นับถอยหลัง 70 วันก่อนถึงโคเปนเฮเกน เวลาของการกู้วิกฤตโลกร้อนและของเด็กๆ กำลังหมดลง

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กรุงเทพฯ, 28 กันยายน 2552 - หลังจากสัปดาห์แห่งหายนะของประเด็นโลกร้อนในนิวยอร์กและพิสเบอร์ก วันนี้ ตัวแทนเด็กไทยจำนวน 5 คน ได้เรียกร้องถึงอนาคตของพวกเขาไปยังนายอีฟ เดอ บัวร์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ในการเริ่มต้นรอบการเจรจาเรื่องโลกร้อนล่าสุดในกรุงเทพมหานคร เด็กๆ ได้ส่งมอบกระปุกออมสินช้างที่มี “เงินสมทบคนละเล็กคนละน้อยเพื่อกู้วิกฤตโลกร้อน (small change for the climate)”

เด็กๆ กลุ่มนี้เป็นตัวแทนผู้คนมากกว่า 1.4 ล้านคนซึ่งได้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้กับแนวร่วม tcktcktck ระดับโลก (1) ในการได้มาซึ่งข้อตกลงที่เป็นธรรม สูงส่ง และมีผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมาอากาศที่โคเปนเฮเกน กิจกรรมดังกล่าวเป็นการส่งท้ายโครงการ “เดินกับช้าง ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งกรีนพีซและช้างนักรณรงค์ทั้ง 5 เชือกได้เดินทางเป็นเวลา 15 วัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการทำลายป่าไม้

“ข้อ ตกลงที่เป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายนั้น เป็นผลลัพธ์ที่ควรเกิดขึ้นในการประชุมที่โคเปนเฮเกน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพายุไต้ฝุ่นกฤษณาได้พัดกระหน่ำเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายคนและมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 280,000 คน นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งใน ภูมิภาคที่มีความเสี่ยงมากที่สุดและมีการเตรียมการรับมือน้อยที่สุดต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” นายวอน เฮอร์นันเดซ ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“เหลือ การเจรจาเพียง 3 รอบ จากนี้จนถึงโคเปนเฮเกน เราอยากเห็นรัฐบาลต่างๆ ผลักดันให้การเจรจาที่กรุงเทพฯ มีความคืบหน้า ลงมือปฏิบัติการอย่างห้าวหาญเพื่อทำให้ถ้อยแถลงของผู้นำโลกที่ประกาศ ณ การประชุมสหประชาติที่นิวยอร์กในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีความชัดเจนในราย ละเอียดมากขึ้น” ไคซา โคโซเนน ที่ปรึกษาทางนโนบาย กรีนพีซสากลกล่าว

ประเทศ จีนและอินเดียได้แสดงสัญญานว่าจะปฏิบัติการเพื่อลดการปล่อยก๊าซตามสัดส่วน ที่เป็นธรรม ญี่ปุ่นเน้นย้ำเป้าหมายใหม่ของตนและสหภาพยุโรปได้เริ่มตื่นตัวกับข้อเท็จ จริงที่ว่าสหรัฐอเมริกามีเป้าหมายที่อ่อนแอมาก แต่ในขณะนี้เป้าหมายโดยรวมของโลกอุตสาหกรรมทั้งหมด ซึ่งแม้รวมข้อตกลงใหม่ของญี่ปุ่นเข้าด้วยแล้ว ยังคงเป็นการลดการปล่องก๊าซเรือนกระจกไปเพียงร้อยละ 10-17 ภายในปี 2563 จากปี 2533 เท่านั้น และยังขาดอีกร้อยละ 40 ในการที่จะคงอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส

เมื่อ วันศุกร์ที่ผ่านมา การประชุมจี 20 นั้นได้ล้มเหลวในการสรุปข้อตกลงให้มีการจัดสรรเงินทุน 140 พันล้านเหรียญสหรัฐทุกปีเพื่อการปรับตัวและต้านสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ รวมถึงการยุติการทำลายป่า

“เรา มีเวลาเหลือเพียง 70 วันเท่านั้น ก่อนการประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกน เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นกุญแจสำคัญต่อผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จในการปกป้อง สภาพภูมิอากาศ ปกป้องโลกและประชาชน ผู้นำโลกจึงควรเข้าร่วมการประชุมที่โคเปนเฮเกนและร่วมเจรจาเพื่อให้เกิดข้อ ตกลงขึ้น” ไคซา กล่าวเสริม

หมายเหตุ
(1) http://tcktcktck.org/about

สมเด็จพระเทพฯ ทรงแนะเมธีวิจัยอาวุโส สกว.ทำวิจัยเชิงบวก

29 กันยายน 2552 17:31 น.

สกว.- สมเด็จ พระเทพฯ พระราชทานโล่เกียรติยศแก่เมธีวิจัยอาวุโส สกว. เพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิจัยระดับสูงสุดของประเทศที่สร้างผลงานเด่นทั้งใน ระดับชาติและนานาชาติ พร้อมทรงแนะทำวิจัยเชิงบวก เช่น ตัวอย่างการกำจัดหอยเชอร์รี่ด้วยชาน้ำมันที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นต้น

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 29 ก.ย.52 พระ ราชทานพระราชวโรกาสให้ ศ.ดร.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย นำคณะผู้บริหาร สกว. พร้อมด้วยเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2551 และ 2552 จำนวน 25 ท่าน เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานโล่เกียรติยศ เพื่อเป็นเกียรติแด่นักวิจัยอาวุโสผู้มีผลงานดีเด่นสูงสุดของประเทศในแต่ละ สาขาวิชา

ทั้งนี้ สกว. ได้ให้การสนับสนุนทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัยตั้งแต่ พ.ศ. 2538 และยกย่องผู้รับทุนเป็น “เมธีวิจัยอาวุโส สกว.” โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อระดมนักวิจัยที่มีจริยธรรมสูง และมีความเชี่ยวชาญในการทำงานวิจัย เครือข่ายวิจัยกว้างขวาง มีผลงานดีเด่นสูงสุดของประเทศในสาขาต่างๆ มาช่วยกันสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างศักยภาพเชิงปัญญา ระยะยาวของประเทศ

จากการทำ งานแบบบูรณาการร่วมกันของกลุ่มนักวิจัยเหล่านี้ ทำให้สามารถผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูง และตอบโจทย์วิจัยได้อย่างแท้จริง โดยแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ทั้งบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ ผลงานเผยแพร่ในรูปแบบหนังสือทั้งในและต่างประเทศ การจดสิทธิบัตร รวมทั้งการนำผลงานไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอย่างเป็น รูปธรรม ทั้งในเชิงพาณิชย์ เชิงสาธารณะ และเชิงนโยบาย

หลัง เสร็จพิธีพระราชทานโล่เกียรติยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งกับผู้บริหาร สกว. และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ความว่า การทำวิจัยควรเป็นงานที่สร้างสรรค์ในเชิงบวก ทั้งนี้ทรงยกตัวอย่างว่าพระองค์มักจะพบคำถามวิจัยในขณะที่ทรงงาน เช่น การกำจัดหอยเชอร์รี่ด้วยชาน้ำมันซึ่งทรงทดลองปลูกชาน้ำมันที่ จ.เชียงราย ซึ่งทรงนำเข้าชาน้ำมันด้วยพระองค์เองจากยูนนานและสร้างโรงงานหีบชาที่ อ.แม่สาย ซึ่งพบว่าน้ำมันที่ได้มีคุณภาพดีกว่าน้ำมันมะกอกไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และ สัตว์ ทั้งนี้หากได้ผลดีจะทรงสนับสนุนให้ชาวบ้านนำไปปลูกเพื่อจะได้มีอาชีพและราย ได้ นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนการใช้สันติวิธี เนื่องจากทรงป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

คาร์บอนเครดิตปิโตร"อูเบะ"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นายจรัญญา พิชิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อูเบะกรุ๊ป (ประเทศไทย) ผู้ผลิตสินค้าปิโตรเคมีขั้นกลาง-ปลาย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากที่บริษัท คาโปรแลคตัมไทย จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัท อูเบะ (ประเทศไทย) ได้ร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ภายใต้พิธีสารเกียวโตเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ได้ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Executive Board of Clean Development Mechanism หรือ CDM EB) ให้สามารถซื้อ-ขายคาร์บอน เครดิตได้แล้ว

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนกว่า 120 ล้านบาท สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ลดการปล่อยก๊าซ สามารถลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) ในส่วนของโรงงานผลิตคาโปรแลกตัม คิดเทียบเท่า เป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 143,000 ตันคาร์บอน โดยปริมาณก๊าซคาร์บอนฯที่ลดได้นี้บริษัทจะขายให้กับบริษัท มิตซูบิชิฯทั้งหมดในราคาประมาณ 10 ยูโร/ตันคาร์บอน เมื่อคิดเป็นรายได้รวมจะคืนทุนได้ประมาณ 2 ปี

สำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอูเบะนี้ ถือเป็นโครงการแรกในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับการรับรองจาก CDM EB เนื่องจากส่วนใหญ่โครงการที่ยื่นขอรับรอง หรือได้รับรองการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ จะเป็นโครงการเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือ โรงไฟฟ้าชีวภาพ อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวลของบริษัท เอ.ที.ไบโอพาวเวอร์, โรงไฟฟ้าชีวภาพของบริษัทสีมา อินเตอร์โปรดักส์

"การดำเนินโครงการ CDM ของกลุ่มพลังงานนั้นจะทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดนั้นถือเป็นผลพลอยได้จากการผลิตพลังงานที่เป็น รายได้หลักที่มีการลงทุนไปแล้ว ขณะที่โครงการ CDM ของอูเบะเป็นการลงทุนใหม่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทที่ต้องการลดภาวะโลกร้อน" นายจรัญญากล่าว

ช่วงปลายปีนี้บริษัท อูเบะไนล่อน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือจะเริ่มดำเนินการผลิตเม็ดไนลอนในส่วนที่ขยายเพิ่มอีกปีละ 50,000 ตัน จากปัจจุบันที่ผลิตอยู่ปีละ 25,000 ตัน โดยโรงงานที่ขยายนี้ได้ลงทุน 1,200 ล้านบาท จะเริ่มผลิตได้ในปี 2552 กำลังการผลิตรวม 75,000 ตัน ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตเม็ดไนล่อนใหญ่ที่สุดในเอเชีย ผลิตเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ จำหน่ายในประเทศ 30% และส่งออก 70%

วาทกรรมโลกร้อน : ชาวบ้านคือแพะรับบาป

ผู้เขียน: 
ศยามล ไกยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

คำว่า “โลกร้อน” กลายเป็นวาทกรรมที่สังคมไทยนำมาใช้กันถ้วนหน้า แล้วแต่ใครจะหยิบฉวยมากล่าวหาใคร หรือจะหาเงินในรูปแบบใด หรือโจมตีว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากโลกร้อน ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมไทยจะตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกันมาก แต่คำถามคือว่าสังคมไทยได้แก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ตรงกับสาเหตุของปัญหาหรือไม่ นอกจากการจัดทำรายงานวิชาการภายใต้เงินกองทุนอย่างมากมายเพื่อคิดค้นว่าจะแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามกระแสของโลก

วาทกรรม “โลกร้อน” ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดการปัญหากับประชาชนและชุมชนทั้งในด้านป่าไม้ พลังงาน ทรัพยากรชายฝั่งทางทะเล และด้านการเกษตร ด้วยการอ้างงานวิชาการที่มีฐานคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภททั้งใต้ดิน บนดิน อากาศ และธรรมชาติทั้งมวลสามารถนำมาคำนวณคิดเป็นเงินตราได้หมด ราวกับว่าทุกอย่างเป็นสินค้า ภายใต้โลกของทุนนิยม และทัศนคติว่าเงินนั้นจัดการได้ทุกอย่าง

งานศึกษาของ ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล และพิณทิพย์ ธิติโรจนะวัฒน์ ได้ศึกษาแบบจำลองเพื่อประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ นำไปเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการต่างๆที่ขอเข้าทำประโยชน์บนพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ตัวแปรที่ใช้ประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ ได้แก่ ค่าคะแนนความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณน้ำฝนรายปี และค่าคะแนนลักษณะภูมิประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำหายไป ผลผลิตในรูปเนื้อไม้ ดินและธาตุอาหารสูญหาย การเปลี่ยนแปลงลักษณะการไหลของน้ำท่า อุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้น และความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะถูกนำมาตีค่าเป็นจำนวนเงินด้วยวิธีการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำหลักเกณฑ์การตีค่าป่าต้นน้ำของ พงษ์ศักดิ์ มาใช้ในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากผู้กระทำผิดบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ โดยนำวิธีการตีมูลค่าทางการตลาด (Market valuation) มาคำนวณเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเงินเพื่อฟื้นฟูคืนสภาพเดิม (Cost Replacement Method) โดยกำหนดให้เป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการนำเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์ ค่าใช้จ่ายในการนำดินที่สูญเสียออกไปกลับขึ้นไปปูทับไว้ที่เดิม เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยขึ้นไปโปรยเหนือพื้นที่ที่ปุ๋ยสูญหาย และเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดอุณหภูมิอากาศให้เย็นลงเท่ากับพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม ตลอดจนเป็นมูลค่าที่สมควรจะได้รับจากการดูดซับ และเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต/carbon credit)

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 กรมป่าไม้นำวิธีการดังกล่าวมาประกาศใช้มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำลายป่าต้นน้ำลำธารเป็นจำนวนเงิน 150,942.70 บาท/ไร่/ปี เพื่อใช้ในการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่งจากผู้กระทำความผิดบุกรุกทำลายป่า เป็นเงิน 150,000 บาท/ไร่ และกรมอุทยานแห่งชาติฯก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีชาวบ้านหลายพื้นที่ข้อหาบุกรุกทำลายป่าพร้อมกับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในลักษณะเดียวกัน

กรณีตัวอย่างของคดีที่เกิดขึ้น เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียจากชาวบ้าน เช่น นางกำจาย ชัยทอง บุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จำนวน 8-2-85 ไร่ ค่าเสียหายจำนวน 1,306,875 บาท โดยคำนวณ ดังนี้

· การสูญหายของธาตุอาหาร มูลค่า 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี

· ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาท ต่อไร่ต่อปี

· ทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี

· ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาท ต่อไร่ต่อปี

· ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาท ต่อไร่ต่อปี

· มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่าทั้งสามชนิด ได้แก่

1. การทำลายป่าดงดิบ ค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท

2. การทำลายป่าเบญจพรรณ ค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท

3. การทำลายป่าเต็งรัง ค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท

สรุปรวมในหนึ่งปีมีการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ 1 ไร่ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย จำนวน

150,942.70 บาท แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯคิดค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท ซึ่งศาลจังหวัดพัทลุงได้ใช้แนวทางดังกล่าวพิพากษานางกำจายว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 พร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายตามการตีค่าจากงานวิชาการ

หากมองจากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านนอกจากถูกคำพิพากษาจากศาลแล้ว สังคมก็จะพิพากษาว่าพวกเขาคือตัวการทำลายป่า เป็นอาชญากรของชาติที่ต้องถูกจับคุกในคดีอาญา และต้องชดเชยค่าเสียหายต่อรัฐในคดีแพ่ง ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าบนพื้นที่สูง คนเมือง คนพื้นราบ และคนไทยทั่วประเทศทั้งที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมาย และผู้ที่มาบุกเบิกทำกินภายหลังจากการประกาศพื้นที่ป่าตามกฎหมายเป็นระลอก ตั้งแต่ป่าคุ้มครอง ป่าไม้ถาวร ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือพื้นที่ป่าที่ประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับ พวกเขาได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ในสังคมไทย

ความจริงของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมาจากหลายสาเหตุ สังคมโลกและสังคมไทยต้องยอมรับว่าการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานของการดำรงชีวิตนั้นได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและผืนป่า เพื่อการล่าอาณานิคมทางดินแดน ทางเศรษฐกิจ และการครอบงำทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่ดำรงชีวิตต้องถูกบังคับด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการผลิต เพราะถูกกล่าวหาเป็นคนไร้วัฒนธรรม และเป็นต้นเหตุของการทำลายป่า จากการเป็นชนเผ่าล่าสัตว์ ทำไร่หมุนเวียน ทำไร่ทำนาใช้สารเคมี เป็นลูกจ้างตัดไม้ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น ในขณะที่ปัญหาทางนโยบายภาครัฐสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านและเกษตรกรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการผลิตจากยังชีพมาเป็นการทำลายป่า แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผลักดันให้พวกเขาต้องดำรงชีวิตด้วยการบุกเบิกพื้นที่ป่า ปัญหาการไร้ประสิทธิภาพของระบบรัฐราชการในสังคมไทยที่คอรัปชั่น ปัญหาทางกฎหมายที่ให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการหากินกับทรัพยากรป่า และเอาผิดกับผู้ที่ไม่มีเงินไม่มีสิทธิไม่มีเสียง และเมื่อชาวบ้านและเกษตรกรเรียนรู้ปัญหาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาช่วยดูแลรักษาป่า แต่กฎหมายก็ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและเกษตรกรได้มีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการป่า

การใช้วาทกรรม “โลกร้อน” มาฟ้องคดีแพ่งกับชาวบ้านผู้บุกรุกทำลายป่า สะท้อนให้เห็นการเลือกปฏิบัติในการใช้อำนาจทางกฎหมาย อำนาจทางวิชาการที่อ้างว่าเป็น “วิทยาศาสตร์” และอำนาจเงิน มาเบียดขับผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ไร้สิทธิไร้เสียง ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอภิสิทธิ์ของเงินไม่ได้ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันอย่างเท่าเทียม

เมื่อเป็นเช่นนี้การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้ได้จริงและสามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้นั้น จึงมิใช่อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ภาครัฐและทุกคนในสังคมจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรป่านั้นหรือไม่ นโยบายและกฎหมายจะมาส่งเสริมให้พวกเขาได้มีบทบาทสำคัญดูแลรักษาป่าเพื่อคนทั้งประเทศอย่างไร สิ่งนี้เองที่เป็นคำตอบ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์บอกว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั้น ต้องมีการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Countries/REDD) เพราะว่าในแต่ละปีป่าไม้จะดูดซับคาร์บอนประมาณ 2.6 พันล้านตัน ในขณะที่การทำลายป่า หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจะก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 1.6 พันล้านตัน หรือเทียบเท่ากับ 5.9 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ (IPCC, 2007) สรุปได้ว่า การปล่อยคาร์บอนจากการทำลายป่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการปล่อยทั้งหมด ซึ่งมากกว่าการปล่อยคาร์บอนจากการคมนาคมขนส่ง ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของการปล่อยทั้งหมด (WRI, 2007) ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนในการปล่อยค่อนข้างต่ำ จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

แนวคิดของ REDD ได้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรการหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจทางบวกให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถลดอัตราการทำลายป่า หรือสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติไม่ให้ลดลงหรือเสื่อมโทรมลง วิธีการคือ การใช้กลไกการตลาดในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้เงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน คำถามอย่างง่ายๆ สำหรับสามัญชนก็คือ เมื่อมีการทำลายป่าและมีการปลูกป่า หรือปล่อยให้ป่าฟื้นฟูขึ้นมาตามธรรมชาติ ก็เป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนไปจากการที่ป่าถูกทำลาย จึงมีค่าเป็นศูนย์ที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอน

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวนศาสตร์และนักนิเวศวิทยาได้กล่าวว่า

“การดูดซับคาร์บอนภายหลังการตัดไม้ทำลายป่า ขึ้นอยู่กับประชากรพืชทดแทนตามมา รวมทั้งพืชชั้นล่างที่หลงเหลืออยู่ องค์ประกอบชนิดพันธุ์ไม้ ไม้ใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ (ต้นไม้ในนาข้าวดูดซับคาร์บอนได้ถึง 12.8 ตัน/เฮกตาร์ ที่น้ำพอง) ข้อมูลของกรมป่าไม้ได้แสดงให้เห็นว่า ภายหลังเปลี่ยนป่าธรรมชาติ เป็นสวนยางพารา พบว่าดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 180 ตัน/เฮกตาร์ (TDRI, 1992)”

จึงตีความหมายได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่า หรือการเปลี่ยนระบบการผลิต หรือแม้แต่การปลูกป่าทดแทน ไม่สามารถคิดคำนวณว่าเป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนได้จริงหรือไม่ ในสภาวะที่ระบบนิเวศน์มีความหลากหลาย ในทำนองเดียวกันก็ไม่ได้ส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะคนในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาก็ยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแบบทำลาย โดยที่ภาครัฐไม่ได้มีนโยบายและกฎหมายที่แก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแท้จริง แต่ในทางตรงกันข้ามกลับผลักภาระให้ชาวบ้าน และเกษตรกรที่พึ่งพาทรัพยากรป่าต้องรับภาระปลูกป่าดูดซับคาร์บอน และบอกว่าให้เงินชดเชยเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปลูกด้วยราคาซื้อขายที่พวกเขากำหนดไม่ได้ และอาจต้องขาดทุนจากการลงแรงลงขัน

การแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ทำง่ายนิดเดียว ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องศึกษาทางวิชาการเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้ซับซ้อน และสามารถดูดซับคาร์บอน แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้เป็นอย่างดี โดยการใช้วิธีแบบชาวบ้านๆสามัญชน โดยการส่งเสริมให้ชุมชนที่อยู่กับธรรมชาติมีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาป่า ชุมชนในเมืองร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว รอแต่ว่าภาครัฐจะส่งเสริมและสนับสนุนในทางนโยบายและกฎหมายเมื่อไร เพราะชุมชนและชาวบ้านเขากำลังทำอยู่ มิเช่นนั้นภาครัฐและเงินกองทุนทั้งหลายจะจ่ายเงินไปจำนวนมากกับการศึกษาและหามาตรการ แต่ยังไม่มีการฟื้นฟูป่าธรรมชาติขึ้นมาทดแทน

ดูความหลากหลาย "สาหร่าย" และสารพัดเมนูประโยชน์เลิศพืชทะเลไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 สิงหาคม 2552

สาหร่ายที่กินได้ ไม่ได้มีแค่สาหร่ายในซองหรือกล่องสวยหรูในร้านสะดวกซื้อ แต่ในทะเลไทยังมีสาหร่ายอีกหลายร้อยชนิด เกือบทุกชนิดกินเป็นอาหารได้ บางชนิดนิยมบริโภคกันมากในบางท้องถิ่น และบางชนิดก็ได้รับการผลักดันจากนักวิจัยให้เป็นสาหร่ายเศรษฐกิจ หรือแปรรูปเป็นอาหารอร่อยหลากหลายเมนู

มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต นำผลงานการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายริมชายฝั่งทะเลภาคใต้ของไทย รวม 12 จังหวัด มาร่วมจัดแสดงในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552 (Thailand Research Expo 2009) ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 26-30 ส.ค. 52 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ พร้อมกับนำเสนอผลงานวิจัยการเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายขนนก สร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น

งานวิจัยดังกล่าวเริ่มศึกษาเมื่อปี 2550 โดย รศ.ดร.มัณฑนา นวลเจริญ และคณะนักวิจัย สาขาชีววิทยาประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต โดยได้รับความร่วมมือจากอีกหลายสถาบันการศึกษาในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งสามารถเก็บตัวอย่างและจำแนกของสาหร่ายทะเลบริเวณชายฝั่งได้ทั้งหมด 4 ดิวิชัน รวม 303 สปีชีส์

นายประทีป นวลเจริญ นักวิจัยในโครงการดังกล่าว ให้ข้อมูลกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า เมื่อได้ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายทะเลไทยแล้ว ทีมวิจัยได้คัดเลือกสาหร่ายที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะส่งเสริมให้ชุมชนนำไปเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพและสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยเลือกส่งเสริมสาหร่ายขนนก เนื่องจากเป็นสาหร่ายชนิดที่บริโภคกันเป็นปกติในท้องถิ่นอยู่แล้ว และส่วนใหญ่เก็บจากในธรรมชาติ ซึ่งพบมากในจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล

ทว่าสาหร่ายขนนกจะมีมากในฤดูร้อนและขาดแคลนในฤดูฝน ทั้งยังไม่สามารถขนส่งระยะไกลได้เพราะเสียสภาพได้ง่าย จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกในบ่อปูนซีเมนต์ โดยนำพันธุ์มาจากธรรมชาติ ทำให้มีสาหร่ายขนนกเก็บเกี่ยวสำหรับจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งมีราคาขายในท้องตลาดกิโลกรัมละประมาณ 70 บาท

ทั้งนี้ สาหร่ายขนนกสามารถบริโภคได้ทั้งแบบสดคล้ายผัก ประกอบอาหาร หรือแปรรูป เช่น แกงจืดสาหร่าย ยำสาหร่าย ไอศกรีมสาหร่าย คุกกี้สาหร่าย และน้ำสาหร่าย เป็นต้น ซึ่งจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาพบว่าสาหร่ายขนนกและสาหร่ายทะเลอื่นๆ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น ไอโอดีน แมกนีเซียม แคลเซียม โปแทสเซียม เหล็ก มีกรดอะมิโนจำเป็นหลายชนิดที่พืชบกไม่มี มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีเส้นใยสูง ไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล จึงบริโภคได้ทุกเพศทุกวัย หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิต ทั้งยังมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สปาด้วย

ทางด้านนางสุวรรณา วรสิงห์ นักวิชาการประมง สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด กรมประมง ได้ศึกษาวิจัยการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปสาหร่ายทะเลเช่นกัน โดยเริ่มศึกษาสาหร่ายผักกาดทะเลเป็นชนิดแรก และได้ถ่ายทอดสู่ชุมชนนำร่องใน จ.ตราด ซึ่งวิธีการเพาะเลี้ยงคล้ายกับการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก หรืออาจเพาะเลี้ยงร่วมกับการเลี้ยงสัตว์น้ำก็ได้ และมีราคาขายประมาณกิโลกรัมละ 70 บาท

นักวิชาการประมงยังได้นำเสนอสาหร่ายผักกาดทะเลชุบแป้งทอด ซึ่งหอม กรอบ อร่อยไม่แพ้ขนมขบเคี้ยวในท้องตลาด หรืออาจนำไปปรุงอาหารรูปแบบต่างๆ เช่น ไข่เจียวสาหร่าย ส้มตำสาหร่ายทอดกรอบ สลัดสาหร่าย ขนมดอกจอกสาหร่าย และน้ำสาหร่าย

"สาหร่ายมีคุณค่าทางอาหารสูง มีเส้นใยสูง เป็นแหล่งแคลเซียม และไอโอดีน สามารถป้องกันโรคได้หลายชนิด เช่น โรคคอพอก มะเร็งลำไส้ แต่คนไทยเรายังบริโภคสาหร่ายกันน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างชาติ จึงอยากส่งเสริมให้มีการบริโภคสาหร่ายในประเทศกันมากขึ้น และอาจใช้แทนผักสำหรับเด็กที่ไม่ชอบกินผักก็ได้ และสาหร่ายทะเลของไทยยังมีราคาถูกกว่าสาหร่ายนำเข้าจากต่างประเทศ แต่คุณประโยชน์ไม่แตกต่างกัน" นางสุวรรณากล่าว

นอกจากสาหร่ายขนนกและสาหร่ายผักกาดทะเลแล้ว ยังมีสาหร่ายทะเลอีกหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาบริโภคและมีคุณประโยชน์ไม่แตกต่างกัน เช่น สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายกลวง สาหร่ายเขากวาง สาหร่ายไส้ไก่ และสาหร่ายผมนาง รู้จักประโยชน์อันมากมายของสาหร่ายทะเลกันแล้ว อย่ารอช้า รีบไปหาสาหร่ายทะเลของไทยมาบริโภคกันเถอะ

50บริษัทสนใจงบประหยัดพลังงาน

โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

เอกชน 50 บริษัท แห่ ของบโครงการจัดการพลังงานในกิจการกว่า 198 ล้านบาท หวังช่วยประหยัดพลังงานได้ปีละ 756 ล้านบาท

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการจำนวน 50 บริษัท ยื่นขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการจัดการด้านการใช้พลังงาน โดยวิธีประกวดราคา (ดีเอสเอ็ม) ครั้งที่ 6 คิดเป็นจำนวน 80 โครงการ มีวงเงินที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐกว่า 198 ล้านบาท จากวงเงินลงทุนจริงทั้งหมด 1,408 ล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นโครงการเข้ามาเป็นกิจการประเภทโรงงานอุตสาห กรรม เจ้าของอาคาร โรงแรม และรีสอร์ตโดยหลังจากนี้สนพ. จะทำการพิจารณาคุณสมบัติรายละเอียดของแต่ละโครงการ ก่อนที่จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการ สนับสนุนจากโครงการในเดือนต.ค. 2552

เมื่อรวมข้อเสนอที่แต่ละบริษัทต้องการช่วยประหยัดเชื้อเพลิงพลังงานความร้อน 1.5 ล้านบีทียู/ปี และประหยัดพลังงานไฟฟ้า 101.2 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็นเงินที่คาดว่าจะประหยัดได้ปีละ 756 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม โครงการดีเอสเอ็มดำเนินการมาแล้วจำนวน 5 ครั้ง มีผู้ให้ความสนใจยื่น 116 ข้อเสนอ โดยในจำนวนดังกล่าวผ่านการพิจารณาและได้รับการสนับสนุนรวม 97 ข้อเสนอ

ทั้งนี้ สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 157 ล้านหน่วย/ปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ปีละ 394.5 ล้านบาท ประหยัดพลังงานความร้อนได้ 1.59 ล้านล้าน บีทียู/ปี หรือคิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 212 ล้านบาท/ปี มีมูลค่าการลงทุนรวม 1.7 ล้านล้านบาท

“โครงการดีเอสเอ็มทำมาแล้ว 5 ครั้ง ที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากเอกชน มากขึ้น แม้จะไม่รวดเร็วแต่ถือว่าได้ช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงาน โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้จัดสรรเงินให้กับผู้ผ่านการพิจารณาทั้ง 97 ข้อเสนอ รวมเป็นเงิน 198 ล้านบาท” นายวีระพล กล่าว

นายวีระพล กล่าวว่า ยังมีผู้ประกอบการอีกหลายรายที่แสดงความจำนงและรอการสนับสนุนจากกองทุน ดังนั้นทาง สนพ. จะพิจารณาเพื่อเปิดโครงการเป็นระยะๆ เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ ผู้ประกอบการลดต้นทุนการดำเนินงานด้านการใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั้งด้าน ไฟฟ้าและความร้อน โดยกองทุนให้การสนับสนุนงบประมาณให้ผู้ประกอบการเอกชนประเภทต่างๆ เช่น โรงงาน อุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล โรงแรม และรีสอร์ต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สนพ.ยังเปิดให้ทุนสนับสนุนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซ ชีวภาพสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมปี 2552 (ปีที่ 2) รอบสุดท้าย ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พ.ย. โดยผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนสมัครเข้าร่วมโครงการได้

สำหรับกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้การสนับสนุนเงินทุนค่าก่อสร้างระบบผลิตก๊าซชีวภาพและค่าที่ปรึกษาออกแบบระบบในสัดส่วน 20-50% ของวงเงินลงทุน ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประสานงานโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ

บางกอก ทอล์ค 2009 ว่าด้วยประเด็นโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คอลัมน์ บางกอก ทอล์ค 2009 28 ก.ย.-9 ต.ค.
มติชนรายวัน วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

28 กันยายน ถึง 9 ตุลาคม นี้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (UNFCCC) จัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWG-LCA) ครั้งที่ 7 และคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมสำหรับประเทศภาคผนวกที่ 1 หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้พิธีสารเกียวโต (AWG-KP) ครั้งที่ 9 พร้อมกันที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ สหประชาชาติ (ยูเอ็น)

การประชุม AWG-LCA ประเด็นเจรจาครอบคลุม 4 หัว ข้อใหญ่ คือ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก แนวทางการลดก๊าซ แนวทางการปรับตัว และกลไกการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เฉพาะเรื่องแนวทางการลดก๊าซจะมีประเด็นแตกย่อยออกไปอีกมาก เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกจากปัญหาการทำลายป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือ REDD การลดก๊าซรายสาขา กิจกรรมการลดก๊าซอย่างเหมาะสมในระดับประเทศ

ส่วนการประชุม AWG-KP ประเด็นเจรจาหลักเป็นไปตามชื่อของคณะทำงาน คือ การกำหนดพันธกรณีสำหรับประเทศภาคผนวกที่ 1 หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ของพิธีสารเกียวโตในช่วงหลังปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดพันธกรณีช่วงแรกที่กำหนดไว้ ประเด็นเจรจามีตั้งแต่เรื่องเป้าหมายการลดก๊าซ จากเดิมกำหนดไว้เฉลี่ย 5.2% จากปี 1990 ในพันธกรณีช่วงแรก เรื่องระยะเวลาสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง 5 ปี หรือ 8 ปี เรื่องปีฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ลดก๊าซ ซึ่งเดิมใช้ปี 1990 ในขณะมีข้อเสนอหลายแบบ เช่น กลุ่ม G77 และสหภาพยุโรป เสนอใช้ปี 1990 เหมือนเดิม ขณะที่สหรัฐอเมริกา เสนอใช้ปี 2005 รวมทั้งเรื่องการปรับปรุงกฎเกณฑ์ของกลไกยืดหยุ่นต่างๆ เช่น เรื่อง CDM และเรื่องกลไกใหม่เพิ่มเติม เช่น การลดก๊าซรายสาขา เรื่อง REDD เป็นต้น

ในพิธีเปิดการประชุมวันแรก เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธาน มีนางซาวา ดาลาลา ผู้จัดการประชุม จาก UNFCCC เป็นผู้กล่าวรายงาน หลังจากนั้นก็จะเริ่มประชุมกันทันที โดยในกลุ่ม AWG-LCA จะหารือกันเรื่องการอำนวยการ การทำงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนของอนุสัญญาผ่านความร่วมมือระยะยาวในปัจจุบันถึงปี 2012 และภายหลังปีเดียวกัน ส่วนกลุ่ม AWG-KP จะมีการพิจารณาพันธกรณีสำหรับประเทศพัฒนาแล้วภายใต้พิธีสารเกียวโต

ประเด็น สำคัญเรื่องหนึ่งที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ อยู่ในการเจรจาของ AWG-LCA ในเอกสารเจรจาขณะนี้ มีข้อเสนอให้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมาย 2 ระยะ คือการลดภายในปี 2020 และในปี 2050

สำหรับเป้าหมายการลดก๊าซของ "ประเทศที่พัฒนาแล้ว" มีข้อเสนอค่อนข้างหลากหลายระดับ เช่น กลุ่ม G77 + จีน ได้เสนอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซ 40% จากปี 1990 ให้ได้ภายในปี 2020 กลุ่มประเทศหมู่เกาะเสนอให้ลด 45% อินเดียเสนอให้ลดถึง 79% ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกันเองคือ ประเทศออสเตรเลีย เสนอให้ลดที่ 25% สหภาพยุโรปเสนอให้ลด 30%

ในเอกสารเจรจาขณะนี้ตัวเลขที่ปรากฏจะอยู่ในช่วง 25-45% จากระดับในปี 1990 ภายในปี 2017 หรือ 2020 และลด 80-95% ภายในปี 2050 สำหรับเป้าหมายการลดก๊าซของ "ประเทศกำลังพัฒนา" ข้อเสนอที่ปรากฏอยู่ในเอกสารเจรจา จะอยู่ในช่วง 15-30% จากระดับการปล่อยในปัจจุบันภายในปี 2020 และลด 25% จากระดับที่ปล่อยในปี 2000 ภายในปี 2050 แน่นอนว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาร่วมกันคัดค้านข้อเสนอดังกล่าวอย่างหนัก

ตัวเลขเหล่านี้ส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของ IPCC ที่เสนอว่า หากต้องการรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อน จะต้องควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศไม่ให้เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซในช่วง 25-40% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ให้ได้ในปี 2020 ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาต้องช่วยลดการปล่อยก๊าซในช่วง 15-30%

แม้จะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้จากงานนี้ แต่การเจรจาก็ต้องเต็มไปด้วยความเข้มข้นแน่นอน (กรอบบ่าย)

จับตาประเด็นเจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ ก่อนหาข้อสรุปใหญ่ปลายปี

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งย่อย เจรจาหาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกหลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุ ก่อนถึงการประชุมเพื่อหาข้อสรุปปลายปีนี้ที่เดนมาร์ก จับตากลไกใหม่ที่ทั่วโลกอาจต้องใช้แก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ภาคการเกษตร ป่าไม้ อาจได้เข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยในประเทศกำลังพัฒนา

การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือในระยะยาว ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWG-LCA) ครั้งที่ 7 และการประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเทศในภาคผนวกที่ 1 (ประเทศ Annex-I) ภายใต้พิธีสารเกียวโต (AWG-KP) ครั้งที่ 9 กำลังจะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 9 ต.ค. 52 นี้ ที่กรุงเทพฯ เพื่อเจรจาหาข้อตกลงการลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศภายหลังปี 2012 และจะประชุมกันอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ในเดือน ธ.ค. นี้ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและประเด็นเจรจาที่น่าจับตา สำหรับการประชุมที่จะมีขึ้นในครั้งนี้ ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมและ ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน (MEAs Watch) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้จัดเวทีนักวิชาการพบสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและความเป็นไปได้ของกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกที่อาจมีผล บังคับใช้หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุในปี 2012

ในการเจรจาที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้ จะมีการพูดถึงในหลายประเด็น ทั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก กลไกที่จะใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละประเทศ การปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ กลไกการสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา กลไกยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโตหลังปี 2012 และประเด็นที่น่าจับตา เป็นพิเศษในการประชุมครั้งนี้คือ กลไกใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 2012 อาทิ เซคเตอรอล แอพโพรช (Sectoral Approach) และ REDD ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ได้นำมาแจกแจง

Sectoral Approach กลไกใหม่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขาการผลิต

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ นักวิจัย คณะเศรษศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า เซคเตอรอล แอพโพรช (Secteral Approach: SA) คือแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรายสาขาการผลิต

แนวคิดนี้เคยมีการพูดถึงกันมาแล้วในเวทีเจรจาครั้งก่อนๆ หลัดการของกลไกนี้จะเน้นการทำข้อตกลงระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อกำหนดระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกันระหว่างผู้ผลิตใน อุตสาหกรรมนั้นๆ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา หรือผู้ประกอบการในแต่ละสาขาอาจตกลงเจรจากำหนดเป้าหมายกันเองโดยสมัครใจ

ทั้งนี้ กลไก SA ยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ โดยหากภาคการผลิตใดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ กำหนดไว้ จะได้รับคาร์บอนเครดิต และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในการจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ในแต่ละ สาขาการผลิต

อย่างไรก็ดี กลไกนี้ได้รับการผลักดันอย่างมาก เนื่องจากเชื่อว่า จะช่วยลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายของอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (UNFCCC) และได้นำมาพูดกันในเวทีเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโตด้วยในอีกชื่อหนึ่งว่า วิธีการที่เป็นไปได้ในการตั้งเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากสาขาการผลิต (Possible Approach Targeting Sectoral Emission)

มีแนวโน้มว่า SA จะเป็นกลไกใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้หลังปี 2012 เนื่องจากเป็นการส่งเสริมให้ประเทศที่ไม่มีพันธกรณีหรือประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex-I) เข้ามามีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ทำให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างประเทศที่มีและไม่มีพันธกรณีภายใต้ พิธีสารเกียวโต ดังเช่นประเทศจีนและอินเดีย ที่ไม่มีพันธกรณี ทว่าปัจจุบันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าบางประเทศที่มีพันธกรณีเสียอีก ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการย้ายฐานการผลิตจากประเทศที่มีพันธกรณีไปสู่ประเทศที่ ไม่มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หากมีการนำกลไกในลักษณะ SA มาใช้จริง ควรทำให้ครอบคลุมทั้งสาขาการผลิตและการบริโภค แต่ไม่ควรนำไปใช้เป็นมาตรการแทนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้ อยู่ในปัจจุบันของประเทศ Annex-I รวมถึงไม่ควรนำไปใช้กำหนดพันธกรณีของประเทศ Non-Annex-I และไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าด้วย โดยสาขาการผลิตที่ควรกำหนดให้ใช้กลไก SA เป็นอันดับแรกๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ปูนซีเมนต์, เหล็ก, กระดาษ และการผลิตไฟฟ้า

REDD กลไกลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ในประเทศกำลังพัฒนา

ปัจจุบันภายใต้พิธีสารเกียวโต กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนายังไม่มีพันธกรณีที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ตามเป้าหมาย และประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศก็มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับต้นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ผศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร นักวิจัย คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ต้นไม้ เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ได้มากในรูปของมวลชีวภาพ แต่เมื่อมีการตัดไม้ทำลายป่า คาร์บอนที่เคยถูกกักเก็บไว้ในป่าก็จะถูกปล่อยปล่อยออกมา

ทั้งนี้ การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศกำลังพัฒนา และในปี 2005 ประเทศปาปัวนิวกินีและคอสตาริกาได้เสนอให้มีกลไกการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก จากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา หรือ เรดด์ (Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries: REDD) ในการประชุมเจรจาที่ประเทศแคนาดา

แนวคิดของ REDD ไม่ใช่แค่การปลูกป่าเพิ่ม แต่ยังมุ่งเน้นที่การลดการทำลายป่า และดูแลรักษาป่าไม่ให้เสื่อมโทรมลง และฟื้นฟูป่าที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศเจ้าของป่าและสิ่งแวดล้อมโดยรวมของโลก และต้องมีค่าตอบแทนให้กับผู้ที่รักษาป่า ซึ่งก็คือชุมชนที่อาศัยบริเวณโดยรอบป่านั้นๆ ซึ่งรัฐจะต้องสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากชุมชนในการดูแลรักษาป่าไม่ ให้เสื่อมโทรม

กลไก REDD จะช่วยให้การทำลายป่าในประเทศกำลังพัฒนาลดน้อยลงได้ และจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 20% จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก และยังเป็นวิธีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดอีกด้วย แต่ที่ผ่านมา กลไก REDD ยังเป็นเพียงทฤษฎีที่ยังไม่มีข้อกำหนดหรือการดำเนินงานที่ชัดเจน

ในการประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 นี้ จะมีการนำกลไก REDD มาเจรจากันในประเด็นต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะผลักดันให้เกิดกลไกนี้ภายหลังปี 2012 หรือไม่ โดยจะเจรจากันในประเด็นตั้งแต่การกำหนดคำนิยามของป่า, ขนาดโครงการของ REDD, ระดับในการอ้างอิง, วิธีการประเมิน ติดตาม ตรวจสอบ ไปจนถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุน เพื่อเตรียมความพร้อมของโครงการ ซึ่งอาจทำในรูปแบบการจัดตั้งกองทุน, การนำเข้าตลาดคาร์บอน หรืออาจใช้ทั้งสองรูปแบบควบคู่กันไป

หัวใจสำคัญในกลไก REDD คือต้องไม่มีการบังคับ แต่ให้เกิดจากความสมัครใจของประเทศที่เข้าร่วมโครงการ มีความเสมอภาค ยุติธรรม และมีการผลักดันให้เกิดความถาวร โดยทำให้ประเทศเหล่านั้นอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องทำลายป่าและไม่ต้องพึ่ง พาเงินจากกองทุน

ชูกลไกให้ภาค "เกษตรกรรม" เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน

ด้าน ผศ.ดร.ภัทรา เพ่งธรรมกีรติ นักวิจัยจากภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ชี้ให้เห็นอีกว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม เป็นอีกหนึ่งประเด็นเจราจาที่น่าติดตามใน การประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 เพราะภาคเกษตรกรรมก็มีส่วนปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวน มากถึง 13.5% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะก๊าซมีเทน (CH4) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) ในชั้นบรรยากาศถูกปลดปล่อยจากภาคการเกษตรมากถึง 51% และ 70% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมมากถึง 24% จากปริมาณที่ปลดปล่อยทั้งหมดในประเทศ

การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรมีที่มาจากหลายแหล่ง อาทิ ระบบย่อยอาหารของปศุสัตว์ การทำนาข้าว การเผาเศษซากพืช การใช้ปุ๋ย และการหายใจของดิน เป็นต้น และจากข้อมูลของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ (ไอพีซีซี : IPCC) พบว่าในช่วงระหว่างปี 1990-2005 ประเทศกำลังพัฒนาปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่ประเทศพัฒนามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมลดลงไป 12%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการทำการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนในประเทศพัฒนาแล้วมีการใช้ประโยชน์ที่ดินไปในด้านอุตสหกรรมเพิ่มขึ้น มากกว่า

ทว่ากลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตร สามารถทำได้โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเกษตรแบบอินทรีย์ ซึ่งจะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้มากถึง 70% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยออกมาในปัจจุบัน

อีกทั้ง การสนับสนุนให้ลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรกรรมได้ถูกระบุไว้แล้วในอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (UNFCCC) ส่วนในพิธีสารเกียวโตก็มีการสนับสนุนการเกษตรแบบยั่งยืนเป็นอีกทางหนึ่งใน การบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ถูกจัดให้รวมอยู่ในกลไก Sectoral Approach ด้วย ภายใต้ AWG-LCA และสำหรับในประเทศกำลังพัฒนา ภาคเกษตรกรรมยังมีส่วนเพิ่มก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศอย่างมากด้วยจากการ บุกรุกทำลายป่าเพื่อทำการเกษตร จึงควรที่จะต้องมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม แต่ทั้งนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรโลก

ทั้งนี้ ในการประชุมทั้ง 2 เวทีนี้จะมีการเจรจาการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม โดยประเทศกำลังพัฒนาจะมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอบทบาทของภาคเกษตรกรรมที่เป็น แหล่งลดก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมแนวทางการเกษตรแบบยั่งยืน ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร และถือเป็นแหล่งอาหารของโลก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อความอยู่รอด (survivor emission) ไม่ใช่การปลดปล่อยเพื่อความหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งจะช่วยให้ประเทศเกษตรกรรมไม่ต้องได้รับโทษฐานปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้.

โลกร้อน.....NTBs พุ่ง

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีหรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Non-Tariff-Barriers" (NTBs) เป็นมาตรการที่ถูกกล่าวหามาก เนื่องจากเป็นอุปสรรคในการส่งออกสินค้า NTBs จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยุติธรรมทางการค้า (Unfair Trade) เนื่องจากเกิดขึ้นสวนทางกับการลดอุปสรรคทางภาษี แต่หากเรามองอย่างยุติธรรมแล้วก็จะเข้าใจได้ว่ามาตรการเหล่านี้พัฒนาพร้อมๆกับการพัฒนาประเทศ เช่น ความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ย่อมพัฒนาไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนั้น มาตรการของประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมต้องเดินหน้าไปก่อนก้าวหนึ่งเสมอจึงเป็นผลให้เกิดเป็นอุปสรรคทางการค้าต่อประเทศที่ด้อยกว่า

อย่างไรก็ตามผมไม่ได้สรุปว่า NTBs เป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับโดยปริยาย แต่อยากจะบอกว่าให้มองเหรียญทั้งสองด้านและพัฒนาในสิ่งที่เรายังขาดตกบกพร่องอยู่ เพื่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขันดังตัวอย่างของเหตุการณ์ "โลกร้อน"ในวันนี้ ดังนี้

ตลอดระยะเวลาของการพัฒนาในช่วง 100 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกโดยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นจาก 280 ส่วนในล้านส่วนเป็น 384 ส่วนในล้านส่วน ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส

ภาวะโลกร้อนเป็นผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง มีโรคอุบัติใหม่ พืชเกษตรจะมีผลิตภาพลดลง โดยเฉลี่ย 30% (สหรัฐฯคาดว่าผลผลิตพืชหลัก 3 ชนิด คือ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย จะมีผลผลิตลดลง 30-82% ขึ้นกับอัตราเร่งของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ) และหากไม่ได้ทำอะไรเลย (Business as usual) ก็คาดว่าในราวปี ค.ศ.2100 อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 6 องศาเซลเซียส ซึ่งหากถึงจุดนั้นจะเกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ผืนโลกจะกลายเป็นทะเลทราย พร้อมกับการล่มสลายของเมืองริมฝั่งทะเล

ในขณะเดียวกัน จำนวนประชากรจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆจนถึง 9, 000 ล้านคนในปี ค.ศ.2050 และส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้น้ำมันเป็น 81% ซึ่งในส่วนนี้เกิดจากการใช้ไฟฟ้า 32% อุตสาหกรรม 22% การขนส่ง18% ครัวเรือน 6% พาณิชยกรรม 3% และเมื่อบวกกับที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าอีก19% รวมเป็น 100%

(เกษตรกรรมใช้น้ำ 70% ขณะที่อุตสาหกรรมใช้น้ำ 20% ครัวเรือนใช้น้ำ10%)

ด้วยเหตุดังกล่าว ประเทศต่างๆจึงมีการเจรจาเพื่อให้มีข้อผูกมัด (Commitment) ในการลดก๊าซเรือนกระจกรอบใหม่ต่อจากพิธีสารเกียวโต (สิ้นสุดในปีค.ศ.2012) ซึ่งเท่าที่ผมศึกษาแล้ว พอสรุปจุดบอดหลักได้ดังนี้คือ

1 แม้การเจรจาจะสำเร็จภายในปีนี้ว่าประเทศภาคีจะต้องผูกมัดการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับหนึ่ง แต่ตราบใดที่สหรัฐฯยังไม่ยอมเข้าเป็นภาคีแล้วความเป็นไปได้ในการลดก๊าซเรือนกระจกระดับโลกก็ไม่มีโอกาสจะสำเร็จได้

2 ไม่มีบทที่ว่าด้วยการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement)ในพิธีสารจึงมีจุดบอดที่ทำให้ไม่เกิดผลในการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศยุโรปและอเมริกาคงเข้าใจจุดบอดทั้งสองนี้ดี จึงได้มีการสร้างมาตรการต่างๆ ขึ้นใช้บังคับเอง เช่น การที่จะเรียกเก็บค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนของสายบินไทยในการบินเข้ายุโรปภายใต้โครงการ EU Emission Trading Scheme (EU-ETS) เป็นเงินประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี เริ่มในปี ค.ศ.2012 เป็นต้นไป ประเทศไทยคงต้องพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นการเรียกเก็บเงินจากสายการบินทุกสายที่บินเข้าประเทศไทยในอัตราเดียวกัน แต่ก็ยังไม่ได้ข่าวว่าจะมีมาตรการแต่อย่างใด

เรื่องของภาวะโลกร้อนจะสร้างปัญหาและอุปสรรคทางการค้าอย่างแน่นอนดังตัวอย่างข้างต้น

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังยืนยันว่าการพัฒนาประเทศเป็นเรื่องสำคัญแม้จะมี NTBs เกิดขึ้นคู่ขนานกันไป แต่เราจะต้องไม่ประมาทเพราะมาตรการเหล่านี้ก็ยังมีสิ่งซ่อนเร้นอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุด คือ การเฝ้าติดตามทุกเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับตัวอย่างต่อเนื่องตลอดจนทำงานร่วมกับภาครัฐในการออกกฎระเบียบต่างๆเพื่อการใช้บังคับอย่างได้ผล เพราะประเทศไทยไม่ใช่เป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้า แต่ยังเป็นผู้นำเข้าสินค้าด้วยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดูแลผู้บริโภคทั้งโลกด้วยมาตรการและมาตรฐานเดียวกัน

เราจะพึ่งพาก๊าซธรรมชาติไปได้อีกนานแค่ไหน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2465 27 ก.ย. - 30 ก.ย. 2552

หลายคนคงรู้ว่าประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึง 70% แต่คงไม่รู้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยมีความสุ่มเสี่ยงด้านพลังงานสูงมาก เพราะพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวในการผลิตไฟฟ้ามากจนเกินไป ความเสี่ยงนี้เห็นได้ชัดในกรณีที่การส่งก๊าซจากอ่าวไทยและจากพม่ามาให้กฟผ. เกิดหยุดชะงัก ทำให้กฟผ. ต้องหันมาใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ ในการผลิตไฟฟ้าทดแทนอย่างกะทันหัน ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนศรีนครินทร์ในแถบจังหวัดกาญจนบุรีเป็นอย่างมาก

ความสุ่มเสี่ยงนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะต่อกรณีไฟฟ้าดับเพราะไม่มีก๊าซใช้เท่านั้น แต่ยังมีความสุ่มเสี่ยงในแง่ที่เราเอาความมั่นคงด้านพลังงานไปฝากไว้กับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เพราะเราต้องนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านถึง 25% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าโดยรวม

ทั้งหมดนี้ เป็นผลกระทบจากการที่เราไม่ยอมรับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่น พลังน้ำจากเขื่อน จากถ่านหิน และจากพลังงานนิวเคลียร์ แม้กระทั่งโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวลจากขยะหรือแกลบ และแม้แต่โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเองก็ถูกต่อต้าน

คำถามที่น่าสนใจคือถ้าเราไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ แล้วเราจะขยายการผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงสำหรับความต้องการในอนาคตได้อย่างไร เราจะพึ่งพาก๊าซธรรมชาติไปเรื่อยๆ กระนั้นหรือ ขณะเดียวกันปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จากที่มีการประเมินแล้วก็มีการใช้ไม่เกิน 30 ปี

นั่นหมายความว่าเราต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นอีก หรือนำเข้าจากแหล่งอื่นๆในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีราคาแพง ก็จะกระทบกับค่าไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพงขึ้นอีก

ทางด้านความคิดเห็นขององค์กรเอกชน (NGO) ที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่ จากถ่านหิน และจากนิวเคลียร์ ก็บอกว่ารัฐบาลควรหันมาดูเรื่องการบริหารจัดการด้านความต้องการ (Demand Sided Management : DSM) โดยรณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงาน และสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Green Power) เช่น แหล่งน้ำขนาดเล็ก ลม แสงอาทิตย์ เป็นต้น รวมทั้งให้กระจายการผลิตออกไปให้ชุมชนหรือท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล เช่น สร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กกระจายออกไปทั่วประเทศ เป็นนโยบายแบบกระจายออกจากศูนย์กลาง (Decentralization) แทนที่จะเป็นระบบรวมศูนย์ (Centralization) เหมือนอย่างที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ปัญหาคือการประหยัดพลังงานหรือการพยายามปรับลดความต้องการพลังงานลงจะทำได้แค่ไหน เพราะตามแผน PDP2007 ฉบับปรับปรุงใหม่ครั้งที่ 2 (PDP 2009) เราจะมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 44,281 MW ในปี 2563 (อีก 13 ปีข้างหน้า) จากปัจจุบัน 22,017 MW เพิ่มขึ้นเท่าตัวถึง 22,264 MW หรือเฉลี่ยปีละ 6.7%

ให้ประหยัดยังไงเราก็ต้องเพิ่มการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 5.2% เพื่อให้มีกำลังการผลิตสำรองเหนือกว่าช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) อย่างน้อย 15% นั่นหมายถึงว่าเราต้องการกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 22,838 MW ภายในปี 2565

สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนนั้นนอกจากต้นทุนจะสูงแล้ว ยังไม่สามารถสร้างในขนาดใหญ่ๆ ได้ ตามแผน PDP 2009 ระบุว่าจะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 1,400 MW เมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 22,264 MW ก็เท่ากับ 6.2% เท่านั้น

ในทำนองเดียวกันการกระจายการผลิตไฟฟ้าออกไปยังชุมชนต่างๆ หรือท้องถิ่นทั่วประเทศก็ต้องศึกษาในแง่ต้นทุนและผลประโยชน์ หรือ Cost & Benefit ว่าเป็นอย่างไร ข้อสำคัญคงไม่สามารถไปทดแทนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้

ผมคิดว่าขณะนี้เราเดินมาถึงจุดวิกฤติของพลังงานไฟฟ้า และต้องรีบตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกับพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น ไม่อย่างนั้นแล้วในอนาคต เกิดไฟดับหรือติดๆดับๆ ผมสงสัยว่าจะมีใครยืดอกออกมารับผิดชอบกันบ้างไหม!

by ThaiWebExpert