เดลินิวส์

เกษตรไทยใน 4ปี ข้างหน้า

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการบริหารราชการให้แก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันก่อน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยเนื้อหาใจความพบว่า จะดำเนินการใน 4 ปีนั้นมุ่งไปที่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศที่มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล จำนวน 3 นโยบาย คือ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก นโยบายเศรษฐกิจด้านนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร และ นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมด 10 โครงการ โดยใช้งบประมาณ 229,561.60 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. นโยบายที่เร่งดำเนินการในปีแรก คือ เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 3.35 ล้านไร่ และเร่งรัดช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ รวมทั้งสนับสนุนภาคการเกษตรด้วยการก่อสร้างระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ฟื้นฟูการขุดลอกคูคลอง และแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีอยู่เดิม ขยายการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า จัดสร้างคลองส่งน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ไร่นา และขยายเขตการจัดรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้น้ำและการผลิต ส่งเสริมการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์

2. นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน และเพียงพอต่อความต้องการ การทำให้มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยจะมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชเพื่อให้สอด คล้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก การลดต้นทุนการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต พร้อมทั้งเสริมสร้างฐานรากของครัวเรือนเกษตรกรให้เข้มแข็งการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก จัดทำระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรที่มีข้อมูลการเกษตรของครัวเรือนครบถ้วน

3. นโยบายที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายบริหารจัดการพื้นที่ทำการประมงและแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ ได้รับการบริหารจัดการไม่น้อยกว่าปีละ 8.8 ล้านไร่ และ 60 แห่ง โดยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยการฟื้นฟูทะเลไทย จัดสร้างและขยายปะการังเทียมและหญ้าทะเล เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนและแก้ไขกฎระเบียบ สามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้ การจัดที่ดินโดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า แผนงานและโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งรัดดำเนินการจะมีทั้งการต่อยอดโครงการเดิมให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น รวมถึงโครงการใหม่ที่มีทั้งแผนงานโครงการระยะสั้นและระยะยาวรวมทั้งหมด 10 โครงการ แบ่งเป็น แผนระยะสั้นที่มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (พ.ศ. 2555-2557) ประกอบด้วย 1. โครงการจัดระบบการปลูกข้าว วงเงิน 880.04 ล้านบาท 2. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วงเงิน 1,607.78 ล้านบาท

โครงการระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ.2555-2558) ประกอบด้วย

1. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาคเกษตร วงเงิน 4,615.80 ล้านบาท

2. โครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในระดับประเทศ วงเงิน 177,292.68 ล้านบาท 3. โครงการแหล่งน้ำในไร่นาและชุมชน วงเงิน 19,812.36 ล้านบาท.

ความมั่นคงด้านอาหาร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 15 กันยายน 2554

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว ซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทยร่วมกับ เครือข่ายนานาชาติด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าว (INWEPF) ได้จัดประชุมวิชาการ เรื่อง “Crucial Roles of Paddy Fields associated with Water Management and Environment” ทั้งนี้การประชุมวิชาการดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานและกิจกรรมที่ INWEPF วางไว้ที่จะดำเนินการในช่วงปี 2554-2555 เพื่อเป็นการบูรณาการความรู้ และข้อมูลของศาสตร์ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนเพื่อการจัดการน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแนวทางการสร้างความเข้าใจในระบบของนาข้าวที่มิได้เป็นเพียงแหล่งผลิตอาหารหลักเท่านั้น แต่นาข้าวยังเอื้อประโยชน์ต่อระบบนิเวศโดยรอบด้วย เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับนาข้าว

สำหรับสมาชิกของ INWEPF ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 17 ประเทศคือ ญี่ปุ่น กัมพูชา บังกลาเทศ จีน เนปาล อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา เวียดนาม อียิปต์ ปากีสถาน อินเดีย และไทย ซึ่งในอนาคตคณะอนุกรรมการด้านน้ำและระบบนิเวศของนาข้าวจะส่งเสริมให้ INWEPF Thai Committee เข้าไปมีบทบาทในเวทีนานาชาติให้มากขึ้นเพื่อให้นานาชาติทราบถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านความมั่นคงทางอาหารและการบรรเทาความยากจน การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้จากมติที่ประชุม 7th Steering Meeting ได้มอบให้ INWEPF Thai Committee เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม 10th Steering Meeting ที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556.

รณรงค์ คาร์ฟรีเดย์ ทำทางจักรยานแนวถนนวงแหวนชั้นใน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2554

กทม.เล็งเสนอ บช.น.นำร่องวันอาทิตย์ เมื่อเวลา 10.00 น.

วันที่ 14 ก.ย. นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานในงานแถลงข่าวจัดกิจกรรม Bangkok Car Free Day 2011 เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลหันมาใช้รถขนส่งมวลชน การเดิน และขี่จักรยานมากขึ้น เพื่อลดภาวะโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมทั้งมีกิจกรรมพิเศษในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา ซึ่งกทม.จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 แล้ว โดยการจัดงาน Bangkok Car Free Day 2011 จะมีขึ้นที่บริเวณท้องสนามหลวง ในวันอาทิตย์ที่ 18 ก.ย.นี้ เวลา 09.00-10-00 น. โดยทางสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพเป็นแนวร่วมหลักในการนำขบวนจักรยานกว่า 5,000 คัน มาช่วยในการจัดงาน โดยมีการแปรขบวนจักรยานกว่า 2,000 คัน เป็นรูปหมายเลข 84 และแปรขบวนเป็นเลข 350 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนื่องจากเลข 350 นั้นหมายถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ควรจะลดลงมาไม่ให้เกิน 350 ppm ทั้งนี้ในส่วนของแนวทางการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานในการเดินทางนั้น ทางกทม.จะมีการหารือกับทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ในการทำทางจักรยาน โดยเส้นทางใหม่ที่สมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ เสนอมา คือ เส้นวงแหวนใน คือจากแยกพระราม 9 ไปตามถนนรัชดาภิเษก ผ่านแยกรัชโยธิน ประชานุกูล วงศ์สว่างออกไปยังถนนจรัญสนิทวงศ์ ระยะทาง 40 กม. ซึ่งในเบื้องต้นอยากให้ทาง บช.น.พิจารณาในการทำเส้นทางในวันหยุดเริ่มที่วันอาทิตย์ ที่การจราจรไม่ติดขัด และหากได้ผลก็ขยายมาเป็นวันเสาร์ ซึ่งเส้นทางจักรยานนี้ได้เสนอให้วิ่งบนถนน โดยใช้วิธีการกั้นกรวย แบ่งช่องจราจรให้กับจักรยาน

นายธีระชน กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการที่รัฐบาลออกนโยบายรถคันแรกมา โดยมีการคาดการณ์ว่าปริมาณรถในโครงการประมาณ 500,000 คันนั้น ทางกทม.มีความกังวลว่าการจราจรใน กทม.อาจมีความหนาแน่นมากขึ้น จึงอยากให้คนกรุงเทพฯ ใช้บริการขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า หรือการโดยสารไปด้วยกันอย่างคาร์พูลมากกว่า ส่วนรถคันแรกน่าจะกระจายไปยังต่างจังหวัดหรือปริมณฑล เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นใน กทม.

แผนพัฒนาเกษตร ฉบับที่ 11 ชู 3 ยุทธศาสตร์...สู่การปฏิบัติ

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 12 กันยายน 2554

เพื่อพัฒนาประเทศไทย ให้ก้าวสู่การใช้แผนพัฒนาการการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจและประชาสัมพันธ์แผนพัฒนาการเกษตรให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนทราบแบบเจาะลึกครบประเด็น เพื่อเสนอทิศทางการพัฒนา ภาคเกษตรในระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมชู 3 ยุทธศาสตร์ ในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการ สศก.กล่าวว่า แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555–2559) ซึ่งจัดโดย สศก. ว่า แผนพัฒนาการเกษตร นับเป็นแผนหลักของภาคเกษตรสำหรับใช้เป็นกรอบการพัฒนาการเกษตรของประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งภาพรวมของแผนและยุทธศาสตร์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแผนพัฒนาระดับชาติ เพื่อให้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานหลักด้านการเกษตร มีความมุ่งมั่นให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร และเป็นฐานสร้างรายได้ให้แผ่นดินเน้น “คน” โดยเฉพาะเกษตรกร เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา พร้อมทั้งน้อมนำหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักในการขับเคลื่อน ทั้งการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกร เพื่อให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้และมีภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเน้นการดำเนินงานในเชิงรุกควบคู่ไปกับการปรับตัวและการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลก การกระจายรายได้ที่ทั่วถึงและเป็นธรรม มีความสามารถในการผลิตและการตลาด ทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร ให้มีความสามารถในการแข่งขัน ประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร มีผลผลิตเพียงพอกับความต้องการด้านอาหารและพลังงาน รวมทั้งสร้างและพัฒนาการใช้ทรัพยากรการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ฟื้นฟูทรัพยากรการเกษตรให้มีความเหมาะสมต่อการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน และเตรียมความพร้อมในการรองรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือทางเหลี่ยมเศรษฐกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน กลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : ASEAN Economic Community) ตลอดจนสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่น และเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อม สำหรับการพัฒนาการเกษตรในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ ภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร จำเป็นต้องมองกรอบเป็นกระบวนการ ตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศให้ชัดเจน และบูรณาการร่วมกันทั้งในสาขาเกษตรและต่างสาขา

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน 2554 และจะเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ในเดือนตุลาคม 2554 ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลัก ในการดำเนินงานกำหนดทิศทางการพิจารณาระดับชาติในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยในส่วนของการดำเนินงานด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ เป็นการดำเนินการภายใต้คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นไปตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ให้มีการกำหนดแผนพัฒนาการเกษตรให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังกล่าว เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทาง และยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรของประเทศต่อไป.

อนุรักษ์ป่าไม้ไทยมาจากใจ...หรือเป็นไปตามกระแส

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 04 กันยายน 2554

วันที่ 1 กันยายนเมื่อ 21 ปีที่แล้วมีความหมายยิ่งต่อผืนป่าไทย ที่ สืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง เลือกใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อจะรักษาผืนป่าแนวตะวันตกของประเทศไว้

21 ปีผ่านไปปัญหาป่าไม้ของไทยยังไม่ถูกแก้ไขอย่างรอบด้าน บางพื้นที่ดีขึ้นคนเข้าใจป่าอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนแม้ไม่มี พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกมาก็ตามที แต่บางแห่งวิกฤติและเลยเถิดเห็นได้ชัดจากการรุกพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เพื่อสร้างรีสอร์ทบ้านพัก

โอกาสการครบรอบการจากไปของ สืบ นาคะเสถียร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงาน สืบสาน วันสืบ นาคะเสถียร ขึ้น พร้อมจัดเวทีเสวนาในห้วข้อ เรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้ไทยมาจากใจหรือเป็นไปตามกระแส โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย โชคดี ปรโลกานนท์ หัวหน้าโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯเขาแผงม้า ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพลิกผืนป่าเสื่อมโทรม 5,000 ไร่ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยมี ดัชนีชี้วัดที่เห็นได้ชัดคือกระทิง เขาแผงม้า สมบูรณ์ สังข์เครืออยู่ นายกอบต.บ้านดงและประธานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านดง ใน อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ในฐานะชุมชนที่รวมตัวกันอนุรักษ์ป่าจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนได้รับรางวัลมากมาย และ น.ส.วีรยา โอชะกุล หัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ในฐานะผู้หญิงที่ต้องดูแลป่าโดยเฉพาะแนวผืนป่าที่ติดกับตะเข็บชายแดนที่ร่วมเสวนา

นายกอบต.บ้านดง เล่าว่า ชุมชนที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาวเมื่อ 200 กว่าปีแล้ว เดิมทีพื้นที่อาศัยของชุมชนเป็นพื้นที่ที่เคยถูกสัมปทานป่าไม้ เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และมีการทำไร่เลื่อนลอยรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปี 2523 กรมป่าไม้ได้กันเขตพื้นที่ทำกินกับพื้นที่อนุรักษ์ออกจากกัน ในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องการปลูกป่าแค่รู้อย่างเดียวคือการป้องกันไม่ให้ป่าไฟไหม้ ต่อมาปี 2538 ปตท.ได้เข้าไปส่งเสริมการปลูกป่า โดยเข้าไปปลูกป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยง-ภูทอง และป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ ต.บ้านดง พื้นที่ 11,416 ไร่ และได้ร่วมกันดูแลรักษาจนมาดูวันนี้

“ปัจจุบันสิ่งที่ชาวบ้านได้จากป่ามีรายได้เพิ่มขึ้น เช่นหาหน่อไม้มาขายทำให้แต่ละครอบครัวมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท” นายกอบต.บ้านดง บอกถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของชาวบ้าน ซึ่งการใช้ประโยชน์จากป่า มีการกำหนดกฎเกณฑ์โดยชุมชนเอง เช่น กำหนดให้หาหน่อไม้จำกัดได้แค่ 2 เดือน ในพื้นที่ป่าใช้สอยที่กันไว้จากเขตอนุรักษ์ 2,000 ไร่ หากใครฝ่าฝืนจะถูกปรับ 500-1,000 บาท

เวลานี้หัวใจอนุรักษ์ของคนบ้านดงยังลุกโชนอยู่เสมอ ท่ามกลางกระแสการรุกพื้นที่ป่าเพื่อสร้างบ้านพักส่วนตัวหรือรีสอร์ท เพราะใน อ.ชาติตระการ อากาศเย็นสบายตลอดปี

สมบูรณ์เล่าว่าชาวบ้านมีวิธีการปกป้องป่าโดยการรวมกลุ่มใช้ข้อบังคับของกฎหมายกับนายทุน ที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าต้องยึดคืน และมีแนวคิดว่าผืนไหนที่เอาคืนไม่ได้จะรวบรวมเงินเพื่อซื้อต่อ ปัจจุบันมีพื้นที่ถูกยึดคืนได้ในเขตบ้านดงแล้ว 300 ไร่

ขณะที่ โชคดี ได้บอกเล่าถึงวิธีเข้าไปฟื้นฟูป่า ทำงานภายใต้มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2537-2545 ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาแผงม้าเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำมูล และมูลนิธิคุ้นเคยกับชาวบ้าน รวมทั้งเป็นพื้นที่กันชนภายใต้แนวคิดที่ว่าการปลูกป่าไม่จำเป็นต้องทำโดยภาครัฐ สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าป่าสมบูรณ์แล้วคือการกลับมาของกระทิง และระบบนิเวศที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

“ถ้าไม่มีเขาแผงม้าวังน้ำเขียวคงยิ่งกว่านี้” โชคดีเอ่ยสั้น ๆ แต่ตีความได้มากกว่านั้น เขาสะท้อนประสบการณ์ปลูกป่า ว่า แนวทางอนุรักษ์ป่าทำได้หลากมิติ แต่สิ่งสำคัญต้องเน้นการมีส่วนร่วมของสังคม ขณะเดียวกันการอนุรักษ์ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับวิถีชีวิตด้วย

ทั้งพื้นที่ป่าบ้านดงและพื้นที่ป่าเขาแผงม้ามีจุดเริ่มต้นเหมือนกันคือเป็นป่าเสื่อมโทรมแต่อาศัยความร่วมแรงร่วมใจของชุมชนและผู้นำจนพลิกฟื้นกลับมาได้ คนละแบบกับพื้นที่ป่าของป่าทุ่งใหญ่ฯเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ใช่ว่าปัญหาด้านการทำงานเชิงอนุรักษ์จะไม่มี

วีรยา บอกว่าพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ฯที่มีขนาด 1.6 ล้านไร่ไม่มีปัญหานายทุนเข้าไปรุกล้ำเพราะประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ชัดเจนแล้ว รวมทั้งชุมชนในพื้นที่ที่เป็นกะเหรี่ยงเข้าใจแนวทางของการอนุรักษ์ที่กรมอุทยานฯทำ แต่ปัญหาอุปสรรคของการดูแลพื้นที่ป่า อยู่ที่ความยากในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ลำพังแค่ดำรงชีวิตอย่างเดียวก็ยากมากแล้ว เพราะพื้นที่ติดแนวชายแดนต้องพบกับกองกำลังรอบด้าน การเดินทางไปแต่ละหน่วยพิทักษ์ป่าบางแห่งต้องใช้เวลา 3-5 วัน เป็นพื้นที่ป่าที่ต่างจากสภาพพื้นที่อื่น ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดูแลป่าอยู่ประมาณ 180 คนในพื้นป่าเป็นล้านไร่

นอกจากต้องผจญกับสภาพธรรมชาติที่ยากลำบากอยู่แล้วปัจจัยภายนอกที่ทำให้การทำงานยากยิ่งไปอีกในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่คือด้านการท่องเที่ยว พบว่าคนเมืองที่ไปเที่ยวป่ายังทิ้งขยะไว้ พิสูจน์จากขยะจะพบว่าเป็นเครื่องอุปโภคคุณภาพดีที่คนในเมืองได้ ตลอดจนข้อมูลที่นักท่องเที่ยวผู้มีฐานะฝากทิ้งไว้กับชาวบ้านเรื่องที่ดิน เขาอยากครอบครองที่ดินติดแม่น้ำ บนเนินเขา พยายามติดต่อหาซื้อ นอกจากนี้ยังพบปัญหาท่องเที่ยว แบบออฟโรด ซึ่งมีปัญหามากในปีที่ผ่านมา นั่นเพราะในเส้นทางป่าทุ่งใหญ่ฯ ได้รับการโหวตจากผู้นิยมออฟโรดแล้วว่าเป็นเส้นทางที่ยากและเหมาะอย่างยิ่งที่จะนำรถสมรรถนะดี ๆ ไปทดลอง

“ปีนี้คนนำรถออฟโรดเข้าป่าลดลง แต่กระแสต่อต้านพี่เยอะเพราะเขามองว่าเป็นออฟโรดไม่ได้ทำลายป่าไม่ได้ตัดไม้ล่าสัตว์ ทำไมจะใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลาที่เขาเข้าไป ล้อรถใหญ่ เครื่องเขาดีเขามีเงิน รถขึ้นไปได้แล้วถอยกลับมาใหม่เพื่อจะดูความแรงของรถ แล้วไปทำลายเส้นทางพัง ในขณะที่พี่ไม่สามารถจะขนส่งเสบียงไปให้ลูกน้องที่ทำงานลาดตระเวนได้ ไม่สามารถเอาลูกน้องที่เจ็บป่วยออกจากป่าได้ เพราะว่ารถเรากับรถเขามันคนละรุ่นกันกับรถหลวง แต่คนที่เขาเข้าไปมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันมีผลกระทบต่อการรักษาป่าอย่างไร ถือว่าเป็นการทำลายป่าอย่างหนึ่ง”

คำบอกเล่าของหัวหน้าเขตอนุรักษ์พันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ พอจะมองภาพได้ว่าปัจจุบันคนไทยยังรักป่าไม้เป็นตามกระแสหรือมาจากใจ.

กรีนดีไซน์

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 04 กันยายน 2554

 

ปัจจุบันในวงการก่อสร้างทั่วโลก หันมาพัฒนาตึกอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อนำมาซึ่งการประหยัดพลังงาน รวมทั้งการออกแบบ ที่เรียกรวม ๆ ว่า “กรีนดีไซน์” Green Design การออกแบบที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการปาร์คเวนเชอร์–ดิ อีโคเพล็กซ์ออน วิทยุ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ที่รวมไว้ทั้งอาคารสำนักงานเกรดพรีเมี่ยม และโรงแรมหรู 5 ดาวชั้นนำของโลกอย่าง โรงแรมโอกุระ ที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นต่างนำกระบวนการกรีนดีไซน์มาใช้ ด้วยการออกแบบอันโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการประนมมือไหว้ และดอกบัว สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันงดงาม

จุดเด่นต่าง ๆ ของอาคารอัจฉริยะเพื่อการประหยัดพลังงานแห่งนี้ ยังมีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กระจกอนุรักษ์พลังงาน เป็นกระจก 3 ชั้น ที่มีช่องอากาศอยู่ระหว่างกลาง และเคลือบสารพิเศษที่มีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณเสียง แสงแดด และความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร จึงช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ

ระบบปรับอากาศที่ออกแบบเพื่อควบคุมปริมาณลมเย็นให้พอเพียงกับความร้อนในแต่ละพื้นที่ ช่วยลดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็นได้มากขึ้น และทำให้ผู้อาศัยภายในอาคารรู้สึกสบายกับอุณหภูมิที่คงที่ทุกพื้นที่ และระบบลิฟต์อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของมอเตอร์ที่มีระบบการผลิตไฟฟ้ากลับเข้าระบบอัตโนมัติ จึงช่วยประหยัดพลังงานได้มากถึงร้อยละ 30 จากระบบปกติ และผู้โดยสารสามารถเดินทางไปยังชั้นที่ต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้เวลาในการรอลิฟต์ไม่เกิน 40 วินาที เป็นต้

รวมทั้งการสร้างหลังคาเขียว (green roof) ในส่วนของหลังคาอาคารจอดรถ เพื่อลดผลกระทบจากการดูดซับรังสีดวงอาทิตย์ที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์เกาะร้อน และได้พยายามใช้ระบบการบำบัดน้ำทิ้งเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งเป็นการลดการปลดปล่อยน้ำเสียลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ และประหยัดน้ำประปาที่จะต้องนำมาใช้รดน้ำต้นไม้ในสวน

โครงการสำนักงานระดับไฮเอนด์แห่งนี้ มีความสูง 34 ชั้น พื้นที่รวมทั้งสิ้น 81,400 ตร.ม.

กังหันลมแบบพอเพียง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 01 กันยายน 2554

 

แม้น้ำมันจะลดราคา แต่ยังขอสนับสนุนเรื่องของพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนกว่าต่อไปและนี่…ก็คืออีกหนึ่งผลงานของนักวิจัยไทย ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพึ่งพาตนเอง กับ “ต้นแบบกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า” ผลงานของศูนย์เทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการบริการทางวิชาการ มหาวิทยาลัยสยาม ที่นำมาจัดแสดงใน “งานนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2554”

พ.ต.ประพัฒน์ อุทโยภาศ ผู้วิจัย บอกว่า เครื่องนี้เป็นต้นแบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากพลังงานร่วม คือ พลังงานจากกังหันลม (Wind Turbine) และเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) ร่วมกัน สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้งานในบริเวณที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้าเข้าถึง

ทั้งนี้ปกติกังหันลมที่นำไปใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วไป แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวราบ (HAWT) และ กังหันลมที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง (VAWT) ความแตกต่างระหว่างกังหันลมทั้งสองแบบก็คือตำแหน่งของใบกังหัน โดยกังหันลมแบบ HAWT จะติดตั้งอยู่บนเสาสูง แกนของการหมุนของใบกังหันจะอยู่ในแนวราบและอยู่ส่วนบนสุดของเสา มีใบกังหันหมุนอยู่กลางอากาศอย่างที่เห็นได้ชัด ซึ่งมักพบเห็นอยู่ทั่วไป แต่มีราคาสูงเนื่องจากต้องใช้เสาขนาดใหญ่ แต่กังหันลมแบบ VAWT ใบกังหันจะหมุนรอบแกนของการหมุนซึ่งตั้งอยู่ในแนวดิ่ง ไม่มีอันตรายจากใบพัด ทำให้สามารถติดตั้งในระดับใกล้พื้นดินได้นักวิจัยเลือกที่จะพัฒนากังหันลมแบบที่มีแกนหมุนอยู่ในแนวตั้ง หรือ VAWT เนื่องจากสามารถติดตั้งได้ง่าย ปลอดภัยสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ราบ ค่าก่อสร้างถูก ซ่อมแซมได้ง่าย ขณะเดียวกันการติดตั้งและเคลื่อนย้ายก็สามารถทำได้สะดวก และสามารถรับลมได้ในทุกทิศทาง

ผู้วิจัยบอกว่าสำหรับเครื่องต้นแบบนี้ ใช้งบประมาณ ประมาณ 50,000 บาทต่อเครื่อง สามารถผลิตไฟได้พอเพียงกับการใช้งานในครัวเรือน เหมาะสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในทุ่งกว้างหรือบ้านพักที่อยู่ริมทะเล ปัจจุบันเครื่องดังกล่าวมีการทดสอบใช้งานแล้วที่ ม.สยาม อนาคตจะมีการปรับปรุงและขยายให้เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอีกด้วย.

กรมอุทยานฯดีเดย์ใช้หลักเศรษฐศาสตร์ประเมินคุณค่าระบบนิเวศ

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม 2554

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) เปิดตัวโครงการเพิ่มศักยภาพการใช้มาตรการเศรษฐศาสตร์เพื่อคงคุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ เน้นการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการเงินเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งดำเนินงานโดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมเฮล์มฮอลท์ซ ด้วยงบประมาณโครงการรวม 80 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป รัฐบาลไทย รัฐบาลเยอรมนี และศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมเฮล์มฮอลท์ซ ในโครงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยโครงการจะสิ้นสุดในปี พ.ศ.2557

ดร.รุ่งนภา พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมอุทยานฯ กล่าวว่า ปัจจุบันความเสียหายด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์มีมูลค่าสูงถึง 45 ล้านล้านยูโร ขณะที่มีเงินแก้ไขความเสียหายเพียง 6 ล้านล้านยูโรเท่านั้น ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินการ ภายใต้ชื่อ “เศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (The Economic of Ecosystemas and Biodiversity : TEEB ) เพื่อศึกษาค้นหาความสัมพันธ์เศรษฐศาสตร์ระหว่างระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศต่อมนุษยชาติ 2. สร้างความเข้าใจในมูลค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 3. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาประเมินคุณค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ 4. พัฒนามาตรการที่สอดคล้องกับมาตรการ TEEB ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าเชิงเศรษฐศาสตร์กับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ

ดร.รุ่งนภา กล่าวว่า เมื่อประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ออกมาแล้ว ต้องพัฒนาออกมาเป็นมาตรการโดยยึดหลักการของ TEEB ภายใต้เงื่อนไขของการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการแบ่งปันอย่างเท่าเทียม ยกตัวอย่างเช่น ประชาชนที่อยู่ในเขตแนวป่า ที่รักษาป่าควรได้ค่าตอบแทน สวัสดิการด้านการศึกษา การสาธารณสุขที่ควรจะได้ หรือการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า เช่น การหาของป่าต้องมีการจัดสรรอย่างเป็นธรรม หรือการนำผลิตผลของป่าไปแปรรูปเป็นสมุนไพร ซึ่งเมื่อออกมาเป็นยาแล้วราคาแพง แต่เมื่อเทียบแล้วคนที่ดูแลป่าทำให้ระบบนิเวศเอื้อต่อการเกิดพืชสมุนไพรได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด ขณะเดียวกันบุคคลที่ดูแลรักษาป่าไว้ ช่วยรักษาโลกร้อนให้กับคนในเมืองด้วย ต้องศึกษาลงไปว่าจะจัดสรรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ให้มีความอยู่ดีกินดีได้อย่างไร

วิธีนี้ประเทศเวียดนามนำมาใช้แล้วโดยการเก็บเงินค่าใช้ไฟฟ้าของคนในประเทศมาจ่ายให้กับชาวบ้านที่ดูแลป่า ขณะเดียวกันคนที่ทำลายป่าต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์คำนวณออกมาว่า สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างไรถ้าเก็บป่าไว้จะมีมูลค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไรบ้าง”

ปัจจุบันTEEB มีกรณีศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ด้านความหลากหลายและระบบนิเวศที่ปฏิบัติได้จริงแล้ว 500 กรณีทั่วโลก ขณะนี้ได้รับการยอมรับแล้ว สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะเริ่มใช้กับพื้นที่ป่านำร่องได้ในปีนี้ ในพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวใกล้กรุงเทพฯ และมีการใช้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น ช่วงเทศกาลมีคนเข้าไปใช้พื้นที่จำนวนมากเกินกว่าที่จะรับได้ หนึ่งในกิจกรรมคือต้องแสวงหาเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อแบ่งเบา และที่บ้านครีวงศ์ คนต้นน้ำที่ดูแลป่าต้นน้ำส่งผลให้คนปลายน้ำมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ด้วยการทำเกษตรแบบออแกนิก ต้องมีการศึกษาเพื่อชดเชยให้มีความสมดุล

ด้านนายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า โครงการนี้เน้นนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมาใช้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ จึงจะมีการนำเอานวัตกรรมจากการศึกษาระดับนานาชาติว่า “เศรษฐกิจของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ( TEEB) ที่เพิ่งจะสรุปผลไม่นานนี้มาเป็นแนวทางดำเนินการ โดยมุ่งพัฒนาแหล่งทุน และสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ สำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพภายในและบริเวณโดยรอบพื้นที่อนุรักษ์

“ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติที่ให้ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เช่น น้ำสะอาด และการควบคุมสภาพภูมิอากาศนั้นมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเสมอ ดังนั้นการรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพจึงมีความคุ้มค่า” นางเวโรนีค ลอเรนโซ ที่ปรึกษาทางการทูตและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือ สำนักงานคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ระบุ.

มหากาพย์ 'เขื่อนแก่งเสือเต้น'! ใช่คำตอบสุดท้ายหรือไม่?

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม 2554

หลังจากได้เกิดฝนตกน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณ จ.แพร่ น่าน สุโขทัย ฯลฯ เรื่องที่มักจะถูกหยิบยกมาตลอดคงหนีไม่พ้น การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ขวางกั้นแม่น้ำยม โดยมีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนเห็นด้วยและกลุ่มที่ต่อต้านไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนเพราะเชื่อว่าในอนาคตจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะป่าไม้สักทองธรรมชาติอันทรงคุณค่าที่เหลืออยู่ผืนสุดท้ายจะสูญหายไป นอกจากนี้ยังอาจเป็นการทำลายวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชนกว่า 3,000 ครัวเรือน เพื่อแลกกับการแก้ปัญหาความแห้งแล้งและน้ำท่วม

ทีมข่าวเดลินิวส์ ได้รับการประสานข้อมูลจาก รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมานานก็ได้ให้ความเห็นพร้อมเขียนย้อนความเป็นมาในเรื่องราวของ “เขื่อนแก่งเสือเต้น” จัดได้ว่าจะเรียกให้เป็น “มหากาพย์ เขื่อนแก่งเสือเต้น” เนื่องจากเท่าที่ผมจำได้เริ่มมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2524 คือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีพัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยมักจะกล่าวถึงทุกครั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ รวมทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมที่กำลังเกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคเหนือขณะนี้ด้วย

ทุกครั้งก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากยังคงมีความขัดแย้งเชิงสังคมระหว่างชุมชนต้นน้ำ และชุมชนปลายน้ำ ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับทุกลุ่มน้ำ เนื่องจากแม่น้ำมีการเปลี่ยนแปลงแบบพลวัตตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงบริเวณเหนือน้ำย่อมส่งผลกระทบกับท้ายน้ำ !!

รศ.ดร.เสรี อธิบายข้อมูลด้วยว่า ผมเพิ่งจะออกไปสำรวจภาวะน้ำท่วม จ.สุโขทัย เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน เห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมน้ำหลากโดยที่บริเวณ อ.ศรีสำโรง เกิดเขื่อนริมแม่น้ำแตกยาวประมาณ 50 เมตร ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลหลากเข้าท่วมทุ่งนา ถนนหนทาง รวมทั้งบ้านเรือนราษฎรที่อยู่ระหว่าง แม่น้ำยม กับ แม่น้ำน่าน ในขณะนั้นชุมชนในเมืองสุโขทัยคันกั้นน้ำในเมืองยังคงรับได้ อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเพียง 1 สัปดาห์ เกิดฝนตกต่อเนื่องทั้งบริเวณลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมไม่สามารถไหลเข้าทุ่งได้ (เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านสูง ประกอบกับพื้นที่ลุ่มต่ำระหว่างแม่น้ำทั้งสองมีปริมาณน้ำมากอยู่แล้ว) จึงไหลหลากมาทางท้ายน้ำผ่านเมืองส่งผลให้น้ำท่วมเมืองสุโขทัย

แล้วเราจะทำอย่างไร? ผมจึงอยากจะให้ข้อคิดเพื่อให้สังคมเข้าใจในพฤติกรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งร่วมกันตัดสินใจในอนาคต ผมเคยผ่านร้อนผ่านหนาวจาก โครงการเขื่อนเชี่ยวหลาน หรือ เขื่อนรัชชประภาในปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำ และฐานเขื่อนระหว่างปี พ.ศ. 2526-2528 ขณะนั้นความขัดแย้งมีสูงมาก เคยถูกข่มขู่นับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกลักพาตัวไปเรียกค่าคุ้มครอง เคยนอนท่ามกลางเสียงปืน และระเบิด ผมกลับมานั่งทบทวนอย่างมีสติ เพื่อจะหาคำตอบว่าเราผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาด้วยเหตุใด และในที่สุดจึงพบว่าคำตอบอยู่ที่ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นไปตามแนวพระราชดำรัสของพ่อหลวงที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกแห่งทุกสถานการณ์

ประการแรก ผมจึงอยากจะทำความเข้าใจกับสังคมถึงศักยภาพของลุ่มน้ำยม กล่าวคือ ลุ่มน้ำยมมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อปีประมาณ 4,100 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณความต้องการน้ำปัจจุบันอยู่ที่ 2,600 ล้านลบ.ม. (โดยกว่า 90% เป็นความต้องการน้ำเพื่อเกษตรกรรม ปลูกข้าว ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น) ในขณะที่มีเครื่องมือที่สามารถควบคุมน้ำได้ (ฝาย ประตูน้ำ คลองชลประทาน) โดยคิดเป็นปริมาตรเก็บกักประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ดังนั้นลุ่มน้ำยมจึงต้องประสบกับปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงหลายครั้งในอดีต ในทางตรงข้าม ข้อจำกัดในการรับน้ำของแม่น้ำยมตั้งแต่ต้นน้ำ ที่อำเภอเมืองแพร่ (1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที) อำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย (2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ) อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย (920 ลบ.ม.ต่อวินาที) และ อำเภอเมืองสุโขทัย (600 ลบ.ม.ต่อวินาที) ทำให้เกิดน้ำท่วมในฤดูฝนเกือบทุกปี เนื่องจากปริมาณน้ำท่าที่ไหลหลากมาจากต้นน้ำมีมากกว่า 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที (ปี พ.ศ. 2554 มีปริมาณน้ำมากกว่า 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที) ดังนั้นเมื่อน้ำไหลผ่านจุดที่มีข้อจำกัดดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ชุมชนในลุ่มน้ำต้องร่วมกันตัดสินใจว่าจะอยู่กับเหตุการณ์แบบนี้ได้หรือไม่

หากยกตัวอย่าง เขื่อนแก่งเสือเต้น (ทางเลือกที่ 1) คือคำตอบสุดท้ายใช่หรือไม่? จึงต้องทำความเข้าใจต่อไป ความคาดหวังจากชุมชนท้ายน้ำว่า หากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะทำให้เขาไม่ต้องประสบกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เป็นอยู่จริงหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จริง แต่จะลดระดับความรุนแรงไปอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ อย่างน้อยระดับน้ำท่วมสูงสุดจะลดลงไปประมาณ 2 เมตรที่ อำเภอเมืองแพร่ และ ประมาณ 1 เมตร ที่อำเภอเมืองสุโขทัย (เปรียบเทียบกับ ระดับน้ำท่วมในปี 2538) มีพื้นที่น้ำท่วมลดลงไปด้วยประมาณ 450,000 ไร่ รวมทั้งยังสามารถหน่วงเวลาน้ำท่วมที่อำเภอเมืองสุโขทัย ได้ประมาณ 45 ชั่วโมง

แต่ประโยชน์สูงสุดที่ชุมชนจะได้รับคือการมีน้ำกิน น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก และจะช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในอนาคตได้ เพราะปริมาณน้ำเก็บกักจะเพิ่มเป็นประมาณ 1,600 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบจากพื้นที่ชุมชนเหนืออ่างที่ต้องได้รับผล กระทบ

เมื่อมีการศึกษาเบื้องต้นในการลดระดับเก็บกักน้ำ โดยเสนอให้มีการก่อสร้าง เขื่อนแม่น้ำยมบน และเขื่อนแม่น้ำยมล่าง (ทางเลือกที่ 2) รวมปริมาตรอ่างประมาณ 750 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะทำให้สามารถลดระดับน้ำท่วมสูงสุดที่จะลดลงไปประมาณ 1 เมตรที่ อำเภอเมืองแพร่ และ ประมาณ 0.60 เมตร ที่อำเภอเมืองสุโขทัย (เปรียบเทียบกับ ระดับน้ำท่วมในปี 2538) มีพื้นที่น้ำท่วมลดลงไปด้วยประมาณ 300,000 ไร่

กล่าวโดยรวมหากตัดสินใจตามทางเลือกทั้งสองทาง ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วม และน้ำแล้งได้โดยสมบูรณ์ แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะลดลงอย่างมาก ทั้งนี้มาตรการเสริมอื่น ๆ เช่น การพัฒนาพื้นที่แก้มลิง มาตรการด้านผังเมือง ระบบประกันภัย ระบบเตือนภัย ยังคงมีความจำเป็น นอกจากนี้ การตัดสินใจ ณ วันนี้มิได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันที จะต้องทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ท้ายที่สุด ชุมชนก็จะต้องมีมาตรการปรับตัวให้อยู่ได้กับสถานการณ์ในอนาคตได้อย่างปลอดภัย และยั่งยืน เช่น ไม่รุกล้ำพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ มีส่วนร่วมในการจัดการน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบเกษตรกรรมอัจฉริยะ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ไม่มีนโยบายที่จะผลักดันโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจตรงกันเนื่องจากขณะนี้ได้มีหลายฝ่ายยังมาแสดงความเห็นและคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น แต่กระทรวงเกษตรฯจะไปเดินหน้าศึกษา 2 โครงการคือ เขื่อนแม่น้ำยมตอนบน และเขื่อนแม่น้ำยมตอนล่าง ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในแผนพัฒนาลุ่มน้ำยมแบบบูรณาการ จะผลักดันให้รัฐบาลหนุนงบประมาณในการศึกษาโครงการทั้งการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านผลกระทบต่อสุขภาพตามรัฐธรรมนูญปี 2550 โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นทางออกที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบซ้ำซากจากน้ำท่วม หากไม่ทำอะไรเลยจะเกิดน้ำท่วมขังอย่างนี้ทุกปี ถึงเวลาที่จะต้องถามคนในพื้นที่กว่า 10 จังหวัดว่าเขาจะอยู่อย่างไร

รมว.เกษตรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การศึกษา 2 เขื่อนยังมีโอกาสที่จะสร้างได้ ดีกว่าจะดันทุรังเดินหน้าเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ต่อต้านกันมาเกือบ 30 ปี ซึ่งเมื่อสร้างแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม ซึ่งปัญหาทั้งหมดกรมชลประทานจะหารือกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อไปทำแผนแก้ไขทั้งลุ่มน้ำยม นำเสนอท่านนายกฯต่อไป.

แก้ปัญหาด่วนลุ่มน้ำยม

สำหรับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มแม่น้ำยมในระยะเร่งด่วนนั้น นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ ระบุว่า กรมชลประทานจะดำเนินการในงบประมาณปี 2555 โดยต้องสร้างระบบจัดการน้ำหลาก เพิ่มด้วย เช่น การพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง ทั้งประเภทอ่างเก็บน้ำขนาดย่อยในลำน้ำสาขาจากลุ่มน้ำยมรวมทั้งสิ้น 57 โครงการ จะได้ความจุน้ำเพิ่มอีก 542 ล้านลบ.ม., พัฒนาโครงข่ายผันน้ำหลาก เช่น โครงการปรับปรุงคลองผันน้ำจากแม่น้ำยมเข้า แก้มลิงทุ่งทะเลหลวง, โครงการปรับปรุงคลองระบายน้ำท้ายทุ่งทะเลหลวง, โครงการปรับปรุงคลองธรรมชาติฝั่งซ้ายขวา, โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยมเข้าพื้นที่รองรับน้ำท่วมบางระกำ ที่ สามารถรองรับน้ำได้ 50 ล้านลบ.ม. และในหน้าแล้งจะสามารถนำน้ำดังกล่าวมาใช้ได้ด้วย สิ่งสำคัญขณะนี้ได้ให้กรมชลประทานไปวางแผนร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อวางแผนให้เกษตรกรในการปลูกข้าวเพื่อป้องกันความเสียหายจากทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง

พันธบัตรป่าไม้...ยุติปัญหาสร้างป่าสมดุล(2)

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม 2554

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม บทความเรื่องนี้กล่าวถึง ดร.อดิศร์ อิศราง กูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึง โครงการพันธบัตรป่าไม้ เป็นหนึ่งในข้อเสนอโครงการเร่งด่วน (Flagship Project) ของร่างแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555-2559 โดยเป็นกลไกภายใต้ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งระบบนิเวศป่าไม้ ทะเล ชายฝั่ง น้ำ และเกษตร ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยทำการศึกษาและนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับวันนี้ต่อเนื่องจากวันพุธที่ 10 สิงหาคม...

ดร.อดิศร์ กล่าวอีกว่า โดยหลักการพันธบัตรป่าไม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาบริหารจัดการ โดยให้กระทรวงการคลังรับรองสถานภาพของพันธบัตร เป็นสินค้าทางการเงินสีเขียว ที่ให้ผลตอบแทนเช่นเดียวกับพันธบัตรทางการเงินอื่น ๆ เหมาะสำหรับองค์กรเอกชนหรือผู้สนใจ โดยเฉพาะคนที่ได้ประโยชน์จากป่า มาซื้อพันธบัตรเพื่อเป็นการลงทุน หรือทำ CSR ตอบแทนสังคมทางหนึ่ง

รายได้ในการดูแลป่าจึงมาจากการลงทุนซื้อพันธบัตรป่าไม้ของผู้สนใจ จากนั้นนำเงินไปใช้เพื่อการดูแลพื้นที่ป่าใน 3 รูปแบบ คือ 1. กรณีผืนป่าสมบูรณ์เพิ่มการคุ้มครองไม่ให้มีการลักลอบตัดไม้ 2. กรณีผืนป่าที่มีการบุกรุกอยู่แล้วโดยชาวบ้านที่ยากจน โดยอาจนำไปใช้เพื่อการจัดหาหรือชดเชยพื้นที่ใหม่ในการทำอาชีพทดแทน 3. กรณีผืนป่าเสื่อมโทรมต้องปลูกทดแทนและจัดระบบการปลูกป่าที่เหมาะสมและสามารถเพิ่มมูลค่าได้ด้วย

ด้านรายจ่ายหรือผลตอบแทนของผู้ซื้อพันธบัตร จะได้มาจากหลายแหล่งซึ่งสามารถคำนวณมูลค่าได้ อาทิ 1. เนื้อไม้หรือปริมาตรไม้ใหม่ที่ได้จากป่าปลูกและมีการตัดหมุนเวียนแบบยั่งยืนนำมาป้อนอุตสาหกรรม ช่วยลดการนำเข้าไม้ 2. รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งหวังว่าสังคมนานาชาติจะเข้ามาร่วมจ่ายเงินมาร่วมสนับสนุนการปลูกป่า 3. รายได้จากคนในประเทศที่ได้ประโยชน์จากสภาพต้นน้ำที่ดีขึ้น เช่น การเก็บค่าน้ำ ค่าไฟเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โดยต้องมีความชัดเจนว่าเขาใช้น้ำหรือไฟฟ้าจากเขื่อนซึ่งรับน้ำจากแหล่งต้นน้ำที่มาจากสภาพป่าที่ดีขึ้น เช่น จากอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก และ 4. รัฐบาลอุดหนุน 10-20% จากเงินที่ประหยัดได้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำแล้งซึ่งจะลดลงเมื่อสภาพป่ามีความสมดุลมากขึ้น และยังเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ

อย่างไรก็ตาม การทำ “พันธบัตรป่าไม้” เป็นเรื่องใหม่และไม่ง่าย ต้องสร้างกลไกที่เป็นธรรมและเป็นทางออกให้กับทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องมีองค์กรมหาชนมาบริหารจัดการ สร้างแนวทางที่เป็นไปได้และไม่สร้างความขัดแย้ง เช่น ในพื้นที่ที่ต้องการปลูกเป็นป่าเศรษฐกิจก็ไม่จำเป็นให้ชาวบ้านยากจนที่บุกรุกพื้นที่ป่าทำการเกษตรต้องย้ายออกแต่เปลี่ยนมาเป็นการจ้างงานแทน ทำให้เขาไม่ต้องสูญเสียรายได้และไม่ต้องกลับไปรุกป่าทำเกษตรอย่างเคย สิ่งสำคัญต้องขจัดมาเฟียที่อยู่เบื้องหลังการรุกป่าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากกลไกการบุกรุกป่าไม้ที่เกิดขึ้นมักมีธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง การดำเนินการเรื่องนี้จึงไม่ง่าย

ดร.อดิศร์ กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถให้ใครใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ได้เลย แต่ควรเป็นการใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มศักยภาพและต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นด้วย เช่น การจัดการพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวในบางจุด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนก็ทำได้ โดยมีการจัดโซน จัดระบบการจัดการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีการควบคุม เมื่อมีการกำหนดชัดเจนแล้ว ในบางพื้นที่ก็อาจเปิดให้ภาคเอกชนประมูลไปทำได้ ซึ่งมีตัวอย่างในหลายประเทศ เช่น ที่มัลดีฟส์ มีการนำจุดสวย ๆ เปิดประมูลให้เอกชนไปทำโรงแรมสร้างรายได้เข้าประเทศ

นอกจากพันธบัตรป่าไม้แล้ว ทีดีอาร์ไอยังได้เสนออีก 2 มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำ คือ จัดทำแผนการใช้ที่ดินของประเทศ และแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เชื่อว่าหากเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในอีก 2 ปีข้างหน้า.

by ThaiWebExpert