เรื่อง แต่งตั้ง....1 กันยายน 2552

การขออนุมัติต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ครั้งที่ 2)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งให้นายอำพน กิตติอำพน ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (นักบริหารระดับสูง) ออกไปอีก 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 – 30 กันยายน 2553 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง

คณะ รัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอการเลื่อน และแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับต้น สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

1. เลื่อนและแต่งตั้งนางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมควบคุมมลพิษ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. เลื่อนและแต่งตั้งนายโชติ ตราชู รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล

3. เลื่อนและแต่งตั้งนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมทรัพยากรน้ำ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเลื่อนนายยุคล ลิ้มแหลมทอง อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมปศุสัตว์ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

การแต่งตั้งข้าราชการประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

1. ย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการพลเรือนสามัญ รวม 5 ราย ดังนี้

1.1 นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์

1.2 นายศุภชัย บานพับทอง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

1.3 นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา รองปลัดกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (บริหาร ระดับสูง) กรมพัฒนาที่ดิน

1.4 นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

1.5 นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (บริหาร ระดับสูง) กรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ ลำดับที่ 1.1,1.2 ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่วนลำดับที่ 1.3,1.4 และ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552

2. เลื่อน และแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้

2.1 นายวิทยา ฉายสุวรรณ รองอธิบดี (บริหาร ระดับต้น) กรมการข้าว ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ ราชการ (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2.2 นายวิมล จันทรโรทัย รองอธิบดี (บริหาร ระดับต้น) กรมประมง ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2.3 นายอภิชัย จึงประภา รองอธิบดี (บริหาร ระดับต้น) กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการ (บริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยระยะ 7 เดือนปี 2552 (มกราคม-กรกฎาคม)...1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ รายงานการค้าระหว่างประเทศของไทยระยะ 7 เดือน ปี 2552 (มกราคม-กรกฎาคม) ดังนี้
1. การส่งออก
1.1 การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2552
1.1.1 การ ส่งออก มีมูลค่า 12,908.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2551 ลดลงร้อยละ 25.7 แต่ดีขึ้นจากเดือนมิถุนายนร้อยละ 4.6 ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 437,848 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23.9 แต่ดีขึ้นจากเดือนมิถุนายนร้อยละ 3.8
1.1.2 สินค้า ส่งออก การส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 28.4 เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคมของปี 2551 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนร้อยละ 0.8 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 22.6 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายนร้อยละ 4.7 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 33.1

1.1.3 ตลาดส่งออก การส่งออกไปตลาดหลักลดลงร้อยละ 26.1 ตลาดใหม่ลดลงร้อยละ 25.3
1.2 การส่งออกในระยะ 7 เดือนของปี 2552 (มกราคม-กรกฎาคม)
1.2.1 การส่งออก มีมูลค่า 81,115.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.9 ในรูปเงินบาท การส่งออกมีมูลค่า 2,810,797 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 18.2
1.2.2 สินค้าส่งออก สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 23.3 สินค้า อุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 22.0 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.3
(1) สินค้า เกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อและมีการต่อรองราคามากขึ้น ยกเว้นกุ้ง และ

น้ำตาล ที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออก ข้าว มันสำปะหลัง อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป(ไม่รวมกุ้ง) ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ส่งออกลดลง
(2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลง
- สินค้า ที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัญมณี เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.4 (เป็นการส่งออกทองคำ ที่เพิ่ม ขึ้นถึงร้อยละ 102.3) ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 และ อาหารสัตว์เลี้ยง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.3
- สินค้า ที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และ ส่วนประกอบ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เลนส์ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่อง เดินทางและเครื่องหนัง เครื่องสำอาง เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่ง เป็นต้น
(3) สินค้า อื่น ๆ ลดลงร้อยละ 31.3 สินค้าสำคัญที่ลดลงในอัตราสูงได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลงร้อยละ 47.7 , 38.9 และ 30.4 ตามลำดับ
1.2.3 ตลาด ส่งออก การส่งออกไปตลาดหลักลดลงร้อยละ 31.0 และตลาดใหม่ลดลงร้อยละ 16.2 ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.1 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักลดลงเป็นร้อยละ 46.9
(1) ตลาดหลัก ส่งออกลดลงในทุกตลาด คือ อาเซียน(5) สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 35.4 , 31.8 , 24.6 และ 26.1 ตามลำดับ
(2) ตลาด ใหม่ ส่งออกลดลงทุกตลาด ได้แก่ ลาตินอเมริกา(ร้อยละ 39.2) ไต้หวัน(31.7) ยุโรปตะวันออก(ร้อยละ 31.4) เกาหลีใต้(ร้อยละ 22.1) อินโดจีน(ร้อยละ 21.3) ฮ่องกง(ร้อยละ 18.9) จีน(ร้อยละ 18.8) ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 17.1) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 14.8) แคนาดา(ร้อยละ 14.8) อินเดีย (ร้อยละ 10.0) และ แอฟริกา (ร้อยละ 6.4)
2. การนำเข้า
2.1 การนำเข้าเดือนกรกฎาคม 2552
2.1.1 การ นำเข้า มูลค่า 12,202.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีที่ผ่านมา ลดลงร้อยละ 32.5 และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 418,535.9 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 30.8
2.1.2 สินค้านำเข้า สินค้านำเข้าสำคัญส่วนใหญ่มีการนำเข้าลดลง ดังนี้
(1) สินค้าเชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่า 2,296.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 45.4 สินค้า นำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ นำเข้าปริมาณ 25.6 ล้านบาร์เรล (826,531 บาร์เรลต่อวัน) มูลค่า 1,782.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ปริมาณและมูลค่า ลดลงร้อยละ 2.3 และร้อยละ 50.4 ตามลำดับ
(2) สินค้า ทุน นำเข้ามูลค่า 3,123.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 23.4 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ นำเข้าลดลงร้อยละ 26.9 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลดลง ร้อยละ 11.4 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 13.4

(3) สินค้า วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้ามูลค่า 5,217.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 33.8 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นำเข้าลดลงร้อยละ 12.2 เคมี ภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 32.1 ทองคำ ปริมาณและมูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 142.6 และ 185.4 ตามลำดับ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ปริมาณและมูลค่า ลดลงร้อยละ 72.4 และ 66.6 ตามลำดับ
(4) สินค้า อุปโภคบริโภค นำเข้ามูลค่า 1,154.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 15.8 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน นำเข้าลดลงร้อยละ 11.6 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ลดลงร้อยละ 25.4 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ลดลงร้อยละ 1.3
(5) สินค้า ยานพาหนะและอุปกรณ์ นำเข้ามูลค่า 394.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 24.9 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ นำเข้าลดลงร้อยละ 26.3 ส่วนประกอบและ

อุปกรณ์จักรยานยนต์และรถจักรยาน ลดลงร้อยละ 29.4 รถยนต์นั่ง ลดลงร้อยละ 12.4 รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก ลดลงร้อยละ 18.2
2.2 การนำเข้าในระยะ 7 เดือนของปี 2552 (มกราคม-กรกฎาคม)
2.2.1 การนำเข้า การนำเข้ามีมูลค่า 69,418.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ลดลงร้อยละ 34.9
2.2.2 สินค้านำเข้าสำคัญ
(1) สินค้า เชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่า 12,497.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 45.0 เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบปริมาณ 173.4 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 มูลค่า 9,435.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 49.7
(2) สินค้า ทุน นำเข้ามูลค่า 19,690.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 24.3 เป็นการนำเข้าเครื่องจักรกล และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 20.4 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 25.2 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 25.1
(3) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มูลค่า 27,672.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อย ละ 39.5 เป็นการนำเข้าอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงร้อยละ 27.3 เคมีภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 42.3 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 60.4 เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ลดลงร้อยละ 25.5 โดยเป็นการนำเข้า ทองคำ ลดลงร้อยละ 9.1
(4) กลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่า 7,272.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 18.1 เป็นการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ลดลงร้อยละ 18.5 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ลดลงร้อยละ 21.8 ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และเภสัช ลดลงร้อยละ 7.4
(5) กลุ่ม สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่ง มูลค่า 2,106.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 35.0 เป็นการนำเข้าส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ลดลงร้อยละ 38.2
3. ดุลการค้า
3.1 ดุลการค้าเดือนกรกฎาคม 2552 ไทยเกินดุลการค้า 706.0 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 19,311.8 ล้านบาท
3.2 ดุลการค้าในระยะ 7 เดือนของปี 2552 (มกราคม-กรกฎาคม) ไทยเกินดุลการค้า 11,697.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อคิดในรูปเงินบาทไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 380,838.7 ล้านบาท
4. ข้อสังเกต
4.1 เมื่อ พิจารณาการส่งออกเป็นรายเดือนจะเห็นได้ว่ามูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มที่สูง ขึ้น อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา และคาดว่าการส่งออกในระยะต่อไปจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นลำดับ เนื่องจากเศรษฐกิจและการค้าของตลาดส่งออกสำคัญเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่าง ช้า ๆ ประกอบกับสต็อกของผู้นำเข้าในต่างประเทศที่ลดลง ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเริ่มกลับมาซื้อมากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม
4.2 ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่เดือนพฤษภาคม 2552 เป็นต้นมาจาก
35.45 บาทในเดือนเมษายน 2552 เป็น 34.57 , 34.13 และ 34.05 ในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และ กรกฎาคม ตามลำดับ (อัตราอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
4.3 การนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2552 เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2552 เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1
แสดง ว่านักลงทุนมีความมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลเริ่มเห็นผล โดยมีการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาจากลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกและเศรษฐกิจของไทย
4.4 แม้ว่าภาวะตลาดโลกมีการแข่งขันสูงแต่ละประเทศมีการนำเข้าลดลง แต่สินค้าไทยยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ในตลาดที่สำคัญ ๆ ได้และยังขยายส่วนแบ่งสินค้าไทยในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น เช่น

ส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดส่งออกสำคัญ (ร้อยละ)
ปี 2551 ปี 2552

- สหรัฐฯ 1.12 1.19 (มค.-มิย.)
- ญี่ปุ่น 2.73 2.87 (มค.-มิย.)
- สหภาพยุโรป 0.96 1.04 (มค.-เมย.)
- จีน 2.27 2.45 (มค.-มิย.)
- ฮ่องกง 2.27 2.67 (มค.-มิย.)
- ออสเตรเลีย 4.52 5.44 (มค.-มิย.)
- แคนาดา 0.58 0.61 (มค.-มิย.)
- ไต้หวัน 1.35 1.65 (มค.-พค.)
- อินเดีย 0.89 1.14 (มค.-กพ.)

เรื่อง ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ และดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจส่งออกเดือนกรกฎาคม 2552...1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของประเทศ และดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจส่งออกเดือนกรกฎาคม 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

ดัชนีราคาส่งออก

1. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนกรกฎาคม 2552 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2552 ไม่เปลี่ยนแปลง (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 1.4) แต่มีการเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นในหมวดสินค้าเกษตรกรรม หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร และหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิงลดลง

หมวดสินค้าเกษตรกรรม ดัชนีราคาส่งออกสูงขึ้นร้อยละ 0.3 (เดือนมิถุนายน 2552 ลดลงร้อยละ 0.6) เป็นการสูงขึ้นของสินค้ากสิกรรม ได้แก่ ข้าว โดยเฉพาะ ข้าวนึ่ง ข้าวขาว และปลายข้าว สำหรับยางพารา ราคาสูงขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นทำให้ความต้องการใช้ยางพารามากขึ้น

หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ดัชนีราคาส่งออกสูงขึ้นร้อยละ 1.5 (เดือนมิถุนายน 2552 ลดลงร้อยละ 0.5) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทราย และกากน้ำตาล เป็นผลจากราคาน้ำตาล ในสหรัฐและตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผักกระป๋องและแปรรูป ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นด้วย

หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ดัชนีราคาส่งออกสูงขึ้นร้อยละ 0.1 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.5) สินค้าที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เนื่องจากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 2.2 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 14.0) สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ น้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูปลดลงตามตลาดโลก

2. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเดือนกรกฎาคม 2552 เทียบกับเดือนกรกฎาคม 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 3.9 เป็นการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 33.1 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ลดลงร้อยละ 21.5 หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ลดลงร้อยละ 5.1 และหมวดสินค้าอุตสาหกรรม ลดลงร้อยละ 0.3

3. ดัชนีราคาส่งออกของประเทศเฉลี่ยระยะ 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม) ของปี 2552 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ดัชนีราคาส่งออกลดลงร้อยละ 2.2 จากการลดลงของหมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ร้อยละ 32.6 หมวดสินค้าเกษตรกรรม ร้อยละ 14.5 และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร ร้อยละ 4.1 ขณะที่หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 1.0

ดัชนีราคานำเข้า

1. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนกรกฎาคม 2552 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2552

ลดลงร้อยละ 0.3 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 2.9) สาเหตุสำคัญจากการลดลงของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง

หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 3.4 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 10.7) ทั้งนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติปิโตเลียมลดลง เนื่องจากความต้องการของตลาดโลกอ่อนตัวลง

หมวดสินค้าทุน ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.4 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.6) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์โลหะทำด้วยทองแดง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ

หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 1.1 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.3) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ปลาทูน่าและปลาแซลมอนสด แช่เย็นแช่แข็ง แผงวงจรไฟฟ้า ความต้องการของตลาด เพิ่มขึ้น สำหรับทองแดงและผลิตภัณฑ์ เพชรและทองคำ สูงขึ้นตามตลาดโลก

หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.5 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.4) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (ยารักษาโรค ฟิล์มเอ็กซเรย์)

หมวดสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ดัชนีราคานำเข้าสูงขึ้นร้อยละ 0.8 (เดือนมิถุนายน 2552 สูงขึ้นร้อยละ 0.4) สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์

2. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเดือนกรกฎาคม 2552 เทียบกับเดือนกรกฎาคม 2551

ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 7.9 เป็นผลจากการลดลงในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงมากถึง ร้อยละ 31.8 หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 4.1 หมวดสินค้าทุน ลดลงร้อยละ 3.0 หมวดสินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง ลดลงร้อยละ 2.2 และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงร้อยละ 0.2

3. ดัชนีราคานำเข้าของประเทศเฉลี่ยระยะ 7 เดือน (มกราคม-กรกฎาคม) ของปี 2552

เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551 ดัชนีราคานำเข้าลดลงร้อยละ 6.2 สาเหตุหลักคือการลดลงของหมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 29.3 สำหรับหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์ยานยนต์ ลดลงร้อยละ 3.7 หมวดสินค้าทุน ลดลงร้อยละ 2.7 หมวด สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 1.0 และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงร้อยละ 0.1

เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ...1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตาม ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้มีการกำหนดระดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องติดตามดูแล 200 รายการ และบริการ 20 รายการ เป็นประจำทุกเดือนตามสถานการณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เปลี่ยนแปลง และได้รายงานการจัดระดับความสำคัญของเดือนกรกฎาคม 2552 ให้คณะรัฐมนตรีทราบไปแล้ว โดยกำหนดสินค้ากลุ่ม Sensitive List (SL) ไว้ 5 รายการ บริการ 1 รายการ กลุ่ม Priority Watch List (PWL) ไว้ 10 รายการ บริการ 1 รายการ และกลุ่ม Watch List (WL) ไว้ 185 รายการ บริการ 18 รายการ นั้น

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า ได้เพิ่มรายการสินค้าที่ติดตามดูแลใหม่อีก 2 รายการ คือ (1) หน้ากากอนามัย และ (2) เจลอนามัยล้างมือ เนื่องจากขณะนี้ประชาชนมีความต้องการใช้มากขึ้นจากภาวะการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ สินค้าหาซื้อยากและมีราคาสูงขึ้น ทำ ให้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 จะมีสินค้าติดตามดูแลรวมเป็น 202 รายการและบริการ 20 รายการ และจากการประเมินและคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ด้านราคาและปริมาณของสินค้า และบริการ ได้ปรับเปลี่ยนการจัดระดับความสำคัญของสินค้าทั้ง 3 กลุ่มเป็นดังนี้

1. กลุ่ม Sensitive List (SL) กำหนดให้มีสินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ โดยได้ลดจำนวนสินค้าในกลุ่มนี้ 1 รายการ และเพิ่มจำนวนสินค้าในกลุ่มนี้ 2 รายการ จากที่กำหนดไว้ในเดือนกรกฎาคม 2552 เป็น 6 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบโดยภาพรวมปรับตัวสูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือ พืชผักต่าง ๆ รวมทั้ง น้ำ ไฟ ก๊าซหุงต้ม ตลอดจนค่าแรงงาน เป็นต้น (2) ปุ๋ยเคมี เนื่อง จากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวการใช้ลดลงแต่ขณะนี้เป็นช่วงฤดูกาลใช้ปุ๋ยของ ประเทศ (3) น้ำมันเบนซิน (4) น้ำมันดีเซล เนื่องจากมีการลงทุนในธุรกิจน้ำมันมากขึ้นและสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มโอเปก ผลิตน้ำมันตามโควตาที่กำหนด และ (5) หน้ากากอนามัย และ (6) เจลล้างมือ เนื่องจากประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ และยังมีปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงอยู่ และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า

2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL) ได้เพิ่มจำนวนสินค้าในกลุ่มนี้ 1 รายการจากที่กำหนดไว้ในเดือนกรกฎาคม 2552 รวมเป็น 11 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน (3) ครีมเทียมข้นหวาน เนื่องจากวัตถุดิบปรับตัวลดลงเล็กน้อยเนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนฯ แข็งค่าขึ้น (4) น้ำมันพืช เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับลดลงตามตลาดโลก (5) สายไฟฟ้า เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการซื้อจากประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีนเพื่อเก็บสต๊อก (6) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (7) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม (8) เหล็กเส้น (9) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ และ (10) เหล็กแผ่น (รีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส) ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบคงเหลือของผู้ใช้อยู่ในระดับต่ำ จึงทยอยซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และ (11) ก๊าซ LPG หุงต้ม เนื่องจากแม้ว่าราคาปิโตรมินจะสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกแต่กระทรวงพลังงานมีนโยบายให้ตรึงราคาต่อไปอีกระยะหนึ่ง และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถ ซึ่งมักมีปัญหาและได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ

3. กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 185 รายการ และบริการ 18 รายการ

เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2552...1 กันยายน 2552

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบาย เศรษฐกิจระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวง พาณิชย์เสนอว่า ตามที่ได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศ พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นั้น ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้ง ประธานผู้แทนการค้าไทย เป็นกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อ ให้การดำเนินงานและการประสานงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ด้าน เศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างระเบียบดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างระเบียบ

แก้ไข เพิ่มเติมข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ.ศ. 2546 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 โดยให้ประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการนโยบาย เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เรื่อง ขออนุมัติให้ประเทศไทยให้สัตยาบันความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยบริการเดินอากาศและพิธีสารแนบท้ายความตกลงทั้งสองฉบับ..1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ประเทศไทยให้สัตยาบัน

1. ความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยการเปิดเสรีบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ และพิธีสารแนบท้าย ความตกลงฯ จำนวน 2 ฉบับ

2. ความตกลงพหุภาคีอาเซียนว่าด้วยบริการเดินอากาศ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงฯ จำนวน 6 ฉบับ

รวม 2 ฉบับ ที่รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ข้อเท็จจริง

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

1. เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามความตกลงพหุภาคีอาเซียนทั้งสองฉบับ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงดังกล่าวแล้ว ซึ่งในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งอาเซียน (ASEAN Senior Transport Officials Meeting : STOM) ครั้งที่ 27 ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2552 ณ สาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ที่ประชุมได้ร้องขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินการให้สัตยาบันความตกลง พหุภาคีอาเซียนทั้งสองฉบับข้างต้นโดยเร็วต่อไป

2. ความ ตกลงฯ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงฯ ตามข้อ 1 และ 2 เป็นไปตามแผนงานย่อยภายใต้กรอบปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community (AEC) Blueprint) ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งกำหนดกรอบเวลาสำหรับแผนงานการรวมกลุ่มสาขาการบิน (Roadmap for Integration of Air Travel Sector : RIATS) โดยกำหนดให้ดำเนินการเปิดเสรีบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ภายในเดือนธันวาคม 2551 และเปิดเสรีบริการเดินอากาศ (สำหรับผู้โดยสาร) สำหรับทุกเมืองหลวงในอาเซียนภายในเดือนธันวาคม 2553

3. กระทรวงคมนาคมพิจารณาความพร้อมของผู้ประกอบการในการเข้าเป็นภาคีความตกลงทั้งสองฉบับ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงดังกล่าวแล้ว และเห็นว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมสำหรับการบริการด้านขนส่งทางอากาศของอาเซียน จึงเห็นสมควรให้สัตยาบันความตกลงฯ และพิธีสารแนบท้ายความตกลงทั้งสองฉบับ

เรื่อง ขอความเห็นชอบนโยบาย Green Industry in Asia ในร่างปฏิญญามะลิกา (Manila Declaration)...1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบนโยบาย Green Industry in Asia ในร่างปฏิญญามะลิกา (Manila Declaration)

ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

ความเป็นมา

1. UNIDO UNESCAP และ UNEP จะจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี The International Conference on Green Industry in Asia ด้วย ความร่วมมือของรัฐบาลฟิลิปปินส์และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2552 ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อนำเสนอแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนด้วยนโยบาย Green Industry ที่มุ่งให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs ให้มีการใช้พลังงานและทรัพยากรในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยลง โดยหน่วยงานทั้งสามต้องการผลักดันให้มีการดำเนินการเรื่องนี้ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อ บรรเทาปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน โดยในวันที่ 8 กันยายน 2552 จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสเพื่อพิจารณาร่างปฏิญญามะนิลาพร้อมแผน ปฏิบัติการเพื่อนำเสนอที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพิจารณารับรองต่อไป

2. กระ ทวงการต่างประเทศมีหนังสือที่ กต 1003/1044 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 แจ้งว่าได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยนำส่ง หนังสือ Secretary , Department of Environment and Natural Resource และ Chair, National Organizing Committee เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม International Conference on Green Industry in Asia ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ร่วมกับองค์การพัฒนา อุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization : UNIDO) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 กันยายน 2552 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

3. กระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กต 1003/1326 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2552 แจ้งว่ารัฐบาล ฟิลิปปินส์ขอให้รัฐบาลไทยเสนอข้อคิดเห็นต่อร่างแถลงการณ์มะนิลา (ร่างปฏิญญามะนิลา Manila Declaration) ฉบับสถานะ ณ วันที่ 20 กรกาคม 2552 เวลา 17.30 น. ซึ่งจะใช้เป็นเอกสารผลการประชุมข้างต้น (outcome document)

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้า อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี...1 กันยายน 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

1. ประเทศ ไทยได้ลงนามในพิธีสารว่าด้วยการเข้าเป็นภาคีของไทยในความตกลงว่าด้วยการค้า สินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลแห่งกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 ทำให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบ คลุมด้านต่าง ๆ ระหว่างรัฐบาลแห่งกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้และสาธารณรัฐเกาหลี ที่ประเทศภาคีอาเซียน (ยกเว้นประเทศไทย) และสาธารณรัฐเกาหลีได้ลงนามเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ทั้งนี้ ที่ประชุมเตรียมการบังคับใช้ความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน – เกาหลี มีมติให้เบื้องต้นให้กำหนดวันที่มีผลใช้บังคับเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไป

2. ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ประเทศไทยต้องลดและยกเลิกภาษีศุลกากรตามรูปแบบลดภาษี (Modality) ดังนี้

2.1 กลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) จะต้องลดภาษี ร้อยละ 90 ของรายการสินค้าและ มูลค่าการนำเข้าจากสาธารณรัฐเกาหลีในปี 2547 ลงเหลือร้อยละ 0

2.2 กลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) จำนวนไม่เกิน ร้อยละ 10 ของรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าจากสาธารณรัฐเกาหลี

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ยก เว้นอากรและลดอัตราอากรสำหรับของในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเลิก เพิ่ม และแก้ไขเพิ่มเติมพิกัดอัตราอากรขาเข้าในภาค 2 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐเกาหลี

2. บัญชีท้ายประกาศกระทรวงการคลังมี 3 บัญชี ดังนี้

2.1 บัญชี อัตราอากร 1 สำหรับสินค้าในกลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ และสินค้าในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวยกเว้นสินค้าที่มีอัตราอากรในโควต้าที่เรียก เก็บตามข้อผูกพันภายใต้ความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก

2.2 บัญชี อัตราอากร 2 สำหรับสินค้าในกลุ่มสินค้าลดภาษีปกติ ซึ่งเริ่มลดภาษีในวันที่ 1 เมษายน 2558 และลดเป็นร้อยละ 0 ในวันที่ 1 เมษายน 2559

2.3 บัญชีอัตราอากร 3 สำหรับสินค้าที่มีอัตราอากรในโควต้าที่เรียกเก็บตามข้อผูกพันภายใต้ความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก ซึ่ง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้ผู้นำของเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองแสดงการได้ รับสิทธิชำระภาษี จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์หรือหน่วยงานของรัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบหมาย

"กรีนสโตร์" แนวคิดห้างแบบใหม่ ลดพลังงาน-ลดก๊าซคาร์บอนฯ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

เมื่อกระแสต้านภาวะโลกร้อนแพร่สะพัดไปทั่วโลก เป็นธรรมดาที่ห้างสรรพสินค้าที่ถือว่าเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยและต้นทางของการบริโภค จะต้องตื่นตัวจะถูกเรียกร้องให้มีส่วนร่วมในการเยียวยาภาวะโลกร้อน

ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส ก็เป็นส่วนหนึ่งในองค์กรเอกชนที่มีเป้าหมายแน่วแน่ ในการมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน โดยสาขาพระราม 1 (เปิดในปี 2547) และสาขาศาลายา (เปิดปี 2551) ก็ประกาศว่าเป็นอาคารสีเขียว หรือ Greenstore แห่งแรกในประเทศไทย

กรีนสโตร์ ที่สาขาพระราม 1 ประกอบด้วยโครงการริเริ่มอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น 48 โครงการ ซึ่งนับเป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานแห่งแรกของกลุ่มบริษัทเทสโก้ ทั่วโลก

อาคารประหยัดพลังงาน ได้รับการออกแบบตั้งแต่พื้นจรดโครงหลังคา ที่ช่วยประหยัดพลังงาน นับตั้งแต่การควบคุมความเร็วการหมุนของทิศทางลม จนถึงการบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำไปใช้ใหม่ในห้องน้ำ หรือการใช้หน้าต่างกระจกเคลือบพิเศษป้องกันความร้อนจากภายนอก ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานจากเครื่องปรับอากาศ

ภายในอาคารยังติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร ในพื้นที่ที่ถือว่ากว้างที่สุดของการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ในอาเซียน ซึ่งสามารถให้พลังงานกับทั้งห้างสาขาพระราม 1 ได้ถึง 12.5% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมดในห้างฯ หรือเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 380 ตัน/ปี

ความสำเร็จจากสาขาพระราม 1 ทำให้เกิดสาขาประหยัดพลังงานหรือกรีนสโตร์อีกแห่งในปี 2551 ที่สาขาศาลายา จ.นครปฐม โดยในสาขามีโครงการประหยัดพลังงานถึง 57 โครงการ อาทิ โครงการโซลาร์เซลล์คูลลิ่ง เป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตพลังงานใช้ในระบบปรับอากาศ นับเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ กรีนสโตร์ที่สาขาศาลายา ยังทำหน้าที่ 3 ประการด้วยกันคือ 1.เป็นร้านค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและร้านค้าของชุมชน

"การนำพลังงานทางเลือกมาใช้ในอาคารสีเขียวแห่งนี้ ประกอบด้วย โรงงานผลิตเชื้อเพลิงไบโอดีเซลและไบโอก๊าซ โครงการรีไซเคิลน้ำขนาดใหญ่ โครงการโซลาร์เซลล์คูลลิ่ง รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานด้วยกังหันลม เป็นต้น ซึ่งโครงการต่างๆ ดังกล่าว ช่วยลดการใช้พลังงานของสาขาได้ถึง 30% หรือ คิดเป็นเงินเท่ากับ 12 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ได้ถึง 40% เปรียบเทียบกับสาขาในขนาดเดียวกัน "เสาวฟาง เอกลักษณ์รุจี ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างเทสโก้ฯ กล่าว

นอกจากนี้ ทางเทสโก้โลตัสยังดำเนินการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ หรือที่เรียกว่า "Carbon Footprint" หรือร่องรอยคาร์บอน ในสินค้ากว่า 35,000 รายการที่วางในห้างฯ โดยข้อมูลเหล่านี้จะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเป็นเกณฑ์สำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ของสินค้าต่อไปในอนาคต โดยนับจากปี 2545 ได้ลงทุนเพื่อโครงการนี้ไปแล้วเป็นเงินถึง 445 ล้านบาท และถือว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการเล็กๆ ที่ช่วยสะสมการประหยัดพลังงาน คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 723 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่ามูลค่าความประหยัดนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.

EU เรียกร้องให้มีการจัดทำ carbon footprint

ผู้เขียน: 
คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป www.thaieurope.net และ penkhaei@mfa.go.th

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU Environment Council) ได้มีมติเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการนโยบายส่งเสริมการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production: SCP) และนโยบายอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (Sustainable Industrial Policy) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปแสวงหาแนวทางในการคำนวณ carbon footprint โดยให้ศึกษาผลกระทบการเพิ่ม carbon footprint เพิ่มเติมจากระบบการติดฉลากด้านสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึง Eco-label (มาตรการโดยสมัครใจ) และการติดฉลากระบุเรื่องการใช้พลังงาน (Energy Labelling) และพัฒนาวิธีการคำนวณโดยสมัครใจซึ่งสามารถใช้ได้ร่วมกัน

2. เห็นชอบกับข้อเสนอในแผนปฏิบัติการ SCP ที่ ให้เร่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่ปลอดภัยและยั่งยืน โดยใช้คาร์บอนต่ำและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้มาตรการสมัครใจและบังคับควบคู่กัน

3. เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรป พัฒนาวิธีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ตลอดช่วงวงจร (ตั้งแต่การผลิต การใช้ การทำลายหรือย่อยสลาย) ตลอดช่วง supply chain และผลกระทบในระดับระหว่างประเทศ โดยใช้พื้นฐานจากนโยบาย Integrated Product Policy (IPP) รวมทั้งให้ประเมินผลการดำเนินการตาม Eco-design Directive ด้วย

4. สนับสนุนการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Green Public Procurement : GPP) โดยควรเพิ่มแรงกระตุ้นในระบบตลาดร่วม

5. ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน ควรมีการกำหนดเวลา ข้อกำหนดขั้นต่ำและ benchmark ที่คาดการณ์ได้ เพื่อให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างรวดเร็ว

6. การติดฉลาก Eco-label ควร ขยายให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทเพิ่มมากขึ้น ควรมีการกำหนดคุณสมบัติของสินค้าที่จะได้รับการติดฉลากอย่างรวดเร็วและคง ความน่าเชื่อถือ โดยให้องค์กรภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบ และเพิ่มการให้ข้อมูลและสื่อสารกับผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก และผู้ผลิตเพิ่มเติม

7. กฎระเบียบเรื่อง Energy Labelling Framework Directive ควร รวมสินค้าประเภทอื่นๆ เข้าไปด้วย จากเดิมระบุเฉพาะเรื่องการใช้พลังงานของสินค้าไฟฟ้าในครัวเรือนเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับ Eco-Design Directive และให้เพิ่มข้อมูลตัวชี้วัดสิ่งแวดล้อมอื่นๆเพิ่มด้วย เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้ทรัพยากรตลอดช่วงวงจรผลิตภัณฑ์

8. สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศสำหรับสินค้าและบริการที่รักษาสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำมาตรฐานสินค้าของ EU มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานสินค้าระหว่างประเทศด้วย

9. คณะกรรมาธิการยุโรปได้เพิ่มความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม โดย 1) สนับสนุนให้การอ้างอิงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมีความถูกต้องและให้มีแนวทางใน ระเบียบที่ว่าด้วย Unfair Commercial Practices 2) เน้นให้สร้าง Code of Conduct โดยสมัครใจ เพื่อลด carbon footprint ในภาคการค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้าปลีกขนาดใหญ่และ supply chains รวมทั้งตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีการกล่าวอ้างในสินค้า และ 3) เน้นความสำคัญของ CRS ในการเป็นเครื่องมือโดยสมัครใจที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ จากมติดังกล่าว มีแนวโน้มว่าสินค้าที่จำหน่ายใน EU ใน อนาคตจะต้องจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรตลอดช่วงวงจรผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมศึกษาเพื่อเตรียมการและปรับกระบวนการผลิต เพื่อให้คงความสามารถในการแข่งขันในตลาด EU ได้ต่อไป

หมายเหตุ : carbon footprint เป็นค่าทางวิทยาศาสตร์ที่คำนวณจากการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ โดยมีหน่วยเป็นตันต่อปี การวัดค่า carbon footprint มี ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงเป็นการวัดค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดย ตรง เช่น การเผาผลาญเชื้อเพลิง รวมถึงการใช้พลังงานในครัวเรือนและยานพาหนะ ส่วนทางอ้อมเป็นการวัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากผลผลิต หรือ ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ โดยคำนวณรวมทั้งกระบวนการผลิต เช่น การเพาะปลูก การแปรรูป การใช้ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากโฟม รวมไปถึงการขนส่ง ดังนั้น สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกชนิดจึงมีค่า carbon footprint ยิ่งผ่านหลายกระบวนการหรือมีวัตถุดิบจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และมีการขนส่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มจำนวน carbon footprint มากยิ่งขึ้น

by ThaiWebExpert