ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project) จากสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า

1.หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 รับทราบโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอรายงานผลการดำเนินการ ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินการ ผลกระทบจากการดำเนินการและแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1.1 ผลงาน ได้ออกแบบและจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียแบบก๊าซชีวภาพสาธิตต้นแบบในฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ (มากกว่า 5,000 ตัว) ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของประเทศ จำนวน 11 ฟาร์ม หรือเทียบเท่าจำนวนสุกรประมาณ 200,000 ตัว รวมถึงดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผน/เป้าหมายของโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก

1.2 ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินการ

ระยะปี 2550 – 2552 ราคาสุกรตกต่ำทำให้เกษตรกรประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุนเพียงพอและส่งผลให้การก่อสร้างระบบล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด

1.3 ผลกระบทจากการดำเนินการ

1.3.1 ฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถลดผลกระทบจากมลพิษน้ำเสียสู่แหล่งน้ำได้เพราะน้ำทิ้งจากระบบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

1.3.2 ก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์มแทนที่จะถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้โลกร้อนจากการปศุสัตว์

1.3.3 ด้านเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับรายได้เสริมจากการขายก๊าซเรือนกระจกให้กับธนาคารโลกเนื่องจากกรมปศุสัตว์ได้นำฟาร์มในโครงการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism Project) โดยทำสัญญากับธนาคารโลกในการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกแล้ว

1.4 แนวทางการแก้ไขปัญหา

รัฐบาลควรสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเพิ่มเติมจากที่ธนาคารโลกสนับสนุนในโครงการฯ เพื่อให้เป็นแรงจูงใจแก่เกษตรกรในการลงทุนเบื้องต้นเนื่องจากต้องลงทุนค่อนข้างสูง

2. ในการดำเนินการโครงการดังกล่าวยังมีกิจกรรมภายใต้โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการและไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 แต่ กษ. โดยกรมปศุสัตว์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงได้แจ้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเพื่อขออนุมัติธนาคารโลกในการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ได้แจ้งธนาคารโลกขอขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการแล้ว ซึ่งต่อมาธนาคารโลกได้แจ้งอนุมัติขยายระยะเวลา และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและธนาคารโลกได้ลงนามยืนยันการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการไปถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 แล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ทั้งนี้กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้กรมปศุสัตว์กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีและขยายเวลาเบิกจ่ายเงินโครงการในส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการวงเงิน 21.17 ล้านบาทด้วยแล้ว

ขออนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก (Livestock Waste Management in East Asia Project) จากสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า

1.หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 รับทราบโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอรายงานผลการดำเนินการ ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินการ ผลกระทบจากการดำเนินการและแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1.1 ผลงาน ได้ออกแบบและจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียแบบก๊าซชีวภาพสาธิตต้นแบบในฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่ (มากกว่า 5,000 ตัว) ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกของประเทศ จำนวน 11 ฟาร์ม หรือเทียบเท่าจำนวนสุกรประมาณ 200,000 ตัว รวมถึงดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผน/เป้าหมายของโครงการการจัดการของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก

1.2 ปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินการ

ระยะปี 2550 – 2552 ราคาสุกรตกต่ำทำให้เกษตรกรประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินทุนเพียงพอและส่งผลให้การก่อสร้างระบบล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด

1.3 ผลกระบทจากการดำเนินการ

1.3.1 ฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถลดผลกระทบจากมลพิษน้ำเสียสู่แหล่งน้ำได้เพราะน้ำทิ้งจากระบบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

1.3.2 ก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มถูกนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์มแทนที่จะถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศและทำให้โลกร้อนจากการปศุสัตว์

1.3.3 ด้านเศรษฐกิจทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับรายได้เสริมจากการขายก๊าซเรือนกระจกให้กับธนาคารโลกเนื่องจากกรมปศุสัตว์ได้นำฟาร์มในโครงการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism Project) โดยทำสัญญากับธนาคารโลกในการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกแล้ว

1.4 แนวทางการแก้ไขปัญหา

รัฐบาลควรสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียให้เกษตรกรส่วนหนึ่งเพิ่มเติมจากที่ธนาคารโลกสนับสนุนในโครงการฯ เพื่อให้เป็นแรงจูงใจแก่เกษตรกรในการลงทุนเบื้องต้นเนื่องจากต้องลงทุนค่อนข้างสูง

2. ในการดำเนินการโครงการดังกล่าวยังมีกิจกรรมภายใต้โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการและไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 แต่ กษ. โดยกรมปศุสัตว์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จึงได้แจ้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเพื่อขออนุมัติธนาคารโลกในการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากวันที่ 31 ธันวาคม 2553 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ซึ่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะก็ได้แจ้งธนาคารโลกขอขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการแล้ว ซึ่งต่อมาธนาคารโลกได้แจ้งอนุมัติขยายระยะเวลา และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและธนาคารโลกได้ลงนามยืนยันการขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการไปถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 แล้ว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ทั้งนี้กรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้กรมปศุสัตว์กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีและขยายเวลาเบิกจ่ายเงินโครงการในส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการวงเงิน 21.17 ล้านบาทด้วยแล้ว

การเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Climate Change Talks, Bangkok)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Climate Change Talks, Bangkok) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ตามวันและเวลาที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำหนด (ในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 8 เมษายน 2554)

2. เห็นชอบกับหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้ยกร่างขึ้น และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว (Host Country Agreement)

สาระสำคัญของเรื่อง

1. การจัดประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Climate Change Talks, Bangkok) ระหว่างวันที่ 3-8 เมษายน 2554 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ประกอบด้วยการประชุมต่าง ๆ ได้แก่

1) การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีต่อเนื่องสำหรับประเทศ ในภาคผนวกที่ 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต สมัยที่ 16 (AWG-KP 16) ระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2554

2) การประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือในระยะยาวภายในอนุสัญญาฯ สมัยที่ 14 (AWG-LCA 14) ระหว่างวันที่ 5-8 เมษายน 2554

3) การประชุมเชิงปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 3-4 เมษายน 2554

4) การประชุมเตรียมการของกลุ่ม 77 และจีน (G77 and China) กลุ่มแอฟริกา กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก และกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 2 เมษายน 2554

2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางแห่งชาติ (National Focal point) ของอนุสัญญาฯ และพิธีสารเกียวโต ได้ประสานสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ ทราบว่า ทางสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ จะสนับสนุนงบประมาณในการประชุมฯ ทั้งหมด โดยขอให้ประเทศไทยสนับสนุนการดำเนินการ ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1) การอำนวยความสะดวกเรื่องหนังสือตรวจลงตราเข้าประเทศ (Entry Visa) และการตรวจคนเข้าเมือง โดยสำนักงานฯ จะประสานกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต่อไป

2) การอำนวยความสะดวกด้าน Logistics อื่น ๆ เช่น จัดเตรียมข้อมูลที่พัก การเดินทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สุขภาพอนามัย ความปลอดภัย เป็นต้น โดยสำนักงานฯ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าในการพิจารณาจัดทำความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควรใช้แนวปฏิบัติที่ผ่านมา เรื่อง การลงนามใน Hot County Agreement สำหรับการประชุม Bangkok Climate Change Talks 2009 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำความตกลงตามรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับเลขาธิการอนุสัญญาฯ (Hot County Agreement) ในการเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม Bangkok Climate Change Talks 2009 ในระหว่างวันที่ 28 กันยายน -9 ตุลาคม 2552 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนฯ ดังกล่าว ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ยกร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ สำหรับการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Climate Change Talks, Bangkok) ระหว่างวันที่ 3-8 เมษายน 2554

สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2554 ครั้งที่ 8

เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2554 ครั้งที่ 8

--------------------------------------------------------------------------------

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตรปี 2554 ครั้งที่ 8 ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ การจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้งปี 2553/2554 การช่วยเหลือด้านการเกษตร ความก้าวหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2553 กรณีพิเศษ ของกระทรวงมหาดไทย สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ภัยแล้ง จังหวัดประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน ภัยแล้ง จำนวน 26 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง น่าน นครสวรรค์ แพร่ สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ เลย หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร หนองบัวลำภู สระบุรี จันทบุรี ตราด ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สระแก้ว เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เป็นพื้นที่ประสบภัยด้านการเกษตร 3 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย แพร่ และ ประจวบคีรีขันธ์ คาดว่าจะเสียหาย 66,830 ไร่

สภาพอากาศ ประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆในระยะนี้ อนึ่ง ในช่วงวันที่ 2-4 มี.ค. 54 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้

สถานการณ์น้ำ

1. สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ 400 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งหมด ร้อยละ 62 ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ ร้อยละ 29 ของความจุอ่าง น้อยกว่าปี 2553 ร้อยละ 64 สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำทั้งหมด 33 แห่ง มีปริมาณน้ำทั้งหมดร้อยละ 61 ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ ร้อยละ 28 ของความจุอ่าง น้อยกว่าปี 2553 ร้อยละ 65

อ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำ น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ จำนวน 2 อ่าง คือ อ่างเก็บน้ำทับเสลา ปราณบุรี และอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในเกณฑ์น้ำ มากกว่าร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯ จำนวน 7 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่งัดฯ กิ่วคอหมา.ลำตะคอง ลำพระเพลิง กระเสียว ประแสร์ บางลาง

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำทั้งหมด ร้อยละ 53 ของความจุอ่าง เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ ร้อยละ 26 ของความจุอ่าง

2. สภาพน้ำท่า

ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง เจ้าพระยา และแม่น้ำมูล มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำ วัง ยม น่าน ป่าสัก และแม่น้ำโขง ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย

3. คุณภาพน้ำ

จุดเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง พบว่า ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ(Do) ที่ท่าน้ำจังหวัดนนทบุรี ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนแม่ท่าจีนและแม่กลองอยู่ในเกณฑ์ปกติ

การจัดสรรน้ำและการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2553/2554

จัดสรรน้ำไปแล้ว 12,648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของแผน (20,144 ล้าน ลบ.ม.)

พื้นที่ปลูกแล้ว 15.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 101 ของแผน(15.29 ล้านไร่) แบ่งเป็น ข้าว 13.54 ล้านไร่(107%) พืชไร่-พืชผัก 2.01 ล้านไร่(74%)

การช่วยเหลือด้านการเกษตร

เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ ในพื้นที่ 54 จังหวัด จำนวน 847 เครื่อง

รถยนต์บรรทุกน้ำ ในพื้นที่ 3 จังหวัด จำนวน 4 คัน

การปฏิบัติการฝนหลวง จัดตั้งหน่วยปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน
2 หน่วย คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และระยอง ขึ้นปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 18-24 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 7 วัน พบว่า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดชลบุรี มีฝนตกเล็กน้อย-ปานกลาง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่
1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป จะจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดเชียงใหม่ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดนครสวรรค์ หน่วยปฏิบัติการฯ จังหวัดอุบลราชธานี และฐานเติมสารฯ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ

ความก้าวหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2553

1. การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

ส่งเอกสารให้ ธกส. เพื่อขออนุมัติเงินงวดแล้วทั้งสิ้น จำนวน 67 จังหวัด วงเงิน 17,598.09ล้านบาท และ ธกส. โอนเงินให้ ธกส. สาขา เพื่อโอนเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว จำนวน 59 จังหวัด วงเงิน 12,499.97 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 501,484 ราย วงเงิน 12,395.29 ล้านบาท

2. การช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา

ส่งเอกสารให้ ธกส. เพื่อขออนุมัติเงินงวดแล้วทั้งสิ้น จำนวน 287.92 ล้านบาท และ ธกส. โอนเงินให้ ธกส. สาขา เพื่อโอนเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว จำนวน 191.34 ล้านบาท

3. การช่วยเหลือเรือประมง

ส่งเอกสารให้ ธกส. เพื่อขออนุมัติเงินงวดแล้วทั้งสิ้น จำนวน 10.96 ล้านบาท อยู่ระหว่างนำเสนอ กชภจ. จำนวน 11.63 ล้านบาท

เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง วาตภัย แผ่นดินไหว และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554)

--------------------------------------------------------------------------------

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยแล้ง วาตภัย แผ่นดินไหว และการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554) ของกระทรวงมหาดไทย สรุปได้ดังนี้

สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 28 กุมภาพันธ์ 2554)

1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 6 มีนาคม 2554)

1.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2554 ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามาปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งถึงเป็นแห่งๆ ได้ในระยะนี้ ส่วนในช่วงวันที่ 2 - 4 มีนาคม 2554 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้บริเวณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ และในช่วงวันที่ 3 - 6 มีนาคม 2554 หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนล่าง ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันออกเคลื่อนเข้าปกคลุมปลายแหลมญวน ทำให้บริเวณภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ถึงกระจายในระยะนี้

1.2 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันต่อเหตุการณ์

2. สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 28กุมภาพันธ์ 2554)

2.1 พื้นที่ประสบภัย 26 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย พะเยา แพร่ ตาก น่านนครสวรรค์ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ มุกดาหาร เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานีอุบลราชธานี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สระบุรี สมุทรปราการ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ระยอง และจังหวัดสระแก้ว รวม 208 อำเภอ 1,419 ตำบล 14,226 หมู่บ้าน แยกเป็น
ข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2554 (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554)

ระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ. 2012

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ
ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
พิมพ์เมื่อ: 
มกราคม 2554
พิมพ์โดย: 
ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงด้านโลกร้อน

โฉนดชุมชน (จบ) หนทางสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิจัย "โครงการศึกษาระบบสิทธิในที่ดินของชุมชนที่เหมาะสม" ( 1 ก.ย. 2549 - 12 ก.พ. 2551) ที่ได้รับการสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้นำประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่ดินมาพิจารณาในรายละเอียด เพื่อจัดทำข้อเสนอทางเลือก ของการจัดให้มีเอกสารสิทธิชุมชน

ผศ.อิทธิพล และคณะวิจัย ระบุว่า จากข้อมูลที่รวบรวมมาจากบทเรียนการจัดการที่ดินของชุมชน พบว่าสิ่งที่ชุมชนหลายแห่งต้องการเกี่ยวกับที่ดิน คือ การได้รับสิทธิในการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐโดยไม่ได้ต้องการกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิดังกล่าวจะทำให้ชุมชนสามารถวางแนวทางในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สามารถให้หรือเพิกถอนสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินแก่สมาชิกของชุมชน และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อให้สมาชิกของชุมชนปฏิบัติ สามารถป้องกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาบุกรุกหรือซื้อสิทธิในที่ดินจากสมาชิกของชุมชน

ดังนั้น "โฉนดชุมชน" หรือ "โฉนดที่ดินชุมชน" นั้น อย่างน้อยน่าจะเป็นเอกสารที่ภาครัฐรับรองให้ชุมชนมีความมั่นคงในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ ไม่ถูกขับไล่หรือจับกุม สมาชิกผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้อย่างเสรี ต้องขายให้กับสมาชิกในชุมชนเท่านั้น และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการก่อน หากจะออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้กับสมาชิกรายบุคคล ก็เพื่อแสดงว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดิน มีขอบเขตรูปแปลงและขนาดที่ดิน ไม่ใช่เอกสารที่แสดงการมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแต่เป็นสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ซึ่งอาจเรียกชื่อเอกสารให้แตกต่างจากหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินก็ได้

แต่ถ้าสามารถบรรจุเรื่องโฉนดชุมชน ไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ก็จะเป็นเรื่องที่เพิ่มทางเลือกในการออกเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินให้กับชุมชน ทำให้สิทธิในที่ดินของชุมชนได้รับการรับรอง มีความชัดเจนในแง่ของการใช้สิทธิข้างต้นว่า ผู้ที่เป็นกรรมการหรือสมาชิกของชุมชนมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิอย่างไรบ้าง และจะทำให้ข้อมูลที่ดินของชุมชนอยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน

ผลการวิเคราะห์ทำให้สรุปได้ว่า ชุมชนส่วนใหญ่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ บางส่วนถึงแม้ว่าจะอยู่อาศัยทำกินในที่ดินมาก่อนก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอทำให้ไม่สามารถขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นโฉนด หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ได้ และถึงแม้ว่าจะได้ รับการจัดที่ดิน ทางราชการก็ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินรูปแบบใด ๆ ให้กับชุมชน นอกจากชุมชนนั้นจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล แต่หากพิจารณาความต้องการและรูปแบบของการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนแล้ว เห็นได้ว่าชุมชนส่วนใหญ่มิได้ต้องการเอกสารสิทธิในที่ดินหรือโฉนดที่ดินเพื่อมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ต้องการความมั่นคงในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ มีสิทธิปกป้องที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์จาก บุคคลภายนอกและสามารถตกทอดถึงลูกหลานของคนในชุมชน

ทางเลือกของการแก้ไขปัญหา

ข้อเสนอทางเลือกของการจัดให้มีเอกสารสิทธิชุมชน มี 2 แนวทาง คือ

1.การแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ มติ ที่เกี่ยวข้อง ของแต่ละหน่วยงานที่ดูแลที่ดินของรัฐ ให้สามารถรับรองสิทธิของชุมชนในการจัดการที่ดินโดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เพิ่มเติมจากการจัดที่ดินให้แก่ประชาชน การให้เช่า หรือการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินรายบุคคล

2. ทางเลือกอีกทางหนึ่ง คือ การเพิ่มมาตรา หรือหมวดว่าด้วยสิทธิและกรรมสิทธ์ในที่ดินของชุมชนในประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้สามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในรูปของเอกสารสิทธิชุมชนหรือโฉนดชุมชน โดยชุมชนที่ได้รับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือตามกฎหมายจัดที่ดินฉบับใด หรือการอนุญาตให้ทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ สามารถมาขึ้นทะเบียนขอรับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในรูปของเอกสารสิทธิชุมชนหรือโฉนดชุมชนได้ และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน รวมทั้งสิทธิในที่ดินที่ชุมชนได้รับ ข้อจำกัดสิทธิ และการเพิกถอนสิทธิ ฯลฯ

การใช้สิทธิในที่ดินของชุมชนควรมีข้อจำกัด ได้แก่ ห้ามโอนเปลี่ยนมือหรือแบ่งแยกที่ดินของชุมชนไปยังบุคคลอื่น ห้ามมิให้ใช้เอกสารดังกล่าวเป็นหลักประกันสินเชื่อ สิทธิในที่ดินอาจถูกเพิกถอนถ้าชุมชนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด และชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากที่ดินควรต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือค่าตอบแทนให้แก่รัฐ

แนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นการเสนอแนวทางที่อาจเป็นคำตอบของการออกโฉนดชุมชน หรือเอกสารสิทธิชุมชน ซึ่งหลายฝ่ายกล่าวถึงและเรียกร้องให้รัฐดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของประชา ชนจำนวนมาก ผลดีที่คาดว่าจะได้รับจากการออกโฉนดชุมชนหรือเอกสารสิทธิชุมชนที่เห็นได้ชัด คือ ประชาชนส่วนใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินในที่ดินของรัฐจะได้รับการรับรองให้มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินภายใต้การกำกับของรัฐ ทำให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาพื้นที่และการผลิตที่ยั่งยืน แทนที่จะรีบใช้ทรัพยากรให้มากที่สุดเพราะความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน ภาครัฐเองสามารถลดภาระการจัดการดูแลประชาชนลง เนื่องจากภาระดังกล่าวได้มอบให้กับชุมชนเป็นผู้จัดการดูแลแทน รัฐจึงสามารถใช้คนน้อยลง และปรับบทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมาเป็นการกำกับดูแลชุมชนให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนั้น ชุมชนที่ได้รับสิทธิในที่ดินจะทำการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ข้างเคียงเพราะอาจมีผลกระทบกับการใช้ที่ดินของตน เช่น แหล่งต้นน้ำลำธารหรือป่าชุมชน เป็นต้น

ผศ.อิทธิพล และคณะวิจัย ได้เสนอแนะในงานวิจัยว่า การให้สิทธิชุมชนจัดการที่ดิน เป็นทางออกอย่างหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดิน ซึ่งจะต้องกำหนดขอบเขตพื้นที่ องค์ประกอบหรือผู้แทนชุมชน เงื่อนไขการใช้พื้นที่ไว้อย่างชัดเจน ส่วนกระบวนการในการบริหารจัดการ ในการใช้ประโยชน์ที่ดินสมควรให้ชุมชนจัดการกันเอง ให้สอดคล้องกับสภาพสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม โดยที่ไม่จำเป็น ต้องมีรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ เอกสารสิทธิชุมชนจึงอาจจะออกให้กับนิติบุคคล หรือกลุ่มของประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานและสืบทอดวัฒนธรรมร่วมกันมาโดยต่อเนื่อง และขึ้นทะเบียนเป็นชุมชนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎหมาย

โดยเอกสารสิทธิในที่ดินที่จะออกให้แก่ชุมชนอาจเป็นสิทธิใช้ประโยชน์โดยไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ได้ สิทธิของชุมชนในที่ดินดังกล่าวจะทำให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกในชุมชนภายใต้เงื่อนไขข้อตกลงกับภาครัฐ และชุมชนยังสามารถประสานประโยชน์หรือป้องกันการเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของบุคคลภายนอกที่อาจส่งผลกระทบกับชุมชนโดยมีกฎหมายรองรับ ทำให้ที่ดินในเขตความรับผิดชอบของชุมชนและที่ดินของรัฐข้างเคียงได้รับการดูแล แนวทางดัง กล่าวนี้ นอกจากจะเป็นผลดีแก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นผลดีแก่รัฐที่จะได้รับความร่วมมือจากชุมชนในการดูแลที่ดินและลดภาระในการป้องกันการบุกรุกที่ดินของรัฐอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ สิทธิของชุมชนในการจัดการที่ดิน เป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนหนึ่งที่รวมตัวกันเป็นชุมชนและไม่ประสงค์ที่จะจัดการที่ดินตามรูปแบบของกฎหมาย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพราะขาดความความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของคนในชุมชน และเชื่อว่าการมีเอกสารสิทธิในที่ดินจะมีประโยชน์ในแง่ของการใช้เป็นหลักฐานเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชน จึงมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

(1) เนื่องจากการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินของชุมชน เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ผลการศึกษานี้ทำได้เพียงการเสนอแนวทางเบื้องต้น รัฐจึงควรเร่งรัดให้มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาตามแนวทางใด และมอบหมายให้มีหน่วยงานรับผิดชอบศึกษารายละเอียดกลไก ที่อาจกระทบต่อส่วนราชการต่าง ๆ ที่รับ ผิดชอบดูแลที่ดินของรัฐทั้งกฎหมาย ระเบียบ และวิธีปฏิบัติงานของแต่ละส่วนราชการ ควรมีการจัดการประชุมสัมมนาทำความเข้าใจผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อซักซ้อมความพร้อมของฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

(2) การให้เอกสารสิทธิในที่ดินแก่ชุมชน เป็นการยอมรับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย รัฐควรใช้โอกาสความตื่นตัวของประชาชนนี้ สอดแทรกแนวทางการบริหารจัดการ ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกต้องให้แก่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองและเป็นที่พึ่งของประชาชนข้างเคียง เครือข่ายของชุมชนที่เข้มแข็งจะสามารถต้านทานมิให้ชุมชนสูญเสียประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน...

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "โฉนดชุมชน" คือก้าวสำคัญ ในการแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกรไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของการพัฒนาในที่สุด

ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต (ฉบับที่ . .) พ.ศ. . . . . (แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับ ผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต พ.ศ. 2548)...22 กุมภาพันธ์ 2554

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต (ฉบับที่ . .) พ.ศ. . . . .(แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต พ.ศ. 2548) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอและให้ส่งสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงานว่า

1. เนื่อง จากมีโครงการผลิตน้ำประปาจากน้ำทะเลเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของจังหวัด ภูเก็ต โดยบริเวณที่ดินที่ใช้ตั้งอาคารสูบน้ำทะเล ท่อสูบน้ำทะเลและท่อระบายน้ำทะเล อยู่ในพื้นที่ตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต พ.ศ. 2548 กำหนดไว้เป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สีเขียวอ่อน) บริเวณหมายเลข 7.18 ซึ่ง ที่ดินประเภทนี้กำหนดให้ใช้ประโยชน์เพื่อการดังกล่าวเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการผลิตน้ำประปาได้ ดังนั้น เทศบาลตำบลกะรนจึงมีความจำเป็นในการขอให้มีการแก้ไขข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ ที่ดิน ตามกฎกระทรวง ดังกล่าวให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการผลิตน้ำประปาได้ด้วย

2. ได้พิจารณาแล้วเห็นควรออกกฎกระทรวงแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต พ.ศ. 2548 ทั้งนี้ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการผังเมืองในการแก้ไขปรับปรุงแล้ว และปิดประกาศให้ผู้มีส่วนได้เสียได้ตรวจดูและยื่นคำร้องเป็นเวลา 90 วัน ปรากฏว่าไม่มีส่วนได้เสียยื่นคำร้อง ซึ่งคณะกรรมการผังเมืองได้รับทราบแล้ว เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

ให้แก้ไขเพิ่มเติมความในข้อ 14 แห่งกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเกาะภูเก็ต พ.ศ. 2548 โดยกำหนดให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการผลิตน้ำประปาได้ด้วย

ขออนุมัติดำเนินงานโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ปี 2554...22 กุมภาพันธ์ 2554

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

1. อนุมัติให้ดำเนินงานโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ปี 2554 และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรม ส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน และให้รับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย

2. อนุมัติงบประมาณดำเนินโครงการฯ ในวงเงิน 600 ล้านบาท เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป และหากวงเงินดังกล่าวไม่เพียงพอ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่งตามความจำเป็นเหมาะสมต่อไป

3. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมด้วยว่า การ แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับศัตรูพืชในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรนำชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและ แก้ไขปัญหาศัตรูพืชที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชนด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กษ. รายงานว่า

1. ในปี 2552 มีการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กษ. จึงได้นำเสนอโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ให้ กษ. ดำเนินงานโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณ 65,660,000 บาท ระยะเวลาดำเนินงานระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนกันยายน 2553 พื้นที่ ดำเนินงาน 600,000 ไร่

2. จากสถานการณ์ดังกล่าวถึงแม้จะมีการบริหารจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้ใน ระดับหนึ่งแต่ยังคงพบการ แพร่กระจายในหลายพื้นที่ กษ. จึงเสนอแนวทางการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ระยะที่ 2 ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ให้ กษ. ดำเนินงานโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ระยะที่ 2 โดยใช้งบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 13,579,000 บาท ในพื้นที่ที่จะมีการปลูกมันสำปะหลังในระหว่างเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคม 2553 จำนวน 87,900 ไร่

3. การดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ไม่ให้ทำความเสียหายกับผลผลิตมันสำปะหลังได้ในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 พบการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในบางพื้นที่กระจายอยู่ทั่วไป ประมาณ 76,110 ไร่ จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่สิ้นสุดฤดูฝนพื้นที่ที่พบเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเป็นลำดับจึงคาดการณ์ได้ว่า เพลี้ย แป้งมันสำปะหลังมีแนวโน้มที่จะกลับมาระบาดและสร้างความเสียหายให้กับมัน สำปะหลังได้อีกประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการแพร่ พันธุ์และการระบาดทำลายของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

4. กษ. จึงได้ทำโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ปี 2554 ต่อเนื่องจากโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ระยะที่ 2 โดยได้จัดสรรงบประมาณปกติประจำปี 2554 โครงการสร้างระบบประกันภัยความเสี่ยงให้กับเกษตรกร และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2554 สำหรับดำเนินการแล้ว จำนวน 126,063,000 บาท แต่ยังคงมีกิจกรรมเพื่อป้องกันการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำประหลัง พื้นที่ 5.919 ล้านไร่ เกษตรกรประมาณ 345,168 ราย ที่ มีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปเพื่อให้การควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังครอบ คลุมพื้นที่ปลูกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น จึงขอรับการสนับสนุนจากงบกลางปี 2554 รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในกิจกรรมและกรอบวงเงินงบประมาณที่ผ่านความ เห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายมันสำปะหลังเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2553 ตามสาระที่ได้หารือกับ สงป. ให้สนับสนุนในพื้นที่ที่จะมีการปลูกมันสำปะหลังในเดือนมกราคม 2554 เป็นต้นไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำโครงการดังกล่าวเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

5. การดำเนินการโครงการการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ปี 2554 มีสาระสำคัญ ดังนี้

5.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ

5.1.1 เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ และตระหนักถึงภัยของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ตลอดจนสามารถควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังได้อย่างถูกวิธี

5.1.2 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนในการบริหารจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
ได้ด้วยตนเอง

5.1.3 เพื่อควบคุมการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในแหล่งผลิตสำคัญ 45 จังหวัด

5.2 เป้าหมายดำเนินการ

5.2.1 ดำเนินการในพื้นที่ที่จะมีการปลูกมันสำปะหลัง ในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกันยายน 2554 พื้นที่ 5.919 ล้านไร่ ใน 45 จังหวัด

5.2.2 เกษตรกร 345,168 รายที่จะปลูกมันสำปะหลังได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการควบคุมเพลี้ยแป้ง มันสำปะหลัง และสามารถผลิตขยายศัตรูธรรมชาติได้ด้วยตนเอง

5.3 ระยะเวลาดำเนินการโครงการ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกันยายน 2554

5.4 ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ กษ. โดยกรมส่งเสริมการเกษตร

5.5 กิจกรรมและวิธีการดำเนินการ

5.5.1 ควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในพื้นที่ที่คาดว่าจะปลูกมันสำปะหลังในเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนกันยายน 2554 จำนวน 5.919 ล้านไร่ โดยการรณรงค์ให้มีการแช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังด้วยสารเคมีก่อนปลูก การถ่ายทอความรู้ให้กับเกษตรกร และสนับสนุนการผลิตขยายศัตรูธรรมชาติเพื่อควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

5.5.2 จัด ตั้งและดำเนินการศูนย์จัดการศัตรุพืชชุมชนโดยสาธิตให้ความรู้เรื่องการแช่ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังด้วยสารเคมีก่อนปลูกแก่เกตรกรส่งเสริมการจัดทำแปลง พันธุ์มันสำปะหลัง และอบรมเชิงปฏิบัติการการเพิ่มประสิทธิการการปลูกมันสำปะหลัง

5.5.3 การพัฒนาเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอให้สามารถถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

5.5.4 การประชาสัมพันธ์ จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์แผ่นพับ เอกสารคำแนะนำสารคดี ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนและสื่ออื่น ๆ

5.5.5 การสนับสนุนการดำเนินงานและบริหารจัดการโครงการ

5.6 ผลที่คาดว่าจะได้รับ

5.6.1 สามารถควบคุมและลดพื้นที่การระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ

5.6.2 เกิดความยั่งยืนในการบริหารจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเกษตรกรสามารถพึ่งพา ตนเองได้ โดยควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดรุนแรงในปีต่อ ๆ ไป

5.6.3 ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่จัดตั้งขึ้น สามารถใช้เป็นกลไกในการบริหารจัดการศัตรูพืช
ทุกชนิดในพื้นที่ อันจะทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5.7 ค่าใช้จ่ายและแหล่งที่มา

จากงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 791,230,600 บาท

6. กษ. พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อการปลูกมัน สำปะหลังที่จะเริ่มมีการปลูกใหม่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2554 เป็นต้นไป ซึ่ง หากไม่มีการดำเนินการป้องกันการระบาดของเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังจะก่อให้เกิด ความเสียหายต่อการผลิตมันสำปะหลังทั้งระบบ ทั้งตัวเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง

กษ. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติดังกล่าว

ขอ รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินงานตามโครงการนำร่องแก้ไขปัญหาที่ดิน ทำกินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็ง ภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน....22 กุมภาพันธ์ 2554

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ “โครงการนำร่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรรายย่อยไทย เข้มแข็ง ภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน” วงเงิน 167,960,000 บาท ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ

ข้อเท็จจริง

1. สำนักงบประมาณแจ้งว่า ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากขอบเขตการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของ โครงการฯ มีความคาบเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของหลายส่วนราชการ เช่น กระทรวงมหาดไทย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวกับภารกิจการบริหารจัดการที่ดินมีความ ชัดเจนและไม่

ซ้ำซ้อน จึงเห็นควรที่จะได้รับการตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจน นอกจากนี้ควรดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2553 ที่ ให้รับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสำนักงบประมาณไปประกอบการพิจารณา จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์กรมหาชน) พ.ศ. .... รวมทั้งควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อที่ดินและ หลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ การขออนุมัติเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งมี วงเงินเกินกว่า 100 ล้านบาท จะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้หลักการก่อนตามนัยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 (เอกสาร 2)

2. สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

รายงาน ผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (กรณีอำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี)...22 กุมภาพันธ์ 2554

คณะ รัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (กรณีอำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

สำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ประสานติดตามความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ซึ่ง ทส. โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รายงานผลการดำเนินการตามคณะรัฐมนตรี ดังนี้

1. กิจกรรมตรวจสอบควบคุมเฝ้าระวังการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง โดยใช้งบประมาณจำนวน 500,000 บาท

2. กิจกรรมการติดตาม ประเมินผล อำนวยการ และประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณจำนวน 250,000 บาท โดยได้มีการจัดทำแผ่นป้ายแสตนเลสแสดงพิกัดการจัดวางประการังเทียม จัดทำเอกสารการจัดเก็บข้อมูลและส่งเจ้าหน้าที่ทำการจัดเก็บข้อมูลด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดวางปะการังเทียมในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดพิมพ์รายงานสรุปผลการปฏิบัติงานโครงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะแลและชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลังเสร็จสิ้นโครงการ

3. กิจกรรมจัดสร้างและวางปะการังเทียม ได้ก่อสร้างหล่อแท่งคอนกรีต (ปะการังเทียม) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการวางปะการังเทียมในพื้นที่เป้าหมาย โดยใช้งบประมาณจำนวน 23,000,000 บาท ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้จ้าง บริษัท แสงวิชัยวัสดุก่อสร้าง จำกัด จัดวางปะการังเทียมในอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ ได้ รับแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมจาก ทส. ว่าได้มีการจัดประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี เพื่อแสดงความคิดเห็นและให้ความเห็นชอบการจัดวางปะการังเทียมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ตามความเห็นของ กษ. แล้ว

4. กิจกรรมทำความสะอาดบ้านปลา ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณจำนวน 250,000 บาท ประกอบด้วย

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ณ ท่าเทียบเรือประมงหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 ณ สวนสน กลุ่มประมงเรือเล็กปากคลองปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

5. กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณจำนวน 250,000 บาท ประกบด้วย

ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ณ ท่าเทียบเรือประมงหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 31 กรกาคม 2553 ณ สวนสน กลุ่มประมงเรือเล็กปากคลองปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

6. กิจกรรมปลูกจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยใช้งบประมาณจำนวน 250,000 บาท ประกอบด้วย

ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 21-25 พฤษภาคม 2553 จัดประชุมให้ความรู้แก่ประชาชน ณ มูลนิธิแผ่ไพศาลธรรมสถานปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน 2553 จัดฝึกอบรมให้ความรู้ประชาชน ณ เรือนชบารีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

7. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ พบว่า การให้ความเห็นชอบและอนุญาตตามกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่าช้า โดยการอนุญาตเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่จับสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 และการอนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่าน น้ำไทยที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมประมงและกรมเจ้าท่าตามลำดับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาต ซึ่งมีแนวทางในการแก้ไขโดยประสานกรมประมงและกรมเจ้าท่าให้ดำเนินการอนุญาตเพื่อให้ทันกำหนดการจัดวาง ทั้งนี้ ในส่วนของกองทัพเรือได้ให้ความเห็นชอบจุดพิกัดเรียบร้อยแล้ว

by ThaiWebExpert