ไทยโพสต์ออนไลน์

'ถูกต้อง-ใช้เป็น' เคมีเกษตร ส่วนหนึ่งการรับผิดชอบต่อสังคม

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555

แม้ว่าในช่วงหลายปีมานี้ กระแสเกษตรอินทรีย์มาแรงไปทั่วโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัดส่วนเกษตรอินทรีย์ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเกษตรที่ใช้สารเคมีซึ่งหลักๆ ที่ใช้กันก็มี ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง แต่ปัญหาที่คนทั่วไปมักจะกลัวจากการใช้เกษตรเคมีก็คือ การตกค้างของสารเคมีในพืชผัก และปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในฐานะที่บริษัท ดูปองท์ เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์เกษตรรายใหญ่ของโลก ก็มองเห็นปัญหานี้ จึงจัดโครงการใส่ใจสังคม และสิ่งแวดล้อมขึ้น โดยตั้งรางวัล Environment Respect Award ขึ้น เพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการจำหน่ายเคมีเกษตร ที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของดูปองท์ ซึ่งหลักๆ ก็คือ การใช้เป็นและใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สารเคมีมีความปลอดภัยและลดแรงต้านทานโรคของแมลงศัตรูพืช ทำให้ใช้สารเคมีไม่มาก ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปในตัว นอกจากคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้แล้ว ยังต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำการค้า และการตอบแทนให้กับสังคมอีกด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น มีผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับรางวัล Environment Respect Award ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.Country Champion 2.The Best Ambassador บริษัทดังกล่าวนี้ก็คือ บริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย ซึ่งได้รับรางวัลระดับ Country Champion ในปี 2007 และ 2008 และได้รับรางวัลระดับ The Best Ambassador ในปี 2009

ผลงานที่โดดเด่นของบริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย นั้นก็คือ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้แก่เกษตรกรในช่วงก่อนซื้อ และยังแจกหน้ากาก ถุงมือ เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยหรือมีการจัดประชุมร่วมกับบริษัทคู่ค้า แนะนำเกษตรกรในการปลูกข้าว ข้าวโพด พืชยาสูบ เพื่อการส่งออกพืชแปรรูป ขิง ไม้ผล การปรับปรุงหน้าร้านให้เป็นรูปแบบมินิมาร์ท เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้เคมีเกษตรอย่างถูกต้องการจัดทำโครงการรีไซเคิลภาชนะบรรจุสารเคมี โดยทำร่วมกับ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) และการจัดทำแปลงสาธิต การใช้เคมีเกษตรอย่างถูกต้องให้ผลลัพธ์อย่างไร ผลผลิตดีแค่ไหน

เชวง อมรศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ดูปองท์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตามมาตรฐานของผู้ที่จะได้รางวัลนี้ของดูปองท์ก็คือ เราจะดูว่าสามารถชักจูงคนที่ใช้เคมีภัณฑ์แบบไม่ได้มาตรฐานให้มาอยู่ในมาตรฐานที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นหลักการเดียวที่เริ่มโครงการนี้ในสหรัฐอเมริกา การมีคุณธรรมของผู้ค้า ว่าใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีในมุมของการจัดการธุรกิจว่าเป็นอย่างไร

"ส่วนเรื่องการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกร ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเราก็ต้องหาพยานหลักฐานว่ามีการอบรมให้ความรู้พนักงาน หรือลูกค้าจริงจังอย่างไรบ้าง และถ่ายทอดความรู้ให้แก่สังคมอย่างจริงจังแค่ไหน ซึ่งบริษัท ชวลิตกิจการเกษตรเชียงราย ได้รางวัลระดับโลกนี้ไป อีกแห่งในเมืองไทยก็คือ ร้านค้าที่ขายแบบเดียวกับชวลิตกิจการเกษตรฯ ก็ได้รางวัลนี้ไป"

ชวลิต สุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย กล่าวว่า เริ่มตั้งกิจการตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีที่ไหนให้ความรู้เรื่องเคมีเกษตรที่ถูกต้องกับเกษตรกร ซึ่งตนเองมองว่า ถ้าหากเกษตรกรไม่มีความรู้ในการใช้ปุ๋ย ใช้ยา อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นปัญหาของประเทศ

"ผมมองว่าเคมีเกษตรเป็นเทคโนโลยี ถ้าทำอย่างถูกต้องก็จะปลอดภัยคนใช้ คนกิน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมพยายามให้ความรู้แก่ลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมาตลอด 25 ปี"

ส่วนความหมายของคำว่า "ใช้เป็น" และ "ใช้ถูกต้อง" นั้น ก็คือ การใช้ปุ๋ยหรือยาถูกต้องตามสูตร ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ เช่น ใช้เคมีภัณฑ์ตัวไหนในการบำรุงดิน หรือใช้ตัวไหนในการบำรุงพืช หรือถ้าเป็นการใช้ยา ก็เลือกเคมีภัณฑ์ที่ถูกโรค ถูกชนิดแมลง "4 ปีแรกผมก็แนะนำลูกค้าเอง แต่ต่อมามีพนักงาน พี่น้องมาช่วย เราก็อบรมเขา ให้ถ่ายทอดแก่เกษตรกรอีกที"

ชวลิตยกตัวอย่างการใช้ปุ๋ยและยากับต้นใบยาสูบ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเกษตรกร และพลิกวิธีการปลูกจากแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดการใช้สารเคมีด้วย หรือการพ่นยาต้องทิ้งระยะกี่วันก่อนเก็บผลผลิต รวมทั้งการแนะนำให้ใช้แบคทีเรียบางชนิดมาควบคุมพวกหนอน ซึ่งวิธีการที่แนะนำและใช้กับยาสูบนี้สามารถนำไปใช้กับพืชชนิดอื่นได้อย่างดี

"ผมมองว่า เราควรใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการใช้เคมีเกษตรกับวิธีการแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะจริงๆ แล้ว ปุ๋ยเคมีก็เป็นอาหารที่พืชต้องการ และตอนนี้มีเคมีบางตัวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างแปลงสาธิตที่เราปลูกข้าว เราใช้สารเคมีบางตัวที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ของดูปองท์ กำจัดพวกแมลงปากดูด ซึ่งตัวนี้จะไม่ได้ฆ่าทำลายตัวห้ำ ตัวเบียน หรือแมลงปอ เรายังพบสัตว์ศัตรูพืชพวกนี้ในแปลงปลูก ซึ่งเขาจะไปกินพวกหนอน หรือแมลงวันทอง"

ชวลิตยังทิ้งท้ายในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประตูการค้าไปสู่จีนและอีกหลายประเทศในแถบอินโดจีนว่า ไทยสามารถแข่งขันสู้กับจีนที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ได้ เพราะตอนนี้จีนแถบคุนหมิงมีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างมากเพราะใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ใช้มากเกินไป เนื่องจากต้องการเร่งผลผลิตให้ได้มากๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแถบนั้นแล้ว น้ำในทะเลสาบคุนหมิงมีสารเคมีจากภาคเกษตรลงไปมาก และมีพื้นที่เพาะปลูกราว 1 แสนไร่ ก็มีปัญหา ซึ่งหากเราทำให้พืชผลเราปลอดภัย เพราะใช้สารเคมีเป็น ก็จะทำให้สินค้าไทยไปได้อีกไกล

"ผมมองว่าที่เราต้องแข่งขันกับจีน ไม่ใช่เรื่องปริมาณแต่เป็นเรื่องคุณภาพสินค้าของเราส่งไปแล้วไม่มีการตีกลับ หรือไม่ก่อปัญหาให้สิ่งแวดล้อมในบ้านเรา ซึ่งช่องทางนี้จะทำให้สินค้าของเรายังไปได้อีกยาวไกล แข่งกับจีนได้สบาย" ชวลิตกล่าว.

กรมหมอดินเผยผลสำรวจโครงการแปลงขยะเป็นทอง สามารถผลิตสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นได้ ปีละ 4 หมื่นลิตร

นังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555

นายอนุสรณ์ จันทนโรจน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะประธานโครงการจัดการขยะภายใน กรมพัฒนาที่ดินเพื่อลดภาวะโลกร้อน เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการดังกล่าวว่า ตั้งแต่กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายดำเนินงานโครงการจัดการขยะภายในกรม เพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยหมักและสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็น หรือที่เรียกว่าการแปลงขยะเป็นทอง โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าในแต่ละปีสามารถผลิตน้ำหมักชีวภาพสารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นได้ไม่ต่ำกว่า 40,000 ลิตร และยังสามารถผลิตเป็นปุ๋ยหมักได้อีกปีละ 5 ตัน ซึ่งปุ๋ยที่ได้นี้จะนำมาใช้ขจัดกลิ่นเหม็นและใช้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ภายในกรม รวมถึงแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปด้วย

พร้อมกันนี้ ได้มีการต่อยอดโครงการ โดยทำเป็นจุดเรียนรู้แปลงขยะเป็นทอง เพื่อเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามารับการถ่ายทอดความรู้ รวมถึงเปิดอบรมการผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่นเหม็นโดยใช้สารเร่ง พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงต่อยอดสอนการทำน้ำยาอเนกประสงค์จากน้ำหมักชีวภาพดำเนินการตามชุมชนต่างๆ ที่แจ้งความประสงค์ปีละ 9 รุ่นรุ่นละ 80 คน และจัดอบรมสาธิตนอกสถานที่

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำเร็จของโครงการแปลงขยะเป็นทอง ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะที่มีจำนวนมากซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนเท่านั้น ยังช่วยกระตุ้นจิตสำนึกการคัดแยกขยะ รักษาสิ่งแวดล้อม ให้กับบุคลากรของกรม และผู้สนใจได้อีกช่องทางหนึ่ง ที่สำคัญคือการนำขยะหรือของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการผลิตเป็นปุ๋ยไว้ใช้เอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เป็นการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดีและเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานอื่นๆ อีกด้วย

ร้องศาลปค. ยกเลิกโมเดลค่าเสียหายโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 14 กันยายน 2555

วันที่ 13 กันยายน นายบุญ แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด พร้อมตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการนำแบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมมาใช้บังคับในคดีแพ่ง 5 คน ได้ไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ได้ยื่นฟ้องในคดีโลกร้อนเมื่อวันที่14 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งให้บังคับใช้แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อนดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าขัดต่อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิชุมชน ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยนางปราณี นานช้า หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวว่า ที่ดินทำกินและที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เนื้อที่ 30 ไร่ ปลูกพืชไร่และยางพารา เมื่อยางพาราหมดสภาพก็ตัดโค่นเพื่อปลูกใหม่แต่ถูกกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่าบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด พื้นที่หมู่ 2 ต.ปะเหลียน และขับไล่ออกจากพื้นที่ จึงต้องรวมตัวกันยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง

UNหนุนจักรยานลดโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

กรุงเทพฯ * ชมรมจักรยานฯ ยื่นหนังสือถึงยูเอ็น รณรงค์ใช้จักรยานลดภาวะโลกร้อน หวัง ผลักดันให้ภาครัฐ-กทม.ส่งเสริมให้เป็นนโยบายแห่งชาติ

เมื่อวันที่2 กันยายน ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ประมาณ 700 คัน นำโดยนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานฯ ร่วมกับชุมชน 25 แห่งที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ขี่จักรยานจากอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินีไปยังศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อนางคริสเทียนา ฟิเกอเรส เลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ โดยมีเนื้อหาสนับสนุนความพยายามขององค์การสหประชาชาติในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้หันมาใช้จักรยานให้มากขึ้นแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางในเมือง เพื่อเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นภัยต่อโลกและประชากรของโลก โดยนาง คริสเทียนาได้ร่วมปั่นจักรยานด้วย

นายธงชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือครั้งนี้คือ การรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจการปั่นจักรยานเพื่อลดภาวะโลกร้อนโดยนางคริสเทียนา ฟิเกอเรส ได้ร่วมปั่นจักรยานกับชมรมจักรยานฯ เดินทางไปยื่นหนังสือยังสำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดเป็นวาระแห่งชาติและท้องถิ่น ในการรณรงค์เดินทางด้วยการเดินและปั่นจักรยาน เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

ประธานชมรมจักรยานฯ ระบุว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ของนางคริสเทียนา ฟิเกรอส สะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจและร่วมผลักดันการรณรงค์ปั่นจักรยานเพื่อลดภาวะโลกร้อน จากนี้ต้องติดตามผลจากภาครัฐ ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหลายภาคส่วนว่าสนใจในนโยบายเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากลหรือไม่ มีการรณรงค์เพิ่มเติมหรือไม่

"ผู้บริหารยูเอ็นให้การตอบรับอย่างดีกับกิจกรรมครั้งนี้ ผมหวังว่าการยื่นหนังสือครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการรณรงค์ปั่นจักรยานและเดินเท้าเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน"นายธงชัยกล่าว.

เมื่อโลกไร้ข้อยุติเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2555

โครงการวิจัยนโยบายทางเลือกด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภายใต้มิติความเป็นธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมตอกย้ำความน่าพรั่นพรึงของปัญหาภาวะโลกร้อนในงานสัมมนาความเป็นธรรมด้านภูมิอากาศ (Climate Justice) "ประเด็นร้อนในโลกร้อน 2012" โลกทั้งใบอาจจะกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง และประชากรโลกที่มีอยู่ราว 7,000 ล้านคน คาดการณ์ว่าจะมีประชากรเพียง 1,000 ล้านคน ที่มีแผ่นดินให้อาศัยภายใน 88 ปีข้างหน้า หากวันนี้ทุกประเทศยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการของภาวะโลกร้อนต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวิเคราะห์ข้อตกลงในเวทีโลกร้อน การเจรจาประเทศต่างๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่ทีท่าว่าจะได้ข้อยุติ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงโลกร้อนของไทยจากผลกระทบที่ตามมา เป็นประเด็นร้อนที่ถูกนำเสนอในเวทีสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าติดตาม

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตน์ มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความตกลงในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCC เคยตั้งวิสัยทัศน์ร่วมกันจะต้องควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนกว่านี้เกิน 2 องศา แต่หลังจากผ่านเวทีโลกร้อน COP 15 โคเปนเฮเกน ปี 2009 ซึ่งการเจรจาไม่ได้ข้อยุติ ทั้งยังให้แต่ละประเทศเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกโดยอิสระ ซึ่งอียูเสนอลดปล่อย 20-30% จากระดับที่เคยปล่อยปี 1990 ขณะที่สหรัฐอเมริกาลดปล่อย 17% จากระดับที่เคยปล่อยปี 2005 แต่ก็นับว่าน้อยมาก ญี่ปุ่น 25% แคนาดา 17% จนกระทั่งมา COP 16 แคนคูน ปี 2010 ข้อตกลงแคนคูนยังเดินตามแนวคิดดังกล่าวที่ให้แต่ละประเทศยื่นตัวเลขในการลดก๊าซเองซึ่งนี่คือแนวทางที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

"แนวทางนี้รักษากระบวนการ แต่ไม่ได้รักษาโลก เมื่อการเจรจาข้อตกลงให้บรรลุเป้าหมาย 2 องศา ไม่สำเร็จ ล้มเหลว แต่ให้เสนอเป้าลดก๊าซโดยอิสระ ปรากฏว่าอุณหภูมิที่ดีที่สุดที่โลกจะทำได้แค่ 3.5 องศา หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเตรียมรับชะตากรรม" บัญฑูรวิเคราะห์

เขาระบุอีกว่า ชุดความตกลงยังไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม ประเทศพัฒนาต้องร่วมลดมากกว่านี้ แม้จะลดโดยอิสระ ที่ผ่านมาทุกประเทศต่างรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ แต่ไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ร่วมของโลก เราเห็นแต่ตัวเงิน แต่ชีวิตสัตว์ พันธุ์พืช ไม่ให้ความสำคัญ หลังประชุมโลกร้อนแคนคูน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย จีน หรือกลุ่มที่เรียกว่า Basic Countries พอใจข้อตกลงมาก เพราะประเทศเหล่านี้ปล่อยก๊าซสูง ถูกเรียกร้องให้ลดปล่อยอย่างมาก ซีกจีนก็พอใจเสนอลดโดยอิสระ แต่ไม่พอใจที่จะมีชุดข้อตกลงระดับโลกมาบังคับต้องลด

นอกจากนี้ COP 17 ที่ผ่านมา ข้อตกลงใน UNFCC ก็หาข้อยุติไม่ได้ ต่ออายุการทำงานไปอีก 1 ปี และยุติการทำงานใน COP 18 เปิดการเจรจารอบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ทำข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมายกับทุกประเทศ โดยตั้งเป้าเจรจาเสร็จปี 2015 และมีผลใช้บังคับ 2020 ส่วนสถานการณ์พิธีสารเกียวโตใน COP 17 ญี่ปุ่น รัสเซีย แคนาดา มีจุดยืนไม่เสนอเป้าลดก๊าซ ขณะที่แคนาดาประกาศทางการถอนตัวจากพิธีสารนี้ สหรัฐก็ยังไม่เข้าร่วม มีเพียงอียู นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เสนอเป้าหมายลดก๊าซแล้ว ถ้าพิธีสารเกียวโตตายไป ไม่มีประเทศอื่นส่งตัวเลขลดเข้ามาช่วงปี 2013-2020 จะไม่เหลือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย โลกจะอยู่ในสภาพที่เคว้งคว้าง

ในเวทีนี้บัณฑูรยังให้ภาพน่าสนใจจากพิธีสารเกียวโต แสดงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสมาชิกพิธีสาร 42 ประเทศ รวมแคนาดา ปล่อย 20% ของทั้งโลก จีนและสหรัฐรวมกันปล่อยเท่ากับ 40% ของทั้งโลก ฉะนั้น แม้ 42 ประเทศ ลดปล่อยก๊าซอย่างเต็มที่ ก็ช่วยลดได้เพียง 20% เมื่อเทียบกับพลังบริโภคประเทศยักษ์ใหญ่ ด้วยเหตุนี้ แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่น จึงบอกพิธีสารนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดข้อถกเถียงในการประชุม อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ปี 2015 ประเทศกำลังพัฒนาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 84% โดยเฉพาะในจีน อินเดีย บราซิล ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วปล่อยในอัตราและปริมาณน้อยกว่า ซึ่งหากจะแก้ปัญหาได้ทุกประเทศต้องหาหนทางที่มีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรมทางสังคม มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาทางระบบนิเวศ

ด้าน จักรชัย โฉมทองดี คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมเผยว่า จากการติดตามร่างรายงานไอพีซีซีที่กำลังจะตีพิมพ์ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น 6 องศา ภายใน 88 ปีข้างหน้า โลกทั้งใบจะกลายเป็นหนอง บึง พื้นที่ชุ่มน้ำ ผลกระทบที่ตามมาคือ รองรับประชากรโลกได้ 1 พันล้านคน จากทั้งหมด 7,000 ล้านคน ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นผลจากน้ำแข็งละลาย เป็นการสะท้อนว่าทุกนาทีโลกไม่หยุดร้อนขึ้น แม้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่กลับสร้างผลกระทบมหาศาลแก่ชาวโลก โดยเฉพาะวิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรณีน้ำแข็งอาร์กติกละลายรวดเร็วและใหญ่กว่าที่คาดการณ์ก็แสดงภาวะโลกร้อนระยะยาว หรือผลผลิตการเกษตรหลักของแอฟริกาตกต่ำถึง 30% จากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา ฉะนั้น ทุกประเทศต้องเร่งหาข้อตกลง หากยังทะเลาะกันต่อไป เจราจาไม่สำเร็จ ประชากรโลกจะเจอสภาพการณ์อันเลวร้ายแน่นอน

"ในวงเจรจาพูดคุยการทำให้โลกร้อนน้อยที่สุด คือ ลดปล่อยก๊าซ แต่ถึงลดอย่างไรก็ได้รับผลกระทบ จึงมีเรื่องการปรับตัวควบคู่ไปด้วย ข้อถกเถียงมีกระทั่งประเทศพัฒนาแล้วต้องลด 50% ใน 8 ปีข้างหน้า และอีก 40 ปีข้างหน้าเพิ่มเป็น 80% แต่ตอนนี้ในระดับสากลยังเถียงกันใครจะลด" จักรชัยกล่าว

เอ็นจีโอผู้ติดตามประเด็นโลกร้อนมาต่อเนื่องกล่าวอีกว่า แนวคิดหลักๆ ในการเจรจาเวทีโลกร้อนมีทั้งยึดหลักความเป็นธรรมในระดับสากลเอาเป็นเอาตาย ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ อียู ญี่ปุ่น ต้องรับภาระเพราะปล่อยก๊าซจำนวนมหาศาลตลอด 100-200 ปีมานี้ อีกชุดความคิดประเทศกำลังพัฒนาเพิ่งปล่อยก๊าซจำนวนมากช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เช่น อินเดีย จีน หรือกระทั่งไทย ก็ไม่ควรทำอะไร เพราะต้องพัฒนาประเทศเพื่อลดความยากจนและสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ขณะที่จุดยืนภาคประชาชนและเอ็นจีโอเลือกยืนร่วมกับจีน รวมถึงรัฐบาลไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติเพื่อกดดันให้สหรัฐและยุโรปลดปล่อยก๊าซให้ได้ หากให้ประเทศพัฒนาลอยนวลแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ ขณะนี้ระดับโลกไม่ขยับ นี่คือเงื่อนไขและเป็นสถานการณ์ร้อน อย่างไรก็ตาม ผลจากเรื่องนี้ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่มองการพัฒนาที่ยั่งยืนนำมาสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด มีสำนึกรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติผ่านมาแล้ว 17 ครั้ง แต่การเจรจาไม่ได้ข้อยุติ และไม่บรรลุข้อตกลงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกำลังจะเปิดการประชุมรอบใหม่ COP 18 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหาความตกลงโลกร้อนหลังปี 2020 อย่างไรก็ตาม สำหรับการสัมมนาประเด็นร้อนในโลกร้อนหนนี้ มีตัวอย่างการปรับตัวเพื่อรับมือต่อโลกร้อนของชุมชนเกษตรกรรม กรณีศึกษาน้ำท่วม ปี 2554 ใน 2 พื้นที่ คือ ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์

พรพนา ก๊วยเจริญ คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เผยถึงการศึกษาว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีนักวิชาการฟันธงว่าโลกร้อนเกี่ยวกับน้ำท่วม ปี 54 มากหรือน้อยแค่ไหน แต่มีเอกสารหลายชิ้นค้นพบตรงกัน น้ำท่วมปี 54 เกิดจากความแปรปรวนสภาวะอากาศที่รุนแรงผิดปกติในรอบ 70 ปี จากปรากฏการณ์ลานีญาครั้งแรกปี 54 ทำให้ฝนมาเร็วและตกมาก และยังมีพายุต่อเนื่อง5 ลูก

เธอให้ภาพลักษณะน้ำท่วมพื้นที่คลองโยงปีที่แล้วมาเร็วก่อนฤดูกาลปกติ 1 เดือน คือ ท่วมตั้งแต่ ต.ค. จากปกติจะท่วมราว พ.ย.ธ.ค. น้ำขึ้นเร็วและมาแรง ท่วมสูงและขังนาน 3 เดือน ระดับน้ำท่วมปี 54 มากกว่าระดับน้ำปี 38 ท่วมหนักล้นคันดินนาและสวนจมเสียหายมหาศาล ส่วนพื้นที่ ต.เกยไชย ตั้งอยู่จุดบรรจบแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน สภาพเป็นแอ่งกระทะ ปี 54 น้ำมาเร็วกว่าฤดูกาลปกติ 1 เดือน ท่วมตั้งแต่ ส.ค. ปกติท่วมราว ต.ค.-พ.ย. แม้ไม่ขึ้นเร็ว แต่น้ำมาก ท่วมสูง ขังนาน ระดับน้ำท่วมปีที่แล้วเกือบมิดฝ้าต่างจากปี 38 ถึง 1.6 เมตร

"แม้ไม่ฟันธง แต่การเพิ่มของปริมาณฝนร้อยละ 10-20 ของทุกภูมิภาคทั่วไทย รวมถึงการคาดการณ์ระยะ 20-30 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีความผันผวนมาก ในระยะยาวช่วงปลายศตวรรษนี้ ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีในทั่วทุกภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและการกระจายตัวของพื้นที่ฝนตก นักวิชาการหลายท่านก็บอกมีความเป็นไปได้จะเกิดน้ำท่วมระดับปี 54 ถี่มากขึ้น และรุนแรงมากในอนาคต ทว่า ไม่สามารถพยากรณ์วันเวลาและขนาดความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติได้" พรพนาย้ำปัญหาโลกร้อนกับน้ำท่วมในอนาคตต้องเตรียมรับมือ

ซึ่งการปรับตัวด้านการเกษตรของชาวบ้านจากน้ำท่วมทั้ง 2 พื้นที่นี้ มีตั้งแต่ปรับตัวจากน้ำท่วมที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวในช่วงน้ำท่วม ทำนา 2 ครั้ง ในช่วงเวลา 9 เดือนที่น้ำไม่ท่วม โดยปลูกพันธุ์ข้าวอายุเก็บเกี่ยวสั้น 110-120 วัน มีการทำคันดินล้อมป้องกันน้ำท่วมสวนผลไม้ เลือกทำนาบัว เพราะบัวเป็นพืชน้ำปลูกในพื้นที่น้ำท่วมได้ในพื้นที่คลองโยง

ส่วนการปรับตัวจากน้ำท่วมปี 54 และอนาคตนั้น มีปรับระยะเวลาการเพาะปลูก เลื่อนฤดูกาลเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้น1 เดือน เลือกปลูกข้าวอายุเก็บเกี่ยว 90 วัน ปรับเปลี่ยนระบบการผลิต จากปลูกไม้ผลมาปลูกข้าวหรือพืชอายุสั้น บ้านที่ทำสวนผลไม้บางบ้านเลิกปลูกไม้ผลถาวร เปลี่ยนปลูกข้าวแทน บางบ้านยังอยากทำสวนต่อ แต่ไม่มั่นใจน้ำจะท่วมมากเหมือนปี 54 อีกหรือไม่ บ้างก็รอดูสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ค่อยตัดสินอีกครั้ง การเลิกปลูกไม้ผลเห็นได้ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการฟื้นฟูชุมชน เช่น ต่อรองในระบบชดเชยเยียวยากรณีนาบัวเสียหาย ชาวบ้านกลับรับเกิดข้อถกเถียงกันเพราะเป็นพืชน้ำ ไม่อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนรวมกลุ่มจัดทำธนาคารเมล็ดพันธุ์และปรับระบบการผลิตแบบอินทรีย์ในพื้นที่คลองโยง ส่วน ต.เกยไชย มีการแปรรูปจากประมง ทั้งปลาแห้ง ปลาร้า น้ำปลา ช่วงน้ำท่วมจับปลาได้มาก ก็มาแปรรูปเป็นรายได้สมาชิกหลังน้ำลด

ด้าน สุเมธ เปี่ยมส้ม สมาชิกเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ เกษตรกรในพื้นที่ ต.เกยไชย กล่าวว่า น้ำท่วมปี 54 เป็นผลจากภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้พื้นที่เกยไชยจะน้ำท่วมทุกปี แต่ปีที่แล้วน้ำมาเร็ว ชาวนาเก็บเกี่ยวไม่ทัน เสียหายทั้งตำบล ในปีนี้เราเตรียมรับมือกับน้ำท่วมไว้ ทั้งดีดบ้านขึ้น ยกบ้านหนีน้ำ ทำที่เก็บพันธุ์ข้าว ผลผลิตข้าว รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ให้สูงยิ่งขึ้น ส่วนการเพาะปลูกเลือกปลูกข้าวอายุสั้น ต้องเกี่ยวได้เร็วกว่าน้ำมา

อีกเสียงจาก บุญลือ เจริญมี ประธานสหกรณ์คลองโยง จ.นครปฐม กล่าวบนเวทีนี้ว่า พื้นที่ประสบอุทกภัยทุกปี แต่ปี 54 มาเร็วกว่าปกติ และขึ้นสูง วันที่ 4 ต.ค. จม 50% จนวันที่ 27 ต.ค. จม 100% ระดับน้ำสูง 2 เมตร ชาวบ้านประเมินด้วยความประมาท คิดว่าเอาอยู่ สมาชิกสู้ขุดคันล้อม วางกระสอบทราย กั้นไม่ให้น้ำเข้า โดยมีพื้นที่ยังไม่เก็บเกี่ยวอีกมาก ทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ ทั้งมะม่วง ส้มโอ ชมพู่ แต่ปัญหาคือ ข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับจากภาครัฐ อย่างน้ำมา 100 ลูกบาศก์เมตร มันคือเท่าไหร่ ควรทำข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมที่เข้าใจง่าย เช่น ระดับน้ำจะสูงกี่เซนติเมตร หรือใช้ระยะเวลากี่วันจะมาถึง ถ้าทำได้แบบนี้ชาวบ้านจะคำนวณและประเมินสถานการณ์ว่าจะสู้หรือถอย

"ภาคเกษตรก็ปรับตัวปลูกข้าวอายุสั้นลง ถ้าน้ำไม่ท่วมทำนาปีละ 3 ครั้ง เวลานี้นิยมพันธุ์ข้าว กข 51 และข้าว 75 วัน แถวบางเลน พุทธมณฑล นครชัยศรี ลงเยอะมาก เพราะทำหนีน้ำ ชาวบ้านปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดเวลานี้ในพื้นที่ไม่มีไม้ยืนต้น จะปลูกไม้ล้มลุก 10 เดือน เก็บเกี่ยวได้ ที่อยู่อาศัยเดิมเป็นบ้านชั้นเดียวก็ปรับเป็น 2 ชั้น อยู่ได้ยามน้ำท่วม" ประธานสหกรณ์คลองโยงเผยถึงทางรับมือกับน้ำท่วมที่อาจจะเกิดถี่ขึ้น.

ไทยเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพการจัดงานประชุม CITES CoP

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

ปัจจุบันการลักลอบค้าสัตว์ป่า ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างน่าเป็นห่วง โดยการลักลอบนำเข้าสัตว์ป่าจากต่างประเทศเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทยโดยมีศูนย์กลางการลักลอบค้าและจำหน่ายอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

สัตว์ป่าสำคัญที่มักลักลอบนำเข้าได้แก่ ลูกช้าง งาช้าง หนังเสือ เขาสัตว์ และเต่าดาว จากประเทศพม่า ลิงอุรังอุตัง นกกระตั้ว และนกป่าสวยงามจากประเทศอินโดนีเซีย ลูกหมี ลิง นก ขนาดใหญ่จากประเทศลาว นางอายหรือลิงลมเนื้อเก้ง เนื้อกวาง เนื้อกระทิงจากประเทศกัมพูชา คาเมเลียนและเต่าชนิดต่างๆ จากมาดากัสกาและประเทศอินเดีย บังกลาเทศ การลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศโดยใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านโดยการลักลอบใช้เส้นทางบกมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศจีน และการลักลอบใช้เส้นทางทางอากาศมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก สัตว์ป่าสำคัญที่มีการลักลอบได้แก่ งาช้างจากอัฟริกานำมาแกะสลักในไทยเพื่อขายนักท่องเที่ยวและส่งไปประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน เสือโคร่งและ แม้ในห้วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552-ปัจจุบันจะกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่องจนสามารถจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำผิดได้มากถึง 16,918 คดี โดยสามารถดำเนินการจับกุมในส่วนของการลักลอบล่าสัตว์ป่าและยึดของกลางได้จำนวน 55,775 ตัว ซากสัตว์ 9,910 ซาก แต่สถานการณ์ยังคงไม่ลดลง ดังนั้นการที่ประเทศไทย ได้เข้าร่วม อนุสัญญาไซเตส(CITES) จึงนับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการที่จะมุ่งอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตในโลก เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษย์ชาติในอนาคต ซึ่งเน้นทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม ทำให้มีปริมาณลดลงจนอาจเป็นสาเหตุให้สูญพันธุ์ โดยการสร้างเครือข่ายทั่วโลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ(International Trade) ทั้งสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศสำหรับชนิดพันธุ์อื่นๆ (Native species) ซึ่ง ย่อมส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาลักลอบค้าสัตว์ป่าและพรรณพืชของไทย เนื่องจากการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าทั่วโลกมีปริมาณและมูลค่ามหาศาลรองลงมาจากการค้ายาเสพติด

เตือนเสรีอาเซียนข้าวกระเทือนหนักอนาคต'ข้าวไทย'สู้เพื่อนลำบากเตือนรัฐบาลเร่งเปิดการค้าเสรีอาเซียนอาจถึงขั้นนำเข้า

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555

นักวิชาการเผยผลกระทบเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ข้าวไทยได้รับผลกระทบหนัก ทั้งต้นทุนสูง คุณภาพต่ำลงอันเนื่องมาจากปัญหาสภาพอากาศจนทำให้ต้องร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยว กรุงเทพฯ * นักวิชาการเผยผลกระทบเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ข้าวไทยเดี้ยง คุณภาพต่ำ เพราะต้องร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยว หวังปรับตัวให้ทันภูมิอากาศ โลกร้อน-น้ำท่วม หวั่นอนาคตนำเข้าข้าวเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่29 สิงหาคม ที่โรงแรมตรัง กรุง เทพฯ ได้มีการจัดงานสัมมนาความเป็นธรรมด้านภูมิอากาศ หัวข้อประเด็นร้อนในโลกร้อน 2012 จัดโดยโครงการวิจัยนโยบายทางเลือกด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศใต้มิติความเป็นธรรม จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิ ชีววิถี กล่าวในหัวข้อวิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติอาหารและการพัฒนาภายใต้กรอบเออีซี (ประชา คมเศรษฐกิจอาเซียน) ว่า จากภาวะโลกร้อนและการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลกระทบต่อวิกฤติอาหารไทย โดยเฉพาะข้าว ในอดีตประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย แต่ปัจจุบันพม่ากลับยึดตำแหน่งนี้ไปครอง หากการเปิดตลาดการค้าเสรีของกลุ่มสมาชิกอาเซียนอาจทำให้ไทยมีรายได้ลดลง เนื่องจากการลงทุนในประเทศไทยมีสูง นักลงทุนอาจหันเหไปประเทศเพื่อนบ้านอาทิ ลาว กัมพูชา เพราะค่าแรงและวัตถุดิบมีมูลค่าต่ำกว่า

จากอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ทำให้คุณภาพของข้าวไทยลดลง เนื่องจากระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวมีน้อยกว่าเก่า ข้าวที่ได้มาตรฐานจาก 100-120 วัน ก็เหลือ 80-90 วัน ซึ่งลดมาตรฐานข้าวไทยลงบ้าง แต่เพื่อปรับให้ทันกับสภาพฝนฟ้าอากาศและเตรียมรับมือกับอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอีกในปีนี้

"ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเม็กซิโก ในอดีตเคยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดรายใหญ่ แต่เมื่อเขตการค้าเสรีเปิดอเมริกากลายเป็นผู้เพาะปลูกและส่งออกข้าวโพดมากกว่า จนปัจจุบันเม็กซิโกต้องนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาปีละกว่า 7 ร้อยล้านตัน ในอนาคตหากเขตการค้าอาเซียนเปิด ประเทศไทยอาจต้องนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้" นายวิฑูรย์กล่าว

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการชะลอการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน โดยนโยบายในการเจรจามี 3 อย่าง คือเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในเขตน้ำลึก การปลูกป่า และการเพาะเมล็ดพันธุ์พืช แต่รัฐบาลปัจจุบันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในระหว่างดำเนินการและจะให้ทันการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 2557

นายบุญลือ เจริญมี ประธานสหกรณ์คลองโยง จ.นครปฐม กล่าวว่า ผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมาส่งผลให้การเก็บเกี่ยวข้าวใช้ระยะเวลาน้อยกว่าเดิม ทำให้ข้าวที่ได้จะไม่เต็มรวง สีแล้วได้ข้าวเปลือกน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอีก และไม่ให้ผลิตผลทาง การเกษตรเสียหาย

ส่วนนายมนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวถึงโครงการสร้างเขื่อนไชยบุรีในพื้นที่แม่น้ำโขง ประเทศลาว ว่า เป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างมากของสัตว์น้ำ ทั้งการเพาะพันธุ์และขยายพันธุ์ ประชากรที่อยู่อาศัยบริเวณแม่น้ำโขงกว่า 2 หมื่นคนได้รับความเดือดร้อนส่วนประชาชนไทยในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต้องรับมือกับระดับน้ำที่ขึ้นลงระดับ 2 เมตร ในแต่ละวัน อีกทั้งยังหวั่นกระทบกับประเพณีบุญบั้งไฟพญานาค ที่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างเขื่อน.

ปั้นเมฆจากน้ำทะเลเพิ่มหนทางแก้ปัญหาโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 28 สิงหาคม 2555

กำลังมีข้อถกเถียงกันอย่างหนักในหมู่นักวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดที่จะเป็นทางเลือกใหม่เพื่อการแก้ปัญหาโลกร้อน นั่นคือการใช้เรือลำโตแล่นไปในมหาสมุทร จากนั้นก็ให้เรือสูบน้ำจากทะเลแล้วพ่นขึ้นไปในอากาศเพื่อให้เกิดขั้นตอนการควบรวมของไอน้ำจนก่อตัวเป็นเมฆช่วยบดบังหรือลดความร้อนจากรังสีพระอาทิตย์ได้

นายร็อบ วูด นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกี่ยวกับบรรยากาศของโลกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เป็นผู้นำเสนอแนวคิดบรรเจิด "ปั้นเมฆ" ด้วยน้ำทะเล พร้อมกับตั้งคำถามว่า มันจะเป็นอย่างไรหากนักการเมืองจะใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้เป็นหัวข้อในการหาเสียง มันคงไม่ทำให้เกิดปัญหาขัดขวางงานวิจัยเพื่อการนี้แน่นอน

วูดได้นำเสนอความคิดของเขาในข้อเขียนที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือด้านการประยุกต์ใช้วิชาฟิสิกส์ และกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ มาร่วมมือร่วมใจที่จะหาเงินทุนเพื่อการทดลองปั้นเมฆให้เป็นจริงเพราะเขาเชื่อว่ามันคุ้มที่จะลงทุนในการทำวิจัยครั้งนี้

ก่อนที่เขาจะนำเสนอแนวคิดใช้น้ำทะเลให้เป็นประโยชน์เพื่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นเขาเองได้ทำการทดลองในรูปแบบขนาดเล็กบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการทดลองควรจะต้องทำในสถานที่จริงและใช้ของจริง นั่นคือ เรือขนาดใหญ่แล่นกลางมหาสมุทร เพื่อผลสรุปที่ยืนยันได้ถึงการก่อตัวของเมฆจากการฉีดน้ำไปบนอากาศ และตรวจสอบบรรดาผลข้างเคียงต่างๆ ด้วย

การทดลองควรจะต้องใช้เรืออย่างต่ำ 5-10 ลำ ลอยห่างกันเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร แต่อยู่บนเส้นทางแนวเดียวกันทั้งหมด และฉีดน้ำพร้อมๆ กัน นอกจากนั้นยังต้องมีเครื่องบินเพื่อสำรวจดูความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าก่อนและหลังจากที่มีการพ่นน้ำขึ้นไปในอากาศแล้ว

วูดมั่นใจว่าหากมีความร่วมมือของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จะต้องประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย และมันจะเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโลกร้อนที่คุ้มค่า แต่ใช้เงินน้อยอย่างเหลือเชื่อ.

สศก.จับมือม.เกษตรศาสตร์ เปิดตัว KOFC ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษบกิจของประเทศต่างๆ ไม่ว่าประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งกระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกหน่วยเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบภาคการเกษตร อันเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งการรับทราบข้อมูลข่าวสาร การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแนวโน้มทางเศรษฐกิจทางการเกษตรที่ทันต่อสถานการณ์ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมทั้งภาคการผลิตการค้า การกำหนดนโยบายทางการเกษตร รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบายทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดมาตรการและการวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ

สศก.จึงได้ร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU-OAE ForesightCenter : KOFC) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกันระหว่างสศก. และคณะเศรษบศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีศูนย์วิจับเกษตรศาสตร์ประยุกต์ ในด้านนโยบายทางการเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาชนบทธุรกิจการเกษตร การวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบาย ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งรวบรวม วิเคราะห์และให้บริการข้อมูลที่จำเป็นทางเศรษฐกิจการเกษตรและดำเนินการสร้างเครื่องชี้วัดและการพยากรณ์ที่สามารถบอกภาวะเศรษฐกิจการเกษตรล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แล้ว ยังดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษบกิจการเกษตรของประเทศไทย และประเมินผลกระทบและรายงานเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรอีกด้วย

น้ำแข็งในอาร์กติกถึงขั้นวิกฤติ โลกร้อนส่งผลอีก10ปีละลาย

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555

ความกังวลเกี่ยวกับโลกร้อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและสภาพอากาศที่แปรปรวนทั่วโลก ค่อนข้างจะเพิ่มระดับความเคร่งเครียดให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดองค์กรอวกาศแห่งยุโรปออกโรงเตือนว่า มีสัญญาณบ่งบอกว่าทะเลอาร์กติกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งนั้นมีภาวะการละลายเร็วขึ้นกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ถึง 50%

"ปีที่ผ่านมา ดาวเทียมเพื่อตรวจสอบอากาศและภูมิประเทศในแถบอาร์กติกสำรวจพบว่าน้ำแข็งกว่า 900 คิวบิกกิโลเมตร หายไปจากมหาสมุทร ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงมากว่าโลกเราร้อนขึ้นเรื่อยๆและภาวะเรือนกระจกก็ยังคงสร้างผลกระทบอยู่ และที่สำคัญคือภาวะการละลายของน้ำแข็งอาจจะถูกฉกฉวยโอกาสจากธุรกิจเจาะหาน้ำมัน รวมทั้งอุตสาหกรรมการจับปลาในแถบทะเลลึกดังกล่าว ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาละลายของน้ำแข็งเร็วยิ่งขึ้นกว่าที่ธรรมชาติได้กระทำกันเอง" ดร.เซย์มัวร์ แล็กซอน แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็น

ข้อมูลใหม่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับสภาพน้ำแข็งหลอมละลายที่อาร์กติกนี้ เกิดจากการทำงานของดาวเทียมดวงใหม่ CryoSat-2 ที่ศึกษาเกี่ยวกับระดับความหนาบางของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเป็นการเฉพาะ และพบว่าน้ำแข็งส่วนหนึ่งหายไปอย่างเห็นได้ชัด และยังพบภาวะความหนาของน้ำแข็งในบริเวณเดียวกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน และปัญหาการกระทำของฝีมือมนุษย์

รายงานข่าวระบุว่า การสำรวจเมื่อหน้าหนาวของปี 2004 ในอาร์กติกมีน้ำแข็งประมาณ 17,000 คิวบิกกิโล เมตร แต่มาหน้าหนาวปีนี้เหลืออยู่แค่ 14,000 คิวบิกกิโล เมตรเท่านั้น.

by ThaiWebExpert