ไบโอไทย" เตือน "รัฐบาล" เตรียมรับมือผลกระทบจาก "ข้าวแจสแมน"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นาย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการค้นคว้าและพัฒนา พันธุ์ข้าวใหม่ LA2125 มีคุณภาพทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทยและตั้งชื่อคล้ายกันว่า JAZZMAN (แจ สแมน) ว่า "หากประเมินว่าการจดเครื่องหมายการค้าของอุตสาหกรรมข้าวสหรัฐทำให้เกิดความ สับสนหรือหลงผิดก็ต้องรีบคัดค้าน เพราะกฎหมายสหรัฐนั้นอนุญาตให้มีการคัดค้านได้ภายในระยะเวลา 5 ปีนับตั้งแต่ยื่นคำขอ และการต่อสู้ในเรื่องนี้แม้จะไม่สำเร็จ แต่จะเป็นโอกาสในการตอกย้ำคุณภาพและชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิไทย แปรผลกระทบให้กลายเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ความพิเศษของข้าวหอมมะลิ"

"ที่ จริงแล้วรัฐบาลไทยต้องยืนยันจุดยืนที่ว่าชื่อของ "จัสมินไรซ์" นั้น คือชื่อของสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทย ดังนั้นการที่สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายค้าของสหรัฐ ถือว่า "จัสมินไรซ์" เป็นชั้นคุณภาพข้าวที่มีเมล็ดยาว และปล่อยให้มีการขายข้าวเมล็ดยาวพันธุ์ใดก็ได้ในนามจัสมินไรซ์เป็นเรื่องไม่ ถูกต้อง ประเทศอื่นทั่วโลกล้วนแต่ยอมรับว่าจัสมินไรซ์คือข้าวหอมมะลิของไทย และบัสมาติคือข้าวหอมของอินเดีย แต่อเมริกาซึ่งกล่าวหาประเทศอื่นว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กลับเป็นผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเสียเอง การประชาสัมพันธ์ชื่อ "หอมมะลิไรซ์" ก็ทำไป แต่ต้องไม่ลืมปกป้องชื่อ "จัสมินไรซ์" ให้สหรัฐฉกฉวยไปโดยนั่งดูอยู่เฉยๆ" นายวิฑูรย์กล่าว

ผู้ อำนวยการมูลนิธิชีววิถียังกล่าวว่า ควรตรวจสอบพันธุกรรมของพันธุ์ข้าวแจสแมนด้วย โดยอย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่พัฒนาจากพันธุ์ข้าวหอมของจีน เนื่องจากในระยะยาวหากข้าวหอมพันธุ์ใหม่นี้ ถูกนำไปจดสิทธิบัตร และพบว่าเกี่ยวข้องกับข้าวหอมมะลิของไทยอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการส่ง ออกข้าวหอมมะลิ และปัญหาอื่นๆ ที่กระทบสิทธิในพันธุกรรมของชาวนาไทยได้

"ประเด็น ที่ควรกังวลคือ อุตสาหกรรมข้าวในสหรัฐอาจนำข้าวแจสแมนไปจดเครื่องหมายการค้า คล้ายกับกรณีที่บริษัทไรซ์เทค จดเครื่องหมายการค้า "จัสมาติ" โดยอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลิที่ปลูกในเท็กซัส ซึ่งจะสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคได้ โดยในกรณีที่อุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐนำข้าวแจสแมน ไปจดเครื่องหมายการค้า และอ้างว่าเป็นข้าวหอมมะลินั้นจะส่งผลกระทบยิ่งกว่ากรณีบริษัทไรซ์เทคเสีย อีก เพราะข้าวแจสแมนมีลักษณะใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิมากกว่าข้าวของไรซ์เทค และชื่อแจสแมนนั้น เขียนและออกเสียงใกล้เคียงจัสมินยิ่งกว่า จัสมาติ เสียอีก" นายวิฑูรย์กล่าว

ทั้ง นี้ แจสแมนเป็นผลการศึกษาและพัฒนาของศูนย์วิจัยและค้นคว้าเกษตรกรรม มหาวิทยาลัยหลุยเซียนา รัฐหลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา เริ่มการทดลองผสมพันธุ์ตั้งแต่ปี 2509 โดยระบุว่านำข้าวกลิ่นหอมของจีนสายพันธุ์ 96a-8 มาผสมกับข้าวเมล็ดยาวของรัฐอาร์คันซอใช้เวลาหลายสิบปีจึงเป็นผลสำเร็จ และอ้างว่ามีคุณภาพความหอมและนิ่มทัดเทียมกับข้าวหอมมะลิไทย ที่สำคัญให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณไร่ละ 1,265 กิโลกรัม ขณะที่ข้าวไทยมีผลผลิตประมาณไร่ละ 400 กิโลกรัม โดยชาวนาในหลุยเซียนาจะหันมาปลูกข้าวนี้มากขึ้นและช่วยทดแทนการนำเข้าข้าว หอมมะลิจากไทยได้
ก่อน หน้านี้สหรัฐเคยมีปัญหาเกี่ยวกับการจดทะเบียนข้าวหอมมะลิในหลายครั้ง เช่น การนำข้าวหอมมะลิของไทยไปผสมกับพันธุ์ข้าวต้นเตี้ยของสถาบันวิจัยข้าวนานา ชาติ และตั้งชื่อว่า "จัสมิน85" เมื่อปี 2510 และต่อมาในปี 2540 มีการนำพันธุ์ข้าวซึ่งคาดว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวเดลล่า (Della) ของอิตาลีหรือไม่ก็ข้าวสายพันธุ์ RT ของ สหรัฐเองไปจดเครื่องหมายการค้า "จัสมาติ" แล้วอ้างว่าเป็น "ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในเท็กซัส" และก่อนหน้านี้ไม่นานในปี 2545 กลุ่มนักวิจัยของสหรัฐที่นำโดยสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติที่อาร์คันซอส์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยอาร์คันซอส์ และมหาวิทยาลัยฟลอริดา จัดทำโครงการ "Step Wise Program" เพื่อ พัฒนาข้าวหอมมะลิให้ปลูกได้ในสหรัฐ จนเกิดการประท้วงของชาวนาไทยเพราะเกรงว่าสหรัฐจะนำข้าวที่ปรับปรุงขึ้นไปจด สิทธิบัตร ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทย

150 ปีแห่งอุตสาหกรรมน้ำมัน

ผู้เขียน: 
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ท่านผู้อ่านทราบไหมว่า รถแท็กซี่กว่า 90% ในนครนิวยอร์ก เมื่อ พ.ศ.2443 (ค.ศ.1900 ตรงกับช่วงปลายสมัย ร.5) เป็น รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และในประเทศแคนาดาในช่วงเดียวกันก็ใช้รถโดยสารประจำทางที่เป็นรถไฟฟ้าที่ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่

แต่หลังจากนั้นประมาณ 6-7 ปี บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายก็หันมาผลิตรถยนต์แบบที่ใช้เครื่องยนต์แบบเผาไหม้ภายใน (internal-combustion engine) คือเครื่องยนต์แบบเผาไหม้ภายในที่ใช้น้ำมันแทนแบตเตอรี่

ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมีประสิทธิภาพสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จากแบตเตอรี่มาก และน้ำมันจึงได้กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

น้ำมันดิบ (crude oil) นั้น มักซึมขึ้นมาบนพื้นดินหรือมีน้ำมันดิบขังอยู่ในแอ่งและลอยอยู่บนผิวน้ำตาม แถบที่มีแหล่งน้ำมันอยู่ เช่น ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และบริเวณทะเลสาบแคสเปียน เมื่อ 4,000 กว่าปีมาแล้ว ชาวบาบิโลนในตะวันออกกลางนั้นใช้ส่วนของน้ำมันดิบที่เป็นยางมะตอย (asphalt) มาใช้ยึดประสานอิฐและหินในการสร้างกำแพงเมือง

ใน ทวีปอเมริกาช่วงก่อนสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกามีหมอเถื่อนผิวขาวปลอม ตัวเป็นพ่อมดอินเดียนแดงตักเอาน้ำมันที่ลอยอยู่ตามลำธารในมลรัฐเพนซิลเวเนีย ใส่ขวดนำไปหลอกขายเป็นยารักษาโรคต่างๆ ตั้งแต่อหิวาตกโรค ไตอักเสบ ตลอดจนวัณโรค

ซึ่งนายบาร์นัม ดอร์จ เป็นหุ้นส่วนกับนายแซมวล เคอร์ ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งจากการหลอกลวงชาวบ้านได้ไม่น้อยทีเดียว

การแปรรูปน้ำมันดิบในมลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2393 เมื่อ นายจอร์จ เอช. บิสเซลล์ แห่งนิวยอร์ก ได้นำตัวอย่างน้ำมันดิบไปให้ศาสตราจารย์เบนจามิน ซิลลิแมน แห่งมหาวิทยาลัยเยล ทำการแยกธาตุว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง?

ซิลลิแมนพบว่าถ้าน้ำมันนี้ไปกลั่นจะได้น้ำมันที่ใช้จุดตะเกียงได้ดีกว่าน้ำมันที่กลั่นจากถ่านหิน

แต่ การขุดเอาน้ำมันขึ้นมาใช้นั้นยังไม่มีการทำขึ้นมาก่อน นายบิสเซลล์คิดที่จะใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ที่ใช้ขุดเจาะบ่อเกลือ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำจนกระทั่งเพื่อนร่วมงานของเขาคือนายเจมส์ ทาวน์เซนต์ นายธนาคารแห่งนิวเฮฟเว่น ได้ส่งนายเอดวิน เดรก ไปทดลองเจาะน้ำมันที่เมืองเล็กๆ ชื่อเมืองไททัตวิลล์ เวแนนโกเคาน์ตี้ ในเพนซิลเวเนีย โดยใช้ปั้นจั่นขุดเจาะเหมืองเกลือเจาะหาน้ำมันได้เป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ.2402 (ค.ศ.1859)

และหลักการและวิธีการที่นายเอดวิน เดรก ใช้ในการขุดเจาะน้ำมันก็ยังเป็นวิธีการของการขุดเจาะน้ำมันในปัจจุบัน

ใน ขณะที่สงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกากำลังดำเนินอยู่นั้น ดินแดนในแถบเพนซิลเวเนียก็สามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง ค.ศ.1869 สามารถผลิตได้ถึง 4,800,000 บาร์เรลต่อปี

เมื่อขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นมาได้อย่างมากมายแล้วก็นำมากลั่นเป็นน้ำมันก๊าด (kerosene) ใช้ ในการจุดตะเกียงเจ้าพายุและใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องทำความอุ่นในบ้าน เรือน และในทวีปเอเชียบ้านเราก็มีความนิยมต่อปี๊บใส่น้ำมันก๊าดกันมาก โดยมีคนจำนวนไม่น้อยซื้อน้ำมันก๊าดเนื่องจากอยากได้ปี๊บไปใช้งานอย่างอื่น มากกว่าอยากได้น้ำมันก๊าดด้วยซ้ำไป

ต่อมาก็ มีการกลั่นน้ำมันทำให้ได้ผลิตภัณฑ์นานาชนิด เช่น สารละลายเคมีภัณฑ์ที่เอาไปใช้ผลิตสีน้ำมันและน้ำยาซักแห้ง กลั่นเอากำมะถันที่เป็นส่วนผสมในการผลิตยางรถยนต์, ยา, ยาฆ่าแมลง, แชมพูและสารเคมีพื้นฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิตปุ๋ยฟอสเฟต, สารส้ม, ฟิล์ม, วัตถุระเบิด, เยื่อกระดาษและเส้นใย, การผลิตสี และเม็ดสี ใช้ในแบตเตอรี่ เป็นต้น

นอกจากนั้นก็ได้ยางมะตอยที่ใช้ราดผิวถนน น้ำมันเตา น้ำดีเซล น้ำมันก๊าด น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน และก๊าซธรรมชาติ

ดัง นั้น อุตสาหกรรมน้ำมันของโลกจึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากการได้ปั้นจั่นที่ใช้ขุดเจาะ หาเกลือมาขุดเจาะหาน้ำมันของนายเอดวิน เดรก เมื่อ พ.ศ.2402

ดังนั้น ในปีนี้ (2552) จึงเป็นปีที่ครบรอบ 150 ปีของอุตสาหกรรมน้ำมันโลกที่เริ่มที่เมืองไททัตวิลล์ และปัจจุบันนี้ได้เริ่มมีการลงทุนเจาะหาหินน้ำมัน (gas shale) ที่ จะนำมาผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติตามหลุมน้ำมันเก่าที่เลิกขุดเจาะไปนานแล้ว ซึ่งมีการยืนยันแล้วว่ามีหินน้ำมันเป็นจำนวนมากในหลุมน้ำมันเก่าแก่ที่เลิก ทำการแล้วปริมาณมหาศาล

ซึ่งก็เป็นความหวังของชาวเมืองไททัตวิลล์ที่จะได้เหมือนหินน้ำมันมาเป็นเหมืองน้ำมันของเอดวิน เดรก ในศตวรรษที่ 21 นี้

อุตสาหกรรม น้ำมันได้ช่วยสร้างความเจริญก้าวหน้าความสะดวกสบายให้กับมนุษยชาติอย่างใหญ่ หลวง แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างปัญหามลภาวะให้กับโลกอย่างมหาศาลเช่นกัน

อุณหภูมิโลกเพิ่ม 1 องศาฝนกระหน่ำแรงขึ้น 6%

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

แบบจำลองนักวิจัยเอ็มไอที-คาลเทคชี้อนาคตพายุฝนพัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นเพราะโลกร้อน ระบุทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ฝนรุนแรงขึ้น 6% เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้นทำไอน้ำในชั้นบรรยากาศก็สูงขึ้นด้วย

งานวิจัยอื่นๆ ก่อนหน้านี้ชี้ว่า ปริมาณเฉลี่ยของฝนและหิมะประจำฤดูกาลจะเพิ่มขึ้นทั้งในบริเวณเส้นศูนย์สูตร และบริเวณขั้วโลก แต่ปริมาณฝนจะลดลงในบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ดีไซน์เดลีระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบความถี่และความรุนแรงของพายุฝนที่จะกระหน่ำลงมา ซึ่งพายุใหญ่จะนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมและการกัดเซาะดินที่เพิ่มมากขึ้น

ล่าสุดงานวิจัยของพอล โอ'กอร์แมน (Paul O'Gorman) ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาโลก บรรยากาศและดวงดาว แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์หรือเอ็มไอที (MIT) และทาพิโอ ชไนเดอร์ (Tapio Schneider) ศาสตราจารย์ด้านสิ่งแวดล้อมและวิศวกรรมแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย หรือคาลเทค (Caltech) สหรัฐฯ ได้ร่วมกับศึกษาเพื่อตอบโจทย์ข้างต้น โดยแบบจำลองที่ทั้งสองใช้ศึกษาชี้ว่า พายุฝนรุนแรงจะเพิ่มขึ้นประมาณ 6% เมื่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส

พร้อมกันนี้ การศึกษาต่างหากของทีมนักวิจัยเอ็มไอทีเมื่อต้นปีนี้ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และนโยบายการเปลี่ยนระดับโลก ชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่รวดเร็วและใช้ในวงกว้างแล้ว พบว่าอุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 5.2 องศาเซลเซียสก่อนสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งอุณภูมิดังกล่าวเป็นค่ากลางของช่วงอุณภูมิที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งอยู่ระหว่าง 3.5-7.4 องศาเซลเซียส โดยมีเปอร์เซนต์ความน่าจะเป็นสูงถึง 90%

ด้าน ริชาร์ด อัลลัน (Richard Allan) นักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์วิทยาศาสตร์ระบบสิ่งแวดล้อม (Environmental Systems Science Centre) มหาวิทยาลัยเรดดิง (Reading University) ในอังกฤษกล่าวว่า งานวิจัยของโอ'กอร์แมนเป็นก้าวสำคัญที่จะเข้าใจพื้นฐานทางกายภาพของพายุฝนรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น โดยอาศัยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องมีงานวิจัยที่มากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการยอมรับในแบบจำลองที่ใช้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของพายุฝนรุนแรง

"พื้นฐานของเหตุผลที่ศึกษาการเพิ่มขึ้นของฝนซึ่งรุนแรงขึ้น คืออากกาศที่ร้อนขึ้น ทำให้มีไอน้ำมากขึ้นด้วย ดังนั้นภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ก็จะมีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ปริมาณพายุฝนรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย" โอ'กอร์แมนกล่าว

อย่างไรก็ดี นักวิจัยกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่ค่อนข้างตรงข้ามกับที่เราคาดคิดกัน นั่นคือพายุฝนที่รุนแรง จะไม่เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับความจุของความชื้นในชั้นบรรยากาศ.

การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน)....29 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งศาสตราจารย์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2552 เป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้งนายสุวัฒน์ วาณีสุบุตร ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ทรงคุณวุฒิ) และนายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ทรงคุณวุฒิ) ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ผู้ครองตำแหน่งอยู่เดิมจะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอย้ายและเลื่อนแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 2 รายดังนี้

1. ย้าย นายสิงห์ทอง ชินวรรังสี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. เลื่อนและแต่งตั้ง นายจิรากร โกศัยเสวี ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหาร ระดับต้น ตำแหน่งรองอธิบดี กรมวิชาการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน....29 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. อนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับ นี้ได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนในเดือนตุลาคม 2552 แล้วจึงดำเนินการนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มี ผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการต่างประเทศเสนอว่า

1. สืบเนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายภายในและกฎระเบียบข้อบังคับฉบับใหม่ของจีน จีนได้ขอแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า กระทบสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ

2. เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ตลอดจนเพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสามารถลงนามในหนังสือ สัญญาได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ในเดือนตุลาคม 2552 เห็นควรนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

2.1 อนุมัติร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีนและให้ความ เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับ นี้ได้ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีนในเดือนตุลาคม 2552 แล้วจึงดำเนินการนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มี ผลใช้บังคับต่อไป ทั้งนี้ การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะยังไม่ส่งผลให้บันทึกความ เข้าใจฉบับนี้มีผลใช้บังคับจนกว่าเลขาธิการอาเซียนจะได้รับการแจ้งเป็นลาย ลักษณ์อักษรจากภาคีทั้งหมดแห่งบันทึกความเข้าใจฯ ว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มี ผลใช้บังคับเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น เมื่อรัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้วกระทรวงการต่างประเทศจะมีหนังสือ แจ้งเลขาธิการอาเซียนในโอกาสแรกเพื่อให้บันทึกความเข้าใจมีผลใช้บังคับต่อไป

2.2 หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก

สาระสำคัญของเรื่อง

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียน-จีน มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ฯ ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร และ ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จที่ให้บริการข้อมูล คำแนะนำ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม จีนและอาเซียน โดยจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการของศูนย์ในอัตราส่วน 9 : 1 (จีน 9 ส่วน อาเซียน 1 ส่วน) ซึ่งบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี และสามารถต่ออายุได้ โดยจะมีการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีนระหว่าง การประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ครั้งที่ 12 ในเดือนตุลาคมนี้

เรื่อง การเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณานำเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจาและการ ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...29 กันยายน 2552

เรื่อง การเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณานำเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบในกรอบการเจรจาและการ ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ สาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบกรอบการเจรจาและการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย

ตะวันออกเฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจฯ ตาม ข้อ 1 แล้วให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อย

คำที่มิใช่สาระสำคัญ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ในการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามตามข้อ 2

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า

1. ด้วยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นสมาชิกในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านมาตรฐานและคุณภาพอาเซียน (ASEAN Consultative Committee for Standards and Quality-ACCSQ) ในนามของประเทศไทย และได้เข้าร่วมในกิจกรรมของ ACCSQ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานด้านมาตรฐานและการตรวจสอบและรับรอง

2. ACCSQ ได้รับข้อเสนอร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้กับสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้าน มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง (Memorandum of Understanding between the Association of Southeast Asian Nations and the People’s Republic of China on Strengthening Cooperation in the Field of Standards,Technical Regulations and Conformity Assessment) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศคู่เจรจา ซึ่ง หลังจากการพิจารณาร่วมกันในการประชุมหลายครั้งแล้วได้มีมติให้ประเทศสมาชิก ดำเนินการตามขั้นตอนภายในประเทศของตนเพื่อลงนามในการประชุม ASEAN Summit ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2552 ที่ประเทศไทย

3. กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้เป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางด้านมาตรฐาน กฎ ระเบียบทางเทคนิค และการตรวจสอบและรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าและส่งออกระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐ ประชาชนจีนมีความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัย สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการส่งเสริมการค้าระดับภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม

4. เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) มีความเห็นว่า ร่าง บันทึกความเข้าใจฯ ตามข้อ 2 เข้าข่ายมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ต้องดำเนินการจัดทำกรอบการเจรจาและขอความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นทาง website ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ปรากฏว่าไม่มีผู้คัดค้าน

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการรับรองร่างผลการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขงกับ ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2...29 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และ

ร่าง แถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยม มรกต ครั้งที่ 2 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว

2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อ พิจารณาอีก

ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงต่างประเทศรายงานว่า

1. กัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขง (ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า) กับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต (ไทย ลาว กัมพูชา)

ครั้งที่ 2 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2552 ณ จังหวัดเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา

2. ระหว่างการประชุมดังกล่าวจะมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นผลการประชุมทั้งสอง ดังนี้

2.1 ร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ซึ่งมีหัวข้อหลัก คือ “ประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น : หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” โดยเน้น 3 ประเด็น คือ ความเป็นหุ้นส่วน การพัฒนา และประเด็นที่เป็นกังวลระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ สาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

2.1.1 สนับสนุนให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในฐานะ หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างประชาคมอาเซียนโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการลดระดับความยากจน

2.1.2 ให้กลไกกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคที่มีอยู่แล้วมีการทำงานที่ส่งเสริมกัน

2.2 ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือสาม เหลี่ยมมรกตครั้งที่ 2 มีสาระสำคัญคือ ยืนยันความมุ่งมั่นของสมาชิกในการเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนา พื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมรกต โดยขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมสาขาอื่น ๆ นอกเหนือจากความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการส่งเสริมการค้า รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา

3. โดยที่ร่างเอกสารดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ เป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการกระชับความร่วมมือระหว่างกัน และโดยที่ร่างเอกสารทั้ง 2 ฉบับ จะได้รับการรับรองในการประชุมฯ โดยไม่มีการลงนาม จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 6-7/2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งระบุว่า “ปกติคำแถลงการณ์ร่วมที่ไม่ประสงค์จะให้มีผลทางกฎหมายนั้นไม่จำเป็นต้องลงนาม”

เรื่อง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย...29 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

1. ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และบริษัทผู้ประกอบการคือ PC JDA Limited และ PTTEP International Limited ในฐานะกลุ่มผู้ขายก๊าซ กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ซื้อก๊าซ

1. ให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังกล่าวกับ

ผู้ซื้อได้ เมื่อร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว

ทั้งนี้ ร่างสัญญาฯ ดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซียด้วยแล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพลังงาน (พน.) รายงานว่า

1. ตามมติคณะรัฐมนตรี (3 พฤษภาคม 2548) กลุ่มผู้ขายและผู้ซื้อได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 สัญญาดังกล่าวได้กำหนดให้มีการผลิตและส่งก๊าซให้กับผู้ซื้อภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ในอัตราการผลิต (Daily Contract Quantity : DCQ) 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็นเวลา 10 ปี (เริ่มต้นที่ 135 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันใน 6 เดือนแรก แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) จากนั้นอัตราการผลิต (DCQ) จะลดลงเหลือ 250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จนถึงสิ้นปีที่ 16 แต่เนื่องจากการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ใช้เวลาดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนเดิม กลุ่มผู้ขายและผู้ซื้อจึงได้ตกลงจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งนี้ ก๊าซที่ผลิตจากแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 เหล่านี้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าตลาดในประเทศไทย (ซึ่งสอดคล้องกับแผนการจัดหาก๊าซของ ปตท.) ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ที่องค์กรร่วมนำเสนอ มีสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติม สรุปได้ดังนี้

1.1 เปลี่ยนกำหนดวันเริ่มส่งมอบก๊าซเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2552 (จากสัญญาเดิมวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551)

1.2 กลุ่มผู้ขายตกลงผลิตและผู้ซื้อตกลงรับซื้อก๊าซเพิ่มขึ้น (จากเดิม 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) เป็น 335 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (เพิ่มขึ้น 65 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) เป็นเวลา 10 ปี

1.3 กำหนดให้ใช้ราคา Combined Price ในช่วงที่มีการซื้อขายก๊าซส่วนเพิ่มตามข้อ 1.2 ซึ่งเป็นการเฉลี่ยราคาระหว่างราคาตามสัญญาเดิม (Contract Price) และราคาของก๊าซส่วนเพิ่ม (New Price) ตามสัดส่วนปริมาณก๊าซ

อนึ่ง พน.โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ส่งร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณาด้วยแล้ว

2. ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่ JDA นี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัทของทั้งฝ่ายกลุ่มผู้ขายทุกรายและผู้ซื้อแล้ว และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA Board) ในการประชุมองค์กรร่วม ครั้งที่ 85 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ด้วยแล้ว รวมถึงได้มีการลงนามกำกับย่อ (initial) โดยคู่สัญญาทุกรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เรื่อง ขออนุมัติบริจาคเงินสนับสนุนกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับการระดมทุน ครั้งที่ 8....29 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ประเทศไทยบริจาคเงินให้แก่กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับการระดมทุน ครั้งที่ 8 เป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณปี 2553 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. กองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม หรือ IFAD (International Fund for Agricultural Development) มีสถานะเป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติทางด้านการเงินเพื่อเกษตรกรรมโดยเฉพาะ จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมสมัชชาอาหารโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกสำหรับพัฒนาการเกษตรและการขจัดความยากจนและหิวโหย โดยความ ช่วย เหลือส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ทางด้านต่าง ๆ เงินกองทุนฯ มาจากการบริจาคของประเทศสมาชิก โดยความสมัครใจ ไม่มีการกำหนดวงเงินบริจาคของแต่ละประเทศ และไม่มีข้อผูกมันใด ๆ การหาเงินเข้ากองทุนฯ ใช้รูปแบบของการระดมทุน (Replenishment) เป็นครั้ง ๆ ตาม ความจำเป็นมิได้กระทำทุกปี ซึ่งแตกต่างจากองค์การอื่น ๆ นับตั้งแต่ได้จัดตั้งกองทุนฯ ขึ้นมาในปี 2520 จนถึงปัจจุบัน มีการระดมทุนแล้ว 7 ครั้ง ประเทศไทยบริจาคไปแล้ว รวม เป็นเงินทั้งสิ้น 900,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ในการระดมทุน ครั้งที่ 4 (2540) ประเทศไทยมิได้บริจาคเนื่องจากเกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงินในประเทศ

2. ในการประชุมคณะมนตรีประศาสน์การ (Governing Council) ครั้ง ที่ 32 ของกองทุนฯ เมื่อวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2552 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ประชุมเห็นชอบในการตั้งเป้าหมายที่จะระดมทุนให้ได้ 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากการระดมทุน ครั้งที่ 7 ซึ่งตั้งเป้าหมายในวงเงิน 720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยวางแนวทางที่จะสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประเทศอ่อนแอให้มากขึ้นเน้นการเพิ่มศักยภาพการผลิตทางการเกษตร การป้องกันและแก้ไขปัญหาความ เสื่อม โทรมของทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศเพิ่ม การลงทุนในภาคเกษตรและการพัฒนาชนบท เป็นต้น กองทุนฯ จึงขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิกให้เพิ่มจำนวนเงินบริจาคมากกว่าครั้งที่ ผ่านมา และจากการระดมทุน 7 ครั้ง ที่ผ่านมาประเทศไทยได้บริจาคครั้งละ 100,000 – 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง นับเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการบริจาคของประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์จากการเป็นสมาชิกกองทุนฯ ภายใต้โครงการกว่า 1,500 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดังนั้น ประเทศไทยสมควรเพิ่มการบริจาคสำหรับการระดมทุนครั้งที่ 8 คือ บริจาคเป็นจำนวนเงิน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ

3. หากประเทศไทยพิจารณาการบริจาคในครั้งนี้ อาจส่งผลให้กองทุนฯ พิจารณาความช่วยเหลือด้านวิชาการ แก่ประเทศไทยมากขึ้น ดัง ที่กองทุนฯ ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของบุคลากรไทยว่ามีความสามารถในการถ่ายทอดองค์กความ รู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี จึงได้จัดอบรมให้แก่บุคลากรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อฝึกให้เป็นวิทยากรด้านการติดตามและประเมินผลแก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรไทยได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางวิชาการ ทำให้เกิดการพัฒนาประสบการณ์และการมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น อีกทั้งอาจเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าทำงานในองค์การระหว่างประเทศในโอกาส ต่อไป

เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 41 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง.... 29 กันยายน 2552

คณะ รัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอา เซียน ครั้งที่ 41 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมมิลเลเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่า

การกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และประธานการประชุม ดังนี้

1. ทิศทางการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนภายหลังจากปี 2558 (ค.ศ. 2015)

1.1 ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่า แม้จะไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วน แต่อาเซียนน่าจะพิจารณาวิสัยทัศน์ว่า ภายหลังจากบรรลุการดำเนินงานไปสู่ AEC ในปี 2015 ควร มีทิศทางเป็นเช่นไร ซึ่งต้องศึกษาบริบทที่รอบด้าน จึงได้เห็นชอบให้มีการศึกษาแนวทาง/ทางเลือกในการรวมกลุ่มของอาเซียน และให้เสนอผลการศึกษาภายในการประชุม AEM Retreat ในเดือนพฤษภาคม 2553 ทั้ง นี้ การกำหนดวิสัยทัศน์ดังกล่าวต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงที่มีประสบการณ์ และมีความเกี่ยวข้องกับอาเซียนเข้ามาร่วมให้ข้อคิดเห็นด้วย

1.2 สำหรับข้อเสนอเรื่องการจัดตั้งสหภาพศุลกากร (Customs Union) ภายหลังจากปี 2015 ยัง ไม่ได้ข้อสรุป โดยสิงคโปร์แสดงท่าทีขัดข้อง เนื่องจากได้ดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้า โดยยกเว้นอากรขาเข้าจากประเทศภายนอก จึงยากที่จะปรับภาษีของตนขึ้นมาให้เท่ากับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ น่าจะมีการยกขึ้นหารืออีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากมีผลการศึกษาที่จัดทำขึ้นแล้ว

2. นโยบายร่วมของอาเซียนและการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

2.1โดย ที่อาเซียนได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมแผนงานในด้านการเป็นตลาดและฐานการ ผลิตเดียว โดยการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน แต่การจะบรรลุเป้าหมาย AEC ยังต้องให้ความสำคัญกับแผนงานในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน(Competitive Economic Region) รวมถึงการจัดทำนโยบายร่วมกัน (Common Policy) ในบางเรื่องที่สามารถทำได้ เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มในเชิงลึกและสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันของอาเซียน

2.2 ในการนี้ ไทยจึงเสนอโครงการสำคัญ 2 โครงการให้ที่ประชุมพิจารณา คือ

2.2.1 ASEAN Grows Green เป็น ข้อเสนอนโยบายร่วมในด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก ขณะนี้ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจในด้านนี้เป็นหลัก และเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับนโยบายการค้า และสมาชิกหลายประเทศมีการดำเนินการอยู่แล้ว จึงน่าจะมีความร่วมมือในด้านนี้ในระดับภูมิภาคได้ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

2.2.2 Creative ASEAN หรือการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เนื่องจากอาเซียนมี

ความหลากหลาย มี ความสมบูรณ์ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่เข็มแข็ง และสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตต่างๆ (value creation) รวมถึงสร้างอาเซียนให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสไปหารือในรายละเอียดของทั้ง 2 โครงการต่อไป

3. กลไกประเมินผลการดำเนินงานไปสู่ AEC (AEC Scorecard) ที่ประชุมให้ความเห็นชอบรูปแบบรายงาน AEC Scorecard ที่จะนำเสนอโดยประธาน AEC Council ให้ผู้นำอาเซียนรับทราบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้ ซึ่งจากการวัดผลในช่วงปี 2551-กรกฎาคม 2552 อาเซียนสามารถดำเนินการได้เพียงร้อยละ 63.5 จากแผนงานทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินงานในส่วนที่ยังไม่เป็นไปตามแผน อาทิ การพัฒนาระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (ASEAN Single Window) และการเปิดเสรีด้านการค้าบริการ เป็นต้น

4. การขยายขอบเขต FTA ของอาเซียน (Regional Architecture)

4.1 คณะผู้เชี่ยวชาญได้สรุปผลการศึกษา East Asia Free Trade Area (EAFTA: อาเซียน+3) และ Comprehensive Economic Partnership in East Asia (CEPEA: อาเซียน+6) แล้วเสร็จ ซึ่งจะเสนอผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้รับทราบด้วย ในชั้นนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะเจ้าหน้าที่ภาครัฐ (track 1 / Official Track) พิจารณาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการต่อไปว่า อาเซียนควรขยาย FTA ไปในกรอบ +3 หรือ +6 ซึ่งจะต้องพิจารณาบริบทที่รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และแง่มุมในด้านการเมืองควบคู่กันไปด้วย

4.2 อย่างไรก็ดี ที่ประชุมเห็นว่า เนื่องจากปัจจุบันอาเซียนได้จัดทำ FTA ในกรอบอาเซียน+1

แล้วเสร็จ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ และอินเดีย ลำดับต่อไป จำเป็นต้องมีการเชื่อมโยงกรอบต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมที่มากขึ้น

4.3 ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแนวทางการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค โดยให้เริ่มพิจารณาใน 4 ประเด็นหลักก่อน คือ (1) ความสอดคล้องของกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (2) การปรับประสานการจำแนกพิกัดศุลกากร (3) ความสอดคล้องของพิธีการศุลกากร และ (4) ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมขีดความสามารถ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญและอำนวยความสะดวกในการรวมกลุ่มในภาพใหญ่ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกรอบอาเซียน +3 หรืออาเซียน +6

5. การดำเนินงานภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน

5.1 ความตกลงการค้าสินค้าของเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) เดิมความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 แต่พม่าและกัมพูชาไม่สามารถให้สัตยาบันได้ทัน รวมทั้งไทยยังไม่สามารถตกลงกับฟิลิปปินส์เรื่องอัตราภาษีสุดท้ายของสินค้าข้าวได้ ที่ประชุมจึงตกลงให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ศกนี้

5.2 การขอใช้สิทธิ์ตามพิธีสารสินค้าข้าวและน้ำตาลของฟิลิปปินส์

5.2.1 สินค้าข้าว ฟิลิปปินส์ขอต่ออายุการใช้สิทธิ์ตามพิธีสารฯ สำหรับสินค้าข้าว โดยได้ยื่นข้อเสนอตารางการลดภาษีโดยจะคงอัตราภาษีสินค้าข้าวร้อยละ 40 ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงปี 2557 และลดลงเหลือร้อยละ 35 ในปี 2558 ซึ่งไทยไม่สามารถรับอัตราดังกล่าวได้ เนื่องจากอัตราภาษีสุดท้ายยังสูงกว่าสมาชิกอาเซียนอื่นที่จัดสินค้าข้าวไว้ ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง (มาเลเซีย จะลดภาษีเหลือร้อยละ 20 ในปี 2553 อินโดนีเซีย จะลดภาษีเหลือร้อยละ 25 ในปี 2558)

ทั้ง นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้หารือทวิภาคีกับฟิลิปปินส์ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า ไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของฟิลิปปินส์ได้และไทยไม่สามารถให้สัตยาบันความตกลง ATIGA ได้ หากยังไม่ได้ข้อสรุปอัตราภาษีสินค้าข้าวของฟิลิปปินส์ ซึ่งฟิลิปปินส์รับที่จะนำเรื่องดังกล่าวกลับไปหารือกับกระทรวงเกษตรของตน ไทยจึงขอให้ทาง ฟิลิปปินส์แจ้งท่าทีเบื้องต้นภายในเดือนสิงหาคมนี้

5.2.2 สินค้าน้ำตาล ฟิลิปปินส์แจ้งว่า จะขอใช้สิทธิ์ตามพิธีสารสินค้าข้าวและน้ำตาลสำหรับสินค้าน้ำตาลเพื่อชะลอการ ลดภาษี และได้ยื่นข้อเสนอว่าจะทยอยลดภาษีจากร้อยละ 38 ในปี 2552-2554 จนเหลือร้อยละ 5 ในปี 2558 ซึ่งไทยได้แจ้งว่า จะนำข้อเสนอดังกล่าวกลับไปหารือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องก่อนแจ้งข้อคิดเห็น ให้ทราบต่อไป

5.3 การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self Certification) ที่ประชุมให้การรับรองแผนงานการรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง (Self Certification) เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถส่งสินค้าไปยังประเทศอาเซียนอื่นโดยให้การรับรองด้วยตนเองได้ ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการในวันที่ 1 มกราคม 2555

6. อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

6.1 อาเซียน-จีน รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและจีนได้ร่วมลงนามความตกลงด้านการลงทุน ซึ่งมี

สาระสำคัญในการส่งเสริมและให้ความคุ้มครองการลงทุน โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนทางตรง และการลงทุนในหลักทรัพย์

ที่ประชุมยังให้การรับรองแผนการทบทวนความตกลงการค้าสินค้า ซึ่งเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2547 และตั้งเป้าหมาย

สรุปข้อผูกพันชุดที่ 2 ภายใต้การเจรจาการค้าบริการให้เสร็จภายในปลายปีนี้

นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังได้ตกลงจัดตั้งกองทุน ASEAN-China Investment Cooperation Fund มูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายคมนาคมในอาเซียน รวมถึงจัดสรรเงินกู้จำนวน 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้อาเซียนกู้ยืมเพื่อใช้ในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบอาเซียน-จีน

6.2 อาเซียน-อินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงการค้าสินค้า ซึ่งใช้เวลาเจรจายาวนานถึง 5 ปี โดยได้ลงนามความตกลงด้านการค้าสินค้า อาเซียน-อินเดีย และจะเริ่มลดลดภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

6.3 อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์ ที่ประชุมพิจารณาติดตามความคืบหน้า การดำเนินงานตามความตกลงที่ได้มีการลงนามกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553

7. การประชุม Public-Private Sector Policy Dialogue เป็นการประชุมที่จัดควบคู่ไปกับงาน ASEAN Fashion Plus Trade Fair เพื่อ ส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน และเน้นการพัฒนารายอุตสาหกรรม ซึ่งในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ คือ เรื่องการพัฒนาระบบ ASEAN Single Window และ Green Lane ให้เห็นผลโดยเร็ว นอกจากนี้ สหพันธ์สิ่งทออาเซียนยังได้จัดทำข้อเสนอโครงการเรื่อง Virtual Vertical Integration เพื่อ ให้มีการเชื่อมโยงในด้านห่วงโซ่อุปทาน และสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ โดย ขอให้ภาครัฐให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าวด้วย ซึ่งรัฐมนตรีอาเซียนต่างแสดงความชื่นชมในความร่วมมือร่วมใจของ ภาคเอกชน นอกจากนี้ สิงคโปร์และฟิลิปปินส์แจ้งว่า ยินดีให้ความสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากร (HRD) เช่น จัดการ ฝึกอบรมด้านต่างๆ

8. การหารือทวิภาคีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

8.1รัฐมนตรีการค้าของสปป. ลาว สปป.ลาวสนับสนุนการจัดตั้งสมาคมผู้ผลิตข้าวระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าไทยและเวียดนามซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ควรเป็นแกนหลักในการหารือระหว่างกันเพื่อพิจารณากลไกและรายละเอียดขององค์กรดังกล่าว ไทยได้เสนอให้มีการหารือในรายละเอียดในระดับเจ้าหน้าที่ และให้ภาคเอกชนเข้ามา มีส่วนร่วมด้วย

ซึ่งฝ่ายลาวเห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าว

8.2 รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย ออสเตรเลีย ขอให้ไทยเร่งรัดกระบวนการภายในเพื่อให้ความตกลงเขตการค้าเสรีอา เซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ในขณะที่ ไทยขอให้ออสเตรเลียพิจารณาแก้ไขปัญหา 3 เรื่อง คือ 1) การ ผ่อนปรนเงื่อนไขด้านภาษาอังกฤษในการขอวีซ่าต่อใบอนุญาตทำงานสำหรับพ่อค รัว/แม่ครัว 2) การออกรายงานการประเมินความเสี่ยงในการนำเข้ากุ้งของออสเตรเลีย และ 3) การแก้ไขปัญหาของบริษัทไทยที่สินค้าถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งฝ่ายออสเตรเลียยินดีพิจารณาประเด็นปัญหาของไทย

8.3 สภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : USABC) ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สหรัฐฯ สนใจลงทุนในไทยในธุรกิจ Broadband และธุรกิจจัดส่งด่วน (EDS) อย่างไรก็ตาม นักธุรกิจสหรัฐฯ ได้แจ้งความกังวลในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การประเมินราคาศุลกากร และภาษีสรรพสามิต ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่ากฎหมายหรือมาตรการใดๆ ของไทยสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของ WTO แต่รับที่จะประสานกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อคิดเห็น

1. การประชุมครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จไปด้วยดี ไทยสามารถผลักดันประเด็นนโยบายสำคัญเพื่อให้อาเซียนสามารถร่วมมือกัน ได้แก่ ASEAN Grows Green และ Creative ASEAN อย่างไรก็ดี การที่อาเซียนจะสามารถบรรลุเป้าหมายการรวมกลุ่มที่ลึกซึ้งมากขึ้นได้ จำเป็นต้องส่งเสริมกลไกด้านสถาบัน (Institutional Mechanism) ให้แข็งแกร่ง และให้ความจริงจังกับการปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ รวมถึงการมีเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน

2. ในเรื่องการขยายขอบเขต FTA ของ อาเซียนออกไปในระดับภูมิภาคที่กว้างขวางขึ้นไม่ว่าจะในกรอบอาเซียน+3 หรือ อาเซียน+6 จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านประกอบกันทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่สิ่งที่อาเซียนจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ คือ การส่งเสริมการรวมกลุ่มภายในให้เข็มแข็ง และการมีท่าทีร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำหรับการรวมกลุ่มในกรอบกว้างมากขึ้น และส่งเสริมบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

by ThaiWebExpert