ร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2...13 กรกฏาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบต่อสาระสำคัญในร่างปฏิญญาเจจูด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ก่อนที่จะให้การรับรองร่างปฏิญญาเจจูฯ โดยไม่มีการลงนามในการประชุมรัฐมนตรีด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาให้การรับรองปฏิญญาเจจูฯ โดยให้สามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำได้ตามความเหมาะสม และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมฯ แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะนำรายงานสรุปผลการประชุมฯ เสนอคณะรัฐมนตรีทราบในโอกาสต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เดินทางไปร่วมประชุมดังกล่าว

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (29 พฤษภาคม 2550,15 มกราคม 2551) องค์การอนามัยโลกและโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้มีหนังสือเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งที่ 2 (The Second Ministerial Forum on Environment and Health in South-East and East Asian Countries) ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีองค์การอนามัยโลก โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เป็นฝ่ายเลขานุการและสาธารณรัฐเกาหลี เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุมฯ ดังกล่าว

2. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้ประสานส่งร่างปฏิญญาเจจูฯ ให้ 14 ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งที่ 2 พิจารณาล่วงหน้า ซึ่งในการประชุมฯ ครั้งที่ 2 จะมีการรับรองร่างปฏิญญาเจจูฯ โดยไม่มีการลงนาม

3. สาระสำคัญของร่างปฏิญญาเจจูฯ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะมีความร่วมมือกันที่จะสร้างความ เข้มแข็งในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จของการมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอประการหนึ่งที่จะให้สมาชิกเวทีระดับภูมิภาคพิจารณาสร้างกลไกที่ ยั่งยืนที่จะให้การสนับสนุนเงินทุนสำหรับศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยด้านสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ

4. วัตถุประสงค์หลักของร่างปฏิญญาเจจูฯ เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมกับ สาธารณสุขของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกและใน ระดับภูมิภาคที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

5. กระทรวงการต่างประเทศ (กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย) พิจารณาแล้วเห็นว่าร่างปฏิญญาเจจูฯ ฉบับนี้ไม่น่าจะเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA)และกรอบการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP)....13 กรกฏาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (Thailand – Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และเห็นชอบกรอบการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้นำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

1. ได้มีการลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) และความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) แล้วเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 19 เมษายน 2548 โดยมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ตามลำดับ ครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่าง ๆ

2. ภายใต้ความตกลงทั้งสองฉบับ ไทยมีพันธกรณีที่จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยได้มีการกำหนดให้มีการเจรจาระหว่างกันภายใน 3 ปี นับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ (TAFTA เริ่มเจรจาวันที่ 1 มกราคม 2551 และ TNZCEP วันที่ 1 กรกฎาคม 2551) ในประเด็นการเปิดตลาดการค้าบริการเพิ่มเติม การทบทวนมาตรการปกป้องพิเศษ นโยบายการแข่งขัน (เฉพาะ TAFTA) การจัดซื้อโดยรัฐและประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ยังได้กำหนดให้รัฐบาลดำเนินการหารือร่วมกันภายหลังจากที่ความตกลงมีผลใช้ บังคับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาทบทวนผลดีหรือผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ความตกลง

3. กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำกรอบการเจรจา TAFTA และ TNZCEP เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าและบริการของไทย รวมทั้งโอกาสในการลงทุนทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในประเทศภาคีความตกลง และเพื่อให้ผู้บริโภคของไทยได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และราคาเหมาะสม โดยมีเป้าหมายเพื่อเจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับประเทศ

4. ก่อนการเสนอร่างกรอบการเจรจาความตกลงทั้งสองฉบับได้จัดให้มีการให้ข้อมูลและ การจัดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว และจัดจ้างที่ปรึกษาศึกษาวิเคราะห์ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับ ออสเตรเลีย และไทยกับนิวซีแลนด์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาตามพันธกรณี รวมทั้งได้ประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ และได้ปรับแก้ร่างกรอบการเจรจาตามข้อเสนอแนะของส่วนราชการแล้ว

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) มีประเด็นการเจรจา ได้แก่ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องพิเศษ การค้าบริการ การจัดซื้อโดยรัฐ การแข่งขัน และเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุนของไทย

2. กรอบการเจรจาความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ (TNZCEP) มีประเด็นการเจรจา ได้แก่ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องพิเศษ การค้าบริการ การจัดซื้อโดยรัฐ และเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุนของไทย

ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 16...13 กรกฏาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 16 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

ข้อเท็จจริง

ตาม ที่นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 16 (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting : APEC MRT) ระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายน 2553 ณ เมืองซับโปโร ประเทศญี่ปุ่น นั้น

กระทรวงพาณิชย์ได้สรุปสาระของการประชุมดังกล่าว และการหารือทวิภาคี ดังนี้

1. การประชุมเอเปค

1.1 การสนับสนุนการเจรจาการค้ารอบโดฮา และการต่อต้านการใช้มาตรการกีดกัน

นาย Pascal Lamy ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก ซึ่งเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วยได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงความคืบหน้าการเจรจารอบโดฮาและประเด็นเจรจาที่เป็นปัญหา ที่ประชุมเห็นพ้องว่า การเจรจาควรมีความสมดุลและสนับสนุนกระบวนการหารือแบบเจรจาหลายเรื่องพร้อมกัน (horizontal process) (ที่ผ่านมา จะเป็นการเจรจาแยกกันแต่ละเรื่อง) สหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดสินค้าและบริการให้มากขึ้น ใน ขณะที่จีนคัดค้านข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเห็นว่า การเจรจารอบนี้เน้นเรื่องการพัฒนาจึงไม่ควรกดดันประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ หลายประเทศเรียกร้องไม่ให้มีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อแก้ปัญหา วิกฤติเศรษฐกิจโลก

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวถ้อยแถลงว่า ไทยสนับสนุนกระบวนการหารือแบบเจรจาหลายเรื่องพร้อมกัน และพร้อมที่จะยืดหยุ่นในการเจรจาสินค้าอุตสาหกรรมและบริการ หาก เรื่องสินค้าเกษตรมีความคืบหน้าที่น่าพอใจและได้กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยไม่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะที่เป็นการกีดกันการค้า แม้ว่าเราจะมีปัญหาทั้งภายในภายนอกก็ตาม

ในการนี้ ที่ ประชุมได้ออกแถลงการณ์ของรัฐมนตรีการค้าเอเปคเรื่องการเจรจารอบโดฮา และตกลงที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องไม่ให้ใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนหรือมาตรการกระตุ้นการส่งออกที่ไม่สอดคล้องกับ WTO ต่อไปจนถึงปี 2011

1.2 เป้าหมายโบเกอร์

ที่ประชุมพิจารณาความคืบหน้าในการเปิดเสรีการค้าการลงทุนตามเป้าหมายโบเกอร์ ในปี 2010 ของสมาชิกพัฒนาแล้ว 5 เขตเศรษฐกิจ (แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐฯ) และสมาชิกกำลังพัฒนาที่อาสาเข้าร่วมประเมินผลในปีนี้อีก 8 เขตเศรษฐกิจ (ชิลี เปรู เม็กซิโก ฮ่องกง จีนไทเป เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ซึ่งแม้ขณะนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สมาชิกก็มีความเข้าใจร่วมกันถึงประเด็นสำคัญ (main thrust) ของการประเมิน และ ผลการประเมินจะได้นำเสนอสิ่งที่สมาชิกจะต้องดำเนินการต่อไปในการเปิดเสรีและ อำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน ทั้งนี้ รายงานผลการประเมินฉบับสุดท้ายจะนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีและผู้นำเศรษฐ กิจเอเปคในเดือนพฤศจิกายน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยพอใจกับความคืบหน้าการประเมินผล แต่คิดว่ารายงานนำเสนอประเด็นเชิงบวกมากเกินไป และ ควรสมดุลมากกว่านี้ โดยไทยเห็นว่า การเปิดเสรีบางเรื่องยังมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากรของสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในอัตราสูง และมาตรการที่มิใช่ภาษีที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ นอกจากนี้ รายงานการประเมินผลควรระบุสิ่งที่เอเปคจะต้องดำเนินการในอนาคตเพื่อแก้ไข ปัญหาที่เป็นอุปสรรคเหล่านี้ โดยให้ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคสั่งการในเรื่องดังกล่าว

1.3 การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดมากขึ้นในภูมิภาค (Regional Economic Integration : REI)

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาเขตการค้าเสรีในเอเชีย-แปซิฟิค (Free Trade Area of the Asia – Pacific : FTAAP) โดยหลายประเทศกล่าวว่า ปัจจุบันภูมิภาคนี้มีการรวมตัวใกล้ชิดกันมากขึ้น ผ่านการเจรจา FTA ของหลายประเทศ และการดำเนินการในเอเปคภายใต้เวทีสำคัญก็มีงานที่เกี่ยวกับ FTAAP อยู่แล้ว จึงน่าจะยังคง FTAAP ไว้เป็นเป้าหมายในระยะยาว (long-term goal) ของเอเปคต่อไป นอกจากนี้ได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานในเรื่อง REI อาทิ 1.3.1 การจัดทำ Road Map ด้านการลงทุน 1.3.2 การจัดทำแผนปฏิบัติงาน (Action Plan) เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้านโลจิสติกส์ 1.3.3 การเข้าร่วมของมาเลเซียและบรูไนในโครงการ APEC Self – Certification of Origin Pathfinder ทำให้ขณะนี้สมาชิกเข้าร่วมโครงการนี้ทั้งสิ้น 9 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งขยายจากเดิมที่มี 7 เขตเศรษฐกิจ (ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และสหรัฐ) 1.3.4 การจัดตั้ง APEC Website on Tariff and Rules of Origin (Web TR) 1.3.5 การดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎระเบียบภายใน (Behind the Border) ซึ่ง เน้นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ 5 เรื่อง ประกอบด้วย การเริ่มต้นทำธุรกิจ การขอสินเชื่อ การค้าข้ามพรมแดน การบังคับใช้สัญญา และการขออนุญาตประกอบธุรกิจ โดยให้ถูกลง เร็วขึ้น และง่ายขึ้นให้ได้ร้อยละ 25 ในปี 2015 และอย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2011

ในประเด็นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า ไทยไม่ขัดข้องต่อการคง FTAAP ไว้ เป็นเป้าหมายในระยะยาว สำหรับการดำเนินการเพื่อให้มีการรวมตัวใกล้ชิดขึ้นนั้น ไทยเห็นว่าการเปิดเสรีการค้าการลงทุน ต้องดำเนินการเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการปฏิรูปกฎหมายควบคู่กัน ไป เพื่อให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศมีอุปสรรคน้อย สำหรับการดำเนินการเฉพาะเรื่องนั้น ไทยให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่อง Supply Chain Connectivity ในเอเปค การพัฒนาด้านมาตรฐานและการตรวจสอบคุณภาพ และการปฏิรูปกฎระเบียบภายใน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในระยะยาว

1.4 กลยุทธ์การเจริญเติบโตใหม่ (New Growth Strategy)

ที่ ประชุมพิจารณาข้อเสนอเรื่อง กลยุทธ์การเจริญเติบโตใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวทางรองรับการดำเนินการหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมของสมาชิก หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในอนาคตโดยหลักการคือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมีความสมดุล (balanced growth) ทั้งระหว่างและภายในเขตเศรษฐกิจสมาชิก มีความเท่าเทียม (inclusive growth) ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ต้องเอื้อต่อสิ่งแวดล้อม (green growth) การเจริญเติบโตอย่างมีนวัตกรรม (innovative growth) โดยใช้วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี และมีความมั่นคง (secure growth) ที่จะปกป้องประชากร สังคมและเศรษฐกิจจากภัยพิบัติทั้งที่เกิดจากมนุษย์และธรรมชาติโดยแผนปฏิบัติ งานในเรื่องดังกล่าวจะเน้นเรื่องที่เอเปคสามารถเพิ่มคุณค่า (add value) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ และการเพิ่มขีดความสามารถ (capacity building)

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยสนับสนุนในหลักการตามข้อเสนอของญี่ปุ่น แต่อยากให้มีรายละเอียดที่ชัดเจนในแต่ละหัวข้อ โดยไทยอยากให้กลยุทธ์ให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมากกว่านี้ สำหรับเรื่องการเติบโต โดยมีนวัตกรรมนั้นแม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรมีความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิและการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อ การพัฒนาด้วย

2. การหารือทวิภาคี

2.1 สหรัฐฯ

ไทยได้ตอบข้อซักถามสหรัฐฯ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของไทย และย้ำถึงการปฏิบั ติของรัฐบาลต่อผู้ชุมนุมภายใต้กฎหมาย โดยขณะนี้ ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนฟื้นฟูความปรองดองและให้ทุกภาคส่วนเข้ามามี ส่วนร่วมในการแก้ไข ในการนี้ไทยได้ขอสหรัฐฯ เร่งรัดให้สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐ (United States Patent and Trademark Office : USPTO) รับจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงซึ่งสหรัฐฯ รับที่จะติดตามเรื่องนี้ให้

สหรัฐฯ กล่าวชื่นชมความพยายามของไทยในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่อาจยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติเพียงพอ โดยขณะนี้สหรัฐฯ ได้จัดไทยไว้ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List : PWL) ใน การนี้ สหรัฐฯ จะจัดส่งร่างแผนปฏิบัติงานในการสร้างความร่วมมือระหว่างกันและแก้ไขปัญหาใน เรื่องนี้ให้ไทยพิจารณาต่อไป ไทยแจ้งว่า ขณะนี้ ไทยอยู่ระหว่างแก้ไขกฎหมายควบคุมการผลิตภัณฑ์ CD

อนึ่ง สหรัฐฯ ได้แจ้งให้ไทยทราบว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานจากสหรัฐ ฯ จะเดินทางมาเยือนไทยอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมเพื่อร่วมมือกันในประเด็นเรื่อง การใช้แรงงานเด็ก และจะจัดการประชุมหารือในประเด็นศุลกากร โดยไทยรับจะประสานกับกรมศุลกากรให้

2.2 ชิลี

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมมือกัน เพื่อ เสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนระหว่างกันรวมถึงด้าน วัฒนธรรม และเห็นว่า โอกาสที่จะขยายการค้าระหว่างกันยังมีอีกมากโดยไทยสามารถใช้ชิลีเป็นประตูการ ค้าไปสู่ประเทศในแถบอเมริกาใต้ และชิลีก็สามารถใช้ไทยเป็นประตูการค้าไปสู่อาเซียนได้ ในการนี้ ชิลีเห็นด้วยกับข้อเสนอของไทยที่ควรมีการพบปะระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

ชิลีได้สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจา FTA ไทย-ชิลี ซึ่งไทยแจ้งว่า ครม. มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจา FTA ไทย-ชิลี แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างรอการเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ โดยรัฐสภามีกำหนดสมัยประชุมต่อไปในเดือนสิงหาคม และหากกรอบการเจรจาดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้วก็จะเริ่มต้นการ เจรจา FTA ได้

ข้อสังเกต/ข้อคิดเห็น

1. การเจรจา FTA ของเอเปค หรือ FTAAP ดูจะได้การสนับสนุนลดลง โดยหลายประเทศหันไปให้ความสนใจการเจรจา FTA ในภูมิภาค เช่น Trans-Pacific Partnership Agreement (TPP) และการเริ่มต้นศึกษาเตรียมการสำหรับ FTA ระหว่างจีน – ญี่ปุ่น-เกาหลี (CJK FTA) หรือการดำเนินการรวมตัวในภูมิภาคต่างๆ เช่น อาเซียน + 3 อาเซียน + 6 แต่ทุกประเทศเห็นพ้องว่า เอเปคมีการดำเนินการที่จะสนับสนุนการรวมตัวในภูมิภาคเป็นจำนวนมากซึ่งควร ดำเนินการต่อไป เช่น การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจ การแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์ การเปิดเสรีสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อม การอำนวยความสะดวกทางการค้าการลงทุนและการปฏิรูปกฎระเบียบภายใน เป็นต้น

2. การปฏิบัติงานของเอเปคในเรื่องกลยุทธ์การเจริญเติบโตจะเป็น multi – year action plan จะเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนทั้งภาคเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม พลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคง ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องควรประสานความร่วมมือเพื่อกำหนดและใช้ประโยชน์จากการดำเนินงานในเรื่องนี้ของเอเปค

รายงานผลการประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 9...6 กรกฏาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 9 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้

1. ผู้เข้าร่วมการประชุม การประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 9 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 มีรัฐมนตรีและตัวแทนรัฐมนตรีจากเขตเศรษฐกิจเอเปค จำนวน 20 ประเทศ และ 2 องค์การระหว่างประเทศ และคณะผู้แทนเขตเศรษฐกิจเอเปค

2. การประชุมเต็มคณะ

2.1 การประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 9

ที่ประชุมได้รับทราบความร่วมมือด้านพลังงานในกลุ่มประเทศเขตเศรษฐกิจเอเปคจากรัฐมนตรีพลังงาน/หัวหน้าคณะผู้แทนเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่ได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ภายใต้หัวข้อที่สนับสนุนสาระหลักของการประชุมว่าด้วย Low Carbon Paths to Energy Security : วิถีคาร์บอนต่ำนำสู่ความมั่นคงด้านพลังงาน

ประเทศไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวสุนทรพจน์ ภายใต้หัวข้อความมั่นคงด้านพลังงาน ชื่อเรื่อง Thailand’s Low Carbon Society Vision and Energy Security ซึ่งอธิบายถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รัฐมนตรี พลังงาน/หัวหน้าคณะผู้แทนเขตเศรษฐกิจเอเปค ได้ร่วมกันอภิปรายถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงาน ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและได้ให้ปฏิญญาความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจเอ เปค โดยกล่าวถึงโครงการที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ

- การส่งเสริมมาตรฐานประสิทธิภาพและการทดสอบ (Collaborative Assessment of Standards and Testing)

- การส่งเสริม Carbon Capture Storage Technology และพลังงานถ่านหินสะอาด

- โครงการ APEC Peer Review on Energy Efficiency

- โครงการ Cooperative Energy Efficiency Design for Sustainability (CEEDS) ซึ่งเป็นการพัฒนาและส่งเสริมการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุสำหรับก่อสร้างอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยประเทศไทยได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม CEEDS

- ศึกษาศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานนิวเคลียร์

- สนับสนุนระบบ Smart Grid ในภูมิภาค

- จัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีของภูมิภาค (APEC Technology Development Roadmap)

- โครงการเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ โดยนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ามาใช้ในเมือง/ชุมชน อย่างเต็มรูปแบบ และเมื่อได้ผลจะมีการขยายผลไปยังเมือง – ชุมชนอื่น ๆ

ทั้ง นี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบให้จัดการประชุมร่วมกันครั้งแรกระหว่างเจ้า หน้าที่ระดับสูงด้านพลังงานและด้านคมนาคมของภูมิภาคเอเปค ในปี พ.ศ. 2554 โดยสหรัฐอเมริการับเป็นเจ้าภาพ

2.2 การประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งต่อไป

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้จัดการประชุมรัฐมนตรีพลังงานเอเปค ครั้งที่ 10 ในปี พ.ศ. 2555 โดย สหพันธรัฐรัสเซียรับเป็นเจ้าภาพ

3. การประชุมระดับทวิภาคีกับรัฐมนตรีและตัวแทนรัฐมนตรีพลังงานเอเปค

3.1 ประเด็นหารือกับประเทศสหรัฐอเมริกา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานกับหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศสหรัฐอเมริกา Mr. Daniel B.Poneman รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันว่า ควรมีความร่วมมือด้านวิชาการด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะเรื่อง Celluosic 2nd Generation of Biofuel ซึ่งสหรัฐฯ มีการวิจัยทางด้านนี้จำนวนมาก เพื่อ ต้องการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชที่ไม่ใช่พืชอาหาร ดังนั้น การแลกเปลี่ยนความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการพัฒนา ด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นควรที่จะมีความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ ด้านความปลอดภัย รวมถึงแนวทางกำกับดูแล และ ด้านการชักจูงชุมชนและสาธารณชนให้เข้าใจและเห็นด้วยกับการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า นิวเคลียร์

3.2 ประเด็นหารือกับประเทศออสเตรเลีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานกับหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศออสเตรเลีย Mr. Drew Clarke เลขานุการ กรมทรัพยากรพลังงานและการท่องเที่ยวออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กล่าวถึงกรณีที่แท่นขุดเจาะที่ Montara รั่วไหล ซึ่ง บริษัท ปตท.สผ. ได้เร่งดำเนินการจัดการให้หยุดการรั่วไหลโดยเร็ว ทั้งนี้ เลขานุการกรมทรัพยากรพลังงานและการท่องเที่ยวออสเตรเลียแจ้งว่ารัฐมนตรีว่า การกระทรวงทรัพยากรและพลังงาน ได้รับรายงานผลการสอบสวนเรื่องดังกล่าวจาก Montara Commission แล้ว โดยอาจจะต้องใช้เวลา 6 – 8 สัปดาห์ในการตัดสินใจถึงแนวทางในการดำเนินงานต่อไป ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประเทศไทยได้ขอให้ประเทศออสเตรเลียให้ความ อนุเคราะห์ในเรื่องดังกล่าวด้วย ตลอดจน ขอให้ฝ่ายออสเตรเลียให้การสนับสนุนบริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทยในการดำเนิน การลงทุนในนอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้นน้ำอย่าง ต่อเนื่องต่อไป

3.3 ประเด็นหารือกับประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดการเศรษฐกิจ H.E. Mr. Choi Kyunghwan เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2553 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ขอให้มีความร่วมมือด้านวิชาการพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทยประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดการยอมรับของประชาชน เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศเกาหลีใต้ที่ผ่านมา นอก จากนี้ ประเทศไทยได้เชิญชวนให้ ประเทศเกาหลีใต้ ได้มีโอกาสมาเรียนรู้ เทคโนโลยี และแนวนโยบายด้านพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ เชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยมีวัตถุดิบและฐานการผลิตเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้มีแผนที่จะใช้/ขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเพื่อใช้ในภาคขนส่ง ตลอดจนความร่วมมือในการจัดสัมมนา Green Field Investment ที่จะชักนำนักลงทุนจากเกาหลีใต้เข้ามาลงทุนด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แจ้งว่าที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยมาโดยตลอด เพื่อให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเร็ว

3.4 ประเด็นหารือกับศูนย์วิจัยด้านพลังงานในภูมิภาคเอเปค

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานกับประธานศูนย์วิจัยด้านพลังงานในภูมิภาคเอเปค (Asia Pacific Energy Research Center : APERC) Mr.Kenji Kobayashi เมื่อ วันที่ 19 มิถุนายน 2553 โดยประธานศูนย์วิจัยพลังงานได้ขอให้ประเทศไทยสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ/นัก วิชาการ เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของเอเปค เช่น APEC Peer Review on Energy Efficiency, APEC Low Carbon Model Town และอื่น ๆ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้แจ้งตอบรับและยืนยันว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา Cooperation Energy Effiency Design for Sustainability ร่วมกับ APERC ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวม ถึงมาตรการการส่งเสริม และมาตรการบังคับ ในการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โดยรวมถึงการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ การก่อสร้าง และพฤติกรรมการใช้พลังงาน ในอาคาร โดยรายละเอียดการจัดงานสัมมนาจะได้ประสานงานเพื่อดำเนินการต่อไป

4. การศึกษาดูงานบริษัทชั้นนำด้านพลังงาน ณ เมืองโอซากา

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงพลังงานได้ศึกษาดูงานการดำเนินการด้านเซลล์แสงอาทิตย์ ณ บริษัทเคียวเซร่า จำกัด ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่น และ ณ บริษัทชาร์ป จำกัด นอกจากนี้ ได้ศึกษาดูงานการดำเนินการเพื่อบริหารจัดการสายส่งของบริษัทคันไซ อิเล็กทริค ที่มีลักษณะการดำเนินงานเหมือนกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าและการใช้ไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่น โดย มีส่วนแบ่งในตลาดเป็นลำดับ 2 รวมทั้งได้ศึกษาดูงาน ณ บริษัทเอนเนอเก็ต ที่เป็นบริษัทในเครือบริษัทคันไซ อิเล็กทริค ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการผลิตมิเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่สามารถตรวจสอบปริมาณ การใช้ไฟฟ้าได้จากห้องควบคุมระบบการจ่ายไฟฟ้า และตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าได้ ณ บริษัทคันไซ อิเล็กทริค จำกัด

การศึกษาดูงานดังกล่าวนั้น ทำ ให้กระทรวงพลังงานได้เห็นความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านพลังงานหมุนเวียน และระบบควบคุมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่ง จะส่งผลให้สามารถนำมาวางแผนในการจัดทำยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับการดำเนินงาน ด้านพลังงานที่เน้นการจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีของไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีใน ภูมิภาคเอเปคได้ต่อไป

ท่าทีและบทบาทของกลุ่มประเทศ BASIC ต่อการเจรจาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

กลุ่มประเทศ BASIC เป็นชื่อย่อของประเทศกำลังพัฒนา 4 ประเทศ เรียงตามลำดับตัวอักษรได้แก่ บราซิล แอฟริกาใต้ จีน และอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงเป็นลำดับต้นของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ( กลุ่ม BASIC ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 29% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งโลกในปี 2004 ) ในช่วงการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนตามแผน Bali Road Map นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา กลุ่ม BASIC เผชิญแรงกดดันอย่างมากให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นในการลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป มีข้อเรียกร้องชัดเจนให้ประเทศในกลุ่ม BASIC มีพันธกรณี มีเป้าหมายการลดก๊าซที่กำหนดเป็นตัวเลขชัดเจน สำหรับกรณีสหรัฐทางวุฒิสภาสหรัฐได้มีมติมาตั้งแต่ปี 1997 (ปีที่มีพิธีสารเกียวโตเกิดขึ้น) ตั้งเป็นเงื่อนไขว่า หากสหรัฐจะร่วมลงนามในความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนฉบับใด ในความตกลงนั้นต้องมีพันธกรณีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงด้วย ซึ่งในการอภิปรายของวุฒิสภาสหรัฐได้กล่าวถึงประเทศจีน และอินเดีย

การร่วมรับผิดชอบในการลดก๊าซของกลุ่ม BASIC และท่าทีโดยรวมของกลุ่ม BASIC จึงเป็นตัวแปรสำคัญประการหนึ่งของการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนฉบับใหม่ที่กำลังเจรจากันอย่างเข้มข้นในปีนี้ กลุ่ม BASIC ก็รู้ตัวดีว่าตกอยู่ในสถานการณ์อย่างไร ที่ผ่านมาจึงได้มีการประชุมหารือกันในหมู่ประเทศสมาชิกอย่างเป็นทางการมาแล้ว 2 ครั้ง ในการประชุมเจรจา COP16 ที่โคเปนฮาเกน ตั้งแต่วันแรกของการเจรจา ทางกลุ่ม BASIC ได้จัดทำเอกสารแสดงจุดยืนของประเทศสมาชิกที่เรียกว่า “Copenhagen Accord” ความยาว 9 หน้า (เป็นเอกสารคนละฉบับกับเอกสาร Copenhagen Accord ที่ออกมาในตอนจบการประชุม แต่ชื่อซ้ำกัน) เพื่อเตรียมไว้รับมือ ตอบโต้กับเอกสารที่มีข่าวลือว่าประเทศเจ้าภาพและสหภาพยุโรปจะผลักดันออกมาในชื่อ “Copenhagen Agreement”

ในการประชุมครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 3) มีการประชุมในระดับรัฐมนตรีของกลุ่ม BASIC เมื่อวันที่ 25-26 เมษายน 2553 ครั้งนี้แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ โดยมีการออกแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ โดยทางกลุ่ม BASIC จะแสดงความเป็นผู้นำในการดำเนินการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น กรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ยังย้ำถึงหลักการเดิมที่กลุ่ม BASIC ยึดมั่นมาตลอดในการเจรจา คือ “หลักความยุติธรรม” (Equity) การคำนึงถึง “ความรับผิดชอบในอดีต” (Historical Responsibility) เรื่อง “สิทธิในการพัฒนา” ของประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งเงื่อนไขว่าการร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อนของประเทศกำลังพัฒนาต้องขึ้นกับการสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และการสร้างเสริมขีดความสามารถจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเพียงพอด้วย

กลุ่ม BASIC เรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องดำเนินการตามภาระผูกพันทางการเงินตามที่กำหนดไว้ใน “Copenhagen Accord” (CA) และทุกประเทศในกลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 1 ของพิธีสารเกียวโตต้องยกระดับการสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตนลง ท่าทีของกลุ่ม BASIC ต่อ CA แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม BASIC เลือกที่จะใช้ประโยชน์จากเอกสารฉบับนี้ในหลายแง่มุม มีการเรียกร้องการสนับสนุนด้านการเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากแนวทางกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจตามที่ระบุไว้ใน CA เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับการกำหนดเป้าหมายแบบ Top-down แบบที่ใช้ในกรณีพิธีสารเกียวโต ประเทศสมาชิกในกลุ่ม BASIC ได้ส่งเอกสารแสดงความสัมพันธ์ (Associated) กับ CA โดยมีการระบุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามที่ตนเองต้องการ เช่น บราซิลประกาศลดก๊าซ 36-39% จากระดับปล่อยปกติ อินเดียใช้เป้าหมายความเข้มข้นของก๊าซ (Carbon Intensity) โดยจะลด 20-25% จากฐานปี 2005 จีนใช้ความเข้มข้นของก๊าซเช่นกัน ประกาศลด 40-45% จากฐานปี 2005

ในแถลงการณ์ยังกล่าวถึงว่า กลุ่ม BASIC ต้องการจะหารือกับประเทศหรือกลุ่มประเทศต่างๆ ที่มีความเห็นคล้ายกัน เพื่อการสร้างกลุ่มเจรจาในรูปแบบที่เรียกว่า “BASIC Plus” โดยอ้างว่าเพื่อหาทางออกให้ประเด็นที่มีความขัดแย้งกัน ท่าทีในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการขยายสมาชิกของกลุ่มให้มากขึ้นเพื่อรองรับแรงกดดัน เพิ่มน้ำหนักในการเจรจาต่อรองของกลุ่ม และพยายามป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งระหว่างท่าทีของกลุ่มกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “กลุ่ม G77 +จีน” ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีจุดยืนที่ไม่เป็นไปในแนวเดียวกันบางกรณี

การประชุมครั้งที่ 4 ของกลุ่ม BASIC จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในเดือนกรกฎาคมนี้ และจีนได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการประชุมกลุ่ม BASIC ครั้งที่ 5 ในเดือนตุลาคม ท่าทีและความเคลื่อนไหวของกลุ่ม BASIC ที่เกิดขึ้นนำมาสู่ข้อควรพิจารณาต่อประเทศไทยว่า เราจะมีท่าทีและความสัมพันธ์อย่างไรต่อกลุ่ม BASIC โดยเฉพาะในประเด็นความรับผิดชอบในการลดก๊าซของกลุ่ม BASIC ประเด็นเรื่องการขยายเป็น BASIC Plus รวมทั้งการจัดความสัมพันธ์ของไทยกับกลุ่ม BASIC และกับกลุ่ม G77 + จีน

โมเดล'เพื่อนชุมชน'การรวมตัวภาคเอกชน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

โมเดล'เพื่อนชุมชน'การรวมตัวภาคเอกชน

โดย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,544   1-3  กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กรณีปัญหาความขัดแย้งกรณีมาบตาพุด กำลังใกล้จะได้ข้อยุติ รอเพียงคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แก้ไขปัญหา มาบตาพุด เสนอเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่จะประกาศ 18 ประเภท โครงการและกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน ที่จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินว่า โครงการใดที่ถูกศาลปกครองสูงสุดสั่งให้ระงับการลงทุนเป็นการชั่วคราว จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

แม้ว่า ปัญหาของการสั่งระงับการลงทุนกำลังจะได้รับการคลี่คลายแล้วก็ตาม แต่ในส่วนของภาคเอกชนเอง เวลานี้ดำเนินการอะไรกันบ้าง ในฐานะที่ตกเป็นจำเลยมาตลอดว่าเป็นผู้สร้างปัญหามลพิษให้เกิดขึ้นมาในมาบตา พุดสะสมมาเป็นเวลานาน จนนำไปสู่การเรียกร้องให้พื้นที่มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียงประกาศเป็นเขต ควบคุมมลพิษ และนำไปสู่การฟ้องศาลฯให้ระงับการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นการชั่วคราว


ปัญหา หนึ่งที่ทำให้มลพิษไม่ได้หมดไปจากมาบตาพุด รวมถึงการยอมรับของชุมชน น่าจะมาจากภาครัฐและเอกชนไม่ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ต่างคนต่างทำ เกิดการซ้ำซ้อน ไม่เป็นระบบเท่าที่ควร และไม่ทราบว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงแล้วมาจากจุดใดกันแน่ จากการกระจุกตัวของกลุ่มอุตสาหกรรม

-เอกชนผนึกกำลัง
จาก บทเรียนของการดำเนินงานต่างคนต่างทำในการแก้ไขปัญหา กำลังจะถูกขมวดปม และกำลังจะเป็นโมเดลใหม่ในการอยู่รวมกันอย่างยั่งยืนระหว่างอุตสาหกรรมกับ ชุมชน เมื่อผู้ลงทุนรายใหญ่ด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงาน อย่างเครือบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และเอสซีจี กอดคอภาคเอกชนอีก 3 ราย ได้แก่ บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด กลุ่มบริษัท โกลว์ฯ และบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด จากกลุ่ม"บ้านปู"ได้จับมือกันแสดงความจริงใจและความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่ง แวดล้อมและคุณภาพชีวิตชาวระยองให้ดีขึ้นภายใต้กลุ่ม"เพื่อนชุมชน"

 นาย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดมุมมองว่า การรวมตัวกันของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในมาบตาพุดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่ภาคเอกชนจะร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็น อุตสาหกรรมสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้ ระยองเป็นต้นแบบของเมืองน่าอยู่ ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่การดูแลชุมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วน ที่จะมุ่งมั่นแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเร่งด่วน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบมาตรฐานการดำเนินงานความปลอดภัย-อาชีวะ อนามัย-สิ่งแวดล้อม ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการต้องร่วมกันทำให้ดีกว่ากฎหมาย หากการทำงานเป็นไปตามเป้าหมาย ก็จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับชุมชน เรียกความเชื่อมั่นกลับมา และคืนภาพลักษณ์ที่ดีให้จังหวัดระยองกลับมาเป็นเมืองที่น่าอยู่เช่นเดิม

ที่ สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้นำมาซึ่งการแบ่งปันและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับโรงงาน อุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มผู้ประกอบการเห็นประโยชน์ร่วมกัน เข้าร่วมโครงการมากขึ้นในอนาคต และท้ายที่สุดทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมทำให้ระยองเป็นสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืน และเข้มแข็ง

-เน้นเพื่อนช่วยเพื่อน 
 ส่วน การจะร่วมมือกันอย่างไรนั้น นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ให้ความเห็นว่า จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกบริษัท แบ่งการทำงานเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านปฏิบัติการโรงงานสีเขียว ที่เป็นการดำเนินงานในลักษณะ"เพื่อนช่วยเพื่อน" โดยอุตสาหกรรมจะดูแลช่วยเหลือด้วยกัน ทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ทำให้ดีกว่ากฎหมายและมาตรฐานสากล และปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา พร้อมถ่ายทอดความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานสูงขึ้นทัดเทียมกัน และก้าวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบดูแลตัวเอง เพื่อพัฒนาให้เป็นโรงงานสีเขียวอย่างแท้จริง

 โดย มีแผนงานที่จะดำเนินการร่วมกัน ในการจัดทำข้อตกลงลดสารอินทรีย์ระเหยง่ายหรือวีโอซี ที่จะต้องดำเนินการให้ดีกว่ามาตรฐานกำหนด และหาแหล่งกำหนดมลพิษ เพื่อควบคุมกลิ่นไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชน รวมทั้งจัดทำแนวป้องกันหรือพื้นที่กันชน โดยการปลูกไม้กันมลพิษรอบโรงงาน และปลูกต้นไม้ในพื้นที่ชุมชนที่สมัครใจรอบแนวนิคมอุตสาหกรรม และยังจัดทำแผนการควบคุมและลดการนำก๊าซเหลือทิ้งไปเผาที่หอเผา ให้ครอบคลุมทั้งภาวะฉุกเฉินและภาวะปกติ และยังประสานความร่วมมือและร่วมกันซักซ้อมการรับมือและระงับเหตุฉุกเฉิน ต่างๆ

 นอกจากนี้ ในการดูแลเอาใจใส่ชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิตนั้น จะมีคณะทำงาน"Beyond CSR " ที่ จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมทั้งแก้ปัญหาและตอบความต้องการที่แท้จริงของชุมชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลมาบตาพุด ห้วยโป่ง เนินพระทับมา มาบข่า และบ้านฉาง โดยจะมีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ครอบคลุมทุกชุมชน และเพิ่มการตรวจรักษาโรคเฉพาะทาง และร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขตรวจสุขภาพ พร้อมจัดทำฐานข้อมูลด้านสุขภาพประชาชน ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานครั้งแรกในประเทศไทย รวมถึงการมอบทุนการศึกษาพยาบาลสำหรับเยาวชนในพื้นที่จำนวน 200 ทุน

 ส่วน ด้านการศึกษา จะดำเนินโครงการ"พี่สอนน้อง"กวดวิชานักเรียนมัธยมปลาย โดยมีวิศวกรจากโรงงาน โครงการพัฒนาโรงเรียนเป็น"โรงเรียนดีใกล้บ้าน" และยังมีทุนพิเศษสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่จนจบการศึกษาปริญญาตรี และพัฒนาศักยภาพครูเพื่อคุณภาพการเรียนการสอนที่เป็นเลิศ

 อีก ทั้ง ยังมีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาดูเรื่องการสื่อสารเสริมสร้างความเข้าใจ ที่จะมุ่งสนับสนุนให้อุตสาหกรรมร่วมมือกันพัฒนาการจัดการสิ่งแวดล้อมและความ ปลอดภัย สู่อุตสาหกรรมสะอาด พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างเปิดเผยโปร่งใสเกี่ยวกับการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอุตสาหกรรม

-ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์
 โดย จะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสาร"เพื่อนชุมชน"เพื่อสื่อสารและเป็นศูนย์ให้ ความรู้ชุมชน รวมทั้งรับข้อร้องเรียน และประสานงานในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว สร้างความรู้การรับมือเหตุฉุกเฉินให้ครบถ้วนทุกชุมชน ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ แนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือ พร้อมกับเปิดโรงงานให้ชุมชน ตัวแทนภาคประชาชน และนักวิชาการเยี่ยมชมอุตสาหกรรมสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส และจัดเวทีชุมชนให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสะอาด และรับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนเพื่อนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นตลอดเวลา

 ทั้งหมดนี้ เป็นการวางแผนการทำงานในระยะสั้นช่วง 1-2 ปี และในช่วงระยะยาว 3 ปีขึ้นไป โดยมีการประมาณการเบื้องต้นในการใช้งบในระยะสั้นนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยทางกลุ่มบมจ.ปตท.จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 35 % และเครือปูนซิเมนต์ไทย 35 % ส่วนที่เหลืออีก 30 % จะมาจากพันธมิตรอีก 3 ราย ซึ่งงบดังกล่าวนี้ ไม่รวมถึงงบที่ใช้ในการลงทุนเพื่อปรับลดวีโอซีที่แต่ละบริษัทจะเป็นผู้ออก ค่าใช้จ่ายเอง โดยจะมีการกดปุ่มทำงานตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป 

 นาย ชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ตบท้ายให้ฟังว่า การดำเนินงานของกลุ่ม "เพื่อนชุมชน" เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจของภาคอุตสาหกรรมที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมด้วยกัน ในการช่วยพัฒนาจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีมาตรฐานสูงทัดเทียมกัน  ลด ผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งการผนึกกำลังครั้งนี้จะมีส่วนในการช่วยด้านการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ รวมทั้งให้ความร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนใน การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการขยายผลไปทั่วประเทศ

ดัง นั้น การผนึกกำลังของภาคเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดครั้งนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคเอกชนในการที่ จะร่วมกันแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป ส่วนจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนต้องขึ้นกับความจริงใจในการแก้เป็นปัญหาเป็นสิ่ง สำคัญ


"ฉลากสิ่งแวดล้อม" ช่วยอนุรักษ์โลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

รายงานพิเศษ

ผู้บริโภคหลายๆ ท่าน อาจเคยผ่านตา มองเห็น "ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม" เวลาไปเดินจับจ่ายซื้อสินค้าตามร้านค้าทั่ว ไป ล่าสุด ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดงานสัมมนาเผยแพร่ความรู้ในประเด็นดังกล่าว ระบุ ว่า ปัจจุบัน "ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม" แบ่งเป็น 3 ประเภท

1. ฉลากเขียว มีสีเขียวสมชื่อ ใช้บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้นมีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะอนุกรรมการจากกระ ทรวงอุตสาหกรรมคอยตรวจรับรองคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ผลิต ใช้งาน กระทั่งจบสิ้นที่การทิ้งทำลายว่ามีอัตราปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนไดออกไซด์ มากเกินความจำเป็นหรือไม่

2. ฉลากลดคาร์บอน หรือ ฉลากแสดงการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ลง เมื่อเทียบกับปี 2545 ที่โรงงานเคยปล่อย โดยหากผลประเมินพบว่าสินค้านั้นมีกระบวนการผลิตที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงร้อยละ 10 จะถือว่าผ่านเกณฑ์

3. ฉลากน้องใหม่ "คาร์บอนฟุตพรินต์" ซึ่งเป็นฉลากแสดงตัวเลขของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิต ภัณฑ์ที่โรงงานผลิต

กระแสรักษ์โลกเป็นประเด็นที่นานาชาติต่างตื่นตัวกันมานาน แต่สำหรับประเทศไทยนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลับส่ายหัวกันเป็นทิวแถว เพราะไม่เห็นวี่แววที่น่าชื่นใจ

นางสาวพรรรัตน์ เพชรภักดี ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ว่า

ตลอดช่วงกว่า 10 ปีแรกทีมงานเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนทั่วไป แต่ผลตอบรับกลับไม่เป็นไปตามเป้าเนื่องจากประชาชนไม่เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มองเห็นเป็นเรื่องไกลตัว จึงต้องเปลี่ยนแผนใหม่เป็นการขอความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงทำให้การทำงานของหน่วยงานง่ายขึ้น

อุตสาหกรรมหลายแห่งเสนอตัวขอรับการตรวจสอบเพื่อให้ได้ "ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม" นำไปใช้โฆษณา ส่งเสริมการขาย และเอื้อให้ผลิตภัณฑ์สามารถส่งออกได้

สำหรับภาครัฐในปี 2551 รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ได้รับ "ฉลากเพื่อสิ่งแวดล้อม"

ด้าน ดร.พงษ์วิภา หล่อสมบูรณ์ ผอ.สำนักตลาดคาร์บอน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้ความเห็นว่า เหตุที่ประชาชนไทยยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม เพราะยังขาดความเข้าใจอยู่มาก และมีทัศนคติด้านลบกับสินค้าสีเขียวว่าต้องมีราคาแพง ทั้งๆ ที่ร้อยละ 80-90 ของสินค้ามีราคาปกติเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกัน

ทางแก้ปัญหา คือ รัฐบาลต้องกำหนดนโย บายการผลิตสินค้าของภาคอุตฯ ให้ชัดเจน และกระตุ้นให้ประชาชนใช้สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ยิ่งเมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติฯ เตรียมผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "สังคมคาร์บอนต่ำ" โจทย์ใหญ่ที่ยิ่งต้องแก้คือภาคประ ชาชนมีความรู้ความเข้า ใจเพียงพอแล้วหรือยัง

นายวรศาสตร์ อภัยพงษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า แม้ร้อยละ 56 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากกระบวนการผลิต แต่โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนจิตสำนึกของประชาชน เพราะหากมีกำลังซื้อก็ย่อมมีกำลังขาย ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมๆ กัน ไม่ต้องรอใครอื่น เริ่มจากตัวของเราเอง

หากผู้บริโภคไม่ทราบว่าจะหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตราสัญลักษณ์เพื่อสิ่งแวดล้อมได้ที่ไหน เร็วๆ นี้ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ และร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น กำลังเตรียมจัดมุมพิเศษสำหรับสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีราคาถูกและคุณภาพทัดเทียมกับสินค้าทั่วไปต่อไป

ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553...22 มิถุนายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553 ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ข้อเท็จจริง

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน พ.ศ. 2553 โดยสอบถามจากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ จำนวน 3,900 คน ระหว่างวันที่ 5 – 20 เมษายน 2553 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ ได้สะท้อนข้อคิดเห็นของประชาชนต่อภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้นำผลการสำรวจไปใช้เป็นแนวทางในการติดตามนโยบาย ประเมินผล และปรับปรุงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนต่อไป ขณะนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำผลการสำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน และการแก้ไขปัญหา

ประชาชน ร้อยละ 70.4 ระบุว่า ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน/หมู่บ้าน ในรอบปีที่ผ่านมา และร้อยละ 29.6 ไม่ประสบปัญหา โดยประชาชนในกลุ่มที่ประสบปัญหาฯ ได้ระบุปัญหา 3 อันดับแรก คือ การเกิดภาวะภัยแล้ง ร้อยละ 72.6 การเกิดภาวะน้ำท่วม ร้อยละ 25.3 และมลพิษทางอากาศ (เช่น หมอกควันจากการเผาป่า) ร้อยละ 22.5

สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ร้อยละ 27.6 มีการแก้ไขปัญหากันเองเบื้องต้น และร้อยละ 72.4 ไม่มีการแก้ไข และในกลุ่มประชาชนที่มีการแก้ไขปัญหากันเองเบื้องต้น ได้ระบุเรื่องที่แก้ไขมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ การรณรงค์ปลูกต้นไม้/เพิ่มพื้นที่สีเขียว ร้อยละ 25.5 การขุดลอกคูคลองเพื่อหาแหล่งน้ำทำการเกษตร/ขุดบ่อบาดาล/ขุดสระเก็บน้ำ ร้อยละ 22.3 และการใช้น้ำอย่างประหยัด/ลดทำการเกษตรในฤดูแล้ง ร้อยละ 19.8

2. ความพึงพอใจต่อนโยบายหรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ

นโยบาย/มาตรการ ต่างๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ พบว่า ประชาชนพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ นโยบายสนับสนุนบทบาทชุมชนในการบริหารจัดการน้ำ (การทำฝายต้นน้ำลำธารหรือฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ) ร้อยละ 89.0 นโยบายป้องกันการชะล้างทำลายหน้าดิน โดยการปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ร้อยละ 87.9 และนโยบายเร่งรัดให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 87.5

3. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

ประชาชน ร้อยละ 95.7 ระบุว่า รับรู้หรือได้ยินคำว่าภาวะโลกร้อน และร้อยละ 4.3 ไม่เคยรับรู้ฯ โดยระบุสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน 3 อันดับแรก คือ การจุดไฟเผา (เผาป่า เผาขยะ เผาฟางเพื่อการเพาะปลูก) ร้อยละ 69.2 การตัดไม้ทำลายป่า ร้อยละ 52.8 และการปล่อยควันจากท่อไอเสียจากยานพาหนะ ร้อยละ 43.7

4. มาตรการหรือแนวทางที่สำคัญของภาครัฐเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน

ประชาชน ได้ระบุถึงมาตรการหรือแนวทางของภาครัฐที่คิดว่าจะช่วยรับมือกับวิกฤตภาวะโลกร้อน 3 อันดับแรก โดยร้อยละ 85.9 เห็นว่า ควรรณรงค์การประหยัดพลังงาน ร้อยละ 57.0 ควรส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบพอเพียง และร้อยละ 40.1 ควรใช้พลังงานทดแทน

สำหรับการประหยัดพลังงานตามที่ภาครัฐกำหนดให้สถานที่ราชการทุกกระทรวงเปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดไฟแบบประหยัดนั้น ประชาชน ระบุว่า สามารถประหยัดพลังงานและลดภาวะโลกร้อนได้ในระดับมาก ร้อยละ 32.8 ปานกลาง ร้อยละ 48.9 น้อย ร้อยละ 9.6 ที่ระบุว่าไม่ได้ช่วยฯ มีร้อยละ 2.5 และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 6.2

นอกจากนี้ ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนในสถาบันการศึกษาทุกระดับเพื่อให้ประชาชนเกิดการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตภาวะโลกร้อนนั้น ประชาชน ร้อยละ 98.3 เห็นว่า ควรมีการจัดทำหลักสูตร และร้อยละ 1.7 เห็นว่า ไม่ควรจัดทำ

รายงานการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 15 (CITIES CoP15)...22 มิถุนายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 15 (CITIES CoP15) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

ทส. รายงานว่า ทส. ได้อนุมัติองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยในการเข้าร่วมประชุมภาคีอนุสัญญา CITIES ครั้งที่ 15 (CoP15) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 25 มีนาคม 2553 ณ เมืองโดฮา รัฐกาตาร์ โดยมอบหมายให้นายภิมุข สิมะโรจน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะ และมีคณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 4 คน กรมวิชาการเกษตร 2 คน และกรมประมง 3 คน โดยการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 15 (CoP15) มีวาระการประชุมทั้งหมด 70 วาระ เป็นการพิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินงานตามพันธกรณีแห่งอนุสัญญา CITIES ให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีสาระสำคัญที่มีผลกระทบกับประเทศไทยสรุปได้ ดังนี้

1. ที่ประชุมรับทราบถึงบทบาทการเป็นผู้นำของประเทศไทยในการอนุรักษ์เสือโคร่ง โดย การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชียด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง ครั้งที่ 1 ซึ่งผลจากการประชุมได้บรรลุข้อตกลงและประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ เสือโคร่ง (Hua Hin Declaration) และ รับทราบถึงมาตรการของประเทศไทยในการควบคุมการค้างาช้างภายในประเทศและการ รณรงค์หยุดการลักลอบนำงาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างออกนอกประเทศ เริ่มตั้งแต่การยกร่างแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน และการยกร่างพระราชบัญญัติช้าง พ.ศ. .... ขึ้นมาใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้ครอบคลุมทุกประเด็นปัญหา รวม ทั้งการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ให้ผู้ประกอบการค้างาช้างต้องจดทะเบียนและ จัดทำบัญชีสินค้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมและตรวจสอบได้ ตลอดจนการฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และการรณรงค์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่ให้ซื้อและนำงาช้างหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้างติดตัวออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการเพิ่มมาตรการในการอนุรักษ์เสือโคร่งและสัตว์อื่น ๆ ในกลุ่ม Asian Big Cat โดยให้เพิ่มมาตรการรายงานการค้าเสือ และการควบคุมการเพาะพันธุ์เสือในปริมาณที่เหมาะสมต่อการอนุรักษ์เสือในธรรมชาติเท่านั้น โดยทาง EU ที่เป็นผู้เสนอพยายามจะเพิ่มมาตรการควบคุมการค้าภายในประเทศ โดยขยายคำนิยามของคำว่า trade ให้ครอบคลุมการค้าภายในประเทศด้วย รวมทั้งให้เพิ่มมาตรการการลงโทษหากมีประเทศสมาชิกไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุม แต่ประเทศจีนคัดค้านอย่างหนักและขอให้ประเทศแหล่งกำเนิดเสือร่วมสนับสนุน เนื่องจากเห็นว่า คำจำกัดความคำว่า trade ที่อ้างถึงในข้อเสนอของ EU นั้น เกินขอบเขตอำนาจของอนุสัญญาที่มุ่งเฉพาะการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น จึงเสนอขอให้ตัดคำจำกัดความนี้ออก รวมทั้งตัดมาตรการในการลงโทษออกด้วย และแจ้งว่าประเทศแหล่งกำเนิดเสือจะทำงานร่วมกันกำหนดมาตรการหรือแผนปฏิบัติร่วม

3. ที่ประชุมลงมติไม่รับข้อเสนอของประเทศแทนซาเนียและแซมเบียในการขอลดบัญชี ช้างแอฟริกาของทั้งสองประเทศจากบัญชี 1 ลงมาเป็นบัญชี 2 เพื่อสามารถค้าช้างและงาช้างระหว่างประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย ทำให้ทั้งสองประเทศไม่สามารถค้างาช้างที่อยู่ในสต๊อกของรัฐบาลได้รวมทั้งสิ้น 111,540.94 กิโลกรัม ซึ่งจากมติที่ประชุมดังกล่าว อาจส่งผลกระทบให้มีการลักลอบค้างาช้างระหว่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรต้องมีมาตรการป้องกันและ เฝ้าระวังที่เข้มงวด

4. ที่ประชุมลงมติไม่รับข้อเสนอในการขอขึ้นบัญชี Blue Fin Tuna ในบัญชี 1 (ตามที่กลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกาสนับสนุน เนื่อง จากเห็นว่ามีประชากรลดลงอย่างรวดเร็วและใกล้สูญพันธุ์) โดยมีประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้นำในการคัดค้านและได้รับเสียงสนับสนุนจาก ประเทศในกลุ่มเอเชีย เพราะเห็นว่าข้อมูลในการสำรวจประชากรในธรรมชาติยังไม่มีการศึกษายืนยันที่แน่ชัด และการควบคุมการทำประมงก็มีหน่วยงานระดับนานาชาติควบคุมอยู่แล้ว มติที่ประชุมส่งผลดีต่อประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าและส่งออกปลาทูน่าปีละกว่า 7 แสนตัน หากมีการขึ้นบัญชีปลา Blue fin Tuna ตามข้อเสนอ อาจกระทบต่อการค้าและเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการอนุญาต อย่างไรก็ตามประเทศไทยร่วมกับภาคีสมาชิกที่มีการค้า Blue Fin Tuna จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหามาตรการรองรับหากมีการเสนอขอขึ้นบัญชีอีกในการประชุมครั้งต่อไป

5. ที่ประชุมลงมติไม่รับข้อเสนอในการขอขึ้นทะเบียนปลาฉลามจำนวน 4 ชนิด [ได้แก่ ฉลามหัวค้อนหยัก (Sphyrna lewini) ฉลามหัวค้อนยักษ์ (Sphyrna mokarran) ฉลามหัวค้อนดำ (Sphyrna zygaena,) และฉลามครีบด่าง (Carcharhinus longimanus)] ในบัญชี 2 ของอนุสัญญาไซเตส โดยมีประเทศญี่ปุ่นและจีนเป็นผู้นำในการคัดค้านและได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ โดยชูประเด็นในทำนองเดียวกันกับปลา Blue Fin Tuna และประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนใน คำจำกัดความของคำว่า Introduction from the sea ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติ เพราะการจับปลาฉลามส่วนใหญ่จับจากน่านน้ำสากล นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการจำแนกชนิดพันธุ์ของปลาฉลามแต่ละชนิด มติที่ประชุมดังกล่าวก็ส่งผลดีต่อประเทศไทยเช่นกัน เพราะประเทศไทยยังมีการบริโภคและส่งออกเนื้อปลาฉลาม รวมทั้งหูฉลามจำนวนมาก

6. ที่ประชุมมีมติไม่รับการขอขึ้นทะเบียนสัตว์บัญชี 1 ที่ได้จากการเพาะพันธุ์เพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ (นกกระตั้วและนกแก้วมาคอว์) เสนอโดยประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีสหรัฐอเมริกาและประเทศถิ่นกำเนิดนกดังกล่าวในแถบอเมริกาใต้คัดค้านทำให้ต้องลงคะแนนเสียง ซึ่งผลปรากฏว่า ได้คะแนนเสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ของจำนวนประเทศที่ออกเสียงทั้งหมด (ขาดไป 2 เสียง) ทำให้คำขอตกไปอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 3 เหตุผลสำคัญที่ไม่ผ่านการลงคะแนนเพราะไม่แน่ใจ หรือไม่มีหลักฐานเพียงพอว่า พ่อ-แม่พันธุ์ (Parental stock) ได้มาอย่างถูกต้อง ในกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศไทยที่จะต้องเตรียมความพร้อมก่อนที่จะยื่นข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนการเพาะพันธุ์นกต่างประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการค้านกต่างประเทศที่มีอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถที่จะแสดงหลักฐานได้อย่างเพียงพอและชัดเจน

7. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการแก้ไขแนวทางในการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสัตว์บัญชี 1 ที่ได้จากการเพาะพันธุ์เพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ ตามที่สำนักเลขาธิการ CITIES เสนอโดยผู้ยื่นคำขอไม่ต้องรอให้มีการลงคะแนนเสียงรับรอง (2 ใน 3) จากที่ประชุม CoP ซึ่งจะมีการประชุมทุก 3 ปี หากมีผู้คัดค้านข้อเสนอ แต่ให้ยื่นคำขอผ่านสำนักเลขาธิการ CITIES หากมีผู้คัดค้านให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการด้านสัตว์พิจารณาภายใน 60 วัน แล้วส่งข้อเสนอแนะให้ผู้คัดค้านและผู้ยื่นคำขอรับทราบและชี้แจงภายใน 30 วัน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากทั้งสองฝ่าย ส่งให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาตัดสิน หาก คำคัดค้านมีเหตุผลและคำชี้แจงของผู้ยื่นคำขอฟังไม่ขึ้น ก็ให้คำขอนั้นตกไป หากคำคัดค้านฟังขึ้นก็ให้ขึ้นทะเบียนได้ ข้อดี คือ สามารถลดช่วงระยะเวลาในการขอขึ้นทะเบียนได้อย่างมาก โดย ไม่ต้องรอให้มีการประชุม CoP ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี แต่การประชุมคณะกรรมการบริหารจะมีการประชุมทุกปี ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้มีผู้ประกอบการยื่นขอขึ้นทะเบียนแล้ว และกำลังจะยื่นขออีกจำนวนมาก

8. ที่ประชุมพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการด้านพืชที่ให้ทบทวนคำอธิบายแนบท้ายของพืชตระกูล Cactaceae และ Orchidaceae ที่มีอยู่เดิมว่า สามารถควบคุมการค้าชนิดพันธุ์พืชตามรูปแบบที่มีในตลาดได้หรือไม่ โดยพิจารณาการค้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของ Cibotium barometz, Cistanche deserticola, Dionea muscipula และ Euphorbia spp. ซึ่งผลการประชุมเห็นชอบให้แก้ไขคำอธิบายแนบท้ายโดยยกเว้นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีมีส่วนผสมของ Euphobia antisyphylitica (Candellilar wax) ออกจากการควบคุมของอนุสัญญา ทำให้ประเทศไทยสามารถค้าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของ Euphobia antisyphylitica (ใช้สำหรับเคลือบเงา) อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (ลิปสติก) ผลิตภัณฑ์หมากฝรั่ง เป็นต้น ได้สะดวกขึ้น

9. ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม CoP16 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 การเป็นเจ้าภาพดังกล่าวประเทศไทยได้รับสิทธิเข้าเป็นกรรมการบริหารรวม 2 สมัยประชุม (ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงก่อนสมัยประชุม CoP17 ในปี พ.ศ. 2559) ซึ่ง จะทำให้ประเทศไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเพื่อปกป้องสิทธิและประโยชน์ทาง ด้านการค้าและการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าของประเทศได้อย่างเต็มที่

ร่างบัญชีรายการโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนฯ ตาม ม.๖๗ วรรคสอง

ผู้เขียน: 
คณะกรรมการแก้ไขปัญหา การปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ร่างบัญชีรายการฯ พร้อมเหตุผลอย่างละเอียด รวมทั้งเหตุผลข้อโต้แย้งเรื่องสนามกอล์ฟและเรื่อง GMOs
จากข้อสรุปของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย (21 มิถุนายน 2553)

by ThaiWebExpert