2010 "เฮือกสุดท้าย" ก่อนสูญสิ้นความหลากหลายทางชีวภาพ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

"เสือ" อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับความสนใจและถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในปีขาล เพราะจำนวนประชากรเสือที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดจนน่าตกใจและน่าห่วงใยว่าจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า ทว่าในธรรมชาติยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหลายเผ่าพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคามและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไม่น้อยไปกว่าสัตว์ป่าผู้ล่าอันดับสูงสุดของปิรามิดอาหาร

เพราะความล้มเหลวในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้ภายในปี 2010 ตามปฏิญญาที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ให้ไว้เมื่อปี 2002 ทำให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต้องประกาศให้ปีนี้เป็น "ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ" (International Year of Biodiversity) เพื่อปลุกให้คนทั่วโลกตื่นตัวต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตก่อนที่จะเกินเยียวยา

รู้จัก "ความหลากหลายทางชีวภาพ"

ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity Research and Training Program- BRT) หรือ โครงการบีอาร์ที อธิบายว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เป็นคำใหม่ที่นำมาใช้ทางวิชาการอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อปลายปี 1989 (พ.ศ.2532) ซึ่งหมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ จุลินทรีย์ที่ต่างก็มีความหลากหลายในทุกระดับนับตั้งแต่ยีนหรือพันธุกรรม (ดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ) ถึงระดับความหลากหลายของชนิดหรือสปีชีส์ที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นสายใยในระบบนิเวศที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก และกระจายตัวอยู่ทั่วไปบนโลก แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ป่าเขตร้อนที่มีพื้นที่รวมกันเพียง 7%ของผืนแผ่นดินบนโลก แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากอย่างเด่นชัด มีรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายมากถึง 90%

ประเทศไทยอยู่ในชัยภูมิที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งของโลก มีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้สรรพชีวิตกำเนิด อยู่อาศัย และแพร่กระจายพันธุ์ ซึ่งประมาณได้ว่าในประเทศไทยมีความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตราว 10% ของโลก มีพันธุ์พืชมากกว่า 15,000 ชนิด มีนกกว่า 930 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 300 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานอีกว่า 300 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกกว่า 110 ชนิด และปลาอีกกว่า 1,400 ชนิด ทว่า ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตเหล่านี้กำลังถูกรุกรานจากเพื่อนร่วมโลก คือ มนุษย์

"มนุษย์" ต้นเหตุแห่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

"ประเทศไทยเคยมีพื้นที่ป่าประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่ถึง 30% สัตว์ป่าที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ ก็ลดจำนวนลงอย่างมาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม" ศ.ดร.วิสุทธิ์ เผยถึงสถานการณ์ในประเทศไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ผู้อำนวยการโครงการบีอาร์ทีบอกว่า การพัฒนาประเทศอย่างไม่ยั่งยืนตามแบบทุนนิยมตะวันตก เป็นเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนจนกับคนรวย และก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายป่าและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก ทั้งทรัพยากรชีวภาพ ถ่านหิน น้ำมัน และแร่ธาตุ จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศตามมาอย่างต่อเนื่องและเกิดภัยพิบัติรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศเสียสมดุล และเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากต้องสูญพันธุ์ไปในช่วงเวลาแค่ไม่กี่สิบปี

"หลายชีวิต" เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

"ปัจจุบันมีเสือเหลืออยู่ในประเทศไทยเพียงไม่ถึง 100 ตัว ซึ่งจัดอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง เช่นเดียวกับช้าง พะยูน และโลมา ซึ่งมีจำนวนประชากรลดน้อยลงทุกขณะ ส่วนพืชที่หายากและจัดว่ามีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ก็มีหลายชนิด เช่น กันภัยมหิดล ถั่วแปบช้าง และเฟิร์นข้าหลวงหลังขาว เป็นต้น" ผู้อำนวยโครงการบีอาร์ทีแจกแจง

ทั้งนี้ จากรายงาน Living Planet Report 2006 ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (World Wild Fund for Nature: WWF) ที่ทำการสำรวจสถานการณ์ของสิ่งมีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยในช่วงปี 1970-2003 พบว่า มีชนิดและสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนบกสูญพันธุ์ไปแล้วประมาณ 31% สัตว์น้ำจืดที่สูญพันธุ์ไปไม่น้อยกว่า 28% และสัตว์ทะเลที่สูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 27%

สำหรับในประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ทำการศึกษา สำรวจสถานภาพและถิ่นที่อยู่อาศัย รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลของชนิดพันธุ์หายาก ใกล้สูญพันธุ์ และชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่นในกลุ่มสัตว์มีกระดูกสันหลังในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2004 โดยครอบคลุมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และปลา พบว่ามีอยู่ทั้งสิ้น 4,591 ชนิด ในจำนวนนี้สูญพันธุ์ไปแล้ว 6 ชนิด สูญพันธุ์ในธรรมชาติแล้ว 7 ชนิด และอีก 84 ชนิด ในจำนวนกว่า 500 ชนิด ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม จัดเป็นชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

ในปี 2005 สผ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการศึกษาสำรวจ วิเคราะห์สถานภาพพรรณพืชที่พบในประเทศไทย และรวบรวมรายชื่อพืชถิ่นเดียว พืชหายาก พืชมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ และพืชใกล้สูญพันธุ์ของประเทศ ได้จำนวน 1,410 ชนิด ใน 137 วงศ์ ได้แก่ เฟิร์น พืชเมล็ดเปลือย พืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืชใบเลี้ยงคู่ พบว่ามี 20 ชนิด ที่อยู่ในสถานะ "ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง" ส่วนชนิดพันธุ์พืชที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปจากถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติแล้ว มี 2 ชนิด คือ ฟ้ามุ่ยน้อย (Vanda coerulescens Griff.) และโศกระย้า (Amherstia nobilis Wall.)

"ผืนป่ามรดกโลก" อนุรักษ์ไว้คล้ายยันต์กันผี

แม้ว่าประเทศไทยจะสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

"ผืนป่ามรดกโลกเป็นแหล่งอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่มีคุณค่า แต่การได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็เหมือนเป็นแค่ยันต์กันผี กันไม่ให้ถูกทำลายลงไปมากกว่านี้ แต่ถ้าหากเราไม่มีมาตรการการอนุรักษ์อย่างจริงจัง ดูแลไม่ทั่วถึงและไม่ดีพอ และปล่อยให้เสื่อมโทรมลง ก็มีสิทธิ์ถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลกได้เหมือนกัน อย่างกรณีที่มีโครงการตัดถนนผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ - ปางสีดา หากไม่พิจารณาให้รอบคอบถึงผลดีผลเสีย ก็อาจจะทำให้เขาใหญ่พ้นสภาพจากการเป็นมรดกโลกได้" ศ.ดร.วิสุทธิ์ เผย

"เฮือกสุดท้าย" ก่อนสูญสิ้นความหลากหลายทางชีวภาพ

ศ.ดร.วิสุทธิ์ กล่าวว่า การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร เนื่องจากเรายังไม่รู้จักความหลากหลายทางชีวภาพดีพอ เราไม่รู้ว่าบ้านเรามีอะไรบ้าง และมีมากน้อยเพียงใด เราจึงไม่รู้ว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้างแล้ว ยังมีพืช สัตว์ จุลินทรีย์อยู่อีกจำนวนมากที่เรายังไม่รู้จัก ยังไม่มีการค้นพบ

ศ.ดร.วิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งโครงการบีอาร์ทีและพยายามผลักดันการศึกษาวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้านความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยมานานถึง 15 ปี กล่าวอีกว่า เราจึงต้องมีการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพให้มากพอก่อน แล้วจึงกำหนดนโยบายและมาตรการการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและจริงจัง แต่ที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายและมาตรการฯ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิชาการ มันจึงทำอะไรไม่ได้มากนักอย่างที่ทุกคนอยากเห็น

"การที่ยูเอ็นกำหนดให้ปีนี้เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ เหมือนบอกให้รู้ว่านี่เป็น "เฮือกสุดท้าย" ที่เราจะรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลกไว้ได้" คำบอกกล่าวของ ศ.ดร.วิสุทธิ์ ที่ดูไม่ผิดแผกไปจากที่ ศ.บ็อบ วัตสัน (Prof. Bob Watson) อดีตประธานคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (IPCC) เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เราอยู่ในสถานการณ์อันตรายที่เข้าใกล้ "จุดพลิกผันที่มิอาจหวนคืน" (point of no return) มากเข้าไปทุกที

ภาพลวงตาและอันตรายของแนวคิด “อภินิหารพลังงาน”

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

22 ก.พ. 2553 ภาวะ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นปัญหาเร่งด่วนที่สร้างความเสียหายและความเดือดร้อนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนการถกเถียงเรื่องนี้ข้ามพ้นจากประเด็น “จริงหรือเท็จ” เป็น “เราควรรับมือกับมันอย่างไร” มานานแล้ว

เนื่อง จากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาระดับโลกที่เกิดจากเทคโนโลยียุค อุตสาหกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่นักนวัตกรรม นักธุรกิจ และนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงรณรงค์ให้เราใช้เทคโนโลยีสีเขียวรุ่นใหม่ ล่าสุดในการรับมือกับเรื่องนี้ พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อเทคโนโลยีเป็นต้นเหตุของปัญหา เราก็ควรใช้มันแก้ปัญหา

บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เสนอในงาน TED (www.ted.com) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ว่า ทั่วโลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้เหลือศูนย์ภายในปี 2050 และนักวิจัยควรใช้เวลา 20 ปีนับจากนี้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำสิ่งนี้ได้ และใช้เวลาอีก 20 ปีต่อจากนั้นในการลงมือนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปใช้จริง

สุนทรพจน์ของเกตส์เรียกเสียงชื่นชมมากมาย แต่ไม่ใช่สำหรับ ดร. โจเซฟ รอมม์ (Joseph Romm) นักวิทยาศาสตร์และบล็อกเกอร์นำประจำเว็บไซต์ www.climateprogress.org ซึ่งวารสาร TIME ขนาน นามว่าเป็นบล็อกเกอร์ด้านภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ในอเมริกา รอมม์เคยเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงานผู้รับผิดชอบนโยบายด้านประสิทธิภาพในการ ใช้พลังงานและพลังงานทดแทนสมัยประธานาธิบดีคลินตัน ปัจจุบันรอมม์เขียนบล็อกอย่างสม่ำเสมอนอกเหนือจากงานประจำที่สถาบันวิจัย ชื่อ American Progress

บทวิพากษ์สุนทรพจน์ เกตส์ของรอมม์มีแง่มุมที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะวิธีที่เขาชี้ให้เห็นว่า การทุ่มเทพลังงานให้กับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถสร้าง “อภินิหารพลังงาน” (energy miracles) ให้ เราหลุดออกจากภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะทุ่มเททรัพยากรให้กับการใช้เทคโนโลยีปัจจุบันไปด้วย เป็นกลยุทธ์ที่ บิล เกตส์ และอีกหลายคน “ให้ค่า” มากเกินไป และจะนำเราไปสู่หายนะถ้าไม่เปลี่ยนความคิดใหม่

วันนี้ผู้เขียนจะสรุปความคิดของรอมม์มาเล่าสู่กันฟัง ท่านใดที่สนใจสามารถอ่านบทวิพากษ์ฉบับเต็มของรอมม์ได้ที่ http://climateprogress.org/2010/02/14/bill-gates-ted-speech-innovation-e...

ก่อนอื่น รอมม์บอกว่าเขาดีใจที่บิล เกตส์ ยอมรับว่าภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอันตราย และเห็นตรงกันกับเขาว่าตัวเลข “กรณีที่แย่ที่สุด” ของ IPCC นั้น อาจยังไม่แย่ที่สุด และเกตส์ก็ไม่โจมตีวิธีแก้ไขอื่นๆ ที่หลายคนรณรงค์ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และพลังงานทดแทน แบบที่เขาเคยโจมตีในอดีต เกตส์ตั้งข้อสังเกตว่า “เราต้องใช้แรงจูงใจทางตลาด” นั่นคือ ต้องกำหนดราคาคาร์บอน ไม่ว่าจะในรูปของ cap-and-trade หรือภาษีพลังงาน

ในมุมมองของรอมม์ ส่วนที่เหลือของสุนทรพจน์บิล เกตส์ นั้นมีส่วนแย่มากกว่าดี เกตส์ยอมรับว่าเราเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานได้ 3-6 เท่า แต่ไม่ยอมรับว่าจะต้องลงมือใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นอย่างรวดเร็วและเชิงรุก มากๆ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง เกตส์บอกว่าเขามองเห็น 4 กลยุทธ์ที่เราควรขยายขนาด ได้แก่ เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน, พลังงานนิวเคลียร์, พลังงานลม, และ พลังงานแสงอาทิตย์ (รวมพลังความร้อนใต้พิภพ) แต่เขาใช้เวลาพูดถึงพลังงานนิวเคลียร์น้อยที่สุด ชี้ให้เห็นข้อกังขาเกี่ยวกับพลังงานทดแทน (ประเด็นการส่งและกักเก็บพลังงาน)

สิ่งที่เกตส์เน้นมากที่สุดคือ ความคิดที่ว่า “เราจำเป็นจะต้องมี ‘อภินิหารพลังงาน’” (energy miracles) ซึ่ง เขาไม่ได้หมายถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ แต่หมายถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมสูงและต้นทุนต่ำที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้ มหาศาล ไม่ต่างจากที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลปฏิวัติวิถีชีวิตมนุษย์มาแล้วในศตวรรษที่ 20

รอมม์บอกว่าเกตส์ไม่ได้ดูแคลนการลงมือแก้ไขปัญหาวันนี้ แต่พูดว่าการทำอย่างนั้นอาจ “ไม่สำคัญเท่ากับ” การ เร่งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งรอมม์ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เขาบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้พลังงานปลอดคาร์บอนมีราคาถูกลง คือการลงมือใช้เทคโนโลยีที่เรามีอยู่แล้วในวันนี้ ไม่ต้องรอให้ใครคิดค้นนวัตกรรมก่อน

คำถามคือ มีโอกาสแค่ไหนที่ในอีก 20 ปี เราจะมีเทคโนโลยีปลอดคาร์บอนหลายตัว (4-8 ตัว) ที่วันนี้เราไม่มี เทคโนโลยีที่จะสามารถส่งพลังงานเทียบเท่า 350 กิกะวัตต์ (ประมาณ 2,800 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี) และ/หรือเทียบเท่าน้ำมันเชื้อเพลิง 160,000 ล้านแกลลอน ภายในปี ค.ศ. 2050 รอมม์บอกว่าคำตอบคือน้อยมากหรือศูนย์ ช่วงเวลา 30 ปี ที่ผ่านมาปรากฏแล้วว่าไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถทำได้ขนาดนี้ แม้ว่ารัฐบาลทั่วโลกจะทุ่มทุนวิจัยและพัฒนามหาศาล แม้แต่ไฮโดรเจน ซึ่งทั้งรัฐและเอกชนทุ่มเงินวิจัยไปหลายพันล้านเหรียญในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเป็นทางออกของปัญหาภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้

รอมม์อธิบายว่า การทำให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเข้าสู่เสถียรภาพที่ 450 ppm นั้น แปลว่าเราจะต้องลงมือใช้กลยุทธ์สร้างเสถียรภาพ (stabilization wedge) จำนวน 12-14 กลยุทธ์ แต่ละกลยุทธ์ลดคาร์บอนได้ 1 พัน ล้านตัน ทั้งกลยุทธ์ประเภทปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และนำส่งพลังงานปลอดคาร์บอน รอมม์ยืนยันว่าเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน เช่น ไฟฟ้าจากความร้อน พลังแสงอาทิตย์ และรถยนต์ไฮบริดนั้น เพียงพอแล้วที่จะนำส่งพลังงานปลอดคาร์บอน ส่วนการปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานนั้นก็มีเทคโนโลยีมากมายที่คุ้ม ค่าและราคาไม่แพง

ปัญหาใหญ่ของกลยุทธ์ “รออภินิหารพลังงาน” ใน มุมมองของรอมม์คือ คนที่รณรงค์แนวคิดนี้อย่างเกตส์มักจะลืมคิดว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นต้องใช้เวลานานมากกว่าจะประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง ไม่มีทางที่เทคโนโลยี “อภินิหารพลังงาน” จะ อุบัติขึ้นได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำตั้งแต่ต้น เพราะต้องใช้เวลาในการขยายขนาดจนถึงจุดที่ลดต้นทุนได้ ตามความต้องการเทคโนโลยีที่จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นตามเวลา

พูดง่ายๆ คือ เทคโนโลยีอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจะให้ได้ผลจริงก็ต้องมีคนนิยมใช้มาก คือไม่น้อยกว่า 5-10% ของตลาดพลังงานทั่วโลก แต่ก่อนที่คนจะนิยมใช้มาก ผู้ผลิตก็ต้องใช้เวลา “แปลง” เทคโนโลยี ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ในเชิงพาณิชย์ เอาชนะเทคโนโลยีอื่น ใช้ทักษะด้านการตลาด ฯลฯ ซึ่งรอมม์บอกว่าเราไม่มีเวลานานขนาดนั้นถ้าจะรอเทคโนโลยีใหม่เอี่ยม

รอมม์ ยกตัวอย่างว่า ไม่มีเทคโนโลยีใด ไม่ว่าที่เกิดแล้วหรือยังไม่เกิด ที่จะสู้ราคาพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน (ตัวการสำคัญในการปล่อยคาร์บอน) ที่ตั้งมานานแล้วได้ วิธีเดียวที่จะจัดการกับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ได้คือ ตั้งราคาคาร์บอนให้สูง หรือไม่ก็ให้รัฐบังคับปิดกิจการ และด้วยเหตุนี้ รอมม์จึงบอกว่ากลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ พยายามไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังถ่านหินขึ้นมาอีก

การ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่บนองค์ความ รู้ที่สะสมมานานในหลายสาขา เทคโนโลยีสร้างกังหันลมนั้นคิดค้นไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากและจำเป็นต้องใช้เวลามากคือกระบวนการเรียนรู้ผ่าน “เส้นประสบการณ์” (experience curve) ที่สูงชัน เช่น วิธีเลือกพื้นที่ติดตั้ง วิธีประยุกต์กังหันให้เข้ากับพื้นที่ วิธีบำรุงรักษา และการบริหารจัดการพลังงาน

เส้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกเราได้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนเท่าไรในการสร้าง เทคโนโลยีให้แข่งขันได้ แต่คาดการณ์ไม่ได้ว่าการใช้เทคโนโลยีนั้นจะได้รับความนิยมจนคืนทุนได้เมื่อ ใด รอมม์ย้ำว่าระยะเวลาคืนทุนนั้นจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับความเร็วในการลงมือ ใช้เทคโนโลยี ซึ่งนโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญ รอมม์นิยาม “การลงทุนเพื่อเรียนรู้” (learning investment) ว่า หมายถึงการลงทุนที่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีลดต้นทุนของเทคโนโลยีให้ถึงจุด คุ้มทุน เพื่อปิดช่องว่างระหว่างราคาปัจจุบันกับราคาคุ้มทุน ด้วยการแปลงเทคโนโลยีเป็นผลิตภัณฑ์และวางขายในตลาด รอมม์บอกว่า เราไม่ลาแล้วที่จะทุ่มเงินให้กับการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่และรอ “อภินิหารพลังงาน” ที่ เกตส์เรียกร้อง เขาบอกว่าการลงทุนเพื่อเรียนรู้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำให้เทคโนโลยีที่ มีอยู่ในปัจจุบันสามารถวางตลาดและได้รับความนิยมสูงจนแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนแปลงได้จริง ถ้ารัฐบาลทั่วโลกกระตุ้นและสนับสนุนด้านนี้อย่างจริงจัง เราก็จะมีแนวโน้มว่าจะแก้ปัญหาได้ทันปี 2050

เรื่อง การลงนามใน Memorandum of Association among the Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technological and Economic Cooperation (BIMSTEC)....วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่อง การลงนามใน Memorandum of Association among the Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technological and Economic Cooperation (BIMSTEC) Member Countries Concerning Establishment of a BIMSTEC Centre for Weather and Climate

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ BIMSTEC เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ BIMSTEC ด้านอากาศและภูมิอากาศ [Memorandum of Association among the Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technological and Economic Cooperation (BIMSTEC) Member Countries Concerning Establishment of a BIMSTEC Centre for Weather and Climate : MOA]

2. เห็นชอบในหลักการสำหรับงบประมาณผูกพันรายปีที่ประเทศไทยจะต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนของค่าใช้จ่ายด้าน Institutional expenditure และ Program expenditure ซึ่งจะเป็นไปตามความตกลงร่วมกันของประเทศสมาชิก โดยให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามหรือรับรอง MOA ดังกล่าว

4. ให้กรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานและประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกตามกรอบแนวทางของศูนย์ BIMSTEC Centre for Weather and Climate (BCWC)

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) รายงานว่า

1. กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีรายงานสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ BIMSTEC ครั้งที่ 2 และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ทก. ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ MOA ให้พร้อมที่จะลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรีที่พม่าในปี 2552

2. ภายใต้ BIMSTEC และเอกสารปฏิญญาผู้นำจากการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 1 ได้ระบุถึงสาขาความร่วมมือใหม่ ๆ อาทิ สาธารณสุข การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น การศึกษา การพัฒนาชุมชนชนบท วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง การก่อสร้าง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ การวิจัยสภาพอากาศและภูมิอากาศและการขจัดและการจัดการปัญหาภัยธรรมชาติ ซึ่งต่อมาอินเดียได้เสนอให้จัดตั้งศูนย์ BCWC และได้นำเสนอร่าง MOA โดยมีสาระสำคัญของร่าง MOA สรุปได้ ดังนี้

2.1 วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ BCWC

2.1.1 ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก BIMSTEC ในการกำหนดการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ในเรื่องการพยากรณ์อากาศและแบบจำลองภูมิอากาศ

2.1.2 ส่งเสริมการสร้างความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ในการวิจัยเรื่องอากาศและภูมิอากาศ

2.2 หน้าที่ความรับผิดชอบของศูนย์ BCWC

2.2.1 จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับเรื่องอากาศและแบบจำลองภูมิอากาศให้กับผู้แทนจากประเทศสมาชิก BIMSTEC

2.2.2 ช่วยในการจัดตั้งคลังข้อมูลในภูมิภาค และเครือข่ายสารสนเทศเกี่ยวกับอากาศและภูมิอากาศระหว่างประเทศสมาชิก BIMSTEC

2.2.3 สร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเรื่องอากาศและแบบจำลองภูมิอากาศเพื่อพัฒนาเทคนิคการพยากรณ์อากาศเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินอันเกิดจากภัยธรรมชาติของประเทศสมาชิก

BIMSTEC

2.2.4 ส่งเสริมการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความพร้อม

รับมือกับภัยธรรมชาติและปรับปรุงระบบการเตือนภัยล่วงหน้า

2.2.5 สร้างและรักษาเครือข่ายการสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิก BIMSTEC ให้ยั่งยืน เชื่อถือได้ และตรงเวลา

2.2.6 สนับสนุนความตระหนักเรื่องระบบการเตือนภัยโดยเฉพาะสภาพอากาศและ

เหตุการณ์ภูมิอากาศที่รุนแรงมาก

2.2.7 จัดหาสารสนเทศสภาวะอากาศและภูมิอากาศภายในภูมิภาค โดยสนับสนุนให้มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบริการด้านอากาศระดับชาติและระดับภูมิภาค และหน่วยงานอื่น ๆ

2.2.8 ส่งเสริมความร่วมมือการเผยแพร่และบริการสารสนเทศสภาวะอากาศและภูมิอากาศสู่ผู้ใช้

2.2.9 ส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาเครื่องมือที่จะนำสารสนเทศสภาวะอากาศและภูมิอากาศไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

2.2.10 เตรียมความช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์/สถาบันในรูปเงินช่วยเหลือ เครื่องมือ และรูปแบบอื่นที่เหมาะสมเพื่อติดตามความก้าวหน้าการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านอากาศและภูมิอากาศภายในประเทศสมาชิก BIMSTEC

2.2.11 สนับสนุนและช่วยเหลือการจัดทำสิ่งพิมพ์ที่เป็นผลการวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือ BIMSTEC ที่เกี่ยวกับอากาศและภูมิอากาศ

2.3 ผลกระทบจากการลงนามใน MOA

ผลดี

2.3.1 มีคลังข้อมูลและเครือข่ายสารสนเทศเกี่ยวกับอากาศและภูมิอากาศภายในภูมิภาค

2.3.2 มีความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกด้านการวิจัยเรื่องอากาศและภูมิอากาศเพื่อพัฒนาเทคนิคการพยากรณ์อากาศ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอันเกิดจากภัย

ธรรมชาติ

2.3.3 เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้การใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติและปรับปรุงระบบการเตือนภัย

2.3.4 มีการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาแบบจำลองเพื่อการพยากรณ์อากาศและภูมิอากาศเพิ่มขึ้น รวมทั้งพัฒนาการสร้างความสามารถของบุคลากรด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

2.3.5 มีช่องทางในการเผยแพร่สารสนเทศเกี่ยวกับอากาศและภูมิอากาศสู่ผู้ใช้ในภูมิภาค

ผลเสีย

ประเทศไทยจะมีภาระผูกพันด้านงบประมาณ เนื่องจากการบริหารจัดการของศูนย์ BCWC กำหนดว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของ Institutional expenditure และ Program expenditure ประเทศสมาชิกต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบตามความตกลงร่วมกัน

3. แนวทางการดำเนินการ

3.1 ประเทศไทยควรลงนามใน MOA ในการจัดตั้งศูนย์ BCWC ที่ประเทศอินเดียเสนอเป็นเจ้าภาพ เนื่องจากประเทศอินเดียเป็นประเทศหนึ่งในเอเชียที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาแบบจำลองด้านอุตุนิยมวิทยา จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะได้เรียนรู้และรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาระบบการเตือนภัยให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

3.2 ภาระผูกพันด้านงบประมาณที่ได้มีการกำหนดไว้ในร่าง MOA เป็นการมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้าน Institutional expenditure และ Program expenditure ซึ่งเป็นไปตามความตกลงร่วมกัน ทั้งนี้

ศูนย์ BCWC จะมีการจัดตั้ง Governing Board ซึ่งจะมีผู้แทนจากประเทศไทยร่วมเป็นกรรมการใน Board นี้ด้วย และจะมีการทำความตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

3.3 ควรให้กรมอุตุนิยมวิทยาซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการตรวจเฝ้าระวัง ติดตาม รายงานสภาวะอากาศและปรากฏการณ์ธรรมชาติ และการพยากรณ์อากาศ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานและประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกตามกรอบแนวทางของศูนย์ BCWC

เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนของปี 2552 (มกราคม-พฤศจิกายน)....23 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนของปี 2552 (มกราคม-พฤศจิกายน) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

1. การส่งออก

1.1 การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2552

1.1.1 การส่งออก มีมูลค่า 13,839.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.2 เป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรก จากที่ส่งออกลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 59,347.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1

1.1.2 สินค้าส่งออก กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28.6 ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 และสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.6

สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นทุกรายการ เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า โดยเฉพาะ ข้าว มันสำปะหลัง กุ้งแช่แข็งและแปรรูป และ น้ำตาล ที่ยังคงส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้ง ยางพารา และ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปที่กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรก โดย ข้าว ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.4 และ 61.1 ตามลำดับ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 257.3 และ 143.5 ตาม ลำดับ กุ้งแช่แข็งและแปรรูปปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 และ 3.3 ตามลำดับ น้ำตาล ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.4 และ 67.1 ตามลำดับ ยางพารา ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.1 และ 39.4 ตามลำดับ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 และ 14.3 ตามลำดับ

สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ ส่งออกเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ โดยสินค้าที่ยังคงส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7) อัญมณี (เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.6) เครื่องสำอาง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.7) สิ่งพิมพ์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.1) และผลิตภัณฑ์ยาง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.8) เป็นต้น รวมทั้ง สินค้าสำคัญที่กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรก ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.9) ยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8) เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก (เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1) สิ่งทอ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.0) วัสดุก่อสร้าง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3) และ เลนส์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.8) เป็นต้น

1.1.3 ตลาดส่งออก การส่งออกไปตลาดสำคัญเพิ่มขึ้นทั้งในตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยตลาดหลัก กลับมาส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกร้อยละ 5.9 โดยเป็นการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรกของ อาเซียน(5) สหรัฐฯ และ สหภาพยุโรป ร้อยละ 16.4 , 4.6 และ 3.2 ตามลำดับ ขณะที่ญี่ปุ่นก็ปรับตัวดีขึ้นมากโดยลดลงเพียงร้อยละ 2.9 ขณะที่การส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามโดยขยายตัวในอัตราสูงถึงร้อยละ 29.9 ตลาดที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ จีน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.1) ออสเตรเลีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.4) ฮ่องกง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.2) อินโดจีนและพม่า (เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.8) อินเดีย (เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.1) และไต้หวัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.1) รวมทั้งตลาดที่ส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นเดือนแรก ได้แก่ แคนาดา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และ ยุโรปตะวันออก ส่วนเกาหลีใต้ และลาตินอเมริกาถึงแม้จะส่งออกลดลงแต่ก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ

1.2 การส่งออกในระยะ 11 เดือนของปี 2552 (มกราคม-พฤศจิกายน)

1.2.1 การส่งออก มีมูลค่า 137,953.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 17.0 เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 4,717,750 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.4

1.2.2 สินค้าส่งออก สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญลดลงร้อยละ 17.2 สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญลดลงร้อยละ 15.1 และสินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 23.9

(1) สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตรสำคัญ ส่วนใหญ่ส่งออกลดลงตามความต้องการในตลาดโลกที่ลดลง การแข่งขันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อและมีการต่อรองราคามากขึ้น ได้แก่ ข้าว ยางพารา อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป(ไม่รวมกุ้ง) ไก่แช่แข็งและแปรรูป ขณะที่การส่งออกกุ้งแช่แข็งและแปรรูปและน้ำตาลยังขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งมันสำปะหลังและผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูปที่มูลค่าส่งออกลดลงแต่ปริมาณส่งออกยังขยายตัวเพิ่มขึ้น

(2) สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ

· สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ อัญมณี เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.3 (เป็นการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.9) และ ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5

· สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และส่วนประกอบ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เลนส์ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เป็นต้น

(3) สินค้าอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 23.9 ที่สำคัญและลดลงในอัตราสูงได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบและเครื่องจักรกลและส่วนประกอบลดลงร้อยละ 35.7 , 44.0 และ 24.3 ตามลำดับ

1.2.3 ตลาดส่งออก การส่งออกไปตลาดหลักลดลงร้อยละ 24.7 และตลาดใหม่ลดลงร้อยละ 8.7 ทำให้สัดส่วนการส่งออกไปตลาดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 53.1 ขณะที่สัดส่วนการส่งออกไปตลาดหลักลดลงเป็นร้อยละ 46.9

(1) ตลาดหลัก ส่งออกลดลงในทุกตลาด คือ อาเซียน(5) สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 26.8, 27.0, 23.9 และ 20.1 ตามลำดับ

(2) ตลาดใหม่ ส่งออกลดลงทุกตลาด ยกเว้น ออสเตรเลียที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.8 ได้แก่ ลาตินอเมริกา(ร้อยละ 34.2) ยุโรปตะวันออก(ร้อยละ 26.5) เกาหลีใต้(ร้อยละ 26.1) ไต้หวัน(ร้อยละ 21.4) ตะวันออกกลาง(ร้อยละ 13.0) อินโดจีนและพม่า(ร้อยละ 10.9) แคนาดา(ร้อยละ 8.8) แอฟริกา(ร้อยละ 7.6) ฮ่องกง(ร้อยละ 7.0) จีน(ร้อยละ 6.9) และ อินเดีย (ร้อยละ 6.6)

2. การนำเข้า

2.1 การนำเข้าเดือนพฤศจิกายน 2552

2.1.1 การนำเข้า มีมูลค่า 12,782.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ลดลงร้อยละ 2.2 คิดในรูปเงินบาทมีมูลค่า 428,971.8 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.8 และเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ลดลง ร้อยละ 2.1

2.1.2 สินค้านำเข้า สินค้านำเข้าสำคัญมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกหมวดดังนี้

(1) สินค้าเชื้อเพลิง นำเข้ามูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้เชื้อเพลิงสำหรับการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้น สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ นำเข้าปริมาณ 23.0 ล้านบาร์เรล (767,698 บาร์เรลต่อวัน) ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.69 มูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 4. 3 ก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม ลดลงร้อยละ 0.3

(2) สินค้าทุน นำเข้าลดลงร้อยละ 4.1 ติดลบลดลงเมื่อเทียบกับ 10 เดือนแรกของปี ซึ่งชี้ว่าแนวโน้มการลงทุนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 10.3 เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 14.6 เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.5

(3) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป นำเข้าลดลงร้อยละ 8.9 แม้การนำเข้าในภาพรวมจะติดลบ แต่มีสินค้าหลักที่นำเข้ามาเพื่อผลิตสำหรับส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.7 เคมีภัณฑ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1 เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ปริมาณเพิ่มขึ้น ร้อยละ 62.7 มูลค่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 ส่วนทองคำ นำเข้าปริมาณ 5.9 ตัน ปริมาณและมูลค่า ลดลงร้อยละ 87.1 และ 81.1 ตามลำดับ

(4) สินค้าอุปโภคบริโภค นำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.8 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า ในบ้าน เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.0 เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด นำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.7

(5) สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์ นำเข้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.9 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.6 รถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.6 ส่วนประกอบและอุปกรณ์จักรยานยนต์และรถจักรยาน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.0

2.2 การนำเข้าในระยะ 11 เดือนของปี 2552 (มกราคม-พฤศจิกายน)

2.2.1 การนำเข้า นำเข้ามูลค่า 119,376.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2551 ลดลงร้อยละ 28.9 ส่งออกมูลค่า 137,953.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนลดลงร้อยละ 17.0 ทำให้ได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 18,577.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

2.2.2 สินค้านำเข้าสำคัญ สินค้านำเข้าสำคัญมีการนำเข้าลดลงเกือบทุกหมวดสินค้า ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 36.6 ส่วนสินค้าทุน ลดลงร้อยละ 18.2 สินค้าวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป ลดลงร้อยละ 35.2 และสินค้าอุปโภคบริโภค ลดลงร้อยละ 11.9 ส่วนยานพาหนะและอุปกรณ์ ลดลงร้อยละ 20.9 ส่วนอาวุธยุทธปัจจัย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 126.5

3. ดุลการค้า

3.1 ดุลการค้าเดือนพฤศจิกายน 2552

ไทยเกินดุลการค้า 1,057.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้ามูลค่า 30,375.8 ล้านบาท

3.2 ดุลการค้าในระยะ 11 เดือนของปี 2552 (มกราคม-พฤศจิกายน)

ไทยเกินดุลการค้า 18,577.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อคิดในรูปเงินบาท ไทยเกินดุลการค้า มูลค่า 593,326.9 ล้านบาท

เรื่อง ขออนุมัติดำเนินงานโครงการ “การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปี 2552/53 รอบที่ 2...วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. กับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมชลประทาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกร รวมทั้งกรมที่ดิน กรมป่าไม้ และกรมธนารักษ์ เพื่อร่วมกันดำเนินงานโครงการ “การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปี 2552/53 รอบที่ 2” ในระยะเวลา 6 เดือน โดยให้ประสานกับสำนักงบประมาณเกี่ยวกับงบประมาณต่อไป ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ และให้ส่งข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งถ่ายในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งให้คณะกรรมการประสานงานในระดับตำบลนำไปประกอบการทำประชาคมและการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ทั้งนี้ หากตัวเลขที่ขึ้นทะเบียนสูงกว่าข้อมูลที่ปรากฏในภาพถ่ายดาวเทียม ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ขอเสนอการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อช่วยตรวจสอบพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ทั้งนี้ เนื่องจากภาพถ่ายจากดาวเทียมเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ แสดงพื้นที่ปลูกข้าว (Current Images from Satellite) และมีตำแหน่งแสดงค่าพิกัดของพื้นที่จริง (Geo-location Information) นอกจากนี้ ยังสามารถกำหนดให้ดาวเทียมถ่ายภาพได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจากดาวเทียมธีออส (THEOS) ของประเทศไทยเป็นหลัก และใช้ดาวเทียมเรดาร์ (Radarsat-2) ที่สามารถถ่ายภาพทะลุเมฆ และดาวเทียมดวงอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดย สทอภ. ได้ประชุมร่วมกับคณะผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน และกรมการข้าว เมื่อวันที่ 12 และ 19 กุมภาพันธ์ 2553 แล้วเห็นว่า โครงการ “การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อการติดตามและประเมินพื้นที่ปลูกข้าวปี 2552/53 รอบที่ 2” นี้ จะเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงเกษตรฯ ที่นำข้อมูลจากดาวเทียมธีออส (THEOS) ซึ่งถ่ายภาพสีได้หลายช่วงคลื่น (Multi-Spectral bands : MS) เป็นข้อมูลหลักและนำข้อมูลจากดาวเทียมอื่น มาเป็นข้อมูลเสริม โดยมีเป้าหมายที่จะติดตามและประเมินพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศอย่างรวดเร็วทุก ๆ 15 วัน และจะรายงานผลการประเมินเป็นรายจังหวัด อำเภอ และตำบล อย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน รวมทั้งการให้บริการข้อมูลอย่างต่อเนื่องด้วยระบบ On-line เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบพื้นที่ปลูกข้าวของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร ตลอดระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2553) โดยให้ สอดคล้องกับปฏิทินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 รอบที่ 2 ดังนี้

(1) การขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2553 ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2553

(2) การพิจารณาการผลิตของเกษตรกรโดยการประชาคม ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม ถึง 15 พฤษภาคม 2553 ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ถึง 15 สิงหาคม 2553

(3) การออกหนังสือรับรองให้เกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 20 พฤษภาคม 2554 ยกเว้นภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน ถึง 20 สิงหาคม 2553

ทั้งนี้ เห็นว่าโครงการนี้จะช่วยทำให้การตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังเป็นไปด้วยความถูกต้อง

มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการประกันรายได้เกษตรกร รวมทั้งก่อให้เกิดการใช้เทคโนโลยี ดาวเทียมธีออสและภูมิสารสนเทศ เพื่อประโยชน์ในด้านการเกษตรของประเทศอย่างกว้างขวางต่อไป

เรื่อง สาระสำคัญ 65 โครงการที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง และแนวทางการแก้ไขปัญหา....วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการว่างงานอันเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดมี คำสั่งระงับ 65 โครงการ ที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบเพื่อรองรับผู้ถูกเลิกจ้างว่างงานจากการระงับ 65 โครงการ โดยสรุปดังนี้

1. มาตรการเตรียมการรองรับปัญหาการเลิกจ้าง

1.1 ติดตามและเฝ้าระวังสถานประกอบกิจการในพื้นที่ที่ประสบปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากการระงับโครงการ

1.2 จัดเตรียมตำแหน่งงานว่างในประเภทกิจการ/ลักษณะงานเดียวกันหรือใกล้เคียงกันเพื่อรองรับผู้ถูกเลิกจ้าง

1.3 กำหนดทิศทางการตรวจแรงงาน

2. มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนและการช่วยเหลือ

2.1 จัดตั้งจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)

2.2 ให้คำแนะนำ ชี้แจงเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้รับ

2.3 กรณีนายจ้างไม่จ่ายสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายให้ลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อให้ดำเนินการเรียกสิทธิประโยชน์ตามแนวปฏิบัติฯ และให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ลูกจ้างพึงมี

2.4 มาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2.5 อำนวยความสะดวกให้กับลูกจ้าง หากลูกจ้างประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เป็นทนายความแก้คดี

2.6 ให้บริการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

2.7 ประสานนายจ้าง/สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถของลูกจ้างเพื่อชะลอการเลิกจ้าง

2.8 จัดฝึกอาชีพเสริมและการประกอบอาชีพอิสระให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้างว่างงาน

2.9 ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการช่วยเหลือลูกจ้างว่างงาน

แผนพัฒนาไฟฟ้าไทย ตอน 1 - Green PDP สีเขียว...แค่ไหน

ผู้เขียน: 
จิตติมา บ้านสร้าง

22 ก.พ. 2553

ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั่วโลกกำลังมองหาทางออกของพลังงานที่จะพึ่งในสิ่งที่ยั่งยืน ไม่มีวันหมดไปมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่ผ่านการพัฒนาพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีสูงสุดอย่างนิวเคลียร์มาแล้ว อย่างเช่นหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา ฮาวายประกาศว่าจะฉีกตัวเองออกมาจากการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยประกาศเป้าหมายจะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเช่น พลังงานลมถึง 40 % ในปี 2573 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า โดยออกเป็นกฎหมายเลยว่า สิ้นปีนี้จะมีพลังงานหมุนเวียนใช้ในระบบถึง 10% แล้วขยายตัวไปเรื่อยๆ จนถึง 40% ส่วนแคลิฟอร์เนียกำลังมีโครงการสร้างโซล่าร์ฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งเยอรมัน และอีกหลายประเทศในยุโรป แม้กระทั่งจีน

ตัวอย่าง ที่มีให้เห็นอยู่แล้วว่าประเทศเหล่านี้เริ่มก้าวเดินจากพลังงานที่มาจากถ่าน หิน ไปก๊าซธรรมชาติ และจบลงที่นิวเคลียร์ สุดท้ายก็ต้องหันไปพึ่งสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่มีวันหมด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุดภายใต้เงื่อนไขโลกในปัจจุบัน แต่ไทยเองดูเหมือนจะไม่ถอดบทเรียนมาใช้ แต่กลับพยายามเดินตามบทเรียนที่ตะวันตกเองก็เห็นว่าไม่ใช่ทิศทางที่พวกเขาจะเดินอีกต่อไป

ภาพนี้ฉายให้เห็นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการ 20 ปี หรือ PDP 2010 ที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 60,000 เมกกะวัตต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานภาคภูมิใจว่าเป็น Green PDP หรือคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

นั่นก็เพราะจะมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โรงละ 1,000 เมกกะวัตต์ ถึง 5 โรง เป็น 5,000 เมกกะวัตต์ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศราว 15,000 เมกกะวัตต์ เพิ่มพลังงานหมุนเวียนขึ้นจากเดิม 3% เป็น 4% หรือประมาณ 5,600 เมกกะวัตต์ มีพลังงานความร้อนร่วมเกือบหมื่นเมกกะวัตต์ และเน้นเรื่องการจัดการการใช้ไฟฟ้าจำพวกประหยัดพลังงาน ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม แม้ว่าจะมีโรงไฟฟ้าจากถ่านหินขนาด 800 เมกกะวัตต์อีก 15 โรง เป็น 12,000 เมกกะวัตต์ แต่ก็บอกว่าเป็นซับบิทูมินัส ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าลิกไนต์

ทั้งหมดนี้ทำให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงจากที่ปล่อยอยู่ในปัจจุบัน 0.564 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย ลงได้เหลือ 0.38-0.42 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วย

อัน ที่จริงก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของการจัดทำแผนพัฒนากำลัง ผลิตไฟฟ้าที่เดิมมักคิดถึงเพียงแค่ความมั่นคงทางด้านพลังงานกับราคาถูก ซึ่งก็บอกว่ายังต้องค่อยๆ ปรับกันไปเพื่อให้ยังคงมีความมั่นใจกับเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและราคา ที่จะไม่กระทบกับผู้บริโภคด้วย ซึ่งอันนี้ก็คงต้องเห็นใจกระทรวงพลังงานเหมือนกัน

แต่สิ่งซึ่งยังกังขาความเป็น Green PDP ก็คือ กระทรวงพลังงานบอกว่าเป็นการคำนวณเพียงแค่การลดลงที่ปากปล่องเท่านั้น ไม่ได้รวมการตามร่องรอยคาร์บอน หรือ Carbon Footprint จึงไม่ได้รวมการใช้พลังงานในการผลิตเชื้อเพลิง เช่นถ่านหิน ยูเรเนียม การใช้พลังงานในการขนส่งที่จะต้องมาทางเรือหรือเครื่องบิน หรือแม้กระทั่งป่าไม้แหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะหายไป และต้นไม้เกิดการหมักหมมปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกตัวออกมา ดังเช่นการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านที่เรามีเป้าหมายว่าจะซื้อ

ไม่รู้ว่าหักลบแล้วจะยังคงเป็น Green PDP อยู่ อีกหรือเปล่า และไม่รู้ว่ามองถูกเป้าหรือเปล่าที่ไปให้น้ำหนักในการลดก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ด้วยวิธีนั้น ในขณะที่ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า การจัดการการใช้ไฟฟ้าหรือการประหยัดพลังงานช่วยลดโลกร้อนได้ 38% ถัดมาเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนที่จะช่วยลดโลกร้อนได้ 23-24% ส่วนไฟฟ้าจากพลังงานนิวคลียร์มีส่วนช่วยลดโลกร้อนได้เพียง 6% เท่านั้น

เฉพาะประเด็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว...ยังเขียวได้อีกกว่านี้หรือไม่ อันนี้ฝากเป็นคำถามในระหว่างที่ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อแผนนี้อยู่

ฉลากคาร์บอน Carbon Footprint Labeling

ผู้เขียน: 
อนันตชัย ยูรประถม ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

คอลัมน์ CSR talk

วันก่อนไปประชุมการจัดทำรายงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจในประเทศไทย มีประเด็นพูดคุยที่น่าสนใจเลยเอามาแลกเปลี่ยนกันฟังครับ คำถามก็คือ ตอนนี้หันไปทางไหนทุกคนก็พากันลด โลกร้อนและพยายามไม่ให้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ด้วยการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างคาร์บอนได ออกไซด์ แล้วเรื่องนี้จะมีผลกระทบกับภาพรวมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคส่วนต่าง ๆ กันอย่างไร หรือทำแล้วได้ตามมาตรฐานก็เอาไปใส่ไว้ในรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

หลายคำถามที่ตามมาโดยเฉพาะถ้าต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขององค์กร การปรับมาตรฐานขอบเขตการ จัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ตอบโจทย์ด้านการลดคาร์บอนที่ไม่ได้หมายถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกัน ค่าใช้จ่ายนี้จะทำให้องค์กรมีภาระเพิ่มมากขึ้น คุ้มกันหรือไม่กับการเพิ่มข้อมูลค่า GHG (ก๊าซเรือนกระจก) ที่ลดลงในรายงานเท่านั้น

สิ่งที่เป็นประเด็นเลยก็คือ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environmental Institute) และ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (Thailand Greenhouse gas Organization) ได้ร่วมกันริเริ่ม โครงการฉลากคาร์บอน ขึ้นในประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2551 โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ฉลากประเภทที่ 1 พิจารณาการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (cradle to grave หรือ life cycle assessment) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การบรรจุหีบห่อ การกระจายสินค้า การใช้งานและการบริโภค จนถึงการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้น

ฉลากประเภทที่ 2 พิจารณาการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต (production stages) เท่านั้น

ในช่วงแรกของโครงการจะเริ่มจากกระบวนการที่ง่ายก่อน คือการออกฉลากคาร์บอนแบบที่ 2 ส่วนแบบที่ 1 ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าจะถูกดำเนินการในลำดับต่อไป โดยฉลากคาร์บอนจะมีหมายเลข 1-5 เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าหรือบริการนี้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับใด สูง ค่อนข้างสูง ปานกลาง ค่อนข้างต่ำ หรือต่ำ โดยสินค้าที่ได้ฉลากคาร์บอนเบอร์ 5 คือ สินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศน้อยที่สุด

อีกอันที่น่าสนใจคือ Carbon Footprint Labeling ที่เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างอียูกับประเทศไทยในการจัดทำฉลากคาร์บอนด้วยการประเมินจากวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (life cycle assessment)

ในบ้านเราตอนนี้มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์เป็นเจ้าภาพหลัก โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก ตอนนี้มีบริษัทเข้าโครงการสาธิต 3 บริษัท คือ บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด

ความน่าสนใจอยู่ที่แนวคิดหลักของฉลาก คือ ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล โดยผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากนี้ต้องแสดงผลออกมาว่าสินค้าตัวนี้ปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไร ไม่ว่ามากหรือน้อย ความเข้าใจแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้าของเราปล่อยคาร์บอนสูงกว่าแล้วเราจะเสียเปรียบหรือไม่ ผมเชื่อว่าผู้บริโภคทั่วไปพิจารณาจากคุณสมบัติทางประโยชน์ใช้สอย (functional attribute) เป็นอันดับแรก

แต่ที่เพิ่มมาคือการมองคุณสมบัติทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (social & environmental attribute) ซึ่งผมมองว่าดี เพราะถ้าผู้บริโภคเข้าใจถึงการวัดและการประเมินฉลากคาร์บอน มันจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความรับผิดชอบจากการบริโภคของตัวเอง เมื่อคุณสมบัติทางสังคมและสิ่งแวดล้อมนี้ได้รับการสนับสนุน ผู้ผลิตเองก็ต้องพยายามพัฒนาคุณสมบัติด้านนี้ให้ดีขึ้น โดยยังคงประโยชน์การใช้สอยเอาไว้เท่าเดิมหรือให้ดีขึ้นไปอีก

ขณะเดียวกัน การประเมินด้วยวัฏจักรชีวิต หมายถึงการขับเคลื่อนให้ตลอดสายโซ่อุปทานเกิดการพัฒนาไปด้วย เพื่อให้ระดับฉลากคาร์บอนของเราดี ซัพพลายเออร์ บริษัทขนส่ง ผู้ผลิต บริษัทที่รับของเราไปจัดจำหน่าย บรรจุภัณฑ์ การเก็บทำลาย ใครก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องค้าขายในกระบวน การของเราต้องพัฒนาไปด้วยกันถึงจะดีขึ้น

แรงผลักจากสายโซ่อุปทาน (supply chain) และผู้บริโภคนี้จะทำให้ความ รับผิดชอบต่อสังคมขับเคลื่อนได้ดีกว่ามาตรฐานอะไรก็ตามด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นกลไกทางการตลาดที่แท้จริง ผมจึงเชื่อว่าฉลากคาร์บอนเป็นอะไรที่มากกว่าการแสดงตนว่าเป็นคนดี แต่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ด้วยครับ

พอล คิงสนอร์ท : นักสิ่งแวดล้อมหลงทางไปเสียแล้ว

ผู้เขียน: 
หอยทากตัวนั้น

คุณจ๋า

การเจรจาเพื่อหาทางออกกับสภาวะโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนเมื่อปลายปีที่แล้ว ดูเหมือนจะมุ่งประเด็นลดปล่อยคาร์บอนเป็นหลัก

ระหว่างที่ใครๆ กำลังพูดเรื่องลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนเท่านั้นเท่านี้อยู่นั้น พอล คิงสนอร์ท (Paul Kingsnorth) กลับออกมาให้สัมภาษณ์สวนกระแส

เขาเป็นอดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ใหญ่ของอังกฤษหลายฉบับ และนักเขียนนิตยสารสำคัญๆ เช่น New Statesman, Resurgence และนิตยสารตัวร้ายอย่าง Adbusters ของแคนาดา ผลงานของคิงสนอร์ทได้รับการตีพิมพ์ในประเทศต่างๆ มากมาย มีผลงานเขียนเป็นหนังสือเล่มได้แก่ One No, Many Yeses (๒๐๐๓) ตีพิมพ์อย่างน้อย ๖ ภาษาใน ๑๓ ประเทศและ Real England (๒๐๐๘)

ยังไม่พอ คิงสนอร์ทยังมีเกียรติคุณแปลกๆ ที่สร้างสมมาจนยาวเป็นหางว่าว เช่น เคยทำงานดูแลลิงอุรังอุตังในบอร์เนียว เป็นผู้สังเกตการณ์ในหมู่บ้านต่างๆ ของกลุ่มซาปาติสตาในเม็กซิโก เป็นคนกวาดพื้นในร้านแมคโดนัลด์ และดูแลประตูน้ำแม่น้ำเทมส์ แม้ว่าจะเรียนจบประวัติศาสตร์จากออกซฟอร์ดมาก็ตาม

ปี ๒๐๐๑ คิงสนอร์ทเคยติดอันดับท็อปเทน “ตัวก่อปัญหา” ของสหราชอาณาจักร โดยนิตยสาร New Statesman ขณะเดียวกันก็เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์เผ่าลานิแห่งนิวกินี

มาวันนี้ เขาบอกว่าสิ่งที่นักสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่เคลื่อนไหวนั้น ไปผิดทางเสียแล้ว

มาทิลดา ลี (Matilda Lee) บรรณาธิการฝ่ายผู้บริโภคของนิตยสาร Ecologist เคยสัมภาษณ์คิงสนอร์ทไว้ใน www.theecologist.org ขณะที่การประชุมใหญ่ที่โคเปนเฮเกนกำลังดำเนินไป แอบเก่าไปหน่อย แต่มันก็น่าสนใจจนอยากยกคำสัมภาษณ์ครั้งนั้นมาผ่องถ่ายต่อให้คุณฟัง ค่าที่คิงสนอร์ทพยายามอธิบายว่าเหตุใดการหมกมุ่นแต่กับคาร์บอนไดออกไซด์ถึงทำให้นักสิ่งแวดล้อมหลงประเด็น

Ecologist : คุณเคยพูดว่าขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมหลงทางไปแล้ว คือพุ่งความสนใจแต่เรื่องลดปล่อยคาร์บอนมากเกินไป และไม่ค่อยใส่ใจด้านธรรมชาติ มันหมายถึงการปฏิเสธความก้าวหน้าที่ขบวนการสิ่งแวดล้อมทำมาเมื่อ ๕-๑๐ ปีก่อนหรือ
คิงสนอร์ท : สิ่งที่ผมหมายถึงคือขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นกระแสหลักนั้นหมกมุ่นอยู่กับการลดปล่อยคาร์บอน อย่างกับมองไม่เห็นทุกสิ่งที่ควรจะทำไปด้วยกัน วาทกรรมหลักก็คือเราต้องลดการปล่อยคาร์บอนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอน ภายในเวลาที่แน่นอน และมีทางออกเล็กๆ ที่เราต้องลงมือ ถ้าเราไม่ไปทางนั้น โลกก็จะหายนะ ถ้าหากเรามองตามจริง มันไม่มีทางออกนั้นแล้ว มันปิดไปนานแล้ว

Ecologist : คุณคิดว่าเราได้ผ่านจุดที่ไม่มีวันย้อนกลับไปแล้วใช่ไหม
คิงสนอร์ท : ใช่ ในแง่ของการลดปล่อยคาร์บอน ถ้าคุณยอมรับวิธีคิดที่ว่าเรามีเวลา เช่นสัก ๙๕ เดือนในการรักษาโลกเอาไว้ละก็ คำตอบคือใช่ เราผ่านจุดที่ไม่มีวันย้อนกลับไปอย่างแน่นอนแล้ว
ต่อให้บรรดานักการเมืองจะบรรลุข้อตกลงร่วมที่โคเปนเฮเกน ซึ่งพวกเขาอาจไม่ได้ทำอย่างนั้น มันก็ไม่เป็นจริงได้หรอก เพราะรัฐบาลต้องส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันด้วย ในฐานะที่เป็นนักสิ่งแวดล้อม เวลาพูดคุยกันส่วนตัว เราก็รู้เรื่องพวกนี้ด้วย แต่ในที่สาธารณะ เรากำลังบอกว่าเราต้องไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ซึ่งมันจะไม่เป็น เราก็กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะคนจะไม่ฟังเราอีกแล้ว

Ecologist : แต่มันจำเป็นที่จะต้องชักชวนให้คนลงมือทำตอนนี้ และช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์ไปสู่สิ่งที่เราจะเหลือให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ จากเราไม่ใช่หรือ
คิงสนอร์ท : นั่นเป็นทิศทางของมัน แต่มันใช้ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่นักการเมืองทุกคนกำลังพูดถึงและพาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์อยู่ คุณอาจคิดว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แต่ก็เปล่า โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ จำนวนผู้คนที่ปฏิเสธเฉยเมยกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความคิดที่ว่าถ้าเราป่าวร้องเรื่องนี้ต่อไป
แล้วทุกคนจะลุกขึ้นมาแก้ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น พวกเขาเกือบจะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพราะผลพวงของการลงมือทำนั้นมันไปรบกวนวิถีชีวิตเขา ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราไม่ต้องทำอะไรเลย หรือบอกว่านักสิ่งแวดล้อมผิด แต่ผมกำลังบอกว่าวาทกรรมกระแสหลักเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนั้น ล้มเหลวอย่างชัดเจน

Ecologist : คุณไม่ได้กำลังคร่ำครวญเรื่องที่โลกเราหมกมุ่นอยู่กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใช่ไหม
คิงสนอร์ท : ไม่ได้คร่ำครวญสักเท่าไรหรอก มันมีความขัดแย้งระหว่างองค์กรทางการเมืองกับเศรษฐกิจในกระแสหลัก ในขณะที่พูดกันถึงเรื่องที่อยากจะป้องกันโลกร้อนและสร้างสังคมยั่งยืน
ก็ยังส่งเสริมความเจริญทางเศรษฐกิจไปด้วย ยิ่งเจริญเท่าไหร่ สภาพภูมิอากาศยิ่งเปลี่ยน ทรัพยากรก็ถูกผลาญยิ่งขึ้น และธรรมชาติก็ยิ่งถูกทำลาย ก็จนกว่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้นั่นแหละ ตอนนี้มัวแต่เสียเวลาพูดถึงการลดคาร์บอนกัน มันจะต้องมีการหดตัวทางเศรษฐกิจและสังคม ถ้าเรายังอยากอยู่รอดภายใต้ขีดจำกัดของทรัพยากรเท่าที่เรามี ผมไม่ได้จะบอกให้นักสิ่งแวดล้อมลืมเรื่องคาร์บอน แต่ถ้าการโต้เถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องโลกร้อนในกระแสหลักยังทำเป็นเสแสร้งอยู่อย่างนั้น มันก็คงไม่เข้าท่า

Ecologist : ถ้าคุณไม่ได้กำลังพูดถึงสังคมที่ลดอุตสาหกรรมและสังคมที่กลับสู่ธรรมชาติแล้ว คุณกำลังมองเห็นโลกแบบไหนแน่
คิงสนอร์ท : ถ้าคุณไม่มีเชื้อเพลิงฟอสซิลใช้ มันก็ยากที่คุณจะมีระบบคมนาคมที่ตั้งอยู่บนฐานของรถราคาถูก มันยากที่จะมองระบบการกระจายสินค้าบนฐานของห้างขนาดใหญ่ การขนส่งและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดยักษ์ ผมคาดว่าจะเห็นเศรษฐกิจแบบท้องถิ่นมากกว่าเดิม การคมนาคมไปทุกหนแห่งที่ยากขึ้น สินค้าราคาถูกๆ น้อยลง สภาวะโลกร้อนอย่างสาหัสจะทำให้มีผู้ลี้ภัยจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง (climate refugee) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองอย่างใหม่อีก และถึงแม้จะมีข้อตกลงทางการเมือง แต่มันจะน้อยเกินไปหรือไม่ก็สายไป ผมคิดว่ามันหมายถึงการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะอยู่อย่าง “น้อยลง” และเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกับชุมชนและถิ่นต่างๆ มากขึ้น

บางคนบอกว่า “คุณกำลังสิ้นหวัง และเราต้องการความหวัง” ผมไม่คิดว่าวาทกรรมสิ่งแวดล้อมกระแสหลักจะให้ความหวังกับคน ผมว่ามันก็ค่อนข้างสิ้นหวังนะ ผมคิดว่าถ้าผมเริ่มบอกว่า “เอาละ เรากำลังจะเจอกับอนาคตที่มืดมน แต่มาช่วยกันคิดเรื่องนี้ด้วยกันดีไหม” นั่นจะทำให้คนรู้สึกถึงความหวังและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปรารถนาถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

Ecologist : ถ้าอย่างนั้นอนาคตของขบวนการสิ่งแวดล้อมจะเป็นแบบไหน
คิงสนอร์ท : เราต้องก้าวไปสู่มุมมองที่มีสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลาง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มันจำเป็นต้องกลายเป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวมากขึ้น ขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมมากมายทำอย่างกับว่ามนุษย์เป็นสิ่งสำคัญของโลก และที่เรารักษาโลกเพื่อรักษามนุษย์

Ecologist : มีข้อโต้แย้งที่ว่าอำนาจการตลาดมีอำนาจจนทำให้การรักษาธรรมชาติต้องมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องและติดป้ายราคาให้มันด้วย
คิงสนอร์ท : ผมเองก็เห็นแรงกระตุ้นนั้น แต่ผมว่ามันเป็นแรงกระตุ้นระยะสั้น การตลาดยิ่งเป็นสิ่งที่ทำลายธรรมชาติมากกว่าจะรักษาได้ด้วยซ้ำ มันคล้ายกับว่าเราเกือบหมดความสามารถในการคิดตัดสินใจเรื่องใดๆ อีกต่อไปถ้าเราไม่เอาเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน โรงพยาบาล หรือป่าที่เราเดินเข้าไป หรือบนท้องฟ้า ผมคิดว่าเราคุกคามธรรมชาติมากเสียยิ่งกว่าจะปล่อยให้มันเป็นอิสระ

...................

ตรงไปตรงมาขนาดนี้ คิงสนอร์ทจะขัดใจนักสิ่งแวดล้อมกระแสหลักไปด้วยอีกกลุ่มหรือไม่ คงไม่สำคัญเท่ากับที่เขาเพิ่มมิติให้เราชั่งตวงวัดเรื่องนี้ดู

ภาวะโลกร้อนกับการใช้พลังงาน ตอน 1

ผู้เขียน: 
มนูญ ศิริวรรณ

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 17:17 น.

หลังการประชุมเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ถึงแม้ว่าที่ประชุมจะไม่สามารถสรุปความเห็นและมาตรการต่างๆ ออกมาเป็นสนธิสัญญา (Protocol) แบบเดียวกับ Kyoto Protocol ได้ แต่ก็ออกมาในรูปของข้อตกลง (Record) ให้ประเทศต่างๆ นำไปปฏิบัติ โดยไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการบังคับ นั่นก็คือการนำข้อตกลงไปปฏิบัติโดยสมัครใจก่อนจะนำผลและแนวความคิดไปคุยกัน ใหม่ปีหน้าที่เม็กซิโก
อย่างไรก็ตามการประชุมดังกล่าวก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งที่ สามารถทำให้ประเทศต่างๆ ในโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) ไม่ว่ามากหรือน้อยต้องปรับท่าทีและวิสัยทัศน์ให้ทันสมัย รวมทั้งเห็นความสำคัญของภาวะโลกร้อนมากยิ่งขึ้น (อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น)
เมื่อพูดถึงภาวะโลกร้อนถึงแม้จะเกิดขึ้นจากหลายๆ สาเหตุ แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลงเรื่อยๆ ก็คือการใช้พลังงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพนั่นเอง และยิ่งพลังงานมีราคาถูกเท่าไร การใช้พลังงานก็ยิ่งไม่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นบทพิสูจน์ที่เห็นกันมามากแล้ว ในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศในกลุ่มโอเปก หรือผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ตลอดจนประเทศผู้บริโภคพลังงานสูงที่สุดในโลก อย่างสหรัฐอเมริกาที่ตั้งราคาน้ำมันถูกจนเกินไป ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์มากขึ้นและบริโภคน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อผลประโยชน์ของผู้ผลิตรถยนต์และบริษัทน้ำมัน
เมื่อน้ำมันราคาถูก ประเทศเหล่านี้ก็จะไม่ค่อยกระตือรือร้นในเรื่องของการประหยัดพลังงานและการ พัฒนาพลังงานทดแทนต่างๆ เช่น พลังงานหมุนเวียนที่ได้จากกังหันลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น ไม่เหมือนประเทศในแถบยุโรปตะวันตก ซึ่งรัฐบาลเก็บภาษีน้ำมันค่อนข้างสูง เพราะถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ก่อมลพิษ และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า หายาก ทำให้ราคาน้ำมันในประทศแถบยุโรปตะวันตกแพงที่สุดในโลก (เบนซิน 60-70 บาทต่อลิตร ดีเซล 60-75 บาทต่อลิตร) ดังนั้นเวลาเราเดินทางไปยุโรปเราจึงเห็นแต่รถเล็กๆ และรถประหยัดพลังงานเต็มไปหมด และถ้าเราเดินทางออกไปนอกเมือง เราก็จะเห็นการผลิตพลังงานในรูปแบบพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ทุ่งกังหันลมที่ผลิตไฟฟ้ากระจัดกระจายไปในประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตกเต็มไปหมด

ในเอเชียขณะนี้ ประเทศจีนกลายเป็นประเทศที่ให้ความสนใจกับ Green Energy มากที่สุด โดยมีโครงการพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนมากเป็นร้อยๆ โครงการ โดยเฉพาะในส่วนของพลังงานหมุนเวียนนั้นอาจกล่าวได้ว่า ต่อไปประเทศจีนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกในด้าน Clean Technology ในอนาคต และจะเป็นผู้นำในการใช้พลังงานหมุนเวียนมาลดการใช้พลังงานฟอสซิลในประเทศได้ อย่างเป็นรูปธรรม เพราะปัจจุบันจีนใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ใช้น้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และ IEA คาดว่าจีนจะขึ้นแท่นเป็นผู้นำในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซเป็นอันดับหนึ่งของ โลกแทนที่สหรัฐอเมริกาในค.ศ. 2025 หรืออีกเพียง 15 ปีข้างหน้านี้ ดังนั้นจีนจึงต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนเป็นการใหญ่ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามที่ผู้นำของจีนได้ให้คำมั่นเอาไว้ในที่ประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน
ดังนั้นเราจะเห็นว่ากระแสสภาวะโลกร้อนขณะนี้กลายเป็นกระแสโลกไปแล้ว และถ้าใครหรือประเทศใดยังไม่ตื่นตัวเตรียมรับกับกระแสนี้ โอกาสที่จะถูกกีดกันทางการค้าจะสูงขึ้น โดยจะถูกกล่าวหาว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก และไม่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหา ตลอดจนการปรับตัวในเรื่องของการประหยัดพลังงานหรือการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ และการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน จะตามไม่ทันกับการปรับตัวของโลกที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ประเทศที่ปรับตัวช้าต้องถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง หรือถูกลดอันดับความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกลง
โดยในฉบับหน้าจะมาพูดถึงบทบาทของทบวงพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอ ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการลดภาวะโลกร้อนอย่างไร รวมถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยต่อการดำเนินการเรื่องนี้

by ThaiWebExpert