ร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม...16 สิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อสาระสำคัญในร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม ก่อนที่จะให้การรับรองร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมโดยไม่มีการลงนาม ในการประชุมนานาชาติด้านการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 23-25 สิงหาคม 2553 ณ กรุงเทพมหานคร

2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ในการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีการ ลงนามและให้สามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำได้ตามความเหมาะสม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะนำเรียนรายงานสรุปผลการประชุมและการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสนอคณะรัฐมนตรีทราบในโอกาสต่อไป

ข้อเท็จจริง

1. UNCRD ได้ประสานส่งร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ผู้ เข้าร่วมประชุม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 23 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย พิจารณาล่วงหน้าโดยจะมีการรับรองปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ในการประชุมนานาชาติด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ณ กรุงเทพมหานครโดยไม่มีการลงนาม

2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษได้ประสานขอความอนุเคราะห์ กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาให้ความเห็นต่อร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมว่าเข้าข่ายต้องดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่รวมทั้งประเด็นทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือแจ้งความเห็นต่อร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย สรุป คือ 1) ในด้านสารัตถะไม่มีข้อขัดข้อง 2) หากไม่มีการลงนามปฏิญญาฉบับนี้ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และ 3) สาระของปฏิญญาดังกล่าวอาจมีนัยผูกพันรัฐบาลไทยทางการเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปลดปล่อยจากภาคการขนส่ง ดังนั้น จึงควรเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้การรับรองปฏิญญา ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4(7)

สาระสำคัญของเรื่อง

1. สาระสำคัญของร่างปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็น การแสดงเจตนารมณ์จากผู้เข้าร่วมประชุมนานาชาติด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 5 ที่จะมีความร่วมมือกันในการจัดการระบบ ขนส่งที่ปลอดภัย สนองตอบความต้องการและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

2. วัตถุประสงค์หลักของปฏิญญากรุงเทพด้านการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและการขนส่งในภูมิภาค เอเชียที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการขนส่ง

รายงานผลการประชุมหารือกับผู้แทนประเทศสาธารณรัฐอินเดียเพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย....16 สิงหาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมหารือกับผู้แทนประเทศสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อินเดีย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์รับไปดำเนินการจัดทำ กรอบการเจรจาการค้า เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาต่อไป

ข้อเท็จจริง

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย–อินเดีย ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยวิธีการขอเพิ่มเติมข้อบทที่ว่าด้วยการซื้อขายผ่านประเทศที่สาม หรือที่เรียกว่า “Third Party Invoicing” ลงในความตกลง FTA ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Early Harvest Scheme) ในแนวทางเดียวกันกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) นั้น

กระทรวง การคลังขอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีว่า ภายหลังจากที่ฝ่ายอินเดียได้ตอบรับการทาบทามจากฝ่ายไทยในการขอพบปะหารือ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และคณะ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย นายกฤต ไกรจิตติ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี จึงได้เข้าพบ Mr.Jyotiraditya Scindia Minister of State (Commerce and Industry) ของประเทศอินเดียและคณะ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย ผลการหารือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะให้สินค้าภายใต้กรอบความตกลง FTA ไทย–อินเดีย ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (Early Harvest Scheme) สามารถซื้อขายผ่านประเทศที่สามได้ (Third Party Invoicing) โดยจะได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทดังกล่าวไว้ในความตกลงฯ ฉบับปัจจุบันและจะไม่มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด

โอกาส เดียวกันนี้ ทางฝ่ายอินเดียได้หยิบยกประเด็นปัญหาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่ สินค้าประเภทตู้เย็นภายใต้ความตกลงฉบับดังกล่าวว่า ตู้เย็นชนิดที่ใช้ตามบ้านเรือน ซึ่งประตูนอกเป็นแบบบานเดียว ไม่แยกจากกัน จะได้รับสิทธิประโยชน์ ในขณะที่ตู้เย็นชนิดเดียวกัน แต่มีประตูนอกแยกจากกัน กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์แต่อย่างใด จึงขอให้พิจารณาทบทวนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทที่ว่าด้วยการให้สิทธิ ประโยชน์แก่สินค้าประเภทตู้เย็นในคราวเดียวกันนี้ด้วย ซึ่งคณะผู้แทนไทยได้ขอรับมาพิจารณาก่อน โดยจะได้นำไปหารือในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ต่อไป ทั้งสองฝ่ายจึงได้มีข้อยุติในการหารือโดยขอให้แต่ละฝ่ายเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนตุลาคม 2553 เพื่อ ให้สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อบทดังกล่าวในทั้งสองประเด็นให้มีผลบังคับใช้ได้ โดยเร็วต่อไป ทั้งนี้ โดยได้จัดทำบทสรุปจากการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น (Summary of Discussion) ตามที่ส่งมาด้วยพร้อมนี้

อนึ่ง นอกเหนือจากประเด็นข้อหารือข้างต้น เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี ได้ขอให้ฝ่ายอินเดียให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย โดยการเชื่อมโยงช่องทางคมนาคม ทั้งทางบก และทางอากาศ ผ่านทางประเทศพม่า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างประชาชนในกลุ่มภูมิภาคเอเชียใต้กับ กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป ซึ่งฝ่ายอินเดียแจ้งว่า รัฐบาลอินเดียมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Connectivity) เช่น กัน พร้อมทั้งยินดีที่จะให้การสนับสนุนหากฝ่ายไทยโดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงนิวเดลี จะเข้าไปดำเนินกิจกรรมใดๆ ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย–อินเดีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

การลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Sugar)....16 สิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Suger)

2. อนุมัติการลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Suger)

3. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในพิธีสารดังกล่าว ขอให้ผู้ลงนามใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว

ข้อเท็จจริง

ด้วยอาเซียนได้จัดทำความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2553 และผลสืบเนื่องจากการมีผลบังคับใช้ของความตกลง ATIGA นั้นจะทำให้ความตกลงเศรษฐกิจด้านอื่นของอาเซียนถูกแทนที่ (supersede) ด้วย ความตกลง ATIGA ซึ่งรวมถึงความตกลง CEPT (Agreement on the Common Effective preferential Tariff Scheme for the ASEAN Free Trade Area 1992) และพิธีสารแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับความตกลง CEPT หากความตกลง CEPT ถูกแทนที่ไป ซึ่งเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (Senior Economic Officials Meeting : SEOM) ได้เห็นชอบให้แก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Suger) เนื่องจากเนื้อหาในพิธีสารดังกล่าวมีการอ้างถึงความตกลง CEPT โดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (The Meeting of the Legal Experts on the ATIGA : MLE) ได้จัดทำร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Suger) ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

· แก้ไขการอ้างถึงความตกลง CEPT และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง เป็นการอ้างถึงความตกลง ATIGA เพื่อให้พิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาลเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของความตกลง ATIGA แทน

· ยกข้อบทจากความตกลง CEPT และ พิธีสารที่เกี่ยวข้องที่ถูกอ้างถึงในพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษ สำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล มาไว้ในพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้า ข้าวและน้ำตาล

ทั้งนี้ ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (Senior Economic Officials Meeting : SEOM) ครั้งที่ 3/41 ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2553 ณ ประเทศบรูไน ได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการพิจารณาเป็น พิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาลเพื่อเสนอให้คณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AFTA Council) ให้ความเห็นชอบและลงนามต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers Meeting : AEM) ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2553 ณ เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีกำหนดการที่จะมีการลงนามร่างพิธีสารเพื่อแก้ไขพิธีสารว่าด้วยการ พิจารณาเป็นพิเศษสำหรับสินค้าข้าวและน้ำตาล (Protocol to Amend The Protocol to Provide Special Consideration for Rice and Suger) ซึ่งประเทศอาเซียนอื่นได้แสดงความพร้อมที่จะลงนามแล้ว

สรุปผลการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกครั้งที่ 2 ...16 สิงหาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ซึ่งได้มีการรับรองปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยไม่มีการลงนาม และ ใช้เป็นกรอบการดำเนินงานความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประเทศสมาชิกให้เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามปฏิญญาเจจูด้านสิ่ง แวดล้อมและสุขภาพต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่าได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (13 กรกฎาคม 2553) แล้ว ซึ่ง ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านอนามัยและสิ่ง แวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทนระดับสูงของกระทรวงด้านสิ่งแวดล้อม และกระทรวงด้านสาธารณสุขของ 14 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีนสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศมาเลเซีย ประเทศมองโกเลีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ยกเว้นเนการาบรูไนดารุสซาลามไม่มีผู้แทนเข้าร่วมประชุมฯ โดยสาระของรายงานผลการประชุมฯ ประกอบด้วย

1.1 แผนการดำเนินงานด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือแผนอื่นที่เทียบเท่าของแต่ละประเทศ

1.2 ผลและแผนการดำเนินงานความร่วมมือด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคใน 6 สาขา ได้แก่

1.2.1 คุณภาพอากาศ (Thematic Working Group on Air Quality) (ประเทศไทย โดยกรมควบคุมมลพิษและสาธารณรัฐเกาหลีเป็นประธานร่วมกัน)

1.2.2 น้ำสะอาด สุขอนามัย และการสุขาภิบาล (Thematic Working Group on Water Supply, Hygiene and Sanitation) (สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน)

1.2.3 ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย (Thematic Working Group on Solid and Hazardous Waste) (ประเทศญี่ปุ่น เป็นประธาน)

1.2.4 สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย (Thematic Working Group on Toxic Chemicals and Hazardous Substances) (ประเทศไทย โดยกรมอนามัย เป็นประธาน)

1.2.5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดลงของชั้นโอโซน และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ (Thematic Working Group on Climate Change, Ozone Depletion and Ecosystem Changes) (สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เป็นประธาน)

1.2.6 การวางแผนรองรับภาวะฉุกเฉินด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Thematic Working Group on Preparedness and Response in Environmental Health Emergency) (สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เป็นประธาน)

1.3 เสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task force) เพื่อทบทวนประเด็นขององค์กรที่มีผลต่อ Forum และเสนอแนะต่อคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Board) เพื่อพิจารณาทบทวนการดำเนินงานของ Forum และความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง และขอให้คณะกรรมการที่ปรึกษาพิจารณาข้อกำหนดเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และการดำเนินงานของคณะทำงานเฉพาะกิจ

1.4 ให้มีการบูรณาการแผนและการดำเนินงานระหว่างคณะทำงานวิชาการในระดับภูมิภาค

1.5 สร้างความเข้มแข็งในการเชื่อมโยงการดำเนินงานระหว่างฝ่ายเลขานุการของคณะทำ งานวิชาการระดับภูมิภาค โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก

1.6 เห็นชอบในหลักการให้มีการหมุนเวียนการเป็นประธานคณะทำงานวิชาการระดับ ภูมิภาค โดยจะหารือรายละเอียดในการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษา ครั้งที่ 4

1.7 ต้องการให้มีการสนับสนุนเงินทุนอย่างยั่งยืน

2. ที่ประชุมให้ความเห็นชอบต่อแผนงานของคณะทำงานวิชาการระดับภูมิภาคในปี ค.ศ. 2010- 2013 ของคณะทำงาน 6 สาขา และเห็นชอบให้มีการเพิ่มคณะทำงานใหม่ในสาขาที่ 7 การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA) โดยมีสาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธาน และเห็นชอบแผนงานในปี ค.ศ. 2010 – 2013 ของ คณะทำงานสาขาที่ 7

3. รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมและรัฐมนตรีด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศกล่าว แถลงการณ์การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้กล่าวแถลงการณ์การดำเนินงานด้านสิ่งแวด ล้อมและสาธารณสุขของประเทศไทย ประกอบด้วย ปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาภาวะโลกร้อน การจัดการทรัพยากรน้ำ การปรับปรุงระบบสุขาภิบาลของโรงพยาบาล และห้องน้ำสาธารณะของประเทศไทย

4. ที่ประชุมรับรองปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยได้มีการปรับแก้ไข เพิ่มเติม จากร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตามความเห็นของที่ประชุมฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

4.1 การให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน รวมทั้งการมีสุขภาพดีของเด็ก

4.2 การเปลี่ยนแปลงชื่อคณะทำงานวิชาการระดับภูมิภาคจากสาขาน้ำสะอาดสุขอนามัย และการสุขาภิบาลเป็น สาขาน้ำสะอาด การสุขาภิบาลและสุขอนามัย

4.3 เสนอให้ Forum ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และ เอเชียตะวันออกเป็นเวทีหลักที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือในการดำเนิน งาน ด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขให้ครอบคลุมทุกสาขา เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

4.4 การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาให้มีการ พิจารณาทบทวนปรับปรุงประเด็นการดำเนินงานและการร่วมเป็นภาคีของประเทศสมาชิก ที่ส่งผลต่อ Forum และเพื่อให้การทำงานมีความสมบูรณ์ โดยการให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการที่ปรึกษา

4.5 ให้สมาชิกของ Forum พิจารณาสร้างกลไกที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนสำหรับการดำเนินงานของ Forum

5. ประเทศมาเลเซียเสนอที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่ง แวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย ในปี ค.ศ. 2013

สถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง...10 สิงหาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบสถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสาร เคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง ตามมติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เสนอและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้ สช. รับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาดำเนินการด้วย โดยในส่วนของคณะทำงานที่จะจัดตั้งขึ้นให้มีผู้แทนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) รายงานว่า

1. ในการประชุม คสช. ครั้งที่ 4/2551 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 คสช. ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอข้อเสนอ เชิงนโยบายการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ : กรณี ผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่จังหวัดระยองต่อคณะ รัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา สนับสนุน และติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอของ คสช. ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ : กรณีผลกระทบจากอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง ซึ่งได้มีการนำเสนอรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ ให้สศช. ได้ทราบอย่างต่อเนื่อง

2. ในการประชุม คสช. ครั้งที่ 3/2553 เมื่อ วันที่ 18 มิถุนายน 2553 คสช. รับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ โดยเฉพาะรายงานการศึกษาสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเหตุการณ์อุบัติภัยสารโซเดียม ไฮโปคลอไรด์รั่วไหลออกจากถังกักเก็บของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้งอยู่ภายในนิคมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตสารเคมีหลายชนิด เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ดังมีสถานการณ์และข้อเสนอโดยสรุป ดังนี้

2.1 สาเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในบริเวณโดยรอบ

เหตุการณ์เกิดจากถังสารโซเดียมไฮโปรคลอไรท์ล้มกระแทกกับกำแพงซีเมนต์แล้วตกกระแทกกับท่อกรดไฮโดรคลอริก (HCI) ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเป็นก๊ษซคลอรีนมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัวและทำลายระบบทางเดินหายใจและผิวหนัง ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมาบตาพุด จำนวน 1,434 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต

2.2 ข้อบกพร่องของระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหล

จากการวิเคราะห์มาตรการตามรายงานอีไอเอ คณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ ได้พบ ข้อบกพร่อง ดังต่อไปนี้

2.2.1 ไม่มีการประเมินผลกระทบและไม่มีกำหนดมาตรการป้องกันหรือเฝ้าระวัง รวมทั้งแผนรับมือจากการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี

2.2.2 คนงานก่อสร้างจำนวนมากในโรงงานพีทีที อาซาฮี ซึ่งได้รับผลกระทบทันทีจากโรงงานต้นเหตุ ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยใด ๆ

2.2.3 โรงพยาบาลมาบตาพุด มีสถานที่และบุคลากรไม่เพียงพอในการรับมือกับผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารเคมี

2.2.4 จำนวนถังเก็บสารเคมีที่โรงงานชี้แจงกับในรายงานอีไอเอไม่ตรงกัน

2.2.5 เมื่อเกิดเหตุทางบริษัทแจ้งให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทราบเพียงแห่งเดียว ไม่ได้แจ้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องได้รับทราบด้วย จึงเกิดความล่าช้าในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

2.2.6 การแจ้งข้อความทางโทรศัพท์ (SMS) ของการนิคมฯ ขาดข้อมูลที่สำคัญหลายส่วน เช่น ชื่อสารเคมีที่เกิดการรั่วไหล ทิศทางการแพร่กระจายของสารเคมีและแนวทางในการป้องกันตนเอง และจำนวนผู้รับข้อความมีจำนวนน้อยเกินไป (ประมาณ 400 คน)

2.2.7 ไม่มีการแจ้งเหตุหรือสัญญาณเตือนภัยกับชุมชน

2.2.8 ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยไม่ทราบแนวทางการอพยพและการปฏิบัติเมื่อเกิดอุบัติภัย

2.3 ประเด็นปัญหา

จากการวิเคราะห์ภาพรวมของระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงพบประเด็นปัญหา ดังนี้

2.3.1 การแบ่งระดับของเหตุฉุกเฉินและการแจ้งเหตุกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า แต่ละโรงงานมีการแบ่งระดับของเหตุฉุกเฉินและขั้นตอนในการสื่อสารกับการนิคมฯ ไม่เหมือนกัน และแตกต่างจากการนิคมฯ และหน่วยงานอื่น ๆ นอก จากนี้ เกณฑ์การแบ่งระดับที่ว่าหากเป็นเหตุฉุกเฉินระดับหนึ่ง โรงงานจะไม่แจ้งเหตุกับหน่วยงานใดเลยต้องมีความร้ายแรงระดับสองและสาม จึงจะมีการแจ้งการนิคมฯ ทำให้เกิดปัญหาที่โรงงานไม่สามารถแจ้งเหตุและรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้ทันกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

2.3.2 ในขั้นตอนการเผชิญเหตุของทางโรงงานไม่มีการตรวจวัดค่าความเข้มข้นของมลพิษอากาศในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปที่ควรดำเนินการเพื่อเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับฝ่ายต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล และหน่วยเผชิญภัย เป็นต้น

2.3.3 ในขั้นตอนการประกาศเหตุฉุกเฉินของหน่วยราชการ พบว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองมีการประกาศเหตุฉุกเฉิน เนื่อง จากจำเป็นต้องย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลมาบตาพุด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบด้วยในขณะที่ทางจังหวัดระยองมีการดำเนินการ แก้ไขปัญหา แต่ไม่มีการประกาศเหตุฉุกเฉิน จึงเกิดอุปสรรคในหลายด้าน เช่น บุคลากรสาธารณสุขต้องไปจัดการจราจรแทนที่จะเป็นตำรวจจราจรออกมาทำหน้าที่ตามการประกาศเหตุฉุกเฉินของจังหวัด เป็นต้น

2.3.4 การเยียวยาและความรับผิด พบว่า

(1) การตรวจสอบสาเหตุของอุบัติภัยที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ไขปรับปรุง ดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษาซึ่งรับค่าจ้างจากบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานต้นเหตุ จึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความเชื่อถือได้และความโปร่งใสของการตรวจสอบ

(2) การรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของผู้บาดเจ็บเป็นระยะเวลา 7 วันของทางบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด มี เพียงแนวทางกว้าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจนถึงขอบเขตความรับผิดชอบและผู้ได้รับผลกระทบ เช่น คนงานและชาวบ้านยังไม่ทราบ หรือยังสับสนไม่ชัดเจน จึงยังไม่ได้ไปโรงพยาบาล

(3) การเยียวยาและความรับผิดชอบอื่น ๆ ของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่ชัดเจน เช่น ค่าชดเชยการเจ็บป่วย ผลกระทบและความเสียหายต่อพืชและการประกอบอาชีพของชาวบ้าน ความรับผิดทางอาญา และความรับผิดทางแพ่งอื่น ๆ

2.4 ข้อเสนอต่อการปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ ใกล้เคียง

คณะ กรรมการศึกษา สนับสนุนฯ มีข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและ พื้นที่ใกล้เคียงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องต่อไป ดังนี้

2.4.1 พัฒนาระบบการแบ่งระดับของเหตุฉุกเฉินให้สอดคล้องกันทุกโรงงานและหน่วยงาน

2.4.2 กำหนดให้โรงงานต้องแจ้งไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีฉุกเฉินในทุกระดับ โดยความรุนแรงระดับหนึ่งอาจแจ้งบางหน่วยงาน แต่ต้องไม่จำกัดเฉพาะการนิคมฯ ควรรวมถึงหน่วยงานสาธารณสุข (สายด่วน 1699) และป้องกันภัยจังหวัดด้วย ส่วนความรุนแรงระดับสอง และสามต้องแจ้งหน่วยงานและชุมชนทันที

2.4.3 กำหนดมาตรการและขั้นตอนในการเผชิญเหตุการระงับและการแก้ไขให้ครบถ้วน ชัดเจน โดยต้องมีการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีการลงโทษที่เหมาะสม

2.4.4 ทางจังหวัดต้องตัดสินใจประกาศเหตุฉุกเฉินให้เหมาะสมกับสถานการณ์อุบัติภัย เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ออกมาทำหน้าที่อย่างเป็นทางการและเป็นระบบโดยมีการประสานงานที่ดี

2.4.5 การสืบสวนกรณีการเกิดอุบัติภัย (After Incident Investigation) ต้องดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและต้องไม่รับค่าจ้างและไม่มีผล ประโยชน์ทับซ้อนกับโรงงานต้นเหตุ และต้องสืบสวนให้แล้วเสร็จโดยไม่ล่าช้าเกินไปและเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ

2.4.6 บริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมิคัลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยให้มีการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่ง ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ค่าความเสียหายต่อพืชและการประกอบอาชีพของชาวบ้าน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความรับผิดทางอาญา

2.5 มติ คสช. ครั้งที่ 3/2553 วันที่ 18 มิถุนายน 2553

คสช. มีมติรับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานคณะกรรมการศึกษา สนับสนุนฯ กรณีการแก้ไขผลกระทบต่อสุขภาพจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดและ จังหวัดระยอง และให้นำสถานการณ์และข้อเสนอเพื่อปรับ ปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงเสนอ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการต่อ ไป

ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ครั้งที่ 1/2553....10 สิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เสนอ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2553

2. รับทราบสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าการแก้ปัญหามลพิษใน พื้นที่มาบตาพุด และมอบหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วย งานที่เกี่ยวข้องเร่งปรับปรุงแผนปฏิบัติการเตรียมพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน ในพื้นที่ให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที และนำเสนอต่อคณะกรรมการ กพอ. เพื่อพิจารณาในการประชุมต่อไป

3. รับทราบความก้าวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุดและบริเวณใกล้ เคียง จังหวัดระยอง และมอบหมายให้เทศบาลเมืองมาบตาพุดเสนอเรื่องตามขั้นตอนให้กระทรวงมหาดไทยขอ อนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีในการขยายระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินสำหรับโครงการขนถ่าย ขยะมูลฝอยออกจากบ่อฝังกลบขยะของเทศบาลเมืองมาบตาพุดภายใต้แผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็ง พ.ศ. 2555 จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติไว้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เรื่องมาตรการเร่งรัดการดำเนินงานสำหรับหน่วยงานที่ได้รับอนุมัติเงิน โครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555

4. เห็นชอบการจัดอัตรากำลังเพิ่มเติมให้ศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่ง แวดล้อมจังหวัดระยอง โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขนำเรื่องดังกล่าวเสนอคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการ (กพร.) พิจารณาต่อไป สำหรับการจัดตั้งสถาบันอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม เห็นควรให้กระทรวงสาธารณสุขเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาใน หลักการของนโยบาย ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

5. เห็นชอบแผนงานพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่มาบตาพุดและ บริเวณใกล้เคียง จังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้น 31.0 ล้านบาท โดยให้ขอรับการสนับสนุนงบกลางปี 2553

6. เห็นชอบข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมนิเวศมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยให้เสนอคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (คอช.) เพื่อพิจารณารับข้อเสนอแนวทางการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศมาบตาพุด จังหวัดระยอง รวมทั้งความเห็นของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติทั้งในภาพรวมและระดับพื้นที่ต่อไป

7. เห็นชอบผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กพอ. เรื่อง รายงานการศึกษาเบื้องต้นเรื่องประชากรแฝงในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยมอบหมายหน่วยงานดำเนินการ ดังนี้

7.1 กระทรวงการคลัง พิจารณาดำเนินการปรับปรุงแนวทางการจัดสรรรายได้ให้กับท้องถิ่น/จังหวัดให้ เหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่ที่เป็นฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศ

7.2 คณะกรรมการพัฒนาจังหวัดระยอง พิจารณาดำเนินการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรในอนาคต

7.3 สำนักงบประมาณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุบงบประมาณเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐานให้พอเพียง

7.4 จังหวัดระยองประสานภาคเอกชนดำเนินการรณรงค์ให้พนักงานประชาชนที่เข้ามาทำ งาน/ค้าขายในจังหวัดระยอง ย้ายสำเนาทะเบียนบ้านและทะเบียนพาหนะตามสถานที่อาศัยอยู่จริง รวมทั้งพิจารณามาตรการจูงใจให้ผู้ประกอบการเสียภาษี ณ ที่ตั้งสถานประกอบการ

7.5 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เร่งรัดจัดเก็บข้อมูลประชากรแฝงจังหวัดระยอง

ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553...10 สิงหาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 เรื่อง ผลการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของมาบตาพุด ครั้งที่ 1/2553 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (25 พฤษภาคม 2553) ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ดำเนินการติดตังสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศรอบเขตประกอบการพร้อมอุปกรณ์ตรวจวัด สารอินทรีย์ระเหยและป้ายแสดงผล โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการสาธารณสุขชุมชน โดยรอบเขตประกอบการอุตสาหกรรม โดยมีความคืบหน้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพระบบเฝ้าระวังใน สถานีตรวจวัด สรุปได้ดังนี้

1.1 การติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ : บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งแล้วเสร็จ 4 สถานี คงเหลืออีก 1 สถานี ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายเดือนมิถุนายน 2553 โดยทุกสถานีสามารถตรวจวัดสารมลพิษหลัก ได้แก่ SO2, Nox, และ PM10

1.2 การจัดหารถตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศ (1 คัน) และชุดตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศแบบเคลื่อนที่เร็ว (2 ชุด) : บริษัทฯ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จโดยรถตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศสามารถตรวจวัด SO2,Nox,O3, PM10,CO และสารอินทรีย์ระเหยในรูปของ NMHC และ BTEX ส่วนชุดตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศแบบเคลื่อนที่เร็วสามารถวัด SO2,Nox, PM10 และ NMHC

1.3 การติดตั้งป้ายแสดงผล (Display board) ในสถานที่สาธารณะ : บริษัทฯ จะได้ทำการ ติดตั้งป้ายแสดงผล จำนวน 2 จุด และมีแผนจะติดตั้งอีก 1 จุด ซึ่งอยู่ระหว่างการกำหนดสถานที่ที่เหมาะสม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2553

1.4 การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลสิ่งแวดล้อม : บริษัทฯ ได้จัดทำข้อมูลสิ่งแวดล้อมเผยแพร่ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2553

2. ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม จะได้กำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานต่อไป

แนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทรายของประเทศ...10 สิงหาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อคราวประชุมครั้งที่ 3 / 2552 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2552 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรทรายใน การปรับปรุงการบริหารจัดการภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบปัจจุบันให้มี ประสิทธิภาพ โดยให้กรมที่ดินในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะ กรรมการพิจารณาอนุญาตให้ดูดทราย (ทรายในแม่น้ำ) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ทรายในที่ดินกรรมสิทธิ์ของเอกชน) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงระบบระเบียบการ บริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามข้อ 1. โดย

2.1 ให้ ทส. รับไปประมวลการปรับปรุงกฎหมายที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายปัจจุบันเพื่อให้ทรัพยากรทรายเป็นแร่ โดยไม่ให้กระทบต่อหลักการของกฎหมายที่ใช้อ้างอิงหรืออาจพิจารณาดำเนินการให้มีกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพื่อเตรียมการสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรทรายในอนาคต

2.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลผลการศึกษาจากโครงการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรทราย ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาไว้แล้ว ไปใช้พิจารณาประกอบการดำเนินงานต่อไป

2.3 ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณเป็นกรณีพิเศษในการดำเนินงานตามแนวทางการบริหาร จัดการทรัพยากรทรายฯ และให้หน่วยงานหลักเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี

นโยบายเรื่องโลกร้อนของไทยในกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจและด้านสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 พร้อมกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกอีกหลายกรณี เช่น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหาการลดลงของชั้นโอโซน ฯลฯ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวของประชาคมระหว่างประเทศ จนเกิดเป็น “กระแสโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม” อย่างเข้มข้น และนำไปสู่การจัดทำอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี 1992 และพิธีสารเกียวโตในปี 1997 อาจกล่าวได้ว่าปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นในเกิดโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม และความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อน 2 ฉบับที่เกิดขึ้น ก็เป็นผลลัพธ์ส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าปัญหาโลกร้อนจะเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง แต่เนื่องจากอนุสัญญา UNFCCC และพิธีสารเกียวโตมีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลต่อการจำกัด “อำนาจอธิปไตย” ของรัฐที่เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มิให้ดำเนินนโยบายหรือมาตรการใดๆ ที่ขัดต่อเป้าหมายและพันธกรณีการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาและพิธีสาร ข้อกำหนดดังกล่าวจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการค้าเสรี การลดอุปสรรคทางการค้า และการลดบทบาทแทรกแซงของรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ “กระแสโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่” ที่ขยายตัวอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1990 เช่นกันจากผลสำเร็จของการเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีรอบอุรุกวัย ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งองค์การการค้าโลกในปี ค.ศ.1995 และการลงนามผูกพันตามชุดความตกลงภายใต้องค์การการค้าโลกอีกหลายสิบฉบับ เช่น ความตกลงด้านการค้าบริการ ความตกลงด้านการเกษตร ความตกลงด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ฯลฯ ระบอบขององค์การการค้าโลกจึงเป็นกลไกที่มีผลสำคัญต่อการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ และสร้างผลกระทบต่อการปฏิบัติตามความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ดังที่ปรากฏเป็นข้อพิพาทด้านการค้าและสิ่งแวดล้อมอยู่หลายกรณี เช่น ข้อพิพาทระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐจากกรณีที่สหภาพยุโรปมีนโยบายเข้มงวดต่อการใช้ประโยชน์ GMOs โดยยึดถือหลักการตามพิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ

ประเทศไทยได้ผนวกเข้ากับโลกาภิวัตน์ทั้งสองกระแส กล่าวคือ ในด้านหนึ่งได้เข้าเป็นสมาชิกของ WTO มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ดำเนินนโยบายการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ผลักดันการอนุวัตรตามพันธกรณีของความตกลงต่างๆ ภายใต้ WTO ตลอดจนผลักดันเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยก็ได้เข้าเป็นภาคีสมาชิกของความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก เช่น อนุสัญญามรดกโลก อนุสัญญาการค้าพืชและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ พิธีสารเกียวโต อนุสัญญาบาเซล ฯลฯ บางกรณีจึงเกิดปัญหาความขัดแย้งในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติตามนโยบายเนื่องจากความขัดแย้งของสองระบอบ เช่น กรณีการเจรจาและลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) กับอนุสัญญาบาเซล เป็นต้น

จากข้อวิเคราะห์ข้างต้น การกำหนดนโยบายเรื่องโลกร้อนของไทยจึงอยู่ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมและโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนในหลายลักษณะ ทั้งในเชิงการปะทะ ขัดแย้ง และในเชิงประสาน เสริมหนุน ในด้านความขัดแย้งนั้นเป็นผลเนื่องมาจากเป้าหมาย หลักการ และลักษณะสำคัญของระบอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(ซึ่งเป็นผลลัพธ์ส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม) มุ่งเน้นการเพิ่มบทบาทของรัฐ การแทรกแซงกลไกตลาดโดยรัฐ ควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง การลดหย่อนระดับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่แก้ไขปัญหาโลกร้อน สิ่งเหล่านี้ล้วนขัดแย้งกับระบอบด้านการค้าเสรีที่มุ่งเน้นการจำกัดและลดบทบาทของรัฐ ถ่ายโอนอำนาจรัฐไปสู่ระบบตลาด และการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

สำหรับในด้านการประสานหรือเสริมหนุน จะเห็นได้ว่ามีกลไกหรือมาตรการบางประเภทในระบอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของระบอบด้านการค้าเสรี ใช้กลไกตลาด ใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือช่วยแก้ไขปัญหา และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีการนำมาตรการทางการค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental-related Trade Measures) มาใช้แก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น ทั้งที่เป็นมาตรการในความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะภายใต้ระบอบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ. 2012 และที่เป็นมาตรการฝ่ายเดียวของประเทศที่พัฒนาแล้ว (ซึ่งก็อาจนำไปสู่ข้อพิพาททางการค้าและสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน)

การกำหนดนโยบายรวมทั้งการกำหนดจุดยืนในการเจรจาเรื่องโลกร้อนของไทยท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ของโลกาภิวัตน์ 2 กระแส จึงเป็นสภาวการณ์ที่ค่อนข้างสับสน วุ่นวาย หาจุดลงตัวได้ยาก ตัวแสดงทางการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ พยายามเรียกร้อง ผลักดันให้การตัดสินใจทางนโยบายเอนเอียงไปสู่จุดที่ตอบสนองฐานคิด ความเชื่อ และผลประโยชน์ตน และเป็นกรณีนโยบายสาธารณะสำคัญที่จะสะท้อนให้เห็นว่าโลกาภิวัตน์กระแสใดจะมีผลเหนือกว่า

รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2552....3 สิงหาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2552 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
สรุปสาระสำคัญ

รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2552

รายงาน สถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2552 เป็นการนำเสนอสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2552 และเปรียบเทียบย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2547-2551)ซึ่งพบว่าสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมมีทั้งที่มีคุณภาพคงที่ ดีขึ้น และเสื่อมโทรมลง โดยมีเนื้อหาสาระที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. สถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรดินและที่ดิน ประเทศ ไทยยังคงประสบปัญหาทรัพยากรดินและที่ดินเสื่อมโทรมลงจากการชะล้างพังทลายของ ดิน ดินเค็ม ดินเปรี้ยว ดินขาดอินทรีย์สาร พื้นที่เกษตรกรรมลดลงในทุกภาคที่สำคัญ คือ ปัญหาหน้าดินถูกชะล้างพังทลายถึง 109 ล้านไร่ (ร้อยละ 34 ของพื้นที่ทั้งประเทศ) สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากการใช้ที่ดินและการจัดการดินอย่างไม่ถูกต้องและการ ตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้ง การใช้ประโยชน์ที่ดินโดยขาดมาตรการควบคุมป้องกันที่ดี ในการจัดการแก้ไขปัญหาจึงควรมีการวางแผนการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับสมรรถนะ ของทรัพยากรดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสภาวะแวดล้อมเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทรัพยากรน้ำ ปัญหาสำคัญ คือ การขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง และน้ำท่วม โดย พบว่าการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการประมาณการค่าความต้องการใช้น้ำ พบว่า ทั้งประเทศมีความต้องการใช้น้ำประมาณ 57,302.8 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี เป็นความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรถึงร้อยละ 90 หรือ 51,786.2 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จึงคาดว่าจะขาดแคลนน้ำใช้รวมทั้งประเทศ ประมาณ 4,737 ล้าน ลบ.ม ต่อปี โดยพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคกลางมีการขาดแคลนน้ำมากที่สุด ส่วนการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำบาดาล พบว่า บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน มีการพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จนเกินระดับความปลอดภัย ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาดังที่เกิดในบริเวณกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล ที่มีทั้งปัญหาน้ำเค็มไหลแทรกซึมรุกล้ำเข้าไปในชั้นน้ำบาดาลและปัญหาการทรุด ตัวของแผ่นดิน เช่น จ. สมุทรสาคร ยังมีการทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ สถานการณ์อุทกภัยพบว่า พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย-ดินถล่มในระดับวิกฤต ครอบคลุม 12 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก ลำพูน สุโขทัย จันทบุรี นครนายก ปราจีนบุรี และตรัง และหมู่บ้านในลุ่มน้ำน่าน ยม และเจ้าพระยา ประสบภัยน้ำท่วมมากที่สุด ส่วนปัญหาภัยแล้งยังคงทวีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้น พบว่ามีหมู่บ้านที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งถึง ร้อยละ 34 ของหมู่บ้านทั้งประเทศ โดยกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเสี่ยงในสัดส่วนที่มากที่สุด

ความหลากหลายทางชีวภาพ พบ ว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งชนิด พันธุ์และปริมาณนั้นได้ประสบปัญหาลดลงและมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพิ่ม มากขึ้นอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์และขาดการจัดการที่เหมาะสม ดังนี้

ทรัพยากร ป่าไม้ ยังคงถูกบุกรุกทำลายและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะลดลงในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 1.5 ซึ่งต่ำกว่าในอดีตที่ผ่านมาก็ตามแต่ก็ยังคงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าความหลากหลายทางชีวภาพลดลง สัตว์ป่าหลายชนิดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว บางชนิดสูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น สมันและกูปรี และอีกหลายชนิดกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์หรืออยู่ในภาวะถูกคุกคาม เช่น นกกระเรียน ค้างคาวคุณกิตติ วัวแดง โดยเฉพาะช้างป่า ถูกคุกคามจนทำให้จำนวนลดลงอย่างมาก อันเนื่องจากพื้นที่ป่าไม้และทุ่งหญ้าที่เคยเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าลดลง พื้นที่ ชุ่มน้ำทั้งในระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศประสบปัญหาถูกคุกคามไปแล้ว เป็นจำนวนมากที่เหลือก็กำลังถูกทำลาย มีสภาพเสื่อมโทรมหรือถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น บริเวณบึงบอระเพ็ด บึงเสนาท ใน จ.นครสวรรค์ พื้นที่พรุแม่รำพึง จ.ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับ ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งทะเล จากข้อมูลสำรวจสภาพป่าชายเลนล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 1.5 ล้านไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2539 ที่มีประมาณ 1 ล้านไร่ อันเป็นผลมาจากการอนุรักษ์ฟื้นฟูและการปลูกป่าชายเลนทดแทน ส่วนระบบนิเวศแนวปะการังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลางถึงดีมากทั้งชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แต่ยังมีบางพื้นที่ที่พบความเสียหาย ได้แก่ เกาะพะยามด้านตะวันออก เกาะลูกกำออกและเกาะลูกกำใต้ จ.ระนอง เขาหน้ายักษ์ จ.พังงา เกาะกระดานและเกาะเลี้ยงเหนือ จ.ตรัง ส่วนผลผลิตประมงทะเลตามธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง แต่ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงชายฝั่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนทำให้ป่าชายเลนถูก บุกรุกทำลายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลซึ่งจากข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2550 พบว่า แนวชายฝั่งทะเลทั่วประเทศความยาวประมาณ 600 กิโลเมตร หรือร้อยละ 23 ของแนวชายฝั่งทะเลของไทยถูกกัดเซาะทำให้ตลิ่งพังทลาย และที่ดินชายฝั่งสูญหายไปประมาณ 1.1 แสนไร่ มีมูลค่าความเสียหายเฉพาะที่ดินประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยชายฝั่งทะเลฝั่งอ่าวไทยตอนบนมีความวิกฤติและรุนแรงที่สุดในพื้นที่บ้าน ขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 25 เมตรต่อปี เป็นระยะทาง 12.5 กิโลเมตร สำหรับสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ เต่าทะเล พยูน โลมาและวาฬ

ทรัพยากรธรณี ความ ต้องการใช้ทรัพยากรแร่เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องมีการผลิตและการนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่น ถ่านหินชนิดบิทูมินัสและแร่สังกะสี จากการพัฒนาทรัพยากรแร่ มักทำให้เกิดปัญหาภาวะมลพิษต่างๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและวิถีชีวิตของประชาชน นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการจัดการหน้าดินในพื้นที่เหมือง ที่ปิดกิจการ การปนเปื้อน และปัญหาดินเสื่อมโทรม ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่ เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งขาดการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างครบถ้วน

ส่วนสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม หินถล่ม และหลุมยุบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากกระบวนการทาง ธรณีวิทยาและกิจกรรมของมนุษย์ ยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบว่าเกิดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ ดังนั้น การป้องกันแก้ไขปัญหาจึงควรให้ ความสนับสนุนการศึกษาวิจัยและสำรวจทางธรณีวิทยาเพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการ กำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาธรณีพิบัติภัยได้อย่างเหมาะสม

ทรัพยากรพลังงาน ความต้องการใช้พลังงานสูงกว่าที่สามารถผลิตได้มาก และมีแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานยังเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมามีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.1 ต่อปี ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึงเกือบร้อยละ 70 ของปริมาณการนำเข้าพลังงานเชิงพาณิชย์ทั้งหมด รวมทั้ง มีการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น ๆ เพื่อทดแทนการนำเข้าพลังงานการพัฒนาด้านพลังงานและการใช้พลังงานก่อให้เกิด ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยสารมลพิษทางอากาศที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เช่นกัน นอกจากนี้ ในหลายกรณี อาทิ การก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน หรือแม้แต่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง ยังทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม สาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าวมา จากการขาดกระบวนการมีส่วนร่วมที่ดี ขาดการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม และขาดการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถจัดการพลังงานด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

2. สถานการณ์สิ่งแวดล้อม

มลพิษทางน้ำ คุณภาพน้ำในแม่ น้ำสายสำคัญและแหล่งน้ำหลักของประเทศในภาพรวมของปี พ.ศ. 2551 ดีกว่าปีที่ผ่านมาและไม่พบแหล่งน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาก โดยแหล่งน้ำผิวดินที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ แม่น้ำอิง แม่จาง แควใหญ่ แควน้อย เพชรบุรีตอนบน ลำตะคองตอนบน ลำปาว มูล พอง เวฬุ ตาปีตอนบน พุมดวง ตรัง และหลังสวน ส่วนแหล่งน้ำที่มีคุณภาพเสื่อมโทรมเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แม่น้ำท่าจีนตอนกลางและตอนล่าง ทะเลสาบสงขลา และลำตะคองตอนล่าง นอกจากนี้ คุณภาพน้ำทะเลชาย ฝั่งในช่วงปี พ.ศ. 2551 มีคุณภาพน้ำโดยรวมดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพน้ำทะเลย้อนหลัง 5 ปี สำหรับสถานการณ์คุณภาพน้ำบาดาล ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม พบว่ามีปัญหาการปนเปื้อนสารมลพิษที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพอนามัยของ ประชาชน เช่น สารประกอบอินทรีย์ไตรคลอโรเอทธิลีน (Trichloroethylene) โทลูอีน (Toluene) เบนซีน (benzene) 1,2- ไดคลอโรอีเทน (1,2-dichloroethane) โลหะหนัก และ สารไนเตรต เป็นต้น

มลพิษทางอากาศ คุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ เช่น จ.สระบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร และพระนครศรีอยุธยา ยังคงมีปัญหาเรื่องฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เกิน ค่ามาตรฐาน ส่วนคุณภาพอากาศในพื้นที่ทั่วไป ทั้งประเทศส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศเกิดจากการจราจร การก่อสร้างในเขตเมือง การอุตสาหกรรม หมอก ควันจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหามลพิษทางอากาศจากสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายป็นสำคัญในพื้นที่ เขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ ทำให้รัฐบาลประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อให้ท้องถิ่นเข้ามาดำเนินการจัดทำ แผนปฏิบัติการการลดและขจัดมลพิษ

มลพิษทางเสียง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริเวณริมถนนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และบริเวณหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งโรงโม่และบดย่อยหินเป็นจำนวนมาก โดยมีระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เกินเกณฑ์มาตรฐานตลอดช่วงเวลาที่ได้ทำการตรวจวัด แต่ในพื้นที่ทั่วไปของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเสียงดังจากเรือนำเที่ยวโดยเฉพาะที่คลองอัมพวา จ. สมุทรสงคราม

ขยะ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2551 มีปริมาณขยะทั่วประเทศรวมประมาณ 15 ล้านตัน หรือประมาณวันละ 41,000 ตัน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 จากปีก่อน สามารถกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 15,234 ตันต่อวัน (ร้อยละ 37 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ) และนำขยะกลับไปใช้ประโยชน์ ประมาณ 3.41 ล้านตัน หรือร้อยละ 23 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด

สารอันตราย การผลิตและนำเข้าสารอันตรายในปี พ.ศ.2551 มีปริมาณไม่เปลี่ยนแปลงมากนักรวมประมาณ 29.2 ล้านตัน จำแนกเป็นการผลิตในประเทศประมาณ 24.1 ล้านตัน และนำเข้าจากต่างประเทศ 5.1 ล้านตัน สำหรับอุบัติภัยที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการเกิดอุบัติภัยในโรงงาน การรั่วไหลจากการขนส่ง การจัดเก็บที่ไม่ปลอดภัย การใช้ที่ไม่ถูกวิธี โดยพบว่าเกิดอุบัติภัยจากสารเคมีรวมทั้งสิ้น 29 ครั้ง ซึ่งเกิดจากการเก็บ 14 ครั้ง การขนส่ง 6 ครั้ง และการลักลอบทิ้งสารเคมีและของเสียอันตราย 9 ครั้ง จากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย

ของเสียอันตราย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตลอดสำหรับปี พ.ศ.2551 มีปริมาณของเสียอันตรายรวมประมาณ 1.86 ล้านตัน ซึ่งเป็นของเสียจากภาคอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 78 ที่เหลือร้อยละ 22 เป็นของเสียอันตรายจากชุมชน และของเสียอันตรายมากกว่าร้อยละ 70 ยังคงเกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภาคตะวันออก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และโรคระบาดที่เพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดสภาวะโลกร้อน ซึ่งพบว่า ในปี พ.ศ. 2551 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศประมาณ 194 ล้านตัน หรือร้อยละ 98 ของการปล่อยสารมลพิษทางอากาศทั้งหมด โดยมาจากภาคการผลิตไฟฟ้า คมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมเป็นสำคัญ

สิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชน ปัญหาชุมชนแออัด การขาดแคลนพื้นที่สีเขียว ปัญหามลทัศน์และภัยพิบัติจากการพัฒนาเมือง การขาดแคลนสาธารณูปโภคสาธารณูปการ และปัญหาภาวะมลพิษ ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของเมืองและชุมชนหลายพื้นที่ เนื่องจากการโยกย้ายแรงงานจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการทำให้หลายเมืองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการขาดการควบคุมบังคับใช้ผังเมือง และขาดการวางแผนระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการรองรับการขยายตัวของชุมชนจึงทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองและชุมชนดังกล่าว

สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ แหล่งธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในหลายพื้นที่มีความเสื่อมโทรมหรือถูกทำลายลง โดย มีสาเหตุสำคัญมาจากการบุกรุกเข้าใช้ประโยชน์ หรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้โดยไม่มีมาตรการควบคุมป้องกันอย่างเหมาะสม หรือกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ ก่อให้เกิดปัญหาภาวะมลพิษ เช่น หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ เกิดปัญหามลพิษจากขยะ คุณภาพน้ำทะเลเสื่อมโทรมลง และปะการังถูกทำลาย รวมทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติประเภทแม่น้ำ คูคลอง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ถูกรุกล้ำและขาดการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม สภาพ แวดล้อมของแหล่งศิลปกรรมในหลายพื้นที่ถูกทำลาย ถูกปล่อยให้รกร้างหรือการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างไม่เหมาะสม สาเหตุสำคัญของปัญหามาจากการพัฒนาเมือง การขยายถนน การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอาคารพาณิชย์โดยรอบโบราณสถาน โดยขาดหน่วยงานเข้าไปดูแลอย่างจริงจัง ดังเช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแหล่งมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่ประสบปัญหามีความเสี่ยงต่อการถูกขึ้นทะเบียนเป็นภาวะอันตรายและอาจนำไปสู่การถอดถอนออกจากการเป็นมรดกโลกได้ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง

3. การดำเนินจัดการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบได้ดำเนินการใน การป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เช่น การจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการบริหารจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ และการดำเนินงานตามมาตรการและกิจกรรมโครงการต่างๆ เช่น แผน จัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2550- 2554 ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยเรื่องการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 แผนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2551-2555 จัดทำแนวทางการบูรณาการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศในปี พ.ศ. 2552 รวม ทั้ง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆให้รองรับกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา 67 วรรค 2 ที่เกี่ยวข้องกับโครงการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ออกประกาศกฎกระทรวง เรื่อง กำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทาง ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

นอก จากนี้ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน ภาคเอกชน และประชาชนในท้องถิ่นได้เข้ามามีบทบาทและให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน เช่น ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ มีกิจกรรมโครงการทั้งของภาคราชการและชาวบ้าน ชุมชนท้องถิ่นที่มีการอนุรักษ์ในรูปของเครือข่ายป่าชุมชนด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การปลูกป่าชายเลนของภาคส่วนต่างๆ การ สร้างปะการังเทียมทดแทนแนวปะการังธรรมชาติที่เสื่อมโทรม การอนุบาลและเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเลเพื่อชดเชยจำนวนเต่าในธรรมชาติ เป็นต้น ส่วนการแก้ไขปัญหามลพิษ จะเน้นการควบคุมและลดการระบายมลพิษจากแหล่งกำเนิด การดำเนินกิจกรรมหรือโครงการเพื่อการจัดการแก้ไขปัญหา การออกกฎหมายเพื่อการควบคุมป้องกันอันตรายจากมลพิษ การเสริมสร้างสมรรถนะด้านการจัดการมลพิษต่างๆ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการรณรงค์ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4. ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวมและหน่วยงานที่รับผิดชอบ

4.1 ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในภาพรวม

(1) นโยบาย หลักของประเทศควรปรับเปลี่ยนมาสู่แนวทางการพัฒนาแบบยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่าเทียมกับด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในการจัดสรรงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้เพียง พอสำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหา

(2) การ กำหนดนโยบาย แผนงาน หรือโครงการพัฒนาต่าง ๆ ควรจัดให้มีกระบวนการพิจารณาทางเลือกและประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรกเริ่ม โครงการเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน

(3) เสริม สร้างประสิทธิภาพของระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้สามารถใช้เป็น เครื่องมือการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงและมีการประเมินตรวจสอบ (EIA Audits) หลังจากที่ได้มีการดำเนินโครงการที่ได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว

(4) ผู้บริหารประเทศต้องให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนกระบวนการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment- SEA) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และในกระบวนการตัดสินใจต้องให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเท่าเทียมกับด้านเศรษฐกิจ และสังคม

(5) ควร มีการดำเนินงานการแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเชิงบูรณาการของ หน่วยงานต่าง ๆ และระบบงบประมาณ รวมทั้ง มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานให้ เหมาะสมกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่

(6) ให้ ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในการดำเนินการป้องกันและ แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติอันเกิดจากกิจกรรมการพัฒนาต่าง ๆ โดยให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนร่วมและเป็นแนวร่วมในการ ดำเนินงานตั้งแต่เริ่มต้นแนวความคิด วางแผนงาน ร่วมปฏิบัติการ และร่วมรับผลประโยชน์

(7) มี การบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการที่ภาครัฐกำหนดในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวด ล้อมอย่างเข้มงวดจริงจัง รวมทั้ง มีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการ ด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

(8) สนับ สนุนงบประมาณการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างพอเพียง โดยเฉพาะการวิจัยด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหา สำคัญที่เกิดขึ้น

4.2 หน่วยงานที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย

กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

by ThaiWebExpert