"อภิสิทธิ์" จะได้อะไรจาก World Economic Forum ที่ดาวอส?

ผู้เขียน: 
กาแฟดำ

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าจะไปร่วมประชุมประจำปีของ World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง27-31ม.ค.ศกนี้

เป็นจังหวะที่นายกฯ ไทย จะได้กระทบไหล่กับผู้นำทางการเมือง ธุรกิจ และนักวิชาการทั่วโลกเป็นครั้งที่สอง...เพราะจำได้ว่าครั้งแรกที่คุณอภิสิทธิ์ ไปปราศรัยงานระดับโลกนี้นั้น เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งใหม่ๆ...ยังไม่คล่องแคล่วกับการสร้างโอกาสที่เวทีแห่งนี้

ปีนี้จึงควรที่จะนำ "ภาพลักษณ์" ของไทยไปได้แสดงความโดดเด่น ให้ประจักษ์ในเวทีสากลที่ดาวอส เพราะเป็นโอกาสที่เขาหยิบยกเอาเรื่อง "คิดใหม่ เขียนแบบใหม่ สร้างใหม่" (Rethink Redesign and Rebuild) เป็นหัวข้อใหญ่ของการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องคิดใหม่ สร้างใหม่ เพราะเขามองเห็นสภาวะของโลกกำลังย่ำแย่ ไม่ว่าจำเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเสื่อมทรุดลงตามลำดับ

เขาจึงตั้งหัวข้อสำหรับการประชุมประจำปีที่โด่งดังที่สุดของโลกครั้งที่ 40 นี้ อย่างเป็นทางการ ว่า "Improve the State of the World : Rethink, Redesign, Rebuild."

คนระดับนำมาจากทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ รัฐบาล สื่อสารมวลชน วิทยาศาสตร์ ศาสนา ศิลปะ และเอ็นจีโอ...จึงเป็นชุมนุมของหัวกะทิทุกด้านอย่างแท้จริง

สำนักข่าวยักษ์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นซีเอ็นเอ็น บีบีซี และอื่นๆ มาปักหลักรายงานจากดาวอส อย่างเป็นหลักเป็นฐาน เพราะไม่บ่อยนักที่คนเป็นข่าวระดับนี้ จะมารวมตัวกันที่เมืองหิมะ บนเทือกเขาอัลฟ์ปอันสวยงาม (และหนาวเหน็บ) อย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนี้

อีกทั้งเขายังเน้นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เรียกว่า Web 2.0 ในการส่งเสริมให้การแลกเปลี่ยนแนวคิดทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับการปรับปรุงสภาวะของโลกผ่านชุมนุมออนไลน์อย่างคึกคัก

เหล่าบรรดาผู้นำทางการเมืองจากทั่วโลก ที่มารวมตัวกัน เพื่อนำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวคิดการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางการเมืองอีกทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องถือโอกาสนี้ชักธงไทยให้โดดเด่น เพื่อเรียกความสนใจและความมั่นใจของเวทีโลกกลับคืนมา...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ World Economic Forum แห่งนี้ ออกผลการสำรวจเร็วๆ นี้ ว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีระหว่างประเทศนั้นตกลงไปสองชั้นจากปีก่อนหน้านี้

ผมไม่ทราบว่าคุณอภิสิทธิ์เตรียมจะไปปราศรัย และร่วมเวทีการถกแถลงในหัวข้ออะไรบ้าง แต่เท่าที่เคยไปร่วมประชุมที่ดาวอสมา พอจะเห็นว่าผู้คนที่นั่นจะให้ความสนใจเราก็ต่อเมื่อเรามีอะไรเสนอที่เป็นความคิดเห็นที่น่าสนใจ และความริเริ่มใหม่ๆ

ยิ่งเราเป็นประเทศเล็กที่เขาไม่อาจจะเอาไปพาดหัวเป็นเรื่องใหญ่ได้ การที่ผู้นำจากประเทศไทยสามารถจะ "ชิงพื้นที่ข่าว" และ "เรียกความสนใจ" ของผู้เข้าประชุมได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็จะต้องเสนอความเห็นที่แปลกแยกและโดดเด่นไป จากหัวข้อ "ทั่วๆ ไป" จากผู้เข้าร่วมการสนทนาคนอื่นๆ อีกอย่างน้อย 2 พันคน

คุณอภิสิทธิ์ต้องสามารถใช้ไทยและอาเซียน ตลาดร่วมของ AFTA และรวมกับจีน ที่เปิด "เขตการค้าเสรี" อย่างคึกคัก และจริงจังแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

หัวข้อที่สำคัญประจำทุกปีของ WEF คือ เรื่อง "การพัฒนาที่ยั่งยืน" หรือ sustainable development ซึ่งเป็นที่สนใจของผู้นำหลายๆ ด้าน

หากผู้นำไทยสามารถใช้เวทีนี้ประกาศให้ชัดเจนถึง "แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเป็นรูปธรรม และที่ฝรั่ง จะเข้าใจได้ด้วยรูปแบบที่ง่าย และตรงเป้า สิ่งที่เรียกว่า "Thailand Brand" ก็อาจกลายเป็นหัวข้อโดดเด่นในเวทีสากลแห่งนี้ได้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเราตกอยู่ในสภาพความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายปี หากคุณอภิสิทธิ์ ถือโอกาสนี้ศึกษาขอความรู้แนวคิดว่าด้วยการ "คิดใหม่ ออกแบบใหม่ และสร้างใหม่" จากหลายซอกหลืบของที่ประชุมแห่งนี้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเช่นกัน

และไม่ต้องปฏิเสธความจริง... ใครเขาถามเรื่องการเมืองไทย ก็ตอบตามความเป็นจริง...เพราะในเมื่อคนไทยเองยังมะงุมมะงาหรากับปัญหาในบ้านอยู่อย่างนี้ ก็สมควรที่จะต้องนั่งหาคำตอบให้ได้ ต่อคำถามของคนที่เขาติดตามเหตุการณ์บ้านเรา ว่า

"เมื่อไรเมืองไทยจะกลับมาใช้ปัญญาอันล้ำลึกของตนแก้ปัญหาของตัวเอง"

คนชอบเมืองไทยในต่างประเทศมีอยู่มากมาย เขาต่างก็ลุ้นให้เราฝ่าพ้นวิกฤติอันไร้สตินี้ให้ได้อยู่เหมือนกัน

ส่งคุณอภิสิทธิ์ไปฟังคำถามตรงๆ ของเขา บางทีอาจจะได้แง่คิดอะไรดีๆ กลับมาจากดาวอสก็ได้

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ผู้เขียน: 
ทีมงาน Dlife

คอลัมน์ STORY

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยามนี้มนุษย์ทุกคนกำลังเผชิญกับชะตากรรมที่เราก่อขึ้น

ชะตากรรมที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ

โลก กำลังปวดร้าว เป็นไข้จากแผลอักเสบเรื้อรังที่เราได้สร้างขึ้นมาเนิ่นนาน ถ้าโลกเป็นคนแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะกระดูกกำลังร้าว อุณหภูมิที่สูงขึ้นก็คืออาการไข้ที่เกิดขึ้นจากความบอบช้ำภายในร่างกาย

เอา เป็นว่า ถ้านับจากยุคเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความหนาแน่นของก๊าซเรือนกระจกที่เป็นส่วนสำคัญในการทำลายชั้นบรรยากาศ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โลกของเราร้อนขึ้นนั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชนิดหลักอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีการพบว่าเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3 ส่วน และคาดเดากันว่ามันจะเพิ่มขึ้นอีกจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างฉุดไม่อยู่ถ้าเรา ไม่เห็นความสำคัญของการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหลาย

อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 0.8 องศาเซลเซียสในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีการ

คาดการณ์ว่าอุณหภูมิที่จะเพิ่มขึ้นอาจเป็นไปได้ถึง 6 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นก็หมายความว่าโลกจะร้อนขึ้นพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะเปลี่ยนแปลง

ดังที่ IPCC (คณะ กรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ เพื่อหามาตรการรับมือกับภาวะโลกร้อน เมื่อปี ค.ศ. 1988) พยากรณ์ว่าภายในสิ้นศตวรรษนี้ถ้ามนุษย์ยังทำให้โลกร้อนขึ้นในอัตราเดียวกันกับปัจจุบัน โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส

ถ้าใครอยากรู้ว่าแต่ละองศาที่โลกเป็นไข้นั้นรุนแรงแค่ไหน อ่านสิ่งที่ Mark Lynas รวบรวมไว้ใน Six Degrees จะกระจ่างแจ้ง

แต่สำหรับวันนี้ วันที่โลกกำลังป่วยหนัก

บ้านเราสัมผัสได้เลยว่า อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อยเหลือกำลัง วันนี้ร้อน พรุ่งนี้เย็น

กรมอุตุนิยมวิทยาทำงานหนักมาก เพราะต้องแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ไม่ว่าอุณหภูมิเย็นลง 1-4 องศาเซลเซียส หรือร้อนขึ้น 1-4 องศาเซลเซียสก็ล้วนทำให้เราสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นไข้เหมือนกับโลกได้ทั้งนั้น หากไม่ระวังรักษาสุขภาพ

ที่น่าสนใจคือ ยามนี้หลายคนวิตกกังวลถึงคำทำนายเรื่องโลกแตก หรือสถานการณ์ดังเช่นในภาพยนตร์เรื่อง 2012 หากอากาศยังคงเป็นเช่นนี้หลายคนจินตนาการไปไกลว่า เมืองไทยอาจจะมีหิมะตกเกิดขึ้นจริงตามคำทำนายของโหรดัง โสรัจจะ นวลอยู่ ก็เป็นได้

.............

ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต...ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับไปใช้ใหม่

พูดถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยแล้ว คนคนหนึ่งที่เราต้องจับเข่าคุยด้วยก็คือ ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หรืออาจารย์สิงห์

เขาเป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาปนิกออกแบบอาคารแนวรักษา

สิ่งแวดล้อม เจ้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์จากเศษขยะภายใต้ชื่อ

แบรนด์ OSISU เรียกได้ว่า คร่ำหวอดในวงการดูแลสิ่งแวดล้อมมาพอสมควรทีเดียว

มุมมองของอาจารย์สิงห์ในสภาวะอากาศในตอนนี้ก็คือ...

"ผม ไม่ได้คิดอะไรมากในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในแง่ที่ว่า พอดีผมเพิ่งกลับจากประเทศพม่า ผมไปที่นั่นแล้วมีความรู้สึกว่า ทั้งที่เป็นประเทศที่ติดกัน แถมประเทศของเขายังพัฒนาน้อยกว่าเรามาก แต่คุณภาพอากาศของบ้านเราสู้เขาไม่ได้เลย ทำให้เห็นว่า การที่มีคนอยู่เยอะ บางทีก็ทำให้เกิดปัญหา หากต่างคนต่างอยู่ ไม่ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นความเคยชินไป ซึ่งผมก็รู้สึกงงงวยกับตรงนี้มาก ว่าทำไมบ้านเราค่อนข้างจะละเลยกับปัญหานี้...

...ส่วนเรื่องโลกร้อน มันมีคำศัพท์ที่สำคัญอยู่ 2 คำ นั่นคือ ภาวะโลกร้อน (global warming) กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ตรง global warming อาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ จัดการได้ยากหน่อย แต่ตรงที่เป็น climate change เรา สามารถที่จะจัดการกับมันได้ทันที เพราะนี่คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์โดยตรง ซึ่งสภาวะนี้เกิดขึ้นมาได้สักพักแล้ว ถ้าร่วมมือกันแก้ไขตั้งแต่ตอนนี้ ผลกระทบของมันคงไม่รุนแรงมากนัก"

ในฐานะที่ อาจารย์สิงห์มีส่วนร่วมในการประชุมปัญหาโลกร้อน ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อปลายปีที่แล้ว อาจารย์ได้ขยายความเรื่อง global warming ในอีกมุมมองหนึ่งให้ฟังว่า

"ส่วนในเรื่องของการคาดการณ์ในประเด็นเรื่อง global warming ผม เป็นหนึ่งในตัวแทนจากฝั่งเอเชีย ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมการประชุมปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเกน สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือ มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง นำข้อมูลมาเสนอสื่อมวลชนว่า ภาวะ global warming นั้น ไม่มีอะไร ผมได้ยินแล้วรู้สึกอึ้งเลย เพราะข่าวเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อโลกเราเลย หลายฝ่ายใช้เวลานานเพื่อศึกษาและรณรงค์เรื่องโลกร้อน แต่ข่าวเหล่านี้ทำลายความพยายามที่พวกเขาทำมานานนับ 10 ปีเลยทีเดียว ต่อให้เป็นเรื่องจริง ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปบอกคนบนโลกนี้ว่า เราไม่จำเป็นต้องดูแลโลก"

ในเวทีโคเปนเฮเกน ผมมองเห็นปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญนั่นก็คือ แต่ละประเทศไม่สามารถที่จะร่วมมือกันได้แบบ 100% เพราะ ยังคำนึงถึงผลประโยชน์บางอย่างอยู่ แต่ในแง่ดี ผมก็เห็นถึงความพยายามรักษาสภาพแวดล้อมในหลายส่วนของโลกนั้นมีมากกว่าผมอีก อย่างเช่น ความพยายามช่วงหลายปีที่ผ่านมาในการค่อย ๆ เปลี่ยนระบบจราจร จากการใช้รถยนต์มาเป็นการใช้รถจักรยาน อย่างในโคเปนเฮเกนเอง หรือในนิวยอร์ก ซึ่งเขาพยายามปรับเปลี่ยนให้คนหันมาใช้จักรยานโดยที่คนไม่รู้ตัว

"หรืออย่างการช่วยเหลือคอมมิวนิตี้ด้วยการใช้ศิลปะการแสดง อย่างเช่นที่อังกฤษหรือซูดาน ที่ศิลปินร่วมมือกันทำ ecodevelopment เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้าใจในคนหมู่มากเข้าใจในปัญหาโลกร้อน"

สำหรับวิธีปฏิบัติเพื่อช่วยกันลดโลกร้อนนั้น อาจารย์ได้ให้คาถาดีที่สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า

"ส่วน วิธีการลดโลกร้อนนั้น กฎที่ง่ายที่สุดก็คือ ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับไปใช้ใหม่ ในตอนนี้เราดึงทรัพยากรจากโลกมาใช้เยอะมาก แล้วโลกรักษาตัวเองไม่ทัน เพราะฉะนั้น การใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับไปใช้ใหม่ จึงเป็นการชะลอการใช้ทรัพยากรโลก ถ้าทุกคนสามารถที่จะช่วยกันได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมาก"

ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์..."ผมปั่นจักรยานไปทำงาน 5 ปีแล้ว"

ศิระ ลีปิพัฒนวิทย์ หรือซัน เป็นคนรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่ใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่เห็นได้ชัดก็คือ สมัยเรียนเขาปั่นจักรยานจากบ้านไปเรียนหนังสือ จนปัจจุบันนี้เขายังคงเลือกใช้บริการพาหนะ 2 ล้อนี้ไปทำงาน งานที่เขาทำก็ยังเกี่ยวข้องกับ

สิ่งแวดล้อมอีกเช่นกัน เพราะซันทำงานอยู่ที่มูลนิธิโลกสีเขียว ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่กิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษา

ซันมองภาวะอากาศแปรปรวนในช่วงที่ผ่านมาว่า...

"อัน ที่จริง ปัญหาอากาศแปรปรวนเหล่านี้ อาจจะไม่ใช่ภาวะโลกร้อนเสียทีเดียวก็ได้ เพราะภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่ต้องดูกันในระยะเวลาหนึ่ง เพราะต้องดูองค์ประกอบโดยรวมมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือปริมาณน้ำฝนว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร หากจะมาสรุปแล้วโยนไปว่า 2-3 ปี ที่ผ่านมาอากาศแปรปรวน หรือเราออกไปข้างนอกแล้วรู้สึกว่าแดดร้อน แล้วโยนไปเป็นเรื่องโลกร้อนหมด ก็อาจจะถูกนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งตอบโต้มาได้ แต่ถึงอย่างไร ภาวะอากาศแปรปรวนนี้ เราสามารถมองเป็นสัญญาณเตือนว่า นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมโลกก็ได้"

ส่วนทางฝั่งมูลนิธิโลกสีเขียวนั้น ตอนนี้ก็ก้าวเข้ามาจับประเด็นเหล่านี้อย่างเต็มตัว

"มูลนิธิ โลกสีเขียว ทำงานเพื่อส่งเสริมให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับชีวิตอื่น ๆ โลกไม่ใช่ที่อยู่ของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ถ้ามีแต่มนุษย์ เราเองก็อยู่ไม่ได้ โลกที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของเรา ย่อมต้องเป็นโลกที่สิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่โครงการของมูลนิธิจึงเน้นไปที่พื้นที่ต่างจังหวัด แต่ในช่วงนี้ทางมูลนิธิกำลังเน้นโครงการ "นักสืบสายลม" ซึ่งเน้นทำงานในกรุงเทพฯและเขตเมือง เพราะเราเห็นปรากฏการณ์คนเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าชนบท โดยเฉพาะในช่วงปี 2003-2004 ที่มีการศึกษาแล้วพบว่า ตอนนี้มีมนุษย์อยู่อาศัยในเมืองมากถึง 50% แต่เหมือนกับว่าในเขตเมือง มนุษย์กับ

สิ่ง แวดล้อมไม่สามารถที่จะเชื่อมติดกันได้ ทางมูลนิธิจึงตัดสินใจทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในเมือง โดยเลือกที่จะทำเรื่องคุณภาพอากาศในเมืองก่อนเป็นลำดับแรก"

ส่วนการช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ซันแนะว่า

"ก่อน อื่น คุณต้องอินกับมันก่อน เพราะวิธีการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือประหยัดพลังงานมีมากมายหลายวิธี ไม่ใช่ว่ามีแค่หิ้วถุงผ้า ปลูกต้นไม้ หรือประหยัดน้ำประหยัดไฟเท่านั้น มันยังมีอีกหลายวิธี แต่อย่างว่า ต้องอินกับมันก่อน อย่างตัวผมเอง ผมเลือกที่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทางในชีวิตประจำวัน นอกจากจะไม่ปล่อยคาร์บอนแล้ว ยังสะดวก รวดเร็วกว่าการนั่งรถเมล์เป็นไหน ๆ ไม่ต้องกังวลรถติด หรือจะมีที่จอดรถหรือเปล่า จนถึงวันนี้ก็เข้า 5 ปี แล้วที่หันมาขี่จักรยานเต็มตัว พร้อมทั้งค่อย ๆ ปรับมาใช้ชีวิตที่เขียวขึ้น เช่น เลือกกินอาหารท้องถิ่น ไม่รับถุงพลาสติก ไม่ซื้ออาหารที่ใส่ภาชนะโฟม ปลูกผักกินเองที่บ้าน เข้ามาทำงานในองค์กร

สิ่งแวดล้อม ได้ทำกิจกรรมรณรงค์ ปลูกจิตสำนึกเรื่อง

สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน หรือตามโรงเรียนต่าง ๆ"

ตุนท์ มหาดำรงค์กุล...คิดเล็กก็ช่วยโลกได้

เขา เป็นผู้บริหารที่ดูแบรนด์นาฬิกาดัง ๆ หลายยี่ห้อ แต่ด้านหนึ่งก่อนที่เขาจะมาเป็นผู้บริหารของโทรคาเดโร กรุ๊ป เขาจบทางด้านเกษตรกรรมมา เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์ม อยู่กับธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติเกิดอาการเปลี่ยนแปลง เขาแสดงความคิดเห็นว่า

"ผมคิดว่ามันมีหลายทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศนะ ทฤษฎีเหมือนในหนัง 2012 ก็ใช่ ปัญหาที่เกิดขึ้น โลกมันเป็นของมันอยู่แล้ว จะโลกร้อน หรือ climate change ซึ่งผมก็เชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องคิดกันต่อ

คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้...One man cannot change the world ! ผมว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของกรรม ซึ่งมี 3 ระดับนะ หนึ่งคือกรรมของตัวเราเอง สองคือกรรมของประเทศ และสามคือกรรมของโลก"

...ต่อให้เราไปดูดวงจากหมอดูที่แม่นแค่ไหนว่าเราจะอยู่ได้ 90-100 กว่าปี แต่ถ้าประเทศเราเลี่ยงการเกิด climate change ไม่ได้ เราก็มีสิทธิ์ที่จะโดนผลกระทบ โดยที่เราจะอยู่กับมันอย่างไร ซึ่งเราต้องเอาหลักพุทธเข้ามาช่วยด้วยถึงจะทำให้เราอยู่ได้

สิ่ง ที่ทำได้ตอนนี้ผมว่า เราสามารถช่วยโลกได้จากเรื่องใกล้ตัวของเรานะ อย่างผมก็ติดพฤติกรรมการแยกขยะมาจากเรียนที่ญี่ปุ่น ผมว่าเรื่องนี้เราสามารถทำได้เลย คนเราอย่าคิดใหญ่ ให้คิดเล็ก ๆ เพราะถ้าเราคิดใหญ่เราอาจจะหมดกำลังใจ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำได้ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา และจะทำให้เปลี่ยนแปลงโลกได้เหมือนกัน

"ถ้าถามว่า หากเกิดโลกแตกจริง ๆ ผมจะทำอะไรนะ

เหรอ (ยิ้ม) คงอยู่กับคนที่เรารัก อยู่กับอาหารที่เราชอบ คิดอะไรมากมาย ผมคิดแค่เพียง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คงจะจดจำสิ่งดี ๆ ที่โลกให้กับเราเอาไว้ แต่ผมว่า เรื่องโลกแตกคงจะไม่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้หรอกครับ ตอนนี้แค่เราได้เจอผลกระทบจากอากาศที่เปลี่ยนแปลง การผิดฤดูกาลของฝน ความหนาว ความร้อน ซึ่งผมเชื่อว่า ถึงอย่างไรโลกก็ยังหาทางออกได้ เหมือนเรื่อง 2012 ที่มีเรือโนอาร์ ผมว่าโลกมี

survive หรือมนุษย์ต้องมีวิธีการจัดการได้"

SCG ลุยกรีนโลจิสติกส์เต็มตัว ปีนี้ตั้งเป้าลดปล่อยคาร์บอนมหาศาล

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

จากกระแส การต่อต้านมลพิษ ของประชาชนในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด จนถึงขั้นฟ้องร้องและศาลปกครองสูงสุดได้มี คำสั่งระงับการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ได้สร้างความหวั่นวิตกต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จึงถือโอกาส จัดสัมมนา Logistics Showcase ขึ้น ในหัวข้อ กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาด้าน โลจิสติกส์ที่ยั่งยืน และเชิญ นายชลัช วงศ์สงวน ผู้จัดการพัฒนาและบริหารผู้ขนส่ง บริษัท เครือซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) : SCG มาเป็นวิทยากร

โดย นายชลัช วงศ์สงวน ผู้จัดการพัฒนาและบริหารผู้ขนส่ง บริษัท เครือ ซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) : SCG ได้กล่าวถึงแนวทางพัฒนาศักยภาพบุคลากร ด้านโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระแส green supply chain & logistics ในทศวรรษหน้าของ SCG ว่า ทางเครือได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรตามนโยบาย SD (sustainable development) หรือการพัฒนาที่ยั่งยืนอยู่แล้ว ทั้งนี้ บุคลากรต้องมีความรับผิดชอบต่อองค์กร 3 ส่วนด้วยกันคือ 1.ใส่ ใจชุมชน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เราอยู่ในพื้นที่จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจกับสิ่งที่มากระทบต่อสิ่งแวดล้อม ธุรกิจอยู่ไม่ได้ หากสิ่งแวดล้อมอยู่ไม่ได้ ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนก็มีชาวบ้านยกขบวนเผาโรงงานที่ภาคใต้มาแล้ว หรือปัจจุบันมีการบัญญัติมาตรา 67 ใน กฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมา ให้การลงทุนต่าง ๆ ที่เข้าข่าย ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การลงทุนต่าง ๆ ทำอย่างไรจะไม่สูญเสีย หรือทำไปครึ่ง ๆ กลาง ๆ ต้องพับฐาน

ปัจจุบัน เวลาทำแผนโลจิสติกส์ จะรวมกิจการ จะตั้งโรงงาน หากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องทำแผนบริหารความเสี่ยงไว้รองรับ เพราะจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคตเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น โรงงานอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ต้องระวังเรื่องการปล่อยน้ำเสีย เพราะต่อไปการทำธุรกิจ ลูกค้าจะดูว่าธุรกิจนั้นมีความประพฤติปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมเป็น "green" ไหม ? สินค้าสื่อแค่ไหน อาทิ การประหยัดน้ำ การขนส่ง การนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นต้น

2.ด้านการดำเนินธุรกิจ SCG ยัง มุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบทุกขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจและควบคุมผลกระทบต่าง ๆ ในกระบวนการผลิตให้ดีกว่ามาตรฐานที่หน่วยงานรัฐกำหนด เช่น การทำ TQM (total quality management) ที่เป็นแนวทางในการบริหารขององค์กรที่มุ่งเน้นคุณภาพร่วมกับญี่ปุ่น

3.ด้าน green logistics ต้อง เริ่มต้นจากการบริหารจัดการโลจิสติกส์ การบริหารจัดการพลังงานทางเลือก และสุดท้ายคือ การปรับปรุงเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับงาน ซึ่งการดำเนินการลดการใช้ทรัพยากรของ SCG ที่ผ่านมา จะใช้พาหนะที่ใช้อัตราการบริโภคน้ำมันน้อย เช่น รถไฟหรือเรือในการขนส่งร่วมกับรถบรรทุก ที่ส่วนใหญ่จะใช้รถบรรทุก 18 ล้อที่บรรทุกครั้งละ 30 ตัน ซึ่งการใช้รถไฟ 1 ขบวนจะบรรทุกได้ 900 ตัน ประหยัดน้ำมัน 1.49 ลิตร/ตัน เรือไลเตอร์ 1 ลำบรรทุกได้ 1,800 ตัน ประหยัดน้ำมันได้ 1.28 ลิตร/ตัน บรรทุกสินค้าส่งออกปีละ 7-10 ล้านตัน และขาเข้ามีการบริหารไม่ให้เกิดเที่ยวเปล่า (back hual) ก็จะบรรทุกถ่านหินปีละ 4-5 ล้านตัน

เรื่อง dead head reduction management คือ การบริหารให้รถบรรทุกขนสินค้าทั้งขาไปและกลับ ทำให้ลดการบรรทุกเดินทางโดยไม่ได้บรรทุกสินค้า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำมัน

SCG มีวัตถุดิบและสินค้าที่ต้องขนส่ง ปีละ 30 ล้านตัน ต้องใช้รถวิ่งวันละ 5,000-6,000 เที่ยว ต้องวางแผนตั้งเป้าใช้รถไฟให้มากขึ้น

เรื่อง consolidate management คือ การบริหารการจัดส่งสินค้าย่อย โดยรวบรวมสินค้าของลูกค้าหลายราย ไปรวมกัน ณ ศูนย์กระจายสินค้า ก่อนรวมเที่ยวส่งสินค้าไปยังปลายทาง โดยใช้แนวคิดของ hub and spoke concept และ cross docking concept สามารถช่วยให้จำนวนรถที่ใช้ลดลง รถบรรทุกทำรอบการขนส่งได้มากขึ้น ลดการใช้พลังงานและมลพิษ

ค่าขนส่งที่ลดได้ เฉพาะการรับขนส่งสินค้าให้บริษัทนอกเครือ SCG ปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ประหยัดได้ 5% คิดเป็นเงินไม่ใช่น้อย หากรวมสินค้าในเครือไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ลดได้ 5% ก็มากพอสมควร

สำหรับการบริหารจัดการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ก๊าซ NGV อาจกลับมาฮิตอีกรอบ SCG กำลังศึกษาใช้ NGV และทยอยเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการขยายตัวของสถานีบริการ NGV

ส่วนเรื่องการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงใช้ในงานให้เหมาะสม เช่น การใช้ GPS ตรวจสอบการวิ่งของรถบรรทุกหนัก ห้ามวิ่งเกิน 60 ก.ม./ช.ม. ห้ามวิ่งออกนอกเส้นทาง คิดดูว่าวิ่งวันละ 5,000 เที่ยว ประหยัดน้ำมันได้วันละนิดวันละหน่อย รวมหลายเดือนหลายปีก็มาก

การใช้ RFID ที่ยังไม่แพร่หลาย เพราะราคาต่อชิ้นยังแพง แต่ SCG เอา มาติดกับรถบรรทุกวิ่งเข้าเหมืองถ่านหิน เหมืองหินปูน มาเข้าโรงงาน ข้อมูลมีอยู่ทั้งหมด ข้อมูลรับจ่าย ไม่ต้องเสียเวลาทำเอกสารที่อาจผิดพลาดง่าย และไม่ต้องเสียเวลารอคิวรับสินค้าจากโรงงาน

ภาพโดยรวมของการบริหารจัดการ ปีที่ผ่านมาเปรียบเทียบกับปี 2548-2549 SCG ลดการปล่อยคาร์บอนได้ 3,200 กว่าตัน เท่ากับปลูกต้นไม้ได้ 1 แสนกว่าต้นต่อปี ปีนี้เราตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน ที่เท่ากับการปลูกต้นไม้ได้ปีละ 1.5-2 แสนต้น

ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับการค้าและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้เขียน: 
สกล หาญสุทธิวารินทร์

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนและสังคมตระหนัก และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิต

การค้าสินค้าที่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดอันตรายต่อพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สุขอนามัย และชีวิตของมนุษย์

ปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จากการผลิตสินค้าและทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ที่โด่งดังในเอเชีย คือ เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองมินามาตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พ.ศ. 2499 ในช่วงเวลานั้นชาวเมืองมินามาตะเกิดโรคประหลาด แขนขาบิดงออย่างรุนแรง มีอาการวิกลจริต หลายร้อยคนมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบประสาทจนพิกลพิการและเสียชีวิต ทารกที่เกิดใหม่ก็พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จนมีการศึกษาค้นหาสาเหตุ ก็พบว่าเกิดจากชาวเมืองบริโภคสัตว์น้ำ ปูปลา ที่จับจากทะเลในแถบนั้น ที่ปนเปื้อนน้ำเสียที่มีสารปรอทเจือปนที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งระบายลงสู่ทะเลในบริเวณนั้น มีการเรียกขานความเจ็บป่วยที่เกิดกับชาวมินามาตะดังกล่าวว่า โรคมินามาตะ ซึ่งในที่สุด ศาลฎีกาของญี่ปุ่นก็มีคำพิพากษา ว่า ผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวและรัฐบาลญี่ปุ่นต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบเสียหายที่ชาวมินามาตะได้รับในเรื่องนี้ด้วย

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ก็มีบางประเทศกำหนดมาตรการทางการค้า เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นมานานหลายปีแล้ว มีทั้งที่มีเจตนาแท้จริงที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเจตนาแอบแฝงในการกีดกันการนำเข้ามาตรการทางการค้าที่ต่างประเทศกำหนดขึ้น เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา อันมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยที่น่าสนใจ อาทิเช่น

- มาตรการของสหรัฐในการคุ้มครองปลาโลมา คือ มาตรการที่สหรัฐห้ามนำเข้าปลาทูน่าชนิดครีบเหลือง และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากปลาทูน่าชนิดครีบเหลือง ที่มาจากแหล่งหรือประเทศที่ทำการประมงด้วยอวนล้อมในเขตบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก เพราะสหรัฐอเมริกาต้องการคุ้มครองปลาโลมา และเห็นว่าการจับปลาทูน่าครีบเหลืองด้วยอวนล้อมในเขตดังกล่าว เป็นอันตรายต่อปลาโลมา จึงได้กำหนดมาตรการนี้ขึ้น และเนื่องจากไทยส่งสินค้าปลาทูน่ากระป๋องไปสหรัฐอเมริกามากจึงได้รับผลกระทบด้วย เพื่อแก้ไขปัญหานี้ประเทศไทยจึงต้องออกมาตรการกำหนด ว่า ในการนำเข้าปลาทูน่าชนิดครีบเหลือง ผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือรับรองจากกรมประมงว่าสินค้าดังกล่าวมิได้มาจากแหล่ง หรือประเทศที่ทำการประมงด้วยอวนล้อมในเขตร้อนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกไปแสดงต่อเจ้าพนักงานศุลกากร จึงจะนำเข้าได้ ทั้งนี้ เพื่อแสดงต่อทางการของสหรัฐอเมริกาว่าสินค้าปลาทูน่ากระป๋องที่ไทยส่งไปสหรัฐ มิได้ผลิตจากปลาทูน่าครีบเหลือง ที่จับด้วยอวนล้อมในบริเวณดังกล่าวอันเป็นอันตรายต่อปลาโลมา

- มาตรการของสหรัฐ จับกุ้งต้องไม่เป็นอันตรายต่อเต่า คือ มาตรการที่สหรัฐห้ามนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งที่จับจากทะเลโดยใช้อวนลาก อันเป็นอันตรายต่อเต่าทะเล ยกเว้นประเทศที่ไม่ใช้อวนลากในการจับกุ้ง หรือติดเครื่องมือ ที่เรียกว่า TED (Turtle Excluder Device) ไว้ที่อวน ซึ่งสามารถคัดแยกเต่าที่ติดอวนออกไปได้ ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ไทยไม่สามารถส่งกุ้งและผลิตภัณฑ์ไปสหรัฐได้ แต่ไทยก็ฟ้องสหรัฐต่อองค์การการค้าโลก และชนะคดีเพราะกุ้งไทยส่วนมากเป็นกุ้งเลี้ยงไม่ใช่กุ้งที่จับจากทะเลอันเป็นอันตรายต่อเต่าทะเล

สำหรับประเทศไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาก จะเห็นได้จากได้บัญญัติเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย และเริ่มมีคดีฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองมากขึ้น มีคดีที่สำคัญ คือ คดีที่เรียกว่าคดีมาบตาพุด มีการฟ้องว่ามีการอนุมัติโครงการ และกิจกรรมจำนวน 76 โครงการ ที่ดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุด และบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่มีหลักการว่าการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะได้ประเมินผลกระทบ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และให้องค์กรอิสระให้ความเห็นแล้ว ในคดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณา คือ บทบัญญัติของมาตรา 67 วรรคสองมีผลใช้บังคับทันที หรือต้องรอให้มีการตรากฎหมายกำหนดกฎเกณฑ์การใช้สิทธิและการปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว หรือที่เรียกว่ากฎหมายลูกออกใช้บังคับก่อน ในประเด็นดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า มีผลใช้บังคับโดยทันทีโดยอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 เป็นบรรทัดฐาน

ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 เป็นคดีที่สืบเนื่องมาจากกรณีที่องค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ถูกฟ้องต่อศาลปกครองขอนแก่นว่าดำเนินโครงการก่อสร้างระบบกำจัดขยะมูลฝอย โดยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 56 และ 59 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ศาลปกครองขอนแก่นยกฟ้อง ผู้ฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และยกประเด็นโต้แย้งว่า บทบัญญัติของกฎหมายที่ศาลปกครองขอนแก่นยกขึ้นเป็นเหตุยกฟ้อง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตา 46 วรรคหนึ่ง ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

คดีสู่การพิจารณาและวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนมีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 แล้ว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 3/2552 สรุปได้ว่า มาตรา 56 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองประโยชน์ของรัฐและชุมชนในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 วรรคสอง แล้ว จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ โดยวินิจฉัยครอบคลุมไปถึงสภาพบังคับของ มาตรา 67 วรรคสองด้วย แม้จะไม่มีประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดเสนอให้วินิจฉัยโดยตรงก็ตาม โดยวินิจฉัยว่ามาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีสภาพบังคับได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัตการมาใช้บังคับก่อน ดังนั้น การบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 46 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้อง และเป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 67 วรรคสองด้วย

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 ดังกล่าว จึงเป็นบรรทัดฐานที่ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดใช้เป็นแนววินิจฉัยคดีคุ้มครองสิทธิของชาวมาบตาพุดให้ได้รับการคุ้มครองในเรื่องผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

เชื่อว่าคนไทยให้ความสำคัญและต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ หรือจากคนไทยด้วยกันเอง แต่คนไทยก็ควรต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนโดยปราศจากอันตรายจากสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์ด้วยกันก่อให้เกิดขึ้นมากกว่าการคำนึงแต่ตัวเลขรายได้ที่ได้จากการลงทุน หรือการค้า เพียงด้านเดียว โรคมินามาตะ ก็เป็นบทเรียนที่เห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว หรือเราจะคำนึงถึงแต่ตัวเลขและรายได้ที่ได้จากการลงทุน (ทั้งที่อาจเป็นตัวเลขที่ปั้นแต่งขึ้น) มากกว่าสุขอนามัยหรือชีวิตของคนไทย ให้ถูกหัวเราะเยาะว่าปลาโลมา และเต่าทะเลยังได้รับการคุ้มครองดีกว่าชีวิตคนไทยเสียอีก

บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย : นัยต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ผู้เขียน: 
ผศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้วันนี้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุด นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็ตาม แต่หลาย ๆ ฝ่ายยังคงกังวลว่า การฟื้นตัวจะยั่งยืนมากน้อยเพียงใด และเมื่อใดเป็นเวลาเหมาะสมที่ภาครัฐจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนที่ปัญหาหนี้สาธารณะจะเกิดขึ้น คำถามลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมา บทเรียนจากตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมกลับมีการพูดถึงกันไม่มากนัก ดังนั้น บทความนี้พยายามนำเสนอมุมมองในเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นประเด็นให้วิพากษ์กันต่อไป และหาคำตอบที่ทำให้ประเทศได้ประโยชน์

เมื่อเศรษฐกิจไทยเลือกที่จะเปิดและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากที่ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจะขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก การผลิตสินค้าและบริการของไทยในปัจจุบัน

ไม่เพียงแต่ตอบสนองตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งออกไปต่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่ผลผลิตส่งออกไปต่างประเทศมากกว่าร้อยละ 60 ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลก

การผลิตของโรงงานในไทยจึงชะลอตัวตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่พูดข้างต้นไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่ต้องทำอะไร นั่งรอฟ้ารอฝนให้เศรษฐกิจโลกดีขึ้น เศรษฐกิจไทยก็ดีขึ้นตามไปด้วย แต่โจทย์ที่สำคัญของภาครัฐคือนโยบายใดจะช่วยให้ประเทศไทยตักตวงประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจทั้งขาขึ้นและขาลง

นโยบายหนึ่งคือภาครัฐควรมีส่วนช่วยเหลือภาคธุรกิจให้ชะลอการเลิกจ้าง เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถประกอบกิจการในยุคโลกาภิวัตน์ได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น การชะลอการเลิกจ้างเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ความสามารถการแข่งขันมาจากการสั่งสมทักษะฝีมือแรงงาน ทักษะฝีมือแรงงานนี้แตกต่างจากซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่สามารถเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรและถ่ายทอดได้อย่างสมบูรณ์ หากแต่ทักษะฝีมือแรงงานเกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ทักษะฝีมือของคนงานที่ทำงานขึ้นรูปในโรงงานชิ้นส่วนเกิดจากการทำงานฝึกฝน 3 เดือนอย่างต่อเนื่องจนมีความชำนาญ แต่คนงานกลับถูกเลิกจ้างเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น เมื่อมีโอกาสกลับเข้ามาทำงานในโรงงานอีกครั้ง คนงานก็ต้องเริ่มสะสมทักษะกันใหม่ ดังนั้น ด้วยเหตุที่ทักษะฝีมือแรงงานเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมยกระดับการผลิต (Industrial Upgrading) ภาครัฐจึงควรมีบทบาทช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมให้สามารถรับมือกับความผันผวน

ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้ ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ ยอดการผลิตรถยนต์แต่ละปีมีมากกว่า 1 ล้านคัน กึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทั้งในอาเซียน สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การผลิตรถยนต์ลดลงอย่างมากจาก 150,000 คันในตุลาคม 2551 เหลือ 50,000 คันเท่านั้นในเดือนเมษายน 2552 ผลกระทบดังกล่าวได้ส่งผลไปยังอุตสาหกรรมชิ้นส่วนผ่านเครือข่ายการเชื่อมโยงระหว่างโรงงานประกอบรถยนต์กับโรงงานผลิตชิ้นส่วน ความเชื่อมโยงนี้ยิ่งเหนียวแน่นยิ่งขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมรถยนต์

นำระบบ Zero-inventory หรือ Just-in-time มาใช้ เนื่องจากแผนการผลิตของผู้ผลิตทุกกลุ่มต้องประสานกันตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อคำสั่งซื้อรถยนต์ ไม่ว่าจะมาจากในประเทศ หรือต่างประเทศลดลง คำสั่งซื้อชิ้นส่วนก็ลดลงทันทีชนิดเดือนต่อเดือน เมื่อคำสั่งซื้อลดลง การผลิตและชั่วโมงการทำงานก็ลดลง และการจ้างงานลดลงตามในที่สุด ประเด็นที่น่าสนใจคือเพื่อปรับตัวต่อสู้กับวิกฤต โรงงานเหล่านี้ไม่ได้เลือกวิธีการปลดคนงานเป็นอย่างแรก

การสัมภาษณ์โรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 50 โรงงาน และคนงานทั้งที่ยังทำงานอยู่และที่ตกงานกว่า 90 คน ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน 2552 ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเดือนมิถุนายน 2551-มิถุนายน 2552 แม้ว่าคำสั่งซื้อลดลงเกือบร้อยละ 40 แต่การจ้างแรงงานลดลงประมาณร้อยละ 23 ผลสัมภาษณ์นี้สะท้อนให้เห็นความพยายามของผู้ประกอบการประกอบรถยนต์และผลิตชิ้นส่วนในการชะลอการเลิกจ้างได้ในระดับหนึ่ง สาเหตุหลักที่ผู้ประกอบการชะลอการเลิกจ้างคือความกังวลต่อปัญหาการขาดแคลนคนงานมีฝีมือ ด้วยเหตุที่ทักษะของคนงานได้มาจากการลงมือทำในสายการผลิต อีกทั้งคนงานเหล่านี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ ในตลาดแรงงาน เมื่อผู้ประกอบการไม่ต้องการให้การอบรมและทักษะที่สะสมในคนงานสูญเปล่า ฉะนั้น ก่อนที่บริษัทจะลดการจ้างงาน บริษัทจึงได้พยายามใช้วิธีการอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กัน เช่น การรณรงค์ให้ลดค่าใช้จ่าย และการลดชั่วโมงทำงาน

อย่างไรก็ตาม ความสามารถและความพยายามในการชะลอการเลิกจ้างในแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป โรงงานที่การผลิตต้องพึ่งพาแรงงานทักษะมาก โรงงานเหล่านี้จะพยายามหลีกเลี่ยงการปลดคนงาน โดยการโยกคนงานที่มีอยู่ไปทำอย่างอื่น รวมถึงขอความร่วมมือจากคนงาน เช่น ลดวันทำงาน และจ่ายเงินชดเชยบางส่วน อย่างไรก็ตาม การชะลอการเลิกจ้างยังขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของบริษัท ซึ่งเป็นข้อจำกัดของบริษัทขนาดกลางและเล็กของไทย เพราะบริษัทเหล่านี้มักจะประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดังนั้น แม้ว่าบางบริษัทต้องการรักษาคนงานไว้ แต่เมื่อฐานะการเงินไม่เอื้ออำนวย บริษัทจึงไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจ แม้ว่างานวิจัยนี้จะศึกษาเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่อุตสาหกรรมส่งออกอื่น ๆ น่าจะมีปัญหาลักษณะนี้เช่นกัน

ที่ผ่านมา นโยบายบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของรัฐยังขาดความสมดุล ภาครัฐมุ่งช่วยเหลือคนงานที่ออกจากงานให้มีทักษะและเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น โครงการต้นกล้าอาชีพน่าจะเป็นตัวอย่างที่สำคัญ แน่นอนว่า ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนงานถูกเลิกจ้างจำนวนมาก และมาตรการทำนองโครงการต้นกล้าอาชีพก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ภาครัฐควรดำเนินนโยบายมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการให้รักษาแรงงานที่มีฝีมือของตนไว้ให้ได้ ควบคู่กับนโยบายอย่างต้นกล้าอาชีพ เพื่อทำให้ขบวนการเรียนรู้ไม่หยุดชะงักลง

ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือหากรัฐบาลเลือกใช้นโยบายที่ขาดความสมดุล โดยมุ่งสร้างทักษะใหม่ให้คนที่ถูกเลิกจ้าง อาจจะทำให้ปัญหาอีกด้านหนึ่งรุนแรงขึ้น เพราะนโยบายทำนองโครงการต้นกล้าอาชีพอาจกระตุ้นให้คนงานที่ยังไม่ถูกเลิกจ้าง ตัดสินใจออกจากงานเร็วขึ้น ด้วยแรงงานเหล่านี้หวังได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากมาตรการของรัฐ แม้นโยบายคู่ขนานกับต้นกล้าอาชีพจะเป็นเรื่องที่ต้องการการวิเคราะห์เชิงลึก แต่กรอบทิศทางของนโยบายน่าจะเป็นเพียงการช่วยผู้ประกอบการให้สามารถรักษาแรงงานฝีมือของตนไว้เท่านั้น ไม่ใช่การให้เงินอุดหนุน

ประเด็นหนึ่งที่น่าจะนำมาคิดต่อคือการเข้าถึงสินเชื่อ ในปัจจุบัน สินเชื่อส่วนใหญ่มาจากระบบธนาคารพาณิชย์ บทเรียนจากวิกฤตการเงินของไทยในปี 2540 ทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาจากผลประกอบการรายไตรมาสเป็นสำคัญ แม้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อจะเป็นเรื่องที่ดี เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่ในภาวะที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โอกาสที่ภาคอุตสาหกรรมจะมีผลประกอบการดีทุกไตรมาสคงเป็นเรื่องยาก นอกจากนั้น ภาคอุตสาหกรรมไทยที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านขึ้นไปสู่การพึ่งพาเครื่องจักรและแรงงานที่มีฝีมือมากขึ้น และการยกระดับการผลิตมักจะเกี่ยวข้องกับขบวนการลองผิดลองถูก การวิเคราะห์ผลประกอบการรายไตรมาสอาจทำให้การเข้าถึงสินเชื่อของภาคอุตสาหกรรมเสียเปรียบภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ภาครัฐน่าจะเริ่มพิจารณาการเพิ่มทางเลือกของแหล่งเงินทุน เพื่อให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที แม้ว่าเรื่องดังกล่าวมิใช่เรื่องง่าย แต่เป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่ต้องเริ่มคิดควบคู่ไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่นับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

'เขาพุทธบาทน้อย'นำร่อง จ่ายค่าตอบแทนชุมชนรักษานิเวศ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ระบบนิเวศที่เปราะบางกลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงนำเอาทรัพยากรออกจากแหล่งกำเนิดอย่างกว้างขวาง และมีแนวโน้มจะรุนแรงทุกอนุภูมิภาคของโลก นำไปสู่ความเสื่อมโทรมและสูญเสียสมดุลของธรรมชาติ รวมไปถึงภาวการณ์โลกร้อนที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ในวันที่โลกมีอัตราการสูญเสียระบบนิเวศเร็วขึ้นเรื่อยๆ การทำให้คนทั่วโลกได้รับรู้ เข้าใจ และช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแหล่งอยู่อาศัยของพืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิต เป็นหัวใจสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ที่ผ่านมามีกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนเกิดขึ้นมากมาย ชาวบ้านอุทิศตัวเพื่อดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยไม่มีองค์กรและหน่วยงานใดคอยเป็นฐาน หรือสนับสนุนในการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

จะดีแค่ไหน หากผู้ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาทรัพยากรและระบบนิเวศ ได้รับการชดเชยหรือให้ผลตอบแทน ไปพร้อมๆ กับทรัพยากรที่ยั่งยืน คำถามนี้ จุดประกายให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและร่วมหาแนวทางให้ชัดเจนในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหรือชุมชนให้ดูแลรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่พวกเขาในขณะเดียวกัน ซึ่งแนวคิดนี้เรียกสั้นๆ ว่า PES มาจากคำเต็มว่า Payment for Environmental Services นั่นเอง

ซึ่งขณะนี้ต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจกับแนวคิดดังกล่าว และเป็นที่สนใจขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank, IUCN, WWF รวมทั้งภาคธุรกิจเอกชนที่มีความต้องการจะทำในเรื่องซีเอสอาร์ (Corporate Social Responsibility-CSR) อันหมายถึงความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อสังคม

ในส่วนของประเทศไทย สพภ.ริเริ่มโครงการ PES ภายใต้ชื่อ โครงการนำร่องการจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนเพื่อดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนของการให้บริการทางด้านระบบนิเวศ เขาพระพุทธบาทน้อย จ.สระบุรี ในปี 2553 นี้ พื้นที่นี้ถือเป็นระบบนิเวศป่าเขาหินปูนสวยงามและเปราะบาง มีสัตว์หายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จำนวนไม่น้อย รวมถึงมีสัตว์แปลกๆ ที่แอบซ่อนอยู่ตามพื้นที่เขาหินปูนเหล่านี้ ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ที่สำคัญในพื้นที่มีกิจกรรมอนุรักษ์ชัดเจน และกลุ่มชุมชนเข้มแข็ง

สำหรับเขาพระพุทธบาทน้อย มีเนื้อที่ประมาณ 1,859 ไร่ ระยะทางรอบเขา 11.577 กิโลเมตร มีป่าชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 2 ตำบล คือ ต.สองคอน และ ต.ท่าตูม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตลอดแนวขอบเขามีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านพระพุทธบาทน้อย, บ้านบ่อโศก, บ้านทุ่งแซง และบ้านโป่งค่า-ป่าไม้แดง

รศ.ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และรองผู้อำนวยการ Economy and Environment Program for Southeast Asia ในฐานะนักวิชาการผู้ดำเนินโครงการนำร่องนี้ กล่าวว่า เมื่อระบบนิเวศเสื่อมลง ประโยชน์ที่มนุษย์ได้ก็ลดลง กลายเป็นต้นทุนของสังคม เกิดปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำท่วมน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ความเสียที่หายที่เกิดขึ้นกลายเป็นต้นทุนสังคม และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง แม้แต่กิจกรรมบนบกก็ส่งผลให้ระบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งเสื่อมโทรม

"ชาวบ้านที่เคยมีรายได้จากทรัพยากร รายได้หดหาย แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องมีกลไกชดเชยหรือให้ผลตอบแทน เพื่อให้ชุมชนดำรงชีวิตอยู่รอดได้ และไม่กลายเป็นผู้เสียสละต่อสังคม ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากร"

ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาครัฐของประเทศกำลังพัฒนา อาจมีความลำบากใจ เพราะด้านหนึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเศรษฐกิจ อีกด้านดูแลความเสมอภาค อีกเป้าจะดูแลรักษาฐานทรัพยากร เพื่อจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนยากจน ในแนวคิดของ PES เสนอให้คนอีกกลุ่มหยิบยื่นความช่วยเหลือและจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนที่รักษาทรัพยากร เห็นว่าภาคธุรกิจเอกชนและที่สำคัญ คือ ประชาชนทั่วไป จะมีบทบาทสำคัญช่วยชดเชยให้ชุมชน จึงเป็นที่มาของโครงการนำร่อง PES เขาพระพุทธบาทน้อย เป็นหนึ่งในพื้นที่ระบบนิเวศเปราะบางของไทยและของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"เป็นเขาหินปูนที่มีพืชพรรณหายากอย่าง มะยมผา ปรงสระบุรี บางต้นมีอายุเกือบ 200 ปี แล้วยังมีจันทน์ผา จันทน์แดง ระบบนิเวศเขาหินปูนยังเป็นแหล่งอาศัยของเลียงผา สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ที่เขาพระพุทธบาทน้อยยังพบนกจู๋เต้นเขาหินปูนพันธุ์สระบุรี สัตว์เฉพาะถิ่นอย่างแมงกระดานถ้ำโมงนาที แมงกระดานถ้ำชนิดใหม่ของโลกก็พบบริเวณถ้ำน้ำของเขาพุทธบาทน้อย" รศ.ดร.อรพรรณเผยถึงความสำคัญของระบบนิเวศเขาพระพุทธบาทน้อย

ปัจจุบันเลียงผาเขาพระพุทธบาทน้อยถือเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากมีการล่าของมนุษย์ ส่วนพรรณไม้ป่าตกอยู่ในสถานภาพสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์เช่นกัน เนื่องจากการลักลอบเก็บไปขาย นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้ข้อมูลเพิ่มถึงภัยคุกคาม ขณะนี้ชุมชนเมืองบางส่วน มีความต้องการไม้เพื่อนำไปสร้างบ้านอยู่อาศัยหรือตกแต่งบ้าน เกิดการลักลอบตัดต้นจันทน์ผา และต้นปรงขนลงจากเขามาขาย ราคาสูงสุดถึงหลักหมื่น จึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก หากปล่อยไปตามยถากรรมอาจไม่มีระบบนิเวศเขาหินปูนหลงเหลืออยู่

แหล่งน้ำซับถือเป็นประโยชน์โดยตรงที่ได้จากระบบนิเวศเขาพระพุทธบาทน้อยมากที่สุด น้ำซับที่ผุดขึ้นบริเวณเชิงเขา ชาวบ้านได้นำไปใช้ประโยชน์ทั้งอุปโภคและบริโภค เนื่องจากใต้ภูเขาหินปูนมีถ้ำน้ำจำนวนมากกระจัดกระจาย ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ชุมชนได้ประโยชน์โดยตรงจากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินป่าศึกษาธรรมชาติตามหน้าผาเขา มีกิจกรรมไต่หน้าผาบริเวณสวนสาธารณะบ้านทุ่งแซง รวมไปถึงกลุ่มคนหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาศึกษาดูงานระบบนิเวศเขาหินปูนและพืชสัตว์หายาก ยังมีการศึกษาวิจัยเห็ดหินโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาวนศาสตร์อีกด้วย

ที่ผ่านมาในพื้นที่มีกิจกรรมอนุรักษ์ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทั้งการทำแนวกันไฟบริเวณเขาพระพุทธบาทน้อย โดยใช้เครื่องมือการเกษตรของชาวบ้าน การควบคุมไฟด้วยการชิงเผา โดยใช้น้ำจากเครื่องพ่นยาของชาวบ้าน สำหรับการอนุรักษ์พืชพรรณหายาก ก็มีการเพาะกล้าจันทน์ผาจากเมล็ด ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและปลูกแซมในพื้นที่ที่จำนวนลดลงมาก แล้วยังมีการลาดตระเวนป้องกันการล่าเลียงผา

รศ.ดร.อรพรรณบอกว่า พื้นที่เขาพระพุทธบาทน้อย เป็นตัวแทนของระบบนิเวศเปราะบางเสี่ยงต่อการถูกทำลาย โดยการใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ และพื้นที่ก็ไม่ใหญ่มากนัก กำหนดกลุ่มผู้ได้-ผู้เสียชัดเจน สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเปลี่ยนแปลงต่อคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม และที่เลือกเป็นพื้นที่นำร่อง เพราะมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับฐานทรัพยากรเพียงพอ โดยเฉพาะข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จะสร้างดัชนีชี้วัดประเมินการเปลี่ยนแปลง

ความยากของการศึกษาโครงการนี้ คือ การวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของพื้นที่เขาพระพุทธบาทน้อย คาดว่าต้องใช้เวลาในการศึกษาประมาณ 8 เดือน เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรและคัดเลือกผู้ที่จะดูแลรักษาทรัพยากร หรือผู้ขาย และผู้ได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทน ขอบเขตการศึกษายังมีการกำหนดมูลค่าตอบแทน จะเป็นค่าชดเชยหรือค่าตอบแทนให้กับผู้ที่รับหน้าที่ในการฟื้นฟูและดูแล

"กรณีเขาพระพุทธบาทน้อย ผู้ให้บริการเป็นชุมชน 4 หมู่บ้านที่ล้อมรอบเชิงเขา ผู้ซื้อบริการ ณ ตอนนี้ มีบริษัทเอกชนหนึ่งราย คือ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) แต่ผู้ซื้อบริการอาจไม่จำกัดเฉพาะเอกชน ประชาชนทั่วไปก็ได้ที่เต็มใจจ่าย เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศเขาพระพุทธบาทน้อยให้ยั่งยืน" รศ.ดร.อรพรรณฉายภาพให้เห็นถึงแนวทางทำ PES ในพื้นที่นำร่อง

นอกจากนี้ สิ่งที่จะได้จากโครงการ PES คือ การทำทะเบียนพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ในพื้นที่เกือบ 1,900 ไร่ มีการประเมินสถานะความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ รวมไปถึงการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และแหล่งหากิน โดยเฉพาะแหล่งน้ำสำหรับเลียงผาช่วยให้สัตว์ไม่ลงมาหากินไกล ลดความเสี่ยงในการถูกล่าจากมนุษย์ มีการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพืชหายากทั้งในและนอกพื้นที่ สามารถลดอัตราการสูญพันธุ์ของจันทน์ผาได้ ที่จะได้ยังมีดัชนีตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าวว่า ประโยชน์ที่มนุษย์จะได้รับจากระบบนิเวศนั้นมีมหาศาล ทั้งช่วยลดมลภาวะ กรองน้ำ กรองอากาศ และดินให้สะอาดบริสุทธิ์ สร้างสมดุลของธรรมชาติ ควบคุมโรคและแมลง ลดความรุนแรงของพายุ ควบคุมการพังทลายของดิน ระบบนิเวศยังเป็นแหล่งที่อยู่ของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เป็นที่เก็บรวบรวมวัตถุทางพันธุกรรมที่สำคัญ รวมทั้งเป็นแหล่งขยายพันธุ์และผลิตทรัพยากรชีวภาพ ผลิตอาหาร ยารักษาโรค อย่างแมงกระดานถ้ำที่พบในพื้นที่เขาพระพุทธบาทน้อย ยังไม่มีการศึกษาวิจัย อาจนำดีเอ็นเอมาสกัดเป็นยาก็ได้ ถ้าระบบนิเวศเขาหินปูนหายไปในอนาคต สัตว์ชนิดนี้ก็สูญพันธุ์ ประโยชน์ที่มนุษย์จะได้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ระบบนิเวศจึงเป็นแหล่งความรู้ เติมเต็มให้ชีวิต รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาวิจัย จำเป็นที่จะหาวิธีการหรือมาตรการที่เหมาะสม เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาร่วมดูแลหรือรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางให้ดำรงอยู่ต่อไป ซึ่ง PES เป็นมาตรการหนึ่ง

ประธานกรรมการ สพภ. กล่าวทิ้งท้าย มูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรชีวภาพไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเอาทรัพยากรออกจากแหล่งกำเนิด เพื่อมาสกัดสารเคมี พันธุกรรม หรือมาผลิตสินค้า แต่ต้องสร้างความเข้าใจ สร้างมาตรการป้องกัน ไม่ให้โครงการลงทุนและการพัฒนาต่างๆ ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร การเสนอโครงการนำร่องเกี่ยวกับจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนผู้รักษาทรัพยากรธรรมชาติ จะเป็นหลักประกันความยั่งยืนของระบบนิเวศได้ รัฐอาจจ่ายให้ชุมชนโดยตรง เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศที่สำคัญ ชุมชนจ่ายให้ชุมชน เช่น ชุมชนปลายน้ำจ่ายให้ชุมชนต้นน้ำที่รักษาแหล่งต้นน้ำ หรือภาคเอกชนจ่ายให้ชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศหนึ่ง เพื่อชดเชยในกิจกรรมที่ทำแล้วเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่.

สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง :ในขณะที่นักการเมืองไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประชาชนรากหญ้าว่างเปล่า และไม่ให้ความสนใจ

ผู้เขียน: 
ข่าวจาก www.ipsnews.net แปลโดยจันเพ็ญ รุยันต์

อูกซ์บริด (UXBRIDGE) ประเทศแคนาดา การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลก น่าจะมาถึงจุดวิกฤตภายใน 10 ปี และจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 เพื่อไม่ได้โลกแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่

จากข้อมูลของสถาบันเวิร์ล ว็อท (World watch) ในสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานะของโลกในปี 2009 ถึงโลกที่ร้อนขึ้น ชี้ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่โลกสามารถรองรับได้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะสำเร็จได้นั้น กลุ่มประสังคมต้องมีความเป็นผู้นำ คริสโตเฟอร์ เฟลวิน (Christopher Flavin) ประธานของสถาบันเวิร์ลวอท กล่าวต่อว่า “ ปี 2009 จะเป็นปีแห่งการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” เขากล่าวต่อว่า “มนุษยชาติจะต้องเผชิญกับวิกฤติที่อันตรายถ้าเราทุกคนไม่ช่วยกันเปลี่ยนแปลง”

สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วและอันตรายกว่าเคยคาดคะเนไว้ ดับเบิ้ลยู แอล แฮร์ (W.L Hare) นักวิทยาศาสตร์ รายงานว่า แม้แต่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงแค่ 2 องศาเซลเซียส ก็เป็นปัญหากับการทำงานของร่างกายมนุษย์ ซึ่ง 2 องศาเซลเซียสเป็นตัวเลขที่สหภาพยุโรปคาดเดาว่า จะคงที่อยู่แบบนั้น ซึ่งจะมีผลทำให้สัตว์ หรือพืชบางชนิดสูญพันธ์ได้ และจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงในประเทศกำลังพัฒนา จะทำให้ร้อยล้านคนต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ และจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงกับเมืองที่อยู่ชายฝั่ง เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เราต้องสร้างความร่วมมือนานาชาติ เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ภายในปีนี้

ประชาคมโลกมีประชุมที่กรุงโคเปนเฮเคน (Copenhagen) ในเดือนธันวาคม เพื่อกำหนดสนธิสัญญาข้อตกลงในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองไม่ค่อยมีความกล้าหาญและดูเหมือนว่าจะกลัวความเปลี่ยนแปลง คริสโตเฟอร์ เฟลวิน บอกว่า เอ็นจีโอจะต้องทำหน้าที่นี้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อตกลงนานาชาติที่เป็นจริงและมีความหมาย เขาบอกว่า เอ็นจีโอมีหน้าที่ในการทำให้รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

จากส่วนหนึ่งของหนังสือ เรื่อง Blesses Unrest ซึ่งเขียนโดย พอล ฮอร์เค็น (Paul Hawken) นักธุรกิจและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บอกว่า “กลุ่มประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกหรือองค์กรใหญ่ที่มีทุนมากเป็นร้อยๆล้านจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เขากล่าวต่อกับผู้สื่อข่าวของไอพีเอสว่า “เอ็นจีโอเปรียบเหมือนออกซิเจนที่จำเป็นต่อสังคมในการเจริญหรือปรับสภาพกับการเปลี่ยนแปลง”

กลุ่มประชาสังคมสามารถจัดการในรูปแบบจากข้างล่างสู่ข้างบน ในทุกเมือง ทุกชุมชนและทุกวัฒนธรรม มันคงเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากในการที่เห็นการแสดงออกของผู้คนจากทั่วโลก เพื่อให้ได้มาจากบทสรุปดังกล่าว เอ็นจีโอ คือตัวละครตัวหลักเพื่อให้ได้มาซึ่งสนธิสัญญาหรือข้อตกลงนานาชาติ ในการเขียนนโยบาย และเสนอข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อสาธารณชนและคนที่เขียนนโยบาย

งานสมัชชาสังคมโลก (World Social Forum) ซึ่งเป็นงานที่จัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 9 จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ซึ่งจะเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มประชาสังคมจากทั่วโลกประมาณ 1,000 กลุ่ม มาจาก 130 ประเทศทั่วโลก หัวข้อที่สำคัญในการประชุมครั้งนี้จะมีเรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

พอล ฮอร์เค็น กล่าวต่อว่า “หลายปีที่ผ่านมาเอ็นจีโอ เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคมในขณะที่นักวิชาการหรือสถาบันอื่นยังทำหน้าที่ไม่เต็มที่”

คริสโตเฟอร์ เฟลวิน เชื่อว่า สถาบันเวิร์ลวอท (World watch) และองค์กรเอ็นจีโออื่นๆ เรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกาประเทศ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ ไม่เพียงแค่ให้เห็นด้วยต่อการลดจำนวนการปล่อยปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ แต่จะให้ช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคโนโลยี่ต่อประเทศที่ยากจน

แต่ในขณะที่ประธานาธิบดีซึ่งเพิ่งจะได้รับการเลือกตั้งมาหมาดๆ อย่าง บารัค โอบามา (Barak Obama) ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เขากล่าวต่อว่า “ประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่เข้าใจว่าจะต้องยื่นมือช่วยเหลือประเทศที่ยากจนเป็นเงินจำนวนร้อยๆล้านเพื่อป้องกันป่าไม้ในเขตร้อน ซึ่งผลจากการตัดไม้ทำลายป่าสร้างก๊าซคาร์บอนจำนวน 20-25 เปอร์เซ็นต์ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลก”

คริสโตเฟอร์ เฟลวิน กล่าวว่า ความจริงก็คือ ในขณะที่สาธารณชนต้องการเห็นการปฏิบัติการในเรื่องการแก้ปัญหาดังกล่าว หลายคนยังไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่จำเป็น ในขณะเดียวกันก็มีคนจำนวนน้อยมากที่เข้าใจว่า สิ่งเลวร้ายและอันตรายที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ

โรเบิร์ต อิงเกิลเมน (Robert Engelman) ผู้อำนวยการโครงการ the State of the World 2009 บอกว่า การที่จะทำให้มีข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องการแก้ปัญหาในเรื่องสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะต้องอาศัยพลังแห่งมวลชนและการสนับสนุนจากมวลชนทั่วโลก และจะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนมาสนใจพลังงานทางเลือก ความเป็นอยู่แบบใหม่

พอล ฮอร์เค็น กล่าวว่า “เรื่องสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารกับผู้คน เพราะจะต้องอาศัยการพูดคุยส่วนตัว ในลักษณะของการสื่อสารแบบตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย เมื่อเป็นเช่นนั้น เอ็นจีโอที่ทำงานกับชุมชนจึงสำคัญมากในการจะช่วยให้ผู้คนมีความเข้าใจในเรื่องปัญหาดังกล่าว และสร้างเข้าใจถึงความจำเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น เขากล่าวต่อว่า “งานของเอ็นจีโอ เป็นงานที่ไม่มีอะไรตื่นเต้น เหมือนการเลี้ยงเด็ก เงินเดือนก็น้อย แต่เป็นงานที่สำคัญมากที่คุณสามารถจะพึงทำได้ในชีวิตนี้”

นักวิทย์เจองานหิน ขยายพันธุ์ "บาสตาร์ดกัมวูด" ต้นสุดท้ายของโลก

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ทีมนักวิจัยจากสวนพฤกษศาสตร์เมืองผู้ดี ลงพื้นที่บนเกาะเซนต์เฮเลนา เร่งหาวิธีกู้ชีพพันธุ์ไม้ที่กำลังจะสูญพันธุ์ "บาสตาร์ดกัมวูด" ต้นเดียวที่เหลืออยู่บนโลก ชาวบ้านไม่อยากให้ซ้ำรอย "มะกอกเซนต์เฮเลนา" พืชเฉพาะถิ่นที่สูญพันธุ์ไปแล้วก่อนหน้านั้น

ฟิล แลมดอน (Phil Lambdon) นักพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) สหราชอาณาจักร กำลังพยายามหาวิธีกู้ชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์ให้ต้น "บาสตาร์ดกัมวูด" (Bastard Gumwood) ต้นสุดท้ายของโลกที่กำลังย่ำแย่และอาจจะตายได้ในอีกไม่ช้า

ต้นบาสตาร์ดกัมวูด หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า คอมมิเดนดรัม โรทันดิฟอเลียม (Commidendrum rotundifolium) ต้นนี้เป็นต้นสุดท้ายของพืชในสปีชีส์นี้ที่ยังเหลืออยู่บนโลก ซึ่งนักพฤกษศาสตร์อังกฤษพบต้นไม้นี้บนเกาะเซนต์เฮเลนา (St. Helena) ในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ และอยู่ในสภาพที่กำลังจะตาย จึงเร่งหาวิธีขยายพันธุ์ให้ต้นไม้ต้นนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ทั้งนี้ บาสตาร์ดกัมวูดเป็นพืชที่พบเฉพาะบนเกาะเซนต์เฮเลนาเท่านั้น ซึ่งเดิมเคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อมามีการพบต้นไม้ชนิดนี้เหลืออยู่อีก ในปี 1982 แต่มีเพียงต้นเดียวเท่านั้น และเชื่อว่าเป็นต้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาต้นไม้ต้นนั้นก็ตายลงเพราะโดนพายุซัดกระหน่ำในปี 1986 จนกระทั่งพบอีกต้นที่เชื่อว่าเป็นต้นสุดท้ายของสปีชีส์นี้อีกเช่นกันดังกล่าว

นักวิจัยระบุว่าหากจะรักษาพันธุ์ไม้นี้ให้คงอยู่ต่อไปได้ ต้นบาสตาร์ดกัมวูดจำเป็นต้องได้รับการผสมเกสร เพื่อให้ผลและเม็ดที่จะเจริญไปเป็นต้นอ่อนและเติบโตเป็นต้นบาสตาร์ดกัมวูดต้นใหม่ได้ แต่การทำให้ได้มาซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ของต้นบาสตาร์ดกัมวูดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกแมลงทำลายหรือเกิดการผสมข้ามพันธุ์กับสปีชีส์ใกล้ชิดกันคือ คอมมิเดนดรัม สเพอเรียม (Commidendrum spurium) หรือต้นฟอลส์กัมวูด (False Gumwood) ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง นักวิจัยจึงกางมุ้งคลุมต้นบาสตาร์ดกัมวูดเอาไว้

เนื่องจากเหลือต้นบาสตาร์ดกัมวูดอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น จึงจำเป็นต้องทำให้เกิดการผสมเกสรในต้นเดียวกันเพื่อให้ออกผล แต่เป็นไปได้ยากมากที่จะทำให้ได้เมล็ดพันธุ์

บีบีซีนิวส์รายงานว่า แลมดอนและทีมงานที่เป็นนักอนุรักษ์ในพื้นที่เข้าไปดูแลต้นไม้นี้เป็นประจำทุกวัน พวกเขาใช้พู่กันเล็กๆที่ขนอ่อนนุ่มช่วยในการเก็บละอองเรณู (pollen grain) ของเกสรตัวผู้ของต้นบาสตาร์ด

"ต้นไม้นี้ไม่ยอมผสมเกสรในตัวเอง ซึ่งจะมีเพียง 1 จาก 10,000 ละอองเรณู เท่านั้นที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเพียงเล็กน้อย และถึงจะยอมให้เกสรผสมกันภายในต้นเดียวกันได้ มันเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ทีมงานก็เพียรพยายามกันอยู่ ซึ่งมันก็ช้ามากด้วย" แลมดอน เล่าถึงความยากลำบากในการช่วยให้ต้นไม้สปีชีส์ที่เหลือเพียงต้นเดียวในโลกออกดอกออกผล

นักวิจัยกล่าวต่อว่า ทางเดียวที่จะรู้ได้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหมันหรือไม่ ก็คือนำมันไปปลูก ซึ่ง 99.99% มักเป็นเมล็ดที่เป็นหมัน และไม่เจริญ แต่มันก็เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม แลมดอนกล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นไม้ชนิดนี้ได้ชื่อว่าบาสตาร์ดกัมวูดไม่ใช่เพราะด้วยเหตุดังกล่าว [บาสตาร์ด (bastard) มีความหมายว่า บุตรนอกสมรส] แต่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น และที่จริงก็มีพืชอีกหลายชนิดบนเกาะเซนต์เฮเลนาที่มีชื่อขึ้นต้นว่าบาสตาร์ดเช่นกัน (เช่น Bastard Cabbage tree, the Bastard Bell flower และ the Small Bastard Cabbage tree)

ทั้งนี้ บาสตาร์ดกัมวูดเป็นชื่อตั้งขึ้นโดย จอห์น เบอร์เชลล์ (John Burchell) นักพฤกษศาสตร์ที่เคยมาสำรวจเกาะเซนต์เฮเลนาเมื่อช่วงปี 1806-1810 แต่มีบ้างก็บอกว่าชื่อของต้นไม้ชนิดนี้เป็นชื่อที่มีการเรียกขานกันอยู่แล้วโดยคนในท้องถิ่น

ไม่ว่าความจริงอันเป็นที่มาของชื่อบาสตาร์ดกัมวูดจะเป็นเช่นไรก็ตาม ประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ต่างหวังที่จะให้ความพยายามรักษาและดำรงเผ่าพันธุ์ของต้นบาสตาร์ดกัมวูดประสบความสำเร็จมากกว่า และไม่อยากให้เป็นเหมือนต้น มะกอกเซนต์เฮเลนา (St Helena Olive) ซึ่งเป็นพันธุ์พืชอีกชนิดที่พบเฉพาะบนเกาะแห่งนี้เท่านั้น และสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อปี 2003

อาฟต้า...โอกาส "ทุน" ประเทศไทย "ท่องเที่ยว-เกษตร-อาหาร" ต้องเอาให้อยู่

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน




หลายคนกลัวว่า เมื่อเปิดเสรีการค้าอาเซียน หรือ ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA เมื่อ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา แล้วสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านจะทะลักเข้ามามากมาย เพราะภาษีนำเข้าของไทยลดเหลือ 0% (ยกเว้น 4 สินค้า) และมีคำถามอีกว่า เราจะรับมือกับการเปิดเสรีการค้านี้อย่างไร นี่เป็นโอกาส หรือวิกฤตของประเทศไทยกันแน่ !

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกฎระเบียบและการค้าระหว่างประเทศ ได้มาเล่ารายละเอียดในเรื่องอาฟต้าให้กองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ

นายพรศิลป์ตอบโจทย์เหล่านี้ว่า "การ เปิดเสรีการค้าอาเซียน อยู่ ๆ ไม่ใช่เปิดประตูแล้วน้ำทะลักเข้ามา ไม่ใช่...สินค้าเวลาจะเคลื่อนที่ มันมี ปัจจัยอื่นด้วย ไม่ใช่แค่ภาษี 0% แล้วจะทะลักเข้ามา แน่นอนความกลัวมี แต่เราก็มีเงื่อนไขในการนำเข้า อาทิ ปาล์ม ให้ผู้นำเข้าไม่กี่ราย ต้องนำมาทำไบโอดีเซล เป็นต้น"

ดัง นั้น เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเกษตรที่ไม่ได้คุณภาพเข้ามาปนกับผลผลิตของไทย เกณฑ์มาตรฐานเรื่องความปลอดภัย เรื่องสุขอนามัยต้องทำให้ตรงกัน ประเทศไทยต้อง เตรียมตัวในเรื่องนี้ ไม่ใช่พูดอย่างเดียว ช่วงที่ผ่านมา 1 ปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้กำหนดมาตรฐานสินค้าออกมาแล้ว ว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

"จริง ๆ ควรมีมานานแล้ว แต่เพิ่งมีไม่กี่วัน ออกมาเป็นกะตั้กเลย เป็น emergency management บ้านเราจะเป็นอย่างนี้ ตอนนี้ เมื่อสินค้าจะเข้ามาต้องตรวจสอบ แต่ก้าวต่อไป เราต้องเอา มาตรฐานของเราไปคุยกับ 9 ประเทศว่า การจะนำเข้า ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพราะสุดท้าย อาเซียนจะเป็น 1 รัฐธรรมนูญในเรื่องสุขอนามัย ไม่งั้นก็ต้องตรวจสอบกัน เวลานำเข้า"

ดัง นั้น วิธีแก้ คือต้องทำให้เก่งเท่ากัน นี่คือวิธีขจัดปัญหา เพราะอนาคต ที่นายพรศิลป์เน้นและย้ำ ก็คือสินค้านำเข้าจะไม่หนีภาษีอีกแล้ว แต่จะหนีมาตรฐานคุณภาพสินค้าอย่างแน่นอน

"เมื่อ อาเซียนตกลงกันว่าต้องลดภาษีให้หมด แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ที่เกี่ยวกับสุขอนามัย คงลดไม่ได้ เราต้องพัฒนาขึ้น เราต้องกินของที่ปลอดภัยขึ้น มาตรการที่จะซื้อของเข้มข้นขึ้น ดูแลผู้บริโภคมากขึ้น แม้แต่สิ่งแวดล้อมก็ต้องดูแล ซึ่งลูกค้าเป็นคนกำหนด เราเป็นคนขาย หากไม่ทำ ก็ขายไม่ได้ แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น เรื่องโควตาอาจจะหมดไปได้ แต่เรื่องอื่น ผมว่าคงยัง แต่เราสามารถทำได้ในแง่อาหารปลอดภัย แต่ละประเทศผลิตต่างกัน หากเป็นอาเซียนด้วยกัน ก็ต้องทำให้ เหมือนกัน สินค้าต้องได้คุณภาพ เพราะการตรวจสอบ จะต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ เราไม่ยอม"

เพราะ ฉะนั้น วิธีแก้ คือมาตรการความปลอดภัย มาตรการสุขอนามัยพืช ต้องเหมือนกัน อันนี้เรื่องใหญ่ เขาทำอย่างไร เราทำอย่างไร มาตรการตรวจสอบพืช มาตรฐานห้องแล็บ ต้องเหมือนกันหมด นี่คือวิธีการต้องทำ แต่ต้องใช้เวลามาก ๆ ที่ต้องตกลงร่วมกัน คือการยอมรับร่วมกัน ฮาร์โมไนซ์กัน เหมือนเล่นฟุตบอล กฎต้องเหมือนกัน ซึ่งใช้เวลา 10-20 ปี ต้องปรับทั้งกฎหมาย วิธีการทำ ซึ่งสินค้าเกษตรจะยากสุด อุตสาหกรรมง่ายสุด เพราะสินค้าอุตสาหกรรมไม่ค่อยมีปัญหา เพราะบริษัทข้ามชาติสั่งทีเดียว ก็ทำเหมือนกัน คุมได้หมด แต่สินค้าเกษตรจะยาก แม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ก็คุมไม่ไหว รัฐบาลต้องทำ (มาตรฐาน)

การ เริ่มต้นมาตรฐานพวกนี้จากคอนเซ็ปต์ จากนั้นลงลึกในรายละเอียด เช่น ห้องแล็บ วิธีการตรวจจะแตกต่างกันบางประเทศเครื่องมือไม่ถึง ก็อาจจะหยวน ๆ แต่ของเรามีกฎหมาย PL Law ดังนั้นต้องทำห้องแล็บให้ตรงกันก่อนอาจจะต้องใช้เวลา 5 ปี ต้องปรับกฎหมาย แล้วค่อยมาดูวิธีการตรวจสอบ ต้องดึงตัวอย่างกี่เปอร์เซ็นต์ เก็บตัวอย่างอย่างไร มันต้องมีวิธี ต้องเขียนเป็นไบเบิล ยากที่สุดคือโปรเซส


นอก จากนี้ยังมีถิ่นกำเนิดสินค้า นายพรศิลป์กล่าวว่า เราอาจจะเคยได้ยินการ "สวมโสร่ง" หรือการสวมสิทธิ์ เพราะความไม่สมบูรณ์ในการบังคับใช้เรื่อง ถิ่นกำเนิด ดังนั้นผู้ประกอบการต้องทำให้ได้ เมื่อภาษีในอาเซียนเป็นศูนย์หมด ในอาเซียนต้องกำหนดข้อตกลงร่วมกันว่าต้องมีถิ่นกำเนิดสินค้ากี่เปอร์เซ็นต์ ต้องมี ใบรับรอง วันนี้อาเซียน 10 ประเทศต้องรับรองกันเอง ถ้าไม่ได้ตามกรอบอาเซียน ก็ต้องไปเข้าข่ายเสียภาษีตามกรอบ WTO

"ไทย มีสินค้าเกษตรสวมโสร่งมาก เพราะเรามีการอุดหนุนสินค้าเกษตรสูงเกินไปเข้ามาขายให้รัฐบาล ตรงนี้สำคัญ เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ๆ เพราะเราจัดการไม่เป็น จัดการไม่ดี"

ผม เคยเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตรว่า เมื่อมีกฎเกณฑ์เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรแล้ว ควรจะเดินทางไปหาเขา ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ มันเสียกับเราด้วย ถือกฎระเบียบไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ว่ามาตรฐานเราเป็นอย่างนี้ ของคุณเป็นอย่างไร คุณมาขายให้ผม คุณเจอปัญหาอะไร คุณต้องออกกฎอะไร คุณต้องมี ใบรับรองอะไรบ้าง มันต้องคุยกัน ถึงวันนี้ ผมยังไม่ได้ยินข่าวว่าจะไปโรดโชว์เรื่องนี้ เราต้องทำในเชิงรุก มันจำเป็น การมีกฎระเบียบแล้ว ต้องปะไว้หน้าประตู...ไม่ผิด แต่ไม่ ส่งเสริมการค้า เพราะถ้าสินค้าเข้ามาแล้ว ต้องส่งคืน ความเสียหายมันสาหัสมาก ต้องทะเลาะกัน คนซื้อสินค้าก็อยากได้สินค้า ปัญหาแบบนี้เกิดบ่อยมาก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เพราะ การบังคับใช้กฎหมายมีน้อยมาก

"ผม บอกได้ว่า...คอยดูนะ สินค้าชายแดน ภาษีไม่มีแล้ว มันจะไม่มีหนีภาษี แต่มันจะหนีมาตรฐาน จำไว้ให้ดี คุณคอยดู แปลว่าอะไร...แปลว่าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะหนีเข้ามา จ่ายคันละพันบาท เกิดขึ้นที่ชายแดน อย่างนี้ตายไหม...เราอุตส่าห์ทำสินค้าดี ๆ ส่งออกไปขาย แต่ว่าประตูหลังเราขยะทั้งนั้นเลย มันจะไหวเหรอ ซึ่งประเทศไทยอยู่ท่ามกลางแบบนี้ เพราะฉะนั้น การเปิดเสรีการค้าอาเซียน ทำให้ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนมหาศาลเลย รวมทั้งอาเซียนต้องแก้ให้หมดทั้งระบบ ทุกคนรวมกัน และทุกคนต้องไปค้ากับโลก ดังนั้น ทุกอย่างต้องเหมือนกันหมดในอนาคตข้างหน้าที่ไกลมากเลย สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ส่วนจะเกิดเร็วหรือไม่ อยู่ที่พวกเราจะให้เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย"

ดังนั้นโครงสร้างการผลิตของไทยทั้งระบบต้องเปลี่ยน ผมยืนยันเลย ทำแบบปัจจุบัน ทำไม่ได้ เจ๊งหมดแน่ ๆ ภายใน 5 ปี ผมว่าเหนื่อยเลย เช่น ซื้อมาขายไป ซื้อมาผลิต เอาราคาเป็นหลัก วันนี้ยังเป็นอยู่ พอมีปัญหาโยนให้รัฐบาล แต่ต่อไป ทำไม่ได้แล้ว

ผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นข้อต่อไหนก็ตาม ไม่สำคัญว่า "ใหญ่ หรือเล็ก" ในระบบนี้ แม้ตัวใหญ่ ถ้าล้ม ก็ล้มดังสุด ถ้าจัดการ ไม่ได้ เพราะว่าวัตถุดิบตั้งแต้ต้นจนจบ มีความสำคัญเท่ากันหมด เพราะฉะนั้น ความเก่งของเกษตรต้องเท่ากับผู้ประกอบการคนสุดท้ายที่มีความใกล้ชิดกับตลาด มากสุด อย่างผมเป็นคนส่งออก ผมต้องรู้ตลาดก่อนคนอื่น ถ้าไม่รู้ ก็ไปทำอาชีพอื่นได้เลย ผมต้องส่งข้อมูลข่าวสารลงมาที่ข้อต่อที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เหมือน หนังสือพิมพ์มติชนจะต้องถูกถาม ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ากระดาษคุณเอามาจากไหน ทำลายสิ่งแวดล้อมไปเท่าไหร่ ใช้น้ำไปเท่าไหร่ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ต้องจ่ายภาษีมติชนฉบับละ 5 บาท เรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ แต่อีกหลายปี อย่าประมาท เราต้องบอกคนผลิตกระดาษว่าให้ใช้น้ำน้อยหน่อย คนผลิตกระดาษต้องไปบอกเกษตรกรว่าปลูก ยูคาลิปตัสให้ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อย ๆ หน่อย เป็นต้น 

ถาม ว่าเกษตรกรจะเอาเทคโนโลยี เหล่านี้มาจากไหน ข้อต่อไหนที่เก่งก็ต้องเริ่ม ซึ่งเราคาดหวังว่าข้อต่อไหนที่เก่งก็ต้องเริ่ม รีบทำ เราเชื่อว่าข้อต่อที่ติดกับตลาดที่สุดต้องเก่ง ต้องทำ อย่างคนค้าข้าวที่ซื้อมาขายไป แต่ต่อไปข้างหน้า ข้าวเม็ดหนึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ ต้องไม่มีสารตกค้าง คนที่อยากอยู่ในธุรกิจนี้ต้องบอกข่าวสารถึงเกษตรกรคนสุดท้าย ไม่งั้นจะเอาข้าว คุณสมบัติอย่างนั้นมาจากไหน บางคนจะบอกว่า ไปเอาข้าวเวียดนามมาขาย ไปเถอะ...ถามว่า เวียดนามไม่ต้องทำแบบนี้หรือ ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของเกษตรกรทุกประเทศต้องทำทั้งระบบ มันต้องลงมาเป็นแถว มันเป็นก้างปลาที่ต้องเอาวิทยาศาสตร์ทั้งระบบเข้ามาเสริม ตอนนี้กระทรวงวิทย์และสิ่งแวดล้อมต้องเข้ามาเสริมเป็นกระทรวงเศรษฐกิจแล้ว

ผม มองว่าใครจะมารันรัฐบาล ต้องมาทำแบบนี้ทั้งนั้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ อย่ามาเป็น เป็นไม่ได้ เพราะวันนี้โลกมันเชื่อมโยง จนกระทั่งไม่มีใครมีอำนาจเหนือมันได้ คุณคิดว่าคุณแน่ หรือรัฐบาลไทย ถ้า "เศรษฐกิจ" ทุกคนต้องทำตามโลกสั่งหมด ไม่เชื่อคุณไปค้าขายดู วันนี้เราค้าขายส่งออก ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ เราตอบคำถามรัฐบาลต่างประเทศหมด มันจะให้เราเข้าหรือไม่ ก็อยู่ที่เขา และร้ายไปกว่านั้นเป็นเอกชนเข้ามากำกับเลย ไม่ใช่รัฐบาล โอบามาแล้ว มันกลายเป็นวอล-มาร์ต ถามว่าจริงหรือ จริง...เขามาชี้เลยว่า กุ้งต้องเลี้ยงอย่างไร เขาเอามาตรฐานมาชี้เลย ต้องเลี้ยงอย่างไร ถามว่า มาตรฐานนี้มาจากไหน มาจากวอล-มาร์ต เป็น เซอร์ทิฟิเคตเลย แม้ว่าจะผ่าน FDA ของ สหรัฐอเมริกาแล้ว ยังต้องไปผ่านมาตรฐานของเอกชนอีกที ถามว่า เอกชนของไทยมีความสามารถทำอย่างนั้นหรือไม่ ยังต้องรัฐบาล ๆ อยู่เลย มองไปที่รัฐบาล ง่อยหมดเลย มันต้องปฏิวัติวิธีการคิด

ต่อ ไปนี้ เวลาที่เราพูดเอฟทีเอ ต้องไปเชิญกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาให้หมด นักการเมืองระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นต้องเข้าใจเห็นภาพเดียวกัน เพื่อที่จะเดินไปด้วยกัน

ถ้าถามว่า นี่เป็นโอกาส หรือวิกฤตของประเทศไทยหรือไม่ นายพรศิลป์กล่าวว่า เป็นโอกาสของประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งมี 2 ทางเลือก คือ 1.ไทยสามารถไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้อนวัตถุดิบกลับมาผลิตเพื่อส่งออก หรือ 2.ไป ลงทุนเพื่อผลิตและส่งออกในประเทศนั้น ๆ เลย ส่วนสินค้าบริการ ผมเชื่อว่าเราเก่งกว่า เช่น บริการด้านสุขภาพ เอ็นจิเนียร์ ถ้าจะไปลงทุนเราได้เปรียบ ส่วนอุตสาหกรรมเราเก่งบางอย่าง แต่เราจะไปโปรโมตอย่างไรให้เขามาลงทุนที่เราเยอะที่สุด เราต้องไปเลือกสินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือต่ำ

ผล จากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน สำหรับประเทศไทยแล้ว การปรับโครงสร้างการผลิตต้องเกิดขึ้นแน่นอน ใครคิดได้เร็วจะได้เปรียบ วันนี้จะทำอย่างไรให้บีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน) ต้องวางนโยบายใหม่ โปรโมตการปรับโครงสร้างให้เชื่อมโยงระหว่างวัตถุดิบถึงสินค้าสำเร็จรูปอย่าง มีต้นทุนที่ถูกที่สุด มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ผมยกตัวอย่างข้าว คนค้าข้าว ถ้าต้องการปรับโครงสร้างการผลิตทั้งหมด ต้องคุยกับโรงสี เกษตรกร ต้องจับมาเชื่อมกัน แล้วเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น ลดการใช้น้ำ ลดคาร์บอน โรงสีต้องปรับเครื่องจักรใหม่ การปลูกต้องปรับวิธีการปลูกใหม่ทั้งหมด ทุกอย่างต้องลงทุนใหม่ ต้องใช้เงินลงทุน ทางบีโอไอต้องสนับสนุน อาทิ เรื่องภาษีจะช่วยอย่างไร เพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างนี้ให้ได้ หรือภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ภาคบริการก็ต้องทำแบบนี้ เช่น โรงแรมสีเขียว จะใช้น้ำน้อยลงอย่างไร ทัวร์ ท่องเที่ยว ต้องเน้นสิ่งแวดล้อม มันจะไปในแนวนั้น เป็นต้น"

ผมว่าภาคเกษตรต้องปรับแรงมาก โดยแบ่ง 2 ภาค คือให้เป็นเกษตรผืนใหญ่เพื่อการแข่งขันกับเกษตรผืนเล็กเพื่อความยั่งยืน ต่อไปไม่มีทางที่เกษตรกรมี 50-100ไร่จะเอาเทคโนโลยีมาใช้เอง มันเจ๊ง เพราะไม่มีเงิน ต้องเอาเกษตรกรเหล่านี้มารวมกันเป็นสหกรณ์ 500 ครอบ ครัวมารวมกันทำเป็นบริษัท เอาชลประทานเข้ามา เอาไฟแนนซ์เข้ามา ทำให้เป็นอุตสาหกรรมจริงๆ ต้องใช้เครื่องจักร ใส่ปุ๋ยตามสูตร เอาการบริหารจัดการมาช่วยได้ ทำให้เกษตรกรมีตัวตน จดทะเบียนเกษตรกร ให้เวลา 10 ปี ปรับเป็นแพลนเทชั่นหมด ผมว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ สู้ไม่ได้ เพราะเกษตรอุตสาหกรรมต้องวางแผนใหม่ นี่เป็นโอกาสประเทศไทย...แต่อย่าทำให้เป็นวิกฤตแล้วกัน ส่วนเกษตรกรผืนเล็กที่ทำเพื่อความยั่งยืน จะแบ่งที่ดินออกไปทำเองก็ได้ปลูกพืชพรีเมี่ยม เช่น ผักปลอดสารพิษ เป็นต้น ก็ทำควบคู่กันไปได้

"ผมมองว่า 3 ธุรกิจหลักที่เราต้องเอาให้อยู่ให้ได้ของประเทศไทย คือการท่องเที่ยว การเกษตร และอาหาร 3 สินค้า นี้ต้องเอาให้อยู่ให้ได้ เพราะเรามี "ทุน" อยู่แล้ว ถ้าเอาไม่อยู่ เราลำบาก เพราะอนาคต "อาหาร" เป็นเรื่องของความมั่นคงอย่างหนึ่ง การทำเกษตร อาหาร เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ เราต้องเอาเกษตรไว้ ต้องขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านใน 9 ประเทศ เราต้องทำให้ได้"

ทั้ง นี้รัฐบาลต้องจัดการให้ดี โอกาสมันไปได้ หลายคนอาจจะบอกว่าถ้าพูดอย่างนี้ บ้านเราก็หมดหวัง เพราะนักการเมืองมองแค่ว่า มื้อต่อไปจะกินอะไรดี ไม่ได้มองไป 40 ปีข้างหน้า เขามองไม่เห็น ดังนั้นเอกชนต้องสร้างความแข็งแกร่ง เดินไปเอง เพราะวันนี้โจทย์มันชัดเจนแล้ว

นายพรศิลป์กล่าวว่า อีก 10 ปี ข้างหน้า ในอนาคตกลุ่มประเทศต่าง ๆ จะจัดระเบียบจัดกลุ่มชัดเจนขึ้นกว่านี้ ประเทศไทยอยู่ในอาเซียน อาเซียนอยู่ในญี่ปุ่น อาเซียนอยู่เกาหลี อาเซียนอยู่ในอินเดีย อาเซียนอยู่ในจีน อาเซียนอยู่ออสเตรเลีย รวมกันหมดเป็นแปซิฟิก และมีข้อตกลงการค้าที่บังคับใช้แล้ว ลำพังอาเซียน 10 ประเทศ ไม่มีพลังพอ เงินทุนก็มีไม่มาก เทคโนโลยีไม่มีเลยในกลุ่มนี้ แม้สิงคโปร์ซึ่งแอ็กทีฟที่สุดในการนำเข้าเทคโนโลยี อาทิ เทคโนโลยีเกษตร การจัดการสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การที่จะรวมกับ 6 ประเทศ เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด พอรวมแล้ว พื้นที่กว้างขึ้น มีคนถึง 3 พันล้านคน ครั้งหนึ่งของโลก ตอนนี้ก็มีโอกาส ถ้ารวมกันเป็น 1 แอเรีย ต่อไปข้างหน้า แนวโน้มการค้ามีแรงกดดันสูง เราจะค้าอยู่แถว ๆ นี้

และ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อไปภาษีไม่ใช่ประเด็นแล้ว อย่าไปกลัวมันมาก สิ่งสำคัญสุด คือต้องสร้างศักยภาพการแข่งขัน เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนมาตรฐานการตรวจสอบสินค้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา เป็นการเรียกร้องสินค้าที่ไม่ใช่ราคาแน่นอน แต่เรียกร้องในประเด็นที่จะทำให้สังคมสมดุลแค่ไหน ยั่งยืนแค่ไหน นี่คือไครทีเรียในการเรียกร้อง การซื้อของ และการใช้บริการ จะออกมาในรูปนี้หมดเลย

ดังนั้นกฎระเบียบโลก มันยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สหรัฐกำลังออกกฎเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอน ต้องถูกเก็บภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำไม่ได้ตามเกณฑ์ของเขา ขณะที่กฎการค้าในภูมิภาค ยังมีความยืดหยุ่นมากกว่า

นี่คือความยั่งยืนของธุรกิจ ซึ่งวันนี้กระแส low carbon กำลังมาแรง ไทยเตรียมรับมือกับมันหรือยัง !

 

ตะลุมบอนแก้ปัญหามาบตาพุด "อานันท์ ปันยารชุน" ทำอะไรใน 10 สัปดาห์

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นับตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรม 4 ฝ่ายแก้ไขมาบตาพุด โดยให้นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตลอดระยะเวลากว่า 10 สัปดาห์ กับการประชุมหารือสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์, พุธ, ศุกร์) ใช้เวลาประชุมวันละไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง โดยผลของมติที่ประชุมจะต้องป็นฉันทามติเท่านั้น

โดยนายอานันท์ได้แถลง ถึงผลการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายว่า ในเรื่องของตามมาตรา 67(2) รัฐธรรมนูญ 2550 ขณะนี้คณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้จัดทำแนวทางปฏิบัติครบสมบูรณ์ สร้างความชัดเจน ให้โครงการลงทุนทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการในมาบตาพุด ที่ต้องถูกระงับการดำเนินการตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ให้เป็นกรอบปฏิบัติ เพื่อเดินหน้าโครงการต่อได้แล้ว

ทั้งนี้ กรอบปฏิบัติจะครอบคลุม 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1)การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) 2)การประเมินผลกระทบสุขภาพ (HIA) 3)การรับฟังความ คิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย และ 4)การจัดตั้งองค์การอิสระ โดย 3 ขั้นตอนแรกถูกกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้มีการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2552

ส่วนขั้นตอนที่ 4 การจัดตั้ง "องค์การอิสระ" คณะกรรมการ 4 ฝ่ายมีความเห็นว่า จะต้องจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์การอิสระ แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.องค์การอิสระต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการยกร่างให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ผ่านสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการพิจารณา เป็นต้น ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8-12 เดือน ถึงจะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้โครงการที่ติดปัญหาอยู่ในปัจจุบันเดินหน้าได้ จึงได้ออกแบบการจัดตั้งองค์การอิสระในลักษณะเฉพาะกาลขึ้น โดยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี จัดตั้งคณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ

ซึ่งคณะกรรมการประสานการให้ความเห็นองค์การอิสระ จะทำหน้าที่ประสาน ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา ร่วมจัดตั้ง "องค์การอิสระระดับชาติ" ขึ้น และแจ้งให้ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบเพื่อประกาศจัดตั้งองค์การอิสระระดับชาติ ซึ่งจะใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน หลังจากนั้นองค์การอิสระจะประกาศให้ภาคองค์การเอกชน (NGO) และสถาบันอุดมศึกษาที่มีการจัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ มาจดทะเบียนเป็น "องค์การอิสระย่อย" ภายใต้องค์การอิสระระดับชาติ เพื่อให้ ความเห็นกับโครงการได้ครอบคลุมมากขึ้น

องค์การอิสระเฉพาะกาลนี้จะมีตัวแทนทั้งสิ้น 13 คน โดยประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายองค์การเอกชน (NGO) 6 คน และฝ่ายสถาบันอุดมศึกษา 6 คน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายละเลือกประธานขึ้น 1 คน ซึ่งองค์การอิสระเฉพาะกาลนี้จะอยู่ภายใต้การดูแล และใช้งบประมาณของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปพลางก่อน หลังจากที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ มีการจัดตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแล และการจัดสรรงบประมาณชัดเจนแล้ว สถานภาพขององค์การอิสระเฉพาะกาล และคณะกรรมการประสานการให้ความเห็นขององค์การอิสระก็สิ้นสภาพไปโดยปริยาย

สำหรับการให้ความเห็นโครงการขององค์การอิสระ จะดำเนินการหลังจากที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ภายใต้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาเห็นชอบ รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) กับรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) แล้ว สผ.จะส่งรายละเอียดโครงการ EIA และ HIA ให้กับองค์การอิสระระดับชาติ ให้ความเห็น ภายใน 60 วัน เพื่อเสนอให้กับหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่อนุมัติ/อนุญาต เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นต้น เพื่อพิจารณาการอนุมัติโครงการต่อไป

"ถ้าทำตามกระบวนการที่ได้มีการกำหนดกรอบไว้คงใช้เวลาประมาณ 6-8 เดือน ถ้าหากเร่งรัดก็น่าจะจบสิ้นได้ภายใน 5 เดือน อย่างไรก็ตามแม้ 65 โครงการในมาบตาพุดจบสิ้นแล้ว แต่โครงการทั่วประเทศก็ยังต้องเดินหน้าต่อ องค์การอิสระเฉพาะกาลนี้ก็จะช่วยเป็นกลไกให้โครงการต่าง ๆ เดินหน้าต่อไปได้" นายอานันท์กล่าว

กก. 4 ฝ่ายสิ้นอายุภายในพฤษภาคม
กลายร่างเป็นคณะกรรมการประสานฯ

แม้ว่า กรอบแนวทางปฏิบัติตามมาตรา 67(2) จะจบสิ้นแล้ว แต่ก็ยังเหลืออีก 2 ภารกิจที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายต้องทำคือ การกำหนดประเภทกิจการที่อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน กับ แผนลดมลพิษในมาบตาพุด โดยคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมขึ้นมาร่วมหารือกำหนดคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน หลังจากนั้นก็จะนำมาหารือกันในคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เมื่อสรุปผลได้ก็เท่ากับภารกิจของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้เสร็จสิ้นลง ประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย อาจจะถูกแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการประสานการให้ความเห็นองค์การอิสระซึ่งก็จะมีอายุเท่ากับองค์การอิสระเฉพาะกาล อาจจะ 1-2 ปีก็ได้

"การแก้ไขปัญหามาบตาพุดที่ผ่านมา เป็นการแก้แบบพาสเตอร์หรือกินยาแก้ปวด แต่อาการโรคที่แท้จริงยังไม่หายขาด คณะกรรมการ 4 ฝ่าย เข้ามา เพื่อช่วยให้ปัญหาจบสิ้น หายขาดจากโรคนักธุรกิจไม่มีความผิด แต่เพราะไม่มีกติกาให้เขาปฏิบัติ ด้านราชการก็มีขีดจำกัด เพราะการเมือง ดังนั้นเมื่อมีกรอบการปฏิบัติชัดเจนเช่นนี้แล้วความจำเป็นที่รัฐต้องทำต่อจากนี้คือสร้างบรรยากาศที่ดี ให้ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนอยู่ร่วมกันได้"

นักลงทุนญี่ปุ่นจี้รัฐจัดเวทีชี้แจงกรอบดำเนินการ

ล่าสุด นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวภายหลังหารือร่วมกับ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทวง อุตสาหกรรมเรื่องปัญหามาบตาพุดในสัปดาห์ที่ ผ่านมาว่า นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการให้แก้ไขปัญหาเรื่องมาบตาพุดโดยเร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่การที่รัฐบาลไทยทำกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมก็ถือเป็นสิ่งสำคัญและไม่เคยเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ ส่วนเรื่องเวลาก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลไทย ซึ่งทางนักลงทุนญี่ปุ่นอยากให้รัฐบาลไทย จัดเวทีชี้แจงว่าแนวทางการดำเนินต่อไปในอนาคตของไทยจะเป็นอย่างไรมากกว่า

"ทางบริษัทเอกชนญี่ปุ่นอยากจะรู้ว่าข้อมูลที่ถูกต้องเป็นอย่างไรมากกว่า เพราะข้อมูลที่นักลงทุนญี่ปุ่นได้มาส่วนใหญ่ก็จะเป็นการรับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ส่วนเรื่องระยะเวลาตามที่นายกฯพูดว่าจะชัดเจนภายใน 6 เดือนนั้นคงกล่าวอะไรมากไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับว่าหลังจากนี้รัฐบาลไทยจะพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาอย่างไรและจะมีการชี้แจงนักลงทุนอย่างไรมากกว่า" นายเคียวจิกล่าว

ขณะที่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดเวทีชี้แจงข้อมูลให้นักลงทุนรับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามาบตาพุดภายในเดือนมกราคมนี้

by ThaiWebExpert