เดลินิวส์

ดิน น้ำ ลม ไฟในไทย มีคุณลดโทษด้วยทศพิธราชธรรม

โดยเดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติในปี 2489 พระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนทั้งชาติด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงเสียสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทย สมดังที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกร ไม่ว่าจะเชื้อชาติและศาสนาใด หรืออยู่ห่างไกลสักเพียงใดก็มิทรงย่อท้อ ทรงเข้าไปช่วยเหลือราษฎรทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเกษตร การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ และพลังงานการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทย และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงเน้น “การพัฒนาคน” เป็นตัวตั้ง และยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชน และการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน เป็นประการสำคัญตลอดจนภูมิสังคมที่คำนึงความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และการพึ่งตนเอง โดยรู้จักประมาณตนและดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และ “ทำตามลำดับขั้น” อย่างบูรณาการ ซึ่งอาศัยความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และการ “รู้ รัก สามัคคี” ของทุกฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนในชนบทที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดำเนินการได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างต่อเนื่องตลอดมา

จวบจนปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้น กว่า 4,200 โครงการ/กิจกรรม เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การอาชีพ สิ่งแวดล้อม คมนาคม และอื่น ๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ในการประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้องพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการพัฒนา และอนุรักษ์ดินเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้นหรือรักษาไว้ไม่ให้ตกต่ำ มรรควิธีส่วนใหญ่เป็นวิธีการตามธรรมชาติที่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้น เช่น ให้มีการปลูกไม้ใช้สอยร่วมกับการปลูกพืชไร่ เพื่อประโยชน์ให้ได้ร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้น หรือการปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ซึ่งดินไม่ดี เพื่อบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พื้นที่บางแห่งไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผล ทรงแนะนำให้ใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ฟื้นฟูเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยมีพระราชดำริว่า “…การปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน...”

พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้วิธี “การแกล้งดิน” ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินพรุที่มีสารประกอบของกำมะถันทำให้ดินเป็นกรดจัดเมื่อดินแห้ง แล้วลดความเป็นกรดลงให้อยู่ในระดับที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวได้ พื้นที่ดินในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันสภาพเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการชะล้างพังทลายของดิน ทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแนววิถีทางธรรมชาติ ด้วยการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำทรงตระหนักว่าภัยแล้งและน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นปัญหาที่รุนแรง และสำคัญที่สุด การจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ นับเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ดังพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...” ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,200 โครงการ จึงมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 2,200 โครงการ โดยเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภค บริโภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ และฝายทดน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม และเพื่อการบรรเทาอุทกภัย

โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้กับเกษตรกร โดยได้มีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 100kW ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อีกด้วย

ด้วยพระปรีชาและพระอัจฉริยภาพ ประกอบกับสายพระเนตรอันกว้างไกล แม้คำว่า “พระบิดาแห่งการพัฒนาไทย” ก็ยังมิอาจเทียบกับผลที่ได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงหลักการแห่งการพัฒนาอย่างถ่องแท้ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งหากมองผิวเผินเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่ต้องดูแลรักษา แต่พระองค์ทอดพระเนตรสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่เรียกว่า “คุณอนันต์” และทรงป้องกัน “โทษมหันต์” จากดิน น้ำ ลม และไฟ จวบจนในทุกวันนี้.

กรมอุทยานฯเดินหน้าทวงคืนผืนป่า

โดยหนังสอพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีฯ สั่งการให้สำนักงานป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาการรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างต่อเนื่องจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสมเกียรติ ชั้นบุญใส หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม ที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อุทยานทับลาน ว่าภายหลังเข้าไปดำเนินการไป 2 ครั้ง

นายเริงชัย กล่าวต่อว่า ครั้งแรกช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดได้ 151 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ยึดพื้นที่ป่าคืนได้ 2,086 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 1,128 หลัง ครั้งที่ 2 เข้าไปดำเนินการช่วงเดือน เม.ย. ถึง 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการจับกุม 104 คดี ได้ผู้ต้องหา 1 ราย ยึดพื้นที่คืนได้ 1,333 ไร่ สิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 839 หลัง โดยภารกิจหลักของกรมฯ คือเข้าไปอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงกฎหมายที่ถูกต้องหลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยกันมานาน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อคืนพื้นที่สู่ป่าอย่างสมบูรณ์ต่อไป อย่างไรก็ตามหลังการดำเนินการที่ป่าทับลานแล้วนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพื้นที่ที่มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าที่ใดอีกบ้าง เพื่อดำเนินการจับกุมและนำป่าคืนสู่ประเทศต่อไปโดยจะนำมาตรการทับลานโมเดลไปใช้ใน พื้นที่อื่น ๆ ด้วย.

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำ "ตาปี - พุมดวง" เรื่องดีแต่ยังมีปัญหา?

โดย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการตั้งแต่ 7 เม.ย. 2552 แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ยังสะดุดติดขัด เพราะมีการคัดค้านจากภาคประชาชน ซึ่งเมื่อวันที่ 17-18 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้นำคณะสื่อมวลชนลงไปดูพื้นที่นี้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสาร “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุม ดวง” มีการระบุว่า ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีพื้นที่รวม 12,630 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ จ.สุราษฎร์ธานี บางส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราชและทิวเขาภูเก็ต ลุ่มน้ำนี้ประกอบด้วยแม่น้ำหลัก 2 สายคือ แม่น้ำตาปี กับ แม่น้ำพุมดวง ซึ่งมีต้นกำเนิดคนละจุด แต่ไหลมาบรรจบกันที่ อ.พุนพิน แล้วแยกเป็น 2 สายอีกครั้ง ก่อนบรรจบกันครั้งสุดท้ายแล้วไหลลงทะเลไทยที่อ่าวบ้านดอน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ลุ่มน้ำนี้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลปีละกว่า 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ โดยเฉพาะในการพัฒนาพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวงซึ่งสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงลดหลั่น เป็นพื้นที่เชิงเขาแถบ อ.คีรีรัฐนิคม ลาดเทเป็นที่ราบลุ่มผืนใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ในเขต อ.พุนพิน อ.ท่าฉาง และ อ.ไชยา

เอกสารของกรมชลประทานระบุไว้อีกว่า บริเวณนี้ส่วนที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเดิมเคยเป็นแหล่งปลูกข้าว สวนผสม พืชผัก แต่ระยะหลังฤดูกาลแปรปรวน ฤดูแล้งยาวนานขึ้นจนดินขาดความชุ่มชื้น จนไม่สามารถปลูกพืชได้เหมือนเก่า ทางกรมชลประทานจึงได้ศึกษารูปแบบแนวทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ตั้งแต่ปี 2510 ในหลาย ๆ แนวทาง จนสรุปได้ว่าแนวทางเหมาะสมคือ สูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าส่งเข้าพื้นที่เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ราว 73,980 ไร่ โดยเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภาหลังการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย และสามารถจะขยายพื้นที่ชลประทานได้เป็น 116,360 ไร่ โดยการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มเติม

7 เม.ย. 2552 ครม.มีมติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมถึง “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” ที่กำหนดแผนก่อสร้างโครงการรวม 8 ปี (2552-2559) ใช้งบประมาณ รวมค่าทดแทนที่ดิน และทรัพย์สิน ประมาณ 3,330 ล้านบาท แต่ก็มีประชาชน และบางองค์กรพัฒนาเอกชน คัดค้านไม่เห็นด้วย เรื่อง ’การเวนคืนที่ดิน“ และ ’ผลกระทบทางระบบนิเวศ“

อย่างไรก็ตาม สมนึก บัวอินทร์ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันใน อ.ไชยา ซึ่งใช้วิธีขุดบ่อน้ำบาดาลเพื่อให้ประกอบอาชีพได้และใช้ในการป้องกันไฟลามทุ่งซึ่งมักเกิดในช่วงประมาณเดือน เม.ย. ของทุกปี บอกว่า... หากมีน้ำชลประทานมาช่วยในหน้าแล้ง อาจจะเป็นคลองซอยหรือคลองอะไรก็ได้ ก็จะเป็นเรื่องดี

“อยากได้น้ำมากกว่าบ่อบาดาล น้ำจะได้เยอะ และมั่นคงกว่า แน่นอนกว่า ลงทุนน้อยกว่า อยากได้น้ำชลประทาน เพราะจะช่วยชาวสวนปาล์มให้ลืมตาอ้าปากได้” ...เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายนี้กล่าว

ขณะที่ โชคชัย สโมสร ชาว ต.บ้านทุ่งอ่าว ซึ่งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า... สภาพทั่วไปของ ต.บ้านทุ่งอ่าวนั้นเป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ เป็นทางออกน้ำจาก อ.ท่าฉาง และ อ.พุนพินตอนบน ไปสู่ทะเล ดังนั้นเวลาที่ฝนตกหนัก 2-3 วันติด น้ำก็จะท่วมทันที ส่วนช่วงหน้าแล้งน้ำทะเลก็จะดันขึ้นมาทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำกร่อย ทำให้ทำการเพาะปลูกลำบาก ซึ่งปลายปี 2553 น้ำท่วมนาน 3 เดือน ปี 2554 น้ำท่วมนาน 2 เดือน ทำให้สวนผลไม้ของชาวบ้านเสียหายหมด จนต้องเลิกปลูกไปบ้าง เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นบ้าง ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดมานานแล้ว ทำให้การทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบาก

กับ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” โชคชัยระบุว่า... ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้าน ซึ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีพิพาทเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างคูส่งน้ำในพื้นที่อื่น แต่คิดว่าทางราชการคงจะไกล่เกลี่ยได้

“หากการเจรจาเรื่องเวนคืนที่ดินสามารถตกลงกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร และหากการก่อสร้างระบบส่งน้ำ และระบายน้ำ แก้ปัญหาเรื่องการทำกินของชาวบ้านได้ ชาวบ้านก็คงยินดี” ...โชคชัยระบุ

ด้าน สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ระบุถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ว่า... จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ประชาชนอยู่ในเขตชลประทาน 4,300 แปลง หรือประมาณ 3,600 ไร่ ในพื้นที่ 11 ตำบล ของ 3 อำเภอ การเวนคืนมีผู้มารับเงินแล้วประมาณ 69 ราย คิดเป็น 10% ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับพื้นที่ที่ยังมีปัญหาก็จะมีการเจรจาตกลงกับประชาชน โดยเรื่องข้อเรียกร้อง หากไม่ผิดหลักวิศวกรรมมากนักทางโครงการก็จะมีการปรับให้ตามการเรียกร้อง เพื่อที่การก่อสร้างจะได้ไม่ล่าช้า

“โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องการใช้น้ำทั้งระบบ ทั้งเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค ส่วนระยะเวลาก่อสร้างโครงการ เพราะการดำเนินการตามโครงการนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขมาเรื่อย ๆ หากไม่เสร็จตามระยะเวลา ก็อาจต้องขอขยายเวลาเพิ่ม” ...ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ทิ้งท้าย

’ตกลงกับประชาชนได้“ นี่คือกุญแจสำคัญทุกโครงการ

ส่วนโครงการนี้จะเสร็จได้เมื่อไหร่-อย่างไร?? รอดูกัน…

ต้องเร่งแก้ก่อนจะสาย ‘อาหารคนไทย’ นับวันยิ่ง‘ไม่มั่นคง!’

โดยเดลินิวส์ วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555

จากปัญหา “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่หลัง ๆ ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ทั้ง “น้ำท่วมใหญ่” อย่างที่เกิดเมื่อปลายปี 2554 และมาปี 2555 นี้ ตอนนี้ “ภัยแล้งรุนแรง” ก็ครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ไหนจะปัญหา “ไฟไหม้ป่า” และก็ยังน่าวิตกว่าพอถึงฤดูฝนอีกครั้งจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือเปล่า?...

เหล่านี้นำมาซึ่งความน่าวิตกในเรื่อง “อาหาร”

’ความมั่นคงทางอาหาร“ เริ่มมองข้ามไม่ได้!!

ทั้งนี้ กับเรื่องความมั่นคงทางอาหารนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมสัมมนาวิชาการ “ความมั่นคงอาหาร : รอบทิศบริบทไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีการเสวนาหัวข้อ “ความมั่นคงอาหารภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและสภาวะอากาศที่แปรปรวน” และ “การปรับตัวของชุมชนภาคเหนือต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน” ก็มีการสะท้อนข้อมูล-มีแง่มุมที่น่าสนใจ รวมถึงมีแนวทางทางออกของปัญหาในเรื่องนี้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระบุว่า...ปัจจุบันยังมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้พอเพียง หิวโหย ขาดสารอาหารเกือบ 1,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งในไทยก็มี ถ้าดูตามคำนิยามความมั่นคงอาหารของเอฟเอโอ-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศทั่วโลกเห็นพ้อง คือ การเข้าถึงอาหารของทุกคนโดยกายภาพ การปลูก หรือการแสวงหาตามป่าตามน้ำ หรือทางเศรษฐกิจ คือการซื้อหา และสังคม การพึ่งพาคนทั่วไป หรือองค์กรศาสนาต่าง ๆ และอาหารนั้นต้องพอเพียง มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย สำหรับทุกคนทุกวัย เพื่อสุขภาวะที่ดี เป็นอาหารที่ชอบ และเหมาะสมตามวัฒนธรรมด้วย

สำหรับ ’ไทย“ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหาร และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ’ความมั่นคงอาหาร“ มีการนิยามคำจำกัดความเพิ่มเรื่อง ’ความยั่งยืน“ ด้วย ซึ่งต้องดูแลทั้งยามปกติ และยามมีภัยพิบัติด้วย

ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงอาหารระดับโลกถูกสั่นสะเทือนด้วยเรื่องที่ดินทำกิน เพราะการผลิตอาหารในหลายพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาสงคราม ปัญหาโรคพืช-โรคสัตว์ ปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง อีกทั้งปัจจุบันมีกระแสราคาพลังงานเพิ่มขึ้น มีการแย่งพื้นที่เพื่อผลิตพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน และอาหารบางอย่างก็ถูกแย่งจากมนุษย์ไปเป็นอาหารสัตว์ ปลูกเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

’และในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ สร้างปัญหาต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้“...ผู้สันทัดกรณีระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร อิศรานนท์ สถาบันคลังสมองของชาติชี้ว่า...ความมั่นคงอาหารในไทยกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะจากนโยบายรัฐไม่สอดคล้องต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกตัวอย่างการยกระดับราคาข้าว มีการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวด้วยการรับจำนำราคาข้าว ในอนาคตราคาพืชผลทางการเกษตรจะสูงขึ้น กระทบกับคนยากคนจนซึ่งเป็นผู้บริโภค ส่วนในระดับชุมชนนั้นรัฐเกือบจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรหรือของชุมชนให้ดีขึ้น รัฐเพียงแต่เอาเงินไปแจก ศักยภาพก็หายไป เพราะเป็นระบบจ้างหมด ซึ่งเมื่อรัฐไม่ได้สร้างความเข้มแข็งตรงนี้ เรื่องความมั่นคงอาหารก็จะถูกกระทบกระเทือน และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ดูแลดีพอ เรื่องของมลพิษก็เป็นตัวทำลายการเกษตรที่ดีให้เสียไป

“เกษตรอินทรีย์ที่เป็นเรื่องความมั่นคงที่ดี รัฐไม่ค่อยสนับสนุน คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ทำแล้วขาดทุน แล้วจะทำไปทำไม? ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นโอกาสของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ไทยแข่งขันไม่ได้เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558” ...รศ.ดร.สมพร ระบุ และว่า...

’เราไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการผลิต คนของเราไม่เข้มแข็ง เมื่อเปิดประเทศรับประชาคมอาเซียน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโอกาส แต่จริง ๆ มันคือวิกฤติ จะลำบาก ที่จะดีคือบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ขณะที่เกษตรกรตัวเล็ก ๆ จะล้มหายตายจาก กลายเป็นลูกจ้างเท่านั้น“

ทั้งนี้ กับ “ทางออกของปัญหาความมั่นคงอาหาร” นั้น ทาง ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ เสนอว่า...ต้องแก้ที่รากของปัญหาใหญ่ คือทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐบาล เช่น ดูแลปักหมุด ส่วนไหนเป็นป่าก็ต้องเป็นป่า ภาครัฐต้องให้บริการและดูแลให้ความเป็นธรรม จัดเขตชัดเจน ให้ข้อมูล ตั้งกติกา ป้องกันการบุกรุกและส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนด้วย

“บางจังหวัดได้ทำแล้ว เช่น น่าน ชาวบ้านรวมตัวกัน ทั้งป้องกันการรุกรานจากคนนอก และดูแลไม่ให้คนข้างในชุมชนทำลายชุมชนเอง ซึ่งทำให้ป้องกันปัญหาการรุกป่าได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำในขณะนี้ ก่อนที่จะเกิดการรุกรานที่ดินทำกินกันมากมายในอนาคต”

และนี่ก็เป็นการระบุเป็นการชี้ที่น่าคิดน่าพิจารณา

’ความมั่นคงทางอาหาร“ ไทยไม่สนใจไม่ได้แล้ว!!.

สวทช. โชว์เอ็นแสค-จ่าเฉยวัดระดับน้ำ เทคโนโลยีรับมือพิบัติภัย

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

สวทช.กระทรวงวิทย์ฯ เตรียมโชว์นวัตกรรมรับมือพิบัติภัย ในงานประชุมประจำปี สวทช.หรือ NAC 2012 ไฮไลต์

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในปีนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือสวทช. จะจัดการประชุมวิชาการประจำปีขึ้น ในหัวข้อ “รู้สู้พิบัติภัย ไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ซึ่งถือว่าเหมาะและเข้ากับสถานการณ์ในการที่จะมาช่วยสนับสนุนการดำเนินการด้านจัดการภัยพิบัติตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ เนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งในแง่เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

ด้านดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดงาน ดังกล่าวจะเป็นเวทีให้กับนักวิจัยของ สวทช. จาก 4 ศูนย์แห่งชาติได้นำเสนอผลงานความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้กับประชาชนและสังคม ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับพิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งก่อนเกิดภัย เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว และหลังพิบัติภัยผ่านพ้นไป โดยเฉพาะภัยจากน้ำท่วม

นำมาใช้เสริมเป็นกำแพงกั้นน้ำ

ทั้งนี้มีไฮไลต์ผลงานเด่นที่นำมาจัดแสดง อาทิ ถุง เอ็นแสค( nSack) หรือกระสอบนาโน ที่ใส่ไฮโดรเจล สำหรับใช้เสริมหรือทดแทนกระสอบทรายในการกั้นน้ำ มีขนาดเล็กและเบา สะดวกในการใช้งาน เพียงแช่น้ำไว้ประมาณ 45 นาที ถุงจะดูดซับน้ำได้มากถึง 100 เท่า จ่าเฉยวัดระดับน้ำ ซึ่งเป็นการนำหุ่นจำลองตำรวจ ที่นอกจากจะติดตั้งเซ็นเซอร์ ในการตรวจจับความเร็วของรถแล้ว ยังสามารถตรวจสอบระดับน้ำบนพื้นถนน เพื่อรายงานสถานภาพน้ำท่วมบนพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว

จ่าเฉยที่ติดกล้องตรวจจับความเร็วและที่วัดระดับน้ำบนท้องถนน

และ ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทูลเกล้าฯ ถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานประชุมวิชาการในวันที่ 23 มีนาคมนี้ และ สวทช. จะนำไปมอบให้กับเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.อยุธยา และ จ.สระบุรี ได้นำไปปลูกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งของอ่าวไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดน้ำท่วม บ้านลอยน้ำ ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินและผู้บกพร่องทางการพูด แอพพิเคชั่น “Flood Sign” เครื่องมือในการช่วยเก็บข้อมูลระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ผ่านมือถือ นวัตกรรมเอ็นค่า ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดี และผลงานวิจัยที่พร้อมให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ อาทิ ระบบผลิตไบโอดีเซล เจลรักษาแผลยับยั้งแบคทีเรียและกระตุ้นการหายของแผล สารเคลือบผิวผลไม้จากไขรำข้าว และโปรแกรมบันทึกข้อมูลสุขภาพครอบครัวแบบพกพา เป็นต้น

ภาพ: http://www.dailynews.co.th/technology/17281

สกว.-เอสซีจี หนุนนักศึกษา ป.เอก ทำวิจัยอุตสาหกรรมใช้งานได้จริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

“สกว.-เอสซีจี” หนุนนักศึกษาปริญญาเอก ทำวิจัยสำหรับภาคอุตสาหกรรม หวังนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง ยกระดับแข่งขันกับต่างประเทศ

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า สกว. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เพื่อสนับสนุน ทุนปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยนักศึกษาปริญญาเอกต้องทำงานวิจัยที่ภาคการผลิตและภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยทาง คปก. และเอสซีจีจะจัดงบประมาณฝ่ายละครึ่งต่อ 1 ทุน หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท จำนวนปีละ 5 ทุน เป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งหมด 25 ทุน ด้วยงบประมาณทั้งโครงการจำนวน 42.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่า โจทย์การทำผลงานวิจัยต้องมาจากเอสซีจีหรือทางภาคธุรกิจเพื่อให้ผู้สนับสนุนทุนสามารถนำงานวิจัยไปใช้ได้จริง

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ทางเอสซีจีมีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีส่วนช่วยให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น โดยในปีนี้จะใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ใช้งบประมาณไป 1,111 ล้านบาท เป็นผลมาจากบริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น และตั้งเป้าเป็นบริษัทในระดับภูมิภาคเรื่องนวัตกรรมและบุคลากร รวมถึงเพิ่มบุคลากรที่จบปริญญาเอกอีก 30 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 60 คน เพื่อทำงานด้านวิจัยและพัฒนา ปีที่แล้วเอสซีจีทำโครงการวิจัยกว่า 1,400 โครงการ สามารถนำผลการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ผลิตเป็นสินค้าและบริการเพื่อขายในเชิงพาณิชย์ได้จริงและทำยอดขายสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนโจทย์งานวิจัยจะเกี่ยวกับธุรกิจเคมีคอล และซีเมนต์

ด้าน ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ทางเอสซีจี และ สกว.จะคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการทำวิจัย เพื่อให้อาจารย์เป็นผู้หานักศึกษาที่เหมาะสมรับทุน และหากต้องการงบประมาณเพิ่มขึ้นทางเอสซีจีก็พร้อมจะสนับสนุน ส่วนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจดสิทธิบัตรจะเป็นของ สกว.และเอสซีจี และหากเอสซีจี ต้องการถือสิทธิเด็ดขาด ต้องจ่ายเงินจำนวนสองเท่าของงบประมาณวิจัยผลงานนั้น ๆ.

โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส กิจการเพื่อสังคมตอบโจทย์ปัญหาประเทศ

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555

ไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 30,000 ล้านบาทอุดหนุนสนับสนุนมูลนิธิ สมาคม ภาคเอ็นจีโอต่าง ๆ เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมายทั้งการดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ยังไม่รวมกับองค์กรเอกชน ที่ทุ่มเงินลงไปทำกิจการเพื่อสังคมเช่นกันที่รู้จักกันในนามซีเอสอาร์ ที่คาดว่าพอ ๆ กันคือใช้เงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่สามารถวัดผลได้ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการเยียวยาคุ้มกับเม็ดเงินที่ลงไป

มีเวทีถกเถียงกันว่าหากทำกิจกรรมเพื่อสังคมแล้วต้องรอเงินบริจาค เงินสนับสนุนจากทั้งเอกชนและรัฐ ในอนาคตจะยั่งยืนเพียงใด แล้วทำได้ตามศักยภาพเพียงใดเมื่อทุนหมดกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นก็หยุดลงไปด้วย ขณะเดียวกันการทำซีเอสอาร์ของบริษัทเอกชนนั้น ทำเพื่อหวังผลทางภาษีหรือทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ อีกทั้งไม่ได้ตอบปัญหาที่แท้จริงของสังคม อาทิ ความยากจน ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา และปัญหาอื่น ๆ ขณะที่บางบริษัทพนักงานได้รับสวัสดิภาพได้ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม แต่บริษัทกลับนำกำไรทำกิจกรรมเพื่อสังคม

นวัตกรรมใหม่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกแบบที่เรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส (Social Enterprise) นำธุรกิจเพื่อสังคมมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงการประกอบธุรกิจที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคม เช่น ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะเดียวก็มีผลกำไรจากธุรกิจด้วยในแบบพอเหมาะพอควร

ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ (NISE หรือ Network of Impact Social Enterprise) กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้บริษัท องค์กรต่าง ๆ ทำธุรกิจในแบบที่เรียกว่า โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส การขยายผลสัมฤทธิ์ทางสังคม ย้ำปรัชญาการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยวิถีทางธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการเกิดขึ้นของภาคส่วนใหม่นี้จะสร้างนิยามใหม่ของการทำธุรกิจ ที่มิได้สร้างกำไรเชิงการเงินอย่างเดียว แต่สร้างกำไรเชิงสังคมด้วย

“ธุรกิจที่มุ่งไปทางกำไรเพียงอย่างเดียว อนาคตไม่น่าจะอยู่ได้ดีนัก หรือมูลนิธิ สมาคมที่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวโดยทุนจากบริษัทเอกชนหรือรัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เพราะตอนที่ให้เม็ดเงินลงไปเราไม่รู้หรอกว่ามูลนิธิมีความสามารถแค่ไหน ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเราบริจาคเงินจำนวนมาก แต่องค์กรที่รับเงินไปใช้เงินได้ตามประสิทธิภาพหรือไม่” ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ ให้ความเห็น

ชัยยุทธ์ บอกว่าสำหรับประสิทธิภาพทางธุรกิจในเรื่องกำไรมีตัววัดอยู่ แต่ว่าประสิทธิภาพทางสังคมปัจจุบันไม่มีตัววัด ดังนั้นการก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมไนส์จะนำระบบที่เรียกว่า GIIRS มาเป็นตัวที่ประเมินผลเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประกอบธุรกิจเพื่อสังคมตามระบบ อันประกอบด้วย ด้านธรรมาภิบาล ด้านพนักงาน ด้านชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการเพื่อสังคม

โดยบทบาทของไนส์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับบริษัทที่มีความตั้งใจทำธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ผ่านมาตรฐานโดยตอบคำถาม 290 ข้อ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องตอบคำถามทุกข้อเหล่านี้ รวมทั้งทำหน้าที่เก็บข้อมูลของบริษัทที่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทเข้ามาเป็นเครือข่ายของไนส์ คือได้รับรู้ว่าข้อมูลของแต่ละบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อกิจการเพื่อสังคมด้านใดบ้าง ยกตัวอย่าง บริษัทโคโคบอร์ดที่ทำธุรกิจทำขยะฟางข้าวมาอัดเป็นพาร์ติเคิลบอร์ด หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อโคโคบอร์ดเข้ามาจะได้รับรู้ว่ามีพันธมิตรที่จะขยายผลทางธุรกิจ รับรู้จุดด้อยจุดเด่นของบริษัท การได้ขยายตลาด และการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างกัน รวมทั้งแหล่งเงินทุน ยกตัวอย่างบริษัทสุพรีมที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลจากซังข้าวโพด ที่เชียงราย เมื่อต้องการขยายไปยังจังหวัดอื่น มีอุปสรรคเรื่องเงินลงทุน เพราะเมื่อเกิดความร่วมมือกัน จะก่อให้เกิดพลังที่ดีภายใต้แนวคิดของระบบนี้

ทั้งนี้มีบริษัทที่ทำธุรกิจกิจการเพื่อสังคมและองค์กรที่ทำเพื่อสังคม เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกจะมีค่าสมาชิกรายปี ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 9 แห่ง ได้แก่ ในภาคกสิกรรม บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด สหกรณ์กรีนเนท จำกัด บริษัท สวิฟท์ จำกัด ภาคส่วนประชาสังคม มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท บีทามส์โซลูชั่น จำกัด ด้านสื่อ ได้แก่ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด BeMagazine และด้านพลังงาน บริษัทสุพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทวังดุมเมาท์เทนแคมป์ จำกัด บริษัทโคโคบอร์ด จำกัด

สำหรับรูปแบบของบริษัทที่ทำกิจการเพื่อสังคม เช่น บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกผักผลไม้ออแกนิกส์ สามารถพัฒนาตนเองและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยให้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการตลาด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล บริษัทซองเดอร์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูป เน้นใช้วัตถุดิบที่มาจากเกษตรอินทรีย์ ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ พัฒนาขีดความสามารถคนพิการ ทำให้คนพิการมีรายได้ ปัจจุบันนำคนพิการทำงานในสถานประกอบการมากกว่า 2,500 คน และนิตยสาร BeMagazine คิดโมเดลการช่วยสังคมในแบบฉบับของตัวเอง โดยเปิดให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมรับนิตยสาร BE ไปจำหน่ายในย่านชุมชน รายได้หลังจากหักต้นทุนแล้ว จะมอบให้ผู้ด้อยโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ผ่านสมาชิก มีเป้าหมายการทำธุรกิจที่ไม่ใช่การโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่คือการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีเพื่อสังคม

ลักษณะการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเมื่อไปย้อนดูรายได้ผลตอบแทนพบว่าอยู่ได้และอยู่ได้ดี พิสูจน์ให้เห็นการทำกิจการเพื่อสังคมมีความยั่งยืนทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเอ็นจีโอหรือรอคอยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว.

"แอร์บัส"ผนึกสายการบินยักษ์ใหญ่ยุโรป ค้าน “อียู” เก็บภาษีคาร์บอน

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2555 วันนี้ ( 12 มี.ค. )

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ ร่วมกับสายการบินยุโรปอีก 6 แห่ง ยื่นจดหมายต่อผู้นำชาติสหภาพยุโรป ( อียู ) 4 ชาติ เพื่อคัดค้านนโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนจากสายการบิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แอร์บัส บริติช แอร์เวย์ส เวอร์จิน แอตแลนติก ลุฟท์ฮันซา แอร์ ฟรานซ์ แอร์ เบอร์ลิน และไอบีเรีย รวมทั้ง กลุ่มบริษัทการบินและป้องกันแห่งฝรั่งเศส ( ซาฟราน ) และ เอ็มทียู ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ของเยอรมนี ร่วมกันลงนามในจดหมาย เพื่อยื่นต่อ นาย เดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ นาย ฟร็องซัวส์ ฟียง นายกฯฝรั่งเศส นางอังเกลา แมร์เคล นายกฯเยอรมนี และนายมาริอาโน ราฮอย นายกฯสเปน ซึ่งเป็นสี่ชาติที่ร่วมก่อตั้งบริษัทแอร์บัส

ข้อเรียกร้องดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่นาย ลูอิส กัลลัวส์ ประธานบริหารบริษัทป้องกันภัยและจัดการทางอากาศยานแห่งยุโรป ( อีเอดีเอส ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์บัส แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จีนยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส เพื่อประท้วงนโยบายเก็บภาษีคาร์บอนของอียู ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้อีเอดีเอสต้องสูญเสียรายได้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ประมาณ 360,000 ล้านบาท )

นอกจากนี้ นาย ทอม เอ็นเดอร์ส ประธานบริหารของแอร์บัส ออกมากล่าวเตือนว่า นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนอาจทำให้พนักงานของบริษัทหลายพันคนต้องตกงาน เช่นเดียวกับนาย โทนี ไทเลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ( ไอเอทีเอ ) ที่กล่าวว่า การตัดสินใจของอียูในเรื่องนี้ อาจกระตุ้นให้เกิดสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม นาย มาร์ติน ลิเดอการ์ด รมว.กระทรวงสภาพอากาศของเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า สหภาพยุโรปจะยังคงนโยบายนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่กว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน รัสเซีย และสหรัฐ ออกมาต่อต้าน โดยกล่าวว่า นโยบายนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ภาพ http://www.dailynews.co.th/world/16838

คนอเมริกันเชื่อโลกร้อนจริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนคนอเมริกัน ว่า คนส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เริ่มรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าโลกมีอุณหภูมิที่ สูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวเป็นของโรงเรียนนโยบายสาธารณะ เจอรัลด์ ฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่จับมือกับสถาบันสำรวจความคิดเห็นแห่งวิทยาลัยเมอห์เลนเบิร์ก สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ 887 คน ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 62 เห็นว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นจริงในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 26 ยังไม่เชื่อหลักฐานที่บ่งบอกว่าโลกร้อน ขณะที่อีกร้อยละ 12 ไม่มั่นใจ

สำหรับชาวอเมริกันที่เชื่อว่าโลกร้อน ระบุว่า สังเกตจากอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พวกเขามั่นใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวอ้างลอย ๆ

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่สภาพอากาศเลวร้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยเกิดภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น พายุทอร์นาโด และพายุฤดูร้อน ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสถิติของสำนักงานบริหารจัดการบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ ขณะเดียวกันข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า สหรัฐ มีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา

ผลสำรวจยังพบว่า แนวคิดทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมองปัญหาโลกร้อนแตกต่างกัน โดยร้อยละ 78 ของคนที่สนับสนุน พรรคเดโมแครตเชื่อในหลักฐานการเกิดภาวะโลกร้อน ขณะที่ฐานเสียงพรรครีพับลิกันเชื่อภาวะโลกร้อนเพียงร้อยละ 47 เท่านั้น โดยไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่ ส.ส.บางคนอ้างว่า นักสิ่งแวดล้อมกุเรื่องโลกร้อนขึ้นเพื่อทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจ

โดยฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2009 ชาวอเมริกันที่เชื่อปัญหาโลกร้อนมีร้อยละ 65 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 52 ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงที่วุฒิสภาสหรัฐ คัดค้านแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน.

ไทยอินเดียจับมือพัฒนาเกษตร

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม 2555

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงเกษตรอินเดียได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตรและเศรษฐกิจการเกษตร ตั้งแต่ปี 2548 ดังนั้น เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย ประมาณเดือนกันยายน 2555

โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายประสานงานในรายละเอียดกันต่อไป ทั้งนี้ หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีการทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทยและกระทรวงเกษตรอินเดียว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการเกษตร เทคโนโลยีเกษตร และเศรษฐกิจการเกษตร ได้มีกิจกรรมความร่วมมือหลายรายการอาทิ การวิจัยด้านการเกษตรและป่าไม้ เทคโนโลยีภายหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีชีวภาพด้านพืช การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการจัดการลุ่มน้ำ การสำรวจและการวางแผนการใช้ที่ดิน วนเกษตรและระบบการทำฟาร์ม การผลิตพืชผลและแปรรูป การเลี้ยงไหม พืชสวน การผลิตสัตว์และสุขภาพสัตว์ การเก็บและบรรจุเมล็ดพันธุ์ การพัฒนาส่งเสริมเครื่องจักรกลการเกษตร การส่งเสริมการร่วมทุนในธุรกิจการเกษตร การชลประทานและการระบายน้ำ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะตกลงร่วมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงเกษตร อินเดีย แต่ยังไม่ได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ระหว่างสองฝ่าย ดังนั้น การจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-อินเดีย ที่จะเกิดขึ้นนี้จะช่วยพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นในอนาคต.

by ThaiWebExpert