มติชนออนไลน์

6ชาตินัดถกรักษาแหล่งนิเวศโลก

มติชนรายวัน วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บรรดาผู้นำ 6 ชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับแหล่งนิเวศทางทะเลสำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งของโลกในพื้นที่รอยต่อระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก เตรียมพบหารือกันในสัปดาห์นี้ระหว่างเข้าร่วมการประชุมมหาสมุทรโลกในสัปดาห์นี้ที่เมืองมันนาโด ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหารือถึงแนวทางอนุรักษ์ "สามเหลี่ยมปะการัง" พื้นที่แนวปะการังขนาดใหญ่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของประเทศต่างๆ ถึง 6 ประเทศคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก ปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะโซโลมอน มีขอบเขตราวครึ่งหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นแหล่งที่อยู่ของปะการังคิดเป็นปริมาณแล้วเท่ากับราวครึ่งหนึ่งของปะการังที่มีอยู่ทั่วโลก โดยมีชนิดของปะการังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวราว 3 ใน 4 ของปะการังสปีชีส์ต่างๆ ที่พบเห็นกันอยู่ทั้งโลก นอกเหนือจากนั้นยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอยู่อาศัยของปลาชนิดต่างๆ ที่จะกลายเป็นอาหารของผู้คนในโลกอีกด้วย

นายอับดุล ฮาลิม หัวหน้าศูนย์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติในสามเหลี่ยมปะการัง (ทีเอ็นซี) ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของ 6 ประเทศดังกล่าวเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ระบุด้วยว่า พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูงที่สุดในโลก จนมีผู้เปรียบเทียบความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่าเสมือนหนึ่งป่าอเมซอนของมหาสมุทรของโลก อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอย่างหนักทั้งจากการทำประมงมากเกินไป การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลก และชุมชนยากจนในประเทศต่างๆ ที่มีประชากรมากถึง 120 ล้านคน ยังชีพอยู่ด้วยการทำประมงหรืออาชีพอื่นๆ ทางทะเล

ทั้งนี้ในการประชุมมหาสมุทรโลกปีนี้ การอนุรักษ์พื้นที่สามเหลี่ยมปะการังจะถือเป็นประเด็นสำคัญสูงสุด เป้าหมายก็เพื่อกำหนดแผนการอนุรักษ์แหล่งสำคัญเชิงนิเวศวิทยาทางทะเลแหล่งนี้ให้สามารถคงสภาพต่อไปได้ด้วยเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ประเทศผู้บริจาคหลายประเทศทั่วโลกรับปากว่าจะให้การสนับสนุนไว้แล้วก่อนหน้านี้ (เอเอฟพี)

"กรมป่าไม้"จับมือธ.ก.ส. ปลูกป่าล้างหนี้เกษตรกร

คณะกรรมการสร้างความเข้มแข็งชุมชนเห็นชอบโครงการธนาคารต้นไม้ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ธ.ก.ส. อธิบดีป่าไม้ยันเพิ่มพื้นที่ป่าแล้วยังปลดหนี้ได้อีก เผยรายได้ต้นละ 100 บาท ปลูกแปลงละ 80 ต้น ครบ 5 ปี เพิ่มเป็นต้นละ 500 บาท

นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ส่งเสริมปลูกป่ามาอย่างต่อเนื่องหลายวิธี และก็ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น ล่าสุด ได้มีการหารือกับนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ทำให้ทราบว่าปัจจุบันมีเกษตรกรทั่วประเทศเป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากกว่า 2 แสนราย และมีที่ดินติดอยู่ในธนาคารกว่า 100 ล้านไร่ จึงเห็นว่าหากสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาปลูกป่านอกจากจะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกรอีกด้วย เรื่องนี้มีการดำเนินการนำร่องไว้แล้วที่ จ.ชุมพร ตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อโครงการธนาคารต้นไม้ ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 500 รายใน 50 สาขา และมีพื้นที่โครงการกว่า 10,000 ไร่

นายเอ็นนูกล่าวว่า โครงการธนาคารต้นไม้จากเดิมที่จะขับเคลื่อนโดยชุมชน แต่ต่อไปจะขยายผลในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าขยายไปอีก 50 จังหวัด และเพิ่มสมาชิกให้ได้ 1 ล้านราย และเพิ่มต้นไม้ 1,000 ล้านต้น รวมพื้นที่ป่า 25 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนแห่งชาติ ที่มี คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน เห็นชอบในหลักการแล้ว และมีการตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนธนาคารต้นไม้ เพื่อหารูปแบบและวิธีการดำเนินการในระยะยาวต่อไป ขณะที่ช่องทางการส่งเสริมให้ชุมชนปลูกป่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เงินจากกองทุนชุมชนพอเพียง ที่รัฐบาลจะสนับสุนนให้กับชุมชนที่มีความคิดและอยากทำโครงการในพื้นที่ของตัวเองไปก่อน

"โครงการนี้มีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการทั้งกรมป่าไม้ ธ.ก.ส. ภาคประชาชน และสำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ซึ่งจะเข้ามาช่วยในการคิดมูลค่าของต้นไม้แต่ละชนิด รวมทั้งความเหมาะสมของการปลูกไม้ในพื้นที่ ตลอดจนคำนวณหนี้สินที่เกษตรกรแต่ละรายจะเข้าร่วมโครงการด้วย คาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้คงจะแล้วเสร็จ หากคณะกรรมการชุดใหญ่เห็นด้วยก็จะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีหนี้เสียถึง 8% ถ้าสามารถนำที่ดิน 100 ล้านไร่มาใช้ประโยชน์ และยังปลดหนี้ให้กับเกษตรกรได้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ" นายเอ็นนูกล่าว

นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ และประธานกองทุนพัฒนาศักยภาพธนาคารต้นไม้ จ.ชุมพร กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในพื้นที่ชุมพร สามารถจัดตั้งธนาคารต้นไม้แล้ว 50 แห่งพื้นที่ธนาคารละ 1,200 ไร่ โดยใช้หลักการคำนวณมูลค่าของต้นไม้เฉลี่ย 100 บาทต่อ 1 ต้นต่อปี และกำหนดให้ปลูกแปลงละไม่เกิน 80 ต้น และรายละไม่เกิน 15-20 ไร่ต่อราย และเมื่อครบ 5 ปีจะเพิ่มเป็น 500 บาท

"กูเกิ้ล"จ้างแพะตัดหญ้า รักษาสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์

มติชนรายวัน วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กูเกิ้ล เป็นบริษัทบริการด้านการค้นหาบนอินเตอร์เน็ตที่เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จัก เติบโตรวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตมโหฬารไปแล้วในระยะเวลาไม่นานนัก คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งของกูเกิ้ลก็คือ การกล้าคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวอยู่ข่าวหนึ่ง บอกว่า กูเกิ้ล จ้างแพะทำงานแทนคน

เป็นเรื่องจริงครับ ไม่ใช้เรื่องล้อเล่น เพราะแพะ 200 ตัวถูกจ้างให้มากินหญ้าในบริเวณสำนักงานใหญ่ของกูเกิ้ลที่แคลิฟอร์เนีย กินหญ้าแถมยังให้ปุ๋ยไปด้วย

ไม่มีรายละเอียดเรื่องการว่าจ้างแน่ชัด แต่มีข้อมูลว่าการให้แพะมากินหญ้านั้น เสียค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากการใช้เครื่องตัดหญ้า ทว่าผลดีของมันคือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลง แพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงกันมาโดยธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไรกันมากมาย ขณะที่เครื่องตัดหญ้าโดยตัวมันเองสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในแทบทุกชิ้นส่วน จนแม้เมื่อเอามาใช้งานก็ยังกินพลังงาน

แต่แพะไม่เลยครับ

ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่ใครจะลงมือทำ

จำได้ว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆ การ์ตูนในไทยรัฐของ ประยูร จรรยาวงศ์ แนะนำเรื่องการเลี้ยงเต่าบกไว้ในบ้านที่เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว ให้มันกำจัดมูลอันไม่น่าพิสมัยของหมาแมวที่เราเลี้ยง

มองกันในแง่หนึ่ง การเอาแพะมาใช้แทนเครื่องตัดหญ้าของกูเกิ้ลนั้น นับว่าเป็นเครื่องมือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ชั้นดีให้เห็นว่า กูเกิ้ล เป็นบริษัทสีเขียว แต่หากเราติดตามพฤติกรรมของบริษัทนี้มามากพอสมควรก็จะรู้มาก่อนแล้วว่ากูเกิ้ลเป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ของโลกที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ไม่ได้ทำแบบฉาบฉวย และทำในทุกระดับ แม้ระดับพนักงาน เช่น มีโครงการส่งเสริมการใช้จักรยานภายในแคมปัสสำนักงานใหญ่สำหรับการเดินทางสั้นๆ ภายใน การใช้รถขนส่งพนักงานที่ใช้ไบโอดีเซล 20 ตลอดไปจนถึงตัวอาคารที่ออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนั้นคือการปักหลักนโยบายที่ใช้ทางวิชาการเรียกว่า การลดร่องรอยคาร์บอน หรือ รีดิวซิ่ง คาร์บอน ฟู้ดพรินต์ บริษัทที่อยากจะทำดีกับโลก อาศัยตัวนี้สำหรับการวัดทุกกิจกรรมที่ตัวเองทำ ทำอย่างไรให้ปลดปล่อยคาร์บอนออกมาน้อยที่สุด

หลายเรื่องประหยัดได้จริงจัง บางเรื่องแม้ไม่ได้ประหยัดลง แต่ก็ช่วยสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า เช่น กรณีการเอาแพะมาแทนเครื่องตัดหญ้า

ในระยะยาวเราทุกคนได้จากนโยบายและการกระทำอย่างนี้

ช่วงสงกรานต์เดือดในบ้านเรา ผมไปเตร็ดเตร่อยู่ที่เนปาล เห็นที่นั่นพวกอาคารบ้านเรือนมีแผงพลังงานแสงอาทิตย์กัน เนปาลขาดแคลนไฟฟ้า ต้องปิดไฟวันละ 12 ชั่วโมง คนก็อาศัยพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทน

จะไปสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ทำได้ครับ มีที่ให้ทำเยอะ แต่ต้องไปก่อหนี้ต่างประเทศเกินตัว และผลกระทบจากการสร้างเขื่อนก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ แนวเขตหิมะที่ร่นสูงขึ้นเรื่อยทำให้น้ำก็เป็นปัญหา

รัฐบาลเนปาลเขาทำแบบนี้ครับ วางแผนอุดหนุนการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้คนในเขตเมืองราวๆ 1 ล้านครัวเรือน

เท่ากับลดความต้องการใช้ไฟจากระบบใหญ่ลงไป และลดแรงกดดันให้ต้องสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใหม่

หนี้ก็ไม่ต้องสร้าง ป่าก็ไม่ถูกทำลาย

ในภูมิภาคเอเชียของเรานั้น 75 เปอร์เซ็นต์ของการปลดปล่อยคาร์บอนมาจากการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งยังไม่เลิกราทั้งที่สั่งสอนกันมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว

มารักทะเลกันเถอะ

ผู้เขียน: 
ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เมื่อสามสี่วันก่อน ผมเจอน้องนักข่าว เธอถามว่า หน้าร้อนนี้อาจารย์ทำอะไรบ้างคะ? นับเป็นคำถามน่าสงสัย พาลให้นึกว่าน้องเค้าจะขอออกเดตกับผม แต่หลังจากชี้แจงต่ออีกนิด ผมจึงเข้าใจ เหยี่ยวข่าวสาวอยากทราบว่า ช่วงนี้ผมไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับทะเลบ้างเหรอ เห็นแต่เขียนบทความเรื่องท่องเที่ยวยันเต

กิจกรรมเกี่ยวกับทะเลของผมยังดำเนินต่อเนื่องครับ มีเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่บางครั้งเราทั้งพูดทั้งเขียนรายงานเรื่องนั้นมามาก พอมีโอกาสเขียนบทความตามใจชอบ ก็เลยเขียนเรื่องอื่นสนุกกว่า แต่เมื่อนักข่าวถาม หมายถึงคนทั่วไปก็อยากรับรู้ ผมจึงรวบรวมกิจกรรมรักทะเลบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มจากกิจกรรมแรกที่เคยป่าวประกาศผ่าน "มติชน" เป็นค่ายเยาวชนชื่อ Sea Summer Camp ผมกับเพื่อนๆ ในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ได้รับความสนับสนุนอย่างดียิ่งจากกลุ่มบริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) พวกเราทำงานจนเสร็จสิ้น ผลที่ได้ทำหัวใจพองโต เพราะน้องๆ ให้ความสนใจสมัครกันมาเยอะแยะ จนต้องคัดออกในอัตรา 5 ต่อ1 งานนี้สงสารน้องครับ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เอาไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ น้องลองอีกหนนะ

เราไปลุยทะเลกันห้าวันรวด จนท้ายสุดจากกันทั้งน้ำตา น้องกับพี่ร่วมสัญญาในค่ำคืนสุดท้ายว่า จะช่วยรักษาทะเลไทย น้องผู้เข้าค่ายร้อยละ 98 ลงความเห็นว่า ควรจัดค่ายนี้อีกเพราะชอบจัง กิจกรรมแทบทุกอย่างที่พวกเราร่วมกันทำ น้องชอบมากถึงมากที่สุด โดยมีการดำน้ำในแนวปะการัง อวนทับตลิ่ง และอวนลาก เป็นกิจกรรมกรี๊ดสนั่น ความพึงพอใจเกือบเต็มร้อย ใครคิดอยากจัดค่ายเยาวชน สนใจกิจกรรมประเภทนี้ ติดต่อขอรายละเอียดได้นะครับ เผื่อจะได้แชร์ความรู้ร่วมกัน

กิจกรรมต่อไปยังไม่เกิด แต่จะเริ่มในอีกไม่นาน การท่าเรือแห่งประเทศไทย จัดงานเยาวชนรักษ์ทะเล พาเด็กด้อยโอกาสจากมูลนิธิต่างๆ ทั้งหมด 300 คน ผมรับหน้าที่เป็นวิทยากรขับกล่อมน้องระหว่างนั่งเรือท่องทะเลจากแหลมฉบังถึงเกาะล้าน พัทยา นอกจากนี้ ยังมีน้องทั้งนักเรียนทั้งนิสิตนักศึกษาติดต่อมาอีกหลายงาน หากพอไปได้ ข้าพเจ้าก็จะไป แต่บางทีก็หมดแรงขอให้คนอื่นไปแทนบ้างนะ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและโลมา คุณคงสงสัย ไปเกี่ยวกันได้ไงนะ ไม่ยากหรอกครับ เพราะผมทำงานวิจัยที่สนับสนุนโดยบริษัทผลิตไฟฟ้า EGGO ทำการสำรวจฝูงโลมาสีชมพูที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เราติดตามมาเกือบปีแล้วครับ สามารถระบุโลมาแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน ตัวนั้นชื่อนังจุด ตัวนี้ชื่อไอ้ครีบแหว่ง แต่ชื่อที่ผมตั้งคงพิลึกเกินไปไม่กินใจมวลชน ทางบริษัทจึงจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ให้น้องๆ ที่อยู่ในอำเภอขนอม ร่วมกันตั้งชื่อโลมา ยังมีงานใหญ่ช่วงเดือนมิถุนายน เราจะลงไปสร้างบ้านปลาตั้งชื่อโลมาสีชมพู

จากเด็กมาถึงนักดำน้ำและคนรักทะเล ผมทำโครงการปล่อยปลาการ์ตูนในพื้นที่วิกฤต ติดต่อกันมาหลายปีแล้วครับ โดยร่วมกับบริษัทเอกชนที่สนใจทะเล เช่น พิมาลัยรีสอร์ท บริษัทลาแมร์ (เครื่องสำอางก็เกี่ยวกับทะเลได้นะ) ผลที่ได้น่าชื่นอกชื่นใจ จนผมกะจะทำต่อไปอีกหลายปี เพราะปัจจุบันปลาการ์ตูนหลายสิบตัวที่เกาะห้าใหญ่ จังหวัดกระบี่ และอีก 12 ตัว ที่เกาะดอกไม้ จังหวัดภูเก็ต กำลังจับคู่ผสมพันธุ์ เริ่มมีไข่ออกมาให้เห็น ปลาการ์ตูนส้มขาวหรือนีโมเหล่านั้น ล้วนเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยง พวกเรานำไปปล่อย จนโตกลายเป็นพ่อเป็นแม่ ทำให้พื้นที่วิกฤตที่ปลานีโมถูกจับไปขายหมด ตอนนี้เริ่มมีอนาคต มีพ่อมีแม่และมีลูก สืบต่อวงจรที่เคยถูกตัดขาดเพราะการกระทำของมนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวบางคน

จากปลามาถึงปู หลังจากผมและเหล่าลูกศิษย์สำรวจพบปูปากกาทะเลที่ใต้ทะเลพัทยา กลายเป็นข่าวในหลายสื่อ มีผู้ให้ความสนใจ ผมเลยประสานงานกับผู้คนในพัทยา ทั้งโรงแรม ห้างร้าน และเมืองพัทยา เพื่อจัดโครงการสำรวจสัตว์หายากในทะเลพัทยา โดยมีทั้งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักดำน้ำอาสาสมัครเข้าร่วม ผมกะยิงนกตูมเดียวตกมาเป็นฝูง ได้ทั้งการโปรโมตเรื่องท่องเที่ยวดำน้ำในพัทยา ได้ทั้งการอนุรักษ์พื้นที่ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์หายาก ได้ทั้งการศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เอาไว้โครงการเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ จะกลับมาเล่าให้คุณฟังอีกหน

แต่สิ่งที่ต้องเล่าเลย เพราะใกล้เวลามากแล้ว คืองานมหกรรมท่องเที่ยวและดำน้ำ Thailand Travel & Dive Expo 2009 ชื่อเล่นว่าทีเด็กซ์ งานนี้จัดมาหลายปีแล้วครับ ผู้จัดเค้าคุยกับผมไว้ ปีนี้ยิ่งใหญ่ดุดัน เพราะการท่องเที่ยวกลายเป็นวาระแห่งชาติ ทุกคนควรมีส่วนร่วมช่วยกันทำให้เศรษฐกิจคึกคัก

ในงานจึงรวบรวมโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมาก มาเปิดบู๊ธในราคาน่าสะพรึง (แค่ไหน เชิญไปพิสูจน์) แต่ที่พิเศษกว่างานอื่น คือกิจกรรมท่องเที่ยวผจญภัย โดยเฉพาะการดำน้ำที่กลายเป็นหัวใจหลักของงาน มีบู๊ธจากผู้ประกอบการนับร้อยมาเปิดในห้องพลาเนรี่ฮอลล์ ใครรู้สึกร้อนรุ่มกลุ้มใจ อยากลงไปใต้ทะเลให้เย็นฉ่ำ คุณมีสิทธิเลือกดูโปรโมชั่นสอนดำน้ำในงานจากคุณครูท่านต่างๆ ข้อดีคือเลือกจากงานนี้จะได้โปรแกรมการสอนที่มีมาตรฐาน เพราะคุณครูที่เข้าร่วมล้วนอยู่ในวงการเนิ่นนาน รักทำงานด้านนี้จริงจัง จะเลือกเรียนกับคุณครูท่านใด สามารถสอบถามรายละเอียดและลองเปรียบเทียบกัน จะดูโหงวเฮ้งของครูประกอบก็ได้ แต่อย่าใช้ราคาเป็นตัวตัดสินเพียงประการเดียว

สำหรับผู้ที่เรียนจบแล้ว อยากไปทริปดำน้ำ ผมรับรองว่ามีหลายร้อยทริปให้เลือก ทั้งในไทยและทั่วโลก ยังมีตัวแทนการท่องเที่ยวจากหลายชาติมาเปิดบู๊ธบริการข้อมูลฟรี ใครสนใจอุปกรณ์ใหม่ไฮเทค ในงานมีเพียบครับ ยังถือเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างพวกเราเหล่ามนุษย์กบ ใครจะมาสังสรรค์กับผมก็ได้นะ เพราะข้าพเจ้าก็มีบู๊ธ ขายหนังสือและเสื้อยืดที่หาไม่ได้อีกแล้ว (ออกแบบเองจ้ะ ดูแล้วกินใจมาก)

หากคุณมีโอกาส อีกทั้งร้อนรุ่มเหลือประมาณ ไปเจอกันในงานทีเด็กซ์ 14-17 พฤษภาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แล้วคุณอาจได้ "มารักทะเลกันเถอะ" กับพวกผมครับ

ผุดโครงการช่วยชาติ "ข้าวก้นบาตร" แจกนร.-คนตกงาน นำที่ดินมาปลูกป่าปลดหนี้

มส.เสนอโครงการข้าวก้นบาตรช่วยชาติ มอบข้าวสารอาหารแห้งให้นักเรียน-ปชช.คนตกงานประเดิมที่จ.ปราจีน ทส.เสนอให้นำที่ดินติดแบงก์มาปลูกป่าช่วยปลดหนี้ เล็งออกพันธบัตรต้นไม้

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสนอโครงการ "ข้าวก้นบาตรช่วยชาติ ช่วยประชา" บรรเทาปัญหาเศรษฐกิจกับประชาชนใน จ.ปราจีนบุรี โดยคณะสงฆ์ จ.ปราจีนบุรี ร่วมดำเนินงาน ด้วยการมอบข้าวสารอาหารแห้ง ที่พุทธศาสนิกชนทำบุญให้กับวัดแล้วนำไปมอบให้กับนักเรียน และประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ และตกงาน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันให้นักเรียน ทั้งนี้ เริ่มโครงการนำร่องที่วัดโคกสว่าง ต.บุฝ้าย อ.จันตคาม จ.ปราจีนบุรี จากนั้นคณะสงฆ์ จ.ปราจีนบุรี ทั้งฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุต จะมอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ ดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวต่อไป ที่ประชุมมหาเถรสมาคมอนุโมทนาการดำเนินงานของคณะสงฆ์ จ.ปราจีนบุรี และเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่วัดและพระสงฆ์จะช่วยเหลือประชาชน จึงมีมติว่าควรขยายโครงการในลักษณะดังกล่าวในทุกจังหวัด

"ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้ จึงมีมติให้วัดทั่วประเทศ นำไปดำเนินการตามศักยภาพ รวมทั้งให้ชักชวนผู้ที่ตกงาน เข้ามาศึกษาพระธรรม ในระหว่างที่ยังไม่มีงานทำ โดยหากเป็นผู้ชายให้ชักชวนมาบวช หากเป็นผู้หญิงให้ชักชวนมาปฏิบัติธรรม ในสำนักปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ยังหางานทำไม่ได้ และยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนาด้วย" นายอำนาจกล่าว

วันเดียวกัน นายสมชัย เพียรสถาพร อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้มีการหารือกับนายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงทราบว่าเกษตรกรทั่วประเทศเป็นหนี้ ธ.ก.ส.กว่า 2 แสนราย และมีที่ดินติดอยู่ในธนาคารกว่า 100 ล้านไร่ จึงเห็นว่าหากนำที่ดินดังกล่าวมาปลูกป่า นอกจากจะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยปลดหนี้ให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งมีการนำร่องแล้วที่ จ.ชุมพร ตั้งแต่ปี 2548 โดยใช้ชื่อโครงการธนาคารต้นไม้ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 500 ราย ใน 50 สาขา และมีพื้นที่โครงการกว่า 10,000 ไร่

นายสมชัยกล่าวว่า จากการหารือกับ ธ.ก.ส.เห็นว่าจะไม่ส่งเสริมให้ปลูกไม้เชิงเดียวแบบเดียวกันในพื้นที่ อีกทั้งจะเน้นให้ปลูกไม้ในท้องถิ่น เช่น ไม้สัก ไม้ยางนา ส่วนการคำนวณมูลค่าไม้แต่ละชนิด รวมทั้งอายุของต้นไม้เพื่อกำหนดเป็นค่าตอบแทนต่อเกษตรกร กรมป่าไม้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ด้านนายเอ็นนูกล่าวว่า โครงการธนาคารต้นไม้ จากเดิมที่จะขับเคลื่อนโดยชุมชน แต่ต่อไปจะขยายผลในระดับประเทศ โดยตั้งเป้าขยายไปอีก 50 จังหวัด และเพิ่มสมาชิกให้ได้ 1 ล้านราย และเพิ่มต้นไม้ 1,000 ล้านต้น รวมพื้นที่ป่า 25 ล้านไร่ทั่วประเทศ โครงการนี้มีหลายหน่วยงานที่จะเข้ามาร่วมดำเนินการ ทั้งกรมป่าไม้ ธ.ก.ส. ภาคประชาชน และสำนักงานเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ จะเข้ามาช่วยคิดมูลค่าของต้นไม้แต่ละชนิด รวมทั้งความเหมาะสมของการปลูกไม้ในพื้นที่ ตลอดจนคำนวณหนี้สินที่เกษตรกรแต่ละราย ที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย คาดว่าในเดือนมิถุนายนนี้คงจะแล้วเสร็จ และจะเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธ.ก.ส.มีหนี้เสียถึง 8% ดังนั้น ถ้าสามารถนำที่ดิน 100 ล้านไร่ มาใช้ประโยชน์ และยังปลดหนี้ให้กับเกษตรกรได้ น่าจะเป็นทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจ นอกจากนี้ในอนาคตถ้าประสบความสำเร็จมากอาจออกพันธบัตรต้นไม้อีกด้วย

แสตมป์ลดโลกร้อน

มติชนรายวัน วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

การไปรษณีย์สวิตเซอร์แลนด์ ออกแบบพิเศษบนดวงแสตมป์แปลกใหม่ ใช้เทคนิคบนแสตมป์ ที่พลิกด้านหนึ่งเห็นรูปภาพจากเทือกเขา ในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 150 ปีก่อนที่มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่เต็มทั่วบนเทือกเขา แต่เมื่อพลิกดูอีกมุมหนึงจะเห็นเทือกเขาในสภาวะปัจจุบันที่เกิดภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งละลายเกือบหมดเหลือแต่ต้นไม้ ดอกไม้เล็กๆ ขึ้นแทน (จากภาพทำให้เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่ออดีตและปัจจุบันนี้โลกเราเปลี่ยนแปลงไปมาก) ที่เป็นแผ่นชีทมีการเปลี่ยนสีบนดวงแสตมป์จากสีแดง (แสดงถึงพื้นที่การปกคลุมของน้ำแข็ง) เมื่ออุณหภูมิปกติ และเมื่ออุณหภูมิลดลงหรือร้อนขึ้นก็จะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว เพื่อร่วมรณรงค์และอนุรักษ์ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน โดยการออกแบบแสตมป์ในรูปแบบต่างๆ และมีการพิมพ์สัญลักษณ์เพื่อป้องกันและช่วยลดโลกร้อนพิมพ์ไว้มุมด้านซ้ายของแสตมป์เพื่อให้ทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึก และเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทุกคนจะช่วยให้โลกของเรากลับมาเหมือนเดิม ชมภาพจริงได้ที่ เฮาส์ ออฟ แสตมป์

ประเทศหมู่เกาะร้องลดปล่อยก๊าซอีก

มติชนรายวัน วันที่ 04 เมษายน พ.ศ. 2552

รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมด้านสภาพอากาศที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 2 เมษายน ประเทศหมู่เกาะ 43 แห่ง เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 45 เปอร์เซ็นต์ จากระดับที่ปล่อยเมื่อปี 2533 โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับการหนุนหลังจากอีกหลายสิบประเทศในแอฟริกาและละตินอเมริกา

เมื่อเดือนที่แล้วนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำกลุ่มหนึ่งได้คาดการณ์ว่า ในศตวรรษนี้ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นราวๆ 1 เมตร หรือมากกว่าระดับที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) ประเมินไว้เมื่อปี 2550 ถึง 2 เท่า

ก่อนหน้านี้กลุ่มประเทศหมู่เกาะเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40 เปอร์เซ็นต์ ในการประชุมด้านสภาพอากาศที่เมืองพอซนัน ประเทศโปแลนด์ เมื่อเดือนธันวาคม 2550

ขณะที่ชาติอื่นๆ ซึ่งรวมถึงจีนกับอินเดียเรียกร้องในการประชุมครั้งนี้ให้ประเทศร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังคงเป็นระดับที่ห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

สหรัฐตั้งเป้าว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐลงเหลือเท่ากับระดับเมื่อปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2563 ซึ่งคิดเป็นลดไปราว 16-17 เปอร์เซ็นต์จากระดับที่ปล่อยอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เห็นพ้องกันที่จะลดระดับการปล่อยก๊าซลง 20 เปอร์เซ็นต์ จากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 และจะลด 30 เปอร์เซ็นต์ หากประเทศที่พัฒนาแล้วชาติอื่นยินยอมลดในระดับเดียวกัน

ไอพีซีซีระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับที่เคยปล่อยเมื่อปี 2533 ลง 25-40 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เช่น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง น้ำแข็งขั้วโลกละลายและคลื่นความร้อน (รอยเตอร์)

ปารีสฟื้นโครงการพลังงานสะอาด

มติชนรายวัน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส ฟื้นโครงการพลังงานสะอาดเพื่อผลิตความร้อนไว้ใช้ทั่วเมืองอีกครั้งด้วยการดึงน้ำร้อนที่อยู่ลึกลงไปใต้ผืนดินเกือบ 2 กิโลเมตรขึ้นมาใช้ โดยมีการขุดเจาะลงไปใต้ผืนดินแล้วทางตอนเหนือของกรุงปารีสที่ตั้งอยู่ระหว่างวงแหวนรอบในและคลองแซงต์ เดอนีส์

นายมิเชล กาลาส จากบริษัท ซีพีซียู บริษัทที่ดำเนินงานครั้งนี้เปิดเผยว่า ยิ่งขุดเจาะลึกลงไปมากเท่าไหร่ น้ำก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น โดยบริเวณชั้นของผืนดินที่ขุดเจาะลึกลงไปนั้นจะมีอุณหภูมิสูงถึง 57 องศาเซลเซียส ซึ่งจะถูกดูดขึ้นมาข้างบน เพื่อนำไปใช้สำหรับทำความร้อนยังแหล่งน้ำตามอพาร์ทเมนต์และตึกต่างๆ ต่อไป เท่ากับเป็นการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยโครงการนี้จะครอบคลุมอพาร์ทเมนต์และอาคารต่างๆ ราว 12,000 แห่ง ที่จะสร้างขึ้นใหม่ในเขต 19 ของกรุงปารีส ภายในปี 2554 ด้วยมูลค่าโครงการสูงถึง 31 ล้านยูโร หรือราว 1,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ การหันมาใช้แหล่งพลังงานจากธรรมชาติครั้งนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้นเหตุของภาวะเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้มากถึง 14,000 ตันต่อปี ซึ่งเท่ากับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รถยนต์ปล่อยออกมาหลังการเดินทางเป็นระยะทางถึง 470,000 กิโลเมตร หรือเท่ากับระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์

กาลาสกล่าวว่า ปัจจุบันมีเขตพื้นที่หลายสิบแห่งในมหานครปารีสที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ เกือบตั้งหมดใช้มาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1970 และ 1980 เหตุที่ 25 ปีแล้วจึงค่อยทำโครงการใหม่ขึ้นมา เป็นเพราะราคาของน้ำมันเริ่มถูกลง แต่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมกลับลดน้อยลง (เอเอฟพี)

"นักวิชาการ"งัดข้อมูลโต้กันมัน "โลกร้อน"ร้อนจริงหรือมั่วนิ่ม

มติชนรายวัน วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

กรณีที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาให้ข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วโลกในขณะนี้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) รวมทั้งมีการนำข้อมูลจาก คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) มาเสนอเพียงส่วนเดียว ทำให้หลายคนตื่นตระหนก ไคลเมทเชนท์ เครซี (Climate Change Crazy) นั้น

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ นักฟิสิกส์ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการตรวจสอบภูมิอากาศในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก และพบว่าปรากฏการณ์เอลนิโญ่ และลานิญ่า ซึ่งมีแหล่งกำเนิดที่ประเทศชิลี ก็ไม่ได้ส่งผลกับประเทศไทยโดยตรง จากข้อมูลของไอพีซีซี ระบุว่า พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่กับลานิญ่านั้นมี 4 โซน และประเทศไทยก็อยู่ในพื้นที่โซนที่ 4 ที่เกือบจะตกขอบ ทวีปเอเชียจะได้รับผลกระทบบ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช่ 100% เช่น ปีไหนเอลนิโญ่แรงประเทศจีนก็จะร้อนมาก หนาวไม่มาก ปีไหนลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมากและนาน

ปีนี้ลานิญ่าแรงประเทศจีนก็จะหนาวมาก ประเทศไทยซึ่งปกติได้รับอิทธิพลจากประเทศจีนอยู่แล้วก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ส่วนฤดูร้อนปีนี้สูง 40-43 องศาเซลเซียส บางพื้นที่ แต่ช่วงเวลาที่ร้อนก็จะสั้นลง

นายสมิทธ ธรรมสโรจน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ยืนยันว่า ข้อมูลการเกิดคลื่นพายุซัดฝั่งหรือสตอร์มเซิร์จ มีโอกาสเกิดในกรุงเทพฯรวมทั้ง แกนโลกที่เอียงมากขึ้นทำให้โลกร้อนขึ้นเป็นเรื่องจริง ใครไม่เชื่อหรือออกมาตอบโต้ข้อมูลนี้ และหากเกิดเหตุนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องรับผิดชอบ ความคิดทางวิชาการแตกต่างกันได้ ให้ข้อมูลอะไรก็มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันได้ นักวิชาการเหล่านี้อาจจะอ้างเพียงตำราแต่ประสบการณ์ไม่มี จะไม่ไปเถียงอะไร ก็ขอให้ดูว่าฤดูร้อนที่จะมาถึงจะร้อนและมีพายุตามที่พูดไว้หรือไม่

นายสมชาย ใบม่วง ผู้อำนวยการสำนักพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิยา กล่าวว่า ถึงเรื่องที่นักวิชาการบางรายออกมาพูดว่า ฤดูร้อนในช่วงเดือนเมษายนปีนี้ อุณหภูมิน่าจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจจะเกิดคลื่นความร้อน หรือฮีทเวฟแบบประเทศอินเดียและออสเตรเลียว่า ตัวเลขอุณหภูมิดังกล่าวถือเป็นค่าเอ็กซตรีมปกติ และเป็นช่วงพีคสูงสุดของหน้าร้อนในช่วงเดือนเมษายนที่อาจจะสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส ในบางวัน ปีนี้คาดว่า อากาศช่วงหน้าร้อนส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยจะใกล้เคียงกับปกติ และอาจไม่ร้อนเท่ากับปี 2551 ซึ่งอุณหภูมิร้อนสูงสุด 41-42.5 องศา เพราะตรวจพบปรากฏการณ์ลานิญาทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่ส่งผลโดยอ้อมทำให้อุณหภูมิไม่สูงเท่าไหร่ และมีฝนมากขึ้นด้วย ส่วนคลื่นความร้อนไม่มีโอกาสแน่นอน

เตือนวิกฤตอาหารยังไม่จบ

มติชนรายวัน วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เมื่อวันที่ 26 มกราคม องค์กรการกุศลด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อ๊อกซ์แฟม ได้ออกมาเตือนว่าวิกฤตการณ์อาหารซึ่งสร้างความปั่นป่วนในกว่า 30 ประเทศเมื่อปีที่แล้วยังห่างไกลจากการสิ้นสุดลงแม้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะลดลงมาแล้วก็ตาม

ในรายงานเรื่อง "ประชากรผู้หิวโหยพันล้านคน" ของอ๊อกซ์แฟมที่เปิดเผยในการประชุมความมั่นคงด้านอาหารที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ระบุว่า "การลงทุนด้านเกษตรกรรมที่น้อยเกินไปมานานหลายทศวรรษ บวกกับภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่เพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าแม้ราคาจะต่ำลงมาแล้วแต่ยังไม่สามารถรับประกันความมั่นคงด้านอาหารในอนาคตได้ และในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์อาจจะเลวร้ายลงอีก ถึงแม้ว่าราคาอาหารทั่วโลกจะลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็จะไม่มีทางกลับไปสู่ระดับราคาที่เคยเป็นก่อนหน้านี้ และมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นอีกในอนาคต"

รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า สถานการณ์ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในอัฟกานิสถาน เอธิโอเปีย เคนยา โมซัมบิก และซิมบับเว เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการขาดแคลนอาหารโลกจะยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ

ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ผู้คนเกือบ 1 พันล้านคนจากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด 6.5 พันล้านคน กำลังประสบกับภาวะทุพโภชนาการ

นอกจากนี้นายฌักส์ ดิยุฟ ผู้อำนวยการเอฟเอโอระบุว่าราคาอาหารที่ลดลงอาจจะทำให้ชาวนาหมดกำลังใจในการปลูกพืชผล และจะทำให้ปริมาณอาหารน้อยลงขณะที่ประชากรที่ขาดแคลนอาหารมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ (เอเอฟพี/รอยเตอร์) (กรอบบ่าย)

by ThaiWebExpert