มติชนออนไลน์

ขั้วโลกเหนือทำสถิติร้อนสุด

มติชนรายวัน วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม สำนักงานบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (โนอา) ได้เผยแพร่รายงานประจำปีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ขั้วโลกเหนือ โดยในรายงานระบุว่า อุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ โดยอยู่ที่ 9 องศาฟาเรนไฮต์ (5 องศาเซลเซียส) เหนือระดับอุณหภูมิปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากเกิดการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ซึ่งทำให้ความร้อนของมหาสมุทรเพิ่มสูงมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนบกและในทะเล ทำให้จำนวนพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งลดลงไปอย่างมากในช่วงฤดูหนาวและกระทบต่อจำนวนประชากรสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศเย็น เช่น กวางเรนเดียร์และกวางแคริบู ลดลงเช่นกัน

ในรายงานระบุว่า มีการตรวจพบผิวน้ำแข็งบริเวณเกาะกรีนแลนด์ลดลงด้วยเช่นกัน

นายเจมส์ โอเวอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์จากห้องทดลองด้านสิ่งแวดล้อมในทะเลของโนอา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซีแอตเติลของสหรัฐ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในขั้วโลกเหนือจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ ก่อนหน้านี้นักวิจัยจากศูนย์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า พื้นที่น้ำแข็งบริเวณบนขั้วโลกเหนือมีการละลายมากที่สุดเป็นครั้งที่ 2 ในฤดูร้อนปีนี้ (รอยเตอร์)

คืนชีวิตสัตว์น้ำสู่ทะเล รักษาสมดุลให้โลก

มติชนรายวัน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11161

เพราะตระหนักดีว่าปัญหาโลกร้อน และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติกำลังเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกคนต้องช่วยกันรีบแก้ไข ขนาดประเทศเวียดนามเมื่อต้นปีที่ผ่านมายังได้สัมผัสกับหิมะเป็นครั้งแรก แล้วประเทศไทยล่ะ

บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด จึงได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดกิจกรรม "ร่วมลดโลกร้อน รักษ์สิ่งแวดล้อม" นำทีมพนักงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคกว่า 130 คนปล่อยพันธุ์ปลาและพันธุ์ปูม้าคืนสู่ท้องทะเล พร้อมปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ และขยายพันธุ์สัตว์น้ำในบริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี

อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า "บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้จากนโยบายของบริษัทที่เน้นในเรื่องของ 3 R นั่นก็คือ Reduce Replant และ Recycle รวมถึงการใช้เยื่อไม้จากป่าปลูก

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับพนักงานของบริษัทในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีเสมอ โดยเฉพาะในปีนี้เป็นปีที่ได้รับการตอบรับจากพนักงานในการเข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เราชาวคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค จะได้ร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น"

สำหรับกิจกรรม "ร่วมลดโลกร้อน รักษ์สิ่งแวดล้อม" เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยเริ่มจากการปลูกป่าชายเลนด้วยต้นโกงกาง ซึ่งนอกจากจะสร้างที่อยู่ใหม่และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ แล้ว ต้นโกงกางยังเป็นเหมือนกำแพงที่ช่วยชะลอกระแสความเร็วของน้ำที่เข้ามาปะทะก่อนจะขึ้นสู่ฝั่งอีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีการปล่อยพันธุ์ปลาและปูม้าจำนวน 50,000 ตัวเพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ โดยมีทีมทหารเรือแนะนำวิธีการปลูกป่าชายเลนและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า "ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มหัศจรรย์ ซึ่งเมื่อก่อนป่าชายเลนในเขตพื้นที่ประเทศไทยมีอยู่มาก แต่ในปัจจุบันเหลือน้อยเพราะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งทำมาหากิน ทำให้แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดเหลือน้อยลง ดังนั้น สถาบันสิ่งแวดล้อมในฐานะเป็นองค์กรที่ดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อมจึงได้รณรงค์จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์และเป็นบ้านของสัตว์น้ำ"

แล้วปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเดินทางไปมอบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การเรียน และทุนบำรุงการศึกษาให้กับน้องๆ โรงเรียนบ้านเขาบายศรี ในเขตจังหวัดชลบุรี

ใครไม่มีโอกาสไปปลูกป่าก็สามารถร่วมลดโลกร้อนด้วยการช่วยๆ กันลดการใช้พลังงาน เริ่มตั้งแต่ปิดไฟฟ้าทุกดวงที่ไม่ใช้ก่อนก็ได้

“คาร์บอน เครดิต” CSR ในมิติสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 16 กันยายน 2551

การทำ CSR ปัจจุบันมีความแพร่หลายอย่างมาก และมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น กิจกรรมหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อลดวิกฤติภาวะโลกร้อน

การทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจนั้น ปัจจุบันมีความแพร่หลายอย่างมาก และเรามักจะได้เห็นการทำกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น กิจกรรมหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อลดวิกฤติภาวะโลกร้อน

ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน จนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลต่อสภาวะอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ทำข้อตกลงใน "พิธีสารเกียวโต" (Kyoto Protocol) เพื่อช่วยกันลดการปล่อยปริมาณคาร์บอนลงประมาณ 5.2% ภายในปี 2551-2555 และหากประเทศใดไม่สามารถทำตามได้ก็จะต้องถูกปรับตันละ 2,000-5,000 บาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเกิดแนวคิดของ "คาร์บอน เครดิต" (Carbon Credit) ขึ้น ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอน ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากการเผาผลาญน้ำมันดิบในโรงงานอุตสาหกรรม โดยคาร์บอน เครดิตนี้จะมาจากการที่บริษัทนั้นๆ สามารถลดการปล่อย หรือกำจัดก๊าซคาร์บอนได้ ดังนั้นการซื้อขายคาร์บอน เครดิต จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำหนดออกมา เพื่อช่วยให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่ต้องถูกลงโทษนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการทำคาร์บอน เครดิตนั้นผู้ผลิตอาจได้ในแง่ของผลกำไร ที่เป็นตัวเงินกลับเข้าสู่บริษัท แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยเรื่องการลดภาวะโลกร้อน และถือเป็นการทำ CSR ในมิติของสิ่งแวดล้อม

ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บอกว่า คาร์บอน เครดิต นับเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนวินวินด้วยกัน ทั้งผู้ประกอบการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซพิษคาร์บอน ลดการใช้พลังงาน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในองค์กรได้ ขณะที่ผู้ที่อยู่รอบข้างหรือชุมชนก็ได้รับในสิ่งที่ดีเช่นเดียวกันคือ ไม่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“ผมไม่อยากให้มองเรื่องของการได้เม็ดเงินกลับมา นั่นถือเป็นผลพลอยได้ แต่อยากให้มองในมุมของการทำ CSR ที่ผู้ผลิตจะได้ ไม่เพียงแค่การลดการปล่อยคาร์บอน ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน และการช่วยประหยัดพลังงานแล้ว แต่ยังเป็นการช่วยให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบโรงงานดีขึ้น นั่นหมายถึงการอยู่ร่วมกันของทั้งผู้ผลิตและชุมชน ซึ่งมีตัวอย่างหลายบริษัทที่ยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอทำ คาร์บอน เครดิต พอไปสำรวจปรากฏว่าชุมชนรอบข้างยอมรับโรงงานแห่งนี้ เพราะเขามีการช่วยเหลือสังคม มีการช่วยเหลือชุมชน”

ศิริธัญญ์ ยังบอกอีกว่า ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจะเป็นผู้วิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการรับรองโครงการ และติดตามประเมินผล รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจก และขณะนี้โครงการ CDM ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมีแล้ว 41 โครงการ แต่ที่ผ่านได้มีเพียง 2 โครงการ

ซึ่งหากรวมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้หรือจำนวนคาร์บอนเครดิตประมาณ 2.94 ล้านตัน/ปี (MtCO2e/y) คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ทางองค์การฯตั้งเป้าที่จะลดให้ได้ถึง 5 ล้านตัน/ปี หรือต้องเพิ่มอีกประมาณ 23 โครงการ

ขายคาร์บอนเครดิตคืนสู่สังคม

นที สิทธิประศาสน์ ซีอีโอ บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ จำกัด ผู้จัดทำโครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบ หรือโรงไฟฟ้าแกลบชีวมวล บอกว่า ทางโรงงานถือเป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับสิทธิ์ค้าคาร์บอนเครดิตจาก UN ในตอนแรกที่ตั้งโรงไฟฟ้ามีการคิดว่าจะทำอย่างไรให้โรงงานมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยที่สุด โดยจะต้องพิจารณาว่าจะใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง

ซึ่งถ้าตั้งโรงไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์ แล้วใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จะต้องใช้มากถึง 70% ถ่านหิน 20% และน้ำมันเตา 5% รวมกันก็ 95% เข้าไปแล้ว จากนั้นมีการนำเอาสัดส่วนนี้มาจำลอง หรือ Energy Mix ดูว่าเมื่อรวมกันผลิตไฟฟ้าแล้วปล่อยคาร์บอนออกมาจำนวนเท่าใด พร้อมกับลองแบบอื่นที่เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น แกลบ มาเป็นเชื้อเพลิง

ผลปรากฏว่ามีการปล่อยคาร์บอนแค่ 3,000 ตัน/ปี ขณะที่ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และฟอสซิล ปล่อยคาร์บอนถึง 7.3 หมื่นตัน/ปี

“เมื่อเอา 7.3 หมื่นตัน/ปี ลบด้วย 3,000 ตัน/ปี เหลือ 7 หมื่น เราเอาส่วนตรงนี้มาเป็นคาร์บอนเครดิต ตรงนี้ที่ทำให้เราได้เงินกลับมาช่วย ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นราคาแกลบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เราได้ไม่ใช่แค่นี้ เพราะทำให้เราลดการใช้พลังงาน เป็นกลไกที่สะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ช่วยลดภาวะโลกร้อน และที่สำคัญเราถือว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเราได้รับการยอมรับจากชุมชน เงินที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเราก็นำส่วนหนึ่งมาร่วมพัฒนาสังคมและชุมชนรอบข้างด้วย”

ต้องสร้างจิตสำนึก

สมชาย นิติกาญจนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์มหมู บอกว่า ทางบริษัทได้มีการทำคาร์บอน เครดิต เช่นกัน ซึ่งฟาร์มหมูนั้นเป็นธุรกิจที่มีก๊าซมีเทน จากขี้หมูที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ทางบริษัทจึงได้นำก๊าซมีเทนไปเป็นไบโอดีเซล และได้ขาย คาร์บอน เครดิต นี้ ให้กับประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้เริ่มทำมา 4 ปีแล้วกับฟาร์มหมู 3 โรง โดยกลไกในการขายจะมีบริษัทที่มา Certify เพื่อให้ได้รับการยอมรับจาก UN และมีบริษัทโบรกเกอร์มาช่วยดูแลการขายเพราะมีลูกค้าจากหลายประเทศสนใจที่สั่งซื้อ

“หลายคนบอกว่าฟาร์มหมูไม่เพียงแค่ส่งกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ยังสร้างความเดือดร้อนเรื่องสกปรกให้กับชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย แต่สำหรับเราไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีการลงทุนบ่อบำบัด บ่อเก็บเป็นอย่างดี และไม่มีการปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก ซึ่งเราเอาขี้หมูไปลงบ่อบำบัด ไปทำเป็นไบโอดีเซลเพื่อมาเป็นพลังงานทดแทน โดยเอาไปใช้ปั่นไฟ ทำให้เราลดการใช้พลังงานลง หรือเอาน้ำเสียมาบำบัดและมาล้างคอกหมู ทั้งหมดนี้เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายถ้ามีจิตสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว เราก็จะไม่มีคำว่าเดือดร้อน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”

ค่ายรถยนต์-เครือซิเมนต์ไทย นำร่อง"ติดฉลากคาร์บอน"

มติชนรายวัน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11119

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อบก.ได้ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกโดยจัดทำฉลากคาร์บอน (Carbon Label) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย การพิจารณาขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนจะเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างปี 2548 ซึ่งเป็นปีฐานกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2550 ระดับของฉลากคาร์บอนนั้น จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยตัวเลขน้อย หมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯได้น้อย ตัวอย่าง เช่น ฉลากเบอร์ 1 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากปีฐานลง 10% ส่วนฉลากเบอร์ 5 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากปีฐานลงได้เท่ากับหรือมากกว่า 50% และเพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภคจึงได้ออกแบบสีพื้นของฉลากให้แตกต่างกัน ดังนี้ เบอร์ 1 สีแดง เบอร์ 2 สีส้ม เบอร์ 3 สีเหลือง เบอร์ 4 สีน้ำเงิน และเบอร์ 5 สีเขียว

นายศิริธัญญ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายบริษัทสนใจเข้าร่วมในโครงการนี้ เช่น รถยนต์เชฟโรเล็ต กระดาษเครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี กระดาษดับเบิ้ลเอ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมพลาสติค กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป และภาคบริการ เช่น โรงแรม และบริษัทประกันภัย ได้แสดงความประสงค์ขอฉลากคาร์บอนเข้ามาแล้วจะออกเป็นฉลากคาร์บอนได้ปลายปีนี้ โดยคิดค่าบริการตรวจสอบประมาณ 1 แสนบาท สำหรับสินค้า 1 ชนิด ขณะนี้ฉลากคาร์บอนเป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคในยุโรป ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในประเทศอังกฤษจะมีสินค้าที่ติดฉลากดังกล่าววางขายมากกว่า 20% สนใจจะยื่นขอฉลากคาร์บอน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โทร.0-615-8791-3 ต่อ 109 E-mail: tassanar@tgo.or.th หรือ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โทร.0-2503-3333 ต่อ 228 E-mail : punjaporn@tei.or.th

"บายแฮนด์ฯ-GTZ" เกาะเทรนด์โลกร้อน ผลิตกระดาษสารักษ์สิ่งแวดล้อมบุกยุโรป

ผู้เขียน: 
วิชชุดา ชาญณรงค์

มติชน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บ้านต้นเปา ต.ต้นเปาอ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านการทำกระดาษสามานับ 100 ปี เป็นศูนย์กลางในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศแต่ด้วยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนหลากหลายขั้นตอนและการใช้สารเคมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ)และกรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดทำโครงการกระดาษสาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ภาคเหนือ

นางสาววิลาสินี ภูนุชอภัย ผู้จัดการโครงการ กลุ่มงานเสริมสร้างประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศ สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า กระบวนการผลิตกระดาษสาส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ใช้ นับตั้งแต่การต้ม โดยการใช้โซดาไฟและการฟอก ซึ่งล้วนเป็นสารเคมีทั้งสิ้น และที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐก็ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โรงงานบางแห่งต้องยอมปิดตัวไปโดยปริยาย

โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดการใช้สารเคมี และโชคดีที่กระแสของโลกร้อนกำลังมาแรง การอนุรักษ์และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงเป็นตัวช่วยผลักดัน รวมถึงกลยุทธ์การจัดการลดต้นทุน และหาช่องทางเปิดตลาดใหม่ ขณะนี้มีผู้ประกอบการในภาคเหนือเข้าร่วมโครงการนำร่อง 30 ราย

แม้จะมีคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ จีน และเนปาล ในเรื่องการก๊อบปี้ แต่การดึงสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขายก็ทำให้สามารถ ตีตลาดได้ ซึ่งเป็นผลจากการพาผู้ประกอบการไปออกบูทที่งาน "เปเปอร์เวิรลด์" เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ทำให้มีลูกค้าจากอิตาลีสั่งออร์เดอร์ทันที รวมถึงยังเจาะกลุ่มตลาดยุโรป และตลาดอินเดียที่เพิ่งได้ออร์เดอร์เพิ่มมาเมื่อช่วง ต้นปีที่ผ่านมาด้วย

อีก 2 ปีข้างหน้า จีทีแซดพยายามต่อ ยอดโครงการนี้ด้วยการส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน รวมถึงการเข้าไปปรับทัศนคติ วิเคราะห์ตลาด และสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือทางการค้าด้วย

นางณัฏฐา โอจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บายแฮนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ มีโรงงานตั้งอยู่ที่บ้านต้นเปา อ.สันกำแพง กล่าวว่า เนื่องจากที่นี่เป็นคลัสเตอร์หัตถกรรมกระดาษสา ชาวบ้านเน้นทำผลิตภัณฑ์แบบกล่อง บรรจุภัณฑ์และร่ม บริษัทจึงสร้างจุดขายและความแตกต่าง โดยเน้นผลิตสินค้าแฮนด์เมดที่เป็นดอกไม้และใช้ สีธรรมชาติ

การเข้าร่วมโครงการผลิตกระดาษสาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทางจีทีแซดก็ได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการใช้สีธรรมชาติ แนะนำ การใช้สีเคมีที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนเรื่องการ ส่งออก รวมทั้งการพบปะคู่ค้าใหม่ๆ

จุดขายสำคัญของบริษัท คือ เป็นกระดาษที่ทำด้วยมือ "จากแฮนด์เมด เปเปอร์ มาเป็น แฮนด์เมด ฟลาวเวอร์" เช่น ใช้สีธรรมชาติจากกระเจี๊ยบ ขมิ้น ครั่ง ใบเตย ฯลฯ ซึ่งเป็นที่สนใจมากในตลาดยุโรป ลูกค้าในประเทศเพียง 3-5% ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างประเทศซึ่งเป็น นิชมาร์เก็ต เน้นเจาะตลาดเล็กๆ แต่ราคาสูงเพราะใช้มือทำ

ลูกค้าเจ้าใหญ่คือฝรั่งเศส ส่วนรายย่อยได้แก่ อิตาลี นิวซีแลนด์ อังกฤษ มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ล่าสุดหลังจากไปออกบูทที่เยอรมนีก็ได้ลูกค้าจากอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดไฮเอนด์ ซึ่งมุมไบดีพาร์ตเมนต์สโตร์รับผลิตภัณฑ์ไปขายได้ราคาสูงเกือบ 6 เท่า

"กลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ การพยายามส่งตัวอย่างสินค้าใหม่แทรกไปทุกครั้งกับการส่งออร์เดอร์หลักให้ลูกค้า และจากนี้ไปพยายามจะปรับแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงพัฒนาเรื่องสีไม่ให้ซีดเร็ว ลดขั้นตอนการผลิต รวมทั้งการใส่กลิ่น เพิ่มเติมเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับโปรดักต์ หาจุดต่างจากคู่แข่งอย่างจีน รวมทั้งจีทีแซดได้เข้ามาช่วยเรื่องการทำตลาดส่งออกด้วย จึงทำให้หาตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น" นั่นคือบทสรุปของณัฏฐา โอจรัสพร แห่งบายแฮนด์ฯ ที่ไม่ยอมจำนนกับอุปสรรคและจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

กสิกรไทยปล่อยกู้"คาร์บอนเครดิต"

มติชน วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภาวะโลกร้อน จนส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของโลกอย่างรุนแรงมากขึ้น ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จัดทำโครงการลดต้นทุนพลังงาน ต้านโลกร้อน โดย K SME Care ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีของไทยมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีคุณภาพเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน โดยได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization หรือ TGO) ดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร่วมกันลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสามารถสร้างรายได้กลับคืนจากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยนายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ทีจีโอ) กล่าวว่า ทีจีโอจะจัดอบรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมการลดต้นทุนพลังงาน ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านพลังงานและกลไกการพัฒนาที่สะอาด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ผู้ประกอบการลดได้ สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อขายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนี้เป็นการซื้อขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มีมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่

ลดกินเนื้อสู้โลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11139

ลอนดอน-เมื่อวันที่ 7 กันยายน หนังสือพิมพ์ ดิ อ็อบเซิร์ฟเวอร์ ของอังกฤษรายงานว่า นายราเชนดรา ปาเชาว์รี ประธานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติระบุว่า การลดการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นวิธีการที่สามารถช่วยในการสู้กับภาวะโลกร้อนได้ โดยเขาระบุว่า ผู้คนควรจะเริ่มต้นด้วยการไม่กินเนื้อสัตว์ 1 วันต่อสัปดาห์ และค่อยๆ เพิ่มจำนวนวันมากขึ้นเรื่อยๆ เขากล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในจุดเล็กๆ บางอย่างจะเป็นการช่วยในการลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งวิธีการนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในแง่ของการเป็นวิธีที่สามารถปฏิบัติได้ทันที และเห็นผลในช่วงเวลาสั้นๆ (เอเอฟพี)

จะเอาโลกสีเขียว หรือโลกสีเหล็กขึ้นสนิม?

ผู้เขียน: 
สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“เบิร์กเลย์” เป็นชื่อเมืองมหาวิทยาลัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ที่ไม่น่าจะมีทุกข์จากสิ่งแวดล้อม

แต่แล้วกลับมีทุกข์ ดังรายงานเรื่อง ทุกข์ยืดเยื้อ ณ เมืองมหาวิทยาลัย โดย ดร. อาภา หวังเกียรติ (สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต) เหตุเพราะโรงถลุงเหล็กโรงที่สามของบริษัท Pacific Steel Casting (พิมพ์ในหนังสือโลกสีเขียว ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2551 ที่กำลังวางตลาดขณะนี้) จะขอคัดข้อความตอนสรุปดังนี้

“โรงงานสร้างปัญหาสุขภาพต่อสาธารณะจริง ไม่ใช่เรื่องจินตนาการหรือคิดเอาเอง ตัวกรองไม่สามารถที่จะแก้ได้หมดทุกปัญหา เป็นไปได้มากที่ตัวกรองจะไม่สามารถกำจัดสารพิษ เช่น ในปี 2546 โรงงานที่หนึ่งและสองของบริษัทที่มีตัวกรองก็ยังมีการปลดปล่อยแมงกานีสออกมาปีละประมาณ 1,100 กิโลกรัม การได้รับแมงกานีสปริมาณมาก สามารถทำลายระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมพาร์กินสัน (Parkinson) และจากรายงานของ US EPA ตั้งแต่ปี 2545 มีการปล่อยฟีนอล ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเพิ่มมากขึ้นสองเท่า นอกจากนี้รายงานของบริษัท Pacific Steel Casting เองระหว่างปี 2545-2548 ก็พบการปล่อยนิกเกิล ตะกั่ว สังกะสี และแมงกานีส เพิ่มขึ้น”

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่าความทุกข์จากมลพิษของชาวเมืองอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างเบิร์กเลย์คงจะยังไม่คลี่คลายลงโดยง่าย

รายงานจากเมืองเบิร์กเลย์นี้ สนับสนุนให้การต่อต้านโรงถลุงเหล็กที่อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเคร่งครัดและหนักแน่นเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้ปลอดจากโรงถลุงเหล็ก ดังมีรายงานล่าสุดจากมติชน (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 หน้า 9)

ในหนังสือโลกสีเขียว ยังมีรายงานพิเศษเรื่อง อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำญี่ปุ่น ต้นแบบสู่ความรุ่งเรืองจริงหรือ โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (กลุ่มศึกษาและ รณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม) ย้ำว่า

“หากไม่มีโรงถลุงเหล็กในประเทศ เราก็สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กชั้นดีมาจากญี่ปุ่นได้ในราคาที่ถูกลงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเอาต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติและอื่นๆที่มีความหมายต่อประเทศไทยในระยะยาวไปแลกกับโรงถลุงเหล็กเพียงไม่กี่โรงที่อ้างกันว่าจำเป็นต้องสร้างขึ้นมา”

อ้าว! ถ้าอย่างนี้จะสร้างโรงถลุงเหล็กที่บางสะพานหาหอกอะไรอีกล่ะ?ไอ้เหียก

นำร่อง"บ้านขุนสมุทรจีน" แก้ปัญหาน้ำทะเลเซาะตลิ่ง

มติชนรายวัน วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11133

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล จากหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาแผ่นดินหายเนื่องจากการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นและลมทะเลมีความรุนแรงมากขึ้นตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยทั้งหมด 2,667 กิโลเมตร พื้นที่มีปัญหากัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่สุดของประเทศ คือ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีแนวชายฝั่งทั้งสิ้น 45 กิโลเมตร

ประชาชนประสบปัญหาการพังทลายของแนวตลิ่งมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย จนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ไปตั้งถิ่นฐานยังแหล่งอื่นๆ ส่วนครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ก็ต้องอพยพหนีน้ำมานานแล้วหลายครั้ง เช่น ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ อพยพหนีน้ำมาแล้ว 7-10 ครั้ง ในรอบ 20 ปี โบสถ์ของวัดขุนสมุทรทราวาส จมน้ำทะเลประมาณ 1 เมตร ที่ดินราษฎรบริเวณนี้ได้ถูกน้ำทะเลซัดหายไปแล้วกว่า 1 กิโลเมตร และในช่วงปี พ.ศ.2510-2548 พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการถูกน้ำทะเลกัดเซาะหายไปทั้งสิ้น 11,104 ไร่

ดร.ธนวัฒน์กล่าวว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) เห็นความสำคัญของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงได้มีความร่วมมือกับธนาคารโลกและจังหวัดสมุทร ปราการ ให้ศึกษาถึงแนวทางการลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยเลือกหมู่บ้านขุนสมุทรจีน เป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษา และเป็นงานวิจัยแบบบูรณาการ มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิ อุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา นิเวศวิทยาชายฝั่ง ธรณีพิบัติภัยเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมชายฝั่งและสังคม รวมถึงภูมิสถาปัตย์ และกฎหมายที่ดิน นอกจากนั้นยังมีนักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเก็บข้อมูลเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้

"งานวิจัยแบบ Action Research และรูปธรรมของแบบจำลองเขื่อนสลายคลื่น ที่บ้านขุนสมุทรจีน นำไปขยายผลการแก้ไขพื้นที่ชายฝั่งหาดโคลนอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาการกัดเซาะและพังทลาย สกว.จึงจัดการประชุมสัมมนาเรื่องการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งหาดโคลนกรณีบ้านขุนสมุทรขึ้น โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และธนาคารโลก เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยของคณะวิจัย และผลการประเมินแบบจำลองเขื่อนสลายคลื่นเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งกัดเซาะที่บ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ของผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ในวันที่ 8 กันยายนนี้"

พลาสติคชีวภาพ อุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ (New Wave Industry) และโอกาสไทย

ผู้เขียน: 
ศุภชัย หล่อโลหการ, วันทนีย์ จองคำ สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ

มติชน วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม ให้ความเห็นชอบแผนที่นำทาง (โรดแมป) การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระหว่างปี พ.ศ.2551-2555 ภายในกรอบวงเงินงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,800 ล้านบาท ตามที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้นำเสนอ เพื่อให้อุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคตของประเทศไทยนั้น

นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic innovation) ที่มีมูลค่าใหม่ที่สูงมากในภาคเกษตรกรรม พร้อมๆ กับการก่อเกิดอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับกระแสความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมโลก

พลาสติคชีวภาพ (biodegradable plastics) เป็นพลาสติคที่ผลิตจากพืช หรือวัตถุดิบที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ กระบวนการผลิตเป็นกระบวนการหมัก ซึ่งใช้พลังงานต่ำ และมีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำเมื่อนำไปฝังกลบภายหลังการใช้งาน

ปัจจุบันพลาสติคชีวภาพได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาวัสดุสำหรับการใช้งานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กลุ่มอุตสาหกรรมแนวหน้าทั่วโลกตื่นตัวในการคิดค้นหาวัตถุดิบหรือโพลิเมอร์ตัวใหม่ เพื่อพัฒนาพลาสติคชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการใช้งานได้ดีเทียบเท่ากับพลาสติคดั้งเดิมที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสามารถทดแทนการใช้งานที่มีอยู่

นับตั้งแต่ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พลาสติคซึ่งผลิตจากวัตถุดิบทางปิโตรเคมี เป็นวัสดุที่มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นด้านการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปร่างต่างๆ ได้ง่ายกว่าวัสดุชนิดอื่น ประกอบกับมีน้ำหนักเบา ทนความชื้น และราคาถูก ทำให้การบริโภคพลาสติคทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 5 ต่อปี คิดเป็นปริมาณ 200 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณการบริโภคของประชากรสูงถึง 80-100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

แต่ขณะเดียวกัน ความสามารถในการนำขยะพลาสติคหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 30

โดยเฉพาะประเทศไทยมีขยะพลาสติคที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี

ซึ่งถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อม และกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากพลาสติคที่ไม่สามารถย่อยสลายได้แล้ว ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขยายผลไปถึงด้านเกษตรกรรมและการค้า ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มต้องการผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน ความต้องการของพลาสติคชีวภาพในตลาดโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ในขณะที่กำลังการผลิตในปัจจุบันมีเพียง 360,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดเพียงร้อยละ 1 ของปริมาณพลาสติคที่ใช้ทั่วไป

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงในการที่จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพขึ้นอย่างครบวงจร

โอกาสของประเทศไทย

เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านชีวมวล (biomass) และมีวัตถุดิบด้านการเกษตรที่มีศักยภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ซึ่งประเทศไทยผลิตหัวมันสดเป็นอันดับ 3 ของโลก และส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก

โดยในปี 2548 มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกว่า 6.6 ล้านไร่ และมีการผลิตหัวมันสดได้ประมาณ 27 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 61,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 10 เท่าเมื่อนำมาผลิตเป็นพลาสติคที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

และเมื่อเปรียบเทียบกับการนำมันสำปะหลังมาทำเป็นมันเส้น จะสร้างมูลค่าเพิ่มเพียง 1.26 เท่า

และมีมูลค่าเพิ่มเพียง 1.5 เท่า เมื่อไปผลิตเป็นเอทานอล

ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพที่มีแหล่งวัตถุดิบจากแป้งมันสำปะหลัง จะทำให้ได้กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว มากกว่าการลงทุนสร้างโรงงานมันเส้นถึง 21.4 เท่า หรือเท่ากับมีการสร้างรายได้ใหม่มากถึง 144,180 ล้านบาท
ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมถึงผลประโยชน์ที่ประเทศได้จากการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมปลายน้ำที่แข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมพลาสติค ในการรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพย่อยสลายได้

โดยผลิตภัณฑ์พลาสติคที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ถุง กระสอบพลาสติค และแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ เช่น มันสำปะหลัง อันจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร ในขณะเดียวกันจะลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเลียมสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติคทั่วไป และยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านการค้าของผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาคต่อไป

โครงการนวัตกรรมพลาสติคชีวภาพเป็นหนึ่งในโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้วิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกและปัจจัยการผลิตที่เข้มแข็งของประเทศไทย จึงได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเป็นโครงการระดับชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง และเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ มาใช้ในการผลิตพลาสติคชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังหรือน้ำตาล

ในระยะเวลาที่ผ่านมา สนช.ได้มีบทบาทในการริเริ่มส่งเสริม ผลักดัน และรวบรวมข้อมูลด้านพลาสติคชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาโครงการวัสดุชีวภาพ

การเจรจากับบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิจัย การลงทุน การสร้างตลาด และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 บริษัท การจัดทำห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานพลาสติคชีวภาพนำร่อง รวมทั้งการจัดนิทรรศการและการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติด้านพลาสติคชีวภาพ (Innobioplast 2006) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แสวงหาโอกาสร่วมทุนและความร่วมมือด้านพลาสติคชีวภาพ และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาค

ในระดับภาคอุตสาหกรรม ได้มีบริษัทที่ริเริ่มผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพโดยการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทั้งในรูปแบบการพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยการนำเข้าเม็ดพลาสติคชีวภาพมาผ่านกระบวนการคอมพาวดิ้งและขึ้นรูปภายในประเทศ หรือการพัฒนานวัตกรรมการผลิตของตนเองจากวัตถุดิบจำพวกแป้ง ซึ่งได้สร้างตลาดต่างประเทศบ้างแล้ว

กลยุทธ์สู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาค

มติจากคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบที่จะให้การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพอยู่ในแผนปฏิบัติการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมให้ทันต่อกระแสความต้องการของตลาดโลก จะเป็นการสร้างศักยภาพให้เกิดความสามารถในการแข่งขันจากข้อได้เปรียบของประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาคนี้ในอีก 15 ปีข้างหน้า

โรดแมปสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพไทยที่ได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานใน 4 ด้านในระยะเวลา 5 ปี ได้แก่

กลยุทธ์ที่ 1 การสร้างความพร้อมด้านวัตถุดิบชีวมวลเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกิดการแย่งชิงวัตถุดิบสำหรับการบริโภค เร่งรัดการสร้างเทคโนโลยีทางการเกษตรสำหรับพืชจำพวกที่ให้แป้งเพื่อให้เกิดการคุ้มทุนในการใช้สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติค รวมทั้งการป้องกันปัญหาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือการไม่สมดุลต่อระบบนิเวศ

กลยุทธ์ที่ 2 การเร่งรัดและสร้างเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งการนำเข้าเทคโนโลยี การต่อยอดเทคโนโลยีด้วยนวัตกรรมของคนไทย และการสนับสนุนงานวิจัยของนักวิชาการ นักวิจัย แบบมุ่งเป้าเพื่อให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีของประเทศ

กลยุทธ์ที่ 3 การสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งได้แก่การผลักดันให้เกิดการลงทุน การสร้างอุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การสนับสนุนธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและภายในประเทศ

กลยุทธ์ที่ 4 การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อันได้แก่การสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรม การสร้างห้องปฏิบัติทดสอบและรับรองมาตรฐาน การรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยพลาสติคชีวภาพ การกำหนดโครงการนำร่องในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ

ผลที่คาดหวังว่าจากการกำหนดนโยบายและมาตรการของภาครัฐในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้แผนโรดแมปนี้ใน 3 ด้านคือ

(1) เชิงเทคโนโลยี ได้แก่ การมีเทคโนโลยีการผลิตพลาสติคชีวภาพของประเทศขึ้นเอง และเกิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 500 ล้านบาท

(2) เชิงธุรกิจอุตสาหกรรม ได้แก่การเกิดธุรกิจอุตสาหกรรม โดยมีมูลค่าการลงทุนถึง 3,000 ล้านบาท และทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์สูงถึง 1,500 ล้านบาท

และ (3) เชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นถึงการตระหนักถึงการใช้พลาสติคชีวภาพเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกิดค่านิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาขยะพลาสติค หรือปัญหาที่เกิดจากมลพิษในการเผาขยะที่ย่อยสลายไม่ได้สูงถึง 500 ล้านบาท

โรดแมปการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ สำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศ

และพร้อมที่จะร่วมมือกันสร้างปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ ในการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคตอันใกล้

by ThaiWebExpert