หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

หวั่น!ขยะเข้า ครม.สัญจรเป็นแค่หัวข้อแต่ทำจริงไม่ได้


หลังจากที่ “ไทยรัฐ” ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องถึงปัญหาความเดือดร้อนและแนวทางแก้ไขปัญหาขยะเชียงใหม่ เป็นหัวข้อหนึ่งที่ทางจังหวัดเชียงใหม่จะนำเสนอในการประชุม ครม.สัญจรที่เชียงใหม่ในวันที่ 30 มิ.ย.ที่ศูนย์ประชุมและแสดงนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยการเสนอปัญหาขยะของเชียงใหม่ ในการแก้ไขให้เกิดเป็นรูปธรรมในการสร้างโรงกำจัดขยะครบวงจร แต่ก็ยังไม่สามารถกำหนดจุดที่จะสร้างได้ เมื่อผ่านพ้นการประชุมไปก็จะกลับไปสู่ปัญหาเดิมอีก เพราะขยะถือเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มที่บริหารงานอย่างไม่โปร่งใสตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 มิ.ย. นายเฉลิม สารแปง นายกเทศบาลตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะเชียงใหม่ ได้ออกแสดงความคิดเห็นผ่านไปถึงรัฐบาลที่มาประชุม ครม.ที่เชียงใหม่ว่า ขยะเชียงใหม่มีปัญหามาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งมีการพยายามแก้ไขมาตลอด มีการสร้างโรงงานขยะที่โซนเหนือ อ.ฝาง โซนกลางที่ อ.ดอยสะเก็ดโซนใต้ ไม่ได้ทำเพราะมีปัญหาเรื่องการชุมนุมต่อต้านของชาวบ้าน ตอนนี้ที่ อ.ฝาง มีปัญหาถูกปิด และที่ดอยสะเก็ดก็มีปัญหา ในโซนกลางถูกชาวบ้านปิดอีก ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่ถูกจุด การแก้ไขปัญหาที่ถูกจุดจริงๆแล้วปัญหาขยะเกิดขึ้นที่ไหน ก็น่าจะให้ทางเทศบาลหรือ อบต.ในพื้นที่แก้ปัญหาเอง โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องจัดสรรเงินให้เทศบาลหรือ อบจ.ไปทำที่เดียวแล้วเอาขยะไป โดยใช้งบจำนวนมากในแต่ละแห่ง แต่แนวทางแก้ปัญหาง่ายๆน่าจะจัดงบประมาณให้แก้ปัญหาเทศบาลหรือ อบต.ละ 2-3 ล้านบาทเพื่อนำงบประมาณไปทำเตาเผาขยะ หรือทำขยะแบบครบวงจร โดยให้แต่ละที่ทำกันเอง ชาวบ้านมีส่วนร่วมดังนั้นกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นตรงนี้จะไปโทษใครไม่ได้เพราะเป็นกลิ่นขยะของตัวเอง ขณะที่มหาวิทยาลัยวิจัยเห็นว่าควรจะทำอย่างไรที่จะเหมาะสมในพื้นที่น่าจะทำเช่นนี้ดีกว่าจะเสนอสร้างโรงงานเป็นพันๆล้าน และเกิดม็อบต่อต้านขึ้นมา เพราะใครก็ไม่อยากจะให้ขยะที่อื่นเข้ามาในพื้นที่ตัวเอง จึงเชื่อว่าขยะในชุมชนตัวเอง ทางเทศบาลแต่ละแห่งสามารถทำตรงนี้ได้

“การที่จะใช้บ่อดินยักษ์ฝังกลบนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะในอนาคตมันก็จะเกิดน้ำเสียและเกิดอะไรขึ้นอีกมากในอนาคตใครจะรับผิดชอบ เหมือนกับที่เกิดหลายแห่งในเชียงใหม่ ตนจึงเห็นว่าขยะใครขยะมันต้องรับผิดชอบกันเอง และหากจะใช้งบประมาณแต่ละแห่งก็ไม่มาก ดีกว่าจะใช้สร้างด้วยงบประมาณนับพันล้านแต่ถูกต่อต้าน ดังนั้นเตาเผาขยะไร้มลพิษที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีนำมาใช้ และได้ผลก็น่าจะมีการนำเสนอเป็นแบบอย่างที่ควรจะนำไปทำในท้องที่แต่ละท้องที่ เพราะต้นทุนไม่สูงมาก ติดตั้งเพียง 2-3 ล้านบาท จึงฝากรัฐบาลน่าจะแนวทางตรงนี้บ้านใครบ้านมันให้แก้เหมือนที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย บอกว่าขยะบ้านใครก็ให้แก้ปัญหากันเอง ดังนั้น รัฐน่าจะจัดสรรงบประมาณตัวนี้มาให้ทางเทศบาลและ อบต.ในการจัดการกับขยะในท้องถิ่นตัวเอง โดยทำประชาพิจารณ์ในเขตตำบลหมู่บ้านของตัวเอง ตนเชื่อว่าเมื่อแก้ไขปัญหาบ้านใครบ้านมัน ไม่มีใครต่อต้านแน่ แต่ปัญหาการต่อต้านที่เห็นอยู่เอาขยะจากบ้านอื่น เทศบาลอื่น อำเภออื่นมาทิ้งที่ตำบลเขา หมู่บ้านเขา ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี จนมีการต่อต้านให้เห็นตลอด” นายเฉลิมกล่าว ในที่สุด ซึ่งความคืบหน้าจะรายงานต่อไป. 

ลดใช้ถุงพลาสติก รักโลกลดโลกร้อน

ย้อนหลังไปเมื่อ 43 ปีที่แล้ว...ใน ปี 2515 องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) จัดให้มีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

มีผู้เข้าร่วมประชุม 1,200 คน จาก 113 ประเทศทั่วโลก และผู้สังเกตการณ์มากกว่า 1,500 คน เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอต่างๆ รวมทั้งแผนดำเนินการและปฏิญญาว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์

ผลจากการประชุมในครั้งนั้น ทำให้ประเทศต่างๆทั่วโลกหันมาร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้จัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) ขึ้น และรัฐบาลจากนานาประเทศได้รับข้อตกลงจากการประชุม... ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน

นอกจากนี้ยังได้นำผลจากการประชุมดังกล่าวมาจัดทำเป็นรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต...วิถีการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือจากนานาชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี...เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก”

พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า วันสิ่งแวดล้อมโลกทุกๆปี...ถือเป็นวาระที่ประชาชนทั่วโลกจะได้ร่วมแสดงพลัง แสดงออกถึงเจตนารมณ์ที่จะช่วยปกป้องรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมให้คงอยู่

สำหรับปีนี้...โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดการรณรงค์ให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก คือ... “7 Billion Dreams, One Planet, Consumer with Care : 7 พันล้านฝัน 7 พันล้านใจ คิดห่วงใยในผืนโลก” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นการลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐในการนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆเพื่อความยั่งยืน

นับรวมไปถึงนโยบายในการพัฒนาประเทศที่เน้นการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Growth) อันจะขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ ยกระดับความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยทางธรรมชาติ ควบคุม...ลดมลพิษ พัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ...สิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ปรับตัวให้สอดคล้องกับการค้าภายใต้เงื่อนไข “สิ่งแวดล้อม” และ “วิกฤติภาวะโลกร้อน”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดจัดงานเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2558 ในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2558 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน พุ่งเป้าส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมในประเด็นที่สอดคล้อง

กิจกรรมที่สำคัญ อาทิ การจัดมหกรรม “สร้างวินัยในโรงเรียน สู่การจัดการขยะอย่างยั่งยืน”, นิทรรศการเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก, นิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน

อีกประเด็นเล็กๆแต่เป็นเรื่องใหญ่ พิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การงดใช้ถุงพลาสติก ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชนโดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง เพื่อยกระดับการรณรงค์และสร้างความเคยชิน

พลเอกดาว์พงษ์ บอกว่า ตั้งแต่ปี 52 กระทรวงฯ โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้รณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซุปเปอร์สโตร์ ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ ภายใต้โครงการ “45 วันรวมพลังลดถุงพลาสติก ลด โลกร้อน”

น่าสนใจว่าโครงการนี้สามารถสร้างความตื่นตัวในการลดใช้ถุงพลาสติกได้ระดับหนึ่ง ประกอบกับรัฐบาลผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยเป็นวาระแห่งชาติ ก็ยิ่งเกิดกระแสตอบรับมากขึ้นอย่างมาก

“เราได้จัดทำแผนที่นำทาง...การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย เพื่อให้เกิดการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน...หนุนเสริมการดำเนินงานซึ่งกันและกัน โรดแม็ปที่ว่านี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ปีที่แล้ว ประกอบด้วย 4 กิจกรรมสำคัญ”

หนึ่ง...เร่งจัดการขยะมูลฝอยสะสมในสถานที่กำจัดขยะพื้นที่วิกฤติ สอง...ให้มีรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อจัดการกับขยะที่เข้ามาใหม่ โดยเน้นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และแปรรูปพลังงานจากขยะ สาม...จัดระเบียบมาตรการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย และสี่...การสร้างวินัยของคนในชาติ มุ่งสู่การจัดการที่ยั่งยืน

“ไม่ว่า...ในเมืองใหญ่หรือชุมชนในชนบท ถุงพลาสติกก็เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายเพราะอำนวยความสะดวกสบายให้มนุษย์ เมื่อต้องไปจับจ่ายสินค้าตามห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าชุมชน รวมทั้งใช้ใส่อาหาร เครื่องดื่ม...” ผลทำให้ประเทศไทยมีขยะถุงพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 73,036 ล้านใบต่อปี หรือประมาณ 5 ล้าน 6 แสนตันต่อปี หรือร้อยละ 21 ของขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด ข้อมูลปี 2556 พบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยอยู่ที่ 26.77 ล้านตัน...ข้อเสียสำคัญ ถุงพลาสติก 1 ใบ ต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี

ถุงพลาสติกและโฟมเป็นบรรจุภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานสั้น ส่วนใหญ่ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วก็ทิ้ง ด้วยรูปแบบในการบริโภคที่เน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก เป็นเหตุให้มีขยะจากถุงพลาสติกและโฟมมากขึ้นทุกวัน...ขยะถุงพลาสติกเหล่านี้จะถูกนำไปฝังกลบรวมกับขยะมูลฝอยทั่วไป แต่ใช้พื้นที่ฝังกลบมากกว่า และยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้กองขยะแล้วดับได้ยาก เพราะขยะถุงพลาสติกติดไฟได้ดี

หรือหากนำไปเผาทำลายก็จะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมาก มีการคำนวณว่าในกระบวนการผลิตถุงพลาสติก 1 ใบ...จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 0.2 กิโลกรัม ถ้าใน 1 วันใช้ถุงพลาสติก 5 ใบแล้วทิ้งเป็นขยะ ก็เท่ากับปล่อยคาร์บอนจากการใช้ถุงพลาสติก 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 365 กิโลกรัมต่อปี

อีกทั้งการเผาขยะถุงพลาสติกจะปลดปล่อยสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศและทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและยังทำให้เกิดสารไดออกซิน ซึ่งเป็น...สารก่อมะเร็ง

ถุงพลาสติกหากทิ้งในทะเลส่งผลให้มีสัตว์ทะเลตายได้ เมื่อกินเข้าไปในกระเพาะอาหาร ถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยได้...หากทิ้งในสถานที่ท่องเที่ยวในเขตอุทยาน ก็ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่า ถ้ากินพวกถุงพลาสติกจะเข้าไปติดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก น้ำลายยืด กินอาหารอื่นไม่ได้ ปวดท้องอย่างรุนแรง

“ถุงพลาสติก”...ยังร้ายลึกเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วม โดยเข้าไปอุดตันในท่อระบายน้ำ

พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฝากทิ้งท้ายว่า

“เราต้องใช้กระแสสังคมกดดัน รณรงค์ปลุกจิตสำนึกต่อผู้บริโภค ...ต่อประชาชนให้เกิดความตระหนักถึงปัญหา...ปฏิเสธการใช้ถุงพลาสติกในทุกๆโอกาสที่เป็นไปได้...การนำมาใช้ซ้ำ...การนำมาแปรรูปใช้ใหม่ หากเรารู้จักใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด ปัญหาขยะถุงพลาสติกก็จะบรรเทาลงได้”. 

ตามรอย "เจ้าฟ้านักอนุรักษ์" ทส.ลั่น 30 เม.ย.เปิดฉากร่วมคุ้มครองโลกสางวิกฤติสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม


หากเปรียบเทียบโลกเป็นคนป่วย ก็ต้องนับว่ามีอาการโคม่าใกล้จะถึงขั้นตรีทูต

และยิ่งนับวันวิกฤติสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งทวีความเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปัญหาขยะ ปัญหามลพิษทางน้ำ ทางอากาศ ปัญหาสารพิษตกค้างในอาหารและ สิ่งแวดล้อม ปัญหาการทำลายป่า บุกรุกป่าสงวน ป่า อนุรักษ์ ปัญหาความเสื่อมโทรมทางทรัพยากรชายฝั่งและทะเล และปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน ฯลฯ

นี่คือสภาพความเป็นจริงที่รายล้อมตัวเราซึ่งทุกคนในสังคมไทยและสังคมโลกต่างรับรู้อยู่แก่ใจ

ในปีนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงใช้ฤกษ์ดี วันที่ 30 เม.ย. เป็นวัน “ดีเดย์” เพื่อสางวิกฤติสิ่งแวดล้อม ที่หมักหมมและฝังรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ด้วยการจัดงาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” เพื่อร่วมกับนานาชาติรณรงค์เนื่องในวันคุ้มครองโลก ให้สังคมเกิดความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยถือเป็นปฏิบัติการต่อเนื่องจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2513 ให้ “วันที่ 22 เม.ย.ของทุกปี” เป็น “วันคุ้มครองโลก (Earth Day)”

“ปีนี้กระทรวงมีการจัดงานเป็นพิเศษกว่าทุกปี เนื่องในโอกาสสำคัญ คือ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี “เจ้าฟ้านักอนุรักษ์” ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย โดยเฉพาะการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนเห็นคุณค่าทรัพยากรป่าไม้และแหล่งน้ำ ทั้งยังทรงสืบทอดพระราชภารกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาฐานทรัพยากรของประเทศที่นำไปสู่หลักเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นกุญแจนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมซึ่งรับผิดชอบการจัดงาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” กล่าวถึงความพิเศษของงานในปีนี้

อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ยังระบุในตอนหนึ่งด้วยว่า ในส่วนของรัฐบาลเอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มีบัญชาให้กระทรวงทรัพยากรฯ เร่งแก้วิกฤติสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน ไม่เฉพาะการเอาจริงเอาจังกับการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ หรือบุกรุกป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศที่รัฐบาลประกาศใช้ มาตรา 44 แต่ปัญหาอื่นๆ ก็ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะปัญหาขยะมูลฝอย ที่ล่าสุดสำรวจพบว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยตกค้างสะสมทั่วประเทศ 30.8 ล้านตัน ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศมีประมาณ 26.2 ล้านตัน และมีปริมาณของเสียอันตรายจากชุมชนทั่วประเทศ 0.5 ล้านตัน นอกจากนี้ยังมีขยะติดเชื้อเกิดขึ้นทั่วประเทศอีกประมาณ 50,000 ตัน เรียกว่าสะสมกันมานานและส่อเค้าทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ส่วนปัญหามลพิษทางน้ำ อากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน สารอันตรายและสารพิษ เป็นต้น ก็ต้องเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน ภายใต้โรดแม็ปของแต่ละปัญหา เพื่อให้มีเจ้าภาพรับผิดชอบและมีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการชำระสะสางให้ชัดเจน

รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมในเชิงคุณภาพและปริมาณของสิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม อันมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ ที่อาจจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายมาเป็นเครื่องมือหรือกลไกสำคัญในการจัดการปัญหารวมทั้งกำหนดนโยบายการจัดการ ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เฉกเช่นเดียวกับที่รัฐบาลกำลังดำเนินการตามมาตรา 44 ในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกผืนป่า

งาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงาน ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 12.00-17.30 น. ณ โรงละครแห่งชาติ ถนนราชินี กรุงเทพฯ ในงานจะมีกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นิทรรศการการจัดการขยะที่ยั่งยืน การจัดแสดงผลงานที่ชนะเลิศการประกวดสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ระดับประเทศ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดจากวัสดุรีไซเคิล การมอบเข็มเชิดชูเกียรติสำหรับผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม ขอฝากความหวังและเอาใจช่วยให้งาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” ครั้งนี้ สามารถจุดประกายความรู้-รัก สิ่งแวดล้อมให้หยั่งรากลึกลงไปในหัวใจคนไทย รวมถึงการ สร้างความจริงใจกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดย เฉพาะภาครัฐต่อการสะสางวิกฤติครั้งนี้อย่างจริงจัง

คงน่าเสียดายหากการจัดงานที่มีคุณค่า ได้รับการตอบรับและสร้างความประทับใจกับผู้คนแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไร้ซึ่งการสานต่อและลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะนั่นยอมไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศได้

วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้าขั้นโคม่าเกิดขึ้นเพราะน้ำมือของคน การดูแล แก้ไข สะสาง เยียวยาก็คงหนีไม่พ้นต้องเป็นหน้าที่ของคนเช่นกัน. 

แฉมลพิษทางอากาศ-เสียงร้องสูงสุด

นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในปี 2557 มีการร้องเรียนปัญหามลพิษรวม 6,026 เรื่อง ปัญหาที่ร้องเรียนมากที่สุด คือ มลพิษทางอากาศ ได้แก่ กลิ่นเหม็น ฝุ่นละออง เขม่าควัน ร้อยละ 41 หรือ 2,475 เรื่อง รองลงมาคือ ปัญหาด้านเสียง ความสั่นสะเทือน ร้อยละ 38 หรือ 2,331 เรื่อง ส่วนใหญ่มากจากโรงงานอุตสาหกรรม ร้องเรียนเกี่ยวกับขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล ของเสียอันตรายมีมากกว่า 500 เรื่อง และหลายกรณีเป็นอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้บ่อขยะแพรกษา เพลิงไหม้โกดังเก็บสารเคมี ที่นิคมอุตสาหกรรมที่บางปู ข่าวไฟไหม้-น้ำมันรั่ว-สารเคมีรั่วไหล อีกเกือบ 20 ครั้ง ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนได้รับคำปรึกษา และสามารถร้องเรียนปัญหาด้านมลพิษสะดวกขึ้น คพ.จึงจัดหน่วยรับเรื่องร้องเรียน ร่วมกับกิจกรรมในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 31 มี.ค.นี้ เวลา 09.00-21.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อที่จะขยายช่องทางการติดต่อร้องเรียน และรับปัญหาร้องเรียนด้านมลพิษจากประชาชนโดยตรง เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า คพ.ยังมีช่องทางการรับเรื่องปัญหาอีกหลายช่องทาง เช่น โทรศัพท์ 0-2298-2222 หรือศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี หมายเลข 1650 กด 2 หรือตู้ ปณ.33 สามเสนใน กรุงเทพฯ 10400 ศูนย์บริการประชาชนกรมควบคุมมลพิษ 92 ซ.พหลโยธิน 7 ถ.พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400


นายวิเชียรกล่าวต่อว่า การร้องเรียนปัญหามลพิษมายังหน่วยงานภาครัฐ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ถือเป็นทางออกหนึ่งที่ประชาชนนึกถึงเป็นอันดับแรก และภาครัฐจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน.

ภัยธรรมชาติซ้ำเติมคนยาก


การศึกษาวิจัยครั้งใหม่ ทำให้รู้ลางร้าย ข้างหน้า ว่า ความวิปริตผันผวนของอากาศ จะบีบคั้นให้มนุษย์ตามท้องถิ่นยากจน ในส่วนต่างๆของโลก ต้องยากจนข้นแค้นหนักขึ้น

พวกผู้เชี่ยวชาญอ้างว่า ภัยธรรมชาติอย่างความแห้งแล้ง จะเป็นต้นเหตุใหญ่ที่สุดของความยากจน จะมีประชากรของชาติต่างๆที่จะต้องประสบกับความยากจนข้นแค้นเพราะภัยธรรมชาติ ในปี 2573 มากถึง 325 ล้านคน

พวกเขาได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของภัยธรรมชาติกับความยากจน ในช่วงระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า ปรากฏผลออกมาว่า จะมีประชากรมากถึง 1 ใน 3 ของจำนวนพันล้านตามชาติต่างๆ 49 ชาติ จะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติและความวิปริตของดินฟ้าอากาศอย่างเต็มเหนี่ยว ในปี พ.ศ.2573 โดยเฉพาะพลเมืองของชาติ ที่อยู่ในเขตกึ่งทะเลทรายซาฮาราของทวีปแอฟริกา จำนวน 118 ล้านคน จะต้องเผชิญวิบากกรรมอย่างหนักที่สุด. 

อุตสาหกรรมจัดระบบใบอนุญาต ยกมอบภาระให้ ส.อ.ท.เซ็นแทน


นางอรรชกา สีบุญเรือง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าจากที่กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม 4 คณะประกอบด้วย 1) คณะทำงานปรับปรุงการออกใบอนุญาตต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม 2) คณะทำงานการแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและขยะ อุตสากรรม 3) คณะทำงานเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและ 4) คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ


ล่าสุดได้มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานทั้ง 4 คณะได้แก่ 1) การมอบหมายให้ ส.อ.ท.เป็นผู้ตรวจสอบโรงงานและต่ออายุใบอนุญาตแทนเจ้าพนักงาน โดยเน้นโรงงานที่ไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.ก่อน ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) อยู่ระหว่างกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน 2) การให้ส่งเสริมสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยที่ได้รับเครื่องหมาย มอก. โดยเน้นให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยก่อน 3) การชะลอการออกใบอนุญาตการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นคอนกรีตรีดร้อนและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยด์จากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาต และ 4) ความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. กับกระทรวงอุตสาหกรรม ในการจัดทำโครงการ/กิจกรรมเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติเนื่องในวาระปีใหม่ ที่คาดว่าน่าจะเป็นการจัดงานขายสินค้าในราคาโรงงาน คณะทำงานจะหารือเรื่องสถานที่และเวลาอีกครั้ง
 

ไขลานตั้งนิคมกำจัดขยะอุตสาหกรรม กนอ.จับเข่ากรมป่าไม้หาพื้นที่ราชการ

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีโครงการผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีของเสียอันตรายและกิจการที่เกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรมทั้งระบบทั่วประเทศ จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยขณะนี้ ได้มอบให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไป สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสม คาดว่าในปี 58 จะได้ข้อสรุป และเริ่มเชิงพาณิชย์ในปี 60 สำหรับรูปแบบการดำเนินงานมี 2 แนวทางคือให้ กนอ.ลงทุนทั้งหมด หรือส่งเสริมให้เอกชนดำเนินการ ซึ่งเอกชนหลายรายมีความพร้อม แต่ติดปัญหาเรื่องที่ดิน โดย กนอ.และ กรอ. จะไปช่วยดูพื้นที่ส่วนราชการจากกรมป่าไม้และพื้นที่ของทหาร

“ปีนี้จะมีปริมาณกากอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบการกำจัดกาก ที่ถูกต้องเพียง 900,000 ตัน จากเป้าหมาย 1.2 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณกากทั้งประเทศรวม 3 ล้านตัน โดยปี 58 จึงตั้งเป้าว่ากากอุตสาหกรรมเข้าระบบจำนวน 1.5 ล้านตัน โดยเข้มงวดให้เอกชนกำจัดกากอย่างถูกระบบ หากไม่รายงานปริมาณกากจะลงโทษตามกฎหมาย


นายวีรพงษ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า กนอ. อยู่ระหว่างการประสานงานกับกรมป่าไม้ และกรมการอุตสาหกรรมทหาร เพื่อดูพื้นที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งนิคมฯกำจัดกากอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นนิคมฯกำจัดกากทั้งกากอุตสาหกรรมทั่วไป และกากอันตราย มีพื้นที่เหมาะสม 10,000 ไร่ แต่จะใช้ดำเนินการจริง ในการกำจัดกากเพียง 5,000 ไร่ ส่วนที่เหลือจะเป็นการทำพื้นที่กันชน (บับเบิ้ลโซน) เอาไว้ป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต.

ทิ้งสารเคมี

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 29 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรับร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 10 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่ามีการลักลอบนำสารเคมีมาเก็บและฝังในพื้นที่ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง เมื่อสูดดมเข้าไปก็จะทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและปวดหัว นายรุ่งหอม ใยแจ้ง อายุ 68 ปี ชาวบ้านเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินไว้เก็บของเก่าตามโรงงานต่างๆ คาดว่ามีโรงงานบางแห่งมักง่ายนำสารเคมีมาทิ้งไว้ แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลคลองห้ายังไม่มีใครมาตรวจ ขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนเหม็นกลิ่นสารเคมี อยากขอวิงวอนภาครัฐช่วยแก้ไข.

โรงงานปล่อยน้ำเสีย

โรงงานน้ำเสีย ; พ.อ.ชินโชติ บุญไพศาลเจริญ รอง ผอ.กอ.รมน.กาญจนบุรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ต.ค. กรณีชาวบ้านหมู่ 7 ต.แสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ร้องเรียน คสช.กาญจนบุรี ได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานแห่งหนึ่งปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำแม่กลองจนทำให้น้ำเสียว่า หลังการร้องเรียนทหารหน่วยรักษาความสงบในพื้นที่ได้ประสานงานอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจสอบแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบกับสุขอนามัยของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ หากพบมีผลกระทบ ผู้ประกอบการต้องรีบแก้ไขตามระเบียบกฎหมายอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ อยากแจ้งไปยังโรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำทุกแห่งให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียและการดูแลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนด้วย เพื่อมิให้เกิดปัญหาสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ 

กฟผ.ลุ้นสิ่งแวดล้อม สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายหลัง กฟผ.รับฟังความเห็นประชาชนถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ขนาด 870 เมกะวัตต์ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 3 หรือ ค.3 ว่า ได้รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ 65 คน มีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ซึ่ง กฟผ.ได้รวบรวมข้อมูลไว้ คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน นำผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 3 ครั้ง นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป เชื่อว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2558

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนว่า ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการรับซื้อไฟฟ้าต่อเนื่อง โดยมีการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ ผู้ขายต้องมีจุดเชื่อมโยงกับระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือระบบส่งที่ชัดเจน. 

by ThaiWebExpert