หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ผลวิจัยชี้! บริโภคอาหาร-เหลือทิ้งให้น้อยลง ช่วยลดโลกร้อนได้

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและยุโรประบุว่า การลดการบริโภคและการเหลืออาหารทิ้งโดยไม่จำเป็น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ดร.ดาวิด รอย อาจารย์ภาคธรณีศาสตร์ ผู้นำการวิจัยระบุว่า งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อหา ปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารในแต่ละพื้นที่ของโลก ได้ผลสรุปว่า การบริโภคอาหารน้อยลง และการเหลืออาหารทิ้งหรือเน่าเสียน้อยลง เป็นจุดสำคัญในการลดค่าก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเราลดการบริโภคเนื้อไก่ต่อปีลงครึ่งหนึ่ง จาก 25.8 กก. ต่อคนต่อปี อย่างที่สหราชอาณาจักร และประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งเป็นอยู่ ให้เหลือเพียง 11.7 กก. ต่อคนต่อปีเหมือนญี่ปุ่นเป็นอยู่ จะมีผลในการลดก๊าซเรือนกระจกเท่าๆ กับการนำรถยนต์นับสิบล้านคัน ออกไปจากท้องถนน ทั้งยังลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า ลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ในแต่ละปี สหราชอาณาจักรจะมีผลิตภัณฑ์จากนมเน่าเสียมากกว่า 360,000 ตัน ซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเอดินบะระร่วมกับมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ในยุโรป พบว่า นมเน่าเสียปริมาณดังกล่าว จะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากถึง 100,000 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณไอเสียจากรถยนต์ถึง 20,000 คัน ทีเดียว

โลกร้อนเพราะไดโนเสาร์ผายลมออกมา มากมายเป็นภูเขาเลากาถึง 520 ล้านตัน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 10 พฤษภาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล อังกฤษ โทษไดโนเสาร์ ผายลมออกมามาก เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม

เขากับคณะรายงานผลการศึกษา อยู่ในวารสาร “ชีววิทยาปัจจุบัน” ว่าเขาได้ศึกษา ปริมาณการผายลมของไดโนเสาร์ โดยเอาการปล่อยลมเสียของวัวเป็นหลัก คิดคำนวณออกมาได้ว่า บรรดาไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆได้ผายลมออกมาเป็นปริมาณรวมกันมากถึง 520 ล้านตัน และเป็นต้นเหตุทำให้อุณหภูมิของ ดินฟ้าอากาศในยุคเมโซโซอิก ยุคนั้นอุ่นขึ้น เคยมีการประมาณว่า อุณหภูมิได้ร้อนขึ้นอีกถึง 10 องศาเซลเชียส

อาจารย์ จอห์น มัวร์ อธิบายต่อไปว่า ตัวการที่แท้จริงนั้น คือบรรดาจุลชีพที่อาศัยอยู่ในท้องของไดโนเสาร์ เพราะเป็นตัวสร้างก๊าซมีเทนขึ้น มีเทนถูกขนานนามว่าเป็นก๊าซที่ทำให้โลกร้อน และไม่ใช่ไดโนเสาร์จะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาพวกเดียว ยังมีเกิดจากแหล่งอื่นอีกด้วย.

ในหลวงตั้งมูลนิธิสู้ภัยน้ำ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 เมษายน 2555

ใช้ชื่อมูลนิธิอุทกพัฒน์พระราชทานทุน84ล้านดูแลบริหาร-จัดการน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้าน บาท ตั้ง “มูลนิธิอุทกพัฒน์” พร้อม ให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิ ทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ขณะที่ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยสถานการณ์น้ำปีนี้น้ำมากแต่ไม่เท่าปี 2554 แนะให้เร่งระบายน้ำในลุ่มน้ำยมให้ทันเดือน ส.ค. ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเดือน ก.ย. พร้อมติดระบบโทรมาตรเตือนภัยแม่น้ำสายสำคัญ 80 สถานี ระบบกล้องวงจรปิดที่ประตูน้ำสายสำคัญ 216 ตัว เชื่อมต่อข้อมูล 9 หน่วยงานรัฐด้านน้ำเตรียมรับมือน้ำท่วม มั่นใจทำเสร็จหมดในเดือน ส.ค.นี้

ความคืบหน้าในการเตรียมรับมือน้ำท่วมไทยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ตามที่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ขอพระราชทาน พร้อมทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิอุทกพัฒน์อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังพระราชทานตราประจำมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งทรงให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิด้วย โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Utokapat Foundation Under The Royal Patronage of H.M.THE KING) นำมาจากคำ 2 คำ รวมกัน คือ “อุทก” แปลว่า “น้ำ” ขณะที่ “พัฒน์” มาจากคำว่าพัฒนา มีความหมายว่า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ และถือเป็นมูลนิธิเกี่ยวกับน้ำมูลนิธิแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายรอยลกล่าวอีกว่า มูลนิธิอุทกพัฒน์จะทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่ทำงานด้านน้ำเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปในทิศทางถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากบทเรียนจากเหตุการณ์นํ้าท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศค่อนข้างมีปัญหา ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ๆ จนถึงน้ำชุมชน นอกจากนี้ มูลนิธิจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิจัยด้านน้ำรวมทั้งให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนา เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำของประเทศไทยมีน้อยมาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานวิจัยเรื่องน้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำกรณีศึกษา หรือบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นงานวิจัย ซึ่งไม่มีเรื่องใหม่ๆเลย เช่น อยากจะรู้ว่าเขื่อน 1 เขื่อน มีการบริหารจัดการน้ำอย่างไรและถ้าเขื่อน 5 เขื่อนต้องปล่อยน้ำออกมาพร้อมๆ กันจะบริหารอย่างไร เป็นต้น งานวิจัยแบบนี้จะไป หาที่ไหน ทั้งนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธาน ส่วนสถานที่ตั้งกำลังเลือกอยู่ว่าจะอยู่ตรงไหนระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กับมูลนิธิชัยพัฒนา แต่อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวมูลนิธิอุทกพัฒน์อย่างเป็นทางการ

ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำด้วยว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ยืนยันว่าปริมาณฝนจะตกมาก แต่จะน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,500-1,600 มิลลิเมตร ขณะที่ปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,800 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามให้รอดูปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ในสัปดาห์นี้ ต่อเนื่องถึงต้นเดือน พ.ค.ว่าจะมากหรือน้อย จากนั้นจึงสามารถบอกได้ชัดเจนว่าปริมาณฝนจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยปีนี้ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือหรือลมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะมีความรุนแรงต่อประเทศไทยเหมือนปี 2551 เคยเกิดพายุ 3 ลูก แต่ปีนี้อาจจะแรงกว่า ทั้งนี้ ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคตะวันออกของไทยมีฝนตกหนักกว่าปกติ ตั้งแต่เข้าฤดูฝนเดือน ก.ค.-ส.ค.รวมทั้งภาคกลางฝนจะมากด้วย ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมคือ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยม มีปริมาณมากถึง 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ต้องเร่งระบายให้ทันในเดือน ส.ค.ก่อนจะเข้าฤดูฝนเต็มที่ในเดือน ก.ย.

นายรอยลกล่าวอีกว่า ปริมาณฝนในเดือน ก.ย. จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ แต่ประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ การระบายน้ำต้องให้ทันกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ ได้มีการเตรียมความ พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เช่น การติดตั้งโทรมาตรหรือระบบเตือนภัยในลำน้ำสายสำคัญของกรุงเทพ– มหานครและจังหวัดในลุ่มน้ำสำคัญ อาทิ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำเพชรบุรี ลุ่มน้ำโขงอีสาน-ลุ่มน้ำภาคใต้

ชายฝั่งทะเลตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเล ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันออก และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทั้งสิ้น 80 สถานี การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ประตูน้ำสายสำคัญ จำนวน 216 ตัว เช่น ประตูน้ำ, สถานีสูบน้ำ กทม. และคันกั้นน้ำสำคัญ และโครงการติดตั้งระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติในพื้นที่นำร่อง จำนวน 70 บาน พร้อมเรดาร์วัดระดับน้ำหน้าและหลังบานประตู เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถควบคุมการปิด-เปิดประตูน้ำได้จากระยะไกล การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนา ที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีข้อมูลน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำรวจระดับแม่น้ำและคลองสายสำคัญ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงความลึกของแม่น้ำลำคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,500 กิโลเมตร จากลำน้ำสายสำคัญ 5,600 กิโลเมตร เพื่อประเมินศักยภาพระดับท้องน้ำในลำน้ำหลักๆ ที่เป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล เป็นต้น การดำเนินการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้ทันกับการรับมือฤดูฝนราวเดือน ก.ย.นี้

มะกันตั้งกฎจำกัดปล่อยคาร์บอนสู้โลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 2 เมษายน 2555

สหรัฐฯตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นครั้งแรก หวังลดการเผาไหม้ถ่านหินและแก้ปัญหาโลกร้อน...

เมื่อ 27 มี.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อลดการเผาไหม้ถ่านหินและฟื้นนโยบายแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงโลก หลังถกเถียงกันมาร่วมปีเศษ ทั้งนี้ นางลิซา แจ๊กสัน ประธานสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเผยถึงกฎกติกาใหม่ว่า ทางสำนักงานฯจะไม่อนุญาตให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนเกินกว่า 454 กก./เมกะวัตต์-ชม. ซึ่งพลังงานถ่านหินที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเกือบ 817 กก./เมกะวัตต์-ชม. มากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาถ่านหินคิดแล้ว 41% และถือเป็นปัญหาอ่อนไหวทางการเมืองสหรัฐฯมากที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการว่าจ้างงานในประเทศ ซึ่งนายจอห์น โบห์เนอร์ ประธาน ส.ส. พรรครีพับลิกัน กล่าวแย้งแนวคิดของรัฐบาลที่ใช้การเมืองบนพื้นฐานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแทนที่จะบนพื้นฐานของประชาชนที่ต้องรับผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าที่แพงขึ้น.

เกิดเหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก ดินแดนขั้วโลกเหนือฤดูร้อนระอุ

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษเปิดเผยอันตรายอันเกิดจากโลกร้อน จนถึงน้ำแข็งบริเวณแถบขั้วโลกเหนือละลายคายก๊าซมีเทนออกมาในอากาศ เป็น “เหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก” ทะเลเขตอาร์กติก อาจจะปราศจากน้ำแข็งลงในช่วงเดือนกันยายนแต่ละปี ภายในเวลา 2-3 ปีข้างหน้านี้

วิศวกรสเตเฟน ซอลเตอร์ ยังได้เสนอแผนให้มีการพ่นละอองน้ำทะเล ขึ้นไปในบรรยากาศ เพื่อจะช่วยชะลอโลกให้ร้อนน้อยลง ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิชาการของมหาวิทยาลัย เอดินเบอระ ก็เสนอให้ย้อมเมฆต่างๆให้มีสีขาว

วิศวกรสเตเฟนได้บอกในที่ประชุม “กลุ่มแก้ปัญหาก๊าซมีเทนอาร์กติกฉุกเฉิน” ว่า ให้ใช้เกาะฟาโร ในช่องแคบเบริง เป็นที่พ่นฝอยละอองน้ำเข้าไปในเขตอาร์กติก ด้วยการสร้างเป็นหอคอย ใช้พ่นน้ำด้วยหัวฉีด ที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังประดิษฐ์อยู่ ซึ่งจะฉีดละอองน้ำเป็นเม็ดเล็กๆใช้เป็นแกนให้ไอน้ำรวมตัวกัน ทำให้บรรดาหยดน้ำในกลุ่มเมฆทั่วไปมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะดูขาวขึ้น สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ฉายส่องลงมากลับย้อนออกไปในอวกาศ ทำให้โลกค่อยเย็นลง

ผิวน้ำนอกฝั่งด้านเหนือของดินแดนไซบีเรีย อุณหภูมิขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส เมื่อ พ.ศ. 2550

คาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 20 มีนาคม 2555

กรมอุทยานคาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าว่า เมื่อปี 2553 มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,784 ครั้ง พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกไฟไหม้เสียหาย 83,176 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 22,091 ไร่ เนื่องจากปรากฏการณ์แอลนิโญ่ อุณหภูมิโดยทั่วไปสูงขึ้น มีความแห้งแล้งยาวนาน จึงเกิดเหตุไฟไหม้ป่ามากกว่าปี 2552 สาเหตุเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับการคาดการณ์ไฟไหม้ป่าในปี 2554 นี้คาดว่าหากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว แต่จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้การคาดการณ์สภาวะและสถานการณ์ไฟป่าระยะยาวทำได้ยากมาก ทั้งนี้ สำหรับสถิติการเกิดไฟป่าในปี 2553 นั้น ภาคกลางและตะวันออกเกิด 575 ครั้ง เนื้อที่ 7,037 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิด1,577 ครั้ง เนื้อที่ 20,589 ไร่ ภาคเหนือเกิด 4,198 ครั้ง เนื้อที่32,359 ไร่ และ ภาคใต้เกิด 434 ครั้ง เนื้อที่ 23,191 ไร่ สำหรับปี 2554 ภาคกลาง และภาคตะวันออกเริ่มเกิดไฟป่าแล้ว 66 ครั้ง เนื้อที่ 1,340 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 ครั้ง 824 ไร่ ภาคเหนือ 7 ครั้ง เนื้อที่ 179 ไร่ ส่วนภาคใต้ในปี 2554 นี้ ยังไม่เกิดไฟป่า

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเกิดมลภาวะจากหมอกควันไฟนั้น หากมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนผิดปกติเหมือนช่วงเดือน มี.ค.2552 และ 2553 ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการกักควัน และไอร้อนจนไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศที่สูงได้ย่อมเกิดปัญหาสภาวะหมอกควันตามมาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลาเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า มีการจัดการเชื้อเพลิง จัดทำแนวกันไฟ จัดระเบียบการเผา หากมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใกล้แนวเขตป่า ใช้การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ประกอบการติดตามข้อมูลจัดความร้อนบนพื้นผิว โลก เพื่อป้องกันเป็นพิเศษสำหรับจุดเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดไฟ

"นอกจากนั้นในเรื่องการเผาวัชพืชเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด หรือต้องการให้ผักหวานแตกยอด ตามความเชื่อเดิมนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสีย และเกิดผลกระทบตามมาต่อประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันการเพาะผักหวานป่าและกระต้นให้แตกยอดโดยไม่ต้องใช้ไฟ และพบว่าเห็ดเกิดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเผาพื้นที่เช่นกัน" นายสุนันต์กล่าว.

กมธ.สิ่งแวดล้อมเผยชาวบ้านกังวลเจาะน้ำมันกลางกรุง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 13 มีนาคม 2555

กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ สภาผู้แทนราษฎร เผย ประชาชนร้อยละ 68.8 กังวลเกี่ยวกับโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกลางกรุง หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งดินทรุดตัว-สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุด...

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา กมธ. ได้พิจารณาศึกษาเรื่องการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด บริเวณเขตทวีวัฒนา กทม. โดยมีผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนบริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด และนายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดเจาะสำรวจดังกล่าว ทั้งการทรุดตัวและไหวตัวของดิน ฝุ่นละออง น้ำผิวดิน และใต้ดิน สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุดเจาะแก๊ส ที่เกิดจากการขุด กลิ่น เสียง และเศษวัสดุ ที่เกิดจากการขุดดังกล่าว ตลอดจนปัญหาด้านการจราจร

หลังการหารือ ทาง กมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. มีหนังสือด่วนที่สุด รายงานนายกรัฐมนตรี รมต. พลังงาน ถึงความกังวลกรณีผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการ ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการ ร้อยละ 68.8 และไม่เห็นด้วยกับการมีโครงการร้อยละ 57.2 เพื่อที่จะให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนการดำเนินการขุดเจาะ 2. หากรัฐบาลไม่พิจารณาเรื่องนี้ และให้มีการดำเนินการขุดเจาะต่อไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สผ. กทม. และโดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เฝ้าติดตามการขุดเจาะอย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนให้หยุดดำเนินการทันที และแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนจะดำเนินการต่อ 3. กมธ.จะลงพื้นที่ในช่วงที่มีการดำเนินการขุดเจาะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประเมินผลกระทบต่อประชาชน

'เอ็มเทค' เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 2 มีนาคม 2555

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(เอ็มเทค) เปิดตัวซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ช่วยนักออกแบบวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในบรรจุภัณฑ์ และประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม...

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า เอ็มเทค ร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพื่อรองรับตลาดสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยพัฒนาโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เบื้องต้น ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดยโปรแกรมที่ได้พัฒนาขึ้นมาประกอบด้วย 2 ซอฟต์แวร์ ได้แก่ 1. ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปอย่างง่ายเพื่อวิเคราะห์ LCA โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า “SEPE” (Simple Environment Program for Enterprise) และ 2. ซอฟต์แวร์อย่างง่ายในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ประเภทกล่อง กระดาษลูกฟูก พลาสติก แก้ว และอะลูมิเนียม โดยมีชื่อเรียกซอฟต์แวร์นี้ว่า “CFPack” (Carbon footprint + Packaging)”

ผอ.เอ็มเทค กล่าวต่อว่า โปรแกรม SEPE (Simple Environment Program for Enterprise) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปอย่างง่าย เพื่อช่วยนักออกแบบในการประเมินผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เบื้องต้น ตั้งแต่ในขั้นการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนทิศทางการผลิตสินค้าให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยโปรแกรม SEPE นี้ เป็นโปรแกรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะ web service ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นในการนำไปใช้งาน สำหรับผู้สนใจสามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www2.mtec.or.th/sepe

ทั้งนี้ ซอฟต์แวร์ CFPack เป็นซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการประเมินปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถประเมินค่าอย่างง่ายได้เองและรวดเร็ว เพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้ได้ถูกพัฒนาบน MS Excel เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการประเมินปริมาณคาร์บอนฟรุตพริ้นของบรรจุภัณฑ์ให้สามารถประเมินค่าอย่างง่ายได้เองและรวดเร็ว เพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปประกอบในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยซอฟต์แวร์นี้ได้ถูกพัฒนาบน MS Excel เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อผู้ใช้งานในด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการทราบปริมาณคาร์บอนฟุต พริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ที่ได้ออกแบบไว้ในเบื้องต้น ซอฟต์แวร์ตัวนี้จะครอบคลุมการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ประเภทแก้วสำหรับใส่เครื่องดื่ม, บรรจุภัณฑ์ประเภทอะลูมิเนียมสำหรับใส่เครื่องดื่ม, บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกสำหรับใส่อาหาร, บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษลูกฟูกสำหรับใส่อาหาร โดยผู้สนใจสามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thaigdn.net

รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ซอฟต์แวร์ประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงภาวะโลกร้อนด้วย นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการนำวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช่วยในการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมให้เกิดความสร้างสรรค์งานออกแบบผลิตภัณฑ์ไปสู่งการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป

ภาพ: http://www.thairath.co.th/content/edu/242539

สผ.ยันเจาะน้ำมันเขตทวีวัฒนาผ่านอีไอเอ

สผ.ระบุเจาะน้ำมันเขตทวีวัฒนาผ่านอีไอเอตามกระบวนการมีมาตรการลดผลกระทบ กรมธรณีชี้รัฐมีข้อมูลแหล่งพลังงาน แต่ไม่ลงทุนเอง เพราะใช้งบสูง...

นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าว ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)ของบริษัทมิตรา เอเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด ที่ได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียม ในเขตทวีวัฒนากทม. ว่า ในส่วนของ สผ. มีหน้าที่ในการพิจารณาการทำอีเอไอ โดยการตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.)แต่ละด้านขึ้นมาพิจารณาอีไอเอของกิจการแต่ละประเภท ซึ่งอีไอเอโครงการสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรานั้น คชก.พิจารณาให้ผ่านแล้ว เพราะทำถูกต้องตามกระบวนการมีการเสนอมาตรการลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคชก.จะพิจารณามาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญและคงเห็นว่ามีมาตรการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเหมาะสมทั้งเรื่องเสียง อากาศ และน้ำมันที่อาจจะรั่วไหลลงสู่ผิวดินและแหล่งน้ำ

ส่วนพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ หรือไม่นั้น ไม่ทราบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ต้องไปถามที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานโครงการ โดยขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนของการสำรวจเท่านั้น ยังไม่ทราบว่ามีปิโตรเลียมปริมาณเท่าไร อาจจะมีมากหรือน้อยก็ได้ถ้ามีน้อยก็ไม่เกิดความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์

ด้านนายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้ตรวจราชการกรมทรัพยากรธรณี ในฐานะโฆษกกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลของภาครัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรารู้อยู่แล้วว่าพื้นที่เขตทวีวัฒนา กทม. นนทบุรี และทิศตะวันออกของ จ.นครปฐมนั้น มีข้อมูลที่ต่อเนื่องว่าการตกตะกอนของชั้นดินในพื้นที่ดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่จะมีแหล่งปิโตรเลียม แต่การที่ภาครัฐไม่ลงทุนเองเพราะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง เมื่อมีเอกชนมาขอสำรวจก็เปิดให้สิทธิ์ทุกคน

"เวลานี้ยังไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่มีแหล่งพลังงานเพราะยังไม่ได้ทำอะไร และกำลังจะเริ่มสำรวจเพื่อทดสอบข้อมูลเท่านั้น ส่วนจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่นั้นทุกวันนี้เรามีหลุมสำรวจทั่วประเทศ เป็นหมื่นหลุมหากอยู่ใกล้ชุมชนเพียงไม่กี่ร้อยเมตรเขาคงไม่อนุญาตให้มีการ สำรวจและเทคโนโลยีปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นการเจาะสำรวจแหล่ง ปิโตรเลียมจึงมีผลกระทบไม่มากนักอาจจะมีบ้างคือผลกระทบทางด้านเสียง แต่อย่างมากก็ส่งเสียงเพียงแค่รถไฟขบวนเล็กๆเท่านั้น"

คลอดแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำกว่า 4 แสนไร่ งบ 6 พันล้าน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

อธิบดีกรมป่าไม้ เผยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำปี 2555 กว่า 4 แสนไร่ ใช้งบประมาณดำเนินการ 1 พันล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลว่า ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ร่วมกับกรมอุทยานฯ และทางจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ในส่วนของกรมป่าไม้จะดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำ ดังนี้ พื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.เชียงใหม่ ลุ่มน้ำปิง แบ่งเป็นลุ่มน้ำแม่แตง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 67,000 ไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 3.7 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำปิงตอนบน มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.9 หมื่นไร่ ปล่อยให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.9 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมี่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ จ.แพร่ ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำยมตอนกลาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.6 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.6 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่คำมี มีป่าเสื่อมโทรม 4.5 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 2.25 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.05 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.2 หมื่นไร่

ทั้งนี้ จ.ลำปาง ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่จาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 8.4 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4.4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.5หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่มอก มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 1.5 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 8,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 4,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 3,000 ไร่ จ.น่าน ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำสา มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2.5 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ พื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำปาด มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 7.3 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 8,000 ไร่ จ.เลย ลุ่มน้ำป่าสัก ดำเนินการในลุ่มน้ำพุง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 5,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ และ จ.นครสวรรค์ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่วงก์ มีป่าเสื่อมโทรมทั้งหมด 8,000 ไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 2,000 ไร่

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รวมพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด 412,000 ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จำนวน 8 หมื่นไร่ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน(กยน.) แล้ว สำหรับปีแรกปี 2555 จะใช้งบประมาณดำเนินการ 1,000 ล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6,000 ล้านบาท.

by ThaiWebExpert