'อีไอเอรุนแรง' "ไม้แข็ง"ชุมชน-สิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขี่ยน

ขณะนี้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติ และแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2552 ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชนที่มีแผนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ต้องมีการปฏิวัติตัวเองอย่างมาก เพราะการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพ หรือเอชไอเอ ตามประกาศใหม่ของ ทส. มีความเข้มข้นและมีขั้นตอนมากกว่า 34 ประเภทโครงการ หรือกิจการตามประกาศของ ทส. ที่ต้องทำอีไอเอตามปกติอยู่แล้ว

แม้การกำหนดประเภทโครงการ หรือกิจการกระทบชุมชนรุนแรง ในส่วนของ ทส.ยังต้องรอผลการพิจารณาจากคณะทำงานภายใต้กรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปปลายเดือนเมษายนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประกาศเรื่องการพิจารณาอนุญาตโครงการ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

โดยมีบัญชีรายชื่อ 8 กิจการที่กระทบชุมชนขั้นรุนแรงไว้แล้ว คือ 1.เหมืองใต้ดินในชั้นดินหรือชั้นหินที่แตกหักง่ายทุกขนาด 2.เหมืองแร่ตะกั่ว สังกะสี และแมงกานีส 3.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลาง 4.โรงถลุงเหล็ก 5.นิคมอุตสาหกรรมที่มีโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นและขั้นกลางและโรงถลุงเหล็ก 6.โรงไฟฟ้า 7.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 8.โรงงานกำจัดของเสียและขยะอุตสาหกรรม ดังนั้น ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการภายใต้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมสามารถใช้เป็นแนวทางการประเมินผลกระทบทางสุขภาพในรายงานอีไอเอของ ทส.ไปปฏิบัติได้ทันที

สุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อธิบายว่า "อีไอเอขั้นรุนแรง" ตามประกาศฉบับใหม่นี้ เจ้าของโครงการต้องดำเนินการจัดทำถ้าเข้าข่ายโครงการก่อให้เกิดผลกระทบชุมชนรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ ทั้งยังรวมถึงโครงการซึ่งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนว่าอาจกระทบชุมชนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ผู้จัดทำรายงานอีไอเอนี้ต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วกับ สผ.เท่านั้น

"ที่แตกต่างจากอีไอเอปกติ เมื่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณารายงานอีไอเอ เห็นชอบกับรายงานแล้วให้ สผ.ส่งผลพิจารณาของ คชก.ให้หน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือผู้อนุญาตโครงการ เช่น กรมชลประทาน, กรมเจ้าท่า, กรมโรงงาน ฯลฯ จัดดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลข่าวสารในวงกว้าง กระจ่างชัดมากขึ้น และลดความกังวลของประชาชน ถือเป็นกระบวนการของรัฐให้กับสาธารณะ" สุชญากล่าว

ขั้นตอนการพิจารณาอีไอเอโครงการรุนแรงยังต่างจากอีไอเอปกติ ที่ สผ.ต้องจัดส่งรายงานฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจาก คชก.แล้ว พร้อมทั้งความเห็นของ คชก. และสรุปสาระสำคัญของมาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้องค์กรอิสระให้ความเห็นประกอบ ก่อนจะมีการดำเนินการของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ กรณีที่เป็นโครงการรุนแรงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือโครงการร่วมกับเอกชน ให้ สผ.เสนอความเห็นของ คชก. ความเห็นขององค์การอิสระ และรายงานรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นประกอบการพิจารณาเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

ผอ.สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความพยายามในการทำให้กระบวนการทำอีไอเอรุนแรงมีความรอบคอบ มีความชัดเจน เพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ในการประชุม คชก. เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ได้เสนอเพิ่มองค์คณะผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเข้ามาพิจารณาอีไอเอรุนแรง เน้นด้านสุขภาพ และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนใน คชก.ทั้ง 10 ชุด ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่ง คชก.ได้เห็นชอบและจะมีการแต่งตั้งเพิ่มเติม

"มีหน่วยงานรัฐผู้อนุญาตโครงการถามว่า ถ้า คชก.อนุมัติอีไอเอ พอจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชนไม่เห็นด้วย องค์การอิสระไม่เห็นด้วย หน่วยงานอนุมัติจะทำยังไง เห็นว่าอยู่ที่การพิจารณาของหน่วยงานอนุมัติ ซึ่งต้องตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ แม้การทำงานจะยากขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ถือเป็นการปฏิวัติแนวคิดการบริหารภาคราชการ สร้างความโปร่งใสในการอนุมัติโครงการ" สุชญากล่าว

ด้าน สมพร เพ็งค่ำ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า ในกระบวนการทำอีไอเอ การกำหนดขอบเขตการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะชี้ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องศึกษาและประเมินผลกระทบ เพราะผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีหลากหลาย ถ้าทำอีไอเอไม่ตรงประเด็น สิ่งที่ศึกษาไม่ตรงกับข้อกังวลของชาวบ้าน เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับโครงการเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี บริษัทฯ ไปประเมินเรื่องการขยายตัวของพยาธิในปลาหลังสร้างเขื่อน แต่โครงการกลับมีผลกระทบในด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร จำนวนปลาลดลง ชาวบ้านจับปลาไม่ได้ ต้องละทิ้งอาชีพประมงไปเป็นกรรมกร ส่งผลให้ครอบครัวล่มสลาย อีไอเอของโครงการเหมืองแร่โปแตชที่สร้างความขัดแย้ง เพราะบริษัทฯ ประเมินโครงการนี้จะไร้ปัญหา และทำให้การจ้างงานในชุมชนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อชุมชนทำรายงานอีกฉบับ กลับมีผลกระทบการปนเปื้อนเกลือในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

"การประกาศกระทรวงเกี่ยวกับโครงการรุนแรง จะเป็นผลดีต่อหน่วยงานอนุมัติอนุญาต ให้ตัดสินใจรอบคอบยิ่งขึ้น ต้องรับผิดและรับชอบเต็ม เพราะโครงการที่จะเกิดผลกระทบชุมชนรุนแรง เมื่อเกิดเหตุจะสร้างความเสียหายร้ายแรงมาก ระบบนิเวศที่อ่อนไหวเรียกกลับคืนมาไม่ได้ หรือต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการเยียวยา ถ้าทำอีไอเอขั้นรุนแรงจะได้โครงการพัฒนาที่ไม่ส่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม การรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนสุดท้าย จะทำให้แน่ใจว่า ก่อนลงนามอนุมัติ ถ้ามีเสียงคัดค้านควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพื่อให้กระบวนการอีไอเอมีความสมบูรณ์ ถ้าหน่วยงานรัฐผู้อนุมัติกลัวงานหนักคงลำบากในการใฝ่ฝันถึงสังคมที่เอื้ออาทรต่อกัน ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกัน มุ่งมั่นและฝ่าวิกฤติไปได้ ระบบประเมินผลกระทบของไทยจะเดินไปในเชิงคุณภาพมากกว่าที่ผ่านมา" สมพรกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กล่าวด้วยว่า ในการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการกำหนดขอบเขตการศึกษา บริษัทฯ ไม่ควรมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าร่วมให้ข้อคิดเห็น เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชน อย่างไรก็ตาม มีอีกเสียงสะท้อน เนื่องจากชาวบ้านต้องเสียรายได้เมื่อมาประชุม จึงควรสนับสนุนค่าเดินทางหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยากเสนอทั้งกรณีที่มีการจ่ายเงินหรือไม่มีควรแจ้งในหนังสือเชิญให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมประชุมนั้นหรือไม่ วิธีการนี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดหรือการแปลงเจตนาที่ไม่เหมาะสมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะที่ สิริวรรณ จันทนจุลกะ ผู้อำนวยการกองสุขาภิบาลชุมชนและการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรมอนามัยเห็นว่าประกาศฉบับนี้ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวมาก ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นทำให้รายงานอีไอเอรุนแรงมีความรอบด้าน จะเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจให้ถูกที่ถูกทางยิ่งขึ้น ต่างจากเดิมที่ผู้อนุมัติใช้อีไอเอเพื่อการตัดสินใจเลย สำหรับหลักการทำการประเมินเอชไอเอประกอบในรายงานอีไอเอ อาทิเช่น หลักประชาธิปไตย ต้องรับรองสิทธิของประชาชนทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินโครงการที่จะกระทบชุมชน ความเป็นธรรม คือ ต้องศึกษาถึงผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าทั่วไป การให้ข้อมูลหลักฐานอย่างเหมาะสม และข้อมูลที่เป็นจริง เปิดเผยและโปร่งใส สุขภาวะองค์รวม คือ ต้องมองภาพรวมปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบทางสุขภาพของชุมชน สุดท้ายเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและยาว

สำหรับมุมมององค์กรพัฒนาเอกชนที่ต้องพบกับความขัดแย้งระหว่างเจ้าของโครงการและชาวบ้านมายาวนาน ต่างตั้งความหวังไว้กับประกาศโครงการอีไอเอรุนแรงนี้ว่า จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการต่างๆ และก็เชื่อว่า ขั้นตอนการพิจารณาโครงการที่เข้มข้นขึ้นที่ระบุไว้ในรายงานอีไอเอรุนแรง จะสามารถช่วยแก้ปัญหาที่หมักหมมได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะโครงการมาบตาพุด

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก และอยู่ในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย กล่าวว่า มาตราการ 67 วรรค 2 ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไทย เป็นหมวดสิทธิชุมชนช่วยเติมเต็มโอกาสให้ชุมชนปกป้องตัวเองมากขึ้น กฎกติกาที่วางไว้มีเจตจำนงชัดเจนให้ชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจโครงการที่อาจเกิดผลกระทบต่อชุมชน แต่ไม่ได้ปิดประตูตายถ้าโครงการมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ มาตรการติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัดให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบ กว่าจะออกกฎหมาย ระเบียบขึ้นมารองรับเรื่องอีไอเอ และเอชไอเอมีการถกเถียงกันมาก เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ง่าย เมื่อประกาศออกมาแล้วไม่อยากให้อีไอเอเป็นแค่องค์ประกอบเพื่อผ่านดำเนินโครงการ ด้วยการใช้วิธีต่างๆ นานาที่ไม่สร้างสรรค์ ขณะนี้ ภาคประชาชนยื่นฟ้อง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกระบวนการอนุมัติอีไอเอในหลายโครงการของ สผ. และ ป.ป.ช.รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

"ถ้ามองเป็นแค่ตัวประกอบ หรือพิธีกรรมที่เยอะขึ้น สิ่งที่ทำจะไม่มีประโยชน์เลย แต่ถ้าทำกระบวนการอีไอเอ เอชไอเอให้สมบูรณ์ จะเป็นการเชื่อมร้อยองค์ความรู้ของบริษัทที่ปรึกษา ผู้ประกอบการ ผู้อนุมัติโครงการ และภาคประชาชน เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้แก้ที่ต้นตอให้ถูกต้อง ในมาบตาพุดมีหลายโครงการทำอีเอไอให้ชาวบ้านเข้าร่วม แต่กลับไปบ้านชาวบ้านไม่เข้าใจ บริษัทที่ปรึกษาต้องเป็นตัวกลางให้ข้อมูลอุตสาหกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบ มาตรการลดผลกระทบ ถ้าทำได้จะเติมเต็มสิทธิชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาให้ยั่งยืน แล้วความรู้จะอยู่กับชุมชนตลอดไป ปัญหาจะไม่เรื้อรังและยืดเยื้อเหมือนมาบตาพุด ไม่ต้องสูญเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นภาษีของประชาชนใช้แก้ปัญหา เราไม่ได้ค้านหัวชนฝา หรือต้องการทำลายการพัฒนาของประเทศ แต่ถ้าภาคเอกชนไม่มีมาตรการที่ตอบความกังวลใจทำให้ประชาชนไว้วางใจได้ก็อย่าพัฒนาเลย" สุทธิกล่าว.

วิจารณ์แผนพัฒนาฯ ฉบับ 11 โทษคนจน ไม่สนปัญหาเชิงโครงสร้าง

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นักวิชาการจวกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับ 11 ละเลยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความยากจน แต่โทษที่ "คนจน" เอ็นจีโอเสนอจะออกแบบสังคมใหม่ต้องมองจากมุมของคนที่เสียเปรียบ วิจารณ์ไทยมีวิสัยทัศน์ด้านธุรกิจชัดเจน แต่ไม่เคยมีวิสัยทัศน์ทางสังคม

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย และสถาบันวิจัยสังคม จัดการเสวนาเรื่อง “Social Architecture ซ่อมหรือสร้างสังคมใหม่: ประเด็นสะท้อนจากคนยากคนจน” ภายใต้โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “เผชิญหน้าผลลัพธ์จากแผนฯ 10 สู่ประเด็นท้าทายในแผนฯ 11”

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งจะเริ่มใช้ในไม่กี่ปีที่จะถึงนี้ว่า มีลักษณะสำคัญที่น่าสนใจอยู่ 2 ประการคือ หนึ่ง ที่ผ่านมา การร่างแผนฯ แต่ละครั้งถูกวิจารณ์ว่า มีความคลุมเครือว่าใครเป็นผู้จัดทำ แต่ฉบับนี้มีการจ้างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาฯ เป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งน่าสนใจว่าจะแตกต่างกับการร่างในอดีตที่ว่ากันว่า ร่างโดยกลุ่มเทคโนแครตหรือขุนนางวิชาการ ที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ อย่างไร

สอง ในฉบับก่อนๆ มีกรอบทฤษฎีที่จับต้องได้ชัดเจน เช่น ถ้าอ่านแผนฯ จะรู้ว่าอ้างอิงมาจากกรอบทฤษฎีกระแสหลัก แต่ครั้งนี้ มีกรอบแปลกๆ ซึ่งอ้างอิงทฤษฎีได้บ้างไม่ได้บ้าง ได้แก่ 1.เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เน้นไปที่เรื่องโลกร้อน 2.สถาปัตยกรรมทางสังคม 3.เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 4.สัญญาประชาคมใหม่ และ 5.ประเด็นท้าทายหลังวิกฤตเศรษฐกิจว่ามีโอกาสของประเทศไทยอย่างไรบ้าง

พิชญ์กล่าวถึงประเด็นเรื่องสถาปัตยกรรมทางสังคมว่า ในเอกสารชุดหนึ่งของงานวิจัยเพื่อจัดทำแผนฯ วิเคราะห์ว่า สังคมไทยยังไม่เป็นธรรม และไม่สมดุลในการพัฒนาเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม ฐานรากของสังคมไทยซึ่งเคยแข็งแรงกลับอ่อนแอลง สั่นคลอนและถูกกัดกร่อนลงเรื่อยๆ จากสาเหตุที่สะสมมานาน ไม่มีเสถียรภาพ ขาดการกระจายการพัฒนา-การขยายโอกาสทางสังคม นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางสังคม จึงมีการเสนอโมเดลที่เรียกว่า "สถาปัตยกรรมทางสังคม" ขึ้น โดยมีลักษณะคล้ายบ้าน และมีการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา เพื่อการพัฒนาสังคมที่ฐานราก และพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์

ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ สถาปนิกผู้ก่อตั้งกลุ่มสถาปนิกชุมชนเพื่อที่อยู่อาศัย และอาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลังจากอ่านเอกสารแล้วเกิดคำถามว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะสถาปัตยกรรมสำหรับทั้งสังคมเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าซึ่งมีจำนวนมากและมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้ จากประสบการณ์มองว่า การทำงานกับคนในชุมชน สิ่งที่จะต้องทำคือกระตุ้นให้เขาคิดว่ามีต้นทุนอะไรอยู่แล้วบ้าง ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่าโจทย์ถูกหรือไม่

นลินี ตันธุวนิตย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หลังจากอ่านเอกสารงานวิจัยพบว่า มีอคติต่อภาคประชาชนและชุมชน โดยไม่พูดถึงทุน นักวิชาการ ชนชั้นกลาง และสื่อเลย เนื้อหาระบุว่า ภาคประชาชนและชุมชนเป็นฐานรากที่สำคัญและศูนย์กลางของการพัฒนา จากนั้นบอกว่าฐานรากมีปัญหาเพราะอ่อนแอ หมดทุนทางสังคม ละเลยคุณค่าในตัวเอง ขาดจิตสำนึกสาธารณะ มุ่งอยู่รอด ดังนั้นต้องทำให้ฐานแข็งแรง ทั้งนี้ วิธีเขียนดูเหมือนจะชี้ไปว่าปัญหาที่มีตอนนี้ไม่ใช่เรื่องความยากจน แต่เป็นที่ตัวคนจนที่อ่อนแอต่างหาก

การอธิบายแบบนี้ละเลยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความยากจน เช่น การรวมศูนย์ การจัดการบริหารทรัพยากร การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม การเลือกปฎิบัติ การปราบปรามทำลาย และการใช้ความรุนแรง แต่กลับไปสนใจว่า ถ้าคนเป็นศูนย์กลาง และคนเป็นปัญหาก็ต้องแก้ที่คน

โดยในการปรับโครงสร้างสังคม เสนอให้นำหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทุกระดับ คำว่า เศรษฐกิจพอเพียงกลายน้ำหมักชีวภาพของป้าเช็ง เอามาทาก็ได้ หยอดตาก็ได้ กินก็ได้ รักษาได้ทุกโรค เป็น magic word ที่ใช้แก้ปัญหาทุกเรื่อง

ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ก็มีความลักลั่นเช่นกัน โดยบอกว่าต้องสร้างจิตสาธารณะ มีความเอื้ออาทร แต่ไม่ได้พูดว่า ภายใต้โครงสร้างแบบไหนที่ทำให้จิตสาธารณะและความเอื้ออาทรเกิด และโครงสร้างสังคมแบบไหนที่จะทำให้มันดำรงอยู่

นอกจากนี้ แผนผังความคิดที่วางชุมชน เอกชน และรัฐไว้ในระนาบเดียวกัน ยังขาดมิติเรื่องอำนาจ ราวกับคิดว่า ทั้งสามส่วนเท่าเทียมกันและต่อรองกันได้ ถามว่าหน่อมแน้มและโรแมนติกไปหรือไม่ ที่ผ่านมากรณีเขื่อนปากมูลนั่งโต๊ะเสมอหน้า แต่ถึงเวลาฝ่ายการเมืองอยากปิดประตูเขื่อนก็ปิด

"ในที่สุด นโยบายก็เป็นเพียงการนำถ้อยคำมาเรียงกัน เป็นนิทานที่มีทั้งอคติและความสับสน"

สุภา ใยเมือง มูลนิธิเกษตรยั่นยืนประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่แผนพัฒนาฯ ควรจะวิเคราะห์คือ โครงสร้างหมู่บ้านที่เปลี่ยนไป เกษตรกรอยากเข้าไปอยู่ในเมือง ชนชั้นกลางที่อินกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรก็อยากจะเข้าไปทำเกษตรในหมู่บ้าน รวมถึงต้องวิเคราะห์ว่าแนวคิดต่างๆ ที่เป็นผลมาจากโลกาภิวัตน์ ว่าทำให้คนในชุมชนได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร และจะรองรับอย่างไร

อัภยุทย์ จันทรพา กลุ่มปฏิบัติงานคนจนเมือง กล่าวว่า การจะออกแบบสังคมใหม่จะต้องมองจากมุมของคนที่เสียเปรียบ รวมถึงต้องยอมรับความจริงว่า เราอยู่ในสังคมที่เป็นพหุสังคม ที่มีความหลากหลายทั้งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ความต้องการแตกต่างกันออกไป

เขาเน้นว่า การพัฒนาจะต้องมาจากท้องถิ่น และยกตัวอย่างการคัดค้านอุตสาหกรรมหนักในภาคใต้ พร้อมเสริมว่า หากเราต้องการเชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์ เราก็สามารถออกแบบได้ ผ่านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมอาหาร โดยจะเห็นว่าประเทศในยุโรปเองก็อยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมหนัก

นอกจากนี้ อัภยุทย์ เสนอว่าจะต้องอนุญาตให้เกิดจินตนาการที่เป็นรูปธรรม จากคนทุกกลุ่มในสังคม ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า คนในแต่ละพื้นที่มีแผนอยู่แล้วว่าอยากทำอะไร ชาวนาไร้ที่ดินก็มีความฝันว่านโยบายที่ดิน-โฉนดชุมชนจะเป็นอย่างไร คนไร้บ้านก็มีความฝันว่าจะทำอย่างไรที่ไม่ต้องนอนที่ข้างถนน หรืออยู่ในบ้านพักของกรมสวัสดิการสังคม ที่เหมือนที่กักกัน จินตนาการที่เป็นรูปธรรมนี้จะช่วยกำกับทิศทางของแผน

ท้ายที่สุด เขามองว่า ต้องจัดตั้งมวลชน เพื่อเข้าไปกำกับ-ผลักดันให้จินตนาการนั้นเป็นจริงได้ โดยยกตัวอย่างประเทศในละตินอเมริกา ที่สามารถปฎิรูประบบที่ดิน สวัสดิการได้ เพราะมีฐานมวลชนที่เข้มแข็ง

ด้านอุบล บุญมาก ได้ตั้งคำถามว่า ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่นักการเมืองที่จะวางนโยบายดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่ค่อยถูกหยิบมาใช้ ครั้งหนึ่ง สมัชชาคนจนต้องหยิบข้อความ "ประเทศไทยจะพัฒนาการเกษตรให้เป็นเกษตรกรรมยั่งยืน" จากแผน 8 มาต่อรองกับแผนของกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงฯ จึงยอมรับว่าตอนทำแผนของกระทรวงฯ ก็ไม่ได้ดูแผนชาติก่อน

เขาวิจารณ์ด้วยว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ด้านธุรกิจชัดเจน คือมุ่งสู่อุตสาหกรรม ขณะที่วิสัยทัศน์ด้านสังคมกลับไม่เคยได้ยิน และกลายเป็นเรื่องของแต่ละรัฐบาลทำกันไป ทั้งนี้ ส่วนตัวเขามองว่าถ้าจะออกแบบสังคม สิ่งที่ต้องแก้ไขคือปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่าง ราคากุ้งที่ชาวประมงที่สุราษฎ์ธานีขายได้ 120-130 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม ขณะที่ที่ซุเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กุ้งไทยขายอยู่ที่ 1,000 กว่าบาทต่อครึ่งกิโลกรัม ซึ่งเขาตั้งคำถามว่า ส่วนต่างนั้นไปอยู่ที่ใคร

ศยามล ไกยูรวงศ์: ยุบ อ.อ.ป. เพื่ออนาคตผืนป่าประเทศไทย

ผู้เขียน: 
ศยามล ไกยูรวงศ์

องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2490 เพื่อมีภารกิจสัมปทานทำไม้สักหลังจากที่บริษัททำไม้อังกฤษ และบริษัทต่างประเทศอื่นๆทำไม้สักในประเทศไทยมานานเกือบร้อยปี (พ.ศ.2399 – 2497) และสิ้นสุดอายุสัมปทานทำไม้ในปี พ.ศ.2497 ต่อมา อ.อ.ป.มีภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น โดยทำหน้าที่ให้บริการแก่รัฐและประชาชนในการอุตสาหกรรมป่าไม้ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป่าไม้ ตั้งแต่การทำไม้ เก็บหาของป่า แปรรูปไม้ ทำไม้อัด และทำผลิตภัณฑ์หรือประดิษฐ์ วัตถุหรือสิ่งของจากไม้และป่า ปลูกสร้างสวนป่า เพื่อรักษาป่าไม้ วิจัยค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในด้านอุตสาหกรรมป่าไม้ และการปลูกฝังทัศนคติให้กับประชาชนในการคุ้มครองดูแลรักษาป่า

แต่ในความเป็นจริง อ.อ.ป.มุ่งเน้นการทำไม้ในป่าธรรมชาติ และปลูกสวนป่าเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมป่าไม้เพื่อเลี้ยงตัวเองให้เติบโต ในอดีตที่รัฐบาลอนุญาตให้สัมปทานทำไม้แก่บริษัทจังหวัดทำไม้ อ.อ.ป.มีหุ้นในบริษัทจังหวัดทำไม้ทุกบริษัทในอัตราส่วนของหุ้นร้อยละ 20 - 46.67 อ.อ.ป. เริ่มปลูกสวนป่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ซึ่งเป็นการปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ทั่วประเทศ ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 58 ทวิ อ.อ.ป.จึงเป็นผู้ได้รับสัมปทานทำไม้รายเกือบทั้งหมดในประเทศไทย และเป็นใหญ่ที่สุดของประเทศ

เมื่อประเทศไทยยกเลิกสัมปทานทำไม้ทั่วประเทศในปี พ.ศ.2532 อ.อ.ป. ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ที่ได้รับสัมปทานทำไม้รายใหญ่ของประเทศ ในปี พ.ศ.2536 อ.อ.ป.ขาดทุนทันที 71 ล้านบาท รัฐบาลต้องดูแล อ.อ.ป. ให้อยู่รอด ด้วยการหาประโยชน์จากสวนป่าในทุกโครงการดังนี้ สวนป่าที่ อ.อ.ป.ปลูกโดยใช้งบประมาณของตนเอง (โครงการที่ 1) สวนป่าที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ของ อ.อ.ป. (โครงการ 2) สวนป่าที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ของบริษัทจังหวัดทำไม้ (โครงการ 3) สวนป่าที่บริษัทจังหวัดทำไม้ ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ และอ.อ.ป. รับมอบจากกรมป่าไม้มาดูแลใช้ประโยชน์ (โครงการ 4) และสวนป่าที่ปลูกโดยงบประมาณของกรมป่าไม้ซึ่งส่งมอบให้ อ.อ.ป.ดูแลใช้ประโยชน์ (โครงการ 5 ) โดยสรุป จำนวนสวนป่าในความดูแลและใช้ประโยชน์ของ อ.อ.ป.มีทั้งหมด 1,118,374.935 ไร่ ในพื้นที่ 124 สวนป่า

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ที่ อ.อ.ป. ขาดทุน บทบาทภารกิจของ อ.อ.ป เปลี่ยนไปมามุ่งเน้นการหารายได้ในการทำไม้จากสวนป่า การทำอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ การทำธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ป่า ซึ่งสร้างปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ และไม่ประสบผลสำเร็จในการทำธุรกิจดังกล่าว ดังเช่น โครงการทำไม้สนที่บ้านวัดจันทร์ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โครงการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวนป่าเขากระยาง จังหวัดพิษณุโลก สวนป่าทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สวนป่าคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นต้น

ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับประชาชนในท้องถิ่น ศึกษาในพื้นที่สวนป่าทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สวนป่าห้วยน้ำขาว จังหวัดกระบี่ และสวนป่าสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผลการศึกษาพบว่า การปลูกป่าตามเงื่อนไขสัมปทานไม่บรรลุเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศน์และความสมบูรณ์ของป่าให้กลับคืนมาหลังจากสัมปทานทำไม้

จากสถิติพื้นที่ป่าไม้ที่จัดทำโดยกรมป่าไม้ ระบุว่าในปี พ.ศ.2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้เหลืออยู่ 171.02 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53.33 ของพื้นที่ประเทศ และในปี พ.ศ.2547 พื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือ 104.74 ล้านไร่ หรือร้อยละ 32.66 ของพื้นที่ประเทศ จำนวนพื้นที่ป่าที่เหลือได้รวมเอาพื้นที่สวนป่าในการดูแลของ อ.อ.ป. จำนวน 1,118,374.935 ไร่ ดังนั้นการทำไม้จากสวนป่าที่กำลังดำเนินการอยู่ จะทำให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลงจากเดิม และ อ.อ.ป.ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ปลูกฝังทัศนคติให้ประชาชนดูแลรักษาป่า เพราะในสายตาของประชาชนในท้องถิ่นมองว่า อ.อ.ป.คือผู้ที่ทำลายป่าไม้

นอกจากนี้ จากรายงานของกรมทรัพยากรธรณี พบว่า สวนป่าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก มีจำนวน 46 สวนป่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง บริเวณดังกล่าวได้มีการตัดไม้สักออกจากสวนป่าเพื่อจำหน่าย และจะทำให้เกิดความรุนแรงของดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น อ.อ.ป. ได้ดำเนินการนำสวนป่าที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้ไปขึ้นทะเบียนสวนป่าโดยเป็นผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย ตาม พระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ.2535 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้มีกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา 4 ประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นทำสวนป่าเพื่อการค้า ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียนตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด......”

สวนป่าที่ปลูกตามเงื่อนไขสัมปทานทำไม้คือสมบัติของแผ่นดิน ที่ควรจะมีการฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์ให้เป็นป่าธรรมชาติต่อไป ก็จะกลายเป็นป่าของ อ.อ.ป.ในการหารายได้ต่อไป อนาคตป่าไม้ไทยควรอยู่ในการดูแลของ อ.อ.ป. หรือไม่ สังคมไทยควรพิจารณาจากบทบาทภารกิจของ อ.อ.ป.ที่ผ่านมา

ด้วยเหตุนี้ ชุมชนในพื้นที่สวนป่าจึงมีข้อเสนอ ให้พื้นที่ป่าสมบูรณ์ให้ชุมชนดูแลรักษาเป็นป่าชุมชน พื้นที่ที่มีความหลากหลายของสัตว์ป่าและอุดมสมบูรณ์ควรผนวกไว้ในป่าอนุรักษ์ ตามสภาพของแต่ละพื้นที่ พื้นที่ที่ชุมชนไม่สามารถดูแลรักษาได้ให้กรมป่าไม้เข้ามาฟื้นฟูป่าธรรมชาติ พื้นที่ที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับการทำสวนป่าทับที่ดินทำกินของชุมชน ให้มีการจัดการที่ดินและพื้นที่ป่าชุมชนโดยชุมชนในพื้นที่นั้น และกรมป่าไม้ร่วมดูแลรักษาป่า

หากดูจากสภาพพื้นที่ป่าของประเทศไทยซึ่งนับวันมีจำนวนลดลงตามลำดับ จากการไม่เปลี่ยนแนวคิดการจัดการป่าไม้ร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชนและชุมชน และไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วนั้น การทำให้ อ.อ.ป.ยังมีบทบาทการทำไม้จากสวนป่าต่อไป จะเป็นปัจจัยเร่งให้พื้นที่ป่าของประเทศไทยลดลง เนื่องจากการดำเนินงานของ อ.อ.ป.เปลี่ยนจากการฟื้นฟูป่าธรรมชาติ และการทำสวนป่าที่แปลงสภาพเป็นรูปแบบขององค์กรธุรกิจในการหารายได้ให้องค์กร การให้พื้นที่ป่าซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินไปเป็นทรัพย์สินของ อ.อ.ป.ในการหารายได้ จึงมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะทำให้พื้นที่ป่าของไทยลดลงหนักยิ่งกว่าเดิม

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติขอคืนป่า 9 แสนไร่จากกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ควรทำมานานแล้ว และควรเร่งจัดการสวนป่าที่อยู่ในการดูแลของ อ.อ.ป.ทั้งหมด เพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และพื้นที่สวนป่าที่จะแปลงสภาพไปทำธุรกิจ เพราะฉะนั้น บทบาทของ อ.อ.ป.จึงไม่มีความจำเป็นต่อไปในประเทศไทย สำหรับเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของ อ.อ.ป. รัฐบาลควรดูแลให้หลักประกันแก่พวกเขาในการมีงานทำที่ถาวรต่อไป รัฐวิสาหกิจใดที่บทบาทเปลี่ยนไปจากเดิม รัฐบาลควรหาญกล้าที่จะยุบเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประเทศ

หากรัฐต้องการทำสวนป่าที่ได้ใช้ประโยชน์จากไม้แล้วนั้น กรมป่าไม้ควรร่วมกับชุมชนให้เป็นบทบาทหลักในการดำเนินการ เพื่อนำไปสู่เจตนารมณ์ของการฟื้นฟูป่า และการได้ประโยชน์จากป่าและของป่า โดยมีการกำกับดูแลจากภาครัฐและชุมชนร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป่าไม้ไทยจึงจะมีอนาคตในวันข้างหน้าเพื่อลูกหลานต่อไป

คาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์ข้าว

ผู้เขียน: 
ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง
รศ.ดร.แชบเบียร์ กีวาลา
รศ.ดร.งามทิพย์ ภู่วโรดม
รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร
พิมพ์เมื่อ: 
ม.ค. 2553
พิมพ์โดย: 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

หนังสือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์ข้าว จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับหลักการของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ วิธีการวิเคาระห์ และการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าว รวมทั้งการเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ โดยเนื้อหาของหนังสือนี้รวบรวมจากประสบการณ์เชิงปฏิบัติในการศึกษาวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าว ภายใต้การดำเนินโครงการวิจัย เรื่อง  การวิเคราะห์และจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าว สำหรับการติดฉลากคาร์บอนเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในการบรรเทาภาวะโลกร้อน ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่าย 3 สวัสดิภาพสาธารณะ ตลอดจนความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัทโครงการสาธิต 2 บริษัท คือ บริษัทเพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด

 

 

        คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือนี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์และจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าว เพื่อกระตุ้นในภาคอุตสาหกรรมวิเคราะห์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งจำแนกแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะด้านพลังงาน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในการเตรียมความพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากคาร์บอน อันเป็นการสร้างความสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ประเทศไทยรักษาสภาวะการเป็นผู้นำการส่งออกและผู้นำการผลิตข้าวของโลกได้ต่อไป รวมทั้งเป็นการแสดงการมีส่วนร่วมในความพยายามบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

สารบัญ

บทที่ 1 คาร์บอนฟุตพริ้นท์กับปัญหาภาวะโลกร้อน

บทที่ 2 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ข้าว

บทที่ 3 หลักการและวิธีการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์

บทที่ 4 การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าวสารหอมมะลิ

บทที่ 5 การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์เส้นหมี่แห้งและเส้นก๋วยเตี๋ยวแห้ง

บทที่ 6 ประเด็นปัญหาเชิงปฏิบัติในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์

บทที่ 7 ฉลากคาร์บอนและกระบวนการดำเนินการขอรับรองติดฉลาก

บีที่ 8 แนวทางการเตรียมความพร้อมเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอน

                                                                                               

พิมพ์ครั้งที่ 1 : มกราคม 2553

จำนวน : 400 เล่

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ไฟป่ารุนแรงเพิ่ม 3 เท่าเพราะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com

รายงานข่าวจากออสเตรเลียโดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือภาวะโลกร้อน ทำให้อันตรายจากไฟป่าทวีความรุนแรงขึ้นเป็น 3 เท่า

กลุ่ม กรีนพีซออกมาเตือนว่า เนื่องจากยังไม่มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือกันในการช่วยลดภาวะโลกร้อนต่อจาก พิธีสารเกียวโต เมื่อครั้งการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อปลายปี 2552 ที่ ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าโลกเราจะยังไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไข ปัญหาดังกล่าว โดยทางกลุ่มกรีนพีซคาดว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ ไฟป่าในออสเตรเลียที่ตอนนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกถึง 3 เท่า ภายในปี 2593

โศกนาฏกรรมจากไฟป่าในออสเตรเลียครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา เรียกว่า “วันเสาร์สีดำ” คร่าชีวิตชาวเมืองเมลเบิร์นไป 173 คน เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งมโหฬารแบบนี้ อาจจะเกิดขึ้น 3 ปี 1 ครั้ง แทนที่จะเป็น 33 ปีครั้งอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

“ไม่เพียงในเมลเบิร์นเท่านั้น แต่ความร้ายแรงของไฟป่าขนาดใหญ่อาจเกิดขึ้นได้ในซิดนีย์ แอดิเลด และแคนเบอร์รา” กรีนพีซรายงานเอาไว้ในผลวิจัยชื่อ Future Risk

กรี นพีซยังแถลงอีกว่า หากผู้นำโลกได้มีการเซ็นสัญญาที่ผูกมัดทางกฎหมาย หรือมีพิธีสารตัวใหม่ที่มีบทลงโทษเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเสียออกสู่สิ่งแวด ล้อม ก็อาจจะพอช่วยบรรเทาความเสี่ยงของไฟป่าลงเหลือรุนแรงขึ้นเพียง 2 เท่าก็ได้

“การที่เราไม่ทำอะไรกันเลยก็แสดงว่า พวกเรากำลังจะเอาชีวิตและทรัพย์สินของเราเองไปแขวนไว้บนความเสี่ยง” ลินดา เซลวีย์ ซีอีโอของกรีนพีซ กล่าว

ปัจจุบันอุณหภูมิในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 0.9 องศาเซลเซียส นับจากทศวรรษ 1950 จึงไม่แปลกที่เมืองจิงโจ้จะเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดที่สุดในรอบหลายปีเมื่อเร็วๆ นี้

โศกนาฏกรรม วันเสาร์สีดำ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ปีที่แล้ว นับเป็นความสูญเสียทางธรรมชาติครั้งรุนแรงที่สุดของออสเตรเลียยุคใหม่ ความเสียหายนั้นเทียบได้กับระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 1,500 ลูกทีเดียว

เอลนินโญ : แล้งนี้อาจร้าย...แต่รับมือได้

ผู้เขียน: 
กาญจนา เตชาวัฒนากูล

ปีนี้มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ “เอลนินโญ” ระดับรุนแรงในรอบทศวรรษ

โดยจะทำให้เกิดภัยแล้งและร้อนจัด ซึ่งหลายพื้นที่อาจมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

พอ รู้ข่าวแบบนี้ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหวั่นวิตก เกษตรกรก็กังวลถึงความเสียหายต่อพืชผลไร่นา โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงว่าจะผ่านฤดูร้อน แล้งนี้ไปยังไงดี อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถหยุดการเกิดเอลนินโญได้ แต่ถ้าเราเข้าใจถึงปรากฏการณ์และเตรียมตัวหาวิธีรับมือ ก็จะช่วยลดความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ผลกระทบเอลนินโญ : ไฟป่าร้อนจัดแล้งหนัก
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญ “โดย ปกติ ในฤดูแล้ง ปริมาณน้ำก็จะน้อยเป็นปกติ แต่สิ่งที่เอลนินโญจะทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้นคือ ทำให้เกิดการเสียน้ำมากขึ้นและการเกิดไฟป่า ซึ่งในการจัดการปัญหาเรื่องไฟป่านั้น อาจจะไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปห้ามไม่ให้เกษตรกรเผาป่าเพื่อการเกษตร เพราะเรามีข้อมูลว่า การใช้ไฟยังจำเป็นสำหรับการเกษตรบางรูปแบบ เช่น เกษตรพื้นที่สูง ซึ่งเขาไม่มีวิธีอื่นที่จะจัดการกับที่ดิน ก็ยังต้องจำเป็นอาศัยวิธีนี้อยู่ แต่ในพื้นที่อื่นๆ เราสามารถลดได้ จากข้อมูลพื้นที่ในภาคเหนือที่จำเป็นจริงๆ ในการต้องใช้วิธีนี้อาจมีเพียง 1/3 ของ ทั้งหมด เราก็อาจจะต้องพยายามให้เขาปรับไปใช้วิธีอื่น หรือต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะบางครั้งไฟป่าเกิดจากการเผาแล้วไม่ใส่ใจ ปล่อยให้มันลุกลาม”

เรื่องของอุณหภูมิในฤดูร้อน ก็ดูจะเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสำคัญ ซึ่ง ดร.อานนท์อธิบายว่า “เรื่อง อุณหภูมิที่จริงเป็นเรื่องค่อนข้างคาดเดายาก เพราะมีปัจจัยอื่นๆ เช่น หมอกควัน หรือไอน้ำในอากาศ ก็มีส่วนทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไป แต่โดยรวมแล้ว แนวโน้มอุณหภูมิในฤดูร้อนปีนี้จะสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนของปีที่ ผ่านๆ มา จากที่อยู่ประมาณ 30 ปลายๆ ก็อาจทำให้อุณหภูมิสูงถึง 4042 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานครน่าจะเกิน 40 องศาเซลเซียส โดยช่วงที่ร้อนที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนมี.ค.ไปจนถึงเม.ย. และคาดว่าวันที่ร้อนที่สุด คือ วันที่ 22 เม.ย.”

แต่สิ่งที่ ดร.อานนท์ บอกว่าน่ากังวลมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น “เรื่อง น้ำขาดแคลนสำคัญมากกว่าเรื่องร้อน เพราะปีนี้แนวโน้มของฝนจะมีน้อยกว่าปกติ ยกเว้นว่าเราจะโชคดีเจอพายุเข้าหลายลูก ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยาก ส่วนเรื่องพื้นที่ไหนจะได้รับผลกระทบมากที่สุดนั้น โดยทฤษฎีพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากทะเลหรือแม่น้ำใหญ่มากเท่าไหร่ ก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นพื้นที่ในเขตภาคอีสาน ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ก็จะได้รับผลกระทบมาก”

แล้งร้ายแต่รับมือได้ ถ้าเตรียมตัวดี
แม้ผลกระทบที่คาดไว้อาจจะดูรุนแรง แต่ดร.อานนท์ ชี้ให้เห็นว่า เราสามารถลดความรุนแรงได้หากมีการเตรียมตัวที่ดี “เอลนินโญปีนี้ใหญ่มาก แม้จะไม่เท่ากับปี 2541 ซึ่งจัดเป็นเอลนินโญครั้งร้ายแรงที่สุดของเรา ในปีนั้นรัฐบาลต้องชดเชยมูลค่าความเสียหายทางเกษตรกรรมเป็นมูลค่าถึง 1,500 ล้านบาท แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าก็คือ ในปี 2548 ซึ่งเกิดเอลนินโญเหมือนกัน แต่ไม่ใหญ่ กลับมีมูลค่าความเสียหายที่ต้องชดเชยสูงถึง 7,500 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2550 เกิดเอลนินโญใหญ่กว่าปี 2548 อีก แต่มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 500 กว่า ล้านเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า บางครั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปริมาณฝนน้อยอย่างเดียว แต่มาจากความไม่พร้อม ดังนั้นถึงแม้จะมีปริมาณฝนน้อย แต่ถ้าเรามีการตั้งรับที่ดี ความเสียหายที่เกิดขึ้นมันก็น้อยลง”

ใน เรื่องของการเตรียมตัวรับมือกับภาวะภัยแล้งนั้น ดร.อานนท์ชี้แนะว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำทั้งในระดับนโยบายของรัฐบาลและระดับ ประชาชน ซึ่งในส่วนของภาครัฐเอง ตอนนี้ได้มีการวางแผนและเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะภัยแล้งอยู่แล้วในหลาย หน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร แต่กระนั้น ในระดับการปฏิบัติงานจริง จะให้ได้ผลมากที่สุด ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทั่วไปและเกษตรกรด้วย

ภาครัฐบาล
ในภาครัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีแนวทางในการเตรียมตัวรับภัยแล้ง แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ก่อนเกิดภัย เตรียมความพร้อมหน่วยงาน กำหนดเป้าหมายเพาะปลูกพืชช่วงแล้ง วางแผนจัดสรรน้ำ เตรียมแผนปฏิบัติการฝนหลวง เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ ในขณะเกิดภัย ต้องติดตามสภาวะอากาศ สถานการณ์น้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ปรับแผนจัดสรรน้ำ สนับสนุนปัจจัยการผลิต ประเมินและสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือ และหลังเกิดภัย ให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และฟื้นฟูอาชีพ

ภาคประชาชน
การประหยัดน้ำเป็นเรื่องสำคัญที่เราสามารถทำกันได้ง่ายๆ ทุกคน ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ไม่ ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ขณะทำกิจกรรมใดๆ เช่น ระหว่างล้างหน้า แปรงฟัน แต่ควรเปิดเฉพาะช่วงที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น อาจเปลี่ยนจากการอาบน้ำฝักบัว มารองใส่ถังแล้วตักอาบแทน เป็นต้น

กรณีซัก ผ้าไม่ควรเทน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ แต่ให้นำไปรดน้ำต้นไม้แทน และการรดน้ำต้นไม้ควรรดในช่วงเวลาที่เหมาะสม คือเช้าและเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นไม้สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากที่สุด หากรดน้ำต้นไม้ในช่วงแดดจัด ต้นไม้จะไม่สามารถกักน้ำไว้ได้ทัน เพราะอากาศร้อนทำให้น้ำระเหยไปกับอากาศมากกว่า ควรใช้สปริงเกอร์ฝักบัวรดน้ำต้นไม้หรือล้างรถแทนการใช้สายยาง เนื่องจากจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าปกติถึง 4 เท่า

อุปกรณ์ ต่างๆ ภายในบ้านควรใช้รูปแบบที่ช่วยประหยัดน้ำ เช่น การติดตั้งอุปกรณ์เติมอากาศที่หัวก๊อกของชักโครก ฝักบัว ก๊อกน้ำ และหัวฉีดน้ำ เพียงเท่านี้จะช่วยให้ลดปริมาณการไหลของน้ำได้

สำหรับ เกษตรกร ควรหันมาปลูกพืชที่มีอายุสั้น และใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อย เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดฝักอ่อน ถั่วเขียว ทานตะวัน ต้นหอม กระเทียม ฯลฯ

รู้ตัวแต่เนิ่นๆ เตรียมตั้งรับ สงครามน้ำจะไม่เกิด หรืออาจจะเกิดน้อยลง

รู้จักเอลนินโญ
เอ ลนินโญ เป็นปรากฏการณ์ที่ลมสินค้า ซึ่งเป็นลมที่พัดจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิกมีกำลังอ่อนลง ทำให้ไม่สามารถรักษาระดับน้ำทะเลในส่วนของแปซิฟิกตะวันตกซึ่งปกติจะสูงกว่า ฝั่งตะวันออกได้ ทำให้กระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรย้อนมาทางตะวันออก

แอ่ง น้ำอุ่นซึ่งเปรียบได้กับน้ำร้อนในกระทะใบใหญ่ ซึ่งเคยอยู่ชิดขอบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก จึงเคลื่อนไปทางทิศตะวันออก การลอยตัวของน้ำเย็นจากก้นทะเลจึงมีน้อย มีผลทำให้น้ำด้านแปซิฟิกตะวันออกอุ่นขึ้น น้ำทะเลยิ่งร้อนขึ้น ลมสินค้าก็ยิ่งอ่อนกำลังลง และเมื่อลมสินค้าอ่อนกำลังลงก็ยิ่งทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้น โดยผลกระทบจากเอลนินโญมักทำให้ปริมาณฝนลดน้อยลง เกิดความแห้งแล้ง ไฟป่ารุนแรงและอุณหภูมิสูงขึ้น

โอกาสที่มาบตาพุด

ผู้เขียน: 
ภาสกร พุทธิชีวิน

โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ทำให้ชีวิตของคนระยองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ...ผมคิดว่าอย่างนั้น

ที่ ผมพูดไว้อย่างนั้นก็เพราะว่าในโครงการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง อันเป็นที่ตั้งของโครงการ ประกอบไปด้วย โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี โรงงานพลาสติก ปุ๋ย ซึ่งทุกอย่างทุกชนิดต่างผลิตขยะมีพิษเบ็ดเสร็จ ครบถ้วน

นัก เศรษฐศาสตร์มองการเจริญเติบโตของโครงการด้วยความพึงพอใจ ที่โครงการนี้สามารถชำระหนี้ให้กับประเทศได้ ส่งผลให้กระแสเงินไหลเข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมากจากการส่งออก รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ผ่านมาอาจจะดีใจกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของจ.ระยอง อันเป็นที่ตั้งของโครงการ เพราะทำให้ระยองกลายเป็นจังหวัดที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงที่สุดในประเทศแบบ ผิดหูผิดตา

แต่ ผมกลับมีคำถามว่า เม็ดเงินที่เป็นกำไรนั้นตกสู่ชาวบ้านใน จ.ระยอง กี่บาท ผมเดาแบบเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และคิดแบบชาวบ้านคนหนึ่ง จึงเชื่อว่ามันเป็นเงินไม่เท่าไหร่หรอกครับ ในขณะที่ตัวเงินจริงๆ กลับไปตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนข้ามชาติที่ร่วมทุนกับทุนในประเทศต่างหาก

เมื่อ เป็นเช่นนั้น ผมขอเปิดกระดานคุยกันตรงๆ ว่า พวกเรายังจะควรดีใจกันอยู่หรือไม่ ถ้าเรารู้แล้วว่าเม็ดเงินที่กลุ่มทุนได้จากโครงการนั้นแลกมาด้วยอะไร เพราะด้วยคุณภาพอากาศที่ปนเปื้อนมากมาย จนไม่รู้ว่าสารอะไรเป็นสารอะไรบ้างที่คนมาบตาพุดและชาว ระยองต้องสูดดมเข้าไปในแต่ละวัน

ไม่ น่าแปลกใจเลยครับ ที่ชาวระยองซึ่งตั้งรกรากใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกำลังมีอัตราการเป็น มะเร็งสูงกว่าประชากรในจังหวัดอื่นๆ ถึง 3 เท่า ว่ากันว่าน้ำฝนจากผลการวิจัยของหลายหน่วยงานมีสภาพความเป็นกรดสูง จนใช้บริโภคไม่ได้

นั่น ทำให้ภาคการเกษตรที่ยังต้องพึ่งพาน้ำฝนอยู่มีผลกระทบตามไปด้วย ในขณะที่น้ำทะเล น้ำบาดาล น้ำผิวดิน ก็กำลังปนเปื้อนสารพิษต่างๆ จนเกินมาตรฐาน

อย่าง ไรก็ตาม การขับเคลื่อนของภาคประชาชนในจ.ระยอง เพื่อต้องการให้นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ ทำได้อย่างน่าชมเชยครับ พวกเขาประสบความสำเร็จจากการต่อสู้ที่มีมานับ 10 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งของศาลปกครองที่สั่งให้มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ

สังเกตนะครับ ชัยชนะครั้งนี้มิได้มาจากนโยบายของรัฐบาลใดเลย

แต่ จะอย่างไรก็ตาม ถึงจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ก็มิได้หมายความว่ามลพิษของมาบตาพุดจะลดลง เพราะวันนี้สารพัดโรงงาน สารพัดสารพิษ ผสมปนเปกันไปไกลแล้ว จนทำให้นักวิชาการออกมาบอกว่า มลพิษที่มาบตาพุดนับเป็นความหลากหลายและซับซ้อนมากที่สุดในโลก ปัญหามาบตาพุดจึงเกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาลทุกรัฐบาล เพราะทุกรัฐบาลมุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจนหลงลืมมิติของ สิ่งแวดล้อมซึ่งเกี่ยวกับคนส่วนใหญ่

ล่าสุด ศาลปกครองมีคำสั่งระงับ 76 โครงการ มูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมมาบตาพุด

มีหลายโครงการที่อุทธรณ์ แล้วได้รับการผ่อนปรน

มีหลายโครงการ ยังไม่ได้รับการผ่อนปรน

มีคำถามตามมาว่า แล้วปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะลงเอยอย่างไร

ผม เชื่อลึกๆ ว่า ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร จากนี้ไปการลงทุนที่หวังผลกำไรเพียงอย่างเดียว โดยมิได้คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนในชุมชนจะยากลำบากมากขึ้น และได้รับการต่อต้านเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นัก ธุรกิจอาจจะมองว่า การลงทุนในเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเพื่อเอ็นดูโลกใบนี้มากขึ้นนั้นยากต่อการลง ทุน ตัวเลขและกำไรที่ได้ก็อาจจะไม่จูงใจให้ใครมาลงทุนได้ แต่ในความคิดของผมกลับมองว่า ปัญหาที่มาบตาพุดคือ โอกาส ครับ

ธุรกิจ ไปได้ต้องก้าวเดินไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของมวลมนุษย์ มันอาจจะมีราคาแพง อย่างเช่นที่ผมเคยเล่าว่า บารัก โอบามา จะทำโครงการถ่านหินสะอาดเพื่อป้อนโรงไฟฟ้า ซึ่งจะต้องใช้เงินถึง 1.5 แสนล้านเหรียญ แต่สหรัฐอเมริกาก็กำลังเดินหน้าโครงการนี้

ตอน นี้เราต้องทบทวนกันให้ดีว่า โอกาสของประเทศจากเหตุการณ์นี้อยู่ตรงไหน และเมื่อไหร่ที่เราค้นพบว่า จริงๆ แล้วธุรกิจกับสิ่งแวดล้อมและชีวิตของคนนั้นไปด้วยกันได้

ช่วยกันหาครับ หาเจอเมื่อไหร่ โอกาสก็อยู่ตรงนั้นแหละครับ

มาร่วมกันอนุรักษ์แมลงกันเถอะ

ผู้เขียน: 
การ์ฟิลด์

สิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนว่าจะมีจำนวนประชากรมากมายที่สุดบนโลกใบนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นเหล่าเพื่อน 6 ขา ที่นอกจากมันจะมีจำนวนมากมายแล้วนั้น

แมลง เหล่านี้ยังมีอายุยืนยาวตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์มาจนถึงยุคปัจจุบัน และคาดว่าในอนาคตแมลงเหล่านี้ก็ยังคงอยู่บนโลกของเรา ช่วยในการแต่งแต้มสร้างสีสันให้กับธรรมชาติให้งดงามต่อไป

นอกจากเรื่องราวการใช้ชีวิตอันแสนน่าทึ่งของแมลงแล้วนั้น รู้หรือเปล่าว่าเพื่อน 6 ขา ของเราต้องทำการปรับตัวอย่างมากมายต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งแหล่งอาหารที่ดูเหมือนกับว่าจะหายากยิ่งขึ้นทุกวัน ถิ่นที่อยู่อาศัยก็ถูกทำลาย อีกทั้งสารเคมีกำจัดแมลงมากมายที่ฉีดพ่น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการอยู่รอดของแมลง และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้แมลงสวยงามอีกหลายชนิดที่เราเคยพบเห็นอาจหลง เหลือไว้เพียงแค่ชื่อและรูปถ่ายก็เป็นไปได้ ลองมาทำความรู้จักกับแมลงบางชนิดที่พบเจอได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน อย่างเช่น แมลงทับ เจ้าแมลงแสนสวยที่ชื่นชอบต้นมะขามเทศเป็นพิเศษ หรือจะเป็นแมลงที่สร้างความโดดเด่นให้กับตัวของมันเองอย่างเช่น หิ่งห้อย ที่นับวันจะหาตัวได้ยากยิ่งเสียเหลือเกิน

หลาย คนอาจเคยเกิดคำถามขึ้นว่า ทำไมโลกของเราจึงไม่มีแค่เพียงแมลงที่สวยงามเท่านั้น ทำไมต้องสร้างแมลงที่มีรูปร่างหน้าตาสุดแสนน่าเกลียด หรือวายร้ายจอมทำลายพืชผลให้มีชีวิตอยู่มายืนยาวจนถึงปัจจุบันด้วย คำตอบของปัญหาเหล่านี้ไม่ยากเลย แค่เพียงเราเปิดใจแล้วลองสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว ก็จะพบว่าระบบนิเวศน์ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แมลงแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อเพื่อนแมลงด้วยกันทั้งนั้น

ลอง คิดดูว่า ถ้าหากไม่มีแมลงตัวน้อยๆ ที่แสนวุ่นวายอย่างมดงานที่คอยเก็บกวาดทุกสิ่งไปเป็นอาหารของมัน หรือหากโลกของเราขาดผึ้งงานที่คอยผสมเกสร เก็บน้ำหวาน เราก็คงไม่ได้เห็นดอกไม้แสนสวยบานสะพรั่งอยู่ในสวนดอกไม้อย่างแน่นอน นอกจากแมลงกลุ่มนี้แล้ว ลองมาดูกันอีกทีว่า ถ้าหากไม่มีบรรดาแมลงตัวเล็กจิ๋วที่คอยดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ของเรา อย่างเช่น บรรดาเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ที่เป็นอาหารสุดโปรดปรานของด้วงเต่าแล้วละก็ แย่แน่เลย! ด้วงผู้หิวโหยของเราคงไม่อิ่มท้อง หรือจะเป็นเจ้าอ้วนจอมหม่ำอย่างเช่น หนอนด้วง หนอนผีเสื้อ ที่คอยกัดกินใบไม้ พืชพรรณของเราในระยะเวลาอันแสนรวดเร็ว จนในที่สุดแทบไม่เหลือแม้กระทั่งกิ่งก้าน แต่ท้ายที่สุดเจ้าหนอนเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นผีเสื้อกลางวันแสนสวย หรือผีเสื้อกลางคืนขนปุกปุยตัวใหญ่เบ้อเริ่มให้เราได้เห็นกัน ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ ถ้าหากไม่มีหนอนอ้วนเหล่านี้เป็นเหยื่ออันโอชะแล้วละก็ มวนจอมโหดร้ายอย่าง มวนพิฆาต มวนเพชฌฆาต หรือจะเป็นแมลงนักล่าอย่างตั๊กแตนจะกินอะไรเป็นอาหาร และจะอยู่ได้อย่างไรกันเล่าถ้าหากแหล่งอาหารมีอยู่อย่างไม่เพียงพอ

ยัง มีแมลงนักล่าเหยื่อ และแมลงผู้โชคร้ายที่ตกเป็นเหยื่ออีกหลายต่อหลายชนิดที่เราอาจยังนึกไม่ถึง แต่รู้หรือไม่ล่ะว่าหากธรรมชาติของเราถูกทำลายไป นั่นก็ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อระบบนิเวศน์และการอยู่รอดของแมลง เรื่องราวเหล่านี้ดูเหมือนกับว่าในปัจจุบันจะเป็นเรื่องราวที่ไม่ไกลเกินตัว ของเราอีกต่อไปนั่นก็คือ ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชที่นับวันจะทวีความรุนแรงจนสารเคมีกำจัดแมลง แทบจะไม่เกิดประสิทธิผลอีกต่อไป และผลที่ตามมาก็คือ ความสมดุลของระบบนิเวศน์ที่ถูกทำลายลงไป ประชากรแมลงน้อยใหญ่ก็ลดลง อาจหลงเหลือเอาไว้แต่แมลงบางชนิดที่คอยแต่จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตโดย ปราศจากการควบคุมของแมลงด้วยกันเอง

เรื่องราวเหล่านี้แม้จะดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ลองมาดูกันว่า หากในอีก 10 ปี ข้างหน้า มนุษย์เรายังคงไม่ช่วยกันอนุรักษ์ดูแลธรรมชาติแล้วนั้น สิ่งมีชีวิตอย่างเพื่อนแมลงคงมีจำนวนประชากรลดน้อยลงทุกที และที่สำคัญที่สุดแมลงที่เดิมเคยพบเห็นกันได้อย่างแสนง่ายดาย อาจหลงเหลือไว้แต่เพียงความทรงจำและภาพถ่าย ว่าสีสันและเสน่ห์ของมันช่างสวยงามเพียงใด

ตอนนี้ยังคงไม่สายเกินไปถ้าหากเราจะหันมามองธรรมชาติ และช่วยกันอนุรักษ์ รักษาถิ่นที่อยู่ แหล่งอาหารของแมลงเหล่านั้นเพื่อให้เพื่อน 6 ขา ของเราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขไปอีกนานเท่านาน

เบทาโกรติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์

ผู้เขียน: 
จันจิ

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

หลังจากยักษ์ใหญ่หลายค่ายผู้ผลิตสินค้าในบ้านเรา เริ่มทยอยติดฉลากแสดงความรับผิดชอบต่อการช่วยลดภาวะโลกร้อนผ่านกระบวนการผลิต

ล่า สุดก็ถึงคิวของเครือเบทาโกร เจ้าของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจร ที่ซุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์อยู่พักใหญ่ ตั้งแต่เมื่อกลางปี 2552 ที่ผ่านมา กระทั่งเมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ก็ได้รับอนุมัติให้ใช้ฉลากคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ รวดเดียวถึง 3 ผลิตภัณฑ์

สุเทพ ตีระพิพัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์สำเร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับไก่เนื้อ ของ เครือเบทาโกร ได้รับอนุมัติการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) จากองค์การ บริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รวม 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ อาหารไก่เนื้อ บรรจุถุง เบอร์ 203 เบอร์ 204 และเบอร์ 205

แยกเป็นอาหารไก่เนื้อ เบอร์ 203 มีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 330 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารสัตว์

อาหารไก่เนื้อ เบอร์ 204 มีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 360 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารสัตว์

และอาหารไก่เนื้อ เบอร์ 205 มีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ 350 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมอาหารสัตว์

ทั้ง นี้ สัญลักษณ์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นการแสดงข้อมูลเป็นตัวเลขว่า ตั้งแต่กระบวนการได้มาของวัตถุดิบ การผลิต การใช้พลังงาน การจำหน่าย จนกระทั่งการกำจัดของเสียต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์ จะก่อกำเนิดก๊าซเรือนกระจกปริมาณเท่าไหร่ โดยเทียบเท่าให้เป็นปริมาณกิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สุ เทพ ย้ำว่า การเริ่มดำเนินการส่งเสริมการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรธุรกิจอาหารเพื่อจะนำข้อมูลไปต่อยอดในฟาร์มเลี้ยง ไก่ จนถึงโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารต่อไป โดยเบทาโกรวางกำหนดเป้าหมายที่จะผลักดันให้โรงงานและฟาร์มในเครือ ศึกษาและจัดทำข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ครบทั้งวงจรภายในปี 2553

นอก จากนี้ การเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ยังส่งผลทำให้กระบวนการ ผลิตดีขึ้น สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งไปกว่านั้น จากนี้ไปเครือเบทาโกรก็จะยังมุ่งหน้าขยายการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของเครืออย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย

ให้‘ของขวัญ’แบบเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
อินทรชัย พาณิชกุล

ยังไม่ช้าเกินไปใช่ไหม หากจะเอ่ยว่าสวัสดีปีใหม่

เพราะ ถึงแม้จะผ่านเทศกาลปีใหม่หรรษามาได้สักพักแล้ว แต่บรรยากาศของความสุข รอยยิ้ม และสิ่งดีๆ ที่ทุกคนต่างมอบให้แก่กันยังคงหอมหวนตลบอบอวลอยู่เสมอ จนถึงวันนี้เรายังเห็นใครต่อใครหยิบยื่นให้แก่กันอยู่ราวกับเป็นควันหลงที่ ไม่มีวันจาง

วันนี้ ใครที่กำลังคิดเลือกหาเลือกซื้อของขวัญปีใหม่ให้กับคนที่เรารัก ขอแนะนำวิธีง่ายๆ ในการให้ของขวัญแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่ทำให้โลกร้อนมาฝาก เพื่อให้โลกของเราใบนี้ยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ให้และผู้รับตลอดไป

ให้ของขวัญที่มั่นใจว่าผู้รับจะได้ใช้จริงๆ แม้ว่าเราจะรู้สึกว่าของนั้นมีค่าและมีประโยชน์มากเพียงใด จงมั่นใจว่าผู้รับจะได้ใช้มันจริงๆ มิเช่นนั้นมันจะเป็นแค่ของด้อยค่าไร้ประโยชน์ไปในทันที และท้ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นไปกองสุมรวมกับขยะในตะกร้า

หันมองให้ของอุปโภคบริโภคดีกว่าไหม คนที่คุณรักคงจะรู้สึกดีและตื่นเต้นกว่าหากได้รับของขวัญที่สามารถรับประทาน ได้ในทันที หรือเก็บไว้รับประทานได้นานๆ อาทิ กาแฟคั่วบดดีๆ ชารสเลิศ ผัก ผลไม้สดๆ ปลอดสารพิษ หรือแม้แต่พวกอาหารแห้งอาหารกระป๋องต่างๆ ดีเสียกว่าจะได้รับของที่รับประทานก็ไม่ได้ ใช้ก็ไม่ได้ ต้องเสียเวลาหาที่เก็บตามซอกตู้ต่างๆ จนรกรุงรัง

ใส่ใจในการเลือก ลองใช้เวลาเพียงชั่วครู่นึกถึงช่วงเวลาที่เพื่อนเราได้รับของขวัญว่าขณะนั้น เขาต้องการอะไร เช่น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังแต่งบ้านใหม่ ก็หาของขวัญประเภทเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับสไตล์บ้าน หรือเพื่อนเรากำลังจัดตกแต่งสวน ก็หาซื้อต้นไม้ดีๆ ไปให้ หรือเป็นช่วงที่เขาหรือเธอต้องออกเดินทางบ่อยๆ ก็อาจจะซื้อพวกเสื้อกันหนาว หรืออะไรต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ เพื่อจะได้สื่อให้รู้ถึงความใส่ใจในการเลือกของขวัญอันล้ำค่าของเรา

ให้ของขวัญที่ช่วยโลกให้ดีขึ้น กระตุ้นเพื่อนให้มีจิตสำนึกในการดูแลรักษาโลกให้มากขึ้น ด้วยการให้ของขวัญที่มีคุณค่าต่อจิตใจ เช่น ให้กระถางต้นไม้พร้อมดินและเมล็ดพันธุ์ หรือถุงผ้าเก๋ๆ ใบใหญ่สำหรับไปจ่ายตลาด เป็นต้น

ผลิตของขวัญขึ้นด้วยตัวคุณเอง เพื่อที่จะบ่งบอกถึงความรู้สึกห่วงใย แถมยังสามารถลดต้นทุนในด้านอื่นๆ อีกได้ด้วยเช่นกัน เช่น ถักถุงมือ หรือทอผ้าพันคอให้ หรือหากไม่มีเวลา ก็ซื้อมาแล้วคิดเพิ่มเติมนำมาปรับแต่งใหม่เพื่อให้เข้ากับเพื่อนที่สุด

ให้ของขวัญที่มาจากท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น นอกจากจะเป็นการอุดหนุนระบบเศรษฐกิจชุมชนแล้ว ยังสามารถลดเชื้อเพลิงในการขนส่ง ประหยัดขั้นตอนอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะ แถมยังช่วยโปรโมตการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น กล่อง สามารถนำมาใช้งานอย่างอื่นต่อได้ เช่น เอามาใส่หนังสือ ใส่รองเท้า ใส่ของจุกจิก ฯลฯ

เลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม มีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยดูจากเครื่องหมายหรือตราสัญลักษณ์บนฉลากผลิตภัณฑ์ อาทิ “ฉลากเขียว” “ฉลากเบอร์ 5” ประหยัดไฟ สัญลักษณ์ตัว “G” การันตีกระบวนการผลิตลดมลพิษ “ฉลากคาร์บอน” หรือ “คูลโหมด” ส่งเสริมการผลิตเสื้อผ้าช่วยลดภาวะโลกร้อน เป็นต้น

ขอให้มีความสุขกับการเลือกซื้อของขวัญปีใหม่สำหรับคนที่คุณรัก ...และโลกที่เรารักด้วยครับ

by ThaiWebExpert