สิ่งแวดล้อมดีๆ ที่จิม ทอมป์สันฟาร์ม

ผู้เขียน: 
อนุสรา ทองอุไร

โลกร้อน อากาศแปรปรวน เป็นเรื่องที่หลายคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ

ทำให้หลายองค์กรหันมาปรับปรุงหน่วยงานของตัวเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ คลี่คลายลงได้บ้าง เช่นเดียวกับที่บริษัท เดอะ ไทยซิลค์ ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าไหมและผ้าฝ้ายจิม ทอมป์สัน

ชุติมา ดำสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ และแบรนด์เมเนเจอร์ ของจิม ทอมป์สัน กล่าวว่า ทางบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 2-3 ปีแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของไร่จิม ทอมป์สันฟาร์ม ที่ปักธงชัย นครราชสีมา เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติมากที่สุด รวมทั้งการลดใช้ถุงพลาสติก กล่องโฟม เพื่อเป็นการช่วยลดขยะ เนื่องจากในแต่ละปีมีคนเข้ามาเที่ยวชมไร่จิม ทอมป์สันฟาร์ม ถึงปีละ 8 หมื่นคน ถ้าไม่ดูแลเรื่องนี้จะมีขยะโฟมและพลาสติกเพิ่มอีกปีละเป็นล้านชิ้น

“ในไร่จิม ทอมป์สัน เราจะใช้กาบหมาก (จากต้นหมาก) มาทำเป็นจานชาม กระบอกไม้ไผ่ ใช้โอ่งดินเผาใส่น้ำใส่อาหารให้ลูกค้า แล้วในบริเวณสำนักงานทั้งหมดรวมทั้งบ้านพักของพนักงานบนเนื้อที่กว่า 800 ไร่ จะไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ จะใช้พัดลมแทนเพราะอากาศโดยรวมไม่ร้อน แค่พัดลมก็พอและไม่ต้องการให้มีเครื่องคอมเพรสเซอร์แอร์ทำลายทัศนียภาพอันน่ามอง”

นอกจากนี้ ก็คือจะไม่มีน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์ขายในไร่ของจิม ทอมป์สัน จะมีเพียงน้ำหวาน ชา กาแฟ รวมทั้งผัก ผลไม้ จะเป็นเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี นอกจากนี้เริ่มมีการใช้สีจากธรรมชาติในการย้อมผ้าไหมแล้วบางส่วน เช่น คราม สะเดา ใบยูคาลิปตัส มะเกลือ กล้วย ซึ่งสีที่ได้ก็สวยงาม อนาคตจะหาสีธรรมชาติมาทดแทนให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เป็นไร่ที่ปลอดภัยเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ส่วนที่โรงงานก็รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่แพ้กัน เพื่อสนองตอบต่อราคาน้ำมันเตาที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และจากความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน จึงได้ซื้อหม้อน้ำใหม่หนึ่งเครื่องมาจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นอกจากจะเผาไหม้ถ่านหินได้แล้วยังสามารถที่จะเผาไหม้เปลือกปาล์มน้ำมันได้ด้วย หม้อน้ำใหม่นี้จะสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันเตา และยังมีหม้อต้มน้ำที่ผลิตไอน้ำสำหรับโรงงานพิมพ์ผ้า ที่มีอุปกรณ์ดักฝุ่นแบบเปียกรุ่นล่าสุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการจับสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ ก่อนที่จะเข้าไปในปล่องควันของหม้อน้ำ เพื่อลดปัญหาด้านมลภาวะในอากาศ

สุดท้ายก็คือสำนักงานที่กรุงเทพฯ นั้น นอกจากเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นแล้ว ยังมีการเปิดเครื่องปรับอากาศเป็นเวลาคือ 07.45–16.45 น. ในลิฟต์เคยเปิดไฟ 6 ดวง ก็เหลือ 2 ดวงก็พอ เพราะเราอยู่ในลิฟต์แค่ 1-2 นาทีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดให้หมด การบริหารจัดการรถส่งสินค้า พนักงานส่งเอกสารของบริษัทให้มีความรัดกุมในทางเดียวกันมากขึ้นในแต่ละวัน

“ในสำนักงาน ที่ไร่ ที่โรงงาน การติดต่องานระหว่างตึกเราจะใช้จักรยานแทนรถยนต์ แม้กระทั่งผู้บริหารก็ใช้จักรยานอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อมีการรณรงค์อะไรที่ดีๆ เราก็จะมาปรับใช้ในสำนักงาน เพราะถ้าประหยัดได้มากๆ เงินส่วนนั้นก็นำมาเป็นประโยชน์ให้กับพนักงาน ให้กับสังคมที่เราอยู่ ทำให้เกิดความร่วมมือที่ดี ใครๆ ก็อยากให้สิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้น”

เพราะความเชื่อที่ว่าการใส่ใจต่อโลกและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้เสมอไม่มากก็น้อย

แปลงขยะ (เกษตร) ให้เป็นของ (น่า) ใช้

ผู้เขียน: 
วุฒิชัย สาสุข

ได้ยินแค่ว่า “ขยะ” หลายคนคง (อยาก) จะร้องยี้ขึ้นมาดังๆ เสียเต็มประดา แต่วันนี้ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้า เรากำลังจะพาไปคุ้ยขยะกัน!!!

ขยะที่ว่าไม่ได้อยู่ในถังตั้งตามบ้านเรือน หรือมีให้เห็นในที่สาธารณะ และก็ไม่ใช่ขยะที่กองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ณ แหล่งรวมขยะของกรุงเทพฯ แต่มันคือของเหลือใช้จากการทำเกษตรต่างหาก

ได้เวลาชุบชีวิตขยะ (เกษตร)

กากขิง กากกระเจี๊ยบ กากเก๊กฮวย ขี้กบยางพารา เศษไม้ยูคาลิปตัส ใบสับปะรด ฯลฯ ทั้งหมดถูกเรียกว่าขยะเกษตร หลังจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตจนหมด ภารกิจเสร็จสิ้นลงพร้อมกับของเหลือใช้อีกบานเบอะ

แน่นอน...อนาคตของขยะเกษตรเหล่านี้ส่วนมากมักจบด้วยวิธีเผา...เผา...แล้วก็เผา ซึ่งเป็นคำตอบสุดท้ายที่เกษตรกรนิยมทำกันมานานนม โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่านั่นเป็นการเพิ่มมลภาวะและทำร้ายโลกอย่างไม่ตั้งใจ

นี่เองจึงมีคนปิ๊งไอเดีย ชุบชีวิตขยะเกษตร แปลงจากของเหลือใช้มาเป็นของใช้ เพื่อลดปริมาณขยะ รวมทั้งไม่ให้มีการเผาอีกต่อไป ด้วยแนวคิดสร้างสรรค์วัสดุทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าตามโครงการพัฒนาการใช้ประโยชน์พืชเส้นใยและเศษวัสดุเหลือใช้จากทางการเกษตร

“ภัทรพล จันทร์คำ” ฐานะนักออกแบบของโครงการ เล่าว่า สิ่งที่เขามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะนำแนวคิดนี้มาสานก่อให้เกิดเป็นรูปธรรม นั่นเพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำเกษตรในประเทศไทย ซึ่งสามารถจับต้องได้ การนำขยะเกษตรมาแปลงเป็นของใช้จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว

“ในระยะยาวผมว่ามันค่อนข้างเห็นชัดนะ เมื่อบ้านเราเป็นเมืองเกษตร ก็ต้องมีขยะเกษตรออกมาปีหนึ่งๆ แบบอันลิมิเต็ดทีเดียว เยอะซะจนคนที่อยู่กับมันเองยังมองข้ามไปอย่างไร้ค่า เพียงเพราะมันคือขยะ คนก็เลยไม่ค่อยสนใจที่จะหาประโยชน์จากมันยังไง”

อันที่จริง การชุบชีวิตขยะเกษตรไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย เคยมีหลายๆ องค์กรผนึกกำลังสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง แต่เพราะยังมองเห็นโอกาสและลู่ทางการต่อยอดยังสดใส ยิ่งในแง่ของการใช้สอยที่ขาดประสิทธิภาพและไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ภัทรพลและเพื่อนๆ อันประกอบไปด้วย ทีมนักวิจัย ทีมผู้ประกอบการ และทีมนักออกแบบ รวมพลัง 3 ประสาน เดินหน้าลุยกับโครงการนี้

“ที่ผ่านมาก็จะมีการนำขยะเกษตรไปใช้อุตสาหกรรมต่างๆ เช่นว่า อาหารสัตว์ ก่อสร้าง แต่ผมในฐานะนักออกแบบ ผมก็เลยโฟกัสไปที่ไลน์ของการออกแบบ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับที่คนอื่นๆ ทำไว้ โดยอาศัยขยะเกษตรที่ผ่านการวิจัยจากทีมวิจัยแล้วว่าคุณสมบัติ คุณภาพ และประโยชน์ใช้สอยจริงๆ โดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์”

จากของเหลือใช้กลายเป็นของน่าใช้

โคมไฟรูปทรงแปลกตานี้เป็นงานอิมพอร์ตฝีมือของนักออกแบบจากแถบสแกนดิเนเวีย ราคาชิ้นละไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท หลายคนคงกรี๊ดสลบและรีบควักเงินซื้อโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่เผอิญว่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราอำให้ขำเล่น เพราะความจริงมันคือโคมไฟโดยนักออกแบบคนไทย ทำจากใบสับปะรดที่นำมาทอเป็นเส้นใย แล้วสร้างสรรค์ต่อจนกลายเป็นของใช้เก๋กู๊ด สนนราคา 3,500 บาท ขาดตัว

หรือจะเป็นภาชนะบนโต๊ะอาหาร จาน ชาม ที่พร้อมทำให้มื้ออร่อยของคุณรสล้ำยิ่งขึ้น ก็ไม่ใช่ของอิมพอร์ตแต่อย่างใด แต่เป็นงานไอเดียของคนไทยที่นำขยะเกษตรจำพวกกากพืชชนิดต่างๆ เช่น ขิง กระเจี๊ยบ เก๊กฮวย ขี้กบยางพารา มาแปลงร่างให้อยู่ในรูปของภาชนะที่ขึ้นแบบด้วยแม่พิมพ์ 3 มิติ

“อย่างใบสับปะรดนี่ก็มีการนำมาใช้ทำเป็นเส้นใย แล้วต่อยอดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือแม้แต่เก้าอี้ก็มีคนเคยทำ แต่ผมพยายามจะไปจับในสิ่งที่คนไม่ทำกัน โดยเน้นที่ดีไซน์เป็นหลัก บวกกับคุณสมบัติที่เด่นดีของเส้นใยสับปะรด มากกว่าจะชูแค่ว่าเป็นของใช้ที่แปลงมาจากขยะเกษตร และที่ผมหมายมุ่งจริงๆ คืออยากเข้าถึงตัวเกษตรกร อยากสร้างความเข้าใจต่อตัวเกษตรกรว่าขยะที่พวกเขาเผาทิ้ง มันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นของใช้ได้”

นอกจากนี้ งานออกแบบที่ภัทรพลสร้างสรรค์นั้น ยังรวมของใช้ในอุตสาหกรรมไม้ที่มีพลาสติกเป็นส่วนผสม โดยเขาได้ทดลองนำเศษไม้ธรรมดาๆ เช่น ไม้แดง ไม้ยางพารา มาบวกกับอีลาสโตเมอร์ (Elastomer) เพื่อให้เกิดเป็นวัสดุใหม่เรียกว่า ไม้นิ่ม (Wood Elastomer Composite) ให้ความยืดหนุ่มคล้ายยาง ง่ายต่อการดัดโค้ง สามารถรับแรงกระแทกสูง และมีความแข็งแรงเยี่ยม

อีกอย่างที่เป็นความภูมิใจของภัทรพลและเพื่อนๆ คือการต่อยอดจากไม้ขึ้นรูป (Molded Bo Composite) มาสู่กระเบื้องประดับผนัง อันมีคุณสมบัติเฉพาะตัวอยู่ตรงที่ให้ความงามเสมือนไม้จริง เพราะมีความลึกแตกต่างกัน ลวดลายหลากหลายอารมณ์ ทดแทนการใช้วัสดุโลหะหรืองานปูนปั้นที่อาจต้องเสียเวลาและยุ่งยากในการลงมือทำ

“ไม้นิ่มเราพัฒนามาใช้กับลานสเกตบอร์ดแทนวัสดุเดิม ซึ่งมันสามารถรองรับการเคลื่อนไหวของกีฬาเอกซ์สตรีมประเภทนี้ได้ค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ต่อไปก็น่าจะใช้ได้กับสนามเด็กเล่น หรือสนามแข่งรถ ส่วนกระเบื้องประดับผนัง ผมมองว่ามันคือทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากได้วัสดุจากธรรมชาติที่ให้ลวดลายแบบธรรมชาติ แถมน้ำหนักเบาอีกด้วย”

เป็นมากกว่างานรีไซเคิล

งานรีไซเคิลที่ภัทรพลและเพื่อนๆ คิดขึ้นทั้งหมดนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อครั้งที่ถูกนำเสนอผ่านนิทรรศการต้นแบบที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC หลายคนนั้นเข้ามาพูดคุยเพื่อก้าวสู่การต่อยอดความคิด ผลิตเป็นชิ้นงานในเชิงพาณิชย์

“บริษัทผลิตลานสเกตบอร์ดที่อเมริกาก็สนใจ อยากนำไปต่อยอด เพราะเขามองว่ามันสามารถผลิตส่งให้กับบริษัทสาขาในต่างประเทศได้ หรือผู้ประกอบการไทยเองก็สนใจที่จะนำต้นแบบความคิดของเรา ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจากัน ถ้าสรุปว่าเขาจะนำไปใช้จริงๆ ก็คงต้องมาร่วมทำงานต่ออีกนิดหนึ่ง เพราะอาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชิ้นงานนั้นๆ เพื่อให้เข้ากับสถานที่ใช้จริง”

อย่างที่บอกนั่นละ เป้าหมายหลักๆ ของโครงการนี้ก็เพื่อเพิ่มมูลค่าขยะเกษตร โดยใช้แนวคิดสร้างสรรค์มาเชื่อมโยงให้เกิดเป็นชิ้นงาน ซึ่งกว่าที่มันจะบรรลุผลนั้น ทุกคนในทีมต่างเจอกับข้อจำกัดสารพัด ตั้งแต่ปริมาณ คุณสมบัติเฉพาะ จนถึงต้นทุนที่ผลิตและราคาที่ขายในตลาด

“ถ้าสมมติว่าจะนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ก็ต้องกลับมานั่งดูกันว่าผลผลิตของขยะเกษตรที่จะออกมาในแต่ละปีมีมากน้อยเท่าไหร่ นี่คือข้อจำกัดของวัสดุธรรมชาติ มันไม่สามารถคอนโทรลได้แน่นอน แต่ตรงกันข้าม มันจะถูกชดเชยด้วยจุดเด่นที่หาไม่ได้จากวัสดุสังเคราะห์ โดยมีการออกแบบเข้ามาเป็นตัวช่วย มันก็จะได้ชิ้นงานที่ไม่ธรรมดา

ผมว่าคนไทยโชคดีนะครับที่เป็นเมืองเกษตร เราสามารถจะหาขยะจากเกษตรมาต่อยอดได้อีกนับไม่ถ้วน อยู่ที่ว่าคุณนำมันมาใช้อย่างรู้ค่าหรือเปล่า ฉะนั้นสิ่งที่นักออกแบบไทยต้องช่วยกันคือหาลู่ทางที่จะนำความคิดสร้างสรรค์ไปใช้กับขยะเกษตรเหล่านั้นให้ได้ เมื่อเจอคุณสมบัติเด่นของขยะเกษตรแล้ว ต้องพยายามดิ้นไปหาแอพพลิเคชันใหม่ๆ อยู่เสมอ ถ้ามองในเชิงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันยังขาดตรงนี้เยอะมาก มันมีแค่วิจัยและลงมือผลิต แต่เรื่องความคิดสร้างสรรค์ไม่มี ทำให้งานที่ออกมาไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ผมว่ามันเป็นความท้าทายของนักออกแบบเลยล่ะ”

เป็นก้าวแรกที่จะก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์เจ๋งๆ ต่อไป อนาคตเราคงได้เห็นการนำขยะเกษตรมาแปลงเป็นของใช้นับไม่ถ้วน วันนั้นการรีไซเคิลก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และเราก็อาจมีส่วนช่วยชุบชีวิตขยะเกษตรให้กลับมามีค่าอีกครั้ง

ล้อมกรอบ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม TCDC (ชั้น 6 ดิ เอ็มโพเรียม) หรือ www.tcdc.or.th

แพทย์เตือนให้ระวังอันตราย หากข้อตกลงเรื่องสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่สำเร็จ

ผู้เขียน: 
ริชาร์ด แบลค (Richard Black) แปลโดยจันเพ็ญ รุยันต์

บทความจาก http://www.bbcnews.com/ โดย ริชาร์ด แบลค (Richard Black) แปลโดยจันเพ็ญ รุยันต์

18 องค์กรทางการแพทย์กล่าว่า ความล้มเหลวของข้อตกลงในการประชุมของสหประชาชาติเกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความหายนะของเรื่องสุขภาพทั่วโลก บทความในหนังสือ The Lancet และหนังสือเกี่ยวกับยา British Medical Journal ของประเทศอังกฤษ กระตุ้นเตือนให้หมอก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการผลักดันเรื่องสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ในหลายๆบทความกล่าวว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในแถบที่มีอากาศร้อนจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง พวกเขามีข้อโต้แย้งว่า การควบคุมสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะทำให้มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพและทำอากาศบริสุทธิ์ขึ้น

การประชุมสุดยอดของสหประชาชาติเกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่กรุงโคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคมนี้จะถึงกำหนดของการกำหนดข้อตกลงในเรื่องของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงแทนข้อตกลงเดิม คือข้อตกลงเกียวโต (Kyoto Protocol)

แต่การเตรียมการเจรจาข้อตกลงต้องเกิดความยุ่งยาก เนื่องจากหาข้อตกลงไม่ได้ว่าประเทศใดควรจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนเท่าใดและจะมีการจัดหาเงินทุนได้อย่างไรในการป้องกันและค่าใช้จ่ายสำหรับช่วยเหลือประเทศยากจน

จากจดหมายที่ลงนามผู้นำของ 18 องค์กรทางการแพทย์จากทั่วโลก กล่าวตอนหนึ่งว่า " จะมีอันตรายอย่างมาก เนื่องจากความไม่เด็ดขาดและความลังเลของนักการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นทางเศรษฐกิจ และถ้าความรับผิดชอบของคนเหล่านี้มีน้อยผลที่ตามมาก็คือ ความหายนะทางสุขภาพของประชากรทั่วโลก"

ความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นทุกที (Rising risk)

เมื่อต้นปี The Lancet และ University College London (UCL) ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงต่อสุขภาพของประชากรโลกโดยได้ชี้ให้เห็นถึงว่า ถ้าอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อ การลดลงของน้ำสะอาดและอาหารในประเทศกำลังพัฒนาและการเพิ่มการตายของจำนวนประชากรเนื่องมาจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ในประเทศโซนร้อน

แต่การศึกษาดังกล่าวก็มีช่องโหว่เช่น แทบจะไม่มีข้อมูลที่เชื่อถือในเรื่องของคลื่นความร้อนที่ทำให้อัตราการตายเพิ่มขึ้นของประชากรในทวีปเอเชียใต้และอัฟริกา แต่กระนั้นก็ตาม บทสรุปหลักก็คือประมาณอีกครึ่งศตวรรษจะมีประชากรเพิ่มขึ้นประมาณสามร้อยล้านคน

"ผลกระทบด้านสุขภาพจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกับประชากรส่วนใหญ่ของโลกซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกสิบปีข้างหน้าและความเป็นอยู่โดยทั่วๆไปของประชากรโลกอยู่ในความเสี่ยง"

บทบรรณาธิการล่าสุดของหนังสือ The Lancet และหนังสือเกี่ยวกับยา British Medical Journal พร้อมด้วยจดหมายจากองค์กรทางการแพทย์ทำให้กรณีเรื่องสุขภาพเป็นจริงเป็นจังขึ้นและองค์กรเกี่ยวกับมนุษยชนและองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับ

]ลอร์ด ไมเคิล เจย์ (Lord Michael Jay) ประธานองค์กรเมอร์ลิน องค์กรทางสุขภาพ ไมเคิล มาร์มอต (Michael Marmot) อาจารย์มหาวิทยาลัยของ UCL กล่าวว่า "ถึงแม้จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่เรื่องของพลังงานสะอาด รถที่ใช้ไฟฟ้า การรักษาป่า และการใช้พลังงานอย่างประหยัด และการแสวงหาเทคโนโลยีทางการเกษตรเป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างยิ่ง แต่เรื่องของสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้เรื่องดังกล่าวไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลย" ซึ่งบทบรรณาธิการตอนหนึ่งกล่าวว่าทางออกแบบ win-win มีมากมาย ซึ่งเรื่องของเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ หมายถึงการทำให้เกิดมลพิษน้อยลงตามไปด้วย การบริโภคแบบคาร์บอนต่ำ นั่นหมายถึงการบริโภคเนื้อให้น้อยลง และการออกกำลังกายมากขึ้น นั่นหมายถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆเหล่านี้จะน้องลง เช่น โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

"ซึ่งมันเป็นเรื่องของโอกาส ไม่ใช่เรื่องของความเสียหายแต่อย่างใด"

เจราจาโลกร้อนวันที่ 3 คนดังฟิลิปปินส์และอินโดฯ บินมาร่วมขบวนกลุ่มผู้หญิงและชาวประมงร้องลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คนดังฟิลิปปินส์และอินโดฯ บินมาร่วมขบวนกลุ่มผู้หญิงและชาวประมง เรียกร้องลดโลกร้อนหน้าตึกเวทีเจรจาโลกร้อนที่ยูเอ็นกรุงเทพฯ

ขณะที่ในเวทีเจรจาโลกร้อนกำลังคร่ำเคร่งกับการถกเถียงเรื่อง “ถอดวงเล็บ” ของคำที่ใช้ในเอกสารเจรจาอย่างไม่ค่อยเห็นความคืบหน้าชัดเจนเป็นวันที่ 3 ด้านหน้าสถานที่เจรจาโลกร้อนวันนี้เต็มไปด้วยสีสัน เสียงเพลง และข้อเรียกร้อง เป็นเวลาหลายชั่วโมงจากกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์ของกลุ่มผู้หญิงและกลุ่มชาวประมงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

10.30 น เครือข่ายชาวประมงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มต้นการเดินรณรงค์ที่ท่าเรือพระอาทิตย์ แล่นเรือ 4 ลำพร้อมข้อความรณรงค์และผู้แทนเครือข่ายราว 50 คน ขับย้อนไปที่ปากคลองผดุงกรุงเกษม ก่อนจะย้ายไปขึ้นเรืออีก 3 ลำ ในคลองเนื่องจากเรือเดิมไม่สามารถแล่นผ่านประตูควบคุมน้ำได้ และแล่นเรือทั้ง 3 ลำ (โดยได้รับความอนุญาตจาก กทม.) มุ่งไปจอดบริเวณด้านหน้าอาคารสหประชาชาติ ก่อนขึ้นมาทำกิจกรรมบริเวณหน้าตึกด้วยการล้มตัวลงนอนเสมือนตายบนพื้นถนน

“เราต้องการส่งข้อความว่าเรากำลังจะตายจากผลกระทบโลกร้อน โดยเฉพาะกลุ่มประมงริมฝั่งซึึ่งเดือดร้อนหนักต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Glenn Ymata เลขาธิการเครือข่ายชาวประมงฯ กล่าว

เครือข่ายชาวประมงแถลงการณ์กล่าวโทษกลุ่มประเทศ “เหนือ” (พัฒนาแล้ว) ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมสาหัสในฟิลิปปินส์ เวียดนามและกัมพูชา อันเนื่องมาจากไต้ฝุ่นกฤษณา (Ketsana) ที่โจมตีหนักหน่วงทำให้คนเสียชีวิตนับร้อยและไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายพันตอนนี้

“เราเชื่อว่าเหตุของฝนตกห่าใหญ่อย่างไม่คาดฝันครั้งนี้เกิดจากวิกฤตโลกร้อน” นายปาโบล โรซาเลส ชาวประมงจากฟิลิปปินส์กล่าว (ดูแถลงการณ์ข้างล่างประกอบ)

แถลงการณ์ชาวเลโลกร้อน

ชาวเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โทษประเทศ “เหนือ” ตัวการอุทกภัยหนักในภูมิภาค

วันนี้ (1 ต.ค.52) เครือข่ายชาวประมงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงการณ์กล่าวโทษกลุ่มประเทศ “เหนือ” (พัฒนาแล้ว) ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมสาหัสในฟิลิปปินส์ เวียดนามและกัมพูชา อันเนื่องมาจากไต้ฝุ่นกฤษณา (Ketsana) ที่โจมตีหนักหน่วงทำให้คนเสียชีวิตนับร้อยและไร้ที่อยู่อาศัยอีกหลายพันตอนนี้

“เราเชื่อว่าเหตุของฝนตกห่าใหญ่อย่างไม่คาดฝันครั้งนี้เกิดจากวิกฤตโลกร้อน” นายปาโบล โรซาเลส ชาวประมงจากฟิลิปปินส์กล่าว

นายโรซาเลสกล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลชาติต่างๆ กำลังนั่งเจรจาเรื่องโลกร้อนอยู่ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ เขายังไม่เห็นมีการพูดถึงการปรับตัวรับมือกับวิกฤตโลกร้อนสำหรับเหยื่อโลกร้อนที่กำลังเผชิญชะตากรรมแสนสาหัสในชุมชนบริเวณชายฝั่งแต่อย่างใด ประเด็นเจรจาพุ่งไปคุยแต่เรื่องตลาดคาร์บอนเท่านั้น

จากรายงานธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุชัดว่ามีปัจจัยสำคัญหลายประการที่บ่งชี้และอธิบายว่าทำไมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึงเป็นภูมิภาคหนึ่งที่ตกอยู่ในชะตากรรมเสี่ยงจากวิกฤตโลกร้อน ประชากรกว่า 563 ล้านคนของภูมิภาคอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งและเผชิญวิกฤตจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ขณะเดียวกันชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่พึ่งพาการเกษตรและประมงในการดำรงชีวิตก็จะต้องเผชิญกับภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมและพายุไซโคลน (พายุฤดูร้อน)

เวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 9 ของ AWG* และครั้งที่ 7 ของ AWG-LCA** นับเป็นการเจรจารอบสำคัญก่อนที่จะนำผลไปดำเนินการเพื่อสรุปและตัดสินใจในการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญา (COP 15) ที่โคเปนเฮเกน

“ขณะที่การเจรจาดำเนินไป เราไม่คาดหวังต่อรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลประเทศ “เหนือ” ทั้งหลายว่าจะยอมหันมาเจรจราเรื่องการปรับตัวรับมือโลกร้อน เพราะเรารู้ดีว่าเรื่องเดียวที่เขาเจรจาคือทำอย่างไรจะหาเงินได้จากการค้าคาร์บอน” นายธิฮาราม ผู้นำชาวประมงจากอินโดนีเซียซึ่งเดินทางมาสังเกตการณ์การเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ กล่าว

นายปาโบล โรซาเลสและนายธิฮารามเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชาวประมงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อความเป็นธรรม (SEAFIsh for Justice) ซึ่งร่วมขบวนเรือชาวประมงจากแม่น้ำเจ้าพระยาสู่คลองผดุงกรุงเกษมเทียบท่าที่หน้า UN ESCAP สถานที่จัดการเจรจาฯ วันนี้เพื่อสื่อให้ชาวโลกเห็นถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่

SEAFIsh for Justice เป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซียและพม่าที่ทำงานด้านประมง

หลังจากล่องขบวนเรือถึงยูเอ็น ตัวแทนชาวประมงได้มอบหน่ออ่อนต้นโกงกาง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ป่าชายเลน ให้กับผู้แทนเจรจาของประเทศ “เหนือ” และประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อส่งข้อความให้ประเทศเหล่านั้นว่าจะเริ่มดำเนินการฟื้นฟูป่าชายเลนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือจะรอเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากวิกฤตโลกร้อน (เสนอรูปธรรมการปรับตัวรับมือกับโลกร้อน)

*การประชุมพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศในภาคผนวก 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต (The Ninth session of the Adhoc Working Group (AWG) – Kyoto Protocol)

** ความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The seventh session of the AWG – Long Term Cooperative Action)

ขบวนเครือข่ายผู้หญิงพาเหรดร้องความยุติธรรมธรรมเรื่องโลร้อน แจงผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมมากขึ้น เหตุได้รับผลกระทบมากกว่า

ด้านเครือข่ายผู้หญิงได้เริ่มทำกิจกรรมราว 10.30 น.บริเวณสวนสันติชัยปราการ มีการตั้งขบวนเดินตามท้องถนนอย่างมีสีสัน มาจนถึงหน้าบริเวณยูเอ็นราว 11.00 น โดยมีผู้ร่วมขบวนเป็นหญิงชาวเอเชียในชุดแต่งกายชาติตัวเองหลากหลาย ถือป้ายเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในข้อตกลงการดำเนินการใดๆ ด้านโลกร้อน ด้วยเหตุผล “เพราะผู้หญิงมักจะได้รับผลกระทบมากกว่าเวลาเกิดภัย เช่นกันผลกระทบโลกร้อนก็จะเกิดกับผู้หญิงมากกว่า ดังนั้นการเรียกร้องความเท่าเทียมและเป็นธรรมทางเพศจึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งในการเจรจาโลกร้อนซึ่งจะมีผลต่อทุกคนบนโลก” (ดูรายละเอียดในแถลงการณ์แนบท้ายประกอบ)

ในขบวนของเครือข่ายผู้หญิงมีคนดัง 3 คนจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย คือมีเรียม เควียมเบา ดารานางแบบและรองนางงามจักรวาลอันดับ 1 ปี 1999 มาร์ค เนลสัน นายแบบ พิธีกรชื่อดังและผู้ชนะคนที่สามจากรายการอเมซซิ่งเรซ ฤดูกาลที่สอง และออปปี อันดาราสตา ศิลปินเพลงแร็ปชื่อดังจากอินโดนีเซีีย

“แม้ว่าฉันจะเป็นดารา นางงามแต่ก็เคยทำงานด้านทีวีและมีประสบการณ์เห็นความยากลำบากของชาวฟิลิปปินส์ด้วย ส่วนหนึ่งผ่านการเดินทางและทำงานของฉันเอง เรื่องราวที่ฉันได้ประสบ เหล่านี้เป็นพื้นฐานส่วนตัว พอถูกชวนให้มาร่วมขบวนวันนี้ฉันจึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม ผลกระทบโลกร้อนมันชัดมาก สองสามวันที่ผ่านมาพายุในฟิลิปปินส์รุนแรง คนเจ็บคนตาย ฉันพยายามช่วยโดยการเป็นอาสาสมัครผ่านรายการทีวี ได้เห็นผลกระทบโลกร้อนตรง ๆ ฉันรู้สึกมากว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เกิดกับคนจนเท่านั้นแต่สามารถเกิดกับคนใกล้ตัวเรา ทุกคนไม่เว้นรวยจน และเราไม่มีเวลาลังเลอีกต่อไป ฉันได้แต่หวังว่าประเทศพัฒนาแล้วจะตระหนักถึงความเป็นจริงเหล่านี้และตัดสินใจทำให้การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่ออกมาอย่างเป็นธรรมต่อทุกคน” มีเรียม เควียมเบา กล่าว

“นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้เข้าร่วมการกิจกรรมเช่นนี้ เพราะรู้สึกว่าโลกร้อนเป็นประเด็นที่ใกล้ตัวเราทุกคนมาก ดูอย่างสิ่งที่เกิดในฟิลิปปินส์ตอนนี้เป็นตัวอย่าง เหล่านี้คือประจักษ์พยานความรุนแรงจากธรรมชาติที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องลงมือแก้ไขเพื่ออนาคตของเรา เพื่อเด็กๆ ของเรา ผมไม่ได้หวังอะไรมาก ผมมาเพราะคิดว่านี่คือส่วนเล็กๆ ที่ผมพอจะทำได้เลยตอนนี้ และหวังว่าเสียงที่ผมร่วมส่งออกไปจะได้ยินถึงในห้องเจรจาแล้วทำให้บรรดาผู้แทนเจรจาจะตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม” มาร์ค เนลสันกล่าว

ส่วนในห้องเจรจาซึ่งแยกเป็นห้าห้อง วันนี้แต่ละห้องยังคงเจรจาต่อเนื่องและยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน คาดว่าพรุ่งนี้จะสามารถสรุปความคืบหน้า 3 วันแรกได้อย่างไม่เป็นทางการ มีรายงานข่าวว่าตอนนี้่คำถามเดียวกันกับที่นักข่าวถามเรื่องความคืบหน้าถูกถามจากรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเช่นกัน เย็นนี้ทางกระทรวงต่างประเทศนัดคุยกับ รมว.อาเซียน คาดว่าพรุ่งนี้จะสามารถถามความคืบหน้าส่วนนี้ด้วย เข้าใจว่าเป็นการพยายามหาจุดยืนร่วมของ รมว.อาเซียนต่อเรืี่องโลกร้อนที่จะประกาศในเวทีโคเปนเฮเกน

ที่มา: http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26060

ท่าทีของประเทศกำลังพัฒนาต่อการประชุม

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คอลัมน์ บางกอก ทอล์ค 2009 28 ก.ย. - 9 ต.ค.

ภาพรวมในที่ประชุมการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในที่ประชุมทั้ง 2 กลุ่ม คือ คณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWG-LCA) และคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมสำหรับประเทศภาคผนวกที่หนึ่ง หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้พิธีสารเกียวโต (AWG-KP) ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ สหประชาชาติยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะเจ้าภาพการจัดประชุม บอกว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมเช่นนี้ ที่ประชุมจะใช้ช่วงเวลาในสัปดาห์แรกดูท่าทีของกันและกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐาน เพื่อประเมินท่าทีต่อกันว่า สิ่งที่กลุ่มประเทศของตัวเองจะนำเสนอนั้น กลุ่มประเทศอื่นๆ มีท่าทีอย่างไร รับได้มากน้อยแค่ไหน และคาดว่าตั้งแต่สัปดาห์หน้าไปจนสิ้นสุดการประชุมในวันที่ 9 ตุลาคมนั้น การพูดคุยต่อรองในห้องประชุมจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น

ส่วนกิจกรรมนอกห้องประชุมนั้น กลุ่มประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรเอกชน ได้ผลัดเปลี่ยนกันแสดงท่าที และเสนอข้อมูลต่อสื่อมวลชนตลอดเวลา

นายลูมัมบ้า แดบปิ้ง ชาวซูดาน ในฐานะประธานกลุ่ม จี 77 บวกประเทศจีน ได้ออกมาแถลงเรื่องท่าทีของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่อการประชุมที่กรุงเทพฯคราวนี้ว่า การที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เสนอตัวเองว่าจะลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 25% ภายในปี 2020 หรือ พ.ศ.2563 โดยใช้ฐานตั้งแต่ปี 1990 หรือ พ.ศ.2533 นั้น ข้อเสนอดังกล่าวไม่สามารถทำให้โลกรอดพ้นวิกฤตของภาวะโลกร้อนได้ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ถึง 40% ถึงทำให้โลกรอดจากวิกฤตได้ เพราะตัวเลขดังกล่าว จะทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนา สามารถมีช่องว่างที่สามารถพัฒนาตัวเองได้บ้าง

นายมาร์ติน คอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ใต้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกามีความชัดเจนที่จะลดภาวะโลกร้อน แม้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศที่อยู่ในอนุสัญญาเกียวโต แต่ทุกคนก็ทราบดีว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้

"ที่น่าเป็นห่วงคือ เวลานี้หลายประเทศบอกว่าจะขอดูท่าทีของสหรัฐอเมริกาว่าจะมีท่าทีที่จะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเท่าใด และจะทำตามโดยล่าสุดนั้น สหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0-7% ภายในปี 2020 หากประเทศพัฒนาแล้วเอาแบบอย่างจากประเทศสหรัฐอเมริกากันหมดเราจะไม่สามารถทำให้เกิดความก้าวหน้าเรื่องการแก้ปัญหาโลกร้อนได้เลย" นายคอร์กล่าว

นายคอร์กล่าวด้วยว่า ยิ่งไปกว่านั้น เวลานี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกากำลังเอาประเด็นเรื่องโลกร้อนมาเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า เช่น สินค้าบางอย่างหากไม่ผ่านเทคโนโลยีที่ลดภาวะโลกร้อนจะถูกตีกลับประเทศต้นทางทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทางการเกษตรของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งถือเป็นเรื่องโหดร้ายอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว กลุ่มประเทศจี 77 ผนวกประเทศจีนเสนอว่า การประชุมในครั้งนี้ควรจะได้ข้อสรุปที่จะไปประชุมต่อที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ว่าจะต้องจัดตั้งองค์กรที่ดูแลเรื่องเทคโนโลยีที่จะลดลดโลกร้อนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา

ขณะที่กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเสนอ และข้อเรียกร้องที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนานำเสนอ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ว่าจะตอบรับหรือว่าปฏิเสธ

แต่คาดว่าอีกไม่นานเกินรอ ท่าทีดังกล่าวจะแย้มออกมา

การรวมกลุ่มของประเทศที่สำคัญ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คนไทยยังสนใจเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมของประเทศอื่นน้อยมาก ทำให้เราค่อนข้างคับแคบ มัวแต่เทลาะกันโดยไม่รู้ว่าประเทศอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนน่าจะต้องส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้เรื่องประเทศอื่นกันมากขึ้น

โลกในปัจจุบันที่ประกอบไปด้วยประเทศราว 200 กว่าประเทศ อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามฐานะทางเศรษฐกิจ คือ

1. ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมหรือประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า เช่นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก คานาดา ออสเตรเลีย องค์กรต่าง ๆ ให้รายชื่อประเทศพัฒนาหรือประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นกองเงินทุนระหว่างประเทศ(IMF) ให้รายชื่อ 32 ประเทศ รวมทั้งประเทศอย่างไซปรัส อิสราเอล มอลต้า สิงคโปร์ สโลวาเนีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ธนาคารโลกให้รายชื่อประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า 60 ประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) เฉลี่ยตัวหัว 11,456 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

2.ประเทศตลาดเกิดใหม่(EMERGING ECONOMY) หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เช่นจีน รุสเซีย บราซิล อินเดีย เมกซิโก เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ฯลฯ อาจจะรวมยุโรปตะวันออกบางประเทศ มาเลเซีย ไทยด้วย

3.ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศที่มีรายได้ต่ำ ได้แก่ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา

แต่นี่เป็นการแบ่งกลุ่มจากองค์กรต่าง ๆ และคนทั่วไปเท่านั้น การรวมกลุ่มเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจจริง ๆ มาจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสภาพสังคม วัฒนธรรมของประเทศต่าง ๆ

กลุ่ม OECD องค์กรเพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

กลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่รวมกลุ่มกันนานและมีบทบาทต่อเนื่อง คือกลุ่ม ORGANIZATION FOR ECONOMIC COOPERATION AND DEVELOPMENT แต่เดิมชื่อองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งยุโรปตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปี พ.ศ.2504 จึงได้ปฏิรูปองค์กรนี้ใหม่เป็น OECD ขยายการรับสมาชิกเป็น 20 ประเทศ และหลังจากนั้นก็เปิดรับสมาชิกเพิ่ม จนปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 30 ประเทศ

กลุ่ม OECD เป็นการร่วมมือกันระหว่างประเทศที่ยอมรับหลักการประชาธิปไตยแบบผู้แทนและเศรษฐกิจระบบตลาดเสรี เพื่อร่วมมือกันทั้งด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสภาพแวดล้อม ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง 20 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจากยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ คือเยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี สเปน ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ค กรีก ไอซแลนด์ ลุกเซ็มเบริก ปอร์ตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอกนั้นก็มีสหรัฐฯ คานาดาและตุรกี

สมาชิกรุ่นหลัง 10 ประเทศ คือญี่ปุ่น ฟินแลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เมกซิโก สาธารณรัฐเชค เกาหลีใต้ ฮังการี โปแลนด์ และสโลวาเกีย ในจำนวน 30 ประเทศนี้มี 3 ประเทศคือเมกซิโก โปแลนด์และตุรกี ที่กองเงินทุนระหว่างประเทศ (IMF) ยังไม่ถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง แต่ก็อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากพอสมควร

กลุ่ม OECD มีสำนักงานที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานประจำ มีงบประมาณดำเนินงานที่ได้รับมาจากการจ่ายค่าบำรุงของประเทศสมาชิก นอกจากสำนักงานกลาง OECD ที่ปารีสฝรั่งเศสแล้ว ยังมีหลายหน่วยงานที่ทำงานเฉพาะด้าน เช่นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ พลังงาน และการคัดค้านการฟอกเงินระหว่างประเทศ กลุ่ม OECD เป็นหน่วยงานที่รวบรวมสถิติผลงานวิจัยและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลที่สำคัญองค์กรหนึ่ง มีบทบาทในการต่อต้านการคอรัปชั่นและการฟอกเงินระหว่างประเทศด้วย

สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION)

เป็นองค์กรร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเข้มแข็งมากกว่า OECD ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจแบบหลวม ๆ สหภาพยุโรปซึ่งเรียกย่อว่า EU เริ่มจากสมาชิกก่อตั้ง 6 ประเทศในยุโรปตะวันตก คือเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลุกเซ็มเบริก เป็นประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าในปีพ.ศ.2494 และประชาคมเศรษฐกิจยุโรปปีพ.ศ.2500 เพื่อลดภาษีการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ภายหลังขยายการรับสมาชิกและพัฒนาเป็นสหภาพยุโรป พยายามทำให้เป็นตลาดเดียวที่เปิดให้ทั้งสินค้า บริการ ทุน และผู้คนในประเทศสมาชิกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี มีการตกลงใช้เงินตราร่วมกันตามความสมัครใจ กำหนดนโยบายกฎระเบียบบางอย่างโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ(เช่นนโยบายด้านการค้า การเกษตร การประมงและการพัฒนาภูมิภาค) ร่วมกันเหมือนเป็นสหพันธรัฐแบบหลวม ๆ มีการขยายสมาชิกไปสู่ประเทศในยุโรปอื่น ๆ รวมทั้งยุโรปตะวันออกที่เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นทุนนิยมตั้งแต่หลังจากปี พ.ศ.2534

ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีสมาชิก 27 ประเทศ (มีตุรกี และประเทศในยุโรปตะวันออกบางประเทศยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกและรอการอนุมัติอยู่) มีประชากรรวมกัน 500 ล้านคน มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันราว 30% ของ GDP ของโลก(ใหญ่กว่าของสหรัฐฯ) สมาชิกที่ตกลงใช้เงินตรายูโรร่วมกัน(EUROZONE) มี 15 ประเทศ ประเทศสมาชิกอื่นยังใช้เงินตราของประเทศตนอยู่ หลักเกณฑ์ในการรับสมาชิกของ EU คือ ต้องมีระบบประชาธิปไตยที่มั่นคงที่นับถือสิทธิมนุษยชนและหลักการปกครองโดยกฎหมาย (RULE OR LAW) มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ทำงานได้ดีและแข่งขันในสหภาพยุโรปได้ และยอมรับกฎระเบียบขององค์กร

การที่สหภาพยุโรปเริ่มมาจากประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองสูง มีกฎกติกาที่ชัดเจน ทำให้สหภาพยุโรปพัฒนาได้ดีกว่ารวมกลุ่มของภูมิภาคใด แม้ที่ผ่านมาการพัฒนาสหภาพยุโรปจะมีปัญหาความขัดแย้งและอุปสรรคต่าง ๆ อยู่มากพอสมควรก็ตาม แต่ก็เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่พัฒนาก้าวหน้ามากที่สุด เทียบกับกลุ่ม NAFTA (สหรัฐฯ แคนาดา เมกซิโก) กลุ่ม ASEAN (ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ) กลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา, แอฟริกา, กลุ่มประเทศมุสลิม, กลุ่มสันนิบาตอาหรับฯลฯ

กลุ่มประเทศ G7/G8

ประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด 6 ประเทศ คือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี ร่วมมือกับแคนาดา ตั้งเป็นกลุ่ม G7 มีการนัดประชุมสุดยอดระดับหัวหน้ารัฐบาลทุกปีนับตั้งแต่ปีค.ศ. 2518 เพื่อปรึกษากันเรื่องปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองของโลก ปีพ.ศ. 2537 ได้เชิญประธานาธิบดีรัสเซีย(ที่เปลี่ยนจากประเทศสหภาพโซเวียตที่เคยเป็นสังคมนิยมมาเป็นประเทศพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่) มาปรึกษาด้วย ในตอนหลังจึงเรียกว่าการประชุมกลุ่ม G8

กลุ่ม G20 - กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ

ชื่อทางการคือ GROUP OF TWENTY FINANCE MINISTERS AND CENTRAL BANK GOVERNORS (กลุ่มรัฐมนตรีการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง 20 แห่ง) ก่อตั้งในปีพ.ศ.2542 เพื่อเป็นที่ประชุมปรึกษาหารือและร่วมมือกันในเรื่องที่เกี่ยวกับการเงินของโลก โดยรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญ ๆ คือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ อิตาลี คานาดา ออสเตรเลียและตัวแทนสหภาพยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่มีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ใหญ่ คือรุสเซีย จีน อินเดีย บราซิลอาร์เยนตินา เมกซิโก ตุรกี เกาหลีใต้ สหภาพแอฟริกาใต้ ซาอุดิอารเบียและอินโดนีเซีย รวม 19 ประเทศ บวกกับตัวแทนสหภาพยุโรปอีก 1 เป็น 20

เมื่อนับรวมสหภาพยุโรปด้วย ทำให้กลุ่มประเทศ G20 มีประชากรรวมกันราว 2 ใน 3 ของประชากรโลก และขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่ราว 80-85% ของ GDP ของโลก จึงต้องถือว่าเป็นการประชุมของพี่เบิ้ม ขนาด GDP ของไทย ไม่ใหญ่พอจะเป็นสมาชิกกลุ่มนี้(ปี 2551 อยู่อันดับที่ 35 ของโลก) แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 21 มากกว่าอังกฤษ อิตาลีก็ตาม คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมกลุ่ม G20 ในฐานะประธานกลุ่มอาเซียน ไม่ใช่ในฐานะผู้นำของประเทศสมาชิก

กลุ่ม G20 เป็นองค์กรปรึกษาหารือกันอย่างหลวม ๆ ในเรื่องปัญหาการเงินระหว่างประเทศซึ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้นนับจากวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในภูมิภาคเอเชียในช่วงปี 2540-2541 กลุ่มนี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปี 2551 เมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯมีปัญหาวิกฤติทางการเงินซึ่งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

กลุ่ม G20 ได้ตกลงกันจะระดมทุนไปช่วยกองเงินทุนระหว่างประเทศ IMF ให้มีเงินทุนที่จะปล่อยกู้ให้รัฐบาลประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งจะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการค้าของโลกในรูปแบบการค้ำประกันเครดิตการค้า เพื่อช่วยให้การส่งออกฟื้นตัว ขณะที่ประเทศ เช่นฝรั่งเศส เยอรมันเรียกร้องให้ทุกประเทศโดยเฉพาะสหรัฐฯมีการปฏิรูประบบการกำกับดูแลธนาคาร สถาบันการเงินและกองทุนเพื่อการลงทุนต่าง ๆ อย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (อ่านเพิ่มเติมวิทยากร เชียงกูล มุมมองใหม่ วิกฤติเศรษฐกิจโลก บ้านพระอาทิตย์ 2552)

ลิขสิทธ์อาหารกับขอถนนปลอดรถเข็นอาหาร

ผู้เขียน: 
สุธน สุขพิศิษฐ์

อาทิตย์นี้ขอมีสองเรื่องรวมในวันเดียวกันครับ เรื่องแรกข่าวว่ามาเลเซียประกาศอาหารหลายอย่างว่าเป็นของเขา เรื่องที่สอง

อยากได้ถนนสาทรปลอดจากแผงลอยขายอาหารและรถเข็นอาหาร

เรื่อง แรกเห็นเพียงแวบๆ ว่ามาเลเซียประกาศอาหารหลายอย่างว่าเป็นอาหารของเขาหรืออาหารประจำชาติ รู้สึกว่าจะมีบักกุ๋ดเต๋ หรือซี่โครงหมูตุ๋น ข้าวมันไก่ ปูผัดผงกะหรี่ ข้าวผัดกะทิหรืออะไรไม่แน่ใจ ผมเข้าใจเอาเองว่า เขาคงแค่บอกทั่วๆ ไปหรือแค่ย้ำความเข้าใจ คงไม่ถึงขนาดจดลิขสิทธิ์ห้ามคนอื่นเอาไปแอบอ้างเป็นของตัวเอง
ถ้า เป็นแค่บอกทั่วๆ ไป หรือย้ำความเข้าใจนั้นก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะส่วนใหญ่ก็รู้ๆ กันอยู่ทั้งนั้นว่าอาหารอะไรเป็นของใคร เพราะทั้งข้อมูลสื่อสาร การเดินทาง โลกมันแคบลงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ แล้วคนไปที่ไหนก็ต้องกิน กินแล้วก็รู้เองว่าอะไรเป็นอะไร

เหมือน เมื่อเราลงไปหาดใหญ่ไม่กินบักกุ๋ดเต๋ ก็ไม่ถึงหาดใหญ่ เพราะรู้ว่าเป็นอาหารของจีนกลุ่มภาษาฮกเกี้ยน ซึ่งทางใต้ของไทยรวมไปถึงมาเลเซียนั้น ส่วนใหญ่เป็นถิ่นของคนจีนกลุ่มภาษาฮกเกี้ยน สมมติว่าเข้าไปเที่ยวถึงมาเลเซีย ก็ต้องอยากกินบักกุ๋ดเต๋ ว่าของทางนั้นจะเหมือนกับกินที่หาดใหญ่หรือไม่

ก็ เหมือนกันว่า เมื่อไปที่นั่นก็อยากกินเนื้อสะเต๊ะแบบมาเลเซียบ้าง อาจจะอยากเปรียบเทียบว่าเหมือนทางอินโดนีเซียไหม หรือเนื้อสะเต๊ะแถวเอกมัย อ่อนนุช พระโขนง ว่ามันจะแตกต่างกันอย่างไร

ข้าว มันไก่มาเลเซีย ก็อยากลองกินว่าจะเหมือนข้าวมันไก่สิงคโปร์ด้วยหรือเปล่า อาจจะเอาข้าวมันไก่ไหหลำบ้านเราเป็นตัวตั้งว่า เป็นไก่ตอนด้วยหรือไม่ แล้วข้าวมันและน้ำจิ้มน้ำซุป ใครเด็ดกว่ากัน นักกินส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น รู้แล้วก็ชอบลอง

ก็กลับกันว่า ใครๆ ทั่วโลกรู้ว่าต้มยำกุ้งเป็นอาหารของคนไทย ที่กินมาเก่าแก่จนเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย ส่วนจะกินที่ไหนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ร้านอาหารไทยในเมืองนอกถ้าคนของประเทศนั้นเข้าร้านอาหารไทยก็ต้องสั่งต้มยำ กุ้ง กินบ่อยๆ จนชินรสมือของร้านนั้น มาเมืองไทยกินในร้านในเมืองไทย บอกว่าไม่เหมือนต้มยำกุ้งที่เคยกิน หรือเคยกินผัดไทยในร้านที่เคยกินบางทีเป็นผัดไทยที่ใส่เห็ดแชมปิยอง ใส่แครอต ต้นหอม นึกว่าใช่แล้วมากินที่เมืองไทยกลับไม่ใช่อีก คนกินเขาเปรียบเทียบด้วยตัวเองว่าชอบอย่างไหน แต่ก็รู้ว่าอะไรเป็นของใคร ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ต้องย้ำความเข้าใจครับ

เรื่อง อาหารนั้นเป็นวัฒนธรรมที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาและเร็วด้วย แต่ละชาติจะมีอาหารประจำชาติเยอะด้วยกันทั้งนั้น แล้วมักจะไปแพร่หลายในชาติอื่นๆ ด้วย มีทั้งถ่ายไปและรับมา แต่ละชาติที่รับของคนอื่นมานั้น ก็ยังเลือกเอาที่ถูกปากตัวเอง ไม่เอามาดะหมดทุกอย่าง พอเอามาแล้วยังมาปรับปรุงใช้วัตถุดิบที่ตัวเองมีอยู่ผสมปนลงไปด้วย ปรุงรสตามความเคยชินของลิ้น ยกตัวอย่างพิซซา ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก ทุกคนรู้ว่าเป็นของอิตาเลียน แต่กินที่ไหนไม่เคยเหมือนกัน อาจจะอร่อยหมด จนไม่รู้ว่าพิซซาต้นแบบเป็นอย่างไร ไม่ต้องอะไร พิซซาเจ้าดังที่สุดที่มีอยู่ทุกห้างในขณะนี้ ไม่มีซอสมะเขือเทศรองพื้นบนแป้ง ไม่เหมือนพิซซาที่อื่นๆ อย่างนี้ก็มี

หรือ กินบิ๊กแมคของแมคโดนัลด์ กินที่อเมริกากับกินที่อินโดนีเซียก็ไม่เหมือนกัน อย่างน้อยกลิ่นเนื้อ ผัก ขนมปัง และซอสมะเขือเทศไม่เหมือนกันแน่ๆ ทั้งๆ ที่มีบริษัทแม่เดียวกันแท้ๆ

ฉะนั้นเรื่องการ จดลิขสิทธิ์จึงไม่น่าจะเป็นไปได้หรือเลิกคิดไปเลย แต่กลับกันว่าเมื่อของตัวเองมีของดี ก็ส่งเสริมให้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆ เอาอาหารเป็นตัวสร้างชื่อเสียงให้ประเทศตัวเองได้ อีกตัวอย่างผงเครื่องปรุงต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ผัดเปรี้ยวหวาน ตอนนี้บริษัท แม็คโคมิค ซึ่งเป็นบริษัทขายเครื่องเทศเครื่องปรุงใหญ่ที่สุดในโลก ทำเครื่องปรุงอาหารไทยอย่างที่ว่าขายแล้วครับ ใครๆ น่าจะยินดีที่มีคนอื่นมาช่วยส่งเสริมอาหารไทยให้ รวมทั้งบริษัทผลิตเครื่องปรุงคนไทยก็น่าจะชอบไม่ต้องออกแรงโฆษณาเครื่องปรุง ไทย แล้วมีโอกาสพัฒนาของตัวเองแข่งขันกัน ถ้าดีจริงลูกค้าก็เลือกของเราเอง

มา ถึงเรื่องที่สองที่อยากได้ถนนสาทรปลอดจากแผงลอยและรถเข็นอาหาร จริงๆ ถึงแผงลอยและรถเข็นอาหารนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของวิถีชีวิตไทย ไม่มีที่ไหนในโลกที่มีอาหารริมถนนเท่าเมืองไทย ฝรั่งมาถนนข้าวสาร กินผัดไทยกับข้าวราดไข่เจียว 10 บาท ก็กินได้สนุกด้วย กินไปเดินไป หรือพอมืดต้องไปเยาวราชไปกินซีฟู้ดตรงถนนเท็กซัส คนไทยเองก็ต้องไปกินกวยจั๊บน้ำใส ผัดไทยปากซอยอิสรานุภาพ หรือกินขนมปังปิ้งกรอบริมถนน และอื่นๆ อีก หรืออยากจะกินอาหารอีสานต้องริมถนนริมคลองจากเทเวศร์ถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือของกินหลากหลายที่ริมถนนนครชัยศรี ศรีย่าน ทั้งหมดนี้ถ้ามีแต่ถนนโล่งๆ เกลี้ยงๆ มันขาดชีวิต

แต่ผมอยากได้ถนนสาทร ไม่ให้มีอย่างนี้ ขอหนึ่งถนน ตอนนี้ถนนสาทรเหมือนกับวอลสตรีตของเมืองไทย ถนนกว้าง สองข้างทางซึ่งมีแต่ตึกที่ทำงานและโรงแรมและสถานทูตสร้างตามกฎหมายบังคับ ทุกตึกมีระยะร่นจากถนนเปิดเป็นพื้นที่โล่ง มีฟุตปาทกว้าง ป้ายรถเมล์มีมากและเรียบร้อยดี มีราวลูกกรงจอดรถจักรยาน ไม่มีคัตเอาต์โฆษณาใหญ่ๆ (แต่ก็มีบางตึกแอบแขวน คัตเอาต์ผ้ามาแขวนกับตึก) สตรีตเฟอร์นิเจอร์ เช่น โคมไฟตรงฟุตปาท (อาจจะเชยไปนิด) มีเก้าอี้นั่งริมถนน ที่ยังขาดคือถังขยะที่กลมกลืนกันกับสตรีตเฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ประดับประเภทดอก (อย่าเอาชาฮกเกี้ยนที่เหมือนแท่งคอนกรีตสีเขียว)

แต่ ตอนนี้ทุกเช้ารถเข็นและแผงลอยอาหารเริ่มมาแล้วครับ มาตั้งแต่เช้า บางเจ้าก็ลากยาวไปถึงเที่ยง ออกมาขายคนทำงานออฟฟิศครับ อ้างว่าขายคนทำงานเดี๋ยวเดียวเท่านั้น เหตุผลเริ่มต้นแค่เล็กๆ แต่เมื่อเริ่มต้น 5 เจ้า เดี๋ยวก็ 20 เจ้า แล้วก็ไปถึง 200 เจ้า ยาวตลอดถนน แล้วความสกปรกและคนเดินฟุตปาทก็เดินลำบากในวันข้างหน้าต้องมีแน่ การแก้ปัญหาในตอนนั้นยากแน่ ให้ไปไม่ไป กลายเป็นปัญหามวลชน เป็นเรื่องใหญ่จะถูกหาว่าเป็นการรังแกประชาชนที่เคยทำมาหากิน อาจจะลามไปประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้

ไม่รู้หน้าที่ดูแลฟุตปาทนี่ยังเป็นของเทศกิจอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ก็แย่มาก ปัญหาที่เพิ่งเริ่มต้นไม่แก้ แล้วจะไปแก้ตอนไหน

ผมขอถนนสาทรที่เดียว ซึ่งจริงๆ แล้วไม่รู้ว่าต้องขอกับใคร ขอลอยๆ แล้วกันครับ

บทเรียนมาบตาพุด

ผู้เขียน: 
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

เห็นตัวเลขการลงทุน 400,000 ล้านบาท ของ 76 โครงการ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ที่จะต้องชะงักไป เพราะศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับชั่วคราวแล้วอาจตกใจ

แต่ ก็อย่าให้ความตกใจดังกล่าวนำไปสู่ข้อสรุปในทันทีว่า การต่อสู้ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำนวน 43 คน เป็นผู้ขัดขวาง ถ่วงรั้ง การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

อยากให้เรื่องนี้ เป็นกรณีศึกษาร่วมกันของคนไทย

และมีการต่อสู้กันบนหลัก เหตุและผลอย่างแท้จริง

อย่าโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป

คือ ไม่ใช่นักสิ่งแวดล้อมจ๋า

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่นักลงทุนจ๋า เช่นกัน

โดยส่วนตัวจึงไม่ขัดข้อง และสนับสนุนที่ฝ่ายรัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล

และไม่เห็นด้วยกับท่าทีของเอ็นจีโอที่บอกว่า การยื่นอุทธรณ์เป็นเรื่องของการไร้มนุษยธรรม

ขณะ เดียวกันก็อยากให้สังคมศึกษาพิจารณาการต่อสู้ของชาวบ้านมาบตาพุดที่ต้อง เผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอย่างละเอียดรอบคอบ เช่นกัน

อย่างน้อยที่สุด ต้องตระหนักว่าการต่อสู้ครั้งนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ตาม มาตรา 67 ที่ระบุว่า

"สิทธิ ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้ เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของคนย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม

การ ดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ สุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

สิทธิ ของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์การอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง

นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

และเมื่อไปพิจารณา คำวินิจฉัยศาลปกครองกลาง องค์คณะที่ 19 เราก็พบประเด็นที่น่าสนใจ หลายอย่าง

1)ศาลปกครองชี้ว่าการประกาศให้เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 แสดง ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงกันว่า ปัญหามลพิษจากการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมบริเวณชุมชนมาบตาพุดมีอยู่ จริงอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้น

2)รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ซึ่งตามหลักสภาพบังคับใช้ จะมีผลทันที ไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัตรการให้เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน

3)บทบัญญัติมาตรา 67 วรรค สองมีเจตนารมณ์ เพื่อให้มีการกำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อ ชุมชนอย่างรุนแรงไว้เป็นการล่วงหน้า เพื่อแต่ละโครงการจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

ไม่ มีเจตนารมณ์ให้มีการออกใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรงก่อน แล้วใช้หลักการควบคุมหรือหลักการเยียวยาหากเกิดความเสียหายขึ้นในภายหลัง (อย่างที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ขณะนี้)

4)แต่ปรากฏว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญ 2550 มีผลใช้บังคับเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 ฝ่ายรัฐมีการออกใบอนุญาตให้แก่โครงการหรือกิจกรรม (76 โครงการ) โดยยังไม่ได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง

ศาล จึงเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหาความน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับ ผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

5)ศาล พิเคราะห์ว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้น และอาจจะเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐนั้น สามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ ตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน

ตามคำวินิจฉัยของศาล ชี้ให้เห็นว่า "ฝ่ายรัฐ" มีจุดอ่อนและบกพร่องอยู่

ซึ่งเราก็ต้องรอดูการอุทธรณ์ว่าจะแก้อย่างไร

ทั้งนี้คงต้องเปิดใจเอาไว้กว้างๆ เอาไว้ เพื่อที่จะใช้เป็นกรณีศึกษาที่น่าจะเป็นคุณสำหรับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด

อย่าเพิ่งให้ตัวเลข 400,000 ล้านบาท มาบดบังอะไรไปเสียหมด

เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้ ทำเงิน...ด้วยการลดโลกร้อนจาก "วัว"

ผู้เขียน: 
Why U Why

ดูจั่วหัวเรื่องแล้วหลายคนอาจจะงง ๆ ว่า โมเดลธุรกิจที่ว่านี้จะเป็นไปได้ยังไง การทำเงินด้วยการลดโลกร้อนจากวัว ทั้งในประเด็นว่าจะทำเงินจากธุรกิจนี้อย่างไร และในประเด็นว่าแล้วไอ้เจ้าวัวนี่ไปเกี่ยวอะไรกับการลดโลกร้อน

คงต้องตอบประเด็นหลังก่อนว่า วัวนี่เกี่ยวกับการลดโลกร้อนได้อย่างไร เพราะปกติที่ผ่านมาเวลาเราจะนึกถึงอะไรสักอย่างที่เป็นต้นเหตุของการสร้างปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น เรามักจะนึกถึงรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ

แต่ในความเป็นจริงนั่นไม่ใช่เหตุผลเดียว เพราะไม่เพียงแต่ในอุตสาหกรรมเท่านั้นบนโลกวันนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ในเวลาเดียวกันมีนักสิ่งแวดล้อม ที่รวมทั้ง นักวิชาการและเอ็นจีโอต่างรู้ดีว่า การทำเกษตรกรรมนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลสำคัญที่ทำให้โลกนี้ร้อนขึ้น และจากการศึกษาวิจัยในอังกฤษมีตัวเลขที่ยืนยันชัดเจนว่า การปล่อยก๊าซมีเทนจากการผายลมของวัวนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของต้นเหตุในการสร้างภาวะเรือนกระจก ซึ่งถ้าพอมองสัดส่วนคร่าว ๆ แล้วจะเห็นว่า นี่พอ ๆ กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ผ่านรถยนต์ เครื่องบิน และเรือเลยทีเดียว

บริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอังกฤษ "Mootral" ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลจากโครงการ "กรีน ชาเลนต์" การประกวดโครงการลดโลกร้อนของอังกฤษจึงเกิดขึ้น โดยสร้างนวัตกรรมเพื่อที่จะลดต้นเหตุการผายลมของวัว จากการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับวัว โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทที่ชื่อว่า นีม ไบโอเทค โดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติในอาหาร ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการที่จะต่อสู้กับแบคทีเรียในกระเพาะ

ของวัว และสามารถลดการปล่อยลมจากวัวลง เมื่อบรรดาวัวในฟาร์มได้รับสารอาหารประเภทนี้

บริษัทนี้ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร "ไฟแนนเชียล ไทม์" ให้เป็นหนึ่งในห้าของโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนอีกด้วย

"จิม วอล์กเกอร์" ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เขามองเห็นประเด็นปัญหาสำคัญนี้และเป็นปัญหาที่น้อยคนนักจะรับรู้ ถ้าไม่ได้เป็นคอ "สีเขียว" ที่ทำงานในเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม แต่ความที่ "วอล์กเกอร์" มีพื้นฐานในการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมมาในอดีต โดยก่อนหน้านี้เขาทำงานอยู่กับองค์กรผู้รณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่าง "กรีนพีซ" จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่เขาจะเห็นว่า การปล่อยก๊าซมีเทนของวัวคือปัญหา

และเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่ที่น่าสนใจไม่เพียงแต่ว่าพวกเขาสามารถคิดค้นนวัตกรรมที่จะมาลดปัญหานี้ โดยตั้งเป้าว่า "Mootral" จะลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากวัวลงอย่างน้อย ๆ ก็ 25% และเขาเชื่อว่าภายในปีนี้จะสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ยต่อวัวหนึ่งตัวลง 30 ปอนด์ของคาร์บอนเครดิต

สำหรับคนที่ติดตามเรื่องในทำนองนี้มาตลอดจะรู้ว่า สิ่งที่จะทำให้บริษัทนี้ทำเงินไม่เพียงแต่การขายอาหารสูตรที่พวกเขาคิดค้นขึ้นเท่านั้น แต่ความสามารถในการลดการปล่อยมีเทนจากวัว จะทำให้พวกเขาสามารถนำเครดิตที่ได้จากการลดคาร์บอนไปขายในตลาดคาร์บอนเครดิต ที่ปัจจุบันถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก มีมูลค่าถึง 30,000 ล้านปอนด์ต่อปี ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจทีเดียว

จะว่าไปเรื่องนี้ในอังกฤษค่อนข้างมีความก้าวหน้า และไม่ใช่มีแต่เพียง "Mootral" รายเดียวที่ทำเรื่องนี้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ "เทสโก้" ยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่ในอังกฤษเองก็พยายามทำเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ในผลิตภัณฑ์นม ซึ่งอาจจะถือเป็นสินค้าเกษตรตัวแรกที่เทสโก้ นำมาคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยมีความพยายามที่จะทำงานร่วมกับเกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการใช้อาหารสัตว์ที่แตกต่างเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนของวัว

พวกเขายังเชื่อด้วยว่าในอนาคต เรื่องนี้จะยิ่งได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ ผู้บริโภค สำหรับเมืองไทยแนวโน้มที่ว่านี้ยังอีกยาวไกล แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าที่จะมาถึง เพราะแม้จะยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการปล่อยก๊าซมีเทนของวัว หากแต่การที่ยักษ์ใหญ่อย่างเทสโก้ โลตัส ในไทยที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ประกาศเปิดตัวเป้าหมายในการนำคาร์บอนฟุตพรินต์มาใช้กับการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ

อีกไม่นานเรื่องการปล่อยก๊าซมีเทนในภาคเกษตรกรรม ก็น่าที่จะกลายเป็นประเด็นที่ไม่ว่าจะช้าก็เร็ว เรื่องนี้ก็ต้องมาถึง !

ไทย-อังกฤษร่วมมือวิจัยระดับชาติ พัฒนาวิทยาศาสตร์แก้วิกฤตโลก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2552

ที่ปรึกษาวิทย์ของรัฐบาลอังกฤษบินมาไทย จรดปากกาลงนามสร้างความร่วมมือกับไทย วิจัยเทคโนโลยีใหม่ แก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต เล็งวิจัย 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ นาโน, ไบโอเซ็นเซอร์, โรคอุบัติใหม่ และภาวะโลกร้อน เตรียมจัดประชุมเวิร์กช็อปครั้งแรกเดือน พ.ย. นี้ ระดมสมองนักวิจัยสองประเทศกำหนดโครงการวิจัยระยะแรก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร โดยมี รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ สวทช., ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วท., ฯพณฯ นายควินตัน เควลย์ (H.E. Mr.Quinton Quayle) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย และ ศ.จอห์น เบดดิงตัน (Prof. John Beddington) ประธานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษ ร่วมในพิธี เมื่อวันที่ 29 ก.ย.52 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ ซึ่งมีสื่อมวลชน และทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ร่วมงาน

ศ.เบดดิงตัน กล่าวถึงแนวทางในการร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศว่า เป็นการร่วมมือเพื่อพัฒนางานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยครอบคลุม 4 เรื่องหลัก ได้แก่ โรคอุบัติใหม่, ไบโออิเล็กทรอนิกส์, นาโนเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก โดยอาจเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยหรือมหาวิทยาลัยของไทยและอังกฤษ และผลที่ได้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งไทยและอังกฤษ

ตัวอย่างโครงการวิจัยที่จะร่วมมือกัน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากชีวมวล เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน, เทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การคาดการณ์การกระจายของโรคอุบัติใหม่ เพื่อหาแนวทางการป้องกันและรับมือ รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้

ด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเริ่มต้นทำโครงการใดก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งจะต้องหารือกันก่อน โดยจะจัดการประชุมเพื่อให้นักวิจัยของทั้งสองประเทศได้มาพบปะและหารือกันครั้งแรกในเดือน พ.ย. นี้ เพื่อกำหนดโครงการวิจัยร่วมกัน และเป็นไปได้ว่าโครงการวิจัยแรกๆ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่, อาหาร และด้านการเกษตร เพราะทั้งสองประเทศมีความพร้อมอยู่แล้ว

เช่น แบบจำลองทำนายการแพร่กระจายของโรคอุบัติใหม่ ซึ่งอังกฤษมีเทคโนโลยีนี้อยู่แล้ว สามารถนำมาใช้เพื่อคาดการณ์ผลกระทบจากโรคอุบัติใหม่ และวางแนวทางป้องกันสำหรับประเทศไทยได้, การพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดทางชีวภาพสำหรับงานด้านการแพทย์และการเกษตร และนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร เป็นต้น

ผู้อำนวยการ สวทช. บอกอีกว่าไทยและอังกฤษมีลักษณะปัญหาที่คล้ายกัน ซึ่งอังกฤษเล็งเห็นว่านักวิจัยไทยก็มีศักยภาพ น่าจะสร้างความร่วมมือกันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ และจากการที่รัฐบาลอังกฤษได้จัดตั้งสำนักงานคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษในประเทศสิงคโปร์ น่าจะทำให้นักวิจัยไทยสามารถเรียนรู้และขอคำแนะนำจากนักวิจัยอังกฤษได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศเป็นครั้งแรก แม้ที่ผ่านมาจะ สวทช. เคยร่วมมือทางด้านงานวิจัยกับต่างประเทศมาแล้ว แต่เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันวิจัยเท่านั้น

สำหรับทุนสนับสนุนการวิจัยในโครงการวิจัยร่วมจะมาจากทั้งสองประเทศ ส่วนผลสำเร็จที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเจ้าของสิทธิ์ร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ตามความเหมาะสม โดยขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาความร่วมมือที่ชัดเจน แต่หวังให้เป็นความร่วมมือระยะยาว ซึ่งแผนงานเบื้องต้นจะมีการประชุมเพื่อประเมินผลโครงการวิจัยร่วมในทุกๆ 3 ปี เพื่อกำหนดแนวทางการวิจัยในระยะต่อไป.

by ThaiWebExpert