แนะนำโครงการ MEAs Think Tank-53

ชุดโครงการ “การพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมระยะที่ 3 : การค้าและสิ่งแวดล้อมในกระแสโลกร้อน”
(15 มีนาคม 2553-14 มีนาคม 2554) 
ขยายเวลาโครงการจนถึง 31 พฤษภาคม 2554

ที่ปรึกษาชุดโครงการ
ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
ผู้ประสานงานชุดโครงการ
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม


1. หลักการและเหตุผล
2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ
3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
4. วิธีการดำเนินงาน
5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ
6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
7. ระยะเวลาดำเนินชุดโครงการ (ระยะที่ 3)
8. หน่วยงานรับผิดชอบ
9. หน่วยงานสนับสนุน

 


1. หลักการและเหตุผล
    1.1 ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม : ความเคลื่อนไหว การเจรจา และการดำเนินงานของไทย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่ประชาคมโลกและองค์การระหว่างประเทศต่างๆให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเริ่มปรากฏผลกระทบในด้านต่างๆ จากปัญหาโลกร้อนชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้จากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 13 (COP13) และรัฐภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 3 (CMP3) ในเดือนธันวาคม 2550 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้ผลสรุปการประชุมที่เรียกว่า “Bali Action Plan” ซึ่งเป็นกรอบการเจรจาสำหรับการจัดทำพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจกหลังจากปี ค.ศ. 2012 รวมทั้งเป็นกรอบการเจรจาสำหรับความร่วมมือเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศโลกด้วย โดยเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน Bali Action Plan การเจรจาดังกล่าวจะต้องเสร็จสิ้นภายในปี 2552 ซึ่งมีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (COP15) และรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต (CMP5) ในเดือนธันวาคม 2552 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่สามารถหาข้อสรุปของการเจรจาในการประชุม COP15/CMP5 ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ทั้งในส่วนของพิธีสารเกียวโตและอนุสัญญาฯ รัฐภาคีจึงได้มีมติขยายการเจรจาตาม Bali Action Plan ออกไปอีกหนึ่งปีโดยให้นำเสนอผลการเจรจาในการประชุม COP16 และ CMP6 ในเดือนธันวาคม 2553 ที่ประเทศเม็กซิโก ดังนั้นในช่วงปี 2553 จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องติดตามและเข้าร่วมการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนต่อไป จากการที่ไม่สามารถหาข้อยุติการเจรจาโลกร้อนระดับพหุภาคีได้ จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2553 จะมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนในแนวทางการเจรจาจัดทำทำความตกลงแบบทวิภาคี (Bilateral Agreements) และการออกกฎหมายด้านโลกร้อนจากประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้น การเจรจาทำความตกลงในแบบทวิภาคีเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศที่พัฒนาแล้วใช้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับเปลี่ยนท่าทีจุดยืนในทิศทางที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการ โดยใช้ผลประโยชน์ทางด้านการช่วยเหลือด้านการเงิน ด้านการค้า หรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นสิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยน ในขณะเดียวกันประเทศที่พัฒนาแล้วก็ใช้ความตกลงแบบทวิภาคีเป็นช่องทางของการใช้บังคับกฎหมายภายในประเทศของตนเอง ตัวอย่างเช่น การทำความร่วมมือด้านการรักษาป่าในเขตร้อนมิให้ถูกทำลาย (REDD) ในร่างกฎหมายโลกร้อนของสหรัฐอเมริกาได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกจาก REDD ไว้ 10% จากเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 83% ภายในปี ค.ศ.2050 สำหรับการออกกฎหมายด้านโลกร้อนจากประเทศที่พัฒนาแล้วคาดว่าจะมีออกมากขึ้นในช่วงนี้นอกเหนือจากกรณีของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งจะนำไปสู่การใช้มาตรการฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental- related Trade Measures) มากขึ้น ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (พ.ศ.2551-2555) ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ในขณะนี้กำลังจัดทำแผนแม่บทการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ 10 ปี (2553-2562) และแผนปฏิบัติการ 3 ปี นอกจากนี้ในการศึกษาและจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ได้มีหัวข้อเรื่อง Global Agenda on Climate Change เป็นหัวข้อสำคัญเรื่องหนึ่งในแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ สำหรับในด้านการกำหนดนโยบายระดับชาติเรื่องโลกร้อนและการเจรจาได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการระดับชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีคณะอนุกรรมการด้านการกำหนดท่าทีการเจรจา เพื่อการเตรียมความพร้อมด้านการเจรจาเป็นการเฉพาะ ซึ่ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ จากสถานการณ์ความเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนและความพร้อมของประเทศไทยข้างต้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านการปรับตัว (Adaptation) เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อน (Physical Effect) รวมทั้งผลกระทบจากมาตรการต่างๆเพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน (Regulatory Effect) ตลอดจนแนวทางการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยใช้ยุทธศาสตร์และวิธีการที่เหมาะสมเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยจะต้องตอบ สนองนโยบายและยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป 2 ส่วน คือ
          1.1 การดำเนินกิจกรรมภายในประเทศในส่วนนี้ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินตามยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้แล้ว และการเตรียมความพร้อมเพื่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นภายใต้การจัดทำกรอบกติการะหว่างประเทศฉบับใหม่ด้านปัญหาโลกร้อน (Post-2012 Regime) และการเตรียมความพร้อมรองรับการประกาศใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องโลกร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการของประเทศที่พัฒนาแล้ว
          1.2 การดำเนินงานของชุดโครงการ ในระยะที่ 1 และ 2 ของชุดโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม” (ปี 2550–2552) ได้จัดลำดับความสำคัญความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs) ที่จะทำการติดตามและศึกษาวิเคราะห์จำนวน 7 ฉบับ ได้แก่
                  - อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity : CBD)
                  - พิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Protocol)
                  - อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC)
                  - พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)
                  - สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (International Treaty on Plant Genetic Resources for Food and Agriculture : ITPGR)
                  - อนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV)
                  - สนธิสัญญาบูดาเปสต์

     ซึ่งมีโครงการวิจัยที่ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว 5 โครงการ และอยู่ระหว่างการดำเนินงานอีก 9 โครงการ ผลจากการดำเนินงานของชุดโครงการฯ ได้ช่วยยกระดับความตื่นตัวให้กับสาธารณชน สร้างองค์ความรู้และข้อมูลประเด็นเจรจาที่สำคัญๆ รวมทั้งช่วยให้เกิดการเตรียมความพร้อมในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาความตกลงเรื่องโลกร้อนที่นักวิจัยในชุดโครงการฯ ได้รับการแต่งตั้งเข้าร่วมอยู่ในคณะอนุกรรมการกำหนดท่าทีการเจรจาและได้รับเชิญจากหน่วยงานต่างๆ ไปบรรยายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจา และได้เข้าร่วมในคณะผู้แทนการเจรจาของไทยในการประชุม COP13/CMP3 ต่อเนื่องมาจนถึงการประชุม COP15/CMP 5 สำหรับการดำเนินงานของชุดโครงการฯ ในระยะที่ 3 นอกเหนือจากจะเป็นดำเนินงานต่อเนื่องจากระยะที่ 2 แล้ว จะมุ่งให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเนื่องจากเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมโลก เป็นช่วงเวลาที่กำลังมีการเจรจาหาข้อสรุปต่อการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ภายในปี 2553 และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมภายในประเทศเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งจากปัญหาโลกร้อน และ มาตรการที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน พร้อมทั้งพัฒนาการดำเนินงานของชุดโครงการให้สามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยข้อมูล สะสมความรู้ พัฒนาและขยายเครือข่ายนักวิจัยในเรื่องความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นกลไกในการติดตามความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าของการเจรจาในเวทีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาวิจัยสู่สาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ

     - เพื่อบริหารจัดการโครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการ “การพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” โดยเน้นความเชื่อมโยงการเจรจาโลกร้อน กับ การค้า และ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
     - เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ของไทยเพื่อการจัดการ การป้องกันและการแก้ไขผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะต่อไปที่สอดคล้องกับกรอบกติกาใหม่หลังพิธีสารเกียวโต (Post-2012 Regime) ทั้งในด้านการเจรจา การค้าระหว่างประเทศ การบริหารจัดการและการเตรียมความพร้อมภายในประเทศ
     - เพื่อจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยให้เกิดการเผยแพร่และใช้ประโยชน์

3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน

     การดำเนินงานของชุดโครงการฯ นี้ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ที่มีความเชื่อมโยงสนับสนุนต่อกัน ได้แก่ การวิจัยและบริหารงานวิจัย การสร้างและขยายกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย และการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเจรจาความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีรายละเอียดดังนี้
     (3.1) การวิจัยและบริหารงานวิจัย สร้างองค์ความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาที่สำคัญและมีผลกระทบเกี่ยวโยงกับประเทศไทย เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการเจรจาและการกำหนดจุดยืนของไทย และการดำเนินงานภายในประเทศเพื่อรองรับการจัดการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยแยกการดำเนินงานเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
               3.1.1 ประสานให้เกิดงานวิจัยในกรอบเรื่อง“ความตกลงหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ใน 3 ประเด็นต่อไปนี้
                        (1.) สาขาการผลิตและกิจกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อมในการลดก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลศักยภาพ ต้นทุน และวิธีการหรือแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิตสินค้าส่งออกของไทยในอันดับต้นๆ กลุ่มการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากสุด และกลุ่มที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบคำถามต่อไปนี้
                               1.1 สถานภาพปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการคาดการณ์แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามสถานการณ์การปล่อยแบบปกติ (business-as-usual) และตามปีฐาน (base year)
                               1.2 ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงสถานภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อใช้เป็นดัชนีกำหนดเส้นฐานการปล่อย (baseline หรือ benchmark) เช่น ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emission-intensity) ความเข้มข้นการใช้พลังงาน (energy-intensity) ฯลฯ
                               1.3 ศักยภาพและความเป็นไปได้ในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงต้นทุนดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก
                               1.4 ต้นทุนและผลประโยชน์สุทธิระหว่างการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก กับ การไม่ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิจารณาความได้เปรียบ/เสียเปรียบทางการค้า เช่น เปรียบเทียบต้นทุนจากมาตรการเก็บภาษีสำหรับสินค้าผ่านแดน/การบังคับซื้อ กับ ต้นทุนดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก
                               1.5 มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ที่ใช้กับสาขาการผลิตที่ทำการศึกษา เช่น ภาษีคาร์บอน การซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการค้าคาร์บอนเครดิต การบังคับซื้อใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ
                               1.6 ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการเพื่อการดำเนินงานภายในประเทศ และเพื่อการเจรจาพหุภาคีและทวิภาคี รวมทั้งเพื่อการปรับตัวเชิงรับและรุกของผู้ผลิต/ผู้ประกอบการกับมาตรการฝ่ายเดียวของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย เช่น
                                         1) การกำหนดกลยุทธ์มาตรการภายในประเทศโดยใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เพื่อตอบโต้หรือรองรับมาตรการทางการค้า หรือ มาตรการโลกร้อนของความตกลงพหุภาคี
                                         2) ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศจะมากน้อยเพียงใด ถ้าประเทศไทยดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาการเกษตรกรรม สาขาพลังงาน หรือ สาขาคมนาคมขนส่ง
                                         3) การผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ในรูปของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ หรือ ในรูปของการบ่งบอกต้นทุนส่วนเพิ่มของค่าใช้จ่าย
                        (2.) เครื่องมือหรือกลไกเพื่อการจัดการแก้ไขปัญหาและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
                               2.1 เครื่องมือหรือกลไกเพื่อการจัดการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละสาขาการผลิต
                                         1.) เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยศึกษาทางเลือกของมาตรการต่างๆ เช่น มาตรฐานด้านเทคโนโลยี ภาษีคาร์บอน ใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น
                                         2.) อัตราภาษีที่เหมาะสม (optimal carbon tax) สำหรับแต่ละสาขาการผลิต
                               2.2 เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์หรือด้านกฎหมายที่เหมาะสม โดยศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการดำเนินงานของประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย เป็นต้น
                               2.3 กรอบและแนวความคิดเพื่อการพัฒนากลไกการจัดการภายในประเทศเพื่อรองรับหลักการภายใต้แผนงานลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Appropriate Mitigation Actions; NAMA) รวมถึงเทคนิคและวิธีการเรื่องกระบวนการตรวจสอบ การตรวจวัด การรับรอง และการจัดทำรายงาน (Measurement, Reporting and Verification : MRV)
                        (3.) บทบาทการเมืองด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อยุทธศาสตร์การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
                               3.1 บทบาทของจีน บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ
                               3.2 ความมั่นคงด้านพลังงานกับการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ
                               3.3 ยุทธศาสตร์ของประเทศหรือกลุ่มประเทศต่างๆ ในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ เช่น จีน สหภาพยุโรป กลุ่มอาฟริกา
               3.1.2 ศึกษาและทำวิจัยในหัวข้อสำคัญ 2 เรื่อง คือ
                        เรื่องรูปแบบและแนวทางในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ด้านการเงิน หรือด้านการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสม (NAMA) ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ (Historical Responsibility)
                        เรื่องมาตรการของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยเกี่ยวกับการเรื่องโลกร้อนสำหรับสินค้านำเข้าผ่านแดน (Border Measures for Climate Change) และการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน(หมายเหตุ หัวข้อวิจัยทั้ง 2 เรื่อง จะมีการพัฒนาโครงการวิจัยและเสนองบประมาณเพิ่มเติมภายหลัง)
     (3.2) การสร้างและขยายกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย โดยดำเนินการกับเครือข่ายผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้กว้างขวางขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และในส่วนภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และมีการจัดเวทีนำเสนอผลการวิจัยสู่ระดับนโยบายและระดับปฏิบัติเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เช่น การจัดกิจกรรมเวทีเสวนาการศึกษาวิจัยและการเจรจาเรื่องโลกร้อน “Global Warming Forum” ทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อการเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวโยงกับการเจรจาจัดทำกติการะหว่างประเทศฉบับใหม่เรื่องโลกร้อนและการศึกษาเตรียมความพร้อม เพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสาขาต่างๆ
     (3.3) การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเจรจาความตกลงพหุภาคีด้านโลกร้อน โดยปรับปรุงเวบไซด์ (www.measwatch.org) ของชุดโครงการฯ ให้มีความทันสมัยทั้งรูปแบบการนำเสนอและตัวเนื้อหาสาระความรู้การเจรจาความตกลงพหุภาคีด้านโลกร้อนและการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องและเผยแพร่เอกสารงานวิจัยในรูปแบบของสิ่งพิมพ์ บทความในหนังสือพิมพ์ และการให้ความรู้กับสื่อมวลชน

4. วิธีการดำเนินงาน

     รายละเอียดของวิธีการดำเนินงานมีดังนี้
          - พัฒนาโครงการวิจัยระยะที่ 3 โดยการประกาศรับข้อเสนอโครงการ การพิจารณาเอกสารเชิงหลักการที่ได้รับ และการพัฒนาให้ได้ข้อเสนอโครงการที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
          - ประสานงานและร่วมมือกับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ใช้งานวิจัย และนักวิจัยในการติดตามโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยระยะที่ 2 (จำนวน 9 โครงการ ) และระยะที่ 3 และจัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อการเจรจาเกี่ยวกับความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการศึกษาอยู่ในชุดโครงการฯ นี้ ในลักษณะเวทีสาธารณะ
          - จัดประชุมสัมมนาวิชาการ เปิดเวทีให้นักวิจัยนำเสนอผลงานวิจัยและเผยแพร่ เพื่อสร้างความรับรู้ในวงกว้าง และมีความร่วมมือกันในการดำเนินงานต่อไป
          - จัดเวทีเสวนาการศึกษาวิจัยและการเจรจาเรื่องโลกร้อน (Global Warming Forum) โดยจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 เดือน ทั้งในส่วนกลางและส่วนผู้ภูมิภาค โดยเชื่อมโยงกับงานวิจัยในชุดโครงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย เพื่อการวิเคราะห์เนื้อหาประเด็นการเจรจาสำคัญๆ ที่จะมีผลกระทบเกี่ยวโยงต่อประเทศไทย เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับชาติอย่างเหมาะสม (Nationally Appropriation Mitigation Action: NAMA) ฯลฯ รวมทั้งเรื่องมาตรการปรับตัวรองรับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน กิจกรรมในส่วนนี้จะช่วยสนับสนุนและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำข้อเสนอต่อการเจรจาเรื่องโลกร้อนของไทย โดยจะจัดทำผลสรุปเวทีเสวนาแต่ละครั้งเป็นเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะเจรจาของไทย และเผยแพร่ต่อสาธารณะ
          - เผยแพร่ให้ความรู้แก่สาธารณะผ่านทางเวปไซด์โครงการ (www.measwatch.org) และโดยวิธีอื่นๆ เช่น การเขียนบทความเผยแพร่ การจัดทำหนังสือเผยแพร่งานวิจัย เป็นต้น

5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ

          - ข้อเสนอโครงการระยะที่ 3 ที่อนุมัติให้พัฒนาเป็น Full Proposal ไม่น้อยกว่า 8 โครงการ
          - รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์จากโครงการวิจัยระยะที่ 2 จำนวน 8 โครงการ
          - เอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย (Policy Brief) จำนวน 2 ฉบับ และข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อการเจรจาด้านการค้าและด้านสิ่งแวดล้อมในเวทีประชุมภาคีสมาชิกความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
          - เวปไซด์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับรายงานวิจัย กิจกรรมเวทีของโครงการ ความเคลื่อนไหวของการเจรจาเวทีระหว่างประเทศด้าน MEAs ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
          - เอกสารสิ่งพิมพ์ผลงานวิจัย 6 เล่ม
          - องค์ความรู้ความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และขุมความรู้นักวิจัยที่ทำงานเกี่ยวกับความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม

6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

          - ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และแผนแม่บทการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่บนฐานข้อมูลจากงานวิจัย
          - การเพิ่มศักยภาพของทีมเจรจาอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย
          - ความตื่นตัว ความตระหนักขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อประเด็นการเจรจาด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม

7. ระยะเวลาดำเนินชุดโครงการ (ระยะที่ 3)

12 เดือน (15 มีนาคม 2553 – 14 มีนาคม 2554)

8. หน่วยงานรับผิดชอบ

สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)

9. หน่วยงานสนับสนุน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

by ThaiWebExpert