หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

กองทุนสิ่งแวดล้อมทุ่ม 2 พันล้านทำฐานข้อมูลกันรุกป่า

โดย ไทยรัฐ วันที่ 11 กันยายน 2555

ทส.ลุยทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ สำรวจพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 73 จังหวัด ป้องกันการรุกป่า กองทุนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้งบกว่า 2 พันล้าน เชื่อมีความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือที่สุด...

จากการประชุมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ โดยนายชำนาญ เอกวัฒนโขติกูร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.ต่างๆ สำหรับใช้พิสูจน์สิทธิในที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐ การจัดทำฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ได้แก่ แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าชายเลน แนวเขตป่าไม้ถาวรตามมติ ครม. โดยมีการสอบทานแนวเขตป่าไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่รววบรวมข้อเท็จจริงของแนวเขตทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งศึกษารูปแบบออกแบบจัดทำฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ เพื่อแก้ไขการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ

นายอุดม จันทรสุข นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักปลัด ทส. กล่าวว่า ได้ทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 5 ช่วงปี เริ่มตั้งแต่ปี 2495-2547 มารวมไว้เป็นฐานข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศชุดเดียวกันที่ ทส.โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จำนวน 2,254 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยสำรวจพื้นที่ป่าอนุรักษ์และที่ดินของรัฐทุกประเภทในพื้นที่ 73 จังหวัด โดยให้ทั้งหน่วยงานของรัฐและราษฎรร่วมชี้แนวเขตก่อนลงพิกัดและเส้นแนวเขตในแผนที่ โดยยึดตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นหลัก ซึ่งทำให้รู้ว่าใครอยู่มาก่อน หรือหลังประกาศเขตป่า ซึ่งข้อมูลจาก ทส. ถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์และน่าเชื่อถือที่สุดในขณะนี้.

กรมอุทยานจ่อฟ้องรีสอร์ตทับลานเอาผิดแพ่งคดีโลกร้อน

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2555

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่หวั่นเจ้าของรีสอร์ตจ่อฟ้องร้องค่าเสียหาย500ล้าน บอกขอชาติหน้าจะมาจ่ายคืน จ่อฟ้องกลับคดีโลกร้อน เอาผิดทางแพ่งทุกรีสอร์ต ลั่นต้องรื้อทิ้งให้หมดก่อนเกษียณ...

วันที่ 29 ก.ค. นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และอ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รอบ 3 ว่า ได้รับรายงานจากนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯ ทับลาน ว่าภาพรวมการรื้อถอนทั้ง 9 จุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยวันนี้มีการตัดฟันต้นยางพาราเพิ่มเติมในพื้นที่บุกรุกบางจุด แต่ไม่มีกลุ่มมวลชนออกมาขัดขวางหรือต่อต้านรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ และรีสอร์ตที่บุกรุกพื้นที่ครั้งนี้ก็ได้รายงานให้นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมประชุม ครม. ที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 30 ก.ค. ทราบแล้ว ว่าปฏิบัติการเป็นไปด้วยความราบรื่น

เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ตเตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 500 ล้านบาทนั้น นายดำรงค์ กล่าวว่า เขาอยากจะฟ้องก็ให้ฟ้องร้องไป เอาไว้ชาติหน้าตนค่อยมาใช้คืน จากนี้กรมอุทยานฯ ก็จะรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทางแพ่ง (คดีโลกร้อน) จากเจ้าของรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศทุกรายเช่นกัน ส่วนกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ต อ้างว่ามีเอกสารที่ตนเซ็นรับรองไว้เมื่อ ปี 2548 เมื่อครั้งเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าจะให้เช่าพื้นที่ต่อนั้น ตนยอมรับว่าเป็นคนเซ็นรับรองในเอกสารดังกล่าว แต่เป็นความเข้าใจผิดของเจ้าของรีสอร์ตว่าจะให้เช่าพื้นที่ เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นการให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมว่า พื้นที่ใดอยู่ในโซนบริการ โซนอนุรักษ์ หรือเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ใดบ้าง และเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาก็ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วว่าหากกรมอุทยานฯ จะให้รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกอุทยานฯ และดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว โดยเจ้าของขอมอบสิ่งปลูกสร้างให้อุทยานฯ และขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการต่อนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาชัดเจนแล้วว่ากรมอุทยานฯ ไม่สามารถให้เช่าพื้นที่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีทางออกใดนอกจากต้องรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ออกไปให้หมด

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหลังการปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะเราดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตนคิดว่าจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จทั้งหมดในระหว่างที่อยู่ ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ทั้งส่วนที่ศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเสร็จแล้ว รอการรื้อถอนหลังจากนี้อีก 10 แห่ง และอยู่ระหว่างขั้นตอนของศาลปกครองอีก 20 กว่าแห่ง รวมทั้งในส่วนที่ชุดเคลื่อนที่เร็วที่กรมอุทยานฯ แต่งตั้งขึ้น และอุทยานฯ ทับลานได้เข้าดำเนินการจับกุมเพิ่มเติมจำนวน 418 คดีที่ได้ยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนแล้วนั้น ตนจะหารือกับผู้บริหารกรมอุทยานฯ เพื่อเข้าดำเนินการรื้อถอนให้หมด โดยใช้อำนาจตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ที่ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ได้อยู่แล้ว

“ปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้ ได้รับกำลังใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เสร็จภารกิจผมมานั่งกินข้าวแกงที่ร้านริมถนน มีประชาชนนำพวงมาลัยมามอบให้ และชื่นชมว่าทำเพื่อประเทศชาติ ทำให้กรมอุทยานฯ มีกำลังใจขึ้นมาก แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคต่างๆ นานา โดยเฉพาะแรงต้านจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผมพิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอศาล เพราะท้ายที่สุดเชื่อว่าศาลน่าจะพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ออกจากพื้นที่อุทยานฯอยู่แล้ว เพราะชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ และมาตรา 22 ของ พ.ร.บ. อุทยานฯ ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกเต็มที่ ดังนั้นคิดว่าจะระดมกำลังจำนวน 5,000 นายขึ้นไป มาดำเนินการเหมือนครั้งล่าสุดนี้ ถ้าใช้กำลังคนเพียง 500-600 คนเหมือนสองครั้งที่ผ่านมาก็มีการเกณฑ์คนออกมาต้าน ทั้งนี้หลังการหารือผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 16 สำนักทั่วประเทศแล้วจะทยอยดำเนินการ โดยรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 400 กว่าแห่งนี้ จะใช้กำลังคนเข้าดำเนินการจุดละ 50 คน ค่อยๆ ทยอยดำเนินการไปเรื่อยๆ ภายในเดือน ก.ย. ที่ผมจะเกษียณอายุราชการนี้ รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จะต้องหมดไปจากพื้นที่ เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ ไม่อยากให้ยืดเยื้อออกไป เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับอธิบดีคนต่อไปที่จะมารับหน้าที่ต่อจากผม นอกจากนั้นในส่วนของรีสอร์ทใหญ่กลางทะเล ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า –หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ก็จะดำเนินการรื้อถอนภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ เช่นกัน ” นายดำรงค์ กล่าว

ออสซี่บังคับใช้ กม.เก็บภาษีคาร์บอนแล้ว

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว แม้มีเสียงต่อต้านจากหลายฝ่าย รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามรัฐบัญญัติการใช้พลังงานสะอาดลดการใช้พลังงานจากซากฟอสซิล แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากพรรคฝ่ายค้าน และประชาชนจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าการเก็บภาษีดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่บริษัทอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

กฎหมายภาษีคาร์บอน มีผลบังคับใช้ต่อบริษัทเหมืองแร่ ผู้ผลิตเหล็ก สายการบิน และบริษัทผลิตพลังงานในประเทศราว 300 แห่ง โดยบริษัทเหล่านี้ ต้องจ่ายภาษี 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 759 บาท) ต่อก๊าซคาร์บอนจำนวน 1 ตัน ที่บริษัทปล่อยออกมา สูงกว่าภาษีคาร์บอน ราคา 8.7-12.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ที่เก็บในสหภาพยุโรปมาก มาตรการนี้ออกเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีนโยบายนี้ของรัฐบาล ระบุว่าภาษีคาร์บอนคือยาพิษ ที่จะทำให้ค่าครองชีพในประเทศสูงขึ้น และประกาศว่าจะยกเลิกกฎหมายนี้ทันที หากพวกเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2013 ขณะที่ นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า ภาษีนี้จะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ซึ่งจะในไปใช้เพิ่มในส่วนของเงินสวัสดิการ เงินบำนาญของประชาชนในประเทศต่อไป.

ภาพ http://m.thairath.co.th/content/oversea/272774

อุณหภูมิโลกร้อนฝืนให้พืชพันธ์ุ"แก่แดด" หวั่นห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศเสีย

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 17 พฤษภาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์กำลังเป็นทุกข์หลังจากที่พบว่า อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่างๆทั่วโลก แก่แดดไปตามๆกัน ซึ่งอาจยังผลให้เกิดความเสียหายในห่วงโซ่การผลิตของอาหารและระบบนิเวศอย่างร้ายแรง

โลกที่ร้อนขึ้น ยังผลให้พืชพรรณและสัตว์พากันผสมพันธุ์ อพยพและกินอาหารผิดฤดูกาลไป ซึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่เต็มไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ไปกระทบกับการสร้างออกซิเจนของพืชพรรณ ซึ่งอุณหภูมิที่ผิดแปลกไป และปริมาณน้ำฝนที่ไม่สม่ำเสมอ อาจมีอิทธิพลกับพืชพันธุ์ได้

นักวิทยาศาสตร์ได้คอยเฝ้าดูปฏิกิริยาของพืชพรรณที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ เพราะห่วงว่าอาจมีผลกระทบกับห่วงโซ่อาหารและระบบนิเวศขึ้นได้ ตั้งแต่การออกดอก วงจรอาหารและน้ำ

อุณหภูมิของโลกเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้น 0.8 องศา นับแต่ พ.ศ.2453 เป็นต้นมา และเกือบ 0.2 องศาต่อทศวรรษ ตั้งแต่ พ.ศ.2522.

'เวิลด์แบงก์' กระตุ้น รบ.ทั่วโลกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 11 พฤษภาคม 2555

เวิลด์แบงก์กระตุ้นเตือนรัฐบาลทั่วโลกให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระหว่างการขยายตัวด้านต่างๆ ของประเทศ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เรียกร้องถึงรัฐบาลทั่วโลก ให้เพิ่มความตระหนักถึงการรักษาสภาพแวดล้อม ท่ามกลางการพัฒนาสร้างความมั่งคั่ง

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมในเกาหลีใต้ มีการหารือกันถึงยุทธศาสตร์และการสนับสนุนหลายประเทศ ให้ดำเนินการอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งป้องกันการเกิดปัญหานิวเคลียร์รั่วไหล เช่น กรณีญี่ปุ่น นอกเหนือจากสนับสนุนสร้างแหล่งพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ และลมในพื้นที่ทะเลทรายโกบี หรือจัดตั้งเครือข่ายพลังงานไฟฟ้าเชื่อมโยงกลุ่มชาติในเอเชีย.

ผลวิจัยชี้! บริโภคอาหาร-เหลือทิ้งให้น้อยลง ช่วยลดโลกร้อนได้

ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและยุโรประบุว่า การลดการบริโภคและการเหลืออาหารทิ้งโดยไม่จำเป็น จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ดร.ดาวิด รอย อาจารย์ภาคธรณีศาสตร์ ผู้นำการวิจัยระบุว่า งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อหา ปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารในแต่ละพื้นที่ของโลก ได้ผลสรุปว่า การบริโภคอาหารน้อยลง และการเหลืออาหารทิ้งหรือเน่าเสียน้อยลง เป็นจุดสำคัญในการลดค่าก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเราลดการบริโภคเนื้อไก่ต่อปีลงครึ่งหนึ่ง จาก 25.8 กก. ต่อคนต่อปี อย่างที่สหราชอาณาจักร และประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งเป็นอยู่ ให้เหลือเพียง 11.7 กก. ต่อคนต่อปีเหมือนญี่ปุ่นเป็นอยู่ จะมีผลในการลดก๊าซเรือนกระจกเท่าๆ กับการนำรถยนต์นับสิบล้านคัน ออกไปจากท้องถนน ทั้งยังลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า ลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ในแต่ละปี สหราชอาณาจักรจะมีผลิตภัณฑ์จากนมเน่าเสียมากกว่า 360,000 ตัน ซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเอดินบะระร่วมกับมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ในยุโรป พบว่า นมเน่าเสียปริมาณดังกล่าว จะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากถึง 100,000 ตัน เทียบเท่ากับปริมาณไอเสียจากรถยนต์ถึง 20,000 คัน ทีเดียว

โลกร้อนเพราะไดโนเสาร์ผายลมออกมา มากมายเป็นภูเขาเลากาถึง 520 ล้านตัน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 10 พฤษภาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล อังกฤษ โทษไดโนเสาร์ ผายลมออกมามาก เมื่อ 150 ล้านปีก่อน ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นกว่าเดิม

เขากับคณะรายงานผลการศึกษา อยู่ในวารสาร “ชีววิทยาปัจจุบัน” ว่าเขาได้ศึกษา ปริมาณการผายลมของไดโนเสาร์ โดยเอาการปล่อยลมเสียของวัวเป็นหลัก คิดคำนวณออกมาได้ว่า บรรดาไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆได้ผายลมออกมาเป็นปริมาณรวมกันมากถึง 520 ล้านตัน และเป็นต้นเหตุทำให้อุณหภูมิของ ดินฟ้าอากาศในยุคเมโซโซอิก ยุคนั้นอุ่นขึ้น เคยมีการประมาณว่า อุณหภูมิได้ร้อนขึ้นอีกถึง 10 องศาเซลเชียส

อาจารย์ จอห์น มัวร์ อธิบายต่อไปว่า ตัวการที่แท้จริงนั้น คือบรรดาจุลชีพที่อาศัยอยู่ในท้องของไดโนเสาร์ เพราะเป็นตัวสร้างก๊าซมีเทนขึ้น มีเทนถูกขนานนามว่าเป็นก๊าซที่ทำให้โลกร้อน และไม่ใช่ไดโนเสาร์จะปล่อยก๊าซมีเทนออกมาพวกเดียว ยังมีเกิดจากแหล่งอื่นอีกด้วย.

ในหลวงตั้งมูลนิธิสู้ภัยน้ำ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 เมษายน 2555

ใช้ชื่อมูลนิธิอุทกพัฒน์พระราชทานทุน84ล้านดูแลบริหาร-จัดการน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้าน บาท ตั้ง “มูลนิธิอุทกพัฒน์” พร้อม ให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิ ทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ขณะที่ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยสถานการณ์น้ำปีนี้น้ำมากแต่ไม่เท่าปี 2554 แนะให้เร่งระบายน้ำในลุ่มน้ำยมให้ทันเดือน ส.ค. ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเดือน ก.ย. พร้อมติดระบบโทรมาตรเตือนภัยแม่น้ำสายสำคัญ 80 สถานี ระบบกล้องวงจรปิดที่ประตูน้ำสายสำคัญ 216 ตัว เชื่อมต่อข้อมูล 9 หน่วยงานรัฐด้านน้ำเตรียมรับมือน้ำท่วม มั่นใจทำเสร็จหมดในเดือน ส.ค.นี้

ความคืบหน้าในการเตรียมรับมือน้ำท่วมไทยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ตามที่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ขอพระราชทาน พร้อมทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิอุทกพัฒน์อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังพระราชทานตราประจำมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งทรงให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิด้วย โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Utokapat Foundation Under The Royal Patronage of H.M.THE KING) นำมาจากคำ 2 คำ รวมกัน คือ “อุทก” แปลว่า “น้ำ” ขณะที่ “พัฒน์” มาจากคำว่าพัฒนา มีความหมายว่า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ และถือเป็นมูลนิธิเกี่ยวกับน้ำมูลนิธิแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายรอยลกล่าวอีกว่า มูลนิธิอุทกพัฒน์จะทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่ทำงานด้านน้ำเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปในทิศทางถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากบทเรียนจากเหตุการณ์นํ้าท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศค่อนข้างมีปัญหา ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ๆ จนถึงน้ำชุมชน นอกจากนี้ มูลนิธิจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิจัยด้านน้ำรวมทั้งให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนา เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำของประเทศไทยมีน้อยมาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานวิจัยเรื่องน้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำกรณีศึกษา หรือบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นงานวิจัย ซึ่งไม่มีเรื่องใหม่ๆเลย เช่น อยากจะรู้ว่าเขื่อน 1 เขื่อน มีการบริหารจัดการน้ำอย่างไรและถ้าเขื่อน 5 เขื่อนต้องปล่อยน้ำออกมาพร้อมๆ กันจะบริหารอย่างไร เป็นต้น งานวิจัยแบบนี้จะไป หาที่ไหน ทั้งนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธาน ส่วนสถานที่ตั้งกำลังเลือกอยู่ว่าจะอยู่ตรงไหนระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กับมูลนิธิชัยพัฒนา แต่อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวมูลนิธิอุทกพัฒน์อย่างเป็นทางการ

ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำด้วยว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ยืนยันว่าปริมาณฝนจะตกมาก แต่จะน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,500-1,600 มิลลิเมตร ขณะที่ปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,800 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามให้รอดูปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ในสัปดาห์นี้ ต่อเนื่องถึงต้นเดือน พ.ค.ว่าจะมากหรือน้อย จากนั้นจึงสามารถบอกได้ชัดเจนว่าปริมาณฝนจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยปีนี้ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือหรือลมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะมีความรุนแรงต่อประเทศไทยเหมือนปี 2551 เคยเกิดพายุ 3 ลูก แต่ปีนี้อาจจะแรงกว่า ทั้งนี้ ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคตะวันออกของไทยมีฝนตกหนักกว่าปกติ ตั้งแต่เข้าฤดูฝนเดือน ก.ค.-ส.ค.รวมทั้งภาคกลางฝนจะมากด้วย ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมคือ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยม มีปริมาณมากถึง 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ต้องเร่งระบายให้ทันในเดือน ส.ค.ก่อนจะเข้าฤดูฝนเต็มที่ในเดือน ก.ย.

นายรอยลกล่าวอีกว่า ปริมาณฝนในเดือน ก.ย. จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ แต่ประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ การระบายน้ำต้องให้ทันกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ ได้มีการเตรียมความ พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เช่น การติดตั้งโทรมาตรหรือระบบเตือนภัยในลำน้ำสายสำคัญของกรุงเทพ– มหานครและจังหวัดในลุ่มน้ำสำคัญ อาทิ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำเพชรบุรี ลุ่มน้ำโขงอีสาน-ลุ่มน้ำภาคใต้

ชายฝั่งทะเลตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเล ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันออก และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทั้งสิ้น 80 สถานี การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ประตูน้ำสายสำคัญ จำนวน 216 ตัว เช่น ประตูน้ำ, สถานีสูบน้ำ กทม. และคันกั้นน้ำสำคัญ และโครงการติดตั้งระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติในพื้นที่นำร่อง จำนวน 70 บาน พร้อมเรดาร์วัดระดับน้ำหน้าและหลังบานประตู เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถควบคุมการปิด-เปิดประตูน้ำได้จากระยะไกล การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนา ที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีข้อมูลน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำรวจระดับแม่น้ำและคลองสายสำคัญ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงความลึกของแม่น้ำลำคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,500 กิโลเมตร จากลำน้ำสายสำคัญ 5,600 กิโลเมตร เพื่อประเมินศักยภาพระดับท้องน้ำในลำน้ำหลักๆ ที่เป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล เป็นต้น การดำเนินการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้ทันกับการรับมือฤดูฝนราวเดือน ก.ย.นี้

มะกันตั้งกฎจำกัดปล่อยคาร์บอนสู้โลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 2 เมษายน 2555

สหรัฐฯตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นครั้งแรก หวังลดการเผาไหม้ถ่านหินและแก้ปัญหาโลกร้อน...

เมื่อ 27 มี.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มตั้งมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนของโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศเป็นครั้งแรก เพื่อลดการเผาไหม้ถ่านหินและฟื้นนโยบายแก้ปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงโลก หลังถกเถียงกันมาร่วมปีเศษ ทั้งนี้ นางลิซา แจ๊กสัน ประธานสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเผยถึงกฎกติกาใหม่ว่า ทางสำนักงานฯจะไม่อนุญาตให้โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนเกินกว่า 454 กก./เมกะวัตต์-ชม. ซึ่งพลังงานถ่านหินที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเกือบ 817 กก./เมกะวัตต์-ชม. มากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาถ่านหินคิดแล้ว 41% และถือเป็นปัญหาอ่อนไหวทางการเมืองสหรัฐฯมากที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อการว่าจ้างงานในประเทศ ซึ่งนายจอห์น โบห์เนอร์ ประธาน ส.ส. พรรครีพับลิกัน กล่าวแย้งแนวคิดของรัฐบาลที่ใช้การเมืองบนพื้นฐานของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแทนที่จะบนพื้นฐานของประชาชนที่ต้องรับผลกระทบจากการใช้ไฟฟ้าที่แพงขึ้น.

เกิดเหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก ดินแดนขั้วโลกเหนือฤดูร้อนระอุ

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์อังกฤษเปิดเผยอันตรายอันเกิดจากโลกร้อน จนถึงน้ำแข็งบริเวณแถบขั้วโลกเหนือละลายคายก๊าซมีเทนออกมาในอากาศ เป็น “เหตุคับขันของดาวเคราะห์โลก” ทะเลเขตอาร์กติก อาจจะปราศจากน้ำแข็งลงในช่วงเดือนกันยายนแต่ละปี ภายในเวลา 2-3 ปีข้างหน้านี้

วิศวกรสเตเฟน ซอลเตอร์ ยังได้เสนอแผนให้มีการพ่นละอองน้ำทะเล ขึ้นไปในบรรยากาศ เพื่อจะช่วยชะลอโลกให้ร้อนน้อยลง ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิชาการของมหาวิทยาลัย เอดินเบอระ ก็เสนอให้ย้อมเมฆต่างๆให้มีสีขาว

วิศวกรสเตเฟนได้บอกในที่ประชุม “กลุ่มแก้ปัญหาก๊าซมีเทนอาร์กติกฉุกเฉิน” ว่า ให้ใช้เกาะฟาโร ในช่องแคบเบริง เป็นที่พ่นฝอยละอองน้ำเข้าไปในเขตอาร์กติก ด้วยการสร้างเป็นหอคอย ใช้พ่นน้ำด้วยหัวฉีด ที่ทางมหาวิทยาลัยกำลังประดิษฐ์อยู่ ซึ่งจะฉีดละอองน้ำเป็นเม็ดเล็กๆใช้เป็นแกนให้ไอน้ำรวมตัวกัน ทำให้บรรดาหยดน้ำในกลุ่มเมฆทั่วไปมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะดูขาวขึ้น สะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ฉายส่องลงมากลับย้อนออกไปในอวกาศ ทำให้โลกค่อยเย็นลง

ผิวน้ำนอกฝั่งด้านเหนือของดินแดนไซบีเรีย อุณหภูมิขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส เมื่อ พ.ศ. 2550

by ThaiWebExpert