สถานีฐานมือถือพลังกังหันลมแห่งแรกในไทย

ผู้เขียน: 
รัฐพร คำหอม

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอ่ยชื่อ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส คงไม่ต้องนึกนานนัก ก็เป็นที่รู้กันว่าเป็นบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมาสิบกว่าปีแล้ว

แต่ตลอดระยะเวลาของการให้บริการก็มีเรื่องใหม่ๆ เข้ายุคเข้าสมัย ปรับตัวกับสภาพเหตุการณ์อยู่เสมอ และไม่เพียงอยู่แค่กับธุรกิจหลักในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่มีกิจกรรมมากมาย และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ทำ มีหลายอย่างให้น่ากล่าวถึง

ล่าสุด เอไอเอสเดินหน้าสรรหาโซลูชันต่อยอดแนวคิด Green Network เปิดตัว “สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม” แห่งแรกในประเทศไทย ที่ชายหาดบ้านอำเภอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนด้วยพลังงานสะอาดจากธรรมชาติ

วิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า ปีนี้เอไอเอสได้เตรียมงบประมาณในการทำงานด้านเครือข่ายภาพรวมเป็นเงินประมาณ 1.3–1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้นขยายความครอบคลุม เพิ่มความสามารถในการรองรับการใช้งาน พัฒนาคุณภาพการใช้งาน รวมไปถึงสรรหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างไร้ข้อจำกัดในทุกพื้นที่แล้ว ยังมองถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาถึงการนำพลังงานสะอาด หรือพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาผสมผสานใช้งาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงลดการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินความจำเป็น ซึ่งในภาพรวมล้วนมุ่งไปสู่การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน โดยยังคงมาตรฐานการให้บริการอย่างมีคุณภาพสูงสุด

รูปแบบการทำงานในโครงการ Green Network ที่เอไอเอสเริ่มนำมาใช้ในการพัฒนาเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย

1.พลังงานจากแรงลม : ติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าในการทำงานของสถานีฐาน เริ่มทดลองตั้งแต่ 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว 1 แห่ง ณ ชายหาดบ้านอำเภอ เทศบาลตำบลนาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยขณะนี้กำลังทำการเก็บข้อมูลแรงลมเพื่อประกอบการวางแผนดำเนินการทดสอบอยู่อย่างต่อเนื่อง

2.พลังงานจากแสงอาทิตย์ : การใช้โซลาร์เซลล์ด้วยหลักการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งภายในสถานีฐาน โดยปัจจุบันได้เริ่มใช้งานแล้วราว 16 แห่ง

3.ชุมสายประหยัดพลังงาน : ติดตั้งผนังประหยัดพลังงาน (Insulated Wall) เพื่อให้สามารถรักษาอุณหภูมิภายในชุมสายได้ โดยใช้เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กลง รวมถึงการใช้น้ำยาเครื่องปรับอากาศที่ไม่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8 แห่ง

4.สถานีฐานประหยัดพลังงาน : เป็นการนำระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมมาใช้แทนการใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วมากกว่า 1,600 แห่ง

สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่กังหันลม (Wind Turbine Generator) นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ที่ประยุกต์พลังงานลมเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเอไอเอส โดยตัวกังหันลมสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 5 กิโลวัตต์ ที่ความเร็วลม 6 เมตรต่อวินาที และมีค่าเฉลี่ยในการผลิตไฟฟ้าได้ที่ประมาณ 2.5 กิโลวัตต์ สำหรับตัวใบพัดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร ความสูงของเสาจากฐานถึงจุดหมุน 20 เมตร ทั้งนี้ได้ออกแบบให้ระบบสามารถจ่ายไฟฟ้าเลี้ยงการทำงานของสถานีฐานได้เอง (Stand Alone) และให้นำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่งคืนให้กับระบบไฟฟ้าของราชการได้เลย (Grid Connection) จึงทำให้สามารถจ่ายไฟให้แก่ระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณสวนสาธารณะชายหาดบ้านอำเภอ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ด้วยอีกทางหนึ่ง โดยสถานีฐานแห่งนี้ครอบคลุมบริเวณชายหาดบ้านอำเภอและบริเวณใกล้เคียง ใช้งบประมาณในการจัดสร้าง 4.5 ล้านบาท

“อีกส่วนหนึ่งที่เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ สถานีฐานกังหันลม ณ ชายหาดบ้านอำเภอแห่งนี้ นอกจากจะช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนแล้ว ยังเป็นไฮไลต์ที่ทำให้ชายหาดแห่งนี้ได้รับความสนใจในฐานะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของเมืองพัทยาได้อีกด้วย สำหรับเอไอเอสเองจะยังคงให้ความสำคัญและเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายภายใต้แนวคิด Green Network อย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาความเหมาะสมจากลักษณะทางภูมิประเทศและความต้องการใช้งานในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพราะตระหนักดีว่าการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนบนโลก เช่นกับพวกเราชาวเอไอเอส ที่ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ลูกหลานของเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป” วิเชียร กล่าวตบท้าย

นำร่องโฉนดชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ พร้อมดำเนินการ “สุวิทย์” รับลงพื้นที่ประสบปัญหา

ประชาไท Fri, 2009-07-24 02:30

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในการประชุมระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับผู้แทนจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ป่าไม้อื่นๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามรูปแบบโฉนดชุมชน ซึ่งมีนายสุวิทย์ ทำหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการ

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการนัดประชุมเพื่อสรุปผลการทำงานต่อคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ที่มี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยตัวแทนของคณะอนุกรรมการ 6 ชุด ได้แก่ อนุกรรมการชุดที่ดินในเขตป่าไม้ อนุกรรมการชุดที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชนทิ้งร้าง อนุกรรมการชุดที่ดิน ส.ป.ก. อนุกรรมการชุดที่ราชพัสดุ อนุกรรมการชุดที่อยู่อาศัย และอนุกรรมการชุดนโยบาย ซึ่งปฏิบัติงานครบ 90 วัน โดยในการประชุมได้พูดถึงปัญหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ดินป่าไม้ว่าการทำงานแก้ปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งในเรื่องนี้ นายอภิสิทธิ์รับจะนัดประชุมผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อพูดคุยกันเพื่อสร้างความเข้าใจถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา

พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) กล่าวภายหลังการประชุมว่า กรณีพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนทั้งหมด 30 แห่ง ใน 14 จังหวัด มี 18 แห่ง อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งพื้นที่นำร่องดังกล่าวจะมีการผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยออกเป็นระเบียบสำนักนายกฯ ในกรณีพื้นที่อนุรักษ์ที่มีข้อพิพาท นายกรัฐมนตรีและนายสุวิทย์ มีมติเห็นชอบให้นำพื้นที่มาดำเนินการตามแนวทาง “โฉนดชุมชน” ในส่วนของอนุฯ ป่าไม้ให้ดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ทางเครือข่ายได้มีข้อเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนกรรมการและเลขานุการ เป็น นายปรีชา วังพิทักษ์เดช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งนายสุวิทย์รับพิจารณาในเรื่องนี้

พงษ์ทิพย์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาการทำงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 6 ชุด มีความคืบหน้า แต่ในอนุกรรมการชุดที่ดินในเขตป่าไม้ค่อนข้างมีปัญหา เนื่องจากทัศนคติของเจ้าหน้าที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในเรื่องคนทำลายป่ากับคนรักษาป่า ซึ่งต้องมีการทำความเข้าใจ ส่วนกรณีที่กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมีนโยบายให้เข้มงวดเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ทำการบุกรุกพื้นที่ป่า โดยมีหนังสือสั่งการลงไปในระดับพื้นที่นั้น ขอให้มีการผ่อนผัน เนื่องจากขณะนี้ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อการแก้ไขปัญหา

ส่วนในกรณีพื้นที่สวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ ในที่ประชุมมีการยืนยันไม่ใช้ความรุนแรง และเป็นการดูแลพื้นที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ทั้งนี้ ทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ยกเลิกสวนป่าคอนสาร จากนั้นเสนอให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และคณะรัฐมนตรี เพื่อยกเลิกสวนป่า และนำพื้นที่มาดำเนินการในรูปแบบโฉนดชุมชนต่อไป โดยในระหว่างนี้ให้ชาวบ้านทำประโยชน์ในระหว่างร่องและแถวต้นไม้ไปก่อน ไม่ให้มีการบุกรุกที่เพิ่ม นอกจากนี้นายสุวิทย์ คุณกิตติ พร้อมด้วยผู้ตรวจสอบจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จะลงไปตรวจสอบพื้นที่

พงษ์ทิพย์ กล่าวต่อมาถึงเรื่องกองทุนธนาคารที่ดินว่า อนุฯ นโยบายได้มีข้อเสนอเบื้องต้นในการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน 200 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ในการประชุมอนุฯ นโยบายครั้งต่อไปจะมีการหารือเรื่องนี้ สำหรับเรื่องภาษีที่ดิน ที่จะมีการหักเปอร์เซ็นต์จากรายรับเงินภาษีเข้ามาสมทบเป็นกองทุนธนาคารที่ดิน ผู้ดูแลเรื่องนี้เห็นชอบแล้ว โดยจะเพิ่มมาตราว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีมาเข้ากองทุน ในส่วนของภาษีอัตราก้าวหน้า นายกรัฐมนตรีรับทราบหลักเกณฑ์ที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ เสนอเกี่ยวกับการเก็บภาษีจากขนาดการถือครองที่ดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในกรณีปัญหาที่ราชพัสดุ สหกรณ์เช่าที่ดินคลองโยง ให้รอจนกว่าจะมีระเบียบสำนักนายกฯ ออกมา ส่วนการแต่งตั้งอนุกรรมการช่วยเหลือด้านคดี ที่กระทรวงการคลังจะแต่งตั้งให้มีการเร่งรัดการแต่งตั้งต่อไป

ด้านเหมราช ลบหนองบัว เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า ในพื้นที่ภาคอีสานปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินกรณีป่าไม้ที่เป็นปัญหาด่วนซึ่งต้องเร่งแก้ไขในขณะนี้มี 2 พื้นที่ คือ พื้นที่บ้านลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่สวนป่าคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ซึ่งทั้งสองพื้นที่มีปัญหาชาวบ้านถูกขับไล่ออกจากพื้นที่มาเป็นเวลานาน และพยายามเรียกร้องเพื่อเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ในรูปแบบโฉนดชุมชน ทั้งนี้ จากการพูดคุยนายสุวิทย์รับทราบหลักการในส่วนของนโยบาย แต่ยังใช่หลักการพิสูจน์สิทธิตาม มติ ครม.30 มิ.ย.41 โดยหากมีการพิสูจน์สิทธิว่าอยู่มาก่อนก็จะมีการออกโฉนดรับรอง ให้ แต่หากไม่เป็นไปตามนั้นก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาในรูปของโฉนดชุมชน

เหมราช กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวคิดว่า มติครม.ดังกล่าวถึงเวลาที่จะต้องมีการยกเลิกได้แล้ว เนื่องจากหากเหตุผลของการมีมติ มติ ครม. 30มิ.ย.41 เป็นไปเพื่อการรักษาป่า จะพบว่าไม่สามารถทำได้จริง เพราะมีการอนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าไปเช่าพื้นที่ปลูกสวนป่านับร้อยไร่ ซึ่งมากการที่มีประชาชนเข้าไปอาศัยด้วยซ้ำ แต่หากเป็นเพื่อการรับรองสิทธิของชาวบ้าน ก็มีเงื่อนไขหลายข้อที่ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิจริงๆ มีน้อยมาก กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ต้องกลายเป็นบุกรุกป่า กล่าวได้ว่าการพิสูจน์สิทธิกลายเป็นเครื่องมือคัดคนออกจากป่ามากกว่า

ทั้งนี้ ในส่วนการจัดการพื้นที่ในรูปแบบโฉนดชุมชนนั้น เป็นการร่วมกันจัดการที่ดินโดยชุมชน ซึ่งอาจไม่ใช่เฉพาะที่ดินที่มีกรณีข้อพิพาทกับรัฐ หรือที่ดินของรัฐเท่านั้น อาจเป็นที่ดินเอกชน หรือที่ดินส่วนบุคคล ที่ต้องการนำเข้ามาร่วมจัดการโดยชุมชน ซึ่งเปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ ที่แบ่งการจัดการให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ได้เป็นเอกสิทธิของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ส่วนการรับรองกระบวนการจัดการที่ดินโดยชุมชนจากรัฐ เป็นการรับรองสิทธิของชุมชนเพื่อสร้างความมั่นคงหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว

เรื่อง การลงนามและรับรองเอกสารสำคัญในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 40 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงมะนิลา...วันที่ 24 กรกฎาคม 2550

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

1. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนามหรือรับรองเอกสาร จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่

1.1 ร่างเอกสารเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนา

1.2 ร่างแนวปฏิบัติพื้นฐานสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางกงสุลแก่คนชาติของประเทศ สมาชิกอาเซียนโดยคณะผู้แทนทางการทูตอาเซียนในประเทศที่สามในสถานการณ์วิกฤติ

1.3 ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติให้เป็นไปตามสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

1.4 ร่างแผนงานความร่วมมืออาเซียน-แคนาดา ฉบับที่ 2

1.5 ร่างสารขยายจำนวนภาคีในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา

2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารในข้อ 1 ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 40 การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก การประชุมคณะกรรมการระดับรัฐมนตรีสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ การประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2550 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนมีกำหนดจะร่วมลงนามหรือรับรองเอกสารสำคัญต่าง ๆ ตามข้อ 1

2. กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการถามความเห็นกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมปศุสัตว์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ ASEAN University Network เกี่ยวกับร่างเอกสารดังกล่าว โดยที่บางหน่วยงานมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสาระของร่างเอกสารเพิ่มเติมซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ปรับแก้ไขตามความเหมาะสมด้วยแล้ว

3. กระทรวงการต่างประเทศเห็นสมควรที่ไทยจะร่วมลงนามหรือรับรองเอกสารตามข้อ 1 เนื่องจากเป็น การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เพื่อรองรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนและกระชับความร่วมมือกับประเทศภายนอกภูมิภาค

นโยบายสิ่งแวดล้อมอียู โอกาสและความท้าทายผู้ผลิตไทย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ความตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การดูแลสภาพแวดล้อมของผู้บริโภคในฝั่งยุโรป กำลังเป็นประเด็นท้าทายสำหรับผู้ผลิตสินค้าและบริการ

มาตรการสิ่งแวดล้อมอียู

นายโรเบิร์ต ดอนเกอร์ อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมจากคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำอินเดีย เนปาล และภูฏาน กล่าวว่า สหภาพยุโรป (อียู) กำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ Energy and Climate Change Package 3 ประการ เพื่อให้บรรลุภายในปี 2563 ได้แก่ 1)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20% จากระดับของปี 2533 2)การเพิ่ม การใช้พลังงานทดแทน 20% โดยใช้พลังงานทดแทนหรือเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มขึ้น 10% สำหรับการขนส่ง และ 3)การเพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 20% ซึ่งเป้าหมายนี้รู้จักกันในนาม "สูตร 20/20/20"

นอกจากนี้อียูยังมีกฎระเบียบและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอีกหลายข้อที่น่าจับตามอง และเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจไทยควรให้ความสนใจศึกษา อาทิ ระเบียบการขยายระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไปสู่การขนส่งทางอากาศ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ปี 2555 โดยระเบียบนี้จะมีผลต่อทุกสายการบินที่บินเข้า-ออกสนามบินทุกจุดในสหภาพยุโรป จะถูกตรวจวัดปริมาณ การปล่อย CO2

อีกทั้งขณะนี้ยังมีข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปให้รวมการลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Nox) ในการขนส่งทางอากาศ ก่อนเดือนพฤศจิกายนนี้ ตามที่คณะกรรมาธิการยุโรประบุไว้ในร่างกฎระเบียบการขนส่งสีเขียว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย

หรือในกรณีอุตสาหกรรมยานยนต์และส่วนประกอบ สหภาพยุโรปมีร่างระเบียบการควบคุมการปล่อย CO2 จากรถยนต์ โดยกำหนดว่าภายในปี 2553 รถยนต์ที่ จดทะเบียนในสหภาพยุโรป 65% ของผู้ผลิตรถยนต์แต่ละราย ต้องมีปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 ไม่เกิน 130 กรัมต่อกิโลเมตร และภายในปี 2558 รถยนต์ทุกคันของผู้ผลิตทุกรายต้องมีปริมาณการปล่อยก๊าซข้างต้น และหากรถยนต์คันใดปล่อยก๊าซเกินกำหนด ผู้ผลิตจะต้องเสียค่าปรับตามสัดส่วนตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป

ส่วนในกรณีอุตสาหกรรมผลิตสินค้าชนิดต่างๆ 25 กลุ่มสินค้า อาทิ อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าในครัวเรือน เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์ สินค้าอุปโภคในบ้าน สิ่งทอ กระดาษ มีมาตรการสมัครใจด้วยการติดฉลาก ซึ่งใช้กับสินค้าที่เป็นผู้นำด้าน การรักษาสิ่งแวดล้อมในแต่ละกลุ่มสินค้า คิดเป็น 10-20% ของสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า

โอกาสเพิ่มขีดการแข่งขัน

นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูต/ หัวหน้าคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พจนานุกรมเวบสเตอร์ได้บัญญัติศัพท์ใหม่ว่า "green collar worker" เพื่อให้ ความสำคัญกับบุคลากรที่ทำงานในภาคสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นการสร้างงาน "green job" จะกลายเป็นกระแสในอนาคต

ขณะที่ในปัจจุบันได้มีเม็ดเงินลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญใน การผลิตสินค้าและบริการที่เน้นการลดภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว

สำหรับภาคธุรกิจไทยหลายรายหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าเพิ่มขึ้น

นายอรรคเจตต์ อภิขจรศิลป์ รองเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ในฝ่ายของผู้ประกอบการมองเรื่องสิ่งแวดล้อมใน 3 ระดับ คือ 1)ระดับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพราะถ้าไม่ทำก็ขายของไม่ได้ 2)มองว่าเป็นการสร้างฐานะผู้นำตลาด ต้องการนำหน้าคู่แข่ง และ 3)ถือเป็นการควบคุมภายในองค์กร เช่น ธุรกิจนั้นมีเรื่อง CSR เป็นต้น

'ระยอง โมเดล' และปฏิบัติการฟื้น มาบตาพุด

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การที่ศาลปกครองจังหวัดระยอง มีคำสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศให้พื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและอีก 4 ตำบลในจังหวัดระยอง เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" เมื่อมีนาคม 2552 นั้น ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนปิโตรเคมี เฟส 3 มูลค่าหลายแสนล้านบาท และเป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาล ที่หวังจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในรอดพ้นจากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูก่อนหน้าที่จะมีคำประกาศนี้ ได้มีความเคลื่อนไหวและความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ร่วมกับเอกชนและประชาชนในพื้นที่ จัดทำ "แผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในพื้นที่จังหวัดระยอง" มาตั้งแต่ปี 2550 พร้อมทั้งคาดหวังสร้างเป็น "ระยอง โมเดล" เพื่อเป็นโครงการนำร่องของการแก้ไขปัญหามลพิษอย่างเป็นระบบในประเทศ

ภายใต้แผนปฏิบัติการนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ กากอุตสาหกรรมและขยะมลพิษ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของการควบคุมมลพิษ ซึ่งดำเนินการไปพร้อมๆกับการดูแล รักษา ฟื้นฟูสุขภาพอนามัย ความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นธรรม เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการก่อมลพิษในพื้นที่

ครอบคลุมทั้งแผนระยะสั้น (2550-2551) และแผนระยะยาว( 2551-2554) และมีการจัดสรรงบประมาณทั้งจากภาครัฐ และเอกชน รวมทั้ง "มูลนิธิกองทุนระยองแข็งแรง" ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2550 เพื่อระดมเงินทุนและทรัพย์สินจากผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำดอกผล และประโยชน์จากกองทุนนี้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งพัฒนาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบร่มเย็น

ซึ่งแผนปฏิบัติการนี้มีความคืบหน้าในการดำเนินงานลดมลพิษมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) บริษัท โกลว์พลังาน จำกัด(มหาชน) บริษัท บีแอลซีพีพาวเวอร์ จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด บริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด

ที่มีการลงทุนปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดการปล่อยมลพิษ ทางอากาศ ทางน้ำ ขยะและกากของเสียจากอุตสาหกรรมให้ลดน้อยลงมากที่สุด และอีกหลายโครงการ อยู่ระหว่างการดำเนินงาน บางบริษัทเป็นโครงการที่ต่อเนื่องไปถึงปี 2556 ส่วนใหญ่ เป็นโครงการบำบัดน้ำเสีย ลดปริมาณน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต และหมุนเวียนน้ำทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์

ที่สำคัญการทุ่มงบของภาคเอกชนเหล่านี้ เพื่อให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐที่ระบุไว้แล้วว่าหากไม่สามารถลดการปล่อยมลพิษให้ได้อย่างน้อย 20% ในช่วงปี 2551-2553 และการลงทุนใหม่หลังจากทำการลดมลพิษแล้วจะสร้างมลพิษในสัดส่วนได้ไม่เกิน 80% หากไม่สามารถลดมลพิษที่เกิดขึ้นนี้ได้ รัฐบาลก็จะประกาศมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษต่อไป จนเมื่อกลางปี 2551 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เคยเสนอเรื่องให้รัฐบาลชะลอการขยายและการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางไปครั้งหนึ่งเพื่อชะลอการก่อมลพิษไม่ให้เพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนรัฐบาลจึงเลื่อนมาจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อย่างไรก็ตามโครงการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในเขตมาบตาพุด ตามแผนพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2524 จนมาถึงวันนี้ 27 ปี การประกาศให้พื้นที่ส่วนนี้เป็น "เขตควบคุมมลพิษ" น่าจะเป็นการชะลอการเติบโตและให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนได้หันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ที่สำคัญการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มาพร้อมกับปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษ และสุขอนามัย ที่ "มาบตาพุด" หากการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมของบริษัทนั้นๆมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับหน่วยงานรัฐที่ดูแล มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจับมือเดินไปด้วยกัน วันนี้ก็ยังไม่สายที่จะร่วมกันปั้น "ระยอง โมเดล" เป็นตัวอย่างให้โลกได้เห็นการแก้ปัญหาที่เกิดเป็นจริงได้

สินค้าไทยรับมือ'ภาษีคาร์บอน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เตือนผู้ส่งออกไทยรับมือสหรัฐออกกฎหมายเก็บภาษีคาร์บอนบีบคู่ค้าร่วมลดภาวะโลกร้อน ทั้งที่อาจมีเจตนากีดกันทางการค้า ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ ปูนซีเมนต์ได้รับผลกระทบ คาดพ่อค้าผลักภาระด้วยการขึ้นราคา

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะนักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย American clean energy and security act 2009 มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน โดยสหรัฐตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มจากร้อยละ 3 ของระดับการปล่อยในปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2012 และร้อยละ 80 ภายในปี 2050 โดยกำหนดมาตรฐานหลายด้าน ทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและสนับสนุนกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

นายบัณฑูรให้ข้อมูลว่า กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และส่งเรื่องไปถึงวุฒิสภาแล้ว คาดว่าจะผ่านการพิจารณาภายในปีนี้ เมื่อมีผลบังคับใช้จะมีผลกระทบทางลบต่อประเทศไทยคือ สหรัฐจะเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้ามากขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษและปูนซีเมนต์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าที่ส่งเข้าไปในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ก็อาจจะต้องปรับขึ้นราคาภายในประเทศอย่างแน่นอน

"ผมคิดว่าการที่สหรัฐพยายามเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ อาจจะเป็นมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจริงๆ หรือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า โดยแอบอ้างเรื่องโลกร้อนก็ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามศึกษาและพิสูจน์กันต่อไป แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาโลกร้อนกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม โดยประเทศที่พัฒนาแล้วอาศัยเรื่องนี้ขึ้นมาช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้ากับประเทศด้อยพัฒนา" นักวิชาการผู้ติดตามกฎหมายระหว่างประเทศด้านฐานทรัพยากร กล่าว

เนื้อหาส่วนหนึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวของสหรัฐ เพื่อจัดตั้งระบบการซื้อขายก๊าซเรือนกระจก หรือการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยในแต่ละปีสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐจะประกาศกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้ ซึ่งจะต้องมีปริมาณลดลงทุกปี ตรงจุดนี้เป็นการเชื่อมต่อระหว่างกิจกรรมของสหรัฐกับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยกำหนดบัญชีประเภทกิจกรรม เช่น การทำเหมืองถ่านหินใต้ดิน การกำจัดขยะแบบฝังกลบ การลดก๊าซมีเทนจากมูลสัตว์ การขยายเพิ่มพื้นที่ป่าและการรักษาพื้นที่ป่าไม่ให้ถูกทำลาย เป็นต้น.

Price put on Copenhagen success

ผู้เขียน: 
Steven Duke

The UN's top climate official has said that the richest nations will have to put $10bn "on the table" during the Copenhagen climate change summit.

Yvo De Boer, who will lead the negotiations, said such a commitment was necessary for their success.

He insisted the burden of climate change must be shared and that the money would help developing countries.

Leading nations participating in the summit must, he said, sign an agreement to reduce greenhouse gas emissions.

Mr De Boer, head of the United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC), said the $10bn (£6bn) pledge would be "a good beginning".

"(It) will allow developing countries to begin preparing national plans to limit their own emissions, and to adapt to climate change," he told the BBC World Service's One Planet programme.

Mr De Boer was less keen to put an exact figure on the levels of emission cuts the biggest economies should commit to.

Some scientists have called for a 25-40% reduction by 2020 - a proposal he describes as "a good beacon to be working towards".

As well as the hard cash and paper pledge from developed nations, success at Copenhagen will come from one other factor, he revealed.

"If on that piece of paper, China, India, Brazil and other major developing countries have offered national actions, that will significantly take their emissions below business as usual... that for me will be a success."

China leads way

Mr De Boer, who helped negotiate the Kyoto Protocol on tackling greenhouse gases in 1997, admitted the recent financial turmoil had made his job more difficult as governments focus on "budget deficits and the banks they've just bailed out".

But he praised some countries for seeking to turn the troubles to their - and the environment's - advantage.

"A number of countries - with China and Korea in the lead - are seeing this economic crisis as an opportunity to turn a corner.

"Those countries are in a serious way making investments in renewable sources of energy; modernising their power sector; coming up with different types of vehicles that are more geared towards tomorrow's needs than yesterday's."

Despite his belief that some countries are seeing the economic potential of tackling climate change, Mr De Boer said he recognised that getting 192 nations - from Afghanistan to Zimbabwe - to agree on the issue was "a bit like herding cats".

"You can take one of two approaches, you can either try and herd them from behind with a stick, which generally has them shooting off in different directions, or you can walk in front holding a tasty fish and that will get them to follow you more willingly," he said.

You can hear the full interview with Yvo De Boer on the 23 July edition of the One Planet programme on the BBC World Service.

เอเปคมุ่งผลักดัน"รอบโดฮา"

มติชนรายวัน วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เอเอฟพีรายงานว่า การประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ระดับรัฐมนตรีการค้าที่ประเทศสิงคโปร์ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 21 กรกฎาคม นับเป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีการค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดประจำปีนี้ โดยจะมีการเจรจาเพื่อหาหนทางไปสู่ข้อสรุปการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่หรือรอบโดฮาขององค์การการค้าโลกที่ชะงักงันมา 8 ปีแล้ว เนื่องจากประเทศสมาชิกระหว่างชาติรวยและชาติกำลังพัฒนาไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและตลาดอุตสาหกรรม

นายไซมอน ครีน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของออสเตรเลีย กล่าวว่า หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเพิ่มแรงเหวี่ยงมากขึ้นสำหรับการค้ารอบโดฮา และส่วนตัวก็เชื่ออย่างแรงกล้าว่าหากรอบโดฮาสำเร็จ จะเป็นหนทางดีที่สุดในการลดการกีดกันการค้าและส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

รายงานเปิดเผยว่า สำหรับการประชุมระดับผู้นำเอเปคหรือเอเปคซัมมิทนั้น จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ โดยมีสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งสมาชิกเอเปคมีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและรัสเซียรวมอยู่ด้วย

Waiting for the low carbon revolution

ผู้เขียน: 
Andrew Pendleton

The low-carbon revolution is not going to happen by itself, says Andrew Pendleton. In this week's Green Room, he calls on governments put the necessary frameworks in place that will allow the private sector to roll out the technologies needed to deliver the ambitious cuts in emissions.

A low carbon technology revolution will not simply happen, but requires government intervention

In the early 1980s, consultants McKinsey completed a study for a US telecoms company predicting there would be fewer than one million wireless subscribers in the US by the turn of the century.

Today, nearly 2.5bn subscribers across the globe are using digital wireless technologies for voice, email, internet access, music and video services.

The firm is now at the forefront of predicting how different, climate-friendly technologies will help us reduce greenhouse gas emissions and at what cost.

In general, its message is helpful and optimistic suggesting, as former British Prime Minister Tony Blair argued recently, that much of the technology we need to fight climate change in the next decade is within our grasp.

However, we should be wary of predictions based on the status quo.

Last week, the UK government published an ambitious plan for transforming the British economy into one that is not only powered by low-carbon technology, but whose transport, housing and manufacturing are climate-friendly too.

The plan is to be applauded, as it signals a significant shift in climate policy from the lofty ideals of the climate change bill.

Its emissions reduction targets also suggest an approach that might best be termed "getting down to business".

The plan is certain to come in for some stick; and probably from several different angles at once.

The green campaigners, while broadly welcoming it, are generally of the view that it does not go far enough.

The acknowledgement that implementing the plan will increase household energy bills leaves the government open to attack from political opponents and consumer groups. Certainly, one could quibble with some of the detail.

However, the message sent out by the very existence of a centrally planned, government-led, economy-wide response to climate change is loud and will be heard beyond Britain's shores.

Carbon copy

It is a message that chimes with the results of a study recently completed by the Global Climate Network, an international coalition of think tanks of which IPPR is a founder member.

Our research involved speaking to more than 100 leading business people, government officials and academics in eight countries: Australia, Brazil, China, Germany, India, Nigeria, South Africa and the US.

We reached three conclusions:

First, we have argued that a low carbon technology revolution will not simply happen, but requires government intervention of the sort the UK government announced last week.

Our research clearly shows that one of the major barriers to low-carbon technology is the lack of coherent policy at the domestic level in both industrialised and developing countries.

A progressive strategy would include tough carbon standards for specific products or sectors, tax incentives to drive investment in low-carbon energy, structural changes to energy markets to encourage renewable energy and energy efficiency and, finally, much greater government support for research, development and demonstration of new inventions.

The need for finance is our second conclusion. This is inescapable and logically follows on from the first conclusion.

Almost all of those whom we interviewed in our study identified the lack of upfront finance as being a major barrier to low carbon technology.

While the private sector may well eventually be the main source of low carbon finance, governments have to lead to make new technologies cheaper and less risky, both with technology policies and with public finance.

Third, we call for an International Technologies Initiative, which could help accelerate the development of new technology through collaboration.

'Valley of death'

The so-called "valley of death" that lies in between invention and commercialisation in which many great ideas perish cannot be allowed to kill off important low carbon inventions.

Some will baulk at the suggestion that governments should have such a strong role in driving new, low carbon technology; there will be muttering about the dangers of nations "picking winners".

Yet the overwhelming conclusion of our study is that the low carbon technology revolution will not happen of its own accord; it will require a strong, interventionist approach including technology policy.

Later this year in Copenhagen, the world's environment ministers will come together for what is in theory a meeting to put the finishing touches to a new, global climate change agreement.

Currently however, the preparatory talks are deadlocked because developed countries refuse to accept ambitious emissions reduction targets and, as a result, developing countries refuse to talk about targets at all.

In truth, governments on either side of this divide do not fully understand how even the less ambitious of the targets on the table will be reached.

It is IPPR's view that greater emphasis needs to be placed on getting the technology we all need demonstrably working, and developed government-led financing needs to draw in the big bucks from the private sector.

We should not look to the low-carbon future as the study of subscribers to wireless technology did in the 1980s.

This will lead to timid policymaking and defeatism in the face of the great global threat of climate change.

Instead, governments should get down to the business of setting technology policies today that at least stand a chance of delivering a low-carbon revolution tomorrow.

Andrew Pendleton is senior research fellow at IPPR, a UK public policy think-tank

The Green Room is a series of opinion articles on environmental topics running weekly on the BBC News website

ใหม่สุดๆ ไทยคิดทำ “ฉลากคาร์บอน” ที่แรกในเอเชียแปซิฟิก

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ฉลากเขียวก็มีแล้ว ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็มีแล้ว ล่าสุด องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกฯ ก็เตรียมเปิดตัว “ฉลากคาร์บอน” กับเขาบ้าง โดยหากไทยรีบเปิดตัวให้ได้ภายใน 1-2 เดือนนี้อาจได้ชื่อ ว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิก ที่มีฉลากคาร์บอนออกใช้

ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผอ.องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.เปิดเผยกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างการสัมมนา “การส่งเสริมศักยภาพด้านกลไกการพัฒนาที่สะอาด” ณ จ.ระยอง ว่า ขณะ นี้ อบก.ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พัฒนาระบบฉลากคาร์บอนกับสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ขึ้นเพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

จุด ประสงค์หลักเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทย ในการส่งออกสินค้าไปยังสหภาพยุโรป ที่อนาคตจะมีความเข้มงวดในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความตระหนักแก่ประชาชนไทย ให้หันมาใช้สินค้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกน้อย

ทั้งนี้ ฉลาก คาร์บอนจะทำให้ผู้บริโภคได้รับทราบว่า ในขั้นตอนการผลิตสินค้านั้นๆ ผู้ประกอบการได้ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นปริมาณเท่าใด หลังจากผู้ประกอบการได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตแล้ว โดยขณะนี้ อบก.ได้มอบหมาย ให้สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นผู้จัดทำหลักเกณฑ์การพิจารณาสินค้าฉลากคาร์บอนแล้ว เชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

ด้าน ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้ช่วยประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้แจงเพิ่มเติมกับผู้จัดการวิทยาศาสตร์ว่า ฉลากคาร์บอนจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5

ฉลากคาร์บอนเบอร์ 1 จะมีพื้นฉลากสีแดง เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้น้อยที่สุด ที่ 10% ฉลากเบอร์ 2 สีส้ม ลดปล่อยก๊าซฯได้ 20% ฉลากเบอร์ 3 สีเหลือง ลดปล่อยก๊าซฯ ได้ 30% ฉลากเบอร์ 4 สีน้ำเงิน ลดปล่อยก๊าซฯ ได้ 40% และฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 มีพื้นสีเขียว เป็นสินค้าที่เกิดจากกระบวนการผลิตที่ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุด คือ 50%

เวลานี้มีเอกชน 6 รายนำร่องโครงการแล้ว ได้แก่ บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท เต็ดตรา แพ้ค แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม, กลุ่มบริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตกระดาษดับเบิลเอ, บริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำมันพืชหยก, บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต, และบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด ฯลฯ โดยยังมีธุรกิจสปา การท่องเที่ยว และโรงแรม เข้าศึกษาหาช่องทางใช้ฉลากคาร์บอนด้วย

“ฉลาก คาร์บอนจะไม่เหมือนฉลากเขียว เพราะฉลากเขียวจะครอบคลุมทุกมิติของสินค้า ทั้งด้านวัตถุดิบ และมลพิษที่เกิดขึ้น แต่ฉลากคาร์บอนจะดูเฉพาะปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เท่านั้น โดยเราจะแยกเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยเฉพาะ” ดร.ขวัญฤดี เสริม

ดร.ขวัญฤดี กล่าวว่า ห้างเทสโก ประเทศอังกฤษเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก ที่นำแนวคิดฉลากคาร์บอนมาใช้ตั้งแต่ 2 ปี ก่อนโดยรัฐบาลสนับสนุน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่รัฐบาลเริ่มใช้แนวคิดนี้ โดยจะคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งวงจรชีวิตของสินค้าด้วย ทำให้การคำนวณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นมีความถูกต้องมากกว่า แต่ต้องใช้เวลาศึกษามากขึ้นไปด้วย ทำให้บัดนี้ญี่ปุ่นก็ยังไม่มีฉลากคาร์บอนออกใช้

“หากของเราทำเสร็จภายใน 1-2 เดือน เราจะเป็นที่แรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีฉลากคาร์บอนออกใช้ โดยของเราจะคำนวณแค่ก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตก่อน ทำให้จัดทำออกมาได้เร็วกว่า” ผู้ช่วยประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าว โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะเสียค่าจดทะเบียนฉลากเขียว 1 แสนบาท ครอบคลุมเวลา 3 ปีก่อนจดใหม่ ใช้เวลาในการจดทะเบียน 45 วัน

ดร.ขวัญ ฤดี ยืนยันด้วยว่า การออกฉลากคาร์บอนจะไม่ทำให้ประชาชนสับสนกับฉลากเขียวซึ่งมีมาก่อนหน้านี้ แน่นอน โดยสินค้าฉลากคาร์บอนจะยังคงมีราคาเท่าเดิม ไม่มีการตั้งราคาให้สูงกว่าสินค้าปรกติ โดยฝ่ายผู้ประกอบการจะได้ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและกระบวนการผลิตที่มี ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลงโดยอัตโนมัติ.

by ThaiWebExpert