แนะนำโครงการ MEAs Think Tank-56

ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม :
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว
ระยะเวลาการดำเนินงาน : 25 มีนาคม 2556 – 24 กันยายน 2557


1. หลักการและเหตุผล

2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ 
3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
4. วิธีการดำเนินงาน
5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ
6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น


1. หลักการและเหตุผล

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมในระดับโลก และเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นและถูกผลักดันในเวทีการเจรจาพหุภาคีระหว่างประเทศ ดังนั้นการกำหนดนโยบายของประเทศไทยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจึงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยจากความเปลี่ยนแปลงของกติกาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่ประชาคมโลกพยายามจัดทำขึ้นเพื่อพยายามรับมือ ลดความรุนแรง และป้องกันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดการแก้ไขปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต้องดำเนินการอย่างสอดคล้องควบคู่กันไปทั้งในส่วนการจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานในประเทศ

การศึกษาวิจัยของชุดโครงการฯ ในช่วงที่ผ่านมาและในช่วงระยะ 2 ปีต่อไปมีความสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยสามารถสรุปแยกได้เป็น 2 ช่วงสำคัญ ดังนี้

ช่วงที่หนึ่ง การเจรจาPost-2012 Regime ตาม Bali Roadmap : ระหว่างปี ค.ศ. 2007-2011

เมื่อมีการเผยแพร่รายงานของ IPPC ฉบับที่ 4 ในปี 2007 ที่แสดงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส จำเป็นมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมากทั้งในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ข้อมูลดังกล่าวได้นำไปสู่การมีมติของการประชุมรัฐภาคอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 13 ที่บาหลี จัดทำ Bali Roadmap ให้มีการเจรจาภายใต้อนุสัญญา UNFCCC และภายใต้พิธีสารเกียวโต โดยกำหนดให้เสร็จภายในปี 2009

การเจรจาดังกล่าว ทำให้เกิดประเด็นใหม่ๆ ในเวทีการเจรจาหลายเรื่องและมีผลเกี่ยวโยงกับประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนา ทางชุดโครงการฯ จึงได้สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อติดตามวิเคราะห์ผลการเจรจา โครงการศึกษาวิจัยที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น เช่น การศึกษาแนวทางการจัดสรรความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การศึกษาประเด็นเจรจาเรื่อง REDD การศึกษาประเด็นเจรจาที่มีผลเกี่ยวโยงกับภาคเกษตรกรรมของไทย การศึกษาเครื่องมือและกลไกใหม่ๆ ( เช่น Sectoral Approach) ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต เป็นต้น ข้อมูลจากผลการศึกษาวิจัยได้ถูกใช้เป็นประโยชน์ในการจัดทำข้อเสนอต่อการกำหนดจุดยืนและท่าทีการเจรจาของประเทศไทย

นอกจากนี้ การเจรจาตาม Bali Roadmap ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะมีความรับผิดชอบต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดนโยบายของประเทศไทยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และแม้ว่าการเจรจาตาม Bali Roadmap จะไม่ได้ข้อยุติตามแผนที่กำหนดไว้ แต่ผลจาก Copenhagen Accord (การประชุม COP15) และ Cancun Agreement (การประชุม COP 16) ได้เป็นแรงกดดันให้แต่ละประเทศได้กำหนดและเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจนต่อประชาคมโลก

แรงกดดันดังกล่าวได้ส่งผลต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งได้กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตไปสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียวคาร์บอนต่ำ และส่งผลต่อการกำหนดตัวเลขเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนของประเทศไทย ทางชุดโครงการฯ จึงได้สนับสนุนการศึกษาระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ภาคการผลิตไฟฟ้า การเดินทางขนส่งทางรถยนต์ นาข้าว รวมทั้งการพัฒนาเส้นฐานอ้างอิงที่เหมาะสมสำหรับกลไก REDD ของไทยซึ่งเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการกำหนดระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่เหมาะสม มีความเป็นธรรม และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ในขณะเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการแปลงนโยบายและยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ให้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ชุดโครงการฯ จึงได้สนับสนุนโครงการวิจัยด้านการพัฒนาแนวคิดและเครื่องมือเชิงนโยบายรูปแบบใหม่ๆ ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้แก่ พันธบัตรป่าไม้ ความเต็มใจจ่ายเพื่อรักษาป่าต้นน้ำของคนกรุงเทพ การศึกษารูปแบบเศรษฐกิจสีเขียวในระดับชุมชน และแนวคิดและรูปแบบกลไก REDD ที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย เพื่อให้มีเครื่องมือเชิงนโยบายหลายรูปแบบที่รองรับกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย และสอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ในอีกด้านหนึ่ง การเจรจาตาม Bali Roadmap ก็ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากเช่นกันต่อกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในการเพิ่มระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จึงได้พยายามคิดค้นพัฒนานโยบาย เครื่องมือและมาตรการใหม่ๆ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตน รวมทั้งสามารถทำให้ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องร่วมมีภาระมากขึ้นในการลดก๊าซ ตัวอย่างเช่น มาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (BCA) ร่างกฎหมาย American Clean Energy and Security Act (ACES) ของสหรัฐอเมริกา การเก็บธรรมเนียมการบินของสหภาพยุโรป เป็นต้น ทางชุดโครงการฯ จึงได้สนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการใช้มาตรการใหม่ๆ ด้านการค้าที่เกี่ยวโยงกับด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ  ได้แก่ การศึกษากฎหมาย ACES  การศึกษามาตรการ BCA นอกจากนี้ ยังได้มีการศึกษาเรื่องการคิดบัญชีก๊าซเรือนกระจกจากฐานการบริโภค เพื่อการพัฒนามาตรการของประเทศไทยในการรับมือกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีผลทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยสูงขึ้น เป็นการสร้างมาตรการเชิงรุกด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม


ช่วงที่สองการเจรจา Post-2020 Regime: ระหว่างปี ค.ศ. 2012 – 2015

การเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศรอบใหม่ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการจากผลลัพธ์การประชุม COP 17 ในปี 2011 ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ มีกลไกการเจรจาในรูปแบบการประชุมร่วมกันของประเทศสมาชิกโดยเรียกชื่อว่าคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการยกระดับการดำเนินงาน (Ad hoc Working Group on Durban Platform for Enhanced Action: ADP)

เป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ ADP คือ การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับ “ทุกประเทศ” โดยผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ หรือเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย มีการกำหนดให้ ADP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020  เป้าหมายของผลลัพธ์การเจรจาภายใต้ ADP จึงเป็นเรื่องที่มีผลสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตโลก การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มากขึ้นภายใต้ข้อผูกพันทางกฎหมาย

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาติดตามการเจรจาจัดทำความตกลงฉบับใหม่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของการเจรจา ท่าที จุดยืน และยุทธศาสตร์การเจรจาของกลุ่มประเทศต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจรจา เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ทิศทาง แนวโน้ม และภาพรวมของโครงสร้างและเนื้อหาของความตกลงฉบับใหม่ได้อย่างเท่าทัน และสามารถใช้เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการกำหนดนโยบายของประเทศไทยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้อย่างเหมาะสมและสอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของการเจรจารอบใหม่นี้คือ การจัดทำความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับ “ทุกประเทศ” ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ นอกเหนือจากการศึกษาพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายใหม่ๆ ซึ่งทางชุดโครงการฯ ได้ดำเนินการศึกษาไปแล้ว การศึกษาเพื่อการพัฒนาในด้านโครงสร้างองค์กรและด้านระบบกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งในด้านการลดก๊าซและการปรับตัว จะเป็นการศึกษาที่ทำให้เห็นภาพรวมของระบบการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยที่ครบถ้วน ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนและผลักดันนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปสู่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เป็นความพยายามปรับเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจกระแสหลักที่อยู่บนฐานแนวคิด “เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่” เพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาแบบไม่ยั่งยืน ซึ่งกลายเป็นปัญหาวิกฤติในหลายด้าน เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ วิกฤติด้านระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก ปัญหาความมั่นคงด้านอาหารและด้านพลังงาน รวมทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดังนั้น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวจึงเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน ทั้งนี้ จากผลการประชุม Rio+20 เมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ได้มีข้อสรุปในเอกสารอนาคตร่วมกันที่ต้องการ (The Future We Want) ระบุว่า แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือ (Means) หรือวิถีการพัฒนารูปแบบหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เศรษฐกิจยังคงมีอัตราเติบโตในขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงดังนั้น การจัดทำและดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยในช่วงเวลาการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่ จะต้องพิจารณาควบคู่และเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งยังคงมีกระแสเคลื่อนไหวต่อเนื่องภายหลังการประชุม Rio+20 ทั้งภายในประเทศไทยและในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มนำแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวมาปรับใช้ทั้งในระดับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 และในยุทธศาสตร์การเติบโตแบบสีเขียว (Green Growth) ของรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในระดับภาพรวมและระดับรายสาขาการผลิต เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวและเป็นเครื่องมือช่วยติดตามและประเมินผลการพัฒนา รวมทั้งการศึกษาวิจัยด้านปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม (Enabling Environment) ต่อการส่งเสริมและสนับสนุนการปรับระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างการผลิตไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อการกำหนดมาตรการและเงื่อนไขสนับสนุนการนำแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวไปสู่การปฏิบัติในแต่ละภาคการผลิต


2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ

(1) เพื่อบริหารจัดการโครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นประเด็นนโยบายของประเทศไทยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

(2) เพื่อสังเคราะห์ความรู้จากงานศึกษาวิจัย และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยและเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งในแง่การดำเนินงานภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียน

(3) เพื่อจัดการและพัฒนาฐานข้อมูลด้านการวิจัยและการเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้เกิดการเผยแพร่และใช้ประโยชน์ต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของชุดโครงการฯ จะมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยสร้างองค์ความรู้เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการเจรจาเวทีระหว่างประเทศ การสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน และสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานภายในประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียวโดยมีรายละเอียดดังนี้

3.1 การเตรียมความพร้อมในเชิงรุกเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนในเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการศึกษาและสร้างเครือข่ายนักวิจัยด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้ได้ข้อมูลและฐานความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศสมาชิกให้มีความสอดคล้องหรือมีมาตรฐานใกล้เคียงกันซึ่งจะช่วยป้องการและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

สำหรับในด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาระบบตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในกลุ่มประเทศสมาชิก และการศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินงานเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและการเพื่อพื้นที่ป่าในประเทศกำลังพัฒนา (REDD Plus) ที่กำลังดำเนินงานอยู่ในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศ

3.2 การสร้างความร่วมมือเชิงสถาบันด้านการวิจัย เป็นการพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาโดยมีความสอดคล้องกับกรอบงานวิจัยที่มีความสำคัญลำดับสูงซึ่งทางชุดโครงการฯ ได้กำหนดไว้ มีการสนับสนุนงบประมาณร่วมกันระหว่าง สกว.กับสถาบันการศึกษา และมีการบริหารจัดการงานวิจัยร่วมกันตามโครงสร้างและรูปแบบที่ตกลงร่วมกัน ยุทธศาสตร์การดำเนินงานนี้จะช่วยเสริมความเข้มแข็งของโครงการวิจัยที่ดำเนินงานในรูปแบบการประกาศเปิดรับข้อเสนอโครงการวิจัย (Call for Proposal) ช่วยทำให้เกิดโครงการวิจัยที่มีระบบการทำงานแบบต่อเนื่อง มีนักวิจัยที่มีประสบการณ์สูงด้านการวิจัยและการคิดวิเคราะห์ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายมาร่วมดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยเสริมหนุนให้ได้ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

กรอบงานวิจัยที่มีความสำคัญที่ชุดโครงการฯ กำหนดไว้และจะดำเนินการประสานและพัฒนาให้มีการดำเนินงานวิจัยนอกเหนือจากประเด็นวิจัยเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 ได้แก่
- ศึกษาความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของการเจรจา ท่าทีและจุดยืนของตัวกระทำ (Actors) ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจรจา เช่น กลุ่ม BASIC, Umbrella Group
- กฎหมายเฉพาะ/กฎระเบียบที่จำเป็นต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทย เช่น ระบบ MRV, ภาษีคาร์บอน, ตลาดคาร์บอน เป็นต้น
- โครงสร้างองค์กรด้านการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคต
- ภาคเกษตรกรรมไทยกับการปรับไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและตอบสนองต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยมีประเด็นวิจัยหลัก ได้แก่
   o รูปแบบกิจกรรม NAMAs สำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย
   o การศึกษา Green Economy Scenario สำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย
   o ตัวชี้วัดการดำเนินงานเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย
   o ปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นและเอื้อต่อการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย เช่น ด้านเทคโนโลยี เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ การวางแผนกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Zoning) เป็นต้น รวมทั้งศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปรับระบบการผลิตภาคเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว
   o ระบบ MRV สำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย

3.3 การสร้างเครือข่ายนักวิจัยและองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบการตรวจวัด การรายงานและการทวนสอบ (MRV System) ของประเทศไทย เพื่อรองรับการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเหมาะสม (NAMAs) และรองรับการดำเนินงานภายใต้ระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2020 ที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าประเทศกำลังพัฒนาจะมีความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นและเข้มงวดมากขึ้น

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานในส่วนนี้เป็นการสนับสนุนงานศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาระบบ MRV ในกิจกรรมและสาขาการผลิตต่างๆ ที่มีความสำคัญและเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง สร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนงานวิจัยและการบริหารจัดการงานวิจัย รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยด้านระบบ MRV ที่กำลังมีงานศึกษาโดยการสนับสนุนงานหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และเพื่อนำความรู้ที่ได้จากงานศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบ MRV ของประเทศไทยอย่างเต็มที่ และสามารถสร้างความเชื่อมโยงประสานของข้อเสนอจากงานวิจัยในโครงการต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ

3.4 การสังเคราะห์ความรู้จากงานศึกษาวิจัย และจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยทั้งในแง่การดำเนินงานภายในประเทศและภูมิภาคอาเซียน และนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการสร้างและขยายความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ทั้งในส่วนภาครัฐ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคมภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และภาคองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมมูลนิธิโลกสีเขียว กรีนพีซ ฯลฯ เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

3.5 การจัดการฐานข้อมูลด้านการวิจัยและการเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว และสร้างกิจกรรมสื่อสารต่อสาธารณะรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น เช่น การจัดทำเวปไซด์ของชุดโครงการฯ ( www.measwatch.org และ www.facebook.com/MEAsThinkTank ) ที่มีการพัฒนาฐานข้อมูลให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง การเขียนบทความเผยแพร่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ (ฐานเศรษฐกิจ และกรุงเทพธุรกิจ)

3.6 การจัดเวทีสาธารณะในรูปแบบ “Global Warming Forum” เพื่อนำเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอแนะสู่สาธารณะ สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมทั้งการสร้างความตระหนักของประชาชนต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยจะเป็นการจัดเวทีร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือมีงานศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงานระหว่าง สกว. กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมองค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานภาคประชาสังคม เช่น สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม รวมทั้งหน่วยงานต่างประเทศ เช่น GIZ เป็นต้น

ผลการจัดเวที Global Warming Forum แต่ละครั้ง จะมีการประมวลสรุปและผนวกกับข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำเป็น “เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย” (Policy Brief) จัดพิมพ์เผยแพร่และส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบในการจัดทำนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

4. วิธีการดำเนินงาน
รายละเอียดของวิธีการดำเนินงานมีดังนี้
(1) พัฒนากรอบโครงการวิจัยด้านมาตรการและกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับภูมิภาคอาเซียน ในรูปแบบเครือข่ายนักวิจัยด้านมาตรการและกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ให้ได้ข้อเสนอโครงการวิจัยที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
(2) พัฒนากรอบโครงการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียวในรูปแบบเชิงสถาบันโดยประสานกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา และโดยผ่านการประกาศรับข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
(3) พัฒนากรอบโครงการวิจัยทางด้านการตรวจวัด รายงานและทวนสอบของประเทศไทยเพื่อรองรับการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเหมาะสม (NAMAs) โดยการประกาศรับข้อเสนอโครงการ การพิจารณาเอกสารเชิงหลักการที่ได้รับ และการพัฒนาให้ได้ข้อเสนอโครงการที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
(4) ประสานงานและร่วมมือกับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ใช้งานวิจัย และนักวิจัยในการติดตามโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย และจัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อการเจรจาและการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหารจัดการภายในประเทศทางด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศไทยในลักษณะเวทีสาธารณะ
(5) จัดเวทีสาธารณะ Global Warming Forum ปีที่ 4 จำนวน 5 ครั้ง โดยมุ่งเน้นสร้างความตระหนักทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาต่อสังคมและประชาชนในวงกว้าง และเป็นเวทีสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทย และนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว
(6) เผยแพร่ให้ความรู้แก่สาธารณะผ่านทางเวปไซด์โครงการ (www.measwatch.org) และwww.facebook.com/MEAsThinkTank รวมถึงการเขียนบทความเผยแพร่ การจัดทำหนังสือเผยแพร่งานวิจัย การสื่อสารสองทางผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์
(7) จัดกิจกรรมให้ความรู้และสื่อสารต่อผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น เวทีสื่อมวลชนเพื่อการติดตามความก้าวหน้าของการเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระหว่างประเทศ กิจกรรมศึกษาดูงานโครงการวิจัย MRVเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการพัฒนาระบบ MRV เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินงานภายในประเทศ

5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ
1. เอกสารข้อเสนอโครงการวิจัยที่พร้อมเสนอขอรับทุนสนับสนุนไม่น้อยกว่า 6 โครงการ
2. องค์ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว และการขยายเครือข่ายนักวิจัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวข้อง
3. หนังสือและเอกสารเผยแพร่งานวิจัย จำนวน 4 ฉบับ
4. เอกสารข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Brief) ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จำนวน 2 ฉบับ
5. เวปไซด์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการวิจัย กิจกรรม ความเคลื่อนไหวของการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งมีการปรับปรุงให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
6. การขยายเครือข่ายนักวิจัยที่ทำงานวิจัยเกี่ยวข้อง และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์กรนอกภาครัฐในด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
1. การกำหนดนโยบายและการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย ซึ่งอยู่บนฐานข้อมูลและความรู้จากงานวิจัย
2. การเพิ่มศักยภาพของนักวิจัยและการขยายเครือข่ายนักวิจัยที่ทำงานศึกษาวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบ MRV ของประเทศไทย
3. ความตื่นตัว ความตระหนักขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียว

by ThaiWebExpert