ดูกัน “ใครเป็นใคร” บนเวทีเจรจาโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

แม้สถานการณ์อุณหภูมิและชั้นบรรยากาศโลกได้เริ่มย่ำแย่ให้ประจักษ์ แต่การประชุมเจรจาลดภาวะโลกร้อนเพื่อหาข้อตกลงฉบับใหม่ที่โคเปนเฮเกนก็หาได้ราบรื่น กระทั่งวันเกือบสุดท้ายก็มีแนวโน้มว่ายังไม่ลงตัว ท่ามกลางเอ็นจีโอกลุ่มต่างๆ จากทั่วโลกที่โอบล้อมอยู่ด้านนอก เพื่อหวังให้ผู้แทนชาติต่างๆ เสียสละเพื่อส่วนรวม แต่หลายๆ ประเทศก็ยังลังเล ไม่ยอม และเรียกร้องความช่วยเหลือ ไปดูกันกว่าในการประชุมมีกี่กลุ่ม กี่ก้อน และใครมีเสียงเรียกร้องอย่างไร

การประชุมเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ระหว่างวันที่ 7-18 ธ.ค.52 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อหาข้อตกลงต่อจากพิธีสารเกียวโตที่กำลังจะหมดผลแห่งสัญญาในอีก 3 ปีข้างหน้านั้น มีตัวแทนรัฐบาลจาก 192 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุม แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองครั้งนี้ คือ ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มจี 77 (G77), จีน, ยุโรป และสหรัฐฯ

กลุ่มจี 77 และจีน

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแกนหลักในการต่อรองกับประเทศร่ำรวย เห็นว่าประเทศร่ำรวยควรแสดงความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น และควรลดก๊าซเรือนกระจกในแต่ละปีให้ได้อย่างน้อย 40% ภายในปี 2563 เทียบกับปี 2533 โดยมีข้อผูกพันทางกฎหมาย

ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนากลุ่มนี้ก็ปฏิเสธที่จะตั้งเป้าในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศตัวเอง ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศเขาจำเป็นจะต้องเข้าถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลในราคาถูก เพื่อดึงประเทศให้หลุดพ้นจากความยากจน แต่ก็มีบางประเทศที่ตกลงจะร่วมลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจภายในปี 2563

ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาร่วมกันเรียกร้องให้มีการสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อน และเปลี่ยนแปลงสู่วิถีที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งประเทศอุตสาหกรรมก็เสนอจะให้ความช่วยเหลือในแต่ละปีเป็นเงินจำนวน 1% ของจีดีพี หรือประมาณ 270 พันล้านยูโร (ประมาณ 13 ล้านล้านบาท)

ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

ประเทศกำลังพัฒนาที่มีจำนวนประชากรมากและมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว มักได้รับแรงกดดันจากประเทศร่ำรวยให้ร่วมแสดงความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกในศตวรรษนี้ด้วย โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยจีนได้แสดงเจตจำนงว่าจะลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยจีดีพีให้ได้ 40-50% ภายในปี 2563 โดยเทียบกับปี 2548

ส่วนบราซิลให้คำมั่นว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 36-39% ในปี 2563 ด้วยการลดการทำลายพื้นที่ป่าอะเมซอน โดยเทียบกับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าน่าถูกปลดปล่อยออกมาในปีดังกล่าว ขณะที่อินโดนีเซียบอกว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 26% จากการลดการตัดไม้ทำลายป่า เมื่อเทียบกับปริมาณที่คาดว่าน่าจะถูกปล่อยออกมาในปีเดียวกัน และอาจลดให้ได้ถึง 41% ด้วยความช่วยเหลือจากนานาชาติ

ด้านเกาหลีใต้ ซึ่งยังจัดอยู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาภายใต้ UNFCCC ก็ได้ให้คำมั่นว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30% ในปี 2563 ฟากอินเดียได้ยื่นข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกันกับแอฟริกาใต้ โดยมีการเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยมีข้อผูกมัดคล้ายกับพันธะกรณีในพิธีสารเกียวโต

ประเทศอุตสาหกรรม

ประเทศร่ำรวยแบ่งความเห็นออกเป็นหลายฝ่าย ทั้งเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่กำหนดขึ้นเอง บ้างก็ประสงค์ที่จะยึดตามพิธีสารเกียวโต หรืออาจต้องการกลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกแบบมีข้อผูกพันทางกฎหมาย

สหราชอาณาจักร ชาติที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก และผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งยังอยู่นอกเหนือกรอบข้อตกลงในการประชุมที่เกียวโต กำลังผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างสมัครใจ โดยไม่มีพันธกรณีกับพิธีสารเกียวโต

สหรัฐฯ ระบุว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 17% ในปี 2563, 30% ในปี 2568, 42% ในปี 2573 และให้ได้สูงสุด 83% ในปี 2593 โดยเทียบกับปี 2548 ซึ่งเมื่อเทียบเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2563 ของสหรัฐฯ แล้วคิดเป็น 4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2533

สหภาพยุโรปถือได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่รักษาข้อปฏิบัติในพิธีสารเกียวโตได้มากที่สุด ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งสหภาพยุโรปได้ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2563 เทียบกับปี 2533 พร้อมเพิ่มเป้าหมายเป็น 30% หากประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ก้าวเข้ามารับผิดชอบร่วมกัน

ส่วนญี่ปุ่นนั้นแม้ว่าจะเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 25% แต่ก็ตั้งเงื่อนไขขึ้นมามากมายด้วย ด้านแคนาดามองว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ในปี 2563 โดยเทียบกับปี 2549 ซึ่งเทียบเท่า 3% หากนำไปเทียบกับปี 2533 ขณะที่รัฐสภาของออสเตรเลียยังหารือกันไม่เสร็จว่าจะตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ในปี 2563 เทียบจากปี 2543 ระหว่าง 5% และ 25% ซึ่งตัวเลือกที่สูงกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อสรุปที่จะได้จากที่ประชุมในโคเปนเฮเกนด้วย

สำหรับกองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับปัญหาภาวะโลกร้อนยังไม่มีความชัดเจนจากประเทศร่ำรวย แต่สหภาพยุโรประบุว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินสนับสนุนประมาณ 100 พันล้านยูโร (ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท) ต่อปี ภายในปี 2563 ทว่าการจัดหาทุนสนับสนุนจากยุโรปยังล้มเหลวอยู่

COP15: Lockouts and walk-outs

ผู้เขียน: 
Richard Black

Monday, 14 December 2009

Inside, it was said to be a walk-out but wasn't. Outside, it wasn't supposed to be a lock-out, but was.

A confusing time for all inside and outside Copenhagen's Bella Center on the second Monday of UN climate talks here.

From the perspective of creature comforts, inside had to be the choice.

Inside, whatever problems we had deciphering the most confusing day's proceedings so far, we knew where our next meal could come from and where we could obtain internal relief.

If the accreditation machine hadn't broken down, it would only have taken the morning for the thousands upon thousands queuing up outside to discover they weren't going to get in.

As it was, it took many of them the whole day to inch forwards to the point where they were forced to give up hope.

The Bella Center here holds 15,000 people, the limit set by fire regulations. Unanticipated by the UN climate convention or the Danish host government, 45,000 people have registered to attend this summit - by far the largest sign-up for any of the UN climate conferences so far.

Twenty-two thousand of them are from NGOs - civil society - the huge numbers a mark of how important this summit is for their agenda of change.

Erica Thompson, a researcher from Imperial College in London, came over on the bus expecting to witness at first hand history being made - or failing to be made, depending on what happens this week.

As it was, her experience of the supposedly seminal UN climate summit was nine-and-a-half hours in a queue.

Toilet breaks? Forget them. Food was procured by phoning inside and asking colleagues to buy some and bring it out - which of course prevented the person doing the bringing from getting back in.

Something to tell the grand-kids about? Hmm...

What Erica and the others would have witnessed if they'd made it in is a little difficult to describe. Or at least we journalists found it hard to describe to our editors, as they struggled to understand the meaning of the words we had filed.

Was it a walkout? Erm, not really. Was it a boycott? No. So what precisely had African nations and other G77 member governments done? They'd taken their political football and stowed it... where?

journos_ap226.jpgThe news reporting of the whatever it was - we plumped for "suspension" - evolved as fast as a 'flu strain hopping across a menagerie of susceptible species.

First, it was the Africans who had walked out. Then it became clear that the "walkout" had support from the G77/China bloc. Then it appeared it wasn't really a walkout. Then the talking was going to resume; then it had resumed. Only finally did it emerge that what talking there was carried only informal status and wasn't a formal negotiation.

Across the vast expanse of the Bella Center, confusion reigned.

In a semi-deserted hall, at one end I tracked down two delegates from African governments who assured me talks wouldn't resume until the next morning. Half a hall away, a knowledgeable person from a prominent charity told me a negotiating session was already underway.

Further down the corridor, it became clear that both were wrong. Talking there was, but negotiation there was not.

Apologies, on behalf of the entire journalistic enterprise here, if we presented a confused picture. It'll be neither the first nor the last time that happens in this amorphous, shape-shifting, jargon-raddled process.

But at least we could witness the stuff we'd come to observe, and could write what we observed, powered by sandwiches and coffee - luxurious circumstances compared with the passionate, parched and passless lockoutees on the wrong side of the Bella Center's cordon sanitaire.

COP15: Still squabbling over form

ผู้เขียน: 
Richard Black

10:02 UK time, Monday, 14 December 2009

The second week of this conference is opening much as the first week ended - with disagreements on some pretty fundamental issues, and lots of squabbling about things that appear to be petty details but in fact mask big underlying concerns.

This morning, for example, the Danish hosts have scheduled a big session of "informal consultations" on "major issues requiring political guidance".

But that's not likely to be acceptable to some developing countries - in particular the African bloc - and "lively exchanges" are expected.

As with many aspects of these talks, the outsider will ask "why"? After all, when there are difficult outstanding issues - which there are - why not talk them through informally?

The answer is that developing states feel the Danish recipe - a single discussion - legitimises the idea of bringing everything together under a single new legal agreement rather than continuing with the Kyoto Protocol (KP).

Ed MilibandFor them, choosing this forum pre-judges the outcome of negotiations that are on-going - and pre-judges in the direction that favours the Europeans - and they're likely to ask for two parallel sessions, with issues concerning the KP dealt with in one, and other issues in another.

We'll see how this little spat plays out during the morning.

What else is up for grabs?

UK Climate Secretary Ed Miliband has just been outlining what he sees as the outstanding points of division:

emission cuts, where he said the EU "would like" to move from 20% to 30% (from 1990 levels by 2020), the implication being that the EU as a whole doesn't yet feel the rest of the world has made the commitments necessary for it to adopt its higher target
fast-start finance, where the EU is waiting for other potential major donors such as Japan and the US to match, approximately, the pledge of $3bn per year for the period 2010-2012 that it made on Friday
monitoring, reporting and verification (MRV) - the plot here is that developed countries (the US in particular) want any emission curbs in developing countries (China in particular) to be formally binding in some sense, and open to international scrutiny - which is anathema to China.

He also outlined again why the EU is keen to end up with a single legal entity rather than the twin-track solution currently favoured by the African bloc and the small island states. An extension to the Kyoto Protocol in the absence of other measures would, he said, be "irresponsible for the climate", because it would leave some of the world's biggest emitters without targets for cutting emissions.

Mr Miliband - who generally appears unusually frank for a UK minister - said negotiators had to get on with things if there were to be a deal in Copenhagen - currently, there is too much left for heads of state and government to do, he said.

The most glaring divide, however, is the maximum level within which governments should attempt to keep the global temperature rise. While wanting the "most ambitious" deal possible, he suggested that the figure of 1.5C favoured by some of the smaller, most "vulnerable" countries is simply not achievable, politically or technically.

We shall see whether that placates the small island states and others that have adopted the 1.5C as a target for these negotiations.

The question we urgently need answering is: how far into next weekend has the conference centre been booked? Because that will probably determine the position of the wire down to which negotiations are sure to go.

การเงิน...เรื่องร้อน ในเวทีซัมมิท

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก

ถ้าบรรดาประเทศต่าง ๆ สามารถตกลงทำสัญญาฉบับใหม่เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนในการประชุมของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เดนมาร์ก ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในการผลิตพลังงาน การอยู่อาศัยของประชาชน การเกษตรและป่าไม้รวมทั้งการเกิดตลาดคาร์บอนเครดิตใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มีต้นทุนนับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งหากเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจทั้งโลกจะเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย แต่โดยตัวเลขแล้วก็นับว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลอยู่ดี

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไอเออี) ระบุว่า เฉพาะมูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงการผลิตพลังงานเพียงอย่างเดียวก็จะมีมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงพ.ศ. 2553-2573

ไอเออี แถลงว่าต้นทุนที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด แต่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องตกใจ เพราะต้นทุนที่เสียไปก็จะได้ผลประโยชน์เป็นการตอบแทน อาทิ ตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและลดความเสี่ยงที่จะเกิดหายนะจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก

เงินลงทุนสำหรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อตกลงแก้ปัญหาโลกร้อนฉบับใหม่หากเกิดขึ้นได้ ส่วนใหญ่ก็จะมาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ

นายเควิน ปาร์กเกอร์ หัวหน้าฝ่ายบริหารสินทรัพย์สากลของธนาคารดอยช์แบงก์ ซึ่งเป็นฝ่ายที่ติดตามนโยบายภูมิอากาศของโลกโดยเฉพาะ ให้สัมภาษณ์นิวยอร์กไทม์สว่า "ตัวเลขที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยกมาพูดถึงกันคือตัวเลขที่ได้จากการประหยัดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานซึ่งหาได้ไม่ยากและตัวเลขอีกตัวที่ไม่ค่อยพูดกันก็คือต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย ซึ่งก็คือการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ"

อย่างไรก็ดี มีตัวเลขคาดการณ์ผลเสียหายทางเศรษฐกิจออกมาหลายชุด และบางชุดก็เป็นตัวเลขที่สูงมากหากไม่มีการป้องกันแก้ไขและปัญหาโลกร้อนแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าผลที่จะเกิดจากภาวะโลกร้อนและเป็นอย่างไร และแม้ว่าการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะระบุว่าไม่รุนแรงก็ตาม

ประเด็นสำคัญ แต่ก็มีข้อติดขัดในการเจรจาเพื่อหาบทสรุปที่โคเปนเฮเกนมากที่สุดประเด็นหนึ่ง คือการแบ่งสันปันส่วนการรับผิดชอบทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยประเทศยากจนที่สุดและประเทศที่จะต้องประสบกับวิบัติภัยจากภาวะโลกร้อนมากที่สุด อาทิ ประเทศที่เป็นเกาะ ได้เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลายช่วยเหลือประเทศยากจนที่เป็นเกาะและประเทศในทวีปแอฟริกา เอเชียและลาตินอเมริกา

ในขณะนี้ สิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมนำเสนอคือกองทุนวงเงินปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าเพื่อช่วยประเทศยากจนในการปรับตัว แต่การจัดตั้งกองทุนก็ยังมีประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องประเทศไหนจะจ่ายเท่าไหร่ ใครจะเป็นคนดูแลการใช้เงิน และเงื่อนไขในการให้เงินช่วยเหลือจะมีอะไรบ้าง

โฆษกของประธานาธิบดีโอบามาแถลงก่อนหน้านี้ว่าโอบามาสนับสนุนการตั้งกองทุนระยะสั้นโดยให้ประเทศต่าง ๆ ช่วยกันลงขันอย่างยุติธรรมโดยส่วนของสหรัฐอเมริกาน่าจะอยู่ในระดับจาก 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 3 ของกองทุน แถลงการณ์จากทำเนียบขาวระบุว่า "สิ่งนี้ไม่เพียงมีความสำคัญในเชิงมนุษยธรรมเท่านั้นแต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงของเราทุกคน เพราะไม่มีข้อตกลงแก้ปัญหาโลกร้อนใดๆ จะประสบความสำเร็จได้ถ้าทุกประเทศไม่ช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

เงินทุนดังกล่าวจะใช้เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานหมุนเวียนจากลมและแสงอาทิตย์ การจ่ายเป็นค่าชดเชยให้กับเจ้าของที่ดินในการเลิกพฤติกรรมการตัดไม้ทำลายป่าหรือเผาป่า สร้างเขื่อนกั้นน้ำ และการย้ายที่อยู่อาศัยของประชาชนไปอยู่ในที่สูงที่น้ำท่วมไม่ถึง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

นายโรเบิร์ต เอ็น. สตาวินส์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีเงินทุนเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และเงินจะต้องมาจากภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่เพราะรัฐบาลประเทศร่ำรวยไม่มีทางเสนอเงินก้อนใหญ่เนื่องจากการใช้เงินในภาคเอกชนจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

ในส่วนของสหรัฐฯ เองนั้น ประธานาธิบดีบารัก โอบามา จะเดินทางถึงกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กเพื่อเข้าร่วมการประชุมในสุดท้ายคือวันที่ 18 ธันวาคม นักวิเคราะห์กล่าวว่ากำหนดการของผู้นำสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า หนทางที่ชาติสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมจะบรรลุข้อตกลงกันได้นั้นมีความเป็นไปได้

++ เงินสนับสนุนการลดโลกร้อน

โปรเจ็กต์ แคทะลิสท์ (Project Catalyst) ซึ่งเป็นคณะทำงานที่เกิดจากความริเริ่มของสหภาพยุโรป (อียู) และกลุ่มไคลเมท เวิร์คส์ จากซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นองค์กรด้านนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากมูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อม ได้ทำการวิเคราะห์ถึงความจำเป็นด้านเงินทุนหากนานาประเทศตัดสินใจที่จะเดินหน้าโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาโลกร้อน ทั้งนี้มีการประเมินว่า ภายในปี 2563 ประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องใช้เงินทุนราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อดำเนินโครงการเหล่านั้น และประมาณครึ่งหนึ่งของเงินทุนดังกล่าวอาจมาจากตลาดคาร์บอนเครดิตและระบบ cap-and-trade (เป็นวิธีการที่รัฐบาลจะจำกัดระดับของคาร์บอนที่สามารถปล่อยออกมาได้ของภาคอุตสาหกรรม บริษัทที่สามารถจำกัดการปล่อยคาร์บอนได้น้อยกว่าที่กำหนดปริมาณไว้ (cap) ก็สามารถเอาส่วนต่างที่เหลือมาขาย (trade)ในตลาด ส่วนบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนเกินปริมาณที่ถูกกำหนดไว้ ก็สามารถมาซื้อส่วนเหลือที่บริษัทในกลุ่มแรกนำมาขาย) โปรเจ็กต์ แคทะลิสท์ คาดการณ์ว่า ตลาดคาร์บอนเครดิตและแคป-แอนด์-เทรด ทั่วโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 10 ปีข้างหน้า

นอกเหนือจากนี้ เงินทุนบางส่วนจะมาจากการเก็บภาษีการใช้เชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมการบินและการขนส่งทางเรือ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเงินราว 10,000-20,000 ล้านดอลลาร์ ที่เหลืออาจจะมาจากเงินทุนให้เปล่าหรือเงินกู้มีดอกเบี้ยจากประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว 25,000-35,000 ล้านดอลลาร์ โดยอาจจะแบ่งเป็น 3 แหล่งเงินกู้คือ สหรัฐอเมริกา อียูกับแคนาดา และญี่ปุ่นกับออสเตรเลีย เป็นต้น

การเติบโตของการลงทุนที่ยั่งยืน

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org

"การลงทุนที่ยั่งยืน" (sustainable investment) เป็นชื่อเรียกประเภทการลงทุนแนวใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (environment, social, government เรียกรวมว่า "ประเด็น ESG") ของ นักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความท้าทายระดับโลกต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รายงานของสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก (World Federation of Exchanges) ตีพิมพ์ในเดือนธันวาคม 2008 ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์สมาชิก 51 แห่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน ในสามแนวทางหลัก ได้แก่ 1. เพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับ ESG ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน 2.พัฒนาสินค้าและบริการด้านข้อมูลสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในด้านนี้ และ 3.พัฒนาตลาดเฉพาะด้านสำหรับการลงทุนที่ยั่งยืนบางสาขา อาทิ ตลาดคาร์บอนเครดิต และตลาดหลักทรัพย์เพื่อสังคม

ถึง แม้ว่าความสนใจของนักลงทุนต่อการลงทุนอย่างยั่งยืนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อ เนื่องในทิศทางเดียวกันกับความสนใจของภาคธุรกิจในธุรกิจที่ยั่งยืน การลงทุนแบบนี้ก็เพิ่งได้รับความนิยมมากพอที่จะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ตลาดทุนกระแสหลักเพียงไม่กี่ปีหลังจากที่ศตวรรษที่ 21 เริ่มต้น รายงานของสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลกระบุว่า ประมาณร้อยละ 11 ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอเมริกาอยู่ในการลงทุนอย่างยั่งยืน (วงการนี้ในอเมริกาเรียกว่า "socially responsible investment" ย่อว่า SRI) ตัวเลขนี้ประเมินโดย Social Investment Forum เครือข่ายนักลงทุนด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ส่วนในยุโรป สินทรัพย์ประเภทนี้มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 17 ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการทั้งหมด

จวบจนปัจจุบัน มีบริษัทบริหารจัดการกองทุนทั่วโลก 189 แห่ง บริหารสินทรัพย์รวมกันกว่า 18 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ที่ปวารณาว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตาม "หลักการลงทุนที่รับผิดชอบ" (Principles for Responsible Investment : PRI) ขององค์การสหประชาชาติ หลักการชุดนี้มี 6 ข้อ ได้แก่

1. ผู้ลงนามจะผนวกประเด็น ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินทางเลือกในการลงทุนและการตัดสินใจ

2. ผู้ลงนามจะใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นในฐานะเจ้าของบริษัทอย่างเต็มที่เพื่อคอยตรวจตราติดตามการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัท เช่น ใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น แสดงความเห็นเกี่ยวกับผลงานด้าน ESG ต่อสาธารณะในมติเวียน

3. ผู้ลงนามจะเรียกร้องให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลด้าน ESG

4. ผู้ลงนามจะสนับสนุนหลักการชุดนี้ในวงการนักลงทุน

5. ผู้ลงนามจะทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้หลักการชุดนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ

6. ผู้ลงนามจะรายงานกิจกรรมและความคืบหน้าในการปฏิบัติตามหลักการชุดนี้

ปัจจัย สำคัญประการหนึ่งที่ผลักดันให้วงการนี้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ ภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ ประกอบกับแรงจูงใจทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพราะยิ่งภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาเร่งด่วนเพียงใด มันก็ยิ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจและลิดรอนความสามารถในการแข่งขันเพียงนั้น บริษัทที่ปรับตัวไปให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด การประหยัดพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจในการผลิต (ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ) ย่อมมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ยังไม่เปลี่ยนวิธีคิด

นอก จากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนแล้ว มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยของสินค้า ทุนมนุษย์ และการบรรเทาความยากจนก็ล้วนเป็นประเด็นที่นักลงทุนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มองว่าบริษัทละเลยไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากประเด็นเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างหรือทำลายมูลค่าผลตอบแทน ของผู้ถือหุ้น จากมุมมองนี้ การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่ประเด็นทางศีลธรรม หากเป็นประเด็นที่ว่าบริษัทมองการณ์ไกลแค่ไหน ดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบเพียงใด และมีวิธีบริหารจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดีพอหรือไม่

ผู้ เล่นในตลาดการลงทุนที่ยั่งยืนปัจจุบันครอบคลุมทุกส่วนในตลาดทุน ตั้งแต่กองทุนบำนาญ นักลงทุนสถาบัน เฮดจ์ฟันด์ นักลงทุนรายย่อย มหาเศรษฐี ผู้บริหารกองมรดก รวมทั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน สถาบันการเงินตัวกลาง ผู้จัดการการลงทุน ฯลฯ กลยุทธ์การลงทุนอย่างยั่งยืนเท่าที่พบในปัจจุบันสามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ได้แก่

1.กองทุนที่ "รับผิดชอบต่อสังคม" (SRI) หรือ "ลงทุนอย่างมีศีลธรรม" (ethical) ที่ประเมินระดับความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility : CSR) เป็นเกณฑ์คัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน (เกณฑ์เชิงบวก) หรือจะไม่เข้าไปลงทุน (เกณฑ์เชิงลบ) หลายกองทุนที่ใช้กลยุทธ์นี้มักจะอาศัยการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้น (shareholder activism) เป็น กลไกขับเคลื่อนบริษัทด้วย เช่น บรรจุข้อเสนอให้บริษัทเปิดเผยผลตอบแทนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำ ปี เป็นวาระให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติออกเสียง

2.กลยุทธ์ การลงทุน "สีเขียว" เน้นการลงทุนในบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่าง ยั่งยืน อาทิ เทคโนโลยีสะอาด พลังงานทดแทน บริการด้านสิ่งแวดล้อม บริการด้านสุขภาพ เป็นต้น

3.การผนวกประเด็น ESG เข้า ไปใน "เนื้อใน" ของกิจกรรมการลงทุนกระแสหลัก เช่น การวิเคราะห์ทางการเงิน การสร้างพอร์ตลงทุน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น กลยุทธ์นี้มักดำเนินควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นและรณรงค์ให้ผู้ ถือหุ้นรายอื่นร่วมผลักดันด้วย

กระแสการลง ทุนที่ยั่งยืนสะท้อนให้เห็นในการปรับตัวของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต่อ ประเด็นความยั่งยืน เช่น กลยุทธ์การรับมือกับภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การใช้เทคโนโลยีสะอาด การทำตามมาตรฐานแรงงานสากล และมาตรการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน บริษัทเหล่านี้มักมีผู้ถือหุ้นกลุ่มใหญ่ที่มีความเห็นสอดคล้องกับผู้บริหาร ว่า ประเด็นเหล่านี้มักเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจ โดยเฉพาะโอกาสในการใช้นวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ บุกตลาดใหม่ และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร และในขณะเดียวกันก็เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่จะต้องบริหารจัดการอย่าง รัดกุม

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งได้เริ่มตอบสนองต่อกระแสนี้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพของข้อมูล สนับสนุนการพัฒนาดัชนีหลักทรัพย์ที่ยั่งยืน (sustainability indices) ไปจนถึงการก่อตั้งกระดานซื้อขายเฉพาะด้าน

กิจกรรมแรก ๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ทำเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืนและธุรกิจที่ยั่งยืน คือการจัดพิมพ์และเผยแพร่หลักการทำ CSR ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียจัดพิมพ์คู่มือ CSR สำหรับบริษัทจดทะเบียนในเดือนกันยายน 2006 โดยจ้าง CSR Asia บริษัทที่ปรึกษา ให้ช่วยติดตามและประเมินคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลด้านนี้ของบริษัทในตลาด ต่อมาในปี 2008 ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียก็ผลักดันให้องค์กรกำกับดูแลและรัฐบาลบรรจุการรายงาน CSR เป็นเกณฑ์บังคับตามกฎหมาย โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในมาเลเซียระบุคำอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรมและการดำเนินงานที่เกี่ยวกับ CSR ไว้ในรายงานประจำปี ถ้าไม่มีก็จะต้องระบุว่าไม่มี เกณฑ์บังคับดังกล่าวใช้สำหรับบริษัทนอกตลาดที่ประสงค์จะเป็นบริษัทจดทะเบียนด้วย

ใน ประเทศไต้หวัน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไต้หวันก็ออกกฎนี้ในปีเดียว กัน แต่กำหนดเกณฑ์ที่ละเอียดกว่า คือให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการวัดผล CSR ด้วย ส่วนตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียใช้หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด คือกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนกำหนดนโยบายติดตามและบริหารความเสี่ยงในการ ดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึง สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน คุณภาพสินค้าหรือบริการ และทรัพยากรบุคคลด้วย

ในประเทศจีน กระทรวงสิ่งแวดล้อมจีนประกาศนโยบาย "หลักทรัพย์สีเขียว" (Green Securities) และ "ไอพีโอสีเขียว" (Green IPO) ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2008 เป็นการตอบสนองกฎหมาย "เศรษฐกิจหมุนเวียน" (circular economy) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2009 เป็น ต้นมา นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะลงโทษบริษัทที่มีประวัติเป็นผู้ปล่อยมลพิษไม่ ให้ระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ได้โดยง่าย โดยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนทุกบริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการ ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนดให้บริษัทในอุตสาหกรรมบางประเภทที่ส่งผลกระทบสูงต่อสิ่งแวดล้อม ต้องผ่านการประเมินจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) หรือรับเงินกู้รอบใหม่จากธนาคาร

นอก จากจะบรรจุประเด็นความยั่งยืนในหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือบังคับ อีกมาตรการหนึ่งที่ตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังดำเนินการเพื่อส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน คือการพัฒนาหรือสนับสนุนดัชนีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งจะมีความหมายและใช้การได้จริงก็เฉพาะแต่ในตลาดที่บริษัทจดทะเบียนเปิด เผยข้อมูลด้านนี้มานานพอและมากพอที่นักลงทุนจะประเมิน แยกแยะ และเปรียบเทียบผลงานได้เท่านั้น ตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นผู้บุกเบิกในด้านนี้ได้แก่ London Stock Exchange, NASDAQ, OMX และ NYSE Euronext ตามมาด้วยตลาดหลักทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา อาทิ แอฟริกาใต้ บราซิล เกาหลีใต้ และอินเดีย

Charly Kleissner ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ยั่งยืนและการลงทุนเพื่อสังคมจากมูลนิธิ KL Felicitas กล่าวในงาน Social Capital Markets ประจำปี 2009 ว่า -

"ใน เมื่อคงไม่มีใครปฏิเสธว่าความยั่งยืนเป็นกุญแจสำคัญแห่งความอยู่รอด ของมนุษยชาติในระยะยาว เราก็จะต้องพยายามเคลื่อนย้ายกระแสต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี ภาวะทรัพยากรหายากในปัจจุบันเปิดโอกาสให้นักฉวยโอกาสทั้งหลายทำกำไรสูงสุด แต่ทำให้ความยั่งยืนระยะยาวหดหาย ธรรมชาติของเงินจะวิ่งเร็วเท่าที่มันจะวิ่งได้เสมอ - ตอนนี้โลกมี "ทุนช้า" น้อยมาก เราจะต้องร่วมกันทัดทานกระแสที่ยากลำบากนี้ด้วยการผลักดันการลงทุนเพื่อ สังคมให้เติบโตกว่าเดิมอีก"

การเติบโตของวงการการลงทุนที่ยั่งยืน อาจขึ้นอยู่กับอัตราเร่งของการตระหนักรู้ว่า การลงทุนที่ยั่งยืนนั้นอาจไม่ใช่ "ทาง เลือก" ในการลงทุนอีกแล้ว หากเป็น "ทางออก" ของปัญหาระดับโลกที่เรากำลังเผชิญ และการตระหนักข้อนี้ก็ตั้งอยู่บนการตระหนักในเรื่องที่เป็นรากฐานกว่านั้น ว่า ตลาดการเงินทุกประเภทมีส่วนคล้ายกับวงการอื่นที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ อย่างเช่นสื่อและการศึกษา ตรงที่ไม่จำเป็นจะต้องเป็น "กระจก" สะท้อนความปรารถนาของคนส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียว หากยังสามารถเป็น "ตะเกียง" ส่องทางที่ควรจะเดินใครจะปฏิเสธได้เล่า ว่าเราไม่ได้กำลังอยู่ในยุคที่ต้องการตะเกียงมากกว่ากระจก ?

หมายเหตุ - บทความข้างต้นส่วนใหญ่ปรับปรุงจากตอน "Sustainable Investment" ในหนังสือเรื่อง "Macrotrends : ภูมิ ทัศน์เศรษฐกิจโลกใหม่และการปรับตัวของไทย" ผู้เขียนเขียนร่วมกับ ปกป้อง จันวิทย์ และเอื้อมพร พิชัยสนิธ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์และสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์, 2552

แคนาดาให้เช่าต้นคริสต์มาส ลดภาวะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
raikorn@hotmail.com

มติชนรายวัน วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เทศกาลคริสต์มาส ที่ใกล้จะมาถึงวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ที่ประเทศแคนาดา มีองค์กร 2 แห่งเสนอทางเลือกใหม่ ให้แก่คนที่มีหัวใจอยากช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการ "ให้เช่า" ต้นคริสต์มาส ไปตั้งเฉลิมฉลองที่บ้าน ที่ทำงาน แทนที่จะต้องเสียเงินซื้อเหมือนปีก่อนๆ เพื่อเป็นการประหยัดตังค์ และช่วยกันอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และลดภาวะโลกร้อนไปด้วยในตัว

องค์กรดังกล่าวก็คือ เอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี (Evergrow Christmas Trees) และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส (Carbonsync Christmas) ที่จะเก็บค่าเช่าต้นคริสต์มาสแค่ 100 ดอลลาร์ (ราว 3,340 บาท) ซึ่งเป็นราคา 1 ใน 4 ของต้นคริสต์มาสที่ชาวบ้านต้องควักเงินซื้อกัน โดยราคานี้ยังได้รวมค่าขนส่งทั้งไปและกลับไว้แล้วเรียบร้อย นับแต่นำต้นคริสต์มาสไปส่งที่บ้านหรือสำนักงาน จากนั้นต่อมาอีก 3 สัปดาห์ องค์กรทั้งสอง ที่ประกาศตัวเป็น "คนรักสีเขียว" ก็จะตามไปรับต้นคริสต์มาสกลับคืน หลังจากผู้เช่าได้สนุกสนาน ได้แกะห่อของขวัญบนต้นคริสต์มาสออกหมดแล้ว

จากที่เป็นอยู่ทุกปี นอกจากแต่ละครอบครัวต้องเสียเงินซื้อต้นคริสต์มาส พอเสร็จงานปาร์ตี้แล้ว ต้นคริสต์มาส ก็จะถูกนำไปกองทิ้งเป็นขยะ แต่ที่กลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ คริสต์มาส ทรี และ คาร์บอนซิงค์ คริสต์มาส จะทำก็คือ จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าเหล่านั้นไป "บริจาค" ต่อหลังจากไปเก็บคืนมาจากผู้เช่า โดยกลุ่มคาร์บอนซิงค์ ตั้งใจจะนำต้นคริสต์มาสเหล่านั้นไปบริจาคให้กลุ่มอนุรักษ์ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม นำไป "ปลูกใหม่" เช่นเดียวกับกลุ่มเอฟเวอร์โกรว์ฯ ที่มีแผนว่า หลังผ่านช่วงคริสต์มาส ก็จะนำต้นคริสต์มาสให้เช่าไปมอบให้แก่ศูนย์เพาะปลูกพันธุ์ไม้ ให้ดูแลต่อกระทั่งถึงเทศกาลคริสต์มาสครั้งหน้า แล้วอาจจะนำกลับมาให้เช่าใหม่

"ตอนนี้คนของเรากำลังระดมปลูกต้นคริสต์มาสบนผืนดินทุกแห่งในเฟรเซอร์ วัลเลย์ เพื่อจะบรรทุกเรือมาที่แวนคูเวอร์" แบรด เมเจอร์ จากคาร์บอนซิงค์ฯ ให้สัมภาษณ์สถานีวิทยุซีบีเอส

นายเมเจอร์เล่าว่า "ต้นคริสต์มาสต้องใช้เวลาเติบโต 6-12 ปี กว่าจะโตพอใช้สำหรับเทศกาลคริสต์มาส แต่พอจบงาน ต้นไม้เหล่านี้ก็จะไปลงเอยที่กองขยะขนาดใหญ่ นับเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล"

แต่แทนที่ไปลงเอยอย่างนั้น ต้นไม้จากสององค์กรจะทำหน้าที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ ช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วถ้าหากเป็นไปได้ หลายบ้านให้ความร่วมมือก็อาจจะมีการจอง ขอเช่าต้นคริสต์มาสต้นเดิมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นคริสต์มาสจะโต กระทั่งตั้งในบ้านไม่ได้

เกาะติดเวทีโลก...เหลียวมองธุรกิจไทย

ผู้เขียน: 
จันจิ

ในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นอยู่ในเวลานี้ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

แม้จะเริ่มประชุมกันมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ไฮไลต์ของการประชุมจริงๆ ก็คงต้องมองไปที่การประชุมวันสุดท้าย คือ วันที่ 18 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีผู้นำชาติต่างๆ กว่า 100 ประทศเข้าร่วม

โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา บรรดาผู้นำสหภาพยุโรป หรืออียู และจีน

ประเทศเหล่านี้ถูกจับตามติดอย่างมากว่าจะแสดงท่าทีอย่างไรต่อกระแสโลกร้อน ซึ่งก่อนการประชุมครั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพ.ย. 2552 สหรัฐและสหภาพยุโรปได้จัดประชุมระดับผู้นำขึ้น เพื่อหารือในประเด็นสิ่งแวดล้อมมาก่อนแล้วรอบหนึ่ง

ผลการประชุมที่ออกมา ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลง 50% ภายในปี 2593 แต่สหภาพยุโรปไม่ได้กล่าวถึงเป้าหมายระยะกลางที่จะพยายามกดดันและผลักดันประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ อินเดีย และจีน ให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง

ทั้งสองประเทศนี้ ก็อย่างที่เราทราบๆ กันดีว่า มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนในสัดส่วนที่สูง เนื่องจากมีการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักค่อนข้างมาก เพราะประเทศกำลังขยายตัวด้านเศรษฐกิจ ความต้องการใช้พลังงานจึงมีจำนวนมหาศาล

เมื่อท่าทีของชาติมหาอำนาจผ่อนคลายลง หลายฝ่ายก็เลยประเมินสถานการณ์ไปต่างๆ นานาว่า มาตรการทางด้านการค้าที่เคยตั้งท่าจะนำมาใช้เพื่อกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ต้องใส่ใจในประเด็นโลกร้อน หากต้องการจะส่งสินค้าเข้าไปขาย จะถูกผ่อนผันด้วยหรือไม่ เพราะสหภาพยุโรปและสหรัฐเตรียมจะนำเรื่องนี้เข้าไปพูดคุยในการประชุมใหญ่ที่เดนมาร์ก

หากท่าทีด้านการค้าผ่อนคลายลงจริง นั่นหมายถึงไทยก็จะได้รับอานิสงส์จากความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้ามีแนวโน้มผ่อนปรนลง นั่นหมายถึงต้นทุนในการดำเนินงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตที่ต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการผ่านกระบวนการตรวจสอบก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปและสหรัฐก็ยังแสดงความต้องการจะพัฒนา ขยายตลาดซื้อขายก๊าซคาร์บอนต่อไป แม้ท่าทีในด้านการค้าจะลดแรงลง โดยทั้งสองประเทศตั้งใจจะดำเนินการตามหลักมาตรการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Cap and Trade or Leakage Trading) ภายใต้กรอบของการเจรจาความตกลงสิ่งแวดล้อมที่กรุงโคเปนเฮเกนด้วย

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหภาพยุโรปที่น่าติดตามอีกเรื่องก็คือ คณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรป ได้รับรองร่างการกำหนดสาขาอุตสาหกรรมและสาขาย่อยจำนวน 164 สาขา ที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะการย้ายฐานการผลิต (Carbon Leakage) เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึง 77% ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั้งหมดในภาคอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป ทำให้ต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานการควบคุมและลดการปล่อยก๊าซพิษ ซึ่งข้อบังคับจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2556

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปกำหนดให้ในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีโรงงานที่มีประสิทธิภาพในการปล่อยก๊าซพิษสูงสุดเพียง 10% โดยรายชื่อสาขาอุตสาหกรรมทั้งหมด จะมีการทบทวนอีกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมในรอบโคเปนเฮเกน

ที่บอกว่าเรื่องนี้น่าจับตามอง ก็เพราะถ้ามีการย้ายฐานการผลิตจริง อุตสาหกรรมดังกล่าวจะไหลไปที่ประเทศใดบ้าง ที่แน่ๆ ถ้าเข้ามาเมืองไทยก็มีสิทธิแย่เหมือนกัน ตราบใดที่ปัญหามาบตาพุดยังไม่คลี่คลาย แรงต้านอุตสาหกรรมก่อมลพิษในประเทศไทยก็จะดำเนินไปอย่างเข้มข้นแน่นอน

ถ้ามองในแง่ลบ ก็ถือว่าไทยเสียโอกาสด้านการลงทุน แต่ถ้ามองในด้านบวก และกระแสสังคมของไทยในเวลานี้ ก็ถึงเวลาเสียทีที่ประเทศไทยจะได้จัดระเบียบอุตสาหกรรม คัดกรองเฉพาะอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชีวิตของคนในชุมชนเข้ามา

ส่วนปัจจัยในเรื่องมูลค่าของการลงทุน ควรจะเป็นประเด็นรองลงไปได้แล้ว

ทางรอดของโลก

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

เป็นที่รู้กันว่าการประชุมเพื่อลดภาวะโลกร้อนที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

รูดม่านเปิดฉากแล้วและจะสิ้นสุดการร่วมก๊วนเทกแคร์โลกใบนี้ในวันที่ 18 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ รวมเบ็ดเสร็จก็เป็นเวลา 12 วัน แน่นอนครับการประชุมครั้งนี้นอกจากเราจะได้เห็นการประชุมระดับโลกที่มีผู้ร่วมงานถึง 192 ประเทศแล้ว เรายังเห็นด้วยว่ามีผู้นำของประเทศต่างๆ ร่วมเข้าประชุมด้วยตัวเองถึง 110 คน

ที่สำคัญเรายังเห็นสีสันของการประท้วงหลากรูปแบบ ที่มีผู้คนออกมาโหวกเหวกแบบมีสีสันในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปที่ชาวบ้านออกมายื่นข้อเรียกร้องกันอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่ไม่เสียหายร้ายแรงเหมือนกับการก่อหวอดแบ่งข้างแบ่งสีเหมือนในบางประเทศแถวอาเซียน

ครับ...การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอหน้าเข้าร่วมประชุมด้วย และครั้งนี้อเมริกันเองมีทิศทางที่ชัดเจนในการที่จะร่วมมือกับประเทศต่างๆ เมื่อเวทีบิ๊กเบิ้มขนาดนี้ จากนี้ไปเราคงต้องจับตาติดตามผลการประชุม และพิธีสารโลกร้อนฉบับใหม่ ว่าจะออกมามีเนื้อหาเป็นอย่างไรบ้าง และแน่นอนโปรดอย่ากะพริบตา

ตามที่เรารู้กันนะครับว่า โลกของเรามีอายุประมาณ 4,500 ล้านปี โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เร็วบ้าง ช้าบ้าง บางปีก็มีน้ำท่วมฉับพลัน บางพื้นที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ ภัยธรรมชาติเฉกเช่นนี้ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็สร้างความเสียหายให้กับโลกใบน้อยได้อย่างมากมายมหาศาล

ในอดีตที่ผ่านมาโลกใบนี้เปลี่ยนแปลงช้ามาก จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเราก็ค้นพบน้ำมันจากใต้พื้นพิภพ นับจากนั้น โลกใบนี้ก็เปลี่ยนไป

...เปลี่ยนไปเพราะน้ำมือของมนุษย์...

ทุกวันนี้เราปรับสภาพพื้นดินประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เราบุกมหาสมุทรไปทุกซอกทุกมุมเพื่อจับปลา ในขณะที่บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยไอเสียของเครื่องบินที่ปล่อยออกมาเป็นทางยาวนับหลายพันหลายหมื่นไมล์ ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้กำลังทำให้ระบบนิเวศปรวนแปร

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกกำลังป่วยด้วยสารพัดโรครุมเร้า การประชุมที่โคเปนเฮเกนจึงเสมือนการหาทางเยียวยารักษาโลกใบนี้ให้มีอายุยืดยาวขึ้นไปอีก เพราะนักวิทยาศาสตร์ต่างรู้ดีว่า เมื่อใดก็ตามที่คาร์บอนไดออกไซด์ ในบรรยากาศสูงถึง 450 ส่วนต่อล้านส่วน (PPM) นั้นหมายถึงหายนะของโลกมาเยือนแล้ว

ผมเชื่อว่ามีน้อยคนที่รู้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศของโลกมีค่าอยู่ที่เท่าไหร่ ทีแรกผมก็ไม่รู้ครับ แต่เมื่อลองหาข้อมูลจากผู้รู้ พอได้รับคำตอบใจผมเกือบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะมันมีค่า 385 ส่วนต่อล้านส่วน (PPM) และมีอัตราการเพิ่มขึ้น 2 ส่วนต่อล้านส่วนต่อปี

เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณ เพื่อหาคำตอบว่าอีกกี่ปีมันจะพุ่งขึ้นถึงเพดานขั้นสูงสุดที่ผมบอกไว้ว่า 450 ส่วนต่อล้านส่วน ก็จะพบว่าเราจะมีเวลาอีกเพียง 30–35 ปีเท่านั้น และเมื่อถึงเวลานั้นอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส และจะสูงขึ้นอีก 3–4 องศาเซลเซียสในปลายศตวรรษที่ 21

แน่นอนครับถึงเวลานั้นอะไรก็เอาไม่อยู่แล้ว

คำถามจึงอยู่ที่ว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้อยู่รอด อ๋อ...ตอบได้ง่ายนิดเดียวครับ นั่นคือ การลดคาร์บอนไดออกไซด์ และอย่างน้อยต้องลดให้ได้ 30–40 เปอร์เซ็นต์ ในอีก 10 ปี ข้างหน้านี้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายครับ

มีตัวเลขที่น่าตกใจมาเล่าสู่กันฟังครับ ในประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ พบว่าชาวบ้านปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เฉลี่ยต่อคนต่อปี อยู่ที่ 7.3 ตัน นั่นเป็นตัวเลขที่มากกว่าชาวบ้านที่นิวยอร์กที่มีค่าการปล่อยเฉลี่ยอยู่ที่ 7.1 ตันต่อคนต่อปี แต่นั่นก็มากกว่าคนโตเกียว และมากกว่าคนลอนดอนอีกด้วย อย่างไรก็ตามอาจจะพอเข้าใจได้สำหรับคาร์บอนไดออกไซด์ในกรุงเทพฯ ที่มากโข นั่นเป็นเพราะภาคการขนส่ง และการเดินทาง รวมทั้งการใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะแอร์คอนดิชัน

จริงๆ แล้วการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศที่พัฒนาแล้ว นับเป็นตัวการทำลายโลกมากกว่าประเทศที่ยากจน แต่เมื่ออยู่ในโลกใบเดียวกันทุกคนย่อมกระทบถึงกันหมด เชื่อหรือไม่ว่า เมื่อมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีของโลกนั้น มหาเศรษฐีที่ร่ำรวย 2 อันดับแรก มีเงินมากกว่า จีดีพีของประเทศยากจนเกือบ 50 ประเทศรวมกัน แต่งานนี้เงินไม่เกี่ยวครับ ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจนมือทุกคู่ต้องช่วยกันรักษาโลกใบนี้

มีคำกล่าววรรคหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“ดาวเคราะห์ดวงอื่นล้วนสวยงาม และให้แสงสว่างอันกระจ่างตาแก่เราชาวโลก แต่ดวงดาวเหล่านั้นกลับไร้สิ่งมีชีวิต และไม่มีสิ่งใดเอื้อต่อการมีชีวิตของสิ่งมีชีวิต ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่าบ้านของเรา จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องหวงแหน และรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ เพื่อเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเองตลอดจนทุกชีวิตที่ร่วมชะตากับเรา”

ครับนั่นคือคำกล่าวของ คาร์ล เซเกล หนึ่งในกูรูด้านโลกร้อน เขาปิดท้ายวรรคทองนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

“ง่ายนิดเดียวลดการเห็นแก่ตัว โลกก็รอดแล้ว”

เลี้ยงปีใหม่ ใช้พลังงานน้อย-สุขมาก

ผู้เขียน: 
วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข หันไปทางไหนก็ช่างอบอวลไปด้วยบรรยากาศของงานเลี้ยงรื่นเริงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ให้รางวัลแก่ชีวิต ที่เหน็ดเหนื่อยจากหน้าที่การงานมาตลอดปี ด้วยการตักตวงความสุขให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วอย่าลืมมอบความสุขให้แก่บุคคลใกล้ชิดด้วย

“วีระพล จิรประดิษฐกุล” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หันไปทางไหนก็มีแต่ใครหลายๆ คนที่กำลังจะจัดงานปีใหม่ สนพ.มีข้อเสนอสำหรับทุกคน นั่นคือ การจัดเลี้ยงปีใหม่อย่างพอเพียง หรือการจัดเลี้ยงแบบหารสอง วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยชาติและช่วยทุกคนได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ความสุขที่ได้มาแบบไม่ลงทุน (เพราะไม่ต้องจ่ายเกินความจำเป็น) พลังงานใช้น้อย แต่ได้ความสุขมาก

5 กฎเหล็กปาร์ตี้ปีใหม่ ลดพลังงาน-เพิ่มความสุข

1.การใช้ไฟประดับ อย่าโอเวอร์

การประดับไฟในเทศกาลนั้น น้อยไปก็ไม่สนุก แต่ถ้ามากไปก็เกินพอดี ควรประดับไฟอย่างพอเหมาะตามที่จะใช้ประโยชน์ อย่าติดไฟประดับมากเกินไป เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองพลังงานแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการสะดุดสายไฟ หรือไฟฟ้าชอร์ตได้ แทนที่จะเป็นเทศกาลแห่งความสุข อาจจะกลายเป็นเทศกาลแห่งความเศร้า ฮือ...ฮือ

2.เครื่องเสียงเพื่อความบันเทิง อย่าเกินพอดี

การเปิดเครื่องเสียงไม่ควรเปิดระบบเสียงให้ดังจนเกินไป เพราะจะทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้ามาก ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำความรบกวนให้แก่เพื่อนบ้านอีกด้วย ทั้งนี้บ้าน 1 หลัง หากใช้ไฟฟ้าประดับประมาณ 1,200 วัตต์ และเปิดตั้งแต่เวลา 18.00 น. จนถึงรุ่งเช้า 06.00 น. (12 ชั่วโมง) จะเสียค่าไฟฟ้าประมาณ 36 บาท

เท่ากับว่า หากมีคนจัดงานเลี้ยงปีใหม่ 1 แสนแห่ง จัดงานปีใหม่และกระหึ่มเครื่องเสียงในลักษณะเดียวกัน ประเมินเบื้องต้นจะเสียค่าไฟฟ้ารวมแล้วเป็นจำนวนเงิน 3.6 ล้านบาท แต่หากช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้าประดับ ด้วยการเปิดเพียงแค่ 6 ชั่วโมง หรือตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. ก็จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 1.8 ล้านบาท เลยทีเดียว

3.จัดงานในพื้นที่โล่งแจ้งดีกว่า

การจัดงานเลี้ยงปีใหม่ สถานที่จัดงานควรจัดบริเวณสนามหญ้านอกบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปรับอากาศ เนื่องจากในช่วงเวลากลางคืนมีลมพัดเย็น ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้อยู่แล้ว รวมทั้งการจัดในพื้นที่เปิดโล่ง ยังสามารถระบายกลิ่นอาหารและควันบุหรี่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ควรนำต้นไม้ทั้งต้นมาประดับตกแต่งภายในงาน ซึ่งจะทำให้งานดูบรรยากาศดีและมีสีสันมากยิ่งขึ้น

4.อาหารจัดเลี้ยง เตรียมให้พอดีกับจำนวนคน

สำหรับอาหารจัดเลี้ยง ควรเลือกเตรียมอาหารให้พอดีกับจำนวนสมาชิก และก่อนการลงมือทำอาหารนั้น ควรคิดก่อนว่าจะทำอาหารอะไรบ้าง จากนั้นเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมก่อนเปิดเตาแก๊ส ทั้งนี้ควรเลือกอาหารที่หาง่ายในท้องถิ่น เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียพลังงานในการขนส่งแล้วยังเป็นการอุดหนุนสินค้าในท้องถิ่น

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบรรจุกระป๋อง ลองหันมาเสิร์ฟน้ำสมุนไพรไทยๆ อย่างน้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำอัญชัน น้ำมะนาว หรือน้ำส้ม นอกจากจะดีต่อสุขภาพมากกว่าแล้ว ก็ยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย ประหยัดงบได้เยอะเลยจะบอกให้ (คนมาเที่ยวงานปีใหม่เบื่อกินน้ำโซดาอัดลมแล้ว กินกันมาทุกปีเบื่อจะแย่)

5.ส่วนประกอบงานที่ไม่สิ้นเปลืองไฟฟ้า คุณทำได้

งานปีใหม่ต้องมีอะไรสนุกๆ ปีใหม่ปีนี้ท้ากึ๋นคนจัด จัดให้สนุกโดยไม่ต้องอาศัยกิจกรรมที่สิ้นเปลืองพลังงานมากจนเกินไป รายการบังคับของปาร์ตี้ส่วนใหญ่ เช่น ทีวีจอยักษ์ สเตริโอ ระบบเครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ เตาย่างบาร์บีคิว กระติกน้ำร้อน และอื่นๆ ลองประมาณการค่าไฟฟ้าในการจัดงานดูก่อน อะไรหลีกเลี่ยงได้หรือประหยัดได้ ก็น่าจะทำ เช่น หลอดไฟหลอดหรือหลอดปิงปอง ประดับสนาม อาจลดจำนวนลงได้หรือไม่ หลอดไฟราวประดับต้นคริสต์มาสหรือหน้าเวที อาจลดจำนวนแผงลง เป็นต้น

รวมทั้งการโยกย้ายสถานที่จัดกลางแจ้ง อาบแสงเดือนในคืนส่งท้ายปี เย็นดีและไม่เปลืองแอร์ กิจกรรมในงานที่ดูแลพลังงานไม่ให้เกินจำเป็นได้ ดูตัวเลขประมาณค่าไฟฟ้าในการจัดงานปีใหม่จากตารางข้างล่างนี้ ยกเป็นตุ๊กตาพอได้ไอเดียว่า งานปีใหม่จัดได้สนุกโดยใช้เงิน (และไฟฟ้า) ไม่มากนัก (ตามตาราง)

วิธีการคำนวณคือ นำขนาดวัตต์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิด คูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่เปิด และคูณด้วยค่าไฟฟ้าต่อหน่วย หารด้วย 1,000 เพียงแค่นี้ก็พอจะประเมินค่าใช้จ่ายการจัดงานได้คร่าวๆ สำหรับตารางข้างต้น แม้จะพบว่าตัวเลขประมาณการค่าใช้ไฟเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่หากมีการจัดงานปีใหม่แบบนี้ทั่วประเทศสัก 1 แสนแห่ง ค่าใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มเป็น 10,448,000 บาท ลองคิดดูว่า หากทุกที่ที่จัดงานช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าลงสัก 10% เพียงแค่นี้ก็จะช่วยประเทศชาติลดการใช้พลังงานลงได้มากถึง 1,044,800 บาท น่าสนใจไม่น้อยอยู่หรือ

“ปีใหม่ร้อนขึ้นกว่าปีเก่า และดูเหมือนว่าจะร้อนขึ้นทุกปีไปอีกหลายปีจากสถานการณ์ภาวะเรือนกระจก ปีใหม่นี้เรามาจัดงานแบบประหยัดพลังงานให้เหมาะกับยุคสมัยโลกร้อนกันเถอะ” วีระพล กล่าว

ต้นไม้ผู้พิทักษ์

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

พืชปลดปล่อยสารมากมายหลายอย่างออกมาสู่อากาศภายนอก โดยผ่านทางใบ สารประกอบซึ่งเราสนใจกันมากที่สุด

และดูเหมือนเราจะรู้จักมันมากกว่าสารประกอบใดๆ ก็ไม่ใช่อื่นไกลเลย มันคือน้ำหรือไอน้ำนั่นเอง

พืชมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมระดับความชื้น และสภาพอากาศของโลกใบนี้ ปริมาณของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศรอบตัวเรานี้เรียกกันว่า ความชุ่มชื้น (Humidity) ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ก็คือปริมาณน้ำในอากาศเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณสูงสุด เท่าที่อากาศจะมีอยู่ได้ในช่วงอุณหภูมินั้นๆ ตัวอย่างเช่น ความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50 เปอร์เซ็นต์ หมายถึงอากาศมีปริมาณความชื้นอยู่ครึ่งหนึ่ง ของปริมาณทั้งหมดที่มันจะรับได้ (ก่อนที่จะถึงจุดอิ่มตัว) หรือมาถึงจุดกลั่นตัวเป็นน้ำค้าง แต่ถ้าอากาศที่ชุ่มชื้นนั้นลอยสูงขึ้น มันจะค่อยๆ เย็นลงอย่างช้าๆ จนกระทั่งความชื้นสัมพัทธ์สูงขึ้นถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ณ จุดอิ่มตัวนี้เอง จะเกิดเมฆ และภายใต้สภาพบางประการ ความชุ่มชื้นจะตกกลับมายังโลกเรียกว่าน้ำฝน สารเคมีที่ระเหยเป็นไอและถูกปล่อยออกจากใบไม้นั้น ดูเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมจุลชีพที่อยู่ในอากาศ รวมถึงของเชื้อราในอากาศอีกด้วย

จุลชีพของรากต้นไม้

จำนวนประชากรของจุลชีพซึ่งอาศัยอยู่ในดินขอบรากพืชนั้นดูแตกต่างกันไป จุลชีพเหล่านี้รับผิดชอบต่อการทำให้แร่ธาตุอาหารในดิน อยู่ในรูปซึ่งรากพืชนำไปใช้ได้ มันยังช่วยปลดปล่อยแร่ธาตุอาหารในดิน อยู่ในรูปซึ่งรากพืชนำไปใช้ได้ มันยังช่วยปลดปล่อยแร่ธาตุของดิน ทำให้ซากอินทรีย์วัตถุสลายตัว และทำให้สารพิษในสภาพแวดล้อมเสื่อมความเป็นพิษลงได้ จุลชีพเหล่านี้สร้างผลงานที่มีบทบาทสูง และทำให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นไม้ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าจุลชีพทุกชนิดจะดีกับพืช จุลชีพหลายชนิดก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บกับต้นพืชและจุลชีพหลายชนิด แย่งธาตุอาหารกับต้นพืชด้วยซ้ำ

ซึ่งดินมีผลต่อรากของต้นไม้ เรียกว่า ไรโซสฟียร์ (Rhizosphere) โซนนี้มีจุลชีพอยู่หนาแน่นมากกว่าเขตอื่นๆ ในดินเนื่องจากมีอาหารอยู่มากมาย ซึ่งสารประกอบอินทรีย์หลายชนิดถูกขับออกจากราก หรือรากที่ตายแล้ว จะกลายเป็นแหล่งอาหารของจุลชีพอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ พยายามเก็บข้อมูลมาโดยตลอดในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขาพบว่าสารที่ขับออกมาจากรากพืชนั้นมีผลต่อจุลชีพ โดยจะไปกระตุ้นการเจริญของจุลชีพบางกลุ่มแต่กลับไปยั้งการเจริญของจุลชีพอีกกลุ่ม ซึ่งเหมือนพืชแต่ละต้นจะมีรหัสพันธุกรรมซึ่งถูกกำหนดออกมาแล้วเป็นเฉพาะของแต่ละต้น และโค้ดรหัสเหล่านี้เป็นตัวตัดสิน ประเภทและจำนวนของจุลชีพที่พืชต้องการเพื่อความอยู่รอดของมัน

จุลชีพช่วยต้นไม้ได้หลายทาง มิฉะนั้นต้นไม้คงไม่มีสุขที่แข็งแรงอายุยืดยาวมาเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยปีได้ จุลชีพทำหน้าที่ยามโดยขับไล่จุลชีพอื่นๆ ที่อาจเป็นพิษแก่ต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่ จุลชีพย่อยสลายใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาทำให้กลายเป็นอาหารแก่ต้นไม้เอง สารที่ถูกปล่อยออกมาจากรากต้นไม้จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวเพิ่มจำนวนจุลชีพอย่างรวดเร็ว หรืออาจกระตุ้นการตายและเน่าเปื่อยผุพังของเซลล์จุลชีพเอง การเน่าเปื่อยผุพังของเซลล์จุลชีพนั้นยังเป็นแหล่งอาหารสำคัญของต้นไม้อีกด้วย

จุลชีพเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีมาก โดยสามารถจะกลายพันธุ์ไปได้ภายในเวลาสั้นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม แบคทีเรียบางชนิดที่พบบ่อยๆ ในเขตที่มีรากต้นพืชอยู่หนาแน่นนั้น สามารถปรับตัวเพื่อย่อยสลายมลพิษต่างๆ ที่เกิดในสภาพแวดล้อมซึ่งแปรเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างต้นพืชและจุลชีพจึงไม่เพียงแต่สำคัญสำหรับความอยู่รอดของพืชเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

สารเคมีซึ่งพืชสังเคราะห์ขึ้นเรียกกันว่าไฟโตเคมิคัล (Phytochemicals) มันอาจถูกสร้างขึ้นในใบ หรือถูกขับออกมาจากรากพืชก็ได้ มันช่วยลดการแข่งขันจากพืชอื่นๆ หรือช่วยปกป้องตัวเองให้พ้นจากจุลชีพที่อันตราย หรือปกป้องตัวเองจากแมลง และสัตว์ต่างๆ ต้นไม้จำพวกสนบนภูเขาสามารถสร้างเทอร์ปินส์ (สารระเหยได้) ซึ่งช่วยยับยั้งการงอกของรากพืชชนิดอื่น

ยาปฏิชีวนะสำคัญหลายอย่างได้มาจากสารเคมีจากพืช ยกตัวอย่าง เช่น แอสไพริน ซึ่งสกัดได้จากเปลือกของต้นหลิว ควินิน ซึ่งใช้รักษามาลาเรียนั้นได้จากเปลือกของต้นสนสกุลยิว (Taxus Brevifolia) จากเทือกเขาริมมหาสมุทรแปซิฟิก และ Taxus Baccata จากเทือกเขาหิมาลัยในเอเชียนี่เอง ทาซอลนี้ใช้บำบัดมะเร็งได้ผลดีอยู่ในปัจจุบัน

ต้นไม้นั้นนอกจากคุ้มครองโลกแล้ว ยังคุ้มครองชีวิตมนุษย์อีกด้วย

by ThaiWebExpert