สรุปการดำเนินงาน ๗ เดือน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

7 มิถุนายน 2553

นับตั้งแต่มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” คณะกรรมการได้มีดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า ๗ เดือน โดยมีการดำเนินงานตามภารกิจและอำนาจหน้าที่ ซึ่งจำแนกได้เป็น ๒ กลุ่มภารกิจ คือ

กลุ่มที่ ๑ การปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ

กลุ่มที่ ๒ การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษสำหรับพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง

โค้งสุดท้ายการแก้ไขปัญหามาบตาพุดและ ม.67 วรรคสองของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

7 มิถุนายน 2553

นับจากวันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 ที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง” โดยมีอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน จนถึงตอนนี้เป็นเวลาร่วม 7 เดือนแล้วที่คณะกรรมการชุดนี้ (หรือเรียกกันทั่วไปว่า คณะกรรมการ 4 ฝ่าย) ได้พยายามทำงานแก้ไขปัญหาให้เสร็จตามภารกิจที่กำหนดไว้ คาดว่าคณะกรรมการจะทำภารกิจเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้ ในที่นี้จะทบทวนว่า 7 เดือนที่ผ่านไปคณะกรรมการทำอะไรไปบ้าง แก้ไขปัญหาอะไรได้บ้าง มีปัญหาส่วนใดยังติดขัดอยู่

งานในกลุ่มแรกเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาเพื่อให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์จากงานกลุ่มนี้นำไปใช้ปฏิบัติทั่วประเทศรวมทั้งที่มาบตาพุด ภารกิจของงานกลุ่มนี้ค่อนข้างจะเสร็จเกือบหมดแล้ว ทั้งนี้ตามเงื่อนไขในมาตรา 67 วรรคสอง มีงานที่ต้องทำ 3 เรื่อง

เรื่องแรกเป็นการกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนที่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสอง เรื่องนี้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เคยตั้งคณะกรรมการมาศึกษาและยกร่างไว้เมื่อปี 2551 มีข้อสรุปเสนอให้ประกาศ 19 ประเภทรายการ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรี ในส่วนของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องนี้ขึ้นมา นำเอา 19 ประเภทรายการเดิมมาเป็นต้นร่าง นำไปรับฟังความเห็นจากทุกภูมิภาค เชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูล ขณะนี้มีข้อยุติเกือบทุกรายการแล้ว กำลังพิจารณาขั้นสุดท้ายในคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอีก 3 รายการ โดยจะได้ข้อยุติในกลางเดือนมิถุนายนนี้ ความล่าช้าในส่วนนี้เนื่องมาจากฐานความเข้าใจที่แตกต่างกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เกี่ยวกับเจตนารมณ์ของมาตรา 67 วรรคสอง นำมาสู่การถกเถียงโต้แย้งเรื่องเกณฑ์ในการกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรม

เรื่องที่สอง กติกาและแนวทางรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 67 วรรคสอง คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้นำร่างประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ มาปรับปรุงทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2552 สาระสำคัญ คือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA-HIA) หรือที่เรียกว่า Public Scoping และมีส่วนร่วมในการพิจารณาร่างรายงาน EIA-HIA หรือเรียกว่า Public Review ในกรณีมาบตาพุด โครงการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ถูกศาลปกครองสั่งระงับการดำเนินงานและให้ปฏิบัติตามม. 67 ได้มีการศึกษาจัดทำรายงาน EIA-HIA และจัดกระบวนการรับฟังความเห็นตามประกาศที่ออกมา ในขณะนี้มีหลายโครงการที่ดำเนินการมาถึงขึ้นตอนการทำ Public Review แล้ว การดำเนินงานในส่วนนี้มีเสียงสะท้อนถึงปัญหาอุปสรรคอยู่มาก ทั้งในแง่ความไม่เข้าใจ ความไม่พร้อมด้านข้อมูลสุขภาพ ฯลฯ ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้กระบวนรับฟังความคิดเห็นมีคุณภาพ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่เป็นเพียงพิธีกรรมตามกฎหมาย

เรื่องที่สาม การจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นประกอบต่อโครงการหรือกิจกรรมที่ต้องทำตามมาตรา 67 ในเรื่องนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้นำร่างกฎหมายจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ทางกระทรวงทรัพยากรฯ ได้มีคณะกรรมการยกร่างไว้เมื่อปี 2551 มาศึกษาและปรับปรุง มีข้อสรุปสอดคล้องกับร่างเดิม คือ จัดตั้งเป็นองค์การอิสระระดับชาติ โดยแยกการจัดตั้งเป็นสองส่วน ในระยะสั้นเสนอให้จัดตั้งเป็นองค์การอิสระเฉพาะกาลโดยใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการจัดตั้งและดำเนินงาน ในระยะยาวเสนอให้จัดตั้งโดยออกเป็นพระราชบัญญัติเฉพาะ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้ส่งทั้งร่างระเบียบสำนักนายกฯ และร่างพระราชบัญญัติฯ ไปให้นายกรัฐมนตรีและผ่านมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2553 ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามระเบียบสำนักนายกฯ แล้วเมื่อปลายเดือนเมษายน ส่วนร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก่อนส่งไปยังรัฐสภา

งานในกลุ่มที่สองเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมา 2 ชุดเพื่อศึกษาสาเหตุและจัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม แนวทางที่จะเสนอมีทั้งเรื่องเขตกันชน การติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงาน EIA-HIA การจัดการสารเคมีและของเสียอันตราย ศักยภาพของพื้นที่ในการรองรับมลพิษทางอากาศ ฯลฯ ขณะนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้พิจารณาข้อเสนอต่างๆ เสร็จแล้ว โดยได้เสนอเรื่องการจัดทำเขตกันชนไปให้รัฐบาลก่อนเมื่อเดือนพฤษภาคมเพื่อเร่งแก้ไขปัญหา ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำรายงานเป็นชุดข้อเสนอรวมเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบไปยังรัฐบาลซึ่งจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนี้เป็นเรื่องที่ภาคประชาสังคมจะต้องร่วมกันผลักดันและติดตามให้มีการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงตามข้อเสนอต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ เนื่องจากยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่มากในเรื่องงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานตามแผน

หากการแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นว่ามีการแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นจริง น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าในปลายปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โครงการอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขของมาตรา 67 วรรคสองเสร็จสิ้นแล้ว จะเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างมากขึ้นในพื้นที่มาบตาพุดอีกครั้งระหว่างภาคประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขปัญหามลพิษเห็นผลประจักษ์และพิสูจน์ได้ กับภาคอุตสาหกรรมที่เดินตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญครบถ้วนแล้วและต้องการเริ่มเดินเครื่องจักร ประเด็นปัญหานี้สะท้อนถึงความสำคัญของการที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างเร่งด่วนภายในปี 2553 นี้

โจทย์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบ คือ เรื่องศักยภาพในการรองรับของพื้นที่ซึ่งต้องพิจารณากว้างกว่าเรื่องการรองรับมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรน้ำ เรื่องการจัดการดูแลของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม และเรื่องศักยภาพขององค์กรระดับพื้นที่ในการดูแลจัดการโครงการหรือนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กลไกตามมาตรา 67 วรรคสองซึ่งมุ่งเน้นการพิจารณาระดับโครงการเป็นรายโครงการก็อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือปัญหานี้ ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญและความจำเป็นของทบทวนทิศทางการพัฒนาจังหวัดระยองและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เนื่องจากการแก้ไขปัญหาระดับโครงการไม่สามารถทำให้ปัญหาสำเร็จลุล่วงไปได้

'ตีแตก' การค้าเสรียุคอาฟต้า

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ"ร่วมกับ 5 องค์กร พันธมิตร ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน และเคเบิ้ลทีวีโคราช จัดสัมมนายุทธศาสตร์การค้า การลงทุนสู่ภูมิภาคสัญจร เรื่อง "ตีแตก" การค้าในยุคอาฟต้า ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักธุรกิจ ประชาชน เกษตรกร ข้าราชการ และนักศึกษาเข้าร่วมรับฟังและซักถามข้อสงสัยอย่างล้นหลามกว่า 500 คน

สำหรับเป้าหมายสำคัญของการจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับทุกภาคส่วนในเรื่องเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์จากความตกลงทั้งในเชิงรุกและรับให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเตรียมตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

++ตะลึง!สิบปียังเป็นเรื่องใหม่
นายสมศักดิ์ ปริสุทโธ เหมธานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการเปิดสัมมนาว่า อาฟต้าหรือเขตการค้าเสรีอาเซียน แม้จะพูดกันมาเป็นสิบปี และมีผลในทางปฏิบัติแล้ว แต่ก็ยังมีผู้รู้และเข้าใจในวงจำกัด และอาฟต้ายังเป็นของใหม่สำหรับผู้ประกอบการในท้องถิ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ขณะที่จังหวัดนครราชสีมาถือเป็นประตูสู่อีสาน มีความโดดเด่นเรื่องสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมไหม และการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หากสามารถใช้อาฟต้าให้เป็นก็จะเกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในท้องถิ่นมาก

++แฉธุรกิจท้องถิ่นปรับตัวช้า
ขณะที่นางสุบงกช วงศ์วิชยาภรณ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกของหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา มีประมาณ 800 ราย ประกอบอาชีพหลากหลายสาขา เช่น พาณิชยกรรม ธุรกิจบริการ โรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการเกษตร ร้านค้าห้องแถว และอื่นๆ สภาพข้อเท็จจริงของการรับรู้ เข้าใจ และการใช้ประโยชน์จากอาฟต้า ขณะนี้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวงจำกัดเฉพาะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีการติดต่อค้าขายกับประเทศสมาชิกของอาฟต้าเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ข้าราชการ นักศึกษา และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะถึงวันหนึ่งสินค้า บริการ และการลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านจะไหลเข้ามาจากการเปิดเสรีอาฟต้า ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกสินค้าและบริการที่มีราคาถูกที่สุด และคุณภาพดีที่สุด หากสินค้า หรือธุรกิจในประเทศไม่เร่งศึกษาข้อมูลคู่แข่งขันแบบรู้เขา-รู้เรา และปรับตัวรองรับการแข่งขันคงได้รับผลกระทบแน่นอน

"ปัจจุบันกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ของไทยภายใต้ความตกลงอาฟต้าได้ลดลงเป็น 0%แล้ว สิ่งที่ห่วงคือ เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่พวกผัก ผลไม้ต่างๆจะกระทบมาก จากปัจจุบันผลผลิตก็ล้นตลาด และราคาตกต่ำอยู่แล้ว หากจากนี้ไปจะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาแข่งขันอีกจะยิ่งล้นตลาด และราคาตกต่ำมากขึ้น เพื่อช่วยเกษตรกรและภาคธุรกิจในพื้นที่ขณะนี้ทางหอการค้านครราชสีมาได้มีโครงการเอสเอ็มอีคลินิก โดยรวมกลุ่มกันออกไปหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ได้มีโอกาสแจ้งเกิด"

++จี้เร่งใช้ประโยชน์ภาษี 0%
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในประเด็น "กฎ กติกาของอาฟต้า และการค้าระหว่างประเทศ" ว่า ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า มีมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งขณะนี้ภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเดิมของอาเซียนอีก 5 ประเทศได้ลดลงเป็น 0% แล้วเกือบทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 (ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวของแต่ละประเทศ)ขณะที่อีก 4 ประเทศซึ่งเข้ามาเป็นสมาชิกภายหลัง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม หรือ CLMV สามารถส่งสินค้าเข้ามาขายใน 6 ประเทศสมาชิกเดิมได้รับสิทธิ์ภาษี 0% เช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้ยังไม่ลดภาษีให้ประเทศสมาชิกลงเป็น 0% แต่จะเริ่มในปี 2558 เพราะถือเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า และยังไม่พร้อมแข่งขันเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ดีพัฒนาการของอาฟต้าจากนี้ไปประเทศสมาชิกอาเซียนมีเป้าหมายการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือ AEC ภายในปี 2558 ซึ่งจะทำให้อาเซียนกลายเป็นฐานตลาดและฐานผลิตเดียวกัน โดยจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่ถึง 580-600 ล้านคน เสมือนหนึ่งเป็นประเทศเดียวกันในลักษณะเดียวกับสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) โดย AEC จะมีการเปิดเสรีการค้า การลงทุน บริการ การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีมากขึ้น

++เตือนอยู่เฉยๆกระทบแน่
สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากผู้ประกอบการในท้องถิ่นอยู่เฉยๆ และบอกว่าไม่เกี่ยวคงไม่ได้ เพราะหากอยู่เฉยๆ จะมีสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายแข่ง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าจากมาเลเซีย สินค้าเกษตรจากเวียดนาม ลาว พม่า จะมีนักลงทุนจากสิงคโปร์ มาเลเซียเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อขายสินค้าหรือแข่งขันในธุรกิจบริการ ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการในท้องถิ่นจะต้องเร่งดำเนินการคือ หากอยู่ในภาคการผลิต ภาคเกษตร หรือภาคบริการจะต้องศึกษาว่าข้อตกลงในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไรบ้าง เช่นเงื่อนไขแหล่งกำเนิดสินค้า เรื่องมาตรฐานสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเร่งปรับตัวผลิตสินค้าให้ได้ตามเงื่อนไขความตกลงและส่งไปขายแข่งในประเทศเพื่อนบ้าน หรือหากต้นทุนการผลิตในประเทศสูงก็ควรหาลู่ทางเข้าไปตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเพื่อชิงความได้เปรียบ เป็นต้น

นอกจากนี้ต้องเร่งสร้างเครือข่ายเอสเอ็มอีแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน การเรียนรู้ภาษา และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ การศึกษาลู่ทางการลงทุน กฎหมาย กฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้าน และศึกษาโอกาสการทำธุรกิจใน AEC เป็นต้น

"ในสินค้าเกษตรปัจจุบันไทยถือเป็นผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของอาเซียน แต่ในแง่สินค้าอุตสาหกรรมที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน ปัจจุบัน การค้าสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสมาชิกของอาเซียนในภาพรวมไทยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในจำนวนนี้มีสินค้าเพียง 2 รายการเท่านั้นที่เรามีส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาดอาเซียนคือ ยานยนต์และชิ้นส่วน และผลิตภัณฑ์ยางพารา ซึ่งเราจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพสินค้ากลุ่มอื่นๆให้มีส่วนแบ่งตลาดในอาเซียนเพิ่มขึ้น"

++เผยเคล็ดไม่ลับรวยด้วยอาฟต้า
นายฉัตรชัย มงคลวิเศษไกวัล รองประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในประเด็น "ค้าขายให้รวยด้วยอาฟต้า"ว่า จากการที่ในปี 2558 อาฟต้าจะพัฒนากลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ส่งผลให้ทั้ง 10 ประเทศกลายเป็นฐานการผลิตและตลาดเดียวกัน การที่จะค้าขายให้รวยด้วยอาฟต้านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการไทยทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต้องแสวงหาโอกาส มีข้อคิดคือต้องรู้เขา-รู้เรา

ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมองอาเซียนเป็นฐานการผลิต เป็นศูนย์กระจายสินค้าและบริการ รวมถึงใช้เป็นประตูสู่ตลาดโลก แต่ทั้งนี้ในสินค้าและบริการใดหากไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็ขอให้ทำตัวเป็นนักวิ่งผลัด 4 คูณ 100 เมตร โดยหาทางดึงเขามาเป็นพันธมิตรหรือหุ้นส่วนธุรกิจ สร้างเครือข่ายเพื่อลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และสร้างความมั่นคงระยะยาว หากทำอย่างนี้ได้รับรองว่ารวยแน่ แต่หากใครทำตัวเป็นนักวิ่ง 100 เมตรประเภทข้ามาคนเดียว ทำทุกอย่างเองครบวงจร กู้เงินมาขยายงานไปเรื่อยๆ ณ วันหนึ่งอาจเจ็บตัวและเจ๊งได้

เรื่อง การจัดสถานะประเทศไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2553....2 มิถุนายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบการจัดสถานะประเทศไทยตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2553 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1. ภูมิหลัง

กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) ได้กำหนดให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative – USTR) ประเมินสถานะการคุ้มครอง และการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ เป็นประจำทุกปี โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

(1) ประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country - PFC)

(2) ประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List - PWL)

(3) ประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List – WL)

สหรัฐฯ เคยจัดไทยไว้ในบัญชี PWL ในปี 2535-2536 ก่อนจะปรับเป็น WL ในปี 2537-2549 และปรับลดเป็น PWL ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน

2. ผลการจัดอันดับประจำปี 2553

2.1 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ประจำปี 2553 โดยยังคงไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List - PWL) เช่นเดียวกับปี 2550-2552 เนื่องจากเห็นว่าไทยยังมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สีแดง คือ พันธุ์ทิพย์ คลองถม มาบุญครอง และสุขุมวิท แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้รับความมั่นใจจากความพยายามดำเนินการยกระดับสถานการณ์ด้านทรัพย์สินทาง ปัญญาของรัฐบาลไทย ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบาย ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน รวมทั้งการจัดทำแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การ แก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องและการสร้างความตระหนักให้แก่ ประชาชนเกี่ยวกับการคุ้มครอง และเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

2.2 สหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า หวังว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับการหารือกับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาใน สินค้ายา และดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อร่วมกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาของ ประชาชนไทย โดยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิบัตร การวิจัยและพัฒนาและการสร้างสรรค์ยาชนิดใหม่ อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยืนยันว่าตระหนักดีถึงสิทธิของไทยในฐานะสมาชิก WTO ที่จะใช้มาตรการยืดหยุ่นตามที่ระบุไว้ในความตกลง TRIPS

2.3 ในปี 2553 มีประเทศที่ถูกจัดเป็น PWL จำนวน 11 ประเทศ คือ จีน รัสเซีย อัลจีเรีย อาร์เจนตินา แคนาดา ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน เวเนซูเอลา และไทย โดยที่ไม่มีประเทศใดที่ถูกจัดเป็น PWL ในปี 2552 ได้รับการปลดจาก PWL ในปีนี้ สำหรับประเทศที่ถูกจัดเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) มี 29 ประเทศ เช่น บรูไน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น มีประเทศที่ได้รับการปลดจาก WL และไม่อยู่ในบัญชีใด ๆ เลย 3 ประเทศ คือ สาธารณรัฐเชค ฮังการี และโปแลนด์ และมีประเทศที่ได้รับสิทธิทบทวนสถานะนอกรอบ (OCR) 2 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ และไทย

3. ข้อคิดเห็น

3.1 การจัดอันดับไทยตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 พิเศษ เป็นมาตรการฝ่ายเดียวที่สหรัฐฯ ใช้กดดันให้ไทยปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ โดยใช้ข้อมูลจากภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหลัก ไม่ได้นำข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินการที่สำคัญของไทย เช่น ความคืบหน้าการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือตำราเรียน การแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดเจ้าของพื้นที่ขาย ผลิต และเก็บรักษาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการยกร่างกฎหมายป้องกันการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ที่ขณะนี้มีความคืบหน้าไปอย่างมากมาประกอบการพิจารณาจัดอันดับไทย รวมทั้งยังไม่ได้ใช้ความเห็นของ International Intellectual Property Alliance (IIPA) ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ หลายท่าน ที่เห็นว่าไทยมีความคืบหน้าในการพัฒนาระบบการคุ้มครองและปราบปรามการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา และสมควรได้รับการปลดจาก PWL มาประกอบการพิจารณาแต่อย่างใด

3.2 อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯ ให้สิทธิการทบทวนสถานะนอกรอบ (OCR) กับไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสหรัฐฯ ตระหนักถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า เพื่อเอาผิดเจ้าของพื้นที่ขาย ผลิต และเก็บรักษาสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งรวมถึงพื้นที่บน cyber space และ การตรากฎหมายป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์โดยการแอบถ่ายในโรง ภาพยนตร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงพาณิชย์ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วต่อไป อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์จะได้มีหนังสือสอบถามสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับการจัดอันดับ ไทยในครั้งนี้จาก USTR ต่อไป

3.3 ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการยื่นขอให้สหรัฐฯ พิจารณาผ่อนผัน GSP สินค้า 10 รายการ เช่น เครื่องประดับเงิน ดอกกล้วยไม้สด ทุเรียนสด มะละกอตากแห้ง มะขามตากแห้ง เป็นต้น และขอคืนสิทธิ GSP สินค้า 7 รายการ คือ แป้งและธัญพืช เม็ดพลาสติก และกระเบื้องปูพื้นและผนัง ซึ่งเชื่อว่าผลการจัดอันดับประเทศไทยตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทยแต่อย่างใด

3.4 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทาง ปัญญา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการปราบปรามละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งดำเนินการตามแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทาง ปัญญาต่อไป และจะส่งข้อมูลความคืบหน้าในการดำเนินการแก่ สำนัก งานผู้แทนการค้า และภาคเอกชนสหรัฐฯ ทราบเป็นระยะ ซึ่งน่าจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้น และส่งผลให้ไทยได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นในการประเมินสถานะไทยนอกรอบใน ช่วงปลายปี 2553 นี้

"คมนาคม"ยันไม่เลิกขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ ยันห่างเขตอุทยาน13กม. ทส.ผงะกรมทางหลวงฯตัดไม้ใหญ่ สั่งชะลอ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

คมนาคมยันไม่ยกเลิกขยายพื้นที่ถนนทางขึ้นเขาใหญ่ อ้างห่างเขตอุทยาน 13 กม. ชี้ขยายจาก 2 เลน เป็น 4 เลนเท่านั้นไม่ใช่ 8 ชี้เส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางท่องเที่ยว 2 ข้างทางเป็นชุมชน โรงแรมและรีสอร์ท ทส.ผงะกรมทางหลวงชนบทตัดไม้ใหญ่ สั่งชะลอ นัดเจรจาหาทางเยียวยาส่วนที่เสียหาย

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าไม่มีการทบทวนหรือชี้แจงโครงการขยายถนนเส้นทางหมายเลข 2090 หรือถนนธนะรัชต์ ซึ่งเป็นถนนที่ขึ้นเขาใหญ่ ระยะทาง 10 กิโลเมตร (กม.) ของกรมทางหลวง เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ภายหลังจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ออกมาระบุว่า มีการขยายถนนดังกล่าวจาก 2 ช่องจราจร เป็น 8 ช่องจราจร ส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 100 ปี กว่า 200 ต้น ถูกโค่นทิ้ง และอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมความเป็นมรดกของเขาใหญ่ ขณะที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงตรวจพื้นที่ ระบุว่า กรมทางหลวงต้องระงับการขยายถนนทันที เพราะทำผิดข้อตกลงที่มีอยู่กับกรมป่าไม้ โดยเฉพาะการตัดต้นไม้เกิน 20 ต้น

นายโสภณ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยขยายจาก 2 เลนเป็น 4 เลนเท่านั้น และไม่มีเกาะกลางถนนด้วย ไม่ใช่ 8 เลนอย่างที่เป็นข่าว นอกจากนี้พื้นที่ที่ทำการขยายถนนอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติ คือที่ ระหว่างกม.ที่ 2 และกม.ที่ 10 ห่างจากเขตอุทยานกว่า 10 กม. โดยเขตอุทยานอยู่ที่ กม.23

"เรื่องนี้คงไม่ต้องทบทวนหรือชี้แจง เพราะที่ผ่านมาได้ทำการชี้แจงกับชาวบ้านและอบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) แล้ว พวกเขาต้องการเส้นทางดังกล่าว เพราะเป็นเส้นทางส่งเสริมการท่องเที่ยว สองข้างทางมีทั้งรีสอร์ทและโรงแรมอยู่เป็นจำนวนมาก และกรมทางหลวงเองก็ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว โดยได้ปลูกต้นไม้ทดแทนประมาณ 2,000-3,000 ต้น เพื่อคงสภาพให้สวยงาม" รัฐมนตรีคมนาคมระบุ

นายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงคงไม่ทบทวนโครงการดังกล่าว เพราะสัญญาได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว และยืนยันว่าพื้นที่ที่กรมทำการขยายถนนนั้นอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติ เขตทางก็เป็นของกรมทางหลวงไม่ใช่เขตอุทยาน เป็นการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทาง เพราะปัจจุบันมีจราจรจำนวนมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่มีปริมาณรถประมาณ 8,000-9,000 คันต่อวัน โดยระยะทางที่ขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องเป็น 4 ช่อง รวมประมาณ 8 กม. (กม.2+000 – กม.10+100 ) นั้นอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และพื้นที่โดยรอบที่จะทำการขยายนั้นเป็นเขตชุมชน 2 ข้างทาง มีทั้งบ้านอยู่อาศัย โรงแรมและรีสอร์ท เป็นเส้นทางการท่องเที่ยว และอยู่ห่างจากเขตอุทยานประมาณ 13 กม.

นายวีระกล่าวว่า ส่วนต้นไม้นั้นกรมไม่ได้เกี่ยวข้อง กรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการขุดล้อมต้นไม้ไป และภายหลังการพัฒนาแล้วเสร็จก็จะร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้เบญจพรรณรวม 3,000 ต้นขึ้นมาทดแทนด้วย

"เรื่องดังกล่าวได้มีการชี้แจงกับอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแล้ว ซึ่งก็เข้าใจ และยืนยันว่าลูกน้องไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นช่องทาง 8 เลน แต่พอมีข่าวนี้ออกมา ทางกรมก็จะต้องชี้แจงกับประชาชนอีกรอบ แม้ว่าก่อนหน้าจะทำความเข้าใจไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ หลังดำเนินการเสร็จประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์ เพราะเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวและเป็นเส้นทางบริการชุมชน" นายวีระ กล่าว

นายอำนวย ฤทธิวงศ์ ผู้อำนวยการแขวงการทางที่ 2 นครราชสีมา ชี้แจงถึงการออกมาต่อต้านโครงการก่อสร้างขยายถนนสายธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ถนนเส้นทางเข้าไปสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยระบุมีการตัดไม้สำคัญจำนวนมากกว่า 2,000 ต้นนั้น ว่า โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณปกติตามกำหนดเวลา จำนวน 69 ล้านบาท ไม่ใช่งบไทยเข้มแข็ง และที่ผ่านมามีการขยายถนนเป็นช่วงๆ อยู่แล้ว โดยบางช่วงขยายจาก 2 เลนเป็น 4 เลน ไม่ใช่ 8 เลน การขยายถนนเพื่อความปลอดภัยเพราะในบางช่วงเป็นชุมชนหนาแน่น บางช่วงขยายไว้แล้ 4 เลนเป็นช่วง ๆ ละประมาณ 1 กม. แต่จุดนี้เป็นช่วงกม. 2-10 ไม่ได้ขยายไปถึงด่านทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และไม่ได้ขยายกว้างขวางอย่างที่เป็นข่าว คือเดิมกว้าง 3.5 เมตรต่อข้าง ก็ขยายอีกข้างละ 3.5 เมตร รวม 7 เมตร สองข้างก็ 14 เมตรเท่านั้น

"ส่วนต้นไม้ที่มีความสำคัญและถูกตัดนั้น ไม่ใช่ผู้รับเหมาตัด ทางอุตสาหกรรมป่าไม้ต้องเข้ามาดำเนินการ เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยว ทั้งนี้ มีการต้นไม้ที่เอาออกไปประมาณ 200 ต้น แต่เราก็มีการปลูกต้นไม้ยืนต้นทดแทนก่อนหน้าจะเริ่มโครงการไปแล้ว 2,000 ต้น และเมื่อเสร็จโครงแล้วจะมีการปลูกเพิ่มอีก 5,000 ต้น" นายอำนวยกล่าว

นายอำนวย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการแล้วที่ อบต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง ปรากฏว่าได้รับความเห็นชอบจากประชาชนที่มาแสดงความคิดเห็นครบหมด ส่วนใหญ่ชาวบ้านไม่คัดค้าน และมติที่ประชุมเห็นด้วยที่กรมทางหลวงดำเนินการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง

"การขยายช่องจราจรเพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าเทศกาลท่องเที่ยวต่างๆ มีรถจำนวนมากมาย แต่มันเยอะตลอดเวลา และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เมื่อมีเส้นทางที่ดีใครก็อยากไป"นายอำนวยกล่าว

วันเดียวกัน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินทางไปตรวจพื้นที่บริเวณถนนธนะรัชต์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบว่า ขณะนี้กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการขยายถนน โดยตัดต้นไม้ทั้งสองข้างทางทิ้งไปแล้วรวม 8 กม. ตั้งแต่กม.ที่ 2 ถึง กม.ที่ 10 โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ถูกตัดไปแล้ว 128 ต้น

นายสุวิทย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่อนุญาตให้กรมทางหลวงใช้ประโยชน์ได้ ภายใต้เงื่อนไขกติการ่วมกันคือ ต้องตัดต้นไม้ไม่เกิน 20 ต้น หรือไม่เกิน 5 ลูกบาศก์เมตร หากกรมทางหลวงชนบททำตามข้อตกลงนี้ จะดำเนินการอย่างไรไม่ต้องแจ้งให้กรมป่าไม้ทราบก็ได้ แต่ถ้าทำนอกเหนือกติกา กรมป่าไม้สามารถระงับการดำเนินการได้ทันที เบื้องต้นจึงให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ หารือกับอธิบดีกรมทางหลวงชนบทแล้วเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น

"โดยหลักการของ ทส.ไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้แน่นอน เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลยที่ผมเห็นมาก็คือ เขาตัดต้นไม้ที่เป็นอุโมงค์ต้นไม้ทิ้งทั้งหมด เป็นระยะทางกว่า 1 กม. อุโมงค์ต้นไม้คือ พื้นที่ถนนที่มีต้นไม้สองข้างทางโค้งเข้าหากัน เป็นร่มเงา เป็นอันซีนไทยแลนด์สถานที่หนึ่ง ซึ่งตอนนี้มันหายไปแล้ว ไม่ต้องถามว่าความเสียหายเท่าไหร่ เพราะมันประเมินค่าไม่ได้ ต้นไม้ที่ถูกตัดทิ้งไปทั้ง 128 ต้นนั้น เป็นไม้ที่อายุขั้นต่ำคือ 30 ปี มีทั้ง ตะแบก ไม้สัก มะค่าโมง พยุง สะเดา การปลูกทดแทนหรือทำอะไรในตอนนี้ ก็ทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะเขาตัดทิ้งไปหมดแล้ว"นายสุวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นายสุวิทย์ กล่าวว่า เบื้องต้นให้นายจตุพรไปหารือกับอธิบดีกรมทางหลวงชนบท การก่อสร้างที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป แต่ต่อไปนี้ให้หยุดดำเนินการทันที เพราะถือว่าที่ผ่านมากรมทางหลวงชนบททำผิดข้อตกลงเดิมที่ทำร่วมกันแล้ว

เมื่อถามว่า ไม้ที่ตัดก่อนหน้านี้อยู่ไหน นายสุวิทย์ กล่าวว่า กรมทางหลวงชนบทแจ้งว่า เอาไปไว้ที่ปางช้างทางขึ้นเขาใหญ่ แต่ยังไม่ได้ไปตรวจสอบว่าอยู่ในลักษณะอย่างไร

เมื่อถามอีกว่า เหตุใดก่อนหน้านี้จึงปล่อยให้กรมทางหลวงชนบทขยายถนนและตัดต้นไม้ได้ขนาดนี้ นายสุวิทย์ กล่าวว่า กรมทางหลวงชนบทมีข้อตกลงกับกรมป่าก่อนหน้านี้ว่าสามารถใช้พื้นที่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะตัดต้นไม้มากขนาดนี้
ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือกับอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และได้นัดวันหารืออย่างเป็นทางการว่า จะเยียวยาพื้นที่ที่เสียหายไปแล้วอย่างไรบ้าง ส่วนพื้นที่ที่เหลือตามโครงการเดิมที่จะขยายถนนต่อไปให้ครบ 24 กิโลเมตร จนถึงทางเข้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั้น อธิบดีกรมทางหลวงชนบทแจ้งว่าจะไม่ดำเนินการต่อแล้ว

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยอมรับว่าจำเป็นที่จะต้องมีการขยายถนน แต่การดำเนินการต้องดูความเหมาะสมเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักนิเวศน์และให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเดิมด้วย ทั้งนี้ การขยายถนนเป็น 8 เลนนั้นใหญ่โตเกินความจำเป็น และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าต้นน้ำ และสถานะการเป็นมรดกโลกของเขาใหญ่ไปโดยปริยาย ที่ผ่านมาในเขตพื้นที่ของตน ประชาชนได้ร้องเรียนเรื่องการตัดต้นไม้เพื่อทำถนนของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ต้นไม้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องตัดทิ้ง สามารถขุดออกและเคลื่อนย้ายไปปลูกที่อื่นได้ แต่ก็ไม่ทำกันเพราะความมักง่าย

"ผมไม่รู้ว่าโครงการนี้ผู้บริหารของกระทรงคมนาคมใช้สมองอะไรคิดกัน กระทรวงคมนาคมควรที่จะทบทวนโครงการ อย่ามัวแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ตัวเองและบริษัทผู้รับเหมาที่เป็นพวกพ้องตัวเอง" พ.ต.ท.สมชาย กล่าว

ด้านนายธงชัย แสงประทุม เลขานุการมูลนิธิเขาใหญ่ และเลขาธิการกลุ่มเรารักษ์ป่า กล่าวว่า การนำข้ออ้างต่างๆ มาหักลบ เพื่อสร้างประเด็นให้น่าเชื่อถือที่ผ่านมา มูลนิธิเขาใหญ่ ซึ่งมี "น้าหมู"นายพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ นักร้องเพลงเพื่อชีวิต เป็นประธานพร้อมสมาชิก ได้บอกกล่าวเล่าขานถึงความไม่ชอบมาพากลต่อต้านแนวคิดนี้มาตลอด การพูดคุยในหมู่มวลสมาชิก องค์กรนักอนุรักษ์ หลายคนที่ใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ และมีความผูกพันกับผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 5 ต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นการขยายถนนเพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ แต่เป็นการขยายถนนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และสนามกอล์ฟ มากกว่า เพียงแต่ใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อให้มีน้ำหนักในการอนุมัติโครงการ และหนีประเด็นขยายถนนเพื่อผลประโยชน์ แท้จริงแล้วเชื่อว่าเป็นโครงการที่มีอะไรแอบแฝงมากกว่าจะขยายถนนขึ้นไปบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไม่ได้คัดค้านการขยายถนน แต่ควรจะใช้เหตุผลที่แท้จริง

นายธงชัยกล่าวว่า การที่กรมทางหลวงขยายถนน โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาจราจรนั้น ไม่เห็นว่ามีการจราจรติดขัดตรงไหน แต่การขยายถนนเส้นนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน ต้นไม้สองข้างทางที่เคยช่วยสร้างความร่มรื่นและดูดซับมลพิษต่างๆ เมื่อถูกตัดออก สภาพอากาศย่อมร้อนขึ้นแน่นอน มลพิษก็ย่อมมากขึ้น ที่น่าเสียดายก็คือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่สองข้างทาง ทั้งต้นก้ามปู ต้นประดู่ ต้นตะแบก ซึ่งมีอายุนับร้อยปีต้องถูกตัดทิ้งหรือขุดทิ้ง

"การขยายถนนธนะรัชต์ แม้จะไม่อยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นผืนป่าส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แต่ก็อยู่ในเขตที่เรียกว่าพื้นที่กันชน(Buffer Zone) ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขของความเป็นมรดกโลกด้วย แม้จะไม่ส่งผลกระทบต่อผืนป่ามรดกโลกโดยตรง แต่อาจส่งผลกระทบโดยทางอ้อมได้ และการดำเนินโครงการครั้งนี้จะต้องรายงานคณะกรรมการมรดกโลกด้วย และย่อมแสดงให้เห็นถึงแนวทางและความจริงใจในการอนุรักษ์ผืนป่ามรดกโลกของประเทศไทยด้วย และที่ผ่านมาประเทศไทยก็เคยแสดงออกในลักษณะเช่นนี้ จนกระทั่งเขาใหญ่ไม่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อครั้งเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกครั้งแรกมาแล้ว"

นายธงชัยกล่าวด้วยว่า ดังนั้นเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ อยากให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปท่องเที่ยวบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อย่างจริงจังด้วย ซึ่งจะช่วยให้การดูแลรักษาและการอนุรักษ์ผืนป่ามรดกโลก"ดงพญาเย็น-เขาใหญ่" เป็นไปตามแนวทางและข้อแนะนำของคณะกรรมการมรดกโลก

"ตลาดคาร์บอนในต่างประเทศ"

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
ศุภวัฒน์ สุขะปรเมษฐ
ศรัณย์ ประวิตรางกูร

ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนับสนุนโดย : องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
จำนวน 86 หน้า
ราคา 89 บาท

จัดจำหน่ายที่ .....
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ชั้น 9 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
โทรศัพท์ 0-2141-9790

เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553.....25 พฤษภาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ครั้งที่ 1/2553 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ตามที่

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมและแห่งชาติเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ตามที่ คณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ได้มีการประชุมคณะทำงานฯ ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2553 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมเดช สนิทวงศ์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นั้น สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้รายงานผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553 และข้อเสนอเพื่อโปรดทราบ ดังนี้

1. ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553

1.1 ความก้าวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัด

ระยอง หน่วยงานที่รับผิดชอบรายงานความก้าวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง สรุปได้ดังนี้

1.1.1 โครงการขนถ่ายขยะมูลฝอยออกจากบ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเมืองมาบตาพุด

วงเงิน 270.00 ล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยเทศบาล เมืองมาบตาพุด เป็นโครงการจ้างเหมาเอกชนดำเนินการจัดเก็บขยะมูลฝอยจากสถานที่กำจัดขยะมูล ฝอยบ้านเนินพยอม เทศบาลเมืองมาบตาพุด ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในพื้นที่ประมาณ 33 ไร่ และนำไปกำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล

ความก้าวหน้า เทศบาลเมืองมาบตาพุดได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว โดย

มี ประชาชนเข้าร่วมประมาณ 120 คน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ แต่ยังกังวลปัญหากลิ่นและการขนย้าย รวมถึงประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ ปัจจุบันเทศบาลฯ ติดต่อตลาดกลาง e-Auction แล้วเสร็จ
อยู่ระหว่างขั้นตอนการปิดประกาศเชิญชวนประกวดราคา อย่างไรก็ตาม โครงการมีความล่าช้า โดยคาดว่าจะลงนามในสัญญาว่าจ้างได้ประมาณเดือนกรกฎาคม 2553ซึ่งไม่ทันตามเวลาที่กระทรวงการคลังกำหนด (วันที่ 21 พฤษภาคม 2553) เนื่องจากต้องใช้เวลาในการปรับปรุง TOR ให้รอบคอบ รัดกุม ถูกต้องตามหลักวิชาการ และระเบียบราชการต่าง ๆ เช่น ประกาศกรมควบคุมมลพิษ

ว่าด้วยหลักเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ฝังกลบกากของเสีย รวมทั้งมีขั้นตอนในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน

1.1.2 โครงการก่อสร้างขยายเขตจำหน่ายน้ำประปา พื้นที่อำเภอเมืองระยอง วงเงิน

139.5971 ล้านบาท (งบ กลางปี 2553 และการประปาส่วนภูมิภาคสมทบ 4.7559 ล้านบาท) โดยการประปาส่วนภูมิภาค เป็นการปรับปรุงเส้นท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง

ความก้าวหน้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้าง โดยคาดว่าจะได้ผู้รับจ้างในเดือน

พฤษภาคม 2553 ระยะเวลาดำเนินการ 210 วัน สำหรับการดำเนินงานในส่วนที่ใช้เงินสมทบของการประปาส่วนภูมิภาค จำนวน 4.7559 ล้านบาท อยู่ระหว่างการประกวดราคา

1.1.3 โครงการสร้างปรับปรุงท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำพื้นที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด

และเทศบาลเมืองบ้านฉาง วงเงิน 173.1879 ล้านบาท (งบกลางปี 2553) โดยการประปาส่วนภูมิภาค เป็นการปรับปรุงเส้นท่อและขยายเขตจำหน่ายน้ำในพื้นที่ของเทศบาลเมืองมาบตาพุด และเทศบาลเมืองบ้านฉาง

ความก้าวหน้า ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการจัดจ้าง โดยคาดว่าจะได้ผู้รับจ้างเดือนพฤษภาคม

2553 ระยะเวลาการดำเนินการ 220 วัน

1.1.4 โครงการพัฒนาศักยภาพให้บริการของโรงพยาบาลในพื้นที่เขตควบคุมมลพิษ

จังหวัดระยอง วงเงิน 235.7601 ล้านบาท โดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นโครงการพัฒนาโรงพยาบาลมาบตาพุดให้เป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านอาชีวเวชศาสตร์ ขนาด 200 เตียง

ความก้าวหน้า สิ่งก่อสร้างจะดำเนินการ e-Auction ในวันที่ 26 เมษายน 2553 ส่วนครุภัณฑ์

อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานขอซื้อขอจ้าง

1.1.5 โครงการตรวจสุขภาพและเฝ้าระวังโรคของประชาชนในเขตควบคุมมลพิษ

จังหวัดระยอง วงเงิน 58.7864 ล้านบาท โดยกระทรวงสาธารณสุข

ความก้าวหน้า ปัจจุบันออกตรวจสุขภาพประชาชนแล้วจำนวน 25 ครั้ง มีประชาชนเข้ารับ

การตรวจสุขภาพ รวม 4,540 คน คิดเป็นร้อยละ 34.92 จากจำนวนเป้าหมาย โดยสาธารณสุขจังหวัดระยองมีกำหนดเริ่มแจกสมุดบันทึกผลการตรวจสุขภาพรอบแรกในเดือนพฤษภาคม 2553

1.2 สถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากร

น้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) (EAST WATER) ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี สรุปได้ว่า ณ วันที่ 1 เมษายน 2553 จังหวัดระยอง-ชลบุรี ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่–กลาง รวม 13 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งหมด 423.47 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57.81 ของความจุอ่าง ซึ่งเมื่อพิจารณาปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และความต้องการใช้น้ำในปี 2553 ของจังหวัดระยองและชลบุรีแล้ว ในภาพรวมคาดว่าปี 2553 พื้นที่จังหวัดระยอง-ชลบุรี จะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ อย่างไรก็ตาม หากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการ

รองรับไว้แล้ว

1.3 โครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ระยะต่อเนื่อง

1.3.1 เรื่องเดิม

วันที่ 21 ธันวาคม 2552 : มติคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 3/2552

มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาทบทวนรายละเอียดของแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ชุดตรวจวัด VOCs แบบต่อเนื่อง ป้ายแสดงคุณภาพสิ่งแวดล้อม ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน ระบบ ตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อม) ให้เหมาะสมตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วน และความต้องการของชุมชน ตลอดจนเป็นไปตามบทบาท และความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างรวดเร็ว

1.3.2 สถานะปัจจุบันของระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม พื้นที่อุตสาหกรรม

มาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง มีระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมค่อนข้างดีในระดับหนึ่งแต่ยังมีข้อจำกัด ดังนี้

1) สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ : ดำเนินการแล้ว 14 แห่ง และจะก่อสร้างเสร็จภายในปี

งบ ประมาณ 2553 อีก 9 แห่ง รวม 23 แห่งซึ่งเพียงพอกับความต้องการและเหมาะสมกับการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวด ล้อมของพื้นที่ แต่ไม่สามารถตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) แบบต่อเนื่อง จึงควรมีการเพิ่มศักยภาพ

2) ป้ายรายงานคุณภาพอากาศ (Display Board) : มี 4 ป้าย ซึ่งถือว่าน้อยและอยู่ห่าง

ชุมชน โดยชุมชนในพื้นที่ต้องการให้ติดตั้งเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพอากาศที่หายใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัยและความปลอดภัยในชีวิต

3) ศูนย์ข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน : มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลคุณภาพ

สิ่งแวดล้อมหลายแห่ง ทั้งของภาครัฐและเอกชน แต่ยังไม่เชื่อมโยงกันและชุมชนขาดความเชื่อถือ รวมทั้งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบ Internet จึงมีข้อเรียกร้องให้จัดระบบรายงานผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เข้าถึงชุมชน หรือชุมชนเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวก

4) ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ : ปัจจุบันมีสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ

แบบอัตโนมัติ 3 แห่ง ซึ่งเสริมศักยภาพการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและเตือนภัยการลักลอบระบายน้ำเสียของภาคอุตสาหกรรมได้ทันท่วงที สร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน

1.3.3 ข้อเสนอแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมระยะเร่งด่วน : พัฒนา

ขีดความสามารถในการตรวจวัด ประชาสัมพันธ์ และรายงานผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เข้าถึงชุมชนหรือชุมชนเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวก วงเงินรวม 34.5 ล้านบาท ดังนี้ (1) กรมควบคุมมลพิษ ติดตั้งชุดตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยพร้อมป้ายแสดงผลคุณภาพสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 สถานี วงเงิน 19.5 ล้านบาท (2) เทศบาลเมืองมาบตาพุด ติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติ จำนวน 4 สถานี วงเงิน 2.0 ล้านบาท (3) เทศบาลเมืองมาบตาพุด จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในชุมชน ณ เทศบาลเมืองมาบตาพุด วงเงิน 10 ล้านบาท

2. มติคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553

1. รับทราบความก้าวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง

จังหวัดระยอง

2. มอบหมายให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดเสนอเรื่องให้กระทรวงมหาดไทยขอผ่อนผันระยะเวลาการ

ดำเนินโครงการขนถ่ายขยะมูลฝอยออกจากบ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเมืองมาบตาพุดต่อคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานกรรมการกลั่นกรองโครงการภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ควบคู่กันไปด้วย

3. มอบหมายให้สาธารณสุขจังหวัดระยองจัดทำ (1) รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรทางการ

แพทย์ เพื่อจะได้ทราบจำนวนบุคลากรในปัจจุบัน และประมาณความต้องการในอนาคตสำหรับรองรับการให้บริการของ ประชาชนได้อย่างเพียงพอ และ (2) สรุปผลการตรวจสุขภาพประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการแก้ไขปัญหาและจัดบริการ สาธารณสุขในพื้นที่

4. มอบหมายฝ่ายเลขานุการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนรายละเอียดของแผนงาน

พัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในประเด็นความชัดเจนในการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลชุมชนและระบบรายงาน คุณภาพสิ่งแวดล้อม รวม ทั้งความเป็นไปได้ในการขยายขอบเขตการดำเนินงาน ในกรอบวงเงินเท่าเดิม (34.5 ล้านบาท) เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด แล้วนำเสนอคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด พิจารณาอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

5. มอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดระยอง และ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือภาคเอกชน ผู้ประกอบอุตสาหกรรมในพื้นที่ ให้ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม (CSRs) โดยดำเนินการพัฒนาศักยภาพระบบเฝ้าระวังในสถานีตรวจวัดของภาคเอกชน เพื่อความสำเร็จในการแก้ปัญหาของพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง

แผนรักษ์โลกของคนรุ่นใหม่

ผู้เขียน: 
เจษฎสุดา พรหมสาขา ณ สกลนคร

แนวคิดเรื่องกิจการเพื่อสังคม ตลอดจนการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม นับเป็นทางเลือกของคนที่มีอยากทำงานเพื่อสังคม แต่ไม่อยากนั่งรอเงินช่วยเหลือ

เนื่องจากผู้ประกอบการเพื่อสังคมสามารถหารายได้ด้วยตัวเองและที่สำคัญสามารถตอบโจทย์คุณค่าในการประกอบธุรกิจแบบ triple bottom line คือการได้ผลกำไรทั้งที่เป็นตัวเงิน แล้วยังสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ครบถ้วน เช่นนี้แล้วผู้ประกอบการเพื่อสังคมจึงแตกต่างจากการทำ CSR หรือกิจกรรมรับผิดชอบต่อสังคม ตรงที่การมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งและไม่ใช่การสร้างจัดกิจกรรมเพื่อสังคมชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะทำตลอดอายุขัยของกิจการนั้น อีกทั้งยังต่างจากองค์กรการกุศลตรงที่ทำกำไรได้ คนทำงานได้รับค่าตอบแทนที่ดีได้โดยไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนกับค่านิยมเดิมๆ ของคำว่า ‘เพื่อการกุศล’ ซึ่งการทำธุรกิจเพื่อสังคมนี้จะช่วยทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนทั้งต่อสังคมและต่อตนเองโดยที่ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงินขอความช่วยเหลือจากใคร

แนวคิดในการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมจึงได้รับการต่อยอดให้กลายมาเป็นการแข่งขันระดับโลกโดยกลุ่มคนที่ตระหนักถึงความสำคัญและความเป็นไปได้ของธุรกิจประเภทนี้ โดยการแข่งขันแผนธุรกิจเพื่อสังคม (Global Social Venture Competition) หรือ GSVC นั้น จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่เมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันเมืองแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางความฝันของเหล่าผู้ประกอบการเพื่อสังคมจากทั่วโลกทั้งในด้านการแข่งขันแผนธุรกิจ สร้างโอกาสในการพบปะแลกเปลี่ยนทัศนะกับคนที่เชื่อในสิ่งเดียวกัน โอกาสในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ และยังเป็นแหล่งนัดพบของนักลงทุน (Venture Capitalist) จากทั่วทุกมุมโลกอีกด้วย

จากการแข่งขัน GSVC ที่ผ่านมานี้ก็ได้ก่อให้เกิดธุรกิจเพื่อสังคมแล้วกว่า 70 บริษัทในหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี พลังงานทดแทน ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพ ไมโครไฟแนนซ์ การศึกษา และการพัฒนาสังคม ที่ได้นำความฝันมาต่อยอดและหล่อหลอมเป็นโมเดลที่ใช้ได้จริงในการดำเนินธุรกิจที่สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ ช่วยสร้างผลผลิตที่เป็นนวัตกรรมไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสได้มากมาย อาทิ

ETHOS WATER (www.ethoswater.com) น้ำดื่มที่ช่วยเหลือเด็กยากจนทั่วโลกให้เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด โดยทุกๆ ครั้งที่ซื้อ Ethos 1 ขวด เท่ากับได้บริจาคเงิน 0.05 เหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างแหล่งน้ำสะอาด โดยนับเป็นยอดเงินช่วยเหลือกว่า 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ และสามารถช่วยเหลือผู้คนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดได้แล้วกว่า 420,000 คน

Dlightdesign (www.dlightdesign.com) บริษัทผู้ผลิตสินค้าแก่คนในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานที่ให้แสงสว่าง ประสิทธิภาพสูงและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่ขายในราคาที่คนจนซื้อได้ เช่น โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้หลอด LED (หลอดที่ไม่มีการเผาไส้หลอด จึงไม่เกิดความร้อนเหมือนหลอดไฟทั่วไป)

สำหรับประเทศไทย มีองค์กรที่ดำเนินการในลักษณะธุรกิจเพื่อสังคมมาก่อนหน้ากระแส SE จะเข้ามานานแล้ว อาทิ โครงการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยอดีต รมช.กระทรวงอุตสาหกรรมมีชัย วีระไวทยะ ผู้ชี้ให้เห็นต้นตอของปัญหาความยากจนอันเกิดจากประชากรมากเกินไป หรือบริษัท ไทยคราฟท์ แฟร์เทรด จำกัด องค์กรเอกชนที่ทำงานร่วมกับชุมชนมานานหลายสิบปี ช่วยพัฒนาสร้างสรรค์งานหัตถกรรมฝีมือชาวบ้านพร้อมจัดจำหน่ายและนำรายได้ที่เป็นธรรมคืนสู่ชุมชน เป็นต้น

ย้อนกลับไปไม่เกิน 3 ปี ภัทราพร แย้มละออ คือหนึ่งในสมาชิกของทีม Verdacure จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 (ปีค.ศ. 2007) จาก GSVC โดยนำเสนอแผนธุรกิจยาสมุนไพรรักษาโรคเหงือกริทันต์อักเสบจากการศึกษาและต่อยอดผลงานวิจัยของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันนี้ เธอได้กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในตำแหน่งผู้จัดการโครงการ GSVC ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังคลุกคลีวงการประกวดแผนธุรกิจระดับโลกทั้งในฐานะผู้เข้าร่วมประกวด ผู้จัดการประกวด และในฐานะที่ปรึกษาโครงการของนักศึกษา ภัทราพรพูดถึงคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมเอาไว้ว่า

"การจะเป็นผู้ประกอบทางสังคมนั้น สิ่งที่ต้องมีมากกว่า 120 เปอร์เซ็นต์คือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะมีข้อจำกัดในการคิดงานมากมาย และแนวคิดต้องนำไปใช้แก้ปัญหาสังคมได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ทำงานด้านการออกแบบ ยิ่งเป็นที่ต้องการมากและน่าจะเข้ามาในวงการนี้ได้ง่ายด้วย

"เมื่อเข้าสู่ชีวิตการทำงาน จะรู้สึกว่าจิตวิญญาณของผู้ประกอบการเพื่อสังคมของเรายังมีน้อยเกินน้อยไป ซึ่งอาจเกิดจากบริบททางสังคมและทัศนคติของคนในสังคมด้วย อย่างบ้านเราไม่มีนักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมลงทุน หรือธนาคารเองก็อาจไม่ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการด้านนี้ เด็กๆ ที่เคยเป็นดาวในการประกวดในระดับนานาชาติ จึงถอยกลับไปสู่ธุรกิจแบบเดิมๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า แล้วเราก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง"

แม้ว่าการประกวด GSVC ที่ผ่านมาจะยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักศึกษาไทยเท่าไหร่นัก เนื่องจากยังเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กไทยจะเป็นรองใคร ดังที่ภัทราพรยืนยันว่า

"เด็กไทยในแง่ประกวดแผนธุรกิจทั่วไปหรือธุรกิจเพื่อสังคมนั้น เราอยู่ในมาตรฐานระดับโลกทั้งในเรื่องการคิด การค้นคว้าวิจัย การเขียนแผน และการนำเสนอที่มีความเป็นเสน่ห์ของความเป็นคนไทยคือความเป็นเอเชีย และในระดับโลก"

แนวคิดใหม่ในการทำธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ใช่ว่าจะต้องเดินตามใครเสมอไป

ปัญหาที่เหลืออยู่ในมาบตาพุด ฟังหลังฝนชีวิตคนจะอยู่อย่างไร

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ย้อนไปเมื่อ 3 ปีก่อน วันที่ 9 เม.ย. 2550 เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกได้เข้ามายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อขอใช้สิทธิ 3 เรื่องคือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ สิทธิในการขอให้มีการประเมินผลกระทบและมีส่วนร่วมใน กระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ สิทธิขอให้มีการจัดสมัชชาสุขภาพ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพจากการขยายโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 3

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้สนับสนุนให้มูลนิธินโยบายสุขภาวะเป็นผู้ดำเนินการตามคำขอใช้สิทธินี้ ภายใต้โครงการพัฒนากระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น กรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 1 ปี ผลจากการดำเนินงาน ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายสรุป 5 ข้อ เสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2551 ได้แก่ 1.ทบทวนและปรับแนวทางพัฒนา จ.ระยอง ในเรื่องผังเมือง น้ำ มาตรการทางการคลัง กองทุนสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน บริการทางสังคมขั้นพื้นฐาน 2.เปิดเผยข้อมูลและวิธีป้องกันผลกระทบทางสุขภาพ 3.จัดทำแผนป้องกันและบรรเทาอุบัติภัยจากอุตสาหกรรมและสารเคมี 4.พัฒนาศักยภาพประชาชนในเรื่องตั้งกลไกผู้ตรวจการผลกระทบ ตั้งศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จัดกระบวนการสมัชชาสุขภาพ 5.ชะลอการขยายโรงงานอุตสาหกรรมใหม่เพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผอ.ศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกเอชไอเอ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานผลการดำเนินงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการการศึกษา สนับสนุน และติดตามการดำเนินงานตามข้อเสนอของ คสช. ว่าด้วยการแก้ไข ปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพกรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น โดยมี ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย เป็นประธานนั้น ได้มีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฉายภาพรวมไว้ในหนังสือ “ฟ้าหลังพายุฝน ชีวิตคนมาบตาพุด ไปต่ออย่างไร”

ภาพรวมของพื้นที่มาบตาพุด และ จ.ระยองทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องมลพิษ ทั้งยังกังวลเรื่องการจัดสรรทรัพยากรน้ำ ไปจนถึงการวางผังเมือง ซึ่งควรกำหนดแนวกันชน หรือบัฟเฟอร์โซนให้ชัดเจน และมีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสามขาของ จ.ระยอง ให้กลับคืนมาดังเดิม เนื่องจากช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จ.ระยอง มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงขาเดียว คือ ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ขาดสมดุล ต้องมองถึงภาคเกษตรกรรม และภาคอื่น ๆ ให้สมดุลด้วย

ผอ.ศูนย์ประสานงานฯ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้ปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อม คือ ปัญหาสังคมอุตสาหกรรม ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวระยอง นำไปสู่การเป็นสังคมเมืองไวกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งข้อเสนอที่ คสช.เสนอต่อ ครม.หลายเรื่องมีความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาไปมาก ยังคงเหลือแต่เรื่องที่ภาครัฐให้ความสนใจน้อย หรือแทบจะไม่มีความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามก็เสนอเลย คือ การแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม โดยเฉพาะเรื่องเด็กและเยาวชน

พีระวัฒน์ รุ่งเรืองศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยว่า ที่ผ่านมานิคมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทำการศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศ ถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม วันนี้ปล่องทุกปล่องของโรงงานอุตสาหกรรมในมาบตาพุดกำลังเชื่อมโยงมาสู่ศูนย์เฝ้าระวังแล้ว พื้นที่โรงงานมาบตาพุดเอง ได้มีตัวแทนชุมชนเข้าไปดูและแสดงความคิดเห็นว่าโรงงานผ่านเกณฑ์หรือไม่ อีกส่วนหนึ่งวัดโดยการทำอีไอเอปีนี้เป็นปีที่ 2 ของการดำเนินงานดังกล่าว หากแต่กำลังหาแนวทางว่าทำอย่างไรให้ภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด

ด้าน เจริญ พาศร รักษาการหัวหน้าฝ่ายผังเมือง เทศบาลเมืองมาบตาพุด กล่าวว่า ขณะนี้มาบตาพุดไม่มีผังเมือง เนื่องจากฉบับล่าสุดหมดอายุไปเมื่อ 11 พ.ค. 53 ที่ผ่านมา แต่ได้มีการออกเทศบัญญัติห้ามก่อสร้าง หรือห้ามดัดแปลงอาคารก่อสร้างบางชนิด เพื่อเป็นการรองรับผังเมืองที่หมดอายุแล้ว และเพื่อไม่ให้เกิดการขยายตัวที่ผิด ๆ ต่อไป ทั้งนี้รักษาการหัวหน้าฝ่าย ผังเมืองอ้างว่า ปัญหาเรื่องผังเมืองส่วนหนึ่งเกิดจากประชาชนเอง ซึ่งเดิมไม่เคยให้ความสนใจเรื่องผังเมืองและมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว

ขณะที่ พัชรี ดิษฐ์เย็น นักพัฒนาเอกชน ด้านเด็กและเยาวชน ศูนย์คามิลเลียนโซเซียล เซ็นเตอร์ ระยอง สะท้อนว่า มาบตาพุดไม่ใช่สำคัญแต่เพียงด้านสิ่งแวดล้อม ยังคงมีปัญหาที่ใหญ่หลวงไม่แพ้กัน คือ ปัญหาทางสังคมด้านอุตสาหกรรมต่อการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน ซึ่งในพื้นที่จะมีเยาวชนส่วนหนึ่งย้ายมาตามพ่อแม่ และอีกส่วนหนึ่ง คือ เยาวชนเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่มีเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้เยาวชนต่างก็ต้องศึกษาเล่าเรียนรวมกันอยู่ที่นั่น เกิดการแลกเปลี่ยนค่า นิยมซึ่งกันและกันที่ เปลี่ยนแปลงไป เช่น การมีเพศสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ค่าแต่งตัว ค่าเทอม ค่าโทรศัพท์มือถือ

“จากสถิติของศูนย์ฯ พบว่าการคลอดบุตรของเยาวชนที่อายุไม่ถึง 15 ปี ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ก็เช่นกัน รวมถึงการฆ่าตัวตายของคนในจังหวัดระยอง การติดเชื้อเอชไอวีของคนในจังหวัดระยองยังคงอยู่ในอันดับที่ 6 อยู่มาตลอดระยะเวลา 10 ปี สิ่งเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง”

คาดว่าผลจากการเปิดเวทีสาธารณะข้างต้น จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังสืบเนื่องต่อไป ทั้งนี้ สามารถติดตามการรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการการศึกษา สนับสนุน และติดตามการดำเนินงาน ตามข้อเสนอของ คสช. กรณีการแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุด และ จ.ระยอง เป็นระยะ ๆ ได้ทาง www.nationalhealth.or.th

บางเรื่องของมาบตาพุดยังถูกมองข้ามในสายตาผู้เกี่ยวข้องอาจดูไม่ยิ่งใหญ่เท่าจีดีพีที่ลดลง แต่ปัญหาของสังคมและสิ่งแวดล้อม ต้องเข้ามาเยียวยานำชีวิตให้คนในพื้นที่มีคุณภาพที่สูงขึ้นให้ได้พร้อม ๆ กับจีดีพี.

Road Map การเจรจาเรื่องโลกร้อน และโจทย์การลดก๊าซของประเทศไทย

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ประเทศไทยมี Road Map เพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมของไทย ในการเจรจาเวทีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการจัดทำกติกาเรื่องโลกร้อนฉบับใหม่ก็เพิ่งมี Road Map ออกมา ภายหลังจากการเจรจาตาม Bali Roadmap ไม่ประสบผลสำเร็จ ตามแผนการเจรจาเรื่องโลกร้อนในปีนี้เพื่อจัดทำ Post Kyoto Regime จะมีการเจรจาในระดับคณะทำงานเฉพาะกิจ (Ad-hoc Working Group) ทั้งในส่วนพิธีสารเกียวโต และอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) อีก 4 ครั้ง ก่อนที่จะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปยุติให้ได้ในระดับการประชุมประเทศภาคีสมาชิก UNFCCC ครั้งที่ 16 และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2553 ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก

ในแง่เนื้อหาการเจรจา มีประเด็นที่เกี่ยวโยงกับเรื่องการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาคเอกชนไทยเริ่มเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการเจรจา ประเด็นเรื่องการค้าเข้ามาโยงกับเรื่องโลกร้อนตั้งแต่ในช่วงพิธีสารเกียวโต นำเอากลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาช่วยส่งเสริมการลดก๊าซ เกิดตลาดซื้อขายคาร์บอนในหลายประเทศ ในช่วงการเจรจาหลังพิธีสารเกียวโตมีประเด็นเรื่องการค้าเข้ามามากขึ้น แต่ประเด็นเปลี่ยนไปเป็นข้อห่วงใยต่อแนวโน้มการมาตรการกีดกันทางการค้ากับเรื่องโลกร้อนอันที่จริงจุดตั้งต้นและแกนหลักของการเจรจาเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องแนวคิด ทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและโลก เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาโลกร้อน ลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาโลกร้อนให้มากที่สุด ซึ่งมีประเด็นเจรจาแตกย่อยเกี่ยวโยงกับเรื่องความเป็นธรรมในการพัฒนา เรื่องสิทธิชนพื้นเมืองกับการจัดการป่า เรื่องสิทธิสตรี เรื่องการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบ และประเด็นต่างๆ อีกมาก โดยมีเรื่องการค้าเป็นหัวข้อหนึ่ง

โจทย์การเจรจาสำคัญที่เกี่ยวโยงกับประเทศไทย เป็นโจทย์ที่ค้างคามาตั้งแต่ก่อนการเจรจาที่ Copenhagen เมื่อปลายปี 2552 คือ เรื่องการร่วมรับผิดชอบลดก๊าซเรือนกระจกของไทย (และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) การไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นนี้ ทำให้ไม่สามารถกำหนดจุดยืนการเจรจาในประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ในประเทศกำลังพัฒนา (REDD) เรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับชาติอย่างเหมาะสม (NAMA) เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซ ฯลฯ

ประเด็นเรื่องเป้าหมายการลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเด็นหลักเรื่องหนึ่งในการเจรจาจัดทำ Post Kyoto Regime เป็นประเด็นที่มีนัยทั้งในแง่การแสดงความร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เป็นการสร้างแรงกดดันต่อประเทศพัฒนาแล้วให้ตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น นอกเหนือจากประเด็นในการเจรจา การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซของไทย (และประเทศกำลังพัฒนา) มีนัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างมาก และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้มาตรการทางการค้ากับเรื่องโลกร้อนที่ประเทศอุตสาหกรรมกำลังผลักดันออกมาใช้ภายใต้กลไกกฎหมายภายในประเทศ

แต่การพิจารณากำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก มีข้อพิจารณาหลายแง่มุม ตั้งแต่เรื่องความพร้อมด้านข้อมูลศักยภาพในการลดก๊าซแต่ละสาขาการผลิต ต้นทุน เทคโนโลยีที่ต้องการ ผลกระทบทั้งในด้านบวกและลบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า ผลกระทบต่อโครงการ CDM ของไทย ความเป็นธรรมของการพัฒนาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นตัวการหลักที่สร้างปัญหาโลกร้อน ฯลฯ นอกจากนี้ หากโยงกลับไปสู่การเจรจาเวทีระหว่างประเทศ ก็มีประเด็นในแง่เงื่อนไขสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วที่ควรดำเนินการก่อน (Pre-condition) เช่น การที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องมีเป้าหมายลดก๊าซสูงขึ้น การถ่ายทอดเทคโนโลยีลดก๊าซให้ประเทศกำลังพัฒนา การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อลดก๊าซหรือการปรับตัวรองรับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ฯลฯ

การกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของไทยมีทางเลือกหลายแบบที่ต้องพิจารณาเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย และคำนึงถึงกรอบการเจรจา Post Kyoto Regime เช่น อาจกำหนดเป็นเป้าหมายลดในระดับประเทศ กำหนดเป็นเป้าหมายแบบสมัครใจ กำหนดเป็นเป้าหมายเฉพาะบางสาขาการผลิต กำหนดเป้าหมายโดยมีเงื่อนไขที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องปฏิบัติก่อน เป็นต้น อย่างไรก็ดี ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องพิจารณากำหนดจุดยืนชัดเจนในเรื่องนี้ แรงกดดันเพื่อหาคำตอบเรื่องนี้มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ แม้ว่าการเจรจาเรื่องโลกร้อนในเวทีพหุภาคีอาจไม่ได้ข้อสรุปยุติในปลายปีนี้ตาม Road Map แต่ประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับการใช้มาตรการทางการค้ากับเรื่องโลกร้อนจากประเทศคู่ค้ามากขึ้น

by ThaiWebExpert