มาตรการ NTM : ผลกระทบต่อสังคมเศรษฐกิจไทย

ผู้เขียน: 
เพชรไพลิน สุวรรณโชติ...ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ MEAs Think Tank

กระแสความตื่นตัวต่อมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures – NTM) มีมากขึ้น หลังจากที่ประเทศต่างๆ ได้จัดทำสนธิสัญญาหรือมีข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีทั้งในกรอบความตกลงทวิภาคี (FTA) และพหุภาคี เช่น การเจรจาองค์การการค้าโลก (WTO) รวมถึงระดับภูมิภาค เช่น เอเปก อาเซียน ส่งผลให้กำแพงภาษีที่เคยเป็นอุปสรรคทางการค้าที่สำคัญทยอยปรับลดลง ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงได้กำหนดมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีขึ้น เพื่อลดการนำเข้าโดยอาศัยหลักการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่อีกนัยหนึ่งก็เพื่อป้องกันสินค้าจากต่างประเทศเข้าไปสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศตน จึงทำให้นำ NTM มาใช้กับทุกกลุ่มสินค้าอย่างกว้างขวาง

โดยคำจำกัดความของมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTM หมายถึง มาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นระเบียบข้อบังคับของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ โดยองค์การการค้าโลกอนุญาตให้ใช้ได้ในกรณีของการส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม หรือมีสิทธิใช้เป็นข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น รวมทั้งเพื่อคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ พืชและสัตว์ ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่สมเหตุสมผล และ/หรือไม่มีผลต่อการกีดกันการค้าอย่างแอบแฝงและต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายใต้ความตกลงที่กำกับดูแล โดยจะเน้นมาตรการเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ

จากการศึกษาของรศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2553) แสดงผลการวิเคราะห์ผลกระทบจากการใช้มาตรการ NTM ต่อผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่ม ได้แก่

(1) กลุ่มสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยไปยังประเทศคู่ค้า ต้องเผชิญกับมาตรการ NTM ยกตัวอย่างเช่นสหภาพยุโรป กำหนดข้อบังคับการนำเข้าสินค้ากลุ่มอาหารที่ EC 178/2002 โดยเน้นมาตรการด้านวัตถุดิบ กระบวนการและผลิตภัณฑ์ เป็นหลัก สหรัฐอเมริกา กำหนด NTM เรื่องอาหารสดและอาหารแปรรูป คือมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เช่น การควบคุมการปนเปื้อนสารเคมีในผลิตภัณฑ์ การติดฉลาก การบรรจุหีบห่อ นอกจากนี้ยังเพิ่มกฎหมายอาหารและยานำเข้าปลอดภัย ทำให้เป็นการเพิ่มภาระด้านต้นทุนให้แก่ผู้ส่งออกไทยในการจ่ายค่าธรรมเนียมการตรวจสอบสินค้าเพิ่มขึ้น เป็นต้น

(2) กลุ่มสินค้าที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศเข้มข้น ซึ่งใช้เป็นปัจจัยหลักในการผลิต เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ NTM ที่ผู้ประกอบการไทยเผชิญ ได้แก่ ระเบียบและกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้า และระเบียบ กฎเกณฑ์ และกฎหมาย ในการจำหน่ายสินค้าภายในประเทศผู้นำเข้า ส่วน NTM ในสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ประเทศญี่ปุ่นจะมีความเข้มงวดมากทั้งในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและลดปัญหาโลกร้อน

(3) กลุ่มสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีระดับสูง และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตหรือผลิตให้บริษัทข้ามชาติ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น นโยบายสินค้าครบวงจร หรือระเบียบ EuP ของสหภาพยุโรป และอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เช่นมาตรฐาน SAE, DOT, NHTSA และ FMVSS ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

(4) กลุ่มสินค้าบริการ ซึ่งมีความซับซ้อน ทั้งในเรื่องปัญหาการใช้และการตีความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ ภายใต้การตกลงของ GATT ปัญหาการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และปัญหาการค้าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

แม้ว่า NTM บางประเภท เป็นมาตรการส่งเสริมการค้า แต่ก็แฝงไปด้วยเงื่อนไขมากมายซ่อนอยู่ ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการกำหนด NTM เป็นเพียงประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการผลิตสินค้าเพื่อขายแข่งกับประเทศพัฒนาแล้ว

ผลกระทบของ NTM ต่อสังคมเศรษฐกิจไทย ในฐานะประเทศผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตเพื่อส่งออกและของภาครัฐ ย่อมมีภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิต หรือต้นทุนธุรกรรมที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ปริมาณการส่งออก การย้ายตลาดการส่งออกของไทย รวมทั้งการแข่งขันภายในประเทศด้วย ดังนั้นประเทศไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์และเตรียมความพร้อมรับมือทั้งเชิงรุกและเชิงรับให้แก่ภาคธุรกิจเอกชนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างต่อเนื่อง ควรมีกลไกระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวรับมือได้อย่างทันเวลา รวมถึงการประเมินผลกระทบของ NTM ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย

แหล่งที่มา: นิรมล สุธรรมกิจ และคณะ. (2553). รู้เท่าทัน NTM การเฝ้ามอง และข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการของไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

นโยบายและจุดยืนเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
พิมพ์เมื่อ: 
มิ.ย. 2553
พิมพ์โดย: 
สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

คำนิยม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) หรือปัญหาโลกร้อน ถือเป็นประเด็นระหว่างประเทศที่อาจร้อนแรงที่สุดในศตวรรษที่ 21 เรื่องโลกร้อนเป็นประเด็นด้านความมั่นคงแบบใหม่ (non-traditional security issue) ที่มีทั้งมิติของความร่วมมือกันแก้ปัญหาของประชาคมโลก และความขัดแย้งอันเกิดจากการช่วงชิงและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ทั้งภายในและระหว่างรัฐด้วยกัน

ปัญหาโลกร้อนเกิดขึ้นจากการกระทำโดยตรงของมนุษย์ และมีผลกระทบข้ามอาณาเขตแห่งรัฐ  การจัดการปัญหาดังกล่าว ในภาพหนึ่ง จึงเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงมิได้กับการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิต และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการบริโภคของผู้คน ซึ่ง ปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) และความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐฯ เห็นว่า การมีพันธกรณีต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของตนลดลง เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างจีนหรืออินเดีย

ขณะที่ในอีกภาพหนึ่ง ผลของปัญหาโลกร้อน ตั้งแต่การก่อให้เกิดความแห้งแล้ง การเพิ่มขึ้นของโรคภัยไข้เจ็บ หรือแม้แต่การที่น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้น ล้วนกระทบต่อความมั่นคงด้านต่าง ๆ ของผู้คน รวมทั้งยังกระทบต่อการดำรงอยู่ของรัฐด้วย เช่น ประเทศหมู่เกาะมีความไม่มั่นคงเพราะปัญหาโลกร้อนอาจทำให้ประเทศของตนจมอยู่ใต้น้ำ รัฐชายฝั่งจะต้องจัดการกับปัญหาทางกายภาพ และเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตแห่งรัฐ หรือที่อยู่อาศัยของผู้คนภายในประเทศ นอกจากนั้น ประเทศต้นน้ำ/ปลายน้ำจะแย่งน้ำกันอย่างรุนแรง ซึ่ง ทั้งหมดนี้คือความขัดแย้งในรูปแบบใหม่ที่มีผลต่อความมั่นคงของรัฐ และกำลังเกิดขึ้นโดยทั่วไป สถานการณ์ที่ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ภาพสองภาพที่ซ้อนกันนี้อธิบายสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งและอุปสรรคต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่ากว่าที่พิธีสารเกียวโตจะมีผลบังคับใช้  เวลาได้ผ่านไปถึง 13 ปี (ตั้งแต่ ค.ศ.1995 ที่พิธีสารเกียวโตได้รับการรับรองและมีการเปิดให้ลงนาม จนถึงปี ค.ศ. 2008 ที่ช่วงพันธกรณีแรกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเริ่มต้น) นอกจากนี้ การเจรจาเพื่อทำความตกลงฉบับใหม่หลังการสิ้นสุดลงของช่วงพันธกรณีดังกล่าวในปี ค.ศ. 2012 ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะบรรลุผล  ทั้งที่เริ่มอย่างจริงจังมาตั้งแต่การประชุมที่บาหลีเมื่อปลายปี ค.ศ. 2007

งานศึกษาเรื่อง “นโยบายและจุดยืนเรื่องโลกร้อนของสหรัฐอเมริกา” ของคุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ช่วยอธิบายความเป็นไปของภาพที่ซ้อนกันดังกล่าวภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น การที่คุณบัณฑูรฯ ได้ศึกษาท่าทีของสหรัฐฯ ผ่านการทำความเข้าใจระบบการเมือง ซึ่งรวมถึงแนวนโยบายของประธานาธิบดีทั้ง 6 สมัย ที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ จึงให้ภาพการเชื่อมโยงนโยบายภายในกับนโยบายต่างประเทศได้อย่างกระจ่างชัดและสมบูรณ์

ในงานศึกษา คุณบัณฑูรฯ ยังได้นำเสนอสาเหตุและสภาวะแวดล้อมทางการเมือง รวมทั้งบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต จึงเป็นประโยชน์ต่อการประเมินทิศทางและแนวโน้มของความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการเจรจา เนื่องจาก  สหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก แต่เป็นประเทศที่ไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารเกียวโต ย่อมจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อความสำเร็จของการบรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการจัดการปัญหาโลกร้อนที่กำลังจะเกิดขึ้น

ผมเห็นว่า การที่คุณบัณฑูร ได้พยายามศึกษาวิจัยและวิเคราะห์เรื่องโลกร้อนจากมุมมองทางรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นประโยชน์ต่อภาควิชาการ เพราะการศึกษาประเด็นดังกล่าวผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน จะช่วยสนับสนุนหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันดำเนินงาน เพื่อผลักดันและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับภายในและระหว่างประเทศต่อไป

 

 

 

ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ

อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

มิถุนายน 2553

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

รู้เท่าทัน NTM การเฝ้ามองและข้อเสนอ เพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการของไทย

ผู้เขียน: 
นิรมล สุธรรมกิจและคณะ
พิมพ์เมื่อ: 
มิ.ย. 2553
พิมพ์โดย: 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

คณะผู้วิจัย

                                                                รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

รศ.ดร.เกรียงไกร เตชกานนท์

ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร

ดร.พีระ เจริญพร

ดร. ศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์

ดร.เณศรา สุขพานิช

อ.ศันสนีย์ ลิ้มพงษ์

อ.สิทธิกร นิพภยะ

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

คำนำ

 

                ภายใต้ความตกลงขององค์กรการค้าโลกที่ต้องการส่งเสริมการค้า โดยให้ความสำคัญกับการลดการกีดกันทางด้านภาษีอาการเพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเทศคู่ค้าของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ได้กำหนดมาตรการใหม่ๆมาเป็นเงื่อนไข การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก เป็นต้น จึงอาจกล่าวได้ว่ามาตรการเหล่านี้เป็น มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี (non-tariff measureหรือ NTM) ซึ่งหลายมาตรการอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของไทย อันเนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงที และหากผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญน้อย และไม่รู้เท่าทันแนวทางในการกำหนดมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีของประเทศคู่ค้า จะสร้างความเสียหายต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคต

               

                หนังสือสร้างสรรค์ปัญญา ชุดนโยบายสาธารณะ ลำดับที่ 21 รู้เท่าทัน NTMการเฝ้ามอง และข้อเสนอเพื่อส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการของไทย เป็นผลผลิตจากหน่วยวิชาการที่ทำหน้าที่ทำงานติดตามความเคลื่อนไหวที่มีข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนใช้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบในการับมือกับมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีใหม่ๆ ของประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยศึกษาประมวลวิเคราะห์วิจัย และจัดทำรายงานผลการวิเคราะห์มาตรการ/ผลิตภัณฑ์(กลุ่มสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร กลุ่มสินค้าที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศเข้มข้น กลุ่มสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น และกลุ่มสินค้าบริการ) ในรูปแบบจุลสาร NTMs in Focus และอนุสาร NTMs in Brief เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ในกลุ่มต่างๆ และนำเสนอกลไกการทำงานในระบบเตือนล่วงหน้า

 

                สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ขอขอบคุณคณะผู้วิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ดำเนินงานวิจัย โครงการติดตามกระแสการกำหนดมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าไทยส่งออกต่างประเทศ และจัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นเพื่อสื่อสารถึงผู้วางนโยบายในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดถึงผู้ผลิตสินค้าและผู้ส่งออกสินค้าได้ใช้ประโยชน์ในการเจรจาการค้า การรักษาความสามารถในการแข่งขันทางค้า การพัฒนาคุณภาพสินค้าที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

 

                                                                                ศาสตราจารย์ ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์

                                                                      ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

                                                                                            มิถุนายน 2553

 

                                                                                                  

ผู้เขียน                   นิรมล สุธรรมกิจและคณะ

พิมพ์ครั้งที่ 1         มิถุนายน 2553

จำนวน                   1,000 เล่ม

จัดพิมพ์โดย          สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

                              ชั้น 14 เอสเอ็มทาวเวอร์ เลขที่ 979 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน

                               เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ราคา                       80 บาท

ISBN                      978-611-7070-00-6

จุฬาฯ นำร่องทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ "หนังสือ" เล่มแรก

ผู้เขียน: 
ไม่ระุบุผู้เขียน

ภาพ: รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย (ซ้าย) และ นายฮิโรคาซึ ชิมิซึ กับหนังสือเล่มแรกของไทยที่ได้มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตัวแทนจากภาคเอกชนผู้ดำเนินธุรกิจโรงพิมพ์เข้าร่วมฟังการสัมมนาเรื่อง "คาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์" เมื่อวันที่ 15 ก.ค.53 ณ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนายฮิโรคาซึ ชิมิซึ (Mr.Hirokazu Shimizu) ประธานบริษัท ชิมิซึ พริ้นติง จำกัด จากประเทศญี่ปุ่นร่วมเป็นวิทยากร

เราอาจเคยเห็นฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศไทยบนผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม หรือเครื่องมือบางชนิดกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่เคยมีใครทำฉลากคาร์บอนฟุตพรินท์บนหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์มาก่อนเลย และโรงพิมพ์จุฬาฯ กำลังจะก้าวเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของหนังสือแต่ละเล่มที่พิมพ์ออกมา

"คาร์บอนฟุตพริ้นท์" เป็นหนึ่งในเครื่องมือชิ้นสำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะประเทศที่มีพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งประเทศไทยก็เริ่มมีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมและใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์บ้างแล้ว

"อุตสาหกรรมการพิมพ์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่กำลังถูกจับตามองว่าเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมาก ทั้งยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์" รศ.ดร.อรัญ หาญสืบสาย หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

รศ.ดร.อรัญ ให้ข้อมูลว่า ในประเทศไทยตอนนี้เรายังไม่มีการนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์เลย ขณะที่ในต่างประเทศเริ่มนำไปใช้กันแล้ว โดยในประเทศญี่ปุ่นมีบริษัท ชิมิซึ พริ้นติง จำกัด (Shimizu Printing) เป็นรายแรกที่ประสบความสำเร็จในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์สิ่งพิมพ์ และได้รับการรับรองจากสมาคมการพิมพ์แห่งญี่ปุ่น รวมทั้งได้พัฒนาระบบการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขึ้นเองด้วย

มิสเตอร์ ฮิโรคาซึ ชิมิซึ (Mr.Hirokazu Shimizu) ประธานบริษัท ชิมิซึ พริ้นติง จำกัด เปิดเผยต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า เรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ก็ยังเป็นเรื่องใหม่ในญี่ปุ่นที่เพิ่งเริ่มทำมาได้ประมาณ 1 ปี และตอนนี้มี ประมาณ 40-50 โรงพิมพ์ที่มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์กัน จากทั้งหมดเกือบ 30,000 โรงพิมพ์ ซึ่งถือว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จมากนัก

ชิมิซึบอกว่าเขาได้เห็นผลงานทางวิชาการของจุฬาฯ ในวารสารวิชาการของญี่ปุ่น และทราบว่าจุฬาฯ มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ จึงอยากสร้างความร่วมมือเพื่อนำระบบการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เขาพัฒนาขึ้นมาเผยแพร่ในประเทศไทย ส่วน รศ.ดร.อรัญ ก็บอกว่ามีความสนใจที่จะเรียนรู้เทคนิคการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของญี่ปุ่น เพื่อนำมาเป็นต้นแบบสำหรับพัฒนาแนวทางการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป อีกทั้งชิมิซึเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในด้านการพิมพ์เพียงไม่กี่คนของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสากลในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ด้วย

ทั้งนี้ รศ.ดร.อรัญ และคณะได้ทดลองคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการพิมพ์หนังสือ 1 เล่ม โดยพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการกำจัดว่าปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเท่าไหร่ โดยใช้การพิมพ์หนังสือเรื่อง "แรกเริ่มของสถาปัตยกรรมของสยามประเทศ" ที่พิมพ์ที่โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นกรณีศึกษา พบว่าหนังสือเล่มดังกล่าวหนา 128 หน้า ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทั้งสิ้น 1.3 กิโลกรัม โดยพิมพ์ออกมาทั้งสิ้นจำนวน 500 เล่ม

"เราใช้ระบบของชิมิสึในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการพิมพ์หนังสือที่เป็นตัวอย่าง ซึ่งใช้เวลาทำเพียง 2 สัปดาห์ การคำนวณไม่ยุ่งยาก เพราะเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เราเพียงแต่ป้อนข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นเข้าไป แต่จะยุ่งยากในการเก็บข้อมูล โดยฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์บางอย่างเรายังไม่มี ก็ต้องอ้างอิงจากฐานข้อมูลของญี่ปุ่น" หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการพิมพ์ กล่าว ซึ่งเขาได้วางเป้าหมายพัฒนาโรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์สิ่งพิมพ์ โดยคาดว่าภายใน 6 เดือนนี้จะมีหนังสือเล่มแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

รศ.ดร.อรัญ บอกว่าตอนนี้เราสามารถนำซอฟต์แวร์การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของบริษัทชิมิซึมาใช้ได้เลยในประเทศไทย ซึ่งทางบริษัทได้เผยแพร่ให้สามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องมีการพัฒนาฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัตถุดิบในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของเราเอง จะทำให้การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์มีความสะดวกและแม่นยำยิ่งขึ้น

"การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการพิมพ์ในประเทศไทยที่จะได้รู้ว่ากระบวนการพิมพ์หนังสือหรือฉลากปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าไหร่ และจะปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างไรให้ลดก๊าซเรือนกระจกได้ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง" รศ.ดร.อรัญ กล่าวและบอกว่า ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีการพิมพ์ จุฬาฯ พร้อมที่จะให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์ที่สนใจในเรื่องดังกล่าว

ด้าน ภคมน สุภาพพันธ์ ผู้ช่วยนักวิชาการอาวุโส สำนักส่งเสริมตลาดคาร์บอน อบก. เปิดเผยว่า ในประเทศไทยตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วจำนวน 42 ผลิตภัณฑ์ จาก 22 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งบริษัทผู้ผลิตที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วต้องการให้มีการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการพิมพ์ฉลากบรรจุภัณฑ์ด้วย เพื่อให้ได้ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์นั้นมีความละเอียดแม่นยำยิ่งขึ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสิ่งพิมพ์มีผลต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย

"อุตสาหกรรมการพิมพ์ก็จะต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งหากใครมีความพร้อมก่อนก็จะได้เปรียบกว่า เพราะในอนาคตประมาณปลายปี 2554 จะมีการนำมาตรฐานสากล (ISO) ในการคำนวนคาร์บอนฟุตพรินท์ของผลิตภัณฑ์มาใช้ และอาจมีการนำเอาเรื่องนี้มาใช้เพื่อกีดกันทางระหว่างประเทศได้" ภคมน กล่าว

การเจรจาเรื่อง REDD ข้อถกเถียงที่ยังไม่มีบทสรุป

ผู้เขียน: 
เพชรไพลิน สุวรรณโชติ...ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ MEAs Think Tank

ประเด็นการเจรจาประเด็นหนึ่งที่ยังคงเป็นข้อถกเถียง/อภิปรายกันอย่างมาก และยังหาข้อยุติไม่ได้ สำหรับเวทีการเจรจาเรื่องโลกร้อน ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม -11 มิถุนายน 2553 นั้นก็คือ ประเด็นเรื่อง REDD ซึ่งเป็นคำย่อมาจากคำเต็มว่า Reducing Emissions form Deforestation and Degradation in Developing Country (การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา) REDD เป็นกลไกหนึ่งที่ถูกนำเสนอขึ้นมาใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ถึงขณะนี้ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเรื่อง REDD จะรวมถึงการเพิ่มหรือฟื้นฟูพื้นที่ป่าด้วย จึงกลายเป็น REDD Plus
ตามเอกสารเจรจาขณะนี้ ขอบเขตกิจกรรรมของ REDD สู่ REDD Plus * ครอบคลุมกิจกรรมทั้งในส่วนของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากความเสื่อมโทรมของป่า การอนุรักษ์การกักเก็บคาร์บอน การจัดการป่าอย่างยั่งยืน และการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในประเทศกำลังพัฒนา
ในการเจรจา สหภาพยุโรป ต้องการให้กำหนดเป้าหมาย 50% ของอัตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า ในปี 2563 (ค.ศ. 2020) และลดการสูญเสียป่าไม้ในภาพรวมของโลกภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งมุมมองของประเทศกำลังพัฒนา เป็นห่วงว่าการกำหนดเป้าหมายนี้ จะกลายมาเป็นพันธกรณีทางอ้อมต่อประเทศกำลังพัฒนาต่อไป ส่วนเรื่องกลไกสนับสนุนทางการเงิน แบ่งเป็น 1) กลไกตลาด ซึ่งประเทศปาปัวนิวกินีสนับสนุนการใช้กลไกนี้ ข้อดี คือทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความยั่งยืนเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในเรื่องทุน เกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ข้อจำกัดของแนวทางนี้ คือ ความต้องการจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์ และอุปทานของตลาด 2) ระบบกองทุน ซึ่งเป็นกลไกที่นำเงินทุนมาจากการระดมทุนจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาคเอกชน หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ประเทศที่สนับสนุนระบบนี้ เช่น ประเทศโบลิเวีย
การสนับสนุนการเงิน ประเทศพัฒนาแล้วตั้งเป้าหมายที่จะให้ความช่วยเหลือจำนวน 100 ล้านเหรียญ ในปี 2563 (ค.ศ. 2020) แก่ประเทศกำลังพัฒนา มีการจัดตั้งกองทุน Copenhagen Green Climate Change Fund เพื่อสนับสนุนโครงการ นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กิจกรรม REDD Plus การปรับตัว ศักยภาพในการลงทุน การพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย ทางสหภาพยุโรป กล่าวถึง การตรวจสอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ และควรเข้มงวดในการควบคุม ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเรื่องการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน
ในเรื่องของการบริหารปกครอง หลายๆกลุ่มประเทศสมาชิก ต้องการให้มาตรฐานการควบคุม และการตรวจสอบเป็นไปตาม UNFCCC กำหนด ที่เกิดจากความพยายามในความร่วมมือของประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ระบบการจัดการเกี่ยวกับเรื่อง REDD Plus มีขอบเขตครอบคลุมทั้งในด้านประเด็นเกี่ยวกับสังคมและการปกป้องสิ่งแวดล้อม การขับเคลื่อนนโยบาย ความก้าวหน้าของกระบวนการตรวจวัด การจัดทำรายงาน ติดตามตรวจสอบได้ (MRV) ขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ความน่าเชื่อถือ การประสานงานของสถาบันต่างๆ การพัฒนาระบบการจัดการภาคป่าไม้ รวมไปถึงการจัดสรรผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม เป็นต้น โดยประเทศตูวาลู มีข้อเสนอว่า การดำเนินการเรื่อง REDD Plus ควรจะให้ความช่วยเหลือทุกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการแก้ไขปัญหาการลดการทำลายป่า
ประเทศอัฟกานิสถาน และโบลิเวีย ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมและการตระหนักถึงสิทธิของชนพื้นเมือง รวมไปถึงการเคารพความรู้และสิทธิของชนพื้นเมืองด้วย ประเทศแทนซาเนีย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เกี่ยวกับ REDD Plus เป็นสิ่งสำคัญ ส่วนประเทศจีน และกลุ่มประเทศแอฟริกา มีจุดยืนว่าการดำเนินการเกี่ยวกับ REDD Plus จะใช้วิธีการสมัครใจ
สำหรับประเทศไทย ประเด็นเรื่อง REDD ยังมีข้ออภิปรายกันในหลายแง่มุม จะต้องคำนึงถึงรูปแบบ REDD ที่เหมาะสมในบริบทสังคมไทย ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายของป่าเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม บนฐานแนวคิดสิทธิ ความเสมอภาค และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องไม่กีดกันสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น คนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นำไปสู่การจัดการป่าอย่างยั่งยืนต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น แต่ก็มีข้อสังเกตว่าทุกประเทศให้ความสำคัญและตระหนักเรื่องกลไก REDD เพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยจะมีเวทีการเจรจา AWG-LCA 11 และ AWG-KP 13 ณ กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมันระหว่างวันที่ 2 – 6 สิงหาคม 2553 ต่อด้วยเวทีการเจรจา AWG-LCA 12 และ AWG-KP 14 ณ ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 25 – 30 ตุลาคม 2553 ต้องติดตามประเด็น REDD อย่างใกล้ชิดว่าจะมีบทสรุปอย่างชัดเจนหรือไม่ ก่อนที่จะไปถึงเวทีเจรจา COP 16 ณ เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก ปลายปีนี้

--------------------------------------------------------------------------------

* REDD Plus ในขณะนี้ ใช้คำเต็มว่า Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries and the Role of Conservation, Sustainable Management of Forests and Enhancement of Forest Carbon Stocks in Developing Countries.

อุตสาหกรรมกำจัดกากของเสีย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

อุตสาหกรรมกำจัดกากของเสีย เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ สืบเนื่องจากอดีตที่ผ่านมาระบบติดตามตรวจสอบของภาครัฐ และมาตรฐานของผู้ประกอบการหลายรายค่อนข้างอ่อนแอ ภาพความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลักลอบกากของเสียในที่สาธารณะ กลิ่นเหม็น และน้ำเสียที่เกิดจากการบริหารจัดการไม่ดี ได้ตอกย้ำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อใจ และมีกรณีพิพาทต่อต้านจากชุมชนในหลายพื้นที่ ทั้งที่อุตสาหกรรมกำจัดกากของเสียเป็นกลไกสำคัญอย่างมากในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศและชุมชนเมือง
ถึงแม้ปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จะมีมาตรการติดตามตรวจสอบและเอาผิดกับผู้ประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ปัญหาการลักลอบทิ้งที่เป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมนี้มาตลอดทุเลาเบาบางลงบ้าง แต่ทว่าปัญหาในแวดวงอุตสาหกรรมกำจัดกากของเสียนั้นมีความซับซ้อน และมีอีกหลายประเด็นที่ถูกซุกเงียบโดยยากที่จะได้รับการพูดถึงหรือเร่งหาทางแก้ไข

ปลายทางรีไซเคิล กำจัดแล้วจริงหรือ
หากแบ่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกำจัดกากของเสียตามใบอนุญาตประกอบกิจการ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ประเภท 101 โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม (Central Waste Treatment Plant) ประเภท 105 โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ประเภท 106 โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่โดยผ่านกรรมวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรม รวมทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 1,500 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม 105 และ 106 ซึ่งเป็นการคัดแยกและรีไซเคิล
ในส่วนของการรีไซเคิลมีประเด็นสำคัญที่ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจรรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศว่า กระบวนการรีไซเคิลของไทยยังมีปัญหาน่าสังเกตว่า หลังจากคัดแยกและนำส่วนที่ใช้ได้กลับมารีไซเคิลแล้ว ของเสียส่วนสุดท้ายที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้และไม่อยู่ในขอบข่ายที่กลุ่ม 105 และ 106 จะจัดการได้ "หายไปไหน" เพราะไม่มีทางที่จะรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% และบางอย่างยังเป็นขยะอันตราย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ น้ำมันเครื่องใช้แล้ว แบตเตอรี่ ฯลฯ ที่ต้องมีการวิเคราะห์ ผ่านกระบวนการทางเคมีให้เสถียรก่อนนำไปฝังกลบด้วยวิธีพิเศษ
ตามระบบที่ควรจะเป็นนั้น กากของเสียขั้นสุดท้ายจากการรีไซเคิลบางประเภทควรถูกส่งต่อให้กลุ่ม 101 แต่ความจริงก็คือแม้แต่ บริษัท บริหารและการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ และ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้กำจัดกากของเสียรายใหญ่ของประเทศ มีความพร้อมในการบำบัดกากของเสียทุกชนิด ยังยืนยันว่าปัจจุบันรับกากของเสียต่อจากธุรกิจรีไซเคิลเพื่อนำมาบำบัดอย่างถูกต้องน้อยมากหรือไม่มีเลย ทั้งที่ของเสียกลุ่มนี้เมื่อประเมินแล้วมีปริมาณไม่น้อยกว่า 30% ของกากของเสียทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิล จึงเป็นประเด็นที่รัฐควรเข้ามาดูแลประเด็นนี้อย่างจริงจังเพื่อให้กากของเสียเข้าสู่ระบบกำจัดอย่างถูกต้อง

ขยะชุมชน ไร้ทางออก
นอกเหนือจากปัญหาการจัดการกากของเสียปลายทางรีไซเคิลแล้ว เมื่อย้อนกลับไปยังต้นทางยังพบว่าทุกวันนี้ขยะที่เข้าสู่ระบบการจัดการอย่างถูกต้องกลับมีน้อยมาก โดย ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ให้ข้อมูลว่า จากปริมาณขยะมูลฝอยจากชุมชนที่มีมากถึง 15 ล้านตันต่อปีในปัจจุบัน ในจำนวนนี้เข้าสู่ระบบกำจัดกากของเสียอย่างถูกต้องตามมาตรฐานเพียง 36% และนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25-26% เท่านั้น ทั้งที่มีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ได้เกินกว่า 80%
สอดคล้องกับ ดร.สมยศ แสงสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารและการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ เจนโก้ ที่เห็นว่า นอกเหนือจากกากอุตสาหกรรมที่เป็นภาระในการบริหารจัดการแล้ว กรณีขยะชุมชนได้เริ่มเข้ามาเป็นปัญหาหลักของการกำจัดกากของเสีย และต้องได้รับการจัดการให้เข้าสู่ระบบจัดการของเสียที่ถูกต้องอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกากของเสียที่เป็นพิษ เช่น แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ถ่านไฟฉาย หลอดฟลูออเรสเซนส์ กระป๋องสเปรย์ปรับอากาศหรือยาฆ่าแมลง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณมหาศาลและยังไม่ได้รับการกำจัดที่ถูกวิธี
"ยกตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ละวันมีการทิ้งขยะชุมชนถึง 10,000 ตันต่อวัน เป็นขยะอันตรายราว 5% การกำจัดที่ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ใช้วิธีฝังกลบรวมกัน ไม่ได้แยกขยะทั่วไปหรือขยะอันตราย และไม่มีความชำนาญหรือเทคโนโลยีในการจัดการที่ถูกต้อง ปัญหาขยะชุมชนจึงเป็นปัญหาใหญ่ใกล้ตัวที่น่าเป็นห่วง และควรได้รับการแก้ไขให้เป็นระบบอย่างจริงจัง"

เตาเผาไม่กำจัดสารพิษ!
อีกประเด็นปัญหาที่แหล่งข่าวจากกลุ่มธุรกิจกำจัดกากของเสียรายหนึ่งกระตุ้นเตือนและเห็นว่า ภาครัฐควรระแวดระวังและเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดก็คือ การวิเคราะห์และคัดแยกกากของเสียก่อนเข้าเตาเผา เพราะขยะบางอย่างอาจปนเปื้อนสารพิษ และไม่สามารถกำจัดได้ด้วยวิธีการเผา แม้แต่การเผาด้วยเตาเผาปูนซีเมนต์ที่มีกระบวนการเผากากของเสียด้วยความร้อนสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียสถึง 2 ครั้ง หากมีของเสียอันตรายที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก กรอ. ปนเปื้อนเข้าไป ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษให้หมดไปได้ เช่น ท่อพลาสติกพีวีซี ที่อาจก่อให้เกิด ไนโตรเจนออกไซด์ (Nitrogen Oxides) หรือNOx
ทั้งนี้ ในการเผากากของเสียอันตรายที่จะสามารถกำจัดสารพิษให้หมดไปโดยไม่ปล่อยให้กลับไปปนเปื้อนในอากาศ จะต้องมีขั้นตอนจับสารพิษเป็นขั้นสุดท้ายหลังการเผาด้วยความร้อนสูง คือหลังจากเผากำจัดไอน้ำจนเหลือแต่ก๊าซที่จะลอยสู่บรรยากาศแล้วต้องทำให้ก๊าซเย็นลงทันทีเพื่อให้ก๊าซเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแล้วสกัดจับด้วยกระบวนการทางเคมีให้กลายเป็นก้อนวัตถุเพื่อนำไปฝังกลบในบ่อขยะอันตราย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีโรงเผาขยะอันตรายที่มีกระบวนการครบถ้วนเพียงแห่งเดียว คือ ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม (เตาเผาขยะอุตสาหกรรม) บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ที่จัดตั้งโดย กรอ. ดำเนินการโดยบริษัท อัคคีปราการ จำกัด
ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงอีกเสี้ยวหนึ่งของปัญหาในแวดวงอุตสาหกรรมกำจัดกากของเสีย ซึ่งคงแก้ไขได้ไม่ยาก หากกลไกตรวจสอบควบคุมจากทางภาครัฐทำงานได้อย่างเต็มที่ตามมาตรฐานและมีการวางแผนครอบคลุมทั้งระบบจากต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อันจะนำไปสู่การคลี่คลายเงื่อนปมหลักในเรื่องการยอมรับจากชุมชน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญคือ การร่วมมือกันอย่างจริงใจของทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ปล่อยปละละเลยให้อุตสาหกรรมกำจัดกากของเสียอยู่ในพื้นที่สีเทา สร้างความคลุมเครือและไม่เชื่อมั่นแก่ประชาชนดังที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้มีศักยภาพเพียงพอในการเผชิญกับของเสียทั้งจากอุตสาหกรรมและชุมชนปริมาณมหาศาลในอนาคตอันใกล้นี้

เตือนอีก 10 ปี กรุงเทพฯจมน้ำลึก 2.5 เมตร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2553 17:54 น.

เตือน 10 ปี กรุงเทพฯอ่วมเจอน้ำท่วมสูง 2.5 เมตร เผย หลักเขตบางขุนเทียนถูกน้ำทะเลล้ำ 1 กิโลแล้ว วอนคนกรุงเร่งรัฐบาลสร้างคันกั้นน้ำป้องกันน้ำทะเลหนุน ระบุ รัฐมัวแก้ปัญหาการเมือง ฝั่งธนฯ คลองเตย บางแค จะจมน้ำ พระนคร จะท่วมถึงสวนหลวง ร.9

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
จากกรณีโครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI (Geodetic Earth Observation Technologies for Thailand : Environmental Change Detection and Investigation) ซึ่งเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรปที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสหภาพยุโรป ในโครงการตรวจวัดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเลโดยใช้เทคโนโลยี Space Geodetic ออกมาเปิดเผยผลวิจัย ว่า ประเทศไทยโดยรวมจะมีการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยกลับเพิ่มขึ้น ส่วนแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดลงปีละ 15 มม.โดยมีนักวิชาการเตือนว่าเหลือเวลาเตรียมป้องกันอีก 25 ปีเท่านั้นก่อนกรุงเทพฯ จะจมน้ำ

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ กรรมการภูมิศาสตร์โลก และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า จากผลการวิจัยผลกระทบต่อการเกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งได้รับทุนวิจัยมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนจากบริษัท ปัญญา คอนเซาท์แตน จำกัด โดยการสนับสนุนของธนาคารโลก เมื่อปี 2551 คาดการณ์ว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ชั้นหินอ่อนจะเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมภายใน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป โดยสถานการณ์จะรุนแรงกว่าปี 2538 เพราะจากการคำนวณพบว่า ทุกๆ 25 ปี กรุงเทพฯ มีโอกาสจะเกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง (ภายในปี 2563) ทั้งนี้หากคำนวณจากปัจจัยแผ่นดินทรุดเพียงกรณีเดียว พบว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วมภายใน 25 ปี แต่ในความเป็นจริงปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมไม่ได้มีเพียงแค่กรณีเดียว

แต่ประกอบด้วย 4 ปัจจัยดังต่อไปนี้ 1.ปริมาณฝนที่ตกลงมา ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5-10% ต่อปี 2.การทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งในอดีตแผ่นดินกรุงเทพฯ จะทรุดตัวต่ำลงประมาณปีละ 100 มม.แต่ในปัจจุบันหลังมีมาตรการห้ามขุดเจาะน้ำบาดาล อัตราการทรุดตัวเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ10-20 มม.
3.ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีอัตราน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 3 มม.4.ผังเมืองและความแออัดของชุมชนเมือง ทำให้พื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชุ่มน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงกว่า 50% เมื่อมีน้ำเหนือไหลมาหรือมีปริมาณฝนมากขึ้นจึงไม่มีพื้นที่รองรับน้ำ

รศ.ดร.เสรี กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพฯ มีแผ่นดินที่ติดน้ำทะเลเพียงแห่งเดียว คือ เขตบางขุนเทียน ซึ่งขณะนี้หลักเขตกรุงเทพมหานครในเขตบางขุนเทียน ถูกน้ำทะเลล้ำเขตเข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร แสดงให้เห็นว่า แผ่นดินจมหายไป 1 กิโลเมตร ทั้งนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีสร้างคันกั้นน้ำ เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน โดยสามารถเลือกสร้างได้ทั้งคันดินสีเขียวเพื่อปลูกต้นไม้ หรือสร้างคันเป็นถนนสำหรับรถวิ่งลักษณะเดียวกับประเทศเวียดนามที่ก่อสร้างไปแล้วเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่ลงมือแก้ปัญหาเพราะติดปัญหาทางการเมือง ปัจจุบันนี้การแก้ปัญหาน้ำท่วมดำเนินการโดยวิธีสูบน้ำเหนือที่ไหลทะลักให้แยกออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งขวาให้ไหลลงแม่น้ำบางปะกง ส่วนฝั่งซ้ายให้ไหลลงแม่น้ำท่าจีน แต่ในอนาคตสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องป้องกันน้ำทะเลหนุนให้ได้

“ธนาคารโลกเคยนำเสนอปัญหาดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยแล้ว เพราะที่ประชุมคณะกรรมการภูมิศาสตร์โลกมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือ ความนิ่งเฉยของรัฐบาลไทย ทั้งนี้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำจะท่วมเมื่อใด แต่หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงคาดว่าระดับน้ำที่ท่วมจะสูงถึง 1-2.5 เมตร สูงต่ำตามระดับพื้นดิน โดยจะรุนแรงมากในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ฝั่งธนบุรี เขตคลองเตยจนถึงบางแค สำหรับฝั่งพระนครจะท่วมถึงบริเวณสวนหลวง ร.9 เพราะฉะนั้นประชาชนชาวกรุงเทพฯ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลและเขตการปกครองท้องถิ่นตระหนักถึงปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อเร่งสร้างคันกั้นน้ำให้เร็วที่สุดเพราะการก่อสร้างต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี หากเราลงมือทำกันจริงๆ วันนี้ก็ยังแก้ปัญหาทันอยู่ เพียงแต่เรายังไม่เริ่มเท่านั้น” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

ใช้ประโยชน์อาฟต้า

โดย ข่าวสดรายวัน วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7167
คอลัมน์ เศรษฐกิจติดดิน
เอ็กซิมแบงก์

ภายใต้เป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) หนึ่งในภารกิจสำคัญที่เป็นกรอบนำร่องของการมุ่งสู่จุดหมายดังกล่าวคือ การเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า)

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ต้องลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% สำหรับสินค้าที่อยู่ในบัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 99% ของจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.53

ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ ได้แก่ พม่า สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ต้องทยอยลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าในกลุ่ม IL จนเหลือ 0% ภายในปี"58 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า

สำหรับสินค้าที่จะได้ประโยชน์จากอาฟต้า ต้องเข้าข่ายองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้ 1.แต้มต่อทางภาษี สะท้อนจากส่วนต่างระหว่างอัตราภาษีปกติ และอัตราภาษีพิเศษภายใต้อาฟต้า แม้กว่า 99% ของสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกับประเทศในอาเซียนเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้อาฟต้า แต่มีสินค้าจำนวนไม่น้อยที่มีอัตราภาษีนำเข้าปกติเท่ากับ 0% อยู่แล้ว ถือได้ว่าสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับแต้มต่อทางภาษี ทำให้ผู้ส่งออกรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องส่งออกโดยใช้สิทธิอาฟต้า ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า และมีค่าใช้จ่ายมากกว่า

2.การใช้สิทธิประโยชน์อยู่ในระดับต่ำ แม้สินค้าบางประ เภทได้รับแต้มต่อทางภาษีภายใต้อาฟต้า อาทิ การส่งออกเสื้อ ผ้าสำเร็จรูปไปอินโดนีเซีย เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นๆ ไม่เป็นไปตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น หรือบางประเทศมีการใช้มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างเข้มงวด

3.ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอาจด้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในอาเซียน ทำให้ไทยต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่ง อาทิ การส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกไปอินโดนีเซีย แม้สินค้าไทยได้แต้มต่อด้านภาษีในอัตราสูง ขณะเดียวกันอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ก็สูงกว่า 80% แต่ไทยกลับเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในสินค้าดังกล่าว และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้อาฟต้าเช่นเดียวกัน

ร่าง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำมันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ลำไยแห้ง พริกไทย และเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. ....13 กรกฏาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำมันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ลำไยแห้ง พริกไทย และเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

1. ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ไทย ได้ทยอยยกเลิกการควบคุมการนำเข้าหอมหัวใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง ลำไยแห้ง เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ในปี 2550 และพริกไทยในปี 2552 โดยกำหนดให้สินค้าดังกล่าว ที่ผลิตและส่งมาจากประเทศภาคีอาเซียน เป็นสินค้าที่มีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบฟอร์มดีในการนำเข้า และตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป สินค้าดังกล่าวได้ลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงเหลืออัตราร้อยละ 0 แล้ว ยกเว้นมันฝรั่งที่เก็บภาษีในอัตราร้อยละ 5

2. สินค้าทั้ง 6 รายการตามข้อ 1. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดมาตรการรองรับการเปิดตลาดสินค้าทั้ง 6 รายการดังกล่าว ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยกำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้าและกำหนดคุณสมบัติผู้นำเข้า กำหนดช่องทางและช่วงเวลานำเข้า กำหนดเอกสารประกอบการนำเข้าแต่ละครั้ง โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ แจ้งกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

3. เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการฯ ตามข้อ 2. กระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการปรับปรุงมาตรการบริหารการนำเข้าให้สอดคล้อง กับมติคณะกรรมการฯ

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)

2. ให้มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ลำไยแห้ง พริกไทยและเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนเป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือ รับรองไปแสดงต่อกรมศุลกากรในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบการใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร (ร่างข้อ 4)

3. การนำเข้าสินค้าตามข้อ 2. ที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรตามประกาศนี้จะต้องปฏิบัติให้เป็น ไปตามเงื่อนไขเกี่ยวกับด่านศุลกากรในการนำเข้าและช่วงเวลาในการนำเข้าสำหรับ สินค้าแต่ละรายการ (ร่างข้อ 5)

4. การขอและการออกหนังสือรับรองตามข้อ 2. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกำหนด (ร่างข้อ 6)

5. ให้สินค้าที่นำเข้าตามประกาศนี้ ได้ รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอื่นที่มิใช่มาตรการทางภาษีที่ออกตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ร่างข้อ 8)

ร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2...13 กรกฏาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบต่อสาระสำคัญในร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ก่อนที่จะให้การรับรองร่างปฏิญญาเจจูฯ โดยไม่มีการลงนามในการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาให้การรับรองปฏิญญาเจจูฯ โดยให้สามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำได้ตามความเหมาะสม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมฯ แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำรายงานสรุปผลการประชุมฯ เสนอคณะรัฐมนตรีทราบในโอกาสต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (29 พฤษภาคม 2550,15 มกราคม 2551) องค์การอนามัยโลกและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้มีหนังสือเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งที่ 2 (The Second Ministerial Forum on Environment and Health in South-East and East Asian Countries) ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีองค์การอนามัยโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เป็นฝ่ายเลขานุการและสาธารณรัฐเกาหลี เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมฯ ดังกล่าว

2. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้ประสานส่งร่างปฏิญญาเจจูฯ ให้ 14 ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งที่ 2 พิจารณาล่วงหน้า ซึ่งในการประชุมฯ ครั้งที่ 2 จะมีการรับรองร่างปฏิญญาเจจูฯ โดยไม่มีการลงนาม

3. สาระสำคัญของร่างปฏิญญาเจจูฯ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะมีความร่วมมือกันที่จะสร้างความ เข้มแข็งในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จของการมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอประการหนึ่งที่จะให้สมาชิกเวทีระดับภูมิภาคพิจารณาสร้างกลไกที่ ยั่งยืนที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนสำหรับศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยด้านสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ

4. วัตถุประสงค์หลักของร่างปฏิญญาเจจูฯ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมกับ สาธารณสุขของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกและใน ระดับภูมิภาคที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

5. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างปฏิญญาเจจูฯ ฉบับนี้ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

by ThaiWebExpert