จากมินามาตะถึงมาบตาพุด สิ่งที่สำคัญกว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นายนูเนโนริ ยามาดา ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ญี่ปุ่น ในประเทศไทย หรือ เจโทร กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ หลังการเข้าพบนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 6 มกราคมนี้ ว่า ปัญหาการระงับโครงการลงทุน 64 โครงการในมาบตาพุด ส่งผลให้ภาพลักษณ์เมืองไทยสั่นคลอนในสายตานักลงทุนญี่ปุ่น และนักลงทุน จากประเทศอื่นๆ ซึ่งอดีตไทยเป็นประเทศที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนมากสุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชียและอาเซียน แต่ปัจจุบันคงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นรัฐบาลไทยจะต้องเร่งแก้ไขปัญหามาบตาพุดโดยเร็วให้เห็นภาพชัดเจนภายใน 2-3 เดือน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีบุญคุณกับประเทศไทยเสียเหลือเกิน ถ้าไปทำให้ขัดอกขัดใจ ไม่มาลงทุนอีกต่อไป ไทยจะลำบาก

เป็นความจริง ที่การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนจากญี่ปุ่น เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง นอกเหนือจากการส่งออก ที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ปี 2530 จนถึง 2539 ขยายตัวสูงมาก ทำให้คนมีงานทำ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การลงทุนของญี่ปุ่นในไทย สูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากจีน และการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย สูงเป็นอันดับ 1 ในบรรดานักลงทุนต่างชาติทั้งหมด คิดเป็นประมาณ 30% ของมูลค่าการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย ไม่ใช่เพราะอยากช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่มาลงทุนเพราะ ประเทศไทยมั่นคง ปลอดภัย ค่าแรงถูก รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ยกเว้นภาษี ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และมีตลาดภายในขนาดใหญ่ ประเทศไทยจึงเป็นแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับญี่ปุ่น

การลงทุนครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นในไทย ระลอกแรก ใน พ.ศ 2528-2532 เกิดขึ้น เพราะ ญี่ปุ่น ถูกสหรัฐฯ และกลุ่ม จี 7 กดดันให้ปรับค่าเงินให้แข็งขึ้น ค่าเงินเยนที่อยู่ในอัตรา 250 เยนต่อ 1 ดอลลาร์ ในขณะนั้น ทำให้สินค้าญี่ปุ่น ตีตลาดไปทั่วโลก เพราะราคาถูก ชาติตะวันตก จึงร่วมมือกันบีบญี่ปุ่น ให้ปรับค่าเยน

ค่าเงินที่สูงขึ้นถึง 70 % ภายในเวลาเพียง 10 เดือน ทำให้อุตสาหกรรมญี่ปุ่น ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อลดต้นทุน ให้แข่งขันได้ในตลาดโลก หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ ย้ายฐานการผลิตออกนอก ประเทศ ไปยังที่ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ

ประเทศไทยถูกเลือก เพราะทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ค่าแรงถูก โครงสร้างพื้นฐานพอใช้ได้ การเมืองมีเสถียรภาพ ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และเชื้อชาติ เหมือนเพื่อนบ้าน ในยุคนั้น มีการค้นพบก๊าซธรรมขาติในอ่าวไทย ที่สำคัญ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษี เอิ้อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทุกอย่างให้ต่างชาติ ขอให้มาลงทุนเถอะ อยากได้อะไร ให้หมด เพื่อประเทศไทย จะได้เป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย ที่มีจีดีพีสูงๆ

นักลงทุนญี่ปุ่นก็เลยแห่กันเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในช่วงนั้น เมื่อรุ่นแรกที่เข้ามา ประสบความสำเร็จ มีกำไร รุ่นต่อๆก็ตามมา เป็นระลอกๆ จนถึงปัจจุบัน สมประโยชน์ด้วยกันทั้งฝ่ายผู้ที่ขนเงินมาลงทุน ได้กำไรกลับไป และ ฝ่ายที่ขายที่ดิน ขายแรงงาน ขายสิ่งแวดล้อม ได้เงินมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ

เงินลงทุนที่นักลงทุนญี่ปุ่น และนักลงทุนต่างชาติอื่นๆ ขนเข้ามา ไม่ใช่ของฟรี แต่มีต้นทุน ต้นทุนที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งสมัยก่อนไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่ปัจจุบัน ในประเทศอุตสาหกรรมที่เจริญแล้ว รวมทั้งญี่ปุ่น ต่างยอมรับในสิทธิของประชาชรน ที่จะต้องได้รับการปกป้องจากผลกระทบของโครงการลงทุนขนาดใหญ่

เมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน ญี่ปุ่นเองก็มี กรณีของ โรคมินามาตะ ซึ่งเกิดจากการได้รับสารปรอทที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงาน ชิชโช คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตสารโซดาไฟ ลงสู่ทะเลในเมืองมินามาตะ บนเกาะคิวชู ซึ่งเป็นพื้นที่การประมง คนที่บริโภคอาหารทะเลที่มีสารปรอทปนเปื้อน จะมีอาการมือไม้สั่น แขนขากระตุก ความจำเสื่อม เด็กที่เกิดมาโดยได้รับสารปรอทนี้ผ่านทางแม่ จะมีอาการพิการทางสมอง

นอกจากนั้น ยังมี โรคทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นผลจากก๊าซซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ ในอากาศ ในเขตอุตสาหกรรม และโรค อิไต อิไต ที่ทำลายกระดูกและไต โดยเกิดจากการสะสมของสารแคดเมียม ที่เหมืองแร่แห่งหนึ่ง ปล่อยลงแม่น้ำของจังหวัดโตมายะ ซึ่งชาวบ้านใช้น้ำ จากแม่น้ำมาปลูกข้าว

แต่ละกรณีที่เกิดขึ้น คนญี่ปุ่นต้องใช้เวลานับสิบๆปี ในการต่อสู้กับกลุ่มทุน และรัฐบาล เพื่อพิสูจน์ว่า เหตุมาจากมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม มีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ซึ่งในที่สุดพิพากษาให้จ่ายค่าเสียหาย และทำให้ญี่ปุ่นเกิดความตื่นตัว ในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจาก โรงงานอุตสาหกรรม มีการออกกฎหมายสิ่งแวดล้อม และเป็นฉันทามติว่า ธรรมชาติ เป็นทรัพย์สมบัติสาธารณะ

มีตัวอย่างคำตัดสินในคดีที่เกี่ยวกับโรคมินามาตะ ที่เกิดจากสารปรอทในแม่น้ำ อะกาโน ของศาลจังหวัดนีกาตะ ตอนหนึ่งว่า

“แม้จะใช้เครื่องจักรระดับสูงเพียงใด แต่ในกรณีที่อาจมีอันตราย ก็จำต้องหยุดเดินเครื่อง ในบางส่วนหรือทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องจากโดยหลักแล้ว กิจการโรงงานอุตสาหกรรม ต้องดำเนินไป ในลักษณะสอดคล้องต้องประสานกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของชาวบ้านในย่านนั้นๆ เพราะ ไม่มีเหตุผลอันใด ในการปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจ จนต้องบวงสรวงสังเวย ด้วยสุขภาวะและชีวิตมนุษย์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสูงสุดและชัดแจ้ง ของชาวบ้านในย่านนั้นๆ” (คัดลอกจาก “ตุลาการภิวัฒน์ กับคดีมินามาตะในญีปุ่น" โดยพิเชษฐ์ เมาลานนท์ และคณะ ในเว็บไซต์ thaijusticereform.com)

ความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบต่างๆ และการต่อต้านของประชาชน ทำให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูง ต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่รัฐบาลปล่อยปละละเลย ในเรื่องสิ่งแวดล้อม และสังคมยังให้ความสำคัญกับ “ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน” มากกว่า “สุขภาวะและชีวิตของมนุษย์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสูงสุดและชัดแจ้งของชาวบ้านในย่านนั้น”

ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไทยในเรื่องมาบตาพุด ก็ไม่ต่างอะไรไปจากความตื่นตัวของคนญี่ปุ่น และสังคมญี่ปุ่น เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ตระหนักถึงภัยจากโรงงานอุตสาหกรรม คำตัดสินของศ่าลปกครองสูงสุดของไทย ในกรณี 64 โครงการมาบตาพุด ก็ยึดหลักเดียวกับศาลจังหวัดนีกาตะ ในคดีโรคมินามาตะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อบัญญัติ มาตรา 67 วรรค 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550

คำตัดสินของศาลปกครองไทย ไม่ได้ห้ามการลงทุนในมาบตาพุด แต่สั่งให้ ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ในยุคนี้ จะดูแต่เรื่อง อัตราค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ เท่านั้นไม่ได้อีกแล้ว ต้องคำนึงถึงกฎ กติกา ด้านสิ่งแวดล้อม เหมือนที่ญี่ปุ่นด้วย

ชมศูนย์กำจัดขยะสุดไฮเทค "Clean Park Rinkai" ฟูกุโอกะ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 07 มกราคม พ.ศ. 2553

ขยะเป็นปัญหาปวดหัวของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่ยิ่งมีการพัฒนามากขึ้น มีการบริโภคเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การกำจัดขยะมูลฝอยจึงถือเป็นปัญหาท้าทายผู้รับผิดชอบมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ประเมินว่า ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 15 ล้านตัน หรือวันละ 41,240 ตัน แต่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการประมาณ 17,645 ตันต่อวัน หรือ 43% ของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศเท่านั้น

ดังนั้นเมืองไทยจึงอาจต้องศึกษาแนวทางกำจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพจากประเทศอื่น ๆ เพื่อมาเสริมกับ แนวทางที่ไทยดำเนินอยู่ในปัจจุบัน และหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จนั้นคือ การกำจัดขยะมูลฝอยของจังหวัด "ฟูกุโอกะ" ของญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ "ประชาชาติธุรกิจ" ได้รับการประสานงานจากไทย เทรด เซ็นเตอร์ ประจำเมืองฟูกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ให้ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม 1 ใน 4 ของโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการเผาของจังหวัดฟูกุโอกะ ที่ชื่อว่า "Fukuoka Rinkai Incineration Plant" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "Clean Park Rinkai" โดยโรงงานแห่งนี้จะรับกำจัดขยะที่เผาไหม้ได้เท่านั้น และหากมองจากภายนอกแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าเป็นโรงเผาขยะอย่างแน่นอน ด้วยความสะอาด ร่มรื่น โอ่อ่าของตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบ

เจ้าหน้าที่ของโรงกำจัดขยะแห่งนี้อธิบายถึงแนวทางการเก็บขยะและกำจัดขยะมูลฝอยของเมืองว่า จุดเด่นของเมือง ฟูกุโอกะคือ รถเก็บขยะจะออกทำหน้าที่ในช่วงเวลากลางคืน ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งจะแตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ในญี่ปุ่น โดยเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินการเช่นนี้คือ เพราะในเวลากลางคืน ถนนโล่ง สามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็วกว่าในช่วงกลางวัน และเมื่อเก็บขยะเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถขยะก็จะนำขยะมาส่งยังโรงเผาตั้งแต่ช่วง 01.00-08.00 น. ของ ทุกวัน

ข้อมูลในปี 2551 ระบุว่า ตลอดทั้งปี ฟูกุโอกะเก็บขยะทั่วเมืองได้ประมาณ 670,000 ตัน และมีกำจัดขยะด้วยวิธีการเผาที่โรงเผาแห่งนี้ราว 200,000 ตัน ส่วนที่เหลือนำไปเผาที่โรงเผาอื่น หรือ บางส่วนใช้วิธีฝังกลบ

สำหรับขั้นตอนการเผากำจัดขยะมูลฝอยนั้น หลังจากเก็บขยะตามจุดต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว รถขยะจะนำขยะมาส่งยัง โรงเผา โดยจะผ่านการชั่งน้ำหนักรถพร้อมขยะเต็มคันก่อนทุกครั้ง

จากนั้นจึงนำขยะมาเทลงในหลุมซีเมนต์ขนาดยักษ์สำหรับขยะโดยเฉพาะ ก่อนที่จะใช้เครนตักขยะที่สามารถตักได้ครั้งละประมาณ 7-8 ตันเข้าสู่เตาเผา ที่มีอยู่ 3 เตา โดยอุณหภูมที่ใช้ในการเผาอยู่ที่ 850 องศาเซลเซียส ใช้เวลาเผาแต่ละครั้งประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละวัน โรงกำจัดขยะแห่งนี้สามารถเผาขยะได้ประมาณ 900 ตันต่อวัน

ทั้งนี้การเผาขยะในโรงเผาแห่งนี้จะเป็นการควบคุมโดยอัตโนมัติผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และกล้องวงจรปิด แต่ ขณะเดียวกันก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลเครื่อง และจะใช้เจ้าหน้าที่เพียง 5 คน ต่อกะเท่านั้น

เจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละปีมีการใช้น้ำมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการเผาเพียงปีละ 1-2 วัน ส่วนในวันที่เหลือ จะเป็นการใช้พลังงานที่ได้จากการเผาขยะ มาเป็นพลังงานหมุนเวียน เพื่อหล่อเลี้ยงกระบวนการเผาขยะให้ดำเนินไปอย่าง ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

โดยโรงงานกำจัดขยะแห่งนี้สามารถใช้พลังงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 25,000 กิโลวัตต์ ซึ่งจะมีการนำพลังงานที่เหลือใช้ไปจำหน่ายให้แก่โรงงานไฟฟ้าอีกด้วย และภายหลังจากการเผาเสร็จสมบูรณ์ จะมี การขนขี้เถ้าที่เกิดขึ้นไปถมยังหลุมขยะ (landfill) ซึ่งอาจแตกต่างจากเมืองไทยที่เป็นการทับถมของขยะทั่วไปที่เก็บมาจากชุมชนต่าง ๆ

นอกจากภารกิจหลักคือการเผากำจัดขยะแล้ว "Clean Park Rinkai" ยังมี "รีไซเคิล พลาซ่า" หรือศูนย์รับของใช้ มือ 2 ที่มีทั้งการจำหน่ายสินค้ามือ 2 และจัดเวิร์กช็อปประดิษฐ์สินค้าใหม่จากของที่ใช้แล้ว

พร้อมกันนี้ยังมีห้องฝึกอบรมและจัดทัวร์สำหรับคนทั่วไปที่สนใจเยี่ยมชมกระบวนการกำจัดขยะจากห้องสังเกตการณ์แต่ละจุด ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยมีวิดีโอการ์ตูน แอนิเมชั่นและแผ่นป้ายต่าง ๆ อธิบาย ทุกขั้นตอนอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า นักเรียนญี่ปุ่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทุกคนต้องมาเยี่ยมชมโรงงานกำจัดขยะ เพื่อเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกกันตั้งแต่เด็กก็ว่าได้

ฤดูนี้ ฤดูไหน? แล้วไยหน้าหนาวถึงราวกับหน้าฝน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว แถมยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่อีกต่างหาก เหมือนมี 3 ฤดูใน 1 วัน จนหลายคนชักสงสัย หรือเริ่มสับสันกันไปเลยว่า เดือนนี้อยู่ในฤดูอะไรกันแน่? หรือนี่คืออีกหนึ่งสัญญาณเตือนจากภาวะโลกร้อน?

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) อธิบายเรื่องนี้ต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ว่า เหตุที่ในประเทศไทยมีฝนตกในช่วงฤดูหนาวติดต่อกันเป็นเวลานานนับสิบวัน เพราะมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ปกคลุมถึงไทยในฤดูหนาวเป็นประจำเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม

"ในฤดูหนาวตามปกติ ไทยจะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่แผ่มาจากประเทศจีน ผ่านเข้าสู่เวียดนาม ลาว และเข้าสู่ไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในปีนี้มวลอากาศเย็นจากจีน ถูกเบียดออกไปทางตะวันออกมากขึ้น แทนที่จะเข้าสู่ประเทศไทย แต่กลับเบนออกไปทางทะเลจีนใต้ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นที่เกิดขึ้นแถวประเทศญี่ปุ่นอีกทีหนึ่ง " ดร.อานนท์อธิบาย

"ส่วนเหตุที่มีฝนตกนั้นเนื่องนั้น จากทางตอนใต้ของประเทศไทยลงไป มีมวลอากาศร้อนดันขึ้นมาถึงประเทศไทย ขณะที่ในทะเลจีนใต้ มีมวลอากาศเย็น และธรรมชาติของลม จะเคลื่อนที่จากที่เย็นไปที่อากาศร้อนกว่า ทำให้เกิดเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ พัดพาเอาความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาสู่แผ่นดินใหญ่ จึงทำให้มีฝนตกในช่วงนี้"

"ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียส่วนใหญ่ยังคงมีอากาศหนาวเย็นตามปกติ ขณะที่ประเทศไทยและทางใต้ของพม่า ไม่หนาวเท่าที่ควร และคาดว่าไทยน่าจะกลับเข้าสู่หน้าหนาวตามปกติในช่วงกลางเดือนนี้" ดร.อานนท์อธิบาย

อย่างไรก็ตาม ดร.อานนท์ บอกว่า กรณีลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นในฤดูหนาวเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่โดยมากมักทำให้ฝนตกไม่นานเกินกว่า 5 วัน แต่สำหรับปีนี้ผิดปกติไป เพราะมีฝนตกในช่วงฤดูหนาวของไทยติดต่อกันนานเกิน 10 วันแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ธ.ค.52 จนมาถึงต้นเดือน ม.ค.53

อีกทั้ง ตั้งแต่ที่ ดร.อานนท์ได้ศึกษาเรื่องสภาพภูมิอากาศมานานกว่า 10 ปี เขาก็เพิ่งพบว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่มีฝนตกติดต่อกันในฤดูหนาวยาวนานขนาดนี้

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ถามต่อว่านี่ เป็นผลจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ ผอ.ศรภอ. ชี้แจงว่า ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า มีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนหรือไม่ เพราะกรณีฝนตกในฤดูหนาวติดต่อกันนานเช่นนี้ เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก แต่หากเกิดขึ้นอีกเป็นประจำในปีต่อๆ ไป เราถึงอาจบอกได้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นแล้วจริงๆ

นอกจากนั้น ผอ.ศรภอ. ยังบอกด้วยว่า ขณะนี้กำลังเข้าสู่ช่วงที่รุนแรงมากที่สุดของปรากฏการณ์เอลนิโญในรอบนี้ ซึ่งจะทำให้ฤดูร้อนปีนี้มีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากกว่าปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญมีการคาดการณ์ว่า วันที่ร้อนมากที่สุดคือวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในเขตกรุงเทพฯ จะมีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวันอาจคาดเคลื่อนไปบ้าง และอุณหภูมิอาจไม่ร้อนจัดตามทฤษฎี เนื่องจากในวันที่ร้อนที่สุด มักจะมีเมฆค่อนข้างมาก เพราะความชื้นในอากาศส่วนใหญ่จะระเหยกลายเป็นไอและจับตัวเป็นก้อนเมฆช่วยบดบังแสงอาทิตย์ได้.

ก.วิทย์ร่วมมือยูเนป-สต็อคโฮล์ม ช่วยชาวบ้านรับมือปัญหาโลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2552 03:33 น.

ดร.อานนท์ นำทีม ศรภอ. ร่วมมือกับนานาชาติศึกษาสถานการณ์ด้านภูมิอากาศในไทย หวังเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนากลยุทธ์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นำร่องที่ 4 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ในยโสธร พร้อมเร่งระดมความร่วมมือพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มากกว่าแค่ป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ศรภอ. ได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮล์ม (Stockholm Environment Institute: SEI) และสำนักงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนป (UNEP) ดำเนินงานภายใต้โครงการเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย (Adaptation Platform) ในการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทั่วไปในประเทศไทย และเชื่องโยงความรู้สู่ชุมชนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

"ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาหรือรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่วนใหญ่ดำเนินการโดยภาครัฐ ซึ่งยังไม่เกิดผลเต็มที่ จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินงานด้วย แต่ต้องทำด้วยความถูกต้องตามหลักการ ฉะนั้นจึงต้องสร้างความถูกต้องของข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัญหาขาดองค์ความรู้ด้านนี้ก็มีอยู่ทั่วไปในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย การจัดตั้งเวทีแลกเปลี่ยนความรู้นี้ขึ้นมา จะช่วยสร้างองค์ความรู้ที่เป็นระบบได้มากขึ้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกัน และมีการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการให้นำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด" ดร.อานนท์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

ในส่วนของประเทศไทย ดร.อานนท์ เผยว่าที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ซึ่งผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีอยู่ค่อนข้างมาก แต่องค์ความรู้เหล่านั้นไม่เชื่อมโยงไปสู่ผู้ปฏิบัติจริงหรือประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งปัญหาผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งเวทีนี้จะช่วยให้นักวิจัยและชาวบ้านได้มีโอกาสพบปะกันและเพื่อนำข้อมูลและองค์ความรู้ไปใช้พัฒนากลยุทธ์ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยยึดเอาผู้ปฎิบัติหรือผู้ใช้เป็นตัวตั้ง

ผู้อำนวยการ ศรภอ. เผยอีกว่าเบื้องต้นโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี โดยอันดับแรกจะมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของไทย คือการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนบนของอ่าวไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดย 1 ใน 3 ของรายได้ประชาชาติเกิดขึ้นจากที่นี่ และที่สำคัญพื้นที่ส่วนนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหาด้วยการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแต่เพียงเท่านั้น โดยต้นปีหน้า ศรภอ. จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีใดเข้าไปช่วยเหลือได้บ้าง

นอกจากนี้ยังได้เลือกพื้นที่นำร่องจำนวน 4 หมู่บ้าน ใน อ.กุดชุม, อ.เลิงนกทา และ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นหมู่บ้านเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่มีความเข้มแข็ง แต่ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับฝนแล้งหรือน้ำมากจนทำให้ทำการเกษตรไม่ได้ จึงพิจารณาว่าจะนำเอาความรู้หรือเทคโนโลยีด้านไหนเข้าไปช่วยเหลือหรือส่งเสริมได้บ้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำองค์ความรู้ไปช่วยแก้ปัญหาในชุมชน และเป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ศรภอ. เดิมคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศวภอ.) ซึ่งภายหลังได้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมีการเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดังกล่าว ส่วนโครงการเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 13 ประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (SIDA) และยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมดำเนินงานด้วย อาทิ สำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมประจำภูมิภาคเอเชีย (SENSA) และศูนย์ทรัพยากรระดับภูมิภาคแห่งเอเชียและแปซิฟิก (RRC.AP)

"ดร.สุชนา" ถึงขั้วโลกใต้แล้ว เริ่มขุดเจาะน้ำแข็งเตรียมพร้อมทำงานวิจัย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 มกราคม 2553 01:18 น.

นักวิจัยหญิงไทยถึงขั้วโลกใต้แล้ว พร้อมเริ่มต้นขุดเจาะชั้นน้ำแข็ง เตรียมสำรวจและเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในทะเลแอนตาร์กติกามาตรวจวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ นักวิจัยหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ได้ได้เดินทางร่วมคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาญี่ปุ่นที่ 51 (JARE-51; 51th Japanese Antarctic Research Expedition) เดินทางถึงสถานีวิจัย โชวะ (Syowa Station) ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลเพื่อทำการวิจัยแล้ว

ขณะนี้ ผศ.ดร.สุชนา ได้เริ่มต้นทำงานวิจัยจากการเตรียมพื้นที่ศึกษาบนผืนน้ำแข็งที่ปกคลุมผิวหน้าน้ำทะเล (ทะเลน้ำแข็ง) ร่วมกับทีมนักวิจัยของญี่ปุ่น โดยทำการขุดเจาะผืนน้ำแข็งซึ่งมีความหนาประมาณ 2 เมตร ให้เป็นช่องที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร หลายหลุม เพื่อที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในทะเลขึ้นมา ซึ่งระดับความลึกของน้ำทะเลบริเวณดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 50-60 เมตร และมีหลุมใหญ่อีกหนึ่งหลุมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 150 เซนติเมตร เพื่อเก็บน้ำทะเลและน้ำแข็งมาตรวจวิเคราะห์ ภายใต้อุณหภูมิของน้ำทะเลบริเวณผิวน้ำอยู่ที่ประมาณ 0 องศาเซลเซียส

จากข้อมูลปริมาณการตกของหิมะในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาพบว่า มีพายุหิมะมากกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีหิมะที่ปกคลุมผืนน้ำแข็งหนากว่าปกติ จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะขุดเจาะผืนน้ำแข็งได้สำเร็จ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาขุดเจาะน้ำแข็งสักระยะหนึ่งจึงจะสามารถเริ่มการสำรวจและเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตในทะเลเพื่อศึกษาวิจัยต่อไป

ในช่วงนี้ อุณหภูมิเวลากลางวันที่สถานีโชว์วะ อยู่ที่ประมาณ – 1 ถึง – 2 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากมีกระแสลมที่ค่อนข้างแรง ทำให้มีความรู้สึกว่าหนาวกว่าปกติ ขณะที่อุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนอยู่ที่ประมาณ – 5 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูร้อนของแอนตาร์กติกา ดวงอาทิตย์จึงไม่มีการลับขอบฟ้า ซึ่งหมายถึงการมีแสงแดดตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำกาแฟ ชา น้ำนมดิบและนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนยเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. ...วันที่ 5 มกราคม 2553 .

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำกาแฟ ชา น้ำนมดิบและนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนยเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และ ให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

1. ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีพันธกรณีที่ต้องยกเลิกโควตานำเข้า (Tariff Rate Quotas : TRQ) ให้ แก่ประเทศสมาชิกอื่นเป็น 3 ระยะคือภายในวันที่ 1 มกราคม ของปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (อาทิก้า) ภายใต้ความตกลงดังกล่าว ซึ่งในกรณีของสินค้าเมล็ด กาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชา น้ำนมดิบ และนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย นอกจากจะต้องยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 แล้ว ยังจะต้องลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 สำหรับกาแฟสำเร็จรูป ชา น้ำนมดิบและนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย และร้อยละ 5 สำหรับเมล็ดกาแฟ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเปิดตลาดนำเข้าสินค้าดังกล่าว

2. ในการปฏิบัติตามพันธกรณี AFTA ตาม ข้อ 1 ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการจัดระบบบริหารการนำเข้าโดยกำหนดมาตรการเพื่อปก ป้องชีวิต หรือสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืชได้ตามข้อยกเว้นทั่วไปของความตกลงดังกล่าว

3. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมแจ้งว่า คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้กำหนดมาตรการบริหารการนำเข้ารองรับการเปิดตลาดความตกลงดังกล่าว

4. การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรและยกเว้นการปฏิบัติตามมาตรการที่มิใช่ มาตรการทางด้านภาษีที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดตามข้อ 2 และกำหนดมาตรการบริหารนำเข้าตามข้อ 3 จะต้องออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับการบริหารการนำเข้าสินค้าตามข้อ 1

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)

2. ให้กาแฟ ชา น้ำนมดิบและนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนย ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างข้อ 3)

3. ต้องนำสินค้าตามข้อ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยา ตามเงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดสำหรับแต่ละสินค้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้า (ร่างข้อ 4)

4. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกหนังสือรับรองและรายชื่อด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยา ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนด (ร่างข้อ 5)

5. ให้สินค้าที่นำเข้าตามประกาศนี้ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอื่นที่มิใช่มาตรการทางภาษี ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ร่างข้อ 7)

ธนาคารต้นไม้ : เปลี่ยนต้นไม้เป็นเม็ดเงิน

ผู้เขียน: 
TCDC

คอลัมน์ คิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์

"ต้นไม้" ถือเป็นสินทรัพย์ที่รัฐรับรองว่ามีมูลค่าเป็น ตัวเงิน และผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ กับภาคประชาชนที่ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนในชุมชน โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ช่วยปรับเปลี่ยนค่านิยมและสร้างมูลค่าให้กับไม้ที่มีชีวิต เกิดประโยชน์ที่แตกยอดต่อสาขาจากระดับชุมชนไปถึงระดับโลก

ธนาคารต้นไม้เกิดจากความร่วมมือกันของอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาพะโต๊ะ-หลังสวน และหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรมากกว่าครึ่งที่ประสบปัญหาความยากจนและปัญหาหนี้สิน ทำให้ที่ดินติดจำนองและถูกยึดในที่สุด เกิดปัญหาเกษตรกรขาดแคลนที่ดินทำกิน พื้นที่ เพาะปลูกของประเทศไทยจะกลายเป็นของนายทุนชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดปัญหา เศรษฐกิจและปัญหาสังคมตามมา

ธนาคารต้นไม้จะตีมูลค่าต้นไม้ที่ประชาชนนำมาลงทะเบียนให้เป็นเงิน แปรเป็นทรัพย์สิน สามารถนำไปทดแทนเงิน ใช้เพื่อประกันหนี้สิน ชำระหนี้ ประกันตัว รับรองเครดิตเงินกู้ ฯลฯ ได้ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าของต้นไม้ได้รับการรับรองสิทธิเป็นเจ้าของทั้งต้นไม้และที่ดิน สามารถคิดมูลค่ารวมถึงตัดต้นไม้มาใช้สอยและทำการค้าได้

ขั้นตอนคือเจ้าของนำต้นไม้ไปขึ้นทะเบียนต้นไม้ประเภทที่ใช้เนื้อไม้ได้กับธนาคารต้นไม้ในรูปแบบบัญชีธนาคาร หากต้นไม้ที่ปลูกมีสภาพเหมาะสมตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ รัฐจะจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ปลูกต้นไม้ ต้นละ 100 บาท และราคาจะเพิ่มขึ้นปีละ 100 บาท ทุก ๆ ปี หากต้นไม้อายุ 11-20 ปี ราคาจะขึ้นแบบเท่าตัว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะตีมูลค่าตามประเภทไม้ ความสูง อายุ การดูแลรักษา มูลค่าเพิ่มของไม้ในอนาคต การดูดซับคาร์บอนฯ การเกื้อกูลระบบนิเวศและคุณค่าของต้นไม้ที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติตามธรรมชาติต่าง ๆ

ถือว่าได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะหากรัฐจะปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเอง รัฐจะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 100 บาทต่อต้น การปลูกต้นไม้ในที่ดินของตัวเอง นอกจากเป็นการป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินแล้ว ยังเป็นการขยายพื้นที่ป่าไปด้วยในตัว รวมทั้งช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ ปรับปรุงสภาพดิน และช่วยลดปัญหาโลกร้อนอีกด้วย

ธนาคารต้นไม้ ยังคงมุ่งขยายสาขาต่อไป เพื่อเผยแพร่แนวความคิดและค่านิยมการปลูกต้นไม้ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายสาขาให้มากกว่า 80 สาขาภายในปี 2555 ด้วยจำนวนต้นไม้อย่างน้อย 9,999,999 ต้น เริ่มจากจังหวัดชุมพรแล้วขยายเครือข่ายไปยังจังหวัด ต่าง ๆ ในภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน เฉพาะในจังหวัดชุมพรเป็นจังหวัดนำร่อง และพื้นที่ใกล้เคียงมีธนาคารต้นไม้กว่า 60 สาขา สร้างมูลค่าได้หลายสิบล้านบาท

สิ่งตอบแทนที่สำคัญอีกอย่างที่ได้รับจากธนาคารต้นไม้ คือเกิดการสร้างงานและความสามัคคีในชุมชน เจ้าของที่ดินจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยกันปลูกและดูแลต้นไม้ บ้างก็ช่วยกันปลูกโดยไม่คิดค่าตอบแทน มีการฝากขายจ่ายแจก และแลกเปลี่ยนพันธุ์ต้นไม้กันในหมู่สมาชิก

ธนาคารต้นไม้ ถือเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยม ในการจัดการกับปัญหาโลกร้อนและความยากจนอย่างสร้างสรรค์ เพราะถ้าปลูกต้นไม้แล้วมีแต่ได้กับได้สำหรับทุกฝ่ายแบบนี้ คงไม่ใช่เพียงความฝันที่เราจะได้เห็นเมืองไทยกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง

ข้อมูลและภาพจาก www.treebankthai.com, treebank.multiply.com และ www.tvburabha.com

การเจรจาเรื่องโลกร้อนในปี ค.ศ.2010 หลังโคเปนเฮเกน

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงาน MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

4 มกราคม 2553

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าการเจรจาจัดทำความตกลงเรื่องโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนจบลงด้วยความล้มเหลว หมายความว่าไม่ได้ข้อสรุปยุติตาม Bali Road Map ที่ตั้งเป้าเจรจากันให้เสร็จภายในปี 2009 ทั้งในส่วนของพิธีสารเกียวโตและในส่วนของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) สิ่งที่มีการกล่าวถึงกันอยู่มากแล้ว คือ Copenhagen Accord ซึ่งรัฐสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมไม่ได้มีมติให้การรับรอง เป็นเพียงการบันทึกรับทราบไว้ว่ามีเอกสารฉบับนี้อยู่ แต่ไม่ได้มีสภาพบังคับแต่อย่างใด จึงคาดการณ์ได้ว่าสิ้นสุดเดือนมกราคมปี 2010 ตามที่กำหนดไว้ใน Copenhagen Accord จะมีรัฐสมาชิกจำนวนไม่มากที่จะประกาศตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกหรือแผนการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อไปเติมข้อมูลในตารางภาคผนวกของ Copenhagen Accord และจะมีเป้าหมายการลดก๊าซรวมต่ำกว่าระดับที่ต้องการเพื่อการควบคุมอุณหภูมิของบรรยากาศโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส

มติสำคัญเรื่องหนึ่งจากการประชุมที่โคเปนเฮเกนที่ยังกล่าวถึงกันไม่มาก คือ รัฐภาคีมีมติให้ขยายการเจรจาของกลุ่ม Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action ภายใต้อนุสัญญา UNFCCC ออกไปอีก 1 ปี และให้เสร็จภายในการประชุม COP ครั้งที่ 16 ต้นเดือนธันวาคม 2010

ในเอกสารเจรจาหลักฉบับล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาที่โคเปนเฮเกน (FCCC/AWGLCA/2009/L.7/Rev.1) ได้กำหนดประเด็นการเจรจาไว้ 6 เรื่องสำคัญ คือ เป้าหมายร่วมกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวรองรับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน พันกรณีหรือการดำเนินงานอย่างเหมาะสมเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ(NAMA) ของประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา กลไกทางการเงินและการลงทุน การพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโลกร้อน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะเรื่องเป้าหมายร่วมกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และเรื่อง NAMA

ประเด็นสำคัญที่ยังต้องเจรจากันต่อไปในเรื่องเป้าหมายร่วมกันเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก มีหลายเรื่องและจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งโดยทางตรงหรือทางอ้อม ตัวอย่างเช่น

เรื่องระดับอุณหภูมิบรรยากาศโลกที่ต้องการควบคุมไม่ให้เกิน ตัวเลขในเอกสารขณะนี้มีทั้ง 2 องศา 1.5 และ 1 องศาเซลเซียส

เรื่องเป้าหมายปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกที่ต้องลด ตัวเลขการเจรจาอยู่ที่ระดับ 50% หรือ 85% หรือ 95% จากระดับที่เคยปล่อยในปี 1990 ให้ได้ภายในปี 2050 และต้องมีการลดลงไปอีกหลังจากนั้น

เรื่องการพันธกรณีการลดก๊าซของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขการเจรจามีหลายระดับ ตั้งแต่ ลด 75-85% หรือ ลดอย่างน้อย 80-85% หรือ มากกว่า 95% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2050 หรือ ลดมากกว่า 100% จากระดับปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2040 ตัวเลขท้ายสุดเป็นข้อเสนอที่เพิ่มขึ้นมาจากการประชุมที่โคเปนเฮเกน

ในหัวข้อเรื่อง NAMA เป็นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2020 สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เป้าหมายการลดก๊าซที่ปรากฎอยู่ในเอกสารอยู่ที่ระดับ อย่างน้อย 25-40% หรือ ที่ระดับ 30% หรือ 40% หรือ 45% หรือ 49% หรือ X% (คือ ผลรวมของตัวเลขทั้งหมด) โดยลดจากปี 1990 หรือปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2017 หรือ 2020 ดังนั้นการเจรจาในเรื่องนี้จึงมีทั้งเรื่องตัวเลขเป้าหมายการลด ปีฐานที่ใช้อ้างอิง และระยะเวลาการลด

สำหรับกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา มีข้อเจรจาด้วยว่าเป้าหมายการลดก๊าซอยู่ภายใต้เงื่อนไขการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถ โดยมีตัวเลขเป้าหมายการลดที่ปรากฎอยู่ในเอกสาร 2 ทางเลือก คือ (หนึ่ง)ให้ลดอย่างมากจากระดับที่ปล่อยปกติโดยไม่ได้มีมาตรการลดก๊าซ แต่ไม่ได้กำหนดตัวเลขการลดไว้ หรือ (สอง) ให้ลดการปล่อยก๊าซในระดับ 15-30% ภายในปี 2020

ประเด็นการเจรจาทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้น ยังไม่ได้ข้อยุติทั้งสิ้น เป็นประเด็นเจรจาที่มีความขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่องก่อนการประชุมที่โคเปนเฮเกน และเกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นในการเจรจาที่โคเปนเฮเกน ความเสี่ยงของสิ่งแวดล้อมโลกและมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับการเจรจาเรื่องโลกร้อนในปี 2010 โดยเฉพาะจุดยืนของสหรัฐอเมริกาและจีน

การเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน เพื่อบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List)...4 มกราคม 2554

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบในการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน ต่อศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ ในการดำเนินการเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลกให้กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปประสานงานกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและให้ได้รับความร่วม มือจากประชาชนและชุมชนในพื้นที่ด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. การเสนอชื่อแหล่งมรดกทางธรรมชาติพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน เพื่อบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นการดำเนินการตามพันธกรณีในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และตามแนวทางการอนุวัตตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก (Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Convention) ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

2. พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติของไทยที่มีคุณค่าความ โดดเด่นระดับสากลที่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก พิจารณาแล้วเห็นควรจัดทำรายละเอียดเพื่อบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส จึงมีมติให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำความเห็นของที่ประชุมไปพิจารณาจัดทำเอกสารการนำเสนอพื้นที่กลุ่มป่า แก่งกระจานเป็นมรดกโลก ซึ่งสาระสำคัญของการนำเสนอพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก สรุปได้ดังนี้

2.1 ข้อมูลทั่วไป ประกอบด้วย ภาคีสมาชิกผู้จัดเตรียมการเสนอชื่อ ที่อยู่ สถาบัน/หน่วยงาน วันที่เสนอ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ โทรสาร โทรศัพท์

2.2 ข้อมูลแหล่งมรดกทางธรรมชาติ ประกอบด้วย ชื่อของพื้นที่ จังหวัด พิกัดทางภูมิศาสตร์

2.3 ข้อมูลคุณลักษณะ พื้นที่ กลุ่มป่าแก่งกระจานตั้งอยู่ทิศด้านลาดฝั่งตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี ติดต่อกับผืนป่าประเทศเมียนมาร์ มีพื้นที่ทั้งหมดรวม 482,225 เฮกตาร์ ประกอบด้วยพื้นที่ 5 แห่ง คือ (1) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี (2) อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (3) อุทยานแห่งชาติกุยบุรี (4) อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน (อยู่ระหว่างการเตรียมการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ) และ (5) พื้นที่แนวเชื่อมต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและกุยบุรี ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตปลอดภัยทางทหาร พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานจัดอยู่ในเขตนิเวศอินโดมาลายัน (Indo-Malayan Ecoregion) กลุ่ม Tenasserim-South Thailand semi-evergreen rain forests ชนิดป่าที่ปกคลุมพื้นที่มากที่สุดคือป่าดิบแล้ง ปกคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 59 เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำภาชี แม่แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำกุยบุรี

2.4 การมีคุณค่าความโดดเด่นเป็นสากล : เป็น ศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยพบชนิดพันธุ์สัตว์อย่างน้อย 720 ชนิด มีการกระจายพันธุ์จากถิ่นอาศัยทางใต้ขึ้นไปจนถึงบริเวณเหนือสุด เช่น ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกบั้งรอกปากแดง และนกปรอดสีน้ำตาลตาแดง ปาดป่าจุดขาว และค่างดำ เป็นต้น นอกจากนั้น ยัง เป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างเขตภูมิพฤกษ์ (Floristic-provinces) 4 ลักษณะเด่น ได้แก่ (1) Indo-Burmese หรือ Himalayan (2) Indo-Malaysian (3) Annamatic และ (4) Andamanese พบการปรากฏของพืชเฉพาะถิ่น เช่น จำปีเพชร (Magnolia mediocris) และจำปีดอย (M.gustavii) ซึ่งราชอาณาจักรไทยพบเฉพาะในพื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานเท่านั้น เป็นแหล่งสำคัญของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) คือ จระเข้น้ำจืด และได้รับการประกาศเป็นมรดกแห่งอาเซียน เมื่อปี พ.ศ. 2546

2.5 เกณฑ์ที่เหมาะสม : พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานตรงกับเกณฑ์ ข้อที่ 10 คือ “ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ในถิ่นที่อยู่ (In-situ conservation) ของความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงถิ่นที่อยู่ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามที่มีความโดดเด่นเป็นสากลทั้ง จากมุมมองของวิทยาศาสตร์หรือการอนุรักษ์”

2.6 การเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน : พื้นที่ กลุ่มป่าแก่งกระจานเป็นเขตนิเวศเดียวกันกับพื้นที่แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ แห่งแรกของไทย คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง แต่ตั้งอยู่ห่างไปทางตอนใต้ของทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ประมาณ 220 กิโลเมตร จึงทำให้มีความชุ่มชื้นมากกว่ามีสัดส่วนของป่าดิบแล้งมากกว่า และมีชนิดพันธุ์ในเขต Sundiac ที่หลากหลายกว่า

เมื่ออารยธรรมล่มสลายเพราะมนุษย์พยายามอยู่เหนือธรรมชาติ

ผู้เขียน: 
พัชรพิมพ์ เสถบุตร

หลายคนตระหนักว่า ทรัพยากรธรรมชาติมีขอบเขตจำกัด แม้แต่ทรัพยากรที่คืนรูปได้ เช่น ลม แสงอาทิตย์ ก็ยังมีขีดจำกัด มีศักยภาพที่ใช้ได้เป็นบางเวลา และบางพื้นที่ คนส่วนใหญ่อาจเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ คนบางพวกที่มีอำนาจและเงินยังพยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้มากที่สุด โดยไม่เกรงใจเทพยดาฟ้าดิน บางคนอาจจะมีมุมมองว่าเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจย่อมต้องการผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด พลังความต้องการของมนุษย์อาจไม่มีที่สิ้นสุด แต่ขอบเขตที่ธรรมชาติให้ได้นั้นมีอยู่จำกัดแน่ และในที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ หากการกอบโกยทรัพยากรเป็นกิจกรรมเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่บันยะบันยัง ก็อาจนำไปสู่การล่มสลายได้ ดังกรณีตัวอย่างที่ยกมานี้

กรณีตัวอย่างของการล่มสลาย

เกาะ Easter เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงการล่มสลาย เมื่อเกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ผิดพลาด เกาะ Easter ตั้งอยู่ในทะเลแปซิฟิกตอนใต้ ห่าง จากชายฝั่งทะเลประเทศชิลีประมาณ 3,800 กิโลเมตร ในศตวรรษ ค.ศ.100 มีมนุษย์เข้าไปตั้งรกราก ปรากฏหลักฐานอันเป็นที่ฉงนว่า ชาวเกาะมีอารยธรรมและ เทคโนโลยีที่รุ่งเรืองล้ำหน้าชนเผ่าอื่นๆ ในยุคนั้นมาก หลักฐานที่สำคัญคือรูปปั้นขนาดมหึมาที่เรียกว่า Moai Statues กระจัดกระจายอยู่รอบเกาะ แต่ละชิ้นมีความสูงไม่ต่ำกว่า 10 เมตร หนักหลายตัน ทำขึ้นจากหินภูเขาไฟบนเกาะ Moai ถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงชีวิตและความตาย อันเป็นการบูชาบรรพบุรุษ การพัฒนาบนเกาะเติบโตจนมีการขยายตัวของ ประชากรออกไปหนาแน่น จนเกษตรกรรม ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ ป่าไม้ถูกโค่น ดินเสื่อมโทรมพังทลาย อารยธรรม เจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ 1,000 ปี

เมื่อชาวดัตช์เดินทางมาพบเกาะ Easter ในศตวรรษที่ 15 อารยธรรมได้ล่มสลายไปแล้ว มีชาวเกาะหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ในปี ค.ศ.1840 มีชาวตะวันตกเข้าไป ศึกษาขุดค้นซากอารยธรรมได้ตั้งข้อสงสัยกันว่า อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงแห่งการล่มสลาย คำตอบขั้นแรกก็คือการขาดแคลนอาหารเนื่องจากมีประชากรมากเกินไป ร่วมกับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและมีความยืดหยุ่นน้อยของเกาะ ความขาด แคลนทำให้เกิดการแก่งแย่งกันจนรบราฆ่าฟันกันเองราบเรียบ

บางทฤษฎีอ้างว่าเกิดจากการเอาหนู ซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่นขึ้นมาบนเกาะ ด้วยหวังว่าจะเลี้ยงให้เป็นอาหารโปรตีนของชาวเกาะ แต่การณ์กลับเป็นว่าหนูขยายพันธุ์อย่างรวด เร็ว เพราะไม่มีสัตว์ผู้ล่า รุกรานพืชสัตว์และเกษตรกรรมบนเกาะเสียหาย ทำให้เกิดการขาดแคลนอาหาร และในที่สุดคนก็ล้มหายตายจากไปด้วย

ปัจจุบันเกาะ Easter มีสภาพเป็นทุ่งหญ้าโล่ง มีรูปปั้น Moai ล้มระเนระนาด กระจัดกระจาย มีประชากรเล็กน้อย บทเรียนจากเกาะ Easter สอนอะไรเราได้บ้าง แม้ว่าจะเป็นเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งแต่เราก็เรียนรู้อะไรได้หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมนั้นแยกออกจากกันไม่ได้ ต้องพึ่งพิงรักษาซึ่งกันและกันเสมอ เราตระหนักได้ว่า การตัดไม้ทำลายป่าและ การใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน คือใช้อย่าง ไม่คิดถึงอนาคต สร้างความหายนะมากแค่ ไหน การวางแผนพัฒนาต้องทำอย่างรอบ คอบ หากผิดพลาดเช่นการเอาพันธุ์ต่างถิ่น เข้ามาอาจเป็นอันตราย คุกคามพันธุ์ท้องถิ่น (รวมทั้งคน) ให้สูญหายไปหมดได้

กรณีตัวอย่างอีกอันหนึ่งที่กำลังมีอันเป็นไปอยู่ในเวลานี้คือโครงการ Dubai World และ The Palms ของประเทศสหรัฐ อาหรับเอมิเรสต์ ข่าวคราวออกมาสะพัดอยู่ทุกวันนี้ว่าสถานภาพทางเศรษฐกิจและ มูลค่าตลาดสินทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงไปในรูปใด หากมองในแง่ดีก็คาดว่าจะมีการฟื้นตัว ถ้ามองในแง่ร้ายก็จะเห็นว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและกายภาพที่เกิดขึ้นนั้นยากที่จะเยียวยา ไม่สามารถแก้ไขได้ง่ายนัก

โครงการรัฐดูไบ อันเป็นนวัตกรรมสุดอลังการนั้น โครงการแรกเรียกว่า The Palms เป็นการเนรมิตเกาะขึ้นมาเป็นรูปใบ ปาล์มมีทั้งหมด 3 ใบปาล์ม สร้างขึ้นจากการขุดทรายในบริเวณชายฝั่งทะเลขึ้นมากองให้เป็นเกาะ เป็น man-made islands มี breakwater หรือแนวกันคลื่นกั้นไว้ระหว่างเกาะและทะเลเปิด การออกแบบมีการวางแผนไว้เป็นขั้นเป็นตอน ขั้นแรกเป็นการก่อสร้างฐานราก (land foundation) เป็นพื้นฐานรองรับสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่จะเนรมิต ขนเอาหินและทรายเข้ามาถมอัดให้เป็นพื้นแข็ง ขั้นที่ 2 เป็นการสร้างระบบ โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ระบบส่งน้ำ ระบายน้ำ ถนน สนามบิน สะพานเชื่อมระหว่างเกาะ ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ขั้นที่ 3 คือการก่อสร้างอาคาร ตึกสูง shopping complex และสถานบันเทิงที่ออกแบบไว้อย่างครบครัน

อภิมหาโครงการแห่งที่สองต่อเนื่องจาก The Palms คือ The Archipelago ที่ยิ่งใหญ่อลังการ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก The Archipelago ประกอบด้วยเกาะ 300 เกาะ สร้างขึ้นตามรูปแบบทวีปต่างๆ ของแผนที่โลก ถมทะเลด้วยทรายเช่นเดียวกับ The Palms แต่ละเกาะจะมีสถานบันเทิงและสวรรค์บนดินต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะให้เป็น tourist attractions ที่จะดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยว นักชอปปิ้งเข้ามาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อเริ่มวางแผน นักเศรษฐศาสตร์และนักบริหารสินทรัพย์ ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ต่างออกมาสรรเสริญรัฐบาลดูไบว่า มีแนวความคิดริเริ่มที่ปราดเปรื่อง แปลกใหม่ กล้าคิดกล้าทำ เป็นการวางแผนรองรับอนาคต จากการที่ UAE มีแหล่งน้ำมันสำรองลดลง สามารถขุดน้ำมัน ขายต่อไปได้อีกประมาณ 20-30 ปี รัฐบาล จึงต้องหาทางออก หารายได้เพื่อมาชดเชย การขายน้ำมันที่นับวันจะมีปริมาณลดลงๆ

สิ่งที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นและเปิดเผย ออกมา คือผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการที่ผืนดินทรุดตัวลง มีการเลื่อนไหลของทรายออกไปในทะเล ด้วยการซัดของคลื่นและกระแสน้ำทะเลเปลี่ยนทิศทางผิดธรรมชาติ และอีกหลายอย่างที่นึกไม่ถึง ปรากฏขึ้นมาทีละอย่างสองอย่าง เมื่อสภาพความเป็นจริง เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ลดลงและมีผู้เข้ามาลงทุนน้อยลง ตลอดจนค่าใช้จ่ายค่าก่อสร้างก็สูงขึ้นเพื่อแก้ไขผลกระทบทั้งหมดนี้ทำให้โครงการ ทั้ง The Palms และ The Archipelago อยู่ในสถานะลูกผีลูกคนอยู่ในเวลานี้ มหาเศรษฐี ที่หลวมตัวเข้าไปซื้อที่ดินไว้ฝันว่าจะเป็นเจ้าของเกาะสุดหรูอลังการก็ต้องฝันสลายและสูญเสียเงินไปด้วย ในจำนวนนี้ก็มีดารา เช่น แบรด พิตต์ นักฟุตบอลเช่น เดวิด เบ็คเฮม นักเทนนิสเช่น มาเรีย ชาราโปวา ที่ขาดไม่ได้ก็คือมหาเศรษฐีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยก็ร่วมอยู่ในสังฆกรรมนี้ด้วย

เราคงจะต้องดูกรณีของดูไบกันต่อไปว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยแก้ไขอะไรได้บ้าง บางคนเชื่อว่าอำนาจเงินทำอะไรได้ทุกอย่าง แต่บางคนก็เชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะอยู่เหนือฟ้าดินได้

บทเรียนที่ควรสังวร

หากวิเคราะห์ปัญหาการล่มสลายของเกาะอีสเตอร์ ก็จะเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมในครั้งกระโน้นก็ไม่แตกต่างไปจากยุคปัจจุบันสักเท่าไร ล้วนมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ

การขยายตัวประชากรจนหนาแน่น

เทคโนโลยีหรือการกระทำเพื่อสนอง ความต้องการใหม่ๆ เทคโนโลยีบางอย่างที่เหมาะสมก็ช่วยให้เกิดการพัฒนาขึ้นเจริญขึ้น แต่ถ้าเทคโนโลยีนั้นขัดแย้งกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นการทำลาย

ในช่วง 1,300 ปี ตั้งแต่ชาวเกาะเข้ามาตั้งรกรากในราว ค.ศ.300-400 จนถึงเมื่อชาวยุโรปไปพบเกาะในราวปี ค.ศ.1722 ได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ผู้ทำการวิเคราะห์ได้เข้าไปศึกษาทั้งในด้านชีววิทยา สิ่งแวดล้อม สังคมและวิวัฒนาการ สรุปไว้ว่า ขีดความสามารถของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรบนเกาะ (carrying capacity) ไม่อาจรองรับประชากรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ร่วมกับนโยบายแก้ไขที่ผิดพลาด

ความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรรม ที่ให้ผลดีบนเกาะทำให้ประชากรกินดีอยู่ดี จนขยายตัวหนาแน่น ผลก็คือความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น มีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมออกไปมากขึ้นๆ โดยไม่ตระหนักถึงขีดจำกัด เกิดการแผ้วถางป่าและปัญหาดินพังทลายตามมา สภาพดินเริ่มเสื่อมโทรมผลิตอาหารได้น้อยลง ป่าไม้ที่ซึมซับแหล่งน้ำ ความชุ่มชื้นก็ค่อยๆ สูญไป เกิดการขาดแคลนทั้งน้ำและอาหาร สถานการณ์ความเสื่อมโทรมน่าจะค่อยๆ เกิดขึ้นอยู่สองสามร้อยปี ในระหว่างนั้นก็มีนโยบายการแก้ไขที่ผิดพลาด นก (seabirds) ที่เคยมีอยู่มากมายก็ค่อยๆ สูญพันธุ์ไป เพราะความนิยมเอาไข่นกมากิน นกเหล่านี้มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารและความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศบนเกาะ การจับปลาเป็นอาหารก็ยากขึ้นเพราะขาดแคลนไม้ที่จะมาทำเป็นเรือออกทะเล

นอกจากนั้นพิธีกรรมความเชื่อในการสร้าง Moai เพื่อบูชาบรรพบุรุษก็ทำให้ชาวเกาะเสียพลังงานและแรงงานไปมาก สุดท้ายที่ร้ายที่สุดก็คือ การเอาหนูซึ่งเป็นสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาขยายพันธุ์บนเกาะ เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน แต่กลับมารุกรานทั้งพืชสัตว์ประจำถิ่นจนล้มหายตายจากไปหมด การกระทำที่ผิดพลาดเหล่านี้สะสมมากขึ้นๆ และส่งผลย้อนกลับมาสู่มนุษย์ได้อย่างเป็นทวีคูณ จนทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมบนเกาะไปได้อย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ ทุกวันนี้เกาะอีสเตอร์กลาย เป็นเกาะที่มีแต่ทุ่งหญ้าโล่งๆ มีชาวเกาะอาศัยอยู่เล็กน้อย

ส่วนกรณีเกาะสวรรค์ในทะเลดูไบยังไม่เห็นผลชัดเจนนักว่าจะออกมาในรูปใด เทคโนโลยีสมัยใหม่จะอยู่เหนือธรรมชาติได้หรือไม่ เทคโนโลยีอาจจะพาเราออกไปนอกโลก พ้นจากแรงดึงดูดและกฎเกณฑ์ของโลกได้ แต่ก็ต้องเข้าไปอยู่ในกฎเกณฑ์ของจักรวาล ซึ่งน่าจะลึกลับซับซ้อนมากกว่าโลกหลายเท่า และก็คงหนีไม่พ้นหลักสัจธรรมคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นแน่

ประเทศไทยกำลังกาวอยู่ในทิศทาง
ที่เจริญหรือล่มสลาย

การเรียนรู้กรณีของเกาะอีสเตอร์และดูไบ อาจทำให้สงสัยว่าในระบบเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะนำโลกไปสู่สภาวการณ์อย่างไรในอนาคตและประเทศไทยจะอยู่ในทิศทางใด

ก่อนอื่นเราอาจต้องมาตอบคำถาม เหล่านี้กันก่อน

- การใช้ทรัพยากรธรรมชาติของเราเวลานี้อยู่ในอัตราที่สูงเกินขีดความสามารถที่รองรับได้หรือไม่

- นโยบายสนองความต้องการ demand ของเราอยู่ในทิศทางที่เสริมสร้างหรือทำลาย

ในการตอบคำถามแรกต้องลองดูความเป็นไปในประเทศไทย ทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่าง เช่น ป่าไม้ ดิน น้ำใต้ดิน เราใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีเหลืออยู่บ้าง ก็ไม่ค่อยพอใช้และรัฐไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการบริหารจัดการและควบคุมผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ ศักยภาพของเราเกือบทุกด้านยังอ่อนแอ นโยบายไม่ชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายอ่อน โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ส่วนความสามารถในการบูรณาการ การศึกษา และการมีส่วนร่วมของเราก็ยังไม่มีระบบที่ปฏิบัติได้ผลจริง มีแต่ตัวหนังสือที่จารึกไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีกลไกที่ใช้ให้ได้ผล

ส่วนคำถามที่สอง ก็มีแนวโน้มเห็นว่านโยบายของประเทศไทยมุ่งเน้นการเพิ่มอัตรา GDP เป็นสำคัญ และให้ความสำคัญทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับรองๆ ลงมาเท่านั้น

ทำไมการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาถึงล่าช้า

ผู้เขียน: 
สิทธิกร นิพภยะ

วันที่ 30 พฤศจิกายน-2 ธันวาคม 2553 นี้ จะมีการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 7 ขึ้น ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ การประชุมระดับรัฐมนตรีนี้เป็นองค์กรสูงสุดขององค์การการค้าโลก เพื่อเป็นเวทีการเจรจาและการตัดสินใจประเด็นสำคัญต่าง ๆ ตามความตกลง WTO แล้ว ประเทศสมาชิกจะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีขึ้นทุก 2 ปี สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "องค์การการค้าโลก ระดับการค้าพหุภาคีนิยม และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน"

ประเด็นสำคัญหนึ่งของการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO คือ การติดตามความก้าวหน้าและดำเนินการกรอบการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา การค้าพหุภาคีรอบโดฮาเริ่มขึ้นในการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 แม้ว่าความสำเร็จของการเจรจามิได้อยู่ที่ว่า

การเจรจานั้นสามารถตกลงระหว่างประเทศสมาชิกร่วมกันได้ด้วยระยะเวลาอันสั้น หากอยู่ที่ว่า

การเจรจานั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์การเจรจามากน้อยเพียงใด สำหรับการเจรจาพหุภาคีรอบโดฮานี้ วัตถุประสงค์หนึ่งของการเจรจาคือให้ประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ได้รับประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา การเจรจาเป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ความล้มเหลวบังเกิดขึ้นเด่นชัดและบ่อยครั้งกว่าความก้าวหน้าของการเจรจา ความชะงักงันของการเจรจาครั้งล่าสุดคือ ความล้มเหลวของการประชุมระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการของ WTO เมื่อปี 2552 เมื่อประเทศสมาชิกจำนวนหนึ่งไม่สามารถตกลงกันในประเด็นมาตรการกลไกการปกป้องพิเศษ (SSMs) สำหรับการค้าสินค้าเกษตรได้ทำให้เกิดคำถามหนึ่งว่า เหตุใดการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาถึงล่าช้า

ความล่าช้าหรือความชะงักงันของการเจรจาพหุภาคีรอบโดฮาเป็นผลจากหลายปัจจัย ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้การเจรจาเป็นไปอย่างชะงักงันคือ ความไม่สมดุลของอำนาจทางเศรษฐกิจกับสถาบันในองค์การการค้าโลก เป้าหมายและผลจากการเจรจา และบทบาทของประธานการประชุม

สถาบันหนึ่งขององค์การการค้าโลกคือ การตัดสินใจภายใต้ WTO เป็นไปตามหลักการฉันทามติ และประเทศสมาชิกแต่ละประเทศมีเสียงในการตัดสินใจเท่ากัน นั่นคือในทางหลักการแล้ว ไม่ว่าประเทศสมาชิกนั้นจะเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ประเทศเหล่านี้ล้วนแต่มีเสียงในการตัดสินใจไม่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อประเทศสมาชิกที่มีขนาดทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เรียกร้องประเด็นต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะตน ข้อเรียกร้องเหล่านี้จึงถูกคัดค้านจากประเทศอื่นได้โดยง่าย

แม้ว่าในทางหลักการ ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะมีเสียงในการตัดสินใจเท่ากัน แต่ในทางปฏิบัติของการเจรจาภายใต้ WTO แล้ว ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศหาได้มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการเจรจาได้อย่างแท้จริงไม่ ด้วยจำนวนประเทศสมาชิกว่า 150 ประเทศ การเจรจาเพื่อผลักดันประเด็นหนึ่งประเด็นใดให้คืบหน้านั้นจึงยากที่จะเป็นการเจรจากันระหว่างประเทศสมาชิกทั้งหมด ดังนั้นการเจรจาภายใต้ WTO ส่วนใหญ่จึงเป็นการผลักดันจากกลุ่มประเทศแกนนำการเจรจาเพียงบางประเทศ ผลการเจรจาจากกลุ่มประเทศแกนนำจะถ่ายทอดมาให้ประเทศสมาชิก WTO ชายขอบต่าง ๆ เพียงแต่ให้รับทราบ

สิทธิเป็นประเทศกลุ่มแกนนำนี้ขึ้นอยู่กับความสำคัญของขนาดเศรษฐกิจ (รวมถึงการเมืองระหว่างประเทศและประเด็นการเจรจา) ประเทศใดที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประเทศนั้นก็จะได้รับสิทธิ (โดยพฤตินัย) ให้เข้าร่วมประชุมในฐานะประเทศแกนนำ ดังนั้นจึงแน่นอนว่าประเทศสมาชิกกลุ่มประเทศแกนนำจึงมักประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และบราซิล โดยปราศจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดเล็ก อาทิ ชาด และมาลี การได้รับสิทธิ (โดยพฤตินัย) เข้าร่วมประชุมกลุ่มแกนนำเช่นนี้ จึงทำให้การเจรจาขัดต่อหลักการความโปร่งใส และสร้างความขุ่นเคืองใจแก่ประเทศที่มิได้มีส่วนร่วมในการเจรจาอย่างแท้จริง อันส่งผลให้การเจรจามีความคืบหน้าไม่มากนัก

นอกจากนี้ความล่าช้าในการเจรจายังเป็นส่วนหนึ่งจากลักษณะการเจรจาภายใต้ WTO กล่าวคือ การเจรจาภายใต้ WTO เป็นการเจรจาผูกพันมาตรการการเปิดเสรีขั้นต่ำ อาทิ การผูกพันอัตราภาษีนำเข้าขั้นต่ำ ประเทศสมาชิกจะเจรจาลดอัตราภาษีที่ผูกพัน (อัตราภาษี MFN) อย่างไรก็ตาม WTO มิได้ห้ามมิให้ประเทศสมาชิกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าอัตราภาษีที่ได้ผูกพันกันไว้ หากการเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าเป็นไปตามหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้นประเทศสมาชิกจำนวนไม่น้อยจึงมีอัตราภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจริงต่ำกว่าอัตราภาษีที่ผูกพัน ลักษณะการเจรจาผูกพันมาตรการเปิดเสรีขั้นต่ำนี้ จึงทำให้เป้าหมายและผลการเจรจาแตกต่างกัน

ประเทศพัฒนาแล้วต้องการเพิ่มการเข้าถึงตลาดสินค้าอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดใหม่ (emerging market) อย่างเช่น อินเดีย บราซิล และจีน ประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป จึงต้องการให้ประเทศตลาดใหม่เหล่านี้ลดอัตราภาษีที่ผูกพันลงอย่างเพียงพอให้อัตราภาษีที่เรียกเก็บจริงลดลงตามไปด้วย แต่ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นตลาดใหม่กลับเห็นว่า ตนต้องมีภาระผูกพันดำเนินการเป็นอย่างมากจากการลดอัตราภาษีนำเข้า

ในลักษณะเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องการให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตร ประเทศกำลังพัฒนาจึงเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการผูกพันการอุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตรลงอย่างมาก เพื่อให้เกิดผลการลดการอุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตรลงอย่างแท้จริง แต่ประเทศพัฒนาแล้วก็เห็นว่า หากตนต้องลดการผูกพันการอุดหนุนการผลิตสินค้าเกษตรลงตามข้อเรียกร้องของประเทศกำลังพัฒนา ก็จะเกิดภาระการดำเนินการอย่างมากเกินไป ดังนั้นความแตกต่างระหว่างเป้าหมายที่แต่ละประเทศต้องการกับผลการเจรจา จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเจรจาพหุภาคีรอบโดฮาล่าช้า

สาเหตุประการสุดท้ายที่ส่งผลให้การเจรจาพหุภาคีรอบโดฮาล่าช้า คือ บทบาทของประธานกลุ่มการเจรจา การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาดำเนินการภายใต้คณะกรรมการเจรจาการค้า คณะกรรมการนี้ประกอบด้วยผู้แทนประเทศสมาชิก WTO และมีผู้อำนวยการ WTO เป็นประธาน คณะกรรมการเจรจาการค้าดำเนินการเจรจาโดยการแยกประเด็นการเจรจาตามกลุ่มการเจรจาต่าง ๆ กลุ่มการเจรจาหนึ่งที่มีความสำคัญ คือ กลุ่มการเจรจาเรื่องการเกษตร ซึ่งรับผิดชอบเจรจาประเด็นเรื่องการค้าสินค้าเกษตร (รวมถึงฝ้าย) และกลุ่มการเจรจาเรื่องการเข้าถึงตลาดสินค้าที่มิใช่เกษตร (NAMA) กลุ่มการเจรจาต่าง ๆ จะคัดเลือกประธานกลุ่มการเจรจาจากผู้แทนประเทศสมาชิก WTO

บทบาทของประธานกลุ่มการเจรจาส่งผลต่อความคืบหน้าการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา หากประธานกลุ่มการเจรจารับฟังและสะท้อนจุดยืนของประเทศสมาชิกได้อย่างสมดุลแล้ว การเจรจาย่อมมีความคืบหน้า ในทางตรงกันข้าม หากประธานกลุ่มการเจรจาสะท้อนจุดยืนหรือข้อเรียกร้องเพียงบางฝ่ายแล้ว ย่อมทำให้การเจรจาสะดุดและชะงักลง ด้วยประเทศที่มิได้รับความเป็นธรรมเหล่านี้จะวิพากษ์การดำเนินงานของประธานการเจรจา ตัวอย่างหนึ่งของบทบาทประธานกลุ่มการเจรจาที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าการเจรจาพหุภาคีรอบโดฮา คือ บทบาทประธานกลุ่มเรื่องการค้าสินค้าการเกษตร และบทบาทประธานกลุ่ม NAMA ในขณะที่ร่างกรอบการเจรจาที่จัดทำขึ้นโดยประธานกลุ่มการเจรจาสินค้าเกษตรสะท้อนจุดยืนของประเทศสมาชิกต่าง ๆ แต่ร่างกรอบการเจรจาที่จัดทำขึ้นโดยประธานกลุ่ม NAMA กลับโน้มเอียงจุดยืนหรือข้อเรียกร้องของประเทศพัฒนาเป็นสำคัญ ความกระเท่เร่ของร่างกรอบการเจรจาเรื่อง NAMA นี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศไม่พอใจการดำเนินงานของประธาน และส่งผลให้การเจรจาพหุภาคีรอบโดฮาเกิดความล่าช้าด้วยเช่นกัน

สาเหตุความล่าช้าดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ในระยะสั้น อาทิ บทบาทการดำเนินการของประธานกลุ่มการเจรจา อีกส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุทางด้านสถาบันที่ยังแก้ไขมิได้ในระยะสั้น ดังนั้นสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 7 ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ประเทศสมาชิกจะตระหนักและดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อผลักดันให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้หรือไม่ คงต้องติดตามกัน

by ThaiWebExpert