ญี่ปุ่น ดาวเด่น เวทีคาร์บอน

ผู้เขียน: 
จันจิ

แนวโน้มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องว่าด้วยเรื่องของคาร์บอนในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ก็ต้องยกให้ประเทศญี่ปุ่น เป็นชาติที่ตื่นตัวค่อนข้างมาก

เดิมรัฐบาลญี่ปุ่นก็ประกาศให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง ซึ่งก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตหันมาศึกษาวิจัยการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้บริโภคก็ตอบรับกับกระแสดังกล่าวด้วย จึงมีการจัดทำฉลาก Carbon Footprint ขึ้น เพื่อบอกปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตทั้งหมดว่า ในแต่ละขั้นตอนการผลิต มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำนวนเท่าใด

เหตุนี้เองจึงมีการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันยกร่างแนวทางนำระบบ Carbon Label มาใช้ และเริ่มรณรงค์จริงจังเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

แม้การใช้ฉลาก Carbon Footprint จะ เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความเข้าใจของประชาชนแทบจะทุกชาติ ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เป็นความท้าทายของผู้ผลิตที่จะใช้ฉลาก Carbon Footprint เรียกความสนใจจากลูกค้า

ทุกวันนี้บริษัทญี่ปุ่นจึงค่อยๆ ปรับสินค้าของตนเอง ยกตัวอย่าง บริษัท Sapporo Breweries ใช้เวลาเตรียมการ 4 ปี รวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต จากนั้นในเดือนธ.ค. 2551 ก็ออกกระป๋องรูปโฉมใหม่ Eco-Friendly พิมพ์ฉลาก Carbon Footprint ลงบนกระป๋อง โดยอะลูมิเนียมที่ใช้ผลิตกระป๋องได้ลดปริมาณลง ทำให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขบวนการผลิตได้อีก 2 กรัม จากเดิม 161 กรัม

กระป๋องแบบใหม่นี้ได้นำไปใช้กับเบียร์ทุกรุ่นตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 เป็นต้นมา ส่วนบริษัทอื่นๆ เช่น Ajinomoto Co. และ Kao Corp. ก็ได้หันมาเน้น Green Products มากขึ้น ด้วยผู้ผลิตญี่ปุ่นเชื่อว่าการนำแนวคิด Carbon Footprint มาใช้ จะนำไปสู่การปรับปรุงขบวนการผลิต และระบบการจำหน่ายสินค้าครั้งใหญ่ในญี่ปุ่นระยะต่อไป

ว่ากันว่าผู้ผลิตในญี่ปุ่นประเมินแล้วว่า อนาคต Carbon Footprint อาจกลาย เป็นข้อมูลที่ผู้ซื้อมองหา และจำเป็นต้องรับรู้ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ผู้ผลิตจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสนิยมของผู้บริโภคไว้แต่เนิ่นๆ ถ้ารอจวนตัวค่อยทำ อาจโดนชาติอื่นโดยเฉพาะฝั่งยุโรปตีตลาดบ้านตัวเองไปหมดก่อน

คราวนี้มาดูวิธีลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตของบ้านเขากันบ้าง เผื่อคนไทยจะได้ใช้เป็นไอเดียมาต่อยอดการผลิตของเรา

ตัวอย่างแรก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรจุภัณฑ์ของสินค้า ซึ่งญี่ปุ่นได้ชื่อว่าใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้หีบห่อดูสวยงามและจูงใจให้ชวนซื้อ

ฉะนั้น เมื่อคราวจัดงานแสดงสินค้า Tokyo International Packaging Exhibition 2008 เมื่อเดือนต.ค. 2551 ผู้จัดงานได้จัดมุมแสดงสินค้าที่ติดฉลาก Carbon Footprint เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสำรวจความเห็นนักธุรกิจ ซึ่งภายในงานฉลาก Carbon Footprint ได้รับความสนใจอย่างมาก

บริษัท Rengo Co., บริษัทผลิตกระดาษลูกฟูก ได้นำเสนอสินค้าพร้อมแจ้งปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยในขบวนการผลิต บริษัท Dai Nippon Printing Co., ได้นำเสนอบรรจุภัณฑ์กลุ่ม Eco Friendly ชนิดใหม่ 8 ชนิด

ที่น่าสนใจคือ ถุงบรรจุอาหารประเภท Retort Pouch ผลิตจากวัสดุชนิดใหม่ที่สามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ถึง 30%

นอกจากนี้ ยังมีการลดจากกระบวนการผลิตสินค้า เช่น Nippon Meat Packer Inc. ได้คำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตเนื้อวัวที่ฟาร์มของบริษัทในออสเตรเลีย ยี่ห้อ Whyalla Feedlot ขายภายใต้ Eco-Beef ใช้วิธีคำนวณแบบ Life Cycle Assessment Method (LCA) พบว่าเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Emission) จำนวนมากถึง 16.4 กรัม

ในจำนวนนี้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในช่วงการเลี้ยงวัว 13 กิโลกรัม คิดเป็น 79% ถ้าเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงสัตว์ จะตัดลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างมาก

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีองค์กรเรียกว่า The Japan Environmental Management Association for Industry เป็นหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่ออกเอกสารรับรอง Ecoleaf Environmental Certificate ให้แก่บริษัทที่มีความคืบหน้าในการพัฒนาการผลิตสินค้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บนฐานการคำนวณแบบ Life Cycle Assessment Method (LCA)

เห็นแบบนี้จึงไม่แปลก ที่เวทีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในย่านเอเชียญี่ปุ่นจะโดดเด่นเป็นหน้าเป็นตาให้กับภูมิภาค

ไม้ต้น พืชหลักค้ำจุนโลก

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

ไม้ ต้นหรือไม้ยืนต้นทั้งหลาย ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของพืชสีเขียวที่มีความสลับซับซ้อนที่สุด แต่ประสบผลสำเร็จมากที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตบนโลก

เหตุที่กล่าวดังนี้เพราะพวกมันถือกำเนิดมาตั้งแต่ 370 ล้านปีมาแล้วนั่นเอง

ไม้ ต้นทั้งหลายแผ่ร่มเงาสีเขียว บ้างผลิดอกออกช่อสีสันต่างๆ เต็มต้นบ้าง เต็มไปด้วยพุ่มใบเล็กละเอียดสีเขียว ติดผล หรือผลิตอวัยวะเก็บเมล็ดนับแสนต่อต้นในแต่ละปี ต้นไม้ดังกล่าวห่อหุ้มตัวเองด้วยเปลือกหนา ดุจผ้าปกป้องตัวจากความหนาวเย็น หิมะ หรือไฟป่า

ไม้ ต้นทำให้ทัศนียภาพบนโลกเต็มไปด้วยความสดชื่นสวยงาม ไม่เลือกที่ว่าจะเป็นสวนหลังบ้าน ชนบท บ้านนอกอันห่างไกล หรือในตัวนครหลวงใหญ่ ประชากรหนาแน่น เช่น นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน หรือแม้แต่กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงสีเขียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไม้ ต้นช่วยยกระดับความสุขความอิ่มเอิบของจิตใจมนุษย์ ซึ่งเคยเศร้าหมองให้เบิกบานขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม้ต้นมีส่วนช่วยเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต อันได้แก่สัตว์ใหญ่น้อย รวมทั้งผีเสื้อและแมลงที่โบยบินไปมาในอากาศ สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มสีสัน ชีวิตชีวา และความสมบูรณ์พูนสุขแก่บรรยากาศการทำงานอันเคร่งเครียดประจำวันของมนุษย์ ขณะเดียวกันไม้ต้นช่วยเพิ่มร่มเงาอันมืดครึ้มแต่เยือกเย็นให้กับฤดูร้อน ฤดูแล้งอันร้อนอบตัว ไม้ต้นและป่าใหญ่ช่วยปกป้องผู้คนจากพายุและหิมะมานานนับตั้งแต่ช้างแมมมอท และเสือเขี้ยวดาบยังตระเวนอยู่ในไพรเถื่อน

ไม้ ต้นถือครองพื้นที่ภูมิทัศน์ธรรมชาติบนพื้นโลก ตั้งแต่เขตหนาวใกล้ขั้วโลก ยอดเขาอันเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ไปจนถึงพื้นที่ทะเลทรายอันแห้งแล้ง จากชายฝั่งมหาสมุทรที่มีเกลือตกค้างบนผิวดินไปจนถึงเขตนครหลวงใหญ่ ซึ่งมีประชากรแออัดและเต็มไปด้วยมลพิษ เราอาจพบไม้ต้นขนาดใหญ่ได้ในเกือบเรียกได้ว่าทุกพื้นที่ ทุกสภาพภูมิอากาศ เราจะพบไม้ต้นซึ่งไม่เพียงแต่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศเท่านั้น แต่มันดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างท้าทาย

“ไม้ต้นช่วยเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของชีวิตประจำวันของเรา

แม้ฤดูกาลจะผันผ่าน แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงามจนเราแทบลืมหายใจในหลายวาระ”

ความหมายที่แท้จริงของไม้ต้น

ไม้ ต้น คือชีวิตพืชรูปหนึ่งซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลก ไม้ต้นอาจอยู่ได้นานกว่าสิ่งมีชีวิตรูปแบบใดๆ บนดาวเคราะห์ดวงนี้ ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีสนชนิดหนึ่งอายุกว่า 4,500 ปี เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักรก็มีไม้ต้นยักษ์อายุยืนนานไม่แพ้กัน

ไม้ต้นผู้ยึดครองพื้นพิภพ

ไม้ ต้นนับเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าพิศวงอย่างแท้จริง เพราะพวกมันดำรงเผ่าพันธุ์มานานนับร้อยล้านปี จนสามารถยึดครองพื้นที่อันกว้างขวางใหญ่โตและหลากหลายภูมิอากาศจนรอบโลก เราพบมันได้ทั้งเขตธรรมชาติและเขตเมืองหลวงใหญ่ที่มีประชากรแออัด โดยพวกมันสามารถปรับสภาพให้อยู่รอดได้ในเกือบทุกสภาพกาล พวกมันมีความหลากหลายเพียงใด ดูเอาแค่ชนิดไม้ต้นในป่าของไทยเรา เพียงประเทศเดียวก็ไม่อาจเรียนรู้ได้จบสิ้นแล้ว

ไม้ต้นปกคลุมพื้นที่เกือบ 1 ใน 3 ของพื้นที่โลกส่วนที่เป็นแผ่นดิน ซึ่งมีผู้ประมาณไว้ว่า ไม้ต้นมีจำนวนมากกว่า 8 หมื่นชนิด (Species) มีตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น หลิวอาร์กติก สูงเพียง 2-3 นิ้ว ไปจนถึงต้นเรดวูดริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งสูงขึ้นไปถึง 113 เมตร (368 ฟุต) นับเป็นยักษ์ใหญ่บนโลกอย่างแท้จริง

บทบาทของไม้ต้น

ไม้ ต้นได้แสดงบทบาทของมันออกมาอย่างโดดเด่นโดยมนุษย์ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันเป็น ส่วนสำคัญในด้านพัฒนาการของมนุษย์ โดยให้ทั้งอาหาร บ้านเรือนที่พักอาศัย ยารักษาโรค และแม้แต่เชื้อเพลิง ไม่เฉพาะแต่กับมนุษย์เท่านั้น ไม้ต้นเป็นแหล่งของที่พักอาศัยและอาหารแก่สรรพสัตว์ใหญ่น้อยในป่า และเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพแก่ป่าปลูกใหม่

ป่าไม้ ยืนต้นทั้งไม้ต้นผลัดใบและไม่ผลัดใบ หรือไม้ต้นเขียวตลอดปีนั้น เป็นตัวช่วยควบคุมการไหลของน้ำ โดยช่วยลดความรุนแรงของกระแสน้ำซึ่งเกิดจากฝนซึ่งตกลงตามยอดเขาสูง ไม้ต้นมีระบบรากที่หนาแน่นแผ่สาขาลงลึกและแผ่กว้าง ช่วยดูดซับและลดแรงปะทะของสายน้ำและดินโคลนซึ่งเกิดจากการเซาะกร่อน ไม้ต้นเป็นตัวการสำคัญที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบสภาพอากาศเฉพาะถิ่น โดยมันช่วยเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ และเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ฝนตกอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ไม้ต้นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตสัตว์ป่า ไม้ต้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ช่วยแปรเปลี่ยนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จาก บรรยากาศปริมาณมหาศาล โดยขบวนการดูดซับเข้าไปภายในใบและปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับสิ่งมีชีวิตในป่า

อย่างไรก็ตาม แม้มนุษย์จะได้ประโยชน์มหาศาลจากไม้ต้น แต่มนุษย์เราก็ยังทำลายไม้ต้นลงอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม้ต้นดังกล่าว 10 เปอร์เซ็นต์ ในโลกถูกทำลายจนอยู่ในระดับอันตราย ไม้ต้นกว่า 8,750 พันธุ์ อยู่ในระดับอันตรายใกล้สูญพันธุ์แล้ว และมีอยู่หลายชนิดที่เหลือพันธุ์อยู่เพียง 1-2 ต้น ในโลกเท่านั้น

ไซเคิลหลอดไฟ จิตสำนึกที่ดี เพื่อสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
สุรีย์รัตน์ พิทักษ์

วยการตระหนักว่า หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ เมื่อหมดอายุการใช้งานก็จะกลายสภาพเป็นขยะพิษในทันที!!!

และที่ผ่านมาก็ยังไม่มีหน่วยงานไหนที่เข้ามาจัดการกับหลอดไฟที่หมดอายุอย่างถูกวิธี

สิ่งนี้จึงเป็นตัวจุดประกายให้ บริษัท ไทยโตชิบาไลท์ติ้ง ตัดสินใจก่อตั้งโรงงานรีไซเคิลหลอดไฟฟ้าขึ้นมาเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว เพื่อทำให้หลอดฟลูออเรสเซนต์เก่าที่เป็นขยะพิษ กลับกลายมาเป็นหลอดไฟหลอดใหม่ รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ด้วย

รีไซเคิล ฟื้นชีวิตให้สิ่งแวดล้อม

จิรนันท์ อมรมนัส รองประธาน บริษัท ไทยโตชิบาไลท์ติ้ง เท้าความให้ฟังว่า ไทยโตชิบาไลท์ติ้งนั้นผลิตหลอดไฟมากว่า 30 ปี แล้ว โดยผลิตหลอดนีออนทั้งขนาดสั้น ขนาดยาว และแบบกลม โดยที่ผ่านมาก็ได้มีการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

“ที่ ผ่านมา เราพยายามพัฒนาในกระบวนการผลิตหลอดไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นเราได้การรับรองสินค้าฉลากเขียว ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าหลอดไฟเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นรายแรกในประเทศไทยที่เป็นอุตสาหกรรมเกี่ยวกับหลอดไฟ หรือกระบวนการเคลือบหลอดไฟก็เปลี่ยนจากการใช้บิวทิล มาเป็นน้ำบริสุทธิ์ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ปฏิบัติงาน หรือเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา เราก็มีการเปลี่ยนการใช้ปรอทน้ำมาเป็นปรอทเม็ดแทน เพื่อสามารถควบคุมปริมาณปรอทได้แน่นอนกว่า และไม่ฟุ้งกระจาย”

นอก จากความคิดในการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างสม่ำเสมอมาตลอดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทางโตชิบาริเริ่มทำมาเมื่อหลายปีที่แล้วนั่นก็คือ การรับหลอดที่หมดอายุมาบำบัดอย่างถูกวิธี

“จริงๆ ก่อนที่เราจะมาทำเรื่องการเปลี่ยนปรอทน้ำมาเป็นปรอทเม็ด ตอนนั้นเราก็มีเรื่องหนึ่งก็คือ การรับหลอดที่หมดอายุมาบำบัดอย่างถูกวิธี เพราะเมื่อก่อนเรายังไม่มีโรงรีไซเคิล เราก็รับหลอดมาเพื่อบำบัดให้ถูกวิธี ซึ่งสิ่งนี้เราเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2545 แต่ตอนนั้นบริการเฉพาะลูกค้าเรา เพราะว่าจริงๆ ในกระบวนการผลิตจะมีหลอดที่เสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งเราเองเป็นโรงงานที่ได้รับรอง ISO 14001 ที่ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นหลอดที่เสียจากกระบวนการผลิตเราก็ต้องมาบำบัดอย่างถูกวิธี ก่อนที่จะส่งออกไปฝังกลบข้างนอก เราก็คิดว่าอย่างนั้นแล้วทำไมเราไม่รับหลอดจากลูกค้าเข้ามาด้วยล่ะ แต่ทำไปสักระยะเราก็คิดว่าเรามีโรงหลอมแก้วนี่นา และแก้วเหล่านี้ก็น่าจะเอากลับมาใช้ได้ เราก็เลยไปศึกษา และเป็นที่มาของโรงรีไซเคิลที่เริ่มเปิดตั้งแต่ปี 2549”

ทุก วันนี้สามารถรีไซเคิลหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบสั้นและยาวเท่านั้น เพราะมีปริมาณการใช้มากที่สุด ในขณะที่หลอดประหยัดไฟ หรือหลอดกลมยังไม่นำมารีไซเคิลได้ เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิลที่ต่างกัน และยังไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากยังมีคนใช้ในปริมาณน้อยอยู่

กระบวนการรีไซเคิลหลอดไฟ

การ รีไซเคิลของไทยโตชิบาไลท์ติ้งนั้น นอกจากจะเป็นการกำจัดขยะพิษแล้ว ก็ยังทำให้การใช้ทรัพยากรใหม่ที่เกี่ยวกับการหลอมแก้วอย่างทรายละเอียดลด น้อยลงไปด้วย

“การรีไซเคิลทำให้เราได้ประโยชน์ 2 ทาง ทางหนึ่งก็คือ สำหรับหลอดไฟแล้วเป็นขยะอันตราย ถ้ากำจัดให้ถูกวิธีก็จะไม่มีอันตราย เพราะฉะนั้นถ้าเรานำมารีไซเคิลและบำบัดอย่างถูกวิธีก็จะช่วยรักษาสิ่งแวด ล้อมได้อีกทางหนึ่ง ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือ ทำให้เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง อะไรบ้างที่น้อยลง ทรายนี่น้อยลงแน่ๆ เพราะในการหลอมแก้วเราจะใช้ทรายเป็นส่วนประกอบถึง 70% ซึ่ง เราดูดขึ้นมาจากทะเลระยอง ก็จะช่วยได้ในการประหยัดทรัพยากรทรายไปได้เยอะ สำหรับส่วนที่เป็นอะลูมิเนียมนั้นก็จะมีการขายไปให้กับโรงหลอมเพื่อนำไปหลอม ใหม่”

โดย หลอดไฟที่นำมารีไซเคิลนั้นก็จะรับมาจากลูกค้าของโตชิบา และหน่วยงานราชการที่เข้าร่วมโครงการ ในแต่ละเดือน จิรนันท์ บอกว่า จะมีหลอดไฟที่ส่งมารีไซเคิลมาทั้งหมดประมาณ 5–6 หมื่นหลอด ในขณะที่โรงงานรีไซเคิลนั้นสามารถรับหลอดไฟได้ทั้งหมดกว่า 1 แสนหลอดต่อเดือนด้วยกัน

สำหรับขั้นตอนของการรีไซเคิลหลอดไฟจะเริ่มต้นจาก

1.การ รับหลอดไฟมาจากลูกค้า และหน่วยงานต่างๆ ด้วยการนำรถที่ได้รับการอนุญาตจากกรมโรงงานไปรับหลอดไฟมา โดยหลอดไฟทั้งหมดจะต้องอยู่ในภาชนะจัดเก็บที่ทางโรงงานนำไปให้ เพื่อไม่ให้หลอดไฟแตก หรือเสียหาย

2.หลังจากนั้นเมื่อหลอดไฟเดินทางมาถึงโรงงานก็ต้องถอดซอง หรือปลอกออก ก่อนจะนำไปเข้าเครื่องตัดขั้วหลอดหัวท้าย ด้วยวิธีการ Thermal Shock ด้วย การให้ความร้อนแล้วตัดด้วยความเย็น เพื่อตัดเอาส่วนที่เป็นอะลูมิเนียมแยกออกจากแก้ว โดยขั้วหลอดที่ตัดออกจะนำไปแยกอะลูมิเนียมและทองเหลืองออกจากกัน เพื่อนำไปขายให้โรงงานหลอม

3.หลัง จากนั้นส่วนที่เป็นหลอดแก้วก็จะเดินทางต่อไป เพื่อเข้าเครื่องบดให้กลายเป็นเศษแก้วเล็กๆ ก่อนนำไปผ่านกระบวนการล้างสารปรอท และสารฟอสเฟอร์ออกในบ่อน้ำล้น 3 บ่อ โดยน้ำทั้งหมดจะมีการปั๊มมาใช้ใหม่ ไม่มีการระบายออกไปภายนอก ส่วนกากตะกอนที่อยู่ในบ่อแรกจะถูกนำไปบำบัดอย่างถูกวิธีเดือนเว้นเดือน

4.ส่วนเศษแก้วที่ล้างทำความสะอาดแล้วจะส่งต่อไปที่โรงหลอม เพื่อหลอมกลับมาเป็นหลอดแก้ว เพื่อนำไปใช้ในการผลิตหลอดไฟหลอดใหม่ต่อไป

5.โดย กิจกรรมทั้งหมดเกิดในห้องปิด เพราะฉะนั้นสารปรอท หรือสารต่างๆ ที่จะระเหยออกมาในกระบวนการรีไซเคิลก็จะถูกบำบัดจนไม่เป็นอันตราย หรือไม่ฟุ้งในอากาศ

“หลอดไฟทั้งหมดเราสามารถรีไซเคิลได้ประมาณ 95% เพราะยังมีบางส่วนอย่าง ไฟเบอร์ชีท ที่ยังไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ต้องเป็นขยะอย่างเดียว”

เก็บซากหลอดไฟอย่างไรให้ถูกวิธี

หลอด ไฟฟลูออเรสเซนต์มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยในการให้แสงสว่าง ซึ่งสารปรอทนี่เองที่เป็นอันตรายกับร่างกาย หากไม่มีการจัดเก็บหลอดหมดอายุอย่างถูกวิธี

เรื่องนี้ จิรนันท์ บอกเอาไว้...

“อย่าง ง่ายๆ ถ้าถามว่าที่บ้านเราทุกวันนี้จัดการกับหลอดไฟหมดอายุอย่างไร คิดว่าหลายๆ คนก็คงจะทิ้งไปพร้อมกับขยะทั่วไป ถามว่าแล้วเขาเอาไปทำยังไง จากที่เคยไปดูโรงขยะของกรุงเทพฯ เขาก็จะเอารวบรวมไว้ แล้วไปจ้างบริษัทต่างๆ มากำจัด แต่อาจจะอยู่ในสภาพที่แตกแล้ว กระจัดกระจาย

แต่ ถ้าถามว่าเรารับในสภาพที่แตกไหม เราไม่รับกลับ เพราะไม่สามารถเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ และนัยของการรักษาสิ่งแวดล้อมไม่มีแล้ว เพราะเมื่อไหร่ที่หลอดแตกปุ๊บ สารปรอทก็จะฟุ้งในอากาศ หรือซึมลงสู่ดินไปแล้ว อาจจะไหลไปลงแหล่งน้ำ ปลาได้รับสารเข้าไป เราก็กินปลา กลายเป็นห่วงโซ่ ซึ่งในที่สุดสารปรอทก็จะวนกลับมาหาเราอยู่ดี เพียงแต่อาจจะไม่เยอะ แต่ถ้าทุกคนคิดว่าไม่เยอะ ก็จะไม่เกิดความตระหนักในเรื่องนี้เสียที

ถ้า ถามว่าสารปรอทมีโทษอย่างไร ถ้ารับปริมาณน้อยๆ อาจจะไม่รู้สึก แต่ถ้าได้รับสารเยอะๆ ก็อาจจะเกิดโทษกับร่างกาย ทำให้เกิดอาการอ่อนล้า หายใจลำบาก ทำลายระบบทางเดินอาหาร อุจจาระเป็นเลือด เป็นลมหมดสติ จนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้”

ส่วน วิธีการจัดการกับหลอดไฟหมดอายุง่ายๆ ที่บ้านนั้น จิรนันท์ แนะนำว่า ก่อนอื่นจะต้องพยายามไม่ทำให้หลอดไฟแตก และควรเก็บหลอดไฟใส่ภาชนะที่สามารถป้องกันหลอดกระทบกันและแตก โดยอาจจะใช้ซองกระดาษที่มาพร้อมกับหลอดไฟก็ได้ เมื่อจะเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ก็ให้นำหลอดไฟที่หมดอายุนั้นใส่กลับไปในซองเดิม หรือถ้าไม่มีซองก็ให้ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์มาห่อให้มิดชิด ก่อนที่จะนำไปทิ้ง

“ตอน นี้ถ้าสังเกตให้ดีรถเก็บขยะของกทม. เขาจะบอกเอาไว้เลยว่า ขยะรีไซเคิล หรือขยะพิษเก็บทุกวันไหน วันที่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้แบบนี้ว่าหลอดไฟเป็นขยะพิษเราก็นำไปให้เขาเก็บอย่างถูก วิธี ซึ่งถ้าทุกคนช่วยกันแยกแบบนี้ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่บางทีก็จะมีถังสีเทา ฝาสีแดง ที่ใส่ขยะพิษ เราก็อาจจะนำไปใส่ในนั้นก็ได้ เพียงแต่อย่าทำให้แตก แต่ถ้าทำแตกไปแล้วก็อาจจะต้องเก็บชิ้นส่วนใส่ถุงให้มิดชิดเรียบร้อย และนำไปทิ้งในถังขยะสำหรับขยะพิษ”

ใน แง่ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างการนำหลอดไฟมารีไซเคิล กับการผลิตหลอดใหม่ออกมา กระบวนการไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน จิรนันท์ บอกว่า ในแง่ของเศรษฐศาสตร์ ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่าการรีไซเคิลไม่คุ้ม แต่ทำไมทุกคนต้องทำ ก็เพราะเราต้องตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม และในอนาคตหวังว่าคงจะคุ้ม

“ถ้า วัดในแง่ของการคืนหลอดกลับมาที่เราที่เยอะขึ้นทุกปี ก็สามารถวัดได้ว่าในกิจกรรมที่เราทำ ลูกค้า หรือคนทั่วไปใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราคิดว่าโครงการนี้ก็ประสบความสำเร็จนะในการให้ความรู้ ทำให้คนตระหนักในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่อาจจะไม่ได้มาจากเราคนเดียว เพราะก็มีสื่อต่างๆ พูดเยอะขึ้น แต่จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ อย่างน้อยเราก็สามารถทำให้คนตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราก็ถือว่าเราคุ้มแล้วล่ะ เพราะถ้าไม่เริ่มวันนี้ ก็คงจะไม่ได้เริ่มเสียที” จิรนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

นั่น สิ ถ้าทุกคนไม่เริ่มห่วงใย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเสียแต่วันนี้ ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าในอนาคตเราจะต้องเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมกับอะไรบ้าง?

กิน-อยู่-ใช้ ให้พอดี เปลี่ยนโลกนี้ได้

ผู้เขียน: 
เอวา อาดัม

ภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่ไม่ยากเกินกว่าที่ทุกคนจะช่วยกัน

พฤติกรรมการกินอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ตลอด 100 ปี มานี้ โดยเฉพาะหลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม สู่ยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ทำให้คุณ คนในบ้าน ในบริษัท ในจังหวัด ประเทศของคุณ กิน กิน กิน กันเยอะ ผลิต ผลิต ผลิตกันสูง เผาผลาญทรัพยากรโลกไปอย่างรวดเร็ว หนำซ้ำวงจรการก่อเกิด สร้างทดแทน และอนุรักษ์ต่ำกว่าการทำลาย

ว่า กันง่ายๆ ให้การช่วยลดโลกร้อนทำได้อย่างเข้าถึง และเข้าใจจริง คงต้องเริ่มจากการสำรวจและทบทวนพฤติกรรมการกินอยู่ การใช้ชีวิตประจำวันของเราแต่ละคนว่ามากหรือน้อยไปสำหรับวิกฤตในปัจจุบัน หรือไม่ และมีทางเลือกใดบ้างที่จะลด ละ เลิก เพื่อช่วยยื้อให้ภาวะโลกร้อนช้าลงกว่านี้ (แม้จะหยุดไม่ได้ในทันที)

กำหนดมื้ออาหาร

ถ้าคุณกินอาหารวันละ 3 มื้อ ในวันทำงาน พยายามนั่งกินที่ร้านค้า หรือนำภาชนะไปใส่ ก็ลดการใช้ถุงพลาสติก กล่องโฟม แก้วน้ำพลาสติก แก้วกระดาษ และองค์ประกอบของหีบห่อมากมายหลายชิ้นต่อ 1 มื้อ ลดการเพิ่มขยะที่ใช้บรรจุไปได้มากโข 1 วัน 3 มื้อ 1 ปี ก็หลายพันมื้อ ก็ลดขยะหลายหมื่นชิ้นทีเดียว

สำหรับ วันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันพักผ่อนก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็นั่งกินอาหาร เครื่องดื่ม ที่จุดจำหน่ายดีกว่า กำหนดเวลาของมื้ออาหารและกะเกณฑ์แผนการใช้เวลาที่แน่นอน เพียงเท่านี้ คุณก็ช่วยโลกแล้วจริงๆ

เดินทางด้วยเท้าและขนส่งมวลชน

แต่ ละวันคุณต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและที่ทำงาน หรือสถานที่ต่างๆ เพื่อทำธุระ ถ้าวางแผนดีคุณจะมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการเดินเท้าในระยะทางที่สั้น และการใช้บริการขนส่งมวลชนในระยะทางที่ยาว แน่นอนว่าไม่ต้องเผาผลาญพลังงานน้ำมันหรือก๊าซด้วยรถยนต์ส่วนตัว ลดการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศไปได้ในแต่ละวัน อย่างน้อย 1 คน ก็ถือว่าคุณรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว หรืออย่างน้อยในหมู่บ้านและเมืองที่คุณอยู่ ก็เลือกใช้รถจักรยานเพื่อการเดินทางระยะสั้น-กลาง แทนการขับรถออกมาซื้อก๋วยเตี๋ยวที่ปากซอย

การสื่อสารด้วยเทคโนโลยี

ถ้า เป็นไปได้ การติดต่อสื่อสารด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ลดการพบปะกันลงกว่าครึ่ง ลดการใช้กระดาษจดหมาย ซอง อากรแสตมป์ และลดพลังงานจากการขนส่งได้อีกโข

นอก จากนี้ หากใช้การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การโทรศัพท์ข้ามทวีป การแจ้งข่าว นัดหมาย หรือบอกเล่าผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสนทนาผ่านเว็บแคม ทั้งหมดทั้งสิ้นเท่าที่เทคโนโลยีจะเอื้ออำนวย ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะเพื่อใช้มันกับหน้าที่การงานและไลฟ์สไตล์ ย่อมจะทำให้ลดทรัพยากรพลังงานได้ไม่น้อยทีเดียว

การพักผ่อนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

คุณ มีแผนพักร้อนหรือยัง ถ้ามีแผนนั้นมีมากกว่าการไปเที่ยวหย่อนใจและใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองหรือ ไม่ ถ้าใช่ นั่นยังคงเป็นการหยุดพักร้อนที่เชยแสนเชย เพราะว่าถ้าเทรนดี้พอการไปสนุกคราวนี้ต้องคำนึงถึงโลกสวยใบนี้ด้วย

ถ้า เป็นการพักผ่อนสุดสัปดาห์ ออกไปดูหนัง ฟังดนตรี รับประทานอาหารค่ำ ชมพิพิธภัณฑ์ หรือเดินช็อปปิ้งปกติ ก็ขอให้คำนึงถึงรายละเอียดในแต่ละกิจกรรมให้มากกว่าที่แล้วมาสักหน่อย อาทิ ในภาพกว้าง-วางแผนทำกิจกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงกัน กินข้าว ดูหนัง และช็อปปิ้งในสถานที่ไม่ไกลกัน ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงไปได้ระดับหนึ่ง ถ้าเจาะลึกลงไปในกิจกรรม คุณก็จะไม่ทิ้งตั๋วภาพยนตร์ไปเปล่าๆ อาจจะเก็บมันไว้ในไดอะรี ขณะที่การฟังดนตรีหรือชมพิพิธภัณฑ์ในรอบเวลาเดียวกับคนหมู่มาก ที่ได้คุณภาพและสมราคา ที่สำคัญไม่เปลืองไฟ เปลืองแอร์ ถ้าจะต้องใช้บริการเพียงลำพัง

สำหรับ การรับประทานอาหารค่ำ ก็ประกอบกันกับในข้อแรก จงกินเพียงเพื่ออิ่ม และกินให้หมด (หรือเหลือทิ้งน้อยที่สุด) สั่งอาหารมากินร่วมกันหลายๆ คน ในกรณีที่ไปกันเป็นแก๊ง ส่วนการช็อปปิ้ง แน่นอนว่าถ้าพกถุงผ้า หรือกระดาษไปเอง ก็งดรับถุงพลาสติก สำหรับการซื้อข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน ก็เน้นผลิตภัณฑ์ชนิดเติมแทนการเพิ่มจำนวนขยะประเภทภาชนะ ส่วนข้าวของฟุ่มเฟือยอื่นๆ เตือนตัวเองก่อนจ่ายเงินว่า มันจำเป็นต้องมี...ต้องใช้จริงๆ เพื่อตัดวงจรการผลิตเพิ่ม โดยเฉพาะสาวๆ ที่แพ้ป้ายลดราคา อย่าซื้อเพราะมีรายการแจก แถม เพราะคุณอาจจะใช้มันแค่ชิ้นเดียว ขณะที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มและแบกขยะกลับบ้านอีกเท่าตัว

การ พักผ่อนตากอากาศต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ จำเป็นต้องคิดให้มากกว่าที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจ ดุลการค้า หรือสถานการณ์โลกระบาดเท่านั้น (ซึ่ง เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว) ใคร่ขอร้องให้คุณรับผิดชอบทุกกิจกรรมที่ทำในวันพักผ่อนอย่างดี การทิ้งขยะลงบนหาดทราย ทะเล ป่าเขา ฯลฯ คือการทำลายสมดุลธรรมชาติโดยตรง แม้ทีละน้อยก็ถือว่าทำ

ไม่ ว่าจะมีใครสอน เตือน หรือบอกคุณหรือไม่ แต่คุณต้องเริ่มคิดอะไรบ้างแล้ว เพราะวันนี้...โลกที่คุณยืนอยู่ หายใจอยู่ กำลังแย่ลงไปทุกที

ถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทุกพฤติกรรม ในทุกวัน...อย่างจริงจัง

ประกันสีเขียว...เพื่อเรา...เพื่อโลก

ผู้เขียน: 
วารุณี อินวันนา

มหันตภัยจากคลื่นความร้อนของโลกกำลังคร่าชีวิตมนุษย์ ทำความเสียหายต่อทรัพย์สินที่สั่งสมมาเกือบตลอดชีวิต สุขภาพร่างกาย

อนาคต หลายหมื่นคนดับสูญ และครอบครัวพลัดพราก ล้วนเป็นผลต่อเนื่องจากความฉลาดของมนุษย์ ที่ผลิตเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกดึงน้ำมันใต้ผืนพิภพขึ้นมาใช้เป็นพลังงาน ตัดไม้ใหญ่มาทำเฟอร์นิเจอร์สีสวยราคาแพง ทำลายป่าเพื่อเพาะปลูก สร้างรีสอร์ตหรู สนามกอล์ฟ ล้วนป้อนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศรอบๆ ตัวมาหลายชั่วอายุคน จนกระทั่งโลกใบใหญ่เต็มไปด้วยความร้อนระอุโลมเลียพื้นผิวโลก พร้อมจะแปรเปลี่ยนให้วัตถุไวไฟทั้งหลายปะทุเพลิงขึ้นได้อย่างง่ายดาย

กรมธรรม์สีเขียว

ความ เสี่ยงที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัยโดยตรง เพราะเป็นธุรกิจที่แบกรับความเสี่ยง ซึ่งผลวิจัยของกลุ่มอลิอันซ์ เยอรมนี ที่ได้ทำร่วมกับองค์กรพิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หรือ World Wide Fund for Nature (WWF) เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่าภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน ธุรกิจประกันจะต้องรับภาระจ่ายค่าสินไหมจำนวนมหาศาล

สมาคมประกันภัยในอังกฤษคาดว่าภายในปี 2593 มูลค่าการเรียกร้องสินไหม อันมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรงจะเพิ่มเป็น 2 เท่า หรือ 3,300 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 1.53 แสนล้านบาท) หรือขั้นเลวร้ายสุดอาจสูงถึง 2 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 9.25 แสนล้านบาท)

จาก ความตระหนักถึงภัยที่มาจากความร้อน ทำให้ภาคธุรกิจประกันภัยไทยเริ่มหันมารณรงค์ลดโลกร้อนกันเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีฐานลูกค้าอยู่ในมือ และคู่ค้าพันธมิตรทางธุรกิจกระจายอยู่ทั่วทุกอุตสาหกรรมของประเทศ

นที พานิชชีวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยศรีประกันภัย ตัดสินใจนำพาพนักงานและลูกค้าของบริษัทเข้าร่วมพิทักษ์โลกใบนี้ผ่านโครงการ “กรมธรรม์สีเขียวลดโลกร้อน” หรือ Thaisri Insurance Green Innovation Project 2009 เพื่อ กระตุ้น ส่งเสริม และสร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แก้ไขภาวะโลกร้อน ร่วมกับมูลนิธิกองทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย โดยจะนำรายได้จากเบี้ยประกันภัยส่วนหนึ่งสมทบเข้ามูลนิธิไม่ต่ำกว่า 55 บาท ต่อกรมธรรม์ และจะออกกรมธรรม์สีเขียวลดโลกร้อน ให้กับลูกค้า พร้อมกับคู่มือลดโลกร้อนที่ทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งตัวเลขของเงินสมทบอาจไม่มาก แต่ตั้งใจที่จะให้โครงการนี้มีอยู่ต่อเนื่องไปในระยะยาว

ที่เราไม่เคยเห็น...เราจะเห็น

ธาวิน ศรีเฟื่องฟุ้ง ผู้ จัดการสำนักวิจัยและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไทยศรีประกันภัย กล่าวว่า โครงการกรมธรรม์สีเขียวเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าร่วมในการรณรงค์ลดโลกร้อน และไม่ได้คาดหวังว่าโครงการกรมธรรม์สีเขียวจะทำให้ยอดขายประกันเพิ่มขึ้น เพราะเป็นกิจกรรมที่คืนกำไรสู่สังคม และการประกันภัยก็รับประกันความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติเกือบทุกชนิด เช่น ไฟไหม้ พายุ น้ำท่วม การเข้ามาทำโครงการลดโลกร้อน ก็สอดคล้องกับธุรกิจประกันเช่นเดียวกัน

หาก โลกใบนี้มีความร้อนสูงขึ้นต่อเนื่อง จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติได้ง่าย ไฟไหม้ได้ง่าย จะสัมพันธ์กับการรับประกันอัคคีภัย หรือ ถ้าหน้าแล้งก็จะแล้งมาก หน้าฝนน้ำก็ท่วม ก็สอดคล้องกับการรับประกันภัยธรรมชาติ เช่น ประกันภัยน้ำท่วม ประกันภัยแล้ง

“สิ่ง ที่เราไม่เคยเห็น เช่น แผ่นดินไหว สึนามิในประเทศไทย เราก็ได้เห็นแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ บริษัทประกันภัยมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เดือดร้อนจำนวนมาก การเข้ามาช่วยรณรงค์ลดโลกร้อนก็ถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่เรามีต่อ สังคม เพื่อพยายามที่จะแก้ไขธรรมชาติไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ธาวิน กล่าวอีกว่า การมีโครงการกรมธรรม์สีเขียว น่าจะดึงดูดแนวร่วมจากฐานลูกค้าของบริษัทที่มีประมาณ 3 แสน ราย เพราะคนที่ไม่มีเวลา หรือไม่มีโอกาสในการลดโลกร้อน ถ้าเข้ามาเป็นลูกค้าของบริษัทก็สามารถใช้กรมธรรม์ของบริษัททำหน้าที่รักษา สิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งนอกจากจะร่วมทำการปลูกป่าที่ต้องใช้งบประมาณ 5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาทแล้ว ยังมีแผนที่จะทำห้องสมุดสีเขียว การอนุรักษ์พะยูน สร้างแนวปะการังใหม่ คาดว่าเบื้องต้นจะใช้งบประมาณ 3-4 ล้านบาท

ร่วมรณรงค์โลกร้อน

กฤตวิทย์ ศรีพสุธา กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย กล่าวว่า ปีนี้บริษัทร่วมรณรงค์ลดโลกร้อน ซึ่งได้จัดพิมพ์หนังสือ 50 วิธี อยู่กับโลกร้อน จำนวน 1 แสน เล่ม เพื่อเผยแพร่ให้แก่ศูนย์/สาขาของบริษัททั่วประเทศ รวมทั้งลูกค้า พันธมิตร หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ที่ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อรณรงค์เผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนได้ตระหนัก และมีส่วนร่วมในการดูแลลดภาวะโลกร้อน โดยออกแบบรูปเล่มพร้อมภาพประกอบการ์ตูน และข้อความที่อ่านเข้าใจง่าย เพื่อให้เป็นคู่มือในการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อร่วมกันดูแลลดภาวะโลกร้อน

“เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็น 5 ตอน คือ 10 เรื่องง่ายๆ ทำได้ที่บ้านเรา 10 การจัดการช่วยกันในที่ทำงาน 10 วิธีเดินทางประหยัด พลังงาน 10 เรื่องต้องคิดก่อนจับจ่ายซื้อของ และ 10 พลังร่วมใจสร้างสังคมสีเขียว” กฤตวิทย์ กล่าว

นอก จากนี้ บริษัท วิริยะประกันภัย ยังได้ร่วมกับหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายศูนย์เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดยการนำโปรแกรมรายงาน สภาพการจราจรในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Traffy) มอบ ให้กับลูกค้าวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลในการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด อีกทั้งยังเป็นการลดมลพิษในอากาศ และลดพลังงานน้ำมันที่ต้องสูญเสียในเวลาที่รถติดเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่บริษัท กรุงเทพประกันภัย ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กดปุ่มโครงการ “Unplug” เมื่อปี 2551 ที่ ผ่านมา และทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นำพาพนักงานเข้าร่วมคลายโลกร้อนด้วย เพื่อรณรงค์ให้พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และประชาชนทั่วไป รวมถึงองค์กรที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรได้ตระหนักและร่วมกันใช้พลังงานอย่าง ประหยัด โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรหนาแน่นราว 12 ล้านคน เป็นแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นตัวการที่ทำให้โลกร้อนมากถึง 40% ของ ทั้งประเทศ เช่น จัดประกวดลดค่าไฟฟ้าทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ปลูกฝังให้เยาวชนเกิดจิตสำนึกที่ดีในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเห็นคุณค่าของการประหยัดพลังงาน มอบอุปกรณ์ในการอนุรักษ์พลังงานให้แก่โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

สิ่ง ที่เราไม่เคยเห็น เช่น แผ่นดินไหว สึนามิในประเทศไทย เราก็ได้เห็นแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ บริษัทประกันภัย มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เดือดร้อนจำนวนมาก การเข้ามาช่วยรณรงค์ลดโลกร้อนก็ถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบที่เรามีต่อ สังคม เพื่อพยายามที่จะแก้ไขธรรมชาติไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อะไรกัน...น้ำส้มควันไม้?

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BNB Inter Group

ผมเดินทางไปแถบแถวภาคอีสานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ผมนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาฉับพลัน ขณะที่เห็นชาวบ้านกำลังสุมไฟเผาถ่าน

เพื่อ นำไปใช้ในครัวเรือนตามปกติ สิ่งที่ผมนึกถึงนั้นชาวบ้านที่เผาถ่านบางคนอาจจะไม่เคยเห็นมันมาก่อน ทั้งที่มันเป็นผลพลอยได้จากกิจกรรมที่เขากำลังทำอยู่ มันก็มีประโยชน์อย่างมากหากนำมันมาดัดแปลงใช้กับงานเกษตรกรรม สิ่งที่ผมว่านี้ในหมู่วิชาการทางเกษตรหรือผู้ที่เชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทน เรียกมันว่า “น้ำส้มควันไม้”

ถาม ว่ามันคืออะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเผาถ่าน ผมตอบแบบง่ายๆ เลยครับว่ามัน คือ ควันที่เกิดจากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่นแล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ของเหลวที่ได้นี้เรียกว่า “น้ำส้มควันไม้” มัน มีกลิ่นไหม้ๆ แน่นอนครับสิ่งที่ผมอยากบอกคือ อย่าปล่อยให้มันมลายหายไปแบบไร้ค่าในโลกใบนี้ เพราะทุกอย่างรอบตัวหยิบมาใช้ประโยชน์ได้แบบพอเพียงครับ

น้ำ ส้มควันไม้นี้ อาจจะไม่ได้มีส่วนโดยตรงในการช่วยลดโลกร้อน หรือประหยัดพลังงาน เหมือนนวัตกรรมอื่นๆ ที่ผมเคยนำเสนอมาก่อนหน้านี้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยจรรโลงโลก และทำให้เกษตรกรหรือชาวบ้านทั่วไปไม่ต้องเอามือเข้าไปล้วงกระเป๋าควักทรัพย์ ออกมาโดยไม่จำเป็น เพราะด้วยส่วนประกอบส่วนใหญ่ของมันเป็นกรดอะซิติก เมื่อนำมันมาทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 3 เดือนในที่ร่ม มันก็จะแยกตัวครับ การแยกตัวของมันไม่ได้แยกแบบไร้ประโยชน์เหมือนสังคมบ้านเรานะครับ แต่มันจะแยกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย น้ำมันเบา ที่ลอยอยู่ผิวหน้า น้ำส้มไม้ ที่อยู่ชั้นกลาง และน้ำมันทาร์ ซึ่งตกตะกอนอยู่ด้านล่าง

ส่วน อื่นเราไม่เอาครับ เราเลือกเอาเฉพาะน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร เช่น เป็นสารปรับปรุงดิน สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และสารเร่งการเติบโตของพืช นอกจากนี้ น้ำส้มควันไม้ยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้ผลิตสารดับกลิ่นตัว หรือใช้ผลิตยารักษาโรคผิวหนัง แต่อย่าเพิ่งไปถึงขั้นนั้นครับเอากัน แบบ “บ้านบ้าน” นี่แหละ ผมจะสาธยายให้ฟังว่ามันช่วยประหยัดสตางค์ในกระเป๋ายังไงได้บ้าง

เริ่มจากนำมันผสมกับน้ำ 1 : 20 เมื่อ พ่นลงดิน รับรองว่ามันฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่เป็นประโยชน์ และแมลงในดินได้ชะงัดทีเดียว ยังครับยังไม่จบแค่นั้น กรณีนี้สามารถทำได้ก่อนการเพาะปลูก 10 วัน และมากกว่านั้น หากทำให้มันเจือจางลงอีกด้วยอัตราส่วน 1 : 50 มัน จะกลายเป็นย่าฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำลายพืชได้ แต่กรณีนี้ต้องระวังครับ เพราะหากใช้ความเข้มข้นที่มากกว่านี้รากพืชอาจได้รับอันตรายได้จึงควรใช้แต่ น้อยครับ เดี๋ยวผมจะกลายเป็นฆาตกรฆ่าพืชไร่พืชสวนของท่านไปโดยปริยาย

ยังครับ พิษสงของมันไม่ได้มีแค่นั้น ในอัตราส่วน 1 : 100 ใช้ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกันแมลงมาวางไข่ อัตราส่วน 1 : 200 ใช้พ่นใบไม้รวมทั้งพื้นดินรอบๆ ต้นพืช เพื่อขับไล่แมลง ป้องกันเชื้อรา และรดโคนต้นไม้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต อัตราส่วน 1 : 500 ใช้พ่นผลอ่อน หลังจากติดผลแล้ว 15 วัน ช่วยขยายผลให้โตขึ้นและพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว 20 วัน เพื่อเพิ่มน้ำตาลในผลไม้ และยังมีอีกมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้รักษาแผลสด แผลถูกน้ำร้อน รักษาโรคน้ำกัดเท้า เชื้อราที่ผิวหนัง ทำลายปลวก มด และสัตว์ต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำได้ดีทีเดียวด้วย

อย่าง ที่บอกไว้ตอนต้นนะครับ ด้วยความที่มันมีฤทธิ์เป็นกรดจึงควรระมัดระวังทุกครั้งที่นำไปใช้ และควรศึกษาการทำให้เจือจางก่อน เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท แน่นอนครับผมไม่อยากโดนท่านผู้อ่านดุ ในฐานะถูกกล่าวหาเป็นเพชฆาตฆ่าพืชครับ

ตามผมมาเลยครับ ผมจะเริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ให้ดู ลองเริ่มจากเตาเผาถ่าน 200 ลิตร ครับ เตาแบบนี้ชาวบ้านรู้ดีครับว่าเป็นเตาที่มีประสิทธิภาพสูง เตาประเภทนี้อาศัยความร้อนไล่ความชื้นในเนื้อไม้ทำให้ไม้กลายเป็นถ่าน หรือเรียกทางวิชาการว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชัน เริ่มจากเรียงไม้ที่มีขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา และใส่ไม้ขนาดใหญ่ไว้ด้านบน เมื่อจุดไฟที่เตาความร้อนจะกระจายเข้าสู่เตา เพื่อไล่ความชื้นที่อยู่ในเนื้อไม้ ควันที่ออกมาจากปล่องควันจะเป็นสีขาว ควันจะมีกลิ่นเหม็นครับในช่วงนี้ ต่อไปใส่เชื้อเพลิงเพิ่มอีก ตอนนี้อุณหภูมิบริเวณปากปล่องควันจะอยู่ที่ประมาณ 70-75 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิภายในเตาประมาณ 200-250 องศาเซลเซียส

เมื่อ ไม้กลายเป็นถ่านตามปฏิกิริยาคลายความร้อน ควันสีขาวจะเริ่มบางลงและเปลี่ยนเป็นสีเทา ไม้ที่อยู่ในเตาจะคายความร้อนที่สะสมเอาไว้ ช่วงนี้แหละครับเราจึงลดการป้อนเชื้อเพลิง และเริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ ด้วยการเก็บหยดน้ำจากไอความร้อน คล้ายกับการกลั่นเหล้าในสมัยโบราณครับ โดยในขั้นตอนนี้ พ่อแม่พี่น้องจะต้องควบคุมอากาศ โดยการหรี่หน้าเตา หรือลดพื้นที่หน้าเตาลงให้เหลือช่องพื้นที่หน้าเตาประมาณ 20-30 ตร.ซม. สำหรับให้อากาศเข้า เพื่อรักษาระดับของอุณหภูมิในเตาไว้ให้นานที่สุด และยืดระยะเวลาการเก็บน้ำส้มควันไม้ให้นานที่สุดด้วย โดยเราจะหยุดเก็บน้ำส้มควันไม้เมื่อควันเปลี่ยนจากสีเทาเป็นสีน้ำเงินครับ

ผม เห็นว่ามันไม่ยากและประหยัดทรัพย์ของเกษตรกร อีกไม่นานผมเชื่อครับว่า คงมีชาวบ้านหัวใสเอามันออกมาวางขาย และเมื่อนั้นเงินก็กลับเข้ากระเป๋าโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีที่ทำให้โลก ร้อนฉ่าขึ้นทุกวันอีกแล้วครับพี่น้อง

วราฤทธิ์ มังคลานนท์กับเว็บไซด์ไอเดียสุดคูล

ผู้เขียน: 
กุลณรี

ที่นี่ แมค (อินทอช) กับ หมา มีค่าเท่ากัน... วราฤทธิ์ มังคลานนท์ หรือ ดีเจฤทธิ์ ดีเจขวัญใจวัยรุ่นจากคลื่น 104.5 แฟต เรดิโอ เอ่ยสั้นๆ ง่ายๆ

ถึงนิยามของคูลสวอปดอตคอม (www.coolswop.com) เว็บไซต์สุดคูลที่เขาก่อตั้งขึ้นและกำลังฮอตฮิตในหมู่สาวกออนไลน์เวลานี้
ก่อน อื่นต้องแนะนำกันสักนิด คูลสวอปเป็นเว็บไซต์สื่อกลางสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด โดยไม่ต้องไปซื้อหาให้สิ้นเปลือง กล่าวคือเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถนำสิ่งของที่มีอยู่แต่ไม่ใช้แล้วมาโพสต์ไว้ สำหรับหาเจ้าของใหม่ หากใครสนใจก็ส่งอีเมลไปถามไถ่แจ้งความจำนงกับเจ้าของเก่าได้ โดยต้องมีสิ่งของของตัวเองนำไปแลกเปลี่ยนกัน ทำนองยื่นหมูยื่นแมว ผลคือทุกคนจะได้รับสิ่งของที่ตนเองต่างอยากได้ เรียกว่า วินวิน ด้วยกันทั้งคู่

สนุกแบบไม่เสียสตางค์
ดีเจฤทธิ์ เจ้าของเว็บไซต์ไอเดียแจ่มนี้เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า เมื่อ 4 ปี ที่แล้ว เขาได้ดูรายการสารคดีทางโทรทัศน์เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนโบราณที่ยังไม่มี สังคมค้าขายและหน่วยเงินเหมือนเช่นปัจจุบัน จึงใช้วิธีการแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกันแทน ยกตัวอย่างเช่น ชาวนาเอาข้าวไปแลกปลากับชาวประมง ชาวไร่เอาอ้อยไปแลกเก้าอี้กับช่างไม้ เป็นต้น จึงเกิดความคิดว่าน่าจะเข้าท่าดีหากวิถีชีวิตเช่นที่ว่าถูกนำกลับมาใช้อีก ครั้ง

“อย่างที่รู้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ ค่อยดี ผู้คนต้องหันมาประหยัดกันมากขึ้น ผมอยากให้คูลสวอปเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทุกคนลดการใช้เงินได้แบบมีสีสัน สนุกสนาน แต่ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย ในรูปแบบที่ง่ายๆ สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้ครับ”

เดิม ทีวราฤทธิ์ไม่คิดว่าไอเดียทำเว็บไซต์แลกเปลี่ยนสิ่งของนี้จะเป็นเรื่องใหม่ แต่พอลองเสิร์ชดูปรากฏว่ายังไม่พบใครทำเลย ก็เลยเล่าความคิดนี้ให้เพื่อนๆ ฟัง ซึ่งได้เสียงสนับสนุนจำนวนมาก เขาใช้เวลาในการพัฒนาเว็บไซต์กว่า 3 ปี จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เปิดให้บริการมาได้ปีกว่า มีสมาชิกตอบรับมากถึง 5,000 คนแล้ว

“ปกติ การซื้อขายเราจะเห็นมุมมองของคนขายว่าต้องเอาเงินแลกของ แต่ในเว็บไซต์นี้เราจะเน้นที่ความพึงพอใจของคนซื้อเป็นหลัก อย่างตัวผมมีของหลายอย่างที่อยากได้แต่ไม่ซื้อ เพราะไม่อยากเสียเงิน ผมก็จะเชื่อว่าต้องมีคนที่อยากได้ของนั่นโน่นนี่ที่เขายังไม่มีแต่ก็ไม่อยาก เสียเงินเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็เอาของที่ตัวเองมีไปแลกกับของคนอื่นสิ ก็จะกลายเป็นของที่สร้างความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายโดยที่ไม่มีใครต้องเสียเงิน”

ชุบคุณค่าของเก่าลดขยะโลก
นอก จากไอเดียหลักที่ต้องการให้ผู้คนรู้จักประหยัดและใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแล้ว เว็บไซต์สุดคูลนี้ยังมีส่วนช่วยเหลือสังคมเรื่องการลดปริมาณขยะไปในตัวอีก ด้วย...

“เรื่อง ลดขยะช่วยสิ่งแวดล้อมนี่ต้องถือว่าเป็นผลพลอยได้ที่ผมก็รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง เพราะของที่เขานำมาแลกกันในเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม กางเกงยีนส์ เครื่องคั้นน้ำผลไม้ ฯลฯ ความจริงแล้วมันก็เหมือนกับเป็นขยะหรือสิ่งของไร้ค่าของคนคนหนึ่ง แต่อาจจะมีค่าหรือมีประโยชน์ขึ้นมาสำหรับคนอีกคนก็ได้ ถ้าของที่มีอยู่สามารถรียูสคุณค่าของมันขึ้นมาใหม่ได้ เราก็จะมีของที่ทิ้งน้อยลง โลกนี้ก็จะมีขยะน้อยลงครับ”

แฟชั่นรัก (ษ์) โลก?!!
วรา ฤทธิ์ แสดงทัศนะว่า ปัจจุบันเรื่องการรัก (ษ์) โลกหรือภาวะโลกร้อนกลายเป็นกระแสที่หลายหน่วยงานให้ความสำคัญและผลักดันให้ มีกิจกรรมต่างๆ ตอบสนองกระแสเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้คนทั่วไปเริ่มรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ถุงผ้ามากขึ้น แต่เขาก็อยากให้เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ขออย่าได้เป็นแค่เรื่องที่ทำตามกระแส ตามเทรนด์ เหมือนกับแฟชั่นอย่างหนึ่ง เพราะมิเช่นนั้นปัญหาที่เกิดต่อโลกก็จะไม่ได้รับการเหลียวแลจริงจังสักที
สำหรับ เยาวชนถ้าอยากจะริเริ่มสร้างไอเดียดีๆ เพื่อสังคมบ้าง วราฤทธิ์แนะนำว่าต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองก่อน เพราะคนสมัยนี้รับรู้ข้อมูลมามากแต่ยังเอามาปรับใช้ไม่ได้ ซึ่งหลังจากที่ได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติแล้ว จะทำให้เรารู้ว่าจะสามารถนำมาปรับใช้กับวิวัฒนาการในสังคมได้อย่างไร

คูลแบบดีเจฤทธิ์
นอกจากดีเจฤทธิ์จะนำข้อมูลคูลๆ ที่ได้รับรู้มาแบ่งปันให้แก่ผู้ฟังทางหน้าปัดวิทยุ 104.5 แฟตเรดิโอ เป็นประจำแล้ว เขายังมีพฤติกรรมรักโลกแบบคูลๆ ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไป แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
รี ยูสถุงพลาสติก : ดีเจมาดเท่สารภาพว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยใช้ถุงผ้า แถมยังใช้บริการถุงพลาสติกอยู่เป็นปกติวิสัย ทว่าได้ใช้มันอย่างเต็มคุณค่าที่สุด

“ผมคง เลี่ยงที่จะเจอกับถุงพลาสติกไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะไปตลาดหรือศูนย์การค้าก็ต้องมีถุงพลาสติกกลับมา แต่แทนที่ได้มาแล้วจะทิ้งก็เอามาใช้รองถังขยะได้ ที่สำคัญไม่ได้ใช้แค่ครั้งเดียวเพราะเมื่อถุงพลาสติกเลอะก็สามารถนำไปล้าง น้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ที่บ้านผมจึงใช้ถุงพลาสติก 1 ใบอย่างคุ้มค่าที่สุดครับ”
ชักโครกวันละ 2 ครั้ง!! : อีกไอเดียคูลที่วราฤทธิ์เล่าให้ฟังอย่างอายๆ คือ ทุกๆ วันเขาจะกดชักโครกในห้องนอนของตัวเองสำหรับกรณีถ่ายเบาเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น

“ชักโครกในห้องนอนผมไม่มีระบบแยกสำหรับถ่ายหนักถ่ายเบา เวลาชักโครกทีจะใช้น้ำไปประมาณ 10 ลิตร ถ้าผมถ่ายเบา 10 ครั้งก็จะเสียน้ำ 100 ลิตร ซึ่งค่อนข้างสิ้นเปลือง ผมก็เลยเอาเป็นว่าถ้าถ่ายหนักกดทุกครั้ง ถ้าถ่ายเบาก็จะรวมกันกดชักโครกวันละ 2 ครั้งพอ แต่วิธีนี้ขอสงวนเฉพาะห้องน้ำส่วนตัวนะครับ ถ้าเข้าห้องน้ำที่อื่นก็ต้องกดกันทุกครั้งแน่นอน (หัวเราะ)”

สุดท้าย ดีเจฤทธิ์ บอกว่า เราทุกคนจะสามารถช่วยรักษาโลกใบนี้ได้หากลดความเห็นแก่ตัวลง
“ไม่ เฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมนะครับ ปัญหาความวุ่นวายต่างๆ ที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ ผมว่ามันมาจากการที่เราเห็นแก่ตัวกัน ซึ่งก็ไม่แปลกครับ ทุกคนเห็นแก่ตัวกันอยู่แล้ว แต่อยากให้นิยามคำว่าตัวใหม่ว่ามันไม่ใช่แค่ หัว ลำตัว ขา หรือทรัพย์สินส่วนตัว มามองกันใหม่ให้มันเป็นประเทศ เป็นโลก เป็นเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ เราไม่สามารถอยู่เพียงลำพังได้”

เดอะ บอดี้ ช็อป ช่วยโลกสวยด้วยมือเรา

ผู้เขียน: 
อนุสรา ทองอุไร

ผู้หญิง เรานอกจากสวยจากภายนอกคือมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามแล้ว ก็ต้องสวยให้พร้อมจากภายในจิตใจอีกด้วย คือมีจิตใจที่แบ่งปันและหวังดี มีเมตตาธรรม

โดย เฉพาะหัวใจเอื้ออาทรในการที่จะช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลโลก

เนาวรัตน์ กีรติเกษมสุข ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร เดอะ บอดี้ ช็อป กล่าวว่า นโยบายหลักจากบริษัทแม่ที่อังกฤษ ชัดเจนเลยว่าธุรกิจต้องควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมรักษาโลกไปพร้อมๆ กัน ทำอย่างไรการทำงานของเราจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลดส่วนผสมในการผลิตที่เป็นโทษกับสิ่งแวดล้อมและสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ ก็จะผลิตจากวัสดุที่รีไซเคิลได้อย่างน้อย 50% และนโยบายอันใกล้นี้จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้เร็วครบทั้ง 100% จากพลาสติกแบบเพ็ตมาเป็นพีซีอาร์ รวมทั้งลดการใช้กระดาษ ด้วยการไม่มีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นกล่องกระดาษ

“เช่น สินค้าน้ำหอม เรามีแต่ขวดแก้ว แป้งตลับ ลิป ที่ทาตา เราจะไม่มีกล่องกระดาษ แต่จะใช้ถุงผ้าเล็กๆ แทน เพื่อที่คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อ เพราะคิดว่าคุณได้กล่องไปก็ไม่ได้ใช้ มันเป็นส่วนที่คุณแกะทิ้ง แล้วเราจะผลิตมันออกมาให้รกโลกทำไม อะไรที่ผลิตออกมาต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างขยะเพิ่ม ใช้พลังงานต่อเนื่องอย่างฟุ่มเฟือย”

เธอกล่าวว่า นโยบายในปี 2010 เป็น ปีแห่งการรณรงค์เรื่องการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบริษัท เดอะ บอดี้ ช็อปทั่วโลก ที่ตั้งวัตถุประสงค์ไว้ว่าจะเป็นบริษัทที่ลดการใช้พลังงานลงให้ได้อย่างน้อย 30% ทั้งส่วนของการลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากหน้าร้าน เช่น การปิดไฟ ลดขั้นตอนการขนส่งลงให้ได้ 23% ใช้ไฟจากการผลิตให้ลดลง 66% ลดการเดินทางของพนักงานตามสาขาต่างๆ ให้ได้ 11%

การ ลดจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ด้วยการใช้พลังงานทดแทนอื่นๆ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดให้มากขึ้น โดยเปลี่ยนจากน้ำมันมาเป็นก็าซธรรมชาติ ซึ่งที่ประเทศฝรั่งเศสสามารถใช้พลังงานสะอาดได้ถึง 90% ถือว่าเป็นประเทศต้นแบบเลยทีเดียว ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้แล้ว 85% ที่อังกฤษใช้แล้วถึง 60% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลของเขาส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โดยทำให้ราคาของพลังงานสะอาดไม่แพงมากไปกว่าน้ำมันดีเซล

“หาก ที่ประเทศไทยรัฐบาลส่งเสริมเรื่องการใช้พลังงานสะอาดมากกว่านี้ ทำให้ราคาถูกหรือใกล้เคียงกับพลังงานทั่วไป ทางบริษัทก็ไม่ลังเลที่จะใช้ทันที แต่ตอนนี้ยังมีให้ใช้น้อยและราคาแพงอยู่ ทั้งที่การทำธุรกิจให้ไม่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนนั้น เราเตรียมตัวรับมือมาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ซึ่งตอนนั้นนำรายได้จากการขายส่วนหนึ่งไปซื้อแผงโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียน ที่ จ.ตาก เพราะไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง แต่ขณะนั้นราคาแผงโซลาร์เซลล์ยังแพงมาก ราคาหลายหมื่นบาท ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถจะซื้อใช้เองไหว”

นอก จากนี้ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในสาขาทุกแห่งของเดอะ บอดี้ ช็อป จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่นำเข้าจากประเทศที่ผลิตโดยใช้ไม้จากป่าทดแทน รวมทั้งทางเดอะ บอดี้ ช็อป ก็มีการรณรงค์ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลรักษาโลกไม่ให้ร้อน ในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว โดยมีเคล็ดลับ 10 ข้อ

1.ไม่ วางถังขยะหรือวางให้ไกลจากตัวเราในที่ทำงาน อาจทำให้เราต้องเหนื่อยในการเดินไปทิ้งลงถังขยะ ช่วยให้เราลดการผลิตขยะ หรือคิดถึงการรีไซเคิลสิ่งที่มีอยู่ได้

2.ปิดไฟทุกครั้งที่ไม่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, เครื่องถ่ายเอกสาร, เครื่องโทรสาร, เครื่องพรินเตอร์, หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น คุณรู้ไหมว่าการเปิดเครื่องถ่ายเอกสารค้างคืนไว้ใช้พลังงานเท่ากับการถ่ายเอกสาร 1,500 ใบ และการเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ค้างคืนไว้ ใช้พลังงานเท่ากับการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟถึง 6 ครั้ง

3.ควรใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เพียงจัดสำนักงานให้แสงผ่านเข้ามาให้มากที่สุด ก็จะช่วยลดการเปิดไฟได้

4.การปรับอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศขึ้น-ลงบ่อยๆ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากโดยไม่จำเป็น

5.ถ้าคุณเพียงต้องการชงชาหรือกาแฟสักถ้วย ควรหากระติกน้ำร้อนมาเติมน้ำร้อนไว้ ไม่ควรต้มน้ำใหม่ทั้งกระติกเพียงเพื่อจะชงถ้วยเดียว

6.ใช้กระดาษให้คุ้มค่าที่สุดทั้งสองด้าน หรือใช้หน้าที่ 3 ด้วยการนำไปบริจาคให้มูลนิธิคนตาบอดเพื่อเอาไปทำหนังสือเบรลสำหรับไว้อ่าน หรือคนตาบอดในพื้นที่ห่างไกลได้ใช้ประโยชน์

7.เก็บ งานไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แทนการพรินต์เอกสาร และเลือกใช้อีเมลในการส่งงาน หากจำเป็นต้องพรินต์ควรเลือกเป็นสีขาว-ดำจะช่วยลดพลังงานได้กว่าพรินต์สีมาก

8.ใช้ระบบขนส่งมวลชนหรือชวนคนรู้จักนั่งรถไปด้วยกัน (ถ้าไปทางเดียวกัน) แทนการขับรถคนเดียว คุณรู้ไหมว่ารถยนต์ขนาดกลาง 1 คัน ที่วิ่งระยะทาง 1.2 หมื่นไมล์ต่อปี ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาถึง 3.6 ตันทีเดียว!

9.ควรถอดปลั๊กสายชาร์จโทรศัพท์มือถือเมื่อแบตเตอรี่เต็มทันที เพราะจะสิ้นเปลืองไฟเท่ากับการชาร์จจริงหากยังเสียบปลั๊กนั้นค้างอยู่

10.หาแก้วหรือถ้วยโปรดประจำตัวเพื่อพกพาไปทุกที่ ลดการใช้พลาสติก แก้วกระดาษ และลดขยะได้แน่นอน!

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ใกล้ตัวที่คุณสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน ในการเปลี่ยนโลกเพื่อตัวเรา

การประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อม : ประสบการณ์จากศาลยุติธรรมสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน: 
นายวินัย เรืองศรี

เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการเรื่องแนวทางใหม่ในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
“New Approaches on Development of Environmental Judicial Process ”
สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ และสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม
วันที่ ๒๒ ถึงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒

ดุลพินิจการลงโทษอาญาในคดีสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
นายวินัย เรืองศรี, นายไชยยศ วรนันท์ศิริ

บทนำ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกวันนี้นับวันจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงและน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ปัญหาชั้นบรรยากาศของโลกที่ถูกทำลาย ปัญหาอากาศวิปริตแปรปรวน เหตุการณ์น้ำท่วม ตลอดจนคลื่นอากาศร้อน เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้ได้เริ่มเกิดขึ้นในปัจจุบัน มิใช่เหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่อไป ซึ่งหากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้อย่างจริงจังแล้ว เหตุการณ์หายนะต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้จินตนาการไว้อาจจะเกิดขึ้นจริงในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นเพียงเรื่องที่มีการศึกษาหรือกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง แต่การปฏิบัติเพื่อป้องกันมิให้ปัญหาเกิดขึ้น หรือแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปกลับยังดูเหมือนจะไม่เป็นไปในเชิงรูปธรรมอย่างจริงจัง ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า หรือการทิ้งขยะสร้างมลพิษให้แก่ธรรมชาติเป็นหลักฐานที่อาจชี้ให้เห็นได้ว่า ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป

วิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะมีอยู่หลายประการ แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือการที่รัฐออกกฎหมายห้ามมิให้กระทำการในลักษณะที่จะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม และแน่นอนว่าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวย่อมจะต้องถูกลงโทษ โดยวิธีนี้ ศาลจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการลงโทษคดีดังกล่าว ซึ่งการลงโทษที่เหมาะสม ย่อมจะทำให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้

การใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่องที่ประกอบด้วยเงื่อนไขหลายประการ ศาลอาจจะได้เปรียบในส่วนของความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีการลงโทษ ตลอดจนประสบการณ์ในการพิจารณาข้อเท็จจริงข้อกฎหมายแห่งคดี แต่ศาลก็จะต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความรุนแรงของปัญหาด้วย มิเช่นนั้นแล้ว ดุลพินิจในการลงโทษดังกล่าวอาจจะคลาดเคลื่อนไม่เหมาะสมจนทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งนอกจากศาลเองแล้ว สังคมก็จะต้องมีความเข้าใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้อย่างชัดเจนเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วปัญหาก็ยากที่จะแก้ไขได้ ดังนี้ ศาลอาจจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับบทบาทของตนในการใช้ดุลพินิจลงโทษอาญาในคดีสิ่งแวดล้อมว่า ศาลจะต้องชี้นำความคิดที่เหมาะสมเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อสังคมด้วยหรือไม่

-------------------------------------------------------
* นายวินัย เรืองศรี. ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม
นายไชยยศ วรนันท์ศิริ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยศาลฎีกา

29 กรกฎาคม 2552

ที่มา : http://www.supremecourt.or.th/webportal/maincode/content.php?content=com...

by ThaiWebExpert