ประมวลความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวภายใต้สภาวะโลกร้อน แนวคิด ทฤษฎี และศักยภาพของเกษตรกรรมยั่งยืน

ผู้เขียน: 
ศจินทร์ ประชาสันติ์ ....มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

Synthesis Report of COP-15 & CMP-5

ผู้เขียน: 
ดร.ณัฐริกา วายภาพ คูเปอร์
พิมพ์เมื่อ: 
ม.ค.53

ภาพ:http://www.greencitizens.net/news/article.php?n_id=8070739376

สรุปและบทวิเคราะห์ผลการประชุม

15TH SESSION - CONFERENCE OF THE PARTIES TO THE UNITED NATIONS FRAMEWORK CONVENTION ON CLIMATE CHANGE (COP-15) 5TH SESSION - CONFERENCE OF THE PARTIES SERVING AS THE MEETING OF THE PARTIES TO THE KYOTO PROTOCOL (CMP-5)

ประเด็นด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

(MITIGATION ISSUES)

วันที่ 7-18 ธันวาคม 2552

ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

รายงานสรุปและบทวิเคราะห์โดย

องค์การบริหารและจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

Summary of CMP-5 & AWG-KP10

ผู้เขียน: 
ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ
พิมพ์เมื่อ: 
ม.ค.53

สรุปประเด็นการประชุม

THE FIFTH CONFERENCE OF THE PARTIES SERVING AS THE MEETING OF THE PARTIES OF THE KYOTO PROTOCOL (CMP-5)

AND

THE TENTH SESSION OF THE AD-HOC WORKING GROUP ON FURTHER COMMITMENTS FOR ANNEX I PARTIES

UNDER THE KYOTO PROTOCOL (AWG-KP 10)

ในการประชุม COP15 / CMP5

ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธันวาคม 2552

Copenhagen, Denmark

ติดตามประเด็นและรายงานโดย The AWG-KP Team:

(1) องค์การบริหารและจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

(2) กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

(3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / สกว.

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ขนอม...ทะเลแห่งชีวิต

ผู้เขียน: 
ไพรัช คุ้มเสม

นับเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งของการปลูกฝังจิตสำนึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมให้หันมาให้ความสำคัญของทรัพยากรทางทะเล

เราทุกคนพอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า เมื่อพื้นที่ใด ที่สามารถสร้างรายได้หรือสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม พื้นที่แห่งนั้นก็จะไม่สามารถหาความสงบเหมือนเช่นในอดีตได้อีก

ชุมชน “ขนอม” จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่อง ของความเจริญทางด้านของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติของผืนป่าทางทะเลของไทย หลายครั้งที่พื้นที่ทะเลขนอมนั้นถูกกลุ่มนายทุนบางกลุ่มสอดแทรก เข้ามาหาผลประโยชน์จากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรีสอร์ต การสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อทำการจอดเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ แต่เมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์กับผลกระทบที่ตามมา มันแทบไม่คุ้มเลยกับผลเสีย ที่ตามมา

พื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงเป็นพื้นที่ที่มี ความสำคัญทางด้านทรัพยากรทางทะเล แต่ยังรวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ที่มีความงดงามเหมือนเฉกเช่นในอดีต ที่สำคัญพื้นที่ทะเลขนอมยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์และสวยสดงดงามตามธรรมชาติ พบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลถึง 719 ชนิด ทั้งชนิดที่หายาก เช่น ดาวตะกร้าหรือตาข่าย ดาวเปราะ กัลปังหาร่อง นอกจากนี้ยังพบแหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญในพื้นที่ขนอม รวมไปถึงสาหร่ายหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสาหร่ายใบมะกูดที่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์มาเปลี่ยนรูปเป็นหินปูนมาสะสมไว้ที่ใบ ช่วยลดภาวะโลกร้อน ในขณะเดียวกันก็ได้เปิดเผยสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ใต้ทะเลที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันอย่างสมดุลจึงทำให้ทะเลขนอมยังอุดมสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญ คือการพบสัตว์ประจำถิ่นบริเวณทะเลขนอมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ทำรายได้หลักนอกเหนือจากการทำประมงให้แก่ชุมชน ได้แก่ การพบโลมาสีชมพู ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกับการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชุมชนขนอมมาเป็นเวลาหลายช่วงชีวิต

การพบโลมาสีชมพูในพื้นที่ขนอม- หมู่เกาะทะเลใต้ สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลในบริเวณนี้ ทั้งโลมาสีชมพู หรือโลมาหลังโหนก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสภาพใกล้ถูกคุกคาม ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจจำนวนประชากรของโลมาสีชมพู โดย สุวัฒน์ จุฑาพฤทธิ์ นักวิจัยประชากรโลมาสีชมพู อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ BRT พบโลมาสีชมพูในทะเลขนอม 49 ตัว ซึ่งยังไม่สามารถแยกสัดส่วนเพศผู้ เพศเมีย และโลมาในวัยเจริญพันธุ์ได้ ในขณะที่อัตราการตายของโลมาสีชมพู จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภาค 4 จ.สงขลา ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2548-2550 มีถึง 13 ตัว อีกทั้งยังถูกคุกคามจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อวนชาวประมงกีดขวางเส้นทางหากิน เรือขนาดใหญ่ และเรือท่องเที่ยวรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัย จึงทำให้ทะเล ขนอมที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ของโลมาสีชมพู ไม่มีโลมาสีชมพูหลงเหลืออยู่ หากยังไม่มีแผนการป้องกันหรือมาตรการการจัดการอนุรักษ์

โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการชีวภาพในประเทศไทย (โครงการ BRT) ร่วมกับบริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ มูลนิธิโททาล และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำ การวางทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่ออนุรักษ์โลมาสีชมพู ให้แก่ ชุมชนชาวขนอม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อใช้กำหนดอาณาเขตแหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาสีชมพู ซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และ เป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์โลมาสีชมพู และทรัพยากรทางทะเลในบริเวณ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยร่วมกับชุมชนอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดโครงการจัดทำเขตการลอยทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์โลมาสีชมพูขึ้นในพื้นที่ ทะเลขนอมขึ้นมา

การวางทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์ครั้งนี้ จะใช้ทุ่นทั้งหมด 30 ลูก รวมเป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร ตลอด แนวชายฝั่งทะเล เริ่มต้นตั้งแต่บริเวณเกาะผี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อของทะเล จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ไปจนถึงอ่าวท้องโหนด บริเวณที่มีโลมาสีชมพูอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยชุมชนท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มีบทบาทหลักในการดูแลรักษาแนวทุ่นกำหนดเขตเพื่อการอนุรักษ์โลมาสีชมพู มนัส ศรีขำกุล ประธานชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับและเลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลท้องเนียน เล่าว่า สาเหตุหลักที่มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่แห่งนี้ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะเห็นได้ว่าการอาศัยของสัตว์น้ำทางทะเลไม่ว่าจะมีลักษณะใหญ่หรือเล็กในแถบพื้นที่ทะเล ขนอม มีส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพของคนในหมู่บ้านแทบทั้งสิ้น และเมื่อพื้นที่ แห่งนี้มีการค้นพบการเข้ามาอาศัยของโลมาสีชมพู จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านในเขตบริเวณนี้ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์เป็นพิเศษ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ทะเลขนอมคือการทำประมงและการนำนักท่องเที่ยวล่องเรือชมความสวยงามของผืนท้องทะเลและชมฝูงโลมาที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่แห่งนี้ และ การจัดทำโครงการวางทุ่นตามแนวชายฝั่งทะเลขนอมนับเป็นเรื่องที่ทางกลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากการป้องกันเรือพาณิชย์และเรือขนส่งจากทางนักท่องเที่ยวที่จะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลรักษาแล้ว การวางทุ่นดังกล่าวยังเป็นการดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งตรงนี้นับเป็นผลประโยชน์โดยตรงที่ ชาวบ้านจะได้รับ

ด้าน สุทธิเดช เกศมี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เยาวชนนักอนุรักษ์ ผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเลขนอม เผยว่า เยาวชนส่วนใหญ่ที่เติบโตและอาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลขนอมจะถูกปลูกฝังในเรื่องของการอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับทะเล ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งค่ายการอบรมขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่าชายเลน การเก็บขยะ ตามแนวชายหาด ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ขึ้นมาแล้วเรายังเห็นผลประโยชน์อย่างอื่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เช่น ผืนป่าชายเลนที่มากขึ้น รวมถึงการทำประมงชายฝั่งที่ให้ผลผลิตค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเมื่อครั้งยังไม่มีการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลชายฝั่ง และการจัดตั้งโครงการวางทุ่นจากการสนับสนุนของโครงการ BRT ครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ทางกลุ่มนักอนุรักษ์รุ่นใหม่เช่นเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะการนำทุ่นดังกล่าวมาวางยังเขตพื้นที่ทะเลตามแนวชายฝั่งนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาจากทางชายฝั่งได้อย่างลงตัว

แนวทุ่นดังกล่าวจะช่วยในการบอกแนวเขตที่อยู่ และแหล่งอาหารของโลมาสีชมพู ซึ่งเรือนำเที่ยวสามารถจอดในบริเวณดังกล่าวเพื่อรอชมโลมาได้ นอกจากนี้แนวทุ่นนั้นยังเป็นเขตหลักที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันเรือประมง และเรือขนส่งขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปรบกวนในบริเวณที่มีโลมาสีชมพูอาศัยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมงขนาดใหญ่ที่เป็นเรือประมงอวนรุน อวนลาก นอกจากจะรบกวน กีดขวางเส้นทางของโลมาสีชมพูจนเป็นสาเหตุหลักของ การตายของโลมาแล้ว การใช้อวนลากหรือรุนไปตามพื้นท้องทะเลเพื่อกวาดเอาทรัพยากรใต้ทะเล ยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพใต้ทะเลลดลงอย่าง รวดเร็วอีกด้วย

นายกฯ ชู"เกษตร-อาหาร"ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "อนาคตอุตสาหกรรมในสายตานายกฯ"

ในงานสัมมนา "Green GDP อนาคตประเทศไทย" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนา "Green GDP อนาคตประเทศไทย" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ วานนี้ (14 ม.ค.) พร้อมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "อนาคตอุตสาหกรรมในสายตานายกฯ" โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปี 2552 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้ง ที่รุนแรงครั้งหนึ่งของโลก

แม้ว่าขณะนี้ เศรษฐกิจโลกและไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แต่การปรับโครงสร้างการผลิตของโลกกำลังเผชิญกับการท้าทาย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการปรับตัวของภาคการผลิตให้สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

สิ่งที่เรากำลังเผชิญวันนี้ คือ ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมกันฟันฝ่า เพื่อให้สังคมของเรา คุณภาพชีวิตของคนของเราได้รับการยกระดับ และได้รับการตอบสนองอย่างแท้จริง

"วันนี้ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยและเศรษฐกิจไทย เพราะในปี 2552 เศรษฐกิจไทยได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ว่า สามารถปรับตัว และผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคมาได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงปลายปี 2552 เศรษฐกิจโลกดีขึ้น การส่งออกและการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยว 1.6 ล้านคน ถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เทียบกันเดือนต่อเดือน แต่ทิศทางการแก้ปัญหาบางเรื่องของเรายังขาดความชัดเจนอยู่" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะหดตัว 3% แต่ปี 2553 เศรษฐกิจไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตที่ 3.5% หรือเติบโตได้มากกว่า ยอมรับว่าแม้ภาคอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ไทยยังมีศักยภาพด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญมาก จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการเกษตรและอาหารให้เพิ่มขึ้น มากกว่าการพึ่งพาอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ได้แก่ 1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งระดับภูมิภาค ระดับโลก ระดับทวิภาคี ที่ทำให้ระบบการค้าเปลี่ยนแปลงไป 2. ความตื่นตัวด้านทรัพยากรธรรมชาติและภาวะโลกร้อน ขณะนี้ ยังมีข้อตกลงระดับโลกได้ คาดว่าจากนี้ไป จะมีบางประเทศนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในด้านการค้าและการลงทุนมากขึ้น

3. ภายในประเทศมีการตั้งคำถามกันมากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มีความสำเร็จในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สร้างต้นทุนให้ประเทศไม่ใช่เฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่รวมถึงด้านสังคมด้วย อาทิเช่น การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลตระหนักปัญหาเหล่านี้ และพยายามวางรากฐานและทิศทางการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนและสมดุลมากขึ้น พร้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวชี้นำการพัฒนา และใช้เป็นหลักคิดของทุกภาคส่วนในสังคม ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างในลักษณะนี้

รัฐบาลทราบดีว่าภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมาก แต่ภาคการเกษตรและภาคบริการ ก็มีศักยภาพไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองภาคการผลิตนี้ไทยยังไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ จึงเป็นที่มาของการแก้ปัญหาภาคเกษตร อาทิเช่น การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สินเกษตรกร แหล่งน้ำ และระบบแทรกแซงราคาพืชผลที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่มุ่งรักษาคุณภาพผลิตและไม่ทำลายกลไกตลาด รวมทั้งทำให้ต้นทุนแข่งขันได้

จากแนวคิดการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจด้านอาหารและการเกษตร จึงต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ทางด้านพื้นที่ทำกิน แก้ปัญหาหนี้สินการแทรกแซงด้วยการใช้ระบบประกันราคาสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อให้ต้นทุนเกษตรกรลดลง และเพิ่มผลผลิตสินค้าให้มีคุณภาพแข่งขันกับต่างชาติได้

ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น แนวโน้มต่อไปจะเน้นการปลูกพืชพลังงาน อาหารแปรรูป เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน และกระจายรายได้ให้เกษตรกร

"การสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรจะเป็นการวางรากฐาน ไปสู่พัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ผมมองว่าอุตสาหกรรมทั้งสองจะมีความสำคัญและเติบโต เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งใจจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตของทั้งสองภาคการผลิตในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนการพัฒนาภาคบริการนั้น จะมีการนำภาคบริการเข้าไปเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมผ่านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปีนี้ จะเห็นกิจกรรมและความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและภาคบริการจะออกมาในรูปการออกแบบ วิจัยพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ทุนสังคม มาสร้างมูลค่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพื่อหนีการแข่งขันด้านราคา การผลิตทำให้มูลค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น โดยไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง Green GDP อย่างแท้จริง ขณะที่ Green GDP ตนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น

Dangerous Zones เมื่อฝนฟ้า "วิปริต" โลกจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่ง...

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สภาพโดยทั่วไปของกรุงปักกิ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนา เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โดยพื้นที่หลายแห่งของมหานครแห่งแดนมังกร มีหิมะหนาประมาณ 4-8 นิ้ว ถือเป็นวันที่หิมะตกรุนแรงที่สุด นับจากปี 2494

กั๋ว หู ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยา ประจำปักกิ่ง เชื่อมโยงปรากฏการณ์พายุหิมะ ที่จีนเผชิญอยู่ว่า เป็นผลพวงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศทั่วโลก เห็นได้จากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรง และเกิดขึ้น บ่อยครั้งในระยะหลัง ๆ

ในปี 2553 จีนเผชิญพายุหิมะ ชาวจีนต้องฝ่าวิกฤตอากาศหนาวเย็น ที่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี แต่เมื่อปีที่แล้ว จีนต้องรับมือกับทั้งพายุน้ำแข็งทางตอนใต้ของประเทศ และพายุฝนในช่วงฤดูร้อน

จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญหน้ากับสภาพอากาศที่วิปริต สหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป ตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน ถนนหลวงที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตกของสหรัฐ ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาจนต้องสั่งปิดตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม และทางการต้องสั่งปิดเส้นทางสัญจรเพิ่มเติม ในทางตะวันตกของเมือง แฟร์มองต์ ในมินนิโซตา และเส้นทางสู่เซาท์ดาโกตา

ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรับมือหิมะที่ตกหนัก จนทางการต้องประกาศเตือนให้ประชาชนกักตุนอาหารและน้ำดื่ม รวมทั้งยารักษาโรค ให้เพียงพอ สำหรับการเผชิญกับสภาพอากาศหนาวจัดและหิมะปกคลุมไปอีกอย่างน้อย 4 วัน

เฉพาะในอังกฤษ หลายพื้นที่มีหิมะหนาถึง 1 ฟุต ถือเป็นสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปี กระตุ้น ให้รัฐบาลต้องขอความร่วมมือไปยังบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศ 27 แห่ง ให้ระงับการใช้เชื้อเพลิง เพื่อประหยัดปริมาณพลังงานสำรอง พร้อมทั้งเตือนพลเมืองให้ เตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เย็นลง ถึง -20 องศาเซลเซียส

การจราจรในประเทศที่เผชิญกับพายุหิมะตก อยู่ในสภาพกึ่งอัมพาต เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวในแต่ละวันถูกยกเลิก อาทิ ที่ชิคาโกและอีกหลายเมืองในสหรัฐ สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี รวมทั้งสนามบินฮีทโรว์ในกรุงลอนดอนด้วย

ใครจะคิดว่า ในขณะที่ซีกโลกตะวันตกค่อนไปทางเหนือ กำลังรับมือกับสภาพอากาศที่เย็นจัด ที่ขั้วโลกตะวันออกลงไปทางด้านใต้สุด กำลังเผชิญกับคลื่นอากาศร้อนจัด โดยที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้บันทึกวันที่ร้อนที่สุดในเดือนมกราคม ในรอบ 150 ปี ด้วยอุณหภูมิที่สูงสุด 43.6 องศาเซลเซียส ขณะที่เซาท์ออสเตรเลียและวิกตอเรีย มีการออกประกาศเตือนภัยตั้งแต่ 11 มกราคม เช่นเดียวกับการประกาศพื้นที่สีแดงในทางตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของรัฐวิกตอเรีย ที่แทสเมเนีย เกิดไฟป่าถึง 19 จุดในเวลาใกล้เคียงกัน

ในเวเนซุเอลา ภาวะภัยแล้งที่รุนแรง กำลังกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ทางตอนใต้ของประเทศ มีระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว จนใกล้ถึงระดับเสี่ยงว่า จะไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เช่นเดียวกับโคลอมเบีย ที่ภาวะแห้งแล้งรุนแรง สร้างปัญหาไฟป่าขึ้นหลายจุดของประเทศ แม้แต่จีนเอง ซึ่งในขณะที่พื้นที่หนึ่งของประเทศมีหิมะปกคลุม แต่ที่เมืองฉงชิ่ง กลับเผชิญภัยแล้ง น้ำในแม่น้ำแยงซีเหือดแห้ง เรือประมง จอดเกยชายฝั่ง ที่จะไม่มีน้ำหลงเหลือให้เห็น

แตกต่างกับอิตาลี ที่เมืองเวนิซเกือบจะกลายเป็นเมืองบาดาล เพราะเกิดน้ำท่วมใหญ่ต้อนรับปีใหม่

ฉากต่อฉากของสภาพอากาศของโลกที่ตัดกันอย่างเหลือเชื่อ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ หรือเมื่อวานนี้ จากการรวบรวมของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และตีพิมพ์เป็นรายงานเผยแพร่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ได้เก็บสถิติปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2550-2552

อาทิ ในรัฐอะแลสกาของสหรัฐ ถูกปกคลุมด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว ที่ถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับสองในรอบ 30 ปี ในปี 2550-2551 หรือการได้เห็นหิมะใน ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งของโลก อย่างแอฟริกาใต้ โดยรายงานระบุว่า ในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนปี 2550 แอฟริกาใต้เผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า แนวปะทะอากาศเย็น และทำให้ โจฮันเนสเบิร์กเกิดหิมะตกครั้งใหญ่สุดเป็น ครั้งแรก นับจากปี 2524

จากปี 2550 ย่างเข้าสู่ปี 2551 โบลิเวียเผชิญกับพายุฝนที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง และเกิดน้ำท่วมในเดือนแรกของปี ต่อเนื่องเข้าสู่กุมภาพันธ์ เอกวาดอร์ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ฝนตกหนักติดต่อกัน นำมาซึ่งภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ขณะที่บราซิลเผชิญกับภัยน้ำท่วม และโคลนถล่มในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนมากกว่า 186,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย

ตรงข้ามกับชิลี ที่ต้องรับมือกับภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ในพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของประเทศ เช่นเดียวกับอาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัยที่เผชิญกับภัยแล้งที่ถือว่ารุนแรงที่สุด ในรอบ 50 ปี กินเวลาตั้งแต่มกราคมถึงกันยายน

ขยับขึ้นไปยังประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไป ประสบภัยธรรมชาติที่รุนแรงในรอบ 50 ปี ทั้งพายุเฮอริเคนและพายุโซนร้อน ในแถบอ่าวเม็กซิโก สร้างความเสียหายรุนแรงแก่คิวบาและประเทศใกล้เคียง ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขณะที่เม็กซิโกกลับประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง มากเป็นสถิติในรอบ 70 ปี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร 3.5 ล้านคน แหล่งน้ำในประเทศเกือบ 80% มีระดับน้ำลดลงมากกว่าครึ่ง วัวราว 50,000 ตัว ล้มตาย และพื้นที่เพาะปลูก 17 ล้านเอเคอร์ถูกทำลาย

ต้นปี 2551 เป็นปีที่ชาวตะวันออกกลาง ต้องทำบันทึกประวัติศาสตร์ เมื่ออิหร่านต้องเผชิญกับพายุหิมะที่ตกหนักในรอบมากกว่า 10 ปี และแม้แต่อิรักเองก็ได้เห็นพายุหิมะเป็นครั้งแรก แต่ถัดมาประมาณกลางปี อิรักกลับต้องเผชิญกับพายุทรายและภัยแล้ง ทำให้พืชผลโดยเฉพาะข้าวสาลีให้ผลผลิตไม่ถึง 60% ของปริมาณที่เคย เก็บเกี่ยวได้

เดือนมิถุนายน อินเดียประสบกับคลื่นอากาศร้อน คร่าชีวิตชาวภารตไปเกือบ 100 ชีวิต อุณหภูมิสูงสุด 40 องศา ขณะที่จีน ฟิลิปปินส์ เผชิญกับพายุไต้ฝุ่น เกิดน้ำท่วม โคลนถล่ม หลายครั้งในช่วงเวลาไม่ห่างกันนัก

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและสุดขั้วของสภาพอากาศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชวนให้หลายคนนึกถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่ทยอยออกมา อาทิ An Inconvenient Truth, The Day After Tomorrow จนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง 2012 กันบ้างแล้ว โลกจะเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่แล้วหรือ

ขณะที่บางคนกำลังค้นหาคำตอบกับความเป็นไปได้ดังกล่าว มีหลายประเทศ เร่งจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และบราซิล

ฮิลารี เบนน์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ได้เรียกร้องให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์อาหารแห่งชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยได้อ้างถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทั่วโลก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก ราคาพลังงานที่สูงมาก จนถึงแรงกดดันจากปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ ซึ่งอาจนำมาซึ่งวิกฤตขาดแคลนอาหารได้

เมื่อปลายปีที่แล้ว ระหว่างพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้มีการฉายภาพจำลองของแผนที่ที่ตั้งชื่อว่า "Day After Tomorrow" จัดทำโดยหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจำลองสถานการณ์ที่โลกอาจเผชิญ หากอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 4 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง และหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่จะลดการแพร่ก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก

แผนที่ดังกล่าวบอกว่า หาก สถานการณ์เป็นเช่นสมมติฐาน อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นถึงจุดอันตราย ภายในปี 2603 และเมื่อถึงจุดนั้น สภาพอากาศของอังกฤษจะร้อนขึ้น และมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ภัยแล้งจะคุกคามพืชผลในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ระดับน้ำทะเล จะกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งและเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูหนาว

เดวิด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศเตือนว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไม่ใช่แค่ประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยฉุกเฉินของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนโยบายต่างประเทศ

เป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่อันตรายของการภาวะขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง และปรากฏการณ์ที่ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ แปรสภาพเป็นทะเลทราย จนส่งผลต่อการผลิตอาหารรองรับประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจนำไปสู่สถานการณ์ของการอพยพของผู้คนกว่า 200 ล้านคน และนั่นอาจก่อให้เกิด ความขัดแย้ง เนื่องจากคนจะต่อสู้กันเพื่อแย่งทรัพย์ที่เริ่มขาดแคลน อาทิ แหล่งน้ำในตะวันออกกลาง

สอดคล้องกับรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ซึ่งออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเตือนว่าการละลายของ น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ อาจทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 เมตร และส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลของหลายภูมิภาคประสบกับภัยน้ำท่วม และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชากร 1 ใน 4 ของโลก อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความวิตกกังวลดังกล่าว ได้นำไปสู่ความพยายามเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งลดอุณหภูมิให้ต่ำลง โดยต้องดำเนินการเพื่อคงอุณหภูมิทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส

จอห์น เบดดิงตัน หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษเตือนว่า นี่อาจเป็นหายนะ หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ๆ โลกจำเป็นต้องพยายามดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายการลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศา "แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำ"

คำถามสำคัญ คือ หากโลกไม่ตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาโลกร้อน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันในขณะนี้ อะไร จะเกิดขึ้นตามมาบ้าง หายนะโลก จะนำมาซึ่งวิกฤตอาหารจริงหรือไม่

สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute : IRRI) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาถึงผลกระทบของปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก ต่อผลผลิตข้าวในอนาคต ซึ่งให้ข้อสรุปว่า แม้เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่า "โลกร้อน" เป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน แต่จากการใช้เทคนิคแบบจำลองที่ทันสมัย พบว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวในฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับผลกระทบด้านลบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ผลการศึกษาของสถาบันระหว่างประเทศแห่งอื่น ๆ อาทิ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ได้ข้อสรุปที่สะท้อนถึงความเป็นไปได้ผลผลิตพืชผลในเอเชียใต้ จะลดลงอย่างฮวบฮาบ ภายในปี 2593 เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำและอากาศร้อน อันเป็นผลพวงของปรากฏการณ์โลกร้อน ปริมาณการผลิตข้าวโพดมีแนวโน้มจะลดลงประมณ 17% เช่นเดียวกับข้าวสาลีที่อาจตกต่ำลง 12% และข้าวจะลดลงเฉลี่ย 10% แต่หากสภาพอากาศ แปรปรวนรุนแรงสุด ผลิตผลของพืชเหล่านี้อาจลดลงสูงสุดถึง 50%

หากสถานการณ์เป็นจริงดังผลการศึกษา หมายความว่า ในอีก 40 ปีข้างหน้า ภาวะขาดแคลนอาหาร จะส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ทำให้ราคาข้าวพุ่งขึ้น 37% และราคาข้าวโพดแพงลิ่วถึง 100%

คำทำนายที่น่าสนใจของเอดีบี คือ ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย เวียดนาม และบังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มตามแนวชายฝั่งทะเล อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงในระยะสั้น อาทิ จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง และภาวะขาดแคลนน้ำ และปัญหาดังกล่าวจะลุกลามเป็นปัญหาของทั้งประเทศและภูมิภาคในที่สุด

ไทยควรทำอะไรหลัง "Copenhagen Climate Change Talks"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ภาพ: http://www.flickr.com/photos/valida/3880493727/

ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนไม่เป็นตามฤดูกาลและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นรุนแรงบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม พายุ ปัญหาปะการังฟอกขาว การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตชองมนุษย์โลก ล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจาก "ปัญหาโลกร้อน" (Global Warming) หรือ "ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) ทั้งนี้เป็นฝีมือของมนุษย์ที่เพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบโลกร้อน ในปัจจุบันถือเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ แต่การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือระดับประชาคมโลก ซึ่งล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2552 ได้มีการประชุมของกลุ่มประเทศภาคีที่จัดทำกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นการประชุมภาคีสมาชิกของ UNFCCC ครั้งที่ 15 (COP 15) และการประชุมภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 5 (CMP 5)

ในการประชุมครั้งนี้เป็นที่จับตามองของประชาคมโลก เพราะคาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปการเร่งรัดแก้ไขปัญหาโลกร้อนใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1) พันธกรณีของประเทศภาคผนวกที่ 1 หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วบวกกับยุโรปตะวันออก รวมทั้งหมด 37 ประเทศ ซึ่งกำหนดไว้ในพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี 2012 ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาเพื่อกำหนด "ตัวเลข" ของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่ 2) ประเทศภาคผนวกที่ 1 ควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25-40 ของการปล่อยในปี ค.ศ. 1990 ภายในปี ค.ศ. 2020 และประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากกรณีธุรกิจปกติ และ 3) ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ภายใต้กลไกสนับสนุนทั้งการเงินและทางเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ปรากฏว่าผลการประชุมครั้งนี้กลับไม่คืบหน้า ไม่มีข้อยุติ หรือพันธกรณีที่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละกลุ่มประเทศมีจุดยืนในการเจรจาแตกต่างกันมาก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีบทบาทในการเจรจาหรือไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในครั้งต่อไปประมาณเดือนธันวาคมปีนี้ ที่ประเทศเม็กซิโก ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทย ทาง "กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล" (Policy Watch) ซึ่งมีนักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล ได้ไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ในฐานะตัวแทนประเทศไทยร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน

จึงได้แถลงข่าวในหัวข้อ "ไทยควรทำอะไรหลัง Copenhagen Climate Change Talks" เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนจะเสนอแนะจุดยืนสำหรับประเทศไทยในการประชุมครั้งต่อไป ดร.นิรมลได้ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนที่แตกต่างกันมากของประเทศสมาชิกภาคี จนทำให้การประชุมครั้งนี้ล้มเหลว ไม่เป็นตามที่คาดหวัง

โดยทางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) เห็นด้วยที่จะรับรองพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยที่จะรับรองพันธกรณี ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G-77 + จีน) มีจุดยืนแตกต่างกันถึง 4 กลุ่ม

โดยกลุ่มแรก ได้แก่ ประเทศบราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอันดับต้น ๆ พยายามผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วรับภาระหลัก กลุ่มที่สอง ประเทศที่เป็นเกาะซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลโดยตรง ต้องการให้ทุกฝ่ายเพิ่มตัวเลขที่จะผูกพันในการลดให้มากขึ้น

กลุ่มที่สาม ได้แก่ กลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งกังวลว่า ผลกระทบของการใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจะกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลก เพราะจะมีการหันไปใช้พลังงานทดแทนกันหมด จึงไม่ค่อยเห็นด้วย และกลุ่มสุดท้าย ประเทศกำลังพัฒนาที่เหลือรวมทั้งประเทศไทยยังไม่มีจุดยืนชัดเจน รวมกลุ่มกันเพื่อให้มีอำนาจ ต่อรองกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนหรือไม่

"ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ที่ไม่ค่อยมีบทบาทในการเจรจา กล่าวคือ ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน อยู่ที่ว่ากลุ่มใดให้ประโยชน์กับเรา เราก็ให้ความเห็นเป็นเรื่อง ๆ ไป" ดร.นิรมลกล่าว

อย่างไรก็ตามแม้การเจรจาอย่างเป็นทางการไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ ได้ตามที่คาดหวัง แต่ก็มีข้อสรุปของกลุ่มย่อยออกมาเป็นร่าง "Copenhagen Accord" ซึ่งที่ประชุมใหญ่ไม่สามารถบรรลุมติ "รับรอง" ทำเพียงแค่ "รับทราบ" ถึงข้อตกลง Copenhagen Accord ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

1.การตระหนักถึงเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 1.5-2 องศา แต่ไม่มีข้อผูกพันใด ๆ

2.ให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและบัญชีก๊าซเรือนกระจกซึ่งจัดส่งทุก 2 ปี

3.มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนาที่รับการสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ จะต้องมีการประเมินผ่านการตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบในระดับสากล

4.มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาจัดทำเอง จะใช้การตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบภายในประเทศ แต่ต้องมีการรายงานในรายงานแห่งชาติ พร้อมกับข้อกำหนดสำหรับการปรึกษาและวิเคราะห์ในระดับสากล ภายใต้แนวทางที่กำหนดอย่างชัดเจนโดยยึดถือหลักอธิปไตยของชาติ

5.ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับเงินช่วยเหลือในการปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจกจากประเทศพัฒนาแล้ว ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2010-2012 และเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2020

6.จัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศสีเขียว" เพื่อสนับสนุนโครงการของประเทศกำลังพัฒนาที่ช่วยลดปัญหาโลกร้อน การปรับตัว และถ่ายโอนเทคโนโลยี ทั้งนี้เงื่อนไขการจะได้เงินมาตั้งกองทุนฯยังไม่ชัดเจน

7.การยอมรับความสำคัญของกลไกการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า (REDD)

สำหรับจุดยืนของไทยต่อ Copenhagen Accord นั้น ทางกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลเห็นว่า การที่ทางการไทยจะยอมรับข้อตกลงนี้หรือไม่นั้น ควรมีการศึกษาและพิจารณารายละเอียดของข้อตกลงให้ชัดเจนก่อน

"อย่างไรก็ตามเห็นด้วยในหลักการที่ไทยควรรับ Copenhagen Accord กล่าวคือ ประเทศพัฒนาแล้วควรรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนที่ตนได้ก่อขึ้นอย่างยาวนาน โดยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านการเงินและเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ดร.ชยันต์ระบุ

ส่วนในการประชุมครั้งต่อไปที่เม็กซิโก ดร.ชยันต์ระบุว่า รัฐบาลควรมีการเตรียมพร้อมในการเจรจา เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอะไรอยู่ในกระเป๋า ซึ่งเราไม่จำเป็นถึงกับต้องมีแผนแม่บทอย่างที่บางประเทศเขาทำ แต่เราควรมีอะไรในกระเป๋าบ้าง เวลาเจรจาจะได้มีจุดยืนว่า อะไรรับได้หรือรับไม่ได้ และรับไหวหรือไม่ ซึ่งคำตอบตรงนี้เราไม่เคยมีเลย เพราะเราไม่เคยทำแผนอะไรเลย

ดังนั้นก่อนที่จะถึงการประชุมที่เม็กซิโกในเดือนธันวาคม 2553 นี้ ทางกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลจึงมีข้อเสนอแนะรัฐบาลใน 6 ประเด็นที่ควรทำ คือ

1.ภาครัฐต้องเร่งศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขและรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต้นทุนและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลของภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเราควรรู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ หากต้องทำใช้เงินเท่าไร ถ้าเงินไม่พอต้องการเงินเพิ่มเท่าไร ค่อยทำเรื่องขอความช่วยเหลือให้ชัดเจน

2.ภาครัฐควรให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ทั้งสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการลดปัญหาโลกร้อน

3.ภาคธุรกิจและภาครัฐควรร่วมกันลดปัญหาโลกร้อน เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานและเทคโนโลยีสะอาด รวมถึง การปลูกป่า

4.ไทยไม่ควรละเลยปัญหาโลกร้อน เพราะอาจถูกกดดันทางอ้อมจากพันธกรณีและการค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีคาร์บอนเมื่อสินค้าผ่านแดน การออกใบอนุญาตและการซื้อขายใบอนุญาตในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มีเงื่อนไข

5.ประชาชนควรเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคใหม่ โดยใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่ติดฉลากคาร์บอน รถยนต์ Hybrid และจัดทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์

6.มาตรการที่รัฐบาลอาจนำมาใช้แก้ปัญหาข้างต้นได้ คือ รัฐบาลควรมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่เก็บจากพลังงาน ซึ่งจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำแทน รวมทั้งรัฐยังมีรายได้นำไปแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโลกร้อนได้

"ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราจะมีปัญหาเรื่องการส่งออกที่อาจถูกกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ เช่น จากภาษีคาร์บอนเมื่อสินค้าผ่านแดน ซึ่งข้อเสนอให้รัฐจัดเก็บภาษีคาร์บอนมีเหตุผลสำคัญ คือ เราจะได้มีเงินทุนของเราเองในการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณปกติ และยังเป็นข้ออ้างได้ว่า เรามีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนแล้ว จะมาเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่ได้ เมื่อส่งออกสินค้าไปประเทศที่มีการเก็บภาษีคาร์บอนผ่านแดน" ดร.นิรมลกล่าว

(หมายเหตุ : รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เศรษฐ"ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 เม.ย.2552 ในหัวเรื่อง "ค่าธรรมเนียมคาร์บอนกับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน")

หลายทวีปยะเยือกพายุหิมะ

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

หลายภูมิภาคของโลกกำลังเผชิญสภาพอากาศหนาวเย็นรุนแรงผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อการสัญจรทั้งทางบกและทางอากาศ โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งถูกจู่โจมด้วยพายุหิมะ สนามบินในหลายประเทศ รวมทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินโดยเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศ นอกจากนี้บริการรถไฟระหว่างประเทศ เช่น ยูโรสตาร์ ที่วิ่งระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส ก็กำลังลดจำนวนเที่ยวที่ให้บริการลง เนื่องจากหลายเส้นทางถูกหิมะท่วมสูง กรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษระบุว่า สภาพความหนาวเย็นครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปี

ไม่เพียงในยุโรปและสหรัฐอเมริกา หลายประเทศในเอเชียทั้งจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย กำลังได้รับผลกระทบจากหิมะที่ตกหนักและสภาพอากาศหนาวเย็นมากกว่าปกติเช่นกัน โดยทางตอนเหนือของประเทศจีนการขนส่งทางบกต้องพบกับอุปสรรคในการสัญจรเนื่องจากพายุหิมะที่ตกลงมาปกคลุมจับหนาบนผิวถนน แม้แต่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงและปริมณฑลก็มีหิมะท่วมสูง ทำให้การจราจรบนทางหลวงหลายแห่งเป็นอัมพาต ขณะเดียวกันก็มีการยกเลิกหลายเที่ยวบินเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือการขาดแคลนถ่านหินและการปันส่วนการใช้กระแสไฟฟ้าใน 5 จังหวัดและเทศบาล ซึ่งรวมถึงจังหวัดชานซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินแหล่งใหญ่ของประเทศจีนด้วย ทั้งนี้เนื่องจากท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัดดังกล่าวทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นมาก และโรงงานไฟฟ้าของจีนก็ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 ม.ค.) ปริมาณถ่านหินสำรองของโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้ารายใหญ่ 598 แห่ง ลดลงอย่างมากและอาจมีปริมาณเพียงพอสำหรับการผลิตเพียง 9 วัน ศูนย์การสื่อสารและส่งกระจายไฟฟ้าแห่งชาติของจีน ระบุว่า มีโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า 205 แห่งที่ปริมาณถ่านหินสำรองร่อยหรอจนเหลือผลิตได้ไม่ถึง 7 วันแล้ว ซึ่งปริมาณดังกล่าวนับว่าอยู่ในระดับที่น่ากังวลใจ สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่กว่านั้นสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าจำนวน 11% ของทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจากถ่านหินสำรองมีไม่พอสำหรับการผลิตถึง 3 วัน ซึ่งหมายความว่าหลายโรงงานอาจต้องหยุดผลิตกระแสไฟฟ้าลงเมื่อใดก็ได้
สภาวะกำลังผลิตขาดแคลนทำให้ในจังหวัดชานซี ชานตง เหอหนาน หูเป่ย และฉงชิ่ง จำเป็นต้องมีการปันส่วนการใช้กระแสไฟฟ้าตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาของจีนพยากรณ์ว่า หลายพื้นที่ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งรวมถึงเขตปกครองตนเอง

ซินเจียง อุยเกอร์ และมองโกเลียตอนใน จะมีอุณหภูมิลดลงอีก 6-8 องศาเซลเซียส หรือลงได้ถึง -32 องศาเซลเซียสในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ส่วนในกรุงปักกิ่งซึ่งหลายพื้นที่ไม่เคยมีหิมะให้เห็นแม้ในช่วงฤดูหนาวในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา อุณหภูมิช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ -10 องศาเซลเซียสในช่วงกลางวัน และต่ำลงไปกว่านั้นในตอนกลางคืน นับว่าทำลายสถิติความหนาวเย็นเท่าที่เคยมีมาในรอบหลายสิบปี นอกจากนี้ความสูงของหิมะที่จับตัวหนาถึง 20 เซนติเมตรจากพื้นยังเป็นสถิติมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2494

อากาศหนาวที่เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกยังส่งผลให้มีหิมะตกหนักในพื้นที่คาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้การจราจรในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ในช่วงเวลาเร่งรีบติดขัดเป็นอย่างมาก และสนามบินกิมโปซึ่งเป็นสนามบินภายในประเทศต้องประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบิน นอกจากนี้ ปริมาณหิมะสูงถึง 25.6 เซนติเมตรในกรุงโซลก็นับเป็นสถิติใหม่เช่นกัน ส่วนที่ประเทศอินเดียมีรายงานข่าวผู้เสียชีวิตจากความหนาวเย็นจำนวนกว่า 60 คนทางภาคเหนือและตะวันออกของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า สภาพอากาศหนาวเย็นรุนแรงที่เกิดขึ้นในเอเชียเวลานี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก นายยี เซียนหรง นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีน ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ให้ความเห็นว่า ปัญหาเกิดขึ้นในบางพื้นที่และมีขอบเขตจำกัด จึงจะไม่ส่งผลกระทบในภาพกว้าง นอกจากนี้เขาเชื่อว่า หิมะอาจให้ประโยชน์แก่ภาคการเกษตรของหลายจังหวัดทางตอนเหนือซึ่งปกติจะเป็นพื้นที่แห้งแล้ง เพราะเมื่อหิมะละลายก็จะมีปริมาณน้ำมากเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิ

5 เอฟทีเอ ดีเดย์ลดภาษี 0%

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

วันพุธที่ 13 มกราคม 2010 เวลา 09:08 น.

เริ่มต้นศักราชใหม่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้เป็นต้นไป นอกจากจะมีปรากฏการณ์สำคัญด้านการค้าของไทย ที่ต้องลดภาษีสินค้านำเข้ากว่า 8,300 รายการลงเป็น 0% ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอีก 9 ประเทศ ตามกรอบความตกลงเขตการค้าอาเซียน หรืออาฟต้า แล้ว จากการตรวจสอบของ "ฐานเศรษฐกิจ"พบว่า ไทยยังต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าสัดส่วน 90-100 % ของรายการสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน หรือของมูลค่าการนำเข้าสินค้าระหว่างกัน(ขึ้นกับความตกลง) ลงเป็น 0% ให้กับประเทศคู่สัญญาภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ทั้งในระดับทวิภาคี และระดับภูมิภาคอีก 4 กรอบใหญ่ ซึ่งถือมีนัยสำคัญต่อการค้าของไทย เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยในปี 2553 เป็นอย่างยิ่ง!

ทั้งนี้ อีก 4 เอฟทีเอ ประกอบด้วย เอฟทีเออาเซียน-จีน ที่ไทยต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสัดส่วนมากกว่า 90%ของมูลค่าการนำเข้า เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย สัดส่วน 93.28% ของรายการสินค้า เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ สัดส่วน 90% ของรายการสินค้า และเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ สัดส่วน 83% ของมูลค่าการนำเข้า

-5เอฟทีเอเปิดตลาด2พันล้านคน
ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เช่นกันคู่ค้าทั้งจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ ต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าให้กับไทยสัดส่วนมากกว่า 90% ของรายการสินค้า/มูลค่าการนำเข้าด้วยเช่นกัน ไม่นับรวมถึงเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น เอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่นที่ได้ทยอยลดภาษีระหว่างกันโดยส่วนใหญ่แล้วแต่ยังไม่ลงเป็น 0% และเอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ที่เตรียมลงนามความตกลงเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้

จากเอฟทีเอทั้ง 5 กรอบที่มีตลาดผู้บริโภครวมกันเกือบ 2,000 ล้านคน และเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย สัดส่วนรวมกันประมาณ 35% ในปี 2552 ที่ผ่านมา การลดภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ลงเป็น 0% ในปีนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ ผลจากภาษีที่ลดลงจะทำให้การค้าของไทยกับประเทศเหล่านี้ขยายตัวมากขึ้น เพราะจากแต้มต่อด้านภาษีที่ไทยได้รับ หากผู้ประกอบการได้ใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง ย่อมมีความได้เปรียบคู่แข่งขันจากอีกกว่า 200 ประเทศทั่วโลกที่ค้าอยู่โลกใบนี้ แต่ทั้งนี้ปริมาณ และมูลค่าการค้าที่จะเพิ่มขึ้น ยังไม่มีใครกล้าฟันธงตัวเลขได้อย่างชัดเจน เพียงแต่คาดเดากันไปต่างๆ นานา

ขณะเดียวกันทั้ง 5 กลุ่มประเทศคู่สัญญาเอฟทีเอของไทยก็จ้องแสวงหาโอกาสในการส่งออกสินค้ามาแข่งขันในไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปย่อมมีทั้งวิกฤติ โอกาส และความท้าทายสำหรับประเทศไทย ที่ต้องจับตามองแบบไม่กะพริบ

-ผู้บริโภคดี๊ด๊า-เกษตรกระทบหนัก
สำหรับวิกฤติจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยหลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่ได้เตรียมตัวรองรับการแข่งขันที่ดีพอ ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์กร คุณภาพ และราคาสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน ทั้งนี้ เมื่อกำแพงภาษีได้ถูกทลายลง ย่อมมีสินค้าที่มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกันหรือดีกว่า มีความหลากหลายให้เลือก และในราคาที่ถูกกว่าถูกส่งเข้ามาแข่งขัน แต่อีกด้านหนึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคภายใน รวมถึงกลุ่มโมเดิร์นเทรดต่าง ๆ ที่มีทางเลือกในการสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่าย เพื่อทำกำไรมากขึ้น
วิกฤติต่อมาคือ สินค้าเกษตรไทยหลายรายการ อาจต้องนำเข้าสินค้าจากเพื่อนบ้านมากขึ้น และกระทบต่อการผลิตภายใน ดังที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์ถึงตำแหน่งของตลาดสินค้าเกษตรไทย 4 รายการภายใต้เออีซี(ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม และกาแฟ พบว่ามีเพียงมันสำปะหลังเท่านั้น ที่ไทยยังมีความสามารถในการยึดครองอาเซียนไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ส่วนข้าวได้เสียตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดอาเซียนให้กับเวียดนามไปแล้วตั้งแต่ 5 ปีที่ผ่านมา เพราะเวียดนามขายถูกกว่า ส่วนน้ำมันปาล์มไทย ศักยภาพไทยสู้ไม่ได้กับมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ด้านน้ำมันปาล์มของอาเซียนและของโลก และกาแฟ ไทยแข่งไม่ได้กับเวียดนาม ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล

ในทางกลับกันสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง แต่รัฐบาลเพื่อนบ้านได้กางปีกปกป้องโดยขอสงวนการลดภาษีไว้ เช่นในสินค้าข้าว น้ำตาล ซึ่งจัดเป็นสินค้าอ่อนไหวสูงของ 3 ประเทศสมาชิกอาเซียน คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังคงอัตราภาษีนำเข้าไว้สูงกว่า 20% ทำให้ไทยได้รับประโยชน์ในการส่งออกเพิ่มขึ้นน้อย ขณะเดียวกันจากอัตราภาษีที่ลดลงเป็น 0% หากมีความต้องการ(ดีมานด์)สินค้าในบางกลุ่มเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคภายใน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า และอื่นๆ จะทำให้มีสินค้าจากจีน และเกาหลีใต้ในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก มีแบรนด์เนมให้เลือกหลากหลาย จะถูกส่งมาจำหน่ายในไทยเพิ่มขึ้น กระทบต่อผู้ประกอบการภายใน เหล่านี้คือตัวอย่างแนวโน้มวิกฤติที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย ที่คาดจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นับจากนี้ไป

โอกาสของคนทำการบ้าน
ส่วนด้านโอกาส จากกำแพงภาษีที่ได้ทยอยลดลงมาตามลำดับและลดลงเป็น 0% ในปีนี้ในทั้ง 5 กรอบจะส่งผลดีกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยที่ได้ทำตลาดสินค้าในประเทศเหล่านี้อยู่ก่อนหน้าแล้วจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ได้มีการศึกษาเพื่อแสวงหาช่องทางโอกาสทางการค้ามาแล้วก่อนหน้านี้ ทั้งในแง่การส่งออก การนำเข้าสินค้าเข้ามาขยายตลาดในประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตร และวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมในต้นทุนต่ำ จากประเทศคู่สัญญามาใช้ในการผลิตสินค้าจำหน่ายในประเทศ เพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่สัญญา และนอกกลุ่มช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก รวมถึงผู้ประกอบการไทย ยังสามารถเข้าไปลงทุนในประเทศคู่สัญญา เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยได้รับสิทธิพิเศษจากภาษีศุลกากร(จีเอสพี)ตัวอย่างกรณีของลาว และกัมพูชาที่ได้จีเอสพีจากสหภาพยุโรป(อียู) เป็นต้น

ความท้าทายผู้บริโภค-ภาคธุรกิจ
ขณะที่ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นถือว่ามีค่อนมาก โดยในแง่ผู้บริโภคจะเผชิญความท้าทายในเรื่องราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคนำเข้าจากประเทศคู่สัญญาว่า จะปรับลดลงตามภาษีนำเข้าที่ลดเป็น 0% จริงหรือไม่ เพราะตัวอย่างเพียงแต่เริ่มต้น กรณีสินค้ารถยนต์ในอาฟต้า ได้รับการยืนยันจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ว่า แม้ภาษีนำเข้ารถยนต์ระหว่างกันจะลดลงเป็น 0% แล้ว แต่ราคารถยนต์นำเข้าในเวลานี้ก็ไม่ได้ลดลงแต่ประการใด เหตุเพราะผู้นำเข้าได้ตั้งราคารถจากการคำนวณภาษีอาฟต้าไว้ล่วงหน้าแล้ว
ส่วนความท้าทายในแง่ผู้ประกอบการ นอกจากการส่งออก-นำเข้าสินค้าแล้ว ยังมีความท้าทายในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อช่วงชิงตลาดมาให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่ต้องเร่งรวมตัวในการเชื่อมโยงการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน(ซัพพลายเชน)เพื่อให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด และในต้นทุนการผลิตต่ำสุดซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถการแข่งขัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าได้ทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และต่อต้านโลกร้อน รวมทั้งการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม(ซีเอสอาร์) ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่จะถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าของประเทศคู่สัญญามากขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในเรื่องการหาแหล่งวัตถุดิบ เพื่อผลิตส่งออกให้ได้ตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งในแต่ละกรอบความตกลงมีกฎแหล่งกำเนิดที่แตกต่าง เป็นต้น

ฝากรัฐเร่งทำการบ้าน
ส่วนความท้าทายในแง่ภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพาณิชย์ซึ่งดูแลด้านการค้าขายที่สำคัญคือการผลักดันผู้ประกอบการให้มาใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงในการส่งออกสินค้าไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงเพราะจากสถิติในทุกเอฟทีเอในช่วงที่ผ่านมา ยังมีผู้ประกอบการมาใช้สิทธิประโยชน์น้อย รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ยังมีความท้าทายในการติดตามดูแลเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการในกรณีที่แม้ภาษีจะลดลง แต่ยังถูกกีดกันการค้า การกล้าที่จะใช้มาตรการขึ้นภาษีเพื่อตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) และการขึ้นภาษีในสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ(เซฟการ์ด) และกระทบต่อผู้ประกอบการภายใน การเร่งให้ความรู้กับประชาชนในการบริโภคสินค้านำเข้าด้วยเหตุและผลความคุ้มค่ามากกว่าราคาถูกเป็นหลัก

ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งสร้างมาตรฐานสินค้า เพื่อป้องกันและคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าด้อยคุณภาพจากประเทศคู่สัญญา ที่จะทะลักเข้ามาตีตลาด ซึ่งหากป้องกันไม่ได้ท้ายที่สุดไทยอาจกลายเป็นที่ทิ้งขยะสินค้านำเข้าที่ด้อยคุณภาพ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเป็นข่าวครึกโครมมาแล้วในกรณีขยะอิเล็กทรอนิกส์

ภาพรวมวิกฤติ โอกาส และความท้าทายจาก 5 เอฟทีเอที่จะลดภาษีลงเป็น 0% ที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะมองข้ามไม่ได้ และต้องเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ทั้งเชิงรุกและรับอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นแล้ว ความหวังอันเรืองรองของทั้งภาครัฐและเอกชน ที่คาดหวังจะใช้เอฟทีเอเป็นแต้มต่อในการผลักดันการส่งออก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พลิกกลับมาเป็นบวกในปี 2553 คงไม่ใช่เรื่องง่าย

รับสมัคร นักวิจัย ด่วน!

ผู้เขียน: 
ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

เมื่อ ประเทศไทยกำลังเดินหน้า สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ แต่พอหันหลังกลับไปมอง "ทุนหลัก" อย่างนักวิจัย กลับร่อยหรอ เข้าขั้นวิกฤต

ถ้าพูดถึง "นักวิจัย" ภาพในจินตนาการของคุณจะเป็นอย่างไร ?

เรา กำลังพูดถึงกลุ่มคนที่ขลุกอยู่ในห้องทดลองสวมชุดสีขาวรัดกุม กำลังส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือวัดตวงสสารเพื่อใช้ทดสอบสมมติฐานตั้งต้น ก่อนลงบันทึกรายงานผล ใครบางคนที่นั่งจมกองเอกสารอยู่นานสองนานเพื่อตรวจสอบข้อมูลประกอบการลง พื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน และแปรสภาพให้กลายเป็นหนังสือเล่มเขื่อง ที่สุดท้ายก็ถูเก็บขึ้นหิ้งงานวิจัย...เอาไว้เปื้อนฝุ่น

นั่นคือภาพของ "นักวิจัย" ที่ผูกติดกับสังคมตลอดมา

วันนี้ ตามนโยบาย "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" หรือ Creative Economy ของ รัฐบาลที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ไปเพิ่มมูลค่าสินค้า หรือไปสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่แยกการสนับสนุนทางด้านต่างๆ ออกเป็น 4 หลักใหญ่ อันได้แก่ Creative Infrastructure, Creative Education & Human Resource, Creative Society & Inspiration และ Creative Business Development & Investment นั้น ทำให้เกิดการ "เขย่า" ไอเดียไปทั่วทุกแวดวงโดยมีกลุ่ม "นักวิจัย" เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

"การ ที่จะมาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจฐานความรู้ ก็แสดงว่า ผู้ที่มีมันสมอง แล้วก็สร้างคุณค่า หรือมูลค่าจากสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองเหล่านั้น เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งมีอยู่ในผู้คนทุกระดับของประเทศ และงานวิจัยก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เหล่านั้นขึ้นมา" มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ยืนยันถึงบทบาทของนักวิจัยในกลไกดังกล่าว

แต่จะทำอย่างไร เมื่อกลุ่มก้อนของนักวิจัยไทยกำลังเดินไปสู่ "ภาวะสุญญากาศของวิชาชีพ"

วิกฤตหรือไม่

วง พูดคุยเกี่ยวกับการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การสร้างเส้นทางสู่นักวิจัยอาชีพ...การกำหนดแนวทางกับความสำเร็จ ที่มี สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีวิจัยในภาครัฐจัดขึ้นเพื่อสร้างขอบเขตวิชาชีพนักวิจัย (Career Path) ให้สอดคล้องกับ นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์พบว่า สิ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นกับคนในแวดวงวิจัยในขณะนี้ก็คือ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหานักวิจัยขาดแคลน เนื่องจากจำนวนนักวิจัยยังไม่เหมาะสม ต่อการสร้างเสริมขีดศักยภาพด้านขีดความสามารถ ในการแข่งขันโดยเฉพาะในฝั่งภาครัฐ

จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่าจำนวนนักวิจัยได้ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมาจากที่มีคนในแวดวงวิจัยของรัฐอยู่ 27,632 คน นั้นลดเหลือเพียง 18,035 คนในปี พ.ศ.2548 และเส้นกราฟทำท่าดิ่งลงเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ในปี พ.ศ.2557 นั้นจะมีอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 4,000 คนเกษียณอายุ ซึ่งในจำนวนนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิปริญญาเอก และมีความสามารถในการทำงานวิจัยรวมอยู่ราว 1,000 คน ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่ได้ผลงานด้านวิชาการ หรือมีงานวิจัยที่มีคุณภาพมีเพียง 375 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของจำนวนอาจารย์ที่มีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้งหมด

"สิ่งที่เราพบตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ถึง 2548 ก็ คือ ในกระทรวงต่างๆ คนที่ทำหน้าที่นักวิจัยจริงๆ ไม่มีตำแหน่งนี้อยู่เลย แต่เขาทำงานวิจัย ความรู้ที่ได้ก็ไม่ได้ถูกเอาไปใช้ ซึ่งอันที่จริงแล้วการพัฒนาระบบราชการในแต่ละเรื่องจะเน้นเรื่องการวิจัย เยอะมาก" คริสมาส ศุภทนต์ หนึ่งในทีมสำรวจวางแผนขอบเขตความก้าวหน้าของนักวิจัย จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุถึงปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว

นอก จากนั้น ค่าใช้จ่ายในการวิจัย และพัฒนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้รัฐบาลจะเน้นไปที่ภาคเกษตร และสาธารณสุขเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้ม หรืออนาคตของงานวิจัยภาครัฐจะสดใส เพราะเมื่อเปรียบเทียบทุนวิจัยย้อนหลังไปในปี 2544 ทุนวิจัยด้านการเกษตรปี 2550 กลับหายไปกว่า 1,710 ล้านบาท

เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน

จำนวน นักวิจัยภาครัฐที่ดิ่งลงสวนทางกับนักวิจัยในหน่วยงานของภาคเอกชนที่เพิ่ม ขึ้นเรื่อยๆ นั้น กลายเป็นนัยสำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงการเดินทางเข้าสู่อาชีพ การดูแลบุคลากรในสายงาน รวมทั้งความก้าวหน้า และความคล่องตัวในการทำงานของนักวิจัยในปัจจุบันที่ค่อนข้างจะแตกต่างไปจาก เมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง

"เดิมที เดียวพอเราพูดถึงนักวิจัย คนจะนึกว่าต้องจบปริญญาเอก แต่ ณ วันนี้ คนที่จบปริญญาโท หรือปริญญาตรี ก็เป็นนักวิจัยได้ คนที่จบมัธยมก็เป็นได้ เพราะว่าอาชีพต่างๆ เหล่านี้มันอาจจะไปพ่วงอยู่กับหน้าที่การงานอื่นๆ ด้วย การเป็นนักวิจัยก็ทำให้หน้าที่การงานนั้น ใช้หลักวิชาการมากขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ใช่การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์หรือความรู้สึกเป็นหลัก

สังคม ที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ก็มักจะเป็นสังคมในลักษณะนั้น เปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งถ้าเราทำให้อาชีพนักวิจัยเป็นอาชีพที่เห็นเด่นชัดขึ้น ตั้งแต่เยาวชนเลย ไม่ใช่มีแต่ ทหาร ตำรวจ เป็นพยาบาล เป็นหมอ หรือพ่อแม่เป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น อาชีพนักวิจัยเป็นอาชีพเสาะแสวงหาองค์ความรู้ พอ เราทำอาชีพนี้ได้ดี ก็คือ เรามีผลตอบแทน มีรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อที่อยู่ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิจัยด้านการตลาด นักวิจัยด้านการค้า หรือนักวิจัยด้านวัฒนธรรม ก็แล้วแต่" มนตรี เผย

สำหรับ สิ่งที่ทำให้นักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ยังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควร เขาคิดว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เอื้ออำนวยพอจะให้นักวิจัยทำงานได้

"เหมือน ระบบนิเวศ ในป่า ในน้ำ มันมีสิ่งมีชีวิตอยู่ นักวิจัยก็เหมือนสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ถ้าน้ำอุดมสมบูรณ์มีแหล่งอาหาร ปลาหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็อยู่ได้ดี มีการเจริญงอกงาม มีความเจริญเติบโตในเชิงอาชีพนั้น เหมือนกันถ้าเราบอกว่า ระบบราชการเราไม่ค่อยส่งเสริม มีกฎระเบียบมาก คุณอยู่ตรงนี้ได้ คุณทำอย่างนี้ไม่ได้ หรือระบบด้านทรัพยากรไม่เพียงพอมันก็เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดแนวคิดที่ว่าไม่ สามารถอยู่ได้ ถ้าเป็นต้นไม้ ดินมันเค็ม น้ำมันแห้งก็อยู่ไม่ได้ เราจะไปหวังว่าต้นไม้มันจะเจริญงอกงามไม่ได้ ถ้าสังคมต้องการอย่างนั้น ระบบนิเวศก็ต้องเปลี่ยน"

แต่ ปริมาณตัวเลขนักวิจัยที่ลดลงในสายตาของผู้คร่ำหวอดกับวงการมานาน มนตรีมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นพลวัตอย่างหนึ่งของสังคม ยังไม่น่าจะถือว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีถ้าจะมีวิธีทำให้เกิดนักวิจัยในวงการเพิ่มมากขึ้น

"มัน ไม่ใช่บอกว่า มีถังหนึ่งถัง น้ำเรางวดไปหรือยังไง หรือยังไม่เต็ม วันนี้ถ้าถามว่าเราขาดแคลนหรือไม่ เราก็ยังไม่รู้ความต้องการเราเท่าไหร่ แล้วเราไปคิดง่ายๆ ว่าต้องการเท่านี้ แล้วต้องเติมให้เต็มใช่ไหม ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะยิ่งได้มากขึ้นก็ยิ่งดี ดังนั้นเราก็น่าจะมีวิธีรักษาผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้ ทำงานวิจัยสร้างสรรค์ให้มากขึ้น องค์ความรู้ก็มากขึ้น ฉะนั้นความร่วมมือระหว่างคนทำวิจัย ผู้ผลิตนักวิจัย ผู้ที่จะใช้นักวิจัย ร่วมมือกันทำงานก็จะเป็นวิธีหนึ่ง โดยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความต้องการที่ค่อยๆ ขยับไป"

สิ่ง ที่ไม่อาจมองข้ามไปอีกอย่างก็คือ พฤติกรรมการทำงานของผู้คนในปัจจุบันที่ไม่ได้เป็นแบบ หนึ่งคน หนึ่งอาชีพ อีกต่อไป เพราะจากการทำวิจัยในเบื้องต้น คริสมาส พบว่า ในช่วงระยะการทำงานของคนคนหนึ่งนั้น มีความต้องการเปลี่ยนอาชีพมากกว่า 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย

"ใน เซอร์เวย์หลายๆ ช่วงปีที่ผ่านมายิ่งสังคมทันสมัยขึ้นมากแค่ไหน คนจะเปลี่ยนอาชีพบ่อยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนในช่วงกลางอาชีพ หรือช่วงปลายของอาชีพ เมื่อก่อนทฤษฎีขอบเขตอาชีพจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างประเทศที่จะเป็นอาชีพเดี่ยว (life long employment) แต่ปัจจุบันอย่างต่ำๆ ต่อคนจะเปลี่ยนอาชีพ 2-4 ครั้ง"

"ปลดล็อก" คำตอบสุดท้าย

"คน ทำงานในบ้านเรา คำหลักๆ น่าจะอยู่ที่ความท้าทายในการทำงานมากกว่า" คริสมาส ชี้ถึง "คีย์เวิร์ด" สำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น

ความ ท้าทายในความหมายของเธอก็คือ "ระบบการทำงาน" และ "โจทย์วิจัย" ซึ่งกลุ่มนักวิจัยที่มีอยู่นั้นไม่ได้เป็นอาชีพที่จดจ่อเฉพาะกลุ่ม แต่ทั่วไปจะเป็นงานที่ทำควบคู่กับตารางงานประจำวัน

"คน ที่เป็นนักเรียนทุน ลาออกไปเพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องรอง แต่อยู่แบบไม่ได้รับการเหลียวแล ธรรมชาติของนักวิจัยจะรักความเป็นอิสระ แต่ระบบราชการบ้านเราไปตีกรอบเขาไว้ เขาไม่ได้ทำโจทย์วิจัยที่มันๆ โจทย์ประเภทครีเอทีฟฯ ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก แต่เขาต้องทำงานให้เจ้านายอยู่ในภาครัฐ ขณะที่อีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ของเวลาก็ต้องเอามานั่งดูเรื่องวิจัยเพื่อตอบโจทย์ที่ตัวเองรับผิดชอบ แต่ถ้าเป็นวิจัยอย่างเดียวมันต้องเป็นเวลา 5 วันต่ออาทิตย์ ในการอยู่กับเรื่องๆ นั้นเลย ซึ่งปัจจุบันสภาวะแวดล้อมในการทำงานตรงนี้ไม่ได้เอื้อต่อการวิจัย"

การเสียโอกาสอีกอย่างของนักวิจัยทุกวันนี้ก็คือ ความไม่ถูก "เคมี" กับเจ้านาย ทำให้ถูกเหวี่ยงออกมาจากงานที่น่าจะได้ทำ

"เวลา ไปทำงานที่สภาพัฒน์เราจะเห็นคนนั่งอยู่ในแพทิชั่นเยอะมาก คนเหล่านี้ไม่ใช่คนโง่นะคะ แต่เป็นคนที่ไม่ได้ถูกให้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า" เธอยืนยัน

จาก สภาวะดังกล่าวทำให้ภาพที่เกิดขึ้นก็คือ ปลายท่อที่อยู่กันกระจุกแน่นก็กำลังพากันตบเท้าเกษียณอายุ ขณะที่คนรุ่นใหม่จะเอาเข้ามาเติมในท่อก็ยังไม่มี ในวงเสวนาจึงมีการตั้งคำถามถึงทางออกสำหรับการแก้ปัญหาวิกฤตนักวิจัยครั้งนี้

"อันดับ แรกคือการเลือกตัวคนให้ถูกอาชีพ จะเลือกยังไงให้ได้คนที่มีวิญญาณของนักวิจัยจริงๆ เมื่อเราได้ปลาดีๆ มา ตอนเขาอยู่ในกลางอาชีพ ก็จะเป็นเรื่องของการคัดให้ได้ครีมจริงๆ ต้องมีการวางตัวชี้วัดเพื่อให้นักวิจัยทำวิจัยให้ได้มาตรฐาน เพราะตอนนี้คนจะชอบพูดว่า มหาวิทยาลัยในเมืองไทยสร้างวิจัยแบบขอไปที หรือเพื่อหาเงินเข้ามหาวิทยาลัย หรือเพราะอยากดอกเตอร์ ผลที่ตามมาก็คือ ทำให้มาตรฐานตก ที่สำคัญก็คือ จะทำยังไงก็ตามให้คนมีความคล่องตัวในการทำงาน คือ ตัวอยู่ที่นี่แต่ตัวสามารถไปทำวิจัยร่วมกับคนโน้นคนนี้ได้ โดยที่งานหลักก็ไม่เสีย ตัวเองก็ได้ความรู้ด้วย

"สุด ท้าย การทำให้เกิดความยอมรับมีหน้ามีตาของสังคม เพราะการเป็นนักวิจัยนี่ด้อยกว่าอาจารย์นะคะ พูดง่ายๆ เหมือน อาจารย์ภาค ข. ในมหาวิทยาลัยเมื่อเป็นภาค ข.ปั๊บ ขึ้นถึงซี 10 ไม่ ได้ แป้กตายอยู่แค่นี้ ทุกคนก็กระเสือกกระสนเรียนปริญญาเอกกลับมาสอนหนังสือก็เพราะความมีหน้ามีตา ยิ่งทำให้คนที่เป็นนักวิจัยมืออาชีพยังน้อยลงไปใหญ่" คริสมาสอธิบายถึงทางออกคร่าวๆ ที่น่าจะทำได้

นอก จากนี้ การเพิ่มความคล่องตัวให้นักวิจัยที่อยู่ในภาคส่วนต่างๆ สามารถกระโดดข้ามสายงานของตัวเองมาร่วมงานกันได้ และการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างงานวิจัยกับธุรกิจ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม

ถึง วันนี้ แม้ชุดเครื่องมือในการแก้ปัญหาอาชีพนักวิจัยจะอยู่ระหว่างการออกแบบให้สอด คล้องกับเนื้องานของแต่ละองค์กร แต่ก็คาดว่า ราวปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ น่าจะปรากฏให้เห็นเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ก้าวแรกของยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มั่นคง และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

by ThaiWebExpert