ปลูกฝังโลกร้อนให้ดีเริ่มที่วัยเด็ก

ผู้เขียน: 
อนุสรา ทองอุไร

ในฐานะที่เป็นผู้ให้การศึกษากับเด็กเล็ก อภิสรดา สุขเจริญผล ผู้อำนวยการโรงเรียนสุขเจริญผล ทั้งสองสาขา ที่ จ.สมุทรปราการ

คิด ว่าถึงลูกศิษย์ของเธอแม้เป็นเด็ก แต่การเรียนรู้การสร้างจิตอาสาไม่ได้ปิดกั้นวุฒิภาวะของเด็กๆ การปูพื้นฐานความเข้าใจ สร้างความตระหนักให้เขาได้รับรู้ภาวะโลกร้อนอากาศแปรปรวน สาเหตุที่ทำให้เกิด เขาสามารถเรียนรู้ได้ควบคู่กันไปกับการศึกษาภาคปกติ ได้ให้นักเรียนได้รู้จักที่มาของภาวะโลกร้อน รู้จักปัญหาที่ตามมาและการป้องกันภาวะโลกร้อน โดยสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรทุกกลุ่มสาระ

การ เรียนการสอนในปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ธรรมชาติ สถานการณ์ปัจจุบันความเป็นจริงนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีเหตุผลมีภูมิคุ้มกันที่ดีมาสอนในโรงเรียน ต้นไม้คือชีวิตหนึ่ง ซึ่งช่วยนำพาและค้ำจุนให้ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งมวลในโลกใบนี้มีชีวิตอยู่ได้ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหญ้าแพรกที่เขาเหยียบย่ำ ก็ยังให้ความนุ่มละมุนเมื่อเราย่างเท้าเหยียบย่ำลงไป และยังให้ความชุ่มฉ่ำแก่พื้นดินหรือไม้ใหญ่ยืนต้น ก็ให้ร่มเงา เป็นที่อาศัยของหมู่นกกา

ทั้ง ยังเป็นบ่อเกิดแห่งต้นน้ำลำธาร สร้างความร่มรื่นแก่โลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน และเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน เป็นปอดของโลก และจะปลูกฝังให้เด็กๆ สำนึกถึงบุญคุณของต้นไม้ที่สามารถป้องกันการทำลายชั้นบรรยากาศเรือนกระจก เด็กๆ จะเรียนรู้จากวัฏจักรของธรรมชาติโดยใช้หลักธรรมะเข้าสอดแทรกในข้อที่ว่า สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ต่างพึ่งพาอาศัยกัน หากเราอยู่อย่างไม่เบียดเบียนกัน โลกก็จะสงบ ร่มเย็น ภาวะโลกร้อนก็จะผ่อนคลายลง สอนให้รักเพื่อนมนุษย์และส่วนรวม ให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข โดยไม่เบียดเบียนธรรมชาติ พวกเขาจะได้เห็นความงดงามของธรรมชาติจากบทเรียนที่เขาได้รับ

เด็กๆ จะได้ลงมือปลูกต้นไม้ และดูแลรักษา ได้เห็นการเติบโตและผลิตผลของต้นไม้ทั้งไม้ดอกและไม้ผล และพวกเขาจะภาคภูมิใจและถนอมรักษาสิ่งที่เขาสร้างมากับมือของเขาเอง สิ่งเหล่านี้จะสร้างความอ่อนโยนขึ้นในใจ พวกเขาจะได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ทำลายบรรยากาศของโลกโดยการเก็บขวดพลาสติกมา แปรรูป และรักษาความสะอาดโดยเก็บเศษขยะ และไม่ทำให้พื้นที่สกปรก เมื่อบทเรียนต่างๆ ได้แทรกซึมไปในชีวิตประจำวัน พวกเขาจะมีสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและมีจิตใจที่พร้อมจะอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนที่กำลังคืบคลานเข้ามาเป็นมหันตภัยของมวล มนุษย์ เธอเชื่อว่าบทเรียนต่างๆ จะเป็นส่วนสร้างเยาวชนให้มีสำนึกที่ดี และเป็นผลดีต่อชาติและโลกมนุษย์ในอนาคต

รวมทั้งเด็กๆ จะนำสิ่งที่โรงเรียนสอนไปทำที่บ้าน จูงใจคุณพ่อคุณแม่ให้ร่วมมือกันในการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง “เด็กๆ มีอิทธิพลกับพ่อแม่มาก เวลาที่พ่อแม่เผลอหรือลืม เด็กๆ จะคอยเตือน ทำบ่อยๆ จะเคยชินและทำเป็นนิสัยได้ในที่สุด หากเรารอปลูกฝังกันตอนโตก็อาจจะสายไป เพราะเด็กเป็นไม้อ่อนที่ฝึกง่าย สร้างจิตสำนึกกันตั้งแต่เด็ก เขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีสำนึกรับผิดชอบ มีจิตอาสาได้ง่ายขึ้น”

อภิสรดา กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมก็นับว่าเป็นอีกเรื่องสำคัญที่ไม่ควร มองข้าม ตอนที่เรียนอยู่ต่างประเทศก็มีการใส่ใจเรื่องนี้กันมาก ตอนนี้ที่ประเทศไทยก็เริ่มตื่นตัวมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่ทุกคนจะเริ่มจากตัวเอง แม้จะเป็นคนละนิดคนละหน่อยก็ถือว่าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีในวงกว้าง ได้ เธอจึงมีความคิดที่จะพยายามสอดแทรกเรื่องนี้ไปในกิจกรรมการเรียนการสอน

เธอ ให้เด็กปลูกพืชผักสวนครัว โรงเรียนมีที่แบ่งปลูกเป็นแปลงครบทุกชั้น ให้แต่ละชั้นช่วยกันดูแล เมื่อพืชสวนครัวออกดอกผลให้เด็กเก็บมาให้แม่ครัวปรุงอาหารสดๆ ถ้าเหลือมากก็ให้เด็กเก็บไปฝากแม่ที่บ้าน เช่น พริก ผักต่างๆ ที่เขาชอบ รวมทั้งให้เด็กปลูกตะไคร้หอมกันยุง จะสอนว่าเราใช้ตะไคร้แทนการฉีดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเราและสิ่งแวดล้อม ใช้สมุนไพรประหยัดและปลอดภัยกว่ามาก

ใน เทศกาลสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะพยายามกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กๆ ด้วยการจัดบอร์ดนิทรรศการในวันสิ่งแวดล้อมว่าต้นไม้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง การทำลายธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นการตัดต้นไม้ ทำลายป่า ทำลายปะการังเพื่อล่าสัตว์น้ำ หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมและอื่นๆ อีกมากมาย นั่นเป็นสาเหตุอันสำคัญในการทำลายเรือนกระจก ซึ่งเป็นชั้นบรรยากาศของโลกทำให้เกิดการผันแปรของธรรมชาติ และเป็นที่มาของคำว่าภาวะโลกร้อน ซึ่งเด็กจะเริ่มรู้จักคำนี้กันมากขึ้น การเรียนการสอนในปัจจุบันเราสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ธรรมชาติ สถานการณ์ปัจจุบันความเป็นจริงนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

หลัง จากที่สอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปในระบบการเรียน ประเมินผลได้เลยว่าเด็กสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและสนุกในการเรียนรู้ เขาจะรักต้นไม้ทะนุถนอมดูแลรักษาต้นไม้มากขึ้น เพราะรู้ว่าต้นไม้คือชีวิตหนึ่งซึ่งช่วยนำพาและค้ำจุนให้ชีวิตและสรรพสิ่ง ทั้งมวลในโลกใบนี้มีชีวิตอยู่ได้เช่นกัน สร้างความร่มรื่นแก่โลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน และเป็นแหล่งผลิตออกซิเจน เป็นปอดของโลก ที่โรงเรียนเราจึงเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นเพื่อให้ร่มเงาและลมเย็น ภาวะโลกร้อนก็จะผ่อนคลายลง เป็นส่วนสร้างเยาวชนให้มีสำนึกที่ดี และเป็นผลดีต่อชาติและโลกมนุษย์ในอนาคต

มะฮอกกานีต้นไม้สู้พายุไต้ฝุ่น

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

ประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นชาวฟิลิปปินส์ปลูกไม้ต้นขนาดใหญ่ เช่น มะฮอกกานี เอาไว้ตามถนนหนทางทั้งในมะนิลาและเกซอนซิตี

แต่ ละต้นมีอายุไม่ใช่น้อย ลำต้นอ้วนขนาดคนโอบ เขาปลูกกันตามบาทวิถีแคบๆ หน้าอาคารที่ทำการ บริษัทและตึกแถวอย่างไม่ยี่หระต่อแรงลมพายุไต้ฝุ่น ซึ่งพัดกระหน่ำเข้าใส่เกาะลูซอนปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ลูกทีเดียว

เรา ได้แต่ประหลาดใจว่ามะฮอกกานี มันมีดีอะไรหนอ ถึงได้ทนทานไม่โค่นล้มทั้งที่กิ่งก้านหักฉีก นี่ถ้าเป็นหน่วยงานกรมทางหลวงของบางประเทศคงตัดลำต้นจนไม่เหลือร่มเงาให้ชาว บ้านร้านตลาด หรือคนเดินถนนกันแล้ว

มะฮอกกานีนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สูง 30-35 เมตรเป็นเรื่องธรรมดา ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50-120 เซนติเมตร ตามแต่อายุ และพื้นที่ของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ปลูกมะฮอกกานีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ระดับ 700 เมตร โดยได้ปลูกต้นไม้ชนิดนี้ซึ่งเป็นญาติอันใกล้ชิดกับสะเดา ที่ได้กล่าวถึงในฉบับที่ผ่านมา แต่มะฮอกกานีมีใบใหญ่กว่ามาก ขอบใบเรียบ ไม่หยักหรือเป็นร่อง ผิวใบบนเป็นสีเขียวคล้ำ ใบแก่มักร่วงหล่นไปพร้อมแทงใบใหม่ ดูคล้ายกับไม่ผลัดใบ ใบอ่อนสีม่วงอ่อน และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มขึ้นตามอายุ

มะฮอกกานีออกดอกเป็นช่อสีขาว โดยแทงช่อออกปลายกิ่งก้านเมื่อผสมเกสรแล้วจึงพัฒนาไปเป็นผล ติดผลประมาณ 1-3 ผลต่อช่อ ผลมีขนาดใหญ่ สีน้ำตาล ผิวเรียบแข็งแรง แต่เมื่อแก่จัด เปลือกหุ้ม ผลจะแตกอ้า เมล็ดในจะแบน มีปีกยาว 5-8 เซนติเมตร ให้เก็บผลแกจัดมาตากแดดให้ผลแตกแ ละแคะเอาเมล็ดมาตัดปีกออก นำเมล็ดมาเพาะในกระบะและย้ายปลูกเมื่อมีใบจริง 1 คู่ เมื่อมีอายุได้ 6 เดือน จึงย้ายลงแปลงกลางแจ้ง โดยใช้ระยะห่าง 4x4 เมตร

การ ปลูกต้นมะฮอกกานีในเมืองไทยให้พบความสำเร็จ มีเทคนิคอยู่ที่ว่าควรปลูกสลับกับไม้ต้นสะเดาไทย ไม่ควรปลูกมะฮอกกานีเป็นสวนป่าชนิดเดียวกันโดยเด็ดขาด เทคนิคนี้ต้องยกเครดิตให้กับ คุณสมยศ กิจค้า นักวิชาการของศูนย์จัดการเมล็ดพันธุ์ ไม้ป่าอาเซียนแคนาดา สำนักงานวิชาการ ป่าไม้ กรมป่าไม้ คุณสมยศ ได้กล่าวไว้ในคู่มือการส่งเสริมปลูกป่าเอกชนว่า หากปลูกต้นสะเดาไทยแทรกไว้แถวเว้นแถว จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเข้าทำลายของแมลงเจาะยอดหรือลำต้นได้มาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้นสะเดาไทยมีสารอซาดิราชทิน Azadirachtin ซึ่งเป็นยาป้องกันปราบปรามศัตรูพืช ซึ่งปลอดภัยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก

ต้นมะฮอกกานีนั้นอาจขยายพันธุ์ได้โดยการนำหน่อจากต้นแม่ที่ตัดโค่นลงหรือทำให้บางส่วนแตกหน่อใหม่ แล้วจึงแยกหน่อเหล่านี้ (อายุ 2 เดือน) มาปักชำ โดยทาฮอร์โมนเร่งราก หน่อจะแตกรากได้ดี เมื่อมีอายุ 2 เดือน จึงย้ายลงปลูกในแปลงได้

เทคนิค ดังกล่าวโดดเด่นเพราะต้นมะฮอกกานีที่ได้จะถอดแบบมาจากต้นแม่ที่ดีเด่นนั้น ทุกประการ เช่นต้นตรงทนต่อแมลงเจาะลำต้นหรือเจาะยอด และใช้แพร่พันธุ์มะฮอกกานีที่ดีออกไปได้

ต้นมะฮอกกานีมีอยู่ 3 ชนิด ทั้งหมดมาจากอเมริกาเขตร้อน เช่น เม็กซิโก ตอนกลาง อเมริกากลาง และเวสต์อินดีส์ นอกจากนี้ยังพบในอเมริกาใต้อีกด้วย แต่ในเอเชียนั้นประเทศที่รู้คุณค่าของมะฮอกกานี และปลูกกันแพร่หลายคงได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

มะฮอกกานี ให้เนื้อไม้ที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงใช้ตกแต่งบ้าน ที่นิยมกันมากเช่นนี้คงเป็นเพราะมีทั้งความงดงามของเนื้อไม้บวกกับความง่าย ในการแปรรูปเนื้อไม้นั่นเอง

คำว่ามะฮอกกานีนั้นใช้ได้กับต้นไม้อีกสกุลหนึ่งคือ แอฟริกันมะฮอกกานี (Khaya) ซึ่งลักษณะคล้ายมะฮอกกานีแท้ๆ แต่คุณภาพเนื้อไม้จะต่ำกว่ามะฮอกกานีสกุล Swietenia

ในฟิลิปปินส์นั้นถ้าเอ่ยคำว่าฟิลิปปินส์มะฮอกกานีนั้น เขาหมายถึงเนื้อไม้ที่ตัดเลื่อยออกมาจากไม้ต้นสกุลยางนา เช่น สกุล Shorea และ Parashorea ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้ต้นมะฮอกกานีแท้ๆ

จะอย่างไรก็แล้วแต่ นอกจากมีเนื้อไม้สวยงามตกแต่งด้วยเลื่อยและกบได้ง่าย มีค่า ราคาแพงแล้ว ต้นมะฮอกกานีใบใหญ่ (S.macrophylla) นั้น ทนทานต่อลมพายุไต้ฝุ่นหรือไซโคลนในฟิลิปปินส์ได้อย่างเด็ดขาด

หันมาปลูกมะฮอกกานีใบใหญ่เป็นไม้ต้นต้านพายุกันเถอะ

ซีเอสอาร์กับกระแสธุรกิจโลก

ผู้เขียน: 
จันจิ

ความ รับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ในประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังเป็นกระแสยอดนิยมของ ผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิดและวิธีการที่มุ่งให้ความสำคัญในเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมี ความรับผิดชอบ

องค์กรธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มพัฒนาองค์กรในแนวคิดธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ซึ่งหมายถึง การมีนโยบายพัฒนาสังคมอย่าง ยั่งยืน แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน

ควบคู่ไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ พัฒนา และมุ่งไปที่การสร้างให้องค์กรมีความ “ดี” ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ และคืนกำไรให้แก่สังคม

กระแส ซีเอสอาร์ในสหรัฐได้รับความนิยมและปฏิบัติเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังไม่กว้างขวางนัก เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรป เช่น สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ อังกฤษ นอร์เวย์ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์ ที่มีการดำเนินงานแพร่หลายมาระยะหนึ่งแล้ว

ผู้ นำในการดำเนินการตามแนวคิดซีเอสอาร์ในสหรัฐ ได้แก่ กลุ่มบรรษัทข้ามชาติ อาทิ แมคโดนัลด์ สตาร์บัคส์ ไนกี้ โคคาโคลา วอลมาร์ท เป็นต้น

แน่ นอนว่า ซีเอสอาร์ของภาคเอกชนสหรัฐ โดยเฉพาะผู้นำเข้าจะส่งผลกระทบต่อไปยังประเทศคู่ค้า หรือผู้ประกอบการที่ขายสินค้าให้สหรัฐ โดยผู้นำเข้าที่ยึดหลักซีเอสอาร์ จะสรรหาสินค้าและบริการจากบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นกัน

ผู้ นำเข้า-ผู้ซื้อ จะนำประเด็นด้านต่างๆ เช่น การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม สุขภาพและความปลอดภัย การจ่ายค่าตอบแทนแรงงาน เวลาการทำงาน การใช้แรงงานผู้เยาว์ การเลือกที่รักมักที่ชัง ว่า เป็นไปตามกฎหมายของท้องถิ่น ถูกต้องตามหลักการ ซีเอสอาร์หรือไม่ เข้ามาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจในการสั่งซื้อหรือประกอบธุรกิจร่วมกัน

แม้ ว่าการทำซีเอสอาร์ เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และสามารถดำเนินธุรกิจกับกลุ่มผู้นำเข้าทั้งรายเก่าและเป็น ลู่ทางเชื่อมโยงไปสู่คู่ค้ารายใหม่ ที่ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และต้องการทำการค้ากับ ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานซีเอสอาร์เท่านั้น

ที่ สำคัญแนวคิดซีเอสอาร์อาจเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ถูกนำมาใช้บังคับในการทำการค้า กับประเทศต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีรูปแบบหนึ่งของประเทศที่ พัฒนาแล้ว ฉะนั้นองค์กรธุรกิจไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับแนวความคิด ดังกล่าว หาไม่แล้วก็อาจสูญเสียโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้

ปัจจุบันรูปแบบที่ภาคธุรกิจสหรัฐนิยมทำ ซีเอสอาร์ มี 5 รูปแบบ

1.Energy Star เป็นโปรแกรมให้คำแนะนำประหยัดพลังงานของสำนักงานคุ้มครอง สิ่งแวดของสหรัฐ (EPA) ประเภทสินค้าที่แนะนำให้มีมาตรฐาน Energy Star ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องทำความร้อนเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ และหลอดไฟฟ้า เป็นต้น สินค้าผลิตที่ตรงตามมาตรฐาน สามารถใช้เครื่องหมายดังกล่าวติดไปกับสินค้าได้

2.Fair Trade USA ให้ การรับรองสินค้าที่จ่ายค่าตอบแทน ค่าจ้างการผลิตอย่างยุติธรรม ให้โอกาสการทำงานเท่าเทียมกันแก่กลุ่มผู้เสียเปรียบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้แรงงานเด็ก ความปลอดภัยของแรงงาน โดยสินค้าแนะนำให้มีมาตรฐาน Fair Trade เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ ได้แก่ กาแฟ ชา สมุนไพร โกโก้ ช็อกโกแลต ผลไม้สด ดอกไม้สด น้ำตาล วานิลลา และข้าวสาร

3.Marine Stuart Council เป็น มาตรฐานในธุรกิจประมง เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินการด้านความยั่งยืน สิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา องค์กรจะออกเครื่องหมายรับรองสินค้าประมงและอาหารทะเลให้แก่ผู้ประกอบการ

4.Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) เป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญในด้านการออกแบบ การก่อสร้าง การใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดการประหยัดการใช้พลังงาน

5.Forest Stewart Council เป็นมาตรฐาน ที่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ แก่ผู้ประกอบการที่สนับสนุนการรักษาทรัพยากรป่าไม้ มีประเทศทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ ขอรับรองมาตรฐานผลกระทบของซีเอสอาร์ต่อแหล่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐ

ตั้งเป้าคุมอุณหภูมิโลก 2 องศา

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ที่ประชุมโลกร้อนยูเอ็นตั้งเป้า ควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งเกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมตั้งกองทุน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 10 ช่วยชาติยากจน แต่ยังไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมายในทันทีทันใด

รอย เตอร์ส รายงานว่า ที่ประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกแห่งสหประชาชาติที่กรุง โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เปิดเผยร่างแถลงการณ์ของที่ประชุมผู้นำประเทศตั้งเป้าควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ ให้ปรับขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมกับตั้งกองทุน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (3.5 ล้านล้านบาท) ช่วยประเทศยากจนภายในปี 2563 โดยจะระดมทุนให้ได้ปีละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

“เราจำเป็นต้องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมากที่สุด” ร่างแถลงการณ์ของที่ประชุม ระบุ

อย่าง ไรก็ตาม ในรายงานระบุว่า ร่างแถลงดังกล่าวได้เว้นช่องว่างเอาไว้สำหรับเป้าหมายที่กลุ่มประเทศร่ำรวย จะวางเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2563 นี้ และยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอนแต่อย่างใด

“จากการพิจารณาในเชิงวิทยา ศาสตร์ระบุว่าจะต้องไม่ปล่อยให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศา เซลเซียส ทุกฝ่ายได้ให้คำมั่นที่จะตอบรับทันที และจะเดินหน้า ใช้มาตรการก้าวหน้าเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งในความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหานี้” ร่างแถลงระบุ

ทั้ง นี้ หลายประเทศได้ยอมรับเป้าหมายที่จะควบคุมอุณหภูมิดังกล่าวไปแล้ว หลังจากที่เห็นว่าหากปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่านั้นอาจจะนำมาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่อันตรายอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่ก่อให้ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และระดับน้ำทะเลที่ท่วม สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งกองทุน 1 แสน ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั้น ร่างแถลงการณ์ระบุว่างบประมาณดังกล่าวจะมาจากแหล่งทุนหลายภาคส่วน

ร่าง แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นพ้องที่จะรักษาคำมั่นในการควบคุมการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก รวมไปถึงจะส่งรายงานเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงของสภาพอากาศแห่งสหประชาชาติทุกๆ 2 ปีด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่จะพิสูจน์ว่าแต่ละชาติดำเนินการอย่างจริงจังต่อปัญหานี้

อย่าง ไรก็ตาม ร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ไม่มีภาระผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด โดยเนื้อหาอีกส่วนสำคัญระบุว่าแต่ละประเทศจะต้องดำเนินการหารือกันต่อไป เพื่อหากลไกทางกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเร็วที่สุดจะต้องไม่เกินเดือน พ.ย. ในปีหน้า ซึ่งจะมีการจัดประชุมขึ้นที่เม็กซิโก

ทั้ง นี้ การเจรจาในที่ประชุมแม้ว่าจะเดินมาถึงโค้งสุดท้าย ทว่าที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ต้องการที่จะให้ขยายพิธีสารเกียวโตออกไป ซึ่งมีเป้าหมายให้กลุ่มประเทศร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปจนถึงปี 2555 และจะต้องหาข้อตกลงใหม่สำหรับประเทศยากจน

ขณะที่ทางด้านกลุ่มประเทศร่ำรวยต้องการสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่เป็นฉบับเดียวและมีเนื้อหาเดียว

นายกฯผิดหวังถกโลกร้อนเหลว

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552 16:58

นายกรัฐมนตรี ยืนยันไทย ปฏิบัติตามแผน 11 ใช้พลังงานทดแทน ปลูกป่า แก้ปัญหาโลกร้อน แม้ที่ประชุมโคเปนเฮเกน ไร้ข้อสรุป

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนเดินทางกลับประเทศไทยจากการเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคี กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 และพิธีสาส์นเกียวโตสมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากจีน และสหรัฐอเมริกา ยังมีความขัดแย้งกัน และแต่ละประเทศยังยืนยันจุดยืนเดิมที่มีการเปลี่ยนแปลง เบื้องต้นได้มีข้อตกลงทางการเมืองที่ทุกประเทศทั่วโลก ตระหนักว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญ และพร้อมให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่รายละเอียดในเรื่องของเงินสนับสนุน และ เทคโนโลยียังไม่มีความชัดเจนเท่าที่ควร จึงคาดว่า น่าจะมีการประชุมอีกครั้งในปีหน้าที่ประเทศเม็กซิโก ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของประเทศไทย จะปฏิบัติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 เกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทน 15 ปี การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงการปลูกป่าด้วย

นายก รัฐมนตรี ยังระบุว่า แม้จะไม่มีข้อตกลงในการปฏิบัติระหว่างประเทศ แต่ทุกคนทั่วโลกโดยเฉพาะคนไทย ต้องให้ความร่วมมือในการรับผิดชอบต่อโลก และเพื่ออนาคตต่อบุตรหลาน รวมทั้งต้องเร่งแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อป้องกันการเกิดภัยพิบัติที่อาจส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามในวันนี้(19 ธ.ค.) นายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ในวันที่ 20 ธันวาคม ในเวลา 06.30 น. ตามเวลาของประเทศไทย

COP15: (No) Hopenhagen?

ผู้เขียน: 
Richard Black | 15:55 UK time, Saturday, 19 December 2009

Everywhere you go in Copenhagen, you're met with two kinds of advertising poster.

One sells lingerie, the morning walk to the railway station bringing a sequence of scarcely clad models smiling unfeasibly in the freezing morning air.

The other sells hope. "Hopenhagen" has been the city's alternative name for the past fortnight, a campaigning city promoting its dream on banners, along with periodic exhortations to "seal the deal" and "bend the trend" (the trend of rising emissions, that is).

As the UN climate summit ends, the question is whether it brought the beginning of hope, or the end.

Depends on your point of view on climate change, of course. But for the thousands of campaigners here, the climate scientists, the delegations from small island states, what "hope" meant was clear; to secure a deal that would put our global society on course to prevent "dangerous anthropogenic interference with the climate system".

Not my phrase, that, but the key clause in the UN climate convention (UNFCCC) - agreed, lest we forget, at the Earth Summit in Rio de Janeiro way back in 1992.

The mandate to reach a new agreement here was agreed in Bali two years ago, after the last report from the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) appeared to convince governments that dangerous anthropogenic interference with the climate system was not being prevented.

Key commitments in Bali included:

"A shared vision for long-term co-operative action, including a long-term global goal for emission reductions."

Did they get it? No. Reading behind national positions, disagreement about even the most basic measure - the size of temperature increase that countries would like to see - ranges from 1C to 3/4C

"Measurable, reportable and verifiable nationally appropriate mitigation commitments or actions... by all developed country parties."

Did they get it? Yes, except for the US, where MRV is not yet flying - no change there.

"Nationally appropriate mitigation actions by developing country parties... in a measurable, reportable and verifiable manner."

No; unless "verifying" means "believing what a country tells you it is doing".

"Improved access to adequate, predictable and sustainable financial resources... and the provision of new and additional resources."

Yes - kind of. There is money pledged, for sure, and a fund to run it.

Whether it's "predictable and sustainable" is another matter. The short-term "fast-start" finance should be, as it's mainly from the pockets of Japan, the EU and US; the longer-term stuff depends on mechanisms that don't yet exist and might encounter political obstacles.

As you'd expect, leaders from EU countries and the developing world states that really don't like this deal at all have been assuming rictus grins and telling us it's a "good first step".

Problem is, Bali was the "first step"; come to that, Rio was the "first step".

Where we go from here isn't clear at the moment; and even people who have followed this issue for years don't have ready answers.

What appears to have happened is that the UN process was effectively ambushed by countries that perhaps don't want there to be a UN process.

Which countries they might be doesn't take a detective of Sherlock Holmes' prowess to work out; look for ones that haven't signed up to the UN Convention on the Law of the Sea or ratified the UN biodiversity convention, and another that does not on principle allow international oversight of anything.

Intriguingly, the morning after the deal was announced by White House press release, it wasn't clear whether it counts as an agreement within the UN system or whether it lies outside.

If parties had adopted the deal, it would be a UN issue. But they didn't, because there was no consensus; instead governments only decided to "take note" of the accord.

During their discussions afterwards, several delegations suggested this means it isn't a UN agreement - and various UN officials gave different interpretations.

If it turns out not to be a UN agreement, then - at the extreme end of things - the UN climate convention could effectively be dead as the powerful world's favoured instrument for controlling emissions.

A deal made at a UN summit would move outside, being a free-standing arrangement effectively decided by the 26 countries involved in the drafting.

It will mean that a select group of countries - the G20, or thereabouts - will basically decide what they want to do, and then do it.

That might sound like an extreme analysis, and perhaps it is; but in the last few years, climate pledges have been made in the G8, the Major Economies Forum and the Asia-Pacific Economic Co-operation forum (Apec) - all places where countries can say what they want with no pesky small states around to demand that they do more.

Don't forget that there has been no real negotiation here on targets for developed nations. Sessions have been held, yes; but all developed countries set their own targets before they arrived, and stuck to them.

In principle, poor countries would lose from a transition away from the UNFCCC, because its mechanisms are supposed to bring them access to clean technology and money for forests and climate protection.

It's hard to overstate the size of the mood change that's occurred over the last few months - even over the last two days.

Approaching the summit, it appeared that pretty much all the countries wanted a new global climate deal under the UNFCCC umbrella. Politicians from many countries invested significant diplomatic effort to make it happen - apparently.

The concluding sequence of this much-hyped summit has left many observers and national delegations stunned.

Ministers and officials and scientists and campaigners and lobbyists who have dedicated huge swathes of the last year to making a tough deal happen watched aghast as Chinese and US leaders and their entourages flew in, took over the agenda and emerged with what was basically their own private deal, with leaders announcing it live on television before others realised it had happened.

Does Copenhagen, then, mark not the beginning of a new global climate regime but the end of the vision of global, negotiated climate governance?

Is it the end for the idea of global, negotiated governance on other environmental issues?

These are big questions that many never saw themselves having to ask in the Obama era.

In cafes and bars around (No) Hopenhagen, they're being asked now.

ปิดฉากโคเปนเฮเกนคว้าน้ำเหลว ยังไร้ปฎิญญาลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

19 ธันวาคม 2552 16:48 น

ชาวโลกผิดหวัง โคเปนเฮเกนปิดฉากไม่สวย สรุปได้แค่ต้องควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2 องศา แต่ยังหาเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 55 ไม่ได้ แม้ว่าชาติร่ำรวยตกลงจะให้เงินช่วยประเทศกำลังพัฒนาแล้ว และหวังเจรจาตกลงกันใหม่ปีหน้าที่เม็กซิโกซิตี
ในที่สุดก็ยังไม่ได้ข้อสรุปการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนจากการประชุมเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ซึ่งผู้แทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศเข้าร่วมประชุมอย่างตึงเครียดตลอด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 7-18 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2555

เอเอฟพีระบุว่าประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนาลงความเห็นตรงกันในวันที่ 18 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการประชุมว่าจะต้องควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนในขณะนี้ แต่ยังไม่มีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนของทั้งประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา อีกทั้งยังไม่ใช่ข้อตกลงที่มีข้อผูกพันทางกฎหมายด้วย

ขณะที่บารัค โอบามา (Barack Obama ) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่า "ข้อตกลงโคเปนเฮเกน" (Copenhagen Accord) ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาของนานาชาติได้ เพราะไม่ได้กำหนดเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เหมาะสมอย่างจริงจัง แต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของนานาชาติในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ หลังจากที่ผู้นำประเทศต่างๆ เริ่มทยอยเดินทางกลับสู่ประเทศของตัวเอง ทว่าคณะผู้แทนรัฐบาลที่เข้าร่วมการเจรจายังต้องใช้เวลาตลอดค่ำคืนสุดท้ายของการประชุมเพื่อวิเคราะห์ตัวบทเจรจาที่หนาร่วม 180 หน้า ที่เต็มไปด้วยวงเล็บและทางเลือกมากมาย ซึ่งทั้งฝ่ายประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนายังมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ทว่าบางส่วนในตัวบทเจรจาก็เป็นที่ยอมรับได้ของนานาประเทศ เช่น ประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับการช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคโนโลยีจากประเทศร่ำรวยในการรับมือกับปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเบื้องต้นประเทศร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ตกลงจะให้เงินช่วยเหลือในช่วงระยะปี 2553-2555 รวมกันเป็นเงินจำนวน 30,000 ล้านดอลลาร์ และจะเพิ่มเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2563

ด้านนิโคลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส มีความเห็นว่า แม้ข้อตกลงที่โคเปนเฮเกนจะยังไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่หวังกันไว้ แต่มันก็เป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่น่าจะเป็นไปได้

ขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ไม่พอใจที่ถูกเรียกร้องให้มีการตรวจสอบแผนการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเห็นว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตย และบอกอีกว่าชาติร่ำรวยระอาที่จะเป็นผู้เริ่มต้นรับผิดชอบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง ทั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ ถือว่าเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ และ 2 ประเทศนี้ยังตกลงกันไม่ได้ถึงเรื่องความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่เมื่อครั้งพิธีสารเกียวโต

ทางด้านกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างเวเนซุเอลา ซูดาน และตูวาลู กล่าวว่าพวกเขาไม่ยอมรับข้อตกลงจากการประชุมนอกรอบระหว่างชาติที่เป็นแกนนำการประชุมครั้งนี้อย่าง สหรัฐฯ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มจี 77 (G77) ถึงกับบอกว่าข้อตกลงโคเปนเฮเกนเป็น "สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในประวัติศาสตร์" (worst in history) เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี การประชุมที่โคเปนเฮเกนครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่ทั่วโลกเฝ้ารอคอยอย่างจดจ่อ เพราะจะเป็นเวทีสุดท้ายตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ประเทศภาคีสมาชิก UNFCCC ร่วมเจรจาเพื่อให้ได้ข้อสรุปแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกหลังพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดในปี 2555 แต่กลับไม่ประสบความอย่างที่หลายคนหวังไว้ และที่ประชุมยังยืดเยื้อการสรุปข้อตกลงหลังปี 2555 ออกไปอีก โดยจะไปเจรจาเพื่อหาบทสรุปกันอีกครั้งในเวทีประชุมที่กรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก ในปี 2553

"อภิสิทธิ์"โวแผนพัฒนามุ่งสู่ศก.คาร์บอนต่ำ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เชิญชวนทุกประเทศร่วมกันแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ของการรับผิดชอบต่อโลก ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารโตเกียว สมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 17-20 ธันวาคม รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมระดับสูง (High Level Segment : HLS) ของการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 15 และพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 ช่วงสายวานนี้ (17 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประเทศไทยมีความกังวลในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาของประเทศหนึ่ง ประเทศใด แต่ทุกประเทศจะต้องร่วมกันต่อสู้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาควรจะเป็นไปตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา มีความพยายามแก้ไขปัญหา ดังนั้น จึงไม่ควรให้กระบวนการแก้ไขปัญหามาบั่นทอนแนวทางการพัฒนาประเทศ

"อย่าให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน หรือนำไปเป็นเงื่อนไขในการกีดกันการค้า การลงทุน ต่อประเทศที่กำลังพัฒนา" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับปี 2550 เป็นปีที่มีความต้องการอาหารมากขึ้นส่งผลให้ประเทศไทย ในฐานะประเทศผู้ผลิตมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก ซึ่งที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาเกษตรอินทรีย์ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยังช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น และส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังได้บรรจุปัญหาดังกล่าว ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2007-2011 ซึ่งจะนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แบบคาร์บอนต่ำ โดยการปรับปรุงโครงสร้างภาคการผลิต ให้มีคาร์บอนน้อยลง ส่งเสริมการขนส่ง และเปลี่ยนแปลงการบริโภคให้หันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแผนพัฒนาพลังงาน 15 ปี โดยจะให้มีการใช้พลังงานทดแทนในอัตราส่วน 20% ของการบริโภคพลังงาน ภายในปี 2022 และตั้งเป้าหมายการปลูกป่า จาก 30% เป็น 40% ภายในปี 2020 เพื่อเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซเรือนกระจก

"ประเทศไทยตระหนักดีว่า การรับมือของไทยเพียงประเทศเดียว ไม่เพียงพอ ต้องร่วมมือกับประเทศต่างๆ ดังนั้น ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนได้ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในปัญหานี้ และการดำเนินการร่วมกันภายในภูมิภาคของเรา" นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ทุกคนควรร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นการร่วมกันรับผิดชอบต่อโลกของเรา

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า การเดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ มีโอกาสได้พบปะหารือระดับทวิภาคีกับผู้นำหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อิสราเอล และแอลเบเนีย โดยทุกประเทศมีความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และยอมรับในความแตกต่างของศักยภาพการแก้ไขปัญหาของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา

"ทุกประเทศเห็นพ้องกันว่า ควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อหาจุดร่วมกันให้มากขึ้น และหากไม่มีข้อแตกต่างอะไรมาก ผู้นำน่าจะตัดสินใจได้ และทุกฝ่ายกำลังพยายามที่จะให้ออกปฏิญญาร่วมกัน" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภารกิจของนายกรัฐมนตรีในวันแรก ว่า ในการประชุมได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำหลายประเทศระหว่างการประชุม อาทิ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล นายกรัฐมนตรีแอลเบเนีย นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมทั้ง ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ ซึ่งทุกคนต่างแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุดยืนที่ทุกคนได้แถลงต่อที่ประชุมในวันนี้ตรงกัน และมีการยอมรับความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามากขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงเชื่อว่า การประชุมครั้งนี้จะได้ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

"รู้สึกพอใจกับการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีมัลดีฟส์ เพราะนอกเหนือจากจุดยืนที่ตรงกันในการประชุมครั้งนี้แล้ว ยังได้มีการหารือเพื่อขยายการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ระหว่างกัน รวมถึงการอำนวยสะดวกด้านวีซ่าด้วย"

ส่วนกรณีที่สื่อมวลชนต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจแก่นายกรัฐมนตรีเป็นจำนวนมากระหว่างการประชุมครั้งนี้นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า สื่อมวลชนให้ความสนใจในฐานะผู้นำประเทศที่กำลังพัฒนาว่าจะมีแนวทางผลักดัน การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปในทิศทางใด

นักวิจัย สกว.แนะเร่งรับมือมาตรการใหม่

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ นักวิจัยด้านโลกร้อน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์เชื่อว่าการประชุมโลกร้อน ครั้งที่ 15 คงได้ข้อสรุปแค่ เอกสารข้อผูกพันทางการเมืองเท่านั้น เพื่อให้ผู้นำชาติต่างๆ ให้ความสำคัญกับปัญหา และนำกลับมาดำเนินการต่อในประเทศของตัวเองอีก 1 ปีก่อนการประชุมคราวหน้า

ส่วนของไทยหลังจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องกลับมาเตรียมข้อมูลเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ และคงไม่ได้หมายถึงการหาเป้าหมายเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากยังมีเงื่อนเวลา และมีเวลาในการเตรียมการอยู่

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า ขณะที่เป็นกลไกใหม่ที่เราต้องตั้งรับไว้หลังจากนี้ คือเรื่องการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซรายสาขาการผลิต การส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ และลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือเรดด์ เป็นต้น ซึ่งอาจจะส่งผลดีหรือผลเสียต่อประเทศไทย หรืออาจจะมีผลให้ประเทศไทยต้องกำหนดท่าทีที่ชัดเจนขึ้น เพื่อการตอบรับหรือตอบโต้ต่อมาตรการใหม่ๆ

กรีนพีซไม่เชื่อไทยทำได้ตามแผน

นายธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานลง 30% ภายในปี 2563 ตามที่กระทรวงพลังงานได้นำเสนอข้อมูล โดยรวมเอาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไว้ด้วย เนื่องจากการศึกษาของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ในทางเลือกต่างๆ ของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยมีอยู่ มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ การดักจับ และกักเก็บคาร์บอนนั้น มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก เว้นแต่ว่าราคาของคาร์บอนจะสูงเพียงพอที่จะทำให้เกิดความคุ้มในการลงทุน

เขากล่าวว่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืนของอนาคตพลังงานในประเทศไทย เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และขาดความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการลดทอนทรัพยากร และการริเริ่มพัฒนาศักยภาพพลังงาน และพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ที่ได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระยะ 15 ปี

"การประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการเจรจาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกนนั้น เป็นเพียงลมปาก ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ยังคงบรรจุพลังงานสกปรกอย่างถ่านหินและนิวเคลียร์ไว้ด้วย ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทย ในฐานะประธานอาเซียน สามารถประกาศจุดยืนของอาเซียนต่อโคเปนเฮเกน ซึ่งรับรองไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่หัวหิน ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ จุดยืนดังกล่าวจะต้องมีหลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกับข้อตกลงที่มีความเป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย" นายธารากล่าว

นายกฯคาดหวังประชุม COP15 จะได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมทุกฝ่าย

ฐานเศรษฐกิจ วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2009 เวลา 13:56 น. ทีมออนไลน์ ข่าวรายวัน - ข่าวในประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเข้าร่วมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 และพิธีสาส์นเกียวโตสมัยที่ 5 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา

แต่นายกรัฐมนตรี ยังคาดหวังว่า การประชุมในครั้งนี้ผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะร่วมกันตัดสินใจหาข้อสรุปร่วมกันในการปฏิบัติที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ต้องขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เจรจา ว่าจะมีข้อเสนอมาให้ผู้นำตัดสินใจอย่างไรบ้าง ซึ่งหากมีความแตกต่างมากก็น่าวิตก ว่าความร่วมมือการแก้ไขจะได้ในระดับมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่า ต้องยินดี และสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมตกลงในปฏิญญาร่วมของการแก้ไขปัญหาจึงจะเป็นความเห็นที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด

ผู้นำเร่งกู้ดีลโลกร้อนก่อนรูดม่าน

ไทยโพสต์ 19 ธันวาคม 2552 - 00:00

ผู้นำค่อนโลกร่วมประชุมซัมมิตโลกร้อนของยูเอ็นเมื่อวันศุกร์ หวังผลักดันข้อตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ที่ยังลูกผีลูกคน หลังการเจรจาต่อรองตลอดคืนวันพฤหัสบดียังไม่บรรลุเป้าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก "โอบามา" จี้ทุกชาติลงมือทำกันได้แล้ว แต่สหรัฐกลับไม่มีข้อเสนอใหม่เพิ่มเติม

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐกับบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ร่วม 130 ชาติพยายามอย่างหนักเพื่อให้บรรลุข้อตกลงกันในวันสุดท้ายของการประชุมวางกรอบการทำงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกขององค์การสหประชาชาติที่กรุงโคเปนเฮเกน 18 ธ.ค.

ประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส กล่าวขณะที่การประชุมพักกลางคันเมื่อวันศุกร์ว่า ยังมีปัญหาติดขัดที่ทำให้ยังไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน ที่สำคัญคือจีนยืนกรานคัดค้านการสังเกตการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บรรดาผู้แทนเจรจาจาก 193 ประเทศสามารถบรรลุฉันทามติกันได้ในด้านการเงินและเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก แถลงการณ์ฉบับร่างนั้นมีข้อเรียกร้องให้สนับสนุนเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2563 เพื่อช่วยเหลือชาติยากจนรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับในยุคก่อนอุตสาหกรรม

การประชุมตลอดคืนมาพบทางตันในเช้าวันศุกร์ เมื่อที่ประชุมไม่สามารถบรรลุความตกลงกันได้ในประเด็นหลักๆ คือเงื่อนเวลาและระดับของการตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โอบามากล่าวต่อที่ประชุมว่าเขาเดินทางมาร่วมซัมมิตนี้ "ไม่ใช่เพื่อเจรจาแต่เพื่อลงมือทำ" เขายังเรียกร้องผู้นำชาติต่างๆ ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้บรรลุข้อตกลง ผู้นำสหรัฐยังคงย้ำถึงข้อเสนอต่างๆ ของสหรัฐที่ผ่านมา รวมถึงการเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ มีความโปร่งใสยอมรับการตรวจสอบมาตรการจำกัดก๊าซเรือนกระจกของตน แต่เขาไม่กล่าวถึงข้อเสนอใหม่ในการลดก๊าซฯ ของสหรัฐ เว้นแต่บอกว่าสหรัฐจะดำเนินการในส่วนของตนไม่ว่าการประชุมที่เดนมาร์กนี้จะจบลงอย่างไร "เวลาของการเจรจาจบลงแล้ว" เขากล่าว

ประธานาธิบดีสหรัฐมีกำหนดจะพบกับนายกฯ เวินเจียเป่าของจีนนอกรอบการประชุมด้วย อันเดรส คาร์ลเกรน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของสวีเดนซึ่งเป็นประธานสหภาพยุโรปสมัยปัจจุบัน กล่าวว่า มีแต่สองชาติยักษ์ใหญ่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกสองชาตินี้เท่านั้นที่จะผ่าทางตันได้

การเจรจาที่กรุงโคเปนเฮเกนตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความขัดแย้งหวาดระแวงซึ่งกันและกันระหว่างชาติร่ำรวยและยากจน ว่าใครควรแบกรับภาระลดก๊าซเรือนกระจกมากน้อยเท่าใด ประเทศกำลังพัฒนาโยนว่าประเทศร่ำรวยมีความรับผิดชอบต่อประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซฯ

ร่างเบื้องต้นที่ผ่านตาสำนักข่าวรอยเตอร์นั้นระบุว่า เป้าหมายจำกัดการเพิ่มอุณหภูมินั้นกำหนดไว้ที่ 2 องศาซี ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นขั้นต่ำสุดแล้วที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบเลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ร่างแถลงการณ์โคเปนเฮเกนยังเสนอตั้งกองทุน 30,000 ล้านดอลลาร์ช่วยเหล่าประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดระหว่างปี 2553-2555 และตั้ง "เป้า" 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2563 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการเตรียมการรับมือโลกร้อนและลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ดีคำแถลงไม่ได้อ้างถึงว่าใครจะเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนี้หรือจะระดมเงินอย่างไร อีกทั้งยังไม่มีการระบุเป้าหมายชัดเจนของการลดปล่อยก๊าซฯ ด้วย.

by ThaiWebExpert