ถึงคิวไทยเจ้าภาพ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สัปดาห์หน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรุงเทพฯ 2009

หรือ Bangkok Climate Change Talk 2009 ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. ไปจนถึงวันที่ 9 ต.ค. ที่อาคารสหประชาชาติ กรุงเทพฯ

คณะที่จะมีการเจรจากันจะแบ่งออกเป็นระดับคณะทำงานเฉพาะกิจ 2 ชุด ได้แก่

- คณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือระยะยาว ภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWG-LCA)

- คณะทำงานเฉพาะกิจด้านการกำหนดพันธ กรณีการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติม สำหรับประเทศภาคผนวก 1 (ประเทศที่พัฒนาแล้ว) ภายใต้ พิธีสารเกียวโต (AWG-KP) เพื่อนำผลการหารือที่ได้นำเสนอต่อที่ประชุมภาวะโลกร้อน หรือคอป 15 ในปลายปีนี้ ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

สำหรับรายละเอียดของการประชุม AWG-LCA นับเป็นครั้งที่ 7 แล้ว หัวข้อที่จะมีการเจรจาจะครอบคลุมใน 4 หัวข้อใหญ่ คือ 1.เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 2.แนวทางการลดก๊าซ 3.แนวทางการปรับตัวและกลไกการเงิน และ 4.การถ่ายทอดเทคโนโลยี

เฉพาะเรื่องแนวทางการลดก๊าซ จะมีการแบ่งหัวข้อย่อยออกไปประชุมต่างหากอีกหลายหัวข้อ อาทิ การลดก๊าซเรือนกระจกจากปัญหาการทำลายป่าในประเทศกำลังพัฒนา การลดก๊าซรายสาขา กิจกรรมการลดก๊าซอย่างเหมาะสมในระดับประเทศ เป็นต้น

ขณะที่การประชุม AWG-KP จัดเป็นครั้งที่ 9 หัวข้อหลัก คือ การกำหนดพันธกรณีสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วของพิธีสารเกียวโตในช่วงหลังปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดพันธกรณีช่วงแรกที่กำหนดไว้

การเจรจาจะมีตั้งแต่เรื่องเป้าหมายการลดก๊าซ จากเดิมกำหนดไว้เฉลี่ย 5.2% จากปี 2533 ในพันธกรณีช่วงแรก ตามด้วยเรื่องระยะเวลาสำหรับพันธกรณีช่วงที่ 2 คือ ระยะเวลา 5 ปี 8 ปี และเรื่องปีฐานที่จะนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการลดก๊าซ ซึ่งยักษ์ใหญ่จากฝั่งสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐอเมริกายังมีความคิดเห็นแตกต่างกัน

ในส่วนของหัวข้อที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาดูจะให้ความสนใจค่อนข้างมาก นั่นคือการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อยู่ในการเจรจาของ AWG-LCA ในเอกสารเจรจาขณะนี้ ซึ่งมีข้อเสนอให้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซทั้งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาไว้เป็น 2 ระยะ คือ ลดภายในปีค.ศ. 2020 และในปีค.ศ. 2050

ดูเหมือนว่าแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาตกลงจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด แต่เป็นแบบไม่กำหนดเป้าหมายเป็นพันธกรณี

นอกจากนี้ จะมีการกำหนดเงื่อนไขพ่วงท้ายด้วยว่า ต้องได้รับการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วในหลายๆ ด้าน เช่น เรื่องงบประมาณ เรื่องเทคโนโลยี เป็นต้น

เหตุผลก็เพราะถ้าผูกมัดด้วยเงื่อนไขของเวลา ก็จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาตกที่นั่งลำบาก เนื่องด้วยประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับตัว

ที่สำคัญคือ ต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมด้วยจึงจะเพิ่มประสิทธิผลได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการลงทุนในวงเงินค่อนข้างสูง ทุกประเทศจึงไม่อยากแบกรับภาระในส่วนนี้มากเกินจำเป็น หากทำไม่ได้ เมื่อถึงเงื่อนไขเวลาที่กำหนดก็ต้องเสียค่าปรับตามมาอีก

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า เวทีการประชุมในไทยครั้งนี้ อาจไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาก็เป็นได้ หากบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาไม่ยอมร่วมมืออย่างจริงจัง

ฉะนั้น ประเทศเล็กก็คงถนอมตัว ทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน

ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นกันว่า ผลลงเอยจะออกมาในรูปไหน เพราะยังไม่ทันได้ประชุมก็ตั้งท่ากันไปคนละทางสองทาง ซึ่งถ้าเวทีเล็กไม่คืบคงต้องตามไปลุ้นกันทีเดียวในการประชุมเวทีใหญ่ที่เดนมาร์กต่อไป

ปลูกป่าลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม:

ในฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงเรื่องของไทรและมะเดื่อ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของเอเชียเขตร้อนว่ามีความเหมาะสมในการปลูกเป็นไม้เบิกนำให้กับการปลูกป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม

ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน

ปกติแล้วพืชในวงศ์ไทรมะเดื่อ (Family Moraceae) จะเริ่มต้นชีวิตในธรรมชาติ โดยเมล็ดซึ่งมีสารป้องกันการงอกเคลือบอยู่จะผ่านการย่อยสลายโดยน้ำย่อยในกระเพาะของสัตว์หลายชนิดซึ่งเป็นพาหะ หลังจากที่พวกมันกินลูกไทรหรือมะเดื่อเข้าไปแล้ว น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะย่อยสารเคลือบผิวเมล็ดให้สลายไป ดังนั้นเมื่อมูลสัตว์ที่มีเมล็ดอยู่ด้วยตกลงตามผิวเปลือกลำต้นไม้ใหญ่ หรือแม้แต่โขดผาหินซึ่งมีร่มเงาและความชุ่มชื้นพอเหมาะ เมล็ดจะงอกออกมาและหยั่งรากแก้วและรากแขนงออกมา พยายามเกาะยึดกับผิวของสิ่งที่มันขึ้นอยู่ รากจะพุ่งลงพื้นดินเบื้องล่างเสมอตามแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดของโลก

เราควรเลือกชนิดของไทรและมะเดื่อให้มีความหลากหลาย เพื่อปลูกลงในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมหรือป่าปลูกใหม่ เพื่อให้ได้ชนิดไม้ต้นซึ่งสามารถสร้างร่มเงาให้มืดพอที่จะลดวัชพืชที่จะขึ้นมาแข่งขัน ไทรบางชนิดอาจเป็นไม้พุ่ม ไม้รอเลื้อย หรือไม้เถาเลื้อยก็มี ดังนั้นจึงควรศึกษาในเรื่องความหลากหลายของพืชในวงศ์นี้ประกอบกัน จึงจะคัดสรรไม้ต้นที่เหมาะสมกับการปลูกเพื่อลดโลกร้อนตามสถานที่ต่างๆ ไทรและมะเดื่อส่วนใหญ่จะเริ่มให้ผลเมื่อมีอายุ 2-3 ปี และจะให้ผลทยอยกันออกเกือบตลอดปี ข้อดีคือ สัตว์ใหญ่น้อยชอบกินลูกไทรและมะเดื่ออย่างยิ่ง แม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในชนบทก็จะรู้จักเก็บผลมะเดื่อมารับประทาน พืชในกลุ่มนี้มีเรื่องราวน่าสนใจพอจะนำมาเขียนได้อีกหลายตอน

แต่ในช่วงนี้เราจะข้ามไปถึงเรื่องของไม้ต้นกลุ่มที่เป็นไม้โครงสร้างหลักกลุ่มที่สอง ซึ่งได้แก่กลุ่มของต้นก่อ และกลุ่มของไม้ต้นวงศ์ถั่วเสียก่อน

กลุ่มของไม้ต้นวงศ์ถั่วที่กล่าวถึงมีลักษณะเด่นประการหนึ่งซึ่งคล้ายกันคือ มีเมล็ดอยู่ภายในฝัก พวกมันอยู่ในวงศ์ Leguminosae ไม้ต้นในกลุ่มนี้ที่พบเป็นไม้ท้องถิ่นทางภาคเหนือของไทย มีกว่า 60 ชนิด หลายชนิดเหมาะแก่การนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักให้ป่าเพื่อฟื้นฟูสร้างป่าเขตร้อน เช่น ประเทศไทย ข้อดีเด่นของไม้ต้นวงศ์ถั่วก็คือ หลายชนิดมีปมที่รากแขนงอันเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียที่ตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศให้ลงมาอยู่ในตัวแบคทีเรีย ซึ่งต้นถั่วสามารถนำเอาไนโตรเจนไปสร้างโปรตีนได้ ทำให้ไม้ต้นกลุ่มโครงสร้างหลักเติบโตได้รวดเร็วมาก โดยเฉพาะตามป่าเขาที่ถูกทำลายจนขาดความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว

เมล็ดของไม้ต้นวงศ์ถั่วยังเป็นแหล่งโปรตีนของสัตว์และมนุษย์ในเขตป่า ทางหน่วยงานวิจัยการฟื้นฟูป่าของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แนะนำให้เราใช้ต้นทองหลาง (Albizea Chinensis) กางขี้มอด (A. Odratissima) ซึ่งเป็นไม้ในวงศ์ย่อย Mimosoideae มาปลูกนำไม้ต้นวงศ์ถั่วอื่นๆ เช่น ทองหลางป่า (Erythrina Subumbrans) ซึ่งอยู่ในอนุวงศ์ Papilionoideae พวกนี้ผลัดใบก็จริง แต่ใบของมันที่ร่วงหล่นลงมาก็ช่วยปกคลุมผิวดิน ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดินต่อไป

ทองหลางป่าเติบโตเร็ว แผ่สาขาให้ร่มเงากว้างขวางหนาแน่นจนพืชอื่นไม่กล้างอกขึ้นมาแข่งในบริเวณโคนต้นไม้ชนิดนี้ การแตกสาขาใกล้โคนต้นจะช่วยป้องกันสัตว์ที่ชอบกินพืช เพราะตามลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมน่ากลัว แต่ธรรมชาติชดเชยให้มันออกดอกสีแดงเพลิงดูสวยงามสะดุดตาแต่ไกล ภายในดอกมีน้ำหวานที่ล่อนกและสัตว์ป่าต่างๆ เข้ามากิน และเมล็ดก็เป็นอาหารของนกป่าหลายชนิด เราพบต้นทองหลางป่าตามภูเขาสูง 350-1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยพบมากตามริมฝั่งลำธาร ริมห้วยในป่าที่ไม่สูงนัก เราอาจเก็บฝักสีน้ำตาลมากะเทาะเมล็ดในเดือนม.ค.-เม.ย. ควรเก็บฝักที่แก่แล้วแต่ยังไม่ปริอ้า นำมาบ่มให้แตกเองจะได้เมล็ดมากมายไว้ขยายพันธุ์

ไม้ต้นวงศ์ถั่วอีกชนิดที่น่าสนใจและพบในป่าก็คือ ทองเดือนห้า (Erythrina Stricta) วงศ์ย่อย Fabaceae ไม้ต้นชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดตั้งแต่ var.suberosa อินเดีย ภูฏาน เนปาล ปากีสถาน พม่า ไทย อินโดจีน เวียดนาม เรียกกันว่า Indian Coral Tree หรือ Tiger Claw

จากการศึกษาทางเภสัชวิทยาในอินเดีย พบว่าใบของไม้ต้นชนิดนี้ใช้เป็นพืชสมุนไพรเพื่อบำบัดอาการโรคเกาต์ เนื่องจากมีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ แซนทีน ออกซิเดส ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่าทองเดือนห้าเป็นไม้ต้นที่ทรงคุณค่านอกเหนือไปจากคุณสมบัติช่วยลดโลกร้อน

บ้านแห่งอนาคต...ลดพลังงานเพื่อโลก

ผู้เขียน: 
วรธาร ทัดแก้ว

ถ้าอยากจะมีบ้านสักหลังเป็นที่พักเรือนกายเรือนใจ คุณจะเลือกบ้านที่มีลักษณะและคุณสมบัติอย่างไร หากยังนึกไม่ออก

ผมมีบ้านแห่งอนาคตหลังงามๆ มาให้ชม เผื่อว่าอาจเตะตาต้องใจ หรือถ้าได้สักหนึ่งหลังก็คงเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของคุณและโลกของเรา เพราะบ้านที่ว่านี้มีความแตกต่างที่พิเศษไปจากบ้านทั่วไป นอกจากจะสวยงามแล้วยังเป็นบ้านแห่งสุขภาพ และที่สำคัญคือ สามารถประหยัดพลังงานได้มากและรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ในช่วงหน้าร้อนหลายคนต้องกลายเป็นมนุษย์ห้องแอร์ เพราะไม่สามารถทนรับมือกับอุณหภูมิที่สูงกว่า 40 องศา ภายนอกบ้านได้ การเปิดแอร์แช่ตัวอยู่ในบ้านทั้งวันทั้งคืนทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน ซ้ำร้ายบางครั้งสภาพภายในบ้านก็เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เพราะสะสมเอาฝุ่น เชื้อโรค เชื้อรา เป็นสาเหตุทำให้ป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อยๆ

ยุคนี้สมัยนี้ หากจะมีบ้านสักหลังก็ควรจะเป็นบ้านที่รักเราผู้เป็นเจ้าของบ้าน นั่นคือ เป็นบ้านที่อยู่แล้วมีความสุข ทำให้มีอายุยืนและไม่แพร่โรคภัย และที่สำคัญคือ ต้องประหยัดพลังงานด้วย โดยจะเห็นว่าปัจจุบันการประหยัดพลังงานนั้นถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการออกแบบที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร โรงแรม และรีสอร์ตไปแล้ว

บ้านระบบโมดูลาร์

เพิ่งจะมีการเปิดตัวไปเมื่อไม่นาน ภายใต้ชื่อ “SCG-HEIM” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของไทย กับบริษัท เซกิซุย เคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจสร้างบ้านมานานกว่า 30 ปี เรียกว่าเป็นการนำเทคโนโลยีของเซกิซุย เคมิคอล มาผนวกกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพจากเอสซีจีฯ ซึ่งส่วนประกอบของบ้านดังกล่าวกว่า 80% ถูกผลิตในโรงงานและประกอบเป็นโมดูล (Module) สำเร็จรูปแล้วนำไปติดตั้งโดยใช้เวลาเพียง 1-2 วัน

บ้านระบบโมดูลาร์มีระบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ อาทิ ระบบไหลเวียนอากาศ (Ventilation) ภายในบ้านโดยไม่ต้องเปิดหน้าต่าง ซึ่งจะทำให้ความร้อน ฝุ่น และกลิ่นต่างๆ เข้ามาสู่ตัวบ้านได้ โดย Air Factory System จะทำหน้าที่ดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาและระบายอากาศภายในบ้านออกไปเพื่อแลกเปลี่ยนอากาศ โดยมี Heat Exchanger ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอุณหภูมิระหว่างอากาศที่ดูดเข้าและระบายออก ทำอุณหภูมิอากาศที่เข้ามาภายในบ้านลดลง ช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ โดยมี Filter ซึ่งช่วยกรองฝุ่นรวมถึงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้บ้านมีอากาศที่บริสุทธิ์

ระบบการออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนของบ้านสามารถประกอบกันให้พอดี จึงไม่มีช่องว่างระหว่างกรอบประตู หน้าต่าง และจุดต่างๆ ทำให้ไม่มีฝุ่น ความร้อน และเสียงจากภายนอกเข้ามารบกวนการอยู่อาศัยภายในบ้าน

ระบบบำบัดน้ำเสีย ด้วยการใช้ถังบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจะทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น ก่อนส่งออกไปยังระบบระบายน้ำรวมเพื่อลดมลภาวะ

ระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยให้บ้านประหยัดพลังงานจากการใช้กระแสไฟฟ้าตามปกติ นอกจากนี้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ยังสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าด้วย

ระบบการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย โดยใช้กระจกนิรภัยที่มีความหนาถึง 2 ชั้น และวินโดว์ ชัตเตอร์ (Window Shutter) ที่ช่วยป้องกันการบุกรุกจากภายนอก

ระบบการออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในการอยู่อาศัยเป็นหลัก เช่น การออกแบบห้องให้มีประตูที่กว้างพอสำหรับรถวีลแชร์ และมีหน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องสำหรับกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการออกแบบให้ไม่มีสเต็ประหว่างห้องนอนกับห้องน้ำ และมีการใช้อุปกรณ์เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ

จุดเด่นบ้านโมดูลาร์

1) ความมั่นใจได้ในคุณภาพของบ้านตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตที่น่าเชื่อถือ การเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ การออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย รวมถึงการรับประกัน และมีระบบบริการหลังการขายตลอดอายุการใช้งานของบ้าน

2) ความสบายจากการอยู่อาศัยในบ้านด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ คือ 25-29 องศาเซลเซียส และปราศจากเสียงรบกวน เพราะได้ติดตั้งฉนวนรอบบ้าน พร้อมระบบแอร์ไทต์เนส (Air Tightness) ที่ปิดรอยต่อต่างๆ ของตัวบ้าน รวมถึงระบบแอร์แฟกตอรี (Air Factory) ที่ทำให้บ้านมีอากาศบริสุทธิ์หมุนเวียน อากาศเย็นทั่วถึงสม่ำเสมอ ช่วยประหยัดค่าไฟจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ

3) การอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปราศจากฝุ่นละอองและกลิ่นจากภายนอก ด้วยระบบ Air Tightness ที่ทำให้บ้านไม่มีช่องว่างระหว่างกรอบประตูและหน้าต่าง ทั้งยังมีตัวกรองอากาศ (Filter) ที่ติดตั้งอยู่กับระบบหมุนเวียนอากาศ แอร์แฟกตอรีช่วยกรองฝุ่นละอองทำให้อากาศภายในบ้านสะอาดบริสุทธิ์

นอกจากนี้ ยังเลือกใช้วัสดุที่ไม่มีสารระเหย หรือ VOC (Volatile Organic Compounds) ทำให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจได้ในเรื่องความสะอาดและปลอดภัยจากภูมิแพ้

บ้านชีวาทิตย์ กลมสวย เสริมสุขภาพ

ต้องบอกว่า ผลงานการออกแบบสร้างบ้านแนวประหยัดพลังงาน ของ ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั้นมีหลายรุ่น เนื่องเพราะเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านแนวนี้ คือทั้งอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือ ประหยัดพลังงานได้มาก

บ้านประหยัดพลังงานของอาจารย์สุนทรที่ออกแบบและสร้างไปแล้วก็มี “บ้านประหยัดพลังงานชั้นดี” ที่ได้มีการออกแบบและสร้างไปแล้วประมาณกว่า 300 หลัง เป็นของอาจารย์สุนทรเอง 3 หลัง นอกนั้นเป็นบ้านของคนอื่นที่ได้ออกแบบให้ แล้วยังมี “บ้านพลังงานแสงอาทิตย์” หรือ “บ้านชีวาทิตย์” ซึ่งมีเพียงหลังเดียวที่คลอง 5 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และมีรีสอร์ตที่ได้ดำเนินการออกแบบก่อสร้างไปบ้างแล้วก็คือ ดีเอ็นเอ รีสอร์ต (DNA Resort) ที่มีรูปลักษณ์ กลม สวย น่าอยู่ ที่เขาใหญ่

สำหรับดีเอ็นเอ รีสอร์ต ดร.สุนทร กล่าวว่า เป็นการนำเอาคอนเซปต์ของดิน น้ำ ลม ไฟ ฮวงจุ้ย และสภาพภูมิอากาศทั้งหมด กับความต้องการของมนุษย์มาเป็นฐานในการออกแบบ แต่ลักษณะที่สำคัญที่สุดของการออกแบบคือการใช้วัสดุในการก่อสร้างโดยลดการใช้วัสดุให้น้อยลงกว่าบ้านทั่วไป วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นโฟม วัสดุรีไซเคิล ไฟเบอร์กลาส ปูน ผสานกับจินตนาการการออกแบบเพื่อให้ได้รีสอร์ตที่ประหยัดพลังงานและมีบรรยากาศที่ดีเยี่ยม

ดีเอ็นเอ รีสอร์ต ถูกออกแบบใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เพียงพอสำหรับการใช้เครื่องปรับอากาศ แสงสว่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ภายในห้องออกแบบเป็น 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 45 ตารางเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เมตร มีการใช้งานได้ครบครันทั้งห้องน้ำ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัวเล็กๆ

“โดยเฉพาะห้องนอนจะติดกระจกแบบมูนรูฟ (Moon Roof-กระจกใสที่เอื้อให้แสงเข้า แต่ไม่สามารถเปิดปิดได้) ที่พิเศษก็คือภายในห้องไม่มีเสา ไม่มีคาน โดยเปลือกอาคารทำหน้าที่เป็นผนัง เป็นพื้น เป็นคาน เป็นหลังคา จึงไม่มีเสามาบดบังทัศนียภาพ” ดร.สุนทร อธิบาย

ในส่วนของสุขภาพและการประหยัดพลังงานนั้น ดร.สุนทร กล่าวว่า ไม่ว่าบ้านประหยัดพลังงานชั้นดี บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือดีเอ็นเอ รีสอร์ต ทำให้ผู้อยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะว่าในส่วนของความร้อน ความชื้น แสง เสียง และคุณภาพอากาศในบ้านได้มีการควบคุมดูแลที่ได้มาตรฐาน และสามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 4-5 เท่าเป็นอย่างน้อย

พูดง่ายๆ เช่น เคยใช้พลังงานถึง 100 หน่วย ก็จะใช้ต่ำกว่า 20 หน่วยเลยทีเดียว นับเป็นรีสอร์ตที่สมบูรณ์แบบและอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งแก้ปัญหาโลกร้อน และเหมาะกับโลกอนาคตอย่างยิ่ง

EU Green Days

ผู้เขียน: 
cool@posttoday.com

โพสต์ทูเดย์ วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

เชิญร่วมงาน EU Green Days จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 ต.ค. 2552 โดยสหภาพยุโรป (อียู) มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์การลดภาวะโลกร้อน

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธจัดแสดงนิทรรศการภาวะโลกร้อน กิจกรรมคอนเสิร์ต What on Earth! วันที่ 3 ต.ค. 2552 บริเวณหน้าห้าง ZEN ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือติดตามข่าวสารการจัดงานและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ www.eugreendays.com

โครงการ 9 ล้านกล้า 80 พรรษามหามงคล ปีที่ 3

เทสโก้ โลตัส ขอเชิญร่วมทุนสนับสนุนโครงการต่อเนื่องจากการมอบทุนสนับสนุน 15 ล้านบาท เพื่อปลูกป่าในโครงการ 9 ล้านกล้า 80 พรรษามหามงคล ปีที่ 3 เทสโก้ โลตัส ได้จัดรายการ “Customer Trees Redemption” เปิดโอกาสให้ลูกค้าร่วมปลูกป่าสร้างผืนแผ่นดินไทยให้เขียวชอุ่ม ตั้งแต่วันนี้-30 พ.ย. 2552

ทุกๆ 200 บาท ที่ลูกค้าซื้อสินค้าที่เทสโก้ โลตัส เท่ากับช่วยสมทบทุน 2 บาท เพื่อร่วมปลูกป่ากับโครงการฯ มาร่วมพลิกฟื้นผืนป่าโครงการ 9 ล้านกล้า 80 พรรษามหามงคล ที่เทสโก้ โลตัส ทุกสาขาทั่วประเทศ

โครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ ปี 2552

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำโครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) ขึ้น ต่อเนื่องมาจากโครงการธนาคารวัสดุรีไซเคิลเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 80 ชุมชน ที่ได้รับผลการตอบรับที่ดีมาตั้งแต่ปี 2550 โดยโครงการดังกล่าว ส่งผลให้มีปริมาณขยะรีไซเคิลเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจำนวน 1,627,209 กิโลกรัม หรือคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 27.5 ล้านบาท

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในด้านการจัดการขยะมูลฝอยแบบครบวงจรอย่างทั่วถึง จึงขอเชิญชวนชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมนำเสนอกิจกรรมการจัดการขยะมูลฝอย ไม่ว่าจะเป็นการลดขยะ หรือการนำขยะกลับมาใช้ ส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) เพื่อชิงโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล

ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถส่งใบสมัครมายังส่วนรณรงค์ กองส่งเสริมและเผยแพร่ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.deqp.go.th ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค. 2552 และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-298-5738 , 02-278-8453 หรือ 02-278-8400-19 ต่อ 15513, 1708

โลกป่วย...คุณช่วยอะไรได้บ้าง

ผู้เขียน: 
เอวา อาดัม

“ถึงจะคนละพ่อละแม่...แต่เราอยู่ร่วมกัน คนละห้องคนละชั้น...แต่สัมพันธ์กลมเกลียว คนละเลือดคนละวัย...แต่หัวใจแน่นเหนียว คนละส่วนคนละเสี้ยว...รวมเป็นมนุษยชาติ”

ในเมื่อโลกกำลังแย่...แล้วจะตัวใครตัวมันได้ไงครับ

บางคนยังว่าอีก ว่าโลกร้อน เรื่องไกลตัว สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ก็ไม่เกี่ยวกับการทำมาหากินของฉันเท่าไรนัก หึหึ...ฟังแล้วจะสงสาร หรือเวทนาดี

ผู้ใหญ่ว่า ไม่รู้ ไม่ผิด แต่ผมว่า ถ้ารู้ช้าหรือไม่ยอมเรียนรู้ น่าจะผิดพลาดใหญ่หลวงแน่ เรื่องโลกร้อน...ถ้ายังไม่เข้าใจ สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือหาความรู้ อ่าน ดู ฟัง และคิด ตริตรอง ว่าจริงเสียยิ่งกว่าจริง

ผมยังจำได้ว่าแสงแดดตอนบ่ายในเดือนเดียวกันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่ร้อนเท่านี้ คุณรู้สึกเหมือนกันไหมครับ ฉะนั้นแล้วถ้าพฤติกรรมประจำวันที่ทำๆ กันอยู่ ไม่ว่าจะมาจากคนละพ่อ คนละแม่ คนละบ้านที่สร้างวินัยมาต่างกัน ก็ไม่โทษใคร เริ่มใหม่ได้ เพราะอย่างไร โลกป่วย คนบนโลก ทุกชาติพันธุ์ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่ดี

เริ่มง่ายๆ...ตั้งแต่ห้องนอนไปจนถึงทุกแห่งหนเลยครับ ตั้งคำถามกับตัวเอง ก่อนจะไปถามคนอื่นต่อๆ ไป จนฮิต...ติดเป็นนิสัย เหมือนร้องเพลงป๊อป เพลงร็อกได้ชินปาก

1.ใส่อะไรนอน?

กอกอนอ เสื้อยืด เสื้อกล้าม หรือโค้ตขนมิงก์ แล้วเปิดแอร์อุณหภูมิเท่าไร เสื้อผ้าหรืออากาศที่ทำให้คุณร้อน ถ้าอยู่ในห้องนอนส่วนตัว จะใส่น้อยชิ้นก็คงไม่ผิด แล้วลดอุณหภูมิแอร์ลง 25 องศาเซลเซียส เป็นมาตรฐาน หรือปิดแอร์ไปเลย เปิดพัดลมในช่วงอากาศเย็น หรือหน้าหนาว น่าจะช่วยได้แล้ว

ถ้าอยู่คอนโด หรือในย่านที่ผู้คนอาศัยมองเห็นกันใกล้ชิด ก็ปิดม่าน ปิดประตูให้มิดชิด จะได้โป๊...เป็นส่วนตัวขอรับ

2.สว่างเกินไปไหม?

ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ทำงาน หรือทำกิจกรรมที่ใช้สายตามาก ควรจะปิดไฟดวงที่สว่างจ้าเหมือนอยู่ในสเตเดียมที่ไหนสักแห่ง ยิ่งเวลากลางวัน ควรเปิดหน้าต่างห้องนอนรับแสง แทนการเปิดไฟหลายดวง และให้แน่ใจว่า ถ้าจะเปิดไฟห้องใดในบ้าน ก็เพราะจำเป็นต้องใช้จริงๆ

สำหรับคนกลัวผี กลัวความมืด แนะนำให้ไปรักษาอาการอย่างจริงจังกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือฝึกตนเองให้หลุดพ้นความกลัวเหล่านี้ เลิกกลัว ปิดไฟได้ ก็ช่วยโลกด้วยครับ

3.ไกลหรือขี้เกียจ?

พระเจ้าสร้างขามาให้มนุษย์เดิน ให้วิ่ง ให้ยืน ถ้าคุณรักสบาย นั่งรถสยายผม เปิดแอร์ เปิดวิทยุแล้วก็ขับรถออกไปติดๆ กันอยู่บนถนน ทำเหมือนๆ กันหมดทั้งเมือง ทั้งประเทศ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ

ถามตัวเองว่า ร้านหน้าปากซอยมันอยู่ไกล หรือคุณขี้เกียจกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรเดินอย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เดินครบ 30 นาทีในคราวเดียว ด้วยความเร็วปกติ เผาผลาญไขมัน 144 แคลอรี ถ้ามีจักรยาน ก็ปั่นมันแทน ได้ทั้งกำลังกาย และประโยชน์สุขของชาวโลกระยะยาว วันว่างก็ปั่นออกไปในสิ่งแวดล้อมดีๆ ใกล้บ้าน สูดอากาศดีๆ บ้าง กรณีที่ไปในสถานที่ไกลสักหน่อย ขึ้นบีทีเอสได้ไหม เอ็มอาร์ทีผ่านหรือเปล่า แล้วลงเดินต่ออีกหน่อย หรือรถประจำทาง รถตู้ รถไฟ เรือ อู้ย...ทางเลือกเยอะ ดีกว่าขับรถไปเอง

ถ้าไม่อยากเดินจริงๆ วันหลังก็อย่าดอดไปช็อปปิ้งเป็นวันๆ ซึ่งรวมระยะทางนับสิบกิโลเมตร

4.จุกจิก หรือรอบคอบ?

คุณกินแล้วก็ทิ้ง คุณใช้แล้วคุณก็ทิ้ง ขยะต่อคนต่อวัน ช่างมากมาย ถ้าหันไปดูถังในบ้าน ผมไม่ได้คาดหวังสูงขนาดว่าให้คุณเก็บขยะมาประดิษฐ์นวัตกรรมล้ำเลิศ ขอแค่คุณจัดการกับประเภทขยะต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนการคัดแยก และนำกลับสู่กระบวนการผลิตใหม่ง่ายขึ้นอีกนิด เท่านั้นเอง

แยกกลุ่มพลาสติก กระดาษ โลหะ แก้ว ออกจากขยะทั่วไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และแยกขยะเคมี และอันตราย และเขียนกำกับไว้ที่ถุง ขยะกลุ่มเศษอาหารจากพืช ผัก ที่ย่อยสลายได้โดยเร็ว สุดท้ายขยะส่วนที่เหลือก็ทิ้งตามปกติขอรับ

ใช้ผ้าแทนกระดาษทิชชูเสียแต่วันนี้ เพราะเราใช้กระดาษทิชชูเช็ดมือ เช็ดหน้า เช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้ เช็ดโน่นเช็ดนี่ ปีละหลายล้านฟุต นั่นหมายถึงต้นไม้หลายไร่ เริ่มง่ายๆ พกผ้าเช็ดหน้า จะได้ไม่ต้องซับมัน ซับเหงื่อ ส่วนในห้องน้ำวางผ้าเช็ดมือไว้ใกล้อ่างล้างมือ แทนการดึงม้วนทิชชูอย่างเคย และอย่าลืมใช้ผ้าเช็ดโต๊ะด้วย

ความละเอียดรอบคอบเป็นคุณสมบัติที่ดีของมนุษย์ผู้เจริญ คงไม่ยากที่จะเรียนรู้

5.คิดก่อนใช้หรือใช้ๆๆ มันไปเหอะ

รู้ไหมว่าโหมดสแตนบายของทีวี สเตริโอ ดีวีดี วีซีดี คอมพิวเตอร์ กินไฟตลอดเวลา ซึ่งทำให้ค่าไฟพุ่งปรี๊ด สูญเปล่าปีละหลายพันบาท ฉะนั้นดึงปลั๊กออกทุกครั้งหลังจากใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสร็จ

ถัดมา เลิกใช้หลอดไส้ ใช้หลอดตะเกียบแทน กินไฟน้อยกว่า สว่างมากกว่า แม้จะแพงกว่า แต่ก็คุ้มในระยะยาว ส่วนแม่บ้านพ่อบ้านที่ชอบตากผ้าด้วยแดดก็ดีแล้วครับ อย่าอบด้วยเครื่อง...เปลืองไฟ

ส่วนในห้องน้ำ ชักโครกรุ่นปกติ ใช้น้ำ 16 ลิตรต่อการกด 1 ครั้ง เปลี่ยนมาใช้รุ่นประหยัดน้ำ จะใช้น้ำเพียง 6 ลิตรเท่านั้น ถ้าเปลี่ยนชักโครกไม่ได้ ก็ใช้การราดน้ำชำระล้างแทน สำหรับการถ่ายทุกข์เบา (ได้จริงๆ)

หลายครั้งร้อนจะแย่ ทำไมยังอาบน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำอุ่นเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานเอาเสียเลย ถ้าเทียบกับระยะเวลาการใช้งานเท่ากันกับแอร์ มันอาจจะกินไฟมากกว่าแอร์หลายเท่าตัว

การเดินทางด้วยเครื่องบิน รถ เรือ และพาหนะอื่นๆ กินพลังงานต่างกัน ใช่...ประหยัดเวลาต่างกันด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ฉะนั้นพิจารณาให้รอบด้าน

รู้จักซื้อ ซ่อมแซม และประยุกต์การสวมใส่เสื้อผ้า เพื่อไม่ต้องช็อปปิ้งเพิ่ม ลองนับจำนวนเสื้อผ้าทั้งหมดในตู้แล้วสร้างความน่าจะเป็นเล่นๆ ตามหลักคณิตศาสตร์ว่า มิกซ์แอนด์แมตช์กัน จะออกมาได้กี่ชุด ในกี่วัน ผมว่าคุณจะใส่มันได้อีกเป็นปี

วางแผนใช้ชีวิต ทำกิจกรรมต่างๆ ให้เป็นระบบ นอกจากช่วยโลกให้สดใส ยังสร้างวินัยให้ตัวเอง

6.มีน้ำใจบ้างไหม...คุณ?

อะไรที่ไม่ได้ใช้ แต่ก็หวงไว้ เป็นอะไรหวงก้างน้า...ไม่เกิดประโยชน์เลยครับ ถ้ามันยังคงสภาพดี และมีประโยชน์กับคนอื่น ก็บริจาคให้พวกเขาเถิดครับ อย่าให้มันนอนเน่าอยู่ในบ้านคุณเลย คุณแม่...ขอร้อง

ชุดนักเรียนมือสองส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงา www.bannok.com/2hands

เสื้อผ้าทั่วไป ส่งต่อมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท www.fry1985.org

มอร์นิเตอร์ คีย์บอร์ด เมาส์ ส่งต่อมูลนิธิวิสุทธิคุณ www.wsk.or.th

จักรยานคันเก่า ส่งต่อให้ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ www.thaicycling.com

จากนี้ไปพฤติกรรมในห้องน้อยๆ ในบ้าน สามารถเยียวยาปัญหาโลกร้อนได้ถึงสุดปลายแผ่นดิน เพียงคุณคิดเริ่ม และลงมือ

(ล้อมกรอบ)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย...แต่ยิ่งใหญ่

ใช้น้ำที่เหลือจากการซักผ้า ล้างจาน ไปรดน้ำต้นไม้ งดเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เกมออนไลน์ เช็กเมล สักเดือนละวัน นานเข้า อาทิตย์ละวัน เหมือนวันปลอดเน็ต ปลอดโลกไซเบอร์ อยู่กับโลกความเป็นจริง ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ รินน้ำดื่มให้พอดี แล้วดื่มให้หมด ดื่มไม่หมด เอาไปรดน้ำต้นไม้

กระดาษ A4 25 รีม 12,500 แผ่น เท่ากับต้นไม้ 1 ต้น ฉะนั้นใช้กระดาษ 2 หน้า และส่งบริจาคให้องค์กรทำสื่อเพื่อคนตาบอด ได้อีกครั้ง

ถ้าเพิ่มอุณหภูมิแอร์ 1 องศาเซลเซียส จะลดการใช้ไฟฟ้าลง 10 เปอร์เซ็นต์ สมมติจาก 26 เป็น 25 องศาเซลเซียส

จัดเก็บของให้เรียบร้อยจะได้รู้ว่าของที่มีอยู่...ใช้ได้ จะได้ไม่ต้องซื้อชิ้นใหม่เพราะหาไม่เจอ

หันมากินพืช ผัก ผลไม้ ลดการกินเนื้อสัตว์ลงบ้าง เพราะพืชโตด้วยแสงแดด แร่ธาตุในดิน อากาศ และน้ำ แต่สัตว์กินพืช ต้องกินพืชมากมายจนโตได้ที่ แล้วมาเป็นอาหารคน

ถ้าไม่ปลูกต้นไม้ ก็อย่าทำลายธรรมชาติ แต่ถ้าช่วยกันปลูกด้วย และไม่ทำลายธรรมชาติด้วย จะดีมากๆ ขอรับ เรื่องเล็กๆ ที่เราทำ ปัญหาเล็กๆ ที่เราก่อ ส่งผลในอนาคต ไม่ช้าก็เร็ว เหมือนที่คนรุ่นปู่ รุ่นพ่อ รุ่นเรา ทำไว้โลกเจ็บแล้ววันนี้

นารวมเขวาโคก: ทางรอดของเกษตรกรไร้ที่ดินแห่งทุ่งกุลาร้องไห้

ผู้เขียน: 
กฤษณา พาลีรักษ์

หมายเหตุ: สัมภาษณ์และเรียบเรียงจากกรณีศึกษาบนแปลงปฏิรูปที่ดิน
ภายใต้โครงงานวิจัยของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.)

แม่ตื้น..แรงงานไร้ที่ดินทุ่งกุลาฯ

“แม่ตื้น” หรือ นางจำปี ภาสิมมา อดีตเจ้าของนา ผู้ผกผันมากลายเป็นเพียงผู้รับจ้างบนผืนนาผู้อื่น เมื่อเกือบสิบปีมาแล้ว....วันนี้ “แม่ตื้น” ในวัย 52 ปี อาศัยอยู่ในบ้านไม้เปิดใต้ถุนโล่งแบบเรือนคนอีสาน ที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ 7 ต.สระบัว อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด กับหลานตัวเล็ก ๆ ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นประถม 3 เพียง 2 คน แม่ของหลานเป็นลูกสาวคนเล็กทำงานอยู่กรุงเทพฯกับสามี ไม่ต่างจากพวกพี่ชายหรือลูกอีก 2 คน ของแม่ตื้น ซึ่งต่างเรียนจบเพียงประถมหก เป็นครอบเป็นครัว แล้วแยกย้ายไปทำงานต่างเมืองกันหมด หลังจากเสาหลักของบ้าน ผู้เป็นพ่อมาด่วนจากไปด้วยโรคมะเร็ง เมื่อปี พ.ศ.2543 สิ่ง ที่เหลือทิ้งไว้ ยังมีหนี้สินที่แม่ตื้นต้องกู้ยืมมาเป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าจัดงานศพจำนวนแสนเศษ ๆ และเป็นเหตุให้แม่ตื้นต้องเสียที่นาถึง 10 ไร่ไปอย่างน่าใจหายในปีเดียวกันนั้นเอง

หลัง จากหลานตัวเล็กเริ่มเข้าโรงเรียน วิถีคนรับจ้างของแม่ตื้น ผู้ไม่เคยได้มีเวลานอนกลางวันจึงวนกลับมาคึกคักอีกรอบ ตื่นก่อนไก่มาเตรียมอาหาร ส่งหลานไปโรงเรียนเสร็จ จึงออกไปรับจ้างตามเงื่อนไขของการจ้างที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ยามลงนาก็ไปรับจ้างปักดำ ยามเกี่ยวข้าวก็รับจ้างเกี่ยวข้าว ค่าจ้างนั้นวันละ150-200 บาท ขึ้นลงตามแต่กระแสการแย่งคนงานในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านใกล้เคียงจะรุนแรงหรือ ไม่รุนแรง และตามตัวแปรกำหนดหรือฝนจะทิ้งฟ้ายามใดอีกชั้นหนึ่ง แต่หากยามข้าวขอดเล้า แม่ตื้นก็ขอแลกแรงรับจ้าง 1 วันกับข้าวเปลือกกลับบ้าน 1 กระสอบก็ได้เช่นเดียวกัน

ส่วน ยามเว้นว่างจากฤดูการผลิต แม่ตื้นยังทอเสื่อกก ทอผ้าไหม ผ้าซิ่น ทอโสร่งรับจ้าง ตามแต่จะมีผู้ว่าจ้าง เสื่อกกนั้นทอได้กี่ผืน แม่ตื้นก็ได้อีกครึ่งหนึ่งของเสื่อกกเป็นค่าตอบแทน หากนับเป็นเงินแม่ตื้นจะรับค่าจ้างวันละ 20 บาท หรือหากจะแลกเป็นข้าวเปลือก ผู้ว่าจ้างต้องคิดตามอัตราที่สมน้ำสมเนื้อกับราคาขายเสื่อกกในท้องตลาด ซึ่งอยู่ที่ผืนละ 80-100 บาท หากคิดเทียบย้อนกับราคาขายเสื่อกก หรือเปรียบค่าจ้างดำนาเกี่ยวข้าวที่เขาจ้างกันในชุมชน การรับค่าจ้างทอเสื่อกกแค่วันละ 20 บาทดูจะไม่คุ้มทุนนัก แต่แม่ตื้นก็บอกว่า “ทอไปอย่างนั้นแหละ ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ”

ส่วนทอผ้าไหม ทอโสร่ง ราคาค่าทอนั้นอยู่ที่ผืนละ 150 บาท แม่ตื้นเล่าถึงหูกผ้าไหมว่า แกทำร่วมกับยายดีมานานแล้ว ช่วยกันทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูกม่อน เก็บม่อน สาวไหม จนทอมาเป็นผ้าซิ่น ผ้าโสร่ง ยายดีก็ช่วยเหลือแกอยู่เรื่อย ให้เงินมาใช้บ้าง บ้างคราวพอทอเสร็จได้ผ้าซิ่น12 ผืน แกก็ยกให้แม่ตื้น 2 ผืน ซึ่งสนนราคาขายผ้าไหมในแถบนั้นอยู่ที่ผืนละ 700-1,200 บาท แล้วแต่ลายผ้า เส้นไหม และความประณีตของผู้ทอ

หาก พอถามถึงรายรับโดยเฉลี่ยทั้งปีของแม่ตื้น แม่ตื้นอึกอักบอกว่าตอบยาก และได้ไล่ให้ฟังคร่าวๆ ว่า ในช่วงปักดำนา กรกฎา-สิงหาคม แม่ตื้นมีรายได้จากการรับจ้างดำนา ประมาณ 10,000 บาท รับจ้างเกี่ยวข้าว ตุลา-พฤศจิกาได้ 3,000 บาท ทอเสื่อกกและทอผ้าไหมได้ทั้งในช่วงข้าวตั้งท้อง และข้าวขึ้นเล้าเสร็จ ไปจนลงนาอีกรอบ มีรายได้ประมาณ 8,000 บาท รายได้ทั้งปี 20,000 กว่าบาท

แม่ ตื้นว่า ลูกที่อยู่กรุงเทพฯก็ส่งมาให้ใช้อยู่บ้าง แต่เขาก็มีครอบมีครัว แม่ตื้นอยู่ที่บ้าน พืชผักเป็ดไก่ก็ไม่มีให้ขาย มีที่ดินงานเดียวก็ใช้ปลูกบ้าน อาศัยปลูกผักไว้ในรางไม้แค่ได้กิน ครั้นพอถามถึงรายจ่าย แม่ตื้นร้องโอย..แล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนเล่าให้ฟังว่า แค่ค่าขนมหลานในแต่ละวันก็ 40 บาท ค่าอยู่ค่ากินอื่นอีก เดือนหนึ่งตกเป็นเงินเกือบ 2,000 บาท ปี ๆ หนึ่งประมาณ 24,000 บาท ดูมากกว่ารายรับที่แม่ตื้นมี จนติดหนี้อยู่ที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน “เป็นหนี้ไม่ถึงพันบาท แต่แม่ไม่มีปัญญาไปจ่ายได้ครั้งเดียวหมด มีร้อยสองร้อยก็ค่อย ๆ จ่ายไป แล้วก็ไปเชื่อเขามาใหม่ วนอยู่แบบนี้แหละ” แม่ตื้นกล่าว

ถามว่าแม่ตื้นมีหนี้ที่อื่นอีกไหม แม่ตื้นบอก “เป็นหนี้กลุ่มออมทรัพย์ในหมู่บ้านอยู่ 5,500 บาท เขาตัดดอกร้อยละ 2 บาท/เดือน นี่ก็เลยกำหนดส่งมา 3 เดือนแล้ว แต่ดีที่หากใครไม่มีเงินจ่าย ก็ขอผัดผ่อนเขาออกไปได้” และแม่ตื้นยังเป็นหนี้กองทุนเงินล้านอยู่ 11,000 บาท ดอกเบี้ยของหนี้กองทุนเงินล้านนั้น หากเรายืม 10,000 บาท เราต้องจ่ายดอก 500 บาท/ปี แม้จะไม่มีหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยแพงระยับ แต่พอหักลบกลบหนี้ที่มีกับรายรับ และรายจ่ายที่ยังต้องจ่าย ชีวิตแม่ตื้นกับหลานจึงติดลบไปแล้วทั้งปี

บ่อย ครั้งยามเว้นว่างจากงานรับจ้าง แม่หม้ายอย่างแม่ตื้น ผู้เป็นทั้งแม่ทั้งพ่อให้ลูก เป็นทั้งตาทั้งยายให้หลาน ยังต้องปลีกเวลามาจัดการงานครัว หาฟืนหาไม้ หาของอยู่ของกินให้คุ้มปากยายหลานในแต่ละวัน เนื่องจากไม่มีที่นาเป็นของตน แม่ตื้นเล่าด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เวลา ไปหาแนวกิน พอไปช้อนปลาที่นาคนอื่น ก็ต้องรอให้เขาหาเหลือก่อน ค่อยไปเก็บไปหาต่อได้ บางนาเขาก็หวง บางนาเขาก็สงสาร อาศัยได้ก็แต่ป่าโคกเหนือหมู่บ้านหลายป่าที่สามารถไปหาเห็ด ไปเก็บผักหักฟืนได้อย่างสบายใจ เพราะป่าโคกเป็นของสาธารณะ”

“หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากผ่านไปทางที่นาที่ขายไปเลย เห็นที่นาของตัวเองกลายไปเป็นของคนอื่น มันใจหักใจหาญ มันสะเทือนใจ” แม่ตื้นเล่าเพิ่มเติม ก่อนน้ำตาจะเอ่อคลอหน่วยเหมือนจะร้องไห้ แล้วพูดอะไรต่อไปไม่ได้จนต้องพักการสนทนาลง

นารวมเขวาโคก...หวังเรืองรองของแม่ตื้น

ก่อนพฤษภาหน้าฝนปี 2551 ชาวบ้านเขวาโคก หมู่ 7 พยายามรื้อฟื้นการทำนารวมที่คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยพาทำ ตั้งแต่ปี 2528-29 ขึ้น มาใหม่อีกครั้ง หลังจากพบปัญหาแบบเดิม คือแห้งแล้งอย่างหนัก ซึ่งอาจถือเป็นสภาพปกติของท้องทุ่งที่ชนกุลาผู้แข็งแรงยังร่ำไห้ เมื่อถึงบทจะแล้งก็แล้ง บทจะอุดมสมบูรณ์ก็อุดมสมบูรณ์จนไม่รู้ว่าปูปลานาน้ำมาจากไหน

หลัง เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเยี่ยงช่างทำนา ชาวบ้านเขวาโคกก็ลงแปลงไถดะเตรียมผืนดิน และทำการหว่านข้าวกล้าไว้ จนเลยสิงหาคม ข้าวกล้าซึ่งอายุเกินปักดำแล้ว ยังพากันแห้งเฉาเพราะขาดน้ำ กว่าฝนจะลงอีกรอบ ก็ล่วงเข้าเดือนกันยายน ชาวบ้านเขวาโคกจึงเห็นว่า หากแยกกันทำนาใครนามัน นาของคนทั้งหมู่บ้านอาจเสร็จไม่ทันน้ำ ซึ่งไม่รู้จะตกลงมาอีกเมื่อไหร่ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ในปีถัดไปทั้งปี ชาวบ้านเขวาโคกทั้งหมู่บ้านอาจต้องซื้อข้าวกิน

เมื่อ เห็นร่วมกันดังนั้น ชาวบ้านจึงจับกลุ่มลงแขกช่วยกันทำนาของแต่ละคนจนแล้วเสร็จ แต่มีนาบางผืน บ้างไม่มีต้นกล้า บ้างทำไม่ไหวเพราะไม่มีแรงงาน บ้างเจ้าของถอดใจแล้วทิ้งร้างไปทำงานต่างเมืองก่อนนั้นแล้ว ขณะฝนยังมี และเรี่ยวแรงกำลังของคนอยากทำนายังเหลือ ซ้ำยังเหลือหลายแรงที่ร่วมหัวจมท้ายช่วยเหลือกันมา ชาวนาบางครัว ซึ่งมีบ้านพ่อคูณ สงฆ์มา เป็นตัวหลัก รวมตัวกันได้ 18 ครัวเรือน จึงตกลงจะขอเช่าที่ทำนารวมด้วยกัน และ 1 ใน 18 ครัว เรือนมีครอบครัวแม่ตื้นเป็นหนึ่งในสมาชิก ความที่แม่ตื้นไม่มีที่นา หากมีผืนนาให้ปักดำทำการผลิต ก็ถือเป็นโอกาสของแม่ตื้นที่จะมีข้าวกิน ซ้ำอาจเหลือข้าวเผื่อขายเอาเงินมาใช้จ่ายได้ด้วย ฝ่ายสมาชิกในกลุ่มก็ต้อนรับแม่ตื้นด้วยความเต็มใจ

ในปีแรกของกลุ่มนารวม ซึ่งทำการติดต่อขอเช่านาว่างได้ 60 ไร่ แม้จะปักดำไม่ทันจนทิ้งผืนนาไว้เลี้ยงวัวเลี้ยงควายเสีย 12 ไร่ แต่ผลผลิตที่ได้ก็คุ้มค่าพอให้แม่ตื้นยิ้มหน้าบาน เมื่อแบ่งข้าวกันแล้ว ตกหุ้นละ 130 ถัง แม่ตื้นแบ่งขายเสีย 30 ถัง ได้เงินมา 4,000 บาท ข้าวที่เหลือแม่ตื้นเก็บขึ้นเล้า และเหลือเผื่อให้ลูก ๆ มาขนไปนึ่งไปหุงกินต่างบ้านอีกต่างหาก

ส่วนค่าเช่าผืนนา แม่ตื้นบอกว่า หากเจ้าของนาเขาเรียกเก็บเป็นเงินก็จ่ายไร่ละ 500 บาท หากเรียกเก็บเป็นข้าว ก็จ่ายเมื่อได้ผลผลิตแล้ว โดยแบ่งข้าวที่ได้ออกเป็น 3 กอง หนึ่งกองให้เจ้าของนา สองกองที่เหลือสมาชิกจึงแบ่งกัน ถามว่าแม่ตื้นเหลือข้าว 100 ถัง และได้เงินมา 4,000 บาท คุ้มค่ากับที่ลงทุนลงแรงไปหรือไม่ แม่ตื้นยิ้มและบอกว่าคุ้มค่ามาก ก่อนแจงว่าแม่ตื้นลงทุนไปเป็นเงินประมาณ 2,000 กว่าบาทเท่านั้นเอง

เริ่มแรกนั้น สมาชิกทุกคนต้องลงหุ้น ๆ ละ 500 บาท เปรียบเป็นค่าสมัคร จากนั้นกองกลางจะขอเก็บเรื่อย ๆ ตามจังหวะหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในระหว่างการผลิต ซึ่งจะมีการชี้แจงอยู่เป็นระยะ เป็นกติกากลุ่มที่เน้นความโปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เอาเปรียบ ไม่กินแรงกัน อย่างวันไหนลงนา แต่บ้านไหนขาด ต้องหาแรงงานมาแทนในวันนั้น หรือมาแทนในวันหลังที่มีการลงนาอีก ทางกลุ่มจะมีบัญชีรายชื่อบันทึกไว้ทุกวัน แม้ความจริงไม่ได้เคร่งครัดขนาดนั้น ใครติดธุระไปอำเภอไปโรงพยาบาลก็ลาได้ ขอให้บอกกล่าวกัน และหากสมาชิกในกลุ่มเห็นปัญหา ก็เน้นการประชุมหารือกันในกลุ่ม ตามประสาคนบ้านเดียวกันเป็นหลัก

แม่ตื้นเล่าเติมว่า “อีกอย่างครอบครัวพ่อคูณก็พาเฮ็ดพาสร้างดี สมาชิกทุกคนก็เคารพนับถือ เราเลยคุยกันง่ายไม่มีปัญหา”

นารวมในปีนี้ ทางกลุ่มนารวมหมู่ 7 ติดต่อขอเช่านาได้และได้ทำนาเพียง 25 ไร่ สมดุลกับสมาชิกกลุ่มที่เหลือเพียง 8 ครัวเรือน อีก 10 ครัว เรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมในปีนี้ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกลุ่ม แม่ตื้นบอกว่า หลายครอบครัวที่เป็นสมาชิกกลุ่ม ก็ไม่มีที่นาเหมือนแม่ตื้น บังเอิญปีนี้เขาเช่าที่นาได้ เลยต้องจัดการนาที่ตนเช่าไว้ จึงไม่มีเวลามาร่วมทำ เขาก็แจ้งให้ทางกลุ่มทราบ บางส่วนก็เข้าไปทำงานกรุงเทพฯ ก่อนนั้น มีบางครอบครัวที่ย้ายไปทำนารวมกับกลุ่มนารวมหมู่ 17 หมู่บ้านอีกฟากถนน แต่แม่ตื้นยังถืออีกหุ้น และยังคงอยู่ทำนากับกลุ่มนารวมกลุ่มเดิม

“มันมีแต่ได้กับได้” แม่ตื้นกล่าวยืนยัน

ขณะ ข้าวในนารวมกำลังแตกกอเขียวสะบัด รับกับฝนซึ่งตกดีเป็นเทน้ำเทท่าจนชาวนาทุกคนต้องยิ้ม เพราะหวังได้ถึงผลผลิต แม่ตื้นเป็นผู้หนึ่งที่ขยันขันแข็งออกไปเที่ยวนามากที่สุด ไปดูแลถอนต้นหญ้า ไปหาปูหาปลาหากบหาเขียด ซึ่งทางกลุ่มฯ อนุญาตให้หาอยู่หากิน หรือเกี่ยวหญ้าให้วัวให้ควายได้เหมือนเป็นนาของตนเอง ปากท้องของแม่ตื้นกับหลานจึงเหมือนมีที่พักพิงใหม่ มากไปกว่าป่าโคกสาธารณะ มากไปกว่าของเชื่อร้านขายของชำ ความรู้สึกของผู้มีนา จึงเสมือนกลับมาเยี่ยมเยือนแม่ตื้นอีกครั้ง แม่ตื้นจึงยิ้ม...

วันนี้....วิถี ชีวิตชาวนาไทยผู้ไร้ที่ดินทำกินอย่างแม่ตื้น ไม่มีกลุ่มนารวมเสียแล้ว ก็เหมือนอนาคตไร้หลักประกัน ถึงขนาดชีวิตอาจติดลบไปตลอดชีวิต และลืมตาอ้าปากยากไปจนถึงรุ่นหลาน นารวมจึงเป็นความหวังเรืองรองของแม่ตื้น ที่ถึงแม้เงินส่วนแบ่งจากกการขายผลผลิตไม่ได้มากมายนัก แต่อย่างไรเสีย เมื่อมีกลุ่มนารวมบ้านเขวาโคก แม่ตื้นกับหลานย่อมมีข้าวกิน !

ยูเอ็นเรียกร้อง100ผู้นำแก้โลกร้อน เวทีประชุมสมัชชาผลักดันประเด็นการลดก๊าซเรือนกระจก

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กว่าร้อยผู้นำโลกใช้เวทีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในนิวยอร์ก ร่วมผลักดันการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนในหลายเวทีการประชุมระดับนานาชาติ และจะมีการหารือปลายปีนี้ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อร่วมกันกำหนดข้อตกลงใหม่ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นมาใช้แทนพิธีสารเกียวโต

ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาติ ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กันยายนศกนี้ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา หนึ่งในประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันมากและเป็นประเด็นสำคัญที่จะมีการหารือกันในเวทีการประชุมผู้นำกลุ่มจี-20 อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ (24-25 ก.ย.) คือประเด็นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ climate change โดยนาย บัน คี-มุน เลขาธิการใหญ่ของยูเอ็น ได้เรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลของประเทศต่างๆ กว่า 100 คนที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้ แสดงความตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา และด้วยเหตุนี้จึงควรเร่งลงมือดำเนินมาตรการแก้ไขและป้องกันในทันที นาย คี-มุนยังเรียกร้องให้ผู้นำนานาประเทศให้คำมั่นที่จะร่วมกันผลักดันการลงนามในสนธิสัญญาฉบับใหม่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกในเวทีการประชุมของยูเอ็นที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนธันวาคมศกนี้ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพื่อนำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโตที่ได้หมดอายุลง

ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้นานาประเทศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (global warming) หลายประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาได้ออกมาเรียกร้องเช่นกันว่า หากต้องการความร่วมมือให้ประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนาลดการใช้ถ่านหินหรือลดการตัดไม้ทำลายป่า ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งร่ำรวยกว่า ก็ควรให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศจีนได้นำเสนอว่า ประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วควรจัดสรรงบ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาเป็นเงินกองทุนอุดหนุนประเทศกำลังพัฒนาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ สู่ชั้นบรรยากาศ ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนเองก็พยายามส่งเสริมให้เอกชนและประชาชนทั่วไปลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจ โดยหน่วยงานที่เรียกว่า "ตลาดแลกเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมปักกิ่ง (Beijing Environment Exchange) จะใช้เวทีการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งนี้ เปิดตัวมาตรฐานควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนพื้นฐานความสมัครใจฉบับแรกของจีน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของจีนเกี่ยวกับการจัดสรรเงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้วมาสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนานั้น มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพราะลำพังสหรัฐอเมริกา หากเจียดงบ 1 % ของจีดีพีมาช่วยตามที่จีนเสนอ ก็เป็นเงินกว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าไปแล้ว ด้านประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐฯ ซึ่งเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเป็นครั้งแรกนับจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีนี้ มีนโยบายชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะให้มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งจะมีการเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้เป็นต้นแบบสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งอื่นๆ เช่น โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า แต่กระนั้นก็ตาม ในรัฐสภาของสหรัฐฯ เองยังมีการงัดข้อกันอยู่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายพรรครีพับลิกันซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ได้ออกมาขู่ว่าอาจจะยื้อการลงคะแนนสนับสนุนกฎหมายใหม่ว่าด้วยการลดก๊าซเรือนกระจกไปเป็นปีหน้า ท่าทีดังกล่าวทำให้นาย จอห์น บรูตัน ทูตสหภาพยุโรป (อียู) ประจำยูเอ็น แสดงความกังวลว่า การประชุมที่โคเปนเฮเกนอาจไม่คืบหน้าใดๆ หากขาดความมุ่งมั่นชัดเจนจากฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ

ในส่วนของอียูนั้น ได้เสนอที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 25% ภายในปีค.ศ. 2020 (ใช้ตัวเลขปี 1990 เป็นฐาน) และหากนานาประเทศให้ความร่วมมือในระดับเดียวกัน อียูก็จะเพิ่มสัดส่วนการลดเป็น 30% ขณะที่รัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นเสนอจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2020 เช่นเดียวกับอียู มีเพียงสหรัฐฯ ที่ยังเสนอลดน้อยกว่ามหาอำนาจรายอื่นๆ อยู่มาก โดยเสนอลดมากสุดเพียง 4% เท่านั้น

ค่ายยักษ์ระดับ "โกลบอล 500" เปิดข้อมูล-ปรับตัวรับโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กลุ่มรณรงค์ภายใต้ชื่อโครงการเปิดเผยข้อมูลการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Disclosure Project : CDP) ได้เปิดข้อมูลใหม่ ซึ่งสะท้อนภาพภาคเอกชนให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน

กลุ่ม CDP เผยข้อมูลผลการสำรวจพบว่ามีบริษัทในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สุดของโลก 500 อันดับ (Global 500) ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมที่บริษัทจัดขึ้นเพื่อลดหรือปรับตัวรับกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ซึ่งถือเป็นการเปิดเผยรายละเอียดด้านนี้มากกว่าในอดีตที่ผ่านๆ มา โดยบริษัทในกลุ่มโกลบอล 500 ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มมากขึ้น คิดเป็น 82% เพิ่มจาก 77% ในการสำรวจปีที่แล้ว

รายงานระบุว่า การเพิ่มขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและแรงกดดันอื่นๆ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกยังเป็นวาระที่มีความสำคัญสูงของภาคเอกชน และกำลังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก

นายพอล ซิมป์สัน ประธานคณะ เจ้าหน้าที่บริหารของ CDP ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวดาวโจนส์ทางโทรศัพท์ก่อนเผยแพร่ผลสำรวจ โดยตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มขึ้นมีนัยสำคัญและแสดงให้เห็นว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างๆ กำลังสนองตอบโดยสมัครใจและในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ย่อมแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารระดับสูงมากๆ ในบริษัทได้ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาโลกร้อนในบริษัทของพวกเขา และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้สนองตอบและสาธิตให้เห็นถึงความเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อประเด็นปัญหานี้ด้วย

นอกเหนือจากประเด็นการเปิดเผยข้อมูลที่ดียิ่งขึ้นแล้ว ผลสำรวจของ CDP ยังพบว่ากลุ่มบริษัทในโกลบอลยังมีผลงานในการลดการแพร่กระจายก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก การเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้กำหนดนโยบายสำคัญๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และการบริการ เพื่อปรับตัวรับกับ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ๆ

โดย 78% ของบริษัทในโกลบอล 500 ตอบว่า พวกเขาได้มีการกำหนดเป้าหมายการลดการแพร่กระจายก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก และ 36% ตอบว่า ได้กำหนด เป้าหมายการลดการแพร่กระจายก๊าซพิษภายในปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลของ สนธิสัญญาฉบับปัจจุบันสิ้นสุดลง

ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ พบว่า บีเอเอสเอฟ บริษัทเคมีภัณฑ์ ซิสโกซิสเต็มส์ และ โบอิ้งโค ผู้ผลิตเครื่องบินและอุปกรณ์การบิน เป็น 3 บริษัทที่มีผลงานติด 10 อันดับแรก ทั้งในแง่การเปิดเผยข้อมูลและมีผลงานในการลดการแพร่กระจายก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก และการมีส่วนร่วมต่างๆ เป็นตัวอย่างของภาคเอกชนส่วนหนึ่งที่ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองกิจกรรมในการสนองตอบปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก เป็นโอกาสมากกว่ามองการผลักดันกฎระเบียบว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกเป็นความเสี่ยง

อาทิ ซิสโกซิสเต็มส์กำลังพัฒนาอุปกรณ์การประชุมทางไกลคุณภาพสูงสำหรับผู้บริหารระดับสูง เพื่อลดการเดินทาง ขณะที่โบอิ้งโคกำลังหาทางพัฒนาเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ทั้งนี้ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอุณหภูมิโลก หรือโลกร้อน ถือเป็นหนึ่งในวาระการประชุมที่สำคัญยิ่งของเวทีประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาติที่นิวยอร์ก และเวทีประชุมของกลุ่มจี-20 ที่พิตส์เบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะในเวทีสำคัญทั้งสอง ซึ่งจะมีผู้นำรัฐบาลและบางช่วง บางเวลามีผู้นำระดับสูงจากภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมหารือในประเด็นสำคัญๆ ก่อนหน้าการประชุม "โลกร้อน" นัดสำคัญที่โคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคม เพื่อหา ฉันทามติในสนธิสัญญาใหม่ แทนที่สนธิสัญญาโตเกียว

โรงไฟฟ้าชุมชน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2464 24 ก.ย. - 26 ก.ย. 2552

ในวงการพลังงานช่วงนี้มีผู้สนใจเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ให้ความสนใจไม่น้อย ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนในทวีปเอเชียของเราเองหลายประเทศก็ให้ความสำคัญเช่นกัน สำหรับไทยเรา หลังจากเหตุการณ์การปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยิ่งทำให้มีผู้สนใจมากขึ้น ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการประจำ ชุมชน รวมถึงภาคธุรกิจอีกด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศไทยพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศในการผลิตไฟฟ้าสูงมากถึงประมาณร้อยละ 70 และถ้าเกิดการขัดข้องไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ การที่จะปล่อยให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างย่อมส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ใช่น้อย ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จึงต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้ให้ได้

แน่นอนว่า วิธีแก้ปัญหามีอยู่หลายทางเลือก แต่ทางเลือกของไทยคงหนีไม่พ้นทางเลือกที่ต้องใช้วิธีการที่ผสมผสานกัน ในความเห็นของผม กรณีที่ทำได้รวดเร็วก็คือการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก (ตั้งแต่ 20 กิโลวัตต์ จนถึงประมาณ 5 เมกะวัตต์) ตามสภาพแวดล้อมของชุมชน โดยในทุกกรณี ควรต้องคิดถึงผลพลอยได้อื่น ๆ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าลักษณะนี้อาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น

โรงไฟฟ้าจากชีวมวล (ที่มาจากของเหลือใช้จากการเกษตร เช่น เหง้ามันสำปะหลัง ทลายปาล์มและกะลาปาล์ม เปลือกผลไม้ และเศษไม้จากการตัดแต่งต้นไม้ หรือที่มาจากการเพาะปลูกเพื่อการผลิตไฟฟ้าโดยตรง เช่น ไม้โตเร็วหลายชนิด สบู่ดำ และ ฯลฯ) ซึ่งสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้หลายอย่าง ที่คุ้นเคยก็คือระบบทางความร้อน เช่น การเผาในเครื่องผลิตไอน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแบบตะกรับ แบบฟลูอิดไดซ์เบด ซึ่งใช้กังหันไอน้ำหรือเครื่องจักรไอน้ำร่วมกับเครื่องปั่นไฟ หรือใช้ระบบก๊าซซิฟิเกชันแบบฟิกซ์เบดหรือฟลูอิดไดซ์เบด กับระบบผลิตไฟฟ้าจากไอน้ำ หรืออาจเลือกใช้กังหันก๊าซ เครื่องยนต์ก๊าซ เครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วม (Duel Fuel) หรือเครื่องยนต์สเตอร์ลิง มาเป็นต้นกำลังให้เครื่องปั่นไฟก็ได้

โรงไฟฟ้าชีวมวลทางอ้อม ซึ่งเป็นการหมักชีวมวลในระบบที่ไม่ใช้อากาศ หรือที่นิยมเรียกกันว่าการหมักก๊าซชีวภาพ ระบบนี้เหมาะกับวัตถุดิบที่เป็นใบไม้ ใบหญ้า เปลือกผลไม้ น้ำเสียจากระบบอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋อง อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอาหารทะเล น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์และมูลสัตว์ หรือขยะที่มีองค์ประกอบเป็นชีวมวลเป็นส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมีความเห็นว่า ถ้าใช้มูลสัตว์ร่วมกับขยะมูลฝอยในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น (ขอเรียนท่านผู้อ่านด้วยความภาคภูมิใจว่ามีบริษัทเอกชนไทยที่สามรถหมักก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของระบบอุตสาหกรรมน้ำยางพาราเป็นรายแรกของโลก คือบริษัท P&S Design จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นของไทยเมื่อ 2 หรือ 3 ปีก่อน) ก๊าซที่ได้จากระบบก๊าซชีวภาพสามารถนำไปเดินเครื่องยนต์ก๊าซที่ออกแบบมาให้ทำงานกับก๊าซที่มีค่าความร้อนต่ำได้ หรือเครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วม หรือนำไปใช้ร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการเดินเครื่องไมโครก๊าซเทอร์ไบน์ หรือนำไปใช้กับเครื่องยนต์สเตอร์ลิง

โรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีได้หลายอย่าง เช่น การเผาขยะโดยตรงเพื่อผลิตไอน้ำไปป้อนเข้ากังหันไอน้ำและปั่นไฟฟ้าเช่นที่ใช้ที่ภูเก็ต หรือนำขยะไปทำเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) ก่อน แล้วจึงนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนี้ดีกว่าระบบแรกตรงที่ความสม่ำเสมอของเชื้อเพลิงทั้งค่าความชื้น ค่าความร้อน และขนาดของเชื้อเพลิงที่สามารถควบคุมได้ดีกว่า มีระบบใหม่ที่คนไทยพยายามพัฒนาขึ้นเองด้วยก็คือการคัดแยกขยะก่อน แล้วนำไปทำไพโรไลซิส แล้วจึงนำถ่านที่ได้จากไพโรไลซิสไปทำก๊าซซิฟิเกชัน จากนั้นก็ใช้ก๊าซไปใช้กับระบบเช่นเดียวกับที่อธิบายข้างต้นแล้ว

โรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (ปัจจุบันมีทางเลือกหลายทาง ทั้งที่รู้จักกันดีก็คือ เซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งก็มีอยู่หลายเทคโนโลยี และแต่ละเทคโนโลยีก็มีต้นทุนและประสิทธิภาพต่างกันไป หรือที่รู้จักกันน้อย โดยการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นความร้อนแล้วใช้ระบบเทอร์โมอิเล็กตริกแปลงเป็นไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง หรืออาจใช้เทคโนโลยีที่กำลังเข้าจะสู่ตลาด ซึ่งเป็นการเก็บและใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ในสารเคมีบางอย่างมาใช้ผลิตไอน้ำความดันต่ำ แล้วนำไปใช้กับกังหันที่พัฒนาขึ้นใหม่จากแนวคิดของเทสลา หรือบางกรณีก็อาจใช้โดยตรงในการใช้ผลิตน้ำร้อนก่อนป้อนเข้าเครื่องผลิตไอน้ำเพื่อลดการใช้พลังงานที่ป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตไฟฟ้าลง

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียดเทคโนโลยีใดเป็นพิเศษก็ขอให้สื่อสารให้ผมทราบด้วยนะครับ ผมยินดีที่จะหาข้อมูลมานำเสนอให้ท่านทราบในตอนต่อ ๆ ไป

โรงไฟฟ้าชุมชน

ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2464 24 ก.ย. - 26 ก.ย. 2552

ในวงการพลังงานช่วงนี้มีผู้สนใจเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ให้ความสนใจไม่น้อย ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนในทวีปเอเชียของเราเองหลายประเทศก็ให้ความสำคัญเช่นกัน สำหรับไทยเรา หลังจากเหตุการณ์การปล่อยน้ำจากเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปบ้างเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยิ่งทำให้มีผู้สนใจมากขึ้น ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการประจำ ชุมชน รวมถึงภาคธุรกิจอีกด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเทศไทยพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศในการผลิตไฟฟ้าสูงมากถึงประมาณร้อยละ 70 และถ้าเกิดการขัดข้องไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบต่อการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ การที่จะปล่อยให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างย่อมส่งผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ใช่น้อย ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จึงต้องหาวิธีแก้ปัญหานี้ให้ได้

แน่นอนว่า วิธีแก้ปัญหามีอยู่หลายทางเลือก แต่ทางเลือกของไทยคงหนีไม่พ้นทางเลือกที่ต้องใช้วิธีการที่ผสมผสานกัน ในความเห็นของผม กรณีที่ทำได้รวดเร็วก็คือการส่งเสริมให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนขนาดเล็ก (ตั้งแต่ 20 กิโลวัตต์ จนถึงประมาณ 5 เมกะวัตต์) ตามสภาพแวดล้อมของชุมชน โดยในทุกกรณี ควรต้องคิดถึงผลพลอยได้อื่น ๆ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าลักษณะนี้อาจมีได้หลายรูปแบบ เช่น

โรงไฟฟ้าจากชีวมวล (ที่มาจากของเหลือใช้จากการเกษตร เช่น เหง้ามันสำปะหลัง ทลายปาล์มและกะลาปาล์ม เปลือกผลไม้ และเศษไม้จากการตัดแต่งต้นไม้ หรือที่มาจากการเพาะปลูกเพื่อการผลิตไฟฟ้าโดยตรง เช่น ไม้โตเร็วหลายชนิด สบู่ดำ และ ฯลฯ) ซึ่งสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้หลายอย่าง ที่คุ้นเคยก็คือระบบทางความร้อน เช่น การเผาในเครื่องผลิตไอน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นแบบตะกรับ แบบฟลูอิดไดซ์เบด ซึ่งใช้กังหันไอน้ำหรือเครื่องจักรไอน้ำร่วมกับเครื่องปั่นไฟ หรือใช้ระบบก๊าซซิฟิเกชันแบบฟิกซ์เบดหรือฟลูอิดไดซ์เบด กับระบบผลิตไฟฟ้าจากไอน้ำ หรืออาจเลือกใช้กังหันก๊าซ เครื่องยนต์ก๊าซ เครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วม (Duel Fuel) หรือเครื่องยนต์สเตอร์ลิง มาเป็นต้นกำลังให้เครื่องปั่นไฟก็ได้

โรงไฟฟ้าชีวมวลทางอ้อม ซึ่งเป็นการหมักชีวมวลในระบบที่ไม่ใช้อากาศ หรือที่นิยมเรียกกันว่าการหมักก๊าซชีวภาพ ระบบนี้เหมาะกับวัตถุดิบที่เป็นใบไม้ ใบหญ้า เปลือกผลไม้ น้ำเสียจากระบบอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมผลไม้กระป๋อง อุตสาหกรรมปศุสัตว์และอาหารทะเล น้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์และมูลสัตว์ หรือขยะที่มีองค์ประกอบเป็นชีวมวลเป็นส่วนใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านมีความเห็นว่า ถ้าใช้มูลสัตว์ร่วมกับขยะมูลฝอยในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น (ขอเรียนท่านผู้อ่านด้วยความภาคภูมิใจว่ามีบริษัทเอกชนไทยที่สามรถหมักก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของระบบอุตสาหกรรมน้ำยางพาราเป็นรายแรกของโลก คือบริษัท P&S Design จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นของไทยเมื่อ 2 หรือ 3 ปีก่อน) ก๊าซที่ได้จากระบบก๊าซชีวภาพสามารถนำไปเดินเครื่องยนต์ก๊าซที่ออกแบบมาให้ทำงานกับก๊าซที่มีค่าความร้อนต่ำได้ หรือเครื่องยนต์เชื้อเพลิงร่วม หรือนำไปใช้ร่วมกับก๊าซธรรมชาติในการเดินเครื่องไมโครก๊าซเทอร์ไบน์ หรือนำไปใช้กับเครื่องยนต์สเตอร์ลิง

โรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย ซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีได้หลายอย่าง เช่น การเผาขยะโดยตรงเพื่อผลิตไอน้ำไปป้อนเข้ากังหันไอน้ำและปั่นไฟฟ้าเช่นที่ใช้ที่ภูเก็ต หรือนำขยะไปทำเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) ก่อน แล้วจึงนำไปใช้กับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนี้ดีกว่าระบบแรกตรงที่ความสม่ำเสมอของเชื้อเพลิงทั้งค่าความชื้น ค่าความร้อน และขนาดของเชื้อเพลิงที่สามารถควบคุมได้ดีกว่า มีระบบใหม่ที่คนไทยพยายามพัฒนาขึ้นเองด้วยก็คือการคัดแยกขยะก่อน แล้วนำไปทำไพโรไลซิส แล้วจึงนำถ่านที่ได้จากไพโรไลซิสไปทำก๊าซซิฟิเกชัน จากนั้นก็ใช้ก๊าซไปใช้กับระบบเช่นเดียวกับที่อธิบายข้างต้นแล้ว

โรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (ปัจจุบันมีทางเลือกหลายทาง ทั้งที่รู้จักกันดีก็คือ เซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งก็มีอยู่หลายเทคโนโลยี และแต่ละเทคโนโลยีก็มีต้นทุนและประสิทธิภาพต่างกันไป หรือที่รู้จักกันน้อย โดยการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นความร้อนแล้วใช้ระบบเทอร์โมอิเล็กตริกแปลงเป็นไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง หรืออาจใช้เทคโนโลยีที่กำลังเข้าจะสู่ตลาด ซึ่งเป็นการเก็บและใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ในสารเคมีบางอย่างมาใช้ผลิตไอน้ำความดันต่ำ แล้วนำไปใช้กับกังหันที่พัฒนาขึ้นใหม่จากแนวคิดของเทสลา หรือบางกรณีก็อาจใช้โดยตรงในการใช้ผลิตน้ำร้อนก่อนป้อนเข้าเครื่องผลิตไอน้ำเพื่อลดการใช้พลังงานที่ป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตไฟฟ้าลง

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจรายละเอียดเทคโนโลยีใดเป็นพิเศษก็ขอให้สื่อสารให้ผมทราบด้วยนะครับ ผมยินดีที่จะหาข้อมูลมานำเสนอให้ท่านทราบในตอนต่อ ๆ ไป

by ThaiWebExpert