เรื่อง ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 16 แผนงาน IMT-GT...วันที่ 29 ธันวาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 16 และการประชุมระดับ ผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี ครั้งที่ 6 ของแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT) และมอบหมายส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุมดังกล่าว โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีรเมธีกุล) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) หัวหน้าคณะผู้แทนไทยรายงานสรุปผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 16 สรุปได้ดังนี้

1. ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย หัวหน้าคณะผู้แทนของมาเลเซียและประธานที่ประชุม ได้แก่ ตัน ซรี นอร์ โมฮัมเหม็ด ยัคคอพ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้แทนอินโดนีเซีย ได้แก่ ดร.ราลดี คอสเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและหุ้นส่วนการพัฒนาระหว่างภาครัฐและเอกชน กระทรวงประสานกิจการด้านเศรษฐกิจ (ทำหน้าที่แทนรัฐมนตรีอินโดนีเซีย) และคณะผู้แทนไทย

2. ผลการประชุมระดับรัฐมนตรี

2.1 เห็นชอบผลการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 16 ดังนี้

2.1.1 รับทราบการติดตามดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่ (1) การดำเนินการตามแผนที่นำทาง ปี 2550-2554 (2) การพัฒนาตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Connectivity Corridors) ทั้ง 5 แนว (3) การแสวงหา หุ้นส่วนการพัฒนาตามคำแถลงร่วมของผู้นำในการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 4 (4) การเน้นบทบาทภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (5) การรับทราบผลการประชุมทบทวนกลางรอบ (Mid-term Review) ที่ให้มุ่งเน้นสาขาเกษตร และเตรียมประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการการทบทวนกลไกดำเนินธุรกิจ (Business Process Review) และการเตรียมจัด IMT-GT Eminent Persons Meeting ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ การเตรียดจัด Investment Forum การจัดทำฐานข้อมูลการค้าการลงทุนการท่องเที่ยว (6) รับทราบความสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอของไทย ได้แก่ (1) การร่วมกันฟื้นฟู อินโดนีเซียในภาวะหลังภัยธรณีพิบัติด้วยโครงการภายใต้ IMT-GT (2) การกำหนดโครงการความร่วมมือด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ตามที่ที่ประชุมสุดยอด ครั้งที่ 4 ได้ให้ทิศทางไว้

2.1.2 รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการของสภาธุรกิจ IMT-GT และข้อเสนอต่อภาครัฐในการอำนวยความสะดวก ได้แก่ (1) การพัฒนาเครือข่าย IMT-GT Plaza (2) การประชาสัมพันธ์ทำเนียบโอกาสทางธุรกิจ (3) การพัฒนาโครงข่ายการค้าชายฝั่งทะเล (4) การจัดคณะเยือนทางการค้าและนิทรรศการการค้า (5) การให้ IMT-GT Plaza เป็นเขตปลอดภาษี (6) การให้สายการบินที่เข้าร่วมเป็น IMT-GT Airlines สามารถให้บริการแบบ multiple points ในเขต IMT-GT (7) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืช (8) การประสานงานระหว่างเขต/ศูนย์กลางฮาลาล และผู้ประกอบการผลิตใน IMT-GT (9) การจัดทำเว็บไซต์ IMTGTTourism.com และกิจกรรมท่องเที่ยวโฮมสเตย์ใน มาเลเซีย (10) ขอให้จัดตั้งสำนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงาน IMT-GT (CIMT) ระดับจังหวัด

2.1.3 รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินการ 6 สาขา ความร่วมมือที่สำคัญ เช่น การศึกษาความเป็นไปได้โครงการก่อสร้างสะพานตากใบและสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่ 2 การจัดทำฐานข้อมูลการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว การที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจเรื่องการปรับมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล ระหว่างประเทศใน IMT-GT การฝึกอบรมทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง การเชื่อมโยงแผนงาน IMT-GT UNINET เข้ากับเว็บไซต์ IMT-GT การใช้ปาล์มน้ำมันเพื่อผลิตพลังงานชีวภาพที่สะอาด เป็นต้น

2.1.4 ประเด็นเพิ่มเติมที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสขอให้ไทยและอินโดนีเซียเร่งรัด กระบวนการภายในประเทศในการจัดตั้ง CIMT

ทั้งนี้ ที่ประชุมระดับรัฐมนตรีได้มอบหมายแนวทางดำเนินงานเพิ่มเติม ได้แก่ (1) เพิ่ม ความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โดยการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและคมนาคม ขนส่งผ่านแดนและข้ามแดนในพื้นที่ IMT-GT (2) มุ่งเน้นการแสวงหาศักยภาพของอุตสาหกรรมฮาลาลเพิ่มขึ้น (3) สนับสนุนการจัดตั้งกองทุนพัฒนาโครงการอนุภูมิภาค (SPDF) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

2.2 สนับสนุนบทบาทภาคเอกชนโดยเฉพาะสภาธุรกิจสามฝ่ายและเห็นชอบผลการประชุมระดับ ผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี ครั้งที่ 6 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 แนวพื้นที่เศรษฐกิจ การสนับสนุนข้อเสนอของสภาธุรกิจ IMT-GT การส่งเสริมการค้าการลงทุนชายแดนโดยที่ประชุมรัฐมนตรีขอให้มุ่งเน้นความสำคัญขององค์กรบริหารระดับจังหวัด / รัฐและท้องถิ่น

2.3 รับทราบการสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย ในการยกระดับศักยภาพศูนย์ประสานความร่วมมืออนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT) การกำหนดแผนงานโครงการที่สำคัญตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจทั้ง 5 แนว และข้อเสนอต่าง ๆ สำหรับปี 2553

2.4 เห็นชอบให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ครั้งที่ 17 การประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี ครั้งที่ 7 และการประชุมสภาธุรกิจสามฝ่าย IMT-GT โดยไทยจะยืนยันสถานที่และกำหนดวันจัดการประชุมต่อไป

เรื่อง สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งซอติก้าจากประเทศสหภาพพม่า ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 7/2552 (ครั้งที่ 129)...วันที่ 29 ธันวาคม 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. รับทราบมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ( กพช.) ครั้งที่ 7/2552 (ครั้งที่ 129) เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม

2552 ที่ได้ให้ความเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่ง ซอติก้า จากประเทศสหภาพพม่า โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งซอติก้า เมื่อร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจาก สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

2. อนุมัติให้ใช้เงื่อนไขการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่ง

ซอติก้า จากประเทศสหภาพพม่า

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งซอติก้า

(1) แหล่งซอติก้า ตั้งอยู่ในแปลง M9 และ M11 (บางส่วน) ในอ่าวเมาะตะมะ ประเทศสหภาพพม่า

ซึ่งมีกลุ่มผู้ขายก๊าซฯประกอบด้วย Myanma Oil and Gas Enterprise (MOGE) และบริษัท PTTEP International Limited (PTTEPI) (เป็น Operator) มีปริมาณสำรองก๊าซฯเริ่มต้น 1.4 ล้านล้านลบ.ฟุต ซึ่งเพียงพอ ที่จะผลิตก๊าซฯ ในเชิงพาณิชย์ได้ประมาณ 300 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และจะสามารถพัฒนาและพร้อมผลิตก๊าซฯ ได้ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป

(2) ปตท. ได้ดำเนินการเจรจาสัญญาซื้อขายก๊าซฯ กับกลุ่มผู้ขายก๊าซฯจนบรรลุข้อยุติ โดยสาระสำคัญใกล้เคียงกับสัญญาซื้อขายก๊าซฯแหล่งยาดานาและเยตากุนที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้

- อายุสัญญา 30 ปี นับจากวันที่เริ่มส่งก๊าซฯ หรือ เมื่อปริมาณสำรองหมด หรือเมื่อ Production Sharing Contract หมดอายุ แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อน

- จุดส่งมอบอยู่ที่ชายแดนไทย-พม่า บ้านอิต่อง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

- วันเริ่มส่งก๊าซฯอยู่ในช่วงเดือนเมษายน - ธันวาคม 2556

- ปริมาณ ผลิตก๊าซฯรวม เท่ากับ 300 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน แบ่งเป็นของตลาดก๊าซฯ ภายในประเทศ สหภาพพม่าจำนวน 60 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และส่วนปริมาณที่เหลือ จำนวน 240 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน เป็นปริมาณซื้อขายก๊าซฯรายวันตามสัญญาของ ปตท. และถ้าหากในอนาคต มีการสำรวจพบปริมาณสำรองก๊าซฯเพิ่มขึ้น ปริมาณซื้อขายก๊าซฯ ก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนข้างต้น

- ผู้ขายก๊าซฯต้องเตรียมความสามารถส่งก๊าซฯเท่ากับร้อยละ 115 ของปริมาณซื้อขายก๊าซฯ รายวัน

- ปตท. จะต้องรับก๊าซฯขั้นต่ำในแต่ละวันไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของปริมาณซื้อขายก๊าซฯ รายวัน

- เงื่อนไข Take-or-Pay เท่ากับร้อยละ 100 ของปริมาณรับก๊าซฯสุทธิในแต่ละปีสัญญา ทั้งนี้ ปตท. มีสิทธิที่จะเรียกรับก๊าซฯที่ได้จ่ายเงินค่า Take-or-Pay ไป โดยไม่ต้องชำระเงินอีก (Make-up) ภายหลังจากที่รับก๊าซฯครบตามปริมาณขั้นต่ำของเดือนนั้นๆ แล้ว

- ถ้า ปตท. สามารถรับก๊าซฯเกินกว่าปริมาณขั้นต่ำในปีสัญญาใดๆ ปตท. มีสิทธินำปริมาณส่วนเกินดังกล่าว (Carry Forward Gas) ไปลดปริมาณรับก๊าซฯขั้นต่ำในปีสัญญาถัดๆ ไปได้ ภายในเวลา 5 ปี โดยสามารถใช้สิทธิได้ครั้งละไม่เกินร้อยละ 15 ของปริมาณรับก๊าซฯขั้นต่ำในปีสัญญานั้นๆ

- ในกรณีที่ผู้ขายส่งก๊าซฯต่ำกว่าปริมาณที่ ปตท. เรียกรับในแต่ละวัน ปตท. สามารถเรียกรับก๊าซฯ

ในปริมาณที่เท่ากับปริมาณที่ขาดส่งในราคาร้อยละ 75 ของราคาตามสัญญาฯ

- เมื่อปริมาณการผลิตก๊าซฯสะสมเกินกว่าร้อยละ 62.5 ของปริมาณสำรองก๊าซฯ ผู้ขายมีสิทธิลด ปริมาณซื้อขายก๊าซฯลงได้ (Post Plateau Period) โดยแจ้งให้ ปตท. ทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 12 เดือน นอกจากนี้ ในช่วง Post Plateau Period ถ้า ปตท. ยังมีปริมาณ Take-or-Pay คงเหลืออยู่ คู่สัญญาจะมาเจรจาหาวิธีให้ ปตท. สามารถ Make-Up ให้ได้หมดก่อนที่จะสิ้นสุดอายุสัญญาฯ

- ในกรณีที่ผู้ขายพบปริมาณสำรองก๊าซฯเพิ่มเติมในแปลง M3, M4, M7 หรือ M11 ปตท. มี First right ในการซื้อก๊าซฯดังกล่าว (ภายหลังจากการแบ่งสรรก๊าซฯ ให้ตลาดพม่าแล้ว)

- ในกรณีถ้าก๊าซฯผิดข้อกำหนดคุณภาพและแรงดัน ปตท. มีสิทธิปฏิเสธการรับก๊าซฯ หรือ ยอมรับก๊าซฯที่ผิดคุณภาพ และ เรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขายตามที่กำหนดในสัญญา

- แรงดันก๊าซฯไม่เกินกว่า 950 psia (ปอนด์ ต่อตางรางนิ้ว) แต่ถ้าในอนาคตมีปริมาณซื้อขายก๊าซฯจากแหล่งซอติก้า หรือ ยาดานา หรือ เยตากุน เพิ่มขึ้น ผู้ขายจะต้องเพิ่มแรงดันก๊าซฯ แต่ไม่เกิน 1,250 psia เว้นแต่จะตกลงเป็นอย่างอื่น

- ราคาและสูตรปรับราคาก๊าซฯเหมือนกับแหล่งยาดานาและเยตากุน

- สัญญาฯใช้กฎหมายอังกฤษ

- การยุติข้อพิพาท ให้ยุติด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการ โดยใช้ UNCITRAL Model Law
และดำเนินการที่ประเทศสิงคโปร์

ทั้งนี้ ปตท. ได้ส่งร่างสัญญาซื้อขายก๊าซฯได้ให้สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา

(3) สำหรับ การนำเข้าก๊าซฯจากแหล่งซอติก้า ในปริมาณซื้อขายก๊าซฯ 240 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งเมื่อรวมกับปริมาณซื้อขายก๊าซฯของแหล่งยาดานาและเยตากุน จำนวน 565 และ 400 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ตามลำดับ จะทำให้มีปริมาณก๊าซฯจากฝั่งตะวันตกรวมทั้งสิ้นเป็น 1,205 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อ การใช้ก๊าซฯในโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังเพียงพอต่อการขยายการใช้ก๊าซฯในภาคขนส่ง (NGV) และอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศใช้ก๊าซฯส่วนใหญ่ ดังนั้น เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากการจัดหาก๊าซฯที่เพิ่มขึ้น จึงเห็นควรที่จะให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ โรงไฟฟ้า IPP ใช้ก๊าซฯในฝั่งตะวันตก ไม่ต่ำกว่า 830 พันล้าน

บีทียูต่อวัน (ประมาณ 964 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน) ซึ่งเป็นปริมาณก๊าซฯที่ กฟผ. และโรงไฟฟ้า IPP สามารถ จัดการได้ นอกจากนี้ ในการจัดหาก๊าซฯจากแหล่งซอติก้าเพิ่มเติม อาจมีผลให้ค่าความร้อนเฉลี่ยของก๊าซฯในฝั่งตะวันตกเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย ซึ่ง ปตท. และ กฟผ. จะต้องร่วมมือกันเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวต่อไป

เหตุผลความจำเป็นในการขอใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ

โดย ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ได้มีมติเกี่ยวกับสัญญาทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐทำกับเอกชนในไทยหรือต่าง ประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางการปกครองหรือไม่ ไม่ควรเขียนผูกมัดในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด แต่หากมีปัญหาหรือความจำเป็นหรือเป็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอีกฝ่ายที่มิ อาจ

หลีก เลี่ยงได้ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเป็นรายๆ ไป แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแหล่งซอติก้า จากประเทศสหภาพพม่า ใช้รูปแบบสัญญาโดยยึดหลักการการระงับข้อพิพาทเช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายก๊าซ ธรรมชาติแหล่งยาดานาและเยตากุนเดิม ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการระงับข้อพิพาทโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ กระทรวงพลังงาน จึงเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลง เขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. ....วันที่ 29 ธันวาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลง เขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)

2. ให้ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากรขาเข้าประเภท ย่อยที่ 1005.90.90 ซึ่งมี ถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองดังต่อไปนี้แสดงต่อกรมศุลกากรในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบการใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร

2.1 หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองดังกล่าวของประเทศที่ส่งออก

2.2 หนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีทั้งหมดหรือบางส่วนที่ออกโดยกรมการค้าต่างประเทศ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมาย และ

2.3 หนังสือหรือใบรับรองสุขอนามัยพืช หรือเอกสารหลักฐานอื่นที่แสดงการรับรองสุขอนามัยพืช

(ร่างข้อ 3)

3. ต้องนำข้าวโพดตามข้อ 2. เข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืช (ร่างข้อ 4)

4. การขอและการออกหนังสือรับรองตามข้อ 2.2 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนด (ร่างข้อ 5)

5. การนำเข้าสินค้าตามข้อ 2. ที่มีมูลค่าตามราคา เอฟ โอ บี ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐ ไม่ต้องแสดงหนังสือรับรองตามข้อ 2.1 ต่อกรมศุลกากร (ร่างข้อ 6)

แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์....วันที่ 29 ธันวาคม 2552

คณะ รัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะ กรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ชุดใหม่ จำนวน 14 คน เนื่องจากกรรมการชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสี่ปีตามวาระ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน 1.นายชวลิต อัตถศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ 2. คุณหญิงประไพศรี พิทักษ์ไพรวัน สาขาเกษตรศาสตร์ 3. นางศิรินันท์ ศันสนาคม สาขานิติศาสตร์ 4. นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ สาขาวิทยาศาสตร์

5. นางสมใจ วิชัยดิษฐ สาขาวิทยาศาสตร์ 6. นายนำชัย วิทยาวงศ์วณิช สาขาเศรษฐศาสตร์

ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ 7. นายสมเจตน์ ประทุมมินทร์ สาขาเกษตรศาสตร์ 8. นางสาวทรรศณีย์

ปรัชญาบำรุง สาขาเกษตรศาสตร์ 9. นางรมณี สงวนดีกุล สาขาวิทยาศาสตร์ 10. นางสาววิมล ชาตะมีนา สาขา เศรษฐศาสตร์ 11. นายอำพัน กิจงาม สาขาโบราณคดี 12. นายทศพร นุชอนงค์ สาขาภูมิศาสตร์ 13.นายสุรวิช

วรรณไกรโรจน์ สาขาเกษตรศาสตร์ 14. นางรำไพพรรณ นาคะสาทิศ สาขาวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอการแต่งตั้งนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าการ กฟผ.) โดยให้ได้รับผลตอบแทน ตามที่กระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป

3. การให้โอนข้าราชการ และให้ข้าราชการพ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารสูง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้โอน นายอุทิศ ขาวเธียร รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ สำนักงาน ป.ป.ช.

******************************

สุดยอดข่าววิทยาศาสตร์ปี 2552

ผู้เขียน: 
ชัยวัฒน์ คุประตกุล

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ปี 2552 เป็นอีกปีหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวความก้าวหน้าชวนพิศวงของวิทยาศาสตร์ชีวภาพเกิดขึ้นมากมายในวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทำให้หลายเรื่องของวิทยาศาสตร์ชีวภาพต้องถูกตัดออกจากรายชื่อ 10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ สำหรับ 10 ยอดข่าววิทยาศาสตร์ ประจำปี 2552 ก็ดังเช่นปีก่อนๆ ที่ 3 ข่าวแรก ผู้เขียนจัดลำดับความสำคัญของข่าวอย่างตั้งใจ ส่วนอีก 7 ข่าวถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างหลวมๆ

1.เปิดตัวพี่สาวของ ‘ลูซี’ ชื่อ ‘อาร์ดี’

ต้นเดือนต.ค. วารสาร Science ตีพิมพ์เรื่องราวเกี่ยวกับ “Ardi” (อาร์ดี) ผู้หญิงต้นตระกูลแรกๆ ของมนุษย์โบราณ อายุ 4.4 ล้านปี ที่เข้ามาแทนที่ “Lucy” (ลูซี) ฟอสซิลมนุษย์ผู้หญิงโบราณ อายุ 3.2 ล้านปี ผู้ครองตำแหน่งผู้หญิงอายุเก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักมานานถึง 35 ปี (ตั้งแต่ปี 2517)

ทิม ดี. ไวท์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์คลีย์ และคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ค้นพบฟอสซิลมนุษย์โบราณ ได้รับการตั้งชื่อ สปีชีส์เป็น Ardipithecus Ramidus มีชื่อเฉพาะเรียกเป็น “Ardi” เมื่อปี 2535 ในประเทศเอธิโอเปีย ใกล้ๆ กับตำแหน่งการค้นพบฟอสซิลของลูซี

คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาถึง 17 ปี ค่อยประกาศผลการศึกษา “อาร์ดี” อย่างเป็นทางการ ด้วยความสำคัญ ความละเอียดซับซ้อน จำนวนฟอสซิลโบราณที่พบเป็นจำนวนมากในบริเวณเดียวกัน และสรุปออกมาว่า อาร์ดี เป็นมนุษย์โบราณเพศหญิง สูงประมาณ 120 เซนติเมตร หนัก 5 กิโลกรัม (สูงพอๆ กับลูซี แต่หนักกว่าลูซีเกือบสองเท่า)

จากหลักฐานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ “อาร์ดี” มีชีวิตอยู่ พบว่ามีสภาพเป็นป่า มิใช่ทุ่งโล่ง ซึ่งเป็นหลักฐานข้อมูลใหม่ ขัดแย้งกับทฤษฎีที่ยึดถือกันอยู่ในปัจจุบันโดยทั่วไปว่า บรรพบุรุษต้นตระกูลของมนุษย์น่าจะมีชีวิตอยู่ในแถบพื้นที่เป็นทุ่งโล่ง มากกว่าจะเป็นป่า

2.เด็กเกิดใหม่ปลอดยีนมะเร็ง

ต้นเดือนม.ค. นิตยสารออนไลน์ New Scientist และสื่อสำคัญระดับโลก รายงานการถือกำเนิดของทารกคนแรกในประเทศอังกฤษ ที่กรุงลอนดอน ซึ่งปลอดยีนความเสี่ยงต่อมะเร็งหน้าอกและมะเร็งมดลูก

ทารกเกิดใหม่ เป็นทายาทของครอบครัวมีประวัติความเป็นมะเร็งบางชนิดต่อเนื่องกันมา 3 ชั่วคน กำเนิดจากการปฏิสนธิของไข่กับสเปิร์มนอกมดลูก (ในห้องทดลอง) ที่หน่วยช่วยการปฏิสนธิ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยคอลเลจ (University College Hospital)

จากจำนวนตัวอ่อนมนุษย์ทั้งหมด 5 ตัวอ่อน ซึ่งยีนชื่อ BRCA 1 ถูกกำจัดออกไปแล้ว และถูกนำเข้าไปอยู่ในมดลูกของผู้เป็นแม่ มีหนึ่งตัวอ่อนที่พัฒนาต่อมาจนกระทั่งคลอดเป็นทารกที่สมบูรณ์

ยีน BRCA 1 เป็นยีนซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหน้าอก 80 เปอร์เซ็นต์ และมะเร็งมดลูก 60 เปอร์เซ็นต์

กำเนิดของทารกปลอดยีนมะเร็ง สร้างความหวังในวงการแพทย์ต่อสู้กับโรคมะเร็งและอื่นๆ แต่ก็สร้างกระแสความกังวลเชิงชีวจริยธรรม (Bioethics) ว่าเป็นตัวอย่างของ “Designer Baby” หรือทารกถูกออกแบบให้มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ไม่เป็นไปอย่างธรรมชาติ

3.ปลุกชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ตัวแรกจากโคลนนิง

ปลายเดือนม.ค. หลังความพยายามของนักวิทยาศาสตร์หลายคณะทั่วโลก ในการที่จะนำสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมามีชีวิตใหม่ ก็มีรายงานความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยคณะนักวิทยาศาสตร์ในสเปน ทำโคลนนิงของแพะชนิดหนึ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ไม่นาน แต่ก็เป็นก้าวสำคัญในความหวังของการนำสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้ว ให้กลับมามีชีวิตใหม่

สัตว์สูญพันธุ์ไปแล้วชนิดแรกที่ถูกปลุกให้คืนชีพโดยโคลนนิง คือ Pyrenean Ibex เป็นแพะภูเขา เคยมีอยู่ทั่วไปในสเปน แต่ตัวสุดท้ายชื่อ ซีเลีย (Celia) ตายเมื่อปี 2543 คณะนักวิทยาศาสตร์ที่ Centre for Agricultural and Technological Research of Aragon ในเมืองซาราโกซา ประเทศสเปน ได้เก็บตัวอย่างเซลล์ผิวหนังของซีเลียแช่เย็นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2542 เพราะมีโครงการจะรักษาพันธุ์แพะภูเขาชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์ใช้วิธีการแบบเดียวกับการทำโคลนนิงแกะดอลลี คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้นิวเคลียสจากเซลล์ผิวหนังของแพะซีเลีย เข้าไปแทนที่นิวเคลียสของไข่แพะธรรมดา

จากตัวอ่อนโคลนมากกว่า 1,000 ตัว คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้ตัวอ่อนโคลน 30 ตัวใส่เข้าไปในมดลูกของแพะธรรมดาตัวเมีย 5 ตัว ปรากฏว่ามีอยู่ตัวหนึ่งที่ตั้งท้องได้สำเร็จ และคลอดลูกเป็นลูกแพะภูเขาตัวแรกของโลกที่เกิดจากการทำโคลนนิง...

ลูกแพะโคลนจากเซลล์ต้นแบบของแพะซีเลีย มีชีวิตอยู่เป็นเวลา 7 นาทีแล้วก็ตาย เพราะปัญหาเกี่ยวกับปอด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยสำหรับเรื่องของการทำโคลนนิงสัตว์ แต่ก็สร้างความหวังสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ ที่กำลังพยายามทำโคลนนิงสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น เสือทัสมาเนีย ช้างโบราณแมมมอท และแม้แต่ไดโนเสาร์ที่เพิ่งจะมีการค้นพบเนื้อเยื่อยังไม่เสื่อมสลายไปหมดของไดโนเสาร์ทีเร็กซ์

4.ทวิตเตอร์ด้วยสมอง

ปี 2546 โลกการสื่อสารออนไลน์ต้อนรับน้องใหม่เครือข่ายสังคม (Social Network) หรือเครือข่ายข้อมูลข่าวสาร (Information Network) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว คือ Twitter (ทวิตเตอร์) เปิดโอกาสให้สมาชิกเครือข่ายทั้งเฉพาะกลุ่มและทั่วไป สามารถส่งข่าวสารบอกกล่าวหรือเล่าสู่ ดังเช่นระหว่างกลุ่มวงสนทนาด้วยข้อความสั้นๆ (ความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษรภาษาอังกฤษ)

เดือนเม.ย. 2552 อดัม วิลสัน ส่งทวิตเตอร์ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า “Using EEG to send tweet” (ใช้อีอีจีส่งทวิต) เป็นทวิตเตอร์ที่ดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โลกวิทยาศาสตร์ เพราะอดัม วิลสัน มิได้ส่งทวิตเตอร์ผ่านคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ดังเช่นการส่งทวิตเตอร์ของคนทั่วโลก แต่เขาส่งทวิตเตอร์ด้วย “สมอง”

อดัม วิลสัน เป็นนักศึกษาปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เขาและอาจารย์ที่ปรึกษา จัสติน วิลเลียมส์ พัฒนาระบบเชื่อมต่อสัญญาณสมองของเขากับคอมพิวเตอร์ ใช้หมวกติดอิเล็กโตรด อ่านสัญญาณหรือคลื่นสมอง (EEG) ของเขากับคอมพิวเตอร์แล้วเพียงการคิด คือ จ้องดูตัวอักษรภาษาอังกฤษบนจอคอมพิวเตอร์ ระบบก็จะอ่านสัญญาณสมองของตัวอักษรแต่ละตัว แล้วรวมสะกดเป็นประโยคเพื่อส่งทวิตเตอร์

การส่งข้อความทวิตเตอร์ด้วยสมองทำได้ช้ามาก ที่เร็วที่สุดถึงขณะนี้คือ แปดตัวอักษรต่อนาที แต่เป็นเทคโนโลยีที่อ่านสมองหรือสั่งการด้วยสมองอย่างชัดเจน และได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากวงการแพทย์ ที่จะช่วยให้คนร่างกายพิการหรือเป็นอัมพาตทั้งตัว แต่สมองยังทำงานได้ สามารถจะสื่อสารกับโลกภายนอกได้
5.กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์

เดือนมี.ค. กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler Space Telescope) ของนาซา ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศมีภารกิจโดยตรงคือ การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ มีขนาด และตำแหน่งโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงแม่ใกล้เคียงกับดาวเคราะห์โลก ทำให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ได้ชื่อว่าเป็นกล้องโทรทรรศน์ตามล่าหาดาวเคราะห์บ้านเกิดของมนุษย์ต่างดาว

นับตั้งแต่การค้นหาและพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเมื่อกลางทศวรรษ 1950 ถึงล่าสุดมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะแล้วมากกว่า 400 ดวง ส่วนใหญ่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ระดับใกล้เคียงกับดาวพฤหัสบดี หรือใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี

แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมฉลอง 400 ปีดาราศาสตร์สากล (วาระครบรอบ 400 ปีของการใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องศึกษาดวงดาวเป็นครั้งแรก โดย กาลิเลโอ และการตีพิมพ์หนังสือดาราศาสตร์ใหม่ของ โยฮันเนส เคปเลอร์) ถูกออกแบบให้ตรวจจับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่โคจรหน้าดาวฤกษ์ดวงแม่โดยตรง (ดาวเคราะห์อยู่ระหว่างดาวฤกษ์ดวงแม่กับกล้องเคปเลอร์)

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์จะมีอายุการทำงานระหว่าง 3-4 ปี และคาดหวังกันว่าจะค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีสภาพเหมาะสมสำหรับการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนหลายสิบดวง

อีกหลายยอดข่าววิทยาศาสตร์

ยังมีข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอีกมากมายในปีนี้ ขอนำมากล่าวถึงอย่างย่อๆ ไว้ด้วย ณ ที่นี้

- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาด

เริ่มจากเม็กซิโกในเดือนเม.ย. ก่อนระบาดไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 2 เดือนก็ระบาดไปแล้ว 73 ประเทศ มีคนป่วยจำนวน 3 หมื่นราย ทำให้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ต้องประกาศเป็นการระบาดระดับโลก มีขีดการเฝ้าระวังสูงสุดระดับ 6

- ปัญญามาจากยีน

รายงานผลการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบ อิทธิพลของยีนกับสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโต ต่อระดับสติปัญญาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ของคณะนักวิจัย นำโดย โรเบิร์ต โพลมิน แห่ง King’s College London พบว่าระดับสติปัญญาของเด็กจะขึ้นอยู่กับยีนมากกว่าสภาพแวดล้อม ซึ่งขัดแย้งจากความเข้าใจที่ยึดถือกันมา แม้จะยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าเป็นเพราะอะไร แต่ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดระบบการศึกษา และกระบวนการเรียนการสอนในอนาคต

- พบวัตถุแถบคอยเปอร์เล็กที่สุด

คณะนักวิทยาศาสตร์แห่ง California Institute of Technology in Pasadena รายงานการค้นพบวัตถุแถบคอยเปอร์ขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยถูกค้นพบ โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แถบคอยเปอร์ (Kuiper Belt) เป็นแถบวงแหวนคล้ายโดนัต ที่อยู่ของดาวหางวิถีโคจรสั้น อยู่ในแนวระนาบเดียวกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ วัตถุแถบคอยเปอร์ที่ถูกค้นพบมีขนาดประมาณ 975 เมตร (เกือบ 1 กิโลเมตร) เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ในวิถีโคจรอยู่ห่างจากโลกออกไปประมาณ 6,700 ล้านกิโลเมตร

- หลุมดำเสียงบนโลก

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่ Israel Institute of Technology หรือ IT ประสบความสำเร็จในการสร้างหลุมดำเสียง (Sonic Black Hole) ได้เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งคลื่นเสียงที่ถูกส่งหรือเกิดขึ้นภายในหลุมดำเสียง จะไม่สามารถหนีออกมาจากหลุมดำเสียง คล้ายกับกรณีของหลุมดำในวงการฟิสิกส์ หลุมดำเสียงเป็นช่องทางที่เป็นรูปธรรมในการศึกษาและทดสอบทฤษฎีการแผ่รังสีฮอว์คิง (Howking Radiation) ที่สตีเฟน ฮอว์คิง เสนอขึ้นสำหรับหลุมดำของดวงดาว

- การประชุมโลกร้อนโคเปนเฮเกน

ความคาดหวังของคนทั้งโลกที่ห่วงใยเรื่องภาวะโลกร้อน คือ จะได้เห็น Copenhagen Protocol (พิธีสารโคเปนเฮเกน) ซึ่งมีบทผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศจากการประชุมครั้งนี้ เพื่อรับไม้ต่อของ Kyoto Protocol (พิธีสารเกียวโต) ซึ่งจะหมดอายุในปี 2555 แต่ผลที่ได้จริงๆ จากการประชุม เป็นเพียง “Copenhagen Accord” หรือ “ข้อตกลงโคเปนเฮเกน” ซึ่งมีสาระหลักคือ การให้สัญญาร่วมกันของประเทศต่างๆ ที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่มีบทผูกพันเชิงกฎหมายแต่อย่างใด

10 ข่าวเด่นวิทย์ปี 52 : สิทธิบัตร "ข้าว" ความสำเร็จที่ตามติดมาด้วยปมขัดแย้ง

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

 

สิทธิบัตร "ข้าว" ความสำเร็จที่ตามติดมาด้วยปมขัดแย้ง

       
       
ปีนี้คนไทยได้ภาคภูมิใจกับผลงานของนักวิจัยไทย ที่ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าวที่ได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐฯ แต่หลังจากทราบข่าวดีได้ไม่นาน ก็ต้องได้ยินข่าวที่น่าหวั่นวิตกตามมา ไม่ว่าจะเรื่องการแก้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และข้าว "แจ๊สแมน" ของสหรัฐฯ ที่เตรียมปล่อยออกมาตีตลาดข้าวไทย
       
       
ทีมนักวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ค้นพบยีนควบคุมความหอมในข้าวและสามารถทำให้ข้าวที่ไม่หอมกลับมีความหอมเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตรเพื่อคุ้มครองยีนและกรรมวิธีดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศ โดยได้สิทธิบัตรแรกจากสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 51 ขณะที่ยังไม่ได้สิทธิบัตรในประเทศ
       
       
ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะผลักดันให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยรับจดสิทธิบัตรดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองพันธุ์ข้าวไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้กฎหมายเพื่อให้เอื้อต่อการจดสิทธิบัตรผลงานวิจัยดังกล่าว
       
       
ทว่าก่อให้เกิดประเด็นที่ต้องถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและยืดเยื้อ เมื่อนักวิชาการและกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนออกมาคัดค้าน เพราะหวั่นเกรงว่าการแก้กฎหมายดังกล่าว อาจเป็นการเปิดช่องให้ต่างชาติที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าไทยเข้ามาครอบครองทรัพยากรพันธุกรรมของไทยได้ พร้อมทั้งได้เสนอทางเลือกอื่นที่สามารถคุ้มของข้าวไทยได้เช่นกันและมีความเสี่ยงน้อยกว่า เช่น กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
       
       
ประเด็นขัดแย้งเรื่องสิทธิบัตรยังไม่ทันสร่างซา ก็มีปัญหาใหม่มาให้คนไทยกลุ้มใจอีก เมื่อสหรัฐฯ พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ "แจ๊สแมนไรซ์" (Jazzman rice) เพื่อหวังช่วงชิงตลาดข้าวหอมมะลิของไทยที่ต่างชาติรู้จักกันดีในนาม "จัสมินไรซ์" (Jasmine rice) ทำให้นักวิจัยไทยต้องเร่ง ปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยให้ครองความเป็นหนึ่งในในตลาดโลกต่อไปได้
       
       
ผลสรุปจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่แน่นอนคือตอนนี้ไทยยังไม่ได้ให้สิทธิบัตรแก่ทีมนักวิจัย และคุณภาพข้าว "แจ๊สแมนไรซ์" ยังห่างไกล "ข้าวหอมมะลิ" ของไทยมาก
       
       =
อ่านเพิ่มเติม=
       
       - ชี้อาฟตาไม่น่ากระทบข้าวไทย รัฐเข้าแทรกแซงยังน่าห่วงกว่า
       - สหรัฐฯ พัฒนา"แจซแมน ไรซ์"แข่ง"หอมมะลิไทย"
       - "ดร.สุเมธ" วอนอย่าทิ้งนา รัฐบาลมั่นใจแก้วิกฤตข้าวไทยได้แน่
       - “GI-พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชอีกทางเลือกปกป้องข้าวไทย
       - นักวิจัยไทยเร่งพัฒนา "ซูเปอร์จัสมิน" หวั่น "แจ๊สแมน" ข้าวหอมมะกันเขย่าบัลลังก์ใน 3 ปี
       - ชี้สิทธิบัตรคุมความหอมในข้าว ส่งข้าวไทยตีตลาดโลก
       - ก.วิทย์แจงไม่แก้กฎหมายให้เอื้อจดสิทธิบัตรยีนข้าวแน่นอน
       - ค้านจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอมมะลิ เปิดช่องบรรษัทยักษ์ข้ามชาติยึดครองฐานทรัพยากรไทย
       - ค้านไทยแก้กฎหมายรับจดสิทธิบัตรยีนข้าวหอม หวั่นเปิดทางต่างชาติกอบโกย
       - ไบโอไทยแนะรัฐฯเร่งแก้กม.ป้องกันต่างชาติฮุบสิทธิบัตรข้าว
       - เปิดสิทธิบัตร "วิธีควบคุมยีนข้าวหอม" เผย "ออสเตรเลีย" คู่แข่งที่น่ากลัว
       - "อลงกรณ์"ชี้สิทธิบัตรยีนกลิ่นข้าวหอมฯ ป้องกันของเลียนแบบได้

 

** หมายเหตุ ** ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้ร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปี 2552 ด้วยการประมวล 10 ข่าววิทยาศาสตร์ที่โดดเด่นในรอบปี ทยอยนำเสนอสู่ท่านผู้อ่าน ระหว่างวันที่ 21-30 ธ.ค.52 โปรดติดตามข่าวเด่นประเด็นวิทย์ในวันถัดๆ ไป

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000156036


 

เสวนา 50 ปีอนุรักษ์สัตว์ป่าไทยฯ สรุปความรู้ในสังคมไทยมีปัญหาตั้งแต่ระดับ “สวนสัตว์”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เครือข่ายคุ้มครองสัตว์ป่าไทยจัดเสวนา 50 ปีการอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนาตั้งข้อสังเกต “พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าฯ” เปิดช่องให้มีการค้าสัตว์ป่าเสียเอง “ผู้บริหารไนท์ซาฟารี” ยอมรับมีปัญหาจริงแต่สวนสัตว์ทุกแห่งก็มีสัตว์ตายแต่ไม่เป็นข่าว สร้างไปแล้วต้องหาทางแก้ ด้าน “ชัยพันธุ์ ประภาสวัต” โผล่จี้เลิกกิจการไนท์ซาฟารี-พืชสวนโลก อ้างทำผิดกฎหมายตั้งแต่เริ่ม

เนื่องในวันคุ้มครองสัตว์ป่า 26 ธันวาคมของทุกปี เครือข่ายคุ้มครองสัตว์ป่าไทยจัดงานเสวนา “50 ปี การอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย” ที่ศูนย์สตรีศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดย นายนิคม พุทธา เลขาธิการเครือข่ายคุ้มครองสัตว์ป่าไทย ได้กล่าวว่าตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 จนเปลี่ยนมาเป็นฉบับปี พ.ศ. 2535 ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์การคุ้มครองสัตว์ป่าไทยยังอยู่ในข่ายที่น่าเป็นห่วง และล่าสุดได้มีการร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับใหม่ขึ้น จึงอยากให้เวทีในวันนี้เป็นการพูดถึงช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่มีการใช้ พ.ร.บ.

“หมอหม่อง” ชี้สัตว์ป่าไม่ใช่แค่สวยงาม แต่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา ได้เริ่มต้นการเสวนาด้วยการพูดถึงคุณค่าของสัตว์ว่าคนส่วนใหญ่มักมองที่ความ สวยงามทั้งที่คุณค่าของสัตว์อยู่ที่ความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ โดยยกตัวอย่างดอยสุเทพที่ดูเหมือนจะมีต้นไม้หนาแน่นแต่จริงๆ แล้วมีงานวิจัยบอกว่าพันธุ์ไม้บนดอยสุเทพนั้นไม่สามารถกระจายพันธุ์ได้ เนื่องจากไม่มีสัตว์ที่กินลูกหรือผลของต้นไม้เหล่านั้นและนำเมล็ดพันธุ์ไป กระจายพันธุ์ในพื้นที่อื่น ซึ่งจะเห็นว่าสัตว์ในป่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์อย่างมาก

“สวน ทุเรียนบางแห่งไม่ติดลูก พอค้นไปค้นมาก็พบว่าเป็นผลมาจากการระเบิดภูเขาหินปูนเพื่อมาทำปูนซีเมนต์ ซึ่งภูเขาที่ว่านั้นเป็นภูเขาที่มีถ้ำที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ และค้างคาวนี่เองที่ทำหน้าที่ผสมเกสรให้ต้นทุเรียน พอระเบิดภูเขาค้างคาวก็ไม่มีที่อยู่ แล้วกลไกในการผสมพันธุ์ของทุเรียนก็หยุดลง”

ความรู้เรื่องสัตว์ในสังคมไทยมีปัญหาแม้แต่ใน “สวนสัตว์”

นพ. รังสฤษฎ์ กล่าวว่า คนในสังคมส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจในระบบนิเวศน์แม้แต่ระดับพื้นฐาน เห็นว่าการที่สัตว์สูญพันธุ์ไม่ส่งผลกับวิถีชีวิตของตน อย่างการจัดสถานที่แสดงสัตว์ของไนท์ซาฟารีนั้นก็ไม่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ สัตว์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าตอนนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วหรือไม่ แต่มันก็ได้สะท้อนให้เห็นว่าความรู้เรื่องสัตว์ในสังคมไทยมีปัญหาแม้แต่ทาง สวนสัตว์เอง

และ ถึงแม้เราอาจไม่ได้เป็นผู้ล่าสัตว์โดยตรงแต่เราเป็นผู้สร้างความต้องการล่า สัตว์ให้เกิดขึ้น อย่างการนิยมบริโภคเนื้อสัตว์ป่าที่ส่งเสริมให้มีการทำธุรกิจค้าสัตว์ป่า อย่างผิดกฎหมาย เช่น การกินอุ้งตีนหมีทำให้ต้องฆ่าหมีเพื่อนำอุ้งเท้ามันมาทั้งที่มันมีความสำคัญ ต่อระบบนิเวศน์ โดยการหาน้ำผึ้งของหมีนั้นจะต้องเจาะโพรงที่ต้นไม้ ซึ่งช่วยทำให้นกเงือกสามารถทำรังที่ต้นไม้ได้ และเมื่อนกเงือกทำรังที่ต้นไม้ก็จะช่วยในเรื่องการกระจายพันธุ์ต้นไม้ต่อไป แต่ปรากฏว่าเพียงเพราะเราต้องการอุ้งเท้ามันจึงไปทำลายระบบนิเวศน์ดังกล่าว

พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าฯ เปิดช่องให้มีการค้าสัตว์เสียเอง

นพ. รังสฤษฎ์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ฉบับปัจจุบันที่แก้ไขเมื่อ พ.ศ. 2535 และกำลังมีการร่างแก้ไขใหม่ว่า แม้ในกฎหมายจะกำหนดไม่ให้มีการค้าขายสัตว์สงวน แต่ในกฎหมายการค้าขายสัตว์สงวนสามารถทำได้หากดำเนินการผ่านองค์กรของรัฐ สวนสัตว์ หรือองค์กรพัฒนาเอกชน รวมไปถึงการเปิดให้เพาะพันธุ์ได้ ซึ่งการเพาะพันธ์สัตว์นั้นที่ไม่ได้คำนึงประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์นั้นเท่ากับ เป็นการเพาะพันธุ์เพื่อการค้า ซึ่งเท่ากับว่า พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนั้นเป็นการเปิดช่องทางให้มีการค้าสัตว์มากขึ้น

ไม่ แน่ใจว่า พ.ร.บ.ฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้จะคุ้มครองสัตว์ป่าหรือคุ้มครองธุรกิจค้า สัตว์ป่ากันแน่ กรี๊ดแพนด้าไม่ว่าแต่อย่าละเลยสัตว์ไทย แพนด้าอาจช่วยเรื่องเศรษฐกิจแต่ไม่ช่วยเรื่องระบบนิเวศน์”

ผู้บริหารยอมรับไนท์ซาฟารีมีปัญหา แต่ลงทุนไปแล้วต้องหาทางแก้

ด้าน นายณรงค์ ตนานุวัฒน์ ผู้จัดการพื้นที่พิเศษ ไนท์ซาฟารี เชียงใหม่ กล่าวว่าที่ผ่านมาก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่งนั้นการจัดการดูแลไนท์ซาฟารีมี ปัญหา และยอมรับว่าไนท์ซาฟารีมีปัญหาขัดแย้งภายใน อย่างเรื่องสัตว์ตายนั้นสวนสัตว์ทุกแห่งนั้นก็มีสัตว์ตายเช่นกันแต่ไม่ปรากฏ เป็นข่าว ขณะที่ทางไนท์ซาฟารีนั้นมีคนในคอยแจ้งข้อมูลต่อสาธารณะชนเพื่อให้เป็นข่าว อย่างไรก็ตามถึงแม้ไนท์ซาฟารีจะมีปัญหาในหลายๆ ด้าน แต่ในเมื่อลงทุนสร้างมาแล้วก็ควรที่จะหาทางสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น

“ชัยพันธ์” เสนอหยุดไนท์ซาฟารี-พืชสวนโลก คืนสัตว์สู่อุทยาน

ขณะที่ นายชัยพันธ์ ประภาสะวัต ผู้ อำนวยการสถาบันเพื่อสิทธิชุมชน กล่าวว่าปัญหาที่สำคัญก็คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพราะประเทศไทยเราไม่เคยเคารพสัญญาใดๆ ที่เราได้ลงนามไว้ ทำให้สัตว์บางชนิดพบในป่าได้ยากกว่าพบในสวนสัตว์เสียอีก สำหรับกรณีของไนท์ซาฟารีตนเห็นว่าควรหยุดดำเนินการเพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่ต้น ควรจะหาทางคืนสัตว์กลับสู่พื้นที่อุทยาน ซึ่งไม่เฉพาะไนท์ซาฟารีเท่านั้นแต่พื้นที่จัดงานพืชสวนโลกก็ควรจะหยุดดำเนิน การเช่นกัน ซึ่งตนก็ได้ร้องเรียนไปแล้วแต่ไม่เป็นผล

ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าฯ โอดสังคมเห็นเจ้าหน้าที่เหมือนเครื่องจักร

ทาง ดร. กมลไชย คชชา ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าว ว่า สังคมเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่มากเกินไปในเรื่องการดูแลสัตว์ป่าจากกลุ่ม ลักลอบล่าสัตว์ เนื่องจากคาดหวังว่าเจ้าหน้าที่จะต้องทำงานเหมือนเครื่องจักร ทั้งที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะอยู่อาศัยในป่าได้ตลอดเวลา ซึ่งเหมือนกับการที่ตำรวจเองก็ไม่สามารถที่จะตรวจตราดูแลความปลอดภัยได้ทุก พื้นที่ ไม่เช่นนั้นคดีวิ่งราวชิงทรัพย์หรืออาชญากรรมก็คงจะไม่เกิดขึ้น

ประเทศแอฟริกันตั้งกฎค้างาช้างใหม่

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com

3 เดือนหลังจากการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ กลุ่มประเทศทวีปแอฟริกาก็เริ่มถกเถียงกันในเรื่องความเหมาะสมในการซื้อขายงาช้าง

เนื่องด้วยราคางาช้างในตลาดมืดสูงขึ้นทุกวันๆ ทำให้บางประเทศเห็นว่าประชากรช้างกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต

ตัวแทนจากประเทศแทนซาเนีย และแซมเบีย ได้ตั้งกระทู้ถามไซเตส หรือกลุ่มอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ (CITES-Convention on International Trade in International Species) ตั้งแต่การประชุมในโดฮาเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายงาช้างจำนวน 22–90 ตันต่อปี

การตั้งกระทู้มีการอ้างถึงการคว่ำบาตรการค้างาช้างในปี 1989 ซึ่งช่วยให้รักษาจำนวนประชากรช้างและแรดได้จำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ ช้างในแอฟริกามีจำนวนเป็นล้านๆ แต่ปัจจุบันคาดว่ามีจำนวนช้างทั้งทวีปนี้เหลืออยู่ประมาณ 4–6 แสนตัวเท่านั้น โดยทางตอนใต้ของแอฟริกาที่มีช้างอยู่มากที่สุดยังเหลืออยู่ไม่กี่พันตัวเท่านั้น ส่วนทางตะวันตก ตะวันออก และแอฟริกากลาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เหลือเพียงหลักร้อยเท่านั้น

ร้ายที่สุดก็คือ มีบางแห่งในทวีปแอฟริกาที่ช้างไม่มีหลงเหลือแล้วอย่างเช่น ประเทศบุรุนดี แกมเบีย มอริเตเนีย และเซียร์ราลีโอน

“เราไม่ต้องการเห็นช้างมีชีวิตอยู่ได้แค่มุมใดมุมหนึ่งของแอฟริกา” แพตทริก โอมอนดิ ผู้ที่จะเป็นผู้นำของเคนยาในการต่อรองรอบประชุมโดฮาครั้งถัดไปกล่าว

จากการประชุมของไซเตสครั้งล่าสุดที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อเดือนมิ.ย. 2007 ได้มีการแสดงให้เห็นความพยายามของรัฐบาลหลายประเทศในแอฟริกา ในการต่อต้านการค้างาช้างมากว่า 9 ปี แต่กระนั้นก็มีบางประเทศที่ยังไม่ประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศซิมบับเว แอฟริกาใต้ นามิเบีย และบอตสวานา ซึ่งทำให้ยังคงมีการส่งสินค้าประเภทนี้กว่า 108 ตันไปยังจีนและญี่ปุ่น

กลุ่มอนุรักษ์ช้างต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การปล่อยให้การค้างาช้างเป็นเรื่องถูกกฎหมาย ทำให้ความต้องการงาช้างยังคงสูงขึ้น โดยเฉพาะความนิยมใช้แต่งบ้านในเอเชีย เมื่อผลผลิตแบบถูกกฎหมายยังไม่พอ ก็จะเกิดความต้องการเพิ่มในตลาดมืดตามมา

“ในเคนยาช้างป่าถูกฆ่าเพื่อเอางามีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 47 ตัวในปี 2007 เป็น 214 ตัวในปี 2009” แพตทริก ว่า

“ถ้าแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ รับรองว่าเราได้เห็นช้างแอฟริกาสูญพันธุ์ไปต่อหน้าต่อตาแน่ๆ” แพทริเชีย อะโวรี จากเครือข่ายอนุรักษ์สัตว์ป่าทวีปแอฟริกา กล่าว

ขณะที่ โนอาห์ เวเคซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอนุรักษ์สัตว์ป่าของเคนยา บอกว่า จุดยืนของพวกเขาคือ ต้องพยายามร่างข้อตกลงร่วมกันในประเทศแอฟริกา “การค้างาช้างและนอแรดต้องถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย”

ประชากรช้างในประเทศแทนซาเนียมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม หลังจากมีกฎหมายห้ามฆ่าช้างเอางา และห้ามซื้อขายงาช้าง โดยประชากรช้างป่าในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 5.5 หมื่นตัว ในปี 1989 เป็น 1.37 แสนตัว ในปี 2006

“คนที่ครอบครองงาช้างและต้องการจะขายต้องพิสูจน์ได้ว่าช้างตัวนั้นล้มด้วยเหตุธรรมชาติ นั่นเป็นวิธีที่ดีที่จะรักษาจำนวนประชากรช้างเอาไว้ได้” สิ่งที่รัฐบาลแทนซาเนียแถลงเอาไว้ในเอกสารการประชุมไซเตสน่าจะเป็นตัวอย่างได้อย่างดี

พร้อมแต่ไม่พอ

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

เป็นที่รู้กันแล้วนะครับว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า สำหรับการประชุมแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นานๆ ครั้งจะเห็นการประชุมในเวทียักษ์ใหญ่ขนาดที่มีผู้นำ 120 ประเทศเข้าร่วมประชุมด้วย

ปิดฉากแบบไม่ลงเอย และไร้ความชัดเจนเช่นนี้ แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะมีพี่เบิ้มเข้าร่วมจำนวนมาก แม้กระทั่ง บารัก โอบามา ตัวแทนคนอเมริกัน และเวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีของจีน

ความล้มเหลวเกิดขึ้นเพราะข้อตกลงต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นนั้นเป็นข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ เลย และเมื่อไม่มีผลบังคับใดๆ ทางกฎหมาย ผมก็บอกได้ทันทีครับว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า และเสียเวลาเปล่า ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยการล็อบบี้ของประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ เพื่อให้ผลออกมาอย่างที่ตัวเองต้องการ

อาจจะมีใครบางคนตั้งคำถามขึ้นว่า เป็นไปได้หรือที่ไม่มีใครได้อะไรเลยกับการประชุมครั้งนี้ ผมตอบว่าได้ครับ แต่ที่ได้อย่างเต็มๆ ก็มีอยู่ 2 ประเทศครับ แน่นอนจะเป็นประเทศอื่นใดไม่ได้นอกจากประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกมากที่สุด 2 อันดับแรกนั่นแหละครับ คือ จีน กับสหรัฐ เขาได้ไปเต็มๆ จากการประชุมคราวนี้

ยักษ์ใหญ่อย่างจีนรอดตายอย่างหวุดหวิดกับกรอบว่าด้วยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อข้อตกลงเป็นแค่หมึกเปื้อนกระดาษ ฉะนั้นจีนก็ยังสามารถขยายตัวด้านอุตสาหกรรม และการค้าการลงทุนทุกรูปแบบได้โดยไม่มีข้อกำหนดใดๆ ที่เป็นอุปสรรค นั่นทำให้จีนยังขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ได้อย่างต่อเนื่อง

การขยายตัวของจีนได้กำไร 2 เด้งครับ เพราะเนื่องจากจีนวางตำแหน่งของตัวเองเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา จึงสามารถเข้าถึงแหล่งเงินช่วยเหลือ เพื่อลดโลกร้อนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย...นี่คือเหลี่ยมของจีนครับ

ตามผมมาดูสหรัฐครับ พี่เบิ้มรายนี้ได้ไปเต็มๆ ไม่แพ้ประเทศแรกที่ผมยกตัวอย่าง เหตุผลก็คือสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมในพิธีสารเกียวโตมาตั้งแต่ต้น เมื่อการประชุมที่โคเปนเฮเกนมีข้อตกลง แต่ไม่มีผลบังคับใช้ แบบนี้ก็เสร็จจิ๊กโก๋มะกันซิครับ

เมื่อทั้งสองประเทศได้ผลพวงในด้านดีจากความล้มเหลวในครั้งนี้ ผมก็ขอชงคำถามว่าแล้วใครจะเป็นฝ่ายเสียล่ะครับ ขอตอบนะครับ ก็โลกที่เราอาศัยอยู่นี่แหละครับเป็นฝ่ายเสียเต็มๆ อย่างไม่ต้องคิดคำนวณ และถ้าหากอยู่กันอย่างนี้ต่อไป ก็ยกนิ้วมือขึ้นมาเตรียมนับถอยหลังได้เลยครับพี่น้อง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมการประชุมที่มีผู้นำทั่วโลก 120 ประเทศ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันถึงล้มเหลว ในประเด็นนี้ก็มีการวิเคราะห์กันถึงเหตุผลต่างๆ นานา ตามมุมมองของแต่ละคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ แต่สำหรับผมแล้ว ผมฟันธงเลยครับว่าความล้มเหลวครั้งนี้มาจากตัวเงินครับ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วคิดว่าการให้ความช่วยด้านการเงินแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาจะทำให้การเจรจาถึงข้อตกลงต่างๆ ง่ายขึ้น

เขาคิดกันว่า เมื่อให้เงินแก่ประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อไปลดคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศของตัวเองแล้ว ก็จะทำให้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกลงได้อย่างมากมายมหาศาล ในทางกลับกันเมื่อควักกระเป๋าจ่ายเงินไปแล้วประเทศที่กำลังพัฒนาก็จะเดินหน้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป พร้อมๆ กับขยายเศรษฐกิจของตัวเองต่อไป

นี่ไงครับการเจรจาจึงสะดุด และหยุดลงพร้อมด้วยกระดาษเปื้อนหมึก

มีการวิเคราะห์กันว่า หากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วบวกกับจีน ร่วมมือกันลดคาร์บอนไดออกไซด์ โลกก็จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้มากกว่าเกือบทุกประเทศรวมกันเสียอีก

จากความล้มเหลวของการประชุมที่โคเปนเฮเกนสิ่งที่ตามมาคือ การสร้างเกราะป้องกันตนเองของแต่ละประเทศ ว่ากันว่าหลายๆ ประเทศจะสร้างกติกาของตนเองขึ้นมา และจากนี้ภาวะโลกร้อนจะเป็นเหตุผลหลักของการทำการค้าระหว่างประเทศ เช่น อังกฤษเขาเตรียมพร้อมแล้วที่จะประกาศมาตรการของเขาทันทีหลังการประชุมล้มเหลว ส่วนวิธีการที่เขาทำนั้นผมขอขีดเส้นใต้พักไว้ก่อนครับ ก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลมาเล่าให้ฟัง ว่าพวกที่เมืองผู้ดีนั้นเขามีวิธีการทำอย่างไรกันบ้าง

ตอนนี้กลับมาที่บ้านของเราก่อนครับ ผมสังเกตเห็นความพร้อมอยู่เหมือนกันครับ แล้วอาทิตย์หน้าผมจะมาแจงให้ฟัง ว่าการเตรียมความพร้อมของเราเป็นอย่างไรบ้าง

เกริ่นไว้ก่อนว่า...ยังไม่พอครับ

ใช้เครื่องซักผ้าให้ประหยัดพลังงาน

ผู้เขียน: 
โยธิน อยู่จงดี

เครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เรียกว่ามีหรือไม่มีในบ้านเราก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเชื่อว่าหากเลือกได้คงต้องมีไว้ซักเครื่องในบ้าน

เพียงแต่จะเป็นเครื่องใหญ่หรือเล็กคงอยู่ที่งบประมาณและจำนวนสมาชิกภายในบ้านเป็นหลัก หากเลือกไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณเองแล้ว นอกจากจะเปลืองค่าไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้การซักผ้าเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับคุณก็เป็นได้ แล้ววันนี้เรามาดูวิธีการเลือกซื้อเครื่องซักผ้า และซักผ้าให้ประหยัดกันครับ

อัตโนมัติกับกึ่งอัตโนมัติแบบไหนประหยัดกว่ากัน

เป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้วว่า เครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติกับเครื่องกึ่งอัตโนมัติ แบบไหนจะประหยัดและซักผ้าได้ดีกว่ากัน ที่จริงแล้วเครื่องซักผ้าทั้งสองแบบมีข้อดีของตัวเองแตกต่างกันออกไป

เครื่องแบบกึ่งอัตโนมัติ เป็นเครื่องทำงานแบบ 2 ถัง คือถังซักและถังปั่นแห้ง จุดเด่นเครื่องแบบนี้คือ เราสามารถควบคุมการซักผ้าได้ด้วยตัวเอง และสามารถเลือกปั่นหมาดก่อนตาก หรือเลือกที่จะไม่ปั่นหมาดเพื่อการประหยัดไฟก็ได้ เป็นจุดเด่นที่ทำให้เรามองเครื่องแบบกึ่งอัตโนมัติว่าเป็นเครื่องประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าเครื่องแบบอื่นๆ เกือบเท่าตัว

เครื่องอัตโนมัติ แบ่งได้อีก 2 แบบคือ เครื่องฝาบน และเครื่องเปิดข้าง ใช้ระบบการซักแบบถังเดี่ยวเป็นทั้งถังซักและถังปั่นในตัวเดียวกัน มีระบบควบคุมน้ำ ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่มระหว่างการซักให้เอง เพียงแต่ผู้ใช้ใส่ผ้าให้พอดีและเปิดระบบอัตโนมัติทิ้งไว้เท่านั้น การซักจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับระบบการซักที่เลือก

เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองแบบ จะเห็นได้ว่าเครื่องซักผ้าแบบกึ่งอัตโนมัตินั้นหากผู้ใช้ซักให้ดีแล้ว สามารถประหยัดไฟและการใช้น้ำซ้ำสำหรับซักในผ้าในชุดถัดไปได้

เครื่องยิ่งใหญ่ยิ่งดีจริงดิ?

เครื่องซักผ้ามีขนาดตั้งแต่ 5–11 กก. ตามปริมาณผ้าที่เหมาะสมในการซักแต่ละครั้งโดยปกติแล้ว เราจะเลือกกันตามขนาดครอบครัว 1-2 คน มักจะเลือกเครื่องซักผ้าที่มีขนาด 5-8 กก. กินไฟต่ำ ปริมาณการซักแต่ละครั้งไม่มากนัก ส่วนครอบครัวมีขนาดตั้งแต่ 3-6 คน มักจะเลือกเครื่องขนาด 8-11 กก. สามารถซักผ้าในปริมาณมากๆ ได้ในครั้งเดียว เครื่องที่มีขนาด 10 กก.ขึ้นไป จะซักผ้าห่มผ้านวมหรือตุ๊กตาขนาดใหญ่ได้ด้วย

ทั้งนี้ ต้องดูปริมาณผ้าที่เหมาะสมกับเครื่องซักผ้าเป็นหลัก สำหรับครอบครัวขนาดเล็กแต่ใช้เครื่องใหญ่อาจเลือกวิธีรวมผ้ารอซักครั้งละมากๆ ก็ได้เช่นกัน

เครื่องอัตโนมัติฝาบนหรือเปิดข้างดีกว่ากัน

หลายคนที่เลือกซื้อเครื่องซักผ้าอัตโนมัติมักจะเลือกไม่ถูกว่าซื้อแบบฝาบนหรือเปิดข้างอย่างไหนจะดีกว่ากัน และต่อไปนี้คือข้อมูลที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น

เครื่องซักผ้าแบบฝาบน

การทำงานของเครื่องซักผ้าแบบฝาบนนั้นจะคล้ายคลึงกันกับเครื่องซักผ้ากึ่งอัตโนมัติ มีการหมุนมอเตอร์ในทิศทางกลับไป-มา เพื่อให้เกิดแรงเหวี่ยงคราบสกปรกให้หลุดออกจากผ้า ทำให้เครื่องซักผ้าแบบนี้จำเป็นต้องใช้มอเตอร์กำลังสูงกว่าแบบอื่นๆ รวมทั้งจำเป็นต้องใช้น้ำซักผ้าในปริมาณมากเหมือนเครื่องกึ่งอัตโนมัติ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เพราะเมื่อเทียบกับเครื่องแบบเปิดข้างแล้วในขนาดความจุเท่ากัน แบบฝาบนจะมีราคาถูกกว่า รวมทั้งมีความสะดวกในการซัก นำผ้าเข้าออกจากเครื่องหรือเติมน้ำเพิ่มได้ดีกว่าเช่นกัน

เครื่องซักผ้าแบบเปิดข้าง

มาถึงเครื่องซักผ้าที่มีราคาแพงที่สุดในหมู่เครื่องซักผ้าทั้งหมด เครื่องซักผ้าแบบนี้อาศัยหลักการทำงานมอเตอร์แนวดิ่ง คอยหมุนผ้าในถังให้ตกลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก ผลก็คือจะมีแรงซักคล้ายกับการซักผ้าด้วยมือมากที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องใช้มอเตอร์ขนาดใหญ่และใช้ปริมาณน้ำซักผ้าเพียง 1 ใน 3 ของเครื่องซักผ้าปกติ ช่วยลดการใช้ผงซักฟอกไปในตัว ผ้ามีการกระจายตัวไม่พันกัน

ข้อเสียคือใช้เวลาในการซักนานตั้งแต่ 45 นาทีไปจนถึง 2 ชั่วโมง ต้องการการดูแลรักษาสูง ต้องรอให้ถังแห้งก่อนปิดฝาเครื่อง รวมทั้งเช็ดขอบยางทุกครั้งหลังซักเพื่อป้องกันเชื้อรา และมักจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ตั้งแต่ 5-8 กก.

จากข้อดีข้อเสียทั้งสองแบบ จะเห็นได้ว่าเครื่องซักผ้าที่ดีที่สุดก็คือ เครื่องแบบเปิดข้าง แม้จะมีราคาสูงกว่าแต่คุ้มค่าในระยะยาว แต่สำหรับครอบครัวขนาดกลาง การซักผ้าในปริมาณมาก เครื่องซักผ้าแบบฝาบนก็ดูเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน

การเลือกซื้อเครื่องซักผ้าสักเครื่อง ควรเลือกให้ดี เพราะเครื่องซักผ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอายุใช้งานนานหลายปีหากรู้จักดูแลรักษา ตั้งในที่โล่งและแห้งง่าย ระวังสายไฟไม่ให้ขาดเปื่อย เท่านี้เครื่องซักผ้าก็จะอยู่รับใช้เราไปได้นานหลายปี ดังนั้นเลือกซื้อเครื่องหนึ่ง อาจต้องใช้เวลาอีกเกือบ 10 ปีกว่าจะเป็นเครื่องที่ 2 ถ้าเครื่องประหยัดน้ำและไฟได้ ก็เท่ากับว่าคุณสามารถช่วยโลกเล็กๆ น้อยๆ ได้นานจนกว่าจะซื้อเครื่องใหม่ที่ดีกว่าในอนาคต

ซักผ้าอย่างไรให้ประหยัด

1.ควรแช่ผ้าก่อนซักเพื่อให้คราบสกปรกอ่อนตัวและหลุดง่ายขึ้นเมื่อเข้าระบบซักเครื่อง

2.ควรใช้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มสำหรับเครื่องซักผ้าเท่านั้น

3.อย่าใส่ผ้าเกินกำลังซักของเครื่อง นอกจากจะกินไฟแล้ว ผ้าจะไม่สะอาดอย่างที่ควรเป็น

4.ตรวจปลั๊กไฟอย่าให้หลวม อาจทำให้เครื่องซักผ้าเสียหาย

5.เครื่องซักผ้าอัตโนมัติบางรุ่นมีความสามารถในการอบผ้าแห้ง ควรใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

6.หากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องอบแห้ง ควรซื้อแบบแยกดีกว่า เพื่อยืดอายุใช้งานมอเตอร์

7.ควรแยกชนิดของผ้าก่อนซัก เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการซัก

by ThaiWebExpert