เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 3/2553....23 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบ ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ รศก. ครั้งที่ 3/2553

2. มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับข้อสังเกตของคณะกรรมการ รศก.ไปประกอบการศึกษาความเป็นไปได้การจัดตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น ระยะที่ 1 โดยพิจารณานำผลการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เช่น การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในภาคใต้เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ และการศึกษาเรื่องการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ (Eco-Industrial Town) ไปประกอบการศึกษาดังกล่าวด้วย

3. มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) จัดทำยุทธศาสตร์ในภาพรวมของประเทศในด้านการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ที่ชัดเจน ทั้งในด้านการกำหนดทิศทางของประเทศไทยด้าน FTA กลุ่มประเทศเป้าหมาย กลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ ดุลการค้าของประเทศ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อมุ่งสู่ฐานการค้าและการลงทุนที่มากขึ้น และการกำหนดนโยบายการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น

4. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์เร่งทบทวนปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และกองทุนจัดทำโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ รศก. อย่างต่อเนื่อง

5. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมและมาตรการด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตร เช่น มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosonitary : SPS) เป็นต้น เพื่อให้สินค้านำเข้ามีคุณภาพมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในประเทศต่อไป

6. มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ปรับปรุงรูปแบบรายงานประเมินผล FTA ให้ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ของประเทศทั้งในกรณีก่อนและหลังการทำข้อตกลง FTA และการเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงจากการทำข้อตกลง FTA กับผลการศึกษาที่ได้ศึกษาไว้ก่อนดำเนินการด้วย เพื่อให้สามารถประเมินผลดีและผลเสียจากการทำ FTA ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

7. เห็นชอบการแต่งตั้งนายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย เป็นกรรมการในคณะกรรมการ รศก. เพิ่มเติม

เรื่อง การดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ....23 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาความ ตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน – ญี่ปุ่น ตามที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศเสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบต่อไป

ข้อเท็จจริง

1. กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ กรณีควรให้มีหน่วยงานรับผิดชอบกำกับดูแลการเยียวยา (อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ) ในภาพรวม รวมทั้งให้มีการบูรณาการ การบริหารจัดการกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อน มาเพื่อดำเนินการ

2. กระทรวงการต่างประเทศได้เสนอผลการดำเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี (23 มิถุนายน 2552) กรณีให้มีคณะทำงานระดับรัฐบาลศึกษาแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการค้า มาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของเรื่อง

1) ผลการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ในข้อ 1 สรุปได้ดังนี้

1.1 การจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงเขตการค้าเสรี มีหลายหน่วยงานดำเนินการอยู่ ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกองทุนของแต่ละหน่วยงาน มีข้อแตกต่างกันทั้งวัตถุประสงค์ หลักเกณฑ์ และที่มาของงบประมาณในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ

1.2 กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าได้จัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1.1 แล้วมีความเห็นร่วมกันดังนี้

1.2.1 การบูรณาการกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ จะเป็นประโยชน์ โดยเป็นการรวมศูนย์ที่องค์กรเดียว ทำให้สะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและยื่นขอโครงการฯ การบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม กองทุนต่างๆ มีวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบของแต่ละกองทุน จึงสนับสนุนและรองรับภารกิจหลักของหน่วยงาน ต้นสังกัดเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการวางแผนจัดการ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรและบุคลากรในหน่วยงานกลาง ตลอดจนมีข้อจำกัดในการดำเนินงานและติดตามประเมินผล เนื่องจากไม่ใช่สายการบังคับบัญชา

1.2.2 ในขณะที่ยังไม่สามารถบูรณาการกองทุนของทั้ง 3 หน่วยงานได้ จึงเห็นชอบให้แต่ละกองทุนดำเนินงานให้ความช่วยเหลือฯ โดยแยกความรับผิดชอบดูแลสินค้าให้ชัดเจนตามภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน

1.2.3 กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดจ้างศึกษาวิจัย เพื่อบูรณาการกองทุนให้ความช่วยเหลือเป็นภาพรวมของประเทศ โดยให้มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึงเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2553

2) ผลการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ในข้อ 2. สรุปได้ดังนี้

2.1 ภายหลังที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อสังเกตแล้ว อาเซียนได้บรรลุข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับจีนและสาธารณรัฐเกาหลีด้วย เช่นกัน ดังนั้น เพื่อให้การหารือเกี่ยวกับแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านการค้าครอบคลุมทั้งในส่วนของจีนและสาธารณรัฐเกาหลีด้วย จึงควรศึกษาภาพรวมของการพัฒนาความร่วมมือกับทั้ง 3 ประเทศ เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจกับประเทศดังกล่าว รวมถึงแนวทางแก้ไขได้อย่างครอบคลุม

2.2 ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมหารือกับหน่วยงานไทยเกี่ยวกับท่าทีของไทยและประเด็นที่ไทยประสงค์จะผลักดันในกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาเป็นประจำอยู่แล้ว ดังนั้น จึงเห็นควรใช้กลไกดังกล่าวหารือเกี่ยวกับแนวทางและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเสนอให้ประเด็นดังกล่าวเป็นวาระประจำในการประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการจัดตั้งคณะทำงานฯ ขึ้นใหม่และ มีขอบเขตการศึกษาจำกัดเฉพาะกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน- ญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมทำให้ เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน และเป็นการเพิ่มภาระให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเกิดข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ จะไปศาลหรือองค์กรใด

ผู้เขียน: 
สกล หาญสุทธิวารินทร์

ในปัจจุบันมีศาลระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในสังคมโลกสองศาล ศาลแรก คือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ)

ที่รู้จักกันดีในนามของศาลโลกตั้งอยู่ที่กรุงเฮก อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ศาลที่สองคือศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) เป็นศาลถาวรจัดตั้งขึ้นโดยธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ที่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้อยู่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ มีเขตอำนาจพิจารณาการกระทำความผิดทางอาญาของปัจเจกบุคคลที่มีผลร้ายแรงต่อประชาคมโลก

ในการค้าระหว่างประเทศนั้น เมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น หากเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ มีคำถามตามาคือ จะเสนอให้ศาลระหว่างประเทศศาลใดหรือองค์กรใดเป็นผู้พิจารณาระงับข้อพิพาท จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการจัดตั้งศาลระหว่างประเทศเพื่อพิจารณาระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศขึ้นโดยเฉพาะ ศาลโลกและศาลอาญาระหว่างประเทศก็ไม่มีเขตอำนาจพิจารณาระงับข้อพิพาททางการค้า ในช่วงก่อนการจัดตั้งองค์การการค้าโลก กฎกติกาในการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศของโลก คือ ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1947 (แกตต์) หากมีข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นระหว่างสมาชิก การระงับข้อพิพาท จะดำเนินการผ่านกลไกระงับข้อพิพาทของแกตต์ แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เพราะขบวนการระงับข้อพิพาทดังกล่าวไม่มีกรอบเวลากำหนดไว้ รวมทั้งแกตต์มีสถานะเป็นเพียงความตกลง ไม่มีสถานะเป็นองค์กรหรือเป็นนิติบุคคลที่จะกำกับดูแลขบวนการดังกล่าว

เมื่อทำความตกลงจัดตั้งองค์การการค้าโลก ในปี 2538 เกิดองค์การการค้าโลก มีสถานะเป็นองค์กรและเป็นนิติบุคคล ความตกลงแกตต์ 1947 กลายเป็นความตกลงหนึ่งภายใต้องค์การการค้าโลก เป็นแกตต์ 1994 พร้อมกับมีความตกลงเกี่ยวกับการค้า การค้าบริการ และอื่นๆ ออกมาใช้บังคับอีกหลายความตกลง การ ค้าระหว่างประเทศของประเทศสมาชิกจึงต้องปฏิบัติให้อยู่ภายใต้กรอบกติกาอัน ได้แก่ความตกลงต่างฯภายใต้องค์การการค้าโลกที่ประเทศสมาชิกผูกพันไว้ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามความผูกพันต่างฯที่ได้ให้ไว้ต่อ องค์การการค้าโลกด้วย โดยองค์การการค้าโลกเป็นผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล และรักษากติกา

องค์การการค้าโลกถือว่าเสาหลักสำคัญอันหนึ่งที่ค้ำให้การดำเนินการขององค์การการค้าโลกซึ่งเน้นย้ำในหลักการของ Rule of law สัมฤทธิผลตามเจตนารมณ์ได้ คือกลไกการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากปราศจากกลไกระงับข้อพิพาทแล้ว กฎกติกาที่ใช้เพื่อการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศก็ไม่อาจมีผลบังคับได้ ในการทำความตกลงจัดตั้งองค์การการค้าโลก จึงได้จัดทำความเข้าใจว่าด้วยกฎและกระบวนการที่ใช้กับการระงับข้อพิพาท (Understanding on Rules and Procedures governing the Settlement of Disputes : DSU) เพื่อเป็น แนวทางทางการระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นใช้บังคับด้วย

ข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศระหว่างรัฐเกิดขึ้นเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งกำหนดมาตรการทางการค้า หรือมีการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นการฝ่าฝืนความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลก หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีหรือข้อผูกพันที่มีอยู่ อันมีผลกระทบต่อประเทศสมาชิกอื่น ดังตัวอย่างข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เช่น กรณีสหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้ากุ้งทะเลที่จับจากเครื่องมือประมงที่ทำอันตรายต่อเต่าทะเล ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกกุ้งไปสหรัฐอเมริกาหลายประเทศรวมทั้งไทยด้วย หรือกรณีสหภาพยุโรปเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากรไก่แช่แข็งหมักเกลือจากพิกัด 02.10 อัตราภาษี 15% เป็นพิกัด 02.07 ซึ่งมีอัตราภาษีสูงขึ้นเป็น 53% เป็นการฝ่าฝืนพันธกรณีที่ตกลงไว้ ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบเสียหายคือประเทศที่ส่งออกไก่แช่แข็งหมักเกลือไปสหภาพยุโรปที่สำคัญคือไทยและบราซิล หรือกรณีสหภาพ ยุโรปให้การอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลเกินกว่าข้อผูกพัน มีผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายอื่น เช่นไทย บราซิล ออสเตรเลีย

การระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างสมาชิกขององค์การการค้าโลก ไม่มีการนำไปฟ้องต่อศาล เพราะดังได้กล่าวแล้วว่ายังไม่มีการจัดตั้งศาลระหว่างประเทศขึ้นเพื่อการนี้ แต่จะดำเนินการผ่าน กลไกระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก ซึ่งสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนหลักได้เป็นสามขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรกคือการปรึกษาหารือเพื่อหาทางระงับข้อข้อพิพาทระหว่างคู่กรณี หากการหารือไม่เป็นผล ขั้นต่อไปคือขั้นตอนการฟ้องร้อง โดยตั้งคณะผู้เจรจา (Panel) เพื่อพิจารณาตัดสินข้อพิพาท และเมื่อคณะผู้เจรจาตัดสินแล้ว หากคู่กรณีไม่พอใจก็สามารถอุทธรณ์ไปยังคณะอุทธรณ์ (Appellate Body) ต่อไปได้ ขั้นตอนสุดท้ายคือการดำเนินการให้เป็นไปตามคำตัดสินคือฝ่ายที่แพ้คดีต้องปฏิบัติตามคำตัดสินในเวลาที่กำหนด เช่นยกเลิกมาตรการทางการค้าที่ฝ่าฝืนความตกลงหรือขัดต่อพันธกรณี หรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่นการลดภาษีนำเข้าให้ประเทศที่ชนะคดีเป็นการชดเชยก็ได้ หากประเทศที่แพ้คดีไม่ปฏิบัติตาม ผู้ชนะคดีสามารถร้องขอต่อองค์กรระงับข้อพิพาทดำเนินการตอบโต้เป็นขั้นตอนต่อไป

สำหรับข้อพิพาททางการค้า กรณีที่สหรัฐห้ามนำเข้ากุ้งที่จับจากเครื่องมือที่ป็นอันตรายต่อเต่าทะเลนั้น ประเทศไทยร่วมกับประเทศผู้ส่งออกกุ้งไปสหรัฐอีกหลายราย ยื่นเรื่องฟ้องต่อองค์กรระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก ผลการตัดสินขั้นสุดท้าย สรุปได้ว่าข้อห้ามของสหรัฐดังกล่าวเป็นการกีดกันการนำเข้าอย่างไม่เป็นธรรมขัดต่อกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก คือไทยและผู้ร่วมฟ้องชนะคดี ในที่สุดสหรัฐยอมให้นำเข้ากุ้งไทยและจากประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศได้ ส่วนกรณีของสหภาพยุโรปเปลี่ยนพิกัดไก่แช่แข็งหมกเกลือ และอุดหนุนการส่งออกน้ำตาล ขัดต่อความตกลงและพันธกรณี ไทยก็ได้ร่วมกับประเทศที่ได้รับผลกระทบยื่นฟ้องต่อองค์กรระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก ในที่สุดก็ชนะคดี โดยสหภาพยุโรปต้องเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราของพิกัดเดิม คือ 15% และยกเลิกการส่งออกน้ำตาลที่ได้รับการอุดหนุนส่วนที่เกินความตกลง

เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว อาจารย์ด้านการค้าระหว่างประเทศในมหาวิทยาลัยของสหรัฐแห่งหนึ่ง ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับกลไกการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก ตอนหนึ่งของหนังสือกล่าวว่า เคยมีความกังวลกันว่า ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประเทศเล็กๆ คงจะไม่ได้ประโยชน์จากกลไกระงับข้อพิพาทมากนัก เพราะอาจไม่กล้าฟ้องร้องประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะประเทศใหญ่ๆ หรือฟ้องร้องแล้วมีโอกาสชนะยาก เพราะไม่มีนักกฎหมายที่เข้าใจกฎหมายและขั้นตอนการฟ้องร้องตามกระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก อาจารย์ท่านนี้เขียนต่อไปไว้ว่า ความกังวลนั้นไม่เป็นความจริงแล้วเมื่อปรากฏว่า ประเทศกำลังพัฒนาได้ฟ้องประเทศใหญ่ๆ และชนะคดีหลายคดี เช่นคดีที่ประเทศคอสตาริกาฟ้องสหรัฐ เรื่องการนำเข้าเครื่องนุ่งห่ม คดีที่ไทยและปากีสถานฟ้องสหรัฐเรื่องการนำเข้ากุ้ง ไทย บราซิลฟ้องสหภาพยุโรปเรื่องไก่แช่แข็ง เป็นต้น

ไทยมีลุ้นโครงการใหม่GSPสหรัฐ หวังคืนสิทธิพิเศษ10รายการเหลืออีก7เสี่ยงถูกตัด

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ลุ้นผลทบทวนสิทธิพิเศษ GSP สหรัฐประจำปี 2552 กรมการค้าต่างประเทศ จัด 3 กลุ่มเสี่ยงถูกตัดสิทธิ 7 รายการสินค้าถาวร มีทั้งธัญพืช, เม็ดพลาสติก, บรรจุภัณฑ์, กระเบื้องปูพื้น, ของใช้บนโต๊ะอาหาร และโทรทัศน์สี เหตุถูกตัดสิทธิพิเศษมานาน ยกเว้นปลาแมกเคอเรล เพิ่งจะถูกตัดสิทธิเป็นปีแรก งานนี้มีสิทธิสูญรายได้ส่งออก 374 ล้านเหรียญสหรัฐ


ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ออกประกาศใน Federal Register Vol.74 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2553 เปิดรับฟังความคิดเห็นสำหรับสินค้าที่จะถูกระงับสิทธิพิเศษทางอัตราภาษีศุลกากร (GSP) ในการพิจารณาทบทวนโครงการ GSP ประจำปี 2552 โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลสามารถยื่นคำร้อง (petition) ในสินค้าที่จะถูกทบทวนภายในวันที่ 25 มีนาคม 2552 และจะตัดสิทธิภายในปลายเดือนมิถุนายน 2553

ในส่วนของประเทศไทยปรากฏมีสินค้ารวม 17 รายการที่จะต้องขอทบทวนในรอบนี้ แบ่งเป็น 1) การขอผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิ GSP ในสินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าต่ำ กรณี De Minimis Waiver 9 รายการ ได้แก่ พิกัด 0603.13.00 ดอกกล้วยไม้สด, พิกัด 0810.60.00 ทุเรียนสด, พิกัด 0813.40.10 มะละกอตากแห้ง, พิกัด 0813.40.80 มะขามตากแห้ง, พิกัด 2005.80.00 ข้าวโพดปรุงแต่ง, พิกัด 2008.99.50 มะละกอแปรรูป, พิกัด 2103.90.72 ซอสปรุงแต่งอาหาร, พิกัด 4107.12.40 หนังกระบือฟอก และพิกัด 6911.10.60 ของใช้ในบ้านชนิดพอร์ซเลนหรือไชน่า


2)
การขอผ่อนผันไม่ให้ระงับสิทธิ GSP กรณีสินค้าได้รับการผ่อนผันมาแล้วเป็นเวลามากกว่า 5 ปี (CNL Waiver Revocation) 1 รายการ ได้แก่ พิกัด 7113.11.50 เครื่องประดับเงิน และ 3) การขอคืนสิทธิ GSP กรณีที่เคยถูกตัดสิทธิไปแล้ว (redesignations) จำนวน 7 รายการ ได้แก่ พิกัด 1102.90.30 ธัญพืช, พิกัด 1604.15.00 ปลาแมกเคอเรลปรุงแต่ง, พิกัด 3907.60.00 เม็ดพลาสติก, พิกัด 3923.21.00 บรรจุภัณฑ์ทำด้วยพลาสติก, พิกัด 6908.10.20 กระเบื้องปูพื้นและผนัง, พิกัด 7615.19.30 ของใช้บนโต๊ะอาหารทำด้วยอะลูมิเนียม และพิกัด 8528.72.64 เครื่องรับโทรทัศน์สีพร้อมเครื่องเล่น VDO

"

กรมการค้าต่างประเทศ จะประสานทางภาคเอกชนในทุกกลุ่มสินค้าให้ดำเนินการและประสานงานไปยังผู้นำเข้าและทางสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ชี้แจงเหตุผลที่ควร คงสิทธิพิเศษ GSP ที่สหรัฐให้กับประเทศไทย และข้อมูลอื่น ๆ ที่สนับสนุนเหตุผล ความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมในสหรัฐย้อนหลัง 3 ปี คาดว่าจะได้รับการพิจารณาต่ออายุสินค้าเกือบทั้งหมดได้ ทั้งกลุ่ม De Minimis Waiver เพราะกลุ่มนี้ไทยส่งออกมากก็จริง แต่ไม่มีประเทศคู่แข่งและสหรัฐไม่มีการผลิตสินค้าในกลุ่มนี้" นายวิจักร วิเศษน้อย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าว

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เข้ามาว่า สินค้าไทยที่มีโอกาสเสี่ยงจะถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP สูง ได้แก่ สินค้ากลุ่มที่ขอคืนสิทธิ GSP ในกรณีที่เคยถูกตัดสิทธิไปแล้ว (redesignations) จำนวน 7 รายการข้างต้น เพราะหลังจากสหรัฐประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ฝ่ายบริหารต้องปรับนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศมากขึ้น เช่น กระเบื้องปูพื้น และบางสินค้ามีการแข่งขันสูงในตลาดสหรัฐ เช่น เม็ดพลาสติก ประกอบกับสินค้าไทยหลายรายการถูกตัดสิทธิ GSP มาหลายปีแล้วโอกาสคืนสิทธิ GSP จึงมีน้อย

"

มีข้อน่าสังเกตว่า สินค้าปลาแมกเคอเรลปรุงแต่ง จะถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ปีนี้เป็นปีแรก ภาคเอกชนจึงต้องเร่งหาข้อมูลชี้แจงเพื่อขอคืนสิทธิ เพราะเกรงว่าการตัดสิทธิ GSP จะทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงอย่างมากจนกระทบต่ออุตสาหกรรม เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในกลุ่มธัญพืช ที่มูลค่าการส่งออกหลังถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP หายไปอย่างมากจนล่าสุด ปีนี้เหลือแค่ 5,000 เหรียญสหรัฐเท่านั้น"

สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเงินนั้น นอกจากกรมการค้าต่างประเทศจะประสานกับเอกชน ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัทต่างชาติให้การดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ทางกรมก็ยังได้นำคณะผู้แทนการค้าของสหรัฐไปเยี่ยมชมแหล่งผลิตเครื่องเงินทางภาคเหนือ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการต่อสิทธิ GSP จะช่วยให้แรงงานที่เป็นชนชาวเขาเลิกการปลูกฝิ่นและหันมาประกอบอาชีพสุจริต ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิ GSP ของสหรัฐอยู่แล้ว

ทั้งนี้เงื่อนไขการขอ CNL Waiver สำหรับสินค้าที่ได้คืนสิทธิ GSP มาแล้วเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีหรือนานกว่านั้น ซึ่ง สินค้ารายการนั้นอาจถูกตัดสิทธิ GSP หากการส่งออกสินค้ามีมูลค่านำเข้าเกิน 150% ของระดับเพดาน CNL ที่สหรัฐกำหนดในปี 2552 กำหนด 210 ล้านเหรียญสหรัฐหรือมีส่วนแบ่งการนำเข้าเกิน 75% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ารายการนั้นของสหรัฐ

ด้านนางสาวปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และรองประธานกลุ่มอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้สมาชิกรับทราบเรื่องการพิจารณาทบทวนสิทธิพิเศษ GSP สหรัฐ และให้รวบรวมข้อมูลเพื่อส่งให้ USTR ตามกำหนดวันที่ 25 มีนาคมนี้ การถูกตัดสิทธิพิเศษ GSP ในหลายสินค้า จะส่งผลกระทบการส่งออกในภาพรวมของไทยได้

 

ชูวิจัยสมุนไพรไทยสกัดการแพร่กระจาย "อาวุธชีวภาพ"

ผู้เขียน: 

22 มีนาคม 2553 00:38 น.

ขึ้น ชื่อว่า "อาวุธ" ย่อมทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธชีวภาพ ที่จัดว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นบริเวณกว้างได้ ภายในระยะเวลารวดเร็ว แต่นักวิจัยระบุอัตราความเสี่ยงของอาวุธชีวภาพ ยังน้อยกว่าอาวุธเคมี พร้อมชูการวิจัยตำรับยาสมุนไพรต้านเชื้อโรค รับมืออาวุธชีวภาพระบาด ลดนำเข้ายาต่างประเทศ

พลตรี มจ.เฉลิมศึก ยุคล ที่ปรึกษากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก บอกว่า อาวุธชีวภาพ จัดเป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายสูง ที่ประกอบไปด้วย อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ อาวุธรังสี และอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งในยุคสงครามเย็น มีภัยคุกคามจากอาวุธที่มีอำนาจทำลายสูงปรากฏอยู่ในแทบทุกภูมิภาคของโลก

แต่ เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลง ความจำเป็นในการพัฒนาและสะสมอาวุธเหล่านี้จึงลดลงและเกือบจะหมดไป เว้นแต่อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ของชาติมหาอำนาจ และอาวุธนิวเคลียร์ทางยุธวิธีของชาติ ที่มีความขัดแย้งในระภูมิภาคบางภูมิภาค

ประเทศ ที่เคยมีการทดลองและผลิตอาวุธชีวภาพ เพื่อใช้ในการสงครามเมื่อในอดีต ปัจจุบันก็ได้ทำลายอาวุธชีวภาพไปหมดแล้ว ตามอนุสัญญาห้ามอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ด้วย ทว่าในความเป็นจริงภัยคุกคามจากอาวุธที่มีอำนาจทำลายสูงมิได้หมดไป ตามการสิ้นสุดของภาวะสงครามเย็นและการลดอาวุธตามอนุสัญญาดังกล่าว แต่กลับเป็นภัยคุกคามจากอาวุธที่มาในรูปแบบของการก่อการร้ายแทนการทำสงครามในสนามรบ

ทั้ง นี้ ตัวอย่างกรณีการโจมตีของผู้ก่อการร้ายด้วยอาวุธเคมีและชีวภาพที่เกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้ คือการใช้เชื้อโรคแอนแทรกซ์ สารซาริน และสารวีเอ็กซ์ ในญี่ปุ่นโดยลัทธิโอมชินริเกียว และการส่งซองจดหมายบรรจุสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ในสหรัฐฯ ซึ่งอาวุธชีวภาพก็คือยุทธภัณฑ์อย่างหนึ่งที่ใช้ในการแพร่กระจายสารชีวภาพและ สัตว์พาหะออกไปโจมตีในบริเวณกว้าง และหมายรวมถึงสารพิษที่ผลิตขึ้นจากสิ่งมีชีวิตด้วย

"ภัย คุกคามจากอาวุธชีวภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในภาวะที่ไม่ปกติ คือภาวะสงคราม ซึ่งมีแนวโน้มว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน แต่ในภาวะปกติอาจเกิดขึ้นได้ในรูปแบบของการก่อการร้าย แต่ สำหรับการก่อการร้ายในประเทศไทย ยังไม่ปรากฏว่ามีความพันธ์ หรือความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายนอกประเทศที่เข้าถึงอาวุธชีวภาพได้ และที่ผ่านมาก็ไม่พบว่าเคยมีอุบัติการของอาวุธชีวภาพในประเทศไทย มีแต่อุบัติการของโรคระบาดเท่านั้น เช่น โรคไข้หวัดนก และแอนแทรกซ์" พลตรี มจ.เฉลิมศึก กล่าว

ที่ ปรึกษากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชื้อโรคที่มีอยู่ในธรรมชาติสามารถนำมาทำให้เป็นอาวุธชีวภาพได้ทั้งสิ้น แต่การแพร่ระบาดของโรคอาจไม่ได้เกิดจากอาวุธชีวภาพเสมอไป ซึ่งเมื่อมีอุบัติการณ์ของโรคระบาดเกิดขึ้น จะต้องมีการสอบสวนหาสาเหตุของการระบาดว่าเกิดขึ้นอย่างไร เป็นอาวุธชีวภาพหรือไม่ เช่น การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ แพร่กระจายไปทั่วโลกนั้นเป็นการระบาดบริเวณกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นอาวุธ ชีวภาพที่จะต้องเกิดขึ้นในบริเวณเฉพาะถิ่น นอกจากนั้นอาวุธชีวภาพยังอาจใช้เป็นเครื่องมือโจมตีพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจได้ นอกเหนือจากใช้เพื่อโจมตีมนุษย์ด้วยกัน

ด้าน นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราช เปิดเผยว่า การรับมืออาวุธชีวภาพสามารถทำได้โดยใช้มาตรการเดียวกับการรับมือและการควบคุมโรคระบาดทั่วไป ส่วนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อโรคหรือสารพิษจากอาวุธชีวภาพ สามารถให้การรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสที่ใช้ในการรักษาโรค ติดเชื้อทั่วไป แต่ปัญหาคือความสามารถในการรองรับผู้ป่วยจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบเมื่อเกิด การโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพ

"อาวุธชีวภาพอาจติดต่อเข้าสู่คนได้ผ่านทางการสูดดม การเข้าทางบาดแผลตามร่างกาย และถูกกัดโดยสัตว์พาหะ ซึ่งอาวุธชีวภาพที่น่ากังวลมากที่สุดคือ อาวุธชีวภาพที่ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ เพราะติดต่อจากคนสู่คนง่ายและควบคุมยากกว่าการติดต่อผ่านช่องทางอื่น และอาวุธชีวภาพที่เป็นเชื้อไวรัสรักษายากกว่าเชื้อแบคทีเรีย" นพ.ธีระ เผย

"แต่ อาวุธชีวภาพไม่ใช่ว่าจะผลิตกันได้ง่ายๆ เพราะต้องนำเชื้อก่อโรคมาเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเชื้อ บางโรคต้องใช้สัตว์พาหะ และเชื้อโรคบางชนิดก็หายาก เช่น กาฬโรค อีกทั้งการผลิตอาวุธชีวภาพต้องลงทุนสุง เพราะต้องทำในห้องแล็บที่มีความปลอดภัยตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้น ไป และต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายจนทำอันตรายต่อผู้ที่คิดผลิตอาวุธชีวภาพเอง ดังนั้นความเสี่ยงต่ออาวุธชีวภาพจึงมีน้อยกว่าอาวุธเคมี ที่สารเคมีสามารถหาซื้อได้ทั่วไป" นพ.ธีระ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.อ้อมบุญ วัลลิสุต หัวหน้าภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการนำเชื้อไวรัสมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพ ซึ่งยาแผนปัจจุบันอาจไม่ให้ผลในการรักษา การรักษาด้วยสมุนไพรจึงเป็นอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะประเทศไทยมีความหลากหลายของสมุนไพรและมีภูมิปัญญาดั้งเดิมเป็นต้นทุน สามารถนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยได้

"มี แนวคิดการใช้ตำรายาสมุนไพรค่อนข้างเยอะ แต่ยังไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยกันมากนัก ส่วนใหญ่มุ่งเน้นศึกษาสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรเดี่ยว ซึ่งไม่ใช่ตำรับยาสมุนไพรแผนโบราณ ตำรับยาสมุนไพรแผนโบราณ จะต้องมีตัวยาอย่างน้อย 3 ตัวยาสมุนไพร คือ ตัวยาหัวหน้า ตัวยาช่วยฤทธิ์ และตัวยาคุมฤทธิ์ เพราะว่าตัวยาสมุนไพรส่วนมากจะมีอาการข้างเคียง ดังนั้นการใช้สมุนไพรเดี่ยวรักษาโรคจึงไม่ใช่การใช้สมุนไพรตามหลักแพทย์แผนไทย ซึ่ง ตามหลักของแพทย์แผนตะวันออก เราต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะทำให้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สามารถป้องกันอาวุธชีวภาพได้ในระดับหนึ่ง" รศ.ดร.อ้อมบุญ กล่าว

สำหรับ สมุนไพรที่มีผลการวิจัยยืนยันฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัส ได้แก่ ประยงค์ มะรุม ขนุนป่า ผักกาดน้ำ ว่านหางจระเข้ บัวบก โกฐน้ำเต้า ส้ม องุ่น บัว กานพลู พืชในตระกูลสบู่เลือด และพืชในตระกูลบานไม่รู้โรย เป็นต้น

รศ.ดร.อ้อม บุญ เสนอแนะว่า รัฐบาลควรปรับแนวคิดและนโยบายการให้การให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย และส่งเสริมการศึกษาวิจัยตำรับยาสมุนไพรในเชิงลึกมากยิ่งขึ้น เพราะไทยเรามีภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เป็นพื้นฐานที่จะทำให้การวิจัยประสบความ สำเร็จได้ไม่ยาก ซึ่งจะสามารถช่วยลดการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างประเทศได้เป็นมูลค่ามหาศาล และแก้ปัญหาการรักษาที่ไม่ได้ผลจากการใช้ยาแผนปัจจุบันได้

ทั้งนี้ เป็นการเปิดเผยระหว่างการประชุมวิชาการเรื่อง "อาวุธทำลายล้างสูง: ภัยจากอาวุธชีวภาพ" เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 53 ณ อาคารเทพรัตน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีสื่อมวลชนจำนวนมากรวมทั้งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ เข้าร่วมฟัง

วิกฤติภัยแล้งลามทุกหย่อมหญ้าเขย่าอัตราโตจีดีพี

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - คอลัมน์ : วิเคราะห์

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2010 เวลา 08:17 น.

สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ต้องยอมรับว่าแนวโน้มมีความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติได้ เพราะข้อมูลกรมชลประทานระบุว่า ปริมาณน้ำหลังฤดูฝนปีนี้น้อยกว่าปีที่ผ่านมาถึง 950 ล้านลูกบาศก์เมตร คือมีประมาณ 35,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญทำให้ปริมาณฝนปีนี้ต่ำกว่าค่าปกติ ส่งผลให้เวลานี้ทุกภาคส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกันอย่างถ้วนหน้า ถึงขั้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมนำกฎหมายมาบังคับห้ามเกษตรกรทำนาปรังรอบ 2

ไม่ เพียงแต่ประชาชนจะขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ แต่ได้ลุกลามไปถึงโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากวัตถุดิบไม่เพียงพอป้อนโรงงาน นั่นหมายความว่า จะกระทบไปถึงภาคการส่งออกและอัตราการเติบโตจีดีพีประเทศ (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)ในที่สุด เพราะรายได้จากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของจีดีพี

สอด คล้องที่แหล่งข่าวในแวดวงการค้าส่งออกสินค้าเกษตรและแปรรูปสินค้าเกษตร หลายคน ให้ความเห็นที่ตรงกันว่า ระหว่างน้ำท่วมกับฝนแล้ง พวกเขากลัวฝนแล้งเพราะกระทบธุรกิจมากกว่า ส่วนน้ำท่วมนั้นเมื่อน้ำลดลงแล้วพืชผลสามารถปลูกใหม่ได้ หรือฟื้นชีพขึ้นมาใหม่ได้ โรงงานจะมีวัตถุดิบป้อนที่อาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นภัยแล้งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม โรงงานจำเป็นต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ ทั้งเรื่องของกำลังการผลิตและการรับออร์เดอร์ (คำสั่งซื้อ) หากภัยแล้งกระทบมาถึงภาคส่งออก จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบจีดีพีประเทศ ซึ่งปีนี้หลายหน่วยงานประมาณการอัตราการเติบโตจีดีพีประมาณ 4-4.7%

-แล้งคุกคาม45จังหวัด:
กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์ภัยแล้งว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2552-18 มีนาคม 2553 มีพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วรวมทั้งสิ้น 45 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก ขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ มุกดาหาร หนองคาย ร้อยเอ็ด ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ชัยนาท ลพบุรี นครปฐม นครนายก สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี ตราด ตรัง นครศรีธรรมราช ระนอง สตูล ชุมพร สุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 359 อำเภอ 2,311 ตำบล 17,365 หมู่บ้าน

หาก เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา พื้นที่ประสบภัยแล้งเพิ่มขึ้น โดยปีที่แล้วช่วงเดียวกันนี้ มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 39 จังหวัด 338 อำเภอ 1,725 ตำบล 12,517 หมู่บ้าน หรือมีหมู่บ้านประสบภัยแล้งมากกว่าปี 2552 จำนวน 4,848 หมู่บ้าน สำหรับพื้นที่การเกษตร คาดว่าจะได้รับความเสียหาย 133,563 ไร่ แยกเป็นพืชไร่ 115,546 ไร่ นาข้าว 14,916 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 3,102 ไร่

-คาดแล้งลากยาว:
นาย ภานุ แย้มศรี ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ จะยังคงปรากฏต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน 2553 โดยจะกระทบต่อภาวะอากาศในประเทศไทย คือ 1.ลักษณะอากาศในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิห้วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2553 จะมีค่าสูงกว่าปกติ 2.ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าค่าปกติ และ3.สถานการณ์ภัยแล้งปี 2553 มีแนวโน้มรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าฤดูแล้งปีนี้จะสิ้นสุดราวกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งปกติหลังเทศกาลสงกรานต์จะมีฝนตกลงมาแล้ว แต่ปีนี้อาจช้าไปถึงเดือนพฤษภาคม

ขณะที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเริ่มร่อยหรอลง ณ วันที่ 16 มีนาคม 2553 มีปริมาตรน้ำรวมกัน 44,653 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% ของความจุอ่างทั้งหมด โดย 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ปริมาตรน้ำเหลือไม่ถึง 50 % เขื่อนภูมิพลมีปริมาตรน้ำในอ่าง 5,955 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 44 % เขื่อนสิริกิติ์มี 4,127 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ 43% ของความจุอ่าง

ส่วนการจัดสรรการใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ซึ่งได้วางแผนจัดสรรรวม 20,720 ล้านลูกบาศก์เมตร ณ เวลานี้ได้จัดสรรไปแล้ว 16,444 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 79% ของแผนจัดสรร ยังเหลือปริมาณน้ำที่จัดสรรใช้ได้อีก 4,276 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ21%

-สะเทือนภาคส่งออก:
สำหรับ ภาคอุตสาหกรรมส่งออก ขณะนี้เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนขึ้นแล้ว ดังที่นายพรชัย ปิ่นวิเศษ ประธานกลุ่มข้าวโพดหวาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานแปรรูปส่งออกข้าวโพดหวาน รวมถึงพืชผักอื่น ๆ กำลังประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอป้อนโรงงาน เพราะผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง ทำให้โรงงานต้องแข่งขันกันรับซื้อ เพื่อผลิตส่งมอบให้กับลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อมาก่อนหน้า ขณะเดียวกันไม่กล้ารับคำสั่งซื้อใหม่ เพราะเกรงว่าจะไม่มีวัตถุดิบ ถ้าจะรับออร์เดอร์ก็รับน้อยลงในปริมาณที่คาดว่าจะหาวัตถุดิบได้ เพื่อประคองธุรกิจในช่วงนี้

เช่น เดียวกับนายอาทร พิบูลธนพัฒนา เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ที่กล่าวว่าขณะนี้เกิดการแย่งซื้อวัตถุดิบของโรงงานแปรรูปกุ้ง เพราะกุ้งได้รับความเสียหายจากอากาศที่ร้อนและน้ำจากบ่อกุ้งระเหยเร็ว จนทำให้ราคากุ้งปรับตัวสูงขึ้น เพราะโรงงานรับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามาแล้ว เป็นผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น

"ปกติ เดือนเมษายน-พฤษภาคม ของทุกปี จะเป็นช่วงที่ผลผลิตของประเทศออกสู่ตลาดมาก และราคาจะปรับตัวลดลง ปีนี้ต้องลุ้นว่าจะออกมามากน้อยเพียงใด หากออกมาน้อยอาจกระทบต่อเป้าหมายส่งออกรวมทั้งปีได้"
ขณะ ที่นายเอกพจน์ ยอดพินิจ เลขาธิการสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งและอากาศที่ร้อนจัด คาดว่าจะทำให้ผลผลิตกุ้งได้รับความเสียหาย 30% จากที่คาดว่าจะมีผลผลิต 520,000-530,000 ตัน และความเสียหายจะมากกว่านี้ ถ้าหากยังแล้งและร้อนต่อเนื่อง

-จับตากระทบจีดีพี:
แหล่ง ข่าวจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ได้สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล อาทิ การช่วยเหลือราษฎรที่ประสบภัย พื้นที่การเกษตร ปศุสัตว์ที่ได้รับความเสียหาย (ดูรายละเอียดในตารางประกอบ) ซึ่งมูลค่าความเสียหายดังกล่าว เป็นความเสียหายเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้สำรวจลึกไปถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากผลผลิตเกษตร ปศุสัตว์ที่ลดลงไป รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หายไปจากรายได้ขายพืชผลลดลงโดยในรอบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2532-2552 ปีที่ประสบภัยแล้งรุนแรงสุดคือปี 2548 ความเสียหายที่สำรวจพบสูงถึง 7,500 ล้านบาท

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทางศูนย์พยากรณ์ฯได้ร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำรวจพื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนนี้ เบื้องต้นประเมินว่า มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และอาจจะมีผลกระทบต่อจีดีพี เพราะข้าวนาปรังซึ่งเกษตรกรปลูกกันมากและเป็นพืชใช้น้ำมากได้รับความเสียหาย รวมถึงพืชผักอื่น ๆ ด้วย

น้ำ ในเขื่อนที่กำลังแห้งขอดลงทุกวัน ผนวกกับปรากฏการณ์เอลนิโญที่คาดว่าจะลากยาวถึงเดือนพฤษภาคม ทำให้ปีนี้ประเทศไทยหลีกเลี่ยงสถานการณ์ภัยแล้งได้ยากมาก ส่วนผลกระทบจะรุนแรงขึ้นแค่ไหน และกระทบต่อจีดีพีประเทศเพียงใด ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

คุยเรื่องข้าว

ผู้เขียน: 
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

 

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นสพ.ไทยรัฐตีพิมพ์บทวิเคราะห์ปัญหาข้าวของไทยสรุปว่าแทนที่ปีนี้จะเป็นปีทองของข้าวไทยราคาข้าวปัจจุบันกลับปรับตัวลดลง

โดยข้าวเปลือก 5% ราคาตันละ 7,200-8,900 บาท (ตามความชื้น) ในวันที่ 12 มีนาคม ต่ำกว่าราคาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ที่ตันละ 9,300-9,400 บาท และเทียบไม่ได้เลยกับราคาข้าวหอมมะลิ ที่เคยทะยานขึ้นสูงถึง 30,000 บาท เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา
 

บทวิเคราะห์สรุปว่าสาเหตุหลักของการตกต่ำของราคาข้าวมาจาก "โรงสีหัวหมอ" ที่กว้านซื้อข้าวจากเกษตรกรมาเก็บไว้เก็งกำไร แต่เมื่อราคาข้าวไม่ปรับขึ้น โรงสีก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุยงให้ชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมารับจำนำข้าว ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาให้โรงสีเข้าตำรา "เตะหมูเข้าปากหมา" นอกจากนั้น ก็ยังมีเหตุผลข้างเคียงอื่นๆ อาทิเช่น เวียดนามลดค่าเงินด่อง ทำให้ราคาข้าวเวียดนามเมื่อคิดเป็นเงินดอลลาร์ต่ำกว่าราคาข้าวไทยถึง 150 ดอลลาร์ จาก 50-100 ดอลลาร์ ในยามปกติ การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้ชาวนาต้องเร่งเก็บเกี่ยวและรีบขายข้าว โดยไม่สามารถนำไปตากแห้งก่อน ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำลงไปอีก และประเด็นที่ทางการให้ความสำคัญมาก คือ "ไอ้โม่ง" ที่ปล่อยข่าวว่ารัฐบาลจะขายข้าวในสต็อก 2 ล้านตัน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงจะขายเพียง 500,000 ตัน ทำให้ต้องควานหา "ไอ้โม่ง" เพื่อเอาผิดตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี
 

ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหาหลัก ที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำนั้นน่าจะเป็นปลายเหตุมากกว่าต้นเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวโทษ "ไอ้โม่ง" ว่า เป็นสาเหตุหลัก เพราะเมื่อมีการแก้ข่าวว่ารัฐต้องการขายข้าวเพียง 5 แสนตัน ไม่ใช่ 2 ล้านตัน ราคาข้าวก็น่าจะดีดตัวกลับในทันที จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนคนเดียวที่ไม่มีตัวตนปล่อยข่าวแล้วทำให้ตลาดก้มหน้าก้มตาเชื่อจนไม่รับฟังข้อเท็จจริง สำหรับการอ่อนค่าของเงินด่องนั้น ทำให้ราคาข้าวเวียดนามถูกลงจริง และอาจส่งผลให้ราคาข้าวโลกปรับลดลงบ้าง แต่ก็น่าจะเป็นการชั่วคราว และหากมีกำลังซื้อในตลาดโลกสูงจริงราคาข้าวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นราคาข้าวไทยหรือราคาข้าวเวียดนาม ก็น่าจะปรับเพิ่มขึ้นยกแผงได้ การที่ราคาข้าวเวียดนามต่ำกว่าของไทยมาก อาจมาจากการที่รัฐบาลพยุงราคาอย่างต่อเนื่องก็ได้
 

นอกจากนี้ จาก การประเมินของกระทรวงเกษตรสหรัฐ ปีนี้ผลผลิตข้าวของโลก จะลดลงเหลือ 436.3 จาก 447.3 ล้านตัน สต็อกข้าวของโลกลดลงจาก 93.3 เป็น 92.5 ล้านตัน และยังมีปัญหาภัยแล้งอีก ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมโรงสีจึงอยากซื้อข้าวเก็บเพื่อเก็งกำไร แต่ที่สำคัญ คือ ทำไมราคาข้าวในตลาดโลกกลับไม่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ปริมาณการผลิตและสต็อกลดลง



แม้ว่าผลผลิตข้าวในโลกจะมีสูง แต่ปริมาณการซื้อ-ขายมีน้อยมาก ดังนั้น ราคาตลาดโลกจึงปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง นอกจากนั้น ยังจะถูกกำหนดทิศทางโดยผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่มีอยู่เพียง 4 ราย และประเทศไทยก็เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุด 
 

ประเทศ

การผลิต (ล้านตัน)

การส่งออก (ล้านตัน)

การนำเข้า (ล้านตัน)

จีน

137

1.5

 

อินเดีย

84.5

2.0

 

อินโดนิเชีย

38.8

 

0.3

บังคลาเทศ

30.0

 

0.5

เวียดนาม

24.3

5.5

 

ไทย

20.4

10.0

 

พม่า

10.7

0.8

 

ฟิลิปปินส์

10.2

 

2.6

บราซิล

7.8

 

0.8

สหรัฐ

7.0

3.2

 

อื่น

65.6

7.8

26.6

รวม

436.3

30.8

30.8

ที่มา      กระทรวงเกษตรของสหรัฐ

สถาบันเหล็กฟื้นโครงการเหล็กต้นน้ำจ้างบริษัท COT ศึกษาใหม่

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553




สถาบันเหล็กฯเตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษา คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี่ หรือ COT วงเงิน 30 ล้านบาท ศึกษาซ้ำความเป็นไปได้โครงการเหล็กต้นน้ำ 4 พื้นที่ จันทบุรี/ระยอง/สงขลา/ปัตตานี หลัง ครม.เศรษฐกิจดีกลับเมื่อต้นเดือน


ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการเหล็กต้นน้ำ โดยนายวิกรม วัชรคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมได้มีการรายงานการจัดจ้างบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด (COT) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำใน 4 พื้นที่ที่สถาบันเหล็กได้เคยศึกษาไว้ โดยจะลงนามสัญญาจัดจ้างในสัปดาห์หน้าใช้งบประมาณ 30 ล้านบาท ระยะเวลาศึกษา 6 เดือน

ทั้งนี้ พื้นที่ทั้ง 4 แห่งที่สถาบันเหล็กได้ศึกษาว่าเหมาะสมในการก่อสร้างโรงงานเหล็กต้นน้ำ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี, ระยอง, สงขลา และปัตตานี โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นว่าจังหวัดที่เสนอมามีความเป็นไปได้น้อยมาก โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ส่วนใหญ่อาจเห็นว่าจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาห กรรมกลับมาทบทวนศึกษาความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยการศึกษาของบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี่ ในครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับสภาพพื้นที่เป็นหลัก เพื่อพิจารณาว่าพื้นที่ใดที่มีความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และเมื่อมีโครงการเหล็กต้นน้ำเกิดขึ้น สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ ใช้หลักการความรับผิดชอบต่อสังคม การรักษาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านให้ดีขึ้นไม่ให้ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างพื้นที่จันทบุรี-ระยอง ที่มีการทำนากุ้ง สิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหาย ป่าชายเลนถูกทำลายไปแล้ว เป็นต้น

ส่วนประเด็นด้านกายภาพ จะเป็นประเด็นรองในสภาพพื้นที่มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนโรงงานเหล็กต้นน้ำ แต่ทางด้านกายภาพในเรื่องของการสร้างท่าเรือน้ำลึก หรือระบบขนส่ง อาจทำได้ยากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิค ถ้าหากมีเงินลงทุนเพียงพอก็สามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ซึ่งโครงการเหล็กต้นน้ำเมื่อรวมกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ คาดว่าจะใช้พื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่

"

การศึกษาครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำแล้วก็ได้ เพราะที่ผ่านมาก็มีผลการศึกษามากมาย แต่โครงการก็ยังไม่เกิดขึ้น ทางนักลงทุนเขาก็มองดูท่าทีความพร้อมของไทยอยู่ หากไม่ชัดเจนก็คงจะไปหาประเทศอื่น เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ที่รัฐบาลเขาพร้อมสนับสนุนโครงการดังกล่าว และขณะนี้บริษัทเจอฟอี สตีล ที่เดิมสนใจมาลงทุนในประเทศไทย เขาก็ได้ศึกษาที่จะเข้าไปลงทุนในเวียดนามด้วยเช่นกัน ถ้าหากภายในปีนี้ไม่มีความชัดเจน ผมคิดว่านักลงทุนต่างชาติก็คงจะหันไปลงทุน ที่อื่นแทน" นายวิกรมกล่าว

สำหรับโครงการเหล็กต้นน้ำเกิดขึ้นเพื่อมารองรับความต้องการใช้เหล็กคุณภาพสูง การผลิตจะต้องมีการประหยัดต่อขนาด บริษัทเหล็กรายใหญ่ จึงมีความสนใจในประเทศกลุ่มประเทศอาเซียนที่ความต้องการมีอัตราเติบโตสูง

 

20 ปีมูลนิธิสืบฯ ปรับมุมคิด ดึงนักธุรกิจหัวใจสีเขียวร่วมงาน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เสียงไกปืนที่ลั่นขึ้นกลางดึกก่อน ล่วงเข้าเช้าวันที่ 1 กันยายนปี 2533 เป็นคืนที่นักอนุรักษ์ป่าผู้กล้าหาญอย่าง "สืบ นาคะเสถียร" ตัดสินใจยิงตัวตายเพื่อหวังให้เสียงปืนที่ดังก้องป่าพร้อมกับการจากไปของเขาในคืนนั้น ช่วยปลุกสำนึกคนในสังคมไทยให้หันมาสนใจการอนุรักษ์ธรรมชาติและคอยเตือนสติให้กับ คนรุ่นต่อไป

ถึงวันนี้ปณิธานแรงกล้าได้ถูกส่งต่อมาครบ 20 ปี ภายใต้การทำงานของผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันใน "มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร"

เวลา 20 ปีแห่งการเดินทางของมูลนิธิอาจจะยาวนานจนคนลืมเลือนหรืออาจไม่รู้ว่าสืบ นาคะเสถียร เป็นใคร จึงเป็นโอกาสสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของมูลนิธิเพื่อให้มีความมั่นคงและขยายเรื่องการอนุรักษ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

นับตั้งแต่การนำนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีหัวใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่าง "วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์" ประธานกรรมการ บริษัท บาธรูม ดีไซน์ จำกัด เจ้าของรางวัลธรรมาภิบาลดีเด่นปี 2550 มาทำงานในตำแหน่งกรรมการมูลนิธิเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง เขาได้ช่วยสร้างเครือข่ายให้กับมูลนิธิโดยขยายความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจที่ มีความสนใจเรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้เข้ามาทำงานร่วมกับมูลนิธิในลักษณะ การร่วมระดมทุนหรือสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งไม่ต่างกับการเชื่อมสะพานให้กับผู้ต้องการสู่ผู้รับ นอกจากนี้ยังลงพื้นที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิอย่างจริงจัง และผนวกกิจกรรมทางสังคมเข้ากับกิจกรรมที่ทำร่วมกับพนักงานของบริษัทตนเอง

วัชรมงคลกล่าวว่า ที่โรงงานมีกิจกรรมด้านซีเอสอาร์อย่างสม่ำเสมอ การร่วมงานกับมูลนิธินอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในภาคธุรกิจกับมูลนิธิแล้ว ยังดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนหรือใช้ความสามารถของพนักงานมาช่วยงานมูลนิธิ รวมถึงการประชาสัมพันธ์มูลนิธิสืบฯเพื่อให้สังคมรู้ว่าทำอย่างไรคนกับป่าจะอยู่ได้อย่างสมดุล

แล้วล่าสุด "ธนกร ฮุนตระกูล" ทายาทเจ้าของโรงแรมห้าดาว "บ้านท้องทราย" บนเกาะสมุย เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี 2552 นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวยง ยังได้มานั่งในตำแหน่งกรรมการมูลนิธิเช่นกัน ซึ่งไม่เพียงจะนำประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยน ธนกรยังสานต่อเจตนารมณ์ในงานด้านอนุรักษ์ของตนเองด้วย เนื่องจากการเข้ามาอยู่ในมูลนิธิทำให้เขาเห็นปัญหาที่แท้จริง หรือแม้กระทั่งปัญหาที่ไม่เคย รับรู้มาก่อน

"ศศิน เฉลิมลาภ" เลขาธิการมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร กล่าวว่า การนำทั้งสองท่านเข้ามาเป็นกรรมการมูลนิธิ เป็นการเปิดมิติใหม่ ๆ ให้กับมูลนิธิตั้งแต่การระดมทุนที่ส่วนใหญ่ได้จากการสร้างคอนเน็กชั่น ตั้งแต่การออกบูทของบาธรูม ดีไซน์ มูลนิธิก็จะพ่วงไปตลอด สำหรับ บ้านท้องทรายจะมีลูกค้าที่ค่อนข้างมีฐานะจึงอยู่ในระหว่างการคุยว่าจะทำ อย่างไรให้ลูกค้าทั่วโลกได้มีโอกาสรักษาป่าในเมืองที่เขาเดินทางมาท่อง เที่ยว อาจจะเป็นการบริจาคหรือทำอย่างไรให้เขารู้สึกมีส่วนร่วม วันนี้เราสนใจในเรื่องแนวคิดและคอนเน็กชั่นที่เขาเข้ามาช่วยมากกว่าการของบประมาณมาสนับสนุน

เพราะมูลนิธิสืบฯถูกก่อตั้งโดยนัก วิชาการและผู้มีชื่อเสียงในสังคมอย่าง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, คุณดวงดาว สุวรรณรังษี หลายท่านมาช่วยเป็นกรรมการและให้แนวคิดจนมูลนิธิสืบฯเดินมาถึงวันนี้ แต่คนที่เข้ามาเป็นกรรมการแบบ 2 ท่านนี้และลงไปพื้นที่กลับยังไม่เคยมีมาก่อน

"โลกมันเปลี่ยนไป โลกอยู่ด้วยนักธุรกิจและโลกาภิวัตน์ ไม่ได้อยู่ด้วยนักวิชาการเหมือนเมื่อก่อน ดัง นั้นวิธีคิดของคนแบบนี้ที่จะมาสืบทอดมูลนิธิสืบฯจะเปลี่ยนจากนักอนุรักษ์ที่ อยู่ในระบบให้กลายเป็นนักธุรกิจที่มีหัวใจสีเขียวและมีธรรมาภิบาล ซึ่งแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่ในสิ่งที่เขาปฏิบัติทุกวัน มันมากกว่านักสิ่งแวดล้อมมืออาชีพ ดังนั้นอนาคตของมูลนิธิสืบฯที่มีกรรมการแบบนี้จะทำให้ปรับตัวอยู่ได้กับโลกาภิวัตน์ และทำให้สามารถทันยุคทันสมัย อยู่รอดได้ถ้าเรายังอยู่แบบเดิม คิดว่าตัวเองเป็นองค์กรอนุรักษ์ เราจะรักษาอะไรได้ในเมื่อรักษาตนเองยังไม่ได้เลย ดังนั้นวิธีคิดใหม่นี้จึงทำให้เห็นว่า มัน (พอ) มีอนาคตอยู่ต่อไป" ศศินกล่าว

Toulouse (ตูลุส) เมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็วแต่ลงตัว

ผู้เขียน: 
พัชรพิมพ์ เสถบุตร

... บางคนอาจจะรู้จัก Toulouse ในฐานะเมืองแห่งอุตสาหกรรมไฮเทค
... นักวิชาการหลายคนอาจจะเห็นว่า Toulouse เป็นเมืองแห่งการศึกษา
... และหลายๆ คนที่ศึกษาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมก็รู้กันว่า
Toulouse เป็นเมืองของฝรั่งเศสที่มีมรดกวัฒนธรรมมาจากยุคอาณาจักรโรมันอันรุ่งเรือง
... แต่ในมุมมองของนักวางแผนเมืองแล้ว Toulouse เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง
ในไม่กี่เมืองในโลกที่มีการจัดการการขยายตัวได้อย่างลงตัวในทุกๆ ด้าน
ทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม
ที่ใช้คำว่า "ลงตัว" นั้น เพราะว่า Toulouse มี การเจริญเติบโตอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนจัดการเมืองโดยสภาเทศ มนตรีอย่างรอบคอบโปร่งใส ในการวางแผน ได้คำนึงถึงความเหมาะสมของการขยายตัวในทุกๆ ด้าน มีการประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดความสมดุล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การอุตสาหกรรม การศึกษา การท่องเที่ยว การอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมและวัฒนธรรม จึงทำให้ Toulouse เป็น เมืองที่ดึงดูดผู้คนทั้งชาวฝรั่งเศสและชาวต่างชาติให้เข้ามาอยู่อาศัย มาลงทุน มาท่องเที่ยว จนเป็นเมืองที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุดในประเทศฝรั่งเศส แม้ปัจจุบัน ที่เศรษฐกิจของยุโรปและทั่วโลกกำลังระส่ำระสาย แต่ Toulouse ก็ยังมีการจ้างงาน มีเงินสะพัดที่ค่อนข้างสูง

สภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์
Toulouse เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของฝรั่งเศส ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ในเขตภูมิประเทศที่เรียกว่า Midi-Pyrenees ภูมิประเทศบริเวณนี้อยู่ติดกับเทือกเขา Pyrenees ช่วงที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศสเปนและฝรั่งเศส มีแม่น้ำ La Garonne ไหลผ่าน แม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในสเปน ไหลผ่าน Toulouse ไปทางตะวันตกและออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ด้วยลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ Toulouse เป็นเสมือนแหล่งโอเอซิสที่อยู่กลางทะเลทราย ส่วนแม่น้ำ Garonne ก็มีความแปลกไม่เหมือนแม่น้ำอื่นใดในโลกคือ ช่วงที่ไหลจากเทือกเขาในสเปนก่อนจะเข้าฝรั่งเศส มีลำน้ำไหลผ่านโพรงน้ำใต้ดิน โดยผ่าน sink hole หรือหลุมยุบใต้ดิน ไปตามโพรงหินปูนของหุบเขา Aran Valley ในเขตสเปนและไปโผล่ออกที่ภูเขาอีกด้านหนึ่งซึ่งห่างออกไป 4 กิโลเมตรในเขตประเทศฝรั่งเศส

คลอง Canal du Midi เป็นคลองที่ขุดขึ้นในศตวรรษที่ 17 เพื่อ เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน โดยที่เรือขนส่งสินค้ามิต้องแล่นอ้อมคาบสมุทรของสเปน มีความยาวถึง 240 กิโลเมตร มีระบบประตูควบคุมน้ำ (locks) เป็นระยะๆ บางช่วงไหลผ่านท่อนำน้ำที่เรียกว่า Aqueducts (มีลักษณะเป็นท่อคอนกรีตขนาดใหญ่) ช่วงที่ Canal du Midi ไหล ผ่านพื้นที่ราบ มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นปลูกอยู่สองข้างฝั่ง ทั้งนี้มิใช่เพื่อความสวยงามแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นภูมิปัญญาที่ช่วยลดการระเหยของน้ำด้วย

ปัจจุบัน ความสำคัญของคลองทางด้านคมนาคมลดลง ด้วยมีการคมนาคมทางบกที่สะดวกรวดเร็วกว่า คลองจึงกลับกลายเป็นเส้นทางนำนักท่องเที่ยวไปชมทัศนียภาพริมฝั่งคลองที่สวย งาม ในฤดูร้อนอาจเห็นเรือนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าคิวรอกันอยู่ตาม locks ต่างๆ Canal du Midi ช่วงที่ไหลผ่านเมือง Toulouse และตัดกับแม่น้ำ Garonne เป็น ช่วงที่ไหลผ่านพื้นที่ราบลุ่มเกษตรกรรม ซึ่งแต่ก่อนได้ใช้ประโยชน์ในการขนถ่ายผลผลิตการเกษตรไปยังเมืองชายฝั่งทะเล สร้างเศรษฐกิจให้กับเมือง Toulouse ได้มากในครั้งกระโน้น

ประวัติ ศาสตร์ของเมืองตูลุสมีราก ฐานมาจากอารยธรรมโรมันและคริสต์ศาสนา เป็นธรรมดาที่ต้องผ่านยุคแห่งความสงบสุขและยุคแห่งความวุ่นวายรบพุ่งกัน ชาวยุโรปเรียกกันเล่นๆ ว่า 'tragedy and comedy' หรือเรื่องเศร้าและเรื่องขำขัน ยุคแห่งการต่อสู้ของเมือง Toulouse และเมืองเล็กเมืองน้อยในย่าน Midi-Pyrenees กินเวลายืดเยื้อถึงสี่ห้าร้อยปีทีเดียว (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13-18) สาเหตุ มิใช่มาจากการรุกรานแย่งชิงดินแดนจากศัตรูภายนอก แต่เป็นการรบพุ่งกันเองระหว่างกลุ่มชนต่างๆ ในท้องถิ่น อันเนื่องมาจากความเชื่อในลัทธิศาสนาที่ต่างกัน แม้ว่าจะนับถือศาสนาคริสต์เช่นเดียวกันแต่มีความเชื่อในศาสนจักรต่างกัน

กล่าว คือบางพวกยอมรับโป๊ปของโรมันคาทอลิก แต่บางพวกไม่ยอมรับความขัดแย้งรุนแรงจนกลายมาเป็นสงครามที่ต้องกำจัดพวกที่ เห็นต่างให้สงบราบคาบไป มีการเผาคนตายหมู่จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความคลั่งศาสนาของคนในยุคนั้น

กว่าจะมาออมชอมกันได้ก็เข้ามาถึงศตวรรษที่ 18 ในช่วงที่เกิดการปฏิวัติโค่นล้มราชบัลลังก์ของฝรั่งเศสหรือ The French Revolution ด้วย ชาวท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วฝรั่งเศสรวมตัวกันต่อต้านความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยของกษัตริย์ในปารีส หลังจากนั้นได้มีการจัดตั้งรัฐบาลกลางและแบ่ง เขตกระจายอำนาจการปกครองออกไปสู่ภูมิภาค Toulouse ตามสภาพที่ตั้งที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ แถบเทือกเขา Midi-Pyrenees จึงกลายเป็นศูนย์รวมหรือเมืองหลวงของย่านนี้ไปโดยปริยาย

สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม
หากผู้มาเยือน Toulouse สังเกต ดูอาคารบ้านเรือนในเมือง จะเห็นความกลมกลืน ดูเป็นสีส้มอมชมพูกันไปทั้งเมือง โดยเฉพาะอาคารในเขตจตุรัสเมืองเก่า ทั้งนี้ เพราะอาคารส่วนใหญ่สร้างขึ้นด้วยอิฐสีส้มอมชมพู ซึ่งผลิตจากดินเหนียวในท้องถิ่น Toulouse จึงได้รับการขนานนามว่า La Ville Rose (Pink city) เป็น ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชาวเมือง เทศบาลเองก็ได้อนุรักษ์เอกลักษณ์นี้ไว้ ด้วยการออกเทศบัญญัติเข้มงวดทั้งสีสันและรูปแบบการก่อสร้างอาคารของเมือง

ปัจจุบันเขตเมืองของ Toulouse มี พลเมืองค่อนข้างหนาแน่น แต่เมืองบริวารกลับมีพลเมืองเบาบาง สมกับฉายาที่เป็นโอเอซิสในทะเลทราย ชาวท้องถิ่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในย่านชานเมืองเรียกว่าพวก Occitan ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยังคงใช้ภาษาพูดดั้งเดิมกันอยู่ ศูนย์วัฒนธรรมของ Toulouse ให้การอนุรักษ์ภาษานี้และมีคลื่นวิทยุออกอากาศด้วยภาษา Occitan อยู่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยภูมิอากาศที่อบอุ่นหรือเพราะยังคงมีสังคมเกษตรกรรมหลงเหลืออยู่ ชาว Toulouse โดยทั่วไปจึงมีความเป็นมิตรและความเป็นกันเองมากกว่าส่วนอื่นๆ ของฝรั่งเศส (ที่มักจะไม่ค่อยต้อนรับนักท่องเที่ยวนัก)

ผังเมืองของ Toulouse นับ ว่าเป็นเยี่ยม ด้วยสามารถแบ่งโซนการใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การอยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม ทุกด้านมีคุณภาพและสามารถพัฒนาต่อไปได้ เช่น มีการแยกพื้นที่อุตสาหกรรมออกมาโดยมีแนวกันชน (buffer zone) มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ และสภาเมืองสนับสนุนให้มีการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมไฮเทค ในส่วนของการอยู่อาศัยมี greenbelt แบ่งแยกพื้นที่อยู่อาศัยออกจากกิจกรรมส่วนอื่นๆ ของเมือง มี green area กว้างสำหรับการกีฬาและการพักผ่อน และมีเทศบัญญัติการสร้างหมู่บ้านจัดสรรที่ต้องถึงพร้อมด้วยโครงสร้างสาธารณูปโภค และการระบายน้ำ

ในแง่การท่องเที่ยว Toulouse ก็มิได้น้อยหน้าเมืองใดๆ ในโลกในความสวยงามและน่าท่องเที่ยว หากขับรถไปตามเส้นทาง bypass ที่ ไม่ใช่ไฮเวย์ ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อย จะเห็นภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วยหุบเขา ลำธาร ปราสาทราชวังเก่าๆ สะพานโบราณๆ ที่บางอันสร้างขึ้นในสมัยโรมัน และถ้าขับไปทาง Bordeaux ก็จะเห็นไร่องุ่น แผ่ออกไปเป็นตามเนินเขาเป็นบริเวณกว้าง Bordeaux เป็นต้นกำเนิดไวน์แดงชั้นดีเป็นที่นิยมกันทั่วไป ทั้งหมดนี้เป็นความตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ ส่วนอื่นๆ ของฝรั่งเศส เช่น Loire Valley และ Rhone-Alps Valley เลย

สภาพเศรษฐกิจและสังคม
ภาคเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับเมือง Toulouse คืออุตสาหกรรมทางด้านอวกาศและการบิน (space and aviation industry) ซึ่งมีเทคโนโลยีการผลิตดาวเทียมและเครื่องบิน โดยสาร Airbus บริษัทผู้ผลิตเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเจ้าอินทรีแห่งสหรัฐฯ อย่าง Boeing อุตสาหกรรม นี้ก่อตัวขึ้นด้วยความบังเอิญจากภาวะจำเป็นในสงครามโลกครั้ง ที่หนึ่ง ซึ่งฝรั่งเศสต้องการเครื่องบินรบ จำนวนมาก และต้องการแหล่งผลิตที่ห่างจากเยอรมันให้มากที่สุด ไม่มีที่ไหนที่จะดีไป กว่า Toulouse เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสองสิ้นสุดลง ก็ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ต่อเนื่องเรื่อยมาและขยายตัวไปสู่การผลิตดาว เทียมสำรวจ และอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ด้าน telecommunication ด้วย คนทำงานในอุตสาหกรรมนี้นับได้ถึง 57,000 คน

อุตสาหกรรมที่เป็นหลักรองลงมา เห็นจะเป็นอุตสาหกรรมอาหาร การผลิตไวน์ เขต Midi-Pyrenees มีพื้นที่ปลูกองุ่นมากที่สุดในประเทศ ปัจจุบันเกิดภาวะราคา ตกต่ำจากคู่แข่งที่เพิ่มจำนวนขึ้นและจากการที่มีผลผลิตออกมามากเกินไป

ส่วน สำคัญที่ทำให้เมืองเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นระบบที่ดีได้ คือการที่สภาของเมืองวางแผนพัฒนาเครือข่ายระบบคมนาคมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์ออกไปทุกทิศทุกทาง เชื่อมต่อกับทุกๆ ส่วนของประเทศ และโยงใยเข้ากับเมืองเล็กเมืองน้อยภายใน เขต Midi-Pyrenees ด้วย กัน นอกจากนั้นยังมีเครือข่ายรถไฟทั้งระบบความเร็วสูงจาก ปารีส และระบบธรรมดาที่เข้าถึงทุกเขตภายในภูมิภาค การคมนาคมระบบรางขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีการให้บริการเดินรถถึง 10 ล้านเที่ยวในรอบปี

ด้านการศึกษา Toulouse นับเป็นศูนย์กลางการศึกษาชั้นสูงแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส โดยเฉพาะงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ มีสถาบันบางแห่งที่นับว่าเป็น grandes ecoles หรือ top ten ของฝรั่งเศส ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์ทำงานวิจัยอยู่ถึง 15,000 คน และมีนักศึกษาอยู่ถึง 80,000 คน กระจายอยู่ตามสถาบันและห้องทดลอง จำนวนมากถึง 400 แห่ง Toulouse เป็นหนึ่งในสามเมืองของฝรั่งเศสที่มีการวิจัยที่ก้าวหน้า ด้วยความที่เป็นแหล่งมหาวิทยาลัย และงานวิจัย จึงทำให้ Toulouse เป็นเมือง ที่มีประชากรที่มีการศึกษาและคนวัยทำงาน สูง ช่วยให้เมืองพัฒนาไปอย่างมีระบบที่ดี

จุดแข็งและจุดอ่อนของเมือง Toulouse
สิ่งที่ทำให้ Toulouse มี ศักยภาพดี น่าจะเป็นระบบการเมืองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และการศึกษาของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเอื้ออำนวย ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ โดยมิต้องคำนึงถึงเรื่องปากท้องประชากรที่ยากจนมากนัก ด้วยความที่มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งประชากรในเมือง Toulouse โดย เฉลี่ยมีการศึกษาสูงกว่าคนฝรั่งเศสโดยทั่วไป สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เห็นชัดกันอย่างง่ายๆ ก็คือสถิติ ผู้ที่จบการศึกษามาใหม่ๆ มักเลือกที่จะมา ทำงานที่ Toulouse จำนวนมาก รองลงมา จากปารีส

การ เติบโตของเมือง นอกจากจะเน้นทางโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมแล้วยังให้ความสำคัญในเรื่องการ ศึกษา วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตและสังคมด้วย Toulouse จึงมีศักยภาพที่เสนอให้กับพลเมืองได้อย่างลงตัว

จนได้รับการยกย่องว่าเป็น capital of good life ของฝรั่งเศส เป็น center of cutting-edge European technology ปัญหาและสิ่งท้าทายในอนาคต

ขณะ ที่หลายๆ เมืองจำเป็นต้องแปรเปลี่ยนไปเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น ประชากรที่หนาแน่นขึ้น เศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งอิทธิพลของโลกาภิวัตน์ แต่ Toulouse ยังคง ยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตน เอง แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่หลายด้านในอดีต ที่ผ่านมา และยังมีปัญหาที่เป็นสิ่งท้าทายอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาที่สำคัญได้แก่

การอพยพเข้ามาของผู้ลี้ภัยจำนวนมากจาก Algeria ทำให้ประชากรของToulouse เพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมืองก็สามารถจัดการกับปัญหาลุล่วงไปได้ ด้วยการจัดพื้นที่อยู่อาศัยและการศึกษาให้กับผู้อพยพเหล่านี้ได้ลงตัว

ช่องว่างรายได้ระหว่างผู้อาศัยในเมืองและรอบนอก ซึ่งเป็นเมืองบริวารของ Toulouse แต่ ทั้งที่มีความแตกต่าง คนรวย คนจนเหล่านี้ก็มีจุดสนใจร่วมกันอย่างหนึ่งคือ กีฬารักบี้ ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมของเมืองก็มักใช้เป็นโอกาสในการโฆษณาเสริมสร้างความ กลมเกลียวระหว่างประชากรที่แตกต่าง การมีเทศกาลและตลาดนัดเกษตรกรอยู่เนืองๆ ก็ช่วยให้ชาวกรุงและชาวสวนสัมพันธ์กันได้เป็นอย่างดี เพราะตลาดนัดและเทศกาลเหล่านี้เป็นที่นิยมมากในหมู่ชาวกรุงและนักท่องเที่ยว

อุตสาหกรรม การผลิตไวน์ที่ตกต่ำ รายได้จากการขายลดลง เนื่องจากคู่แข่งเพิ่มขึ้นทั้งภายในประเทศฝรั่งเศสและภาย นอกประเทศ รวมทั้งการปลูกองุ่นที่มากเกิน ความต้องการจึงมีการรวมกลุ่มผนึกกำลังรณรงค์ส่งเสริมคุณภาพและเผยแพร่ฉลาก ว่าเป็นของแท้ดั้งเดิมจากหุบเขาย่าน Midi-Pyrenees ที่มีภูมิอากาศเหมาะสมที่สุดต่อการปลูกองุ่นแดง

ล่าสุดก็คงหนีไม่พ้นสภาวะเศรษฐกิจ โลกตกต่ำที่ทำท่าว่าจะฟื้นแต่ก็ยังไม่ฟื้นจริง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินของ Airbus อย่างจัง Airbus และธุรกิจในเครือ จึงต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยการรีฟอร์ม ปรับแผนการผลิตและอาจจะต้องลดการจ้างงานลงถึงหนึ่งหมื่นตำแหน่ง

อนาคต Toulouse จะ ผ่านพ้นความยากลำบากช่วงนี้ไปได้อย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการโดยแท้ ด้วยความเข้มแข็งของสภาเทศมนตรีของเมือง ด้วยคุณภาพประชากรที่มีการศึกษา ด้วยการรวมตัวกันของกลุ่มเศรษฐกิจ ต่างๆ ดังที่กล่าวมา ล้วนเป็นพื้นฐานเข้มแข็งที่น่าจะนำพาเมือง Toulouse ให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้

by ThaiWebExpert