เรื่อง แถลงการณ์ของผู้นำอาเซียนเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอาเซียน....30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ประกาศแถลงการณ์ของผู้นำอาเซียนเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอาเซียน ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในแถลงการณ์ดังกล่าว ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ดังกล่าว ก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

ด้วยเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 5-9 เมษายน 2553 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยในการประชุมดังกล่าว ผู้นำอาเซียนจะร่วมกันประกาศแถลงการณ์ในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของอาเซียน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยืนยันเจตนารมณ์ของอาเซียนต่อการฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกในขณะนี้

กระทรวงพาณิชย์สรุปสาระสำคัญของแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 8 ประเด็นหลัก ดังนี้

(1) ความร่วมมือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนในอาเซียน

(1.1) ส่งเสริมให้มีการติดตามภาวะเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อให้มีระบบเตือนภัยความเสี่ยงและ

ความผันผวนทางการเงินในภูมิภาค

(1.2) เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาคผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคต่าง ๆ ได้แก่

Chiang-Mai Initiative Multilateralisation (CMIMM) , Asian Bond Markets Initiative (ABMI) และ Credit Guarantee Investment Facility (CGIF) รวมถึงการพัฒนาศูนย์เฝ้าระวังของอาเซียน

(1.3) มีส่วนร่วมในการปฏิรูปกฎระเบียบด้านการเงิน โครงสร้าง และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

เพื่อเพิ่มความสมดุลของโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศ

(1.4) ให้การสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินและการคลังเพื่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

และเมื่อภาวะตลาดและแนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นให้มีการทบทวนนโยบายการเงินและการคลังเพื่อให้เอื้อต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

(2) การส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน

(2.1) เร่งสร้างอาเซียนให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ภายในปี 2558

(2.2) ยึดมั่นการดำเนินงานตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint)

ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้

(2.3) มุ่งดำเนินการตามความตกลงต่างๆ ที่ได้ลงนามไว้กับประเทศคู่เจรจา โดยผลักดันให้มีความ

ร่วมมือและการหารือกับประเทศคู่เจรจา เพื่อหาแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายของความตกลงร่วมกัน

(2.4) หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน เพื่อคงไว้ซึ่งการเปิดเสรี

การค้าตามนโยบายขององค์การการค้าโลก

(2.5) สนับสนุนแถลงการณ์ของผู้นำ G-20 (The G-20 Leaders’ statement) ในการประชุมสุดยอดที่

เมืองพิสเบิร์ก เมื่อเดือนกันยายน 2552 และปฏิญญาผู้นำเอเปค (APEC Leaders’ Declaration) ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 โดยเฉพาะในเรื่องความสำคัญของการสรุปผลการเจรจารอบโดฮา การต่อต้านการใช้มาตรการป้องกัน และการจัดทำแผนเร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

(3) การสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

(3.1) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนการเชื่อมโยงกันในภูมิภาค

(3.2) ให้จัดทำแผนแม่บทเรื่องการเชื่อมโยงกันของอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity) และสนับสนุนให้ประเทศคู่เจรจาที่สนใจให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนแม่บทดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วมด้วย

(3.3) สนับสนุนให้มีการจัดสรรเงินให้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อภูมิภาค โดยดำเนินการภายใต้กลไกการกู้ยืมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน (ASEAN Infrastructure Financing Mechanism : AIFM) และขอให้ประเทศสมาชิกศึกษาเครื่องมือทางการเงินและนโยบายที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน (ASEAN Infrastructure Fund) เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค

(3.4) มอบหมายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียนรัฐมนตรีด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศอาเซียน และรัฐมนตรีด้านพลังงานอาเซียน ดำเนินการเชื่อมโยงเครือข่ายในด้านต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

(3.5) ให้สรุปผลและรับรองแผนยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งอาเซียน (ASEAN Strategic Transport Plan : ASTP) และแผนแม่บทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ASEAN ICT Master Plan) ในช่วงปี 2554-2558 รวมทั้งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงาน (ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation : APAEC) ในช่วงปี 2553-2558 เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงกันในภูมิภาค

(3.6) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาค อาทิ เขตเศรษฐกิจอาเซียนตะวันออก บรูไนฯ – อินโดนีเซีย - มาเลเซีย – ฟิลิปปินส์ (Brunei – Indonesia – Malaysia – Philippines East ASEAN Growth Area : BIMP- EAGA) เขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle:IMTGT) และความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong-Sub-region:GMS) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญต่อการส่งเสริมการรวมกลุ่มในภูมิภาค

(4) การส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

(4.1) สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สมดุลมากขึ้นและเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วม และเพิ่มศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล นวัตกรรม และระบบเศรษฐกิจแห่งการเรียนรู้ รวมถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

(4.2) ร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ภาวะโลกร้อน บนพื้นฐานความรับผิดชอบที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถของแต่ละประเทศ

(4.3) ขอให้ประเทศพัฒนาแล้วให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในด้านการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างขีดความสามารถ และขอให้ทุกประเทศหลีกเลี่ยงการใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมโลกมาสร้างเป็นเงื่อนไขกีดกันทางการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศกำลังพัฒนา

(4.4) ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลงทุนเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความหลากหลายและภูมิคุ้มกันให้แก่เศรษฐกิจ

(4.5)ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตบนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

(4.6) ร่วมกันแก้ไขปัญหาความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคมและความยากจนในภูมิภาคโดยจัดทำและดำเนินงานตามแผนงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (Millennium Development Goal (MDG) และยืนยันเจตนารมณ์ในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการบรรลุเป้าหมาย MDG ในอาเซียน ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการประสานงานและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

(4.7) เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันและความร่วมมือกับภูมิภาคอื่นๆ อาทิ ความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง รวมถึงการสนับสนุนให้ประเทศคู่เจรจาของอาเซียนมีส่วนร่วมในความร่วมมือดังกล่าวเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสมาชิกแต่ละประเทศและภูมิภาค

เรื่อง เอกสารสำคัญที่จะมีการลงนามหรือรับรองในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง...30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบเอกสารสำคัญที่จะมีการลงนามหรือรับรองในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 6-9 เมษายน 2553

1.1 ร่างแถลงการณ์อาเซียนว่าด้วยการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.2 ร่างพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของกฎบัตรอาเซียน

1.3 ร่างแนวทางในการพิจารณาการภาคยานุวัติสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2519

1.4 ร่างแผนการสื่อสารสำหรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

1.5 ร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมประสานงานด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน

รวม 5 ฉบับ

2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมลงนาม หรือรับรอง ร่างเอกสารในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการต่างประเทศเสนอว่า

1. สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 6-9 เมษายน 2553 ที่กรุงฮานอย โดยในระหว่างการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะร่วมลงนาม รับรอง และให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ

2. กระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาเอกสารสำคัญที่จะมีการลงนามหรือรับรองในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 6-9 เมษายน 2553 แล้วมีความเห็นดังนี้

2.1 ร่างแถลงการณ์อาเซียนว่าด้วยการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่างแผนการสื่อสารสำหรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมประสานงานด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของประเทศสมาชิกที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมทั้งเพื่อวางแนวทางการดำเนินงานและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน โดยไม่มีการลงนาม จึงไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศเห็นควรขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในเชิงนโยบายก่อน

2.2 ร่างพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของกฎบัตรอาเซียนเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ฯ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภาพิจารณาและที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 และต่อมาคณะผู้เชี่ยวชาญระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียนได้ดำเนินการยกร่างแล้วเสร็จ และจะเสนอให้รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงขอเสนอร่างพิธีสารฯ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการลงนาม และเมื่อลงนามแล้วจักได้เสนอเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาก่อนดำเนินการให้สัตยาบันต่อไป

2.3 ร่างแนวทางในการพิจารณาการภาคยานุวัติสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2519 มีสาระสำคัญกำหนดระดับชั้นความสำคัญของรัฐต่างๆ ซึ่งอาเซียนจะรับพิจารณาการภาคยานุวัติสนธิสัญญาฯ อีกทั้งกำหนดการใช้หลักการระงับการพิจารณาอย่างยืดหยุ่น จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเห็นควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนการรับรองตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4(7)

สาระสำคัญของเรื่อง

1. เอกสารที่นายกรัฐมนตรีจะร่วมให้การรับรอง จำนวน 1 ฉบับ คือ ร่างแถลงการณ์อาเซียนว่าด้วย

การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีสาระสำคัญเรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งหมดดำเนินการเพื่อบรรลุฉันทามติในความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทั้งนี้ อาเซียนสนับสนุนให้รัฐภาคีทั้งหมดมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือต่อไปเพื่อจัดทำข้อกำหนดที่เหมาะสม ซึ่งจะสรุปในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 16 และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารโตเกียว สมัยที่ 6 ในเดือนธันวาคม 2553

2. เอกสารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะร่วมลงนาม จำนวน 1 ฉบับ คือ ร่างพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทของกฎบัตรอาเซียน ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดกลไกและขั้นตอนที่เหมาะสมที่อาเซียนจะดำเนินการเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก อันเนื่องมาจากกฎบัตรอาเซียนและความตกลงต่าง ๆ ของอาเซียน ได้แก่ การใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม และกระบวนการอนุญาโตตุลาการ

3. เอกสารที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะร่วมรับรอง จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

(1) ร่างแนวทางในการพิจารณาการภาคยานุวัติสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ.ศ. 2519 เป็นแนวนโยบายที่ตกลงกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อใช้พิจารณาคำขอของประเทศนอกอาเซียนหรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่จะเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาฯ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้ขอและให้ใช้หลักการระงับการพิจารณาอย่างยืดหยุ่น (flexible moratorium) เพื่อเป็นการชะลอการขยายสมาชิกภาพของสนธิสัญญาฯ โดยจะไม่มีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาฯ แต่อย่างใด

(2) ร่างแผนการสื่อสารสำหรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นแนวทางในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมต่อสาธารณชนในลักษณะเดียวกับแผนประชาสัมพันธ์ของประชาคมการเมือง- ความมั่นคงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้ว โดยมีเป้าหมายในการประชาสัมพันธ์งานในเสาสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียนเพื่อยกระดับความร่วมมือไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ แผนการสื่อสารมีเนื้อหากำหนดกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารความท้าทายในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือที่จำเป็นในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรและแบ่งความรับผิดชอบในการจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพื่อการสื่อสาร

(3) ร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมประสานงานด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นเอกสารที่มีสาระสำคัญกำหนดบทบาท หน้าที่ องค์ประกอบ กำหนดการจัดประชุม และการรายงานผลการประชุมของการประชุมประสานงานด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนให้ดำเนินการต่อไปเพื่อเป็นกลไกในการสนับสนุนงานของคณะมนตรีประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนในการติดตามความคืบหน้าและประสานความร่วมมือในการดำเนินการตามแผนงานของคณะมนตรีฯ

เรื่อง การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์....30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

1. อนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยและ

กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และนำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อให้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่นเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจตามข้อ 1 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ขอให้ ผู้ลงนามใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี และรัฐสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง (โดยที่มาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติให้ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติตามข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ในประเด็นนี้จึงอาจจะขัดรัฐธรรมนูญฯ)

3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่นเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจตามข้อ 1

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

1. ฟิลิปปินส์ผูกพันสินค้าข้าวภายใต้ AFTA ไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง มีอัตราภาษีปัจจุบันร้อยละ 40 ไปจนถึงปี 2012 (2555) ซึ่งตามข้อผูกพันฟิลิปปินส์จะต้องเจรจาอัตราภาษีสุดท้ายว่าจะลดเหลือเท่าใด โดยในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ระหว่างวันที่ 13-14 สิงหาคม 2552 ณ กรุงเทพมหานคร ฟิลิปปินส์ยื่นข้อเสนอตารางการลดภาษีสินค้าข้าว โดยขอคงอัตราร้อยละ 40 ในปัจจุบันไว้จนถึง ณ วันที่ 1 มกราคม 2015 (2558) จึงจะลดลงเหลือร้อยละ 35 ซึ่งไทยได้แจ้งต่อที่ประชุมในเบื้องต้นว่ายังไม่สามารถตกลงได้ และต้องนำกลับมาพิจารณาต่อไป

2. กระทรวงพาณิชย์ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) แล้วมีมติว่าไม่สามารถรับข้อเสนอการลดภาษีของฟิลิปปินส์ได้ และจะยังไม่ให้สัตยาบันความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) จนกว่าฟิลิปปินส์จะปรับปรุงการลดภาษีและหากฟิลิปปินส์ไม่สามารถปรับปรุงแผนการลดภาษีของตนได้ ต้องเจรจาให้ฟิลิปปินส์ชดเชยโดยการนำเข้าข้าวจากไทยจำนวน 367,000 ตัน (เท่ากับปริมาณนำเข้าจากไทยเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลัง) จำแนกเป็นข้าวคุณภาพดี 50,000 ตัน บวกข้าวคุณภาพต่ำอีก 317,000 ตัน ตามที่ไทยเสนอไว้

3. ไทยและฟิลิปปินส์ได้มีการหารือจนสามารถสรุปร่างบันทึกความเข้าใจเรื่องข้าวระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ และโดยที่ไทยเป็นประเทศที่เหลือเพียงประเทศเดียวที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement ATIGA) ซึ่งได้ลงนามไปตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศไทย ทำให้จนบัดนี้ความตกลงฯ ดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งล่าช้าไปกว่ากำหนดเดิมมาก เนื่องจากไทยต้องสรุปผลการจัดทำบันทึกความเข้าใจเรื่องข้าวระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์เพื่อให้ฟิลิปปินส์ชดเชยกรณีฟิลิปปินส์ชะลอการลดภาษีข้าวก่อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ในสินค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

1. ฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวทั่วไปจากไทยในปริมาณ 367,000 ตันต่อปีซึ่งถือเป็นปริมาณขั้นต่ำที่ฟิลิปปินส์จะนำเข้าจากไทย เว้นแต่กรณีที่ราคาข้าวในตลาดโลกและ/ หรือผลผลิตภายในประเทศทำให้ฟิลิปปินส์ไม่สามารถรักษาระดับการค้าข้าวดังกล่าว และหากฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าข้าวคุณภาพดี ฟิลิปปินส์ต้องให้ความสำคัญ (priority) กับการนำเข้าข้าวคุณภาพดีจากไทย จำนวน 50,000 ตันซึ่งนับรวมอยู่ในปริมาณ 367,000 ตันด้วย

2. แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านอาหารแห่งชาติของกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ กับกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย เกี่ยวกับการค้า การบริโภค และราคาข้าว

3. จัดตั้งกลไกในการหารือเพื่อปรับปรุงการค้าข้าวระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. อำนวยความสะดวกด้านการเชื่อมโยงทางธุรกิจโดยตรงระหว่างผู้ส่งออกข้าวและผู้นำเข้าข้าวของสองประเทศ

5. บันทึกความเข้าใจมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ลงนามและสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2557

เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปี 2552/53 รอบที่ 2 ครั้งที่ 1....30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการ “การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปี 2552/53 รอบที่ 2” ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

วท. รายงานว่า

1. วท. ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมและการจัดทำแผนที่พื้นที่เพาะปลูกข้าวปี 2552/53

รอบที่ 2 โดยดำเนินการแล้วเสร็จครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง 14 จังหวัด พร้อมทั้งจัดทำเป็นแผนที่แสดงพื้นที่เพาะปลูก มาตราส่วน 1: 25,000 (digital map) ลงรายละเอียดระดับตำบล โดยแบ่งตามระวางแผนที่ของกรมแผนที่ทหารและรายงานข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวเป็นรายจังหวัด อำเภอ และตำบล ตามลำดับ และได้จัดส่งข้อมูลให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2553

2. จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวปี 3553/53 รอบที่ 2 และระบบแสดงแผนที่ทางอินเทอร์เน็ต โดยได้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลสำหรับโครงการ มีข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมที่ใช้ในโครงการ ข้อมูลพื้นที่ และแผนที่แสดงพื้นที่ปลูกข้าว พร้อมทั้งพัฒนาระบบเรียกดูข้อมูลแผนที่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Web Map Service : WMS) เพื่อให้หน่วยงานร่วมโครงการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกดูข้อมูลแผนที่ผ่านอินเทอร์เน็ตได้

3. ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยสั่งถ่ายภาพจากดาวเทียมธีออส เพื่อนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำแผนที่เพาะปลูกข้าวพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก สำหรับรายงานผลภายในปลายเดือนมีนาคม 2553 ส่วนพื้นที่ภาคใต้จะเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน 2553 เพื่อให้สอดคล้องกับฤดูเพาะปลูกและระยะเวลาการขึ้นทะเบียนของแต่ละพื้นที่

4. เนื่องจากระยะเวลาในการดำเนินการจำกัด จึงใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมวิธีการจำแนกเชิงวัตถุ (Object based classification) ร่วมกับแปลตีความด้วยสายตา (Visual interpretation) โดยยังมิได้มีการสำรวจตรวจสอบเพื่อวิเคราะห์และประเมินความถูกต้องในพื้นที่จริง วท. มีแนวทางแก้ไขคือ ร่วมกับหน่วยงานในคณะทำงาน ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมชลประทาน เป็นต้น สุ่มสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ความถูกต้องของผลการแปล มีภาพข้อมูลจากดาวเทียมกำหนดดำเนินการภายในวันที่ 20 มีนาคม 2553 ส่วนงบประมาณดำเนินงานโครงการ วงเงิน 23.7 ล้านบาท อยู่ระหว่างการดำเนินการทำข้อตกลงกับสำนักงบประมาณ

เรื่อง รายงานผลการเข้าร่วมประชุมของศูนย์พัฒนาชนบทแบบผสมผสานสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ CIRDAP...30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเข้าร่วมประชุมของศูนย์พัฒนาชนบทแบบผสมผสานสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ (Center on Integrated Rural Development for Asia and the Pacific : CIRDAP) และเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ให้ กษ. ใช้เงินงบประมาณ ปี 2554 สำหรับบริจาคเงินเข้ากองทุนร่วม จำนวน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 850,000 บาท โดยให้ กษ. เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้ กษ. รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาต่อไปด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการพัฒนาชนบทและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องของศูนย์พัฒนาชนบทแบบผสมผสานสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ CIRDAP (Centre on Integrated Rural Development for Asia and the Pacific) ระหว่างวันที่ 24 - 28 มกราคม 2553 ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ สรุปสาระสำคัญของการประชุมได้ ดังนี้

1. ประเทศสมาชิกของ CIRDAP ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมครบทั้ง 14 ประเทศ (อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน เนปาล อัฟกานิสถาน อิหร่าน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ไทย) โดยมี 9 ประเทศที่ส่งผู้แทนระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม ส่วนอีก 5 ประเทศ ( อินโดนีเซีย พม่า ไทย เวียดนาม ศรีลังกา) ส่งผู้แทนในระดับต่ำกว่าระดับรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีประเทศที่มิใช่สมาชิกเข้าร่วมการประชุมด้วย 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ฟิจิ และญี่ปุ่น

2. ผลการประชุม Executive Committee และ Governing Council

2.1 รับทราบผลการดำเนินงานของ CIRDAP ในด้านการพัฒนาชนบท โดยประเทศอินเดียให้การสนับสนุนในการจัดฝึกอบรม 5-6 โครงการ ประเทศปากีสถาน 2 โครงการ ส่วนประเทศไทยให้การสนับสนุนการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจพอเพียง 1 โครงการ

2.2 มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาทบทวนข้อเสนอเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนบุคลากร เพิ่มอัตราเงินเดือน และเพิ่มค่าบำรุงสมาชิกสูงเกินไป รวมถึงข้อเสนอที่ขออนุมัติงบประมาณประจำปี 2553-2554 สูงเกินไปด้วย ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้จ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2553-2554 ในวงเงินเท่ากับปีงบประมาณที่ผ่านมา (2551-2552) โดยไม่ให้เรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาชิกเพิ่มขึ้น

2.3 ขอให้ประเทศสมาชิกที่ยังไม่ได้บริจาคเงินเข้ากองทุนภูมิภาค (รวมทั้งประเทศไทย) พิจารณาการบริจาคโดยขอให้แจ้งจำนวนเงินที่จะบริจาคให้ฝ่าย Secretariat ของ CIRDAP ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ซึ่งกำหนดให้บริจาคอย่างน้อย ประเทศละ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประเทศที่บริจาคแล้วมี 4 ประเทศ คือ บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน และฟิลิปปินส์)

2.4 ขอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาความเหมาะสมในการเปลี่ยนกระทรวงที่ทำหน้าที่ประสานงานกับ CIRDAP จาก กษ. เป็นกระทรวงที่รับผิดชอบในการพัฒนาชนบท

2.5 ขอให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศร่วมกันบริจาคเป็นเงิน หรือสิ่งของ สำหรับการก่อสร้าง หรือตกแต่งศูนย์ประชุมนานาชาติที่สำนักงานใหญ่ของ CIRDAP เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้ บังกลาเทศเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคาร จำนวน 2.118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินเดียสนับสนุนการติดตั้งระบบ IT แต่ยังขาดงบประมาณในการก่อสร้างและการตกแต่งศูนย์ฯ อีกประมาณ 670,000 ดอลลาร์สหรัฐ

3. ผลการประชุม Policy Dialogue on Sustainable Rural Livelihood

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ สภาพการดำรงชีวิตของชาวชนบท ภาพรวมของนโยบายการพัฒนาชนบทของประเทศสมาชิก แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชนบท การเข้าถึงพื้นที่ทำกินและทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ของชาวชนบท และแนวทางการปรับบทบาทของ CIRDAP ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์

4. ผลการประชุม Ministerial Meeting on Rural Development

การประชุมแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ การกล่าวถ้อยแถลง (Statement) ของหัวหน้าคณะผู้แทน และการออกปฏิญญากรุงธากาว่าด้วยการพัฒนาชนบท

4.1 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศสมาชิกได้กล่าวถ้อยแถลง ในเรื่องของนโยบายและกิจกรรมในการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจนในประเทศของตนเอง สำหรับประเทศไทยได้กล่าวเกี่ยวกับนโยบายขจัดความยากจนของรัฐบาล โดยเน้นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และมาตรการประกันรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงการเสนอแนะให้ CIRDAP ดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ เฉพาะในเรื่องที่เป็นภารกิจโดยตรงและมีความเชี่ยวชาญเป็นด้านหลัก และเพิ่มความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ

4.2 ที่ประชุมได้พิจารณาแก้ไข (ร่าง) ปฏิญญากรุงธากาว่าด้วยการพัฒนาชนบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ภาษาให้ถูกต้องและมีความกระชับมากยิ่งขึ้น โดยไม่เปลี่ยนสาระสำคัญของร่างปฏิญญา ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายและส่วนใหญ่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่แล้ว สำหรับข้อเสนอแนะของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ขอให้เพิ่มคำว่า “politically” หน้าคำว่า “commit” นั้น ที่ประชุมเห็นว่า การระบุคำว่า politically จะทำให้ความหมายแคบลง ประกอบกับหัวหน้าคณะผู้แทนหลายประเทศไม่ใช่ผู้แทนระดับรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมือง ที่ประชุมจึงเห็นว่าไม่ควรใส่คำ politically ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแนะ โดยประโยคสุดท้าย ระบุว่า “เราผูกพันที่จะดำเนินงานตามปฏิญญาผ่านทางประเทศสมาชิก (We commit to the implementation through CMCs)”

5. ข้อคิดเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5.1 ทาง CIRDAP ได้เชิญรัฐมนตรีจากประเทศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ที่มิได้เป็นสมาชิก ประมาณ 15 ประเทศ เข้าร่วมการประชุม โดยคาดหวังว่า จะมีหลายประเทศสมัครเข้าเป็นสมาชิก แต่ปรากฏว่ามีเพียง 3 ประเทศ ที่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุม และไม่ใช่ระดับรัฐมนตรี คือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฟิจิ นอกจากนี้ มีเพียงประเทศฟิจิประเทศเดียวเท่านั้นที่แสดงความจำนงว่าจะสมัครเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า CIRDAP ยังไม่มีบทบาทหรือจุดเด่นเพียงพอที่จะให้ประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งที่ประชุม ทั้ง EC และ GC มีความเห็นร่วมกันว่า ต้องพัฒนาศักยภาพของ CIRDAP Secretariat ให้เป็นเวทีที่มีประสิทธิภาพ

5.2 สาระสำคัญที่ระบุในปฏิญญาฯ เป็นแนวทางกว้าง ๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลท้องถิ่น หรือสถาบันเพื่อการพัฒนาชนบทมีความเข้มแข็ง เพื่อเอื้อต่อการให้บริการด้านพัฒนาชนบท และเพื่อให้ประชากรในชนบทสามารถเข้าถึงทรัพยากร และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

5.3 ข้อเสนอในการเปลี่ยนหน่วยงานระดับกระทรวง (CMC) เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับ CIRDAP จาก กษ. เป็นกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทและรัฐบาลท้องถิ่น คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกระทรวงใดที่รับผิดชอบงานด้านพัฒนาชนบทโดยตรง

5.4 สำหรับการบริจาคเงินโดยสมัครใจเข้ากองทุนภูมิภาค (Regional Cooperation Fund) จำนวน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ เห็นสมควรให้การสนับสนุนตามที่ได้มีการตกลงกัน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการ/กิจกรรมร่วมของประเทศสมาชิก เนื่องจาก CIRDAP ขาดแคลนงบประมาณ ประเทศสมาชิกจึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากขึ้น

5.5 ส่วนการบริจาคเงินเพื่อการก่อสร้าง/ตกแต่งห้องต่าง ๆ ภายในศูนย์ประชุมนานาชาติของ CIRDAP ประเทศไทยอาจสนับสนุนในการตกแต่งห้องใดห้องหนึ่ง ซึ่งจะพิจารณารายละเอียดต่อไป

เรื่อง ขออนุมัติให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง...30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอให้ประเทศไทยให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Cross – Border Transport Agreement : CBTA) จำนวน 3 ฉบับ คือ

ภาคผนวก 7 ข้อบังคับการจราจรและสัญญาณจราจร

ภาคผนวก 9 หลักเกณฑ์เรื่องการอนุญาตผู้ประกอบการขนส่งสำหรับการประกอบการขนส่งข้ามพรมแดน

พิธีสาร 3 โควตาการบริการขนส่งและการออกใบอนุญาต

สาระสำคัญของเรื่อง

คค. รายงานว่า

1. ประเทศไทยได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA) รวมทั้งภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลง CBTA จำนวน 20 ฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างภูมิภาค ซึ่งประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) จะต้องให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารครบทุกฉบับ เพื่อให้ความตกลง CBTA มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

2. คค. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ (ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 25 มีนาคม 2551) ให้ประเทศไทยให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแล้ว จำนวน 11 ฉบับ ที่ประเทศไทยมีความพร้อมก่อน เพื่อที่ประเทศไทยจะสามารถแจ้งความคืบหน้าต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำ GMS ครั้งที่ 3 เดือนมีนาคม 2551 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สำหรับภาคผนวกและพิธีสารฉบับอื่นที่ยังไม่สามารถให้สัตยาบันได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนอยู่ระหว่างการพิจารณาออกกฎกระทรวงและ/หรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุวัติการตามภาคผนวกและพิธีสารดังกล่าว เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ คค. จะเร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการให้สัตยาบันต่อไป

3. คณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านครั้งที่ 2/2552 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2552 มีมติรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามความตกลง CBTA และมอบหมายให้ คค. เร่งจัดการให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลง CBTA จำนวน 3 ฉบับ ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 ในเดือนมีนาคม 2553 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประกอบด้วย

ภาคผนวก 7 ข้อบังคับการจราจรและสัญญาณจราจร

ภาคผนวก 9 หลักเกณฑ์เรื่องการอนุญาตผู้ประกอบการขนส่งสำหรับการประกอบการขนส่งข้ามพรมแดน

พิธีสาร 3 โควตาการบริการขนส่งและการออกใบอนุญาต

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมการขนส่งทางบก กรมทางหลวง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความพร้อมที่จะให้ประเทศไทยให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารดังกล่าว

4. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) พิจารณาแล้วเห็นว่า ภาคผนวกและพิธีสารทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียดของ 1) ข้อบังคับการจราจรทางถนนและเครื่องหมายและสัญญาณการจราจรทางถนน 2) หลักเกณฑ์ในการอนุญาต และความสามารถตลอดจนคุณสมบัติของผู้ประกอบการขนส่งสำหรับการประกอบการขนส่งข้ามพรมแดน และ 3) โควตาการบริการขนส่งและเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตขนส่งทางถนน ดังนั้น จึงไม่น่าเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากส่วนราชการเจ้าของเรื่องสามารถปฏิบัติตามภาคผนวกและพิธีสารทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาทั้ง 3 ฉบับ ก็ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

5. คค. เห็นด้วยกับความเห็นของ กต. ว่าการให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตามที่กำหนดในบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าว

เรื่อง ขออนุมัติจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลก (Expert Working Group Meeting)....30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลก (Expert Working Group Meeting) ในระหว่างวันที่ 26 – 29 เมษายน 2553 ณ กรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมฯ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินไม่เกิน 2,200,000 บาท โดยให้ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2530 ซึ่งการดำเนินงานตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ อยู่ภายใต้คณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) ตามที่บัญญัติไว้ในหมวดที่ 3 ของอนุสัญญาฯ สำหรับราชอาณาจักรไทย การดำเนินงานเกี่ยวกับมรดกโลกอยู่ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นรองประธาน

2. สืบเนื่องจากการประชุมสมัชชาทั่วไปของรัฐภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 17 (17th Session of the General Assembly of the States Parties to the Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ระหว่างวันที่ 23 – 28 ตุลาคม 2552 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างผู้แทนเครือรัฐออสเตรเลีย ผู้แทนประเทศญี่ปุ่น และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เกี่ยวกับการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญมรดกโลก เพื่อหารือกรอบแนวทางการจัดทำบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลกเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 34 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2553 ทั้งนี้ ทส. ได้รับเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลก ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 26 - 29 เมษายน 2553 โดยรัฐบาลเครือรัฐออสเตรเลียและประเทศญี่ปุ่น รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักของผู้เชี่ยวชาญ และรัฐบาลไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่จัดประชุม การสำรวจพื้นที่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม

3. การเป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลก (Expert Working Group Meeting) เป็นโอกาสให้ผู้แทนหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญของไทย ได้ศึกษาเอกสารการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกตั้งแต่เริ่มจัดทำเอกสาร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ทั้งมรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และแนวทางที่กำหนดไว้ในเอกสารการเสนอชื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เรื่อง การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่างครั้งที่ 1 (The 1st Mekong River Commission Summit)...30 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการร่างปฏิญญาหัวหินของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

สาระสำคัญ

ปฏิญญาหัวหินของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มุ่งเน้นการแสดงความมุ่งมั่นซึ่งประเทศภาคีสมาชิกจะร่วมมือกันต่อไป เพื่อให้การใช้น้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทุกประเทศริมฝั่งน้ำ มีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

1. การรับรองความสำเร็จของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งมีการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเป็นองค์กรภายใต้สหประชาชาติ ในนามคณะกรรมการแม่น้ำโขงและคณะกรรมการแม่น้ำโขงชั่วคราว มาสู่องค์กรลุ่มน้ำอิสระระหว่างรัฐบาล ที่ใช้ความรู้เป็นฐาน ซึ่งประเทศภาคีสมาชิกมีระดับความเป็นเจ้าขององค์กรมากขึ้น

2. โอกาสและความท้าทายของภูมิภาค เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความกดดันของการพัฒนา รวมทั้งการขยายตัวทางประชากรศาสตร์และเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศภาคีสมาชิกจะต้องร่วมมือกันต่อไปเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำโขง

3. ประเภทภาคีสมาชิกพึงให้การยอมรับเป้าหมายในวิสัยทัศน์ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และใช้วิธีการปรึกษาหารือกันในการดำเนินการร่วมกัน

4. ประเทศภาคีสมาชิก มีความคาดหวังว่า คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงพึงมุ่งเน้นดำเนินงานตามลำดับความสำคัญของการพัฒนาด้านต่าง ๆ จำนวน 9 ด้าน ได้แก่ 1) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำ 2) การคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงของน้ำท่วม 3) การเดินเรือระหว่างประเทศและการค้า 4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 5) มาตรการปรับปรุงคุณภาพน้ำและการติดตามผล 6) การใช้น้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ความหลากหลายของ สิ่งมีชีวิตในลำน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และป่าไม้ 7) โอกาสและความท้าทายในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานน้ำ และ โครงสร้างพื้นฐานในลุ่มน้ำ 8) ระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรน้ำ 9) การขยายความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาและหุ้นส่วนการพัฒนา

5. ประเทศภาคีสมาชิกให้คำมั่นทางการเมืองระดับสูง เพื่ออนุวัตการดำเนินงานตามความตกลงเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน การให้คำมั่นต่อวิสัยทัศน์คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่จะมีความยั่งยืนทางการเงินโดยการสนับสนุนจากประเทศภาคีสมาชิกภายในปี 2573 และกำหนดให้มีการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่างทุก 4 ปี โดยประเทศภาคีสมาชิกจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ เรียงตามลำดับตัวอักษร

ทั้งนี้ ปฏิญญาหัวหินของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 2553 (MRC Hua Hin Declaration, 2010) เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์เชิงนโยบายและการเมืองที่มิได้มีการลงนาม และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ขณะนี้ร่าง ปฏิญญาฯ ได้ผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว

นโยบายสาธารณะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เขียน: 
ศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
รองศาสตราจารย์ ดร.กอบกุล รายะนาคร
พิมพ์เมื่อ: 
ครั้งที่ 1 มีนาคม 2553

หนังสือ นโยบายสาธารณะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับผลกระทบและความเสี่ยงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของประเทศในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน

สำนักพิมพ์
แผนงานสร้างเสริมการเรียนรู้กับสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ขอนแก่นทำปฏิญญาลดโลกร้อน นำร่องโครงการ "Eco-city"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

รัฐมนตรีวิทย์เผยประเทศไทยอาสาลดก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 10% ในอีก 10 ปีข้างหน้า ระบุปัญหาภาวะโลกร้อนไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐ แต่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมช่วยแก้ปัญหา ด้าน สผ. ดึงขอนแก่นเป็นจังหวัดนำร่องโครงการ "เมืองสีเขียว" หวังเป็นต้นแบบอีโคซิตีในไทย

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) บรรยายพิเศษเรื่อง "การรับมือกับภาวะโลกร้อน : นโยบายประเทศไทย" ในวันแรกของการประชุมวิชาการประจำปี 2553 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.53 ที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ประเทศไทยมีนโนบายในการรับมือและแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้นเมื่อปี 2551 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งมียุทธศาสตร์การดำเนินงานตั้งแต่ปี 2551-2555 ส่วนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2555-2559 ก็มุ่งให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

"แม้จะมีนโยบายและยุทศาสตร์ที่ชัดเจน แต่หน่วยงาน องค์กร และประชาชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ร่วมมือกันปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่วางไว้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อตัวเราเองและลูกหลานในอนาคต ซึ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถช่วยให้เราแก้ปัญหาและปรับตัวสู้กับภาวะโลกร้อนได้ ทั้งในเรื่องของอาหารและพลังงาน" ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 4 ในเอเชีย และเป็นอันดับที่ 23 ของโลก โดยมีจีน และสหรัฐฯ เป็นที่ 1 และ ที่ 2 ของโลก โดยในเวทีของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าประเทศไทยจะอาสาช่วยลดก๊าซเรือนกระจกโดยมุ่งเน้นที่ 2 ประเด็นหลัก คือ เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจาก 6% ในปัจจุบัน เป็น 20% ในปี 2565 และเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยจาก 30% ในปัจจุบัน เป็น 40% ในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสมดุลในธรรมชาติ และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ยังได้รับมอบหมายให้ดำเนินการด้านการวิจัยและพัฒนา การรับเทคโนโลยีจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน พร้อมการนำไปถ่ายทอดสู่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ทุกภาคส่วน เพื่อให้สามารถปรับตัวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้

ด้าน น.ส.อาระยา นันทโพธิเดช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวถึงนโยบายด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องทำ เพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชากรโลก อีกทั้งประเทศไทยยังต้องมีส่วนร่วมในประชาคมโลก หากไม่ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การถูกกีดกันทางการค้า

"ประเทศไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปี 2551-2555 โดยมีพันธกิจหลักเพื่อสร้างความพร้อมในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ให้ความรู้และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกบนฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนดำเนินงานร่วมกับประชาคมโลกในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ" น.ส.อาระยา กล่าว

สำหรับยุทธศาสตร์ดังกล่าวแบ่งได้เป็น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม พันธุกรรมท้องถิ่น และเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังเกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ทั้งในคน พืช และสัตว์ การเฝ้าระวังภัยพิบัติ มีการจัดทำโครงการนำร่อง อีโค-ซิตี (Eco-city) หรือเมืองสีเขียว และมีการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ ระบบนิเวศในเขตเมือง ซึ่งในส่วนของโครงการ อีโค-ซิตี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สผ. ได้เลือกจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดนำร่อง

"จังหวัดขอนแก่นมีความพร้อมที่จะดำเนินการในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาชน ตลอดจนสื่อมวลชน โดยทางจังหวัดได้มีการจัดทำปฏิญญาลดโลกร้อนขึ้นเมื่อต้นปี 2552 และหลังจากนั้น สผ. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการปรับแผนการดำเนินงานตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับท้องถิ่น รวมทั้งสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนในจังหวัดเป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อผลักดันให้จังหวัดขอนแก่นก้าวไปสู่การเป็น อีโค-ซิตี และสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้ต่อไปหลังจากนั้น โดยหวังว่าอีก 2 ปี หลังจากนี้หน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่นจะสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ และมีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น" รองเลขาธิการ สผ. กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ซึ่ง สผ. มีแผนที่จะขยายโครงการ อีโค-ซิตี ไปสู่จังหวัดนำร่องอื่นๆ ในทุกภูมิภาคก่อนที่จะขยายสู่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ แผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกสองประการ คือ การลดก๊าซเรือนกระจกโดยการวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการบูรณาการการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น การเตรียมบุคลากรทั้งในหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน และภาคการศึกษา การเตรียมแผนงาน ฐานข้อมูล เครื่องมือ และการเตรียมตัวเจรจาระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

by ThaiWebExpert