มติชนออนไลน์

เอเปคมุ่งผลักดัน"รอบโดฮา"

มติชนรายวัน วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอเอฟพีรายงานว่า การประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ระดับรัฐมนตรีการค้าที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 21 กรกฎาคม นับเป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีการค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ โดยจะมีการเจรจาเพื่อหาหนทางไปสู่ข้อสรุปการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่หรือรอบโดฮาขององค์การการค้าโลกที่ชะงักงันมา 8 ปีแล้ว เนื่องจากประเทศสมาชิกระหว่างชาติรวยและชาติกำลังพัฒนาไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและตลาดอุตสาหกรรม

นายไซมอน ครีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเพิ่มแรงเหวี่ยงมากขึ้นสำหรับการค้ารอบโดฮา และส่วนตัวก็เชื่ออย่างแรงกล้าว่าหากรอบโดฮาสำเร็จ จะเป็นหนทางดีที่สุดในการลดการกีดกันการค้าและส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

รายงานเปิดเผยว่า สำหรับการประชุมระดับผู้นำเอเปคหรือเอเปคซัมมิทนั้น จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งสมาชิกเอเปคมีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและรัสเซียรวมอยู่ด้วย

รัฐบาลหนุนชุมชนจริงหรือ?? มองงานเสริมขบวนชาวบ้าน ผ่าน "คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์"

มติชนรายวัน วันที่ 06 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

แม้ต้องฝ่าฟันและ "เล่น" อยู่กับการเมืองและเหล่านักการเมืองในระนาบบนอยู่แทบทุกวัน แต่ก็ยังดีที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสนใจงานการเมืองระดับบ้านๆ ซึ่งเป็นฐานรากอยู่บ้าง แม้ให้น้ำหนักไม่มากนัก เพราะทั้งเวลาและงบประมาณส่วนใหญ่ยังคงพุ่งไปที่โครงการใหญ่ๆ ที่มุ่งแต่กระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าการกระตุ้นสังคม

สำหรับงานภาคประชาชนนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาขับเคลื่อนชุดหนึ่งชื่อว่า คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ โดยมีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน โดยมีกรรมการทั้งสิ้น 45 คน ซึ่งเป็นรัฐมนตรี 9 คน ที่เหลือเป็นเครือข่ายภาคประชาชนและราชการ

ทั้งนี้คณะกรรมการชุดใหญ่นี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลในแต่ละด้านประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ซึ่งมี น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ เป็นประธาน มีกรรมการ อาทิ ศ.ระพี สาคริก อ.ชนวน รัตนวราหะ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ เป็นต้น 2.คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการธนาคารต้นไม้ ซึ่งมีนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ เป็นประธาน มีกรรมการ อาทิ นายประยงค์ รณรงค์ นายจินดา บุญจันทร์ เป็นต้น

3.คณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีนายสมพร ใช้บางยาง เป็นประธาน มีกรรมการ 18 คน อาทิ พระมนัส ขันตธมโม ครูชบ ยอดแก้ว ลุงอัมพร ด้วงปาน เป็นต้น 4.คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนท้องถิ่น ซึ่งมีนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ เป็นประธาน มีกรรมการ 21 คน อาทิ นายประยงค์ ดอกลำไย นายพลากร วงศ์กองแก้ว นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ เป็นต้น 5.คณะอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของชุมชนเมืองและชนบท ซึ่งมี น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา เป็นประธาน มีกรรมการ อาทิ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ เป็นต้น

ขณะนี้คณะอนุกรรมการชุดต่างๆ กำลังหาข้อสรุปในแต่ละมุมกันอยู่ มีทั้งที่คืบหน้าบ้างไม่คืบบ้าง ที่คืบหน้ามาหน่อยเป็นเรื่องสวัสดิการชุมชนและธนาคารต้นไม้

"ชุมชนคือยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าชุมชนเข้มแข็งบ้านเมืองก็ไปได้" คุณหญิงสุพัตรา หรือคุณหญิงแอ๋ว ให้น้ำหนักกับงานของชุมชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้คุณหญิงยอมกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เบื่อหน่ายสถานการณ์ทางการเมืองมาก แต่ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ได้เรียนรู้งานของชาวบ้าน ทำให้ได้เห็นถึงความงดงามของชุมชนที่ร่วมกันหาทางออกให้ตัวเอง ซึ่งคุณหญิงเชื่อมั่นว่าเป็นทางรอดของประเทศ

"ชุมชนเข้มแข็งในความหมายของเราคือเขาดูแลตัวเองได้ ชาวบ้านเขาทำของเขามาตลอด ที่เป็นอุปสรรคและปัญหาก็คืออยู่ดีๆ รัฐก็ไปขีด บอกว่าตรงนี้เป็นป่าสงวน ตรงนี้เป็นอุทยาน ให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ชาวบ้านเขาอยู่กันดีๆ ถ้ารัฐไม่เข้าไปแทรกแซง" ต้นตอของปัญหาที่คุณหญิงแอ๋วฉายภาพให้เห็น

"จริงๆ งานด้านสวัสดิการชุมชน ชาวบ้านเขาทำกันอยู่แล้ว และเยอะมาก อย่างเรื่องออมทรัพย์ เขาทำกันมานานเพราะไม่ต้องไปกู้ธนาคาร หลายๆ แห่งยังทำเป็นสวัสดิการด้วย ใครไปโรงพยาบาลก็เบิกได้ บางแห่งเบิกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางแห่งเบิกได้น้อยหน่อยถ้าองค์กรยังไม่เข้มแข็ง" คุณหญิงอธิบายจุดเริ่มต้นของงานสวัสดิการชุมชน ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย และระยะหลังที่นิยมกันมากคือการออมวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท ซึ่งหลายชุมชนมีเงินกองทุนพอกพูนหลายล้านบาท สามารถแบ่งเบาภาระของสมาชิกได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ได้เข้าร่วมโดยจ่ายเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง

"นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีคือว่าให้ไปคิดระบบ ซึ่งรัฐบาลเองยินดีจ่ายเงินร่วมสมทบ แต่ชาวบ้านเองที่เป็นคนบอกว่าอย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง เพราะถ้าเอาเงินมาทุ่มก็เสร็จกัน หากยังไม่มีระบบหรือมีความพร้อม เพราะบางแห่งที่ยังไม่เข้มแข็ง อาจรวมตัวกันเพื่อมารับเงิน"

คุณหญิงสุพัตรากล่าวว่า ฉะนั้นต้องคิดเป็น 2 ระบบ ระบบแรกใครที่ทำอยู่แล้วให้รองบประมาณ ปี 2553 ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่เริ่ม จะมีส่งเสริมให้สร้างขบวนชาวบ้านกันเองที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาคุยกันว่าในระยะยาวจะดูแลกันเองเป็นสวัสดิการของสังคมจริงๆ เกื้อกูลจริงๆ คนพิการหรือคนด้อยโอกาสก็ไม่ต้องสมทบ เพราะชุมชนจะเป็นผู้ดูแล

"เขาฝันไปถึงว่า พอแก่เฒ่าก็จะมีบำนาญเลี้ยงดูกันด้วย ตอนนี้มีชุมชนที่ทำเรื่องนี้จนเข้มแข็งอยู่ประมาณ 3 พันหมู่บ้าน ยังเหลืออีก 4 พันกว่าหมู่บ้านที่ต้องค่อยๆ เคลื่อนกันเพราะเขาต้องการกระบวนการ ก่อนถึงต้นกันยายนและตุลาคม เครือข่ายชาวบ้านเขาจะไปช่วยกันดูแลก่อน" คุณหญิงแอ๋วบอกถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม "ชาวบ้านเป็นคนพูดเลยว่าอย่าใช้เงิน ขอขบวนการก่อนซึ่งน่ารักมาก มีชาวบ้านพูดขำมาก เขาบอกว่าสวัสดิการน่ะ ไม่ใช่ประชานิยม นี่คือสวัสดิการที่ชาวบ้านจัดเพราะฉะนั้นเงินไม่ใช่ตัวตั้ง แต่ต้องการให้เห็นว่าเป็นการร่วมกันของ 3 ฝ่ายคือชาวบ้าน องค์กรท้องถิ่น และรัฐบาล"

คุณหญิงสุพัตราบอกว่า ในที่ประชุมเรื่องสวัสดิการนี้ได้มีการพูดถึงพื้นที่นำร่อง และทำเป็นต้นแบบกระจายตามภาคต่างๆ ซึ่งจะช่วยยกระดับงานของชาวบ้านจากระดับจังหวัดเป็นระดับชาติ

"ที่สำคัญอย่าไปบังคับเขาว่าต้องเหมือนตรงนั้นตรงนี้ เขามาดูแล้วเขาก็สนใจ แต่เขาทำเข้มแข็งของเขาอยู่แล้วเพราะว่าแต่ละแห่งมีธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน"

ส่วนเรื่องธนาคารต้นไม้ คุณหญิงสุพัตราอธิบายว่า เดิมที่ก็คือโครงการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ซึ่งชาวบ้านทำกันอยู่แล้ว ซึ่งสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เคยทำเรื่องการปลูกป่าในชุมชน โดยอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นคนทดลองเรื่องปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ปรากฏว่าพอชาวบ้านปลูกแล้วก็เกิดแนวคิดว่า ในเมื่อพวกเขาไม่มีหนี้ ทำไมถึงต้องปลูกต้นไม้ใช้หนี้ด้วยล่ะ ดังนั้นจึงปลูกเป็นธนาคารต้นไม้ไปเสียเลยจึงเกี่ยวข้องกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.

"ชาวบ้านบอกว่า จริงๆ แล้วโครงการนี้พวกเขาไม่ต้องการเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเลยเพราะเขาทำเองกันหมดแล้ว แต่ต้องการรู้ว่ารัฐบาลมีนโยบายอย่างไรกับต้นไม้พวกนี้ เพราะแต่เดิมต้นไม้เศรษฐกิจเขาปลูกแล้วเขาตัดไม่ได้ ต้องไปขออนุญาตเพราะมีปัญหากับป่าไม้ แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายชัดเจนให้เขาตัดได้ เขาก็จะได้เดินหน้ากันต่อไป ขณะที่อีกพวกหนึ่งยังเห็นต่อไปว่า ต้นไม้เหล่านี้มันน่าจะเป็นหลักทรัพย์ ที่เอาไปค้ำประกันได้ เช่น ประกันตัวลูกที่ถูกจับ เขาปรึกษากันอยู่ว่าจะทำพันธบัตรต้นไม้ได้มั้ย ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็เลยระดมสมองกัน และบอกว่าเรียกอย่างอื่นได้มั้ย พอเรียกพันธบัตรปั๊บ มันพัวพันไปถึงเรื่องหนี้สาธารณะและเรื่องอื่นๆ อีก เราก็บอกว่าได้ ไม่ว่าเรียกอะไรก็ตาม แต่ขอให้เอาต้นไม้ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้"

ขณะนี้คณะกรรมการฯได้ลงไปดูพื้นที่การปลูกต้นไม้ใช้หนี้หรือธนาคารต้นไม้ ซึ่งมีหลายแห่งสามารถนำมาเป็นต้นแบบได้ เช่น ที่ชุมพร ซึ่ง ธ.ก.ส.ได้ให้การสนับสนุนอยู่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเกษตรกรที่ยังเป็นหนี้อยู่นั้น ธ.ก.ส.ได้ประกาศในที่ประชุมว่าพร้อมที่จะพักหนี้ให้ทันที หากมีหลักทรัพย์ที่เป็นต้นไม้ไว้ค้ำประกัน ขณะที่รัฐบาลเองมีแนวทางที่จะโอนหนี้ของชาวบ้านจากธนาคารพาณิชย์อื่นๆ มาไว้ที่ ธ.ก.ส.เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ปลดหนี้ตามโครงการนี้

"กำลังเสนอไปที่นายกรัฐมนตรีว่า ชาวบ้านยังไม่จ่ายได้มั้ย แต่สำหรับดอกเบี้ย เราต้องหาเงินมาช่วยชาวบ้าน แต่หนี้สินพักไว้ก่อน พี่ไปดูที่ชุมพรมีลุงคนหนึ่ง ปลูกพืชในพื้นที่ 70 ไร่ เมื่อก่อนแกเป็นหนี้จนแทบจะฆ่าตัวตาย จนกระทั่งแกเอาแนวทางที่ในหลวงพระราชทานไว้มาใช้ แกทำเยอะแยะมากมายจนปลดหนี้หลายล้านบาทหมดสิ้น วันที่เราไปเป็นวันที่แกปลดหนี้ได้หมด ทุเรียนที่แกขายได้ไม่รู้เท่าไหร่ วันนั้นแกเลี้ยงแกเอาหมดเลย"

สำหรับเรื่องระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้รองรับนั้น คุณหญิงสุพัตราบอกว่า ขณะนี้กรมป่าไม้เองก็เห็นด้วยในแนวทางนี้ และกำลังดูอยู่ว่าต้องแก้ระเบียบอะไรบ้าง แต่ให้ดีต้องแก้กฎหมายด้วยเพราะทำให้เป็นแนวทางที่ถาวร แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลานาน

"ตอนนี้ชาวบ้านเขารวบรวมองค์ความรู้ไว้หมดแล้ว ภาคไหนควรปลูกไม้อะไรเป็นไม้หลัก ไม้อะไรเป็นไม้รอง เพราะแต่ละภูมิประเทศไม้แต่ละอย่างเติบโตไม่เหมือนกัน"

ทั้งนี้อีกไม่นานจะมีการเปิดพื้นที่นำร่องสำหรับโครงการธนาคารต้นไม้ หลังจากที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ได้ข้อยุติ

"7 กรีนส์"วิธีท่องเที่ยว แบบคนรักษ์โลก

มติชนรายวัน วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11417

วิกฤตภาวะโลกร้อนขณะนี้เริ่มเห็นกระทบชัดเจนมากขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ขาดความรับผิดชอบต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัด "โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน" รณรงค์ให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ร่วมมือกันลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยยึดหลัก "7 กรีนส์" ดังนี้

"กรีน ฮาร์ท" (หัวใจสีเขียว) นักท่องเที่ยวจะต้องมีหัวใจสีเขียวตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมใจกันป้องกันและแก้ไขปัญหา

"กรีน โลจิสติคส์" (รูปแบบการเดินทางสีเขียว) นักท่องเที่ยวจะต้องวางแผนการเดินทางที่ช่วยประหยัดพลังงาน

"กรีน แอทเทรคชั่น" (แหล่งท่องเที่ยวสีเขียว) แหล่งท่องเที่ยวจะต้องดำเนินงานในการรักษาสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง เช่นไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่รุกล้ำชายหาด เป็นต้น

"กรีน คอมมูนิตี้" (ชุมชนสีเขียว) ผู้ที่อาศัยในชุมชน ทั้งในเมืองและชนบท ต้องมีการมีการบริหารการจัดการที่ดี ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน

"กรีน แอคทิวิตี้" (กิจกรรมสีเขียว) กิจกรรมท่องเที่ยวที่มีความสอดคล้องกลมกลืนกับคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว โดยส่งผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

"กรีน เซอร์วิส" (การบริการสีเขียว) รูปแบบการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยวแขนงต่างๆ ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวด้วยมาตรฐานคุณภาพที่ดี ควบคู่ไปกับการมีปณิธานและการดำเนินการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการให้บริการต่างๆ

"กรีน พลัส" (ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม) การแสดงออกของบุคคล กลุ่มบุคคลและองค์กรในการสนับสนุนแรงกาย หรือสติปัญญา หรือบริจาคทุนทรัพย์ เพื่อร่วมมือดำเนินการในการปกป้องรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยว

ช่วยกันคนละไม้ละมือเพื่อโลกของเรา ดูลายละเอียดที่ www.tourismthailand.org/7greens หรือ 1672

ผลักดันไทยสังคมคาร์บอนต่ำ เล็ง"ลดภาษี"ธุรกิจลดโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก และกล่าวภายหลังเปิดงาน ว่า นโยบายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าประเทศไทยต้องเป็นสังคมคาร์บอนต่ำนั้น ทส.กำลังดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยใช้มาตรการทางภาษี ถ้าภาคเอกชนสามารถลดมลภาวะในเรื่องน้ำ อากาศ พร้อมใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงแดดซึ่งเป็นพลังงานสีเขียวมาใช้แทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลรัฐบาลจะลดภาษีให้ โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกันจัดทำแนวทางดำเนินการกรกฎาคมนี้จะมีแผนออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุวิทย์กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินโครงการ 45 วัน ลดถุงพลาสติค ลดโลกร้อน ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน-5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่าห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติค 20-25% แบ่งเป็น ช่วง 1 เดือน ร้านท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ตลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติค 12% จากเดิม ใช้ 10 ล้านถุง เหลือ 9 ล้านถุง ห้างเซ็ลทรัล ลดการใช้ถุง 22% และร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น ลดการใช้พลาสติคจากฝาครอบแก้วปีละ 128 ตัน มูลค่า 17 ล้านบาทต่อปี และลดถุงพลาสติควันละ 1 แสนถุง ในภาพรวมร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์มาร์เก็ตลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติคได้ 15% ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ภาคี ทส.จะดำเนินการต่อ โดยหลายห้างสรรพสินค้ามีโครงการต่อเนื่อง 3 ปี สำหรับวันสิ่งแวดล้อมโลกนั้นวาระของโลกใบนี้ซึ่งไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยทุกคนต้องรวมพลังเพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อน

แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ถูกทางหรือยัง?

ผู้เขียน: 
ชุติมา นุ่นมัน

มติชนรายวัน วันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ครบรอบปี วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน อีกครั้ง...

ทุกปีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้จากทั่วโลก และประเทศไทย จะร่วมกันเฉลิมฉลอง เสวนาพูดคุยว่าด้วยเรื่องของสิ่งแวดล้อม ดินฟ้า อากาศ สายลมแสงแดด สัตว์ป่า ขยะ ในช่วงปีหลังๆ ก็จะพูดถึงเรื่องโลกร้อน และพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจึงเต็มไปด้วยถุงผ้า เพราะสื่อต่างๆ ทำให้หลายๆ คนในประเทศนี้เข้าใจว่า ถุงผ้า แก้ปัญหาโลกร้อนได้

แทบจะไม่มีใครสนใจว่า สาเหตุของการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้ากันนั้นเป็นเพราะอะไร ถุงผ้าจะแก้ หรือบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร เห็นเขาใช้ก็ใช้ไปตามกระแสนิยม ใช้ถุงผ้า แต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในทางตรงกันข้าม กลับจะยิ่งสร้างภาระให้โลกมากยิ่งขึ้น เพราะขณะที่เรายังใช้ถุงพลาสติคในปริมาณที่คงที่ แต่เราก็ผลิตถุงผ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกระแสสังคม กลายเป็นว่าแทนที่จะมีถุงพลาสติคให้กำจัดอย่างเดียว ในอนาคตเราต้องกำจัดถุงผ้าที่เสื่อมสภาพและไม่มีใครต้องการแล้วอีกด้วย

ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานไหนคิดถึงปัญหานี้ จะมีก็แต่หลับหูหลับตารณรงค์ให้ใช้ถุงผ้า

แต่จะให้ว่ากันได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมารัฐบาลของเราก็ไม่ได้มีนโยบายชัดเจนอะไรนักเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีนโยบายแล้ว แต่ก็นำมาใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครเข้าใจแก่นของเรื่องนี้อย่างจริงจัง เอาแต่กระผีก มาปฏิบัติ

ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกลนัก งานวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปีที่ใช้งบประมาณมหาศาลมาจัด ภายในงานเปิดเครื่องปรับอากาศกันเต็มพิกัด คนมาร่วมงานใส่สูทเต็มยศ คนไม่ใส่สูทก็เดินห่อไหลด้วยความหนาวเย็น เกณฑ์คน เกณฑ์นักเรียนเข้ามาฟังนักวิชาการและใครต่อใครมาพูด จ้างดารามาร้องเพลง หรือบางทีก็จ้างนางแบบมาเดินแฟชั่นให้ดู อ้างว่าแฟชั่นโชว์เพื่อลดโลกร้อน

ที่ถือว่าร้ายสุดสุด เห็นจะหนีไม่พ้น การจัดกิจกรรมแข่งแรลลี่รถเพื่อลดโลกร้อน

เหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนหรือหน่วยงานที่จัดกิจกรรมเหล่านี้ล้วนไม่เข้าใจว่า แท้จริงแล้วการรณรงค์เพื่อลดปัญหาโลกร้อนจริงๆ คือ ต้องทำอะไร

คิดเอาเองเพียงง่ายๆ ว่า แค่ให้คนมารวมกันเยอะๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ถือเป็นการประสบความสำเร็จแล้วสำหรับงานจ๊อบนั้นๆ ไม่สนใจว่า เงินและเวลาที่เสียไปกับการจัดงานนั้นคุ้มค่าและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางเอาไว้หรือไม่ แค่จัดงานเชิญดารามาร่วมงาน มีนักข่าวมากมายไปทำข่าว บริษัทเอเยนซี่ที่รับงานก็หน้าบาน เพราะนักข่าวไปกันมาก เอาลายเซ็นของนักข่าวที่ไปร่วมงานครั้งนั้นๆ ไปทำเป็นผลงานว่าประสบความสำเร็จเพราะนักข่าวสนใจ แต่ที่ไหนได้ เนื้อข่าวเกี่ยวกับงานสิ่งแวดล้อมแทบจะไม่มี เพราะนักข่าวที่ว่าไปกันเยอะนั้น เขาไปทำข่าวดารา แต่หน่วยงานราชการที่เป็นเจ้าของงานเองก็ไม่เคยเอาเรื่องนี้มาตระหนัก

ศ.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม และอดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย บอกว่า สาเหตุที่ประเทศไทยยังรณรงค์เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม แบบหลงทางเช่นนี้ เพราะเราละเลยเรื่องใกล้ตัว แต่ไปคำนึงถึงเรื่องไกลตัวเป็นหลัก เช่น บอกว่าจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หลังบ้านตัวเองยังเน่าเฟะ มีคนเข้าใจเรื่องนี้น้อย แต่ก็ไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจ งานที่ทำออกมาจึงเป็นเพียงความฉาบฉวย

"เช่น การเอาดารามาเดินแฟชั่นโชว์ แล้วบอกว่าแก้โลกร้อนนี่ตลกมาก กรณีเช่นนี้มีข้อสังเกต 2 อย่าง คือ อย่างแรก คนจัดไม่รู้ใช่ไหมว่า แฟชั่นเป็นเรื่องของการส่งเสริมให้คนเกิดความอยากได้ เมื่ออยากได้อยากมีก็จะยิ่งแสวงหา และนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดปัญหาโลกร้อน อีกอย่างที่อยากจะบอกคือ สังคมไทยยังเป็นสังคมที่เอาบันเทิงนำหน้าทุกอย่าง จะทำอะไรก็ต้องให้ดารานำไว้ก่อน ไม่ได้ว่า ว่าดาราผิด แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน มันกู่ไม่กลับเสียแล้ว" ศ.ธงชัยกล่าว

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม บอกว่า 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโยบายเรื่องการบรรเทาปัญหาโลกร้อนมาตลอด แต่ไม่ได้นำไปใช้เต็มที่ เพราะไม่ค่อยมีใครเข้าใจเรื่องนี้จริงจัง

"ความจริงแล้ว เรามีหลักการวิธีการที่สามารถทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ แต่มันก็ไม่ได้แพร่หลายอย่างที่เราอยากจะให้เป็น เช่น การไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรเรื่องการปรับตัวกับภาวะที่จะตามมาเรื่องโลกร้อน ซึ่งทำได้ไม่ยาก และเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องทำมานานแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่เห็นว่าคืบหน้าอะไร จะบอกว่าเรามาไม่ถูกทางก็ไม่ถูกนัก เพราะเรารู้อยู่ว่าต้องทำอย่างไร แต่เราก็ยังไม่ทำ เรียกว่าเรายังไม่ทำแบบเชิงรุก แต่ตั้งหน้าตั้งตารับมือมากกว่า" นายบัณฑูรกล่าว

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอนหนึ่งในงาน Cool Earth Seminar ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลไทยได้วาง ยุทธศาสตร์ระดับชาติเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสำหรับปี 2551-2555 ซึ่งจะสร้างกรอบการทำงานสำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลในระดับประเทศและการมีมาตรการต่อปัญหาดังกล่าว ผ่านแรงจูงใจทางด้านภาษีสำหรับพลังงานทางเลือก การปลูกป่า และการใช้เทคนิคในการเกษตรกรรมที่ให้ก๊าซมีเทนต่ำ ผลักดันโครงการธนาคารต้นกล้าเพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนและเพิ่มศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ส่วนการเตรียมการหลังยุคของระบบสนธิสัญญาเกียวโต ช่วงปี 2555-2559 นั้นได้บรรจุให้เรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ ด้านสังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจคือ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศสังคมที่มีก๊าซคาร์บอนต่ำ

นี่ถือเป็นครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรีเอ่ยปากนโยบายการแก้ปัญหาโลกร้อนที่ประเทศไทยจะมีส่วนร่วมกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างจริงจัง

หัวกระดิกแล้ว หางก็จำเป็นต้องส่าย และส่ายให้ถูกทิศถูกทางเสียด้วย

วิจัยชี้โลกร้อนคร่า315,000คนต่อปี

ทำเศรษฐกิจเจ๊งกว่าแสนล้านดอลล์ จี้คลอดกลไกใหม่แทนพิธีสารเกียวโต

รายงานของจีเอชเอฟเผยชาวโลกต้องสังเวยชีวิตให้ปัญหาโลกร้อนถึง 315,000 คนต่อปี และมีสิทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 20 ข้างหน้า ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกกว่าแสนล้านต่อปี "อันนัน"ร้องนานาชาติทำข้อตกลงใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นกลไกสู้โลกร้อนแทนที่พิธีสารเกียวโต

รายงานการศึกษาของโกลบอล ฮิวแมนนิแทเรียน ฟอรั่ม (จีเอชเอฟ) เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ชี้ว่ามีประชาชนชาวโลกถึงราว 315,000 คนต่อปี ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกผ่านปัญหาความอดอยากหิวโหย การเจ็บไข้ได้ป่วยและภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยยอดผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกเป็นถึงครึ่งล้านคนต่อปีได้ภายในปี พ.ศ.2573

การศึกษาของจีเอชเอฟประเมินอีกว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกอย่างรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนราว 325 ล้านคน ในทุกๆ ปี ซึ่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบยังจะเพิ่มเป็นทวีคูณภายใน 20 ปี หรือคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรโลกที่ปัจจุบันมีจำนวนราว 6,700 ล้านคน ปัญหาโลกร้อนยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 340,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี พ.ศ.2573

รายงานยังระบุ ประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางสังคมที่เกิดจากปัญหาภาวะโลกร้อนมากกว่า 9 ใน 10 ส่วน ขณะที่ประเทศยากจนที่สุด 50 ประเทศ มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ทวีปแอฟริกาถือเป็นภูมิภาคที่มีความเสี่ยงภัยมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ นอกจากนี้ ยังมีภูมิภาคเอเชียใต้และประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงภัยด้วย

เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลลัพธ์อันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก รายงานการศึกษาชิ้นนี้ชี้แนะว่า จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความพยายามในการปรับปรุงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหานี้ในประเทศกำลังพัฒนาให้ได้ 100 เท่า ขณะที่กองทุนระหว่างประเทศรับปากจะให้เงินสนับสนุนในการดำเนินการตามเป้าประสงค์นี้มีเพียงแค่ 400 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้กับปัญหานี้ที่มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และประธานจีเอฟเอช กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นความท้าทายด้านมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาของเรา พร้อมกันนี้ประธานจีเอชเอฟยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศที่จะพบหารือกันในกรอบความร่วมมือของยูเอ็นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเดือนธันวาคมปีนี้ ลงความเห็นพ้องต้องกันในข้อตกลงร่วมใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ยุติธรรมและมีผลผูกพันธ์ เพื่อที่จะยึดเป็นหลักปฏิบัติแทนที่พิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนในการต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบันสืบต่อไป (รอยเตอร์)

ไทยร่วมหนุนรอบโดฮา ต้านกีดกันทางการค้า

มติชนรายวัน วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

รอยเตอร์รายงานเมื่อ 26 พฤษภาคมว่า ในการประชุมสภาสามัญขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) กลุ่มประเทศผู้ส่งออกอีกจำนวนหนึ่งได้ลงนามเพื่อสนับสนุนร่างเอกสารลงวันที่ 20 พฤษภาคม ออกโดยสมาชิกดับเบิลยูทีโอ 13 ประเทศที่เรียกร้องให้มีการบรรลุข้อตกลงการเจรจารอบโดฮาที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาการกีดดันทางการค้าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

เอกสารดังกล่าวออกโดย โคลอมเบีย คอสตาริกา เขตปกครองพิเศษฮ่องกงของจีน มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ปากีสถาน เปรู สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี และอุรุกวัย ขณะที่ประเทศที่ลงนามสนับสนุนเพิ่มล่าสุดได้แก่ แทนซาเนีย ยูเครน อิสราเอล ไต้หวัน สหรัฐ ออสเตรเลีย แคนาดา เกาหลีใต้ และไทย โดยสมาชิกที่ลงนามสนับสนุนร่างนี้หวังว่าในท้ายที่สุดแล้วร่างเอกสารดังกล่าวนี้จะได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกดับเบิลยูทีโอทั้ง 153 ชาติ หรือไม่ก็เกือบทั้งหมด

ปลูกยางทำลายธรรมชาติ

มติชนรายวัน วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชิคาโก - นักวิจัยจากประเทศจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในวารสารวิทยาศาสตร์ฉบับล่าสุดว่า การทำลายป่าและขยายพื้นที่เพื่อปลูกยางพาราในประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ทั้งนี้ การทำลายป่าจะเป็นการลดพืชชีวมวลที่คอยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศ ทำลายระบบน้ำตามธรรมชาติ เพิ่มความเสี่ยงการเกิดแผ่นดินถล่ม นักวิจัยระบุด้วยว่า มีพื้นที่ป่าไม้มากกว่า 1.2 ล้านเอเคอร์ ที่ถูกทำลายและนำไปใช้ในการปลูกยางพาราในประเทศจีน ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า และยังทำนายด้วยว่า การทำลายป่าดัดแปลงเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราและใช้สำหรับการเกษตรอื่นจะเพิ่มขึ้น 2 หรือ 3 เท่าภายในปี 2593 (เอเอฟพี)

6ชาตินัดถกรักษาแหล่งนิเวศโลก

มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บรรดาผู้นำ 6 ชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับแหล่งนิเวศทางทะเลสำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกในพื้นที่รอยต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เตรียมพบหารือกันในสัปดาห์นี้ระหว่างเข้าร่วมการประชุมมหาสมุทรโลกในสัปดาห์นี้ที่เมืองมันนาโด ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงแนวทางอนุรักษ์ "สามเหลี่ยมปะการัง" พื้นที่แนวปะการังขนาดใหญ่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของประเทศต่างๆ ถึง 6 ประเทศคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก ปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะโซโลมอน มีขอบเขตราวครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นแหล่งที่อยู่ของปะการังคิดเป็นปริมาณแล้วเท่ากับราวครึ่งหนึ่งของปะการังที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีชนิดของปะการังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวราว 3 ใน 4 ของปะการังสปีชีส์ต่างๆ ที่พบเห็นกันอยู่ทั้งโลก นอกเหนือจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอยู่อาศัยของปลาชนิดต่างๆ ที่จะกลายเป็นอาหารของผู้คนในโลกอีกด้วย

นายอับดุล ฮาลิม หัวหน้าศูนย์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติในสามเหลี่ยมปะการัง (ทีเอ็นซี) ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ 6 ประเทศดังกล่าวเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ระบุด้วยว่า พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดในโลก จนมีผู้เปรียบเทียบความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่าเสมือนหนึ่งป่าอเมซอนของมหาสมุทรของโลก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอย่างหนักทั้งจากการทำประมงมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลก และชุมชนยากจนในประเทศต่างๆ ที่มีประชากรมากถึง 120 ล้านคน ยังชีพอยู่ด้วยการทำประมงหรืออาชีพอื่นๆ ทางทะเล

ทั้งนี้ในการประชุมมหาสมุทรโลกปีนี้ การอนุรักษ์พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังจะถือเป็นประเด็นสำคัญสูงสุด เป้าหมายก็เพื่อกำหนดแผนการอนุรักษ์แหล่งสำคัญเชิงนิเวศวิทยาทางทะเลแหล่งนี้ให้สามารถคงสภาพต่อไปได้ด้วยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ประเทศผู้บริจาคหลายประเทศทั่วโลกรับปากว่าจะให้การสนับสนุนไว้แล้วก่อนหน้านี้ (เอเอฟพี)

"กรมป่าไม้"จับมือธ.ก.ส. ปลูกป่าล้างหนี้เกษตรกร

คณะกรรมการสร้างความเข้มแข็งชุมชนเห็นชอบโครงการธนาคารต้นไม้ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ธ.ก.ส. อธิบดีป่าไม้ยันเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วยังปลดหนี้ได้อีก เผยรายได้ต้นละ 100 บาท ปลูกแปลงละ 80 ต้น ครบ 5 ปี เพิ่มเป็นต้นละ 500 บาท

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ส่งเสริมปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่องหลายวิธี และก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น ล่าสุด ได้มีการหารือกับนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ทำให้ทราบว่าปัจจุบันมีเกษตรกรทั่วประเทศเป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากกว่า 2 แสนราย และมีที่ดินติดอยู่ในธนาคารกว่า 100 ล้านไร่ จึงเห็นว่าหากสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาปลูกป่านอกจากจะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกรอีกด้วย เรื่องนี้มีการดำเนินการนำร่องไว้แล้วที่ จ.ชุมพร ตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อโครงการธนาคารต้นไม้ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 500 รายใน 50 สาขา และมีพื้นที่โครงการกว่า 10,000 ไร่

นายเอ็นนูกล่าวว่า โครงการธนาคารต้นไม้จากเดิมที่จะขับเคลื่อนโดยชุมชน แต่ต่อไปจะขยายผลในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าขยายไปอีก 50 จังหวัด และเพิ่มสมาชิกให้ได้ 1 ล้านราย และเพิ่มต้นไม้ 1,000 ล้านต้น รวมพื้นที่ป่า 25 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ ที่มี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน เห็นชอบในหลักการแล้ว และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธนาคารต้นไม้ เพื่อหารูปแบบและวิธีการดำเนินการในระยะยาวต่อไป ขณะที่ช่องทางการส่งเสริมให้ชุมชนปลูกป่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เงินจากกองทุนชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลจะสนับสุนนให้กับชุมชนที่มีความคิดและอยากทำโครงการในพื้นที่ของตัวเองไปก่อน

"โครงการนี้มีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการทั้งกรมป่าไม้ ธ.ก.ส. ภาคประชาชน และสำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการคิดมูลค่าของต้นไม้แต่ละชนิด รวมทั้งความเหมาะสมของการปลูกไม้ในพื้นที่ ตลอดจนคำนวณหนี้สินที่เกษตรกรแต่ละรายจะเข้าร่วมโครงการด้วย คาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้คงจะแล้วเสร็จ หากคณะกรรมการชุดใหญ่เห็นด้วยก็จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีหนี้เสียถึง 8% ถ้าสามารถนำที่ดิน 100 ล้านไร่มาใช้ประโยชน์ และยังปลดหนี้ให้กับเกษตรกรได้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ" นายเอ็นนูกล่าว

นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ และประธานกองทุนพัฒนาศักยภาพธนาคารต้นไม้ จ.ชุมพร กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในพื้นที่ชุมพร สามารถจัดตั้งธนาคารต้นไม้แล้ว 50 แห่งพื้นที่ธนาคารละ 1,200 ไร่ โดยใช้หลักการคำนวณมูลค่าของต้นไม้เฉลี่ย 100 บาทต่อ 1 ต้นต่อปี และกำหนดให้ปลูกแปลงละไม่เกิน 80 ต้น และรายละไม่เกิน 15-20 ไร่ต่อราย และเมื่อครบ 5 ปีจะเพิ่มเป็น 500 บาท

by ThaiWebExpert