เรื่อง สาระสำคัญ 65 โครงการ ที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองและแนวทางการแก้ไขปัญหา ....วันที่ 22 ธันวาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการแก้ไขบรรเทาปัญหาจากผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครองสูง สุดจากการระงับโครงการ 65 โครงการที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน ให้การสนับสนุนและประสานข้อมูลกับภาค

เอกชนในการจัดทำคำชี้แจงศาลในประเด็นโครงการที่อาจเข้าข่ายยกเว้นคุ้มครองชั่วคราวส่งให้ศาลตามขั้นตอนต่อไป

2. มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมประสานกระทรวงแรงงานพิจารณากำหนดมาตรการบรรเทาผล

กระทบการว่างงานและสรุปเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อไป

3.มอบหมายกระทรวงพลังงานจัดทำรายละเอียดการการแก้ไขการขาดแคลนก๊าซ LPG ในประเทศและสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

แนวทางการแก้ไขบรรเทาปัญหา มีดังนี้

ระยะสั้น : เร่งจัดทำคำชี้แจงศาลในประเด็นโครงการที่อาจเข้าข่ายยกเว้นคุ้มครองชั่วคราวแก้ปัญหาแรงงาน และการขาดก๊าซ LPG

1. เร่งจัดทำคำชี้แจงศาลในประเด็นโครงการที่อาจเข้าข่ายยกเว้นคุ้มครองชั่วคราว การ

พิจารณา โครงการที่จะยื่นต่อศาลเพื่อขอยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราว โดยพิจารณาจากโครงการที่ศาลมีวินิจฉัยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องคุ้มครองชั่ว คราว 11 โครงการ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นโครงการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดมลพิษและเป็นโครงการที่ไม่ใช่ประเภทรุนแรง เป็นหลัก

กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน พิจารณาแล้วเห็นควรพิจารณาจากหลักเกณฑ์ที่สำคัญ 4 เกณฑ์ คือ � เป็นโครงการที่ไม่ใช่ประเภทรุนแรง[1] � เป็น โครงการที่ไม่มีการผลิตหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งกลุ่มที่มีการดำเนินการเพื่อลดมลพิษ � เป็นโครงการลดมลพิษ และ � เป็นโครงการที่ EIA ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการก่อนรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ (24 ส.ค 2550) ได้ข้อสรุปจากการพิจารณา 65 โครงการ ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงานได้มีการวิเคราะห์จัดกลุ่มตามลำดับโอกาสที่จะเข้าข่ายการยกเว้นการคุ้มครองชั่วคราว โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม สรุปดังนี้
กลุ่ม

สถานภาพโครงการ

รวม

ดำเนินการแล้ว

ก่อสร้างแล้วเสร็จ

อยู่ระหว่างก่อสร้าง

ยังไม่ก่อสร้าง

ไม่ดำเนินการ

กลุ่ม 1 ไม่ใช่ประเภทรุนแรงและผ่าน 2 หลักเกณฑ์ (1+ 2/3 หรือ 3/4) หรือ โครงการไม่มีการผลิตและลดมลพิษ (2+3) *

2

2

3

1

0

8

กลุ่ม 2 ไม่ใช่ประเภทรุนแรง

และผ่าน 1 หลักเกณฑ์

2

5

4

6

0

17

กลุ่ม 3 ไม่ใช่ประเภทรุนแรง

0

1

0

0

0

1

รวม

4

8

7

7

0

26

หมายเหตุ : กรณี (2+3) จะเป็นโครงการที่มีลักษณะกิจกรรมคล้ายโครงการอุตสาหกรรม 45 โครงการ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ของ บริษัทอินโดรามาปิโตรเคมี จำกัด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลางที่ไม่มีการเพิ่มกำลังการผลิตและลด มลพิษ

[1] ประเภทรุนแรง หมายถึง ประเภทโครงการที่ศาลมีความเห็น น่าเชื่อว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่าง รุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ได้แก่ ประเภทโครงการตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ลงวันที่ 14 กันยายน 2552 และตามร่างประเภทหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

2. การบรรเทาภาวะการว่างงาน กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างประสานกระทรวงแรงงาน

และสวัสดิการสังคมพิจารณากำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบการว่างงานเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อไป

3. การแก้ไขการขาดแคลนก๊าซ LPG ในประเทศ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการ 4

มาตรการที่สำคัญ โดยจะได้ข้อสรุปสามารถดำเนินการได้ภายในมกราคม 2553 คือ

1) พิจารณาสนับสนุนการนำเข้าก๊าซ LPG ให้ได้ 100,000 ตัน/เดือน โดยจัดทำคลังลอย

น้ำในทะเล (Floating Storage) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการนำเข้า LPG โดยปัจจุบัน กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างพิจารณากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะสามารถนำเข้าโดยวิธีนี้ได้ภายในมกราคม 2553

2) ขอให้ ปตท. พิจารณาโอกาสการเลื่อนการปิดซ่อมบำรุงประจำปีโรงแยกก๊าซธรรมชาติ

บางแห่งออกไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณการผลิต LPG ในประเทศ

3) ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชดเชยการใช้ LPG โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

4) การบริหารจัดการการใช้ก๊าซ LPG ในประเทศ โดยภาครัฐสร้างแรงจูงใจให้รถแท็กซี่

เปลี่ยนไปใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นต้น

ระยะยาว : เร่งให้โครงการที่ถูกระงับดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง

เมื่อการกำหนดกระบวนการและระยะเวลาการดำเนินการตามมาตรา 67 มีความชัดเจนแล้ว กระทรวง

อุตสาหกรรม และกระทรวงพลังงานจะร่วมกับภาคเอกชนเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดโดยเร็ว เพื่อยื่นคำขอต่อศาล ปกครองกลางให้มีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวในแต่ละราย

เรื่อง ผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 (COP15) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 (CMP5)...วันที่ 22 ธันวาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 (COP15) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 (CMP5) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ สรุปผลการประชุมดังนี้

1. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ ระหว่างวันที่ 7-16 ธันวาคม 2552 ประกอบด้วย

1) การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาฯ ครั้งที่ 8 (the 8th session of Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action under the Convention: AWG-LCA8)

2) การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศในภาคผนวกที่ 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต ครั้งที่ 10 (the 10th session of Ad Hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol: AWG-KP10)

3) การประชุมองค์กรย่อยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 31 (the 31th session of Subsidiary Body for Scientific and Technological Advice: SBSTA31)

4) การประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงาน ครั้งที่ 31 (the 31th of Subsidiary Body for Implementation: SBI31)

5) การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 (the 15th United Nations Climate Change Conference: COP15)

6) การประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 (the 5th Session of the Conference of the Parties serving as the meeting of the Parties to the Kyoto Protocol: CMP5)

สาระ สำคัญของการประชุมครั้งนี้เน้นการประชุมของคณะทำงานเฉพาะกิจ 2 ชุด ซึ่งเป็นการพิจารณาเตรียมการเกี่ยวกับเรื่องวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับความร่วม มือระยะยาว (Shared vision for long-term cooperative action) การปรับตัว (Adaptation) การเงิน (Finance) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างขีดความสามารถ (Technology transfer and capacity building) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) พันธกรณีรอบสองของพิธีสารเกียวโต (Second Commitment Period) โดยพิจารณาในประเด็นของการกำหนดปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศในภาคผนวกที่ 1 ปีฐาน ตลอดจนระยะเวลาการดำเนินการ ในการนี้ คณะผู้แทนไทยได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมครบองค์ประชุม (Plenary) และการประชุมของคณะทำงานกลุ่มย่อยต่างๆ

2. การประชุมระดับประมุขของประเทศ/หัวหน้ารัฐบาล สรุปได้ดังนี้

ประมุขของประเทศ/หัวหน้ารัฐบาลของรัฐภาคี (Head of States/Governments) จำนวน 119 ประเทศ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม

ที่ประชุมได้มีการพิจารณาร่างข้อตกลง Copenhagen Accord ซึ่งจะใช้เป็น decision-/CP15 และ decision -/CMP5 โดยรัฐบาลเดนมาร์กได้ยกร่าง Copenhagen Accord และ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กได้นำหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี จากประเทศที่คัดเลือกมาเป็นตัวแทนของกลุ่มจำนวน 26 ประเทศ ทั้งจากประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยมาจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ เช่น บราซิล อัฟริกาใต้ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย สหรัฐเอมริกา รัสเซีย ประธานของกลุ่มภูมิภาคคือ ซาอุดิอาระเบีย เลโซโท อัลจีเลีย เอธิโอเปีย สวีเดน ออสเตรเลีย และเม็กซิโก เป็นต้น โดยเป็นการหารือเพื่อเรียกร้องให้ผู้นำประเทศเห็นชอบในร่างข้อตกลง ดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปเป็นมติของ COP15 และCMP5

สาระสำคัญของร่างข้อตกลง Copenhagen Accord มีดังนี้

- ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ภายใต้อนุสัญญาฯ จะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก ตาม Appendix II รวมทั้งสอดคล้องกับมาตรา 4.1 และ 4.7 ของอนุสัญญาฯ บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสนอต่อสำนักเลขาธิการฯ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2553 ประเทศด้อยพัฒนาและประเทศหมู่เกาะสามารถดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกได้โดย ความสมัครใจ โดยจะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน การดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ต้องรวมอยู่ในรายงานแห่งชาติ ตามมาตรมา 12.1(b) ของอนุสัญญาฯ และเสนอต่อสำนักเลขาธิการฯ ทุก 2 ปี แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกในรายงานแห่งชาติหรือที่รายงานต่อสำนักเลขาธิการฯ จะต้องรวม Appendix II และจะต้องตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบได้ในระดับประเทศ

- การ เพิ่มแหล่งเงินทุนใหม่ที่พอเพียงและคาดการณ์ได้ และการปรับปรุงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาสำหรับการปรับ ตัวและการลดก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการสนับสนุนทางการเงินต่อการลดก๊าซเรือนกระจกจากการตัดไม้ทำลายป่า และการทำให้ป่าเสื่อมโทรม (REDD-plus) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ จะอยู่ที่ 30,000 ล้าน เหรียญสหรัฐสำหรับช่วงเวลาในปี 2553 – 2555 โดยจะให้การสนับสนุนทั้งด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล และจะเน้นที่ประเทศที่มีความล่อแหลมมากที่สุด เช่นประเทศด้อยพัฒนา ประเทศหมู่เกาะและกลุ่มประเทศแอฟริกา ส่วนกิจกรรมในการลดก๊าซเรือนกระจกโดยประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้วมีพันธกรณีต่อเป้าหมายในการให้การสนับสนุน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อปี ภายใน ปี 2563

ที่ประชุมได้อภิปรายคัดค้าน โดยแสดงความไม่เห็นด้วย และไม่รับร่าง “Copenhagen Accord” ซึ่งเสนอโดยประธาน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้บันทึก (Noting) ว่า การจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกเป็นไปโดยความสมัครใจ ถ้าประเทศใดมีความประสงค์จะจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ขอให้แสดงความจำนง และจัดทำรายละเอียดตาม Appendix II ส่งให้สำนักงาน เลขาธิการอนุสัญญาฯ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2553 ส่วนข้อสังเกตจากประเทศต่างๆ ได้มอบหมายให้คณะทำงานเฉพาะกิจทั้ง 2 ชุดไปดำเนินการ และเสนอในที่ประชุม COP 16 ที่กำหนดจะจัดขึ้นในปี ค.ศ. 2010 ณ ประเทศเม็กซิโก ต่อไป

ใน การประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้กล่าวสุนทรพจน์ของประเทศไทย และในฐานะประธานอาเซียน ในการประชุมระดับประมุขของประเทศ/หัวหน้ารัฐบาล ในการสนับสนุนการดำเนินงานตามอนุสัญญาฯ โดยเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มความสนับ สนุนด้านเทคนิควิชาการและการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่เศรษฐกิจ อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อดำเนินการตามอนุสัญญาฯ และคณะผู้แทนไทยได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในที่ประชุมครบองค์ประชุม (Plenary) และการประชุมของคณะทำงานกลุ่มย่อยต่างๆ

เมื่อโลกย้อนศร.. นักอุตสาหกรรมแห่ทำเกษตร

ผู้เขียน: 
ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์

วันที่ 22 ธันวาคม 2552 14:00

น้ำมันที่เคยขึ้นถึง140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาที่ "แพงมาก" ซ้ำไม่ใช่ "แพงที่สุด" ..เป็นแรงส่งให้กลุ่มทุนมุ่งสู่โอกาสในธุรกิจพลังงานทางเลือก

ทุนใหญ่หลายค่ายที่เคยหลบอยู่หลังเสา จึงเริ่มออกมายืนหน้าม่านกันคึกคัก โดยเฉพาะธุรกิจ 3 น. "น้ำมัน -น้ำเมา-น้ำตาล"

เริ่มที่ธุรกิจน้ำมัน ที่รู้ดีว่า... ขายแก๊สโซฮอล และ ไบโอดีเซล ได้มากลิตรเท่าไหร่ ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้น

เพราะนั่นหมายถึง...กำไรจาก "เนื้อน้ำมัน" จะลดลงตามไปด้วย

ทางออกเดียว นั่นคือ การผันตัวเองจากผู้ซื้อ เป็น "เจ้าของ" หรือเป็น "พันธมิตรทางธุรกิจ" กับผู้ที่มีแหล่งวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทางเลือก (อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ) ในครอบครอง รู้แล้วรู้รอด

ไม่เช่นนั้น นอกจากกำไรจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่ไม่ดีอยู่แล้วจะวูบหนักลงไปอีก บริษัทน้ำมันยังจะต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคาและปริมาณของวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะราคาเอทานอล ที่มีการ "ต่อรอง" ราคาซื้อขาย

จนกลายเป็นประเด็นปัญหาไม่รู้จบระหว่างบริษัทน้ำมันกับโรงงานเอทานอล และโรงงานน้ำตาล

นอกจากนี้ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ทั่วโลกให้ความสนใจกับกระแสพลังงานทางเลือกในการแสวงหาพลังงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่กำลังจะหมดจากโลก

ประเมินกันว่าปริมาณสำรองน้ำมันของโลก กรณีที่ไม่เพิ่มปริมาณการผลิต ขณะที่ปริมาณการใช้เท่าเดิม น้ำมันจะหมดลงภายในระยะเวลาราว 40 ปีจากนี้ ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจะหมดลงในอีกราว 60 ปี ภายใต้สมมติฐานเดียวกัน

บริษัทน้ำมันที่เคลื่อนตัวอันดับแรกๆ หนีไม่พ้น บริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง ปตท.

ปตท.เปรยเรื่องนี้นานแล้วว่าอยากจะเข้าไปซื้อกิจการปลูกปาล์มในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย แต่กล้าๆ กลัวๆ ที่จะดำเนินการ เพราะถูกคัดค้านจากหลายฝ่าย

เนื่องจากเห็นว่า ปตท.ไม่เคยดำเนินธุรกิจด้านการเกษตรมาก่อน ทำให้ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ และอาจจะส่งผลเสียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในปี 2551 ปตท.ได้ตัดสินใจส่งบริษัทลูกอย่างบริษัทปตท.เคมิคอล ลงนามร่วมทุนกับบริษัทไซม์ ดาร์บี้ แพลนเทชั่น จำกัด (ไซม์ ดาร์บี้) ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจและถือครองหุ้นร่วมกันในบริษัท ค็อกนิส โอลีโอเคมิคอลส์ (COM) ผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกในด้านผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมีที่ใช้วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ

บริษัทไซม์ ดาร์บี้ แพลนเทชั่น เป็นบริษัทในเครือของบริษัทไซม์ ดาร์บี้ ดำเนินการบริหารพื้นที่ปลูกต้นปาล์มในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียเพื่อใช้ผลิตน้ำมันปาล์ม ถือเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านเพาะปลูกและผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก

นอกจากนี้ บริษัทไทยโอลิโอเคมี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.เคมิคอล ยังได้รับไฟเขียวจากบีโอไอ ในโครงการลงทุนผลิตเมทิลเอสเทอร์ ที่สกัดจากน้ำมันปาล์ม เพื่อนำไปผลิตเป็นไบโอดีเซล มีมูลค่าเงินลงทุน 7,100 ล้านบาท ถือเป็นโรงงานผลิตโบโอดีเซลเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งแรก ที่มีกำลังการผลิตในระดับหลักแสนลิตรต่อวัน ที่ได้ผลิตออกสู่ตลาดไปแล้วเมื่อปี 2550

นั่นคือดอกแรกๆ ที่ปตท.เดินหน้าที่จะขอเอี่ยวแหล่งปลูกปาล์ม ผ่านบริษัทลูก โดยวางให้ ปตท.เคมิคอล เป็นหัวหอกในการผลิตพลังานทดแทน ในฟากของ "ไบโอดีเซล" ต่อยอดไปถึงธุรกิจโอลิโอเคมี

ในฟากของธุรกิจ "เอทานอล" ปตท. วาดหวังให้บริษัทไทยออยล์ โรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในประเทศ เข้ามาเขย่าตลาด แม้การดำเนินโครงการจะลุ่มๆ ดอนๆ ก็ตาม

เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าไทยออยล์จะลงทุนสร้างโรงงานเอทานอลขนาดใหญ่ ใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ กำลังการผลิตมากถึงวันละ 5 แสนลิตร ซึ่งหากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะถือเป็นโรงงานเอทานอลที่มีกำลังผลิตใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ

ทว่า โครงการนี้ต้องถูกพับไปในที่สุด จากความกังวลว่ากำลังการผลิตจะเกินปริมาณความต้องการ และยังไม่มีความชัดเจนในการส่งออก

แต่ไทยออยล์ได้หันมาชิมลางโครงการเล็กๆ ด้วยการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทแม่สอดพลังงานสะอาด เพื่อผลิตเอทานอล ขนาดกำลังการผลิต 1 แสนลิตรต่อวัน โดยใช้น้ำอ้อยเป็นวัตถุดิบในการผลิตโดยตรงเป็นโรงแรกของประเทศ

ทั้งนี้บริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมมือทุนระหว่างผาแดงอินดัสตรีและบริษัทเพโทรกรีน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล

นี่คือบางส่วนของการเคลื่อนตัวของปตท.ที่จับจอง "โอกาส" ของธุรกิจนี้ ไม่นับการดอดลงทุนวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยทุ่มไม่น้อยกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท

โดยโครงการที่ ปตท.อยู่ระหว่างลงแรงผลักดัน ได้แก่ การพัฒนาและวิจัยสาหร่ายน้ำเค็มเพื่อนำมาสกัดเป็นเอทานอล โดยร่วมกับหลายสถาบันการศึกษา การวิจัยโดยนำเอาผักตบชวามาเปลี่ยนเป็นเอทานอล โดยใช้เอนไซม์ช่วยย่อยสลาย และโครงการเซลลูโลสิก เอทานอล (Cellulosic Ethanol) ซึ่งเป็นการผลิตเอทานอลจากกากเส้นใยพืช

นอกจากโครงการเหล่านี้แล้ว ปตท.ยังมีอีกหลายโครงการที่พัฒนาร่วมกับค่ายรถยนต์ เช่น การพัฒนาร่วมกับ"โตโยต้า" เกี่ยวกับการพัฒนาน้ำมัน Bio Hydrogenated Diesel หรือ BHD ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลคุณภาพสูง มีปริมาณซัลเฟอร์น้อยมาก เหมาะสำหรับใช้ในรถปิกอัพ ก่อนจะผลักดันโครงการนี้ไปสู่การพัฒนาผลิตไบโอดีเซลจากพืชสบู่ดำในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากสังเกตจังหวะการเคลื่อนตัวในเรื่องนี้ของปตท. จะเห็นว่าปตท. เลือกลงทุนผ่านบริษัทลูก รวมทั้งร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อกังวลเรื่องความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และอีกประเด็นคือ นโยบายของรัฐ ที่แม้จะดูเหมือนส่งเสริมพลังงานทางเลือก โดยกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกไว้อย่างชัดเจน ทว่า เสถียรภาพทางการเมืองที่ล่อแหลมเกินไป ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าลงมาลุยเปื้อนโคลนอย่างเต็มตัว แม้ว่าสถานการณ์พลังงานของโลก จะรุมเร้าเพียงใด

"ปตท. ให้ความสนใจพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น โดยในอนาคตมีแผนที่จะเข้าไปลงทุนในกิจการพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อเข้าไปมีเอี่ยวในแหล่งวัตถุดิบ มากกว่าจะเป็นผู้รับซื้อเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ปตท. จะ "ไม่ทิ้ง" พลังงานกระแสหลักอย่างน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นภารกิจของปตท.สผ.ในการแสวงหาแหล่งปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเห็นว่าทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ยังเป็นพลังงานหลักที่ใช้พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปอีกนาน" อนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. กล่าว

ปตท.จึงต้องเลือกที่จะเหยียบเรือสองแคม ทั้งพลังงานทางเลือกและพลังงานหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและกระจายเชื้อเพลิงให้กับประเทศ

นอกจากกลุ่มปตท.แล้ว กลุ่มทุนใหญ่ที่โดดมาเล่นในสนามพลังงานทางเลือกก็คือ บริษัทค้าสากลซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีที บริษัทในเครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ที่มีแผนจะขยายธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก โดยจะมีทั้งบริษัทที่ดำเนินการเอง ร่วมลงทุนกับต่างประเทศ โดยจะเน้นตลาดในประเทศเป็นหลัก

"สินค้าจะมีความหลากหลาย เช่น เทคโนโลยีที่ใช้กับโรงไฟฟ้าพลังงานลม แสงแดด รวมถึงการนำของเหลือใช้มาผลิตเชื้อเพลิง การนำถ่านหินมาผลิตน้ำมันเพื่อทดแทนน้ำมันเตา โดยเอสทีซีจะดำเนินการจดลิขสิทธิ์สินค้าเหล่านี้" ผู้บริหารของเอสทีซี กล่าว

สาเหตุที่เอสซีทีสนใจในธุรกิจนี้ ผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เนื่องจากราคาน้ำมันผันผวนต่อเนื่อง แม้จะลดลงช่วงปลายปี 2551 แต่ปีนี้ก็กลับมาสูงอีกครั้ง ทำให้พลังงานทางเลือกเริ่มมีศักยภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน ณ ระดับราคาน้ำมันไม่ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

กลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ก็เป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดถึงการแตกตัวสู่ธุรกิจพลังงาน เพราะนอกจากจะแตกบริษัทเพโทรกรีน ทำโรงงานเอทานอล ที่ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ แล้ว ยังมีอีก 2 บริษัท ที่ทำโรงงานไฟฟ้าชีวมวล คือ บริษัท ภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จ.ชัยภูมิ และบริษัท ด่านช้าง ไบโอเอ็นเยอร์ยี จ.สุพรรณบุรี

ทั้งนี้กลุ่มน้ำตาลมิตรผลได้ทุ่มงบลงทุน 1,500-1,600 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจเอทานอล รองรับตลาดแก๊สโซฮอล์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยหลังจากขยายสู่ธุรกิจเอทานอลและธุรกิจไฟฟ้า คาดว่าสัดส่วนรายได้ของธุรกิจจะแบ่งเป็นเอทานอล 11% ไฟฟ้า 9% และน้ำตาล 80%

เครือญาติ "ผู้น้อง" อย่าง ชนินท์ ว่องกุศลกิจ บอสใหญ่ บ้านปู ก็ไม่ปฏิเสธว่าสนใจธุรกิจพลังงานทางเลือกเช่นกัน โดยชนินท์เคยระบุว่าผลการศึกษาน่าจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ และยังบอกด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกับกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ในการผลิตเอทานอล ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน

"ตอนนี้เพลยเยอร์เยอะมาก ผมก็มีทีมงานขึ้นมาดู ว่ากันจริงๆ แล้วเราศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมาดูโครงการต่างๆ จริงจังมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นลงทุน ในปีนี้ปีหน้าอาจจะเห็นโครงการและอาจจะร่วมมือกับมิตรผลในเรื่องเอทานอล" ชนินท์ เคยให้สัมภาษณ์สั้นๆ ไว้เช่นนั้น

เหตุผลที่บ้านปูสนใจโดดเข้ามาเล่นในธุรกิจพลังงานทางเลือกนั้น ชนินท์บอกว่า เป็นเหมือนการ "ปักธง" เพื่อรอโอกาสที่จะกอบโกยรายได้ เนื่องจากประเมินสถานการณ์ดีมานด์-ซัพพลายน้ำมันของโลกแล้วพบว่า เป็นไปได้ "ยาก" ที่ราคาน้ำมันจะกลับมายืนในระดับต่ำเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่จะทรงตัวในระดับสูงต่อไป

ทำให้พลังงานทางเลือกกลายเป็นทางเลือกในการใช้พลังงานของผู้ใช้น้ำมันในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเป็นการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจของบ้านปูที่ปัจจุบันประกอบด้วย 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจถ่านหิน และธุรกิจผลิตไฟฟ้า

โดยเฉพาะธุรกิจถ่านหิน ที่มีความผันผวนของราคาค่อนข้างสูง หรือธุรกิจผลิตไฟฟ้าก็มีความเสี่ยงในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่ปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวยังกลายเป็นการจำกัดโอกาสเติบโตในธุรกิจผลิตไฟฟ้า

ทั้งนี้ ความสนใจในธุรกิจพลังงานทำให้ที่ผ่านมาบ้านปู ถึงขึ้นตั้ง "หน่วยงาน" ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ถือเป็นอีกธุรกิจหนึ่งในเครือ
อีกกลุ่มทุนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคืออาณาจักรทีซีซี ของเจ้าพ่อน้ำเมา เจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งพลันที่นโยบายส่งเสริมพลังงานทางเลือกไพล่เข้าหูเขา เขาก็พร้อมจะต่อยอดเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากนโยบายรัฐทันที

จากที่ดินที่สะสมไว้ราว 1 แสนไร่ กระจายอยู่ใน 54 จังหวัด จาก 74 จังหวัด ทั่วประเทศ

ด้วยการก่อตั้ง บริษัททีซีซี อุตสาหกรรมการเกษตร กลุ่มธุรกิจอันดับที่ 5 และส่งทายาทคนเล็ก ปณต สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ดูแล ทั้งยังมีกุนซืออย่าง อนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร คอยเป็นพี่เลี้ยง

ทีซีซี อุตสาหกรรมการเกษตร แบ่งธุรกิจเป็น 3 แขนง ได้แก่ ทีทีซี อะโกร ซึ่งมีอนันต์รับผิดชอบดูแลเรื่องผลิต การเพาะปลูก ทีซีซี อุตสาหกรรมน้ำตาล มีโรงงานน้ำตาลจำนวน 4 โรง และทีซีซี อุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นเหมือนบริษัทแม่ ทำเรื่องลงทุนต่างประเทศ

นอกจากโครงการปลูกยางพาราในไทยแล้ว ทีซีซี ยังเข้าไปขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานทางเลือกอย่าง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ในแถบอินโดจีน ได้แก่ โครงการร่วมทุนที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ในโครงการปาล์มน้ำมัน ปลูกอ้อย พร้อมตั้งโรงงานน้ำตาล และท่าเรือน้ำลึก

นอกจากนี้ ยังมีโครงการร่วมทุนในลาว โดยเข้าไปปลูกอ้อยในแขวงจำปาสัก พื้นที่ 2 หมื่นไร่เพื่อนำผลผลิตมาป้อนให้กับโรงงานสุรา

"ธุรกิจเกษตรตามแนวคิดของคุณเจริญจะทำเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร ปลูกเอง และแปรรูปเป็นผลผลิต ลักษณะเดียวกับทีซีซี มีโรงงานผลิตน้ำตาล ซึ่งนำอ้อยที่ปลูกเองมาทำน้ำตาล ส่วนโมลาส นำมาเป็นวัตถุดิบการผลิตสุราให้กับกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ และยังได้พัฒนาสู่อุตสาหกรรมพลังงานทางเลือกอย่างเอทานอล" อนันต์เคยถ่ายทอดความคิดของเจริญ

ในส่วนของธุรกิจเอทานอล เจริญ เป็นเสือปืนไว ดำเนินการภายใต้บริษัทไทยแอลกอฮอล์ จำกัด (มหาชน) ถือเป็นโรงงานผลิตเอทานอลรายแรกๆ มีกำลังการผลิต 1 แสนลิตรต่อวัน

อีกกลุ่มทุนที่ขยับขยายเข้ามาสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือกแบบเงียบเชียบ นั่นคือ บริษัทกันยง อีเลคทริก ของ ประพัฒน์ โพธิวรคุณ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่โดดเข้ามาจับโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะ (Waste-to-Energy) ในชื่อกลุ่มร่วมค้าเควายทีบีดับบลิว

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนหลากหลายธุรกิจในเมืองไทย ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา "ปักธง" ในธุรกิจพลังงานทางเลือก ซึ่งแนวโน้มของโลกบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่า

พลังงานทางเลือก คือ ทางเลือกใหม่ของพลังงานโลก ที่ยากจะเลี่ยงพ้น

หวั่นสหรัฐ-จีนยึดเวทีโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ปิดฉากซัมมิตโลกร้อนแค่รับทราบ 'ปฏิญญาโคเปนเฮเกน' เหมาประเด็นขัดแย้งไปเจรจากันต่อที่เม็กซิโกช่วงปลายปีหน้า นานาชาติหวั่นสหรัฐกับจีนรวบหัวรวบหางดันสนธิสัญญารับใช้ผลประโยชน์ของสองมหาอำนาจ

เมื่อวันเสาร์ เวทีเจรจาของ 193 ประเทศซึ่งจัดโดยสหประชาชาติในเมืองหลวงของเดนมาร์กได้ปิดฉากลง โดยที่ประชุมเพียงแต่ "รับทราบ" ข้อตกลงที่ผลักดันโดยสหรัฐ จีน และประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่ง คือ บราซิล อินเดีย และแอฟริกาใต้ ซึ่งเรียกว่า "Copenhagen Accord"

"ในที่สุด เราได้บรรลุข้อตกลง" เลขาธิการยูเอ็น บัน กีมูน กล่าว "ปฏิญญาโคเปนเฮเกนอาจไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนได้ตั้งความหวังไว้ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ"

ปฏิญญาฉบับนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นเพียงบันทึกแสดงเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนเท่านั้น โดยยังขาดรายละเอียดในหลายประเด็น อาทิ มีการตั้งเป้าที่จะจำกัดการเพิ่มของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้ระบุว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถบรรลุเป้าที่ว่านี้ อีกทั้งจำนวนก๊าซที่ให้คำมั่นกันว่าจะลดการปล่อยนั้นก็น้อยเกินกว่าจะช่วยให้บรรลุเป้าดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้มีการเขียนไว้ว่าประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับความช่วยเหลือปีละ 100,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2563 แต่ก็ไม่ได้ระบุว่าเงินก้อนนี้จะมาจากไหน รวมทั้งได้ยกประเด็นที่ตกลงกันยาก เช่น เป้าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้เป็นเรื่องของการเจรจาในอนาคต

เลขาธิการด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ อีโว เดอ โบเออร์ กล่าวว่า ปฏิญญานี้เป็นเหมือนหนังสือแสดงเจตจำนงที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในระยะยาว แต่ไม่ใช่ข้อตกลงที่มีผลบังคับเป็นกฎหมาย เราจึงต้องตระเตรียมงานกันอีกมากก่อนไปถึงเวทีที่เม็กซิโก

การเจรจาเพื่อสร้างข้อตกลงเรื่องโลกร้อนฉบับใหม่จะมีขึ้นที่เม็กซิโกในเดือนพฤศจิกายน 2553 ซึ่งบรรดาผู้เจรจาต่างหวังที่จะบรรลุฉันทามติในประเด็นต่างๆ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ที่โคเปนเฮเกน โดยหวังที่จะได้สนธิสัญญาที่จะมาแทนพิธีสารเกียวโต แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าการเจรจารอบหน้าจะสำเร็จ

ที่ประชุมเต็มคณะของการเจรจามาราธอนเพียงแต่ "รับทราบ" ข้อตกลงซึ่งมีการเสนอเป็นร่างสุดท้ายโดยประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา กับอีก 4 ประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งดังกล่าว ร่างข้อตกลงนี้ได้ถูกเสนอโดยผู้นำ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ของ 28 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหลายชาติสมาชิกของสหภาพยุโรป และบรรดาประเทศเกาะขนาดเล็ก ที่ล่อแหลมต่อผลกระทบจากโลกร้อน โดยอียูได้ยอมรับปฏิญญาดังกล่าวด้วยความจำใจ

ในชั่วโมงท้ายๆ ของการเจรจา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม และสิ้นสุดก่อนกำหนดเมื่อบ่ายวันเสาร์ บรรดาผู้แทนได้เห็นพ้องกันที่จะกำหนดเส้นตายของการยกร่างสนธิสัญญาสหประชาชาติภายในสิ้นปี 2553

โอบามากล่าวที่ทำเนียบขาวหลังกลับจากกรุงโคเปนเฮเกนว่า การเจรจาเพื่อยกร่างข้อตกลงนี้จะมีความ "ยากลำบากและสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง" อย่างไรก็ดี นักสังเกตการณ์บอกว่า ในอนาคตข้างหน้า นโยบายระดับโลกว่าด้วยปัญหาโลกร้อนอาจถูกชงโดยสหรัฐกับจีน ดังที่ได้เกิดขึ้นที่เวทีโคเปนเฮเกน

ข่าวแจ้งว่า หลังจากสหรัฐกับจีนได้ร่วมกันเสนอร่างสุดท้ายของเอกสารปฏิญญาดังกล่าว เวทีเจรจาหวิดล่มเนื่องจากซูดาน นิการากัว คิวบา เวเนซุเอลา และโบลิเวีย ร่วมกันประณามร่างนี้ ซึ่งเดิมยูเอ็นตั้งใจจะให้ข้อสรุปนี้ได้รับมติสนับสนุนจากที่ประชุมอย่างเป็นเอกฉันท์ ในที่สุดจึงเกิดการประนีประนอมเพื่อไม่ให้การเจรจาล่ม โดยข้อตกลงนี้ยอมให้มีการระบุชื่อของประเทศที่สนับสนุนและประเทศที่คัดค้านไว้ด้วย.

ปิดฉากประชุมโลกร้อน'โลกยังเสี่ยงหายนะ'

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

ผู้นำโลกปวดหัว ตัวแทนประเทศถกเดือด ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะต้องรับผิดชอบลงขันแก้โลกร้อนเท่าไหร่ หลายประเทศรุมยำอเมริกา-จีน สองประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก
ในการประชุมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จัดโดยองค์การสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน

การประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-18 ธันวาคม จัดโดยองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ในการแก้ปัญหาโลกร้อนแทนสนธิสัญญาเกียวโต โดยมีผู้แทน 193 ประเทศเข้าร่วมประชุม และมีผู้นำของรัฐบาลและรัฐ 120 คนเข้าร่วมในสองวันสุดท้ายคือวันพฤหัสบดี 17 และศุกร์ 18 ตามเวลาที่โคเปนเฮเกน

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา บินเข้าร่วมในวันสุดท้ายของการประชุมโดยมีกำหนดเข้าร่วมแถลงกับผู้นำอื่น ๆ ของโลก เกี่ยวกับความประสงค์ของสหรัฐอเมริกาที่จะร่วมกับนานาชาติแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยสนธิสัญญาฉบับใหม่

อย่างไรก็ดี จนถึงคืนวันพฤหัสบดี ประเทศต่าง ๆ ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ และ นักวิทยาศาสตร์ก็ได้เตือนว่า ข้อ เสนอของรัฐบาลทั่วโลกที่เสนอต่อที่ประชุมและถกกันอย่างเคร่งเครียดนั้นยัง ไม่สามารถป้องกันหายนะที่เกิดจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกได้

ตามรายงานล่าสุดขององค์การพลังงานระหว่างประเทศนั้น เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า การที่ประเทศต่าง ๆ จะสามารถร่วมกันควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่า บรรดาประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% ภายในปีค.ศ. 2020 หรือพ.ศ. 2563 จากระดับการปล่อยก๊าซในปีค.ศ.1990 (พ.ศ. 2533)

ปัญหาหลักที่ทำให้การเจรจาติดขัดก็คือ ค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา มีมูลค่ามหาศาล นอก จากนี้ประเทศยากจนยังเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมช่วยเหลือทางด้านการเงิน แก่ประเทศยากจนในการเตรียมรับมือกับผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน และการมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศของโลก

ประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนเองซึ่งเป็นสองประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากที่สุด ก็เกี่ยงกันในเรื่องเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของตัวเองและการร่วมลงขันในกองทุนช่วยเหลือประเทศยากจน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐมนตรีและผู้นำรัฐบาลเริ่มกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นตัวต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสัญญาณว่า ความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพกำลังเป็นไปได้ยาก

รอยเตอร์รายงานว่านางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้แถลงต่อสภา ว่า "ข่าวที่ได้มาไม่ค่อยดี ข้อเสนอของประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะลดการปล่อยก๊าซลง 4% จากระดับในปี 2533 ไม่น่าประทับใจ"

ประธานาธิบดีโอบามาเสนอลดก๊าซเรือนกระจก 3-4% ในปี 2563 เทียบกับระดับในปี 2533 ในขณะที่ประชาคมยุโรป (อียู) เสนอเป้าหมายที่ 20% ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและยากจนเสนอให้ประเทศพัฒนาแล้วตั้งเป้าที่ 25 % เป็นอย่างต่ำ

ประเทศจีนมีรายงานว่า นางเจียง หยู โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ได้แถลงในวันพฤหัสบดีที่กรุงปักกิ่งว่า "จีนหวังว่าการเจรจาที่โคเปนเฮเกนจะประสบความสำเร็จ และจีนมีทรรศนะอย่างสร้างสรรค์ในเรื่องนี้" ขณะที่ทางฝั่งอินเดีย รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศร่ำรวยจะหาเรื่องโทษประเทศกำลังพัฒนาว่าเป็นต้นเหตุให้การประชุมล้มเหลว

รัฐมนตรีหลายคนของยุโรปให้สัมภาษณ์สื่อที่โคเปนเฮเกนว่า เกมของการประชุมกำลังจะเปลี่ยนเป็นการกล่าวโทษซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ดีในช่วงท้าย ๆ การเจรจาเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อประเทศต่าง ๆ เริ่มผ่อนปรนจุดยืนของตัวเอง ประเทศในแอฟริกา ลดความคาดหวังในเรื่องวงเงินที่จะได้รับความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้ว โดยประเทศที่ประกาศวงเงินช่วยเหลือออกมาแล้วคือญี่ปุ่น ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์ จีนเองก็เริ่มถอยข้อเรียกร้อง และสหรัฐอเมริกาก็เสนอเงินสำหรับกองทุนช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนด้วยเช่นกัน

สำนักข่าวบีบีซี และซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแถลงว่า รัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมที่จะสนับสนุนเป็นผู้นำในการตั้งกองทุนมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อช่วยสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถ้าประเทศกำลังพัฒนาเห็นด้วยกับข้อเสนอของสหรัฐฯ

ข้อเสนอของสหรัฐฯ คือประเทศกำลังพัฒนาต้องตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน ซึ่งนางฮิลลารีวิจารณ์จีนโดยไม่ระบุชื่อประเทศว่าจะมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดการบรรลุข้อตกลงถ้ายอมตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งทางผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนที่เข้าร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกน ก็ให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมที่จะเจรจาและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์หากข้อเสนอนั้นไม่ล่วงล้ำอธิปไตยของจีน

การให้สัมภาษณ์ของจีนเป็นการตอบโต้โดยตรงในข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมีข้อตกลงพ่วงว่าจะต้องมีการสร้างระบบติดตาม ตรวจสอบและรับรอง เพื่อควบคุมให้ประเทศจีนและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันลดก๊าซเรือนกระจก

บีบีซี รายงานว่า ผู้นำชาติอื่น ๆ ในยุโรปอาทิ นายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ร่วมกับนายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย ประธานาธิบดีฝรั่งเศสนายนิโกลา ซาร์โกซี ซึ่งโทรศัพท์พูดคุยกันเอง เจรจากับผู้นำประเทศในเอเชียและอเมริกาใต้และคุยกับประธานาธิบดีโอบามาด้วย พยายาม ช่วยไกล่เกลี่ยและทำให้เกิดการบรรลุข้อตกลงโดยผู้นำในประเทศยุโรประบุว่า พร้อมที่จะตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในระดับที่สูงกว่าที่เคยตกลงไว้ภาย ใต้สนธิสัญญาเกียวโต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์แนวโน้มอุณหภูมิโลก ระบุว่า ข้อเสนอทั้งหมดที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ในโลกพยายามที่จะตกลงกันให้ได้นั้น ยังไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกในระดับ 2 องศาเซลเซียสได้ดังนั้นหายนะจากโลกร้อนยังเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วโลกจะต้องระทึกใจต่อไป

แผนกู้โลกความจริงที่อยู่แค่เอื้อม

ผู้เขียน: 
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์

เนื้อหาบางส่วนจาก Our Chance: A Plan to Solve the Climate Crisis
หนังสือเล่มใหม่ที่เขียนโดย Al Gore

อีกไม่นานหลังจากนี้ คนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราจะมองกลับมาที่เราในวันนี้ วันที่เรากำลังตัดสินใจเลือก เพื่อที่พวกเขาจะถามคำถามใดคำถามหนึ่งใน 2 คำถามนี้ พวกเขา อาจจะถามว่า "พวกคุณกำลังคิดอะไรกันอยู่ ไม่เห็นหรือว่า น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกคุณ คุณไม่สนใจกันเลยหรือ"

หรือพวกเขาอาจจะถามว่า "คุณทำอย่างไร จึงได้มีความกล้าหาญทางจริยธรรม จนกล้าลุกขึ้นแก้ปัญหาวิกฤติ ที่มีแต่คนบอกว่า ไม่มีทางจะแก้ไขได้"

เราต้องเลือกว่า คำถามใดคือคำถามที่เราต้องการจะตอบ และเราต้องตอบตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ด้วยคำพูด แต่ด้วยการกระทำ

คำตอบของคำถามแรก เรากำลังคิดอะไรกันอยู่เป็นคำตอบ ที่เจ็บปวดจนผมแทบจะเขียนออกมาไม่ได้

"เรากำลังเถียงกันเอง เราไม่ต้องการจะเชื่อว่า ปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ เรารีรอนานเกินไป

เรามีปัญหาอื่นอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องสนใจ แต่เราก็ได้พยายามแล้วจริงๆ เราขอโทษ"

คำถามที่ 2 เราแก้ไขมันได้อย่างไร เป็นคำถามที่ผมปรารถนาจะให้พวกเราได้ตอบมากกว่า และนี่เป็นคำตอบที่ผมหวังว่า เราจะตอบคนรุ่นหลังได้

"จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2009 ปีที่เริ่มต้นด้วยการมีประธานาธิบดีคนใหม่ ผู้เปลี่ยนแปลงนโยบายหันมาให้ความสำคัญกับการเน้นการวางรากฐานสำหรับเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้คาร์บอนต่ำ แรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั้นดุเดือดรุนแรงนัก โดยเฉพาะที่มาจากบริษัททั้งหลายซึ่งทำเงินมหาศาลจากถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ

"แต่ความจริงที่ว่าโลกกำลัง เผชิญปัญหาฉุกเฉินได้รับการยอมรับ หลักฐานที่มาจากนักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้จะช้าในตอนแรก แต่หลังจากนั้น คนที่เคยไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงก็กลับเปลี่ยนแปลงตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม แต่มันได้สร้างความแตกต่างที่ทรงพลัง เมื่อคนที่เคยคัดค้านกลับกลายมาเป็นคนที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางใหม่ กระแสเริ่มเปลี่ยนทิศ คนอื่นๆ เริ่มทยอยเข้าร่วมทีละคนๆ ด้วยความรู้สึกที่เห็นพ้องต้อง กันเป็นเอกฉันท์อย่างมีพลังว่า เราจะต้องลงมือทำอย่างกล้าหาญ และรวดเร็ว เมื่อถึงสิ้นปี 2009 สหรัฐฯ สามารถผ่านกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจและผู้นำพลเรือนใช้ในการวางแผนเพื่ออนาคต

ด้วยการกำหนดราคาที่ต้องจ่ายเมื่อสร้างมลพิษซึ่งเป็นสิ่งที่เคยถูกละเลยในอดีต สหรัฐฯ ได้สร้างสิ่งจูงใจครั้งใหญ่ที่ทำให้ประวัติศาสตร์เริ่มเปลี่ยนแปลง สิ่งจูงใจใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงการผลิตพลังงานของเรา จากเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ไปเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และความร้อนใต้พิภพ ก่อให้เกิด คลื่นแห่งการปรับปรุงเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน

เมื่อทุกคนเริ่มมีจิตสำนึกเกี่ยวกับวิกฤติโลกร้อน ทำให้ผู้คนทั่วโลกที่เป็นห่วงคนรุ่นหลังซึ่งก็คือพวกเธอ ต่างหาวิธีกดดันผู้นำของพวกเขา ก่อเกิดเป็นเครือข่ายคนรากหญ้านับแสนนับล้าน เครือข่าย

แม้ว่าจะมีหลายๆ ประเทศได้ก้าวขึ้นเป็นมาเป็นผู้นำ แต่ทันทีที่สหรัฐฯ ตื่นขึ้นมารับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน สหรัฐฯ ก็ได้ฟื้นการทำหน้าที่ทางจริยธรรมของตน อันเป็นสิ่งที่โลกคาดหวัง จะได้เห็นจากประเทศนี้อีกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางในการแก้ปัญหาโลกร้อน เป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูด จู่ๆ วิธีคิดของเราเปลี่ยนไป โลกเริ่มเข้ามายึดครองความคิดของเรา เราเกิดความรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อีกต่อไปที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมของโลก

ผมรู้ว่ารีรอนานเกินไป ผมคิดว่าเราควรลงมือทำเร็วกว่านั้น แต่ตอนนี้อนาคตข้างหน้าของพวกเธอก็ดูสดใสแล้ว บาดแผลที่เราสร้างไว้กับชั้นบรรยากาศและระบบนิเวศของโลกได้รับการเยียวยารักษาแล้ว

และน่าประหลาดใจที่สิ่งที่เราได้ทำในช่วง Great Transformation เพื่อเปลี่ยนแปลงโลกไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนต่ำ ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ช่วยฟื้นความรุ่งเรืองมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่เรา ทันทีที่เราเริ่มเดินไปบนเส้นทางแห่งการพิทักษ์โลกและปกป้องอนาคตของพวกเธอ งานใหม่นับสิบๆ ล้านตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงอาชีพใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ได้เริ่มเกิดขึ้น

ผมขอร้องพวกเธอสักอย่างได้ไหม หลังจากที่พวกเราได้ทำเพื่อพวกเธอมาแล้ว โปรดส่งต่อความกล้าหาญและความ มุ่งมั่นนี้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปด้วย เพื่อให้พวกเขาลงมือแก้ปัญหาอย่างกล้าหาญและชาญฉลาด เมื่อใดก็ตามที่กำลังจะเกิดอันตรายต่ออนาคต พวกเธอจะต้องเผชิญกับการท้าทาย เหมือนกับที่พวกเราเคยเผชิญมาก่อนเช่นกัน แต่ผมรู้ว่า พวกเธอจะไม่ทำให้คนรุ่นหลังต้องผิดหวัง เช่นเดียวกับที่พวกเราไม่เคยทำให้พวกเธอผิดหวัง

การเลือกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและจะคงอยู่ ไปชั่วนิรันดร์ มันอยู่ในมือของคนรุ่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและเป็นการเลือกที่อาจถูกประณามหรือได้รับการสดุดีจากคนรุ่นหลังของเราตลอดไป"

Al Gore กับแผนการใหม่ในการกู้โลก

ผู้เขียน: 
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์

หนังสือเล่มใหม่ของ Al Gore หลังได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ

หนังสือเล่มใหม่ของ Al Gore อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ยังคงเป็นเรื่องที่เขาถนัด ทำให้เขาได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินั้น หนังสือเล่มใหม่หลังจากที่ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพนี้มีชื่อว่า Our Choice: A Plan to Solve the Climate Crisis พิมพ์ด้วยกระดาษรีไซเคิล 100% ช่วยชีวิตต้นไม้ได้ 1,513 ต้น และลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 126,000 ปอนด์ แต่หากมีส่วนใดในการผลิตที่ต้องมีการแพร่คาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกชดเชยคาร์บอนผ่านบริษัท Carbon Neutral Co กำไรทั้งหมดอุทิศให้แก่กลุ่ม Alliance for Climate Protection ซึ่ง Gore ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 เขายังบริจาคเงินรางวัล ทั้งหมดที่ได้รับจากรางวัลโนเบลในปี 2007 ให้กลุ่มดังกล่าว

Gore เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นจากการระดมผู้เชี่ยวชาญมาประชุม "สุดยอด" เป็นการประชุมที่ไม่เป็นที่เปิดเผย รู้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้นและเป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้น ที่นิวยอร์ก แนชวิล และอีก 3 เมือง การประชุมสุดยอดที่ว่านี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2007 เป็นการประชุมที่ Gore จะได้นั่งฟังผู้เชี่ยวชาญ ต่างๆ นำเสนอเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานนิวเคลียร์ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และ "smart grid" ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงทรงประสิทธิภาพที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าครอบคลุม ทั้งทวีป

Gore ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญบาง คนมาคุย "ซ้ำ" แบบตัวต่อตัวอีกต่างหาก เขาเก็บเกี่ยวความรู้รวมไปถึงผลงานล่าสุดของบรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เหล่านั้นจนหนำใจ และสุดท้ายจึงได้ออกมาเป็นโครงเรื่องที่มีความยาวถึง 40 หน้าราวกับสารานุกรม รวมทั้งข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเขียนหนังสือได้ 10 เล่ม

Our Choice เป็นหนังสือที่เหมือนตำราซึ่งอัดแน่นไปด้วยหลักฐานข้อมูลที่หนักแน่นน่าเชื่อถือ ละเอียดยิบ และเต็มไปด้วยเหตุผล มีความเป็นวิชาการสูง และสมเหตุสมผล คล้ายกับเป็นตำราที่ว่าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ เชื้อเพลิงชีวภาพ การดักจับคาร์บอน (carbon sequestration) พลังงานนิวเคลียร์ การใช้ป่าดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และปัญหาเรื่องกฎระเบียบที่ขัดขวางการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอัจฉริยะ

แม้ Gore จะหวังให้ประชาชนคนธรรมดาเป็นผู้กดดันให้เกิดการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่เขาต้องยอมรับว่ามีแต่นักการเมือง และผู้นำธุรกิจเท่านั้นที่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้จริงๆ ด้วยการออกกฎหมายหรือนโยบายใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว อันรวมไปถึงการเจรจาเพื่อให้ได้สนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนฉบับใหม่ ซึ่งได้เริ่มการเจรจากันไปแล้วในเดือนนี้ (ธ.ค.) ที่เดนมาร์ก

แม้ Gore จะชื่นชมประธานาธิบดี Obama ที่เพิ่งประกาศ ทุ่มงบ 3.4 พันล้านดอลลาร์ กระตุ้นการเดินหน้า smart grid และชื่นชมที่หน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ ตัดสินใจจะควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แต่ก็ยังเป็นการชื่นชมที่ไม่เต็มปากเต็มคำนัก Gore เตือนว่าสิ่งที่ทุกคนกำลังจับตาดู ซึ่งเป็นสิ่งที่จะตัดสินว่า นโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนของรัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ผลหรือไม่ ก็คือความสำเร็จในการเจรจาสนธิสัญญาแก้ปัญหา โลกร้อนที่เดนมาร์กดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง

สิ่งที่อาจจะน่าสนใจที่สุดในหนังสือ Our Choice อยู่ที่ประโยคเพียงประโยคเดียวของ Gore และอยู่ในบทสุดท้าย อันเป็นบทวิเคราะห์อุปสรรคทางจิตวิทยา ที่ทำให้คนอเมริกันไม่เห็นปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องจริงจัง Gore ซึ่งเคยล้มเหลวครั้งใหญ่ในการสื่อสารกับคนอเมริกันมาแล้วเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจของคนเราเกิดจากอารมณ์ หาใช่เหตุผลไม่ส่วนประโยคนั้นคือ "การเสนอแต่ข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว ใช้ไม่ได้ผล"

Gore ชี้ให้เห็นมิติทางด้านจิตวิญญาณของการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย ด้วยความเชื่อที่ว่า พระเจ้าได้มอบหมายให้มนุษย์เป็นผู้จัดการดูแลโลกและการปกปักรักษาโลกเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ก็เป็นภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ Gore จึงปรับวิธีการฝึกอบรมการนำเสนอสไลด์ปัญหาโลกร้อนของเขา ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของภาพยนตร์ An Inconvenient Truth อันโด่งดังของเขา ให้เหมาะสมกับกลุ่มอาสาสมัครที่เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งนับถือศาสนาต่างกัน Gore เดินทางอยู่เกือบตลอดเวลา เพื่อไปฝึกอบรมอาสาสมัครด้วยตัวเอง เขาเคยฝึกอบรมทั้งกลุ่มชาวคริสต์ มุสลิม และชาวยิวมาแล้ว และจะรวมไปถึงชาวฮินดูด้วย เขายังเคยฝึกอบรมพระในศาสนาคริสต์ และผู้นำชุมชนใน Nashvill ด้วยการปรับเนื้อหาในการอบรมให้อิงกับพระคัมภีร์

ในบทสุดท้าย ซึ่ง Gore ยอมรับว่า เพียงแค่การนำเสนอข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอนั้น Gore สมมุติว่าเราสามารถแก้ปัญหา โลกร้อนได้สำเร็จ เด็กรุ่นหลังจึงถามเราว่าเราทำได้อย่างไร เขาจินตนาการต่อไปว่า สหรัฐฯ สามารถผ่านกฎหมายแก้ปัญหาโลกร้อนได้สำเร็จในปีนี้ การเจรจาสนธิสัญญาแก้ปัญหาโลกร้อนก็เริ่มขึ้นได้สำเร็จ "และโลกจะต้องประหลาดใจว่า การเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอย่างในด้านพลังงานและการใช้พลังงานนั้น ไม่เพียงแต่ไม่แพงแต่ยังสร้างผลกำไรให้อีกด้วย"

Gore ใช้เวลาถึง 3 ปีในการวิจัยเพื่อเขียน Our Choice โดยข้อมูลหลักๆ ก็ได้มาจากการประชุมสุดยอดกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว ข้างต้น ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบริษัท Kleiner Perkins Caufield & Byers ซึ่ง Gore เป็นหุ้นส่วนอยู่ เป็นคนคัดเลือกแขกรับเชิญส่วนใหญ่ที่มาจากโลกธุรกิจ ส่วน Gore ซึ่งมีเครือข่ายรายชื่อนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและพลังงานหมุนเวียน พร้อมมูลอยู่ในมือมานานหลายทศวรรษได้ลงมือเลือกคนที่ล้วนแล้วแต่ระดับหัวกะทิ อาทิ CEO ของ Areva ยักษ์ใหญ่พลังงานนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส และ Amory Lovins เอตทัคคะด้านพลังงานหมุนเวียน

Gore ระดมยิงคำถามนักวิทยาศาสตร์ที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดกับเขาอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น พลังงานนิวเคลียร์เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีหรือไม่ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เทคโนโลยีแผงเซลล์สุริยะแบบใหม่ที่เรียกว่า photovoltaic (PV) เข้าสู่ตลาดได้ Gore ลงทุน เป็นผู้ดำเนินการประชุมเองทั้งหมด

แม้แต่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญที่มาร่วมประชุมกับ Gore ต่างก็ได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้กลับไปเช่นกัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับพลังงาน สะอาด Gavin Schmidt จากสถาบันศึกษาอวกาศ Goddard ขององค์การ NASA กล่าวว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่เคยสนใจที่จะคุยกับพวกเขา มีแต่ Gore คนเดียวเท่านั้นที่สนใจในทุกรายละเอียดและมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์

Gore ยังพร้อมเปิดรับความคิดใหม่ๆ และเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเอง ตอนแรกเขาเคยคิดว่า พลังงานความร้อนจากแสง อาทิตย์แบบเข้มข้น (concentrated solar thermal power) ซึ่งใช้แสงอาทิตย์ต้มของเหลวเพื่อนำไปเป็นพลังงานในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นวิธีที่ดีกว่า photovoltaic หรือ PV เป็นแผงเซลล์สุริยะรุ่นใหม่ที่สามารถติดตั้งบนหลังคาบ้าน เพื่อนำแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นไฟฟ้าใช้ในบ้านโดยตรง แต่เทคโนโลยี PV กลับสามารถสร้างเซอร์ไพรส์มาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีพัฒนาที่รวดเร็ว แถมยังมีราคาถูกลงเรื่อยๆ

ข้อมูลใหม่นี้ทำให้ Gore ต้อง เปลี่ยนความคิดและเปลี่ยนมาทำนายว่า เทคโนโลยี photovoltaic จะแซงหน้าเทคโนโลยีพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์แบบเข้มข้น ภายในครึ่งปีนี้ รวมทั้งจะแซงหน้าเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ในอีกไม่นานนี้ Gore ชอบที่ PV ไม่กินที่ในการติดตั้ง เช่น สามารถติดตั้งบน หลังคาบ้านได้ ในขณะที่เทคโนโลยี พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ สิ้นเปลืองพื้นที่ในการติดตั้งมาก เขายังประทับใจที่ราคาของ PV ลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับประสิทธิ-ภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ และเทคนิค การผลิตใหม่ๆ เข้ามาช่วย

ในบทที่ว่าด้วยพลังงานลม Gore บอกว่า เป็นพลังงานที่ถูกกว่าและเติบโตรวดเร็วกว่าพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ ยกเว้น พลังงานความร้อนใต้พิภพ และยังสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ได้ในบางจุด สหรัฐฯ เพิ่งใช้พลังงานลมผลิตกระแสไฟฟ้าเพียง 1% เท่านั้นของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ กำลังจะเพิ่มการใช้พลังงานลมในการผลิต ไฟฟ้าเป็น 20% ภายในปี 2023

Gore ให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างยิ่ง อ้างรายงานของ McKinsey & Co เมื่อเดือนกรกฎาคมที่สรุปว่า การเปลี่ยนมอเตอร์หน้าต่างที่ไร้ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และอุปกรณ์ที่กินน้ำมันอื่นๆ ไปเป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง จะช่วยลดการใช้พลังงานทั่วสหรัฐฯ ลงได้ถึง 23% ภายในปี 2023

ถ้าหากประสิทธิภาพการใช้พลังงานสามารถประหยัดได้ทั้งพลังงานและเงิน แต่เหตุใดธุรกิจจึงไม่สนใจเรื่องนี้ Gore ตอบว่า เป็นเพราะกฎเกณฑ์เรื่องการใช้พลังงานในสหรัฐฯ ไม่ส่งเสริมการประหยัดพลังงาน แต่ธุรกิจกลับจะมีกำไรมากกว่า หากใช้เชื้อเพลิงและพลังงานอย่างสิ้นเปลือง Gore รู้สึกหงุดหงิดที่ผลสำรวจพบว่า 80% ของ CEO และ CFO ในสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาจะไม่ยอมจ่ายเงินปรับปรุงโรงงานให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น แม้จะทำให้สามารถประหยัดเงินได้ในระยะยาว ถ้าหากว่าการทำเช่นนั้นจะกระทบผลกำไรในไตรมาสหน้า "นี่เป็นความ คิดที่บ้าสิ้นดี" Gore กล่าวอย่าง หงุดหงิด

Gore รักพลังงานชีวภาพ แม้ว่าเรื่องนี้จะเคยเป็นประเด็นที่ทำให้ เขาพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งใหญ่มาก่อน เมื่อสมัยเป็นรองประธานาธิบดี Gore เป็นคนตัดสินใจริเริ่มโครงการผลิตเอทานอลเมื่อปี 1994 โดยไม่สนใจคำเตือนมากมาย Gore ยอมรับในหนังสือเล่มนี้ว่า มีคนเตือนเขามากมายว่า กระบวนการผลิตเอทานอลจากข้าวโพดจะแพร่ก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการใช้น้ำมันเบนซินเสียอีก อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่หมดปัญหานี้แล้ว

Gore คาดว่า พลังงานชีวภาพ รุ่นใหม่ซึ่งพัฒนามาจนถึงรุ่นที่ 3 แล้วในขณะนี้ ชนิดที่น่าจะมาแรงที่สุดคือ enzymatic hydrolysis คือการผลิตเอทานอลโดยการหมักกากเส้นใยพืช ด้วยการใช้เอนไซม์ย่อยสลายเส้นใยเซลลูโลสและสารลิกนิน เทคโนโลยีนี้จะทำให้ผลิตเอทานอลได้มากขึ้นอีกหลายลิตรต่อเฮกตาร์ เมื่อเทียบกับการผลิตเอทานอลรุ่นแรก Gore ระบุว่า ประโยชน์อย่างหนึ่งของเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 3 คือ เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพแบบที่เรียกว่า biobutanol อันหมายถึงไม่มีปัญหาในการผสมกับน้ำมัน และสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เลยโดยตรง นอกจากนี้การผลิตเอทานอลด้วยวิธี enzymatic hydrolysis ในทางทฤษฎีแล้วยังสามารถพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้นได้เรื่อยๆ โดยไม่มีขีดจำกัด Gore จึงมั่นใจว่า เราจะได้เห็น การพัฒนาใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นจากเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่นี้

Gore ยังเป็นคนที่รักต้นไม้และดิน เขาบอกว่า ครั้งหนึ่ง การเผาทำลายป่าเคยเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดของการแพร่ก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่มาจากการใช้รถยนต์ ทั่วโลกเสียอีก แต่ถูกแย่งตำแหน่งแชมป์แพร่ก๊าซเรือนกระจกไป โดยเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ในช่วงทศวรรษ 1980 แต่ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1800 เป็นต้นมา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาทำลายป่า เคยทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ เพิ่มขึ้นถึง 40%

ข้อเท็จจริงที่ว่า ดินสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่ออกมาจากการผลิตไฟฟ้า จากโรงงานและจากไอเสียของรถได้ เป็นสิ่งที่ทำ Gore กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีข้อมูลยืนยันว่า ดินสามารถจะกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้อีกด้วยซ้ำ ถ้าหากมีการจัด การดินที่ดีกว่านี้ Rattan Lal นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องดินจาก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Ohio คำนวณว่า หากเกษตรกรปลูกพืชคลุมดิน โดยไม่ไถ ใช้เพียงพืชคลุมดินและปุ๋ย ธรรมชาติ จะทำให้พื้นที่เกษตรที่มีอยู่ 3,700 ล้านเอเคอร์ทั่วโลก สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1 กิ๊กกะตันต่อปี หรือประมาณ 12% ของคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่แพร่ออกมาทั่วโลกในแต่ละปี

แต่ Timothy LaSalle ผู้เป็น CEO ของ Rodale Institute และได้เข้าร่วมประชุมสุดยอดกับ Gore 2 ครั้ง มีข้อมูลที่ดียิ่งไปกว่านั้น เขาบอกว่า หากให้อาหารสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดินและจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสม ดินจะสามารถกักเก็บคาร์บอนที่แพร่ออกมาทั่วโลกไว้ได้ทั้งหมด

นี่คือจุดที่ทำให้ Gore กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากบอกออกไปว่า ดินสามารถดูดซับคาร์บอนที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด คนทั้งโลกคงเลิกสนใจลดการแพร่คาร์บอน ผู้ช่วยของ Gore ถึงกับขอให้ LaSalle เพลาๆ ตัวเลขการประเมินของเขาให้ให้ต่ำลง

อย่างไรก็ตาม Gore ตัดสินใจเลือกเข้าข้างวิทยาศาสตร์มากกว่าการเมือง เขาเขียนในหนังสือเล่มนี้ว่า ดินสามารถกักเก็บ คาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น 15% ในแต่ละปี ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50 ส่วนในล้านส่วน (ppm) จากชั้นบรรยากาศตลอด 50 ปีข้างหน้า (ขณะนี้คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 387 ppm หากสูงถึง 450 ppm จะเป็นอันตรายมาก)

เพื่อกระตุ้นให้เปลี่ยนแปลงวิธีทำเกษตร และส่งเสริมการกักเก็บคาร์บอนในดิน Gore เสนอให้เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคา พืชผลการเกษตร ไปเป็นการให้เงินแก่เกษตรกร ตามจำนวนคาร์บอนที่เกษตรกรสามารถกักเก็บเอาไว้ในดิน Gore เชื่อว่า การจ่ายเงินให้เกษตรกรเพื่อกักเก็บคาร์บอน อาจกระตุ้นให้เกิดความนิยมใช้ "biochar" หรือถ่านชีวภาพ เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง Gore ขนานนาม biochar ว่าเป็น "หนึ่งในกลยุทธ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ในการเก็บรักษาคาร์บอนไว้ในดินที่ขาดแคลนธาตุอาหาร และยังช่วยให้เราสามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในดินได้เป็นจำนวน มหาศาล"

Gore รู้จัก biochar ครั้งแรก เมื่อเขาเดินทางไปเยือน Amazon ในปี 1989 biochar คือถ่านที่มีความพรุนสูง ได้จากการเผาหญ้าแห้ง เปลือกข้าวโพด และกากพืชชนิดอื่นๆ สามารถ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ เหมือนกับการทำหน้าที่ของตัวกรอง ในบุหรี่ Gore ประเมินว่า biochar สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 40% ของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกแพร่ออกมาในแต่ละปี

อีกประเด็นหนึ่งที่ความจริงทางวิทยาศาสตร์ปะทะกับการเมืองว่าด้วยการแก้ปัญหาโลกร้อน ก็คือคำถามที่ว่า อะไรคือสาเหตุของปฏิกิริยาเรือนกระจก

เมื่อต้นปีนี้ Schmidt และ Drew Shindell 2 นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Goddard ของ NASA และทีมวิจัย กำลังทำ โครงการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุด เพื่อคำนวณว่าก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายชนิดนั้น แต่ละชนิดมีส่วนทำให้โลกร้อนมากน้อยต่างกันอย่างไร

ผลที่ได้แตกต่างจากการคำนวณแบบเก่าที่ไม่ละเอียดเท่า และพวกเขาเพิ่งรายงานผลการคำนวณนี้ลงในวารสาร Science เมื่อเดือนที่แล้วว่า มีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ มีส่วนทำให้โลกร้อน 27% ก๊าซ Halocarbon มีส่วนทำให้ โลกร้อน 8% black carbon (เขม่าดำที่เกิดจากการเผาไม้ มูลสัตว์และน้ำมันดีเซล) 12% คาร์บอนมอนอกไซด์และอินทรียสาร ในรูปของก๊าซอื่นๆ 7% และสุดท้าย คาร์บอนไดออกไซด์ทำให้โลกร้อน 43%

ผลการคำนวณของ NASA ทำให้เกิดความหวังใหม่ขึ้นการพยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการโจมตีเส้นเลือดที่หล่อ เลี้ยงเศรษฐกิจโลกโดยตรง เพราะเป็นการโจมตีเชื้อเพลิงที่มาจาก ซากพืชซากสัตว์ ซึ่งเป็นพลังงานที่โลกใช้อยู่ถึง 86.5% แต่หากเปลี่ยนเป้าหมายไปลดก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ อาจจะคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่า การพยายามลดคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียว นี่คือ บทสรุปของทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA ที่เขียนไว้ใน Science

ตัวอย่างเช่น เราสามารถลดการแพร่ก๊าซมีเทนได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนวิธีทำเกษตรและการดักจับมีเทนที่พบมากที่บ่อน้ำมัน และเพียงการลด black carbon เพียง 1 ตันเท่านั้น แต่จะมีค่าเท่ากับลดคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 2,000-3,000 ตันเลยทีเดียว

Veerabhadran Ramanathan นักภูมิอากาศวิทยา (climatologist) ชี้ว่า ความน่ารักของ black carbon คือ หากคุณลดมันลงในวันนี้ มันจะหายไปหมดภายในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น เพราะฝนจะชะมันให้หายไปจากอากาศ ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์สามารถคงอยู่ไปได้ถึงหลายทศวรรษ

ดังนั้น การเปลี่ยนเป้าหมายหันไปลดก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ นอกเหนือจากคาร์บอนไดออกไซด์ จะช่วยเลื่อนเวลาออกไปได้ถึง 30-50 ปี กว่าที่ปัญหาโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิของโลกเราสูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส (หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นอีก 2 องศา ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น เกิดปัญหาความแห้งแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมาย)

อย่างไรก็ตาม การคว้า "สิบเบี้ยใกล้มือ" คือการหันไปลดก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่ไม่ใช่คาร์บอนไดออกไซด์ อาจทำให้คนหมดความกระตือรือร้นที่จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปเลย Gore ซึ่งเป็นผู้นำในการรณรงค์ลดคาร์บอนไดออกไซด์มานาน รู้สึกวิตกในเรื่องนี้หรือไม่ เขาตอบว่า เขายังคงคิดว่าควรเน้นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป แต่เราก็ควรมีแผนแก้วิกฤตโลกร้อนแบบครอบคลุมด้วยเช่นกัน โดยขยายเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ให้ครอบคลุมไปถึงก๊าซเรือนกระจกทุกชนิด ตามที่ระบุไว้ในผลการศึกษาของ NASA ข้างต้น

Gore รู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เช่นนี้ต้องใช้เวลา และการเมืองอาจชนะวิทยาศาสตร์ ผลสำรวจล่าสุดโดย Pew Research Center พบว่า จำนวนชาวอเมริกันที่เชื่อว่า มีหลักฐานแน่ชัดว่าโลกกำลังร้อนขึ้น ลดลงจาก 71% เหลือเพียง 57% ที่เคยสำรวจไว้ในเดือนเมษายน 2008 และคนที่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนเกิดจากฝีมือมนุษย์ ก็ลดลงจาก 47% เหลือ 36% Gore โทษว่าเป็นเพราะอุตสาหกรรมถ่านหินและน้ำมันที่ทุ่มเงินมหาศาล ทำให้คนทั่วไปสับสนในข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

Gore ได้ยกคำพูดของนักปรัชญา Theodor Adorno (1903-1969) ที่เขาโปรดปรานไว้ใน Our Choice "การเปลี่ยนคำถามเกี่ยวกับความจริงไปเป็นคำถามเกี่ยวกับอำนาจ คือการทำร้ายที่ตรงหัวใจของความแตกต่างระหว่างความจริงกับความเท็จ"

"ระบบการเมืองก็เหมือนกับภูมิอากาศนั่นแหละ มันไม่ได้เป็นเส้นตรง" Gore กล่าว "ผมรอมานานแล้วว่าเมื่อใดจึงจะถึงจุดที่นักการเมืองและสาธารณชนจะตระหนักพร้อมๆ กันถึงภัยคุกคามจากปัญหาโลกร้อนและลงมือแก้ไขมัน อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า เราใกล้จะไปถึงจุดนั้นมากขึ้น เมื่อความจริงกำลังมาเคาะที่หน้าประตูบ้าน"

ฉีกร่างกฎหมายแก้ปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ เรื่อง นิวสวีค 9 พฤศจิกายน

ทัศนะอีกด้านจากฝ่ายต่อต้านกฎหมายแก้ปัญหาโลกร้อนของสหรัฐฯ

ในขณะที่ Al Gore พยายามเร่งเร้าให้รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายแก้ปัญหาโลกร้อนที่เรียกว่า cap-and-trade ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญคือ ลดการแพร่ก๊าซ เรือนกระจกและเก็บภาษีคาร์บอน แต่ฝ่ายที่ต่อต้านร่างกฎหมาย นี้ก็พยายามเตือนว่า กฎหมายนี้จะทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ได้ผลไม่คุ้มค่า

ฝ่ายที่ต่อต้านชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้จะไม่บรรลุเป้าหมาย ในการควบคุมสารก่อมลพิษด้วยสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ แต่กลับจะทำให้สหรัฐฯ ต้องเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งความพินาศล่มจม เพราะราคาที่จะต้องจ่ายนั้นสูงลิ่ว หากนำกฎหมายนี้ออกใช้จะทำให้ราคาพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินและน้ำมันแพงขึ้นถ้วนหน้า ไม่ว่าคนอเมริกันจะเปิดสวิตช์ไฟสตาร์ทรถ หรือซื้ออะไรก็ตาม ที่ผลิตและขนส่งภายในประเทศก็จะต้องจ่ายแพงขึ้นทั้งสิ้น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประเมินแล้วว่า นโยบาย cap-and-trade ของประธานาธิบดี Obama จะทำให้รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 1-2 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ส่วนสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ รายงานว่า การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 15% ซึ่งเป็นเป้าที่ตั้งไว้ในกฎหมายดังกล่าว จะทำให้ครัวเรือนอเมริกันต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 1,600 ดอลลาร์ต่อปี

ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังเชื่อว่า ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงกว่านี้ บิลค่าน้ำค่าไฟจะแพงขึ้นทั่วทุกแห่งหนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐที่เป็นรัฐผลิตสินค้า ซึ่งใช้พลังงานต่อหัวสูงกว่ารัฐอื่นๆ รวมไปถึงรัฐที่ใช้ถ่านหินเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า จะพบว่าค่าน้ำค่าไฟแพงขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานใหม่ๆ

ฝ่ายต่อต้านชี้ต่อไปว่า วิธีการเก็บภาษีคาร์บอนในร่างกฎหมาย cap-and-trade ยังเป็นแบบถอยหลัง ซึ่งหมายถึงคนจนจะเสียภาษีมากกว่าคนรวย สำนักงบฯ รัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินว่า การลดคาร์บอน ไดออกไซด์ลงเพียง 15% จะทำให้คนรวยต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 1.7% ของรายได้ ส่วนชน ชั้นกลางจะเสียค่าใช้จ่าย 2.7-2.9% แต่คนจนที่สุดกลับต้องจ่ายมากที่สุดถึง 3.3% หรือประมาณ 680 ดอลลาร์ต่อปี

กฎหมายนี้ยังจะทำให้งานหายออกนอกประเทศ ทำให้รัฐบาล และระบบราชการมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอำนาจมากขึ้น ในการเข้า แทรกแซงและควบคุมเศรษฐกิจ จนส่งผลกระทบกับการคิดค้นนวัตกรรม ความยืดหยุ่นและการทำธุรกิจ บริษัทจะลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกฎหมายนี้ ด้วยการย้ายฐานไปยังประเทศที่ไม่มีการเก็บภาษีคาร์บอนหรือจำกัดการแพร่ก๊าซเรือนกระจก กฎหมาย นี้ยังทำให้บริษัทที่ทำการผลิตนอกสหรัฐฯ ได้เปรียบบริษัทที่ทำ การผลิตและสร้างงานในสหรัฐฯ บริษัทที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ เพราะจะทำให้ทั้งผลกำไรและราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทที่ผลิตพลังงานจากถ่านหินจะเสียเปรียบ

ฝ่ายต่อต้านชี้ต่อไปว่า นโยบายซึ่งเป็นที่มาของร่างกฎหมาย ดังกล่าวเน้นลดคาร์บอนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด พวกเขาชี้ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจเพียงครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ แต่กลับปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีอินเดีย บราซิล และประเทศตลาดเกิดใหม่ อีกหลายประเทศ ฝ่ายต่อต้านเห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจะต้องทำในระดับ "ทั่วโลก" ซึ่งจะส่งผลให้ลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้จริงๆ และชี้ว่ายังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายในโลกที่ 3 ที่ต้องแก้ไข ก่อน เช่น การป้องกันโรคมาลาเรีย และโรคเอดส์ ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เพียงพอ และการขาดแคลนน้ำสะอาดและโอกาสในการเรียนรู้ หากสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศในโลกที่ 3 เจริญรุ่งเรืองได้ พวกเขาก็จะรู้จักปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเอง

ฝ่ายต่อต้านตั้งคำถามว่า ทำไมจึงคิดจะเก็บภาษีพลังงานที่คนทั่วไปสามารถซื้อหาได้ในราคาไม่แพง อย่างที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เพียงเพื่อจะเอาเงินไปอุดหนุนพลังงานที่ยังไม่สามารถจะแข่งขันได้ในตลาด ทั้งๆ ที่รู้ว่า เศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนเป็นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันต่ำ การเติบโตก็จะช้าลง และไม่สามารถสร้างงานได้ และการจะยกเลิกการอุดหนุนก็ทำได้ยากมาก ฝ่ายต่อต้านเห็นว่า เราควรหันมาเน้นการทำให้พลังงานที่เราใช้อยู่ในทุกวันนี้ ให้กลายเป็นพลังงานสะอาดมากกว่าที่จะใช้วิธีเก็บภาษี รัฐบาลควรลงทุนในการวิจัยด้านการอนุรักษ์พลังงาน การดักจับคาร์บอน ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และพลังงานรูปแบบใหม่ๆ เช่น เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน แล้วปล่อยให้ตลาดเป็นตัวตัดสินเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้น

ฝ่ายต่อต้านสรุปว่า ร่างกฎหมาย cap-and-trade ให้ประโยชน์เพียงน้อยนิด ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายมหาศาลที่จะต้องเสียไป คนอเมริกันจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 1-2 แสนล้านดอลลาร์ เพียงเพื่อที่จะลดคาร์บอนในสหรัฐฯ ลงได้เพียง 15% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 4% ของปริมาณคาร์บอนที่แพร่ออกมา ทั่วโลก หรือเรียกว่าแทบมองไม่เห็นผลดีที่จะเกิดขึ้นกับโลกเลย ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาธุรกิจที่สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ว่า เป็นธุรกิจที่เล่นเรื่องสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงแต่ผลกำไรของตัวเอง บนความสูญเสียของคนอเมริกันทั้งหมด

กรีนพีซจวกผู้นำโลก ประชุมโลกร้อนปิดฉากอย่างเลื่อนลอย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

20 ธ.ค.52 นายคุมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซสากล กล่าวว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่สุดนั่นคือการขาดภาวะความเป็นผู้นำของเหล่าผู้นำโลก แทนที่ผู้นำประเทศมหาอำนาจจะปกป้องอนาคตของประชาคมโลกโดยผลักดันให้เกิดข้อสรุปที่พลิกผันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่กลับเป็นผู้ทำลายอนาคตของคนยุคปัจจุบันและยุคอนาคตเสียเอง ซ้ำร้ายยังทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นไปได้ยากขึ้น

ข้อตกลงจากการประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ได้รับการยอมรับจากบางส่วนว่ามีความคืบหน้า แต่แท้จริงแล้วข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการลงมติโดยการประชุมรัฐภาคีสมาชิก (Conference of the Parties หรือ COP) และยังไม่มีการบรรจุมาตรการที่เข้มแข็งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเท่ากับว่ายอมให้อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมักไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ยังคงปล่อยมลพิษต่อไปได้

ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกบางประเด็นที่ได้รับการบรรจุในข้อตกลง ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศขึ้นมาใหม่ และความจำเป็นในการเตรียมงบประมาณมากกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี สำหรับการปกป้องป่าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการปล่อยคาร์บอนต่ำรวมทั้งให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนาได้ตกลงให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจและเพิ่มการปฏิบัติโดยสมัครใจหากมีความช่วยเหลือด้านการเงินจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

“เรายินดีกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งนับเป็นการริเริ่มในเชิงบวกเพื่อปกป้องป่าไม้ แต่เรายังคงผิดหวังที่ข้อตกลงจากการประชุมยังคงขาดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซจากการทำลายป่าไม้ ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสปกป้องป่าไม้และปกป้องสภาพภูมิอากาศ” นายชัยเลนดรา ยัสวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ถึงแม้ว่ากองทุนดังกล่าวทำให้โครงการชดเชยคาร์บอนของประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เกิดผล แต่ยังคงขาดการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซจากการทำลายป่าไม้ซึ่งนับเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ได้ลดทอนโอกาสสำคัญในการลดการตัดไม้ทำลายป่าทั้งในระดับประเทศและระดับสากล”

การประชุมที่เพิ่งปิดฉากลงจึงยังคงขาดความคืบหน้าในการให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

เขากล่าวว่า ถึงแม้ว่าการประชุมเจรจาจะยังคงมีขึ้นอีกครั้งในปีหน้า แต่นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่การประชุมโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ได้พลาดโอกาสการมีข้อตกลงที่ดีและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย โลกจึงต้องเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งเพื่อรอคอยความหวังของข้อตกลงที่มีความเป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย จากการประชุมตั้งแต่บาหลีจนถึงเม็กซิโก เพื่อพลิกผันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แก้โลกร้อน จุดยืนที่แตกต่าง และความเป็นธรรม

ผู้เขียน: 
เบญจา ศิลารักษ์

ดูเหมือนว่าดีกรีความร้อนแรงของการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อนที่สวนทางกับอากาศที่หนาวเหน็บที่โคเปนเฮเก้นอยู่ในเวลานี้ กำลังเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกว่า ผลของการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะเป็นเช่นไร

สุดท้ายประเทศยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาแล้ว เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน จะมีท่าทีเช่นไร และประเทศกำลังพัฒนา และประเทศยากจนจะตกเป็นเหยื่อต่อไปอีกหรือไม่ ทำให้การประชุมเวทีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 15 ที่จัดโดยสหประชาติ ณ กรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์กตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคมเวลานี้ ที่มีตัวแทนจากประเทศต่างๆ จาก 192 ประเทศร่วมประชุม นับเป็นการประชุมเรื่องโลกร้อนครั้งใหญ่ที่สุด เพราะนอกเหนือจากตัวแทนของภาครัฐ ภาคธุรกิจแล้ว ยังมีตัวแทนภาคประชาชน-ประชาสังคมมารวมตัวกันนับหมื่นคน เพื่อติดตามการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อน หรือที่เรียกกันว่า COP 15 ที่ร่างโดยรัฐบาลเดนมาร์ก (Copenhagen Agreement หรือ Danish Text) และโดยหวังว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะไม่ใช่เป็นเวทีที่มีแต่พ่อค้า และนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงประชาชนคนเล็กๆ ด้วยที่จะต้องมีสิทธิ มีส่วนในการตัดสินใจต่อความเป็นไปของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน

การประชุมครั้งนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายพุ่งความสนใจคือ จุดยืนของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อการแก้ปัญหาโลกร้อน และมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนบนจุดยืนที่แตกต่างหลากหลายจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ท่าทีหลักๆ ของแต่ละกลุ่มประเทศนั้นไม่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศยากจน ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกานั้นพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดที่จะร่วมลงนามให้ให้สัตยาบันใน พิธีสารเกียวโต ที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วบางส่วน เช่น ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้ลงนามไปแล้ว

พิธีสารเกียวโต เกิดขึ้นภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการลงนามกันที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 พิธีสารดังกล่าวว่าไปก็เหมือนกฎหมายลูกที่จะบังคับให้ประเทศที่ร่วมลงนามจะต้องปฏิบัติตาม โดยกำหนดให้ประเทศที่ลงสัตยาบัน จะต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันได้แก่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ไอน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5.2 จากระดับที่เคยปล่อย ซึ่งจะต้องดำเนินการให้สำเร็จระหว่างปี 2551-2555

ส่วนประเทศกำลังพัฒนานั้นจะไม่ถูกบังคับให้ต้องลดภาวะเรือนกระจก แต่อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถมีส่วนร่วมให้การทำให้บรรยากาศของโลกดีขึ้นด้วยเข้าร่วมอย่างสมัครใจทำ “กลไกการพัฒนาที่สะอาด” หรือ CDM ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังเป็นคำถามของประเทศกำลังพัฒนาแล้วว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวยังมีลักษณะการค้า และการตลาดมากกว่า เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ หรือที่เรียกกันว่าการซื้อ เครดิตคาร์บอน

จึงอาจกล่าวได้ว่าท่าทีของประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยากจนต่อพิธีสารเกียวโตนั้น แม้จะเห็นด้วยกับพิธีสารเกียวโต ในส่วนที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ก็ไม่เห็นด้วยในเรื่อง กลไกการพัฒนาที่สะอาด ที่ทำให้เกิดการซื้อขายเครดิตคาร์บอน เพราะมองว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เป็นเรื่องของการค้า และการตลาด แต่เป็นเรื่องที่ประเทศที่ปล่อยมลภาวะสู่อากาศต้องแสดงความจริงใจในการรับผิดชอบ และไม่ใช่การโยนภาระให้คนอื่น

ในส่วนของการประชุมที่โคเปนเฮเก้น มีตัวแทนประชาสังคมไทยที่เข้าร่วมแสดงจุดยืนของภาคประชาชน-ประชาสังคม ที่อาจจะแตกต่างจากจุดยืนของรัฐบาล ภาคประชาสังคม อาทิ ตัวแทนจากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินต.เขาหินซ้อน เครือข่ายเครือข่ายป่าไม้และปฏิรูปที่ดิน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายชนเผ่า เป็นต้น

จุดยืนของเครือข่ายประชาสังคมไทยที่เสนอต่อรัฐบาล คือ การสนับสนุนท่าทีในกลุ่มจี 77 (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไทยรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ) คือ พยายามรักษาพิธีสารเกียวโตไว้ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโตด้วยการลดภาวะเรือนกระจกอย่างจริงจังในช่วงพันธะกรณีที่สอง

อย่างไรก็ดีในส่วนของพิธีสารเกียวโตที่ยังต้องติดตาม และทางเครือข่ายประชาสังคมไทยให้ความเป็นห่วงคือ กรณีการซื้อขายเครดิตคาร์บอนนั้น ทางคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้ตอกย้ำกับตัวแทนรัฐบาลไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า การลดภาวะก๊าซเรือนกระจกนั้นไม่ใช่การซื้อขายเครดิตอย่างที่เป็นอยู่ แต่จะต้องเน้นกิจกรรมที่จะนำปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย และคำนึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกร และสิทธิของชุมชนที่อยู่ในป่าด้วย

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาโลกร้อนแต่ละประเทศล้วนเต็มไปด้วยการใช้ตลาดเข้ามาเป็นเงื่อนไขกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น REDD CDM นิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหิน “สะอาด” มิหนำซ้ำอาจจะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนอย่างต่อเนื่อง อยากฝากไปยังรัฐบาลไทย การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการที่มีผลในการทำลงนามข้อผูกพัน ซึ่งอาจจะต้องยึดรัฐธรรมนูญ 190 ก่อนที่จะมีการลงนามด้วย

ข้อที่น่าสังเกตของการประชุมโลกร้อนในครั้งนี้ และเป็นอีกเหตุหนึ่งเครือข่ายประชาสังคมไม่ค่อยพอใจคือ การปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนของเครือข่ายประชาสังคมไทยมีความเห็นว่า คณะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนไทยมาเข้าร่วมสังเกตการณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลไทย และร่วมสะท้อนความเห็นประกอบท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้านไทยไม่สามารถเข้าไปรับฟังในห้องประชุมใหญ่ได้ เนื่องจากตั้งแต่วันพุธ (9 ธ.ค.) มีการปิดห้องประชุมใหญ่เป็นระยะๆ ไม่ให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้า และรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ค ประธานการประชุมครั้งนี้ยังมีความพยายามจัดการประชุมแบบไม่เป็นทางการกับรัฐบาลบางประเทศในลักษณาการที่คล้ายกับห้องเขียวในการประชุมองค์กรการค้าโลกที่มีการประชุมล๊อบบี้วงเล็กเพื่อผลักดันข้อเสนอของรัฐบาลอุตสาหกรรมซึ่งมีอำนาจมากกว่า น่าแปลกใจว่าการประชุมเพื่อรักษาโลกไม่ให้เดินหน้าสู่หายนะ กลับใช้กระบวนการปิดประตูตีแมวแบบการประชุมองค์กรการค้าโลกที่เป็นเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์การค้าระหว่างกัน โดยที่ก่อนหน้านี้มีการรั่วไหลของร่างข้อตกลงผลการเจรจา COP 15 มีสาระหลักที่ทำลายหลักการสำคัญว่าด้วยความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ตามพิธีสารเกียวโต ที่พยายามดึงเอาประเทศกำลังพัฒนามาร่วมผูกพันลดก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย และหลายประการมีความโน้มเอียงข้างประเทศอุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ตัวแทนคณะทำงานฯ อีกท่านหนึ่ง กล่าวว่าแม้ว่าทางกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมร่ำรวยนำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะมีความพยายามหลบหลีกจากภาระปัญหาที่ตนเองก่อมาในประวัติศาสตร์ ประชาชนไทยก็หวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาลไทยไม่ตกหลุมพรางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ที่พยายามผลักดันให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องมีพันธะกรณีตามกฎหมาย เร่งขยายตลาดคาร์บอน และนำเอาภาคป่าไม้และเกษตรมาทำคาร์บอนเครดิตขายในตลาด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยปฏิเสธความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก หากแต่เราต้องมีการตั้งเป้าหมายการลดที่สอดคล้องกับความพร้อม สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

คำถาม คือการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเก้นเวลานี้ จะทำให้เกิดการเจรจาที่เกิดความเป็นธรรม และแก้ปัญหาโลกร้อนที่มีพื้นฐานอยู่บนความจริงใจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ได้อย่างไร สิ่งที่หลายฝ่ายให้ความกังวลคือ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจี 77 คือ ความพยายามในการล้มพิธีสารเกียวโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อปัดความรับผิดชอบต่อการเป็นก่อภาวะโลกร้อน ในขณะที่นายบัน ดี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ นั้นกลับตั้งความหวังว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในการจัดทำสนธิสัญญาที่ผูกมัดทางกฎหมายในการลดภาวะเรือนกระจกทั้งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา และหวังจะระดมเงินให้ได้ 10,000 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการลดภาวะเรือนกระจก ก่อนที่พิธีสารเกียวโตจะหมดอายุลงในปี 2555

คงต้องติดตามดูในเวทีการเจรจาของตัวแทนรัฐบาลจากทั่วโลก ในอีกไม่กี่วันนี้ รวมถึงท่าทีของรัฐบาลไทยที่รับข้อเสนอของภาคประชาชน-ประชาสังคมไทยไปแล้ว.

by ThaiWebExpert