ประเทศหมู่เกาะร้องลดปล่อยก๊าซอีก

มติชนรายวัน วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2552

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมด้านสภาพอากาศที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 2 เมษายน ประเทศหมู่เกาะ 43 แห่ง เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 45 เปอร์เซ็นต์ จากระดับที่ปล่อยเมื่อปี 2533 โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับการหนุนหลังจากอีกหลายสิบประเทศในแอฟริกาและละตินอเมริกา

เมื่อเดือนที่แล้วนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำกลุ่มหนึ่งได้คาดการณ์ว่า ในศตวรรษนี้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราวๆ 1 เมตร หรือมากกว่าระดับที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) ประเมินไว้เมื่อปี 2550 ถึง 2 เท่า

ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศหมู่เกาะเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40 เปอร์เซ็นต์ ในการประชุมด้านสภาพอากาศที่เมืองพอซนัน ประเทศโปแลนด์ เมื่อเดือนธันวาคม 2550

ขณะที่ชาติอื่นๆ ซึ่งรวมถึงจีนกับอินเดียเรียกร้องในการประชุมครั้งนี้ให้ประเทศร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

สหรัฐตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐลงเหลือเท่ากับระดับเมื่อปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นลดไปราว 16-17 เปอร์เซ็นต์จากระดับที่ปล่อยอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เห็นพ้องกันที่จะลดระดับการปล่อยก๊าซลง 20 เปอร์เซ็นต์ จากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 และจะลด 30 เปอร์เซ็นต์ หากประเทศที่พัฒนาแล้วชาติอื่นยินยอมลดในระดับเดียวกัน

ไอพีซีซีระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 ลง 25-40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง น้ำแข็งขั้วโลกละลายและคลื่นความร้อน (รอยเตอร์)

ปารีสฟื้นโครงการพลังงานสะอาด

มติชนรายวัน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ฟื้นโครงการพลังงานสะอาดเพื่อผลิตความร้อนไว้ใช้ทั่วเมืองอีกครั้งด้วยการดึงน้ำร้อนที่อยู่ลึกลงไปใต้ผืนดินเกือบ 2 กิโลเมตรขึ้นมาใช้ โดยมีการขุดเจาะลงไปใต้ผืนดินแล้วทางตอนเหนือของกรุงปารีสที่ตั้งอยู่ระหว่างวงแหวนรอบในและคลองแซงต์ เดอนีส์

นายมิเชล กาลาส จากบริษัท ซีพีซียู บริษัทที่ดำเนินงานครั้งนี้เปิดเผยว่า ยิ่งขุดเจาะลึกลงไปมากเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น โดยบริเวณชั้นของผืนดินที่ขุดเจาะลึกลงไปนั้นจะมีอุณหภูมิสูงถึง 57 องศาเซลเซียส ซึ่งจะถูกดูดขึ้นมาข้างบน เพื่อนำไปใช้สำหรับทำความร้อนยังแหล่งน้ำตามอพาร์ทเมนต์และตึกต่างๆ ต่อไป เท่ากับเป็นการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยโครงการนี้จะครอบคลุมอพาร์ทเมนต์และอาคารต่างๆ ราว 12,000 แห่ง ที่จะสร้างขึ้นใหม่ในเขต 19 ของกรุงปารีส ภายในปี 2554 ด้วยมูลค่าโครงการสูงถึง 31 ล้านยูโร หรือราว 1,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ การหันมาใช้แหล่งพลังงานจากธรรมชาติครั้งนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้นเหตุของภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้มากถึง 14,000 ตันต่อปี ซึ่งเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ปล่อยออกมาหลังการเดินทางเป็นระยะทางถึง 470,000 กิโลเมตร หรือเท่ากับระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

กาลาสกล่าวว่า ปัจจุบันมีเขตพื้นที่หลายสิบแห่งในมหานครปารีสที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ เกือบตั้งหมดใช้มาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 และ 1980 เหตุที่ 25 ปีแล้วจึงค่อยทำโครงการใหม่ขึ้นมา เป็นเพราะราคาของน้ำมันเริ่มถูกลง แต่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกลับลดน้อยลง (เอเอฟพี)

"นักวิชาการ"งัดข้อมูลโต้กันมัน "โลกร้อน"ร้อนจริงหรือมั่วนิ่ม

มติชนรายวัน วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กรณีที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วโลกในขณะนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) รวมทั้งมีการนำข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) มาเสนอเพียงส่วนเดียว ทำให้หลายคนตื่นตระหนก ไคลเมทเชนท์ เครซี (Climate Change Crazy) นั้น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ นักฟิสิกส์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบภูมิอากาศในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และพบว่าปรากฏการณ์เอลนิโญ่ และลานิญ่า ซึ่งมีแหล่งกำเนิดที่ประเทศชิลี ก็ไม่ได้ส่งผลกับประเทศไทยโดยตรง จากข้อมูลของไอพีซีซี ระบุว่า พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่กับลานิญ่านั้นมี 4 โซน และประเทศไทยก็อยู่ในพื้นที่โซนที่ 4 ที่เกือบจะตกขอบ ทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบบ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช่ 100% เช่น ปีไหนเอลนิโญ่แรงประเทศจีนก็จะร้อนมาก หนาวไม่มาก ปีไหนลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมากและนาน

ปีนี้ลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมาก ประเทศไทยซึ่งปกติได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนอยู่แล้วก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ส่วนฤดูร้อนปีนี้สูง 40-43 องศาเซลเซียส บางพื้นที่ แต่ช่วงเวลาที่ร้อนก็จะสั้นลง

นายสมิทธ ธรรมสโรจน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่า ข้อมูลการเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งหรือสตอร์มเซิร์จ มีโอกาสเกิดในกรุงเทพฯรวมทั้ง แกนโลกที่เอียงมากขึ้นทำให้โลกร้อนขึ้นเป็นเรื่องจริง ใครไม่เชื่อหรือออกมาตอบโต้ข้อมูลนี้ และหากเกิดเหตุนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องรับผิดชอบ ความคิดทางวิชาการแตกต่างกันได้ ให้ข้อมูลอะไรก็มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ นักวิชาการเหล่านี้อาจจะอ้างเพียงตำราแต่ประสบการณ์ไม่มี จะไม่ไปเถียงอะไร ก็ขอให้ดูว่าฤดูร้อนที่จะมาถึงจะร้อนและมีพายุตามที่พูดไว้หรือไม่

นายสมชาย ใบม่วง ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิยา กล่าวว่า ถึงเรื่องที่นักวิชาการบางรายออกมาพูดว่า ฤดูร้อนในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ อุณหภูมิน่าจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจจะเกิดคลื่นความร้อน หรือฮีทเวฟแบบประเทศอินเดียและออสเตรเลียว่า ตัวเลขอุณหภูมิดังกล่าวถือเป็นค่าเอ็กซตรีมปกติ และเป็นช่วงพีคสูงสุดของหน้าร้อนในช่วงเดือนเมษายนที่อาจจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ในบางวัน ปีนี้คาดว่า อากาศช่วงหน้าร้อนส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยจะใกล้เคียงกับปกติ และอาจไม่ร้อนเท่ากับปี 2551 ซึ่งอุณหภูมิร้อนสูงสุด 41-42.5 องศา เพราะตรวจพบปรากฏการณ์ลานิญาทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่ส่งผลโดยอ้อมทำให้อุณหภูมิไม่สูงเท่าไหร่ และมีฝนมากขึ้นด้วย ส่วนคลื่นความร้อนไม่มีโอกาสแน่นอน

เตือนวิกฤตอาหารยังไม่จบ

มติชนรายวัน วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 26 มกราคม องค์กรการกุศลด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อ๊อกซ์แฟม ได้ออกมาเตือนว่าวิกฤตการณ์อาหารซึ่งสร้างความปั่นป่วนในกว่า 30 ประเทศเมื่อปีที่แล้วยังห่างไกลจากการสิ้นสุดลงแม้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะลดลงมาแล้วก็ตาม

ในรายงานเรื่อง "ประชากรผู้หิวโหยพันล้านคน" ของอ๊อกซ์แฟมที่เปิดเผยในการประชุมความมั่นคงด้านอาหารที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ระบุว่า "การลงทุนด้านเกษตรกรรมที่น้อยเกินไปมานานหลายทศวรรษ บวกกับภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่เพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าแม้ราคาจะต่ำลงมาแล้วแต่ยังไม่สามารถรับประกันความมั่นคงด้านอาหารในอนาคตได้ และในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงอีก ถึงแม้ว่าราคาอาหารทั่วโลกจะลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็จะไม่มีทางกลับไปสู่ระดับราคาที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นอีกในอนาคต"

รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า สถานการณ์ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในอัฟกานิสถาน เอธิโอเปีย เคนยา โมซัมบิก และซิมบับเว เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการขาดแคลนอาหารโลกจะยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ

ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ผู้คนเกือบ 1 พันล้านคนจากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด 6.5 พันล้านคน กำลังประสบกับภาวะทุพโภชนาการ

นอกจากนี้นายฌักส์ ดิยุฟ ผู้อำนวยการเอฟเอโอระบุว่าราคาอาหารที่ลดลงอาจจะทำให้ชาวนาหมดกำลังใจในการปลูกพืชผล และจะทำให้ปริมาณอาหารน้อยลงขณะที่ประชากรที่ขาดแคลนอาหารมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (เอเอฟพี/รอยเตอร์) (กรอบบ่าย)

ร็อกกีฯทุ่ม70ล้านดอลล์รับโลกร้อน4ประเทศเอเชีย

มติชนรายวัน วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 27 มกราคม มูลนิธิร็อกกี เฟลเลอร์ แถลงเปิดตัว "โครงการเครือข่ายสร้างความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและสภาพแวดล้อมในเอเชีย" ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

ดร.จูดิธ โรดิน ประธานมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ กล่าวว่า มูลนิธิร็อกกี เฟลเลอร์ ได้ทุ่มงบประมาณ 70 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,380 ล้านบาท จัดทำโครงการคัดเลือกเมืองต้นแบบสำหรับดำเนินการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และให้ชุมชนมีความทนทานต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เบื้องต้นได้มุ่งเน้นไปที่เมืองในแถบเอเชีย เนื่องจากมีข้อมูลว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า เมืองในเอเชียจะขยายตัวมากกว่าร้อยละ 60 โดยเมือง 500 แห่ง ในเอเชียจะมีพลเมืองมากกว่า 1 ล้านคน และเมืองขนาดใหญ่อีก 20 แห่ง จะมีพลเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน

"โครงการดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ระยะ ระหว่างปี 2551-2555 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการระยะที่ 1 (เมษายน 2551-มิถุนายน 2552) คือ การศึกษาข้อมูลและคัดเลือกเมืองต้นแบบ ซึ่งขณะนี้คัดเลือกแล้ว 4 ประเทศ คือ เมืองสุรัต รัฐกุจจาราต เมืองอินดอร์ รัฐมัธยมประเทศ เมืองโกรักเปอร์ รัฐอุตรประเทศของประเทศอินเดีย เมืองดานัง เมืองชิว หย่อน เมืองกันโต ของประเทศเวียดนาม สำหรับอินโดนีเซีย และไทย อยู่ระหว่างคัดเลือกคาดว่าจะได้ชื่อในกลางปีนี้ หลังจากคัดเลือกเมืองแล้วจะดำเนินการในระยะที่ 2 (มกราคม 2552-กุมภาพันธ์ 2553) ซึ่งเป็นการเข้าร่วมสร้างกระแสสำนึกในปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเมืองนั้น รวมทั้งสำรวจความต้องการของเมือง แนวทางการดำเนินการต่างๆ และระยะที่ 3 (2553-2555) การดำเนินงานโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่เมืองต่างๆ ทั่วโลกต่อไป" ดร.จูดิธกล่าว และว่า จะเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 29 มกราคม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย

นายอัศวิน ดายาล กรรมการผู้อำนวยการมูลนิธิร็อกกีฯ ประจำสำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า เบื้องต้นประเทศไทยพิจารณาไว้ 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สงขลา ภูเก็ต เชียงใหม่ และเชียงราย (กรอบบ่าย)

สถานีโลกร้อนกับประเทศไทย บนถนนสายวิทยาศาสตร์ปี 52

มติชนรายวัน วันที่ 06 มกราคม พ.ศ. 2552

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) พร้อมด้วย น.ส.สุจินดา โชติพานิช ปลัด วท. และ นายพิชัย สนแจ้ง ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) แถลงข่าว "ถนนสายวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2552" ระหว่างวันที่ 8-10 มกราคม ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.ที่บริเวณกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ถนนโยธี และบริเวณคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลว่าในงานมีกิจกรรมการเรียนรู้มากกว่า 100 กิจกรรม แบ่งเป็น 33 สถานี ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ "สถานีโลกร้อนกับประเทศไทย" โดย อพวช.เป็นการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และวิธีการแก้ปัญหา ทั้งการประหยัดพลังงาน การปลูกต้นไม้ เป็นต้น พร้อมทั้งยังนำภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และสภาพแวดล้อมในประเทศที่เป็นผลมาจากโลกร้อน ยกตัวอย่าง ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศภูเขาสูง เช่น การย้ายพื้นที่ของสัตว์ การบุกรุกของสัตว์ต่างถิ่น นอกจากนี้ ยังมี "สถานีนักสำรวจน้อย" โดย อพวช.ที่จำลองสถานที่ในการเรียนรู้และค้นหาสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน้ำจืด ศึกษาธรรมชาติของพืชและสัตว์ รวมทั้งลักษณะของการดำรงชีวิตในแหล่งน้ำ

"เด็กๆ ยังมีโอกาสได้เรียนรู้พันธุ์พืชต่างๆ ผ่านสถานีมหัศจรรย์พันธุ์พืช โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้นำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาให้เด็กๆ ได้ทดลองทำด้วยตัวเอง และยังสามารถนำกลับบ้านไปเพาะเลี้ยงต่อได้ ประกอบกับยังจำลองสวนหย่อมพืชกินแมลงมาให้ชมด้วย ยังมีสถานีห้องทดลองนักวิทยาศาสตร์น้อย โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ ได้เปิดห้องปฏิบัติการให้เด็กๆ ได้เข้าไปทดลองกัน ไม่ว่าจะเป็นการทดลองสมุนไพร การทดลองแอมโมเนีย" คุณหญิงกัลยา กล่าว และว่า วันที่ 10 มกราคม วันเด็กแห่งชาติ วท.ได้จัดบริการรถรับส่งระหว่างสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมายังงานดังกล่าวด้วย

สวีเดนแชมป์คุม ก๊าซเรือนกระจก

มติชนรายวัน วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ดัชนีวัดกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ หรือซีซีพีไอ ประจำปีที่เปิดเผยในการประชุมด้านสภาพอากาศที่เมืองพอซนัน ประเทศโปแลนด์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ระบุว่าสวีเดนเป็นประเทศที่มีความพยายามมากที่สุดในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศที่พยายามน้อยที่สุด

แต่ดัชนีซีซีพีไอที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไรเยอรมันวอทช์และเครือข่ายแก้ปัญหาโลกร้อน (ซีเอเอ็น) ของยุโรปนั้น จัดให้สวีเดนอยู่ในอันดับที่ 4 เท่านั้น แม้จะเป็นประเทศที่ทำได้ดีที่สุด โดยระบุว่า ไม่มีประเทศใดที่มีผลงานน่าพอใจสมควรได้รับอันดับ 1-3 หากคิดถึงการปกป้องสภาพอากาศโลก

ประเทศที่อยู่ในอันดับต่อจากสวีเดนได้แก่เยอรมนี ฝรั่งเศส อินเดีย บราซิล อังกฤษ และเดนมาร์ก ขณะที่ 10 อันดับสุดท้ายประกอบไปด้วยกรีซ มาเลเซีย ไซปรัส รัสเซีย ออสเตรเลีย คาซักสถาน ลักเซมเบิร์ก สหรัฐอเมริกา แคนาดา และซาอุดีอาระเบีย

ดัชนีซีซีพีไอนั้น นำ 57 ชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของโลก มาทำการคิดคำนวณและให้คะแนนโดยดูจากตัวชี้วัด 12 อย่าง เช่น ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนโยบายด้านสภาพอากาศ (เอเอฟพี)

แนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อน ด้วย Flash Animation สื่อสร้างสรรค์

มติชนรายวัน วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ (กปร.) จัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ Flash Animation Presentation เรื่อง แนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อนขึ้น โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน ครั้งนี้มีเยาวชน 79 ผลงาน แบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย ช่วงชั้นที่ 4 จำนวน 64 ผลงาน และระดับอุดมศึกษาจำนวน 15 ผลงาน ผลปรากฏว่าผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา 3 รางวัล ได้แก่ ทีม Power GT จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทีม Awayg จากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และทีม Motion Allure จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พร้อมรางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย ทีมดีดี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีม TBC Ranger จากมหาวิทยาลัยไทยบริหารธุรกิจและพณิชยการ ทีม Baby bang จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทีม Tie Movie จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และทีม J-A-M Team จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาดรุณพิทยา

ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลายช่วงชั้นที่ 4 ผู้ชนะเลิศการประกวดได้แก่ ทีม Perspective จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล รางวัลรองชนะเลิศจำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย ทีม น่านนคร จากโรงเรียนน่านนคร ทีมกู้โลกเรนเจอร์ จากโรงเรียนเซนฟรังก์ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ทีม Together จากโรงเรียนเซนฟรังก์ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย ทีม GreenKeepers จากโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา ทีม Matrix จากโรงเรียนลาซาล ทีม KBYALA จากโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ทีม Notion จากโรงเรียนบางกะปิ และทีมช้างกู้โลก จากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ผลงานทั้งหมดจะนำมาผลิตเป็นสื่อสร้างสรรค์ต่อไป

นวัตกรรมการเกษตรไทยพัฒนาเกษตรอินทรีย์

มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยขาดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลผลิตด้านการเกษตร ทำให้ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าเกษตรได้ แต่หากประเทศไทยมีการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับผลผลิตด้านการเกษตรจะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น จึงมีแนวความคิดในการปรับยุทธศาสตร์นวัตกรรมการเกษตรไทย โดยออกแบบโครงสร้างการพัฒนาพื้นที่การเกษตรภายในระยะเวลา 15 ปี ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ระยะ 5 ปีแรกต้องมีการทำนวัตกรรมด้านการเกษตรให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมข้าวไทย นวัตกรรมมันสำปะหลัง ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่ยึดเพียงผลผลิตธรรมดาเท่านั้น แต่ต้องรู้จักแปรรูปหรือดัดแปลงให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ด้วย

ดร.ศุภชัยกล่าวอีกว่า ช่วงที่ 2 ระยะ 5-10 ปี จะต้องทำการพัฒนาระบบให้ผลิตภัณฑ์มีความเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะปลอดสารพิษ จากนั้นช่วงที่ 3 ระยะ 10-15 ปี ต้องสร้างความมั่นคงของพื้นที่การเพาะปลูก ไม่เน้นขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่เน้นการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยการรวบรวมความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรของทั้งประเทศและจัดทำเป็นองค์ความรู้เพื่อขายแก่ต่างประเทศในรูปแบบของการให้คำปรึกษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้ต้องการให้ประเทศไทยยกเลิกอาชีพเกษตรกรรม แต่จะเน้นให้บริการความรู้ด้านการเกษตรรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า นวัตกรรมการเกษตรนั่นเอง

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์นวัตกรรมการเกษตรไทย ดร.ศุภชัยได้รับรางวัลเอกสารวิจัยส่วนบุคคลในหลักสูตร วปอ. 2550 ในฐานะเป็นนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 2550 ซึ่งรางวัลดังกล่าวมีเพียง 3 คนที่ได้รับรางวัลจากทั้งหมด 220 ผลงาน

by ThaiWebExpert