ครม.ยุบบอร์ดองค์การอิสระพิจารณาโครงการสวล.กระทบรุนแรง

ครม.มีมติยุบบอร์ดองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ด้าน ปลัดทส.ยืนยันไม่ปลดล็อก 11 โครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน ชี้อิงตามรัฐธรรมนูญใหม่

วันนี้ (10 ต.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือทส. นำเสนอดังนี้ เห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 และอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และกำหนดค่าชดเชยให้แก่บุคลากรสนับสนุนการปฏิบัติงานคณะกรรมการองค์การอิสระ จำนวน 2,369,800 บาท โดยใช้งบประมาณจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดทส.

ด้านนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. กล่าวว่า การยุบองค์การอิสระฯ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีองค์การอิสระมาอยู่ในกระบวน การพิจารณาโครงการหรือกิจการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เหมือนกับที่เคยกำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จะยังคงกำหนดให้มีโครงการ หรือกิจกรรมที่เข้าข่ายโครงการรุนแรงอย่างน้อย 12 โครงการที่เคยกำหนดไว้ท้ายกฎกระทรวง ยังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาทางด้านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ เช่นเดิม 

“โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จะไม่ได้ถูกพิจารณาแบบรายโครงการ แต่จะนำประเด็นโครงการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SEA ตามที่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้วิเคราะห์ในภาพรวมมาใช้ด้วย รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเช่นเดิม ดังนั้นจึงมั่นใจว่าถึงจะไม่มีองค์การอิสระอยู่ในกระบวนการพิจารณารายงานอีเอชไอเอ แต่ความเข้มข้นในการผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม จะรอบคอบและเข้มข้นกว่าเดิม”

เมื่อถามว่าจะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มเครือข่ายประชาชน และนักอนุรักษ์หรือไม่ นายวิจารย์ บอกว่า พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากทุกกลุ่ม แต่ยังเชื่อมั่นว่าการยุบองค์การอิสระ จะไม่กระทบหรือจะทำให้โครงการที่มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมถูกปลดล็อกอย่างแน่นอน แต่ยังจะทำให้โครงการต่างๆมีการตรวจสอบและผ่านได้ยากขึ้นกว่าเดิม จากความเข้มข้นในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญใหม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิงแวดล้อมฯเกิดขึ้นในสมัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในช่วงปี 2550 มีปัญหาการขยายโครงการปิโตรเคมี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง จนเกิดการต่อต้านจากเครือข่ายชาวบ้าน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ถูกศึกษาว่ามีมลพิษเต็มศักยภาพ การรองรับแล้ว อย่างไรก็ตาม แต่ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดนี้ ถูกมองว่าไม่มีผลงานและยังมีปัญหาในองค์กร รวมทั้งยังไม่มีโครงการที่เข้าข่ายรุนแรง ส่งมาพิจารณาด้วย

เปิด 11 โครงการกระทบรุนแรงสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ

สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2553 ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกอบด้วย

1.การถมทะเลหรือทะเลสาบตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป 2.โครงการเหมืองแร่ต่าง ๆ3. นิคมอุตสาหกรรมหรือโครงการที่มีลักษณะเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม 4.โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง 5.โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็กและอลูมิเนียม) 6.การผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตภาพรังสี 7.โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตราย 8.การก่อสร้าง ขยาย หรือเพิ่มทางวิ่งเครื่องบินความยาว 3,000 เมตรขึ้นไป 9.ท่าเทียบเรือที่มีความยาวหน้าท่า 300 เมตรขึ้นไป 10.เขื่อนหรืออ่างกักเก็บน้ำตั้งแต่ 100 ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป และ 11.โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 100 เมกกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 150 เมกกะวัตต์ขึ้นไป หรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 3,000 เมกกะวัตต์ขึ้นไป 

by ThaiWebExpert