ไร่ข้าวโพด ต้นเหตุทำลายป่ากับ CSR ของจริง

ผู้เขียน: 
วันชัย ตัน

1 กันยายนที่จะถึงนี้ เป็นวันครบรอบ 19 ปี การเสียชีวิตของคุณสืบ นาคะเสถียร อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ผมกับพรรคพวกพากันมาสำรวจป่าสงวนฯแห่งหนึ่ง ที่อยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง แถวบ้านคลองเสลา อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี จำได้ว่าเมื่อเกือบสิบปีก่อน เคยขับรถมาแถวนี้ เส้นทางลำบากมาก เป็นป่าใหญ่ แน่นทึบอุดมสมบูรณ์ สลับกับไร่นาของชาวกะเหรี่ยงที่อยู่อาศัยกันมานาน มีวิถีชีวิตดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติ ใช้ไร่หมุนเวียนโดยไม่รบกวนพื้นที่ป่ามากเกินไป

สมัยคุณสืบมีชีวิตอยู่ เคยเล่าให้ผมฟังว่า ป่าสงวนฯเหล่านี้สำคัญมาก เพราะเป็นป่าแนวกันชน ป้องกันไม่ให้มีใครบุกรุกทำลายป่าเข้าไปถึงป่าห้วยขาแข้งได้

แต่มาครั้งนี้ ยอมรับว่าต้องทำใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

เราขับรถเข้าไปอย่างสบาย ถนนหนทางสะดวกขึ้น สองข้างทางที่เคยเป็นป่าผืนใหญ่ ได้กลายสภาพเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา เห็นต้นไม้ใหญ่กลางไร่ยืนต้นตายจากการถูกเผา แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในสิบปี พื้นที่ป่าสงวนฯนับหมื่นไร่ภายในหุบเขาหลายหุบกำลังกลายเป็นไร่ข้าวโพด

ไร่ข้าวโพดเหล่านี้รุกไปจนประชิดป่าห้วยขาแข้งแล้ว

แน่นอนว่า ชาวกะเหรี่ยงที่เคยมีวิถีชีวิตดั้งเดิม เรียบง่าย ใช้ผืนป่าอย่างรู้คุณค่า ปลูกข้าวไร่พออยู่พอกิน อยู่ดีๆ คงไม่สามารถมาเปิดพื้นที่ป่าอย่างมโหฬารได้

แต่เกิดจากการที่บริษัทขายเมล็ดพันธุ์รายใหญ่ของประเทศ ไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญหันมาปลูกข้าวโพด อ้างว่าราคาดีกว่าการปลูกข้าวไร่ และเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชนิดใหม่ให้ผลผลิต 2 ฝักต่อต้น ใบสีเขียวเข้ม ต้านทานโรคราสนิม ตำแหน่งฝักต่ำ เก็บเกี่ยวง่าย แกนเล็กเมล็ดลึก ทนแล้ง ปลูกได้ดีในที่ดอน ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เดิมถึง 14%

ลืมบอกไปว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนี้เป็นชนิดพิเศษผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมเรียบร้อย เมื่อปลูกจนโตออกฝักใหม่แล้ว ไม่สามารถเอาเมล็ดข้าวโพดไปปลูกต่อได้ เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ตามธรรมชาติ หากชาวบ้านอยากปลูกข้าวโพดต่อก็ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าเพิ่ม

ระหว่างทางเราเห็นป้ายโฆษณาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดติดกันหนาแน่นตามเสาไฟ แข่งกับป้ายของพระเยซูที่ติดบนยอดเสาไฟ พอรถเข้าไปในหมู่บ้านกะเหรี่ยง เราได้ยินสปอตโฆษณาทางวิทยุเสียงนักร้องชื่อดังว่า "ข้าวโพดพันธุ์ดี ต้องซีพีตองแปด"

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นทางพ่อค้ามีการเอาหนังเร่ เอาดนตรีเข้ามาแสดงในหมู่บ้าน สลับกับการโฆษณาเมล็ดพันธุ์พิเศษ

พอชาวบ้านซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ทางบริษัทก็แนะนำปุ๋ยชนิดพิเศษยี่ห้อหนึ่งให้ บอกว่าหากปลูกข้าวโพดเมล็ดพันธุ์นี้ ต้องใช้ปุ๋ยชนิดนี้เท่านั้น ข้าวโพดจึงจะให้ผลผลิตงาม ใช้ปุ๋ยยี่ห้ออื่นมันจะไม่เข้ากัน

ชาวบ้านก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ หลายคนก็เริ่มเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ในการไปกู้ยืมเงินมาซื้อเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย โดยมีที่ดิน ส.ป.ก.เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และพอชาวบ้านปลูก ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ก็เห็นว่าขายข้าวโพดได้กำไรมากกว่าปลูกข้าวขาย แถมมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่ ไม่ต้องเสียเวลาขนข้าวโพดออกไป

ต่อมาบรรดาพ่อค้าที่รับเมล็ดข้าวโพดมาขาย ก็พยายามขายเมล็ดพันธุ์กับปุ๋ยให้มากๆ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการบุกรุกป่าโค่นต้นไม้ใหญ่ให้เป็นไร่ข้าวโพดนับหมื่นไร่

ชาวกะเหรี่ยงแถวนั้นที่เคยมีพื้นที่การเกษตรประมาณครอบครัวละ 10 ไร่ ก็เพิ่มขึ้นเป็นคนละ 30 ไร่ เพื่อจะปลูกข้าวโพดให้มากๆ

นักการเมืองก็เข้ามาหาเสียงโดยการตัดถนนอำนวยความสะดวกในการขนส่งพืชไร่

เมื่อพื้นที่เพิ่มขึ้น บรรดาพ่อค้าในตลาดก็มาเร่ขายรถไถ (ยี่ห้อดังต้องคูโบต้า) อวดสรรพคุณเพิ่มประสิทธิภาพการทำไร่ โดยมี ธ.ก.ส.คอยปล่อยกู้ ใครมีพื้นที่มากก็กู้ได้มาก

หนี้สินของชาวบ้านเริ่มพอกพูนขึ้น และเมื่อถนนเริ่มสะดวกขึ้น ชาวบ้านเริ่มมีเงินสดไว้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าขายเครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถปิคอัพก็ตามมา ชาวบ้านก็เป็นหนี้มากขึ้น

เมื่อหนี้สินมากขึ้น ก็ต้องบุกรุกป่าเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น จะได้มีเงินไปโปะหนี้ โดยมีรถไถช่วยอำนวยความสะดวกในการทำลายป่า

ทุกวันนี้ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง ทุกครอบครัวจึงเป็นหนี้สินเฉลี่ยรายละ 4 หมื่นบาท ยิ่งเพิ่มพื้นที่ปลูกมาก ยิ่งเป็นหนี้สินมากขึ้น

บริษัทก็ขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและปุ๋ยได้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นทิศทางเดียวกับการทำลายป่าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศ ที่นำไปเลี้ยงไก่ตามเล้าหรือระบบปิดทั่วประเทศ และไม่ต้องแปลกใจที่บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด บริษัทผลิตอาหารสัตว์ และบริษัทผลิตเนื้อไก่ ล้วนเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนเดียวกัน เป็นอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยมีชาวไร่ ชาวนาทั่วประเทศเป็นลูกจ้างปลูกข้าวโพดอย่างไม่รู้ตัว

ต่อมาเมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น จึงมีการนำข้าวโพดไปผลิตเอทานอล ความต้องการข้าวโพดยิ่งเพิ่มมาก จึงมีราคาถีบตัวสูงขึ้น ปัจจุบันมีความต้องการข้าวโพดประมาณ 5.5 ล้านตันต่อปี ขณะที่แต่ละปีทั่วประเทศผลิตได้เพียง 4 ล้านตัน ความต้องการข้าวโพดจึงมีอยู่อีกมาก

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ หากจะพบว่าการบุกรุกป่าได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามความต้องการพื้นที่ปลูกไร่ข้าวโพด (ยังไม่นับรวมถึงการบุกรุกป่าเพื่อเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา ไร่อ้อย และไร่มันสำปะหลัง)

ใครมีโอกาสเดินทางไปต่างจังหวัด จะพบว่าบริเวณที่เคยเป็นป่าสงวนฯ ได้กลายเป็นไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ไม่ค่อยกล้าจับกุม เพราะกลัวปัญหาความขัดแย้งกับมวลชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการบุกรุกป่าที่บ้านคลองเสลานั้น เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ทางมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ได้เข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อกำหนดเขตป่าสงวนฯให้ชัดเจน สร้างกฎกติกากันใหม่ ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายคือทำให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้

แต่ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนฯทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่เป็นไร่ข้าวโพด บริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร จะร่วมมือในการแก้ปัญหาการทำลายป่าอย่างไร

บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องเสียเวลาทำกิจกรรม CSR แบบแจกถุงผ้า หรือปลูกป่าลดโลกร้อนให้เสียเวลา แต่นี่แหละคือการทำ CSR ของจริง

หากตั้งใจแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาที่ตัวเองมีส่วนในการทำลายป่า

นักวิชาการเจจีซี แนะไทยตื่นตัวรับความตกลงโคเปนเฮเกน

ผู้เขียน: 
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (เจจีซี)

ปี 2552 ที่ผ่านมาสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกที่ทั่วโลกเฝ้าจับตามองและไม่พูดถึงไม่ได้ คือการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งแม้ผลสรุปการประชุม ผู้นำและตัวแทนจาก 193 ประเทศที่เข้าร่วมจะมีมติรับทราบเพียงความตกลงโคเปนเฮเกน นั่นคือการเห็นพ้องว่าต้องควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส โดยที่ไม่ได้ข้อสรุปที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการกำหนดเป้าการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่แน่ชัดของประเทศผู้ปลดปล่อยหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน แต่ก็คงไม่ใช่สิ่งที่จะเพิกเฉยได้

ขณะที่การเตรียมรับมือในส่วนของประเทศไทยเอง ผศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง นักวิชาการจากบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (เจจีซี) หนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุม ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ควรใช้โอกาสและประโยชน์ภายใต้อนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ ที่มีอยู่อย่างฉลาด และควรมีส่วนรับผิดชอบในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเช่นกัน หากแต่ว่าวันนี้ประเทศไทยรู้แล้วหรือยังว่า “โอกาสและประโยชน์ของประเทศคืออะไร”

“ตอนนี้อาจพูดได้ว่าเรายังไม่มีอะไรในกระเป๋า แม้ว่าตอนนี้ทางเจจีซีจะได้เริ่มศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประเทศไทยไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยอยู่มาก สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างองค์ความรู้ และฐานข้อมูลของประเทศไทยว่ามีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าใด และหากประเทศไทยต้องการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม คมนาคม หรือพลังงาน มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนเท่าใด โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของตนเอง สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือต้องมีการจัดการความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับโลกร้อนที่มีอยู่ให้เป็นระบบ เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจจะมีหน่วยงานกลาง หรือมีการตั้งคณะทำงานชุดเฉพาะกิจขึ้นมาติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องที่พัฒนาไปเร็วมาก มีการเปลี่ยนประเด็นในการพูดคุยกันอยู่เสมอ หากเราไม่รู้ว่าประชาคมโลกคุยอะไรกันอยู่ เราจะตามไม่ทัน

นอกจากนี้ประเทศไทยเองก็ยังขาดการวิเคราะห์ที่ตกผลึกว่า บทบาทของประเทศไทยต่อสถานการณ์โลกร้อนควรเป็นเช่นไร เพราะความจริงแล้วประเด็นในการเจรจาไม่ได้มีเฉพาะเรื่องเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายประเด็นการเจรจาที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เช่น การรับการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีในการปรับตัว การปรับปรุงระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ต้องมีการรายงานและตรวจสอบภายใต้ข้อตกลงใหม่ในอนาคต เป็นต้น ซึ่งหากมีการติดตาม และพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะทำให้เห็นช่องทางที่จะเข้าไปร่วมเจรจาเพื่อจะเกิดประโยชน์หรือส่งผลกระทบกับบ้านเราน้อยที่สุด”

ผศ.ดร.อำนาจ กล่าวว่า การรับมือกับภาวะโลกร้อน ไม่ได้มีแค่เรื่องการกำหนดกรอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำแต่เรายังไม่ค่อยตระหนักถึงนั้นคือ การทำงานวิจัยเชิงลึก ที่จะต้องเตรียมรับมือในเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภาคเกษตรกรรม เรื่องของผลผลิตการเกษตร ความเป็นอยู่ของประชาชนในภาคการเกษตร เรื่องราคาสินค้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องภายในประเทศเอง

“สมมุติว่า ประเทศไทยจะส่งออกข้าว เราจะต้องสามารถพิจารณาได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนนั้น มีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมอย่างไร ไม่เว้นแม้แต่กับคู่แข่งที่เราเองก็ควรต้องมีข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ด้วย เช่น ประเทศเวียดนามมีการผลิตข้าว และมีความเสี่ยงเรื่องระดับน้ำทะเลที่จะท่วมสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนามเอง เราสามารถวิเคราะห์ได้หรือไม่ว่า หากเวียดนามจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น จะต้องมีการลงทุนป้องกันเท่าไหร่ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าต้นทุนในการปลูกข้าวของเขาจะสูงขึ้นหรือไม่ ต้นทุนที่สูงขึ้นจะส่งผลให้เวียดนามยังคงสามารถขายข้าวในราคาเดิมได้หรือไม่ หรือว่าขยับราคาข้าวของเขาขึ้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นโอกาส เหมือนเป็นการรู้เขารู้เรา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยวางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศเราได้ในอนาคต” ผศ.ดร.อำนาจ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ดีความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องที่ในทุกภาคส่วนของทุกประเทศทั่วโลกต่างต้องตระหนักและตั้งใจจริงในการดำเนินการ ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาคนไทยได้แสดงความตื่นตัวกับเรื่องสภาวะโลกร้อนอย่างมาก เช่น งานวิจัยที่ได้ดำเนินการโดยสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในเรื่องข้อตกลงพหุภาคี และการประเมินผลกระทบของภาวะโลกร้อนในประเทศไทย การกำหนดแผนยุทธศาสตร์และแผนแม่บทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ สผ. เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพียงแต่จะทำอย่างไร ให้กระแสการตื่นตัวที่เกิดขึ้นนำไปสู่การพัฒนา สัมฤทธิ์ผล และเกิดประโยชน์แก่ประเทศและต่อโลกสูงสุด

มองทิศทางแผนพัฒนาฯ ฉบับ11: “อนาคตประเทศไทยกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่อง “โลกร้อน” ดูจะเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญและกำลังพยายามดำเนินการหา มาตรการความร่วมมือระหว่างกันเพื่อเตรียมรับกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับประเทศไทยเองก็มีการระบุเรื่องการเตรียมรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เป็นแนวคิดสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ ขณะที่ในภาพใหญ่ของการพัฒนาประเทศ แผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ ที่ผ่านมาได้ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทในการนำไปปฏิบัติจริง ดังนั้นจึงเป็นสิ่งท้าทายว่าแผนฯ ฉบับที่ 11 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำนี้จะนำพาสังคมไทยก้าวหน้าสู่อนาคตที่ต้องการ โดยไม่เป็นเพียงคำพูดสวยหรูในหน้ากระดาษได้อย่างไร

(19 ธ.ค. 52) ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคมและภาคการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดการเสวนา “อนาคตประเทศไทยกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม” ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “เผชิญหน้าผลลัพธ์จากแผนฯ 10 สู่ประเด็นท้าทายในแผนฯ 11” เพื่อเปิดพื้นที่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และร่วมติดตามการวางแผนจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) ในประเด็นต่างๆ โดยตั้งต้นจากประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หัวหน้าโครงการเสวนาฯ กล่าวถึงโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “การ แปลงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 10 ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทาง ชีวภาพ ไปสู่การปฏิบัติ โดยการสร้างกระบวนการความร่วมมือของภาคีการพัฒนาในการดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ” ที่ ผศ.ดร.วีระ สมบูรณ์ เป็นหัวหน้าโครงการฯ ว่ามีข้อค้นพบที่น่าสนใจ 4 คือ 1.สถานภาพของแผนพัฒนาฯ ลดบทบาทความสำคัญลงในภาพรวม ในช่วงเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเริ่มมีการเมืองแบบประชาธิปไตย การพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับรัฐบาล หรือนักการเมืองมากขึ้น

2.การ แปลงแผนไปสู่การปฎิบัติ จากแผนที่มีการใช้คำใหญ่ๆ แต่ความหมายไม่ชัด ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับการปฎิบัติจริงได้มากแค่ไหน 3.ข้อจำกัดในการออกแบบสถาบันต่างๆ ที่จะเข้าไปดำเนินการ เนื่องจากผลของสองข้อข้างต้น และ 4.การมีส่วนร่วมของประชนจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

ชี้แผนพัฒนาฯ ฉบับ 11 ต้องสร้างองค์ความรู้ ไม่ใช่ลอกเลียนแบบ
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาฯ กล่าวว่าการประชุมเรื่องโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพิ่งจบลงโดยหลายคนอาจผิดหวัง เวลานี้ประเด็นเรื่องโลกร้อนถูกสร้างความตระหนักขึ้นมากแต่อาจมากเกินไป แม้ภาวะโลกร้อนจะเกิดขึ้นจริงโดยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และอาจรุนแรงขึ้นในอนาคต แต่ก็ถูกใส่สีตีไข่ในหลายเรื่องทำให้ผู้คนรู้สึกว่าต้องออกมาทำอะไรบางอย่าง และไปตั้งความหวังกับการเจราจาครั้งนี้มาก ในขณะที่ความรู้ ความพร้อมต่างๆ ภายในประเทศยังไม่มี

อย่าง ไรก็ตาม สิ่งที่ได้จากการเจรจาฯ คือประเทศต่างๆ ในโลกเริ่มเปลี่ยนมาตรฐานการคิดในเรื่องการใช้พลังงานมากขึ้น อย่างน้อยทุกประเทศต้องพยายามสร้างภาพในเรื่องการใช้พลังงานให้ดูเหมาะสม แต่จะทำได้มากหรือน้อยก็เป็นเรื่องภายในประเทศนั้นๆ ส่วนการดำเนินการโดยรัฐบาลโลกอย่างยูเอ็น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่สามารถทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนเกิดความสำเร็จขึ้นได้ รัฐบาลโลกไม่สามารถคุมประเทศต่างๆ ได้เหมือนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นจะหวังพึ่งเฉพาะกติการะหว่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ผลักดันจากความรู้ความคิด

ดร.อานนท์ กล่าวด้วยว่า ทิศทางของแผนพัฒนาฯ ในประเด็นการควบคุมก๊าซเรือนกระจกหากเป็นการตั้งกฎจากข้างบนลงมาจะไม่เกิด ประโยชน์และมาสามารถนำไปใช้ได้ ต้องค่อยๆ สร้างมาจากข้างล่างโดยการทำให้คนรู้มากขึ้น ทำให้คนมองเห็นทางเลือกที่ไม่ใช่เพียงทางเลือกเดียวที่รัฐขีดเส้นไว้ให้และ เห็นความเชื่อมโยงของทางเลือกนั้นๆ รวมทั้งมีองค์กรติดตามตรวจสอบที่ดี จึงจะสามารถจัดการปัญหาสภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

ใน ส่วนผลกระทบจากเรื่องโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ดร.อานนท์ กล่าวว่าประเทศไทยค่อนข้างโชคดีที่ไม่ได้รับผลกระทบทางกายภาพจากเรื่องนี้ มาก เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลก แต่ถ้าถามว่าประเทศไทยจะอยู่รอดได้หรือไม่ หรือจะทำอย่างไรในภาวะที่ภูมิอากาศจะไม่เหมือนเดิม สิ่งที่เป็นข้ออ่อนของไทยคือเรื่องทิศทางการพัฒนาซึ่งที่ผ่านมาเป็นการเลียน แบบจากต่างประเทศ แต่ในอนาคตจะไม่สามารถทำเช่นเดิมได้แล้ว ในขณะที่วิธีคิดของคนในสังคมยังไม่ปรับเปลี่ยน ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาคือการปรับความคิดของคนให้เข้าใจสิ่งรอบๆ ตัว ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ที่มาจากในระดับชุมชน จากภาคส่วนต่างๆ

“แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ต้องเป็นแผนที่เอื้อที่ทำให้เกิดการสร้างความรู้ ทำให้เกิดสังคมที่อยากจะรู้ให้มากกว่าในอดีต” ดร.อานนท์กล่าว

ดร.อานนท์ กล่าวด้วยว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบ ต่อทั้งประเทศ มีความซับซ้อนและเชื่องโยงจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง เช่นกรณีโยกย้ายของคน ทุน หรือแม้กระทั่งมลพิษ ปัญหาจะขยายวงในขณะที่ขอบเขตประเทศบางลงเรื่อยๆ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ซึ่งเรียกว่าเป็นก้าวแรกที่จะเข้าไปสู่โลกที่ต่างจากอดีต

ตั้งข้อสังเกตแผนพัฒนาฯ ชาติ รู้ตอนที่ทำแผน แต่ไม่รู้การประเมินผล
ดร.สุธาริน คูณผล นักวิชาการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กล่าวถึงโอกาสในวิกฤตโลกร้อนของประเทศไทยว่า มี 2 ส่วน คือ กระตุ้นให้เกิดการให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งในส่วนความหมายและการดำเนินการให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะตรงนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวของสังคม รวมทั้งนโยบายการพัฒนาประเทศ อีกส่วนหนึ่งคือเป็นโอกาสในการดูแลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยรวม เพราะการแก้ปัญหาโลกร้อนหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องโยงถึงปัญหา สิ่งแวดล้อมและปัญหาการพัฒนาอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยเอง ซึ่งซ้อนทับกับปัญหาเรื่องสิทธิในที่ทำกิน สิทธิในการจัดการทรัพยากร และความลักลั่นในการพัฒนา

เรื่อง โลกร้อนไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคการเจรจาในเวทีโลก แต่จะทำอย่างไรให้เรื่องนี้ลงมาอยู่ในทุกส่วนของมิติการพัฒนา ตามที่กรอบแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ว่าไว้ แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหน เชื่อมโยงไปในภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป

ดร.สุธาริน เล่าต่อมาถึงการทำ “โครงการสนับสนุนทางเลือกการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายการอยู่เย็นเป็นสุข” ในประเทศไทย ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศโดยเป็นความร่วมมือกันระหว่าง 2 หน่วยงานของสหประชาชาติ คือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานด้านการพัฒนา มีโจทย์ในการทำให้การมองมิติเรื่องปัญหาความยากจนและปัญหาคุณภาพชีวิต กับการมองเรื่องการจัดการทรัพยากรและเรื่องสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน โดยไม่ใช่การพูดว่าจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน

ใน ส่วนของประเทศไทยแม้ความยากจนไม่ได้อยู่ในระดับของประเทศในแอฟริกา หรืออเมริกาใต้ เพราะในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้แก้ปัญหาความยากจน ลดจำนวนคนจนลงไปมาก แต่ประเด็นท้าทายคือช่องว่างของการกระจายรายได้ที่ยังมีอยู่ อีกทั้งในเรื่องการเลือกการพัฒนากับการรักษาสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีการพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกอย่างอยู่ในแผนการพัฒนาของประเทศตั้งแต่แผนชาติ ลงไปถึงแผนระดับจังหวัดและท้องถิ่น แต่การนำแผนไปสู่การปฎิบัติกลับไม่เกิดขึ้นจริง

“โจทย์ ของโครงการนี้ ในกรณีของมาบตาพุดเป็นตัวอย่างสนับสนุนเรื่องทางเลือกการพัฒนาสองอย่างที่ มองทีละด้านแล้วผลที่เกิดขึ้นมันอาจจะบอกเราแล้วว่า มันไม่สามารถพูดเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แล้วก็พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างพอเป็นพิธี หรือพูดเรื่องคุณภาพชีวิตอย่างเป็นพิธี มันอาจเป็นไปไม่ได้แล้วในขณะนี้” ดร.สุธารินกล่าว

นัก วิชาการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ กล่าวต่อมาว่า แผนพัฒนาระดับชาติเมื่อลงไปถึงแผนระดับระดับจังหวัดและท้องถิ่น ในแง่ศักยภาพการทำแผน ศักยภาพคน และศักยภาพกลไกที่ทำให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและความคิดเห็น นั้นได้เข้ามาอยู่ในแผนได้จริงๆ ตรงนี้ยังมีการทำงานแบบแยกส่วน นอกจากนั้นในการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ไม่มีกลไกที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบ ว่าแผนที่ออกมาเป็นไปตามที่ให้ความเห็นไปหรือไม่ และที่สำคัญในเรื่องตัวชี้วัด การติดตามประเมินผลของแผน การทำแปลนแผนไปสู่การปฎิบัติ ตรงนี้ยังเป็นช่องว่างอยู่ ดังนั้นในหลายๆ ครั้ง ในแผนพัฒนาของประเทศเรามักจะรู้ตอนที่ทำแผน แต่ในการประเมินแผนเราไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือรับรู้ผลที่ได้

แนะมองปัญหาโลกร้อน ต้องมองผลกระทบจากการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วย
ดร.สุธา รินกล่าวด้วยว่าในเรื่องผลกระทบจากโลกร้อน ต้องมองผลกระทบจากการแก้ปัญหาโลกร้อนด้วยอีกต่อหนึ่งเพราะว่าด้วยมาตรการ ต่างๆ ในเรื่องการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลไกสะอาดอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่หรือสิทธิของประชาชน ต้องมองมิติของสังคมด้วย นอกจากนี้การให้ข้อมูลความรู้กับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมการตั้งรับกับกลไก กติกาใหม่ๆ ที่จะเข้ามา อย่างการรับซื้อคาร์บอนเครดิตที่ปัจจุบันเข้ามาในประเทศ และได้เข้าไปถึงชุมชนแล้ว ในเรื่องการมีข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนและการตัดสินใจของประชาชน เป็นเรื่องที่พูดกันเฉยๆ ไม่ได้ ต้องมีกลไกที่เกิดขึ้นได้จริง

เปรียบปัญหามาบตาพุดแผลกลัดหนองที่ระเบิดแล้ว
นาย สุทธิ อัฌชาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่ากรณีมาบตาพุดไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นแผลกลัดหนองและหนองได้ระเบิดออก จากการได้แลกเปลี่ยนกับนักเคลื่อนไหวหลายท่าน อาทิ ส.ศิวรักษ์, พิภพ ธงไชย ซึ่งมีประสบการณ์ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม ได้รับทราบว่าการต่อสู้ในหลายครั้งได้เพลี่ยงพล้ำและยุติด้วยความพ่ายแพ้ แต่เรื่องมาบตาพุดเป็นพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นไปด้วยการทำงานที่จริงจัง โดยพยายามใช้ฐานข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในการเคลื่อนไหว และการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบของประชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งมีนักวิชาการที่กล้าเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงแม้จะถูกภาควิชาการและ ภาคอุตสาหกรรมโจมตีว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จากที่ไม่ค่อยมีใครเปิดเผยข้อมูล

“กลไก ที่มีความชัดเจนในเชิงการบันทึกเก็บและรวบรวมข้อมูล รวมถึงการทำให้สังคมเห็นอย่างต่อเนื่อง เป็นประสิทธิภาพอย่างหนึ่งขององค์กรภาคประชาชนที่ได้รับการเรียนรู้มากขึ้น เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการเอาจริงเอาจังของพี่น้องประชาชนที่ตั้งใจจะสู้กับทุนขนาดใหญ่และ อำนาจรัฐที่ล้นฟ้า” ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกกล่าว

นาย สุทธิ เล่าถึงสถานการณ์ในพื้นที่ขณะนี้ว่า ล่าสุดเมื่อวานนี้ลุงน้อย ใจตั้ง ชาวบ้านบ้านคลองน้ำหู ชุมชนเกาะกก-หนองแตงเม ซึ่งเป็นชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง หลังกรณีมาบตาพุด ได้ถูกกลุ่มมวลชนกลุ่มหนึ่งด่าว่าเป็นพวกทำลายเศรษฐกิจและประกาศว่าต้องการ 65 โครงการ โดยลุงน้อยโทรศัพท์มาหาและร้องไห้ ว่าไม่คิดว่าจะต้องตกเป็นแพะรับบาปจากสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งที่ลุงน้อยถือว่าเป็นประชาชนคนหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับการต่อสู้ และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา ต้องสูญเสียญาติไปด้วยโรคมะเร็ง ต้องสูญเสียที่ดินไปกับการเวนคืนทำนิคมอุตสาหกรรมโดยได้เงินชดเชยเพียงไร่ละ 8,000 บาท ทุกวันนี้เหลือที่ดินเพียง 2 งาน

“นี่ เป็นอีกมิติหนึ่ง ที่เมืองไทยจะต้องใช้ประสบการณ์นี้ในการจัดความสัมพันธ์ในเรื่องราวให้มัน เป็นเรื่องข้อเท็จจริงมากกว่าที่จะใช้อารมณ์ขึ้นมา ซึ่งมันไม่มีประโยน์ ในการที่จะทำให้คนที่อยากมองมุมต่างกลายเป็นคนที่ผิดทั้งหมด” นายสุทธิแสดงความเห็น

เขา กล่าวด้วยว่า ชาวบ้านควรต้องมีโอกาสพูดเพื่อได้อธิบายให้สังคมได้ทราบว่าสิ่งที่เขาได้รับ ผลกระทบมันคุ้มค่ากับการประเมินผลกระทบกว่า 4 แสนล้านที่ความจริงไม่ได้เสียอะไร เพียงแค่เป็นการชะลอเวลา เพื่อให้การดำเนินโครงการตรงตามระบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วค่อยเดินหน้าต่อในการลงทุนอย่างมีระบบมากยิ่งขึ้น

ร้องโดนขู่ทำให้คนไทยต้องใช้กะละมังใบละ 500 บาท พร้อมตั้งคำถามคนไทยยอมไหม
นาย สุทธิ กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหามลพิษของมาบตาพุด ทางภาครัฐและภาคธุรกิจยังมองว่าต้องสร้างโรงงานเพิ่ม โดยไปทำเรื่องเงื่อนไขบีโอไอใหม่ แต่สำหรับภาคประชาชนมองว่าการแก้ปัญหามลพิษด้วยการสร้างโรงงานเพิ่มโดยกำหนด ลดสัดส่วนการระบายมลพิษเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะมาตรการในสังคมไทยเป็นเรื่องตอบยาก ท้ายสุดเกิดก๊าซรั่ว โดยในเดือนนี้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดก๊าซรั่ว 2 ครั้ง แต่จับใครไม่ได้ ส่วนเรื่องการฟ้องร้อง ขณะนี้มี 2 คดี อยู่ในการพิจารณาของศาล คือที่ศาลปกครองระยองที่สู้เรื่องเขตควบคุมมลพิษ และที่ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งแม้จะชนะคดี แต่ทั้ง 2 ศาลให้ความเห็นในความหมายที่ใกล้เคียงกันว่าการแก้ปัญหาอาจจะไปไม่ได้

โดย วิธีการอธิบายของศาลไม่ได้บอกว่าต้องไปลดต้นกำเนิดมลพิษ แต่อธิบายเปรียบเทียบว่า กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีปัญหามลพิษ ถ้ามีปัญหาขีดความสามารถในการรองรับการพัฒนาของทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม (Carrying Capacity) เต็ม แล้วตอนนี้คนกรุงเทพฯ ต้องไม่มีรถใช้ ซึ่งความเป็นจริงความหมายของกรุงเทพฯ และระยองนั้นต่างกัน เพราะในพื้นที่มาบตาพุดมีสารอินทรีย์ละเหยที่เป็นอันตรายมากกว่า และส่งผลกระทบสะสมให้เกิดโรคมะเร็ง

“ผม ก็แปลกใจที่คนกรุงเทพฯ ไม่เรียกร้องให้กรุงเทพฯ ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพราะมันก็ใหญ่มาก แต่เราก็ทนอยู่กัน เราก็ไม่ได้สนใจ แต่ว่าเรื่องที่ใหญ่มากคือการไม่ยอมจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นต่อไปคงต้องเรียกร้องให้ประกาศกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ” นายสุทธิกล่าว

นาย สุทธิ กล่าวต่อมาว่า การที่ชาวบ้านมาบตาพุดชนะคดี มีกระแสที่ว่าภาคอุตสาหกรรมจะย้ายไปลงทุนที่เวียดนาม และข่มขู่ว่าต่อไปนี้กะละมังจะขึ้นราคาใบละ 500 บาท ข้าวของจะแพงขึ้น รวมทั้งน้ำมัน อีก 5 ปีข้างหน้าคนไทยจะไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ และสิ่งเหล่านี้ทำให้เขารวมทั้งชาวบ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกกดดันอย่างหนัก ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้เห็นไม่ได้บอกว่าต้องการดึงประเทศกลับไปสู่การไถนา ดำนา แต่เห็นว่ามีจุดเด่นที่ชุมชนทำแล้วอยู่ได้ เป็นความสุขของชุมชนที่ไม่ได้ถูกพูดถึง

“ตรง นี้ต้องตั้งคำถามกับคนไทยด้วยกัน เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของทั้งหมดในห้องนี้ หากของในห้องนี้ราคามันเพิ่มขึ้นแต่คนไทยอยู่ได้นานขึ้น เรายอมไหม”

ส่วน เรื่องแผนพัฒนาฯ ของไทย นายสุทธิแสดงความเห็นว่า ถ้ายังมัวแต่ไปมองกลไกตลาดแบบกลไกของประชาคมโลกจะไม่มีทางที่จะสร้างการ พัฒนาที่ยั่งยืนได้ การกำหนดทิศทางของประเทศควรถอดจุดเด่นของสังคมไทยมาเก็บไว้แล้วขมวดความคิด ที่เข้มข้นที่คนในชุมชนทำได้จริงนำไปสู่การกำหนดทิศทางข้างบน ต้องร่วมกันผลักดัน การทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จึงจะเป็นแผนที่นำไปสู่การปฎิบัติได้จริง ไม่ใช่แค่แผนที่เป็นเพียงแผน

“มาบ ตาพุดมันเป็นทั้งวิกฤติและเป็นโอกาส วิกฤติคือวิกฤติที่ประชาชนเผชิญ ส่วนโอกาสคือการที่เราได้มาทบทวนเรื่องมิติการลงทุน มิติของการคุ้มครองป้องกันไม่ให้การลงทุนนั้นไปทำลาย เช่นเดียวกัน วันนี้เองแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ความจริงมันเป็นโอกาสของภาคประชาสังคมแต่มันเป็นวิกฤติที่เราทำอะไรไม่ได้ เลย เพราะฉะนั้นฉบับที่ 11 มันต้องไม่ใช่วิกฤติหรือโอกาสแต่ต้องเดินหน้าท่ามกลางที่ทุกคนต้อง win-win แต่ก็ไม่แน่ใจว่าไปสู่อะไรจึงจะ win-win”

เสนอแก้ปัญหาโลกร้อน ต้องให้แต่ละประเทศกำหนดเอง
นาย สุทธิ กล่าวถึงการเดินทางไปที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อติดตามการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศว่า จากการไปอยู่ที่นั่นได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับเอ็นจีโอประเทศต่างๆ ในเวทีประชาชน แต่การเดินขบวนได้ถูกตำรวจล็อกอยู่กว่า 2 ชั่วโมง ท่ามกลางอากาศลบ 2 องศาเซลเซียส ด้วยเจตนาที่จะไปบอกว่าการประชุมของสหประชาชาติไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาโลก ร้อน เพราะโลกร้อนต้องแก้ที่ระบบไม่ใช่การใช้วิกฤติโลกร้อนมาเป็นโอกาศทาง เศรษฐกิจ ด้วยคาร์บอนเครดิต เรดด์ หรือการปรับเปลี่ยนระบบพลังงานใหม่โดยไม่เป็นธรรม และละเมิดสิทธิมนุษยชน

“การ แก้ปัญหาโลกร้อน ประเทศแต่ละประเทศต้องกำหนดว่าประเทศตัวเองจะลดคาร์บอนเท่าไหร่ และจะจัดการกับการไม่สร้างปัญหาเพิ่มอีกเท่าไหร่ มากกว่าการใช้ธุรกิจ ใช้ตลาดในการเจรจา” นายสุทธิกล่าว

ฉะแผนพัฒนาฯ มีแต่คำสวยหรู แต่การปฎิบัติไม่เป็นจริง
ด้าน นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) กลุ่มในภาคฐานทรัพยากรกล่าวว่า ในแผนพัฒนาฯ มีคำสวยหรูเยอะ อาทิ ธรรมภิบาล การมีส่วนร่วม พอเพียง ฯลฯ แต่ตั้งแต่เมื่อมีการมายกร่างแผนพัฒนาฯ ตั้งแต่ปี 48 เปลี่ยนรัฐบาลมาประมาณ 5 ชุดแต่ไม่มีการนำแผนพัฒนาฯ มาใช้ นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่าตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ไม่ได้มีการระบุตัวเลขการใช่งบประมาณไว้ในแผนพัฒนาฯ แต่เป็นการใช้ภาษาเป็นหลักทำให้มีปัญหากับการปรับใช้ ยกตัวอย่างรัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งงบประมาณนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” แต่โครงการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร กลับไปทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่คำว่า การมีส่วนร่วม หรือธรรมภิบาลนี้ก็ได้มีบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาฯ

ข้อ เสนอในสภาที่ปรึกษาฯ ส่งให้รัฐบาลปฏิบัติตามแผนหรือไม่ จากการอยู่สภาที่ปรึกษาฯ ประมาณ 4 ปี มีเรื่องตรวจสอบทั้งหมดประมาณ 130 เรื่อง เป็นเรื่องทรัพยากรราว 30 เรื่อง ในส่วนของคณกรรมการสิทธิมนุษยชน 6 ปี มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพยากรเกือบ 300 เรื่อง ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการปฏิบัติตามแผนฯ ที่ระบุไว้ ซึ่งถ้ารัฐบาลปฏิบัติตามแผนฯ และพิจารณาจากความเป็นจริง ก็จะไม่มีเรื่องร้องเรียนในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาก มายอย่างทุกวันนี้

อย่าง ไรก็ตาม หากดูจากแผนฯ 10 นำไปสูแผนฯ 11 จะเห็นว่ามีวาทกรรมใหม่ขึ้นมาอีก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นภาษาใหม่ที่จะใช้ภาคตะวันออก จากที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เกิดในแผนฯ 4 และในแผนฯ ต่อไปกำลังจะย้ายฐานอุตสาหกรรมลงไปภาคใต้ ซึ่งโดยส่วนตัวมีความห่วงใยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและคิดว่าแผนพัฒนาฯ ต่างๆ ควรต้องมีการทบทวน ไม่อยากเห็นภาษาที่สวยหรูแต่การปฎิบัติไม่เกิด นอกจากนี้ในการปรับปรุงกฎหมายที่ควรควบคู่กันไปกับแผนพัฒนาฯ ก็มีความเชื่องช้า ทั้งนี้ ความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกรณีมาบตาพุด กับความผิดเกิดจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ยอมออกกฎระเบียบกรณีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งที่มีระบุไว้ในแผนพัฒนาฯ และไม่แก้กฎหมาย จนทำให้เกิดปัญหาขึ้น

“มี การคิดกันด้วยซ้ำไปว่าไม่น่ามีแผนเสียเลยดีกว่า เพราะว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็เอาแผนกันมา เวลาที่ทำไม่ได้ก็ปรับปรุงกันช่วงที่เป็นนั่นแหละ ถ้าไม่มีมันอยู่กันได้หรือเปล่า ผมว่ามันก็อยู่ได้อยู่นะ แต่ว่าที่เราอยากมีแผน เพราะเราอยากเห็นว่าหน้าตาของประเทศไทยจะเดินไปทางไหน เราอยากเห็นหน้าตาประเทศไทยในสังคมโลกว่าเราจะไปทางไหน แผนฯ 5 ปีเป็นเพียงแผนย่อยๆ ที่จริงมีแผนระยะยาวกว่านี้ด้วยซ้ำไป แผนฯ 20 ปี เราจะเอาอุตสาหกรรมแบบที่มันไม่รับผิดชอบต่อไปหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องคิด” นายหาญณรงค์กล่าว

ย้ำทำแผนพัฒนาฯ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
นาย หาญณรงค์ กล่าวด้วยว่าสถานการณ์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันถูกเบียดขับโดยกฎ ระเบียบที่ยังไม่ถูกแก้ และหลายตัวก็ล้าหลัง เช่นกฏหมายป่าไม้ตั้งแต่ปี 2484 หากมีกติกาใหม่เกิดขึ้นไม่ว่าเรื่องโลกร้อน หรือเรื่องการปลูกป่า จะต้องมีการยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย และควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน ยอมรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างในเรื่องการมีคนอยู่ในพื้นที่ป่า หรือปัญหาการทับซ้อนที่ดิน เพื่อการจัดทำนโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และมีผลในการปฎิบัติโดยไม่สร้างปัญหาผลกระทบต่อประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม

“คิดใหม่เริ่มทำแผนพัฒนาฯ ที่ไม่ใช่แผนเพ้อฟัน แล้วผลักดันอย่างไม่ลืมหูลืมตา” สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าว

สินค้าติด "ฉลากคาร์บอน-คาร์บอนฟุตพริ้น" นำทางกู้วิกฤตโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ในภาวะโลกร้อนอย่างนี้ จะเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแต่ละชนิดจะดูแค่ราคา ปริมาณ และคุณภาพเท่านั้น คงไม่เพียงพอแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีทางเลือกให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยดูที่ "ฉลากคาร์บอน" และ "เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินท์" บนบรรจุภัณฑ์

วันนี้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้บริโภคก็เริ่มตระหนักถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทางหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังสนใจใช้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) และสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าแต่ละชนิดมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหนตั้งแต่เริ่มถูกสร้างขึ้นจนถูกทำลายเมื่อกลายเป็นขยะ

โรงงานดอยคำนำร่อง "อบแห้งสตรอเบอร์รี่" คาร์บอนต่ำ

ไทยนับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ริเริ่มโครงการฉลากคาร์บอนรีดักชัน (Carbon Reduction Label) ซึ่งเป็นฉลากที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าในขั้นตอนการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 10% โดยเทียบกับปีฐาน คือ 2545 ซึ่งสตรอเบอร์รี่อบแห้ง ตรา ดอยคำ คือผลิตภัณฑ์แรกของไทยที่ได้รับฉลากคาร์บอนเมื่อช่วงต้นปี 51

นายเกษม ทิพย์แก้ว ผู้จัดการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า สตรอเบอร์รี่อบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงงาน ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฉลากคาร์บอนเมื่อปี 50 ก็มีการปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิต

จากเดิมที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ก็เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจี ไฟฟ้า รวมทั้งก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นในโรงงาน ซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ก็คุ้มค่าที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ และสินค้าก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 250 ตันต่อปี เป็น 300-350 ตันต่อปี ซึ่งผลิตภัณฑ์ 80% จำหน่ายในประเทศ และ 20% ส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น

ในอนาคตโรงงานดอยคำมีแผนจะขอการรับรองฉลากคาร์บอนให้แก่ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งที่มีกระบวนการผลิตคล้ายกันกับสตรอเบอร์รีอบแห้ง ก่อนที่จะขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเป็นโรงงานต้นแบบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ของไทยจำนวน 56 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย กระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เซรามิค พรม และถุงยางอนามัย เป็นต้น และยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะตามมา รวมทั้งฉลากคาร์บอนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

ตามดู "รอยเท้าคาร์บอน" ก่อนคิดจะปล่อย CO2 เพิ่มให้โลก

"ฉลากลดคาร์บอนรีดักชัน เป็นฉลากคาร์บอนประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงโดยใช้กระบวนการผลิตเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคตระหนักถึงการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการเริ่มต้นไปสู่สากลคือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่บอกให้ทราบว่าตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแก่เริ่มต้นผลิตจนถึงการกำจัดเมื่อเป็นขยะจะปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ให้ข้อมูล

รศ.ดร.ธำรงรัตน์ เผยอีกว่าการศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่จะมีมาตรฐานสากลในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า คือมาตรฐาน ISO 14067 และในปี 2554 ประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มมีระเบียบบังคับให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าทุกชนิดต้องแสดงฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาก โดยนำฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กับผลิตภัณฑ์แล้วหลายชนิด

"ไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราใช้โอกาสนี้ที่จะเป็นผู้นำอาเซียนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศเพื่อนบ้านในด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LCA) และการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ในระหว่างนำคณะนักวิจัยจาก 8 ประเทศในอาเซียน เข้าศึกษาดูงาน ณ โรงงานดอยคำ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 51

รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวต่อว่าการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ของไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้าระหว่างประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นต่อๆ ไป

16 บริษัทส่งออก ประเดิมใช้เครื่องหมาย "คาร์บอนฟุตพริ้นท์"

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า อบก. ร่วมกับเอ็มเทค สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเริ่มจากศึกษาวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของต่างประเทศ และพัฒนาเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศไทย

จากนั้นคัดเลือกบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกอบรมการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย โดยคำนวนออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เบื้องต้นได้ 16 บริษัท ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นกลุ่มแรกในไทย ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 52 ณ โรงแรมสยามซิตี โดยมีระยะเวลา 2 ปี และจะมีการตรวจประเมินทุกๆ 6 เดือน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ อบก. จะส่งเสริมให้มีบุคลากรหรือองค์กรทางด้านที่ปรึกษาสำหรับการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วน อบก. จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 53 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้เอ็มเทคได้จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCI Database) เสร็จแล้วจำนวน 307 ข้อมูล เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและสามารถนำไปใช้ในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้

สำหรับผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก 16 บริษัทแรก มีดังนี้

1. อาหารบริการลูกค้าสายการบิน (แกงเขียวหวาน และ มัสมั่นไก่) บริษัท การบินไทยมหาชน จำกัด
2. บรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อสำหรับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด
3. อาหารไก่เนื้อ บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน)
4. กระเบื้องเซรามิค บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
5. ไก่ย่างเทอริยากิ บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
6. เนื้อไก่สด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
7. มาม่าเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส บริษัท เพรสซิเดนท์ไรทซ์โปรดัก จำกัด
8. น้ำสับปะรดเข้มข้น บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน
9. ข้าวหอมมะลิ 100 % ใหม่ต้นฤดู บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด
10. แกงเขียวหวานทูนาบรรจุกระป๋อง บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด
11. เส้นด้ายยืดไนล่อน บริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน)
12. เครื่องดื่มโคคา-โคลาชนิดบรรจุกระป๋องบรรจุ 325 cc บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
13. พรมปูพื้น (Axminster Carpet) บริษัท คาร์เปทอินเตอร์แนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)
14. ยางรถยนต์ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด
15. กระป๋องเครื่องดื่มที่ผลิตจาก Line TULC บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
16. Cup 16 02 PP บริษัท อีสเทร์นโพลี แพค จำกัด

ก.วิทย์ร่วมมือยูเนป-สต็อคโฮล์ม ช่วยชาวบ้านรับมือปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ดร.อานนท์ นำทีม ศรภอ. ร่วมมือกับนานาชาติศึกษาสถานการณ์ด้านภูมิอากาศในไทย หวังเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ประชาชนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนากลยุทธ์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นำร่องที่ 4 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ในยโสธร พร้อมเร่งระดมความร่วมมือพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มากกว่าแค่ป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศรภอ.) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า ศรภอ. ได้ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสต็อคโฮล์ม (Stockholm Environment Institute: SEI) และสำนักงานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนป (UNEP) ดำเนินงานภายใต้โครงการเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชีย (Adaptation Platform) ในการศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ทั่วไปในประเทศไทย และเชื่องโยงความรู้สู่ชุมชนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

"ที่ ผ่านมาการแก้ปัญหาหรือรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่วนใหญ่ ดำเนินการโดยภาครัฐ ซึ่งยังไม่เกิดผลเต็มที่ จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินงานด้วย แต่ต้องทำด้วยความถูกต้องตามหลักการ ฉะนั้นจึงต้องสร้างความถูกต้องของข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งปัญหาขาดองค์ความรู้ด้านนี้ก็มีอยู่ทั่วไปในเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย การ จัดตั้งเวทีแลกเปลี่ยนความรู้นี้ขึ้นมา จะช่วยสร้างองค์ความรู้ที่เป็นระบบได้มากขึ้น ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกัน และมีการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่เข้าร่วมโครงการให้ นำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด" ดร.อานนท์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

ใน ส่วนของประเทศไทย ดร.อานนท์ เผยว่าที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ซึ่งผลงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็มีอยู่ค่อนข้างมาก แต่องค์ความรู้เหล่านั้นไม่เชื่อมโยงไปสู่ผู้ปฏิบัติจริงหรือประชาชนในท้อง ถิ่นต่างๆ รวมทั้งปัญหาผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ซึ่งเวทีนี้จะ ช่วยให้นักวิจัยและชาวบ้านได้มีโอกาสพบปะกันและเพื่อนำข้อมูลและองค์ความรู้ ไปใช้พัฒนากลยุทธ์ที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพชุมชนในการปรับตัวต่อสภาพภูมิ อากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยยึดเอาผู้ปฎิบัติหรือผู้ใช้เป็นตัวตั้ง

ผู้อำนวยการ ศรภอ. เผยอีกว่าเบื้องต้นโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี โดยอันดับแรกจะมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของไทย คือการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนบนของอ่าวไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก โดย 1 ใน 3 ของ รายได้ประชาชาติเกิดขึ้นจากที่นี่ และที่สำคัญพื้นที่ส่วนนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เพียงแก้ปัญหาด้วยการป้องกันการกัดเซาะ ชายฝั่งแต่เพียงเท่านั้น โดยต้นปีหน้า ศรภอ. จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่ดัง กล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีใดเข้าไปช่วยเหลือได้บ้าง

นอกจากนี้ยังได้เลือกพื้นที่นำร่องจำนวน 4 หมู่บ้าน ใน อ.กุดชุม, อ.เลิง นกทา และ อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นหมู่บ้านเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่มีความเข้มแข็ง แต่ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับฝนแล้งหรือน้ำมากจนทำให้ทำการเกษตรไม่ได้ จึงพิจารณาว่าจะนำเอาความรู้หรือเทคโนโลยีด้านไหนเข้าไปช่วยเหลือหรือส่ง เสริมได้บ้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำองค์ความรู้ไปช่วยแก้ปัญหาในชุมชน และเป็นต้นแบบสำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ทั้ง นี้ ศรภอ. เดิมคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (ศวภอ.) ซึ่งภายหลังได้เป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดังกล่าว ส่วนโครงการเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิ อากาศในภูมิภาคเอเชียดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ 13 ประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนหลักจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งสวีเดน (SIDA) และยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมดำเนินงานด้วย อาทิ สำนักเลขาธิการสิ่งแวดล้อมประจำภูมิภาคเอเชีย (SENSA) และศูนย์ทรัพยากรระดับภูมิภาคแห่งเอเชียและแปซิฟิก (RRC.AP)

The Boy Who Harnessed the Wind

ผู้เขียน: 
William Kamkwamba และ Bryan Mealer

โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Brian Aldiss นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ กล่าวประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากไว้ว่า "There are two kinds of writers : those that make you think, and those that make you wonder." (โลกนี้มีนักเขียนสองแบบ : แบบที่ทำให้คุณคิด และแบบที่ทำให้คุณพิศวง)

นักเขียนแบบใดแบบหนึ่งนั้นหาไม่ยาก แต่นักเขียนที่ทำให้คนอ่านได้คิดและรู้สึกพิศวงไปพร้อมกันนั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและเป็นโชคดีของนักอ่านคือ นักเขียนหายากเหล่านี้หลายคนไม่เคยคิดที่จะเป็นนักเขียนอาชีพ เป็นเพียง "นักเขียนจำเป็น" ที่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของตัวเองออกมาให้คนอื่นรับรู้

ทว่าเรื่องราวของพวกเขาเป็นเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์ ความรักในการเรียนรู้ ไหวพริบในการเอาตัวรอด และการกัดฟันสู้ชีวิตอย่างไม่ย่อท้อไม่ว่าจะเผชิญกับโชคร้ายและความแร้นแค้นเพียงใด และดังนั้นจึงทำให้คนอ่านทั้งได้คิดและได้พิศวง อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจอย่างใหญ่หลวงให้กับคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนเดินดินที่ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิด

The Boy Who Harnessed The Wind โดย William Kamkwamba และ Bryan Mealer สร้างแรงบันดาลใจขนาดนั้นได้เพราะถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กอายุ 14 ปี ผู้สร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้สำเร็จ

ถ้าเด็กอายุ 14 ปีคนนี้เกิดในครอบครัวอบอุ่นในประเทศใดประเทศหนึ่งที่พ่อแม่เป็นสมาชิกชนชั้นกลาง มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายพร้อมมูล การสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าถึงจะน่าชื่นชมแต่ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะทำให้คนได้คิดและพิศวงไปพร้อมกัน แต่ William Kamkwamba ไม่ใช่เด็กคนนั้น เขาอาศัยอยู่ในชนบทของมาลาวี ทวีปแอฟริกา หนึ่งที่ประเทศที่ยากจนข้นแค้นที่สุดในโลก สร้างกังหันลมจากชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่เก็บมาจากกองขยะ เช่น ล้อรถจักรยานใช้แล้ว กิ่งไม้ ฯลฯ ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการกว่าจะทำให้ความฝันเป็นจริงได้ รวมทั้งเสียงเยาะเย้ยจากเพื่อนบ้านที่หาว่าเขา "บ้า"

หลังจากที่เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ระทึกใจ วันที่กังหันลมของ Kamkwamba หมุนปั่นไฟได้สำเร็จ The Boy Who Harnessed The Wind ก็พาเราย้อนเวลากลับไปสู่วัยเด็กของนักประดิษฐ์ตีนเปล่า

หลายคนในหมู่บ้านสังเกตเห็นพรสวรรค์ในการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้และความช่างคิดแบบนักประดิษฐ์ของ Kamkwamba ตั้งแต่เขายังเล็ก แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า พรสวรรค์นี้จะเปลี่ยนโชคชะตาของ Kamkwamba ได้ เพราะครอบครัวของเขายากจนข้นแค้นและเผชิญกับภาวะ ทุพภิกขภัย ร้ายแรงถึงขนาดต้องอดมื้อกินมื้อ ต้องให้ลูกออก จากโรงเรียนกลางคันเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน 2,500 บาท แต่ Kamkwamba ไม่ยอมแพ้ เขาตั้งปณิธานว่าจะศึกษาต่อ ด้วยตัวเองเท่าที่ทำได้ เริ่มจากการอ่านหนังสือในห้องสมุด ท้องถิ่น Kamkwamba บอกว่าหนังสือมือสองสภาพแย่ไม่กี่เล่มในห้องสมุดเปิดโลกอันน่าตื่นตาตื่นใจของวิทยาศาสตร์ให้กับเขา ถึงแม้ว่าโลกใหม่ใบนี้จะไม่ได้เข้ามาทดแทนความเชื่อของ Kamkwamba ในไสยศาสตร์พื้นบ้านที่เขาซึมซับมาตั้งแต่เกิด มันก็ทำให้เขารู้ว่ามนุษย์เราสามารถนำพลังลี้ลับของลมมาผลิตไฟฟ้าได้

นั่นคือจุดที่ Kamkwamba ตั้งใจว่าจะสร้างกังหันลมแบบนี้ให้ได้ เพราะถ้าครอบครัวของเขามีไฟฟ้าใช้ เขาก็จะเป็นส่วนหนึ่งของประชากรเพียงร้อยละ 2 ของมาลาวีทั้งประเทศที่มีไฟฟ้าใช้ สมาชิกจะไม่ต้องเข้านอนตั้งแต่หนึ่งทุ่ม พี่สาวและน้องสาวของเขาจะมีเวลาอ่านหนังสือเรียนมากขึ้น และไฟฟ้าที่ผลิตเองได้นี้ก็จะทำให้พ่อแม่ของ Kamkwamba เดินเครื่องปั๊มน้ำในแปลงเพาะปลูกได้ ซึ่งแปลว่าครอบครัวนี้จะทำนาได้สองครั้งต่อปีแทนที่จะเป็นครั้งเดียวเหมือนเมื่อก่อน และการเก็บเกี่ยวสองครั้งต่อปีก็จะสร้างรายได้เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาไม่ต้องทนอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป

เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจอัศจรรย์ขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น เมื่อ Kamkwamba ออกตระเวนหาชิ้นส่วนที่จะทำให้ความฝันของเขาเป็นความจริง โดยมีเพียงภาพถ่ายและภาพวาดในหนังสือมือสองในห้องสมุดเป็นแผนที่นำทาง ข้อความประกอบในหนังสือช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะ Kamkwamba อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก (หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือใช้แล้วที่รับบริจาคมาจากคนในอเมริกาและอังกฤษ) ต้องอาศัยสมองและสองมือของตัวเองโดยลำพัง

หลายช่วงในหนังสือที่เกี่ยวกับรายละเอียดชิ้นส่วนของกังหันลมและการประยุกต์ใช้สิ่งของจากกองขยะอาจทำให้คนอ่านที่ไม่สนใจวิทยาศาสตร์หรือสิ่งประดิษฐ์รู้สึกว่าเยิ่นเย้อเกินไป แต่ ผู้เขียนคิดว่าเป็นรายละเอียดที่น่าสนใจและสะท้อนความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ของ Kamkwamba ได้เป็นอย่างดี เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้นในการสร้างกังหันลมจากสิ่งต่าง ๆ ที่เขาพบในหมู่บ้าน และสุดท้ายก็สามารถทำให้คนทั้งหมู่บ้านตกตะลึง "นำพลังลมมารับใช้" ได้สำเร็จราวกับเวทมนตร์ของพ่อมดหมอผี 4 ปีต่อมา ในปี 2006 เมื่อเขามี อายุ 18 ปี หนังสือพิมพ์ของมาลาวีตีแผ่เรื่องราวของเจ้าหนู นักประดิษฐ์ตีนเปล่า คนบอกต่อกันอย่างรวดเร็วบนอินเทอร์เน็ต โลกทั้งใบจึงได้รับรู้เรื่องราวอันน่าทึ่งของ Kamkwamba

ชื่อเสียงที่เขาได้รับในชั่วข้ามคืนช่วยดึง Kamkwamba เองออกจากบ่วงความจน ในวัย 20 ปี เขากำลังศึกษาต่อในระดับมัธยมปลายที่โรงเรียน African Leadership Academy ใน กรุงโจฮันเนสเบิร์ก และน่าจะได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในอเมริกาในอีกไม่ช้า เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Boy Who Harnessed The Wind ด้วยความช่วยเหลือของ Bryan Mealer นักข่าวผู้เขียนหนังสือเรื่อง All Things Must Fight To Live เกี่ยวกับสงครามในคองโก

นอกจากจะสร้างแรงบันดาลใจต่อทั้งผู้ด้อยโอกาสและคนมั่งมี (และพอจะมี) ทุกชาติทุกภาษาในโลกนี้ The Boy Who Harnessed The Wind ยังเป็นสารคดีชิ้นเยี่ยมที่ตีแผ่ชีวิตจริงของคนจนและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดทับให้ความจนยังคงเป็นวงจรอุบาทว์ในหลายประเทศ อย่างตอนที่ Kamkwamba อธิบายว่าการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองทำร้ายคนจนอย่างไร และอธิบายให้เห็นภาพว่า การตัดไม้ทำลายป่ามีส่วนอย่างยิ่ง ในการทำให้คนจนจนเรื้อรัง เพราะเมื่อไม่มีต้นไม้คอยชะลอ ฝนก็กลายเป็นน้ำท่วมที่ชะล้างหน้าดินและแร่ธาตุไปอย่าง รวดเร็ว กวาดดินและกองขยะออกสู่แม่น้ำไชร์ ทำให้เขื่อนต่าง ๆ อุดตัน โรงไฟฟ้าพลังน้ำต้องหยุดจ่ายไฟเพื่อขุดลอกแม่น้ำอันเป็นกระบวนการต้นทุนสูงที่ทำให้โรงไฟฟ้าต้องขึ้นค่าไฟ คนจนก็เลยยิ่งไม่มีกำลังซื้อ Kamkwamba สรุปสถานการณ์นี้สั้น ๆ แต่ได้ใจความว่า "ในเมื่อภัยแล้งและน้ำท่วมทำให้คนจนไม่มีผลิตผลทางการเกษตรไปขาย แถมแม่น้ำที่อุดตันและไฟฟ้าราคาแพงก็ทำให้คนจนไม่มีไฟฟ้าใช้ คนจนจำนวนมากก็เลยต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการตัดไม้ในป่าไปทำฟืนหรือขายถ่าน ชีวิตก็เป็นแบบนี้" :D

หมายเหตุ-เรื่องราวของ Kamkwamba ได้รับการถ่ายทอดเป็นสารคดีและคลิปวิดีโอสัมภาษณ์บนอินเทอร์เน็ตแล้ว หลายชิ้น ชิ้นที่ผู้เขียนชอบเป็นพิเศษคือสารคดี 6 นาที บนยูทูบ - http://www.youtube.com/watch?v=arD374MFk4w และสุนทรพจน์ของเขาที่กล่าวในงานสัมมนา TED - http://blog.ted.com/2009/09/how_i_harnessed.php (หน้าพิเศษ D-Life)

รางวัลโนเบล 2009 หลักเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ เศรษฐกิจที่เติบโตร่วมกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ชมพูนุท ช่วงโชติ

ระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้น ดูเหมือนว่าน่าจะอยู่ตรงข้ามกัน แต่จริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียว เพียงแต่ต้องดูให้ลึกลงไปในอีกมิติหนึ่งเท่านั้น ดังเช่น สสารกับพลังงาน ต้องมีคนอย่างไอน์สไตน์มาคิดสมการแปรผันเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน แต่เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เห็นได้ไม่ยากนัก

โดยพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจคือระบบ ที่ประกอบด้วยกระบวนการใหญ่ๆ 2 กระบวนการ คือ การผลิต (production) และการบริโภค (consumption) ของสินค้าและบริการ หรือเราจะพูดอีกอย่าง หนึ่งว่า supply กับ demand ก็ได้ เศรษฐกิจที่ยุ่งยากอยู่ทุกวันนี้ เพราะมีกลเม็ดเด็ดพรายในการแข่งขันกันหลาย รูปแบบ และมีกลไกเกิดขึ้นมากมาย กลไกที่เชื่อว่าสมบูรณ์แบบ ตามหลัก เศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิมคือ ระบบตลาดที่แข่งขันกันอย่างเสรี หรือทุนนิยม (capitalism)

เมื่อพิจารณาในแง่ความเป็นจริง ระบบเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนไป ได้ต้องอาศัย resources หรือทรัพยากร ต่างๆ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ เงินตรา และบุคคล เมื่อเกิดการดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาใช้ผลิต ใส่พลังงานเข้าไปแปรรูป ก็ต้องมีของเสียเกิดขึ้น เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย หากการใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่า มีการจัดการของเสียให้สลายตัวสู่ธรรมชาติได้ และแหล่ง ทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบมิได้ถูกดึงมาใช้มากเกินไป (จนเสื่อมโทรมหมดสภาพ) ประเทศ ก็สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างมั่นคง แต่หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีแบบแผนการจัดการที่ดี หรือมีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน อย่างสุดๆ สร้างความนิยม อันฟุ่มเฟือยให้ผู้บริโภคเพื่อหวังการตลาด แน่นอน ปัญหาสิ่งแวด ล้อม สังคมต่างๆ ก็จะต้องตามมาและในที่สุดภาคเศรษฐกิจเองนั่นแหละก็จะล่มสลาย

รางวัลโนเบลจากผลงานที่ปฏิวัติ
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบดั้งเดิม

หลักการทางเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ จึงเกิดขึ้นเพื่อสอดรับกับสภาพปัญหาที่ท้าทายสังคมโลกอยู่ในเวลานี้ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปีนี้ คือ เอลิเนอร์ ออสตรอม และโอลิเวอร์ วิลเลียมสัน เป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของตลาดเสรีที่ก่อให้เกิดวิกฤติทางการเงินและเศรษฐกิจ โลกอยู่ในปัจจุบัน ได้เสนอแนะ แนวความคิดว่าระบบเศรษฐกิจที่มั่นคงต้องคำนึงถึงต้นทุนของทรัพยากรส่วนรวมและสิ่งแวดล้อม แต่ในการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรม ในระบบตลาดเสรี จะดึงเอาทรัพยากรออก มาใช้ตามความต้องการของตลาด ซึ่งจะมีการกระตุ้นตลาดให้เกิดความต้องการมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้ให้ความสำคัญ ต่อต้นทุนจากทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของส่วนรวมเท่าที่ควร เช่น อากาศ ระบบ นิเวศ วงจรของสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ประจำถิ่น ซึ่งมี ความสำคัญต่อความสมดุล ความคงอยู่ของสภาพแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีกจำนวนมาก

การพัฒนาเศรษฐกิจตามหลักการเศรษฐศาสตร์แบบใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จึงช่วยลดความขัดแย้ง ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการเติบโต กล่าวได้ว่าเป็นแนวทาง ที่ช่วยให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ความคิดเห็นต่างระหว่างพวกอนุรักษนิยม ทุนนิยม และวัตถุนิยม

อาจมีนักเศรษฐศาสตร์บางคนค้านว่า ระบบการค้าเสรีและทุนนิยมเป็นกลไกที่สมบูรณ์แบบ สามารถแก้ปัญหาได้ในตัวเอง สามารถจัดการกับอุปสงค์และอุปทาน ให้ลงตัวได้ในที่สุด หลักการนี้อาจจะจริงในด้านการตลาด แต่หากคำนึงถึงสิ่งแวด ล้อมและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรแล้ว ไม่ได้ตระหนักว่า กว่าความต้องการและการผลิตจะลงตัวได้ เราต้องใช้เชื้อเพลิง และทรัพยากรไปอย่างฟุ่มเฟือยมากแค่ไหน มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และก่อให้ภาวะโลกร้อนอย่างไร การผลิตเพื่อสนองต่อความต้องการฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จึงมิใช่แนวทางการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอีกต่อไป เพราะเราต้องผจญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โลกร้อน สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติ น้ำท่วม ฝนแล้ง ส่วนคนจนก็ยังคงยากจนและไม่มีจะกินกันต่อไป

อาจมีนักเทคโนแครตผู้ยึดมั่นในเทคโนโลยีสมัยใหม่เชื่อว่า เมื่อภาวะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าสู่จุดวิกฤติจริงๆ มนุษย์นั้นย่อมปราดเปรื่องสามารถเอาตัวรอดได้เสมอ ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ก็สามารถที่จะหาทางยักย้ายถ่ายเท แก้ไขสถานการณ์ไปได้เสมอ เช่น แหล่งน้ำมันหมด ก็สามารถหาพลังงานอย่างอื่นมาทดแทนได้ เกิดของเสียออกมาก็สามารถบำบัดได้ เกิด ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็สามารถปรับตัวได้ ดังนั้นการจับความร่ำรวยและหาความสุขสะดวกสบายเอาไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งเติมเต็มให้แก่ชีวิต

การถกเถียงระหว่างผู้ที่เห็นต่างกันมิใช่มีอยู่ระหว่างบุคคล แต่มีอยู่ทั้งในระดับ ประเทศ และในเวทีเจรจาของโลกด้วยซ้ำ ยิ่งโลกก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติมากขึ้นเท่าไร การถกเถียงกันระหว่างพวก "อนุรักษนิยม" พวก "ทุนนิยม" และพวก "วัตถุนิยม" ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ มาบตาพุด-กรณีตัวอย่างของหลักเศรษฐศาสตร์ใหม่

กรณีที่เกิดขึ้นที่เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดของเมืองไทยเป็นกรณีตัวอย่าง ที่ดีของการประกอบอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้คนและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีปัญหาเกิดจากช่องว่างทางกฎหมายและนโยบาย ของรัฐที่ไม่ชัดเจน การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อ่อนแอ มองให้ดีจะเห็นได้ว่า เป็นกรณีตัวอย่างที่ให้บทเรียนในหลายๆ ด้าน ซึ่งรัฐไทยควรจะเรียนรู้ไว้แก้ไขจุดอ่อนจุดบกพร่อง แต่จะมีกี่คน กี่หน่วยงาน ที่จะยอมรับและตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงประสิทธิภาพของตนเอง เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เคยแต่ใช้อำนาจ แต่ไม่เคยรับฟัง

ส่วนผู้ประกอบการต่างๆ ก็ควรจะแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนทิศทางการประกอบการไปสู่แนวหลักเศรษฐศาสตร์ใหม่ ที่คำนึงถึงทรัพยากรส่วนกลางและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลโดยการนำของคุณอภิสิทธิ์ที่ประชาชนคาดหวัง จะแก้ไขที่ปลายเหตุมิได้ แต่ควรหันกลับมาดูที่ต้นเหตุ และสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติที่ดี (best practices) บนพื้นฐานของความเป็นธรรม และความยั่งยืน วิกฤติโลกร้อนก็ต้องแกไขที่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก

การจัดการกับภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกกรณีหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย เพราะการแข่งขันกันในการตลาด แต่ผลกระทบของภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดการเปลี่ยนภูมิอากาศอย่างรุนแรง ที่จะนำหายนภัยมาสู่ทุกๆ ส่วนของโลก ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องร่วมกันแก้ปัญหา ประเทศญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศ EU ได้ออกมาเป็นผู้นำในการลดโลกร้อน ด้วยการแปรเปลี่ยนสังคมของตนให้เป็น 'low-carbon economy' ซึ่งก็คือตามแนวทางของหลักเศรษฐศาสตร์ใหม่

แต่การปฏิบัติให้ได้ตามหลักการก็มิใช่ง่ายนัก ทุกวันนี้ ในเวทีโลกก็ยังมิวายที่จะต้องโต้เถียงกันอย่างเข้มข้นว่า ใครจะเป็นผู้ลดก๊าซเรือนกระจกแค่ไหน อย่างไร จน ณ วันนี้ก็ยังตกลงกันไม่ได้ (ยังไงก็จำเป็นจะต้องได้ข้อสรุป เมื่อมีการประชุมภาคีใหญ่ของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่โคเปนเฮเกนในกลางเดือนธันวาคมนี้) การโต้แย้งกันเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศยากจนที่กำลังพัฒนา

Developing countries ที่รวมกลุ่มกันเป็น G77 โดยมีจีนเป็นผู้นำ อ้างว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ developed ทั้งหลาย เมื่อร้อยปีก่อน ที่บัดนี้กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยมีความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศ กำลังพัฒนาหรือเรียกง่ายๆ ว่า กลุ่ม G77 คิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ตนควรจะมีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดได้บ้าง แต่การลดก๊าซเรือนกระจก (ลดการใช้เชื้อเพลิง) หมายถึงลดกิจกรรมการผลิตและใช้เชื้อเพลิงลง อาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต (แบบดั้งเดิม) ลงได้

ส่วนประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย รวมตัวกันเป็น G8 บ้าง G20 บ้าง ก็คิดว่า ตนจะดำเนินการลดก๊าซอย่างแข็งขันอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องให้ประเทศในกลุ่ม G77 ร่วมรับผิดชอบด้วย เล็งเป้าไปที่ประเทศจีนและอินเดีย โดยประเทศร่ำรวยส่วนใหญ่พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินและสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มีกลไกต่างๆ ออกมาจากเวทีเจรจาโลก ภายใต้ UNFCCC และ Kyoto Protocol ได้แก่ กลไก CDM (Clean Development Mechanism) ซึ่งเป็นการซื้อขาย carbon credit

ในโครงการริเริ่มต่างๆ ของผู้ประกอบการโดยมีรัฐเป็นผู้รับรองกลไก REDD (Reducing emission from deforestation and forest degradation in developing countries) โดยมีป่าไม้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กลไก carbon footprint ที่กำหนดให้สินค้าต่างๆ ระบุการปล่อยก๊าซจากการผลิตไปจนถึงการใช้และการทิ้ง ตลอดจนกลไกที่พยายามทำกันอยู่แล้ว เช่น energy efficiency, renewable energy

ดูเหมือนว่า ทุกๆ ประเทศตระหนัก ถึงความจำเป็นที่จะต้องลดการใช้เชื้อเพลิง ที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกลง แต่ทำอย่างไรจึงจะไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ในทัศนะของกลุ่มประเทศ European Union (EU) เห็นว่า (จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงทางด้านสิ่งแวดล้อมของ EU เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้)

กลุ่มประเทศ EU ได้เตรียมพร้อมที่จะลดก๊าซลงให้ได้ตามเป้าหมาย และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมต่อประเทศกำลังพัฒนา ทั้งทางด้านการลดก๊าซ (mitigation) และการปรับตัวต่อผลกระทบและภัยพิบัติ (adaptation) ส่วนการให้เงินทุนที่ต้องการ ย่อมขึ้นอยู่กับ ว่า ประเทศ developing countries เตรียมตัวที่จะดำเนินการไว้จริงจังแค่ไหน และมีศักยภาพ มีความพร้อมอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ได้ย้ำว่า การลดก๊าซเรือนกระจกจากประเทศพัฒนาฝ่ายเดียว จะไม่ช่วยลดปัญหาลงได้มากนัก หากประเทศกำลังพัฒนาไม่ร่วมรับผิดชอบในการลดด้วย เพราะปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนานั่นแหละ (โดยเฉพาะ จีนและอินเดีย) ที่ปล่อยก๊าซออกมาเพิ่มขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศในเวทีการประชุมสุดยอด G20 ที่ผ่านมาเมื่อเดือนกันยายนศกนี้ว่า ประเทศไทยจะไม่ลังเลเลยที่จะร่วมมือกับประชาคมโลกในการลดภาวะโลกร้อน แต่แล้ว! เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่มีเวลาทำอะไรให้คืบหน้าต่อไป เพราะต้องแก้ปัญหาวุ่นวายทางการเมืองที่พัวพันกันอย่างหาทาง ออกแทบไม่ได้ ชีวิตของท่านเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอด ท่านจึงมิได้ทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน แต่กลับไปจับเรื่องกรณีมาบตาพุดอย่างคลำผิดคลำถูก หน่วยงานและแผนงานเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนก็ยังค้างคาอยู่ ขาดงบประมาณดำเนินการ ขาดบุคลากร ขาดอุปกรณ์ และขาดทักษะ

ถ้ารัฐจะหันมาสนใจสักนิด ร่วมมือประสานกันอย่างจริงจัง ลดช่องว่าง เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างสัมพันธ์กับภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน ประเทศไทยก็คงจะกลายเป็น 'low-carbon economy' ได้อย่างสบายๆ ด้วยเรามีหลักการและวิธีการทางด้านเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริรองรับอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมผสมผสาน การป้องกันน้ำท่วมโดยการผันน้ำแบบแก้มลิง การอนุรักษ์ดินด้วยหญ้าแฝก ล่าสุดคือ กังหันน้ำผลิตไฟฟ้าประยุกต์ใช้กับประตูระบายน้ำ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็เพื่อแสดงความเชื่อมโยงระหว่างระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ว่าสามารถพัฒนาให้ควบคู่กัน ไปได้อย่างยั่งยืน ความเข้าใจในความสัมพันธ์นี้สำคัญต่อความอยู่รอดของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการท้าทายที่มีข้อจำกัดทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเทศที่ก้าวหน้าอย่างญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มตื่นตัวกันอย่างจริงจังแล้ว ที่จะผัน แปรระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของเขาเข้าสู่ 'low-carbon economy' อย่างมีเป้าหมายให้ได้ในอนาคตอันใกล้

'กรีนคาร์' มาแรงเทรนด์รถยนต์รับโลกร้อน

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

สภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจและคาดว่าในปี 2553 ก็จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดประเด็นหนึ่ง ต้นเหตุของภาวะโลกร้อนในทุกวันนี้ เกิดจากที่มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศเพิ่มมากขึ้น และหนึ่งในต้นกำเนิดสำคัญของก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากก็คือรถยนต์

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์เกือบทั้งหมดเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตรถที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เห็นได้จากจำนวนรถยนต์ประเภทไฮบริด และรถที่ใช้พลังงานทดแทนจากเอทานอลหรือก๊าซธรรมชาติออกมาวิ่งตามท้องถนนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลจาก European Federation of Transport and Environment ระบุว่ารถยนต์ใหม่ในยุโรปที่ผลิตในปี 2551 จากผู้ผลิตหลัก 14 รายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 3.3% จากปีก่อนหน้า เหลือ 159 กรัม/กิโลเมตร ใกล้เคียงกับตัวเลขของ Society of Motor Manufacturer and Trader ของสหราชอาณาจักรที่ระบุว่ารถยนต์ใหม่ที่ผลิตในปี 2551 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 3.6% เหลือ 157.7 กรัม/กิโลเมตร และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 ลดลงเหลือเพียง 152.3 กรัม/กิโลเมตร

นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ก็มีการตั้งเป้าควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ สหภาพยุโรปกำหนดให้รถยนต์ใหม่ที่ผลิตภายในปี 2558 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงเหลือ 130 กรัม/กิโลเมตร และเหลือ 95 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2563 สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าว่าภายในปี 2559 รถยนต์ใหม่จะต้องปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 250 กรัม/ไมล์ (155.4 กรัม/กิโลเมตร) ส่วนรัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการให้รถยนต์ใหม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่เกิน 140 กรัม/กิโลเมตรภายในปี 2558

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกในปีนี้และปีต่อๆ ไปกำลังมุ่งหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศให้ได้มากที่สุด "กรีนคาร์" หรือรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม จึงน่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

++ รถยนต์ไฮบริดบูม
ในปี 2552 รถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์ที่ทำงานด้วยเครื่องยนต์ 2 ระบบ เป็นที่สนใจของผู้ใช้รถเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในเดือนพฤษภาคมโตโยต้าขายรถยนต์ไฮบริดรุ่นไพรอัสในญี่ปุ่นไป 10,915 คัน พร้อมทั้งมียอดสั่งจองมาแล้วถึง 110,000 คัน นับเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันที่รถยนต์ไฮบริดเป็นรถที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นหลังจากฮอนด้า อินไซต์ มียอดขายสูงที่สุดในเดือนเมษายนด้วยจำนวน 10,481 คัน

++ 2553 ปีอรุณรุ่งของรถยนต์ไฟฟ้า
นายมาซาตามิ ทาคิโมโตะ รองประธานบริหารของโตโยต้าให้สัมภาษณ์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่า รถยนต์ไฮบริดจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ "กรีนคาร์" ไปอีกระยะหนึ่ง และแบตเตอรี่ต้องมีการพัฒนามากขึ้นกว่านี้จนกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ทำงานด้วยแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวจะกลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่ผลปรากฏว่าเมื่อถึงปลายปี 2552 ผู้ผลิตรถยนต์แทบจะทุกบริษัทออกมาเปิดเผยว่ากำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียวหรือไม่ก็รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด (รถยนต์ไฮบริดที่สามารถชาร์จไฟบ้านได้) ไม่เพียงเท่านี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามาของสหรัฐฯ แถลงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่าจะให้งบสนับสนุนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเป็นจำนวน 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าคือไม่มีไอเสียถูกปล่อยออกมา แต่ปัญหาที่สำคัญคือระยะทางที่วิ่งได้(ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็มหนึ่งครั้ง) สั้นกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันค่อนข้างมาก หลายบริษัทนำรถยนต์ต้นแบบทั้งประเภทรถไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริด มาแสดงในงานมอเตอร์โชว์ที่ลอส แองเจลีส ที่จัดขึ้นเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อย่างเช่นโตโยต้า ไพรอัส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่วิ่งได้ถึง 13 ไมล์ด้วยแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว และรถไฟฟ้า อี-ตรอน จากออดี้ ที่ประธานของออดี้ออฟอเมริกาบอกว่าอาจมีวางจำหน่ายในปี 2555

รถยนต์ไฟฟ้าที่ใกล้ความจริงกว่าเพื่อนเห็นจะเป็น นิสสัน ลีฟ ที่มีรายงานออกมาว่าจะออกวางจำหน่ายในญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรปในปี 2553 นี้ และกำลังจัดโรดโชว์ใน 22 เมืองใน 11 รัฐของสหรัฐฯ อยู่ในขณะนี้ นิสสัน ลีฟ จะวิ่งได้ 100 ไมล์ (160 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จแบตหนึ่งครั้ง โดยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนของรถรุ่นนี้สามารถชาร์จไฟจากระบบไฟฟ้าตามบ้านได้เต็มประจุภายในเวลา 4-8 ชั่วโมง

เชฟโรเลต โวลต์ เป็นรถไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นที่คาดว่าจะออกวางจำหน่ายในปี 2553 ในสหรัฐฯ จีเอ็มซึ่งเป็นผู้ผลิตเปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อม 90% ในการผลิตแล้ว เหลือเพียงปรับแต่งซอฟต์แวร์ขั้นสุดท้ายเท่านั้น โวลต์สามารถวิ่งได้ 40 ไมล์ด้วยแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวก่อนที่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันจะเริ่มทำงาน

++ เซลล์เชื้อเพลิงและลม...พลังงานแห่งอนาคต
นอกจากรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่เชื่อว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี 2553 นี้ ยังมีผู้ผลิตรถยนต์บางรายที่มุ่งความสนใจไปที่การพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงจากไฮโดรเจน (Hydrogen Fuel Cell) ซึ่งของเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากรถจะมีเพียงไอน้ำและความร้อนเท่านั้น เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนจะวางจำหน่ายรถยนต์บีคลาสเซลล์เชื้อเพลิงจำนวนจำกัดในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป ส่วนฮอนด้า FCX แคลริตี้ เป็นรถเซลล์เชื้อเพลิงรุ่นทดลองของฮอนด้าที่หวังว่าจะผลิตเพื่อจำหน่ายได้ในปี 2558 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทมอเตอร์ ดีเวลอปเมนต์ อินเตอร์แนชันแนลฯ (เอ็มดีไอ) นำรถที่ขับเคลื่อนด้วยลมที่มีชื่อว่า "แอร์พอด" ไปเปิดตัวในงานเจนีวา ออโต้ โชว์ เซบาสเตียน บรอด โฆษกของเอ็มดีไอกล่าวว่าแอร์พอดสามารถเคลื่อนที่ได้ระยะทางถึง 220 กิโลเมตรต่ออากาศในถังขนาด 175 ลิตรและไม่ปล่อยไอเสียใดๆ ออกมา ผู้บริหารของเอ็มดีไอเดินทางไปเยือนออสเตรเลียในปีที่แล้วเพื่อสาธิตเทคโนโลยีของรถพลังงานลมและเจรจากับรัฐบาลออสเตรเลียรวมทั้งผู้ลงทุนที่อาจสนใจเข้าร่วมโครงการ 5 ปี ที่บริษัทจะทำการพัฒนาและผลิตรถพลังงานลมออกจำหน่ายประเดิมในตลาดออสเตรเลีย คาดว่าขั้นต้นจะใช้เงินลงทุนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์รายวัน เดอะ เอจ ของออสเตรเลีย รายงานว่า โรงงานแห่งแรกอาจจะตั้งขึ้นที่กรุงเมลเบิร์น และรุ่นแรกอาจจะออกจากสายการผลิตได้ในปี 2553 ซึ่งค่อนข้างจะเร็ว ผู้ใกล้ชิดในวงการเผยว่ากำหนดดังกล่าวน่าจะรวมถึงรถจากสายการผลิตในประเทศอินเดียด้วย เพราะก่อนหน้านี้บริษัททาทา มอเตอร์สฯ ยักษ์ใหญ่ค่ายรถยนต์จากอินเดีย เคยตกลงเซ็นสัญญากับเอ็มดีไอในปี 2550 เพื่อร่วมกันพัฒนารถขับเคลื่อนด้วยลม และมีกำหนดวางตลาดรุ่นแรก 6,000 คันที่อินเดียในเดือนสิงหาคม 2552 แต่ข่าวก็เงียบๆ ไป จนล่าสุดมีการเลื่อนกำหนดวางตลาดเป็นปี 2554

สื่อออสเตรเลียระบุว่า รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมซึ่งเป็นรถขนาดเล็ก จะมีต้นทุนการผลิตลดลงถึง 80% เมื่อเทียบกับรถทั่วไป และสำหรับตลาดออสเตรเลียคาดว่าราคาจำหน่ายน่าจะอยู่ที่คันละ 8,000 ดอลลาร์ เห็นหน้าตารถต้นแบบแล้วบอกได้เลยว่า น่าจะเหมาะกับการวิ่งระยะสั้นในเมืองใหญ่

ส่วนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์กำลังตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาออกมาเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกนั้น ยังได้แก่ เทคโนโลยีคลีนดีเซล เทคโนโลยีแอลพีจีไฮบริด เป็นต้น

ทำความรู้จักเทคโนโลยีสะอาด
และพลังงานทางเลือกของรถยนต์

1. รถยนต์ไฮบริด ทำงานด้วยเครื่องยนต์ 2 ระบบควบคู่กัน เช่น ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบมอเตอร์ไฟฟ้า
2. รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำงานด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ทำให้ไม่มีไอเสียถูกปล่อยออกมา
3. เอทานอล เชื้อเพลิงทางเลือกประเภทแอลกอฮอล์ที่ผลิตจากมวลชีวภาพจากพืช โดยมากใช้กับรถยนต์ประเภท Flex Fuel ในรูปของ E85 (ส่วนผสมของเอทานอล 85% และน้ำมันเชื้อเพลิง 15%)
4. เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน เซลล์ไฟฟ้าเคมีที่มีลักษณะคล้ายแบตเตอรี่ มีก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนเป็นสารตั้งต้น เป็นหนึ่งในพลังงานสำหรับรถยนต์ที่สะอาดที่สุดเพราะมีเพียงก๊าซออกซิเจนและไอน้ำเท่านั้นที่ถูกปล่อยออกมา
5. ก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงทางเลือกที่เผาไหม้สะอาด สามารถใช้ขับเคลื่อนเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในได้
6. ปลั๊ก-อินไฮบริด สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลโดยอาศัยแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว มีเครื่องยนต์น้ำมันเชื้อเพลิงไว้เสริมถ้าต้องการวิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้น
7. รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยลม เครื่องยนต์ทำงานโดยการขยายตัวของอากาศที่ถูกอัด อาจมีการใช้เชื้อเพลิงเข้ามาเสริมเพื่อให้วิ่งได้ระยะทางที่ไกลขึ้น

ฝ่าวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก ทศวรรษหน้า

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมา (2552) เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการฝ่าคลื่นลมมรสุมที่ปั่นป่วนรุนแรง มากที่สุดนับจากหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะในภาคการเงินของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ธนาคารกว่า 100 แห่งภายในประเทศ (สถิติ ณ เดือนตุลาคม 2552 อยู่ที่ 106 แห่ง จากการเปิดเผยของบรรษัทประกันเงินฝากแห่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ : เอฟดีไอซี) ประสบภาวะล้มละลายและต้องปิดตัวลงในที่สุด องค์กรธุรกิจเอกชนหลายแห่งกลายสภาพเป็นกึ่งรัฐกึ่งเอกชน หรือเป็นของรัฐไปเลยเพราะอยู่รอดมาได้จากการที่รัฐบาลนำเงินภาษีประชาชนเข้าไปโอบอุ้มเอาไว้ อย่างเช่นกรณีของค่ายรถยนต์จีเอ็ม หรือ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ซึ่งปัจจุบันถูกขนานนามใหม่ไม่เป็นทางการว่า "โกเวิร์นเมนต์ มอเตอร์" (Government Motors) หรือบริษัทรถยนต์ของรัฐบาลเพราะรัฐถือหุ้นอยู่ถึง 62% หลังเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

แนวคิดการค้าเสรีที่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของตลาดมีอันต้องถดถอยไปบ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เนื่องจากหลายองค์กรธุรกิจนั้นทั้งใหญ่และมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจภาพรวมเกินกว่าที่รัฐบาลสหรัฐฯจะปล่อยให้ล้มละลายลงได้ (เช่นกรณีของจีเอ็มและบริษัทประกันยักษ์ใหญ่เอไอจี) แต่การดำรงอยู่ภายใต้การโอบอุ้มของรัฐบาลก็มีเงื่อนไขให้ต้องดำเนินตามไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนผู้บริหารและการลดต้นทุนขนานใหญ่ เพื่อให้สามารถกลับมายืนด้วยตัวเองได้อย่างแข็งแรงและรวดเร็วที่สุด หลีกเลี่ยงการถูกโจมตีทั้งในและนอกสภาคองเกรสด้วยข้อครหาเอาเงินภาษีประชาชนไปดันทุรังอุ้มบริษัท "ซอมบี้" เหล่านี้

ปลายปีที่ผ่านมา เข็มทิศเศรษฐกิจโลกเริ่มกระดิกชี้มาในทิศทางบวก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินสถานการณ์ว่า ปีนี้ (2553) เศรษฐกิจโลกจะเริ่มมีการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจจะเป็นการขยายตัวเพียงน้อยนิด แต่ก็เป็นการขยับในทิศทางที่ดีขึ้น เช่นสหรัฐอเมริกาคาดว่าจะหยุดการถดถอยแม้ว่าจะยังไม่มีการเติบโต ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่ง ยังจะขยายตัวมากขึ้นในปีนี้จากราว 1.6% ในปีที่ผ่านมาเป็น 4% โดยมีจีนเป็นพี่ใหญ่ที่เศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างร้อนแรงที่ประมาณ 7.5 % (จากราว 6.5% ในปี 2552) นับเป็นประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราสูงที่สุดในโลกในปีนี้

นอกเหนือจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมแล้ว สิ่งที่เชื่อว่าจะเป็นแนวโน้มกระแสหลักในปีนี้ไปจนตลอดทศวรรษใหม่นี้ (ปีค.ศ.2010-2019) หนีไม่พ้นเรื่องของวิกฤติโลกร้อน ซึ่งหลายประเทศกำหนดเป็นนโยบายระดับชาติและมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยส่วนใหญ่ตั้งปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) เอาไว้เป็นเส้นตายหรือกำหนดบรรลุเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่สร้างก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ได้กำหนดเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ 40-45% (จีน) และ 17% (สหรัฐฯ) ภายในปี ค.ศ. 2020 โดยใช้สถิติในปี 2005 เป็นฐานในการคำนวณ

แม้การประชุมระดับผู้นำของประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กว่า 100 ประเทศ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก ที่เพิ่งปิดฉากลงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จะไม่มีการลงนามในพิธีสารฉบับใหม่เพื่อนำมาใช้ทดแทนพิธีสารเกียวโต (ซึ่งเป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% จากระดับของปีค.ศ. 1990 ภายในปีค.ศ. 2008-2012) ที่กำลังจะหมดอายุลงในปี ค.ศ. 2012 แต่อย่างน้อยบันทึกข้อตกลงโคเปนเฮเกน หรือ Copenhagen Accord ซึ่งลงนามสนับสนุนโดยหลายประเทศสำคัญ รวมทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (อียู) และจีน ก็ได้สะท้อนให้เห็นถึงพันธะสัญญาที่หลายประเทศมีต่อการแก้ไขปัญหาสภาวะอากาศของโลกร่วมกัน เช่น ภายในสิ้นเดือนมกราคมศกนี้ ประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วจะต้องยื่นเป้าหมายอันเป็นพันธะสัญญาของตัวเองต่อสหประชาชาติ เกี่ยวกับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ขยับสูงเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องรายงานเกี่ยวกับแผนการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ นอกจากนั้นที่ประชุมยังมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเงินทุนมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยูเอ็นจะนำไปจัดสรรให้แก่ประเทศยากจนเพื่อใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและการปรับตัวเข้าสู่กระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปีนี้ถึงปี 2550 จากนั้นจะเพิ่มวงเงินกองทุนเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

ฉะนั้นนับจากนี้ไป ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน การลดมลภาวะในด้านต่างๆ รวมทั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต จึงเป็นที่คาดหมายว่าจะมีการขยายตัวอย่างมากจากแรงกระตุ้นของนโยบายระดับชาติของประเทศต่างๆ และเราก็จะได้เห็นนวัตกรรมในด้านนี้กันมากยิ่งขึ้น เช่นในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มีการพัฒนาก้าวไกลไปมากทีเดียว

บรรยายภาพ
1. โลกไม่อาจเพิกเฉยหรือชักช้าต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอีกต่อไป เพราะระดับความรุนแรงของสภาพอากาศอากาศที่แปรปรวนกำลังเดินหน้าในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

+ล้อมกรอบ
++ แค่ไหนถึงจะปลอดภัย
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ประเทศอุตสาหกรรมจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงให้ได้ 5-40% ภายในปี ค.ศ. 2020 (เมื่อเทียบจากระดับในปีค.ศ. 1990) จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้โลกเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้น 3.6 องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งเป็นเพดานการเพิ่มอุณหภูมิที่ถือว่ายังอยู่ในระดับปลอดภัย เพราะหากเพิ่มสูงเกินขีดดังกล่าวก็นับว่าเสี่ยงอันตรายจากการเปลี่ยนแปรของสภาพภูมิอากาศแล้ว ส่วนประเทศกำลังพัฒนานั้น นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 15-30% ในระยะเวลาเดียวกัน คณะทำงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปรของสภาพอากาศซึ่งประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาลของประเทศสมาชิก เปิดเผยรายงานซึ่งระบุว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในระดับที่เร็วเกินคาด

คอนนี่ เฮเดอการ์ด รัฐมนตรีกระทรวงสภาวะอากาศของประเทศเดนมาร์กซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของยูเอ็นว่าด้วยเรื่องปัญหาโลกร้อนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า รัฐบาลทั่วโลกได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับมาตรการที่แต่ละประเทศจะดำเนินการเพื่อร่วมกันคลี่คลายปัญหาดังกล่าวไว้แล้วต่อที่ประชุม ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ทั่วโลกกำลังก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง "ความล่าช้าใดๆในเรื่องนี้จะทำให้หนทางแก้ไขปัญหาในภายภาคหน้าหลังปี 2020 มีความลำบากลาดชันเป็นอย่างยิ่ง"
++ ก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนมีอะไรบ้าง
ภายใต้สนธิสัญญาเกียวโตนั้น ก๊าซเรือนกระจกได้แก่ ก๊าซ 6 ชนิด ทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม ที่เกิดตามธรรมชาติได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ และมีเทน อีก 3 ชนิดที่เกิดจากอุตสาหกรรมได้แก่ เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน และซัลเฟอร์ เฮกซาฟลูออไรด์

พลเมืองโลกต้องช่วยกัน

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ฐ.Blogger - วิชัย สุวรรณบรรณ

ผมเชื่อว่าคนทั่วโลกรู้สึกผิดหวังการประชุมแก้ปัญหาโลกร้อนของสหประชาชาติซึ่งมีผู้นำของประเทศทั่วโลกกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมประชุมรวมทั้งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะของเราด้วย

การประชุมที่จัดขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กครั้งนี้พูดได้ว่าล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ทั้งที่ผู้นำโลกทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา นายบารัก โอบามา และนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่าของจีน ผู้นำของสองประเทศของโลกซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกจะบอกว่าอยากให้ประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ตาม

ผู้นำของยุโรปอีกมากมายก็เข้าร่วมประชุมไม่ว่าจะเป็นนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ นางแองเจลา เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี นายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลีย นายนิโคลัส ซาร์โกซี่ ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ก็เข้าร่วมในการประชุมครั้งนี้ด้วย

สิ่งที่บรรดาผู้นำของโลกต้องทำให้สำเร็จ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดหายนะแก่คนทั่วโลก คือการร่วมกันหามาตรการที่แต่ละประเทศต้องทำเพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดอันตรายแก่โลกมากนัก

ถ้าไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ได้ และปล่อยให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส พลเมืองโลกก็จะเสี่ยงกับหายนะที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่จะเพิ่มสูงขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้นและอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภูมิภาคในโลก

ประชาชนในประเทศยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนริมน้ำ ประเทศที่เป็นเกาะ จะประสบกับปัญหาหนัก บางประเทศอาจจะต้องหายไปจากแผนที่

แม้บรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆ ของโลก จะมองเห็นแนวโน้มผลกระทบที่รุนแรงขนาดนี้แล้วยังไม่สามารถตกลงกันได้ ก็เนื่องจากการจะควบคุมอุณหภูมิของโลกไว้ไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศานั้นประเทศต่าง ๆ ต้องลงทุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศของตัวซึ่งต้องใช้เงินมหาศาล

ประเทศยากจนต้องการให้ประเทศร่ำรวย ช่วยเหลือทางด้านการเงิน เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อน และค่าใช้จ่ายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศ ประเทศกำลังพัฒนา ต้องการให้ประเทศพัฒนาแล้วตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซสูง ๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ส่วนประเทศพัฒนาแล้วต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเองด้วย

เถียงกันในเรื่องเงินว่าประเทศไหน จะต้องลงเงินมากน้อยเท่าไหร่ ใครจะต้องตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่และตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายการประชุมก็ล่มปล่อยให้ประชาชนทั่วโลกไปเสี่ยงกันเอง

สงสัยประชาชนทั่วโลกต้องช่วยกันเอง นักการเมือง ทั้งไทย-เทศ พึ่งไม่ได้เหมือนกันหมด พวกเราคงต้องช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหา บอกกันไปทั่วโลกเลยถ้าเป็นไปได้

ปีใหม่นี้ผมชวนท่านผู้อ่านช่วยกันปลูกต้นไม้ กันดีมั้ยครับ ?

by ThaiWebExpert