พิธีสารเกียวโตจะอยู่หรือไป

ผู้เขียน: 
อาทิตย์ ประสาทกุล

16 ธ.ค. 2552

มักมีคำถามว่า เราจะได้อะไรจากการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ผลของการเจรจาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาจะลงเอยกันในรูปแบบใด จะเป็นความตกลงใหม่ หรือเป็นความตกลงเพิ่มเติม จะเป็นเพียงผลประชุมที่ยืดให้การเจรจาออกไป หรือจะเป็นผลประชุมที่มีผลบังคับให้แต่ละประเทศแสดงความรับผิดชอบเพื่อจัดการปัญหาและผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน

คำถามเหล่านี้ตอบยาก และมีหลายคำตอบที่น่าสนใจ หนึ่งในคำตอบที่อาจเป็นคำถามที่ถูกถามต่อก็คือ เราจะทำอย่างไรกับความตกลงที่มีอยู่เดิม นั่นก็คือพิธีสารเกียวโต ซึ่งมีสาระสำคัญคือการแบ่งกลุ่มประเทศเป็นประเทศรวย (ประเทศพัฒนาแล้วให้อยู่ใน annex-I) และประเทศจน (ประเทศกำลังพัฒนา อยู่ในกลุ่ม non-annex I รวมทั้งจีน อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นลำดับต้นๆ) โดยมีพันธกรณีให้กลุ่มประเทศรวยต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเงินและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประเทศจน และส่งเสริมการลงทุนที่สะอาดในประเทศจนผ่านกลไกของพิธีสาร

เห็นได้ว่าพิธีสารเกียวโตให้ประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนาถ้วนทั่วกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ “จนจริง” (ดังเช่นประเทศในแอฟริกา ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด อาทิ ลาว กัมพูชา บังคลาเทศ ฯลฯ) หรือ “จนปลอม” (อย่างเช่น จีน อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ) ก็ตาม

แต่สำหรับประเทศรวย ที่มีชนักติดหลังเพราะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาอย่างยาวนานจนทำให้พัฒนาประเทศมาถึงจุดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการลดภายในประเทศ หรือผ่านกลไกทางตลาดที่พิธีสารกำหนดไว้ (โดยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศอื่น) นอกจากนี้ ประเทศพัฒนาแล้วที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูง (มีรายชื่อใน annex II ของกรอบอนุสัญญาฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศ OECD) ก็ยังต้องให้เงินช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเพื่อจัดการและปรับตัวกับปัญหาโลกร้อนด้วย

ดังที่ทราบกันว่าสหรัฐฯ เป็นประเทศรวยและมีอัตราการปล่อยก๊าซสูงประเทศเดียวที่ยังไม่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต พื้นฐานและหลักคิดของพิธีสารเกียวโตนี้เองที่ทำให้วุฒิสภาของสหรัฐฯ คัดค้านพิธีสารเกียวโต (ในมุมมองของสหรัฐฯ) เป็นความตกลงที่ไร้ความยุติธรรม เพราะปล่อยให้บางประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (อาทิ จีน อินเดีย) ไม่ต้องมีพันธกรณีใดๆ เป็น free-rider ดังนั้น โดยที่สหรัฐฯ ระแวงจีนในฐานะคู่แข่งทางเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การถูกบังคับให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น) ก็ไม่แตกต่างอะไรจากการทำร้ายตัวเอง ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าไปโดยที่ตัวเองต้องถูกแซงหน้าไปอย่างไม่จำเป็น

สิบกว่าปีผ่านไป แต่ทุกวันนี้ สหรัฐฯ ยังจำความขื่นขมเมื่อครั้งก่อนได้ดี ท่าทีในการประชุมที่โคเปนเฮเกนครั้งนี้ จึงชัดเจนว่า จะไม่มีทางให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต หรือแม้กระทั่งยอมรับพิธีสารใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความตกลงแบบเดิม แม้ว่าประชาคมโลกจะกดดันอย่างไร สหรัฐฯ ก็ไม่น่าจะยอมง่ายๆ อย่างน้อยกระบวนการทางกฎหมายภายในก็คงไม่เอื้อให้ทำเช่นนั้น

การแตกขั้วเป็นสองฝั่ง ระหว่างฝ่ายที่พยายามรักษาความตกลงเดิมไว้ กับอีกฝ่ายที่เห็นว่าจะต้องมีความตกลงใหม่ ความครอบคลุมและยุติธรรมต่างเป็นเหตุผลของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ดี ต่างฝ่ายต่างยึดติดอยู่กับท่าทีของตนและแสดงออกให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการช่วงชิงและการแสดงออกในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

อาทิ ในกระบวนการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC และพิธีสารเกียวโตที่มีกำหนดสิ้นสุดในการประชุมที่โคเปนเฮเกน ประเทศกำลังพัฒนาย้ำว่าการเจรจาจะต้องดำเนินไปในสองลู่ตามที่ตกลงกันไว้ภายใต้ Bali Action Plan เมื่อสองปีก่อน ลู่หนึ่งภายใต้คณะทำงานเพื่อหาความร่วมมือร่วมกันในระยะยาวภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ (AWG-LCA) และอีกลู่หนึ่งภายใต้คณะทำงานเพื่อตกลงพันธกรณีเพิ่มเติมของประเทศ annex-I ยกเว้นสหรัฐฯ (AWG-KP)

ประเทศรวย อาทิประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ฯลฯ รวมทั้งสหรัฐฯ พยายามชี้ให้เห็นและมีท่าทีชัดเจนว่า การเจรจาในสองลู่นี้ควรลดรวมเหลือเพียงลู่เดียว สิ่งที่พวกเขาต้องการมิใช่ความตกลงสองฉบับที่มีเนื้อหาคล้ายเคียงกัน และมีพื้นฐานความรับผิดชอบที่ไม่ยุติธรรม

การที่ประเทศรวยไม่ต้องการให้พิธีสารเกียวโตอยู่ต่อไปได้ปรากฏให้เห็นชัดตั้งแต่การประชุมคณะทำงาน AWG-KP ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา โดยประเทศพัฒนาแล้วประกาศว่าไม่ต้องการให้มีการหารือกันในเรื่องพันธกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโต บางประเทศอย่างเช่นสหภาพยุโรปแสดงท่าทีอ้อมๆ ว่า ตนสนับสนุนหลักการของพิธีสารเกียวโต แต่ไม่ต้องการที่จะให้มีการพูดถึงพันธกรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลังปี ค.ศ. 2012 ก่อนที่จะตกลงเรื่องอื่นๆ เช่น การเพิ่มก๊าซเรือนกระจกชนิดใหม่ในบัญชี ระเบียบวิธีการคำนวณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการใช้ที่ดินและป่าไม้ ฯลฯ ให้ได้ก่อน

แม้กระทั่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพิธีสารเกียวโตในปี ค.ศ. 1997 ก็ได้ประกาศชัดว่าพิธีสารเกียวโตต้องสิ้นสุด และแทนที่ด้วยพิธีสารฉบับใหม่ ญี่ปุ่นเชื่อว่าหากต้องการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดึงให้สหรัฐฯ มีส่วนร่วมยอมรับพันธกรณีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

หรือในเวลาต่อมาที่การประชุมที่บาร์เซโลนา (พฤศจิกายน 2552) กลุ่มแอฟริกา โดยการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (กลุ่ม 77 และจีน) ก็ยื่นคำขาดต่อประธานคณะทำงาน AWG-KP ว่า จะไม่ประชุมใดๆ ต่อ หากที่ประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับ “ตัวเลข” ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มประเทศ annex-I ได้ก่อน การประชุมต้องหยุดชะงักไปหนึ่งวัน จนในที่สุด ประธานก็ประนีประนอมขอให้มีการประชุมต่อไป โดยสัญญาว่าจะจัดสรรเวลาอย่างน้อยร้อยละ 60 ของการประชุมที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้กับการประชุมเรื่อง “ตัวเลข” เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ในการประชุมครั้งนี้ที่โคเปนเฮเกนก็เช่นกัน ประเทศกำลังพัฒนายังไม่คลายกังวลว่าพิธีสารเกียวโตกำลังจะถูก “ฆ่า” จึงได้แสดงออกทุกวิถีทางที่จะป่าวประกาศความกังวลนี้ออกมาดังๆ

ในการประชุมเต็มคณะในวันแรก (7 ธันวาคม 2552) จีนกล่าวต่อว่าประธานซึ่งเป็นรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศเจ้าบ้านเดนมาร์กว่า รู้เห็นเป็นใจ เนื่องจากโลโก้ของการประชุมเขียนไว้แต่เพียงว่าการประชุม COP15 ซึ่งหมายถึงเฉพาะการประชุมกรอบอนุสัญญา UNFCCC สมัยที่ 5 ทั้งๆ ที่จะมีการประชุมรัฐภาคีของพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 5 หรือ CMP5 คู่ขนานกันไปด้วย (เดนมาร์กประเทศเจ้าบ้านตกใจจ้าละหวั่น บอกว่าโลโก้นี้ออกมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่เห็นมีใครจะร้องเรียนอะไร แต่ก็ได้ตัดสติกเกอร์ CMP5 มาแปะเพื่อแสดงความจริงใจโดยรวดเร็วทันใจให้เห็นในวันรุ่งขึ้น)

ต่อมาในวันแรกของสัปดาห์ที่สองของการประชุม กลุ่มแอฟริกันยื่นคำขาดต่อประธานว่า หากยังไม่สามารถตกลงกันเรื่องตัวเลขสำหรับพันธกรณีที่สองของพิธีสารเกียวโตได้ ก็จะไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมอื่นๆ ทำให้การประชุมทุกอย่างหยุดไปครึ่งค่อนวัน ก่อนที่ประธานจะให้คำมั่นว่าจะจัดหารือระดับรัฐมนตรีเพื่อพูดคุยกันในเรื่องนี้ การประชุมจึงดำเนินต่อไปได้

ตัวอย่างบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงการที่แต่ละประเทศต่างมีผลประโยชน์แห่งชาติอยู่เบื้องหลัง ต่างมองพิธีสารเกียวโตจากคนละมุมมองและผลประโยชน์ที่ตนได้หรือเสียไป สหรัฐฯ มองว่าพิธีสารเกียวโตไม่ยุติธรรม สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงสหรัฐฯ (และจีน อินเดีย ฯลฯ) ให้มาร่วมรับผิดชอบ

ในขณะที่ จีน อินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ ซาอุดิอารเบีย ฯลฯ มองว่าพิธีสารเกียวโตเป็นเกราะกำบัง ไม่ต้องรับผิดชอบ และเป็น free-rider ได้ประโยชน์ต่อไป กลุ่มประเทศหมู่เกาะและประเทศหมู่เกาะมองว่าเป็นความตกลงฉบับเดียวที่จะจัดการกับปัญหาโลกร้อนที่มีผลกระทบอย่างมากต่อผู้คนในประเทศของตน และให้ได้รับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านการเงิน

น่าสนใจว่า ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นไทย ซึ่งเป็นประเทศในระดับ “กลางๆ” ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่สูงแต่ก็ไม่น้อย (ราว 350 ล้านตันต่อปี) และในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะรับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน จะมีท่าทีอย่างไรในเรื่องนี้

หากไทยจะตามประเทศกำลังพัฒนาใหญ่ๆ อย่างเช่นจีน จะเป็นประโยชน์กับเราอย่างแท้จริงหรือไม่ แต่ถ้าหากจะตามประเทศรวยก็คงไม่น่าจะใช่ เพราะในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก เราก็ยังต้องการข้อบังคับที่มีผลทางกฎหมายเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกนี้ไว้

ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งคนไทยทุกคน จึงน่าถามตัวเองว่า หากประชาคมโลกมีความตกลงใหม่ ที่แม้อาจมีเนื้อหาหรือหลักการแตกต่างจากพิธีสารเกียวโต (ที่หลายคนเชื่อว่าได้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์) แต่สามารถนำให้สหรัฐฯ (และจีน อินเดีย และประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่สูงอื่นๆ) เข้าร่วมรับผิดชอบได้ ไทยจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร

คำถามนี้น่าคิด หากคิดได้ ประเทศขวานทองของเราก็จะได้รับประโยชน์จากความตกลงระหว่างประเทศอย่างแท้จริงเสียที ที่แม้จะเป็นเรื่องมองไม่เห็นและจับต้องยากก็ตาม

เผยร่างแรกแก้โลกร้อน อีก 40 ปีต้องลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่ำ 50%

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เวทีประชุมเจรจาแก้ปัญโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนผ่านไปครึ่งทาง เผยร่างข้อตกลงฉบับแรก กำหนดแนวทางควบคุมอุณหภูมิโลก ให้ร้อนขึ้นได้อีกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้สูงสุด 95% หรืออย่างน้อยที่สุด 50% ในปี 2593

ตัวแทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศทั่วโลก กำลังถกแนวทางควบคุมก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2555 กันอย่างเข้มข้น ในที่ประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-18 ธ.ค. นี้

หลังจากการเจรจาผ่านไปแล้วครึ่งทาง ที่ประชุมได้มีการเปิดเผยร่างฉบับแรกเกี่ยวกับข้อกำหนดแนวทางควบคุมอุณหภูมิโลกและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทศวรรษถัดไป โดยมีสาระสำคัญอยู่ในเอกสารจำนวน 6 หน้า ที่กลั่นกรองมาจากต้นฉบับจำนวน 180 หน้า ซึ่งได้แจกแจงพันธะการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา

ร่างแนวทางดังกล่าวเน้นการมี "วิสัยทัศน์" ร่วมกันในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป หรือปีเริ่มต้นหลังจากที่พิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวได้กำหนดให้ทุกประเทศร่วมกัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่ ลดให้ได้ 50%, 80% หรือ 95% ภายในปี 2593 และประเทศร่ำรวยควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-40% ภายในปี 2563 โดยเทียบกับปี 2533 ตามรายงานข่าวจากเอเอฟพีและเอพี

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ควรมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยแนวทางเรด (Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation: REDD) หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการทำลายพื้นที่ป่า และควรได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และความสามารถด้านต่างๆ จากประเทศพัฒนาแล้ว ทว่ายังไม่ได้มีการระบุจำนวนเงินที่ควรได้รับการสนับสนุนไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังระบุด้วยว่าทุกฝ่ายควรจะร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยการรักษาวัตถุประสงค์ของข้อตกลงไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส ตามที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกรายงานไว้

หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่านี้ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่สามารถหวนกลับคืนได้ดังเดิม รวมทั้งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอีกหลายสปีชีส์

ทั้งนี้ ประเทศอุตสาหกรรมเห็นชอบกับเป้าหมายที่ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2593 ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นำโดยจีนและอินเดียมีท่าทีนิ่งเฉยต่อเป้าหมายทุกแนวทาง หากยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าประเทศร่ำรวยจะยอมรับภาระลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายรวมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรมยังต่ำกว่าเป้าหมายระดับต่ำสุดอยู่มาก ทว่าสหภาพยุโรปกล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่าจะเพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้เป็น 30% ภายในปี 2563 และปราถนาจะผลักดันให้ชาติร่ำรวยอื่นๆ ให้คำมั่นว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากขึ้นด้วยในระหว่างการเจรจาที่โคเปนเฮเกน

นอกจากนั้น ผู้นำสหภาพยุโรปยังได้ตกลงร่วมกันในเวทีประชุมที่บรัสเซลส์ว่าจะสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศยากจนเป็นช่วงเวลาสั้นจนถึงปี 2555 เป็นเงินจำนวน 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) เพื่อการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อีโว เดอ โบร์ (Yvo De Boer) เจ้าหน้าที่สูงสุดด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นให้ความสนใจต่อภาพใหญ่ ซึ่งการอภิปรายกันอย่างจริงจังถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและด้านการเงินได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งที่ยุโรปเสนอตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกในที่ประชุมเจรจาว่าจะลดให้ได้ 30% นั้น เป็นการปลุกใจอย่างยิ่งใหญ่เพื่อไปสู่ปฏิบัติจริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะมีการสรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศหลังปี 2555 และลงนามยอมรับข้อตกลงอย่างเป็นทางการโดยรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ ก่อนปิดการประชุม.

เผยร่างแรกแก้โลกร้อน อีก 40 ปีต้องลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่ำ 50%

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เวทีประชุมเจรจาแก้ปัญโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนผ่านไปครึ่งทาง เผยร่างข้อตกลงฉบับแรก กำหนดแนวทางควบคุมอุณหภูมิโลก ให้ร้อนขึ้นได้อีกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้สูงสุด 95% หรืออย่างน้อยที่สุด 50% ในปี 2593

ตัวแทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศทั่วโลก กำลังถกแนวทางควบคุมก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2555 กันอย่างเข้มข้น ในที่ประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ณ กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ระหว่างวันที่ 7-18 ธ.ค. นี้

หลังจากการเจรจาผ่านไปแล้วครึ่งทาง ที่ประชุมได้มีการเปิดเผยร่างฉบับแรกเกี่ยวกับข้อกำหนดแนวทางควบคุมอุณหภูมิโลกและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทศวรรษถัดไป โดยมีสาระสำคัญอยู่ในเอกสารจำนวน 6 หน้า ที่กลั่นกรองมาจากต้นฉบับจำนวน 180 หน้า ซึ่งได้แจกแจงพันธะการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา

ร่างแนวทางดังกล่าวเน้นการมี "วิสัยทัศน์" ร่วมกันในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงหลายทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป หรือปีเริ่มต้นหลังจากที่พิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวได้กำหนดให้ทุกประเทศร่วมกัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ 3 แนวทาง ได้แก่ ลดให้ได้ 50%, 80% หรือ 95% ภายในปี 2593 และประเทศร่ำรวยควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-40% ภายในปี 2563 โดยเทียบกับปี 2533 ตามรายงานข่าวจากเอเอฟพีและเอพี

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ควรมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยแนวทางเรด (Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation: REDD) หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการทำลายพื้นที่ป่า และควรได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และความสามารถด้านต่างๆ จากประเทศพัฒนาแล้ว ทว่ายังไม่ได้มีการระบุจำนวนเงินที่ควรได้รับการสนับสนุนไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนั้น ยังระบุด้วยว่าทุกฝ่ายควรจะร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยการรักษาวัตถุประสงค์ของข้อตกลงไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส ตามที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกรายงานไว้

หากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่านี้ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและไม่สามารถหวนกลับคืนได้ดังเดิม รวมทั้งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอีกหลายสปีชีส์

ทั้งนี้ ประเทศอุตสาหกรรมเห็นชอบกับเป้าหมายที่ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 50% ภายในปี 2593 ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นำโดยจีนและอินเดียมีท่าทีนิ่งเฉยต่อเป้าหมายทุกแนวทาง หากยังไม่ได้รับความชัดเจนว่าประเทศร่ำรวยจะยอมรับภาระลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายรวมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศอุตสาหกรรมยังต่ำกว่าเป้าหมายระดับต่ำสุดอยู่มาก ทว่าสหภาพยุโรปกล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่าจะเพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้เป็น 30% ภายในปี 2563 และปราถนาจะผลักดันให้ชาติร่ำรวยอื่นๆ ให้คำมั่นว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากขึ้นด้วยในระหว่างการเจรจาที่โคเปนเฮเกน

นอกจากนั้น ผู้นำสหภาพยุโรปยังได้ตกลงร่วมกันในเวทีประชุมที่บรัสเซลส์ว่าจะสนับสนุนด้านการเงินแก่ประเทศยากจนเป็นช่วงเวลาสั้นจนถึงปี 2555 เป็นเงินจำนวน 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 120,000 ล้านบาท) เพื่อการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

อีโว เดอ โบร์ (Yvo De Boer) เจ้าหน้าที่สูงสุดด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นให้ความสนใจต่อภาพใหญ่ ซึ่งการอภิปรายกันอย่างจริงจังถึงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและด้านการเงินได้เริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งที่ยุโรปเสนอตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกในที่ประชุมเจรจาว่าจะลดให้ได้ 30% นั้น เป็นการปลุกใจอย่างยิ่งใหญ่เพื่อไปสู่ปฏิบัติจริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมจะมีการสรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศหลังปี 2555 และลงนามยอมรับข้อตกลงอย่างเป็นทางการโดยรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศในวันที่ 18 ธ.ค. นี้ ก่อนปิดการประชุม.

ประชาสังคมไทยพบรมต.กระทรวงทรัพย์ฯที่โคเปนเฮเกน เรียกร้องจุดยืนรัฐบาลแก้โลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สุวิทย์ คุณกิตติ รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบตัวแทนเอ็นจีโอและชาวบ้าน ที่กรุงโคเปนเฮเกน รับปากตัวแทนชาวบ้านว่ารัฐบาลต้องคำนึงถึงชาวบ้าน พร้อมระบุเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน และไทยต้องดำเนินการภายใต้กรอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน

โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก; 13 ธันวาคม 2552, 18.00 น.: รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ ยืนยันกับตัวแทนภาคประชาสังคมและเครือข่ายชาวบ้าน รัฐบาลไทยยังคงสนับสนุนจุดยืนร่วมของกลุ่มจี 77 และเห็นว่า การแก้ปัญหาโลกร้อนจำเป็นต้องส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมรับปากตัวแทนชาวบ้านว่ารัฐบาลต้องคำนึงถึงชาวบ้านและยังไม่เห็นด้วยกับ REDD รวมถึงคงต้องมีการทบทวนการพัฒนาภายในประเทศด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมและเครือข่ายชาวบ้านได้เข้าพบนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายศักดิ์สิทธิ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอย้ำถึงข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่ได้เสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีว นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2552 เรื่องจุดยืนและท่าทีของรัฐบาลไทยในการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 ซึ่งกำลังประชุมอยู่ในระหว่างนี้ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยเฉพาะในประเด็นการเจรจาที่จะมีผลกระทบต่อภาคประชาชนในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ ที่จะเกี่ยวพันไปถึงสิทธิของชุมชนกับการใช้ประโยชน์จากป่า การลดการปล่อยก๊าซในภาคเกษตร และทิศทางการพัฒนาพลังงานและอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ทั้งนี้นายสุวิทย์กล่าวยืนยันกับน.ส. กิ่งกร นรินทรกุล ตัวแทนคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมและตัวแทนชาวบ้านจากเครือข่าวต่าง ๆ ว่า แม้ว่าขณะนี้กลุ่มประเทศอียูประกาศชัดเจนว่าจะยกเลิกพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนท่าทีของกลุ่มจี 77 ทั้งนี้ท่าทีของกลุ่ม 77 คือพยายามรักษาพิธีสารเกียวโตและต้องการให้มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศพัฒนาแล้วในช่วงพันธะกรณีที่สอง

อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยยังคงมีจุดยืนร่วมกันกับกลุ่มประเทศจี 77 ในเรื่องนี้ แม้ว่าที่ผ่านมามีความพยายามของอีกฝ่ายหนึ่งที่จะทำให้เสียงของกลุ่มจี 77 แตก และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหลังจากที่ทางกลุ่มอียูประกาศชัดเจนเรื่องไม่เอาพิธีสารเกียวโต

น.ส. วนัน เพิ่มพิบูลย์ จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมได้สอบถามความเห็นของรัฐมนตรีสุวิทย์เรื่องการซื้อขายคาร์บอนว่า รัฐบาลไทยควรพิจารณาเรื่องความเป็นธรรมในการลดการปล่อย โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซในประเทศตน ไม่ใช่ลดโดยผ่านการซื้อขายคาร์บอนและการอ๊อฟเซ็ต (offset) ในเรื่องนี้นายสุวิทย์เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดที่ประเทศตัวเอง แต่ไม่ตอบคำถามกรณีที่ว่า ทำไมประเทศไทยจึงมีโครงการภายใต้การพัฒนาที่สะอาด (CDM) นับร้อยโครงการในปัจจุบัน ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นเรื่องประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศตัวเอง กล่าวแต่เพียงว่า รัฐบาลไทยต้องคำนึงถึงความคุ้มต่าง ๆ พร้อมกับต้องคำนึงเรื่องกิจกรรมที่ต้องนำไปสู่ทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ให้ไปด้วยกัน

ในโอกาสเดียวกัน นางกันยา ปันกิติ เครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศเทศ ได้สอบถามว่ารัฐบาลไทยจะมีจุดยืนอย่างไรในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เห็นด้วยกับ REDD ที่จะมีการนำภาคป่าไม้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีข้อตกลงอะไรออกมาชัดเจน และ “ผมก็รับรู้อยู่ว่าประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องของสิทธิชุมชนกับการใช้ประโยชน์จากป่า เรื่องชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า ไทยต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ก่อน และขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่” อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องนึกถึงชาวบ้านก่อน และเรื่องนี้ก็ต้องคิดให้ละเอียดว่าชาวบ้านจะได้อะไร และจะเสียอะไร

นางกันยาได้เรียกร้องต่อรัฐบาลว่า อยากให้รัฐบาลทำการศึกษาให้ชัดเจนว่า ป่าไม้ของไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าไหร่ ภาคอื่น ๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ จะได้แก้ปัญหาให้ถูกจุด ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรเดือดร้อน เหมือนอย่างกรณีที่มีการจับกุมชาวบ้านและศาลตัดสินว่าชาวบ้านที่ตัดต้นยางเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อปัญหาโลกร้อน และรัฐบาลไม่ควรใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายทางกาศอย่างเดียว การแก้ปัญหาเรื่องป่ากับชุมชน ข้าราชการต้องลงมาสำรวจพื้นที่จริง ๆ ไม่ใช่ใช้ข้อมูลจากแผนที่และภาพถ่ายเท่านั้น

นายสุวิทย์กล่าวว่า เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกัน สำหรับประเทศไทย เราต้องดำเนินการภายใต้กรอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเราจะมีส่วนร่วมดำเนินการภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน

น.ส. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม กล่าวว่า รัฐบาลไทยหลายหน่วยงานพูดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนมานานหลายปี ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ และอื่น ๆ แต่ปัญหาคือ การพูดถึงเรื่องนี้ รวมไปถึงการบรรจุเรื่องนี้อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับการปฏิบัติจริงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสวนทางกันตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลยังคงส่งเสริมการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพัฒนาพลังงานของประเทศอีกหลายโรง และส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมหนัก เช่นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก รวมทั้งใช้พลังงานเข้มข้นและก่อมลพิษสูงมาก หากประเทศไทยยังส่งเสริมการพัฒนาลักษณะนี้จะมีแต่เพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสวนทางกับการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในเรื่องนี้รัฐมนตรีสุวิทย์กล่าวว่า ก็เห็นด้วย และคิดว่าประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาในรระยะต่อไป เพราะทั่วโลกก็พูดเรื่องนี้กัน รวมไปถึงคงต้องปรับเปลี่ยนแผนพัฒนาพลังงานหรือพีดีพีให้หันมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ตัวแทนจากเครือข่ายประมงยังได้สะท้อนปัญหาเพิ่มเติมว่า เนื่องจากชุมชนประมงชายฝั่งเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและเป็นกลุ่มแรก ๆ จากปัญหาโลกร้อนด้วย นายสุวิทย์ก็รับปากว่า รัฐบาลกำลังมีการจัดการเรื่องนี้และจะช่วยดูแล ตัวแทนประมงจึงย้ำว่า การสร้างความเข้มแข้งและเพิ่มความสามารถให้กับชาวบ้านในการปรับตัวจากปัญหาโลกร้อนจะช่วยเรื่องนี้ได้ ซึ่งรัฐมนตรีและปลัดการะทรวงทรัพยากรฯ ก็รับปากว่าจะดำเนินการและให้มีการศึกษาเรื่องนี่อย่างจริงจัง

ตัวแทนภาคประชาสังคมและเครือข่ายชาวบ้านที่แลกเปลี่ยนและยื่นข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรีสุวิทย์ครั้งนี้ประกอบด้วยตัวแทนน.ส.กิ่งกร นรินทรกุล น.ส. พรพนา ก๊วยเจริญ น.ส. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง และน.ส.วนัน เพิ่มพิบูลย์ จากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม โดยมีตัวแทนจากเครือข่ายประชาชนต่าง ๆ คือ นายสุทธิ อัชฌาสัย เลขาธิการเครือข่ายประชาชาชนภาคตะวันออก น.ส.เอื้องฟ้า ช้ำเกตุ จากเครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินตำบลเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา นายพฤ โอโดเชา เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายเยาวชนประมงพื้นบ้านภาคใต้ สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เป็นต้น

Copenhagen police battle climate protesters

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

last updated at 17:34 GMT, Wednesday, 16 December 2009

เลขาฯยูเอ็นเรียกร้องเร่งสรุปแก้ปัญหาโลกร้อน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 15 ธันวาคม 2552 11:50

เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้ผู้แทนการเจรจาของแต่ละประเทศเร่งหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก

นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เตือนว่า โลกมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ข้อตกลงในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก หากคณะผู้แทนการเจรจาของประเทศต่าง ๆ ไม่ยอมประนีประนอมกัน พร้อมกันนี้ นายบัน ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการกล่าวโทษกันและกัน และต้องเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่า ในการเร่งหาข้อสรุป ก่อนที่บรรดาผู้นำ 115 ประเทศ จะเข้าร่วมการประชุมในปลายสัปดาห์นี้

ถ้อยแถลงของ นายบัน มีขึ้นก่อนที่จะเดินทางไปร่วมการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ซึ่งเขาจะเรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงในระยะยาวและขยายความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น

"โคเปนเฮเกน" ปิดฉาก รุมจวกสหรัฐฯ ไม่จริงจังแก้ปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เอเจนซี/เอเอฟพี - การประชุมโลกร้อนปิดฉากลงท่ามกลางเสียงครหาว่า ชาติร่ำรวยโดยเฉพาะผู้นำโลกและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดอย่างสหรัฐฯ ยังไม่จริงจังในการแก้ปัญหา ย้ำ ข้อตกลงที่ได้ต้องมีพันธะผูกพันทางกฎหมายไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ยอมรับว่า ข้อตกลงที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่ง

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล ได้บรรลุข้อตกลงที่มีความหมายในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่เจรจากันนานหลายชั่วโมง ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ขณะรอยเตอร์รายงานว่า สหภาพยุโรป(อียู) ยังลังเลที่จะลงนามข้อตกลงดังกล่าว และวิจารณ์ว่าเป็นข้อตกลงที่ยังไม่เป็นเอกฉันท์ และเรียกร้องให้ข้อตกลงฉบับใหม่นี้มีพันธะผูกพันทางกฎหมายมากกว่าแค่การให้คำมั่นสัญญา

หลังจากการประชุมกันอย่างทรหดตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคมที่เพิ่งผ่านมา ผู้เจรจาจากทุกชาติยอมรับว่า ข้อตกลงดังกล่าว ยังไม่สมบูรณ์แบบ และไม่บรรลุผลตามเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจำที่สหประชาชาติวางกรอบไว้

ประธานาธิบดีโอบามา เผยว่า ข้อตกลงซึ่งจะเป็นข้อตกลงฉบับแรกนับตั้งแต่พิธีสารเกียวโต ปี 1997 ที่ะหมดอายุลงในอีก 3 ปีข้างหน้า ได้กำหนดให้ทุกประเทศเสนอสิ่งที่จะดำเนินการและพันธกรณี รวมถึงกลไกทางการเงิน และการติดต่อสื่อสารระหว่างกันถึงความคืบหน้าในการดำเนินงาน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยทุกชาติจะต้องส่งแผนการดำเนินงานดังกล่าวภายในสิ้นปี 2010

ทั้งนี้ โอบามากล่าวว่า แม้ว่า ข้อตกลงนี้ยังไม่เพียงพอในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญของความพยายามจากทุกชาติเพื่อต่อสู้กับภาะวะโลกร้อน

ใจรัม ราเมส รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินเดียระบุว่า การประชุมช่วงสุดท้ายนาน 36 ชั่วโมงปิดฉากลงด้วยข้อตกลงที่ไม่มีพันธะผูกพันทางกฎหมาย ขณะที่เลขาธิการสำนักงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกแห่งสหประชาชาติระบุว่า ข้อตกลงยังเป็นฉบับร่างอยู่นั้นจะต้องได้รับการโหวตรับรองจากสมาชิกสหประชาชาติ 193 ปผระเทศอย่างเป็นทางการต่อไปในวันนี้(19) และเป็นเพียงความสำเร็จอัน "พอประมาณ" เท่านั้น

ด้านชาติยุโรปยังแสดงถึงความลังเลใจที่จะลงนามรับรอง "ข้อตกลงโคเปนเฮเกน" ขณะที่ชาติกำลังพัฒนาต่างวิจารณ์ข้อตกลงนี้อย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นที่สหรัฐฯไม่ได้ประกาศเป้าหมายการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกมากเท่าที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะร่างกฎหมายลดก๊าซเรือนกระจกของรัฐบาลสหรัฐฯถูกชลอโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯสนับสนุนแผนการจัดสรรเงินทุน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่ประเทศยากจนเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล เผยว่า เยอรมนีจะสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว แม้จะยังไม่เห็นชอบทุกประการ เพราะข้อตกลงฉบับนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น "แต่เราต้องการไปมากกว่านั้น" ผู้นำเยอรมนีระบุว่า ข้อตกลงฉบับนี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้อียูเพิ่มเป้าหมายการลดปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ภายในปี 2020 ได้

เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษที่ต้องการมากไปกว่านี้ โดยเขาที่กล่าวกับผู้สื่อข่าววว่า "เราจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปอย่างรวดเร็ว เพื่อประกันว่าจะได้ผลลัพทธ์ที่มีผลภาระผูกพันตามกฎหมาย

เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ....วันที่ 15 ธันวาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ตามที่กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ได้มีการกำหนดระดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องติดตามดูแล 202 รายการ และบริการ 20 รายการ เป็นประจำทุกเดือนตามสถานการณ์หรือปัจจัยการผลิต ที่ เปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังในการติดตามดูแลราคาสินค้า และได้รายงานการจัดระดับความสำคัญของเดือนพฤศจิกายน 2552 ให้คณะรัฐมนตรีทราบไปแล้ว โดยกำหนดสินค้ากลุ่ม Sensitive List (SL)ไว้ 7 รายการ บริการ 1 รายการ กลุ่ม Priority Watch List (PWL)ไว้ 9 รายการ บริการ 1 รายการ และกลุ่ม Watch List (WL) ไว้ 186 รายการ บริการ 18 รายการ นั้น

สำหรับในเดือนธันวาคม 2552 ได้ประเมินและคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ ด้านราคาและปริมาณของสินค้าแล้ว เห็นควรคงระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่มไว้คงเดิมต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2552 คือ

1. กลุ่ม Sensitive List (SL) สินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ รวม 7 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบหลัก คือ เนื้อสัตว์ทุกชนิดโดยภาพรวมมีราคาสูงขึ้น (2) น้ำมันเบนซิน (3) น้ำมันดีเซล เนื่องจากพายุเฮอริเคนไอด้าพัดเข้าสู่บริเวณอ่าวเม็กซิโก ทำให้การผลิตน้ำมันดิบต้องหยุดดำเนินการไปชั่วคราว กอรปกับสหรัฐฯยังคงดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดน้ำมันมากขึ้น (4) เหล็กเส้น (5) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (6) เหล็กแผ่นรีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส และ (7) ปูนซิเมนต์ แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะปรับลดลง แต่เนื่องจากโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ที่กำลังเริ่มดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการใช้เพิ่มขึ้น และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า

2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL)รวม 9 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน (3) ครีมเทียมข้นหวาน เนื่อง จากราคานมผงขาดมันเนย ซึ่งเป็นวัตถุดิบมีการปรับสูงขึ้น กอปรกับความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น (4) น้ำมันพืช เนื่องจากราคาวัตถุดิบคือน้ำมันปาล์มดิบมีราคาปรับสูงขึ้น (5) สายไฟฟ้า ราคาทองแดงในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้ของผู้ใช้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง (6) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (7) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม เนื่องจากราคาวัตถุดิบในตลาดปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบจากการปรับเพิ่มของราคาวัตถุดิบ (เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิด TMBP) (8) ก๊าซ LPG หุงต้ม เนื่องจากราคาวัตถุดิบเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และ (9) ปุ๋ยเคมี เนื่องจากราคาปุ๋ยยูเรียปรับสูงขึ้น ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถ ซึ่งมักมีปัญหาและได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ

3. กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 186 รายการ และบริการ 18 ราย

เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 5/2552....วันที่ 15 ธันวาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออก รายงานผลการประชุมและมติคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 5/2552 สรุปได้ดังนี้

1. รายงานผลการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง

1.1 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้รายงานผลการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สรุปได้ดังนี้

(1) คุณภาพอากาศในบรรยากาศ ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ ถึงเดือนตุลาคม 2552 พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เฉลี่ยประมาณร้อยละ 10-20 ของค่ามาตรฐานที่กำหนด ทั้งก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ยกเว้นค่าฝุ่นละอองต่ำกว่า 10 ไมครอน (PM10) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่ที่ระดับใกล้หรือสูงกว่าค่ามาตรฐาน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาวและมีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายตัว

(2) คุณภาพอากาศจากปล่องโรงงาน ปัจจุบัน กนอ. มีการวางระบบตรวจวัด 34 โรงงาน (139 ปล่อง) โดยเชื่อมโยงข้อมูลการระบายคุณภาพอากาศจากปล่องโรงงานมายังศูนย์เฝ้าระวังฯ ของ กนอ. ซึ่ง เมื่อโรงงานปล่อยค่าต่างๆ ใกล้หรือเกินมาตรฐานที่กำหนด จะมีระบบแจ้งเตือนมายัง กนอ. เพื่อประสานงานควบคุมการดำเนินงานของโรงงานได้ทันที โดยผลการตรวจวัดที่ผ่านมามีแนวโน้มของสัญญาณเตือนลดลง

(3) คุณภาพน้ำ บริเวณคลองชากหมากซึ่งไหลผ่านนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดย

เก็บตัวอย่างน้ำ 7 จุดบนบก และ 3 จุดในทะเล พบว่าคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

1.2 กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและคุณภาพน้ำ

สรุปได้ดังนี้

1.2.1 คุณภาพอากาศ ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยทั่วไป และเก็บตัวอย่าง

สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศในพื้นที่จังหวัดระยองอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

(1) สารมลพิษทางอากาศพื้นฐาน จากการติดตามคุณภาพอากาศในปี 2549-

กันยายน 2552 พบว่าสารมลพิษทางอากาศพื้นฐาน เช่น ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะปริมาณ SO2 และ NO2 ในภาพรวมมีปริมาณลดลงตั้งแต่ปี 2549 โดยลดลงร้อยละ 27 และ 18 ตามลำดับ

(2) สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศ ตั้งแต่เดือนกันยายน

2549 จนถึงปัจจุบัน พบว่าในพื้นที่มาบตาพุดมี VOCs อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 6 ชนิด และเกินค่ามาตรฐานในบางสถานี 3 ชนิด ได้แก่ สารเบนซีน สาร 1,3 Butadiene และสาร 1,2 Dichloroethane อย่างไรก็ดี สาร VOCs ทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวในปี 2552 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 แต่เมื่อเทียบกับปี 2551 พบว่า สาร 1,3 Butadiene และสาร 1,2 Dichloroethane มีแนวโน้มลดลง แต่เบนซีนมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากอุตสาหกรรมแล้ว อาจมาจากแหล่งกำเนิดอื่น เช่น การจราจรหนาแน่นในช่วงเช้าและเย็น

1.2.2 คุณภาพน้ำ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเล น้ำในคลองสาธารณะ และ
น้ำใต้ดิน ดังนี้

(1) คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง จากการตรวจวัดจำนวน 22 สถานี พบว่า
คุณภาพน้ำทะเลในปี 2551 และ 2552 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2550 โดยมีเพียงแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มและแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์มที่มีค่า เพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปนเปื้อนของน้ำเสียชุมชนที่ระบายลงสู่ทะเล

(2) คุณภาพน้ำในคลองสาธารณะ จากการตรวจวัดในพื้นที่ตำบลมาบ
ตาพุดจำนวน 9 สาย โดยมีสถานีตรวจวัดจำนวน 17 สถานี พบว่าคุณภาพน้ำในคลองทุกสายสามารถใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมและการอุปโภค บริโภคได้โดยผ่านการฆ่าเชื้อโรคตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวโน้มของการปนเปื้อนแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มเพิ่มขึ้น

(3) คุณภาพน้ำใต้ดิน จากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีจำนวนบ่อน้ำใต้ดินที่ศึกษาจำนวน 242 บ่อ เป็นบ่อน้ำตื้น 188 บ่อ และบ่อน้ำบาดาล 54 บ่อ พบการปนเปื้อนโลหะหนัก 5 ชนิด ได้แก่ สารหนู เหล็ก แมงกานีส สังกะสี และตะกั่ว เกินกว่ามาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดิน คิดเป็นร้อยละ 49.4 ของ จำนวนบ่อที่ตรวจวัด ซึ่งการปนเปื้อนโลหะหนักดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากสินแร่ในดินและน้ำใต้ดินใน พื้นที่ที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนสารอินทรีย์ระเหยง่ายหลายชนิด เช่น 1, 2-Dichloroethane เบนซีน และไวนิลคลอไรด์ เกินกว่ามาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดิน คิดเป็นร้อยละ 17.7 ของจำนวนบ่อที่ตรวจวัด โดยพบในวงจำกัดในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มติคณะกรรมการ กพอ. รับทราบและมีมติ ดังนี้

1) มอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รายงานสถิติจำนวนครั้งการตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศจากปล่องโรงงาน (CEMs) ที่เกินมาตรฐาน (Alert) ในแต่ละเดือนต่อคณะกรรมการ กพอ. และพิจารณาการจัดทำป้ายหน้าโรงงานเพื่อแสดงสถิติจำนวนครั้งที่คุณภาพอากาศ เกินมาตรฐาน รวมทั้งควรให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ควบคู่กับการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และค่ามาตรฐานที่กำหนด

2) มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน จัดทำสรุปแผนงานและมาตรการแก้ไขปัญหามลพิษเร่งด่วน 3 ประการ คือ (1) การปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่ายในดินและน้ำใต้ดิน (2) การแก้ไขปัญหาการสะสมตัวของตะกอนดินปากคลองชากหมาก (3) การจัดการ VOCs ในภาพรวมบริเวณมาบตาพุด และนำเสนอต่อคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดโดยด่วนต่อไป

2. แผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง

จังหวัดระยอง

2.1 สถานะปัจจุบันของระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันพื้นที่มาบตาพุดมีสถานี

ตรวจ วัดคุณภาพอากาศที่ดำเนินการแล้ว 14 แห่ง และจะติดตั้งเพิ่มเติมภายในปีงบประมาณ 2553 อีก 10 แห่ง รวมเป็น 24 แห่ง ซึ่งจะเพียงพอสำหรับดูแลคุณภาพอากาศในพื้นที่มาบตาพุด อย่างไรก็ตาม สถานีที่มีอยู่ไม่สามารถตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ได้สำหรับป้ายอัจฉริยะรายงานผลคุณภาพอากาศ ปัจจุบัน กนอ. ได้ติดตั้งแล้ว 2 ป้าย และบริษัท IRPC จะ ติดตั้งเพิ่มเติมภายในปี 2553 อีก 2 ป้าย ซึ่งชุมชนต้องการให้ติดตั้งเพิ่มเติม นอกจากนี้ ชุมชนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ internet จึง มีข้อเรียกร้องให้ภาครัฐจัดระบบรายงานผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เข้าถึงชุมชนบน พื้นฐานการรับฟังความเห็นและความต้องการของชุมชนในส่วนของการตรวจวัดคุณภาพ น้ำแบบอัตโนมัติ ปัจจุบันมีสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ 1 แห่งบริเวณปากคลองตากวน ซึ่งไม่เพียงพอในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและเตือนภัยการลักลอบระบายน้ำเสียของ ภาคอุตสาหกรรมได้ทันท่วงที

2.2 แผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระยะต่อไป

2.2.1 การพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย (1) การติดตั้งป้าย

อัจฉริยะแสดงผลคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Display Board) (2) การติดตั้งชุดตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) (3) การจัดตั้งศูนย์รับข้อมูลและจอแสดงผลในพื้นที่ชุมชน/อปท. และ (4) การดำเนินงาน บำรุงรักษา และ Audit ระบบ

2.2.2 การพัฒนาและติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ เทศบาลเมืองมาบ ตาพุดได้เสนอโครงการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ จำนวน 14 สถานี วงเงินรวม 55.4 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

2.2.3 การประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจวัดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง โดย

ในระยะเร่งด่วน กนอ. ดำเนินการประมวลผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ในพื้นที่มาบตาพุด และประสานขอความร่วมมือเทศบาลเมืองมาบตาพุดในการประชาสัมพันธ์ผ่านระบบเสียง ตามสาย โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมวลผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่และประชา สัมพันธ์ผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งรัดการติดตั้ง Display Board ให้แล้วเสร็จตามกำหนด

มติคณะกรรมการ กพอ. มอบหมายให้คณะทำงานแก้ปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด รับไปพิจารณา รายละเอียดของแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม (การติดตั้งป้ายแสดงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ชุดตรวจวัด VOCs ศูนย์ รับข้อมูลและแสดงผลใน อปท. ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม) โดยจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว แล้วนำเสนอคณะกรรมการ กพอ. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อนาคตการบินไทย...ความท้าทายบนเส้นทางสีเขียว

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แม้จะเป็นเวลาไม่นานนัก ที่ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) แต่สัญญาณหนึ่งที่เขาจับได้ในเวลานี้ และอาจจะทำให้ "การบินไทย" ต้องหันมาทำงานอย่างจริงจังในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ดร.ปิยสวัสดิ์มองว่า "ในอนาคตเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังลงลึกถึงการเป็นมาตรฐานในระดับอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งในระดับการเป็นข้อตกลง รวมไปถึงกฎหมาย อย่างตอนนี้ในสหภาพยุโรปได้มีการกำหนดเป็นกฎหมายแล้วว่า สายการบินที่จะบินเข้าสหภาพยุโรปจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 3% ภายในปี 2012 โดยเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระหว่างปี 2004-2006 ในขณะที่สหรัฐ อเมริกาและออสเตรเลียก็กำลังอยู่ในระหว่างการร่างกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต"

เป็นเหตุผลที่ทำให้ "การบินไทย" ต้องเร่งปรับตัว

"ถ้าดูจากข้อกำหนดของสหภาพยุโรปจะเห็นว่า อย่างน้อย ๆ เราก็ต้องสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 3% ในเร็ว ๆ นี้ โดยในเส้นทางการบินที่ไปยุโรป อาจจะต้องมีการใช้เครื่องบินใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นถึง 25% และเราคงต้องทำไปพร้อม ๆ การบริหารจัดการในทุกด้าน เพื่อลดการ ใช้น้ำมันให้มากที่สุด"

ขณะเดียวกัน ยังเตรียมริเริ่มโครงการใหม่ ๆ อย่างการซื้อคาร์บอน (carbon offset) ที่จะเปิดตัวโครงการในต้นปี 2553 โดยไม่เพียงบริษัทจะนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อคาร์บอนในโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังจะเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารที่เดินทางกับการบินไทยสามารถมีส่วนร่วมโดยสมัครใจในการจ่ายค่าชดเชยการปล่อยคาร์บอนจากการเดินทางโดยเครื่องบินระหว่างนี้ยังอยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะติดฉลากคาร์บอนสำหรับอาหารทุกจานที่จะเสิร์ฟบนเครื่องบินว่า แม้โครงการที่กล่าวมายังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

แต่ก็ถือเป็นความท้าทายยิ่งในอนาคต

by ThaiWebExpert