หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วช.ลุยโรงไฟฟ้าขยะ ตั้ง 53 แห่งทั่วประเทศ

นายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นบนความร่วมมือระหว่าง วช.กับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบายหรือทางออกให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเมืองน่าอยู่ ประเด็นป่าไม้ หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยในปี 2559 ได้มุ่งเน้นในการผลักดันและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายในการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผลิตก้อนเชื้อเพลิงขยะเพื่อเป็นการกำจัดขยะชุมชนที่สะสมเป็นเวลานานและถูกหลักวิชาการ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะ โดยมีนโยบายแปรรูปขยะและวัสดุเหลือใช้ให้เป็นพลังงาน มีเป้าหมายตั้งโรงงานไฟฟ้า จากการแปรรูปขยะมูลฝอย จำนวน 53 แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมให้เทศบาลนำขยะชุมชนมาจัดทำก้อนเชื้อเพลิงขยะ RDF (Refuse Derived Fuel) เพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้ความร้อนสูง เช่น โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการจัดการขยะในท้องถิ่นและเพิ่มรายได้จากการขายเชื้อเพลิงได้อีกด้วย. 

46 องค์กรเครือข่ายภาค ปชช. จี้เลิก ม.44 ทำเมกะโปรเจกต์ ไม่สน 'อีไอเอ'



46 องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ต้าน ม.44 ทำเมกะโปรเจกต์ไม่สนอีไอเอ จี้ “หัวหน้า คสช.” ยกเลิกคำสั่ง ป้องกันความขัดแย้งเพิ่ม–สวนทางแนวนโนบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 59 นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) พร้อมด้วย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า 46 องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2559 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 59 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีสาระให้กิจการด้านคมนาคม ชลประทาน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย ไม่ต้องรอให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ สามารถหาทางออกล่วงหน้าได้เลย


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ทาง 46 องค์กร และเครือข่ายภาคประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน 46 องค์กร ได้มีข้อวิเคราะห์ถึงคำสั่งที่ 9/2559 ดังกล่าว 2 ข้อ คือ 1.คำสั่งที่ 9/2559 เป็นการส่งสัญญาณทางนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นเป้าหมายเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเรื่อง การคมนาคม เช่น ท่าเรือ ระบบรถไฟ ทางด่วน และ ชลประทาน อาทิ เขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งมักประสบปัญหาการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สุขภาพของชุมชนท้องถิ่นตลอดมา การเร่งรัดดังกล่าวเป็นการลดความสำคัญด้านการดูแลคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การดำเนินการให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการ โดยที่มาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังมิได้รับความเห็นชอบ เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่บกพร่องในการละเว้นการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ สาระสำคัญและผลของคำสั่งนี้จึงไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยได้แสดงความผูกพันทางการเมือง ในทางปฏิบัติ ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
 


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า 2.โครงการหรือกิจการเข้าข่ายคำสั่งที่ 9/2559 เป็นโครงการของหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่อาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แม้ว่าจะยังให้มีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป แต่จะสร้างผลกระทบและความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระ ในการจัดทำและพิจารณาของ EIA และจะยิ่งทำให้โครงการที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เชื่อถือยอมรับจากประชาชนและชุมชนในพื้นที่โครงการ รวมทั้งจากสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมก็ตาม



นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ทางองค์กรฯ ได้มีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เพื่อป้องกันและระงับมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในสังคมไทย และมิให้เป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.รัฐบาลควรเร่งผลักดันการปฏิรูปโครงสร้าง และระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมิให้เกิดความล่าช้าเกินควร ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างและระบบ EIA ได้มีการจัดทำและเสนอไว้แล้ว นับตั้งแต่มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2555 ข้อเสนอของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ (สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) และข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
 


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า 3.เพิ่มเติมเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ (ด้านสิทธิชุมชน) และในหมวดการปฏิรูป เพื่อให้มีบทบัญญัติที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการนำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) มาใช้ดำเนินการ 4.ให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ทั้งฉบับ เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดทำข้อเสนอแนะการยกร่างปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวไว้แล้ว โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนฯ จำนวน 46 องค์กร อาทิ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) สมาคมรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำไทย เครือข่ายรักษ์ชุมพร สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) มูลนิธิอันดามัน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น 

โรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนหนองคาย เดินหน้า ใช้เทคโนโลยีสะอาดจากญี่ปุ่น


เดินหน้าแล้ว! โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ต้นแบบการบริหารจัดการขยะชุมชน ลงนามสัญญาก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด คาดไม่เกิน 24 เดือน เสร็จ

โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย เดินหน้าอย่างชัดเจนและมั่นคงแล้ว โดยผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค กรุงเทพฯ นายธีรวัฒน์ โตมโหฬารทวีศรี ประธานกรรมการบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ผู้ดำเนินโครงการการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล ประธานกรรมการ บริษัท เคพีเอ็น กรีน เอ็นเนอจี โซลูชั่น จำกัด และ นายพิพัฒน์ ธัญธเนส กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายทาคาชิ อิเบะ ตัวแทน บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น (Hitachi Zosen Corporation) ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมลงนามในสัญญาก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จังหวัดหนองคาย โดยบริษัทเคพีเอ็นฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ฮิตาชิ โซเซนฯ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนให้กับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด โดยเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาเครื่องจักร และก่อสร้างโครงการทั้งหมด


นายธีรวัฒน์ โตมโหฬารทวีศรี ประธานกรรมการ บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เปิดเผยว่า โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ได้ริเริ่มพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน ลดการสะสมของขยะชุมชนที่นับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงนำขยะเหล่านั้นมาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริษัทฯ ใช้เวลาในการคัดเลือกเทคโนโลยีจากหลากหลายประเทศ จนในที่สุดตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีของ บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีการมุ่งเน้นบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับมาตรฐานสากล


เอกชนไทย-ญี่ป่น ร่วมลงนาม เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ที่จ.หนองคาย

โดยคาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมขายไฟฟ้าภาย ใน 18-24 เดือน พื้นที่ตั้งอยู่ที่ ต.โพนสว่าง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย สามารถเผากำจัดขยะได้วันละ 300-400 ตัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าพร้อมจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ประมาณ 4.9 MW เป็นระยะเวลา 25 ปี

“ผมมีความตั้งใจจะสร้างโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรของภาคอีสาน และเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของเยาวชน รวมถึงเป็นการสนับสนุนนโยบายของทางภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการกำจัดขยะมูลฝอย โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดต่อไป โดยบริษัทฯ มีความตั้งใจจะทำโครงการให้ดีที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายท่านกังวล” นายสมบัติกล่าว


นอกจากนี้ นายสมบัติ เปิดเผยอีกว่า บริษัทฯ มีการร่วมลงทุนกับกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ ช.พ.ค. โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ตกลงมีวัตถุประสงค์ร่วมกันว่าจะจัดทำศูนย์การเรียนรู้และเปิดให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เข้าเยี่ยมชมโครงการ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจในเรื่องของพลังงานทดแทนและการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนว่า แท้ที่จริงแล้วมีกระบวนการทำงานอย่างไร


ดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล ประธานกรรมการบริษัทเคพีเอ็นฯ กล่าวว่า บริษัทฯเคพีเอ็นฯได้ร่วมมือกับ บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย กับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด บริษัทเคพีเอ็นฯ เชื่อว่าการทำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยใช้เชื้อเพลิงจากขยะ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการสะสมขยะมูลฝอย โดยที่จริงควรจะมีการพัฒนาในอีกหลายๆ จังหวัดในประเทศไทย บริษัทเคพีเอ็นฯ หวังว่าจะสามารถทำให้โครงการว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เป็นต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการทำโรงไฟฟ้าขยะในอนาคต


พิธีลงนามสัญญา เพื่อให้ได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้าน นายทาคาชิ อิเบะ ผู้จัดการภาคพื้นเอเชีย บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทฮิตาชิฯ มีความยินดีที่จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้ทำโครงการมาแล้วทั่วโลกกว่า 830 แห่ง แต่ยังไม่มีโอกาสมาทำโครงการในประเทศไทย ดังนั้นโครงการของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ถือเป็นโครงการแรกในประเทศไทย ของบริษัทฮิตาชิฯ ที่รับดำเนินการ

“ทางบริษัทฮิตาชิฯให้คำมั่นว่าจะสร้างโครงการนี้ ให้เป็นต้นแบบที่มีคุณภาพ และคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้ดีที่สุด บริษัทฯ มีความยินดีและขอขอบคุณที่บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในการให้ความไว้วางใจในครั้งนี้” นายทาคาชิ อิเบะ กล่าว 

ประชุม "ACB 2016" ชู "ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" : พลัง"อาเซียน+6"สู้เศรษฐกิจโลก

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม


“ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

หัวใจสำคัญของ การประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 2 (2nd ASEAN Conference on Biodiversity หรือ ACB 2016) ระหว่างวันที่ 15-19 ก.พ.นี้ ที่ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดประชุม


โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา +3 คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศคู่เจรจาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก หรืออาเซียน +6 ซึ่งมีประเทศเพิ่มเติมจากเอเชีย +3 คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะภาคเอกชนผู้ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์จากประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมประชุมมากกว่า 400 คน


ถือเป็นงานใหญ่ของประเทศไทย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้โจทย์กับกระทรวงทรัพยากรฯ ว่า ต้องการจะให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของเศรษฐกิจ โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นต้นทุน


พล.อ.สุรศักดิ์

เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือจุดเด่นหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ชื่อว่ามีความโดดเด่น เป็นแหล่งรวมของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ นานาชนิด ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศทั้งในป่า ภูเขา ทะเล


“ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยเรื่องการมีพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่จะจัดการเรื่องของการเก็บเอาไว้เท่านั้น แต่เรื่องของการจัดการ คือการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้น เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้สำหรับการทำงานการดูแลและจัดการเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกันในภูมิภาคนี้” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ในฐานะเจ้าภาพ กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมที่จะเกิดขึ้น


ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นการหารือ ติดตามกรอบการดำเนินงาน ทบทวนปัญหาอุปสรรคและทิศทางของแผนการดำเนินงานและโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่เป็นความท้าทายในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน อาทิ ธุรกิจกับความหลากหลายทางชีวภาพ, การดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเป้าหมายไอจิ ค.ศ.2011-2020 ของประเทศสมาชิกอาเซียน, วาระแห่งอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ, กลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ, การบูรณาการเรื่องความหลาก หลายทางชีวภาพ เข้าสู่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การเกษตร ป่าไม้ ประมง และภาคส่วนอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว เหมืองแร่ อุตสาหกรรม และภาคส่วนที่มีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น


ที่สำคัญ ประเทศไทยจะผลักดันและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน ในเรื่องการจัดการพื้นที่คุ้มครองข้ามพรมแดน การจัดการพืชป่า สัตว์ป่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ประเด็นอุบัติใหม่ เช่น โรคติดต่อข้ามพรมแดน


รวิวรรณ

นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการประชุม คือ ลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและบริโภค ที่ทำการเกษตรแบบมุ่งเน้นการค้า มีการผลิตสายพันธุ์เดียวโดยละทิ้งสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม มีการใช้สารเคมีมากขึ้นในการเกษตร การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์นานาพันธุ์ เช่น การทำลายป่า การล่าสัตว์ การอพยพหนีภัยธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งมีการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์มากเกินไป และการตักตวงผลประโยชน์จากชนิดพันธุ์ของพืชและสัตว์ป่า เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยการค้าขายสัตว์และพืชป่าแบบผิดกฎหมาย เป็นต้น โดยครั้งนี้ จะเน้นการเข้าถึงการแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพหรือการพึ่งพาอาศัยกันแบบยั่งยืน


“ประเทศไทยจะโชว์ตัวอย่างการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่คนกับทรัพยากรอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เช่น วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำบางปะกง การทำวนเกษตรใน จ.ฉะเชิงเทรา หรือเรื่องการทำธุรกิจแบบพึ่งพาระหว่างวิถีชาวบ้าน วัฒนธรรม การจัดการทรัพยากร ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานฯ เขาใหญ่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว” เลขาธิการ สผ. ระบุตบท้าย



“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะได้แสดงศักยภาพในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียน


ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนที่ต้องอยู่อย่างสอดคล้องปรองดองกับธรรมชาติ ทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ


สุดท้ายเราขอฝากความหวังกับการประชุม “ACB 2016” ครั้งนี้ ว่า ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ จะสามารถโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงการดูแลและจัดการให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน


สำคัญที่สุดคือการช่วยกันลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมแปรความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล.

กรุงเทพฯแชมป์มลพิษน้อย เปรียบเทียบ 28 เมืองใหญ่ทั่วโลก-“ปักกิ่ง, ดูไบ” ขั้นอันตราย


กรุงเทพฯคว้าแชมป์เมืองใหญ่มลพิษทางอากาศน้อยที่สุด จาก 28 เมืองทั่วโลก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นางเบญทราย กียปัจจ์ ผู้ช่วยเลขาฯผู้ว่าฯ กทม.และรองโฆษกประจำ กทม. เปิดเผยผลการวิจัยจาก Airport Parking and Hotels (APH) ว่า กทม.เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบจาก 28 เมืองใหญ่ที่สำรวจ โดยงานวิจัยชิ้นนี้วัดจากดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Index:AQI) และอุณหภูมิอากาศช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะตรวจวัดเฉพาะมลพิษในอากาศที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พบว่า กทม.มีค่า AQI 18 ซึ่งมีค่าต่ำสุดจาก 28 เมืองที่สำรวจ รองลงมาคือวอชิงตัน ดี.ซี. พบค่า AQI 24 ซานฟรานซิสโก และมาดริด มีค่า AQI 25 ส่วนเมืองที่มีค่า AQI สูงสุด 328 คือปักกิ่ง ซึ่งจัดอยู่ในหมวดอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยว และเมืองดูไบ วัดค่า AQI ได้ 222 โดยถูกจัดในหมวดไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ นอกจากนี้ World Airport Quality Index ได้แนะนำนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังเมืองต่างๆให้หลีกเลี่ยงการไปเยือนเมืองที่มีค่า AQI เกินกว่า 151

นางเบญทรายกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่กรุงเทพฯ และแสดงถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครดำเนินมาอย่างถูกทาง ซึ่งไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องไม่มองข้ามการเพิ่มพื้นที่ สีเขียวในจุดเล็กๆ เช่น สวนแนวตั้ง เกาะกลางถนน หรือพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีส่วนช่วยลดมลพิษทางอากาศได้เช่นกัน อีกทั้งแผนงานในการลดมลพิษและฝุ่นละออง พร้อมกันนี้ กทม.ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมของเมืองให้เกิดเป็นรูปธรรมและน่าอยู่ต่อไป.

รง.ปาล์มยันได้มาตรฐานไร้มลพิษ

จากกรณีชาวบ้าน ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยื่นหนังสือคัดค้านการก่อตั้งโรงงานบริษัทนิรมิตอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด ในท้องที่หมู่ 1 ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย ขนาดกำลังการผลิต 60 ตันต่อวัน บนเนื้อที่ 200 ไร่ โดยนายบุญมี ล้อกิตติกุล แกนนำต่อต้าน และเจ้าของน้ำตกเขาไชยราชที่อยู่ติดกับที่ดินโรงงานเกรงว่าอาจเกิดปัญหามลภาวะเป็นพิษนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อวันที่ 24 พ.ย. นายสุขสันต์ เอี่ยมโสภณ หัวหน้าฝ่ายโรงงานรักษาราชการแทนอุตสาหกรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ในการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานมีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ 1.ประกาศการก่อสร้างว่ามีผู้คัดค้านหรือไม่ และจัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งดำเนินการโดยอุตสาหกรรมจังหวัด และ 2.ขณะนี้ยังไม่ผ่านขั้นตอนที่ 1 จากเดิม สนง.อุตสาหกรรมจังหวัด กำหนดเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 15 ธ.ค. ที่อำเภอบางสะพานน้อย เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบจากบันทึกการประชุมเวทีประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการใช้พื้นที่ก่อสร้างโรงงานแปรรูปน้ำมันปาล์ม

เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2558 ที่ อบต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายชนพหล ส่งเสริม นายอำเภอบางสะพานน้อย นายประทีป ทั่งศรี นายก อบต.ไชยราช นายพงษ์ชรัช นิรมิตศรีชัย ผู้แทนบริษัทนิรมิตอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด นายสายัณห์ ชัยหา ผู้แทนภาคประชาชนและนายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัด อบต.ไชยราชเข้าร่วมประชุม ที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องมลพิษและเชื่อว่าทางโรงงานควบคุมได้ ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเสีย เนื่องจากโรงงานใช้น้ำเสียมารีไซเคิลใหม่ให้เป็นน้ำดีจนถึงขั้นดื่มกินได้ ขณะที่นักวิชาการเกษตรยืนยันว่าการสร้างโรงงานไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรปาล์ม ยางและทุเรียนแต่อย่างใด

ด้านนายพงษ์ชรัช นิรมิตศรีชัย ผู้แทนบริษัทนิรมิตอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด เปิดเผยว่า โรงงานแห่งนี้จะเป็นตัวอย่างของภาคใต้ เป็นโรงงานสีเขียวสวยงามอยู่กับประชาชนได้ จะไม่มีน้ำเสียไหลออกจากโรงงานแม้เพียงหยดเดียวและพร้อมรับฟังเสียงของประชาชน โดยเป็นโรงงานแบบเดียวกับที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช นายกิตติศักดิ์ ทองแผ่น ผจก.โรงงานปาล์มน้ำมันบริษัทนิรมิตอุตสาหกรรมฯ เปิดเผยว่า ทางโรงงานมีมาตรฐานการควบคุมสูง มีบ่อกักเก็บน้ำขนาด 43 ไร่ มีปริมาณน้ำมากกว่า 500,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากพอสำหรับการใช้ในกระบวนการผลิต ในขณะที่กำลังการผลิตในฤดูหีบปาล์มใช้น้ำวันละ 300 ลูกบาศก์เมตร ส่วนฤดูร้อนเป็นช่วงที่ผลผลิตปาล์มออกมาน้อย บางครั้งแทบไม่มีการใช้น้ำในโรงงานเนื่องจากหยุดการผลิต นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการตรวจสอบสภาพแวดล้อม มีการติดตั้งเครื่องตรวจสภาพอากาศทุก 24 ชั่วโมง มีบ่อบำบัดน้ำเสีย 7 บ่อ

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญอุทกธรณีวิทยา ให้ความเห็นเรื่องน้ำที่จะส่งผลกระทบต่อสวนทุเรียนและสวนน้ำใกล้เคียงหรือไม่นั้น ในส่วนของน้ำผิวดิน ทิศทางการไหลของน้ำไม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน จึงไม่มีการแย่งน้ำกัน ทางโรงงานมีการใช้น้ำเพียง 13% ของแหล่งน้ำตลอดปี หรือ 6% ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนน้ำบาดาลและน้ำใต้ดินพบว่ามีทิศทางการไหลเช่นเดียวกับน้ำผิวดิน สวนทุเรียน สวนน้ำและโรงงานไม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน จึงไม่มีการแย่งน้ำกัน การสูบน้ำของโรงงานระดับความสูง 80 เมตรมากักไว้ จะสร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ระดับล่างและที่ต่ำลงมาด้วย.

ลดถุงพลาสติกปลอด "มะเร็ง"

น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทส.ร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เกต 16 บริษัททั่วประเทศ ดำเนิน “โครงการงดใช้ถุงพลาสติกในวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน” ปรากฏว่า ผ่านมา 3 ครั้ง คือ วันที่ 15 ส.ค. 15 ก.ย. และ 30 ก.ย. ได้ผลน่าพอใจ ดังนั้น จึงอยากขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เตรียมถุงผ้า กระเป๋า ปิ่นโต สำหรับใส่สินค้า อาหาร แทนการขอรับถุงพลาสติกในวันที่ 15 และ 30 ของทุกเดือน หรือทุกๆวันก็ได้ เพราะการปฏิเสธการรับถุงพลาสติกจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อเพียงคนละ 1 ใบต่อวัน ก็จะทำให้ประเทศไทยลดขยะจากถุงพลาสติกได้ราว 70 ล้านใบต่อวัน การลดปริมาณถุงพลาสติก มีความสำคัญ เพราะสามารถป้องกันอันตรายจากสารปนเปื้อนในพลาสติกและทำได้ไม่ยาก เช่น นำตะกร้าไปจ่ายตลาด นำกล่องไปใส่เนื้อหมูแทนให้แม่ค้าใส่ถุงพลาสติกกลับมาบ้าน หรือแม้กระทั่งการนำกล่องใส่อาหารมารับประทาน แทนการไปซื้อใส่ถุงพลาสติกกลับมากิน เป็นต้น. 

ผู้นำอิเหนาขอเวลา 3 ปี หยุดถาวรควันไฟไหม้ป่า


(ภาพ: REUTERS)

ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์พิเศษผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุขอเวลาอินโดนีเซียราว 3 ปี แก้ปัญหาควันไฟไหม้ป่าจากอินโดนีเซียลอยรบกวนชาติเพื่อนบ้านแทบทุกปี แม้ว่าชาวอินโดนีเซียเองก็ได้รับผลกระทบจากควันไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นบนเกาะสุมาตรา กาลิมันตัน และพื้นที่จังหวัดรริอู จนต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในจังหวัดรริอูไปเมื่อช่วงต้นปี

ผู้นำอินโดนีเซียระบุการแก้ปัญหาควันไฟป่าไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลา ขณะที่อินโดนีเซียได้พยายามแก้ปัญหานี้อย่างเต็มที่ อีกทั้งกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผาแผ้วถางป่าในอินโดนีเซียเพื่อเพาะปลูกปาล์มน้ำมันก็มีบริษัทต่างชาติรวมอยู่ด้วย เพราะการปลูกผลิตปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียมีต้นทุนถูกกว่า อินโดนีเซียได้พยายามแก้ปัญหาตลอดมา รวมถึงระดมกำลังทหารมากกว่า 3,700 นาย ตำรวจเกือบ 8,000 นาย ใช้เครื่องบินทิ้งน้ำอีก 4 ลำ เร่งแก้ปัญหาดับ ไฟไหม้ป่าอย่างต่อเนื่อง. 

ทึ่งลดถุงในห้างวันเดียวได้ 1.8 ล้านใบ


พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หลังจาก ทส.ร่วมกับกลุ่มบริษัทเอกชนทั้ง 15 แห่งดำเนินโครงการงดใช้ถุงพลาสติกในวันที่ 15 ของทุกเดือน ซึ่งเริ่มดีเดย์เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า เพียงวันที่ 15 ส.ค.วันเดียว บริษัทแต่ละแห่งสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้รวมกันถึง 1,785,744 ใบ ประกอบด้วย บริษัทเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ลดได้ 36,000 ใบ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เกต จำกัด ลดได้ 50,000 ใบ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ลดได้ 220,000 ใบ บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) ลดได้ 1,000,000 ใบ บริษัท เซ็นทรัล จำกัด ลดได้ 10,000 ใบ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ลดได้ 7,160 ใบ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด ลดได้ 1,200 ใบ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ลดได้ 100,000 ใบ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ลดได้ 300 ใบ และบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) ลดได้ 11,084 ใบ อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าวเป็นเพียงผลสรุปในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะยังมีผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าอีกหลายราย กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและสรุปข้อมูลจากสาขาที่มีอยู่หลายแห่งทั่วประเทศ

รมว.ทส.กล่าวต่อว่า จากผลที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จ ดังนั้น จึงได้มอบให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมรณรงค์งดการใช้ถุงพลาสติกอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง พร้อมกับของดใช้ถุงพลาสติกในวันที่ 30 ของทุกเดือนเพิ่มอีก 1 วันด้วย

ด้าน น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หากสามารถขยายผลโดยเพิ่มวันรณรงค์ได้ เพราะการดำเนินการเพียงแค่ 1 คน ต่อ 1 วัน แล้วสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ถึง 70 ล้านใบ หากเพิ่มวันเข้าไปได้จะสามารถลดถุงพลาสติกซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาขยะล้นเมืองได้อีกมาก. 

ดัน 1 จังหวัด 1 อปท.ขยะ


นายไมตรี อินทุสุต รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) และ น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) แถลงความคืบหน้าการจัดการปัญหาขยะ โดยนายไมตรีกล่าวว่า มท.ร่วมกับ สส.จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการขยะที่มีมาตรฐาน “1 จังหวัด 1 อปท.ต้นแบบ” เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการขยะมูลฝอยตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางไปสู่ภาคส่วนต่างๆในท้องถิ่น พร้อมเน้นย้ำให้ อปท.ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นต้นแบบพยายามจับคู่ขยายผลศูนย์เรียนรู้ของตัวเองไปยัง อปท.ที่อยู่ข้างเคียงในพื้นที่ให้ได้อย่างน้อยจังหวัดละ 10 แห่ง และควรดึงชุมชนในพื้นที่ เช่น วัด โรงเรียน มาร่วมกับศูนย์เรียนรู้ฯ เพื่อทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งไปพร้อมๆกัน. 

by ThaiWebExpert