ศึกชิงน้ำ’ สงครามนี้ยังกระหายไม่รู้จบ

ผู้เขียน: 
ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ฝนหลงฤดูที่ตกหนักติดต่อกันถึง 2-3 วันช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก หรือ Climate Change ได้ชัดเจน

สาเหตุฤดูกาลทั่วโลกกำลังแปรปรวนผิดเพี้ยนหนักข้อขึ้นทุกวี่วัน คงปฏิเสธกันไม่ได้แล้ว ล้วนเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

วิกฤตแย่งชิงทรัพยากร “น้ำ” อาจย่างกรายมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งการเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเอ็นจีโอเชื้อสายไทยทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง “มูลนิธิรักษ์ไทย” พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิ กล่าวว่า วิถีชีวิตคนในชุมชนบนพื้นที่ต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านเริ่มรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ผันแปรไป อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น อากาศที่ร้อนจัด ฤดูแล้งที่ยาวนาน ความแห้งแล้งที่เพิ่มมากขึ้นในทุกปีจนเข้าขั้นวิกฤต

ในปี 2550 เกิดภัยพิบัติจากน้ำหลากในช่วงฤดูฝน ดินโคลนที่ถล่มทับบ้านเรือน ทำลายพื้นที่การเกษตร ภัยพิบัติที่เกิดบ่อยครั้งทุกปีจนเหมือนจะกลายเป็นเรื่องปกติ ชาวบ้านต่างตกอยู่ในสภาพขาดความมั่นคงในการดำรงชีวิต

‘น้ำ’ ทรัพยากรที่ทุกคนเป็นเจ้าของ

มูลนิธิรักษ์ไทย หรือองค์การแคร์ ประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำ อ.แม่แจ่ม ตั้งแต่ปี 2523 สำหรับประเด็นภาวะโลกร้อน มูลนิธิก็ได้ร่วมทำกิจกรรมด้านการอนุรักษ์กับชาวแม่แจ่มมาอย่างยาวนานเป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งจากบทความเรื่อง “อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพอเพียง และยั่งยืน” ผลงานเขียนแสดงทัศนะจากการลงพื้นที่ร่วมกับรักษ์ไทย โดยเอ็นจีโอชาวอเมริกัน แบร์รี เฟลมิง และผู้บริหารมูลนิธิรักษ์ไทย พร้อมบุญ ถอดความแสดงทัศนะร่วมกันอีกในทอดหนึ่ง

เนื้อความแทบไม่น่าเชื่อว่า “ชุมชนบนพื้นที่สูง” ชาวอ.แม่แจ่ม เกือบ 7 หมื่นคน จะดูแลต้นน้ำที่เป็นธารชีวิตให้คนในกรุงเทพฯ กว่า 12 ล้านคน โดยไม่ได้รับการขอบคุณสักคำ ชาวบ้านร่วมใจกันดำเนินกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การไม่ทำลายป่าไม้ การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ การป้องกันไฟป่า

“พื้นที่อ.แม่แจ่ม เกือบ 4,000 ตร.กม. นับเป็นอำเภอใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ลักษณะสำคัญของอ.แม่แจ่ม คือ ขอบเขตพื้นที่ของอำเภอแบ่งตามขอบเขตลุ่มน้ำ โดยเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยลุ่มน้ำย่อยหรือลุ่มน้ำสาขาที่เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำสายเล็กๆ จำนวนมากไหลลงมารวมกันเป็นลำน้ำแม่แจ่ม ลำน้ำสายหลักที่ปลดปล่อยน้ำในปริมาณสูงสุดสู่ลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งเป็นส่วนที่ให้น้ำสูงสุดแก่แม่น้ำปิง 1 ใน 4 แม่น้ำสายหลักของแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในภาคกลาง”

มูลนิธิรักษ์ไทยทำงานจากระดับชุมชนสู่การทำงานเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำ มีการตั้งกฎระเบียบของเครือข่ายลุ่มน้ำ และมีการสร้างเครื่องมืออย่างอื่น เช่น แผนที่ และโมเดล ฯลฯ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพแกนนำเครือข่ายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่าไม้ อย่างยั่งยืนของชุมชนในลุ่มน้ำแม่แจ่ม โดยมีเครือข่ายจำนวน 23 ลุ่มน้ำย่อยที่มูลนิธิรักษ์ไทยให้การสนับสนุน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เครือข่ายมีเวทีในการเจรจากันเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างลุ่มน้ำ โดยดำเนินการด้วยตัวเอง “การลดความขัดแย้งในลุ่มน้ำด้วยการเจรจากันอย่างสันติระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”

เจ้าหน้าที่ทำงานลงพื้นที่อีกคน ดิเรก เครือจินลิ ผู้ประสานงานโครงการ ประจำภาคเหนือ มูลนิธิรักษ์ไทย เล่าให้ฟังเพิ่มเติมในประเด็นความขัดแย้งในลุ่มน้ำว่า เหตุการณ์สงครามแย่งชิงทรัพยากรน้ำเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปี 2537 ประเด็นหัวใจหลักปัญหานี้คือ น้ำ ไม่สามารถแยกแบ่งปันกันใช้ได้อย่างชัดเจนเหมือนกับที่ดินซึ่งแบ่งเขตแดนชัดเจนได้ แต่น้ำคือทรัพยากรที่ทุกคนร่วมกันใช้ ร่วมเป็นเจ้าของ

“คนบนที่สูง ทำอาชีพเกษตรกรรมใช้น้ำเป็นหลัก น้ำคือปัจจัยกระทบผลผลิต เกี่ยวข้องรายได้และอาหาร ความมั่นคงของชีวิต ความเป็นอยู่โดยตรง แหล่งน้ำหลักทั้งน้ำกิน น้ำดื่ม ของคนในพื้นที่นี้มาจากแหล่งที่เรียกว่า แม่น้ำ คงไม่ได้ แต่เป็นน้ำที่ค่อยๆ ไหลรินจากภูเขาลงลำห้วย แล้วชาวบ้านไปสร้างฝายดักตะกอนโดยใช้ท่อพีวีซี หรือท่อไม้ไผ่ เข้ามาที่หมู่บ้าน ไม่มีการกรองฆ่าเชื้อใดๆ ทั้งสิ้น บางหมู่บ้านต่อตรงเป็นบ่อพักน้ำเก็บไว้ในหมู่บ้าน แล้วแต่ละครัวเรือนก็ต่อน้ำไปใช้ประโยชน์อีกทีหนึ่ง วิธีนี้เรียกว่า ประปาภูเขา” ดิเรก อธิบาย

พืชเศรษฐกิจบนดอย ‘ตัวกินน้ำ’

อาชีพหลักของคนบนพื้นที่สูง ชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอญอ) ม้ง ลั้ว ขิ่น คือเกษตรกรรมบวกปลูกข้าวไร่เพื่อยังชีพ และปลูกพืชไร่เศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด กะหล่ำปลี เน้นปลูกข้าวไว้กิน ซึ่งเป็นระบบไร่หมุนเวียน 5-7 ปี หมุนไปอีกที่แล้วปล่อยให้ป่าฟื้น ดิเรก อธิบายว่า แต่สำหรับเผ่าม้งใน อ.แม่แจ่ม ซึ่งจัดเป็นชาวไทยภูเขาที่มีหัวการค้าที่สุด ปลูกพืชเศรษฐกิจล้วนๆ แล้วเอาไปซื้อข้าวกิน

“ทันทีที่ถนนหนทางเข้าถึงหมู่บ้านเจริญขึ้น พืชเศรษฐกิจก็รุกล้ำเข้ามาด้วยครับ ตอนนี้ไปไหนมาไหนโดยเฉพาะแม่แจ่มตอนล่างก็จะเห็นไร่ข้าวโพด ซึ่งมีตัวเลขจากทางการบอกสูญเสียพื้นที่ป่าหลายพันไร่ แต่ไม่มีการสำรวจแน่ชัดนะครับ เมื่อเงินเข้ามา แล้วถ้าระบบการจัดการไม่เข้มแข็ง ไม่มีการกันพื้นที่ทำไร่ ทำนา หรือพื้นที่ป่า จิตอนุรักษ์ก็มีน้อยลงไปด้วย” ดิเรก กล่าว

ปัญหาขัดแย้งเรื่องน้ำรุนแรงเมื่อปี 2537 ขณะที่บนดอยเริ่มปลูกพืชเศรษฐกิจ คนเมืองข้างล่างก็ปิดถนนเรียกร้องโดยอ้างการบุกรุกทำลายป่า

“ทุกคนต้องใช้น้ำ” ดิเรก บอก จึงมีการเรียกชาวบ้านทั้งบนดอยและข้างล่างมาพูดคุยกัน คนบนดอยบอกเมื่อเปิดพื้นที่ทำการเกษตรก็ต้องหาแหล่งใกล้น้ำ ซึ่งไร่เศรษฐกิจก็ต้องใช้น้ำในปริมาณเยอะขึ้น

“ปัญหาเริ่มจากการสูญเสียพื้นที่ป่า ชาวบ้านอาศัยด้านล่างก็กล่าวหาคนต้นน้ำว่าเป็นคนถางป่าทำไร่ คนข้างบนกั้นน้ำทำฝายต่อคูต่อไปพื้นที่เกษตร เมื่อกั้นหลายๆ ตัวเข้าคนข้างล่างก็ไม่ได้ใช้น้ำ รักษ์ไทยเข้าไปทำงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติออบหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมราชการ และเอ็นจีโอในพื้นที่ (ศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาแห่งประเทศไทย) เริ่มชักชวนชาวบ้านตอนบนพูดคุยเรื่องปัญหานี้

ป่า น้ำ การเกษตร ที่ลงทุนสูง ผลผลิตลดลงเพราะใช้ปุ๋ย ใช้ยาเพิ่มขึ้น แนะนำวิธีการจัดการแก้ไข ชาวบ้านสรุปประเด็นแนวเขตการจัดการแนวป่าที่ส่งผลกระทบต่อน้ำ การบุกรุกพื้นที่เกษตรมีการสำรวจรังวัดทำเป็นแผนที่ ซึ่งพื้นที่ที่กันเป็นป่า น้ำ จะจัดการอย่างไร

มีการเจรจาขอให้พื้นที่นั้นเป็นป่า ซึ่งเมื่อมีการแลกเปลี่ยนปัญหากันแล้ว ชาวบ้านตอนบนแสดงให้ชาวบ้านตอนล่างเห็นว่า ไม่มีบุกรุกป่า โดยมีแผนที่แสดงให้เห็น มีการจัดระบบฝายโดยชลประทานเชียงใหม่เข้ามาช่วย จัดการคณะกรรมการกลุ่ม ลุ่มน้ำ แยกเป็นตอนบนตอนล่าง 20 หมู่บ้านเป็นสมาชิก มีกลุ่มย่อยตอนบน 15 คน ล่าง 15 คน มีการประชุมลุ่มน้ำทุกเดือน เพราะฉะนั้นปัญหาเมื่อพูดคุยกันก็ได้รับการแก้ไขระดับหนึ่ง ปริมาณการใช้น้ำเวลานี้พอใช้แล้วครับ” ดิเรก อธิบาย

การพูดคุยกันระหว่างชาวบ้านผู้ใช้น้ำ ดิเรก กล่าวย้ำว่า นี่คือปัจจัยในการแก้ไขปัญหาให้เกิดความสมานฉันท์ได้ดีที่สุด

นอกจากการต่อท่อน้ำประปาภูเขา ชาวบ้านยังพึ่งพาน้ำอีกหลายอย่าง เกือบทั้งหมู่บ้านมาร่วมกันติดตั้งเครื่องมือโรงสีข้าวด้วยพลังงานน้ำ เพื่อส่งน้ำจากลำธารที่อยู่เหนือหมู่บ้านมาสู่โรงสีข้าวเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร ในกระบวนการนี้ทำให้ชาวบ้านเกิดจิตสำนึกและตระหนักว่า “หากไม่รักษาป่าต้นน้ำ จะไม่มีน้ำสำหรับโรงสีข้าว”

อิส่า พนาเกรียงไกร ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ละอุป ได้กล่าวต่อสมาชิกเครือข่ายลุ่มน้ำที่มีการขับเคลื่อนต่อไปเกิดการรวมตัวกันจากลุ่มน้ำย่อยต่างๆ ทั้งสิ้น 26 ลุ่มน้ำ และกลุ่มฮักเมืองแจ่มเป็น “เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม” ซึ่งมีกิจกรรมการอนุรักษ์ร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมการสืบชะตาลำน้ำแม่แจ่มและการถวายผืนป่าแด่ในหลวงเป็นพื้นที่กว่า 7 หมื่นไร่ ที่ดำเนินการโดยเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มเองเมื่อเดือนก.พ. ปีที่แล้ว

‘สมานฉันท์’ อุตสาหกรรมไม่ขาดน้ำ

ปัญหาเกิดเพราะต่างคนต่างอยู่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี เจ้าของโครงการ “ฟื้นน้ำคืนสู่ชุมชน” บอกว่านโยบายของบริษัท สังคม และสิ่งแวดล้อมต้องอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ขององค์กรขนาดใหญ่ เราเรียกว่าแนวทางของ CSR

โดยเฉพาะการดูแลเรื่องน้ำ ทางบริษัทจะดูแลน้ำทิ้งซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของอุตสาหกรรม และข้อกำหนดไปตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจต่อสาธารณะ และได้ริเริ่มโครงการ “ฟื้นน้ำคืนสู่ชุมชน” ซึ่งก่อนหน้านี้ก็จัดโครงการรักษ์ลุ่มน้ำระยอง โดยระยะหลังประชากรของชาวระยองเพิ่มจำนวนมากขึ้น คุณภาพสิ่งแวดล้อมก็ลดน้อยลง จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยปลูกจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม แนวทางปฏิบัติก็ให้ความรู้กับชาวบ้านบริเวณแม่น้ำระยองให้ทราบถึงวิธีการบำบัดน้ำก่อนทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

“ในส่วนของบริษัทมีการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียจำนวน 3 โรง และเมื่อปี 2551 ได้มีการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียโดยใช้ระบบโอโซนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 โรง ซึ่งใช้เงินลงทุนไป 250 ล้านบาท และเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้ระบบโอโซนเข้ามาช่วยในการบำบัดน้ำเสีย (Waste Water Treatment) เราใช้ระบบบำบัดน้ำเสีย 3 ขั้นตอน โดยระบบบำบัดขั้นต้นจะแยกสารแขวนลอยต่างๆ ออกจากน้ำเสียก่อนส่งมาสู่ระบบบำบัดน้ำชั้นกลางผ่านกระบวนการตกตะกอนกรองและเสริมด้วยระบบโอโซน จนถึงระบบบำบัดขั้นปลายที่ใช้จุลินทรีย์เพื่อทำให้น้ำสะอาดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ” ดร.ไพรินทร์ กล่าว

ขณะที่ วรพล ใจเสงี่ยม ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 ต.บ้านนาแลง จ.ระยอง ยอมรับว่า เมื่อก่อนชาวบ้านจะนำน้ำจากหนองพระยาไปใช้ แต่เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำในหนองพระยาไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน เพราะเราคิดแต่ใช้น้ำ แต่ไม่เคยช่วยกันรักษาจนน้ำเน่าเสีย ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย จึงไปขอความช่วยเหลือกับ ไออาร์พีซี จัดตั้งโรงสูบน้ำจากบ่อบำบัดน้ำเสีย และวางท่อต่อไปยังหนองพระยา เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ในการทำน้ำประปา และใช้ในการทำเกษตรกรรม หลังจากที่มีโครงการนี้เข้ามา ทำให้ผลผลิตเกษตรกรรมของชาวบ้านเพิ่มมากยิ่งขึ้น อยากให้ชาวบ้านใช้น้ำอย่างประหยัด และช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้อยู่คู่ชาวระยองตลอดไป

วัวพันธุ์ใหม่เพื่อโลกสีเขียว (จบ)

ผู้เขียน: 
สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ในการเลี้ยงวัวตามปกติวัวจะกินหญ้าที่มี cellulose เป็นองค์ประกอบหลักเพื่อแปลง 1/12 กับ 1/6 ของหญ้าที่กินได้เป็นเนื้อและนมตามลำดับ ซึ่งนับว่าหญ้าเป็นประโยชน์ แต่เมื่อปีกลายนี้ Rajendra Pachauri ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) แห่งองค์การสหประชาชาติได้เสนอให้ชาวโลกหยุดบริโภคเนื้อวัว 1 วัน ในหนึ่งสัปดาห์เพื่อลดภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า มูลวัว มีแก๊ส methane ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกในปริมาณมาก ยิ่งถ้าเป็นวัวพันธุ์ Holstein จะปล่อยแก๊ส methane ออกมาตลอดชีวิตของมันได้มากถึง 180 กิโลกรัม ในเมื่อแก๊สนี้เก็บความร้อนได้ดีกว่าแก๊ส CO2 ถึง 23 เท่า ดังนั้นวัวจึงเป็นสัตว์ที่สามารถทำให้โลกร้อนได้อย่างไม่มีใครคาดถึง ทั้งนี้เพราะมันคือสัตว์ที่สร้างแก๊สเรือนกระจกได้มากถึง 18% ของแก๊สทั้งหมดนั่นเอง

สถิติขององค์การอาหารแห่งสหประชาชาติได้ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันการผลิตเนื้อวัวของโลกได้เพิ่มถึง 4 เท่า ดังนั้นปริมาณแก๊สที่วัวปล่อยออกมา ณ วันนี้ จึงมากถึง 280 ล้านตัน/ปี ตัวเลขนี้น่าจะทำให้ชาวโลกทุกคนตระหนักถึงภัยที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเนื้อวัวอย่างไม่บันยะบันยัง

ประเด็นที่น่าคิดคือ ถึงประชาชนในประเทศที่เจริญแล้วจะหยุดบริโภคเนื้อวัว แต่ผู้คนในประเทศที่มีจำนวนประชากรมาก เช่น จีน และอินเดีย ก็ยังต้องกินเนื้อวัวต่อไป เพราะร่างกายยังต้องการอาหารที่มีโปรตีนสูง ดังนั้นทางออกสำหรับเรื่องนี้คือ นักวิทยาศาสตร์จะต้องหาวิธีทำเนื้อวัวให้สะอาดคือ ไร้แก๊สเรือนกระจกซึ่งอาจทำได้โดยการสร้างทุ่งหญ้าที่มีหญ้า ซึ่งทำให้ มูลวัวไม่มีแก๊สเรือนกระจก

ส่วนนักโภชนาการก็ได้พบว่า หากจะเปรียบเทียบกับเต้าหู้ที่ให้โปรตีนเท่าเนื้อวัว การผลิตเนื้อวัวจะต้องใช้พื้นที่ในการปลูกหญ้ามากกว่าพื้นที่ปลูกถั่วถึง 11 เท่า และใช้น้ำมากกว่าถึง 26 เท่า อีกทั้งใช้สารเคมีมากกว่าถึง 6 เท่า และหากเปรียบเทียบกับสัตว์ที่ให้โปรตีนเท่ากัน ในการจะได้เนื้อ 1 กิโลกรัม กสิกรต้องใช้พื้นที่เลี้ยงวัวมากถึง 7 เท่าของพื้นที่ เลี้ยงไก่ และ 15 เท่าของพื้นที่ เลี้ยงหมู

ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงมีความเห็นว่า ถ้าจะทำให้โสหุ้ยการผลิตเนื้อวัวลด เทคโนโลยีพันธุกรรมใหม่ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเวลาวัวกินอาหาร เช่น หญ้า ถั่วเหลือง และข้าวโพด กระเพาะวัวจะสร้าง methane ดังนั้นเพื่อกำจัดแก๊ส หรือลดปริมาณแก๊สนี้ ชาวนาควรให้วัวกินต้น flax และต้น alfalfa ซึ่งเป็นพืชคล้ายถั่ว เพราะต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสารอาหารบริบูรณ์ และมีกรดไขมันที่ไม่ร้ายแรงก็จะทำให้การผลิต methane ลดลง

โครงการลดแก๊สเรือนกระจกที่น่าสนใจอีกวิธีหนึ่ง คือเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมของวัว นี่คือข้อเสนอของนักวิจัยชื่อ Slepthen Moore แห่งมหาวิทยาลัย Alberta ในแคนาดา ซึ่งได้ศึกษา DNA ของกระเพาะวัวเพื่อค้นหา gene ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน cellulose เป็น methane ถ้าหาได้ก็จะหาวิธีลดประสิทธิภาพการทำงานของมัน ส่วนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Colorado State ก็ได้พยายามหา DNA marker ในวัว เพื่อนำมาผสมพันธุ์กัน ให้ได้วัวที่สร้าง methane น้อยลง เพราะเนื้อวัวเป็นอาหารจำเป็นสำหรับมนุษย์ ดังนั้นเราจึงต้องหาทางประนีประนอม เพื่อจะได้เนื้อมาบริโภคและในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้โลกร้อนด้วย ในเมื่อสถิติการบริโภคชี้ชัดว่า คนจีนวันนี้บริโภคเนื้อ (ไก่ วัว) มากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ถึง 2.5 เท่า ส่วนคนอินเดียก็กินเนื้อวัวมากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน 36% ดังนั้นในภาพรวมการบริโภคเนื้อในประเทศที่ยากจนจะเพิ่ม 5% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นชัดว่า เนื้อยังเป็นปัจจัยหลักในการบริโภคของคน ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกทุกวันนี้กำลังถดถอย แต่ความต้องการบริโภคเนื้อก็ยังไม่ลด คนรวยในตะวันตกอาจเห็นเนื้อวัว เป็นตัวการสร้างปัญหาโลกร้อน แต่คนจนในตะวันออกเห็นเนื้อคืออาหารที่ให้คุณค่า เพราะให้ทั้งแคลอรีและโปรตีน

แล้วใครจะกล้าบอก คนจนว่าควรลดการกินเนื้อลง ทั้งๆ ที่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีเนื้อสะอาดที่ไร้แก๊ส melthane ให้บริโภคแทนเลย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง....วัวพันธุ์ใหม่เพื่อโลกสีเขียว(1)

เปลี่ยนเป็นเย็น - กลไกทางจิตว่าด้วยโลกร้อน : ความเฉยเมยของสาธารณะ

ผู้เขียน: 
นิตยสารสารคดี ฉบับมกราคม 2553

คุณจ๋า
๓ ใน ๔ ของคนอเมริกันและคนอังกฤษเห็นว่าโลกร้อนเป็นปัญหาสำคัญ แต่น่าแปลกที่มีแค่หยิบมือเดียวที่ลงมือดูแลโลกจริงๆ

การที่สาธารณชนชาวตะวันตกทำท่าเฉยเมยต่อวิกฤตภาวะโลกร้อนนั้น มันมีเหตุผลอยู่ คุณเรเน เลิร์ตซแมน คิดอย่างนั้น

เธอเข้าใจคนที่ไม่ยอมประหยัดพลังงานฟอสซิล ไม่รีไซเคิล ยังบินกระหน่ำ ชอปปิงแหลก ทั้งที่รู้ดีว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมมัน
หนักหน่วงขนาดไหน

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่สนใจ

ในบทความ “มายาคติของความเฉยเมย” เลิร์ตซแมนแนะนำผู้อ่านว่าอย่าโวยกับใครๆ ที่ทำท่าไม่แคร์กับภาวะโลกร้อนเลย เพราะพวกเขาอาจแค่ “เดี้ยง” ไปเพราะขนาดของปัญหาเท่านั้น

หลายปีมาแล้วที่คนตะวันตกรับรู้รับเห็นเรื่องโลกร้อน แต่น้อยคนนักที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรต่ออะไรจริงจัง ไม่ว่าใครจะรณรงค์เรื่องไหนออกมา ทุกเรื่องก็เหมือนถูกดูดหายเข้าหลุมดำไปหมด สำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว “ความเฉยเมยของสาธารณะ” จึงกลายเป็นประเด็นสุดฮอตที่ไม่มีอะไรร้อนเกิน

มันเป็นอย่างนั้นจริงล่ะหรือ

ว่าแล้วเลิร์ตซแมนก็โยนข้อสงสัยใส่นักรณรงค์โลกร้อนทั้งหลายว่า “ถ้ามันไม่ใช่เป็นเรื่องความสนใจน้อยไป แต่เป็นความใส่ใจมากเกินไปล่ะ”

เธอเปิดมุมมองใหม่ว่าคนทั้งหลายกำลังกังวลเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในฐานะที่เป็น “ปัญหาที่แก้ไม่ตกและใหญ่โตจนจัดการไม่ได้” มากเกินไป จนปล่อยปัญหาให้เลยตามเลย

“มันเจ็บปวดเกินจะคิดถึงเรื่องนี้” เธอว่า “ความกังวลสุดขั้วทำให้เราปฏิเสธหรือแสร้งทำเป็นว่าไม่มีปัญหาอยู่โดยไม่รู้ตัว หรือคิดว่าปัญหาพวกนั้นเป็นความรับผิดชอบของคนอื่น”

“กลไกป้องกันตัวเอง” เรา ต่างรู้จักคำนี้ดีอยู่แล้ว มันเป็นกระบวนการทางจิตที่มนุษย์ใช้ป้องกันตัวจากอารมณ์หรือความคิดที่เจ็บ ปวดคุกคามเรา ด้วยกลไกการปฏิเสธ ความหวาดระแวง ปมเขื่อง หรือความรู้สึกต่ำต้อยอย่างรุนแรง

จิตใจของเราชำนาญการป้องกันตัวเองให้รู้สึกปลอดภัย หลีกหนีจากสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดกังวล โดยเฉพาะเมื่อต้องพบกับความพลัดพรากทุกชนิด

กลไก แบบนี้เกิดได้ทั้งระดับบุคคลและสังคม ถ้าหากเราไม่รับรู้และเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม มันก็อาจนำไปสู่ความเฉยชา ซึมเศร้า และหดหู่

เลิร์ ตซแมนแค่สะกิดนักรณรงค์โลกร้อนทั้งหลายให้เพลาการตำหนิสาธารณะ ด้วยความจริงที่ว่าพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์เกิดมาจากแรงขับ ความปรารถนา ความอยาก หรือความหลงเพ้อที่เราไม่รู้ตัว แล้วเหตุใดเราจึงจะสรุปเอาดื้อๆ ว่า “การไม่ยอมทำอะไรมีค่าเท่ากับความไม่ใส่ใจ” ล่ะ

วิธีคิดเรื่อง “ความเฉยเมยของสาธารณะ” เกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๔๐ เพื่อตำหนิสาธารณะว่าไม่รู้สึกรู้สา ไม่ใส่ใจกับปัญหา เฉยเมย ไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ฯลฯ อย่างกับว่า “ข้อมูลข่าวสาร” กับ “การลงมือทำ” นั้นมันเชื่อมกันง่ายๆ ตรงไปตรงมา

เรื่องแบบนี้ไม่มี ๑ + ๑ = ๒ งานวิจัยของ พอล เคลล์สเตดต์ และคณะที่ตีพิมพ์ใน Risk Analysis ยืนยันว่าในหมู่ผู้มีการศึกษา คิดอย่างวิทยาศาสตร์ และรับรู้ข่าวสารดีนั้น “ยิ่งได้รับข่าวสารมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนน้อยลงเท่านั้น”

ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ศ. จอน โครสนิก ทำวิจัยเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและพบว่า “ผู้ คนจะเลิกให้ความสนใจกับปัญหาหนึ่งๆ เมื่อตระหนักว่ามันไม่มีวิธีแก้ไขแบบง่ายๆ และตัดสินว่าปัญหาจะสำคัญระดับชาติก็ต่อเมื่อคิดว่าการลงมือแก้ไขนั้นควรทำ และทำได้”

เรื่องลดโลกร้อนจึงไกลกว่าทัศนคติและค่านิยม

บรรดา นักจิตวิเคราะห์เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อนแล้ว เพราะอยากบอกว่ามันมีหลายวิธีสำหรับการมองปัญหา และขบวนการเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมก็จำเป็นต้องเข้าใจกลไกทางจิตที่เป็นฐาน ของความเฉยเมย

ว่าความไม่แยแสที่ปรากฏให้เห็นนั้นห่างไกลจากเรื่องการไม่สนใจหรือไร้ความรู้สึก

ว่าความรู้สึกภายในอย่างความกังวล ความกลัว ความไร้พลังอำนาจ มักแสดงตัวในรูปของการไม่ทำอะไรเลยอย่างกับเป็นอัมพาต

ว่าทุกคนรับรู้ข้อมูลเหมือนกัน แต่แปลความหมายในทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน

เรื่อง การไม่รับผิดชอบตอบสนองต่อปัญหาโลกร้อนเป็นหนทางของหายนะนั้นเป็นที่เข้าใจ ตรงกันดีอยู่ แต่การชวนสาธารณชนแก้ปัญหาอาจต้องพึ่งพาการวิเคราะห์และบำบัดทางจิตไปพร้อม กัน

จิตแพทย์ไม่อาจใช้วิธีตะโกนใส่คนไข้ที่ตอบสนองเชื่องช้าและไม่กล้าเผชิญความจริงฉันใด การรักษาใจเรื่องโลกร้อนก็เป็นฉันนั้น

การหาหนทางเหมาะสมในการให้ข่าวสาร + สร้างแรงบันดาลใจ + กระตุ้นให้ลงมือทำ จึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการรณรงค์แบบ “รู้สึกดีๆ” ที่มุ่งให้คนแก้ปัญหาในฐานะที่เป็น “ผู้บริโภค” เท่านั้น

“คนจะรู้สึกเยียวยาและเปลี่ยนแปลงได้ต่อเมื่อได้แรงหนุน ความเข้าอกเข้าใจ และท้าทาย” เลิร์ตซแมนสรุปอย่างนั้น

เดือนสิงหาคม ๒๐๐๙ สมาคมจิตวิทยาอเมริกันตีพิมพ์รายงานว่า “ความกังวลและไม่รู้จะทำอย่างไรดี” เป็นอุปสรรคสำหรับปัจเจกบุคคลในการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากกว่าความรู้สึกสับสนหรือความไม่สนใจเสียอีก

“โลกร้อนต่างจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นอย่างมลพิษทางน้ำหรืออาหารจีเอ็มโอ เพราะคนไม่รู้สึกว่าเป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วน” นั้นเป็นเรื่องเบื้องต้นก็จริง แต่รายงานชี้ว่าบทบาทของพฤติกรรมคนกลายเป็นเอกลักษณ์ของปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก

รายงานดังกล่าวระบุอุปสรรคสำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับการบรรเทาปัญหาโลกร้อนด้วย ได้แก่
๑. ความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดความถี่ของพฤติกรรมสีเขียว
๒. ความไม่เชื่อถือนักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่ และรัฐบาล
๓. การเปรียบเทียบทางสังคม การเปรียบเทียบการกระทำของตัวเองกับของคนอื่น เช่นบ้านใหญ่โตของ อัล กอร์ ถูกใช้เป็นเหตุผลสำหรับการไม่ทำอะไรเลย
๔. การประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป คน ๓,๐๐๐ คนใน ๑๘ ประเทศเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมจะแย่ลงในอีก ๒๕ ปีข้างหน้า จึงผัดวันประกันพรุ่ง
๕. การควบคุมไม่ได้ รู้สึกว่าการกระทำของตัวเองเล็กน้อยเกินกว่าจะทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงเลือกไม่ทำอะไรเลย
๖. การรับรู้ว่าโลกร้อนเป็นปัญหาของทั้งโลก คนจำนวนมากจึงคิดว่าทำอะไรไม่ได้
๗. นิสัยถาวรที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง

นั่นเป็นความกระจ่างเบื้องต้นว่าด้วยส่วนในสุดเช่นจิตใจ

เวลา ใกล้ๆ กันนี้เอง ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาวิวัฒนาการและนักกลยุทธ์โลกร้อนอย่าง ดร. ทอม ครอมป์ตัน และศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอย่าง ทิม แคสเซอร์ ก็เสนอว่าบริบททางสังคมส่งผลต่อแรงจูงใจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนด้วย เช่นกัน

ทั้งสองคนเห็นว่าแม้องค์กรและบริษัท ใหญ่ๆ จะเริ่มสนใจปัญหาโลกร้อน และธุรกิจแบบยั่งยืนที่เริ่มผุดขึ้นมาเรื่อยๆ นั้นจะเป็นเรื่องดี แต่การเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพจริงๆ นั้นยังช้าอยู่มาก

“ใน ความเป็นจริง ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะมีแรงต้านที่ต้องเทียบกับความเจริญทางเศรษฐกิจ การรักษาผลกำไร การพิทักษ์ทางเลือกผู้บริโภค”

พูดง่ายๆ ว่าคนไม่ได้เลือกเอาโลก แต่เลือกเงินทองและความสะดวกสบายที่กองอยู่ตรงหน้าต่างหาก

ครอมป์ตันกับแคสเซอร์ยังฟันธงด้วยว่าทางเลือกแบบ “ง่ายๆ ไม่เจ็บปวด” (simple & painless choices) สำหรับผู้บริโภคสีเขียวนั้น ไม่ได้นำไปสู่การลงมือทำที่มีความหมายใหญ่กว่าใดๆ

“การ ชวนกันปิดไฟปิดทีวีอาจมีประสิทธิภาพในการทำให้คนเข้าร่วมลงมือประหยัด พลังงาน แต่มันไม่ได้เป็นพื้นฐานสำหรับการไต่ระดับไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่จำเป็น”

สองคนคงไม่ได้พูดจาเอาแค่ตัดรอน แต่อยากเสนอให้นักรณรงค์ตั้งหลักใหม่

“คนไม่ได้เป็นผู้บริโภค หรือคะแนนเสียง หรือประชากรสีเขียวซีด-เขียวอ่อน-เขียวแก่ แต่เป็นมนุษย์มีบริบททางสังคมและมีมิติของตัวเอง

“เราจำเป็นต้องเห็นบุคคลเบื้องหลังพฤติกรรมของเขา นั่นคือความกลัวและความต้องการเป็นเจ้าของ”

................................................................

การรณรงค์เรื่องโลกร้อนดูเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนเสียแล้ว ความที่ต้องเล่นกับความเคลื่อนไหวของหัวใจคน ซึ่งมักยากแท้หยั่งถึง

แต่ถ้าอุปสรรคของเรื่องนี้อยู่ที่ใจแล้ว หนทางมันก็น่าจะอยู่ที่ใจด้วยเหมือนกัน

เริ่มต้นด้วยการเลิกตำหนิคนที่ดูเหมือนกับ “เฉยเมย” ก่อนเป็นไง...

ประมวลความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวภายใต้สภาวะโลกร้อน แนวคิด ทฤษฎี และศักยภาพของเกษตรกรรมยั่งยืน

ผู้เขียน: 
ศจินทร์ ประชาสันติ์ ....มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

Synthesis Report of COP-15 & CMP-5

ผู้เขียน: 
ดร.ณัฐริกา วายภาพ คูเปอร์
พิมพ์เมื่อ: 
ม.ค.53

ภาพ:http://www.greencitizens.net/news/article.php?n_id=8070739376

สรุปและบทวิเคราะห์ผลการประชุม

15TH SESSION - CONFERENCE OF THE PARTIES TO THE UNITED NATIONS FRAMEWORK CONVENTION ON CLIMATE CHANGE (COP-15) 5TH SESSION - CONFERENCE OF THE PARTIES SERVING AS THE MEETING OF THE PARTIES TO THE KYOTO PROTOCOL (CMP-5)

ประเด็นด้านการลดก๊าซเรือนกระจก

(MITIGATION ISSUES)

วันที่ 7-18 ธันวาคม 2552

ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

รายงานสรุปและบทวิเคราะห์โดย

องค์การบริหารและจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

Summary of CMP-5 & AWG-KP10

ผู้เขียน: 
ดร.พฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ
พิมพ์เมื่อ: 
ม.ค.53

สรุปประเด็นการประชุม

THE FIFTH CONFERENCE OF THE PARTIES SERVING AS THE MEETING OF THE PARTIES OF THE KYOTO PROTOCOL (CMP-5)

AND

THE TENTH SESSION OF THE AD-HOC WORKING GROUP ON FURTHER COMMITMENTS FOR ANNEX I PARTIES

UNDER THE KYOTO PROTOCOL (AWG-KP 10)

ในการประชุม COP15 / CMP5

ระหว่างวันที่ 7 - 18 ธันวาคม 2552

Copenhagen, Denmark

ติดตามประเด็นและรายงานโดย The AWG-KP Team:

(1) องค์การบริหารและจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

(2) กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

(3) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ / สกว.

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ขนอม...ทะเลแห่งชีวิต

ผู้เขียน: 
ไพรัช คุ้มเสม

นับเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งของการปลูกฝังจิตสำนึกของคนส่วนใหญ่ในสังคมให้หันมาให้ความสำคัญของทรัพยากรทางทะเล

เราทุกคนพอจะรู้กันดีอยู่แล้วว่า เมื่อพื้นที่ใด ที่สามารถสร้างรายได้หรือสร้างผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม พื้นที่แห่งนั้นก็จะไม่สามารถหาความสงบเหมือนเช่นในอดีตได้อีก

ชุมชน “ขนอม” จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่อง ของความเจริญทางด้านของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติของผืนป่าทางทะเลของไทย หลายครั้งที่พื้นที่ทะเลขนอมนั้นถูกกลุ่มนายทุนบางกลุ่มสอดแทรก เข้ามาหาผลประโยชน์จากพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรีสอร์ต การสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อทำการจอดเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ แต่เมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์กับผลกระทบที่ตามมา มันแทบไม่คุ้มเลยกับผลเสีย ที่ตามมา

พื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงเป็นพื้นที่ที่มี ความสำคัญทางด้านทรัพยากรทางทะเล แต่ยังรวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน ที่มีความงดงามเหมือนเฉกเช่นในอดีต ที่สำคัญพื้นที่ทะเลขนอมยังแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความอุดมสมบูรณ์และสวยสดงดงามตามธรรมชาติ พบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลถึง 719 ชนิด ทั้งชนิดที่หายาก เช่น ดาวตะกร้าหรือตาข่าย ดาวเปราะ กัลปังหาร่อง นอกจากนี้ยังพบแหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญในพื้นที่ขนอม รวมไปถึงสาหร่ายหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสาหร่ายใบมะกูดที่สามารถนำคาร์บอนไดออกไซด์มาเปลี่ยนรูปเป็นหินปูนมาสะสมไว้ที่ใบ ช่วยลดภาวะโลกร้อน ในขณะเดียวกันก็ได้เปิดเผยสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ใต้ทะเลที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันอย่างสมดุลจึงทำให้ทะเลขนอมยังอุดมสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญ คือการพบสัตว์ประจำถิ่นบริเวณทะเลขนอมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ทำรายได้หลักนอกเหนือจากการทำประมงให้แก่ชุมชน ได้แก่ การพบโลมาสีชมพู ซึ่งใช้ชีวิตร่วมกับการดำรงชีวิตของชาวบ้านในชุมชนขนอมมาเป็นเวลาหลายช่วงชีวิต

การพบโลมาสีชมพูในพื้นที่ขนอม- หมู่เกาะทะเลใต้ สะท้อนถึงความสมบูรณ์ของท้องทะเลในบริเวณนี้ ทั้งโลมาสีชมพู หรือโลมาหลังโหนก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสภาพใกล้ถูกคุกคาม ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจจำนวนประชากรของโลมาสีชมพู โดย สุวัฒน์ จุฑาพฤทธิ์ นักวิจัยประชากรโลมาสีชมพู อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ BRT พบโลมาสีชมพูในทะเลขนอม 49 ตัว ซึ่งยังไม่สามารถแยกสัดส่วนเพศผู้ เพศเมีย และโลมาในวัยเจริญพันธุ์ได้ ในขณะที่อัตราการตายของโลมาสีชมพู จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภาค 4 จ.สงขลา ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2548-2550 มีถึง 13 ตัว อีกทั้งยังถูกคุกคามจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อวนชาวประมงกีดขวางเส้นทางหากิน เรือขนาดใหญ่ และเรือท่องเที่ยวรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัย จึงทำให้ทะเล ขนอมที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ของโลมาสีชมพู ไม่มีโลมาสีชมพูหลงเหลืออยู่ หากยังไม่มีแผนการป้องกันหรือมาตรการการจัดการอนุรักษ์

โครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการชีวภาพในประเทศไทย (โครงการ BRT) ร่วมกับบริษัท โททาล อีแอนด์พี ไทยแลนด์ มูลนิธิโททาล และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำ การวางทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่ออนุรักษ์โลมาสีชมพู ให้แก่ ชุมชนชาวขนอม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อใช้กำหนดอาณาเขตแหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาสีชมพู ซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และ เป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์โลมาสีชมพู และทรัพยากรทางทะเลในบริเวณ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยร่วมกับชุมชนอย่างเป็นทางการ ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดโครงการจัดทำเขตการลอยทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์โลมาสีชมพูขึ้นในพื้นที่ ทะเลขนอมขึ้นมา

การวางทุ่นกำหนดเขตทางทะเลเพื่อการอนุรักษ์ครั้งนี้ จะใช้ทุ่นทั้งหมด 30 ลูก รวมเป็นระยะทาง 12 กิโลเมตร ตลอด แนวชายฝั่งทะเล เริ่มต้นตั้งแต่บริเวณเกาะผี ซึ่งเป็นเขตรอยต่อของทะเล จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ไปจนถึงอ่าวท้องโหนด บริเวณที่มีโลมาสีชมพูอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยชุมชนท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มีบทบาทหลักในการดูแลรักษาแนวทุ่นกำหนดเขตเพื่อการอนุรักษ์โลมาสีชมพู มนัส ศรีขำกุล ประธานชมรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแหลมประทับและเลขานุการนายกเทศมนตรีตำบลท้องเนียน เล่าว่า สาเหตุหลักที่มีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่แห่งนี้ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะเห็นได้ว่าการอาศัยของสัตว์น้ำทางทะเลไม่ว่าจะมีลักษณะใหญ่หรือเล็กในแถบพื้นที่ทะเล ขนอม มีส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพของคนในหมู่บ้านแทบทั้งสิ้น และเมื่อพื้นที่ แห่งนี้มีการค้นพบการเข้ามาอาศัยของโลมาสีชมพู จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชาวบ้านในเขตบริเวณนี้ให้ความสำคัญในการอนุรักษ์เป็นพิเศษ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ทะเลขนอมคือการทำประมงและการนำนักท่องเที่ยวล่องเรือชมความสวยงามของผืนท้องทะเลและชมฝูงโลมาที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่แห่งนี้ และ การจัดทำโครงการวางทุ่นตามแนวชายฝั่งทะเลขนอมนับเป็นเรื่องที่ทางกลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ให้ความสนใจเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากการป้องกันเรือพาณิชย์และเรือขนส่งจากทางนักท่องเที่ยวที่จะช่วยให้ง่ายต่อการดูแลรักษาแล้ว การวางทุ่นดังกล่าวยังเป็นการดูแลรักษาทรัพยากรชายฝั่งให้มีความสมบูรณ์ ซึ่งตรงนี้นับเป็นผลประโยชน์โดยตรงที่ ชาวบ้านจะได้รับ

ด้าน สุทธิเดช เกศมี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เยาวชนนักอนุรักษ์ ผู้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเลขนอม เผยว่า เยาวชนส่วนใหญ่ที่เติบโตและอาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลขนอมจะถูกปลูกฝังในเรื่องของการอนุรักษ์ไว้ตั้งแต่เด็ก เพราะครอบครัวส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับทะเล ดังนั้นจึงมีการจัดตั้งค่ายการอบรมขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกป่าชายเลน การเก็บขยะ ตามแนวชายหาด ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นเรื่องที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ นักอนุรักษ์รุ่นใหม่ขึ้นมาแล้วเรายังเห็นผลประโยชน์อย่างอื่นขึ้นมาอย่างชัดเจน เช่น ผืนป่าชายเลนที่มากขึ้น รวมถึงการทำประมงชายฝั่งที่ให้ผลผลิตค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับเมื่อครั้งยังไม่มีการพัฒนาพื้นที่ทางทะเลชายฝั่ง และการจัดตั้งโครงการวางทุ่นจากการสนับสนุนของโครงการ BRT ครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ทางกลุ่มนักอนุรักษ์รุ่นใหม่เช่นเขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะการนำทุ่นดังกล่าวมาวางยังเขตพื้นที่ทะเลตามแนวชายฝั่งนั้นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาจากทางชายฝั่งได้อย่างลงตัว

แนวทุ่นดังกล่าวจะช่วยในการบอกแนวเขตที่อยู่ และแหล่งอาหารของโลมาสีชมพู ซึ่งเรือนำเที่ยวสามารถจอดในบริเวณดังกล่าวเพื่อรอชมโลมาได้ นอกจากนี้แนวทุ่นนั้นยังเป็นเขตหลักที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันเรือประมง และเรือขนส่งขนาดใหญ่ที่จะเข้าไปรบกวนในบริเวณที่มีโลมาสีชมพูอาศัยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมงขนาดใหญ่ที่เป็นเรือประมงอวนรุน อวนลาก นอกจากจะรบกวน กีดขวางเส้นทางของโลมาสีชมพูจนเป็นสาเหตุหลักของ การตายของโลมาแล้ว การใช้อวนลากหรือรุนไปตามพื้นท้องทะเลเพื่อกวาดเอาทรัพยากรใต้ทะเล ยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพใต้ทะเลลดลงอย่าง รวดเร็วอีกด้วย

นายกฯ ชู"เกษตร-อาหาร"ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "อนาคตอุตสาหกรรมในสายตานายกฯ"

ในงานสัมมนา "Green GDP อนาคตประเทศไทย" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานสัมมนา "Green GDP อนาคตประเทศไทย" จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ วานนี้ (14 ม.ค.) พร้อมปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "อนาคตอุตสาหกรรมในสายตานายกฯ" โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปี 2552 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้ง ที่รุนแรงครั้งหนึ่งของโลก

แม้ว่าขณะนี้ เศรษฐกิจโลกและไทยอยู่ในช่วงการฟื้นตัว แต่การปรับโครงสร้างการผลิตของโลกกำลังเผชิญกับการท้าทาย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้น ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการปรับตัวของภาคการผลิตให้สอดคล้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

สิ่งที่เรากำลังเผชิญวันนี้ คือ ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้าน ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมกันฟันฝ่า เพื่อให้สังคมของเรา คุณภาพชีวิตของคนของเราได้รับการยกระดับ และได้รับการตอบสนองอย่างแท้จริง

"วันนี้ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยและเศรษฐกิจไทย เพราะในปี 2552 เศรษฐกิจไทยได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ว่า สามารถปรับตัว และผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคมาได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงปลายปี 2552 เศรษฐกิจโลกดีขึ้น การส่งออกและการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยว 1.6 ล้านคน ถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เทียบกันเดือนต่อเดือน แต่ทิศทางการแก้ปัญหาบางเรื่องของเรายังขาดความชัดเจนอยู่" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะหดตัว 3% แต่ปี 2553 เศรษฐกิจไทยมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตที่ 3.5% หรือเติบโตได้มากกว่า ยอมรับว่าแม้ภาคอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ไทยยังมีศักยภาพด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารที่มีความสำคัญมาก จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านการเกษตรและอาหารให้เพิ่มขึ้น มากกว่าการพึ่งพาอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมของไทยต้องเผชิญความท้าทายต่างๆ ได้แก่ 1. ข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งระดับภูมิภาค ระดับโลก ระดับทวิภาคี ที่ทำให้ระบบการค้าเปลี่ยนแปลงไป 2. ความตื่นตัวด้านทรัพยากรธรรมชาติและภาวะโลกร้อน ขณะนี้ ยังมีข้อตกลงระดับโลกได้ คาดว่าจากนี้ไป จะมีบางประเทศนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในด้านการค้าและการลงทุนมากขึ้น

3. ภายในประเทศมีการตั้งคำถามกันมากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่มีความสำเร็จในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สร้างต้นทุนให้ประเทศไม่ใช่เฉพาะด้านทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่รวมถึงด้านสังคมด้วย อาทิเช่น การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า รัฐบาลตระหนักปัญหาเหล่านี้ และพยายามวางรากฐานและทิศทางการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนและสมดุลมากขึ้น พร้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวชี้นำการพัฒนา และใช้เป็นหลักคิดของทุกภาคส่วนในสังคม ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างในลักษณะนี้

รัฐบาลทราบดีว่าภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมาก แต่ภาคการเกษตรและภาคบริการ ก็มีศักยภาพไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองภาคการผลิตนี้ไทยยังไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ จึงเป็นที่มาของการแก้ปัญหาภาคเกษตร อาทิเช่น การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน หนี้สินเกษตรกร แหล่งน้ำ และระบบแทรกแซงราคาพืชผลที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่มุ่งรักษาคุณภาพผลิตและไม่ทำลายกลไกตลาด รวมทั้งทำให้ต้นทุนแข่งขันได้

จากแนวคิดการเน้นพัฒนาเศรษฐกิจด้านอาหารและการเกษตร จึงต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ทางด้านพื้นที่ทำกิน แก้ปัญหาหนี้สินการแทรกแซงด้วยการใช้ระบบประกันราคาสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบชลประทาน เพื่อให้ต้นทุนเกษตรกรลดลง และเพิ่มผลผลิตสินค้าให้มีคุณภาพแข่งขันกับต่างชาติได้

ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น แนวโน้มต่อไปจะเน้นการปลูกพืชพลังงาน อาหารแปรรูป เพื่อให้เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจของประเทศอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน และกระจายรายได้ให้เกษตรกร

"การสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรจะเป็นการวางรากฐาน ไปสู่พัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ผมมองว่าอุตสาหกรรมทั้งสองจะมีความสำคัญและเติบโต เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งใจจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตของทั้งสองภาคการผลิตในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนการพัฒนาภาคบริการนั้น จะมีการนำภาคบริการเข้าไปเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมผ่านนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปีนี้ จะเห็นกิจกรรมและความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและภาคบริการจะออกมาในรูปการออกแบบ วิจัยพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ทุนสังคม มาสร้างมูลค่าการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพื่อหนีการแข่งขันด้านราคา การผลิตทำให้มูลค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น โดยไม่ใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง Green GDP อย่างแท้จริง ขณะที่ Green GDP ตนมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเท่านั้น

Dangerous Zones เมื่อฝนฟ้า "วิปริต" โลกจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่ง...

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

สภาพโดยทั่วไปของกรุงปักกิ่งถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนา เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โดยพื้นที่หลายแห่งของมหานครแห่งแดนมังกร มีหิมะหนาประมาณ 4-8 นิ้ว ถือเป็นวันที่หิมะตกรุนแรงที่สุด นับจากปี 2494

กั๋ว หู ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยา ประจำปักกิ่ง เชื่อมโยงปรากฏการณ์พายุหิมะ ที่จีนเผชิญอยู่ว่า เป็นผลพวงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศทั่วโลก เห็นได้จากความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรง และเกิดขึ้น บ่อยครั้งในระยะหลัง ๆ

ในปี 2553 จีนเผชิญพายุหิมะ ชาวจีนต้องฝ่าวิกฤตอากาศหนาวเย็น ที่ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี แต่เมื่อปีที่แล้ว จีนต้องรับมือกับทั้งพายุน้ำแข็งทางตอนใต้ของประเทศ และพายุฝนในช่วงฤดูร้อน

จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญหน้ากับสภาพอากาศที่วิปริต สหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป ตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน ถนนหลวงที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตกของสหรัฐ ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาจนต้องสั่งปิดตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม และทางการต้องสั่งปิดเส้นทางสัญจรเพิ่มเติม ในทางตะวันตกของเมือง แฟร์มองต์ ในมินนิโซตา และเส้นทางสู่เซาท์ดาโกตา

ตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรับมือหิมะที่ตกหนัก จนทางการต้องประกาศเตือนให้ประชาชนกักตุนอาหารและน้ำดื่ม รวมทั้งยารักษาโรค ให้เพียงพอ สำหรับการเผชิญกับสภาพอากาศหนาวจัดและหิมะปกคลุมไปอีกอย่างน้อย 4 วัน

เฉพาะในอังกฤษ หลายพื้นที่มีหิมะหนาถึง 1 ฟุต ถือเป็นสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปี กระตุ้น ให้รัฐบาลต้องขอความร่วมมือไปยังบริษัทอุตสาหกรรมรายใหญ่ของประเทศ 27 แห่ง ให้ระงับการใช้เชื้อเพลิง เพื่อประหยัดปริมาณพลังงานสำรอง พร้อมทั้งเตือนพลเมืองให้ เตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เย็นลง ถึง -20 องศาเซลเซียส

การจราจรในประเทศที่เผชิญกับพายุหิมะตก อยู่ในสภาพกึ่งอัมพาต เที่ยวบินหลายร้อยเที่ยวในแต่ละวันถูกยกเลิก อาทิ ที่ชิคาโกและอีกหลายเมืองในสหรัฐ สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี รวมทั้งสนามบินฮีทโรว์ในกรุงลอนดอนด้วย

ใครจะคิดว่า ในขณะที่ซีกโลกตะวันตกค่อนไปทางเหนือ กำลังรับมือกับสภาพอากาศที่เย็นจัด ที่ขั้วโลกตะวันออกลงไปทางด้านใต้สุด กำลังเผชิญกับคลื่นอากาศร้อนจัด โดยที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้บันทึกวันที่ร้อนที่สุดในเดือนมกราคม ในรอบ 150 ปี ด้วยอุณหภูมิที่สูงสุด 43.6 องศาเซลเซียส ขณะที่เซาท์ออสเตรเลียและวิกตอเรีย มีการออกประกาศเตือนภัยตั้งแต่ 11 มกราคม เช่นเดียวกับการประกาศพื้นที่สีแดงในทางตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของรัฐวิกตอเรีย ที่แทสเมเนีย เกิดไฟป่าถึง 19 จุดในเวลาใกล้เคียงกัน

ในเวเนซุเอลา ภาวะภัยแล้งที่รุนแรง กำลังกระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ทางตอนใต้ของประเทศ มีระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว จนใกล้ถึงระดับเสี่ยงว่า จะไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เช่นเดียวกับโคลอมเบีย ที่ภาวะแห้งแล้งรุนแรง สร้างปัญหาไฟป่าขึ้นหลายจุดของประเทศ แม้แต่จีนเอง ซึ่งในขณะที่พื้นที่หนึ่งของประเทศมีหิมะปกคลุม แต่ที่เมืองฉงชิ่ง กลับเผชิญภัยแล้ง น้ำในแม่น้ำแยงซีเหือดแห้ง เรือประมง จอดเกยชายฝั่ง ที่จะไม่มีน้ำหลงเหลือให้เห็น

แตกต่างกับอิตาลี ที่เมืองเวนิซเกือบจะกลายเป็นเมืองบาดาล เพราะเกิดน้ำท่วมใหญ่ต้อนรับปีใหม่

ฉากต่อฉากของสภาพอากาศของโลกที่ตัดกันอย่างเหลือเชื่อ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ หรือเมื่อวานนี้ จากการรวบรวมของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และตีพิมพ์เป็นรายงานเผยแพร่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว ได้เก็บสถิติปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2550-2552

อาทิ ในรัฐอะแลสกาของสหรัฐ ถูกปกคลุมด้วยหิมะในช่วงฤดูหนาว ที่ถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับสองในรอบ 30 ปี ในปี 2550-2551 หรือการได้เห็นหิมะใน ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่แห้งแล้งของโลก อย่างแอฟริกาใต้ โดยรายงานระบุว่า ในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนปี 2550 แอฟริกาใต้เผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า แนวปะทะอากาศเย็น และทำให้ โจฮันเนสเบิร์กเกิดหิมะตกครั้งใหญ่สุดเป็น ครั้งแรก นับจากปี 2524

จากปี 2550 ย่างเข้าสู่ปี 2551 โบลิเวียเผชิญกับพายุฝนที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง และเกิดน้ำท่วมในเดือนแรกของปี ต่อเนื่องเข้าสู่กุมภาพันธ์ เอกวาดอร์ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ฝนตกหนักติดต่อกัน นำมาซึ่งภัยน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ขณะที่บราซิลเผชิญกับภัยน้ำท่วม และโคลนถล่มในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนมากกว่า 186,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย

ตรงข้ามกับชิลี ที่ต้องรับมือกับภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ในพื้นที่ตอนใต้และตอนกลางของประเทศ เช่นเดียวกับอาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัยที่เผชิญกับภัยแล้งที่ถือว่ารุนแรงที่สุด ในรอบ 50 ปี กินเวลาตั้งแต่มกราคมถึงกันยายน

ขยับขึ้นไปยังประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไป ประสบภัยธรรมชาติที่รุนแรงในรอบ 50 ปี ทั้งพายุเฮอริเคนและพายุโซนร้อน ในแถบอ่าวเม็กซิโก สร้างความเสียหายรุนแรงแก่คิวบาและประเทศใกล้เคียง ในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ขณะที่เม็กซิโกกลับประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง มากเป็นสถิติในรอบ 70 ปี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร 3.5 ล้านคน แหล่งน้ำในประเทศเกือบ 80% มีระดับน้ำลดลงมากกว่าครึ่ง วัวราว 50,000 ตัว ล้มตาย และพื้นที่เพาะปลูก 17 ล้านเอเคอร์ถูกทำลาย

ต้นปี 2551 เป็นปีที่ชาวตะวันออกกลาง ต้องทำบันทึกประวัติศาสตร์ เมื่ออิหร่านต้องเผชิญกับพายุหิมะที่ตกหนักในรอบมากกว่า 10 ปี และแม้แต่อิรักเองก็ได้เห็นพายุหิมะเป็นครั้งแรก แต่ถัดมาประมาณกลางปี อิรักกลับต้องเผชิญกับพายุทรายและภัยแล้ง ทำให้พืชผลโดยเฉพาะข้าวสาลีให้ผลผลิตไม่ถึง 60% ของปริมาณที่เคย เก็บเกี่ยวได้

เดือนมิถุนายน อินเดียประสบกับคลื่นอากาศร้อน คร่าชีวิตชาวภารตไปเกือบ 100 ชีวิต อุณหภูมิสูงสุด 40 องศา ขณะที่จีน ฟิลิปปินส์ เผชิญกับพายุไต้ฝุ่น เกิดน้ำท่วม โคลนถล่ม หลายครั้งในช่วงเวลาไม่ห่างกันนัก

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและสุดขั้วของสภาพอากาศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชวนให้หลายคนนึกถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่ทยอยออกมา อาทิ An Inconvenient Truth, The Day After Tomorrow จนถึงเรื่องล่าสุดอย่าง 2012 กันบ้างแล้ว โลกจะเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่แล้วหรือ

ขณะที่บางคนกำลังค้นหาคำตอบกับความเป็นไปได้ดังกล่าว มีหลายประเทศ เร่งจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก อาทิ อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ และบราซิล

ฮิลารี เบนน์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ได้เรียกร้องให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์อาหารแห่งชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยได้อ้างถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเพิ่มมากขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทั่วโลก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก ราคาพลังงานที่สูงมาก จนถึงแรงกดดันจากปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ ซึ่งอาจนำมาซึ่งวิกฤตขาดแคลนอาหารได้

เมื่อปลายปีที่แล้ว ระหว่างพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของอังกฤษ ได้มีการฉายภาพจำลองของแผนที่ที่ตั้งชื่อว่า "Day After Tomorrow" จัดทำโดยหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจำลองสถานการณ์ที่โลกอาจเผชิญ หากอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 4 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง และหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่จะลดการแพร่ก๊าซก่อภาวะเรือนกระจก

แผนที่ดังกล่าวบอกว่า หาก สถานการณ์เป็นเช่นสมมติฐาน อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นถึงจุดอันตราย ภายในปี 2603 และเมื่อถึงจุดนั้น สภาพอากาศของอังกฤษจะร้อนขึ้น และมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ภัยแล้งจะคุกคามพืชผลในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ระดับน้ำทะเล จะกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งและเกิดน้ำท่วมในช่วงฤดูหนาว

เดวิด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศเตือนว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไม่ใช่แค่ประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยฉุกเฉินของมนุษยชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และนโยบายต่างประเทศ

เป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่อันตรายของการภาวะขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง และปรากฏการณ์ที่ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ แปรสภาพเป็นทะเลทราย จนส่งผลต่อการผลิตอาหารรองรับประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจนำไปสู่สถานการณ์ของการอพยพของผู้คนกว่า 200 ล้านคน และนั่นอาจก่อให้เกิด ความขัดแย้ง เนื่องจากคนจะต่อสู้กันเพื่อแย่งทรัพย์ที่เริ่มขาดแคลน อาทิ แหล่งน้ำในตะวันออกกลาง

สอดคล้องกับรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ซึ่งออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเตือนว่าการละลายของ น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ อาจทำให้น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 1 เมตร และส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลของหลายภูมิภาคประสบกับภัยน้ำท่วม และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชากร 1 ใน 4 ของโลก อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความวิตกกังวลดังกล่าว ได้นำไปสู่ความพยายามเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งลดอุณหภูมิให้ต่ำลง โดยต้องดำเนินการเพื่อคงอุณหภูมิทั่วโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส

จอห์น เบดดิงตัน หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลอังกฤษเตือนว่า นี่อาจเป็นหายนะ หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ๆ โลกจำเป็นต้องพยายามดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายการลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศา "แม้จะไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำ"

คำถามสำคัญ คือ หากโลกไม่ตระหนักถึงผลกระทบของปัญหาโลกร้อน และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันในขณะนี้ อะไร จะเกิดขึ้นตามมาบ้าง หายนะโลก จะนำมาซึ่งวิกฤตอาหารจริงหรือไม่

สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute : IRRI) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาถึงผลกระทบของปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก ต่อผลผลิตข้าวในอนาคต ซึ่งให้ข้อสรุปว่า แม้เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ว่า "โลกร้อน" เป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์สภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบัน แต่จากการใช้เทคนิคแบบจำลองที่ทันสมัย พบว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวในฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับผลกระทบด้านลบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ผลการศึกษาของสถาบันระหว่างประเทศแห่งอื่น ๆ อาทิ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ได้ข้อสรุปที่สะท้อนถึงความเป็นไปได้ผลผลิตพืชผลในเอเชียใต้ จะลดลงอย่างฮวบฮาบ ภายในปี 2593 เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำและอากาศร้อน อันเป็นผลพวงของปรากฏการณ์โลกร้อน ปริมาณการผลิตข้าวโพดมีแนวโน้มจะลดลงประมณ 17% เช่นเดียวกับข้าวสาลีที่อาจตกต่ำลง 12% และข้าวจะลดลงเฉลี่ย 10% แต่หากสภาพอากาศ แปรปรวนรุนแรงสุด ผลิตผลของพืชเหล่านี้อาจลดลงสูงสุดถึง 50%

หากสถานการณ์เป็นจริงดังผลการศึกษา หมายความว่า ในอีก 40 ปีข้างหน้า ภาวะขาดแคลนอาหาร จะส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ทำให้ราคาข้าวพุ่งขึ้น 37% และราคาข้าวโพดแพงลิ่วถึง 100%

คำทำนายที่น่าสนใจของเอดีบี คือ ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย เวียดนาม และบังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มตามแนวชายฝั่งทะเล อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงในระยะสั้น อาทิ จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรง และภาวะขาดแคลนน้ำ และปัญหาดังกล่าวจะลุกลามเป็นปัญหาของทั้งประเทศและภูมิภาคในที่สุด

ไทยควรทำอะไรหลัง "Copenhagen Climate Change Talks"

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ภาพ: http://www.flickr.com/photos/valida/3880493727/

ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนไม่เป็นตามฤดูกาลและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นรุนแรงบ่อยครั้ง ทั้งน้ำท่วม พายุ ปัญหาปะการังฟอกขาว การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล รวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและวิถีชีวิตชองมนุษย์โลก ล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจาก "ปัญหาโลกร้อน" (Global Warming) หรือ "ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Change) ทั้งนี้เป็นฝีมือของมนุษย์ที่เพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบโลกร้อน ในปัจจุบันถือเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ แต่การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือระดับประชาคมโลก ซึ่งล่าสุดเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2552 ได้มีการประชุมของกลุ่มประเทศภาคีที่จัดทำกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นการประชุมภาคีสมาชิกของ UNFCCC ครั้งที่ 15 (COP 15) และการประชุมภาคีสมาชิกของพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 5 (CMP 5)

ในการประชุมครั้งนี้เป็นที่จับตามองของประชาคมโลก เพราะคาดหวังว่าจะได้ข้อสรุปการเร่งรัดแก้ไขปัญหาโลกร้อนใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1) พันธกรณีของประเทศภาคผนวกที่ 1 หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วบวกกับยุโรปตะวันออก รวมทั้งหมด 37 ประเทศ ซึ่งกำหนดไว้ในพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลงในปี 2012 ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาเพื่อกำหนด "ตัวเลข" ของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใหม่ 2) ประเทศภาคผนวกที่ 1 ควรลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 25-40 ของการปล่อยในปี ค.ศ. 1990 ภายในปี ค.ศ. 2020 และประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจากกรณีธุรกิจปกติ และ 3) ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ภายใต้กลไกสนับสนุนทั้งการเงินและทางเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว

แต่ปรากฏว่าผลการประชุมครั้งนี้กลับไม่คืบหน้า ไม่มีข้อยุติ หรือพันธกรณีที่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละกลุ่มประเทศมีจุดยืนในการเจรจาแตกต่างกันมาก ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีบทบาทในการเจรจาหรือไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ในครั้งต่อไปประมาณเดือนธันวาคมปีนี้ ที่ประเทศเม็กซิโก ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทย ทาง "กลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล" (Policy Watch) ซึ่งมีนักวิชาการจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แก่ ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล ได้ไปร่วมการประชุมในครั้งนี้ในฐานะตัวแทนประเทศไทยร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน

จึงได้แถลงข่าวในหัวข้อ "ไทยควรทำอะไรหลัง Copenhagen Climate Change Talks" เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนจะเสนอแนะจุดยืนสำหรับประเทศไทยในการประชุมครั้งต่อไป ดร.นิรมลได้ชี้ให้เห็นถึงจุดยืนที่แตกต่างกันมากของประเทศสมาชิกภาคี จนทำให้การประชุมครั้งนี้ล้มเหลว ไม่เป็นตามที่คาดหวัง

โดยทางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) เห็นด้วยที่จะรับรองพันธกรณีของพิธีสารเกียวโต แต่สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยที่จะรับรองพันธกรณี ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G-77 + จีน) มีจุดยืนแตกต่างกันถึง 4 กลุ่ม

โดยกลุ่มแรก ได้แก่ ประเทศบราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอันดับต้น ๆ พยายามผลักดันให้ประเทศพัฒนาแล้วรับภาระหลัก กลุ่มที่สอง ประเทศที่เป็นเกาะซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลโดยตรง ต้องการให้ทุกฝ่ายเพิ่มตัวเลขที่จะผูกพันในการลดให้มากขึ้น

กลุ่มที่สาม ได้แก่ กลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งกังวลว่า ผลกระทบของการใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจะกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลก เพราะจะมีการหันไปใช้พลังงานทดแทนกันหมด จึงไม่ค่อยเห็นด้วย และกลุ่มสุดท้าย ประเทศกำลังพัฒนาที่เหลือรวมทั้งประเทศไทยยังไม่มีจุดยืนชัดเจน รวมกลุ่มกันเพื่อให้มีอำนาจ ต่อรองกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนหรือไม่

"ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ที่ไม่ค่อยมีบทบาทในการเจรจา กล่าวคือ ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน อยู่ที่ว่ากลุ่มใดให้ประโยชน์กับเรา เราก็ให้ความเห็นเป็นเรื่อง ๆ ไป" ดร.นิรมลกล่าว

อย่างไรก็ตามแม้การเจรจาอย่างเป็นทางการไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ ได้ตามที่คาดหวัง แต่ก็มีข้อสรุปของกลุ่มย่อยออกมาเป็นร่าง "Copenhagen Accord" ซึ่งที่ประชุมใหญ่ไม่สามารถบรรลุมติ "รับรอง" ทำเพียงแค่ "รับทราบ" ถึงข้อตกลง Copenhagen Accord ซึ่งมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่

1.การตระหนักถึงเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 1.5-2 องศา แต่ไม่มีข้อผูกพันใด ๆ

2.ให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและบัญชีก๊าซเรือนกระจกซึ่งจัดส่งทุก 2 ปี

3.มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนาที่รับการสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ จะต้องมีการประเมินผ่านการตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบในระดับสากล

4.มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนาจัดทำเอง จะใช้การตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบภายในประเทศ แต่ต้องมีการรายงานในรายงานแห่งชาติ พร้อมกับข้อกำหนดสำหรับการปรึกษาและวิเคราะห์ในระดับสากล ภายใต้แนวทางที่กำหนดอย่างชัดเจนโดยยึดถือหลักอธิปไตยของชาติ

5.ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับเงินช่วยเหลือในการปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจกจากประเทศพัฒนาแล้ว ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2010-2012 และเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2020

6.จัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศสีเขียว" เพื่อสนับสนุนโครงการของประเทศกำลังพัฒนาที่ช่วยลดปัญหาโลกร้อน การปรับตัว และถ่ายโอนเทคโนโลยี ทั้งนี้เงื่อนไขการจะได้เงินมาตั้งกองทุนฯยังไม่ชัดเจน

7.การยอมรับความสำคัญของกลไกการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่า (REDD)

สำหรับจุดยืนของไทยต่อ Copenhagen Accord นั้น ทางกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลเห็นว่า การที่ทางการไทยจะยอมรับข้อตกลงนี้หรือไม่นั้น ควรมีการศึกษาและพิจารณารายละเอียดของข้อตกลงให้ชัดเจนก่อน

"อย่างไรก็ตามเห็นด้วยในหลักการที่ไทยควรรับ Copenhagen Accord กล่าวคือ ประเทศพัฒนาแล้วควรรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนที่ตนได้ก่อขึ้นอย่างยาวนาน โดยให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านการเงินและเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ดร.ชยันต์ระบุ

ส่วนในการประชุมครั้งต่อไปที่เม็กซิโก ดร.ชยันต์ระบุว่า รัฐบาลควรมีการเตรียมพร้อมในการเจรจา เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอะไรอยู่ในกระเป๋า ซึ่งเราไม่จำเป็นถึงกับต้องมีแผนแม่บทอย่างที่บางประเทศเขาทำ แต่เราควรมีอะไรในกระเป๋าบ้าง เวลาเจรจาจะได้มีจุดยืนว่า อะไรรับได้หรือรับไม่ได้ และรับไหวหรือไม่ ซึ่งคำตอบตรงนี้เราไม่เคยมีเลย เพราะเราไม่เคยทำแผนอะไรเลย

ดังนั้นก่อนที่จะถึงการประชุมที่เม็กซิโกในเดือนธันวาคม 2553 นี้ ทางกลุ่มจับตานโยบายรัฐบาลจึงมีข้อเสนอแนะรัฐบาลใน 6 ประเด็นที่ควรทำ คือ

1.ภาครัฐต้องเร่งศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขและรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องต้นทุนและศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลของภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเราควรรู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะลดก๊าซเรือนกระจกหรือไม่ หากต้องทำใช้เงินเท่าไร ถ้าเงินไม่พอต้องการเงินเพิ่มเท่าไร ค่อยทำเรื่องขอความช่วยเหลือให้ชัดเจน

2.ภาครัฐควรให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน ทั้งสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการลดปัญหาโลกร้อน

3.ภาคธุรกิจและภาครัฐควรร่วมกันลดปัญหาโลกร้อน เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้พลังงานและเทคโนโลยีสะอาด รวมถึง การปลูกป่า

4.ไทยไม่ควรละเลยปัญหาโลกร้อน เพราะอาจถูกกดดันทางอ้อมจากพันธกรณีและการค้าระหว่างประเทศ เช่น ภาษีคาร์บอนเมื่อสินค้าผ่านแดน การออกใบอนุญาตและการซื้อขายใบอนุญาตในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มีเงื่อนไข

5.ประชาชนควรเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคใหม่ โดยใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่ติดฉลากคาร์บอน รถยนต์ Hybrid และจัดทำ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์

6.มาตรการที่รัฐบาลอาจนำมาใช้แก้ปัญหาข้างต้นได้ คือ รัฐบาลควรมีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่เก็บจากพลังงาน ซึ่งจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำแทน รวมทั้งรัฐยังมีรายได้นำไปแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโลกร้อนได้

"ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราจะมีปัญหาเรื่องการส่งออกที่อาจถูกกีดกันทางการค้าโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ เช่น จากภาษีคาร์บอนเมื่อสินค้าผ่านแดน ซึ่งข้อเสนอให้รัฐจัดเก็บภาษีคาร์บอนมีเหตุผลสำคัญ คือ เราจะได้มีเงินทุนของเราเองในการแก้ปัญหาโลกร้อนโดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณปกติ และยังเป็นข้ออ้างได้ว่า เรามีการจัดเก็บภาษีคาร์บอนแล้ว จะมาเก็บภาษีซ้ำซ้อนไม่ได้ เมื่อส่งออกสินค้าไปประเทศที่มีการเก็บภาษีคาร์บอนผ่านแดน" ดร.นิรมลกล่าว

(หมายเหตุ : รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เศรษฐ"ธรรมศาสตร์ ตลาดวิชา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 เม.ย.2552 ในหัวเรื่อง "ค่าธรรมเนียมคาร์บอนกับการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนและ ประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน")

by ThaiWebExpert