สยามรัฐออนไลน์

"ชาวเพชร" ร้องยุติปัญหาโรงไฟฟ้าขยะ



5 มิ.ย.-
ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ฝั่งก.พ.) นายสงวน นาทวัฒน์หัตถพล ผู้อำนวยการ องค์การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ภาค 7 พร้อมด้วยประชาชน ต.ท่าแลง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ขอให้ยุติความขัดแย้งของประชาชนกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะในพื้นที่ ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยนายสงวน กล่าวว่าพื้นที่ ต.ท่าแลง ต้องรองรับขยะของจ.เพชรบุรี ซึ่งมีปริมาณขยะจำนวนมาก เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสร้างโรงไฟฟ้า บริษัท ดับเบิลยูพีจีอี เพชรบุรี จำกัด ได้เข้ามาขออนุญาตสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะ ซึ่งดำเนินการอย่างถูกต้อง แต่มีการปลุกระดมประชาชนจากผู้ที่เสียประโยชน์ขัดขวาง ซึ่งได้ยื่นหนังสือถึงเทศบาลพร้อมระบุถ้าไม่ยุติจะนำมวลชนไปปิดพื้นที่ ผู้เดือดร้อนจากกองขยะประสานให้ตนไกล่เกลี่ยแต่ไม่เป็นผล เกรงว่าความขัดแย้งจะบานปลาย จึงขอให้นายกฯช่วยเหลือ

ขณะที่นายสมพาส กล่าวว่า หลังจากนี้คงต้องสอบถามไปยังพื้นที่ว่าการสร้างโรงงานดังกล่าวดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีการก่อมลพิษหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไข แต่ถ้าทำถูกต้อง ก็ต้องมาหาทางออกร่วมกันให้ดำเนินการต่อไปให้ได้. 

กรมอนามัย ผนึกภาคีเครือข่าย ชวนคนไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คัดแยกขยะลดใช้พลังงาน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรมควบคุมมลพิษ สมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และสภาคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์แห่งประเทศไทย ชักชวน ภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนรณรงค์วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทยผ่านกิจกรรม Big Cleaning Day และ GREEN Building เช่น การคัดแยกขยะ การประหยัดพลังงาน เป็นต้น

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานแถลงข่าว “4 กรกฎาคม วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2560” ว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี “เจ้าฟ้านักพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อม” ที่ทรงพระราชทานพระอนุญาตกำหนดให้วันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี เป็น “วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย” พระองค์ทรงให้ความสำคัญและพัฒนาความรู้ทางด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่วงการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมวลมนุษยชาติ


นายแพทย์วชิระ กล่าวต่อไปว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณะสุข ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการดูแลสุขภาพประชาชนที่มีผลจากสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดสัปดาห์รณรงค์วันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ปี 2560 ระหว่างวันที่ 1-7 กรกฎาคม 2560 เชิญชวนให้ทุกหน่วยงาน ทั้งภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้กิจกรรมต่างๆ อาทิ Big Cleaning Day และ GREEN Building ด้วยการคัดแยกขยะ การประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การดูแลรักษาความสะอาดพื้นที่ให้สะอาด ปลอดภัย สุขอนามัยดี รวมถึงการใช้นวัตกรรมด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญกับการอนามัยสิ่งแวดล้อม ซึ่งการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันดูแลและจัดการสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของประชาชนทุกกลุ่มวัย และมีพลังที่เข้มแข็งพร้อมต่อการก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคงต่อไป


“นอกจากนี้ กรมอนามัยยังได้กำหนดจัดงานวันอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ในหัวข้ออนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ก้าวไกลไปกับไทยแลนด์ 4.0 ในวันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม 2560 ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชันษาครบ 60 ปี ในปี พ.ศ. 2560 และทรงเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนงานอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย อีกทั้งเพื่อส่งเสริมและผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนงานอนามัยสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้าเท่าทันเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ภายในงานมีการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560–2564 พิธีมอบรางวัล “Princess Environmental Health Awards” องค์กรและบุคคลดีเด่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม รางวัลออกแบบสื่อแอนิเมชันในหัวข้องานอนามัยสิ่งแวดล้อม การฟังบรรยายและเสวนาวิชาการ และชมนิทรรศการอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย ก้าวไกลไปกับไทยแลนด์ 4.0” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว 

"แม่แจ่มโมเดล"ทางเลือกชุมชนหนีความเป็นเหยื่อรัฐและนายทุน




เครือข่ายภาคีทั้งภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ชาวบ้าน และหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น ต่อยอดความคิดสร้าง"แม่แจ่มโมเดล"ทางเลือกชุมชนหนีความเป็นเหยื่อรัฐและนายทุน ปลูกพืชผสมผสานหลังไร่ข้าวโพดขยายตัว 8.6 หมื่นไร่ เตรียมจัดกิจกรรมใหญ่

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 นายประพันธ์ พิชิตไพรพนา เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดเผยว่าหลังจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประสบปัญหาเรื่องพืชเชิงเดี่ยวที่สร้างผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศป่าไม้ และสร้างผลกระทบในด้านคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชนนั้น ทางท้องถิ่นได้มีความพยายามหลายครั้งเพื่อฟื้นฟูป่าและรักษาป่าที่เหลืออยู่อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบต่อการประกอบอาชีพของชุมชน จึงเกิดเป็นแนวคิด “แม่แจ่ม โมเดล” ซึ่งได้เริ่มต้นด้วยการสำรวจข้อมูลพื้นที่ และจัดทำแนวเขตที่ดินโครงการต้นแบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอำเภอแม่แจ่ม ที่แล้วเสร็จราวปี 2554 เป็นเกณฑ์ในการกำหนดแนวเขตป่าไม้และที่ดิน และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกินออกจากแนวเขตดังกล่าว ซึ่งสำเร็จด้วยดี ในปีนี้ทางเครือข่ายภาคีทั้งภาคองค์กรพัฒนาเอกชน ชาวบ้าน และหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “รวมพลังพลเมืองเชียงใหม่ : สานพลังคนเมืองแจ่ม ปลูกไม้ สร้างป่า สร้างรายได้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อต่อยอดแนวความคิด “แม่แจ่ม โมเดล”

นายประพันธ์กล่าวว่า จะเร่งวางข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ และที่ดิน ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่แนวกันชนและที่ราบเชิงเขาให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การปลูกป่า เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการป้องกันการบุกรุกป่า ขยายป่าชุมชน และส่งเสริมการปลูกไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อลดแรงกดด้นจากการตัดไม้จากป่าธรรมชาติฯ อย่างชัดเจน

​นายประพันธ์ กล่าวว่า อำเภอแม่แจ่มมีเนื้อที่รวมราว 1.7 ล้านไร่ เป็นอำเภอที่มีพื้นที่ป่าแบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ3 แห่ง และป่าสวนแห่งชาติ 1 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแม่โถ เนื้อที่ราว 2 แสนไร่ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ราว 7.3 หมื่นไร่ อุทยานแห่งชาติออบหลวง 2.6 หมื่นไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม 1.3 ล้านไร่ ซึ่งในป่าสงวนฯ 1.3 ล้านไร่นี้ชาวบ้านใช้เป็นที่ทำกินราว 4.2 แสนไร่ ขณะที่ที่ดินมีโฉนดมีเอกสารสิทธิอื่นๆ นอกเหนือเขตป่ามีแค่ 2.6 หมื่นไร่เท่านั้น จึงบอกได้ว่าส่วนมากชาวบ้านทำกินในที่หลวง ไม่มีเอกสารสิทธิ โดยมีพื้นที่ทำเกษตรแบบวรรณเกษตร หรือสวนผสมผสานเพียง 30 % และมีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากถึง 50% ของพื้นที่ทำกิน ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่าป่าจะหมด จึงต้องเร่งเข้ามาฟื้นฟูด้วยวิธีการจัดการแบบองค์รวม

“ชาวม้ง ชาวปกาเกอะญอที่แม่แจ่ม เนี่ยถ้าให้ไปปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเดียว เราอดตาย เอาใจคนเมือง ทำตามกฎหมายอุทยาน กฎหมายป่าสงวนแบบไม่ทำกินเลย เราก็อดตาย ก็พอดีมีคนมาลงทุนทำพืชเชิงเดี่ยว มีรายได้ดี อย่างข้าวโพดนี้มีโรงงานรองรับ แถมปลูกหน้าฝน เก็บหน้าหนาว แบบนี้ คือ ทางสะดวก แต่แล้วก็กลายเป็นเครื่องมือนายทุน พอรัฐมาเห็นก็จ้องปราบปรามว่าเราทำลายป่า ทำลายเขา แบบนี้ไงเราก็จะมีแต่เสียกับเสีย ดังนั้นเราไม่ควรเป็นเหยื่อของทุน และเป็นเหยื่อของกฎหมายรัฐ จึงต้องหันมาทำสวนแบบผสมผสาน คือ ปลูกไม้รักษาป่าด้วย ปลูกพืชระยะสั้นขายด้วย ปลูกพืชระยะยาวไว้กิน ไว้ใช้ ไว้ขายด้วย โครงการที่จะจัดขึ้นนี้จึงเป็นโครงการที่ช่วยให้ข้อมูล ให้ทางออกและวางข้อตกลงที่รับรู้ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเราเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2549 แล้วค่อยๆมาออกแบบตอนปี 2552-2554 แล้วต่อยอดในปัจจุบัน ที่ต้องวางแผนเช่นนี้เพราะชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน แต่ใช้ที่หลวงแบบนี้ จึงจำเป็นต้องมีเงื่อนไขพิเศษ” นายประพันธ์ กล่าว

เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาฯ กล่าวด้วยว่า 10 ปีที่ผ่านมา ผืนป่าต้นน้ำแม่แจ่มถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่ทำกินมากขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นต้นมา อัตราการขยายตัว ของพื้นที่ทำกินในชผืนป่าต้นน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ.2552-2554 และปี 2557 ผืนป่า สงวนแห่งชาติแม่แจ่ม ถูกแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นจาก 86,304 ไร่ เป็น 105,465 ไร่ในปี 2554 และเป็น 144,880.25 ไร่ในปี 2556 อย่างไรก็ตามแม้การปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น แม้ด้านหนึ่งจะก่อให้เกิดหนี้สิน แต่ก็ยังคงพืชหลักที่ตอบโจทย์ของเกษตรกรกระบวนการผลิตไม่ ซับซ้อน ใช้เวลาสั้น มีการประกันราคา และเกษตรกรเองก็รู้สึกได้เงินเป็นกอบเป็นกำจึงกลายเป็นปัญหา คนรุกป่า ด้วยสภาพปัญหาที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้น วิกฤติปัญหาที่ไร้ทางออก ลำพังการแก้ไขปัญหาแบบต่างคนต่างทำไม่สามารถหยุดยั้งการขยายพื้นที่ทำกิน เกิดการถกถียง แลกเปลี่ยน สร้างการเรียนรู้ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ประชาสังคม ที่จะริเริ่มจากพลังของชุมชน ขยายความร่วมมือในการจัดการและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ยกระดับโมเดลพลิกฟื้นผืนป่าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โมเดลพลัส ยกระดับให้เป็นโมเดล การสร้างการเปลี่ยนแปลงจากพลเมืองท้องถิ่น สานพลังพลเมืองขับเคลื่อนต่อรองทางนโยบายที่เหมาะสม

“ยกตัวอย่างหนึ่งในหลายหมู่บ้านที่ทำแล้วได้ผล คือ บ้านแม่ซา ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม ประชากรมีราว 200 ครัวเรือน จากเดิมปลูกข้าวโพดกันทั่ว มีหนี้สินสูงสุด5แสนบาท ตอนนี้มี 59 ครัวเรือนทำเกษตรผสมผสาน คือ มีไม้ใหญ่ พืชระยะสั้นและพืชเก็บผลผลิตระยะยาว บางคนปลูกผักกะหล่ำ ถั่ว ข้าว ต้นไม้ใหญ่ไว้ในแปลงทำกิน แบบนี้ คือ คุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการวางแผนระยะยาวต่อไปได้สบายๆ” เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาฯ กล่าว

ด้านนายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า แม่แจ่มโมเดล เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนโยบายรัฐที่ใช้กฎหมายในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าล้มเหลว เนื่องจากปล่อยให้ทุน ให้เอกชน ให้บริษัทเข้าไปยึดพื้นที่ แต่ชุมชนได้ลุกขึ้นมาวางแผนและจัดการใหม่ ทำให้อิทธิพลของทุนค่อยๆ ห่างไป แล้วมีอิทธิพลของพื้นที่ขึ้นมาแทน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเพื่อเตรียมระดมความคิดสร้างข้อบัญญัติท้องถิ่น

นายไพสิฐ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 มีหลายหมวดที่เขียนกฎหมายไว้ว่าให้ชุมชนมีอำนาจในการจัดการพื้นที่ จัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า เช่น หมวดสิทธิชุมชน หมวดสิ่งแวดล้อม หมวดการมีส่วนร่วม และหมวดการกระจายอำนาจ แต่การจะทำให้ชุมชนสามารถมีสิทธิในอำนาจนั้นจริงๆ ในทางปฏิบัติบางทีไม่ง่ายเลย เพราะการมองกฎหมายโดยการอ่านเนื้อหา กับการเอากฎหมายมาใช้จริงในสังคมไทยนั้นไม่เหมือนกัน จริงๆแล้วหัวใจของกฎหมาย คือ ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ไม่ใช่การประกาศใช้อำนาจในเนื้อหา

“อย่างเช่นกฎหมายที่ใช้ในการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ หรือป่าสงวนนะครับ การประกาศนั้นในเนื้อหากฎหมาย คือ บอกว่าเขตป่าตรงไหน อนุญาตหรือไม่อนุญาตยังไง และมักจะเขียนว่าถ้ามีคนอยู่ก่อนควรกันส่วนหรือกันพื้นที่ออกไป แสดงว่าชุมชนอยู่มาก่อนให้กันส่วนใช่ไหม แต่ถามว่าพอใช้จริงๆ รัฐจัดการยังไง ที่เห็นคือ รัฐเอาโฉนด เอาเอกสารสิทธิมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ แต่กลับไม่มองเนื้อหาในกฎหมายที่เขียนไว้ หรือบางที่ไม่มีการพิสูจน์ว่าชาวบ้านอยู่มาก่อนตั้งแต่ปีใด หรือไม่รับฟัง แต่เอาหลักฐานมาเป็นตัวชี้วัด เมื่อชาวบ้านสร้างบ้าน หรือทำกินในที่อุทยานฯ ปั๊บ ก็แปลว่าต้องอยู่ในเงื่อนไขอุทยานฯทั้งหมด หรืออาจจะไม่มีสิทธิใดๆ ถ้าอุทยานฯ ไม่อนุญาต” นายไพสิฐ กล่าว

อนึ่ง กิจกรรมรวมพลังพลเมืองเชียงใหม่ สานพลังคนเมืองแจ่ม ปลูกไม้ สร้างป่า สร้างรายได้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 25 มิถุนายน 2560 ณ บ้านแม่ขี้มูกน้อย ตำบลบ้านทับ และที่ว่าการอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เบื้องต้นมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ร่วมปลูกไม้ สร้างป่า สร้างรายได้บ้านแม่ขี้มูกน้อย” อีกทั้งผู้แทนภาคส่วนต่างๆ จากภาครัฐ เอกชน ฯลฯ เข้าร่วมกิจกรรมด้วย รวมทั้งมีเวทีเสวนาที่น่าสนใจหลายส่วน อาทิ เวทีแลกเปลี่ยนเพื่อยกระดับกระบวนการพัฒนาข้อบัญญัติท้องถิ่นภายใต้แนวทาง “แม่แจ่ม โมเดล พลัส” 

ครม.ทุ่ม154ล้านแก้หมอกควันภาคเหนือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ยังมีมติ เห็นชอบแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2560 เพื่อกำหนดให้เป็นนโยบายรัฐบาล และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติต่อไปพร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินรวม 154.3733 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2560 โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สป.ทส.)เป็นหน่วยงานเจ้าของงบประมาณ ขอทำความตกลงในรายละเอียดด้านงบประมาณตามขั้นตอนกับสำนักงบประมาณ (สงป.) ในพื้นที่เป้าหมาย 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก ให้จัดทำแผนการดำเนินงานและรายละเอียดค่าใช้จ่าย และเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ภายใต้แผนงานบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม 

เมืองคอน!น้ำเน่าเสียมหาศาลทะลักต่อเนื่อง

ผู้บริหารท้องถิ่นและผู้นำท้องถิ่นในตำบลนาทราย เมืองนครศรีธรรมราช ร้องขอมาตรการป้องกันน้ำเน่าจากภูเขาขยะหลังแพร่กระจายไปกับมวลน้ำมหาศาลหลายหมู่บ้านส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ภาพจากมุมสูงล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้(8ม.ค.)แสดงให้เห็นถึงน้ำเน่าเสียจำนวนมหาศาลจากภูเขาขยะของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ยังแพร่กระจายไปกับมวลน้ำจำนวนมากศาลโดยมีสีดำคล้ำและไหลกระจายตัวไปยังทุ่งนาทราย และนาเคียน ที่ยังเต็มไปด้วยมวลน้ำท่วมสูง นอกจากนั้นยังมีคราบน้ำมันจากเครื่องกลที่จมน้ำลอยกระจายไปกับการไหลของน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ขณะที่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในตำบลนาทรายและตำบลนาเคียน กำลังขยายตัวเพิ่มมากขึ้นและยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น

นายสุขเจริญ สุขสมบูรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาทราย ระบุว่าจนถึงขณะนี้น้ำจากกองขยะหลากเข้ามาสมทบกับมวลน้ำอุทกภัยปริมาณมหาศาล ประชาชนเดือดร้อนจากภาวะพิษและเชื้อโรคที่มากับน้ำเน่าเสียที่มาเป็นสายน้ำปะปนกับน้ำธรรมชาติ ซึ่งทางผู้เกี่ยวข้อควรหามาตรการป้องกันอย่างเด็ดขาดไม่ควรให้มีการแพร่กระจายมลภาวะโดยเฉพาะในช่วงเกิดภัยที่ทำให้รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม จนถึงขณะนี้มีประชาชนเกิดแผลพุพองแล้วเป็นจำนวนมาก

สำหรับมวลน้ำที่กำลังท่วมสูงในทุ่งนาทรายและนาเคียน และมีน้ำเน่าเสียจากกองขยะไหลมาในทุ่งจะไหลลงสู่คลองท่าแพ คลองวัดหญ้า และคลองน้ำแคบ ก่อนออกสู่ทะเลที่ปากอ่าวบ้านปากพูน โดยมีผลกระทบเกิดขึ้นตลอดสาย 

“นายกฯ”ให้ชะลอสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ฟังเสียงส่วนใหญ่


เมื่อเวลา 13.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการพิจารณาข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกระบี่ ที่ขอให้ยุติการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ว่า สำหรับข้อเรียกร้องเรื่องถ่านหิน ขณะนี้ได้มีการชะลอเรื่องไว้อยู่แล้ว อย่าต้องให้ใช้คำว่าระงับ ชะลอก็คือชะลอ ก็ขอให้เป็นข้อสรุปมาว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการอะไร เพราะถ้าบอกอะไรมาแล้วให้ทำตามทุกอันมันคงไม่ใช่ เพราะรัฐบาลต้องทำตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ประกอบกับความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆเหล่านี้ด้วย

“วันนี้ใช้คำว่าชะลอไปก่อน ก็ยังไม่ได้สร้างอะไรทั้งสิ้น สร้างยังไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ก็ระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยก็แล้วกัน ไม่ได้ไปข่มขู่ใคร เพียงแต่ว่าวันนี้ไฟฟ้าก็ยังติดๆดับๆอยู่ในภาคใต้หลายแห่งเหมือนกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว 

อินเดียจะให้สัตยาบรรณลดโลกร้อนในวันคล้ายวันเกิดคานธี

นายกรัฐมนตรีนเรทรา โมดี ของอินเดีย เปิดเผยว่า อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอันดับ 3 ของโลก จะร่วมลงนามในความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในัวนที่ 2 ต.ค. นี้ ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเกิดของมหาตมะคานธี ซึ่งเหตุที่เลือกวันดังกล่าวเพราะผู้นำเรียกร้องเอกราชเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการดำรงชีวิตอยู่แบบไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ความตกลงปารีสที่ประกาศออกมาเมื่อปี 2015 จำเป็นต้องได้รับการให้สัตยาบรรณจาก 55 ชาติ ซึ่งมีวัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันอย่างน้อยร้อยละ 55 ของปริมาณทั้งโลก 

ภัยใกล้ตัวที่สุด




“ฟ้าผ่าแตนแตกทั้งแผ่นดิน แร้งรอกาบินว่าไม่รู้เห็น” (ปะดลธรรมความเก่า) ปริศนาธรรมข้างต้นมีมาตั้งแต่รัชกาลพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา เตือนผู้คนในสังคมว่าหลงประพฤติกันมานาน จนเกิดวิกฤตให้เห็นมากมาย แร้งกามารอกินศพคนตาย แต่ผู้คนก็ยังไม่รู้สึกตัว ไม่ปรับตัวแก้ไข


ปัญหาสังคมที่หนักหน่วงกระทบชีวิตคนไทยมาก แล้วผู้คนส่วนใหญ่เพิกเฉยคือปัญหาสภาพแวดล้อมและพวกที่เพิกเฉยนั้นก็เป็นคนที่มีอำนาจเงินอำนาจรัฐเมื่อชั้นบนเพิกเฉย ชั้นล่างดิ้นรนอย่างไรก็แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อดิ้นรนประท้วงมากขึ้น ก็กลายเป็นว่าคนชั้นล่างกลายเป็นผู้ต้องหาไป


หันรอบตัวก็พบปัญหาสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ไปจ่ายตลาด ซื้ออาหารต่าง ๆ เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะปนเปื้อนสารพิษมากน้อยเพียงใดรอบๆ ที่พักอาศัยในเมืองก็จะมีน้ำเน่าเหม็น แม้แต่ในชนบทเดี๋ยวนี้แม่น้ำก็เน่าแล้ว เช่น แม่น้ำมูนช่วงเหนือเขื่อนหัวนาขึ้นไปเดินถนนก็ต้องสูดควันพิษมีชีวิตอยู่รอบๆ ขยะ ทั้งที่ตัวเองสร้างเอง และขยะพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม


อยู่ต่างจังหวัด ถ้าใกล้เหมืองแร่ก็โดนพิษจากสารโลหะหนัก ใกล้นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องสูดอากาศพิษพื้นดินพื้นน้ำไทยนั้น เกษตรกรเราก็ถมสารเคมี ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช ฯลฯ ลงไปไม่รู้กี่แสนตันแล้ว ดิน-น้ำที่ยังมีภาวะธรรมชาติบริสุทธิ์นั้น ยังเหลือกี่มากน้อยกัน


ยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีที่กำหนดออกมา อย่าห่วงเรื่องทำตัวเลขรายได้ของคนไทยให้สูงระดับเป็นประเทศพัฒนาแล้วสมบูรณ์เลย หันมาใส่ใจว่า จะลดภาวะมลพิษ รักษาสภาพแวดล้อมให้ฟื้นคืนดีกันเถิด


เรื่องนี้ต้องทำให้ตื่นตัวทั้งสองฟาก คือในฟากนักลงทุนผู้ประกอบการ ทั้งอภิทุนข้ามชาติและทุนไทย ต้องลด ละ โลภมากขึ้น ยอมลดกำไร ลงทุนด้านรักษาสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่ เพราะถ้าเมืองไทยมันเน่าเสียไปหมดทั้งประเทศ พวกนายทุนเองก็จะหมดทางทำมาหากินเช่นกัน ทางราชการก็ต้องทำงานตรงไปตรงมา อะไรมีพิษก็ต้องจัดการแก้ไข ยุบเลิก วางยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ รักษาป่า การจัดการขยะในเมืองก็ต้องดำเนินการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง ฯลฯ


ในฟากชาวบ้านเรา ก็ต้องตื่นตัว ปรับปรุงตัวเช่นกัน เริ่มต้นใกล้ตัว เช่น ต้องคัดแยกขยะ ติดเครื่องกรองไขมันในครัวเรือน ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ทำไร่นาสวนผสม เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพดินน้ำ ฯลฯ 

การประชุม G-77

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล


การที่ประเทศไทยได้เป็น “เจ้าภาพการประชุม G77” สืบเนื่องจาก “การประชุมสมัชชาสหประชาชาติ” เมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ไทยได้รับเลือกให้เป็น “ประธานจัดการประชุม จี77” ที่เมืองไทย ซึ่งได้เปิดประชุมไปแล้วเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว โดยขอย้ำว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ

“จี77 (G77)” เป็นการรวมตัวกันของ “กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา” ที่ยังมีจำนวนมากที่กระจัดกระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับ “ความท้าทาย” จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรง หรือกล่าวง่ายๆ ว่า “ผันผวนอย่างรวดเร็ว!” อย่างไรก็ตาม “การประชุมจี77” นี้ไทยได้เป็นเจ้าภาพที่นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กล่าวสุนทรพจน์พร้อมต้อนรับในพิธีเปิด “G-77 Bangkok Roundtable on Sufficiency Economy: an Approach to Implementing the Sustainable Development Goals” หรือ 
“หลักเศรษฐกิจพอเพียงกับการนำไปปฏิบัติเพื่อเป้าหมายของความพัฒนาอย่างยั่งยืน”


นายกรัฐมนตรีต้อนรับผู้แทนประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 และแขกผู้มีเกียรติสู่ประเทศไทย นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ในปี 2559 นี้ ซึ่งไทยมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การนำวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030” มาปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสร่วมกับผู้นำของนานาประเทศรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต่างมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นโลกพัฒนาไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ในอีก 15 ปีข้างหน้า


ทุกวันนี้ โลกของเรายังคงประสบความท้าทายเร่งด่วนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความหิวโหย ความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ฝนแล้ง ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ระบบการเงินโลกที่อ่อนไหว การแย่งชิงทรัพยากร ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และแม้แต่การเข้าถึงน้ำดื่มน้ำใช้ ความขัดแย้ง การสู้รบ ความรุนแรงทางสังคมและการเมือง และการที่ผู้คนจำนวนมากต้องทิ้งบ้านเรือนและประเทศชาติของตน อพยพไปยังสังคมอื่นเพื่อความอยู่รอดและชีวิตที่ดีกว่า


ประเทศไทยเองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ แม้ว่าคนจนในประเทศไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 57.97 ของประชากรในปี 2533 เหลือร้อยละ 10.53 ในปี 2557 และไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษได้เกือบทั้งหมด แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนกว้างขึ้นทุกที ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ถูกทำลาย สิ่งแวดล้อมถูกกระทบ เป็นความท้าทายที่ประเทศไทยมีเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ และทำให้เราต้องยิ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม


จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยคือ “วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540” ซึ่งทำให้ไทยตระหนักว่า การพึ่งพาเศรษฐกิจโลก ตลาดส่งออก ตลาดการเงินโลก โดยไม่สร้างความเข้มแข็งและภูมิต้านทานจากภายใน จะทำให้ประเทศไทยอ่อนไหว อ่อนแอ และถูกกระทบได้ง่าย ในช่วงนั้น ผู้ประกอบการจำนวนมากล้มละลาย คนจำนวนมากตกงาน แต่ประเทศไทยโชคดีที่เป็นประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวาง คนจำนวนมากหวนกลับคืนสู่ชนบทเพื่อปลูกพืช ปลูกผัก เลี้ยงปลา ยังชีพ และพบว่า สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและพอเพียง และไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความไม่แน่นอนของตลาดโลก


หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกให้เราผลิตหรือบริโภคแบบจำกัด แต่เน้นว่า การจะทำอะไรก็ตามในชีวิต ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ ต้องสมเหตุ สมผล เป็นความพอดีและพอประมาณบนพื้นฐานของเหตุและผลของแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกันไปตามสถานะ ต้องทำอย่างรู้เท่าทันและต้องมีคุณธรรม ไม่ทำให้ตัวเองได้ดีแต่ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน หรือสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ต้องมาจากรากฐานของความคิดเช่นนี้


ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “การปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้อง” ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ในระดับบุคคล ทั้งในเรื่องการบริโภค การผลิต การดำเนินธุรกิจ การพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืน การพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน คำนึงว่าเราทุกคน ทุกชีวิต และสิ่งแวดล้อม อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน และสามารถส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อกันได้


ประเทศไทยได้น้อมนำ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการพัฒนาโดยมีคนเป็นศูนย์กลางมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี  เพราะคนเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาที่สำคัญที่สุด ประชาชนต้องเข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัวต้องเข้มแข็ง เมื่อสมาชิกในสังคมเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติก็ย่อมเข้มแข็งตามไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยได้ผ่านพ้นวิกฤติมาหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิปี 2547 วิกฤติการเงินโลกปี 2550 ซึ่งแม้ไทยจะประสบกับภาวะวิกฤติ แต่เราจะมีขีดความสามารถในการฟื้นตัวสู่ปกติอย่างรวดเร็ว


ประเทศที่มีลักษณะเป็นหมู่เกาะหรือติดชายฝั่งทะเลสามารถศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนทางภาคตะวันออกของไทย  ประเทศที่มีลักษณะเป็นภูเขา ที่ราบสูง สามารถศึกษาแนวทางบริหารจัดการป่าไม้ อนุรักษ์ดินและน้ำ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ซึ่งอยู่ในภาคเหนือของไทย ประเทศที่ประสบปัญหาการชะล้างหน้าดิน ความเสื่อมโทรมของดิน ดินเค็ม ดินเปรี้ยว สามารถศึกษาแนวทางการพัฒนาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานและพิกุลทองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของไทยได้

การพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงมิใช่ “รูปแบบการพัฒนาที่สำเร็จรูป” แต่เป็นแนวทางการพัฒนาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความแตกต่างของสภาพแวดล้อมของแต่ละภูมิประเทศ โดยไทยได้นำหลักแนวคิดนี้ผ่านการให้ทุนการศึกษา การศึกษาดูงาน และโครงการการพัฒนา อาทิ ในประเทศเลโซโท ติมอร์-เลสเต กัมพูชา เมียนมา สปป. ลาว อินโดนิเซีย อัฟกานิสถาน จอร์แดน เซเนกัลและโมซัมบิก เป็นต้น


หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างประเทศ! 

ซีพีเอฟ โชว์กระบวนการจัดการ Food Loss–Food Waste ลดภาวะโลกร้อน




ซีพีเอฟ โชว์กระบวนการจัดการ Food Loss – Food Waste ช่วยลดภาวะโลกร้อน เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต้นแบบองค์กรลดโลกร้อน โชว์กระบวนการผลิตอาหารยั่งยืน ลดปริมาณการสูญเสีย (FOOD LOSS) และของเสียจากการเหลือทิ้ง (FOOD WASTE) ตลอดวงจรชีวิตของอาหาร (Food life cycle) ควบคู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเส้นทางการผลิตสีเขียวตามหลักประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle Assessment) ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ตลอดจนการส่งมอบผลิตภัณฑ์สู่มือผู้บริโภคอย่างยั่งยืน


นางสาวกุหลาบ กิมศรี รองกรรมการผู้จัดการ สำนักระบบมาตรฐานสากล ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากข้อมูลองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations - FAO) รายงานว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคของผู้คนทั่วโลกถูกทิ้งให้สูญเปล่าเป็นขยะและของเสียอย่างมหาศาล ซึ่งคิดเป็นปริมาณอาหารรวมกว่า 1.3 พันล้านตันต่อปี โดยมาจากตลอดวงจรชีวิตของอาหาร (Food life cycle) ซีพีเอฟได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาการสูญเสียอาหาร (Food Loss) จึงมุ่งมั่นบริหารจัดการทรัพยากรที่หลากหลายซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้โครงการ “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” (CPF’s Product Sustainability) เพื่อลดปริมาณการสูญเสียอาหาร รวมไปถึงการนำของเสียกลับมาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ



อาหารทุกอย่างล้วนมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการสูญเสียทรัพยากรทั้งน้ำ พื้นที่ดิน พลังงานและแรงงานที่ต้องใช้ในกระบวนการผลิต หากเราทิ้งอาหารไปเท่ากับว่า เราทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะอาหารเหลือทิ้งหรือขยะเหล่านั้น ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 23 เท่า


นางสาวกุหลาบ กล่าวว่า ในธุรกิจครบวงจรไก่ ของซีพีเอฟ ที่อยู่ในโครงการผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน ได้นำของเสียที่เกิดในห่วงโซ่อาหารกลับเข้ามาใช้ในวงจรการผลิต ยกตัวอย่าง


การใช้เศษวัสดุทางการเกษตร อาทิ ซังข้าวโพด กะลาปาล์ม เปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ กลับมาเป็นพลังงานชีวมวล โดยปริมาณ 12,000 ตัน เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าปริมาณ 54 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยมีค่าเท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการเปิดไฟ 1 ชั่วโมง ได้จำนวนถึง 1,500 ล้านดวง ซึ่งหากเศษวัสดุถูกฝังกลบ จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 38,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า , การนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้วหมุนเวียนกลับมาผลิตเป็นพลังงานไบโอดีเซลในการขนส่ง นอกจากช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน ยังช่วยให้สังคมมีสุขภาพดี ด้วยการตัดวงจรการใช้น้ำมันพืชเก่าเพื่อการบริโภคและเป็นต้นแบบในการพัฒนาการลดก๊าซเรือนกระจกของภาครัฐ , การนำมูลสัตว์กลับมาเป็นปุ๋ยในแปลงเพาะปลูกใหม่ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติ กลับมาใช้ในการเพาะปลูก , การนำน้ำเสียจากโรงงานแปรรูปอาหารกลับเข้าสู่ระบบบำบัดเพื่อนำกลับมาเป็นพลังงานไบโอแก๊ส ช่วยลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล และการน้ำเสียที่บำบัดแล้วนำไปกลับไปใช้ใหม่ เช่น รดน้ำต้นไม้


จากผลลัพธ์ของการใช้ของเสียหรือ food waste มาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จึงนำไปสู่ความสำเร็จในการสร้างผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน รวมถึงการได้รับฉลากลดโลกร้อนหรือฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ผลิตภัณฑ์ไก่สดซีพีเอฟได้รับ “ฉลากลดโลกร้อน” ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไก่ของไทยสูงถึง 50% ล่าสุดไก่เนื้อ และ ลูกไก่เนื้อ ยังได้รับการรับรองฉลากลดโลกร้อนด้วยเช่นกัน นับเป็นอีกจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


ด้วยวิสัยทัศน์ ‘ครัวของโลก’ ซีพีเอฟไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานตามเส้นทางสีเขียวโดยตลอดที่ผ่านมาได้ผนึกกำลังกับภาครัฐ และ องค์กรทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ อบก. และ BASF พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคอันนำไปสู่ “การบริโภคอย่างยั่งยืน” สอดคล้องตามกระแสโลก ซึ่งเป็นแนวทางของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) 

by ThaiWebExpert