เดลินิวส์

พันธบัตรป่าไม้...ยุติปัญหาสร้างป่าสมดุล(2)

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม 2554

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม บทความเรื่องนี้กล่าวถึง ดร.อดิศร์ อิศราง กูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ถึง โครงการพันธบัตรป่าไม้ เป็นหนึ่งในข้อเสนอโครงการเร่งด่วน (Flagship Project) ของร่างแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555-2559 โดยเป็นกลไกภายใต้ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งระบบนิเวศป่าไม้ ทะเล ชายฝั่ง น้ำ และเกษตร ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยทำการศึกษาและนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับวันนี้ต่อเนื่องจากวันพุธที่ 10 สิงหาคม...

ดร.อดิศร์ กล่าวอีกว่า โดยหลักการพันธบัตรป่าไม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาบริหารจัดการ โดยให้กระทรวงการคลังรับรองสถานภาพของพันธบัตร เป็นสินค้าทางการเงินสีเขียว ที่ให้ผลตอบแทนเช่นเดียวกับพันธบัตรทางการเงินอื่น ๆ เหมาะสำหรับองค์กรเอกชนหรือผู้สนใจ โดยเฉพาะคนที่ได้ประโยชน์จากป่า มาซื้อพันธบัตรเพื่อเป็นการลงทุน หรือทำ CSR ตอบแทนสังคมทางหนึ่ง

รายได้ในการดูแลป่าจึงมาจากการลงทุนซื้อพันธบัตรป่าไม้ของผู้สนใจ จากนั้นนำเงินไปใช้เพื่อการดูแลพื้นที่ป่าใน 3 รูปแบบ คือ 1. กรณีผืนป่าสมบูรณ์เพิ่มการคุ้มครองไม่ให้มีการลักลอบตัดไม้ 2. กรณีผืนป่าที่มีการบุกรุกอยู่แล้วโดยชาวบ้านที่ยากจน โดยอาจนำไปใช้เพื่อการจัดหาหรือชดเชยพื้นที่ใหม่ในการทำอาชีพทดแทน 3. กรณีผืนป่าเสื่อมโทรมต้องปลูกทดแทนและจัดระบบการปลูกป่าที่เหมาะสมและสามารถเพิ่มมูลค่าได้ด้วย

ด้านรายจ่ายหรือผลตอบแทนของผู้ซื้อพันธบัตร จะได้มาจากหลายแหล่งซึ่งสามารถคำนวณมูลค่าได้ อาทิ 1. เนื้อไม้หรือปริมาตรไม้ใหม่ที่ได้จากป่าปลูกและมีการตัดหมุนเวียนแบบยั่งยืนนำมาป้อนอุตสาหกรรม ช่วยลดการนำเข้าไม้ 2. รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งหวังว่าสังคมนานาชาติจะเข้ามาร่วมจ่ายเงินมาร่วมสนับสนุนการปลูกป่า 3. รายได้จากคนในประเทศที่ได้ประโยชน์จากสภาพต้นน้ำที่ดีขึ้น เช่น การเก็บค่าน้ำ ค่าไฟเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โดยต้องมีความชัดเจนว่าเขาใช้น้ำหรือไฟฟ้าจากเขื่อนซึ่งรับน้ำจากแหล่งต้นน้ำที่มาจากสภาพป่าที่ดีขึ้น เช่น จากอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก และ 4. รัฐบาลอุดหนุน 10-20% จากเงินที่ประหยัดได้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาน้ำแล้งซึ่งจะลดลงเมื่อสภาพป่ามีความสมดุลมากขึ้น และยังเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ

อย่างไรก็ตาม การทำ “พันธบัตรป่าไม้” เป็นเรื่องใหม่และไม่ง่าย ต้องสร้างกลไกที่เป็นธรรมและเป็นทางออกให้กับทุกฝ่าย จึงจำเป็นต้องมีองค์กรมหาชนมาบริหารจัดการ สร้างแนวทางที่เป็นไปได้และไม่สร้างความขัดแย้ง เช่น ในพื้นที่ที่ต้องการปลูกเป็นป่าเศรษฐกิจก็ไม่จำเป็นให้ชาวบ้านยากจนที่บุกรุกพื้นที่ป่าทำการเกษตรต้องย้ายออกแต่เปลี่ยนมาเป็นการจ้างงานแทน ทำให้เขาไม่ต้องสูญเสียรายได้และไม่ต้องกลับไปรุกป่าทำเกษตรอย่างเคย สิ่งสำคัญต้องขจัดมาเฟียที่อยู่เบื้องหลังการรุกป่าในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากกลไกการบุกรุกป่าไม้ที่เกิดขึ้นมักมีธุรกิจที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเกี่ยวข้อง การดำเนินการเรื่องนี้จึงไม่ง่าย

ดร.อดิศร์ กล่าวว่า ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถให้ใครใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้ได้เลย แต่ควรเป็นการใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มศักยภาพและต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นด้วย เช่น การจัดการพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวในบางจุด ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนก็ทำได้ โดยมีการจัดโซน จัดระบบการจัดการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีการควบคุม เมื่อมีการกำหนดชัดเจนแล้ว ในบางพื้นที่ก็อาจเปิดให้ภาคเอกชนประมูลไปทำได้ ซึ่งมีตัวอย่างในหลายประเทศ เช่น ที่มัลดีฟส์ มีการนำจุดสวย ๆ เปิดประมูลให้เอกชนไปทำโรงแรมสร้างรายได้เข้าประเทศ

นอกจากพันธบัตรป่าไม้แล้ว ทีดีอาร์ไอยังได้เสนออีก 2 มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำ คือ จัดทำแผนการใช้ที่ดินของประเทศ และแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เชื่อว่าหากเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในอีก 2 ปีข้างหน้า.

จากภูคิ้ง..ถึงวังน้ำเขียว

ผู้เขียน: 
คุณนายทอม (khunnaitom@gmail.com)

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม 2554

 เริ่มเรื่องรายการ เนวิเกเตอร์ ของดาราหนุ่มหล่อ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่เกี่ยวกับ ภูคิ้ง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ขอต่อด้วยเรื่อง รีสอร์ตที่วังน้ำเขียว ซึ่งยังคงเป็นประเด็นร้อนต่อเนื่อง..

ทั้งสองกรณีเกี่ยวข้องกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เหมือนกัน แต่คดีที่ ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ถูกแจ้งความข้อหาบุกรุก ดูจะเทียบไม่ได้เลยกับปัญหาที่วังน้ำเขียว ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าไปตรวจสอบ และสั่งให้รีสอร์ตหลายสิบแห่งแถววังน้ำเขียวต้องรื้อถอนนั้น เป็นอำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่สามารถทำได้ แต่ก็มีคำถามและข้อวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย โดยเฉพาะที่ว่า ทำไมเจ้าหน้าที่จึงปล่อยปละละเลย ให้รีสอร์ตเหล่านั้นดำเนินการมาตั้งนานหลายปี รวมไปถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มิอาจปฏิเสธได้เช่นกัน ไม่ว่าด้านการท่องเที่ยว การค้าขาย และการจ้างงานในพื้นที่.. เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ อ้างว่า สาเหตุที่ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการกับรีสอร์ตที่ก่อสร้างในพื้นที่ผิดกฎหมาย ก่อนหน้านี้ เพราะบรรดาผู้ครอบครองล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล เส้นใหญ่ มีผู้หนุนหลัง

แต่นั่นย่อมเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น.. เพราะหากตอนนั้นไม่กล้าทำอะไร แล้วทำไมตอนนี้จึงกล้าทำ..?

ว่ากันตามจริง หากมีใครลุกขึ้นมาฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เคยรับผิดชอบในอดีต ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่บ้าง ก็คงจะดีมิใช่น้อย..!! ความที่ปล่อยปละละเลยมาเนิ่นนาน ประกอบกับกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของบ้านเราที่คลุมเครือ สลับซับซ้อน ทำให้การทำงานในวันนี้ยากลำบากขึ้นมาก ที่ดินวังน้ำเขียวที่ซื้อ-ขาย สร้างบ้านพัก และรีสอร์ตส่วนใหญ่ หากไม่ใช่ที่ สปก. ก็มีเพียงใบ ภบท. ที่แสดงหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ หาใช่เอกสารสิทธิ์ไม่.. แต่ก็เป็นที่ทราบและปฏิบัติกันมาเนิ่นนานว่าที่ดิน สปก.และ ภบท.นั้น มีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันเป็นว่าเล่น เพียงแค่เข้าเว็บไซต์ google แล้ว search คำว่า “ขายที่ดิน” ก็จะเห็นประกาศ ขายที่ สปก. หรือ ภบท. ขึ้นมานับร้อยรายการ..!

อีกทั้งวิธีการซื้อขายเปลี่ยนมือ ก็ไม่ใช่ความลับหรือเรื่องยากแต่อย่างใด เพราะแม้กฎหมายจะกำหนดให้ที่ดิน สปก.โอนกรรมสิทธิ์ได้เฉพาะทางมรดก แต่ก็สามารถทำสัญญา โอนสิทธิ์ครอบครอง ได้ หรือใช้เป็นหลักทรัพย์จำนองเพื่อขอกู้เงินได้ ซึ่งนั่นเท่ากับกฎหมายหลับตาข้างหนึ่ง หรือเปิดช่องให้เลี่ยงได้นั่นเอง เช่นเดียวกับที่ดิน ภบท. ซึ่งในทางกฎหมายเป็นที่ดินที่ผู้ครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์ อาจเป็นที่ป่าสงวน ที่อุทยานฯ ที่บุคคลผู้นั้นรุกล้ำโดยผิดกฎหมาย หรือเป็นที่รกร้างก็ได้ ผู้อ้างสิทธิ์เข้าครอบครองเพียงแต่มีหลักฐานว่าได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ให้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาทุกปีเป็นระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ยังมีการนำที่ดินดังกล่าวมาซื้อขายกันทุกเมื่อเชื่อวัน..

คำถามข้อแรก คือ ทำไมกฎหมายจึงเปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับ ชำระภาษีบำรุงท้องที่ จากการบุกรุกที่ดินผืนใดผืนหนึ่งโดยผิดกฎหมาย..? แทนที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า..??

เพียงแค่ปัญหาช่องโหว่ของกฎหมายเหล่านี้ ก็ทำให้ทั้งผู้รักษากฎหมายและผู้ปฏิบัติปวดเศียรเวียนเกล้าได้มากแล้ว ยังไม่นับรวมถึง ความไม่เท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย ในบ้านเรา ซึ่งเกิดขึ้นทั่วไปในชีวิตประจำวันตั้งแต่การละเมิดกฎจราจร ไปจนถึงการทำร้ายหรือละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่น จนดูจะกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไป กรณีการจัดการกับรีสอร์ตที่วังน้ำเขียว จึงอาจมีทั้งคนทำผิดกฎหมายที่ต้องถูกลงโทษส่วนหนึ่ง คนที่สามารถหลบเลี่ยงเงื้อมมือกฎหมายได้อีกส่วนหนึ่ง รวมถึงหญ้าแพรกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ต้องพลอยรับเคราะห์อีกส่วนหนึ่ง..

แต่เชื่อว่า ยังมีปัญหาแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นทั่วบ้านทั่วเมืองต่อไป ไม่จบสิ้น.

พันธบัตรป่าไม้...ยุติปัญหา สร้างป่าสมดุล

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2554 เวลา 0:00 น

 ความขัดแย้ง ระหว่างผู้แอบอ้าง ครอบครอง ใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้กับฝ่ายดูแลรักษาเป็นปัญหาปรากฏให้เห็นเสมอ และหยิบยกข้อกฎหมายมาสร้างความชอบธรรมของฝ่ายตน พร้อมกับสภาพผืนป่าและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายต่อเนื่อง พิสูจน์การทำงานของภาครัฐที่ยังไม่ได้ผล ส่วนสังคมโดยรวมแม้ตระหนักถึงปัญหาและความสำคัญ แต่ยังขาดความร่วมมือในการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่อยู่ในสภาพน่าวิตกนั้น มีสาเหตุมาจาก รูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ความขัดแย้งจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมขาดความตระหนักในการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โครงการพันธบัตรป่าไม้ เป็นหนึ่งในข้อเสนอโครงการเร่งด่วน (Flagship Project) ของร่างแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555-2559 โดยเป็นกลไกภายใต้ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งระบบนิเวศป่าไม้ ทะเล ชายฝั่ง น้ำ และเกษตร ตามที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยทำการศึกษาและนำเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พันธบัตรป่าไม้ เกิดจากแนวคิดที่ว่า ป่าไม้ให้ประโยชน์แต่ที่ผ่านมาเราไม่สามารถรักษาป่าไว้ได้ ไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐจะพยายามทำอย่างไร พื้นที่ป่ายังคงลดลงอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อปัญหาอื่น ๆ ตามมาเป็นวงกว้าง การจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้นั้น ต้องทำให้คนสองกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับป่าเกิดการเชื่อมโยงกัน คือ กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากป่า กับกลุ่มคนผู้ดูแลรักษาผืนป่า ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกัน และยังไม่สามารถเชื่อมถึงกันได้ “พันธบัตรป่าไม้” จึงเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันของคนสองกลุ่มได้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน โดยคนที่ใช้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์จากป่าก็ควรต้อง “จ่าย” เพื่อให้ผู้รับผิดชอบรักษาป่า นำไปฟื้นฟูให้เกิดความสมดุลทดแทน

ยกตัวอย่าง สังคมไทยได้ประโยชน์จากการที่สภาพป่าสร้างความสมดุลทางธรรมชาติและทำหน้าที่ในการควบคุมการไหลของน้ำทำให้ป่าไม้สามารถช่วยป้องกันน้ำหลาก และช่วยให้ประเทศมีน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ป่าไม้ยังช่วยในการดูดซับคาร์บอนช่วยลดภาวะโลกร้อน การบริหารพื้นที่ป่าไม้เชิงพาณิชย์ยังช่วยให้เกิดรายได้จากการขายเนื้อไม้ หรือการรักษาพื้นที่ป่าไม้ทำให้เกิดประโยชน์เชิงนันทนาการ เป็นต้น แต่ในทางตรงกันข้าม คนทำหน้าที่ดูแลป่าต้องใช้เงิน (งบประมาณของรัฐ) จำนวนมากมาปกป้อง ดูแลพื้นที่ป่า พันธบัตรป่าไม้เป็นกลไกให้คนที่ได้ประโยชน์กับคนที่เสียประโยชน์ ได้มาเจอกัน คนที่ได้เงินจากป่าก็ควรเอาเงินมาให้คนที่ต้องเสียเงินรักษาป่า เพื่อทำให้สภาพป่าอยู่ได้ ไม่เสียสมดุลจนเกินไป... (โปรดติดตามตอนต่อไปในวันพุธหน้า)

พลิกฟื้นผืนแผ่นดินไทยก่อนกลายเป็นทะเลทราย

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 01 สิงหาคม 2554

ประชากรประมาณหนึ่งพันล้านคน ในร้อยประเทศทั่วโลก ประสบปัญหาและผลกระทบจากการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้ง ดังนั้น ในการประชุมสุดยอดของโลก เมื่อปี ค.ศ. 1992 ณ เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล สหประชาชาติ จึงมีดำริให้ร่าง อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและความแห้งแล้ง( United Nations Convention to Combat Desertification in Those Countries Experiencing Serious Drought and/or Desertification ,Particularly in Africa:UNCCD ) ขึ้น จนมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกรวม 194 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่วิกฤติจนถึงขั้นทำให้ขาดแคลนอาหารและน้ำอย่างรุนแรง...

ถึงแม้ว่าการแปรสภาพเป็นทะเลทรายในประเทศไทย ยังไม่รุนแรงจนถึงมีสภาพเป็นทะเลทราย แต่ก็อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ หากป่าไม้ยังคงถูกทำลาย พื้นที่ดินเสื่อมโทรมยังคงเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยแล้งบ่อยครั้งและยาวนานขึ้น รวมทั้งการแพร่กระจายดินเค็ม ที่ประเทศไทยมีดินเค็มจัดอยู่กว่า 1 ล้านไร่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพิ่มมากขึ้นโดยปราศจากการดูแลเอาใจใส่...

นายวรพงษ์ วรามิตร ผู้อำนวยการส่วนงานอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหัวหน้าสำนักงานผู้ประสานงานอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ประจำประเทศไทย และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอนุสัญญาฯ กล่าวว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นเป็นทะเลทราย แต่ก็ประสบปัญหาความแห้งแล้งและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเกษตรของประเทศ เนื่องจากมีพื้นที่ ที่ใช้ทำเกษตรกรรมอยู่จำกัดเพียง 130 ล้านไร่ จากพื้นที่ประเทศทั้งหมด 320 ล้านไร่ ดังนั้นประเทศไทยจึงสมควรทุ่มเทแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยการใช้ที่ดินอย่างมีแบบแผน มีการฟื้นฟูปรับปรุงบำรุงดินและจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อการรักษาและใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพและที่จะขาดไม่ได้ก็คือ การสนับสนุนจากภาครัฐ และความร่วมมือจากภาคเอกชนและเกษตรกรผู้ใช้ที่ดินในการดูแลทรัพยากรดินอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมา ทางกรมพัฒนาที่ดิน ได้มีโครงการต่อต้านความเสื่อมโทรมของที่ดินและความแห้งแล้งร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการร่วมกับเกษตรกรทำโครงการ ภายใต้ชื่อ “โครงการหมอดินอาสา” กรมฯ มีแผนปฏิบัติการของประเทศที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และในช่วงระหว่าง ปี ค.ศ. 2010–2014 กองทุนสิ่งแวดล้อมโลกได้จัดสรรงบประมาณให้ประเทศไทยใช้ในการดำเนินการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายจำนวน 2.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุก ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถขอใช้งบประมาณดังกล่าวได้ โดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกมีวัตถุประสงค์ ในการใช้เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้เกิดความตระหนักในเรื่องความสำคัญของการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวยังคงเป็นเพียงส่วนน้อย ถึงกระนั้นก็ตาม ปัญหาการแปรสภาพเป็นทะเลทรายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายต้องทุ่มเทอย่างจริงจัง…

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ UNCCD สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน http://irw101.ldd.go.th/Web_UNCCD/index.htm เรามาช่วยกันพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนแผ่นดินไทยตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่มันจะกลายสภาพเป็นทะเลทรายในที่สุด.

ฟ้องรุกวังน้ำเขียวทำโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธ ที่ 03 สิงหาคม 2554 เวลา 15:00 น

ป่าไม้เตรียมเล่นงานรีสอร์ท 22 ราย ฟ้องแพ่งพ่วงอาญาฐานรุกป่าวังน้ำเขียวทำโลกร้อน

เมื่อวันนี้ (3ส.ค.) นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบปัญหารีสอร์ท และบ้านพักตากอากาศ 22 แห่งรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ว่า ขณะนี้กรมป่าไม้มีความพร้อมในการเข้าทำความเข้าใจ และชี้แจงการดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยคาดว่าหลังจากวันที่ 4 ส.ค. เมื่อได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนแล้ว คงจะสามารถขอหมายศาลได้ครบทุกราย เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน และน่าจะเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ได้ก่อนวันที่ 13 ส.ค. เพราะขณะนี้มีการวางกำลังไว้ครบเรียบร้อยแล้ว ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการดำเนินคดีและการสอบสวนขึ้นอยู่กับทางเจ้าพนักงานซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาแต่ขณะเดียวกันกรมป่าไม้เตรียมฟ้องคดีแพ่งในข้อหาที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่า หรือที่เรียกว่าคดีโลกร้อนกับผู้บุกรุกเบื้องต้น 22 ราย ที่มีความผิดชัดเจนควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาด้วย

นายสุวิทย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเตรียมตรวจสอบบ้านพักและรีสอร์ท ในพื้นที่ป่าสงวนโซนอีซึ่งเป็นโซนเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าที่กรมป่าไม้เคยมอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(สปก.)ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ และปล่อยให้บุกรุก อย่างไรก็ตามการดำเนินการของกรป่าไม้ในครั้งนี้ อยากอธิบายต่อสังคมว่าถึงวาระที่ต้องจัดการไม่ได้กลั่นแกล้งใคร ที่ผ่านมากรมป่าไม้มีนโยบายในการทำงาน คือ ป้องกัน ทวงคืน ฟื้นฟู และดูแล พื้นที่ป่า ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถทวงคืนพื้นที่ได้ ทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกมากมาย และต้องตัดพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาเคยมีการอนุญาตให้เอกชนเช่าใช้พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมในการสร้างบ้านพักหรือรีสอร์ทหรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวยืนยันว่า ไม่เคยมีการอนุญาต และจะไม่อนุญาต ที่ผ่านมาเคยให้หน่วยงานราชการใช้พื้นที่ป่า เช่น ตัดถนนผ่าน ตั้งเสาไฟฟ้า สร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเท่านั้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าจะอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลุ่มน้ำชั้น 1 เอหรือไม่ และการอนุญาตต้องผ่าน ครม.ก่อน.

น้ำคือชีวิต

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม 2554 เวลา 0:00 น

การมีน้ำมากไป หรือมีน้ำไม่พอ มีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศ ในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา การนำทรัพยากรน้ำไปใช้ทำกันไม่ถูกต้อง การจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ก็เช่นกัน เกิดการแย่งชิงแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ เป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรมเสียหาย มีผลกระทบที่รุนแรงต่อปริมาณน้ำเพื่อการบริโภค การเกษตร และการอุตสาหกรรม

สภาพการณ์นี้จะเลวร้ายลง ยามใดที่เรามีปัญหาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและฤดูกาลต่าง ๆ ของโลก ที่สำคัญคือน้ำท่วมและความแห้งแล้ง ปัญหาเรื่องน้ำจึงเป็นปัญหาใหญ่และซับซ้อน เป็นทับทวี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดค้นวิธีการแก้ปัญหา และประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบทั้งหมดของประเทศไทย ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยแทบทั้งสิ้น

พระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำอยู่เสมอ คือการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทรงรอบรู้เรื่องการจัดการน้ำทุกรูปแบบ และทรงสนพระหฤทัยในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ได้พระราชทานพระราชดำริโครงการที่นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำมากมายที่ปรากฏในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริครอบคลุมปัญหาในทุก ๆด้าน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มจากการสงวนรักษาแหล่งต้นน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม น้ำหลาก และภัยจากน้ำทะเลท่วมล้ำแผ่นดิน ตลอดถึงการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำมาใช้ใหม่ ขอบข่ายกว้างขวางของโครงการได้ช่วยให้เกิดการกินดีอยู่ดีขึ้นในหมู่ประชาชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่กันในชุมชนเมือง ในท้องถิ่นชนบทห่างไกลและยากต่อการเข้าถึง

งานอนุรักษ์แหล่งน้ำเริ่มที่พื้นที่ป่าและลำธารต้นน้ำ โดยเฉพาะในบริเวณป่าเขาต้นน้ำในภาคเหนือที่เสื่อมโทรมหรือถูกแผ้วถาง ผลสำเร็จของงานนี้คือ การตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำของบรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ยุติลง และมีการปลูกป่าทดแทน เป็นป่าไม้ผสมที่มีทั้งไม้เพื่อรักษาความชื้นให้กับพื้นแผ่นดิน มีพระราชดำริให้มีการอนุรักษ์แหล่งน้ำจากผืนฟ้าและในดิน ด้วยการสร้างอ่างเก็บกักน้ำขนาดเล็กหรือฝาย กั้นขวางทางน้ำไหลในเขต ต้นน้ำลำธารตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ สร้างความชุ่มชื้นให้ในพื้นที่ป่าบริเวณนั้น เกิดเป็น “ป่าเปียก”ที่ช่วยรักษาความชื้นและป้องกันไฟป่าในหน้าแล้ง ส่วนภาคใต้การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน จะเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาป่าพรุและป่าชายเลน ด้วยผืนป่าเหล่านี้เมื่อมีการฟื้นฟูและขุดลอกบริเวณที่ตื้นเขินแล้ว จะสามารถช่วยเก็บกักน้ำในฤดูน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง

พระราชดำริในการสร้างเขื่อนเก็บน้ำ ขนาดต่าง ๆ กันกระจายไปทุกภูมิภาค เพื่อช่วยเก็บกักน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการตลอดทั้งปี ทั้งการบริโภค การเพาะปลูก การชลประทานและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามเกิดวิกฤติการณ์ธรรมชาติที่ไม่คาดคิดเช่น ฝนนอกฤดูกาล ภัยแล้งหรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ เขื่อนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นปราการในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติเหล่านั้น

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร่วม 65 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยและทรงมีความห่วงใยในความทุกข์สุขของราษฎร ดังจะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคกว่า 4,000 โครงการซึ่งจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนดังกล่าวประมาณร้อยละ 70 หรือกว่า 2,200 โครงการ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเฝ้าติดตามผลงานเสมอมาดั่งพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ความว่า “ต้องการให้โครงการชลประทานที่สร้างเสร็จแล้วมีการจัดการเรื่องการใช้น้ำอย่างถูกวิธีและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันดำเนินการ”

ทั้งนี้ “น้ำคือชีวิต”เป็นหนึ่งองค์ความรู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จจากพระราชดำริและพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านน้ำ ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง มีความเป็นอยู่ที่ร่มเย็นเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าอดีตภายหลังที่พระองค์ได้พระราชทานพระราชดำริให้การช่วยเหลือ ซึ่งทั้งหมดจะได้นำมาถ่ายทอดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างลึกซึ้งอีกครั้งในรูปของสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ชุด ประโยชน์สุขของแผ่นดิน ที่จัดทำขึ้นจากความร่วมมือของสำนักราชเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงาน กปร. และสำนักงบประมาณ

โดยสารคดี ชุด ประโยชน์สุขของแผ่นดิน จะออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.20 น. หลังข่าวในพระราชสำนัก ทางช่อง 9 อสมท สามารถติดตามชื่นชม และน้อมนำพระราชดำริที่ได้เชิญมานำเสนอในแต่ละตอน มาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดียิ่ง.

ตามรอย 'วิถีจักรยาน' ปลูกพลังรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2554

 ไม่เพียงเป็นพาหนะที่ช่วยนำพาไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสะดวก จักรยาน ที่รู้จักคุ้นชินกันมาแต่ครั้งเยาว์วัยยังมีมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหล พร้อมเติมต่อประสบการณ์ชีวิตอีกมากมาย!!

การขับขี่จักรยาน ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกาย มีส่วนช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ ขณะเดียวกันยังมีความโดดเด่นก็คือ ช่วยลดการใช้พลังงาน เพิ่มพูนการเรียนรู้รวมทั้งการได้สัมผัสธรรมชาติใกล้ชิด จากความต่อเนื่องของการสานต่อนโยบาย มหาวิทยาลัยสีเขียว โครงการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของนักศึกษาซึ่งเอื้อต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาได้ริเริ่ม โครงการ ’วิถีจักรยาน...วิถีมหิดล“ พัฒนาระบบการจัดการจักรยานแบบครบวงจร ผลักดันมหาวิทยาลัยสู่ ต้นแบบมหาวิทยาลัยเมืองจักรยาน (Bike Friendly University) โดยได้ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาระบบจักรยานสาธารณะ สร้างศูนย์จักรยานให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้จักรยานอย่างปลอดภัย ฯลฯ ผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมจักรยานขึ้นในมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวด ล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงวิถีจักรยาน การพัฒนาระบบครบวงจรที่เกิดขึ้นว่า จากพื้นที่มหาวิทยาลัยฯ ศาลายา ซึ่งมีประมาณ 1,200 ไร่ โดยศาลายาถือได้ว่าเป็นวิทยาเขตหลักแห่งหนึ่ง จากจำนวนบุคลากรเจ้าหน้าที่ นักศึกษาที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลถึงการใช้รถยนต์ในพื้นที่มหาวิทยาลัยซึ่งไม่เพียงปัญหาด้านมลพิษหากแต่ยังมีในเรื่องพื้นที่จอดรถ อุบัติเหตุ ฯลฯ จึงมีแนวคิดลดปัญหาดังกล่าวลง

“วิถีจักรยานสิ่งนี้เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยและเมืองใหญ่ทั่วโลกหลายเมือง ในการเริ่มขึ้นของสังคมจักรยานที่นี่ที่นำวัฒนธรรมจักรยานกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันมีมาระยะหนึ่งแล้ว และจากจุดเริ่มต้นซึ่งเล็งเห็นปัญหาในเรื่องของรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น โดยเห็นได้ว่า 3 ปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเช้าของที่นี่จะมีรถติดมาก

ถนน 6 เลนคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์เหลือเพียง 2 เลนที่รถวิ่งไป-กลับได้ ที่เหลือกลายเป็นที่จอดรถ หากปล่อยเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก็คงจะทวีปัญหาเพิ่มขึ้นที่ผ่านมาจึงขอนโยบายจากมหาวิทยาลัยซึ่งในการดำเนินการนอกจากจะมีทางเดินเท้าแล้วยังมีเส้นทางจักรยาน โดยตลอดเส้นทางร่มรื่นด้วยร่มเงาต้นไม้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติได้ ซึ่งถึงวันนี้ก็มีกลุ่มนักศึกษา บุคลากรได้ร่วมกันขับเคลื่อนวิถีจักรยาน”

การใช้จักรยานเป็นพาหนะที่ศาลายาที่ผ่านมาก็มีนักศึกษาใช้อยู่จำนวนหนึ่ง แต่อาจไม่ได้รับการส่งเสริมเต็มที่ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อยู่ร่วมกับธรรมชาติสานต่อแนวคิดมหาวิทยาลัย ส่งเสริมการเกิดวัฒนธรรมจักรยานในมหาวิทยาลัย ดร.อนุชาติให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า โครงการนี้ได้ดำเนินการพัฒนาควบคู่กันไปทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับผู้ใช้จักรยาน ให้ความรู้ในเรื่องการใช้จักรยานและการขับขี่อย่างปลอดภัย กระตุ้นให้นักศึกษาเห็นความสำคัญและเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมจักรยาน ทำงานร่วมกับภาคีและเครือข่าย วางแผนอย่างเป็นระบบ การขับเคลื่อนโดยการทำงานครั้งนี้เป็นการนำบทเรียนที่ผ่านมาปรับปรุงและพัฒนา อย่างเช่น การพัฒนาเส้นทางจักรยานให้มีพื้นที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ปรับเปลี่ยนระบบจักรยานสาธารณะ จักรยานสีขาวให้มีระบบสมาชิกการยืมและคืน นอกจากนี้ยังมีการเปิดศูนย์ จักก้าเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นศูนย์ซ่อมจักรยาน ขายจักรยานในรูปแบบที่ไม่หวังกำไร สร้างพื้นที่กลางในการสร้างชุมชน คนรักจักรยาน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ

“วิถีจักรยานฯโครงการดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ายินดีหากจะมีการร่วมมือส่งเสริมเรื่องของการใช้จักรยานให้ขยายไป ที่ผ่านมาเราศึกษาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องทั้งจากข้อมูลต่างประเทศ จากโมเดลจักรยานสีขาวฯลฯ ซึ่งการขี่จักรยานเป็นเรื่องของการเติมรายละเอียดเพิ่มสีสันให้กับชีวิต อย่างครั้งนี้ก็หวังว่าจักรยานจะเป็นสื่อให้แก่นักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งผู้คน ธรรมชาติ สร้างเสริมสุขภาพรวมถึงเรียนรู้ที่จะลดการใช้พลังงาน”

ขณะที่เมืองใหญ่ทั่วโลกโดยเฉพาะแถบยุโรปและอเมริกาเหนือพยายามปรับเปลี่ยนเป็นเมืองจักรยานซึ่งจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีการคาดการณ์กันว่าใน ศตวรรษที่ 21 จะกลายเป็นศตวรรษของจักรยาน เพราะท่ามกลางปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเผชิญ จักรยานดูจะเป็นทางเลือกที่ดีและราคาถูกสุดของพาหนะที่ใช้เดินทางในเมืองใหญ่ ช่วยลดปริมาณรถยนต์สาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผศ.ดร.อิทธิโชติ จักรไพวงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายระบบกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้เพิ่มพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้จักรยานว่า การขี่จักรยานถือได้ว่าเป็นกำไรของชีวิตเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความสัมพันธ์มนุษย์ต่อมนุษย์ได้เรียนรู้จักกัน

มหาวิทยาลัยต่างประเทศหลายแห่งจากที่ศึกษาข้อมูลพบว่ามีไม่น้อยที่มีการใช้จักรยาน รณรงค์ในเรื่องของจักรยานและมีการจัดการอย่างเป็นระบบ การขี่จักรยานทำให้มองเห็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวที่ทำให้ได้เห็นรายละเอียดของชีวิตมากขึ้นซึ่งอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัส

“จักรยานอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน แต่ที่ดูห่างหายลงไปก็คงเป็นไปตามธรรมชาติ ถนนจากเดิมที่เป็นเส้นทางสัญจรจักรยาน แต่พอมีรถยนต์เพิ่มขึ้นการขี่จักรยานก็ไม่สามารถขี่ได้อย่างปลอดภัย จากที่เคยใช้กันก็ลดลงไป แต่อย่างไรแล้วหลายพื้นที่สามารถแสดงให้เห็นว่าการขี่จักรยานสามารถเป็นทางเลือกหลักในการสัญจรได้ ซึ่งในการใช้จักรยานสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ละเลยมองข้ามไปสำหรับวินัยการใช้ท้องถนน ควรเคารพกันและกัน ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง”

การขับเคลื่อนของจักรยานพาหนะดังกล่าวนี้จึงไม่เพียงช่วยนำพาไปถึงจุดหมายปลายทาง ประโยชน์จากแรงปั่นสองล้อที่เคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ยังมีผลดีต่อสุขภาพ ช่วยเติมต่อประสบการณ์ มีความหมายร่วมดูแลรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมรอบตัว. มหาวิทยาลัยเมืองจักรยาน ปัจจุบันไม่เพียงเมืองใหญ่ที่หันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยชั้นนำในโลก อาทิ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ต่างหันมาสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในการประกาศตัวเป็น

มหาวิทยาลัยที่เป็นมิตรกับจักรยาน (Bicycle-Friendly University)

โดยพัฒนาระบบจักรยานในมหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพ อาทิ การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการเดินทาง การสร้างเครือข่ายชุมชนจักรยาน ฯลฯ ด้วยเชื่อว่าจักรยานจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมส่งเสริมสุขภาพมีความปลอดภัยและในเวลาเดียวกันยังมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ.

อนุ กมธ.สิ่งแวดล้อมวุฒิฯอัดนโยบายถมอ่าวไทย วิปริต ทำลายระบบนิเวศ-วิถีชีวิตมหาศาล

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15:54:34 น

นายประสาร มฤคพิทักษ์ อนุกรรมาธิการธรรมาภิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ถึงนโยบายถมทะเล 3 แสนไร่ที่บริเวณอ่าวไทย เพื่อสร้างเมืองใหม่ของพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นความคิดวิปริต เนื่องจาก ต่างประเทศที่ถมทะเลนั้นมีระบบนิเวศที่แตกต่างจากอ่าวไทยอย่างสิ้นเชิง เช่น สิงคโปร์และโอซาก้าของญี่ปุ่นเป็นทะเลลึก ไม่มีอ่าวล้อมรอบ ขณะที่เกาะปาล์มเทียมที่ดูไบเป็นทะเลเปิด ไม่มีชายฝั่ง แต่อ่าวไทยรูปเป็นรูป ก. มีระบบนิเวศสมบูรณ์ มีป่าชายเลน และพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) อันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน

นายประสารกล่าวว่า ค่าถมตารางเมตรละ 1.25 หมื่นบาท สำหรับถมเป็นพื้นที่ 3 แสนไร่ ที่อ้างว่าจะได้เงินราว 2 ล้านล้านบาท ขอถามว่าจะเอาดินทรายมาจากไหน แถมทำลายอาชีพประมงของคนหลายจังหวัดรอบอ่าวไทยและกระแสคลื่นสะท้อนกลับจะสาดซัดชายฝั่งย่อยยับไปอีก น้ำที่ขึ้นลงตามธรรมชาติจะวิบัติหมด กุ้งปลาจะหลงทิศ สัตว์น้ำจะอยู่ไม่ได้ เพราะถูกเขื่อนและเกาะจำกัดการเคลื่อนไหว น้ำในแม่น้ำสามสายก็จะเน่าเสียไปทั้งหมด มูลค่าเหล่านี้คิดเป็นตัวเงินได้อย่างไร ที่สำคัญคือ ไม่เคยไปถามประชาชนว่าจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ได้รับรองสิทธิชุมชนไว้อย่างแข็งขัน โครงการใหญ่ขนาดนี้ มีความรุนแรงถึงขั้นต้องทำอีไอเอ และเอชไอเอ และต้องเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และยังต้องไปแก้กฎหมายที่ดิน กฎหมายผังเมือง กฎหมายอื่นๆ อีกหลายฉบับ

"สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯเคยจะทำโครงการขุดเลนตมมาถมเป็นเกาะกลางทะเลสาบสงขลา เพื่อสร้างศูนย์บันเทิงครบวงจรโดยไม่เข้าใจระบบนิเวศทะเลสาบ ผลที่สุดก็ม้วนเสื่อกลับไป ไม่สามารถเอาชนะเสียงคัดค้านของชาวบ้านและนักวิชาการได้ กับโครงการอภิมหาวินาศกรรมทะเลไทยครั้งนี้ หากเป็นจริงได้ ก็จะเป็นกรรมของประเทศอีกครั้งหนึ่ง" นายประสาร กล่าว

ชูระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ...บรรเทาปัญหาภัยธรรมชาติ

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม 2554

 นอกจาก ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศแล้ว การทำเกษตรกรรมโดยไม่คำนึงถึงการอนุรักษ์ดินและน้ำ ปล่อยให้พื้นที่ดินถูกชะล้างพังทลายตลอดระยะเวลาการทำเกษตรและไม่ให้ความสำคัญต่อการป้องกันฟื้นฟูบำรุงสภาพดิน เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ ดินเสื่อมโทรม เป็นผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและเกิดการบุกรุกป่าไม้เพื่อทำการเกษตรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ ผู้ตรวจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกขณะ จากการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินพบว่าระดับการสูญเสียดินในพื้นที่เกษตรแบ่งออกเป็น ระดับปานกลาง ที่มีการสูญเสียหน้าดินประมาณ 2-5 ตัน/ไร่/ปี มีเนื้อที่มากถึง 68 ล้านไร่ ระดับรุนแรง ที่มีการสูญเสียหน้าดิน 5-15 ตัน/ไร่/ปี นั้นมีเนื้อที่ 24 ล้านไร่ และระดับสูญเสียรุนแรงมากคือมีการสูญเสียหน้าดินอยู่ที่ 15-20 ตัน/ไร่/ปี มีเนื้อที่ 3.2 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาดินขาดอินทรียวัตถุมากถึง 98.7 ล้านไร่

มาตรการในการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ เป็นมาตรการหนึ่งที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในลักษณะลุ่มน้ำย่อยในชุมชน และสามารถนำไปปรับใช้ฟาร์มของเกษตรกรรายบุคคลได้ด้วย เพราะเป็นมาตรการสำคัญที่สามารถช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนป้องกันปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน

โดยแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดินได้ทำอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องตามหลักวิชาการ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทำคันคูรับน้ำรอบเขา บ่อดักตะกอนดิน ทำทางลำเลียงในไร่นา ปรับรูปแปลงนา เช่นการทำขั้นบันไดดิน ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนต่อไป

กิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้มาตรการระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ สามารถช่วยแก้ปัญหาภัยธรรมชาติได้อย่างดี ในลุ่มน้ำย่อยในชุมชนท้องถิ่น ทั้งป้องกันดินถล่มและการชะล้างพังทลายของหน้าดินเนื่องจากมีแนวหญ้าแฝกที่มีรากยาวช่วยยึดเกาะหน้าดินเอาไว้ และนำน้ำลงสู่ใต้ดิน สร้างความชุ่มชื้น ส่วนภัยแล้งนั้นก็มีคันคูที่รับน้ำเวลาช่วงฤดูฝนที่จะไหลไปสู่บ่อกักเก็บน้ำที่จัดทำไว้ สามารถนำน้ำมาใช้ทำการเกษตรได้

อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชบนพื้นที่สูงหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันย่อมมีความเสี่ยงต่อการถูกชะล้างพังทลายของดินและดินถล่ม สร้างความเสียหายต่อผลผลิต จึงจำเป็นต้องทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินมีงบประมาณในการดำ เนินการเรื่องดังกล่าวทุกปีแต่ก็ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นเกษตรกรที่ทำการเกษตรบนพื้นที่ที่มีความลาดชันสามารถทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยวิธีพืชได้ คือการปลูกพืชตามแนวระดับ ขวางตามลาดเท รวมทั้งปลูกหญ้าแฝกปลูกตามแนวระดับเพื่อช่วยดักตะกอนดิน ซึ่งเกษตรกรและผู้สนใจสามารถขอรับกล้าหญ้าแฝกและคำแนะนำได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดหรือที่หมอดินอาสาใกล้บ้าน ส่วนกรมพัฒนาที่ดินจะใช้วิธีกลที่ต้องอาศัยเครื่องมือในการดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือ

หากเกษตรกรที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือพื้นที่ลาดชันสูงในการทำการเกษตร ก็ควรจะต้องหาแนวทางป้องกันเพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งระบบอนุรักษ์ดินและน้ำคือทางออกที่ดีที่สุด.

โอกาสของเมืองในเอเชีย: หุ้นส่วนในการพัฒนาเมืองเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกด้าน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคาร ที่ 05 กรกฎาคม 2554 เวลา 11:34 น

โดย ดร. โนลีน เฮย์เซอร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชีย-แปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (เอสแคป)

การพัฒนาเมืองในเอเชียนับว่ามีอนาคตสดใส แต่ต้องมีการจัดให้รูปแบบการพัฒนาอยู่ในวิถีที่ถูกต้อง อยู่ในวิถีที่มีผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกด้านสำหรับเอเชียและแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนหยัดในวิสัยทัศน์นี้ เราตระหนักดีถึงปัญหาคุกคามที่การพัฒนาเมืองอาจนำมาสู่ภูมิภาคนี้ การเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องวางแผนหนทางข้างหน้าในการรับมือกับสิ่งท้าทายที่เราต้องเอาชนะเหล่านี้ด้วยความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การตอบรับในการจัดการและทำให้เมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับทุกคนเป็นหัวใจของการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยชุมชนเมืองในเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่ห้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การประชุมนานาชาติซึ่งจัดขึ้นโดยเอสแคปนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีทรงมีปาฐกถาพิเศษต่อผู้เข้าร่วมประชุม และ ฯพณฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงานนี้ มีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม อาทิเช่น รัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค บรรดานายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ของเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ 30 แห่งและผู้แทนจากองค์กรนานาชาติอื่น ๆ อีก ผู้แทนเหล่านี้ได้เข้าร่วมเจรจาปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองและแลกเปลี่ยนนโยบายใหม่ ๆ ต่อกัน

สิ่งท้าทายการพัฒนาเมืองในเอเชีย-แปซิฟิกมีประเด็นสำคัญอยู่ด้วยกันสี่ประการ ประการแรกคือขอบเขตและอัตราเร่งในการพัฒนาเมือง เมืองในภูมิภาคนี้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนถึง 1.6 พันล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 จำนวนพลเมืองตามเมืองต่าง ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกจะเพิ่มเป็น 2.3 พันล้านคน เมื่อพิจารณาตัวเลขนี้ ในอนาคตเราต้องจัดเตรียมการจ้างงาน ที่อยู่อาศัย จัดหาน้ำ พลังงาน การขนส่ง การศึกษา และระบบสาธารณูปโภคสำหรับเมืองที่มีขนาดใหญ่เท่ากรุงเมลเบิร์น เราต้องทำเกือบทุกเดือน เพราะว่าอีก 15 ปีนับจากนี้ถือเป็นสิ่งท้าทายอย่างใหญ่หลวง

สิ่งท้าทายประการที่สองคือการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนของเมืองต่าง ๆ เอเชีย-แปซิฟิกสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความยากจนลงได้อย่างงดงาม เมืองต่าง ๆ เป็นแกนนำสำคัญในการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยสามารถทำผลผลิตได้มากกว่า 80% ของผลผลิตมวลรวมประเทศ (จีดีพี) อย่างไรก็ตามกลยุทธ์การเติบโตแบบนี้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบ กล่าวคือ การใช้พลังงานในเมืองต่าง ๆ คิดเป็น 67% ของจำนวนพลังงานที่ใช้ทั้งหมด การผลิตก๊าซเรือนกระจกในเมืองคิดเป็น 71% ของทั้งหมด และเมืองก่อให้เกิดปริมาณขยะถึง 300 ล้านตันต่อปี ผู้คนได้รับผลกระทบจากถนนหนทางที่ติดขัด การขาดแคลนของน้ำและพลังงาน และมลพิษในอากาศและน้ำ

ในการจัดการกับปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาไม่ยั่งยืนนี้ เราต้องเผชิญกับการท้าทายประการที่สาม นั่นคือสภาวะภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยน กว่า 50 % ของคนเมืองในเอเชีย-แปซิฟิกอาศัยอยู่ในบริเวณที่ต่ำและมีความเสี่ยงต่ออากาศที่แปรปรวนจัด เช่น การเกิดน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่น ภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ พลังงาน น้ำและความมั่นคงด้านอาหาร แม้ภัยธรรมชาติจะมีผลกระทบทั้งคนร่ำรวยและยากจน แต่คนจนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะพวกเขาไม่มีทรัพย์สินที่จะรับมือกับความเสี่ยงและความอ่อนไหวต่าง ๆ ได้

สิ่งท้าทายประการที่สี่นี้เป็นสิ่งที่น่าวิตกมากที่สุด นั่นคือ การจัดการกับความยากจนในเมือง ซึ่งก็คือการจัดการกับชุมชนแออัดและคนเร่ร่อน 35% ของคนเมืองในเอเชีย-แปซิฟิกอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด สิ่งท้าทายประการนี้รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการเข้าถึงการบริการและโอกาสการใช้บริการนั้น ๆ หากไม่แก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ำเหล่านี้จะบั่นทอนความหวังที่เรามีในการจัดการอนาคตของเมือง

แม้จะมีสิ่งท้าทายเหล่านี้ วิสัยทัศน์ของเราสำหรับอนาคตก็คือทำเมืองให้เป็นสังคมที่ยุติธรรมในทุกด้าน มีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อสภาวะอากาศที่ผันแปรรวมถึงภัยพิบัติอื่นที่ไม่คาดคิด จณะเดียวกันก็เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย เราต้องปฏิรูปการวางแผนการพัฒนาเมืองและการวางรูปแบบระบบสาธารณูปโภคในการทำให้เมืองของเรากระทัดรัดและมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เราต้องได้ประโยชน์สูงสุดจากการขนส่งมวลชนและระบบขนส่งสินค้า เราต้องลงทุนในอาคารและสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ น้ำดื่มสะอาด สุขอนามัย การจัดการขยะและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ประการที่สอง เราต้องให้ประชาสังคมและภาคธุรกิจส่งเสริมวิถีชีวิตยั่งยืนยิ่งขึ้น ภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วมในความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและของโลก ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดกำไร และความมั่งคั่งของเราจะต้องนำมาแบ่งปันกันดัวย

ยิ่งกว่านั้น การยกระดับนวัตกรรม เทคโนโลยีสีเขียวด้านสาธารณูปโภคและการบริการไม่เพียงทำให้ชีวิตคนยากจนดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้บุกเบิกอนาคตที่ใช้หรือผลิตสินค้าคาร์บอนต่ำและยั่งยืนอีกด้วย

ท้ายที่สุด เราต้องให้แน่ใจว่าคนยากจนมีทางที่จะได้ที่อยู่อาศัยที่มั่นคงขึ้นและเสริมกำลังความสามารถให้พวกเขาฟื้นตัวจากภัยพิบัติโดยโครงสร้างการเงินในชุมชน แผนประกันภัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและการป้องกันภัยทางสังคม

การนำกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมมาดำเนินการไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนแผนงาน จัดการและดูแลเมืองของเรา รัฐบาลต่าง ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นสามารถทำงานเพื่อส่งเสริมแนวทางองค์รวมสู่ธรรมาภิบาลชุมชนเมืองและการพัฒนา

พวกเราสามารถทำให้เมืองของเราน่าอยู่ เป็นเมืองที่มีการแบ่งปันความมั่งคั่ง ความก้าวหน้าทางสังคม วัฒนธรรม รวมถึงองค์ความรู้และความยั่งยืนในระบบนิเวศน์ หากเราทำอย่างถูกต้องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแล้ว นั่นหมายถึงเราทำอย่างถูกต้องแก่ผู้คนถึงสองในสามของโลก และลูกหลานของเราก็จะมีส่วนในมรดกคืออนาคตอันงดงามนี้.

by ThaiWebExpert