MGR Online

จี้ ' บิ๊กตู่ ' รื้อ กม.สิ่งแวดล้อมจัดการมลพิษ พบต้นตอ 'เอกชน-นักวิจัย ' ปั้น ' EIA 'ลวงโลก



เครือข่ายภาคประชาชนฯ เคลื่อนถึงทำเนียบ เตรียมนัดชุมนุมใหญ่ ปักหลักยืดเยื้อ จี้รัฐบาลตั้งกรรมการร่วมเพื่อแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ก่อนเสนอเข้า สนช. ชี้เกณฑ์จัดทำ EIA และ EHIA แบบเก่า คือต้นตอปัญหา เหตุเจ้าของโครงการสามารถบีบให้ปั้นข้อมูลเท็จ หวั่น กม.ใหม่เลวร้ายกว่าเดิม เปิดช่องเดินหน้าโครงการโดยไม่ผ่านการศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” เดินหน้ากดดันรัฐบาล คสช. ให้ดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ซึ่งเพิ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560 โดยได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 พ.ย.นี้ เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยทางเครือข่ายฯ จะนัดชุมนุมใหญ่และเดินทางปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลจนกว่าจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจ


นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า กลุ่มเครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ระบบของการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการประเมินระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment - SEA) ที่เป็นการประเมินด้านศักยภาพและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้เห็นความเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายของการพัฒนา หากว่าสอดคล้องจึงค่อยจัดทำ EIA (การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม) หรือ EHIA (การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) หากไม่สอดคล้องต้องไม่ดำเนินโครงการนั้น 2.ควรตัดมาตรา 53 วรรค 4 ออกจากร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมฯ ซึ่งเป็นการนำคำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 มาบัญญัติไว้ ในกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างรอผลพิจารณาอีไอเอนั้น และ 3.องค์การบริหารจัดการระบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรแยกเป็นหน่วยงานอิสระ หรือหน่วยงานกลาง

ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อแก้ไขขัดเกลาถ้อยคำเสร็จก็จะส่งคืนมายังคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเข้าสู่การพิจารณาของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต่อไป ซึ่งทางเครือข่ายฯ เห็นว่าเพื่อให้การร่างกฎหมายเป็นไปด้วยความรอบคอบและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประชาน รัฐบาลจึงควรระงับร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ก่อนและตั้งกรรมการร่วมระหว่างรัฐและเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ก่อนที่จะส่งให้ สนช.พิจารณาต่อไป

ทั้งนี้เครือข่ายภาคประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากการรวมตัวของประชาชนทั้ง 6 ภาค คือ เหนือ อีสาน ตะวันออก กลาง กทม. และใต้ โดยมีองค์กรต่างๆ เข้าร่วมถึง 136 องค์กร จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับนโยบายของรัฐบาลที่ทำลายฐานทรัพยากรของประเทศและขัดแย้งกับทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ ซึ่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ก็เป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่ทางเครือข่ายเห็นว่าส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน โดยในการยื่นหนังสือต่อรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ย.นี้ ทางเครือข่ายฯ ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาเสนอให้รัฐบาลและสาธารณชนได้รับทราบด้วย

จากข้อมูลที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีโครงการที่เกิดจากนโยบายภาครัฐจำนวนไม่น้อยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งที่โครงการเหล่านี้ล้วนผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น โครงการสุดฉาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี อย่าง “โครงการเขื่อนปากมูล” ของ กฟผ. ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก และ กฟผ.รับมาดำเนินการ ปี 2522 โดยเป็นการสร้างเขื่อนใน จ.อุบลราชธานี กั้นแม่น้ำมูล เพื่อรองรับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ผลกระทบจากโครงการประการแรกคือ ทำให้ชาวบ้านต้องย้ายถิ่นฐาน โดยในปี 2522 มีการโยกย้ายที่อยู่ของประชากรถึง 4,000 หลังคาเรือน ทำให้เกิดกระแสคัดค้านอย่างหนัก จึงได้ชะลอโครงการไว้ถึง 6 ปี

ต่อมาในปี 2528 กฟผ.ได้ย้ายเขื่อนออกไปจากจุดเดิมและลดระดับการกักเก็บน้ำลง จากการสำรวจในปี 2532 พบว่ามีประชากรได้รับผลกระทบรวม 903 ราย เป็นผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือนรวม 248 หลังคาเรือน

ที่สำคัญโครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเรื่องผลกระทบต่อการทำประมงในแม่น้ำมูล เนื่องจากตัวเขื่อนขวางการเดินทางของปลาในฤดูวางไข่ เพราะตั้งปิดประตูเขื่อนไม่เช่นนั้นไม่สามารถให้กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างพอเพียง ต่อมาได้แก้ไขคือ เปิดประตูเขื่อน “สุดบาน” ปีละ 4 เดือนในฤดูปลาวางไข่ และในปี 2550 รัฐบาลมีมติให้รักษาระดับน้ำในแม่น้ำมูลไว้ที่ 106-108 เมตร จึงต้องปิดประตูเขื่อน ส่งผลให้ชาวบ้านประท้วงกดดัน สุดท้าย ครม.จึงต้องพิจารณาเปิดเขื่อนปากมูล

อย่างไรก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินเป็นค่าเวนคืนมากกว่า 1,500 ล้านบาท รวมทั้งชดเชยค่าสูญเสียรายได้จากการประมงอีกกว่า 500 ล้านบาท แต่ก็ยังมีปัญหาการจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวบ้านไม่ครบถ้วน

ส่วนโครงการเจ้าปัญหาที่กลายเป็นตำนานแห่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อย่าง “โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ” จ.ลำปาง ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อให้เกิดมลภาวะจากสารพิษ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือกำมะถัน ที่ส่งผลกระทบต่อคน พืช และสัตว์เลี้ยงอย่างรุนแรง

โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีผู้ป่วยอันเนื่องมาจากสารพิษจากโครงการดังกล่าวถึง 1,257 ราย โดยเป็นผู้ป่วยนอก 1,222 ราย และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 35 ราย ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบ จำนวนถึง 497 ราย ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง และศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องให้ กฟผ.ทำตามกฎหมาย และขอให้เยียวยาความเสียหายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้ฟ้องคดีที่ป่วยและเสียชีวิตไประหว่างต่อสู้คดีถึง 20 ราย ขณะที่ผู้ป่วยอีก 346 รายที่ยื่นฟ้องแต่ไม่ได้เข้ารับการตรวจร่างกายและไม่มีใบรับรองแพทย์ ส่งผลให้ศาลไม่รับฟ้อง ทำให้เหลือผู้ฟ้องคดี 131 ราย

คดีดังกล่าวมีการต่อสู้คดีในชั้นศาลยาวนานถึง 12 ปี ท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ กฝผ. จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายรวม 25 ล้านบาท ไม่รวมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี โดยผู้ที่ได้รับค่าชดเชยต่ำสุด ได้รายละ 10,000 บาท ได้สูงสุดรายละ 240,000 บาท ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะคุ้มกับความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่เป็นผลจากมลพิษจากโรงไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหนาสาหัสก็คือ “วิกฤตน้ำมันรั่วที่ จ.ระยอง” ซึ่งมีน้ำมันดิบถึง 50,000 ลิตร รั่วไหลจากเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท พีทีที โกบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในเครือ ปตท. เมื่อเดือน ก.ค. 2556 ทำให้ชายฝั่งเกาะเสม็ด รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของ จ.ระยอง ถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้มีปริมาณปรอทเกินค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า มีโลหะหนักและสารพิษต่าง ๆ ปนเปื้อนเป็นจำนวนมาก วิกฤตการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง มีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก เกิดปะการังฟอกขาวปกคลุม 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่แล้ว ยังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างมหาศาล ทั้งธุรกิจประมง อาหารทะเลแช่แข็ง ท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ รวมกว่า 32,422 ราย

อย่างไรก็ตามแม้เวลาจะผ่านไปถึง 4 ปีแล้วสถานการณ์ก็ยังน่าวิตก โดยปริมาณปลาและสัตว์ทะเลยังคงน้อยและลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจในปี 2559 พบว่าปริมาณเคยลดลงถึง 95% ปลาอินทรี ของขึ้นชื่อของ จ.ระยอง ลดลงกว่า 60% จำนวนปูลดลงถึง 40% แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือสัตว์น้ำมีความผิดปกติ เช่น ตาบอด มีเนื้องอก ซึ่งความเสียหายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ ขณะที่มาตรการเยียวยาของ PTTGC กลับเป็นไปแบบเสียมิได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้รับเงินเยียวยาเพียงรายละ 6,000 บาท จากที่บริษัทรับปากว่าจะให้เยียวยา 7,500 บาท

โครงการสัมปทานเหมืองแร่และเหมืองทองคำ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นถือเป็นประเด็นปัญหาล่าสุดที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน จนนำไปสู่คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยใช้ ม.44 สั่งปิดเหมืองทองชาตรี ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ซึ่งเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2544 พร้อมด้วยคำสั่งยุติการทำเหมืองทองทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ โดยให้ยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำและประทานบัตร ทำเหมืองแร่ทองคำรวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรด้วย ซึ่งจะมีผลให้บริษัทเอกชนที่ยื่นคำขออนุญาตทั้ง 2 กรณีดังกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ถูกปฏิเสธคำขออนุญาตทั้งหมด แบ่งเป็นคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ 12 บริษัท จำนวน 177 แปลงในพื้นที่ 10 จังหวัด และคำขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ 107 แปลง อยู่ที่ จ.เลย เป็นคำขอของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ส่วนคำขอต่ออายุประทานบัตรมีแปลงเดียวคือของบริษัทอัคราฯ เนื่องจากเห็นว่าการทำเหมืองแต่ละแห่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุภาพของประชาชน

จากข้อมูลดังกล่าวพบว่าการทำเหมืองนั้นก่อให้เกิดมลพิษที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศและตกลงสู่แหล่งน้ำ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับสารพิษ สำหรับกรณีเหมืองทองอัครานั้น ประชาชนในพื้นที่ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ว่า ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง มีสารตกค้างอันตรายเกินกว่ามาตรฐานปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม และนำมาซึ่งการเจ็บป่วยของชาวบ้าน โดยข้อเท็จจริงในประเด็นนี้นั้น กระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้เข้าไปเก็บตัวอย่างทางชีวภาพเพื่อตรวจหาปริมาณสารหนูและแมงกานีสมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2557 จากจำนวนตัวอย่าง 732 ราย ผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบสารหนู-แมงกานีสเกินค่าอ้างอิง 394 ราย และมีประชาชนได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง 8,449 คน

นายประสิทธิ์ชัย บอกด้วยว่ากรณีปัญหาดังกล่าวนั้น เนื่องจากจุดอ่อนสำคัญในการทำ EIA และ EHIA ของไทยคือ ผู้ว่าจ้างให้ทำ EIA และ EHIA คือเจ้าของโครงการ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องพยายามให้ผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมผ่าน ขณะที่บริษัทที่รับจ้างทำการศึกษาก็ต้องการเงินจากเจ้าของโครงการ ถ้าผลการศึกษาไม่ผ่านเจ้าของโครงการก็ไม่จ่ายเงิน ดังนั้นบริษัทที่รับจ้างก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ผลการศึกษาผ่าน จึงมีการมั่วข้อมูล อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ใส่ไว้ในรายงาน

“การทำ EIA และ EHIA ของไทยจึงเป็นแค่ใบเบิกทางให้สามารถดำเนินโครงการได้เท่านั้น จึงไม่แปลกที่โครงการเหล่านี้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ส่วนร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่นี้ แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎหมายเดิม อีกทั้งยังมีมาตรา 53 วรรค 4 ที่เปิดช่องให้สามารถดำเนินโครงการไปก่อนได้ในระหว่างที่รอผลพิจารณา EIA และ EHIA ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดไฟเขียวให้เดินหน้าทำโครงการทั้งที่ยังไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม”

นายประสิทธิชัย ย้ำว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ ถือว่าเลวร้ายกว่ากฎหมายเดิมซึ่งมีช่องโหว่อยู่แล้ว หากปล่อยให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้โดยไม่มีการแก้ไขในประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายฯเสนอไป ก็ไม่ต้องคิดเลยว่าความสูญเสียจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ประชาชนจะได้รับในอนาคตข้างหน้าจะมากมายและร้ายกาจกว่าที่เคยเกิดขึ้นจากโครงการที่ผ่านๆ มาขนาดไหน ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องชุมนุมยืดเยื้อก็จะปักหลักสู้กันถึงที่สุด!

ก.อุตฯชี้ ม.44 จัดผังเมืองรวม EEC ไม่เกี่ยวถมทะเล-ทำลายสิ่งแวดล้อม


เลขาธิการ กรศ. แจง ‘บิ๊กตู่’ ใช้ ม.44 เร่งวางผังเมืองรวม 3 จังหวัด ‘ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง’ ในเขต EEC ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการถมทะเลในโครงการมาบตาพุดเฟส 3 ชี้เพื่อให้การจัดทำผังเมืองออกมาได้รวดเร็วภายในปี 2561 หวังดึงนักลงทุนลงพื้นที่ หลังการกำหนดเขตอุตสาหกรรมมีความชัดเจน มั่นใจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC ไม่ส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแน่นอน

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 47/60 ให้ใช้มาตรา 44 เรื่อง “ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) "โดยจัดให้มีการวางผังเมืองและพัฒนาเมืองในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งทำให้ถูกตีความไปว่าเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อผลักดันการดำเนินโครงการ EEC โดยไม่สนใจข้อกำหนดด้านผังเมือง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ดี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่าเป็นเช่นไร

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.)

ดร.คณิศ บอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริงการนำมาตรา 44 มาใช้ในครั้งนี้ก็เพื่อให้การดำเนินการในการวางผังเมืองรวมของ 3 จังหวัด ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อันได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมามักติดปัญหาว่าแต่ละจังหวัดมีผังเมืองของตัวเอง ระเบียบและข้อกำหนดต่าง ๆ ของแต่ละจังหวัดจึงแตกต่างกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจุดที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดทำผังเมืองรวมของทั้ง 3 จังหวัด เพื่อให้กฎระเบียบต่าง ๆ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ผ่านมาการวางผังเมืองรวมเป็นไปด้วยความล่าช้ารัฐบาลจึงต้องนำมาตรา 44 มาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้

ทั้งนี้ กระบวนการจัดทำผังเมืองใน EEC จะกำหนดกระบวนการใหม่ ไม่ใช่ 18 ขั้นตอนเดิมที่มี โดยได้เริ่มทำการศึกษาพื้นที่ จากนั้นเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) รับทราบและเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประกาศใช้ผังเมืองใหม่ในเดือน พ.ค. 2561 จากเดิมที่คาดว่าการทำผังเมืองรวมจะแล้วเสร็จเดือน ส.ค. 2561 ซึ่งจะส่งผลให้การใช้พื้นที่ใน EEC สามารถกำหนดเขตการลงทุนที่ชัดเจนให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ทันทีที่ผังเมืองแล้วเสร็จ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีก 1 ปี ในการร่างกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ขึ้นมาบังคับใช้ แต่การมีผังเมืองรวมที่ชัดเจนจะทำให้นักธุรกิจสามารถตัดสินใจเข้ามาลงทุนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ง่ายขึ้น

“เหตุที่รัฐบาลนำมาตรา 44 มาใช้ในการวางผังเมืองรวมเกิดจากทางเจ้าหน้าที่ผังเมืองมาคุยกับเราถึงปัญหาความล่าช้าในการวางผังเมือง ซึ่งปกติต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน แต่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกจำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงระบบขนส่งของ 3 จังหวัดเข้าด้วยกัน เช่น รถไฟรางคู่ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า จึงต้องดำเนินการให้การวางผังเมืองรวมเป็นไปด้วยความรวดเร็วขึ้น แต่บังเอิญว่าช่วงที่มีการออกคำสั่งเรื่องนี้ตรงกับช่วงพระราชพิธีฯ พอดี รัฐบาลจึงไม่มีโอกาสชี้แจง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้น”

ดร.คณิศ ยืนยันว่าการทำผังเมืองรวมเพื่อรองรับ EEC นั้นไม่เกี่ยวข้องกับการถมทะเล เนื่องจากโครงการ EEC นั้นเป็นการทำอุตสาหกรรมในพื้นที่สีม่วงสำหรับภาคอุตสาหกรรม 12,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งของเอกชนและในนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งผังเมืองใหม่ในอนาคตจะสามารถขยายพื้นที่รองรับภาคอุตสาหกรรมไปด้วย โดยจะใช้พื้นที่อีกไม่เกิน 50,000 ไร่เท่านั้น ซึ่งจะเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะเข้ามาดูด้วย

นอกจากนั้นการทำผังเมืองรวมยังไม่เกี่ยวข้องกับการทำอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด เนื่องจากโครงการ EEC นั้นเป็นการดำเนินการใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด อันได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ 5. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 6. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม 7. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 8. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 9. อุตสาหกรรมดิจิตอล 10. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ดร.คณิศ ย้ำว่า ในเรื่องของการถมทะเลไม่เกี่ยวกับการวางผังเมือง เพราะแต่เดิมโครงการมาบตาพุด เฟส 3 จะมีการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือเพิ่มอยู่แล้ว จึงไม่เกี่ยวกับโครงการ EEC และอยากจะให้ทำความเข้าใจด้วยว่ามาบตาพุดกับโครงการ EEC เป็นคนละส่วนกัน เพียงแต่มีบางจุดที่เชื่อมกันเท่านั้น คือการวางระบบรถไฟรางคู่เข้าไปใกล้ท่าเรือเนื่องเพราะสินค้าจากมาบตาพุดบางส่วนเป็นสินค้าอันตราย ไม่ปลอดภัยที่จะขนส่งทางรถยนต์ นอกจากนั้นอุตสาหกรรมในโครงการมาบตาพุดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับปิโตรเคมี ขณะที่ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมในโครงการ EEC ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด ส่วนปัญหาที่มาบตาพุดจะเป็นการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กรศ. ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าหากต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี พ.ศ. 2575 ประชากรไทยจะต้องมีรายได้มากกว่า 12,746 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ปัจจุบันประชากรไทยมีรายได้เพียง 5,410 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปีเท่านั้น นั่นหมายถึง ประเทศไทยจะต้องมีการลงทุนขยายตัวร้อยละ 10 ต่อปี และมี GDP ขยายตัวร้อยละ 6 ต่อปี อย่างต่อเนื่องในอีก 17 ปีข้างหน้า

ดร.คณิศ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวถึงร้อยละ 5 ต่อปี จากเดิมที่เติบโตแค่ร้อยละ 2-3 ต่อปีเท่านั้น ดังนั้นเป้าหมายที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วคงอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

ถึงชะอำ..ขยะทะเลจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยหาดยาวกว่า 4กม.


เพชรบุรี - พบอีก...ขยะจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ตลอด ระยะทางกว่า 4 กม.หลังวานนี้ขยะจำนวนมากได้ถูกคลื่นซัดเกยชายหาด ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้านผู้ประกอบการเตียงผ้าใบ เร่งช่วยกัดเก็บกวาด เพื่อให้สภาพภูมิทัศน์สวยงามดังเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 31 ต.ค.) บริเวณชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี มีขยะทะเลจำนวนมากถูกคลื่นซัดเกยชายหาดตลอดแนวร่วมระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุคลื่นลมแรงพัดขยะจำนวนมากเกยชายหาดที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปก่อนหน้า

จากการตรวจสอบพบว่า ขยะส่วนใหญ่เป็นเศษพลาสติก สิ่งของเหลือใช้ในครัวเรือน และวัสดุจากการเกษตร โดยคาดว่าขยะทั้งหมดถูกพัดมาจาก จ.ประจวบฯและบางจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก

เบื้องต้น ผู้ประกอบการเตียงผ้าใบชายหาดชะอำ ได้นำอุปกรณ์เข้าเก็บกวาดขยะทะเลบริเวณหน้าหาดตลอดทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร พร้อมเผยว่าช่วงนี้เป็นช่วงลมแรงและเป็นช่วงมรสุมที่ผัดผ่านเข้ามายังชายหาดชะอำทุกปี แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนที่ชายหาดหัวหิน จนขั้นต้องปักธงแดงเตือนนักท่องเที่ยว ซึ่งผู้ประกอบการเตียงผ้าใบได้ช่วยกันเก็บกวาดขยะ เพื่อให้สภาพภูมิทัศน์กลับมาสวยงามดังเดิมและเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวในช่วงลอยกระทงนี้ 

สำหรับ ชายหาดชะอำ คลื่นลมไม่แรงมากนัก ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ยังสามารถลงเล่นน้ำได้ตามปกติ โดยจะมีเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองชะอำ ดูแลความปลอดภัย

กฟผ.ยันรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ดำเนินตามกฎหมายทุกขั้นตอนเคร่งครัด

 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กฟผ.ยืนยันรายงาน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ดำเนินตามกฎหมายทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด มีความโปร่งใส และเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้ง คชก.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ จึงให้ความเห็นชอบ

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ ในฐานะโฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และองค์กรเครือข่าย ร่วมกันแถลงการณ์คัดค้านการเดินหน้าสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น

กฟผ.ขอชี้แจงว่า รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิในทุกสาขาวิชาเป็นผู้พิจารณาตามขั้นตอน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดให้ผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ส่งข้อคิดเห็น ข้อห่วงกังวล และข้อเสนอแนะมาให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นำไปใช้ประกอบการพิจารณาได้ตลอด อีกทั้งมีการเชิญผู้แทนเครือข่ายผู้คัดค้านเข้าร่วมชี้แจงข้อห่วงกังวล และข้อเท็จจริงต่อ คชก.ด้วย

ทั้งนี้ รายงาน EHIA ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาของ คชก.อย่างเข้มงวด โดยได้มีข้อสังเกต และข้อแนะนำให้ชี้แจงเพิ่มเติมรวม 6 ครั้ง คือ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 พิจารณารายงานฉบับสมบูรณ์ วันที่ 1 และ 8 กันยายน 2559 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 1 วันที่ 18 มกราคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 และวันที่ 17 สิงหาคม 2560 พิจารณารายงานชี้แจงเพิ่มเติม ครั้งที่ 4 และใช้ระยะเวลาในการพิจารณารายงานฯ ประมาณ 1 ปี 10 เดือน

การจัดทำ EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้เปิดให้ประชาชน และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีสวนร่วมในกระบวนการจัดทำ EHIA ตั้งแต่ต้น นอกจากนั้น ในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้ง จะมีทั้งผู้แทนของฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยลงทะเบียน และเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นทุกครั้ง ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นให้สาธารณชนรับรู้อย่างเปิดเผย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

อีกทั้งการสื่อสารสาธารณะในปัจจุบันยังเปิดกว้าง ทำให้สาธารณชน และประชาชนผู้สนใจได้รับรู้ และมีการนำข้อมูลไปเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ และสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในปัจจุบันที่เปิดกว้าง และเป็นช่องทางให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่ปิดกั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

สำหรับกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบด้วย

1.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในการกำหนดขอบเขต และแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.1) เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2557 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 3,860 คน

2.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย ในขั้นตอนการประเมิน และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.2) ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 25558 ถึง 5 มิถุนายน 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 708 คน

3.การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในการทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.3) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 6,498 คน

“กฟผ.ขอยืนยันว่า โครงการโรงไฟฟ้าของ กฟผ. เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ประเทศ และนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยให้มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้ดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส รวมทั้งดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ และเปิดให้ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่” โฆษก กฟผ. กล่าว

โลกกรีนยังลุ้นผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ สานต่อสัญญา ‘ปารีส’



สถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย มูลนิธินภามิตร ร่วมกับ หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ จุฬาฯ จัดงานเสวนาสาธารณะ TGWA ครั้งที่ 5 สหรัฐอเมริกาถอนตัวข้อตกลงปารีส ผลกระทบเวทีโลกร้อนและไทยควรมีจุดยืนอย่างไร? วิทยากร โดย ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาฯ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยกรีนพีชเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักประสานการจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560 ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา

หลังจากที่ “ทรัมป์” ถอนตัวข้อตกลงปารีส หากจะมีผลในอีก 4 ปี และคาบเกี่ยวกับการหมดวาระผู้นำสหรัฐฯ จึงมีลุ้นในการเปลี่ยนแปลง เผยภาพรวมการลดก๊าซทั่วโลกยังไม่กระทบ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดเผยในเวทีเสวนา “สหรัฐอเมริกาถอนตัวข้อตกลงปารีส ผลกระทบเวทีโลกร้อนและไทยควรมีจุดยืนอย่างไร” เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2560 ตอนหนึ่งว่า การประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ของโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะยังไม่มีผลอย่างเป็นทางการ จนกว่าจะถึงเดือน พ.ย.2563 ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนายทรัมป์จะสิ้นสุดลงก่อน จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการขอถอนตัวออกจากความตกลงปารีสตามข้อ 28 นั้น ได้กำหนดไว้ว่าหลังจากลงนามไปแล้ว 3 ปี ประเทศสมาชิกจึงจะสามารถยื่นเอกสารขอถอนตัวอย่างเป็นทางการได้ และภายหลังการยื่นแล้วก็ยังจะต้องรออีก 1 ปี เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณา จึงจะออกจากข้อตกลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนคนใหม่ก็อาจมีความคาดหวังที่อเมริกาจะเปลี่ยนแปลงทิศทางกลับมาร่วมกับประชาคมโลกได้ด้วยเช่นกัน

ดร.พิรุณ กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะถือว่าอเมริกายังไม่ได้ออกจากความตกลง และยังคงต้องส่งเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (NDC) เช่นเดิม แต่เมื่อตั้งใจออกแล้วก็อาจตัดความช่วยเหลือด้านงบประมาณให้กับองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอิทธิพล และในมุมมองของนักวิชาการได้มีการมองว่าอาจมีผล เช่น ความมุ่งมั่นของประเทศจีนจากเดิมที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากก็อาจทำช้าลง ขณะที่งานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับพลังงานสะอาดในประเทศอินเดียก็อาจหยุดลง เพราะโดยส่วนใหญ่มีอเมริกาเป็นผู้สนับสนุน

อย่างไรก็ตาม สถานภาพล่าสุดของความตกลงปารีส ปัจจุบันมีทั้งหมด 159 ประเทศเข้าร่วม รวมจำนวนการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 86% ของทั้งโลก หากอเมริกาถอนตัวก็จะเหลือ 63% ซึ่งก็ยังอยู่ในข้อกำหนดของความตกลงปารีสที่จะต้องรวบรวมการปล่อยให้ได้เกิน 55% จึงไม่มีผลต่อความตกลง

ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เขตการปกครองในอเมริกาที่มีอิสระในการตั้งเป้าหมายของตัวเอง ก็ได้ทำให้มี 13 รัฐ และอีก 1 ดินแดนยังคงมุ่งมันที่จะดำเนินการต่อ ซึ่งรวมแล้วมีบทบาทในการปล่อยก๊าซกว่า 20% ของประเทศ ขณะที่ภาพรวมทั่วโลก ทั้งในการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (UNFCCC) หรือการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G7) ที่ผ่านมา ล้วนมีทิศทางเดินหน้าอย่างเต็มที่ และจะยังไม่มีการเจรจาใหม่อย่างแน่นอน

สำหรับประเทศไทย สผ.ในฐานะหน่วยประสานงานกลาง มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ

1.จัดทำกรอบท่าทีการเจรจาของประเทศ โดยรวบรวมความเห็นจากทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ประเทศ

2.จัดทำนโยบายและแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่มองระยะยาวจนถึงปี 2593

3.จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ว่าแต่ละปีมีการปล่อยจำนวนเท่าไร ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการส่งข้อมูลกิจกรรมเข้าระบบ

4.การเข้าถึงกลไกการสนับสนุนจากต่างประเทศ

“ในส่วนของประเทศไทยจะยังคงดำเนินการตามเป้าหมาย โดยไทยเป็นประเทศที่มีความอ่อนไหวและถูกจัดให้อยู่ 1 ใน 10 ของประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากโลกร้อนมากที่สุด ซึ่งภาพรวมการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเกิดจากทุกคนร่วมกัน หากมองเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหรือประเทศใดอย่างเดียว ปัญหาคงไม่สามารถแก้ได้” ดร.พิรุณ กล่าว

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช


ธารา บัวคำศรี

ขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จากรายงานการศึกษาของ Oil Change International ได้ระบุว่าการที่จะควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส พลังงานฟอสซิลที่มีจะไม่สามารถขุดขึ้นมาเพิ่มได้อีก เพราะพรมแดนของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นสิ้นสุดลงแล้ว ความหวังเดียวขณะนี้จึงเป็นการลดและจัดการกับการใช้พลังงานฟอสซิลที่มีอยู่เดิมให้หมดไป

จากการคำนวณแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราใช้งานอยู่ในปัจจุบัน พบว่าก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นปริมาณ 942 กิกะตัน ซึ่งหากต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส จะต้องลดการปล่อยให้เหลือ 800 กิกะตัน แต่หากจะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ก็จะต้องลดการปล่อยลงเหลือ 353 กิกะตัน

“เราต้องเก็บเชื้อเพลิงฟอสซิลทิ้งไว้ใต้ดินทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดการใช้ในปัจจุบันทันทีทันใด เรายังมีเวลาหยุดและควบคุมไม่ให้เพิ่มไปมากกว่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องหยุดการพิจารณา หยุดนโยบายการขยายการขุดเจาะแหล่งปิโตรเลียม หรือเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังไม่ได้มีการสำรวจ ซึ่งกรีนพีซก็กำลังมีการดำเนินงานเพื่อป้องกันขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในระดับโลกด้วยเช่นกัน”
 ธารา กล่าวในที่สุด 

ADB เตือน กรุงเทพฯ, กว่างโจว , นาโกย่า เสี่ยงน้ำท่วมจากโลกร้อน


ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB ได้เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น อาจทำให้เกิดผลเสียรุนแรงต่อประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเมืองสำคัญหลายแห่งเสี่ยงจะเผชิญภัยน้ำท่วม และขาดแคลนอาหาร

ADB เผยแพร่รายงานที่ชื่อว่า A Region at Risk: The Human Dimensions of Climate Change in Asia and the Pacific โดยระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของเอเชียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 6 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ ถ้าสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ADB เตือนว่าการเก็บเกี่ยวข้าวอาจลดลงถึงร้อยละ 50 ในบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรื่องนี้อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรง

ความสูญเสียจากน้ำท่วมและภัยพิบัติอื่น ๆ ในแต่ละปีอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่าภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปี 2548 และจะมีมูลค่าถึง 52,000 ล้านดอลลาร์

ADB คาดด้วยว่าเมือง 13 จาก 20 แห่งที่จะเผชิญความเสียหายเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากน้ำท่วมนับถึงปี 2593 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น กรุงเทพมหานคร เมืองกว่างโจวทางใต้ของจีน และเมืองนาโกย่าทางตอนกลางของญี่ปุ่น เมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลจึงได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาวะโลกร้อน


ADB เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีที่ระบุไว้ในความตกลงปารีสเพื่อรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มิเช่นนั้นประเทศต่างจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่บ่อยและหนักหน่วงมากขึ้น.


"นาโกย่า" เมืองท่าใหญ่ในภาคกลางของญี่ปุ่นเสี่ยงจะเผชิญน้ำท่วมจากภาวะโลกร้อน

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่
https://www.adb.org/sites/default/files/publication/325251/region-risk-climate-change.pdf  

oBike-mobike ยื่น กทม.ขออนุญาตตั้งเช่า “จักรยานสาธารณะ” แล้ว คาด ก.ค.ได้ข้อสรุป


กทม. ยังไม่อนุญาตให้นำจักรยานมาจอดบนทางเท้า เพื่อให้ประชาชนได้เช่าเป็นพาหนะในการเดินทางระยะสั้น หรือเชื่อมต่อขนส่งมวลชนสาธารณะ อ้างผิด พ.ร.บ. รักษาความสะอาด oBike และ mobike ยอมเก็บรอหารือจนได้ข้อยุติก่อน 

วันนี้ (11 มิ.ย.) จากกรณี บริษัท oBike ให้เช่าจักรยาน ได้มีการนำจักรยานนำมาตั้งบนทางเท้า ทำให้กีดขวางเส้นทางเท้า และยังผิดกฎหมายพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 อีกด้วย ความคืบหน้าล่าสุด ได้มีบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ และบริษัทจากประเทศจีน ได้เข้ามาขอหารือเพื่อนำจักรยานมาตั้งวางบนทางเท้า

นายสุธน อาณากุล ผอ.สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการบริษัทเอกชนประกอบธุรกิจให้เช่าจักรยานเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระยะสั้น โดยนำจักรยานมาตั้งวางบนทางเท้า ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานคร ว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวนำจักรยานมาตั้งวางบนทางเท้า เพื่อให้บริการประชาชน โดยมีการเรียกเก็บค่าเช่า ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากกรุงเทพมหานคร มีประมาณ 4 ราย และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีเอกชน 2 ราย ติดต่อ สจส. เพื่อขอหารือถึงรายละเอียดในการขออนุญาตให้เป็นตามระเบียบราชการ ประกอบด้วย เจ้าของโครงการ “oBike” บริษัทจากสิงคโปร์ และ “mobike” บริษัทจากประเทศจีน คาดว่า ภายในเดือนหน้าจะได้ข้อสรุป

นายสุธน กล่าวอีกว่า ธุรกิจเช่าจักรยานดังกล่าวถือเป็นแนวคิดที่ดีที่จะอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ประชาชนใช้จักรยานมากขึ้น เพียงแต่การดำเนินการทำไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการที่บริษัทต่างประเทศเข้ามาใช้พื้นที่ทางเท้าสาธารณะ หาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ทางเดินเท้าสาธารณะภาครัฐเป็นผู้ดูแลพื้นที่ ทั้งการทำความสะอาด การปรับปรุงทางเท้า เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น จึงต้องมีการหารือกันภายใต้กรอบกฎหมาย และให้เป็นไปตามระเบียบของ กทม. รวมถึงตำแหน่งจอดรถที่เหมาะสม เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เทศกิจแต่ละพื้นที่ยึดจักรยานของภาคเอกชนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตไว้ที่เขตก่อน

ทั้งนี้ ทางเพจเฟซบุ๊ก oBike Thailand ได้ออกมาโพสต์ข้อความแจ้งผู้ที่เคยใช้บริการ ว่า “ขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ ก่อนหน้านี้ เป็นช่วงทดลองการใช้งานจักรยานของ oBike Thailand ซึ่งจากที่เราได้พบปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องเรียกเก็บจักรยานทั้งหมด เพื่อปรับปรุงระบบของเรา ก่อนจะนำกลับมาให้ใช้บริการอีกครั้ง ในเร็วๆ นี้ ค่ะ กรุณาติดตามอัปเดตได้ใน Facebook Page และช่องทางสื่อสารต่างๆ ทาง​ oBike Thailand ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ” 



จีนเก็บขยะ 4 ตัน บนเขาเอเวอเรสต์ สัญลักษณ์แห่งการมาถึงของมนุษย์

 


วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 เจ้าหน้าที่และแรงงานอาสาฯ ได้ปีนขึ้นทางด้านเหนือของเขาเอเวอเรสต์ซึ่งอยู่ในเขตปกครองตนเองทิเบต (ภาพเอพี)

ซินหวา รายงาน (8 พ.ค.) ว่า แรงงานและอาสาสมัคร ได้ขึ้นเก็บขยะทางด้านทิศเหนือของเอเวอเรสต์ ฝั่งจีน โดยในช่วง 5 วันแรกสามารถรวบรวมขยะได้เป็นน้ำหนักถึง 4 ตัน

รายงานข่าวกล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีความหวังที่จะหาวิธีถาวรในการจัดการปัญหาขยะบนเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งอาจจะเป็นการตั้งสถานีจัดการขยะ ไม่ว่าจะเป็นขยะรีไซเคิล และทำลายขยะซึ่งมีตั้งแต่กระป๋อง ถุงพลาสติก เตา เต็นท์ ถังออกซิเจน และอุปกรณ์เดินเขา ปีนเขามากมาย    

ภารกิจการปีนเอเวอเรสต์เพื่อเก็บขยะของเจ้าหน้าที่และแรงงานอาสาครั้งนี้ใช้เวลา 9 วัน ซึ่งเริ่มเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (6 พ.ค.) และพื้นที่เป้าหมายคือบริเวณตั้งแคมป์กิโลเมตรที่ 5.2 -6.5

ทั้งนี้ ภูเขาเอเวอเรสต์มีส่วนที่อยู่ติดกับทั้งประเทศจีนและเนปาล แต่ละปีมีนักปีนเขาและผู้นำทาง ปีนขึ้นจากฝั่งจีนราว 60,000 คน ซึ่งทางฝั่งจีนนี้ จะเรียกเอเวอเรสต์ตามชื่อท้องถิ่นในภาษาทิเบต ว่า Qomolangma (ཇོ་མོ་གླང་མ) และมีชื่อท้องถิ่นในภาษาเนปาล ว่า Sagarmāthā (सगरमाथा)

สำหรับการเก็บขยะทางด้านฝั่งประเทศเนปาลนี้ ก็ได้เริ่มแล้วเช่นกัน โดยเริ่มส่งถุงขยะขนาดใหญ่ไปให้กับบรรดานักปีนเขา เพื่อรวบรวมไว้และใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปขนกลับลงมาจัดการที่ฐาน 

ปักกิ่งห้าม “รถเก่า” 180,000 คันวิ่งก่อมลพิษบนท้องถนนตั้งแต่ต้นปีนี้



รอยเตอร์ - กรุงปักกิ่งสั่งห้ามรถยนต์เก่าที่ก่อมลพิษเข้ามาวิ่งในเมืองแล้วราวๆ 180,000 คันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ โดยเป็นหนึ่งในมาตรการคุมเข้มของสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่พยายามจะลดปัญหาหมอกควันพิษ และการจราจรที่ติดขัดในเมืองหลวงของจีน
      

ตามแผนปฏิบัติการซึ่งประกาศเมื่อปี 2015 ปักกิ่งจะต้องกำจัดรถยนต์เก่าออกจากท้องถนนให้ได้ถึง 1 ล้านคันภายในปี 2013-2017 ซึ่งยังเหลือเป้าหมายอีก 300,000 คันที่จะต้องทำให้สำเร็จภายในปีนี้ 

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของเทศบาลนครปักกิ่งแถลงเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (4 พ.ค.) ว่า เวลานี้กรุงปักกิ่งมีรถยนต์ประมาณ 5.7 ล้านคัน และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นต้นเหตุของหมอกควันพิษก็มาจากไอเสียของรถยนต์เหล่านี้ประมาณ “ครึ่งหนึ่ง” 


เฉิน จี๋หนิง รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมจีน ออกมาเผยเมื่อต้นปีว่า ค่าฝุ่นละอองในกรุงปักกิ่งร้อยละ 31 มีที่มาจากการใช้รถใช้ถนน

ทางการปักกิ่งได้ประกาศมาตรการคุมเข้มเพื่อลดมลพิษในอากาศให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับช่วงปี 2013-2017 หลังจากปัญหาหมอกควันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา

ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในกรุงปักกิ่ง พุ่งแตะระดับ 95 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน 2 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 69.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 เอาไว้ไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

กรุงปักกิ่งตั้งเป้าที่จะลดค่า PM2.5 ให้เหลือไม่เกิน 60 ไมโครกรัมภายในปีนี้ หรือลดลงกว่า 25% จากระดับเมื่อปี 2012


พายุทรายที่ซัดกระหน่ำพื้นที่ตอนเหนือของจีนส่งผลให้เมื่อวานนี้ (4) ค่า PM2.5 พุ่งกระฉูดไปถึง 630 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในบางพื้นที่ของกรุงปักกิ่ง 

น้ำกวงเน่าเริ่มลาม กระทบปลากระชังตายเพิ่มอีกอื้อ

ลำพูน - ทหาร พร้อมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตระเวนดูสภาพน้ำกวง พบดำคล้ำหลายจุด แถมส่งผลกระทบทำปลากระชังเกษตรกรตายเพิ่มเพียบ

วันนี้ (18 เม.ย.) ร.ท.นันท์พิพัชญ์ คำวงค์ปิน รอง ผบ.ร้อย.รส.ที่ 2 (ร.7 พัน.1) พร้อมกำลัง ร่วมกับนายสมชัย ไชยนันท์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านสบทา ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน และนายธีรวัฒน์ ไชยสลี เจ้าพนักงานสาธารณสุขเทศบาลป่าซาง ร่วมกันเก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำกวง บริเวณฝายสบทา เพื่อส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หลังจากเมื่อวานที่ผ่านมาได้เกิดน้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น และมีปลาตายจำนวนมาก

ขณะกำลังตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังริมแม่น้ำกวงว่าปลาที่เลี้ยงไว้ตายเป็นจำนวนมาก คาดว่าเป็นกรณีเดียวกันน้ำกับปลาในลำน้ำกวง

เจ้าหน้าที่จึงได้สำรวจสภาพลำน้ำ 2 จุด คือ ลำน้ำกวง บริเวณสะพานสวนไผ่ ต.ต้นธง อ.เมืองลำพูน ซึ่งน้ำเป็นสีดำคล้ำ มีปลาธรรมชาติลอยตายอยู่ และกระชังปลาของนายสัญญา ลวงระแหง อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 51/1 หมู่ที่ 3 ต.ปากบ่อง อ.ป่าซาง ที่เลี้ยงปลาดุกราว 30,000 ตัว เริ่มมีปลาลอยขึ้นมาตายบางส่วนแล้ว ซึ่งเจ้าของกระชังปลาได้ร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำกวงเน่าเสีย โดยด่วน 



by ThaiWebExpert