ชี้โลกร้อนคุกคามคนลุ่มน้ำโขง

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) เผยแพร่รายงานขนานการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก 2009 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ ระบุการเปลี่ยนรูปแบบของสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงแล้ว ขณะปัญหาโลกร้อนยังคุกคามชีวิตคนอีกหลายล้านในภูมิภาคนี้

รายงานขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งนี้ชี้ว่า อุทกภัยรุนแรงและภัยแล้ง, การกัดเซาะชายฝั่ง, ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคลื่นความร้อน ที่จะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้านี้ ส่งผลกระทบถึงผลผลิตข้าว, ผลไม้และกาแฟ และการทำประมง ซึ่งเป็นปัจจัยเลี้ยงชีวิตของผู้คนจำนวนมากในกลุ่มประชากรลุ่มแม่น้ำโขง 65 ล้านคน

"ทั่วทั้งภูมิภาคนี้อุณหภูมิกำลังเพิ่มขึ้น และได้เพิ่มขึ้นแล้ว 0.5-1.5 องศาเซลเซียสในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา" ข่าวรอยเตอร์อ้างข้อความในรายงาน

ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ กล่าวว่า ในขณะที่หลายพื้นที่ของภูมิภาคนี้จะมีฤดูฝนที่สั้นลง แต่คาดว่าปริมาณน้ำฝนโดยรวมกลับจะเพิ่มขึ้น หมายความว่าฝนที่ตกก็จะมีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจะคุกคามต่อผลผลิตทางการเกษตร และทำใหิเกิดน้ำท่วมและดินถล่มตามมา

พื้นที่ลุ่มน้ำโขงที่รายงานนี้กล่าวถึงนั้น นับรวมตั้งแต่ที่ราบสูงทิเบตในจีนลงมายังพม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม จากนั้นได้ไหลลงสู่ทะเลจีนใต้

สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เป็นแหล่งปลูกข้าวราวครึ่งหนึ่งของเวียดนาม และเป็นแหล่งผลิตกุ้งประมาณ 60% แต่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและน้ำเค็มหนุน ได้กระทบต่อปริมาณผลผลิตและอาจทำให้เกษตรกรไร้ที่ทำกิน

ประชากรจำนวนมากอาศัยในที่ลุ่มต่ำ ตามแนวชายฝั่งและในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เช่นในนครโฮจิมินห์ซิตี, ฮานอย และกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้ภูมิภาคเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่ออุทกภัย, การรุกล้ำปนเปื้อนของน้ำเค็ม และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

รายงานกล่าวด้วยว่า ภัยแล้งและอุทกภัยที่เกิดถี่ขึ้นจะสร้างความเสียหายขนานใหญ่ต่อชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ในช่วงฤดูแล้งจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำหนักหน่วงขึ้นด้วย "อุณหภูมิสูงขึ้นได้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดขนาดลง ขณะที่พายุ, น้ำท่วม และภัยแล้ง กำลังทำลายผลผลิตทั่วทั้งลุ่มน้ำโขง การขาดแคลนน้ำจะจำกัดการผลิตภาคเกษตร และคุกคามต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย" รายงานนี้เสริม

บรรดาผู้แทนจากประมาณ 180 ประเทศ กำลังประชุมกันที่สำนักงานยูเอ็นในกรุงเทพฯ เพื่อพยายามหาความตกลงร่วมกัน ในการขยับขยายความร่วมมือต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกร้อน โดยพวกเจ้าหน้าที่กำลังพยายามนิยามเนื้อหาที่จะใช้เป็นพื้นฐานของการทำสนธิสัญญาว่าด้วยโลกร้อนฉบับใหม่ ที่ยูเอ็นหวังว่าจะสามารถหาความเห็นพ้องต้องกันได้ภายในเดือนธันวาคมปีนี้

ประเด็นหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของข้อตกลงฉบับใหม่นี้ คือการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ในการปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

ที่ด้านนอกศูนย์การประชุมของยูเอ็น มีชาวนาไทย, เกษตรกร, ชาวประมง และชนพื้นเมืองจากหลายประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และเนปาล รวมประมาณ 2,000 คน มาชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยทุ่มเทมากขึ้นในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

"เรามาที่นี่เพื่อถ่ายทอดเสียงของชาวนาต่อยูเอ็น" ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรจากอินโดนีเซียตะโกนอยู่ด้านนอกศูนย์ประชุม

ประเทศกำลังพัฒนากล่าวโทษชาติร่ำรวยว่า ไม่ยอมริเริ่มด้วยการทำข้อตกลงลดระดับการปล่อยก๊าซให้หนักหน่วงกว่านี้ และต้องการให้ประเทศร่ำรวยรับปากทุ่มเงินนับพันล้านดอลลาร์ช่วยชาติยากจน ให้ปรับตัวรับผลกระทบและสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม.

อย่าใช้กลไกตลาดแก้โลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คอลัมน์ บางกอกทอล์ค 2009 28 ก.ย.-9ต.ค.

วันแรกของสัปดาห์ที่ 2 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หรืองานบางกอก ไคลเมท เชนจ์ ทอล์ค เริ่มต้นด้วยสีสันตระการตา ที่เครือข่ายสมานฉันท์ชาวเอเชีย เพื่อการแก้ปัญหาให้โลกเย็นอย่างเป็นธรรม ประกอบด้วยชาวบ้านจาก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี และเพื่อนบ้าน อย่างละตินอเมริกา อเมริกาเหนือและใต้ รวมทั้งเครือข่ายชุมชนไทยทั่วประเทศ คือ เครือข่ายป่าชุมชน ประมง ชนเผ่า พลังงานทางเลือก ปัญหาที่ดินและป่าไม้ และเครือข่ายต่อต้านโรงไฟฟ้าประมาณ 2,000 คน เดินพาเหรดจากบริเวณสวนสันติไชยปราการ ผ่านถนนราชดำเนินกลาง มายังหน้าศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เพื่อเรียกร้องและยื่นหนังสือให้ตัวแทนชาติต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมแก้ไขปัญหาโลกร้อนยึดหลักความชอบธรรมในการแก้ปัญหา รวมทั้งให้ประเทศที่กำลังพัฒนาปฏิเสธการใช้กลไกทางการตลาดมาแก้ไขปัญหาโลกร้อน

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้ประสานงานเครือข่ายสมานฉันท์เอเชียเพื่อเพื่อแก้ปัญหาให้โลกเย็นอย่างเป็นธรรม กล่าวว่า เครือข่ายชาวบ้านจากประเทศในแถบเอเชีย และทั่วโลกรวมทั้งคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และการแก้ปัญหาโลกร้อนของรัฐบาล ได้รวมตัวกันเพื่อยื่นข้อเสนอให้ผู้แทนจากประเทศของตัวเองที่เดินทางมาประชุมที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) คราวนี้ตระหนักถึงความเป็นธรรมสำหรับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรมและประมง ที่มักจะได้รับผลกระทบมากกว่า และก่อนอาชีพอื่นๆ เมื่อเกิดภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในพื้นที่

น.ส.เพ็ญโฉมกล่าวว่า ในส่วนของเครือข่ายต่างๆ ของประเทศไทยได้ทำหนังสือยื่นต่อตัวแทนของรัฐบาลไทยเสอน 4 ข้อ คือ 1.จะต้องทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกทันทีและเร่งด่วน 2.อย่ายอมรับกลไกทางการตลาดที่อ้างว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาโลกร้อน เช่น กลไกคาร์บอนเครดิต เพราะไม่ใช่การลดปัญหาการผลิตก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว แต่เป็นการผลักภาระให้ประเทศกำลังพัฒนา 3.ต่อต้านมาตรการ เรดด์ หรือการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากปัญหาการทำลายป่าไม้ในประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจังในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่สำคัญคือ ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่ยอมรับสิทธิชุมชนในการดูแลป่าไม้ของชาวบ้านตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิป่าชุมชน ชาวบ้านจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการนี้เลย ประการสุดท้ายคือ อย่ายอมรับมาตรการที่จะสร้างปัญหาอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น การเอานิวเคลียร์มาใช้แทนเชื้อเพลิง โดยอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด หรือมาตรการการสร้างเขื่อนเพื่อสร้างพลังงานและรองรับแหล่งน้ำ

สำหรับการเจรจาพูดคุยในห้องประชุมของตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั้ง 6 ห้อง คือ คณะทำงานพิธีสารเกียวโต และคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ที่มีห้องเจรจาจำนวน 5 ห้องประกอบด้วย เรื่องวิสัยทัศน์ การปรับตัว การลดก๊าซเรือนกระจก กลไกการช่วยเหลือด้านการเงิน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น จากเดิมมีเอกสารที่จะต้องพิจารณาในหัวข้อเหล่านี้จำนวน 175 หน้า วันนี้คณะทำงานทุกคนได้จัดกลุ่มเรื่องที่ใกล้เคียงกันไว้ด้วยกันจนเหลือเอกสารจำนวน 135 หน้าเท่านั้น ในจำนวน 135 หน้านี้จะเริ่มเจรจาหาข้อสรุปกันอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคมเป็นต้นไป

ด้านนางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า หลังจากที่ สผ.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 โดยมียุทธศาสตร์ 6 ด้านประกอบด้วย 1.การปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน 2.การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ไม่ระบุตัวเลขการลดก๊าซ เพราะขณะนี้ไทยยังลดแบบสมัครใจ 3.การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ชัดเจน 4.การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา 5.การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6.การพัฒนาการดำเนินงานในกรอบความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งนี้ ได้แปลงแผนยุทธศาสตร์เป็นแผนแม่บทในรายสาขา เพื่อให้แต่ละกระทรวงนำไปวางนโยบายรองรับโลกร้อนและตั้งงบประมาณรองรับไว้ให้ชัดเจน โดยคาดว่าแผนแม่บทฉบับสุดท้ายจะแล้วเสร็จในปลายปี โดยคาดหวังว่าจะผนวกแผนลดโลกร้อนเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ด้วย

เจรจาโลกร้อนที่กรุงเทพฯ คืบ ผู้รับผลกระทบจากโลกร้อน 5 ชาติขึ้นศาลจำลองวันนี้

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

การจัดทำกติกาโลกในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามแผนปฏิบัติการบาหลีภายใต้ “อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)” ได้ดำเนินมาเป็นวันที่ 9 นอกจากผลเจรจาที่คืบหน้าแล้ว ในวันนี้ ประชาชนจาก 5 ชาติเอเชียจะเป็นพยานต่อให้การต่อ “ศาลประชาชน” ศาลจำลองเพื่อเผยผลกระทบจากโลกร้อนด้วย

(5 ต.ค. 52) นอกตึกที่ทำการองค์การสหประชาชาติในกรุงเทพฯ จะคึกคักเต็มไปด้วยสีสันการเรียกร้อง ขณะที่ในห้องเจรจาเร่งเต็มที่แต่ยังคงได้เพียงลดจำนวนหน้าเอกสารเจรจาไป 35 หน้า จากเดิม 170 หน้าเมื่อ 28 ก.ย. เหลือราว 135 หน้าวันนี้ (เอกสารอย่างไม่เป็นทางการ)

องค์กรประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเอเชียนำทัพจัดเดินขบวนใหญ่จากสวนสันติชัยปราการสู่สถานที่เจรจาโลกร้อน UNESCAP โดยมีชาวบ้านเอ็นจีโอไทยและระดับโลกเข้าร่วม รวมกว่า 1,500 คน เรียกร้องให้เสียงนอกเวทีเจรจาถูกนำไปพิจารณาดำเนินการสำหรับข้อตกลงโลกร้อนกรุงเทพและโคเปนเฮเกน

“นี่คือการรวมพลังของสหประชาชนเอเชียสำหรับการเจรจาโลกร้อนภายใต้การดำเนินการของสหประชาชาติ เราต้องการแสดงให้เห็นว่าเสียงของประชากรอาเซียนั้นต้องถูกรับฟังและบรรจุเข้าไปในการเจรจาอย่างเป็นผลที่กรุงเทพฯ ถึง โคเปนเฮเกน” กิ่งกร นรินทรกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมกล่าว

“เราจำเป็นต้องเดินขบวนเพราะเห็นตรงกันว่า ไม่มีความหวังว่าการแก้ปัญหาวิกฤตโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนั้นจะเกิดขึ้นอย่างเท่าทันความเร่งด่วนของปัญหา ภายใต้การดำเนินการของ UNFCCC ดังนั้นทางหนึ่งคือรวมพลังให้เห็นและส่งเสียงเรียกร้องการดำเนินการที่มากพอและเท่าทันปัญหาจากเวทีเจรจา ให้พวกเขาได้เร่งดำเนินการ ให้รับรู้ว่าภาคประชาชนกำลังจับตามองอยู่” กิ่งกรกล่าว

“ประชาชนเอเชียควรมีสิทธิแสดงความต้องการต่อการดำเนินการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจังเพราะเราเป็นภูมิภาคที่พื้นที่ใหญ่มาก ประชากรส่วนใหญ่ของโลกก็อยู่ที่นี่ และคนที่จะได้รับผลกระทบหนักก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นการดำเนินการก็ควรให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เราจะติดตามใกล้ชิดจนถึงโคเปนเฮเกน” กิ่งกร ประกาศท่ามกลางผู้เข้าร่วมเดินขบวนด้านหน้า UNESCAP บ่ายวันนี้

ไดน่า เฟนเตสฟิน่า ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์นานาชาติเพื่อปฏิบัติการลดโลกร้อน หรือ tcktcktck-Asia เปิดเผยว่านอกจากการเดินขบวนแสดงพลังวันนี้ กลุ่มประชาชนเอเชียจะร่วมกันกดดันการเจรจาด้วยการนำ “พยานโลกร้อน” หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน 5 คนจากประเทศในเอเชีย (หนึ่งคนเป็นชาวนาไทย) ในปัจจุบันมาให้ปากคำใน “ศาลประชาชน” ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงแรงปรินซ์พาเลซ พรุ่งนี้ (6 ต.ค.)

“การเปิดเผยความจริงผลกระทบโลกร้อนผ่านผู้ได้รับผลกระทบจริงผ่าน “ศาลประชาชน” ครั้งนี้เป็นหนึ่งในศาลประชาชนที่จัดขึ้นรวม 125 ครั้งใน 17 ประเทศทั่วโลกก่อนการเจรจาโลกร้อนโคเปนเฮเกน ซึ่งครั้งนี้ที่เวทีเจรจากรุงเทพ เราเลือก “พยานโลกร้อน” ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียให้เป็นผู้เปิดเผยความจริงผลกระทบที่พวกเขาได้รับจากภาวะโลกร้อนตอนนี้ เราหวังว่าด้วยความจริงเหล่านี้ จะทำให้ผู้แทนเจรจาประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจากประเทศพัฒนาแล้วจะตระหนักถึงความเร่งด่วนและความรุนแรงของสิ่งที่พวกเขาเจรจา” ไดน่ากล่าว

นอกจากกลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มสิทธิมนุษยชน องค์กรประชาชนและเอ็นจีโอที่เข้าร่วมการเดินขบวนวันนี้รวมถึงกลุ่มคนจนเมือง (สลัม) กลุ่มชนเผ่า กลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน กลุ่มแรงงาน และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทั้งจากประเทศไทย ประเทศในเอเชียและจากนอกเอเชีย

ความคืบหน้าในห้องเจรจา 5 ต.ค.

1. ได้เอกสารไม่เป็นทางการเรียกว่า non-paper ของแต่ละห้อง 5 ห้อง (ส่วน AWG-KP ไม่มีเอกสาร เจรจาแต่ตัวเลขตามรายละเอียดด้านล่าง)

2. จากร่างที่เสนอเข้าที่ประชุมกรุงเทพ เป็น non-paper สามารถลดจำนวนหน้าได้ 35 หน้า (จาก 170 หน้า) เฉพาะส่วน Adaptation ร่างทางการสำหรับเจรจาน่าจะออกวันพฤหัสบดี

3. ขั้นตอนจากนี้แต่ละห้องจะทำ non-paper ให้เป็นร่างสำหรับเจรจาในห้องตัวเอง (รายประเด็น) แล้วเริ่มการเจรจา ได้เท่าไรก็เท่านั้น สรุปส่งเข้าที่ประชุมบาร์เซโลน่า สรุปส่งเข้าโคเปนเฮเกน

“ความคืบหน้าการเจรจาโลกร้อน ผ่านปากคำทีมเจรจาไทย”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ที่ผ่านมาภาพรวมการเจรจาเป็นอย่างไร

ถ้าจะพูดภาษาชาวบ้านละก็ สัปดาห์ที่ผ่านมาเราเจรจากันว่าด้วยเรื่องจะดำเนินการเจรจากันอย่างไรดี จากร่างเอกสารที่มีอยู่ (Consolidate Text)

ช่วยให้รายละเอียดแต่ละส่วนในการเจรจาของ AWG-LCA (ส่วนที่จะบอกว่าหลังพิธีสารเกียวโตทิศทางการลดโลกร้อนจะเป็นอย่างไร)

ส่วนแรกการปรับตัวรับมือโลกร้อน (Adaptation) เราก็ร่วมกับกลุ่มประเทศยากจน G77 เรียกร้องให้ข้ามขั้นตอนปกติ(ซึ่งต้องเริ่มจาก เป้าหมาย วัตถุประสงค์ หลักการนำไปปฏิบัติ แล้วค่อยเป็นวิธีปฏิบัติ ..เป็นต้น) ให้กระโดดไปพิจารณาส่วนที่จำเป็นและสำคัญ คือวิธีปฏิบัติเลย จะได้ไม่เสียเวลา คือตรงเข้าไปคุยเรื่องที่เห็นไม่ตรงกันเลย แต่กลุ่มประเทศร่ำรวย (Anex I) ก็จะค้าน บอกไม่ได้หรอกต้องคุยตั้งแต่เริ่ม ก็ทำให้ต้องเจอกันครึ่งทางว่าโอเคงั้นไปจัดกลุ่มประเด็นที่จะต้องเจรจากัน ได้เป็น Consolidate Text ขึ้นมา

ทุกส่วน ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) กลไกการเงิน (Finance) การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer & Capacity Building) ก็จะมีกระบวนการคล้ายเดียวกัน ทำให้ทุกห้องได้ออกมาเป็น Consolidate Text (รวมประเด็นคล้ายกันเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้จำนวนหน้าลดลง และเจรจาง่ายขึ้น)

สำหรับคนทั่วไปอาจฟังดูแปลก ๆ หน่อย แต่การกระบวนการตรงนี้ก็จำเป็นและจะทำให้ประเด็นที่แต่ละส่วนเห็นต่างชัดเจน เวลาตรงไหนเราเห็นต่างกันก็จะวงเล็บเอาไว้ก่อน พอเจรจาก็จะคุยหาทางเจอกันครึ่งทางหรือต่อรองกันเท่าที่จะทำได้ จนสามารถถอดวงเล็บได้ ในทางหลักการก่อนเข้าเวทีเจรจาโคเปนเฮเกนนี้ วงเล็บเหล่านี้ควรถูกถอดออกหมด แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ถอดไม่ได้ (ตกลงกันไม่ได้) ก็ค้างไว้ได้

ในรายละเอียดสามารถมีความเห็นแตกต่าง ๆ ในที่ประชุมได้เยอะมาก อย่างเรื่องความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซในอดีต พอคุยกันจนบอกว่าต้องรับผิดชอบ ประเทศพัฒนาแล้วปล่อยมาก่อนทำให้โลกร้อนวิกฤตตอนนี้ ต้องรับผิดชอบ เขาบอกโอเค แต่พอคุยว่าจะเริ่มนับตั้งแต่เมื่อไร ประเทศพัฒนาแล้วก็บอกจะเริ่มนับปี 1990 (2533) ซึ่งเป็นปีฐานการคำนวณตามพิธีสารเกียวโตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก บรรดาประเทศกำลังพัฒนาก็บอกไม่ได้ นี่เราพูดถึงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซในอดีต ต้องนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเป็นตัวการใหญ่ คือราวปี 1850 นี่แค่ตัวอย่างนะ

ในส่วนการลดก๊าซ (Mitigation) ประเด็นหลักก็เป็นเรื่องจะลดโดยรายประเทศ หรือจะต้องตั้งรายภาค (sectural approach) เช่นภาคพลังงานต้องลดก๊าซเท่านั้น เท่านี้ไหม แนวโน้มก็อาจเป็นไปได้ว่าจะต้องกำหนดให้แต่ละประเทศ (พัฒนาแล้ว) ต้องลดรายประเทศ และกำหนดเป้าการลดรายภาค ด้วย ภายในปีที่ตกลงกันได้ นี่ก็อยู่ระหว่างการเจรจา

ส่วนกลไกการเงิน (Finance) ข้อเจรจาก็เป็นเรื่องประเทศกำลังพัฒนาบอกให้ประเทศพัฒนาแล้วดำเนินการตามที่มีพันธะสัญญา คือที่รับปากจะให้เงินเพื่อการปรับตัว Adaptation Fund ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วก็แย้ง ประชาคมยุโรป (อียู) ก็บอกเราขอเสนอกลไกการเงินใหม่ที่ยุติธรรมกว่า ด้วยการให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการใส่เงินลงไปสำหรับการปรับตัวด้วย ซึ่งก็โดนคัดค้านหนักทีเดียว

ส่วนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ประเด็นเจรจาหลักก็เรื่องประเทศกำลังพัฒนาเสนอให้หาทางกำจัดความลำบากในการใช้เทคโนโลยีแก้โลกร้อนที่ติดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นเจ้าของ ทางประเทศพัฒนาแล้วก็บอกให้เอาเงินส่วนกลางอย่าง กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) มาซื้อสิแล้วเอาไปใช้ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเจรจา ผ่านการคุยเรื่องร่างต่าง ๆ เรื่องการถอดวงเล็บอย่างที่บอก

สถานการณ์การเจรจาส่วนคณะทำงานด้านพิธีสารเกียวโต (AWG-KP) เป็นอย่างไร

AWG-KP ง่ายกว่า ซับซ้อนน้อยกว่าเพราะเจรจาก่อน AWG-LCA สองปี ค่อนข้างลงตัวในส่วนอื่น ยกเว้นที่ต้องเจรจากันเรื่องตัวเลข ว่าถ้าจะใช้พิธีสารเกียวโตต่อระยะสองจะตั้งเป้าเท่าไร เอาปีฐานไหน ใครต้องลดเท่าไร ส่วนใหญ่เป็นการต่อรองเจรจาตัวเลขเป็นหลัก

แล้วจุดยืนการเจรจาของไทยเป็นอย่างไร

เรียกว่าใช้หลัก no regret policy คือไม่ให้บ้านเราต้องเสียเปรียบ จะลดก๊าซก็ทำแต่ทำตามศักยภาพ จะไม่ยอมประเภทไปรับว่าจะทำแล้วมาบังคับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ ทำให้ต้องเสียหายทางเศรษฐกิจทำนองนี้ ไม่มี

จริงไหมที่จะมีการรวมเสียงอาเซียนเพื่อทำข้อเสนอเป็นทางการสำหรับโคเปนเฮเกน

ก็คุยกัน และหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น เราอยากให้เสียงอาเซียนเข้าสู่โคเปนเฮเกนด้วย จริงแล้วในอาเซียนเอง ไทยเราเป็นคนที่พยายามผลักดันให้เกิดเสียงอาเซียนในเวทีโลกร้อน

ได้ข่าวจะมีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่เรื่องโลกร้อน ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เท่าที่ทราบคือมีการพูดถึงการมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านนี้ให้ชัดเจน เพื่อประสิทธิภาพการดำเนินการด้านโลกร้อนที่นับวันจะเพิ่มความสำคัญ ในทางปฏิบัติยังไม่มีอะไรออกมาเป็นทางการถึงวันนี้นะ

คนจนเมือง-เครือข่ายลดโลกร้อนฯ รวมพล กว่า 3,000 คน ร้องแก้ปัญหาหน้ายูเอ็น

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

วานนี้ (5 ต.ค.52) ขณะที่การเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกครั้งสำคัญที่กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Climate Talk ระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 9 ต.ค.52 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำกติกาโลกในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามแผนปฏิบัติการบาหลีภายใต้ “อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)” ได้ดำเนินมาเป็นวันที่ 8

เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทย ประกอบด้วย เครือข่ายพลังงาน เครือข่ายประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายป่าไม้และที่ดิน และเครือข่ายชนพื้นเมือง พร้อมด้วยพันธมิตรจากประเทศทั้งในและนอกอาเซียน อาทิ อินเดีย ศรีลังกา และปากีสถาน กว่า 1,500 คน เดินเท้าทางจากบริเวณสวนสันติชัยปราการสู่สถานที่เจรจาโลกร้อน UNESCAP เพื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้เสียงนอกเวทีเจรจาถูกนำไปพิจารณาดำเนินการในข้อตกลงโลกร้อนกรุงเทพและโคเปนเฮเกน หลังจากเมื่อวันที่ 3 – 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีคู่ขนานการเจรจาโลกร้อนของภาคประชาชน และจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยและเวทีเจรจาโลกร้อนสหประชาชาติ

ประเด็นหลักที่มีการพูดคุยกันของภาคประชาชน ประกอบด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมของกลไกโลกร้อนที่กระทบเมืองไทย เน้นที่ภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และทางเลือกที่เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน รวมทั้งมีการเสนอกรณีปัญหาและแนวทางการแก้ไขของชาวบ้านจากทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

ทั้งนี้ ในการชุมนุมได้มีการปราศัยยืนยันถึงจุดยืนที่เรียกร้องให้เวทีการหารือแก้ไข ปัญหาโลกร้อนยูเอ็น มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วรับผิดชอบ ต้องชดใช้เต็มจำนวนต่อ “หนี้นิเวศน์” ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย

“ชาวสลัม-คนจนเมือง” เคลื่อน “วันที่อยู่อาศัยสากล” ร้อง “ยูเอ็น” แก้ไขปัญหาให้เห็นจริง

ในวันเดียวกันนี้ ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายสิทธิที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองในเอเชีย (LOCOA) จำนวนกว่า 1,800 คน จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day) ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยสากล เพื่อเป็นสัญลักษณ์กระตุ้นเตือนให้ประชาชาติต่างๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหรืออยู่อาศัยในสภาพการตั้งถิ่นฐานที่ไม่เหมาะสม

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต้นเดินเท้าจากลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.00 น. เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแนะการแก้ปัญหาชุมชนแออัด เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2552 โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี รับหนังสือ

หนังสือดังกล่าวระบุข้อเสนอ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ปัญหาการไล่รื้อคนจนไปนอกเมือง ขอให้รัฐบาลยกเลิกวิสัยทัศน์ในการย้ายสลัมออกนอกเมือง แต่ขอให้ปรับปรุงและพัฒนาชุมชนแออัดในพื้นที่เดิม ให้พ้นจากความเป็นสลัม 2.ปัญหางบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ขอให้รัฐบาลจัดหางบเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านบาท ในปี 2552 นี้ เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะกรณีเงินให้เปล่าแก่ พอช.หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อเป็นดองทุนหมุนเวียนด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนแออัด 3.ปัญหาเรื่องกฎระเบียบในการปลูกสร้างอาคาร ขอให้รัฐบาลสั่งการกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมข้อเสนอของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เร่งรัดดำเนินการ ออกกฎกระทรวง เพื่อผ่อนปรนการปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ในโครงการบ้านมั่นคง ให้แล้วเสร็จภายในปี 2552

4.ปัญหาการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกกฎหมายที่ดินในอัตราก้าวหน้า ดำเนินการตามนโยบายโฉนดชุมชน จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน 5.ผลักดันรูปธรรมนำร่องตามนโยบายโฉนดชุมชนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อที่อยู่อาศัยในเมือง โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการเพื่อให้ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว เป็นชุมชนนำร่องในเขตเมืองเรื่องที่อยู่อาศัย โดยใช้นโยบายโฉนดชุมชนในการแก้ปัญหา

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนรณรงค์ต่อไปยังหน้าอาคารสหประชาชาติ ซึ่งคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม และ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทยได้จัดการชุมนุมกันอยู่ก่อหน้า เพื่อยื่นหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noleen HeyZer เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสแคป)

นายสังเวียน นุชเวียน คณะกรรมการบริหาร LOCOA (Leaders and Organizers of Community Organization in Asia) ประเทศไทย กล่าวว่าวันที่อยู่อาศัยสากลถือเป็นวันสำคัญของคนจน การที่ยูเอ็นมีนโยบาย “เมืองที่ปราศจากสลัม” ที่จะพัฒนาสลัมให้อยู่ในเมืองได้ เป็นสิ่งที่ดี แต่กลับไม่มีการนำเอาไปปฎิบัติ ทำให้ภาพของยูเอ็นกลายเป็นเพียงกระบอกเสียงโฆษณาที่ไม่ทำตามในสิ่งที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้นความต้องการของประชาชนจึงไม่ใช่แค่นโยบายที่สวยหรู แต่รัฐบาลของประเทศสมาชิกต้องปฎิบัติจริง เพื่อให้คนจนทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบทมีสิทธิอยู่อาศัย

โดย ข้อเสนอของทางเครือข่ายคือ 1.ยูเอ็นต้องทำนโยบายที่เสนอไว้มาปฎิบัติจริง 2.สิทธิที่จะอยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่รัฐบาลประเทศสมาชิกของยูเอ็นควรต้องให้การดูแล หยุดการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้งโดยกฎหมายและการใช้กำลัง

ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ในเอเชียมีการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อสลัม ยกตัวอย่างเช่นใน กัมพูชามีการเผาเพื่อไล่ที่ ที่อินเดียมีการไล่รือโดยใช้รถแบคโฮไถ และที่ฟิลิปปินส์มีกรณีที่รัฐบาลดำเนินการขุดขยายคลองที่ทำลายที่ตั้งชุมชนโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของชาวบ้าน อีกทั้งไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใดๆ ส่วนในไทยเองก็มีการใช้ความรุนแรงและอิทธิพลในการไล่รื้อ เช่นในกรณีชุมชนกระทุ่งเดียว ในเขตห้วยขวาง ชุมชนซอยยาดอง ซอยเอกมัย 13 และชุมชนในพื้นที่ จ.นนทบุรี ทั้งนี้กรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้แม้จะเป็นที่ดินของรัฐ

คณะกรรมการบริหาร LOCOA กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวของคนจนเมืองเพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะในกลุ่มสลัม 4 ภาค หรือในประเทศไทย แต่ยังมีสมาชิกของ LOCOA ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมด้วย อาทิ ประเทศอินเดีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย

“คนจนไม่ช่วยกันก็ไม่มีใครจะมาช่วยเรา” นายสังเวียนกล่าว

การชุมนุมดำเนินไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนทีเคลื่อนไหว “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ขึ้นแลกธงของเครือข่ายฯ กับธงของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม โดยมีนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาคเป็นผู้รับมอบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าใครก็เป็นพี่น้องกัน” ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมกล่าว อีกทั้งยังได้พูดกับผู้ชุมนุมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลกร้อนต่อป่า ภาคการเกษตร และเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้

จากนั้น Dr.Noeleen HeyZer ได้ขึ้นอ่านคำแถลง โดยกล่าวถึงสารของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล และความพยายามในการแก้ปัญหา ต่อมาจึงเป็นการอ่านแถลงการณ์ของผู้ชุมนุมในภาษาอังกฤษโดย Fides Bagasao ผู้ประสานงาน LOCOA ต่อด้วยการอ่านแถลงการณ์ภาษาไทยโดยนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การรณรงค์เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยแม้จะมีการดำเนินการมานาน แต่การขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งในทั่วเอเชีย และการไล่รื้ออย่างรุนแรงก็มีเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ขณะที่มีคำพูดสวยหรูในการแก้ปัญหาจากผู้แทนยูเอ็นจำนวนมาก ทั้งนี้ทางเครือข่ายเชื่อว่ายูเอ็นยังมีบทบาทน้อยเกินไปในการพยายามแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม อีกทั้งวิศัยทัศน์ที่ประกาศเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2001 ที่ว่า “เมืองที่ปราศจากสลัม” ยังรอคอยการปฎิบัติให้บรรลุผล

ส่วนสาระหลักที่ยูเอ็นให้แก่วันที่อยู่อาศัยสากลปีนี้คือ “วางผังเมืองอนาคตของเรา” ทางเครือข่ายมีความเห็นว่าควรมีการทำให้หลักการพื้นฐานที่ว่าคนจนเมืองมีสิทธิในการมีที่ทางที่มั่นคงในเมืองได้รับการยอมรับและรับรู้ โดยฝ่ายการเมืองถือว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้เป็นจริงก่อน การวางผังเมืองจึงจะมีผลต่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง

แถลงการณ์ยังได้เรียกร้องให้ยูเอ็นและหน่วยงานที่เกี่ยวของพยายามอย่างเต็มที่ในการยุติการไล่รื้อด้วยความรุนแรงในทุกแห่ง ลงแรงให้สิทธิในการเช่าที่ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และประกันการจัดหาบริการพื้นฐานสำหรับคนจนเมืองให้เป็นจริงขึ้น

ส่วน Dr.Noeleen HeyZer กล่าวกับผู้ที่มาชุมนุมว่า ขอบคุณที่มาแสดงพลัง และสัญญาว่าข้อเรียกร้องที่มีจะถูกนำเสนอต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศสมาชิกในเอเชียได้อยู่อย่างปกติสุขและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน

หลังการมอบหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noeleen HeyZer เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้สลายตัวไปอย่างสงบ

ทั้งนี้ ในระหว่างการชุมนุน บริเวณหน้าที่ทำการองค์การสหประชาชาติได้เกิดฝนตกหนักขึ้นทำให้การปราศัยของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัมต้องยุติลงชั่วคราว ในขณะที่การชุมนุมของเครือช่ายภาคประชนที่เคลื่อนไหวประเด็น “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ยังคงปราศัยต่อ และยุติการชุมนุมเมื่อฝนเริ่มซา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม ขณะที่ผู้ชุมนุมเครือข่ายพลังงานกว่า 500 คน ได้เดินทางต่อไปยังกระทวงมหาดไทยเพื่อทวงถามกรณีผังเมืองสีม่วงในพื้นที่ อ.ทับสะแก และทวงถามกรณีคัดค้านที่ดินสาธารณะ 58 แปลง ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขัน
ที่มา : Click ชมภาพบรรยากาศทั้งหมดได้ที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26103

เรื่อง การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 16 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT)....วันที่ 6 ตุลาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงาน และเห็นชอบให้คณะผู้แทนไทยผลักดันแนวทางการดำเนินงานตามข้อ 2 ในการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย –มาเลเซีย – ไทย (IMT-GT) ครั้งที่ 16

2. เห็นชอบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ตามข้อ 3.2

3. เห็นชอบให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 16

4. มอบหมายรักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นายปรเมธี วิมลศิริ) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ครั้งที่ 16

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่รัฐบาลมาเลเซีย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโสแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle : IMT-GT) ครั้งที่ 16 ที่เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 13 – 15 ตุลาคม 2552 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการผู้ประสานงานระดับประเทศ (National Secretariat) ของแผนงาน IMT-GT ขอรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการดังนี้

1. ภาพรวมแผนงาน IMT-GT

1.1 ก่อตั้งในปี 2536 จากความเห็นชอบร่วมกันของผู้นำ 3 ประเทศ โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้ ความช่วยเหลือทางวิชาการในการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดกรอบความร่วมมือ ขอบเขตดำเนินงาน และสาขาความร่วมมือ หลักความร่วมมือเป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ตามความได้เปรียบเทียบเชิงเปรียบ เทียบใน อนุภูมิภาค การจัดสรรทรัพยากรและปัจจัยการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาคเอกชนมีบทบาทนำในการเสนอ ต่อภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวกทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค

1.2 ปัจจุบันกรอบ IMT-GT มีความร่วมมือ 6 สาขาประกอบด้วย (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง (2) การค้าและการลงทุน (3) การท่องเที่ยว (4) ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล (5) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และ (6) เกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

2. ความก้าวหน้าและแนวทางการดำเนินงานต่อไป

2.1 ความก้าวหน้ารายสาขา

2.1.1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง ได้แก่ การพัฒนาแนว พื้นที่เศรษฐกิจของ IMT-GT ทั้ง 5 แนว โดย เร่งเชื่อมโครงข่ายคมนาคมทางบก น้ำ และอากาศ การเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านแดนและข้ามแดนเพื่อประโยชน์ในการเดินทาง การขนส่ง การไหลเวียนสินค้าและบริการ การจัดเตรียมแผนปฏิบัติการการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจของ IMT-GT 5 แนว โดยจัดลำดับแผนงานโครงการและค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนและเตรียมแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาการเดินเรือและพัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ซึ่งในส่วนของไทยอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ ADB เพื่อจัดลำดับความสำคัญโครงการในพื้นที่ภาคใต้ของไทยเพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโดยความ ช่วยเหลือทางวิชาการของ ADB ทั้งนี้ปัจจุบัน ADB อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงการอนุภูมิภาค (Subregional Project Development Facility) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่สำคัญใน อนุภูมิภาค IMT-GT และ BIMP-EAGA (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์)

2.1.2 การค้าและการลงทุน ได้แก่ การดำเนินโครงการศึกษาความเป็นไปได้ การ จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนบริเวณอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา - เมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ มาเลเซีย ระยะที่ 2 โดย สศช. ดำเนินการศึกษาคู่ขนานกับ Economic Planning Unit (EPU) ของมาเลเซีย การจัดคณะผู้ประกอบการภาคเอกชนเดินทางเพื่อเปิดตลาดในพื้นที่ IMT-GT และการจัดทำระบบข้อมูลการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และข้อมูลเศรษฐกิจอื่นที่สะท้อนความก้าวหน้าของ IMT-GT การพัฒนาและบำรุงรักษาฐานข้อมูลด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงเว็บไซต์ IMT-GT

2.1.3 การท่องเที่ยว ได้แก่ การสนับสนุน IMT-GT Celebration Year ปี 2552 โดยการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ต่อเนื่องจากปีแห่งการท่องเที่ยว IMT-GT เมื่อปี 2551 ในทั้ง 3 ประเทศ โดยหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนและทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

2.1.4 ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล ได้แก่ การจัดประชุมวิชาการ WHASIB 2009 และเตรียมงาน WHASIB 2010 งาน IMT-GT Halal Expo งานวัฒนธรรมมุสลิม การตลาดภิวัฒน์ หรือ Business matching การจัดงาน Halal SMEs การฝึกอบรมนักวิทยาศาสตร์ฮาลาลจากประเทศต่าง ๆ การอนุมัติงบของรัฐบาลไทยในการ ดำเนินงาน Halal ICT Superhighway ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพดำเนินงาน การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ IMT-GT ณ ประเทศบาห์เรน ระหว่างการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนและ GCC ในกลางปี 2552 การดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานชั่วคราวด้านมาตรฐานและการรับรองฮาลาลของ IMT-GT ซึ่งกรมมาตรฐานของมาเลเซียเสนอตัวจะเป็นผู้จัดประชุมครั้งที่ 1 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

2.1.5 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การเร่งรัดด้านการรับรองมาตรฐานและรับรองวิชาชีพแรงงาน (MRA) การแลกเปลี่ยนการศึกษาดูงาน การจัดการสัมมนาเสริมสร้างบทบาทของสตรีในตลาดแรงงาน

2.1.6 การเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ความร่วมมือ ด้านการปลูกและการวิจัยและพัฒนาปาล์มน้ำมัน การใช้เทคโนโลยีที่ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมการเกษตร การ แสวงหาความร่วมมือในการกำหนดเป้าหมายระยะยาวเรื่องความมั่นคงอาหาร ความมั่นคงพลังงาน การพัฒนายั่งยืน การลดผลกระทบโลกร้อน และการสร้างสมดุลของการผลิตพืชและพืชพลังงาน

2.2 แนวทางการดำเนินงานต่อไป

2.2.1 การทบทวนกลางรอบ (Mid-Term Review : MTR) ของแผนที่นำทาง IMT-GT ปี 2550 – 2554 โดย สศช. เป็นเจ้าภาพร่วมกับ ADB จัดหารือภายในประเทศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ และจัดประชุมหารือร่วม 3 ประเทศ ระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติตามแผนที่นำทาง IMT-GT ในอีก 2 ปีข้างหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลการหารือที่สำคัญ ได้แก่ (1) การจำกัด Flagship Projects ภายใต้แผนที่นำทาง ให้อยู่ในแนวพื้นที่เศรษฐกิจ IMT-GT 5 แนว (2) ความจำเป็นในการมุ่งเน้นด้านซอฟท์แวร์เพื่อให้การพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ บรรลุผล อาทิ การอำนวยความสะดวกการขนส่งผ่านแดนและข้ามแดน CIQs และ (3) ระดับคณะทำงานจะมีการทบทวนและจัดลำดับความสำคัญโครงการครั้งใหม่ โดย CIMT ร่วมกับ ADB และฝ่ายเลขานุการของแต่ละประเทศจะทำหน้าที่แนะนำกลไกและแนวทางทบทวนให้แก่คณะทำงาน

2.2.2 การประสานและเชื่อมโยงการพัฒนา IMT-GT โดยเฉพาะตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจหลักให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาระดับประเทศ ซึ่งในส่วนของไทยคือ แผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยที่ประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Joint Development Strategy for Border Areas : JDS ) ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 ณ เมืองปีนัง ประเทศ มาเลเซีย เห็นชอบให้มีกลไกการประชุมระดับสูง (High Level Meeting) ระหว่างไทย-มาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องการประสานการดำเนินงานตามแผนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ฯ ของไทย ควบคู่กับการดำเนินงานตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจในบริเวณแนวพื้นที่ภาคเหนือ (Northern Corridor Economic Region : NCER) และการพัฒนาในบริเวณแนวพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก (East Coast Economic Region : ECER) ของมาเลเซีย

2.2.3 การลงนามความตกลงการจัดตั้งศูนย์ประสานความร่วมมืออนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT) ไทยอยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อการลงนามความตกลงร่วมกันระหว่าง 3 ประเทศ

2.2.4 การให้การประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี เป็นเวทีประสาน เชื่อมโยงของนักธุรกิจและเอกชนท้องถิ่นในการพัฒนา IMT-GT และให้สภาธุรกิจสามฝ่าย IMT-GT เพิ่มความเข้มข้นในการทำงานระดับรัฐและจังหวัด และรัฐบาลท้องถิ่นให้การสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อผลักดันกระบวนการดังกล่าว

2.2.5 การขยายความร่วมมือระหว่าง IMT-GT กับหุ้นส่วนการพัฒนาใหม่ นอกเหนือจาก ADB อาทิ ญี่ปุ่น เพื่อการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค และการสร้างความเชื่อมโยงอย่างบูรณาการระหว่าง IMT-GT และประชาคมอาเซียน

2.2.6 การเตรียมการประชุมสุดยอดแผนงาน IMT-GT ครั้งที่ 5 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 ที่ประเทศเวียดนามในปี 2553

3. การเตรียมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีครั้งที่ 16

3.1 รัฐบาลมาเลเซีย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ครั้งที่ 16 ที่เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 13- 15 ตุลาคม 2552 เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของ 6 สาขาความร่วมมือและผลักดันแนวทางดำเนินงานที่สำคัญ และติดตามผลการทบทวนกลางรอบของแผนที่นำทาง IMT-GT ปี 2550 – 2554 การประชุมดังกล่าวประกอบด้วย (1) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 16 วันที่ 13 ตุลาคม 2552 (2) การประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี ครั้งที่ 6 ในวันที่ 14 ตุลาคม 2552 (3) การประชุม IMT-GT JBC Business Opportunities Forum ครั้ง ที่ 1 ในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2552 (4) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกับญี่ปุ่น วันที่ 14 ตุลาคม 2552 และ (5) การประชุมระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 16 ในวันที่ 15 ตุลาคม 2552 โดย สศช. เป็นผู้ประสานเตรียมการ ทั้งด้านสารัตถะและด้านโลจิสติกส์

3.2 องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการประชุม หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมระดับ รัฐมนตรี ได้แก่ รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT โดยมี องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยดังนี้ 1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วี ระเมธีกุล) หัวหน้าคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรี 2. รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 3. รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หัวหน้าคณะผู้แทนระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส 4. ผู้แทนกระทรวง มหาดไทย 5. ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ 6. ผู้แทนกระทรวงคมนาคม 7. ผู้แทนกรมทางหลวง 8. ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 9. ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 10. ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 11. ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ 12. ผู้แทนสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ 13. ผู้แทนศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 14. ผู้แทนหอการค้าไทย 15. ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 16. ผู้แทนบริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ดร. สารสิน วีระผล) 17. ผู้แทนสภาธุรกิจภาคใต้ IMT-GT 18.-34. ผู้ว่าราชการจังหวัดของ 14 จังหวัดภาคใต้ 35. ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ

เรื่อง สรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 8....วันที่ 6 ตุลาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 8 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. ผู้แทนประเทศสมาชิกเข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาของประเทศเนการาบรูไน ดารุสซาลาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศมาเลเซีย รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialized Metrological Centre : ASMC) ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียนและคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิก สำหรับประเทศไทยมีอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทน

2. ศูนย์ ASMC ได้พยากรณ์สภาพอุตุนิยมวิทยาและสถานการณ์หมอกควันจากปัจจุบันจนถึงเดือน ธันวาคม 2552 ว่าจะมีการก่อตัวขึ้นของเอลนิญโญ่ระดับปานกลางถึงสูง (Moderate to strong EI Nino) ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี 2552 หน้าแล้งของภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะขยายเวลายาวนานไปจนถึงปลายเดือนตุลาคม 2552 คาดว่าจะพบจุดความร้อน (hotspot) และหมอกควันในพื้นที่เสี่ยงของเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียวในช่วงหน้าแล้งดังกล่าว ซึ่งจะ นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนได้

3. ที่ประชุม MSC มีมติเห็นชอบให้มีการห้ามการเผาในที่โล่งทุกประเภทในพื้นที่เสี่ยง (fire-prone area) ซึ่งรวมถึงการระงับการอนุญาตให้ดำเนินกิจกรรมการเผา จน กว่าจะพ้นช่วงหน้าแล้งของปี 2552 และที่ประชุมยังเห็นชอบกับการเพิ่มมาตรการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเสริมสร้างความตระหนักของประชาชนในการควบคุมการเกิดไฟด้วย

4. ที่ประชุม MSC รับทราบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐอินโดนีเซียได้พยายามดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เช่น การสร้างความตระหนัก การจัดฝึกอบรม สนับสนุนอุปกรณ์ และให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการทำปุ๋ยหมัก ถ่านและเชื้อเพลิงชีวิภาพ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่งผลให้จำนวน hotspot ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟลดลง

5. ที่ประชุม MSC รับทราบรายงานผลสถานการณ์ไฟและหมอกควันในอนุภูมิภาคแม่โขงในหน้าแล้งตั้งแต่ เดือนมกราคมถึงเมษายน 2552 และรับทราบว่าคณะทำงานด้านไฟป่าและหมอกควันสำหรับอนุภูมิภาคแม่โขง (TWG-Mekong) ได้มีมติเห็นชอบให้มีการกำหนดเป้าหมายการลดจำนวนจุดความร้อนสะสม (Cumulative Hotspot Count)

ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับชาติ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดผลสำเร็จของการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาไฟและหมอกควัน ในอนุภูมิภาคแม่โขง

นอกจากนี้ ที่ประชุม MSC ยังได้รับทราบข้อเสนอการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการควบคุมมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนสำหรับอนุภูมิภาคแม่โขงของ TWG-Mekong โดยมีกำหนดการเบื้องต้นในช่วงปลายปี 2552

6. ที่ประชุม MSC รับทราบว่าประเทศอาเซียนได้ให้การรับรองกลไกต่าง ๆ เพื่อการอำนวยความสะดวก แก่การให้ความช่วยเหลือด้านการดับไฟแก่ประเทศสมาชิกแล้ว ซึ่ง ประเทศมาเลเซียแสดงความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้านการดับไฟแก่สาธารณรัฐ อินโดนีเซีย ในรูปแบบของทีมดับไฟและอุปกรณ์ โดยขอให้สาธารณรัฐอินโดนีเซียแจ้ง ข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้สามารถจัดส่งความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว

7. ที่ประชุม MSC เห็นชอบต่อข้อเสนอของสาธารณรัฐสิงคโปร์ในการเป็นเจ้าภาพจัดเวทีสาธารณะ Ministerial Steering Committee (MSC) Forum on Prevention and Mitigation of Land and Forest Fires ใน วันที่ 28 ตุลาคม 2552 ต่อเนื่องกับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11 โดยมีตัวแทนของหน่วยงานท้องถิ่นจากประเทศสมาชิก MSC องค์กรระดับภูมิภาค และ องค์กรระดับนานาชาติเข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และประสานความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาปัญหาไฟบนดิน/ไฟป่าและมลพิษจาก หมอกควันข้ามแดน

8. ผู้แทนประเทศไทยได้รายงานสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการจัดการป่าพรุในภูมิภาคอาเซียน (Workshop on ASEAN Peatland Forest Management ) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28-29 พฤษภาคม 2552 ณ จังหวัดสงขลา และจังหวัดนราธิวาส ให้ที่ประชุม MSC ทราบ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญต่อการจัดการ ป่าพรุ และรับข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ในประเด็นการเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านการดำเนินงานตาม ASEAN Peatland Management Initiative และ ของ IFAD/GEF Project on Rehabilitation and Sustainable Use of Peatland Forests in Southeast Asia

9. ที่ประชุม MSC มีมติเห็นชอบกำหนดจัดการประชุม MSC ครั้งที่ 9 ในเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม 2553 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ที่ประชุม MSC ขอให้ TWG ติดตามสถานการณ์ไฟและหมอกควันอย่างใกล้ชิด และหากเห็นว่ามีความจำเป็นต้องจัดการประชุม MSC เป็นวาระด่วน ก็สามารถเสนอแนะเพื่อให้ MSC พิจารณากำหนด วันประชุมได้

10. รายงานการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 8

เรื่อง พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับปะการังเทียม....วันที่ 6 ตุลาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ 2 ข้อ ดังนี้

1. พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับปะการังเทียม ซึ่งทรงขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันประสานงานเพื่อจัดสร้างพื้นที่ปะการังเทียมเพิ่ม

2. รายงานผลการดำเนินการจัดกิจกรรมวางปะการังเทียมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 77 พรรษา ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลไทย ตามแนวพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2552 บริเวณท่าเทียบเรือน้ำลึก ตำบลท่าบานา อำเภอเมือง

โดยวางในทะเลห่างจากชายฝั่ง 5 กิโลเมตร บริเวณตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี จำนวน 175 แห่ง ซึ่งจะวางทั้งหมด จำนวน 2,135 แท่ง

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงาน ว่า

1. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสวัน เฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อ วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2552 โดยความตอนหนึ่งทรงมีพระราชดำรัสถึงปริมาณสัตว์น้ำและชนิดพืชพันธุ์ที่เพิ่ม ขึ้นหลังจากเปิดโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเลขึ้นในปี 2544 โดยการจัดวางปะการังเทียมบริเวณอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี และทรงขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันประสานงานเพื่อจัดสร้างพื้นที่ปะการังเทียมเพิ่ม

2. ทส. ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง น้อมรับกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวเพื่อนำมาปฏิบัติ โดยขณะนี้ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งคอนกรีต ขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 1.50 เมตร และสูง 1.50 เมตร ในพื้นที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และอำภอเทพา จังหวัดสงขลา จำนวน แห่งละ 2,135 แห่ง รวมทั้งสิ้น 4,270 แท่ง และดำเนินการจัดวางลงในทะเลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2552 บริเวณอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นงบดำเนินงานของปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ได้รับงบประมาณในการดำเนินการที่จะจัดสร้างปะการังเทียม ซึ่งจะจัดวางในเขตพื้นที่อำเภอหนองจิก และอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จำนวน 3,257 แท่ง และในท้องที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส จำนวน 3,258 แท่ง รวมทั้งหมด 6,515 แท่ง โดยเป็นโครงการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุ พ.ศ. 2535 และนอกจากนี้ ทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังดำเนินการเสนอโครงการฟื้นฟูทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อขยายผลการวางปะการังเทียมให้ครอบคุลมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วประเทศ

3. ทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการจัดกิจกรรมวางปะการังเทียมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 77 พรรษา ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทางทะเลไทย ตามแนวพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2552 บริเวณ ท่าเทียบเรือน้ำลึก ตำบลท่าบานา อำเภอเมือง และนำไปวางในทะเลห่างจากชายฝั่ง 5 กิโลเมตร บริเวณตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี จำนวน 175 แห่ง ซึ่งจะวางทั้งหมด จำนวน 2,135 แท่ง

เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2552....วันที่ 6 ตุลาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครังที่ 3/2552

2. เห็นชอบมติคณะกรรมการ กพอ. และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นและมติของคณะกรรมการ กพอ. ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการ แล้วรายงานให้คณะกรรมการ กพอ. และคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ผลการประชุมและมติคณะกรรมการ กพอ. ครั้งที่ 3/2552

1. การปรับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระยองสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

1.1 ความเห็นและประเด็นอภิปราย

ที่ประชุมได้หารือกันอย่างกว้างขวาง มีความเห็นและข้อสังเกตสรุปได้ว่า การดำเนินงาน

แก้ไข ปัญหาบริเวณพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนของประเทศ จำเป็นต้องมีภาคปฏิบัติที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม สามารถตอบสนองความต้องการ และแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้ง นี้ สำหรับการพัฒนาพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยองให้เป็นเขตอุตสาหกรรมเชิง นิเวศ ควรมีการจัดทำรายละเอียดเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

1.2 มติคณะกรรมการ กพอ. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และจังหวัดระยอง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้เป็นเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) พร้อมทั้งเสนอขั้นตอน/วิธีการทำงาน แผนงาน/โครงการที่ชัดเจนพร้อมงบประมาณ และนำเสนอในการประชุมคณะกรรมการ กพอ. ครั้งต่อไป

2. การจัดระบบบริการขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมให้มีคุณภาพและทั่วถึง

2.1 ความเห็นและประเด็นอภิปราย

ที่ประชุมเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างถิ่นและประชากรแฝงในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณ

ใกล้เคียง ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการจัดการขยะมูลฝอย การให้บริการน้ำประปาสำหรับชุมชน และการจัดบริการสาธารณสุข

2.2 มติคณะกรรมการ กพอ.

2.2.1 มอบหมายจังหวัดระยองและเทศบาลเมืองมาบตาพุด จัดทำโครงการแก้ปัญหาการจัดเก็บขยะมูลฝอยและแก้ปัญหาชุมชนที่ยังขาดแคลนน้ำ ประปา รวมทั้งโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อขอใช้งบอุดหนุนส่วนท้องถิ่นตามนโยบายรัฐบาล

2.2.2 มอบหมายกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง จัดทำโครงการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง ประกอบด้วย การขยายโรงพยาบาลมาบตาพุดเป็นโรงพยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ขนาด 200 เตียง และการเพิ่มขีดความสามารถของโรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาล บ้านฉาง และโรงพยาบาลนิคมพัฒนา เพื่อขออนุมัติใช้งบประมาณตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถตอบสนองปัญหาเร่งด่วนและความจำเป็นของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การกำกับดูแลโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นไปตามมาตรา 67 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

3.1 ความเห็นและประเด็นอภิปราย

ที่ประชุมได้อภิปรายเกี่ยวกับความก้าวหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมี

ความ เห็นว่าหน่วยงานควรรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานในรายละเอียดต่อคณะ กรรมการ กพอ.อย่างสม่ำเสมอ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างกว้างขวาง สำหรับความก้าวหน้าในการดำเนินงานของหน่วยงานสรุปได้ดังนี้

3.1.1 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) เป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

3.1.2 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกำลังจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผล กระทบด้านสุขภาพ เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในเดือนตุลาคม 2552

3.1.3 กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจัดทำฐานข้อมูลสุขภาวะประชาชนทุกจังหวัด เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ

3.1.4 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2552 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 และต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรง จำนวน 8 กิจการ

3.2 มติคณะกรรมการ กพอ.

3.2.1 มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตรวจสอบโครงการลงทุน 55 โครงการที่อยู่ระหว่างรออนุมัติโครงการ ว่ามีโครงการใดที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น และ โครงการใดเข้าข่ายอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง 8 ประเภท ตามประกาศกระทรวงเรื่องโครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้ เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ลงวันที่ 14 กันยายน 2552

3.2.2 มอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกรมควบคุมมลพิษ รายงานผลการติดตามเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม/มลพิษในพื้นที่มาบตาพุดต่อคณะกรรมการ กพอ. เพื่อทราบในการประชุมทุกครั้ง และขอให้หน่วยงานเร่งรัดการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารโดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย นอกเหนือจากการเผยแพร่ในเว็บไซต์

4. การวางและจัดทำผังเมืองรวมมาบตาพุด

4.1 ความเห็นและประเด็นอภิปราย

เทศบาลเมืองมาบตาพุดได้รายงานความก้าวหน้าเรื่องการจัดทำผังเมืองมาบตาพุดว่าจะ

ดำเนิน การจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำผังเมืองรวมมาบตาพุดได้ประมาณเดือนตุลาคม 2552 แต่เนื่องจากกระบวนการจัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ และมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ก่อนที่จะออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้ คาด ว่าจะไม่สามารถประกาศเป็นกฎกระทรวงได้ทันวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ซึ่งผังเมืองฉบับปัจุบันจะสิ้นสุดอายุลง ในการนี้ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้แนะนำให้เทศบาลมาบตาพุดออกเทศบัญญัติสำหรับควบ คุมการก่อสร้างอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจนกว่ากฎกระทรวงฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับ

4.2 มติคณะกรรมการ กพอ.

มอบหมายเทศบาลเมืองมาบตาพุด ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ยกร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น

สำหรับควบคุมการก่อสร้างอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน เตรียมไว้ในกรณีที่ผังเมืองรวมมาบตาพุดฉบับใหม่ ไม่สามารถจัดทำแล้วเสร็จและประกาศเป็นกฎกระทรวงได้ก่อนที่ผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันจะสิ้นอายุในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553

5.แนวทางการจัดการพื้นที่ที่มีปัญหาประชากรแฝงอย่างยั่งยืน

5.1 ความเห็นและประเด็นอภิปราย

ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ข้อมูลประชากรแฝงมีความสำคัญสำหรับการวางแผนของ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ และมีความเห็นว่าการสำรวจสำมะโนประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีการเก็บข้อมูลประชากรแฝงควบคู่ไปด้วยจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนได้อย่างกว้างขวาง

5.2 มติคณะกรรมการ กพอ.

5.2.1 มอบหมายสำนักงานสถิติแห่งชาติ ดำเนินการสำรวจสำมะโนประชากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนได้อย่างถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ เป็นจริง

5.2.2 มอบหมายจังหวัดระยอง ประสานขอความร่วมมือจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการสนับสนุนการสำรวจข้อมูลประชากรแฝงของจังหวัดระยอง ซึ่ง จะเริ่มในเดือนตุลาคม 2552 ให้เป็นระบบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับการสำมะโนประชากรที่จะมี ขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2553 เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางต่อไป

5.2.3 มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย (สำนักทะเบียนราษฎร์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาประชากรแฝงอย่างยั่งยืนภายใน 60 วัน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ครั้งที่ 13/2552....วันที่ 6 ตุลาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (รศก.) ครั้งที่ 13/2552 และเห็นชอบมติคณะกรรมการ รศก. ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการ รศก. เสนอ ดังนี้

1. การ ฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกขั้นตอน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 67 ทั้งในส่วนของกระทรวงทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สรุปความคืบหน้า และมติคณะกรรมการฯ ได้ดังนี้

ความคืบหน้า

1.1 ตั้งแต่ปี 2550 กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกใบอนุญาตประกอบกิจการ/โครงการให้กับ

ผู้ประกอบการแล้วจำนวน 12 ราย ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม 6 ราย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 6 ราย และอยู่ระหว่างพิจารณาของหน่วยงานภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 9 ราย ประกอบด้วยกรมโรงงานอุตสาหกรรม 7 ราย และการนิคมอุตสาหกรรมฯ 2 ราย

1.2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงนามในประกาศ

อุตสาหกรรม เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง จำนวน 8 กิจการ ได้แก่ (1) กิจการการทำเหมืองใต้ดิน (2) กิจการเหมืองแร่ตะกั่วและสังกะสี (3) กิจการถลุงแร่ ด้วยสารละลายและเคมีในชั้นดินทุกขนาด และอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กขั้นต้นที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 2 หมื่นตันต่อวันขึ้นไป (4) อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลางที่มีการใช้หรือผลิตสารอย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น สารที่ก่อให้เกิดมลสารทางอากาศที่เป็นอันตรายและสารที่มีพิษรุนแรง (5) นิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือโครงการ ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจัดตั้งเพื่อรองรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขั้นต้นหรืออุตสาหกรรม ปิโตรเคมีขั้นต้นหรือขั้นกลาง (6) โรง งานฝังกลบของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมหรือเตาเผาที่จัดสร้างเพื่อกำจัดของ เสียอันตรายจากอุตสาหกรรม (7) โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป และ (8) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

1.3 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผล

กระทบด้าน สุขภาพเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในการประชุมครั้งที่ 5/2552 วันที่ 16 ตุลาคม 2552 (ร่างหลักเกณฑ์ฯ ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาแล้วทั้งหมด 5 เวที และจะจัดเวทีรับฟังความเห็นครั้งสุดท้ายในวันที่ 8 ตุลาคม 2552)

1.4 วันที่ 29 กันยายน 2552 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินโครงการของผู้

ประกอบ การที่ได้รับใบอนุญาตแล้วในพื้นที่ชุมชนมาบตาพุด จังหวัดระยอง จำนวน 76 โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับใบอนุญาตก่อนวันประกาศใช้บังคับรัฐ ธรรมนูญฯ และโครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่ ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ

มติคณะกรรมการ รศก.

1. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

2. มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานหลักในการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง

โดย เร็ว และหารือข้อกฎหมายและแนวทางดำเนินการกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป โดยในระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการ ออกใบอนุญาตใหม่จนกว่าจะมีผลการตัดสินของศาลปกครองกลาง และประสานโดยด่วนกับศาลปกครองกลาง เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลต่อไป

3. มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบโครงการของผู้ประกอบการทั้งหมดที่ได้รับใบ

อนุญาตแล้ว และประเมินผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางแล้วนำเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจต่อไป

2. ขอทบทวนภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้และแต่งตั้งคณะกรรมการ
พัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ สศช. ได้เสนอเรื่อง ขอทบทวนภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้และแต่งตั้งคณะ กรรมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ สรุปสาระสำคัญและมติคณะกรรมการฯ ได้ดังนี้

สาระสำคัญ

2.1 วันที่ 25 สิงหาคม 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบและเห็นชอบกับมติคณะกรรมการร่วม

ภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ในหลักการของข้อเสนอการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศน์ (Eco-Industrial Town)และ มอบหมายให้ สศช. พิจารณาทบทวนภารกิจของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยผนวกรวมข้อเสนอของภาคเอกชนเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมและ ชุมชนอย่างยั่งยืน ให้ครอบคลุมมิติการพัฒนาอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และชุมชน โดยอาจปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ทะเลภาคใต้ และเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่กำหนดขึ้นใหม่

2.2 กรอบแนวคิด การพัฒนาเขตพื้นที่หรือเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ โดยยึดหลักการ 3 หลักการ

ได้แก่ (1) การพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์เชิงบูรณาการ ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของชุมชน (2) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและชุมชน และ (3) การใช้หลักการผู้ปล่อยมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluters’ Pay Principle)

2.3 เป้าหมาย พัฒนาเขตพื้นที่หรือเมืองที่กำหนดให้เป็นเมืองนิเวศน์ที่ดีเลิศของภูมิภาคเอเชีย

เพื่อนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และภาคการผลิตสามารถอยู่ร่วมกับประชาชนและชุมชนได้อย่างยั่งยืน

2.4 มาตรการของรัฐ

(1) ทบทวนและปรับปรุง กฎ ระเบียบ เพื่อยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยการกำกับดูแล

โรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจภาคการผลิตและบริการ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้ แนวทาง Clean & Green

(2) การให้บริการของรัฐในลักษณะที่เป็น One Stop One Start Service ที่ได้มาตรฐาน

สากล อาทิ การให้บริการข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลนิคมอุตสาหกรรม และการอนุญาตใช้ที่ดินและประกอบกิจการ เป็นต้น

(3) จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณภาพ และมีราคาที่เป็นธรรม

เพื่อความรวดเร็วในการประกอบการ และคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

(4) จัดให้มีกลไกและเครื่องมือ ที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ที่สำคัญคือ

(1) ปรับเปลี่ยนองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่จากคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ เป็น คณะกรรมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ เพื่อกำกับดูแลทางด้านนโยบายและแผน (2) จัดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการพัฒนาเขต อุตสาหกรรมนิเวศน์ในแต่ละพื้นที่/เมืองเพื่อบริหารและกำกับดูแลพื้นที่เฉพาะ ที่กำหนดเป็นเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ และ (3) ใช้มาตรการด้านราคาสินค้าและบริการที่สะท้อนถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

2.5 โครงการนำร่อง กำหนดให้มีโครงการนำร่องขึ้นในจังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่ชายฝั่งทะเล

ภาคใต้ และพื้นที่อื่น ๆ เป็นต้น

2.6 ข้อเสนอการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์ เห็นสมควรให้ยกเลิกคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ และให้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมนิเวศน์แทน โดยมี องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

(1) องค์ประกอบ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ) และรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบ หมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
(2) อำนาจหน้าที่ ประกอบด้วย 1) พิจารณาและกำหนดนโยบาย แผนงาน โครงการและมาตรการในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิตเชิงนิเวศน์ และชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งประสาน การบริหาร กำกับดูแลการพัฒนาภาคผลิตเชิงนิเวศน์ ให้สามารถดำรงอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนในภาพรวมทั้งระบบ 2) กำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาคการ ผลิตเชิงนิเวศน์ และชุมชนยั่งยืน ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และการพัฒนากิจกรรมต่างๆ ให้มีความสมดุล และสามารถอยู่ร่วมกันกับชุมชนในทุกพื้นที่อย่างยั่งยืน 3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานตามความเหมาะสม และ 4) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะ หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

มติคณะกรรมการ รศก.

1. มอบหมาย สศช. ทบทวนภารกิจและองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม

นิเวศน์ และนำเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณาต่อไป

2. มอบ หมาย สศช. ดำเนินการศึกษาทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เชื่อมโยงกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ และนำเสนอคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจภายใน 3 เดือน โดยให้นำเสนอกรอบการศึกษาให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณาภายใน 1 เดือน
3. กรอบการศึกษาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง และแนวทาง
การใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมือง สศช. ได้เสนอเรื่อง กรอบการศึกษาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง และแนวทางการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมือง สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

สาระสำคัญ

3.1 แนวคิดการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยในช่วงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนา

ท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการดำเนินการตามแนวคิดระบบ 2 ท่าอากาศยาน โดยให้มีขีดความสามารถในรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี และการดำเนินโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 1 ( ตั้งแต่ปี 2544 จนถึงการเปิดบริการวันที่ 28 กันยายน 2549 ) เป็นการดำเนินงานภายใต้แนวคิดระบบท่าอากาศยานเดียว โดยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 45 ล้านคน/ปี

3.2 การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย (1) General

Engineering Consultant (GEC) เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิภายใต้แนวคิดระบบ 2 ท่าอากาศยาน (2) Japan International Cooperation Agency(JICA) เป็นการศึกษาเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของ ท่า อากาศยานสุวรรณภูมิ ให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นภายใต้แนวคิดระบบท่าอากาศยานเดียว ตามนโยบายขณะนั้น แต่มีข้อเสนอให้ใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานสำรอง (3) International Civil Aviation Organization (ICAO) ซึ่ง เป็นการศึกษาล่าสุด (ปี 2552) โดยปรับปรุงแผนแม่บทเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรณภูมิใน อนาคต ภายใต้แนวคิดระบบ 2 ท่าอากาศยาน และ (4) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ศึกษากรณีการใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นระบบท่าอากาศยานแห่งเดียว พบว่า จะทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายน้ำมัน
เชื้อเพลิงเป็น 70 ล้านบาทต่อเดือน และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงเฉลี่ย 229,851 กิโลกรัมต่อวัน

3.3 กรอบการศึกษาแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยาน

ดอนเมือง มีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดบทบาทของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองให้เกิดความ ชัดเจน และปรับปรุงแผนแม่บทการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งจัดทำแผนพัฒนาธุรกิจของท่าอากาศยานดอนเมืองให้ใช้ประโยชน์จาก ทรัพย์สินอย่างคุ้มค่า สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้โดยมีขอบเขตการศึกษา ดังนี้

(1) ศึกษาแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานของกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์

กลางการบินในภูมิภาค ประกอบด้วย (1) แนวโน้มปริมาณการจราจรทางอากาศของกรุงเทพมหานครในระยะยาว (2) การศึกษาทบทวนรายงานผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องและแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรณภูมิ (3) แนวคิดการพัฒนาการและการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานของต่างประเทศที่มีมากกว่า 2 แห่งและอยู่ใกล้กัน ทั้งที่ใช้ระบบ 2 ท่าอากาศยาน และระบบท่าอากาศยานเดียว (4) รูปแบบการพัฒนาธุรกิจของท่าอากาศยานในต่างประเทศ ทั้งที่มีการประกอบธุรกิจหลัก และ/หรือมีการใช้พื้นที่ไปประกอบธุรกิจอื่น (5) วิเคราะห์ ทางเลือกในการกำหนดบทบาทของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง โดยพิจารณาจากโครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบัน และการขยาย ขีดความสามารถในอนาคต รวมทั้งเงื่อนไขความปลอดภัย ระเบียบ/กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความเหมาะสมทางกายภาพ รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชน และ (6) การปรับปรุงแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและแผนการพัฒนาพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมืองท่าอากาศยาน

( 2) การศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมการบิน

ของท่าอากาศยานดอนเมือง ประกอบด้วย (1) ประเมินผลการดำเนินงาน ผลประกอบการ และการใช้ประโยชน์
ท่าอากาศยานดอนเมืองที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน (2) ประเมินการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย

(3) ปริมาณความต้องการและแนวโน้มการขยายตัวของตลาดอุตสาหกรรมการบินในตลาดโลก (4) โอกาสและข้อจำกัดในการพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์อุตสาหกรรมการบิน (5) ทางเลือกและรูปแบบการลงทุนพัฒนาการใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานดอนเมือง และ (6) แผนธุรกิจของท่าอากาศยานดอนเมือง

3.4 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอ เป็นการสรุปใน 3 ประเด็นกล่าวคือ (1) แนวทางการพัฒนา

ท่าอากาศยานของกรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางการบินและธุรกิจอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค (2) ทางเลือกและ ข้อเสนอทิศทางการพัฒนาของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ (3) ทางเลือกและข้อเสนอการใช้ประโยชน์ของท่าอากาศยานดอนเมือง

มติคณะกรรมการ รศก.

รับ ทราบกรอบการศึกษาแนวทางการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมืองตามที่เสนอ โดยให้นำความเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการพิจารณาเปรียบเทียบความเหมาะสมทาง ด้านเทคนิคและกายภาพในการพัฒนาท่าอากาศยานภายใต้แนวคิดระบบ 2 ท่าอากาศยาน หรือระบบท่าอากาศยานเดียว โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานดอนเมืองให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นให้คณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจพิจารณาภายใน 90 วัน

4. แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นายกรัฐมนตรี ได้เสนอว่า ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายแล้ว จึงเห็นว่า คณะกรรมการรัฐมนตรี

เศรษฐกิจควรพิจารณาในประเด็นด้านนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่สำคัญ เพื่อ วางรากฐานการพัฒนาในระยะปานกลางและระยะยาว โดยเฉพาะด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาขนส่งระบบราง การพัฒนาระบบการให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือลงทุนในกิจการของรัฐเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ การลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ในส่วนที่ใช้เงินจาก พ.ร.ก. ให้อำนาจ

กระทรวง การคลังกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 200,000 ล้านบาทนั้น เป็นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่เน้นการลงทุนในโครงการที่ สามารถเบิกจ่ายได้ในปี 2553 และก่อให้เกิดการกระจายการจ้างงานไปทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว สำหรับการลงทุนในระยะต่อไปที่จะใช้จ่ายจาก พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ..... จำนวน 400,000 ล้านบาท นั้น ขณะนี้กระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนของรัฐสภา จึงควรพิจารณารายละเอียดเพื่อให้การลงทุนที่สามารถตอบสนองยุทธศาสตร์ การพัฒนาประเทศในระยะปานกลางและระยะยาวได้มากขึ้น

มติคณะกรรมการ รศก.

เห็นชอบตามดำริของนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ บรรจุเรื่องการพัฒนาระบบขน

ส่งทางรางและการพัฒนาด้านโทรคมนาคมในวาระการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจในครั้งต่อไป

by ThaiWebExpert