กรีนพีซจวกผู้นำโลก ประชุมโลกร้อนปิดฉากอย่างเลื่อนลอย

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

20 ธ.ค.52 นายคุมิ ไนดู ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซสากล กล่าวว่า โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ที่สุดนั่นคือการขาดภาวะความเป็นผู้นำของเหล่าผู้นำโลก แทนที่ผู้นำประเทศมหาอำนาจจะปกป้องอนาคตของประชาคมโลกโดยผลักดันให้เกิดข้อสรุปที่พลิกผันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่กลับเป็นผู้ทำลายอนาคตของคนยุคปัจจุบันและยุคอนาคตเสียเอง ซ้ำร้ายยังทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นไปได้ยากขึ้น

ข้อตกลงจากการประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ได้รับการยอมรับจากบางส่วนว่ามีความคืบหน้า แต่แท้จริงแล้วข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการลงมติโดยการประชุมรัฐภาคีสมาชิก (Conference of the Parties หรือ COP) และยังไม่มีการบรรจุมาตรการที่เข้มแข็งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเท่ากับว่ายอมให้อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมักไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ยังคงปล่อยมลพิษต่อไปได้

ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกบางประเด็นที่ได้รับการบรรจุในข้อตกลง ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศขึ้นมาใหม่ และความจำเป็นในการเตรียมงบประมาณมากกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี สำหรับการปกป้องป่าในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อทำให้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของการปล่อยคาร์บอนต่ำรวมทั้งให้ความช่วยเหลือในการปรับตัวรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนาได้ตกลงให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจและเพิ่มการปฏิบัติโดยสมัครใจหากมีความช่วยเหลือด้านการเงินจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

“เรายินดีกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศซึ่งนับเป็นการริเริ่มในเชิงบวกเพื่อปกป้องป่าไม้ แต่เรายังคงผิดหวังที่ข้อตกลงจากการประชุมยังคงขาดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซจากการทำลายป่าไม้ ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสปกป้องป่าไม้และปกป้องสภาพภูมิอากาศ” นายชัยเลนดรา ยัสวัน ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

“ถึงแม้ว่ากองทุนดังกล่าวทำให้โครงการชดเชยคาร์บอนของประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เกิดผล แต่ยังคงขาดการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซจากการทำลายป่าไม้ซึ่งนับเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ได้ลดทอนโอกาสสำคัญในการลดการตัดไม้ทำลายป่าทั้งในระดับประเทศและระดับสากล”

การประชุมที่เพิ่งปิดฉากลงจึงยังคงขาดความคืบหน้าในการให้ได้มาซึ่งข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

เขากล่าวว่า ถึงแม้ว่าการประชุมเจรจาจะยังคงมีขึ้นอีกครั้งในปีหน้า แต่นับเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่การประชุมโคเปนเฮเกนในครั้งนี้ได้พลาดโอกาสการมีข้อตกลงที่ดีและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย โลกจึงต้องเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งเพื่อรอคอยความหวังของข้อตกลงที่มีความเป็นธรรม สูงส่งและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย จากการประชุมตั้งแต่บาหลีจนถึงเม็กซิโก เพื่อพลิกผันผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แก้โลกร้อน จุดยืนที่แตกต่าง และความเป็นธรรม

ผู้เขียน: 
เบญจา ศิลารักษ์

ดูเหมือนว่าดีกรีความร้อนแรงของการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อนที่สวนทางกับอากาศที่หนาวเหน็บที่โคเปนเฮเก้นอยู่ในเวลานี้ กำลังเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกว่า ผลของการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะเป็นเช่นไร

สุดท้ายประเทศยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาแล้ว เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น สหรัฐอเมริกา และจีน จะมีท่าทีเช่นไร และประเทศกำลังพัฒนา และประเทศยากจนจะตกเป็นเหยื่อต่อไปอีกหรือไม่ ทำให้การประชุมเวทีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 15 ที่จัดโดยสหประชาติ ณ กรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์กตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคมเวลานี้ ที่มีตัวแทนจากประเทศต่างๆ จาก 192 ประเทศร่วมประชุม นับเป็นการประชุมเรื่องโลกร้อนครั้งใหญ่ที่สุด เพราะนอกเหนือจากตัวแทนของภาครัฐ ภาคธุรกิจแล้ว ยังมีตัวแทนภาคประชาชน-ประชาสังคมมารวมตัวกันนับหมื่นคน เพื่อติดตามการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อน หรือที่เรียกกันว่า COP 15 ที่ร่างโดยรัฐบาลเดนมาร์ก (Copenhagen Agreement หรือ Danish Text) และโดยหวังว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะไม่ใช่เป็นเวทีที่มีแต่พ่อค้า และนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงประชาชนคนเล็กๆ ด้วยที่จะต้องมีสิทธิ มีส่วนในการตัดสินใจต่อความเป็นไปของโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน

การประชุมครั้งนี้ สิ่งที่หลายฝ่ายพุ่งความสนใจคือ จุดยืนของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อการแก้ปัญหาโลกร้อน และมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนบนจุดยืนที่แตกต่างหลากหลายจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริงหรือไม่ เพราะขณะนี้ท่าทีหลักๆ ของแต่ละกลุ่มประเทศนั้นไม่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศยากจน ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกานั้นพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดที่จะร่วมลงนามให้ให้สัตยาบันใน พิธีสารเกียวโต ที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วบางส่วน เช่น ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปได้ลงนามไปแล้ว

พิธีสารเกียวโต เกิดขึ้นภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีการลงนามกันที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 พิธีสารดังกล่าวว่าไปก็เหมือนกฎหมายลูกที่จะบังคับให้ประเทศที่ร่วมลงนามจะต้องปฏิบัติตาม โดยกำหนดให้ประเทศที่ลงสัตยาบัน จะต้องร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันได้แก่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ไอน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 5.2 จากระดับที่เคยปล่อย ซึ่งจะต้องดำเนินการให้สำเร็จระหว่างปี 2551-2555

ส่วนประเทศกำลังพัฒนานั้นจะไม่ถูกบังคับให้ต้องลดภาวะเรือนกระจก แต่อย่างไรก็ดี ประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถมีส่วนร่วมให้การทำให้บรรยากาศของโลกดีขึ้นด้วยเข้าร่วมอย่างสมัครใจทำ “กลไกการพัฒนาที่สะอาด” หรือ CDM ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังเป็นคำถามของประเทศกำลังพัฒนาแล้วว่า การเข้าร่วมโครงการดังกล่าวยังมีลักษณะการค้า และการตลาดมากกว่า เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศพัฒนาแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ หรือที่เรียกกันว่าการซื้อ เครดิตคาร์บอน

จึงอาจกล่าวได้ว่าท่าทีของประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยากจนต่อพิธีสารเกียวโตนั้น แม้จะเห็นด้วยกับพิธีสารเกียวโต ในส่วนที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีส่วนในการแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ก็ไม่เห็นด้วยในเรื่อง กลไกการพัฒนาที่สะอาด ที่ทำให้เกิดการซื้อขายเครดิตคาร์บอน เพราะมองว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่เป็นเรื่องของการค้า และการตลาด แต่เป็นเรื่องที่ประเทศที่ปล่อยมลภาวะสู่อากาศต้องแสดงความจริงใจในการรับผิดชอบ และไม่ใช่การโยนภาระให้คนอื่น

ในส่วนของการประชุมที่โคเปนเฮเก้น มีตัวแทนประชาสังคมไทยที่เข้าร่วมแสดงจุดยืนของภาคประชาชน-ประชาสังคม ที่อาจจะแตกต่างจากจุดยืนของรัฐบาล ภาคประชาสังคม อาทิ ตัวแทนจากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก เครือข่ายติดตามผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินต.เขาหินซ้อน เครือข่ายเครือข่ายป่าไม้และปฏิรูปที่ดิน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายประมงพื้นบ้าน และเครือข่ายชนเผ่า เป็นต้น

จุดยืนของเครือข่ายประชาสังคมไทยที่เสนอต่อรัฐบาล คือ การสนับสนุนท่าทีในกลุ่มจี 77 (กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไทยรวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ) คือ พยายามรักษาพิธีสารเกียวโตไว้ แต่ต้องกำหนดเป้าหมายให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโตด้วยการลดภาวะเรือนกระจกอย่างจริงจังในช่วงพันธะกรณีที่สอง

อย่างไรก็ดีในส่วนของพิธีสารเกียวโตที่ยังต้องติดตาม และทางเครือข่ายประชาสังคมไทยให้ความเป็นห่วงคือ กรณีการซื้อขายเครดิตคาร์บอนนั้น ทางคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้ตอกย้ำกับตัวแทนรัฐบาลไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า การลดภาวะก๊าซเรือนกระจกนั้นไม่ใช่การซื้อขายเครดิตอย่างที่เป็นอยู่ แต่จะต้องเน้นกิจกรรมที่จะนำปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย และคำนึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกร และสิทธิของชุมชนที่อยู่ในป่าด้วย

สุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาโลกร้อนแต่ละประเทศล้วนเต็มไปด้วยการใช้ตลาดเข้ามาเป็นเงื่อนไขกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น REDD CDM นิวเคลียร์ และพลังงานถ่านหิน “สะอาด” มิหนำซ้ำอาจจะทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนอย่างต่อเนื่อง อยากฝากไปยังรัฐบาลไทย การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการที่มีผลในการทำลงนามข้อผูกพัน ซึ่งอาจจะต้องยึดรัฐธรรมนูญ 190 ก่อนที่จะมีการลงนามด้วย

ข้อที่น่าสังเกตของการประชุมโลกร้อนในครั้งนี้ และเป็นอีกเหตุหนึ่งเครือข่ายประชาสังคมไม่ค่อยพอใจคือ การปิดกั้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ตัวแทนของเครือข่ายประชาสังคมไทยมีความเห็นว่า คณะตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนไทยมาเข้าร่วมสังเกตการณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลไทย และร่วมสะท้อนความเห็นประกอบท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้านไทยไม่สามารถเข้าไปรับฟังในห้องประชุมใหญ่ได้ เนื่องจากตั้งแต่วันพุธ (9 ธ.ค.) มีการปิดห้องประชุมใหญ่เป็นระยะๆ ไม่ให้ตัวแทนภาคประชาสังคมเข้า และรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมเดนมาร์ค ประธานการประชุมครั้งนี้ยังมีความพยายามจัดการประชุมแบบไม่เป็นทางการกับรัฐบาลบางประเทศในลักษณาการที่คล้ายกับห้องเขียวในการประชุมองค์กรการค้าโลกที่มีการประชุมล๊อบบี้วงเล็กเพื่อผลักดันข้อเสนอของรัฐบาลอุตสาหกรรมซึ่งมีอำนาจมากกว่า น่าแปลกใจว่าการประชุมเพื่อรักษาโลกไม่ให้เดินหน้าสู่หายนะ กลับใช้กระบวนการปิดประตูตีแมวแบบการประชุมองค์กรการค้าโลกที่เป็นเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์การค้าระหว่างกัน โดยที่ก่อนหน้านี้มีการรั่วไหลของร่างข้อตกลงผลการเจรจา COP 15 มีสาระหลักที่ทำลายหลักการสำคัญว่าด้วยความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ ตามพิธีสารเกียวโต ที่พยายามดึงเอาประเทศกำลังพัฒนามาร่วมผูกพันลดก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมาย และหลายประการมีความโน้มเอียงข้างประเทศอุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ตัวแทนคณะทำงานฯ อีกท่านหนึ่ง กล่าวว่าแม้ว่าทางกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมร่ำรวยนำโดยประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะมีความพยายามหลบหลีกจากภาระปัญหาที่ตนเองก่อมาในประวัติศาสตร์ ประชาชนไทยก็หวังอย่างยิ่งว่า รัฐบาลไทยไม่ตกหลุมพรางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ที่พยายามผลักดันให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องมีพันธะกรณีตามกฎหมาย เร่งขยายตลาดคาร์บอน และนำเอาภาคป่าไม้และเกษตรมาทำคาร์บอนเครดิตขายในตลาด ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยปฏิเสธความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก หากแต่เราต้องมีการตั้งเป้าหมายการลดที่สอดคล้องกับความพร้อม สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

คำถาม คือการเจรจาแก้ปัญหาโลกร้อนที่กรุงโคเปนเฮเก้นเวลานี้ จะทำให้เกิดการเจรจาที่เกิดความเป็นธรรม และแก้ปัญหาโลกร้อนที่มีพื้นฐานอยู่บนความจริงใจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ได้อย่างไร สิ่งที่หลายฝ่ายให้ความกังวลคือ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศจี 77 คือ ความพยายามในการล้มพิธีสารเกียวโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพื่อปัดความรับผิดชอบต่อการเป็นก่อภาวะโลกร้อน ในขณะที่นายบัน ดี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ นั้นกลับตั้งความหวังว่า ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการเมืองในการจัดทำสนธิสัญญาที่ผูกมัดทางกฎหมายในการลดภาวะเรือนกระจกทั้งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา และหวังจะระดมเงินให้ได้ 10,000 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการลดภาวะเรือนกระจก ก่อนที่พิธีสารเกียวโตจะหมดอายุลงในปี 2555

คงต้องติดตามดูในเวทีการเจรจาของตัวแทนรัฐบาลจากทั่วโลก ในอีกไม่กี่วันนี้ รวมถึงท่าทีของรัฐบาลไทยที่รับข้อเสนอของภาคประชาชน-ประชาสังคมไทยไปแล้ว.

ออฟเซ็ตความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity offset)

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

9 ธ.ค. 2552

คำว่า “คาร์บอนออฟเซ็ต” คงทำให้นักสิ่งแวดล้อมหลายคนนิ่วหน้า เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาของตลาดคาร์บอนเครดิตที่ขายออฟเซ็ต คือยอมให้องค์กร “ซื้อ” สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคนอื่นเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเองนั้น ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติมากมายแทบทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการปลอมโครงการลดคาร์บอนหรือย้อมแมวขาย หรือการที่ออฟเซ็ตกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ปล่อยมลพิษขนาดใหญ่ซื้อสิทธิในการปล่อยมลพิษต่อไปเรื่อยๆ แทนที่จะหาทางลดมลพิษอย่างยั่งยืน

ปัญหาหลักสองประการนี้ ประกอบกับปัญหาอื่นๆ เช่น การตั้งเพดานการปล่อยคาร์บอนไว้สูงเกินไป และความเสี่ยงที่นักเก็งกำไรจะ ‘ปั่น’ ราคาในตลาดนี้ไม่ต่างจากในตลาดการเงิน ทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าตลาดคาร์บอนจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ไขภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เพราะดูจะไม่ช่วยให้โลกทั้งใบลดคาร์บอนสุทธิได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 128,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ณ สิ้นปี 2008

สมกับคำพังเพยของฝรั่งที่กล่าวถึงเรื่องร้ายๆ ว่า “ปีศาจอยู่ในรายละเอียด” (ถ้าเป็นเรื่องดีๆ ก็จะกล่าวว่า “พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด” สรุปคือไม่ว่าจะออกมาดีหรือร้าย ทุกเรื่องก็ล้วนขึ้นอยู่กับรายละเอียดในภาคปฏิบัติทั้งนั้น)

แต่ไม่ว่าตลาดคาร์บอนจะยังมีปัญหามากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าออฟเซ็ตจะไม่มีวันใช้การกับอะไรได้เลย เพราะในหลักการพื้นฐานมันก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่เราต้องหาวิธีสร้างความน่าเชื่อถือและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้ตอนแรก

หนึ่งในโครงการออฟเซ็ตที่น่าสนใจที่สุดนอกตลาดคาร์บอนคือ โครงการออฟเซ็ตธุรกิจและความหลากหลายทางชีวภาพ (Business and Biodiversity Offsets Program: บีบีโอพี, เว็บไซต์ http://bbop.forest-trends.org/)

บีบีโอพีเป็นความร่วมมือกันระหว่างองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ องค์กรโลกบาล สถาบันการเงิน และบริษัทข้ามชาติรวมกันกว่า 40 แห่ง นำโดยองค์กรอนุรักษ์ชั้นนำ 3 แห่ง คือ Forest Trends, Conservation International, และ Wildlife Conservation Society มีเป้าหมายที่จะใช้ออฟเซ็ตชนิดใหม่เป็นเครื่องมือในการลดรอยตีนฝากโลกของมนุษย์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในทางที่คุ้มค่าการลงทุนและได้ผลกว่าแนวทางอนุรักษ์แบบดั้งเดิม

ความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพเป็นที่รู้กันในวงการวิทยาศาสตร์มานานแล้ว แต่ภาคธุรกิจเพิ่งตระหนักเมื่อไม่นานมานี้เองว่า การที่พันธุ์สัตว์และพืชกว่าร้อยละ 20-30 จะสูญพันธุ์ภายในศตวรรษนี้นั้นเป็นความเสี่ยงร้ายแรงทางธุรกิจด้วย อุตสาหกรรมเกษตรและเภสัชกรรมต้องอาศัยความหลากหลายของพันธุ์พืชในการผลิตอาหารและยารักษาโรค ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายมีความยืดหยุ่นมากกว่าระบบที่มีความหลากหลายน้อยกว่าในการฟื้นฟูตัวเองหลังเกิดภัยธรรมชาติอย่างเช่นไฟป่า น้ำท่วม และภัยแล้ง

ในเมื่อความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญ การใช้ออฟเซ็ตเป็นเครื่องมือช่วยลดผลกระทบก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่คำถามคือเราจะทำได้อย่างไร เพราะความหลากหลายทางชีวภาพไม่เหมือนคาร์บอนที่จะลดที่ไหนก็ลดได้เหมือนกัน แต่การ ‘แลก’ เสือหิมะบนภูเขาแห่งหนึ่งกับสัตว์หายากอีกชนิดหนึ่งในป่าข้ามทวีปนั้นซับซ้อนกว่ากันมาก

ทีมบีบีโอพีหาคำตอบด้วยการลงมือทำโครงการนำร่อง 6 แห่งทั่วโลก ในอุตสาหกรรมหนักที่ส่งผลกระทบสูง 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ ในประเทศกานา แอฟริกาใต้ นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา นำผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนำร่องเหล่านั้นมาประมวลและสังเคราะห์เป็นคู่มือให้ทุกคนดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของโครงการ

บีบีโอพีวัดความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการประยุกต์ใช้วิธีคำนวณ “เฮกตาร์ถิ่นกำเนิด” (habitat hectare) ซึ่งพัฒนาขึ้นในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย วิธีนี้ ‘ถ่วงน้ำหนัก’ พื้นที่ 1 เฮกตาร์ (10,000 ตารางเมตร) ด้วยคะแนนที่คำนวณจากคุณภาพและปริมาณของพันธุ์พืชและสัตว์พื้นเมือง ประกอบกับลักษณะทางภูมิทัศน์และฟังก์ชั่นในระบบนิเวศ ดังนั้นพื้นที่ 1 เฮกตาร์จึงอาจมีพื้นที่ไม่ถึง 1 เฮกตาร์ถิ่นกำเนิด เนื่องจากขาดความหลากหลายทางชีวภาพ (เช่น ถูกวัชพืชรุกราน หรือต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นจนไม่เหลือ) พอที่จะเรียกได้ว่ามี “สุขภาพแข็งแรง” ในแง่ชีววิทยา

ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นที่อยากเข้าร่วมโครงการออฟเซ็ตของบีบีโอพีจะต้องเริ่มจากการเลือก “พื้นที่มาตรฐาน” (benchmark site) ที่ธรรมชาติค่อนข้างบริสุทธิ์ก่อน เสร็จแล้วก็เลือกคุณสมบัติ 20 ประการที่สะท้อนสุขภาพของระบบนิเวศดังกล่าว เช่น พันธุ์ไม้พื้นเมืองที่เติบโตได้เฉพาะแต่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ พันธุ์แมลงที่อยู่ได้เฉพาะในดินที่อุดมสมบูรณ์ ฯลฯ พื้นที่มาตรฐานนี้จะใช้เป็น “มาตรวัด” ที่จะใช้เปรียบเทียบกับพื้นที่โครงการ (เช่น พื้นที่ที่จะสร้างเหมือง) ความแตกต่างของพื้นที่โครงการหลังก่อสร้างและก่อนก่อสร้างเมื่อเทียบกับพื้นที่มาตรฐานนี้จะเป็นเครื่องวัดปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญหายไป

ความหลากหลายทางชีวภาพ “ส่วนเพิ่ม” ในพื้นที่ที่จะใช้เป็นออฟเซ็ตก็จะใช้วิธีเดียวกัน โดยอาศัยการประเมินว่ากิจกรรมอย่างเช่นการปลูกพันธุ์ไม้พื้นเมืองและกำจัดวัชพืชจะเพิ่มคะแนนเฮกตาร์ถิ่นกำเนิดได้มากน้อยเพียงใด เป้าหมายอยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบเชิงลบของโครงการต่อความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมในพื้นที่โครงการนั้น ได้รับการชดเชย (ออฟเซ็ต) มากน้อยเพียงใดในพื้นที่ออฟเซ็ต

ประเด็นที่ว่าพื้นที่ออฟเซ็ตควรอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพื้นที่โครงการหรือไม่ เป็นประเด็นน่าสนใจที่บีบีโอพีกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่หลักการที่บีบีโอพีพบว่าค่อนข้างได้ผลคือ เน้นการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณเดียวกัน (in kind) ก่อน โดยเฉพาะถ้าพื้นที่โครงการนั้นมีพืชและสัตว์หายากซึ่งไม่มีที่อื่นแล้วในโลก ส่วนทางเลือกคือการใช้ที่อื่นเป็นพื้นที่ออฟเซ็ต (out of kind) นั้น ควรจะใช้ก็ต่อเมื่อประเทศนั้นมีโครงการเร่งด่วนที่สำคัญกว่าการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการ ยกตัวอย่างเช่น หนึ่งในโครงการนำร่องของบีบีโอพีคือการออฟเซ็ตโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนเกาะเบนบริดจ์ในมลรัฐวอชิงตันของอเมริกา ทีมงานเลือกการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของปลาแซลมอนในอ่าวพูเจต์เป็นพื้นที่ออฟเซ็ต แทนที่จะเลือกพื้นที่ติดโครงการ เนื่องจากถิ่นปลาแซลมอนถูกคุกคามอย่างรุนแรง และการฟื้นฟูแหล่งประมงนี้ก็เป็นนโยบายที่รัฐวอชิงตันให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

บีบีโอพีตั้งเป้าว่า โครงการออฟเซ็ตไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบในแง่ลบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่จะช่วยสร้าง “ประโยชน์สุทธิ” ในแง่ของการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม ในแง่นี้ โครงการได้คิดค้นและเผยแพร่หลักการ 10 ข้อที่ประกาศว่าจะยึดเป็นสรณะ หลักการ 3 ข้อแรกเรียงตามลำดับความสำคัญได้แก่ 1. ไม่มีความสูญเสียสุทธิ (no net loss) – ออฟเซ็ตความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องไม่ก่อความเสียหายสุทธิ และทางที่ดีก็น่าจะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (net gain) ด้วย, 2. ได้ผลอนุรักษ์ส่วนเพิ่ม (additional conservation outcomes) – ออฟเซ็ตนี้ควรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มากกว่าถ้าไม่ใช้ออฟเซ็ต การออกแบบและลงมือทำออฟเซ็ตควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่อื่น, 3. ยึดมั่นในลำดับชั้นของการบรรเทาปัญหา (adherence to mitigation hierarchy) – ออฟเซ็ตนี้ต้องเป็นความพยายามที่จะชดเชยผลกระทบส่วนที่ยังไม่ได้รับการบรรเทา หลังจากที่โครงการดำเนินมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาอย่างสุดความสามารถแล้ว

หลักการข้อ 3 นั้นสำคัญมาก เพราะเป็นความพยายามของบีบีโอพีในการป้องกันไม่ให้บริษัทซื้อออฟเซ็ตเพื่อลบล้างหน้าที่ในการหามาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบตั้งแต่ต้น ไม่อย่างนั้นบริษัทก็อาจมักง่ายไม่ต่างจากบริษัทมักง่ายทั้งหลายในตลาดคาร์บอนเครดิต เช่น ถางป่าเขตร้อนเหมือนเดิมเพราะคอยซื้อออฟเซ็ตมาลบล้างความผิดไปได้เรื่อยๆ
ปัจจุบันโครงการบีบีโอพีอยู่ระหว่างการดำเนินเฟส 2 ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2011 ผู้ดำเนินรนี้หวังว่าจะสามารถขยายโครงการและทำงานร่วมกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ และเมื่อมีข้อมูลจากโครงการต่างๆ ถึงจุดหนึ่ง พวกเขาก็จะสามารถสร้างมาตรฐานสากลได้ในอนาคต.

โลกร้อนขึ้นที่โคเปนเฮเกน

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงาน MEAs Watch สกว.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

ภาพ:http://www.guardian.co.uk/media/2009/jun/23/hopenhagen-climate-change-campaign

20 ธันวาคม 2552

แม้ว่าอากาศที่เมืองโคเปนเฮเกนขณะนี้จะอยู่ต่ำกว่าระดับศูนย์องศาเซลเซียส แต่บรรยากาศภายในศูนย์การประชุมเบลลา (Bella Center) ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมเจรจาความตกลงระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อนครุกรุ่นไปด้วยความขัดแย้ง มีข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ ที่มีจุดยืนแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศหมู่เกาะ กลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ฯลฯ

การเจรจาในขณะนี้แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ การเจรจาภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เรียกว่ากลุ่ม AWG-LCA) และการเจรจาภายใต้พิธิสารเกียวโต (เรียกว่ากลุ่ม AWG-KP)

ประเด็นการเจรจาในกลุ่ม AWG-LCA คือ เป้าหมายการลดก๊าซของโลกในระยะยาว ( ปีค.ศ.2050) การแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การปรับตัว การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเรื่องกลไกทางการเงิน สำหรับประเด็นหลักของการเจรจาในกลุ่ม AWG-KP คือ พันธกรณีการลดก๊าซในช่วงที่สอง (หลังปี ค.ศ.2012) สำหรับประเทศที่อยู่ในภาคผนวกที่ I ของพิธีสารเกียวโตซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

ตลอดช่วงของการเจรจาที่โคเปนฮาเกน ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งมากที่สุด คือ การแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และโครงสร้างรูปแบบของความตกลงด้านโลกร้อนฉบับใหม่ ซึ่งทั้งสองประเด็นมีความเกี่ยวโยงกันอย่างมาก

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในนาม “กลุ่ม G77 และจีน” มีจุดยืนที่เป็นทางการเรียกร้องให้มีพิธีสารเกียวโตต่อไป และมีความตกลงฉบับใหม่ที่เป็นผลของการเจรจาจากกลุ่ม AWG-LCA โดยมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่สำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ต้องการให้มีการจัดทำเป็นความตกลงฉบับเดียวที่มีพันธกรณีการลดก๊าซผูกพันทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด (ซึ่งรวมถึงสหรัฐอมริกา) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

เนื่องจากพิธีสารเกียวโตมีข้อบังคับการลดก๊าซสำหรับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องการให้มีพิธีสารเกียวโตต่อไป เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองในประเด็นเรื่องการแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก สำหรับความตกลงฉบับใหม่ภายใต้กลุ่มเจรจา AWG-LCA ก็มีเนื้อหาหลายด้านที่จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี เรื่องกลไกทางการเงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการปรับตัวรับมือกับปัญหาโลกร้อน ฯลฯ แต่สำหรับเรื่องการแบ่งความรับผิดชอบในการลดก๊าซซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจาของกลุ่ม AWG-LCA นั้น ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีจุดยืนหนักแน่นไม่ยอมรับการลดก๊าซแบบบังคับโดยมีพันธกรณี โดยยืนหยัดเหตุผลว่าปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการปล่อยก๊าซในอดีตของประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น จีน อินเดีย ได้ถูกกดดันอย่างหนักให้ยอมรับพันธกรณีลดก๊าซ และเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งสำหรับการสหรัฐที่จะยอมเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อน อย่างไรก็ตาม หากมีพิธีสารเกียวโตอยู่ต่อไป ก็จะเป็นการแบ่งภาระความรับผิดชอบในการลดก๊าซอย่างชัดเจนส่วนหนึ่งไปให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยเหตุนี้ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องการให้มีพิธีสารเกียวโตอยู่ต่อไป พร้อมกับมีความตกลงใหม่อีกฉบับโดยจะต้องไม่มีพันธกรณีลดก๊าซสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

สำหรับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นต้องการล้มเลิกพิธีสารเกียวโต เนื่องจากตามพิธีสารไม่มีพันธกรณีลดก๊าซสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นเหตุผลที่วุฒิสภาสหรัฐตั้งเป็นเงื่อนไขไม่ให้รัฐบาลสหรัฐให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอ้างว่าพิธีสารเกียวโตบังคับลดก๊าซสำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่ปล่อยก๊าซรวม 1 ใน 3 ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก พิธีสารเกียวโตจึงไม่อาจแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้จริง หากล้มพิธีสารเกียวโตและมีความตกลงฉบับใหม่เกิดขึ้นจากผลการเจรจาของกลุ่ม AWG-LCA เป็นความตกลงฉบับเดียว จะเป็นโอกาสต่อสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นในการจัดระบบใหม่ในการแบ่งสรรภาระการลดก๊าซให้กับสหรัฐและประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซสูง เป็นการแบ่งเบาภาระและต้นทุนการลดก๊าซของสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นในอนาคต

จากการเจรจาที่โคเปนฮาเกนตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึงกลางสัปดาห์ที่สอง ทั้งสองฝ่ายต่างยืนหยัดรักษาจุดยืนดังกล่าวข้างต้นอย่างหนักแน่น ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้าและอาจจะไม่มีข้อสรุปใดๆ ออกมาในท้ายที่สุด จนต้องมีการขยายการเจรจาออกไปอีกหนึ่งปี

ในขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ยังเหลือเวลาสำหรับการเจรจาอีก 1 วัน สถานการณ์ที่อาจดีที่สุดในเวลานี้สำหรับการเจรจาที่โคเปนฮาเกน คือ พยายามหาข้อยุติเกี่ยวกับพันธกรณีช่วงที่สองของประเทศที่พัฒนาแล้วตามพิธีสารเกียวโต เก็บพิธีสารเกียวโตไว้ให้ได้ต่อไป แล้วขยายการเจรจาในกลุ่ม AWG-LCA ไปอีก 1 ปี

China and Indonesia welcome Copenhagen summit deal

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

Asian giants China and Indonesia have hailed the Copenhagen UN climate summit outcome, despite its cool reception from aid agencies and campaigners.

Beijing's foreign minister said it was a new beginning, and Indonesia's leader said he was pleased with the result.

Earlier, US President Barack Obama defended the accord he helped broker with China and other main powers.

The non-binding pact, called the Copenhagen Accord, was not adopted by consensus at the summit in Denmark.

Instead, after two weeks of frantic negotiations, the 193-nation conference ended on Saturday with delegates merely taking note of the deal.

BBC environment correspondent Richard Black says the accord looks unlikely to contain temperature rises to within the 2C (3.6F) threshold that UN scientists say is needed to avert serious climate change.

Copenhagen is not a destination but a new beginning
Yang Jiechi
China's Foreign Minister

It includes a recognition to limit temperature rises to less than 2C and promises to deliver $30bn (£18.5bn) of aid for developing nations over the next three years.

The agreement outlines a goal of providing $100bn a year by 2020 to help poor countries cope with the impacts of climate change.

It also includes a method for monitoring and verifying some efforts undertaken in developing countries to curb emissions. The US had insisted that China dropped its resistance to this measure.

'Make it binding'

China's Foreign Minister, Yang Jiechi, praised the summit in a statement which said: "Developing and developed countries are very different in their historical emissions responsibilities and current emissions levels, and in their basic national characteristics and development stages.

"Therefore, they should shoulder different responsibilities and obligations in fighting climate change."

Protest in Copenhagen on 19 December 2009

"The Copenhagen conference is not a destination but a new beginning," he added.

His upbeat note was echoed by Indonesia, ranked the world's third-largest polluter after the US and China, if the effects of deforestation are taken into account.

President Susilo Bambang Yudhoyono said in a statement on his website: "Indonesia is pleased, as [we have] taken a wholehearted stance to save our Earth, to save the children in our country," reports AFP news agency.

Environmental campaigners and aid agencies have branded the deal a toothless failure.

But the head of the Nobel-winning UN panel of climate scientists said on Sunday the outcome of the summit was a start, though he urged countries to make it binding.

Hopes for Mexico

Rajendra Pachauri, chairman of the Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), told India's NDTV news channel: "We will have to build on it.

"We will have to make sure it moves quickly towards the status of a legally binding agreement and therefore I think the task for the global community is cut out."

Global warming: A future glimpse

Germany will host the next climate change conference in six months in Bonn, to follow up the work of the Copenhagen summit.

The final outcome is supposed to be sealed at a conference in Mexico City at the end of 2010.

President Obama defended the deal after arriving back in Washington on Saturday, describing it as "the foundation for international action in the years to come".

The Copenhagen Accord is based on a proposal tabled on Friday by a US-led group of five nations - including China, India, Brazil and South Africa.

It was lambasted by some delegations when put to a full session of the UN Framework Convention on Climate Change at the summit.

A few developing countries said it was a cosy backroom deal between rich nations that violated UN democracy and would condemn the world to disastrous climate change.

Before the summit, China for the first time offered to limit its greenhouse gas output.

It pledged to reduce its carbon intensity - use of fossil fuels per unit of economic output - by up to 45%, although critics said this would not necessarily lead to any overall cut in its emissions.

ชุมชนเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยตนเอง บ้านเกาะหาดทรายดำ

ผู้เขียน: 
ประสาร สถานสถิตย์

นับ เป็นเวลา 5 ปี หลังคลื่นสึนามิได้สร้างผลกระทบให้กับเกาะหาดทรายดำ วันนี้บ้านเกาะหาดทรายดำหน้าในได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับภัยพิบัติต่างๆที่มีแนวโน้มจะมีความรุนแรงขึ้นในอนาคต รวมทั้งการปรับตัวบนสภาวะวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่เกิดขึ้น แม้ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการปล่อยมลพิษ และความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ ได้ก็ตาม

บ้านเกาะหาดทรายดำหน้าใน ชุมชนชาวเกาะขนาดไม่ใหญ่นักที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี วิถีชีวิตชุมชนที่มีความหลากหลาย ทั้งคนไทยนับถือศาสนาพุทธ คนไทยที่นับถือศาสนามุสลิมมุสลิม คนไทยเชื้อสายจีน และชาวพม่า ประชากร กว่า 80% ประกอบอาชีพประมง ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิในปี 2547 ชุมชนหาดทรายดำดำรงชีวิตอยู่บนความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทั้งจากลมมรสุม พายุ น้ำทะเลหนุนสูง รวมทั้งการการกัดเซาะชายฝั่งจากอิทธิพลของพายุและคลื่นลมในทะเลที่ถาโถมเข้ามา จากการช่วยเหลือขององค์กรต่างๆ งบประมาณกว่า 100 ล้านบาทที่เกาะหาดทรายดำทั้งหน้าในและหน้านอกได้รับความช่วยเหลือหลังสึนามิ ถ้านับเป็นจำนวนเงินน่าจะมากพอสำหรับการฟื้นตัวและยังสามารถที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น แต่ความกังวลใจของคนเกาะหาดทรายดำหน้าในคือ ความเคยชินในการที่จะร้องของความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก จึงเป็นเหตุให้เกิดการปรับตัวในการที่จะเรียนรู้การช่วยเหลือตนเองก่อนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ

เริ่ม ต้นจากความร่วมมือในชุมชน จากการหารือกันในกลุ่มเล็กๆโดยมีคุณไพบูลย์ สวาทนันท์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการจัดประชุมชาวบ้านและตั้งคณะกรรมการป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัยบ้านเกาะหาดทรายดำ พัฒนาแผนงาน "เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในชุมชน" โดยมีมูลนิธิรักษ์ไทยรับบทบาทในการเป็นพี่เลี้ยง ได้วางกระบวนการทำงานหลักที่สำคัญไว้สี่ระยะประกอบด้วย ระยะแรก "การพัฒนาคู่มือชุมชนเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ" เป็นการวิเคราะห์และสร้างระบบข้อมูลเชิงแผนที่ ความตระหนัก ความร่วมมือ และ สร้างความเป็นเจ้าของอย่างมีส่วนร่วม พร้อมทั้งการบันทึกประสบการณ์ของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างศักยภาพอาสาสมัครและคณะทำงานในชุมชนที่เข้าร่วม ดำเนินงาน ระยะที่สอง "การพัฒนาแผนเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติชุมชน" เป็นการกำหนดแนวทางการสร้างความพร้อมชุมชน เป็นแผนงานเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติแต่ละด้าน และ เสริมสร้างในการจัดทำกิจกรรมของชุมชน โดยการประสานความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกชุมชน สนับสนุนให้เกิดกิจกรรม ระยะที่สาม "ริเริ่มกิจกรรมการจัดการความเสี่ยงชุมชน ตามคู่มือที่ชุมชนเป็นผู้สร้าง" เป็นการสนับสนุนให้เกิดการประสานงาน การสร้างความร่วมมือ และ การเชื่อมโยงงานโดยใช้กระบวนการพิจารณาแผนงานเตรียมความพร้อมของชุมชน ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแผนงานเตรียมความพร้อม เป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยว ทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมติดตามการสนับสนุนและความร่วมมือให้เกิดการดำเนินงานตามแผนงานดังกล่าว ระยะที่สี่ การขยายผล "การจัดการความรู้ และเชื่อมโยงสู่นโยบาย" เป็นการสนับสนุนให้ชุมชนร่วมดำเนินการได้มีการสรุปบทเรียนการทำงาน และ เชื่อมโยงงานเข้าสู่นโยบายของหน่วยงานภาครัฐ เอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการประสานงาน หนุนเสริมเกิดความยั่งยืนในการดำเนินกิจกรรมต่อไป

การพัฒนาแผนงานเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติในชุมชน บ้านเกาะหาดทรายดำ คณะกรรมการป้องกันบรรเทาสาธารณภัยบ้านเกาะหาดทรายดำ ได้ใช้กระบวนการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมแบบมีส่วนร่วม การจัดประชุมจัดทำแผนซึ่งผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วย ตัวแทนกลุ่มต่างๆในชุมชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ครูโรงเรียนบ้านหาดทรายดำ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชนสถานีอนามัยบ้านหาดทรายดำ ตัวแทนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และมูลนิธิรักษ์ไทย โดยการใช้แผนที่ทำมือในการวิเคราะห์ 4 ประเด็นหลักอันประกอบไปด้วย แผนที่พื้นฐานของชุมชน แผนที่เศรษฐกิจ สังคม กลุ่มคนเปราะบาง แผนที่ระบุภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาและจุดเสี่ยงภัย แผนที่ระบุแผนพัฒนาหมู่บ้านและหน่วยงานความร่วมมือ

เริ่มต้นจากการซ้อมแผนอพยพ หลังแผนเตรียมความพร้อมฯได้รับความเห็นชอบจากชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การสร้างความตระหนักกับทุกคนในชุมชนได้เริ่มต้นจากการร่วมฝึกซ้อมแผนอพยพที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้จัดขึ้นในพื้นที่ 6 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการ 7 ฝ่ายขึ้นมารับผิดชอบ ประกอบด้วย 1) ฝ่ายอำนวยการ 2) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 3) ฝ่ายป้องกันและเตรียมความพร้อม (ระวังเหตุ) 4) ฝ่ายกู้ภัยและช่วยชีวิต 5) ฝ่ายอพยพและหนีภัย 6) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย 7) ฝ่ายสาธารณสุข จากการประเมินผลการฝึกซ้อมในครั้งแรก พบปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นที่ทำให้ไม่สามารถที่จะดำเนินการอพยพได้ตามแผน จึงนำไปสู่การพัฒนาแผนงานหลัก 4 แผนงานได้แก่

แผนด้านการพัฒนาศักยภาพ คณะกรรมการและอาสาสมัคร การจัดฝึกอบรมการช่วยเหลือและการปฐมพยาบาล การศึกษาดูงาน การร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานในเวทีต่างๆ

แผนงานด้านการสร้างความตระหนัก ได้แก่การกำหนดเส้นทางอพยพ จุดปลอดภัย การปรับปรุงถนน การจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ของชุมชน แผนที่ชุมชนที่แสดงจุดเสี่ยงภัยและเส้นทางที่จะเดินทางไปสู่ที่ปลอดภัย ป้ายบอกเส้นทางอพยพ เน้นภาษาที่ใช้เข้าใจได้ง่ายไม่ใช้ภาษาวิชาการมากเกินไป กระชับสั้นๆได้ใจความ ไม่ใช่คำย่อ แม้กระทั่งคนต่างถิ่นก็สามารถเข้าใจได้ ภาพที่สื่อออกมา จะไม่ทำให้เกิดความน่ากลัวน่ากลัวหรือตื่นตระหนกได้ ภาพต้องสื่อความหมายชัดเจนไม่สับสน โดยทั้งหมดชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบ

แผนด้านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเพื่ออนาคตที่ดีของชุมชน "รู้ทันภัย" ได้ถูกจัดทำโดยผู้อำนวยการโรงเรียนและได้สอนด้วยตนเอง ในทุกช่วงชั้น จากการดำเนินกิจกรรมเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของชุมชน โรงเรียนบ้านหาดทรายดำ ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น "รู้ทันภัย" ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนได้เรียนรู้ ในสาระการเรียนรู้ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ กำหนดให้นักเรียนในโรงเรียน ทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ช่วงชั้นอนุบาล ถึงช่วงชั้นที่ 3 ได้เรียนรู้ในสารการเรียนรู้ ดังกล่าว จำนวน 40 ชั่วโมง ต่อ 1 ปีการศึกษา และได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในสาระการเรียนรู้นี้ไว้ 3 มาตรฐาน อันประกอบไปด้วย

  • มาตรฐานที่ 1 ผู้เรียนรู้และเข้าใจความหมายและลักษณะของภัยธรรมชาติ เนื้อหาประกอบด้วย ความหมายของภัยธรรมชาติ ภัยประเภทต่างๆ สาเหตุการเกิดภัยแต่ละประเภท อันตรายและผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ในชุมชน
  • มาตรฐานที่ 2 ผู้เรียนรู้หลักในการปฏิบัติที่ถูกต้องในการช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ เนื้อหาประกอบด้วย การปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ประสบภัยต่างๆจากธรรมชาติ การปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัยธรรมชาติประเภทต่างๆ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติ (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) สัญญาณและสัญญาลักษณ์เตือนภัยในชุมชน
  • มาตรฐานที่ 3 ผู้เรียนปฏิบัติตนและวิธีการดูแลรักษาธรรมชาติ ระบบนิเวศวิทยาในชุมชน เนื้อหาประกอบด้วย การดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติระบบนิเวศวิทยาในชุมชน การดูแลระบบนิเวศวิทยาในชุมชน ทั้งนี้ได้บูรณาการการเรียนการสอนโดยมีปราชญ์ชาวบ้านมามีส่วนร่วมในการสอนร่วมด้วย ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการจัดกระบวนการและเชื่อมโยงไปสู่แผนการเตรียมความพร้อมที่ชุมชนพัฒนาขึ้น

แผนด้านการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับงานเตรียมความพร้อมฯ และการช่วยชีวิต รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอาคารเรียนต้นแบบรับมือภัยในอนาคต รวมทั้งอาคารเรียนหลังใหม่ที่ได้ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงด้วยการออกแบบที่คำนึง ถึงความปลอดภัยจากธรณีพิบัติภัยสึนามิ และภัยพิบัติธรรมชาติอื่นๆในอนาคต รวมทั้งช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนการสอนให้มี ประสิทธิภาพและเชื่อมโยงการเรียนรู้ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกับแผนเตรียมความพร้อมของชุมชน

"สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ ถ้าภาครัฐไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินได้ฟัง ก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง"
เป็นข้อสรุปสุดท้ายที่คุณไพบูลย์ แกนนำของคณะทำงานเตรียมความพร้อมของชุมชนได้กล่าวขึ้น การขยายผล เชื่อมโยงสู่นโยบายท้องถิ่น จึงได้เป็นความพยายามของชุมชนหาดทรายดำที่จะนำเสนอแผนงานเตรียมความพร้อมชุมชน ประสานไปยังหน่วยงานองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรจุแผนงานดังกล่าวเข้าเป็นแผนพัฒนาหมู่บ้านของหน่วยงานนั้นๆ โดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น มีการสนับสนุนการตัดถนนให้ใหม่เพื่อลดระยะทางจากชุมชนไปยังจุดปลอดภัย และล่าสุดกำลังเสนอให้บรรจุเข้าเป็นแผนพัฒนา ๓ ปีขององค์การบริหารส่วนตำบลหงาว

"พอมีข่าวว่าแผ่นดินไหวที่ไหน จะตื่นตัวกันหมดแล้วภายใน 20 นาทีทุกคนบนเกาะจะทราบข่าว และไปรวมกันที่จุดปลอดภัยกันหมด หรือบางคนก็เตรียมความพร้อมของตนเองไม่มีใครอยู่นิ่งได้หรอก" ชุมชนหาดทรายดำวันนี้ได้สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยขึ้นในชุมชน มีวิถีชีวิตที่คำนึงถึงความปลอดภัย รู้ เข้าใจ ตระหนัก สามารถปฏิบัติตัวได้ยามเมื่อเกิดภัยขึ้นในชุมชนแล้ว ในระยะยาวความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่ชุมชนคาดหวังว่าจะมาช่วยเติมเต็ม ในส่วนที่ชุมชนไม่สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง จะเป็นส่วนช่วยให้คนบ้านหาดทรายดำมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความมั่นใจ และมีชีวิที่มั่นคงบนพื้นฐานของชุมชนที่ปลอดภัย

 


“Extreme” ทัศนะต่อคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีมาบตาพุด

ผู้เขียน: 
ใบตองแห้ง

สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์

“มาตรา 67 สิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการ

มันไม่ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ

พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว

ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก

คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย

ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคนนึงยกขึ้นมา

ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า

โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน

แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ

เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด

นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”

ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้หน่วยงานของรัฐสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรม 65 โครงการ จาก 76 โครงการใน พื้นที่มาบตาพุด ที่ถูกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวก ฟ้องว่าหน่วยงานของรัฐอนุมัติโดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดไว้ในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้สั่งระงับทั้ง 76 โครงการ

กรณี ดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่นสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าเป็น 1 ใน 5 ปัจจัยเสี่ยงของการเมืองไทย แต่ยังไม่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ในแง่กฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่ามีหลายต่อหลายคนอยากฟังความเห็นของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชนที่เป็นตัวของตัวเองมาตลอด

ดุลยภาพแห่งสิทธิ

วรเจตน์ บอกว่า เขามีความเห็นแย้งกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองสูงสุดในบางประเด็น ซึ่งก็เป็นความเห็นคล้ายกับอาจารย์อัครวิทย์ อุมาวงศ์ รองประธานศาลปกครองสูงสุด ที่เป็นเสียงข้างน้อย

ขอย้อนถามก่อนว่าคำสั่งศาลปกครองกลางกับศาลสูงต่างกันตรงไหน

“ไม่ ต่างกัน โดยเนื้อหาตรงกัน เพียงแต่ศาลสูงเขากำหนดข้อยกเว้นไว้ชัดเจนกว่าศาลชั้นต้น แต่โดยเนื้อหาตรงกัน ต้องอ่านตรงที่เขาเขียนว่าศาลสูงเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นบางส่วน”

“คือ เรื่องของเรื่อง คนฟ้องฟ้องให้เพิกถอนใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อ ชุมชนอย่างรุนแรง รวมทั้งให้เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยอ้างว่าการอนุมัติโครงการก่อสร้างเหล่านั้นไม่เป็นไปมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และในระหว่างนี้ก็ขอให้ศาลสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมที่กำลังดำเนินการก่อ สร้างในพื้นที่มาบตาพุดจำนวน 76 โครงการไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา ศาลปกครองชั้นต้นก็สั่งระงับโครงการเหล่านั้นไว้ตามคำขอ ยกเว้นบางโครงการที่ได้รับในอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ 50 ใช้บังคับ รวมทั้งโครงการที่ไม่ได้กำหนดให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่รวมถึงการดำเนินการตาม มาตรา 67 วรรคสอง ส่วนของศาลปกครองสูงสุดหลักคือระงับหมดเหมือนกัน แต่ศาลสูงเขียนข้อยกเว้นชัดเจนกว่า คือ ระบุเป็นรายโครงการไปเลย รวมแล้วก็เหลือระงับโครงการทั้งสิ้น 65 โครงการ”

“ถ้า ดูรายละเอียด ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 8 คือหน่วยงานของรัฐ ระงับโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารหมายเลข 7 ท้ายคำฟ้องไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุญาตก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 50 โครงการหรือกิจกรรมที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงาน การวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่สั่งซ้อนอีกทีหนึ่งว่า ไม่นับการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง”

“ศาล ชั้นต้นเขียนซับซ้อนมากเลยคือ 76 โครงการบอกให้ระงับหมด ยกเว้นโครงการที่ไม่ระงับคือ ได้ใบอนุญาตก่อนวันบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 50 และโครงการที่ไม่ได้กำหนดประเภทให้ทำรายงานวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม แต่ว่าถ้าโครงการที่ยกเว้นให้ทำไปก่อนได้เป็นโครงการที่ต้องดำเนินตามบท บัญญัติมาตรา 67 วรรคสองก็ต้องไปดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองอีก คือ ผมอ่านแล้วก็งงว่าตกลงจะระงับโครงการอันไหนบ้าง ศาลสูงแก้คำสั่งศาลชั้นต้นบางส่วนคือให้ระงับโครงการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว และยกเว้นโครงการที่ทำได้ กำหนดลงไปเป็นหมายเลข 11 โครงการ”

เหตุผลชัดกว่าไหม

“เห ตผลผมไม่คิดว่าชัดกว่า เขียนเนื้อหาสาระมากกว่า แต่ไม่คิดว่าเหตุผลชัดกว่า คือเรื่องนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องดูความเป็นมาว่ามาบตาพุดมีมานานแล้วตั้งแต่รัฐบาลชาติชาย มาถึงปี 50 มีบทบัญญัติมาตรา 67 ขึ้นมา ที่เอามาสู้กันและพูดกันมาก”

“มาตรา 67 วรรคสอง เขียนไว้ว่า การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของ ประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”

“พูด ง่ายๆ รัฐธรรมนูญไปเขียนลึกลงไป มากกว่ารัฐธรรมนูญทั่วไปที่ใช้กันเป็นสากล คือเรื่องอย่างนี้ความจริงไม่ควรอยู่ในชั้นรัฐธรรมนูญ ควรอยู่ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแต่บ้านเรา เวลาเขียนก็เขียนยาวทั้งนั้น ก็เอาไปใส่รัฐธรรมนูญ บอกว่าโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนรุนแรงด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำไม่ได้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น 3 ประการ คือมีการศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย แล้วก็ฟังความเห็นขององค์การอิสระ”

“ปัญหา ก็คือตัวบทมันไม่ชัดเจนว่าอย่างไร องค์การอิสระที่ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มันคือใครบ้าง เพราะฉะนั้นตัวข้อยกเว้นนี้จำเป็นต้องมีตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียด มันถึงจะทำถูก ว่าโอเคก่อนจะอนุมัติต้องฟังหน่วยงานหรือองค์การอิสระองค์การนี้ ต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ฟังอย่างไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร ประชาพิจารณ์อย่างไร ต้องมีการทำรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบแบบไหน มันต้องการกฎหมายกำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติ ซึ่งยังไม่มี กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พระราชบัญญัติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางฉบับก็กำหนดกระบวนการขั้นตอนไว้บ้าง เหมือนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งที่รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต้องการ ก็ต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา 303 (1) ก็กำหนดให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการ แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถตรากฎหมายเรื่องดังกล่าวออกมาได้”

“ที นี้คนฟ้องเขาฟ้องว่า 76 โครงการมันทำให้เกิดความเดือดร้อนกับชุมชน มีคนได้รับมลพิษ สารพิษ มีการเจ็บป่วย แล้วก็ไม่ได้ทำตามรัฐธรรมนูญ 67 วรรคสอง แล้วเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้มีผลใช้บังคับทันที ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย หมายความว่าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตาม 67 วรรคสองทันที นี่คือประเด็น ซึ่งศาลก็เห็นพ้องด้วย ศาลเลยบอกว่าการออกใบอนุญาตให้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรม จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วศาลก็เห็นว่าก่อเกิดมลพิษความเสียหายตามคำฟ้อง ศาลจึงสั่งให้ระงับเอาไว้”

“เรื่อง นี้ความจริงมีปัญหาทางเทคนิคด้วย ในเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราว ว่ามันเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง วิธีการที่ศาลปกครองสูงสุดใช้ในการทุเลาการบังคับ ไม่ถูกตามวิธีพิจารณา ซึ่ง อ.อัครวิทย์ได้เขียนความเห็นแย้งไว้ชัดเจน ไปอ่านดูได้ แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นเทคนิค เป็นประเด็นทางวิธีพิจารณา คนทั่วไปจะเข้าใจยาก ผมอาจไม่ต้องพูดก็ได้”

“ผม มีความเห็นเหมือน อ.อัครวิทย์ว่าเรื่องนี้ศาลชั้นต้นกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวไม่ตรงตาม เงื่อนไขกฎหมายกำหนด ถ้าอธิบายความคือ การสั่งคุ้มครองชั่วคราวมีอยู่ 2 แบบ อันหนึ่งคือการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อีกอันก็คือการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งเงื่อนไขไม่เหมือนกัน”

“คดี นี้คนฟ้องฟ้องขอให้เพิกถอนตัวการอนุญาต ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว มันก็เป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องเพิกถอนและขอคุ้มครองชั่วคราว คือการขอให้ระงับการดำเนินการตามคำสั่งทางปกครอง ซึ่งเวลาศาลจะพิจารณา ศาลพิจารณาเงื่อนไขเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง แต่ศาลไม่ได้ใช้อันนี้ ศาลไปเอาอีกอันหนึ่ง เรียกว่าการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งมันไม่ตรง ศาลเอาอีกอันหนึ่งมาใช้ซึ่งมันไม่ตรงในทางหลักกฎหมาย ศาลมองว่าโอเคมันเกิดมลพิษขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ strict ก็มองว่าเอาการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวคือสั่งให้ระงับไปก่อน ซึ่งในทางวิธีพิจารณา ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่บัญญัติไว้”

อธิบายง่ายๆ ได้ไหมว่า สมมติมันพ่นควันพิษอยู่ทุกวันนี้แล้วมันคือการบรรเทาทุกข์ แต่นี่มันยังไม่ได้สร้าง

“อัน นี้คือประเด็นที่ผมจะพูดต่อ แต่เวลาพูดเรื่องนี้เราต้องพูดให้ชัด เดี๋ยวนักอนุรักษ๋จะด่าเละเทะว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้ยัง ไง เขาอุตส่าห์มาพิทักษ์เรื่องสิทธิชุมชน เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เราต้องคิดอย่างนี้ก่อนว่า concept ของกฎหมาย สิ่งแวดล้อม มันไม่ได้อยู่ที่การห้ามแตะต้องทรัพยากรธรรมชาตินะ เพราะเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีชีวิตอยู่ มนุษย์เพิ่มมากขึ้นทุกวัน มันอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมกับตัวสิ่งแวดล้อมมันไป ด้วยกัน ให้มันได้ดุลกัน ดุลยภาพเป็นของสำคัญ คุณค่าที่มันไปด้วยกันทั้งสองส่วน แล้วในทางรัฐธรรมนูญมีสิทธิสองตัวในเรื่องนี้ คือเรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์สามเส้า ด้านหนึ่งคือฝ่ายรัฐซึ่งเป็นคนกุมอำนาจรัฐ ด้านหนึ่งคือฝ่ายเอกชนผู้ประกอบการซึ่งเป็นคนได้รับใบอนุญาต อีกด้านหนึ่งคือชาวบ้านซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการ ดำเนินกิจกรรม ก็เป็นความสัมพันธ์ 3 เส้า”

“สิทธิ ที่เกี่ยวพันมันไม่ได้มีแต่ตัวสิทธิชุมชน หรือสิทธิของบุคคลในเรื่องการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว สิทธิอันนี้อยู่ในมาตรา 66-67 แต่ผู้ประกอบการก็มีสิทธิเหมือนกัน เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพตามมาตรา 43 ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็เป็นสิทธิซึ่งได้รับประกันอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นน้ำหนักทั้งสองอันนี้ต้องชั่งกันเวลาจะทำอะไร ให้มันไปด้วยกัน จะเอาสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญมีคุณค่าตรงนี้ กฎหมายมหาชนมีคุณค่าสองด้านนี้อยู่ด้วยกัน”

“ประเด็น สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้มีการพูดอย่างละเอียด คือ ประเด็นเรื่องผู้มีอำนาจฟ้องคดี ศาลไม่ได้ชี้ให้ชัดว่าผู้ฟ้องคดีอย่างสมาคมต่อต้านภาวะโรคร้อน หรือสมาคมสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการตุ้มครองสิ่งแวดล้อมฯ เอาอำนาจฟ้องมาจากไหน แล้วผู้ฟ้องคดีที่เป็นปัจเจกบุคคลนั้นถือว่าเป็นบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน แล้วหรือไม่ จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเหล่านี้เป็นชุมชนอันจะนับว่าเป็นผู้ทรงสิทธิตามรัฐ ธรรมนูญอย่างไร”

“เรื่อง นี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ระงับโครงการทั้งหมดเลย ทั้งๆที่บางโครงการยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร คือบางโครงการกำลังก่อสร้างอยู่ บางโครงการเป็นส่วนขยายมาจากของเดิม แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการหรือเดินเครื่องจักร แต่เวลาฟ้องเขาฟ้องว่ามันมีมลพิษอะไรต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แล้วก็ไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีอันใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ก็เกรงว่าจะเป็นปัญหาหมักหมมสะสมต่อไปอีก เพราะฉะนั้นควรจะระงับ นี่คือประเด็นที่เขาฟ้อง”

“แต่ ในทางกฎหมายเวลาจะระงับต้องดูแบบนี้ครับว่า เรื่องมันต้องสัมพันธ์กัน หมายความว่าการจะฟ้องขอให้ระงับกิจกรรมนี้ คุณต้องเห็นว่ามันต้องเป็นกิจกรรมที่มีผลโดยตรงทำให้เกิดมลพิษขึ้นมา ซึ่งเมื่อยังไม่เริ่มเดินเครื่องจักร มันก็เป็นไปไม่ได้ แปลว่ามลพิษที่มีการฟ้องเป็นของเดิม ถ้าจะให้ถูกก็คือคุณต้องระงับอันเดิม หมายถึงคุณต้องพิสูจน์ว่าของเดิมไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มาตรฐานทางกฎหมายอะไร แล้วขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวอันนั้น“

“ประเด็น ตรงนี้เคลียร์ใช่ไหมครับว่า โครงการพวกนี้เป็นโครงการซึ่งกำลังเริ่มก่อสร้างเริ่มปรับปรุงเริ่มมีส่วน ขยาย มันยังไม่ได้มีการเดินเครื่องจักร ถ้าอันไหนมีการเดินเครื่องจักรไปแล้ว โอเคอันนั้นอาจจะมีประเด็นก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่ามีความสัมพันธ์กันไหม ระหว่างการประกอบอุตสาหกรรมอันนี้กับตัวมลพิษที่เกิดขึ้นและทำให้เกิดการ เจ็บป่วยตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง อันนี้คือประเด็น ซึ่งข้อเท็จจริงอันนี้ไม่ปรากฏ ทั้งในคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้ คือความเกี่ยวพันระหว่างโครงการแต่ละโครงการกับผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะมันเป็นไปได้ที่โรงงานบางโรงงานก่อให้เกิดมลพิษ แต่อีกโรงไม่ได้ก่อ เพราะฉะนั้นเวลาคุณจะระงับ คุณไประงับแบบเหมารวมไม่ได้ คุณต้องแยกว่าอันไหนเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน นี่คือประเด็น ข้อเท็จจริงอันนี้ไม่พอ เพียงแต่โอเค เห็นว่ามีการเจ็บป่วยอยู่ การเจ็บป่วยเป็นมะเร็งมีอยู่จริง มีการฟ้องด้วยว่ามันลักลอบเอาขยะไปทิ้ง ซึ่งถ้ามีอยู่จริงคำถามก็คือแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 76 โครงการนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไปจัดการไปจับกุมคน ลักลอบ แต่ส่วนนี้มันเป็นคนละส่วนกัน ไม่เกี่ยวกัน”

“เพราะ ฉะนั้นพูดง่ายๆ ในแง่นี้คือไม่ได้มีการแยกระหว่างการก่อสร้างกับการดำเนินกิจการ แล้วก็ไประงับ คือให้หยุด ความจริงถ้าศาลจะสั่งอาจทำได้ในแง่ที่ว่า โอเค คุณก็ก่อสร้างไป แต่เมื่อคุณจะดำเนินกิจการก็ต้องไปทำตามหลักเกณฑ์นะ อย่างต้องรับฟังความเห็นต้องฟังองค์การอิสระ ในชั้นที่จะเริ่มเดินเครื่องจักร อย่างนั้นโอเค มันจะได้สัดส่วนกัน แต่นี่ไปตัดตั้งแต่ตอนต้น”

“คิด ง่ายๆ เหมือนกับเราใช้คอมพิวเตอร์ มันก็อาจมีโปรแกรมหลายโปรแกรม โปรแกรมบางตัวเป็นปัญหา เราก็ไม่ปิดคอมพิวเตอร์ทั้งหมดใช่ไหม เราก็ไม่ใช้โปรแกรมอันนั้น ซึ่งต้องดูความสัมพันธ์ระหว่างสองส่วนนี้”

เขา อาจจะมองว่าถ้าปล่อยให้สร้างไปถึงที่สุดก็ต้องปล่อยให้ดำเนินการ เพราะลงทุนไปแล้ว ให้หยุดตั้งแต่ตอนนี้ รอทั้งหมดเลยดีกว่า แต่ในแง่กฎหมายคือการไปจำกัดสิทธิทั้งที่เขายังไม่ทำความผิด ใช่หรือเปล่า

“อาจ จะมองแบบนั้นก็พอมองได้ แต่ประเด็นเป็นแบบนี้ ปัญหาอันหนึ่งที่มีการเถียงกันแล้วไม่เคลียร์คือมาตรา 67 วรรคสอง มันพูดถึงโครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ คำถามก็คือ 76 โครงการอยู่ในความหมายนี้หรือเปล่า”

“ซึ่ง เขาสู้ไงว่ามันไม่เข้า บางอันเป็นโครงการบรรเทามลพิษ บางอันเป็นโครงการที่ไม่ได้ก่อมลพิษ หรือบางอันเป็นโครงการที่เขาเห็นว่ามลพิษอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เขาเห็นว่าไม่เข้าในความหมายอันนี้ไง ซึ่งมันเถียงกัน”

“อัน แรกสุดเลยคือต้องมาดูด้วยว่ามันเข้าความหมายนี้หรือไม่ก่อน ถึงเข้าแล้วก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นะ ไม่ต้องพูดถึงไม่เข้าเลย ซึ่งก็มีบางอันที่ศาลยอมรับว่าไม่เข้าเลย ศาลถึงตัดออกไป อันที่ศาลสั่งให้ระงับก็ไม่ชัดนะ แต่ที่ศาลตัดออก 11 โครงการไม่เข้าแน่นอน มันเป็นเรื่องที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่มีทางเข้า แต่ที่เหลือ 65 เขาก็เถียงว่าไม่เข้า มันไม่ใช่ ซึ่งอันนี้ต้องดูข้อเท็จจริง”

ถ้าเข้า เราบอกว่าหยุดก่อนได้ไหม หยุดก่อสร้างไว้ก่อนได้ไหม

“ถ้า เข้าเป็นไปได้ แต่จะถึงขนาดหยุดก่อสร้างเลยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเรื่องดุลพินิจแล้วละ ครับ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามเด็ดขาด เขาเขียนว่าทำไม่ได้เว้นแต่..... แปลว่าโครงการที่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนนี่ ทำได้นะ ถ้าศึกษาผลกระทบ มีการรับฟังความเห็น แล้วก็มีองค์การอิสระให้ความเห็น มันยังทำได้เลย ไม่ได้หมายถึงห้ามเด็ดขาด นึกออกไหม เพราะฉะนั้นมันมีที่ไม่เข้าเลยตั้งแต่แรก กับเข้า และเข้าก็ไม่ได้หมายถึงทำไม่ได้ เข้าแล้วมาทำตามกระบวนการนี้ก็อาจจะทำได้ นี่คือประเด็น”

“เพราะ ฉะนั้นจะบอกว่าสั่งให้เขาระงับโครงการเลยหรือเปล่ามันก็อาจเป็นปัญหา เพราะสมมติโครงการนี้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง แต่เขามีกระบวนการที่จะบำบัดกำจัดมลพิษ มันก็ทำได้”

ย้อนมามองมาตรา 67 อันดับแรกคือต้องตีความว่าเข้าตามความหมายนี้ไหม ซึ่งตัวนี้ศาลทั้งสองศาลไม่ได้ชี้?

“ศาล ไม่ได้ชี้ เพราะศาลอาจมองว่ายังเป็นชั้นของการคุ้มครองชั่วคราวอยู่ ไม่ใช่ชั้นของการตัดสินคดีแต่ประเด็นคือในอีกด้านหนึ่งมันไปกระทบสิทธิของ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วว่าให้เขาประกอบการ มันจะต้องชี้ในระดับหนึ่ง หมายความว่าศาลสั่งระงับสิทธิของบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ การสั่งระงับแบบนี้ก้าวล่วงสิทธิที่ได้รับการก่อตั้งขึ้นแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว เมื่อการสั่งระงับส่งผลต่อผู้ได้รับสิทธิ ศาลจึงต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัด จะใช้คำฟ้องที่คลุมๆรวมๆของผู้ฟ้องคดีมาเป็นฐานในการสั่งระงับไม่ได้”

“ใน ส่วนของมาตรา 67 วรรคสอง เราต้องเข้าใจว่ามาตรานี้ต้องมีตัวกฎหมายออกมากำหนด ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด ศาลก็อาจต้องให้ความหมายในเบื้องต้นว่ามันคืออะไร แต่เรื่องนี้ ผมบอกคุณอย่างหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องในทางบริหาร เพราะมันเป็นปัญหาเทคนิค คือการบอกว่ากิจกรรมนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงเนี่ย แค่ไหน? เราสองคนซึ่งไม่ได้เป็นนักสิ่งแวดล้อมหรือนักวิทยาศาสตร์ เราตอบยาก เราไม่รู้ว่าปริมาณมลพิษแค่ไหนกระทบถึงขนาดรุนแรง มันต้องมีกฎเกณฑ์กำหนดขึ้นมา แล้วมันเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่แน่นอนที่ผมพูดนี้ไม่ได้หมายความเลยเถิดถึงขนาดว่าเห็นมลพิษอยู่ต่อหน้า ชัดๆ ไม่มีการควบคุมอะไรเลย ยังจะต้องถามผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น”

ตุลาการก็ไม่รู้ 3 คน 7 คน ก็ไม่รู้?

“ไม่ รู้หรอก เว้นแต่ว่ามันผิดพลาดชัดแจ้ง คนทั่วๆ ไปได้เห็น ถ้าอย่างนั้นโอเค แต่ถ้าเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่นปริมาณสารที่ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศมีแค่ไหนอย่างไร ตัวนี้ต้องใช้คนที่เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมาประเมิน มันเป็นเรื่องเทคนิคอยู่มาก”
ไม่สมควรแก่เหตุ

“มาตรา 67 จะต้องมีการไปทำกฎหมายออกมา ทีนี้บังเอิญเขาก็บอกว่ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับทันที อันนี้เป็นข้อถกเถียงกันมากเลย เป็นเหมือนกับอริยสัจตอนนี้สำหรับหมู่นักเคลื่อนไหว ท่องกันเป็นสรณะว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอกฎหมายมา กำหนดรายละเอียด พูดอย่างนี้พวกนักเคลื่อนไหวเหม็นหน้าผมมากเลย คือกลายเป็นอริยสัจไป รัฐธรรมนูญนั้นเมื่อประกันสิทธิปุ๊บมีผลบังคับใช้ได้โดยตรงทันที”

“ผม อยากจะสะกิดให้เราคิดให้มากนิดนึงว่า ที่บอกว่ามีผลบังคับทันทีมันคืออะไร เวลาเราพูดถึงตัวสิทธิ เวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สิทธิขึ้นมา สิทธิบางสิทธิมันเป็นสิทธิซึ่งจะบังคับไม่ได้จนกว่าจะมีตัวกฎหมายกำหนดราย ละเอียดวิธีการ อย่างเช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คนชรามีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แปลว่าคนมีสิทธิเรียกร้อง คนชรา คนอายุ 60 ได้รับการเลี้ยงดูจากรัฐ แต่ปัญหาว่ากระบวนการขั้นตอนคุณจะทำอย่างไร คุณต้องไปลงทะเบียนไหม คุณต้องมีองค์กรมาตรวจสอบไหม มีเหตุอันใดที่ทำให้คุณไม่อ้างอาจสิทธิดังกล่าวได้หรือไม่ ที่มันเป็นเรื่องรายละเอียดเพื่อบังคับการตามสิทธิ พวกนี้ต้องมี พรบ. บัญญัติรายละเอียดขึ้นมา ไม่งั้นบังคับการตามสิทธิไม่ได้”

วรเจตน์บอกว่าพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่า 3 ปี 5 ปี กฎหมายไม่ออก ก็ไม่ต้องได้สิทธิเลย

“ใน ต่างประเทศบางประเทศ เวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดตัวสิทธิขึ้นมา แล้วฝ่ายนิติบัญญัติไม่ไปออกกฎหมายสักที นานช้าไม่ออกกฎหมายสักที ไม่กำหนดรายละเอียดสักที แล้วพอมีคนมาเรียกร้องสิทธิอันนี้รัฐบาลก็บอกว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดราย ละเอียด เพราะฉะนั้นคุณก็ยังไม่ได้สิทธิอันนี้ เขาก็บอกว่าตีความอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะฉะนั้นในบางกรณี ศาลก็จะเป็นคนวางหลักชั่วคราวไว้ก่อน ว่าโอเคในช่วงระหว่างที่ยังไม่มีตัวกฎหมายนี้ หลักการทั่วไปที่จะก่อให้เกิดสิทธิตัวนี้ฝ่ายบริหารควรจะต้องทำอะไร เพื่อทำให้สิทธิที่เรียกร้องในทางมหาชนมันเกิดผลขึ้นจริง มันก็คือตัวสิทธิในทางสารบัญญัติ”

“แต่ ทีนี้ มาตรา 67 วรรคสองสิทธิที่เกิดขึ้นมันเป็นสิทธิเรียกร้องในเรื่องของกระบวนการมันไม่ ได้เป็นสิทธิที่เป็นเรื่องในทางสารบัญญัติ พอมันเป็นเรื่องของกระบวนการ คำถามมีอยู่อย่างเดียว ถ้าคุณตีความ 67 วรรคสองเคร่งครัดเป๊ะมาก คุณจะมีปัญหาทันทีว่ามันอาจจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมอะไรไม่ได้เลย ถ้าโครงการหรือกิจกรรมนั้นมีใครคน หนึ่งยกขึ้นมา ผู้คนที่เคลื่อนไหวพิทักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่า โครงการหรือกิจกรรมนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชน แล้วยังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดว่าด้วยการรับฟังก่อนดำเนินโครงการ เพราะฉะนั้นทำไม่ได้ อนุมัติไม่ได้ ทุกอย่างก็ชะงักหมด นั่นคือวิธีการตีความที่ extreme มากๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ในความเห็นผม”

“อัน ที่สองก็คือคุณก็ต้องมองในแง่ที่ว่า หนึ่งมันต้องมีประเด็นว่า โครงการหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันหมายความว่าอะไร ในเบื้องต้น พอหมายความแบบนั้นแล้วก็มาดูต่อไปว่า แล้วกรณีแบบนี้มันจะทำได้หรือไม่ได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องข้อยกเว้น ถามว่าตราบเท่าที่ฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้ทำตัวกฎหมายออกมา ฝ่ายบริหารจะออกใบอนุญาตไม่ได้เลยหรือเปล่า หรือต้องรอ นี่คือประเด็น”

“มัน ก็มีสองทาง ทางหนึ่งก็บอกว่าถ้ารอกฎหมายแบบนั้นจากฝ่ายนิติบัญญัติเลยมันจะช้า มันคงไม่ได้ มันอาจจะต้องให้มีการทำชั่วคราวไปให้ครบตามเงื่อนไขตรงนี้ไปก่อน ทำไปก่อนมีผลเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สิทธิอีกสิทธิหนึ่ง คือ สิทธิในเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพได้รับการคุ้มครองด้วย ส่วนทำถูกหรือทำไม่ถูก ที่สุดองคืกรตุลาการอาจจะต้องเข้าชี้ภายใต้ขอบเขตอำนาจในการวินิจฉัยคดีของ ตน เพราะจริงๆ ในรายละเอียดมันมีปัญหาเรื่ององค์การอิสระ เช่น ประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม คือใคร มีกี่คน คำถามคือถ้าไม่มีพวกนี้อนุมัติอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม นี่คือประเด็น ฝ่ายหนึ่งบอกอนุมัติอะไรไม่ได้เลย แต่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น”

อาจารย์หมายความว่าเมื่อกฎหมายยังไม่ออกควรจะมีการวางหลักการคร่าวๆ แล้วทำไปก่อน

“ใช่ ถ้าถามผมนะ ผมเห็นอย่างนั้น ให้มันสอดรับกับตัวรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอันนี้มีส่วนหนึ่งที่ตัวฝ่ายบริหารยังไม่ได้ทำ คือมันอยู่ในช่วงรับฟังความคิดเห็น กำลังจะทำกฎหมาย เสร็จแล้วก็ออกกฎหมายไม่ได้เพราะว่าสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาเราก็เห็น มันเปลี่ยนรัฐบาลไปมา ก็เลยออกไม่ได้ มันก็เลยกลายเป็นปัญหาว่าไม่ได้ทำตามขั้นตอนตัวนี้”

“แต่ คำถามก็คือว่ามันทำไม่ได้เลยหรือเปล่า มันตอบคำถามแบบนั้นไหมว่าถ้าไม่มีกฎหมายอันนี้คุณทำไม่ได้เลย กฤษฎีกาเขาก็พยายามตีความว่า มันก็อนุโลมปรับใช้โดยเทียบเคียง วางแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้มันเป็นไปได้ในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมาย”

นักเคลื่อนไหวเขามองว่าไม่ควรออกเลย ที่ออกไปทั้ง 76 โครงการควรต้องหยุดหมด จนกว่ากฎหมายจะออก โดยไม่ต้องแยกแยะว่าเป็นโครงการอะไร

“ใช่ จำนวนหนึ่งมองอย่างนั้น และผมจะบอกให้ว่าการออกกฎหมายนี่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัตินะ มันไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารที่จะตัดสินใจ ฝ่ายบริหารเสนอกฎหมายได้ แต่บางทีมันก็ไปตกมันก็เถียงกันในทางกฎหมาย คำถามคือถ้าออกกฎหมายไม่ได้ล่ะ มันตก มันอะไรประมาณนี้ แล้วจะทำยังไง ก็คือดำเนินโครงการไม่ได้เลยหรือ”

“สมมติ ว่าเอาละผมออกใบอนุญาตโดยที่ผมพยายามตีความรัฐธรรมนูญ ทำตามรัฐธรรมนูญตัวนี้ แบบที่เป็นตัวระเบียบเป็นอะไรไปก่อนให้มันสอดรับกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอนอาจจะมีคนเถียงว่าไม่ใช่ตัวกฎหมาย แต่มันเป็นเรื่องที่เป็นชั่วคราว เพราะจริงๆ มีบทเฉพาะกาลอยู่ในมาตรา 303 (1) กำหนดให้คณะรัฐมนตรีทำกฎหมายให้เสร็จ เพียงแต่ว่าตอนเขียนรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนตรงนี้ว่าช่วงที่กฎหมายยังไม่ เสร็จจะทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ มันก็เลยเถียงกัน”

“แต่ จริงๆ ผมมองแบบนี้ว่า 76 โครงการหรืออาจจะเหลือ 65 โครงการตามคำสั่งศาลสูง ปัญหาอันแรกเลยก็คือว่า ที่ทำอยู่นี่มันยังไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอาจก่อผลกระทบรุนแรงไหม ศาลจะต้องดูในทางข้อเท็จจริงให้ชัดก่อนสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งอันนี้ไม่ปรากฏ ศาลดูรวมไป โดยเอาข้อเท็จจริงเรื่องมลพิษต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งต้องใช้กฎหมายที่มีอยู่ไปบังคับ ส่วนหนึ่งเอามาเชื่อมโยงกับตัวนี้ โดยศาลอาจจะมองว่าให้ก่อสร้างต่อไปอาจจะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากขึ้น ศาลมองตัวนั้น แต่ไม่ได้มองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนซึ่งเป็นผู้ประกอบการ หรืออาจจะมองแล้วแต่เห็นว่ามีน้ำหนักน้อย อย่างเช่น ระงับปุ๊บสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือจำนวนคนที่ทำงาน ที่เป็นแรงงาน ต้องว่างงานลง”

“ประเด็น ของผมอยู่ตรงนี้ คือผมมีความเห็นว่า ระงับนี่อาจจะระงับได้ถ้าเห็นว่ามันทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคน แล้วมีความสัมพันธ์กัน ซึ่งต้องพิสูจน์กัน”

พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าถ้าเข้าความหมายตามมาตรา 67 ก็ระงับไปก่อนได้ แต่ให้มีการแยกแยะอันแรกก่อนว่าเข้าไม่เข้า

“แล้วถ้าเข้าต้องมาดูต่อไปอีก สมมติมันเข้าแล้ว เขาอาจจะไปทำให้มันเข้าข้อยกเว้นก็ได้นะ”

ศาลก็ต้องลงมาดูรายละเอียด

“ถูก ต้อง ในด้านหนึ่งศาลจะต้องพิจารณาจะต้องวาง ฉะนั้นประเด็นอยู่ตรงนี้ว่าในชั้นนี้ในชั้นคุ้มครองชั่วคราว การสั่งระงับการก่อสร้างเลย ในความเห็นของผมมันเป็นมาตรการที่ไม่ได้สัดส่วน คือไม่พอสมควรแก่เหตุ ถ้าถามผมนะ เพราะว่าตัวโครงการมันอยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่เดินเครื่องจักร พอไม่เดินเครื่องจักรมันกระทบกับชุมชนยังไง มันก่อให้เกิดมลพิษยังไง เว้นแต่จะบอกว่าเกิดมลพิษตอนก่อสร้าง นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่กล่าวถึงเลย”

ศาลดูจากลักษณะโครงการหรือเปล่า เช่นที่แยกออกไปเป็นโครงการกำจัดมลพิษ

“อันนั้นแยกไป ที่เขาแยกไปมันชัดว่าไม่เข้าแน่นอน แต่ 65 ยังไม่ได้แยก เท่าที่ผมอ่านดูไม่มีการแยกเลย ไม่มีข้อเท็จจริงเลย”

65 นี้อาจจะแยกอีกก็ได้ว่ามีบางโครงการเสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง หรือเสี่ยงน้อย

“ถ้า ถามผม ผมรับได้มากก็คือตัวที่มันค่อนข้างชัด อันนี้ระงับได้ ถ้าไม่ปรากฏ สร้างได้ แต่พอจะเดินเครื่องจักรจะทำงาน เงื่อนไขต้องครบถ้วน คือต้องมีการฟังความเห็นอะไรเรียบร้อย แล้วก็เริ่มเดินเครื่องจักร แล้วคนที่เป็นผู้ประกอบการก็ต้องชั่งน้ำหนักดูว่าตัวเองจะต้องทำให้อยู่ใน มาตรฐานการคุมสิ่งแวดล้อมที่มีเหตุมีผลอธิบายได้ จะทำได้ไหม แต่ไประงับปัง ผมไม่เห็นด้วย”

“พูด ง่ายๆ คือในแง่หนึ่งถ้าดูจากข้อเท็จจริง เวลาที่เราต้องตัดสินใจเราก็ต้องดูจากข้อเท็จจริง ซึ่งมันไม่พอ การกล่าวอ้างก็เป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเรื่องโครงการอันเก่า คุณเอาไปฟ้องบรรเทาทุกข์อันเก่าได้ แล้วที่สำคัญก็ยังมีความพยายามที่จะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษด้วย แปลว่ามีมาตรการที่จะกันอยู่ในระดับหนึ่งแล้วในทางกฎหมาย”

“มัน อาจจะมีคนมองแบบนี้ว่า คำสั่งศาลปกครองอาจจะมีผลดีเป็นการส่งสัญญาณอย่างแรงต่อฝ่ายบริหารต่อผู้ ประกอบการ ว่าจะต้องเป็นแบบนี้นะ ต้องทำให้เคร่งครัดแต่เราต้องเข้าใจว่าในเชิงของการตีความตัวบทรัฐธรรมนูญ สิทธิไม่ได้ดูตัวเดียว โดยเฉพาะกรณีนี้สิทธิเป็นความสัมพันธ์ 3 เส้าและมีคนที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ใบอนุญาตที่ออกไป ผมจึงเรียกในทางวิชาการว่า คำสั่งทางปกครองที่มีผลสองทาง คือ อาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์ แต่กระทบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ก็ต้องมาชั่งน้ำหนักให้ได้ดุล นี่พูดถึงเฉพาะรัฐ ผู้ประกอบการ ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณนั้นเท่านั้นนะ ยังไม่พูดถึงแรงงานที่ต้องตกงานจากการระงับการก่อสร้าง”

ถ้า อ่านตามคำสั่งศาล 65 โครงการที่เหลือ จะไปขอศาลเป็นรายๆ ได้ไหม สมมติเราเป็น 1 ใน 65 โครงการเราถือเอกสารไปขออุทธรณ์คำสั่ง ว่าไม่เข้าข่ายความหมายนี้ จะไม่มีสิทธิเลยหรือ จะต้องรอไปถึงไหน รอจนกฎหมายออกหรือ

“ผมเข้าใจว่าศาลก็ไม่ได้พูดชัดเรื่องรอกฎหมายเพราะศาลเองก็อาจคิดว่ากฎหมายไม่รู้จะออกเมื่อไหร่”

“มีคนบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้ว ว่าเข้าลักษณะโครงการที่ก่อผลกระทบรุนแรง โดยศาลพยายามจะดูเรื่องคาร์บอน แต่มันไม่ convince ผม เขาบอกว่าศาลพยายามจะแยกแล้วบอกว่าเข้า ซึ่งในแง่นี้เหมือนกับศาลบอกว่า 65 โครงการนี้เข้าตาม 67 วรรคสอง พอเขาตีว่าอย่างนี้ เขาก็บอกว่าเมื่อไม่มีการทำตามข้อยกเว้น มันก็น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นก็เบรกหมดทั้ง 65 ที่เหลือ 11 ปล่อย”

“ปัญหา คือ 65 มันมีลักษณะเป็นการประเมินเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องความเชี่ยวชาญ ในทางเทคนิคเฉพาะเรื่อง และมันต้องมีข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวโครงการกับตัวผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จะ เกิดขึ้น ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ศาลพยายามให้เหตุผลว่าอันนี้เป็นมาตรการป้องกัน ไม่ใช่มาตรการเยียวยา เพราะฉะนั้นทำไม่ได้เลย แต่ในทางกฎหมายต้องดูว่าอันนี้มันยังไม่เกิดผลขึ้นมา ก็น่าจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวอย่างที่บอกว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร ฉะนั้นคุณไปเบรกเอาตอนนั้นก็ได้ เพราะถึงตอนนั้นก็จะมีการทำกฎหมายรองรับพอดี พอมีกฎหมายรองรับก็ทำให้เข้าข้อยกเว้นไป แล้วก็อาจจะเข้าตามเกณฑ์ในทางกฎหมายเลย”

“ฉะนั้น ตอนนี้ถ้าถามว่า บริษัทที่ประกอบกิจการ โรงงานพวกนี้ ไปขอศาลได้ไหม ก็คือไปยื่นคำร้องเข้าไปที่ศาลปกครองชั้นต้นได้ แต่ยื่นเข้าไปก็จะไม่ชนะ เพราะข้อเท็จจริง ยังไม่เปลี่ยน เขาจะต้องรอตัวกฎหมายกำหนดรายละเอียดของข้อยกเว้นตาม 67 วรรคสอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะออก”

เขาไม่ได้หมดสิทธิฟ้อง แต่ทำยังไงคำสั่งศาลก็มัดอยู่แล้ว

“คือ มันไม่มีกฎหมายที่สภาออก เพราะศาลบอกว่าต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น มีองค์การอิสระให้ความเห็นประกอบ เมื่อมันยังไม่มีกฎหมายตรงนี้ ยื่นเข้าไปก็ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงก็เหมือนเดิม”

ถึงแม้เขาจะไปแย้งข้อเท็จจริงว่าคาร์บอนต่ำกว่า

“ก็ ศาลชี้ไปแล้วว่าของเขาอาจก่อให้เกิดผลกระทบ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาในแง่ของการประเมินด้วยส่วนหนึ่ง คือมันเป็นประเด็นในทางเทคนิคความเชี่ยวชาญที่ศาลอาจจะเข้ามาดูไม่ได้ทั้ง หมด 100% หรอก”

เรื่องเทคนิคความเชี่ยวชาญต้องมีการไต่สวนใช่ไหม มีผู้เชี่ยวชาญมาแย้งกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องคุ้มครองชั่วคราวแล้ว

“ก็ ต้องเป็นเรื่องในเนื้อหาของคดี ความจริงอันนี้ในชั้นตัดสินในเนื้อหาของคดี มันก็ต้องว่ากันอีกอย่างว่าเป็นอย่างไร แต่ปัญหาคือในชั้นคุ้มครองชั่วคราวนี่ มันมีประเด็นว่าถ้าปล่อยต่อไปจะเสียหายจนยากแก่การเยียวยาหรือเปล่า ซึ่งในแง่นี้ผมเห็นว่ามันยังไม่เดินเครื่องจักร”

พูดอย่างนี้ได้ไหมว่าในกรณีที่ไม่ได้เป็นคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวและเป็นคำสั่งถึงที่สุด ศาลจะต้องมานั่งพิจารณาแต่ละโครงการ

“เข้า ใจว่าน่าจะต้องดู ถ้าถึงอันนั้น มันต้องมีข้อเท็จจริง คือถ้าเถียงกันว่าเป็นโครงการที่เข้า 67 วรรคสองหรือไม่ ศาลจะต้องดู ว่าโครงการกิจกรรมอันไหนบ้างเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชน มันไปรวมไม่ได้ ก็ต้องดูเป็นรายโครงการไป เพราะบางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบ แต่ไม่รุนแรง บางโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงแต่เขาทำตามข้อยกเว้น”

“ปัญหา ของเราตอนนี้มีอยู่ว่ามันไม่มีกฎหมายไง ถ้าถามความเห็นผม ผมเห็นว่าดูจากตัวบทเฉพาะกาล เพื่อให้การบังคับใช้สิทธิเป็นไปได้ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและในส่วน สิทธิของบุคคลทั้งสองส่วน รัฐก็อาจต้องออกกำหนดระเบียบใช้ไปพลางก่อน หรือไม่อย่างนั้นศาลจะต้องทำ ต้องกำหนดเป็นเรื่องชั่วคราวว่าโอเค ฝ่ายบริหารจะต้องทำอะไร เช่นคุณต้องไปรับฟังความเห็นประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย คุณต้องประเมินผลกระทบสภาพแวดล้อม แล้วกำหนดว่าขนาดไหน ที่ศาลเห็นว่าได้เกณฑ์มาตรฐาน ที่ศาลจะพอใจ ไปก่อน ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย”

ระหว่างนี้ก็ให้ก่อสร้างไป ถ้าใครเข้ากฎเกณฑ์ชั่วคราวนี้ก็ทำไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายออกมาละเอียดกว่าล่ะ

“ก็ต้องทำตามนั้นภายใต้เงื่อนไขอันนี้”

“คือ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าในต่างประเทศเวลาที่บังคับตามสิทธิ ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูก ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการฟ้องเขาก็อาจจะอ้างว่าไม่มีกฎหมาย ศาลก็อาจบอกว่าโอเคถึงไม่มีกฎหมายแต่สิทธิเกิดแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางแบบนี้ชั่วคราวไปก่อน แล้วก็ไปรอกฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติที่จะออกมา”

“ของ เราในเรื่องนี้ศาลเหมือนกับบอกว่าต้องรอฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นที่เราคิดกันเวลานี้ที่มันเกิดความเสียหาย กี่แสนล้าน? คือรัฐบาลจะออกพระราชกำหนดไหม”

ออกพระราชกำหนดก็โดนค้านอีก

“ก็ จะเป็นปัญหาแต่นี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมีตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีข้อมูลต่างๆในมือ จะต้องพิจารณา และประเมินว่านี่ฉุกเฉินเร่งด่วน กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแล้ว มีเหตุเพียงพอที่จะออกพระราชกำหนดหรือไม่ แต่ถ้าออกมารัฐบาลก็จะโดนว่า…”

...ช่วยนายทุน

“ใช่ คือตอนนี้ก็มีประเด็นว่าจะเข้ามาตรา 184 หรือเปล่า ที่บอกว่าเป็นกรณีที่รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นเรื่องฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายมาก คนจะตกงานมาก เศรษฐกิจประเทศจะกระทบมาก”

นักอนุรักษ์เขาไม่กลัวคนตกงาน เขาบอกว่าโรงงานพวกนี้ใช้คนน้อย ใช้คนต่างถิ่น ไม่ใช่คนพื้นที่ มาแล้วก็ป่วย แล้วก็ปล่อยกลับต่างถิ่น

“ก็ อาจจะจริง ด้านหนึ่งก็ต้องทำให้การบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น ผมเห็นด้วยนะ เรื่องสุขอนามัยของคนต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ กลไกการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมจึงต้องให้มีประสิทธิภาพ แต่ก็อย่า extreme อย่าให้มันสุดขั้ว เพราะเรื่องมันมีอยู่สองด้าน”

Process ไม่ใช่เนื้อหา

ย้อนไปเรื่องหลักคุ้มครองชั่วคราว 2 อย่างอยากให้อาจารย์อธิบายอีกที

“คุ้ม ครองชั่วคราว 2 อย่าง ดูความเห็นแย้งของ อ.อัครวิทย์ รองประธานศาลปกครองสูงสุดก็ได้ คือการร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราว บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 66 แล้วก็มีระเบียบของศาล แยกลักษณะของการคุ้มครองชั่วคราวออกเป็น 2 ประเภท มีระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดกำหนดไว้ เป็นกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา”

“ระเบียบ ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาความปกครอง พ.ศ.2543 กำหนดเอาไว้ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อันนี้คือข้อ 69 ถึงข้อ 74 ส่วนที่สองเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ข้อ 75-77”

“ปัญหา คือเวลาที่จะขอคุ้มครองชั่วคราว มันต้องดูว่าการฟ้องคดีนี่ ประเภทคำฟ้องฟ้องแบบไหน ถ้าฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง อย่างนี้เวลาขอคุ้มครองชั่วคราวก็ต้องขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทาง ปกครอง อย่างเช่นมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ จะขอคุ้มครองชั่วคราวว่ายังไม่ให้ออก ให้ทำงานไปก่อน ก็ต้องขอตามเรื่องทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ถ้าเป็นการฟ้องคดีประเภทอื่น ฟ้องเรื่องละเมิด เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิด ฟ้องเรื่องสัญญา ก็จะเป็นการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว เงื่อนไขของ 2 อันนี้ต่างกัน มันไม่เหมือนกัน”

“ปัญหา คือคดีนี้ลักษณะของคดีมันฟ้องอะไร แล้วการขอมันเข้าอันไหน เรื่องนี้ลักษณะของคดีคือเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนใบอนุญาตที่หน่วยงานของรัฐ ได้ออกไป มันก็มีลักษณะเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนตัวคำสั่งทางปกครอง ว่าการออกใบอนุญาตนี้ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว ก็คือขอทุเลา เหมือนกับว่าเมื่อออกใบอนุญาตไปแล้ว ไอ้ดำเนินการก่อสร้างก็อย่าให้ดำเนินการก่อสร้าง อย่างนี้เรียกว่าทุเลาการบังคับ หน่วงผลตัวคำสั่ง เพราะคำสั่งเวลาออกไปให้ก่อสร้างก็ก่อสร้างได้ คนที่ไปฟ้องก็ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่ระหว่างที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าคำสั่งชอบไม่ชอบ ในช่วงนี้ขอให้เบรกผลของคำสั่งไปก่อนเพราะคำสั่งน่าจะไม่ชอบ”

“เวลา ที่ขอมันก็คือการขอทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ซึ่งก็จะมีเงื่อนไขอยู่ 3 ประการในการขอ เงื่อนไขอันแรกก็คือตัวคำสั่งทางปกครอง คือใบอนุญาตอันนี้ น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย น่าจะนะครับ ยังไม่ถึงชั้นไม่ชอบ เพราะเป็นชั้นคุ้มครองชั่วคราวยังไม่ใช่ขั้นตัดสิน อันที่สองคือ การทำให้คำสั่งทางปกครองใช้บังคับต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลัง อันที่สามก็คือการทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ต้องไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่การบริการสาธารณะ ถึงจะทุเลาได้ นี่คือเงื่อนไขการทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครอง ซึ่งตรงกับคดีนี้”

“ส่วน อีกอันเป็นเรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ซึ่งใช้ในคดีอื่นๆที่ไม่ใช่เรื่องของการฟ้องเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง เรื่องการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก็เอาเกณฑ์ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ บังคับ หลักใหญ่ๆ ก็คือคำฟ้องต้องมีมูล ตัวจำเลยคือผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องตั้งใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา ที่ทำให้ถูกฟ้องร้อง หรือว่าโจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย นั่นหมายความว่า ก็ต้องมีเหตุเพียงพอที่จะนำเอามาตรการหรือวิธีการคุ้มครองมาใช้ แล้วก็มาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ต้องไม่เป็นปัญหาอุปสรรค แก่การบริหารงานของรัฐ”

“ที นี้กรณีนี้ถ้าจะสั่งโดยเหตุที่เขาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง มันก็ต้องไปดู 3 ข้อกรณีของการทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย, การให้คำสั่งใช้ต่อไปเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาใน ภายหลัง แล้วก็การทุเลาต้องไม่เป็นอุปสรรค ....ซึ่งมันอาจจะไม่เข้า”

เพราะยังไม่ได้พิสูจน์เรื่องความเสียหายร้ายแรง?

“เพราะมันยังไม่ได้เดินเครื่องจักรไง”

แต่น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า

“ที่ บอกว่าน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายนี่อาจจะพอฟังได้ เพราะเขาอาจจะอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายกำหนดข้อยกเว้นเอาไว้ แล้วคุณไปออกใบอนุญาต คุณไม่ทำตามข้อยกเว้นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง อันนี้อาจจะพอมองได้ แต่ปัญหาว่าทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภาย หลัง หรือว่าจะไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ อันนี้ดูจะเป็นปัญหา ในส่วนของการทุเลา”

“ข้อ แรกมันก้ำกึ่ง คือจะว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่เชิงเพราะยังไม่มีกฎหมาย ถ้ามีแล้วน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สั่งได้ แต่นี่มันเหมือนกฎหมายยังไม่มี เขาถึงเชื่อมโยงไปยังรัฐธรรมนูญไง”

“คือเขาก็บอกว่ามันเกิดหน้าที่แล้ว ซึ่งเป็นปัญหาว่าฝ่ายบริหารจะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีกฎหมาย”

เหมือนที่เราเคยถกเรื่องรัฐธรรมนูญ 40 เขียนว่า ทั้งนี้ให้เป็นตามที่กฎหมายบัญญัติ แล้วรัฐธรรมนูญ 50 ก็มาตัดออกหมด

“มัน เป็นปัญหาอย่างที่ผมบอกไงว่า เวลาที่คุณมีสิทธิแล้วคุณบังคับการตามสิทธิ ในทางหลักการคือบางเรื่องต้องมีกฎหมายกำหนดรายละเอียดคุณถึงจะบังคับได้ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดให้บังคับ ศาลอาจจะต้องทำหน้าที่กำหนดคร่าวๆ เพื่อให้การใช้สิทธิของคนเป็นไปได้”

“แต่เรื่องนี้ 67 นี่มันเป็นเรื่องกระบวนการ มันเป็นเรื่อง process คือมันเป็นไปได้เลยว่าในที่สุดแล้วในทางเนื้อหามันไม่มีอะไรบกพร่องเลยนะ มันแค่ไม่ได้ทำตามแบบ มันเป็น formality ว่า คุณต้องฟังประชาชนต้องทำรายงาน ศึกษา แล้วฟังความเห็น สมมติโครงการพวกนี้มันทำแบบนี้ในที่สุด มันก็อาจจะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ”

“เอ้า ศึกษาประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม โอเค ผมไปศึกษาประเมินผลกระทบ แล้ว บอกว่ามันไม่กระทบหรือไม่กระทบอย่างรุนแรง จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มันก็ต้องมีคนคัดค้านคนเห็นด้วย เอ้า ฟังแล้ว ให้องค์การอิสระประกอบด้วยผู้แทนองค์กรเอกชนให้ความเห็นประกอบ เอ้า ฟังความเห็นประกอบ”

“มันเป็นเรื่องในทางรูปแบบ มันไม่ได้เป็นประเด็นในทางเนื้อหา”

มันไม่ได้บอกว่าให้กรรมการองค์การอิสระตัดสิน

“ใช่ บอกให้ความเห็นประกอบก่อน”

ถ้าเป็นให้กรรมการองค์การอิสระตัดสินมันเป็นเรื่องเนื้อหา

“มัน ก็ยังเป็นเรื่องกระบวนการ แต่เป็นกระบวนการที่ให้อำนาจตัดสินใจไปที่กรรมการหรือองค์การอิสระ อันนี้ก็เป็นเรื่องรูปแบบในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของผู้อนุมัติหรือขั้นตอน การให้ความเห็นชอบ จะบอกว่าไม่สำคัญเลยก็ไม่ได้ แต่โดยเนื้อหาของมาตรา 67 วรรคสองก็ยังให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้อนุมัติ องค์กรอิสระเพียงให้ความเห็น”

ให้ความเห็นแล้วไม่ฟังก็ได้

“ถ้า หมายถึงว่าไม่ต้องเห็นตามความเห็นดังกล่าวก็คือใช่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าให้ความเห็นชอบ เขาบอกว่าให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการ องค์การนี้ก็ให้ความเห็นไป จะไม่เห็นด้วยก็ให้ความเห็นไป แต่ที่สุดตัวหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้นเป็นผู้พิจารณา มันเป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนออกใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งตัวนี้ยังไม่มีกฎหมายเขียนไง ผมถึงบอกว่าไม่มีกฎหมายเขียนจะทำอย่างไร”

“เรื่อง ในทางขั้นตอนหรือกระบวนการนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่แล้ว บางทีแม้ทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ก็อาจจะแก้ไขเยียวยาความบกพร่องในภายหลังได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าการที่กฎหมายกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานไว้อย่าง ใดก่อนมีคำสั่ง ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ผมกำลังจะบอกว่า การทำผิดขั้นตอนที่ไม่กระทบกับเนื้อหา บางครั้งระบบกฎหมายก็ยอมให้แก้ไขเยียวยาในภายหลังได้ หลักกฎหมายที่ผมพูดถึงนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 ว่าด้วยการเยียวยาความบกพร่องของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอาจจะยาวไปถ้าจะอธิบายในบริบทของการสัมภาษณ์นี้”

ถ้ายกตัวอย่างกฎหมายที่ไม่ใช่กระบวนการ เช่น คนพิการต้องได้รับการเลี้ยงดู เป็นเรื่องเนื้อหา

“ใช่ เป็นเรื่องเนื้อหา แต่ถึงที่สุดรัฐอาจจะไปกำหนดว่าได้รับการเลี้ยงดูคุณต้องไปดำเนินการติดต่อ ที่หน่วยงานไหน มีหลักฐานอะไรมาบ้าง มีบัตรประชาชนอะไรอย่างนี้ เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องกำหนดรายละเอียด”

แต่สิทธิอันนั้นมันเกิดทันที

“สิทธิ เกิดได้ แต่ปัญหาคือจะได้เท่าไหร่ รัฐจะให้เท่าไหร่ ต้องมีกฎหมายกำหนด ซึ่งรัฐธรรมนูญจะไม่เขียนหรอก มันต้องมีกฎหมายมากำหนดว่าเท่าไหร่ ซี่งถ้าฝ่ายนิติบัญญัติไม่กำหนดซักทีหนึ่ง เวลาไปฟ้องศาล ศาลอาจจะกำหนดให้ได้ สมมติให้หนึ่งพันบาทไปก่อน แล้วเวลามีกฎหมายกำหนดก็ว่าไปตามกฎหมาย ใน case แบบนั้นศาลก็จะเป็นผู้ทำหน้าที่ชั่วคราวไปก่อน เพื่อทำให้ตัวสิทธิบังคับไปได้”

ไม่เรียกว่ากระบวนการ

“ไม่ ใช่ เป็นรายละเอียดของการบังคับตามสิทธิ แต่อันนี้เป็นเรื่องขั้นตอนการขอออกใบอนุญาต เป็นขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งถ้าไม่ทำก็คือผิดขั้นตอน ซึ่งส่งผลให้การอนุญาตไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ว่าฟังแล้วหน่วยงานของรัฐอาจจะตัดสินใจอย่างเดิมก็ได้ กฎหมายบอกให้ฟัง ผมก็ฟัง แต่ฟังแล้วความเห็นไม่มีน้ำหนัก คนอนุญาตก็อนุญาตไป ใครจะมาฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะไม่ฟังไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องว่าผมอนุญาตไม่ชอบเพราะโครงการนี้มันกระทบรุนแรง เจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบหรือไม่สุจริต ไปประเด็นพวกนั้น ก็ต้องไปตีความเอา ซึ่งก็เป็นเรื่องการประเมินเรื่องเทคนิคสิ่งแวดล้อม แต่จะมาฟ้องว่าผมอนุญาตโดยไม่ได้ฟังคุณไม่ได้ เพราะผมฟังแล้ว แต่ฟังแล้วผมอนุมัติแบบนี้”

“อีก ประการหนึ่งต้องไม่ลืมว่า การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เป็นพวกใบอนุญาต ต่างๆ ถ้าผู้รับคำสั่งเขาสุจริต ไปเพิกถอนคำสั่ง เขาเสียหาย เขาฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ รัฐจะจ่ายไหวไหม”

“เพราะ ฉะนั้นที่กำหนดเอาไว้พวกนี้มันเป็นเรื่องขั้นตอน ซึ่งอย่างที่ผมบอก ถ้าถามความเห็นผม ฝ่ายบริหารสามารถทำระเบียบใช้บังคับไปพลางก่อนในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายได้ ซึ่งผู้ฟ้องคดีในเรื่องนี้ก็เรียกร้องให้ออกระเบียบพวกนี้ แล้วก็ให้ไปทำตามระเบียบก่อน แต่เขาขอว่าตอนนี้ให้ระงับโครงการเลย แต่ผมเห็นว่าดำเนินการก่อสร้างไปได้ แล้วก็ทำตามขั้นตอนการรับฟังไปพร้อมกันตามระเบียบชั่วคราวที่อาจจะกำหนดขึ้น ตามนัยมาตรา 67 วรรคสอง ก่อนเดินเครื่องจักร”

แต่ถ้ามัน extreme ถึงขั้นที่กฎหมายบอกว่าคุณต้องเอาประชาชนมาลงประชามติ อันนั้นอาจจะไม่ได้เลยใช่ไหม

“ถ้า อย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้ว รัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองไม่ได้เรียกร้องแบบนั้น แต่ทีนี้มันก็มีปัญหาไงว่า รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ว่าผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ และผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ใครบ้าง มันต้องไปเขียนในพระราชบัญญัติ องค์กรเอกชนจะเอากี่คน ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาจะเอากี่คน เอาของรัฐหรือของเอกชนด้วย อันนี้ต้องเป็นกฎหมายกำหนด แต่ถ้ายังไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการรับฟังแล้วเราจะบอกว่า เฮ้ย ดำเนินโครงการไม่ได้เลย คุณลองนึกดู”

หยุดบริโภคเกินขนาด ก่อนโลกรับไม่ไหว

ผู้เขียน: 
อนุสรา ทองอุไร

ด้วย การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เราต้องยอมรับว่าตัวการสำคัญก็คือ มนุษย์ ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนโลกให้กลับมาเป็นเช่นเดิม หรือใกล้เคียงแบบเดิมให้ได้มากที่สุด

วิธี หนึ่งที่ทำได้ง่ายๆ และทำได้ทันที ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การกิน การอยู่ การช็อปปิ้ง การใช้ไอที ทำชีวิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แค่ ทุกคนปรับ โลกก็เปลี่ยน เริ่มตัดสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิตออกไปบ้าง ลดส่วนเกินในชีวิตลง ด้วยการกินให้น้อย ซื้อให้น้อย จะได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาเราใช้และกิน เกิน ไปเท่าไหร่

‘ลอง’ ไม่ซื้อ

เรา ถูกทำให้อยากซื้อตลอดเวลาผ่านการโฆษณาที่มาในรูปแบบต่างๆ บางทีเราก็ไม่รู้ตัวว่าซื้อมากเกินจำเป็น เพราะสิ่งที่ไม่จำเป็นถูกทำให้เป็นสิ่งจำเป็นมานานแล้วจนเคยชินที่จะเลือก หยิบ เลือกซื้อ พลังของผู้บริโภคจึงสามารถส่งผลสะเทือนต่อระบบใหญ่ได้ หนึ่งซื้อเท่ากับหนึ่งคุณค่า การปฏิเสธหรือตอบรับที่จะซื้อบางอย่างเท่ากับการโหวต การซื้อจึงเชื่อมโยงส่งผลต่อตัวเรา สังคม สิ่งแวดล้อม ลองไม่ซื้อเพื่อเริ่มต้นการเปลี่ยนวิถีการบริโภคที่มีสติ ได้ครุ่นคิดอย่างใส่ใจ ออกแบบการซื้อที่เป็นธรรม เกื้อกูลแบ่งปัน และไม่ได้เกิดประโยชน์แค่ที่ตัวเราเท่านั้น

แค่เราปรับ โลกก็เปลี่ยน

สถานการณ์ ที่ทำให้เปลี่ยนความเคยชิน เปลี่ยนพฤติกรรม ย่อมไม่ใช่สถานการณ์ที่ปกติ ในสถานการณ์ปกติเราก็จะดำเนินชีวิตไปเหมือนเดิมและยืดหยุ่นประนีประนอมกับ ตัวเองสูงมากจนไม่ได้เปลี่ยนอะไรในที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่มีหลายคนออกเดินทางไปที่ไกลสุดหล้าหรือปั่นจักรยานข้าม ประเทศ เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต เช่น อดีตอาจารย์ปรัชญาผู้เดินจากเชียงใหม่ไปสุราษฎร์ธานี คงไม่เลือกที่จะไม่เอาเงินติดตัวสักบาท อเล็กซ์ มาร์ติน สาวนักออกแบบท่าเต้นคงไม่ทดลองใส่เสื้อผ้าชุดเดียวที่ตัดเองทั้งปี และเก็บเอาของเก่ามาดัดแปลงเพื่อสร้างแฟชั่นที่ช้าลง เหล่านี้ล้วนไม่ใช่ในสถานการณ์ที่ปกติก็เพื่อปรับรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่นั่น เอง

ลอง ตั้งปณิธานในใจจากนั้นก็เตรียมการ ออกแบบวิถีชีวิตที่จะไม่ซื้อ คุณจะเดินทางอย่างไร กินอย่างไร ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเตรียมไว้แค่ไหน จะลองชักชวนเพื่อนมาแลกเปลี่ยนของจำเป็นระหว่างช่วงเวลานั้นกันดีมั้ย และที่สำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์ เพราะเมื่อมีเงิน เราแค่ควักจ่าย และทุกอย่างดูจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ซื้อได้ แต่เมื่อไม่มี เราจำเป็นต้องพูดคุยอธิบายกับคนอื่นๆ เพื่อน และคนรอบข้าง จะได้บ่มเพาะความสัมพันธ์กับมนุษย์บ้าง

แค่ 1 วันใน 1 ปี ก็ยังดี...

เริ่มเมื่อไหร่ดี... นี่ไงสัปดาห์ไม่ซื้อ 22-28 ธ.ค. นี้เลย หากกลัวจะกดดันเกินไปลองก่อน แค่ 1 วันหรือ 3 วัน ในรอบปีก็ยังดี ไม่ซื้อ ไม่ยากอย่างที่คิด ไม่เชื่อลองมาออกแบบการไม่ซื้อในแบบฉบับตัวเอง ดู!!

ในต่างประเทศมีวันไม่ซื้อ Buy Nothing Day มาตั้งแต่ปี 1992 เริ่มที่แคนาดา จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการห้ามดะไปเสียทุกอย่าง เพียงต้องการสื่อให้รู้จัก คิดก่อนซื้อ ไม่ จำกัดแต่ว่าเป็นของจำเป็นหรือไม่ แต่ให้คิดไปถึงผลกระทบจากการซื้อของที่มีต่อตัวเอง สังคม ไปจนถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่ามกลางกระแสเชี่ยวกรากของลัทธิบริโภคนิยม ได้ทำร้ายทรัพยากรร่วมโลกและตัวตนของเรามากขึ้นทุกทีๆ จึงเกิดการตื่นตัวรณรงค์เรียกสติให้รู้จักพอและงดไม่ซื้อ อย่างน้อยก็หนึ่งวันในรอบปี

ใส่ใจ เป็นธรรม และแบ่งปัน

กลุ่ม We Change ในบ้านเราร่วมรณรงค์กิจกรรม “ไม่ซื้อ” เป็นปีที่ 2 ใน แนวคิด ใส่ใจ เป็นธรรม และแบ่งปัน แนะให้กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวันอันแสนธรรมดาของคนตัว เล็กๆ ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงโลก ให้ดีขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ ในรูปแบบของเราเอง

การ เข้าร่วมสัปดาห์ไม่ซื้อนั้นใช่ว่าจะไม่มีการซื้ออะไรเลย เพียงแต่ต้องลองมานั่งทบทวนกิจกรรมในวิถีชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการซื้อและ การบริโภคของตนเองดูเท่านั้น แล้วสรรค์สร้างรูปแบบของการไม่ซื้อด้วยตนเองอย่างอิสระ ด้วยวิธีการที่ไม่บังคับตัวเองจนเกินไป นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองใช้ชีวิตที่ต่างไปจากเดิม

บางคนอาจจะไม่ซื้อเสื้อผ้า ไม่ซื้อของที่นอกเหนือจากปัจจัย 4 ไม่ซื้อของจากโรงงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ ไม่ซื้อของที่ไม่เคยอดใจไม่ซื้อได้เลย บางคนตั้งชมรม 365 วัน ไม่ซื้อของใหม่ ที่มีสมาชิกอยู่ทั่วโลก เขาปักธงไว้เลยว่าปีนี้จะไม่ซื้อของใหม่ ยกเว้นอาหาร ยา ข้าวสาร และชุดชั้นใน แล้วยังเอาของเก่าที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้วออกมาขายเปลี่ยนมือให้คน อื่นได้ใช้ประโยชน์ต่อไปด้วย

เพียงพอเท่าที่จำเป็น

หัน มาใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมกับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรเท่าที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข หากจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีก็ต้องเลือกระดับกลางที่เหมาะสม

มนุษย์ ควรหันไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสุขภาพความงามและความยั่งยืน มนุษย์ที่ฉลาดต้องจับจ่ายใช้สอยให้น้อยที่สุดเพื่อให้ได้ชีวิตที่เป็นสุขมาก ที่สุด นี่คือความน้อยที่งดงาม

มหาตมะ คานธี กล่าวไว้ว่า ถ้าเราไม่โลภทรัพยากรในโลกนี้มีพอสำหรับชีวิตทุกชีวิต แต่ไม่พอสำหรับคนที่มีความโลภแม้เพียงคนเดียว ถ้าเราทุกคนกินอาหารแต่พอประมาณ รู้ว่าร่างกายต้องการอะไรและกินเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เพียงแค่นี้ก็พอ อย่ากินข้าวเหลือเพราะว่าเศษอาหารที่เหลือไว้จะกลายเป็นก๊าซมีเทนซึ่งทำให้ โลกร้อน แค่กินให้หมดจานและกินอย่างพอประมาณ กินมากก็ตายเร็ว ไม่ต้องกินให้เหลือเฟือ จะได้ไม่มีการแย่งอาหารกัน หรือไม่ต้องไปซื้อยามารักษาความป่วยไข้ ไม่ต้องมีสถานลดความอ้วน เพราะทุกวันนี้ประชากรเกือบครึ่งของโลกเป็นโรคอ้วน แค่นี้ก็ช่วยให้โลกสงบร่มเย็นขึ้นได้แล้ว

หลัง การทดลองเพื่อใคร่ครวญในสถานการณ์ที่ต่างไป จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเราได้เห็น ได้มอง ได้คิดในสิ่งที่อาจมองข้ามไปในสถานการณ์ปกติ การกลับมาซื้อ มาใช้ หลังจากนี้ลองวางแผนใหม่ อาจพยายามเลือกซื้อของที่มาจากกระบวนการรักษาสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการที่เป็นธรรมกับแรงงาน หรือจัดตลาดแบ่งปันระบายของสะสมบ้าง ไม่ก็ก่อนซื้ออะไรให้คิดสัก 2-3 รอบ ไม่ยากเกินไปหรอก

เชื่อเถอะ คุณทำได้!!!

แรงจูงใจในซูเปอร์มาร์เก็ต

การเดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตทำให้หยิบเพลิน เพราะมีแรงจูงใจมากมาย ไม่ว่าจะซื้อ 1 แถม 1 หรืออะไรก็ตาม ทำให้คุณซื้อเกินความต้องการใช้จริง

เวลา ล้างตู้เย็นเคยคิดบ้างไหมว่ามีของที่เน่า หมดอายุกินไม่ทัน คิดเป็นเงินเท่าไหร่ รวมหลายครั้งเป็นเงินหลายพันบาท เหตุนี้จึงมีผู้เสนอว่าควรหยุดเข้าห้างสรรพสินค้า หยุดซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเสียบ้าง

จอห์น ซีมัวร์ นักเขียนชาวไอร์แลนด์ให้เหตุผลเอาไว้หลายประการ

1.ห้างสรรพสินค้ามีประสิทธิภาพด้านแรงงานมากกว่าร้านค้าย่อย เหตุนี้เองคนตกงานจึงมีมากขึ้น

2.ห้าง สรรพสินค้าทำให้เกิดภาระด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าจากมุมโลกหนึ่งไปยังอีกมุมโลกหนึ่ง ห้างสรรพสินค้าไม่สนใจซื้อสินค้าจากท้องถิ่นทีละน้อย เพราะหวังจะได้ราคาที่ดีกว่าจากการซื้อทีละมากๆ โดยไม่คำนึงว่าผู้ขายจะอยู่แหล่งไหนก็ตาม

3.ทำให้เกิดต้นทุนในการรักษาโรคทางเดินหายใจมากขึ้น เพราะการขนส่งและการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

4.ทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมถนนหลวงเพื่อให้รถขนส่งสินค้าวิ่งได้เพิ่มขึ้นและสะดวกมากขึ้น

5.ห้าง สรรพสินค้าทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มมากขึ้น ร้านชำเล็กๆ ใกล้บ้านเรามักปิดตัวลงไปเพราะสู้ราคาห้างสรรพสินค้าที่แม้อยู่ไกลออกไปไม่ ได้ เป็นการบีบให้เราต้องใช้รถยนต์มากขึ้น เพื่อเดินทางไกลขึ้นไปซื้อของยังห้างสรรพสินค้าเหล่านี้

6.ห้าง สรรพสินค้ายังจะเป็นตัวบีบให้ผู้ผลิตใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอด เพื่อให้สามารถเสนอราคาสินค้าที่ถูกที่สุด โรงงานเหล่านี้ต้องหันมากดขี่ค่าแรง หันมาใช้แรงงานเด็กเพิ่มมากขึ้น การซื้อของในห้างสรรพสินค้าจึงอาจเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้แรงงานเด็กมาก ขึ้น เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่ผลิตได้ปริมาณมากในราคาถูกไม่ได้เกิด จากการเอาเปรียบด้านแรงงาน

7.สิ่ง แย่ที่สุดคือมันจะดูดเอาทรัพยากรจากท้องถิ่นไปยังเมืองใหญ่ไกลๆ ออกไป ห้างสรรพสินค้าทำลายความริเริ่มสร้างสรรค์ของท้องถิ่น ทำลายการผลิตในท้องถิ่น เงินที่หาได้แทนที่จะหมุนเวียนเพื่อบำรุงเศรษฐกิจในท้องถิ่น กลับถูกกระจายไปยังบัญชีธนาคารของผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ เงิน 100 บาท เข้ากระเป๋าคนในประเทศเพียง 14 บาท ส่วน 86 บาท ไหลออกนอกประเทศ

อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโต

ผู้เขียน: 
แบมบี bambi_eyes1870@yahoo.com

WWF หรือกองทุนอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ได้ทำวิจัยว่า พลังงานสะอาดกำลังจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอุตสาหกรรม

โดยจะมีการลงทุนเป็นมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านยูโร หรือ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในราวปี 2020 โดยอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดจะเติบโตเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมโลก รองจากอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ประกอบด้วย พลังงานลม ฉนวนกันความร้อน แผงพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งน้ำมันจากชีวมวล ซึ่งในปี 2007 มีการลงทุนเพื่อการนี้ไปราว 6.3 หมื่นล้านยูโรทั่วโลก เป็นมูลค่าที่แซงหน้าอุตสาหกรรมยาไปแล้ว

“การ เติบโตของอุตสาหกรรมสะอาดทั้งหลายเป็นไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะข้อตกลงในพิธีสารเกียวโตที่สนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อนำมาทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล” คิม คาร์สเตนเซน หัวหน้าฝ่ายภูมิอากาศโลกของ WWF กล่าว

“ลอง จินตนาการดูว่า การเจรจาที่โคเปนเฮเกนออกมาดีเลิศ ทุกประเทศสามารถตกลงกันได้ และมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกันไม่ก่อมลพิษและลดการใช้พลังงาน ดังนั้นพลังงานสะอาดจะต้องเป็นเป้าหมายการลงทุนอย่างมหาศาล” คิม เสริม

ข้อมูลจากปี 2008 เยอรมนี อเมริกา และญี่ปุ่น คือผู้นำด้านการขายพลังงานสะอาด โดยมีจีนตามติดมาเป็นอันดับ 4 ทั้งมีทีท่าว่าจะมาแรงแซงโค้งชิงส่วนแบ่งตลาดจากท็อป 3 ไปได้ง่ายๆ

ขณะ ที่ถ้ามองในระดับที่มีการใช้พลังงานสะอาดภายในประเทศตัวเอง เยอรมนีก็ยังอยู่ในระดับต้นๆ นอกจากนี้ยังมีบราซิลและเดนมาร์ก โดยเยอรมนีนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม บราซิลนั้นผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้ในประเทศมากที่สุด ส่วนเดนมาร์กคืออาศัยพลังงานลมมากที่สุด

“จากมุมมองของประเทศต่างๆ ไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่จะได้เมื่อมาพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านพลังงานสะอาด” โดนัลด์ โพลส์ หัวหน้าหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของ WWF เนเธอร์แลนด์ กล่าว

ตลอด 250 ปี ที่ผ่านมา บรรยากาศของโลกได้ปกคลุมไปด้วยมลพิษมากมายที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซ โดยมลพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นเหล่านี้เข้มข้นขึ้นทุกขณะ

พลังงาน สะอาดทั้งหลายไม่ใช่ของถูกๆ ที่จะหาซื้อหรือพัฒนาได้ง่ายๆ หลังจากการประชุมกำหนดแผนและข้อตกลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกที่ กรุงโคเปนเฮเกน ที่มี 194 ประเทศ ทั่วโลกไปเข้าร่วม การประชุมได้มีมติที่จะระดมทุนเป็นพันๆ ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อที่จะช่วยเหลือประเทศยากจนให้มีเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดใช้

เพื่อที่แต่ละประเทศจะก้าวไปสู่โลกที่สะอาดพร้อมๆ กัน

ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ‘ศิลปิน (ก็ช่วย) ลดโลกร้อนได้’

ผู้เขียน: 
ปอย

“...ก็โลกมันร้อนขึ้น ดูแดดซิ แรงจัดขึ้นทุกวันๆ...” แล้วก็เพิ่งไปดูภาพยนตร์เรื่อง 2012 วันสิ้นโลก ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์ ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยบอกว่า

ถ้า ใครไม่กลับมาขบคิดเรื่องช่วยๆ กันดูแลโลกนี้ให้ลดอุณหภูมิลง ก็ดูเป็นคนไม่ยี่หระกับปัญหายิ่งใหญ่ที่ทุกวันนี้ทุกๆ ประเทศให้ความสำคัญเป็นวาระระดับชาติกันไปแล้ว

ตั้งคำถามเรื่องฟุ่มเฟือย?!! : ศิลปินผู้สร้างสรรค์งานศิลปะทุกๆ แขนง “เซนซิทีฟ” กัน ทั้งนั้น นักวาดภาพอย่าง ผศ.ถาวร ก็ยอมรับว่าเลี่ยงไม่ได้กับการตกอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน แล้วในเมื่อเราได้รับสื่อเรื่องการรณรงค์ลดโลกร้อนทุกเมื่อเชื่อวัน แต่โลกร้อนขึ้นหรือไม่?!! ไม่สำคัญเท่ากับเรารู้สึกว่าอุณหภูมิสูงขึ้นจริง

“แดดเดี๋ยวนี้ร้อน แปรปรวนและแรงมาก ไม่เหมือนสมัยผมเป็นเด็ก ผมเคยดูสารคดีบอกว่า ตั้งแต่ปี 1960 เป็น ต้นมา โลกถูกทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศร่ำรวยที่มีโอกาสผลาญใช้ทรัพยากรได้มหาศาล แต่ถ้าหันกลับมาดูวิถีชีวิตเราเอง เราก็อาจเป็นคนหนึ่งที่ใช้ของฟุ่มเฟือยราคาถูกได้ไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะครับ ยกตัวอย่างเครื่องเล่นดีวีดี ตอนทำออกมาขายใหม่ๆ ราคาหลายหมื่นบาท แต่วันนี้คุณกำเงินไปห้างสรรพสินค้า 800 บาท คุณก็ซื้อได้ บางบ้านมีทีวีทุกห้องใช่ไหมครับ? เสื้อผ้าที่ใส่กันกางเกงก็ต้องมี 10 ตัวขึ้นไป ตัวโปรดใส่แค่ 2-3 ตัว ผมตั้งคำถามเรื่องความฟุ่มเฟือย และการรณรงค์เรื่องโลกร้อนซึ่งถามหาความรับผิดชอบของเราทุกคน ก็กระตุกจิตสำนึกว่าไม่ใช่มีสตางค์แล้วก็ซื้อๆๆ เท่านั้นนะครับ” ผศ.ถาวร เริ่มต้นบทสนทนา

โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง Home ที่ ปลุกมโนสำนึกเรื่องมนุษย์ทุกคนต้องหันมาใส่ใจเรื่องโลกร้อนกันอย่างจริงจัง แล้ว ผศ.ถาวร บอกเป็นหนังที่ดูแล้วก็ทำให้เปลี่ยนใจ ซึ่งกำลังอยากได้ทีวีจอแบนมาติดไว้ที่หอศิลป์อาร์เดล เพราะมันเป็นรสนิยมเรื่องดีไซน์ สไตล์โมเดิร์น แล้วเอื้อต่อการโชว์งานศิลปะแบบมัลติมีเดียครบวงจร

“แต่ ก็เปลี่ยนใจใช้เครื่องเก่าไปก่อนครับ ประหยัดทรัพยากรโลก แล้วข่าวประธานาธิบดีสหรัฐ สนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนจากโรงงานอุตสาหกรรมหนัก และนำเงินเหล่านั้นมาสนับสนุนงานวิจัยพลังงานสะอาด ตอนนี้ผมขับรถซีอาร์วี แต่เมื่อใดที่มีรถยนต์พลังงานสะอาด ซื้อใช้ทันทีครับรับรอง” ผศ.ถาวร ย้ำ

อาร์ติสต์ต้องรับกระแส : อาร์ เดลที่มีชื่อเสียงเรื่องการนำอาร์ติสต์ชั้นนำมาจัดแสดงผลงานได้อยู่เสมอ ผศ.ถาวร บอกว่า ฐานะเป็นทั้งผู้อำนวยการหอศิลป์ และภัณฑารักษ์คัดสรรงานศิลปะชั้นดีมาจัดแสดง งานที่ศิลปินพูดถึงสิ่งแวดล้อมก็ไม่ลืมนำมาสื่อสารกับสาธารณะ และบ่อยครั้งในการเปิดนิทรรศการศิลปะที่พูดถึงรักษ์โลก ก็จะเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงออกทั้งการเสวนา และบนภาพวาดหลากหลายมิติ

“ศิลปิน ไทยจะแสดงออกถึงการนำเศษวัสดุเหลือใช้นำกลับมาสร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นใหม่ๆ ได้หลายๆ รูปแบบ ซึ่งล่าสุดเราเชิญ อ.โสภณ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร มาพูดเสวนาถกกันเรื่อง ‘วิกฤตธรรมชาติ วิกฤตมนุษย์’ หลายคนอาจมองว่า อ้าว! ศิลปินก็ตามกระแสกับเขาด้วยหรือ? ต้อง ครับ เพราะเราคือคนนำสารการกระตุ้นเตือนสู่สังคมอาชีพหนึ่งด้วย และในแง่วิถีชีวิตการคิดสร้างสรรค์ผลงาน ก็ต้องหันกลับมามองตัวเองด้วยว่า จากที่เคยใช้วัสดุไม่บันยะบันยัง เช่น การหล่องานโลหะ เหล็ก บรอนซ์ ก็ยังคงต้องใช้นะครับ เพราะนี่คือวัฒนธรรม แต่มีสติในการหยิบใช้ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีสำนึกอยู่ในใจ เราก็จะมีสติกันทุกคน” ผศ.ถาวร กล่าว

ศิลปิน มีหน้าที่สร้างวิถีคิด กระตุ้นเตือนสู่สังคม ถ้าศิลปินนำวัสดุพลาสติกมาสร้างผลงานศิลปะ ศิลปินอาจกำลังจะต่อต้านโรงงานตุ๊กตาพลาสติกในจีนที่มีกำลังผลิตนาทีละหลายๆ พันตัว ซึ่ง ผศ.ถาวร บอกนี่คืออีกหน้าที่ของคนทำงานศิลปะ

ธรรมชาติกำหนด (ชะตา) ชีวิต : ถ้า กล่าวว่า ผศ.ถาวร คือศิลปินที่เคยรับผลกระทบจากธรรมชาติมากที่สุดคนหนึ่ง จากเหตุการณ์สึนามิถล่มเมืองท่องเที่ยวอันดามัน ผศ.ถาวร นำคอลเลกชันภาพจิตรกรรม “Life and Still Life” ไปจัดแสดงนิทรรศการในโรงแรมหรู 5 ดาว ที่ จ.ภูเก็ต และภาพวาดกว่า 20 ภาพ มูลค่าหลายล้านบาท ก็ถูกคลื่นยักษ์โหมซัดพลัดลงทะเลไปต่อหน้าต่อตา

“นี่คือผลกระทบที่หลายๆ คนไม่คาดว่ามันจะเป็นไปได้ (หัวเราะ) ทำให้ผมคิดถึงกฎสมมติที่กำหนดว่า 1+1 เท่ากับ 2 ซึ่ง อย่างไรก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแม้วันโลกแตก แต่กฎธรรมชาติในคริสต์ศาสนาอาจเชื่อถือพระเจ้าในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น บนโลกใบนี้ ขณะพุทธศาสนาบอกว่าเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีปัจจัย ผมเชื่อคำสอนที่ว่า ‘สันทิฏฐิโก อกาลิโก’ เป็น หลักธรรมะที่ทุกคนปฏิบัติได้ และเห็นผลได้ทุกเมื่อ ตถาคตจะอยู่หรือไม่ก็ตามสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติ ก็ต้องมีอยู่ เหตุการณ์สึนามิคือสัญญาณเตือนเหมือนเราเริ่มคันจมูก เพราะร่างกายกำลังแพ้อากาศ และอาจพัฒนาไปสู่โรคหอบหืดในอนาคต ซึ่งเราอาจหายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้ในที่สุด

สารคดี เรื่องที่บอกว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการเร็วกว่าสัตว์ทั่วไป จนอาจลืมสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ประหลาดมากที่สึนามิแทบไม่มีสัตว์ตายเลยเพราะมนุษย์เราไปให้ความสำคัญกับ สิ่งสมมติมากกว่าอยู่กับธรรมชาติ

“วิธี นำเสนอผลงานศิลปะเกี่ยวกับธรรมชาติ ผมเพิ่งทำงานคอลเลกชันภาพถ่ายและวิดีโออินสตอลเลชัน โดยไปถ่ายทำที่ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น อุณหภูมิ 7 องศา แล้วไปต่อที่โตนเลสาบ ประเทศกัมพูชา อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีกกว่า 30 องศา แต่บรรยากาศกลับเหมือนกันคือฟ้าใส ธรรมชาติคือสิ่งที่สวยงามที่สุดของมนุษย์นะครับ”

ผศ.ถาวร กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าถามศิลปินเรื่องการรักษ์โลก เขาขอใช้หลักพุทธศาสนา “มัชิมา ปฏิปทา” ทางสายกลาง ใช้ชีวิตอย่างประหยัดเราคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชนก็ยังนำมาใช้กันได้อย่างดีที่สุด

by ThaiWebExpert