เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-มิถุนายน)... 28 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-มิถุนายน) ดังนี้

1. การส่งออก
1.1 การส่งออกเดือนมิถุนายน 2552
1.1.1 การ ส่งออก มีมูลค่า 12,334.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ลดลง ร้อยละ 25.9 แต่ดีขึ้นจากเดือนพฤษภาคมร้อยละ 5.8 ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 421,842 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20.5 แต่ดีขึ้นจากเดือนพฤษภาคมร้อยละ 2.5
1.1.2 สินค้า ส่งออก การส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 23.0 เมื่อเทียบกับมิถุนายนของปีที่ผ่านมา แต่สูงกว่าเดือนพฤษภาคมร้อยละ 11.8 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 26.4 แต่สูงกว่าเดือนพฤษภาคมร้อยละ 3.4 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 27.1
1.1.3 ตลาดส่งออก การส่งออกไปตลาดหลักลดลงร้อยละ 32.7 ตลาดใหม่ลดลงร้อยละ 18.3
1.2 การส่งออกในระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.)
1.2.1 การ ส่งออก มีมูลค่า 68,207.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.5 และเมื่อคิดในรูปเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 2,372,949.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 17.1
1.2.2 สินค้า ส่งออก ส่งออกลดลงในทุกหมวด โดยสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลง ร้อยละ 22.2 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 21.9 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 30.9
(1) สินค้า เกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการ ในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อและมีการต่อรองราคามากขึ้น แต่ กุ้ง ไก่ และ น้ำตาล

การส่งออกยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออก ข้าว มันสำปะหลัง อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ส่งออกลดลง
(2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลง
- สินค้า ที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัญมณี เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.8 (เป็นการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 168.2) ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ ร้อยละ 3.2 และอาหารสัตว์เลี้ยง ร้อยละ 2.3
- สินค้า ที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และ ส่วนประกอบเม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง นาฬิกาและส่วนประกอบ ของเล่น เป็นต้น
(3) สินค้า อื่น ๆ ลดลงร้อยละ 30.9 ที่สำคัญและลดลงในอัตราสูงได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลงร้อยละ 47.7 , 41.6 และ 31.5 ตามลำดับ
1.2.3 ตลาด ส่งออก การส่งออกไปตลาดหลักลดลงร้อยละ 31.9 และตลาดใหม่ลดลงร้อยละ 14.4 ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.5 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักลดลงเป็นร้อยละ 46.5
(1) ตลาดหลัก ส่งออกลดลงในทุกตลาด คือ อาเซียน(5) สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 36.4 , 32.9 , 28.7 และ 27.0 ตามลำดับ
(2) ตลาด ใหม่ ส่งออกลดลงทุกตลาด ได้แก่ ลาตินอเมริกา(ร้อยละ 39.8) ไต้หวัน(34.4) ยุโรปตะวันออก(ร้อยละ 30.5) เกาหลีใต้(ร้อยละ 21.6) อินโดจีน(ร้อยละ 20.5) ฮ่องกง(ร้อยละ 18.4) จีน(ร้อยละ 18.3) อินเดีย(ร้อยละ 12.8) ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 12.3) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 10.1) และแอฟริกา(ร้อยละ 2.8)

2. การนำเข้า
2.1 การนำเข้าเดือนมิถุนายน 2552
2.1.1 การ นำเข้า มูลค่า 11,397.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงร้อยละ 29.3 และเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.2 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 394,140.1 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24.0
2.1.2 สินค้านำเข้า สินค้านำเข้าสำคัญส่วนใหญ่มีการนำเข้าลดลงดังนี้
(1) สินค้า เชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่า 2,335.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 32.8 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงจากระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมาค่อน ข้างมากถึงร้อยละ 48.1 การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงที่สำคัญ ได้แก่
น้ำมัน ดิบ นำเข้าปริมาณ 28.9 ล้านบาร์เรล (962,504 บาร์เรลต่อวัน) มูลค่า 1,894.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.2 และมูลค่า ลดลงร้อยละ 31.9
(2) สินค้าทุน นำเข้ามูลค่า 2,927.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 24.3 การนำเข้าสินค้าทุนที่สำคัญ ได้แก่
- เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 29.2
- เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลดลง ร้อยละ 22.2
- เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลง ร้อยละ 16.4
(3) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้ามูลค่า 4,664.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 31.8 การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปสำคัญ ได้แก่
- อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงร้อยละ 6.9
- เคมีภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 35.4
- ทองคำ นำเข้าปริมาณ 19.8 ตัน มูลค่า 596 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณและมูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 142.6 และ 154.8 ตามลำดับ
- เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ปริมาณและมูลค่า ลดลงร้อยละ 72.4 และ 74.1

ตามลำดับ
(4) สินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้ามูลค่า 1,135.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 19.9 การนำเข้า สินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ ได้แก่
- เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ลดลงร้อยละ 14.9
- เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เช่น เครื่องใช้ในครัวและโต๊ะอาหาร กระเป๋า เป็นต้น นำเข้ามูลค่า 188.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 25.5
- ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ลดลงร้อยละ 7.7
(5) สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ นำเข้ามูลค่า 322.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 36.1

2.2 การนำเข้าในระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 (มกราคม-มิถุนายน)
2.2.1 การนำเข้า การนำเข้ามีมูลค่า 57,215.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ลดลงร้อยละ 35.4
2.2.2 สินค้านำเข้าสำคัญ
(1) สินค้า เชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่า 10,201.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 44.9 เป็นการ นำเข้าน้ำมันดิบปริมาณ 147.8 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 มูลค่า 7,652.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 49.5

(2) สินค้า ทุน นำเข้ามูลค่า 16,567.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 24.5 เป็นการนำเข้าเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 19.1 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 27.6 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 27.1
(3) สินค้า วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มูลค่า 22,454.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 40.7 เป็นการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงร้อยละ 30.1 เคมีภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 44.4 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 58.7 ทองคำ ลดลงร้อยละ 27.9
(4) กลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 6,118.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 18.5 เป็นการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ลดลงร้อยละ 19.8 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ลดลงร้อยละ 21.0 ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และเภสัช ลดลง ร้อยละ 8.5

(5) กลุ่ม สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่า 1,712.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 36.9 เป็นการนำเข้าส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ลดลงร้อยละ 40.5

3. ดุลการค้า
3.1 ดุลการค้าเดือนมิถุนายน 2552 ไทยเกินดุลการค้า 936.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 27,701.9 ล้านบาท
3.2 ดุลการค้าในระยะ 6 เดือนแรกของปี 2552 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยเกินดุลการค้า 10,991.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้า 361,527.0 ล้านบาท

4. ข้อสังเกต
4.1 ถึง แม้ว่าภาพรวมการนำเข้าในเดือนมิถุนายน 2552 เทียบกันเดือนมิถุนายน 2551 จะลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่เมื่อเทียบกับการนำเข้าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในไตรมาสต่อไป
4.2 เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้าตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่กาส่งออก สินค้าสำคัญมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา สินค้า อาหาร และ สินค้าอุตสาหกรรม เช่นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (คอมพิวเตอร์และแผงวงจรไฟฟ้า) เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น และในขณะเดียวกันมูลค่า การส่งออกไปยังตลาดสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มที่ดีขึ้นเช่นกัน ทั้ง ในตลาดหลัก โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ อาเซียน(5) และตลาดใหม่ โดยเฉพาะจีน อินเดีย ไต้หวัน เกาหลีใต้ อินโดจีน ตะวันออกกลาง และ แคนาดา
4.3 แม้ว่าภาวะตลาดโลกมีการแข่งขันสูงแต่ละประเทศมีการนำเข้าลดลง แต่สินค้าไทย ยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในตลาดที่สำคัญ ๆ ได้และยังขยายส่วนแบ่งสินค้าไทย ในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น เช่น

ส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดส่งออกสำคัญ (ร้อยละ)

ปี 2551 ปี 2552 (มค.- )
- สหรัฐฯ 1.12 1.20 (มค.-เมย.)
- ญี่ปุ่น 2.73 2.84 (มค.-พค.)
- สหภาพยุโรป 0.96 1.06 (มค.-มีค.)
- จีน 2.27 2.44 (มค.-พค.)
- ฮ่องกง 2.27 2.72 (มค.-พค.)
- อินเดีย 0.89 1.07 (มค.)
- ไต้หวัน 1.35 1.64 (มค.-เมย.)
- ออสเตรเลีย 4.52 5.74 (มค.-เมย.)
- แคนาดา 0.58 0.61 (มค.-เมย.)

เรื่อง นโยบายการขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตร....วันที่ 28 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนโยบายการขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำ การเกษตร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบ ดังนี้

1. ให้ กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรการและเงื่อนไขตลอดจนกำกับดูแลในการนำที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ มาจัดให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนด โดยควรให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการเอง

2. แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ เพื่อกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรการและเงื่อนไขในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เช่น มาตรการขอคืนที่ดินจากหน่วยงานราชการ การแบ่งโซนพืชอาหารและพลังงาน การกำหนด คุณสมบัติเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ รูป แบบและการบริหารจัดการอย่างครบวงจร เป็นต้น เพื่อนำที่ดินราชพัสดุมาจัดให้เช่าทำการเกษตรและเป็นแนวทางให้จังหวัดนำไป ใช้ปฏิบัติ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (กำกับดูแลงานกรมธนารักษ์) เป็นประธานกรรมการ

3. แต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อนำที่ดินราชพัสดุมาจัดให้เช่าทำการเกษตรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการอำนวยการกำหนด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการคลังรายงานว่า

1. สืบเนื่องจากประเทศกำลังประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอย เกิดปัญหาการว่างงาน ปัญหาวิกฤตเกี่ยวกับพืชอาหารและพลังงาน รัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ จึง ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (22 เมษายน 2551) ซึ่งกระทรวงการคลังได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ สำรวจและส่งคืนที่ราชพัสดุ เพื่อนำมารองรับการดำเนินการ และมีนโยบายในการนำที่ดินราชพัสดุมาสนับสนุนการปลูกพืชอาหารและพืชทดแทน พลังงาน เพื่อจัดสรรให้แก่ราษฎรที่เป็นเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกร ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการว่างงาน และต้องการกลับภูมิลำเนาเดิมเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีที่ดินทำกินและได้ เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อทำการเกษตรในราคาที่เหมาะสมตามนโยบายการขอคืนที่ราช พัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาสนับสนุนการปลูกพืชอาหารและพืชทดแทนพลังงาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

2. ตั้งแต่ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (24 กุมภาพันธ์ 2552) จังหวัดต่าง ๆ ได้ประสานหารือไปยังกรมธนารักษ์เกี่ยวกับการให้กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนด นโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรการและเงื่อนไข ตลอดจนกำกับ ดูแลในการนำที่ดินราชพัสดุมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรและคณะรัฐมนตรีเห็นควร มอบหมายให้ สปก. รับไปดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า กระบวนการในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุตามพระราชบัญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 และการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มีความแตกต่างในด้านวัตถุประสงค์ ขั้นตอนปฏิบัติ และวิธีการดำเนินการ เนื่องจากนโยบายการขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ จากส่วนราชการในส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มพื้นที่และ เป็นพื้นที่ที่สามารถทำเกษตรได้ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรปลูกพืชอาหารและพืชทดแทนพลังงาน เป็นการดำเนินการในลักษณะเช่นเดียวกับการนำที่ราชพัสดุที่เป็นที่ว่างมิได้ ใช้ประโยชน์ในทางราชการ หรือที่มีผู้ถือครองทำประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปสนับสนุนการดำเนินการ ตามนโยบายของรัฐบาล ด้านการบริหารจัดการที่ดินของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิง บูรณาการภายใต้โครงการ “รัฐเอื้อราษฎร์” ที่ได้สนองนโยบายการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำกินได้มีที่ดินทำกินอย่างมั่นคงและยั่งยืน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ได้จัดให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินในโครงการ ดังกล่าวประมาณ 46,227 ราย รวมเนื้อที่ประมาณ 119,195-1-31 ไร่ หากมอบหมายให้ สปก. ดำเนินการในโครงการ ดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อสถานะของที่ราชพัสดุตามกฎหมายในข้อ 4 จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จะมีผลทำให้ที่ราชพัสดุสิ้นสภาพไปโดยไม่ต้องดำเนินการถอนสภาพตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และ มีผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารจัดการที่ราชพัสดุในโครงการดังกล่าว ตลอดจนที่ดินราชพัสดุแปลงที่ตั้งโครงการมีสภาพไม่เหมาะสมจะตราเป็น พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน ประกอบกับยังไม่มีความชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแต่งตั้งคณะ กรรมการอำนวยการและคณะกรรมการระดับจังหวัดตามที่กระทรวงการคลังเสนอหรือไม่ ดังนั้น จึงมีความเห็นดังนี้

2.1 ประเด็นการนำที่ดินราชพัสดุมาจัดให้เกษตรกรเช่าซึ่งคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรการ และเงื่อนไข ตลอดจนกำกับดูแลในการนำที่ดินราชพัสดุมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตร และควรมอบหมายให้ สปก. รับไปดำเนินการนั้น หากจะนำที่ดินราชพัสดุที่ได้รับคืนจากส่วนราชการมาจัดให้เกษตรกรเช่าภายใต้ กฎหมายการปฏิรูปที่ดิน ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 อาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติเกียวกับการดำเนินการ เนื่องจากสภาพที่ดินราชพัสดุโดยส่วนใหญ่จะมีผู้บุกรุกถือครองทำประโยชน์อยู่ แล้ว และเป็นพื้นที่แปลงเล็กแปลงน้อยไม่เหมาะแก่การนำไปจัดรูปที่ดินตามวิธี ดำเนินการของการปฏิรูปที่ดิน อีกทั้งจะเป็นการทำให้ที่ดินของรัฐประเภทที่ดินราชพัสดุเปลี่ยนสภาพเป็น ที่ดินที่จะนำไปดำเนินการตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดิน และได้มีการดำเนินโครงการตามนโยบายการขอคืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตร โดยกรมธนารักษ์ได้ดำเนินการจัดงานเปิดโครงการนำร่องและจัดกิจกรรมการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการปลูกพืชอาหารและพืชทดแทน พลังงาน ในที่ดินราชพัสดุ เนื้อที่ประมาณ 4,949 ไร่เศษ ของจังหวัดชัยภูมิ พิจิตร และนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 3 เมษายน 2552 ตามลำดับ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์) เป็นประธานในการมอบสัญญาเช้าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการเกษตรให้แก่ผู้ได้ รับสิทธิตามโครงการรวม จำนวน 332 ราย เนื้อที่ประมาณ 4,304 ไร่เศษ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ตลอดจนมีการเผยแพร่นโยบายและกิจกรรมดังกล่าวผ่านสื่อมวลชนทุกประเภท และได้ประสานงานกับส่วนราชการกรณีที่ส่วนราชการ มีการปลูกพืชอาหารหรือพืชทดแทนพลังงานไว้แล้ว หรือ มีโครงการจะปลูกพืชอาหารหรือพืชทดแทนพลังงานในที่ดินที่ครอบครองใช้ประโยชน์ โดยส่วนราชการไม่ต้องส่งคืนที่ดิน ในพื้นที่ จำนวน 3,700 ไร่ ด้วยแล้ว สำหรับที่ดินราชพัสดุแปลงอื่น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินงานของจังหวัดเพื่อนำที่ดินดังกล่าวมารองรับการดำเนินการต่อไป ซึ่งกระทรวงการคลังถือว่าโครงการที่ดำเนินการได้สัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งแล้ว และ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการจากความล่าช้า ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประกอบกับในการบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่ผ่านมาก็มิได้มีปัญหาในทางปฏิบัติ และได้มีการนำที่ราชพัสดุสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวมาข้างต้น

2.2 เนื่องจากในการดำเนินการมีความจำเป็นในการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการและ คณะกรรมการระดับจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการขอคืนที่ราชพัสดุ 1 ล้านไร่ โดยนำไปจัดให้เกษตรกรเช่าตามนโยบายของรัฐบาล ดังกล่าว ด้วย เหตุนี้จึงเห็นสมควรขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (24 กุมภาพันธ์ 2552) เกี่ยวกับการให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการเอง และให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน 2 ชุด

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. ....วันที่ 28 กรกฎาคม 2552

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. .... และในบริเวณพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ และ ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2546 และในบริเวณพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2547 รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 4 ฉบับ ตาม ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี ตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอว่า

1. เนื่องจากในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศตามธรรมชาติของพื้นที่ให้ดำรงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ได้รับการประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องมาเป็นลำดับ โดยพื้นที่จังหวัดกระบี่ ได้ รับการประกาศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ส่วนในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับการประกาศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยในการยกร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ

สิ่ง แวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. .... และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และภาคส่วนต่าง ๆ มีความเห็นว่าสมควรให้มีการบังคับใช้ประกาศกระทรวงฯ ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไปอีก โดยให้ปรับปรุงมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสม ครอบคลุมและป้องกันสถานการณ์การคุกคามทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆ ประเด็น นำการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมประเด็นใหม่ ๆ ที่ควรส่งเสริมสนับสนุนเข้ามากำหนดเป็นมาตรการ และกำหนดมาตรการให้มีลักษณะเป็นการนำไปสู่การปฏิบัติที่ครบกระบวนการ เพื่อแก้ไขสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาในปัจจุบัน และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ให้กลับคืนดังเดิม

2. คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ มีมติเห็นชอบกับร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. .... และร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. .... แต่เห็นว่าร่างประกาศฯ 2 ฉบับดังกล่าวอาจดำเนินการประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายไม่ทันต่อเนื่องกับอายุ ของประกาศกระทรวงฯ ฉบับปัจจุบัน คณะกรรมการฯ จึงเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2546 ซึ่งจะสิ้นอายุการใช้บังคับวันที่ 30 กันยายน 2552 ออกไปอีก 1 ปี และประกาศกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2547 ซึ่งจะสิ้นอายุการใช้บังคับวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ออกไปอีก 1 ปี

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ คือ กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้เป็นเขตอนุรักษ์ และเขตควบคุมอาคารโดยแบ่งพื้นที่การใช้บังคับออกเป็น 4 บริเวณ บริเวณ ที่ 1 คือ พื้นที่บนแผ่นดินที่อยู่ในบริเวณสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี หาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี เป็นต้น บริเวณที่ 2 พื้นที่เกาะพีพีดอน บริเวณที่ 3 พื้นที่ในเกาะต่าง ๆ และบริเวณที่ 4 พื้นที่น่านน้ำทะเลภายในบริเวณที่กำหนด โดยกำหนดห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารให้เป็นอาคารประกอบกิจการบางประเภทที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดการห้ามกระทำหรือประกอบกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ และกำหนดประเภทโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE)

2. ร่าง ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดย ครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เป็นเขตควบคุมมลพิษและเขตอนุรักษ์ โดยแบ่ง พื้นที่การใช้บังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมออกเป็น 7 บริเวณ คือ พื้นที่บนแผ่นดิน พื้นที่ในบริเวณที่วัดจากแนวชายฝั่งออกไปในทะเลระยะ 3,000 เมตร และพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี 22 สิงหาคม 2543 โดยกำหนดห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารให้เป็นอาคารประกอบกิจการบางประเภท ที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กำหนดการห้ามกระทำหรือประกอบกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ และกำหนดประเภทโครงการหรือกิจการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE)

3. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่ และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดกระบี่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 มีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จังหวัดกระบี่ ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป

4. ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ใน บริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง และอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2547 มีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไป

เรื่อง รายงานผลการประชุม UNEP High-level Ministerial Conference on Strengthening Transboundary Freshwater Governance...วันที่ 28 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุม UNEP High-level Ministerial Conference on Strengthening Transboundary Freshwater Governance ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

ข้อเท็จจริง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า สำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ

(United Nations Environment Program : UNEP) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกรมทรัพยากรน้ำได้จัดการประชุมดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจากเอเชีย และยุโรป ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2552 ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

1. การประชุมด้านวิชาการของเจ้าหน้าที่อาวุโส ระหว่างวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2552 เพื่อปรึกษาหารือและจัดทำร่างแผนการดำเนินงานกรุงเทพฯ (Bangkok Plan of Asia) เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณา

2. การประชุมระดับรัฐมนตรีในวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดยมีนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ) เข้าร่วมประชุมในพิธีเปิดการประชุมและกล่าวปาฐกถาพิเศษ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาแผนการดำเนินงานกรุงเทพฯ และได้ตกลงรับรอง “แผนการดำเนินงานกรุงเทพฯ” เพื่อให้มีการนำไปดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการน้ำพรมแดนในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ก) ขอให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ ตระหนักถึงข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมระดับรัฐมนตรีในครั้งนี้ ที่ปรากฏอยู่ใน Chair’s Summary และทำงานร่วมกับ UNEP และหุ้นส่วนอื่น ๆ ในการดำเนินงานตามข้อเสนอ แนะดังกล่าว

ข) ขอให้รัฐบาลชาติต่าง ๆ ทบทวนและพิจารณาการประชุมของสหประชาชาติ เรื่อง Non-Navigational Uses of International Watercourses และร่างสนธิสัญญาน้ำบาดาลข้ามพรมแดน

ค) ขอให้ UNEP จัดเวทีการหารือสำหรับลุ่มน้ำพรมแดนเพื่อช่วยให้มีการปรับปรุงความตระหนัก ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กรลุ่มน้ำ โดยการจัดเวทีครั้งแรก จะจัดในประเทศไทยในปี 2554

ง) ขอให้ UNEP ส่งเสริมการตระหนักรู้ถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในกรอบกฎหมายน้ำในทุกระดับ และให้เกิดความสมานฉันท์ในระดับลุ่มน้ำพรมแดน รวมทั้งให้เกิดการพัฒนากรอบความร่วมมือด้านการบริหารจัดการระบบนิเวศน้ำลุ่มน้ำพรมแดน

จ) ขอให้ UNEP ส่งเสริมมิติด้านสิ่งแวดล้อมของชั้นน้ำบาดาลในระดับวิชาการและระดับการเมือง เพื่อสนับสนุนความพยายามของกรรมาธิการกฎหมายนานาชาติ UNESCO และอื่น ๆ

ฉ) ขอให้ UNEP UNESCO และองค์กรนานาชาติที่เกี่ยวข้องส่งเสริม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสานในระดับลุ่มน้ำพรมแดน

ช) ขอให้ผู้สนับสนุนและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ UNEP ในการดำเนินงานตามแผนงานนี้

ซ) ขอให้องค์กรนานาชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก UNEP ไปร่วมส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพรมแดนและมิติด้านสิ่งแวดล้อม

ฌ) เชิญรัฐบาลไทยให้คงความสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำพรมแดนในระดับชาติ ระดับภูมิภาค โดยทำงานร่วมกับ UNEP และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามแผนการดำเนินงานนี้

เรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 (Bangkok Climate Change Talks 2009)...วันที่ 28 กรกฎาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบให้ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 (Bangkok Climate Change Talks 2009) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 28 กันยายน-9 ตุลาคม 2552 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมในวันแรก

2. อนุมัติวงเงินงบประมาณ จำนวน 5,000,000 บาท จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น เพื่อสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมดังกล่าว โดย ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำประมาณการราย ละเอียดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนและขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลกซึ่งนานาประเทศต่าง ตระหนักและให้ความสำคัญ ได้มีการกำหนดกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการสร้างความร่วมมือจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหา โดย มีเป้าหมายในการรักษาระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศเพื่อไม่ ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงด้านการผลิตอาหารและการพัฒนาที่ ยั่งยืนของมนุษยชาติ ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความ รุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความจำเป็นในการเข้าร่วมกับ ประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 ต่อมาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ (Conference of the Parties : COP) สมัยที่ 3 ในปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ.1997) ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบต่อพิธีสารเกียวโต ซึ่ง ได้กำหนดแนวทางความรับผิดชอบในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศโดยกำหนดพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับกลุ่มประเทศ ในภาคผนวก ที่ 1 (Annex I Countries) อันได้แก่ ประเทศพัฒนาแล้วหรืออยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศพัฒนาแล้ว และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากในอดีต สำหรับประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non-Annex I Countries) จึงไม่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์ในการร่วมมือกับประชาคมโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกตาม ขีดความสามารถด้วยความสมัครใจ

2. ตามมติที่ 1 ของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 13 (COP13) ในระหว่างวันที่ 3-14 ธันวาคม 2550 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้มีการรับรองแผนปฏิบัติการบาหลี (Bali Action Plan) ซึ่งกำหนดให้มีการเจรจาของคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญา (Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperation Action under the Convention : AWG-LCA) และ การเจรจาของคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศไทยในภาคผนวกที่ 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Ad Hoc Working Group on Further Commitment for Annex I Parties under the Kyoto Protocol : AWG-KP) โดยเป็นการเจรจาคู่ขนานกันไปในระยะเวลา 2 ปี คือ ปี พ.ศ. 2551 และ 2552 เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) ในประเด็นที่สำคัญได้แก่ เป้าหมายและลักษณะของพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว กลไก ทางการเงินที่เหมาะสมในการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวต่อผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ การลดก๊าซเรือนกระจก รวม ถึงกลไกที่เหมาะสมในการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเสริมสร้าง ศักยภาพของประเทศกำลังพัฒนาด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจก

3. ในปี พ.ศ. 2551 AWG-LCA และ AWG-KP ได้จัดประชุมเจรจาไปแล้ว 4 ครั้ง ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 14 (COP14) เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ที่ประชุมได้มีมติรับรองแผนงานประจำปี 2009 (พ.ศ.2552) ของ AWG-LCA และ AWG-KP โดยจะมีการจัดประชุมเจรจา 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 3/2552 AWG-LCA7/AWG-KP9 จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 9 ตุลาคม 2552 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

4. Mr.Yvo de Boer ตำแหน่ง Executive Secretary ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ ได้เข้าหารือกับ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระหว่างการประชุม The Ministerial Conference on Global Environment and Energy in Transport กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14-16 มกราคม 2552 เพื่อขอให้ประเทศไทยรับเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 (Bangkok Climate Change Talks 2009) โดยคาดว่าจะมีคณะผู้แทนจากรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ เข้าร่วมประชุมประมาณ 2,000-2,500 คน

5. สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อ ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 9 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ (ถนนราชดำเนินนอก) กรุงเทพฯ โดยการประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 ประกอบด้วยประเด็นเจรจารวม 5 ประเด็น และการประชุม AWG-KP ครั้งที่ 9 ประกอบด้วยประเด็นเจรจารวม 7 ประเด็น

6. สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ มีงบประมาณในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมฯ ทั้งหมด โดย ขอให้ประเทศไทยสนับสนุนการดำเนินการจัดประชุมฯ ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ คือ การเชิญนายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม การเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรอง (Reception Dinner) แก่ผู้เข้าร่วมประชุม การอำนวยความสะดวกเรื่องหนังสือตรวจลงตราเข้าประเทศ (Entry Visa) และการตรวจคนเข้าเมือง และการอำนวยความสะดวกด้าน Logistics อื่น ๆ

7. คณะ กรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติในการประชุมครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม The 7th Session of the Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperation Action under the Convention (AWG-LCA) and the 9th Session of the Ad Hoc Working Group on Further Commitment for Annex I Parties under the Kyoto Protocol (AWG-KP) แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทส. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุม AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ในระหว่างวันที่ 28 กันยายน-9 ตุลาคม 2552 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมในวันแรก

อุตฯไมซ์ไทยตื่นรับประชุมสีเขียว ผุด Green Meetings Guideline

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

1,307 ล้านตัน คือตัวเลขที่องค์การท่องเที่ยวโลก (UNWTO) เปิดเผยว่า ในแต่ละปีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโลก ผ่านกิจกรรมทั้งการคมนาคมทางอากาศ การขนส่งทางบก โรงแรมที่พัก กิจกรรมการประชุม สัมมนาและการท่องเที่ยว

ในอุตสาหกรรมการประชุมและการสัมมนาหรืออุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ทั่ว โลกที่ถือเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา จึงเกิดแนวโน้มใหม่ในการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแนวคิด "การประชุมสีเขียว" หรือ "กรีนมีตติ้ง" (green meeting) ที่ต้องการให้ผู้จัดประชุม สัมมนาและนิทรรศการต้องคึดถึงเรื่องเหล่านี้

"ศรีสกุล ฟูตระกูล" ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท และศูนย์การประชุมพีช กล่าวถึงแนวโน้มนี้ว่า "ในช่วง 4-5 ปีมานี้ โลกตื่นตัวขึ้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก ลูกค้าเองก็ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม บางครั้งก็มาขอให้เราทำ"

แนว โน้มที่เกิดขึ้นทำให้ที่ผ่านมาศูนย์การประชุมพีชหันมาเอาจริงเอาจังกับการลด ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่คิดอย่างละเอียดจากจุดเล็กที่สุดไปจนกระทั่งเรื่อง ใหญ่ๆ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

"ศรีสกุล" เล่าถึงสิ่งที่ทำว่า "ถ้าเรื่องการบำบัดน้ำเสียทำมาแล้ว 35 ปี เรื่อง ประหยัดพลังงานก็ทำมายาวนาน แต่สำหรับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดการประชุม เราเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมในการประชุม (International Congress and Convention Association : ICCA) หรือ "อิกก้า" เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยเสนอแนะโครงการตัวอย่างโดยการนำน้ำที่เหลือจากการดื่มของผู้เข้าประชุมกว่า 800 คน มาใส่ในถังเก็บน้ำแทนการเทน้ำทิ้ง เพื่อไปใช้รดน้ำต้นไม้ ในชักโครกตอนนั้นเราได้น้ำถึง 906 ลิตร และผลไม้ก็นำมาผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อบำรุงต้นไม้ในโรงแรมได้ 228 กิโลกรัม และน้ำตาลที่เหลือจากการชงกาแฟตอนเบรกเราก็ขอให้ผู้เข้าประชุมทิ้งลงในภาชนะที่จัดไว้เพื่อนำไปผลิตหัวเชื้อทำปุ๋ยชีวภาพ"

มาตรการ ในการลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมของ "ศูนย์การประชุมพีช" โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ถือว่าสอดคล้องกับแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการแสดง สินค้าอย่างยั่งยืน หรือ green meetings guideline ที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การ มหาชน) หรือ สสปน. ได้พัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความร่วมมือของสถาบันสิ่งแวดล้อม มูลนิธิใบไม้สีเขียว สมาคมแสดงสินค้าและสมาคมการจัดประชุม เพื่อที่จะใช้ส่งเสริมให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการจัดประชุมและ นิทรรศการในไทยหันมาให้ความสำคัญกับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม

เพราะแม้ว่าที่ผ่านมาในแต่ละปีอุตสาหกรรมนี้จะสร้างรายได้เข้าประเทศได้ปีละกว่า 65,000 ล้านบาท แต่มลพิษและขยะจากการจัดการประชุม นิทรรศการและผู้ที่เข้ามาร่วมประชุมกว่า 800,000 คนต่อปี ก็มากมายมหาศาลเช่นกัน

"ศุภ วรรณ ตีระรัตน์" ผู้อำนวยการ ฝ่ายการแสดงสินค้านานาชาติ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) กล่าวว่า "ในต่างประเทศทุกหน่วยงานทั่วโลกก็มีการ รณรงค์เรื่องนี้ สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในไทยก็ถือว่าก้าวไปได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับ ประเทศในเอเชีย เพราะมีการออก green meetings guideline เพื่อเป็นแนวปฏิบัติเริ่มต้นให้กับผู้ประกอบการซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ชื่อว่า Go Green Exhibition ที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดประชุมและแสดงนิทรรศการดูแลสิ่งแวดล้อม"

มากกว่า นั้นการออกแนวปฏิบัติภายใต้โครงการนี้ยังมุ่งเน้นที่จะให้ความรู้กับผู้ ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้วกว่า 15 ราย

อย่าง ไรก็ตามในฐานะผู้ขับเคลื่อนสสปน.ยอมรับว่า การผลักดันในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนต้องเข้าใจร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ศูนย์ประชุม ผู้จัดการประชุม และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ฯลฯ

"สถานการณ์ ตอนนี้บางคนอาจยังไม่เห็นภาพ อย่างภาคขนส่ง ถ้าเขารู้จักการทำ โลจิสติกส์ที่ดีเพื่อมาสร้างบูท หรือสร้างบูทให้กับลูกค้าก็จะไม่ต้องเดินทางหลายเที่ยว หรือสถานที่การจัดการประชุมอาจจะเริ่มด้วยการเชิญลูกค้าเข้ามาคุยให้ลูกค้า รณรงค์เช่นเดียวกับสถานที่จัดการประชุม หากเป็นผู้ชมงานก็สามารถช่วยได้ คือทุกงานผู้เข้าชมจะมีป้ายคล้องคอ ก่อนกลับก็จะมีกล่องหย่อนใส่หน้างานและเขียนข้อความเกี่ยวกับการรณรงค์ เรื่องภาวะโลกร้อน เราก็สามารถร่วมกับเขาได้เพื่อให้เขาใช้ต่อ หรือการแยกขยะ อย่างสถานที่จัดงานในสิงคโปร์ก็มีการแยกขยะเป็น 3-4 ถัง ในเมืองไทยก็เริ่มมีใช้ อย่างอิมแพ็ค หรือศูนย์สิริกิติ์ เพราะเป็นศูนย์ที่มีลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการมาก" ศุภวรรณกล่าว

อย่างไรก็ตาม สสปน.ยังหวังด้วยว่า green meetings guideline ที่ยึดการปฏิบัติต่อสิ่งแวดล้อม 3 หลัก ได้แก่ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การลดปริมาณขยะมลพิษ และลดการใช้สารเคมีต่างๆ ยังจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจไมซ์ที่ปัจจุบันทำรายได้เข้า ประเทศปีละ 65,000 ล้านบาท โดยเป็นจุดขายของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย

ในเวลาเดียวกันยังเป็นทางออกการดำเนินธุรกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจะสามารถช่วยลดต้นทุนรายจ่าย

ในเรื่องนี้ "ศรี สกุล" กล่าวว่า "จากสิ่งที่ศูนย์ประชุมพีชทำมายาวนาน เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ปีละหลายล้านบาท เช่น สามารถประหยัดค่าน้ำประปาได้มากกว่า 4 ล้านบาทต่อปี ทั้งยังมีรายได้เพิ่มจากการรีไซเคิลขยะและนำไปขายได้ถึงปีละกว่า 4 ล้านบาท"

"กรี นมีตติ้ง" จึงไม่เพียงตอบรับกระแสความต้องการของลูกค้าผู้จัดประชุมจาก ทั่วโลก และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่อย่างน้อยที่สุดการเดินทางตามเส้นทางการประชุมสีเขียวย่อมทำให้องค์กร สามารถลดรายจ่ายและถือเป็นทางรอดที่สำคัญในวิกฤตเช่นวันนี้ !!

Case study : แคลิฟอร์เนีย กับปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ระหว่าง การสนทนาพบว่า กรณีศึกษาที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างยิ่ง คือ การที่แมคเคนซีได้เข้าไปแก้ปัญหาให้กับแคลิฟอร์เนีย

ใน ช่วงนั้น ลอสแองเจลิสมีปัญหาขาดน้ำ ซึ่งในช่วงนั้นก็พบว่าภาคเหนือของแคลิฟอร์เนียมีแหล่งน้ำ การประปาของที่ลอสแองเจลิสก็คิดที่จะผันน้ำจากพื้นที่ตอนเหนือของรัฐมาป้อน ให้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ แต่พอเวลาผ่านไป 1 ปี ก็เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น พลังงานในการเอาน้ำจากแคลิฟอร์เนียเหนือมาใช้ ต้องอาศัยพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะต้องใช้พลังงานเยอะ แต่โรงไฟฟ้าประเภทนี้ได้ก่อปัญหาด้านสุขภาพแก่เด็กๆ ในแถวนั้น โดยเกิดอาการคล้ายๆ โรคหืดหอบ

นอกจากผล กระทบด้านสุขอนามัยแล้ว การผันน้ำในครั้งนั้นต้องมีการวางท่อ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวตามมาได้ และหากเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้ลอสแองเจลิสเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่

เมื่อ แมคเคนซีได้เข้าไปศึกษาปัญหาในแคลิฟอร์เนีย ก็พบว่าแนวทางแก้ปัญหา ดังกล่าวได้สร้างผลกระทบตามมาอย่างมากมาย มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อมองในองค์รวม ซึ่งเป็นที่มาของการเกิด integrated team คือ ทีมจะมองปัญหาอย่างองค์รวม มองหลายมุมในเวลาเดียว

หลัง จากคลี่คลายปัญหาในเรื่องน้ำแล้ว แมคเคนซีพบว่า สามารถนำเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์แก้ปัญหาอื่นๆ ของแคลิฟอร์เนียได้ด้วย และเอาไปใช้ต่อ

เพราะในแคลิฟอร์เนียไม่ได้มี แค่ปัญหาน้ำ แต่ยังพบว่ามีปัญหาในเรื่องของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ปัญหาพลังงาน ปัญหา ของเสียและสิ่งปฏิกูล จนถึงปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งแต่ละปัญหาถือเป็นระบบย่อยในภาพใหญ่ของแคลิฟอร์เนีย และในระบบย่อยเหล่านี้ยังมี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นทั้งปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคได้เสมอ อาทิ บุคลากรในหน่วยงานของรัฐ หรือพื้นที่กลุ่มผลประโยชน์ในชุมชน กลุ่มเอ็นจีโอ นักลงทุน ฝ่ายกำกับดูแลกฎหมาย และกลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย

สาเหตุ หนึ่งที่แมคเคนซีค้นพบ คือ ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาก็มักจะถูกแยกส่วนตามโครงสร้างแบบไซโล ไม่มีการสื่อสารระหว่างกันเลย กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละระบบย่อย ไม่เคยได้มานั่งมองปัญหา หรือแลกเปลี่ยนมุมมองของแต่ละฝ่าย ทำให้ปัญหาที่ซับซ้อนแก้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเอา systemic thinking เข้าไปช่วย ก็ทำให้การแลกเปลี่ยนและการสื่อสารข้ามหน่วยงาน หรือข้ามฝ่ายอย่างทั่วถึงทั้งระบบและระบบย่อย

นอกจากนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมในรายงานของแคลิฟอร์เนียยังพบด้วยว่า systemic thinking ทำ ให้ทรัพยากรอันมีอย่างมากมาย ความเชี่ยวชาญ ข้อมูลข่าวสาร ภูมิปัญญา และอำนาจ ที่เคยติดกับอยู่กับโครงสร้างแบบแยกส่วน ได้ถูกออกมาใช้

อาจกล่าวได้ว่า systemic thinking ได้ ช่วยทำลายกำแพงของโครงสร้างไซโล ไปสู่ระบบเปิด ที่ช่วยปลดปล่อยทรัพยากร ความเชี่ยวชาญและสิ่งต่างๆ ให้เป็นอิสระและส่งเสริมการทำให้สภาพปัญหาคลี่คลายลง

จาก จุดเริ่มที่แคลิฟอร์เนีย แมคเคนซี ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดี โอบามา ในเงื่อนเวลาก่อนเข้ารับตำแหน่ง และนำไปสู่การส่งทีมที่ปรึกษามาเรียนรู้วิธีการคิดแบบ systemic thinking ของ แมคเคนซี ผลที่ตามมาของการส่งทีมที่ปรึกษามาดูงาน คือ การนำเอาแนวคิดนี้ไปใช้ในกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ ซึ่งที่ผ่านมา พอสหรัฐเปลี่ยนรัฐบาลก็มักจะเปลี่ยนข้าราชการประจำไปด้วย และใส่คนของพวกตนเข้ามา เพื่อให้การดำเนินนโยบายสะดวก

แต่กรณีของโอบามา กระบวนการดังกล่าวไม่ได้ไปสู่การโละเจ้าหน้าที่ชุดเดิมทั้งหมด แต่กระบวนการที่เอา systemic thinking มาใช้ ได้ช่วยให้เขาสามารถทำงานร่วมกับคนชุดเก่าจำนวนหนึ่งได้ อย่างราบรื่น

กฏหมายไทย ไม่รักษ์ข้าว

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ขอบใจที่นำสิทธิบัตรนี้ซึ่งถือว่าเป็นการประกันว่าข้าวไทยเป็นของไทยแท้ ซึ่งคนหนักใจว่าเป็นข้าวไทยมานานแล้ว จะกลายเป็นต้องไปกินข้าวฝรั่ง

เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของฝรั่ง แต่ว่ามาอย่างนี้ก็ได้รับประกันว่าเราเป็นข้าวไทย และจะกินข้าวไทยต่อไป ฉะนั้นการที่มีสิทธิบางส่วนของพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยคณะ ในโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูล กระหม่อมถวายเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ซึ่งทรงอุทิศกำลังพระวรกายในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ข้าวและการผลิตข้าวไทย

พร้อมกราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับสิทธิบัตรยีนที่ควบคุมความหอมในข้าว โดยสารหอมระเหยนี้มีชื่อทางเคมีว่า 2เอพี ซึ่งมีในทุกส่วนของต้นข้าว ยกเว้นราก ยีนนี้ค้นพบในพันธุ์ข้าวหอมทุกชนิด ซึ่งเป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ในข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยตั้งชื่อว่า โอเอส2เอพี (Os2AP) เป็นยีนที่แตกต่างจากข้าวทั่วไปที่ปราศจากกลิ่นหอม

ผลจากการจดสิทธิบัตรคุ้มครองยีนควบคุมข้าวหอมมะลิ ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ยื่นจดแล้ว 10 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ฝรั่งเศส กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และไทย มีเพียงสหรัฐประเทศเดียวที่รับจดคุ้มครอง ขณะที่อีก 9 ประเทศยังไม่ตอบรับ

จากการที่กฎหมายไทยเองยังไม่จดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอม โอเอส2เอพี ดังกล่าว ได้สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า การจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนควบคุมความหอมข้าวหอมมะลิในไทยไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามพ.ร.บ.สิทธิบัตรซึ่งเป็นกฎหมายของไทยกำหนดไว้ว่า ไม่รับจดคุ้มครองยีน จุลินทรีย์ หรือจุลชีพที่เกิดขึ้นเอง เว้นแต่ว่าจะมีการทำให้เกิดกระบวนการหรือกลวิธีขึ้นมา กฎหมายไทยถึงจะจดคุ้มครองให้ได้

“ทางสวทช. ได้เคยเข้ามาหารือกับกรมแล้ว และกรมก็ได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่รับจดยีนควบคุมความหอมไม่ได้ เพราะกฎหมายมีหลักเกณฑ์อยู่ว่า อะไรที่ค้นพบไม่ว่าจะเป็นยีน จุลินทรีย์จดไม่ได้ นอกจากจะนำไปผสมอีกตัวให้เกิดมีกระบวนการหรือกลวิธีขึ้นมา” นางพวงรัตน์ กล่าว

นางพวงรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่สหรัฐจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีนคุ้มครองความหอมให้กับไทยได้ เข้าใจว่าตัวแทนสิทธิบัตรที่นำไปจดให้อาจมีการพลิกแพลงบางจุดทำให้รับจดได้ อีกทั้งกฎหมายสหรัฐเปิดช่องกว่าไทย แต่หากสวทช.ต้องการที่จะจดคุ้มครองยีนควบคุมความหอมจริง และมีการประสานมายังกรม ก็อาจจะมีการหาวิธีที่จะพลิกแพลงทำให้จดได้ แต่หากยื่นจดยีนแบบตรงคงทำให้ได้ยาก

ส่วนจะมีการแก้ไขกฎหมายไทยเพื่อให้รับจดยีน จุลินทรีย์ นางพวงรัตน์ บอกว่า อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะที่ผ่านมาทางกลุ่มเอ็นจีโอ องค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ ต่อต้านการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้รับจดคุ้มครองสิทธิบัตรยีน จุลินทรีย์ เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นการผูกขาดทำให้ประชาชนเข้ามาถึงการใช้ได้ยาก

ด้าน น.ส.นัฎตินา เนตรสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สวทช.ไม่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรในยีนต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ของไทย ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับตามที่กระทรวงพาณิชย์บอก

แต่ทางสวทช.ขอยื่นจดกรรมวิธีในการได้มาของยีนหอมของข้าวดังเช่นที่ได้ยื่นขอจดที่สหรัฐจนได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งได้ยื่นขอจดต่อสหรัฐเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2548 และได้รับการตอบกลับเมื่อปี 2551 ส่วนในไทยนั้นได้ยื่นจดเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2549 ซึ่งในเรื่องนี้ทางสวทช.พร้อมที่จะแก้ไขถ้อยคำเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายของไทย

หวังว่าปัญหาแง่กฎหมายดังกล่าว ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะเร่งประสานให้เกิดการคุ้มครองสิทธิบัตรโดยเร็ว เพื่อคนไทยจะได้กินข้าวไทยต่อไป ไม่ต้องไปกินข้าวฝรั่ง

เปิดโลกการคิด Systemic Thinking กำลังท้าทายโลกเดิมๆ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ศาสตร์เกี่ยวกับการคิดนั้นไม่เคยหยุดนิ่ง ในเมืองไทยมีนักวิชาการได้นำเสนอการคิดหลากหลายวิธีไม่ต่ำกว่า 10 วิธี อาทิ คิดเชิงระบบ (systemic thinking) คิดเชิงวิเคราะห์ (analystical thinking) หรือคิดเชิงสังเคราะห์ (synthesis thinking) หนึ่ง ในนักวิชาการที่มีชื่อเสียงด้านการคิด คือ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ แคนดิเดต ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด

จาก ศาสตร์ความคิดที่มีอยู่ โลกปัจจุบันกำลังต้องการศาสตร์แนวใหม่ๆ ที่จะช่วยกระตุกต่อมความคิดให้สามารถเผชิญกับความไม่แน่นอนและความผันผวนของ โลกรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งโลกธุรกิจที่กำลัง หมุนคว้างไปตามแรงกระทบของปรากฏการณ์ และการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ถาโถมเข้ามา

"ประชา ชาติธุรกิจ" มีโอกาสได้สัมภาษณ์นักวิชาการออสเตรเลียท่านหนึ่ง ซึ่งมาพร้อมกับแนวคิดรูปแบบใหม่ และกำลังเป็นแนวคิดที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐ ก็เป็นหนึ่งในหลายคนที่ได้นำแนวคิดใหม่นี้ไปประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะในช่วงของการเตรียมการก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

บรูซ แมคเคนซี คือ นักวิชาการที่เปรียบเสมือนที่ปรึกษาคนหนึ่งของโอบามา และ systemic thinking เป็นศาสตร์การคิดใหม่ที่ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันยอมรับและสนับสนุนอย่างเต็มตัว

จุดกำเนิดของ systemic thinking มา จากการที่แมคเคนซีทุ่มเทเวลาเกือบตลอดชีวิตนักวิชาการของเขาไปกับการศึกษา เรื่องภาพใหญ่ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี สิ่งที่เขาศึกษากลับไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย จนกระทั่งเกิดปัญหาระดับโลกอย่าง climate change หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก (โลกร้อน) เป็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอย่างมากมาย มีผลกระทบตามมามาก

นั่น เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการตระหนักว่า วิธีการเดิมๆ ใช้ไม่ได้แล้ว วิธีการเดิมที่ว่า คือ การวิเคราะห์ปัญหาไปทีละส่วน เพื่อหาจุดที่เป็นปัญหา แล้วแก้ตรงนั้น ซึ่งในอดีตทุกอย่างก็ดีขึ้นดังว่า แต่วิธีการดังกล่าวกลับใช้ไม่ได้ผลกับกรณีของปัญหาโลกร้อน เช่น แก้ปัญหาเรื่องน้ำไป

กระทบเรื่องพลังงาน แก้ปัญหาเรื่องพลังงานไปกระทบเรื่องมลพิษ ยุ่งไปหมด ทำให้การแก้ไม่ได้ผลแมคเคนซีบอกว่า เมื่อวิธีการอื่นๆ ที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป จึงเป็นที่มาของการแก้ด้วยวิธี systemic ซึ่งเน้นการมองปัญหาเป็นองค์รวม (holistic approach) ยิ่งมาปีหลังๆ ยิ่งหนัก วิกฤตการเงินยิ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนและไม่แน่นอนมากขึ้น ซึ่งแนวทางของ systemic เหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ การคาดเดาข้างหน้ายาก มนุษย์เราคิดไม่ออกว่าแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ

แมค เคนซีพยายามลำดับภาพไปทีละฉากว่า ปัญหาโลกร้อนที่ทำให้สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ความต้องการวิธีการคิดใหม่ๆ เช่นนี้เป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยแมคเคนซีได้เข้าไปทำงานร่วมกับบริษัทชั้นนำหลายแห่ง อาทิ บริษัทยาไฟเซอร์ โคคา-โคลา หรือแม้แต่กลุ่มธนาคารในออสเตรเลียที่ชื่อเวสต์แพค

ลูกค้าของแมคเคนซีมีหลากหลาย มาจากต่างอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีกรมสรรพากรของประเทศต่างๆ เกษตรกร และฟาร์มนม

และ ที่มาดังตอนหลัง คือว่า แมคเคนซีไปช่วยที่แคลิฟอร์เนีย ปัญหาลักษณะดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโอบามาสนใจแนวทางนี้ขึ้นมา

แมคเคนซีตั้งข้อสังเกตุว่าแม้แคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ แต่กลับมีแรงกดดันจากปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อม ทำให้ทางการของรัฐต้องเอาจริงเอาจัง แต่ในช่วงเวลานั้นก็ยังไม่สามารถจัดการได้

กระทั่งเมื่อแมคเคนซีเอาแนวคิด systemic thinking เข้า ไปช่วยก็แก้ปัญหา ได้ ความสำเร็จในแคลิฟอร์เนียทำให้ประธานาธิบดีโอบามาให้ความสนใจ ซึ่ง นักวิชาการออสซี่บอกว่า โอบามาเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนแนวคิด systemic ตัว ยง โดยเฉพาะโอบามาต้องการให้หน่วยงานรัฐบาลปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เขาต้องการให้ ทุกหน่วยงานคุยเรื่องเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ไม่ใช่คุยทีละหน่วยงาน

"ต้องการให้การสนทนาเป็นแบบที่เรียกว่า across integrated"

ต้น รากของความต้องการแนวคิดใหม่ๆ มาช่วยแก้ เป็นเพราะในช่วงที่เกิดวิกฤตโลกร้อนและเกิดวิกฤตการเงินตามมาซ้ำ บริษัทต่างๆ จัดการปัญหาไม่ได้ ซึ่งแมคเคนซีอธิบายว่า มีสาเหตุมาจาก 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งมาจากความผันผวนข้างนอก และอีกส่วนข้างใน โดยทั่วไปโครงสร้างธุรกิจมีลักษณะของการทำแบ่งเป็นฝ่ายๆ และไม่เกี่ยวข้องกัน (silos structure) กล่าวคือ มาร์เก็ตติ้งก็ทำมาร์เก็ตติ้ง ฝ่ายอื่นๆ ก็ทำงานของฝ่ายตน รัฐบาลยิ่งหนัก เพราะแบ่งเป็นกระทรวง ไม่มีการพูดคุยกัน ทั้งๆ ที่ความกว้างของกระทรวงสลับซับซ้อนไปหมด

โอบามามาตระหนักถึงปัญหานี้ว่า ถ้ายังทำแบบแยกส่วนเช่นนี้ก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ เขาจึงหันมาสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาด้วย systemic แต่ เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โอบามาต้องการให้เริ่มที่แคลิฟอร์เนียก่อน ทีมของโอบามาก็มาอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย และมาเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยแนวทาง systemic กับ บรูซ แมคเคนซีว่า ต้องทำอย่างไร เช่น เวลาหารือระหว่างรัฐต่อรัฐ จะไม่ใช่การหารือเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่ต้องมีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การพูดคุยรูปแบบเดิม ที่แยกเปลี่ยนวิธีคิดของคนก่อน แล้วการเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นๆ จะเริ่มตามมา

จากสหรัฐอเมริกาสู่ประเทศไทย

บรู ซ แมคเคนซี มาข้องแวะกับไทยได้อย่างไร ปริศนานี้กระจ่างชัด เมื่อแมคเคนซีบอกว่า จุดเริ่มที่ทำให้เขาต้องมาเมืองไทย เพราะทางเอพีเอ็มพบว่าบริษัทคนไทยกำลังเผชิญสภาวะแวดล้อมในประเทศที่เปลี่ยน ไป มีความสลับซับซ้อน และยากมากขึ้น เลยเชิญแมคเคนซีมาสอน ซึ่งอาจารย์อิสระ ยงปิยะกุล หนึ่งในทีมงานของเอพีเอ็ม กรุ๊ป ยอมรับว่า มีประโยชน์มาก ไม่ใช่เฉพาะแค่ธุรกิจ และสามารถไปประยุกต์ใช้กับส่วนราชการได้ด้วย

แมค เคนซีบอกว่า ในปีนี้เอพีเอ็มได้จัด ให้เขาได้พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงสำคัญๆ และผู้บริหารจากบางหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย

เมื่อ ถูกตั้งคำถามว่า ได้ให้คำแนะนำอะไรเมื่อพบกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น แมคเคนซีเล่าว่า ได้แนะให้เขาเปลี่ยนวิธีมองบางสิ่งให้ต่างไปจากวิธีการมองแบบเดิมๆ เช่น กรณีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจก็ควรพัฒนาให้เป็นของไทยเอง โดยต้องหยุดลอกของคนอื่น เพราะแผนกระตุ้นของคนอื่นๆ อาจใช้ไม่ได้ผลกับประเทศไทย

อาจารย์ อิสระได้ช่วยขยายความวิธีคิดของแมคเคนซีว่า หากมองปัญหาในบริบทของประเทศไทยที่เห็นชัดที่สุดคือปัญหาจราจร ซึ่งถือเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนเฉพาะประเทศไทย

"วิธี แก้ปัญหาแบบไทยด้วยวิธีคิดแบบเดิม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบตรงไปตรงมา คือ ต้องสร้างทางยกระดับคร่อม เพื่อไม่ให้รถติด ซึ่งในระยะแรกก็ให้ผลดี การจราจรคล่องตัวมากขึ้รถติดน้อยลง แต่พอเวลาผ่านไป ก็กลับมาเป็นปัญหาเหมือนเดิมซึ่งวิธีการแก้ คือ ต้องไม่เอาตัวเข้าแก้ปัญหา ต้องไม่เอาสูตรของการแก้ปัญหาของสี่แยกนี้ ไปแก้ปัญหาของสี่แยกอื่นๆ ซึ่งมีหลายปัจจัย และสิ่งที่คาดไม่ถึงอีกมาก ต้องคิดสิ่งเหล่านี้ทีเดียวหมด"

จากนั้นแมค เคนซีได้ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นว่า เช่นหากรัฐบาลจะแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมประกอบด้วยผู้เล่นมากมาย ไม่เฉพาะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ แต่ยังรวมถึงผู้ขาย ผู้ซ่อมอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ค้าปลีก และคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เทคนิค คือ ให้ทุกคนมาเขียนสิ่งที่เป็นปัญหาลงไปในกระดาษขนาดใหญ่เท่าโต๊ะ บริษัทใหญ่ๆ มองอาจคิดอย่างหนึ่ง บริษัทขนาดเล็กอาจจะคิดอีกอย่าง ผู้ขายก็อาจจะคิดต่างไปอีก ซึ่งคล้ายๆ กับการทำ mind map แต่ต่างกัน เพราะ mind map เป็น การต่อยอด แต่ในกรณีนี้แต่ละฝ่ายอาจจะเถียงกัน ซึ่งเป็นคล้ายๆ คุยกันบนหน้ากระดาษ เป็นประชาพิจารณ์ เพื่อให้เกิดทางเลือก ซึ่งจะให้ความเป็นไปได้ของแนวทางที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น

"ภายใต้สถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ทางเลือกย่อมมีมากกว่าหนึ่ง"

แมค เคนซี่ เล่าว่า ในช่วงที่พบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงต่างๆ ได้รับการตอบสนองด้วยดี และต้องการคำแนะนำต่อเนื่อง เพราะเห็นมีประโยชน์ ซึ่งจากการที่แมคเคนซีได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของไทย เขาพบปัญหา 3 ประการ ได้แก่ 1.ไปดูงานที่ไหนก็ไปเอาของเขามา 2.เคยทำมาอย่างไรก็ทำตามนั้น และวิธีการที่ 3.คือ เสี่ยงเอาว่าจะทำวิธีนี้การนี้แหละ ซึ่งเป็นสถานการณ์สับสนว่าไม่รู้จริงว่าจะแก้อย่างไร

ในส่วนของกระทรวงศึกษา แมคเคนซีบอกว่า กระทรวงนี้ให้ความสนใจ 2 ด้าน คือ สนใจที่จะนำ systemic thinking มา ประยุกต์ใช้กับเด็กรุ่นใหม่ และเป็นการคิดแบบองค์รวม ซึ่งเขาคิดว่า วิธีการแก้ปัญหาของการศึกษาที่ได้ผล คือ การแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง เพราะการแก้ด้วยทฤษฎี บางครั้งก็ไม่เกิดผล

แต่ ประเด็นปัญหาคือ หน่วยงานราชการมักจะซักถามว่า กระทรวงอื่นจะเอาด้วยไหม ซึ่งเป็นเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นในทุกที คือ ใครก็ต้องการที่จะเป็นคนแรก

วิธี การแก้ คือ แต่เดิม คนเราตั้งแต่เกิดมา ก็มักจะมองภาพต่างๆ เป็นองค์รวมอยู่แล้ว แต่พอมาสู่ระบบการศึกษา ก็จะเริ่มมีวิธีคิดที่เปลี่ยนไป มักจะมองเหตุการณ์ต่างๆ เป็นส่วนๆ เพราะถูกสอนให้มองเป็นระบบ

ดังนั้น ในแง่ของหลักสูตรการศึกษาจะต้องสร้างสมดุล และปลดล็อกเด็กให้มีโอกาสได้คิดเองตามธรรมชาติ

"ธนาคารฟืน" ลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไ่ม่ระบุผู้เขียน

ปัญหาทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทยที่มีสถิติลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2549 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่เพียงร้อยละ 30.92 หรือไม่ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั่วประเทศ ในขณะที่ปี 2504 ประเทศไทยเคยมีพื้นที่ป่าไม้มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด

ตัวเลขปริมาณป่าที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดนี้ บ่งบอกว่า หากไม่รีบแก้ไขป้องกันปัญหา การบุกรุก ตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งดำเนินการโดยนายทุนกลุ่มผลประโยชน์ที่จ้องตักตวงผลประโยชน์จากป่าไม้ที่หลงเหลืออยู่ หรือการใช้ประโยชน์จากป่าของชาวบ้านที่เป็นไปอย่างไม่ถูกต้อง ขาดจิตสำนึกการเห็นคุณค่าของป่า ก็เชื่อแน่ว่าป่าคงจะหมดไปจากเมืองไทยในไม่ช้าอย่างแน่นอน

ที่ผ่านมากรมป่าไม้ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้แก้ปัญหาดังกล่าวนี้ ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ เพื่อป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า ในพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ รวมถึงป่าที่อยู่ใกล้ชิดกับเขตหมู่บ้านที่อยู่ในป่าเขา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าป่าชุมชน แต่ก็ถูกกระแสต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิธีการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายป้องปราม และปราบปรามชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกับป่าเกิดทัศนคติที่เป็นลบต่อเจ้าหน้าที่

ด้วยเหตุนี้ ทางกรมป่าไม้จึงก่อเกิดแนวคิดอีกแบบหนึ่ง แทนที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ใช้อำนาจรัฐจัดการ ก็หันมาให้ความสนใจในการส่งเสริมความเข้มแข็งในชุมชน และนำความเข้มแข็งของชุมชนระดับท้องถิ่นเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการใช้แก้ปัญหาป่าถูกทำลาย หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมละแวกนั้น

โครงการธนาคารฟืนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเล็งเห็นถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจากการนำไม้จากป่า มาใช้ทำเป็นฟืนในครัวเรือนเนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อนอยู่ถึงร้อยละ 90 ของพื้นที่จังหวัด และมีสภาพเป็นป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล คมนาคมขนส่งลำบาก มีรายได้น้อย จึงยังใช้ชีวิตอิงอยู่กับป่าไม้และธรรมชาติอยู่มาก การประกอบกิจวัตรในประจำวันยังคงอาศัยฟืนจากป่าไม้มาทำเป็นเชื้อเพลิง อีกทั้งในฤดูฝนนั้น จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้หาเก็บไม้แห้งมาเป็นฟืนไม่ได้จึงพบว่า ชาวบ้านมักจะตัดต้นไม้นำมาทำเป็นฟืนเพื่อมากักตุนในบ้านตัวเองตั้งแต่ปลายฤดูร้อน โดยการนำไม้มาทำฟืนในลักษณะนี้เป็นการใช้ป่าไม้อย่างไม่ยั่งยืน มีแต่จะลดปริมาณป่าไม้ลงไปเรื่อยๆ เป็นการทำลายป่าไม้ลงอย่างรวดเร็ว เทียบสัดส่วนแล้วจำนวนไม้ที่ใช้มาทำฟืนในแต่ละปี มีปริมาณมากกว่าที่ใช้สร้างบ้านเสียอีก

นายรังสรรค์ ขอผล หัวหน้าโครงการธนาคารฟืนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอนกล่าวว่า ทาง โครงการเล็งเห็นถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวกับป่าไม้ของแม่ฮ่องสอนจึงนำ แนวคิดเดียวกับการนำเงินไปฝากธนาคารมาใช้เพื่อลดปัญหาป่าไม้เสื่อมโทรมโดย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547

"ถ้าคิดว่าป่าเป็นธนาคาร เราก็เอาต้นไม้โตเร็วไปปลูกในพื้นที่ ถือว่าเป็นการเอาเงินไปฝาก แล้วป่ามีการเจริญเติบโตมากเท่าไหร่ เราก็นำส่วนที่เพิ่มขึ้นมานั้นมาใช้ เช่น ปลูกไป 5 ไร่ โตมา 3 ตารางเมตร เราก็เอาส่วน 3 ตารางเมตรนี้มาใช้เป็นฟืน เป็นเหมือนการกินดอกเบี้ยจากธนาคาร" หัวหน้าโครงการธนาคารฟืนกล่าว

แต่การจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่ดำเนินกันมานานจนกลายเป็นวัฒนธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย รังสรรค์กล่าวว่า การใช้ชีวิตของชาวบ้านที่ตัดไม้มาทำฟืนนั้นหยั่งรากลึกอยู่ในวิถีของเขามานานเป็นร้อยๆ ปีแล้ว การทำให้โครงการนี้สัมฤทธิ์ผล จำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากยังดำเนินวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ต่อไป รวมไปถึงสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างความร่วมมือภายในชุมชน ในการที่จะตรวจสอบดูแลป่าไม้ภายในชุมชนของตัวเองให้มีการบริหารจัดการตัวเองอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกัน หน่วยงานของภาครัฐก็จะต้องคอยให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือในด้านปัจจัยต่างๆ เช่น องค์ความรู้ด้านงานวิจัย งบประมาณและกล้าไม้โตเร็วที่จะให้ชาวบ้านนำไปปลูก เป็นต้น

โดยในด้านการให้ความรู้นั้น ได้จัดอบรมให้กับชาวบ้าน โดยเลือกชุมชนที่มีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งในระดับที่จะสามารถดำเนินการธนาคารฟืนได้ ให้ส่งตัวแทนมาหมู่บ้านละ 20 คน ปีละ 5 หมู่บ้าน รวม 100 คน เข้ารับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานหลักสูตร "การผลิตและใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ" ซึ่งมีการให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การใช้พลังงานในประเทศไทยว่า การใช้ทรัพยากรด้านพลังงานอย่างไม่ยั่งยืนนั้นจะส่งผลอย่างไร รวมไปถึงการให้แนวคิด หลักการ และแนวทางการดำเนินงานของโครงการธนาคารฟืนให้กับชาวบ้าน ไม่ได้เป็นไปในลักษณะยัดเยียด แต่เป็นการหยิบยื่นทางเลือกใหม่ๆ ให้

"สิ่งที่ยากที่สุดคือการไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเขา แต่เดิมเขาจะเข้าไปในป่าใกล้บ้านเขาเพื่อตัดไม้มาทำฟืน เมื่อไม้ลดน้อยลงก็จะกินพื้นที่ป่าเข้าไปมากขึ้น เราจะต้องสร้างความรู้สึกให้เขาเห็นว่า การดำเนินชีวิตของเขาแบบนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อลูกหลานและชุมชนของเขา เราต้องตีแผ่ปัญหาให้เขาเห็น แก้ความเคยชินคุ้นเคยเดิมๆ เมื่อเขามองเห็นปัญหาและเกิดความรู้สึกว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาแล้ว เราก็จะชี้ให้เขาเห็นถึงทางเลือกใหม่ๆ และทางออกใหม่ๆ ให้กับเขา" นายรังสรรค์กล่าว

ทางเลือกที่ว่านั้น นอกจากจะนำแนวคิดธนาคารฟืนไปให้แล้ว ยังส่งเสริมให้ชาวบ้านเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากฟืนเป็นถ่าน ซึ่งให้ความร้อนสูงกว่า มีควันน้อยกว่า และยังเป็นการลดปริมาณการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติมาเป็นเชื้อเพลิงได้อีกทางหนึ่ง โดยการจัดทำเตาอิฐของกรมป่าไม้ขนาด 2 ลูกบาศก์เมตร ให้หมู่บ้านละ 1 เตา และสอนให้ชาวบ้านทำเตาเผาถ่านจากถังเหล็กขนาด 200 ลิตร ทำให้สามารถใช้เศษไม้หรือวัสดุการเกษตรที่เหลือมาใช้ทำเป็นถ่านได้ ซึ่งตัวเตามีระบบดักจับตะกอนที่อยู่ในควันจากการเผาถ่านไม่ให้ปนเปื้อนในอากาศมาก ผลที่ได้จากตะกอนกลายมาเป็นน้ำส้มควันไม้ ที่เอาไปใช้ประโยชน์ในการเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักได้อีกต่อ

นอกจากนี้ หากนำลูกไม้หรือผลไม้มาทำเป็นถ่าน ยังสามารถใช้เป็นถ่านดูดกลิ่นที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงามโดยใช้เตาเผาถ่านขนาดเล็กที่ออกแบบประยุกต์จากถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร เพื่อใช้เผาถ่านในปริมาณครั้งละไม่มาก สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง นับเป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านหลายๆ หมู่บ้านในเมืองสามหมอกแห่งนี้เข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตาม คุณูปการที่มากกว่านั้นของโครงการนี้คือ การสร้างความรับรู้ให้กับชาวบ้านในชนบทของประเทศไทยได้มองเห็นถึงผลกระทบที่เขาสร้างให้กับสิ่งแวดล้อมของโลก และหันมาร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง เป็นผลสะท้อนที่ได้ผ่านการสร้างความเข้าใจและความเข้มแข็งให้กับชุมชนจนสามารถดูแลตัวเองได้ ส่งผลให้เกิดจิตสาธารณะของชาวบ้านที่มองเห็นความสำคัญของป่า ร่วมรักษามรดกจากผืนดินสืบต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเขาและพวกเรา.

by ThaiWebExpert