กรีนพีซเรียกร้องโอบามาพลิกประวัติศาสตร์ ยุติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

12 ก.ย.52 กรี นพีซเปิดตัวโครงการดังกล่าวที่ศูนย์กิจกรรมช้างไทยเพื่อการอนุรักษ์ใกล้ บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา อันเป็นมรดกโลกและมรดกแห่งอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างเอเชียแห่งใหญ่อีกด้วย ทั้งนี้ ช้างเอเชียกำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ อันเนื่องมาจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยทางธรรมชาติ

“ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความล่อแหลมมากที่สุดและมีการเตรียมการรับมือน้อย ที่สุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับ ช้างเอเชีย และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศอื่นๆ อีก 20% ที่กำลังถูกคุกคามจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอันเป็นสาเหตุใหญ่ของการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ” นายวอน เฮอร์นันเดซ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในกิจกรรมเปิดตัวโครงการที่ศูนย์กิจกรรมช้างไทย เพื่อการอนุรักษ์ ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ วันนี้

“ทั้งๆ ที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุชัดถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ผู้นำโลกกลับไม่ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ถึงเวลาแล้วที่ประธานาธิบดีโอบามา จะต้องแสดงถึงความรับผิดชอบและการสร้างความเปลี่ยนแปลงตามคำสัตย์ที่เขาได้ เคยให้ไว้ โอบามามีโอกาสที่จะพลิกประวัติศาสตร์อีกครั้ง โดยแสดงความเป็นผู้นำในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในวันที่ 22 กันยายนนี้ ที่นครนิวยอร์ค” นายเฮอร์นันเดซกล่าวเสริม

กิจกรรม “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” เป็นการเดินทางรณรงค์ร่วมกับช้างบ้าน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย และเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ TckTckTck ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมเดียวกับภาคประชาสังคมอื่นๆ นั่นคือการรวมพลังของภาคสังคมและความคิดเห็นของสาธารณชนเพื่อสนับสนุนการ เปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและการลงมือทำอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การ เดินทางตลอด 15 วันนี้ จะลัดเลาะไปตามที่ราบตอนกลางของประเทศ จากบริเวณใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไปยังกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจาโลกร้อนครั้งสำคัญก่อนหน้าการประชุมสุดยอด ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคม

“เวลา ใกล้จะหมดลงแล้ว เราต้องการข้อตกลงว่าด้วยการปกป้องสภาพภูมิอากาศที่มุ่งมั่นที่จะช่วยบรรเทา ผลกระทบอันรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังช่วยมนุษยชาติต้านสู้ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปกป้องความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ” นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ช้าง เป็นส่วนสำคัญในการปกปักรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ การปกป้องช้างโดยปกป้องป่าหมายถึงการปกป้องระบบนิเวศทั้งหมด ซึ่งนั่นคือระบบนิเวศที่มนุษย์พึ่งพาอาศัยอยู่ด้วย ประเทศกำลังพัฒนากำลังตกอยู่ในภาวะต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจาก ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อปกป้องผืนป่า รวมถึงการออกกฎหมายปกป้องช้างและถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างอย่างเคร่งครัด” นายอลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการ กองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย กล่าว

การ ศึกษาล่าสุดระบุว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถบรรเทาได้ โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลังจากปี 2558 เพื่อคงอุณหภูมิไว้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส กรีนพีซกระตุ้นให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยอมรับข้อตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2533 ให้ได้ก่อนปี 2563

ทั้งนี้ ร่วมลงชื่อเพื่อผลักดันประธานาธิบดีโอบามาให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่ www.greenpeace.org/seasia/th/change-is-coming

จากเลื้อยสยองที่เขาใหญ่ ถึงสถานการณ์"จระเข้พันธุ์ไทย"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หลังข่าวจระเข้โผล่ขึ้นมานอนผึ่งแดดโชว์ที่เขาใหญ่ กลายเป็นข่าวใหญ่ในตามสื่อที่สร้างความสนใจให้กับทุกคนจนถึงตอนนี้ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นจระเข้ที่คนนำมาปล่อยไว้ และใช้ชีวิตในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2547 หรือประมาณ 5 ปีแล้ว เพราะในรายงานของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่มีบันทึกพบจระเข้ตั้งแต่ปี 2505

สำหรับจระเข้เขาใหญ่ที่พบทั้งสองตัว ทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีแนวคิดจะย้ายจระเข้ออกในเวลานี้ แต่มีคำสั่งให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จับตาเฝ้าดูพฤติกรรมของจระเข้ เพื่อหาข้อมูลเรื่องความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมและอาหารการกิน รวมทั้งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่องทุกเดือนตลอดระยะเวลา 2 ปี ก่อนจะสรุปผลการศึกษาวิจัยเพื่อดำเนินการจัดการที่ถูกต้องกับจระเข้เขาใหญ่

ในขณะที่มีหลายฝ่ายพยายามแสดงความเป็นห่วงกับจระเข้เขาใหญ่ ที่ถือเป็นสัตว์แปลกปลอมที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่อุทยานฯ เขาใหญ่ โดยเกรงว่าอาจจะสร้างความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร.อานรรฆ พัฒนวิบูลย์ ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย กล่าวว่า ที่เขาใหญ่ไม่ปรากฏว่ามีจระเข้อาศัยอยู่ตั้งแต่ปี 2505 จระเข้ 2 ตัวที่พบเห็นถูกนำมาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในถิ่นนี้ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งว่าจระเข้จะสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและชนิดพันธุ์พื้นเมืองหรือไม่ ตามหลักวิชาการของการจัดการสัตว์ป่าต้องเคลื่อนย้ายสัตว์ออก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ที่สำคัญคือรักษาสภาพแวดล้อมดั้งเดิมนั้นไว้ อย่างไรก็ตามเมื่อทางกรมอุทยานฯ ตัดสินใจไม่ย้ายจระเข้ตอนนี้ แต่ให้ศึกษาและสำรวจความเป็นอยู่ เห็นว่าหากผลการศึกษาสรุปว่าจระเข้สร้างปัญหา ทำให้ปลาท้องถิ่นลดจำนวนลง เพราะถูกกินเป็นอาหารหรือก่อปัญหาเชิงนิเวศให้กับพื้นที่ ทางกรมอุทยานฯ ต้องย้ายจระเข้ "การมีข่าวเรื่องนี้ออกไปมีผู้ใหญ่รวมทั้งประชาชนให้ความสนใจกันมาก มีกระแสสังคมให้จระเข้อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่อไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่หลายฝ่ายรณรงค์ให้มนุษย์หันมาเห็นความสำคัญและคุณค่าของจระเข้ บอกให้สังคมรับรู้สถานการณ์ของจระเข้พันธุ์ไทย ซึ่งตกอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ไปจากโลก สมควรที่จะเร่งอนุรักษ์และฟื้นฟูเพื่อให้พ้นภาวะวิกฤติ" ดร.อานรรฆ กล่าว

เมื่อสืบค้นข้อมูลพบว่า จระเข้น้ำจืดพบได้ไม่กี่ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรจระเข้ในแต่ละประเทศลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดให้เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ในบางประเทศกำลังให้ความสนใจในการหาแนวทางอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่าหายากชนิดนี้

ในประเทศไทยลำน้ำเพชรบุรี ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ที่ใกล้สูยพันธุ์อย่างจระเข้น้ำจืด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Siamese Crocodile" ลำน้ำสายนี้เคยมีจระเข้น้ำจืดอาศัยอยู่มากมาย ปัจจุบันพบว่าลำน้ำเพชรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นแหล่งที่อยู่ที่เดียวที่มีรายงานการสืบพันธุ์ของจระเข้น้ำจืดของไทยในธรรมชาติ และวันนี้มีความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสัตว์ป่าที่จะอนุรักษ์จระเข้แห่งลุ่มน้ำเพชร

ผอ.สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าฯ ซึ่งทางสมาคมร่วมศึกษาและสำรวจโครงการ "อนุรักษ์และฟื้นฟูจระเข้พันธุ์ไทยในต้นน้ำเพชร" กับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานระบุว่า ลำน้ำเพชรเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ แต่เหตุที่ทำให้จระเข้ลดจำนวนลงคือ มีการล่าจระเข้อย่างหนักเพื่อเอาหนังและเนื้อไปบริโภค ยิ่งหนังจระเข้อนุญาตให้มีการค้าถูกต้องตามกฎหมาย เพาะพันธุ์ได้ ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาเป็นไปได้ยาก จระเข้ตามธรรมชาติตกเป็นเป้าหมายในการล่า นอกจากนี้ยังรวมถึงแหล่งอาศัยถูกเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพ และความกลัวของมนุษย์เห็นจระเข้ที่เป็นสัตว์ดุร้ายกลัวได้รับอันตรายเลยจัดการฆ่าให้ตาย

"ที่ลำน้ำเพชรฯ ในเขตอุทยานฯ ยังมีจระเข้พันธุ์ไทยหลงเหลืออยู่ แต่อยู่ในสภาพภาพใกล้สูญพันธุ์ มีการสำรวจพบรังของจระเข้ ไข่ของจระเข้ แต่ข้อค้นพบก็คือ เหี้ยเป็นตัวการสำคัญเข้าทำลายรังและขุดไข่ของจระเข้ขึ้นมากิน ส่งผลให้จระเข้ขยายเผ่าพันธุ์ไม่ได้ อุทยานฯ ก็เฝ้าระวัง มีการขนย้ายไข่จระเข้จากรังมาทำการฟักในห้องฟัก เพิ่มหลอดไฟติดตั้งวัดอุณหภูมิและความชื้น แต่จากการตรวจสภาพไข่อย่างละเอียดก่อนส่งเข้าห้องฟักพบว่า ไข่ทั้งหมดไม่ได้รับการผสม จึงต้องวางแผนสำรวจในครั้งต่อไป"

สำหรับความคืบหน้าของโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ดร.อานรรฆ บอกว่า อยู่ในระยะเริ่มต้น ทางอุทยานฯ และทีมสำรวจกำลังวางระบบตรวจวัดการกระจายตัวของจระเข้ในพื้นที่ และระบบตรวจวัดจำนวนประชากร เราไม่เคยมีการสำรวจถึงจำนวนประชากรมาก่อน ต้องพยายามหาข้อมูลเพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า ประชากรจระเข้ที่เหลืออยู่นั้นมีการสืบพันธุ์หรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาไม่เคยสำรวจพบลูกจระเข้ รวมทั้งศึกษาปัจจัยคุกคามสัตว์ชนิดนี้

ในส่วนของการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรจระเข้ในเขตอุทยานฯ นอกจากความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการอนุรักษ์แล้ว จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนในเขตอุทยานฯ ด้วย ในการที่จะไม่บุกรุกแผ้วถางพื้นที่สองฝั่งลำน้ำเพชร เพราะขณะนี้มีหมู่บ้านโป่งลึกเป็นหมู่บ้านของพี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่มีประชากรเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มขยายที่ทำกินออกไปเรื่อยๆ ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เจ้าหน้าที่คงต้องขอความร่วมมือและเร่งสร้างจิตสำนึกรักผืนป่าและสัตว์ป่า ทุกวันนี้ยังพบชาวบ้านลักลอบล่าสัตว์ บางรายมีนายทุนว่าจ้างจะนัดรับส่งสินค้ากัน ทั้งกระทิง เก้ง กวาง มีทั้งเจ้าหน้าที่จับกุมได้และที่จับกุมไม่ได้

ความหวังของการอนุรักษ์จระเข้ลุ่มน้ำเพชรนอกจากการฟื้นฟูประชากรจระเข้ให้สัตว์ชนิดนี้ขยายเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติแล้ว ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำจระเข้เลี้ยงมาปล่อยคืนลำน้ำเพชร ดร.อานรรฆ อธิบายว่า ที่ผ่านมาเคยมีการนำจระเข้เลี้ยงแต่เป็นจระเข้ที่กรมอุทยานฯ พิสูจน์แล้วว่าเป็นพันธุ์แท้ปล่อยที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งเดิมพื้นที่นี้เคยมีจระเข้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และในบางพื้นที่ของประเทศเวียดนามก็มีการปล่อยคืนธรรมชาติ แต่ต้องมีแผนการรองรับเพื่อให้มีอัตรารอดมากที่สุด ในพื้นที่เขตอุทยานฯ แก่งกระจานก็เป็นไปได้ที่จะใช้วิธีนี้ เพราะลำน้ำเพชรยังคงความอุดมสมบูรณ์ มีวังน้ำกระจายอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่ดีของจระเข้ จัดเป็นแหล่งอาศัยและดำรงชีวิตของจระเข้น้ำจืดที่มีความสำคัญระดับโลก

ด้าน ดร.ชวลิต วิทยานนท์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชกลายเป็นหินและทรัพยากรธรณี สถาบันราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า คิดว่าจระเข้ที่พบที่เขาใหญ่ มาจากจระเข้เลี้ยงแล้วถูกเอามาปล่อยไว้ เพราะเท่าที่ฟังข่าวมันไม่กลัวคน ทำให้สามารถถ่ายภาพตอนที่มันนอนผึ่งแดดได้ เพราะถ้าเป็นจระเข้ธรรมชาติ เช่นที่เพชรบุรีจะถ่ายภาพได้ยากมาก เพราะจระเข้พวกนี้จะกลัวคนแค่ได้ยินเสียงคนเล็กน้อยก็จะกลัวมุดหนีไปแล้ว

สำหรับการที่กรมอุทยานฯ จะศึกษาจระเข้ที่พบที่เขาใหญ่เป็นเวลา 2 ปี เป็นเรื่องที่เหมาะสม และถือว่าไม่น่าจะมีอันตรายกับคนทั่วไป เพราะปกติจระเข้มักจะกลัวคนไม่เข้ามาทำร้าย ยกเว้นตอนที่มันหิวหรือถูกทำร้ายมันตรงๆ แต่ปัญหาที่น่าเป็นห่วงก็คือแหล่งอาหารบริเวณนั้นอาจจะไม่เพียงพอ เพราะจระเข้กินอาหารเยอะมาก

"ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ชนิดของปลาต่างๆ ที่เป็นอาหารของมันอาจจะไม่พอจระเข้มันเป็นสัตว์ที่กินอา หารเยอะมาก อาจต้องอาศัยสัตว์ใหญ่อื่นๆ เป็นอาหารด้วย แต่ถ้าแหล่งอาหารไม่พอก็ไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของมัน เพราะมันจะไม่สามารถออกลูกขยายพันธุ์ได้ ซึ่งการศึกษาจระเข้ที่เขาใหญ่ ทางกรมอุทยานฯ จะต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญเรื่องจระเข้มาร่วมศึกษาวิจัยด้วย และถ้าการศึกษาพบว่าบริเวณนั้นรองรับจระเข้าได้ แต่จะอยู่ได้กี่คู่ ของเดิมมีกี่ตัว เพียงพอไหม ต้องหามาปล่อยเพิ่มหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไป" ดร.ชวลิตกล่าว

//////////////
ล้อมกรอบ
จระเข้น้ำจืด (Siamese crocodile)

จระเข้น้ำจืดเพศผู้จะถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 10-15 ปี จระเข้เป็นสัตว์ที่มีอายุยืนซึ่งอาจถึง 70 ปี เมื่อประชากรจระเข้ถูกคุกคามจนเหลือน้อย จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าที่จำนวนประชากรจะฟื้นฟูกลับมาได้ เพราะจระเข้ใช้เวลาเติบโตนานกว่าจะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ รังของจระเข้น้ำจืดในธรรมชาติมีลักษณะเป็นมูลดินมีเศษไม้และไม้วัชพืช จำนวนไข่ที่วางขึ้นอยู่กับขนาดและอายุของแม่จระเข้ อยู่ในช่วง 10-60 ฟอง เพศเมียจะคอยเฝ้าระวังตลอดเวลาในขณะที่ไข่อยู่ในรัง โดยไข่ใช้เวลา 2-3 เดือนในการฟัก หลังไข่ฟักแม่จระเข้จะคาบลูกจระเข้และไข่ที่ไม่ฟักลงน้ำไป

ในระบบนิเวศ จระเข้ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมสมดุลของสัตว์น้ำที่เป็นเหยื่อ ช่วยให้มีความหลากหลายของสัตว์น้ำ ช่วยกำจัดซากทำให้แหล่งน้ำมีความสะอาด มีบทบาทในการย่อยสลายและหมุนเวียนธาตุต่างๆ ในระบบนิเวศ แต่เป็นที่น่าเสียดายทัศนคติของมนุษย์บางครั้งก็ส่งผลลบต่อจระเข้ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 20 มีการล่าจระเข้อย่างหนักเพื่อเอาหนังและการบริโภค ผนวกกับแหล่งอาศัยถูกเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ประชากรจระเข้ทั่วโลกลดลงรวดเร็ว ปัจจุบันจระเข้น้ำจืดยังสามารถพบได้ในไม่กี่ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ลาว กัมพูชา พม่า เวียตนาม และประเทศไทย สถานภาพการอนุรักษ์จัดว่าเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critical endangered:IUCN 2009)

กรีนพีซฉายภาพยนตร์ “ยุคแห่งความโง่เขลา” รอบปฐมทัศน์ที่กรุงเทพฯ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กรุงเทพฯ, 9 กันยายน 2552- ยุคแห่งความโง่เขลา ภาพยนตร์แอนนิเมชั่นกึ่งสารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ กำลังจะเข้าฉายในกรุงเทพฯ เร็วๆนี้ พร้อมกันกับการฉายรอบปฐมทัศน์กว่า 100 แห่งทั่วโลก

กรีนพีซ ร่วมจัดฉายภาพยนตร์ “ยุคแห่งความโง่เขลา” รอบ ปฐมทัศน์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่มีความเป็นธรรม มุ่งมั่นและมีผลบังคับใช้ในทางกฎหมายในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กปลายปีนี้ รอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวถูกจัดฉายในวันเดียวกับที่มีการประชุม สมัชชาสหประชาติที่นิวยอร์ค และยังได้ฉายพร้อมกันในโรงภาพยนตร์กว่า 100 โรง ใน 40 ประเทศทั่วโลก (1) ทั่วทุกทวีป รวมถึงทวีปแอนตาร์กติการ์ ในวันที่ 21 และ 22 กันยายน 2552 และคาดว่าจะได้รับการบันทึกไว้ในกินเนสส์ เวิร์ลด์ เรคคอร์ด ว่าเป็นการฉายภาพยนตร์พร้อมกันครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

“เป้าหมายของการฉายภาพยนตร์ครั้งนี้ คือโน้มน้าวผู้ชม 250 ล้านคนให้ชมภาพยนตร์ และร่วมเป็นนักกิจกรรมยุติภาวะโลกร้อน” นายมาร์ติน ลอยด์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซสากล กล่าว “แม้ดูเหมือนจะเป็นเป้าที่สูงเกินเอื้อม แต่เราอาจจะดูโง่เขลา หากไม่ได้ลองทำ”

กรี นพีซจะจัดฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย โดยในประเทศไทย กรีนพีซจะเชิญนักการเมือง ดารานักแสดง เข้าร่วมชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ในวันที่ 22 กันยายน 2552 นี้ โดยภาพยนตร์เริ่มฉายเวลา 19.00 น. สามารถติดต่อเพื่อซื้อบัตรได้ที่ 02-357-1921 ต่อ 125 และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ที่ www.greenpeace.or.th/ageofstupid

“ประชาชน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควรหาโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื่องจากภูมิภาคที่เราอาศัยอยู่นั้น เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความล่อแหลมมากที่สุดและมีความพร้อมในการรับมือน้อย ที่สุดต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ การฉายภาพยนตร์เรื่องยุคสมัยแห่งความโง่เขลา ได้จัดฉายก่อนหน้าการประชุมโลกร้อนที่กำลังจะมีขึ้นในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่วัน” นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

ภาพยนตร์เรื่องยุคแห่งความโง่เขลา กำกับโดยแฟรนนี อาร์มสตรอง (ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง McLibel) และควบคุมการผลิตโดยลิซซี กิลเล็ท และจอห์น แบทเซค (จากภาพยนตร์เรื่อง One Day in September) และแสดงนำโดยพีท โพสเลธเวท ที่รับบทชายแก่ ที่อาศัยอยู่ในโลกยุค 2598 นั่งดูภาพจากแฟ้มข้อมูลของปี 2551 แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ทำไมเราไม่ลงมือหยุดภาวะโลกร้อน เมื่อเรามีโอกาส” นอกจากนี้ ภาพยนตร์ดังกล่าวยังได้รับคำวิจารณ์จากสื่อมวลชนและนักการเมืองว่า ควรค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีห่วงใยถึงความอยู่รอดของโลก [2]

การ มีส่วนร่วมของกรีนพีซในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการวางแผนร่วมกันบนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากที่ผู้กำกับฟรานนี อาร์มสตรอง ได้เตรียมฉายภาพยนตร์นี้ล่วงหน้าให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนของเนเธอร์แลนด์ [3]

“หลัง จากเห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมผู้ผลิต กรีนพีซจึงอยากมีส่วนในการสนับสนุนการรณรงค์ดังกล่าว ทีมงานผู้ผลิตได้ปรับแนวทางในการระดมทุน การจัดจำหน่ายและการประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง เป้าประสงค์ของพวกเขามิใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์เท่านั้น แต่เป็นการผลักดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นบนโลกนี้” นายมาร์ติน กล่าวเสริม

โพส เลธเวท อาร์มสตรองและกิลเลท จะจัดรอบปฐมทัศน์ โดยต้อนรับแขกผู้เข้าร่วมงานอย่างนาย โคฟี อันนัน นักแสดงอย่างกิลเลียน แอนเดอสัน ผู้มีชื่อเสียงในแวดวง นักต่อสู้เรื่องโลกร้อน และผู้นำประเทศ ด้วย “พรมเขียว” ที่ปูเพื่อต้อนรับผู้ร่วมงาน ซึ่งจะเดินทางมาถึงโดยเรือ จักรยาน รถสามล้อถีบ หรือสเก็ตบอร์ด ที่โรงภาพยนตร์ติดแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ใจกลางแมนฮัตตัน รอบปฐมทัศน์จะเริ่มขึ้นด้วยสารคดีสั้นจากกรีนพีซ เรื่องธารน้ำแข็งละลายในเทือกเขาหิมาลัย และผืนป่าโบราณในอินโดนีเซีย และยังมีดนตรีโดย ทอม ยอร์ค จาก Radiohead อีกด้วย

ทุก คนสามารถร่วมติดตามภาพยนตร์เรื่องยุคแห่งความโง่เขลานี้ได้ โดยสำรองตั๋วเพื่อเข้าชมรอบปฐมทัศน์และสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาพยนตร์ได้ที่ www.ageofstupid.net และในเวบไซต์ www.greenpeace.or.th/ageofstupid สำหรับประเทศไทย

นอกจากนี้ PSI โทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฉายภาพยนตร์ยุคแห่งความโง่เขลารอบปฐมทัศน์ ทั่วโลกผ่านทางดาวเทียม โดยจะออกอากาศในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2552 เวลา 20.00 น. ภายใต้การดำเนินการของบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ ในจังหวัดเชียงใหม่ www.digitalmixes.co.uk ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกอากาศผ่านทางดาวเทียม PSI สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.psichannel.com

การฉายภาพยนตร์ยุคแห่งความโง่เขลา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการรณรงค์ “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรีนพีซ Tcktcktck และกองทุนวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย โครงการ Chang(e) Caravan – เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง – จะ นำโขลงช้างเลี้ยง 5 เชือก เดินทางจากเขาใหญ่อันเป็นมรดกโลกและมรดกแห่งอาเซียนในเขต อ. ปากช่อง จ.นครราชสีมา ถึงกรุงเทพมหานคร ก่อนหน้าการประชุมโลกร้อนที่กรุงเทพฯ รวมระยะทางราว 250 กิโลเมตร เป็นเวลา 15 วัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ ผลกระทบและความจำเป็นอันเร่งด่วนที่ต้องเตรียมการรับมือ รวมถึงร่วมเรียกร้องผลักดันให้มีการลงมือทำที่จริงจัง หากสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อได้ที่ www.greenpeace.or.th

หมายเหตุ

(1) กรีนพีซฉายภาพยนตร์ยุคแห่งความ โง่เขลา ในประเทศอาร์เจนตินา ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล ชิลี เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮอลแลนด์ ฮังการี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ลักแซมเบิร์ก เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สโลวาเกีย สเปน สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี และสหรัฐอเมริกา

ส่วนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ได้จัดฉายรอบปฐมทัศน์ไปแล้ว

(2) “นับเป็นวาทกรรมชิ้นเอกเรื่องโลกร้อนที่ทรงพลังที่สุด เท่าที่เคยมีมา” มาร์ค ไลนาส ผู้ประพันธ์เรื่อง Six Degrees: Our Future on a Hotter Planet

“ภาพยนตร์ เรื่องยุคแห่งความโง่เขลาสะท้อนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความจำเป็นอันเร่งด่วน และเหตุผลที่เราจำเป็นต้องลงมือทำโดยเร็วที่สุด” เอ็ด มิลลิแบน เลขาธิการของ State for Energy and Climate Change ประเทศอังกฤษ

“ตื่นเต้น เร้าใจตลอดทั้งเรื่อง นับเป็นภาพยนตร์ดรามาเรื่องโลกร้อนบนจอเงินเรื่องแรก ที่ประสบความสำเร็จ” The Guardian, UK

(3) ภาพยนตร์เรื่องยุคสมัยแห่งความโง่เขลาใช้การระดมทุนแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “การระดมจากฝูงชน ‘Crowd Funding’ ซึ่งผู้ร่วมทุนแต่ละคนเป็นหุ้นส่วนในหนัง

การเผยแพร่หลังจากฉายบนจอภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ อยู่ภายใต้การดำเนินการของ Indie Screening ซึ่งอนุญาตให้คนนำภาพยนตร์ไปฉายที่บ้าน ที่ทำงานหรือในห้องประชุมของเมือง การจัดฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วโลกตั้งเป้าให้ถึงร้อยกว่าแห่งทั่วโลก

การ ฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศอังกฤษ ได้รับการบันทึกให้เป็นภาพยนตร์ที่มีการฉายพร้อมกันหลายโรงมากที่สุดในโลก ซึ่งฉายพร้อมกันกว่า 60 โรง ส่วนการฉายพร้อมกันทั่วโลกในครั้งนี้ คาดหวังว่าจะมีมากกว่า 100 โรงทั่วโลก

เอ็มคิวดีซี กับคอนเซปต์บ้านคนรุ่นใหม่

ผู้เขียน: 
ปอย

การดีไซน์ นอกจากทำให้ชีวิตหรูหราสะดวกสบายได้อย่างที่สุดแล้ว ยังสามารถตอบโจทย์ “รักษ์โลก” ได้อีกข้อสำคัญด้วย

เหตุผลนี้ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (MQDC) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของคนไทย โดยเริ่มจากการพัฒนาโครงการแมกโนเลียส์ บางนา–ตราด กม.7 และล่าสุดโครงการสำหรับคนรุ่นใหม่ วิสดอม คอนโดมิเนียม เปิดตัวโครงการให้คนกรุงได้จับจองกันแล้วที่สุขุมวิท 64

MQDC ให้ ความสำคัญอย่างมากกับการวิจัย การออกแบบ และการนำนวัตกรรมต่างๆ พร้อมแนวคิดใหม่ๆ มาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งประกอบด้วยทีมสถาปนิกและวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการอยู่อาศัยตามปรัชญาหลักของ MQDC ไม่ ว่าจะเป็นการออกแบบเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน การออกแบบที่คำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย การออกแบบที่คำนึงถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานและเหมาะสมกับคนทุกวัย เป็นต้น

ทั้ง นี้ เพื่อสร้างสรรค์ให้เป็นสังคมแห่งความสุขด้วยสภาพแวดล้อมที่ดี มีการจัดการระบบนิเวศภายในโครงการให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยสูง สุด มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในด้านต่างๆ เช่น การก่อสร้าง การเลือกใช้วัสดุ รวมถึงความสามารถในการผลิตพลังงานใช้ในอนาคตอันใกล้ เพื่อสร้างสรรค์โครงการที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง ด้วยรางวัลการันตีล่าสุดจากกระทรวงพลังงานถึง 2 ปีซ้อน ให้ได้รับรางวัลโครงการประกวดบ้านจัดสรรอนุรักษ์พลังงานดีเด่น และรางวัลบ้านติดฉลากป้ายทอง (Golden Label) สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ MQDC เป็นอย่างยิ่ง

คัมภีร์นักออกแบบยุคโลกร้อน

การ ใช้ระแนงบังแดด การเลือกใช้วัสดุที่สามารถต้านทานความร้อนได้สูง การออกแบบอาคารที่ควบคู่ไปกับงานแลนด์สเคป หรือการออกแบบภูมิทัศน์ เช่น เน้นปลูกสวนต้นไม้บริเวณรอบบ้าน คือตัวอย่างการประยุกต์หลักการออกแบบไปใช้กับการ “ปรับปรุง” บ้านทั่วไปให้มีส่วนช่วยประหยัดพลังงานเพิ่มได้มากขึ้น พร้อมกับช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม (Well-Being Environment Design) ไปด้วยในตัว

เศรษฐวัฒก์ ศรีวิโรจน์ ผู้จัดการโครงการฝ่ายวิจัยและออกแบบที่อยู่อาศัยแต่ละโครงการของ MQDC อธิบายว่า ด้วยวิธีการเหล่านี้คือการเน้นหลักการออกแบบที่เข้าใจในภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมรอบโครงการ (Bio Climatic Design) เพื่อ ให้เป็นอาคารที่สามารถลดผลกระทบในด้านต่างๆ ทำให้บ้านที่อยู่อาศัยจะลดการใช้พลังงานในบ้านลง มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อย่างแท้จริง

เลือกใช้วัสดุต้านทานความร้อนสูง

อุณหภูมิ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวันนี้ เศรษฐวัฒก์ ยกตัวอย่างวัสดุจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น ระบบผนังอาคารที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้ฉนวนกันความร้อนในส่วนหลังคา ใช้กระจกกันความร้อน กรอบวงกบประตูหน้าต่างที่มีการรั่วซึมของอากาศต่ำจะช่วยทอนความร้อนลงไปโข และคือวัสดุหลักสร้างบ้านที่เราไม่ควรลืม

“หรือ ที่มองเห็นภาพได้ง่ายที่สุดคือ การใช้ไม้ระแนงบังแดด ซึ่งได้ประโยชน์หลักๆ คือเพื่อลดความรุนแรงของแสงแดดที่จะสาดส่องเข้ามาทางประตูหน้าต่างกระจก หรือระเบียงบ้าน แล้ววัสดุประเภทนี้ยังสามารถออกแบบให้เข้ากับบ้านทุกๆ รูปแบบให้สวยงามได้ด้วยนะครับ แต่ต้องมีความเข้าใจทิศทางองศาของแดดที่ส่องกระทบเข้ามาปะทะ นอกจากนี้การออกแบบระแนงบังแดดยังอาจช่วยเพิ่มแสงสว่างธรรมชาติในอาคารมาก ขึ้นได้ด้วย หากมีความรู้ในเรื่องการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบ” เศรษฐวัฒก์ แนะนำ

เศรษฐวัฒก์ อธิบายให้ความรู้ด้วยว่า แสงธรรมชาติ หรือ Natural Light เป็นแสงที่มีคุณภาพสูง จะช่วยเพิ่มความสว่างภายในห้อง ให้อารมณ์และบรรยากาศที่ดี แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ในความหมายของแสงแดด หรือ Sun Light

“แล้ว หากเข้าใจในเรื่องทิศทางของแดด ลม นอกจากนำประโยชน์จากธรรมชาติเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่ดีกับบ้านได้ แล้ว ยังสามารถป้องกันความรุนแรงจากธรรมชาติได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยการวางผังบ้านให้หันไปทางทิศเหนือและใต้เพื่อรับแสงและลมตามธรรมชาติ นี่คือหลักการออกแบบตั้งแต่เริ่มวางผังทิศทางต่างๆ ของโครงการบ้านจัดสรรของเราเลยทีเดียวครับ และเป็นหลักการสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นงานออกแบบ (ย้ำ) หากวางทิศทางบ้านไม่ดีตั้งแต่ต้น บ้านก็จะประสบปัญหาต่างๆ ตามมามากมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาบ้านน้ำรั่ว บ้านอยู่แล้วร้อน แสงแดดแยงตา ความอับชื้นจากการระบายอากาศที่ไม่เพียงพอ เป็นต้น” เศรษฐวัฒก์ กล่าว

ไม่ลืมให้ความสำคัญกับแลนด์สเคป

โครงการของ MQDC มีความเข้าใจที่ดีในการใช้ต้นไม้ใหญ่ พุ่มไม้ สระน้ำ และอื่นๆ ในงานออกแบบภูมิทัศน์ (Landscape) นอก จากจะเพื่อความสวยงามและร่มรื่นให้แก่โครงการโดยรวม และช่วยสร้างให้เกิดบรรยากาศโดยรอบที่ดีแล้วนั้น ก็ช่วยลดความร้อนสะสมที่เกิดจากพื้นดินหรือพื้นคอนกรีตลงได้อย่างมาก

“เช่น การวางต้นไม้ใหญ่ในตำแหน่งที่เหมาะสมช่วยเป็นร่มเงาให้กับบ้านได้ การวางตำแหน่งสระน้ำที่ดีก็จะช่วยนำพาความเย็นสบายมาสู่พื้นที่ใช้สอยในบ้าน ได้ นอกจากนี้การออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับหลัก Energy Saving เช่น ผนังสองชั้น (Double-wall) วิศวกรต้องมีความเข้าใจในเรื่องกรอบอาคารและพื้นที่การใช้งานที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากหลักการนี้ได้อย่างถูกต้อง

ออกแบบฝ้าและเพดานให้สูงเป็นพิเศษ

เพื่อ ความปลอดโปร่งเป็นทั้งหลักการคิดเชิงความสบายและจิตวิทยา เพราะยิ่งเพดานสูงก็จะยิ่งมีมวลอากาศไหลเวียนได้เยอะ และยังช่วยลดความร้อนที่ส่งผ่านจากฝ้าเพดานลงมาสู่ในส่วนของตัวห้องในกรณี ที่เป็นห้องที่ติดกับหลังคา ส่วนในมุมของจิตวิทยานั้น ก็จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ไม่อึดอัด รู้สึกปลอดโปร่ง และสร้างสรรค์จินตนาการได้ดีกว่า

เลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพ

สาร พิษปัจจุบันมีอยู่มากมายในแทบทุกๆ วัสดุก่อสร้าง หากเราใส่ใจในเรื่องนี้โดยเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยจากสารพิษต่างๆ ได้ จะช่วยลดบ่อเกิดของโรคหลายโรคที่เกิดจากอาคารในปัจจุบันลงไปได้ (Sick Building Syndrome) ไม่ ว่าจะเป็นอันตรายจากสี จากเฟอร์นิเจอร์ จากอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะมีผลอย่างยิ่งต่อเด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานต่อสารพิษต่ำ

หรือ การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร คุณภาพอากาศที่ดีๆ เศรษฐวัฒก์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกิดจากหลายตัวแปร เช่น ขนาดห้อง พื้นที่ช่องเปิดของประตูหน้าต่าง ความเร็วลม ปริมาณคนที่อยู่ในห้อง ซึ่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครอยากอยู่เย็นเป็นสุขใจในบ้านหลังงามไม่ควรละเลย เพราะอากาศมีแนวโน้มว่าจะร้อนรุนแรงขึ้นทุกวัน

เลขาฯยูเอ็นไปสวาลบาร์ด

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com

เลขาธิการสหประชาชาติ บันคีมุน เดินทางไปอาร์กติกเพื่อสำรวจผลกระทบจากโลกร้อน

เพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติ (ยู เอ็น) ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธ.ค.นี้ โดยบันคีมุนได้เดินทางไปเยือนสถานีวิจัยนีอาเลซุนด์ในหมู่เกาะสวาลบาร์ด อันเป็นกลุ่มเกาะที่มีพื้นดินเชื่อมโยงกันแบบที่เรียกว่าอาร์คิเปลาโก เป็นระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ณ บริเวณขั้วโลกเหนือ

รายงานข่าวบอกว่า นี่คือครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็นเดินทางมาเยือนสวาลบาร์ด

สถานีวิจัยบนหมู่เกาะแห่งขั้วโลกเหนือนี้ เป็นที่ชุมนุมของนักวิจัยตั้งแต่ 15–180 คน จากนานาประเทศ โดยขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศว่าจะอำนวยให้พวกเขาลงพื้นที่ขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็จะมาทำวิจัยกันเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ธรณีวิทยา ชีววิทยาทางทะเล ธารน้ำแข็งศึกษา รูปร่างและขนาดของโลก และสมุทรศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ตัวยืนที่ประจำอยู่ ณ สถานีวิจัย มาจาก 10 ชาติ คือ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเกาหลีใต้ โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะจะไปรบกวนการทำงานของเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ

บัน คีมุน หวังว่าจะนำประสบการณ์จริงของเขาในสวาลบาร์ดไปกระตุ้นเตือนประชาคมโลกถึงพิษ ภัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกน ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นการ “ชี้เป็นชี้ตาย” โลกอันบอบบางใบนี้

“เหตุผลหนึ่งที่ผมเดินทางมาที่นอร์เวย์นี่ ก็เพื่อจะได้เห็นสถานที่ที่โดนผลกระทบเป็นที่แรกกับตาตัวเอง” บัน คีมุน กล่าวในกรุงออสโล ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสวาลบาร์ด ซึ่งระหว่างรอการประชุมสุดยอดในโคเปนเฮเกนตอนปลายปี ยูเอ็นได้วางแผนว่าจะมีการประชุมผู้นำระดับสูงของโลกในนิวยอร์กก่อน ในวันที่ 22 ก.ย.

การสร้างป่าสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแก่โลก

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

สภาวะสิ่งแวดล้อมโลกซึ่งกำลังอยู่ในระยะเสื่อมถอยอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์

ทำ ให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของอากาศและน้ำทะเลสูงขึ้นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อชีวิตของ คนและสัตว์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ไม้ต้นใหญ่น้อยในป่ามีผลดีในทางคุ้มครองอย่างกว้างขวางแก่สัตว์ป่า เมื่อใดก็ตามที่เราปลูกไม้ต้นใหม่ลงไปในดิน ก็เท่ากับเราได้สร้างสิ่งที่ดึงดูดใจ นก แมลง และสัตว์ป่าอื่นๆ ให้เข้ามาภายในสวน ไม้ต้นเป็นตัวสร้างร่มเงา สิ่งกำบังปกป้องพืช สัตว์ มนุษย์ และสถานที่ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างดีกับไม้ดอกไม้ประดับขนาดเล็กอื่นๆ อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชอิงอาศัย เช่น กล้วยไม้ ผกาแก้ว หรือโฮย่า ไม้ต้นจำพวกโพธิ์ไทรหลายชนิดอาจมีเมล็ดงอกดำรงชีวิตเป็นพืชอิงอาศัยในระยะ แรกก็เป็นได้ เช่นเดียวกับเปปเปอร์โรเมีย รวมทั้งเฟิร์นป่านานาสกุล นอกจากนี้ไม้ต้นสามารถสร้างร่มเงาและที่กำบังให้กับพืชอื่นๆ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าได้ด้วย ดังนั้นในสวนของเราจึงมีสภาพแวดล้อมน่าอยู่แก่คน สัตว์ และพืชอื่นๆ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ไม้ต้นสามารถเปลี่ยนสภาพบรรยากาศของสวนหรือป่าปลูกใหม่ให้เกิดความหลากหลาย ทางชีวภาพขึ้นมาในทันที ซึ่งจะทำให้เราสามารถพัฒนาที่นั่นให้เกิดสภาพความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน สภาพแห่งความเป็นธรรมชาติอันยั่งยืนนี้ช่วยสร้างอาหารแก่สรรพสัตว์ที่เข้ามา อยู่อาศัยพึ่งพิงและสร้างรัง ให้อาหารแก่แมลงและเรียกนกป่านานาชนิดเข้ามาเยี่ยมเยียนและแพร่พันธุ์ เป็นการช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติระหว่างศัตรูและโรค และตัวห้ำหรือผู้ล่า และเหยื่อที่ถูกล่า ไม้ต้นยังเป็นสภาพความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของนกป่าและสัตว์ป่าอีกมากมาย ซึ่งต่างก็ใช้ไม้ต้นเป็นบ้านอันถาวร บ้านชั่วคราวหรือที่กำบังอันสะดวกสบายให้พวกมันอยู่รอดปลอดภัยจากสภาพอากาศ เลวร้ายและจากศัตรูผู้ล่าในธรรมชาติ

ท่ามกลางธรรมชาติอันโหดร้ายซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของสภาพอากาศแปรปรวนไม่ว่าจะเกิดด้วยความแห้งแล้ง (ความ ชื้นสัมพัทธ์ต่ำ) อุณหภูมิสูง หรือเกิดจากสภาพฝนทิ้งช่วงหรือฝนมีปริมาณน้อยเกินไป ทำให้สภาพป่าธรรมชาติขาดสมดุล การปลูกหรือฟื้นฟูป่ากลับไปให้มีสภาพใกล้เคียงกับระบบนิเวศเดิมเป็นเรื่อง ที่น่ารู้ และประเทศหนึ่งซึ่งได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากสภาพความแปรปรวนของอากาศ มาแล้วหลายครั้ง และทุกวันนี้สถานการณ์ดังกล่าวก็ยังดำเนินอยู่ และดูเหมือนจะเกิดขึ้นกับอีกหลายประเทศในหลายทวีปเสียด้วยซ้ำ

การ ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนด้วยการช่วยกันฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าซึ่งถูกภัยพิบัติ จากธรรมชาติหรือจากน้ำมือมนุษย์ก็ตาม จึงควรมุ่งที่จะให้เกิดขบวนการฟื้นฟูป่าตามธรรมชาติ โดยเราต้องเข้าไปฟื้นฟูโดยอาศัยหลักการพัฒนาของนักวิชาการในควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในหลายแห่ง งานปลูกและฟื้นฟูป่าทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยการทดลองปลูกไม้ต้นที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นไม้ต้นโครงสร้าง (ประมาณ 20-30 ชนิดในโซนที่ถูกทำลาย) หลังจากนั้นอีก 6-10 ปี จะทำการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน พบว่ามีไม้ต้นกลับมาขึ้นอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถึง 80 ชนิด (Species)

วิธีการนี้มีหลักสำคัญคือ การคัดเลือกชนิดไม้ต้นที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1) เป็นไม้ต้นโตเร็ว สามารถแผ่ร่มเงาบังแสงจนวัชพืชลดปริมาณลงได้

2) ต้องมีผลที่กินได้ ไม่เป็นพิษต่อสัตว์ ค้างคาว และนกชอบกิน ทำให้เกิดการแพร่กระจายเมล็ดไปในที่ต่างๆ

3) เมล็ดสามารถเพาะปลูกได้ง่ายในเรือนโรง

วิธีการต่อไปคือ การเพาะให้ได้กล้าไม้ต้นที่แข็งแรง สูง 50-60 ซม. ส่วนไม้ต้นที่โตเร็วอาจใช้ต้นกล้าสูง 30 ซม.ก็พอ นำไปปลูกห่างกันประมาณ 1.6-1.8 ม. ระยะต้นฤดูฝน และช่วยกำจัดวัชพืชให้กล้าเหล่านั้น พร้อมทั้งให้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมักผสมปุ๋ยเคมีเสริมเป็นครั้งคราว หลัง 2-3 ฤดูฝนผ่านไปจึงหยุดการกำจัดวัชพืชและการให้ปุ๋ยลง เพราะหมดความจำเป็น

เมื่อ เราช่วยธรรมชาติโดยทำไม้ต้นโครงสร้างให้กลับมาสู่ป่าเสื่อมโทรมแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ของระบบนิเวศที่สมบูรณ์จะค่อยๆ กลับคืนมาตามธรรมชาติ

หน่วย งานซึ่งมีผลงานด้านการวิจัยที่กล่าวนี้ก็คือ หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการทำงานเป็นทีม ผลงานมองเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน และเข้าถึงชาวบ้านได้จริง

ร่วมปั่นจักรยาน Car Free Sunday

ผู้เขียน: 
cool@posttoday.com

หากเราหยุดการใช้รถส่วนตัวในวันอาทิตย์ เราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับโลกได้ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซ

คาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 1,172,683,512 กิโลกรัม (คำนวณจากจำนวนรถทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ 2,505,734 คันxระยะทาง 30 กิโลเมตร/52 วัน (วันอาทิตย์ 1 ปี มี 52 วัน)xCO2 0.3 กิโลกรัม) เทียบเท่ากับการที่โลกเรามีต้นไม้เพิ่มขึ้นถึง 1,172,683.5 ต้น (ต้นไม้ 1 ต้น ตลอดอายุสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,000 กิโลกรัม)

เชิญร่วมปั่นจักรยานลดโลกร้อนในงาน Car Free Sunday ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2552 โดยมีจุดประสงค์เพิ่มการหยุดใช้รถ เพิ่มพลังกาย ใช้รถสาธารณะ โดยจะกระตุ้นให้ประชาชนเริ่มต้นไม่ใช้รถยนต์จาก 1 วันในสัปดาห์ โดยถือเอาวันอาทิตย์เป็นจุดเริ่มต้น และขยายผลไปสู่วันอื่นๆ ต่อไป สามารถหากำหนดการและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.envcorp.org

งานเสวนา “ภาวะโลกร้อนกับชีวิต”

ธนาคารไทยพาณิชย์ ขอเรียนเชิญเข้าชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และงานเสวนา “ภาวะโลกร้อนกับชีวิต : ผลกระทบด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและโรคอุบัติใหม่” ในวันที่ 22 ก.ย. 2552 เวลา 14.00-16.00 น. ณ ห้องพารากอน สตูดิโอ ชั้น 4 ศูนย์ การค้าสยามพารากอน โดยวิทยากรได้แก่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ และนพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ดำเนินรายการ

โครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ ปี 2552

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำโครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ขึ้น ต่อเนื่องมาจากโครงการธนาคารวัสดุรีไซเคิลเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 80 ชุมชน ที่ได้รับผลการตอบรับที่ดีมาตั้งแต่ปี 2550 โดยโครงการดังกล่าว ส่งผลให้มีปริมาณขยะรีไซเคิลเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจำนวน 1,627,209 กิโลกรัม หรือคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 27.5 ล้านบาท

ดัง นั้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นในด้านการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรอย่างทั่วถึง จึงขอเชิญชวนชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมนำเสนอกิจกรรมการจัดการ ขยะมูลฝอย ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ หรือการนำขยะกลับมาใช้ ส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) เพื่อชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล

ผู้ เข้าร่วมโครงการสามารถส่งใบสมัครมายังส่วนรณรงค์ กองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.deqp.go.th ตั้งแต่วันนี้ 31 ต.ค. 2552 และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-298-5738 ,02-278-8453 หรือ 02-278-8400-19 ต่อ 15513, 1708

บ้านเย็นด้วยฉนวนกันความร้อน

ผู้เขียน: 
ตุ๊กกี้

เมืองไทยจัดว่าเป็นเมืองร้อน สภาพอากาศอบอ้าวเกือบทั้งปี นอกจากจะด้วยที่ตั้งละติจูด-ลองจิจูด ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแล้ว

สภาวะโลกร้อนที่หลายคนหวั่นเกรงกันอยู่ในปัจจุบัน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิในบ้านเราเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

สำหรับ คนไทยปัญหาที่ใกล้ตัวกว่าโลกร้อนก็คือ บ้านร้อน หากวิเคราะห์กันตามหลักสถาปัตยกรรม สาเหตุหลักที่ทำให้บ้านร้อนก็คือ แสงแดดจากดวงอาทิตย์ที่ส่องกระทบหลังคาบ้านเกือบทั้งวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมใต้หลังคา หากไม่มีวัสดุที่ช่วยป้องกันความร้อน ความร้อนจะแผ่กระจายไปยังฝ้าเพดาน รวมถึงห้องต่างๆ ภายในบ้านอย่างง่ายดาย วัสดุที่ใช้ก่อผนังและกั้นระหว่างห้องภายในตัวบ้าน ก็มีส่วนในการดูดและคลายความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านด้วย นอกจากนี้ หน้าต่างที่ไม่ได้ติดผ้าม่านหรือมู่ลี่ ทำให้แสงแดดส่องถึง หรือบ้านที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวในบริเวณบ้าน ก็ล้วนเป็นมูลเหตุให้บ้านร้อนได้เช่นกัน

สำหรับ การสร้างบ้านยุคนี้ วิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้บ้านคลายร้อน คือ ติดตั้งฉนวนกันความร้อน ซึ่งสามารถติดตั้งได้ง่าย ราคาไม่สูง ช่วยให้บ้านคลายความร้อนลงได้อย่างง่ายๆ และเห็นผลชัดเจน ช่วยประหยัดค่าไฟเมื่อเปิดแอร์ นอกจากนี้ การติดตั้งฉนวนกันความร้อนสามารถนำไปใช้ได้ทั้งบ้านที่อยู่เดิมและบ้านที่ ปลูกสร้างใหม่ รวมไปถึงตึกแถว อาคารพาณิชย์ หรือแม้กระทั่งคอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน

ฉนวนกันความร้อน ตราช้าง Stay Cool รุ่น Green 3 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง “ฉลากเขียว” ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมจากสถาบันสิ่งแวดล้อม และเป็นสินค้าที่ติดฉลาก SCG Eco Value ของเอสซีจี ยืนยันถึงกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย Stay Cool มีรูปร่างหน้าตาเป็นฉนวนสีเขียวที่มีชั้นความหนาให้เลือกใช้ทั้ง 3 นิ้ว และ 6 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน และเนื่องจากผลิตจากเศษแก้วและเศษกระจก จึงไม่ลามไฟ มีเทคโนโลยีปกป้องความร้อนด้วยสาร HydroProtecTM ที่ ช่วยลดการอุ้มน้ำ ไม่ดูดซับน้ำและความชื้น ทำให้ฉนวนมีอายุการใช้งาน มีความทนทาน ฉนวนตัวนี้สามารถกันความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านได้มากถึง 7 เท่า ช่วยประหยัดค่าไฟจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้มากถึง 47% ติด ตั้งได้สะดวกและรวดเร็ว ทั้งบ้านที่อยู่เดิมและบ้านปลูกใหม่ ด้วยการปูเหนือฝ้าเพดานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ยึดติด ติดตั้งได้ทั้งระบบหลังคา ฝ้าเพดาน และผนังกั้นห้อง

คำพิพากษา

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BNB Inter Group

ยังคงอยู่ที่ศึกการต่อสู้ของคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ที่มีรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นโปรโมเตอร์ จับ

ขึ้นเวทีชกเรียกร้องความโปร่งใส เพื่อล้างมลทินที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวการของโลกร้อน ซึ่งในหนังสือ “โลกร้อนปรากฏการณ์ธรรมชาติเข้าขั้นวิกฤต” หยิบมานำเสนอไว้ได้อย่างน่าสนใจ

เรื่องนี้มีอยู่ว่า รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เป็นโจทย์ยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐ คือ องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Protect Agency : EPA) ให้ตกเป็นจำเลยเมื่อปี 2006 โดยมีสาเหตุมาจากที่องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ได้มีความพยายามผลักดันให้รัฐบาลกลางเมืองมะกันออกกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาด (Clean Air Act.) โดย ระบุอย่างชัดเจนลงไปในตัวบทกฎหมายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่า คาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวการสำคัญของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

แต่รัฐแมสซาชูเซตส์เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีความยุติธรรม ที่ระบุให้ก๊าซเรือนกระจกเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

รัฐ แมสซาชูเซตส์มองอีกว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นการยัดเยียดข้อกล่าวหาต่อคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการพิสูจน์และระบุชัดว่าโลกร้อนมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร หรือพูดให้ง่ายขึ้นก็คือว่า โลกร้อนนั้นเกิดมาจากอะไรกันแน่

รัฐ แมสซาชูเซตส์ยังระบุในคำฟ้องด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำเสนอผ่านสื่อสารมวลชนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นเป็นการ นำเสนอข่าวสารอยู่ด้านเดียว โดยไม่มีการถ่วงดุลทางด้านข้อมูล

โดย สรุปแล้วรัฐแมสซาชูเซตส์กล่าวหาองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมว่า ตั้งใจ และจงใจทำให้ประชาชนอเมริกัน รวมทั้งคนทั่วโลกเชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากภาวะเรือนกระจก ที่มีสาเหตุมาจากคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรมเอาซะเลย

ผม เดาว่าการต่อสู้เรื่องนี้คงเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน และเต็มไปด้วยหลักฐานที่ต่างฝ่ายต่างนำมาแสดงต่อหน้าผู้พิพากษา ทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานที่เป็นตัวหนังสือจากตำราตัวบทกฎหมาย ซึ่งในที่สุดแล้วไม่นานนักศาลก็มีคำพิพากษาออกมาครับ

ศาลสูงแห่งสหรัฐอเมริกากางคำพิพากษา และอ่านว่า “ไม่ สามารถมีใคร หรือหน่วยงานใดจะมีอำนาจไปกะเกณฑ์ว่า คาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจก เป็นต้นเหตุของการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยระบุเอาไว้ในกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดได้ หากไม่สามารถเอาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มายืนยันให้ได้เสียก่อน”

คำ พิพากษาสั้นๆ ครั้งนั้นถูกวิจารณ์กันอย่างมากว่า เป็นคำวินิจฉัยแบบกว้างๆ และตัดสินตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือเท่านั้น และก็ไม่ได้หมายความว่า คาร์บอนไดออกไซด์จะพ้นจากการตกเป็นจำเลยในเรื่องของภาวะโลกร้อน แต่เป็นเหมือนหยุดเรื่องราวนี้ไว้เฉยๆ เพราะเป็นการต่อสู้ในเรื่องของการใช้คำ และข้อกฎหมายมากกว่า

โดย สรุปก็คือ ยังไม่มีความชัดเจน เนื่องจากไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่ระบุชัด ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดเอาไว้ในตัวบทกฎหมาย เพราะการระบุไปในกฎหมายเท่ากับเป็นการบีบบังคับให้สังคมจะต้องเชื่อ และยึดถือเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าคาร์บอนไดออกไซด์คือต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ต่างปรบมือกันกึกก้อง เพราะถือว่าคำพิพากษาของศาลนั้นนับเป็นชัยชนะของพวกเขา

กลับมาปัจจุบันกันครับ แม้ว่าศาลที่สหรัฐอเมริกาจะพิพากษาไว้เช่นนั้นเมื่อ 3 ปี ก่อน แต่ทุกวันนี้มีเหตุผล และข้อพิสูจน์อีกมากมายที่พอจะสรุปได้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์น่าจะเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ซึ่งที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งที่เชื่อและเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อแล้ว

ฝรั่งเศส จะเรียกเก็บภาษีคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับชาวบ้านและภาคธุรกิจ โดยเริ่มปีหน้านี้เลยครับ แม้ว่าก่อนหน้านี้ฝรั่งเศสจะถูกต่อต้านจากภาคธุรกิจ หลังจากเตรียมออกมาตรการเรียกเก็บเงินจากรถยนต์เพราะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ คันละ 32 ยูโรต่อปี แต่สุดท้ายชาวบ้านเมืองน้ำหอมก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายอยู่ดี แต่จ่ายเพียงคันละ 14 ยูโรเท่านั้น

อีก ข้อพิสูจน์หนึ่งเกี่ยวกับคาร์บอนไดออกไซด์มีขึ้นหลังจากเลขาธิการสหประชา ชาติ บอกว่า โลกกำลังเดินไปสู่อเวจีจากผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สหประชาชาติเริ่มรณรงค์ให้ประเทศต่างๆ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการตั้งกลไกระดับโลก เพื่อแบ่งปันข้อมูลด้านภูมิอากาศ และสภาพอากาศของโลก

สิ่งนี้เรียกว่า กรอบบริการอากาศโลก ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นเป็นลำดับขั้น และจะมีผลบังคับใช้ในอีกราว 2 ปีที่จะถึงนี้ ซึ่งกลไกนี้ออกแบบเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนให้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสภาพอากาศที่จะเปลี่ยนไปเร็วๆ นี้

เลขาธิการ สหประชาชาติตั้งความหวังในการลดภาวะโลกร้อนที่การประชุมผู้นำที่นิวยอร์กเขา บอกว่าจะใช้เวทีผู้นำนี้รณรงค์ให้โลกมีการลดภาวะโลกร้อนให้ได้ เพราะเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้จะมีการประชุมเพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่แทนที่พิธีสารเกียวโตที่จะ หมดอายุในปี 2555

สรุปแล้วคาร์บอนไดออกไซด์ก็คือผู้ร้ายในสายตาชาวโลกอยู่ดีนั่นแหละครับ

เลขาฯยูเอ็นไปสวาลบาร์ด

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com:

เลขาธิการสหประชาชาติ บันคีมุน เดินทางไปอาร์กติกเพื่อสำรวจผลกระทบจากโลกร้อน

เพื่อที่จะเป็นข้อมูลในการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติ (ยู เอ็น) ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในเดือนธ.ค.นี้ โดยบันคีมุนได้เดินทางไปเยือนสถานีวิจัยนีอาเลซุนด์ในหมู่เกาะสวาลบาร์ด อันเป็นกลุ่มเกาะที่มีพื้นดินเชื่อมโยงกันแบบที่เรียกว่าอาร์คิเปลาโก เป็นระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ณ บริเวณขั้วโลกเหนือ

รายงานข่าวบอกว่า นี่คือครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเอ็นเดินทางมาเยือนสวาลบาร์ด

สถานีวิจัยบนหมู่เกาะแห่งขั้วโลกเหนือนี้ เป็นที่ชุมนุมของนักวิจัยตั้งแต่ 15–180 คน จากนานาประเทศ โดยขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศว่าจะอำนวยให้พวกเขาลงพื้นที่ขนาดไหน ส่วนใหญ่ก็จะมาทำวิจัยกันเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ธรณีวิทยา ชีววิทยาทางทะเล ธารน้ำแข็งศึกษา รูปร่างและขนาดของโลก และสมุทรศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ตัวยืนที่ประจำอยู่ ณ สถานีวิจัย มาจาก 10 ชาติ คือ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเกาหลีใต้ โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะจะไปรบกวนการทำงานของเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ

บัน คีมุน หวังว่าจะนำประสบการณ์จริงของเขาในสวาลบาร์ดไปกระตุ้นเตือนประชาคมโลกถึงพิษ ภัยของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกน ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นการ “ชี้เป็นชี้ตาย” โลกอันบอบบางใบนี้

“เหตุผลหนึ่งที่ผมเดินทางมาที่นอร์เวย์นี่ ก็เพื่อจะได้เห็นสถานที่ที่โดนผลกระทบเป็นที่แรกกับตาตัวเอง” บัน คีมุน กล่าวในกรุงออสโล ก่อนที่จะเดินทางต่อไปสวาลบาร์ด ซึ่งระหว่างรอการประชุมสุดยอดในโคเปนเฮเกนตอนปลายปี ยูเอ็นได้วางแผนว่าจะมีการประชุมผู้นำระดับสูงของโลกในนิวยอร์กก่อน ในวันที่ 22 ก.ย.

by ThaiWebExpert