อียูแก้ไขระเบียบ Eco-label

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศฯ ณ กรุงบรัสเซลส์ รายงานระเบียบรัฐสภาและคณะมนตรียุโรป Regulation (EC) No 66/2010 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งประกาศใน Official Journal เล่มที่ L 27 ลงวันที่ 30 มกราคม 2010 แก้ไขระเบียบ Regulation (EC) No 1980/2000 ว่าด้วยการทบทวนปรับปรุงแผนงาน eco-label award scheme สรุปได้ดังนี้

1. แผนงาน ecolabel เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของสหภาพยุโรป โดยมุ่งส่งเสริมสินค้าที่มีการพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมในระดับสูง ผ่านการใช้ EU Ecolabel โดย จัดทำเกณฑ์ที่เข้าใจง่าย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คำนึงถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีล่าสุด และมุ่งใช้สารที่ปลอดภัยกว่าทดแทนการใช้สารอันตราย ซึ่งหน่วยงาน NGOs และองค์กรผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญ รวมทั้งมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการพัฒนาและกำหนดเกณฑ์ EU Ecolabel

2. ระเบียบได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับการใช้ EU Ecolabel ที่สอดคล้องตามเงื่อนไขดังกล่าว โดยให้ Competent bodiesทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์ และห้ามการใช้ EU Ecolabel หากไม่สอดคล้องตามเงื่อนไข นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ประเทศสมาชิกสหภาพฯ วางบทลงโทษกรณีมีการละเมิดการปฏิบัติตามระเบียบ (โดยใช้หลักการ effective, proportionate และ dissuasive)

3. แผนงานที่ปรับปรุงใหม่มุ่งเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก EU Ecolabel โดยพยายามลดค่าใช้จ่ายในการใช้ EU Ecolabel มีการส่งเสริมให้สาธารณชนทราบ/รู้จัก EU Ecolabel มากขึ้น และเป็นที่ดึงดูดต่อผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก

4. ประเทศสมาชิกสหภาพฯ ควรจัดทำคู่มือในการปฏิบัติตามแผนงาน Green Public Procurement Action Plan ระดับชาติ และพิจารณากำหนดเป้าหมายการจัดซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการจัด ซื้อของภาครัฐ หน่วยงาน Competent Bodies ของประเทศสมาชิกสหภาพฯ ควรแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อปรับประสานระบบการให้ตราสัญลักษณ์ EU Ecolabel รวมทั้งการเฝ้าระวังตลาด และควบคุมการใช้ EU Ecolabel ให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วสหภาพฯ

5. ให้นำระเบียบฉบับใหม่นี้มาใช้แทนและยกเลิกระเบียบ Regulation (EC) No 1980/2000 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้า โดยกำหนดช่วงเวลารอยต่อที่เหมาะสม

6. ขอบเขตของระเบียบนี้ ไม่ครอบคลุมสินค้าทางการแพทย์ที่ใช้กับคน การจัดทำเกณฑ์ EU Ecolabel ต้องเป็นไปตามขั้นตอนใน Annex I คณะกรรมาธิการฯ จะต้องลงพิมพ์เผยแพร่เกณฑ์/มาตรการ EU Ecolabel ที่จะจัดทำขึ้นสำหรับแต่ละกลุ่มสินค้าใน Official Journal ต่อไป

7. ผู้ผลิต/กระจายสินค้า (operator) ที่จะใช้ตราสัญลักษณ์ EU Ecolabel ต้องสมัครขอใช้กับ Competent Bodies ตามข้อกำหนดในมาตรา 9 ของระเบียบ โดยการใช้สัญลักษณ์ EU Ecolabel ต้องเป็นไปตามรูปแบบใน Annex II และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดย Competent Bodies ต้องเป็นไปตามอัตราใน Annex III

ทั้งนี้ Competent Bodies ต้องตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสารคำขอภายในสองเดือนหลังจากได้รับใบสมัคร และอาจปฏิเสธใบสมัครภายใน 6 เดือนต่อไป หากเอกสารยังไม่สมบูรณ์ ในกรณีเอกสารถูกต้องสมบูรณ์และมีการตรวจพิสูจน์ความสอดคล้องของสินค้าตามข้อ กำหนดแล้ว Competent Bodies จะออกหมายเลข registration number ให้กับสินค้า และจัดทำ contract ตามรูปแบบใน Annex IV

8. ผู้สมัครขอใช้ EU Ecolabel (operators) ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการทดสอบและประเมินความสอดคล้อง รวมถึงค่าเดินทางและค่าที่พัก กรณีต้องมีการเดินทางไปตรวจพิสูจน์ที่โรงงาน (on-site verification) ซึ่งตั้งอยู่นอกประเทศที่ตั้ง Competent Body

9. ห้ามการปิดฉลากหรือการใช้โลโก้สินค้าในทางที่ผิด หรือการโฆษณาซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความสับสนต่อตรา EU Ecolabel และจะมีการตรวจพิสูจน์ความสอดคล้องของสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ EU Ecolabel เป็นประจำ รวมถึงกรณีการร้องเรียนด้วย ซึ่งจะตรวจพิสูจน์ในลักษณะ random spot-checks หากพบว่าสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาดไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด ก็จะถูกห้ามใช้ตราสัญลักษณ์ EU Ecolabel

10. ระเบียบฉบับใหม่นี้มีผลบังคับใช้ 20 วัน หลังประกาศใน official Journal

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ (http://eur-lex.europa.eu/LexUriServ/LexUriServ.do?uri=OJ:L:2010:027:0001...

ลดโลกร้อนกับ “Climate Cool” สารพัดไอเดียเจ๋งจากวัยโจ๋

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ปลูก ป่า แยกขยะ รีไซเคิลข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ ล้วนเป็นวิธีช่วยโลกแบบง่ายๆ ซึ่งเป็นรูปพื้นฐานที่ใครๆต่างก็รับรู้กันดีอยู่แล้ว แต่หากเราลองเติมสีสันของกิจกรรมเดิมๆในชีวิตประจำวันให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ ย่อมสร้างการตอบรับจากชุมชน และสังคมมากขึ้น ดังที่คนรุ่นใหม่ในโครงการ “Climate Cool” ได้ร่วมเสนอไอเดียใหม่ๆทำสิ่งดีๆเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกจากเรื่องใกล้ตัว

Climate Cool เป็น กิจกรรมที่บริติช เคานซิล ร่วมกับองค์กรพันธมิตร เปิดรับโครงการไอเดียเจ๋งจากคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลดโลกร้อน ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือกก็จะได้รับการสนับสนุนในด้านทุน ตลอดจนการกล่อมเกลาความคิด การบริหารจัดการ การอบรมวางแผน เพื่อดึงเอาศักยภาพจากโครงการที่นำเสมอมานั้นให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งโครงการที่ผ่านการคัดเลือก และได้เดินหน้าเปลี่ยนแปลงโลกด้วยรูปแบบอันน่าสนใจตลอดระยะเวลา 5 เดือนเต็มตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มีทั้งหมด 12 โครงการ ได้แก่

โครงการ Re-Y แยกขยะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ , โครงการพาขยะกลับบ้าน สร้างความตระหนักให้กับเยาวชนในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม , โครงการป่าซุปเปอร์มาเก็ต ปลูกสำนึกชุมชนดูแลป่า , โครงการ Veggie Veggie ลงพื้นที่ตลาดให้พ่อค้าแม่ค้ารู้จักการทำน้ำชีวภาพ , โครงการ Not a Virgin รณรงค์ใช้ถุงพลาสติกซ้ำ , โครงการ Change & Share ชวนกันแลกเปลี่ยนหนังสือ แบ่งปันกันใช้ผลัดกันอ่าน , โครงการ Seven Saves Earth รณรงค์ลดการใช้แอร์ของ 7-Eleven , โครงการ Cool Bus Cool Smile ปรับปรุงรถเมล์ให้มีความสวยงามสะดุดตา , โครงการ Wake Up สร้างแอนิเมชั่นสู่แรงบันดาลใจรักษ์โลก , โครงการ ถ.ถุง กลับมาใช้ปิ่นโตแทนการใช้ถุงพลาสติก , โครงการ How Coo! กิจกรรมสแกนกรรม ทำอย่างไรจะได้แก้กรรมจากการทำโลกร้อน

Life on Campus นำไปรู้จักกับคนรุ่นใหม่ ที่สร้างสรรค์โครงการดีๆไอเดียเจ๋ง มาบางส่วน เริ่มจากโครงการ “Re-Y” ซึ่ง “เอ้” พุทธิพร กุลสวัสดิ์ นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงโครงการ “Re-Y” ของตนกับเพื่อนๆว่า เป็นโครงการปลูกจิตสำนึกของกลุ่ม Generation - Y สร้างค่านิยมการแยกขยะให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

“เรา ใช้พื้นที่ใต้อาคารเรียนรวมทุกวันพุธ-พฤหัส แปะป้ายประกาศประชาสัมพันธ์โครงการ แจกเอกสารให้นักศึกษาได้รับรู้ว่าโครงการนี้เป็นอย่างไร ซึ่งการที่นักศึกษาแยกขยะ และนำมาให้เรา ก็จะได้สมุดสะสมแต้ม โดยแต้มดังกล่าว จะนำมาแลกของรางวัลสำหรับคนรุ่นใหม่ได้ เช่น External Hardisk , Thumb Drive หรือบัตรรถตู้ไปกลับจากมหาวิทยาลัยไปอนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่นักศึกษาใช้ในชีวิตประจำวัน”

เอ้ บอกว่าตลอดระยะเวลา 5 เดือน มีเสียงตอบรับที่ดีมาก นักศึกษาต่างเอาขยะรีไซเคิลมาแลกแต้ม เพื่อแลกของรางวัล คนที่มาแลกก็ชื่นชม “ขยะ ที่เราได้มา ก็จะนำไปขายให้กับโครงการแยกขยะของมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีการแยกขยะ ขยะที่ย่อยยาก หรือขยะคนละประเภทอาจจะต้องไปทำลาย ฝังกลบ หรือเผาด้วยกัน ก็จะเกิดเป็นมลภาวะต่อโลกได้”

ตัวแทนจากโครงการ Re-Y ยัง เผยว่า ได้สานต่อกิจกรรมดีๆ ด้วยการไปติดต่อกับ อมธ. ให้นำเสนอโครงการนี้ ส่งผ่านไปยังชมรมลดโลกร้อนของมหาวิทยาลัย เพื่อนำไปใช้ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป

ส่วน “หณิง” บังอรเอื้อ ขันแก้ว สาวนักวิทย์-สิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมกลุ่มเพื่อนๆในสมัยมัธยมมาทำโครงการ “หนังสือเปลี่ยนมือ(ถือ)” หรือ โครงการ “Change & Share”เพื่อ ให้เกิดการแบ่งปัน และใช้ประโยชน์ของหนังสือให้คุ้มค่า เพราะหนังสือ ต้องใช้ทรัพยากรต้นไม้ในการผลิต การใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด จึงเป็นการลดโลกร้อนได้ โดยมีแนวคิดที่ว่า

“หนังสือบางเล่ม เราใช้เราอ่าน แต่มันยังไม่หมดอายุ ก็น่าจะใช้ให้คุ้ม เช่น ถ้าเราอาจจะอ่านไป 8 ครั้ง เราเบื่อแล้ว แต่คนอื่นก็ยังใช้ประโยชน์ได้ จึงคิดโครงการ Change &Share นำเรื่องใกล้ตัวเห็นได้ชัดเจนอย่างหนังสือ มาแลกเปลี่ยนกัน”

นิสิต ม.เกษตรฯ เปิดเผยว่า รวมกลุ่มกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย อีก 3 คน ที่ทำค่ายกิจกรรมร่วมกันมาก่อน โดยใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีความสะดวกมากที่สุดสำหรับพื้นที่การทำกิจกรรม “พวก เราทดลองโครงการครั้งแรกจากงานกิจกรรมใน ม.เกษตรฯ โดยเราขอบู๊ธประชาสัมพันธ์โครงการ ซึ่งก็มีคนมาถามถึงรายละเอียด ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทั้งนิสิต ผู้ปกครอง อาจารย์ น้องๆโรงเรียนสาธิตเกษตร ซึ่งเมื่อทุกคนเข้าใจ ก็จะเริ่มมา change &share โดยมีหลักว่า 1 เล่มก็แลกได้ 1 เล่ม แต่ไม่ได้กำหนดมูลค่า หรือประเภทหนังสือ ให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้แลกเอง”

หณิง กล่าวถึงการต่อยอดในอนาคตว่า จะตั้งจุดโครงการบริเวณใต้ตึกอาคารเรียนรวมที่ ม.เกษตรฯ บางเขน และจะจัดเป็น book week ทำทุกสัปดาห์ให้ทุกคนสามารถมาแลกเปลี่ยนหนังสือกัน โดยต่อไปอาจจะเพิ่มเติม CD เพลง และภาพยนตร์ด้วย

ด้านสาวๆธรรมศาสตร์ รังสิต จาก โครงการ Seven Saves Earth ก็มีไอเดียเจ๋งไม่แพ้กัน โดยเกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นใกล้ตัวที่สาวๆต้องเจอในชีวิตประจำวัน

“นิว” วันใหม่ นนท์ฐิติพงศ์ ตัวแทนกลุ่ม เล่าให้ฟังถึงที่มาของโครงการว่า “เกิดจากการที่พวกเราอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย เมื่อเดินผ่านหน้า 7-eleven ภาย ในพื้นที่หอพัก ก็รู้สึกร้อน เมื่อสังเกตก็พบว่า ห้องพักที่อยู่ตรงข้ามกับพัดลมแอร์ ผ้าที่ตากไว้จะแห้งเร็วมาก เพราะความร้อนมันระบายอยู่ตลอดเวลา เราจึงเกิดคำถามว่า ร้านสะดวกซื้อแบบนี้คงต้องเปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเปล่า จนกระทั่งเมื่อได้ร่วมกิจกรรมโครงการนี้ เราจึงหยิบเอาประเด็นเรื่องการปิดแอร์บางส่วนในช่วงที่มีลูกค้าน้อย คือ ตั้งแต่ ตี 1 ถึงตี 5”

นิ ว เล่าว่า กว่าจะเดินหน้าโครงการให้ลุล่วงไปได้นั้น ต้องผ่านขั้นตอนลายอย่าง นับตั้งแต่เริ่มคุยกับพนักงานประจำสาขา พนักงานก็ส่งผ่านไปให้ติดต่อกับทางฝ่ายบุคคล จากนั้นฝ่ายบุคคลส่งเรื่องไปให้ผู้จัดการเขตย่านนวนคร “ทาง ผู้จัดการเขต แจ้งกลับมาว่ามีความสนใจในสิ่งที่เรานำเสนอ แต่ให้เราทำลายลักษณ์อักษรขั้นตอนให้ดู เราก็ติดต่อผู้จัดการสาขา แต่ละสาขาในพื้นที่ที่เราติดต่ออีก (ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 แห่ง และในพื้นที่ติดกับมหาวิทยาลัยอีก 2 แห่ง) จนกระทั่งมีการโอนเรื่องไปยังวิศวกรดูแลระบบอีกรอบ เพราะทางร้านก็ต้องพิจารณาผลดี ผลเสียจากการปิดแอร์ด้วย”

“พวกเราติดต่อประสานงาน ผ่านขั้นตอนต่างๆร่วม 3 เดือน จนกระทั่งทางบริษัท ส่งรายละเอียดเรื่องของการเปิดปิดแอร์ ของร้านทั้ง 5 สาขา ซึ่งเป็นนโยบายขององค์กรที่ส่งเสริมอยู่แล้ว โครงการของพวกเราจึงกลายเป็นการกระตุ้น และตรวจสอบว่า สิ่งที่เป็นนโยบายขององค์กรเค้า ได้ทำจริงหรือเปล่า มีการดำเนินตามกรอบที่นำเสนอมาจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งหากถามว่าอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน คำตอบ คือ สิ่งที่เราทำเหมือนเป็นการซื้อใจเขาก่อน เพราะตอนแรก เรา คือ ใครก็ไม่รู้ จนกระทั่งผ่านขั้นตอนต่างๆมา และเจอกับวิศวกรที่ดูแลระบบได้ ซึ่งเราก็ได้ข้อมูล ได้นโยบายขององค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นโครงการที่จะเดินหน้าต่อไปในอนาคต ในเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นเหมือนการกดดันว่า เค้าต้องดำเนินการจริงๆ” นิว กล่าว

สุดท้าย สาวจากคณะเศรษศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กล่าวสรุปถึงประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการลดโลกร้อนว่า “หากมองว่า 7-eleven ได้ ประโยชน์ ได้ประหยัดไฟ ก็ถูก แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง ตัวเราเองก็ได้ประโยชน์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยลดโลกร้อน และเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นที่จะช่วยโลกขององค์กรต่างๆ”

"ต้นกล้าในป่าเมฆ..." ก้าวเล็ก ๆ ของความใส่ใจในดุลยภาพแห่งดวงดาว

คอลัมน์ DEJAVU
โดย สุมิตรา จันทร์เงา
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4192 ประชาชาติธุรกิจ

"สิ่งมีชีวิต" คือประดิษฐกรรมชาติที่งดงามและยิ่งใหญ่ที่สุดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ชีวิตเหล่านั้นเกิดมาพร้อมกับโลกเมื่อหลายพันล้านปีก่อนในยุคที่ผืนดินเริ่มมีออกซิเจนมากมายและอากาศอบอุ่นขึ้น มีน้ำเหลือเฟือ มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการดำรงอยู่สืบพันธุ์ของพืชและสัตว์ ด้วยรูปแบบชีวิตที่เกื้อกูลถ่ายเทพลังให้แก่กันและกัน ภายใต้ห่วงโซ่อาหารที่ไม่มีใครเอาเปรียบใคร

ดุลยภาพนี้มีขึ้นยาวนานนับล้านปี ก่อนที่สัตว์สองขาหลังตรงผู้มีมันสมองขนาดใหญ่และ

ความคิดเป็นเลิศจะได้ชัยชนะในการขยายเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็วและเอาชนะภัยธรรมชาติได้ทุก

รูปแบบ แล้วตั้งตัวเป็นผู้ครอบครองผืนพิภพเพียงหนึ่งเดียว ด้วยอำนาจที่ทรงพลังเหลือล้นในการ

ทำลายล้าง

สัตว์หลายเผ่าพันธุ์ที่เกิดมาพร้อมกับโลกล้มหายตายจาก สูญพันธุ์ไปด้วยอุบัติการณ์ทางธรรมชาติมากมาย บางส่วนเกิดจากการปรับตัวสร้างดุลยภาพของดวงดาวเอง บางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่ไม่อาจคาดเดาจากนอกโลก สัตว์ขนาดใหญ่อย่างไดโนเสาร์จึงเหลือเพียงภาพในจินตนาการและซากฟอสซิลเป็นหลักฐานยืนยันว่าครั้งหนึ่งพวกมันเคยครอบครองโลกนี้

เพียงไม่กี่พันปี สัตว์สองขาหลังตรงผู้ยิ่งใหญ่ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ และยกฐานะเผ่าพันธุ์สูงส่งกว่าผู้ใด ก็สร้างสมอารยธรรมไว้มากมายคู่ขนานไปกับการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตอื่นที่อ่อนแอกว่าทุกชนิดทั้งพืชและสัตว์

เพื่อเป็นอาหารของพวกเขา เป็นที่อยู่อาศัย เป็นยารักษาโรค เป็นเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ

พวกเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์ดาวโลกเพียงบนผืนดินและมหาสมุทร แต่ยังขุดลึกลงไปสู่ใจกลางโลกค้นหาทรัพยากรมากมาย นำสินแร่เหล่านั้นขึ้นมาแปรสภาพใหม่เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสารพัดอย่าง เป็นอัญมณีมีค่า เป็นพลังงาน เป็นไฟฟ้า และสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประดามี

ซากฟอสซิลของพืชและสัตว์ที่ทับถมอยู่ใต้ผืนโลกมานานเท่ากับอายุดวงดาว 4,500 ล้านปีจนแปรเปลี่ยนเป็นน้ำมันดิบถูกสูบขึ้นมาใช้แทบหมดเกลี้ยง และกำลังจะหมดสิ้นไปจากโลกนี้จริง ๆ เหมือนกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในเวลาไม่ถึง 100 ปีข้างหน้า

แต่มนุษย์อย่างพวกเราก็ไม่ได้ตระหนักถึงการบริโภคพลังงานอันแสนมูมมามของตนเอง เพราะมันสมองอันชาญฉลาดทำให้คิดได้ว่าจะจัดหาพลังงานทดแทนแบบใดมาใช้ได้บ้าง และก็มองเห็นแล้วว่ายังมีสายลมและแสงแดดเหลือเฟือให้เก็บเกี่ยวมาสร้างไฟฟ้า

เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นได้ใหม่ ๆ ทุกวันคืออาวุธอันทรงพลังที่ช่วยให้การบริโภคทรัพยากรเป็นไปอย่างเร่งด่วน รวดเร็ว และแย่งชิงกันใช้แบบไม่เห็นค่า ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีนั้นอยู่ในมือใคร

เรารู้ว่าโลกกำลังร้อนขึ้นทุกวัน แต่ไม่ได้ตระหนักว่าเพียงแค่ 100 ปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง พวกเราช่วยกันทำให้โลกร้อนขึ้นถึง 1 องศาเซลเซียส

พร้อมกับความร้อนของโลก เรายังส่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปทำลายชั้นบรรยากาศอย่างมีประสิทธิภาพสูงลิ่ว ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกบางลงได้ถึงครึ่งหนึ่งที่โลกใช้เวลาหลายพันล้านปีสร้างขึ้น ผลพวงจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้น้ำทะเลสูงขึ้นแล้ว 6 นิ้ว และจะเพิ่มถึง 23 นิ้วภายในศตวรรษนี้

ทรัพยากรที่เกิดมาพร้อมกับโลกถูกทำลายร่อยหรอลงไปทุกขณะ แต่มวลสารของดวงดาวยังคงเท่าเดิมและประชากรก็ยังเพิ่มไม่หยุดหย่อน ทุก ๆ วินาทีจะมีคนเกิด 5 คน ตายไป 2 คน หักลบกันแล้วเราจะมีประชากรเพิ่มขึ้น 3 คน ในทุก 1 วินาที

ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามคำทำนายขององค์การสหประชาชาติ ภายในปี ค.ศ. 2040 ประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 12,000 ล้านคน และในอีกร้อยปีข้างหน้า ประชากรบนโลกใบนี้ก็จะล้นทะลักมากกว่า 48,000 ล้านคน

เราจะอยู่กันอย่างไรในท่ามกลางความแออัดของคลื่นมนุษย์เหล่านั้น ?

โลกใช้เวลาหลายพันล้านปีสร้างระเบียบแบบแผนของสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมากว่าจะได้ความสมดุลในตัวเอง แต่มนุษย์ใช้เวลาเพียงไม่กี่พันปีสร้างหายนะให้ธรรมชาติเกินกว่าจะเยียวยาได้ กว่าจะถึงวันที่ดวงอาทิตย์มอดดับ มนุษย์ก็คงทำอะไรต่อมิอะไรบนโลกนี้ได้อีกมากมายจนคาดไม่ถึง ทั้งทางสร้างสรรค์และทำลาย

"ต้นไม้กล้าในป่าเมฆ : วันที่ฟ้าเป็นสีเขียว" แม้จะพูดถึงดุลยภาพของดาวโลกไว้พอสมควร แต่ก็ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา หรือหนังสือที่ว่าด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง แม้จะพูดถึง ปตท.ในฐานะเอกชนผู้มีบทบาทสร้างป่าให้เป็นส่วนหนึ่งของงานด้าน CSR หรือธุรกิจเพื่อสังคมขององค์กรขนาดมหึมา แต่ก็มิใช่ตำราวิชาการทางด้าน CSR โดยตรง เป็นเพียงกรณีศึกษาผ่านโครงการต่าง ๆ ของ ปตท.ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ทศวรรษ ในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติตัวเอ้ที่จะต้องสร้างผืนป่าคืนให้แก่โลกโดยเร็วที่สุด

สำหรับผู้เขียน หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงความพยายามเล็ก ๆ ที่จะบอกเล่าให้พวกเราตระหนักและใส่ใจในการรักษาดุลยภาพของผืนพิภพนี้ด้วยหัวใจสีเขียวดวงเล็ก ๆ ที่พร้อมจะปลูกต้นกล้าลงบนผืนดินที่ไหนก็ได้สักแห่ง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงการปลูกป่า ไม่ต้องรอเวลาให้ใครออกมา รณรงค์ด้วย green marketing

อะไรคือป่าเมฆ ? และทำไมต้องเปลี่ยนฟ้าให้เป็นสีเขียว ?

คำตอบนั้นซ่อนไว้ระหว่างบรรทัดให้ค้นหากันเอาเอง

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะช่วยให้เราได้รู้จักป่าหลากหลายประเภทแล้ว ยังทำให้รู้ว่าทำไมป่าฝนจึงมีความสำคัญเหลือแสนสำหรับโลกนี้ ทำไมปริมาณเมฆจึงมีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทำไมสิ่งมีชีวิตในแต่ละท้องถิ่นจึงไม่ควรร่อนเร่ไปปะปนอยู่ในถิ่นอื่น

และจะรู้ว่าต้นไม้ไม่เคยทำร้ายใคร แต่เป็น "ผู้ให้" ที่ไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนจากผู้ใดเลย :D (หน้าพิเศษ D-Life)

สายการบินลดโลกร้อนวิธีใหม่ง่ายๆ

ผู้เขียน: 
กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ

ธุรกิจ การบินในสหรัฐฯ และยุโรปร่วมกันค้นพบวิธีใหม่ที่แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยในการลดปริมาณการ ใช้น้ำมัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดเวลาการบินลง โดยอาศัยวิธีง่ายๆ ในการปรับปรุงระบบควบคุมการบินและการประสานงานระหว่างกันเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการจราจรทางอากาศ

ผล จากการศึกษาพบว่าการวางแผนเส้นทางการบินอย่างรัดกุม และพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้ควบคุมการบิน เครื่องบิน และท่าอากาศยาน จะทำให้สายการบินใหญ่ๆ สามารถลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงลงได้ 2% ซึ่งเท่ากับหลายพันตันในเที่ยวบินระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป และเนื่องจากปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ถูกเผาไหม้ ฉะนั้นปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ลดลงจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (U.S. Federal Aviation Administration) และองค์กรควบคุมการจราจรทางอากาศของยุโรป หรือ SESAR ทั้งสององค์กรร่วมมือกันริเริ่มโครงการที่มีชื่อว่า Atlantic Interoperability Initiative to Reduce Emissions (AIRE) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหาหนทางที่ไม่ต้องลงทุนมากในการทำให้การบินเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในทุกกระบวนการ อาทิ ลดแรงขับเครื่องยนต์เมื่อทำได้ และบินที่ระดับความสูงที่พอเหมาะ เป็นต้น

ผู้ เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วยองค์กรของรัฐประมาณ 30 องค์กร และบริษัทเอกชนอย่างสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ส แอร์ฟรานซ์-เคแอลเอ็ม โบอิ้ง และแอร์บัส สายการบินหลายสายเคยวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการปรับปรุงระบบควบคุมการ จราจรทางอากาศให้ทันสมัยในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ดังนั้นจึงรู้สึกพึงพอใจกับการดำเนินงานของ AIRE

โดย ปกติแล้วการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะใช้เชื้อเพลิงประมาณ 25 เมตริกตัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องบิน สภาพอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ด้วย ในปัจจุบันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินมีราคามากกว่า 675 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน และการเผาไหม้เชื้อเพลิง 1 ตันจะก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3.1 ตัน

ข้อมูล จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน อินโนเวต้า จากกรุงลอนดอนระบุว่าสายการบินให้บริการเที่ยวบินเที่ยวเดียวข้ามมหาสมุทร แอตแลนติกตอนเหนือเกินกว่า 100,000 เที่ยวต่อปี ด้วยการบินในระยะทางไกลเป็นจำนวนมาก การประหยัดเชื้อเพลิงแม้เพียงเล็กน้อยในแต่ละเที่ยวบินก็จะช่วยลดการใช้ เชื้อเพลิงลงได้มาก "AIRE แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนโตเราก็สามารถได้ผลลัพธ์ที่สำคัญกลับมา" แพทริก ไค ผู้อำนวยการบริหารของ SESAR Joint Undertaking สำนักงานของ SESAR ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม กล่าว

โครงการ AIRE เกิดขึ้นภายหลังจากที่สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศเริ่มเก็บภาษีการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์จากสายการบิน ซึ่งบรรดาสายการบินต่างก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเพราะระบบควบคุม การบินที่ล้าสมัยของรัฐบาลบีบให้การจัดการการบินของพวกเขาเป็นไปได้อย่างไม่ มีประสิทธิภาพ สูญเสียเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น

AIRE เป็น ส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปรับปรุงระบบการจราจรทางอากาศให้ทันสมัยที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปร่วมกันริเริ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ การปรับปรุงคาดว่าจะใช้เวลาหลายปี และน่าจะมีปัญหาด้านการเงิน ความขัดแย้งทางการเมืองและแรงงานตามมา แต่ AIRE จะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดขั้นตอนที่ขาดประสิทธิภาพและใช้ประโยชน์จากการ พัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสายการบินและผู้ควบคุมให้ได้มากที่สุด

เจ้าหน้าที่ของ SESAR กล่าวว่าในปีที่ผ่านมามีการนำวิธีใหม่ไปทดสอบกับการบินจริงกว่า 1,000 ครั้ง พบว่าลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกินกว่า 400 ตัน หรือเทียบเท่ากับก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์ 100 คันต่อปี จุดสำคัญอย่างหนึ่งคือการรักษาระดับเครื่องยนต์ให้คงที่และเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความต้องการเชื้อเพลิงในระหว่างการเร่ง อีกทั้งจะช่วยให้เครื่องบินบินอย่างราบรื่นและลดเวลาการบิน ขั้นตอนที่ใช้อยู่ปัจจุบันประกอบด้วยการแท็กซี่ที่เคลื่อนที่สลับกับหยุด นิ่งและการนำเครื่องขึ้นลงเป็นขั้นๆ ทำให้นักบินต้องเร่งเครื่องเป็นระยะ และระดับการบินที่ผู้ควบคุมกำหนดมักจะไม่ใช่ระดับที่มีประสิทธิภาพที่สุด

ผู้ร่วมโครงการ AIRE กล่าวว่าความท้าทายต่อไปคือการนำบทเรียนที่ได้จากการบินทดสอบไปใช้กับการบิน จริงในแต่ละวัน ซึ่งการนำวิธีการนี้ไปใช้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการควบคุม อากาศยาน

ตะลึง!ก.พลังงานดันนิวเคลียร์5โรง ชงกพช.อนุมัติแผนPDPใหม่กำลังผลิต54,000MW

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ก.พลังงานเคาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับ 2553 ผุดกำลังผลิตใหม่ 54,625 แผน 20 ปี (53-73) ดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง รวม 5,000 เมกะวัตต์ ใส่พานให้ กฟผ. ถ่านหินอัดเต็มที่ 13 โรง แต่ยังไม่รู้ใครสร้าง ระบุต้นทุน ต่ำที่สุด เตรียมเสนอ กพช.อนุมัติแผน PDP

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานภายหลังการสัมมนารับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 หรือ PDP 2010 (Power Development Plan) ว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ฉบับใหม่ 2553 จะพิจารณาบนพื้นฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ร้อยละ 4-4.3 (จากเดิมที่ประเมินไว้ร้อยละ 5-5.5) หรือเรียกว่ากรณีฐาน จะมีสัดส่วนโรงไฟฟ้าใหม่รวมกำลังผลิตติดตั้ง 54,625 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้า 6 ประเภท ได้แก่ 1) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวน 5 โรง กำลังผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ 2) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน 20 โรง กำลังผลิตติดตั้ง 15,870 เมกะวัตต์

3) โรงไฟฟ้าถ่านหิน จำนวน 13 โรง กำลังผลิตติดตั้ง 10,000 เมกะวัตต์ 4) เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ SPP ประเภท Co-Generation กำลังผลิตติดตั้ง 6,844 เมกะวัตต์ 5) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่เป็นของเอกชนและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวม 5,242 เมกะวัตต์ และ 6) รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศกำลังผลิต 11,669 เมกะวัตต์

เมื่อเปรียบเทียบกำลังผลิตไฟฟ้าระหว่างแผน PDP 2550 และแผน PDP 2553 จะพบว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าในช่วงสิ้นปี 2564 ลดลงถึง 4,175 เมกะวัตต์ หรือมีกำลังผลิตติดตั้งรวมอยู่ 47,618 เมกะวัตต์ จากเดิมที่แผน PDP 2550 ที่มีกำลังผลิตติดตั้งรวมสูงถึง 51,792 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ สำหรับปริมาณสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ในช่วงต้นแผน PDP นี้ยังมีปริมาณที่ค่อนข้างสูงเฉลี่ยอยู่ที่ระดับร้อยละ 20-25 จนกระทั่งเมื่อถึงช่วงท้ายของแผน PDP 2553 จึงจะมีปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ร้อยละ 15 ทั้งนี้ สำหรับแผน PDP 2553 จะมีการลงทุนทั้งในระบบผลิตไฟฟ้าและระบบสายส่งอยู่ที่ 4.298 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ยังระบุถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินเข้ามาเพิ่มขึ้น เพราะมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำที่สุด โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กำลังผลิต 1,000 เมกะวัตต์ จะมีต้นทุนอยู่ที่ 2.79 บาท/หน่วย ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 2.94 บาท/หน่วย ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Gas Existing) กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 3.96 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Marginal Gas) กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ มีต้นทุนอยู่ที่ 4.34 บาท/หน่วย

ด้านนายณอคุณ สิทธิพงษ์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ จะนำเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในสัปดาห์นี้ โดยแผนดังกล่าวได้เพิ่มกำลังผลิตที่ มาจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ตามที่มีการเสนอมา ในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามแผน พบว่าสัดส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหินจะมากขึ้นจากแผนเดิม สำหรับ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ กฟผ.จะเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างทั้งหมด ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินขณะนี้เปิดกว้างเอาไว้ ยังไม่ได้สรุปว่าจะมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้า หรือให้ กฟผ.เป็นผู้รับผิดชอบในสัดส่วนอย่างไร

การรับซื้อไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่ากระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชนบ้าง แต่ไม่มาก ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ จะเน้นที่รองรับเฉพาะถ่านหินสะอาด ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด

ย่ำแดนปลาดิบ ชมโรงไฟฟ้านวัตกรรม พลังงานลมและถ่านหิน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

การเดินทางสู่แดนปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ กับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน มีเป้าประสงค์เพื่อพาเยี่ยมชมโรงงานไฟฟ้าพลังลมและโรงไฟฟ้าถ่านหินภายใต้การดำเนินงานของ "เจ พาวเวอร์" ในประเทศญี่ปุ่น

"แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ปิดตัวเองลงถึง 200 ปีหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่การพลิกโฉมเปิดสู่สายตาชาวโลก ของชาวแดนปลาดิบก็ได้ถีบตัวเองแถมยังสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่โลกแห่งการแข่งขันในโลกโลกาภิวัฒน์ได้อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นในเชิง นวัตกรรมเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการสร้างสรรค์ทั้งแฟชั่น อาหาร การบริโภค ความบันเทิง และที่สำคัญ"ญี่ปุ่น" ยังให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ และการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วย และนับว่าเป็น 1 ในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมานานและมากขึ้นตามลำดับ

การเดินทางเพื่อเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานลมโตเกียวเบย์ไซด์ ภายใต้การดำเนินงานของ เจ พาวเวอร์ ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2004 อุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นมีกำลังการผลิตรวม 238 กิกะวัตต์ คิดเป็นจำนวนกระแสไฟฟ้าผลิตต่อคน 9,475 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง แยกตามประเภทเชื้อเพลิง ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ 25% นิวเคลียร์ 20% น้ำมัน 20% ไฮโดรคาร์บอน 19% และถ่านหิน 16% ที่โรงไฟฟ้าพลังลม "โตเกียวเบย์ไซด์-1" ของเจ พาวเวอร์ ที่คณะได้เดินทางไปศึกษาครั้งนี้ ตั้งอยู่แนวชายฝั่งโตเกียวเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในเดือนมีนาคม 2547 มีกำลังการผลิตรวม 1,700 กิโลวัตต์ ด้วยกังหันลม Vestas V52-850kW (2 ยูนิต) ที่ให้ปริมาณกำลังลมโดยเฉลี่ยใน 1 ปีที่ประมาณ 5.4 เมตรต่อวินาที และพบว่ากระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังลมนี้ ทางเจ พาวเวอร์ กำหนดราคาค่าจ่ายไฟจนถึงครัวเรือนหน่วยละ 5 บาท จากราคาต้นทุนหน่วยละ 4 บาท

โดย"เจ พาวเวอร์" คือบริษัทค้าส่งไฟซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลในปี พ.ศ. 2495 และแปรรูปมาเป็นบริษัทเอกชนในปี 2547 โดยบริษัทครอบครองสถานีไฟฟ้าและอุปกรณ์ส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าทั่วประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นผู้จ่ายกระแสไฟฟ้าราคาย่อมเยาและมีเสถียรภาพให้กับผู้ดำเนินธุรกิจด้านไฟฟ้า 10 บริษัท ทั่วไปในญี่ปุ่นด้วย

ทว่า "โตเกียวเบย์ไซด์" ยังถือเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามแผนยุทธศาสตร์ของ "เจ พาวเวอร์" ที่จำเป็นต้องมีมาตรการลดการกระจายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากที่ผ่านมา "เจ พาวเวอร์" เป็นบริษัทหนึ่งที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากที่สุดในญี่ปุ่น และ ยังเป็นโรงไฟฟ้าที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นที่สนับสนุนการใช้พลังงานทด แทนถึงขั้นออกเป็นกฎหมายขึ้นเพื่อส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน (RLS) โดยหวังที่จะลดการบริโภคเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลด้วย

แต่ปัญหาของพลังงานลมที่นี่ ก็ยังพบเจอเป็นอุปสรรคสำคัญ นั่นคือ อยู่ใกล้สนามบิน และแรงลมไม่สม่ำเสมอ หมุนๆ หยุดๆ ไม่มีความเสถียร

จะว่าไป สำหรับความเป็นไปได้ที่จะนำพลังลมเข้ามาใช้ในเมืองไทยนั้น ถ้ามองระยะใกล้ถือเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะปัจจัยแวดล้อมสำคัญของการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังลม จะต้องประกอบด้วย แหล่งกำเนิดพลังลมขนาดแรงที่จะสามารถทำให้กังหันมีกำลังพอที่จะหมุนตลอดเวลา ยึดโยงไปถึงการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ รวมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการยอมรับของชุมชน และเอื้อไปสู่การดึงดูดแก่นักลงทุน เป็นต้น

ฉะนั้น แม้จะมีพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังลม ที่ขณะนี้มีอยู่ที่บริเวณเขายายเที่ยง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.ปากช่อง จ. นครราชสีมา และ ที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ก็ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ศักยภาพและการใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ข้อมูลจากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (มพส.) เมื่อปี 2546 ระบุว่าต้นทุนการนำพลังลมมาผลิตไฟฟ้าสูงถึง 5.20 บาท/หน่วย (ในกรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 40 บาท/เหรียญสหรัฐ) ในขณะที่ราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตในปัจจุบันอยู่ที่หน่วยละ 2.10 บาท และถูกลงอีกหากใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพราะเหลือต้นทุนต่อหน่วยเพียง 1.35 บาท เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลไม่สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังลม รวมถึงแสงอาทิตย์ ก็ยากที่จะเกิดโครงการได้ เพราะไม่คุ้มค่าในการลงทุน !!!

นอกจากนี้แล้ว "เจ พาวเวอร์" ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมด้วย เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมืองโยโกฮาม่า ที่ตั้งมาว่า 30 ปี บนพื้นที่ถมทะเล ซึ่ง "เจ พาวเวอร์" มีแนวคิดที่จะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัดของเมืองโยโกฮาม่าที่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินได้เพียงโรงเดียวและความต้องการลดปริมาณก๊าซไนโตรเจนที่จะมีผลต่อชั้นบรรยากาศ "เจ พาวเวอร์" จึงต้องปรับปรุงไฟฟ้าที่มีอยู่ใหม่

โดยการเก็บถ่านหินไว้ในไซโล มีการออกแบบปล่องไฟให้เข้ากับภูมิทัศน์โดยรอบความสูงถึง 200 เมตร เพิ่มพื้นที่บัฟเฟอร์โซนสีเขียวบริเวณโรงงานถึง 20% รวมทั้งใช้กระบวนการผลิตที่แสนจะทันสมัย สะอาด มีการกำจัดก๊าซไนโตรเจน ในขณะที่โรงไฟฟ้าแบบเดิมไม่มีกระบวนการนี้ นี่คือแนวคิดและความมุ่งหวังในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเทาให้มีความกรีนและใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ในทางปฏิบัติแล้วนั้นไม่สามารถจะ ฟันธง หรือการันตีได้ว่า...สมบูรณ์แบบหรือไม่ 100% ตราบใดที่ผลกระทบต่อสุขภาพและสุขอนามัยของชาวบ้านละแวกนั้นกับคุณภาพชีวิตที่เป็นแบบอยู่ได้อยู่ไป หรือมีองค์กรใดชี้วัดคุณภาพชีวิต

ทีนี้ถ้าต้องย้อนมองโรงไฟฟ้าในประเทศไทยบ้าง จะพบว่ายังมีปัญหารุมเร้าไม่เลิก นโยบายที่จะผลักดันให้มีการประมูลผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ภายใต้แนวคิดใหม่ที่ให้มีการใช้พลังงานทดแทนด้วยก็ยังไม่มีวี่แวว แถมยังมีข้อถกเถียงในเรื่องนโยบายกันอยู่ ซึ่งเบื้องลึกคงเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ต้องแบ่งสรรกันอีกหลายชั่วอายุกว่าจะลงตัว
ดูแล้วกว่าจะมาปรับใช้ ประยุกต์ทดลอง พลังงานทดแทนให้เข้ากับบ้านเรา ให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็คงจะยังอีกไกล ยากแท้จะหยั่งถึง...ไปอีกนาน...

ถึงขั้นอาจต้องฟ้องศาลโลก ชมรมนักข่าวสวล.ชี้"น้ำโขง"แห้งหนักเพราะจีนสร้างเขื่อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมซัดทส. มั่วข้อมูลแม่น้ำโขง ชี้วิกฤตแห้งขอด มาจากไทยรับน้ำจากจีนถึง 95% ไม่ใช่16% เชื่อจีนสร้างเขื่อนทำได้รับผลกระทบ อาจถึงขึ้นต้องฟ้องศาลโลก อนุ กมธ.น้ำวุฒิสภา จี้ปลด"สุวิทย์" รายงานเท็จ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตอบโต้ข้อมูลของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงการต่างประเทศ ที่ระบุว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน เป็นน้ำโขงที่มาจากจีนแค่ 16% ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ว่า จากการลงพื้นที่ไปสำรวจแม่น้ำโขงบริเวณ อ.เชียงแสน อ.เชียงของ ไปจนถึงสุดชายแดนไทย ลาว พม่า ที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย พบว่าน้ำในแม่น้ำโขงลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัด และไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างเป็นตัวกำหนดการขึ้นลงของน้ำ โดยเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำและกระทรวงการต่างประเทศจะต้องยอมรับความจริงว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน เป็นน้ำโขงที่มาจากจีนโดยตรงถึง 95% ไม่ใช่แค่ 16% ตามที่ ทส.รายงานให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบ

นายวันชัยกล่าวว่า ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำในพื้นที่ อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ ไม่เคยขึ้นลงตามธรรมชาติ นับตั้งแต่จีนสร้างเขื่อน ทุกฝ่ายต้องยอมรับด้วยว่า จีนต้องการให้มณฑลยูนนานเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพลังงานที่ใหญ่ที่สุด และแผนพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดของจีนจำเป็นจะต้องผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้จำนวนมาก หากไม่มีการผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้จำนวนมาก แผนการพัฒนาแบบก้าวกระโดดจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ช่วงเวลานี้จีนจึงต้องกักเก็บน้ำให้ได้ระดับที่เพียงพอต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงไม่สามารถปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนได้ ทำให้ประเทศที่อยู่ท้ายน้ำโดยเฉพาะไทยได้รับความเดือดร้อนโดยตรง

"ดังนั้น ผู้บริหาร ทส.ควรลงพื้นที่ไปดูด้วยตาตัวเองว่าแม่น้ำโขงเกิดวิกฤตอย่างไร ไม่ใช่รับฟังข้อมูลอยู่เฉพาะในพื้นที่ส่วนกลาง และอยากให้รัฐบาลไทยรวมตัวกับประเทศอื่นๆ ที่ต้องใช้แม่น้ำโขง เรียกร้องให้จีนเปิดเผยข้อมูล และไม่กักเก็บน้ำเอาไว้ใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองฝ่ายเดียว" นายวันชัยกล่าว และว่า การที่รัฐบาลจีนเชิญชวนให้ประเทศที่ต้องใช้น้ำในแม่น้ำโขงไปดูงาน และดูเขื่อนจิงหง มณฑลยูนนาน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ คิดว่าไม่จำเป็น และหากข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศที่เดือดร้อนไม่เป็นผล อาจจะต้องฟ้องศาลโลก

ด้านนายหาญณรงค์ เยาวเลิศ อนุกรรมาธิการ (กมธ.) น้ำ วุฒิสภา กล่าวว่า ข้อมูลที่ ทส.เสนอต่อ ครม.นั้น เป็นการวัดตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำที่กัมพูชาจึงทำให้สัดส่วนน้ำจากจีนมีน้อย ถ้ารัฐบาลเชื่อข้อมูลดังกล่าวโดยที่ไม่แสวงหาความจริง ถือว่าใช้ไม่ได้ จึงเห็นว่าควรปลดนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ออกจากตำแหน่ง

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในที่ประชุมกระทรวงผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (วิดีโอคอนเฟอเรนซ์) ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า ขณะนี้ภัยแล้งทวีความรุนแรงมีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 36 จังหวัด ราษฎรเดือดร้อนกว่า 13,000 หมู่บ้าน 1,029,000 ครัวเรือน ถือเป็นสถิติที่สูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศก็ลดน้อยลงมาก ซึ่งปัญหาภัยแล้งนอกจากกระทบต่อการเกษตรแล้วยังก่อให้เกิดปัญหาไฟป่า ฝุ่นละออง บางพื้นที่อาจเกิดพายุฤดูร้อน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ช่วยเหลือในเบื้องต้นทันที และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งสำรวจความเสียหายในพื้นที่ อย่าให้ปรากฏข่าวซ้ำๆ ว่ายังมีผู้เดือดร้อนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ

ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า หลายพื้นที่ของประเทศจะประสบปัญหาภัยแล้ง โดยพบว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทุกแห่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา มีปริมาณรวม 40,261 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 64.57% ของความจุอ่างทั้งหมด โดยเฉพาะปริมาณน้ำในเขื่อนทางภาคเหนือ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะลดระดับลงเหลือ 40% ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ซึ่งในส่วนของ กฟผ.จะให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านน้ำอุปโภคบริโภค ด้วยการให้เขื่อนต่างๆ เตรียมรถบรรทุกน้ำ 30 คัน ให้บริการประชาชนที่ประสบปัญหาภัยแล้งให้ทั่วถึง

รอดอีก4กิจการมาบตาพุด

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ASTVผู้จัดการรายวัน- สผ.ตีความให้ 4 กิจการมาบตาพุดเดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้ เหตุเป็นส่วนขยายจึงไม่ต้องทำEIA ใหม่ปตท.เคมีคอล 3 กิจการฉลุย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรุกคืบเล็งทยอยยื่นปลดล็อค 9 กิจการต่อศาลฯ เพื่อขอทบทวนคำสั่งระงับกิจการได้ในสัปดาห์หน้า

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้พิจารณาให้ 4 กิจการในพื้นที่ลงทุนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ถูกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดระงับกิจการชั่วคราวให้สามารถเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อไปได้ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นส่วนขยายจึงไม่จำเป็นจะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่

ทั้งนี้ 4 กิจการประกอบด้วย บริษัท บลูสโคป สตีล(ประเทศไทย) จำกัด เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่โครงการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นเคลือบสี ,บริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน) 3 กิจการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการผลิตโพลิเอทิลีน ,โครงการขยายกำลังผลิตโพลิเอทิลีน (PE) 5 หมื่นตันต่อปีและการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงโรงผลิตสารโอเลฟินส์ สาขาถนนไอสี่

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับอัยการสูงสุดที่จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ทบทวนคำสั่งระงับกิจการ ซึ่งคาดว่าจะทยอยยื่นต่อศาลฯ ได้ในสัปดาห์หน้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นกิจการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และบางกิจการมีการนำเข้าเครื่องจักรมาแล้ว มีทั้งสิ้น 5 กิจการ แต่ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฯ ได้ เนื่องจากต้องรอคำตอบจากผู้ร่วมทุน ซึ่งเป็นต่างชาติโดย 4 กิจการเป็นของบริษัท พีทีทีอาซาฮี เคมีคอล จำกัด ทั้งหมด ส่วนอีก 1 กิจการนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้

ส่วนที่ 2 เป็นกิจการที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง 13 กิจการ แต่ศาลฯได้ไต่สวนแล้วพบว่า 4 กิจการไม่ได้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จึงไม่ตรงกับคำร้อง ต้องถอนเรื่องออกมา จึงเหลือเพียง 9 กิจการ ต่อมาวันที่ 24 ก.พ.ศาลฯ ได้พิพากษาให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ดังนั้น 4 กิจการที่เหลือ จึงจะหาเหตุผลเดียวกันในการยื่น คือ การได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว มีการซื้อเครื่องจักรวัสดุก่อสร้างส่วนหนึ่งแล้ว และยังไม่มีการปลดปล่อยมลพิษแต่อย่างใด ทั้งนี้ 4 กิจการประกอบด้วย 1. บริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์ จำกัด 2. บริษัทเอ็มทีพี เอชพี เจวี(ประเทศไทย) จำกัด 3.บ.วีนีไทย จำกัด และ 4. อมตะสตรีม ซัพพลาย

“เราคงจะมีการแยกยื่นใน 2 ส่วนนี้ ไม่ยื่นไปพร้อมกัน เพราะจะมีปัญหาเหมือนครั้งก่อน ที่มีปัญหาว่ายื่นไปไม่ตรงคำร้องเดียวกัน”นายสรยุทธกล่าว

นายสรยุทธกล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามาบตาพุด กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะไปร่วมชี้แจงให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นโดยจะร่วมโรดโชว์กับทีมงานของนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ซึ่งหวังว่าจะช่วยสร้างคามเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่ง และระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะมีการหารือร่วมกับประธานสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าหากทางญี่ปุ่นต้องการรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ให้สายตรงถึงได้เลย เพราะเกรงว่าดูภาพจากสื่ออาจจะรุนแรงเกินจริงได้

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เตรียมที่จะร่วมสรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่จะจัดขึ้นในจังหวัดกรุงเทพฯ วันที่ 17 มี.ค. โดยจะคัดค้านการกำหนดการทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบการผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับ GMOs ให้อยู่ในประเภทกิจการรุนแรง เนื่องจากจะเป็นการปิดกั้นโอกาสและทางเลือกใหม่ของเกษตรกรในประเทศ

เรื่อง รายงานความคืบหน้าการยุบเลิกบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการยุบเลิกบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด (บริษัท สธท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอตามที่ได้รับรายงานจากบริษัท สธท. ดังนี้

1. ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท สธท. ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ที่ประชุมได้มีมติเลิกกิจการตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2553

2. กระทรวงการคลังมีคำสังที่ 173/2553 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการของบริษัท สธท. โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 7 หน่วยงาน เป็นกรรมการ และผู้แทนบริษัท สธท. เป็นกรรมการและเลขานุการ

3. บริษัท สธท. ได้จัดทำหนังสือแจ้งเจ้าหนี้เรื่องการยุบเลิกบริษัท สธท. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553

4. บริษัท สธท. ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัท สธท. และจดทะเบียนผู้ชำระบัญชี พร้อมประกาศเลิกบริษัท สธท. ในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1253 และ 1254

5. จากการตรวจสอบผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2553 มีโคในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัวทั้งสิ้น 21,684 ตัว ซึ่งผลการดำเนินงานสรุปได้ดังนี้

5.1 โคที่มีสถานะปกติ มีจำนวน 9,543 ตัว จำหน่ายแล้ว 9,514 ตัว คงเหลือ 29 ตัวที่ยังไม่จำหน่าย

5.2 โคที่มีเหตุผิดปกติ มีจำนวน 428 ตัว ประกอบด้วย ตาย 256 ตัว สูญหาย 3 ตัว นำไป แลกเปลี่ยน 14 ตัว อื่น ๆ 9 ตัว และรอดำเนินการ 146 ตัว

5.3 สถานะโคที่เกษตรกรทำผิดสัญญาขายโคโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 11,713 ตัว เกษตรกรชำระค่าเสียหายแล้ว 7,216 ตัว ยังค้างชำระค่าเสียหาย 4,497 ตัว

สำหรับการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อเกษตรกร อยู่ระหว่างการรวบรวม ข้อมูลปัญหาอุปสรรคและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการกำหนดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานประมาณต้นเดือนมีนาคม 2553

6. การดำเนินงานในระยะต่อไปคณะกรรมการชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการจัดทำงบดุลและชำระบัญชี เสนอผู้ตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อรับรองงบดุลและเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติงบดุลภายใน 3 เดือน

เรื่อง ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและแต่งตั้งคณะกรรมการในการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (1st MRC Summit)

ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2553 (ระยะเวลา 4 วัน) ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

2. แต่งตั้งคณะกรรมการด้านความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยมี

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น

รองประธานกรรมการ และมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเลขานุการ

3. ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 103,568,360 บาท

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 (Agreement on the Cooperation for the Sustainable Development of the Mekong River Basin : 1995 Mekong Agreement) ร่วมกับรัฐบาลในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2538 ณ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นองค์กรภาครัฐ (Intergovernmental Organization) ประกอบด้วยคณะมนตรี คณะกรรมการร่วม และสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS) ประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉันท์มิตรระหว่างประเทศภาคีสมาชิก โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพพม่า เป็นประเทศคู่เจรจา และมีสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นองค์กรให้การสนับสนุนเครื่องมือด้านวิชาการและองค์ความรู้แก่ประเทศภาคีสมาชิก เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ โดยปี 2553 จะเป็นวาระครบรอบ 15 ปี แห่งการก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ดังนั้นคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2552 ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้จัดประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

1.1 เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันของผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค

1.2 เพื่อเพิ่มความร่วมมือกับประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนบน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพพม่า

1.3 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมืออื่น ๆในภูมิภาค รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับหุ้นส่วนการพัฒนาต่อแนวความร่วมมือของ MRC

1.4 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ประเด็นที่สำคัญในการบริหารจัดการลุ่มน้ำระหว่าง ลุ่มน้ำนานาชาติ

โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1

ร่วมกับ MRCS ในระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน 2553 ในประเทศไทย

2. การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 เป็นเวทีที่สำคัญระดับภูมิภาคอีกเวทีหนึ่งของประเทศ

ภาคีสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง นอกจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) แล้วกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างยั่งยืนจะเป็นเวทีที่ให้ผู้นำประเทศได้มีการพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บุคลากรและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก ในขณะที่ประเทศในลุ่มน้ำโขงแต่ละประเทศพยายามแสวงหาศักยภาพในการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำโขงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศของตนนั้นอีกนัยหนึ่งก็เป็นการ ส่งสัญญาณเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary Impact) ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งจากประเทศเหนือน้ำและประเทศท้ายน้ำ ดังนั้นการจัดประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่ให้ผู้นำประเทศในลุ่มน้ำโขงได้สร้างความเข้าใจระหว่างกัน และแสดงจุดยืนร่วมกันในการที่จะร่วมมือกันพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนให้บรรลุความสำเร็จโดยใช้หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวม (Integrated Water Resources Management) เพื่อจักได้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกันฉันท์มิตร รวมทั้งคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมให้มีความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคและยั่งยืนตลอดไปตามความตกลงของประชาชาติในการประชุม “Johannesburg World Summit On Sustainable Development” เมื่อปี พ.ศ.2545 และนับเป็นโอกาสอันดีที่จะพิจารณาประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เสนอเป็นวาระของภูมิภาค (Regional Agenda) พร้อมกับการฉลองความสำเร็จของการดำเนินการตามความตกลงความร่วมมือฯ ปี 2538 (1995 Mekong Agreement)

3. การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (The First MRC Summit) ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 การประชุมวิชาการนานาชาติ (International Conference) ระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2553 เป็นการเสนอผลงานทางวิชาการจากผู้แทนองค์กรลุ่มน้ำนานาชาติจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ได้แก่ เอเชีย แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา ผู้แทนองค์กรเอกชน ภาคประชาชน และผู้แทนลุ่มน้ำภายในประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนรวมประมาณ 150-200 คน สาระสำคัญของการประชุมวิชาการที่มีลำดับความสำคัญในอาเซียนและเวทีนานาชาติได้แก่ ความมั่นคงด้านอาหารและการผลิตพลังงานในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน (Towards sustainable food and energy production in transboundary basins) การปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Adapting to impacts of Climate Change) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนของภาคเอกชน (Towards sustainable private sector infrastructure development) และความท้าทายขององค์กรลุ่มมน้ำข้ามพรมแดนท่ามกลางวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก (Challenges for Transboundary RBOs in the changing world) เป็นต้น ทั้งนี้ผลสรุปที่ได้จากการประชุมวิชาการ ดังกล่าวจะนำมาประกอบการกำหนดทิศทางความร่วมมือของการพัฒนาทรัพยากรน้ำในอนาคตของประเทศลุ่มน้ำโขง ต่อไป

ส่วนที่ 2 การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายนร 2553 เป็นการประชุมระดับผู้นำของประเทศภาคีสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 4 ประเทศ และผู้นำประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพพม่า และผู้แทนระดับสูงของประเทศหุ้นส่วนการพัฒนา (Development Partners) เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน และมีการพิจารณาจัดทำปฏิญญาร่วมกัน (Declaration of MRC Summit)

4. ในการประชุมสุดยอดผู้นำของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 จะมีผู้นำประเทศจากลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ และผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลทั้งประเทศคู่เจรจาและประเทศผู้ให้การสนับสนุนแก่ MRC เข้าร่วมประชุม ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำและผู้แทนรัฐบาลต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดและจำเป็นต้องมีงบประมาณจากรัฐบาลไทยสมทบร่วมกับงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในการจัดประชุม ดังกล่าว

by ThaiWebExpert