'ระยอง โมเดล' และปฏิบัติการฟื้น มาบตาพุด

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การที่ศาลปกครองจังหวัดระยอง มีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศให้พื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและอีก 4 ตำบลในจังหวัดระยอง เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" เมื่อมีนาคม 2552 นั้น ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนปิโตรเคมี เฟส 3 มูลค่าหลายแสนล้านบาท และเป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาล ที่หวังจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในรอดพ้นจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูก่อนหน้าที่จะมีคำประกาศนี้ ได้มีความเคลื่อนไหวและความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกับเอกชนและประชาชนในพื้นที่ จัดทำ "แผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง" มาตั้งแต่ปี 2550 พร้อมทั้งคาดหวังสร้างเป็น "ระยอง โมเดล" เพื่อเป็นโครงการนำร่องของการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบในประเทศ

ภายใต้แผนปฏิบัติการนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ กากอุตสาหกรรมและขยะมลพิษ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของการควบคุมมลพิษ ซึ่งดำเนินการไปพร้อมๆกับการดูแล รักษา ฟื้นฟูสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการก่อมลพิษในพื้นที่

ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น (2550-2551) และแผนระยะยาว( 2551-2554) และมีการจัดสรรงบประมาณทั้งจากภาครัฐ และเอกชน รวมทั้ง "มูลนิธิกองทุนระยองแข็งแรง" ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2550 เพื่อระดมเงินทุนและทรัพย์สินจากผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำดอกผล และประโยชน์จากกองทุนนี้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งพัฒนาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบร่มเย็น

ซึ่งแผนปฏิบัติการนี้มีความคืบหน้าในการดำเนินงานลดมลพิษมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) บริษัท โกลว์พลังาน จำกัด(มหาชน) บริษัท บีแอลซีพีพาวเวอร์ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด

ที่มีการลงทุนปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดการปล่อยมลพิษ ทางอากาศ ทางน้ำ ขยะและกากของเสียจากอุตสาหกรรมให้ลดน้อยลงมากที่สุด และอีกหลายโครงการ อยู่ระหว่างการดำเนินงาน บางบริษัทเป็นโครงการที่ต่อเนื่องไปถึงปี 2556 ส่วนใหญ่ เป็นโครงการบำบัดน้ำเสีย ลดปริมาณน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต และหมุนเวียนน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์

ที่สำคัญการทุ่มงบของภาคเอกชนเหล่านี้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ระบุไว้แล้วว่าหากไม่สามารถลดการปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย 20% ในช่วงปี 2551-2553 และการลงทุนใหม่หลังจากทำการลดมลพิษแล้วจะสร้างมลพิษในสัดส่วนได้ไม่เกิน 80% หากไม่สามารถลดมลพิษที่เกิดขึ้นนี้ได้ รัฐบาลก็จะประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษต่อไป จนเมื่อกลางปี 2551 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เคยเสนอเรื่องให้รัฐบาลชะลอการขยายและการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางไปครั้งหนึ่งเพื่อชะลอการก่อมลพิษไม่ให้เพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนรัฐบาลจึงเลื่อนมาจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อย่างไรก็ตามโครงการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในเขตมาบตาพุด ตามแผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2524 จนมาถึงวันนี้ 27 ปี การประกาศให้พื้นที่ส่วนนี้เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" น่าจะเป็นการชะลอการเติบโตและให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนได้หันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ที่สำคัญการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มาพร้อมกับปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษ และสุขอนามัย ที่ "มาบตาพุด" หากการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมของบริษัทนั้นๆมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับหน่วยงานรัฐที่ดูแล มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจับมือเดินไปด้วยกัน วันนี้ก็ยังไม่สายที่จะร่วมกันปั้น "ระยอง โมเดล" เป็นตัวอย่างให้โลกได้เห็นการแก้ปัญหาที่เกิดเป็นจริงได้

สินค้าไทยรับมือ'ภาษีคาร์บอน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือสหรัฐออกกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนบีบคู่ค้าร่วมลดภาวะโลกร้อน ทั้งที่อาจมีเจตนากีดกันทางการค้า ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ ปูนซีเมนต์ได้รับผลกระทบ คาดพ่อค้าผลักภาระด้วยการขึ้นราคา

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะนักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย American clean energy and security act 2009 มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน โดยสหรัฐตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มจากร้อยละ 3 ของระดับการปล่อยในปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2012 และร้อยละ 80 ภายในปี 2050 โดยกำหนดมาตรฐานหลายด้าน ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและสนับสนุนกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

นายบัณฑูรให้ข้อมูลว่า กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และส่งเรื่องไปถึงวุฒิสภาแล้ว คาดว่าจะผ่านการพิจารณาภายในปีนี้ เมื่อมีผลบังคับใช้จะมีผลกระทบทางลบต่อประเทศไทยคือ สหรัฐจะเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้ามากขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษและปูนซีเมนต์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าที่ส่งเข้าไปในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ก็อาจจะต้องปรับขึ้นราคาภายในประเทศอย่างแน่นอน

"ผมคิดว่าการที่สหรัฐพยายามเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ อาจจะเป็นมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจริงๆ หรือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า โดยแอบอ้างเรื่องโลกร้อนก็ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามศึกษาและพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอาศัยเรื่องนี้ขึ้นมาช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศด้อยพัฒนา" นักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร กล่าว

เนื้อหาส่วนหนึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐ เพื่อจัดตั้งระบบการซื้อขายก๊าซเรือนกระจก หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยในแต่ละปีสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐจะประกาศกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้ ซึ่งจะต้องมีปริมาณลดลงทุกปี ตรงจุดนี้เป็นการเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมของสหรัฐกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยกำหนดบัญชีประเภทกิจกรรม เช่น การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน การกำจัดขยะแบบฝังกลบ การลดก๊าซมีเทนจากมูลสัตว์ การขยายเพิ่มพื้นที่ป่าและการรักษาพื้นที่ป่าไม่ให้ถูกทำลาย เป็นต้น.

Price put on Copenhagen success

ผู้เขียน: 
Steven Duke

The UN's top climate official has said that the richest nations will have to put $10bn "on the table" during the Copenhagen climate change summit.

Yvo De Boer, who will lead the negotiations, said such a commitment was necessary for their success.

He insisted the burden of climate change must be shared and that the money would help developing countries.

Leading nations participating in the summit must, he said, sign an agreement to reduce greenhouse gas emissions.

Mr De Boer, head of the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC), said the $10bn (£6bn) pledge would be "a good beginning".

"(It) will allow developing countries to begin preparing national plans to limit their own emissions, and to adapt to climate change," he told the BBC World Service's One Planet programme.

Mr De Boer was less keen to put an exact figure on the levels of emission cuts the biggest economies should commit to.

Some scientists have called for a 25-40% reduction by 2020 - a proposal he describes as "a good beacon to be working towards".

As well as the hard cash and paper pledge from developed nations, success at Copenhagen will come from one other factor, he revealed.

"If on that piece of paper, China, India, Brazil and other major developing countries have offered national actions, that will significantly take their emissions below business as usual... that for me will be a success."

China leads way

Mr De Boer, who helped negotiate the Kyoto Protocol on tackling greenhouse gases in 1997, admitted the recent financial turmoil had made his job more difficult as governments focus on "budget deficits and the banks they've just bailed out".

But he praised some countries for seeking to turn the troubles to their - and the environment's - advantage.

"A number of countries - with China and Korea in the lead - are seeing this economic crisis as an opportunity to turn a corner.

"Those countries are in a serious way making investments in renewable sources of energy; modernising their power sector; coming up with different types of vehicles that are more geared towards tomorrow's needs than yesterday's."

Despite his belief that some countries are seeing the economic potential of tackling climate change, Mr De Boer said he recognised that getting 192 nations - from Afghanistan to Zimbabwe - to agree on the issue was "a bit like herding cats".

"You can take one of two approaches, you can either try and herd them from behind with a stick, which generally has them shooting off in different directions, or you can walk in front holding a tasty fish and that will get them to follow you more willingly," he said.

You can hear the full interview with Yvo De Boer on the 23 July edition of the One Planet programme on the BBC World Service.

เอเปคมุ่งผลักดัน"รอบโดฮา"

มติชนรายวัน วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอเอฟพีรายงานว่า การประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ระดับรัฐมนตรีการค้าที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 21 กรกฎาคม นับเป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีการค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ โดยจะมีการเจรจาเพื่อหาหนทางไปสู่ข้อสรุปการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่หรือรอบโดฮาขององค์การการค้าโลกที่ชะงักงันมา 8 ปีแล้ว เนื่องจากประเทศสมาชิกระหว่างชาติรวยและชาติกำลังพัฒนาไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและตลาดอุตสาหกรรม

นายไซมอน ครีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเพิ่มแรงเหวี่ยงมากขึ้นสำหรับการค้ารอบโดฮา และส่วนตัวก็เชื่ออย่างแรงกล้าว่าหากรอบโดฮาสำเร็จ จะเป็นหนทางดีที่สุดในการลดการกีดกันการค้าและส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

รายงานเปิดเผยว่า สำหรับการประชุมระดับผู้นำเอเปคหรือเอเปคซัมมิทนั้น จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งสมาชิกเอเปคมีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและรัสเซียรวมอยู่ด้วย

Waiting for the low carbon revolution

ผู้เขียน: 
Andrew Pendleton

The low-carbon revolution is not going to happen by itself, says Andrew Pendleton. In this week's Green Room, he calls on governments put the necessary frameworks in place that will allow the private sector to roll out the technologies needed to deliver the ambitious cuts in emissions.

A low carbon technology revolution will not simply happen, but requires government intervention

In the early 1980s, consultants McKinsey completed a study for a US telecoms company predicting there would be fewer than one million wireless subscribers in the US by the turn of the century.

Today, nearly 2.5bn subscribers across the globe are using digital wireless technologies for voice, email, internet access, music and video services.

The firm is now at the forefront of predicting how different, climate-friendly technologies will help us reduce greenhouse gas emissions and at what cost.

In general, its message is helpful and optimistic suggesting, as former British Prime Minister Tony Blair argued recently, that much of the technology we need to fight climate change in the next decade is within our grasp.

However, we should be wary of predictions based on the status quo.

Last week, the UK government published an ambitious plan for transforming the British economy into one that is not only powered by low-carbon technology, but whose transport, housing and manufacturing are climate-friendly too.

The plan is to be applauded, as it signals a significant shift in climate policy from the lofty ideals of the climate change bill.

Its emissions reduction targets also suggest an approach that might best be termed "getting down to business".

The plan is certain to come in for some stick; and probably from several different angles at once.

The green campaigners, while broadly welcoming it, are generally of the view that it does not go far enough.

The acknowledgement that implementing the plan will increase household energy bills leaves the government open to attack from political opponents and consumer groups. Certainly, one could quibble with some of the detail.

However, the message sent out by the very existence of a centrally planned, government-led, economy-wide response to climate change is loud and will be heard beyond Britain's shores.

Carbon copy

It is a message that chimes with the results of a study recently completed by the Global Climate Network, an international coalition of think tanks of which IPPR is a founder member.

Our research involved speaking to more than 100 leading business people, government officials and academics in eight countries: Australia, Brazil, China, Germany, India, Nigeria, South Africa and the US.

We reached three conclusions:

First, we have argued that a low carbon technology revolution will not simply happen, but requires government intervention of the sort the UK government announced last week.

Our research clearly shows that one of the major barriers to low-carbon technology is the lack of coherent policy at the domestic level in both industrialised and developing countries.

A progressive strategy would include tough carbon standards for specific products or sectors, tax incentives to drive investment in low-carbon energy, structural changes to energy markets to encourage renewable energy and energy efficiency and, finally, much greater government support for research, development and demonstration of new inventions.

The need for finance is our second conclusion. This is inescapable and logically follows on from the first conclusion.

Almost all of those whom we interviewed in our study identified the lack of upfront finance as being a major barrier to low carbon technology.

While the private sector may well eventually be the main source of low carbon finance, governments have to lead to make new technologies cheaper and less risky, both with technology policies and with public finance.

Third, we call for an International Technologies Initiative, which could help accelerate the development of new technology through collaboration.

'Valley of death'

The so-called "valley of death" that lies in between invention and commercialisation in which many great ideas perish cannot be allowed to kill off important low carbon inventions.

Some will baulk at the suggestion that governments should have such a strong role in driving new, low carbon technology; there will be muttering about the dangers of nations "picking winners".

Yet the overwhelming conclusion of our study is that the low carbon technology revolution will not happen of its own accord; it will require a strong, interventionist approach including technology policy.

Later this year in Copenhagen, the world's environment ministers will come together for what is in theory a meeting to put the finishing touches to a new, global climate change agreement.

Currently however, the preparatory talks are deadlocked because developed countries refuse to accept ambitious emissions reduction targets and, as a result, developing countries refuse to talk about targets at all.

In truth, governments on either side of this divide do not fully understand how even the less ambitious of the targets on the table will be reached.

It is IPPR's view that greater emphasis needs to be placed on getting the technology we all need demonstrably working, and developed government-led financing needs to draw in the big bucks from the private sector.

We should not look to the low-carbon future as the study of subscribers to wireless technology did in the 1980s.

This will lead to timid policymaking and defeatism in the face of the great global threat of climate change.

Instead, governments should get down to the business of setting technology policies today that at least stand a chance of delivering a low-carbon revolution tomorrow.

Andrew Pendleton is senior research fellow at IPPR, a UK public policy think-tank

The Green Room is a series of opinion articles on environmental topics running weekly on the BBC News website

ใหม่สุดๆ ไทยคิดทำ “ฉลากคาร์บอน” ที่แรกในเอเชียแปซิฟิก

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ฉลากเขียวก็มีแล้ว ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็มีแล้ว ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯ ก็เตรียมเปิดตัว “ฉลากคาร์บอน” กับเขาบ้าง โดยหากไทยรีบเปิดตัวให้ได้ภายใน 1-2 เดือนนี้อาจได้ชื่อ ว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิก ที่มีฉลากคาร์บอนออกใช้

ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผอ.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการสัมมนา “การส่งเสริมศักยภาพด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด” ณ จ.ระยอง ว่า ขณะ นี้ อบก.ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พัฒนาระบบฉลากคาร์บอนกับสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ขึ้นเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

จุด ประสงค์หลักเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย ในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ที่อนาคตจะมีความเข้มงวดในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความตระหนักแก่ประชาชนไทย ให้หันมาใช้สินค้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อย

ทั้งนี้ ฉลาก คาร์บอนจะทำให้ผู้บริโภคได้รับทราบว่า ในขั้นตอนการผลิตสินค้านั้นๆ ผู้ประกอบการได้ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นปริมาณเท่าใด หลังจากผู้ประกอบการได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตแล้ว โดยขณะนี้ อบก.ได้มอบหมาย ให้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นผู้จัดทำหลักเกณฑ์การพิจารณาสินค้าฉลากคาร์บอนแล้ว เชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

ด้าน ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้ช่วยประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้แจงเพิ่มเติมกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ฉลากคาร์บอนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5

ฉลากคาร์บอนเบอร์ 1 จะมีพื้นฉลากสีแดง เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยที่สุด ที่ 10% ฉลากเบอร์ 2 สีส้ม ลดปล่อยก๊าซฯได้ 20% ฉลากเบอร์ 3 สีเหลือง ลดปล่อยก๊าซฯ ได้ 30% ฉลากเบอร์ 4 สีน้ำเงิน ลดปล่อยก๊าซฯ ได้ 40% และฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 มีพื้นสีเขียว เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด คือ 50%

เวลานี้มีเอกชน 6 รายนำร่องโครงการแล้ว ได้แก่ บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เต็ดตรา แพ้ค แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม, กลุ่มบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตกระดาษดับเบิลเอ, บริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำมันพืชหยก, บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต, และบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ฯลฯ โดยยังมีธุรกิจสปา การท่องเที่ยว และโรงแรม เข้าศึกษาหาช่องทางใช้ฉลากคาร์บอนด้วย

“ฉลาก คาร์บอนจะไม่เหมือนฉลากเขียว เพราะฉลากเขียวจะครอบคลุมทุกมิติของสินค้า ทั้งด้านวัตถุดิบ และมลพิษที่เกิดขึ้น แต่ฉลากคาร์บอนจะดูเฉพาะปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เท่านั้น โดยเราจะแยกเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยเฉพาะ” ดร.ขวัญฤดี เสริม

ดร.ขวัญฤดี กล่าวว่า ห้างเทสโก ประเทศอังกฤษเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก ที่นำแนวคิดฉลากคาร์บอนมาใช้ตั้งแต่ 2 ปี ก่อนโดยรัฐบาลสนับสนุน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่รัฐบาลเริ่มใช้แนวคิดนี้ โดยจะคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งวงจรชีวิตของสินค้าด้วย ทำให้การคำนวณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นมีความถูกต้องมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาศึกษามากขึ้นไปด้วย ทำให้บัดนี้ญี่ปุ่นก็ยังไม่มีฉลากคาร์บอนออกใช้

“หากของเราทำเสร็จภายใน 1-2 เดือน เราจะเป็นที่แรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีฉลากคาร์บอนออกใช้ โดยของเราจะคำนวณแค่ก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตก่อน ทำให้จัดทำออกมาได้เร็วกว่า” ผู้ช่วยประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าว โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะเสียค่าจดทะเบียนฉลากเขียว 1 แสนบาท ครอบคลุมเวลา 3 ปีก่อนจดใหม่ ใช้เวลาในการจดทะเบียน 45 วัน

ดร.ขวัญ ฤดี ยืนยันด้วยว่า การออกฉลากคาร์บอนจะไม่ทำให้ประชาชนสับสนกับฉลากเขียวซึ่งมีมาก่อนหน้านี้ แน่นอน โดยสินค้าฉลากคาร์บอนจะยังคงมีราคาเท่าเดิม ไม่มีการตั้งราคาให้สูงกว่าสินค้าปรกติ โดยฝ่ายผู้ประกอบการจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและกระบวนการผลิตที่มี ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลงโดยอัตโนมัติ.

ลดพลาสติกกู้โลก

ไทยโพสต์ 21 กรกฎาคม 2552

ลูกค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตในอังกฤษช่วยกันกู้โลก ด้วยการลดการใช้ถุงพลาสติกลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับเมื่อสามปีที่แล้ว

ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ 7 แห่งได้แจกจ่ายถุงพลาสติกให้ลูกค้าจำนวน 372 ล้านชิ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ลดลงจากปริมาณ 718 ล้านถุงในช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2549

ตัวเลขนี้แสดงว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตได้ใช้ถุงน้อยลง 346 ล้านชิ้นในแต่ละเดือนเมื่อเทียบกับที่เคยจ่ายแจกเมื่อปี 2549 ซึ่งเท่ากับขยะถุงพลาสติกได้ลดลงไป 48%

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ฮิลลารี เบนน์ บอกว่า ถือเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงของซูเปอร์มาร์เก็ตและลูกค้า แสดงให้เห็นว่าเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะสามารถเปลี่ยนนิสัยความเคยชินในการใช้ถุงพลาสติกได้

อย่างไรก็ดี ปริมาณที่ลดลงนี้ยังไม่เข้าเป้าที่ห้างดังๆ เช่น เซนส์เบอรี และเทสโก้ ได้ตั้งเอาไว้ ห้างเหล่านี้หวังที่จะลดปริมาณถุงพลาสติกลงครึ่งหนึ่งภายในสิ้นปี 2551 เมื่อเทียบกับตัวเลขการใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549

"เป้าหมายที่จะลดปริมาณการใช้ให้ได้ 50% นั้นยังขาดไปอีกเล็กน้อย บรรดาร้านค้าปลีกได้พยายามลดการจ่ายแจกอย่างมากแล้วในช่วง 6 เดือนหลังมานี้" รัฐมนตรีกล่าว

ถุงพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานหลายสิบปี และมักเข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ และทำลายระบบนิเวศเมื่อถูกนำไปทิ้งในทะเล

รัฐบาลของประเทศต่างๆ ผู้ค้าปลีกและลูกค้าทั่วโลก ได้พยายามลดปริมาณถุงพลาสติกลง เพราะเป็นขยะที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำให้บ่อกำจัดขยะท่วมท้น

เรื่อง แผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย...วันที่ 21 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในส่วนที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของร่างแผนการหารือ ฯได้ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามร่างแผนการหารือ ฯ

สาระสำคัญของร่างแผนการหารือฯ

1. เป็นแผนการหารือในกรอบกว้าง ๆ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ โดยกำหนด ให้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกรมต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันวิชาการและสถาบัน ฝึกอบรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ในระหว่างปี 2552 – 2554 โดยจะกำหนดวัน สถานที่ และระเบียบวาระของการหารือด้วยความเห็นชอบร่วมกันในภายหลัง ผ่านช่องทางทางการทูต

2. กำหนดให้ผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 4 (Joint Commission – JC) ซึ่งเป็นกลไกการหารือระหว่างผู้แทน

หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนของไทยกับรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมของฝ่ายไทย โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายเลขานุการ และรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซียเป็นประธานร่วมของฝ่ายรัสเซีย โดยได้จัดประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง เมื่อปี 2540 , 2542 และ 2545 รวมถึงการประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยการหารือด้านความมั่นคงไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 2 และ 3 (Joint Working Group on Security Conferences) ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย โดยมีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นฝ่ายเลขานุการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซียเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายรัส เซีย โดยได้จัดประชุมมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อปี 2548 ทั้งนี้ ผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศอยู่ในองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมทั้ง สองข้างต้นอยู่แล้ว

3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าร่างแผนการหารือฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แต่ควรได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในแง่นโยบาย

เรื่อง แผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย...วันที่ 21 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในส่วนที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของร่างแผนการหารือ ฯได้ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามร่างแผนการหารือ ฯ

สาระสำคัญของร่างแผนการหารือฯ

1. เป็นแผนการหารือในกรอบกว้าง ๆ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ โดยกำหนด ให้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกรมต่าง ๆ ตลอดจนสถาบันวิชาการและสถาบัน ฝึกอบรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ในระหว่างปี 2552 – 2554 โดยจะกำหนดวัน สถานที่ และระเบียบวาระของการหารือด้วยความเห็นชอบร่วมกันในภายหลัง ผ่านช่องทางทางการทูต

2. กำหนดให้ผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในการประชุม คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย ครั้งที่ 4 (Joint Commission – JC) ซึ่งเป็นกลไกการหารือระหว่างผู้แทน

หน่วยงานจากภาครัฐและเอกชนของไทยกับรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วมของฝ่ายไทย โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายเลขานุการ และรองนายกรัฐมนตรีสหพันธรัฐรัสเซียเป็นประธานร่วมของฝ่ายรัสเซีย โดยได้จัดประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง เมื่อปี 2540 , 2542 และ 2545 รวมถึงการประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยการหารือด้านความมั่นคงไทย – รัสเซีย ครั้งที่ 2 และ 3 (Joint Working Group on Security Conferences) ซึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายไทย โดยมีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นฝ่ายเลขานุการ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซียเป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายรัส เซีย โดยได้จัดประชุมมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อปี 2548 ทั้งนี้ ผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศอยู่ในองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมทั้ง สองข้างต้นอยู่แล้ว

3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าร่างแผนการหารือฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แต่ควรได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ในแง่นโยบาย

เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 15...วันที่ 21 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจประเทศลุ่มแม่ น้ำโขง ครั้งที่ 15 2. เห็นชอบข้อเสนอแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS และมอบหมาย

หน่วยงานรับไปดำเนินการ โดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า

1. ผลการประชุมอย่างเป็นทางการของระดับรัฐมนตรีแผนงาน GMS 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 15 ที่ประชุมได้มีมติดังนี้

1.1 เห็นชอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ 5 ด้าน ประกอบด้วย

1.1.1 ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพื้นที่เศรษฐกิจตามแนวเหนือ-ใต้ (Strategic and Action Plan for the North-South Economic Corridor-NSEC)

1.1.2 ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพื้นที่เศรษฐกิจตามแนวตะวันออก-ตะวันตก (Strategic and Action Plan for the East-West Economic Corridor-EWEC)

1.1.3 กรอบยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Envelopment Strategic Framework and Action Plan)

1.1.4 แผนที่นำทางการขยายความร่วมมือด้านพลังงาน (GMS Roadmap for Expanding Cooperation in Energy)

1.1.5 แผนงานการส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในอนุภูมิภาค (Work Program for GMS Investment Cooperation)

1.2 รับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงาน 4 เรื่อง ประกอบด้วย

1.2.1 แผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ ปี 2551-2555 (Vientiane Plan of Action 2008-2012)

1.2.2 รายงานผลการประชุมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

1.2.3 ความก้าวหน้าและความจำเป็นในการเร่งรัดการดำเนินงานตามความตกลงขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transport Agreement -CBTA)

1.2.4 รายงานผลการดำเนินงานของภาคเอกชน ซึ่งเสนอให้จัดตั้งสมาคมผู้ประกอบการขนส่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Freight Transport Association) และการจัดตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS’s SME Development Fund)

1.3 เห็นชอบให้เร่งรัดความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคและสร้างความ เข้มแข็งและภูมิคุ้มกันในช่วงที่โลกต้องประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

1.4 เห็นชอบแผนงานที่มีลำดับความสำคัญสูงในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2553-2555) 3 เรื่อง ได้แก่

1.4.1 การปฏิบัติตามความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้ เกิดผลเป็นรูปธรรม

1.4.2 การพัฒนาแนวเส้นทางขนส่งให้เป็นแนวพื้นที่เศรษฐกิจ

1.4.3 การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ

1.5 เห็นชอบวิสัยทัศน์ของแผนงาน GMS หลัง ปี 2555 ที่จะร่วมมือกันสร้างอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้มีเสถียรภาพทั้งทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมพึ่งพาตนเองได้ และใช้ประโยชน์จากจุดที่ตั้งและความใกล้ชิดทางสังคมและวัฒนธรรมในการเชื่อม โยงเศรษฐกิจโตเร็วอย่างจีนและอินเดีย และสามารถลดช่องว่างระหว่างอาเซียนเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

1.6 รับทราบความก้าวหน้าของความช่วยเหลือจากองค์กรและประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ การพัฒนามากกว่า 32 องค์กร ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

2. ผลการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการระดับรัฐมนตรี (Ministerial Retreat) รัฐมนตรี GMS ได้มี การประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยมีผู้เข้าร่วม ได้แก่ รัฐมนตรีแผนงาน GMS ผู้ประสานงานของแผนงาน GMS และผู้แทนหน่วยงานหลักของแผนงาน GMS ของแต่ละประเทศ รวม 16 คน ซึ่งผลการประชุมหารือสรุปได้ดังนี้

2.1 การเร่งรัดการอำนวยความสะดวกความตกลงขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA) และมาตรการด้านการอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งที่เกี่ยวข้อง

2.2 วิสัยทัศน์การพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงภายหลังปี 2555 (GMS 2012) ที่ประชุมมีมติ มอบหมายเจ้าหน้าที่อาวุโส (ผู้ประสานงานแผนงาน GMS) รับไปดำเนินการ

3. ผลการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างไทย-กัมพูชา คณะผู้แทนไทยและกัมพูชาได้มี การประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการเรื่องการเริ่มปฏิบัติตามความตกลง CBTA ณ ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 โดยผลการประชุมหารือได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเริ่ม ประชุมหารือในรายละเอียด และขอให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียช่วยเตรียมข้อมูลและประสานกำหนดวันเวลา การหารือระหว่างไทย-กัมพูชาโดยเร็ว และเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันที ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าให้ชะลอประเด็นเรื่องที่กัมพูชาเสนอขอเปิดจุดที่ตั้ง ด่านพรมแดนแห่งใหม่บริเวณด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต ไว้ก่อน

4. ข้อเสนอของฝ่ายไทยในการประชุม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) ได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีแผนงาน GMS ดังนี้

4.1 ยืนยันการสนับสนุนของรัฐบาลไทยในการดำเนินงานแผนงาน GMS อย่างต่อเนื่อง

4.2 ไทยจะเร่งผลักดันการดำเนินงาน CBTA ในส่วนของไทยให้เกิดผลโดยเร็ว

4.3 เสนอการพัฒนาเส้นทางรถไฟทางคู่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ-คุนหมิง ตามแผนการพัฒนาเส้นทางรถไฟสิงคโปร์-คุนหมิงของอาเซียน

4.4 ขอให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียให้ความช่วยเหลือจัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ ของการจัดตั้งกองทุนพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในอนุภูมิภาคลุ่มแม่ น้ำโขง (GMS’s SME Development Fund)

4.5 ให้มีการจัดทำแผนงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก

5. ข้อเสนอแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS

5.1 การเตรียมการจังหวัดที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีหารือผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ (Governors’ Forum) และการประชุมเวทีขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Corridor Forum-ECF) ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระหว่างวันที่ 16-17 กันยายน 2552 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา โดยในส่วนของไทยจะมีการจัดประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสร้างความเข้าใจใน กรอบแผนงาน GMS และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ มี สศช. และกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

5.2 การเร่งรัดการดำเนินงานตามความตกลงขนส่งข้ามพรมแดน (Cross Border Transpot Agreement -CBTA) ประกอบด้วย

5.2.1 เร่งรัดการแลกเปลี่ยนสิทธิจราจรการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ณ ด่านอรัญประเทศ-ปอยเปต ภายในปี 2552

5.2.2 การเริ่มดำเนินงานเจรจาการอำนวยความสะดวกการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างไทย-ลาว-จีน ภายในปี 2552

5.2.3 ให้สัตยาบันพิธีสารและภาคผนวกแนบท้าย ทั้งนี้ โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

5.3 การผลักดันการดำเนินงานระบบศุลกากรผ่านแดน (Customs Transit System-CTS)ตาม แนว EWEC ระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม และขยายการดำเนินงานไปยังประเทศสมาชิกอื่น โดยมีกรมศุลกากรและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

5.4 การพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนของอนุภูมิภาคตามแนวทางการดำเนินงานด้านการ ลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 15 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

by ThaiWebExpert