หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ตัดทิ้งยางพารากว่า 24 ไร่ ลอบปลูกในป่า 'ภูลังกา'


รอง ผวจ.บึงกาฬนำ จนท.เข้าตัดทำลายต้นยางพารา1,700ต้นในป่า"ภูลังกา"เขตอ.บึงโขงหลง หลังมีชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางปลูกยางในพื้นที่กว่า24ไร่ ยึดคืนผืนป่า ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ


เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 ส.ค.57 นายธวัชชัย รักขนาม รอง ผวจ.บึงกาฬ พร้อมด้วย นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) นายสุรสันต์ เพชรสุวรรณรังษี ปลัดจังหวัดบึงกาฬ พ.ท.คทาสิทธิ์ เสียงอ่อน เสธ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.บึงกาฬ นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ จนท. เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต.จำนวน 150 นาย เข้าตัดทิ้งยางพาราจำนวน 2 แปลง ที่มีผู้บุกรุกเข้าไปปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา บริเวณบ้านโนนชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าต้นยางพาราในแปลงดังกล่าว อายุยาง 4 ปีและ 10 ปี จำนวน 1,700 ต้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 46 ตารางวา ที่มีราษฎรบุกรุกแผ้วถาง ซึ่งการเข้าไปตัดต้นยางในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 22 เข้าดำเนินการตรวจยึดดำเนินคดี โดยไม่มีเจ้าของแปลงยางพารามาแสดงตน หรือขัดขวางในการตัดทิ้งต้นยางในครั้งนี้แต่อย่างใด

นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สบอ.10 กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมหารือระดับจังหวัดเพื่อยึดคืนผืนป่า 2 แปลง แต่เจ้าของยางได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ ต่อมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน และกำหนดวันเข้าตัดทำลายต้นยางพาราในวันนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีฝนตกลงมาตลอด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยทุกคนให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันดี ใช้เวลาถึงเที่ยงวันก็ตัดเสร็จ หลังจากนี้จะนำไม้ยืนต้นมาปลูกทดแทนต้นยางพารา เพื่อคืนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกาต่อไป.

 

ประมงระยอง จ่อฟ้อศาล คราบน้ำมันเกยหาดเสม็ด

24 ก.ค. 2557 21:00


สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เตรียมรวบรวมรายชื่อกว่า 100 คน เพื่อยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่งเรียกร้องค้าชดเชย กรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด

วันที่ 24 ก.ค.57 มีรายงานว่า ที่สมาคมประมงเรือเล็ก ศาลาร่วมใจ ชายหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ได้มีกลุ่มประมง เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.โกลบอล เคมิคอล จำกัด รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด เมื่อเดือน ก.ค. 56 กว่า 100 คน ทยอยมา ลงรายชื่อ และยื่นเอกสารส่วนตัวให้กับกลุ่ม เพื่อรวบรวมรายชื่อ ยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่ง เรียกร้องเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยได้รับ

นายสำออย รัตนวิจิตร นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เปิดเผยว่า หลังจากคาบน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ด ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้กระจายเป็นวงกว้าง และยังไม่จบสิ้น เพราะถึงแม้ว่า ทาง บริษัท ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในช่วงเกิดเหตุ มีการจ่ายเงินเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบไปบ้างแล้วนั้น แต่เวลาผ่านไป 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายหรือจบลง เพราะทุกวันนี้ชาวประมง ยังหากินไม่ได้ สัตว์น้ำในทะเลร่อยหรอ เพราะมันถูกตัดวงจรชีวิต ตั้งแต่เกิดเหตุ ส่วนสภาพของท้องทะเลตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีแต่คาบน้ำมัน ผุดขึ้น ตามชายหาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สัตว์ทะเลตายผิดธรรมชาติ บ่อยครั้ง

นายสำออย เปิดเผยต่อว่า จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามาตรวจสอบซ้ำ และเร่งแก้ไขปัญหา ก่อนท้องทะเล จะไม่เหลือ กุ้งหอยปูปลา ให้ลูกหลานได้เห็น อีกในอนาคตซึ่งในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค) เวลา 09.00 น. แกนนำกลุ่มประมง พร้อมทนายความ นัดหมายนำเอกสารหลักฐาน ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค้าชดเชย จากการได้รับผลกระทบกรณีคราบน้ำมันรั่ว เพราะการจ่ายเงินเยียวยาที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ ต่อมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมในการยื่นฟ้อง กว่า 400 ราย. 

สารพิษในวัสดุก่อสร้าง


     เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายสมพร จองคำ ผอ.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่าขณะนี้มีบ้านและคอนโดนมิเนียมจำนวนมากนำวัสดุจำพวกหินแกรนิต หินภูเขาไฟ หรือหินที่มีส่วนผสมของแร่ชนิดต่างๆ ที่นำมาเป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้าง ซึ่งในวัสดุดังกล่าวมีส่วนผสมของก๊าซเรดอนในตระกูลก๊าซเฉือยที่มีอยู่ในธรรมชาติปะปนอยู่ และจะส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในบ้านปูนที่เปิดแอร์ตลอด หรือไม่มีอากาศถ่ายเท อาจได้รับผลกระทบจากการสูดแก๊สเรดอนเข้าไปเป็นเวลานานและอาจนำมาสู่การเป็นมะเร็งปอดได้ ดังนั้น ขอให้ผู้ประกอบการด้านวัสดุก่อสร้างได้นำตัวอย่างวัสดุที่จำหน่ายให้ลูกค้ามาตรวจวัดค่าแก๊สเรดอน โดยขอรับคำปรึกษาได้ที่ สทน. โทร. 0-2401-9885 เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวของผู้บริโภค

ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 18 มิ.ย. 2557 (กรอบบ่าย)

คพ.ชี้ปี 57 ภาคเหนือเจอ 'ฝุ่นละออง' สูงกว่าปีก่อน

     คพ.เผยปี 57 ภาคเหนือมีแนวโน้มเจอปัญหา 'ฝุ่นละออง' สูงกว่าทุกปี พร้อมขอความร่วมมือ 9 จังหวัดภาคเหนือ งดเผาในที่โล่ง ทั้งเผาป่า เผากิ่งไม้ เผาขยะมูลฝอย รวมถึงเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตร...
     กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เฝ้าติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังสถานการณ์หมอกควันในภาคเหนือ 9 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-11 มีนาคม 2557 ซึ่งพบปริมาณฝุ่นละอองสูงสุด 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 7 มีนาคม 2557 ที่สถานีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในหลายจังหวัด
     จากสถานการณ์มลพิษหมอกควันภาคเหนือ ในขณะนี้ที่เกินค่ามาตรฐานในหลายจังหวัด เมื่อเปรียบเทียบผลการตรวจวัดจำนวนวันที่ฝุ่นละอองมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ระหว่างปี 2556-2557 ในช่วงวันที่ 1 มกราคม-11 มีนาคม พบว่า ปี 2557 ที่มีปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน จำนวน 21 วัน ที่จ.ลำปาง แพร่ พะเยา น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ในขณะที่ปี 2556 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน 8 วัน ที่จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย แม่ฮ่องสอน และแพร่
     คพ.จึงขอความร่วมมือประชาชน เกษตรกร ลดต้นเหตุของปัญหาหมอกควัน โดยงดเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นการเผาป่า การเผาเศษกิ่งไม้ใบไม้ การเผาขยะมูลฝอยในครัวเรือน และการเผาเศษวัสดุในพื้นที่เกษตร ในช่วงเวลาห้ามเผาของแต่ละจังหวัด ดังนี้

จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 21 เมษายน 2557
จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มกราคม – 30 เมษายน 2557
จังหวัดลำปาง วันที่ 27 มกราคม – 6 พฤษภาคม 2557
จังหวัดลำพูน วันที่ 21 มกราคม – 30 เมษายน 2557
จังหวัดแพร่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 11 พฤษภาคม 2557
จังหวัดพะเยา วันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดน่าน วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดแม่ฮ่องสอน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2557
จังหวัดตาก วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 13 เมษายน 2557

ทั้งนี้ หากพบเห็นการเผาในที่โล่ง ขอให้แจ้ง 1362 (ไฟป่า) 1784 (การเผาในชุมชน) 1650 (สายด่วน คพ.) เพื่อจะได้ดำเนินการดับไฟได้อย่างทันท่วงที และขอฝากให้ประชาชนติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศ ซึ่ง คพ. มีการรายงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้ปฏิบัติตนให้ถูกต้องกรณีเกิดหมอกควัน เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ) ใช้ผ้าชุบน้ำปิดปากและจมูก งดออกกำลังกลางแจ้งในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม

ตัดวงจรโรคร้ายสายพันธุ์ใหม่

ผู้เขียน: 
นิพนธ์ โชติบาล - เตือนใจ นุชดำรงค์


นิพนธ์ โชติบาล  -  เตือนใจ นุชดำรงค์
กรมอุทยานฯ “เอาอยู่” สกัดกระทิงป่ากุยบุรีตายแก้พิษ “คอสตริเดียม โนวิอาย”
คอสตริเดียม โนวิอาย (Clostridium novyi)

     โรคร้ายสายพันธุ์ใหม่จาก เชื้อแบคทีเรีย น่าจะเป็น “คำตอบสุดท้าย” ในความพยายามค้นหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของกระทิงป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 24 ตัว ที่ตายต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2556 ถึงวันที่ 22 ม.ค. 2557
     และนั่นน่าจะหมายถึงความพยายามของ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการหยุด “ความตาย” ของกระทิงป่ากุยบุรี น่าจะใกล้ความเป็นจริง
     เพราะหลังการพบซากกระทิงตัวสุดท้าย จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีรายงานการพบซากกระทิงเพิ่มเติม
     และหากย้อนรอยกลับไปในช่วงมีการพบซากกระทิงต่อเนื่องในพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู ป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จะพบว่ามีข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุการตายของกระทิงมากมายทั้งความขัดแย้งในพื้นที่และการวางยา
     และก่อนที่ข้อสันนิษฐานจะลุกลามบานปลาย กรมอุทยานฯ ซึ่งรับผิดชอบผืนป่ากุยบุรีก็เร่ง “ค้นหาข้อเท็จจริง” โดย นายนิพนธ์ โชติบาล รอง อธิบดี รักษาการอธิบดีกรมอุทยานฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการตายของกระทิงขึ้นมา 2 ชุด เพื่อเป็นการตีกรอบ “ประเด็น” หรือ “สาเหตุการตาย” ของกระทิงให้แคบลง โดยชุดที่ 1 เป็นคณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ และเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มี นายสมัคร ดอนตาปี ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ เป็นประธาน และชุดที่ 2 เป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางวิชาการ ดูเกี่ยวกับเรื่องของสารพิษกับ โรค มี นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รอง อธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน
     ซึ่งล่าสุด ได้ผลสรุปว่า ไม่มีสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานฯด้วยกันถึงขนาดจะต้องมีการวางยากระทิง ส่วนเรื่องการแย่งชิงงบประมาณในพื้นป่ากุยบุรี จากการตรวจสอบพบว่า มีแต่งบประมาณปกติ ไม่มีงบประมาณพิเศษเข้ามา จึงไม่น่าเป็นชนวนเหตุการตายของกระทิง
     “เช่นเดียวกับการล่าตัดออกไป เพราะเราพบเนื้อและเขาของกระทิงอยู่ครบ รวมทั้งไม่พบอาวุธใดๆ ในพื้นที่ที่กระทิงถูกฆ่า ขณะที่กรณีเจ้าหน้าที่ ขัดแย้งกันแล้วไปฆ่ากระทิง ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผลก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะการวางยากระทิงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ คนโกรธแค้นกันวางแค่ตัว 2 ตัวก็พอแล้ว ไม่ต้องวางถึง 24 ตัว มันไม่สมเหตุสมผล” นายนิพนธ์ระบุ
     ขณะที่ผลการสอบสวนในส่วนของสารพิษกับโรคของกระทิง พบว่า ไม่พบโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ยาเบื่อหนู ไซนาไนด์ สารหนู แม้จะพบไนเตรทจากพืชอาหารในกระเพาะของซากกระทิงเกือบทุกตัว แต่ปริมาณไนเตรทไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้กระทิงตายได้ ส่วนไมยราบไร้หนาม พบมีการกระจายอยู่น้อยมากในพื้นที่ที่พบซากกระทิง โดยพืชที่กระทิงกินส่วนใหญ่ 99.5% คือหญ้า เพราะฉะนั้นไมยราบไร้หนาม จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้กระทิงตายได้
     นอกจากนี้ การตรวจวิเคราะห์ ดิน ดินโป่ง ตะกอนดิน และแหล่งน้ำ ก็ไม่พบยาฆ่าแมลง หรือ ไซยาไนด์
     ดังนั้น เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย ที่พบจากกระทิง 15 ซากและจากดิน 1 ตัวอย่าง ที่ตรวจสอบโดยทีมสัตวแพทย์กรมอุทยานฯ ร่วมกับคณะสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงน่าจะเป็นไปได้ที่สุด
     “เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย เป็นเชื้อที่สามารถผลิตสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคดำหรือโรคแบล็ก ดีซีส (Black disease) เชื้อดังกล่าวอยู่ในดินและเมื่อกระทิงไปกินหญ้าจากดินที่มีเชื้อทำให้ ได้รับเชื้อและเชื้อจะไปบล็อกไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปในร่างกายและทำลายอวัยวะภายในจนทำให้ตายแบบฉับพลันได้ แต่ในประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานการพบโรคนี้มาก่อน” สพ.ญ.ตวงทอง ปัจฉิมศิริ สถาบันสุขภาพสัตว์กรมปศุสัตว์ หนึ่งในทีมแพทย์กล่าว
     ขณะที่ นางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานฯ กล่าวเสริมว่า เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอายหรือโรคดำ ทำให้เกิดโรคโลหิตเป็นพิษเฉียบพลัน โรคดำได้รับชื่อจากลักษณะสีเข้มหรือสีดำใต้ผิวหนังเนื่องจากการแตกของเส้นเลือดฝอยในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ในต่างประเทศพบในวัว แกะ ม้า ที่ไปกินดินในพื้นที่ที่มีพยาธิใบไม้ตับ แบคทีเรียดังกล่าวจะผลิตสปอร์ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายสัตว์จากลำไส้และสปอร์จะถูกส่งไปยังตับและจะปล่อยสารพิษทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ ระบบหลอดเลือด ทำให้สัตว์อยู่ในภาวะซึมเศร้าและตายในที่สุด ซึ่งในส่วนของกระทิง ต้องศึกษาต่อไปว่า เชื้อนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้กระทิงส่วนใหญ่ตายหรือไม่ ทั้งนี้เชื้ออาจจะเข้าสู่ตัวกระทิงโดยกระทิงไปกินหญ้าที่มีดินปนเปื้อนอยู่
     “ขณะนี้ เชื้อแบคทีเรียคอสตริเดียม โนวิอาย ถูกส่งไปเพาะเชื้อในต่างประเทศเพื่อยืนยันว่าใช่สาเหตุที่แท้จริงหรือไม่ ภายในเดือน ก.พ.นี้ น่าจะทราบผลอย่างเป็นทางการ” ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่ากล่าวย้ำ
     และระหว่างที่รอการยืนยัน กรมอุทยานฯ ได้ดำเนินการกลบฝัง ทำลายซากกระทิงและฆ่าเชื้อบริเวณเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณที่พบซากกระทิงเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค รวมทั้งกำหนดแนวเขตกันชน (buffer zone) เพื่อป้องกันการระบาดของโรคสู่สัตว์ป่า
     “จากนี้กรมอุทยานฯจะตั้งคณะทำงานสำรวจติดตามประชากรกระทิงและสัตว์ป่าชนิดอื่น รวมทั้งตั้งคณะทำงานติดตามสุขภาพสัตว์เพื่อทำการเก็บตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่งเพื่อตรวจสุขภาพสัตว์ป่า เรียกว่าคุมเข้มทั้งระบบ ที่สำคัญจะมีการตั้งสถาบันสุขภาพสัตว์ป่าแห่งชาติเพื่อเสริมสร้างให้มาตรการ ป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์ป่ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายนิพนธ์กล่าว
     “ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า แม้จะยังไม่มีการชี้ชัดลงไปว่าสาเหตุที่กระทิงป่ากุยบุรีตาย เพราะโรคดำที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคอส– ตริเดียม โนวิอายหรือไม่ แต่เราเห็นความพยายามของกรมอุทยานฯในการค้นหา “คำตอบ” รวมทั้งมาตรการในการป้องกันท่ามกลางความสับสน การตั้งคำถามและความกดดันจากสังคม
     จากวันนี้คงต้องรอผลการยืนยันเชื้อจากห้องปฏิบัติการและเร่งลงมือแก้ไข
     อย่าให้กระทิงต้องสังเวยชีวิตด้วยโรคร้ายต่อไปอีกเลย.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำฮับสิ่งแวดล้อมรับอาเซียน

 

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานสถาปนา 21 ปี สส. ภาย ในงานมีกิจกรรมต่างๆเช่น พิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้างดีเด่นรวมไปถึงมีการออกร้านตลาดนัดสีเขียว นำสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมมาจำหน่ายกับผู้สนใจและจัดเวทีวิชาการหลายเวที โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี สส. กล่าวว่า ระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา สส.ทำงานต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โครงการชุมชนปลอด ขยะ หรือขยะเป็นศูนย์ ส่วนผลงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและการสร้างภาคีเครือข่าย เช่น การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) โดยดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2553 ถึงปัจจุบัน มี ทสม. ทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด มีสมาชิกประมาณ 150,000 ราย

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ที่สำคัญ เร็วๆนี้ สส.จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร การรายงานสภาพแวดล้อมในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรือเป็นฮับด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียน โดยจะเสนอนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทส.

 

หนุนการเกษตรยั่งยืนลดปล่อยก๊าซโลกร้อน

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเสนอแนวทางทำเกษตรลดปล่อยก๊าซโลกร้อน หลังพบว่า ก๊าซคาร์บอนถูกปล่อยออกมาจากภาคการเกษตรทั่วโลกถึง 29 เปอร์เซ็นต์ของคาร์บอนทั้งหมดในแต่ละปี...

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยและให้คำปรึกษาทางการเกษตร (ซีจีเอไออาร์) เผยรายงานการศึกษาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เมื่อ 31 ต.ค. พบว่า ก๊าซคาร์บอนซึ่งถูกปล่อยออกมาจากภาคการเกษตรทั่วโลก คิดเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซคาร์บอนทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละปี นอกเหนือจากก๊าซคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานและการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรโลก

ส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมากที่สุด ได้แก่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งต้องทำลายพื้นที่ป่าธรรมชาติจำนวนมากเพื่อปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และปัจจัยรองลงมาคือการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ซีจีเอไออาร์เสนอแนะว่าประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก เช่น อังกฤษ ควรพิจารณานโยบายนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศอื่นๆที่มีการจัดการปศุสัตว์โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทางธรรมชาติแทน ขณะที่จีนจะต้องลดปริมาณ การใช้สารเคมีในการเพาะปลูกทั่วประเทศลง.

กองทุนสิ่งแวดล้อมทุ่ม 2 พันล้านทำฐานข้อมูลกันรุกป่า

โดย ไทยรัฐ วันที่ 11 กันยายน 2555

ทส.ลุยทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ สำรวจพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 73 จังหวัด ป้องกันการรุกป่า กองทุนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้งบกว่า 2 พันล้าน เชื่อมีความสมบูรณ์และน่าเชื่อถือที่สุด...

จากการประชุมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ โดยนายชำนาญ เอกวัฒนโขติกูร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี พ.ศ.ต่างๆ สำหรับใช้พิสูจน์สิทธิในที่ดินและตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐ การจัดทำฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ได้แก่ แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าชายเลน แนวเขตป่าไม้ถาวรตามมติ ครม. โดยมีการสอบทานแนวเขตป่าไม้ร่วมกับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่รววบรวมข้อเท็จจริงของแนวเขตทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งศึกษารูปแบบออกแบบจัดทำฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศ ภูมิศาสตร์ เพื่อแก้ไขการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ

นายอุดม จันทรสุข นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักปลัด ทส. กล่าวว่า ได้ทำฐานข้อมูลแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 5 ช่วงปี เริ่มตั้งแต่ปี 2495-2547 มารวมไว้เป็นฐานข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศชุดเดียวกันที่ ทส.โดยใช้งบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จำนวน 2,254 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยสำรวจพื้นที่ป่าอนุรักษ์และที่ดินของรัฐทุกประเภทในพื้นที่ 73 จังหวัด โดยให้ทั้งหน่วยงานของรัฐและราษฎรร่วมชี้แนวเขตก่อนลงพิกัดและเส้นแนวเขตในแผนที่ โดยยึดตามแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาเป็นหลัก ซึ่งทำให้รู้ว่าใครอยู่มาก่อน หรือหลังประกาศเขตป่า ซึ่งข้อมูลจาก ทส. ถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์และน่าเชื่อถือที่สุดในขณะนี้.

กรมอุทยานจ่อฟ้องรีสอร์ตทับลานเอาผิดแพ่งคดีโลกร้อน

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2555

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่หวั่นเจ้าของรีสอร์ตจ่อฟ้องร้องค่าเสียหาย500ล้าน บอกขอชาติหน้าจะมาจ่ายคืน จ่อฟ้องกลับคดีโลกร้อน เอาผิดทางแพ่งทุกรีสอร์ต ลั่นต้องรื้อทิ้งให้หมดก่อนเกษียณ...

วันที่ 29 ก.ค. นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และอ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รอบ 3 ว่า ได้รับรายงานจากนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯ ทับลาน ว่าภาพรวมการรื้อถอนทั้ง 9 จุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยวันนี้มีการตัดฟันต้นยางพาราเพิ่มเติมในพื้นที่บุกรุกบางจุด แต่ไม่มีกลุ่มมวลชนออกมาขัดขวางหรือต่อต้านรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ และรีสอร์ตที่บุกรุกพื้นที่ครั้งนี้ก็ได้รายงานให้นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมประชุม ครม. ที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 30 ก.ค. ทราบแล้ว ว่าปฏิบัติการเป็นไปด้วยความราบรื่น

เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ตเตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 500 ล้านบาทนั้น นายดำรงค์ กล่าวว่า เขาอยากจะฟ้องก็ให้ฟ้องร้องไป เอาไว้ชาติหน้าตนค่อยมาใช้คืน จากนี้กรมอุทยานฯ ก็จะรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทางแพ่ง (คดีโลกร้อน) จากเจ้าของรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศทุกรายเช่นกัน ส่วนกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ต อ้างว่ามีเอกสารที่ตนเซ็นรับรองไว้เมื่อ ปี 2548 เมื่อครั้งเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าจะให้เช่าพื้นที่ต่อนั้น ตนยอมรับว่าเป็นคนเซ็นรับรองในเอกสารดังกล่าว แต่เป็นความเข้าใจผิดของเจ้าของรีสอร์ตว่าจะให้เช่าพื้นที่ เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นการให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมว่า พื้นที่ใดอยู่ในโซนบริการ โซนอนุรักษ์ หรือเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ใดบ้าง และเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาก็ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วว่าหากกรมอุทยานฯ จะให้รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกอุทยานฯ และดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว โดยเจ้าของขอมอบสิ่งปลูกสร้างให้อุทยานฯ และขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการต่อนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาชัดเจนแล้วว่ากรมอุทยานฯ ไม่สามารถให้เช่าพื้นที่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีทางออกใดนอกจากต้องรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ออกไปให้หมด

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหลังการปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะเราดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตนคิดว่าจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จทั้งหมดในระหว่างที่อยู่ ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ทั้งส่วนที่ศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเสร็จแล้ว รอการรื้อถอนหลังจากนี้อีก 10 แห่ง และอยู่ระหว่างขั้นตอนของศาลปกครองอีก 20 กว่าแห่ง รวมทั้งในส่วนที่ชุดเคลื่อนที่เร็วที่กรมอุทยานฯ แต่งตั้งขึ้น และอุทยานฯ ทับลานได้เข้าดำเนินการจับกุมเพิ่มเติมจำนวน 418 คดีที่ได้ยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนแล้วนั้น ตนจะหารือกับผู้บริหารกรมอุทยานฯ เพื่อเข้าดำเนินการรื้อถอนให้หมด โดยใช้อำนาจตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ที่ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ได้อยู่แล้ว

“ปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้ ได้รับกำลังใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เสร็จภารกิจผมมานั่งกินข้าวแกงที่ร้านริมถนน มีประชาชนนำพวงมาลัยมามอบให้ และชื่นชมว่าทำเพื่อประเทศชาติ ทำให้กรมอุทยานฯ มีกำลังใจขึ้นมาก แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคต่างๆ นานา โดยเฉพาะแรงต้านจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผมพิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอศาล เพราะท้ายที่สุดเชื่อว่าศาลน่าจะพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ออกจากพื้นที่อุทยานฯอยู่แล้ว เพราะชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ และมาตรา 22 ของ พ.ร.บ. อุทยานฯ ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกเต็มที่ ดังนั้นคิดว่าจะระดมกำลังจำนวน 5,000 นายขึ้นไป มาดำเนินการเหมือนครั้งล่าสุดนี้ ถ้าใช้กำลังคนเพียง 500-600 คนเหมือนสองครั้งที่ผ่านมาก็มีการเกณฑ์คนออกมาต้าน ทั้งนี้หลังการหารือผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 16 สำนักทั่วประเทศแล้วจะทยอยดำเนินการ โดยรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 400 กว่าแห่งนี้ จะใช้กำลังคนเข้าดำเนินการจุดละ 50 คน ค่อยๆ ทยอยดำเนินการไปเรื่อยๆ ภายในเดือน ก.ย. ที่ผมจะเกษียณอายุราชการนี้ รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จะต้องหมดไปจากพื้นที่ เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ ไม่อยากให้ยืดเยื้อออกไป เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับอธิบดีคนต่อไปที่จะมารับหน้าที่ต่อจากผม นอกจากนั้นในส่วนของรีสอร์ทใหญ่กลางทะเล ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า –หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ก็จะดำเนินการรื้อถอนภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ เช่นกัน ” นายดำรงค์ กล่าว

ออสซี่บังคับใช้ กม.เก็บภาษีคาร์บอนแล้ว

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว แม้มีเสียงต่อต้านจากหลายฝ่าย รวมถึงพรรคฝ่ายค้าน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามรัฐบัญญัติการใช้พลังงานสะอาดลดการใช้พลังงานจากซากฟอสซิล แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากพรรคฝ่ายค้าน และประชาชนจำนวนมาก ซึ่งระบุว่าการเก็บภาษีดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่บริษัทอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

กฎหมายภาษีคาร์บอน มีผลบังคับใช้ต่อบริษัทเหมืองแร่ ผู้ผลิตเหล็ก สายการบิน และบริษัทผลิตพลังงานในประเทศราว 300 แห่ง โดยบริษัทเหล่านี้ ต้องจ่ายภาษี 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 759 บาท) ต่อก๊าซคาร์บอนจำนวน 1 ตัน ที่บริษัทปล่อยออกมา สูงกว่าภาษีคาร์บอน ราคา 8.7-12.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ที่เก็บในสหภาพยุโรปมาก มาตรการนี้ออกเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ได้ตามเป้าภายในปี 2020

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านออกมาโจมตีนโยบายนี้ของรัฐบาล ระบุว่าภาษีคาร์บอนคือยาพิษ ที่จะทำให้ค่าครองชีพในประเทศสูงขึ้น และประกาศว่าจะยกเลิกกฎหมายนี้ทันที หากพวกเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2013 ขณะที่ นางจูเลีย กิลลาร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า ภาษีนี้จะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ซึ่งจะในไปใช้เพิ่มในส่วนของเงินสวัสดิการ เงินบำนาญของประชาชนในประเทศต่อไป.

ภาพ http://m.thairath.co.th/content/oversea/272774

by ThaiWebExpert