มติชนออนไลน์

แนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อน ด้วย Flash Animation สื่อสร้างสรรค์

มติชนรายวัน วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจาก พระราชดำริ (กปร.) จัดประกวดสื่อสร้างสรรค์ Flash Animation Presentation เรื่อง แนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อนขึ้น โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน ครั้งนี้มีเยาวชน 79 ผลงาน แบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย ช่วงชั้นที่ 4 จำนวน 64 ผลงาน และระดับอุดมศึกษาจำนวน 15 ผลงาน ผลปรากฏว่าผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา 3 รางวัล ได้แก่ ทีม Power GT จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทีม Awayg จากมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และทีม Motion Allure จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พร้อมรางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย ทีมดีดี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีม TBC Ranger จากมหาวิทยาลัยไทยบริหารธุรกิจและพณิชยการ ทีม Baby bang จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทีม Tie Movie จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และทีม J-A-M Team จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ศูนย์การศึกษาดรุณพิทยา

ส่วนมัธยมศึกษาตอนปลายช่วงชั้นที่ 4 ผู้ชนะเลิศการประกวดได้แก่ ทีม Perspective จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล รางวัลรองชนะเลิศจำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย ทีม น่านนคร จากโรงเรียนน่านนคร ทีมกู้โลกเรนเจอร์ จากโรงเรียนเซนฟรังก์ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ทีม Together จากโรงเรียนเซนฟรังก์ซีสซาเวียร์คอนแวนต์ รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย ทีม GreenKeepers จากโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา ทีม Matrix จากโรงเรียนลาซาล ทีม KBYALA จากโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง ทีม Notion จากโรงเรียนบางกะปิ และทีมช้างกู้โลก จากโรงเรียนพรหมานุสรณ์ ผลงานทั้งหมดจะนำมาผลิตเป็นสื่อสร้างสรรค์ต่อไป

นวัตกรรมการเกษตรไทยพัฒนาเกษตรอินทรีย์

มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ดร.ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยขาดองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลผลิตด้านการเกษตร ทำให้ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าเกษตรได้ แต่หากประเทศไทยมีการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับผลผลิตด้านการเกษตรจะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้น จึงมีแนวความคิดในการปรับยุทธศาสตร์นวัตกรรมการเกษตรไทย โดยออกแบบโครงสร้างการพัฒนาพื้นที่การเกษตรภายในระยะเวลา 15 ปี ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ระยะ 5 ปีแรกต้องมีการทำนวัตกรรมด้านการเกษตรให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมข้าวไทย นวัตกรรมมันสำปะหลัง ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเหล่านี้ ไม่ใช่ยึดเพียงผลผลิตธรรมดาเท่านั้น แต่ต้องรู้จักแปรรูปหรือดัดแปลงให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ด้วย

ดร.ศุภชัยกล่าวอีกว่า ช่วงที่ 2 ระยะ 5-10 ปี จะต้องทำการพัฒนาระบบให้ผลิตภัณฑ์มีความเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะปลอดสารพิษ จากนั้นช่วงที่ 3 ระยะ 10-15 ปี ต้องสร้างความมั่นคงของพื้นที่การเพาะปลูก ไม่เน้นขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่เน้นการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยการรวบรวมความรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรของทั้งประเทศและจัดทำเป็นองค์ความรู้เพื่อขายแก่ต่างประเทศในรูปแบบของการให้คำปรึกษา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวไม่ได้ต้องการให้ประเทศไทยยกเลิกอาชีพเกษตรกรรม แต่จะเน้นให้บริการความรู้ด้านการเกษตรรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า นวัตกรรมการเกษตรนั่นเอง

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์นวัตกรรมการเกษตรไทย ดร.ศุภชัยได้รับรางวัลเอกสารวิจัยส่วนบุคคลในหลักสูตร วปอ. 2550 ในฐานะเป็นนักศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) 2550 ซึ่งรางวัลดังกล่าวมีเพียง 3 คนที่ได้รับรางวัลจากทั้งหมด 220 ผลงาน

ผาแดงยันไม่ใช่ต้นเหตุแคดเมียม

มติชนรายวัน วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

จากกรณีชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปนเปื้อนของสารแคดเมี่ยมในพื้นที่เกษตรกรรมใน ต.พระธาตุผาแดง ต.แม่กุ บ้านแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก จำนวน 4,000 คนขอให้สภาทนายความยื่นฟ้องบริษัท ผาแดง อินดัสทรี จำกัด และบริษัท ตากไมนิ่ง จำกัด ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดสารแคดเมี่ยมปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

นายชิตชัย ทวีพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูง บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในทางธรณีวิทยา แร่สังกะสีและแคดเมียมเกิดขึ้นพร้อมกันตามธรรมชาติ โดยที่แหล่งแร่สังกะสีที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก เกิดขึ้นมาเป็นเวลานับล้านปีและมีฝนตกลงมาชะล้างหน้าดินบริเวณนั้นอยู่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท ผาแดงฯ ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมการทำเหมืองในพื้นที่อำเภอแม่สอดเมื่อปี 2527 ต่อจากผู้ประกอบการทำเหมืองเดิมที่ปล่อยทิ้งร้างไว้เป็นเวลาหลายปี การทำเหมืองของผาแดงฯมีมาตรการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่เริ่มดำเนินการ มีระบบจัดการน้ำในพื้นที่โครงการทำเหมือง ได้ดำเนินการตามมาตรฐานของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยมีทั้งบ่อเก็บกักตะกอนจากน้ำฝนเพื่อให้น้ำใสอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยก่อนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีระบบจัดการน้ำแบบปิด

อนึ่ง สถาบันบริหารจัดการน้ำระหว่างประเทศ (IWMI) ได้สำรวจตัวอย่างดินในปี 2547 จึงได้พบว่ามีแคดเมียมในดินเกินค่ามาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม IWMI ก็ไม่สามารถระบุสาเหตุของการปนเปื้อนได้ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐได้มีข้อสรุปจากการวิจัยของสถาบันวิชาการที่เกี่ยวข้องว่า การปนเปื้อนสามารถเกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ กระบวนชะล้างหน้าดินตามธรรมชาติ และ จากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเปิดหน้าดินโดยการทำไร่ ถางป่า หรืออื่นๆ เป็นต้น

ทรงห่วงข้าวไทยควรอนุรักษ์อย่าให้สูญ

มติชนรายวัน วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ข้าว มิเพียงแต่เป็นอาหารหลักของคนไทยแล้ว แต่ยังมีวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิตของคนไทยซ่อนอยู่เบื้องหลัง และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทั้งชาวนาและข้าวเพิ่มมูลค่ามากขึ้น มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้จัดการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2551 เป็นครั้งที่ 2

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทยฯ บอกว่า สำหรับปีนี้นั้นไม่มีรางวัลชนะเลิศ โดยรางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ "สิงห์ดาว" ขนมจีนยุคใหม่ โดยบริษัทเส้นหมี่เหรียญไทย เป็นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปผลิตจากแป้งข้าวเจ้า รีดเส้น ทำให้สุก และทำให้แห้ง บรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้เป็นเครื่องตวงน้ำและกะทิ สามารถหุงจากหม้อหุงข้าวหรือนำไปทอดเป็นขนมจีนเส้นกรอบได้ ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ กระทงกรอบนนทรี โดยภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตจากแป้งข้าวกล้องงอกแทนแป้งสาลี 100% ผ่านกระบวนการอบกรอบแทนการทอด ลดไขมันได้ร้อยละ 50

ในงาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ยังบอกด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญและทรงห่วงใยข้าวไทยเป็นอย่างมาก ทรงเคยรับสั่งว่า สมัยนี้คนไทยนิยมโดนัท เค้ก ขนมปัง ซึ่งทำจากแป้งสาลี แต่จริงๆ แล้ว มีหลายคนที่แพ้สารที่อยู่ในแป้งสาลี แต่ปัจจุบันแป้งข้าวเจ้าสามารถทำเค้กได้แล้ว นอกจากนี้ ยังทรงเป็นห่วงพันธุ์ข้าว ซึ่งในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ พระองค์มีรับสั่งว่า แต่ละท้องถิ่นต้องอนุรักษ์พันธุ์ข้าวของไทยไว้ให้ได้ ไม่ให้ชาวต่างชาติขโมยสิ่งที่เป็นของคนไทยแล้วไปจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง อย่างเช่นข้าวหอมมะลิ และล่าสุดพระองค์พระราชทานแนวคิดว่า อยากให้แต่ละท้องถิ่นสำรวจพฤติกรรมของคนในท้องถิ่น ว่าควรจะปลูกอะไร เช่น ที่หัวหิน มีชื่อเสียงด้านข้าวเหนียวมะม่วง แต่เมื่อสำรวจกลับพบว่า ไม่มีการปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่เลย ซึ่งทำให้ต้องซื้อจากท้องถิ่นอื่น ถ้าหากในท้องที่ปลูกเองแล้ว ก็จะช่วยลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายได้

อย่าให้ข้าวไทยกลายเป็นของชาติอื่น

ขั้วโลกเหนือทำสถิติร้อนสุด

มติชนรายวัน วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม สำนักงานบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (โนอา) ได้เผยแพร่รายงานประจำปีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ขั้วโลกเหนือ โดยในรายงานระบุว่า อุณหภูมิที่ขั้วโลกเหนือสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ โดยอยู่ที่ 9 องศาฟาเรนไฮต์ (5 องศาเซลเซียส) เหนือระดับอุณหภูมิปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากเกิดการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ซึ่งทำให้ความร้อนของมหาสมุทรเพิ่มสูงมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้นบริเวณขั้วโลกเหนือ ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนบกและในทะเล ทำให้จำนวนพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งลดลงไปอย่างมากในช่วงฤดูหนาวและกระทบต่อจำนวนประชากรสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศเย็น เช่น กวางเรนเดียร์และกวางแคริบู ลดลงเช่นกัน

ในรายงานระบุว่า มีการตรวจพบผิวน้ำแข็งบริเวณเกาะกรีนแลนด์ลดลงด้วยเช่นกัน

นายเจมส์ โอเวอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์จากห้องทดลองด้านสิ่งแวดล้อมในทะเลของโนอา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซีแอตเติลของสหรัฐ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในขั้วโลกเหนือจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เมื่อเทียบกับทวีปอื่นๆ ก่อนหน้านี้นักวิจัยจากศูนย์เก็บข้อมูลเกี่ยวกับน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า พื้นที่น้ำแข็งบริเวณบนขั้วโลกเหนือมีการละลายมากที่สุดเป็นครั้งที่ 2 ในฤดูร้อนปีนี้ (รอยเตอร์)

คืนชีวิตสัตว์น้ำสู่ทะเล รักษาสมดุลให้โลก

มติชนรายวัน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11161

เพราะตระหนักดีว่าปัญหาโลกร้อน และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติกำลังเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกคนต้องช่วยกันรีบแก้ไข ขนาดประเทศเวียดนามเมื่อต้นปีที่ผ่านมายังได้สัมผัสกับหิมะเป็นครั้งแรก แล้วประเทศไทยล่ะ

บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด จึงได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดกิจกรรม "ร่วมลดโลกร้อน รักษ์สิ่งแวดล้อม" นำทีมพนักงานคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าคกว่า 130 คนปล่อยพันธุ์ปลาและพันธุ์ปูม้าคืนสู่ท้องทะเล พร้อมปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ และขยายพันธุ์สัตว์น้ำในบริเวณฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี

อุกฤษณ์ กาญจนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท คิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า "บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้จากนโยบายของบริษัทที่เน้นในเรื่องของ 3 R นั่นก็คือ Reduce Replant และ Recycle รวมถึงการใช้เยื่อไม้จากป่าปลูก

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับพนักงานของบริษัทในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีเสมอ โดยเฉพาะในปีนี้เป็นปีที่ได้รับการตอบรับจากพนักงานในการเข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่เราชาวคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค จะได้ร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติมากขึ้น"

สำหรับกิจกรรม "ร่วมลดโลกร้อน รักษ์สิ่งแวดล้อม" เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยเริ่มจากการปลูกป่าชายเลนด้วยต้นโกงกาง ซึ่งนอกจากจะสร้างที่อยู่ใหม่และเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ แล้ว ต้นโกงกางยังเป็นเหมือนกำแพงที่ช่วยชะลอกระแสความเร็วของน้ำที่เข้ามาปะทะก่อนจะขึ้นสู่ฝั่งอีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีการปล่อยพันธุ์ปลาและปูม้าจำนวน 50,000 ตัวเพื่อสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ โดยมีทีมทหารเรือแนะนำวิธีการปลูกป่าชายเลนและการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า "ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มหัศจรรย์ ซึ่งเมื่อก่อนป่าชายเลนในเขตพื้นที่ประเทศไทยมีอยู่มาก แต่ในปัจจุบันเหลือน้อยเพราะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งทำมาหากิน ทำให้แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิดเหลือน้อยลง ดังนั้น สถาบันสิ่งแวดล้อมในฐานะเป็นองค์กรที่ดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อมจึงได้รณรงค์จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์และเป็นบ้านของสัตว์น้ำ"

แล้วปิดท้ายกิจกรรมด้วยการเดินทางไปมอบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์การเรียน และทุนบำรุงการศึกษาให้กับน้องๆ โรงเรียนบ้านเขาบายศรี ในเขตจังหวัดชลบุรี

ใครไม่มีโอกาสไปปลูกป่าก็สามารถร่วมลดโลกร้อนด้วยการช่วยๆ กันลดการใช้พลังงาน เริ่มตั้งแต่ปิดไฟฟ้าทุกดวงที่ไม่ใช้ก่อนก็ได้

“คาร์บอน เครดิต” CSR ในมิติสิ่งแวดล้อม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 16 กันยายน 2551

การทำ CSR ปัจจุบันมีความแพร่หลายอย่างมาก และมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น กิจกรรมหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อลดวิกฤติภาวะโลกร้อน

การทำ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจนั้น ปัจจุบันมีความแพร่หลายอย่างมาก และเรามักจะได้เห็นการทำกิจกรรมในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น กิจกรรมหนึ่งซึ่งถือว่ามีความสำคัญและเป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเพื่อลดวิกฤติภาวะโลกร้อน

ซึ่งเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน จนก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลต่อสภาวะอากาศที่แปรปรวน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วได้ทำข้อตกลงใน "พิธีสารเกียวโต" (Kyoto Protocol) เพื่อช่วยกันลดการปล่อยปริมาณคาร์บอนลงประมาณ 5.2% ภายในปี 2551-2555 และหากประเทศใดไม่สามารถทำตามได้ก็จะต้องถูกปรับตันละ 2,000-5,000 บาท

จากเหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเกิดแนวคิดของ "คาร์บอน เครดิต" (Carbon Credit) ขึ้น ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอน ที่ส่วนใหญ่มักจะมาจากการเผาผลาญน้ำมันดิบในโรงงานอุตสาหกรรม โดยคาร์บอน เครดิตนี้จะมาจากการที่บริษัทนั้นๆ สามารถลดการปล่อย หรือกำจัดก๊าซคาร์บอนได้ ดังนั้นการซื้อขายคาร์บอน เครดิต จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำหนดออกมา เพื่อช่วยให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไม่ต้องถูกลงโทษนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการทำคาร์บอน เครดิตนั้นผู้ผลิตอาจได้ในแง่ของผลกำไร ที่เป็นตัวเงินกลับเข้าสู่บริษัท แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการช่วยเรื่องการลดภาวะโลกร้อน และถือเป็นการทำ CSR ในมิติของสิ่งแวดล้อม

ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) บอกว่า คาร์บอน เครดิต นับเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนวินวินด้วยกัน ทั้งผู้ประกอบการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซพิษคาร์บอน ลดการใช้พลังงาน รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในองค์กรได้ ขณะที่ผู้ที่อยู่รอบข้างหรือชุมชนก็ได้รับในสิ่งที่ดีเช่นเดียวกันคือ ไม่ได้รับผลกระทบจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากโรงงานผู้ผลิต ซึ่งเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยตรง

“ผมไม่อยากให้มองเรื่องของการได้เม็ดเงินกลับมา นั่นถือเป็นผลพลอยได้ แต่อยากให้มองในมุมของการทำ CSR ที่ผู้ผลิตจะได้ ไม่เพียงแค่การลดการปล่อยคาร์บอน ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน และการช่วยประหยัดพลังงานแล้ว แต่ยังเป็นการช่วยให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบโรงงานดีขึ้น นั่นหมายถึงการอยู่ร่วมกันของทั้งผู้ผลิตและชุมชน ซึ่งมีตัวอย่างหลายบริษัทที่ยื่นเรื่องเข้ามาเพื่อขอทำ คาร์บอน เครดิต พอไปสำรวจปรากฏว่าชุมชนรอบข้างยอมรับโรงงานแห่งนี้ เพราะเขามีการช่วยเหลือสังคม มีการช่วยเหลือชุมชน”

ศิริธัญญ์ ยังบอกอีกว่า ทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจะเป็นผู้วิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการรับรองโครงการ และติดตามประเมินผล รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจก และขณะนี้โครงการ CDM ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมีแล้ว 41 โครงการ แต่ที่ผ่านได้มีเพียง 2 โครงการ

ซึ่งหากรวมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้หรือจำนวนคาร์บอนเครดิตประมาณ 2.94 ล้านตัน/ปี (MtCO2e/y) คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ทางองค์การฯตั้งเป้าที่จะลดให้ได้ถึง 5 ล้านตัน/ปี หรือต้องเพิ่มอีกประมาณ 23 โครงการ

ขายคาร์บอนเครดิตคืนสู่สังคม

นที สิทธิประศาสน์ ซีอีโอ บริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์ จำกัด ผู้จัดทำโครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบ หรือโรงไฟฟ้าแกลบชีวมวล บอกว่า ทางโรงงานถือเป็นผู้ประกอบการไทยรายแรกที่ได้รับสิทธิ์ค้าคาร์บอนเครดิตจาก UN ในตอนแรกที่ตั้งโรงไฟฟ้ามีการคิดว่าจะทำอย่างไรให้โรงงานมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยที่สุด โดยจะต้องพิจารณาว่าจะใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง

ซึ่งถ้าตั้งโรงไฟฟ้าขนาด 20 เมกะวัตต์ แล้วใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จะต้องใช้มากถึง 70% ถ่านหิน 20% และน้ำมันเตา 5% รวมกันก็ 95% เข้าไปแล้ว จากนั้นมีการนำเอาสัดส่วนนี้มาจำลอง หรือ Energy Mix ดูว่าเมื่อรวมกันผลิตไฟฟ้าแล้วปล่อยคาร์บอนออกมาจำนวนเท่าใด พร้อมกับลองแบบอื่นที่เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น แกลบ มาเป็นเชื้อเพลิง

ผลปรากฏว่ามีการปล่อยคาร์บอนแค่ 3,000 ตัน/ปี ขณะที่ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และฟอสซิล ปล่อยคาร์บอนถึง 7.3 หมื่นตัน/ปี

“เมื่อเอา 7.3 หมื่นตัน/ปี ลบด้วย 3,000 ตัน/ปี เหลือ 7 หมื่น เราเอาส่วนตรงนี้มาเป็นคาร์บอนเครดิต ตรงนี้ที่ทำให้เราได้เงินกลับมาช่วย ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นราคาแกลบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เราได้ไม่ใช่แค่นี้ เพราะทำให้เราลดการใช้พลังงาน เป็นกลไกที่สะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน ช่วยลดภาวะโลกร้อน และที่สำคัญเราถือว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเราได้รับการยอมรับจากชุมชน เงินที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเราก็นำส่วนหนึ่งมาร่วมพัฒนาสังคมและชุมชนรอบข้างด้วย”

ต้องสร้างจิตสำนึก

สมชาย นิติกาญจนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจฟาร์มหมู บอกว่า ทางบริษัทได้มีการทำคาร์บอน เครดิต เช่นกัน ซึ่งฟาร์มหมูนั้นเป็นธุรกิจที่มีก๊าซมีเทน จากขี้หมูที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ทางบริษัทจึงได้นำก๊าซมีเทนไปเป็นไบโอดีเซล และได้ขาย คาร์บอน เครดิต นี้ ให้กับประเทศเดนมาร์ก ซึ่งได้เริ่มทำมา 4 ปีแล้วกับฟาร์มหมู 3 โรง โดยกลไกในการขายจะมีบริษัทที่มา Certify เพื่อให้ได้รับการยอมรับจาก UN และมีบริษัทโบรกเกอร์มาช่วยดูแลการขายเพราะมีลูกค้าจากหลายประเทศสนใจที่สั่งซื้อ

“หลายคนบอกว่าฟาร์มหมูไม่เพียงแค่ส่งกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ยังสร้างความเดือดร้อนเรื่องสกปรกให้กับชุมชนที่อยู่รอบข้างด้วย แต่สำหรับเราไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเรามีการลงทุนบ่อบำบัด บ่อเก็บเป็นอย่างดี และไม่มีการปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก ซึ่งเราเอาขี้หมูไปลงบ่อบำบัด ไปทำเป็นไบโอดีเซลเพื่อมาเป็นพลังงานทดแทน โดยเอาไปใช้ปั่นไฟ ทำให้เราลดการใช้พลังงานลง หรือเอาน้ำเสียมาบำบัดและมาล้างคอกหมู ทั้งหมดนี้เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชน ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายถ้ามีจิตสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว เราก็จะไม่มีคำว่าเดือดร้อน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน”

ค่ายรถยนต์-เครือซิเมนต์ไทย นำร่อง"ติดฉลากคาร์บอน"

มติชนรายวัน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11119

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อบก.ได้ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกโดยจัดทำฉลากคาร์บอน (Carbon Label) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย การพิจารณาขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนจะเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างปี 2548 ซึ่งเป็นปีฐานกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2550 ระดับของฉลากคาร์บอนนั้น จะแบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยตัวเลขน้อย หมายถึงการลดการปล่อยก๊าซฯได้น้อย ตัวอย่าง เช่น ฉลากเบอร์ 1 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากปีฐานลง 10% ส่วนฉลากเบอร์ 5 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากปีฐานลงได้เท่ากับหรือมากกว่า 50% และเพื่อป้องกันการสับสนของผู้บริโภคจึงได้ออกแบบสีพื้นของฉลากให้แตกต่างกัน ดังนี้ เบอร์ 1 สีแดง เบอร์ 2 สีส้ม เบอร์ 3 สีเหลือง เบอร์ 4 สีน้ำเงิน และเบอร์ 5 สีเขียว

นายศิริธัญญ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายบริษัทสนใจเข้าร่วมในโครงการนี้ เช่น รถยนต์เชฟโรเล็ต กระดาษเครือซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี กระดาษดับเบิ้ลเอ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อุตสาหกรรมพลาสติค กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป และภาคบริการ เช่น โรงแรม และบริษัทประกันภัย ได้แสดงความประสงค์ขอฉลากคาร์บอนเข้ามาแล้วจะออกเป็นฉลากคาร์บอนได้ปลายปีนี้ โดยคิดค่าบริการตรวจสอบประมาณ 1 แสนบาท สำหรับสินค้า 1 ชนิด ขณะนี้ฉลากคาร์บอนเป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคในยุโรป ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในประเทศอังกฤษจะมีสินค้าที่ติดฉลากดังกล่าววางขายมากกว่า 20% สนใจจะยื่นขอฉลากคาร์บอน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โทร.0-615-8791-3 ต่อ 109 E-mail: tassanar@tgo.or.th หรือ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย โทร.0-2503-3333 ต่อ 228 E-mail : punjaporn@tei.or.th

"บายแฮนด์ฯ-GTZ" เกาะเทรนด์โลกร้อน ผลิตกระดาษสารักษ์สิ่งแวดล้อมบุกยุโรป

ผู้เขียน: 
วิชชุดา ชาญณรงค์

มติชน วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551

บ้านต้นเปา ต.ต้นเปาอ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีชื่อเสียงด้านการทำกระดาษสามานับ 100 ปี เป็นศูนย์กลางในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในและนอกประเทศแต่ด้วยกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนหลากหลายขั้นตอนและการใช้สารเคมีส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ)และกรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดทำโครงการกระดาษสาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ภาคเหนือ

นางสาววิลาสินี ภูนุชอภัย ผู้จัดการโครงการ กลุ่มงานเสริมสร้างประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศ สำนักงานความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า กระบวนการผลิตกระดาษสาส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ใช้ นับตั้งแต่การต้ม โดยการใช้โซดาไฟและการฟอก ซึ่งล้วนเป็นสารเคมีทั้งสิ้น และที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐก็ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โรงงานบางแห่งต้องยอมปิดตัวไปโดยปริยาย

โครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการลดการใช้สารเคมี และโชคดีที่กระแสของโลกร้อนกำลังมาแรง การอนุรักษ์และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงเป็นตัวช่วยผลักดัน รวมถึงกลยุทธ์การจัดการลดต้นทุน และหาช่องทางเปิดตลาดใหม่ ขณะนี้มีผู้ประกอบการในภาคเหนือเข้าร่วมโครงการนำร่อง 30 ราย

แม้จะมีคู่แข่งที่สำคัญ ได้แก่ จีน และเนปาล ในเรื่องการก๊อบปี้ แต่การดึงสิ่งแวดล้อมมาเป็นจุดขายก็ทำให้สามารถ ตีตลาดได้ ซึ่งเป็นผลจากการพาผู้ประกอบการไปออกบูทที่งาน "เปเปอร์เวิรลด์" เมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ทำให้มีลูกค้าจากอิตาลีสั่งออร์เดอร์ทันที รวมถึงยังเจาะกลุ่มตลาดยุโรป และตลาดอินเดียที่เพิ่งได้ออร์เดอร์เพิ่มมาเมื่อช่วง ต้นปีที่ผ่านมาด้วย

อีก 2 ปีข้างหน้า จีทีแซดพยายามต่อ ยอดโครงการนี้ด้วยการส่งเสริมการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน รวมถึงการเข้าไปปรับทัศนคติ วิเคราะห์ตลาด และสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือทางการค้าด้วย

นางณัฏฐา โอจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บายแฮนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หนึ่งในบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ มีโรงงานตั้งอยู่ที่บ้านต้นเปา อ.สันกำแพง กล่าวว่า เนื่องจากที่นี่เป็นคลัสเตอร์หัตถกรรมกระดาษสา ชาวบ้านเน้นทำผลิตภัณฑ์แบบกล่อง บรรจุภัณฑ์และร่ม บริษัทจึงสร้างจุดขายและความแตกต่าง โดยเน้นผลิตสินค้าแฮนด์เมดที่เป็นดอกไม้และใช้ สีธรรมชาติ

การเข้าร่วมโครงการผลิตกระดาษสาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทางจีทีแซดก็ได้เข้ามาให้ความรู้เรื่องการใช้สีธรรมชาติ แนะนำ การใช้สีเคมีที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนเรื่องการ ส่งออก รวมทั้งการพบปะคู่ค้าใหม่ๆ

จุดขายสำคัญของบริษัท คือ เป็นกระดาษที่ทำด้วยมือ "จากแฮนด์เมด เปเปอร์ มาเป็น แฮนด์เมด ฟลาวเวอร์" เช่น ใช้สีธรรมชาติจากกระเจี๊ยบ ขมิ้น ครั่ง ใบเตย ฯลฯ ซึ่งเป็นที่สนใจมากในตลาดยุโรป ลูกค้าในประเทศเพียง 3-5% ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าต่างประเทศซึ่งเป็น นิชมาร์เก็ต เน้นเจาะตลาดเล็กๆ แต่ราคาสูงเพราะใช้มือทำ

ลูกค้าเจ้าใหญ่คือฝรั่งเศส ส่วนรายย่อยได้แก่ อิตาลี นิวซีแลนด์ อังกฤษ มาเลเซีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ล่าสุดหลังจากไปออกบูทที่เยอรมนีก็ได้ลูกค้าจากอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดไฮเอนด์ ซึ่งมุมไบดีพาร์ตเมนต์สโตร์รับผลิตภัณฑ์ไปขายได้ราคาสูงเกือบ 6 เท่า

"กลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ การพยายามส่งตัวอย่างสินค้าใหม่แทรกไปทุกครั้งกับการส่งออร์เดอร์หลักให้ลูกค้า และจากนี้ไปพยายามจะปรับแบบใหม่ๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงพัฒนาเรื่องสีไม่ให้ซีดเร็ว ลดขั้นตอนการผลิต รวมทั้งการใส่กลิ่น เพิ่มเติมเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับโปรดักต์ หาจุดต่างจากคู่แข่งอย่างจีน รวมทั้งจีทีแซดได้เข้ามาช่วยเรื่องการทำตลาดส่งออกด้วย จึงทำให้หาตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น" นั่นคือบทสรุปของณัฏฐา โอจรัสพร แห่งบายแฮนด์ฯ ที่ไม่ยอมจำนนกับอุปสรรคและจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

กสิกรไทยปล่อยกู้"คาร์บอนเครดิต"

มติชน วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภาวะโลกร้อน จนส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของโลกอย่างรุนแรงมากขึ้น ธนาคารกสิกรไทย จึงได้จัดทำโครงการลดต้นทุนพลังงาน ต้านโลกร้อน โดย K SME Care ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีของไทยมีการบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีคุณภาพเพื่อช่วยลดปัญหาโลกร้อน โดยได้ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (Thailand Greenhouse Gas Management Organization หรือ TGO) ดำเนินโครงการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร่วมกันลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก และสามารถสร้างรายได้กลับคืนจากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยนายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ทีจีโอ) กล่าวว่า ทีจีโอจะจัดอบรมเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างนวัตกรรมการลดต้นทุนพลังงาน ให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านพลังงานและกลไกการพัฒนาที่สะอาด จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้พลังงานอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ผู้ประกอบการลดได้ สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อขายให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนี้เป็นการซื้อขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มีมูลค่ามหาศาลซ่อนอยู่

by ThaiWebExpert