“ไทยควรทำอะไรหลัง Copenhagen Climate Change Talks”

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

โ ค ร ง ก า ร จับ ต า น โ ย บ า ย รั ฐ บ า ล ( P o l i c y W a t c h )

ณ ห้อง 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันที่ 11 มกราคม 2553

ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกต้องร่วมมือกันแก้ไข ซึ่งได้นำมาสู่การประชุม COP15 และ CMP5 ครั้งล่าสุด ณ กรุงโคเปนเฮเกน โดยการเจรจานี้มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายอุณหภูมิไม่เกิน 1.5-2 ๐C ให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซฯ รวมทั้งการให้เงินช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม การเจรจาครั้งนี้กลับไม่บรรลุผลสำเร็จ เนื่องจากจุดยืนที่ไม่ตรงกันของแต่ละประเทศ ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ ทั้งในเรื่องการต่ออายุพิธีสารเกียวโต เป้าหมายที่ 2๐C ความไม่ชัดเจนของบทลงโทษ และปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ ในประเด็นของข้อตกลงนี้ ไทยจะยอมรับข้อตกลงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดี แต่ในเบื้องต้น ไทยเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วควรรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกลง และให้เงินสนับสนุนด้านการแก้ปัญหาโลกร้อนของประเทศกำลังพัฒนา

ในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ได้ให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อน (Global Warming) หรือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งมีสาเหตุจากมนุษย์ได้เพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และไนตรัสออกไซด์ ทำให้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความแห้งแล้ง น้ำท่วม พายุ ปัญหาปะการังฟอกขาว การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลก จึงทำให้หลายประเทศเสนอให้ควบคุมระดับการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และ/หรือ รักษาค่าความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศในระดับไม่เกิน 350-450 ppm-eq (ส่วนในล้านส่วนเทียบเท่า)

ปัญหาโลกร้อน ถือเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลกดังนั้น การแก้ปัญหาโลกร้อนจึงต้องอาศัยความร่วมมือระดับประชาคมโลก นี่จึงเป็นที่มาของการจัดทำกรอบอนุสัญญาสห ประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ซึ่งได้มีการประชุมเรื่อยมา

เพื่อร่วมกันหาแนวทางบรรเทาปัญหาโลกร้อน โดยมีการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นับเป็นการประชุมภาคีสมาชิกของ UNFCCC ครั้งที่ 15 (COP15) และการประชุมภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 5 (CMP5)

การประชุม Copenhagen Climate Talk มีความ สำคัญ และเป็นที่จับตามองของประเทศภาคีทั้งหลาย เนื่องจากต่างคาดหวังถึงการแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยมีปัจจัยเร่งรัดอย่างน้อย 3 ประการ คือ (ก) พันธกรณีของประเทศภาคผนวกที่ 1 ซึ่งกำหนดไว้ในพิธีสารเกียวโต จะสิ้นสุดลงในปี 2012 ดังนั้น จึงต้องมีการเจรจาเพื่อกำหนด “ตัวเลข” ของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่ (ข) IPCC เสนอตัวเลขว่าประเทศภาคผนวกที่ 1 ควรต้องลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 25-40% จากปี 1990 ภายในปี 2020 ส่วนประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ควรลดการปล่อยก๊าซฯ ลง 15-30% จากกรณีธุรกิจปกติ (ค) ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ถูกผลักดันให้เข้าร่วมลดการปล่อยก๊าซฯ ภายใต้กลไกสนับสนุนทั้งการเงิน และทางเทคโนโลยี จากประเทศพัฒนาแล้ว

สำหรับ กระบวนการเจรจานั้น ใช้แนวทางปฏิบัติของการเจรจาภายใต้ระบบสหประชาชาติ คือ “การใช้มติเอกฉันท์” ดังนั้น หากมีประเทศใดไม่เห็นด้วยกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องถือว่าการเจรจาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทั้งหมด เพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว ประเทศเดนมาร์คซึ่งเป็นเจ้าภาพของการประชุม จึงได้จัดเตรียมเอกสารร่างข้อสรุปของการประชุมไว้ล่วงหน้าในทางลับ เพื่อนำมาเสนอแก่ที่ประชุมในกรณีเกิดปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งวางแผนให้มีการประชุมกลุ่มย่อยอย่างไม่เป็นทางการสำหรับประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียหลักๆ เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงได้ แต่การเตรียมการดังกล่าวกลับเป็นการสร้างความไม่ไว้วางใจในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาบางส่วน ซึ่งมีความเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวขาดความโปร่งใส ไม่เปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ได้เข้ามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม รวมทั้งกังวลว่าร่างข้อสรุปของเจ้าภาพจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ประเทศพัฒนาแล้วมากเกินไป

ในที่สุดสิ่งที่เจ้าภาพคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้น การเจรจาอย่างเป็นทางการไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ จนนำสู่การประชุมกลุ่มย่อยที่ได้ข้อสรุปออกมาเป็นร่าง Copenhagen Accord แต่เมื่อประธานนำร่างดังกล่าวมาพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ กลับต้องพบกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประเทศกำลังพัฒนาบางส่วน จนทำให้ที่ประชุมไม่สามารถ “รับรอง” ได้แต่เพียงแค่ “รับทราบ” ถึงข้อตกลง Copenhagen Accord ดังกล่าว

ประเด็นสำคัญของ Copenhagen Accord ได้แก่ (1) การตระหนักถึงความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ของเป้าหมายการรักษาการเพิ่มของอุณหภูมิของโลกที่ไม่เกิน 1.5-2 องศา (2)ให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซฯ และบัญชีก๊าซเรือนกระจกบรรจุในรายงานแห่งชาติ ซึ่งจัดส่งทุกสองปี (3) มาตรการในการลดก๊าซฯ ในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้ (และไม่ได้) รับการสนับสนุนทางการเงินต้องผ่านการตรวจวัด รายงาน และ ตรวจสอบในระดับสากล (และภายในประเทศ) ตามลำดับ (4) จัดตั้ง “กองทุนภูมิอากาศสีเขียว” โดยประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับเงินช่วยเหลือในการปรับตัวและลดก๊าซฯ จากประเทศพัฒนาแล้ว 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2010 – 2012 และเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2020 (5) การยอมรับความสำคัญของกลไก REDD

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ ได้แก่ (1) ประเทศกำลังพัฒนาต้องการต่ออายุพิธีสารเกียวโต ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่แทน (2) การยอมรับการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2๐C ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ใช่เป้าหมายที่เป็นทางการ (3) ยังมีความเห็นขัดแย้งกันในการจัดสรรปริมาณการปรับลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ (4) ไม่ได้มีกำหนดบทลงโทษ กรณีไม่รักษาพันธกรณี

จุดยืนของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาต่อ Copenhagen Accord ประเทศพัฒนาแล้วเห็นว่า การกำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วมีพันธกรณีในการลดก๊าซเพียงฝ่ายเดียวไม่ถูกต้อง ประเทศกำลังพัฒนาควรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซด้วย และยังเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วมีอธิปไตยในการกำหนดตัวเลขเป้าหมายพันธกรณีของตน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนากลับเห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วน่าจะรับผิดชอบในการลดก๊าซฯมากที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซฯ ในปริมาณมาก ดังนั้น จากจุดยืนที่แตกต่างกันอย่างมาก จึงทำให้การกำหนดตัวเลขพันธกรณียังคงเป็นประเด็นหาข้อสรุปไม่ได้

ส่วนจุดยืนของไทยต่อ Copenhagen Accord แม้ว่าข้อตกลงครั้งนี้จะไม่บรรลุผลสำเร็จ แต่ปัญหาโลกร้อนก็ยังคงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศควรร่วมมือกันแก้ไข โดยไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา เห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วควรรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนที่ตนได้ก่อขึ้นมายาวนาน ด้วยการช่วยเหลือด้านการเงินและเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนั้น ไทยยังได้นำปัญหาโลกร้อนมาบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาฯ ทั้งในฉบับที่ 10 และ 11 ซึ่งจะทำให้ไทยมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยจะยอมรับข้อตกลงนี้หรือไม่นั้น ก็ควรทำการศึกษารายละเอียดของข้อตกลงให้ชัดเจนก่อน

ข้อเสนอแนะของกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล (Policy Watch)

1. รัฐต้องเร่งศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขและรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ ต้นทุนและศักยภาพในการลดก๊าซฯ ของประเทศ

2. ภาครัฐควรเร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ทั้งสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการลดปัญหาโลกร้อน

3. ภาคธุรกิจและภาครัฐควรร่วมกันลดปัญหาโลกร้อน เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานและเทคโนโลยีสะอาด ปลูกป่า

4. หากไทยละเลยต่อปัญหาโลกร้อน อาจถูกกดดันทางอ้อมจากพันธกรณีและการค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีคาร์บอนเมื่อสินค้าผ่านแดน การออกใบอนุญาตและการซื้อขายใบอนุญาตในการปล่อยก๊าซฯ เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

5. ประชาชนควรเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคใหม่ โดยหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ใช้สินค้าที่ติดฉลากคาร์บอน ใช้รถยนต์ Hybrid และจัดทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์

6. มาตรการที่ไทยอาจนำมาใช้จัดการปัญหาข้างต้น ได้แก่ ภาษีคาร์บอนที่เก็บจากพลังงาน ซึ่งจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน ไปใช้พลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำแทน รวมทั้งรัฐยังมีราย ได้ นำไปแก้ปัญหาผลกระทบจากโลกร้อนได้

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบเวทีไ้ด้ที่นี่

"พลาสติกย่อยได้" นักวิจัยเอ็มเทคพัฒนาสำเร็จ เอกชนรับสู่เชิงพาณิชย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มกราคม 2553 13:18 น.

เอ็มเทควิจัยพลาสติกชีวภาพสำเร็จหลากหลายรูปแบบ แถมปรับสูตรได้ตามใจชอบ ตั้งห้องแล็บทดสอบแห่งแรกในไทย ที่ได้มาตรฐานสากล ภาคเอกชนรับช่วงสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมร่วมพัฒนาต่อยอด ด้านนักวิจัยย้ำพลาสติกชีวภาพจะย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ในภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น แนะต้องมีระบบจัดการที่ดี จึงจะไม่มีปัญหาขยะ

"พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Compostable plastic) คือพลาสติกที่ถูกออกแบบมาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีภายใต้สภาวะแวดล้อมที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ จึงทำให้สมบัติต่างๆ ของพลาสติกลดลงภายในช่วงเวลาหนึ่ง โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีดังกล่าวต้องเกิดจากการทำงานของจุลินทรีย์ในธรรมชาติเท่านั้น สามารถวัดได้โดยวิธีการทดสอบมาตรฐาน ซึ่งวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้น" ดร.ธนาวดี ลี้จากภัย หัวหน้าโครงการวิจัย พลาสติกชีวภาพ เอ็มเทค ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ให้คำจำกัดความของพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือที่เรียกกันติดปากว่าพลาสติกชีวภาพ

ดร.ธนาวดี เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า เริ่มสนใจงานวิจัยด้านพลาสติกชีวภาพตั้งแต่ศึกษาจบปริญญาเอกและเข้าทำงานเป็นนักวิจัยที่เอ็มเทคราวปี 2543 ซึ่งตอนนั้นเริ่มมีการพูดถึงพลาสติกชีวภาพในประเทศไทยกันแล้ว และมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งหลังจากที่ทุ่มเทวิจัยเรื่องนี้มานานร่วม 8-9 ปี ทีม วิจัยก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสูตรการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจากแป้งมัน สำปะหลังที่สามารถปรับสัดส่วนของแป้งให้เหมาะสมกับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ หลากหลายชนิด เช่น ถาด ช้อนส้อม ภาชนะใส่อาหาร แผ่นฟิล์ม ถุงขยะอินทรีย์ ถุงช็อปปิ้ง ถุงเพาะชำ เป็นต้น

นอกจากนั้นนักวิจัยยังได้พัฒนาเครื่องมือสำหรับทดสอบผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพขึ้นเองจากข้อกำหนดตามมาตรฐานสากล และถือเป็นห้องปฏิบัติการทดสอบการย่อยสลายทางชีวภาพของพลาสติกตามมาตรฐานสากลแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยด้วย ซึ่งจะดำเนินการทดสอบตั้งแต่องค์ประกอบของพลาสติกชีวภาพ การย่อยหรือการแตกสลายทางชีวภาพ การแตกละเอียด และความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งพลาสติกชีวภาพที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และเมื่อย่อยสลายแล้วสามารถใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้

"วิธีเดิมที่ใช้ทดสอบพลาสติกชีวภาพโดยทั่วไปมักใช้วิธีฝังดิน แต่ดินในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานการทดสอบการย่อยสลายของพลาสติกชีวภาพได้ ซึ่งพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพจะถูกย่อยสลายได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น สภาวะในห้องแล็บ หรือในถังหมักขยะอินทรีย์" ดร.ธนาวดี อธิบาย

ดร.ธนาวดี เผยอีกว่า หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่าการแตกคือการย่อยสลาย และคิดว่าพลาสติกชีวภาพจะถูกย่อยสลายได้เองเมื่อทิ้งลงในถังขยะหรือตามข้างถนน หรือแค่นำไปฝังดินเท่านั้น ซึ่งหากประชาชนยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการย่อยสลายของพลาสติกชีวภาพ และไม่มีระบบการกำจัดขยะพลาสติกชีวภาพที่ดีพอ การส่งเสริมให้ใช้พลาสติกชีวภาพเพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้ความรู้ที่ถูกต้อง และดำเนินการอย่างครบวงจร ก็ไม่สามารถช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้อยู่ดี

สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่เอ็มเทคพัฒนาขึ้นผ่านการทดสอบโดยสามารถย่อยสลายได้ 90% ภายในเวลา 6 เดือน ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และความชื้น 50% จะไม่ย่อยสลายในสภาวะการใช้งานโดยปกติทั่วไป จึงสามารถหมุนเวียนนำมาใช้ใหม่ได้เช่นเดียวกับพลาสติกทั่วไป นอกจากนั้น ดร.ธนาวดี จะวิจัยต่อเพื่อพัฒนาสูตรเม็ดพลาสติกชีวภาพให้มีความหลากหลายในการใช้งานมากขึ้น รวมถึงพัฒนาให้มีอายุการใช้งานยาวขึ้นด้วยสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพบางชนิด เช่น ถุงเพาะชำ

ทั้งนี้ เอ็มเทคได้แถลงข่าวผลสำเร็จงานวิจัยดังกล่าว พร้อมจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง โครงการร่วมทดสอบการผลิตเม็ด การขึ้นรูปถุง และการทดสอบการใช้งานสำหรับเทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม ระหว่าง เอ็มเทค และ บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 53 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.พิฑูร ตรีวิจิตรเกษม ประธานกรรมการ บริษัท ทานตะวันอุสาหกรรม จำกัด (มหาชน) กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า หลังจากลงนามความร่วมมือกันแล้ว ทางบริษัทจะร่วมกับเอ็มเทคในการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพในระดับอุตสาหกรรม รวมถึงพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการตั้งโรงงานพลาสติกชีวภาพในประเทศไทยในอนาคต ขณะเดียวกันก็จะนำเทคโนโลยีของเอ็มเทคมาผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพออกสู่ตลาดด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มจากบรรจุภัณฑ์อาหารก่อน ซึ่งช่วยลดการนำเข้าเม็ดพลาสติกชีวภาพจากต่างชาติได้

อย่างไรก็ดี ดร.พิฑูร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังจัดทำ ร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มประกาศใช้ได้ราวกลางปี 53 และจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับพลาสติกชีวภาพแก่ประชาชน รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนทางด้านพลาสติกย่อยสลายได้ในประเทศไทย รณรงค์ให้มีการใช้พลาสติกชีวภาพโดยหน่วยงานรัฐเป็นผู้นำร่อง และการบริหารจัดการขยะพลาสติกชีวภาพที่เหมาะสมด้วย

เพราะโลกนี้ยังมีปัญหา ธวัชชัย สมคง

ผู้เขียน: 
อัคร เกียรติอาจิณ

ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงทุกวัน สิ่งแวดล้อมแย่ลงทุกขณะ สองมือเรานี่ละที่สามารถช่วยอุ้มชูไว้ได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร รับบทบาทไหน ไม่สำคัญเท่ากับว่าได้เริ่มต้นทำหรือยัง

ในฐานะเป็นศิลปินอิสระและรับหน้าที่บรรณาธิการนิตยสาร Fine Art “ธวัชชัย สมคง” (จบจากมหาวิทยาลัยบูรพาและมหาวิทยาลัยวิศวภารติ ศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย) จึงปิ๊งไอเดียสร้างสรรค์ผลงานชุดล่าสุด โดยอิงกระแสการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ

“งานชุดนี้จะสื่อถึงผลลัพธ์ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโลก (Climate Change) การสูญเสียความสามารถในการดำรงอยู่ของความสมดุล การคาดเดาของปรากฏการณ์ในอนาคต รวมทั้งความหวังของมนุษยชาติ” ธวัชชัย แจงถึงนัยที่ซ่อนอยู่ในภาพจิตรกรรม

จากคำประกาศอันว่าด้วยประเด็นสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกองค์การสหประชาชาติ ในปี 1983 ได้นำไปสู่การรับรู้ของพลโลกต่อสัญญาณวิกฤตที่เกิดจากความเสื่อมโทรมหลากรูปแบบ เปรียบเสมือนภัยคุกคามที่กำลังจะปรากฏให้เห็นในไม่ช้า

เรื่องราวยังถูกตีแผ่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์หรือแนวโน้มต่างๆ แต่ดูเหมือนทุกอย่างกลับไม่ได้รับการเยียวยาเช่นที่ควรจะเป็นตามที่ประชุมสัมมนากล่าวอ้าง สุดท้ายวิกฤตก็เป็นแค่ข้อมูลไว้ใช้สำหรับแถลงการณ์

นี่เองคือที่มาของแรงบันดาลใจที่ทำให้ธวัชชัยต่อยอดความคิดเป็นผลงานจิตรกรรมสีจัดจ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสีที่แสดงถึงอำนาจขับเคลื่อนในสังคม ขณะเดียวกันความหมายของแต่ละชิ้นก็ร้อนแรงไม่แพ้สีสัน แฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์เพศหญิงและเพศชาย ใช้เป็นตัวแทนของการเกิดและความหวัง การปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลและการตอบสนองเพื่อความอยู่รอด รวมทั้งยังใช้สัญลักษณ์ ดิน น้ำ ลม ไฟ คลื่น แทนค่าด้วยเส้นสายและลวดลายที่หนักแน่น

“ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโลก เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องมีสำนึกและแสดงความรับผิดชอบ โดยเริ่มต้นที่จะทำมันอย่างไม่ลังเล เพราะปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อโลกและมวลมนุษยชาติ ในฐานะศิลปิน ผมได้หยิบยกประเด็น Climate Change มาสร้างเป็นงานชุด Core of Crisis เพื่อปลุกเร้าสำนึกของตัวเอง และหวังที่จะเปิดประเด็นในกลุ่มผู้ที่รักงานศิลปะ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัว เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นถี่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เราเห็นว่ามนุษยชาติอาจจะรับมือไม่ไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่พยายามนำเสนอในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือในสังคม แต่การตอบสนองหรือการตื่นตัวก็มีน้อยมาก ผมคิดว่าการสร้างเครือข่ายให้กว้างออกไปในทุกกลุ่มอาชีพจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พวกเรารักษาโลกเอาไว้ได้ และแน่นอน...ทุกอย่างต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน”

จุดเด่นของผลงานชุดนี้ ไม่เพียงแค่การสร้างแรงกระเพื่อมในประเด็นสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่โครงสีที่แจ่มชัดก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เห็นแล้วต้องบอกว่าจงใจอย่างมีความหมาย เพื่อสะท้อนถึงแง่มุมส่วนตัวของศิลปิน โดยคำนึงเรื่องความกลมกลืนกัน อีกทั้งยังตอกย้ำเรื่องวิกฤตโลกแบบเข้มข้นด้วย

“เพื่อถ่ายทอดความหมายของคำว่าวิกฤต ผมจึงเลือกใช้ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีเขียว เป็นหลัก เพราะสีเหล่านี้เป็นสีที่สังคมไทยรู้จักกันดี เป็นกลุ่มอำนาจที่ขับเคลื่อนทางการเมืองนอกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากสังคมไทยเริ่มมีกลุ่มสีต่างๆ เกิดขึ้น สมดุลของประเทศก็เริ่มเสียไป การขัดแย้งทางความคิด การปริแยกแบบสุดโต่ง มีให้เห็นทั่วไปในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน สถานศึกษา จนถึงครอบครัว และนี่มันคือวิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว”

ผลงานที่ธวัชชัยนำมาเสนอครั้งนี้ สร้างสรรค์ขึ้นโดยเทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ค่อนข้างฉูดฉาดหวือหวา แปลกตาตื่นใจ เพราะความไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือล้อเลียนจิกกัดสังคมอย่างไม่อ้อมค้อม เช่น Trap of Detachment (กับดักของการปล่อยวาง) ศิลปินได้สื่อถึงผลลัพธ์การเพิกเฉยต่อความถูกต้อง อันนำมาซึ่งความตกต่ำ หรือ Epidemic of Disaster (การระบาดของภัยพิบัติ) ก็บอกเล่าเรื่องราวของโลกจากปรากฏการณ์ Climate Change ที่ให้เกิดการกลายพันธุ์ การสูญเสียทางชีวภาพ โดยไม่สามารถปรับตัวและไม่สามารถยกระดับการดำรงชีวิตในแวดล้อมใหม่ได้

นิทรรศการ Core of Crisis หรือที่นี่มีปัญหา อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนโฉมหน้าของโลกที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว นับวันจังหวะการเต้นลมหายใจก็เริ่มอ่อนแรงลง ใครสนใจอยากชมเต็มๆ ก็แวะไปที่ Galerie N ถนนวิทยุ (ตรงข้ามสวนลุมพินี) โทร. 02-252-1592, 08-6601-7111 ซึ่งวันที่15 ม.ค.นี้ จะมีงานเปิดอย่างเป็นทางการ และจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 21 ก.พ.

อรหันต์ลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

เสาร์นี้ผมพาทุกคนมาเที่ยวที่กว๊านพะเยาครับ เข้าบรรยากาศสำหรับอากาศที่ไม่หนาวมากนักในปีนี้ เรียกได้ว่ากำลังสบายๆ ครับ

เพื่อนผมเป็นนักวิชาการด้านโลกร้อนคนหนึ่ง เขามีมุมดีๆ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองพะเยาแห่งนี้ เรียกได้ว่าได้พักผ่อนด้วย ได้ทำบุญ แถมยังได้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนไปอีกเปลาะอย่างที่บางคนไม่รู้ตัว ผมเห็นว่าสิ่งที่เขาเล่าให้ฟังเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของเมืองไทย ก็เลยนำมาเล่าสู่แบบบอกต่อกันฟัง เผื่อว่าใครจะนำไอเดียของเขาไปใช้...ผมถามเขาแล้วครับว่างานนี้ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ทางความคิดครับ

เขาเริ่มเรื่องนี้จากการทำบุญ เขาบอกว่ามีมุมมองของการทำบุญที่ทันยุคทันสมัย ก่อนหน้านี้เขาเคยนั่งเรือพายไปไหว้พระกลางกว๊านพะเยา พระองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่อยู่กลางน้ำที่กว๊านพะเยา เท่าที่ฟังๆ ดู ชาวบ้านเรียกพระองค์นี้ว่า พระเก่า ตั้งอยู่ในวัดติโลกอาราม

เขาบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่ในบริเวณนั้นไม่มีผู้รู้คนใดสาธยายได้ว่าเหตุใดพระเก่าจึงไปอยู่กลางน้ำได้ โดยที่ไม่จมหายไปกับผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลของกว๊านพะเยา ถ้ามีใครคอยอธิบายถึงความเป็นมาของเรื่องราวในอดีต การเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปกลางกว๊านพะเยาจะน่าศรัทธามากยิ่งขึ้น

การเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปกลางกว๊านนั้น มีทั้งเรือหางยาวและเรือพายให้เลือก แต่ดูแล้วยังขาดความมีระเบียบ เพื่อนนักวิชาการคนนี้มองว่าหากมีระบบการจัดการดีๆ ทั้งระบบการเดินทางไปไหว้พระเก่า จะเป็นการทำบุญที่ลดโลกร้อนได้ แถมยังสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

เขาเปิดฉากโมเดลนี้ว่า การท่องเที่ยวที่นี่จะเป็นการลดโลกร้อนได้อย่างดี โดยเริ่มจากเรือที่จะเดินทางไปสักการะพระเก่าแทนที่จะใช้เรือหางยาวที่ซดน้ำมันและปล่อยก๊าซพิษจากท่อไอเสีย ก็ให้เหลือเพียงเรือพายของชาวบ้านเพียงอย่างเดียว ส่วนเรือที่ใช้เครื่องยนต์ทุกชนิดห้ามรับผู้โดยสารไปสักการะองค์พระกลางน้ำเด็ดขาด

จากนั้นเสื้อผ้าของพุทธศาสนิกชนที่จะเดินทางโดยเรือพายไปไหว้พระแทนที่จะสวมใส่กันหลากสีสัน เราก็ชักชวนทำความเข้าใจให้นักท่องเที่ยวมาสวมเสื้อสีขาวที่ทำจากผ้าพื้นเมืองทอด้วยมือของคนพะเยาเท่านั้น ขณะที่ดอกไม้ที่จะนำไปสักการะจะต้องเป็นดอกไม้ที่ขึ้นอยู่ริมกว๊านพะเยาเช่นกัน ดอกไม้ต่างถิ่นไม่ควรเอาไปสักการะองค์พระพุทธรูป แถมด้วยไฟฟ้าแสงสว่างที่ส่ององค์พระ หรือแม้แต่ไฟแสงสว่างที่ใช้ในเรือพายนั้นต้องเป็นพลังงานแสงอาทิตย์

เขาขายไอเดียต่อว่า การใช้เรือพายแทนเรือยนต์นั้นลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากมายมหาศาล การใช้ผ้าทอด้วยมือก็ลดการใช้ไฟฟ้า ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นตัวการสำคัญของภาวะโลกร้อน และเหตุผลสำคัญที่สุดที่เราต้องใช้ดอกไม้บริเวณกว๊านพะเยาแทนดอกไม้ต่างถิ่นนั้น นั่นก็เพราะดอกไม้ต่างถิ่นต้องใช้รถยนต์ในการขนส่ง และกระบวนการขนส่งนั่นแหละคือตัวการสำคัญในการเผาผลาญจนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในบ้านเรา

นักวิชาการคนนี้รับรู้ดีว่าการที่จะทำตามไอเดียข้างต้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง แต่อย่าลืมว่าการเล่าเรื่องถักทอความเป็นมาเป็นสิ่งสำคัญ และหลายประเทศนำมาเป็นกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่บ้านเขา หากแต่เราอาจจะขาดการเล่าเรื่อง ขาดการอธิบายความเป็นมาของประวัติศาสตร์ อย่างที่ผมเกริ่นในตอนแรก แค่อธิบายว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยใด ใครเป็นคนสร้าง แล้วทำไมพื้นน้ำแห่งกว๊านพะเยาจึงจมสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ลงไปอยู่ภายใต้พื้นน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ถูกจมหายไปด้วย เราก็ยังบอกไม่ได้ครับ

การรู้เรื่องราวในอดีตนั้น คือการสร้างมูลค่าเพิ่มในจิตใจของคนที่ไปสักการะ เมื่อทราบเรื่องราวในอดีต ความศรัทธาก็จะตามมา ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าความศรัทธา...ครับ

ต่อไปนี้อาจจะมีงานประเพณีสักการะพระเก่ากว๊านพะเยา โดยขบวนเรือที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ในท้องถิ่นเป็นขบวนเรือหลากสีสัน คนเป็นหมื่นนั่งบนเรือด้วยความสงบเงียบ เพราะไม่มีเสียงเครื่องยนต์ใดๆ มารบกวน นับเป็นการทำบุญให้กับโลกที่เราอยู่อาศัยแบบไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา นักท่องเที่ยวต้องกำหนดให้การสักการะองค์พระแห่งกว๊านพะเยาเป็นหนึ่งในสถานที่ที่จะต้องไปแสวงบุญ

นอกจากได้ทำบุญเพื่อพระพุทธศาสนาแล้ว เชื่อไหมว่าวิธีการนี้เรายังได้ทำบุญให้กับโลกที่เราอยู่อาศัยด้วย

เราสรุปจะเรียกโครงการนี้ว่า “จากโลกร้อนสู่นิพพาน” ผมเห็นว่าเข้าท่าครับ เราจะได้เป็น “อรหันต์ลดโลกร้อน” กันถ้วนหน้า

โครงการดีๆ แบบนี้พวกเราเสนอไว้เป็นทางเลือกให้กับผู้บริหารททท.คนใหม่ไว้ครับ

ลดร้อนในบ้านด้วยวิธีง่ายๆ

ผู้เขียน: 
สะใภ้ท่านเซอร์

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นปรากฏการณ์ที่โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ การเพิ่มขึ้นของก๊าซต่างๆ มาจากการดำเนินกิจกรรมของผู้คน ที่ส่งผลกระทบต่อความแปรปรวนของภูมิอากาศ

ไทยเบฟเวอเรจ จัดทำหนังสือ “80 วิธีลดโลกร้อน” บอกเล่าสาธารณชนถึงความรู้ความเข้าใจต่อปัญหาโลกร้อน รวบรวมเทคนิคและวิธีง่ายๆ ลองอ่านดูแล้วจะพบว่า มันคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ของเรานั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในบ้าน ในที่ทำงาน ในรถยนต์บนท้องถนน ในที่นี้ขอนำมาเฉพาะวิธีลดร้อนในบ้าน DIY ในบ้านของคุณ

มาช่วยกันทำโลกให้เย็นลง

1.ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า เมื่อไม่ใช้งานแล้ว จะให้ดี ดึงปลั๊กออกเลย

2.เปลี่ยนหลอดไฟแบบมีไส้ให้เป็นแบบตะเกียบ จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากด้วยนะ

3.ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ตลอดเวลา เปิดกระจกรับอากาศเย็นๆ จากธรรมชาติซะบ้าง

4.โละทิ้งตู้เย็นเก่าที่ใช้เกิน 10 ปีแล้ว เพราะกินไฟมากกว่าเดิมถึง 2 เท่าเชียวนะ

5.ปลูกไผ่แทนรั้ว เพราะไผ่โตเร็ว แถมยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีอีกด้วย

6.ปลูกต้นไม้ ในบริเวณบ้าน จะได้กันไม่ให้แสงแดดส่อง บ้านจะได้เย็นลงจ้า

7.ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน จะได้ช่วยลดการดูดซับความร้อนจากแสงแดด

8.จะไปตลาดหรือ...ซื้อของที่ตลาดสดใกล้บ้านดีกว่านะ ลดการขนส่ง และจะได้ลดขยะ ที่เป็นพลาสติกหรือโฟมไงละ (ถือของกลับบ้านสบาย)

9.ไม่ควรเอาอาหารร้อน หรือเอาของใส่ถุงพลาสติกไว้ในตู้เย็น นอกจากความเย็นจะไม่ทั่วถึงแล้ว ตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้น

10.ตั้งแอร์ไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส เพราะเป็นอุณหภูมิกำลังสบาย อย่าลืมปิดแอร์ก่อนออกจากห้อง 1 ชั่วโมงทุกครั้ง

11.ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า จะได้ลดการใช้ความร้อนและประหยัดไฟฟ้าด้วยจ้า

12.ใช้กระดาษให้คุ้มค่าทั้ง 2 หน้าได้มั้ย อย่าใช้กระดาษหน้าเดียวแล้วทิ้ง เพราะแต่ละแผ่น หมายถึงต้นไม้ที่ต้องเสียไปนะ (อันนี้จริงมากๆ สะใภ้ท่านเซอร์นั่งใกล้เครื่องพรินเตอร์ เห็นกระดาษดีๆ ที่คนทิ้งขว้างแล้วมันเศร้ามาก...ขอบอก)

13.เดินทางไปทำธุระใกล้บ้าน ใช้จักรยานบ้าง เดินบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง

14.ขยะแห้ง เศษใบไม้... รู้หรือไม่ ถ้าเผาจะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ เศษใบไม้หรือขยะแห้งใช้วิธีฝังกลบดีกว่า

15.ขยะเปียกเศษอาหารในบ้าน ไม่ต้องรอให้บูดเน่า เอามาแยกผสมน้ำหมักชีวภาพ ก็จะได้ปุ๋ยบำรุงต้นไม้ ดอกไม้ให้โตไว ได้ร่มเงา

16.หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้าน จะได้เพิ่มแสงสว่าง และไม่กินไฟเกินไป

17.ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด ลดการใช้พลังงานแสงสว่างในบ้านได้นะ

18.เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน ดูฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ด้วย

19.ถ้าอากาศไม่ร้อนจนเกินไป เปิดพัดลมแทนการเปิดแอร์ ก็เย็นสบายได้เหมือนกัน

20.ไม่ควรเปิดแอร์แรงเกินความจำเป็น เพราะนั่นหมายถึงการใช้ไฟมากเกินความจำเป็นด้วย

21.ติดแอร์ไว้ที่บ้านแล้ว ก็อย่าแค่เปิดใช้ ควรทำความสะอาดแอร์บ้าง จะได้ไม่กินไฟไงละ

22.ถ้าดูทีวี แล้วรู้สึกง่วงนอน ก็ควรปิดทีวีซะเลย อย่าปล่อยให้ทีวีดูเรา เปลืองไฟเปล่าๆ

23.เวลาดูทีวี ควรปรับเสียงให้พอดี ไม่ควรเปิดจนดังรบกวนเพื่อนบ้าน แถมยังสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า

24.ไม่ควรปรับทีวีจอสว่างมาก นอกจากจะสิ้นเปลืองไฟแล้ว อายุการใช้งานของทีวี ก็สั้นลงอีกด้วยนะ

25.ไม่ควรเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ เพราะระบบไฟฟ้าจะทำงานตลอดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

26.ไม่ควรรดน้ำต้นไม้ตอนแดดจัด เพราะน้ำจะระเหยเร็ว ควรรดตอนเช้า จะประหยัดน้ำได้มากกว่า

27.น้ำดื่มที่เหลือในแก้ว อย่าทิ้งนะ เอาไปรดต้นไม้ หรือทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ก็ได้

28.ล้างมือด้วยสบู่ แทนสบู่เหลว เพราะสบู่ก้อนใช้น้ำในการล้างน้อยกว่าสบู่เหลวเยอะ

29.ใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ควรเปิดน้ำไหลตลอดเวลา ตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด ล้างมือ หรือล้างจาน (เพื่อนของสะใภ้ท่านเซอร์คนหนึ่ง มีนิสัยไม่ดีที่ชอบเปิดน้ำไหลซู่เวลาแปรงฟัน อ้างว่ากลัวผี บ้าหรือเปล่าเนี่ย ไม่ต้องเป็นห่วง ได้อบรมสั่งสอน (ด่า) จนเพื่อนเลิกนิสัยนี้ไปแล้ว)

30.ปลูกพืชคลุมดิน ช่วยลดความร้อน และเพิ่มความชื้นให้กับดิน บ้านจะเย็นลง

31.หนังสือพิมพ์อ่านแล้ว อย่าทิ้งเป็นขยะ เก็บไว้ทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ได้

32.เวลาซักผ้าด้วยเครื่อง ควรใส่ผ้าให้เต็มกำลังของเครื่อง เพราะซัก 1 ตัว หรือซัก 20 ตัว ก็ใช้น้ำมากเท่ากัน

33.เช็ดผมให้หมาดก่อนเป่าผม จะได้ไม่ต้องเป่านาน เปลืองไฟ

34.เตารีดผ้า เสียบปลั๊กครั้งเดียวแล้วตะลุยรีดให้หมด ไม่ควรเสียบหรือถอดปลั๊กบ่อย จะกินไฟมาก

35.ควรเช็กบุคคลที่เราไปหาว่าอยู่มั้ย จะได้ไม่เดินทางเสียเที่ยว ประหยัดน้ำมันด้วย

36.ไปซื้อของที่ตลาด พกถุงผ้าไป ชิงบอกแม่ค้าก่อนที่เขาจะยื่นถุงพลาสติกให้ว่า ไม่เอา

37.ซื้อผลผลิตของท้องถิ่นใกล้บ้าน ช่วยเกษตรกร ไม่ต้องขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลางให้เปลืองน้ำมัน

38.รับประทานอาหารประเภทเนื้อให้น้อยลง เพราะฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ

39.รับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติ เพราะอาหารที่มาจากการสังเคราะห์จะผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นด้วย

40.มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมโลก รักสิ่งแวดล้อมเท่ากับรักตัวเอง

ภาวะโลกร้อนหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกตอนนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝีมือของเรา เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยให้มันกลับสู่สภาพเดิม ก็คือตัวเรา เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกคือบ้านของเราทุกคน มาช่วยกันทำให้บ้านหลังนี้ให้เย็นลงกันดีกว่า

วัสดุเหลือใช้กลายเป็น...กระเป๋าและเฟอร์นิเจอร์

ผู้เขียน: 
วรธาร ทัดแก้ว

จริงอยู่เฟอร์นิเจอร์มากมายที่ทำจากวัสดุพิเศษ หรือสั่งทำเป็นพิเศษจากวัสดุราคาแพงที่บางครั้งต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ

แม้ว่าจะสวย เก๋ เท่ แค่ไหน ในความรู้สึกส่วนตัวแล้ว คิดว่ายังไม่น่าทึ่งเท่ากับการนำวัสดุต่างๆ ที่คนไม่ใช้ วัสดุที่คนทิ้งแล้ว หรือวัสดุเหลือใช้ แล้วนำกลับมาทำใหม่ที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน บางอย่างก็ดูสวยกว่าด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุทิ้งแล้ว เมื่อเพ่งดูก็ยิ่งมีความภูมิใจที่สามารถนำสิ่งที่คนมองไม่เห็นประโยชน์มาทำให้เกิดคุณค่าและราคาได้

วันนี้ขอนำเฟอร์นิเจอร์และกระเป๋าสวยๆ ทำจากวัสดุเหลือใช้ ฝีมือการออกแบบของ ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบต่างๆ ทั้งออกแบบอาคารสำนักงาน หมู่บ้านจัดสรร เฟอร์นิเจอร์ และอื่นๆ มากมาย ซึ่งไม่ใช่เป็นการออกแบบที่ธรรมดาๆ แต่เป็นการออกแบบผลงานประเภทกรีนโปรดักต์ คือคำนึงสิ่งแวดล้อมแทบจะทุกโปรดักต์ก็ว่าได้

เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน

ความจริงแล้วเฟอร์นิเจอร์ของใช้ต่างๆ ในบ้าน อ.สิงห์ ออกแบบไว้เยอะ ซึ่งก็ดูสวยเก๋และทันสมัยทีเดียว แต่ที่เห็นนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าโปรดักต์แต่ละอย่างหากไม่บอกว่าทำจากเศษวัสดุเหลือใช้หรือที่คนไม่ใช้แล้วคงไม่มีใครเชื่อ เพราะความสวย เก๋ เท่ ต้องบอกว่าไม่เป็นสองรองใคร คุณค่าและประโยชน์ใช้สอยก็คับแก้ว

โหลดเทเบิล (Loadtable) อาจารย์บอกว่า ทำจากแผ่นโอเอสบีที่มีการนำไปใช้ในการสร้างบูธ หรือเอกซิบิชันต่างๆ ในห้างสรรพสินค้า งานขายของ เช่น ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

“แผ่นนี้ราคาไม่แพง ใช้ประมาณ 2-3 ครั้งก็ทิ้งแล้ว ดังนั้นเมื่องานออกบูธเสร็จแล้วส่วนใหญ่แผ่นเหล่านี้ก็ถูกทิ้งไป เราก็ไปนำกลับมาใช้และทำเป็นโต๊ะดังกล่าว ทนทาน ใช้งานดี”

เลซเบนช์ (Lacebench) เป็นม้านั่งยาวทำจากเศษเหล็กที่เหลือจากโรงงานประกอบรถยนต์ ขนาดนั่งได้ประมาณ 3-4 คน ความทนทานสามารถที่จะนำเอาไปใช้ตามป้ายรถเมล์ได้สบาย อาจารย์บอกว่าความทนทานเหมือนรถยนต์ เพราะใช้ชิ้นส่วนเดียวกัน

ที-บาร์สตูล (T-barstool) เป็นที่นั่งตามเคาน์เตอร์ที่มีอยู่ตามบาร์ ร้านอาหาร ลักษณะเป็นรูปตัวที มีที่วางเท้าข้างล่าง ทำจากกรีนบอร์ดที่สำเร็จมาจากกล่องน้ำผลไม้ กล่องนมยูเอชที โดยผ่านกระบวนการบดอัดด้วยความร้อน อาจารย์บอกว่าจะนำไปทำเป็นอย่างอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่ว่าจะทำอะไร

เอลีแฟนต์บีบี (ElephantBB) เป็นตู้ใส่หนังสือหรือซีดี ทำจากไม้ประดู่ ลักษณะเป็นช้างน่ารัก มีทั้งหมด 4 ล็อก ตรงหาง ตรงงา สามารถวางหนังสือได้ ซึ่งเมื่อดูดีๆ เอลีแฟนต์บีบีดูเหมือนช้างมีชีวิต ทั้งนี้ อ.สิงห์ ให้เหตุผลว่า คนชอบพูดว่าเฟอร์นิเจอร์ไม้นั้นหนัก จะเคลื่อนย้ายไปไหนก็ลำบาก เหตุนี้จึงแก้ความหนักของไม้ให้ดูมีชีวิตชีวายิ่งด้วยการทำตู้เป็นรูปช้างที่ดูเหมือนช้างกำลังวิ่ง กำลังเดินอยู่ ก็คิดว่าน่าจะทำให้คนลืมเรื่องความหนักของไม้ไปได้

ซิกแซ็ก (Zigzag) เป็นชั้นวางหนังสือ วางทีวี ซีดีก็เท่ ใหญ่ คงทน ทำจากเศษไม้ปาร์เกต์จากโรงงาน

กระเป๋าช็อปปิ้ง

บราวน์แบ็ก (Brownbag) อ.สิงห์ กล่าวว่า กระเป๋าช็อปปิ้งบราวน์แบ็กนี้ทำจากกระดาษสีน้ำตาลกันน้ำได้ด้วย โดยโรงพิมพ์ต่างๆ จะสั่งกระดาษเข้ามาเป็นล็อตใหญ่เพื่อใช้ในการพิมพ์หนังสือแมกกาซีน ซึ่งกระดาษเหล่านั้นจะถูกห่อด้วยกระดาษกันน้ำสีน้ำตาลนี้ ที่ด้านหนึ่งเคลือบฟิล์ม ด้านหนึ่งเป็นกระดาษ

“กระดาษสีน้ำตาลนี้ไม่ได้ใช้พิมพ์หนังสือก็ถูกทิ้งไป ซึ่งมีปริมาณเยอะมาก จึงเก็บมาเย็บทำเป็นกระเป๋าช็อปปิ้งบราวน์แบ็ก คุณสมบัติของกระเป๋าจะอยู่ที่กันน้ำได้ ส่วนข้างในกระเป๋าจะมีถุงผ้าใส่ตังค์ ใส่ของ”

แบกซ์แบ็ก (baxbag) ดร.สิงห์ กล่าวว่า กระเป๋านี้ทำจากถุงน้ำเกลือ เป็นถุงน้ำเกลือที่ใช้กับคนที่เป็นโรคไต ซึ่งจะใช้ถุงน้ำเกลือ 2 ถุง โดยที่เป็นถุงน้ำเกลือนั้นจะอยู่ข้างบน อีกถุงที่ถ่ายออกจะอยู่ข้างล่าง

“เราเอาถุงข้างบน ซึ่งสะอาดมากมาใช้ เป็นพลาสติกที่หนา นุ่ม แข็งแรง เหมือนหนัง เอามาทำเป็นกระเป๋าให้ดูดีมีสไตล์ เพื่อดึงดูดความสนใจของคน เพราะปัจจุบันถุงผ้าถ้าไม่สวยงามคนก็ไม่นิยมใช้แล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำให้เป็นแฟชั่นด้วย คนจะได้ตื่นและหันมาสนใจ ส่วนการใช้สอยเนื่องจากเป็นกระเป๋าใหญ่ และข้างในก็มีกระเป๋าเล็กๆ อยู่มาก จึงใช้ประโยชน์ได้มาก”

ทุกอย่างมีความยาก ง่าย และใช้เวลา

ดร.สิงห์ กล่าวว่า ความยาก ง่าย และเวลาทำนั้นแตกต่างกัน บางอย่างใช้เวลาทำประมาณ 4 อาทิตย์ บางอย่าง 5-6 เดือน บางอย่างง่าย บางอย่างยาก ทั้งนี้ที่ยากนั้นเพราะวัสดุที่จะนำมาทำนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่านการทดลองแล้วทดลองอีก ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

“สมมติเมื่อได้แผ่นเอกซเรย์ 6 หมื่นแผ่นจากโรงพยาบาล ยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าแผ่นเอกซเรย์นั้นพับไปพับมาจะขาดกี่ครั้ง และไม่ทราบด้วยซ้ำว่าแผ่นเอกซเรย์นั้นเย็บได้หรือเปล่า ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ยอมรับต้องใช้เวลามากก่อนที่จะออกแบบ” ดร.สิงห์ กล่าว

สิ่งที่ทำควรดีต่อโลก

อ.สิงห์ กล่าวว่า แน่นอนว่าการนำวัสดุที่เหลือใช้หรือที่คนทิ้งแล้วกลับมาใช้ใหม่ทำใหม่นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยโลกได้ แม้จะได้ไม่มากนักแต่ก็ควรทำ เพราะว่าถ้าทำกันทุกคนก็ช่วยโลกได้มากกว่าทำคนเดียว

“เศษไม้กองกันเยอะๆ ถ้าไม่นำมาใช้ประโยชน์ก็จะเป็นรัง เป็นอาหารปลวก ส่วนพลาสติกถ้าเอาไปฝังก็เป็นภาระสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลา 400-500 ปี จึงย่อยสลาย ถ้าไปเผาก็เกิดมลพิษเป็นสารก่อมะเร็ง ไม่เป็นผลดีต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย์และสัตว์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำแม้จะช่วยโลกได้ไม่มากก็เป็นสิ่งที่ควรทำ และทุกคนก็สามารถทำได้ด้วยวิธีของตนที่ถูกต้องเหมาะสม”

เอาล่ะใครที่มีบ้าน มีสำนักงาน แล้วยังหาเฟอร์นิเจอร์ถูกใจไม่ได้ ลองปรึกษา ดร.สิงห์ ดู รับรองไม่ผิดหวัง

บทเรียนสีเขียว

ผู้เขียน: 
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ทำไมต้องให้ “อุตสาหกรรมเป็นสีเขียว” หรือ “Green Industry”

เพราะทุกวันนี้ กระแส “สีเขียว” ที่หมายถึง “สิ่งแวดล้อม” หรือการแสดงถึง “ความรักในสิ่งแวดล้อม” และ “ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” กำลังเป็นที่ต้องการและกล่าวขานในวงกว้าง จนกลายเป็นแนวโน้มที่ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือใช้เพื่อการเน้นภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เราจึงเห็นคำนำหน้าด้วย “Green” มากมาย เช่น Green Organization, Green Marketing, Green Productivity, Green Label, Green Technology, Green Projects และอื่นๆ อีกมากมาย

คอลัมน์ “Green Industry” จึงอุบัติขึ้นที่นี่ ในยุคสมัยที่สังคมกำลังให้ความสำคัญกับกรณี “มาบตาพุด” ที่เกี่ยวโยงไปถึง “การพัฒนาความเจริญทางเศรษฐกิจ” จากภาคอุตสาหกรรม และความสำคัญของ “คุณภาพชีวิต” (Quality of Life) กับ “สิ่งแวดล้อม” ของทั้งชุมชนในละแวกนั้นและผู้คนอีกไม่น้อยที่มีความรู้สึกร่วมในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กรณี “มาบตาพุด” นี้ จึงไม่เพียงแต่อยู่ในความสนใจของสังคมไทยเท่านั้น ชื่อของ “มาบตาพุด” ยังโด่งดังไปถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีส่วนได้เสียในการลงทุนที่มาบตาพุดด้วย

กรณี “มาบตาพุด” ในบ้านเรานี้ จึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากรณีต่างๆ ที่เคยมีปัญหาเช่นเดียวกันนี้ของประเทศที่มีการ “พัฒนาอุตสาหกรรม” มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น “เมืองชิบะ” (Chiba) ของญี่ปุ่น “เมืองลูเวอร์คูเซน” ของเยอรมนี รวมถึงเมืองอุตสาหกรรมหนักต่างๆ ของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วย

ดังนั้น กรณี “มาบตาพุด” ในบ้านเรา จึงไม่ควรจะมองเป็น “วิกฤต” เท่านั้น แต่เราควรจะมองเป็น “จุดเปลี่ยนผ่าน” ของสังคมอุตสาหกรรมที่จะต้องเรียนรู้เพื่อหาวิธีปรับสมดุลระหว่างพัฒนาการภาคเศรษฐกิจกับพัฒนาการภาคสังคม ต่อไปนี้เราคงจะปฏิเสธภาคประชาชนหรือชุมชนไม่ได้อีกต่อไป เราจะต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น

ทุกสังคมจำเป็นต้องปรับตัวและหามาตรการป้องกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม (โรงงาน) อยู่ร่วมกับภาคสังคม (ประชาชน) อย่างมีความสุขบนพื้นฐานของความไว้วางใจและการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

กรณีมาบตาพุด จึงเป็นอีก “หนึ่งบทเรียน” ที่มีค่ายิ่งต่อทางเลือกในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งผมเชื่อว่า “ความไว้วางใจกัน” (Trust) และ “ความร่วมมือกัน” (Cooperation) นับเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของกรณีมาบตาพุด

ทุกวันนี้ปัญหาทางเทคนิควิชาการด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอาจจะมีไม่มาก แต่ปัญหาความไม่ไว้วางใจกันจะมีมากกว่า อาจเป็นเพราะว่าไม่มีใครไว้ใจกัน (หรืออาจเป็นเพราะไว้ใจกันไม่ได้ก็ได้) คือ ชุมชนไม่เชื่อว่าโรงงานประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เชื่อว่า ขยะ น้ำ ควัน อากาศ กลิ่นที่ปล่อยออกจากโรงงานจะมีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับได้ ในขณะที่โรงงานก็ไม่ไว้ใจในเจตนาที่บริสุทธิ์ของชุมชนที่คัดค้านต่อต้าน เช่นเดียวกับที่ชุมชนอาจไม่ไว้วางใจในผลการตรวจสอบของภาคราชการหรือบุคคลที่สาม (แม้จะมีตัวเลขหรือค่าที่วัดได้ยืนยันว่าไม่เกินมาตรฐานอันตราย)

ดังนั้น “ความรับผิดชอบต่อสังคม” จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นคำตอบสุดท้ายของภาคอุตสาหกรรม

“ความรับผิดชอบต่อสังคม” ของธุรกิจอุตสาหกรรม (Corporate Social Responsibility : CSR) จึงไม่ใช่ทางเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอีกต่อไป แต่เป็น “ทางบังคับ” ที่ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องทำ (โดยเลือกไม่ได้อีกต่อไป) เพื่อให้ชุมชนและสังคมได้เห็นในเจตนาที่จะประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาต่างๆ แก่สังคม พร้อมๆ กับ “การคืนกำไร” และ “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” ให้แก่ชุมชนและสังคมโดยรอบด้วย
ความรับผิดชอบกิจการจึงเป็นเรื่องที่องค์กรหรือธุรกิจอุตสาหกรรมจะต้องลงทุนในลักษณะของ “มาตรการเชิงรุก” ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ (ด้วยการยึดหลักการป้องกันไว้ก่อน) เพื่อให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียได้เห็นได้เข้าใจจนพัฒนาถึงขั้นที่ทำให้เกิด “ความไว้วางใจ” ต่อโรงงานที่อยู่ข้างบ้าน

ความรับผิดชอบต่อสังคมที่ว่านี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแสดงให้เห็นได้ง่ายๆ ด้วยการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย หรือด้วยการปลูกป่าปลูกต้นไม้ หรือมีโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ เท่านั้น แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมยังหมายรวมถึงการประกอบกิจการที่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยไม่เอาเปรียบชุมชนและสังคมรอบด้านและพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดจากการประกอบกิจการ ตลอดจนการจุนเจืออุดหนุนและช่วยเหลือชุมชนให้มี “คุณภาพชีวิต” ที่ดีขึ้นด้วย

ความรับผิดชอบที่ว่านี้ โรงงานจะต้องเปิดเผยให้ชุมชนและสังคมได้รับรู้อย่างชัดแจ้งและต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยก็ต้องพร้อมที่จะชี้แจงให้เข้าใจและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง นอกจากนี้โรงงานยังจะต้องเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบการประกอบกิจการและอื่นๆ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียด้วย

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และทัศนคติของผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการจากการมุ่งแต่ผลกำไรสูงสุดจากการประกอบกิจการมาเป็น “กำไรที่พอเพียง” โดยการแบ่งปันกำไรบางส่วนคืนให้กับสังคมด้วย จึงเป็นแนวความคิดใหม่ที่จะต้องยอมรับและปฏิบัติกันต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ท้าทาย” อย่างยิ่ง

บทเรียนจากกรณีมาบตาพุด จึงต้องถือเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดเตรียมสังคมเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีมีสุขของสังคมที่จะต้องไปด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

บทความในคอลัมน์ “Green Industry” นี้ จึงต้องการถ่ายทอด “บทเรียน” ต่างๆ ที่เป็นตัวอย่างที่ดี (Best Practice) ทั้งกรณีมาบตาพุด และกรณีอื่นๆ เพื่อจุดประกายความคิดและวิธีปฏิบัติที่ได้ผล และเรื่องของการมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อนที่เพิ่งมีการถกแถลงกันเข้มข้น ที่กรุงโคเปนเฮเกนเมื่อเร็วๆ นี้ รวมตลอดถึงการเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับ “การเพิ่มผลผลิต” “การปรับปรุงโรงงาน” เพื่อ “การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” ในแง่มุมต่างๆ ด้วย

วันนี้ ถือเป็นการเปิดตัวคอลัมน์ใหม่ด้วยเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ด้วย “บทเรียนสีเขียว” ครับผม

ความยุติธรรมสำหรับยูคาลิปตัสไม้ต้นในโลกวิกฤต

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

พอเอ่ยชื่อ “ยูคาลิปตัส” ออกมาหลายคนร้องยี้ หลายคนส่ายหน้า แสดงอาการไม่ยอมรับอย่างออกหน้าออกตา

ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะปลูกยูคาลิปตัสลงไปในพื้นที่ของตัวเอง แม้แต่จะชี้แจงจนคอหอยแทบแตกถึงข้อดีข้อเสียของไม้ต้นสกุลนี้ ส่วนใหญ่คนไทยถูกฝังหัว ถูกล้างสมองกันมานานหลายสิบปี ว่ายูคาลิปตัสเป็นพืชคอมมิวนิสต์ นำความแตกแยกมาสู่คนในแผ่นดิน ทั้งๆ ที่สิ่งที่นำมาซึ่งความแตกแยกตัวจริงนั้นยังลอยนวลอยู่ใกล้ๆ นี่เอง

สำหรับคนที่รักต้นไม้สกุลนี้ ถามว่าชอบมันตรงไหน ส่วนใหญ่จะชอบที่มันเติบโตเร็วเหลือเชื่อ คนป่าไม้เองเรียกมันว่าต้นไม้เทวดา หรือไม้มหัศจรรย์ (Miracle Tree) ค่าที่มันมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วจนอาจขายไม้ได้ในช่วงสั้นเพียง 5-7 ปีเท่านั้น (แล้วแต่ดินจะดีหรือเลวสาหัสแค่ไหน)

นักอนุรักษ์โบราณหลายต่อหลายคน รวมทั้งเอ็นจีโอ ออกเสียงตามคำย่อว่า (NGO) ขนานนามยูคาลิปตัสว่า “พืชปีศาจ” (Devil Tree) เพราะค่าที่มันสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนไม้ต้นอื่นหมดทางแข่งขันนั่นเป็นประเด็นหนึ่ง

เพื่อนชาวยิวเล่าให้ฟังว่าพวกเขาใช้ต้นยูคาลิปตัสปลูกในพื้นที่เป็นหล่มและบึงน้ำขังชายเขตแกลิลี (Galilee) ทางตอนเหนือของอิสราเอล เพราะเขตนั้นสมัยก่อนเป็นที่เพาะฟักยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะนำไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย มาสู่ผู้บุกเบิกแผ่นดินชาวยิวในสมัยแรกหลังจากปลูกป่ายูคาลิปตัสลงไปแล้ว ไม่กี่ปีบึงและหนองน้ำบริเวณนั้นก็แห้งเหือด ยุงร้ายหมดที่เพาะฟักไข่ จากนั้นชาวไร่ชาวนาจึงบุกเบิกพื้นที่ทำการเกษตร กลายเป็นพื้นที่ฟาร์มที่ก่อให้เกิดเงินทองเข้ามาสู่ชาวยิวผู้ชาญฉลาดจนถึงปัจจุบัน

จุดเด่นในเชิงพาณิชย์จริงๆ ของไม้ต้น สกุลนี้อยู่ที่อุตสาหกรรมการทำชิ้นไม้สับเป็นเยื่อกระดาษและทำการก่อสร้างหรือทำเฟอร์นิเจอร์

ทวีปออสเตรเลียมีไม้ต้นยูคาลิปตัสอยู่กว่า 500 ชนิด (Species) แต่ก็มียูคาลิปตัสบางชนิดที่งดงามมากคือเดกลุบตา (Eucalyptus Deglupta) ซึ่งมีลำต้นหลากสีโดดเด่นมาก และเราพบมันในป่าปาปัวนิวกินี ตอนใต้ของฟิลิปปินส์ที่เกาะมินดาเนาและเกาะต่างๆ ใกล้อีเรียนจายา (Irian Jaya) ของอินโดนีเซีย ยูคาลิปตัสเดกลุบตามีขนาดใหญ่อย่างน่าทึ่งกลางสนเฟินบนสถานีวิจัยดอยปุย จ.เชียงใหม่ ปลูกยูคาลิปตัสชนิดนี้ไว้สองต้น มีความสูงของลำต้นไม่น่าจะต่ำกว่า 20 เมตร แต่ในถิ่นกำเนิดมันอาจมีลำต้นสูงถึง 60 เมตร และเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เมตร ก็เป็นได้ ไม้ต้นชนิดนี้เมื่อมีอายุ 15 ปี อาจสูงได้กว่า 40 เมตร ก็เป็นได้ ไม้ต้นชนิดนี้เมื่อมีอายุ 15 ปี อาจสูงได้กว่า 40 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 57 ซม.

ที่ผู้เขียนประทับใจและรักใคร่ไม้ต้นชนิดนี้เป็นพิเศษ คือเปลือกมันเรียบเป็นมัน สีเขียวสด แตกเป็นแว่นสีชมพูหรือสีส้ม ดูงดงามผิดจากยูคาลิปตัสอื่น มันสร้างเมล็ดซึ่งงอกได้ดีใกล้โคนต้น ทำให้เราเก็บเอาต้นกล้าของมันไปปลูกขยายได้บนภูเขาสูงเขตอื่นๆ

กล่าวกันว่ายูคาลิปตัสเดกลุบตาเติบโตได้ดีเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมเท่านั้น แต่ในธรรมชาติเราพบไม้ต้นชนิดนี้ตั้งแต่ที่ราบไปจนถึงภูเขาสูงเกือบ 2,000 เมตร ในป่าดิบเขาระดับสูง ที่ได้รับน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 2,600 มม./ปี แต่ผู้เขียนไม่ประหลาดใจเลยที่พบว่าไม้ต้นงดงามนี้เติบโตได้ในป่าดิบแห้งหรือป่าดิบเขาระดับ 800-1,500 เมตร ในทุกภาคของประเทศไทย แต่สำหรับพื้นที่เป็นดินลูกรังดินทรายจัด และมีหินดินดานแล้วไม้ต้นชนิดนี้อาจเหี่ยวแห้งตายได้ในช่วงฤดูแล้ง ยูคาลิปตัสชนิดนี้อาจขยายพันธุ์ได้โดยการปักชำกิ่งอ่อนร่วมกับการใช้ฮอร์โมนเร่งราก (IBA) ปรากฏว่าได้ผลดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาของไม้ต้นชนิดนี้คือ ปลวก ซึ่งชอบรบกวนกัดกินรากและลำต้นกล้า และอาจพบแมลง (ด้วงเจาะลำต้น) ตัวอ่อนของ Stem-Borer กัดกินเยื่อเจริญแคมเบียม (Cambium) ทำให้ขาดจากกันและต้นกล้าแห้งตายได้

ยูคาลิปตัสเดกลุบตาเป็นสุดยอดแห่งไม้ต้นสกุลยูคาลิปตัสในด้านความงามสง่า เปรียบได้ดังราชินีแห่งต้นยูคาลิปตัสทั้งปวง

หากคุณมีที่ปลูกเหมาะสมละก็ ติดต่อมาได้เลยจะแบ่งต้นกล้าไปให้

พลังงานสะอาด ผู้ขับเคลื่อนโลกอนาคต

ผู้เขียน: 
วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

นับตั้งแต่โลกค้นพบปิโตรเลียมที่รัฐเพนซิลเวเนียในปี 1859 โลกก็เปลี่ยนไปนับตั้งแต่นั้น กว่า 150 ปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันก็ทิ้งร่องรอยแห่งปัญหาอันเกิดจากความเจริญนั้นไว้ น้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทางเลือกของโลกจากถ่านหิน แต่เมื่อถึงวันที่โลกทั้งโลกตกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาแห่งภาวะเรือนกระจก ก็เป็นวันที่โลกต้องเลือกอีกครั้ง พลังงานโลกอนาคต...อะไรเล่าที่จะมาทดแทน ?

พลังงานสะอาด

การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อปลายปี 2552 แม้มีเป้าประสงค์แห่งความตั้งใจดีว่าจะทำให้หายโลกร้อน แต่ ณ ขณะนี้ทุกคนก็รู้แล้วว่า ยังอีกไกลกว่าโลกจะไปถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม อย่างหนึ่งที่ตกลงร่วมกันได้ คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะต้องลดลง อุณหภูมิโลกเฉลี่ยถ้าเพิ่มจากนี้ขึ้นไปถึง 3 องศาเมื่อไหร่ โลกไม่ร้อนแต่จะเดือดเป็นผุยผง

พลังงานสะอาดคือ คำตอบของโลกอนาคต และเงิน (ในอนาคต) ก็มากองอยู่แล้วกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คือจากสหรัฐอเมริกา 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และอีกจำนวนเท่ากันจากการลงขันของ 25 ประเทศในยุโรป (กองทุนสหภาพยุโรป) กองทุนทางการเงินที่จะยิ่งใหญ่และสรรพกำลังเท่าที่เคยมีมา ด้วยถึงจุดหนึ่ง โลกใบนี้และอนาคตของโลกใบนี้ ก็จะต้องจัดการให้เป็นอย่างหนึ่งอย่างใด เงินที่เตรียมไว้นี้อยู่ภายใต้แผน 10 ปี หรือภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่เพื่อนำไปใช้ในการช่วยพัฒนาด้านพลังงานของประเทศกำลังพัฒนา

หนทางรอดมนุษยชาติคือ การรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลง และในอีกทางหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนาที่ต่างก็มุ่งหวังจากเงินจำนวนนี้อย่างมาก โลกอนาคตมองไป เป็นโลกที่ทุกประเทศบนโลกต้องร่วมมือกัน เพราะการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเอาเข้าจริงๆ ก็มีเพดานข้อจำกัด นั่นหมายถึงว่าไม่มีใครหรือประเทศใดที่จะอยู่รอดโดดๆ เพียงคนเดียวได้ นั่นหมายถึงว่าพลังงานสะอาดต้องร่วมมือกัน พัฒนาขึ้นเป็นพลังงานหลักภายในเงื่อนเวลา 50 ปีนี้ ก่อนอุณหภูมิโลกจะสูงปรี๊ดวิกฤตขึ้นมาจริงๆ

นิวเคลียร์...ทางเลือกที่ต้องเลือก ?

รศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางเลือกของโลกน่าสนใจที่สุดคือ นิวเคลียร์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและแรงที่สุดในแง่ของการลงทุน ปัจจุบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนามาถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ นิวเคลียร์ให้พลังงานสูงมาก มีความปลอดภัยสูง ต้นทุนค่าก่อสร้างสูงแต่ผลผลิตต่อยูนิตก็สูง ส่งผลให้ราคาค่าผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้ารูปแบบอื่น ยิ่งในระยะยาวก็จะยิ่งถูกลง ขณะเดียวกันมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อย

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในต่างประเทศประสบความสำเร็จมาก ทั่วทั้งโลกตอนนี้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วกว่า 400 โรง มากที่สุดคือสหรัฐอเมริกา 100 โรง ส่วนในเอเชียก็กระจายทั่ว 80 โรง เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน จีน ปากีสถาน อาร์เมเนีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ทั้งเกาะมีถึง 20 โรง

สำหรับพลังงานทางเลือกที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน แบ่งเป็น พลังงานชีวมวล (Biofuels) และพลังงานสะอาด (Clean Energy) ทั้ง 2 กลุ่มนับจากนี้จะทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นพลังงานใช้แล้วไม่หมดไปเหมือนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล หากหมุนเวียนนำกลับมาใช้ได้ใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ ฯลฯ ประเทศไทยมีอัตราการลงทุนในพลังงานสะอาดยังน้อย ไม่ว่าจะพลังงานจากธรรมชาติหรือนิวเคลียร์

ขับเคลื่อนโลกด้วยความร่วมมือ

รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าวว่า นิวเคลียร์ในไทยปัญหาใหญ่คือภาพลักษณ์ แต่ถึงวันหนึ่งเราก็คงหนีพลังงานนิวเคลียร์ไปไม่ได้ เนื่องจากความจำเป็นด้านการบริโภคพลังงานในประเทศ อนาคตไทยจะมีรถไฟฟ้ามากขึ้นอีกเท่าไหร่ รถหัวจรวดอีก 4-5 เส้น พวกนี้ต้องใช้พลังงานสูงลิบ รีบคิดรีบตัดสินใจเพราะการลงทุนใช้เงินมหาศาล รวมทั้งต้องเตรียมความพร้อมความรู้ความสามารถของบุคลากรเพื่อรองรับ

“ถึงเริ่มต้นนับหนึ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์วันนี้ ไทยก็ยังอาจต้องใช้เวลาในการเตรียมการอีกไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี ถึงตอนนั้นจะทันหรือไม่ต่ออัตราการบริโภคพลังงานของคนไทย” รศ.ดร.ธนวัฒน์ กล่าว

ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์น่าสนใจมากทั้งในแง่ของทางเลือกและการลงทุน แต่จะต้องไม่รีบร้อนเกินไป การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในไทย สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้แก่ประชาชน ขณะเดียวกันคือการเตรียมมาตรการความปลอดภัย และระบบป้องกันคอร์รัปชันที่เข้มแข็งเด็ดขาด

“ไม่อยากเห็นไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กลายเป็นเศษเหล็กเหมือนประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ไม่ใช่แค่ใช้ไม่ได้ แต่เป็นอันตรายด้วย” ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

ที่น่าสนใจคือนักเศรษฐศาสตร์ที่เริ่มมองปัญหานี้ โดยกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกหลายคน มีแนวคิดที่จะนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยการลงทุนและแก้วิกฤตอุณหภูมิโลกอย่างจริงจัง เรื่องทั้งหมดจึงย้อนกลับไปที่กองทุนการเงินเพื่อรับมือภาวะเรือนกระจกที่โคเปนเฮเกนอีกครั้ง โลกร้อนแต่ก็ชักสนุกขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความขัดแย้งและข้อมูลของบรรดานักวิทยาศาสตร์โลกร้อน มิติทางเศรษฐศาสตร์ก็กำลังจะยื่นมือเข้ามา

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการประชุมที่โคเปนเฮเกน เป็นเพียงข้อตกลง (Accord) ไม่ใช่พิธีสาร (Protocal) นั่นหมายถึงเม็ดเงินที่กล่าวอ้างว่าจะให้ ก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างว่าจะให้ ใครไม่ให้ก็ไม่มีข้อตกลงทางกฎหมายที่จะบังคับให้ มิติทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าจึงอาจต้องชะงักรอไปก่อน หรือรอไม่ไหวจะวาดๆ แผนไปพลางๆ รวมทั้งนักลงทุนพลังงานสะอาดทั้งหลาย ที่เตรียมจะควักกระเป๋าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่นิวเคลียร์ก็ตาม

...การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศฯ ครั้งหน้า กำหนดขึ้นในเดือนพ.ย. 2553 ที่กรุงเม็กซิโกซิตี...ทั้งหลายทั้งปวงห่วงโซ่สิ่งแวดล้อม ผู้นำประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และบรรดาเอ็นจีโอมะรุมมะตุ้ม ทั้งหมดจะนัดไปเจอกันที่นั่น ในครั้งหน้านี้ แม้การจะเกิดผลเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา ยังน่าสงสัย แต่ก็อย่าเพิ่งตั้งข้อสงสัยจนเกินการณ์ เพราะการผลักดันและความร่วมมือกันในครั้งที่จะถึงนี้ อาจกลายเป็นส่วนสำคัญที่สุดต่ออนาคตโลก...โธ่...ก็โลกมันร้อนขึ้นๆ ทุกปีแร้ววววว...

การอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนของโลก...ผืนป่าฝนที่ยังคงจำเป็นต้องรักษา ?

ผู้เขียน: 
เรื่องโดย เร็ท บัตเลอร์ (Rhett Butler) จาก www. mongabay.com แปลโดย จันเพ็ญ รุยันต์

วันนี้ป่าฝนเขตร้อนบนโลกของเราลดน้อยลงทุกที กลายเป็นความห่วงใยกังวลของคนทั่วโลก ป่าฝนเขตร้อนถูกทำลายไปประมาณ 80,000 เอเคอร์ (32,000 แฮกต้า) ต่อวัน วันนี้ป่าฝนเขตร้อนบนโลกเหลืออยู่ประมาณ 2.5 ล้านตารางไมล์(ประมาณ 6 ล้านตารางกิโลเมตร) ซึ่งมีพื้นที่ประมาณเกือบเท่ากับ 48 รัฐของสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5% ของพื้นดินทั้งโลก พื้นที่ที่เหลืออยู่นี้ก็ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ และน้อยมากที่จะรักษาระบบนิเวศน์แบบดั้งเดิมเอาไว้ และผืนป่าเหล่านี้ไม่สามารถทนต่อแรงกดดันหรือรอดพ้นจากการพัฒนาไปได้

หากเป็นเช่นนี้แล้ว จะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งทางออกจะต้องเป็นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความคิดความฝันลมๆ แล้งๆ และการเรียกร้องให้พัฒนานโยบายการอนุรักษ์ เพื่อความยั่งยืนของผืนป่าเหล่านี้จะต้องมากไปกว่าการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อผืนป่าเหล่านี้ ความพยายามที่จะรักษาหรือการซ่อมแซมป่าเหล่านี้ทำไปพร้อมๆกับการปกป้องหวงแหน เพื่อความปลอดภัยของป่าที่เหลืออยู่ เพื่อให้มนุษย์ได้ใช้ป่าไปอีกนานเท่านาน

ที่ผ่านมา ความพยายามของการอนุรักษ์รักษา
การอนุรักษ์ป่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการตัดไม้ทำลายป่าเกิดเร็วมาก หลายพื้นที่มีการปิดป่าเพื่อให้เปลี่ยนไปเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์ทางด้านความเป็นอยู่หรือเศรษฐกิจของชุมชนเลย ชาวบ้านที่เคยอาศัยในพื้นที่ป่าเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยพ่อค้าไม้และการพัฒนา การทุจริตโกงกินเริ่มทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วย

ปัญหาของการใช้หลักการจัดสรรป่าเป็นอุทยานแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นสิ่งที่ทำในประเทศกำลังพัฒนา เป็นเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงในการรักษาป่า ป่าจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อระบบนิเวศน์มีความอุดมสมบูรณ์สามารถเข้ามามีส่วนช่วยที่จับต้องได้ในเรื่องเศรษฐกิจ คนในชุมชนที่อยู่รอบๆป่าอุทยานแห่งชาติและรัฐบาลเล็งเห็นว่าการดูแลรักษาอุทยานเหล่านั้นมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ผู้คนแถบประเทศยากจนในหลายประเทศอาศัยป่าเป็นที่พึ่งพาในการอยู่รอด ผู้คนที่อาศัยอยู่ในป่าไม่เคยมีโอกาสได้ออกมาเป็นหมอ หรือเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียง เป็นเลขานุการหรือทำงานในโรงงาน พวกเขาอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนั้นและอาศัยทรัพยากรต่างๆ ที่หาได้จากผืนป่า เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากผืนป่านั้น ความยากจนของพวกเขาเกิดจากตัวเขาเอง ประเทศชาติ และความสูญเสียความหลากหมายทางชีวภาพและระบบนิเวศวิทยา อย่างเช่น การพังทลายของดิน น้ำท่วม การรักษาน้ำ การคุ้มครองการตกปลา

รัฐบาลของประเทศเหล่านี้มีความยากลำบากในการรักษาตำแหน่งของความเป็นอยู่ที่ดีของชาวบ้านและความสนใจในเรื่องของอุตสาหกรรม การเรียกร้องจากรัฐบาลต่างประเทศ และเสียงเรียกร้องจากนานาชาติ ในสภาพเช่นนี้ทำให้การทำลายสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการที่จะคิดถึงความยั่งยืนของการพัฒนาเศรษฐกิจและรักษาระบบนิเวศน์ที่ยั่งยืน ความสำเร็จของการอนุรักษ์ป่าของแต่ละประเทศจะต้องอาศัยความปรองดองและคำนึงถึงความต้องการระยะสั้นของชาวบ้านและความต้องการระยะยาวของประโยชน์จากผืนป่าเหล่านั้นว่า การรักษาป่าสามารถก่อให้เกิดประโยชน์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

อำนาจที่อยู่เบื้องหลังการสูญเสียป่า
การตัดไม้ทำลายป่าส่วนใหญ่เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งผ่านกลไกทางสังคมและการเมืองรวมไปถึง การตัดไม้ทำลายป่าส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของคนยากจนที่ต้องการหนีความจนด้วยการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการเพาะปลูก นอกเหนือไปกว่าการเลี้ยงชีพแบบเกษตรกรรม การตัดไม้ และการเคลียร์พื้นที่ป่าสำหรับทำปศุสัตว์และการทำเกษตรแบบอุตสาหกรรม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าในจำนวนมากทั่วโลก การทำการเกษตรได้ถูกรุกล้ำไปในพื้นที่ป่า

การตัดไม้ทำลายป่า
เรื่องของการตัดไม้ทำลายป่าจำเป็นต้องได้รับความสนใจจากกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้ามารับผิดชอบร่วมกัน

ชาวไร่ชาวนาที่ยากจน
ชาวไร่ชาวนาที่ยากจน ซึ่งพยายามหาเลี้ยงชีพเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว น่าจะดีกว่าถ้าเรามามองถึงความจำเป็นขั้นพื้นฐานของคนยากจนเหล่านี้ ด้วยการปรับปรุงการทำการเกษตรของพวกเขา ด้วยทางออกและเทคนิคใหม่ๆ เช่น การให้ปลูกพืชแบบผสมหลายๆอย่างในไร่นา เพื่อจะเป็นแหล่งที่มีของรายได้ที่หลากหลายและเป็นการรักษาคุณภาพดิน และรักษาคุณระบบป่า รักษาดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าการทำการเกษตรแบบธรรมดา ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกพวกนี้มีความใกล้เคียงกับป่าแบบเดิมมากที่สุดและสิ่งมีชีวิตหลายๆ อย่างจะเริ่มเจริญเติบโตขึ้น

ข้อสำคัญอย่างที่สองที่สามารถจะช่วยชาวไร่ชาวนาที่ยากจนเหล่านี้คือ การให้ชาวไร่ชาวนาเหล่านี้ได้ถือสิทธิ์ครองที่ดิน ซึ่งตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ยากที่จะเอามาเป็นเจ้าของ ทั้งๆ ที่พื้นที่เหล่านี้ถูกทิ้งรกร้างว่างเปล่า ในเมื่อชาวไร่ชาวนาเหล่านี้เริ่มถือสิทธ์ครองที่ดิน พวกเขาเองก็จะรู้สึกหวงแหนและอยากดูแลรักษาพื้นที่เหล่านั้น โดยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยหรือไปบุกรุกป่าในพื้นที่อื่นๆ
การเปิดโอกาสให้คนยากจนเหล่านี้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและแหล่งเงินกู้ เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะพวกเขาสามารถุยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ แหล่งเงินกู้เล็กๆ สามารถเป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกรที่ยากจนนี้อย่างใหญ่หลวงและสามารถเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของชุมชนอีกด้วย
เรื่องสุดท้ายคือ การเข้าถึงตลาดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้เกษตรกรเหล่านี้สามารถนำผลิตภัณฑ์ทางเกษตรออกจำหน่ายได้ แต่การเข้าถึงตลาดก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะต้องมีการตัดถนนซึ่งหมายถึงการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสร้างถนนหนทาง ซึ่งต้องได้รับการวางแผนอย่างระมัดระวัง เพื่อให้กระทบต่อระบบนิเวศน์น้อยที่สุด

การพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้า
มันยากที่จะเปรียบเทียบการทำการเกษตรและการเดินการทางอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันการทำการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำลายระบบนิเวศน์แบบดั้งเดิม และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ การเพิ่มขึ้นของการใช้สารฆ่าแมลงที่ผลิตได้จากธรรมชาติและการใช้ปุ๋ยธรรมชาติสามรถลดภาวะมลพิษทางการเกษตรได้ และทำให้การสูญเสียทางความหลากหมายทางชีวภาพไม่รุนแรงมากมายนัก การตัดไม้อย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่มันก็ขัดกันกับการทำธุรกิจด้านนี้แบบสมัยใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก การตัดไม้ทำลายป่าแบบผิดกฎหมายกำลังเป็นปัญหาหลักในการทำลายป่าไม้

การฟื้นฟูและซ่อมแซมระบบนิเวศน์
ดูเหมือนว่ามันไม่มีประโยชน์เลยที่จะมาร้องคร่ำครวญถึงการตัดไม้ทำลายป่าในอดีต วันนี้เราน่าจะมีคิดถึงว่าเราจะให้พื้นดินให้เกิดประโยชน์มากที่สุดและนึกไปถึงเหลือพื้นที่เหล่านี้ไว้กับลูกหลานของเราต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยของผู้ใช้ป่า และคนที่อยู่รอบๆ ป่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตรงนี้แล้วเราไม่สามารถจะรักษาป่าเหล่านี้ไว้ใช้ตามความต้องการของเราได้เลย

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนที่มีโอกาสในการตัดสินใจ ไม่คำนึงถึงเฉพาะความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ แต่จะต้องมีเหตุผลในการรักษาพื้นที่ที่ลดลง เพื่อป้องกันการสูญเสียป่า รักษาการทำการเกษตรแบบยั่งยืน รักษาทุ่งหญ้า รักษาเรือกสวนไร่นา ฟาร์ม
รักษาและฟื้นฟูสัตว์ต่างๆ ในระบบนิเวศน์

จากงานวิจัยต่างๆ และจากประสบการณ์พบว่า การจะฟื้นฟูระบบนิเวศน์จะทำให้ดีกว่าในพื้นที่ที่มีป่าดั้งเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง ทำในพื้นที่เล็กๆ จะง่ายกว่าในพื้นที่ขนาดใหญ่ ใช้เวลาไม่กี่ปีนัก พื้นที่เหล่านั้นก็สามารถทำให้พืชเล็กเจริญเติบโต และหลังจากผืนป่าก็จะค่อยๆ ฟื้นตัวในที่สุด นอกจากนั้นผืนป่าเหล่านี้สามารถทำให้มีพืชจากป่า เพื่อให้เก็บเกี่ยวกันอย่างไม่มีวันหมดก็จะลดความรุนแรงในการตัดไม้ทำลายป่าและการทำการเกษตรลง

• แหล่งทุนสำหรับการรักษาป่า
การรักษาป่าจะต้องมีการใช้เงินทุนอย่างแน่นอน แม้กระทั่งประเทศที่มีเงินสนับสนุนจากประเทศอื่นๆแล้วก็ตาม กระนั้นก็ตามการให้เงินดูเหมือนว่าประเทศเหล่านั้นยื่นมือขอเงินเฉย ดูเสมือนจะไปอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ ซึ่งมันจะไม่มั่นคงและถาวร ประเทศต่างๆเหล่านี้ก็จะต้องนึกถึงที่มาของแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืนมั่นคง

• การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
สามารถสร้างรายได้ เช่น การเก็บค่าเข้าชม การจ้างผู้คนในท้องถิ่นในการทำงานต่างๆ เช่น พนักงานโรงแรม ทัวร์ไกด์ พนักงานร้านอาหาร พนักงานขับรถ คนขับเรือ พนักงานยกกระเป๋า พ่อครัว และการทำสินค้าพื้นเมือง
การเก็บค่าแร่ธาตุต่างๆ และซากดึกดำบรรพ์
ในประเทศที่มีพื้นที่ป่าฝนสามารถจะสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ด้วยการเปิดโอกาสให้นักวิจัยเข้ามาทำการวิจัยในเรื่องของพืชพื้นเมือง สัตว์ประเภทต่างๆ อย่างเช่น บางพื้นที่ของคอสตาริก้านั้นได้ทำสัญญากับบริษัทผลิตยาของประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทำการวิจัยและค้นหาพืชที่สามารถนำไปเป็นยาได้ โดยภายใต้ข้อตกลงว่าผลกำไรครึ่งหนึ่งจะต้องเป็นรายได้ของรัฐบาลประเทศคอสตาริก้า ซึ่งจำนวนเงินส่วนหนึ่งจะต้องนำไปใช้ในเรื่องของการอนุรักษ์
ในลักษณะที่เหมือนกัน ในปี 2001 จีวูแดนส์ บริษัทผลิตน้ำหอมของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ส่งทีมเข้าไปเพื่อค้นหาไม้หอมในมาร์ดาร์กัสการ์ หลังจากทำการสำรวจแล้วบริษัทสามารถค้นพบกลิ่นใหม่ๆ ได้ทั้งหมด 40 กลิ่น เพื่อเอาไปทำเป็นหัวน้ำหอมต่อไป บริษัทสัญญาว่าจะแบ่งผลกำไรจากผลิตภัณฑ์นี้ให้กับท้องถิ่น เพื่อนำเงินรายได้ไปใช้ในการอนุรักษ์และการพัฒนา

• การปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์
ประเทศกำลังพัฒนาควรจะรักษาผืนป่าของตนเอาไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้อีกทางหนึ่ง คือการเก็บเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปในอากาศ

• การสนับสนุนจากบริษัทต่างๆ
ถึงแม้บริษัทต่างๆจะเชื่องช้าในการทำตรงนี้ ในขณะที่พร้อมที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลในเรื่องของการตลาดเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ เราสามารถจะเห็นได้จากข้อมูลข้างล่างถึงความเป็นไปได้ที่มากขึ้น
โครงการลินเด็น เลิพจอย ฟิลลิป
ซึ่งเป็นความคิดที่ดีโดย อูเก็น ลินเด็น โทมัส เลิฟจอย และเจ เดเนียล ฟิลลิปโดยการแบ่งป่าออกเป็นลอร์คๆ แล้วให้บริษัทต่างๆ กลุ่มนักอนุรักษ์ และคนอื่นที่มีความประสงค์และที่มีความสนใจการดูแลรักษาป่า โครงการนี้สามารถเป็นหนทางให้บริษัทต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมต่อกาอนุรักษ์และเป็นการโปรโมตภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัทอีกด้วย และการให้บริจาคเล็กๆน้อยเพื่อเป็นกองทุนในการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืน
สิ่งที่สามารถทำได้ในอนาคต เมื่อมีเงินทุนสนับสนุนแล้ว

• พื้นที่ปกป้องรักษา
ขยายพื้นที่ที่จะปกป้องรักษาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และถ้าพื้นที่เหล่านี้สามารถจะเป็นที่มาของรายได้ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีของชุมชนนั้นๆ การเพิ่มพื้นที่ป่าก็น่าจะเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจไปด้วย

• เพิ่มการดูแลรักษาตรวจตราเพื่อปกป้องพื้นที่เหล่านั้น สามารถทำได้โดยไม่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายและทำให้ชุมชนได้เห็นประโยชน์ของป่า เช่น คนในชุมชนเองสามารถเป็นไกด์(มัคคุเทศก์) พานักท่องเที่ยวชมป่า ขายของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยว และเรียนรู้ในเรื่องคุณค่าของระบบนิเวศน์ ถ้าทำแบบนี้ได้ คนในพื้นที่เองก็รักและหวงแหน และอยากดูแลรักษาและช่วยในการตรวจตราป่า ไกด์เองก็ควรจะก็ควรจะได้รับการอบรมฝึกฝนให้เป็นหูเป็นตา และระวังพฤติกรรมที่เป็นโทษต่อระบบนิเวศน์ ถ้าเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยก็ต้องรายงานไปยังสำนักงานของอุทยานเหล่านั้น

• สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในการวิจัยและการฝึกอบรมไกด์และนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่น
ประเทศที่มีพื้นที่ป่าโดยทั่วไปต้องสร้างในเรื่องของทุนทางปัญญา เพื่อนำมาเพื่อเศรษฐกิจต่อไป เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ของประเทศให้คุ้มค่าที่สุด มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาพืชสัตว์เฉพาะท้องถิ่น ซึ่งมีการค้นพบใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อจะได้เป็นผลประโยชน์ทางการวิจัยและอาจจะนำไปสู่เรื่องของการค้าในที่สุด เรื่องของการวิจัยสามารถเพิ่มผลผลิตและลดการพังของหน้าดินก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน

• จัดตั้งโปรแกรมเพื่อให้เกิดการใช้ที่ยั่งยืน เป็นโปรแกรมที่ยั่งยืนเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรที่อยู่รอบๆพื้นที่เหล่านั้น คนในชุมชนคงไม่เห็นประโยชน์ของจากการเป็นพนักงานบริการ อาจจะยังใช้ชีวิตแบบเดิมที่เคยเป็น แต่อย่างไรก็ตามการใช้พื้นที่เหล่านี้ของคนในชุมชนก็ต้องใช้พื้นที่เหล่านี้ให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุดและลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

• มีการจ่ายเงินทดแทนให้กับคนที่สูญเสียที่อยู่ เพื่อรักษาพื้นที่ป่าเหล่านี้บางคนอาจจะถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ที่เคยอาศัยอยู่ มันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายทดแทนให้กับคนที่ต้องย้ายไปจากบ้านและที่อยู่อาศัยของตน ในขณะที่การจ่ายเงินเป็นทางเลือกทางหนึ่งแต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรจะทดแทนเขาด้วยรายได้ที่มั่นคงผ่านการฝึกอบรมในเรื่องของการประกอบอาชีพทางการเกษตรหรือการปลูกพืชทางเลือก

• สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ซึ่งหวังว่าประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้คงจะความหวังในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การวางแผนที่ดีเป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์และสร้างผลกำไรให้ชุมชนนั้นๆให้มากที่สุด

• ต้องให้แน่ใจว่า การเจริญเติบโตและความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้การตัดไม้ทำลายป่าน้อยลง ในขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชนบทเริ่มที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการอนุรักษ์มันจะเป็นการดีถ้าคนเหล่านี้ไม่เอาเรื่องของรายได้เหล่านี้ไปเป็นการลงทุนใหม่ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่า โดยปกติแล้วรายได้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการหาพื้นที่เพาะปลูกทีเพิ่มขึ้นเช่นกัน การเก็บเงินเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยคุ้นเคยนักสำหรับประชากรในประเทศกำลังพัฒนา เรื่องของการยืมและการออมจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ซึ่งสามารถเปลี่ยนความเป็นอยู่ด้วยการทำให้คนเหล่านี้มีการคิดถึงเรื่องของการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดี

• กระตุ้นในเรื่องการเป็นผู้ประกอบการ ทำได้ด้วยการให้ยุทธศาสตร์ทางด้านเครดิตขนาดเล็ก ซึ่งสามารถสร้างผลกำไรและประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับประเทศโดยรวม จากการศึกษาในประเทศพัฒนาแล้วการเป็นนักคิดในเรื่องของผู้ประกอบการและนักธุรกิจนั้น ถ้าหากให้ทุนให้กับประชากรที่ยากจนนั้นพบว่าความเสี่ยงจะน้อย เพราะบางทีคนที่ยากจนอาจจะเห็นคุณค่าของเงิน การให้ยืมเงินคงจะดีกว่าการให้เงินไปเฉยๆ เพราะจะไม่ทำให้พวกเขาคิดว่าต้องพึ่งคนอื่นตลอดเวลาและเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

การมองไปข้างหน้า เป็นเรื่องที่ยาก
การยกเลิกการค้าไม้หรือสร้างการอนุรักษ์อาจไม่เพียงพอ สำหรับการรักป่าที่มีอยู่ เพื่อให้ป่าเหล่านี้คงอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรวมเอาเรื่องเศรษฐกิจและเหตุผลทางการเมืองจะต้องแก้ปัญหาจัดการเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า

ถ้าปัญหาเหล่านี้ถูกนำออกมาพูดในวงกว้าง ถ้าทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการรักษาป่าและมีการสิ่งเสริมในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนและให้การศึกษาแก่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น่าจะเริ่มที่นั่น ตอนนี้ประมาณ 6 %ของป่าที่เหลืออยู่ได้รับการปกป้องดูแลรักษาแสดงว่า อีก 90% ก็เปิดโอกาสให้จับจองได้อย่างไรก็ตาม 6% นี้คงไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการที่ถูกต้องในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ถ้าเป็นไปได้การกระตุ้นเตือนในเรื่องของการปลูกป่าและโครงการการฟื้นฟูป่ายิ่งจะต้องทำ พวกเราซึ่งเป็นมนุษยชาติคิดจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง ความสำคัญของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะอยู่อย่างยาวนาน

by ThaiWebExpert