"กรุงไทย" เตรียมปล่อยกู้เพื่อสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ต้องถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญในแวดวงธุรกิจสีเขียว และองค์กรที่กำลังขับเคลื่อนงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) เมื่อ ธนาคารกรุงไทยกำลังเตรียมจะปล่อยเงินกู้กว่า 4,000 ล้านบาทให้กับผู้ประกอบการ ที่สามารถนำไป ใช้ในการสร้างหรือปรับปรุงระบบกำจัด ของเสียและมลพิษ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2-3% ต่อปี ทั้งยังให้กู้ถึง 100% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ในการบำบัดหรือรักษาสิ่งแวดล้อม โดยใน 2 ปีแรกลูกค้าชำระเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น

เรื่องนี้ "ปรีชา ภูขำ" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจภาครัฐ บมจ.ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า จากการที่ธนาคารได้รับแต่งตั้งจากกองทุนสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้จัดการกองทุนปล่อยกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ภาคเอกชนนั้น ธนาคารได้เตรียมวงเงินจำนวน 4,000 ล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่ประกอบกิจการที่มีกระบวนการที่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ธุรกิจโรงแรมหรือธุรกิจอื่นๆ เพื่อใช้ในการก่อสร้างหรือปรับปรุงระบบหรืออุปกรณ์ สำหรับกำจัด บำบัด ตลอดจนควบคุมของเสีย น้ำเสียและมลพิษต่างๆ โดยมีระยะเวลาปลอดชำระเงิน 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา 7 ปี

"ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในการขอสินเชื่อ เพราะขณะนี้ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ โดยได้ลดอัตรา ดอกเบี้ยเหลือเพียง 2% ต่อปี กรณีใช้หนังสือค้ำประกันหรือใช้เงินฝากค้ำประกัน และ 3% ต่อปี กรณีใช้หลักทรัพย์อื่นค้ำประกัน โดยให้กู้ 100% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้ในการบำบัด ขจัดและรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเปิดกว้างให้กับ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ถาวรเกินกว่า 400 ล้านบาท สามารถกู้ได้ 100%เช่นกัน" ปรีชากล่าว

และฝากบอกมาว่า ขณะนี้ธนาคารพร้อมให้กู้กับผู้ประกอบการทุกรายและทุกวงเงิน โดยผู้ประกอบการที่ต้องการจะกู้เงินไม่เกิน 20 ล้านบาท สามารถติดต่อได้ที่ทุกสาขาทั่วประเทศกว่า 850 แห่ง และหากในกรณีที่จะกู้เงินเกิน 20 ล้านบาท สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ศูนย์ธุรกิจ 63 แห่งทั่วประเทศ ส่วนลูกค้าขนาดใหญ่สามารถขอกู้ได้ที่ฝ่ายธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเตรียมรายละเอียดโครงการ แผนการดำเนินงาน งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี รวมทั้งเอกสารทางการเงินย้อนหลัง 6 เดือน

ความเคลื่อนไหวนี้จึงถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจในการส่งเสริมธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดครั้งหนึ่งในไทย !

ประชาคมอาเซียนและกฎบัตรอาเซียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?

ผู้เขียน: 
ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

IP : (124.122.148.73) - เมื่อ : 17/08/2009 02:34 PM

"ประชาคมอาเซียน" (ASEAN Community) เกิดจากสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations-ASEAN) หรือ "อาเซียน" โดยอาเซียนเดิม ได้ถือกำเนิดจากการประกาศ "ปฏิญญากรุงเทพฯ" (Bangkok Declaration) โดยมีประเทศสมาชิกเมื่อเริ่มก่อตั้งรวม 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ เมื่อปี 2510 เพื่อ ส่งเสริมความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และ การบริหาร

ช่วง ก่อตั้งอาเซียนได้ผ่านการพัฒนาหลายด้าน มีการประกาศปฏิญญาอีกหลายฉบับ เพื่อขยายความร่วมมือให้ใกล้ชิดและหลากหลายในหลายเรื่องได้แก่ปฏิญญาว่าด้วย เขตแห่งสันติภาพและความเป็นกลาง (Declaration on the Zone of Peace, Freedom and Neutrality) ในปี 2514 ปฏิญญาสมานฉันท์อาเซียน (Declaration of ASEAN Concord) ซึ่ง มีการตกลงก่อตั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนขึ้นที่ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia) หรือ TAC ซึ่ง กำหนดหลักการในการดำเนิน ความสัมพันธ์ในภูมิภาคของอาเซียนช่วงหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง อาเซียนได้ขยายวงสัมพันธภาพออกไปสู่ประเทศโดยรอบที่เคยอยู่ในค่าย คอมมิวนิสต์มาก่อน และเพิ่มสมาชิกขึ้นเป็น 10 ประเทศ โดยเวียดนาม ได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2538 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว และพม่า ในปี 2540 และ กัมพูชาได้เป็นสมาชิกรายที่ 10ซึ่งเป็นรายสุดท้ายที่เข้าร่วมในอาเซียน เมื่อปี 2542เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ผู้นำอาเซียน

ได้รับรองเอกสาร "วิสัยทัศน์อาเซียน 2020" กำหนดเป้าหมายหลัก 4 ประการ เพื่อมุ่งพัฒนาอาเซียนไปสู่ "ประชาคมอาเซียน" (ASEAN Community)ให้เป็นผลสำเร็จภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ซึ่งจะประกอบด้วย "เสาประชาคมหลักรวม 3 เสา" ได้แก่ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน รวมทั้งจัดโครงสร้างองค์กรของอาเซียน รองรับภารกิจและพันธกิจ รวมทั้งแปลงสภาพอาเซียนจากองค์กรที่มีการรวมตัวหรือร่วมมือกันแบบหลวมๆเพื่อ สร้างและพัฒนามาสู่สภาพการเป็น "นิติบุคคล" ซึ่งเป็นที่มาของการนำหลักการนี้ไปร่างเป็น "กฎบัตรอาเซียน" ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ธรรมนูญ" การบริหารปกครองกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศซึ่งผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังปรากฏตามสโลแกนที่ว่า "สิบชาติ หนึ่งอาเซียน"

จุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมได้สร้างความ เป็น "ประชาคมอาเซียน" เกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 โดยการประกาศใช้ "กฎบัตรอาเซียน" (ASEAN Charter) จะมีวิถีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ คือเป็นการปรับองค์กรในการทำงานแบบ การรวมกลุ่มที่มี "กฎ" เป็นฐานที่สำคัญ (Rule-Based) สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธะข้อตกลง มีการกำหนด "กลไกระงับข้อพิพาท" พร้อมกับสร้าง "อาเซียน" ให้มีสถานะเป็น "นิติบุคคล" มีการปรับให้เป็นองค์กรที่มี "ประชาชน" เป็นศูนย์กลาง ทำให้เกิดประสิทธิภาพของการรวมกลุ่มมากขึ้น ทำให้เกิด "กระบวนการตัดสินใจ" จาก การประชุมระดับผู้นำ ซึ่งจะปรากฏเป็น คณะมนตรี หรือ (Councils) ของอาเซียนขึ้นทำหน้าที่เป็น 3 เสาหลัก ได้แก่ เสาหลักทางด้านการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมีการเพิ่มอำนาจ "สำนักเลขาธิการ" (Secretariat) และผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (Secretary General) นอกจากนี้ ประชาคมอาเซียนยังมีการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ และลดช่องว่างระหว่างสมาชิกของอาเซียนลงวัตถุประสงค์ที่ปรากฏใน

"กฎบัตร" แยกตามเสาหลักที่สำคัญทั้ง 3 เสา อาจสรุปให้เห็นเป็นสังเขป ดังนี้

เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน เมื่อเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ได้แก่ สนับสนุนส่งเสริม สันติภาพ ความมั่นคง การปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบธรรมาภิบาล การส่งเสริมให้บรรลุความเจริญร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ประชาคมเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง มีพลวัตร และยืดหยุ่นได้ในการตั้งรับภาวะผันผวนของเศรษฐกิจ มีหลักประกันที่จะทำให้เกิดสันติสุขในอาเซียน

เสาหลักทางด้านเศรษฐกิจ มีการเน้นมุ่งพัฒนาให้เป็นตลาดร่วม (Single Market) และเป็นฐานการผลิตอันเดียวกัน (Single Production Base) ซึ่ง จะต้องมีการไหลเวียนของสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานฝีมือทั่วทั้งภูมิภาคของประชาคมอาเซียนมีเงินทุนไหลเวียน โดยเสรี และมีสถานะการพัฒนาทางเศรษฐกิจในหมู่สมาชิกประชาคมที่เท่าเทียมกันรวมทั้ง เสริมสร้างเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้านการเงิน การประสานในด้านนโยบายเศรษฐกิจระหว่างสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ มีกฎระเบียบที่ดีด้านการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขันทางการค้า และการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งประชาคมโดยกำหนดจะให้เร่งพัฒนาพร้อมเป็น "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ให้ได้เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมในปี2563 มาเป็นในปี 2558 แทน หรือเร็วขึ้นจากเดิมอีก 5 ปี

เสาหลักทางสังคมและวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน จะ พุ่งเป้าไปที่การทำให้เห็นความสำคัญของประชากรในอาเซียน และเป็นสัมพันธภาพระหว่างประชากรของชาติหนึ่งไปสู่ประชากรของอีกชาติหนึ่ง รัฐสภาของ 10 ประเทศ จะประสานร่วมมือกันในกิจกรรมต่างๆ สมาชิกของประชาสังคมของสมาชิกจะไปมาหาสู่กันแลกเปลี่ยนใกล้ชิดระหว่าง บุคลากรด้านการศึกษา สถาบันต่างๆ และภาคธุรกิจภาคเอกชนในประเทศสมาชิก รวมทั้งการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลชั้นมันสมอง มืออาชีพ ศิลปิน นักเขียนและสื่อสารมวลชนของทั้ง 10 ประเทศ

ลักษณะ เด่นของกฎบัตรอาเซียนจะมีถ้อยคำที่ให้ตีความได้กว้างขวาง ยืดหยุ่น ทั้งในเชิงเป้าหมายและผลของการดำเนินการ อาเซียนมีวัฒนธรรมการตัดสินใจเช่นนี้ คือมีช่องให้ขยับขยายได้ ตีความได้ มีช่องให้ไม่พลาดรถเมล์คันสุดท้าย ขณะเดียวกันก็มีช่องที่เปิดไว้ ไม่ให้เชยและล้าสมัย

Sustainable fishing อร่อยกับอาหารทะเลแบบยั่งยืน

ผู้เขียน: 
สุวรรณา (อรรถพันธ์) สมใจวงษ์ TukCSR@gmail.com

วัน แม่ที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ครอบครัวได้ทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา สำหรับอาหารแบบครบเครื่องในโอกาสพิเศษของหลายๆ บ้านคงจะหนีไม่พ้นจานเด็ดที่มีอาหารทะเลประกอบอยู่ด้วย

ประเทศ ไทยของเราเป็นที่ใฝ่ฝันของชาวต่างชาติผู้ชื่นชอบอาหารการกินรวมถึงอาหารทะเล เนื่องจากหาทานได้ง่าย สะดวก และราคาไม่แพง หลายคนกินทิ้งกินขว้างอีกต่างหาก เนื่องจากเราไม่เคยขาด เราจึงไม่เคยได้ใส่ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา

ฉบับ นี้ดิฉันอยากพาคุณผู้อ่านชะเง้อไปดูอีกหนึ่งด้านของความอร่อยที่สามารถกระทบ ถึงปากท้องของเราและลูกหลานของเราได้นั่นคือ การป้องกันการทำประมงแบบที่ทำให้ทรัพยากรประมงเสื่อมโทรม หรือการทำประมงแบบเกินขอบเขตความ ยั่งยืน (overfishing) ซึ่ง มีการเคลื่อนไหวจากหลายองค์กรรวมทั้งอุตสาหกรรมสัตว์น้ำในระดับโลกมาเป็น ระยะเวลานานพอสมควร แต่การเปลี่ยนแปลงในมุมกว้างยังมีอยู่ในวงจำกัด

overfishing สามารถ เกิดได้กับห้วย หนอง คลอง บึง และทะเล เกิดจากหลายสาเหตุซึ่งส่วนใหญ่มาจากการประมงที่ผิดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการจับปลาในฤดูวางไข่ การใช้ขนาดตาข่ายเล็กเกินกำหนด การใช้ไฟฟ้าชอร์ตต่างๆ ผลกระทบไม่เพียงแต่เร่งเวลาให้สัตว์น้ำสูญพันธุ์เร็วกว่าเดิมมากขึ้น หรือทำให้มีส่วนสูญเสียของสัตว์น้ำที่จับได้มากเกินความจำเป็น แต่ยังทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ

นั่นคือหนึ่งในที่มาของความตื่นตัวในการทำประมงอย่างยั่งยืน หรือ sustainable fishing ซึ่ง เป็นการทำประมงด้วยความรับผิดชอบ ใช้หลักความพอเพียงและสามัญ สำนึก จัดการกระบวนการประมงตั้งแต่ต้นจนจบส่งถึงมือผู้บริโภคให้ส่งผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อมน้อยที่สุด จะว่าไปก็ค่อนข้างยากสำหรับผู้บริโภคที่จะให้ทราบและมั่นใจได้ว่าอาหารทะเล ตรงหน้าเรามาจากการทำประมงอย่างยั่งยืนเพียงใด จึงทำให้หน่วยงานหลายแห่งพยายามนำเสนอวิธีการหลากหลายในการให้ความรู้แก่ผู้ บริโภคว่าของของ เขามีผลกระทบต่อความยั่งยืนอย่างไร แสดงรายละเอียดแหล่งที่มาที่มากขึ้นกว่าการที่บอกแค่ประเทศต้นกำเนิด เพื่อให้ ผู้บริโภคพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไปได้ เช่น

ดู ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายแห่งจะมีรายการสัตว์น้ำที่ถูกจับด้วยวิธีการที่ยั่งยืน พร้อมระบุวิธีการจับของสัตว์น้ำแต่ละชนิด เช่น หอยเป๋าฮื้อจากฟาร์ม หอยแครงจับโดยการดำน้ำลงไปงม ปลาคอด จากเขตแอตแลนติกจับมาจากฟาร์มออร์แกนิก เป็นต้น

หลายองค์กรมีการตีพิมพ์ร้านอาหาร ที่ซื้อสัตว์น้ำที่นำมาประกอบอาหารว่ามาจากแหล่งและวิธีการจับที่ยั่งยืน เป็นสิ่งพิมพ์ต่างๆ จนไปถึงมีเป็นพ็อกเกตบุ๊กให้ผู้บริโภคเลือกร้านกันได้ง่ายขึ้น หลายที่ยังมีการติดป้ายฉลากแสดงว่าปลาตัวนี้ใช้วิธีจับมาอย่างไร แสดงโดยรูปเบ็ด ยิ่งจำนวนเบ็ดบนป้ายน้อยเท่าไรยิ่งถูกพิจารณาว่ายั่งยืนที่สุด ถ้ามีเบ็ดหนึ่งอันบนป้ายแปลว่าจับมาโดยเบ็ดหนึ่งอันและอวนธรรมดา ถ้ามี 3 อัน แปลว่าใช้อวนลากขนาดใหญ่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ค่อยจะเป็นที่นิยมนักเนื่องจากอวนแบบนี้มักจะลากเอาปลา ชนิดอื่นที่ชาวประมงไม่ต้องการมาด้วย ทำให้ตายเน่าทิ้งเปล่าๆ สิ้นเปลืองทรัพยากร แอบคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีรูปเบ็ดแล้วชาวประมงจับมาได้อย่างไร

มี การใช้สีบนป้ายฉลากบ่งบอกความ ยั่งยืนอีกต่างหาก สีเขียว แปลว่า ยั่งยืน เนื่องจากใช้วิธีการจับที่ระมัดระวังเหมาะสม และฝูงสัตว์น้ำนี้อุดมสมบูรณ์ดี สีเหลือง แปลว่า มีข้อกังวลอยู่บ้าง ส่วนสีแดง แปลว่า ไม่ยั่งยืน เพราะสัตว์น้ำนี้ก็อยู่ในภาวะย่ำแย่ แถมวิธีจับก็ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมอีก

ยัง มีป้ายฉลากแบบ "เลี้ยงในฟาร์ม หรือจับมาจากธรรมชาติ" ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของสัตว์น้ำนั้นๆ ว่าพื้นเพดั้งเดิมของมันเป็นแบบไหนดีที่สุด แบบนี้เป็นดิฉันอาจจะงงหากเราไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสัตว์น้ำนั้นดีพอ แต่บางครั้งก็ยังดีกว่าไม่บอก หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ greenerchoices.org

แม้ วันนี้ประเทศไทยยังพูดกันได้อย่างภูมิใจว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่มีหลายส่วนของโลกเริ่มประสบภาวะวิกฤตของสัตว์น้ำในหลายที่ที่ผ่านมาแล้ว

เช่น ที่แกรนด์แบงก์ในแคนาดา จากอดีตที่ไม่เคยรู้สึกถึงว่าจะพบปัญหาขาดแคลนสัตว์น้ำ ฝูงปลาคอดแสนอร่อยถูกจับมาเพื่อการค้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า เมื่อ 10 กว่าปีก่อนอุตสาหกรรมนี้เฟื่องฟูขนาดที่มีผู้ทำงานเป็นจำนวน 100,000 กว่าคนเลยทีเดียว จนมาวันหนึ่งในปี พ.ศ.2535 คนงานกว่า 1 ใน 3 ต้องตกงานเนื่องจากเกิดวิกฤตปลาคอดที่แกรนด์แบงก์เสื่อมโทรมลงถึงขั้นฉุกเฉิน ณ วันนี้ในปี พ.ศ.2552 ปลา คอดในเขตนี้ก็ยังไม่สามารถกลับมาอุดมสมบูรณ์ดังเดิม และมีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มออกมาให้ความเห็นว่า ระบบนิเวศของพื้นที่นี้ถูกเปลี่ยนแปลง ไปแล้วและปลาคอดที่เคยชุกชุมในอดีตอาจจะไม่กลับมาอยู่ในเขตนี้อีกเลยก็เป็น ได้

หากอยากให้ลูกหลานของเรามีอาหารทะเล อร่อยๆ ทาน และสัตว์น้ำสวยงามในบ้านเราต่อไป นอกจากผู้บริโภคควรที่จะซื้อและทานอย่างรับผิดชอบ ทานอย่างพอเพียงแล้วคงจะดีที่สุด หากอุตสาหกรรมสัตว์น้ำทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและอย่างพอเพียง

การประกันราคากับการจำนำสินค้าเกษตร

ผู้เขียน: 
วีรพงษ์ รามางกูร

สินค้า เกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตจำนวนมากมักจะ เป็นสินค้าการเมือง บางทีก็เป็นการเมืองโดยตัวของมันเอง บางทีก็เป็นการเมืองเพราะนักการเมืองนำมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง หรือไม่ก็หาผลประโยชน์ทางการเมือง หรือไม่ก็ผลประโยชน์ในด้านอื่นๆ

ประเทศ ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่สามารถผลิตสินค้าจากภาคเกษตรกรรมให้ได้ปริมาณอย่าง เหลือใช้จนสามารถส่งออกไปแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่มีการชดเชยให้ภาคการเกษตรของตนด้วยภาษีอากรที่เก็บจากภาคอุตสาหกรรมและ ภาคบริการอื่นๆ

ข้าว มันสำปะหลัง น้ำตาล ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสับปะรดยังเป็นสินค้าจากภาคเกษตรที่เกษตรกรของเรายัง สามารถแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้ แต่เรากำลังจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเราลดน้อยถอยลงตามลำดับ

ที่ ว่าเกษตรกรของเราสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ก็เพราะเราสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้โดยไม่เคยได้รับการชดเชยกับการส่ง ออกจากภาครัฐบาลเลยเป็นเวลานานมาแล้ว

แม้ว่า เราจะเป็นประเทศที่มีการส่งออกมันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรดกระป๋อง กุ้งทะเล ไก่ รวมทั้งน้ำตาลเป็นรายที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะสามารถตั้งราคาสินค้าเหล่านี้ในตลาดโลกได้ แต่ในทางกลับกันเราต้องเป็นผู้ยอมรับราคาตลาดโลก

ทั้ง นี้ ก็เพราะสินค้าทางการเกษตรเกือบทุกชนิด ประเทศผู้นำเข้าก็ทำการผลิตเหมือนกับผู้ส่งออก หรือไม่ก็มีสินค้าการเกษตรอย่างอื่นที่ใช้ทดแทนกันได้ ตัวอย่างเช่น มันสำปะหลัง แม้ว่าประเทศไทยเกือบเป็นประเทศเดียวที่ส่งออกมันสำปะหลัง แต่ประเทศไทยก็ไม่สามารถตั้งราคามันสำปะหลังที่ตนส่งออกได้แต่เพียงผู้เดียว แต่ต้องไปตามราคาตลาดโลกซึ่งขึ้นอยู่กับราคาพืชที่เป็นแป้งอย่างอื่น เช่น ข้าวโพด และธัญพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์อื่นๆ

เมื่อ เป็นอย่างนี้มามาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับจำนำก็ดี การประกันราคาพืชผลก็ดี หากทำเพียงบางส่วนคือไม่ได้รับจำนำทั้งหมด หรือไม่ได้ซื้อในราคาประกันทั้งหมดก็ดี จะไม่มีผลต่อราคาตลาดในประเทศ ไม่ส่งผลถึงที่เกษตรกรจะได้ ซ้ำร้ายยังเป็นผลเสียต่อระบบตลาดและประสิทธิภาพของตลาด ประสิทธิภาพของการผลิตของประเทศอีกต่างหาก

มาตรการใดๆ ก็ตามที่ไม่สามารถทำให้ราคาสูงขึ้น มาตรการนั้นๆ ย่อมไม่มีผลถึงชาวไร่ชาวนาผู้ผลิต

ใน สมัยก่อนรัฐบาลเก็บภาษีขาออกจากสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา หรือไม่ก็จำกัดโควตาการส่งออกหรือทั้งสองอย่าง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้มีราคาสูงในตลาดในประเทศ โดยอ้างว่าแม้จะลดหรือยกเลิกภาษีขาออก ยกเลิกโควตาการส่งออกก็ไม่มีผลต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรได้รับ ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับพ่อค้าคนกลาง โรงสี เจ้าของโรงมัน เจ้าของโรงรมยางเท่านั้น

หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ราคา ข้าวก็ดี มันเส้นก็ดี มันอัดเม็ดก็ดี ข้าวโพดก็ดี ราคาตกต่ำลงมาก รัฐบาลในยุคนั้นก็พยายามจะรักษาภาษีขาออก และโควตาส่งออกสินค้าเกษตรต่างๆ ไว้ แต่เพื่อลดความกดดันทางด้านการเมืองก็เลยใช้เงินจากค่าธรรมเนียมการส่งออก ข้าว ซึ่งก็คือภาษีขาออกการส่งข้าวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "พรีเมี่ยม" การส่งออกข้าว ซึ่งต้องนำส่ง "กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร" เอาไปซื้อข้าวเปลือกในราคาประกัน

เมื่อได้ รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักวิชาการว่า ผลประโยชน์ไปไม่ถึงชาวนา แต่ไปตกอยู่กับโรงสีและผู้ส่งออกเท่านั้น อีกทั้งหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา มีการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ห้ามมิให้รัฐบาลนำค่า "พรีเมี่ยมข้าว" ไปใช้ในทางอื่นนอกจากเอาไปช่วยชาวนาที่ปลูกข้าว และค่อยๆ ยกเลิกพรีเมี่ยมข้าวและภาษีขาออกสินค้าเกษตรทั้งหมด

ที่ โครงการการประกันราคาข้าวไม่ได้ผลก็เพราะรัฐบาลโดย อ.ต.ก.ไม่สามารถซื้อข้าวเปลือกได้ทั้งหมด เพียงแต่ให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการรัฐซื้อข้าวในราคาประกัน แต่ในความเป็นจริงโรงสีก็เอาข้าวที่ตนต้องซื้อไว้ในสต๊อกของตนเพื่อสีขาย นั่นแหละเอามาขายให้ อ.ต.ก. เพราะ อ.ต.ก.ก็ไม่มีที่เก็บ ถ้าเก็บไว้นานข้าวก็เสียหาย

ต่อมายิ่งหนัก เข้าไปอีกเมื่อรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นคนละพรรคการเมืองกับรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ต้องการจะดึงราคาข้าวเปลือกในตอนต้นฤดูปี 2523/24 ได้ เสนอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ให้องค์การคลังสินค้าซื้อข้าวสารจากโรงสีมาเก็บ ไว้ โดยหวังว่าเมื่อรัฐบาลดึงข้าวสารออกจากตลาด ราคาข้าวเปลือกก็จะขยับตัวสูงขึ้น

แต่การณ์ ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะตราบใดที่ข้าวยังกองอยู่ในประเทศ ตลาดก็ทราบดีว่ายังมีข้าวเป็นปริมาณมากอยู่ในประเทศ ยังไม่ได้ส่งออกไปนอกประเทศ ราคาข้าวก็ยังไม่ขยับอยู่ดี

นอก จากนั้น ไม่มีใครจะเก็บสต๊อกข้าว ถ้าราคาข้าวเท่ากันตลอดทั้งปี โรงสีหรือผู้ส่งออกจะสต๊อกข้าวทั้งที่เป็นข้าวเปลือกหรือข้าวสารก็ต่อเมื่อ คาดว่าราคาที่ตนซื้อจากตลาดขณะนั้นจะต่ำกว่าราคาตอนที่ตนขาย ราคาที่ซื้อจากท้องถิ่นที่ไกลจากกรุงเทพฯออกไปต้องต่ำกว่าราคารับซื้อที่ หน้าโรงสีซึ่งอยู่ใกล้จุดที่จะส่งออกคือ แถบที่ใกล้กับท่าเรือในกรุงเทพฯ เพราะตลาดส่งออกเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด

เมื่อโครงการรับประกันราคาข้าวในยุคนั้นไม่ได้ผล ฐานะทางการคลังของรัฐบาลก็ย่ำแย่

ที่ สำคัญก็คือสินค้าเกษตรอย่างอื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด น้ำตาล ยางพารา "ชาวไร่" ก็เรียกร้องบ้าง สำหรับเรื่องอ้อยและน้ำตาลได้มีการตรา พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลออกมา ทำให้ผู้ใช้น้ำตาลในประเทศซื้อน้ำตาลแพงกว่าราคาตลาดโลก แล้วเอาไปอุดหนุนการส่งออก ซึ่งตอนแรกๆ ก็ได้รับการต่อต้านจากโรงน้ำตาลอย่างมาก แต่สินค้าอื่นๆ ยังไม่มีมาตรการอื่นๆ ออกมารองรับเพราะได้มีการยกเลิก "พรีเมี่ยมข้าว" ภาษีขาออกอื่นๆ หมด

ในเดือนธันวาคม 2529 เพื่อให้มีแหล่งเงินมากพอที่จะประกันราคาสินค้าที่เป็นพืชผลทางเกษตร จึงเสนอให้มี "การรับจำนำสินค้าเกษตร"

ใน ชั้นต้นหลักการที่กล่าวอ้างก็คือ ในตอนต้นฤดูเก็บเกี่ยวราคาสินค้าเกษตรจะมีราคาต่ำเพราะพ่อค้าจะกดราคา เพราะชาวนาชาวไร่ไม่มียุ้งฉางที่จะเก็บตุนสินค้าของตนไว้ ดังนั้นทางรัฐบาลก็ควรจะไปช่วยรับจำนำสินค้าเกษตรเหล่านี้เอาไว้เพื่อให้ชาว ไร่ชาวนาได้มีอำนาจต่อรอง ราคาที่รับจำนำก็ควรจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย ถ้าถึงครบกำหนดเวลา ถ้าราคาตลาดต่ำกว่าราคารับจำนำ ชาวไร่ชาวนาอาจจะไถ่ถอนหรือไม่ไถ่ถอนสินค้าตนไปขายในตลาดก็ได้ สินค้านั้นชาวไร่ชาวนาจะเก็บไว้ที่ยุ้งฉางของตน หรือที่โรงสี หรือที่ลานมันที่สมัครเป็นสมาชิกก็ได้

แต่ทำ ไปทำมาการตั้งราคา ราคารับจำนำก็ค่อยๆ กลายเป็นราคานำตลาด คือสูงกว่าราคาตลาด ผู้รับฝากสินค้าที่จำนำ เช่น โรงสี ลานมัน ลานตากข้าวโพด ก็ซื้อสินค้าเหล่านี้ในราคาตลาดแล้วก็หาสมาชิกที่เป็นชาวไร่ชาวนา หรืออาจจะไม่เป็นก็ได้มาลงชื่อเป็นผู้นำสินค้ามาจำนำ ปริมาณที่นำมาจำนำก็อาจจะไม่จริง ประโยชน์ที่ได้ก็อยู่ที่โรงสี ลานมัน ลานตากข้าวโพดจะแบ่งให้โควตาที่โรงสี ลานมัน ลานตากได้รับก็มาจากการวิ่งเต้น มีการแบ่งผลประโยชน์กัน

เมื่อ เวลาผ่านไปราคารับจำนำก็สูงกว่าราคาตลาดมากขึ้นทุกปี ปริมาณรับจำนำก็สูงขึ้นทุกปี เมื่อราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด "โครงการรับจำนำ" กับ "โครงการประกันราคา" ผลที่ออกมาก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน เหมือนกันทุกประการกับที่เคยทำก่อนปี 2529

เมื่อ ถึงขั้นการส่งออกก็มีปัญหาเรื่องการเลือกผู้ส่งออก รัฐบาลส่งออกเองไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการรวบรวมสินค้า ไม่มีความรู้ในการปรับปรุงคุณภาพ ไม่เข้าใจกลไกของตลาดส่งออก การเลือกผู้ส่งออกก็มีปัญหาทุกปี

โครงการ "รับจำนำ" สินค้าเกษตรจึงเป็นโครงการที่ทำลายโครงสร้างการตลาด ทำลายประสิทธิภาพในการผลิต และในที่สุดก็เป็นการทำลายตนเอง แถมยังเป็นการให้แต้มต่อกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินเดีย พม่า อเมริกา และอื่นๆ หากไม่ยกเลิกในที่สุดก็จะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงอย่างที่เป็นข่าวใน หน้าหนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่ๆ รวมทั้งมติชนด้วย

บัดนี้ รัฐบาลจะยกเลิก "โครงการรับจำนำ" แต่จะมาใช้ "โครงการรับประกันราคา" ก็กำลังเฝ้าคอยฟังรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร ถ้าจะทำอย่างเดิมก่อนที่จะมาเป็นโครงการรับจำนำ ผลก็คงจะเหมือนเดิม

แต่ ที่ได้ยินมาก็คือ จะจดทะเบียนชาวนา ชาวไร่มัน ชาวไร่ข้าวโพด อาจจะชาวสวนยางพาราด้วย แล้วก็กำหนดราคาประกันจาก "ต้นทุน" ซึ่งไม่มีวันรู้และส่วนมากก็จะสมมติว่าชาวนาเป็น "นายทุน" ทำนาทำไร่โดยการจ้างหมดทุกอย่าง แล้วก็คำนวณส่วนต่างระหว่าง "ต้นทุนบวกกำไร" กับ "ราคาตลาด" แล้วรัฐบาลก็จ่ายส่วนต่างให้ชาวนาชาวไร่ไปเลย

ตลาด ก็ยังคงทำงานได้ไม่ถูกบิดเบือน ฟังดูก็น่าจะดีกว่า "โครงการรับจำนำ" ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นนโยบายที่เมื่อนำมาปฏิบัติแล้วแย่สุดๆ แต่จะทำอย่างไรให้การปฏิบัติได้เป็นที่ยอมรับ ทำอย่างไรให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส ข้าราชการปฏิบัติได้อย่างปลอดภัย กำลังรอฟังรายละเอียดอยู่ว่าจะทำอย่างไร

ยิ่ง มีการเปิดเสรีสำหรับสินค้าเกษตรในเขตการค้าเสรีแห่งอาเซียน ปัญหายิ่งยุ่งยากสลับซับซ้อนเข้าไปอีก ไม่มีใครรู้ว่าในที่สุดรูปการณ์จะเป็นอย่างไร "โครงการรับประกันราคา" จะเหมาะสมเพียงใดหลังจากการเปิดตลาด

ขอเอาใจช่วยให้ประสบความสำเร็จ

REDD กับโจทย์ของไทย

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ชุดโครงการ MEAs Watch, สกว.

บทความนี้เกิดขึ้นจากคำถามน่าสนใจของนักข่าวสิ่งแวดล้อมของ "มติชน" เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า "มีความเห็นอย่างไรหากประเทศไทยจะขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้จากกิจกรรม REDD?"

REDD เป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country (การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา) REDD เป็นกลไกใหม่ที่ถูกนำเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากมีข้อมูลว่า มีก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมในประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดังนั้น ถ้าลดการทำลายป่า/ป่าเสื่อมโทรมได้จะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้มากทีเดียว

ข้อเสนอเรื่อง REDD ถูกเสนออย่างเป็นทางการเข้าสู่เวทีเจรจาเรื่องโลกร้อนโดยประเทศปาปัวนิวกีนีและคอสตาริกาในปี 2548 โดยเสนอว่า หากจะลดปัญหาเรื่องนี้ก็ต้องมีกลไกสนับสนุนด้วย ประเทศกำลังพัฒนายังต้องพึ่งพาป่าเพื่อการดำรงชีพหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หลังจากนั้น การเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่อง REDD ก็มีมาต่อเนื่องจนถึงในขณะนี้

เรื่องที่พอจะตกลงกันได้แล้ว คือ การดำเนินงานเรื่อง REDD เป็นแบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ (อย่างไรก็ตาม มีความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะผลักดันให้เชื่อมโยงเรื่อง REDD กับการให้ประเทศกำลังพัฒนามีพันธกรณีเพิ่มขึ้น) สำหรับเรื่องขอบเขตกิจกรรมของ REDD ตอนนี้มีแนวโน้มไปสู่ทิศทางว่า นอกเหนือจากกิจกรรมลดการทำลายป่า ลดความเสื่อมโทรมของป่า จะรวมถึงกิจกรรมการปลูกหรือฟื้นฟูทำให้ป่าเพิ่มขึ้นเข้าไปด้วย ตอนนี้จึงเรียกกันว่าเป็น "REDD-Plus" เมื่อรวมเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าเข้าไป จึงทำให้เกิดความสับสนกับเรื่องการปลูกหรือฟื้นฟูป่าตามกลไกเดิมที่มีอยู่ คือ โครงการ CDM

ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่า มาตรการสนับสนุนกิจกรรม REDD จะใช้กลไกตลาด ให้มีการค้าขายคาร์บอนเครดิตแบบโครงการ CDM หรือจะใช้กลไกกองทุน หรือจะใช้ผสมกันทั้งสองแบบ ประเทศต่างๆ มีข้อคิดเห็นหลากหลายแตกต่างกันไป แต่ละแนวทางก็มีข้อดี-ข้อเสียที่ต้องพิจารณา

ถ้าเลือกใช้กลไกกองทุน ก็มีการบ้านที่ต้องเจรจาและออกแบบว่า ทำอย่างไรจะให้มีเงินเข้ามาในกองทุนเพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมเรื่อง REDD ใครจะเป็นผู้จ่าย จ่ายอย่างไร ฯลฯ

ถ้าเน้นใช้กลไกตลาด ให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ คาดว่าจะมีความต้องการสูง เนื่องจากต้นทุนเรื่อง REDD ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการลดก๊าซในกิจกรรมอื่นๆ หากประเทศที่พัฒนาแล้วมุ่งแต่มาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซในประเทศตนเอง ปัญหาโลกร้อนก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

สมมุติว่าประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธกรณีต้องลดก๊าซ 100 ล้านตันคาร์บอน ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาพยายามรักษาป่าไม่ให้ถูกทำลายได้ 20 ล้านตันคาร์บอน (โดยไม่มีกิจกรรม REDD) ทั้งโลกก็จะลดก๊าซไปได้ 120 ล้านตัน แต่ถ้าให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจาก REDD โดยไม่มีการควบคุม ประเทศที่พัฒนาแล้วลดก๊าซในบ้านตัวเอง 80 ล้านตัน แล้วมาซื้อคาร์บอนเครดิตจาก REDD 20 ล้านตัน ก็ลดก๊าซได้ตามพันธกรณี แต่ทั้งโลกลดก๊าซเรือนกระจกไปได้ 100 ล้านตัน หากประเทศกำลังพัฒนาได้เงินมากขึ้นจากการขายคาร์บอนเครดิตจาก REDD แต่ท้ายสุดต้องมาเผชิญกับปัญหาผลกระทบจากเรื่องโลกร้อน คงไม่ใช่ทางเลือกที่เราต้องการ

ในกรณีประเทศไทย หากสนับสนุนการใช้กลไกตลาดกับเรื่อง REDD มีข้อต้องพิจารณาอีกด้วยว่า ในอนาคตประเทศไทยมีความเสี่ยงที่ต้องรับพันธกรณีการลดก๊าซเพียงใด หากมีพันธกรณีแล้ว จะลดก๊าซจากสาขาการผลิตใด เป็นจำนวนเท่าใด ในภาคป่าไม้จะช่วยลดได้เท่าใด ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้พิจารณาตัดสินใจได้ว่า เราต้องเก็บคาร์บอนเครดิตในภาคป่าไม้สำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่าใด มีเพียงพอสำหรับใช้ขายเครดิตหรือไม่ ในปริมาณเท่าใด และเปรียบเทียบรายได้/ต้นทุนจากการขายคาร์บอนเครดิตกับต้นทุนการลดก๊าซในสาขาอื่นๆ

ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่อง REDD แต่กิจกรรมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากภาคป่าไม้ก็เกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วในตลาดที่เรียกว่า "ตลาดภาคสมัครใจ" ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความสับสนระหว่างการซื้อขายคาร์บอนภาคป่าไม้ในโครงการ CDM กับ REDD และกับตลาดภาคสมัครใจ

สำหรับโครงการ CDM ภาคป่าไม้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง มีขั้นตอนและการตรวจสอบที่เข้มงวดมาก จึงมีโครงการที่ผ่านการประเมินเพียง 1 โครงการเท่านั้นอยู่ในประเทศจีน ส่วนกรณี REDD ก็ยังอยู่ในการเจรจา ยังไม่มีข้อยุติ แต่เริ่มมีการดำเนินในลักษณะเป็นโครงการนำร่อง ทดลองอยู่บ้างในหลายประเทศ

ในกรณีตลาดคาร์บอนฯแบบสมัครใจ (Voluntary Carbon Market : VCM) นั้น เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เป็นการดำเนินงานโดยภาคเอกชนตามความสมัครใจ เริ่มมีขึ้นประมาณปี 1989 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ตลาด VCM ที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ เช่น Chicago Carbon Exchange (CCX) ในปัจจุบันตลาด VCM ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดคาร์บอนตามพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่ก็มีอัตราเติบโตที่น่าสนใจ จากข้อมูลในปี 2008 ตลาด VCM มีปริมาณ 123.4 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 77% จากปี 2007 สำหรับในตลาด CCX โครงการภาคป่าไม้มีอยู่ 49 โครงการ มีอัตราเพิ่มขึ้น 21% จากปี 2007 การเติบโตเพิ่มขึ้นนี้มีผลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเสนอร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา (Clean Energy and Security Act 2009) ราคาซื้อขายคาร์บอนในโครงการภาคป่าไม้อยู่ที่ประมาณ 6-7 เหรียญสหรัฐ/ตันคาร์บอน

ในประเทศไทย มีข้อมูลว่าการทำโครงการภาคป่าไม้สำหรับตลาด VCM เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ แต่ที่มีข้อมูลแน่ชัด คือ กรณีสวนป่าสักในจังหวัดสกลนครเพื่อขายสู่ตลาด CCX (มีข้อมูลล่าสุดว่าชาวบ้านยังไม่ขาย เนื่องจากราคาเสนอซื้อประมาณ 2 เหรียญสหรัฐ)

สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมโยงของประเด็น REDD ที่ต้องพิจารณาเชื่อมโยงกันเป็นภาพรวมอย่างเป็นระบบก่อนการตัดสินใจ

การแก้ไขปัญหาการทำลายป่า การฟื้นฟูป่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกลไก REDD หรือไม่ก็ตาม หากมีมาตรการสนับสนุนจาก REDD ก็เป็นเรื่องดี

แต่ต้องไม่ไปทำลายเป้าหมายหลัก คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศแหล่งกำเนิด เพื่อความอยู่รอดร่วมกันของโลก

อธิบดี อส.ปัดมีสูตร"โลกร้อน"คิดค่าเสียหายชาวบ้านที่ตัดไม้ เวทีโลกชี้เรื่องเล็ก

ผู้เขียน: 
มติชนออนไลน์ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อธิบดี อส.ยันไม่มีสูตร"โลกร้อน" คิดค่าเสียหายจากชาวบ้านที่ตัดไม้ทำลายป่า รับอ่านงานวิจัยของนักวิชาการแล้วไม่เห็นด้วย งงที่เข้าชี้แจง สป. ทั้งที่มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไป ชี้เวทีโลกมองการตัดไม้แล้วเกิดโลกร้อนเป็นเรื่องเล็ก

อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุพืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ปฏิเสธว่าไม่มีสูตรคิดค่าเสียหายที่ทำให้โลกร้อนจากชาวบ้านที่ตัดไม้ทำลาย ป่า ตามที่นายนายพงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล นักวิชาการชำนาญการพิเศษ จากส่วนวิจัยต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ อส. กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "ค่าเสียหายจากการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน" ที่สำนักงานที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สามารถคิดค่าเสียหายที่ทำให้เกิดภาวะโลก ร้อนออกมาได้ และสูตรคำนวณดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และกำลังรออนุมัติจากผู้บริหารเพื่อเตรียมนำมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการ และก่อนหน้านี้นำไปใช้กับคดีที่ชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดบุกรุกพื้นที่ป่ามา แล้ว

ทั้งนี้ นายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดี อส. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ว่าข่าวที่ออกไปนี้สร้างความเสียหายให้กับ อส.อย่างมาก เพราะจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหลายประการ ยืนยันในฐานะอธิบดี อส.ว่า ยังไม่มีสูตรการคิดค่าความเสียหายที่ก่อให้เกิดโลกร้อน แต่ยอมรับว่า เคยอ่านงานวิจัยของนายพงษ์ศักดิ์ 2 ครั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับสูตรนี้ และบางตอนก็ไม่เข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร จึงขอให้นายพงษ์ศักดิ์ เข้าพบเพื่อชี้แจง และอธิบายให้เข้าใจ แต่ที่สุดแล้วก็ยังไม่ได้พบ เรื่องที่ 2 คือ เรื่องการเอาผิดกับผู้ที่ทำผิดบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของ อส.นั้น เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทำไปตามกฏหมาย ไม่ได้รังแกใครทั้งสิ้น

" เดิมที เมื่อทาง สป.เชิญเราไปชี้แจง ผมมอบหมายให้ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายไปชี้แจง แต่ไม่รู้ว่าคนนี้ไปได้อย่างไร ผมจึงอยากอธิบายให้ทราบว่า อส.ไม่มีสูตรใดๆ เกี่ยวกับการทำให้โลกร้อนออกมาปรับชาวบ้านทั้งสิ้น เพราะเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่าแล้วทำให้เกิดโลกร้อนนั้นในเวทีโลกยังถือ เป็นเรื่องเล็กมาก " นายเกษมสันต์กล่าว

ผู้ สื่อข่าวถามว่า เรื่องที่ชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีตั้งข้อสังเกตว่า หากที่ดินทำกินอยู่เป็นพื้นที่ของกรมอุทยานฯจริง ทำไมกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางจึงให้เงินกู้ด้วย นายเกษมสันต์กล่าวว่า เรื่องที่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางให้เงินชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ นั้นไม่เกี่ยวกับอุทยานฯ ต้องไปตามทางกองทุนฯว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไรในการให้เงินกู้ มีการตรวจสอบอย่างไร

นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ คณะทำงานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ประชุมที่ สป.เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการพูดกันชัดเจนในเวทีว่า ขณะนี้ อส.นำสูตรดังกล่าวมาใช้แล้วจริง โดยก่อนหน้านี้ตามมาตรา 97 ใน พ.ร.บ.สิ่ง แวดล้อมนั้น เรื่องของผู้กระทำผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยตรงกับต้นไม้ก็มีจริง แต่ปัจจุบัน เพิ่มเรื่องของการตัดต้นไม้แล้วทำให้ฝนตกน้อยลงต้องจ่ายเงิน 5,400 บาทต่อไร่ ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น ต้องจ่ายเงิน 45,453.45 บาทต่อไร่ ฯลฯ เรื่องนี้ ถูกนำไปอ้างในการพิจารณาคดีในศาลชัดเจน และยังมีนักวิชาการของ อส.ไปเป็นพยานในศาลด้วย

"ถ้า ยังไม่นำสูตรคำนวณนี้มาใช้จริงแล้วทำไม อส.ถึงนำข้อมูลนี้ไปประกอบในการฟ้องร้องชาวบ้านด้วย ผมและชาวบ้านไม่เชื่อว่ายังไม่มีการเอาสูตรนี้มาใช้ตามที่อธิบดี อส.อ้าง มิฉะนั้นลูกน้องของท่านคงไม่กล้าเอาข้อมูลมาพูดในที่สาธารณะอย่างนี้" นายภาคภูมิกล่าว

วันเดียวกัน ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง "ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทางออกเพื่อโลกที่สวยงาม" ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จัดโดยสมาคมนานาชาติอนุตราจารย์ชิงไห่ ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 1 องศาเซลเซียสแล้ว โดยเฉพาะที่แถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ อุณหภูมิสูงขึ้นเกือบ 4 องศา เซลเซียส ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็วว่าที่คิดไว้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายรวดเร็วเกิดจากมีนักวิทยาศาสตร์พบ ก๊าซมีเทนที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน โดยก๊าซชนิดนี้เป็นก๊าซพิษทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และมีความรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า สันนิษฐานว่าก๊าซมีเทนที่ขั้วโลกเหนือมาจากสิ่งที่อยู่ใต้น้ำแข็ง ถูกแช่แข็งไว้นานแล้ว แต่เมื่อน้ำแข็งเริ่มละลาย ก๊าซเหล่านี้ก็ระเหยออกมาสู่อากาศได้

" ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้มี 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.น้ำแข็งขั้วโลกละลาย รวมถึงน้ำแข็งจากเทือกเขาต่างๆ ที่ละลายจะไหลลงสู่ทะเล มหาสมุทรต่างๆ ซึ่งมีพื้นที่ 2 ใน 3 ของโลก ส่งผลให้ปริมาณน้ำทะเลมากขึ้น 2. การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก อาจทำให้เกิดแผ่นดินใหม่ หรือแผ่นดินยุบตัวหายลงไปในทะเลใต้ดินได้ ทั้ง 2 ปัญหา จะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ได้ หากปริมาณน้ำทะเลมากขึ้นจนทำให้น้ำหนักของน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกหนักกว่า พื้นที่โลกอีกซีกหนึ่งที่เป็นแผ่นดิน หรือมีน้ำหนักมากกว่า 50% ของน้ำหนักโลกทั้งหมด ทำให้น้ำหนักโลกไม่สมดุล จนทำให้โลกต้องปรับตัวโดยการเปลี่ยนขั้วโลกอย่างกะทันหัน" ดร.อาจองกล่าว

ดร.อาจองกล่าวว่า อดีตเมื่อ 10,000 ปี ก่อน เคยมีการกลับขั้วโลกกะทันหันมาแล้ว จากหลักฐานการขุดพบซากแมมมอธในน้ำแข็ง ซึ่งยังเคี้ยวหญ้าอยู่ในปาก หมายถึงการตายอย่างกะทันหันจากอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เปลี่ยนเป็นติดลบ 45-50 องศา เซลเซียส เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต แต่จะเกิดเมื่อไหร่ ไม่มีใครทำนายได้ การแก้ปัญหาคือ ให้ทุกฝ่ายช่วยกันลดภาวะโลกร้อน หันมาใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตจากพืช แสงแดด พลังงานลม ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ทุกคนช่วยลดโลกร้อนได้โดยเริ่มจากตนเอง จากครัวเรือน ไม่จำเป็นต้องรอพึ่งใคร ขณะที่รัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ต้องมีความชัดเจน การแก้ปัญหาไม่ควรลงทุนแต่โครงการเมกะโปรเจ็คต์เท่านั้น

สุดยอดไม้ต้นของโลก

ผู้เขียน: 
ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม

ก่อน หน้านี้ได้กล่าวถึงตาไม้ต้นอายุยืนที่สุด ไม้ต้นสูงที่สุด ทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่ล้มหายตายจากไปแล้ว คงเหลือแต่สถิติอยู่จนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงไม้ต้นยักษ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในเซียร์ราเนวาดา แคลิฟอร์เนีย

สำหรับ ไม้ต้นที่มีน้ำหนักเป็นสถิติสูงเท่าที่มีการคิดคำนวณกันมาน่าจะได้แก่ ต้นโคสต์เรดวูด (ซีควอยา) ซึ่งถูกวาตภัยพัดกระหน่ำเข้าใส่จนโค่นเสียตั้งแต่พ.ศ. 2448 แต่มีผู้บันทึกไว้ว่ามันมีปริมาตรลำต้น 2,549 ลูกบาศก์เมตร (9 หมื่นลูกบาศก์ฟุต) และมวลรวมของมันเท่ากับ 3,248 ตัน

มี การทำสถิติกันว่าไม้ต้นชนิดใดจะมีทรงพุ่มกว้างมากที่สุดในโลก จากการแข่งขันกันปรากฏว่าไม้ต้นที่ครองสถิติสูงที่สุด เป็นของไม้ต้นในวงศ์ไทร และมะเดื่อ (Moraceae) ชื่อว่าต้นนิโครธ (Ficus Benghalensis) ปลูกอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์ที่กรุงกัลกัตตา ประเทศอินเดีย โดยมันแผ่ร่มเงาปกคลุมเนื้อที่ 1.2 เฮกตาร์ (3 เอเคอร์) หรือ 7 ไร่ครึ่ง เจ้าหน้าที่สวนพฤกษศาสตร์กล่าวว่ามันมีราก (ซึ่งเกิดจากรากอากาศห้อยย้อยลงมา) และพัฒนาไปเป็นรากค้ำจุน จำนวน 1,775 ราก ไม้ต้นยักษ์ดังกล่าววัดรอบวงได้ 412 เมตร (1,350 ฟุต) ต้นนิโครธที่มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งของโลกต้นนี้ปลูกตั้งแต่พ.ศ. 2330 หรือกว่า 200 ปีล่วงมาแล้ว

สถิติ ที่น่าสนใจของไม้ต้นซึ่งเราไม่เคยทราบมาก่อนเลยได้แก่ ไม้ต้นที่เป็นไม้โบราณเก่าแก่ที่สุด และเหลือรอดชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบันนั่นคือ ต้นแปะก๊วย หรือกิงโกะ (Ginkgo Biloba) ซึ่งเรียกกันว่าต้นผมแหม่ม (Maidenhair Tree) ในเมืองเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน แปะก๊วยหรือกิงโกะนั้นเริ่มชีวิตของมันเมื่อ 160 ล้านปีก่อนในยุคจูราสิก และแพร่พันธุ์ออกไปในหลายทวีปจวบจนปัจจุบัน

ไม้ ต้นที่รับประทานผลได้เอร็ดอร่อยกลับมีอายุสั้นกว่าไม้ต้นชนิดเดียวกันที่ให้ แต่ดอกสวยงาม ต้นเชอร์รีดอกในจีน และญี่ปุ่นอาจมีอายุระหว่าง 50-100 ปี ในขณะที่ต้นโอ๊ก หรือต้นก่อ (Quercus) อาจมีอายุอยู่ระหว่าง 100-700 ปี หรือกว่านั้น

ใน บรรดาประเทศในยุโรปมีต้นไม้ยักษ์อายุยืนอยู่มากที่สุด น่าจะเป็นประเทศอังกฤษ แต่ข้อมูลนี้ยังไม่เป็นที่รับรองกันในปัจจุบัน นอกจากเป็นข้อสันนิษฐานเท่านั้น

ไม้ต้นบางชนิดสามารถผลิตสารเคมีที่ช่วยรักษาโรคในมนุษย์ได้ เช่น ต้นยิว (Taxus Baccata) ซึ่งพบในอินเดียและอีกหลายประเทศ สามารถสกัดเอาสารเทซอล (Taxol) ใช้รักษามะเร็งทรวงอกและรังไข่ของสตรีได้จนมีอุตสาหกรรมผลิตกันในหลายประเทศ ต้นหลิวในส่วนเปลือก มีสารเคมี ซาลิซิน (Salicin และสารประกอบ Salicylates อื่นๆ) ช่วยรักษาโรคเลือดได้ เช่นเดียวกับแอสไพริน

ไม้ ต้นมีความสามารถในการพัฒนาตัวให้แพร่พันธุ์ไปได้ไกลมาก จนเรานึกไม่ถึง ไม้ต้นพัฒนาวิธีการในการถ่ายละอองเกสรเพศผู้ หรือเรณู หลายต่อหลายวิธี เพื่อจะได้แน่ใจว่าเกสรเพศเมียของพืชพันธุ์ไม้ต้นชนิดเดียวกันหรือต่างชนิด พันธุ์ จะได้รับการผสม ทั้งการผสมตัวเอง หรือผสมข้าม เพื่อให้เกิดความแน่ใจได้ว่าเผ่าพันธุ์ของมันจะติดผลออกเมล็ดและสืบพันธุ์ ต่อไปอีก ไม้ต้นอาจพัฒนาวิธีการถ่ายละอองเกสรเพศผู้โดยการอาศัยลมมาช่วย อาศัยแมลง หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ค้างคาว

ไม้ ต้นประเภทใบกว้างหลายชนิดในเขตอากาศหนาวเย็น เปลี่ยนสีใบได้อย่างงดงามในฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากคลอโรฟิลล์สีเขียวในใบมีการสลายตัวไปแต่ไม่ช้าไม่นานนักมันอาจจะ ถูกดูดกลับไปใช้ใหม่โดยไม้ต้นเหล่านั้น ภายในช่วงเวลาก่อนหน้าจะสลัดใบร่วงหล่นลงไม่นานนัก ตัวอย่างไม้ต้นที่ใบเปลี่ยนสีได้ชัดเจน ก็คือ เอเซอร์ (Acer Palmatum) ก่อหรือโอ๊ก (Quercus) Swamp Cypress (Taxodium spp.) Carpinus, Carya, Castonea, Cercidiphyllum, Cladrastis, Cornus, Certinus, Crataegus, Fagus, Fraxinus, Ginkgo, Lagerstroemea, Liquidambar, Liriodendron, Malus, Metasequoia, Nyssa, Parrotia, Prunus, Pseudolarix, Pyrus, Quercus, Sassafras, Steioartia, Taxodium, Ulmus และ Zelkova เป็นตัวอย่างสกุลไม้ต้นที่ใบเปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงได้อย่างงดงามยิ่ง

ต้นไม้ที่หายไป

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com

เหตุการณ์ นี้เกิดขึ้นที่อุทยานแห่งชาติโยสไมต์ในสหรัฐอเมริกา ผลสำรวจล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนต้นไม้ใหญ่ได้ล้มหายตายจาก

ซ้ำยังไม่ยอมขึ้นใหม่ สาเหตุที่จริงแท้แน่นอนมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

นัก วิทยาศาสตร์ที่สำนักงานสำรวจทรัพยากรธรณีสหรัฐ พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นกับปรากฏการณ์หิมะลดลง ทำให้จำนวนต้นสนพันธุ์พอนเดอโรซาและพันธุ์ชูการ์ไพน์ รวมทั้งต้นไม้ใหญ่พันธุ์คุ้นหูอื่นๆ ได้ลดจำนวนน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

จิม ลัตซ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน บอกว่า น้ำส่วนใหญ่ในเซียร์รา เนวาดา ได้มาจากหิมะ “อุณหภูมิ ที่เพิ่มสูงขึ้นจะเพิ่มจำนวนแมลงและยังทำให้เห็ดราในป่าได้ใจ เติบโตขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดการล้มตายของพืชพันธุ์ต่างๆ ก็เป็นได้”

นัก วิจัยคนเดิมยังบอกอีกว่า หิมะจำนวนน้อยมากที่สะสมในเดือนเม.ย.และพ.ค. ทำให้ต้นไม้ไม่มีน้ำจะดูดซับ และแน่นอนว่าจะเกิดความแห้งแล้งขึ้นในฤดูร้อนที่ตามมา แถมด้วยความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ซึ่งยิ่งทำให้ต้นไม้ถูกทำลาย

สำหรับอุทยานแห่งชาติโยสไมต์ไม่เคยเกิดไฟป่ามาแล้วกว่า 100 ปี ซึ่งทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งป่าไม้และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่มีโอกาสเติบโตและมีพัฒนาการ โดยเฉพาะเมื่อต้นไม้ใหญ่ๆ สามารถมีชีวิตรอดและสูงใหญ่ไปเรื่อยๆ ก็ทำให้มันสามารถอุ้มน้ำเอาไว้และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่าไม้บริเวณดังกล่าว

จากผลสำรวจระหว่างปีค.ศ. 2475–2542 พบว่า จำนวนต้นไม้ในอุทยานแห่งนี้ลดลง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบถึงจำนวนที่ลดน้อยลงของนกเค้าแมวและนกประเภทอื่นๆ ด้วย

“ระบบ นิเวศเป็นเรื่องใหญ่ที่เราเป็นห่วง ซึ่งหากสัตว์ที่เคยอาศัย หากินอยู่ในป่า แล้ววันหนึ่งที่ต้นไม้ลดลง ไม่มีอาหาร และไร้ที่อยู่อาศัย พวกมันก็คงต้องเอาตัวรอดด้วยการไปอยู่ที่อื่น นั่นก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่ย้อนกลับมาส่งผลกระทบถึงป่าอีกทีหนึ่ง” จิม กล่าว

ขณะที่สกอตต์ เกดิแมน โฆษกของอุทยานฯ กล่าวว่า ข้อมูลทางการวิจัยทุกอย่างมีประโยชน์ต่อการจัดการในอนาคต

“ความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้บริเวณนี้มีความสำคัญมาก เราจะต้องทำทุกวิถีทางที่จะรักษาอุทยานแห่งชาติเอาไว้ให้ได้” สกอตต์ กล่าวทิ้งท้าย

โลกสวยด้วยอาชีพสีเขียว

ผู้เขียน: 
วุฒิชัย สาสุข

ยุคที่โลกกำลังโดนคุกคามอย่างหนัก ดูเหมือน “กรีนจ๊อบ” หรือ “งานสีเขียว” ถูกพูดถึงหนาหู และไม่ทันใดก็ได้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกเสียแล้ว

เมื่อภารกิจของพวกเขาคือเฟืองจักรสำคัญในการเกื้อหนุนให้สรรพสิ่งดำเนินไปตามกลไกธรรมชาติ ก่อนที่มันจะค่อยๆ โบกมืออำลาโลกในไม่ช้านี้

ผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม

ขับ รถตามกฎจราจร (เป๊ะๆ) อยู่กลางมหานครนิวยอร์ก แล้วจู่ๆ ก็มีบุรุษในยูนิฟอร์มสีเขียว สวมหมวกคาวบอย พกปืนสั้น แถมยังเหน็บกุญแจมือที่สะเอว ปรี่เข้ามาส่งสัญญาณให้คุณหยุดรถ

จง รับรู้ไว้เถิดว่าถึงแม้คุณจะไม่ได้ฝ่าไฟแดง แซงทางโค้ง หรือขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด วินาทีนั้นคุณก็อาจกลายเป็นผู้กระทำผิดในคดีทำร้ายโลกใบนี้ได้ซะแล้ว

บุรุษคนดังกล่าว ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือเจ้าหน้าที่ตำรวจนี่ละ แต่ไม่ธรรมดาตรงที่เขาเป็น “ตำรวจสีเขียว” หรือ “Green Police” สามารถ เขียนใบสั่งให้คุณไปเสียค่าปรับ หรือขึ้นศาลในสารพัดข้อหาที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้ พบเห็นกันบ่อยสุด คือการปล่อยปริมาณควันเสียเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

“เราจะใช้เครื่องตรวจวัดติดไว้ที่ท่อไอเสียของรถที่ถูกเรียกให้จอด เมื่อวันก่อนผมพบรถบรรทุกปี 1986 ปล่อยปริมาณควันพิษมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 30% คนขับจึงต้องถูกปรับเป็นเงิน 700 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.5 หมื่นบาท) หากเขานำรถคันนี้ไปปรับปรุงเรื่องการปล่อยควันให้อยู่ในระดับมาตรฐานภายใน 30 วัน เขาก็จะได้รับการลดค่าปรับลง แต่ถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย ค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัวเป็น 1,300 เหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 หมื่นบาท)” ทิโมธี แมคนิกา นายตำรวจสีเขียว วัย 24 ปี แจกแจง

ทิโมธีทำงานอยู่สังกัดสำนักงานตำรวจสีเขียว (ก่อตั้งเมื่อปี 1980) และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายตัวอยู่ทั่วรัฐราว 300 นาย แต่มีนิวยอร์เกอร์เพียงจำนวนน้อยที่รู้ว่ามีอาชีพสีเขียวนี้อยู่ภายในรัฐนี้ ทำให้คนที่โดนข้อหาส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าตัวเองกำลังถูกตำรวจจับ ขณะที่ส่วนหนึ่งคิดว่าพวกเขา (อาจ) กำลังถูกอำเล่นจากเรียลิตีโชว์รายการใดรายการหนึ่ง

“คน มักจะหัวเราะเราและคิดว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ผมเคยเรียกรถที่ปล่อยควันดำคันหนึ่งให้จอด เขาถามผมว่ามาตามหากวางหลงเหรอ แต่พอผมชูตราตำรวจให้เขาดู ยื่นใบสั่งให้และบอกว่าเขาอาจจะต้องขึ้นศาล เขาก็หยุดหัวเราะทันที หรือที่ตลาดปลา เราก็จะตรวจสอบขนาดของสัตว์น้ำเพื่อปกป้องสายพันธุ์ของมัน รวมถึงสอบถามแหล่งที่มา เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้จับสัตว์น้ำบางชนิดจากแหล่งน้ำบางแห่ง”

ทุกๆ วัน ทิโมธีและเพื่อนๆ ไม่เพียงขับรถอเนกประสงค์คันสีเขียวเข้ม มีโลโก้ DED แปะ หราไว้ด้านข้าง ซึ่งเป็นตัวย่อของสำนักงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ออกตระเวนตามล่าผู้กระทำผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมเฉพาะบนท้องถนนเท่านั้น แต่ยังกินขอบเขตไปทุกหนแห่งไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านสะดวกซื้อ หรือตลาดสด โดยในแต่ละเดือนตำรวจสีเขียวสามารถจับผู้ทำร้ายโลกใบนี้ได้มากถึง 300 ราย แถมยังมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

มือปราบไฟป่า

อาจจะเป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ไม่อยากทำ แต่หากไม่มีพวกเขาผืนป่าบ้านเราคงวอดมากกว่านี้ กว่า 14 ปี แล้วที่ ธงชัย สาแรก คลุกคลีอยู่กับไฟป่า เขาคือนักสู้ไฟตัวฉกาจ ขณะเดียวกันเขาก็พร้อมสวมวิญญาณนักหนีไฟตัวยง หนี...ในที่นี้คือเทคนิคเอาตัวรอดเวลาลุยเปลวไฟ เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตที่ไม่ปลอดภัย เช่นที่เกิดข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่ไฟป่าสิ้นลมด้วยเหตุโดนไฟคลอก หรือสำลักควัน

“คนที่จะมาทำงานนี้ต้องเข้าใจไฟและเข้าใจควันอย่างดีครับ ไม่ใช่ใครก็ได้ ไฟจะสอนให้เรารู้จัก ‘สู้’ ขณะเดียวกันมันก็สอนเรื่อง ‘หนี’ ไปในตัว”

ปัจจุบันธงชัยประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่า กาญจนบุรี ก่อนหน้านั้นเขาเคยไปทำหน้าที่มือปราบไฟป่าในแถบภาคอีสานนานกว่า 8 ปี ใช้ชีวิตแบบท้าทาย ตื่นเต้น ยิ่งเฉพาะยามที่ฤดูไฟป่าโคจรมาอีกรอบ (ตั้งแต่พ.ย.-เม.ย.)

“เสี่ยง นิดหน่อยครับ แต่ไม่ถึงกับอันตราย ถ้าไม่ประมาท และมันเป็นงานที่ต้องลุย จะหนักก็ช่วงหน้าแล้งนี่ละ ผมว่าความท้าทายไม่ใช่แค่การเข้าไปดับไฟอย่างเดียวนะ จริงๆ แล้วมันคือการสร้างความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหานี้”

ความ ร้อนจากเปลวเพลิงบวกกับปริมาณควันที่ลอยฟุ้งในอากาศ ล้วนแต่ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ทว่าเหนืออื่นใด แนวทางการทำให้โลกเย็นลง ก็ไม่ใช่หน้าที่ของมือปราบไฟป่าคนเดียว แต่ทุกคนควรมีจิตสำนึกและต้องร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติกันอย่างเข้มข้น

“ไฟ ป่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่สามารถป้องกันได้ ที่ผ่านมาไฟป่าบ้านเราไม่ค่อยรุนแรงเท่ากับที่ออสเตรเลีย หรืออเมริกา ของเขาจะหนักครับ เกิดทีเสียหายมหาศาล ของเราถ้าอยู่ในพื้นที่เขตอนุรักษ์จะป้องกันได้ทัน แต่พออยู่นอกพื้นที่ อย่างพื้นที่กรรมสิทธิ์ชาวบ้าน ซึ่งบางครั้งเขาเป็นคนจุด กว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดับ ไฟก็ไหม้เกือบหมดแล้ว”

นักออกแบบลดโลกร้อน

งานออกแบบที่อิงกระแสลดโลกร้อน ขานรับกับวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น คนออกแบบภูมิใจ ผู้ใช้ก็ตระหนักรู้ จึงมากมายด้วยความหมายที่ซ่อนอยู่ “Emergency Toilet” หรือ “ส้วมฉุกเฉิน” อีก หนึ่งชิ้นงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบมือฉมังแห่งสำนักพัฒนา อุตสาหกรรมเป้าหมาย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พฤกษชาติ ชีวะโอสถ ที่เพิ่งคว้ารางวัลป๊อปปูลาร์โหวต จากการประกวด EcoDesign 2009 โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะวัสดุแห่งชาติ (MTEC)

รูปลักษณ์เท่ขาดบาดใจ แต่มากกว่านั้นคือเปี่ยมประโยชน์ใช้สอย ที่สำคัญประหยัดมาก...ก สนนราคา 80 บาทต่อชิ้น ทำจากวัสดุเหลือทิ้ง หาได้จากร้านโชห่วยข้างบ้าน

“มัน เป็นส้วมที่ทำจากกระดาษลูกฟูก หรือที่เราเรียกกันว่ากระดาษลังใส่ของนี่ละ ต้นทุนมันถูกมาก แต่ใช้งานได้จริง สะดวกในการพกพา พับเก็บได้ น้ำหนักเบา เหมาะกับการเดินทาง หรือช่วงมีน้ำท่วม ช่วยได้เยอะทีเดียว”

แนว คิดของส้วมฉุกเฉินถูกต่อยอดมาจากงานออกแบบบรรจุภัณฑ์ ซึ่งพฤกษชาติคุ้นชินอยู่แล้ว นับเป็นนวัตกรรมด้านการออกแบบที่สามารถลดปัญหาขยะทางอ้อม โดยนำของเก่ากลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง

“สำหรับผมนี่คืองานออกแบบที่ลดโลกร้อนได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เลยนะครับ กระดาษลังเป็นของเก่า ถุงดำที่ใช้รองรับของเสียก็เป็นชนิดย่อยสลาย พังก็ซ่อม ทุกอย่างมันมีเหตุผล และสามารถจัดการได้ เพียงแต่ถ้ามองลึกๆ การที่ยังต้องพึ่งกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม เช่น การผลิตกระดาษ การผลิตถุงดำ ซึ่งต้องใช้เครื่องจักรผลิต คำว่าลดโลกร้อนตรงนั้นมันอาจไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่”

นอก จากพฤกษชาติแล้ว เดี๋ยวนี้ยังมีนักออกแบบอีกจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานใหม่ จากที่เคยมุ่งแต่ความเท่ความเก๋ ก็หันมาเน้นขายไอเดียสร้างสรรค์ โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อโลก

นักเขียนรักษ์ธรรมชาติ

ตอนที่ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เขียนหนังสือ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ใคร ก็มองว่านั่นเป็นแค่ความคิดเพ้อเจ้อ จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำ คนเรายังจะต้องปลูกผักปลูกหญ้า อยู่กับธรรมชาติแบบสังคมเก่าๆ ยิ่งไม่มีทาง แต่เวลาล่วงผ่านแนวคิดของผู้เฒ่าคนนี้กลับถูกนำมาศึกษาอย่างจริงจัง จนกลายเป็นหนทางให้เกิดวิถีเกษตรที่ช่วยค้ำจุนโลก และเขาก็คือบุคคลสำคัญในฐานะ “กรีนจ๊อบ” ที่คูลสุดๆ

ใน หนังสือเล่มหนา (พอประมาณ) ฟูกูโอกะได้นำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตที่อิงกับธรรมชาติ เขาเชื่อว่าความไพบูลย์ทางจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคลมีผลต่อการดำรงอยู่ของ ธรรมชาติ และเขาก็เชื่ออีกว่าการบำรุงรักษาผืนแผ่นดินเท่ากับการชำระจิตใจของมนุษย์ ให้บริสุทธิ์

มา ถึงปัจจุบันงานเขียนแนวนี้กำลังแข่งกันผุดขึ้นราวดอกเห็ด ส่วนหนึ่งเพราะเทรนด์โลกร้อนมาแรง แน่นอน...ความคลาสสิกและความลุ่มลึกคงต้องยกให้ฟูกูโอกะ แต่เมื่อสำรวจบนแผงหนังสือก็พบว่ามีหลายเล่มที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือ “Living Green Together : วิถีสีเขียว ผู้ผลิต ตลาด และผู้บริโภค” โดยปลายปากกา “ภัทรพร อภิชิต”

เนื้อหา หนังสือไม่ได้มุ่งสู่การดูแลโลกโดยตรง แต่กลับพยายามจะชี้ถึงวิถีทางที่ทำให้โลกสมดุล ในแง่การผลิต การบริโภค และการตลาด อันมีเป้าหมายสูงสุดคือความยั่งยืน ทั้งผู้คนและธรรมชาติ เมื่อคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมดี โลกก็จะถูกทำร้ายน้อยลง

นับเป็นแรงบันดาลใจที่เราจะได้เรียนรู้จากภาษาและลีลาเรียบง่าย แต่แฝงไว้ซึ่งการใส่ใจโลก และไม่ยากสำหรับการลงมือทำเลยสักนิด

เปิดแผงบอสตันเฟิร์น

พญามือเหล็ก เพชรนารายณ์ เขียวหมื่นปี กำมะหยี่ แอฟริกันไวโอเลท กล็อกซีเนีย บ้านไหนปลูกอยู่อาจจะเอาต์ไปแล้ว ที่อินน่ะมันต้อง “บอสตันเฟิร์น” เท่านั้น

ส่วนใครที่คิดเปิดแผงขายต้นไม้ แต่อยากไม่เหมือนใครและเข้ากับกระแสโลกร้อน แนะนำควรจะเปิดแผงบอสตันเฟิร์น รับรองลูกค้าตรึม!!!

ดร.บี ซี วูฟเวอร์ตัน นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศนาซา ค้นพบความสามารถและประสิทธิภาพของไม้ประดับในการกำจัดสารพิษ หรือมลภาวะในอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งมีมากถึง 50 ชนิด หนึ่งในนั้นก็คือ บอสตันเฟิร์น

พันธุ์ ไม้ชนิดนี้อยู่คู่โลกมายาวนาน มีลักษณะก้านใบแข็งโค้งออกและทิ้งตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ใบหนาทึบไม่มีดอก นิยมปลูกในกระถางแขวน หรือในกระถางประดับตามเสาหินก็สวยงาม กระทั่งปลูกเป็นไม้ประดับในอาคารก็ชวนค้นหา

ความ พิเศษของบอสตันเฟิร์นนั้นจะช่วยดูดสารพิษ เช่นว่า คาร์บอนไดออกไซด์ และจำพวกสารฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งมีในเฟอร์นิเจอร์ไม้ ขณะที่การดูแลง่ายมาก แค่รดน้ำทุกวัน ให้โดนแสงแดดอ่อนๆ บ้าง เท่านี้มันก็จะเป็นมือขวาในการกำจัดของเสียที่บ้านและที่ทำงานได้แล้ว ว่ากันว่าดีกว่าซื้อเครื่องฟอกอากาศตั้งเยอะเชียวละ

แผง ที่เจาะจงขายบอสตันเฟิร์นเฉพาะอาจไม่มี อยากได้ต้องลองแวะแผงต้นไม้ทั่วไป แต่โดยมากมักบอกว่าไม่มี ทั้งๆ ที่เป็นพันธุ์ไม้กู้โลก ก็งงเล็กน้อย พ่อค้าแม่ค้าขายต้นไม้ทราบแล้วเปลี่ยน ช่วยนำบอสตันเฟิร์นมาขายโดยด่วน

รุมจวกสูตร"อส."ตัดต้นไม้อ้างทำโลกร้อน หญิงพัทลุงอยากฆ่าตัวตาย ตัดยางสวนตัวเองโดนปรับ1.6ล.

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นัก วิชาการรุมจวกกรมอุทยานฯ คิดสูตรพิสดาร ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้านตัดไม้ในอุทยานฯ อ้างเป็นต้นเหตุทำโลกร้อน ชี้ถ้าใช้กระทบทั่วประเทศ งงฟ้องศาลเล่นงานคนจน สาวใหญ่พัทลุงครวญอยากฆ่าตัวตาย ตัดยางในสวนตัวเองกลับโดนปรับ 1.6 ล้าน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) แยกราชเทวี จัดสัมมนาเรื่อง "ค่าเสียหายจากการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน" เชิญ ผู้เกี่ยวข้องกับกรณีคดีความที่เทือกเขาบรรทัด และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านโลกร้อนเข้าแสดงความคิดเห็นกรณีกรมอุทยาน แห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฟ้อง ร้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากชาวบ้านใน จ.ตรัง พัทลุง และกระบี่ ที่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ ฐานบุกรุกทำลายป่าทำให้โลกร้อน อากาศร้อน ฝนตกน้อยลง ล่าสุดศาลพิพากษาให้ชาวบ้าน 15 ราย จ่ายค่าเสียหายให้แก่รัฐแล้ว โดย 7 รายต้องจ่ายค่าเสียหายรวม 20.30 ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล นักวิชาการชำนาญการพิเศษ จาก ส่วนวิจัยต้นน้ำ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ อส. กล่าวถึงหลักการประเมินค่าเสียหายของสิ่งแวดล้อมจากการทำลายป่าต้นน้ำว่า มีการพัฒนารูปแบบการคิดคำนวณมาตั้งแต่ปี 2531 เดิม คิดมูลค่าจากเนื้อไม้ประเภทต่างๆ ต่อมาเพิ่มการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพในรูปของการทำลายป่าต้น น้ำ จนถึงปัจจุบันได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียกค่า เสียหายทางแพ่งกับผู้บุกรุกทำลายป่าต้นน้ำที่สอดคล้องกับความเป็นจริง แบบจำลองผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว คาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถเผยแพร่และนำไปใช้ในพื้นที่จริง หากได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร อส. อย่างไรก็ตาม แบบจำลองนี้อาจมีความแตกต่างกันในแง่สภาพพื้นที่ เช่น ป่าเสื่อมโทรม ป่าเศรษฐกิจ มูลค่า 82,500 บาทต่อไร่ต่อปี, พื้นที่สวน 53,900 บาทต่อไร่ต่อปี พื้นที่โล่งเตียน 35,200 บาทต่อไร่ต่อปี

ด้านท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธาน สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไม่อยากให้ อส. กรมป่าไม้ นำแบบจำลองนี้ไปใช้ เพราะจะสร้างความไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกลุ่มชาวนา ชาวไร่ ขณะเดียวกันแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วและมีพันธกรณีลดก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่นำ ค่าความเสียหายดังกล่าวไปใช้ปรับชาวบ้าน เรื่องนี้อาจจะส่งสัญญาณผิดในเวทีโลกว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจก และทำให้เสียเปรียบประเทศอื่นๆ ได้

ขณะที่นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์วิจัยการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แบบจำลองคิดค่าเสียหายของ อส.เป็นการคิดแบบมุมเดียว และมีมุมมองทางวิชาการที่แคบมาก ความเสียหายจากกิจกรรมต่างๆ ที่คิดกันว่าก่อให้เกิดโลกร้อนนั้น ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยหรืองานวิชาการของประเทศใดในโลกรับรองกันว่าเป็นงาน วิจัยที่สมบูรณ์หรือทฤษฎีใดๆ ที่ได้รับการยอมรับ และสามารถนำมาอ้างอิงอย่างเป็นทางการได้

"รู้สึก แปลกใจและตกใจที่นักวิชาการ อส.บอกในที่ประชุมว่า แบบจำลองนั้นได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องหมดแล้ว ไม่มีใครคัดค้าน และอยู่ระหว่างผู้บริหารอนุมัติประกาศใช้ เพราะนักวิชาการที่ทำเรื่องนี้โดยตรงยังไม่มีใครทราบข้อมูล หากประกาศใช้จริง จะมีคนเดือดร้อนจำนวนมาก หาก อส.อยากให้ได้รับการรับรอง ต้องเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาหาข้อสรุปด้วย" นายอานนท์กล่าว และว่า กรณีชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดนั้นเรื่องเกิดมาตั้งแต่ 10 กว่า ปีก่อน แต่ประเทศไทยเพิ่งพูดถึงทฤษฎีโลกร้อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น สิ่งที่น่าทำมากกว่ากล่าวหาว่าชาวบ้านตัดต้นยางแล้วทำให้โลกร้อน คือการพิสูจน์สิทธิที่ทำกิน และประเด็นที่น่าสนใจคือชาวบ้านตัดต้นยางแล้วถูกหาว่าทำให้โลกร้อน ทุกคนล้วนกู้ยืมเงินมาจากกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางทั้งสิ้น

นางกำจาย ชัยทอง ชาวพัทลุง อายุ 43 ปี ผู้ถูกศาลตัดสินให้จ่ายค่าเสียหาย 1.67 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ฐานบุกรุกที่ดินและตัดต้นยางในพื้นที่ 8 ไร่ กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า กลางที่ประชุมว่า มีสวนยาง 11 ไร่ เป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ย่ามากว่า 100 ปี เมื่อต้นยางแก่ ต้องตัดเพื่อปลูกใหม่ ก็ถูกกล่าวหาเป็นตัวการทำลายป่า ทำให้โลกร้อน ต้องจ่ายเงินเป็นล้าน จะเอาที่ไหนมาจ่าย ลำพังแค่เงินหมื่นยังไม่เคยได้จับ ต้องมาจ่ายเงินล้านเพราะตัดต้นยางในพื้นที่ของตัวเอง อยากจะฆ่าตัวตายวันละหลายรอบ แต่เป็นห่วงลูก

**************************

สำหรับสูตรคิดค่าเสียหายทำโลกร้อน ออกโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป่าและพันธุ์พืช

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 "กำหนด ให้ผู้ใดที่กระทำ หรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลาย หรือทำให้สูญหาย หรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐจากมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากร ธรรมชาติที่ถูกทำลาย สูญหาย หรือเสียหายไปแล้ว"

คำว่า "ทำลาย หรือเสียหาย" นอกจากตัดไม้แล้วยังหมายถึงการเผา แผ้วถางทำไร่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งหมด มีรายละเอียดการคิด ดังนี้

1.ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
2.ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 58,800 บาทต่อไร่ต่อปี
3.ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
4.ทำให้ปุ๋ยสูญหาย 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
5.ค่าเสียหายทางตรงจากการเพิ่มรายปีของเนื้อไม้เฉลี่ย 40,825.10 บาทต่อไร่ต่อปี

ทั้ง นี้ แบบจำลองดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว สามารถนำไปใช้กับพื้นที่ต่างๆ ได้ คาดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถเผยแพร่ได้หากได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป่าและพันธุ์พืช (อส.)

ตัวเลขค่าความเสียหายดังกล่าว เริ่มคิดมาตั้งแต่ปี 2536 และ พัฒนาการให้เข้ากับภาวะปัจจุบันเรื่อยมา กระทั่งเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ได้มีการเก็บค่าตัวอย่างต่างๆ ทำวิจัยในพื้นที่ต่างๆ อีกครั้งก่อนประกาศตัวเลขดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ อส.ยอมรับว่าแบบจำลองนี้อาจใช้ไม่ได้ในทุกพื้น เพราะแต่ละพื้นที่มีลักษณะแตกต่างกัน

by ThaiWebExpert