เรื่อง มาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ...16 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการกำกับดูแลสินค้าสำคัญ 202 รายการ และบริการ 20 รายการ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1. กลุ่ม Sensitive List (SL) สินค้าที่จะต้องติดตามดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ รวม 9 รายการ ได้แก่ (1) อาหารปรุงสำเร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบหลัก คือ เนื้อสัตว์ทุกชนิดโดยภาพรวมมีราคาสูงขึ้น (2) น้ำมันเบนซิน (3) น้ำมันดีเซล เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าระดับปกติส่งผลให้ปริมาณความต้องการน้ำมันเพื่อทำความร้อนสูงขึ้น (4) เหล็กเส้น (5) เหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (6) เหล็กแผ่นรีดร้อน รีดเย็น และสแตนเลส เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมีการคาดการณ์ว่าการเจรจาตกลงราคาสินแร่เหล็กรอบใหม่จะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 20-30 (7) เหล็กแผ่นเคลือบดีบุก (8) เหล็กแผ่นเคลือบโครเมี่ยม เนื่องจากราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้นตามภาวะตลาดโลก (9) ปูนซีเมนต์ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูการก่อสร้างราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวและบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการรับส่งสินค้า เอกสาร หรือพัสดุภัณฑ์ รับส่งโทรสาร สืบเนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลต่อราคาสินค้า

2. กลุ่ม Priority Watch List (PWL)รวม 6 รายการ ได้แก่ (1) นมผง (2) นมข้นหวาน เนื่องจากราคาตลาดโลกของนมผงขาดมันเนยมีแนวโน้มลดลงเพราะการแข่งขันสูง (3) สายไฟฟ้า เนื่องจากราคาทองแดงในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น กอรปกับความต้องการใช้ของผู้ใช้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง (4) ก๊าซ LPG หุงต้ม เนื่องจากราคาปิโตรเลียมปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบตามความต้องการใช้ในภูมิภาคเอเชีย และนอกภูมิภาคสูงขึ้น (5) ปุ๋ยเคมี เนื่องจากปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคาพืชผลทางการเกษตรมีราคาสูงขึ้น และ(6) แบตเตอรี่ เนื่องจากราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะตลาดโลก กอรปกับประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกตะกั่วรายใหญ่ของโลกมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้น และบริการ 1 รายการ ได้แก่ บริการซ่อมรถ ซึ่งมักมีปัญหาและได้รับการร้องเรียนอยู่เสมอ

3. กลุ่ม Watch List (WL) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นปกติ ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีปัญหาทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งจะทำการติดตามตามปกติ จำนวน 187 รายการ และบริการ 18 รายการ

Fujitsu กับ IT สีเขียว

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

กระแสว่าด้วยภาวะโลกร้อนและความพยายามที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นประเด็นที่องค์กรธุรกิจหยิบฉวยขึ้นมาสร้างวาทกรรมทางการตลาดเพื่อส่งเสริมยอดขายสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง

ไม่เว้นแม้แต่บรรษัทในอุตสาหกรรมไอที โดยเฉพาะกรณีของ Fujitsu ซึ่งได้ประกาศนโยบายนวัตกรรมสีเขียวของ Fujitsu หรือ Green Policy Innovation และติดตามด้วย Green Policy 2020 ที่พยายามสื่อแสดงการมีบทบาทนำในการลดปริมาณ ก๊าซคาร์บอนให้อยู่ในระดับต่ำของผู้ประกอบการไอทีระดับโลกแห่งนี้

แนวความคิดของ Fujitsu ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าแนวทาง การปกป้องภาวะโลกร้อนผ่านนวัตกรรมใหม่เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมแนวทางการขับเคลื่อนพัฒนาการในปัจจุบัน อุตสาหกรรมภาคไอทีมีบทบาทสำคัญในการนำนวัตกรรม ใหม่ๆ เหล่านี้เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง

ภายใต้บทบาทดังกล่าว Fujitsu พร้อมลงมือเพื่อสร้างสังคมอันอุดมสมบูรณ์ที่มีปริมาณการใช้คาร์บอนในระดับต่ำ ให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา โดยได้วางแผนให้สอดคล้องตามเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ครึ่งหนึ่งของระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันภายในปี พ.ศ.2593 หรือในอีกราว 40 ปีข้างหน้า โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นแนวทางสำหรับบริษัทในกลุ่มเพื่อลดบรรเทาปัญหาดังกล่าวให้ได้ผลภายในปี พ.ศ.2563 อันถือเป็นเป้าหมายสำคัญก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่กว่านี้ในระดับต่อไป

นอกจากนี้ Fujitsu ยังแสวงหาหนทางที่จะทำงานร่วมกับลูกค้าด้วยการนำเสนอความเชี่ยวชาญของ Fujitsu ในด้านแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นโซลูชั่นในการปกป้องโลกและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ Fujitsu ได้นำเสนอโซลูชั่นด้านไอทีแบบครบวงจร ตั้งแต่พีซี เซิร์ฟเวอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอันยิ่งใหญ่ในด้านนี้ พร้อมกับริเริ่มกรีนไอที ขึ้นมาเพื่อช่วยให้บริษัทของลูกค้าสามารถลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมจะผลักดันแนวทางดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง

โครงการกรีนไอทีดังกล่าวตั้งเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนลงให้ได้ขั้นต่ำ 7 ล้านตัน ภายในระยะเวลา 4 ปี เริ่มจากปีงบประมาณ 2550-2553 โดยในปีงบประมาณ 2550 ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกประเมินว่าลดลงไปได้ถึง 60,000 ตัน จากการควบคุมดูแลด้านโครงสร้างระบบไอที และอีกกว่า 680,000 ตัน จากการนำโซลูชั่นด้านระบบไอทีเข้ามา ใช้งาน ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องตามที่ได้ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้

บทพิสูจน์ความเป็น IT สีเขียวและบทบาทนำของ Fujitsu ในการร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนในระยะเบื้องต้นกำลังเดินทางมาถึงจุดท้าทายว่าจะสามารถทำได้จริงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่ ซึ่งภายในสิ้นปี 2553 คงได้เห็นเป็นประจักษ์กันอย่างจริงจังต่อไป

หรือถึงที่สุดแล้ว วาทกรรมว่าด้วย Green IT จะมีค่าเป็นเพียง gimmick ทางการตลาดที่สร้างขึ้นให้สอดรับกับกระแสในแต่ละช่วงเท่านั้น

หลากทฤษฎีที่อธิบายความแปรปรวน

ผู้เขียน: 
พัชรพิมพ์ เสถบุตร

ความผันแปรของสภาพภูมิอากาศจนก่อให้เกิดเป็นหายนภัยและภัยธรรมชาติ สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก มีสาเหตุที่แท้จริงมาจากอะไร หลากหลายทฤษฎีพยายามแสวงหาคำตอบให้กับคำถามนี้ แต่คำถามที่ว่าเราควรเชื่อทฤษฎีของใครดี? ยังมีความสำคัญน้อยกว่าคำถามที่ว่า "แล้วนับจากนี้ เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร?"

ในยามที่ประเทศต่างๆ เกิดสภาพภูมิอากาศปรวนแปรและภัยพิบัติต่างๆ ไปทั่วโลกเช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักคิดไปถึงภาวะโลกร้อน อันมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากเกินไป

เมื่อเร็วๆ นี้ นานาประเทศก็ได้ร่วมมือกันเจรจาตกลงหาทางแก้ไขภาวะโลกร้อน ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวรับผลกระทบ ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ บางกลุ่มก็มีความเห็นต่าง พวกที่มีความเห็นแย้งนี้ก็มีเหตุผลข้อมูลสนับสนุนหนักแน่นเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่า

"โลกร้อนอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ มิใช่สาเหตุแท้จริงของภาวะภูมิอากาศที่ปรวนแปรอยู่ในขณะนี้ มูลเหตุที่มีผลมากกว่า คือการที่แกนของโลกเบี่ยงเบนไปจากปกติ ร่วมกับวงโคจร ของโลกรอบดวงอาทิตย์เปลี่ยนไป ทำให้ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกเปลี่ยนไปด้วย"

ข้อมูลดังกล่าวจริงเท็จแค่ไหน ประชาชนตาดำๆ อย่างเราก็ควรจะฟังหูไว้หู รับฟังไว้ทั้งสองด้าน ก่อนที่จะปลงใจเชื่อฝ่ายใดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะจริงๆ แล้วทุกฝ่ายก็ใช้ข้อมูลสถิติ ที่ต่างฝ่ายต่างเก็บเอามาวิเคราะห์ โดยยังไม่สามารถพิสูจน์สรุปความเป็นมาได้แน่ชัด

ภาวะโลกร้อนจากการกระทำของมนุษย์
(Anthropogenic global warming, AGW)

ในช่วงทศวรรษ 1970 Carl Sagan นักฟิสิกส์ นักพูด นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน เป็นผู้ที่เริ่มออกมาพูดถึงภาวะเรือนกระจกและโลกร้อน ที่มนุษย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณที่สูงเกินปกติ

ตามด้วยคณะรัฐบาลของ Clinton นโยบายสำคัญอันหนึ่งในยุคนั้นคือการลดการ ใช้เชื้อเพลิง รักษาสิ่งแวดล้อม เท่าที่จะทำได้โดยความสมัครใจ มีการลดภาษีและการเสนอ วิธีการซื้อขายคาร์บอน Al Gore รองประธานาธิบดีเป็นผู้นำออกมาเคลื่อนไหว เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน จนมีหนังสือและสารคดีออกมาชื่อ An Inconvenient Truth ซึ่งต่อมาในปี 2006 Al Gore ก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

Al Gore ได้เชื่อมโยงภัยคุกคามของภาวะโลกร้อนเข้ากับประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ชี้แนะว่าภัยจากภาวะโลกร้อนนั้นจะรุนแรงกว่าระเบิดนิวเคลียร์เสียอีก

แน่นอน! จะต้องมีผู้ออกมาคัดค้าน รัฐบาล George W.Bush เห็นว่าเป็นเรื่องเล็ก ไม่ต้องการให้เรื่องนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงปฏิเสธความร่วมมือกับนานาประเทศ ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซออกมามากที่สุดจนเป็นปัญหากันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนนักดาราศาสตร์กลุ่มที่เชื่อเรื่อง Ice Age ก็ออกมาแย้งข้อมูลหลักฐานที่อ้างขึ้นมาโดยกลุ่มโลกร้อน ว่าเป็นการวิเคราะห์ที่สรุปความสั้นไป เร็วไป จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปถึงความเป็นมาของโลกให้ไกลกว่านั้น

ประเด็นที่กำลังร้อนแรงอยู่บนเวทีโลกอยู่ขณะนี้คือ ภูมิอากาศที่แปรผันผิดฤดูกาล ปริมาณความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศที่สูงขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์ร่วมกันจริงหรือ มากน้อยแค่ไหน

ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์ทุกๆ ฝ่ายได้อ้างผลการวิจัยจากก้อนน้ำแข็งขั้วโลก ฝ่ายที่เชื่อภาวะเรือนกระจก หรือ AGW ก็มีข้อมูลหนาแน่น ได้มีการตรวจวัดอุณหภูมิและปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศ เปรียบเทียบกับความเป็นมาในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชัดว่าเป็นกราฟอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติสอดคล้องกับปริมาณคาร์บอนได ออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นการกระทำของมนุษย์

UN จึงออกมาเรียกร้องเตือนให้ชาวโลกหยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ

คณะกรรมการวิชาการระหว่างประเทศขององค์การสหประชาชาติ หรือ IPCC ยังออกมาคาดการณ์ผลกระทบและหายนภัยต่างๆ ออกมามากมาย โดยอ้างผลการวิเคราะห์แสดงอุณหภูมิของโลกร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สัมพันธ์กับปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดกราฟแสดงอุณหภูมิที่สูงขึ้น สะดุดลงด้วยสภาวการณ์ฤดูหนาวในซีกโลกด้านเหนือที่หนาวเย็นผิดปกติในปี 2007, 2008 และ 2009 ที่เพิ่งผ่านมา หิมะที่ตกมากผิดปกติ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของ IPCC ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้แจ้งชัด

ความเห็นต่าง...
โลกกำลังย่างเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง?

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนทฤษฎีแกนโลกเอียงดังกล่าวข้างต้นก็ประกาศว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่งซึ่งจะทำให้โลกเย็นลงมิใช่ร้อนขึ้น การหมุน เวียนเปลี่ยนจากยุคน้ำแข็ง (Ice Age) และยุคอบอุ่น (warm interglacial age) เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรทุกๆ 100,000 ปี โดยมีสาเหตุมาจากแกนโลกเอียง ส่วนที่ผ่านมาในช่วง 12,000 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โลกอยู่ในช่วง interglacial warm period และในอนาคตอันใกล้ ช่วงอบอุ่นกำลังจะสิ้นสุดลง

หากเป็นเช่นนั้นจริง ไฉนบรรยากาศของโลกจึงร้อนขึ้นๆ เช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้อธิบายว่า โลกร้อนขึ้นเพราะ "การเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง โลกจะเปลี่ยนถ่ายความร้อนสู่น้ำในมหาสมุทร ทำให้น้ำทะเลร้อนขึ้น เมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้นก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาสู่บรรยากาศมากขึ้นและทำให้กระแสน้ำทะเลระหว่างมหาสมุทร ต่างๆ ปรวนแปร"

หลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อนี้ได้มาจากแกนน้ำแข็งขั้วโลก ตะกอนก้นมหาสมุทร ลักษณะทางธรณีวิทยาของชั้นหิน และฟอสซิลของซากพืชซากสัตว์โบราณ ข้อมูลยังบ่งชี้ว่า Ice Age ปรากฏอยู่ถึง 100,000 ปี ส่วนยุคอบอุ่น (interglacial warm age) มีระยะเวลาอยู่เพียง 12,000 ปี ความเชื่อนี้เริ่มมาจากการสังเกตของนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในปี 1842 และมีนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษค้นคว้าเพิ่มเติม จนมีการสรุปเป็นทฤษฎี ซึ่งเป็นที่เชื่อถือกันในหมู่นักดาราศาสตร์และนักวิชาการด้านภูมิอากาศ

นักดาราศาสตร์ในกลุ่มนี้ยอมรับว่าทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า ปัจจัยต่างๆจะต้องเป็นไปตามวัฏจักรธรรมชาติที่เป็นไปในระยะยาวเป็นหมื่นเป็นแสนปี มิใช่การผันผวนในระยะสั้นๆ เพียงร้อยปีพันปีและที่สำคัญคือ มิใช่เกิดจากการกระทำที่บิดเบือนธรรมชาติของมนุษย์ หากเป็นไปตามวัฏจักรธรรมชาติ ในอีกไม่ถึงร้อยปีข้างหน้า โลกจะมีภูมิอากาศหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิด glacier ขึ้นทั่วไปในซีกโลกส่วนเหนือ (northern hemisphere)

แล้วเราจะเชื่อฝ่ายไหนดีล่ะ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เชื่ออย่างมีเหตุผล ถ้าต่างฝ่ายต่างมีเหตุผล หนักแน่นแล้วเราจะเชื่อใครดีเล่า?... น่าจะ เชื่อตัวเราเองมากที่สุด โดยรับฟังข้อมูลทุกๆ ด้านและสรุปจากสิ่งที่เราเห็น เราประสบจริง

ในสายตาของคนภายนอกวงการ เมื่อประมวลเหตุผลข้อมูลหลายๆ ด้านดูแล้ว เหตุผลข้อมูลทั้งสองด้านก็ไม่ได้ขัดแย้งกันทีเดียว น่าเชื่อถือด้วยกันทั้งสองฝ่าย ด้วยเห็นกันอยู่ชัดๆ แล้วว่า สภาพแปรปรวนต่างๆ เกิดขึ้นจริง แต่สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีฝ่ายใดบอกได้ชัด และมีกี่ส่วนที่เกิดจากภาวะโลกร้อน!

ฝ่ายที่สนับสนุนภาวะโลกร้อนจากการกระทำของมนุษย์ (AGW) มองภาวการณ์อยู่ในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างจะมองแคบและมองสั้นไปหน่อย เมินเฉยต่อประวัติ อันยาวนานของโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน ซึ่งเป็นรากฐานของสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนวัฏจักรทางดาราศาสตร์หรือยุคน้ำแข็ง ก็ออกจะมองกว้างและไกลเกินไป จนมองข้ามสภาวการณ์ปัจจุบันที่มนุษย์ทำลายระบบธรรมชาติจนเสียสมดุล

การมองย้อนกลับไปไกลๆ ทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแท้จริง พุทธศาสตร์กล่าวถึงการเปลี่ยน แปลงของโลกไว้ว่า ได้ผ่านมาหลายกัปหลายกัลป์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็ผ่านมาหลายภพหลายชาติจนนับไม่ถ้วน

กราฟข้อมูลจากสถานีวิจัย Vostok ของรัสเซียที่ขั้วโลกใต้ มุ่งวิจัยประวัติความเป็นมาจากแกนน้ำแข็ง โดยดูถึงอุณหภูมิบรรยากาศโลก ความเข้มข้นของคาร์บอน และอนุภาคต่างๆ ในบรรยากาศ เมื่อ 420,000 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้แสดงให้เห็นยุคน้ำแข็งที่ผ่านมาและช่วงอบอุ่นเป็นวัฏจักรทุกๆ 100,000 ปี ในทำนองเดียวกับกราฟ EKG ที่แสดงการเต้นของหัวใจ

ข้อมูลยังบ่งชี้ว่า ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงขึ้นตามหลังการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกถึง 800 ปี จึงมิใช่เป็นเพราะระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นตามมา อย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน

หรือพูดง่ายๆ ว่า คาร์บอนไดออก ไซด์มิใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ในทางตรงข้าม อุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้นต่างหากเป็นเหตุให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น

นอกจากนั้นยังมีกระแสความเชื่อของนักดาราศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เฝ้าสังเกตความเป็นไปของดวงอาทิตย์ ปัจจุบันพบว่าปฏิกิริยาของ sunspots บนพื้นผิวของดวงอาทิตย์นั้นรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณแสงและรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกร้อนแรงขึ้นประมาณ 0.1% จากที่เคยเป็นมาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว นักวิชาการกลุ่มนี้ชี้ว่าปฏิกิริยา sunspots ดังกล่าวทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นได้ แต่จะมากน้อยแค่ไหนยังไม่มีใครสรุปออกมาได้ ส่วนใหญ่เชื่อว่ามีผลเพียงเล็กน้อย

ถ้าเรามองสถานการณ์อย่างคนธรรมดาทั่วไป ก็ย่อมรู้สึกได้ว่าภูมิอากาศผิดปกติที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวันนี้ น่าจะมาจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์เป็นแน่ ดังนั้น ถ้า เราเพลาๆ กิจกรรมต่างๆ ลงบ้างด้วยการประหยัดน้ำมัน ลดการตัดไม้ทำลายป่า ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยก็ย่อมทำให้สภาพการณ์ดีขึ้นได้เป็นแน่

ถึงอย่างไร โลกก็ยังต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวัฏจักร และสรรพสิ่งในโลกก็ต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม ที่แห่งใดมีกรรมดีอยู่มาก ก็คงหลุดพ้นจากบ่วงหายนภัย ฉะนั้นการทำกุศลกรรม เช่น รักษาสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ สัตว์ป่า มีความพอเพียง ย่อมนำไปสู่ความสุขความสงบพ้นภัยได้บ้าง

การที่เราจะตระหนักได้เช่นนี้ ประชาชนทั่วไปจำเป็นต้องมีความรู้และมิใช่เรียนรู้จากโลกภายนอก ที่องค์กรหรือสื่อจากต่างประเทศบอกแก่เราเพียงฝ่ายเดียว แต่คนไทยเราต้องเรียนรู้จากความเข้าใจสภาพการณ์ในประเทศของเราเองด้วย ด้วยความร่วมมือของทุกๆ ฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน จะต้องช่วยกันแสวงหาความรู้ความคิดริเริ่ม ลงมือปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง จึงจะก้าวไปได้อย่างมั่นคง ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งพาภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว

ผู้เขียนอยากเห็นเมืองไทยมีเวทีเสวนาเรื่องวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น อยากเห็นคนไทยตื่นตัวและมีความคิดเห็นของตนเองบนพื้นฐานของเหตุผลและวิทยาศาสตร์มากขึ้น มากกว่าที่จะเชื่อตามที่องค์กรต่างๆ ระหว่างประเทศเผยแพร่ออกมาไปเสียทั้งหมด ด้วยประเทศไทยควรรู้จักตนเองให้ดีที่สุด เพื่อสร้างจุดยืนของตัวเราเองในการเสริมสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เหมาะสมกับประชาชนคนไทย

ถึงเวลาที่โลกต้องตระหนัก!!

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

26 ธันวาคม 2547 แผ่นดินไหว วัดความรุนแรงได้ 9.6 ริกเตอร์ บริเวณเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ซัดถล่มชายฝั่งของหลายประเทศที่อยู่รายรอบมหาสมุทรอินเดีย อาทิ อินโดนีเซีย ไทย อินเดีย ศรีลังกา ฯลฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 165,000 คน

2 พฤษภาคม 2551 พายุไซโคลนนาร์กิส พัดถล่มพื้นที่บริเวณปากน้ำอิระวดีของพม่า ส่งผลให้ เกิดภาวะน้ำท่วมและแผ่นดินถล่ม สร้างความเสียหายอย่างหนัก ตัวเลขอย่างเป็นทางการของพม่า มีผู้เสียชีวิต 22,000 คน และสูญหายอีก 41,000 คน แต่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการคาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 แสนคน

12 พฤษภาคม 2551 เกิดแผ่นดินไหว วัดความรุนแรงได้ 7.8 ริกเตอร์ ในมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้อาคารบ้านเรือนถล่ม ตัวเลขอย่างเป็นทางการซึ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน

ล่าสุด วันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา เหตุแผ่นดินไหว วัดความรุนแรงได้ 7.0 ริกเตอร์ ในสาธารณรัฐเฮติ เกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ในทะเลแคริบเบียน สร้างความเสียหายให้กับประเทศนี้อย่างชนิดที่เรียกได้ว่า "ล่มสลายหมดทั้งประเทศ" ตัวเลขล่าสุดที่ได้รับก่อนการปิดต้นฉบับ พบผู้เสียชีวิตแล้ว 170,000 คน และมีการคาดกันว่ายังมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก

เพียง 5 ปีที่ผ่านมา โลกได้ประสบกับหายนภัยอย่างรุนแรงมานับครั้งไม่ถ้วน

4 เหตุการณ์ที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นเพียงต้วอย่างของหายนภัยที่เกิดในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งก่อความเสียหาย และทำให้มีผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติไปแล้วถึงเกือบครึ่งล้านคน

ไม่นับรวมปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยากจะหาคำบรรยาย ซึ่งปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เฮติ อาทิ

- พายุหลงฤดูที่ซัดกระหน่ำเกาะออสเตรเลีย

- สภาพอากาศหนาวจัดในยุโรปและมณฑลทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน

- น้ำที่ท่วมอย่างหนักจนเกิดแผ่นดินถล่มในหลายประเทศในอเมริกาใต้

- ภูเขาไฟมายอน เกิดปะทุขึ้นที่เกาะทางภาคกลางของฟิลิปปินส์

ฯลฯ

ปรากฏการณ์เหล่านี้เหมือนกับนัดหมายให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับภาพยนตร์เรื่อง "2012 วันสิ้นโลก" ซึ่งเพิ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นในภาพยนตร์หรือเรื่องจริง สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องตระหนัก คือหายนภัย อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมในโลกใบนี้ มาถึงเร็วและรุนแรง กว่าที่หลายๆ คนเคยปรามาสเอาไว้

แต่ความตระหนักดังกล่าวแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้างหรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด?

ขณะที่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้กำลังเกิดขึ้น ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาได้มีการประชุมอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีตัวแทนจาก 192 ชาติ มาร่วมประชุมกันที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

เป็นการประชุมเพื่อหามาตรการรองรับ หลังจากพิธีสารเกียวโตกำลังจะหมดอายุลงในอีก 2 ปีข้างหน้า

แต่ผลการประชุมคราวนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ยังต้องมีการถกเถียงกันต่อ

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมได้แสดงให้เห็นถึงท่าทีของแต่ละประเทศ ที่มีต่อการเปลี่ยน แปลงสภาพแวดล้อมของโลกได้พอสมควร

ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกกันขึ้นมาตลอดเวลาที่มีการพูดกันถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก คือเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยโดยตรงที่ทำให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาในปริมาณที่มากเกินไป มีต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ การบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าจากการขยายตัวของชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป จนการปลูกป่าขึ้นมาเพื่อทดแทนป่าที่สูญเสียไป ทำได้ไม่ทัน

อีกทั้งการบริโภคพลังงานที่มากเกินไป ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสังคมเมืองและเศรษฐกิจ

พลังงานที่ถูกบริโภคมากที่สุด คือพลังงานจากฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน การแสวงหาแหล่งพลังงานเหล่านี้จำเป็นต้องขุดเจาะพื้นโลก ทำให้เกิดโพลงใต้ดินและการเผาผลาญพลังงานเหล่านี้ เพื่อนำมาใช้บริโภค ก็เป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาโดยตรง

หลายปีมานี้แนวคิดที่จะสรรหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ทดแทนแหล่งพลังงานเดิมที่มาจากซากฟอสซิล จึงมีการพูดถึงกันมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการพูดเพื่อสร้างกระแสความตื่นตัวชั่วครั้งชั่วคราว อันเป็นผลเนื่องมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น

แต่น้อยครั้งนักที่จะเป็นการพูดเพื่อสร้างความตื่นตัวในระยะยาวคือ สร้างความตระหนักให้ผู้คนคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ อันเกิดขึ้นเนื่องจากการบริโภคพลังงานจากซากฟอสซิล

ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งที่ราคาน้ำมันเริ่มลดลง ความตื่นตัวของผู้คนที่จะแสวงหาพลังงานใหม่ๆ ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาดมาใช้ก็ลดลงตามไปด้วย

คำถามที่นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ตั้งอยู่ในใจมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ

ทำไม การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสมดุลทางธรรมชาติ และไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชน จึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหลัก โดยไม่ต้องมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในตลาดโลกมาเป็นตัวแปร?

ทำไม การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่สะอาด จึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนทั่วโลกควรต้องตื่นตัว เพราะมองเห็นว่าการบริโภคพลังงานที่มาจากซากฟอสซิลเพียงอย่างเดียว กำลังบ่อนทำลายโลกใบนี้ไปทีละน้อย ทีละน้อย?

ทำไม การแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่ทั่วทั้งโลกต้องตระหนัก เพื่อป้องกัน หรือตั้งรับกับหายนภัยใหญ่ๆ ที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และนับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น?

3 คำถามที่เกิดขึ้นข้างต้นยิ่งถูกเร่งเร้าให้รีบหาคำตอบให้ได้โดยเร็วขึ้น ทันทีที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ จนเป็นที่มาให้เราต้องเร่งทำเป็นเรื่องจากปกในฉบับนี้

ดังนั้น เรื่องปกของนิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ฉบับนี้จึงอาจดูเป็นเรื่องเชิงนามธรรมหรือเป็นวิชาการไปบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่เราตั้งใจจะนำเสนอ แม้ว่าจะมีเวลาในการแสวงหาข้อมูลอย่างจำกัด วัตถุ ประสงค์ของเราขอเป็นส่วนหนึ่งหรือแค่เสียงหนึ่งที่ออกมากระตุ้นให้ผู้คนต้อง ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้และออกมาร่วมกันหาคำตอบ ให้กับ 3 คำถามที่เราได้ตั้งเอาไว้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว..!!!

Gasification กระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ทั้ง win-win และยั่งยืน

ผู้เขียน: 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กุมภาพันธ์ 2553

ในจำนวนแนวคิดอันหลากหลายที่ถูกนำเสนอขึ้นมาสำหรับการแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่ทั้งสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนแล้ว การผลิตไฟฟ้าด้วยวิธีการ gasification ถือเป็นกระบวนการที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่สุดวิธีหนึ่ง

แม้การผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้กระบวนการกลั่นก๊าซจากไม้ (gasification) จะยังไม่ใช่วิธีการผลิตไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำที่สุดในการวิเคราะห์ทางการเงิน แต่ก็ถือว่าเป็นกระบวนการผลิตไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ว่าเป็นกระบวนการ ที่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศน้อยที่สุด หรืออาจเรียกได้ว่าไม่มีการปลดปล่อยออกมาเลย

ในทางกลับกัน การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการนี้ยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีแพร่กระจายอยู่มากแล้วในชั้นบรรยากาศให้เหลือน้อยลงได้อีกด้วย

ที่สำคัญ การผลิตไฟฟ้าโดยใช้กระบวนการ gasification วงเงินลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าและเครื่องจักร ไม่จำเป็นต้องใช้เงินนับหมื่นนับแสนล้านบาท เหมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้แหล่งพลังงานอื่นๆ

โดยเฉพาะพลังงานจากซากฟอสซิล

ผู้ที่จะมาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าแบบนี้เป็นได้ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดกลางที่พอมีเงินทุน หรือแม้แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชน ในพื้นที่ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าก็สามารถรวบรวมเงินทุนกันเพื่อตั้งโรงงานไฟฟ้าขึ้นมาได้

วงเงินลงทุนต่อโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification กำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ (1 พันกิโลวัตต์) ซึ่งเป็นกำลังการผลิตที่อยู่ในจุดที่คุ้มทุนที่สุด ใช้เงินทั้งสิ้น 75 ล้านบาท

หลักการกว้างๆ ของการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification ก็คือการปลูกป่า และนำชิ้นส่วนของต้นไม้ในป่า อาทิ กิ่ง ก้าน และลำต้นบางส่วนที่จำเป็นต้องตัดทิ้ง มาผ่านกระบวนการกลั่น เพื่อให้ได้ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก๊าซดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์ที่จะไปหมุนแกนคอยล์ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) เพื่อปั่นให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ในชุมชน

สำหรับกระบวนการกลั่นไม้ให้เป็นก๊าซนั้น ใช้วิธีคล้ายๆ กับการสุมเผาถ่าน โดยให้กิ่งไม้เผาไหม้ในพื้นที่ปิด ไม่มีออกซิเจนเข้าไปถึง จึงไม่มีประกายไฟ เพื่อควบคุมไม่ให้ มีการแพร่กระจายของควัน เมื่อไม้เผาจนได้ระดับหนึ่งแล้ว ค่อยปล่อยก๊าซออกซิเจนเข้าไป เพื่อทำปฏิกิริยากับเนื้อไม้ จะได้ก๊าซไฮโดรคาร์บอน ลักษณะใกล้เคียงกับก๊าซ LPG ที่สามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์ได้

ดังนั้นกระบวนการนี้จึงไม่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ

การตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้า ยังเป็นการช่วยลดการลงทุนเพิ่มเรื่องสายส่งไฟฟ้า เพราะกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้อยู่ในชุมชนนั้นๆ

ขณะที่ไฟฟ้าส่วนที่เหลือจากการใช้ในชุมชนก็ยังสามารถขายเข้าสู่ระบบ (grid) ได้ โดยอาศัยสายส่งที่มีการลงทุนวางเครือข่ายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

"การปลูกป่านั้นดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยระบบ gasification นั้นเป็นการผลิตที่เรียกว่า carbon neutral คือเป็นสมดุล เมื่อรวมการปลูกต้นไม้และการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยระบบ gasification เข้าด้วยกัน ก็จะเป็นการลดคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการลดสภาวะโลกร้อน" นพ สัตยาศัย ประธานบริษัท เอ็น พาวเวอร์ ไบโอ เอเนอร์จี้ อธิบายกับผู้จัดการ 360 ํ

บริษัท เอ็น เพาเวอร์ ไบโอ เอนเนอร์จี้ เป็นบริษัทที่ปรึกษาในการก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากกระบวนการ gasification อย่างครบวงจร

เริ่มตั้งแต่การจัดหาพื้นที่ปลูกป่า การก่อสร้างโรงงาน ในลักษณะเทิร์นคีย์ รวมถึงการติดต่อสถาบันการเงิน ติดต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งจะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า รวมถึงกระบวนการในการขายคาร์บอนเครดิตให้กับโครงการพัฒนาความสะอาด (Clean Development Machanism: CDM) ของสหประชาชาติอีกด้วย

นพได้ให้ความสนใจและศึกษาการนำกระบวนการ gasification มาผลิตกระแสไฟฟ้าโดยละเอียดมานานนับสิบปีแล้ว เพียงแต่ในช่วงที่เขาเริ่มศึกษา ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำ จึงยังไม่ใช่จังหวะเวลา ที่เหมาะสมสำหรับการนำเสนอแนวคิดนี้

จนเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นมาอยู่ในระดับสูงมาก ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาจึงเริ่มศึกษาเรื่องนี้อีกครั้ง การศึกษาครั้งนี้ขยายบทบาทไปถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ วงเงินลงทุน จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคืนทุน รวมถึงแสวงหาบริษัทที่จะเข้ามาเป็นซัปพลายเออร์เรื่องเครื่องจักรเพื่อนำมาใช้ผลิต การลงทุนเชิงธุรกิจของเกษตรกร รวมถึงการติดต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

และเริ่มนำเสนอผลสรุปที่เขาได้จากการศึกษาต่อหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและในต่างประเทศ

นพเป็นคนจังหวัดชัยนาท เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2485 เรียนจบชั้นมัธยมต้นที่วชิราวุธวิทยาลัย แล้วไปต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสาขาวิศวสุขาภิบาล เมื่อปี 2507 จากนั้นก็ไปจบปริญญาโททางด้านวิศวสุขาภิบาลอีกเช่นกัน จากมหาวิทยาลัยเดลฟ์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

เขาเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสาขาการจัดการทรัพยากร

นพเคยรับราชการช่วงสั้นๆ ที่กรมโยธาธิการ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะหันเหเข้าสู่ภาคธุรกิจเอกชนด้วยการทำหน้าที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาให้บริษัทเอนจิเนียริ่ง แมเนจเม้นท์ ซีสเต็มส์ ซึ่งเป็นบริษัทรับให้คำปรึกษาและวิจัยงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรของชาติ

เขาผ่านงานใหญ่หลายโครงการ อย่างเช่นโครงการของการพลังงานแห่งชาติ โครงการผลิตถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และโครงการวางระบบประปาของจังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น

(อ่านเรื่อง "ดร.นพ สัตยาศัย ผู้ว่าประปาที่มีบางคนพยายามจะยัดเยียดให้" นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนมีนาคม 2530 หรือใน www.goto manager.com ประกอบ)

เขาเป็นบิดาของสิรินทร์ยา สัตยาศัย หรือน้องฝ้าย นางสาวไทยคนที่ 41 ประจำปี พ.ศ.2547

ปี 2524 นพเคยทำงานให้กับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา หรือยูเสด (USAID - United States Agency for International Development) ในฐานะที่ปรึกษาและรองผู้จัดการโครงการ (Deputy Project Manager-Non-conventional Renewable Energy)

"ผมสนใจเรื่อง gasification มาตั้งแต่ทำงานที่ยูเสด" เขาบอกก่อนมาตั้งเป็นบริษัท เอ็น เพาเวอร์ ไบโอ เอนเนอร์จี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 นพเคยถูกชักชวนให้เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทอีสเทิร์นไวร์ (EWC) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อบริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CEN)

ต่อมาในบริษัทแห่งนี้ได้เกิดการแย่ง ชิงการถือหุ้นใหญ่ (hostile take over) ระหว่างกลุ่มของสุริยา ลาภวิสุทธิสิน, โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ กับกลุ่มของชนะชัย ลีนะบรรจง

ผลคือกลุ่มของชนะชัยได้ชัยชนะ และสามารถเข้าควบคุมการบริหารงานในบริษัทนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นพเข้าไปรับตำแหน่งใน EWC ตามคำเชิญชวนของสุริยาและโกมล ที่รับ ปากกับเขาว่าจะให้ EWC สร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification ขึ้นถึง 32 โรงด้วยกัน แต่ภายหลังกลับไม่ได้สร้างตามที่รับปาก เขาจึงได้ลาออกมาและตั้งบริษัท เอ็น เพาเวอร์ ไบโอ เอนเนอร์จี้ขึ้น เพื่อนำเสนอโครงการให้กับผู้ลงทุนรายอื่นด้วยตัวเอง

ตามรายละเอียดโครงการลงทุนโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification จากการศึกษาของนพ จุดเริ่มต้นของกระบวนการคือเกษตรกร และเนื่องจากไม้ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับใช้กลั่นออกมาเป็นก๊าซไฮโดรคาร์บอนนั้น สามารถใช้ไม้ชนิดใดก็ได้ แต่ต้องนำไปตากให้แห้ง เพื่อให้ค่าความชื้นเหลือน้อยที่สุด

ดังนั้น เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอาชีพหรือ วิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยปฏิบัติอยู่

ตัวอย่างเช่นเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนมะม่วง หรือมังคุด เวลาต้องการตัดรานกิ่งไม้ แทนที่จะทิ้งกิ่งไม้ที่ตัดออกไปก็สามารถนำกิ่งไม้ดังกล่าวมาขายป้อนให้กับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ

"กิ่งไม้ก็ถือเป็นชีวมวล (bio mass) ชนิดหนึ่ง แต่เป็นแบบแข็ง ถ้าเป็นแบบอื่น เช่น แกลบ หรือฟางข้าว ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ต้องนำไปอัดเป็นก้อนเสียก่อน" เขาเริ่มอธิบายลงลึกไปในรายละเอียด

นพแสวงหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนเชิงธุรกิจ พบว่าต้นกระถินยักษ์พันธุ์ Leucaena Leucocephala เป็นไม้ที่มีคุณสมบัติดีที่สุด เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว บำรุงรักษาง่าย สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด โดยเฉพาะดินที่มีสภาพเสื่อมโทรม ตรงกันข้าม เมื่อได้ปลูกลงดินไปแล้วยังสามารถปรับสภาพดินให้ดีขึ้น เพราะกระถินเป็นพืชในตระกูลเดียวกับถั่ว รากของกระถินจะมีการสะสมธาตุไนโตรเจน และสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนไว้ในดิน จึงเป็นการเพิ่มสารอาหารให้กับดินในพื้นที่นั้นๆ

จากการศึกษาในแง่ธุรกิจ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification ขนาด 1 เมกะวัตต์ ควรจะต้องมีแปลงปลูกต้นกระถินยักษ์ขนาด 2,000 ไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบสามารถป้อนเข้าโรงงานได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งพื้นที่ 2,000 ไร่นั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนเป็นพื้นที่แปลงเดียว ผู้ลงทุนสามารถไปส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงาน ปลูกกระถินยักษ์แซมในพื้นที่สวนเดิมของเขา แล้วค่อยตัดกิ่งไม้ส่งเข้าโรงงานตามราคาที่กำหนด

ตามการศึกษาของนพ ราคารับซื้อกิ่งไม้ที่โรงงานรับซื้ออยู่ที่ตันละ 1,000 บาท ในค่าความชื้นที่เป็นศูนย์ แต่หากมีค่าความชื้นเพิ่มขึ้น ราคารับซื้อก็จะลดต่ำลงไป

ค่าความชื้นที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรก่อนที่จะนำกิ่งไม้มาขายให้กับโรงงานคือ 25% ซึ่งเท่ากับราคารับซื้อตันละ 750 บาท

สูงกว่าราคารับซื้อกิ่งไม้โดยเฉลี่ยของโรงงานเยื่อกระดาษ หรือโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่รับซื้อกิ่งไม้ไปเป็นวัตถุดิบ หรือเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนที่ตกตันละ 350 บาท และ 660 บาทตามลำดับ (ไม่กำหนด ค่าความชื้น)

"เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการไม่จำเป็นต้องตัดหรือโค่นพืชเดิมทิ้ง เพียงแต่แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง มาปลูกเป็นต้นกระถินยักษ์ อย่างเช่นคนที่เคยปลูกมันสำปะหลัง เขาก็อาจกันพื้นที่ปลูกมันบางส่วนมาปลูกกระถินยักษ์ รายได้จากมันที่เดิมเคยได้รับก็ยังคงได้รับอยู่ และจะมีรายได้จากการขายกิ่งต้นกระถินเพิ่มขึ้นมาด้วย"

นพเคยประเมินคร่าวๆ รายได้สุทธิต่อไร่ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หลังจากหักใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ตกปีละ 2,000-3,000 พันบาท แต่หากปลูกกระถินยักษ์ส่งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า จะได้ถึงปีละ 5,000-6,000 บาท

สำหรับการก่อสร้างโรงงานมูลค่าเงินลงทุนโรงงานละ 75 ล้านบาท (ไม่รวม ค่าที่ดิน) สำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์นั้น แบ่งเป็นค่าเครื่องจักรประมาณ 50 ล้านบาท ประกอบด้วยเครื่องยนต์และหน่วยผลิตไฟฟ้า 4 หน่วย ที่เหลือเป็นค่าจัดการต่างๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมในการยื่นเรื่องต่อ CDM เพื่อขายคาร์บอนเครดิต

โรงงาน 1 แห่งจะใช้พื้นที่เพียง 160 ตารางเมตร ดังนั้นจึงเหมาะสมสำหรับการกระจายออกไปตั้งโรงงานตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

"เราไม่จำเป็นต้องทำโรงงานขนาดใหญ่" นพยืนยัน

เขาให้เหตุผลว่าโรงงานขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้น ผลประโยชน์ที่ได้ จะตกอยู่กับผู้ลงทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม ไม่ตกลงมาถึงชุมชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้โรงงานขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก และต้องขายไฟฟ้าออกไปยังที่ห่างไกล ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียของพลังงานไฟฟ้าระหว่างการเดินทาง ต้นทุนตรงนี้ยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยผลวิเคราะห์ถึงผลดีหรือผลเสียที่แท้จริง แต่เหมา รวมอยู่ในต้นทุนการก่อสร้าง

ขณะที่โรงงานขนาดเล็กตามแนวทางการศึกษาของเขา หากกระจายออกไปตั้งอยู่ตามตำบลต่างๆ เมื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับชุมชนจะไม่มีค่าความสูญเสียของพลังงานไฟฟ้า เพราะไม่ได้เดินทางไกล ถือเป็นความคุ้มค่าที่ไม่สามารถระบุออกมาเป็นตัวเลขได้

2 ปีที่แล้วนพนำโครงการนี้ไปเสนอต่อพระครูอุดมประชาธร หรือพระอลงกตติกขปัญญา เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งท่านแสดงความสนใจ นำมูลนิธิธรรมรักษ์ของวัดมาเข้าร่วมโครงการ โดยกันพื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่ สำหรับปลูกต้นกระถินยักษ์ เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification ขนาด 1.5 เมกะวัตต์ ขึ้นมา 1 แห่ง

แต่โรงงานแห่งนี้ใช้เทคโนโลยีของบริษัทซาตาเกะจากประเทศญี่ปุ่น ที่ซื้อโนว์ฮาวมาจาก India Institute of Science ประเทศอินเดียอีกต่อหนึ่ง ทำให้มูลค่าการ ก่อสร้างโรงงานสูงมากถึง 120-130 ล้านบาท ใช้พื้นที่ตั้งโรงงานใหญ่เกินไปถึง 1,600 ตารางเมตร

การก่อสร้างใช้เวลานานถึงมากกว่า 1 ปี

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมูลนิธิธรรมรักษ์ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี ปัจจุบันการก่อสร้างใกล้เสร็จ พร้อมที่จะผลิตได้ในอีก 1-2 เดือนนี้

นพยอมรับว่าในช่วงนั้นเขายังรู้จักบริษัทที่จะมาเป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าน้อยมาก จึงเลือกซื้อเทคโนโลยีของบริษัทซาตาเกะ แต่เมื่อดูจาก ขนาดของโรงงานและระยะเวลาก่อสร้างแล้ว เขาจึงเริ่มมองหาบริษัทจัดหาเทคโน โลยีรายใหม่

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา (2552) นพเพิ่งบินกลับจากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับสัญญาความร่วมมือกับบริษัท International Innovations Incorporated ซึ่งตั้งอยู่ในมลรัฐเวอร์มอนต์ เจ้าของแบรนด์ เทคโนโลยี Powerhearth ซึ่งจะเข้ามาเป็นผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification ตามการศึกษาของเขา

ตามเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา โรงงานจะใช้พื้นที่เพียง 160 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 6 เดือน ก็สามารถเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยบริษัทแห่งนี้ยังรับประกันในการบำรุงรักษาโรงงาน ให้เป็นเวลาถึง 20 ปีด้วยกันและการดูแลรักษาเครื่องจักรในโรงงานก็สามารถทำได้ง่าย โดยใช้คนงานเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

(สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเทคโนโลยีของ Powerhearth ได้ที่ www.3ialter nativepower.com)

ตามแผนธุรกิจที่นพศึกษาไว้ ผู้ลงทุน 75 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยกระบวนการ gasification จะเริ่มมีรายได้ในเดือนที่ 7 หลังจากเริ่มสร้างโรงงาน โดยการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในราคาหน่วยละ 3 บาท (1 หน่วย= 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง) และรัฐจะสนับสนุนเพิ่มรายได้ (adder) ให้อีกหน่วยละ 3.30 บาท

โรงงานที่ถูกสร้างขึ้นจะเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง หรือปีละ 8,000 ชั่วโมง ผู้ลงทุนจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5 ปี จากการขายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

นี่ยังไม่รวมถึงการขายคาร์บอนเครดิต เพราะตามกระบวนการผลิตของโรงงานแบบนี้จะต้องมีการปลูกป่าเข้ามาอยู่ในส่วนหนึ่งของกระบวนการด้วย เข้าเงื่อนไขของ CDM ที่สามารถนำปริมาณก๊าซคาร์บอนที่ลดลงมา ขายเป็นคาร์บอนเครดิตได้

ตามเงื่อนไขของ UNFCCC ที่นพศึกษามา โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากกระบวน การ gasification 1 แห่ง จะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ปีละ 3 ล้านบาท เมื่อรวมกับการปลูกป่าอีก 3,000 ไร่ จะขายคาร์บอนเครดิตได้อีกปีละ 2 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งโรงงานและป่าที่ปลูกขึ้นมาเพื่อเป็นวัตถุดิบเข้าโรงงาน จะสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ปีละ 5 ล้านบาท

"ถ้าประเทศไทยมีโรงงานไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร 3,000 โรงทั่วประเทศ จะได้รับเงินจากการขายคาร์บอนเครดิตมากกว่าปีละ 1.5 แสนล้านบาท" เขาย้ำตัวเลข

เพื่อจูงใจให้มีการลงทุน นพยังได้ติดต่อสถาบันการเงินหลายแห่ง อาทิ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินกับผู้ลงทุน ซึ่งธนาคารทั้ง 2 แห่งก็ได้รับ ข้อเสนอของเขาไปพิจารณาแล้ว

เขาเสนอเงื่อนไขไปยังธนาคารกรุงไทยว่าหากผู้ลงทุนคือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เขาขอให้ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนทางการเงินให้กับอบจ. เหล่านั้น 100% ของมูลค่าโครงการ

ปัจจุบันเริ่มมีคนสนใจโครงการปลูกป่าและสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า จากกระบวนการ gasification ที่นพได้ศึกษามาแล้วหลายราย

ในด้านเกษตรกร เริ่มมีเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพง เพชร นำต้นพันธุ์กระถินยักษ์ไปปลูกแล้วประมาณกว่า 2 หมื่นไร่

ยังมีเกษตรกรในจังหวัดสกลนคร ที่คาดว่าจะเริ่มปลูกในปีนี้อีกหลายพันไร่

ส่วนผู้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้านั้น ปัจจุบันมีบริษัทในตลาด หลักทรัพย์ 1 แห่ง แสดงความสนใจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในอีก 2-3 เดือนนี้ นอกจากนี้ยังมีเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชัยภูมิ ที่คาดว่าจะเป็นผู้ลงทุนรายแรก (นอกเหนือจากวัดพระบาทน้ำพุ) ที่จะเริ่มก่อ สร้างโรงงานในอีกประมาณ 1-2 เดือนนี้

นพยืนยันว่าจุดมุ่งหมายที่เขานำเสนอการศึกษาโครงการนี้ มิใช่เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว

แต่ยังเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร สร้างความมั่นคงทางพลังงาน และสิ่งที่จะได้ตามมา คือการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

"คิดดู หากเราสามารถกระจายโรงไฟฟ้าไปตามตำบลต่างๆ ทั่วประเทศ คนที่จะได้ก็คือชุมชน รายได้ก็จะตกอยู่กับเกษตรกรในชุมชน และยิ่งได้ชุมชนมาเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ก็จะยิ่งดีใหญ่ เพราะเท่ากับเกษตรกรทุกคนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า ยิ่งหาก กระจายออกไปมากสัก 4,000 โรงทั่วประเทศ ก็เท่ากับเราได้โรงงานผลิตไฟฟ้าขนาด 4,000 เมกะวัตต์ โดยที่ไม่ต้องไปก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม" นพขยายความแนวคิด

Gasification มิใช่เรื่องใหม่ เป็นกระบวนการที่ถูกคิดค้นขึ้นมานานแล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่เคยมีการลงทุนสร้างโรงงานขึ้นมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อหาข้อสรุปได้ว่ากระบวนการนี้สามารถนำมาใช้ได้จริงในเชิงธุรกิจ

อีกทั้งยังมีความวิตกกันในหมู่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่า ด้วยกระบวนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทย เมื่อมีการนำกระบวนการ gasification มาใช้ผลิตไฟฟ้า จะเป็นข้ออ้างให้กลุ่มทุนนำไปใช้ในการบุกรุกป่า หรือไปขอพื้นที่ปลูกป่า โดยหวังเพียงเพื่อขายคาร์บอนเครดิตอย่างเดียว

นพ สัตยาศัยนับเป็นรายแรกที่กล้านำเสนอแนวคิดนี้ และกล้าที่จะบุกเบิกทำแนวคิดให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม

หากเป็นไปตามที่นพได้วางแผนไว้ ปลายปีนี้เมื่อโรงไฟฟ้าจากกระบวนการ gasification แห่งแรกที่จังหวัดชัยภูมิสร้างเสร็จ และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาขาย คงสามารถช่วยคลายความวิตกกังวลของบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นลงไปได้ ไม่มากก็น้อย

และจะยิ่งเป็นการดี หากแนวคิดนี้ถูกนำเสนอให้แพร่กระจายออกไป เพราะอย่างน้อยก็ถือเป็นทางเลือกใหม่ในการแสวงหาแหล่งพลังงานที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน

หนำซ้ำยังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรในชุมชนเพิ่มขึ้นมาได้อีก

"เทสโก้" ขับเคลื่อนลดโลกร้อน เปิดซูเปอร์ฯปลอดคาร์บอน

ผู้เขียน: 
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก "กลุ่มเทสโก้" (Tesco PLC) ประกาศเปิดตัว ซูเปอร์มาร์เก็ตปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ซูเปอร์มาร์เก็ตของเทสโก้สุดล้ำสำหรับโลกอนาคตแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่เมืองแรมซีย์ แคมบริดจ์เชียร์ อังกฤษ เป็นอาคารสร้างด้วยไม้ จากแหล่งป่าปลูกสำหรับตัดใช้ มีระบบแสงสว่าง LED พร้อมโรงผลิตไฟฟ้าและความร้อนขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุน เวียนที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ด้วยโครงสร้างของอาคารแบบนี้ ทำให้ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้จะไม่ทิ้งร่องรอยคาร์บอน และกระแสไฟฟ้าที่ผลิตเกินกว่าความต้องการจะถูกส่งเข้าไปเพิ่มในระบบของรัฐด้วย

นอกจากนี้ ภายในและภายนอกอาคารยังใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน อาทิ ระบบหรี่ไฟอัตโนมัติที่ปรับลดความสว่างลงเมื่อแสงธรรมชาติจากภายนอกสว่างขึ้น การใช้หลังคาที่สามารถให้แสงส่องทะลุลงมาให้ความสว่างในบริเวณห้าง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างรูปธรรมที่เกิดขึ้นหลังจากเมื่อ ปลายปีที่ผ่านมา "เซอร์เทอรี่ เลฮี" ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเทสโก้ ประกาศว่า บริษัทจะพัฒนาสู่การเป็น "ธุรกิจปลอดคาร์บอน" ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)

นอกจากนี้ กลุ่มเทสโก้ยังได้ประกาศลงทุนกว่า 5 พันล้านบาทกับบริษัทสีเขียวต่าง ๆ ขณะที่คู่ค้าที่ได้เริ่มทำงานกับเทสโก้ในอังกฤษมาตั้งแต่แรก จะสามารถนำประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสีเขียวไปแนะนำแก่ธุรกิจของเทสโก้ทั่วโลก เช่น จุดชาร์จไฟสำหรับรถไฟฟ้า ระบบทำความเย็นด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และโรงงานผลิตพลังงานและความร้อนที่จะให้ "ไฟฟ้าสีเขียว"

"เซอร์เทอรี่ เลฮี" ยังกล่าวด้วยว่า ภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับโอกาสการเปิดสาขาปลอดคาร์บอนแห่งแรกของโลก เพราะ ในวันนี้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาท้าทายที่เราจะแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจและมาตรการที่หลากหลายเท่านั้น เราต้องการตัดลดการปล่อยคาร์บอนของเรา และช่วยคู่ค้าและลูกค้าของเราทำเช่นเดียวกันด้วย

ส่วนในไทยมีโครงการนำร่องจากการเปิดอาคารสีเขียว 2 สาขา ในกรุงเทพฯ ที่สาขาพระราม 1 และสาขาศาลายา จ.นครปฐม เป็นอีกการเริ่มต้นที่รอการ ต่อยอด เพื่อโลกของเราในอนาคต

ฝ่าวิกฤติมาบตาพุดตามกลไกรัฐธรรมนูญ ม.๖๗

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

ฝ่าวิกฤติมาบตาพุดตามกลไกรัฐธรรมนูญ ม.๖๗

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

15 กุมภาพันธ์ 2553

กรณีมาบตาพุดเป็นปัญหาวิกฤติทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน หากไม่มีกรณีมาบตาพุดเกิดขึ้น การปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญคงยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีความพยายามผลักดันการจัดทำกฎกติกาที่เป็นเงื่อนไขตามมาตรา ๖๗ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แนวทางการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ร่างกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ รวมทั้งการกำหนดบัญชีรายการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน

“องค์การอิสระสิ่งแวดล้อม” เป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ พอมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มเติมเรื่อง “สุขภาพ” เข้ามาเนื่องจากกระแสความตระหนักด้านสุขภาพที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จึงกลายเป็น “องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ฐานคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ระบุอยู่ในบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ คือ เป็นกลไกที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม (องค์การเอกชน และนักวิชาการ) ในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานภาครัฐ โดยที่องค์การอิสระไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือไม่มีอำนาจยับยั้งใดๆ อำนาจการตัดสินใจอนุมัติโครงการยังอยู่ที่หน่วยงานของรัฐเหมือนเดิม

เรื่องโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสับสนกันอย่างมาก โครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ในรายการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าห้ามก่อสร้างหรือดำเนินการ เพียงแต่ก่อนการดำเนินการจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโครงการหรือกิจกรรม ๓๔ ประเภท ที่ต้องทำจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ เงื่อนไขที่เพิ่มเติมขึ้นมาหากเป็นโครงการหรือกิจกรรมในข่ายมาตรา ๖๗ คือ การรับฟังความเห็นจากประชาชนในขั้นก่อนการอนุมัติให้ดำเนินโครงการ และ การให้องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ “ความเห็นประกอบ” ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่เจ้าของโครงการต้องปฏิบัติอยู่แล้วหากเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อยู่ใน ๓๔ ประเภทโครงการที่ต้องทำ EIA

ความเห็นประกอบหมายความว่าอย่างไร ?? องค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาให้ความเห็นแย้ง ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือในบันทึกการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดเช่นนั้น หากโครงการหรือกิจกรรมได้ผ่านการตรวจสอบกลั่นกรองจากผู้ศึกษาและจัดทำรายงาน EIA จากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) หรือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาเป็นอย่างดี องค์การอิสระก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องให้ความเห็นประกอบในลักษณะที่คัดค้านโครงการนั้น องค์การอิสระอาจมีความเห็นสอดคล้องกับคชก. หรือมีความเห็นเสริมเรื่องมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพ ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจอนุมัติโครงการก็สามารถพิจารณาได้ว่าจะเพิ่มเติมมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือสุขภาพที่องค์การอิสระเสนอมาหรือไม่ หรือจะชี้แจงตอบกับองค์การอิสระว่ามาตรการลดผลกระทบที่กำหนดไว้เพียงพอแล้วก็ได้

ในองค์ประกอบขององค์การอิสระก็ประกอบด้วยผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสุขภาพ หากองค์การอิสระจะให้ความเห็นประกอบในเชิงท้วงติงโครงการหรือกิจกรรม ความเห็นนั้นก็จะต้องประกอบด้วยข้อมูล หลักฐานสนับสนุนที่เพียงพอ มิฉะนั้นองค์การอิสระก็จะไม่เป็นที่เชื่อถือ ยอมรับจากสังคม ในอีกมุมหนึ่ง หากองค์การอิสระมีความเห็นประกอบในลักษณะท้วงติดโครงการพร้อมด้วยข้อมูล หลักฐานที่เพียงพอ ก็สมควรไม่ใช่หรือที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีอำนาจอนุมัติโครงการจะรับฟัง และนำความเห็นประกอบขององค์การอิสระไปใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน และลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างโครงการพัฒนากับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

สำหรับรายการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงนั้น ในปี ๒๕๕๑ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้เคยแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาจัดทำบัญชีรายการไว้แล้ว โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการ ศึกษากฎเกณฑ์ของต่างประเทศ และศึกษาจากกรณีปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการต่างๆ ของไทย และมีการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภูมิภาค ได้ข้อสรุปออกมาเป็น ๑๙ ประเภท แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ เรื่องจึงหยุดชะงักไป ในขณะนี้ คณะกรรมการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ (หรือกรรมการ ๔ ฝ่าย) กำลังจะจัดเวทีรับฟังความเห็นจากทุกภูมิภาครวม ๖ ครั้งเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมนี้ (ลงทะเบียนเข้าร่วมและดูรายละเอียดได้จาก www.publicconsultation.opm.go.th/rubfung67/register.asp )

กรณีมาบตาพุดสะท้อนให้เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว การพัฒนาหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงต้นทุนของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป กลไกที่กำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ เป็นการเปิดพื้นที่ทางการเมืองในการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมให้กว้างขึ้น รองรับการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของภาคประชาสังคม ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นมากขึ้นว่าการตัดสินใจของรัฐเป็นไปอย่างรอบคอบและรอบด้าน วิกฤตกรณีมาบตาพุดและอีกหลายพื้นที่สามารถคลี่คลายไปได้และเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องจะยึดถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกทาง นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2553

บันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ประเทศต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อเกษตรกรไทยพ้นวิกฤต”

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

บันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประเทศต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อเกษตรกรไทยพ้นวิกฤต
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553  เวลา 8.30 น. – 15.30 น.
ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 

จัดโดย
คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม  (สปกช.)

………………………………….

การประชุมในวันนี้ เกิดจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) แต่มีหน่วยงานอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมอีกหลายหลายงาน ได้แก่ บุคลากรในการจัดประชุม สื่อ เอกสาร สื่อมวล ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก มูลนิธิวิถีไทย มูลนิธิชีววิถี และไทยนิวส์ ที่จะถ่ายทอดสดไปยังวิทยุชุมชนทั้ง 300 แห่งทั่วประเทศ

วัตถุประสงค์การจัดงาน ได้แก่

1) การสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของเกษตรกรในภาคเกษตรกรรมและความจำเป็นในการ ปรับปรุงระบบและประมวลสภาพการณ์ที่ส่งผลกระทบต่ออาชีพ วิถีชีวิต คุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

2) เพื่อสร้างความตระหนักในผลกระทบต่อประเทศให้แก่ผู้นำของภาคส่วนต่างๆที่มี บทบาทเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะการเปิดการค้าเสรีอาเซียน และการเข้ามาช่วยกันของภาคส่วนต่างๆ

3) เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ แนวทาง มาตรการในการป้องกัน เฝ้าระวัง แก้ไขปัญหา และฟื้นฟูสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี เกิดความมั่นคงด้านอาหาร และชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

4) ประมวลข้อเสนอแนะที่มีต่อ สปกช. ในการดำเนินงานด้านนี้

 


ความเป็นมาและเหตุผลในการตั้งสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)
โดย คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์
ประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ

กราบ เรียน ศ.นพ.ประเวส วะสี และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน คิดว่าเวลาที่สำคัญคือการปาฐกถาและเสวนาโต๊ะกลม เพื่อไปสู่การประชุมกลุ่มย่อยในตอนบ่าย ก่อนที่จะเข้าสู่รายการ จะขอเล่าสั้นๆ ว่าตั้งแต่ นายกอภิสิทธิ์ ได้เป็นหัวหน้าพรรค จริงๆก่อนหน้านั้น ท่านมีความชัดเจนว่าบ้านเมืองจะไปได้ชุมชนต้องเข้มแข็ง และเงินไม่ใช่ตัวหลัก งานซึ่งชาวบ้านเป็นฐาน ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง ให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง และเมื่อท่านได้เป็นนายก ทางภาคประชาชนก็ได้เข้าไปปรึกษา และเกิดการตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชาติ ที่มีกรรมการมาจากผู้นำชาวบ้าน ชุมชน ที่ได้รับการยอมรับ ภาครัฐก็มีบางส่วน ทำงานเพื่อเสริมให้เข้มแข็งหน่วยงานหลักที่ช่วยมากคือ สสส. และ พอช. ส่วนกรรมการชุดนี้ ภาคเกษตร เข้ามาร่วมมาก

หนึ่ง ปีที่ผ่านมา ที่ทำไปได้ด้วยดีเพราะชุมชนได้ทำกันมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องสวัสดิการชุมชน ซึ่งไม่ต้องพูดเรื่องเงินก่อนความเข้มแข็งของชุมชน สุดท้ายได้เริ่มสมทบเงิน ปีที่แล้วได้มา 733 ล้าน (แต่ยังใช้บางส่วน) นั่นคือ เมื่อชุมชนพร้อม รัฐก็พร้อมสมทบ และวันที่ 12 ท่านนายกฯจะมอบเงินก้อนแรกให้กับคนมากู้เกือบพันล้าน แสดงให้เห็นว่าชุมชนเข้มแข็ง

นอก นั้นก็มีหลายเรื่อง เช่น ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ ปลูกไม้ใช้หนี้ เพื่อการออม เพื่อสิ่งแวดล้อม และเรื่องการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อต้องไปเชื่อมกับราชการ (ที่อาจยังไม่เปิดกว้าง) การแก้ปัญหาที่ดิน โฉนดชุมชน เช่น การติดตามเรื่องที่คณะกรรมสิทธิ์ส่งมาให้รัฐบาล พบว่าเป็นเรื่องที่ดินเกือบหมดเลย ที่รัฐมองไม่เห็น

เรื่อง ที่เรามาคุยกันวันนี้ เราตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อดูทั้งระบบ โดยให้เกษตรกรเป็นคนคิดเอง (โดยได้แรงบันดาลใจกับท่านอาจารย์ประเวศ) เมื่อวันที่ 17 ทางคณะกรรมการก็มีความเห็นให้แต่งตั้ง สปกช. และอยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายก ทางภาคประชาชน เกษตรกรก็ตื่นเต้นกันมาก

สำนักงานนี้จะเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงภาคีต่างๆมาร่วมกัน

ขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วม โดยเฉพาะคุณบัณฑูร คุณวิฑูรย์ ได้ช่วยให้ข้อมูลกับรัฐบาลจนนำไปสู่การตัดสินใจเรื่อง AFTA ได้อย่างทันท่วงที

ดิฉัน ขอพูดนิดนึงสิ่งที่เราพยายามเร่งทำเป็นระเบียบสำนักนายกฯ เพื่อยืนยันว่าการทำงานจะได้มีความต่อเนื่อง ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามทางการเมือง เมื่อกี้ที่พูดว่าราชการไม่ค่อยเอื้อ จะหมายถึงบางหน่วยงานที่ได้ลงไปสัมผัส ไม่ได้หมายถึงทุกหน่วยงาน

สุดท้าย ขอกราบขอบคุณทุกท่านมากที่มาช่วยกันร่วมกันคิดในวันนี้ แล้วดิฉันจะกลับมาฟังผลสรุปในช่วงท้าย


ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง
การปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร
โดย ศาสตราจารย์ น.พ. ประเวศ วะสี

“ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกรคือความยั่งยืนของสังคมทั้งหมด”
Norman Uphoff ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร มหาวิทยาลัยคอร์แนล

สิ่ง ที่นอร์มัน อัพฮอฟประกาศถือเป็นหลักสำคัญ เราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องจับหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ว่าความยั่งยืนของสังคมทั้งหมดอยู่ ที่ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร เพราะว่าเรื่องเกษตรกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีความเป็นไปได้มาก ที่จะทำให้สัมมาชีพสามารถเกิดเต็มพื้นที่ เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข สัมมาอาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม

ความยั่งยืนของสังคม: คนจำนวนมาก...สัมมาชีพเต็มพื้นที่, ความมั่นคงทางอาหาร, ความมั่นคงสิ่งแวดล้อม

ใน พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่าบ้านเมืองเกิดโจรผู้ร้าย ต้องส่งเสริมอาชีพ ในสมัยโบราณมีสามอาชีพคือ เกษตรกรรม พานิชกรรม และรับราชการ

ในสังคมร่วมสมัยเราก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน ย้อนหลังไป 40-50 ปี ที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เต็มไปด้วยยาเสพติดและการพนัน พระสอนเท่าไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาไปได้ การสอนธรรมะอย่างเดียวไม่พอ แต่มีพระรูปหนึ่งคือพระครูสังวรณ์วรกิจ ซึ่งเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ โดยสอนให้คนทำน้ำตาลมะพร้าวขาย มีรายได้สองร้อยถึงสี่ร้อยบาทต่อคน ปรากฏว่าความชั่วหายไปหมด ทั้งการลักขโมย ยาเสพติด และการพนัน นี่คือหลักการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นบ่อเกิดของศีลธรรมความดีงามทั้งหลาย

การ ทำอาชีพเกษตรกรสามารถนำไปสู่สัมมาชีพเต็มพื้นที่ได้ ไม่ใช่อุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมนั้นล่มสลายได้ง่าย ดูอย่างเมืองดีทรอยท์ ขณะนี้คนว่างงาน เกิดปัญหาคนไม่มีงานทำ เพราะอุตสาหกรรมไม่ได้มุ่งเน้นที่ชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง แต่มุ่งเน้นที่การทำเงิน อเมริกามีที่ดินทั้งทวีปแต่ก็พบกับความลำบาก จริงๆแล้วถ้าจับคนเอเมริกันไปทำเกษตรยังชีพเต็มแผ่นดินก็จะมีสัมมาชีพเต็ม พื้นที่ เพราะฉะนั้นเรื่องเกษตรกรรมก็เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

ความมั่นคงด้านอาหาร ถือ เป็นจุดแข็งของเรา ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารเหลือกินไม่ว่าโลกจะวิกฤตอย่างไรก็แล้วแต่ประเทศ ไทยก็อยู่ได้ ในทางกลับกัน มีเงินแต่ไม่มีอาหารให้ซื้อ จะเอาอะไรกิน

ลอง ยกตัวอย่างขณะนี้ สมมติเรายกเลิกระบบเงินตราทั้งหมด คนที่รวยที่สุดคือเกษตรกร มีข้าวกิน มีผักกิน มีปลากิน มีไข่กิน แต่เงินกินไม่ได้ เงินเป็นของสมมติ อย่างที่ ม.จ.สิทธิพร กฤษดากรกล่าวไว้ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” เงิน ทองเป็นสิ่งสมมติขึ้น แต่สมมติอย่างไม่ยุติธรรม ทำให้คนรวยกลับจน คนจนกลับรวย แต่ก็เพราะว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็สามารถแก้ไขได้ให้เกิดความเป็นธรรมได้ เราต้องยึดความมั่นคงด้านอาหารเป็นสิ่งสำคัญ

ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม เรา มีเกษตรที่เรียกว่าวนเกษตรบ้าง เกษตรผสมผสานบ้าง เกษตรยั่งยืนบ้าง พร้อมๆกับการไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เป็นเรื่องของดุลยภาพเกิดขึ้นได้ มีคนลองทำกันแล้ว ทั้งเกษตรยั่งยืน วนเกษตร ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมนั้น ย้อนหลังไปเมื่อสามสิบปีที่แล้วปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ก็ขาดทุน แต่ขณะนี้เปลี่ยนมาทำวนเกษตร มีต้นไม้กว่าหกร้อยชนิด

ทั้ง หมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก คือสามารถสร้างสัมมาชีพได้เต็มพื้นที่ มีความมั่นคงด้านอาหาร มีความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดรวมกันแล้วคือความยั่งยืน เป็นความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร

สำหรับ คนที่พูดต่างไปจากนี้มาก และบอกว่าเกษตรกรรมมีความสำคัญน้อยลงๆ เพราะไปยึดถือรายได้จากการส่งออกว่ามาจากเกษตรกรน้อยลง อย่างนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จะไปมองแต่ตัวเงินไม่ได้ ต้องมองทั้งหมด ต้องมองที่คนจำนวนมาก มองที่ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

ประเทศ ไนจีเรีย เคยทำเกษตรกรรม แต่ต่อมาภายหลังค้นพบน้ำมัน คนก็เฮโลไปทำน้ำมันจนเลิกทำเกษตรจนกระทั่งต้องนำเข้าอาหารมากิน อาหารแพงมาก ต่อมาน้ำมันราคาลดลงมาก ส่งผลให้ไนจีเรียเกิดการจลาจลเพราะราคาอาหาร นี่คือตัวอย่างว่าเราต้องดูความมั่นคงเรื่องอาชีพต่างๆ

คุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เกษตรยั่งยืน

การ พัฒนาที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาอย่างแยกส่วน ร่างกายของเราที่เป็นปกติดี เพราะพัฒนาอย่างสมดุล ถ้ายังพัฒนาอย่างแยกส่วนโดยไม่คำนึงถึงทั้งหมดนั่นคือเป็นมะเร็ง การพัฒนาเศรษฐกิจคือการเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ว่าอะไรตามที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ การพัฒนานั้นถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัว ตั้ง เหมือนการศึกษาที่ผิดพลาด เพราะตัวแนวคิดผิด เอาวิชาเป็นตัวตั้ง เด็กที่เรียนยังไม่อยากคุยกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราต้องเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง อะไรที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ แม้แต่ธรรมะ ถ้าเอาธรรมะเป็นตัวตั้งนั่นก็คือพลาด

คุณภาพ ชีวิตเกษตรกรจะอยู่รอดต้องพัฒนาแบบบูรณาการ เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะเป็นการแยกส่วน และการพัฒนาประเทศที่แล้วมาเราก็เอากรมเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นการพัฒนาที่จะมีบูรณาการได้ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตัวชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึงเป็นหลัก เราพลาดมาตลอดที่พัฒนามา 17-18 ปี

ไม่ มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานและฐานของสังคมก็คือชุมชนท้องถิ่น แต่เราเอาจากยอดลงข้างล่าง ก็ไม่สำเร็จ ช่องว่างก็ห่างมากขึ้นเกิดปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการศึกษาเราก็เอาจากข้างบนลงล่าง เกือบไม่มีมหาวิทยาลัยอะไรเลยที่ไปดูแลชุมชนท้องถิ่น

เรื่องการเมืองก็เช่นเดียวกัน ไม่มีประชาธิปไตยใดสำเร็จโดยการปราศจากประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local Democracy) ตัวอย่างประเทศอเมริกานั้น เป็นแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่นจริงๆ และเป็นที่มาของชื่อ United States of America พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงลิขิตคำว่า Local Democracy ไว้เช่นกัน

ชุมชน ท้องถิ่นนั้นเป็นประชาธิปไตยโดยตรง บ้านหนองกลางดง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งหมู่บ้าน เป็นประชาธิปไตยทางตรง ประชาชนทั้งหมู่บ้านในสภาประชาชนช่วยกันตัดสินใจ กลายเป็นแผนชุมชนของคนทั้งหมู่บ้านแล้วช่วยกันขับเคลื่อน และเมื่อเขาร่วมกันขับเคลื่อนแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นหมด ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย

ตัว ชุมชนคือภาคประชาชน องค์กรท้องถิ่นคือภาครัฐ องค์กรท้องถิ่นต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน นี่คือหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิตเกษตรกร เราเรียนรู้และทดลองกันมา 20-30 ปี เรารู้แล้วว่าวิถีชีวิตแบบใดจึงจะสมดุล การวิจัยที่สำคัญคือการวิจัยโดยชาวบ้านเป็นการวิจัยโดยวิถีชีวิตว่าแบบใดจึง จะสมดุล สภาวิจัยอาจจะไม่เรียกว่าเป็นการวิจัยแต่ผมเรียกว่านี่คือการวิจัยที่ใหญ่ ที่สุดโดยชาวบ้าน เราได้ผ่านการวิจัย ผ่านการทดลอง ถึงเวลาแล้วที่จะขยายไปทั่วประเทศทั้งเจ็ดหมื่นหกพันหมู่บ้าน

และ ถ้าทุกอย่างหนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยควรต้องไปหนุนชุมชนด้วย รัฐบาลควรต้องมีนโยบาย หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด ขณะนี้มหาวิทยาลัยรังสิตประกาศแล้วว่าเขาจะทำงานกับจังหวัดปทุมธานี เป็นไปได้ไหมที่มหาวิทยาลัยจะหนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด ให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด สร้างจังหวัดน่าอยู่ ขณะที่แต่ละจังหวัดควรจะประกาศตัวว่าทุกจังหวัดทำได้ เพราะตอนนี้เรามีโครงสร้าง มีบุคคล มีแนวคิด มีทฤษฎี มีองค์กรที่จะหนุนด้วย ผมคิดว่าถ้าเราร่วมกันทำภายในสิบปีก็น่าจะได้เห็นหน้าเห็นหลัง

เราต้องไม่พลาดเรื่องเกษตรที่เป็นหลักของประเทศคือเกษตรยั่งยืน ที่ชาวบ้านทุกชุมชนจะต้องทำเพื่อบริโภคเอง ฝรั่งเรียกว่า Production for Consumption ถ้า ผลิตกินเองก็จะลดปัญหาอื่นลงไป เกษตรยั่งยืนต้องเน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองเหลือก็ให้กับขาย และเวลาที่เราทำอย่างนี้ ก็เห็นผลเลยว่าหนี้สินพ้นไป สอง มีเงินออมเพิ่มขึ้น สาม กินอิ่มเหลือเผื่อ สี่ สุขภาพดีขึ้นทุกๆทาง ห้า สังคมดีขึ้นเพราะกินอิ่ม หลุดหนี้ ใจเย็น และวิถีชีวิตที่ลดความรุนแรงลดลง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโลกและวิถีชีวิตนี้ชัดเจน ว่าการปรับตัวมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วความรุนแรงลดลง และสุดท้าย ประการที่หก ต้นไม้เพิ่มขึ้นเพราะทำเกษตรผสมผสาน ถ้าทุกอำเภอตั้งเป้าหมายให้ต้นไม้เพิ่มขึ้นห้าล้านต้น ตัดมาทำประโยชน์สักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แล้วต้นหนึ่งทำปะโยชน์ได้อย่างน้อยหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท มีกำไรกว่าห้าล้านต่อปี เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าลงทุนที่สุด กำไรมากกว่าฝากธนาคารเยอะ เพราะขณะนี้ฝากธนาคารไม่มีดอกเบี้ย และอำนาจอยู่ที่ผู้ปลูกต้นไม้ ถ้าราคาไม่ดีไม่ขาย ถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะเกิดความมั่นคงทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประชาธิปไตย

ครู บาสุทธินันท์ เคยกล่าวว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวยิ่งแก่ ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งป่วย และตัวตาย แต่ถ้าทำต้นไม้ วนเกษตรและปลูกต้นไม่เยอะๆ ยิ่งแก่ยิ่งสบายเป็นบำนาญ สามารถผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ เงินไม่มีก็ขายสักต้นละสองหมื่นสามหมื่นก็ได้ แล้วก็ยังสามารถกรองคาร์บอนได้ด้วย

ยุทธศาสตร์คือชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ส่วนเกษตรขนาดใหญ่จะส่งออกหรืออะไรก็ต้องทำโดยคำนวนดูว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นพิษกับประชาชน นักเศรษฐศาสตร์อาจจะคำนวณดูได้

ปัจจัย คือเมล็ดพันธุ์และที่ดิน เรามีที่ดิน 321 ล้านไร่ ต้องทำวิจัยว่าทำอย่างไรให้ที่หนึ่งไร่พอสำหรับครอบครัว รวมถึงรัฐบาลและสังคมต้องทำร่วมกันทั้งหมด ต้องจัดที่ดินให้คนไทยไปทำกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และทำสัมมาชีพ อาชีพหลักคือเกษตรยั่งยืน ส่วนจะไปทำอะไรอย่างอื่น เช่น ค้าขายอะไรก็บวกเข้าไป มีพยาบาลที่ขอนแก่นรายหนึ่ง ทำสวนเกษตรยั่งยืนไปด้วย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกดเอทีเอ็มเลย และใช้เวลาในการดูแลสวนน้อยมากใช้เวลาวันละชั่วโมงสองชั่วโมง

คุณ โจน จันได ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านดินเคยมาคุยให้ฟังว่า “ชีวิตง่ายๆ ทำให้ยากทำไม” เขาใช้เวลาทำเกษตรแค่ครึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือก็สามารถไปเล่นดนตรี ทำอะไรต่ออะไรได้

ประเทศมาดาร์กัสการ์ ค้นพบการปลูกข้าว ทิ่ดินหนึ่งเอเคอร์ผลิตข้าวได้ 19 ตัน ภูมิปัญญานี้ได้ส่งต่อไปยังศรีลังกา กัมพูชาโดยอธิบายว่าการปลูกข้าวแบบนี้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ใช้น้ำก็น้อย ไม่ใช้ปุ๋ยเลย ข้าวต้นใหญ่รากใหญ่ เรื่องแบบนี้เราต้องรวบรวมทางวิชาการ บางครั้งนักวิชาการไม่เชื่อเราก็ต้องลองไปศึกษาดู เพราฉะนั้นต้องมีการทำงานวิชาการพื้นฐานที่ดีและรวบรวมสิ่งดีๆมา

เกษตรกร ต้องสามารถรวมตัวมีองค์กรของตัวเอง มีธนาคารของตัวเอง มีความเข้มแข็งรวมตัวสามารถต่อรองนโยบายได้ และต้องมีคณะทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อสังเคราะห์นโยบายมาปฏิบัติ พวกนักวิชาการบางทีคิดๆเอาเองก็ไม่รู้ และส่วนใหญ่ไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย ได้แต่สอนไปวันๆหนึ่ง ปล่อยให้เรื่องของนโยบายเป็นเรื่องของคนบางส่วนที่ความรู้น้อยและผลประโยชน์ ส่วนตัวมาก ทำให้ประเทศเสียหายเพราะมหาวิทยาลัยไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย

ผู้ ปฏิบัติจะรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ แล้วอะไรมาส่งเสริมแล้วจะดีขึ้น ทำอย่างไรเขาจะมีข้อมูลข่าวสาร มีความความรู้ซึ่งควรจะมี คนมาทำงานกับเกษตรกรแล้วสังเคราะห์ประเด็นนโยบายมาสู่การปฏิบัติและ สังเคราะห์ไปสู่ระดับชาติ นี่ก็คือประชาธิปไตยแล้ว ประชาธิปไตยคือการสามารถโยงฐานคิดเชิงนโยบายจากฐานรากไปสู่ระดับชาติ ถ้าถามว่าประชาธิปไตยได้ผลจริงก็อยู่ที่ตรงนี้ คือการโยงนโยบายจากฐานรากไปสู้นโยบายระดับชาติเพื่อประโยชน์ของคนข้างล่าง

องค์กรสนับสนุนไตรภาคี: รัฐ วิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน

ภาคี ทั้งหมดต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งหมดนี้พูดง่ายแต่เวลาปฏิบัติยาก โดยเฉพาะเวลาที่ธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งกำไรอยากจะขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง เขาก็จะต่อต้านบอกว่าเขาทำได้ทุกอย่าง และเงินขนาดใหญ่จะไปล็อบบี้ ดูตัวอย่างที่อเมริกาที่โอบามากำลังปวดหัวมากเพราะเงินขนาดใหญ่จะไปมี อิทธิพลทางการเมือง จะเกิดแรงเสียดทาน องค์กรสนับสนุนและชุมชนจึงต้องรวมตัวกัน

และ ถ้าเป็นไปได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงเกษตรกร หรือกระทรวงเพื่อเกษตรกรดีหรือไม่ เพราะเดิมนั้นกระทรวงมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้า (Product) มุ่งเน้นการขาย ไม่ได้มุ่งเน้นให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น การเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรฯ เป็นการเน้นประเด็นว่าเราต้องปรับแนวคิด กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องช่วยดูตรงนี้ เรื่องสหกรณ์เรามีมานาน จนกระทั่งมีบรรดาศักดิ์ เช่นหลวงเดชสหกรณ์ แต่ว่าเรื่องสหกรณ์ของเราไม่ไปถึงไหน การรวมตัวของสหกรณ์จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการต่อรองทุกด้าน เท่าที่ผมสัมผัสว่ามันไม่เดินเพราะเขาไปเน้นเรื่องกฎหมาย แต่องค์กรที่รวมตัวเขาเน้นเรื่องใจเป็นตัวตั้ง จะปรับอย่างไรให้เรื่องสหกรณ์เข้มแข็งขึ้น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น สหกรณ์เขาเข้มแข็งมาก สามารถต่อรองได้ สินค้าเกษตรของญี่ปุ่นมีราคาแพงแต่คนญี่ปุ่นซื้อ นี่คือนโยบาย เพราะเขามีอำนาจต่อรองเยอะ

ใน การส่งเสริมการขับเคลื่อนภาคี ภาครัฐก็ไม่คุ้นเคยกับการหนุนเอ็นจีโอ ไม่ค่อยมีกองทุน เช่น กองทุนเกษตรยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการส่งเสริมการทำงานของเอ็นจีโอหรือไม่ ถ้าต้องการการสนับสนุนก็ไม่ยากเลย ใช้กฎหมายเก็บเปอร์เซ็นต์จากสินค้าที่เอาไปขายต่างประเทศ เพื่อจะหนุนความเข้มแข็งที่ตรงนี้

สุด ท้ายความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจชุมชน ผู้บริโภคในเมืองและเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน เพราะเศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจบูรณาการ เศรษฐกิจยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในชนบท การบริโภคในเมืองก็จะไปส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคบริโภคอาหารที่ใช้ยาฆ่าแมลงก็ไปส่งเสริมแผ่นดินอาบยาพิษ ถ้าบริโภคอาหารสะอาดก็ไปส่งเสริมเกษตรอย่างยั่งยืน แล้วการเชื่อมโยงกันก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยเทคนิคการตรวจยาฆ่าแมลงหรือ อะไร แต่เป็นการเชื่อมโยงกันด้วยใจ ผมได้พบกับชาวอเมริกันที่เมืองพิตสเบิร์กเล่าให้ฟังว่า มีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปราศจากสารพิษ และอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจกัน เป็นเรื่องของการไว้วางใจ (Trust) ไม่ใช่ไปใช้การตรวจสารพิษซึ่งมีการโกงกันเยอะ

นอก จากนี้ ผู้ใช้แรงงานเวลานี้เดือดร้อนไม่พอกินไม่พอใช้ ขณะนี้ไม่มีคำตอบเรื่องผู้ใช้แรงงาน คำตอบคือต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน ทำให้การแข่งขันดีขึ้น ผู้ใช้แรงงานดีขึ้น

สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)

สิ่ง สำคัญของสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม สำนักงานฯ ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมด และจุดสำคัญคือการต้องสร้างสัมมาทิฐิ ว่าความยั่งยืนของเกษตรกรคือความยั่งยืนของคนทั้งหมด สร้างสัมมาชีพได้ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม

ตัว สำนักงานฯ เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยกันดูว่าเราอยากเห็นมันเป็นอย่างไรการก่อตั้งสำนักงานโดยอาศัยร่าง ระเบียบสำนักนายกฯ ดีกว่าการเสนอคณะรัฐมนตรีแห่งตั้ง เพราะถ้าแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาล ผ่านไปหน่วยงานจะถูกยุบด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณากันว่าสำนักงานจะมีองค์ประกอบมีอะไร ที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคีทั้งหมด


เสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ
แนวทางการรับมือกับผลกระทบจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่มีต่อเกษตรกรไทย

ผู้ร่วมเสวนา:
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ, คุณเดชา ศิริภัทร, คุณนิกร จำนง, คุณภาวิญญ์ เถลิงศรี, คุณวัลลภ พิชญ์พงศา และคุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ผู้ดำเนินการเสวนา

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ทำให้เราถึงเลือกคุยในประเด็นนี้ ในหน้าที่ 4 แสดงให้เห็นว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรมีอยู่มาก เรื่องที่เราจะคุยเป็นเรื่อง ระบบการค้าระหว่างเกษตรกรกับเอกชน และ ระบบการค้าระหว่างประเทศ ส่วนเรื่องอื่นๆ จะจัดต่อเนื่องไป

เรื่องนี้ กำลังเป็นที่สนใจ ขอให้ท่านภาวิชฉายภาพก่อน

นายภาวิญญ์ เถลิงศรี
จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงอาเซียน จะมีประเทศเพื่อนบ้านเรารวมกัน 10 ประเทศ ก่อตั้งช่วงแรกเน้นเรื่องการเมืองเป็นหลัก ต่อต้านภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ ต่อมาเกิดแนวคิดว่าจะรวมตัวอย่างไรให้แน่นเฟ้น ประเด็นหลักๆ จึงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การบริการ และผู้นำอาเซียนได้ก่อตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 35 นัยยะ คือ เมื่อมี AFTA ข้อจำกัดด้านภาษีโควต้าจะยกเลิกไป โดยดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก

จริงๆ แล้วเรื่องการค้าเสรี ไม่ได้เสรีจริงๆ มีประเทศเดียวที่ทำได้จริงคือ เช็ค กับ สโลวัค นอกนั้นไม่เคยเสรีอย่างจริงๆ เพราะแต่ละประเทศมีความอ่อนไหวภาคเกษตร จึงไม่ได้เปิดอย่างแท้จริง ในประเทศไทย หลัง 1 มกราคม 2553 มันก็ไม่ได้เสรีด้านเกษตร เพราะมีมาตรการต่างๆควบคุมอยู่ แล้วทำอย่างไรในฐานะพี่ใหญ่ของอาเซียนต้องผลักดันต่อ

มาตรการ หลายๆ มาตรการที่ภาครัฐไม่สามารถยกเลิกได้ คงเป็นระยะสั้น วันหนึ่งก็ต้องถูกบีบให้เลิกไปในที่สุด ถามว่าเกษตรกรจะอยู่อย่างไร ท่านหมอประเวศก็ให้ข้อคิดว่า

1. ถ้าเอาสินค้าเป็นตัวตั้งเราคงไปไม่รอด ต้องเอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง นโยบายต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนตาม เช่น การรประกันราคาสินค้า

2. คนท้องถิ่นต้องมีบทบาทสำคัญที่สุด ความเข้มแข็งของชุมชน และเครือข่ายต่างๆ ที่อาจยังไม่ชัดนัก

3. ความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจมหภาค

สินค้า ที่ชูโรง (ดูจากเม็ดเงิน) เช่น น้ำตาล มัน ไก่ ยางพารา แต่สินค้าที่กังวล (กาแฟ น้ำมั้นปาล์ม ชา ข้าว) ต้องควบคุมต่อไปอีกสักระยะ มาตรการเช่น การกำหนดคนนำเข้า การตรวจสอบการนำเข้า การปกป้องขึ้นภาษีได้ถ้านำเข้ามาเยอะ

นายนิกร จำนง
ก่อนที่จะคุยกัน อย่างเรียนว่ายินดีที่ได้รับเกียรติมาพูดเรื่องนี้ แล้วก็มีเรื่องตกค้างว่า เรื่องชื่อการประชุมต้องเปลี่ยนเป็นว่า การเกษตรต้องปฏิรูปอย่างไรให้พ้นวิกฤติ เพราะเราผ่านวิกฤติมาเพราะภาคเกษตร เป็นเสาเข็มที่มั่นคงของเรา และ เรื่องน่าจะเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตร ผมก็ทักในที่ประชุมว่า ทำไมต้องมีสหกรณ์ เพราะมันเป็นการรวมกลุ่ม แต่ในกระทรวงเกษตรมีเรื่องเกษตร 15 กรม แต่มีกรมสหกรณ์แค่กรมเดียว

เรื่อง AFTA เราเองไม่ได้กำหนดนโยบายเรื่องนี้ เพราะมีมาแต่ปี 2535 สมัยท่านอานันท์ ที่ประเมินว่าเราได้เปรียบแต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ ประเด็นสำคัญคือในปี 2535 นั้นสินค้าที่เราขายได้มากคือคอมพิวเตอร์ การเจรจาเหมือนการเอาคนละตระกร้าไปแลกกัน ภาคเกษตรก็เป็นส่วนหนึ่งในหลายหลายการ และไม่ใช่ว่าเราได้เปรียบทุกอย่าง ประเทศเล็กๆ จะเสียเปรียบ

ผมเชื่อว่าเรื่อง FTA เราเสียเปรียบ แต่เรื่อง AFTA เรายังไม่แน่อาจเป็นผู้กำหนดหรือถูกกำหนดก็ได้ การเจรจาที่ผ่านมาสินค้าเกษตรส่วนหนึ่งเราได้ส่วนหนึ่งเราเสียใน 23 ชนิด ที่เปิดมา เราต้องดูให้ดี ที่ผ่านมาเราดูไม่เห็นว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ปัญหาคืออะไร เราไม่มีอาวุธในมือเลย จึงคณะกรรมการมาชุดหนึ่งทำเฉพาะกิจ เพราะแต่ก่อนจะถามแต่ละเรื่องมันกระจายไปจนเกือบ 23 กรรมการ

โจทย์แรกที่กำหนดขึ้น ในกรณี AFTA ผลกระทบคืออะไร ก็ยังไม่มีใครรู้ชัดๆ ทั้งเอ็นจีโอ ภาครัฐ ถ้าอย่างนั้นลองศึกษาผลกระทบให้ชัดๆ หาจุดให้พบ กระทบไม่ว่าบวกหรือลบ จึงจัดกลุ่มโดยดูประเด็นว่า

- กระทบจำนวนเกษตรกรอย่างไรบ้าง (มากสุดคือข้าว ไหม ปาล์มน้ำมัน กาแฟ)
            - จำนวนไร่พื้นที่ (ข้าว
64 ล้านไร่ ปาล์ม กาแฟ ไหมดิบ)

สรุป ว่ากลุ่มที่กระทบมากคือ ข้าว (กระทบด้านลบมาก ปัญหาการสวมสิทธิ์ ปัญหาการปนเปื้อนจีเอ็มโอ) ปาล์ม (กระทบทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ ป้องกันลำบากมาก) กาแฟ (ขนาดปัญหาไม่ใหญ่นักดูแลได้) ไหม (อาจมีปัญหาไหมจากจีน)

- กลุ่มปานกลาง เช่น มะพร้าว
            - กลุ่มน้อย เช่น กาแฟสำเร็จรูป

            - ไม่กระทบ เป็นบวก เช่น เมล็ดลำไยแห้ง กากถั่วเหลือง

 

พอ แยกเสร็จแล้วก็มาคิดว่าจะทำอะไรต่อ การแก้ปัญหาที่กำลังดำเนินการ พบข้อมูลดังนี้ ข้าวส่งออกได้มากขึ้น ที่ส่งออกตกลงมาคือสัตว์น้ำ การนำเข้าธัญพืชที่สำเร็จรูปนำเข้ามากขึ้น พบว่าโดยรวมไม่เสียเปรียบมากนัก ในภาคเกษตรโดยรวมเราไม่เสียเปรียบ ที่กระทบคือ ข้าวกับปาล์ม แล้วเรามีปัญหาอะไร

- ข้าวที่กระทบ คือ ปลายข้าว ข้าวหัก ที่ให้นำเข้า โควต้าเดิมไม่มีอยู่แล้ว จึงกระทบเรื่องภาษี แต่เราก็ส่งปลายข้าวมากที่สุดในโลก และเวียดนามก็นำเข้าปลายข้าวมากขึ้น ปัญหาที่ห่วงมากคือ ข้าวที่ลักลอบมาผสม ไปจับได้ที่ลาว อีกอย่างคือ จีเอ็มโอ (ต้นทุนต่ำ) ปัญหาจึงอยู่ที่การลักลอบนำเข้าข้าว

- ปาล์ม ทางเดียวที่จะได้เปรียบคือย้ายประเทศลงไป เราต้องยอมมาเลเซีย เขาราคาถูกกว่าเรา 30% แต่เราก็เปิดให้นำเข้าเฉพาะผ่านรัฐ และนำเข้าเฉพาะปาล์มเพื่อการบริโภค ปัญหาคือการปรับระบบการผลิตปาล์มที่ผลผลิตต่ำทำได้ยาก ช่วงปรับตัวทำอย่างไร

 

เดิมเรามีปัญหาภายในอยู่แล้ว พอเปิดเสรีปัญหาก็มากขึ้นไปอีก จึงเป็นคำถามที่ต้องมาคุยกันว่าก่อนจะเปิดเสรีอะไร คงต้องดูกันให้ดี

ที่มองว่าข้าวมันเป็นบวก มันเป็นแง่สินค้า แล้วในแง่เกษตรกรเป็นอย่างไร มีแนวทางรับมืออย่างไร พอไหวไหม

นายเดชา ศิริภัทร
ที่พบเคยอภิปรายหลายๆ ครั้งจะจับผิดรัฐบาล แต่ตอนนี้คงเสนอแง่บวกๆไว้ก่อน ก่อนอื่นขอแสดงความเห็นใจรัฐบาลที่มาเจอ AFTA ช่วงนี้ และความไม่แน่นอนของปัญหา ก็ยอมรับว่า จริง เราทำงานมานานก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมีผลกระทบอย่างไรถ้าเปิดกับอาเซียน

ก่อนนั้นต้องมองปัญหาระดับใหญ่ก่อน ว่าเรามองอะไร คือ ความมั่นคงของภาคเกษตรคือความมั่นคงของประเทศ ต้องปรับความคิดตรงนี้ก่อน เห็นความสำคัญก่อน อย่างอื่นจะง่ายขึ้น คุยกันง่าย เพราะถ้ามองเกษตรว่าคือความมั่นคง ก็เหมือนมองกองทัพว่าเป็นความมั่นคง เราจะไม่ปฏิบัติเหมือนเกษตรกร แต่เปรียบกับทหาร ทหารของบประมาณไม่เคยมีปัญหาการขอ แต่ก่อน ทหารกับเกษตรกรมีศักดิ์ศรีเท่ากัน คือ แม่พิมพ์ของชาคิ รั้วของชาติ กระดูกสันหลังของชาติ ที่เราเลิกเรียกไปตั้งแต่ทักษิณที่เรียกเกษตรกรว่าเป็นรากหญ้า ที่เป็นคนทั่วๆไป ไม่มีอะไรพิเศษเลย ทำให้ความเข้าใจถึงความสำคัญของเกษตรกรหายไป

ชาวนา เป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์ เรามีแม่ของเราเอง ในหลวง สมเด็จพระเทพฯ ก็เมตตาชาวนามากที่สุด แต่รัฐไม่เห็นเลย วันข้าวแห่งชาติเพิ่งจะมี แต่วันวัวมีมานานแล้ว

เรื่องข้าว ก่อนเปิด AFTA ก็มีปัญหาชาวนามหาศาลอยู่แล้ว เราน่าจะไปแก้ปัญหาเก่าให้ตกเสียก่อน ชาวนา 37 ล้านครอบครัว อายุ 57 ปี ในอีก 3 ปี ใครจะมาทำ ชาวนาปัจจุบันมีหนี้สินเฉลี่ยห้าแสนบาท ที่ติดกับผมเลยเฉลี่ยล้านกว่าบาท ที่อยู่ไม่รอดเพราะการเกษตรไม่ยั่งยืน ที่ยั่งยืนก็มีพวกเราทำเกษตรจนได้รางวัลระดับชาติก็มีให้เห็น เช่น คุณชัยพร สามารถซื้อนาเพิ่มจาก 25 ไร่เป็น 103 ไร่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ทำวิจัยแล้วว่าเกษตรยั่งยืนทั้ง 5 รูปแบบดีกว่าเกษตรเชิงเดี่ยวทุกรูปแบบ แต่เกษตรยั่งยืนไม่ขยายตัวเลย เพราะเกษตรกรมีทิฏฐิที่ไม่เอื้อ การทำ การเกษตรยั่งยืน ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ กระบวนทัศน์กำหนดพฤติกรรมแล้วเปลี่ยน ถ้ารัฐไม่ช่วยก็สำเร็จแต่ทำได้ช้า รัฐต้องช่วย วิธีช่วยง่ายนิดเดียว เช่น สสส.ได้เงินมาจากเหล้าบุหรี่ สมัยก่อนรุ่นผมใครไม่สูบบุหรี่กินเหล้าคบไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้พอมี สสส. พอห้ามโฆษณา แล้วเป็นกองทุนต่อสู้ ตอนนี้ใครสูบถูกมองว่าไม่ดี

สิ่งที่ง่ายที่สุด ยกเลิกโฆษณาสารเคมีเกษตรเสีย ก็จะลดการใช้ได้ และตรงเป้าหมายวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติด้วย ตั้งแต่ปี 2547 ที่จะลดลง 50% ในปี 2551 แต่กลับว่าการนำเข้าเพิ่มขึ้น 100% และยิ่งกว่านั้นสารเคมีไม่เก็บภาษีสารเคมีเกษตรมาตั้งแต่ปี 2538 เรากินยายังเสียภาษี

บริษัท บุหรี่โลกบอกว่า ถ้าเอาชนะไทยได้ชนะได้ทั้งโลก เราทำให้สินค้าสารเคมีเป็นอย่างบุหรี่ได้ไหม ต้องถามรัฐบาลว่าทำไมไม่เกิด ก็ต้องถามว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของเกษตรกรจริงไหม

นายวัลลภ พิชญ์พงศา
จริงๆแล้วผมมีหมวกหลายใบ ตัวเองก็เป็นกรรมการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยด้วย ส่วนที่เป็นชาวนาถ้ากระทบดีก็ดีมาก ถ้ากระทบไม่ดีก็ไม่ดีมาก

ในอาเซียน ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง 8-10 ล้านตัน เวียดนามตามมาติดๆ 4-5 ล้านตัน รองลงมาคือพม่าประมาณ 1 ล้านตัน กัมพูชามีข้าวที่ปลูกเหลือไหลไปทางเวียดนาม ประเทศที่นำเข้าข้าวคือ ฟิลิปปินส์ นำเข้าเกือบ 2.5 ล้านตัน มาเลเซีย สิงค์โปร์ บรูไน จะเห็นเมื่อเปิดเสรีแล้วการส่งออกเราน่าจะดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วเราต้องดูว่าข้าวไทยกับข้าวเวียดนามจะต่างจากไทยมาก (เป็นร้อยเหรียญ) ในแง่ส่งออกไม่รู้ว่าจะหาเงินเข้าได้แค่ไหน ส่วนประเทศนำเข้าที่ไม่ได้เปิดเสียทีเดียว มันก็ยังไม่ชัดเจนว่าเราได้เรื่องตลาดมากขึ้นหรือไม่

แต่ผลกระทบคือ มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการหาวัตถุที่ถูกกว่ามาผลิตส่งไปได้ ที่ผ่านมาการลักลอบนำเข้าข้าวมันมีอยู่แล้ว แต่ช่องทางของ AFTA ที่ให้เฉพาะปลายข้าวและมีมาตรการรองรับ ณ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นผลกระทบจริงจัง

ผมว่าเรื่อง AFTA ก็เรื่องหนึ่ง แต่ภาคเกษตรเราได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีมาตลอด ผมคิดว่าสิ่งเราต้องเตรียมพร้อมคือข้อมูล แต่ก็ไม่ง่ายนัก ที่จะส่งข้อมูลเหล่านี้ไปสู่เกษตรกร และเรื่องกรอบการค้าเสรีต่างๆ บางทีทำความเข้าใจได้ยาก อย่างข้าว ถ้าเกษตรกรมองหรือออกมาเรียกร้องจะเป็นในระยะสั้น เรื่อง AFTA ก็เพิ่งมารู้สึกตัวมันช้าไป

ผม มีข้อเสนอว่า ในสัญชาตญาณของสัตว์ถ้ามีภัยเข้ามาจะแสดง 4 อย่าง คือ หนี สู้ตาย หยุดนิ่ง(แกล้งตาย) พรางตัว แล้วเรามองในเรื่องการรับมือ

- ถ้าหนี เลิกทำเกษตรไปเป็นแรงงานก่อสร้าง
            - ถ้าสู้ตาย ลองลดต้นทุน เพิ่มองค์ความรู้

            - ถ้าหยุดนิ่ง รอดูว่าภัยจะมาค่อยคิด

            - แปลงตัว ยังคิดไม่ออก

 

แต่ ในฐานะมนุษย์เราน่าจะสามารถพัฒนาภาคเกษตรเราไปได้ เช่น เกษตรกรรมยั่งยืน แล้วเมื่อเราทำ ชุมชนก็อยู่ได้ เศรษฐกิจอยู่ได้ ถ้าทำเรื่องอินทรีย์ก็มีช่องทางตลาด ทำให้ได้รายได้เพิ่มสิ่งแวดล้อมก็ดี น่าจะนำมารับมือได้

ศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ
ขอตรงไปที่แนวทางรับมือเลย คิดว่าการรับมือแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ มาตรการที่เขตแดน และมาตรการในประเทศ

มาตรการ ที่เขตแดน กระทรวงพาณิชย์ทำได้ดีพอสมควร เป็นด้านแรกที่กันแรงปะทะได้ เช่น การบริหารการนำเข้า การติดตามตรวจสอบการนำเข้า การใช้ข้อตกลงให้เป็นประโยชน์โดยดูเรื่องสุขอนามัยหรือการใช้ฉลาก และที่ค่อยๆลดภาษีลงมาทำให้เราเตรียมการได้ดีในระดับหนึ่ง

มาตรการในประเทศ เราหลุดอย่างรุนแรง เราไม่ได้เตรียมการเท่าที่ควร ไปเพลินกับมาตรการบางอย่างที่อาจไม่เป็นผลดีกับเกษตรกรที่แท้จริง

สินค้า ที่ได้รับผลกระทบมาก ในทางเศรษฐศาสตร์ดูว่าถ้าเรามีต้นทุนสูงกว่าจะได้รับผลกระทบ (ข้าว กาแฟ ปาล์ม) ในอดีตเวียนนามทำข้าวได้ดีกว่าไทย และไทยเองได้มีการพัฒนาเครือข่ายการตลาดเข้ามามาก การตั้งรับทางแรกคือทำอย่างไรให้ต้นทุนลดลง

ต้นทุนด้านการผลิต แนวทางของพี่เดชาเป็นตัวอย่างที่ดี แนวทางเกษตรยั่งยืน เห็นได้ชัด แต่เกษตรยั่งยืนจะทำได้ผลดีการรวมกลุ่มเป็นสิ่งสำคัญ โดยบทบาทของภาคประชาชนมีเต็มที่ และกระทรวงเกษตรจะต้องมีระบบการวิจัยที่เข้มแข็ง เดิมเรามีงบงานวิจัยมาก ตอนนี้ถูกแบ่งไปเรื่องตรวจสอบสินค้าพืชส่งออก แทนที่จะสร้างเรื่องประสิทธิภาพ จึงน่าจะมาทบทวน โดยเฉพาะการวิจัยที่ต่อยอดจากชาวบ้าน

การปรับปรุงคุณภาพสินค้า ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา

การ วางแผนปลูกพืชให้เก็บเกี่ยวเหลื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยเราให้ความสำคัญกับข้อมูลน้อยไป เมื่อก่อน การเกษตรมีฐานข้อมูลเยอะมาก แต่ตอนนี้เราให้ความสำคัญน้อยลงไป

จำ ได้ตอนมีวิกฤติราคาอาหาร นักวิชาการภาครัฐไม่รู้ว่าผลผลิตข้าวออกมาเท่าไหร่ ต้องไปถามข้อมูลจากบริษัทรับเกี่ยวข้าว เรื่องฐานข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ

ด้านการตลาด ที่ผ่านมาทำให้ราคาที่เกษตรกรได้รับไม่สูงเท่าที่ควร ราคา 100 บาท เกษตรกรได้ 25 บาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าการจัดการตลาด ซึ่งบางครั้งเราต้องลดต้นทุนตรงนี้ลงให้ได้ เช่น การพัฒนาระบบขนส่ง หรือ ระบบสหกรณ์ ที่เราต้องนำมารือฟื้นกันใหม่ กลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวทำเรื่องสวัสดิการเก่งๆ พอมาทำเรื่องตลาดแล้วทำได้ยาก เราต้องทะลุเรื่องนี้ให้ได้

ด้าน การตลาดที่ควรต้องทำ คือ การรณรงค์ให้ผู้บริโภค หรือ ผู้ซื้อสินค้าเกษตรเห็นความสำคัญกับเกษตรกร โดยมีการสื่อสารกับผู้บริโภค เช่น คุณภาพที่ดี การติดฉลากการนำเข้า แหล่งผลิตสินค้า ที่ต้องระวังคือ พฤติกรรมการปลอมปนของพ่อค้าเราเอง

การทบทวนผลด้านลบกับนโยบายบางอย่าง

การประกันรายได้และประกันราคา ด้านหนึ่งอาจดี อีกด้านทำให้เกษตรกรไม่ได้รับสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงของราคา ในระยะยาวจะดีหรือเปล่า

มาตรการ คุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเราเชื่อว่าสินค้าเราดีกว่า การคุ้มครองผู้บริโภคสามารถเอามาเป็นเครื่องมือได้ และสามารถแยกแยะสินค้านำเข้ากับในประเทศไทย

บริษัทการเกษตรญี่ปุ่น เคยเกิดปัญหาว่าทำพันธสัญญากับเกษตรกร พอภาษีหายไปก็ย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ

การ จัดการทุกอย่างมีต้นทุน ต้องเลือกมาตรการที่ส่งผลในระยะยาว รัฐบาลไทยมีกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต เท่าที่ดูกองทุนนี้ไม่ทันการณ์ เป็นการตั้งรับเกินไป แล้วเกษตรกรเข้าถึงได้ยาก น่าจะทำให้มีความยืดหยุ่นกว่านี้

ปัญหา การเกษตร มีความเฉพาะถิ่นเฉพาะพื้นที่ มาตรการใดที่รวมศูนย์แก้ไม่ได้แก้ไม่ทัน ต้องมีการกระจายอำนาจในระยะยาว ในระยะสั้นทำอย่างไรให้ชุมชนกับท้องถิ่นทำงานด้วยกันให้มากขึ้น ระบบติดตามเฝ้าระวังใครทำ ทำอะไร เรื่องงานวิจัยและพัฒนาเรื่องพื้นฐานอาจรวมศูนย์บ้าง ส่วนงานวิจัยประยุกต์น่าจะกระจายให้ท้องถิ่นทำ

จุด สุดท้าย เรื่องข้าวหรือสินค้าอื่นๆ มีทั้งคนที่ได้และเสีย เราไม่ห่วงคนที่ได้ แต่ควรดูคนที่เสีย ต้องมีความร่วมมือ 4 ฝ่าย รัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชน เกษตรกร และผู้บริโภคปลายทางได้ตระหนัก

นายนิกร จำนง
เรื่องข้าวและปาล์ม เรามีกองทุน FTA ที่ไม่ ทำงาน มีเงินร้อยกว่าล้าน แต่ใช้ไม่เป็น โดยหลักที่ให้เกษตรกรเสนอมาเองไม่มีทาง แต่เรากำลังรื้อกันครั้งใหญ่ อย่างเรื่องข้าวผลผลิตเราได้แค่ 450 กิโลกรัมต่อไร่ ต่ำกว่าอาเซียนที่ 600 กว่า (เวียดนาม 800 กว่า) มันจึงชี้ความบกพร่องของระบบการผลิต โดยสองมิติ คือ เอาน้ำใส่เพิ่มในภาคอีสาน และ การพัฒนาพันธุ์ เราจะตั้งศูนย์ข้าวระดับโลก ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น ปาล์มเองก็จะเปลี่ยนพันธุ์ปาล์ม ล้มปาล์มเก่าทั้งหมด ปาล์มสำหรับพลังงานเราต้องยืนให้ได้

            - เราสร้างกรมมาก ทำให้ข้อมูลมันไม่เชื่อมโยงถึงกัน

            - เรื่องขนส่งก็สำคัญ

            - ปัญหา FTA คือ

+ ความไม่รู้ทั่วไปหมด ทั้งรัฐ ทั้งเกษตรกร ต้องทำให้ชัด
+ เอกภาพในการจัดการ พืช 23 ชนิด 13 อย่างอยู่ในเกษตร ข้าวให้การพานิชย์ เป็นต้น มากหมอมากความ ในระดับเราตั้งคณะกรรมการรวบแล้ว ควรมีการตั้งคณะกรรมการสักชุดที่มองทุกเรื่องไปพร้อมกัน

            - เรากำลังอยู่กับสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง เราต้องเคลื่อนไหวเหมือนกันติดอยู่กับที่ไม่ได้

 

ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น

ระนอง ซุ้นสุวรรณ ที่ ทำนารอบทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งอาหาร แต่ตอนนี้โดยนโยบายโครงการไทยเข้มแข็งกำลังส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมันอยู่ อีก บางคนบอกว่ารู้แล้วว่าไม่ดี แต่เป็นนโยบายของรัฐก็ยังต้องมาจัดอบรม

สายชล อัปมานะ เกษตรกรคลื่นลูกใหม่ ผมว่าแนวทางเกษตร น่าจะหลงทางหมด ผมใจหายมากที่รู้ว่าภาครัฐไม่รู้ผลกระทบเหมือนกัน อย่างเรื่องยางพารา รัฐส่งเสริมไปทั่วประเทศ ที่ญี่ปุ่นมีการกำหนดโซนนิ่งไว้หมด น่าจะมีการทำโซนนิ่งการผลิตได้แล้ว เช่น ยางพาราไปปลูกอีสานทำไม ผมถามไปที่นักวิชาการเขาบอกว่าปลูกไป 7 ปี ยางกรีดไม่ออกก็ล้มต้นขายได้

เกษตรกร ที่ทำงานไม่เต็มเวลา มาบอกว่าเป็นเกษตรไม่ได้ เกษตรกรที่ดีไม่ง่าย ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทุกด้าน วันนี้มาวิเคราะห์การส่งเสริมภาคเกษตรต้องอัดความรู้ให้ภาคเกษตร และจัดโซนนิ่ง ทำเรื่องการตลาด องค์กรเข้มแข็ง ต่อให้มี FTA ถึงไม่ได้ขายก็ไม่เป็นไร

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการปลูกฝังอุดมการณ์ให้รักถิ่นฐานของตัวเอง

ชวลิต เจนจัด เครือข่ายวิทยุชุมชน
ภูมิใจที่มีสำนักงานใหม่ เมื่อวานได้รับเชิญและเมล์ ก็ได้ประชุมกันสรุปออกมาว่า เป้าหมายสองปีขอเพิ่มคือ

1.ตั้งบริษัทการเกษตรที่มีเกษตรกรเป็นเจ้าของร้อยเปอร์เซ็นต์
2.กำหนดภาษีนำเข้าสารเคมีทุกชนิด

นายภาวิญญ์ เถลิงศรี
ผมคงได้กลับไปคิดต่อ

- เอฟทีเอ ตั้งต้นจากเศรษฐกิจ แต่มีผลกระทบกับหลายส่วน

- การทำเขตการค้าเสรีต้องมีมาตรการรองรับ โดยเฉพาะนโยบายภายใน จึงเกิดช่องว่างมาก ตามหลักการค้าเสรี คนต้องเข้าถึงข้อมูลทั่วถึงกัน มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม และมีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้เสรี แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรื่องข้อมูลจะมีคนบางกลุ่มได้มาก ส่วนเรื่องการแข่งขันคนที่มีอำนาจการตลาดมากกว่าจะได้เปรียบ คนชอบคิดว่าการค้าเสรีจะมีผลกระทบก็ให้เลิกทำการเกษตรไปเสีย แต่ในความจริงการเคลื่อนไหวไปยังภาคส่วนอื่นๆทำได้อย่างมีข้อจำกัด

- ทุกวันนี้เรามีกองทุนช่วยเหลือ แต่กองทุนไม่ได้ทำเป็นระบบ ตั้งรับเป็นหลัก ไม่ได้มองในระยะยาว รัฐบาลอ้างไม่ได้ว่าไม่รู้ผลกระทบ เพราะถ้าไม่รู้เราทำได้อย่างไร


สรุปการประชุมช่วงเช้า
โดย ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้อำนวยการ สปกช.

- ตั้งแต่เช้าเราได้รับสารที่ส่งมาแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ว่า ความสำคัญของภาคเกษตรกร เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง แล้วจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมา

- “เกษตรไม่ใช่สินค้าเพื่อขาย แต่เป็นอาหาร เป็นเครื่องในการแก้ปัญหาของสังคม เป็นเครื่องมือในการสร้างสังคมให้เกิดความอบอุ่น ที่สำคัญ

- “ถ้าภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง ภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้น

- เราต้องมาพูดเรื่องเกษตรยั่งยืนมากขึ้น ตัวเลขจีดีพีน่าจะไม่สำคัญ และรูปแบบก็มีหลากหลาย จุดสำคัญคือการสร้างความยั่งยืน และ ภาคเกษตรแบ่งได้เป็นเกษตรเพื่อการบริโภคก็ได้ เพื่อการค้าขายก็ได้ แต่เมื่อจะทำการค้าขายต้องระวังไม่ให้ผลกระทบ

- มรรค 8 แก้ปัญหาเกษตร และ การทำเกษตรจะช่วยพัฒนามรรค 8 ได้

- การทำงานให้เกิดความสมบูรณ์ต้องบูรณาการกัน เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง การเกษตรเป็นเรื่องเฉพาะถิ่นการใช้แนวทางจากส่วนกลางไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามส่วนกลางสามารถช่วยสร้างองค์ความรู้ได้โดยเฉพาะองค์ความรู้พื้น ฐาน

- AFTA เป็นเพียงคลื่นลูกหนึ่ง ยังมีลูกอื่นๆตามมาอีกมาก โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อทำสัญญาจะมีคนได้คนเสีย ทำอย่างไรให้คนเสียไม่เสียมากนัก คนได้จะแบ่งปันให้อย่างไร เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

- ตัวเลข 3.7 ล้านครอบครัวชาวนา ไม่เล็ก จำเป็นต้องมีการพิจารณาแก้ไขหลายอย่าง

- ภาครัฐเองก็มีบอกว่าจะต้องมีการทบทวนนโยบาย การสร้างความรู้ การจัดการความรู้ รู้เขารู้เรา และความสำคัญของข้อมูล

- บทบาทของ สปกช. ที่ได้รับการแนะนำจากเวที สิ่งสำคัญที่สุด คือ

+ การระดมสมองและสังเคราะห์ประเด็นยุทธศาสตร์ออกมาให้ได้ เราต้องอาศัยจากทุกภาคส่วน

+ การสร้างสัมมาทิฐฐิให้กับสังคมไทย

+ การรวบรวมความรู้ ทั้งสมัยใหม่และภูมิปัญญา

+ เราจะส่งเสริมให้ภาคีต่างๆ ทำบทบาทให้ดีขึ้นได้อย่างไร เช่นการสังเคราะห์นโยบายจากระดับพื้นที่

+ กฎหมายที่เราต้องผลักดันเร็วที่สุด คือ การเก็บภาษีสารเคมี การควบคุมการโฆษณา การมีสื่อสีเขียวที่ทำให้คนเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์

+ สร้างกลไกเชื่อมโยงชุมชน และติดตามนโยบายต่างๆ

- สปกช.จะอยู่ไม่ยาว เมื่อปฏิบัติภารกิจแล้ว ก็คงให้หน่วยงานต่างๆ ไปดำเนินการต่อ.......

 

 

"โลกร้อน" ข่าวดีของต้นไม้ ข่าวร้ายของนกเป็ดน้ำ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

"ภาวะโลกร้อน" ไม่ใช่ข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นข่าวร้ายกับสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะบรรดานกเป็ดน้ำทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะหากโลกยิ่งร้อนขึ้น พื้นที่ชุ่มน้ำจะยิ่งเหือดแห้ง แต่นี่อาจเป็นข่าวดีของต้นไม้ใบหญ้าในเขตอบอุ่น เพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะไปกระตุ้นให้ผลิดอกออกผลเร็วยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

นักวิจัยของศูนย์วิจัยสิ่งแวดล้อมสมิธโซเนียน (Smithsonian Environmental Research Center: SERC) ในมลรัฐแมรีแลนด์ สหรัฐฯ บอกว่า การที่อุณหภูมิสูงขึ้น ฤดูที่พืชพันธุ์เจริญงอกงามยาวนานขึ้น และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไปมีผลต่อกลไกทางชีววิทยาของต้นไม้ และทำให้ต้นไม้ที่อยู่ในเขตภูมิอากาศอบอุ่น (temperate climates) เจริญเติบโตเร็วขึ้น

ทีมวิจัยได้ศึกษาและเก็บข้อมูลว่า มีต้นไม้อยู่จำนวนเท่าใดในป่า 55 แห่ง ทางด้านตะวันออกของสหรัฐฯ ในช่วงระยะเวลา 22 ปี ศึกษาสภาพอากาศของท้องถิ่นนั้นในช่วงเวลา 100 ปี และวัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วง 17 ปี พบว่าช่วงเวลาไม่นานมานี้ ต้นไม้มีการเจริญเติบโตมากกว่าปกติอย่างมาก ซึ่งพวกเขาตั้งสมมติฐานว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศนั่นเอง

อีกทั้ง รายงานผลการศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Science: PNAS) โดยระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญอาหารของต้นไม้เพิ่มขึ้น และทำให้ฤดูที่พืชพันธุ์เจริญงอกงามยาวนานขึ้นด้วย ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นในบรรยากาศ ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นไม้เพราะมีคาร์บอนให้ใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ ทว่า นั่นอาจเป็นผลดีกับต้นไม้ แต่กลับเป็นผลร้ายกับเป็ดหรือนกน้ำชนิดอื่นๆ

ตามรายงานผลการศึกษาของนักวิจัยของสำนักงานธรณีวิทยาสหรัฐฯ (US Geological Survey) และมหาวิทยาลัยเซาท์ดาโกตาเสตท (South Dakota State University) ที่พบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณทุ่งหญ้าแพรรีที่อยู่ใน 5 รัฐ ทางตอนกลางและภาคเหนือของสหรัฐฯ และรวมทั้งในแคนาดา จะเหือดแห้งหายไป หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ซึ่งบริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของเป็ด นกน้ำ และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำนวนมากและหลายสปีชีส์

ผลการศึกษานี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารไบโอไซน์ (BioScience) เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส จะทำให้ทุ่งหญ้าแพรรีส่วนใหญ่ในอเมริกาเหนือแห้งแล้งเกินไป สำหรับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของบรรดานกน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งแทบจะใช้การอีกไม่ได้ ถิ่นที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจะกลายเป็นอดีตไป

นักวิจัยยังได้พัฒนาแบบจำลองขึ้น เพื่อพยายามทำความเข้าใจกับผลกระทบของภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งฉายให้เห็นว่าปริมาตรน้ำจะลดน้อยลงมาก ช่วงเวลาที่น้ำถูกกักเก็บไว้ในพื้นที่ชุ่มน้ำก็สั้นลง และเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับพืชพันธุ์ต่างๆ ครอบคลุมบริเวณกว้างมาก ตั้งแต่รัฐนอร์ทดาโกตา, เซาท์ดาโกตา, มินเนโซตา, มอนตานา และไอโอวา เรื่อยไปจนถึงแคนาดา

ทั้งนี้ ชนิดพันธุ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่ในน้ำอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อวงจรชีวิตที่สมบูรณ์ เช่น เป็ดน้ำ (mallard) ที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่บนผิวน้ำไม่ต่ำกว่า 80 วัน ในวัยเยาว์ เพื่อที่จะเติบโตจนสามารถบินได้ ผสมพันธุ์ได้

"พื้นที่ชุ่มน้ำในทุ่งหญ้าแพรรีมีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับผลจากภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น และมีโอกาสกลับคืนสู่สภาพเหมือนเดิมได้น้อยกว่าที่เราเคยเชื่อไว้ก่อนหน้าที่ มันยากที่จะจินตนาการว่าจะดูแลรักษาจำนวนประชากรนกน้ำในปัจจุบันอย่างไรให้คงอยู่ต่อไปได้ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป" เกลนน์ กุนเทนสเพอร์เจน (Glenn Guntenspergen) จากสำหนักงานธรณีวิทยาสหรัฐฯ กล่าว

WE TAKE ALL WE NEED

ผู้เขียน: 
ชมพูนุท ช่วงโชติ

"We take all we need" ช่างเป็นคำพูดบ้าอำนาจ ที่ไม่ได้อยู่ในบทหนังเท่านั้น แต่จริงแท้แน่นอนบนโลกใบนี้ ความคิดเบื้องหลังคำพูด คือที่มาของความรุนแรง การล่าอาณานิคม การก่อทุรกรรม ปล้นชิง ทำลายล้างและครอบครองของผู้ที่มีกำลังเหนือกว่า ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกตารางนิ้วบนผืนโลก ทุกหน้าของประวัติศาสตร์ ล้วนมีเรื่องราวเข้มข้น โหดเหี้ยมของสงครามระหว่างขั้วอำนาจระหว่างเผ่าพันธุ์ ระหว่างศาสนา และระหว่างพวกที่เข้มแข็งดุร้ายกับพวกที่อ่อนแอ นำมาซึ่งความล่มสลายของอารยธรรม ซึ่งเป็นความสูญเสียร่วมกันของมนุษยชาติอย่างที่ไม่อาจประมาณได้ เพราะชื่อว่าอารยธรรมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของชนกลุ่มน้อย หรือของอาณาจักรยิ่งใหญ่ ล้วนเป็น Collective Wisdom ของมนุษยชาติโดยรวม

แต่วัฏฏะแห่งความเสื่อม คงจะดำเนินต่อไปในอนาคต กระทั่งถึงยุคของ Avatar ที่ชาวโลกเดินทางไปขุดหาแหล่งแร่บนดาวดวงอื่น แล้วเริ่มบทบาทซ้ำซากของนักล่าอาณานิคม คอยจ้องทำลายล้างเผ่าพันธุ์อื่นเพื่อครอบครองทรัพยากรที่ตนเองไม่ได้สร้างขึ้น เช่นเดียวกับที่ชาติตะวันตก กระทำกับชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดง อะบอริจิน หรือชาวเนวี บนดาว Pandora

เรื่องราวของ Avatar อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ในจินตนาการอีกต่อไป หากเรายังแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของโลกโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดแบบที่เป็นอยู่ ในอีก 20 ปีข้างหน้า โลกของเราจะมีประชากรเพิ่มขึ้นจาก 6 พันล้านคน เป็น 9 พันล้านคน โลกจะมีแหล่งพลังงาน อาหาร น้ำสะอาด และอากาศบริสุทธิ์เพียงพอสำหรับประชากรในอนาคตได้อย่างไร สงครามแย่งชิงทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ จะเกิดขึ้นและรุนแรงมากขึ้นในเวลาอันใกล้

องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติรายงานว่า ร้อยละ 87 ของพลังงานที่ใช้ในโลกมาจากพลังงานที่ทดแทนไม่ได้ ทรัพยากรของโลกถูกใช้ไปเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัวถึงร้อยละ 30 ภายในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ป่าไม้เขตร้อนถูกทำลายไป 100 ล้านไร่ แหล่งประมง แหล่งน้ำจืด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นบนโลก ล้วนแสดงให้เห็นถึงภาวะ ที่เสียสมดุลอย่างยิ่งของโลก คำกล่าวของ UNEP ที่ว่าเราต้องการโลกอีก 1 ใบในปี 2050 นั้น เป็นจริงอย่างยิ่งในเชิงสัญลักษณ์

ทุกวันนี้ กลไกการจัดการทรัพยากร ทั่วโลกเป็นกลไกที่ถูกแทรกแซง บิดเบือน และแสวงหาประโยชน์อย่างง่ายดาย เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจกับผู้แสวงประโยชน์เชื่อมโยงเป็นกลุ่มเดียวกัน นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของพลังอำนาจระหว่างประเทศ ระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ระหว่างนายทุน นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลกับชาวบ้าน ทรัพยากรจึงถูกนำออกมาใช้แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก ใครอ่อนแอที่สุดย่อมเสียเปรียบมากที่สุด ส่วนธรรมชาตินั้นเล่าช่างนิ่งเฉย ไม่มีปากเสียง ไม่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ได้แต่รอเวลา "The Nature Fight Back" ทำการกวาดล้างสิ่งสกปรกรกรุงรัง เพื่อสร้างสมดุลใหม่อีกครั้ง

การส่งสัญญาณเตือนภัยมาจากหลายทิศทาง ทั้งจากบรรดานักอนุรักษ์ นักวิชาการ องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม แคมเปญภาพถ่าย FW: mail หรือหนังสารคดีที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งจากความปรวนแปรของธรรมชาติที่ทำให้โลกตื่นตระหนกและตระหนักรู้ถึงความยิ่งใหญ่แต่เปราะบาง และความสำคัญของ "Biological Network" ที่ส่งผลต่อวัฏจักรพลังงาน น้ำ ออกซิเจนและอากาศ ซึ่งทำหน้าที่รักษาสมดุลเพื่อให้สรรพชีวิตดำรงอยู่ได้

Robert Constanza ร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมอีกหลายคน ตีพิมพ์บทความในนิตยสาร Nature ทำ การคำนวณตัวเลขให้เห็นว่า มูลค่า GNP ของทั้งโลกเฉลี่ยราว $18 trillion/year (1997) ในขณะที่การให้บริการของระบบนิเวศทั่วโลกมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง $33 trillion/year ความพยายามของนักวิชาการเหล่านี้ ช่วยเปลี่ยนความคิดที่ว่าธรรมชาติเป็นของฟรี มีไม่จำกัด มาสู่การประเมินมูลค่า และคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือการจัดการในเชิงนโยบาย เช่น ผู้ก่อมลพิษหรือผู้ทำเสียหายต้องเป็นผู้จ่าย (PPP: Polluter Pay Principle) ซึ่งใช้มาแล้วเป็นเวลานาน แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้เสนอหลักการย้อนกลับของ Polluter Pay Principle นั่นคือ ผู้ได้ใช้ประโยชน์ต้องเป็นผู้จ่าย หรือการจ่ายค่าบริการให้กับระบบนิเวศ (PES: Payment for Ecosystem Services)

สังคมยุคก่อน ผู้ใช้ประโยชน์ตอบแทนธรรมชาติด้วยการให้ความเคารพและการคุ้มครองดูแลรักษาสังคมอุตสาหกรรม ผู้ใช้ประโยชน์กับผู้ดูแลรักษาเป็นคนละกลุ่มกัน จึงจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนธรรมชาติเป็นตัวเงิน ในอนาคตอันใกล้นี้ สงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังปะทุ กระแสโลกร้อน กระแสการอนุรักษ์และ Green Economy จะทำให้มีธุรกิจเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากและน่าสนใจสำหรับการลงทุน ปัจจุบันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม มีตลาดขนาดย่อมที่ค่อยๆ เติบโต เช่น ธุรกิจการออกใบรับรอง (Eco-labelling) ซึ่งน่าจะมีมูลค่าราว $60,000 ล้านเหรียญต่อปี การซื้อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนั้นก็มีเรื่องการจ่ายค่าบริการสำหรับการอนุรักษ์ (PES) ปัจจุบันมีมูลค่าราว $3,000 ล้านเหรียญ และอาจเติบโตถึง 3.5% ต่อปี แต่ความคิดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และกระแส Green Economy จะทำให้รัฐหันมาส่งเสริมจูงใจการพัฒนาธุรกิจสีเขียวมากขึ้น

ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง ศึกษาเรื่อง PES ของต่างประเทศ ได้ยกตัวอย่างที่น่าสนใจหลายกรณี เช่น บริษัทน้ำแร่ Perrier, Vittel ในประเทศฝรั่งเศส จ่ายค่าดูแลรักษาคุณภาพน้ำให้กับเกษตรกรที่ใช้ที่ดินต้นน้ำ รัฐบาลประเทศปานามาและบราซิล จ่ายค่าฟื้นฟู ป่าต้นน้ำให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่นและเจ้าของที่ดินเอกชน องค์การป่าไม้ประเทศคอสตาริกา จ่ายค่าดูแลรักษาป่าปลูกให้กับชุมชนท้องถิ่น

ฟังดูแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กลไกนี้ช่วยขยายแนวคิดเรื่องคุณค่าและมูลค่าของระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นความพยายามในการเปลี่ยนบทบาทผู้เล่นเดิมด้านการอนุรักษ์ จากเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐมาสู่ภาคธุรกิจและประชาชน มีการกำหนดกลุ่มผู้รับและใช้ประโยชน์กับกลุ่มผู้ให้บริการด้านอนุรักษ์ที่ชัดเจน เพื่อช่วยถ่วงดุลผู้บุกรุกจากภายนอก อีกด้านหนึ่ง การส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์ก็อาจช่วยลดแรงกดดันของภาครัฐจากภารกิจที่ต้องตั้งรับรอบด้าน ทั้งจากผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ประชาชน และกลไกภายในระบบราชการที่ไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพการทำงาน

สรรพชีวิตบนโลกล้วนอยู่ใน Web of life อันเดียวกันเชื่อมต่อถึงกัน ใครจะแข็งแกร่งพิชิตโลกและธรรมชาติได้เพียงใด ถ้า Biological ของโลกเสื่อมโทรมตายไป ชีวิตก็ดำรงอยู่ไม่ได้ ใครที่เอาประโยชน์จากธรรมชาติมามากแล้ว ก็ช่วยตอบแทนคืนกลับมาให้ด้วย ธรรมชาติไม่ใช่ของฟรีและทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน การคิดค้นและสร้างสรรค์อย่างจริงจังเพื่อเปิดโอกาส ใหม่ในการทำธุรกิจสีเขียว คงช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์โลกไปด้วย

ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ คือความมั่งคั่งของประเทศชาติและประชาชน หากจัดการบนพื้นฐานของความเป็นธรรม สมดุล และพอเพียง การผลิดอกออกผลก็เป็นวัฏจักรที่ยั่งยืนและยาวนาน แต่หากอำนาจไม่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรก็ไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม ด้วยความโลภและความคิดแบบ Take all we need คงต้องหาดาวดวงใหม่เพื่อเตรียมอพยพผู้คน หรือไม่ก็ "อวตาร" เพื่อหนีออกจากสงครามและ "โลกที่ใกล้ตาย" ของเราใบนี้ได้แล้ว

by ThaiWebExpert