เรื่อง พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการนำพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้....13 ตุลาคม 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

1. เห็นชอบร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการนำพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ (Second Protocol to Amend the Protocol Governing the Implementation of the ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature)

2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้ลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2 ในนามรัฐบาลไทย

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อการลงนามในพิธีสารฉบับที่ 2

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานเลขาธิการอาเซียนได้ยกร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการนำพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ (Protocol Governing the Implementation of the ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature) และที่ประชุมอธิบดีศุลกากรอาเซียน (ครั้งที่ 17 วันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2551) ได้ให้การรับรองร่างพิธีสารฉบับที่ 2 ด้วยแล้ว โดยที่สาระสำคัญของร่างพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการนำพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียนมาใช้ (Second Protocol to Amend the Protocol Governing the Implementation of the ASEAN Harmonised Tariff Nomenclature) มีดังนี้

1. มาตรา 1 การแก้ไขข้อ 3 ของพิธีสารฯ สรุปได้ดังนี้

(1) แก้ไขการอ้างอิงถึงพิธีสารฯ จากเดิม อ้างถึงฉบับ 2002/1 ปี 2002 เป็น ฉบับ 2007/1 ปี 2007 และที่แก้ไขปรับปรุงโดยลำดับ

(2) AHTN เป็นภาคผนวกของพิธีสารฯ และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสารฯ

(3) SEN ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ AHTN แต่อาจใช้อ้างอิงทางวิชาการในการจำแนกพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้า

2. มาตรา 2 การแก้ไขข้อ 7 ของพิธีสารฯ เป็นการปรับเปลี่ยนคณะทำงานที่ช่วยเหลืออธิบดีกรมศุลกากรอาเซียนในการติดตาม ทบทวน และกำกับดูแลทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการนำพิธีสารฯ มาใช้ จาก คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากร มาเป็น คณะทำงานด้านพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้าหรือคณะทำงานที่อธิบดีศุลกากรอาเซียนได้มอบหมายโดยเฉพาะ

3. พิธีสารฉบับที่ 2 กำหนดให้มีผลใช้บังคับในวันที่ลงนามและผู้ลงนามต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องจากรัฐบาล

กระทรวง การคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างพิธีสารฉบับที่ 2 มีสาระสำคัญเพื่อแก้ไขพิธีสารฯ เดิม ซึ่งเป็นพิธีสารที่เป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์แก่การ เศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม ประเด็นการแก้ไขเกี่ยวข้องกับกลไกการปฏิบัติงาน และระบบอ้างอิงทางศุลกากรเพื่อให้ทันสมัย เกิดความชัดเจนในการนำมาใช้และถือปฏิบัติของสมาชิก อาเซียน มิใช่การแก้ไขที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศไทยอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้าน การค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

กระทรวง การต่างประเทศ โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างพิธีสารฉบับที่ 2 มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 7 ของพิธีสารฯ ในประเด็นที่เกี่ยวกับระบบอ้างอิงทางศุลกากร และกลไกการปฏิบัติ จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น โดยที่รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2550 เพื่ออนุวัติการการแก้ไขพิธีสารฯ ดังนั้น ร่างพิธีสารฯ ดังกล่าวจึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

เรื่อง ร่าง กฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งนำของเสีย หรือวัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการโรงงานมาใช้ประโยชน์ พ.ศ. ...13 ตุลาคม 2552.

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้แก่ผู้ประกอบกิจการ โรงงานซึ่งนำของเสียหรือวัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการโรงงานมาใช้ ประโยชน์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความ เห็นชอบด้วยแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

สำนัก งานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นค่า ธรรมเนียมรายปีแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งนำของเสียหรือวัสดุเหลือใช้จาก การประกอบกิจการโรงงานมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ พ.ศ. .... เสร็จแล้ว แต่โดยที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีหนังสือขอแก้ไขหลักการจากเดิมที่กำหนดให้โรงงานผลิตน้ำตาล

โรงงานผลิตน้ำมันจากปาล์ม และโรงงานผลิตแป้งมันซึ่งนำกากหรือน้ำเสียมาผลิตพลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้า สามารถ ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้ เป็น กำหนดให้โรงงานที่นำของเสียหรือวัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการผลิตก๊าซ ชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทน สามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีได้ โดยหลักการใหม่นี้จะครอบคลุมโรงงานทุกประเภท และโรงงานนั้นต้องนำของเสียหรือวัสดุเหลือใช้มาใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ (biogas) ก่อนไปใช้เป็นพลังงาน ทดแทนจึงจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี อันเป็นการแก้ไขหลักการที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว แต่เนื่องจากร่างกฎกระทรวงดังกล่าว จำเป็นต้องประกาศใช้ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้แก้ไขตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมร้องขอ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. กำหนดให้โรงงานทุกประเภทที่นำของเสียหรือวัสดุเหลือใช้มาผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทน หรือโรงงานที่นำอากาศเสียจากการเผาไหม้ในกระบวนการผลิตทั้งหมดกลับมาใช้ประโยชน์ สามารถขอยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีเป็นระยะเวลา 5 ปี (ร่างข้อ 1)

2. กำหนดหลักเกณฑ์การได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีแก่โรงงานซึ่งนำของเสียหรือ วัสดุเหลือใช้จากการประกอบกิจการมาใช้ประโยชน์ก่อนและหลังวันที่กฎกระทรวง นี้มีผลใช้บังคับ (ร่างข้อ 1 วรรคสองและวรรคสาม)

3. กำหนดหลักเกณฑ์การแจ้งสิทธิได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี และระยะเวลาออกใบรับแจ้ง (ร่างข้อ 2)

4. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเพิกถอนใบรับแจ้งได้เมื่อตรวจพบภายหลังว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างข้อ 3)

5. กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานซึ่งได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีแสดงใบรับ แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีของทุกปี (ร่างข้อ 4)

6. กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการหมดสิทธิได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม (ร่างข้อ 5)

เรื่อง ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับ โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง)..13 ตุลาคม 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับ ที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับ โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ข้อเท็จจริง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า

1. โดยที่มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มี กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ ดังนั้น เพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดในการดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ

2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาร่วมกับผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข มีความเห็น ดังนี้

2.1 มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ มิได้บัญญัติให้ต้องมีการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ขึ้นเป็นหน่วยงานต่างหาก อย่างเช่นกรณีขององค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา 61 วรรคสองประกอบกับมาตรา 303 ดังนั้น ความหมายขององค์การอิสระตามมาตรา 67 จึงสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงองค์การใด ๆ ก็ได้ที่มีความเป็นอิสระในการดำเนินการโดยมิได้อยู่ในบังคับบัญชาของหน่วย งานของรัฐ เพราะองค์การนี้ตามรัฐธรรมนูญจะให้ประกอบ ด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา มิได้มีอำนาจวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด

2.2 การให้ความเห็นขององค์การอิสระตามมาตรา 67 เป็นเพียงการให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ จึงไม่ควรจำกัดให้องค์การอิสระเพียงองค์กรเดียวที่จะมีอำนาจหน้าที่ในการ พิจารณาให้ความเห็นประกอบ แต่ควรเปิดโอกาสให้องค์การอิสระที่มีองค์ประกอบครบถ้วนตามมาตรา 67 มีสิทธิให้ ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาได้

2.3 บทบัญญัติของมาตรา 67 ยังคงหลักการในเรื่องการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายปัจจุบัน เพียง แต่เพิ่มเรื่องการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ และกำหนดให้มีองค์การอิสระให้ความเห็นประกอบเพื่อให้การประเมินผลกระทบมี ความครบถ้วนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ดังนั้น แนวทางในการดำเนินการจึงควรเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงเป็นการเฉพาะแยก ต่างหากจากการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั่วไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

1. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประกาศกำหนดประเภทของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งต้องประกอบด้วยการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนในชุมชน และการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โดยคณะกรรมการชำนาญการที่คณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้งจะเป็นผู้พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมดังกล่าว (ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 51/1)

2. กำหนดให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมพิจารณาให้ความเห็นแล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมมิได้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดัง กล่าว ให้ถือว่าองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นชอบแล้ว

2.1 ใน กรณีที่องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นชอบให้สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานซึ่งมี อำนาจอนุญาตตามกฎหมายพิจารณาต่อไป

2.2 ในกรณีที่องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ให้ความเห็นชอบหรือให้ความเห็นแตกต่าง ให้

สำนัก งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอความเห็นขององค์การอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาอีกครั้ง โดยให้ถือความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการเป็นที่สุด และให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานอนุญาตพิจารณาดำเนินการต่อไป

(ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 51/2)

3. กำหนดให้นิติบุคคลหรือคณะบุคคลใดมีวัตถุประสงค์หรือกิจกรรมเกี่ยวข้องโดยตรง กับการคุ้มครอง สงวน อนุรักษ์ หรือส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมีผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพร่วมดำเนิน การอยู่ในนิติบุคคลหรือคณะบุคคลนั้น ให้มีสิทธิจดทะเบียนเป็นองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมต่อกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ได้รับค่าตอบแทนในการให้ความเห็นตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีโดยความเห็น ชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 51/3)

4. กำหนดให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการได้รับเบี้ยประชุมในการพิจารณารายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามอัตราที่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะ รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 3 เพิ่มมาตรา 51/4)

5. กำหนดให้ในระหว่างที่ยังไม่มีองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้จดทะเบียน ไว้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแต่งตั้งผู้แทน องค์กรเอกชนซึ่งดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติ หรือสุขภาพ ตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์การด้านสิ่งแวดล้อม (ร่างมาตรา 4)

"เตรียมรับมือเปิดเสรีการนำเข้าข้าวและสินค้าเกษตร"

ผู้เขียน: 
สกล หาญสุทธิวารินทร์

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องเปิดตลาดให้นำเข้าสินค้า ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน AFTA อย่างเสรี ซึ่งมีสินค้าเกษตรจำนวน 23 รายการ อันรวมถึงข้าวด้วย โดยมีอัตราภาษีนำเข้า 0% ยกเว้นบางรายการที่เป็นสินค้าอ่อนไหว คือ มันฝรั่ง เนื้อมะพร้าวแห้ง กาแฟ ที่มีภาษี 5% จากการที่ต้องเปิดตลาดเสรี ทำให้มีความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่จะมีต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และพืชผลทางเกษตรที่ต้องเปิดตลาดดังกล่าว

ข้อที่มีความเป็นห่วงของสินค้าข้าว คือ ราคาข้าวของประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยมีราคาถูกกว่าข้าวไทยมาก แต่มีคุณภาพด้อยกว่าข้าวไทย จึงเกรงว่าอาจมีพ่อค้าบางคนนำเข้าข้าวที่มีคุณภาพด้อยปนกับข้าวไทยแล้วขายให้ผู้ส่งออก หรือผู้ส่งออกบางรายอาจซื้อข้าวดังกล่าวแล้วนำไปปนกับข้าวส่งออก เพื่อลดต้นทุนทำกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ข้าวไทยที่ส่งออกมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน และจะทำให้มีผลกระทบเสียหายต่อตลาดข้าวไทยมาก โดยเฉพาะหากข้าวที่นำเข้าเป็นข้าวปนเปื้อนหรือเป็นข้าวจีเอ็มโอ

ก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแล้ว มีทั้งที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง และลักลอบนำเข้า ประมาณกันว่ารวมกันแล้วมีจำนวนแสนตันเศษ ข้าวนำเข้าแม้เสียภาษีแล้วก็ยังมีราคาถูกกว่าข้าวไทย จึงมีผู้ไม่สุจริตนำข้าวที่นำเข้า บางส่วนไปสวมสิทธิจำนำ ได้ราคาจำนำในราคาสูงกว่าต้นทุนนำเข้ามาก บางส่วนก็นำไปปนกับข้าวไทยที่จะส่งออก เหตุที่กล่าวได้ว่ามีการนำไปปนกับข้าวไทยที่จะส่งออก เนื่องจากในช่วงประมาณกลางปีที่ผ่านมา มีการตรวจพบว่าข้าวนึ่งที่จะส่งออกไปต่างประเทศของผู้ส่งออกบางรายมีข้าวเมล็ดสั้นมากปนอยู่เกินกำหนดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้าวดังกล่าวผิดมาตรฐานข้าวตามมาตรฐานข้าวไทย จึงส่งออกไม่ได้ ได้มีการสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าข้าวเมล็ดสั้นดังกล่าวไม่ใช่ข้าวไทย เพราะไทยเลิกปลูกข้าวพันธุ์เมล็ดสั้นมานานแล้ว และน่าจะเป็นข้าวที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีชายแดนติดกับไทยทางภาคตะวันออก ซึ่งก็มีข้อมูลที่ไม่เป็นที่เปิดเผย จากผู้อยู่ในวงการค้าข้าวยืนยันว่าข้าวเมล็ดสั้นนั้นเป็นข้าวนำเข้า

มาตรการในการรับมือกับการเปิดเสรีการนำเข้าข้าวนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะกำหนดมาตรการในทางบริหารให้นำข้าวที่นำเข้าใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าภายในประเทศ ไม่ให้นำไปส่งออก และกำหนดมาตรการในการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อป้องกันมิให้มีการนำข้าวที่ปนเปื้อนเป็นอันตรายต่อสุขอนามัย หรือข้าวที่มีการตัดต่อพันธุกรรมหรือข้าวจีเอ็มโอ หรือข้าวที่ด้อยคุณภาพเข้ามาในประเทศไทย

สำหรับมาตรฐานข้าวที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่นำเข้า ควรใช้มาตรฐานข้าวไทย ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเป็นเกณฑ์ เพราะมาตรฐานข้าวไทยดังกล่าวเป็นมาตรฐานสำหรับข้าวส่งออกที่รู้จักแพร่หลายในวงการค้าข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศมานาน รวมทั้งคุณภาพข้าวของข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศก็อิงกับมาตรฐานข้าวไทยด้วย

ปาล์มน้ำมัน และถั่วเหลือง มีปัญหา เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันจากมาเลเซีย ซึ่งมีราคาถูกกว่าปาล์มน้ำมันของไทยประมาณ 20% เมื่อเปิดตลาดเสรีไม่ต้องเสียภาษี ปาล์มน้ำมันจากมาเลเซียต้องทะลักเข้าไทยแน่นอน มาตรการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้รับมือกับการนำเข้าปาล์มน้ำมัน คือ การกำหนดให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มแต่เพียงผู้เดียว ส่วนมาตรการอื่นยังไม่เป็นที่แน่ชัด

การใช้มาตรการปกป้อง นอกเหนือจากมาตรการในทางบริหารและการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของสินค้าที่นำเข้าแล้ว มาตรการที่จะต้องใช้รับมืออย่างขาดไม่ได้ คือ มาตรการปกป้อง เพราะตามความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีอาเซียน อาฟตา มาตรา 6 เรื่องมาตรการฉุกเฉิน ข้อ 1 บัญญัติไว้ว่า จากผลของการปฏิบัติตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ถ้าเป็นเหตุให้มีการนำเข้าสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่ใช้สิทธิตามความตกลงเข้ามาเพิ่มขึ้น ในประการที่ก่อหรือคุกคามให้เกิดความเสียหายต่อผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรือสินค้าที่แข่งขันโดยตรงในประเทศผู้นำเข้า ประเทศผู้นำเข้าสามารถระงับสิทธินั้นภายในกรอบและระยะเวลาเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันหรือเยียวยาความเสียหายดังกล่าวได้ การระงับสิทธิดังกล่าวให้ใช้ได้ชั่วคราวและต้องปราศจากการเลือกปฏิบัติ การระงับสิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของแกตต์ด้วย

บทบัญญัติของแกตต์ในเรื่องนี้ คือ บทบัญญัติในข้อ 19 และความตกลงว่าด้วยการปกป้องภายใต้องค์การการค้าโลก ซึ่งประเทศไทยก็ได้ตราพระราชบัญญัติที่สอดคล้องกับข้อ 19 และความตกลงว่าด้วยการปกป้องออกใช้บังคับแล้ว คือ พระราชบัญญัติมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550 เพื่อรองรับการดำเนินการใช้มาตรการปกป้องจากผลของการเปิดตลาดสินค้าตามพันธกรณีขององค์การการค้าโลก และความตกลงเขตการค้าเสรี

ดังนั้น ในกรณีที่ไทยมีพันธะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตร 23 รายการ ตามความตกลงอาฟตา หากเป็นผลให้มีการนำเข้าสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งมาก จนมีผลกระทบเสียหายต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวในช่วงใดช่วงหนึ่ง

เกษตรกรหรือผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าที่เปิดตลาดที่มีผลผลิตตามเกณฑ์ที่กำหนด สามารถยื่นคำขอให้คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้องดำเนินการกำหนดมาตรการปกป้องได้ โดยยื่นผ่านกรมการค้าต่างประเทศ หรือถ้ากรมการค้าต่างประเทศมีหลักฐานการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และมีความเสียหายเกิดขึ้น กรมการค้าต่างประเทศก็สามารถยื่นคำขอ ให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการปกป้องเองก็ได้ ฉะนั้น ถ้าเกษตรกรหรือผู้ผลิตยังไม่มีความพร้อมในการยื่นคำขอ เป็นต้นว่ายังรวบรวมผู้ผลิตสินค้าได้ไม่ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรรวบรวมหลักฐานตัวเลขการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนผลกระทบเสียหายที่เกิดขึ้นให้กรมการค้าต่างประเทศยื่นคำขอให้คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้องพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง โดยไม่ต้องรอให้ผู้ผลิตยื่นคำขอเอง

มาตรการปกป้องที่จะกำหนดขึ้นอาจเรียกเก็บอากรเพิ่มขึ้น จะสูงกว่าเดิมหรือเท่าเดิมก็ได้ หรือจะจำกัดปริมาณนำเข้า หรือมาตรการอื่นใดที่เป็นผลลดหรือจำกัดปริมาณการนำเข้าก็ได้ ในระหว่างการดำเนินการเพื่อพิจารณากำหนดมาตรการปกป้อง หากเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ เพราะถ้าช้าไปจะเกิดความเสียหายที่ยากแก่การแก้ไข จะประกาศใช้มาตรการชั่วคราวก่อนโดยเรียกเก็บอากรชั่วคราวตามอัตราที่เหมาะสม จะเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมก็ได้ มาตรการชั่วคราวดังกล่าวเป็นที่นิยมใช้ของประเทศอาเซียนบางประเทศมาก เพราะเป็นมาตรการที่ประกาศใช้ได้โดยง่าย และมีผลเร็ว ดังนั้น ถ้ามีความจำเป็นไทยก็ควรใช้บ้างโดยเลิกเป็นเด็กดีชั่วคราว

การประเมินเพื่อการเวนคืนที่ดิน แก่ยายไฮ ขันจันทา

ผู้เขียน: 
โสภณ พรโชคชัย

ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปมอบเงินค่าทดแทนชดเชยแก่ยายไฮ ขันจันทา และคณะที่ได้รับการเวนคืนอย่างไม่เป็นธรรม

นับเป็นการดำเนินการที่ต้องตามหลักสากล โดยน่าจะถือเป็นตัวอย่างแก่กรณีความขัดแย้งทางด้านทรัพย์สินกรณีอื่นระหว่างรัฐและประชาชน

มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้เคยประเมินค่าทดแทนกรณีนี้ไว้

จึงขอนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษา

กรณีการเวนคืน

อ่างเก็บน้ำห้วยละห้า เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) ตั้งอยู่ที่ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2519 มีวัตถุประสงค์ในการกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน ซึ่งต่อมาภายหลังได้นำมาผลิตน้ำประปาในหมู่บ้าน แต่สภาพน้ำได้เริ่มเน่าเสีย ทำให้อ่างเก็บน้ำได้ถูกปล่อยไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์

พื้นที่บริเวณสร้างอ่างเก็บน้ำเคยเป็นที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งภายหลังมีการสำรวจพบว่า น้ำท่วมที่ดินจำนวน 21 ราย แต่ไม่มีการจ่ายค่าทดแทนชดเชยการเวนคืนให้กับเจ้าของ

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทำการคัดค้านและเรียกร้องความเป็นธรรมมาโดยตลอด 27 ปี จนกระทั่งครอบครัวที่เป็นเจ้าของที่นา 3 รายได้ทำการทุบเขื่อนกั้นอ่างเก็บน้ำตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2547 เป็นต้นมา เพื่อระบายน้ำและเอาที่ดินของตนกลับคืนมา

และในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2547 เพื่อให้มีการแก้ไขปัญหาอ่างเก็บน้ำห้วยละห้าโดยให้คืนที่ดินแก่เจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ว่าประชาชนได้รับที่ดินคืนไปแล้ว แต่ตลอดเวลาในกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ค่าสูญเสียโอกาสจากการที่ไม่ได้ประกอบอาชีพได้ตามปกติบนที่ดินก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ

แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการศึกษาในเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการจ่ายชดเชยค่าเสียโอกาสแต่อย่างใด ยายไฮจึงได้เรียกร้องค่าทดแทนเพื่อชดเชย และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณก็ตั้งใจจะให้ค่าทดแทน แต่ยังไม่ได้ตกลงกันในมูลค่าที่เห็นร่วมกัน

ในที่สุดรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงได้จ่ายค่าทดแทนให้เป็นเงิน 4.9 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 และนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปมอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่ยายไฮเอง

การประเมินค่าทดแทน

มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่บำเพ็ญประโยชน์สาธารณะในการให้ความรู้ในด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน ด้านอสังหาริมทรัพย์แก่นักวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินรวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อทำการศึกษาถึงค่าชดเชยจากการสูญเสียโอกาสข้างต้น สำหรับยายไฮ ขันจันทา และคณะคือ นายเสือ พันคำ และ นายฟอง ขันจันทา

ที่ดินของทั้ง 3 ท่าน มีเนื้อที่ดินที่ได้รับผลกระทบประมาณ 61 ไร่ 1 งาน 45 ตารางวา ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านโนนตาล ตำบลนาตาล กิ่งอำเภอนาตาล (แยกจากอำเภอเขมราฐเดิม) จังหวัดอุบลราชธานี เอกสารสิทธิที่ดินปัจจุบันเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1729 และ 319 จำนวน 2 ฉบับ และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 30 อีก 1 ฉบับ

หลักเกณฑ์การประเมินค่าการสูญเสียโอกาสข้างต้น พิจารณาจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการไม่ได้ใช้ประโยชน์บนที่ดินตามศักยภาพคือ การทำนา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ค่าการสูญเสียโอกาสที่ประเมินได้ ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2548 เป็นเงินรวม 3,875,000 บาท โดยแยกเป็น นายเสือ พันคำ เป็นเงิน 1,781,000 บาท นางไฮ ขันจันทา เป็นเงิน 946,000 บาท และนายฟอง ขันจันทา เป็นเงิน 1,058,000 บาท (หนึ่งล้านห้าหมื่นแปดพันบาทถ้วน) ส่วนราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของทางราชการ เป็นเงินเพียง 1,056,770 บาท

การที่รัฐบาลได้จ่ายค่าทดแทนเป็นเงิน 4.9 ล้านบาท แทนที่จะเป็น 3.9 ล้านบาทตามที่ประเมินไว้ ณ ปี 2548 จึงเป็นสิ่งเข้าใจได้ เพราะเวลาที่ประเมินในขณะนั้นจนถึงบัดนี้ห่างกันถึง 4 ปีแล้ว ในกรณีปกติตามหลักสากลของการเวนคืน รัฐบาลควรกำหนดค่าทดแทน ณ วันที่เวนคืน

ส่วนหากจ่ายค่าทดแทนจริงล่าช้ากว่ากำหนด ก็สามารถเพิ่มค่าเสียโอกาสได้

วิธีการประเมินค่าทรัพย์สิน

แนวทางการประเมินค่าทรัพย์สินนี้พิจารณาถึงผลเสียหายการจากการใช้ที่ดินของรัฐ ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเนื่องจากสูญเสียโอกาสในการใช้ที่ดิน ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี (นับแต่ พ.ศ.2519) ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินซึ่งถูกใช้เป็นอ่างเก็บน้ำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประเมินมูลค่านี้ไม่ได้พิจารณาถึงค่าทดแทนที่ดินหรือค่าเวนคืนที่ดิน เนื่องจากนับแต่ปี 2547 โดยคำสั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้คืนที่ดินให้กับประชาชนเจ้าของที่ดินไปแล้ว จึงไม่มีกรณีค่าทดแทนที่ดินอีก เงินจำนวนที่ประเมินจึงเป็นค่าทดแทนค่าเสียโอกาสการใช้ที่ดินเป็นสำคัญ

แนวทางการประเมินค่าสูญเสียโอกาสข้างต้น สามารถพิจารณาประเมิน 2 แนวทาง ดังนี้

1.การประเมินจากค่าเช่าที่ดิน โดยตั้งสมมติฐานการประเมินที่พิจารณาตามสมมติฐานว่า การสูญเสียประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ที่ดินที่มีศักยภาพในการทำนา คือ เป็นการสูญเสียตามค่าเช่าที่ดินเพื่อการทำนาตลอดระยะเวลาในห้วง พ.ศ.2519-2548 ที่ผ่านมา

วิธีการประเมินตามสมมติฐานข้างต้นจะพิจารณาประเมินด้วยวิธีการเปรียบเทียบราคาตลาด (The Market Approach) โดยเปรียบเทียบกับค่าเช่าในการทำนาในปัจจุบัน และพิจารณาย้อนหลังรวมจำนวน 28 ปี ณ ปี 2548 แม้ค่าเช่าทำนาในอดีตอาจไม่เท่ากับค่าเช่าในปัจจุบัน แต่การได้รับค่าเช่าในอดีตถ้านับถึงปัจจุบันแล้วเงินค่าเช่าย่อมมีผลตอบแทนตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเป็นอย่างต่ำ

2.การประเมินจากรายได้ที่สูญเสียไปจากการทำเกษตรกรรม โดยการประเมินพิจารณาจากการสูญเสีย "รายได้สุทธิ" จากการทำนา โดยพิจารณาถึงผลผลิตต่อไร่คูณราคาขายข้าว หักด้วยต้นทุนในการทำนาตามตลาดทั่วไป คงเหลือเป็นรายได้สุทธิจากการทำนาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

วิธีการประเมินราคาพิจารณาประเมินด้วยวิธีการรายได้ (The Income Approach) โดยพิจารณาจากรายได้สุทธิจากการทำนาข้างต้น

และเมื่อดำเนินการแล้วก็นำค่าทดแทนการเสียโอกาสที่ประเมินได้จาก 2 แนวทางนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกันและพิจารณาสรุปประเมินค่าสูญเสียโอกาสจากแนวทางที่มีค่าสูญเสียโอกาสสูงกว่าเป็นหลัก

เครื่องมือยุติความขัดแย้ง

ในการพัฒนาประเทศ จำเป็นต้องมีการเวนคืน เพราะรัฐบาลหรือหน่วยงานใดก็ตามก็คงไม่สามารถวางแผนการพัฒนาประเทศได้ล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องมีการเวนคืนที่ดินในภายหลัง การเวนคืนจึงเป็นการส่งเสริมการพัฒนาประเทศโดยรวม ความสูญเสียของประชาชนเป็นสิ่งที่รัฐมองข้ามไม่ได้ หรือดำเนินการโดยชักช้าไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อการปกป้องประโยชน์ของประชาชน

ค่าทดแทนต้องได้รับการคำนวณอย่างเหมาะสม และหากยิ่งมีการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลยิ่งต้องจ่ายค่าทดแทนที่เหมาะสม และให้ทันการ ไม่ใช่เป็นเช่นกรณีนี้ที่ปล่อยไว้เนิ่นนานกว่า 33 ปี นับถึงปัจจุบันเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการยุติความขัดแย้งก็คือ การประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักสากล

ค่าทดแทนนั้นประกอบด้วย ราคาอสังหาริมทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ประกาศให้มีการเวนคืน โดยในประเทศไทยสามารถนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

นอกจากนี้ยังต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าขนย้าย ค่าเสียโอกาส ฯลฯ ทั้งนี้ เพราะผู้ถูกเวนคืนไม่ได้เต็มใจตั้งแต่แรกในการถูกเวนคืน และเป็นความเสียหายโดยตรงต่อผู้ถูกเวนคืน

โดยสรุปแล้ว ค่าทดแทนจึงรวมแล้วสมควรมากกว่าราคาตลาด และย่อมไม่ใช่ราคาประเมินทุนทรัพย์ของทางราชการ ที่ใช้เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นหลัก

การเวนคืนที่เป็นธรรม

ในแง่หนึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ในกรณีเร่งด่วน รัฐบาลยังสามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ในทันที แต่ให้วางเงินค่าทดแทนไว้เพื่อจ่ายแก่ผู้ถูกเวนคืน และหากผู้ถูกเวนคืนไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทน ก็สามารถอุทธรณ์ หรือฟ้องศาลเพื่อให้ตัดสินเพื่อขอรับค่าทดแทนที่สมควรยิ่งขึ้น

ในมาเลเซีย อธิบดีกรมประเมินค่าทรัพย์สินกล่าวว่า ประชาชนสามารถคัดค้าน อุทธรณ์ หรือฟ้องศาลในกรณีไม่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรมได้ แต่ไม่อาจฟ้องร้องไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาต่างๆ ได้ ประชาชนมีหน้าที่ต้องได้รับการเวนคืน ตราบเท่าที่การเวนคืนนั้นได้มีการจ่ายค่าทดแทนเพื่อชดเชยแก่ประชาชนเจ้าของทรัพย์สิน

ในบางประเทศรัฐบาลยังสามารถเวนคืนให้เอกชนไปพัฒนาโครงการที่ก่อประโยชน์ต่อส่วนรวมได้ด้วย

ประเด็นพิจารณา

ในที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีรัฐบาลใดต้องการเวนคืนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน หากไม่ใช่เพื่อการพัฒนาประเทศที่ส่งผลดีต่อประชาชนโดยรวม เช่น ประเทศจำเป็นต้องมีทางด่วน รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก หรือการพัฒนาอุตสาหกรรม หากประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาได้เพราะไม่อาจเวนคืนที่ดิน หรือมีการต่อต้านหนัก ในขณะที่เวียดนาม ลาว เขมร มาเลเซีย ต่างพัฒนาไปขนานใหญ่ ประเทศไทยก็ขาดศักยภาพสู้กับต่างชาติ การลงทุนก็น้อยลง ประเทศก็ยากจนลง ผลกระทบย่อมเกิดแก่ประชาชนโดยรวม

ปัญหาทางเศรษฐกิจย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของชาติด้วย เช่น กรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความคุกรุ่นทางศาสนาหรือเชื้อชาติน่าจะไม่ลุกลามหรือหมดไป หากประเทศมาเลเซียยากจนหรือด้อยความเจริญกว่าไทย โดยนัยนี้หากประเทศอินโดจีนเจริญกว่าไทยในอนาคต ปัญหาชายแดนด้านตะวันออกก็อาจปะทุขึ้นมาได้อีกเช่นกัน

การสร้างความเป็นธรรมตั้งแต่แรกจากการประเมินเพื่อการเวนคืนที่เป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปูทางสู่การพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนโดยรวมโดยไม่แบ่งแยก

หมายเหตุ : ดูรายละเอียดรายงานการประเมินค่าทรัพย์สินในรายละเอียดที่ทำไว้สำหรับยายไฮ ขันจันทา และคณะ เมื่อ พ.ศ.2549 ที่ http://www.thaiappraisal.org/thai/research/research_hi.htm

"รางวัลโนเบลว่าด้วยธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ"

ผู้เขียน: 
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ

เรา มักถูกครอบงำด้วยความคิดที่เป็นเศรษฐศาสตร์ในกรอบทฤษฎีของตลาด ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพและสามารถดูแลตัวเองได้ งานของออสตรอมและวิลเลียมสัน ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี 2009 ได้ขยายความคิดจากทฤษฎีตลาด (Market theory) ไปสู่พฤติกรรมที่เป็นจริง (Actual behavior)

ที่ผ่านมา แนวคิดในการสงวนรักษาทรัพย์สินสาธารณะให้คงสภาพดี มีประสิทธิภาพ มี 2 แนวทางหลักคือ การออกกฎหมายควบคุมโดยรัฐ (Regulation) เช่น การกำหนดบทลงโทษ มาตรการทางภาษี หรือการให้สัมปทาน ฯลฯ กับการโอนกรรมสิทธิ์ให้เป็นของเอกชน (Privatization) ด้วย สมมติฐานว่า ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์จะมีแนวโน้มในการดูแลรักษาทรัพย์สินนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากตนเองเป็นเจ้าของ แต่ในความเป็นจริง กลับส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการดำรงชีพของผู้คนจำนวนมาก

งานของออสตรอมเกี่ยวข้องกับแนวคิด "ของสาธารณะ" (Commons) ที่ มีเจ้าของร่วม ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงต้องมีการร่วมกันรักษา เช่น กรณีของป่าชุมชน ที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของชุมชน เมื่อชุมชนตระหนักถึงความอยู่รอดร่วมกันในระยะยาว ชุมชนจะมีการใช้สอยประโยชน์จากป่าร่วมกัน มีการพัฒนากฎเกณฑ์สำหรับกำกับพฤติกรรมกันเอง (Self-organization) และ เป็นส่วนที่ทฤษฎีตลาดมาตรฐานเข้าไปไม่ถึง สิ่งที่ออสตรอมได้แสดงให้เห็นในงานของเธอ คือการใช้กลไกควบคุมทางสังคมที่กำกับการใช้ประโยชน์สิ่งสาธารณะโดยปราศจาก การแปลงสิทธิในทรัพย์สินสาธารณะนั้น

งานของวิลเลียมสันเกี่ยวข้องกับการศึกษา "แนวเขตของกิจการ" (Boundaries of the firm) ที่ พบว่า การที่กิจการขนาดใหญ่ดำรงอยู่ก็เพราะมันเป็นเครื่องมือประสิทธิภาพในการ ดำเนินธุรกิจบนเงื่อนไขที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี กิจการเหล่านี้อาจมีการใช้พลังอำนาจไปในทางที่ผิด เช่น การวิ่งเต้นทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์
หาก กิจการโรงผลิตไฟฟ้าใช้เชื้อเพลิงถ่านหินตั้งอยู่ใกล้กับกิจการเหมืองถ่านหิน ซึ่งมีแหล่งดียวในพื้นที่ การผนวกกิจการทั้งสองย่อมมีความสมเหตุสมผล สาเหตุของการรวมกิจกรรมต่างๆ ไว้ภายในองค์การ ก็เพราะการทำธุรกรรมในตลาดเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรที่ต้องการนั้น มีต้นทุนหรือภาระภาษี ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ด้วยการย้ายธุรกรรมนั้นๆ เข้ามาไว้ในกิจการ เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่จะ "ทำเองหรือซื้อ" (make-or-buy)

ที่ผ่านมา องค์กรที่มีลำดับชั้นบังคับบัญชา (Hierarchical organization) ถูก เลือกเพื่อแก้ข้อขัดแย้ง เพราะในองค์การ เมื่อพนักงานเกิดเห็นไม่ลงรอยกันในการใช้ทรัพยากรของกิจการ ผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตัดสินว่าควรจะใช้ไปในทางใด แต่ในตลาด คู่กรณีจะต้องเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะได้ข้อยุติ ซึ่งเป็นการสูญเสียทั้งเวลาและเม็ดเงิน แต่หากตลาดมีทางเลือกของสัญญาที่ใช้บังคับได้ระหว่างกันเอง หรือเกิดมีคู่ค้ารายใหม่ๆ กิจการแบบมีลำดับชั้นที่ซับซ้อนก็มีความจำเป็นน้อยลง

ทั้ง นี้ กฎที่มาจากภายนอกหรือกำหนดลงมาจากผู้มีอำนาจทางเดียวจะขาดความชอบ และมีความเป็นไปได้สูงต่อการถูกละเมิด เช่นเดียวกับการสังเกตติดตามและการบังคับการปฏิบัติงานที่ควรจะดำเนินโดยคน ในองค์กรมากกว่าบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นหลักการที่สวนทางกับสามัญสำนึกว่าการเฝ้าสังเกต และการแทรกแซงต้องเป็นบทบาทของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ไม่ ใช่ว่าออสตรอมหรือวิลเลียมสันจะต่อต้านเรื่องกฎระเบียบ ตรงกันข้าม งานของทั้งสอง ชี้ให้เห็นว่าคนในองค์กรได้มีการนำเอากติกาและกฎเกณฑ์หลากหลายรูปแบบมาใช้ใน การกำกับพฤติกรรม เพียงแต่เป็นไปโดยอิสระจากข้อกำหนดกฎหมายของรัฐหรือจากผู้บังคับบัญชาใน องค์กรนั่นเอง

เกษตรกรมวลชนมีพลังจริงหรือเปล่า ?

ผู้เขียน: 
ศ.ระพี สาคริก

Tue, 10/13/2009

เพื่อนไทยที่รักทุกคน ถ้าเธอยังมีวิญญาณความรักและความรับผิดชอบต่อแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองอยู่ภายในจิตใจ ฉันขอโอกาสนี้บอกกับเธอว่า ขณะนี้บ้านเมืองของเรากำลังใกล้จะสิ้นแผ่นดินอยู่เข้ามาทุกที

หวนกลับไปนึกถึงอดีต ก่อนอื่นนับตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ถ้ามองถึงชีวิตเกษตรกรไทยอันควรถือว่าคือยามเฝ้าแผ่นดิน ประเด็นนี้มีเหตุผลที่จะอธิบายได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะในช่วงกรุงศรีอยุธยา เท่าที่คนต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี “คำว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว” แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยทำให้คนหลายชาติต้องการที่จะเข้ามาถือครองแผ่นดินผืนนี้ อันนับได้ว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วๆไป

แต่จากเหตุดังกล่าว สิ่งที่เราควรนำปฏิบัติตามหน้าที่ของพลเมืองดีภายในท้องถิ่นก็คือ จะ ต้องร่วมมือร่วมใจกันรักษาแผ่นดินผืนนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่นเพื่อให้ชน รุ่นลูกรุ่นหลานได้ถือเป็นมรดกตกทอดทำให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขแต่ เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีเหตุการณ์ที่ต่างชาติเข้ามาบุกรุกเพื่อต้องการแผ่นดินผืนนี้อยู่แล้ว แต่คนในยุคก่อนมีวัฒนธรรมที่นำการเกษตรมาใช้เสริมสร้างความมั่นคงของชาติบ้านเมืองอย่างเด่นชัด จึงทำให้ชนรุ่นเราได้มีแผ่นดินอยู่และประกอบอาชีพการเกษตรอยู่ในปัจจุบันอันควรถือว่าคือความภูมิใจที่มีรากเหง้าอย่างลึกซึ้ง

ครั้นหันไปพิจารณาถึงการศึกษาที่ควรจะสร้างพื้นฐานความเจริญรวมถึงความมั่นคงให้แก่คนในชาติ เราก็เริ่มมองเห็นความพ่ายแพ้ของเกษตรกรไทยมาตั้งแต่ในยุคนั้นแล้ว

ทั้งนี้ ถ้าจะพิจารณาถึงเหตุและผล แม้แต่การเรียกร้องให้คนในชาติทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ในปัจจุบัน เราก็มีการทำเกษตรแบบอินทรีย์บนพื้นฐานการผสมผสานมาตั้งแต่อดีตอันยาวนาน

ชีวิตฉันโชคดีที่เกิดมามองเห็นความจริงตั้งแต่ยุคนั้นแล้วว่า ในสมัยก่อนเราทำฟาร์มปลูกผักอยู่ในภาคกลาง ก็ได้เห็นคนจีนซึ่งเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของไทยมาแต่อดีต ทำการเกษตรที่มีการปลูกผักโดยใช้วิธีเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาและเลี้ยงหมู รวมทั้งการปลูกข้าว ซึ่งไม่ใช่เพียงเอาไข่เอาเนื้อเท่านั้น แต่ยังเอาอุจจาระมาใช้ทำปุ๋ยใส่ผัก แม้แต่ในร่องสวนที่ขุดเอาไว้เพื่อระบายน้ำก็ยังมีการดำข้าวเอาไว้ หลังจากข้าวออกรวงได้เมล็ดแล้ว เป็ดก็ได้กินข้าว หมูก็ได้ใช้ผลิตผลจากรำข้าวที่นำมาใช้เป็นอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นฐานของการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งหมดของคนจีนในสมัยนั้นก็คือ “ความอดทนในการดำเนินชีวิตอย่างเด่นชัด” นอกจากนั้นยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก แต่ เหตุใดอำนาจรัฐจึงได้ส่งนักเรียนไทยไปศึกษาการเกษตรต่อจากเมืองฝรั่งจน กระทั่งมีการแทรกซึมระบบการเกษตรเคมีผ่านกระบวนการจัดการศึกษาเข้ามาครอบงำ ชีวิตคนไทย

ประเด็นนี้หมายถึงการชักศึกเข้าบ้านอย่างแนบเนียนที่สุด

ตรงนี้แหละคือความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด หรืออาจกล่าวได้ว่า “ชีวิตคนไทยนั้น มีของดีอยู่แล้วแต่รักษาเอาไว้ไม่อยู่” แม้แต่ระบบการศึกษาเกษตรที่เคยกระจายอยู่ในท้องถิ่นแทบจะทุกภาค มาถึงช่วงปี พ.ศ.2475 เราก็เริ่มทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นของเราเอง ช่วงนั้นได้มีเหตุการณ์นำทหารติดอาวุธเข้าไปทำร้ายระบบการปกครองซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขโดยอ้างว่าต้องการประชาธิปไตย สำหรับคนที่รู้จริงย่อมมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า แท้จริงแล้วพฤติกรรมที่คนกลุ่มนั้นแสดงออกต่อมาภายหลัง ได้สารภาพตัวเองว่าหาใช่ต้องการประชาธิปไตยไม่ เพราะแม้แต่รากฐานประชาธิปไตยที่แท้จริงคนกลุ่มนั้นก็ยังรู้ได้ไม่ถึง หากต้องการอำนาจมาเสพติดจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ทำให้บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนเรื่อยมา นี่คือการเอาเยี่ยงมาจากเมืองฝรั่ง นอกจากนั้นการจัดการศึกษาเกษตรของไทยเราก็ไปเอาแบบแผนมาจากเมืองฝรั่งด้วยเช่นกัน แทนที่จะหวนกลับมาพิจารณาตนเองเพื่อค้นหาความจริงจากใจอันควรถือว่าคือการพัฒนารากเหง้าของเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ประเด็นที่สอง ที่เราเห็นได้ชัดก็คืออีกสิ่งหนึ่งคือการนำเอาโครงสร้างจากเมืองฝรั่งมาใช้เป็นพื้นฐาน โดย เฉพาะการจัดตั้งสถาบันการศึกษาเกษตรที่อยู่ด้วยกันกับการสร้างสถานีวิจัย เพื่อหวังใช้ครูซึ่งเป็นนักวิจัยมาสอนในสถาบันการศึกษาเกษตรเช่น “เกษตรกลางบางเขน” รวมถึงการจัดการศึกษาด้วยโครงสร้างแบบเดียวกันที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาภายหลังทั้งสองแห่งก็ได้เกิดความแตกแยก แทบจะพูดได้ว่าไม่ดูดำดูดีกันเองอย่างเห็นได้ชัด

ประเด็นที่สาม แม้ แต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เคยใช้โรงเรียนเตรียมเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้เป็น พื้นฐานสำคัญเพื่อสร้างรากฐานบัณฑิตให้มีความอดทนเข้มแข็งอย่างสำคัญด้วย ต่อมาภายหลังเราก็ปฏิเสธที่จะรับพื้นฐานของเราเองที่แม่โจ้ซึ่งมีการนำปฏิบัติบนพื้นดินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งทำให้การจัดการศึกษาเกษตรไทยไม่อาจที่จะสร้างความอดทนเข้มแข็งให้แก่ตัวเองได้อีกต่อไป

หวนกลับไปนึกถึงพื้นฐานการศึกษาเกษตรที่แม่โจ้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากปี พ.ศ.2475 มาแล้ว หลังจากนั้นมาเรามักเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจการปกครอง แต่แท้จริงแล้วในอดีตเราก็มีการกระจายอยู่แล้วโดยที่มีสถาบันการศึกษาเกษตรที่กระจายอยู่ในภูมิภาคของประเทศ เช่นในภาคใต้เราก็มีโรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรอยู่ที่คอหงส์ จังหวัดสงขลา ในภาคกลางเราก็มีอยู่ที่บางกอกน้อย ในภาคอีสานเราก็มีอยู่ที่โนนวัด ครั้นต่อมาภายหลังก็เกิดเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเพื่อการพัฒนา แต่แท้จริงแล้วกลายเป็นเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจ เพราะเหตุที่เรารวมการศึกษาในภาคต่างๆดังกล่าวเข้าไปไว้ที่แม่โจ้แห่งเดียว

ไม่ เพียงเท่านั้นเรามีโรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรดีอยู่แล้วเพราะต้องการเผยแพร่ ความรู้สู่ชาวนาชาวไร่จึงต้องใช้วิญญาณความเป็นครูอย่างสำคัญ แต่แล้วเราก็ทำลายมันเสียเอง นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสียรากฐานความมั่นคงของชาติเรื่อยมา

“ภาคประชาชนไทย” พบ “หน่วยงานรัฐ” แจงข้อเสนอ 3 (+1) เสาหลัก “อาเซี่ยน”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คณะทำงานมหกรรมประชาชนอาเซียนไทย-ภูมิภาค และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนา “ภาครัฐและประชาชนไทยในการพัฒนาประชาคมอาเซียน” เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาฯ โดย ฉันทนา บรรพศิริโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว ว่า แม้อาเซียนจะก่อตั้งขึ้นมาด้วยประเด็นความมั่นคง โดยเน้นความเป็นรัฐชาติ แต่ทุกวันนี้ สิ่งที่อาเซียนเจอร่วมกันคือ ภัยและความเสี่ยงภัยจากโลกาภิวัตน์ทั้งหลาย ความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศ และการขยายตัวของโรคติดต่อ ซึ่งทั้งหมดจะป้องกันได้โดยการทำงานร่วมกันมากขึ้น

ฉันทนา กล่าวว่า ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีโครงสร้างอื่นนอกจากโครง สร้างรัฐชาติ ประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองสองชั้น เช่นเดียวกับโมเดลของสหภาพยุโรปที่ประชาชนได้รับการคุ้มครองทั้งในฐานะ พลเมืองของประเทศและของภูมิภาค โดยอาเซียนต้องสร้างประชาคมเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ ให้คนในภูมิภาคอยู่โดยปราศจากความกลัว ความหิว และความยากไร้ เป็นสำคัญ

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เสนอว่า ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนทำได้โดย หนึ่ง ฝ่าข้ามกรอบความคิดเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐแบบเดิมๆ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้มีการตั้งประเด็นอาเซียนกันใหม่แล้ว แต่หลายประเทศก็ยังมี พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.บ.ต่อต้านการก่อการร้าย ที่ดึงเอาประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนออกไป ดังนั้นจะต้องปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้ตอบโจทย์ความมั่นคงใหม่ๆ ได้ รวมถึงต้องสร้างบรรทัดฐานการดูแลชนกลุ่มน้อยเชิงภูมิภาคด้วย

ฉันทนา กล่าวต่อว่า สอง อาเซียนต้องสร้างกลไกการจัดการในระดับภูมิภาค อาทิ นโยบายต่อแรงงานข้ามชาติ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ การขยายตัวของโรคใหม่ๆ โดยที่กลไกนี้ควรมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายในแต่ละประเทศด้วย สาม อาเซียนควรพัฒนานวัตกรรมทางนโยบายเกี่ยวกับกาารบริหารจัดการข้ามชาติ อาทิ แนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับสวัสดิการสังคมของประชาชนอาเซียน เช่น รัฐสามารถร่วมกันดูแลพลเมืองของตัวเองได้ไม่ว่าอยู่ที่ประเทศไหน

ชี้ “เปิดเสรีการลงทุน” ส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า “เปิดการค้าเสรีเขตเศรษฐกิจ”

ในประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WATCH) กล่าว ว่า เร็วๆ นี้จะมีการเปิดเสรีการลงทุนในการปลูกป่า การประมงเฉพาะการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการเพาะและขยายพันธุ์พืช ให้กับนักลงทุนนอกอาเซียน ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่อ้างว่าเป็นฉันทานุมัติจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่า ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน และมีการเชิญอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนในต่างชาติบางแห่งเท่านั้นเข้าร่วมประชุม

วิฑูรย์ กล่าวเสริมว่า การเปิดเสรีดังกล่าวจะมีขอบเขตที่กว้างขวาง เพราะเกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ทรัพยากรพันธุกรรม การเกษตร และเกี่ยวข้องกัลวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการอำนวยความสะดวก การส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุน โดยการเปิดเสรีครั้งนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าการเปิดการค้าเสรีเขต เศรษฐกิจที่ผ่านมาเสียอีก เพราะเปิดให้ลงทุนในทรัพยากรถึงแผ่นดินของเราเอง โดยผู้ที่ผลักดันเรื่องนี้ครั้งหนึ่งก็เคยวิจารณ์รัฐบาลทักษิณว่าไม่โปร่งใส ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ คราวนี้จึงต้องจับตาว่า เขาเหล่านั้นได้ทำตามที่วิจารณ์รัฐบาลที่แล้วหรือไม่

เสนอเพิ่มเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เป็นเสาหลักที่ 4 ของอาเซียน

เปรมฤดี ดาวเรือง โครงการฟื้นฟูนิเวศวิทยาในภูมิภาคอินโดจีนและพม่า (TERRA) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวว่า อยากเสนอให้อาเซียนมีเสายุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างกรอบและมาตรฐานเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคน ในภูมิภาค และให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการตัดสินใจ

เปรมฤดี ระบุว่า ขณะนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องจับตา ได้แก่ หนึ่ง โครงการพัฒนาพลังงานขนาดใหญ่ของอาเซียน อาทิ เขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน และอุตสาหกรรมขุดเจาะทรัพยากรเหมืองแร่ ก๊าซและน้ำมัน ที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้การสร้างโครงการกระทบกับประชาชนและทรัพยากร ธรรมชาติ สอง สถานการณ์โลกร้อน ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมและการพัฒนาที่ไม่ส่งผลร้ายต่อภูมิ อากาศ เหมาะสมกับระดับการพัฒนาของรัฐสมาชิกอาเซียน และในขณะเดียวกัน ก็ให้ความคุ้มครองสิทธิกลุ่มชนเผ่าและชุมชนท้องถิ่นด้วย สาม ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตตัดแต่งพันธุกรรม หรือจีเอ็มโอ มีคำถามว่า ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุ กรรมและการจดสิทธิบัตรพันธุกรรมอย่างไร โดยไม่ถูกผูกขาดจากธุรกิจขนาดใหญ่

ตัวแทน พม.เสนอ ความคืบหน้า “คณะกรรมาธิการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็ก”

ปัชญาณี พราหมพันธ์ ตัวแทน สำนักนโยบบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าว ถึงความคืบหน้าของการจัดทำข้อตกลงจัดตั้ง (TOR) คณะกรรมาธิการอาเซียนในด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็ก (ASEAN Commission on the Promotion and Protection of Rights of Women and Children: ACWC) เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงและเด็กว่า ที่ผ่านมา พม.และภาคประชานชนมีความเห็นตรงกันว่า ACWC จะต้องเขี้ยวเล็บพอสมควร ที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิสตรีและเด็กในภูมิภาคอาเซียน ได้อย่างแท้จริง มีกลไกรับเรื่องร้องเรียน และสามารถสืบสวนได้เมื่อมีกรณี ด้วยความโปร่งใส โดยมีกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเข้ามาดูแล

ขณะนี้ TOR ได้รับการเห็นชอบแล้ว และมีการให้รัฐมนตรีอาเซียนในสวัสดิการสังคมและการพัฒนาของแต่ละประเทศให้ การรับรองโดยให้มีหนังสือแจ้งยืนยันภายใน 16 ต.ค.นี้ ซึ่งหากมีหนังสือแจ้งครบ 10 ประเทศ สำนักเลขาธิการอาเซียนจะนำเสนอต่อผู้นำเพื่อให้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ในช่วงประชุมการสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 นี้

ด้านพิมพ์ธรรม เอื้อเฟื้อ ผู้แทนองค์กรสตรี กล่าวว่าใน ส่วนคณะกรรมการเด็กและสตรี ได้มีการระดมความเห็นเพื่อการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาในเรื่องเด็กและสตรี อย่างเป็นรูปธรรม โดยตจ้องการให้มีการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิอย่างจริงจัง ยึดมั่นในมาตรฐานสากล เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฎิบัติต่อสตรี และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก รัฐในอาเซียนควรให้ความคุ้มครอง โดยเฉพาะคนชายขอบ ชนเผ่า คนพิการ มีมาตรการพิเศษที่จะให้ผู้ที่อยู่ในสถานภาพลำบากได้รับการคุ้มครองอย่างเท่า เทียม ออกกฎหมายเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ใช่แค่หญิง ชาย แต่รวมเกย์ เลสเบี้ยน ส่วนอนุสัญญาสิทธิเด็กที่ลงนามแล้ว ทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กลไก TOR ควรให้มีการส่วนร่วมของประชาชน

เผยการขยายตัวของ “ลัทธิทหาร” เป็นหนึ่งในรากเง้าสร้างความไม่มั่นคง

ราณี หัสสรังสี ตัวแทนภาคประชาชน กล่าวถึงการสร้างความ มมั่นคงและสันติภาพ ว่าประเด็นท้าทายสำหรับอาเซียนที่ก่อตั้งมาหลายสิบปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมามากมาย และแนวคิดความมั่นคงก็เปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่รัฐแต่เกี่ยวข้องชีวิตคนธรรมดา ทั่วไป ในส่วนของภาคประชาชน ความมั่นคงเกี่ยวข้องใน 3 เรื่อง คือ ความมั่นคงทางอาหาร หรืออธิปไตยอาหาร ความมั่นคงในฐานทรัพยากรซึ่งเป็นเหตุแห่งการผลักดันเสาทรัพยากร หากถูกทำลายชาวบ้านไม่มีอะไรเหลือ มีเงินก็เอาคืนมาไม่ได้ จึงต้องร่วมกันปกปักรักษา และสุดท้ายความมั่นคงของวิธีชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ศาสนธรรม และจิตวิญญาณ

ปัจจุบันแนวความคิดเรื่องความมั่นคงในส่วนภาคประชาชนก้าวไปในเรื่องราย ละเอียด ที่เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น เพราะความมั่นคงไม่ได้สามารถดำเนินไปได้โดยรัฐเพียงลำพัง ในส่วนการแก้ไขความขัดแย้ง จะไม่ใช้ความรุนแรงหรือกำลังใดๆ เนื่องจากที่ผ่านมาสงครามไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรกับประชาชนเลย แต่ประชาชนกลับต้องเป็นคนที่เดือดร้อนที่สุด ทั้งนี้การหยุดความรุนแรง ภาคประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วม สร้างความสมานฉันท์ ระหว่างประชาชนกับประชาชน

ในส่วนการหยุดความขัดแย้งต้องให้ความเป็นธรรมกับคนกลุ่มต่างๆ การแทรกแทรงต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้นไม่ใช่การใช้กำลัง และไม่ใช่การทำให้ประชาชนไม่เห็นอนาคตของตนเอง แต่ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตตนเองทั้งนี้แนวโน มประชาธิปไตยของไทยและทั้งโลก มีทหารเข้ามามากขึ้น

ในส่วนข้อเสนอต่อรัฐ ราณี กล่าวว่า กระบวนทรรศน์ในเรื่องความมั่นคงของรัฐต้องมองกว้างมากขึ้น ทั้งนี้รากเง้าความไม่มั่นคงในปัจจุบันประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ น้ำท่วม ภัยแล้ง ที่ทำให้คนอดอยากล้มตาย เกิดผลกระทบกับภาคเกษตรและโรคภัย 2.การแย่งชิงทรัพยากร 3.การเบียดขับคนกลุ่มอื่นให้เป็นคชายขอบ และ 4.การขยายตัวของลัทธิทหาร

อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม เด็ก ผู้หญิง คนหนุ่มสาว คนพิการ และคนชายขอบ จะนำสู่พลังในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาค

นักวิชาการชี้ “การมีส่วนร่วม” เป็นแค่ขั้นตอนลดผลกระทบ ปชช.ไม่มีอำนาจต่อรองจริง

ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการประชุมในวันนี้ว่า มีการพูดถึงคู่กรณีที่เข้ามามีส่วนในการพัฒนา รวมถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลักๆ 3 คู่ ประกอบด้วย คู่กรณีระหว่างรัฐกับประชาชน ต่อมาคือคู่กรณีระหว่างบรรษัทข้ามชาติกับประชาชนในท้องถิ่น ที่รวมถึงทุนในท้องถิ่น ชาวบ้านที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ และเกษตรกรรายย่อย แต่ความสนใจห่วงใยต่อคู่กรณีทุนขนาดใหญ่ที่เป็นทุนไทยกับประชาชนในท้องถิ่น ไม่ได้รับความสนใจมากนัก ทั้งที่พบเห็นได้ในหลายกรณี และสุดท้ายคือคู่กรณีระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งในประเด็นเรื่องการค้า การลงทุน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะพูดถึงคู่กรณีนี้

ทั้ง 3 คู่กรณีนี้ ไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด และบางกรณีมีความทับซ้อนกันอยู่ ยกตัวอย่าง คู่กรณีระหว่างรัฐกับประชาชน เพราะรัฐเองไม่ได้เป็นตัวแทนคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน หลายครั้งนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจของรัฐตอบสนองกับคนบางกลุ่ม ชนชั้นบางชนชั้น และในบางกรณีรัฐก็ไม่ได้ทำตัวเป็นตัวแทนของประชาชน แต่เป็นตัวแทนให้กลุ่มทุน หรือกลุ่มทุนต่างชาติ ตรงนี้เป็นความขัดแย้งซึ่งทำให้ความพยายามแสวงหาความร่วมมือทำได้ยาก และเป็นประเด็นที่นำมาสู่ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของคนกลุ่มต่างๆ ด้วย

ในส่วนข้อเรียกร้อง ดร.พวงทองกล่าวว่า เวทีในวันนี้ต้องการผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับรัฐ โดยข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นจะพูดว่าประชาชนไม่ได้มีความร่วมมือ หรือไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่เป็นจริง รวมถึงไม่มีโอกาศในการตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่ดำเนินอยู่และที่กำลังจะดำเนินต่อไป ตรงนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เห็นได้ว่าในที่สุดแล้วช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาของความพยามยามผลักดันให้การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งได้กลายเป็นอุดมการณ์สำคัญของภาคประชาชนที่พยายามผลักดันให้รัฐยอมรับ แต่ในที่สุดแล้วก็ยังไม่เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

ส่วนตัวมองว่า การมีส่วนร่วมในทรรศนของรัฐจะออกมาในรูปของการมารับฟังความคิดเห็น โดยบอกวาจะส่งต่อไปให้ที่ประชุมพิจารณา แล้วถือเป็นความก้าวหน้า แสดงถึงความใจกว้าง ทั้งที่จริงการรับฟังความคิดเห็นไม่ใช่แค่นี้ และหากมองเชิงรัฐศาสตร์ตรงนี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของอำนาจแล้ว ประชาชนคือคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง แต่หน่วยงานรัฐคือผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริงในการตัดสินใจ

“สิ่งที่พบคือโครงการจำนวนมากได้ถูกตัดสินไปแล้วว่าจะต้องดำเนินการ การรับฟังจากประชาชนเป็นแค่ขั้นตอนหนึ่งของการลดผลกระทบเท่านั้น แต่ไม่ใช่การรับฟังว่าจะเอาหรือไม่เอา ทำหรือไม่ทำดี” ดร.พวงทองวิเคราะห์ถึงสถานการณที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลไกของการมีส่วนร่วมและตรวจสอบอย่างแท้จริงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องมีการ ต่อสู้ผลักดันกันต่อไป แม้จะมีความยากลำบากการที่ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเท่าทันสถานการณ์ ในการตัดสินในดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ

ดร.พวงทองกล่าวถึงข้อเรียกเรียกร้องต่อมาว่า รัฐต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการมองปัญหา ต้องตระหนักว่าภาวะไร้สันติภาพหรือความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในเชิงโครง สร้างและในเชิงกายภาพ หรือความไม่มั่นคงของมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่นๆ ไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะด้าน เช่น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาคใต้หากมองเพียงว่าเป็นเรื่องของการเมืองจะไม่ ช่วยแก้ปัญหา แต่อาจต้องมองถึงการแย่งชิงทรัพยากรในท้องถิ่น หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าอาจไม่ได้มีเหตุผลจากความต้องการใช้ความ รุนแรง แต่มาจากการลงทุนโดยประเทศไทยที่ต้องการแสวงหาความมั่นคงมทางพลังงาน ปัญหาเหล่านี่เกี่ยวพันไปถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในด้านอื่นๆ

นอกจากนั้น การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ยังเกี่ยวของกับความเป็นมนุษย์ด้วย เพราะขณะที่อาเซียนพยายามสร้างประชาคมอาเซียน เป็นคนที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ส่งเสริมแนวคิดเป็นหนึ่งเดียว แต่ในทางปฎิบัติกลับแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน มีการเลือกปฎิบัติต่อแรงงานข้ามชาติ นอกจากนี้ยังเลือกปฎิบัติต่อประชาชนของตนเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้ติดเชื้อ หรือกลุ่มคนที่มีความมหลากหลายทางเพศ

ข้อเรียกร้องอีกข้อที่ ดร.พวงทอง กล่าวถึง คือ รัฐต้องมองความมั่นคงของมนุษย์ในองค์รวม โดยมนุษย์มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ สามารถเลือกวิถีการดำเนินชีวิตของตนเองได้ ปราศจากการคุกคามจากรัฐ ได้รับความคุ้มครองสิทธิ หมายความว่าในโครงการใหญๆ ที่เปิดโอกาศให้มีการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนามนุษย์ในด้าน ต่างๆ รัฐในอาเซียนจะต้องกล้าหยุดโครงการการลงทุนเหล่านี้ในประเทศเพื่อนบ้าน และตรงนี้เป็นประเด็นท้าทายสำหรับประเทศไทย เพราะการลงทุนของไทยในขณะนี้อยู่ในฐานะเป็นบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ในภูมิ ภาพที่เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน

สรุปผลการประชุม AD-HOC WORKING GROUP ON FURTHER COMMITMENTS FOR ANNEX I PARTIES UNDER THE KYOTO PROTOCOL (AWG-KP)

ผู้เขียน: 
ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ ผู้ช่วยนักวิชาการอาุวุโส อบก.

สรุปผลการประชุม

AD-HOC WORKING GROUP ON

FURTHER COMMITMENTS FOR ANNEX I PARTIES

UNDER THE KYOTO PROTOCOL

(AWG-KP)

ประเด็นด้านพิธีสารเกียวโต

ในการประชุม Bangkok Climate Change Talks

ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 9 ตุลาคม 2552

UNCC, Bangkok

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

การใช้มาตรการด้านการค้ากับเรื่องโลกร้อน

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

ภายหลังจากที่ร่างกฎหมาย Clean Energy and Security Act 2009 ของสหรัฐได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนของสหรัฐเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาด้วยคะแนนเสียง 219-212 ได้ก่อให้เกิดความกังวลมากขึ้นต่อปัญหาการกีดกันทางการค้าแบบใหม่โดยอ้างเหตุผลเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน นอกเหนือจากกฎหมายของสหรัฐ ประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรปก็กำลังจัดเตรียมกฎหมายที่จะใช้มาตรการทางการค้าโดยอ้างเหตุผลเรื่องโลกร้อนเช่นกัน

ในการเยือนอินเดียของนางคลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ผู้นำของอินเดียได้ยกประเด็นเรื่องนี้มาหารือ ส่วนทางจีนได้ให้ทางรัฐมนตรีการค้าออกมาส่งเสียงวิจารณ์มาตรการกีดกันทางการค้าที่อยู่ในกฎหมายของสหรัฐ

สำหรับในเวทีการเจรจาจัดทำ Post 2012 Regime เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่ม G77 และจีนได้กล่าวถ้อยแถลงเตือนไม่ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มาตรการกีดกันทางการค้าโดยอ้างเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยทางอินเดียได้มีข้อเสนอให้เพิ่มเติมเนื้อหาร่างความตกลงที่กำลังเจรจาด้วยว่า “ไม่ให้ใช้มาตรการฝ่ายเดียวที่รวมถึงมาตรการต่อต้านการนำเข้าสินค้าหรือบริการจากประเทศกำลังพัฒนาโดยใช้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาโลกร้อน” ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ รวมทั้งประเทศจีน อาร์เจนตินา บราซิล สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ซาอุดิอาระเบีย และกลุ่ม G77 +จีน

ผู้แทนการค้าของประเทศกำลังพัฒนาในเวทีการประชุมขององค์การการค้าโลก ก็มีความเป็นห่วงมากขึ้นต่อประเด็นการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ โดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน ทั้งนี้ ฝ่ายประเทศที่พัฒนาแล้วก็กำลังจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอให้เห็นว่าการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อเหตุผลทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม และการนำมาตรการด้านการค้ามาใช้กับเรื่องโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทำได้ภายใต้ข้อยกเว้นทั่วไปของ GATT จากเหตุผลเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (ข้อ 20)

ในฝ่ายประเทศกำลังพัฒนาโต้แย้งว่า การใช้มาตรการด้านการค้าเชื่อมโยงกับปัญหาโลกร้อนเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนายังมีระดับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีต่ำ แตกต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำมาใช้ได้ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขความตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นอุปสรรคของการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อจะได้ร่วมช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ในขณะที่ตามร่างกฎหมายเรื่องโลกร้อนของสหรัฐ ได้มีเนื้อหาป้องกันมิให้คณะเจรจาของสหรัฐยอมผ่อนปรนเงื่อนไขด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

Martin Khor ผู้อำนวยการของ South Center ได้เรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วทบทวนการใช้มาตรการกีดกันทางค้าโดยใช้เหตุผลเรื่องโลกร้อน มิฉนั้นจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการกีดกันทางการค้าแบบใหม่ Martin Khor ได้เสนอว่าสิ่งที่ควรทำคือ ทำกติกาให้เป็นธรรม

ร่างกฎหมายของสหรัฐกำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในเดือนนี้ ในฝ่ายวุฒิสมาชิกมีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้าน คาดว่าการผ่านกฎหมายในชั้นวุฒิสภาจะยากกว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎรอย่างมาก ตอนนี้ นอกจะมีเสียงคัดค้านมาจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว กลุ่มเกษตรกรได้เริ่มออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่น กรณีสภาผู้ผลิตหมูแห่งชาติ ซึ่งเป็นห่วงว่าการบังคับใช้กฎหมายจะมีผลต่อการเพิ่มต้นทุนการผลิตหมูของสหรัฐ และจะเสียเปรียบจีนและอินเดียหากไม่มีการควบคุมโดยใช้ระบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายของวุฒิสภาจากฝ่ายเดโมแครตได้เสนอให้เพิ่มเป้าหมายการลดก๊าซมากขึ้นจากเดิมที่ร่างสภาผู้แทนกำหนดไว้ 17% ภายในปี 2020 เพิ่มเป็น 20% เนื่องจากเห็นว่าการปล่อยก๊าซของสหรัฐในขณะนี้ต่ำกว่าระดับในปี 2005 อยู่แล้ว 6% เพราะเศรษฐกิจหดตัว การบรรลุเป้าหมายจึงทำได้ไม่ยาก

นับตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกในปี 1995 มีการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-related Trade Measures) น้อยลงเนื่องจากประเทศสมาชิก WTO ระมัดระวังถึงความขัดแย้งกับกรอบกติกาของ WTO ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง

by ThaiWebExpert