โลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิม

ผู้เขียน: 
วรัญญา ศรีเสวก

อาจเป็นเพราะเริ่มต้นทำงาน วันเริ่มของวันหยุดยาวเข้าพรรษา ปริมาณรถยนต์ บนท้องถนนในกรุงเทพฯจึงเงียบโล่งกว่าปกติ การคำนวณระยะเวลาจากบ้านไปถึง ที่นัดหมายจึงเร็วกว่าที่คาดเกือบๆ ชั่วโมง ทางเลือกในสถานที่ที่ไม่ค่อยรู้จักไม่มีอะไร ดีมากไปกว่าการเลือกหาที่นั่งที่เหมาะเพื่อรอให้ถึงเวลานัดหมาย

บนเคาน์เตอร์บริการตัวเอง นอกเหนือจากโบรชัวร์นานาสารพัน ที่ว่าด้วยเรื่องกาแฟ ความรับผิดชอบขององค์กร แผ่นป้ายเล็กๆ ที่ใส่กรอบพลาสติกตั้งอยู่ เป็นคำประกาศ ของร้านกาแฟที่ขอเรียกคืนสินค้า เครื่องบดกาแฟ ที่เคยมีวางจำหน่ายโดยสมัครใจ ประมาณว่าขอให้ผู้ที่ซื้อ เครื่องบดกาแฟชนิดนี้ไปให้มาคืนสินค้าที่ร้าน เพราะเครื่องดังกล่าวอาจจะไม่มีความปลอดภัยที่เพียงพอ...

กลับมานั่งเปิดหนังสือพิมพ์ เจอบทสัมภาษณ์ของ ดร.อาชว์ เตาลานนท์ แห่งเครือ ซี.พี. ที่พูดถึงกลยุทธ์การปรับตัวให้อยู่รอด ดร.อาชว์พูดในทำนองว่า มาตรฐานอย่าง ISO 14001 ISO 26000 ฯลฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบธุรกิจ จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ หากยังต้องการดำรงอยู่

เขาบอกว่าธุรกิจต้องปรับตัวในโลก ที่สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนเดิม

อ่านแล้วนึกถึงคนทำรายการบันเทิง "พี่แต๋ง" "ภูษิต ไล้ทอง" หนึ่งในสมาชิก "เฉลียง" ที่มีโอกาสได้นั่งลงคุยกันวันก่อน ที่พยายามใส่สำนึกด้านสิ่งแวดล้อมไปในรายการตลก เพราะเชื่อว่าสื่อทำให้คนเปลี่ยนได้ แม้จะเป็นคนกลุ่มรากหญ้า เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนวิธีคิดของคนที่ยังบริโภคนิยมแบบสุดโต่งไม่ได้ โลกก็จะไม่มีวันเปลี่ยน

วิธีคิดของเขาก็เป็นการทำรายการตลกในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม... ในโลกที่สิ่งแวดล้อมกำลังเป็นปัญหาใหญ่

ถึงวันนี้แม้หลายคนจะออกอาการเอียนกับแคมเปญการตลาดที่แต่ละแบรนด์ แต่ละค่ายขนออกมาแข่งกันตามกระแส แต่ถ้ามองในภาพกว้างจะเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กำลังกระจายไปยัง ทุกจุดบนโลกที่มากกว่าแค่การตลาด ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดจิ๋ว กระทั่งการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ของผู้คน

จะ "กูเกิล" เสิร์ชเอ็นจิ้นบิ๊กเนม "วอร์เนอร์ บราเธอร์ส" ธุรกิจบันเทิง ระดับโลก "ลอรีอัล" ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเครื่องสำอาง หรือจะธุรกิจเกิดใหม่อย่าง responsibletravel ธุรกิจเล็กๆ ใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแฟชั่นในบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา ก็ใช่ทั้งนั้นที่กำลังพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองไปบนเส้นทางสีเขียว

"กูเกิล" ถึงกับประกาศโครงการสีเขียวขนาดใหญ่ ในการสร้างสมดุลคาร์บอน โดยใช้น้ำเสียนำกลับมาเป็นพลังงาน "วอร์เนอร์ บราเธอร์ส" ก็หันมาใช้ ไฟฟ้าจากโรงงานผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ของตัวเอง "ลอรีอัล" ประกาศที่จะเป็นตัวอย่าง "องค์กร เพื่อสังคม" และให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสีเขียว และประสบความสำเร็จในการสร้าง โมเลกุลใหม่ ที่ตลอดกระบวนการสร้าง จนการสลายไปไม่ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมเลย

ในธุรกิจใหม่ๆ ก็เช่นกัน responsibletravel ในอังกฤษ เป็นธุรกิจท่องเที่ยว ที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งสอนให้คนรู้จักและ เคารพกับวัฒนธรรม สถานที่ และสิ่งแวดล้อม อย่างการระมัดระวัง เมื่อต้องไปท่องเที่ยวธรรมชาติในสถานที่ ที่เปราะบาง เช่น เดินป่า ถ้าเดินคนหรือสองคนอาจจะไม่เป็นไร แต่ถ้าขึ้น หลักร้อยเมื่อไหร่จะกระทบกับทรัพยากรธรรมชาติ

ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ ในอาร์เจนตินา ก็พยายามที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เสื้อแจ็กเกต ที่ติดแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถชาร์จไฟ ไอพอดได้

แม้จะเป็นนักบริโภคแบบสุดโต่ง แต่ปัจจุบันคนอเมริกันส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจกับสินค้าและบริการและเปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ความนิยมในบริการคาร์พูล ในการเดินทางไปสนามบินพร้อมกัน หลายๆ คนโดยจองผ่านออนไลน์ ซึ่งทั้งประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อย่าง ซานฟรานซิสโก ลอนดอน ประเทศอังกฤษ กระทั่งในนิวเดลีที่บริการในลักษณะนี้ กำลังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

คล้ายกับบริการใหม่ซึ่งเป็นที่จอดจักรยาน พร้อมล็อกเกอร์เก็บของและห้องอาบน้ำ ที่เตรียมไว้ให้บริการกับผู้คนในเมืองที่ใช้จักรยานในการเดินทางแทนรถ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ หลายๆ จุดที่กำลังกลายเป็นภาพใหญ่ทั่วโลก ที่ถึงบรรทัดนี้...ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ แต่การทำธุรกิจ ที่ไม่ต้องคิดถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม เพราะคิดว่ายังมีทรัพยากรเหลือเฟือ การใช้ชีวิตด้วยการบริโภคแบบเกินพอดี และฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น กำลังถูกท้าทายให้ทั้งคน-ธุรกิจ-สังคมจำเป็นต้องทบทวน

เพราะโลกไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว !!

การเจรจาการค้า และ สิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ในเดือนธันวาคมปีนี้จะมีการจัดประชุมครั้งสำคัญโดยองค์การสหประชาชาติในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นานาประเทศและองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องได้เริ่มเตรียมพร้อม โดยการจัดประชุมและจัดเตรียมเอกสารเบื้องต้น ทั้งนี้ซึ่งรวมถึง องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเตรียมเอกสารหัวข้อ 'Trade and Climate Change' ร่วมกับ UNEP บทความวันนี้จึงจะเล่าถึงรายงานดังกล่าวพอสังเขป

องค์ความรู้ในปัจจุบัน 'เกือบ' จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า 'ภาวะโลกร้อน' เกิดมาจากฝีมือของมนุษย์ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) พบว่าอุณหภูมิผิวโลกเพิ่มขึ้น 0.74 º c ในรอบร้อยปี แต่หากรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าไปด้วยแล้วภาวะโลกจะร้อนขึ้นถึง 1.8° - 2.0ºc ขณะที่หน่วยงาน International Energy Agency มีรายงานว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณเพิ่มขึ้นหนึ่งเท่าตัวในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าอาจจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ90 จากวันนี้จนถึงอีก 20 ปีข้างหน้า

ย้อนกลับไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน ประเทศพัฒนาแล้วมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (อัตราต่อหัวประชากร) มากกว่าชาติกำลังพัฒนาถึง 4 เท่าตัว แต่ในปัจจุบันชาติกำลังพัฒนามีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2 ใน 3 ของทั้งหมด อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซสูงร้อยละ2.5ต่อปี ขณะที่ชาติพัฒนาแล้วมีอัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 0.5

ผลกระทบของก๊าซเรือนกระจกมีต่อทั้งสังคมและเศรษฐกิจ หากพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถแยกแยะได้ดังนี้ ผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาจะสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเศรษฐกิจมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงอีกทั้งการปรับตัวของคนหรือนโยบายทำได้ลำบากเพราะมีพื้นฐานของความยากจน ปัญหาทางสุขภาวะขั้นพื้นฐาน ของประชากร และการขาดแคลนอาหาร

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าแยกแยะออกตามภาคเศรษฐกิจได้ดังนี้ 'ภาคเกษตรกรรม' ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนจะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ประเทศเขตร้อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาจะมีผลผลิตธัญพืชลดลงร้อยละ 5-10 เมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น1° c ขณะที่ประเทศเขตหนาวจะได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิสูงขึ้นเพราะสามารถเพาะปลูกได้ดีขึ้นเมื่อมีอากาศอุ่นขึ้น แต่ถ้าหากอุณหภูมิสูงกว่า 3º c จะทำให้ผลผลิตของโลกโดยรวมลดลงสุทธิ โดยเฉพาะคาดว่าประเทศในทวีปแอฟริกาจะมีผลผลิตลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเท่านั้น 'ภาคบริการ' ก็ได้รับผลกระทบในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยา ส่วนอุตสาหกรรมการขนส่งก็จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของมรสุมหรือระดับน้ำในแม่น้ำที่ใช้ขนส่งสินค้าเป็นต้น นอกจากนี้ 'ภาคการประมงและการป่าไม้' ก็จะได้รับผลกระทบทางตรงจากการที่โลกร้อนขึ้นเช่นกัน

ปัญหาดังกล่าวอธิบายด้วยทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศได้อย่างไร ความสัมพันธ์ของการค้าระหว่างประเทศและการปล่อยภาวะก๊าซเรือนกระจกมีทั้งหมด 3 ช่องทางด้วยกัน คือ ผลกระทบจากขนาด (Scale effect) คือการค้าที่เพิ่มมากขึ้นทำให้มีทั้งการผลิตและการขนส่งมากขึ้น ทำให้มีการใช้พลังงานจำนวนมากและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซภาวะเรือนกระจกสูงขึ้น ผลกระทบจากองค์ประกอบทางการค้า (Composition effect) คือการค้าทำให้เกิดการปรับโครงสร้างการผลิตโดยอาศัย 'หลักการความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ' ทำให้มีการโยกย้ายการผลิตจากประเทศที่พัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นผ่านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะความเข้มข้นของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมมีความแตกต่างกัน และประการสุดท้ายคือ ผลกระทบทางด้านเทคนิค (Technical effect) คือการค้าทำให้เกิดการแข่งขันและมีการลดต้นทุนการผลิตลง และเป็นผลดีกับการค้าสินค้าที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งการค้าจะนำไปสู่การเติบโตของรายได้ และคนที่มีรายได้สูงจะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อม ในทางตรงข้ามมีข้อโต้แย้งว่า การที่ชาติบางชาติรวยขึ้นก็อาจจะไม่ทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้นเพราะขาดความรับผิดชอบ

มาตรการที่ใช้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ มาตรการลดการปล่อยและการดูดซับคาร์บอนของก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และมาตรการการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจาก ก๊าซเรือนกระจก (Adaptation) มาตรการแรกนั้นเป็นมาตรการระดับนานาชาติ ซึ่งมีการเจรจาในระดับนานาชาติว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือทางด้านเงินทุน เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างชาติกำลังพัฒนาและชาติพัฒนาแล้ว ทั้งนี้มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รองรับในการตั้งเป้าหมายเพื่อการลดระดับภาวะโลกร้อน และระดับการปล่อยก๊าซ ส่วนมาตรการหลังโดยหลักแล้วจะขึ้นอยู่กับแนวทางการดำเนินงานของแต่ละประเทศซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมทางด้านการเมือง ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และระดับรายได้ อาทิเช่น การวางนโยบายรองรับภาวะแล้ง หรือ ภาวะน้ำท่วม และการลงทุนด้านสาธารณูปโภค เพื่อเตรียมรับภาวการณ์เปลี่ยนแปลง

การเจรจาในเดือนธันวาคมนี้จึงมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่งว่าแต่ละชาติจะเดินไปในทิศทางใด และจะมีความร่วมมือกันได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) ที่จะมีพันธะกรณีแรกสิ้นสุดลงในปี 2555

ACIA เปิดเสรีลงทุนอาเซียน เกษตร-ป่าไม้-อุตฯผลิต-ประมง-เหมืองแร่

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ในปี 2553 ภายใต้กรอบข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) สำหรับ 10 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว กัมพูชาและพม่า นอกเหนือจากเงื่อนไขที่ต้องเปิดเสรีการค้าลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายให้เหลือ 0% (ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวบางรายการ), ยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) แล้ว ยังมีเรื่องของการเปิดเสรี การลงทุน ที่ต้องเปิดให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนเข้ามาถือหุ้นข้างมากในบางกิจการที่ประเทศไทยเคยสงวนไว้ได้

ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลภาคการลงทุน นางวาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า กรอบความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Agreement หรือ AIA) เป็นแผนงานหนึ่งของการดำเนินการตามกรอบ AEC ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงร่วมกันเมื่อปี 2538 โดยหลักสำคัญของความตกลง AIA คือ ภายในปี 2553 ประเทศสมาชิกจะต้องเปิดเสรีการลงทุนใน 4 สาขา คือ การผลิตแป้งจากข้าว

และพืชไร่, การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ, การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช ซึ่งอยู่ในบัญชี 3 ของกิจการที่สงวนไว้สำหรับคนไทย

ต่อมาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14ที่หัวหิน ได้ลงนาม การปรับปรุงข้อตกลงด้านการลงทุนอาเซียน เป็น ACIA (ASEAN Comprehensive Investment Agreement) โดยผนวกกันระหว่าง

ความตกลง AIA เดิม กับความตกลง ส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ASEAN Investment Guarantee Agreement หรือ IGA) ให้มีความทันสมัยมากขึ้น ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก

คือ การเปิดเสรีการลงทุน, การให้ความคุ้มครองการลงทุน, การส่งเสริมการลงทุน และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ครอบคลุมการเปิดเสรีการลงทุนในธุรกิจ5 สาขา

ได้แก่ เกษตร, ป่าไม้, อุตสาหกรรมการผลิต, ประมง และเหมืองแร่ เป็นการเปิดเสรีให้สิทธิกับนักลงทุนอาเซียนเท่ากับนักลงทุนไทย ซึ่งแต่ละประเทศสามารถเลือกเปิดเสรีสาขาต่างๆ ได้ตามสมัครใจเมื่อพร้อม โดยให้ทยอยเปิดเสรีไปเรื่อยจนถึงปี 2558 และผ่อนปรนหรือยกเลิก ข้อจำกัดที่เป็นต่อการลงทุนที่เคยผูกพันไว้ในความตกลง AIA

ปัจจุบันไทยต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนสามารถ ถือหุ้นได้มากถึง 60%

ในกิจการเหมืองแร่ ที่เดิมเป็นกิจการในบัญชี 2 ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 50% แต่เหตุที่ต้องเปิด เนื่องจากไทยได้ให้สิทธิพิเศษนี้แก่ออสเตรเลีย ภายใต้ความตกลงเขตการค้าไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) และซึ่งเงื่อนไขในกรอบอาเซียนมีข้อระบุว่า หากประเทศในกลุ่มอาเซียนดำเนินการให้สิทธิพิเศษใดๆ กับประเทศนอกกลุ่มอาเซียน ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนก็จะได้สิทธิพิเศษนั้นโดยปริยายด้วย

"สิ่งที่จะต้องดำเนินให้แล้วเสร็จภายใน 2553 คือ เปิดเสรีการลงทุนใน 4 สาขาข้างต้น ตามพันธกรณีความตกลง AIA เดิม โดยขณะนี้ BOI ได้จัดทำประชาพิจารณ์สำหรับผู้เกี่ยวข้อง ที่จะเปิดให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนถือหุ้นในธุรกิจดังกล่าว50-51% ได้หรือไม่ ซึ่งเอกชนก็ไม่คัดค้าน พร้อมสนับสนุนให้เปิด

ซึ่งขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการถามความเห็นจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นก็จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเปิดเขตการค้าเสรี ส่งให้คณะกรรมการเศรษฐกิจระหว่างประเทศพิจารณาต่อ และสรุปเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติ และขั้นตอนสุดท้ายเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภาอนุมัติให้ดำเนินการตามกรอบที่ตกลงไว้" นางวาสนากล่าว

หลังจากนี้จะรายงานในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ นอกจากนั้นทุกประเทศจะต้องมีการจัดทำ ปรับปรุงรายการข้อสงวนต่างๆ สำหรับสาขาที่ยังไม่พร้อมเปิดเสรี รวมทั้งมาตรการที่เป็นเงื่อนไขในการลงทุนต่างๆ เสนอในที่ประชุมด้วย ซึ่งเท่าที่ทราบตอนนี้ เวียดนาม กัมพูชา เขาทำเสร็จแล้ว

แต่ไทยทั้งที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมยังทำไม่เสร็จ ก็ต้องมีการนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับทราบ พร้อมเร่งรัดให้มีการดำเนินการตามต่อไป

การเปิดเสรีที่กล่าวถึงไม่ได้หมายความจะเปิด 100% แม้เงื่อนไขต้องเปิด แต่ไทยยังมีกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่ด้วย เช่น พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจต่างด้าว สำหรับ 4 กิจการที่เปิดเสรีไม่ได้เป็นกิจการที่ต่างชาตินิยมมาลงทุน ถ้าไทยเปิดอาจจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียน ที่มีทรัพยากรจำนวนมาก

เช่น กิจการประมงในพม่า หรือกรณีของกิจการป่าไม้ปลูกป่า แม้จะเปิดแต่ยังมีกฎหมายต่างๆ ควบคุมอยู่ หรือกรณีเหมืองแร่ โอกาสที่นักลงทุนอาเซียนจะมาลงทุนมีน้อยมาก เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญพอ ต่างกับออสเตรเลียที่เขามีความชำนาญมากกว่า

ดังนั้นการเปิดเสรีครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่น่ากังวล ไม่มีผลกระทบ แต่เป็นการแสดงสปิริตที่จะต้องทำตามเงื่อนไขสัญญา ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือต่างๆ ได้ เพราะหากไทยไม่เปิดเสรีสาขาดังกล่าวภายในปี 2553 ก็จะเป็นการผิดพันธกรณี เสียภาพพจน์ และประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้

จับตาพิธีสารลดโลกร้อนฉบับใหม่

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

จากการประชุม AWG-KP: และ AWG-LCA:6 ระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ กรุงบอนน์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อจัดทำกรอบกติกาโลกฉบับใหม่ที่จะใช้ดำเนินการเพื่อรับมือแก้ไขปัญหาโลกร้อนหลังปี ค.ศ. 2012 มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีความก้าวหน้าและผลที่เกี่ยวโยงถึงประเทศไทย ซึ่ง ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักวิจัยในชุดพัฒนาความรู้ และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุพาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน (MEAs lntelligence Unit) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ ได้นำเสนอให้เห็นภาพของการประชุมในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

“ที่กรุงบอนน์ผลการประชุม AWG-KP:8 มีความก้าวหน้าพอสมควรในแง่เนื้อหาเรื่องตัวเลขการลดก๊าชเรือนกระจก ที่ประชุมได้เริ่มกระบวนการพิจารณาเป้าหมายลดก๊าชเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในแง่เป้าหมายรวมและรายประเทศ” ดร.ชโลทรสรุป พร้อมระบุ ประธานขอให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ที่ยืนข้อเสนอเกี่ยวกับตัวเลขเป้าหมายลดก๊าชของประเทศในภาคผนวก 1 ให้คำอธิบายเกี่ยวกับที่มา วิธีพิจาณา พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ อภิปรายและชักถามข้อสงสัย

นักวิชาการผู้นี้ยังระบุว่าในภาพมีข้อเสนอวิธีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายสองแนวทาง โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเสนอให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ภายในของประเทศ และไมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งรับภาระมากจนเกินไป ซีกกลุ่มประเทศ G77 เสนอให้พิจาณาความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์ในการกำหนดเป้าหมายรวม หากต้องการจะบรรลุเป้าหมายการควบคุมการปล่อยก๊าชเรือนกระจกของมนุษย์ไม่ให้ถึงระดับเป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(UNFCCC) และทำการจัดสรรระหว่างประเทศ โดยใช้เกณฑ์ที่เป็นภววิสัย ในที่นี่หมายถึงเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้

จากงานวิจัยต่างๆ ที่กลุ่มประเทศ G77 นำมาใช้ในการประชุม ดร.ชโลทรสรุปว่า ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อย 25-40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2020 และทำให้ได้ร้อยละ 80-95 ภายในปี 2050 เพื่อที่จะคงความเข้มข้นของก๊าชคาร์บอนไซด์ในบรรยากาศที่ 450 ppm นี่คือตัวเลขที่คุยกันมากทีสุด

นอกจากนั้นประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศเสนอตัวเลขลดการปล่อยก๊าช เช่น สหภาพยุโรป (EU) ลดร้อยละ 20-30 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 นอร์เวย์ ลดร้อยละ 30 สวิตเซอร์แลนด์ลดร้อยละ 20-30 ยูเครนเสนอลดร้อยละ 17 ญี่ปุ่นร้อยละ 15 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2005 แคนาดา ลดร้อยละ 20 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2006 ด้านออสเตรเลีย จะลดร้อยละ 5-25 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2000

แล้วยังมีตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าชรวมของประเทศพัฒนาแล้วทีมีการนำเสนอ ซึ่ง ดร.ชโลทรได้ประมวลข้อเสนอต่างๆ มาบอกด้วยว่า ร้อยละ 25 คือ ตัวเลขขั้นต่ำสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วเสนอ ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G77) ส่วนใหญ่เสนอให้เสนอให้ร้อยละ 40 ประเทศหมู่เกาะซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะโลกร้อนก็เสนอให้ลดร้อยละ 45 ยังฟิลิปปินส์เสนอให้ลดร้อยละ 50 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 และอินเดียเสนอให้ประเทศพัฒนาแล้วลดร้อยละ 79.2 ภายในปี 2020 จากปี 1990

ประเด็นจำนวนและระยะเวลาของข้อผูกมัด ก็มีกลุ่มที่เสนอ 5 ปี ระบุว่า ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ระยะ 5 ปี จะเข้าพอดีกับการกำหนดการของรายงาน IPCC ฉบับที่ 5 ขณะที่อีกกลุ่มเสนออยู่ที่ 8 ปี ต้องการให้สัญญาณระยะยาวสำหรับภาคเอกชน ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เสนอพิจารณาปรับได้กลางทาง ถ้าถามตน เห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ปีที่สุดเพราะความรู้จากงานวิจัยเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้ามีการกำหนดพันธกรณีบังคับใช้แล้วอย่างยาวนานจนเกินไป จะไม่สามารถปรับตัวได้

เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในการประชุมเป็นการถกกันเรื่องปีฐานในการกำหนดเป้าหมายโดยกลุ่ม G77 กลุ่ม EU และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกมีแนวโน้มสนับสนุนการใช้ ปี 1990 เป็นฐานตามเดิม ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พิธีสารเกียวโตกำหนดไว้

นักวิจัยคนเดิมยังกล่าวถึงเกณฑ์การจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่ม G77 มีแนวโน้มจะสนับสนุนการคำนวณโดยใช้สูตรหลัก ซึ่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโจมตีคัดค้าน อ้างความเป็นรัฐอธิปไตย สูตรที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเสนอไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศอื่นๆ ได้เพราะแต่ละประเทศมีแนวทางกำหนดหลักสูตรของตัวเอง หลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่นำเสนอกัน มีตั้งแต่ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในอดีต การปล่อยก๊าชในปัจจุบัน อัตราปล่อยก๊าชเรือนกระจกต่อจีดีพี ความรับผิดชอบในอนาคตจนกระทั่งความเติบโตของจำนวนประชากร

และที่สำคัญคือ ดร.ชโลทร เผยว่า การประชุม AWG-KP: 8 ที่บอนน์ เห็นข้อเสนอพิธีสารใหม่ภายใต้ UNFCCC ที่ถูกวางบนโต๊ะ “ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกา ทูวาลูและคอสตาริกา เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีภาระในการลดก๊าชเรือนกระจก ถือเป็นการขยายกรอบพันธกรณีให้กว้างกว่าประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนออสเตรเลียและ EU เสนอให้เพิ่มก๊าชเรือนกระจกอีก 3 กลุ่มก๊าช จากเดิมที่กำหนดไว้ 6 กลุ่ม

แล้วยังมีข้อเสนอการปรับแก้พิธีสารเกียวโตในส่วนที่เกี่ยวกับเป้าหมายการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก โดยเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 37 ประเทศ ล่ารายชื่อให้ประเทศอื่นๆ สนับสนุนตัวเลขการลดปล่อย ของประเทศพัฒนาแล้ว ให้ลดร้อยละ 40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 ขณะที่ประเทศไทยสงวนท่าทีในการเข้าร่วมกับข้อเสนอของกลุ่ม 37 ประเทศนี้

“ตัวเลขซึ่งโฟกัสกันอยู่ให้คงที่ที่ 450 pm เพื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ไห้เพิ่มขึ้น 2 องศา หลายประเทศพอใจ แต่บางประเทศเสนอให้คาร์บอนในบรรยากาศเข้มข้นกว่านี้ ผมเห็นว่า 2 องศา มีโอกาส 50:50 ที่จะล้ำเส้นสู่ระดับอันตราย เกิดหายนะของโลก ถ้าจะบรรเทาความรุนแรงของเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต้องกำหนดจุดที่ก๊าชคาร์บอนในบรรยากาศคงที่ในอัตราทีต่ำกว่านี้”

ดร.ชโลทรทิ้งท้ายว่า หากประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ต้องลดการปล่อยก๊าช ประเทศพัฒนาแล้วต้องทำมากกว่าเราและถ้าทำร่วมกัน มีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่มีใครเสียเปรียบกันมากนัก ขึ้นกับการเตรียมมาตราการความพร้อม และวางแผนรับมือ ที่จะมีพันธกรณีในอนาคต ทั้งแผนการใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม เกษตร คมนาคม ฉะนั้น เมื่อใดที่ไทยต้องลดการปล่อยก๊าชในประเทศ ก็แสดงว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต้องทำ ถือเป็นการการะจ่ายภาระ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากต้องมีพันธกรณีในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในการเจรจาที่บอนน์ครั้งนี้ นอกจากความก้าวหน้าเรื่องการลดก๊าชของประเทศพัฒนาพัฒนาแล้วจากเวที AWG-KP:8 ยังมีการประชุม AWG-LCA : 6 เป็นวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับความร่วมมือระยะยาวในการลดภาวะโลกร้อนทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

อารีย์ วัฒนาทุมมาเกิด สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นำเสนอความก้าวหน้าของการเจรจาให้ฟ้งว่า ความร่วมมือในการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ยึดหลักมีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่าง โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องเป็นผู้นำในการลดก่อน และอุณหภูมิของโลกสูงไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส และความเข้มข้นของก๊าชเรือนกระจกในชั้นบรรยายอากาศอยู่ระหว่าง 350-450 ppm ในระยะสั้นกลุ่มประเทศ G77 และจีนเรียกร้องให้ลดการปล่อยจากปีฐาน 1990 ภายในปี 2020 ระยะกลางให้ลดร้อลยละ 70-95 ภายในปี 2050 บนพื้นฐานและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้านสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2020 ในระยะยาวให้ใด้ร้อยละ 50 ภายในปี 2050 ด้านประเทศในกลุ่มหมู่เกาะเรียกร้องให้ลดร้อยละ 45 โดยเน้นให้เห็นถึงผลกระทบ ซึ่งจะรุนแรงและยิ่งขึ้น จะเห็นว่าตัวเลขใกล้เคียงกับการประชุม AWG: KP 8

“ประเทศที่กำลังพัฒนาเน้นว่า ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ทุกประเทศต้อดำเนินการพันธกรณี Key: Word คือ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดก๊าชเรือนกระจกภายใต้ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชในอดีต และที่สะดุดตาในการประชุมที่บอนน์มีการหารือแนวทางในการลดก๊าซ Text เกี่ยวกับข้อตกลงหรือการดำเนินการด้านลดก๊าชของประเทศกำลังพัฒนา เอกสารหนามากและมี Option มาก แต่ Text ประเทศพัฒนาแล้วบางมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องระวัง” อารีย์กล่าว

ประเด็นการปรับตัวที่ประชุมก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายประเทศ อารีย์ได้สรุปว่า กลุ่ม G77 และจีน เน้นถึงความจำเป็นเรื่องการปฏิบัติการภายในประเทศและระหว่างประเทศ ด้านประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องว่า การลดและการปรับตัว ทั้งสองสิ่งนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนไทยเรียกร้องเสนอให้กลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 2 สนับสนุนเงินที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว ด้านญี่ปุ่นแคนาดา และออสเตรเลีย เสนอการจัดทำและกำหนดกรอบทางด้านกฎหมายของการปรับตัว นิวซีแลนด์ รัสเชีย ระบุชัดการปรับตัวระดับภูมิภาค และศูนย์พัฒนาความรู้ทางด้านสภาพภูมิอากาศ

แล้วยังมีอินเดียกำหนดว่า แหล่งทรัพยากรทางการเงินจะต้องจัดหามาจากประเทศที่พัฒนาแล้วพร้อมกับคัดค้านการทบทวนแผนการปรับตัวระดับประเทศ และที่ส่งเสียงดัง คือ แอลจีเรีย ชาอุดิอาระเบีย กลุ่มประเทศน้ำมันโอเปกชี้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากมาตรการตอบสนองการแก้ปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ควรพิจารณาแยกส่วน เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้รายได้หายไปเนื่องจากมาตรการลดน้ำมัน

ส่วนเรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสนับสนุนการลดปล่อยก๊าชและการปรับตัวกลุ่มประเทศ G77 และจีนเน้นย้ำว่า งบสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างศักยภาพจะต้องเพียงพอและมีความมั่นคง ฝ่ายสหรัฐสนับสนุนให้ทุกประเทศทำร่วมกันโดยตระหนักถึงความสามารถที่ต่างกัน แคนาดาเสนอให้มีเรื่องการรวบรวมการจัดเตรียมเทคโนโลยีไว้ 1 บท ส่วนชาอุฯ เป็นหัวหอกสนับสนุนการใช้วิธีการเก็บและกักก๊าชคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐศาสตร์และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หลายประเทศยังกังวลเรื่องผลกระทบของ CCS อีกเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา ก็ถกเถียงประเด็นนี้เข้มข้น ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ตัดเรื่องสิทธิบัตรเทคโนโลยีออกไปในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วยืนยันในเรื่องสิทธิบัตรให้คงไว้ เพราะเห็นว่า เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องจำเป็นต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยี

ประการสุดท้ายที่มีการพูดคุยกันในเวที คือ การจัดหาแหล่งเงินทุนและการลงทุนสนับสนุนการลดก๊าช “ข้อเรียกร้องโดยรวมให้ประเทศพัฒนาแล้วให้ความช่วยด้านการเงินเพื่อการปรับตัวที่เพียงพอ ซึ่งจะต้องเป็นเงินก้อนใหม่ เพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ เม็กซิโกหนุนจัดตั้งกองทุนสีเขียว ทูวาลูระบุว่า แหล่งเงินทุนจำเป็นต้องมีความหลากหลาย รวมถึงเงินทุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากขอให้แยกระหว่างเงินทุนการปรับตัวและเงินทุนด้านลดปล่อยก๊าช นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าเทคโนโลยีและการช่วยเหลือสำหรับประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมาจากแหล่งของรัฐเป็นหลัก รัฐบาลประเทศที่พัฒนาจะต้องมาจากแหล่งรัฐเป็นหลัก รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเร่งผลักดันและสนับสนุน” อารีย์กล่าวในตอนท้าย.

จะรีบไปไหน

ผู้เขียน: 
ชายโย

พาหนะที่ใช้พลังงานมากที่สุดคือ เครื่องบิน

มีตัวเลขที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า หากเราทุกคนลดการเดินทางด้วยเครื่องบินจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 500 ล้านตันต่อปี แต่ 500 ล้านตันนี้มีความหมายอะไรกับพวกเรา ถ้าหากเทียบกับโลกทั้งใบคงเป็นจำนวนเล็กๆ แต่กับคุณถ้าได้สูดคาร์บอนเข้าไปเต็มๆ เพียง 10 นาที คุณจะอยู่ได้ไหม ถ้าคุณอยู่ไม่ได้โลกก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน คาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่ควรอยู่ในสภาพในสิ่งที่เป็นและควรแปรสภาพเมื่อถึงเวลา

หากคุณมีธุระจำเป็นเร่งด่วนทุกนาทีมีค่าเท่ากับทองคำ หรือมีค่าเท่ากับความเป็นความตาย ก็ใช้เครื่องบินเถอะไม่มีใครห้ามหรอกเพราะจำเป็น แต่ถ้าใช้เดินทางท่องเที่ยว เยี่ยมญาติต่างจังหวัดใกล้ๆ

เราขอถามคุณก่อนเลยว่าจะรีบไปไหน รู้ไหมว่าค่าเครื่องบินต่อเที่ยวทำอะไรได้บ้าง ราคาเที่ยวบินในประเทศที่แพงที่สุดต่อคนต่อเที่ยว เท่ากับค่าน้ำมันไปกลับกรุงเทพฯ–เชียงราย คุณสามารถเอาค่าเครื่องบินขากลับนอนโรงแรม 3 ดาวได้ 3 คืน และเป็นค่าอาหารต่อคนได้อีก 3 วัน ถ้าคิดจะไปเที่ยว ขอถามว่าฟุ้งเฟ้อไปไหมสำหรับการนั่งเครื่องบินภายในประเทศ

คุณจะรีบไปไหน ถ้าคุณชอบเสียเงินเราไม่แคร์หรอกเพราะเงินกระเป๋าใครก็กระเป๋าคนนั้น ได้เสียอยู่ที่ใจคุณเอง แต่เราเสียดาย สิ่งดีๆ ที่คุณเสียไประหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน วิวนอกหน้าต่างคงสวยงาม แต่จะสวยกว่าถ้าได้เห็นทุกอย่างอย่างใกล้ชิด ปลายทางที่สวยงามที่สุดของคุณอาจอยู่ที่ ปาย ดอยอินทนนท์ แนวปะการังในอันดามัน แต่ระหว่างทางความเขียวขจีในท้องนาอยุธยาล่ะ

สิ่งที่คุณจะได้หากเปลี่ยนมาใช้การขับรถเดินทางท่องเที่ยว เด็กๆ ในบ้านจะได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบข้างระหว่างทางมากขึ้น มีความใกล้ชิดผูกพันดูแลกันในรถ สามารถขนอุปกรณ์เที่ยวส่วนตัวได้ตามใจต้องการ ที่สำคัญยังมีเงินเหลือซื้อขนมรับประทานด้วยกันในรถเพิ่มขึ้น

รู้อย่างนี้แล้วคุณยังอยากเดินทางด้วยเครื่องบิน เอาความสะดวกสบายส่วนตัวอีกไหม

ป่าต้นไม้และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ผู้เขียน: 
รื่อง : ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

โดยทั่วไปแม้คนไทยจะรู้ดีว่าป่ามีความสำคัญต่อมนุษย์ในหลายด้าน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรือยารักษาโรค

ป่าเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนสำหรับหายใจ เป็นแหล่งผลิตน้ำสำหรับดื่มกินใช้สอย แต่เราก็ยังทำลายป่าอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ที่เคยเป็นป่าดั้งเดิมที่สมบูรณ์จริงๆ

เมืองไทยในปัจจุบันแทบเรียกได้ว่าไม่ปรากฏฤดูหนาวที่เด่นชัด คงมีแต่ฤดูแล้งให้เห็นเป็นเวลา 4-5 เดือน ทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ดูจะเห็นฤดูแล้งอย่างเด่นชัด ต่างจากภาคตะวันออกและภาคใต้ที่ยังคงมีฝนตกประปราย ทำให้ป่ามีความเขียวชอุ่มอยู่เกือบตลอดปี เราจะเห็นความแตกต่างของป่าภาคใต้ได้ชัดเจนเมื่อเข้าเขตบางสะพาน ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร ที่นี่มีอากาศเย็นชื้นดูเขียวขจีผิดกับพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ซึ่งเป็นลักษณะของภาคกลางโดยแท้

ที่กล่าวมานี้ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าป่าเขตร้อนในเมืองไทยนั้นให้ความเขียวตลอดปี แม้แต่พื้นที่ในที่ราบเชิงเขาก็ดูเขียวสดชื่น ยกเว้นแต่ไม้ผลัดใบบางชนิดเท่านั้นที่ทิ้งใบออกดอกตามฤดูกาล และหลายชนิดเป็นพืชต่างถิ่น ซึ่งนำมาปลูกกันนานนับร้อยปีจนปรับสภาพให้เข้ากับภูมิอากาศของเมืองไทยไปแล้ว

ป่าซึ่งมีต้นไม้สีเขียวอยู่ตลอดปีที่เราคุ้นตากันนี้ สีเขียวมาจากใบเป็นหลัก ต้นไม้จำพวกสนที่แท้จริงบนดอยนั้นจะมีใบสีเขียวปกคลุมอยู่ตลอดปี ทุกฤดูกาล ไม่มีวันทิ้งใบหรือผลัดใบ ใบแก่ของสนเกี๊ยะเหล่านี้จะทยอยร่วงหล่นลงมาภายหลังจากที่แทงใบใหม่ออกมาแล้วทั้งสิ้น เท่าที่เรารู้คือสนเป็นกลุ่มของพืช ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เขียวตลอดปี” หรือ Evergreen

เรื่องของสน (Evergreen Tree) นี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญยิ่งของโลก และภาวการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ด้วยมันมีจำนวนชนิดที่หลากหลาย ปกคลุมอยู่ในหลายพื้นที่ของโลก ตั้งแต่แนวใกล้ขั้ว เขตหนาว เขตกึ่งร้อน และแม้แต่ที่สูงของเขตร้อน ดังนั้นสนจึงมีบทบาทต่อสภาวะอากาศโลกเป็นอย่างสูง และเราจะได้กล่าวถึงเรื่องของพืชกลุ่มนี้ให้มากขึ้นในโอกาสต่อไป

ในป่าภาคตะวันออกและภาคใต้ เราได้พบกับต้นไม้ในกลุ่มมังคุดอยู่หลายชนิดพวกนี้เติบโตช้าเป็นสรณะ แต่พวกมันมีใบหนาเขียวเข้มเป็นมันดูสวยงามคล้ายๆ กัน เราชอบต้นมังคุดเสมอ ไม่ใช่เพราะมันให้ผลที่มีรสชาติดีเด่นจนยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดผลไม้เขตร้อน ราชินีแห่งผลไม้เขตร้อน ต้นมังคุดที่เราพบเห็นในสวนหรือป่าปลูกปกคลุมด้วยพุ่มใบหนาสีเขียวเข้มผิวเป็นมัน นานๆ เราจะเห็นต้นมังคุดผลิใบใหม่สีเขียวอ่อนออกมา เพียงระยะสั้นๆ แต่ต่อมามันจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเช่นในส่วนอื่นๆ ของต้น ใบมังคุดดูเหมือนมีอายุนาน มันติดอยู่กับกิ่งและทรงพุ่มนานแสนนาน ดูเหมือนจะหลายปีทีเดียวกว่ามันจะค่อยๆ หลุดร่วงไปเพราะหมดอายุ ดูมันผิดกับใบผลไม้อื่นในป่า เช่น ใบขนุน ทุเรียน เงาะ และใบมะม่วง ใบของผลไม้เขตร้อนเหล่านี้ผลิใบใหม่ออกมาปีละครั้ง จากนั้นใบเก่าก็จะหลุดร่วงไป ใบของทุเรียนในสวนทางภาคใต้ก็จะแทงช่อใบใหม่ออกมา สลับกันภายในเวลา 2-3 เดือน ใบเก่าก็ทยอยร่วงหล่นไป นี่เป็นภาวการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดต่อเนื่องเป็นประจำทั้งปี

อากาศทางภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ตราด ดูจะมีความสม่ำเสมอของ อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ใกล้เคียงกับทางภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อยู่ไม่ใช่น้อย ในป่าที่มีความชุ่มชื้นสูงเช่นนี้ ยังมีความหลากหลายของสีใบไม้ให้เราเห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีของใบอ่อนที่ผลิออกมา แม้สีใบอ่อนทั่วไปจะคงสีเขียวอ่อน หรือที่เรียกว่าสีเขียวใบไม้เป็นพื้น แต่สีเขียวอ่อนนั้น หลายโอกาสก็เจือไว้ด้วยสีม่วง ส้ม และชมพู หรือสีแดง น่าสังเกตว่ายอดอ่อนของต้นไม้ในเขตร้อนจะมีสีโดดเด่นกว่าในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่น ต้นไม้ที่ออกสีโดดเด่นมากได้แก่ต้นอบเชย ซึ่งมีขึ้นอยู่มากทางป่าภาคใต้ที่ชุ่มชื้น แต่ไม่ค่อยพบมากนักทางเขตอื่น ใบอ่อนของอบเชยจะเป็นสีแดงเข้ม แต่จะค่อยๆ จืดจางลงเมื่ออายุใบเพิ่มมากขึ้น ต้นไม้ที่มีผู้นำพันธุ์เข้ามาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเข้ามาปลูกกันมากในกรุงเทพฯ ได้แก่ ต้นไม้ในวงศ์ชมพู่ (Family Myrtaceae) นัยว่าเป็นญาติอันใกล้ของหว้า ซึ่งนอกจากจะมีใบอ่อนที่สีออกแดง ชมพู ส้ม แล้ว บางชนิดยังมียอดสีม่วงอมแดง กลายเป็นไม้ประดับที่เข้ามาแพร่หลายในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย ในช่วงปี 2007-2008

ต้นไม้ในสกุลสะเดานับเป็นต้นไม้ที่ผลิใบใหม่ออกอย่างสวนกระแสกับความเปลี่ยนแปลงสู่ภาวะโลกร้อนและแห้งแล้ง สะเดาไทย ผลิใบใหม่ สีเขียวอ่อนออกมาเต็มต้น ดูโดดเด่น ผิดกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายร้อนแรงของภาคกลาง ในบ้านเราสะเดาไทยนั้นเป็นต้นไม้เขตร้อนที่ปรับตัว โดยมีการพัฒนาพันธุ์ให้โดดเด่นผิดกับสะเดาอินเดียและสะเดาช้างอย่างชัดเจน เรื่องนี้เราจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป

หมูขายคาร์บอน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เราพูดกันอยู่บ่อยครั้งว่า ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นรองก็เฉพาะกลุ่มพลังงาน

แต่แซงหน้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างจะเหนือความคาดหมาย เพราะโดยมากเรามักเข้าใจว่า ภาคอุตสาหกรรมน่าจะเป็นตัวการใหญ่มากกว่า

เมื่อตรวจสอบลงลึกเป็นรายสาขาในภาคการเกษตรก็พบว่า ฟาร์มหมู เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างมากในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียของฟาร์มส่วนใหญ่ไม่มีการควบคุม คือมีการปล่อยของเสียไปกองรวมไว้ในทีเดียวกันในบ่อเปิด รอเวลาให้เกิดการย่อยสลายเองตามธรรมชาติ เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้สะดวก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ก็ทำให้ระบายก๊าซ ชีวภาพที่มีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมีความสามารถในการเก็บกักความร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า ออกมาทำร้ายสิ่งแวดล้อมโดยตรง

ข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเข้าร่วมกับธนาคารโลก พัฒนาโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือซีดีเอ็มขนาดเล็ก สำหรับฟาร์มหมูในไทย โดยส่งเสริมให้ติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพให้กับฟาร์มขนาดกลางและเล็กที่เข้าร่วมโครงการ สามารถนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้เป็นแหล่งพลังงานให้ความร้อนหรือผลิตไฟฟ้า

โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้แผนที่เรียกว่า “โปรแกรมเมติก” ประกอบด้วยการรวบรวมฟาร์มหมูหลายๆ ฟาร์มให้เข้ามาร่วมในโครงการ แล้วทำการติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพทดแทนระบบบำบัดน้ำเสียแบบเก่าให้

คาดว่าจะช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกัน 4.2 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ ภายในระยะเวลาดำเนินการ 28 ปี

ผลประโยชน์ทางอ้อมที่จะได้รับอีกทาง นอกเหนือจากการได้พลังงานทดแทนไว้ใช้ และการขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้เพิ่มเข้าฟาร์มแล้ว คือการลดปัญหากลิ่นรบกวนพื้นที่ใกล้เคียง และแมลงพาหะปล่อยเชื้อโรคต่างๆ สู่ชุมชน หรือฟาร์มใกล้เคียง

เทคโนโลยีในการผลิตก๊าซชีวภาพที่ถูกนำมาใช้ มีลักษณะเป็นบ่อหมัก อาศัยหลักการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ พร้อมทั้งติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนรวบรวมและเตรียมน้ำเสีย (รางระบายน้ำ บ่อรวบรวมน้ำเสีย และบ่อดักกรวดทราย) ระบบบ่อหมัก และส่วนบำบัดขั้นหลัง

ระบบทั้งหมดจะรวบรวมก๊าซชีวภาพนำไปใช้ประโยชน์ในด้านให้พลังงานความร้อน หรือนำไปผลิตไฟฟ้า ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ไทยได้ลงนามกับธนาคารโลก ในสัญญาซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการซีดีเอ็มขนาดเล็กจากฟาร์มหมูของไทยได้แล้ว โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้บริหารและให้คำปรึกษาทางวิชาการแก่เจ้าของฟาร์มหมู และโครงการซีดีเอ็มขนาดเล็กนี้ จัดเป็นโครงการแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานยังได้มอบรางวัลให้แก่เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมในโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จำนวน 5 รางวัล เพื่อเป็นการกระตุ้นและจูงใจให้ฟาร์มอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ได้หันมาให้ความสำคัญและสมัครเข้าร่วมมากยิ่งขึ้น

ผู้ที่ได้รับรางวัลบุคคลตัวอย่างแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ด้านนวัตกรรม ได้แก่ ดร.สมชาย นิติกาญจนา จาก สอพิมลมาศฟาร์ม จ.ราชบุรี

รางวัลบุคคลตัวอย่างแห่งการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ด้านการเผยแพร่องค์ความรู้ ได้แก่ อร่าม อุประโจง จาก ห้วยน้ำรินฟาร์ม จ.ลำพูน

รางวัลผู้ผลิตพลังงานทดแทนจากก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์สูงสุด อันดับ 1 ได้แก่ วีระชัย เตชะสัตยา จาก วีระชัยฟาร์ม จ.ราชบุรี อันดับ 2 ดร.สมชาย นิติกาญจนา จาก สอพิมลมาศฟาร์ม จ.ราชบุรี และอันดับ 3 วิวัฒน์ นิติกาญจนา จาก กาญจนาฟาร์ม จ.ราชบุรี

เปเปอร์ เรนเจอร์...ฮีโร่ชุบชีวิตกระดาษ

ผู้เขียน: 
กุลณรี สวพนังกุล

รู้ไหม?!! ข้อมูลน่าสนใจจากกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยว่า... ปัจจุบันมีการผลิตกระดาษทั่วโลกประมาณปีละ 300 ล้านตัน

โดยคนอเมริกัน 1 คน ใช้กระดาษเฉลี่ย 0.33 ตันต่อปี ในขณะที่คนไทยใช้กระดาษเฉลี่ยถึง 40 ตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี

ในกระบวนการผลิตกระดาษ 1 ตัน ต้องใช้ต้นไม้ประมาณ 1.2-2.2 ตัน หรือเทียบเท่าต้นยูคาลิปตัสอายุ 5 ปี 17 ต้น ใช้น้ำ 20 ลูกบาศก์เมตร น้ำมัน 300 ลิตร กระแสไฟฟ้า 1,000 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และมีการปล่อยมลพิษ (เช่น คลอรีนในการฟอกขาว) ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และเกิดการสะสมของสารพิษในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การผลิตกระดาษในแต่ละครั้งจึงเป็นการบั่นทอนทรัพยากรทีละน้อย

ขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนมากที่ใช้กระดาษแล้วเหลือทิ้งเต็มบ้าน ใช้ยังไงก็ไม่หมด ชั่งกิโลขายก็ไม่คุ้ม จะทิ้งก็เสียดาย

ฉะนั้น จึงดีไม่น้อยหากเราสามารถ “ชุบชีวิต” กระดาษไร้ค่าให้กลับมามีประโยชน์อีกครั้งได้!!

โครงการ “คืนชีพให้กระดาษ” หรือ Paper Ranger จึงถือกำเนิดขึ้น

กำเนิดฮีโร่กู้ชีพกระดาษ

พูลยศ กัมพลกัญจนา ผู้ประสานงานโครงการคืนชีพให้กระดาษเปเปอร์เรนเจอร์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายว่า โครงการนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากการรวมตัวของกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการร่วมมือกันทำสิ่งดีๆ ให้สังคม ด้วยการนำกระดาษเหลือใช้มาทำเป็นสมุดเล่มใหม่ ทว่าไม่ได้วางแผนอย่างต่อเนื่อง และไม่มีสปอนเซอร์ช่วยสนับสนุน สุดท้ายจึงได้แยกย้ายกันไป กระทั่งธนาคารไทยพาณิชย์ยื่นมือเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้ระหว่างเดือนพ.ย. 2551–ต.ค. 2552 จึงได้มีกิจกรรมการรียูสและรีไซเคิลกระดาษกลับมาอีกครั้ง

“โครงการนี้มีตัวการ์ตูนเปเปอร์เรนเจอร์เป็นตัวดึงดูดเด็กๆ รวมถึงผู้ใหญ่ ให้หันมาสนใจแนวคิดในการนำกระดาษที่ผ่านการใช้งานแล้วมากู้ชีวิตให้สามารถมีประโยชน์ขึ้นใหม่อีกครั้ง เป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกับกลุ่มฮีโร่พาวเวอร์เรนเจอร์ ที่มาช่วยกู้โลกไงครับ”

หลักการคิดของโครงการนี้เป็นการตอบโจทย์สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีกระดาษหน้าเดียวเหลือใช้ เพื่อลดและส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า โดยจะรับบริจาคกระดาษขนาด A4 ที่ผ่านการใช้งานแล้วเพียงหน้าเดียว มาแปรรูปเป็นสมุดจด สมุดโน้ต และสมุดฉีก ซึ่งสามารถนำกลับไปใช้งานใหม่ได้อีก

“ประโยชน์ใช้สอยจากสมุดรียูสนี้ มีครบถ้วนเหมือนสมุดเล่มใหม่ทั่วไป เพราะยังคงความขาวของกระดาษและใช้ได้ทั้งสองหน้า ส่วนเสน่ห์ของมันก็คงจะอยู่ที่รอยใช้งานที่มองเห็นทะลุกระดาษ แต่ก็ไม่รบกวนสายตาและสวยงามด้วยครับ”

เสกกระดาษเหลือใช้กลายเป็นสมุด

ผู้ประสานงานโครงการคืนชีพให้กระดาษ บอกว่า การจัดกิจกรรมคืนชีพให้กระดาษ ทางโครงการจะเข้าไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ และองค์กรต่างๆ เพื่อชักชวนและปลูกฝังให้เยาวชนและคนทำงานทั่วไปร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยกัน ด้วยการรับบริจาคกระดาษ A4 ใช้แล้วหน้าเดียวมาแปรรูปเป็นสมุดเล่มใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากเข้าร่วมแล้ว อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ฯลฯ รวมถึงองค์กรต่างๆ อาทิ โมโตโรล่า แอลพีเอ็น เป็นต้น และตอนนี้กำลังจะขยายความร่วมมือเข้าไปในระดับโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนล่าสุดที่เข้าร่วมได้แก่ โรงเรียนฤทธิณรงค์รอน

“ลักษณะความร่วมมือจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความสะดวกของผู้เข้าร่วมกิจกรรม บางคนมาช่วยรวบรวมกระดาษ บางคนมาช่วยทำสมุดเล่มใหม่ แรกเริ่มเดิมทีเราได้รับบริจาคกระดาษมาจะส่งให้โรงพิมพ์จัดการแปรรูปเป็นสมุดแบบอัดกาว แต่ระยะหลังเปลี่ยนใหม่มาทำเป็นสมุดทำมือโดยช่วยกันทำ ช่วยกันเย็บเองง่ายๆ ถือเป็นการสร้างกิจกรรมให้หลายคนช่วยกันลงแรง สร้างจิตสำนึกให้รู้จักใช้ของอย่างรู้คุณค่าและคุ้มค่า รวมถึงส่งเสริมพลังความคิดสร้างสรรค์จากขั้นตอนทางเทคนิคที่ทำอย่างไรจะเย็บให้สวยงาม”

นอกจากเป็นสมุดหลายประเภทแล้ว ยังสามารถดัดแปลงเพิ่มประโยชน์การใช้สอยได้ตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้ใช้ เพราะไอเดียการทำสมุดของโครงการนี้ เป็นการพับเอาด้านกระดาษที่ใช้แล้วไว้ด้านใน จึงทำให้มีช่องว่างระหว่างกระดาษให้สามารถสอดกระดาษ จดหมาย แผ่นซีดี ฯลฯ ลงไปได้โดยของที่ใส่จะไม่หลุดหล่นหาย เพราะสามารถพับมุมหรือพับกระดาษปิดทั้ง 4 ด้านได้

สมุดที่ไม่ใช่เพียงแค่สมุด

เมื่อกระดาษแผ่นเก่าถูกนำเข้าระบบแปรรูปมาใช้ใหม่กลายเป็นสมุดจด ไดอะรี และสมุดฉีกที่น่าใช้น่าเก็บแล้ว สมุดเหล่านั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 เส้นทาง คือ นำไปบริจาคให้กับเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนโดยตรง และนำกลับไปขายให้กับผู้ที่สนใจด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยเงินที่ได้จากการจัดจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่ายจะใช้เพื่อระดมทุนออกค่ายอาสากับกลุ่มนักศึกษา อาสาสมัคร และสนับสนุนแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมต่อไป

“สมุดในโครงการเปเปอร์เรนเจอร์จึงไม่ใช่เพียงแค่สมุด แต่มีเรื่องราวเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สะดวกและแสนง่าย เป็นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนอกจากจะได้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังได้ความรู้สึกที่ดีจากการช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสอีกด้วย”

พูลยศ ยกตัวอย่าง ว่าที่ผ่านมาเคยนำสมุดจำนวน 500 เล่ม ไปมอบให้กับโรงเรียนสามเณรในชนบท 10 กว่าโรงเรียน สำหรับให้เหล่าสามเณรนำไปใช้เรียนหนังสือ เป็นต้น และในวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ทางโครงการจะร่วมกับรายการแรงคิด ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอส ซึ่งรับอาสาว่าหากออกไปถ่ายทำรายการนอกสถานที่ ก็จะเอาสมุดไปมอบให้แก่เด็กๆ ที่ขาดแคลนด้วย

รียูส-รีไซเคิลกันเถอะ

ผลจากการรวบรวมข้อมูล ปรากฏว่าในปีหนึ่งมีจำนวนใบปลิวนับล้านๆ ใบ อาทิ โฆษณาทางไปรษณีย์ คูปอง ใบขอบริจาค แค็ตตาล็อก และหน้าโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ ทว่ามีเพียงประมาณนับพันแผ่นเท่านั้นที่ได้ผ่านการอ่าน ส่วนที่เหลือได้กลายเป็นขยะในถังขยะโดยไม่ผ่านการอ่านเลย จึงเป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองอย่างมากโดยไม่รู้ตัว และในจำนวนกระดาษที่ผลิตออกมาอย่างมหาศาลนี้มีเพียงไม่ถึง 30% ที่มีการนำกระดาษที่ใช้แล้วไปทำผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง

ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนในสังคมควรมีส่วนในการช่วยกันใช้กระดาษให้คุ้มค่า ตามครัวเรือนควรมีการแยกกระดาษจากขยะทั่วไปเพื่อใช้ซ้ำหรือส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ตามองค์กรธุรกิจจะต้องปรับกลยุทธ์การบริหาร ด้วยการนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environment Management System) และกลยุทธ์การตลาดเพื่อโลกสีเขียว (Green Marketing) มาใช้ในองค์กรธุรกิจ

“สำหรับตัวผม ผมก็เป็นแค่ตัวแทนโครงการเล็กๆ โครงการหนึ่งที่ช่วยทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมีคนจำนวนมากที่ใช้กระดาษไม่ครบทั้งสองหน้า กระดาษพวกนั้นก็ไร้ประโยชน์ เราจึงรู้สึกภูมิใจที่รับเอาสิ่งไม่มีค่าของคนคนหนึ่งมาชุบชีวิตให้กลายเป็นของมีค่าของคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แค่การรีไซเคิลธรรมดา แต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่คนที่ขาดแคลนและต้องการใช้กระดาษจริงๆ” พูลยศ กล่าวทิ้งท้าย

ล้อมกรอบ

สนใจบริจาคกระดาษ หรือสนับสนุนโครงการโดยการสั่งซื้อสมุดจากโครงการเปเปอร์เรนเจอร์ โทร. 08-9670-4600

กินให้เป็น โลกเย็นแน่

ผู้เขียน: 
อินทรชัย พาณิชกุล

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญต่อคนเรา

โดยปกติแล้วคนเรากินอาหารทุกวัน ซึ่งถ้าเรารู้วิธีที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้โดยการเลือกซื้ออาหารในแบบที่ถูกต้องแล้ว ก็น่าจะช่วยโลกได้พอสมควรเลยทีเดียว

กินอย่างไรช่วยลดภาวะโลกร้อน...กินอย่างไร? วันนี้ผมมีวิธีการเลือกอาหารการกินแบบที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มาฝากกันครับ การช่วยลดภาวะโลกร้อนไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย แม้กระทั่งการเลือกซื้ออาหารที่ถูกต้องเหมาะสม ก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้ว

ทีนี้เรามาดูกันว่าเลือกกิน เลือกซื้อ อาหารอย่างไรถึงจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

ซื้อของสดที่ตลาดใกล้บ้าน

ถ้าใกล้ๆ บ้านของคุณมีตลาดสดอยู่ ก็ควรที่จะซื้ออาหารหรือของสดมาทำกับข้าวจากตลาดสดเลย เพราะว่าถ้าเทียบกับการซื้อกับข้าวหรือของสดที่ซูเปอร์มาร์เก็ตภายในห้างสรรพสินค้า ที่มีการใช้แพ็กเกจจิงอย่างฟุ่มเฟือย ทั้งถาดโฟม ห่อพลาสติก กล่องกระดาษ แล้วนั้น การซื้อของจากตลาดสดจะมีผลดีต่อโลกมากกว่า แล้วก็อย่าลืมเอาถุงผ้าหรือตะกร้าของเราไปจ่ายตลาดด้วยนะครับ เพราะการไม่ใช้ถุงพลาสติกจะช่วยลดขยะลงได้ถึง 10% ส่งผลให้สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ถึง 1,200 ปอนด์ นอกจากนั้นยังพบว่าในการผลิตถุงพลาสติก 1 หมื่นล้านถุง ต้องใช้ต้นไม้ถึง 14 ล้านต้น ทำให้เราสูญเสียตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ดีไปไม่น้อยอีกด้วย

แวะซื้อหลังเลิกงานหรือไปธุระ

ถ้าทางผ่านไปบ้านของคุณมีตลาดสด หรือร้านขายกับข้าวก็ควรจะแวะซื้อไปเลย จะได้ไม่เปลืองค่าน้ำมันรถ แล้วยิ่งตอนนี้น้ำมันแพง นอกจากจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้ว ยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของเราไปอีกทางหนึ่งด้วย กินผักผลไม้ตามฤดูกาลที่ปลูกภายในประเทศ

ในกรณีนี้ยิ่งถ้าเป็นผักปลอดสารพิษนั้นยิ่งน่าอุดหนุน เพราะการใช้ยาฆ่าแมลง นอกจากจะทำให้เกิดสารพิษทำร้ายโลกแล้ว ยังจะเป็นอันตรายต่อเราอีกด้วย การเลือกซื้อผลไม้ที่ปลูกในประเทศเรานั้น นอกจากจะช่วยสนับสนุนผลิตผลของเกษตรกรไทยแล้ว ยังจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่งข้ามประเทศ ลดพลังงานจากการที่ต้องแช่แข็ง แถมเรายังได้กินของที่สดกว่าอีกด้วย

ลดการกินอาหารแช่แข็ง

อาหารแช่แข็งเป็นอาหารที่แทบจะใช้พลังงานสิ้นเปลืองในทุกขั้นตอน (อาหารแช่แข็งใช้พลังงานในการผลิตสูงถึง 10 เท่าของอาหารทั่วไป) ไม่ว่าจะเป็นกล่องพลาสติกที่ใส่ การขนส่ง แล้วยังจะต้องแช่เย็นไว้ตลอดเวลา เวลาจะกินยังต้องใช้ไมโครเวฟอุ่นอีก ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะกินอาหารแช่แข็ง

ลดกินเนื้อวัว

อุตสาหกรรมเนื้อวัวนั้นสร้างก๊าซเรือนกระจกสูง ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ที่ออกมาจากมูลและการเรอของวัว ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำว่าเราควรจะบริโภคเนื้อและแฮมเบอร์เกอร์ให้น้อยลง หากการบริโภคเนื้อแดงลดลง 10% สามารถลดปริมาณการผลิตก๊าซจากวัว แพะ และแกะได้ครับ อีกอย่างกินเนื้อน้อยลงจะช่วยลดปริมาณการผลิตเนื้อ ก็คือลดการใช้เชื้อเพลิงนั่นเอง

กินมังสวิรัติกันเถอะ

การหันมากินผักแทนเนื้อสัตว์ เพื่อให้ลดการเลี้ยงสัตว์ลงจึงเป็นทางออกสำคัญที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ซึ่งอาหารมังสวิรัติจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,000 ปอนด์ต่อคนต่อปี การกินมังสวิรัติเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนที่ถูกต้อง ควรเลือกกินผักผลไม้ตามฤดูกาลที่มีอยู่ในท้องถิ่น ส่งเสริมผักผลไม้ที่ใช้วิธีการปลูกตามวิถีพื้นบ้าน ไม่มีการใช้สารเคมี และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม การกินผักผลไม้ในท้องถิ่น จะช่วยลดการคมนาคมขนส่งสินค้าจากแดนไกล นอกจากนี้การหันมากินอาหารมังสวิรัติยังเป็นการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชผักมากขึ้น พืชผักและต้นไม้เป็นตัวดูดจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในอากาศ เพื่อใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสง ดังนั้นการเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตร หรือแม้แต่การปลูกพืชผักสวนครัวก็มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ ข้อดีอีกประการของการหันมากินพืชผัก คือสามารถจัดการกับขยะที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า

หากคุณผู้อ่านทั้งหลายสามารถทำแบบนี้ได้ทั้งหมด แค่นี้ก็จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้แล้ว...ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

โลกร้อน...และความเข้าใจผิดๆ

ผู้เขียน: 
อนุสรา ทองอุไร / สุรีย์รัตน์ พิทักษ์

กระแสการรณรงค์เรื่องโลกร้อนกำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งประชาชนชาวไทยอย่างน่ายินดี

แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีคนอีกหลายคนที่เกิดความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนอยู่ ซึ่งอาจจะทำให้การช่วยลดภาวะโลกร้อนที่ทุกคนกำลังช่วยกันแก้ไขและเยียวยาอยู่นั้นเดินไปในทางที่ผิด

วันนี้เราจึงมีหลากหลายข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับโลกร้อนจากกูรูผู้รู้ รวมทั้งคำแนะนำง่ายๆ ในการช่วยเยียวยาโลกมาฝากกัน

ผลพวงจากการกระทำในอดีต

รศ.ดร.เสรี ศุภัทราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นหนึ่งในทีมผู้ศึกษาเรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยได้รับทุนวิจัยจากเวิลด์แบงก์ กล่าวในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน ว่า เวลาที่รัฐบาลรณรงค์เรื่องโลกร้อนก็มักจะพูดถึงเรื่องการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก จะทำให้ผลกระทบของโลกร้อนนั้นลดน้อยลงไป

แต่ในความเป็นความจริงแล้วไม่ใช่แค่นั้น เพราะการที่โลกร้อนขึ้นทุกวันนี้เป็นผลพวงมาจากการกระทำเมื่อ 500-1,000 ปีที่แล้วต่างหาก ทว่าเพิ่งจะมาปรากฏผลตอนนี้

โลกร้อนต้องแก้ไข และรับมือให้ถูก

การที่รัฐบาลขอให้ประชาชนพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลง ผลิตสินค้าที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์โลกร้อนนั้น อาจารย์เสรี บอกว่า ในความจริงนั้นเลยช่วงเวลาที่จะป้องกันแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ได้ต้องอยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขและรับมืออย่างถูกต้องมากกว่า ด้วยการให้ความรู้และรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ในเรื่องการปรับตัวอย่างไรให้อยู่ในสภาวะที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไม่เดือดร้อนมากเกินไป

“อย่างกรณีที่น้ำทะเลหนุนจนกัดเซาะพื้นที่นับสิบกิโลเมตร จนชาวบ้านไม่มีที่จะถอยต่อไปนั้น ชาวบ้านเขาสู้โดยลำพังไม่ไหว แต่รัฐก็ไม่ได้เข้าไปดูแลเท่าที่ควรว่าจะมีคันดินหรือแนวกั้นเขื่อนเพื่อหยุดการกัดเซาะ มันป้องกันไม่ได้แล้ว แต่เราจะแก้ไขอย่างไรได้บ้างไม่ให้กินพื้นที่มากจนน้ำเซาะมาถึงใจกลางเมืองได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และถ้าน้ำท่วมจริง บางคนไม่มีที่จะอพยพไปที่อื่น เราจะให้เขาปรับตัวและอยู่กับสิ่งแวดล้อมใหม่ได้อย่างไร”

อาจารย์แนะนำต่อไปว่า ต่อไปนี้หากประชาชนจะซื้อบ้านก็ต้องซื้อบ้านที่ยกพื้นสูง หรือถมดินปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมที่จะเกิดตามมาได้ หรือเลือกซื้อบ้านที่ห่างไกลโซนที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง กรณีการป้องกันเรื่องแผ่นดินไหวก็ต้องหาเทคโนโลยีการสร้างบ้านที่รองรับแค่คอนกรีตเสริมเหล็กแบบเดิมคงไม่พอ ต้องเน้นโครงสร้างแบบเบา ต้องสอนให้คนรับมืออย่างถูกต้อง

เนื่องจากรัฐบาลเองเวลาวางแผนโครงการขนาดใหญ่ไม่เคยได้มองยาวไปถึง 50 ปีข้างหน้า และตอนนี้จะไปคำนึงถึงเรื่องจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต้องเปลี่ยนบทบาทที่ต้องฟังเสียงความต้องการของประชาชนให้มากขึ้นว่าใน 50-60 ปีข้างหน้า คนไทยจะอยู่กันอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนมากขึ้นทุกวัน โดยนำหลักการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาอธิบายให้เข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกับชีวิตในทุกภาคส่วน

“การที่โลกร้อนขึ้น 1 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง 10% เราจะทำอย่างไรให้ผลผลิตมวลรวมทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เกษตรกรไทยยังมีผลผลิตเพียง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ในขณะที่อินเดียเขายังพัฒนาไปถึง 600 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีมาหลายปีแล้ว ไม่นับประเทศที่เจริญแล้วที่เขาได้ถึง 1,000 กิโลกรัม กันไปนานแล้ว นี่เป็นเพราะรัฐไม่ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชนในการรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เริ่มแปรปรวนมากขึ้น”

โลกร้อนหาใช่แค่หิมะขั้วโลกละลาย

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัย ได้กล่าวถึงภาวะโลกร้อนว่า นับเป็นเรื่องน่าดีใจที่คนเริ่มหันมาสนใจประเด็นเรื่องโลกร้อนกันมากขึ้น แต่ก็มีความเข้าใจผิดๆ ในเรื่องโลกร้อนกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการเข้าใจกันว่าสาเหตุโลกร้อนเพราะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือชั้นโอโซนมีปัญหาเท่านั้น แต่โลกร้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น โลกมีธาตุสนิม คือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้โลกร้อน เพียงแค่คนเรานั่งพูดคุยกันเฉยๆ แล้วหายใจออกมาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกร้อนขึ้นได้ หรือการที่มีอนุมูลอิสระในร่างกายเกินไปก็ทำให้โลกร้อนได้เช่นกัน

“แต่ละลมหายใจที่ออกมาของคนทั้งโลก สามารถสร้างสนิมให้กับโลกได้ถึง 1 ล้านล้านโมเลกุล การสูบบุหรี่ของคนทั้งโลกก็สามารถทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น 1 เท่า”

คุณหมอกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่น่าห่วงขณะนี้คือเรื่องของการใช้ยามากเกินไป ผลิตยามากเกินไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดี และนี่ก็จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนได้อย่างมาก ทั้งๆ ที่ในบางครั้งร่างกายยังไม่เป็นอะไรมาก ก็กินยาแก้แพ้ล่วงหน้าเข้าไปแล้ว ควรปล่อยให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง (อัตตะบำบัด) เพราะร่างกายคนเราจะรักษาตัวเองได้ (กรณีที่ไม่ใช่โรคร้ายแรง) ทุกครั้งที่ร่างกายมีไข้นั่นแสดงว่าร่างกายกำลังปกป้องตัวเอง ด้วยการขับไล่ศัตรูสิ่งแปลกปลอมออกไปจากร่างกาย

“ในระดับที่อุณหภูมิร่างกายปกติที่ 36-37 องศาเซลเซียส นั่นเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคและไวรัสในร่างกายกำลังสุขสบาย แต่เมื่อมันอยู่กันมากเกินไป ร่างกายจะเริ่มต่อสู้และขับไล่ด้วยการปรับความร้อนขึ้นไปสู่ที่อุณหภูมิที่ 39-40 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อโรคแพ้อยู่ไม่ได้ เป็นวิธีการจัดการของกลไกในร่างกาย ซึ่งควรปล่อยให้ร่างกายรักษาตัวเองสัก 2-3 วันก่อน ด้วยการดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย หากเราด่วนกินยาจะทำให้ร่างกายเคยชินกับการรักษาด้วยยา และอาจจะดื้อยาในที่สุด และยิ่งกินยามากขึ้นก็ทำให้ต้องผลิตยามากขึ้น ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรและสารเคมีมาก ทำให้โลกร้อน และเมื่อร่างกายต้องใช้ยามากเกินไปก็จะเกิดอาการดื้อยาโดยไม่จำเป็น ทำให้โรคเดิม แต่ยาตัวเดิมรักษาไม่ได้ผล ต้องเพิ่มความแรงของยาและปริมาณยาที่มากขึ้น นี่ก็เป็นส่วนที่ทำให้โลกร้อนขึ้น” คุณหมอกล่าวทิ้งท้าย

หลากหลายความเข้าใจผิดเรื่องโลกร้อน

นอกจากความเข้าใจผิดเรื่องโลกร้อนที่ทั้ง รศ.ดร.เสรี และนพ.กฤษดา เล่าให้เราฟังแล้ว ในหนังสือเรื่อง “50 เรื่องต้องรู้อยู่กับโลกร้อน” ของสำนักพิมพ์สารคดี (โดย สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ) ก็มีส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่บอกถึงความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนเอาไว้หลายข้อด้วยกัน ซึ่งเราได้นำมารวบรวมเอาไว้ให้ได้อ่านกันบางส่วน เพราะข้อมูลเหล่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ และทำให้เราได้เข้าใจเรื่องโลกร้อนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

- โลกร้อนก็แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้น ทนๆ หน่อยก็อยู่ได้

แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลกร้อนไม่ได้ทำให้อากาศร้อนเท่านั้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าแต่ละองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในธรรมชาติ

เพราะเพียงแค่ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มมากขึ้น โลกก็จะพบกับภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และพายุ ที่จะสร้างความเสียหายให้กับมนุษย์ได้บ่อยขึ้น

ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียส ภายใน 20 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตกว่า 30% จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ผลผลิตข้าวและธัญพืชจะลดลง

หรือถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น 3 องศาเซลเซียส ภายใน 30 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยจะละลายหมด ผลผลิตอาหารทั่วโลกจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปะการังจะตายทั่วโลก

และถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 4 องศาเซลเซียส ภายใน 40 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทั่วโลกจะสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมด และเมืองใหญ่ที่อยู่ติดชายฝั่ง รวมทั้งกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำ

- น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลายหมด ทำให้น้ำท่วมโลก

เป็นเรื่องจริงที่น้ำแข็งขั้วโลกกำลังจะละลายลงอย่างรวดเร็ว แต่น้ำแข็งนี้เกิดจากการแข็งตัวของผิวน้ำทะเลเอง เมื่อน้ำแข็งละลายจึงแทบไม่มีผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เหตุการณ์ที่น้ำทะเลจะสูงขึ้นจนน้ำท่วมโลกใน 20-30 ปีข้างหน้า เพราะการละลายของน้ำแข็งทั่วโลกจึงเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่ในระยะยาวหลายร้อยปีหรือพันปี อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

- ช่วยกันปิดไฟ ใช้ถุงผ้า ขี่จักรยาน ปลูกต้นไม้ จะช่วยหยุดโลกร้อนได้

การรณรงค์เรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน แต่ถึงขณะนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หยุดโลกร้อนไม่ได้แล้ว เพราะทุกวันนี้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในช่วงเวลา 6.5 แสนปี และยังจะทวีความเข้มข้นสูงขึ้นไปอีก และถึงจะหยุดโรงไฟฟ้าทุกแห่ง จอดทิ้งรถยนต์ทั่วโลก หยุดโรงงานทุกที่ โลกก็ยังจะร้อนต่อไป จนกว่าก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะค่อยๆ สลายตัวไป ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปี

- ทำอย่างไรโลกก็ยังร้อน อยู่ต่อไปเหมือนเดิมดีกว่า เราคนเดียวจะช่วยอะไรได้

หนังสือเล่มนี้บอกว่าอย่าคิดว่าคุณคนเดียวไม่มีพลังที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าคนในทุกประเทศทั่วโลกไม่ลงมือทำอะไรอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ โอกาสที่อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 ก็จะเป็นจริง และผลกระทบที่ตามมานั้นก็จะรุนแรงมหาศาล

เพราะฉะนั้น คนรุ่นใหม่มีสองทางเลือกเท่านั้น คือ การบรรเทาภาวะโลกร้อนให้มีผลกระทบต่อโลกและมนุษย์ในอนาคตน้อยที่สุด หรือเลือกที่จะปล่อยให้โลกร้อนสุดขีด และให้มนุษย์รุ่นต่อไปเผชิญชะตากรรมที่เสี่ยงต่อความหายนะ

รู้แบบนี้แล้วคุณจะเลือกอะไรกันล่ะ?

by ThaiWebExpert