สภาวะอากาศ เปลี่ยนแปลง คนเกาะเหลาต้องปรับตัว

ผู้เขียน: 
ประสาร สถานสถิตย์ มูลนิธิรักษ์ไทย

TDRI ชี้SMEsนับแสนรายเตรียมเจ๊งเซ่นกม.กีดกันการค้าด้านสิ่งแวดล้อม!

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

TDRI จี้ภาครัฐ-เอกชน เตรียมรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อม คาด เอสเอ็มอี กระอักปรับตัวไม่ทัน จ่อคิวเจ๊งนับแสนราย แนะบุกตลาดในประเทศ ทดแทนผลักดันส่งออก ด้านหอการค้าไทย ห่วง กฎหมายใหม่สหรัฐฯที่จะใช้ต้นปีหน้าฉุดยอดการค้าไทยร่วง คุมเข้มมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์ หากเกินเกณฑ์ ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม เผยหน่วยงานรัฐใส่เกียร์ว่าง ปล่อยภาคเอกชนรับเคราะห์

จากสภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นานาประเทศต่างแสวงหามาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้น โดยมาตรการทางเศรษฐกิจ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการบังคับให้ทุกประเทศในโลก ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้า และการเกษตร ให้ทำลายสภาวะแวดล้อมน้อยลง

คาดปี53เอสเอ็มอีเจ๊งรับกม.สิ่งแวดล้อม

เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวโน้มการค้าโลกในปีหน้า มาตรการกีดกันทางการค้าในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มาตรการตรวจสอบสินค้าย้อนหลัง ซึ่งทุกชิ้นส่วนที่ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์จะต้องตรวจย้อนหลังไปถึงแหล่งผลิต และแหล่งวัตถุดิบได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร จะต้องสามารถสืบย้อนหลังลงลึกไปได้ว่ากุ้งแปรรูปที่ส่งออกไป มาจากเรือประมงลำไหน หรือเลี้ยงที่ฟาร์มอะไร ทำให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่พยายามตัดซับพลายเชนของตัวเองให้สั้นลง เลือกเฉพาะซับพลายเออร์ที่มีมาตรฐาน มีระบบตรวจค้นย้อนหลังได้ ขณะที่ธุรกิจ เอสเอ็มอี ขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนหลายแสนรายจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะจะถูกตัดออกจากซับพลายเชนจากบริษัทใหญ่ เพราะกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถตรวจสอบต้นทางของวัตถุดิบไม่ได้

แนะบุกตลาดในประเทศทดแทนส่งออก

ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งตั้งหน่วยงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เปิดโอกาสให้ เอสเอ็มอี เข้าถึงเทคโนโลยีการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน เพราะเครื่องมือตรวจสอบเหล่านี้มีราคาแพงมาก ถ้ารัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถซื้อเองได้ นอกจากนี้เอสเอ็มอี รายย่อย ควรจะรวมตัวให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มพลังในการต่อรองกับผู้ผลิต และมีน้ำหนักในการเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐบาล นอกจากนี้ภาครัฐควรจะออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานสินค้าที่ขายในประเทศให้เท่ากับสินค้าส่งออก เพื่อให้ผู้ผลิตยกระดับสินค้าให้มีมาตรฐานสูง ซึ่งขณะนี้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างเช่น จีน เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศในเอเชีย ต่างก็ออกมาตรการสิ่งแวดล้อมของตัวเอง เพื่อรับมือกับมาตรการสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า รวมทั้งควรจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศมากขึ้น เพื่อทดแทนการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ญุ่ปุ่น และยุโรปเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งไทยนับว่ามีความได้เปรียบมากกว่าหลายประเทศ เพราะตลาดภายในประเทศที่เข้มแข็ง และมีกำลังซื้อมากพอสมควร

จี้ออกกม.สิ่งแวดล้อมยกระดับสินค้าไทย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างพรบ.สิ่งแวดล้อม ซึ่งอนุญาติให้ใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การอุดหนุนด้านภาษี เป็นต้น เพี่อชักจูงให้ภาคการผลิตปรับปรุงเครื่องจักรให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการใช้น้ำ ซึ่งประเทศจีน และอีกหลายประเทศในเอเชียได้ออกกฎหมายในลักษณะนี้ใช้กันแล้ว เหลือเพียง ไทย พม่า สปป.ลาว กัมพูชา ที่ยังไม่มี ซึ่งกฎหมายนี้มีความจำเป็นเพื่อลดระดับมลพิษให้ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ป้องกันข้อกีดกันการค้าจากต่างชาติ ซึ่งถ้าผู้ผลิตไม่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ก็ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่น นอกจากนี้ไม่เพียงแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเข้ามาเป็นปัญหาต่อการทำการค้า ในอนาคตอันใกล้นี้ประเทศผู้นำเข้าจะหันมาให้ความเข้มงวด และออกมาตรฐานในการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และการปล่อยน้ำเสีย เพราะแนวโน้มการเพิ่มตัวของประชากรโลกที่คาดว่าจะทะลุไปถึง 9 พันล้านคนในเร็วๆนี้ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำมากขึ้น ซึ่งมาตรการที่จะออกมานี้จะช่วยให้ทุกประเทศหันมาอนุรักษ์การใช้น้ำมากขึ้น

สินค้าไทยอ่วมสหรัฐฯเก็บภาษีคาร์บอน

ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มาตรการทางสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นข้อถกเถียงที่สำคัญในแวดวงการค้าโลก ซึ่งทั้งองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศคู้ค้าต่างๆ หันมากำหนดมาตรฐานทางสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ และในบางประเทศก็ออกมาตรการที่เข้มข้นกว่ามาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศ จึงทำให้กลายเป็นข้อกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ ขณะนี้กำลังร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบกับสินค้าไทยทุกชนิด เพราะกฎหมายฉบับนี้ได้ตั้งกฎเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกสินค้า ถ้าสินค้าชนิดใดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกินกว่าที่กำหนดจะต้องเสียภาษีเพิ่ม ทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบประเทศที่มีมาตรฐานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่า

อีกทั้งสินค้าทุกชนิดจะต้องติดฉลากคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมาตรการนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตร เพราะการทำการเกษตรจะมีการปล่อยสารพิษ หรือก๊าซเรือนกระจกบางชนิดที่สามารถนำมาเทียบเคียงกับมาตรฐานคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ขณะที่สหภาพยุโรปก็ออกกฎหมายบังคับให้ติดฉลากระบบอัตราการปล่อนคาร์บอนไดออกไซด์ในสินค้าที่ผลิต หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็จะทำการค้ากับประเทศเหล่านี้ยาก

ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวภาครัฐของไทยยังนิ่งเฉยมาก โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ ยังไม่มีมาตรการอะไรออกมารองรับเลย ซึ่งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะนำเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อมเสนอกับนายกรัฐมนตรีในช่วงปลายเดือนนี้

สำหรับภาวะการค้าโลกในปีหน้านั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว และขยายตัวประมาณร้อยละ 2.5 เศรษฐกิจญี่ปุ่น และสหรัฐฯ จะขยายตัว ร้อยละ 1.7 และ 0.8 ตามลำดับ แต่เศรษฐกิจยุโรปยังคงติดลบ ทำให้การส่งออกไปยังสหภาพยุโรปยังไม่สดใสมากนักขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียยังคงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ทำให้การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน อินเดีย และอาเซียนในปีหน้าจะขยายตัวได้มากกว่าภูมิภาคอื่น รวมทั้งเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกา ก็ยังคงขยายตัวในระดับร้อยละ 4.1 ทำให้ตลาดนี้เป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพการส่งออกที่ดี นอกจากนี้การที่ไทยได้เข้าไปลงนามเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ก็ทำให้มีอัตราการส่งออก และนำเข้าเพิ่มขึ้นในประเทศคู่สัญญามากขึ้น

Going GREEN สู่ทิศทางการพัฒนายั่งยืน

ผู้เขียน: 
ดร.ภูริภัท ว่องพิพัฒนานนท์ กลุ่มบริษัท ทีม teamgroup@team.co.th

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของโลกในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแบบทุนนิยม (Blue Philosophy) หรือแบบสังคมนิยม (Red Philosophy) ผลพวงจากการพัฒนา พบว่าทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน เกิดปัญหามลพิษและมลภาวะต่าง ๆ ตามมา ทั้งด้านมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย ขยะ/กากของเสีย ส่งผลทำให้เกิดปัญหาในระดับโลก เช่น การลดลงของชั้นโอนโซน หรือภาวะโลกร้อน ฯลฯ

จากปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้กระแสการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าปัญหาด้านมลพิษสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจะลดความรุนแรงลง และคนส่วนใหญ่ได้ตระหนักและมุ่งหน้ากลับไปสู่แนวทางการพัฒนาแบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดการพัฒนาแบบสีเขียว หรือการพัฒนาเชิงอนุรักษ์มากขึ้น

กระแสสีเขียวในด้านการอนุรักษ์มีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ ทั้งด้านการออกแบบ (Green Building) การอนุรักษ์พลังงาน หรือการใช้พลังงานทดแทน (Green Energy) เป็นต้น แต่ที่ทุกคนสงสัยในเรื่องของกระแสสีเขียว หรือ Going GREEN ก็คือ Going GREEN คืออะไร ? Going GREEN เพื่อใคร ? Going GREEN ไปทำไม ? และที่สำคัญ Going GREEN จะมีประโยชน์ อะไรกับตัวเรา ? ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ สามารถขยายความเพิ่มเติมได้ดังนี้

Going GREEN คืออะไร ? ก่อนจะกล่าวถึงกระแสสีเขียว หรือ Going GREEN คงต้องกล่าวถึงคำว่า GREEN ก่อน GREEN หรือสีเขียวนั้น สื่อไปถึงตัวแทนของการพัฒนาที่ห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นแนวทางในด้านการอนุรักษ์ หมายถึงใช้ในปริมาณที่พอเหมาะกับการทดแทนของทรัพยากร เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องเก็บรักษาไว้ใช้ในอนาคตด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาหรือไม่นั้น มีหลักการที่น่าสนใจ โดย ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ และคณะ (2549) กล่าวไว้ใน 3 ด้าน คือ

1.มีการให้คุณค่ากับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวังและเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทรัพยากรแต่ละประเภทหรือชนิดมีค่า และสามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้ ในอดีตที่ผ่านมา การพัฒนาต่าง ๆ ไม่มีการให้คุณค่ากับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการพัฒนาต่าง ๆ จึงเป็นไปอย่างฟุ่มเฟือยและไม่รู้คุณค่า จนถึงจุดหนึ่ง ปริมาณของมลพิษหรือของเสียสูงเกินกว่าความสามารถในการรองรับของสภาพแวดล้อมนั้น ๆ หรือเกิน Carrying Capacity ในการรองรับ จึงเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลภาวะต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหาขยะ/ของเสีย น้ำเสีย หรือมลพิษทางอากาศ รวมถึงภาวะโลกร้อน เป็นต้น

2.มิติแห่งอนาคต เมื่อมีการให้คุณค่ากับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำให้การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ต้องพิจารณาถึงด้านการอนุรักษ์ด้วย โดยปริมาณที่นำมาใช้ต้องเหมาะสมและเหลือไว้ให้กับคนรุ่นหลังใช้ด้วย โดยต้องมีการกำหนดโยบายด้านการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้อย่างชัดเจน รวมถึงต้องไม่มีการสร้างปัญหาหรือมลพิษในด้านต่างๆ ไว้ให้คนรุ่นหลังแก้ไขอีกด้วย

3.ความยุติธรรม นอกจากการให้คุณค่ากับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติแห่งอนาคตแล้ว ความยุติธรรมในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปจากกัน โดยความยุติธรรมในที่นี้หมายถึงความยุติธรรมใน 2 มิติ มิติแรก คือความยุติธรรมของคนในรุ่นเดียวกันในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้องมีการวางนโยบายที่ทำให้ประชากรในทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่เขาต้องใช้ได้อย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ส่วนมิติที่ 2 หมายถึงความยุติธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นหลัง ที่คนรุ่นปัจจุบันต้องใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่เกินความสามารถในการฟื้นตัว และคงเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังเพียงพอที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้

จากหลักการดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า Going GREEN คือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั่นเอง

Going GREEN : ไปทำไม ? หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โลกมีการใช้ทรัพยากรอย่างมากและไม่มีขีดจำกัด ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ในสภาพที่ร่อยหรอและเหลือน้อยลงจนทรัพยากรธรรมชาติบางส่วนไม่สามารถฟื้นตัว หรือฟอกของเสียได้ทัน จึงเกิดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ ตามมา หากเราไม่เร่งแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ปัญหามลพิษต่าง ๆ ก็จะมีผลกระทบเพิ่มมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อตัวเราเองในปัจจุบัน และจะส่งผลต่อไปเป็นปัญหาให้กับชนรุ่นหลัง ซึ่งก็หมายถึงลูกหลานของเราในอนาคตนั่นเอง

Going GREEN : เพื่อใคร ? เป้าหมายของ Going GREEN คือรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้เพื่อให้คนรุ่นอนาคต โดยไม่ละเลยคนในรุ่นปัจจุบัน ที่ต้องมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการใช้ทรัพยากรด้วย ตอบสรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ก็ได้ว่า เพื่อตัวคุณเองและลูกหลานของคุณ ซึ่งเป็นคนรุ่นต่อไปที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรในการพัฒนาและดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ในอนาคต

Going GREEN : เกิดประโยชน์กับเราอย่างไร ? Going GREEN เป็นการพัฒนาโดยใช้หลักการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน หากตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของเราในชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำให้เกิด Going GREEN ได้ เช่น การใช้ประโยชน์จากกระดาษ โดยนำมาใช้สองหน้า ตามหลักการ Reuse เพียง 1 แผ่นต่อวัน จะลดการตัดต้นไม้เพื่อนำมาผลิตกระดาษทันที เพียงแต่ผลสะท้อนกลับมาถึงเราช้า เพราะการลดใช้กระดาษ 1 แผ่นต่อวัน ครบ 450 วัน สามารถประหยัดกระดาษไป 1 รีม ในความเป็นจริง เราอาจจะใช้กระดาษมากกว่านี้

และถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สมมติว่าในสำนักงานเรามีพนักงาน 10 คน ประหยัดคนละ 1 แผ่นต่อวัน พวกเราลดการใช้กระดาษทันที 10 แผ่นต่อวัน หรือ 3,650 แผ่นต่อปี หรือประมาณ 8 รีมต่อปี แล้วถ้าสำนักงาน 1,000 แห่งของประเทศไทยใช้กระดาษสองหน้าใน 1 ปี ก็จะมีการใช้กระดาษลดลง 8,000 รีมต่อปี แล้วถ้าสำนักงานทั่วโลกทำเช่นเดียวกันทั้งหมด ลองคิดดูว่าเราสามารถลดการตัดต้นไม้เพื่อผลิตกระดาษได้เท่าไรต่อปี ?

การลดใช้กระดาษจะทำให้โรงงานกระดาษผลิตกระดาษลดลง โดยผลิตตามความต้องการที่แท้จริง เป็นการลดการใช้ต้นไม้วัตถุดิบ การใช้น้ำ และพลังงานไฟฟ้าในโรงงาน ฯลฯ ทำให้อุตสาหกรรมผลิตกระดาษเป็นไปอย่างยั่งยืน นี่ยังไม่รวมถึงการลดการใช้ถุงพลาสติก โดยเปลี่ยนมาใช้เป็นถุงผ้าแทน หรือการลดการเดินทางและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การเดินขึ้น-ลง 1 ชั้นทางบันไดแทนการใช้ลิฟต์ การประหยัดพลังงานไฟฟ้าช่วงพักกลางวัน 1 ชั่วโมง เป็นต้น

การดำเนินการต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น Going GREEN จึงเป็นประโยชน์ในด้านการพัฒนาและการอนุรักษ์ที่สมดุล นำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด เพียงแต่ต้องเริ่มต้นที่เราก่อน โดยการปลุกจิตสำนึกในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและคิดก่อนใช้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็จะย้อนกลับมาสู่ตัวเราและลูกหลานในอนาคต ตามหลักการของความยั่งยืนนั่นเอง

สุดท้ายฝากประชาสัมพันธ์ข่าวสารข้อมูล เร็ว ๆ นี้จะมีงานสัมมนาที่น่าติดตามสำหรับหน่วยงาน หรือผู้ที่สนใจในด้านกระแสสีเขียวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัททีมธนาคารพัฒนาเอเชีย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันจัดขึ้น เรื่อง "Going GREEN สู่ทิศทางการพัฒนายั่งยืน" ในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายนนี้ เวลา 13.00-16.30 น. ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ท่านใดสนใจ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ www.teamgroup.co.th

Deadlock ในการเจรจาเรื่องโลกร้อน และข้อท้าทายของ ASEAN

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงาน MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

ประกาศผล รางวัลลูกโลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คุณรู้จัก "ปูเปี้ยว" หรือเปล่า?

ฟังแต่ชื่ออาจไม่คุ้น แต่รับรองว่าเราทุกคนเคยกินปูเปี้ยวแล้วแน่ๆ อันนี้ว่าปูเปี้ยวนี้ก็คือ ปูแสมตัวเล็กๆ ที่ใส่ส้มตำนั่นแลอาศัยตามป่าชายเลน พวกป่าโกงกางป่าลำพู

ที่อ่าวบ้านดอน สุราษฎร์ธานี มีชาวบ้านสองหมู่ คิดหาทางช่วยกันรักษาปูเปี้ยวในป่าชายเลน หลังจากผืนป่าลดเพราะนากุ้งรุก ถึงกับตั้งกลุ่มอนุรักษ์กันเลยฟังดูเป็นเรื่องเล็กๆ เหมือนขนาดของปู แต่เรื่องเล็กๆ เมื่อแรกเริ่ม กลายเป็นการรวมตัวของชุมชนประมงชายฝั่ง 23 กลุ่ม ใน 7 อำเภอ บริเวณอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี โดยทำงานร่วมกับสถานีพัฒนาป่าชายเลนที่ 13 และสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

"กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยกรป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว" เป็นผลงานหนึ่งที่ได้รับ "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ในปีที่ 11 นี้

ทุกวันนี้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เต็มป่า แต่เริ่มจากการวิเคราะห์สภาพปัญหา เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า การรักษาป่ายั่งยืนก็คือ การบริหารจัดการด้วยแนวทางที่เหมาะสม ให้คนสามารถพึ่งพาป่าได้ และให้คนที่ต้องพึ่งพาป่าเข้าใจคุณค่าและมูลค่าของป่า ด้วยแนวคิดนี้ เราจึงพบว่ามีการนำงานวิจัยไทบ้านมาเป้นเครื่องมือในการหาคำตอบเพื่อวางแนวทางการจัดการป่าให้สอดคล้องกับพื้นที่และวิถีชีวิต
ชุมชนตำบลบางสระเก้า เป็นชุมชนหนึ่งที่ประสบวิกฤตในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีหนี้สินติดตัวจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แกนนำและชาวบ้านจึงหาทางออกร่วมกัน โยการหวนคืนสู่วิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เริ่มจากการทอเสื่อกกจนสามารถจัดตั้ง "ศูนย์ศิลป์เสื่อบางสระเก้า" เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอาชีพทอเสื่อกกขยายตัวเป็นกลุ่มอาชีพเดิมในท้องถิ่นอีกกว่า 40 กลุ่ม ในที่สุด ก็นำไปสู่การรวมตัวเป็น "เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า" วางโรงสร้างทำแผนแม่บท และเกิด 4 ยุทธศาสตร์ หลักในการบริหารจัดการ ซึ่งทำให้ป่าตะกาดใหญ่ของชุมชนกลายเป็นตู้กับข้าวใบใหญ่ของผู้คนชาวบางสระเก้า

นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างของเรื่องราวดีดีที่ "รางวัลลูกโลกสีเขียว ได้นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นแบบอย่างแก่สังคมในปีนี้
การประกวด "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 11 ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในเรื่องความพอเพียงมากำหนดเป้นหัวข้อการประกวด "วิถีพอเพียงแบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า" มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งหมด 1,017 ผลงาน แบ่งเป็นประเภทชุมชน 181 ผลงาน แระเภทบุคคล 83 ผลงาน ประเภทกลุ่มเยาวชน 56 ผลงาน ประเภทงานเขียน 82 ผลงาน ประเภทความเรียงเยาวชน 602 ผลงาน ประเภทสื่อมวลชน 13 ผลงาน ไม่รวมผลงานชุมชนที่เข้าเกณฑ์การพิจารณา "รางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปี แห่งความยั่งยืน" จำนวน 5 ผลงาน

คณะกรรมการตัดสิน พิจารณาตัดสินผลงานได้รับรางวัลทั้งสิ้น 54 รางวัล คือ ประเภทชุมชน 9 รางวัล ประเภทบุคคล 10 รางวัล ประเภทกลุ่มเยาวชน 9 รางวัล ประเภทงานเขียน 4 รางวัล ประเภทความเรียงเยาวชน 12 รางวัล ประเภทสื่มวลชน 4 รางวัล ผลงาน "รางวัลสิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปี แห่งความยั่งยืน" จำนวน 5 รางวัล และรางวัลพิเศษ 1 รางวัล พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ณ ห้องประชุมอาคาร สำนักงานใหญ่ ปตท.
และเป็นธรรมเนียมของการจัดพิธีมอบรางวัลทุกปีที่จะมีเวทีเติมความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้มาร่วมงาน ประเด็นเสวนาในปีนี้เป็นเรื่องสิทธิชนเพื่อการจัดการฐานทรัพยากรของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม
ชื่อยาว...เพราะวามหมายกินนัยลีก แต่สรุปให้สั้นๆ ได้ว่าเป็นเรื่องของ "กลไก" ที่อยู่ใกล้ตังชุมชน ที่สามารถก่อให้เกิด "สิทธิ" ในฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างชอบธรรม อันมีความหมายละม้ายกับ พรบ.ป่าชุมชน (ที่ไม่คลอดสักที)

ผลการตัดสิน "รางวัลลูกโลกสีเขียว" ครั้งที่ 11 ประจำปี 2552

ประเภทชุมชน 9 ผลงาน
- ชุมชนบ้านแม่หมี จ.ลำปาง
- ชุมชนบ้านสระแก้ว จ.สุราษฎร์ธานี
- กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านบางลา จ.ภูเก็ต
- กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยว จ.สุราษฎร์ธานี
- เครือข่ายองค์กรชุมชนตำบลบางสระเก้า จ.จันทบุรี
- เครือข่ายลุ่มน้ำประแสร์ 5 ตำบล จ.ระยอง
- กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทน จ.กาญจนบุรี
- กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชุมชนริมฝั่งลำชี จ.บุรีรัมย์
- องค์กรป่าชุมชนบ้านนาผักก้าม-บ้านนาเจริญ จ.เลย

ประเภทบุคคล 10 ผลงาน
- พระยุทธ ทีปโก จ.แพร่
- นายสมชัย - นางอารียา วินัยโกศล จ.ลำปาง
- นายไพโรจน์ ชูวงศกร จ.นครศรีธรรมราช
- พระสุวรรณ คเวสโก จ.นครศรีธรรมราช
- นายธนกร ฮุนตระกูล และนางสายสิริ ชุมสาย ณ อยุธยา จ.สุราษฎร์ธานี
- นายสมศักดิ์ เครือวัลย์ จ.ระยอง
- นายวินัย สะมะอุน กรุงเทพฯ
- นายเอี่ยม ศรีพนมวรรณ์ จ.ราชบุรี
- พระสมพงษ์ ถาวรธัมโม จ.ยโสธร
- พระนิรันดร์ คุณธโร จ.กาฬสินธุ์

ประเภทกลุ่มเยาวชน 9 ผลงาน
- กลุ่มเครือข่ายเยาวชนอำเภออุ้มผาง จ.ตาก
- กลุ่มเยาวชนอาสาสร้างสรรค์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 จังหวัดเชียงใหม่
- โรงเรียนนิคมพัฒนา 10 จ.นราธิวาส
- โรงเรียนอนุบาลวัฒนานคร จ.สระแก้ว
- เครือข่ายเยาวชนคลองใหญ่ โรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม จ.ตราด
- กลุ่มเด็กรักษ์ทุ่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์
- กลุ่มรักษ์น้ำคาน โรงเรียนท่าลี่วิทยา จ.เลย
- กลุ่มเยาวชนรักษ์บ้านเกิด รักษ์ท้องนา รักษาสิ่งแวดล้อม โรงเรียนบ้านกันตรง จ.สุรินทร์
- กลุ่มเยาวชนอุทิศตนเพื่อสิ่งแวดล้อมตำบลวังตามัว จ.นครพนม

ประเภทงานเขียน 4 ผลงาน
รางวัลดีเด่น 1 ผลงาน
- วรรณกรรมเยาวชน "อาณาจักรขยะหรรษา" โดย นางสาวพิณประภา ขันธวุธ

รางวัลชมเชย 3 ผงาน
- สารคดี "ซีอีโอ ท้องทุ่ง" โย มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
- สารคดี "ไม่ใช่แค่กาแฟ แต่คือการอยู่ร่วม" โดย นางรวิวาร โฉมเฉลา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ
- วรรณกรรมเยาวชน "หิ่งห้อยปีกบางกับการเดินทางของน้ำใส" โดย นางสาวอุไรรัตน์ โรจน์นานนท์
ประเภทความเรียงเยาวชน 12 ผลงาน

รางวัลดีเด่น 3 ผลงาน
- วิถีพอเพียง แบ่งปัน ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า โย นายปัถย์ ห้าวหาญคุณธรรม
- ดอกหญ้าในนาคร โดย นายแก้วก้าว ถนอมวงศ์
- ดอกฝ้าย โดย ด.ญ. ณ หฤทัย เปลื้องอภัย

รางวัลชมเชย 9 ผลงาน
- แนวคิดที่หลากหลาย; แต่เป้าหมายคือ การฟื้นฟูอนุรักษ์ และรักษาธรรมชาติของชุมชนให้ยั่งยืน โดย นายธนภัทร แสงหิรัญ
- เกิดอะไรขึ้นที่ปลายทาง โดย นางสาวณัฐกานต์ นำศรีสกุลรัตน์
- คนปลูกดอกไม้แห่งดาวเคราะห์สีฟ้า โดย นายเสฏฐวุฒิ อุดาการ
- เส้นทางฝันสู่บ้านหมันขาว โดย นางสาวปัณฑารีย์ มีมาก
- หน่อไม้บ้าน ผักหวานป่า โดย ด.ญ.จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
- ด้วยเหตุเพราะ...รักษ์บ้านเกิด โดย นางสาวสุวภัทร วิริยะวงศานุกูล
- ฤาเพราะเรา...ทำร้ายตัวเอง โดย นางสาวสุภาวดี ดรุณศรี
- วิถีพอเพียง ผูกพัน ดิน น้ำ ป่า ที่ป่าพรุแม่รำพึง โดย นางสาวศรีสุดา โรจน์เสถียร
- วิถีคน วิถีไพร ในแดนคอย โดย นายวีรยุทธ น้อยพรหม

ประเภทสื่อมวลชน 4 ผลงาน
- นิตยสาร "มนต์รักแม่กลอง"
- www.trekkingthai.com
- รายการ "ข่าว 3 มิติ" โดย ฝ่ายข่าวไทยทีวีสีช่อง 3 และ บริษัท ฮอตนิงส์ จำกัด
- รายการ "ทีวีไทยสุดสัปดาห์" โดย ฝ่ายข่าวสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย

ประเภทรางวัล "สิปปนนท์ เกตุทัต 5 ปี แห่งความยั่งยืน" 5 ผลงาน
- ชุมชนบ้านปางมะโอ จ.เชียงใหม่
- ชุมชนบ้านท่าพรุ - บ้านอ่าวท่าเลน จ.กระบี่
- ชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย จ.สระบุรี
- ชุมชนบ้านย่าหมี จ.พังงา
- ชุมชนบ้านอาลอ - โดนแบน จ.สุรินทร์

รางวัลพิเศษ 1 รางวัล
- หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำห้วยแม่พริก จ.ลำปาง

เผยแพร่โดย คณะทำงานรางวัลลูกโลกสีเขียว บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
โทร. 0 2537 1831, 0 2537 2146 E-mail : greenglobe@pttplc.com

เตือนโลกร้อนทำเมืองท่าน้ำท่วม เศรษฐกิจพังนับล้านล้านดอลล์

มติชนรายวัน วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

กองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ระบุว่าอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นบนโลกอาจจะส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในเมืองท่าสำคัญของโลกเนื่องจากน้ำแข็งละลายเพิ่มมากขึ้นและภาวะน้ำท่วมดังกล่าวจะสร้างความเสียหายมูลค่าหลายล้านล้านบาท

อุลริเก โซล ผู้ดูแลเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและพลังงานของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ในสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยว่า หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ 0.5-2 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปี 2593 อาจจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึงครึ่งเมตร และจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เนื่องจากจะเกิดน้ำท่วมใหญ่ตามเมืองท่าใหญ่ๆ 136 แห่งทั่วโลก ทำให้เกิดความเสียหายรวมมูลค่ามากถึง 28 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 952 ล้านล้านบาท)

โซลเตือนด้วยว่า หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยอาจจะสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2593 (เอเอฟพี)

เรื่อง ท่าทีไทยสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรี (MC) ขององค์การการค้าโลก (WTO) สมัยสามัญ ครั้งที่ 7...วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบท่าทีไทยสำหรับการประชุมรัฐมนตรี (Ministerial Conference : MC) ขององค์การการค้าโลก (WTO) สมัยสามัญ ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2552 ในการขยายเวลาการยกเว้นอากรศุลกากรเป็นการชั่วคราวสำหรับการค้าที่ส่งผ่าน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต่อไปจนกว่าจะถึงการประชุม MC ครั้งที่ 8 และการขยายเวลาการยกเว้นการใช้ TRIPS non-violation complaint ออกไปจนกว่าจะถึงการประชุม MC ครั้งที่ 8 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปประกอบการพิจารณาด้วย

สรุปสาระสำคัญ

1. การขยายเวลาการยกเว้นการเก็บอากรศุลกากรชั่วคราวสำหรับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Customs Duties Moratorium on Electronic Transmissions)

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือเป็นครั้งแรกใน WTO ในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (MC) ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประชุมได้มีมติให้ประเทศสมาชิกคงสถานะการไม่เก็บอากรศุลกากรสำหรับการค้า ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไว้ชั่วคราว เนื่องจากยังไม่เคยมีประเทศใดเรียกเก็บอากรศุลกากรกับการค้าแบบนี้มาก่อน และต่อมาได้มีการขยายระยะเวลาการยกเว้นดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (MC) ครั้งที่ 7 ที่จะถึงนี้ จะมีการพิจารณาการขยายเวลาการยกเว้นอากรศุลกากรเป็นการชั่วคราวสำหรับการค้า ที่ส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อไปจนกว่าจะถึงการประชุม MC ครั้งที่ 8

2. การขยายเวลาการยกเว้นการใช้ TRIPS-non violation complaint

โดยทั่วไป กรณีพิพาทภายใต้องค์การการค้าโลก จะเกิดขึ้นเนื่องจากมีการละเมิดพันธกรณีที่ประเทศสมาชิกผูกพันไว้ภายใต้ WTO แต่สมาชิกก็อาจฟ้องร้อง โดยอ้างว่าตนได้รับความเสียหาย หรือเสียประโยชน์อันพึงได้รับจากพันธกรณีภายใต้ WTO จากการออกมาตรการใหม่หรือการปรับเปลี่ยนกฎหมาย/กฎระเบียบใด ๆ ของประเทศสมาชิกอื่น โดยไม่ได้ขัดกับพันธกรณีโดยตรง เรียกว่า Non-violation complaint ตามข้อ XXIII : 1(b) ของความตกลงแกตต์ เช่น การยกเลิกอัตราภาษีเดิมที่เคยกำหนดไว้ในระดับต่ำและใช้มาตรการอื่นแทน โดยที่ไม่ได้ขัดกับความตกลง WTO ใด ๆ

ประเทศสมาชิก WTO ได้ตกลงไม่ให้นำการฟ้องร้องกรณีที่มิได้มีการละเมิดข้อตกลง (non-violation) มาใช้ภายใต้ความตกลง TRIPs ข้อ 64.2 เรื่อง การระงับข้อพิพาท เป็นเวลา 5 ปี (ตั้งแต่ความตกลง TRIPs มี ผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2538) และได้มีการต่ออายุเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 7 จะมีการพิจารณาให้มีการขยายเวลาการยกเว้นการใช้ TRIPS non-violation complaint ออกไปจนกว่าจะถึงการประชุม MC ครั้งที่ 8 อันจะมีผลให้การนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO ในกรณีที่มิได้มีการละเมิดข้อตกลง (non-violation complaint) ยังไม่สามารถทำได้

เรื่อง การให้การยอมรับ The Plant Protection Agreement for Asia and Pacific Region ฉบับแก้ไขปี 1983...วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอทั้ง 3 ข้อดังนี้

1. เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การยอมรับ The Plant Protection Agreement for Asia and Pacific Region ฉบับแก้ไขปี 1983

2. ให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (full power) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการให้การยอมรับ The Plant Protection Agreement for Asia and Pacific Region ฉบับแก้ไขปี 1983

3. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งงบประมาณสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของประเทศ ตามเงื่อนไขที่จะมีการตกลงกันระหว่างประเทศภาคี ภายหลังเมื่อความตกลงฯ มีผลบังคับใช้แล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. ในการประชุมองค์การอาหารและเกษตรแห่งประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ครั้งที่ 23 เมื่อปี 1955 ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบความตกลงด้านอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (The Plant Protection Agreement for Asia and Pacific Region) และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1956 โดยความตกลงฯ นี้เป็นสนธิสัญญาระหว่างรัฐ บริหารจัดการโดยคณะกรรมาธิการอารักขาพืชเอเชียและแปซิฟิก (Asia and Pacific Plant Protection Commission : APPPC) ซึ่งมีประเทศภาคีสมาชิก 24 ประเทศ

2. ในปี 1983 (พ.ศ. 2526) APPPC มี มติที่ประชุมครั้งที่ 13 เห็นชอบให้มีการปรับปรุงเพิ่มข้อตกลงด้านการเงิน (ในมาตรา 2 มาตรา 3 และมาตรา 4) และเสนอความตกลงฯ ที่มีการปรับปรุงนี้ให้ที่ประชุมองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 84 ในเดือนกันยายนปี 1983 ให้ความเห็นชอบ

3. สำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAO-Regional Office for Asia and Pacific) ได้ ขอความร่วมมือมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พิจารณาให้การยอมรับความตกลง ด้านอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกฉบับแก้ไขปี 1983 โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับรัฐมนตรีขึ้นไปเป็นผู้ลงนามใน INSTRUMENT OF ACCEPTANCE

4. การยอมรับการแก้ไขความตกลงฯ ตามมติที่ 1/84 ของ Food and Agriculture Organization Council (พฤศจิกายน 1983) เป็นการดำเนินการตามข้อ IX เดิม (หรือข้อ XI หลังจากแก้ไขแล้ว) ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ต้องขอความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน และหากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติรองรับ ก็ไม่น่าเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการ

5. ในส่วนค่าใช้จ่ายของประเทศไทยจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่จะตกลงกันระหว่างประเทศภาคี ภายหลังเมื่อความตกลงฯ มีผลบังคับใช้แล้ว ตามกฎของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศจะจ่ายในอัตราประมาณร้อยละ 3.05 คิดเป็นเงินประมาณ 5,891 ดอลลาร์สหรัฐต่อไป

6. ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการให้การยอมรับ The Plant Protection Agreement for Asia and Pacific Region ฉบับแก้ไข ปี 1983 ได้แก่ ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกในภูมิภาคในการป้องกันการเข้ามาแพร่ระบาดของศัตรูพืชจากภูมิภาคอื่น และระหว่างประเทศภาคีสมาชิกด้วยกัน เช่น โรคใบไหม้ในยางพารา (South American Leaf Blight) ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความร่วมมือด้านวิชาการในการจัดฝึกอบรมร่วมกัน และสามารถลงคะแนนเสียงการประชุมในฐานะประเทศภาคีสมาชิก

7. ความตกลงฯ ฉบับแก้ไขนี้มุ่งที่จะกำหนดรายละเอียดและเงื่อนไขการสนับสนุนด้านการเงินของ ประเทศภาคีสมาชิกคณะกรรมาธิการอารักขาพืชระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และกระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความเห็นแล้วว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถปฏิบัติได้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติมารองรับเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญาการยอมรับความตกลงฯ ดังกล่าว จึงถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 แต่ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หวังทั่วโลกเร่งลงทุนเทคโนฯสะอาด

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Climate Change) จัดโดยองค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ที่จะมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก วันที่ 7-8 ธันวาคม 2552 นี้ถือเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกอยากจะเห็นการทำข้อตกลงลดภาวะโลกร้อนร่วมกันมากกว่าที่จะเป็นการออกแถลงการณ์ว่าจะร่วมมือกันในเชิงการเมืองเท่านั้น

โดยเมื่อสัปดาห์ก่อนสองผู้นำประเทศมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาและจีน ต่างออกมาประกาศ คาดหวังที่จะเห็นการประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ มีการทำข้อตกลงร่วมกันต่อสู้กับภัยจากภาวะโลกร้อน ซึ่งการที่จะไปสู่เป้าหมายได้ ผู้นำทั้งสองย้ำว่าประเทศทั่วโลกจะต้องบรรลุกรอบข้อตกลงทางการเมืองให้ได้เสียก่อน

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวในช่วงเดินทางเยือนจีนว่า ทั้งจีนและสหรัฐฯกำลังมองหาข้อตกลงที่จะขับเคลื่อนให้ทั่วโลกเดินไปด้วยกัน เป้าหมายของการประชุมผู้นำที่โคเปนเฮเกนครั้งนี้ จึงถือเป็นข้อตกลงที่ส่งผลต่อแนวทางนำไปปฏิบัติโดยทันที และจะไม่ใช่แค่แถลงการณ์ที่เป็นเรื่องของการเมืองเท่านั้น

การประกาศพันธะของผู้นำจีนและสหรัฐฯ ครั้งนี้ มีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ออกมากล่าวว่า ถือเป็นแนวทางส่งเสริมที่เป็นประโยชน์ต่อการประชุมโคเปนเฮเกน ที่จะมาถึงในเดือนธันวาคมนี้ แม้หลายคนจะเชื่อว่า ข้อตกลงในการประชุมครั้งนี้จะต้องขยายเวลาออกไปอีกนาน 6 เดือนถึงจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้

โดยนายหวง เฉิงชู ผู้เชี่ยวชาญการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และประธานสถาบันข้อมูลเหมืองแร่แห่งชาติจีน กล่าวว่า แนวทางของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯดูได้ประโยชน์ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอุปสรรคมากมายและกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักซึ่งสหรัฐฯควรจะกำจัดปัญหาเหล่านี้ออกไป โดยเฉพาะกฎหมายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ วุฒิสภาสหรัฐฯประกาศว่าจะไม่เปิดอภิปรายร่างกฎหมายดังกล่าวจนถึงกลางปี 2553 เพราะจะต้องพิจารณาเรื่องกฎหมายประกันสุขภาพ กฎหมายแก้ปัญหาตลาดการเงิน และการสร้าง งานก่อนที่จะไปพิจารณามาตรการป้องกันมลพิษ และก๊าซที่ก่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะที่นายอัคฮิม สเตนเนอร์ หัวหน้าโครงการสิ่งแวดล้อมยูเอ็น(ยูเอ็นอีพี) เผยว่า ปัจจัยความไม่แน่นอนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด(Green Technology) เป็นอันตรายมากกว่าการไม่ลงนามในข้อตกลงโคเปนโฮเกน เพราะสถานการณ์ตอนนี้การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดของภาคธุรกิจเพื่อลดการก่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ถูกชะลอออกไป แต่ลอร์ด นิโคลัส สเทิร์น นักเศรษฐศาสตร์จาก ลอนดอน สกูล ออฟ อีโคโนมิก มองต่างออกไป "สิ่งที่จะทำได้ในการประชุมโคเปนเฮเกน คือข้อตกลงทางการเมือง เพราะถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็จะทำลายความเชื่อมั่นลงไปอีก"

ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมต่างยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการลงนามข้อตกลงเรื่องดังกล่าวในเดือนหน้านี้ คำถามอยู่ที่ว่าผู้นำจะสามารถกำหนดเป้าหมายเชิงการเมืองที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเงินทุนจากประเทศร่ำรวยที่จะจัดหาให้กับประเทศยากจนนำไปแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและจัดหาเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ด้าน สหภาพยุโรป(อียู)ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกาศเป็นผู้นำโลกในการลดการปล่อยมลภาวะเป็นพิษ มีการกำหนดนโยบายหลากหลายเพื่อรองรับการปล่อยมลพิษแต่ที่ผ่านมาการดำเนินงานนอกจากล่าช้าแล้ว ยังส่งผล

กระทบเกิดขึ้นน้อยมาก รวมไปถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งการประชุมสภาสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็วๆนี้ได้ตกลงตังเป้าลดการปล่อยมลพิษไปถึงปี 2050 แต่ไม่สามารถนำเสนอแนวทางที่สัมพันธ์กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2020

หรือแม้แต่แอฟริกาใต้ ซึ่งกำลังวางแผนลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในด้านโครงสร้างพลังงานใหม่ในอีก 10-15 ปี แต่ประเทศเหล่านี้ก็ยังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่จะลงทุนจากเทคโนโลยีที่มีอยู่ซึ่งก็จะยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับสูงไปอีกนาน 20-30 ปี

สเทิร์นย้ำว่าความไม่แน่นอนในการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาดถือเป็นอันตรายที่เกิดขึ้นโดยทันที "ประเทศทั้งหลายต้องตัดสินใจตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะลงทุนในอะไรเพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อราคาคาร์บอนไดออกไซด์" และยังแย้งว่าการประชุมที่โคเปนเฮเกน เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่นำไปสู่เศรษฐกิจยั่งยืน ซึ่งอาจเห็นภูมิภาคเอเชียเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยีสะอาดได้ก่อน โดยเฉพาะจีนกำลังมองการลงทุนเทคโนโลยีสะอาดเพื่อนำไปสู่การขยายตัวใน 20-30 ปีข้างหน้า

ข้อมูลจากยูเอ็นอีพี เปิดเผยเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า ในปี 2551 มีการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับการลงทุนเทคโนโลยีก๊าซและถ่านหินในโรงไฟฟ้า 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวเลขในปี 2552 ลดลงชัดเจนโดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด"การชะลอลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดออกไปอีกเรื่อยๆนี้ สุดท้ายจะกลายเป็นอีกวิกฤติที่ทั่วโลกจะต้องแบกรับ"

ผลวิจัยชี้จีนขึ้นแป้นพี่เบิ้มสร้างมลพิษ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ปกติแล้วเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหามลพิษของโลกจะลดตามแต่ปีที่แล้ว (2551) แม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่ แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศของโลกกลับเพิ่มขึ้น 2 % โดยส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน

การศึกษาโดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) ซึ่งมี คอริน เลอ แกร์ เป็นหัวหน้าทีมระบุว่า "การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซตั้งแต่ปี 2543 ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน รวมทั้งอินเดียและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายด้วย"

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งทำให้โลกร้อนขึ้น ก๊าซเหล่านี้มาจากการเผาถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและการผลิตซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างปัญหามลพิษในประเทศจีน ช่วงปี 2550-2551 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 671 ล้านตันซึ่ง 3 ใน 4 ของปริมาณที่เพิ่มขึ้นมาจากประเทศจีน

หน่วยงานที่ตรวจวัดการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอน และการปล่อยก๊าซของแต่ละประเทศคือห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊คริดจ์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โดยตัวเลขดังกล่าวพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ จีโอไซแอนซ์ (Nature Geoscience)

การศึกษาของทีมคอริน ระบุว่า อัตราการปล่อยก๊าซ ที่เพิ่มขึ้นในปีที่แล้วแม้จะน้อยเมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเพิ่มเฉลี่ยแต่ละปีในทศวรรษนี้ที่ 3.6 % แต่ก็นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่ทำนายว่ามลพิษน่าจะลดลง 3% ในปีที่แล้วโดยประเมินจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั่วโลกรวมทั้งเศรษฐกิจจีนด้วย

รายงานดังกล่าวชี้ว่า อย่างไรก็ดีประเทศสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเมื่อเทียบต่อหัวของประชากร โดยคนอเมริกัน 1 คนปล่อยก๊าซ 20 ตันต่อปี ขณะที่เฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 5.3 ตัน/คน/ปี และคนจีนในประเทศจีนอยู่ที่ 5.8 ตัน/คน/ปี

รายงานข่าวระบุว่า ในปีที่แล้ว ประเทศสหรัฐฯ ปล่อยก๊าซ ลดลง 3 % ซึ่งเท่ากับลดไปได้เกือบ 192 ตัน ขณะที่ประชาคมยุโรปลดลง 1 %

ประเทศที่ปล่อยก๊าซอันดับหนึ่งของโลก คือประเทศจีนซึ่งแซงหน้าสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2549 อันดับสองคือ สหรัฐอเมริกาซึ่งปล่อยก๊าซมากกว่าประเทศอินเดีย รัสเซีย ญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกัน

นายเกร็ก มาร์แลนด์ จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติโอ๊คริดจ์ ซึ่งร่วมทีมกับคอริน ในการทำรายงานชิ้นนี้ ระบุว่าตั้งแต่ปี 2525 ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมสู่บรรยากาศกว่า 715.3 ล้านล้านตัน ซึ่งเท่ากับที่มนุษย์ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซ ในช่วงก่อนหน้านั้นย้อนไปจนถึงเมื่อมนุษย์เริ่มมีอารยธรรมรวมกัน

นายแอนดรู วีฟเวอร์นักวิทยาศาสตร์ภาวะอากาศของโลกจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ซึ่งไม่ได้ร่วมอยู่ในทีม ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในรายงานชิ้นนี้ เหมือนกับการตีแสกหน้าบรรดาผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางด้านนโยบายทั้งหลายว่า สิ่งที่พวกเขาทำกันอยู่นั้นไม่ได้ผล

รายงานชิ้นนี้ออกมาในจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ (ยูเอ็น)กำลังจะประชุมใหญ่กันที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเดือนธันวาคมนี้

นายลาร์ส ลอกเก รัสมุสเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เจ้าภาพการประชุมให้สัมภาษณ์สื่อตะวันตกว่า ประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐอเมริกา สนับสนุนข้อเสนอของเขาให้บรรดาประเทศอุตสาหกรรมตกลงร่วมกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและตั้งกองทุนเพื่อช่วยประเทศด้อยพัฒนาเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กให้สัมภาษณ์นั้น ประธานาธิบดีโอบามากำลังเยือนประเทศจีนและได้นำเรื่องนี้หารือกับนายหู จิ่น เทา ประธานาธิบดีของจีนด้วย

การพูดคุยของประธานาธิบดีโอบามา กับผู้นำจีนสอดคล้องกับรายงานของคอรินที่ระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นต้นเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซ โดยคอรินระบุว่า ประเทศจีนกำลังเดินหน้าเร่งสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินใหม่อีกหลายแห่ง ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนนับจากปี 2544 จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

คอรินระบุว่าประเทศพัฒนาแล้วในฐานะผู้ซื้อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนามีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นด้วย เกร็กระบุว่า "เราก็แค่ย้ายที่ปล่อยก๊าซไปประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น"

นอกจากประเทศจีนแล้ว รายงานยังระบุว่า ประเทศอื่นๆ ที่เพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศในปริมาณมากกว่า 5 ล้านตันเมื่อปีที่แล้ว ยังได้แก่ อินเดีย รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย บราซิล แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อิหร่าน โปแลนด์ เม็กซิโก แคนาดา และเนเธอร์แลนด์

by ThaiWebExpert