ร้องกระทรวงยุติธรรมหาทางช่วยยุติการบังคับคดีโลกร้อนกับชาวบ้าน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

วานนี้ (18 ม.ค.52) ที่กระทรวงยุติธรรม ตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ในเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) จ.พัทลุงและ จ.ตรัง 8 ราย ซึ่งถูกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฟ้องร้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหาย ฐานบุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เข้าพบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นางชูจิรา กองแก้ว อธิบดีกรมบังคับคดี และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อเรียกร้องให้มีการยุติการบังคับคดีกับชาวบ้าน

ตัวแทนชาวบ้านกล่าวยืนยันว่า ที่ดินที่ทำให้ถูกฟ้องคดีเป็นที่อยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย ซึ่งมีอาชีพปลูกยางพารามาตั้งแต่ก่อนปี 2525 ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์จะประกาศเป็นเขตอุทยานทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน และการถูกฟ้องคดีข้อหาทำลายป่าและทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินทำกิน และแบกรับภาระหนี้สินอีกจำนวนมาก

นายบุญ แซ่จุง ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดกล่าวว่า การพูดคุยเพื่อหารือแนวทางยุติการคับคดีในวันนี้มีการคุยกันทั้งในส่วนของคดีอาญาและแพ่งซึ่งมีการเรียกร้องค่าเสียหายทำให้โลกร้อนกับชาวบ้านกว่า 32 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 97 ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน ทั้งที่กฎหมายดังกล่าวน่าบังคับใช้กับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นตัวการก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน

นายบุญกล่าวด้วยว่า กฎหมายป่าไม้ที่มีการบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน และขัดกับหลักการสิทธิชุมชนตาม มาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้ชุมชนมีสิทธิในการส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งในเรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้นคดีความต่างๆ ของชาวบ้านน่าจะให้มีการชะลอไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยตามจริง

“เราไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม สู้ไปก็มีแต่แพ้ กฎหมายมันต้องมีการแก้ไข ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ” นายบุญกล่าว

ในส่วนการแก้ปัญหาในทางนโยบาย นายบุญให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน จนกระทั่งมีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และการประชุม เมื่อวันที่ 11 มี.ค.52 ได้มีมติผ่อนผันให้ราษฎรได้อยู่อาศัย และทำกินในที่ดินดังกล่าวตามวิถีชีวิตปกติไปพลางก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในระหว่างดำเนินการแก้ปัญหา และได้แจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง แต่ในพื้นที่ต่างๆ ยังคงมีการฟ้องร้องคดีชาวบ้านเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังมีการใช้อำนาจตามกฎหมายมาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านอยู่ ซึ่งในส่วนนี้ทำให้เกิดคำถามต่ออำนาจในการดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาของรัฐบาล

ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวหลังรับเรื่องว่า ชาวบ้านที่ถูกฟ้องทั้งแพ่งและอาญา เนื่องจากรับสารภาพในชั้นสอบสวนว่าบุกรุกป่า จึงทำให้ศาลตัดสินให้มีความผิดอาญาและถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ทั้งนี้กระทรวงยุติธรรมจำเป็นต้องเข้ามาดูแลชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่รู้ข้อกฎหมายและยากจน ทำให้ไม่มีเงินสำหรับต่อสู้คดี ในเบื้องต้นกรมบังคับคดีแนะนำให้ชาวบ้านร้องขอให้ศาลชะลอการบังคับคดี จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีเรื่องสิทธิชุมชน ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิฯ จะช่วยเหลือด้านกองทุนยุติธรรม เพื่อให้ชาวบ้านมีทุนทรัพย์ในการต่อสู้คดี

ทั้งนี้ จากการสรุปข้อมูลของเครือข่ายปฎิรูปที่ดินฯ เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2552 ระบุว่า จำนวนสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ในจ.พัทลุงและ จ.ตรัง ที่ถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้วได้รับผลกระทบในรูปแบบอื่นๆ อาทิ ปักป้ายยึดพื้นที่, เผาบ้าน, ทำลายอาสิน, มีหนังสือทำลายอาสิน, ลิดรอนสิทธิในกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) รวมทั้งหมด 60 ราย ในคดีแพ่งถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 32.068 ล้านบาท โดยการคำนวณค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายป่า มีการคิดค่าเสียหายในการทำให้โลกร้อน อากาศร้อนขึ้น ฝนตกน้อยลง ดินและแร่ธาตุสูญหาย เป็นต้น

มาม่า-ข้าวหงษ์ทอง นำร่องศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เตรียมพร้อมติดฉลากคาร์บอน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สกว. - ภาวะ โลกร้อนทําให้หลายประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) หันมาสนับสนุนให้ภาคธุรกิจผลิตสินค้าที่ปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ และขณะนี้เริ่มมีสินค้าติดฉลากคาร์บอน (carbon label) เพื่อ แสดงให์ผู้บริโภคทราบว่า สินค้านั้นปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจากออกมาเป็นปริมาณเท่าไหร่วางจําหน่ายบ้าง แล้ว อย่างเช่น มันฝรั่งอบกรอบ แชมพูสระผม น้ำผลไม้ ผงซักฟอก และหลอดไฟติดฉลากคาร์บอนจําหน่ายในห้าง TESCO ของสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ห้างค้าปลีกอื่นๆ เช่นในฝรั่งเศสและสวีเดน ก็มนโยบายจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากคาร์บอนแล้วเช่นกัน

เป็น ที่คาดกันว่า ในอนาคตฉลากคาร์บอนจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้บริโภคจะใช้ตัดสินใจเลือกซื้อ สินค้า ดังนั้นสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงสนับสนุนโครงการวิจัย “คาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอน”เพื่อสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจในการวิเคราะห์และจัดการขนาดคาร์บอน (คาร์บอนฟุตพริ้นท์) เป็นการเตรียมความพร้อมหากภาคเอกชนไทยจําเป็นต้องตอบรับนโยบายการจัดซื้อสินค้าที่มีฉลากคาร์บอนของอียู

โครงการ นี้เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชนโดยมี ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง อาจารย์ประจําภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ หน่วยงานร่วมวิจัยประกอบด้วย ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัยร?วมด?านพลังงานและสิ่งแวดล?อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยมีเอกชน 2 ราย คือ บริษัทเพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จํากัด (มหาชน) ผู้ผลิตเส้นหมี่ตรามาม่า และบริษัทบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จํากัด ผู้ผลิตข้าวหอมมะลิตราหงษ์ทอง เป็นบริษัทนําร่องที่เข้าร่วมเป็นโครงการสาธิต

ในการเลือกผลิตภัณฑ์สาธิตเพื่อนํามาศึกษาขนาดคาร์บอนหรือ คาร์บอนฟุตพรินท์ (carbon footprint) ที่ แต่ละผลิตภัณฑ์ปลดปล่อยออกมา บริษทเพรซิเดนท์ไรซ์โปรดักส์ จํากัด (มหาชน) เลือกศึกษาเส้นหมี่และเส้นก๋วยเตี๋ยวบรรจุซอง ส่วนบริษัทบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จํากัด เลือกศึกษาข้าวสารบรรจุถุง โดยจะศึกษาประเมินปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เกิด จนตาย (cradle-to-grave) ตามมาตรฐาน PAS2050 2050: 2008 ของ อังกฤษ คือศึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกข้าว การสีข้าว การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ การผลิตภาชนะบรรจุและการบรรจุ การจัดจําหน่ายไปยังผู้บริโภค การที่ผู้บริโภคนําไปปรุงอาหาร และการกําจัดขยะเศษอาหารว่า แต่ละขั้นตอนปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ เท่าไร แล้วคํานวณออกมาในรูปปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีหน่วยเป็นกิโลกรัม ผลการศึกษาที่ได้คาดว่าจะนําไปสูการจําแนกแนวทางในการจัดการเพื่อลดขนาด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ตัวอย่างดังกล่าว

ดร.รัตนา วรรณ กล่าวว่า ผลการศึกษาสามารถบ่งชี้วาขั้นตอนไหนปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งบริษัทผู้ผลิตสามารถนําข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาแนวทางการจัดการเพื่อลดขนาด คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการลดต้นทุนการผลิตนั่นเอง นอกจากนี้ยงใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากคาร์บอน ส่วนทางโครงการฯ ก็จะจัดทําคู่มือเชิงปฏิบัติการ และจัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการ วิเคราะห์และจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ข้าวรายอื่นๆ และผู้ประกอบการอุตสาหกกรมอื่นๆ ที่สนใจเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตอไป

รศ.ดร. แชบเบียร์ กีวาลา ผู้เชี่ยวชาญการประเมินวัฏจักรชีวิตจาก JGSEE กล่าวว่า “การ แสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในแต่ละขั้นตอนไว้ในฉลากคาร์บอนให้ผู้บริโภค ทราบ เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความสําคัญของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์

“ยกตัวอย่างเช่นผงซักฟอกในอียู ติดฉลากคาร์บอนบ่งชี้ว่า ในขั้นตอนการซักผ้าด้วยผงซักฟอก มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 450 กรัม จากผลรวมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขั้นตอน 600 กรัม ซึงเป็นเพราะคนยุโรปนิยมใช้น้ำอุ่นซักผ้าและใช้เครื่องอบผ้าให้แห้ง หากผู้บริโภคตระหนักถึงความจริงข้อนี้ และหันมาใช้น้ำเย็นซักผ้าและตากให้แห้งแทน ก็จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทางหนึ่ง” รศ.ดร. แชบเบียร์ กล่าว

นางสุปราณี จงดีไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ (ฝ่าย 3) สก ว. กล่าวว่า ไม่เพียงแต่อียูเท่านั้น ขณะนี้หลายประเทศตื่นตัวเรื่องฉลากคาร์บอนมาก ในเอเชีย เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ หรือรัฐแคลิฟอร์เนียของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็กําลังจะมีการพิจารณาออกกฎหมายบังคับใช้เรื่องนี้ นักวิชาการประเทศจีนก็เริ่มสนใจศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในผลิตภัณฑ์ส่งออก หลักกับประเทศคู่ค้าสําคัญๆ ดังนั้นประเทศไทยควรเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยในการวิเคราะห์และ จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยอาจเริ่มจากอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปอียูก่อน แล้วค่อยขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป เพื่อเตรียมความพร้อมในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

การแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ....วันที่ 19 มกราคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553 จำนวน 14 คน ดังนี้

ประธานกรรมการ นายอานันท์ ปันยารชุน

ผู้แทนภาคประชาชน 1. นายชูชัย ศุภวงศ์ 2. นางเรณู เวชรัชต์พิมล 3. นายสุทธิ อัชฌาศัย 4. นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

ผู้แทนภาคเอกชนผู้ประกอบการอุตสาหกรรม 5. นายชายน้อย เผื่อนโกสุม 6. นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล 7. นายมหาบีร์ โกเดอร์ 8. นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

ผู้ทรงคุณวุฒิ 9. นายเดชรัต สุขกำเนิด 10. นายธงชัย พรรณสวัสดิ์ 11. นายสุทิน อยู่สุข 12. นางสาวสมฤดี นิโครวัฒนยิ่งยง 13. นายสมรัตน์ ยินดีพิธ

โดย มีอำนาจหน้าที่และวิธีดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานการให้ความเห็นขององค์การอิสระในโครงการหรือกิจกรรมที่ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง พ.ศ. 2553

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2553

โครงการศึกษาแนวทางการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนกระบวนการยุติธรรม

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรมาธิราช
ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พิมพ์เมื่อ: 
19 มกราคม 2553
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

Double Value @ มิตรผล บนเส้นทางสู่ "สังคมคาร์บอนต่ำ"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หากแนวคิด "สังคมคาร์บอนต่ำ" (low carbon society) เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทยแล้ว การประกาศนโยบายขององค์กรธุรกิจในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ยิ่งนับเป็นเรื่องที่ใหม่กว่า และวันนี้แทบจะเรียกว่ามีองค์กรที่ประกาศตัวและจุดยืนชัดเจนต่อเรื่องนี้ น้อยพอที่เพียงใช้มือเดียวก็นับได้หมด

"กลุ่มมิตรผล" ผู้นำอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในไทย ก็เป็นหนึ่งในนั้น มิใช่เพียงแต่คำประกาศที่กล่าวอ้างเกินจริง มิใช่เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และไม่ใช่เพียงประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพียงครั้งคราว

แต่บนเส้นทางสายนี้นั้น ถือเป็นการประกาศตัวที่ "ชุรี นาคทิพวรรณ" ผู้อำนวยการด้านสื่อสารองค์กร บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บอกกับเราว่า "เป็นการประกาศตัวที่เกิดขึ้นบนความพร้อม เพราะความรับผิดชอบต่อสังคมหรือการดูในเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ในทุก ๆ วันที่เราทำอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่ามาตรฐานอะไรมา หรือมีคำใหม่อะไรมา เราก็สามารถปรับให้สอดคล้องได้"

โดยก่อร่างสร้างฐานมาตั้งแต่เมื่อ 53 ปีก่อนในวันที่เริ่มต้นธุรกิจยึดถือในปรัชญา "ร่วมอยู่ร่วมเจริญ" ที่เริ่มจากการให้ความสำคัญกับการเติบโตขององค์กรไปพร้อมกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ก่อนที่ขยายมาสู่การดูแลสิ่งแวดล้อม

"ความรับผิดชอบ" ถูกผสานลงไปถึงวิธีการทำงานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา กระบวนการผลิต การมุ่งส่งเสริมและสร้างประสิทธิภาพให้กับชาวไร่ ฯลฯ และไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริงที่วันนี้นับตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง "มิตรผล" สามารถทำทุกอย่างจนแทบจะมีของเสียที่เป็นศูนย์

"ชุรี" บอกว่า "อาจจะถือว่าเราอยู่ในธุรกิจที่โชคดีที่อ้อยที่นำมาทำน้ำตาลวันนี้สามารถทำประโยชน์ให้กับเราได้ทุกส่วน ไม่เหลือของเสีย จากน้ำอ้อยนำมาทำเป็นน้ำตาล ชานอ้อยที่เหลือเมื่อก่อนเราต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อกำจัด ทุกวันนี้เรานำมาทำเป็นไม้อัดชานอ้อย ที่เหลือก็นำไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าชีวมวล โมลาสนำมาทำเป็นเอทานอล ส่วนที่เหลือก็นำมาทำปุ๋ยชีวภาพในธุรกิจจึงแทบไม่มีอะไรที่เหลือทิ้ง"

การประกาศตัวก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ จึงเป็น"ความพร้อม" ที่ผ่านการเตรียมตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบัน จากธุรกิจหลักที่เคยอยู่เพียงในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จึงถูกต่อยอดมาเป็นอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น ไฟฟ้า ชีวมวล เอทานอล และผลิตภัณฑ์เลียนแบบธรรมชาติ โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และการจัดการมาพัฒนาวงจรธุรกิจที่ไม่เพียงสร้างประสิทธิภาพ แต่ยังเชื่อว่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้

"ในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ได้วางไว้เราตั้งเป้าหมายว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้อย่างน้อย 10% อย่างต่อเนื่องในทุก 3 ปี ที่ผ่านมาเราก็ทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เรามองจากนี้มันไม่ใช่แค่ลดจากแค่กระบวนการผลิตที่เราทำ แต่หมายถึงว่าเราต้องกลับมาดูวงจรชีวิตของสิ่งที่เราทำทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการปลูกอ้อย ว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นเท่าไหร่ กระบวนการผลิตจะลดลงไปได้อีกมากเท่าไหร่ รวมไปถึงเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าไปแล้วผลิตคาร์บอนเท่าไหร่ ดูในเรื่องของแพ็กเกจจิ้งว่าเป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และยังมีเรื่องอีกมากมายที่เราต้องทำ"

ล่าสุด "มิตรผลโกลด์" ยังถือเป็นน้ำตาลแบรนด์แรกที่ได้ติดฉลากคาร์บอน และเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงผลของนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

"การที่เราติดฉลากนี้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มคุณค่าในการตัดสินใจให้กับลูกค้าที่จะสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมเพิ่มขึ้นด้วย เพราะเราเชื่อว่าลำพังเราทำคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องให้ทุกคนร่วมมือร่วมแรง"

การประกาศจุดยืนเช่นนี้จึงถือเป็นความกล้า ที่ไม่เพียงถูกแยกทำเป็นส่วน ๆ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านธุรกิจแบบ 360 องศาจากโรงงานผลิตน้ำตาลธรรมดา ๆ ไปสู่ รูปแบบธุรกิจใหม่ (new business model) จะว่าไปนี่ถือเป็นความไม่ธรรมดาในการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่มีอายุยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

ที่ "ชุรี" ย้ำว่า ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญที่สุดเริ่มต้นที่วิธีคิด !

"ผู้บริหารของเราพูดเสมอว่าการที่เราจะสร้างคุณค่า (value) ให้กับธุรกิจได้ดี มันไม่ได้หมายความแค่การทำงานที่หนักขึ้นกว่าเดิม หรือแม้กระทั่งจะเป็นการหาวิธีจัดการมาเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูง ๆ แต่เราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจนั้น จะช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มได้ในอีกหลาย เท่าตัว"

ถ้ามองในด้านหนึ่งดูเหมือนว่าบนเส้นทางเดินของธุรกิจแห่งนี้ ประโยชน์ตกอยู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่หากมองจากอีกฝั่ง นี่เป็นโอกาสและข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

เราเชื่อว่าในส่วนที่ธุรกิจจะได้กับส่วนที่สังคมจะได้สามารถไปได้ พร้อม ๆ กัน" ชุรีกล่าวในที่สุด

Zero Global Warming Impact เป้าหมายที่ท้าทายของ "บางจาก"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบางอุตสาหกรรม แต่สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและบริษัทน้ำมันแล้ว การประกาศเป้าหมายสู่การเป็น "zero global warming impact" ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา และจากนี้คือทิศทางในอนาคตที่แม่ทัพใหญ่ "อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้วางไว้ สำหรับเส้นทางเดินสู่เป้าหมายนั้น

"เรามีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 500,000 ตัน ภายในระยะเวลา 5 ปี จากปัจจุบันที่เราปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 500,000 ตัน/ปี ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการส่งเสริมการประหยัดพลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปลี่ยนชนิดของเชื้อเพลิง นับว่าสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของบริษัทในการเป็นบริษัทที่สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก zero global warming impact ได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

ขณะเดียวกันยังวางเป้าหมายไปสู่การเป็น "ผู้นำด้านพลังงานทดแทนในเอเชีย" ซึ่งเขาเชื่อว่า ไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างแบรนด์ของบางจากให้แข็งแกร่งขึ้น ในเวลาเดียวกันการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจังยังจะนำไปสู่การแก้ปัญหาโลกร้อนและช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้นด้วย

"อนุสรณ์" มองว่า "การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และต้องมี

การนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งการหันมาใช้พลังงานทดแทนที่ผลิตขึ้นภายในประเทศนั้น นอกจากจะทำให้เราลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศยังเป็นการช่วยส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้ที่สูงขึ้นด้วย โดยเราเองมีปั๊มสหกรณ์ประมาณ 500 กว่าแห่ง มีสมาชิกสหกรณ์ประมาณ 1,000,000 ครอบครัว หรือประมาณ 4,000,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นเกษตรกร ซึ่งการส่งเสริมเรื่องดังกล่าวจะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์ ที่สำคัญมากคือ การใช้พลังงานทดแทนยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศโดยเฉพาะการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ก่อปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ ซึ่งประเทศไทยถือว่าก้าวหน้า เพราะมีการดำเนินการมาล่วงหน้าก่อนที่ประเด็นนี้จะดังเป็นกระแส และบางจากเองก็ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมาตลอด ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอทานอลหรือการนำเสนอออกสู่ตลาด ในน้ำมันชนิดต่าง ๆ อาทิ E10 E20 E85 ไบโอดีเซล B2 และ B5

"เราเห็นว่าเรื่องนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญหากเราทำอย่างจริงจัง จะช่วยประเทศทั้งในด้านการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน และที่สำคัญยังทำให้เราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนไปพร้อม ๆ กัน และเราเชื่อว่าถ้าจะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำอันดับ 1 ของเอเชีย ในด้านไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ก็จะเกิดเศรษฐกิจใหม่ เราจะสามารถส่งออกเอทานอลซึ่งเป็นพลังงานทดแทน และการที่จะไปถึงจุดนั้น อันดับแรกคงต้องเร่งผลักดันให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งคงอยู่ที่นโยบายระยะยาวในการเลิกใช้น้ำมันนำเข้าและหันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมพลังงานทดแทนทั้งหมด แต่คงต้องใช้ระยะเวลาสักนิดในการที่จะทำให้ประชาชนคุ้นเคย"

เขายังบอกด้วยว่า "วันนี้เราไม่ต้องบอกว่าบางจากเป็นผู้นำในเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะทุกวันนี้มีหลายคนบอกว่าเราเป็นผู้นำในด้านนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะบางจากตื่นตัวมาก และต้องเรียนว่าเรื่องพลังงานทดแทนกับน้ำมันนั้นมันเป็น conflict of interest อย่างเช่นการใช้น้ำมัน เราเป็นผู้ขายน้ำมัน เรามีโรงกลั่นน้ำมัน และการที่เราไปเอาพลังงานทดแทนมาใช้แทนน้ำมัน แต่กลายเป็นว่าน้ำมันที่เราผลิตได้เราไม่รู้จะไปขายใคร เราก็ต้องส่งออกไป แต่บางจากมองว่าถึงเราจะมีผลกระทบในเรื่องของการใช้กำลังผลิตโรงกลั่นทำให้ต้องส่งออกน้ำมันบ้าง แต่โดยรวมประเทศได้ประโยชน์"

สำหรับแผนการลงทุน "ขณะนี้เรามีแผนในการสร้างโรงงานไบโอดีเซลอีก 2 แห่ง โดยแห่งแรกมีกำลังผลิต 300,000 ลิตร/วัน แห่งที่ 2 มีกำลังการผลิต 20,000 ลิตร/วัน และเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับหนึ่ง และบริษัทยัง ได้วางแผนการลงทุนสร้างโรงงานผลิต เอทานอล และแผนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 30 เมกะวัตต์ ที่มีมูลค่าการลงทุนหลายพันล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ คาดว่าน่าจะเป็นการสร้างรายได้ในอนาคต และขณะนี้ได้คุยกับทางบริษัทการบินไทยในเบื้องต้น ในการขายคาร์บอนเครดิตให้กับการบินไทย เพราะอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปมีข้อกำหนดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจการบิน ดังนั้นผู้ใช้บริการคือผู้โดยสารที่จะเดินทางไปยุโรป อาจจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" อนุสรณ์กล่าว

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร แต่เส้นทางที่ "อนุสรณ์" ขีดไว้สำหรับ "บางจาก" ในการก้าวสู่อนาคตก็เป็นบทสะท้อนถึงความจริงข้อหนึ่งที่ว่า โลกร้อนนั้นใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และเป็นความจริงที่ไม่มีใครหรือองค์กรใดสามารถหลีกเลี่ยง จะผิดกันก็แต่องค์กรใดจะปรับตัวได้เร็วหรือช้าก็เท่านั้น และมองเป็นโอกาสได้หรือไม่ก็เท่านั้น

จับตา"Low Carbon Society" กระแสที่กำลังมาของ"ธุรกิจ"ในปี 2553

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ถ้าปัญหา "โลกร้อน" กระแสหลักที่ได้รับการพูดถึงตั้งแต่ในเวทีระหว่างประเทศ วงสนทนาทางธุรกิจ กระทั่งในวงกาแฟหน้าปากซอย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ว่าแรงแล้ว ในปีนี้กำลังมีคำใหม่...เรื่องใหม่ ในชื่อที่เรียกว่า "low carbon society" หรือ "สังคมคาร์บอนต่ำ" ที่คาดการณ์กันว่าจะได้รับการพูดถึงไม่แพ้กัน

เป็นการพูดถึงที่ถูกจัดเป็น "วิธีการในการแก้ไขปัญหา" หลังจากที่เราพูดถึง "ปัญหาโลกร้อน" กันมาพักใหญ่

และจะไม่ใช่เพียงคำพูดที่กล่าวกันแบบเลื่อนลอย แต่ในปีนี้มีการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่า "low carbon society" หรือ "สังคมคาร์บอนต่ำ" จะถูกภาคธุรกิจหยิบนำไปใช้และกลายเป็นหนึ่งในการวางเป้าหมาย กำหนดวิสัยทัศน์ และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต

ในหนังสือเล่มใหม่ "Our Choice" ของ "อัล กอร์" อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้มีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือภาวะ โลกร้อน (climate change) ก็ให้ความสำคัญกับ "สังคมคาร์บอนต่ำ" ว่านี่เป็นทางเลือกและทางรอดของโลก

ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศเชื่อว่า ปัญหาทุกอย่างยังสามารถเยียวยาได้ ด้วยวิธีนี้เพียงวิธีเดียว ในการกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกมาให้มากที่สุด พร้อมไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไปให้มากที่สุด ด้วยการใช้สารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาด การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด ฯลฯ

กระทั่งในการประชุมระดับโลก อย่างในเวทีการประชุมของกลุ่มนักธุรกิจเพื่อ สิ่งแวดล้อม หรือ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) เมื่อ 2 เดือนก่อน ซึ่งมีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำหลายร้อยแห่งจากทั่วโลกมาเข้าร่วมประชุม

ทุกบริษัทต่างเห็นพ้องต้องกันว่า "การเดินสู่สังคมคาร์บอนต่ำถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้" และไม่ว่าจะมีมาตรการใด ๆ ที่จะออกมาควบคุมหรือไม่ก็ตาม

และนั่นถือเป็น "ข่าวดี" ท่ามกลาง "ข่าวร้าย" ที่หลายคนกำลังหมดหวังในการที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อน

"ถึงการประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมว่าวันนี้คนตื่นตัวกับเรื่องนี้กันทุกประเทศ ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกก็ออกมาพูดชัดว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ไม่ใช่สำหรับคนในรุ่นของเรา แต่การตัดสินใจวันนี้จะส่งผลไปถึงรุ่นลูกหลาน ถ้าเราไม่ทำอะไรอุณหภูมิอาจจะเพิ่มขึ้น 4 องศา แต่ถ้าเราช่วยกันอาจจะเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 1-2 องศา" "อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล" ในฐานะประธานคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย (TBCSD) ให้ความเห็นในมุมของเขา

แม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าบริษัทในไทยจำนวนหนึ่ง อาทิ ปูนซิเมนต์ไทย โคคา-โคลา ธนาคารกรุงไทย บางจากปิโตรเลียม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มิตรผล ฯลฯ ต่างก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระดับที่วัดผลและประเมินผลได้ โดยเฉพาะความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต แต่ทิศทางนับจากนี้ก็คือไม่เพียงแต่การลดการปล่อยก๊าซเฉพาะในกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่การจะก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้ ต้องทำในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางในการดำเนินธุรกิจ นับตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบไปจนหลังการบริโภคของผู้บริโภค

ในปีที่ผ่านมาเฉพาะสมาชิกในคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (TBCSD) กว่า 34 องค์กร ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันได้ถึง 1.3 ล้านตัน

"การทำอย่างนี้ไม่ได้เป็นแต่เพียงแค่ภารกิจขององค์กรอย่างเดียว แต่สิ่งที่ได้ คือภารกิจระดับชาติและระดับโลก" อนุสรณ์กล่าว

การตัดสินใจกำหนดทิศทางในปี 2553 ของ TBCSD ให้เรื่อง "low carbon society" เป็นเรื่องหลักในปี 2553 จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งซึ่งทำให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีทิศทางที่ชัดเจน เพราะลำพังเพียงนโยบายรัฐไม่อาจจะเพียงพอ

อย่างที่ "อนุสรณ์" อธิบายว่า "วันนี้ถ้า ดูจากตัวเลขประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณปีละ 350 ล้านตัน ครึ่งหนึ่งมาจากภาคพลังงาน 190 ล้านตัน แต่เรายังไม่เห็นโรดแมป (road map) ของไทยว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกอย่างไร เราอาจจะแค่เคยได้ยินว่ากระทรวงพลังงานมีแผน 15 ปีที่จะต้องใช้พลังงานทดแทน ซึ่งก็อาจจะสามารถลดการใช้พลังงานไปได้ประมาณ 77 ล้านตัน ถ้าคำนวณต่อประชากรต่อคนก็จะอยู่ที่ประมาณ 15 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซของตนเอง"

"ที่ผ่านมาสมาชิกแต่ละคนก็มีเป้าหมายของตัวเอง แต่วันนี้สิ่งที่เราทำถือเป็นทิศทางของกลุ่ม ที่มีแผนและมีเป้าหมาย เพื่อที่จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและผลักดันเรื่องต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น"

ความร่วมมือจึงเป็นเหมือนพลังสำคัญที่สำหรับ TBCSD แล้วตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะลดการปล่อยก๊าซให้ได้ 2 ล้านตันในปี 2553

"เราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจอื่น ๆ เห็นเป็นตัวอย่าง ตลอดจนความร่วมมือจากภาครัฐในแง่ของการกำหนดนโยบายในการสนับสนุน เพราะการแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องทำอย่างมีทิศทางและจะต้องเดินไปด้วยกัน" อนุสรณ์กล่าวในที่สุด

องค์การ WTO เธออยู่ไหน ?

ผู้เขียน: 
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

คอลัมน์ ระดมสมอง

ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 เป็นวันที่สมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ตกลงกันว่าจะดำเนินการเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงการค้าใหม่หลังจากการใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 สมาชิกได้ร่างปฏิญญาเรียกว่า Doha Development Agenda (DDA) และกำหนดว่าจะดำเนินการเจรจาให้เสร็จภายในเวลา 3 ปี ซึ่งควรจะเสร็จตามกำหนดภายในปี พ.ศ. 2547 แต่การเจรจาก็ล้มเหลวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งช้ากว่ากำหนดไป 8 ปีแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะยังมีความแตกต่างในข้อเรียกร้องมากระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา เช่น เรื่องการลดการอุดหนุนสินค้าเกษตร เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน โลกก็ได้สร้างกฎกติกาเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นภายใต้อนุสัญญาที่เรียกว่า United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC ซึ่งได้สร้างพิธีสารเกียวโตหรือ Kyoto Protocol มีเป้าหมายในการลดภาวะโลกร้อนขึ้นใช้กับประเทศที่รับรองรวมทั้งไทย

ความล่าช้าของความตกลงรอบโดฮาทำให้เกิดปัญหาเพราะเกิด "คู่แข่ง" อย่างไม่มีใครนึกถึงมาก่อน ความแตกต่างก็เพียงแต่ปฏิญญาโดฮาภายใต้ WTO นั้น ตั้งอยู่บนปรัชญาของการขยายการค้า แต่ Kyoto Protocol นั้นตั้งอยู่บนปรัชญาทางความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทั้งสองข้อตกลงนี้นำไปสู่ผลกระทบต่อการค้าเหมือน ๆ กัน เรามาดูกันว่าเงื่อนไขหลัก ๆ ที่จะกระทบกับการค้าในสองข้อตกลงนี้มีอะไรบ้างเพื่อหาทางออกร่วมกัน

1) เปรียบเทียบสิ่งที่ตรงกันข้ามกันของข้อตกลงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าคือ ในปฏิญญาโดฮาข้อที่ 31 ในหัวข้อย่อยที่ 3 ต้องการให้ลดหรือยกเลิกมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษีในการส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับถึงวันนี้ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันในการให้ความหมายของคำว่าสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (environmental goods and services) ปฏิญญาโดฮาต้องการส่งเสริมในเชิงบวกโดยมีเป้าหมายลดภาษีนำเข้าสินค้า ลดการอุดหนุนการส่งออกสินค้า และมาตรการทางการค้าที่เป็นอุปสรรคอื่น ๆ เพื่อให้มีการเปิดตลาดมากขึ้น แต่ขณะนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วในกลุ่มยุโรปและอเมริกากำลังสร้างระเบียบและกฎหมาย เพื่อปกป้องตลาดผ่านเงื่อนไขของภาวะโลกร้อนโดยการเพิ่มมาตรการต่าง ๆ เพื่อเก็บภาษีสินค้านำเข้าเช่น carbon tax

2) ข้อตกลงใน Kyoto Protocol อนุญาตให้มีกลไก "ความยืดหยุ่น" (flexibility) โดยอนุญาตให้ประเทศในกลุ่มที่ต้องมีข้อผูกพันลดก๊าซเรือนกระจก (เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) สามารถ "ซื้อ" ส่วนที่ลดได้ (credit) จากอีกประเทศหนึ่งได้ โดยเฉพาะกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ซึ่งอนุญาตให้ซื้อ carbon credit จากประเทศกำลังพัฒนาได้ โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและราคาตามที่ตกลงกัน การเปิดโอกาสเช่นนี้อาจดูดีที่จะสร้างรายได้แก่ประเทศที่สามารถขาย credit แต่การค้าสินค้าชนิดนี้จะยั่งยืนแค่ไหนนั้นยังรับประกันไม่ได้เพราะผู้ซื้อต้องการราคาและเงื่อนไขที่ดีที่สุดเสมอ และเมื่อมีการแข่งขันกันมากในตลาดราคาก็จะตกลงมาจนวันหนึ่งก็จะไม่คุ้มกับการลงทุนซึ่งจะเป็นผลให้การแก้ภาวะโลกร้อนไม่สัมฤทธิผล และประเทศผู้ขายจะเสียเปรียบในที่สุด เนื่องจากต้นทุนจากการลงทุนด้วยเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนา รูปแบบการค้าชนิดนี้จะเรียกว่าอะไรดี ? จะเป็นการค้าสินค้าหรือบริการ ? เนื่องจากยังไม่มีการตีความกันแต่ในความเป็นจริงก็คือการทำสิ่งแวดล้อมให้เป็นการค้า ซึ่งเรียกว่า "commodification of environment" ในภาษาเศรษฐศาสตร์การเมืองสรุปว่าไม่มีอะไรใหม่ในแง่ของธุรกิจเพียงแต่เปลี่ยนตัวสินค้าทั่วไปเป็น CO2 เท่านั้นเอง จึงเสนอว่าไม่ควรจะส่งเสริมแนวคิดนี้ แต่หากต้องการจะทำเพื่อประโยชน์ของบริษัทในการทำกำไรระยะสั้นก็สามารถดำเนินการได้ แต่ธุรกิจนี้คงไม่ยั่งยืน ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องให้ประเทศพัฒนาซึ่งปล่อยคาร์บอนเป็นผู้ลดแทนการซื้อดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีแนวโน้มว่าอียูกำลังปรับระเบียบให้ผู้ปล่อยคาร์บอนภายในอียูต้องลดมากขึ้น เช่น ธุรกิจการบิน

3) ทีมเจรจาของไทยควรจะมีผู้แทนของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากเงื่อนไขในการเจรจานั้นเกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน ซึ่งมีประเด็นที่ต้องเชื่อมโยงกับข้อตกลงการค้าที่ไทยได้ทำกับประเทศต่าง ๆ ทั้งใน WTO และ FTAs ทั้งหลาย ซึ่งอาจขัดกับสิ่งซึ่งผู้แทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังเจรจาอยู่

ผมขอเสนอว่ารัฐบาลต้องรีบตั้งผู้แทนการเจรจาที่สามารถประสานทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ในระดับสูงกว่าในปัจจุบัน (อย่างน้อยต้องเป็นระดับปลัดกระทรวง) และไม่เชื่อว่าข้อตกลงนี้จะออกมาเป็นประโยชน์กับไทยหากการประสานงานกับกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมดไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

4) สิ่งที่น่าสังเกตคือประเทศพัฒนากำลังออกกฎระเบียบมากมาย "ก่อน" ที่จะได้ข้อตกลงร่วมกัน ดังนั้นมาตรฐานในการกำหนดทั้งขั้นสูงและขั้นต่ำแก่ภาคอุตสาหกรรมและขนส่งที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนได้เท่าไหร่ก็ยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องเรียนถามว่าประเทศไทยและอื่น ๆ ที่เรียกว่ากลุ่ม G77 นั้นจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพื่อให้ประเทศพัฒนาเหล่านี้หยุดการดำเนินการไว้ชั่วคราวจนกว่าการเจรจาเพื่อตั้งเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ

5) การออกกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากข้อตกลงนี้จะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและบังคับใช้ได้ และเนื่องจากเป็นข้อผูกพันที่มีนัยสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญไทยฉบับปี พ.ศ. 2550 เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรับทราบโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนฯทั้งสองสภาจะต้องมีบทบาทในเรื่องนี้

6) รัฐบาลไทยต้องวางแผนช่วยเหลืออุตสาหกรรมในการปรับตัวและเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตสินค้าใหม่ให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ใช้และทำลายทรัพยากรธรรมชาติเท่าเดิมหรือน้อยลง ดังนั้นการคิดค้นเทคโนโลยีชั้นสูงจะต้องเกิดขึ้นและนำมาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานที่เรียกว่า "พลังงานจากนรก" เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหินให้ได้และพัฒนาการใช้ "พลังงานจากสวรรค์" เช่น ลม ไฟฟ้าจากน้ำ คลื่น ชีวมวล และแสงอาทิตย์ให้ได้เช่นกัน

องค์การการค้าโลก (WTO) กำลังได้รับการท้าทายอย่างหนักนับตั้งแต่ประสิทธิภาพในการจัดการการเจรจารอบโดฮาที่ยืดเยื้อมาถึง 8 ปี แล้วยังต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ในด้านสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยไปแบบนี้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สักวันหนึ่งเราก็จะได้เห็นชื่อองค์การการค้าโลก หรือ World Trade Organization (WTO) ถูกเปลี่ยนเป็นองค์การสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environmental Organization (WEO) แทนอย่างแน่แท้

ขอเวลารับมือระเบียบประมง"IUU" "ตังเก-โรงงานห้องเย็น"ยอมรับยังไม่พร้อม100%

วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เรือประมง-ห้องเย็น เตรียมพร้อมรับมือระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป IUU หรือการป้องกัน/ต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 มกราคมที่ผ่านมา รับเบื้องต้นอาจมีปัญหาขลุกขลักบ้างเพราะเป็นเรื่องใหม่

สหภาพยุโรปได้ออกระเบียบว่าด้วยการป้องกัน ต่อต้าน และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุมหรือกฎระเบียบ (Illegal Unreported and Unregulated Finishing หรือ IUU) โดยคณะมนตรียุโรปได้ประกาศการมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ระเบียบ ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับทั้งกองเรือประมงไทย และโรงงานห้องเย็นที่ผลิตอาหารทะเลทั้งสดและแปรรูปส่งไปจำหน่ายยังสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

นายมานะ ศรีพิทักษ์ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการบังคับใช้ระเบียบ IUU ว่า ในช่วงแรกอาจจะมีปัญหาติดขัดบ้าง เนื่องจากเป็นระเบียบใหม่ที่ชาวประมงยังไม่คุ้นเคย โดยระเบียบฉบับนี้จะเกี่ยวข้องกับ 4 ฝ่าย คือ เรือประมง-เจ้าหน้าที่รัฐ-โรงงานหรือห้องเย็น และหน่วยงานที่ออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) ภายใต้หลักการการทำประมงที่ถูกกฎหมายทั้งตัวเรือ-เครื่องมือในการจับปลา-พื้นที่ที่จับปลา

ในส่วนของชาวประมง สมาคมได้ร่วมกับกรมประมงจัดสัมมนาให้ความรู้กับชาวประมง อาทิ การกรอกแบบฟอร์มที่เรียกว่า ล็อกบุ๊ก ระบุปริมาณสัตว์น้ำ-ตำแหน่งที่จับได้ ซึ่งเรือประมงขนาดใหญ่และขนาดกลางจะไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เพราะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่อาจจะมีปัญหากับเรือประมงขนาดเล็กบ้าง ซึ่งจะต้องช่วยกัน ประคับประคองต่อไป

ขณะที่นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวถึงความเตรียมพร้อมในอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็ง เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบ IUU ของสหภาพยุโรปว่า ขณะนี้สมาคมและกรมประมงได้ร่วมมือกันดำเนินการจัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็ง ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ-ปลายน้ำนับตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา แต่ยังมีอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบ IUU หลายด้าน คาดว่าจะมีพร้อม 100% ภายใน 2-3 เดือนนับจากนี้

"จากการให้ความรู้ร่วมกับกรมประมง ที่ผ่านมา ทางผู้ประกอบการเรือประมงขนาดใหญ่ไม่มีปัญหาเพราะมีการนทะเบียนไว้กับกรมเจ้าท่าอยู่แล้ว แต่ยังขลุกขลักในส่วนผู้ประกอบการเรือประมงรายย่อยที่ส่งสินค้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก แม้ว่าจะมีการขึ้นทะเบียนอยู่แต่กลุ่มนี้ยังไม่ค่อยมีความเข้าใจในการปฏิบัติตามระเบียบของ IUU ซึ่งต้องเตรียมข้อมูลและเอกสารหลายอย่างเพื่อกรอกแบบฟอร์มให้โรงงานอุตสาหกรรมที่รับซื้อวัตถุดิบเหมือนกับระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (เทสตาบิลิตี้) ซึ่งอาจจะต้องให้เวลา 2-3 เดือนจะพร้อม" นายผณิศวรกล่าว

แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรฐาน IUU จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารแช่เยือกแข็งไปตลาดสหภาพยุโรปในช่วงไตรมาส 1/2553 โดยตลาดสหภาพยุโรปถือเป็นตลาดนำเข้าสินค้าปลาจากไทยสัดส่วน 20% และสินค้ากุ้งสัดส่วน 10% หรือเป็นตลาดหลักที่มีการนำที่ปริมาณมากรองจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้นำเข้ากุ้ง และจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าปลาจากไทย "แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี FTA ไทย-อียู แต่ไม่สามารถจะหยิบเอาเรื่อง IUU ไปคุยได้เพราะเป็นมาตรฐานสากลคล้ายกับมาตรฐานโคเด็ก ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก ซึ่งทุกประเทศสมาชิกจะต้องยึดถือปฏิบัติ หากทำไม่ได้ก็ส่งออกไม่ได้" นายผณิศวรกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางกรมประมงได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2553 ประมาณ 33 ล้านบาทในการดำเนินการเพื่อรองรับกฎระเบียบ IUU ของสหภาพยุโรป เพื่อรักษาการส่งออกสินค้าประมง มูลค่ากว่า 36,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีสัดส่วนเป็นสินค้าประมงทะเล 61% หรือ 22,000 ล้านบาท โดยสินค้าประมงส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง กุ้งและผลิตภัณฑ์ หมึกสดและหมึกแปรรูป

ทั้งนี้ กรมประมงได้แบ่งการดำเนินการเป็น 6 แนวทางหลัก อาทิ การตรวจรับรองสัตว์น้ำขึ้นท่าและการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ, การควบคุมการทำประมงให้สอดคล้องกับกฎระเบียบ IUU, การปรับปรุงสุขอนามัยเรือประมงและท่าเทียบเรือประมง, ตั้งศูนย์ข้อมูลตรวจสอบรับรองการจับสัตว์น้ำ ทั้งในส่วนกลางที่กรมประมง และเครือข่าย 22 จังหวัดชายทะเล, การประชาสัมพันธ์การดำเนินการตามกฎระเบียบ IUU เพื่อให้ภาคเอกชนทั้งหมดรับทราบแนวทางปฏิบัติตามกฎระเบียบ IUU และจัดตั้งศูนย์ประสานงานการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

โดยมีเป้าหมายจะต้องเร่งรัดจดทะเบียนเรือและอาชญาบัตรทำประมง 7,000 ลำ โดยผ่าน Mobile Unit เพื่อประชาสัมพันธ์และให้บริการชาวประมงในพื้นที่ ส่วนปี 2553 ต้องสำรวจตรวจสอบเพื่อรับรองเรือสุขอนามัยประมงที่มีเป้าหมาย 900 ลำ ภายใน 9 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2553 รวมถึงการรับรองท่าเทียบเรือประมงรวม 64 ท่า ซึ่งรวมทั้งท่าเรือองค์การสะพานปลา ท่าเรือเทศบาล และท่าเรือเอกชนใน 22 จังหวัดชายทะเล โดยตรวจดูจากปริมาณสัตว์น้ำขึ้นท่า และศักยภาพในการปรับปรุงสุขอนามัยท่าเทียบเรือเพื่อปรับปรุงในปีต่อ ๆ ไป

ทางกรมประมงยังมีความกังวลในเรื่องการออกใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณมากถึงปีละ 1.5-2 ล้านใบ และคาดว่าท่าเทียบเรือที่เรือประมงน่าจะมากถึงประมาณ 200 ท่า และการตรวจสอบที่เข้มงวดจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการประมงไทย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและเหตุการณ์จากผู้ก่อความไม่สงบในบางจังหวัดอยู่แล้ว

จากมาบตาพุดสู่กรีนจีดีพีถึงเวลาสร้างกติกาใหม่

ผู้เขียน: 
บทบรรณาธิการ

ภารกิจในการผ่าทางตัน หาทางออกให้กับกรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วม 4 ฝ่าย หรือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ออกมาระบุว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม อย่างน้อยวิกฤตเฉพาะหน้าในกรณีดังกล่าวจะได้คลี่คลายเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่ให้เดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากสะดุด เสียเวลาเสียโอกาสไปพอสมควร

อย่างไรก็ตาม จากบทเรียนกรณีมาบตาพุด จุดประเด็นที่ทุกฝ่าย ต้องตระหนัก และก้าวข้ามปัญหาเดิมเพื่อแสวงหาจุดที่เหมาะสมระหว่าง "การพัฒนา" ที่ให้ผลตอบแทนเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ กับความสูญเสียต่อทรัพยากร สิ่งแวดล้อม ตลอดจนสุขอนามัยของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น บนเวทีสัมมนา "กรีนจีดีพี อนาคต ประเทศไทย" ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2553 ที่ผ่านมาจึงได้รับความสนใจและถูกคาดหมายว่า จะเป็นการต่อยอดจากปัญหามาบตาพุด ไปสู่วิถีทางที่คาดหวังกันว่าจะทำให้เกิด "กรีนจีดีพี" ได้อย่างไร

ประเด็นดังกล่าว นอกจากจะมีเสียงสะท้อนในลักษณะของการมองไปข้างหน้าจากภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย (SCG) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด แล้ว สิ่งสำคัญที่ถูกประกาศออกมาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถือว่าน่าสนใจมากที่สุดสำหรับกรณีดังกล่าว

สาระหลักที่นายกฯอภิสิทธิ์นำเสนอ นอกจากจะยอมรับว่า

หากกติกาในการปฏิบัติชัดเจน เชื่อว่าภาคเอกชนมีความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ผ่านมาภาคเอกชนกังวลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้าลงทุน อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาจากมาบตาพุดจะเป็นเสมือนต้นแบบในการสร้างข้อกำหนดต่าง ๆ เกี่ยวกับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม และจะนำไปใช้ให้ครอบคลุมไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการวางแผนย้ายนิคมอุตสาหกรรมลงไปยังภาคใต้ หรือพื้นที่ใดก็ตาม ถึงที่สุดแล้ว จะต้องปฏิบัติภายใต้กฎกติกาแบบเดียวกัน มีการศึกษาอย่างละเอียด จากผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการท่องเที่ยว หรือภาคประชาสังคม ดังนั้น กติกาจึงต้องมีเพื่อให้เกิดความสมดุล

นั่นหมายถึงในอีกมุมหนึ่งจะเป็นโอกาสใหม่สำหรับภาคธุรกิจเอกชนที่ก้าวเดินไปสู่แนวทางของการพัฒนาที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ขณะเดียวกันภาครัฐหรือฝ่ายที่กำกับดูแลก็จะผลักดันกฎเกณฑ์หรือการส่งเสริมธุรกิจด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

ดังนั้นจากกรณีมาบตาพุด โฉมหน้าของการพัฒนาประเทศการลงทุนเพื่อผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตและความมั่งคั่งในแบบเดิมก็จะเปลี่ยนไป และหากมีความชัดเจน ในกรอบกติกาใหม่ที่ชัดเจน หรือกระบวนการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเดินเข้าสู่วิถีทางของ "กรีนจีดีพี" ได้อย่างเหมาะสม บทเรียนในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ และจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของการพัฒนาประเทศเลยก็ว่าได้

by ThaiWebExpert