หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไทย เตรียมเปิดเวทีถก 'อาเซียน-อียู' ระดมสมองจัดการปัญหาขยะทะเล


ทส. เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ระดมสมองผู้แทนรัฐบาล ภาคธุรกิจ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ทั่ว "อาเซียน-อียู" จัดการปัญหาขยะทะเล 22-23 พ.ย.นี้ ที่ภูเก็ต " "บิ๊กเต่า" สั่งเปิดเวทีประชารัฐขจัดขยะทะเล ทำโรดแม็ปของไทย เสนอนานาชาติ...

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ขยะทางทะเล เป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลด้านอื่นๆ ทั้งการเดินเรือ การประมง ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างรุนแรง ขณะที่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกประเทศที่มีแนวชายฝั่งติดทะเล ซึ่งประเทศไทยได้มีถ้อยแถลงต่อที่ประชุม The Ocean Conference ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ กรุงนิวยอร์ก ในช่วงที่ผ่านมา โดยจะเสนอถึงความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ในการควบคุมดูแลไม่ให้ขยะหลุดรอดลงสู่ทะเล



ขณะที่ในการประชุมร่วมกันของคณะทำงานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง (ASEAN Working Group on Coastal and Marine Environment : AWGCME) เมื่อวันที 1-12 พ.ค. 2560 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ที่ประชุมได้มีมติสำคัญ ขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “ASEAN-EU Conference on Reducing Marine Debris in ASEAN Region” เพื่อเป็นเวทีหารือและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน หน่วยงานภาครัฐองค์กรระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องในการจัดการปัญหาขยะทะเล

ทั้งนี้ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ใช้งบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรป โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานหลักในการจัดเตรียมการประชุม ซึ่งเบื้องต้นมีกำหนดที่จะจัดการประชุมที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ย. 2560 โดยจะจัดประชุม Conference เพื่อหารือและแสดงความคิดเห็นด้านนโยบายและแผนการจัดการขยะของอาเซียน รวมทั้งการศึกษาวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม สำหรับการจัดการเพื่อลดปัญหาขยะทะเล การสัมมนาคณะทางานอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือในการลดปัญหาขยะทะเล กิจกรรม Beach Clean-up การแสดงนิทรรศการ และประกวดภาพถ่าย โดยคาดว่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหารือประมาณ 100 คน



อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดทำเนื้อหาและข้อเสนอของประเทศไทย จึงมอบหมายให้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุม “ประชารัฐขจัดขยะทะเล” ในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2560 เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เครือข่ายบริษัท ผู้ประกอบการ ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย องค์กรด้านการวิจัย ประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อบูรณาการขับเคลื่อนร่วมกันในการหาแนวทางลดขยะทะเลทั้งในส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะมีโรดแม็ปที่ชัดเจน เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมนานาชาติ ASEAN-EU ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถชี้วัดได้อย่างชัดเจน และผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการปัญหาขยะทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป. 

วิกฤติปะการังทั่วโลกเพราะมหาสมุทรร้อนขึ้น



นอกจากโลกของเราจะมีอุณหภูมิขยับขึ้น 1 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิเมื่อศตวรรษที่ 19 แล้ว ตอนนี้น้ำในมหาสมุทรก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นตามอย่างช้าๆในประเทศออสเตรเลีย ที่ยาวถึง 2,300 กิโลเมตร นักวิจัยจากสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮล ในรัฐแมสซาชูเสตต์ประเทศสหรัฐอเมริกาเผยว่า ปัจจุบันแนวปะการังทั่วโลกกำลังลดลงหรือกำลังจะตาย

เห็นได้จากปะการังแถบทะเลจีนใต้ก็กำลังจะประสบชะตากรรมกลายเป็นปะการังฟอกขาว จะมีความอ่อนแอต่อโรคและต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลายสิบปีซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของปะการัง นักวิทยาศาสตร์พบว่าเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปะการังและสัตว์น้ำในทะเลถูกฆ่าไปราว 40% อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเปิดสูงกว่าระดับปกติ 2 องศาเซลเซียส ทำให้กังวลว่าความผิดปกติของสภาพอากาศเหล่านี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 2 ปี หรือทุกปีจนกระทั่งแนวปะการังจะตายไปจนหมด

มนุษย์พยายามแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยการทำข้อตกลงปารีส มีสมาชิก 196 ประเทศร่วมมือทำให้อุณหภูมิโลก ต่ำลงกว่า 2 องศาเซลเซียส แต่พื้นผิวของโลกขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของความร้อนประมาณ 4 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้เป้าหมายในการจะบรรลุผลยิ่งห่างไกลไปทุกที

โรงไฟฟ้าหลัก + หมุนเวียน = การพัฒนาที่ยั่งยืน

ผู้เขียน: 
โดย Advertorial


เหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อซ่อมบำรุงมีเป็นประจำทุกปี ทำให้หลายฝ่ายห่วงกังวลถึงความมั่นคงทางพลังงาน สาเหตุหลักมาจากไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป

โรงไฟฟ้าหลัก ความจำเป็นเพื่อความมั่นคง

การมองหาทางเลือกในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว จะต้องพิจารณาจากความมั่นคงและราคาที่ไม่แพงจนเกินไป สำหรับปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงทั้งประเภทที่เดินเครื่องได้แน่นอน (Firm) และไม่แน่นอน (Non-firm) จากก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน น้ำ และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งการผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อควรตระหนักที่แตกต่างกัน


โรงไฟฟ้าหลัก หรือ Base Load Plant คือ โรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้แน่นอนต่อเนื่อง เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าถ่านหิน และมีสัญญาจ่ายไฟฟ้าแบบแน่นอน (Firm) จึงสามารถการันตีความมั่นคงเชื่อถือได้ในระบบไฟฟ้า


พลังงานหมุนเวียน ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีการส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วนที่เหมาะสมควรคู่กันไป โดยในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558 ถึง 2579 หรือ PDP2015 จะเพิ่มกำลังผลิตของพลังงานหมุนเวียนจาก 8% เป็น 20% ภายในปี พ.ศ.2579 อย่างไรก็ดีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่ เป็นโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าได้ไม่แน่นอน (Non-firm) ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าหลักเป็นพี่เลี้ยงมารองรับ ในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้ เช่น ช่วงกลางคืนที่ไม่มีแดด ช่วงกลางวันที่มีแรงลมต่ำ หรือช่วงที่นอกฤดูเพาะปลูก


ในการผลิตไฟฟ้า “โรงไฟฟ้าหลัก” และ “พลังงานหมุนเวียน” จึงต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้น การกระจายสัดส่วนพลังงานที่เหมาะสม ย่อมก่อให้เกิดความสมดุลทางด้านราคา ความมั่นคง ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว 

ยอมล้มไฟฟ้าถ่านหิน


‘ประยุทธ์’ขอถอย ถ้าผลศึกษาติดลบ ยันไม่ดันทุรังแน่

ครม.รับทราบเผือกร้อนในมือรัฐบาล “บิ๊กโย่ง” แจงยิบเริ่มต้นใหม่กระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโครงการไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ “ประยุทธ์” กวักมือแกนนำม็อบต้านร่วมวงไตรภาคีทำอีไอเอ-อีเอชไอเอ แนะทุกภาคส่วนเปิดใจรับฟังข้อมูลก่อนทบทวนผลดี-ผลเสีย สุดท้ายผลออกมาผ่านก็เดินหน้า ถ้าไม่ผ่านรับรองไม่ดันทุรังต่อ หวั่นไม่ทันต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน วอนอย่ายุยงปลุกระดมม็อบ กลุ่มคัดค้านฯเฮรับทราบผล ครม.เป็นไปตามข้อตกลงที่รับปากเอาไว้ ตั้งเงื่อนไขเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ต้องโปร่งใส เสนอให้รัฐบาลหรือเอกชนที่น่าเชื่อถือเป็นผู้ว่าจ้างทำอีไอเอ-อีเอชไอเอ


ระหว่างที่ชาวกระบี่และกลุ่มผู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ รอลุ้นมติ ครม.จะทบทวนโครงการดังกล่าวตามที่รัฐบาลได้รับปากกับกลุ่มผู้คัดค้านเอาไว้หรือไม่ ล่าสุดรัฐบาลได้ทำตามคำพูด ปลดชนวนร้อนโดยเบรกการก่อสร้างโครงการนี้เอาไว้ก่อน พร้อมเทียบเชิญแกนนำม็อบร่วมวงไตรภาคี เริ่มนับหนึ่งศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพเสียใหม่

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2560 เวลา 09.45 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธาน เพื่อพิจารณาทบทวนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ภายหลังการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มเครือข่ายปกป้องอันดามันมาชุมนุมที่บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาลว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยบังคับใช้กฎหมายทำเท่าที่จำเป็น และเห็นว่าพี่น้องประชาชนเหล่านี้ยังมีความเข้าใจที่เป็นปัญหาอยู่ ดังนั้น จึงไม่อยากดำเนินคดีอะไร ถือว่าใช้หลักรัฐศาสตร์ หลังจากพูดจาทำความเข้าใจก็ส่งกลับไป ไม่ใช่เรื่องว่ากลัวหรือไม่กลัว จะใช้มาตรา 44 ให้เต็มที่ไม่กลัวก็ให้รู้ไป

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงปัญหาโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ว่า ได้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ที่ผ่านมาให้ชะลอการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และวันนี้ไม่ต้องชะลอให้ไปศึกษาทำความเข้าใจกันใหม่ หากผลอีไอเอออกมาว่าทำไม่ได้ก็สร้างไม่ได้ ทุกอย่างมีขั้นตอน ทั้งการทำอีไอเอและการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) อย่าไปวิตกกังวลหรือมองว่ารัฐบาลถอยหลัง โครงการนี้มีมานานแล้ว เพียงแต่ชะลอให้มีคณะกรรมการ 3 ฝ่าย หรือไตรภาคี ที่ผ่านมาอ้างว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในไตรภาคี ตอนนี้ก็ร่วมเสีย เดี๋ยวเขาทำต่อก็ไปคุยกัน ทำได้ก็ได้ ทำไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ต้องไปหาวิธีการว่าจะทำอย่างไร รัฐบาลมีหน้าที่จัดหาพลังงานและแหล่งพลังงานให้กับประเทศ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ในอนาคต ใครจะรับผิดชอบก็ไม่รู้เหมือนกัน ท้ายที่สุดจะกลับมาให้รัฐบาลนี้รับผิดชอบหรือไม่ เพราะมีกฎหมายนี้มาตั้งแต่ปี 2550 อย่าหยิบยกมาเป็นประเด็น พี่น้องเขากลับไปเขาพอใจแล้ว ก็ไปทำอีไอเอและอีเอชไอเอใหม่ ต้องใช้เวลา เดิมถ้าทำผ่านจะใช้เวลาก่อสร้างกว่าจะได้ใช้งานประมาณปี 2565 ไม่ใช่ทำวันนี้ผ่านวันนี้แล้วพรุ่งนี้เสร็จ ถ้าทำใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ประมาณ 2566-2567 ถึงจะได้ใช้ หากสามารถสร้างได้ แต่จะทันต่อความต้องการการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันหรือไม่ ฉะนั้นไปดูรายละเอียดให้ดี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า เดิมที่ทำไว้ยังตอบคำถามได้ไม่หมดทุกข้อ แล้วไปหยุดไม่ให้เขาทำต่อ วันนี้ก็ไปทำต่อ ทำได้ก็คือได้ ถ้าทำไม่ได้จะไปสร้างโรงไฟฟ้าแบบใหม่ที่ไหน ให้คุ้มค่ากับการลงทุน ตรงนี้สื่อมวลชนจะต้องไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดแล้วมาถาม ไม่อ่านอะไรเลยแล้วเอาเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตามาถาม มันไม่ใช่ ตนไม่ใช่รัฐบาลแบบนั้นจะตอบส่งเดชไม่ได้ ยินดีที่จะตอบทุกคำถาม แต่ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ว่าทำได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ขาดไฟฟ้าไป ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้จะไปดันทุรังเสียเมื่อไร วันนี้เอาไตรภาคีมาตั้งให้ รัฐบาลนี้ทำให้ทุกอย่าง และจะเอาอะไรอีก อย่าไปยุแหย่ประชาชนให้ขึ้นมา ทั้งนี้ต้องยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต วันหน้าถ้าต้องซื้อทั้งแก๊สทั้งน้ำมันจะมีปัญหาไหม เมื่อโลก เปลี่ยนแปลงราคาแก๊สสูงขึ้น พลังงานจะเดือดร้อนหรือไม่ รัฐบาลต้องคิดเผื่ออนาคต เช่น รถยนต์ จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าหรือไม่ ต้องพัฒนากันตั้งแต่วันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไปล้มเลิกรถแก๊ส รถน้ำมันในวันนี้มันไม่ใช่ แต่กลับเอาไปพันกันหมด


“วันข้างหน้าถ้าค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ก็ต้องไปบวกค่าไฟฟ้ามาอีก เพราะต้นทุนมันสูงขึ้น คงไม่มีอะไรได้มาฟรี วันนี้ต้องคิดว่าจะเอาอะไรมาเผาโดยที่ต้นทุนถูก ต้องฟังหลักการของทางราชการด้วย ถ้าคิดเอง เออเองมันก็ผิด แล้วทำไม่ได้ใครจะรับ อย่าไปเขียนว่าผมอยากจะสร้าง เพราะจะสร้างหรือไม่สร้างไม่ใช่เรื่องของผม เพราะผมไม่ได้ประโยชน์ แต่ประเทศได้ประโยชน์ ผมทำเพื่อคนไทย ทำเพื่อประเทศไทยไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะถ้าทำเพื่อตัวเองผมไม่เข้ามาหรอก นอนอยู่บ้านสบายกว่า” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ภายหลังแถลงข่าว พล.อ.ประยุทธ์ส่งเอกสารการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้กับทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำแจกให้ผู้สื่อข่าวอ่านทำความเข้าใจ พร้อมกล่าวว่า “แสดงว่าการชี้แจงของโฆษกฯไม่ได้เรื่อง ผมพูดเองดีกว่า ชี้แจงอะไร ไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าใจสักอย่าง”


ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ครม.ไม่ได้มีมติอะไรเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะไม่ได้สรุปเรื่องนี้เข้าที่ประชุม แต่เมื่อเป็นประเด็นที่เกิดขึ้น นายกฯจึงมอบหมายให้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน รายงานให้ที่ประชุมรับทราบ กรณีที่รัฐบาลให้นำกลับไปดำเนินการกระบวนการการมีส่วนร่วม ที่เป็น 1 ในขั้นตอนของกระบวนการวิเคราะห์อีเอชไอเอ เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าไม่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ขอให้กลับไปดำเนินการตรงนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผลออกมาอย่างไรทุกฝ่ายจะพร้อมรับ ถ้าผลบอกว่าสร้างได้ก็สร้างได้ แต่ถ้าบอกถ่านหินไม่ได้ก็ต้องไปหาทรัพยากรธรรมชาติอย่างอื่น หากวันข้างหน้าสร้างอะไรไม่ได้เลย ทุกคนเป็นกังวลไปหมด ท่านก็ต้องประหยัดไฟ ไม่มีวิธีการอื่น ทั้งภาคประชาชน ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม นายกฯจึงเน้นย้ำว่าความขัดแย้งหมดไปแล้ว ขอให้ทุกคนทบทวนดูอย่าเชื่อข้อมูลที่คนอื่นเขาเล่ามา เปิดใจฟังข้อมูลทั่วๆไป ที่บอกว่าไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว ท่านก็ยกตัวอย่างที่มาเลเซีย มีใครไปร้องเขาหรือไม่ ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินชายฝั่งทั้งสิ้น

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ประเทศมาเลเซียมีโรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหิน 7 โรงงาน ทั้งหมดตั้งอยู่ติดชายฝั่งตลอดแหลมมลายูทั้งสิ้น แล้ววันหนึ่งถ้าพื้นที่ภาคใต้ของเรากระแสไฟฟ้าไม่พอ จะไปขอซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มาเลเซีย หรือประเทศเพื่อนบ้านเราจะรู้สึกอย่างไรหรือไม่ สังคมต้องไปคิดกัน ทั้งนี้ตามหลักการเดิมที่ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ ให้ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อ โดยที่ไม่ต้องย้อนกลับมาทำกระบวนการการมีส่วนร่วมใหม่อีกครั้ง น่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ภายในปี 2565 แต่วันนี้เราแก้ปัญหาร่วมกัน จึงจะเสร็จสิ้นประมาณปี 2567 ล่าช้าไปอีก 2 ปี แต่ถ้าเร่งรัดขั้นตอนทางธุรการ อาจลดระยะได้หรือจะเสร็จภายใน 2566


“นายกฯอยากให้ทุกภาคส่วนมีเวลาทบทวนตัวเอง โดยเฉพาะพี่น้องที่ไม่เห็นชอบกับการสร้างโรงไฟฟ้า เมื่อมีเวลาทบทวน ท่านอยากให้ทบทวนข้อมูลทั้งหลายว่าสิ่งที่เราได้ข้อมูลจากคนรอบข้างมันถูกแล้วหรือยัง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะไม่มีความแย้ง จึงเหมาะกับการทบทวน เช่น ที่กระบี่เคยมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ เคยมีตั้งแต่ปี 2507-2538 หรือไม่แล้ว ณ วันนั้นมีผลกระทบเกิดขึ้นต่อพื้นที่ชายฝั่ง แหล่งท่องเที่ยวทั้งหลาย ที่ท่านวิตกกังวลกัน ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้น มันเกิดจากการทิ้งขยะของนักท่องเที่ยวหรือไม่อย่างไร” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่มีการประชุม ครม. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ จ.ชุมพร นำโดยนางวัชรี จันทร์ช่วง พร้อมชาวบ้านประมาณ 30 คน ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เพื่อคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ ผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ต้นน้ำท่าแซะ จ.ชุมพร ระบุว่า การสร้างเขื่อนไม่ใช่ทางออกของแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ควรฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำและบริหารจัดการเขื่อนที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพน่าจะเป็นแนวทางที่ยั่งยืนมากกว่าและไม่ทำลายระบบนิเวศ ดังนั้นชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ 4 หมู่บ้าน รวม 600 ครัวเรือน ยืนยันจะไม่ย้ายออกจากพื้นที่ เนื่องจากเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน แม้จะมีทหารเข้ามาในพื้นที่ช่วงกลางคืนตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.-19 ก.พ.60 เข้าข่ายลักษณะข่มขู่ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน เราขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว


ทางด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เมื่อเวลา 15.30 น. นายสมนึก กรดเสือ แกนนำคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กล่าวว่า ทราบผลการ พิจารณาของ ครม.แล้ว ให้มีการศึกษาอีไอเอและอีเอชไอเอใหม่ เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้รับปากกับชาวบ้าน ถือว่ารับได้ แต่การศึกษาต้องมีความโปร่งใส ผู้ที่มาศึกษาต้องเป็นรัฐบาลหรือเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ กฟผ.เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนกรณีที่ให้เวลา 1 ปีนั้น เชื่อว่าไม่สามารถทำได้ เพราะการศึกษาจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จะต้องคอยจับตาว่าในการศึกษาจะรอบด้านและเป็นกลางหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จะนำมติครม.ดังกล่าวมาหารือกับแกนนำอีกครั้งว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากได้มีการขึ้นป้ายขนาดใหญ่หน้าสนามบินนานาชาติกระบี่ ขอบคุณนายกฯที่ให้สร้างโรงไฟฟ้า ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม และมีการเรียกร้องให้ปลดป้ายดังกล่าวออก หลังนายกฯสั่งให้ทบทวนผลกระทบทั้งสองด้าน มาถึงวันนี้ (21 ก.พ.) ป้ายดังกล่าวถูกปลดออกแล้ว มีการนำป้าย “คนกระบี่ดีทุกคน” ขึ้นไปติดตั้งแทน


ขณะเดียวกัน นายดิเรก เหมนคร แกนนำต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่าย ประมาณ 100 คน รวมตัวที่ทุ่งสาธารณะหมู่ 4 บ้านคลองประดู่ อ.เทพา จ.สงขลา อ่านแถลงการณ์ประกาศชัยชนะยกที่ 1 ร่วมกับชาวกระบี่และประชาชนทั่วประเทศที่ไปต่อสู้ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล นายดิเรก กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลยกเลิกให้กลับไปศึกษาอีเอชไอเอใหม่ ขอถามว่าโรงไฟฟ้าเทพา ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ท่าเรือน้ำลึกปากบาราฯควรจะต้องเริ่มต้นใหม่หรือไม่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานและเป็นธรรม

ด้านนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการการไฟฟ้า ฝ่ายผลิต (กฟผ.) กล่าวว่า โรงไฟฟ้าเทพา จำเป็นต้องเดินหน้า เนื่องจากการศึกษาอีเอชไอเอผ่านแล้วและไม่เกี่ยวกับการยกเลิกที่กระบี่ ตามกำหนดการจะต้องส่งไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 64 ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการ เพราะสามารถรองรับคนงานในพื้นที่ได้หลายพันตำแหน่ง โรงไฟฟ้าใช้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มั่นใจต่อรัฐบาลได้เลย วันนี้มาเลเซียมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 7 โรง หากเราต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเมื่อใด ประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงขั้นวิกฤติ ไม่เป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ของชาติด้วย

รบ.แจงสร้างโรงไฟฟ้าใต้ หนุนมั่นคงทางพลังงาน วอนเห็นต่างอย่างสร้างสรรค์


โฆษกฯ ยืนยัน รัฐบาลไม่ละเลยวิถีชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม ชี้สร้างโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ย้ำ กฟผ.ดำเนินการรัดกุมทุกขั้นตอนจนสรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเหมาะสมสุด วอนผู้เห็นต่างแสดงความเห็นสร้างสรรค์ ไม่ก่อความวุ่นวาย...

เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่เครือข่ายต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ อ.เทพา จ.สงขลา และที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยนัดรวมตัวคัดค้านที่ทำเนียบรัฐบาลในเร็วๆ นี้ ว่า รัฐบาลตระหนักถึงความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของพื้นที่ภาคใต้ไม่น้อยไปกว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ดังนั้น เป้าหมายของการทำให้คนมีไฟฟ้าใช้จึงอยู่บนพื้นฐานของการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ปี 2556 เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ใน 14 จ.ภาคใต้เกือบ 3 ชม. และความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 ต่อปี โดยพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามันไม่มีโรงไฟฟ้าเป็นของตนเอง แต่ต้องพึ่งไฟฟ้าที่ส่งไปจากภาคกลาง และหากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ก็จะเกิดความเสี่ยงเรื่องพลังงาน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หากผู้คัดค้านยอมรับว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า ก็ต้องเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับประเทศและคนส่วนใหญ่ในภาคใต้ด้วย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลพยายามรับฟังความคิดเห็นมาโดยตลอด แต่ยังไม่เห็นข้อเสนอที่ชัดเจนว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร มีแต่เพียงออกมาคัดค้าน อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (17 ก.พ. 60 ) จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้ เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว จนได้ข้อสรุปว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความเหมาะสมมากที่สุดในแง่ของการลงทุน เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานอื่นๆ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ปาล์มน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติเหลว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ยังได้ดำเนินการตามหลักวิชาการ ทั้งการศึกษาคุณภาพอากาศในรัศมีมากกว่า 5 กม. จากจุดสร้างโรงไฟฟ้า ครอบคลุมพื้นที่กว้าง 30 กม. ยาว 30 กม. หรือคิดเป็นพื้นที่ 900 ตร.กม. รวมถึงศึกษาข้อมูลด้านทะเลและชายฝั่ง การใช้น้ำและระบายน้ำอย่างละเอียดในรัศมีมากกว่า 5 กม.และพื้นที่บางส่วนของ จ.ปัตตานีด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล การประกอบอาชีพประมง เกษตรกรรม และวิถีชุมชนตามที่กล่าวอ้าง นอกจากนี้ กฟผ.ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในหลายพื้นที่ และไม่เคยปิดกั้นพี่น้องประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียงทั้ง จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมทั้งยังใช้สื่อประชาสัมพันธ์ เช่น วิทยุชุมชน เว็บไซต์ และเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ปรึกษาลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนเป็นรายกลุ่ม และรายครัวเรือน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ รัฐบาลขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้คัดค้านแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ ไม่กระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น โดยยืนยันว่าเมื่อรัฐบาลยินดีรับฟังความคิดเห็นของท่านแล้ว ท่านก็ควรรับฟังรัฐบาลและคนส่วนใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน.

วช.ลุยโรงไฟฟ้าขยะ ตั้ง 53 แห่งทั่วประเทศ

นายกฤษณ์ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นบนความร่วมมือระหว่าง วช.กับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบายหรือทางออกให้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างเมืองน่าอยู่ ประเด็นป่าไม้ หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมต่างๆ โดยในปี 2559 ได้มุ่งเน้นในการผลักดันและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายในการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผลิตก้อนเชื้อเพลิงขยะเพื่อเป็นการกำจัดขยะชุมชนที่สะสมเป็นเวลานานและถูกหลักวิชาการ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะ โดยมีนโยบายแปรรูปขยะและวัสดุเหลือใช้ให้เป็นพลังงาน มีเป้าหมายตั้งโรงงานไฟฟ้า จากการแปรรูปขยะมูลฝอย จำนวน 53 แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมให้เทศบาลนำขยะชุมชนมาจัดทำก้อนเชื้อเพลิงขยะ RDF (Refuse Derived Fuel) เพื่อป้อนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการใช้ความร้อนสูง เช่น โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการจัดการขยะในท้องถิ่นและเพิ่มรายได้จากการขายเชื้อเพลิงได้อีกด้วย. 

46 องค์กรเครือข่ายภาค ปชช. จี้เลิก ม.44 ทำเมกะโปรเจกต์ ไม่สน 'อีไอเอ'



46 องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ต้าน ม.44 ทำเมกะโปรเจกต์ไม่สนอีไอเอ จี้ “หัวหน้า คสช.” ยกเลิกคำสั่ง ป้องกันความขัดแย้งเพิ่ม–สวนทางแนวนโนบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 59 นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะ ผอ.สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) พร้อมด้วย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า 46 องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2559 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 59 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยมีสาระให้กิจการด้านคมนาคม ชลประทาน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โรงพยาบาล ที่อยู่อาศัย ไม่ต้องรอให้การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ สามารถหาทางออกล่วงหน้าได้เลย


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ทาง 46 องค์กร และเครือข่ายภาคประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน 46 องค์กร ได้มีข้อวิเคราะห์ถึงคำสั่งที่ 9/2559 ดังกล่าว 2 ข้อ คือ 1.คำสั่งที่ 9/2559 เป็นการส่งสัญญาณทางนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นเป้าหมายเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเรื่อง การคมนาคม เช่น ท่าเรือ ระบบรถไฟ ทางด่วน และ ชลประทาน อาทิ เขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งมักประสบปัญหาการทำลายระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สุขภาพของชุมชนท้องถิ่นตลอดมา การเร่งรัดดังกล่าวเป็นการลดความสำคัญด้านการดูแลคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การดำเนินการให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการ โดยที่มาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยังมิได้รับความเห็นชอบ เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่บกพร่องในการละเว้นการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายที่ปกป้องผลประโยชน์ของสาธารณะ สาระสำคัญและผลของคำสั่งนี้จึงไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ ที่ประเทศไทยได้แสดงความผูกพันทางการเมือง ในทางปฏิบัติ ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
 


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า 2.โครงการหรือกิจการเข้าข่ายคำสั่งที่ 9/2559 เป็นโครงการของหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่อาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต แม้ว่าจะยังให้มีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป แต่จะสร้างผลกระทบและความเชื่อมั่นต่อความเป็นอิสระ ในการจัดทำและพิจารณาของ EIA และจะยิ่งทำให้โครงการที่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวมีปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เชื่อถือยอมรับจากประชาชนและชุมชนในพื้นที่โครงการ รวมทั้งจากสาธารณะ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมก็ตาม



นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า ทางองค์กรฯ ได้มีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เพื่อป้องกันและระงับมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในสังคมไทย และมิให้เป็นคำสั่งที่ขัดแย้งกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่ยั่งยืน 2.รัฐบาลควรเร่งผลักดันการปฏิรูปโครงสร้าง และระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมิให้เกิดความล่าช้าเกินควร ข้อเสนอในการปฏิรูปโครงสร้างและระบบ EIA ได้มีการจัดทำและเสนอไว้แล้ว นับตั้งแต่มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2555 ข้อเสนอของคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ (สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม) และข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
 


นายบัณฑูร กล่าวต่อว่า 3.เพิ่มเติมเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพ (ด้านสิทธิชุมชน) และในหมวดการปฏิรูป เพื่อให้มีบทบัญญัติที่นำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างและระบบการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการนำการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) มาใช้ดำเนินการ 4.ให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ทั้งฉบับ เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีการจัดทำข้อเสนอแนะการยกร่างปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวไว้แล้ว โดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนฯ จำนวน 46 องค์กร อาทิ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (ธ.พ.ส.ส.) สมาคมรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน มูลนิธิพื้นที่ชุ่มน้ำไทย เครือข่ายรักษ์ชุมพร สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) มูลนิธิอันดามัน สมาคมฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำสาละวิน เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น 

โรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนหนองคาย เดินหน้า ใช้เทคโนโลยีสะอาดจากญี่ปุ่น


เดินหน้าแล้ว! โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ต้นแบบการบริหารจัดการขยะชุมชน ลงนามสัญญาก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีของญี่ปุ่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด คาดไม่เกิน 24 เดือน เสร็จ

โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย เดินหน้าอย่างชัดเจนและมั่นคงแล้ว โดยผู้สื่อข่าวรายงาน ว่าเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค กรุงเทพฯ นายธีรวัฒน์ โตมโหฬารทวีศรี ประธานกรรมการบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ผู้ดำเนินโครงการการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล ประธานกรรมการ บริษัท เคพีเอ็น กรีน เอ็นเนอจี โซลูชั่น จำกัด และ นายพิพัฒน์ ธัญธเนส กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นายทาคาชิ อิเบะ ตัวแทน บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น (Hitachi Zosen Corporation) ประเทศญี่ปุ่น ได้ร่วมลงนามในสัญญาก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จังหวัดหนองคาย โดยบริษัทเคพีเอ็นฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ฮิตาชิ โซเซนฯ เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชนให้กับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด โดยเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาเครื่องจักร และก่อสร้างโครงการทั้งหมด


นายธีรวัฒน์ โตมโหฬารทวีศรี ประธานกรรมการ บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เปิดเผยว่า โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย ได้ริเริ่มพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน ลดการสะสมของขยะชุมชนที่นับวันจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงนำขยะเหล่านั้นมาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บริษัทฯ ใช้เวลาในการคัดเลือกเทคโนโลยีจากหลากหลายประเทศ จนในที่สุดตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีของ บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีการมุ่งเน้นบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้รับมาตรฐานสากล


เอกชนไทย-ญี่ป่น ร่วมลงนาม เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ที่จ.หนองคาย

โดยคาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมขายไฟฟ้าภาย ใน 18-24 เดือน พื้นที่ตั้งอยู่ที่ ต.โพนสว่าง อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย สามารถเผากำจัดขยะได้วันละ 300-400 ตัน จะสามารถผลิตไฟฟ้าพร้อมจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ประมาณ 4.9 MW เป็นระยะเวลา 25 ปี

“ผมมีความตั้งใจจะสร้างโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อให้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการขยะแบบครบวงจรของภาคอีสาน และเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของเยาวชน รวมถึงเป็นการสนับสนุนนโยบายของทางภาครัฐ โดยเฉพาะรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้มีการกำจัดขยะมูลฝอย โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดต่อไป โดยบริษัทฯ มีความตั้งใจจะทำโครงการให้ดีที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายท่านกังวล” นายสมบัติกล่าว


นอกจากนี้ นายสมบัติ เปิดเผยอีกว่า บริษัทฯ มีการร่วมลงทุนกับกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ ช.พ.ค. โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ตกลงมีวัตถุประสงค์ร่วมกันว่าจะจัดทำศูนย์การเรียนรู้และเปิดให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เข้าเยี่ยมชมโครงการ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจในเรื่องของพลังงานทดแทนและการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนว่า แท้ที่จริงแล้วมีกระบวนการทำงานอย่างไร


ดร.กฤษดา อัครพัทธยากุล ประธานกรรมการบริษัทเคพีเอ็นฯ กล่าวว่า บริษัทฯเคพีเอ็นฯได้ร่วมมือกับ บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย กับบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด บริษัทเคพีเอ็นฯ เชื่อว่าการทำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนโดยใช้เชื้อเพลิงจากขยะ มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาการสะสมขยะมูลฝอย โดยที่จริงควรจะมีการพัฒนาในอีกหลายๆ จังหวัดในประเทศไทย บริษัทเคพีเอ็นฯ หวังว่าจะสามารถทำให้โครงการว่าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด เป็นต้นแบบที่ใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นรากฐานสำหรับการทำโรงไฟฟ้าขยะในอนาคต


พิธีลงนามสัญญา เพื่อให้ได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้าน นายทาคาชิ อิเบะ ผู้จัดการภาคพื้นเอเชีย บริษัท ฮิตาชิ โซเซน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า บริษัทฮิตาชิฯ มีความยินดีที่จะได้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน จ.หนองคาย เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้ทำโครงการมาแล้วทั่วโลกกว่า 830 แห่ง แต่ยังไม่มีโอกาสมาทำโครงการในประเทศไทย ดังนั้นโครงการของบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ถือเป็นโครงการแรกในประเทศไทย ของบริษัทฮิตาชิฯ ที่รับดำเนินการ

“ทางบริษัทฮิตาชิฯให้คำมั่นว่าจะสร้างโครงการนี้ ให้เป็นต้นแบบที่มีคุณภาพ และคัดสรรเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยให้ดีที่สุด บริษัทฯ มีความยินดีและขอขอบคุณที่บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในการให้ความไว้วางใจในครั้งนี้” นายทาคาชิ อิเบะ กล่าว 

ประชุม "ACB 2016" ชู "ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" : พลัง"อาเซียน+6"สู้เศรษฐกิจโลก

ผู้เขียน: 
ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม


“ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

หัวใจสำคัญของ การประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 2 (2nd ASEAN Conference on Biodiversity หรือ ACB 2016) ระหว่างวันที่ 15-19 ก.พ.นี้ ที่ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดประชุม


โดยมีตัวแทนจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา +3 คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมทั้งประเทศคู่เจรจาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก หรืออาเซียน +6 ซึ่งมีประเทศเพิ่มเติมจากเอเชีย +3 คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์และอินเดีย รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะภาคเอกชนผู้ที่จะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งผู้สังเกตการณ์จากประเทศคู่เจรจาเข้าร่วมประชุมมากกว่า 400 คน


ถือเป็นงานใหญ่ของประเทศไทย เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้โจทย์กับกระทรวงทรัพยากรฯ ว่า ต้องการจะให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของเศรษฐกิจ โดยใช้ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นต้นทุน


พล.อ.สุรศักดิ์

เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือจุดเด่นหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยได้ชื่อว่ามีความโดดเด่น เป็นแหล่งรวมของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ นานาชนิด ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศทั้งในป่า ภูเขา ทะเล


“ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยเรื่องการมีพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งปัจจุบันเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ไม่ใช่จะจัดการเรื่องของการเก็บเอาไว้เท่านั้น แต่เรื่องของการจัดการ คือการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้น เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับภูมิภาคอาเซียนด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้สำหรับการทำงานการดูแลและจัดการเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพร่วมกันในภูมิภาคนี้” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ ในฐานะเจ้าภาพ กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมที่จะเกิดขึ้น


ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นการหารือ ติดตามกรอบการดำเนินงาน ทบทวนปัญหาอุปสรรคและทิศทางของแผนการดำเนินงานและโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่เป็นความท้าทายในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียน อาทิ ธุรกิจกับความหลากหลายทางชีวภาพ, การดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเป้าหมายไอจิ ค.ศ.2011-2020 ของประเทศสมาชิกอาเซียน, วาระแห่งอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ, กลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ, การบูรณาการเรื่องความหลาก หลายทางชีวภาพ เข้าสู่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การเกษตร ป่าไม้ ประมง และภาคส่วนอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว เหมืองแร่ อุตสาหกรรม และภาคส่วนที่มีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น


ที่สำคัญ ประเทศไทยจะผลักดันและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างกัน ในเรื่องการจัดการพื้นที่คุ้มครองข้ามพรมแดน การจัดการพืชป่า สัตว์ป่า ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน ประเด็นอุบัติใหม่ เช่น โรคติดต่อข้ามพรมแดน


รวิวรรณ

นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการประชุม คือ ลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและบริโภค ที่ทำการเกษตรแบบมุ่งเน้นการค้า มีการผลิตสายพันธุ์เดียวโดยละทิ้งสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม มีการใช้สารเคมีมากขึ้นในการเกษตร การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์นานาพันธุ์ เช่น การทำลายป่า การล่าสัตว์ การอพยพหนีภัยธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งมีการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์มากเกินไป และการตักตวงผลประโยชน์จากชนิดพันธุ์ของพืชและสัตว์ป่า เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยการค้าขายสัตว์และพืชป่าแบบผิดกฎหมาย เป็นต้น โดยครั้งนี้ จะเน้นการเข้าถึงการแบ่งปันผลประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพหรือการพึ่งพาอาศัยกันแบบยั่งยืน


“ประเทศไทยจะโชว์ตัวอย่างการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพที่คนกับทรัพยากรอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เช่น วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำบางปะกง การทำวนเกษตรใน จ.ฉะเชิงเทรา หรือเรื่องการทำธุรกิจแบบพึ่งพาระหว่างวิถีชาวบ้าน วัฒนธรรม การจัดการทรัพยากร ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และการจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานฯ เขาใหญ่กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว” เลขาธิการ สผ. ระบุตบท้าย



“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะได้แสดงศักยภาพในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเป็นผู้นำความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียน


ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมว่า ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนที่ต้องอยู่อย่างสอดคล้องปรองดองกับธรรมชาติ ทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ


สุดท้ายเราขอฝากความหวังกับการประชุม “ACB 2016” ครั้งนี้ ว่า ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ จะสามารถโน้มน้าวให้ประเทศสมาชิกอาเซียนตระหนักถึงการดูแลและจัดการให้เกิดการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน


สำคัญที่สุดคือการช่วยกันลดความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมพร้อมแปรความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล.

กรุงเทพฯแชมป์มลพิษน้อย เปรียบเทียบ 28 เมืองใหญ่ทั่วโลก-“ปักกิ่ง, ดูไบ” ขั้นอันตราย


กรุงเทพฯคว้าแชมป์เมืองใหญ่มลพิษทางอากาศน้อยที่สุด จาก 28 เมืองทั่วโลก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นางเบญทราย กียปัจจ์ ผู้ช่วยเลขาฯผู้ว่าฯ กทม.และรองโฆษกประจำ กทม. เปิดเผยผลการวิจัยจาก Airport Parking and Hotels (APH) ว่า กทม.เป็นเมืองที่มีมลพิษทางอากาศน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบจาก 28 เมืองใหญ่ที่สำรวจ โดยงานวิจัยชิ้นนี้วัดจากดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Index:AQI) และอุณหภูมิอากาศช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะตรวจวัดเฉพาะมลพิษในอากาศที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พบว่า กทม.มีค่า AQI 18 ซึ่งมีค่าต่ำสุดจาก 28 เมืองที่สำรวจ รองลงมาคือวอชิงตัน ดี.ซี. พบค่า AQI 24 ซานฟรานซิสโก และมาดริด มีค่า AQI 25 ส่วนเมืองที่มีค่า AQI สูงสุด 328 คือปักกิ่ง ซึ่งจัดอยู่ในหมวดอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยว และเมืองดูไบ วัดค่า AQI ได้ 222 โดยถูกจัดในหมวดไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ นอกจากนี้ World Airport Quality Index ได้แนะนำนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังเมืองต่างๆให้หลีกเลี่ยงการไปเยือนเมืองที่มีค่า AQI เกินกว่า 151

นางเบญทรายกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่กรุงเทพฯ และแสดงถึงแนวทางในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครดำเนินมาอย่างถูกทาง ซึ่งไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ต้องไม่มองข้ามการเพิ่มพื้นที่ สีเขียวในจุดเล็กๆ เช่น สวนแนวตั้ง เกาะกลางถนน หรือพื้นที่รกร้าง ซึ่งมีส่วนช่วยลดมลพิษทางอากาศได้เช่นกัน อีกทั้งแผนงานในการลดมลพิษและฝุ่นละออง พร้อมกันนี้ กทม.ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมของเมืองให้เกิดเป็นรูปธรรมและน่าอยู่ต่อไป.

by ThaiWebExpert