หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ตามรอย "เจ้าฟ้านักอนุรักษ์" ทส.ลั่น 30 เม.ย.เปิดฉากร่วมคุ้มครองโลกสางวิกฤติสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม


หากเปรียบเทียบโลกเป็นคนป่วย ก็ต้องนับว่ามีอาการโคม่าใกล้จะถึงขั้นตรีทูต

และยิ่งนับวันวิกฤติสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาขยะ ปัญหามลพิษทางน้ำ ทางอากาศ ปัญหาสารพิษตกค้างในอาหารและ สิ่งแวดล้อม ปัญหาการทำลายป่า บุกรุกป่าสงวน ป่า อนุรักษ์ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรชายฝั่งและทะเล และปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน ฯลฯ

นี่คือสภาพความเป็นจริงที่รายล้อมตัวเราซึ่งทุกคนในสังคมไทยและสังคมโลกต่างรับรู้อยู่แก่ใจ

ในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงใช้ฤกษ์ดี วันที่ 30 เม.ย. เป็นวัน “ดีเดย์” เพื่อสางวิกฤติสิ่งแวดล้อม ที่หมักหมมและฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ด้วยการจัดงาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” เพื่อร่วมกับนานาชาติรณรงค์เนื่องในวันคุ้มครองโลก ให้สังคมเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยถือเป็นปฏิบัติการต่อเนื่องจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2513 ให้ “วันที่ 22 เม.ย.ของทุกปี” เป็น “วันคุ้มครองโลก (Earth Day)”

“ปีนี้กระทรวงมีการจัดงานเป็นพิเศษกว่าทุกปี เนื่องในโอกาสสำคัญ คือ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี “เจ้าฟ้านักอนุรักษ์” ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย โดยเฉพาะการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าทรัพยากรป่าไม้และแหล่งน้ำ ทั้งยังทรงสืบทอดพระราชภารกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาฐานทรัพยากรของประเทศที่นำไปสู่หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นกุญแจนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งรับผิดชอบการจัดงาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” กล่าวถึงความพิเศษของงานในปีนี้

อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังระบุในตอนหนึ่งด้วยว่า ในส่วนของรัฐบาลเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีบัญชาให้กระทรวงทรัพยากรฯ เร่งแก้วิกฤติสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน ไม่เฉพาะการเอาจริงเอาจังกับการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ หรือบุกรุกป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศที่รัฐบาลประกาศใช้ มาตรา 44 แต่ปัญหาอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะปัญหาขยะมูลฝอย ที่ล่าสุดสำรวจพบว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยตกค้างสะสมทั่วประเทศ 30.8 ล้านตัน ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศมีประมาณ 26.2 ล้านตัน และมีปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนทั่วประเทศ 0.5 ล้านตัน นอกจากนี้ยังมีขยะติดเชื้อเกิดขึ้นทั่วประเทศอีกประมาณ 50,000 ตัน เรียกว่าสะสมกันมานานและส่อเค้าทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ส่วนปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน สารอันตรายและสารพิษ เป็นต้น ก็ต้องเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน ภายใต้โรดแม็ปของแต่ละปัญหา เพื่อให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบและมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการชำระสะสางให้ชัดเจน

รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพและปริมาณของสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ ที่อาจจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายมาเป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญในการจัดการปัญหารวมทั้งกำหนดนโยบายการจัดการ ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เฉกเช่นเดียวกับที่รัฐบาลกำลังดำเนินการตามมาตรา 44 ในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกผืนป่า

งาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงาน ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 12.00-17.30 น. ณ โรงละครแห่งชาติ ถนนราชินี กรุงเทพฯ ในงานจะมีกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นิทรรศการการจัดการขยะที่ยั่งยืน การจัดแสดงผลงานที่ชนะเลิศการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ระดับประเทศ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดจากวัสดุรีไซเคิล การมอบเข็มเชิดชูเกียรติสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม ขอฝากความหวังและเอาใจช่วยให้งาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” ครั้งนี้ สามารถจุดประกายความรู้-รัก สิ่งแวดล้อมให้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจคนไทย รวมถึงการ สร้างความจริงใจกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดย เฉพาะภาครัฐต่อการสะสางวิกฤติครั้งนี้อย่างจริงจัง

คงน่าเสียดายหากการจัดงานที่มีคุณค่า ได้รับการตอบรับและสร้างความประทับใจกับผู้คนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไร้ซึ่งการสานต่อและลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นยอมไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศได้

วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้าขั้นโคม่าเกิดขึ้นเพราะน้ำมือของคน การดูแล แก้ไข สะสาง เยียวยาก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็นหน้าที่ของคนเช่นกัน. 

แฉมลพิษทางอากาศ-เสียงร้องสูงสุด

นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในปี 2557 มีการร้องเรียนปัญหามลพิษรวม 6,026 เรื่อง ปัญหาที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ มลพิษทางอากาศ ได้แก่ กลิ่นเหม็น ฝุ่นละออง เขม่าควัน ร้อยละ 41 หรือ 2,475 เรื่อง รองลงมาคือ ปัญหาด้านเสียง ความสั่นสะเทือน ร้อยละ 38 หรือ 2,331 เรื่อง ส่วนใหญ่มากจากโรงงานอุตสาหกรรม ร้องเรียนเกี่ยวกับขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ของเสียอันตรายมีมากกว่า 500 เรื่อง และหลายกรณีเป็นอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา เพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมี ที่นิคมอุตสาหกรรมที่บางปู ข่าวไฟไหม้-น้ำมันรั่ว-สารเคมีรั่วไหล อีกเกือบ 20 ครั้ง ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับคำปรึกษา และสามารถร้องเรียนปัญหาด้านมลพิษสะดวกขึ้น คพ.จึงจัดหน่วยรับเรื่องร้องเรียน ร่วมกับกิจกรรมในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 31 มี.ค.นี้ เวลา 09.00-21.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อที่จะขยายช่องทางการติดต่อร้องเรียน และรับปัญหาร้องเรียนด้านมลพิษจากประชาชนโดยตรง เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า คพ.ยังมีช่องทางการรับเรื่องปัญหาอีกหลายช่องทาง เช่น โทรศัพท์ 0-2298-2222 หรือศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี หมายเลข 1650 กด 2 หรือตู้ ปณ.33 สามเสนใน กรุงเทพฯ 10400 ศูนย์บริการประชาชนกรมควบคุมมลพิษ 92 ซ.พหลโยธิน 7 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400


นายวิเชียรกล่าวต่อว่า การร้องเรียนปัญหามลพิษมายังหน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ถือเป็นทางออกหนึ่งที่ประชาชนนึกถึงเป็นอันดับแรก และภาครัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน.

ภัยธรรมชาติซ้ำเติมคนยาก


การศึกษาวิจัยครั้งใหม่ ทำให้รู้ลางร้าย ข้างหน้า ว่า ความวิปริตผันผวนของอากาศ จะบีบคั้นให้มนุษย์ตามท้องถิ่นยากจน ในส่วนต่างๆของโลก ต้องยากจนข้นแค้นหนักขึ้น

พวกผู้เชี่ยวชาญอ้างว่า ภัยธรรมชาติอย่างความแห้งแล้ง จะเป็นต้นเหตุใหญ่ที่สุดของความยากจน จะมีประชากรของชาติต่างๆที่จะต้องประสบกับความยากจนข้นแค้นเพราะภัยธรรมชาติ ในปี 2573 มากถึง 325 ล้านคน

พวกเขาได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของภัยธรรมชาติกับความยากจน ในช่วงระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า ปรากฏผลออกมาว่า จะมีประชากรมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนพันล้านตามชาติต่างๆ 49 ชาติ จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและความวิปริตของดินฟ้าอากาศอย่างเต็มเหนี่ยว ในปี พ.ศ.2573 โดยเฉพาะพลเมืองของชาติ ที่อยู่ในเขตกึ่งทะเลทรายซาฮาราของทวีปแอฟริกา จำนวน 118 ล้านคน จะต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างหนักที่สุด. 

อุตสาหกรรมจัดระบบใบอนุญาต ยกมอบภาระให้ ส.อ.ท.เซ็นแทน


นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม 4 คณะประกอบด้วย 1) คณะทำงานปรับปรุงการออกใบอนุญาตต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม 2) คณะทำงานการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและขยะ อุตสากรรม 3) คณะทำงานเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและ 4) คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ


ล่าสุดได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานทั้ง 4 คณะได้แก่ 1) การมอบหมายให้ ส.อ.ท.เป็นผู้ตรวจสอบโรงงานและต่ออายุใบอนุญาตแทนเจ้าพนักงาน โดยเน้นโรงงานที่ไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ก่อน ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน 2) การให้ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยที่ได้รับเครื่องหมาย มอก. โดยเน้นให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยก่อน 3) การชะลอการออกใบอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นคอนกรีตรีดร้อนและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยด์จากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาต และ 4) ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดทำโครงการ/กิจกรรมเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติเนื่องในวาระปีใหม่ ที่คาดว่าน่าจะเป็นการจัดงานขายสินค้าในราคาโรงงาน คณะทำงานจะหารือเรื่องสถานที่และเวลาอีกครั้ง
 

ไขลานตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม กนอ.จับเข่ากรมป่าไม้หาพื้นที่ราชการ

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีโครงการผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีของเสียอันตรายและกิจการที่เกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรมทั้งระบบทั่วประเทศ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยขณะนี้ ได้มอบให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไป สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสม คาดว่าในปี 58 จะได้ข้อสรุป และเริ่มเชิงพาณิชย์ในปี 60 สำหรับรูปแบบการดำเนินงานมี 2 แนวทางคือให้ กนอ.ลงทุนทั้งหมด หรือส่งเสริมให้เอกชนดำเนินการ ซึ่งเอกชนหลายรายมีความพร้อม แต่ติดปัญหาเรื่องที่ดิน โดย กนอ.และ กรอ. จะไปช่วยดูพื้นที่ส่วนราชการจากกรมป่าไม้และพื้นที่ของทหาร

“ปีนี้จะมีปริมาณกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการกำจัดกาก ที่ถูกต้องเพียง 900,000 ตัน จากเป้าหมาย 1.2 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณกากทั้งประเทศรวม 3 ล้านตัน โดยปี 58 จึงตั้งเป้าว่ากากอุตสาหกรรมเข้าระบบจำนวน 1.5 ล้านตัน โดยเข้มงวดให้เอกชนกำจัดกากอย่างถูกระบบ หากไม่รายงานปริมาณกากจะลงโทษตามกฎหมาย


นายวีรพงษ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. อยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมป่าไม้ และกรมการอุตสาหกรรมทหาร เพื่อดูพื้นที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งนิคมฯกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นนิคมฯกำจัดกากทั้งกากอุตสาหกรรมทั่วไป และกากอันตราย มีพื้นที่เหมาะสม 10,000 ไร่ แต่จะใช้ดำเนินการจริง ในการกำจัดกากเพียง 5,000 ไร่ ส่วนที่เหลือจะเป็นการทำพื้นที่กันชน (บับเบิ้ลโซน) เอาไว้ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต.

ทิ้งสารเคมี

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 10 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ามีการลักลอบนำสารเคมีมาเก็บและฝังในพื้นที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและปวดหัว นายรุ่งหอม ใยแจ้ง อายุ 68 ปี ชาวบ้านเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินไว้เก็บของเก่าตามโรงงานต่างๆ คาดว่ามีโรงงานบางแห่งมักง่ายนำสารเคมีมาทิ้งไว้ แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้ายังไม่มีใครมาตรวจ ขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนเหม็นกลิ่นสารเคมี อยากขอวิงวอนภาครัฐช่วยแก้ไข.

โรงงานปล่อยน้ำเสีย

โรงงานน้ำเสีย ; พ.อ.ชินโชติ บุญไพศาลเจริญ รอง ผอ.กอ.รมน.กาญจนบุรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. กรณีชาวบ้านหมู่ 7 ต.แสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ร้องเรียน คสช.กาญจนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำแม่กลองจนทำให้น้ำเสียว่า หลังการร้องเรียนทหารหน่วยรักษาความสงบในพื้นที่ได้ประสานงานอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจสอบแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบกับสุขอนามัยของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ หากพบมีผลกระทบ ผู้ประกอบการต้องรีบแก้ไขตามระเบียบกฎหมายอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ อยากแจ้งไปยังโรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำทุกแห่งให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและการดูแลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนด้วย เพื่อมิให้เกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ 

กฟผ.ลุ้นสิ่งแวดล้อม สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายหลัง กฟผ.รับฟังความเห็นประชาชนถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ขนาด 870 เมกะวัตต์ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 3 หรือ ค.3 ว่า ได้รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 65 คน มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ซึ่ง กฟผ.ได้รวบรวมข้อมูลไว้ คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน นำผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 3 ครั้ง นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป เชื่อว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2558

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนว่า ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการรับซื้อไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ ผู้ขายต้องมีจุดเชื่อมโยงกับระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือระบบส่งที่ชัดเจน. 

ตัดทิ้งยางพารากว่า 24 ไร่ ลอบปลูกในป่า 'ภูลังกา'


รอง ผวจ.บึงกาฬนำ จนท.เข้าตัดทำลายต้นยางพารา1,700ต้นในป่า"ภูลังกา"เขตอ.บึงโขงหลง หลังมีชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางปลูกยางในพื้นที่กว่า24ไร่ ยึดคืนผืนป่า ดำเนินคดีตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ


เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 ส.ค.57 นายธวัชชัย รักขนาม รอง ผวจ.บึงกาฬ พร้อมด้วย นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) นายสุรสันต์ เพชรสุวรรณรังษี ปลัดจังหวัดบึงกาฬ พ.ท.คทาสิทธิ์ เสียงอ่อน เสธ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.บึงกาฬ นำกำลังเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ จนท. เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าภูวัว กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบต.จำนวน 150 นาย เข้าตัดทิ้งยางพาราจำนวน 2 แปลง ที่มีผู้บุกรุกเข้าไปปลูกในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา บริเวณบ้านโนนชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบว่าต้นยางพาราในแปลงดังกล่าว อายุยาง 4 ปีและ 10 ปี จำนวน 1,700 ต้น ปลูกอยู่ในเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 46 ตารางวา ที่มีราษฎรบุกรุกแผ้วถาง ซึ่งการเข้าไปตัดต้นยางในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 22 เข้าดำเนินการตรวจยึดดำเนินคดี โดยไม่มีเจ้าของแปลงยางพารามาแสดงตน หรือขัดขวางในการตัดทิ้งต้นยางในครั้งนี้แต่อย่างใด

นายสว่าง เฟื่องกระแสร์ ผอ.สบอ.10 กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมหารือระดับจังหวัดเพื่อยึดคืนผืนป่า 2 แปลง แต่เจ้าของยางได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ ต่อมามีการพูดคุยทำความเข้าใจกัน และกำหนดวันเข้าตัดทำลายต้นยางพาราในวันนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่มีฝนตกลงมาตลอด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยทุกคนให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันดี ใช้เวลาถึงเที่ยงวันก็ตัดเสร็จ หลังจากนี้จะนำไม้ยืนต้นมาปลูกทดแทนต้นยางพารา เพื่อคืนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกาต่อไป.

 

ประมงระยอง จ่อฟ้อศาล คราบน้ำมันเกยหาดเสม็ด

24 ก.ค. 2557 21:00


สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เตรียมรวบรวมรายชื่อกว่า 100 คน เพื่อยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่งเรียกร้องค้าชดเชย กรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด

วันที่ 24 ก.ค.57 มีรายงานว่า ที่สมาคมประมงเรือเล็ก ศาลาร่วมใจ ชายหาดแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง ได้มีกลุ่มประมง เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีท่อส่งน้ำมันของ บริษัท ปตท.โกลบอล เคมิคอล จำกัด รั่วไหล เข้าเกาะเสม็ด เมื่อเดือน ก.ค. 56 กว่า 100 คน ทยอยมา ลงรายชื่อ และยื่นเอกสารส่วนตัวให้กับกลุ่ม เพื่อรวบรวมรายชื่อ ยื่นให้กับทนายความ เตรียมฟ้องศาลแพ่ง เรียกร้องเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยได้รับ

นายสำออย รัตนวิจิตร นายกสมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็ก จ.ระยอง เปิดเผยว่า หลังจากคาบน้ำมันรั่วเข้าเกาะเสม็ด ผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้กระจายเป็นวงกว้าง และยังไม่จบสิ้น เพราะถึงแม้ว่า ทาง บริษัท ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาในช่วงเกิดเหตุ มีการจ่ายเงินเยียวยา ให้ผู้ได้รับผลกระทบไปบ้างแล้วนั้น แต่เวลาผ่านไป 1 ปี ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลายหรือจบลง เพราะทุกวันนี้ชาวประมง ยังหากินไม่ได้ สัตว์น้ำในทะเลร่อยหรอ เพราะมันถูกตัดวงจรชีวิต ตั้งแต่เกิดเหตุ ส่วนสภาพของท้องทะเลตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็มีแต่คาบน้ำมัน ผุดขึ้น ตามชายหาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สัตว์ทะเลตายผิดธรรมชาติ บ่อยครั้ง

นายสำออย เปิดเผยต่อว่า จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขามาตรวจสอบซ้ำ และเร่งแก้ไขปัญหา ก่อนท้องทะเล จะไม่เหลือ กุ้งหอยปูปลา ให้ลูกหลานได้เห็น อีกในอนาคตซึ่งในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ค) เวลา 09.00 น. แกนนำกลุ่มประมง พร้อมทนายความ นัดหมายนำเอกสารหลักฐาน ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค้าชดเชย จากการได้รับผลกระทบกรณีคราบน้ำมันรั่ว เพราะการจ่ายเงินเยียวยาที่ผ่านมา ไม่เพียงพอ ต่อมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้ร่วมในการยื่นฟ้อง กว่า 400 ราย. 

by ThaiWebExpert