MGR Online

เวียดนามหนุนพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนมากขึ้น

รอยเตอร์ - เวียดนามวางแผนที่จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นกว่า 3 เท่า และผลักดันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 26% ภายในปี 2573 ตามการเปิดเผยของนายกรัฐมนตรีเหวียน ซวน ฟุ้ก

ในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ก่อนร่วมการประชุมสุดยอด G7 ที่จะจัดขึ้นในแคนาดาระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. ผู้นำเวียดนามยังระบุว่าเขาหวังให้ประเทศสามารถใช้แหล่งสินแร่หายากที่มีอยู่ราว 20 ล้านตัน สร้างเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ๆ

ผู้นำเวียดนามระบุว่ารู้สึกยินดีที่ประเทศมีศักยภาพอย่างมหาศาลในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

“เราหวังที่จะทำงานร่วมกันในการวิจัยและพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงในการทำเหมืองและกระบวนการเชิงลึกกับสินแร่หายากเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เหวียน ซวน ฟุ้ก กล่าว

เหมืองสินแร่หายากที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามอยู่ในเขตจ.ลายเจิว ทางภาคเหนือของประเทศ ใกล้กับชายแดนจีน เป็นแร่ธาตุโลหะที่มีความสำคัญต่อเทคโนโลยีต่างๆ เช่น แบตเตอรี่รถไฟฟ้า แผงโซลาเซลล์ และโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เป็นต้น

เวียดนามกำลังพยายามที่จะส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า และตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ภายในปี 2573 เวียดนามวางแผนที่จะลดการใช้ผลิตภัณฑ์ถ่านหินลง 40 ล้านตัน 

ในรายงานประจำปี 2559 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า คาดการณ์ว่าเวียดนามจะบริโภคเชื้อเพลิง 156.6 ล้านตัน ภายในปี 2573 ซึ่งในช่วงปี 2559 นั้น โรงไฟฟ้าถ่านหินมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ 53% ของขนาดการผลิตพลังงานรวมทั้งหมดของประเทศ แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 45% 

ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนนั้นถูกใช้ประโยชน์เกือบเต็มขีดความสามารถ ขณะที่แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็กำลังลดลงเรื่อยๆ ท่ามกลางการชะลอความพยายามดำเนินการสำรวจแหล่งใหม่ในทะเลจีนใต้ ที่เวียดนามมีข้อพิพาททางทะเลกับจีน

เวียดนามจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนจาก 58,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2558 เป็น 101,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ภายในปี 2563 และขยับเพิ่มเป็น 186,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ในปี 2573 ตามการระบุของนายกฯ ฟุ้ก

ในปี 2558 มีครัวเรือนเพียง 4.3% ในเวียดนาม ที่ติดตั้งอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ โดยเครื่องทำน้ำอุ่นพลังงานแสงอาทิตย์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าการใช้แผงโซลาร์เซลล์ยังไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคย

ทางการเวียดนามตั้งเป้าที่จะเพิ่มการใช้อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ในครัวเรือนเป็น 12% ภายในปี 2563 และ 26% ในปี 2573 

"มันเป็นเรื่องสำคัญ เราจะไม่สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อม" ผู้นำเวียดนาม กล่าว. 

11 อปท.กลุ่มพัทยา-สัตหีบ เห็นชอบวิธีกำจัดขยะด้วยระบบเตาเผา

ศูนย์ข่าวศรีราชา - แผนแก้ปัญหาขยะในกลุ่ม Cluster ที่ 2 ของ จ.ชลบุรี มีความคืบหน้า หลัง อปท.ส่วนใหญ่เห็นชอบแนวทางการศึกษาการจำกัดขยะมูลฝอยด้วยระบบเตาเผา 

จากกรณีที่กระทรวงมหาดไทย มีนโยบายให้ทุกส่วนราชการดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะเป็นวาระห่งชาติ โดยในพื้นที่ จ.ชลบุรี กำหนดให้มีการบริหารจัดการปัญหาขยะรวม 5 กลุ่ม cluster และ เมืองพัทยา ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในกลุ่ม cluster ที่ 2 โดยรวมพื้นที่ อ.บางละมุง และ อ.สัตหีบ เข้ามาดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมา ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นที่ปรึกษาเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและศึกษาความเหมาะสมในการแก้ไขปัญหาขยะ ด้วยงบประมาณ 5 ล้านบาท และได้จัดประชุมรับฟังความเห็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับแผนการจัดสร้างเตาเผาขยะไปแล้วนั้น

วันนี้ (22 พ.ค.) คณะผู้ศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้ประชุมร่วมกับเมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 16 แห่งในพื้นที่กลุ่ม cluster ที่ 2 ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อนำเสนอผลการศึกษาปริมาณ และคุณสมบัติของขยะ รวมถึงปัญหาในการจัดการขยะมูลฝอยในปัจจุบัน และความเหมาะสมของการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการสร้างเตาเผาขยะอย่างถูกวิธี รวมทั้งวิเคราะห์ และประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์และการเงินของระบบกำจัดขยะมูลฝอยที่คัดเลือกในอัตราค่าบริการที่เหมาะสม โดยมี พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา และคณะผู้บริหารเมืองพัทยา รวมทั้งตัวแทน 11 อปท.ในพื้นที่ อ.บางละมุง และสัตหีบเข้าร่วม

โดยได้มีการเสนอผลการศึกษาแนวทางการกำจัดขยะมูลฝอย Cluster ที่ 2 ของ จ.ชลบุรี ว่าปริมาณขยะที่พบว่าในกลุ่มนี้มีมากกว่า 1,000 ตันต่อวัน ซึ่งการจัดการปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ 1.การจัดทำระบบบีบอัดขยะในลักษณะแคปซูล ณ จุดพักขยะ 3 แห่งจาก 3 พื้นที่ในลักษณะระบบปิด เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และมลพิษต่อชุมชน และจะนำขยะเข้าเครื่องบีบอัดให้เป็นลักษณะของแคปซูลเพื่อไล่ความชื้นป้องกันทั้งปัญหาการรั่วซึม และมลพิษระหว่างขนถ่าย

2.การขนส่งขยะมายังโรงงานเตาเผาขยะ ซึ่งตามแผนจะใช้พื้นที่ใน ต.เขาไม้แก้ว เป็นจุดก่อสร้าง ภายใต้งบประมาณกว่า 500-1,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานเตาเผาขยะจะจัดทำเป็นระบบปิด โดยใช้การเผาทำลายแทนการฝังกลบแบบเดิมด้วยอุณหภูมิความร้อนกว่า 700 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้ปริมาณขยะจาก 100 ตัน เหลือเพียงขี้เถ้าในสัดส่วน 20% เท่านั้น ขณะที่ความร้อนที่ได้จะนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะได้พลังงานกว่า 12 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นระบบสากลที่ใช้กันมานานกว่า 100 ปี และเปิดใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในทวีปเอเชีย และยุโรป

ด้าน พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า หลังรับฟังผลการศึกษาการกำจัดขยะ มูลฝอยในกลุ่ม Cluster ที่ 2 ของ จ.ชลบุรี พบว่า ทั้ง 11 อปท.เห็นชอบต่อแนวทางการกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการเผาขยะ ซึ่งหลังจากนี้ จะนำผลการศึกษาเสนอไปยัง จ.ชลบุรี เพื่อพิจารณา และนำเสนอผลการศึกษาไปยังกระทรวงมหาดไทยต่อไป



เจออีก..น้ำทะเลสีดำกระจายเป็นวงกว้าง บริเวณแหลมบาลีฮาย

ศูนย์ข่าวศรีราชา- เจออีก..น้ำทะเลสีดำคล้ายน้ำเน่าเสียจากท่อน้ำเสีย กระจายเป็นวงกว้างบริเวณแหลมบาลีฮาย ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงตรวจสอบ 

วันนี้ (20 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว ว่าที่บริเวณแหลมบาลีฮาย พัทยาใต้ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี มีน้ำสีดำขุ่น คล้ายน้ำเน่าเสียจากบริเวณท่อน้ำเสียเมืองพัทยา หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ โดยพบน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวมีสีน้ำทะเล และสีดำ ทั้งยังส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว คาดว่าน่าจะเป็นน้ำที่ไหลออกมาจากท่อน้ำเสียเมืองพัทยา ที่ก่อสร้างไว้เพื่อต่อเชื่อมระบบจากโรงบำบัดน้ำเสียลงกลางทะเล 

จากการสอบถามนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าหากเป็นช่วงน้ำลง น้ำเสียจากท่อจะไหลออกมาเป็นสีดำส่งกลิ่นเหม็น และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ เนื่องจากเกรงว่าน้ำเสียจะหมักหมมจนเกิดความสกปรก และจะทำให้การท่องเที่ยวเมืองพัทยา เสียหายได้

โลกมีปัญหาเมื่อจีนเลือกซื้อขยะ…

 

โลกกำลังตื่นเต้นดีใจที่ผู้นำเกาหลีเหนือยอมพบปะเจรจากับผู้นำสหรัฐฯ และหยุดโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยอ้างว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทดสอบจรวดขีปนาวุธพิสัยใกล้ข้ามทวีป ทำให้อเมริกาอยู่ไม่สุขต้องใช้มาตรการตอบโต้เข้มข้น

การที่คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือยอมอ่อนให้สหรัฐฯ นั้น อาจเป็นเพราะมั่นใจว่าการทดสอบขีปนาวุธอยู่ในขั้นที่น่าพอใจ ไม่จำเป็นต้องทดลองอะไรอีกจนเพิ่มสภาวะความเสี่ยงกับการสำแดงฤทธิ์โดยสหรัฐฯ และพันธมิตร ทำให้ประเทศลำบาก

ในขั้นนี้ คิม จองอึน จะยอมรับเงื่อนไขให้ยกเลิก ทำลายอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่หรือไม่ ต้องรอดูท่าที แรงกดดันที่ผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกล้าตีสุนัขให้จนตรอกหรือไม่ แต่คิมแสดงอาการว่าต้องการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่า

ประเด็นที่คิมจะยอม หรือไม่ยอมให้เกาหลีเหนือปลอดอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง จนปราศจากเขี้ยวเล็บป้องกันตนเอง จึงเป็นเรื่องตัดสินว่าการเจรจากับสหรัฐฯ จะสำเร็จหรือล้มเหลว และผู้นำกองทัพสายเหยี่ยวของเกาหลีเหนือจะยอมหรือไม่

ถึงขั้นนั้น ต้องรอดูเช่นกันว่าคิมจะ “เอาอยู่” มั้ยในประเด็นการคุมกองทัพ! นั่นเป็นประเด็นที่ชาวโลกต้องรอดูผลว่าการประชุมสุดยอดจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ มีกรอบการเจรจาอย่างไรบ้าง จีน รัสเซีย มีบทบาทอย่างไรในการกำกับท่าทีของเกาหลีเหนือ

แต่ปัญหาความขัดแย้ง มาตรการตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงมีต่อไป อาจยกระดับความเข้มข้นขึ้นจะถึงจุดที่ทั้ง 2 ประเทศตระหนักว่าถ้ายังขืนเล่นบท “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ผลสุดท้ายอาจกอดคอกันนำประเทศอื่นสู่หายนะด้วยกัน

มาดูปัญหาที่หลายคนอาจไม่รับรู้ว่า การที่จีนห้ามนำเข้าขยะประเภทต่างๆ จากต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาเป็นวงกว้างสำหรับหลายประเทศอย่างไร และกำลังดิ้นรนหาทางออกอย่างไร ทั้งๆ ที่ขยะนั้นแต่ละประเทศน่าจะจัดการเองได้

ความเป็นจริงก็คือ จีนเป็นผู้นำเข้าขยะรายใหญ่จากประเทศอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานในประเทศ มีทั้งขยะทั่วไป เศษพลาสติก เศษเหล็กทำให้หลายประเทศมีทางออกด้วยการขายขยะให้จีน ไม่มีปัญหาขยะล้นประเทศ

ในปีที่ผ่านมา จีนได้เริ่มสั่งห้ามนำเข้าขยะ 24 ชนิดจากประเทศอุตสาหกรรม ทำให้หลายประเทศต้องฟื้นฟูมาตรการรีไซเคิลขยะ เพราะจะหวังพึ่งพาจีนก็ไม่ได้เหมือนเดิม ยิ่งมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ จีนก็ห้ามนำเข้าขยะสหรัฐฯ เกิดปัญหาสาหัส

สัปดาห์ก่อน จีนเพิ่มประเภทของขยะที่ห้ามนำเข้า เช่นเศษกระดาษไม่แยกประเภท เศษพลาสติกสำหรับรีไซเคิล เศษเหล็กชิ้นส่วนรถยนต์ เศษเหล็กเรือเก่า นอกเหนือจากขยะมูลฝอยทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาขยะล้น ขนเก็บไปกำจัดไม่ทัน

ออสเตรเลียไม่สามารถรีไซเคิลขยะได้ทัน ต้องใช้ขยะไปถมพื้นที่ต่างๆ ในอังกฤษก็มีปัญหาในการกำจัดแบบรีไซเคิลขยะพลาสติกเกรดต่ำ ต้องขนเข้าเตาเผาเพื่อทำลายสถานเดียว ทำให้เพิ่มความเสี่ยงมลพิษเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

ในสหรัฐฯ เองก็มีคำเตือนจากสถาบันอุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะว่าการห้ามนำเข้าขยะโดยรัฐบาลจีนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อกระบวนการห่วงโซ่ซัปพลายทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องใช้วัตถุดิบชนิดใหม่ในกระบวนการผลิตแทนการใช้วัสดุรีไซเคิล

บรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามาตรการของจีนในการห้ามนำเข้าขยะได้ทำให้หลายประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องบริหารจัดการกำจัดขยะเอง โดยพึ่งพาจีนอีกไม่ได้

ในปีที่ผ่านมา ในจำนวนขยะที่ส่งออกจากสหรัฐฯ นั้น 31 เปอร์เซ็นต์ถูกส่งไปยังจีน ขยะพลาสติกเกือบทั้งหมดของอังกฤษถูกส่งไปขายให้จีนและฮ่องกงเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตรีไซเคิล เมื่อจีนไม่รับซื้อ ห้ามนำเข้า หลายประเทศต้องเริ่มดิ้นรน

อังกฤษเองก็กำลังพิจารณามาตรการด้านภาษีเพื่อหวังให้ผู้บริโภคลดจำนวนการใช้สินค้าทำจากพลาสติก และในกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมให้น้อยลง ในออสเตรเลีย รัฐบาลต้องเจียดเงินงบประมาณช่วยหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อกำจัดขยะ

ในอังกฤษ ผลของการที่จีนห้ามนำเข้าขยะ ได้กระตุ้นให้มีการลงทุนเพื่อคิดค้น วิจัยในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อการกำจัดขยะและระบบรีไซเคิล แต่จีน และประเทศอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มประเทศในยุโรปยังคงนำเข้าขยะมีคุณภาพเพื่อรีไซเคิล ผลิตสินค้าอื่นๆ

จีนและกลุ่มประเทศเหล่านั้นไม่ต้องการขยะคุณภาพต่ำ ก่อมลพิษเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้การกำจัดลำบากในภายหลัง ขณะเดียวกัน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ ก็เริ่มซื้อขยะอังกฤษบางชนิด โดยให้ราคาต่ำ 

ขยะที่เก็บจากข้างถนนในอังกฤษ โดยเฉพาะขยะพลาสติก ไม่ใช่ว่าจะขายได้ง่ายๆ ทำให้ต้องเก็บไว้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ เสียทั้งพื้นที่ และเวลา ผลสุดท้ายถ้าไม่มีคนซื้อ ตลาดซื้อขยะหายาก ก็จำเป็นต้องเผาทิ้ง ส่วนหนึ่งอาจยังนำไปรีไซเคิลได้

เมื่อหลายประเทศเริ่มตระหนักว่าจีนไม่ซื้อขยะเกรดต่ำ อุตสาหกรรมรีไซเคิลขยะจำเป็นต้องพัฒนายกระดับตัวเอง มีกระบวนการผลิตใหม่ และต่อไปผู้รับซื้อขยะก็จะเน้นการเลือกเอาแต่ขยะที่มีคุณภาพ ดังนั้นสินค้าที่จะกลายเป็นขยะต้องดีด้วย

ผลสุดท้าย จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระบบห่วงโซ่ซัปพลาย เริ่มจากการลงทุนเพื่อคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบสินค้า มาตรฐานคุณภาพ ระบบการเก็บขยะโดยหน่วยงานต่างๆ และกิจการที่รับงานแยกประเภทขยะเพื่อรีไซเคิล

ประเทศที่ยังไม่รีบหาทางออกจะเผชิญปัญหาขยะล้น สร้างมลพิษเป็นพิษ! 

 

“พิทักษ์ไพร” รุกป่าตรงไหนก็รู้ข้อมูลส่งตรงจากอวกาศถึงมือถือ


นายอนุสรณ์ รังสิพานิช

ยุคนี้บุกรุกป่าไม่ใช่เรื่องที่จะปกปิดกันได้ง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทั้งเทคโนโลยีดาวเทียมและเทคโนโลยีการสื่อสาร ช่วยให้การตรวจตราและเข้าถึงผู้บุกรุกพื้นที่ป่าได้สะดวกขึ้น เจ้าหน้าที่พิทักษ์ปาในพื้นที่สามารถรับรู้ข้อมูลการบุกรุกที่ส่งตรงจากวงโคจร และตรงออกไปตรวจยังจุดต้องสงสัย ได้รวดเร็วกวาสุ่มลาดตระเวณ

“พิทักษ์ไพร” คือระบบปฏิบัติการค้นหาพื้นที่บุกรุกด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน โดยแจ้งเบาะแสถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้โดยตรง และเจ้าหน้าที่ส่วนกลางสามารถติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที 

ระบบปฏิบัติการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งผสานความเชี่ยวชาญด้านการสำรวจทรัพยากรป่าไม้และเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของหน่วยงานจาก 2 กระทรวงเข้าด้วยกัน 

นายอนุสรณ์ รังสิพานิช รักษาการผู้เชี่ยวชาญพิเศษของจิสด้า เล่าให้ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ถึงจุดเริ่มต้นในการพัฒนาระบบดังกล่าวว่า มาจากดำริของ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่ได้หารือกับอธิบดีกรมป่าไม้ และมีแนวคิดที่จะให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียมสำรวจทรัพยากรและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อค้นหาพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก 

จากแนวคิดของผู้บริหารนั้น ทีมพัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพรของจิสด้า ซึ่งนำโดยนายอนุสรณ์ได้หารือและปรับแก้ระบบให้สอดคล้องกับการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยใช้เวลาประมาณปีกว่าพัฒนาระบบดังกล่าวจนสำเร็จ และได้นำไปใช้งานจริงในพื้นที่หน่วยต่างๆ ของกรมป่าไม้ 

ตามปกติจิสด้าจะรับข้อมูลดาวเทียมเป็นช่วงเวลาที่แน่นอน ซึ่งฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติของจิสด้านั้น จะนำข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมที่ส่งมาตามตาราง 2 ช่วงเวลามาเปรียบเทียบ ซึ่งบางพื้นที่นั้นบันทึกภาพใหม่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ จากนั้นใช้แบบจำลองเชิงพื้นที่เพื่อหาค่าดัชนีพืชพรรณ ซึ่งเป็นการวัดค่าการสะท้อนแสงอย่างแสงอินฟราเรดและแสงสีแดง แล้วหาพื้นที่ที่มีพืชพรรณต่างๆ ได้ หากพื้นที่ป่ามีการเปลี่ยนแปลงค่าที่ได้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ทว่าค่าที่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้ทั้ง การผลัดใบของป่าบางชนิด การทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านบางพื้นที่ ไฟป่า หรือการทำกินในพื้นที่ สปก.ที่ได้สิทธิให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งข้อมูลในส่วนหลังนั้นมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยโดยที่ทีมพัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพรไม่ทราบถึงข้อมูลดังกล่าว ดังนั้น จึงต้องให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ตรวจคัดกรองอีกทีว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการบุกรุกป่าจริงหรือไม่

เมื่อข้อมูลสารสนเทศบ่งชี้ว่าพื้นที่ป่าถูกบุกรุกและได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้แล้ว ระบบจะส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปถึงเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ทั้งผ่านตรวจพบผ่านระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยแสดงข้อมูลในระบบว่า “จุดเข้าใหม่” รวมถึงแจ้งเตือนผ่านระบบข้อความทางโทรศัพท์มือถือ และอีเมล

นอกจากนี้ในการแจ้ง “จุดต้องสงสัย” นั้น ต้องการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองของจิสด้าแล้ว ประชาชนทั่วไปยังสามารถแจ้งจุดต้องสงสัยเข้าไปในระบบได้ และผ่านการคัดกรองโดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เช่นเดียวกัน หลังจากระบบแจ้งจุดเข้าใหม่แล้วเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะรับทราบและแจ้งเข้าระบบว่า “กำลังดำเนินการ” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องรับทราบภายใน 1 วันหลังมีการแจ้งจุดเข้าใหม่ ไม่เช่นนั้นจะแสดงถึงการละเลยหน้าที่

การดำเนินการนั้นมีระยะเวลา 5 วัน ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแล้วสามารถส่งข้อมูลรายงานเข้าระบบได้ทั้งในแบบข้อความและรูปภาพ โดยในการดำเนินการนั้นมีความเป็นไปได้ว่าจุดต้องสงสัยดังกล่าวนั้นเป็นไปได้ทั้ง “จุดบุกรุก” และ “ไม่ใช่จุดรุก” ซึ่งเจ้าหน้าทีสามารถแจ้งรายละเอียดและหลักฐานทั้งคำอธิบายเป็นข้อความและรูปภาพเข้าระบบได้ 

“ระบบปฏิบัติการนี้เป็นกลไกให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน และช่วยชี้เป้าให้เห็นพื้นที่ถูกบุกรุกได้เร็ว และป้องกันได้เร็ว อีกทั้งยังเป็นการเฝ้าระวังและเป็นจิตวิทยาป้องปรามให้กลัวการถูกจับกุม และยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อื่นๆ ต้องเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะระบบนี้ช่วยให้อธิบดีกรมป่าไม้สอดส่องได้ว่าเจ้าหน้าที่ทำงานหรือไม่” นายอนุสรณ์กล่าวถึงประโยชน์ของระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร 

สำหรับประชาชนผู้สนใจและอยากรวมเฝ้าระวังการบุกรุกป่า สามารถเข้าระบบได้จากแอปพลิเคชันทางเว็บไซต์ https://change.forest.go.th/download หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “พิทักษ์ไพร” ผ่าน Google Play ของสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ App Store ของสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการไอโอเอส


ข้อมูลพื้นที่ป่าในปัจจุุบันโดยกรมป่าไม้


ภาพตัวอย่างข้อมูลที่แสดงในระบบปฏิบัติการ พิทักษ์ไพร จากเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าตรวจ
จุดต้องสงสัย แล้วพบว่ามีการบุกรุกจริง โดยได้รายงานเข้าระบบทั้งในรูปข้อความ
และภาพถายที่เกิดเหตุ


ภาพเปรียบเทียบ 2 ช่วงเวลา (บน-ล่าง) ทั้งภาพจากดาวเทียม (ซ้าย) และภาพจากการลงพื้นที่สำรวจจริง (ขวา)


ภาพการหารือและลงพื้นที่สำรวจระหว่างเจ้าหน้าที่จิสด้าและกรมป่าไม้ ครั้งที่ 1


ภาพการหารือและลงพื้นที่สำรวจระหว่างเจ้าหน้าที่จิสด้าและกรมป่าไม้ ครั้งทีี่ 2

จี้ ' บิ๊กตู่ ' รื้อ กม.สิ่งแวดล้อมจัดการมลพิษ พบต้นตอ 'เอกชน-นักวิจัย ' ปั้น ' EIA 'ลวงโลก



เครือข่ายภาคประชาชนฯ เคลื่อนถึงทำเนียบ เตรียมนัดชุมนุมใหญ่ ปักหลักยืดเยื้อ จี้รัฐบาลตั้งกรรมการร่วมเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ก่อนเสนอเข้า สนช. ชี้เกณฑ์จัดทำ EIA และ EHIA แบบเก่า คือต้นตอปัญหา เหตุเจ้าของโครงการสามารถบีบให้ปั้นข้อมูลเท็จ หวั่น กม.ใหม่เลวร้ายกว่าเดิม เปิดช่องเดินหน้าโครงการโดยไม่ผ่านการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เดินหน้ากดดันรัฐบาล คสช. ให้ดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ซึ่งเพิ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560 โดยได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 พ.ย.นี้ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยทางเครือข่ายฯ จะนัดชุมนุมใหญ่และเดินทางปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจนกว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจ


นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ระบบของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการประเมินระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment - SEA) ที่เป็นการประเมินด้านศักยภาพและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เห็นความเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายของการพัฒนา หากว่าสอดคล้องจึงค่อยจัดทำ EIA (การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม) หรือ EHIA (การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) หากไม่สอดคล้องต้องไม่ดำเนินโครงการนั้น 2.ควรตัดมาตรา 53 วรรค 4 ออกจากร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ซึ่งเป็นการนำคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 มาบัญญัติไว้ ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างรอผลพิจารณาอีไอเอนั้น และ 3.องค์การบริหารจัดการระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรแยกเป็นหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยงานกลาง

ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อแก้ไขขัดเกลาถ้อยคำเสร็จก็จะส่งคืนมายังคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป ซึ่งทางเครือข่ายฯ เห็นว่าเพื่อให้การร่างกฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาน รัฐบาลจึงควรระงับร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ก่อนและตั้งกรรมการร่วมระหว่างรัฐและเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่จะส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากการรวมตัวของประชาชนทั้ง 6 ภาค คือ เหนือ อีสาน ตะวันออก กลาง กทม. และใต้ โดยมีองค์กรต่างๆ เข้าร่วมถึง 136 องค์กร จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลที่ทำลายฐานทรัพยากรของประเทศและขัดแย้งกับทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่ทางเครือข่ายเห็นว่าส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยในการยื่นหนังสือต่อรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ทางเครือข่ายฯ ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาเสนอให้รัฐบาลและสาธารณชนได้รับทราบด้วย

จากข้อมูลที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีโครงการที่เกิดจากนโยบายภาครัฐจำนวนไม่น้อยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งที่โครงการเหล่านี้ล้วนผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสุดฉาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี อย่าง “โครงการเขื่อนปากมูล” ของ กฟผ. ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก และ กฟผ.รับมาดำเนินการ ปี 2522 โดยเป็นการสร้างเขื่อนใน จ.อุบลราชธานี กั้นแม่น้ำมูล เพื่อรองรับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ผลกระทบจากโครงการประการแรกคือ ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐาน โดยในปี 2522 มีการโยกย้ายที่อยู่ของประชากรถึง 4,000 หลังคาเรือน ทำให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างหนัก จึงได้ชะลอโครงการไว้ถึง 6 ปี

ต่อมาในปี 2528 กฟผ.ได้ย้ายเขื่อนออกไปจากจุดเดิมและลดระดับการกักเก็บน้ำลง จากการสำรวจในปี 2532 พบว่ามีประชากรได้รับผลกระทบรวม 903 ราย เป็นผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือนรวม 248 หลังคาเรือน

ที่สำคัญโครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเรื่องผลกระทบต่อการทำประมงในแม่น้ำมูล เนื่องจากตัวเขื่อนขวางการเดินทางของปลาในฤดูวางไข่ เพราะตั้งปิดประตูเขื่อนไม่เช่นนั้นไม่สามารถให้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างพอเพียง ต่อมาได้แก้ไขคือ เปิดประตูเขื่อน “สุดบาน” ปีละ 4 เดือนในฤดูปลาวางไข่ และในปี 2550 รัฐบาลมีมติให้รักษาระดับน้ำในแม่น้ำมูลไว้ที่ 106-108 เมตร จึงต้องปิดประตูเขื่อน ส่งผลให้ชาวบ้านประท้วงกดดัน สุดท้าย ครม.จึงต้องพิจารณาเปิดเขื่อนปากมูล

อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินเป็นค่าเวนคืนมากกว่า 1,500 ล้านบาท รวมทั้งชดเชยค่าสูญเสียรายได้จากการประมงอีกกว่า 500 ล้านบาท แต่ก็ยังมีปัญหาการจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวบ้านไม่ครบถ้วน

ส่วนโครงการเจ้าปัญหาที่กลายเป็นตำนานแห่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่าง “โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” จ.ลำปาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อให้เกิดมลภาวะจากสารพิษ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือกำมะถัน ที่ส่งผลกระทบต่อคน พืช และสัตว์เลี้ยงอย่างรุนแรง

โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีผู้ป่วยอันเนื่องมาจากสารพิษจากโครงการดังกล่าวถึง 1,257 ราย โดยเป็นผู้ป่วยนอก 1,222 ราย และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบ จำนวนถึง 497 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง และศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องให้ กฟผ.ทำตามกฎหมาย และขอให้เยียวยาความเสียหายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ฟ้องคดีที่ป่วยและเสียชีวิตไประหว่างต่อสู้คดีถึง 20 ราย ขณะที่ผู้ป่วยอีก 346 รายที่ยื่นฟ้องแต่ไม่ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและไม่มีใบรับรองแพทย์ ส่งผลให้ศาลไม่รับฟ้อง ทำให้เหลือผู้ฟ้องคดี 131 ราย

คดีดังกล่าวมีการต่อสู้คดีในชั้นศาลยาวนานถึง 12 ปี ท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กฝผ. จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายรวม 25 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี โดยผู้ที่ได้รับค่าชดเชยต่ำสุด ได้รายละ 10,000 บาท ได้สูงสุดรายละ 240,000 บาท ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะคุ้มกับความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่เป็นผลจากมลพิษจากโรงไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหนาสาหัสก็คือ “วิกฤตน้ำมันรั่วที่ จ.ระยอง” ซึ่งมีน้ำมันดิบถึง 50,000 ลิตร รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท พีทีที โกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในเครือ ปตท. เมื่อเดือน ก.ค. 2556 ทำให้ชายฝั่งเกาะเสม็ด รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของ จ.ระยอง ถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณปรอทเกินค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า มีโลหะหนักและสารพิษต่าง ๆ ปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก วิกฤตการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง มีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก เกิดปะการังฟอกขาวปกคลุม 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่แล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ทั้งธุรกิจประมง อาหารทะเลแช่แข็ง ท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ รวมกว่า 32,422 ราย

อย่างไรก็ตามแม้เวลาจะผ่านไปถึง 4 ปีแล้วสถานการณ์ก็ยังน่าวิตก โดยปริมาณปลาและสัตว์ทะเลยังคงน้อยและลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจในปี 2559 พบว่าปริมาณเคยลดลงถึง 95% ปลาอินทรี ของขึ้นชื่อของ จ.ระยอง ลดลงกว่า 60% จำนวนปูลดลงถึง 40% แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือสัตว์น้ำมีความผิดปกติ เช่น ตาบอด มีเนื้องอก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ขณะที่มาตรการเยียวยาของ PTTGC กลับเป็นไปแบบเสียมิได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับเงินเยียวยาเพียงรายละ 6,000 บาท จากที่บริษัทรับปากว่าจะให้เยียวยา 7,500 บาท

โครงการสัมปทานเหมืองแร่และเหมืองทองคำ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นถือเป็นประเด็นปัญหาล่าสุดที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน จนนำไปสู่คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยใช้ ม.44 สั่งปิดเหมืองทองชาตรี ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 พร้อมด้วยคำสั่งยุติการทำเหมืองทองทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ โดยให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำและประทานบัตร ทำเหมืองแร่ทองคำรวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย ซึ่งจะมีผลให้บริษัทเอกชนที่ยื่นคำขออนุญาตทั้ง 2 กรณีดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ถูกปฏิเสธคำขออนุญาตทั้งหมด แบ่งเป็นคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ 12 บริษัท จำนวน 177 แปลงในพื้นที่ 10 จังหวัด และคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ 107 แปลง อยู่ที่ จ.เลย เป็นคำขอของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ส่วนคำขอต่ออายุประทานบัตรมีแปลงเดียวคือของบริษัทอัคราฯ เนื่องจากเห็นว่าการทำเหมืองแต่ละแห่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุภาพของประชาชน

จากข้อมูลดังกล่าวพบว่าการทำเหมืองนั้นก่อให้เกิดมลพิษที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศและตกลงสู่แหล่งน้ำ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับสารพิษ สำหรับกรณีเหมืองทองอัครานั้น ประชาชนในพื้นที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ว่า ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง มีสารตกค้างอันตรายเกินกว่ามาตรฐานปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม และนำมาซึ่งการเจ็บป่วยของชาวบ้าน โดยข้อเท็จจริงในประเด็นนี้นั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้เข้าไปเก็บตัวอย่างทางชีวภาพเพื่อตรวจหาปริมาณสารหนูและแมงกานีสมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2557 จากจำนวนตัวอย่าง 732 ราย ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบสารหนู-แมงกานีสเกินค่าอ้างอิง 394 ราย และมีประชาชนได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง 8,449 คน

นายประสิทธิ์ชัย บอกด้วยว่ากรณีปัญหาดังกล่าวนั้น เนื่องจากจุดอ่อนสำคัญในการทำ EIA และ EHIA ของไทยคือ ผู้ว่าจ้างให้ทำ EIA และ EHIA คือเจ้าของโครงการ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องพยายามให้ผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมผ่าน ขณะที่บริษัทที่รับจ้างทำการศึกษาก็ต้องการเงินจากเจ้าของโครงการ ถ้าผลการศึกษาไม่ผ่านเจ้าของโครงการก็ไม่จ่ายเงิน ดังนั้นบริษัทที่รับจ้างก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผลการศึกษาผ่าน จึงมีการมั่วข้อมูล อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ใส่ไว้ในรายงาน

“การทำ EIA และ EHIA ของไทยจึงเป็นแค่ใบเบิกทางให้สามารถดำเนินโครงการได้เท่านั้น จึงไม่แปลกที่โครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ส่วนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่นี้ แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎหมายเดิม อีกทั้งยังมีมาตรา 53 วรรค 4 ที่เปิดช่องให้สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างที่รอผลพิจารณา EIA และ EHIA ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดไฟเขียวให้เดินหน้าทำโครงการทั้งที่ยังไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม”

นายประสิทธิชัย ย้ำว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ถือว่าเลวร้ายกว่ากฎหมายเดิมซึ่งมีช่องโหว่อยู่แล้ว หากปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยไม่มีการแก้ไขในประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายฯเสนอไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าความสูญเสียจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ประชาชนจะได้รับในอนาคตข้างหน้าจะมากมายและร้ายกาจกว่าที่เคยเกิดขึ้นจากโครงการที่ผ่านๆ มาขนาดไหน ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องชุมนุมยืดเยื้อก็จะปักหลักสู้กันถึงที่สุด!

ก.อุตฯชี้ ม.44 จัดผังเมืองรวม EEC ไม่เกี่ยวถมทะเล-ทำลายสิ่งแวดล้อม


เลขาธิการ กรศ. แจง ‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม.44 เร่งวางผังเมืองรวม 3 จังหวัด ‘ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง’ ในเขต EEC ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการถมทะเลในโครงการมาบตาพุดเฟส 3 ชี้เพื่อให้การจัดทำผังเมืองออกมาได้รวดเร็วภายในปี 2561 หวังดึงนักลงทุนลงพื้นที่ หลังการกำหนดเขตอุตสาหกรรมมีความชัดเจน มั่นใจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ไม่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแน่นอน

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 47/60 ให้ใช้มาตรา 44 เรื่อง “ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) "โดยจัดให้มีการวางผังเมืองและพัฒนาเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งทำให้ถูกตีความไปว่าเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อผลักดันการดำเนินโครงการ EEC โดยไม่สนใจข้อกำหนดด้านผังเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ดี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าเป็นเช่นไร

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.)

ดร.คณิศ บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริงการนำมาตรา 44 มาใช้ในครั้งนี้ก็เพื่อให้การดำเนินการในการวางผังเมืองรวมของ 3 จังหวัด ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อันได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามักติดปัญหาว่าแต่ละจังหวัดมีผังเมืองของตัวเอง ระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัดจึงแตกต่างกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจุดที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดทำผังเมืองรวมของทั้ง 3 จังหวัด เพื่อให้กฎระเบียบต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมาการวางผังเมืองรวมเป็นไปด้วยความล่าช้ารัฐบาลจึงต้องนำมาตรา 44 มาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้

ทั้งนี้ กระบวนการจัดทำผังเมืองใน EEC จะกำหนดกระบวนการใหม่ ไม่ใช่ 18 ขั้นตอนเดิมที่มี โดยได้เริ่มทำการศึกษาพื้นที่ จากนั้นเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) รับทราบและเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ผังเมืองใหม่ในเดือน พ.ค. 2561 จากเดิมที่คาดว่าการทำผังเมืองรวมจะแล้วเสร็จเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งจะส่งผลให้การใช้พื้นที่ใน EEC สามารถกำหนดเขตการลงทุนที่ชัดเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ทันทีที่ผังเมืองแล้วเสร็จ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีก 1 ปี ในการร่างกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ขึ้นมาบังคับใช้ แต่การมีผังเมืองรวมที่ชัดเจนจะทำให้นักธุรกิจสามารถตัดสินใจเข้ามาลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ง่ายขึ้น

“เหตุที่รัฐบาลนำมาตรา 44 มาใช้ในการวางผังเมืองรวมเกิดจากทางเจ้าหน้าที่ผังเมืองมาคุยกับเราถึงปัญหาความล่าช้าในการวางผังเมือง ซึ่งปกติต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน แต่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระบบขนส่งของ 3 จังหวัดเข้าด้วยกัน เช่น รถไฟรางคู่ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า จึงต้องดำเนินการให้การวางผังเมืองรวมเป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น แต่บังเอิญว่าช่วงที่มีการออกคำสั่งเรื่องนี้ตรงกับช่วงพระราชพิธีฯ พอดี รัฐบาลจึงไม่มีโอกาสชี้แจง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น”

ดร.คณิศ ยืนยันว่าการทำผังเมืองรวมเพื่อรองรับ EEC นั้นไม่เกี่ยวข้องกับการถมทะเล เนื่องจากโครงการ EEC นั้นเป็นการทำอุตสาหกรรมในพื้นที่สีม่วงสำหรับภาคอุตสาหกรรม 12,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งของเอกชนและในนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งผังเมืองใหม่ในอนาคตจะสามารถขยายพื้นที่รองรับภาคอุตสาหกรรมไปด้วย โดยจะใช้พื้นที่อีกไม่เกิน 50,000 ไร่เท่านั้น ซึ่งจะเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะเข้ามาดูด้วย

นอกจากนั้นการทำผังเมืองรวมยังไม่เกี่ยวข้องกับการทำอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด เนื่องจากโครงการ EEC นั้นเป็นการดำเนินการใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด อันได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 6. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม 7. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 8. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9. อุตสาหกรรมดิจิตอล 10. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ดร.คณิศ ย้ำว่า ในเรื่องของการถมทะเลไม่เกี่ยวกับการวางผังเมือง เพราะแต่เดิมโครงการมาบตาพุด เฟส 3 จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือเพิ่มอยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวกับโครงการ EEC และอยากจะให้ทำความเข้าใจด้วยว่ามาบตาพุดกับโครงการ EEC เป็นคนละส่วนกัน เพียงแต่มีบางจุดที่เชื่อมกันเท่านั้น คือการวางระบบรถไฟรางคู่เข้าไปใกล้ท่าเรือเนื่องเพราะสินค้าจากมาบตาพุดบางส่วนเป็นสินค้าอันตราย ไม่ปลอดภัยที่จะขนส่งทางรถยนต์ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมในโครงการมาบตาพุดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี ขณะที่ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมในโครงการ EEC ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด ส่วนปัญหาที่มาบตาพุดจะเป็นการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กรศ. ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าหากต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2575 ประชากรไทยจะต้องมีรายได้มากกว่า 12,746 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ปัจจุบันประชากรไทยมีรายได้เพียง 5,410 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปีเท่านั้น นั่นหมายถึง ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุนขยายตัวร้อยละ 10 ต่อปี และมี GDP ขยายตัวร้อยละ 6 ต่อปี อย่างต่อเนื่องในอีก 17 ปีข้างหน้า

ดร.คณิศ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวถึงร้อยละ 5 ต่อปี จากเดิมที่เติบโตแค่ร้อยละ 2-3 ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วคงอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

ถึงชะอำ..ขยะทะเลจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยหาดยาวกว่า 4กม.


เพชรบุรี - พบอีก...ขยะจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ตลอด ระยะทางกว่า 4 กม.หลังวานนี้ขยะจำนวนมากได้ถูกคลื่นซัดเกยชายหาด ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้านผู้ประกอบการเตียงผ้าใบ เร่งช่วยกัดเก็บกวาด เพื่อให้สภาพภูมิทัศน์สวยงามดังเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 31 ต.ค.) บริเวณชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี มีขยะทะเลจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยชายหาดตลอดแนวร่วมระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุคลื่นลมแรงพัดขยะจำนวนมากเกยชายหาดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปก่อนหน้า

จากการตรวจสอบพบว่า ขยะส่วนใหญ่เป็นเศษพลาสติก สิ่งของเหลือใช้ในครัวเรือน และวัสดุจากการเกษตร โดยคาดว่าขยะทั้งหมดถูกพัดมาจาก จ.ประจวบฯและบางจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก

เบื้องต้น ผู้ประกอบการเตียงผ้าใบชายหาดชะอำ ได้นำอุปกรณ์เข้าเก็บกวาดขยะทะเลบริเวณหน้าหาดตลอดทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร พร้อมเผยว่าช่วงนี้เป็นช่วงลมแรงและเป็นช่วงมรสุมที่ผัดผ่านเข้ามายังชายหาดชะอำทุกปี แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนที่ชายหาดหัวหิน จนขั้นต้องปักธงแดงเตือนนักท่องเที่ยว ซึ่งผู้ประกอบการเตียงผ้าใบได้ช่วยกันเก็บกวาดขยะ เพื่อให้สภาพภูมิทัศน์กลับมาสวยงามดังเดิมและเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงลอยกระทงนี้ 

สำหรับ ชายหาดชะอำ คลื่นลมไม่แรงมากนัก ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ยังสามารถลงเล่นน้ำได้ตามปกติ โดยจะมีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชะอำ ดูแลความปลอดภัย

กฟผ.ยันรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ดำเนินตามกฎหมายทุกขั้นตอนเคร่งครัด

 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กฟผ.ยืนยันรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ดำเนินตามกฎหมายทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด มีความโปร่งใส และเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้ง คชก.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จึงให้ความเห็นชอบ

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และองค์กรเครือข่าย ร่วมกันแถลงการณ์คัดค้านการเดินหน้าสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น

กฟผ.ขอชี้แจงว่า รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในทุกสาขาวิชาเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดให้ผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ส่งข้อคิดเห็น ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะมาให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นำไปใช้ประกอบการพิจารณาได้ตลอด อีกทั้งมีการเชิญผู้แทนเครือข่ายผู้คัดค้านเข้าร่วมชี้แจงข้อห่วงกังวล และข้อเท็จจริงต่อ คชก.ด้วย

ทั้งนี้ รายงาน EHIA ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาของ คชก.อย่างเข้มงวด โดยได้มีข้อสังเกต และข้อแนะนำให้ชี้แจงเพิ่มเติมรวม 6 ครั้ง คือ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 พิจารณารายงานฉบับสมบูรณ์ วันที่ 1 และ 8 กันยายน 2559 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 วันที่ 18 มกราคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 และวันที่ 17 สิงหาคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 4 และใช้ระยะเวลาในการพิจารณารายงานฯ ประมาณ 1 ปี 10 เดือน

การจัดทำ EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้เปิดให้ประชาชน และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีสวนร่วมในกระบวนการจัดทำ EHIA ตั้งแต่ต้น นอกจากนั้น ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้ง จะมีทั้งผู้แทนของฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยลงทะเบียน และเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นทุกครั้ง ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นให้สาธารณชนรับรู้อย่างเปิดเผย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

อีกทั้งการสื่อสารสาธารณะในปัจจุบันยังเปิดกว้าง ทำให้สาธารณชน และประชาชนผู้สนใจได้รับรู้ และมีการนำข้อมูลไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปิดกว้าง และเป็นช่องทางให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่ปิดกั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

สำหรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วย

1.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขต และแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 3,860 คน

2.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย ในขั้นตอนการประเมิน และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.2) ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 25558 ถึง 5 มิถุนายน 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 708 คน

3.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.3) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 6,498 คน

“กฟผ.ขอยืนยันว่า โครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ประเทศ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส รวมทั้งดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ และเปิดให้ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่” โฆษก กฟผ. กล่าว

โลกกรีนยังลุ้นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ สานต่อสัญญา ‘ปารีส’



สถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย มูลนิธินภามิตร ร่วมกับ หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ จุฬาฯ จัดงานเสวนาสาธารณะ TGWA ครั้งที่ 5 สหรัฐอเมริกาถอนตัวข้อตกลงปารีส ผลกระทบเวทีโลกร้อนและไทยควรมีจุดยืนอย่างไร? วิทยากร โดย ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาฯ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยกรีนพีชเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560 ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา

หลังจากที่ “ทรัมป์” ถอนตัวข้อตกลงปารีส หากจะมีผลในอีก 4 ปี และคาบเกี่ยวกับการหมดวาระผู้นำสหรัฐฯ จึงมีลุ้นในการเปลี่ยนแปลง เผยภาพรวมการลดก๊าซทั่วโลกยังไม่กระทบ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยในเวทีเสวนา “สหรัฐอเมริกาถอนตัวข้อตกลงปารีส ผลกระทบเวทีโลกร้อนและไทยควรมีจุดยืนอย่างไร” เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ของโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะยังไม่มีผลอย่างเป็นทางการ จนกว่าจะถึงเดือน พ.ย.2563 ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายทรัมป์จะสิ้นสุดลงก่อน จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการขอถอนตัวออกจากความตกลงปารีสตามข้อ 28 นั้น ได้กำหนดไว้ว่าหลังจากลงนามไปแล้ว 3 ปี ประเทศสมาชิกจึงจะสามารถยื่นเอกสารขอถอนตัวอย่างเป็นทางการได้ และภายหลังการยื่นแล้วก็ยังจะต้องรออีก 1 ปี เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา จึงจะออกจากข้อตกลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนคนใหม่ก็อาจมีความคาดหวังที่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงทิศทางกลับมาร่วมกับประชาคมโลกได้ด้วยเช่นกัน

ดร.พิรุณ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะถือว่าอเมริกายังไม่ได้ออกจากความตกลง และยังคงต้องส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (NDC) เช่นเดิม แต่เมื่อตั้งใจออกแล้วก็อาจตัดความช่วยเหลือด้านงบประมาณให้กับองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอิทธิพล และในมุมมองของนักวิชาการได้มีการมองว่าอาจมีผล เช่น ความมุ่งมั่นของประเทศจีนจากเดิมที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากก็อาจทำช้าลง ขณะที่งานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับพลังงานสะอาดในประเทศอินเดียก็อาจหยุดลง เพราะโดยส่วนใหญ่มีอเมริกาเป็นผู้สนับสนุน

อย่างไรก็ตาม สถานภาพล่าสุดของความตกลงปารีส ปัจจุบันมีทั้งหมด 159 ประเทศเข้าร่วม รวมจำนวนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 86% ของทั้งโลก หากอเมริกาถอนตัวก็จะเหลือ 63% ซึ่งก็ยังอยู่ในข้อกำหนดของความตกลงปารีสที่จะต้องรวบรวมการปล่อยให้ได้เกิน 55% จึงไม่มีผลต่อความตกลง

ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เขตการปกครองในอเมริกาที่มีอิสระในการตั้งเป้าหมายของตัวเอง ก็ได้ทำให้มี 13 รัฐ และอีก 1 ดินแดนยังคงมุ่งมันที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งรวมแล้วมีบทบาทในการปล่อยก๊าซกว่า 20% ของประเทศ ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก ทั้งในการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (UNFCCC) หรือการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G7) ที่ผ่านมา ล้วนมีทิศทางเดินหน้าอย่างเต็มที่ และจะยังไม่มีการเจรจาใหม่อย่างแน่นอน

สำหรับประเทศไทย สผ.ในฐานะหน่วยประสานงานกลาง มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ

1.จัดทำกรอบท่าทีการเจรจาของประเทศ โดยรวบรวมความเห็นจากทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ประเทศ

2.จัดทำนโยบายและแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มองระยะยาวจนถึงปี 2593

3.จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ว่าแต่ละปีมีการปล่อยจำนวนเท่าไร ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการส่งข้อมูลกิจกรรมเข้าระบบ

4.การเข้าถึงกลไกการสนับสนุนจากต่างประเทศ

“ในส่วนของประเทศไทยจะยังคงดำเนินการตามเป้าหมาย โดยไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวและถูกจัดให้อยู่ 1 ใน 10 ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากโลกร้อนมากที่สุด ซึ่งภาพรวมการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเกิดจากทุกคนร่วมกัน หากมองเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหรือประเทศใดอย่างเดียว ปัญหาคงไม่สามารถแก้ได้” ดร.พิรุณ กล่าว

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช


ธารา บัวคำศรี

ขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จากรายงานการศึกษาของ Oil Change International ได้ระบุว่าการที่จะควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส พลังงานฟอสซิลที่มีจะไม่สามารถขุดขึ้นมาเพิ่มได้อีก เพราะพรมแดนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ความหวังเดียวขณะนี้จึงเป็นการลดและจัดการกับการใช้พลังงานฟอสซิลที่มีอยู่เดิมให้หมดไป

จากการคำนวณแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน พบว่าก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณ 942 กิกะตัน ซึ่งหากต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส จะต้องลดการปล่อยให้เหลือ 800 กิกะตัน แต่หากจะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ก็จะต้องลดการปล่อยลงเหลือ 353 กิกะตัน

“เราต้องเก็บเชื้อเพลิงฟอสซิลทิ้งไว้ใต้ดินทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดการใช้ในปัจจุบันทันทีทันใด เรายังมีเวลาหยุดและควบคุมไม่ให้เพิ่มไปมากกว่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องหยุดการพิจารณา หยุดนโยบายการขยายการขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียม หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังไม่ได้มีการสำรวจ ซึ่งกรีนพีซก็กำลังมีการดำเนินงานเพื่อป้องกันขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในระดับโลกด้วยเช่นกัน”
 ธารา กล่าวในที่สุด 

by ThaiWebExpert