แถลงข่าวประจำสัปดาห์ อบก. ส่งเสริมธุรกิจไทย รับมือร่างกฎหมาย “ลดโลกร้อน” ของสหรัฐ

ผู้เขียน: 
กลุ่มประชาสัมพันธ์ สนย.สป.ทส.

Date Posted: 7/17/2009

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ร่วมแถลงข่าวประจำสัปดาห์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อเรื่อง “อบก. ส่งเสริมธุรกิจไทย เตรียมรับมือร่างกฎหมาย “ลดโลกร้อน” ของสหรัฐ ว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ผ่านร่างกฎหมาย “American Clean Energy and Security Act of 2009” (ACES 2009) ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับ “การลดปัญหาโลกร้อน โดยตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 17 ในปี ค.ศ.2005 (พ.ศ.2548) และร้อยละ 80 ในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ.2593) โดยมีมาตรการที่จะใช้ในการดำเนินการหลายด้าน อาทิ การใช้พลังงานหมุนเวียน การประหยัดพลังงานไฟฟ้า การนำเอาเทคโนโลยีสะอาด ตลอดจนการสนับสนุนกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน เป็นต้น

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ อบก. เล็งเห็นว่าในอนาคตร่างกฎหมายฉบับนี้ อาจจะส่งผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศทั้งในด้านบวกและด้านลบที่จะมีต่อประเทศไทย จึงได้เตรียมมาตรการรองรับเรื่องดังกล่าว ซึ่งในเบื้องต้นได้จัดทำโครงการฉลากคาร์บอน (Carbon Reduction Labeling) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อ-ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ผลิตและตลาดสินค้าสิ่งทอที่ลดโลกร้อนในประเทศไทย

ทั้งนี้ในปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการและได้รับฉลากคาร์บอนแล้ว จำนวน 9 ราย คิดเป็นจำนวนผลิตภัณฑ์จำนวน 33 ผลิตภัณฑ์ ดังนี้

- บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ สตรอเบอร์รี่อบแห้ง ตรา ดอยคำ

- บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ ปูนซีเมนต์ ตรา อินทรีเพชร , ปูนซีเมนต์ ตรา อินทรีแดง ,ปูนซีเมนต์ ตรา อินทรีดำ , ปูนซีเมนต์ ตรา อินทรีฟ้า

- บริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ ไม้ฝา ตรา เฌอร่า รุ่นสีธรรมชาติ (ลายชัยพฤกษ์) , ไม้ฝา ตรา เฌอร่า รุ่นสีธรรมชาติ (ลายสัก) , ไม้ฝา ตรา เฌอร่า รุ่นทำสี (ลายสัก)

- บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์ อินดัสตรี้ จำกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่น 50.5 , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นแฮปปี้ , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นมิกซ์ 3 , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นแม็กซ์ดอท , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นกลิ่นสตรอเบอรี่ , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นโซลูชั่น , ถุงยางอนามัย ตรา วันทัช รุ่นสวีททีน

- บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 ตรา ทีพีไอ แดง , ปูนซีเมนต์ผสม ตรา ทีพีไอ เขียว , ปูนฉาบสำเร็จรูป ตรา ทีพีไอ M200 ,ปูนฉาบบล็อคมวลเบา ตรา ทีพีไอ M210 , ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 ตรา ทีพีไอ 229 , ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 3 ตรา ทีพีไอ (ดำ) , ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 5 ตรา ทีพีไอ (ฟ้า) , ปูนซีเมนต์ผสม ตรา ทีพีไอ 199 , ปูนซีเมนต์ผสม ตรา ทีพีไอ 197 , ปูนซีเมนต์เขียว ซูเปอร์ ตรา ทีพีไอ , ปูนซีเมนต์สำหรับงานขุดเจาะบ่อน้ำมัน ตราทีพีไอ (น้ำเงิน)

- บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ น้ำมันปาล์มโอเลอีนบรรจุขวด ตรา หยก , น้ำมันปาล์มโอเลอีนชนิดถุงเติม ตรา หยก

- บริษัท เดอะ สยาม เซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรีส์ จำกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น ตรา SGI - TILES , กระเบื้องบุผนัง ตรา SGI TILES

- บริษัท ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น ตรา คัมพานา (CAMPANA) กระเบื้องปูพื้น ตรา คาซา (CASA)

- บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ไทย) จำกัด ผลิตภัณฑ์ที่ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ได้แก่ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม ตรา Tetra Pak นอกจากนี้

ในอนาคตจะเพิ่มโครงการฉลากคาร์บอนฟุตปริ้นซ์ (Carbon Footprint) โดยโครงการดังกล่าว จะดำเนินการครอบคลุมกระบวนการผลิตครบทั้งวงจร อาทิ การสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในการวิเคราะห์ การจัดการขนาดคาร์บอนที่ปล่อยออกจากตัวผลิตภัณฑ์ ขนส่งสินค้า เป็นต้น ในการนี้ หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจจะเข้าร่วมโครงการและเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) www.tgo.or.th โทร 0-2615-8791-3

Low carbon way 'to reshape lives'

ผู้เขียน: 
Richard Black

Ambitious plans to generate one third of UK electricity from renewables by 2020 form the
centrepiece of government plans for a low carbon future.
Financial packages for wind and wave energy and changes to planning procedures are among key
components of the Low Carbon Transition Plan.
"Smart" meters are to be deployed in 26 million homes by 2020.
The government says the plan will create up to 400,000 "green jobs" without a major hike in energy
prices.
"The strategies we are launching today outline the government's vision for achieving a low carbon
future for the UK, reshaping the way we live and work in every element of our lives," said Business
Secretary Lord Mandelson.
LOW CARBON PLAN
UK Low Carbon Transition Plan: Carbon Budgets Factsheet [289 KB]
Most computers will open this document automatically, but you may need Adobe Reader
Download the reader here
"This is a challenge that every economy is facing, and we are determined that by setting clear policy
now, Britain positions itself to benefit both economically and environmentally from the transition."
The measures are designed to meet the UK target of cutting greenhouse gas emissions by 34% from
1990 levels by 2020, and the EU-derived target of producing 15% of energy from renewable sources
by the same date.
2
Currently, greenhouse gas emissions are about 22% below the 1990 baseline, according to
government figures, including cuts that companies have purchased through the EU Emission Trading
Scheme (ETS).
Every sector of the economy will be expected to cut emissions, although electricity generation and
heavy industry will bear about half of the reductions.
Among the measures designed to stimulate expansion of renewable power are:
• up to £120m to advance the offshore wind industry
• up to £60m to stimulate progress in wave and tidal technologies
• £6m to explore geothermal energy potential
• a new facility to research nuclear technology
• financial incentives for home generation
• the government will exercise powers to speed up grid connection for renewable installations
While the renewables target is 30% share of the electricity sector by 2020, the low carbon target is
40% - the difference implying a 10% share for nuclear.
Seven thousand new wind turbines may rise from land and sea by 2020; and Climate and Energy
Secretary Ed Miliband said resistance to the technology would have to change.
3
"It is important to be sensitive to people's issues around wind power," he told reporters.
"But our default position as a country needs to change. The biggest threat to our beautiful countryside
isn't wind turbines, it's climate change."
In addition, the mission of the regulator Ofgem will be expanded to include a mandate for cutting
emissions.
Many observers believe the targets are stretchingly ambitious.
"We need a sixfold increase in renewable energy generation in just 11 years," commented Tom Delay,
chief executive of the Carbon Trust.
"This can be achieved but will require not just a transformation in technology, but in political, economic
and industrial thinking."
The government says these measures, when combined with an expansion in home insulation and
smart meters, will not raise energy prices up to 2015, though probably will do by 2020.
From 2011, the poorest households will receive mandatory help with fuel bills.
Outside energy and industry, transport emissions are to be tackled though a combination of better fuel
efficiency on the road, electrification of the rail network, the use of sustainable biofuels, infrastructure
for recharging electric vehicles in up to six cities, and measures designed to increase cycling.
Farmers will be asked - and encouraged - to cut emissions by changing agricultural practices, paying
for the creation of woodland, and support for facilities that use farm waste for energy.
4
The government believes the changes will usher in a new post-recession era of sustainable green
growth.
Ministers also say the plan puts the UK in a leadership role in the months leading up to December's
critically important UN climate summit in Copenhagen.
But while generally welcoming the plan, campaigners suggested it did not go far enough.
"The government's plans are good news for UK energy security, jobs and progress towards a low
carbon economy," said Christian Aid's climate policy expert Alison Doig.
"Our fear is that they will not achieve enough to help keep the global temperature rise below 2C (3.6F)
and safeguard people in developing countries from dangerous climate change. We also question
whether the government has shown enough ambition to inspire courageous commitments by other
industrialised countries."
Richard.Black-INTERNET@bbc.co.uk

สินค้าอาหาร-ของใช้ ตั้งรับกฎหมายลดโลกร้อนสหรัฐ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ผู้ผลิตสินค้าตั้งรับกฎหมายลดโลกร้อนของสหรัฐ เข้าคิวติดฉลากคาร์บอนและคาร์บอนฟรุตพริ้นซ์ ชี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในครัวเรือนและใช้ในชีวิตประจำวัน

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์ การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า หลังจากประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ได้แสดงท่าทีและเจตนารมย์ที่จะลดปัญหาโลกร้อน ภายใต้พิธีสารเกียวโต ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระยะแรกที่จะสิ้น สุดลงในปี 2555

หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 1 ของโลกยังไม่ยอมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต แต่ล่าสุดปรากฎว่าทางสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐได้ผ่านร่างกฎหมาย American Clean Energy and Security Act of 2009 ( ACES 2009 ) ซึ่งแม้ขณะนี้จะยังไม่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาก็ตาม

เนื้อหาหลักของกฎหมายดังกล่าว ตั้งเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 17% จากระดับการปลดปล่อยในปี 2548 และ 80% ในปี 2593 พร้อมกับกลไกต่างๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียน การประหยัดพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า การส่งเสริมกองทุนปลูกป่าดูดซับคาร์บอน

นายศิริธัญญ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะหนึ่งในกลไกที่จะคาดว่าจะสหรัฐฯ จะผลักดันออกมาเป็นกฎหมายลูกของ ACES 2009 และจะเกี่ยวข้องกับการส่งออกนำเข้าสินค้าของไทยโดยตรงก็คือ Cap-and-Trade Program เนื่อง จากจะมีการกำหนดปริมาณอนุญาติการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยให้ค้าขายปริมาณอนุญาตได้ รวมทั้งการเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้านำเข้า ที่ต้องผ่านการรับรองก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยหรือลดจากการผลิตสินค้า หรือเรียกว่าฉลากคาร์บอน และคาร์บอนฟุตพริ้นซ์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แต่ขณะนี้ไทย เป็นชาติแรกในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ที่นำร่องกำหนดให้ผู้ประกอบการที่สนใจลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต 10% - 30% ให้ติดฉลากคาร์บอน ปัจจุบันมีการอนุมัติฉลากคาร์บอนรวม 9 ราย จำนวน 33 ผลิตภัณฑ์แล้ว ส่วนโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นซ์ ถือเป็นการตั้งรับการส่งออกสินค้าโดยตรง ปัจจุบันได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ทำการประเมินวงจรชีวิตว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจก นำร่องสินค้า 25 รายการ จะศึกษาแล้วเสร็จปลายปีนี้

“แม้ว่ากฎหมายลูกของสหรัฐที่เตรียมจะออกมาบังคับให้ต้องควบคุมสินค้า ที่ต้องแสดงฉลากคาร์บอน และคาร์บอนฟรุตพริ้นก็ตาม แต่ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีว่า หลังพิธีสารเกียวโต ระยะแรกสิ้นสุดลงในปี 2555 และ อยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาระหว่างประเทศอย่างเข้มข้นก่อนการประชุมอนุสัญญาฯ ที่กรุงโคเปญเฮเกน ประ เทศเดนมาร์กในปลายนี้ จะส่งผลให้ตลาดค้าขายคาร์บอนเครดิตจะยังคงมีอยู่ และคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากความชัดเจนของสหรัฐ ที่อาจเข้าร่วมกับข้อตกลงใหม่ และสหรัฐจะกลายเป็นผู้ซื้อรายใหม่และรายใหญ่ที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอันดับที่ 25 ของโลก มีอัตราการปล่อยก๊าซ 344 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี คิดเป็น 0.7% แต่ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด รวม 82 โครงการและขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของสหประชาชาติแล้ว สามารถลดก๊าซเรือนกระจก 5 ล้านตันคาร์บอนฯ มูลค่า 3 , 000 ล้านบาท ” นายศิริธัญญ์ กล่าว

ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวอีกว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้า ที่ขยับตัวเข้าร่วมลดโลกร้อนส่วนใหญ่เป็นสินค้าใกล้ตัว และอยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ซึ่งกรณีของสินค้า 25 รายการที่กำลังประเมินวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ เช่น เนื้อไก่สด ไก่ย่างเทอริยากิ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ม่าม่า ข้าวหอมมะลิ อาหารบริการลูกค้าสายการบินของ บริษัท การบินไทย มหาชน จำกัด หรือเครื่องดื่มโคคาโคล่ากระป๋อง น้ำผลไม้ รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า สินค้ายางรถยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในส่วนของภาคการขนส่ง โดยเฉพาะองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณารถยนต์เอ็นจีวี 4 , 000 คันที่จะนำเข้าใช้ในระบบขนส่ง ก็ให้ความสนใจที่จะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

อียูเร่งซื้อคาร์บอน บ่นโครงการไทยติดปัญหาที่ปรึกษาช้า

มติชนออนไลน์ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 20:57:53 น.

นายเดวิด ลิปแมน เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมว่าขณะนี้อียูเป็นผู้นำในด้านการหยุดภาวะโลกร้อน โดยภายใน ค.ศ.2020 อียูมีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% ใช้พลังงานทดแทน 20% และลดการใช้พลังงานลง 20% พลังงานทั้งหมด ภายใต้สูตร 20/20/20 ทั้งนี้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป หรือ EU ETS จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของอียูในการนำไปสู่ความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ยืนยันว่าการซื้อขายก๊าซคาร์บอนยังมีต่อไปแน่นอน ซึ่งราคาซื้อคาร์บอนเครดิตในตลาดปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 12 เหรียญยูโร จากปีก่อนอยู่ที่ 20 เหรียญยูโร ซึ่งราคาที่ลดลงมีสาเหตุมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวว่า อบก.จะคงส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตลาดนานาชาติ ทั้งการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน ตลาดจนการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ โดยปัจจุบันมีโครงการไทยที่เข้าร่วมโครงการ Clean Development Mechanism หรือ ซีดีเอ็ม ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการซื้อขายคาร์บอน ทั้งหมด 82 โครงการ แต่มีโครงการที่ผ่านและได้รับเงินจากตลาดซื้อขายเพียง 2 โครงการ คิดเป็นรายได้จากการซื้อขายอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

“ความตื่นตัวของไทยในการเข้าตลาดซื้อขายคาร์บอนของโลกถือว่าช้ามาก และช้ากว่าประเทศอินโดนีเซียด้วย นอกจากนี้ยังติดปัญหาเรื่องการพิจารณารายละเอียดโครงการ ซึ่งอยู่ภายใต้การพิจารณาของที่ปรึกษาซึ่งเป็นองค์กรจากทั่วโลกเพียง 23 องค์กร ถือเป็นจำนวนที่น้อย โดยองค์กรเหล่านั้นยังไม่มีประเทศไทยร่วมอยู่ด้วยเลย”นายศิริธัญญ์กล่าว

นายศิริธัญญ์กล่าวว่าล่าสุดมีองค์กรของไทย 3 องค์กรเสนอตัวเข้าร่วมเป็นองค์กรที่ปรึกษาพิจารณาการโครงการดีซีเอ็มเพื่อซื้อขายคาร์บอน ประกอบด้วย สถาบันไอเอสโอ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งคงต้องรอผลการอนุมัติจากสหประชาชาติ อย่างไรก็ตามหากประเทศไทยสามารถแสดงบทบาทในการซื้อขายคาร์บอน ทั้งโครงการที่ผ่านอนุมัติเพิ่มขึ้น รวมถึงมีองค์กรเข้าไปมีบทบาทในการอนุมัติซื้อขาย จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศและประชาชนในการตระหนักต่อปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปรากฎการณ์ภาวะเรือนกระจก

นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป กล่าวว่ารู้สึกดีที่การบินไทยตื่นตัวจากการประชุมเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนในน่านฟ้าอียู ซึ่งอียูกำลังจะมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมอย่างจริงจังในปี 2555 นี้

จากป่าชุมชนถึงโฉนดชุมชน

ผู้เขียน: 
นวลน้อย ตรีรัตน์

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย หรือ คปท. ได้ออกมาเรียกร้องอีกครั้งหนึ่งให้รัฐบาลดำเนินการในการทำให้การออกโฉนดชุมชน ปรากฏเป็นจริง หลังจากที่ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการชาติเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และได้มีความพยายามผลักดันให้มีการกำหนดนโยบายและแผนการทำงานที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อคนด้อยโอกาส แต่การปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปอย่างเชื่องช้า

ย้อนกลับไปดูความเป็นมาของเรื่องโฉนดชุมชน จะพบว่า รัฐบาลปัจจุบันได้มีการแถลงนโยบายทางด้านเศรษฐกิจต่อรัฐสภาเมื่อเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 โดยกล่าวไว้ในเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตรว่าจะต้องมีการ "คุ้มครองและรักษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมที่ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานแล้ว เพื่อเป็นฐานการผลิตทางการเกษตรในระยะยาว ฟื้นฟูคุณภาพดิน จัดหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนในรูปของธนาคารที่ดิน และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิให้แก่เกษตรกรยากจน และชุมชนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้วในรูปของโฉนดชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเกษตรในรูปของนิคม"

การแถลงนโยบายในเรื่องของ การจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรในรูปของโฉนดที่ดิน เป็นการแทนที่ความล้มเหลวของนโยบายทางด้านการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรในอดีตที่ล้มเหลวมาโดยตลอด ภาคเกษตรเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนมือที่ดิน ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกิน และปัญหาการกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรและขายต่อ มาแล้วอย่างยาวนาน

ดังนั้น ปัญหาการประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลต้องจัดสรรที่ทำกินให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ยากจน จึงเกิดขึ้นเป็นประจำ ต่อเนื่อง และเรื้อรัง

การผลักดันในเรื่องของ โฉนดที่ดินชุมชน และธนาคารที่ดิน เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว จากการสรุปประสบการณ์ร่วมกันของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งพบว่าการแก้ปัญหาในแบบที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรได้ ข้อสรุปนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดต่อการแก้ปัญหาที่ทำกินแบบใหม่ เนื่องจากการมีเอกสารสิทธิแบบถือครองเดี่ยว หรือการมีเอกสารสิทธิที่สามารถนำไปจำนองกับธนาคารได้ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรต้องสูญเสียที่ดินไป การสูญเสียที่ดินเหล่านี้ มีความสลับซับซ้อน และมีความสัมพันธ์ร่วมกับปัญหาทางด้านโครงสร้างการผลิต และตลาดสินค้าเกษตรซึ่งมีผลให้เกษตรกรจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินโดยใช้ที่ดินค้ำประกัน และเมื่อการผลิตล้มเหลวหรือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ก็มีผลให้เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียที่ดินทำกินไปโดยง่าย

ขณะเดียวกันแรงของการเก็งกำไรที่ดิน มีผลทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น มีผลทำให้เกษตรกรบางส่วนขายที่ดินทำกินของตนเองออกไป และไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นในการหาเลี้ยงชีพได้ ต้องกลับมาเรียกร้องขอให้รัฐจัดสรรที่ดินทำกินให้อีก

นอกจากนี้แล้วปัญหาการทับซ้อนของสิทธิในที่ดินระหว่างรัฐและชาวบ้านก็มีปัญหากันมาโดยตลอดมากกว่า 20 ปี เช่นการประกาศเขตป่า หรือที่ดินสาธารณะ ทับที่ดินทำกินเดิมของชาวบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐและชาวบ้านมาอย่างยาวนาน นำมาสู่ความรุนแรงถึงขั้นการลอบสังหาร การจับกุมและฟ้องร้องชาวบ้าน ปัญหาเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินของเกษตรกร

แนวคิดนี้ จึงมิใช่เป็นการออกเป็นโฉนดชุมชน เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือเท่านั้น เพราะเกษตรกรแต่ละรายไม่สามารถนำที่ดินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือขายออกไปได้ เพราะมีชื่อร่วมกันเป็นกลุ่ม เพราะเกษตรกรเองก็ต้องการเงินทุนมาในการดำเนินการ หรืออาจจะมีบางรายที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพไป ดังนั้น การดำเนินการจึงต้องมีการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อเกษตรกรรมด้วย โดยเกษตรกรที่ต้องการจำนองหรือขายที่ดินสามารถดำเนินการผ่านธนาคารที่ดินของชุมชน ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์โดยทั่วไปเหมือนในอดีต โดยมีกฎว่าจะต้องจำนองหรือขายคืนให้กับธนาคารที่ดินเท่านั้น ในราคาที่เป็นธรรมที่ชุมชนร่วมกันกำหนด ไม่ใช่ราคาตลาดเพื่อการป้องกันไม่ให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของนักเก็งกำไรที่ดินจากภายนอก เพราะธนาคารที่ดินจะรับซื้อที่ดินไว้ และขายต่อให้กับเกษตรกรในชุมชนที่ยังมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ หรือรอขายคืนให้กับเกษตรกรรายเดิม ทั้งโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน จึงน่าจะเป็นระบบการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรรายย่อย เกษตรกรยากจน เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินหรือมีที่ทำกินไม่เพียงพอ ได้อย่างมีประสิทธิผลโดยมีชุมชนเป็นผู้กำกับควบคุม และยังสามารถรักษาที่ดินไว้เพื่อเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้การให้เกษตรกรเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรทั้งทางด้านการผลิต การตลาด เพื่อให้เกิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และจะต้องสร้างเสถียรภาพทางด้านรายได้ให้กับเกษตรกร

หลักการสำคัญของโฉนดชุมชนที่เสนอโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ก็คือ ต้องมองว่าที่ดินเป็นฐานชีวิตสำคัญของชุมชนเกษตรกรรมรายย่อย เพราะที่ดินเป็นทั้งปัจจัยการผลิต แหล่งพึ่งพิงเพื่อสภาพการดำรงชีพ ดังนั้น การจัดการที่ดินจึงมีความแตกต่างจากการใช้ฐานคิดแบบระบบตลาดที่มองที่ดินเป็นสินค้า ปล่อยให้มีการเก็งกำไรซื้อขาย แลกเปลี่ยนกันอย่างเสรี

กล่าวคือ ต้องเอาที่ดินออกจากระบบกลไกตลาด ที่ดินจึงควรเป็นเจ้าของโดยชุมชน ให้ชุมชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินร่วมกัน ไม่ควรมีการถือครองในรูปแบบกรรมสิทธิ์เป็นรายบุคคล ไม่ควรถูกนำมาซื้อขายในกลไกตลาด หากผู้ใดไม่ใช้ประโยชน์ให้คืนสิทธิการใช้ประโยชน์แก่ชุมชนผ่านองค์กรที่บริหารจัดการ และอาจได้รับค่าชดเชยบางระดับที่ไม่ใช่ราคาที่ดินท้องตลาด การรวมกลุ่มและกำหนดให้เป็นพื้นที่ทางการเกษตรยังมีความสำคัญในการที่จะมีการส่งเสริม และพัฒนาพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมกับการเป็นพื้นที่เกษตรกรรม

โฉนดชุมชนจึงเป็นการดำเนินการคุ้มครองสิทธิที่เป็นทั้งของเอกชน ควบคู่กับสิทธิร่วมของชุมชน โดยสิทธิในที่ดินของเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ สามารถเปลี่ยนมือได้ และสามารถตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ เป็นสิทธิด้านปัจเจกของผู้ที่เป็นเจ้าของแต่ละราย แต่ขณะเดียวกันก็มีสิทธิของชุมชนมากำกับร่วมด้วย โดยสิทธิด้านชุมชนจะเข้ามาควบคุมเพื่อให้สามารถรักษาที่ดินไว้เพื่อเกษตรกรรมต่อไปได้ โดยมีการสร้างกลไกสำหรับคนที่ต้องการขาย ต้องขายให้กับธนาคารที่ดินเท่านั้น ที่ดินจะได้ถูกจัดสรรต่อไปให้กับเกษตรกรรายอื่นที่ต้องการที่ทำกิน เช่นนี้ ที่ดินที่อยู่ในชุมชน ก็จะถูกคุ้มครองให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำหรับคนในชุมชนในระยะยาว โดยไม่ต้องถูกเปลี่ยนมือ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ไปสู่อย่างอื่น

แม้ว่าจะยังไม่มีกฎหมายออกมารับรองสิทธิในเรื่องนี้ แต่ในหลายพื้นที่ได้มีการดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว

ประเด็นในเรื่องโฉนดชุมชน มีฐานคิดที่ไม่แตกต่างมากนักจากกรณีของ ป่าชุมชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่า แนวคิดเรื่องป่าชุมชน ได้ถูกผลักดันมานานกว่า 10 ปี นับเป็นร่างกฎหมายฉบับแรกที่ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชนได้ถูกยื่นให้สภาพิจารณาตั้งแต่ปี 2543 ผ่านมาหลายรัฐบาล ร่างได้ถูกปรับแก้ไขหลายครั้งหลายหน จนแตกต่างจากร่างที่ประชาชนเสนอในครั้งแรกไปมากพอดู ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน ได้ผ่านการลงมติในรัฐสภา สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาว่า ร่างฉบับนี้ไม่สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ต้องยกเลิกไป เนื่องจากผู้เข้าร่วมประชุมและลงมติไม่ครบองค์ประชุม

เนื่องจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายเรื่องโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินต่อรัฐสภา ก็คาดหวังว่า รัฐบาลจะทำเรื่องนี้ให้ปรากฏเป็นจริงโดยเร็ว

อย่าให้เหมือนกรณีป่าชุมชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่จริงใจของภาครัฐต่อการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร แม้ว่าจะได้มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม

โลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

ผู้เขียน: 
วรัญญา ศรีเสวก

อาจเป็นเพราะเริ่มต้นทำงาน วันเริ่มของวันหยุดยาวเข้าพรรษา ปริมาณรถยนต์ บนท้องถนนในกรุงเทพฯจึงเงียบโล่งกว่าปกติ การคำนวณระยะเวลาจากบ้านไปถึง ที่นัดหมายจึงเร็วกว่าที่คาดเกือบๆ ชั่วโมง ทางเลือกในสถานที่ที่ไม่ค่อยรู้จักไม่มีอะไร ดีมากไปกว่าการเลือกหาที่นั่งที่เหมาะเพื่อรอให้ถึงเวลานัดหมาย

บนเคาน์เตอร์บริการตัวเอง นอกเหนือจากโบรชัวร์นานาสารพัน ที่ว่าด้วยเรื่องกาแฟ ความรับผิดชอบขององค์กร แผ่นป้ายเล็กๆ ที่ใส่กรอบพลาสติกตั้งอยู่ เป็นคำประกาศ ของร้านกาแฟที่ขอเรียกคืนสินค้า เครื่องบดกาแฟ ที่เคยมีวางจำหน่ายโดยสมัครใจ ประมาณว่าขอให้ผู้ที่ซื้อ เครื่องบดกาแฟชนิดนี้ไปให้มาคืนสินค้าที่ร้าน เพราะเครื่องดังกล่าวอาจจะไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอ...

กลับมานั่งเปิดหนังสือพิมพ์ เจอบทสัมภาษณ์ของ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ แห่งเครือ ซี.พี. ที่พูดถึงกลยุทธ์การปรับตัวให้อยู่รอด ดร.อาชว์พูดในทำนองว่า มาตรฐานอย่าง ISO 14001 ISO 26000 ฯลฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบธุรกิจ จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากยังต้องการดำรงอยู่

เขาบอกว่าธุรกิจต้องปรับตัวในโลก ที่สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนเดิม

อ่านแล้วนึกถึงคนทำรายการบันเทิง "พี่แต๋ง" "ภูษิต ไล้ทอง" หนึ่งในสมาชิก "เฉลียง" ที่มีโอกาสได้นั่งลงคุยกันวันก่อน ที่พยายามใส่สำนึกด้านสิ่งแวดล้อมไปในรายการตลก เพราะเชื่อว่าสื่อทำให้คนเปลี่ยนได้ แม้จะเป็นคนกลุ่มรากหญ้า เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนวิธีคิดของคนที่ยังบริโภคนิยมแบบสุดโต่งไม่ได้ โลกก็จะไม่มีวันเปลี่ยน

วิธีคิดของเขาก็เป็นการทำรายการตลกในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม... ในโลกที่สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาใหญ่

ถึงวันนี้แม้หลายคนจะออกอาการเอียนกับแคมเปญการตลาดที่แต่ละแบรนด์ แต่ละค่ายขนออกมาแข่งกันตามกระแส แต่ถ้ามองในภาพกว้างจะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังกระจายไปยัง ทุกจุดบนโลกที่มากกว่าแค่การตลาด ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดจิ๋ว กระทั่งการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ของผู้คน

จะ "กูเกิล" เสิร์ชเอ็นจิ้นบิ๊กเนม "วอร์เนอร์ บราเธอร์ส" ธุรกิจบันเทิง ระดับโลก "ลอรีอัล" ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องสำอาง หรือจะธุรกิจเกิดใหม่อย่าง responsibletravel ธุรกิจเล็กๆ ใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแฟชั่นในบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ก็ใช่ทั้งนั้นที่กำลังพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองไปบนเส้นทางสีเขียว

"กูเกิล" ถึงกับประกาศโครงการสีเขียวขนาดใหญ่ ในการสร้างสมดุลคาร์บอน โดยใช้น้ำเสียนำกลับมาเป็นพลังงาน "วอร์เนอร์ บราเธอร์ส" ก็หันมาใช้ ไฟฟ้าจากโรงงานผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ของตัวเอง "ลอรีอัล" ประกาศที่จะเป็นตัวอย่าง "องค์กร เพื่อสังคม" และให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสีเขียว และประสบความสำเร็จในการสร้าง โมเลกุลใหม่ ที่ตลอดกระบวนการสร้าง จนการสลายไปไม่ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมเลย

ในธุรกิจใหม่ๆ ก็เช่นกัน responsibletravel ในอังกฤษ เป็นธุรกิจท่องเที่ยว ที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งสอนให้คนรู้จักและ เคารพกับวัฒนธรรม สถานที่ และสิ่งแวดล้อม อย่างการระมัดระวัง เมื่อต้องไปท่องเที่ยวธรรมชาติในสถานที่ ที่เปราะบาง เช่น เดินป่า ถ้าเดินคนหรือสองคนอาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าขึ้น หลักร้อยเมื่อไหร่จะกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติ

ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ ในอาร์เจนตินา ก็พยายามที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เสื้อแจ็กเกต ที่ติดแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถชาร์จไฟ ไอพอดได้

แม้จะเป็นนักบริโภคแบบสุดโต่ง แต่ปัจจุบันคนอเมริกันส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจกับสินค้าและบริการและเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ความนิยมในบริการคาร์พูล ในการเดินทางไปสนามบินพร้อมกัน หลายๆ คนโดยจองผ่านออนไลน์ ซึ่งทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อย่าง ซานฟรานซิสโก ลอนดอน ประเทศอังกฤษ กระทั่งในนิวเดลีที่บริการในลักษณะนี้ กำลังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

คล้ายกับบริการใหม่ซึ่งเป็นที่จอดจักรยาน พร้อมล็อกเกอร์เก็บของและห้องอาบน้ำ ที่เตรียมไว้ให้บริการกับผู้คนในเมืองที่ใช้จักรยานในการเดินทางแทนรถ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ หลายๆ จุดที่กำลังกลายเป็นภาพใหญ่ทั่วโลก ที่ถึงบรรทัดนี้...ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่การทำธุรกิจ ที่ไม่ต้องคิดถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เพราะคิดว่ายังมีทรัพยากรเหลือเฟือ การใช้ชีวิตด้วยการบริโภคแบบเกินพอดี และฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น กำลังถูกท้าทายให้ทั้งคน-ธุรกิจ-สังคมจำเป็นต้องทบทวน

เพราะโลกไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว !!

การเจรจาการค้า และ สิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ในเดือนธันวาคมปีนี้จะมีการจัดประชุมครั้งสำคัญโดยองค์การสหประชาชาติในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นานาประเทศและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องได้เริ่มเตรียมพร้อม โดยการจัดประชุมและจัดเตรียมเอกสารเบื้องต้น ทั้งนี้ซึ่งรวมถึง องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเตรียมเอกสารหัวข้อ 'Trade and Climate Change' ร่วมกับ UNEP บทความวันนี้จึงจะเล่าถึงรายงานดังกล่าวพอสังเขป

องค์ความรู้ในปัจจุบัน 'เกือบ' จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า 'ภาวะโลกร้อน' เกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบว่าอุณหภูมิผิวโลกเพิ่มขึ้น 0.74 º c ในรอบร้อยปี แต่หากรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปด้วยแล้วภาวะโลกจะร้อนขึ้นถึง 1.8° - 2.0ºc ขณะที่หน่วยงาน International Energy Agency มีรายงานว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าอาจจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ90 จากวันนี้จนถึงอีก 20 ปีข้างหน้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน ประเทศพัฒนาแล้วมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (อัตราต่อหัวประชากร) มากกว่าชาติกำลังพัฒนาถึง 4 เท่าตัว แต่ในปัจจุบันชาติกำลังพัฒนามีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2 ใน 3 ของทั้งหมด อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซสูงร้อยละ2.5ต่อปี ขณะที่ชาติพัฒนาแล้วมีอัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.5

ผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกมีต่อทั้งสังคมและเศรษฐกิจ หากพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถแยกแยะได้ดังนี้ ผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาจะสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเศรษฐกิจมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงอีกทั้งการปรับตัวของคนหรือนโยบายทำได้ลำบากเพราะมีพื้นฐานของความยากจน ปัญหาทางสุขภาวะขั้นพื้นฐาน ของประชากร และการขาดแคลนอาหาร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าแยกแยะออกตามภาคเศรษฐกิจได้ดังนี้ 'ภาคเกษตรกรรม' ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ประเทศเขตร้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาจะมีผลผลิตธัญพืชลดลงร้อยละ 5-10 เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น1° c ขณะที่ประเทศเขตหนาวจะได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิสูงขึ้นเพราะสามารถเพาะปลูกได้ดีขึ้นเมื่อมีอากาศอุ่นขึ้น แต่ถ้าหากอุณหภูมิสูงกว่า 3º c จะทำให้ผลผลิตของโลกโดยรวมลดลงสุทธิ โดยเฉพาะคาดว่าประเทศในทวีปแอฟริกาจะมีผลผลิตลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเท่านั้น 'ภาคบริการ' ก็ได้รับผลกระทบในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยา ส่วนอุตสาหกรรมการขนส่งก็จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของมรสุมหรือระดับน้ำในแม่น้ำที่ใช้ขนส่งสินค้าเป็นต้น นอกจากนี้ 'ภาคการประมงและการป่าไม้' ก็จะได้รับผลกระทบทางตรงจากการที่โลกร้อนขึ้นเช่นกัน

ปัญหาดังกล่าวอธิบายด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศได้อย่างไร ความสัมพันธ์ของการค้าระหว่างประเทศและการปล่อยภาวะก๊าซเรือนกระจกมีทั้งหมด 3 ช่องทางด้วยกัน คือ ผลกระทบจากขนาด (Scale effect) คือการค้าที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีทั้งการผลิตและการขนส่งมากขึ้น ทำให้มีการใช้พลังงานจำนวนมากและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซภาวะเรือนกระจกสูงขึ้น ผลกระทบจากองค์ประกอบทางการค้า (Composition effect) คือการค้าทำให้เกิดการปรับโครงสร้างการผลิตโดยอาศัย 'หลักการความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ' ทำให้มีการโยกย้ายการผลิตจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะความเข้มข้นของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างกัน และประการสุดท้ายคือ ผลกระทบทางด้านเทคนิค (Technical effect) คือการค้าทำให้เกิดการแข่งขันและมีการลดต้นทุนการผลิตลง และเป็นผลดีกับการค้าสินค้าที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งการค้าจะนำไปสู่การเติบโตของรายได้ และคนที่มีรายได้สูงจะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้ามมีข้อโต้แย้งว่า การที่ชาติบางชาติรวยขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้นเพราะขาดความรับผิดชอบ

มาตรการที่ใช้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ มาตรการลดการปล่อยและการดูดซับคาร์บอนของก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และมาตรการการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจาก ก๊าซเรือนกระจก (Adaptation) มาตรการแรกนั้นเป็นมาตรการระดับนานาชาติ ซึ่งมีการเจรจาในระดับนานาชาติว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือทางด้านเงินทุน เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างชาติกำลังพัฒนาและชาติพัฒนาแล้ว ทั้งนี้มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รองรับในการตั้งเป้าหมายเพื่อการลดระดับภาวะโลกร้อน และระดับการปล่อยก๊าซ ส่วนมาตรการหลังโดยหลักแล้วจะขึ้นอยู่กับแนวทางการดำเนินงานของแต่ละประเทศซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมทางด้านการเมือง ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และระดับรายได้ อาทิเช่น การวางนโยบายรองรับภาวะแล้ง หรือ ภาวะน้ำท่วม และการลงทุนด้านสาธารณูปโภค เพื่อเตรียมรับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง

การเจรจาในเดือนธันวาคมนี้จึงมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่งว่าแต่ละชาติจะเดินไปในทิศทางใด และจะมีความร่วมมือกันได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) ที่จะมีพันธะกรณีแรกสิ้นสุดลงในปี 2555

ACIA เปิดเสรีลงทุนอาเซียน เกษตร-ป่าไม้-อุตฯผลิต-ประมง-เหมืองแร่

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ในปี 2553 ภายใต้กรอบข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) สำหรับ 10 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า นอกเหนือจากเงื่อนไขที่ต้องเปิดเสรีการค้าลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายให้เหลือ 0% (ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางรายการ), ยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แล้ว ยังมีเรื่องของการเปิดเสรี การลงทุน ที่ต้องเปิดให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนเข้ามาถือหุ้นข้างมากในบางกิจการที่ประเทศไทยเคยสงวนไว้ได้

ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลภาคการลงทุน นางวาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า กรอบความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Agreement หรือ AIA) เป็นแผนงานหนึ่งของการดำเนินการตามกรอบ AEC ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงร่วมกันเมื่อปี 2538 โดยหลักสำคัญของความตกลง AIA คือ ภายในปี 2553 ประเทศสมาชิกจะต้องเปิดเสรีการลงทุนใน 4 สาขา คือ การผลิตแป้งจากข้าว

และพืชไร่, การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ, การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ในบัญชี 3 ของกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย

ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14ที่หัวหิน ได้ลงนาม การปรับปรุงข้อตกลงด้านการลงทุนอาเซียน เป็น ACIA (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) โดยผนวกกันระหว่าง

ความตกลง AIA เดิม กับความตกลง ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ASEAN Investment Guarantee Agreement หรือ IGA) ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก

คือ การเปิดเสรีการลงทุน, การให้ความคุ้มครองการลงทุน, การส่งเสริมการลงทุน และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ครอบคลุมการเปิดเสรีการลงทุนในธุรกิจ5 สาขา

ได้แก่ เกษตร, ป่าไม้, อุตสาหกรรมการผลิต, ประมง และเหมืองแร่ เป็นการเปิดเสรีให้สิทธิกับนักลงทุนอาเซียนเท่ากับนักลงทุนไทย ซึ่งแต่ละประเทศสามารถเลือกเปิดเสรีสาขาต่างๆ ได้ตามสมัครใจเมื่อพร้อม โดยให้ทยอยเปิดเสรีไปเรื่อยจนถึงปี 2558 และผ่อนปรนหรือยกเลิก ข้อจำกัดที่เป็นต่อการลงทุนที่เคยผูกพันไว้ในความตกลง AIA

ปัจจุบันไทยต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนสามารถ ถือหุ้นได้มากถึง 60%

ในกิจการเหมืองแร่ ที่เดิมเป็นกิจการในบัญชี 2 ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 50% แต่เหตุที่ต้องเปิด เนื่องจากไทยได้ให้สิทธิพิเศษนี้แก่ออสเตรเลีย ภายใต้ความตกลงเขตการค้าไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และซึ่งเงื่อนไขในกรอบอาเซียนมีข้อระบุว่า หากประเทศในกลุ่มอาเซียนดำเนินการให้สิทธิพิเศษใดๆ กับประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนก็จะได้สิทธิพิเศษนั้นโดยปริยายด้วย

"สิ่งที่จะต้องดำเนินให้แล้วเสร็จภายใน 2553 คือ เปิดเสรีการลงทุนใน 4 สาขาข้างต้น ตามพันธกรณีความตกลง AIA เดิม โดยขณะนี้ BOI ได้จัดทำประชาพิจารณ์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง ที่จะเปิดให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นในธุรกิจดังกล่าว50-51% ได้หรือไม่ ซึ่งเอกชนก็ไม่คัดค้าน พร้อมสนับสนุนให้เปิด

ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการถามความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นก็จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเปิดเขตการค้าเสรี ส่งให้คณะกรรมการเศรษฐกิจระหว่างประเทศพิจารณาต่อ และสรุปเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ และขั้นตอนสุดท้ายเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาอนุมัติให้ดำเนินการตามกรอบที่ตกลงไว้" นางวาสนากล่าว

หลังจากนี้จะรายงานในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนั้นทุกประเทศจะต้องมีการจัดทำ ปรับปรุงรายการข้อสงวนต่างๆ สำหรับสาขาที่ยังไม่พร้อมเปิดเสรี รวมทั้งมาตรการที่เป็นเงื่อนไขในการลงทุนต่างๆ เสนอในที่ประชุมด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบตอนนี้ เวียดนาม กัมพูชา เขาทำเสร็จแล้ว

แต่ไทยทั้งที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมยังทำไม่เสร็จ ก็ต้องมีการนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบ พร้อมเร่งรัดให้มีการดำเนินการตามต่อไป

การเปิดเสรีที่กล่าวถึงไม่ได้หมายความจะเปิด 100% แม้เงื่อนไขต้องเปิด แต่ไทยยังมีกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่ด้วย เช่น พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจต่างด้าว สำหรับ 4 กิจการที่เปิดเสรีไม่ได้เป็นกิจการที่ต่างชาตินิยมมาลงทุน ถ้าไทยเปิดอาจจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่มีทรัพยากรจำนวนมาก

เช่น กิจการประมงในพม่า หรือกรณีของกิจการป่าไม้ปลูกป่า แม้จะเปิดแต่ยังมีกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่ หรือกรณีเหมืองแร่ โอกาสที่นักลงทุนอาเซียนจะมาลงทุนมีน้อยมาก เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญพอ ต่างกับออสเตรเลียที่เขามีความชำนาญมากกว่า

ดังนั้นการเปิดเสรีครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่น่ากังวล ไม่มีผลกระทบ แต่เป็นการแสดงสปิริตที่จะต้องทำตามเงื่อนไขสัญญา ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือต่างๆ ได้ เพราะหากไทยไม่เปิดเสรีสาขาดังกล่าวภายในปี 2553 ก็จะเป็นการผิดพันธกรณี เสียภาพพจน์ และประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้

จับตาพิธีสารลดโลกร้อนฉบับใหม่

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

จากการประชุม AWG-KP: และ AWG-LCA:6 ระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ กรุงบอนน์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อจัดทำกรอบกติกาโลกฉบับใหม่ที่จะใช้ดำเนินการเพื่อรับมือแก้ไขปัญหาโลกร้อนหลังปี ค.ศ. 2012 มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีความก้าวหน้าและผลที่เกี่ยวโยงถึงประเทศไทย ซึ่ง ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักวิจัยในชุดพัฒนาความรู้ และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุพาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน (MEAs lntelligence Unit) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ ได้นำเสนอให้เห็นภาพของการประชุมในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

“ที่กรุงบอนน์ผลการประชุม AWG-KP:8 มีความก้าวหน้าพอสมควรในแง่เนื้อหาเรื่องตัวเลขการลดก๊าชเรือนกระจก ที่ประชุมได้เริ่มกระบวนการพิจารณาเป้าหมายลดก๊าชเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในแง่เป้าหมายรวมและรายประเทศ” ดร.ชโลทรสรุป พร้อมระบุ ประธานขอให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ที่ยืนข้อเสนอเกี่ยวกับตัวเลขเป้าหมายลดก๊าชของประเทศในภาคผนวก 1 ให้คำอธิบายเกี่ยวกับที่มา วิธีพิจาณา พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ อภิปรายและชักถามข้อสงสัย

นักวิชาการผู้นี้ยังระบุว่าในภาพมีข้อเสนอวิธีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายสองแนวทาง โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเสนอให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ภายในของประเทศ และไมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งรับภาระมากจนเกินไป ซีกกลุ่มประเทศ G77 เสนอให้พิจาณาความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์ในการกำหนดเป้าหมายรวม หากต้องการจะบรรลุเป้าหมายการควบคุมการปล่อยก๊าชเรือนกระจกของมนุษย์ไม่ให้ถึงระดับเป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(UNFCCC) และทำการจัดสรรระหว่างประเทศ โดยใช้เกณฑ์ที่เป็นภววิสัย ในที่นี่หมายถึงเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้

จากงานวิจัยต่างๆ ที่กลุ่มประเทศ G77 นำมาใช้ในการประชุม ดร.ชโลทรสรุปว่า ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อย 25-40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2020 และทำให้ได้ร้อยละ 80-95 ภายในปี 2050 เพื่อที่จะคงความเข้มข้นของก๊าชคาร์บอนไซด์ในบรรยากาศที่ 450 ppm นี่คือตัวเลขที่คุยกันมากทีสุด

นอกจากนั้นประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศเสนอตัวเลขลดการปล่อยก๊าช เช่น สหภาพยุโรป (EU) ลดร้อยละ 20-30 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 นอร์เวย์ ลดร้อยละ 30 สวิตเซอร์แลนด์ลดร้อยละ 20-30 ยูเครนเสนอลดร้อยละ 17 ญี่ปุ่นร้อยละ 15 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2005 แคนาดา ลดร้อยละ 20 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2006 ด้านออสเตรเลีย จะลดร้อยละ 5-25 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2000

แล้วยังมีตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าชรวมของประเทศพัฒนาแล้วทีมีการนำเสนอ ซึ่ง ดร.ชโลทรได้ประมวลข้อเสนอต่างๆ มาบอกด้วยว่า ร้อยละ 25 คือ ตัวเลขขั้นต่ำสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วเสนอ ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G77) ส่วนใหญ่เสนอให้เสนอให้ร้อยละ 40 ประเทศหมู่เกาะซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะโลกร้อนก็เสนอให้ลดร้อยละ 45 ยังฟิลิปปินส์เสนอให้ลดร้อยละ 50 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 และอินเดียเสนอให้ประเทศพัฒนาแล้วลดร้อยละ 79.2 ภายในปี 2020 จากปี 1990

ประเด็นจำนวนและระยะเวลาของข้อผูกมัด ก็มีกลุ่มที่เสนอ 5 ปี ระบุว่า ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ระยะ 5 ปี จะเข้าพอดีกับการกำหนดการของรายงาน IPCC ฉบับที่ 5 ขณะที่อีกกลุ่มเสนออยู่ที่ 8 ปี ต้องการให้สัญญาณระยะยาวสำหรับภาคเอกชน ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เสนอพิจารณาปรับได้กลางทาง ถ้าถามตน เห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ปีที่สุดเพราะความรู้จากงานวิจัยเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้ามีการกำหนดพันธกรณีบังคับใช้แล้วอย่างยาวนานจนเกินไป จะไม่สามารถปรับตัวได้

เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในการประชุมเป็นการถกกันเรื่องปีฐานในการกำหนดเป้าหมายโดยกลุ่ม G77 กลุ่ม EU และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกมีแนวโน้มสนับสนุนการใช้ ปี 1990 เป็นฐานตามเดิม ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พิธีสารเกียวโตกำหนดไว้

นักวิจัยคนเดิมยังกล่าวถึงเกณฑ์การจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่ม G77 มีแนวโน้มจะสนับสนุนการคำนวณโดยใช้สูตรหลัก ซึ่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโจมตีคัดค้าน อ้างความเป็นรัฐอธิปไตย สูตรที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเสนอไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศอื่นๆ ได้เพราะแต่ละประเทศมีแนวทางกำหนดหลักสูตรของตัวเอง หลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่นำเสนอกัน มีตั้งแต่ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในอดีต การปล่อยก๊าชในปัจจุบัน อัตราปล่อยก๊าชเรือนกระจกต่อจีดีพี ความรับผิดชอบในอนาคตจนกระทั่งความเติบโตของจำนวนประชากร

และที่สำคัญคือ ดร.ชโลทร เผยว่า การประชุม AWG-KP: 8 ที่บอนน์ เห็นข้อเสนอพิธีสารใหม่ภายใต้ UNFCCC ที่ถูกวางบนโต๊ะ “ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกา ทูวาลูและคอสตาริกา เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีภาระในการลดก๊าชเรือนกระจก ถือเป็นการขยายกรอบพันธกรณีให้กว้างกว่าประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนออสเตรเลียและ EU เสนอให้เพิ่มก๊าชเรือนกระจกอีก 3 กลุ่มก๊าช จากเดิมที่กำหนดไว้ 6 กลุ่ม

แล้วยังมีข้อเสนอการปรับแก้พิธีสารเกียวโตในส่วนที่เกี่ยวกับเป้าหมายการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก โดยเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 37 ประเทศ ล่ารายชื่อให้ประเทศอื่นๆ สนับสนุนตัวเลขการลดปล่อย ของประเทศพัฒนาแล้ว ให้ลดร้อยละ 40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 ขณะที่ประเทศไทยสงวนท่าทีในการเข้าร่วมกับข้อเสนอของกลุ่ม 37 ประเทศนี้

“ตัวเลขซึ่งโฟกัสกันอยู่ให้คงที่ที่ 450 pm เพื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ไห้เพิ่มขึ้น 2 องศา หลายประเทศพอใจ แต่บางประเทศเสนอให้คาร์บอนในบรรยากาศเข้มข้นกว่านี้ ผมเห็นว่า 2 องศา มีโอกาส 50:50 ที่จะล้ำเส้นสู่ระดับอันตราย เกิดหายนะของโลก ถ้าจะบรรเทาความรุนแรงของเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต้องกำหนดจุดที่ก๊าชคาร์บอนในบรรยากาศคงที่ในอัตราทีต่ำกว่านี้”

ดร.ชโลทรทิ้งท้ายว่า หากประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ต้องลดการปล่อยก๊าช ประเทศพัฒนาแล้วต้องทำมากกว่าเราและถ้าทำร่วมกัน มีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่มีใครเสียเปรียบกันมากนัก ขึ้นกับการเตรียมมาตราการความพร้อม และวางแผนรับมือ ที่จะมีพันธกรณีในอนาคต ทั้งแผนการใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม เกษตร คมนาคม ฉะนั้น เมื่อใดที่ไทยต้องลดการปล่อยก๊าชในประเทศ ก็แสดงว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต้องทำ ถือเป็นการการะจ่ายภาระ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากต้องมีพันธกรณีในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในการเจรจาที่บอนน์ครั้งนี้ นอกจากความก้าวหน้าเรื่องการลดก๊าชของประเทศพัฒนาพัฒนาแล้วจากเวที AWG-KP:8 ยังมีการประชุม AWG-LCA : 6 เป็นวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับความร่วมมือระยะยาวในการลดภาวะโลกร้อนทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

อารีย์ วัฒนาทุมมาเกิด สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นำเสนอความก้าวหน้าของการเจรจาให้ฟ้งว่า ความร่วมมือในการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ยึดหลักมีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่าง โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องเป็นผู้นำในการลดก่อน และอุณหภูมิของโลกสูงไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส และความเข้มข้นของก๊าชเรือนกระจกในชั้นบรรยายอากาศอยู่ระหว่าง 350-450 ppm ในระยะสั้นกลุ่มประเทศ G77 และจีนเรียกร้องให้ลดการปล่อยจากปีฐาน 1990 ภายในปี 2020 ระยะกลางให้ลดร้อลยละ 70-95 ภายในปี 2050 บนพื้นฐานและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้านสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2020 ในระยะยาวให้ใด้ร้อยละ 50 ภายในปี 2050 ด้านประเทศในกลุ่มหมู่เกาะเรียกร้องให้ลดร้อยละ 45 โดยเน้นให้เห็นถึงผลกระทบ ซึ่งจะรุนแรงและยิ่งขึ้น จะเห็นว่าตัวเลขใกล้เคียงกับการประชุม AWG: KP 8

“ประเทศที่กำลังพัฒนาเน้นว่า ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ทุกประเทศต้อดำเนินการพันธกรณี Key: Word คือ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดก๊าชเรือนกระจกภายใต้ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชในอดีต และที่สะดุดตาในการประชุมที่บอนน์มีการหารือแนวทางในการลดก๊าซ Text เกี่ยวกับข้อตกลงหรือการดำเนินการด้านลดก๊าชของประเทศกำลังพัฒนา เอกสารหนามากและมี Option มาก แต่ Text ประเทศพัฒนาแล้วบางมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องระวัง” อารีย์กล่าว

ประเด็นการปรับตัวที่ประชุมก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายประเทศ อารีย์ได้สรุปว่า กลุ่ม G77 และจีน เน้นถึงความจำเป็นเรื่องการปฏิบัติการภายในประเทศและระหว่างประเทศ ด้านประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องว่า การลดและการปรับตัว ทั้งสองสิ่งนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนไทยเรียกร้องเสนอให้กลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 2 สนับสนุนเงินที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว ด้านญี่ปุ่นแคนาดา และออสเตรเลีย เสนอการจัดทำและกำหนดกรอบทางด้านกฎหมายของการปรับตัว นิวซีแลนด์ รัสเชีย ระบุชัดการปรับตัวระดับภูมิภาค และศูนย์พัฒนาความรู้ทางด้านสภาพภูมิอากาศ

แล้วยังมีอินเดียกำหนดว่า แหล่งทรัพยากรทางการเงินจะต้องจัดหามาจากประเทศที่พัฒนาแล้วพร้อมกับคัดค้านการทบทวนแผนการปรับตัวระดับประเทศ และที่ส่งเสียงดัง คือ แอลจีเรีย ชาอุดิอาระเบีย กลุ่มประเทศน้ำมันโอเปกชี้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากมาตรการตอบสนองการแก้ปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ควรพิจารณาแยกส่วน เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้รายได้หายไปเนื่องจากมาตรการลดน้ำมัน

ส่วนเรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสนับสนุนการลดปล่อยก๊าชและการปรับตัวกลุ่มประเทศ G77 และจีนเน้นย้ำว่า งบสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างศักยภาพจะต้องเพียงพอและมีความมั่นคง ฝ่ายสหรัฐสนับสนุนให้ทุกประเทศทำร่วมกันโดยตระหนักถึงความสามารถที่ต่างกัน แคนาดาเสนอให้มีเรื่องการรวบรวมการจัดเตรียมเทคโนโลยีไว้ 1 บท ส่วนชาอุฯ เป็นหัวหอกสนับสนุนการใช้วิธีการเก็บและกักก๊าชคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐศาสตร์และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หลายประเทศยังกังวลเรื่องผลกระทบของ CCS อีกเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา ก็ถกเถียงประเด็นนี้เข้มข้น ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ตัดเรื่องสิทธิบัตรเทคโนโลยีออกไปในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วยืนยันในเรื่องสิทธิบัตรให้คงไว้ เพราะเห็นว่า เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องจำเป็นต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยี

ประการสุดท้ายที่มีการพูดคุยกันในเวที คือ การจัดหาแหล่งเงินทุนและการลงทุนสนับสนุนการลดก๊าช “ข้อเรียกร้องโดยรวมให้ประเทศพัฒนาแล้วให้ความช่วยด้านการเงินเพื่อการปรับตัวที่เพียงพอ ซึ่งจะต้องเป็นเงินก้อนใหม่ เพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ เม็กซิโกหนุนจัดตั้งกองทุนสีเขียว ทูวาลูระบุว่า แหล่งเงินทุนจำเป็นต้องมีความหลากหลาย รวมถึงเงินทุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากขอให้แยกระหว่างเงินทุนการปรับตัวและเงินทุนด้านลดปล่อยก๊าช นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าเทคโนโลยีและการช่วยเหลือสำหรับประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมาจากแหล่งของรัฐเป็นหลัก รัฐบาลประเทศที่พัฒนาจะต้องมาจากแหล่งรัฐเป็นหลัก รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเร่งผลักดันและสนับสนุน” อารีย์กล่าวในตอนท้าย.

จะรีบไปไหน

ผู้เขียน: 
ชายโย

พาหนะที่ใช้พลังงานมากที่สุดคือ เครื่องบิน

มีตัวเลขที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า หากเราทุกคนลดการเดินทางด้วยเครื่องบินจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 500 ล้านตันต่อปี แต่ 500 ล้านตันนี้มีความหมายอะไรกับพวกเรา ถ้าหากเทียบกับโลกทั้งใบคงเป็นจำนวนเล็กๆ แต่กับคุณถ้าได้สูดคาร์บอนเข้าไปเต็มๆ เพียง 10 นาที คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคุณอยู่ไม่ได้โลกก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน คาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่ควรอยู่ในสภาพในสิ่งที่เป็นและควรแปรสภาพเมื่อถึงเวลา

หากคุณมีธุระจำเป็นเร่งด่วนทุกนาทีมีค่าเท่ากับทองคำ หรือมีค่าเท่ากับความเป็นความตาย ก็ใช้เครื่องบินเถอะไม่มีใครห้ามหรอกเพราะจำเป็น แต่ถ้าใช้เดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมญาติต่างจังหวัดใกล้ๆ

เราขอถามคุณก่อนเลยว่าจะรีบไปไหน รู้ไหมว่าค่าเครื่องบินต่อเที่ยวทำอะไรได้บ้าง ราคาเที่ยวบินในประเทศที่แพงที่สุดต่อคนต่อเที่ยว เท่ากับค่าน้ำมันไปกลับกรุงเทพฯ–เชียงราย คุณสามารถเอาค่าเครื่องบินขากลับนอนโรงแรม 3 ดาวได้ 3 คืน และเป็นค่าอาหารต่อคนได้อีก 3 วัน ถ้าคิดจะไปเที่ยว ขอถามว่าฟุ้งเฟ้อไปไหมสำหรับการนั่งเครื่องบินภายในประเทศ

คุณจะรีบไปไหน ถ้าคุณชอบเสียเงินเราไม่แคร์หรอกเพราะเงินกระเป๋าใครก็กระเป๋าคนนั้น ได้เสียอยู่ที่ใจคุณเอง แต่เราเสียดาย สิ่งดีๆ ที่คุณเสียไประหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน วิวนอกหน้าต่างคงสวยงาม แต่จะสวยกว่าถ้าได้เห็นทุกอย่างอย่างใกล้ชิด ปลายทางที่สวยงามที่สุดของคุณอาจอยู่ที่ ปาย ดอยอินทนนท์ แนวปะการังในอันดามัน แต่ระหว่างทางความเขียวขจีในท้องนาอยุธยาล่ะ

สิ่งที่คุณจะได้หากเปลี่ยนมาใช้การขับรถเดินทางท่องเที่ยว เด็กๆ ในบ้านจะได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบข้างระหว่างทางมากขึ้น มีความใกล้ชิดผูกพันดูแลกันในรถ สามารถขนอุปกรณ์เที่ยวส่วนตัวได้ตามใจต้องการ ที่สำคัญยังมีเงินเหลือซื้อขนมรับประทานด้วยกันในรถเพิ่มขึ้น

รู้อย่างนี้แล้วคุณยังอยากเดินทางด้วยเครื่องบิน เอาความสะดวกสบายส่วนตัวอีกไหม

ป่าต้นไม้และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ผู้เขียน: 
รื่อง : ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

โดยทั่วไปแม้คนไทยจะรู้ดีว่าป่ามีความสำคัญต่อมนุษย์ในหลายด้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือยารักษาโรค

ป่าเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนสำหรับหายใจ เป็นแหล่งผลิตน้ำสำหรับดื่มกินใช้สอย แต่เราก็ยังทำลายป่าอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ที่เคยเป็นป่าดั้งเดิมที่สมบูรณ์จริงๆ

เมืองไทยในปัจจุบันแทบเรียกได้ว่าไม่ปรากฏฤดูหนาวที่เด่นชัด คงมีแต่ฤดูแล้งให้เห็นเป็นเวลา 4-5 เดือน ทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ดูจะเห็นฤดูแล้งอย่างเด่นชัด ต่างจากภาคตะวันออกและภาคใต้ที่ยังคงมีฝนตกประปราย ทำให้ป่ามีความเขียวชอุ่มอยู่เกือบตลอดปี เราจะเห็นความแตกต่างของป่าภาคใต้ได้ชัดเจนเมื่อเข้าเขตบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร ที่นี่มีอากาศเย็นชื้นดูเขียวขจีผิดกับพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ซึ่งเป็นลักษณะของภาคกลางโดยแท้

ที่กล่าวมานี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าป่าเขตร้อนในเมืองไทยนั้นให้ความเขียวตลอดปี แม้แต่พื้นที่ในที่ราบเชิงเขาก็ดูเขียวสดชื่น ยกเว้นแต่ไม้ผลัดใบบางชนิดเท่านั้นที่ทิ้งใบออกดอกตามฤดูกาล และหลายชนิดเป็นพืชต่างถิ่น ซึ่งนำมาปลูกกันนานนับร้อยปีจนปรับสภาพให้เข้ากับภูมิอากาศของเมืองไทยไปแล้ว

ป่าซึ่งมีต้นไม้สีเขียวอยู่ตลอดปีที่เราคุ้นตากันนี้ สีเขียวมาจากใบเป็นหลัก ต้นไม้จำพวกสนที่แท้จริงบนดอยนั้นจะมีใบสีเขียวปกคลุมอยู่ตลอดปี ทุกฤดูกาล ไม่มีวันทิ้งใบหรือผลัดใบ ใบแก่ของสนเกี๊ยะเหล่านี้จะทยอยร่วงหล่นลงมาภายหลังจากที่แทงใบใหม่ออกมาแล้วทั้งสิ้น เท่าที่เรารู้คือสนเป็นกลุ่มของพืช ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เขียวตลอดปี” หรือ Evergreen

เรื่องของสน (Evergreen Tree) นี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญยิ่งของโลก และภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ด้วยมันมีจำนวนชนิดที่หลากหลาย ปกคลุมอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก ตั้งแต่แนวใกล้ขั้ว เขตหนาว เขตกึ่งร้อน และแม้แต่ที่สูงของเขตร้อน ดังนั้นสนจึงมีบทบาทต่อสภาวะอากาศโลกเป็นอย่างสูง และเราจะได้กล่าวถึงเรื่องของพืชกลุ่มนี้ให้มากขึ้นในโอกาสต่อไป

ในป่าภาคตะวันออกและภาคใต้ เราได้พบกับต้นไม้ในกลุ่มมังคุดอยู่หลายชนิดพวกนี้เติบโตช้าเป็นสรณะ แต่พวกมันมีใบหนาเขียวเข้มเป็นมันดูสวยงามคล้ายๆ กัน เราชอบต้นมังคุดเสมอ ไม่ใช่เพราะมันให้ผลที่มีรสชาติดีเด่นจนยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดผลไม้เขตร้อน ราชินีแห่งผลไม้เขตร้อน ต้นมังคุดที่เราพบเห็นในสวนหรือป่าปลูกปกคลุมด้วยพุ่มใบหนาสีเขียวเข้มผิวเป็นมัน นานๆ เราจะเห็นต้นมังคุดผลิใบใหม่สีเขียวอ่อนออกมา เพียงระยะสั้นๆ แต่ต่อมามันจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเช่นในส่วนอื่นๆ ของต้น ใบมังคุดดูเหมือนมีอายุนาน มันติดอยู่กับกิ่งและทรงพุ่มนานแสนนาน ดูเหมือนจะหลายปีทีเดียวกว่ามันจะค่อยๆ หลุดร่วงไปเพราะหมดอายุ ดูมันผิดกับใบผลไม้อื่นในป่า เช่น ใบขนุน ทุเรียน เงาะ และใบมะม่วง ใบของผลไม้เขตร้อนเหล่านี้ผลิใบใหม่ออกมาปีละครั้ง จากนั้นใบเก่าก็จะหลุดร่วงไป ใบของทุเรียนในสวนทางภาคใต้ก็จะแทงช่อใบใหม่ออกมา สลับกันภายในเวลา 2-3 เดือน ใบเก่าก็ทยอยร่วงหล่นไป นี่เป็นภาวการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดต่อเนื่องเป็นประจำทั้งปี

อากาศทางภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ตราด ดูจะมีความสม่ำเสมอของ อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ใกล้เคียงกับทางภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อยู่ไม่ใช่น้อย ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูงเช่นนี้ ยังมีความหลากหลายของสีใบไม้ให้เราเห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีของใบอ่อนที่ผลิออกมา แม้สีใบอ่อนทั่วไปจะคงสีเขียวอ่อน หรือที่เรียกว่าสีเขียวใบไม้เป็นพื้น แต่สีเขียวอ่อนนั้น หลายโอกาสก็เจือไว้ด้วยสีม่วง ส้ม และชมพู หรือสีแดง น่าสังเกตว่ายอดอ่อนของต้นไม้ในเขตร้อนจะมีสีโดดเด่นกว่าในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่น ต้นไม้ที่ออกสีโดดเด่นมากได้แก่ต้นอบเชย ซึ่งมีขึ้นอยู่มากทางป่าภาคใต้ที่ชุ่มชื้น แต่ไม่ค่อยพบมากนักทางเขตอื่น ใบอ่อนของอบเชยจะเป็นสีแดงเข้ม แต่จะค่อยๆ จืดจางลงเมื่ออายุใบเพิ่มมากขึ้น ต้นไม้ที่มีผู้นำพันธุ์เข้ามาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเข้ามาปลูกกันมากในกรุงเทพฯ ได้แก่ ต้นไม้ในวงศ์ชมพู่ (Family Myrtaceae) นัยว่าเป็นญาติอันใกล้ของหว้า ซึ่งนอกจากจะมีใบอ่อนที่สีออกแดง ชมพู ส้ม แล้ว บางชนิดยังมียอดสีม่วงอมแดง กลายเป็นไม้ประดับที่เข้ามาแพร่หลายในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย ในช่วงปี 2007-2008

ต้นไม้ในสกุลสะเดานับเป็นต้นไม้ที่ผลิใบใหม่ออกอย่างสวนกระแสกับความเปลี่ยนแปลงสู่ภาวะโลกร้อนและแห้งแล้ง สะเดาไทย ผลิใบใหม่ สีเขียวอ่อนออกมาเต็มต้น ดูโดดเด่น ผิดกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายร้อนแรงของภาคกลาง ในบ้านเราสะเดาไทยนั้นเป็นต้นไม้เขตร้อนที่ปรับตัว โดยมีการพัฒนาพันธุ์ให้โดดเด่นผิดกับสะเดาอินเดียและสะเดาช้างอย่างชัดเจน เรื่องนี้เราจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป

by ThaiWebExpert