เทคโนโลยีพลังงาน... ฝ่าวิกฤติการเงิน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2450 06 ส.ค. - 08 ส.ค. 2552

เข้าสู่ช่วงกลางไตรมาส 3 ของปีแล้ว แต่ผลของวิกฤติการเงินที่เราเผชิญอยู่ก็ยังคงสัมผัสได้อย่างชัดเจน ประกอบกับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 เองก็ยังควบคุมได้ยากลำบาก จึงส่งผลกระทบอย่างมากแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการทั่วไป ยกเว้นแต่การประกอบกิจการเกี่ยวกับทางการแพทย์และสุขภาพ ที่ช่วงนี้จะสังเกตได้ว่ามีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ดังนั้นผู้ประกอบการโดยทั่วไปจึงต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่องค์กรของตนเองอย่างเร่งด่วน แน่นอนคงปฏิเสธได้ยากว่าการพัฒนาหรือเพิ่มศักยภาพให้แก่บุคลากร ควรจะเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการในลำดับต้นๆ

Energy Talk ในคอลัมม์นี้ผู้เขียนจึงขอแนะนำการพัฒนาหรือเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านพลังงาน ผ่านงานสัมมนาเชิงวิชาการประจำปี Energy Symposium 2009 ภายใต้หัวข้อ

"เทคโนโลยีพลังงาน...ฝ่าวิกฤตการเงิน" ของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผู้เกี่ยวข้องด้านพลังงานได้รับความรู้ ความเข้าใจ ถึงการนำพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับประเทศไทย อีกทั้งรับทราบถึงนโยบายด้านราคาพลังงานและการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

รวมทั้งเพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์รวมถึงสถานการณ์ด้านพลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล) กล่าวเปิดงานสัมมนา และร่วมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "นโยบายและแผนพลังงานของประเทศ" พร้อมทั้งวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาครัฐและเอกชน ร่วมอภิปรายนำเสนอในหลายหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เช่น Energy Technology, Carbon Trade และ พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานฉบับใหม่

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงบูธนิทรรศการด้านพลังงาน "Energy Fair" บริเวณหน้างานกว่า 25 บูธ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสจริงกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านประหยัดพลังงาน บริษัทจัดการพลังงาน รวมไปถึงหน่วยงานด้านพลังงาน โดยงานนี้จะจัดขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552 เวลา 08.00 - 16.30 น. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม ชั้น 1 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ กรุงเทพฯ (โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว) สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณณัฐวรรณ / คุณชาญชัย โทรศัพท์ 0-2345-1247-50 โทรสาร 0-2345-1258-9 หรือ www.iie.or.th

โลกคนรุ่นใหม่ ใส่หัวใจเพื่อการพัฒนา

มติชนรายวัน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2552

"เมล็ดเทียมกล้วยไม้ว่านเพชรหึง" วิทยาศาสตร์ช่วยพืชเศรษฐกิจ ระบบนิเวศป่าเมืองไทย เป็นชิ้นงานที่ นายอนุสรณ์ หมัดล่า นักเรียนมัธยม 6 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา หยิบจับความรู้ด้านชีววิทยา ใส่เข้าไปศึกษาสิ่งมีชีวิต ที่เขาคิดขึ้นเรียนรู้เรื่องราว "กล้วยไม้ว่านเพชรหึง" กล้วยไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีความสวยงามและกลิ่นหอม เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกกันมาก แต่มีปัญหาตามมาคือ การลักลอบนำออกจากป่าจำนวนมาก งานนี้ อนุสรณ์จึงดูว่า "การเจริญเติบโตของต้นอ่อนและการผลิตเมล็ดเทียมของกล้วยไม้ว่านเพชรหึง" ทำได้ง่ายหรือไม่ อย่างไร?

โจทย์ดังกล่าว ทำให้เขาพยายามค้นหาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อช่วยเพิ่มจำนวนพืชชนิดนี้อย่างรวดเร็ว ช่วยย่นระยะเวลาการออกดอกได้ และสามารถทำเมล็ดเทียมขนส่งได้สะดวก เพื่อลดการโจรกรรมลักลอบนำออกจากป่าคืนสมดุลให้ธรรมชาติ และนิเวศวิทยาของป่าที่ต้องการความหลากหลาย

"สารสกัดจากพริกไทยดำ" กำจัดแมลงวันผลไม้ - เพราะการระบาดอย่างรุนแรงของแมลงวันผลไม้ สร้างความเสียหายให้กับผลไม้กว่า 50 ชนิด เป็นปัญหาให้เกษตรกรไทย ทำให้มีการใช้สารเคมีกำจัดแมลง แต่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม เหตุนี้ น.ส.ณัฐกานต์ ทองอ่อน นักศึกษาปี 4 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงคิดวิธีวิจัย "ฤทธิ์การกำจัดแมลงและผลไม้ต่อปฏิกิริยาเอนไซม์ทำลายพิษ จากสารสกัดเมล็ดพริกไทยดำต่อแมลงวันผลไม้" โดยใช้พริกไทยดำ พืชหาง่ายมีอยู่ทั่วประเทศ รสชาติร้อนและเผ็ด สกัดสารที่น่าจะมีผลต่อการกำจัดแมลงวันผลไม้

งานนี้ได้รับการส่งเสริมจาก รศ.ดร.พัฒนี จันทรโรทัย อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ซึ่งเสริมว่า งานวิจัยกับการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องจำเป็น เป็นจุดเริ่มต้นที่จะหาเหตุผล และนำไปใช้เป็นประโยชน์ในอนาคตได้อย่างมาก

"วัสดุยางธรรมชาติผสมแป้ง ทดแทนโฟมลดขยะ ลดโลกร้อน" คนส่วนใหญ่รู้ว่าปัญหาขยะเป็นเหตุสำคัญไม่น้อยของ "โลกร้อน" หลายครั้งที่เราพูดถึงปัญหาโฟมที่ย่อยสลายได้ยาก แต่ทุกวันนี้ยังมีการใช้โฟมบรรจุอาหารกันอยู่ น.ส.ชลกานต์ นวลสุวรรณ นักเรียน ม.6 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ผู้ต้องการศึกษาคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ทดแทนโฟม จึงมองหาสิ่งใกล้มือที่ปักษ์ใต้บ้านเกิดมาทดแทน โดยนำยางธรรมชาติมาผสมกับแป้ง 3 ชนิด คือ แป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเจ้า จนกลายเป็นโครงการ "ศึกษาสมบัติเชิงความร้อนและปัจจัยที่มีผลต่อการรวมกันของวัสดุผสมยางธรรมชาติ เพื่อใช้ในการทดแทนโฟม" ขึ้นมาทดลอง กระทั่ง ชลกานต์ได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น

"ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ รวมทั้งจักรวาลที่กว้างใหญ่ต่างเกิดจากกระบวนการต่างๆ ที่สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยวิทยาศาสตร์ อันเป็นสิ่งที่สร้างความเจริญก้าวหน้าให้มนุษยชาติ เมื่อเรารู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เราก็สามารถสร้างเความเจริญก้าวหน้าในด้านต่างๆ ให้กับคนรอบข้างและตัวเองได้" คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ หัวใจสิ่งแวดล้อมอย่างเธอค้นพบ

"ไขมันสัตว์ เพิ่มพลังงานทางเลือกไบโอดีเซล" หาทางลดโลกร้อน เพิ่มรายได้เกษตรกร เป็นกระบวนการเรียนรู้และหาคำตอบของ น.ส.ธารารัตน์ ทวีกุล นักเรียน ม.6 โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น ที่สานความฝันอยากเป็นนักธรณีวิทยาในอนาคต ด้วยการค้นคิดโครงงานวิจัยใหม่ๆ เพื่อหาความรู้ช่วยแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันและโลกร้อน ด้วยการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ "การเปรียบเทียบสมบัติของน้ำมันไบโอดีเซลที่ได้จากน้ำมันสัตว์" เธอบอกว่า ปกติไขมันสัตว์มีผลเสียต่อสุขภาพของคนเรา จึงมีการกำจัดออกเวลาทำอาหาร แต่ถ้าเรานำสิ่งเหลือใช้เหล่านี้มาเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำมันไบโอดีเซลได้สำเร็จ ย่อมทำให้คนเราซื้อน้ำมันในราคาถูกลง เธอจึงเลือก ไขมันไก่, หมู และปลานิล มาศึกษาคุณสมบัติว่าไขมันจากสัตว์ชนิดใดเหมาะสมมากกว่ากัน

ทั้งนี้ ที่เลือก ไขมันปลานิล เพราะเคยมีข่าวว่าประเทศฮอนดูรัสทำน้ำมันไบโอดีเซลจากปลาหมอเทศส่งออกขาย เมื่อเมืองไทยเลี้ยงปลานิล คนนิยมบริโภค ปริมาณไขมันจากปลานิลน่าจะนำมาผลิตไบโอดีเซลใช้ภายในประเทศไทย แต่ท้ายที่สุดทดลองและทดสอบหาค่าความร้อน ก็พบว่า ไบโอดีเซลจากไขมันไก่มีค่ามากที่สุด รองลงมาจากปลานิล และจากหมู นี่เป็นขั้นเริ่มศึกษา อนาคตเธอยังมองหาวัตถุดิบใหม่มาผลิตไบโอดีเซล หาความเหมาะสมเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

"ผลของพิษจากพืช เพื่อพัฒนาการรักษาในอนาคต" เป็นแนวทางเรียนรู้ที่ นายพลวัชร ลีละวัมนากุล นักเรียน ม.6 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ เห็นว่าแนวคิดนำสารสกัดจากสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มีมากมาย ทั้งด้านสุขภาพและความงาม แต่แทบไม่มีใครศึกษาความสามารถของสารพิษในต้นไม้ เขาจึงหยิบเอา "เมล็ดหนุมานนั่งแท่น" และ "ใบยี่โถ" มาดูผลการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ 3 ชนิด Saccharomyces cerevisiae, Escherichia coli และ Staphylococcus aureus เวลาแห่งการทดลองทำให้เขาสืบเสาะค้นคว้า กระทั่งเพิ่มเติมยอดความรู้มากมายที่สามารถพัฒนาต่อ เพื่อหาพิษจากพืชชนิดอื่น จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้ และไปพัฒนาต่อยอดด้านเภสัชกรรม การแพทย์และจุลชีววิทยาในอนาคต ยิ่งกว่านั้น พลวัชรบอกว่าเขามีความสุขที่ได้ศึกษา สนุกกับการทดลองที่จะหาคำตอบไปสร้างผลงานและใช้พัฒนาประเทศนั่นเอง

คนรุ่นใหม่ หัวใจนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์เหล่านี้ ล้วนพยายามสร้างผลงาน ในฐานะเป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อีกหนึ่งกลไกผลักดันให้ "วิทยาศาสตร์" เป็นตัวพัฒนาชาติให้อ้าปากหายใจได้ด้วยตัวเอง

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน [เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA)]..วันที่ 5 สิงหาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน [เพื่อปฏิบัติตามข้อผูกพันตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA)] ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า การประชุม AEM Retreat ครั้ง ที่ 13 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ณ ประเทศบรูไน ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการทบทวนและปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการใช้มาตรการ กำหนดอัตราอากรร่วมเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (Agreement on the Common Effective Preferential Tariff (CEPT) Scheme for the ASEAN Free Trade Area : ความตกลง CEPT) เพื่อเตรียมความพร้อมการรวมตัวของอาเซียนไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2558 โดยที่ประชุม AFTA Council ครั้งที่ 21 มีมติให้ปรับปรุงความตกลง CEPT ให้เป็นความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ซึ่งหลังจากข้อตกลงมีผลใช้บังคับได้กำหนดให้มีช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (transitional period) เพื่อการใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลง CEPT (CEPT From D) และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าตามความตกลง ATIGA (ATIGA Form D) จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ทั้งนี้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวประเทศสมาชิกจะต้องยอมรับทั้ง CEPT Form D และ ATIGA Form D หลังจากนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนจะไม่สามารถออก CEPT From D ได้อีก ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับ ATIGA Form D จากประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นได้หลังจากความตกลง ATIGA มีผลใช้บังคับ จึงได้เสนอร่างประกาศดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเลิก เพิ่ม และแก้ไขเพิ่มเติมพิกัดอัตราอากรขาเข้าในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน

2. แก้ไขหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้เป็นตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน

เรื่อง มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2552...วันที่ 5 สิงหาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. (ร่าง) กรอบนโยบายและแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและ

สุขภาพจากการพัฒนาทรัพยากรแร่

มติที่ประชุม

1) เห็นชอบกับ (ร่าง) กรอบนโยบายและแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากการพัฒนาทรัพยากรแร่

2) ให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำ (ร่าง) กรอบนโยบายฯ ไปปรับแก้ไขตามความเห็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำกรอบนโยบายฯ ดังกล่าว ไปดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป

2. แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552-2556)

มติที่ประชุม

1) เห็นชอบต่อแผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552-2556) ตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2) มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง แผนแม่บทเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2552-2556) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความ เห็นชอบ และมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. การทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ

มติที่ประชุม

เห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของ ประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความ สำคัญของประเทศไทย ดังนี้

1. เห็นชอบต่อทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของประเทศไทย โดยเพิ่มเติมดังนี้

1) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ เพิ่มเติมพื้นที่ จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง จังหวัดหนองคาย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก เกาะระ เกาะพระทอง จังหวัดพังงา เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และพรุคันธุลี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

2) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ เพิ่มเติมพื้นที่ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ พรุแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบึงสำนักใหญ่ (หนองจำรุง) จังหวัดระยอง

3) รายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญเร่งด่วนสมควรได้รับการเสนอเป็นแรมซาร์ไซต์ โดยเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง จังหวัดหนองคาย เกาะระ เกาะพระทอง จังหวัดพังงา เกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช และหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา

4) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการคุ้มครอง โดย เพิ่มเติม หนองหล่ม (ผนวกเพิ่มกับหนองบงคาย) จังหวัดเชียงราย พื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำสงคราม จังหวัดนครพนม สกลนคร และหนองคาย พื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ชุ่มน้ำวัดห้วยจันทร์ จังหวัดลพบุรี อ่าวไทยตอนใน (โดยเฉพาะด้านตะวันตก แหลมผักเบี้ย บ้านปากทะเลและเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี) ปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรีและตราด เกาะสมุย และเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

5) พื้นที่ ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการฟื้นฟู โดยเพิ่มเติม หนองหลวง จังหวัดเชียงราย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน จังหวัดมหาสารคาม ลำปรายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดไผ่ล้อม จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ชุ่มน้ำวัดอโศกการาม จังหวัดสมุทรปราการ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวัดตาลเอนและพื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุ่งโพธิ์ทอง/ทุ่งคำหยาด จังหวัดอ่างทอง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ปากแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรีและตราด อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ชุ่มน้ำพรุบ้านไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต

6) พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องได้รับการศึกษาสำรวจ โดยเพิ่มเติม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง (สัตว์น้ำ/ปลา) จังหวัดอุทัยธานี พื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณลุ่มแม่น้ำมูล จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนกลาง (ประชากร/ชนิดนก) จังหวัดนครพนม ปากแม่น้ำเวฬุและอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (สัตว์น้ำ/ปลา) จังหวัดกาญจนบุรี เกาะต่าง ๆ อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต ป่าชายเลนปะเหลียน-ละงู จังหวัดตรัง สตูล และพื้นที่ชุ่มน้ำพรุคันธุลี (ความหลากหลายทางชีวภาพ/ประชากร/ชนิดนก) จังหวัดสุราษฎร์ธานี

2. เห็นชอบต่อมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ

3. มอบ หมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณา

3.1 เห็น ชอบในการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 สิงหาคม 2543 เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ และระดับชาติของประเทศไทย

3.2 เห็นชอบกับมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ

4. ร่าง ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. ... และ ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. ....

มติที่ประชุม

1) เห็น ชอบกับร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... และ ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

2) เห็น ชอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำร่างประกาศกระ ทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในท้องที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. .... และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่ จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ต่อไป

5. ผลกระทบด้านมลพิษทางเสียงของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

มติที่ประชุม

1) มอบ หมายให้กระทรวงคมนาคม กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในการแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบทางเสียงของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดังนี้

1.1 การจัดการปัญหามลพิษทางเสียง

(1) ให้ความสำคัญและเคร่งครัดในการเลือกเส้นทางการบิน วิธีการบินและการใช้ทางวิ่งเพื่อควบคุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้อยู่ในบริเวณจำกัด

(2) เร่งรัดการโยกย้ายและจ่ายค่าชดเชยผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงโดยเฉพาะในพื้นที่ NEF มากกว่า 40

(3) เร่ง รัดและดำเนินการติดตั้งสถานีตรวจวัดระดับเสียงเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ และกำหนดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทางเสียงจากการบินเพื่อจัดทำบทลงโทษแก่สาย การบินที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด รวมทั้งการนำข้อมูลจากการตรวจวัดเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

(4) ดำเนินงานตามมาตรการต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และตามมติคณะรัฐมนตรี อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

1.2 การป้องกันปัญหามลพิษทางเสียงที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ความเห็นต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของโครงการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 และระยะต่อ ๆ ไป โดยเปิดเผยข้อมูลผลการศึกษาสู่สาธารณชน พร้อมทั้งสร้างความรู้และความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง

2. เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางเสียงของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ดังนี้

2.1 เห็น ชอบการใช้กรอบพื้นที่สำหรับการดำเนินการชดเชยในปัจจุบันตามสัดส่วนการใช้ทาง วิ่งด้านทิศเหนือ ในอัตราส่วน ฝั่งตะวันตก ร้อยละ 80 และฝั่งตะวันออก ร้อยละ 20 ทางวิ่งด้านทิศใต้ ฝั่งตะวันตก ร้อยละ 20 และฝั่งตะวันออก ร้อยละ 80 ตามมติ ครม. เมื่อ 29 พ.ค.50 และมติคณะกรรมการ ทอท. เมื่อ 21 มิ.ย.50 และใช้กรอบการชดเชยตามเส้นเสียงที่ ทอท. จัดทำทุก 2 ปี หลังเปิดดำเนินโครงการตามที่กำหนดในรายงาน EIA หากมีพื้นที่ผลกระทบเพิ่มเติมในอนาคต

2.2 เห็น ชอบให้มีการจัดตั้งกองทุนชดเชยผลกระทบจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อใช้เป็นกลไกในการกำหนดมาตรการ วิธีการที่จะช่วยเหลือ และดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่ประชาชนอาจได้รับจากการดำเนินงานของท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ โดยกองทุนจะมีรายได้จากการนำส่งเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้ท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ เช่น บริษัทสายการบิน ผู้ประกอบการต่างๆ ตลอดจนผู้โดยสารสายการบิน ส่วนรายจ่ายของกองทุนจะเป็นการจ่ายเพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบ เช่น การ จ่ายค่าชดเชยเพื่อซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือการติดตั้งวัสดุลดเสียง เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนที่อาศัยโดยรอบท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ

6. การกำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์สามล้อ

มติที่ประชุม

1) เห็นชอบกับการกำหนดมาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์สามล้อที่ใช้ในทางขณะที่เดินเครื่องยนต์อยู่กับที่ โดยไม่รวมเสียงแตรสัญญาณจะต้องมีค่าระดับเสียงไม่เกิน 95 เดซิเบลเอ เมื่อตรวจวัดระดับเสียงในระยะห่างจากรถยนต์สามล้อ 0.5 เมตร

2) เห็นชอบให้มาตรฐานระดับเสียงของรถยนต์สามล้อ ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

3) เห็นชอบกับร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดระดับเสียงของรถยนต์สามล้อ

7. การกำหนดมาตรฐานความสั่นสะเทือนโดยทั่วไปเพื่อป้องกันผลกระทบต่ออาคาร

มติที่ประชุม

1) เห็นชอบกับร่างประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดมาตรฐานความสั่นสะเทือนโดยทั่วไปเพื่อป้องกันผลกระทบต่ออาคาร

2) เห็นชอบให้กรมควบคุมมลพิษ รับข้อสังเกตในการทบทวนการกำหนดมาตรฐานความสั่นสะเทือนของอาคารประเภทที่ 3 ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความมั่นคงแข็งแรงของโบราณสถาน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมของประเทศไทย และหากมีข้อแก้ไขให้กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอการปรับปรุงค่ามาตรฐานฯ ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พิจารณาเพิ่มเติมต่อไป

8. ความเห็นต่อรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

มติที่ประชุม

เห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการ พัฒนาชลประทานอุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์ ตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่ง แวดล้อมด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยให้กรมชลประทานดำเนินการ ดังนี้

1) ดำเนินการตามมาตรการลดผลกระทบและมาตรการติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัด

2) จัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ

3) นำความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

9. รายงานความก้าวหน้าของการกำหนดให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง เป็นเขตควบคุมมลพิษ

มติที่ประชุม

1) รับทราบรายงานความก้าวหน้าของการกำหนดให้ท้องที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด และพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเป็นเขตควบคุมมลพิษ

2) มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานจังหวัดระยองทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนถึงแนวทางปฏิบัติ และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ ให้สอดคล้องตามข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หลังจากการประกาศพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุดและพื้นที่บริเวณใกล้เคียงเป็น เขตควบคุมมลพิษ

จับคาร์บอนฝังดิน..ยากหรือง่าย

ผู้เขียน: 
ศิวัช พงษ์เพียจันทร์

นัก วิชาการจากสงขลานครินทร์ ถ่ายทอดเวทีประชุมโลกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน โดยยกกรณีนักวิทย์เมืองเบียร์เสนอให้ดักจับและฝังคาร์บอนไว้ใต้ดิน

(ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ อาจารย์ประจำคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

ผม มีโอกาสเดินทางไปนำเสนอผลงานวิจัยด้านมลพิษทางอากาศ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่ง แวดล้อมและของเสียอันตราย ศูนย์เครือข่ายมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เมืองทาลลินน์ (Tallinn) ริมชายฝั่งทางตอนใต้ของอ่าวฟินแลนด์ และภาคกลางตอนบนของประเทศเอสโตเนีย

นักวิทยาศาสตร์กว่า 100 ชีวิตทั่วโลก ได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงศักยภาพทางด้านวิชาการ โดยแบ่งเป็น 8 หัว ข้อหลักคือ การจัดทำแบบจำลองมลพิษทางอากาศ มาตรการและการจัดการคุณภาพอากาศ การศึกษาการปลดปล่อยสารพิษจากแหล่งกำเนิด การเฝ้าระวังและการตรวจวิเคราะห์มลพิษทางอากาศ พฤติกรรมของแอโรซอลและอนุภาค ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศและสุขภาพสิ่งแวดล้อม การศึกษามลพิษทางอากาศในระดับภูมิภาค และ แนวทางการลดผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศ

หัวข้อที่ได้รับความสนใจมากสุด คงหนีไม่พ้นเรื่อง "โลกร้อน" และประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบคือ “เราจะจัดการอย่างไรกับก๊าซเรือนกระจก”

ดูเหมือนว่างานวิจัยของ Dr.Anja Pfennig สุภาพ สตรีวัยกลางคนจากประเทศเยอรมนี จะกลายเป็นกาแฟดำกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมประชุม สลัดความง่วงหงาวหาวนอนออกหลังรับประทานอาหารเที่ยง Dr. Anja เริ่มต้นด้วยการแนะนำโครงการนำร่อง “การดักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้พิภพ” หรือ “The possibility of capture and geological storage of CO2 : CCS” ในเมือง Ketzin เยอรมนี

กล่าวคือ แทนที่จะปล่อยให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้าตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศ วิศวกรได้ต่อท่อก๊าซฝังลงไปในชั้นดินระดับความลึก 1.8 กิโลเมตร โดยที่ปลายท่อก๊าซสัมผัสกับชั้นน้ำบาดาลเค็ม (Saline Aquifer) ภายใต้เงื่อนไขที่มีความดันสูง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะกลายสภาพจากก๊าซเป็นของเหลว และทำปฏิกิริยากับสารเคมีชนิดต่างๆ ในชั้นน้ำบาดาลเค็ม สร้างเกลือคาร์บอเนต ท้ายที่สุดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานไฟฟ้า จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นหินใต้พื้นพิภพ

โครงการนำร่อง CCS ได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรปกว่า 1,400 ล้านบาท เพื่อเป็นต้นแบบนำไปใช้กับโรงงานไฟฟ้าแหล่งอื่นในยุโรป ภายใน ค.ศ.2015

แต่คำถามที่ยังเป็นที่กังขาในหมู่นักวิชาการคือ 1. ชั้นน้ำบาดาลจะรองรับการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้นานเท่าไหร่ 2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวจะเป็นอย่างไร

คำถามข้อแรกจากการประเมินของ Dr. Anja และทีมงาน คาดว่า ชั้นน้ำบาดาลเค็มของเมือง Ketzin น่าจะรองรับการดักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อย 40 ปี ขึ้นอยู่กับอัตราการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วง ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวคงต้องเฝ้าระวังต่อไป

เพราะโครงการนี้พึ่งเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่อย่างน้อยที่สุดโครงการนี้ "ไม่" น่าส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำบาดาล ที่ชาวเมืองใช้ดื่มอย่างแน่นอน เพราะถูกกับเก็บในระดับความลึกถึง 1.8 กิโลเมตร

นโยบายพลังชาติ การอิงกระแสอนุรักษ์ ควรอยู่บนฐานของความเป็นจริง

ผู้เขียน: 
โดย ณัฐกฤต ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา

ออสเตรีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ทำข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นสู่บรรยากาศลงให้ได้ร้อยละ 14 นับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่

หาก สามารถดำเนินการได้ออสเตรียจะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นๆ ในฐานะที่เป็นผู้นำในการเอาใจใส่ต่อปัญหาภาวะโลกร้อนเลยทีเดียว

มองย้อนกลับไปในอดีต ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1971-1976 ออสเตรียมีแผนที่สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง 5 แห่งด้วยกัน

แต่ กระแสสังคมส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลทางการบริหารและการจัดการทางเทคนิคและความเกรงกลัวต่อการรั่วไหล ของสารกัมมันตรังสี รวมไปถึงการที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ถึงสถานที่เก็บกัก ของเสีย ที่เกิดขึ้นภายหลังการผลิต

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1978 รัฐบาลได้ทำประชามติขอความเห็นชอบจากประชาชน ที่มีต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผลการสำรวจออกมาว่าร้อยละ 50.5 ไม่เห็นด้วยกับการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในขณะที่ชาวออสเตรียร้อยละ 49.5 หรือประมาณ 3.26 ล้านคนเห็นชอบนับว่าเฉียดฉิวมาก

เมื่อ ไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ออสเตรียจึงมุ่งไปพัฒนาแห่งพลังน้ำภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยมีสัดส่วนโดยรวมสูงถึงร้อยละ 70

แต่พอมาถึงในปี ค.ศ.2005 เป็นต้นมา ความต้องการพลังไฟฟ้าภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 2 ต่อปี ส่งผลทำให้สัดส่วนด้านพลังน้ำลดลงเหลือร้อยละ 57 ที่เหลือต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเข้ามาเสริม

เห็น ได้อย่างชัดเจนว่าศักยภาพของพลังน้ำที่ออสเตรียเคยมีมาตลอด ใกล้ที่จะถึงจุดอิ่มตัวลงทุกที ทั้งนี้เนื่องจากแหล่งน้ำใหญ่ๆ ได้ถูกพัฒนาไปจนเกือบหมดแล้ว

จากประมาณการความต้องการพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศล่วงหน้า 10-20 ปี ออสเตรียจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าถึง 18.7 ล้านล้านหน่วยในปี ค.ศ.2021 และเพิ่มขึ้นเป็น 38.6 ล้านล้านหน่วยในปี ค.ศ.2036 การ จะตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ออสเตรียคงหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้กลยุทธ์การนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่าง ประเทศเพิ่มขึ้น

ออสเตรียได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นแม่แบบของรัฐที่ให้ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม (A model state of clean environment) และในการที่ออสเตรียจะดำรงไว้ซึ่งหลักการดังกล่าว ให้คงอยู่ต่อไปได้นั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ตามแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าของออสเตรีย ในปี ค.ศ.2030 สัดส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจะลดลงเหลือร้อยละ 38 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะเป็นส่วนที่เสริมขึ้นมาเป็นร้อยละ 29 ที่เหลือเป็นพลังงานทดแทนร้อยละ 11

ในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงจะคงไว้เพียงร้อยละ 9 ที่เหลือเป็นพลังงานนำเข้า จากประเทศเพื่อนบ้าน

นับเป็นความกล้าหาญมาก สำหรับประเทศไทยที่มีการตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 20 ในปี พ.ศ.2565 เพราะนั่นหมายความว่า ประเทศของเราจะแซงหน้าออสเตรีย ในฐานะที่เป็นแม่แบบตัวอย่างด้านการพัฒนาพลังงานที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

อย่าง ไรก็ตาม กรณี ออสเตรียชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่ว่า ไม่มีนโยบายใดๆ ที่จะมีประโยชน์เพียงอย่างเดียว หรือมีผลเสียอย่างเดียว ทุกๆ ครั้งที่มีการตัดสินใจในเชิงนโยบายจะมีผลข้างเคียงเสมอ

ออสเตรีย ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาพลังงานบนพื้นฐานของการอนุรักษ์มาโดย ตลอด แม้ว่าแหล่งพลังน้ำขนาดใหญ่จะได้รับการพัฒนาจนหมดแล้ว ออสเตรียก็พยายามพัฒนาโครงการแหล่งน้ำเล็กๆ ที่คงเหลืออยู่ พร้อมพัฒนาพลังงานทดแทนที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังเห็นว่าลำพังการพึ่งพาพลังงานทดแทนคงไม่พอ ดังนั้น พลังงานที่ได้จากฟอสซิลยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น

แต่ กระนั้นก็ตามออสเตรียก็ตระหนักว่าการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่าง เดียว จะทำให้ปัญหาภาวะโลกร้อนไม่ได้รับการแก้ไข ออสเตรียจึงมีนโยบายที่จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลลงตามลำดับ

ดังนั้น จึงเกิดคำถามของนักวิเคราะห์พลังงานตะวันตกว่า "ออสเตรียจะสามารถดำเนินนโยบายด้านพลังงานโดยปราศจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้หรือ"

และเมื่อถึงเวลานั้นการทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชนคงจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

นโยบาย ด้านพลังงานคล้ายกับพันธกิจของกองทัพ การตัดสินใจในทุกๆ เรื่องจะสะท้อนถึงความมั่นคงของชาติเสมอ ด้วยเหตุนี้นโยบายด้านพลังงาน จึงเป็นเรื่องที่จะวิ่งตามกระแสไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่จะต้องแยก อัตตะวิสัย (objective) ออกจากภาวะวิสัย (subjective) เป็นเรื่องที่จะต้องแยกแยะให้ออกระหว่างปัจจัยของความเป็นจริง กับสิ่งที่เราอยากจะให้เป็น

และ ที่สำคัญก็คือการให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตัดสินนโยบายพลังงาน ร่วมกัน อันจะนำไปสู่ความเห็นพร้อมต้องกันของคนในชาติ เฉกเช่นเดียวกับที่ประเทศออสเตรีย ได้ดำเนินการมาแล้ว

แพ้คดีค่าโง่ซ้ำซาก แก้ที่คน ไม่ใช่รื้อระบบ

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 มีปัญหาว่าด้วยเรื่องอนุญาโต ตุลาการ 2 เรื่อง เรื่องแรก เป็นการประชุม ลับเกี่ยวกับคดีค่าโง่โทลล์เวย์ โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมรับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโต ตุลาการระหว่างประเทศที่ตัดสินให้กรมทางหลวงจ่ายค่าเสียหายจำนวน 29 ล้าน ยูโร ประมาณ 1,500 ล้านบาท ให้แก่บริษัท วอเตอร์ บราวน์ จำกัด ผู้รับเหมาจากประเทศเยอรมนี หนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทาน โครงการโทลล์เวย์ รัฐบาลตัดสินใจตั้งทีมงานเฉพาะกิจที่มีตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกาและตัวแทนจากอัยการสูงสุดเพื่อสู้คดีนี้ในชั้นศาล กล่าวกันว่าค่าโง่คดีนี้ฝ่ายรัฐบาลรู้ล่วงหน้าแล้วว่าแพ้แน่นอน เพราะรัฐบาลในอดีตไม่รักษาสัญญาจนทำให้อนุญาโตตุลาการตัดสินให้แพ้

ส่วนอีกเรื่อง คือที่ประชุม ครม.ได้ตีกลับร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ... ฉบับที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา ค่าโง่ โดยการรื้อระบบอนุญาโตตุลาการใน 2 วิธีการ คือหนึ่ง ไม่ให้ใช้ระบบอนุญาโต ตุลาการในสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน สอง ห้ามข้าราชการประจำเป็นอนุญาโตตุลาการ เหตุผลที่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกตีกลับ เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนหวั่นวิตกว่า ถ้าไม่นำระบบอนุญาโตตุลาการมาใช้ในสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน นักลงทุนต่างชาติจะไม่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากระบบอนุญาโตตุลาการเป็นระบบที่นักลงทุน ทั่วโลกให้ความเชื่อมั่น

เอาเข้าจริง ทั้งสองเรื่องต่างสะท้อนปัญหาเดียวกัน คือประเด็นปัญหาค่าโง่ ซึ่งรัฐมนตรียุติธรรมเชื่อว่าเกิดจากระบบ ดังนั้นต้องรื้อระบบ จะได้ตัดวงจรทุจริตในระบบอนุญาโตตุลาการ ให้หมดสิ้นไป แต่คนที่ไม่เห็นด้วยจำนวนมากได้สะท้อนผ่านวงสัมมนาและบทความทางวิชาการมากมายว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบไม่ดี แต่เกิดจากคนต่างหาก เพราะหากย้อนกลับไปดูบทเรียนค่าโง่ในอดีตที่มีมูลค่ารวมกันนับ แสนล้าน จะพบว่าคนคือปัจจัยแห่งความพ่ายแพ้ และคนที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ส่วนใหญ่แล้วก็คือ ผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่รักษาสัญญาที่ทำไว้กับเอกชนจนกลายเป็นจุดอ่อนในการต่อสู้ตลอดมา เช่น กรณีค่าโง่โทลล์เวย์ ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ลดค่าผ่านทางเหลือ 20 บาทตลอดสาย อาจไม่แพ้คดี

สอดคล้องกับความเห็นของนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองอธิบดีอัยการฝ่ายปรึกษา สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นอัยการที่เข้าไปทำคดีวอเตอร์ บราวน์ที่ยืนยัน ว่าค่าโง่เกิดจากผู้บริหารสัญญาของฝ่ายเราเอง หรือผู้นำของเราไม่ปฏิบัติตามสัญญา ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ฝ่ายเราต่อสู้ได้ยากมาก เพราะเป็นหลักฐานชัดเจนที่ยากจะต่อสู้ ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะแก้ปัญหาค่าโง่ให้ตรงจุด ย่อมไม่ใช่การรื้อทิ้งระบบอนุญาโตตุลาการ แต่ควรสรุปบทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ในอดีตว่าเกิดจากปัจจัยอะไรแน่ แล้วค่อยแก้ปัญหาให้ตรงจุด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ปัญหาค่าโง่จะอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนานเท่านาน

ธรณีแปรสัณฐาน... ปัญหาของแผ่นดินและชายฝั่ง

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28 ได้บันทึกเหตุการณ์ ณ ราตรียามกาลหนึ่งของ "พงศาวดารโยนก" ขณะที่ธรณีกำลัง กราดเกรี้ยว

โดยบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของพงศาวดารโยนก เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ เดือน 7 แรม 7 ค่ำ พ.ศ.1003 เวลากลางคืน ฉายภาพความสูญเสียอันน่าตกตะลึงไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ดังนี้

"สุริยอาทิตย์ก็ตกไปแล้ว ก็ได้ยินเสียง เหมือนตั้งแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหวประดุจว่าเวียงโยนกนครหลวงที่นี้จักเกลื่อนจักพังไปนั้นแล แล้วก็หายไปครั้งหนึ่ง ครั้นถึงมัชฌิมยามก็ดังซ้ำเข้ามาเป็นคำรบสอง แล้วก็หายนั้นแล ถึงปัจฉิมยามก็ซ้ำดังมาอีกเป็นคำรบสาม หนที่สามนี้ดังยิ่งกว่าทุกครั้งทุกคราวที่ได้ยินมาแล้ว

กาลนั้นเวียงโยนกนครหลวงที่นั้นก็ยุบจมลง เกิดเป็นหนองอันใหญ่

ยามนั้นคนทั้งหลายอันมีในเวียงที่นั้น มีพระมหากษัตริย์เป็นประธาน ก็วินาศฉิบหายตกไปในน้ำที่นั้นสิ้น"

นั่นจึงหมายความว่า ประเทศไทยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจากอาณาจักรโยนกเป็นแผ่นดินที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล

ปัจจุบันบริเวณที่ตั้งอาณาจักรโยนกซึ่งยุบจมลงนั้น กลายเป็นหนองน้ำใน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

หรือแม้แต่ในศิลาจารึกของ "อาณาจักรสุโขทัย" ก็ได้บันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวไว้ 2 ครั้ง "พงศาวดารของกรุงศรีอยุธยา" บันทึกว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว 7 ครั้ง และ "พงศาวดารของเชียงใหม่" บันทึก เหตุการณ์แผ่นดินไหวไว้ 4 ครั้ง

ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ.2088 ได้ทำให้ส่วนยอดของเจดีย์ที่วัดเจดีย์หลวงหักโค่นลงมา จากเดิมซึ่งเจดีย์องค์สูง 86 เมตร หักโค่นลงมาเหลือเพียง 50 เมตร

จากอดีตสู่ปัจจุบัน ความเข้าใจของคนไทยในเรื่องแผ่นดินไหวก็ยังไม่ชัดเจนนัก สาเหตุหลักๆ คือ ภูมิประเทศของไทยไม่ได้อยู่ตรงจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว ซึ่งทำให้ขนาดและความรุนแรงในแต่ละครั้งไม่มากเท่ากับประเทศเพื่อนบ้าน

ถึงแม้ว่าแผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ปีละ 7-8 เซนติเมตร แต่ นายวรวุฒิ ตันติวนิช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่ปรึกษาทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี ให้ความรู้ว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นจากความร้อนทำให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ไปทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งอาจเกิดได้จากขบวนการเกิดภูเขาไฟ หรือการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและรอยเลื่อนในพื้นดิน หรืออุกกาบาตตกกระแทกผิวโลก หรือดิน หิน หิมะถล่ม โดยจะเกิดขึ้นซ้ำๆ บริเวณที่เคยเกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ

ในขณะที่มนุษย์ก็สามารถทำให้เกิด แผ่นดินไหวได้จากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน การเก็บกักน้ำเหนือเขื่อน การระเบิดทำเหมือง การทำงานของเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือการทิ้งระเบิด เป็นต้น

"ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในแนวรอยแยกของเปลือกโลกที่รุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในรอยแยกของเปลือกโลกที่รุนแรง อาทิ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือสหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ ซึ่งอยู่ที่ขอบเปลือกโลก ซึ่งร้อยละ 99 ของการเกิดแผ่นดินไหว เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก มนุษย์ทำได้แค่ขนาดเล็ก เช่น การทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน"

โดยนายวรวุฒิกล่าวว่า แผ่นดินไหวไม่ทำให้เกิดการเสียชีวิต แต่จะมีการเสียชีวิตเพราะภัยที่เกิดร่วมกับแผ่นดินไหว เช่น ไฟไหม้ สึนามิ ตึกถล่ม เป็นต้น

ทั้งนี้รอยเลื่อนของเปลือกโลกที่อยู่ใต้แผ่นดินประเทศไทย แม้จะไม่ได้อยู่ในสภาพรุนแรงน่าเป็นห่วง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการ สั่นสะเทือน แต่ละครั้งมี ผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือน โบราณสถาน ให้ปริร้าวอยู่ฟหลายแห่ง

รอยเลื่อนในประเทศไทยที่ยังเคลื่อนตัวอยู่มี 13 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.รอยเลื่อนแม่จันและแม่อิง (ครอบคลุมจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่)

2.รอยเลื่อนแม่ฮ่องสอน (ครอบคลุมแม่ฮ่องสอนและตาก)

3.รอยเลื่อนเมย (ครอบคลุมตากและกำแพงเพชร)

4.รอยเลื่อนแม่ทา (ครอบคลุมเชียงใหม่, ลำพูน และเชียงราย)

5.รอยเลื่อนเถิน (ครอบคลุมลำปางและแพร่)

6.รอยเลื่อนพะเยา (ครอบคลุมลำปาง, เชียงราย และพะเยา)

7.รอยเลื่อนปัว (ครอบคลุมน่าน)

8.รอยเลื่อนอุตรดิตถ์ (ครอบคลุมอุตรดิตถ์)

9.รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ (ครอบคลุมกาญจนบุรีและราชบุรี)

10.รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ (ครอบคลุมกาญจนบุรีและอุทัยธานี)

11.รอยเลื่อนท่าแขก (ครอบคลุมหนองคายและนครพนม)

12.รอยเลื่อนระนอง (ครอบคลุมประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง และพังงา)

13.รอยเลื่อนคลองมะรุ่ย (ครอบคลุมสุราษฎร์ธานี, กระบี่ และพังงา)

"โอกาสที่ประเทศไทยจะเจอกับแผ่นดินไหวรุนแรงจนถึงขั้นที่ตึกถล่มนั้นยากมาก" นายวรวุฒิยืนยัน

นอกจากนี้อีกภัยพิบัติหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ คือปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งนายประวิม วุฒิสินธุ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ความเห็นว่า สภาพภูมิอากาศของโลกที่ร้อนขึ้นมีส่วนทำให้อุณหภูมิของทะเลเปลี่ยนแปลงไป

"สภาพของโลกปัจจุบัน 98 เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์ เห็นตรงกันว่าโลกร้อนขึ้น มีผลต่อความสมดุลและวัฏจักรของน้ำ ในส่วนของชายฝั่งทะเล เกิดคลื่นที่รุนแรงกัดเซาะชายฝั่ง"

"เมื่อเกิดการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ก็ย่อมจะทำให้ชุมชนตามชายฝั่งทะเลระบายน้ำเสียลงทะเลได้ยาก ส่งผลกระทบต่อการประมงชายฝั่ง การเกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ชายฝั่งเปลี่ยนสภาพ ระบบนิเวศปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเลเสียหาย สัตว์ทะเล หายากได้รับผลกระทบ" นายประวิมกล่าว

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่า สาเหตุจากธรรมชาติที่ทำให้ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ คือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การพังทลายของหน้าผาลดลง ทำให้ปริมาณตะกอนทดแทนมีปริมาณน้อย ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าสู่ฝั่ง ลดลง คลื่นลมรุนแรงผิดปกติ กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทิศทาง ของคลื่นเปลี่ยนแปลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ

ส่วนสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นแม่น้ำ รวมถึงการดูดทรายในแม่น้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างและเพื่อการถมที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตะกอนที่ลงสู่ทะเลมีปริมาณน้อยลง

ปัจจุบันพื้นที่ชายฝั่งทะเลประเทศไทย 23 จังหวัด ประสบปัญหาถูกกัดเซาะชายฝั่งในอัตราความรุนแรงแตกต่างกัน โดยพื้นที่ที่ประสบปัญหาถูกกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น พื้นที่ชายฝั่งบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ชายฝั่งเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ชายฝั่งชลบุรี ระยอง ตราด นครศรีธรรมราช และสงขลา เป็นต้น

ดินโคลนถล่ม หายนะทางธรรมชาติ... จากน้ำมือ "คน"

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โอกาสการเกิดดินโคลนถล่ม แม้ว่าจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเกิดน้ำท่วมเพราะขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศที่มีภูเขา ในภาคเหนือและภาคตะวันตกของไทย

แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ดินโคลนถล่ม ได้สร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และใช้เวลานานในการฟื้นฟูให้สภาพบ้านเมืองกลับมาเป็นเหมือนเดิม

นายบุญจง จรัสดำรงนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันวิกฤตน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ ให้ความรู้ว่า การเกิดอุทกภัยเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้ามีการเรียนรู้ได้ว่าอุทกภัยเกิดจากสาเหตุอะไร จะเกิดเมื่อไหร่ ก็สามารถหาทางชะลอความรุนแรงหรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

"โดยหลักๆ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และเจ้าพระยา เป็นลุ่มน้ำที่เราสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเราเอง ปัญหาของอุทกภัยในชุมชนเมือง และในพื้นที่เกษตร ปัจจุบันเราพบว่ายังมีพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมในเขตเมืองประมาณ 32 เมือง และพื้นที่เกษตรที่ยังมีปัญหาอุทกภัยอีกประมาณ 27 ล้านไร่ ซึ่งเราพยายามที่จะป้องกันบรรเทาแก้ไขปัญหาอยู่"

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยคือฝน ซึ่งในประเทศไทยมี 3 ฤดูกาล ซึ่งฤดูฝนจะมีปริมาณฝนตกมากในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

"สาเหตุจากธรรมชาติ เกิดจากฝนตกหนักในร่องความกดอากาศต่ำ เกิดพายุหมุน ไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พายุดีเปรสชั่น ทำให้เกิดน้ำหลากท่วมและแผ่นดินถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา เอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ริมน้ำ น้ำท่วมขังในพื้นที่ราบลุ่มเป็นแอ่ง เช่น กรุงเทพฯ พิจิตร นครสวรรค์"

"โดยเฉพาะจากสถิติพบว่าจะมีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในประเทศ ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งจะทำให้เกิดอุทกภัยในที่ราบภาคกลาง และที่ราบลุ่มน้ำต่างๆ ในแถบภาคอีสาน ส่วนในภาคก็จะมีฝนตกไปถึงเดือนมกราคม ขณะที่ฤดูร้อนก็จะเกิดปัญหาภัยแล้ง"

นอกจากนี้ นายบุญจงยังกล่าวถึงสาเหตุของอุทกภัยอย่างหนึ่งก็คือ การกระทำของมนุษย์ จากการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ระบบนิเวศต้นน้ำเปลี่ยนแปลงไป สภาพการรับน้ำก็เปลี่ยนไป หรือแม้แต่การสร้างหมู่บ้านจัดสรรขวางทางน้ำ ออกแบบประตูระบายน้ำ ท่อลอดถนน ฯลฯ ไม่เพียงพอต่อการระบายน้ำหลาก หรือขยายเมืองรุกเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วม

"จากสถิติน้ำท่วมปี 2552 ที่เรารวบรวมมาในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในชุมชนเมืองจังหวัดต่างๆ 26 จังหวัดแล้ว"

"สถานการณ์ฉับพลันเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมดินถล่ม ที่กรมทรัพยากรน้ำได้รวบรวม ช่วง 19 พฤษภาคมถึง 23 กรกฎาคม มีประมาณ 29 ครั้ง แต่ถ้า นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2551 ปีงบประมาณเกิดขึ้นแล้วทั้งหมด 66 ครั้ง ซึ่งมาจากสถานีเตือนภัยที่ได้ไปติดตั้งให้กับหมู่บ้านเชิงเขา ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง"

ทั้งนี้ มาตรการป้องกันบรรเทาอุทกภัยอีกทางหนึ่ง คือฟื้นฟูสภาพนิเวศต้นน้ำ ซึ่งพื้นที่ต้นน้ำได้ถูกทำลายไปมาก โดยให้ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานฟื้นฟูต้นไม้ ก่อสร้างฝายต้นน้ำในพื้นที่สูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ ปลูกแฝก เพื่อลดปัญหาอุทกภัย

ประกอบกับการฟื้นฟูแหล่งน้ำ ทางน้ำ ที่ชุ่มน้ำ ทำแก้มลิงรองรับน้ำจากฝนที่มากเกินจำเป็น การปรับปรุงลำน้ำให้น้ำไหลได้สะดวก

"การพัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำ ระบบผันน้ำ ระบบระบายน้ำ หรือการบริหารจัดการน้ำบาดาล ก็เป็นแนวทางป้องกัน สร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำในฤดูฝนไม่ให้ไหลลงมาในพื้นที่ตอนล่าง การจัดวางผังเมืองหรือการมีพื้นที่ให้น้ำได้มีที่ไป เพราะการป้องกันเมืองก็เป็นการป้องกันการผลักภาระไปให้พื้นที่ท้ายน้ำ จัดสรรพื้นที่ให้น้ำมีที่ไปไม่กระทบกับพื้นที่ตอนล่าง" นายบุญจงกล่าวและแนะนำต่อไปอีกว่า

การปรับปรุงรูปแบบการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูกาลเพาะปลูกใช้พื้นที่เกษตรรับน้ำนอง สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ก็คือเรามีประชากรมากขึ้น ต้องการใช้พื้นที่ทำกินมากขึ้น ไปบุกรุกที่ที่น้ำเคยท่วม ถ้าเราใช้หลักธรรมชาติก็คือ น้ำต้องมีที่อยู่ ถ้าเราคำนวณสถานการณ์น้ำได้ เตรียมที่รองรับน้ำตามสภาวะที่เกิดผล คำนวณปริมาณน้ำที่จะมาในพื้นที่ต่างๆ จัดเตรียมพื้นที่แจ้งเกษตรกร ให้กำหนดฤดูกาลเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพน้ำท่าที่จะเกิดขึ้น ก็จะลดการสูญเสียจากอุทกภัยได้

"หรือการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับน้ำ เช่นข้าวที่ปลูกในพื้นที่น้ำท่วม น้ำแล้ง ก็มีพันธุ์ต่างๆ ที่เหมาะสม จะบรรเทาอุทกภัยทางหนึ่ง การบริหารจัดการเพื่อบรรเทาอุทกภัยอีกทางหนึ่ง คือการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมป้องกันการเกิดน้ำหลาก ดินถล่ม เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน หากทราบล่วงหน้าก็จะมีการอพยพทัน"

"สมัยก่อนในพื้นที่นั้นอาจจะมีต้นไม้อยู่หนาแน่น อยู่มาอยู่ไปต้นไม้ถูกทำลายไป สภาพนิเวศต้นน้ำเปลี่ยนไป ก็จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมดินถล่มอยู่เป็นประจำ ซึ่ง 5-6 ปีที่ผ่านมามีข่าวให้เห็นอยู่เสมอ กรมทรัพยากรน้ำ ได้มีการสำรวจจุดเสี่ยงภัยร่วมกับกรมธรณี กรมพัฒนาที่ดิน มีข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำหลากดินถล่มปัจจุบัน 2,370 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงประมาณ 500 กว่าหมู่บ้าน เสี่ยงภัยปานกลาง 300 กว่าหมู่บ้าน และระดับเสี่ยงภัยต่ำ 1 พันกว่าหมู่บ้าน ซึ่งทางกรมทรัพยากรน้ำก็ได้เข้าไปติดตั้งระบบเตือนภัยในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงจนครบเมื่อปี 2551 โดยจะมีการติดตามติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงภัย ปานกลางในระยะต่อไป"

"น้ำท่วมดินถล่มเกิดเร็วและสร้างความเสียหายมาก เราได้มีการติดตั้งสัญญาณเตือนภัย ที่เรียกว่า Early warning system เมื่อปริมาณน้ำอยู่ในระดับเสี่ยง สัญญาณเตือนภัยจะถูกส่งยังชุมชน และส่งให้ส่วนกลางด้วย มีอุปกรณ์วัดน้ำฝน ที่มีระบบคำนวณตามเกณฑ์ที่กำหนดตามแต่ละสภาพภูมิประเทศ มีไซเรน มีสัญญาณไฟเขียวที่หมายความว่าให้เฝ้าระวัง ไฟเหลือง หมายถึงเตือนภัย และไฟสีแดงคือให้อพยพ โดยมีผู้อบรมผู้รู้อยู่ประจำหมู่บ้าน เพื่อติดต่อประสานงานแจ้งให้ชุมชนทราบ"

โดยข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำ ระบุว่าการติดตั้งระบบเตือนภัย Early warning ตั้งแต่ปี 2548-2551 ครอบคลุมพื้นที่ 598 หมู่บ้าน จาก 251 สถานี ซึ่งกำลังดำเนินการในปี 2552 ให้ครอบคลุมพื้นที่อีก 232 หมู่บ้าน มีหมู่บ้านที่ได้รับการเตือนภัยแล้วจำนวน 66 ครั้ง ครอบคลุม 169 หมู่บ้าน

เร่งตั้งกองทุนคาร์บอนเครดิต อบก.เล็งปล่อยกู้โครงการCDM

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นางประเสริฐสุข จามรมาน รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการ ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ภายใต้พิธีสารเกียวโต ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการ CDM ที่ได้รับรองจาก อบก.แล้ว 86 โครงการ รวมปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ประมาณปีละ 5.71 ล้านตันคาร์บอน มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนในโครงการประมาณ 28,000 ล้านบาท

โดยโครงการข้างต้นสามารถผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด ของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ หรือ UNFCC CDM-EB แล้ว 18 โครงการ และได้ใบรับรอง (CERs) มีการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้แล้ว 2 โครงการ ได้แก่ บริษัท เอ.ที.ไบโอ พาวเวอร์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ปีละ 72,000 ตันคาร์บอน กับบริษัทโคราช เวส ทู เอ็นเนอร์จี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ประมาณปีละ 300,000 กว่าตันคาร์บอน

ทั้งนี้ โครงการที่ อบก.ได้รับรอง ส่วนใหญ่ 70% เป็นโครงการด้านพลังงาน อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวล, โรงไฟฟ้าชีวภาพ, โรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ทาง อบก.ได้จัดทำหลักเกณฑ์นิยามของโครงการ CDM ภาคป่าไม้ (CDM forestry) ประกอบด้วย

1)ต้องเป็นพื้นที่มีใบปกคลุม 30% ความสูงต้นไม้ 3 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ขึ้นไป

2)โครงการฟื้นฟูป่า เป็นการแปลงสภาพการใช้ที่ดินที่กระทำโดยมนุษย์

3)โครงการปลูกป่า เป็นการแปลงสภาพการใช้ที่ดินกระทำโดยมนุษย์จากพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นป่ามาก่อนในระยะ เวลา 50 ปี

แต่จากการสำรวจในพื้นที่ต่างๆ แล้ว พบว่าพื้นที่ที่มีแนวโน้มเข้าเกณฑ์ CDM forestry มากที่สุด คือ บริเวณป่าชายเลนลุ่มแม่น้ำเวฬุ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ถูกทำลายมาหลายปี พื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่

อีกทั้ง อบก.ยังได้กำหนดรูปแบบของการจัดทำโครงการ CDM ที่เปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆ ได้มีโอกาสดำเนินการมากขึ้น ประกอบด้วย 2 รูปแบบ คือ

1)โครงการย่อยที่เริ่มและเลิกดำเนินการพร้อมกัน (bundle approach) ตัวอย่าง เช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกร ภายใต้การดำเนินโครงการพร้อมกัน 3 บริษัท คือ บริษัท เอสพีเอ็ม อาหารสัตว์ จำกัด, บริษัท วีซีเอฟ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท หนองบัวฟาร์ม แอนด์คันทรีโฮมวิลเลจ

และ 2)โครงการที่มีลักษณะไม่ต้องดำเนินการพร้อมกันแต่ใช้วิธีเดียวกัน (programmatic approach) ภายในระยะเวลา 28 ปี ซึ่งโครงการลักษณะนี้ กรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้จัดการโครงการการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสีย ฟาร์มสุกร รวบรวมฟาร์มุสกรทั่วประเทศ ที่มีความสนใจจะพัฒนาเป็นโครงการ CDM

นอกจากนั้นเพื่อเป็นการจูงใจให้เกิด การพัฒนาโครงการ CDM มากขึ้น อบก.ได้เตรียมแผนการจัดตั้ง กองทุนคาร์บอนเครดิต (Thailand Carbon Fund) เพื่อทำหน้าที่ในการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่สนใจจะพัฒนาโครงการ CDM และรับซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการต่างๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างหารือร่วมกัน

by ThaiWebExpert