ดัชนีราคาส่งออก – นำเข้า ของประเทศ และดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจส่งออกเดือนมิถุนายน 2552 และระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552....วันที่ 11 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานดัชนีราคาส่งออก – นำเข้า ของประเทศ และดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจ ส่งออกเดือนมิถุนายน 2552 และระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

ดัชนีราคาส่งออก

1. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนมิถุนายน 2552 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้น ร้อยละ 1.4 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 2.1) เป็นการสูงขึ้นของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง และหมวดสินค้า อุตสาหกรรม ขณะที่หมวดสินค้าเกษตรกรรม และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรลดลง

หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ดัชนีราคาส่งออกสูงขึ้นร้อยละ 14.0 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้น ร้อยละ 11.4) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ แร่ดีบุก แร่สังกะสี น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป

หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ดัชนีราคาส่งออกสูงขึ้นร้อยละ 0.5 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.8) สินค้าที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องโทรสาร โทรศัพท์) เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป) และเคมีภัณฑ์ เนื่องจากคำสั่งซื้อเริ่มทยอยเข้ามา

หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 0.5 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.7) สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋อง น้ำตาลทรายและผลิตภัณฑ์ข้าว

หมวดสินค้าเกษตรกรรม ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 0.6 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 3.9) เป็นการลดลงของสินค้ากสิกรรม โดยเฉพาะยางพาราลดลง เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ขณะที่ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีนชะลอคำสั่งซื้อ สินค้าประมง (ปลาหมึก ปลา) ปศุสัตว์

2. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนมิถุนายน 2552 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 3.1 เป็นการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลด ลงร้อยละ 29.0 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 22.8 หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 6.2 ขณะที่หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 0.8

3. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเฉลี่ยระยะ 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน) ของปี 2552 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 1.8 จากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิงร้อยละ 32.5 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 13.1 และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 3.9 ขณะที่หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 1.3

ดัชนีราคานำเข้า

1. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนมิถุนายน 2552 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้น ร้อยละ 2.9 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 2.1) สินค้านำเข้าสูงขึ้นทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าเชื้อเพลิง ยัง คงสูงขึ้นติดกันเป็นเดือนที่ 4 ปัจจัยสำคัญคือสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ คือ จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 10.7 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 8.6) ทั้งนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป สูงขึ้นตามความต้องการใช้ ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น

หมวดสินค้าทุน ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.6 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.9) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะทำด้วยทองแดง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.4 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 1.0) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ

หมวดสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.4 (เดือนพฤษภาคม 2552 สูงขึ้นร้อยละ 1.6) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ รถยนต์นั่ง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยน

หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.3 (เดือนพฤษภาคม 2552 ลดลงร้อยละ 0.5) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่าและปลาแซลมอนสด แช่เย็นแช่แข็ง เคมีภัณฑ์ ( เม็ดพลาสติก สีทา) สินแร่อื่น ๆ และผลิตภัณฑ์โลหะอื่น ๆ (ทองแดงแผ่น หัวแร่ดีบุก อลูมิเนียม) ทองคำและเงินสูงตามตลาดโลก

2. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนมิถุนายน 2552 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2551 ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 6.2 เป็นผลจากการลดลงในทุกหมวดสินค้า โดย เฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิงลดลงมากถึง ร้อยละ 26.1 หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 3.9 หมวดสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลดลงร้อยละ 3.6 หมวดสินค้าทุน ลดลงร้อยละ 3.0 และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงร้อยละ 0.8

3. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเฉลี่ยระยะ 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน) ของปี 2552 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 5.9 สาเหตุหลักคือการลดลงของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง เนื่องจาก เมื่อปีที่แล้วราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับสูงมาก และเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี สำหรับหมวดสินค้าอื่น ๆ เช่น หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์ยานยนต์ ลดลงร้อยละ 3.9 หมวดสินค้าทุน ร้อยละ 2.6 หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ร้อยละ 0.5 ขณะที่หมวดสินค้าอุปโภคบริโภคไม่เปลี่ยนแปลง

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ...วันที่ 11 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการร่างบันทึกข้อตกลงจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Memorandum of Association Among the Bay of Bengal Initiative for Multi – Sectoral Technical and Economic Cooperation (BIMSTEC) for Establishment of BIMSTEC Energy Center)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ลงนามในบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ระหว่างการประชุมรัฐมนตรี BIMSTEC

ณ สหภาพพม่า ในปี 2552

3. เห็นชอบให้เสนอเรื่องการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลฯ ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

สำหรับงบประมาณที่ประเทศไทยจะต้องบริจาคให้กระทรวงพลังงานขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับการกำหนดข้อบทว่าด้วยการมีผลใช้บังคับไปดำเนินการต่อไปด้วย

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพลังงานเสนอว่า

1. ที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงาน BIMSTEC ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2548 ณ กรุงนิวเดลี เห็นชอบการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC (BIMSTEC Energy Center) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีองค์กรในการประสานงานอำนวยความสะดวก และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานได้อย่างเข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการด้านพลังงานภายใต้กรอบ BIMSTEC โดยที่ประชุมมอบหมายให้อินเดียเป็นผู้ยกร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC ซึ่งร่างบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว ได้ผ่านการประชุมหารือทั้งในระดับ ผู้เชี่ยวชาญ ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี BIMSTEC มาเป็นลำดับแล้ว

2. ในคราวประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC และเสนอให้มีการลงนามร่างบันทึกข้อตกลงฯ ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ณ ประเทศอินเดีย แต่ในคราวประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ไม่สามารถลงนามร่างบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวได้ เนื่องจากประเทศสมาชิก BIMSTEC ยังไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในประเทศของตนให้แล้วเสร็จ จึงเห็นควรให้นำเสนอรัฐบาลของแต่ละประเทศพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะมีการลงนามใน ช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 12 ณ ประเทศพม่า ในปี 2552 ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์ พลังงาน BIMSTEC จะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิก BIMSTEC ทั้งหมดได้ลงนามแล้ว

3. กระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการจัดตั้งศูนย์พลังงาน BIMSTEC จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลพลังงานในภูมิภาคจากศูนย์พลังงาน BIMSTEC ได้ตลอดจนเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกในกลุ่ม เนื่องจากศูนย์ฯ จะทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการในการอำนวยความสะดวก ในการประสานงานและการจัดการข้อมูลด้านพลังงาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศสมาชิก BIMSTEC รวม ทั้งให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินงานที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้เพื่อ ประกอบการพิจารณาดำเนินการในกิจการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานภายในภูมิภาค BIMSTEC อันจะนำไปสู่การพัฒนาพลังงานของไทยให้มีความก้าวหน้า และบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วในหลายกิจกรรมในภาคพลังงานของประเทศสมาชิก BIMSTEC มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะส่งผลต่อด้านนโยบายพลังงานของประเทศและ ด้านนโยบายต่างประเทศที่เป็นการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ที่ดีในกรอบ BIMSTEC ในอนาคตต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. วัตถุประสงค์ของศูนย์พลังงาน : เพื่อทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการในการอำนวยความสะดวก การประสานงาน การจัดการและการประเมินผลฐานข้อมูลพลังงานในภูมิภาค BIMSTEC รวมถึงการพิจารณากิจกรรมต่าง ๆ ด้านพลังงาน ตลอดจนการให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานที่สำคัญสำหรับความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบ BIMSTEC

2. ลักษณะของความร่วมมือ : เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในการสร้างขีดความสามารถและ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ การปรับปรุง การสร้างกฎเกณฑ์ และประสิทธิภาพด้านพลังงานร่วมกัน

3. โครงสร้างขององค์กร มีดังนี้

3.1 คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก จำนวนประเทศละ 1 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ซึ่งจะมีประธานคณะกรรมการบริหาร โดยเรียงตามลำดับอักษรชื่อประเทศสมาชิก และจะดำรงตำแหน่งโดยมีวาระ 1 ปี

3.2 ผู้อำนวยการบริหาร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการบริหาร ซึ่งทำหน้าที่ในการบริหาร ทั้งด้านนโยบาย การเงิน และการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่าง ๆ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี หรือขยายวาระการดำรงตำแหน่งได้อีก 2 ปี

3.3 ผู้อำนวยการศูนย์พลังงาน เป็นหัวหน้าสาขาพลังงานเฉพาะทางต่าง ๆ จำนวน 7 สาขา มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี หรือขยายวาระการดำรงตำแหน่งได้อีก 2 ปี

4. กองทุนหรืองบประมาณ มาจาก 3 ส่วนดังนี้

4.1 งบประมาณหลัก ครอบคลุมสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น อาคาร อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาคาร และพาหนะ ซึ่งประเทศอินเดียในฐานะประเทศที่ตั้งของศูนย์พลังงานจะรับผิดชอบงบประมาณ ส่วนนี้

4.2 งบประมาณศูนย์ ฯ ครอบคลุมถึงเงินเดือน ค่าใช้จ่าย เครื่องใช้สำนักงาน จะได้มาจากเงินบริจาคของประเทศสมาชิกที่เป็นคณะกรรมการบริหาร

4.3 งบ ประมาณโครงการครอบคลุมค่าใช้จ่ายของโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ฯ รวมถึงกิจกรรมเสริมต่าง ๆ เช่น หลักสูตรอบรมค่าธรรมเนียมบริการทางวิชาชีพ สิ่งอำนวยความสะดวกและห้องพัก ฯลฯ ซึ่งงบประมาณส่วนนี้จะได้หารือกับประเทศสมาชิกต่อไป

เรื่อง กรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกันเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภา...วันที่ 11 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างกรอบการเจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกัน และให้เสนอขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา

2. ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ ชี้แจงรัฐสภาเกี่ยวกับกรอบการเจรจาตามข้อ 1

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. ประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนามได้เจรจาเรื่องเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกัน (Tripartite Overlapping Claims Area-TOCA) ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 และยังไม่บรรลุข้อตกลงในการประชุมสองครั้งที่ผ่านมา โดยทั้งสามประเทศตกลงที่จะทำพื้นที่พัฒนาร่วม 3 ฝ่ายในบริเวณพื้นที่ระหว่างเส้นประกาศเขตไหล่ทวีปของเวียดนามเมื่อปี 2514 และเส้นขอบทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย นอกจากนี้ ในการประชุม ครั้งที่ 2 ที่ประชุมได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานอย่างไม่เป็นทางการ (informal working group)

เพื่อร่วมกันพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมของการพัฒนาร่วมในรายละเอียด และเสนอรายงานต่อที่ประชุมในการประชุม

ครั้งต่อไป

2. มาเลเซียและเวียดนามได้แจ้งความประสงค์จะให้มีการดำเนินการเจรจาเรื่องเขต พื้นที่ทางทะเล ที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันต่อเพื่อหาข้อยุติในเรื่องดังกล่าวโดยเร็วที่สุด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นควรเริ่มเจรจาต่อโดยเร็วเช่นกัน เพื่อนำไปสู่กระบวนการทำหนังสือสัญญา เนื่อง จากประเทศไทยและมาเลเซียได้แสวงประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนา ร่วมไทย-มาเลเซียแล้ว และควรหาข้อยุติที่เป็นธรรมสำหรับกรณีแหล่งทรัพยากรในพื้นที่พัฒนาร่วม ไทย-มาเลเซีย คาบเกี่ยวต่อเนื่องกับพื้นที่ส่วนที่เวียดนามอ้างสิทธิ เพื่อแสวงประโยชน์ทรัพยากรปิโตรเลียมในบริเวณดังกล่าว อันจะมีส่วนช่วยในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ เพื่อให้สามารถดำเนินการเจรจาเรื่อง เขตพื้นที่ทางทะเลดังกล่าวต่อไปได้ และ เนื่องจากหนังสือสัญญาดังกล่าวน่าจะเป็นหนังสือสัญญาซึ่งจะต้องได้รับความ เห็นชอบของรัฐสภาตามความในวรรคสองของมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ดังนั้น ก่อนการเจรจาในขั้นตอนต่อไป คณะรัฐมนตรี จะต้อง ดำเนินการตามวรรคสามของมาตรา 190 กล่าวคือ การให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น และต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย จึงได้เสนอร่างกรอบ การเจรจาฯ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างกรอบการเจรจา

ให้เจรจากับมาเลเซีย และเวียดนามเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับเขตพื้นที่ทางทะเลที่ไทย มาเลเซียและเวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เรื่อง การ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการลงนามหนังสือสัญญาภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างอาเซียนและอินเดีย...วันที่ 11 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติการลงนามในหนังสือสัญญาภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วม มือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างอาเซียนและอินเดีย

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามในเอกสารตามข้อ 1 โดยใช้หนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ซึ่งออกให้โดยกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขหรือปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญที่เปลี่ยน แปลงไปจากเดิม ให้คณะรัฐมนตรีมอบให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

1. ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2552 ณ จังหวัดเพชรบุรี รัฐบาลอินเดียในขณะนั้นใกล้หมดวาระการบริหารประเทศเนื่องจากจะมีการเลือก ตั้งทั่วไปในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2552 จึงไม่อาจลงนามและขอเลื่อนการลงนามหนังสือสัญญาข้างต้นจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะทำหน้าที่บริหารประเทศ

2. การเลื่อนกำหนดการลงนามทำให้มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเปลงกำหนดเวลาต่าง ๆ จากเดิมที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาฯ เพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน โดยทุกประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียได้เห็นชอบร่วมกันแล้ว

3. ทุกประเทศสมาชิกอาเซียนและอินเดียคาดว่าจะมีการลงนามหนังสือสัญญาฯ ภายในการประชุม รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-อินเดีย ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2552

ณ กรุงเทพมหานครหรือภายในการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2552 เป็นอย่างช้า

4. กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงกำหนดการลดภาษีศุลกากร และการมีผลใช้บังคับข้างต้นให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันและความพร้อมทาง การเมืองของอินเดีย โดยมิได้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญและพันธกรณีภายใต้หนังสือสัญญาดังกล่าวจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

1. เปลี่ยนแปลงกำหนดการลดภาษีศุลกากรจากเดิมที่ระบุให้ลดภาษีครั้งแรกในวันที่ 1 มกราคม 2552 และสิ้นสุดการลดภาษีในช่วงปี 2555-2560 ขึ้นอยู่กับประเภทกลุ่มสินค้าที่เปิดตลาดโดยเปลี่ยนเป็นให้ลดภาษีครั้งแรกใน วันที่ 1 มกราคม 2553 และสิ้นสุดการลดภาษีในช่วงปี 2556-2561 ขึ้นอยู่กับประเภทกลุ่มสินค้าที่เปิดตลาด

2. เปลี่ยนกำหนดการมีผลใช้บังคับจากเดิมที่ระบุไว้วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นวันที่ 1 มการาคม 2553

เรื่อง การทบทวนกฎเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน และการดำเนินการให้สอดคล้องกับมติ AFTA Council กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม...วันที่ 11 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการทบทวนกฎเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน และการดำเนินการให้สอดคล้องกับมติ AFTA Council กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

1. มอบหมายให้หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการเจรจาเรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด สินค้า (กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง) เร่งเสนอเรื่องการแก้ไขกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rule : PSR) ภายใต้เขตการค้าเสรี อา เซียน เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนสามารถให้การรับรองได้ในระหว่างการประชุม สุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในเดือนตุลาคม ศกนี้

2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กรม ศุลกากร กระทรวงการคลัง) เร่งดำเนินการแก้ไขประกาศที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผ่านประเทศที่สามเพื่อ ให้ไทยสามารถปฏิบัติได้ตามพันธกรณี

ความเป็นมา

1. การทบทวนกฎเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน

1.1 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2552 และไทยได้ลงนาม ATIGA ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ณ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดย ATIGA บทที่ 3 เรื่องกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ข้อ 28 วรรค 2 (เอ) ระบุว่า สินค้าที่อยู่ในภาคผนวก 3 (รายการกฎเฉพาะรายสินค้า) จะมีคุณสมบัติเป็นสินค้าที่ได้ถิ่นกำเนิด ก็ต่อเมื่อสินค้านั้น เป็นไปตามกฎเฉพาะรายสินค้า (Product Specific Rule : PSR) ที่กำหนดไว้ในภาคผนวกนั้น

1.2 อาเซียนได้ทบทวนกฎ PSR เพื่อให้เป็นไปตามมติของ AFTA Council ครั้ง ที่ 20 ที่กำหนดว่าโดยหลักการทั่วไป กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียน อย่างน้อย ควรเสรีเท่ากับกฎฯ ที่อาเซียนทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ และมติ AFTA Council ครั้งที่ 22 ที่กำหนดให้มีการทบทวนกฎ PSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อคงไว้ซึ่งหลักการทั่วไปดังกล่าว โดยเห็นชอบให้มีการปรับปรุงกฎ PSR ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน จำนวน 46 รายการ ให้สอดคล้องกับกฎ PSR ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

2. การดำเนินการให้สอดคล้องกับมติ AFTA Council กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม

2.1 มาตรา 20 ของระเบียบวิธีปฏิบัติในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ฉบับแก้ไข (Revised CEPT OCP) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ระบุว่า ในการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม (Third-party invoicing) ต้องใช้ใบกำกับภาษีจากบริษัทที่ตั้งอยู่นอกอาเซียน ทำให้ไทยไม่สามารถให้สิทธิพิเศษภายใต้ Common Effective Preferential Traiff (CEPT) แก่สินค้าที่นำเข้ากรณี Third-party invoicing โดยใช้ใบกำกับภาษีจากประเทศสมาชิกอาเซียนได้ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมา

2.2 มติ AFTA Council ครั้งที่ 22 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ได้แก้ไขข้อความให้ Third-party invoicing สามารถเป็นของประเทศสมาชิกและที่ไม่ใช่สมาชิกได้ ซึ่งกรมศุลกากรไทยจะต้องแก้ไขประกาศให้สอดคล้องกับมติดังกล่าว แต่ขณะนี้กรมศุลกากรยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

เหตุผลความจำเป็น

เนื่องจากไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA Council) ครั้งที่ 23 ในวันที่ 14 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรม Millennium Hilton Hotel กรุงเทพฯ และที่ประชุมจะขอให้มีการรับรองกฎ PSR ที่แก้ไขใหม่ เพื่อให้สามารถมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 และอาจจะสอบถามความคืบหน้าของไทยในกรณีการดำเนินการตามมติ AFTA Council เรื่องการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม แต่ไทยยังดำเนินการในทั้งสองเรื่องดังกล่าวไม่เรียบร้อย ดังนี้

1. กรณีการทบทวนกฎเฉพาะรายสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน เนื่องจากกฎ PSR ซึ่งเป็นภาคผนวก 3 ถือเป็นองค์ประกอบ (Integral part) ของ ATIGA การ แก้ไขจึงต้องเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ทำให้ยังไม่สามารถให้การรับรองกฎ PSR ใหม่ในการประชุม AFTA Council ครั้ง ที่ 23 นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเตรียมการเพื่อให้สามารถให้การรับรองกฎดังกล่าวได้ในระหว่างการ ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม ศกนี้

2. กรณีการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม ไทยยังไม่ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับมติ AFTA Council ครั้งที่ 22

เอ็กโก้รุกพลังงานทดแทน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นายวินิจ แตงน้อย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO เปิดเผยว่า ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุน 800,000 หุ้น ในบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด หรือ NED ด้วยความร่วมมือระหว่าง EGCO บริษัท CLP Thailand Renewables Limited (CLP) และบริษัท Diamond Generating Asia, Limited (DGA) สัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 33.33 เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นพัฒนาโครงการพลังลมและพลังแสงอาทิตย์

ซึ่งปัจจุบัน NED ได้ลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแล้วคือ โรงไฟฟ้าพลังลม กำลังผลิต 13.5 เมกะวัตต์ และ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ กำลังผลิต 8 เมกะวัตต์

อยู่อย่างพอเพียงกับธรรมชาติ

ผู้เขียน: 
บัณฑิต พิศณุเสน ditss2001@yahoo.com:

ต่อ จากสัปดาห์ที่แล้วเรื่องราวของภูใจใส ที่ผมได้รับเชิญจาก ม.ล.สุดาวดี เกรียงไกร (หม่อมดา) นักออกแบบและนักตกแต่งภายในอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

เจ้าของและผู้ออกแบบภูใจใสรีสอร์ต เป็นรีสอร์ตตากอากาศบนภูเขาสูง อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ป่าเขาสวยงาม ที่ จ.เชียงราย

ความ สวยงามของดินแดนที่ผมประทับใจ และสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการอยู่กับธรรมชาติที่ไม่ทำลายธรรมชาติ การอยู่ที่นี่เป็นแบบพึ่งตัวเอง ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารโดยใช้ไม้ไผ่วัสดุที่มีอยู่ที่นี่ การปลูกผักปลอดสารพิษ สมุนไพร การปลูกชา ปลูกสตรอเบอร์รี และการเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่

ม.ล.สุดาวดี เกรียงไกร (หม่อมดา) เล่าว่า ท่านรักไม้ไผ่และธรรมชาติมาก การสร้างสิ่งเหล่านี้เราจะต้องมีพื้นฐานจากความรักด้วย ถ้าเรารักที่จะทำ สิ่งที่สวยงามก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้แล้ว ที่นี่ยังมีการใช้พลังงานจากธรรมชาติด้วย เช่น พลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซลาร์เซลล์สำหรับทำน้ำร้อน

แต่ ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นพลังงานทั้งหมดได้ เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์บ้านเรานั้นมีราคาที่แพงมาก ผมคิดว่าถ้ามีใครคิดค้นแผงโซลาร์เซลล์ให้มีราคาถูกลง ประเทศของเราก็จะลดการใช้พลังงานน้ำมัน พลังงานไฟฟ้าที่ทำจากถ่านหิน และก๊าชธรรมชาติที่กำลังจะหมดไป

การ ใช้น้ำของรีสอร์ตก็เหมือนกัน น้ำที่นี่มาจากธรรมชาติ ลำธารจากภูเขา การสร้างอาคารที่ลดหลั่นเป็นระดับลงมา จะช่วยประหยัดพลังงานคือไม่ต้องสูบน้ำ ธรรมชาติของน้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถึงจะมีการใช้เครื่องสูบน้ำบ้างในบางส่วนแต่ก็ไม่มาก และระบบน้ำเสียก็สามารถถ่ายเทได้สะดวกรวดเร็ว ไม่ตกค้าง และเน่าเสีย

การ เดินทางขึ้นภูใจใสที่ผ่านเส้นทางตัดผ่านภูเขา ทำให้เห็นความงดงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะนาข้าวที่เขียวชอุ่ม โดย ม.ล.สุดาวดี เกรียงไกร มีแนวความคิดเรื่องการอยู่อย่างเพียงพอกับธรรมชาติอย่างน่าทึ่งและล้ำยุคที เดียว โดยคุณดาเล่าว่าพอเราได้ที่ตรงนี้มา ก็มาซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ซื้อไป เพราะเห็นแล้วเกิดความคิดที่อยากจะพัฒนาให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา โดยเฉพาะการปลูกป่า ที่ดินบนป่าจะได้ไม่สูญเปล่า เป็นเพียงป่ารกร้าง อีกอย่างเราเป็นนักออกแบบ ออกแบบรีสอร์ตและบ้านของคนอื่นมาเยอะแล้ว เลยตัดสินใจสร้างรีสอร์ตตามที่ตัวเองอยากทำบ้าง

เริ่ม จากเราวางแปลนว่า ภูเขาแต่ละลูกจะใช้ทำอะไร เช่นลูกนี้ทำรีสอร์ต ลูกนั้นทำสวนผัก ทำไร่ชา ไร่ผลไม้ ลูกโน้นทำสถานที่ปฏิบัติธรรม ทำบ้านดิน แต่ความตั้งใจอย่างแรงจริงๆ ก็คืออยากปลูกต้นไม้เยอะๆ เพราะชอบอยู่กับธรรมชาติมาก เฉพาะส่วนของรีสอร์ต 60 ไร่ แต่เดิมเป็นป่าไผ่ จึงนำไผ่มาเป็นวัสดุหลัก เราคิดแบบง่ายๆ ว่า เราชอบธรรมชาติ ก็อยากทำอะไรที่ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด แม้แต่การฉาบปูน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก่อสร้างเพื่อให้เกิดความแข็งแรง ก็ยังต้องผสมดินลงไปเพื่อให้ได้สีเอิร์ทโทนตามธรรมชาติ

ส่วน หลังคาก็ใช้ใบตองตึง แม้จะเสี่ยงอันตรายเช่นเกิดไฟป่า ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เราก็ยังอยากทำอยู่ดี เพียงแต่คราวนี้ได้บทเรียนมาแล้วจึงป้องกันให้รัดกุม โดยบ้านทุกหลังได้ติดตั้งระบบน้ำไว้บนหลังคา นอกจากนี้ทุกห้องยังมีเฉลียงโซฟาสำหรับนั่งเอกเขนกชมทิวทัศน์ภูเขาได้ตาม สบายด้วย

หนึ่ง สัปดาห์ที่ผมไปพักที่ภูใจใส ที่นี่ยังสอนให้ผมได้รู้ว่าการทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร ต้นไม้ทุกต้น เราสามารถนำมาเป็นโครงสร้าง ที่พักอาศัย ใบไม้ทุกใบนำมาเป็นฝาบ้านและหลังคา กระบอกไม้ไผ่นำมาเป็นภาชนะใส่อาหาร และของใช้ทุกอย่างในธรรมชาติ เราสามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด ตราบใดที่เรามีปัญญา ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้

นานาประเทศกับฉลากคาร์บอน

ผู้เขียน: 
จันจิ

ปัจจุบันประเทศที่ภาคธุรกิจโดดเข้ามาร่วมวงทำฉลากคาร์บอนเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากฝรั่งเศสจากโซนสหภาพยุโรปหรืออียู

และญี่ปุ่นจากโซนเอเชียตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น ยังมีอีกหลายประเทศที่ให้ความสนใจและริเริ่มเข้ามาทำบ้างแล้ว เพื่อไม่ให้ตกกระแสโลก

เริ่มจากในย่านเอเชีย นอกจากญี่ปุ่นจะเป็นดาวเด่นที่ไล่ตามกันมาก็คือ เกาหลีใต้ เริ่มใช้ฉลากคาร์บอนเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลประกาศใช้ 2 ฉลากพร้อมกัน คือ

ฉลาก Carbon Footprint Label Certificate และฉลาก Low Carbon Certification ขณะนี้ มี 10 บริษัทเข้าร่วม ได้แก่สายการบิน Asiana Airlines, Gas Boiler, เครื่องซักผ้า LG แชมพูตรา Amore Pacific Corporation น้ำอัดลมโค้ก TFT-LCD Glass Substrates ยี่ห้อซัมซุง เครื่องกรองน้ำตรา Woongjin Coway ตู้เสื้อผ้าตรา Llivart เต้าหู้ตรา Pulmuone ข้าวหุงสำเร็จรูปตรา CJ Cheil Jedang

ขั้นตอนการดำเนินโครงการฉลากคาร์บอนของเกาหลีใต้ เริ่มจากแบ่งกลุ่มประเภทอุตสาหกรรมเพื่อหาวิธีคำนวณ Carbon Footprint ของแต่ชนิดสินค้า จากนั้นจัดฝึกอบรมให้เจ้าของผลิตภัณฑ์รับทราบ พร้อมกับจัดเก็บฐานข้อมูล LCI (Life Cycle Inventory) ของประเทศเป็นระยะๆ ขณะนี้จัดเก็บได้แล้ว 400 ชนิด

ข้ามฟากไปดูที่อังกฤษ Carbon Footprint และ Carbon Label Program ถูกแนะนำขึ้นครั้งแรกในประเทศเมื่อเดือนมี.ค. 2550 ภายใต้การกำกับดูแลของ Carbon Trust

Carbon Trust คาด หวังว่าการดำเนินโครงการฉลากคาร์บอนนี้ จะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมการ ผลิต การขนส่ง และบรรจุภัณฑ์และได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ผลิตสินค้าอุปโภค/บริโภค โดย Tesco Plc. ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่เริ่มติดฉลาก Carbon Footprint บอกจำนวนคาร์บอนที่ผลิตบนภาชนะบรรจุสินค้าภายใต้ตราสินค้า Tesco ประมาณ 20 รายการ วางขายใน Tesco ทั่วประเทศ

บริษัท ERM (Emergent Ventures India Pvt. Ltd.) ผู้พัฒนาโครงการและเริ่มติดในผลิตภัณฑ์ จำพวกมันฝรั่งทอดกรอบ ชนิด Walkers Crisps แชมพูที่มีส่วนผสมของพืชธรรมชาติ เป็นต้น ในปี 2550 บริษัทได้ศึกษาและร่วมงานกับผู้ผลิตสินค้า 9 ชนิด เพื่อคำนวณหา Carbon Footprint

จากผลการศึกษาทำให้ทราบว่าฤดูต่างๆ มีผลต่อการคำนวณ Carbon Footprint ดัง กล่าว เนื่องจากขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แตกต่างกัน บริษัทที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสัญญาผูกพันว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงให้ได้เท่ากับจำนวนที่ได้ตกลงกันในครั้งแรกเป็นระยะเวลา 2 ปี หากไม่ทำตามพันธกรณี จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตฉลากคาร์บอนคืน

อังกฤษยังสำรวจพบด้วยว่า ผู้บริโภค 66% ต้องการทราบจำนวน Carbon Footprint ที่ปล่อยจากภาคการผลิตสินค้า ทำให้ปัจจุบันมีโปรแกรมการคำนวณ Carbon Footprint วางขาย แถมยังจัดตั้งกลุ่ม Student Climate Action Plan Committee เพื่อ รณรงค์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในหมู่นักเรียน/นักศึกษา จากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ให้เกิดความตระหนักต่อการดูแลโลก

คราวนี้มาที่ นิวซีแลนด์ ประเทศนี้มีการ แนะนำการคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเลือกซื้อวัสดุสร้างบ้าน (Carbon Calculator for Houses) เพราะเชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงได้ถึงประมาณ 50 กรัม ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50 ตัน มีค่าเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์ ตลอดวงจรชีวิตที่รถยนต์คันหนึ่งสามารถใช้งานได้ หรือมีค่าเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการบิน ซึ่งเทียบระยะทางการบินได้เป็นระยะ 5 แสนไมล์

ผู้ จัดการระบบโปรแกรมคิดคำนวณนี้คือ เจฟฟ์ เฮนลี ใช้วิธีคำนวณเพื่อแสดงให้เห็นถึงวัสดุ ที่เลือกใช้แต่ละชนิดว่าจะมีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากน้อยเพียงใด เช่น วัสดุจำพวกไม้ ชนิด Pinus Radiate ดูดซึมก๊าซคาร์บอนได้ถึง 1.7 ตัน ในกรณีที่ในบ้านใช้แต่วัสดุจำพวกไม้ Pinus Radiate ส่วนวัสดุจำพวกอะลูมิเนียมจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอน 9 ตัน ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ ซึ่งเจฟฟ์ เฮนลี ระบุว่า โปรแกรมนี้เหมาะใช้คำนวณบ้านแบบชั้นเดียว และหากผู้บริโภคเลือกใช้วัสดุ จำพวกไม้แทนอะลูมิเนียม จะลดก๊าซคาร์บอนได้สูงถึง 20-25 ตัน

สุดท้ายไปที่ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ทำฉลากคาร์บอนออกมา 3 ประเภท คือ ฉลาก Low-Carbon Seal เป็นประเภทที่ไม่มีจำนวนการปล่อย Carbon Footprint ติดฉลาก Carbon Score เป็นฉลากคาร์บอนประเภทที่มีจำนวน Carbon Footprint ติดไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ และฉลาก Carbon Rating มีลักษณะคล้ายกับ Energy Label ในอียู จะแสดงการแบ่งกลุ่มด้วยสัญลักษณ์เป็นรูปดาว จาก 1 ดาว จนถึง 5 ดาว สินค้าใดได้จำนวนดาวมาก หมายถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าสินค้าที่ได้ดาวน้อยดวง

โลกร้อนหรืออากาศแปรปรวน?

ผู้เขียน: 
ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ทศวรรษที่ผ่านมา มนุษย์หลายพันล้านคนต้องตื่นตระหนก เมื่อเกิดนิยามคำว่า โลกร้อน หรือ Global Warming และผลกระทบที่โลกใบนี้กำลังเผชิญอยู่

ไม่ว่าจะเป็นการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก พายุที่รุนแรงขึ้น ฯลฯ ถูกนำมาตีแผ่ผ่านภาพยนตร์กึ่งสารคดี An Inconvenient Truth โดย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีและอดีตผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ความจริงที่โลกกำลังถูกทำร้าย และเดินไปสู่ความหายนะก็เริ่มฉายภาพชัดเจนขึ้นทุกที

วันนี้มนุษยชาติต้องรับมือกับปัญหาที่แท้จริง!! ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้นำความรู้ใหม่ๆ โดยให้สัมภาษณ์แบบเอกซ์คลูซีฟกับ “โพสต์ทูเดย์” อธิบายว่า จากการทำงานด้านวิชาการเรื่องภาวะโลกร้อน ร่วมกับ Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC ซึ่งองค์การสหประชาชาติตั้งขึ้น โดยมีทีมงานนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจากหลากหลายสาขา 3,000 กว่าคน เพื่อตอบคำถาม 3 ข้อ คือ 1.โลกร้อนขึ้นจริงหรือไม่? และสาเหตุเกิดจากอะไร? 2.มีผลกระทบด้านต่างๆ บนโลกใบนี้อย่างไร? 3.รัฐบาลทั่วโลกจะมีวิธีการเตือนภัยอย่างไรให้ทันท่วงที?!!

เมื่อ ทีมนักวิทยาศาสตร์ของยูเอ็นยืนยันแล้วว่า อากาศตามฤดูกาลแปรปรวนอย่างควบคุมไม่ได้ และปัญหาภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อผู้คนนับพันล้านในทุก ทวีปอย่างหนีไม่พ้น!!!

พูดให้ชัดต้อง Climate Change

ดร.เกษม แจงผลสรุปในช่วงปี 2007-2009 มนุษย์ต้องยอมรับแล้วว่า โลกร้อนเกิดขึ้นจริง และจากเดิมมีการนิยามคำว่า “โลกร้อน-Global Warming” ซึ่งคุ้นเคยกับความหมายนี้กันดี แต่วันนี้ ไอพีซีซี เปลี่ยนมาใช้คำว่า “การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโลก - Climate Change” จะตรงกว่า

อากาศพร้อมแปรปรวนให้เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่มหันตภัยเงียบอีกต่อไป และมนุษย์นั่นเองคือผู้เร่งอุณหภูมิทำลายโลกสีน้ำเงินใบนี้

“ไอพีซีซี สรุปว่า โกลบอล วอร์มมิง คือภาพรวมของทั้งหมด จากอดีตโลกใบนี้มีอายุ 4,500 ล้าน ปี ซึ่งที่ผ่านมามีอากาศร้อนสลับหนาว คือมีการเกิดยุคน้ำแข็งสลับกับการละลายโดยธรรมชาติ จากการเอียงของแกนโลกเมื่อหมุนรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดภาวะฤดูกาลต่างๆ เป็นยุคน้ำแข็งบ้าง ไม่น้ำแข็งบ้าง ธรรมชาติทำให้เกิดและโลกก็ปรับตัวได้ทุกครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเกิดจากฝีมือมนุษย์ คำถามก็คือว่า แล้วครั้งนี้โลกจะเมตตาปรับให้เราไหม? หรือเราจะต้องปรับตัวเอง?!!

เมื่อ คำตอบชัดเจน มนุษย์ทำมนุษย์ก็ต้องแก้ปัญหา นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกร้องรัฐบาลประเทศต่างๆ รับผิดชอบร่วมกันระดับโลกมีการประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นระยะๆ เช่น การทำสนธิสัญญาโตเกียว เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อ ‘อัล กอร์’ นำ เสนอหนังสารคดีเรื่องอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจากสาเหตุก๊าซเรือนกระจกกำลังห่อ หุ้มโลก ไอพีซีซี คือเจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้ อัล กอร์ คือผู้นำเสนอ จึงรับรางวัลโนเบลไปคนละครึ่ง” ดร.เกษม อธิบายอย่างเข้าใจง่าย

โลกยิ่งร้อน ยิ่งหิวโหย

เมื่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ดร.เกษม อธิบายว่า โลกใบนี้ประกอบด้วยผิวน้ำ 70% ผิวดิน 30% ความร้อนกระทบทั้งผิวดินและผิวน้ำ แน่นอนว่าเมื่อกระทบผิวดินก็ย่อมแห้งแล้ง เกษตรกรรมรับผลนี้ไปเต็มเหนี่ยวในอนาคตอันใกล้นี้

“พื้นที่ ไกลเส้นศูนย์สูตรยิ่งกระทบมาก ยกตัวอย่างเช่น ทวีปออสเตรเลีย แอฟริกา ยุโรป บางพื้นที่ของอินเดีย จะประสบภาวะแล้งมากขึ้น นอกจากนี้ บนผิวดินยังมีธารน้ำแข็งกับหิมะที่อยู่บนยอดเขาอีกด้วยแล้ว เมื่อถูกความร้อนสม่ำเสมอในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ อุณหภูมิก็ยิ่งสูง ธารน้ำแข็งหดตัว หิมะหายไปเกือบหมด ซึ่งผลก็คือแม่น้ำสายสำคัญของโลกหลายๆ สาย ที่ได้รับน้ำจืดจากการละลายของหิมะธารน้ำแข็ง ขาดน้ำจืด โดยเฉพาะประเทศไกลเส้นศูนย์สูตร เช่น แม่น้ำโขงตอนต้น สาละวิน แยงซีเกียง -- 3 สายนี้เกิดจากการละลายหิมะในทิเบตตะวันออก หรือแม่น้ำคงคา พรหมบุตร เกิดจากการละลายหิมะบนเทือกเขาหิมาลัย หรือแม่น้ำในยุโรปที่เกิดจากการละลายหิมะบนเทือกเขาแอลป์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเทศรับผลกระทบต้องเฝ้าจับตามองการเปลี่ยนแปลงนี้ ภูมิภาคจะต้องประสบกับปัญหา คือ อินเดียตะวันออก และยุโรปตะวันออก เพราะปริมาณหิมะหดหายไป

ส่วนความร้อนที่แผดเผามหาสมุทรที่ครอบคลุมถึง 70% ก็จะเกิดปริมาณไอน้ำมหาศาลรอบๆ เส้นศูนย์สูตร มีแต่เมฆทั้งนั้นเลยครับ สิ่งนี้แปรผลลัพธ์ 2 ทาง คือ ในอ่าวที่มีลมหมุนจะทำให้เกิดมรสุมบ่อยขึ้นและแรงขึ้น เพราะปริมาณน้ำมากกว่าเดิม ในอเมริกาเปรียบเทียบกับ 10 ปีก่อน เกิดมรสุมบ่อยครั้งขึ้น ตัวเลขง่ายๆ ครับ คือ 10 ปี เพิ่ม 10 เท่า

ภูมิภาค เกี่ยวข้องกับเราคือทะเลจีนใต้และอ่าวเบงกอล แต่ประเทศไทยยังโชคดีครับที่เราอยู่ตรงกลางคาบสมุทร เมื่อมรสุมพัดจากอ่าวเบงกอลก็ชนบังกลาเทศ และพม่า เมื่อมาถึง จ.ตาก กาญจนบุรี ความแรงก็กลายเป็นแค่ฝนหนัก ส่วนมรสุมจากทะเลจีนใต้เข้าทางภาคอีสานและภาคตะวันออก กลายเป็นฝนแรงเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน ซึ่งเราต้องระวัง

ล่า สุด ไอพีซีซีทำแผนที่โลกพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนขึ้นมา บริเวณใดน้ำจืดน้อย-มาก ปรากฏว่าไทยปริมาณฝนมากกว่าเดิม ปีที่แล้วเรามีฝนตั้งแต่ปลายม.ค.จนถึงต้นธ.ค. ฝนตกไม่ทิ้งช่วงเลย แปลกมากนะครับ ปีนี้ฝนก็เริ่มเร็วตั้งแต่ปลายมี.ค.เลยทีเดียว และไม่ทิ้งช่วงเลย เรื่องนี้เราต้องระวังเช่นกัน

ขณะที่ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ที่เพิ่มขึ้นมากส่วนหนึ่งก็จะละลายแช่ทำปฏิกิริยาอยู่ในน้ำ คือ H2O ซึ่งกินพื้นผิวโลกถึง 70% กลายเป็น H2O3 หรือ กรดคาร์บอนนิกแอซิด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในรัฐซีแอตเติล สหรัฐ เผยว่า ปริมาณกรดในน้ำทะเลวันนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ทีละนิดๆ มีสมมติฐานว่าแนวปะการังเกิดการฟอกขาวที่เป็นต้นทางอนุบาลลูกกุ้ง หอย ปู ปลา อย่างนี้แล้วปริมาณอาหารทะเลก็อาจลงไปด้วยมหาศาล” ดร.เกษม กล่าว

ยุคแย่งชิงทรัพยากร

ภูมิ อากาศบนโลกเปลี่ยนแปลงแปรปรวน กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับประชากรโลก ซึ่งก็เพิ่มจำนวนขึ้น ดร.เกษม บอกตัวเลขให้รู้ว่า ปัจจุบันนี้โลกต้องแบกรับภาระ 6,700 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขมากเกินทรัพยากรไปเสียแล้ว

“วันนี้เรามีพื้นที่ป่าสงวนเหลืออยู่น้อยเหลือเกิน เพราะถูกแผ้วถางทำพื้นที่การเกษตรเกือบหมดแล้ว ขณะที่ผลผลิตก็เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% แต่ประชากรโลกกลับเพิ่มปีละ 1.7% ตัวเลขสวนทางกันสิ้นเชิง ซึ่งตัวเลขประชากรที่พอดีๆ ไม่ต้องอดข้าว คือ 4,000 ล้านคน แต่ตอนนี้เกินมา 2,700 ล้านคน และกลางศตวรรษนี้ คือ ค.ศ. 2050 ประชากรจะเพิ่มขึ้นถึง 9,000-10,000 ล้าน คน มากกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งมีคนมากก็ต้องแย่งกันหากิน ราคาอาหารก็จะแพงขึ้นจากประชากรล้นโลก ภาวะไคลเมต เชนจ์ ที่ทำให้ปลูกข้าวได้น้อยลงเพราะแห้งแล้ง นอกจากนี้ พื้นที่เกษตรส่วนหนึ่งถูกแบ่งไปใช้ปลูกพืชเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพ ทั้งแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล

ผม อยากจะบอกว่า... มนุษย์ทนทานต่อปัจจัยอื่นๆ ได้ทั้งหมดครับ แต่ทนหิวข้าวไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกรัฐบาลในโลกต้องให้ความมั่นใจประชาชน อาหารเป็นสิ่งเปราะบางทางการเมือง ปีที่แล้ว จีน อินเดีย ห้ามส่งออกข้าวเพราะไม่มั่นใจในผลผลิตที่น้อยลงไป และปีที่ผ่านมามีนักวิทยาศาสตร์เขียนบทความลงนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่า มีประชากรถึง 1,000 กว่าล้านคน (จาก 2,000 ล้านคน) จาก 70 ประเทศ กินข้าวไม่ครบ 3 มื้อ ประเทศยากจนที่สุดอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่ไม่มีปากมีเสียง เด็กๆ ก็ทยอยเสียชีวิตจากการขาดอาหารเรื่อยๆ ทั้งที่ภาวะโลกร้อน-โกลบอล วอร์มมิง เพิ่งเริ่มต้นไม่ถึง 10 ปีเลยนะครับ ความเปราะบางของมนุษย์จากปัจจัยเหล่านี้จะเกิดวิกฤตมหาศาล” ดร.เกษม กล่าวย้ำ

เมืองไทยปรับตัวอย่างไร?

ดร.เกษม เน้นย้ำว่า หัวรถจักรขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต คือ อาชีพเกษตรกรรม และกับปริมาณน้ำฝนจากภาวะไคลเมต เชนจ์ ซึ่งมากกว่าเดิม ฐานะเป็นองคมนตรีทำงานสนองโครงการพระราชดำริ จึงมองวิกฤตโลกในครั้งนี้เป็นโอกาสทอง ถ้าเรามีการจัดการน้ำที่ดี เช่น โครงการแก้มลิง ประมงน้ำจืด ฯลฯ

สถานการณ์โลกเปรียบกับเหรียญที่มีสองด้าน ขณะที่บางภูมิภาคบนโลกขาดแคลนน้ำ แต่ประเทศไทย ซึ่งใกล้ศูนย์สูตรกลับได้รับโอกาสดี

“ชาวนาไทยดีใจกันมากจากปีก่อนทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง มาช่วง 2 ปีนี้ชาวนา จ.สกลนคร ชัยนาท อ่างทอง ทำนาได้ถึง 5 ครั้ง ขณะที่ข้าวเกวียนละเกือบ 2 หมื่นบาท ซึ่งองค์การอาหารโลกดูราคาธัญพืชหลายๆ ชนิดในระยะ 4-5 ปีย้อนหลัง ข้าวโพด-ข้าวสาลี ขึ้นราคา 3 เท่า ผมติดตามตัวเลขข้าวสารทุก 10 ปี ระยะ 2-3 ปีมานี้ ข้าวสารจากเกวียนละ 5,000-6,000 บาท เคยขึ้นไปพีกที่สุดถึง 1.8 หมื่นบาท และลดลงในช่วงเศรษฐกิจตกปีที่แล้ว 1.2 หมื่นบาท ซึ่งเพดานจะไม่ลงต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว ผมจึงมองวิกฤตนี้เป็นเรื่องบวกสำหรับประเทศไทยเราต้องผลักดันด้วยเกษตรกรรม

นัก ธุรกิจที่แข่งขันกับจีน เช่น สิ่งทอ แข่งได้บ้างไม่ได้บ้าง ลองหันมามองอุตสาหกรรมการเกษตร ผมเคยรู้จักนักธุรกิจรุ่นเล็กทำเม็ดพลาสติกส่งออก พอมาเจอราคาน้ำมันขึ้น เม็ดพลาสติกก็ยิ่งแพงขึ้น แข่งขันสู้เจ้าใหญ่อย่างจีนไม่ไหว จึงหันมาส่งข้าวหอมมะลิอุบลฯ ไปสวิตเซอร์แลนด์ ตอนนี้ขายไม่ทันเลยครับ (บอกพร้อมรอยยิ้ม) ต้องไปหาที่ดินปลูกผลิตข้าวเพิ่ม

เราต้องเป็นเจ้าของการผลิตเองครับ (ย้ำ) ซึ่งตอนนี้จีดีพีดีมาก เปรียบกับเงิน 100 บาท ได้จากส่งออก 64 บาทแล้ว และผมคิดว่าเรามีศักยภาพ” ดร.เกษม กล่าวย้ำประโยคท้าย

คน ไทยโชคดีเสมอ ไม่ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตอย่างไรก็ตาม เช่น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หากพลิกมองอีกมุม ไม่ว่าโลกร้อน-โกลบอล วอร์มมิง หรือภูมิอากาศแปรปรวน-ไคลเมต เชนจ์ ถ้าเราหมั่นศึกษาเพื่อให้รู้จักธรรมชาติได้ใกล้ชิด เราจะไปได้สวยอย่างแน่นอน เช่นที่ท่านองคมนตรีให้ความรู้ในครั้งนี้

เศรษฐธรรมและนิติธรรม เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด,รศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร

โดย

by ThaiWebExpert