มติชนออนไลน์

จะเอาโลกสีเขียว หรือโลกสีเหล็กขึ้นสนิม?

ผู้เขียน: 
สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2551

“เบิร์กเลย์” เป็นชื่อเมืองมหาวิทยาลัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ที่ไม่น่าจะมีทุกข์จากสิ่งแวดล้อม

แต่แล้วกลับมีทุกข์ ดังรายงานเรื่อง ทุกข์ยืดเยื้อ ณ เมืองมหาวิทยาลัย โดย ดร. อาภา หวังเกียรติ (สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต) เหตุเพราะโรงถลุงเหล็กโรงที่สามของบริษัท Pacific Steel Casting (พิมพ์ในหนังสือโลกสีเขียว ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2551 ที่กำลังวางตลาดขณะนี้) จะขอคัดข้อความตอนสรุปดังนี้

“โรงงานสร้างปัญหาสุขภาพต่อสาธารณะจริง ไม่ใช่เรื่องจินตนาการหรือคิดเอาเอง ตัวกรองไม่สามารถที่จะแก้ได้หมดทุกปัญหา เป็นไปได้มากที่ตัวกรองจะไม่สามารถกำจัดสารพิษ เช่น ในปี 2546 โรงงานที่หนึ่งและสองของบริษัทที่มีตัวกรองก็ยังมีการปลดปล่อยแมงกานีสออกมาปีละประมาณ 1,100 กิโลกรัม การได้รับแมงกานีสปริมาณมาก สามารถทำลายระบบประสาทส่วนกลางและเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมพาร์กินสัน (Parkinson) และจากรายงานของ US EPA ตั้งแต่ปี 2545 มีการปล่อยฟีนอล ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเพิ่มมากขึ้นสองเท่า นอกจากนี้รายงานของบริษัท Pacific Steel Casting เองระหว่างปี 2545-2548 ก็พบการปล่อยนิกเกิล ตะกั่ว สังกะสี และแมงกานีส เพิ่มขึ้น”

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะชัดเจนว่าความทุกข์จากมลพิษของชาวเมืองอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างเบิร์กเลย์คงจะยังไม่คลี่คลายลงโดยง่าย

รายงานจากเมืองเบิร์กเลย์นี้ สนับสนุนให้การต่อต้านโรงถลุงเหล็กที่อำเภอบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ ต้องเคร่งครัดและหนักแน่นเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้ปลอดจากโรงถลุงเหล็ก ดังมีรายงานล่าสุดจากมติชน (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 หน้า 9)

ในหนังสือโลกสีเขียว ยังมีรายงานพิเศษเรื่อง อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำญี่ปุ่น ต้นแบบสู่ความรุ่งเรืองจริงหรือ โดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (กลุ่มศึกษาและ รณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม) ย้ำว่า

“หากไม่มีโรงถลุงเหล็กในประเทศ เราก็สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กชั้นดีมาจากญี่ปุ่นได้ในราคาที่ถูกลงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเอาต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติและอื่นๆที่มีความหมายต่อประเทศไทยในระยะยาวไปแลกกับโรงถลุงเหล็กเพียงไม่กี่โรงที่อ้างกันว่าจำเป็นต้องสร้างขึ้นมา”

อ้าว! ถ้าอย่างนี้จะสร้างโรงถลุงเหล็กที่บางสะพานหาหอกอะไรอีกล่ะ?ไอ้เหียก

นำร่อง"บ้านขุนสมุทรจีน" แก้ปัญหาน้ำทะเลเซาะตลิ่ง

มติชนรายวัน วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11133

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล จากหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาแผ่นดินหายเนื่องจากการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นและลมทะเลมีความรุนแรงมากขึ้นตลอดแนวชายฝั่งทะเลของไทยทั้งหมด 2,667 กิโลเมตร พื้นที่มีปัญหากัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่สุดของประเทศ คือ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีแนวชายฝั่งทั้งสิ้น 45 กิโลเมตร

ประชาชนประสบปัญหาการพังทลายของแนวตลิ่งมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้หลายครอบครัวต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย จนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ไปตั้งถิ่นฐานยังแหล่งอื่นๆ ส่วนครอบครัวที่ยังคงอาศัยอยู่ก็ต้องอพยพหนีน้ำมานานแล้วหลายครั้ง เช่น ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ อพยพหนีน้ำมาแล้ว 7-10 ครั้ง ในรอบ 20 ปี โบสถ์ของวัดขุนสมุทรทราวาส จมน้ำทะเลประมาณ 1 เมตร ที่ดินราษฎรบริเวณนี้ได้ถูกน้ำทะเลซัดหายไปแล้วกว่า 1 กิโลเมตร และในช่วงปี พ.ศ.2510-2548 พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรปราการถูกน้ำทะเลกัดเซาะหายไปทั้งสิ้น 11,104 ไร่

ดร.ธนวัฒน์กล่าวว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) เห็นความสำคัญของปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงได้มีความร่วมมือกับธนาคารโลกและจังหวัดสมุทร ปราการ ให้ศึกษาถึงแนวทางการลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยเลือกหมู่บ้านขุนสมุทรจีน เป็นพื้นที่นำร่องในการศึกษา และเป็นงานวิจัยแบบบูรณาการ มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อาทิ อุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา นิเวศวิทยาชายฝั่ง ธรณีพิบัติภัยเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมชายฝั่งและสังคม รวมถึงภูมิสถาปัตย์ และกฎหมายที่ดิน นอกจากนั้นยังมีนักวิจัยท้องถิ่นซึ่งเป็นชุมชนในพื้นที่เข้าร่วมเก็บข้อมูลเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้

"งานวิจัยแบบ Action Research และรูปธรรมของแบบจำลองเขื่อนสลายคลื่น ที่บ้านขุนสมุทรจีน นำไปขยายผลการแก้ไขพื้นที่ชายฝั่งหาดโคลนอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาการกัดเซาะและพังทลาย สกว.จึงจัดการประชุมสัมมนาเรื่องการแก้ไขปัญหากัดเซาะชายฝั่งหาดโคลนกรณีบ้านขุนสมุทรขึ้น โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และธนาคารโลก เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยของคณะวิจัย และผลการประเมินแบบจำลองเขื่อนสลายคลื่นเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งกัดเซาะที่บ้านขุนสมุทรจีน จังหวัดสมุทรปราการ ของผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ในวันที่ 8 กันยายนนี้"

พลาสติคชีวภาพ อุตสาหกรรมคลื่นลูกใหม่ (New Wave Industry) และโอกาสไทย

ผู้เขียน: 
ศุภชัย หล่อโลหการ, วันทนีย์ จองคำ สำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ

มติชน วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม ให้ความเห็นชอบแผนที่นำทาง (โรดแมป) การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในระหว่างปี พ.ศ.2551-2555 ภายในกรอบวงเงินงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,800 ล้านบาท ตามที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ได้นำเสนอ เพื่อให้อุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพ เป็นอุตสาหกรรมเพื่ออนาคตของประเทศไทยนั้น

นับเป็นก้าวย่างสำคัญในการพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic innovation) ที่มีมูลค่าใหม่ที่สูงมากในภาคเกษตรกรรม พร้อมๆ กับการก่อเกิดอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับกระแสความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมโลก

พลาสติคชีวภาพ (biodegradable plastics) เป็นพลาสติคที่ผลิตจากพืช หรือวัตถุดิบที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ กระบวนการผลิตเป็นกระบวนการหมัก ซึ่งใช้พลังงานต่ำ และมีคุณสมบัติที่สามารถย่อยสลายได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำเมื่อนำไปฝังกลบภายหลังการใช้งาน

ปัจจุบันพลาสติคชีวภาพได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาวัสดุสำหรับการใช้งานเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กลุ่มอุตสาหกรรมแนวหน้าทั่วโลกตื่นตัวในการคิดค้นหาวัตถุดิบหรือโพลิเมอร์ตัวใหม่ เพื่อพัฒนาพลาสติคชีวภาพที่มีคุณสมบัติในการใช้งานได้ดีเทียบเท่ากับพลาสติคดั้งเดิมที่ได้จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสามารถทดแทนการใช้งานที่มีอยู่

นับตั้งแต่ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา พลาสติคซึ่งผลิตจากวัตถุดิบทางปิโตรเคมี เป็นวัสดุที่มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นด้านการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปร่างต่างๆ ได้ง่ายกว่าวัสดุชนิดอื่น ประกอบกับมีน้ำหนักเบา ทนความชื้น และราคาถูก ทำให้การบริโภคพลาสติคทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 5 ต่อปี คิดเป็นปริมาณ 200 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณการบริโภคของประชากรสูงถึง 80-100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

แต่ขณะเดียวกัน ความสามารถในการนำขยะพลาสติคหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ยังอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 30

โดยเฉพาะประเทศไทยมีขยะพลาสติคที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านตันต่อปี

ซึ่งถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อม และกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากพลาสติคที่ไม่สามารถย่อยสลายได้แล้ว ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขยายผลไปถึงด้านเกษตรกรรมและการค้า ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มต้องการผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน ความต้องการของพลาสติคชีวภาพในตลาดโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ในขณะที่กำลังการผลิตในปัจจุบันมีเพียง 360,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดเพียงร้อยละ 1 ของปริมาณพลาสติคที่ใช้ทั่วไป

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงในการที่จะผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพขึ้นอย่างครบวงจร

โอกาสของประเทศไทย

เนื่องจากประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านชีวมวล (biomass) และมีวัตถุดิบด้านการเกษตรที่มีศักยภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ซึ่งประเทศไทยผลิตหัวมันสดเป็นอันดับ 3 ของโลก และส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลก

โดยในปี 2548 มีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกว่า 6.6 ล้านไร่ และมีการผลิตหัวมันสดได้ประมาณ 27 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 61,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 10 เท่าเมื่อนำมาผลิตเป็นพลาสติคที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

และเมื่อเปรียบเทียบกับการนำมันสำปะหลังมาทำเป็นมันเส้น จะสร้างมูลค่าเพิ่มเพียง 1.26 เท่า

และมีมูลค่าเพิ่มเพียง 1.5 เท่า เมื่อไปผลิตเป็นเอทานอล

ดังนั้น หากประเทศไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพที่มีแหล่งวัตถุดิบจากแป้งมันสำปะหลัง จะทำให้ได้กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว มากกว่าการลงทุนสร้างโรงงานมันเส้นถึง 21.4 เท่า หรือเท่ากับมีการสร้างรายได้ใหม่มากถึง 144,180 ล้านบาท
ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมถึงผลประโยชน์ที่ประเทศได้จากการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมปลายน้ำที่แข็งแกร่ง ได้แก่ อุตสาหกรรมพลาสติค ในการรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพย่อยสลายได้

โดยผลิตภัณฑ์พลาสติคที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ถุง กระสอบพลาสติค และแผ่นฟิล์ม ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ เช่น มันสำปะหลัง อันจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร ในขณะเดียวกันจะลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเลียมสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติคทั่วไป และยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านการค้าของผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาคต่อไป

โครงการนวัตกรรมพลาสติคชีวภาพเป็นหนึ่งในโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้วิเคราะห์สถานการณ์ระดับโลกและปัจจัยการผลิตที่เข้มแข็งของประเทศไทย จึงได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเป็นโครงการระดับชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง และเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ มาใช้ในการผลิตพลาสติคชีวภาพจากแป้งมันสำปะหลังหรือน้ำตาล

ในระยะเวลาที่ผ่านมา สนช.ได้มีบทบาทในการริเริ่มส่งเสริม ผลักดัน และรวบรวมข้อมูลด้านพลาสติคชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาความเป็นไปได้และโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนาโครงการวัสดุชีวภาพ

การเจรจากับบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกเพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านวิจัย การลงทุน การสร้างตลาด และการถ่ายทอดเทคโนโลยี การก่อตั้งสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพไทย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 30 บริษัท การจัดทำห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐานพลาสติคชีวภาพนำร่อง รวมทั้งการจัดนิทรรศการและการสัมมนาวิชาการระดับนานาชาติด้านพลาสติคชีวภาพ (Innobioplast 2006) เพื่อติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แสวงหาโอกาสร่วมทุนและความร่วมมือด้านพลาสติคชีวภาพ และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาค

ในระดับภาคอุตสาหกรรม ได้มีบริษัทที่ริเริ่มผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพโดยการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ทั้งในรูปแบบการพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยการนำเข้าเม็ดพลาสติคชีวภาพมาผ่านกระบวนการคอมพาวดิ้งและขึ้นรูปภายในประเทศ หรือการพัฒนานวัตกรรมการผลิตของตนเองจากวัตถุดิบจำพวกแป้ง ซึ่งได้สร้างตลาดต่างประเทศบ้างแล้ว

กลยุทธ์สู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาค

มติจากคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบที่จะให้การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพอยู่ในแผนปฏิบัติการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมให้ทันต่อกระแสความต้องการของตลาดโลก จะเป็นการสร้างศักยภาพให้เกิดความสามารถในการแข่งขันจากข้อได้เปรียบของประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพในภูมิภาคนี้ในอีก 15 ปีข้างหน้า

โรดแมปสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพไทยที่ได้พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานใน 4 ด้านในระยะเวลา 5 ปี ได้แก่

กลยุทธ์ที่ 1 การสร้างความพร้อมด้านวัตถุดิบชีวมวลเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกิดการแย่งชิงวัตถุดิบสำหรับการบริโภค เร่งรัดการสร้างเทคโนโลยีทางการเกษตรสำหรับพืชจำพวกที่ให้แป้งเพื่อให้เกิดการคุ้มทุนในการใช้สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติค รวมทั้งการป้องกันปัญหาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือการไม่สมดุลต่อระบบนิเวศ

กลยุทธ์ที่ 2 การเร่งรัดและสร้างเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งการนำเข้าเทคโนโลยี การต่อยอดเทคโนโลยีด้วยนวัตกรรมของคนไทย และการสนับสนุนงานวิจัยของนักวิชาการ นักวิจัย แบบมุ่งเป้าเพื่อให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีของประเทศ

กลยุทธ์ที่ 3 การสร้างอุตสาหกรรมและธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งได้แก่การผลักดันให้เกิดการลงทุน การสร้างอุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ การสนับสนุนธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและภายในประเทศ

กลยุทธ์ที่ 4 การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อันได้แก่การสร้างมาตรฐานอุตสาหกรรม การสร้างห้องปฏิบัติทดสอบและรับรองมาตรฐาน การรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยพลาสติคชีวภาพ การกำหนดโครงการนำร่องในระดับท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ

ผลที่คาดหวังว่าจากการกำหนดนโยบายและมาตรการของภาครัฐในการสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้แผนโรดแมปนี้ใน 3 ด้านคือ

(1) เชิงเทคโนโลยี ได้แก่ การมีเทคโนโลยีการผลิตพลาสติคชีวภาพของประเทศขึ้นเอง และเกิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ โดยคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 500 ล้านบาท

(2) เชิงธุรกิจอุตสาหกรรม ได้แก่การเกิดธุรกิจอุตสาหกรรม โดยมีมูลค่าการลงทุนถึง 3,000 ล้านบาท และทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์สูงถึง 1,500 ล้านบาท

และ (3) เชิงสิ่งแวดล้อม ซึ่งเน้นถึงการตระหนักถึงการใช้พลาสติคชีวภาพเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เกิดค่านิยมในการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติคชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดปัญหาขยะพลาสติค หรือปัญหาที่เกิดจากมลพิษในการเผาขยะที่ย่อยสลายไม่ได้สูงถึง 500 ล้านบาท

โรดแมปการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ สำหรับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้ตระหนักถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศ

และพร้อมที่จะร่วมมือกันสร้างปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของประเทศ ในการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนและการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมพลาสติคชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคตอันใกล้

การ์ตูน' พระเอกตัวจริงกู้โลกร้อน

ผู้เขียน: 
สาลินีย์ ทับพิลา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 29 กรกฎาคม 2551

ถ้ามีหนังสืออยู่สองเล่มวางอยู่ข้างหน้า เล่มหนึ่งชื่อว่า The Inconvenient Truth กับอีกเล่มหนึ่งหน้าปกเป็นตัวการ์ตูนชื่อว่า ออซซี โอโซน ผู้ปกป้องโลก ... คุณว่าเด็กจะหยิบเล่มไหน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ออซซี โอโซน มีเพื่อนคู่หูชื่อ โซอี้ เป็นตัวเอกหนังสือภาพชุด ออซซี โอโซน ผู้ปกป้องโลก (Ozzy Ozone - Defender of Our Planet) เป็นตัวการ์ตูนที่สร้างขึ้นมา เพื่อสื่อให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญของชั้นโอโซนในบรรยากาศ จัดทำโดยองค์การสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ หรือ ยูเนป

การ์ตูนชุดดังกล่าวออกเผยแพร่แล้ว 3 เล่ม ซึ่งเล่มล่าสุดคู่หู ออซซีและโซอี้ ต้องปกป้องโลกจากภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภายหลังทราบข่าวร้ายว่า ผลของสาร ไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ซึ่งใช้แทน สารซีเอฟซี หรือคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ทำร้ายชั้นบรรยากาศโอโซนไม่ต่างกัน หนำซ้ำยังก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และกำลังส่งผลร้ายต่อเกาะเล็กๆ และรัฐที่ติดชายฝั่งทะเล

ทั้งสองออกเดินทางไปยังเกาะต่างๆ เช่น ซูรินาเมในแถบทะเลแคริบเบียน พบกับ อลิด้า เต่าเพื่อนเก่า กูโน่ ปูชายหาดและโรนัลโด ปลากะพงแดง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับผลของสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงบนเกาะ ก่อนที่จะไปยังเกาะฟิจิในมหาสมุทรแปซิฟิก และหมู่เกาะมัลดีฟส์ มหาสมุทรอินเดีย ในการเรียนรู้กิจกรรมช่วยกันรักษาชั้นโอโซนของเหล่าเยาวชนชาวมัลดีฟส์

“สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเรื่องของการช่วยป้องกันชั้นโอโซน หากนำเสนอด้วยตัวหนังสือหรือบทความออกจะยากสำหรับเด็ก” ราเชนทรา เชนเด ประธานโครงการปฏิบัติการด้านโอโซน องค์การสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ บอกที่มาในระหว่างการเปิดตัวหนังสือภาพ ออซซี โอโซน เล่มที่ 4 ในการประชุมกลุ่มทำงานของประเทศสมาชิกพิธีสารมอนทรีอัล ครั้งที่ 28

แทนที่จะใช้ตัวหนังสือแบบเดิม ยูเนป เลือกใช้ภาพเป็นสื่อกลางด้วยเห็นว่าเด็กสามารถจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร การอธิบายเนื้อหาที่ยากให้เด็กเข้าใจได้ง่ายจึงต้องอาศัยภาพการ์ตูนเป็นสำคัญ นอกจากใช้รูปภาพเป็นสื่อแล้ว โครงการนี้ยังมีนักร้องชื่อดัง “ทาทา ยัง” ศิลปินจากโซนี่ บีเอ็มจี มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พร้อมกับได้นักวาดภาพฝีมือดี “นิคอส เคาท์ซิส” ชาวกรีซมาวาดภาพการ์ตูนให้

“การ์ตูนไม่ใช่เรื่องยาก แต่การวาดการ์ตูนเพื่ออธิบายโอโซนหรือสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงนั้น ยากเพราะเป็นเรื่องใหม่ ภาษาก็เป็นอุปสรรคหนึ่งสำหรับการเข้าถึงเยาวชนทั่วโลก" ราเชนทรา กล่าว

ออซซี โอโซน ทุกเล่ม รวมถึงฉบับล่าสุดตีพิมพ์เผยแพร่ 6 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน รัสเซีย จีน และ อารบิค 3 ฉบับที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี โดยได้รับถ่ายทอดเป็นภาษาท้องถิ่นเพิ่มถึง 32 ภาษา

การเผยแพร่หนังสือภาพ ออซซี โอโซน ทาง ยูเนป จะจัดส่งหนังสือภาพตัวอย่าง พร้อมกับไฟล์รูปเล่มไปให้แต่ละประเทศที่สนใจ จัดพิมพ์และเผยแพร่ตามต้องการ สำหรับฉบับเผยแพร่ในไทยยังเป็นภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งราเชนทรายอมรับว่าอาจจะยากไปสำหรับการเข้าใจ แต่สามารถหาทางออกได้ โดยใช้รูปแบบเดียวกับประเทศอินเดีย

“ในอินเดีย เมื่อครั้งเปิดตัวหนังสือ ออซซี โอโซน นี้ ก็มีคำถามเดียวกันถึงเรื่องของภาษา ทำให้เด็กจำนวนมากเข้าไม่ถึง แต่ก็มีทางแก้โดยจัดพิมพ์แปลเป็นภาษาฮินดี ด้วยความร่วมมือระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์ที่สนับสนุนการจัดพิมพ์ และได้งบประมาณจากธนาคาร โดยทาง ยูเนป เป็นผู้ประสานงานต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้รูปแบบนี้ได้เช่นกัน” ราเชนทรา ให้แนวคิด

หนังสือชุด ออซซี โอโซน จะแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ หรือสนใจก็ติดต่อรับได้ที่ อาตูล บาไก องค์การสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก โทร.02-288-1873

วท.จัดประชุมโลกร้อน 4 ภาค-เร่งกู้ป่าชายเลนใต้

มติชน วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นายชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีจาก 224 ล้านตัน ในปี 2533 เป็น 344 ล้านตัน ในปี 2546 หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 34 ของทุกปี โดยร้อยละ 50 พบว่าเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีจากภาคพลังงาน การจะดำเนินการป้องกันจำเป็นต้องหาพลังงานเชื้อเพลิงแหล่งใหม่ โดยมุ่งไปในแต่ละภาคของประเทศ วท.จะจัดการประชุมในส่วนภูมิภาคขึ้นในแต่ละภาค ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 17 กันยายนนี้ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ข้อมูลจากการประชุมจะเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

ศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร รองผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ภาคใต้ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่สำคัญเกิดจากการเสื่อมโทรมของป่าชายเลนที่ถูกน้ำทะเลรุกล้ำ ทะเลสาบสงขลาระดับน้ำเริ่มลดลงสัตว์ทะเลเริ่มลดลงจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น ทำให้สัตว์น้ำต้องอพยพหาแหล่งที่อยู่อื่นๆ การป้องกันที่ดีที่สุดต้องอนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างเร่งด่วน

ลดโลกร้อน

มติชน วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้ชาวโลกรับรู้ภาวะโลกร้อน ขณะที่ในแต่ละประเทศมีกลุ่มคนจำนวนมากที่เรียกร้องให้ผู้คนช่วยกันลดภาวะโลกร้อนด้วยการลดใช้พลังงาน

ซึ่งมิใช่เพียงการลดภาวะโลกร้อนเท่านั้น ยังเป็นการลดใช้พลังงานจากน้ำมันใต้พิภพมาใช้พลังงานอันเกิดจากธรรมชาติที่เรียกกันติดปากว่า "ไบโอดีเซล" คือน้ำมันที่เกิดจากพืช ใช้ก๊าซธรรมชาติ และใช้แอลกอฮอล์ซึ่งกลั่นมาจากพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น

เมื่อปีที่ผ่านมา "มติชน" ร่วมกันกระทรวงพลังงาน กรุงเทพมหานคร และอีกหลายหน่วยงานจัดงานลดภาวะโลกร้อน จัดพิมพ์หนังสือเรื่องโลกร้อนที่อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อัล กอร์ เป็นผู้เขียน

มาถึงวันนี้ เรื่องโลกร้อนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นเรื่องที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน คือลดโลกร้อน ลดการใช้น้ำมัน

เมื่อราคาน้ำมันทุกชนิดที่เกิดจากใต้พิภพสูงขึ้นอย่างที่ไม่สามารถฉุดรั้งให้ลดลงไปกว่าเดิมได้อีกต่อไป ทุกประเทศจึงหันมาหาพลังงานจากพืชและจากสิ่งปฏิกูลมาใช้ทดแทน

การเดินทางไปประเทศจีนเมื่อสามสิบปีก่อน ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) มีโอกาสออกไปในชนบท พบว่าในบ้านของคนจีน เขาใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากการหมักหมมสิ่งปฏิกูลแล้วเกิดเป็นก๊าซธรรมชาติมาเป็นพลังงานหุงต้ม

ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกตัวอย่าง อธรรมที่กลายมาเป็นธรรมะ ด้วยการทรงชี้ไปที่ "ถาน" (ส้วมของพระ) และตรัสว่า สิ่งที่อยู่ใน "ถาน" คือ "อธรรม" แล้วทรงชี้ไล่เรื่อยไปยังท่อที่ต่อออกจาก "ถาน" ไปยังโรงครัวที่เตาไฟ ซึ่งมีเปลวไฟซึ่งเกิดจากก๊าซลุกโพลง พร้อมตรัสว่า "ไฟที่เกิดจากก๊าซซึ่งมาจากถานเป็นธรรมะ คือใช้ประโยชน์ได้"

ทำให้เห็นชัดเจนว่า การนำสิ่งใดก็ตามมาหมักให้เกิดก๊าซขึ้น จะสร้างประโยชน์ด้านพลังงานอย่างมหาศาล และเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยไม่ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากไปหาซื้อให้สิ้นเปลืองเกินเหตุ

ขณะนี้ ประเทศทั่วโลกต่างแสวงหาพลังงานทดแทนเพื่อใช้กับเครื่องยนต์และเครื่องไฟฟ้า อาจเป็นเพราะคาดการณ์กันว่าน้ำมันจะหมดไปจากโลกภายใน 50 ปีข้างหน้านี้

ถ้าเป็นตามคาดการณ์ ทำไมวันนี้ น้องหนูทั้งหลายที่จะเติบใหญ่ขึ้นไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจึงไม่ตระหนัก หรือร่วมกันตระหนักและลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน แล้วหันมาใช้พลังงานอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์กว่าเล่า

เช่นพลังงานที่เกิดจากตัวเราเอง ดังกรณีที่ใช้จักรยานเป็นพาหนะ

ในการเดินทางที่ไกลเกินไป เช่น เกินกว่า 10-15 กิโลเมตร อาจจะใช้จักรยานไม่สะดวก หรือกินเวลาและกินแรงมาก ก็ควรใช้พาหนะอย่างอื่น เช่น รถมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ขนาดเล็ก หรือกิจการขนส่งมวลชนซึ่งในกรุงเทพฯนิยมใช้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะรถไฟทั้งใต้ดิน บนดิน และลอยฟ้า แต่น้องหนูที่อยู่จังหวัดอื่น หากอยู่ในเมืองก็ควรใช้จักรยานเป็นดีที่สุด

ส่วนการเดินทางในสถานศึกษาที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มีการใช้จักรยานบ้างแล้ว มหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัด หากใช้จักรยานจะทำให้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมดีขึ้นและน่าอภิรมย์สมเป็นสถาบันการศึกษาแน่นอน

ประการสำคัญ คือการลงทุนเบื้องต้น จัดซื้อจักรยาน กับการป้องกันการขโมย

ในส่วนของการจัดซื้อจักรยาน หากเป็นไปได้ มหาวิทยาลัยควรลงทุนในส่วนนี้ สำหรับการใช้ภายในมหาวิทยาลัย โดยให้นิสิตนักศึกษาช่วยค่าใช้จ่ายจำนวนหนึ่ง มหาวิทยาลัยจ่ายจำนวนหนึ่ง

การใช้จักรยาน ให้จอดจักรยานไว้หน้าประตูมหาวิทยาลัยทุกประตู แล้วให้นิสิตนักศึกษา อาจารย์ใช้จักรยานตั้งแต่บริเวณนั้น เข้าไปยังอาคารที่ต้องการ แล้วไปจอดไว้ที่นั่น เมื่อจะเดินทางไปยังอีกแห่งหนึ่งก็ใช้จักรยานตรงตึกนั้นแหละ ซึ่งอาจเป็นคนละคันกันเดินทางต่อไป

หากเป็นเช่นนี้ จักรยานจะเป็นของส่วนรวม เรื่องขโมยก็คงลดลง เพราะไม่อนุญาตให้นำจักรยานออกนอกมหาวิทยาลัย

สบน.ใช้คาร์บอนเครดิต ลดหนี้เงินกู้สร้างรถไฟฟ้า

มติชน วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง "พัฒนาการตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตและการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับระบบการเงินของไทย" ว่า ปัจจุบันเรื่องคาร์บอนเครดิตที่สามารถนำการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาแปรเป็นเครดิตได้ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการลงทุนในกลไกพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รับการอนุมัติแล้ว 30 โครงการ แต่เพิ่งมีเพียง 1 โครงการเท่านั้นที่ผ่านการรับรองจากสหประชาชาติ ดังนั้น ไทยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคาร์บอนเครดิตเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโครงการลงทุนเมกะโปรเจ็คต์ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นให้ความสนใจจะซื้อคาร์บอนเครดิตเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปหักลบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของญี่ปุ่นที่ไม่สามารถลดได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ที่ใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิค) จะเป็นโครงการแรกของไทยที่จะนำเข้ากระบวนการซีดีเอ็ม เพื่อนำคาร์บอนเครดิตไปใช้ในการลดภาระหนี้ได้ ปัจจุบันราคาซื้อขายในตลาดคาร์บอนของโลกมีราคาสูงมากถึง 22 ยูโรต่อตันคาร์บอน (กรอบบ่าย)

ไทยกับตำแหน่งประธานอาเซียน

ผู้เขียน: 
วิทวัส ศรีวิหค

มติชน 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 เป็นวันสุดท้ายของการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศอาเซียน หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 41 ที่สิงคโปร์

วันนี้เป็นวันที่ประเทศไทยจะรับหน้าที่การเป็นประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์

จากวันนี้ไปอีก 1 ปีครึ่ง การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมีความสำคัญอย่างไร

หากมองย้อนหลังไปเมื่อ 41 ปีที่แล้ว ประเทศไทยคือ 1 ใน 5 ประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียนที่สำคัญอาจจะกล่าวได้ว่าสำคัญที่สุด เมื่อนึกถึงภาพที่ ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น ได้ชักชวนมิตรประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 4 ประเทศ ประกอบด้วยมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มาปรึกษากันที่แหลมแท่น อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี เกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและการเปลี่ยนแปลงของโลก

ทั้ง 5 ประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในภูมิภาค ส่งเสริมความกินดีอยู่ดี ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความใกล้ชิดทางสังคมวัฒนธรรม

ยิ่งนึกถึงภาพที่หลายประเทศในภูมิภาคเพิ่งผ่านพ้นเมฆหมอกจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตก และเค้าพายุทะมึนของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลอยู่ในขณะนั้น สำทับด้วยความยากจนของประเทศส่วนใหญ่ด้วยแล้ว ความร่วมมือของทั้ง 5 ประเทศจึงเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การทูตที่สำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในภูมิภาค

และได้นำไปสู่การลงนามปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) ของทั้ง 5 ประเทศที่พระราชวังสราญรมย์ก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ในปี พ.ศ.2510

จากวันนั้นถึงวันนี้อาเซียนได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนข้างโชกโชน มีทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวและสิ่งท้าทาย มีทั้งเสียงชมและเสียงตำหนิ

จากสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้ขยายตัวไปเป็น 10 ประเทศ ครอบคลุมสมาชิกใหม่ที่ทยอยเข้ามาสมทบ ได้แก่ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา

หากจะพูดถึงความสำเร็จของอาเซียนในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่เห็นชัดเจนก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติสุขพอสมควร ไม่มีสงครามใหญ่ที่สมาชิกอาเซียนรบราฆ่าฟันกัน

ความมั่นคงปลอดภัยมีมากขึ้นเป็นลำดับในภูมิภาค โดยมีความตกลงและหลักการที่ยึดถือร่วมกันหลายอย่าง เช่น สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ ซึ่งในการประชุมที่สิงคโปร์นี้ ก็ตกลงรับเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมวงศาคณาญาติด้วย นอกเหนือจากที่มีประเทศภาคีอื่นๆ อยู่แล้ว 15 ประเทศ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การประกาศเขตสันติภาพ เสรีภาพและความเป็นกลาง กรอบความร่วมมืออาเซียนว่าด้วยการเมืองและความมั่นคง หรือ ARF - ASEAN Regional Fourm นอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังยอมรับร่วมกันว่า ค่านิยมประชาธิปไตยเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

อาเซียนยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่มุ่งบรรลุผลในอีก 12 ปีข้างหน้าอีกหลายประการเช่นอาเซียนจะเป็นวงสมานฉันท์แห่งอาเซียนตะวันออกเฉียงใต้ จะเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัต จะเป็นชุมชนแห่งสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน และจะมุ่งผูกสัมพันธ์กับประเทศภายนอก

ในส่วนความร่วมมือกับประเทศภายนอกภูมิภาคก็มีกรอบความร่วมมืออาเซียน 10 ประเทศกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่รู้จักกันในชื่ออาเซียนบวกสาม และที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งนอกจากจะมี 3 ประเทศข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดียด้วย

การที่อาเซียนคบหากับ 6 ประเทศนี้ ก็เพื่อมุ่งส่งเสริมความเป็นประชาคมของอาเซียนและของภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยมีอาเซียนเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในความร่วมมือทั้งหลาย เปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ อาเซียนพยายามอยู่ในที่คนขับรถยนต์ที่คอยถือพวงมาลัย ควบคุมทิศทางโดยมีประเทศเหล่านี้ให้การสนับสนุนให้เดินทางถึงเป้าหมายปลายทางของการเป็นประชาคม

ยิ่งอาเซียนมีอายุมากขึ้น มีความเติบโตทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ก็ดูจะเนื้อหอมมากขึ้นไปด้วยเพราะมีประเทศต่างๆ อยากจะมาพูดคุยเป็นประเทศคู่เจรจากับอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

เมื่อพูดถึงการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก เสาเศรษฐกิจดูจะเป็นเสาที่มีความก้าวหน้ามากกว่าอีก 2 เสา คือ เสาการเมืองความมั่นคง และเสาสังคมวัฒนธรรม

ปัจจุบันรายได้ประชาชาติ หรือจีดีพี (GDP) ของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบรวมกันมากกว่า 1,600 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขตการค้าเสรีอาเซียนก็มีความก้าวหน้าในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ความมุ่งหวังที่อาเซียนจะเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวก็ได้ถูกตอกย้ำเมื่อปีที่แล้ว เมื่อผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามในเอกสารแม่แบบมุ่งสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 7 ปีข้างหน้า

ทุกวันนี้ อาเซียนค้าขายกันเองประมาณปีละ 360 พันล้านเหรียญสหรัฐ

แต่หลายคนยังสงสัยว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นไปได้จริงหรือใน 7 ปีข้างหน้าเพราะประเทศในอาเซียนทั้งสิบยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในด้านการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างระหว่างประเทศที่เข้ามาเป็นสมาชิกที่หลัง เช่น กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม กับสมาชิกดั้งเดิม ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นี่คือสิ่งที่ท้าทายอาเซียนอย่างยิ่งในการรวมตัวเป็นประชาคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาดำเนินไปด้วยความล่าช้า

สำรวจชี้โลกมีความสุขมากขึ้น

มติชน วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ดัชต์สุขที่สุด-ซิมบับเวสุขน้อยสุด

ผลสำรวจของทีมนักวิจัยอเมริกันเผยโลกมีความสุขมากขึ้น เดนมาร์กเป็นชาติที่สุขที่สุดในโลก ส่วนซิมบับเวสุขน้อยที่สุด ชี้เศรษฐกิจ-การเมือง-ความอดกลั้นเป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวพัน"สุข"หรือ"ทุกข์"

ผลการสำรวจศึกษาของทีมนักวิจัยอเมริกัน ตีพิมพ์ในวารสาร "เพอร์สเพ็คทีฟส์ ออฟ ไซโคโลจิคอล ไซเอ็นซ์" เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชี้ว่า โลกมีความสุขมากขึ้น

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแห่งชาติที่จัดทำขึ้นระหว่างปี 2524-2549 โดยกลุ่มนักวิจัยของสถาบันวิจัยทางสังคม แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา นำโดยนายโรนัลด์ อิงเกิลฮาร์ท นักรัฐศาสตร์ที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัย ผลการสำรวจพบว่า ระดับความสุขของคนเพิ่มขึ้นใน 40 ประเทศ จาก 52 ประเทศ ขณะที่ในการจัดแบ่งระดับความสุขในประเทศที่มีการสำรวจศึกษารวมทั้งสิ้น 97 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกนั้น มีแค่ 20 ประเทศเท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่มีความสุข

รายงานระบุว่า ในหมู่ 52 ประเทศและเขตปกครองที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลมาศึกษาเปรียบเทียบมาเป็นเวลานานนั้น อินเดีย ไอร์แลนด์ เม็กซิโก เปอร์โตริโก และเกาหลีใต้ ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีระดับความสุขเพิ่มขึ้นมากในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใน 14 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา แคนาดา จีน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ แอฟริกาใต้ สเปน และสวีเดน รวมถึงชาติยุโรปอีก 9 ประเทศ จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ระดับความสุขเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ส่วนสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์ มีระดับความสุขที่ค่อนข้างเสถียร แต่ทั้ง 3 ประเทศก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่มีความสุข

สำหรับเดนมาร์ก ซึ่งเป็นดินแดนที่ประชากร 52 เปอร์เซ็นต์ของประเทศบอกว่าตนเองมีความสุขมากๆ นั้น ถูกจัดเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก ขณะที่ไอซ์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และแคนาดา ติดอยู่ใน 10 อันดับประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

ส่วนประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลกได้แก่ ซิมบับเว เนื่องจากความเป็นไปที่เกิดขึ้นในซิมบับเวดำเนินไปในทางที่ผิดพลาด เผชิญทั้งปัญหาความยากจน อัตราผู้ติดเชื้อเอดส์สูง ผู้คนถูกเข่นฆ่า มีการกดขี่ในระบบปกครอง ทั้งนี้ มีชาวซิมบับเวเพียงแค่ 4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่บอกว่าตนเองมีความสุข

หัวหน้าทีมวิจัยชุดนี้กล่าวว่า ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาประชาธิปไตยและความอดทนอดกลั้นมีความเกี่ยวพันที่สำคัญกับระดับความสุขของผู้คนภายในประเทศ

"ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะมีความสุขมากกว่าประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ประเทศที่ร่ำรวยมีแนวโน้มจะมีความสุขมากกว่าประเทศยากจน และสังคมที่มีความอดทนอดกลั้นต่อกันมีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากกว่าสังคมที่ไร้ซึ่งความอดกลั้น" นายอิงเกิลฮาร์ทกล่าว

อย่างไรก็ดี ในรายงานข่าวไม่ได้ระบุว่า ไทย จัดอยู่ในกลุ่มใด (เอเอฟพี)

แบงก์โลกซื้อขายก๊าซเรือนกระจก

มติชน วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นายเอียน พอร์เตอร์ ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและมาเลเซีย ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงสำหรับโครงการเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกสองโครงการ สำหรับโครงการในประเทศไทยคือโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ (Livestock WasteManagement Project) ซึ่งมีบริษัท Advance Energy Plus (AEP) จำกัด เป็นผู้ดำเนินโครงการ ส่วนโครงการในประเทศมาเลเซียนั้นมีชื่อว่า Malaysia Kota Kinabalu Composting Project เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสุนนจากเทศบาลเมืองโกตา คินาบาลู โดยมีบริษัท Ms Smart Recycling (M)SDN BHD เป็นผู้ดำเนินงาน โครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์นี้ ทำให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 58,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้เสริมให้แก่เจ้าของฟาร์มสุกรทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 4 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการขายคาร์บอนเครดิตให้แก่ประเทศในภาคผนวก 1 ของพิธีสารเกียวโต อีกทั้งยังเป็นโครงการแรกที่นำคาร์บอนเครดิตที่จะได้จากการจัดการของเสีย ณ ฟาร์มสุกร 10 แห่งมารวมกันไว้ในโครงการเดียวเพื่อประหยัดต้นทุน (กรอบบ่าย)

by ThaiWebExpert