แนะนำโครงการ MEAs Think Tank-54

ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 4 :
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ระยะเวลาการดำเนินงาน : 1 กรกฎาคม 2554 – 31 ธันวาคม 2555
(ขยายเวลาถึง 28 กุมภาพันธ์ 2556)


1. หลักการและเหตุผล
2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ 
3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน
4. วิธีการดำเนินงาน
5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ
6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น


1. หลักการและเหตุผล

     การเจรจาจัดทำ “ระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2012” ได้เริ่มอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นผลจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 13 (COP13) ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นความพยายามของประชาคมโลกเพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมโลก และหาทางป้องกันหรือลดผลกระทบในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ใน “Bali Action Plan” การเจรจาจะต้องเสร็จสิ้นภายในการประชุม COP15 (ปลายปี พ.ศ.2552) อย่างไรก็ตามรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ไม่สามารถหาข้อยุติได้ตามแผนที่กำหนด จึงได้มีมติขยายการเจรจาออกไปอีก 1 ปี จากผลการเจรจาล่าสุดในการประชุม COP16 (ปลายปี พ.ศ.2553) ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ได้มีข้อสรุปของการเจรจาในหลายประเด็นที่สำคัญ มีเอกสารที่เป็นผลการเจรจาทั้งในส่วนอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโตที่เรียกว่า “ความตกลงแคนคูน” (Cancun Agreement) ซึ่งเป็นผลการเจรจาที่พยายามประนีประนอมข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้การเจรจาในระบอบพหุภาคีสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้โครงสร้างและเนื้อหาของความตกลงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก โดยระบุให้แต่ละประเทศทั้งในส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาสามารถกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยอิสระ และให้ทุกประเทศสมาชิกกำหนดแผนหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Development Strategies or Plans) ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้สะท้อนถึงแนวโน้มของทิศทางการบริหารการปกครอง (Governance) และการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเปลี่ยนย้ายมาสู่ความสำคัญของการดำเนินงานในระดับภายในประเทศมากขึ้น และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับ นโยบายด้านการพัฒนาประเทศ

     ในขณะเดียวกัน มีกระแสความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่สอดคล้องกันเกิดขึ้นภายใต้การดำเนินงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยในปี พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาครบรอบ 20 ปี ของการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Earth Summit) จะมีการจัดประชุม “United Nations Conference on Sustainable Development” หรือการประชุม Rio+20 ขึ้น โดยมีหัวข้อการประชุมหลัก (Theme) 2 เรื่องได้แก่ (1) Green Economy in the Context of Sustainable Development and Poverty Eradication และ (2) Institutional Framework for Sustainable Development ทั้งนี้ จากเอกสารจัดเตรียมการประชุม Rio+20 ของ UN สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนและเป็นที่มาของการกำหนดหัวข้อการประชุมหลัก 2 เรื่องข้างต้น คือ ปัญหาวิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแก้ไขปัญหาให้เกิดผลสำเร็จจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ และแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือระบบเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ

     ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2012 เนื่องจากมีแรงกดดันให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องร่วมรับผิดชอบต่อการลดก๊าซ เรือนกระจกมากขึ้น และมีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีผลกระทบทั้งในทางบวกและลบเกี่ยวโยงต่อประเทศไทย เช่น เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (REDD) เรื่องการจัดตั้งกองทุน “Green Climate Fund” เรื่องระบบตรวจวัดรายงานและตรวจทาน (MRV) เป็นต้น ทั้งนี้ ในช่วงการเจรจาระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินงานของ “ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม” ระยะที่ 1 ถึงระยะที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นเจรจาที่สำคัญและมีผลกระทบเกี่ยวโยงต่อประเทศไทย เป็นการสนับสนุนและเสริมสร้างการเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าร่วมประชุมเจรจาของคณะผู้แทนไทย ตลอดจนการกำหนดนโยบายภายในประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากผลการดำเนินงานของชุดโครงการฯ ที่ผ่านมา ได้มีโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเจรจาและการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ดำเนินการเสร็จแล้วรวม 12 โครงการ และอยู่ระหว่างการดำเนินงานอีก 5 โครงการ มีการนำผลการศึกษาวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการจัดทำท่าทีการเจรจา การจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และการจัดทำร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ นอกจากนี้ ผลจากการดำเนินงานในชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ฯ ที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยอมรับและเห็นความสำคัญของการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย ได้มีการแต่งตั้งนักวิจัยในชุดโครงการฯ และผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเข้าร่วมอยู่ในคณะอนุกรรมการด้านการกำหนดท่าทีการเจรจาและคณะอนุกรรมการด้านวิชาการซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และเข้าร่วมในคณะผู้แทนการเจรจาของไทยตั้งแต่ในการประชุม COP13 รวมทั้งการแต่งตั้งผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยเป็นผู้ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Coordinator :CCC) โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี

     สำหรับการดำเนินงานของชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ฯ ในระยะที่ 4 (พ.ศ.2554 – 2555) นอกเหนือจากจะเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการกำหนดท่าทีการเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวทีระหว่างประเทศที่ยังคงมีการเจรจาอยู่ เนื่องจากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวดังที่อธิบายข้างต้น การดำเนินงานของชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ฯ ในระยะที่ 4 นี้จะมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยภายใต้กรอบแนวคิดหลักเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นการเชื่อมโยงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับนโยบายการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญในลำดับสูงต่อการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพ เพื่อการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานตามนโยบายยุทธศาสตร์และแผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยทั้งในระดับส่วนกลางและระดับท้องถิ่น ในขณะเดียวกัน มีการพัฒนาความร่วมมือเชิงสถาบันด้านการศึกษาวิจัยเรื่องเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อเป็นกลไกของการดำเนินงานศึกษาวิจัยที่ต่อเนื่องและสร้างเสริมศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ นอกจากนี้ การดำเนินงานของชุดโครงการฯ ในระยะที่ 4 จะมุ่งเน้นการเสริมขีดความสามารถของชุดโครงการฯ ในการทำหน้าที่เป็นหน่วยข้อมูลสะสมองค์ความรู้และการขยายเครือข่ายนักวิจัยด้านนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวและความก้าวหน้าของการเจรจาเรื่องการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน และเผยแพร่ข้อมูลผลการวิจัยและผลการเจรจาสู่สาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

2. วัตถุประสงค์ของชุดโครงการ

     1. เพื่อบริหารจัดการโครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน
     2. เพื่อสังเคราะห์ความรู้จากงานศึกษาวิจัยและจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งในแง่การดำเนินงานภายในประเทศและการเจรจาเวทีระหว่างประเทศ
     3. เพื่อจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จากจากวิจัยและผลการเจรจาให้เกิดการเผยแพร่และใช้ประโยชน์และสร้างความตื่นตัวต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

3. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน

     ยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่ผ่านมา ในชุดโครงการฯ ระยะที่ 1 และ 2  (พ.ศ.2551-2552) มุ่งเน้นการสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาสาระ และนัยทางนโยบายของความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก ได้แก่ อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพและพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ อนุสัญญาบาเซล อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกียวโต ทำให้ได้ความรู้และข้อเสนอแนะต่อนำมาตรการและข้อกำหนดในความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมาใช้ประโยชน์เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ส่วนการดำเนินงานของชุดโครงการฯ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2553) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเจรจาจัดทำ “ระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2012”  จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างความรู้ที่สนับสนุนการกำหนดจุดยืนและท่าทีการเจรจาของประเทศไทยเรื่องระบอบระหว่างประเทศด้านการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งข้อมูลและความรู้เพื่อการกำหนดนโยบายภายในประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเป้าหมายและแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจก เรื่องมาตรการด้านการค้าและด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ เป็นต้น จากยุทธศาสตร์การดำเนินงานของชุดโครงการฯ ระยะที่ 1-3 มีส่วนสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ นักวิจัยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านนโยบายและการเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายนักวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศ ไทย

     สำหรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานภายใต้ชุดโครงการฯ ระยะที่ 4 จะมุ่งเน้นการศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานภายในประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้กรอบแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาเครื่องมือทางนโยบายเพื่อรองรับและสนับสนุนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายและแผนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยไปสู่การปฏิบัติ โดยมียุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน คือ (1) การวิจัยและบริหารงานวิจัย (2) การสร้างเครือข่ายและขยายการใช้ประโยชน์งานวิจัย และ (3) การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเจรจาความตกลงพหุภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีรายละเอียดได้ดังนี้
     3.1 การวิจัยและบริหารงานวิจัย
     สร้างองค์ความรู้ในเชิงลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการเจรจาและการกำหนดจุดยืนของไทย และการดำเนินงานภายในประเทศเพื่อรองรับการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยแยกการดำเนินงานเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
          3.1.1 การสังเคราะห์ผลการศึกษาจากโครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการฯ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อการกำหนดนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ และการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับประเด็นนโยบายเรื่องมาตรการด้านการค้าและเครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่องระบบการตรวจวัด การรายงานและการทวนสอบ (Measurable, Reportable and Verifiable : MRV) และเรื่องศักยภาพและแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสาขาการผลิตภาค พลังงาน ภาคปิโตรเคมี ภาคอุตสาหกรรมเหล็ก ภาคเกษตร ภาคป่าไม้ และภาคขนส่ง
          3.1.2 ประสานให้เกิดงานวิจัยนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่
                    (1.) เรื่อง “เครื่องมือทางนโยบายและการบริหารด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบาย ยุทธศาสตร์หรือแผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และด้านการปรับตัว (Adaptation) โดยมีประเด็นการวิจัยต่อไปนี้
                               - เครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือมาตรการทางด้านการเงิน-การคลัง เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกหรือการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น มาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับเทคโนโลยีสะอาด ภาษีคาร์บอน กองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย กองทุนนวัตกรรมเทคโนโลยี ระบบพันธบัตรป่าไม้ ฯลฯ
                               - การใช้มาตรการในเชิงรุกทางด้านการค้า ด้านการบริการ และด้านการลงทุน เพื่อการบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย 
                               รูปแบบกิจกรรม ความร่วมมือ การเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน (Public-Private-People Partnership) ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อการดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และด้านการปรับตัว

                    (2.) เรื่อง “การบริหารจัดการภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทยกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีประเด็นการวิจัยต่อไปนี้
                               - การดำเนินงานในระดับชาติที่เหมาะสมเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Appropriate Mitigation Actions : NAMAs) ในภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทย โดยทำการศึกษาครอบคลุมถึงรูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น กิจกรรม REDD Plus เป็นต้น หรือรูปแบบกิจกรรมที่มีการดำเนินอยู่แล้ว เช่น โครงการ CDM โครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ในตลาดภาคสมัครใจ ธนาคารต้นไม้ ป่าชุมชน วนเกษตร เป็นต้น
                               - ระบบการตรวจวัด การรายงานและการทวนสอบ (MRV) สำหรับการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ ประโยชน์ที่ดิน ทั้งในประเด็นด้านเทคนิค ด้านองค์กรและการบริหาร และด้านกฎหมาย
                               เครื่องมือทางด้านเศรษฐศาสตร์ หรือมาตรการทางด้านการเงิน-การคลัง เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงการใช้ ประโยชน์ที่ดิน
                    (3.)  เรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อให้เกิดงานวิจัยที่สอดรับการปรับทิศทางการพัฒนาประเทศและการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจไปสู่ทิศทาง “เศรษฐกิจสีเขียว”[1] ซึ่งเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้น และเป็นหัวข้อการประชุมสำคัญสำหรับการประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี ค.ศ.2012 (หรือการประชุม Rio+20)
     3.2 การสร้างเครือข่ายและขยายการใช้ประโยชน์งานวิจัย
     โดยการสร้างและขยายความร่วมมือกับเครือข่ายผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยทั้งในส่วนของภาครัฐ เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนภาคเอกชน เช่น เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งในภาคองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิโลกสีเขียว คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมและองค์กรเครือข่าย ฯลฯ เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มีการจัดเวทีสาธารณะ “Global Warming Forum” นำเสนอผลการวิจัยและข้อเสนอแนะสู่ระดับนโยบาย เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องใน การนำเสนอนโยบาย โดยจัดเวทีทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่สาธารณะในวงกว้าง
     3.3 การพัฒนาฐานข้อมูลด้านการวิจัยและการเจรจาความตกลงพหุภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
           โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลผลการวิจัยและความก้าวหน้าของการเจรจาความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวปไซด์ของชุดโครงการฯ คือ www.measwatch.org ให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพิ่มช่องทางการสื่อสารสองทางในเวปไซด์และเครือข่ายสังคม เพื่อสร้างกิจกรรมประสานความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบต่างๆ ตัวอย่างเช่น การเขียนบทความเผยแพร่ทางเวปไซด์ การร่วมจัดกิจกรรมเวทีสาธารณะ เป็นต้น

4. วิธีการดำเนินงาน

รายละเอียดของวิธีการดำเนินงานมีดังนี้
     (1) พัฒนากรอบโครงการวิจัยในรูปแบบเชิงสถาบันโดยประสานกับนักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
     (2) พัฒนากรอบโครงการวิจัยทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการประกาศรับข้อเสนอโครงการ การพิจารณาเอกสารเชิงหลักการที่ได้รับ และการพัฒนาให้ได้ข้อเสนอโครงการที่สมบูรณ์และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ
     (3) ประสานงานและร่วมมือกับผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ใช้งานวิจัย และนักวิจัยในการติดตามโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย และจัดให้มีการนำเสนอความก้าวหน้าผลการศึกษาและข้อเสนอแนะต่อการเจรจาและการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการบริหารจัดการภายในประเทศทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ในลักษณะเวทีสาธารณะ
     (4) จัดเวทีสาธารณะ Global Warming Forum ปีที่ 3 จำนวน 6 ครั้ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับงานวิจัยในชุดโครงการฯ ระยะที่ 4 ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับชาติอย่างเหมาะสม (NAMA) เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ เป็นต้น โดยมุ่งเน้นสร้างความตระหนักทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาต่อสังคมและประชาชนในวงกว้าง และเป็นเวทีสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัด ทำข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย
     (5) เผยแพร่ให้ความรู้แก่สาธารณะผ่านทางเวปไซด์โครงการ (www.measwatch.org) และโดยวิธีอื่นๆ เช่น การเขียนบทความเผยแพร่ การจัดทำหนังสือเผยแพร่งานวิจัย การสื่อสารสองทางผ่านทางเครือข่ายสังคม เป็นต้น
     (6) จัดกิจกรรมให้ความรู้สื่อมวลชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีความสนใจในการศึกษาดูงานพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัย และการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ
     (7) การร่วมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการเกี่ยวกับงานวิจัยด้านนโยบายและการ เจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในงานมหกรรมวิชาการ 20 ปีของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ในหัวข้อการประชุมหลัก (Theme) “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โจทย์ใหม่ของการพัฒนาในแผน 11” โดยจะจัดเป็นหัวข้อย่อย 2 เรื่อง คือ เครื่องมือกลไกเพื่อการลดโลกร้อนสำหรับประเทศไทย และเวทีสาธารณะ:การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

5. ผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ

     1. เอกสารข้อเสนอโครงการวิจัยที่พร้อมเสนอขอรับทุนสนับสนุนไม่น้อยกว่า 13 โครงการ
     2. เอกสารข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Brief) ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยต่อการเจรจาและการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายในประเทศ
     3. เวปไซด์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการวิจัย กิจกรรม ความเคลื่อนไหวของการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีการปรับปรุงให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง
     4. หนังสือและเอกสารเผยแพร่งานวิจัย จำนวน 6 ฉบับ
     5. เอกสารวิชาการสำหรับการประชุมมหกรรมวิชาการ 20 ปี สกว.
     6. องค์ความรู้เกี่ยวกับความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขยายเครือข่ายนักวิจัยที่ทำงานวิจัยนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเรื่องเครื่องมือทางนโยบายและการบริหาร การบริหารจัดการภาคป่าไม้และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

6. ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

     1. การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทด้านการบริหารจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งอยู่บนฐานข้อมูลจากงานวิจัย
     2. การเพิ่มศักยภาพของนักวิจัยและคณะผู้แทนเจรจาของประเทศไทยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
     3. ความตื่นตัว ความตระหนักขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่อนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

[1] “เศรษฐกิจ สีเขียว” เป็นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสร้างความเป็นธรรม ขณะที่ลดความเสี่ยงให้กับสิ่งแวดล้อมและความขาดแคลนด้านทรัพยากรธรรมชาติ (UNEP, 2010)

by ThaiWebExpert