ชะตากรรม "โลก" ผลกรรม “เรา” ในวันที่ร้อนจนเกินเยียวยา

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หากอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้นจนผิดวิสัย มหันตภัยหลากหลายรูปแบบจะถาโถมเข้ามาสู่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ และสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ได้อย่างปกติสุข อาจต้องเผชิญกับความทุกข์ยากจนสุดจะทนทานไหว บางเผ่าพันธุ์อาจถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปพร้อมกับสิ้นศตวรรษนี้

นี่ไม่ใช่แค่ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เกี่ยวกับมหันตภัยล้างโลกที่ทำรายได้มหาศาล แต่เป็นหนึ่งในหลายฉากที่มนุษย์อย่างพวกเราอาจได้เผชิญด้วยตัวเอง ดั่งที่ปรากฏในรายงานฉบับที่ 4 (Fourth Assessment Report) ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ “ไอพีซีซี” (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2007

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในรายงานฉบับดังกล่าว เผยให้เห็นถึงมหันตภัยรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ภายในศตวรรษนี้ หากอุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 1.8-4 องศาเซลเซียส

เอเชียเผชิญอุทกภัยทั่ว พืชพันธุ์ถูกทำลาย โรคร้ายระบาด

ประชากรในทวีปเอเชียราว 120-1,200 ล้านคน จะต้องเผชิญกับอุทกภัยที่เพิ่มมากขึ้นภายในปี 2020 และอีกราว 185-981 ล้านคน ที่ต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกันภายในปี 2050 พร้อมกับผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารในบางพื้นที่ของเอเชียใต้จะถูกทำลายลงไป 30% จากปัจจุบัน

แม้ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นไม่มาก แต่ก็หนุนให้แม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งเอ่อล้นทะลักตลิ่ง และสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสายสำคัญๆ ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น แม่น้ำแยงซีในจีน แม่น้ำแดงในเวียดนาม และแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร ในบังกลาเทศ

เมื่ออุทกภัยแผ่ขยายกินบริเวณกว้างมากขึ้น อหิวาตกโรคและมาลาเรียก็ระบาดหนักยิ่งกว่าเดิม

หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยที่มีขนาดไม่ถึง 4 กิโลเมตร จะละลายหายไปหมด และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มตามมา แต่ท้ายที่สุดจะจบลงด้วยความแห้งเหือดของแม่น้ำที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัย ชาวอินเดียจะมีน้ำใช้ต่อหัวลดลงจาก 1,900 ลูกบาศก์เมตร เหลือเพียงแค่ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2025

แอฟริกาทำลายโลกน้อยสุด แต่โดนหนักสุด นับร้อยล้านชีวิตขาดน้ำ-อาหาร

แม้แอฟริกาจะเป็นพื้นที่ปลดปล่อยก๊าซก่อเรือนกระจกน้อยที่สุด แต่กลับกลายเป็นทวีปที่ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายกว่าใครเพื่อน เพราะจะมีประชากรในทวีปนี้หลายร้อยล้านคนหรือราว 90% ของประชากรทั้งหมด จะต้องประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มอย่างรุนแรงในปี 2080 หรืออาจเร็วกว่านั้น และในตอนนั้นประชากรโลกที่ขาดแคลนอาหารราว 40-50% คือชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่ใกล้กับทะเลทรายซาฮารา เมื่อเทียบกับจำนวนในปัจจุบันนี้ที่คิดเป็น 25% ของผู้ที่ขาดแคลนอาหารจากทั่วโลก

ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลให้ฤดูเพาะปลูกหดสั้นลง และหลายพื้นที่ทำการเกษตรไม่ได้อีกต่อไป ทำให้ในบางประเทศเพาะปลูกได้ผลผลิตน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง ความแห้งแล้งแผ่ปกคลุมผืนดินกินพื้นที่กว้าง 6-9 แสนตารางกิโลเมตร

ประชากรในแอฟริกากว่า 500 ล้านคนจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างฉับพลัน

หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากปี 1990 แม้เพียง 2 องศาเซลเซียส อหิวาตกโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และไข้เลือดออก จะระบาดหนักและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เกิดอุทกภัยสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์และไนเจอร์ อันเป็นผลพวงมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ยุโรปหิมะละลาย ความหลากหลายหายมากกว่า 60%

ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะสามารถยืนหยัดอยู่บนความเสี่ยงต่อภัยแล้งที่รุนแรง ผลผลิตตกต่ำ และมหันตภัยจากคลื่นความร้อนได้มากกว่า ขณะที่ประเทศในยุโรปที่ตั้งอยู่บนละติจูดที่สูงขึ้นไป จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมและสภาพอากาศที่เลวร้าย ทว่าจะได้รับความสมดุลจากการที่มีฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น และมีพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ขยายกว้างมากขึ้น

อุณหภูมิบริเวณเทือกเขาแอลป์จะพุ่งสูงขึ้นจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการเล่นสกี ตลอดจนกวาดล้างชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ให้หมดไปจากบริเวณดังกล่าวมากถึง 60% พื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่ได้รับผลจากภาวะน้ำท่วมขยายตัวจาก 19% ในปัจจุบัน เป็น 36% ในปี 2070

อุทกภัยฤดูหนาวมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นบริเวณชายฝั่งของยุโรป ขณะที่บริเวณตอนกลางของยุโรปจะประสบกับอุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันอันเนื่องมาจากหิมะละลาย เกิดผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในยุโรป พืชพรรณในท้องถิ่นเกือบทั้งหมดต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หรือบางชนิดอาจสูญพันธุ์เมื่อสิ้นศตวรรษนี้

คลื่นร้อนรุนแรง-พายุถาโถมอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ไร้ธารน้ำแข็งเขตร้อน

ภาวะโลกร้อนจะเป็นตัวหนุนให้พายุเขตร้อนและคลื่นความร้อนมีพละกำลังรุนแรงมากขึ้นในอเมริกาเหนือ พร้อมกับที่เป็นภัยคุกคามหลายสปีชีส์ในอเมริกาใต้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกทำให้สูญพันธุ์ และต้องอดอยากหิวโหยอีกมากมาย

ดินเยือกแข็งรวมทั้งน้ำแข็งในทะเลแถบแคนาดาและอะแลสกาถูกเร่งให้ละลายเร็วขึ้น แมวน้ำและหมีขั้วโลก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลักในบริเวณดังกล่าวจะถูกคุกคามก่อนใครเพื่อน ทั้งยังเป็นการเกื้อหนุนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นให้แพร่กระจายไปในบริเวณนั้นได้มากยิ่งขึ้น และไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นมากกว่าเดิม

ผู้คนกว่าครึ่งในทวีปอเมริกาต้องตกอยู่ในภาวะยากแค้นจากอุทกภัย วาตภัย คลื่นความร้อน โรคระบาด และหมอกควันในย่านชุมชนเมือง การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองริมชายฝั่งจะทำให้เสี่ยงได้รับความเสียหายจากพายุมากยิ่งขึ้น และจะหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้รับแรงหนุนจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ในอเมริกาใต้มีแนวโน้มสูงมากที่ธารน้ำแข็งเขตร้อนจะละลายหายไปภายในช่วงปี 2020 และมีประชากรราว 7-77 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนน้ำ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 60-150 ล้านคน ในปี 2100

ส่วนในบริเวณอ่างแคริบเบียนจะมีพายุเฮอริเคนเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส จะเกิดการสูญเสียน้ำในดินไปในบริเวณอะเมซอนตะวันออก และป่าฝนเขตร้อนทางตอนกลางและตอนใต้ของเม็กซิโกจะกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา

โลกร้อนพ่วงท่องเที่ยวทำลายแนวปะการังยักษ์

ประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะสูญเสียทั้งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นและสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในท้องถิ่นนั้น อันเป็นผลพวงมาจากการท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องกับภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะระบบนิเวศบริเวณแนวปะการังยักษ์ (Great Barrier Reef) และอุทยานแห่งชาติคาคาดูในออสเตรเลีย ที่เสี่ยงจะถูกทำลายได้มากที่สุด

ปัญหาขาดแคลนน้ำที่สั่งสมมานานทางใต้และตะวันออกของออสเตรเลียจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปี 2030 พื้นที่ลุ่มน้ำเมอเรย์-ดาร์ลิ่ง (Murray-Darling Basin) จะลดลงอีก 10-25% ในปี 2050 ผลิตผลจากภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ลดลงอย่างมากทั้งในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่ยังมีบางพื้นที่ของนิวซีแลนด์ที่มีแนวโน้มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น

ส่วนหมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบทั้งจากระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรวดเร็ว กำแพงตามธรรมชาติถูกทำลายลง ทั้งป่าชายเลนและแนวปะการัง ท่าเรือบางแห่งของเกาะฟิจิและซามัวถูกน้ำทะเลท่วม ผลผลิตลดลง 18% ในปี 2030

ขั้วโลกร้อนยาวนาน ลดปริมาตรธารน้ำแข็ง

สิ้นศตวรรษนี้มีแนวโน้มว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะหายไปราว 23% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาด้วย ส่วนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บริเวณขั้วโลกเหนือ รวมถึงดินแดนแถบขั้วโลกเหนือที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและกรีนแลนด์ ก็จะสูญเสียความหนาของชั้นน้ำแข็งไป

ชั้นน้ำแข็งจะบางลงแค่ไหนเป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดาได้ แต่จะมีประชากรที่อาศัยในบริเวณดังกล่าวราว 4 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

ส่วนชั้นดินเยือกแข็งในแถบอาร์กติกจะลดลงไปราว 20-35% ในปี 2050 และฤดูร้อนของขั้วโลกเหนือจะยาวนานขึ้นกว่าปัจจุบันราว 15-25% ซึ่งน้ำแข็งที่ละลายในฤดูร้อนก็จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในบริเวณนั้นด้วย

น้ำแข็งขั้วโลกใต้จะค่อยๆ ละลายหายไปตั้งแต่บริเวณแหลมแอนตาร์กติก ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดหนึ่งบนโลกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่ามีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก และคาดการณ์ว่าก้อนน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกจะละลายเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ และละลายจนเกือบหมดในฤดูร้อนของขั้วโลกใต้

ขณะที่อนาคตของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกยังไม่มีความแน่นอน เพราะมีหลักฐานที่แสดงถึงแผ่นน้ำแข็งด้านตะวันตกถูกทำลายลง ทว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกนี้จะยังคงอยู่ เพราะยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อราว 12,000 ปีที่แล้ว มากกว่าที่จะละลายหายไปเพราะภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้

แม้ข้อมูลจากไอพีซีซีตามที่เราหยิบยกมาจะทำให้หลายฝ่ายตระหนักดีว่า โลกในวันข้างหน้าเป็นเช่นไรหากยังไร้การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ผู้แทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศทั่วโลกที่กำลังร่วมโต๊ะประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กก็ยังคงมีความขัดแย้งและไม่ลงตัวกับการเจรจาต่อรองจากผู้แทนของรัฐบาลจากหลายๆ ประเทศ

ถ้าเวทีที่โคเปนเฮเกนปิดลง โดยที่ยังไม่สามารถตกลงแนวทางหลังปี 2012 ได้ ขณะเดียวกันกิจกรรมของมนุษย์ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพิ่มความร้อนให้โลกได้ วันสิ้นโลกอาจมาถึงเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้.

COP15: Deal or no deal?

ผู้เขียน: 
Richard Black | 23:42 UK time, Friday, 18 December 2009

UPDATE 1159 CET: Now a group of countries (Bolivia, Saudi Arabia) is arguing that the deal reached last night is not a proper agreement under the UN climate convention, but lies outside.

The summit didn't "adopt" it, but "took note" of it - because not all countries wanted it.

What sort of agreement would that make it?

Fascinating.

UPDATE: 1035 CET: I'd run through in my head several ways this morning's final session might turn out, but I didn't see this one coming.

A group of developing countries is, I think, trying to make some elements of the deal made by Wen Jiabao, Barack Obama and so on last night legally binding.

During a long, long adjournment, they've had quite a bit of time to look at this and there are lots of clever lawyers in the hall accustomed to using whatever opportunities they have.

It's a nightmare to follow - lots of document-speak, which doesn't translate into English very easily after 30 hours without sleep - but we'll make sense of it somehow.

UPDATE: 0835 CET:The session's been adjourned now for about 45 minutes while delegates try to find a way through this impasse.

I've been passing a little time reading a highly entertaining account by AFP's Stephen Collinson of "how the deal was done" - well worth a look.

UPDATE - 0722 CET: Remarkable how the great swathe of developing countries is divided by the "deal" announced last night by President Obama.

We have some small island states in favour, and others against. None of them likes a deal that they feel may consign them to a future under the waves; but some, perhaps most, are choosing to accept it, either because they know there's nothing else on offer, or because wider political considerations have swayed their hand.

The African Union appears to be onside - presumably steered by Ethiopian President Meles Zenawi's endorsement on Wednesday of a proposal to raise $100bn per year by 2020 for poorer countries - the sum, not co-incidentally, that Hillary Clinton said the US would work towards raising.

But a group of Latin American and Caribbean countries appears adamant in its view that the deal was done illegitimately; and for that reason, and because it will not cut emissions enough to meet the IPCC's criteria for keeping the global temperature rise within 2C, they feel it cannot be endorsed.

The wider conference "never gave a mandate to a small group of 25 countries to draw up such a document", the Venezuelan delegate has just said.

And when they resolve this impasse, there's a mass of other formal stuff to conclude.

Meanwhile, tired negotiators and environment ministers - most now deserted in the cold Copenhagen dawn by their prime ministers and presidents - are talking of the need to speed things up to catch flights home.

UPDATE - 0410 CET: Things getting lively in the main meeting now, after the "deal" was introduced for consideration by countries not involved in its making.

Tuvalu said it couldn't accept the deal, because it amounted to "30 pieces of silver to sell our country".

Venezuela, Cuba and Nicaragua lined up in support, with the last-named introducing two documents for consideration. They would effectively restart negoations on issues such as futher emission cuts from developed nations that the "deal" effectively brings to an end.

Watch this space... we could be in for a bumpy ride...

UPDATE - 0305 CET: The EU has decided to support the pact.

Swedish Prime Minister Fredrik Reinfeldt and European Commission President Jose Manuel Barroso were clearly less than delighted with it at their news conference.

Asked where EU leadership had been, Mr Barroso replied:

"We have been leading, but we were not leading when it came to lowering the ambition."

0043 CET Saturday: Now, we are totally - totally - into uncharted territory.

A US president has reached a climate change agreement with leaders of just four countries - although a few more clearly had an inkling of what was going on.obama230ap.jpg

The White House announced the deal - this is supposed to be a UN convention, remember - and President Obama has gone live on US television telling viewers what it contains before many delegations in the UN conference even had a chance to look at the text.

It's not clear how those outside the little cabal of nations are going to play this.

The African Union is officially in favour so far, but they're having a closed door meeting that I understand is lively, with Senegal among countries opposing.

I've been told that some of the small island developing states have been "told" to sign up, but others are fuming and determined to oppose - especially as their key demand, inclusion of at least the indication that the world could eventually look at 1.5C as a target for temperature rise, was excised at the last minute.

Ask who the "villain" is, and - as I mentioned in my previous post - "China, China, China" is the refrain.

But there is considerable anger towards the US, too, as I indicated before.

The fact that the EU hasn't endorsed this "deal" yet it absolutely significant, as European leaders have until now been prepared to work with the US, though wishing it were in a position to pledge more.

Procedurally, there's no precedent. Asked how things stood, one observer replied with a six-letter word unprintable on a BBC webpage - it begins with an f.

It appears the document - which is written in the guise of a UN text - goes back to the plenary session, which will convene we don't know when.

If it's savaged there, does that make it a non-agreement? Does it become a UN non-agreement but become an agreement between a select few countries outside?

Frankly, your guess is as good as mine. Any international law experts out there who can advise?

ชะตากรรม "โลก" ผลกรรม “เรา” ในวันที่ร้อนจนเกินเยียวยา

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หากอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้นจนผิดวิสัย มหันตภัยหลากหลายรูปแบบจะถาโถมเข้ามาสู่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ และสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ได้อย่างปกติสุข อาจต้องเผชิญกับความทุกข์ยากจนสุดจะทนทานไหว บางเผ่าพันธุ์อาจถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปพร้อมกับสิ้นศตวรรษนี้

นี่ไม่ใช่แค่ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เกี่ยวกับมหันตภัยล้างโลกที่ทำรายได้มหาศาล แต่เป็นหนึ่งในหลายฉากที่มนุษย์อย่างพวกเราอาจได้เผชิญด้วยตัวเอง ดั่งที่ปรากฏในรายงานฉบับที่ 4 (Fourth Assessment Report) ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือ “ไอพีซีซี” (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ที่เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2007

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในรายงานฉบับดังกล่าว เผยให้เห็นถึงมหันตภัยรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ภายในศตวรรษนี้ หากอุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกราว 1.8-4 องศาเซลเซียส

เอเชียเผชิญอุทกภัยทั่ว พืชพันธุ์ถูกทำลาย โรคร้ายระบาด

ประชากรในทวีปเอเชียราว 120-1,200 ล้านคน จะต้องเผชิญกับอุทกภัยที่เพิ่มมากขึ้นภายในปี 2020 และอีกราว 185-981 ล้านคน ที่ต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกันภายในปี 2050 พร้อมกับผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารในบางพื้นที่ของเอเชียใต้จะถูกทำลายลงไป 30% จากปัจจุบัน

แม้ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นไม่มาก แต่ก็หนุนให้แม่น้ำสายสำคัญหลายแห่งเอ่อล้นทะลักตลิ่ง และสร้างความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสายสำคัญๆ ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เช่น แม่น้ำแยงซีในจีน แม่น้ำแดงในเวียดนาม และแม่น้ำคงคา-พรหมบุตร ในบังกลาเทศ

เมื่ออุทกภัยแผ่ขยายกินบริเวณกว้างมากขึ้น อหิวาตกโรคและมาลาเรียก็ระบาดหนักยิ่งกว่าเดิม

หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยที่มีขนาดไม่ถึง 4 กิโลเมตร จะละลายหายไปหมด และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาน้ำท่วมและดินโคลนถล่มตามมา แต่ท้ายที่สุดจะจบลงด้วยความแห้งเหือดของแม่น้ำที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยธารน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมาลัย ชาวอินเดียจะมีน้ำใช้ต่อหัวลดลงจาก 1,900 ลูกบาศก์เมตร เหลือเพียงแค่ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ภายในปี 2025

แอฟริกาทำลายโลกน้อยสุด แต่โดนหนักสุด นับร้อยล้านชีวิตขาดน้ำ-อาหาร

แม้แอฟริกาจะเป็นพื้นที่ปลดปล่อยก๊าซก่อเรือนกระจกน้อยที่สุด แต่กลับกลายเป็นทวีปที่ต้องเผชิญชะตากรรมเลวร้ายกว่าใครเพื่อน เพราะจะมีประชากรในทวีปนี้หลายร้อยล้านคนหรือราว 90% ของประชากรทั้งหมด จะต้องประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มอย่างรุนแรงในปี 2080 หรืออาจเร็วกว่านั้น และในตอนนั้นประชากรโลกที่ขาดแคลนอาหารราว 40-50% คือชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่ใกล้กับทะเลทรายซาฮารา เมื่อเทียบกับจำนวนในปัจจุบันนี้ที่คิดเป็น 25% ของผู้ที่ขาดแคลนอาหารจากทั่วโลก

ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จะส่งผลให้ฤดูเพาะปลูกหดสั้นลง และหลายพื้นที่ทำการเกษตรไม่ได้อีกต่อไป ทำให้ในบางประเทศเพาะปลูกได้ผลผลิตน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง ความแห้งแล้งแผ่ปกคลุมผืนดินกินพื้นที่กว้าง 6-9 แสนตารางกิโลเมตร

ประชากรในแอฟริกากว่า 500 ล้านคนจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำดื่มอย่างฉับพลัน

หากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากปี 1990 แม้เพียง 2 องศาเซลเซียส อหิวาตกโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และไข้เลือดออก จะระบาดหนักและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เกิดอุทกภัยสร้างความเสียหายแก่ประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์และไนเจอร์ อันเป็นผลพวงมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ยุโรปหิมะละลาย ความหลากหลายหายมากกว่า 60%

ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะสามารถยืนหยัดอยู่บนความเสี่ยงต่อภัยแล้งที่รุนแรง ผลผลิตตกต่ำ และมหันตภัยจากคลื่นความร้อนได้มากกว่า ขณะที่ประเทศในยุโรปที่ตั้งอยู่บนละติจูดที่สูงขึ้นไป จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมและสภาพอากาศที่เลวร้าย ทว่าจะได้รับความสมดุลจากการที่มีฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น และมีพื้นที่เกษตรกรรมและป่าไม้ขยายกว้างมากขึ้น

อุณหภูมิบริเวณเทือกเขาแอลป์จะพุ่งสูงขึ้นจนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการเล่นสกี ตลอดจนกวาดล้างชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ให้หมดไปจากบริเวณดังกล่าวมากถึง 60% พื้นที่ลุ่มแม่น้ำที่ได้รับผลจากภาวะน้ำท่วมขยายตัวจาก 19% ในปัจจุบัน เป็น 36% ในปี 2070

อุทกภัยฤดูหนาวมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นบริเวณชายฝั่งของยุโรป ขณะที่บริเวณตอนกลางของยุโรปจะประสบกับอุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันอันเนื่องมาจากหิมะละลาย เกิดผลกระทบอย่างเลวร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในยุโรป พืชพรรณในท้องถิ่นเกือบทั้งหมดต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หรือบางชนิดอาจสูญพันธุ์เมื่อสิ้นศตวรรษนี้

คลื่นร้อนรุนแรง-พายุถาโถมอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ไร้ธารน้ำแข็งเขตร้อน

ภาวะโลกร้อนจะเป็นตัวหนุนให้พายุเขตร้อนและคลื่นความร้อนมีพละกำลังรุนแรงมากขึ้นในอเมริกาเหนือ พร้อมกับที่เป็นภัยคุกคามหลายสปีชีส์ในอเมริกาใต้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อถูกทำให้สูญพันธุ์ และต้องอดอยากหิวโหยอีกมากมาย

ดินเยือกแข็งรวมทั้งน้ำแข็งในทะเลแถบแคนาดาและอะแลสกาถูกเร่งให้ละลายเร็วขึ้น แมวน้ำและหมีขั้วโลก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลักในบริเวณดังกล่าวจะถูกคุกคามก่อนใครเพื่อน ทั้งยังเป็นการเกื้อหนุนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นให้แพร่กระจายไปในบริเวณนั้นได้มากยิ่งขึ้น และไปเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตประจำถิ่นมากกว่าเดิม

ผู้คนกว่าครึ่งในทวีปอเมริกาต้องตกอยู่ในภาวะยากแค้นจากอุทกภัย วาตภัย คลื่นความร้อน โรคระบาด และหมอกควันในย่านชุมชนเมือง การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองริมชายฝั่งจะทำให้เสี่ยงได้รับความเสียหายจากพายุมากยิ่งขึ้น และจะหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้รับแรงหนุนจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ในอเมริกาใต้มีแนวโน้มสูงมากที่ธารน้ำแข็งเขตร้อนจะละลายหายไปภายในช่วงปี 2020 และมีประชากรราว 7-77 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดแคลนน้ำ และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 60-150 ล้านคน ในปี 2100

ส่วนในบริเวณอ่างแคริบเบียนจะมีพายุเฮอริเคนเกิดถี่และรุนแรงมากขึ้น ขณะที่หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส จะเกิดการสูญเสียน้ำในดินไปในบริเวณอะเมซอนตะวันออก และป่าฝนเขตร้อนทางตอนกลางและตอนใต้ของเม็กซิโกจะกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา

โลกร้อนพ่วงท่องเที่ยวทำลายแนวปะการังยักษ์

ประเทศและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะสูญเสียทั้งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นและสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในท้องถิ่นนั้น อันเป็นผลพวงมาจากการท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่องกับภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะระบบนิเวศบริเวณแนวปะการังยักษ์ (Great Barrier Reef) และอุทยานแห่งชาติคาคาดูในออสเตรเลีย ที่เสี่ยงจะถูกทำลายได้มากที่สุด

ปัญหาขาดแคลนน้ำที่สั่งสมมานานทางใต้และตะวันออกของออสเตรเลียจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปี 2030 พื้นที่ลุ่มน้ำเมอเรย์-ดาร์ลิ่ง (Murray-Darling Basin) จะลดลงอีก 10-25% ในปี 2050 ผลิตผลจากภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ลดลงอย่างมากทั้งในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่ยังมีบางพื้นที่ของนิวซีแลนด์ที่มีแนวโน้มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น

ส่วนหมู่เกาะต่างๆ ในแปซิฟิกจะได้รับผลกระทบทั้งจากระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรวดเร็ว กำแพงตามธรรมชาติถูกทำลายลง ทั้งป่าชายเลนและแนวปะการัง ท่าเรือบางแห่งของเกาะฟิจิและซามัวถูกน้ำทะเลท่วม ผลผลิตลดลง 18% ในปี 2030

ขั้วโลกร้อนยาวนาน ลดปริมาตรธารน้ำแข็ง

สิ้นศตวรรษนี้มีแนวโน้มว่าน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกจะหายไปราว 23% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาด้วย ส่วนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บริเวณขั้วโลกเหนือ รวมถึงดินแดนแถบขั้วโลกเหนือที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งและกรีนแลนด์ ก็จะสูญเสียความหนาของชั้นน้ำแข็งไป

ชั้นน้ำแข็งจะบางลงแค่ไหนเป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดาได้ แต่จะมีประชากรที่อาศัยในบริเวณดังกล่าวราว 4 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

ส่วนชั้นดินเยือกแข็งในแถบอาร์กติกจะลดลงไปราว 20-35% ในปี 2050 และฤดูร้อนของขั้วโลกเหนือจะยาวนานขึ้นกว่าปัจจุบันราว 15-25% ซึ่งน้ำแข็งที่ละลายในฤดูร้อนก็จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในบริเวณนั้นด้วย

น้ำแข็งขั้วโลกใต้จะค่อยๆ ละลายหายไปตั้งแต่บริเวณแหลมแอนตาร์กติก ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดหนึ่งบนโลกที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่ามีอุณหภูมิสูงขึ้นและมีแนวโน้มเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก และคาดการณ์ว่าก้อนน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกจะละลายเพิ่มขึ้นทีละน้อยๆ และละลายจนเกือบหมดในฤดูร้อนของขั้วโลกใต้

ขณะที่อนาคตของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกยังไม่มีความแน่นอน เพราะมีหลักฐานที่แสดงถึงแผ่นน้ำแข็งด้านตะวันตกถูกทำลายลง ทว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกนี้จะยังคงอยู่ เพราะยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายเมื่อราว 12,000 ปีที่แล้ว มากกว่าที่จะละลายหายไปเพราะภาวะโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์เมื่อไม่นานมานี้

แม้ข้อมูลจากไอพีซีซีตามที่เราหยิบยกมาจะทำให้หลายฝ่ายตระหนักดีว่า โลกในวันข้างหน้าเป็นเช่นไรหากยังไร้การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ผู้แทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศทั่วโลกที่กำลังร่วมโต๊ะประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กก็ยังคงมีความขัดแย้งและไม่ลงตัวกับการเจรจาต่อรองจากผู้แทนของรัฐบาลจากหลายๆ ประเทศ

ถ้าเวทีที่โคเปนเฮเกนปิดลง โดยที่ยังไม่สามารถตกลงแนวทางหลังปี 2012 ได้ ขณะเดียวกันกิจกรรมของมนุษย์ที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพิ่มความร้อนให้โลกได้ วันสิ้นโลกอาจมาถึงเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้.

ชาติถกเครียด “ประชุมโลกร้อน” คาดไม่มีทางบรรลุข้อตกลงกันได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

18 ธันวาคม 2552 10:27 น.

เอเอฟพี/เอเจนซี - 28 ประเทศซึ่งเป็นแกนนำสำคัญในที่ประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้แทนระดับผู้นำประเทศหารือกันจนถึงช่วงค่ำเมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อบรรลุข้อสรุปในการทำข้อตกลงลดภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทำให้เชื่อว่าอาจจะไม่มีการบรรลุข้อตกลงเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในการประชุม ซึ่งจะสิ้นสุดในวันนี้(18)

นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเข้าร่วมการหารือด้วย น่าจะจะยังคงเจรจาต่ออย่างเข้มข้นจนถึงเช้าวันนี้ ซึ่งมีผู้นำประเทศและผู้แทนรัฐบาลกว่า 130 คนจะมาร่วมประชุมในระดับผู้นำ

โดยก่อนหน้านี้ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ผู้นำฝรั่งเศส ประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ ของรัสเซีย และประนาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ได้หารือต่อเนื่องไปจนเลยเวลา 23.00 น.ของวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 05.00 น.วันนี้(18) ตามเวลาในไทย

นอกจากนั้น ผู้นำเดนมาร์ก สวีเดน เอธิโอเปีย เม็กซิโก และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ก็ได้ร่วมเข้าหารือด้วย อย่างไรก็ตาม ยังงมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ทั้งเรื่องรวมและรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในกลุ่มผู้แทนประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาที่เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย นอร์เวย์ รัสเซีย สเปน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย โปแลนด์ และญี่ปุ่น ส่วนผู้แทนจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รายใหญ่ ได้แก่ จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ ขณะที่การประชุม 12 วันที่กรุงโคเปนเฮเกนซึ่งจะมาถึงจุดสำคัญในวันนี้ ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จนหลายฝ่ายคาดว่าอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯเตรียมประกาศให้เงินช่วยเหลือจำนวน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อใช้รับมือกับปัญหาโลกร้อน ภายในปี 2020 ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประเทศพัฒนาแล้วได้บรรลุข้อตกลงกันอย่างกว้างๆ ที่จะให้เงินช่วยเหลือร่วมกัน จำนวน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า

นายกฯและผู้นำประเทศต่างๆร่วมแสดงความเห็นแก้ปัญหาโลกร้อน

ฐานเศรษฐกิจ วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2009 เวลา 20:42 น. ณัฐญา เนตรหิน ข่าวรายวัน - ข่าวในประเทศ

นายกรัฐมนตรีได้หารือกับคณะทำงานวิเคราะห์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อรับฟังแนวทางรายละเอียดต่างๆของที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 โดยนายกรัฐมนตรีได้นำข้อมูลต่างๆเสนอต่อผู้นำประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับคณะทำงานวิเคราะห์ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย เพื่อรับฟังแนวทาง รายละเอียดต่างๆของที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 โดยนายกรัฐมนตรีได้นำข้อมูลต่างๆเสนอต่อผู้นำประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยเฉพาะ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระหว่างการหารืออย่างไม่เป็นทางการ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปที่ทุกประเทศพร้อมร่วมมือในการแก้ไขปัญหา แต่ในส่วนของการกำหนดตัวเลขอุณหภูมิ หรือข้อตกลงร่วมกันอาจยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจน ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีมองว่าต้องดึงจีนและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับ จึงจะเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขปัญหาได้

อย่างไรนั้น การประชุมครั้งนี้ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวถ้อยแถลงในวันนี้โดยเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาสอย่างจริงจัง เพื่ออนุชนรุ่นหลัง ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมให้เงินสนับสนุน จำนวนแสนล้านดอลลาห์ ภายในปี 2020 แต่ต้องปฏิบัติภายใต้ 3 เงื่อนไข ประกอบด้วย ความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นรูปธรรม ความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการ และการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่าในการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลสำเร็จทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาก็ยืนยันความช่วยเหลือเช่นเดียวกับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่วนนายบันคีมูน กล่าวว่าการถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อมนุษยชนรุ่นหลัง และการประชุมครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้นำของทุกประเทศ ว่าจะร่วมมือให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแค่ไหน

ประชุมโลกร้อนโคเปนเฮเกน : จีนกับมะกัน 'งัดข้อ' ดุเดือด

ผู้เขียน: 
กาแฟดำ

ประเทศจีนกับอเมริกา กำลัง "งัด" กันที่การประชุมสุดยอดเรื่องโลกร้อน ที่กรุงโคเปนเฮเกน เพราะต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกัน

ว่าใครเป็น "ผู้ร้าย" เรื่องนี้มากกว่ากัน

มองจากไทย สองชาติยักษ์นี้มีปัญหาพอๆ กัน ในฐานะที่รวมกันแล้วทั้งจีน และสหรัฐ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เรียกว่า greenhouse-gas emissions มากถึง 40% ของทั้งโลก

เอกชนของอเมริกัน กลัวว่าจะเสียเปรียบจีน ถ้าหากพวกตนต้องลงทุน เพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เพราะจีนสามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันของตัวเองมากขึ้น หากไม่ต้องรับภาระเหมือนๆ กับอเมริกา
รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีน เหอ ยาเฟย เปรียบเปรยได้อย่างน่าฟังว่า

"...มันจะยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อสหรัฐเหมือนคนไปกินอาหารมื้อเย็นราคาแพงก่อน และพอเพื่อนยากจนคนหนึ่งมาสาย ได้กินแค่ของหวานตอนท้าย แต่โดนบังคับให้ต้องออกเงินเท่าๆ กับคนอื่นๆ ทั้งหมด..."

ประโยคนี้แปลว่าจีน กำลังบอกว่าสหรัฐได้โอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเองก่อนคนอื่น และเป็นคนปล่อยก๊าซพิษจากโรงงานทั้งหลายทำลายสภาวะแวดล้อมก่อนใครอื่น แต่มาถึงวันนี้ จีน เพิ่งจะได้จังหวะในการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมบ้าง ก็โดนบังคับให้ต้องออกเงินเท่าๆ กับสหรัฐ

จีน บอกว่า พร้อมจะแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน ด้วยการตั้งเป้าว่าจะลดสิ่งที่เรียกว่า "carbon intensity" หรือความเข้มข้นของคาร์บอน (ไดออกไซด์) อันหมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตเศรษฐกิจ 40-45% (จากระดับของปี 2005) ในปี 2020 หรือจากนี้ไป 10 ปี

อเมริกาประกาศว่าจะลดปริมาณก๊าซพิษนี้ 17% ภายในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่สำหรับจีนนั้น แม้จะทำตามเป้าที่ประกาศไว้ได้ หากบวก ลบ คูณ หาร แล้ว ก็ยังจะมีก๊าซพิษเพิ่มขึ้นอีก 75% ในช่วงเวลาเดียวกัน...ซึ่งหมายความว่า ส่วนที่เพิ่มจะมากกว่าส่วนที่พยายามจะลดไม่น้อยเลย

สหรัฐกับสหภาพยุโรปเห็นพ้องต้องกันว่าสองกลุ่มประเทศนี้ ควรจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 80% ในปี 2050 หรือจากนี้ไปอีกประมาณ 40 ปี

การวางประมาณการยาวนานในอนาคตเช่นนี้พูดง่ายกว่าทำ เพราะถึงตอนนั้น ก็ไม่มีใครสามารถจะบอกได้ว่าอะไรๆ ที่สัญญากันไว้นั้น จะปรับเปลี่ยนไปได้มากน้อยเพียงใด

เอาเป็นว่าสิ่งที่รับปากจะทำให้ได้ภายใน 5 ปี 10 ปีข้างหน้านั้น จะสามารถทำให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง มากน้อยแค่ไหน... วัดกันด้วยของจริงมากกว่าวาทกรรม จะเป็นเรื่องจริงจังมากกว่าเป็นไหนๆ

แต่แม้ต่างฝ่ายต่างจะยอมผูกมัดตนเองต่อประชาคมโลก ว่า จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากประเทศของตนเท่านั้นเท่านี้แล้ว เอาเข้าจริงๆ ก็เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก

นั่นคือ ใครจะเป็นคนประเมินว่า ประเทศไหนทำตามที่ตกปากรับคำเอาไว้จริงหรือไม่

จีนประกาศว่าจะไม่ยอมให้องค์กรไหนมาเป็นคนมาติดตาม และประเมินว่าตนปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางเอาไว้หรือไม่
แปลว่าจีนจะเป็นคนบอกชาวโลกเองว่าทำได้มากน้อยแค่ไหนจากที่รับปากเอาไว้

พอปักกิ่งประกาศอย่างนี้ ผู้คนก็ร้อง "อ้าว" กันเป็นการใหญ่ เพราะไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อันใด ที่จะให้แต่ละประกาศแถลงเป้าหมายการลดก๊าซพิษของตน โดยที่ไม่มีหน่วยงานกลางที่เป็นที่ยอมรับของประเทศต่างๆ เป็นผู้เข้าไปตรวจสอบ และวัดผลว่าใครทำได้ตามที่รับปากมากน้อยเพียงใด

เพราะมีการเสนอว่าไม่ว่าประเทศไหน จะยอมเสนอตัวเลขที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร ก็ขอมีเงื่อนไขพ่วงมาด้วย ว่านี่มิใช่เป็นการ "ผูกพันทางกฎหมายตายตัว" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "not binding" ซึ่งแปลว่า หากใครทำไม่ได้ตามที่ประกาศเอาไว้ ก็ไม่มีความผิด ไม่มีมาตรการลงโทษแต่อย่างใด

ทุกชาติเพียงแค่บอกว่าจะ "พยายามอย่างเต็มที่" แต่ไม่รับรองว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าที่วางเอาไว้ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการบรรลุเป้าหมายมากมาย

หนีไม่พ้นว่าเมื่อเกิดเงื่อนไขอย่างนี้ขึ้นมา หลายๆ ประเทศก็โวยวายว่าแล้วให้ผู้นำประเทศต่างๆ มาประชุมสุดยอดหา (วิมาน) อะไรที่โคเปนเฮเกน

คำตอบจากประเทศที่ยังมองโลกในแง่ดี ก็คือ ว่าอย่างน้อยก็มีการพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนทัศนะ และข้อมูล และช่วยกันผลักดันให้ภาวะโลกร้อนลดอันตรายลงไปจากที่เห็นอยู่วันนี้

ผมชอบที่เลขาธิการสหประชาชาติบันคีมูนบอกกับประชาคมโลก ว่า

"ได้เวลาที่ประเทศต่างๆ จะหยุดชี้นิ้วโยนบาปกันและกันแล้ว... ได้เวลาที่ต่างคนต่างจะมองกระจก พิจารณาตัวเองว่าได้ทำสิ่งที่ควรทำหรือไม่"

เพราะหาไม่แล้ว ผู้ประท้วงหลายพันคนที่มารวมตัวกันที่โคเปนเฮเกน ก็จะยิ่งโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น ว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่ "ละครลวงโลก" อีกฉากหนึ่งเท่านั้น

ไม่ต่างกับที่คนไทยเพิ่งเห็นละครตบตาที่พนมเปญ เรื่อง "จากสายลับสู่ฮีโร่" เมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง (ฮา)

รายงานจากโคเปเฮเกน: ภาคประชาชนมุ่งจับตาบทบาทตัวแทนไทยในเวทีโลก

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

15 ธ.ค.52 คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม (Thai Working Group for Climate Justice) และเครือข่ายองค์กรชุมชนร่วม 12 คน ได้เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์การเจรจาของภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 15 (COP15) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2552 และได้จัดแถลงข่าวเป็นครั้งแรกขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ คณะทำงานฯ และตัวแทนองค์กรชุมชนได้พบกับนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพย์ฯ และนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพย์ฯ ที่โรงแรมแมริออต ในกรุงโคเปนเฮเกน เพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้มีจุดยืนที่ชัดเจนและมั่นคงในการเจรจาครั้งนี้เพื่อยืดหลักการความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ที่กลุ่มชาติอุตสาหกรรมเป็นผู้ก่อปัญหาโลกร้อนที่สำคัญ การผลักดันการปฏิบัติตามพันธะกรณีภายใต้พิธีสารเกียวโต ฯลฯ

ผู้แทนคณะทำงานฯ ยังเคยเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.52 ที่ทำเนียบรัฐบาลร่วมกับผู้แทนของ UNDP เพื่อยื่นข้อเสนอและความเห็นของภาคประชาสังคมไทยต่อการประชุมครั้งนี้และต่อการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยเองเพื่อร่วมแก้ปัญหาและรับมือกับวิกฤติการณ์โลกร้อน

วันที่15 ธ.ค.ที่ผ่านมานับเป็นวันที่สองของอาทิตย์สุดท้ายของการประชุมแก้ไขปัญหาโลกร้อนครั้งประวัติศาสตร์ของโลก รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ เพิ่งเดินเข้าไปในศูนย์เบลล่า ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมเจรจาหาข้อตกลงว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บรรยากาศการประชุมเจรจาที่ตึงเครียดมาตั้งแต่กลางอาทิตย์ที่ผ่านมา ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น ด้วยทางหน่วยรักษาความปลอดภัยของสหประชาชาติจำกัดการเข้าสังเกตการณ์ของภาคประชาสังคม ตัวแทนภาคประชาสังคมต่างต้องรอคิวในแถวยาวเหยียดท่ามกลางลมหนาวต่ำกว่าลบ 2 องศาเซลเซียส โดยที่ไม่รู้ว่าประตูจะเปิดให้หรือไม่ เมื่อไร นี่ก็นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เช่นกันที่การประชุมสหประชาชาติปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาคประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม กล่าวว่า คณะทำงานฯ ได้นำคณะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนไทยมาเข้าร่วมสังเกตการณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลไทย และร่วมสะท้อนความเห็นประกอบท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้านไทยไม่สามารถเข้าไปรับฟังในห้องประชุมใหญ่ได้ เนื่องจากตั้งแต่วันพุธ (9 ธ.ค.) มีการปิดห้องประชุมใหญ่เป็นระยะๆ ไม่ให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้า

นอกเหนือจากการปิดกั้นการเข้าร่วมของภาคประชาสังคม ยังพบว่า รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ค ประธานการประชุมครั้งนี้ยังมีความพยายามจัดการประชุมแบบไม่เป็นทางการกับรัฐบาลบางประเทศในลักษณาการที่คล้ายกับห้องเขียวในการประชุมองค์กรการค้าโลกที่มีการประชุมล๊อบบี้วงเล็กเพื่อผลักดันข้อเสนอของรัฐบาลอุตสาหกรรมซึ่งมีอำนาจมากกว่า น่าแปลกใจว่าการประชุมเพื่อรักษาโลกไม่ให้เดินหน้าสู่หายนะ กลับใช้กระบวนการปิดประตูตีแมวแบบการประชุมองค์กรการค้าโลกที่เป็นเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์การค้าระหว่างกัน โดยที่ก่อนหน้านี้มีการรั่วไหลของร่างข้อตกลงผลการเจรจา COP 15 ที่ร่างโดยรัฐบาลเดนมาร์ค (Copenhagen Agreement หรือที่เรียกกันว่า Danish Text) มีสาระหลักที่ทำลายหลักการสำคัญว่าด้วยความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ตามพิธีสารเกียวโต ที่พยายามดึงเอาประเทศกำลังพัฒนามาร่วมผูกพันลดก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย และหลายประการมีความโน้มเอียงข้างประเทศอุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด

“อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลเดนมาร์ค และประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายกำลังพยายามสังหารพิธีสารเกียวโต ในผลสรุปการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งนี้” กิ่งกรกล่าว

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ตัวแทนคณะทำงานฯ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ก่อนเดินทางมาโคเปนเฮเกน ทางคณะทำงานฯ ได้เข้าพบ และยื่นข้อคิดเห็นและท่าทีของภาคประชาสังคมไทย ต่อนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีหลักการสำคัญคือ ยึดหลักการความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ การผลักดันการปฏิบัติตามพันธะกรณีภายใต้พิธีสารเกียวโต การผลักดันพันธะกรณีพิธีสารเกียวโตระยะที่สองที่เข้มแข็ง โดยมีข้อผูกพันการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเพียงพอตามที่คณะทำงานวิทยาศาสตร์สหประชาชาติเสนอ โดยไม่สนับสนุนการใช้กลไก และมาตรการตลาดเป็นเครื่องมือในการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการมุ่งทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และแผนพัฒนาพลังงานที่มุ่งสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรม”

เพ็ญโฉมย้ำว่า “แม้ว่าทางกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมร่ำรวยนำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะมีความพยายามหลบหลีกจากภาระปัญหาที่ตนเองก่อมาในประวัติศาสตร์ ประชาชนไทยก็หวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาลไทยไม่ตกหลุมพรางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ที่พยายามผลักดันให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องมีพันธะกรณีตามกฎหมาย เร่งขยายตลาดคาร์บอน และนำเอาภาคป่าไม้และเกษตรมาทำคาร์บอนเครดิตขายในตลาด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยปฏิเสธความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก หากแต่เราต้องมีการตั้งเป้าหมายการลดที่สอดคล้องกับความพร้อม สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก แสดงความเห็นว่า “ในคณะผู้แทนเจรจาไทยก็มีทั้งตัวแทนจากสภาอุตฯ แห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.จำกัด เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนเจรจาในครั้งนี้ด้วย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อเจตนารมย์ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของประเทศไทย สืบเนื่องจากธุรกิจและการพัฒนาของอุตสาหกรรม คือการพัฒนาที่เป็นการสร้างภาวะโลกร้อนและเต็มไปด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในฐานะตัวแทนภาคประชาชนได้มารับรู้ข้อมูลท่าที และวิธีการเจรจาของรัฐบาลไทย”

“สิ่งที่เห็นคือ เรื่องการพูดแก้ไขปัญหาโลกร้อนแต่ละประเทศล้วนเต็มไปด้วยการใช้ตลาดเข้ามาเป็นเงื่อนไขกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น REDD CDM นิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหิน “สะอาด” มิหนำซ้ำอาจจะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนอย่างต่อเนื่อง อยากฝากไปยังรัฐบาลไทย การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการที่มีผลในการทำลงนามข้อผูกพัน ซึ่งอาจจะต้องยึดรัฐธรรมนูญ 190 ก่อนที่จะมีการลงนามด้วย อย่างไรเสีย หากพบว่ารัฐบาลไทยดำเนินการโดยมิได้คำนึงถึงความผูกพันทางกฎหมาย เครือข่ายก็อาจจะยื่นวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบการลงนามดังกล่าวต่อไป”

“ทั้งนี้ ขอเสนอแนะให้ประเทศไทยสมควรเร่งจัดทำฐานข้อมูลที่ชัดเจนต่อสภาพแห่งปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับภาวะโลกร้อน กำหนดวิธีการลดก๊าซฯ ภายในประเทศ สร้างมาตรการ ภูมิคุ้มกันปัญหาที่อาจจะเกิดจากปัญหาโลกร้อน รวมถึงสมควรกำหนดการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในประเทศ ภายใต้หลักการสังคมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และเร่งสร้างประเทศให้เป็นตัวอย่างในการจัดการภาวะโลกร้อน ให้เป็นต้นแบบต่อไป” สุทธิกล่าว

ประชุมโคเปนเฮเกนส่อเค้าล่ม- ตำรวจปะทะกับผู้ประท้วงอีก

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 17 ธันวาคม 2552 12:45 น.

เอเอฟพี – ตำรวจเดนมาร์กปะทะกับพวกเดินขบวนด้านนอกสถานที่ประชุมซัมมิตยูเอ็นในกรุงโคเปนเฮเกนเมื่อวานนี้ (16) ขณะที่บรรดารัฐมนตรีจากทั่วโลกกำลังพยายามต่อรองกันอย่างสุดเหวี่ยง เพื่อจัดทำข้อตกลงในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อน หลังจากประเทศผู้มีบทบาทสำคัญได้โต้เถียงกันอย่างหนัก จนทำให้คาดการณ์กันว่าการประชุมครั้งนี้ซึ่งกำหนดปิดในวันศุกร์(18)นี้ อาจคว้าน้ำเหลว

ตำรวจที่ใช้สุนัขในการควบคุมการประท้วงด้วย ได้ยิงแก๊สน้ำตาและเข้าจับกุมผู้เดินขบวนราว 230 คน บริเวณใกล้ๆ ศูนย์ประชุมเบลลา ขณะที่ภายในสถานที่ประชุมแห่งนี้ กำลังมีความหวั่นกลัวสะพัดไปทั่วว่า การไม่ลงรอยกันทั้งในเรื่องวิธีดำเนินการประชุมและตัวเนื้อหาของร่างข้อตกลง อาจถึงขั้นทำให้ในที่สุดแล้วไม่สามารถตกลงอะไรกันได้

การปะทะกันเกิดขึ้นเมื่อผู้เดินขบวนราว 1,500 คนพยายามเคลื่อนเข้าไปศูนย์ประชุม เพื่อหวังกดดัน 194 ประเทศทั่วโลกที่กำลังเจรจากันอยู่ ให้ร่วมมือกันจัดทำยุทธศาสตร์ต่อสู้กับปัญหาที่ถือเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงที่สุดต่อมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21
พวกผู้นำโลกบางคน ที่เดินทางไปถึงโคเปนเฮเกน ก่อนหน้าช่วงที่บรรดาผู้นำรัฐและรัฐบาลราว 120 คนจะไปชุมนุมกันในวันนี้(17) และพรุ่งนี้(18) เริ่มแสดงความคิดเห็นด้วยน้ำเสียงที่ว่า การเจรจายังเต็มไปด้วยความมืดมน

นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์แห่งอังกฤษ ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ข้อตกลงครั้งนี้จะไม่บรรลุผล เพราะ “เป็นเรื่องยากมาก … ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไข แต่เราก็จะทำทุกอย่างเท่าที่เราสามารถจะทำให้ได้”

เควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเป็นอีกผู้หนึ่งที่เตือนว่า “ไม่มีการรับประกัน” ว่าที่ประชุมจะบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งสอดคล้องกับที่รัฐมนตรีคนหนึ่งจากประเทศตะวันตกกล่าวว่า “เหลือเวลาแค่สามวัน และสถานการณ์ก็ยังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง”

ขณะที่ บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การประชุมคราวนี้กำลังเป็น “ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจที่ทรงความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ซึ่งประเทศใดๆ ก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้ ทว่าเขาก็ยอมรับว่า ประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องความช่วยเหลือทางการเงินที่จะให้แก่พวกชาติยากจนต่อสู้กับโลกร้อน คงจะต้องเลื่อนไปตัดสินใจกันในเวลาต่อไป

การประชุมครั้งนี้ดำเนินมาได้ 9 วันแล้ว โดยเป็นการหารือในระดับเจ้าหน้าที่และการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งปรากฏว่าไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญๆ ส่วนการเจรจาในระดับรัฐมนตรีนั้นเริ่มขึ้นในช่วงสายของวันอังคาร (15) พร้อมกับเสียงเตือนเรียบๆ ว่าพวกเขาจะต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่

“ถ้าหากพวกเขาต้องการทิ้งประเด็นเหล่านี้ให้พวกผู้นำตกลงกัน ก็อาจเป็นเรื่องยากที่พวกผู้นำจะตกลงกันได้ภายในวันหรือสองวัน” เลขาธิการสหประชาชาติระบุ

ด้านคอนนี เฮเดการ์ด อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ก ในฐานะประธานที่ประชุม เตือนว่า “เราไม่อาจเสี่ยงที่จะให้งานนี้ล้มเหลว ไม่มีใครในที่นี้ที่จะสามารถรับผิดชอบได้ นั่นหมายความว่า หัวข้อสำคัญสำหรับการประชุมที่เหลืออีกสองวันข้างหน้าจะต้องมีการประนีประนอมกันให้ได้”

หากทุกอย่างเดินหน้าไปด้วยดี การประชุมสุดยอดในวันศุกร์ (18) จะปิดฉากลงด้วยข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน และมีการจัดตั้งหน่วยงานในการส่งมอบเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับประเทศยากจนที่กำลังเดือดร้อนจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ พวกนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าจะมีประชากรนับสิบนับร้อยล้านคนจะต้องเผชิญหน้ากับความหิวโหย สูญเสียที่อยู่อาศัย และไม่อาจเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดได้ในทศวรรษหน้านี้ หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

"ตลาดบอนด์อาเซียน" เทรดได้แต่ต้องใช้เวลา-ปลดล็อกสกุลเงิน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สมาคมตลาดตราสารหนี้ เดินหน้าเชื่อมตลาดบอนด์อาเซียน ทั้งการเป็นที่ปรึกษาให้เวียดนาม และร่วมประชุมหารือกับสมาคมตราสารหนี้ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างประเทศ ชี้ "ตลาดบอนด์อาเซียน" มีความเสี่ยง เทรดได้ยาก อาจต้องใช้เวลาพัฒนาไม่น้อยกว่า 5-10 ปี เพราะยังมีปัญหา-อุปสรรคเพียบ โดยเฉพาะความแตกต่างสกุลเงินแต่ละประเทศ ไม่เหมือนยุโรปที่ใช้เงินสกุลเดียวกัน

นายณัฐพล ชวลิตชีวิน กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวถึงการพัฒนาขอบเขตตลาดซื้อขายตราสารหนี้ (บอนด์) ในระดับอาเซียน โดยระบุว่า ความคืบหน้าล่าสุด ไทยได้มีการไปสรุปโครงการเป็นที่ปรึกษาให้กับทางสมาคมตลาดตราสารหนี้ของเวียดนาม (VBMA) ทั้งในด้านบทบาทในการเป็น SRO การจัดทำ Code of Conduct รวมทั้ง Market Convention ที่ใช้เป็นมาตรฐานในการคำนวณราคาตราสารหนี้ให้ด้วย โดยได้มีการทำ Workshop ให้กับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ในเวียดนาม

สำหรับบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาให้กับตลาดตราสารหนี้ของเวียดนามในครั้งนี้ นอกจากจะแสดงว่าการดำเนินงานของ Thaibma เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของตลาดตราสารหนี้ไทยไปด้วย

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับการจัดตั้งสมาคมตลาดตราสารหนี้ของไทยแล้ว ต้องถือว่าของไทยเราค่อนข้างที่จะราบรื่นและได้รับการสนับสนุนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่มีทุนตั้งต้นมาตั้งแต่แรกสมัยที่ยังเป็น ThaiBDC จากนั้นก็ยังมีกระทรวงการคลัง สำนักบริหารหนี้สาธารณะเข้ามาให้การสนับสนุน รวมทั้งยังได้รับรายได้จากการเป็นผู้ทำหน้าที่รับจดทะเบียนตราสารหนี้ กับสนับสนุนให้ทำหน้าที่ SRO จึงทำให้เรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางสมาคมตลาดตราสารหนี้เวียดนามช่วงต้นคงต้องเน้นในเรื่องของการสร้างกฎระเบียบ มาตรฐานการทำงาน และการเป็นแหล่งข้อมูลไปก่อน

นายณัฐพล ยังกล่าวถึงภาพรวมตลาดตราสารหนี้ทั้วโลก โดยระบุว่า ปกติสมาคมตลาดตราสารหนี้จะมี 2 รูปแบบ คือหากเป็นตลาดตราสารหนี้ของประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีรายได้จากสมาชิกมาดำเนินการ อย่างประเทศญี่ปุ่นตลาดมีวอลุ่มมหาศาล สมาคมก็สามารถเก็บค่าสมาชิกได้ในอัตราที่สูง เช่น บริษัทสมาชิกรายเดียวก็จ่ายค่าสมาชิกกว่าหลายร้อยล้านบาทสมาคมดีลเลอร์ของญี่ปุ่นจึงมีความเข้มแข็ง

สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา ตลาดตราสารหนี้ยังไม่โตมาก วอลุ่มการซื้อขายยังไม่สูง ก็จำเป็นที่จะต้องพึ่งเงินสนับสนุน หรือให้ช่องทางในการหารายได้ในรูปแบบต่างๆ เพราะไม่สามารถเก็บค่าสมาชิกแพงๆได้

โดยในส่วนของไทยที่ตลาดตราสารหนี้เข้มแข็งได้นั้น ต้องถือเป็นกรณีพิเศษ กล่าวคือ นอกจากมีเงินจากสมาชิกเป็นฐานตอนเริ่มต้นแล้ว ยังมีช่องทางรายได้จากการขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ การขายข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ จึงทำให้สามารถทำงานได้หลากหลายกว่า รวมทั้งสามารถหาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมงานให้สมาคมเข้มแข็งได้ง่ายกว่า

นายณัฐพล กล่าวว่า นอกจากจะไปเป็นที่ปรึกษาให้กับทางเวียดนามแล้วช่วงที่ผ่านมาก็ยังได้มีการไปประชุมร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ในภูมิภาคที่มี ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และทาง ก.ล.ต.ของประเทศมาเลเซียร่วมเป็นเจ้าภาพ เกี่ยวกับเรื่องการทำส่งเสริมการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องมีการร่วมมือ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันของสมาคมตลาดตราสารหนี้แต่ละประเทศ

โดยในปี 2551 ที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้ที่เป็น Local ของแต่ละประเทศนั้นโตมาก เพราะแบงก์ยังไม่ปล่อยกู้หรือระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อค่อนข้างมาก บอนด์ก็เลยโต แต่การซื้อขายข้ามประเทศยังทำได้ยาก เพราะภูมิภาคเรายังมีระดับการพัฒนาของตลาดบอนด์ที่แตกต่างกันมาก รวมทั้งการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกเป็นเงินสกุลท้องถื่นในภูมิภาค ก็ยังมีความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ เพราะยังไม่มีสกุลเงินที่เป็นสกุลกลางเหมือนในยุโรป เมื่อสกุลเงินต่างกันทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น การซื้อขายข้ามประเทศในภูมิภาคเอเชียจึงยังเติบโตได้ยาก ในกรณีของภูมิภาคเอเซียคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี 10 ปี ในการพัฒนา Cross Border Trading

จีนย้ำชัด ค้านเก็บภาษีคาร์บอนฯ ไม่เป็นธรรม

ผู้เขียน: 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ธันวาคม 2552 08:59 น.

เอเจนซี-สื่อจีนรายงานการแถลงของกระทรวงพาณิชย์จีน โดยนายเหยา เจี้ยน โฆษกกระทรวงฯ วันที่ 16 ธ.ค. ถึงจุดยืนของทางการจีนที่ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งมีการเสนอขึ้นมาในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธ.ค.นี้

จุดยืนคัดค้านนี้ เนื่องจากเห็นว่า รายละเอียดของมาตรการนี้ไม่เป็นธรรมต่อประเทศกำลังพัฒนา เพราะไม่คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งแต่ละประเทศก็ไม่ควรแบกรับความรับผิดชอบเท่ากัน

อนึ่ง แนวคิดเรื่องการเก็บภาษีคาร์บอนได้รับการนำเสนอครั้งแรกโดยนายฌาคส์ ชีรัค อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดาโดยแนวคิดดังกล่าวระบุให้มีการเก็บภาษีคาร์บอนกับประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ

สื่อจีนรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ผ่านร่างกฏหมายว่าด้วยการลดปริมาณการแพร่กระจายของก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้สหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนจำนวนมากในสินค้าประเภทเหล็ก ซีเมนต์ แก้ว และกระดาษ จากประเทศที่ไม่พยายามลดการปล่อยก๊าซได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ว่า การตั้งกำแพงภาษีสำหรับผลผลิตและสินค้านำเข้าของจีนและอินเดีย ในยุโรปและสหรัฐฯ ที่อาจสูงถึงร้อยละ 20 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะส่งผลให้ยอดส่งออกสินค้าจากจีนไปยังสหรัฐฯ หดตัวลง ร้อยละ 20 และยอดส่งออกของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาร่วงลงร้อยละ 8

ในสองวันสุดท้าย (17-18 ธ.ค.) ของการเข้าร่วมประชุมที่มีผู้นำจีนและสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่โลกจับตาดูว่า ทั้งสองประเทศจะกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร เพราะมีผลต่อความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้มาก เนื่องจากจีนและสหรัฐฯแพร่กระจายความร้อนมากเป็นอันดับหนึ่ง และอันสองของโลก ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ จีนและสหรัฐฯ ปฏิเสธลงนามในพิธีสารเกียวโตฯ มาตรการลดความร้อนโลก ที่กำลังหมดอายุลงในปีนี้ อันเป็นที่มา ของการเปิดประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และถกข้อตกลงมาตรการลดความร้อนโลกระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคมนี้

by ThaiWebExpert