หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ออสซี่บังคับใช้ กม.เก็บภาษีคาร์บอนแล้ว

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว แม้มีเสียงต่อต้านจากหลายฝ่าย รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามรัฐบัญญัติการใช้พลังงานสะอาดลดการใช้พลังงานจากซากฟอสซิล แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากพรรคฝ่ายค้าน และประชาชนจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าการเก็บภาษีดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่บริษัทอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

กฎหมายภาษีคาร์บอน มีผลบังคับใช้ต่อบริษัทเหมืองแร่ ผู้ผลิตเหล็ก สายการบิน และบริษัทผลิตพลังงานในประเทศราว 300 แห่ง โดยบริษัทเหล่านี้ ต้องจ่ายภาษี 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 759 บาท) ต่อก๊าซคาร์บอนจำนวน 1 ตัน ที่บริษัทปล่อยออกมา สูงกว่าภาษีคาร์บอน ราคา 8.7-12.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ที่เก็บในสหภาพยุโรปมาก มาตรการนี้ออกเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีนโยบายนี้ของรัฐบาล ระบุว่าภาษีคาร์บอนคือยาพิษ ที่จะทำให้ค่าครองชีพในประเทศสูงขึ้น และประกาศว่าจะยกเลิกกฎหมายนี้ทันที หากพวกเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2013 ขณะที่ นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า ภาษีนี้จะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ซึ่งจะในไปใช้เพิ่มในส่วนของเงินสวัสดิการ เงินบำนาญของประชาชนในประเทศต่อไป.

ภาพ http://m.thairath.co.th/content/oversea/272774

อุณหภูมิโลกร้อนฝืนให้พืชพันธ์ุ"แก่แดด" หวั่นห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศเสีย

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์กำลังเป็นทุกข์หลังจากที่พบว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่างๆทั่วโลก แก่แดดไปตามๆกัน ซึ่งอาจยังผลให้เกิดความเสียหายในห่วงโซ่การผลิตของอาหารและระบบนิเวศอย่างร้ายแรง

โลกที่ร้อนขึ้น ยังผลให้พืชพรรณและสัตว์พากันผสมพันธุ์ อพยพและกินอาหารผิดฤดูกาลไป ซึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ไปกระทบกับการสร้างออกซิเจนของพืชพรรณ ซึ่งอุณหภูมิที่ผิดแปลกไป และปริมาณน้ำฝนที่ไม่สม่ำเสมอ อาจมีอิทธิพลกับพืชพันธุ์ได้

นักวิทยาศาสตร์ได้คอยเฝ้าดูปฏิกิริยาของพืชพรรณที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เพราะห่วงว่าอาจมีผลกระทบกับห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศขึ้นได้ ตั้งแต่การออกดอก วงจรอาหารและน้ำ

อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้น 0.8 องศา นับแต่ พ.ศ.2453 เป็นต้นมา และเกือบ 0.2 องศาต่อทศวรรษ ตั้งแต่ พ.ศ.2522.

'เวิลด์แบงก์' กระตุ้น รบ.ทั่วโลกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 11 พฤษภาคม 2555

เวิลด์แบงก์กระตุ้นเตือนรัฐบาลทั่วโลกให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระหว่างการขยายตัวด้านต่างๆ ของประเทศ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เรียกร้องถึงรัฐบาลทั่วโลก ให้เพิ่มความตระหนักถึงการรักษาสภาพแวดล้อม ท่ามกลางการพัฒนาสร้างความมั่งคั่ง

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมในเกาหลีใต้ มีการหารือกันถึงยุทธศาสตร์และการสนับสนุนหลายประเทศ ให้ดำเนินการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งป้องกันการเกิดปัญหานิวเคลียร์รั่วไหล เช่น กรณีญี่ปุ่น นอกเหนือจากสนับสนุนสร้างแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ และลมในพื้นที่ทะเลทรายโกบี หรือจัดตั้งเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าเชื่อมโยงกลุ่มชาติในเอเชีย.

ผลวิจัยชี้! บริโภคอาหาร-เหลือทิ้งให้น้อยลง ช่วยลดโลกร้อนได้

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและยุโรประบุว่า การลดการบริโภคและการเหลืออาหารทิ้งโดยไม่จำเป็น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ดร.ดาวิด รอย อาจารย์ภาคธรณีศาสตร์ ผู้นำการวิจัยระบุว่า งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อหา ปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารในแต่ละพื้นที่ของโลก ได้ผลสรุปว่า การบริโภคอาหารน้อยลง และการเหลืออาหารทิ้งหรือเน่าเสียน้อยลง เป็นจุดสำคัญในการลดค่าก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเราลดการบริโภคเนื้อไก่ต่อปีลงครึ่งหนึ่ง จาก 25.8 กก. ต่อคนต่อปี อย่างที่สหราชอาณาจักร และประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งเป็นอยู่ ให้เหลือเพียง 11.7 กก. ต่อคนต่อปีเหมือนญี่ปุ่นเป็นอยู่ จะมีผลในการลดก๊าซเรือนกระจกเท่าๆ กับการนำรถยนต์นับสิบล้านคัน ออกไปจากท้องถนน ทั้งยังลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า ลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ในแต่ละปี สหราชอาณาจักรจะมีผลิตภัณฑ์จากนมเน่าเสียมากกว่า 360,000 ตัน ซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเอดินบะระร่วมกับมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ในยุโรป พบว่า นมเน่าเสียปริมาณดังกล่าว จะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากถึง 100,000 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณไอเสียจากรถยนต์ถึง 20,000 คัน ทีเดียว

โลกร้อนเพราะไดโนเสาร์ผายลมออกมา มากมายเป็นภูเขาเลากาถึง 520 ล้านตัน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 10 พฤษภาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล อังกฤษ โทษไดโนเสาร์ ผายลมออกมามาก เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม

เขากับคณะรายงานผลการศึกษา อยู่ในวารสาร “ชีววิทยาปัจจุบัน” ว่าเขาได้ศึกษา ปริมาณการผายลมของไดโนเสาร์ โดยเอาการปล่อยลมเสียของวัวเป็นหลัก คิดคำนวณออกมาได้ว่า บรรดาไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆได้ผายลมออกมาเป็นปริมาณรวมกันมากถึง 520 ล้านตัน และเป็นต้นเหตุทำให้อุณหภูมิของ ดินฟ้าอากาศในยุคเมโซโซอิก ยุคนั้นอุ่นขึ้น เคยมีการประมาณว่า อุณหภูมิได้ร้อนขึ้นอีกถึง 10 องศาเซลเชียส

อาจารย์ จอห์น มัวร์ อธิบายต่อไปว่า ตัวการที่แท้จริงนั้น คือบรรดาจุลชีพที่อาศัยอยู่ในท้องของไดโนเสาร์ เพราะเป็นตัวสร้างก๊าซมีเทนขึ้น มีเทนถูกขนานนามว่าเป็นก๊าซที่ทำให้โลกร้อน และไม่ใช่ไดโนเสาร์จะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาพวกเดียว ยังมีเกิดจากแหล่งอื่นอีกด้วย.

ในหลวงตั้งมูลนิธิสู้ภัยน้ำ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 เมษายน 2555

ใช้ชื่อมูลนิธิอุทกพัฒน์พระราชทานทุน84ล้านดูแลบริหาร-จัดการน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้าน บาท ตั้ง “มูลนิธิอุทกพัฒน์” พร้อม ให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิ ทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ขณะที่ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยสถานการณ์น้ำปีนี้น้ำมากแต่ไม่เท่าปี 2554 แนะให้เร่งระบายน้ำในลุ่มน้ำยมให้ทันเดือน ส.ค. ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเดือน ก.ย. พร้อมติดระบบโทรมาตรเตือนภัยแม่น้ำสายสำคัญ 80 สถานี ระบบกล้องวงจรปิดที่ประตูน้ำสายสำคัญ 216 ตัว เชื่อมต่อข้อมูล 9 หน่วยงานรัฐด้านน้ำเตรียมรับมือน้ำท่วม มั่นใจทำเสร็จหมดในเดือน ส.ค.นี้

ความคืบหน้าในการเตรียมรับมือน้ำท่วมไทยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ตามที่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ขอพระราชทาน พร้อมทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิอุทกพัฒน์อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังพระราชทานตราประจำมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งทรงให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิด้วย โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Utokapat Foundation Under The Royal Patronage of H.M.THE KING) นำมาจากคำ 2 คำ รวมกัน คือ “อุทก” แปลว่า “น้ำ” ขณะที่ “พัฒน์” มาจากคำว่าพัฒนา มีความหมายว่า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ และถือเป็นมูลนิธิเกี่ยวกับน้ำมูลนิธิแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายรอยลกล่าวอีกว่า มูลนิธิอุทกพัฒน์จะทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่ทำงานด้านน้ำเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปในทิศทางถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากบทเรียนจากเหตุการณ์นํ้าท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศค่อนข้างมีปัญหา ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ๆ จนถึงน้ำชุมชน นอกจากนี้ มูลนิธิจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิจัยด้านน้ำรวมทั้งให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนา เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำของประเทศไทยมีน้อยมาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานวิจัยเรื่องน้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำกรณีศึกษา หรือบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นงานวิจัย ซึ่งไม่มีเรื่องใหม่ๆเลย เช่น อยากจะรู้ว่าเขื่อน 1 เขื่อน มีการบริหารจัดการน้ำอย่างไรและถ้าเขื่อน 5 เขื่อนต้องปล่อยน้ำออกมาพร้อมๆ กันจะบริหารอย่างไร เป็นต้น งานวิจัยแบบนี้จะไป หาที่ไหน ทั้งนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธาน ส่วนสถานที่ตั้งกำลังเลือกอยู่ว่าจะอยู่ตรงไหนระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กับมูลนิธิชัยพัฒนา แต่อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวมูลนิธิอุทกพัฒน์อย่างเป็นทางการ

ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำด้วยว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ยืนยันว่าปริมาณฝนจะตกมาก แต่จะน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,500-1,600 มิลลิเมตร ขณะที่ปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,800 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามให้รอดูปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ในสัปดาห์นี้ ต่อเนื่องถึงต้นเดือน พ.ค.ว่าจะมากหรือน้อย จากนั้นจึงสามารถบอกได้ชัดเจนว่าปริมาณฝนจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยปีนี้ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือหรือลมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะมีความรุนแรงต่อประเทศไทยเหมือนปี 2551 เคยเกิดพายุ 3 ลูก แต่ปีนี้อาจจะแรงกว่า ทั้งนี้ ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคตะวันออกของไทยมีฝนตกหนักกว่าปกติ ตั้งแต่เข้าฤดูฝนเดือน ก.ค.-ส.ค.รวมทั้งภาคกลางฝนจะมากด้วย ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมคือ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยม มีปริมาณมากถึง 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ต้องเร่งระบายให้ทันในเดือน ส.ค.ก่อนจะเข้าฤดูฝนเต็มที่ในเดือน ก.ย.

นายรอยลกล่าวอีกว่า ปริมาณฝนในเดือน ก.ย. จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ แต่ประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ การระบายน้ำต้องให้ทันกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ ได้มีการเตรียมความ พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เช่น การติดตั้งโทรมาตรหรือระบบเตือนภัยในลำน้ำสายสำคัญของกรุงเทพ– มหานครและจังหวัดในลุ่มน้ำสำคัญ อาทิ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำเพชรบุรี ลุ่มน้ำโขงอีสาน-ลุ่มน้ำภาคใต้

ชายฝั่งทะเลตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเล ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันออก และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทั้งสิ้น 80 สถานี การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ประตูน้ำสายสำคัญ จำนวน 216 ตัว เช่น ประตูน้ำ, สถานีสูบน้ำ กทม. และคันกั้นน้ำสำคัญ และโครงการติดตั้งระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติในพื้นที่นำร่อง จำนวน 70 บาน พร้อมเรดาร์วัดระดับน้ำหน้าและหลังบานประตู เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถควบคุมการปิด-เปิดประตูน้ำได้จากระยะไกล การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนา ที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีข้อมูลน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำรวจระดับแม่น้ำและคลองสายสำคัญ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงความลึกของแม่น้ำลำคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,500 กิโลเมตร จากลำน้ำสายสำคัญ 5,600 กิโลเมตร เพื่อประเมินศักยภาพระดับท้องน้ำในลำน้ำหลักๆ ที่เป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล เป็นต้น การดำเนินการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้ทันกับการรับมือฤดูฝนราวเดือน ก.ย.นี้

มะกันตั้งกฎจำกัดปล่อยคาร์บอนสู้โลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 2 เมษายน 2555

สหรัฐฯตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นครั้งแรก หวังลดการเผาไหม้ถ่านหินและแก้ปัญหาโลกร้อน...

เมื่อ 27 มี.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อลดการเผาไหม้ถ่านหินและฟื้นนโยบายแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงโลก หลังถกเถียงกันมาร่วมปีเศษ ทั้งนี้ นางลิซา แจ๊กสัน ประธานสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเผยถึงกฎกติกาใหม่ว่า ทางสำนักงานฯจะไม่อนุญาตให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนเกินกว่า 454 กก./เมกะวัตต์-ชม. ซึ่งพลังงานถ่านหินที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเกือบ 817 กก./เมกะวัตต์-ชม. มากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาถ่านหินคิดแล้ว 41% และถือเป็นปัญหาอ่อนไหวทางการเมืองสหรัฐฯมากที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการว่าจ้างงานในประเทศ ซึ่งนายจอห์น โบห์เนอร์ ประธาน ส.ส. พรรครีพับลิกัน กล่าวแย้งแนวคิดของรัฐบาลที่ใช้การเมืองบนพื้นฐานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแทนที่จะบนพื้นฐานของประชาชนที่ต้องรับผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าที่แพงขึ้น.

เกิดเหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก ดินแดนขั้วโลกเหนือฤดูร้อนระอุ

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษเปิดเผยอันตรายอันเกิดจากโลกร้อน จนถึงน้ำแข็งบริเวณแถบขั้วโลกเหนือละลายคายก๊าซมีเทนออกมาในอากาศ เป็น “เหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก” ทะเลเขตอาร์กติก อาจจะปราศจากน้ำแข็งลงในช่วงเดือนกันยายนแต่ละปี ภายในเวลา 2-3 ปีข้างหน้านี้

วิศวกรสเตเฟน ซอลเตอร์ ยังได้เสนอแผนให้มีการพ่นละอองน้ำทะเล ขึ้นไปในบรรยากาศ เพื่อจะช่วยชะลอโลกให้ร้อนน้อยลง ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิชาการของมหาวิทยาลัย เอดินเบอระ ก็เสนอให้ย้อมเมฆต่างๆให้มีสีขาว

วิศวกรสเตเฟนได้บอกในที่ประชุม “กลุ่มแก้ปัญหาก๊าซมีเทนอาร์กติกฉุกเฉิน” ว่า ให้ใช้เกาะฟาโร ในช่องแคบเบริง เป็นที่พ่นฝอยละอองน้ำเข้าไปในเขตอาร์กติก ด้วยการสร้างเป็นหอคอย ใช้พ่นน้ำด้วยหัวฉีด ที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังประดิษฐ์อยู่ ซึ่งจะฉีดละอองน้ำเป็นเม็ดเล็กๆใช้เป็นแกนให้ไอน้ำรวมตัวกัน ทำให้บรรดาหยดน้ำในกลุ่มเมฆทั่วไปมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะดูขาวขึ้น สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ฉายส่องลงมากลับย้อนออกไปในอวกาศ ทำให้โลกค่อยเย็นลง

ผิวน้ำนอกฝั่งด้านเหนือของดินแดนไซบีเรีย อุณหภูมิขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส เมื่อ พ.ศ. 2550

คาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 20 มีนาคม 2555

กรมอุทยานคาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าว่า เมื่อปี 2553 มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,784 ครั้ง พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกไฟไหม้เสียหาย 83,176 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 22,091 ไร่ เนื่องจากปรากฏการณ์แอลนิโญ่ อุณหภูมิโดยทั่วไปสูงขึ้น มีความแห้งแล้งยาวนาน จึงเกิดเหตุไฟไหม้ป่ามากกว่าปี 2552 สาเหตุเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับการคาดการณ์ไฟไหม้ป่าในปี 2554 นี้คาดว่าหากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว แต่จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้การคาดการณ์สภาวะและสถานการณ์ไฟป่าระยะยาวทำได้ยากมาก ทั้งนี้ สำหรับสถิติการเกิดไฟป่าในปี 2553 นั้น ภาคกลางและตะวันออกเกิด 575 ครั้ง เนื้อที่ 7,037 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิด1,577 ครั้ง เนื้อที่ 20,589 ไร่ ภาคเหนือเกิด 4,198 ครั้ง เนื้อที่32,359 ไร่ และ ภาคใต้เกิด 434 ครั้ง เนื้อที่ 23,191 ไร่ สำหรับปี 2554 ภาคกลาง และภาคตะวันออกเริ่มเกิดไฟป่าแล้ว 66 ครั้ง เนื้อที่ 1,340 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 ครั้ง 824 ไร่ ภาคเหนือ 7 ครั้ง เนื้อที่ 179 ไร่ ส่วนภาคใต้ในปี 2554 นี้ ยังไม่เกิดไฟป่า

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเกิดมลภาวะจากหมอกควันไฟนั้น หากมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนผิดปกติเหมือนช่วงเดือน มี.ค.2552 และ 2553 ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการกักควัน และไอร้อนจนไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศที่สูงได้ย่อมเกิดปัญหาสภาวะหมอกควันตามมาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลาเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า มีการจัดการเชื้อเพลิง จัดทำแนวกันไฟ จัดระเบียบการเผา หากมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใกล้แนวเขตป่า ใช้การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ประกอบการติดตามข้อมูลจัดความร้อนบนพื้นผิว โลก เพื่อป้องกันเป็นพิเศษสำหรับจุดเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดไฟ

"นอกจากนั้นในเรื่องการเผาวัชพืชเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด หรือต้องการให้ผักหวานแตกยอด ตามความเชื่อเดิมนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสีย และเกิดผลกระทบตามมาต่อประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันการเพาะผักหวานป่าและกระต้นให้แตกยอดโดยไม่ต้องใช้ไฟ และพบว่าเห็ดเกิดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเผาพื้นที่เช่นกัน" นายสุนันต์กล่าว.

กมธ.สิ่งแวดล้อมเผยชาวบ้านกังวลเจาะน้ำมันกลางกรุง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 13 มีนาคม 2555

กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ สภาผู้แทนราษฎร เผย ประชาชนร้อยละ 68.8 กังวลเกี่ยวกับโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกลางกรุง หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งดินทรุดตัว-สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุด...

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา กมธ. ได้พิจารณาศึกษาเรื่องการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด บริเวณเขตทวีวัฒนา กทม. โดยมีผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนบริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด และนายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดเจาะสำรวจดังกล่าว ทั้งการทรุดตัวและไหวตัวของดิน ฝุ่นละออง น้ำผิวดิน และใต้ดิน สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุดเจาะแก๊ส ที่เกิดจากการขุด กลิ่น เสียง และเศษวัสดุ ที่เกิดจากการขุดดังกล่าว ตลอดจนปัญหาด้านการจราจร

หลังการหารือ ทาง กมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. มีหนังสือด่วนที่สุด รายงานนายกรัฐมนตรี รมต. พลังงาน ถึงความกังวลกรณีผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการ ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการ ร้อยละ 68.8 และไม่เห็นด้วยกับการมีโครงการร้อยละ 57.2 เพื่อที่จะให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนการดำเนินการขุดเจาะ 2. หากรัฐบาลไม่พิจารณาเรื่องนี้ และให้มีการดำเนินการขุดเจาะต่อไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สผ. กทม. และโดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เฝ้าติดตามการขุดเจาะอย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนให้หยุดดำเนินการทันที และแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนจะดำเนินการต่อ 3. กมธ.จะลงพื้นที่ในช่วงที่มีการดำเนินการขุดเจาะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประเมินผลกระทบต่อประชาชน

by ThaiWebExpert