ไบกอน รวมพลังยับยั้งยุง รับมือ โลกร้อน...ต้านยุงร้าย

“ยุง”เป็น อันตรายใกล้ตัวก็จริงแต่ดูเหมือนคนในสังคมกลับมองข้าม ทั้งที่เป็นต้นเหตุให้ในแต่ละปี มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกเพิ่มมากขึ้นในระดับที่น่าตกใจ

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และสาธารณสุข ระบุว่าปี 2553 ประเทศไทยมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า คือ มีผู้ป่วย 113,017 คน เสียชีวิต 139 คน ขณะที่ปี 2552 มีผู้ป่วย 56,651 คน และ ผู้เสียชีวิต50 คน

โลกร้อน ยุงยิ่งร้าย

พอมาถึงปีนี้แนวโน้มการระบาดของไข้เลือดออกจะรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนตกในฤดูร้อน รวมถึงปัญหาโลกร้อนที่ทำให้การแพร่พันธุ์ของยุงรวดเร็วขึ้น

บริษัท เอส ซี ยอร์นสัน แอนด์ ซัน จำกัด ก็ได้เปิดตัวโครงการ “ไบกอนรวมพลังยับยั้งยุง”โดยมุ่งประเด็นการป้องกันโรคร้ายที่เกิดจากยุง ผ่านการทำงานรณรงค์ ซึ่งเป็นกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท โดยใช้สมรรถนะของธุรกิจ ( Core Competency ) ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ( Social Need )

มัลลิกา อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ภาคพื้นอินโดจีน บริษัท เอส ซี ยอร์นสัน แอนด์ ซัน จำกัด กล่าวว่า “เราอยู่ในธุรกิจผลิตภัณท์กำจัดแมลง จึงค่อนข้างใกล้ชิดสถานการณ์ของยุงและแมลงต่างๆ เรารู้ว่าเรื่องยุงเป็นปัญหาใหญ่มาตลอด ทำให้เราออกมารณรงค์เรื่องไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่องมากว่า 7 ปี โดยใช้ช่วงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลแพร่พันธุ์ของยุง”

ปลุกพลังการมีส่วนร่วม

การเปิดตัวโครงการ ไม่เพียงแสดงความตั้งใจของบริษัท ในการลดปัญหาการระบาดของไข้เลือดออก แต่ปีนี้ถือได้ยกระดับการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท ไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ทำโครงการนำร่องใน 10 พื้นที่เสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานครที่มีอัตราผู้ป่วยของโรคที่เกิดจากยุงสูง สุด ได้แก่ ดินแดง บางขุนเทียน สวนหลวง ประเวศ บางคอแหลม บางแค บางกอกน้อย ราชเทวี จตุจักร ภาษีเจริญ โดยใช้โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อน

มัลลิกา เล่าว่า “จากบทเรียนของเรา เวลาเข้าไปรณรงค์ในพื้นที่ต่างๆ ด้วยการแจกใบปลิว แผ่นพับ อย่างที่เราเคยทำมาในอดีตก็ช่วยสร้างความตระหนักให้คนได้บ้าง แต่จากบทเรียนในการทำงานและองค์ความรู้ที่เราได้เพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญทำ ให้เราได้ข้อสรุปว่า การจะแก้ไขปัญหาเรื่องยุงได้ยั่งยืนอย่างแท้จริงต้องทำให้คนในสังคมเปลี่ยน แปลงพฤติกรรม และต้องอาศัยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชน”

ทางออกสุดท้ายของการแก้ปัญหา

โครงการ “ไบกอนรวมพลังยับยั้งยุง” จึงแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1.การจัดเวิร์คช็อป ความรู้เรื่องยุงและวิธีการป้องกันยุงให้กับเด็กๆ และคุณครู กว่า 100 คน รวมถึงวิธีการทำโครงการตลอดจนการรณรงค์ในโรงเรียนและชุมชนซึ่งได้จัดขึ้นไป แล้วเมื่อวันที่ 9-10 มิถุนายน2554

2.สัปดาห์ไบกอนรวมพลังยับยั้งยุง (Baygon Week) ซึ่งจะจัดในเดือนกรกฎาคม เด็กและคุณครู จะใช้ความรู้ที่ได้จากเวิร์คช็อปกลับไปทำงานรณรงค์ในโรงเรียนและชุมชน โดยไบกอนให้ทุนสนับสนุน

รศ.ดร.ชำนาญ อภิวัฒนศร หัวหน้าภาควิชากีฏวิทยาการ แพทย์ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวย้ำระหว่างการบรรยายพิเศษ ในเวทีเวิร์คช็อปเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า

“ในบรรดาโรคที่เกิดจากยุงนับ 100 โรค ไข้เลือดออกถือเป็นโรคร้ายจากยุงที่ใกล้ตัว และอันตราย ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่รักษา”

ดังนั้น วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือต้องรู้จักวิธีป้องกันตัวเองจากยุง รู้จักควบคุมพาหะนำโรค เช่น การกำจัดไข่ยุงในภาชนะต่างๆ

ข้อคิด...

นี่เป็นบทบาทที่แสดงให้เห็นว่าการทำธุรกิจแม้ต้องการยอดขายเพิ่ม ส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม และผลกำไรเพิ่มก็ตาม แต่ในปัจจุบันนี้ที่เข้าสู่ยุค “การตลาด 3.0” ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ (Human Centric) ซึ่งคำนึงถึงความเอื้ออาทร มีจิตสำนึกดีต่อสังคม

“ไบกอน” แม้เป็นธุรกิจที่ผลิตจำหน่ายสินค้ากำจัดยุง แต่ก็ได้ใช้ความรอบรู้เรื่องยุง ทำโครงการให้ความรู้และรณรงค์เชิงป้องกันและยับยั้งพิษภัยจากยุงอย่างต่อ เนื่องมา 7 ปีแล้ว เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแบบหนึ่งในการสร้างความรู้และสอนให้นัก เรียน และคนในชุมชนรู้วิธีการป้องกันตัวเองจากโรคที่เกิดจากยุง โดยเฉพาะ “ไข้เลือดออก”

อานิสงส์จากความปรารถนาดีต่อสังคมเช่นนี้ ก็จะมีผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ “ไบกอน” ด้วย

ถึงคิวรีดภาษีทำลายมลพิษสรรพสามิตเตรียมชง2แผนรอรัฐบาลใหม่ไฟเขียว

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 23 มิถุนายน 2554

สรรพสามิตเดินหน้ารีดภาษีเต็มสูบ ถึงคิวภาษีสิ่งแวดล้อม จ่อเรียกเก็บจากสารพัดสินค้าทำลายมลพิษ หวังโกยรายได้สนับสนุนนโยบายพรรคการเมือง-กระตุ้น ศก. ระบุเตรียม 2 แผนรอชงรัฐบาลใหม่ไฟเขียว

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ทางกรมสรรพสามิตได้มีการทบทวนแนวนโยบายภาษีสรรพสามิตเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นการจัดเก็บภาษีตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งจัดเก็บสินค้าที่ก่อมลพิษในอัตราที่สูงกว่าสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แนวนโยบายภาษีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางสรรพสามิตได้มีการจัดเก็บภาษีจากน้ำมันที่มีสารตะกั่ว สูงกว่าน้ำมันที่ไม่มีสารตะกั่ว ก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ซึ่งปัจจุบันได้มีสินค้าต่างๆ ออกมามากมายทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้บริโภคสามารถเลือกใช้สินค้าบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้น ทางสรรพสามิตจึงคิดที่จะเก็บภาษีเพิ่มในกลุ่มสินค้าที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และสรรพสามิตก็เตรียมที่จะเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในการเก็บภาษีดังกล่าว" นายพงษ์ภาณุ กล่าว

สำหรับแผนการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมที่จะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา มี 2 แผน ประกอบด้วย แผนที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้ารถยนต์ น้ำมัน แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ ยาฆ่าแมลง ยางรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์ ส่วนแผนที่สองคือ แผนระยะกลาง ด้วยการแก้กฎหมายสรรพสามิตให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมตามปริมาณการปล่อยของเสีย และการคืนภาษีให้กับผู้ที่ผลิตสินค้ารักษาสิ่งแวดล้อม โดยตั้งกองทุนและจัดเงินให้กองทุนสิ่งแวดล้อม และจะมีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ปล่อยมลพิษโดยตรงทั้งทางอากาศ น้ำ และขยะ

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตเห็นว่าการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจะทำให้รัฐบาลมีรายได้มากขึ้น สามารถนำไปใช้ในนโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองที่มีจำนวนมาก รวมไปถึงยังสามารถนำเงินมาสนับสนุนทางเศรษฐกิจและกิจกรรมสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

"กรมมีแผนการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมไว้เสนอให้รัฐบาลใหม่ โดยมีทั้งแผนที่ทำได้ทันที เช่น การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้า นอกจากนี้ยังมีแผนระยะกลาง แก้กฎหมายสรรพสามิตให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมตามปริมาณการปล่อยของเสีย การคืนภาษีให้กับผู้ที่ผลิตสินค้ารักษาสิ่งแวดล้อม และการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ปล่อยมลพิษโดยตรงทั้งทางอากาศ น้ำ หรือทิ้งขยะ" นายพงษ์ภาณุ กล่าว

นายพงษ์ภาณุ กล่าวด้วยว่า จากการที่มีมติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลลงจากลิตรละ 5.310 บาท เหลือลิตรละ 0.005 บาท ซึ่งมีผลตั้งแต่ 21 เม.ย.-30 ก.ย.54 ทำให้ภาษีหายไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท หรือ 5 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 45,500 ล้านบาท ซึ่งหากมีการขยายเวลาการยกเว้นภาษีออกไปอีก ทางสรรพสามิตก็คงต้องขอคัดค้าน เนื่องจากการจัดเก็บเฉพาะภาษีน้ำมันดีเซลอย่างเดียว จากภาษีน้ำมันทั้งหมด จะอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือ 7-8% ของรายได้ภาษีน้ำมันทั้งหมด ฉะนั้นสรรพสามิตจึงไม่เห็นด้วยถ้ามีการขยายเวลาออกไปอีก

นอกจากนั้น ผลกระทบอีกอย่างที่มาจากการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลลง คือ ทำให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันดีเซลมากขึ้น โดยแต่ก่อนมีประชาชนใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 1,500 ล้านลิตร หรือ 10% แต่ผลจากการลดอัตราภาษีลง ส่งผลให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้น ทำให้เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นกว่า 1,750 ล้านลิตร หรือ 20% อย่างไรก็ตาม สรรพสามิตมองว่าน้ำมันดีเซลเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ควรปล่อยให้ประชาชนใช้มากนัก

นายพงษ์ภาณุ กล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตได้ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท HR Expertise จัดโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง "วิธีประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิตรายภาคและรายพื้นที่ สำหรับ ผู้บริหาร ครั้งที่ 1" เพื่อให้การคาดการณ์รายได้ภาษีสรรพสามิตรายภาคและรายพื้นที่ มีความน่าเชื่อถือตามหลักสถิติ และใกล้เคียงกับรายได้ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บได้จริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาประมาณการรายได้ภาษีสรรพสามิต มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ข่าวลือการขึ้นภาษีสรรพสามิต ภาวะเศรษฐกิจ และการลักลอบนำเข้าสินค้า เป็นต้น

เผยโฉมเครื่องบินพลังงานสีเขียว

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 22 มิถุนายน 2554

 

 

เผยโฉมเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงที่ไม่ปล่อยมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม

เรียกเสียงฮือฮาในทันที หลังจากที่ฝรั่งเศสได้เปิดตัวเครื่องบินต้นแบบ เซส (ZEHST) ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก บรรจุผู้โดยสารได้ถึง 100 คน และบินเดินทางในชั้นบรรยากาศ

ทั้งนี้ เครื่องบินเซสถือเป็นรุ่นน้องของคองคอร์ด แต่ต่างกันที่ เซส สามารถแล่นขึ้น-ลง ได้ในท่าอากาศยานทั่วไป โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางเสียง และใช้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นส่วนผสมของไฮโดรเจนและออกซิเจนในการขับเคลื่อน ดังนั้นจึงไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำลายสิ่งแวดล้อม

เซส สามารถทำความเร็วได้เร็วกว่าเสียงถึง 4 เท่า โดยทำความเร็วขณะที่บินอยู่ในชั้นบรรยากาศได้สูงถึง 3,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ส่งผลให้ผู้โดยสารใช้เวลาบินจากลอนดอนไปมะละกาในสเปนตอนใต้ได้ภายใน 20 นาที ไปอิสตันบูลใน 30 นาที ไปชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐประมาณ 1 ชั่วโมง และข้ามไปญี่ปุ่นเพียงแค่ราว 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินแนะว่าคงต้องใช้เวลาอีกประมาณ 40 ปี กว่าที่เครื่องบินโดยสารเร็วเหนือเสียงลำนี้จะปรากฏออกมาสู่ท้องตลาด เนื่องจากจะต้องทดสอบความปลอดภัยในหลายด้านและความคุ้มทุน

ยึดหลักปรัชญาพอเพียง เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เกษตร

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 มิถุนายน 2554

 นายสมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการรักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยว่า ตามที่ สนง.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้เร่งปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรตามนโยบายรัฐ ด้วยการส่งเสริมปรับแนวการประกอบอาชีพควบคู่การดำเนินชีวิตใหม่ พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมเกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้และศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน กว่า 37,358 ราย ทั่วประเทศ ไปแล้วนั้น มีเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม ได้นำเสนอโครงการฯ เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนฯ ไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนแล้วกว่า 2,000 โครงการ

“ขณะนี้ มีบุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสเสนอตัวเขียนแผนฯ แทนให้ พร้อมกับแอบอ้างว่าสามารถให้ทาง กฟก. เซ็นอนุมัติเงินสนับสนุนได้เร็ว โดยเกษตรกรต้องจ่ายค่าหัวคิวให้กองทุนฟื้นฟูฯ จึงขอแจ้งเตือนว่าอย่าไปหลงเชื่อ ซึ่งการพิจารณาอนุมัติต้องดำเนินตามขั้นตอนตามกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรที่จะเสนอโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนฟื้นฟูฯ สมาชิกควรร่วมกันเขียนแผนโครงการด้วยตนเอง โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งแต่ละโครงการควรมีกิจกรรมที่เกื้อกูล เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดและขยายช่องทางการจำหน่ายซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นายสมยศกล่าว.

หญ้าแฝกกำแพงมีชีวิต ฟื้นฟูดินและน้ำ-คืนความสมบูรณ์สิ่งแวดล้อม (รายงานพิเศษ)

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 24 มิถุนายน 2554

การชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่สำคัญต่ออาชีพเกษตรกรรมของประเทศ ผลจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินอันเนื่องมาจากฝนตกหนัก และน้ำไหลบ่าอย่างรุนแรง ทำให้ผิวดินถูกกัดเซาะจนสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ เป็นเหตุให้ดินพังทลาย ส่งผลเสียหายต่อพื้นที่ทำการเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหา จึงพระราชทานพระราชดำริให้มีการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น จวบจนถึงปัจจุบัน "หญ้าแฝก" ได้พลิกฟื้นคืนชีวิตให้กับผืนดิน นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ ให้เกษตรกรผู้ยากไร้ ได้มีที่ทำกินกันอย่างยั่งยืน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลการผลิตกล้าหญ้าแฝกเพื่อแจกจ่ายให้เกษตรกรและประชาชนได้นำไปปลูก ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาดำเนินการ ทั้งในเรื่องการพัฒนาสาย พันธุ์หญ้าแฝกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งการขยายพันธุ์ให้เพียงพอสำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน ส่งเสริมการปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ให้มีความอุดมสมบูรณ์ แก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น นอกจากนี้ กรมฯยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.), มูลนิธิชัยพัฒนา ในการรณรงค์กระจายพันธุ์หญ้าแฝกไปยังสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ยังจัดงานประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้หันมาสนใจและเห็นถึงคุณประโยชน์ของการนำหญ้าแฝกไปใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำกันมากขึ้น

"การนำหญ้าแฝกไปปลูกในพื้นที่ที่ปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างเช่นยางพารา หรือบนพื้นที่เกษตรที่มีความลาดชัน เช่น ภูเขา สามารถช่วยป้องกันหน้าดินไม่ให้พังทลายได้ หญ้าแฝกมีประโยชน์มากในการอนุรักษ์ดินและน้ำ จึงอยากรณรงค์ให้เกษตรกรและประชาชนหันมาสนใจในการใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกมากขึ้น เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพ แล้วตอนนี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมในการปลูกหญ้าแฝกได้ผลดี มีอัตราการรอดสูง" อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ด้าน ดร.พิทยากร ลิ่มทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ศูนย์ปฏิบัติการหญ้าแฝก กรมพัฒนาที่ดินกล่าวถึงพันธุ์หญ้าแฝกซึ่งมีอยู่มากมายว่าพันธุ์หญ้าแฝกที่นักวิชาการค้นพบเก็บรวบรวมมาตั้งแต่ปี 2536 จากทั่วประเทศ ในตอนแรกมีประมาณ 40 พันธุ์ด้วยกัน จากนั้นเมื่อนำมาศึกษาในเชิงวิชาการแล้วจำแนกพันธุ์ใหม่ ก็คัดเลือกมาได้ 28 สายพันธุ์ และได้ทำการคัดเลือกต่อ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งไว้ว่าควรจะต้องคัดสายพันธุ์ที่ไม่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและต้องเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตได้ดีมีความแข็งแรง เพื่อจุดประสงค์หลักในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และจากการคัดเลือกในครั้งนั้นก็ทำให้เหลือพันธุ์หญ้าแฝกที่มีลักษณะเด่นสามารถนำไปปลูกตามความเหมาะสมของพื้นที่ต่างๆในประเทศไทยจำนวน 10 สายพันธุ์ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นออกเป็น 2 ชนิด คือ แฝกลุ่มและแฝกดอน ซึ่งพันธุ์ลุ่มที่ตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบคือ พันธุ์ศรีลังกา,กำแพงเพชร,สุราษฏร์ธานี,สงขลาและพันธุ์ดอน คือพันธุ์เลย,นครสวรรค์,กำแพงเพชร1,ร้อยเอ็ด,ราชบุรี,ประจวบคีรีขันธ์

"แต่ละพื้นที่ แต่ละภาคเหมาะกับสายพันธุ์ต่างกัน พันธุ์ลุ่มไม่จำเป็นว่าจะต้องปลูกในที่ลุ่มเสมอไป แต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ดอนด้วย ขณะเดียวกันพันธุ์ดอนก็ไม่จำเป็นต้องปลูกในที่ดอนอย่างเดียว แต่สามารถปลูกในที่ลุ่มได้เจริญเติบโตได้ดี ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของแต่ละพันธุ์ เช่นพันธุ์ลุ่มนั้นค่อนข้างจะเจริญได้รวดเร็ว ตั้งตัวได้ดี มักจะชอบน้ำ แล้วก็ไม่ค่อยทนหากกระทบกับความแล้งมาก ๆ ในทางตรงข้ามพันธุ์ดอนจะเจริญเติบโตช้ากว่า แต่จะมีความทน สามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดีกว่า เก่งคนละอย่าง" ดร.พิทยากร กล่าว

ดร.พิทยากรกล่าวอีกว่า สำหรับระยะเวลาและฤดูกาลที่เหมาะสมในการปลูกทั้งพันธุ์ลุ่มและพันธุ์ดอน ไม่แตกต่างกันมาก อยู่ที่การเตรียมดินให้ดี มีน้ำพร้อม ถ้าจะให้ดีต้องปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเพราะจะทำให้หญ้าแฝกตั้งตัวได้เร็ว นอกจากนั้นเมื่อปลูกแล้วต้องดูแลในช่วงแรกด้วยการใส่ปุ๋ยหมักในช่วงปลูกและช่วงต้นฤดูฝนพร้อมทั้งกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม

"พันธุ์หญ้าแฝกที่ส่งเสริมกันอยู่ประมาณ 10 พันธุ์ แต่ที่ใช้จริงมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ ส่วนมากแล้วจะใช้พันธุ์ลุ่มและพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือพันธุ์สุราษฎร์ธานีและสงขลา 3 อย่างภาคใต้ที่มีปัญหาเรื่องดินพังทลาย ก็จะใช้พันธุ์ลุ่ม เพราะมีน้ำมาก ฝนตกบ่อย และจะเลือกใช้พันธุ์ดอนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางที่ ในพื้นที่ที่เป็นดินทราย มีฝนตกน้อย ไม่สม่ำเสมอ"

นอกเหนือจากการแยกแยะสายพันธุ์ เพื่อให้สามารถนำไปปลูกได้ตามความเหมาะสมกับพื้นที่แล้ว กรมฯได้มีการจัดจำแนก แยกความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ด้วยการพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบพันธุ์หญ้าแฝกในห้องปฏิบัติการ DNA เพื่อประโยชน์ในการจำแนกแต่ละสายพันธุ์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ในการจัดกลุ่มพันธุ์ให้เหมาะสมกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้หน่วยงานราชการ นักวิชาการ นักวิจัยและผู้สนใจ สามารถส่งตัวอย่างหญ้าแฝกมาตรวจ DNA ได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการหญ้าแฝก กรมพัฒนาที่ดิน

ส่วนเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปที่ต้องการปลูกหญ้าแฝก ติดต่อขอรับกล้าพันธุ์หญ้าแฝกฟรี ได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด หรือที่หมอดินอาสาใกล้บ้านท่าน

แผนฯ....สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

2011-07-07

ณ ห้องแกรนด์ไดมอนบอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการได้ที่นี่

การจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูบูรณะหลังการเกิดภัย กรณีศึกษาประเทศไทยและประเทศอื่นๆ

ผู้เขียน: 
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
พิมพ์เมื่อ: 
เมษายน ๒๕๕๔
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

รู้จักฉลากคาร์บอนอย่างง่ายๆ

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/87EZ74FnAMg

โค้ด embed html 200X180: 

ู้รู้จักที่มาที่ไปของอาหารที่เราบริโภค ....ช่วยลดดีกรีความร้อนของโลกได้

ถังน้ำชุมชน เพื่อโลกสีเขียว

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 19 มิถุนายน 2554

พื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงครอบคลุมพื้นที่ 345,000 ไร่ ใน อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จัดว่าเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในการหล่อเลี้ยงเมืองเชียงใหม่ เพราะระยะทางจาก อ.เมือง สู่ อ.แม่ออน ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเศษ เขื่อนแม่กวงกักเก็บน้ำส่งตรงเข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ ผืนป่าในลุ่มน้ำแม่กวงจึงมีความสลักสำคัญต่อเมืองใหญ่แห่งนี้ โครงการ 80 พรรษา 880 ฝาย ปูนอินทรีสร้างถวายในหลวง เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ทำให้พื้นที่ป่าบริเวณลุ่มน้ำแม่กวงอุดมสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ

นายเสาร์แก้ว สั้นจีน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 บ้านออนกลาง เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมีฝายบ้านแม่ออนกลางชุมชน เริ่มประสบความแห้งแล้งมาตั้งแต่ปี 2540 หลังจากนั้นชาวบ้านจึงคิดทำฝายโดยเข้ามาเรียนรู้วิธีการทำฝายที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ แต่ในช่วงนั้นทำได้เพียงฝายไม้ ไม่ถึงปีฝายพัง จนได้รับการสนับสนุนจาก โครงการ 80 พรรษา 880 ความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ป่า สังเกตได้จากในช่วงหน้าแล้ง อบต.บ้านออนกลางต้องนำน้ำมาแจกจ่ายชาวบ้าน ยกเว้นหมู่ 11 ที่ยังมีน้ำอุดมสมบูรณ์

เพื่อต่อยอดโครงการก่อสร้างฝาย 80 พรรษาฯ ในปีนี้ปูนอินทรี ได้ริเริ่ม โครงการ อินทรี กรีน วอเตอร์ แทงค์ (INSEE GREEN WATER TANK ) ถังน้ำชุมชน เพื่อโลกสีเขียว สนับสนุนการสร้างถังน้ำดินซีเมนต์ขนาดใหญ่ที่สร้างโดยชุมชนเพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมูลนิธิชัยพัฒนา จัดสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ (เส้นผ่าศูนย์กลาง 3.00 x 3.50 เมตร) มีความจุเก็บน้ำได้ 20,000 ลิตร จำนวน 252 ถัง ในพื้นที่ชนบททั่วประเทศ โดยมีกำหนดให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี (2554-2556) พร้อมสนับสนุนเงินให้กับโครงการ 3 ล้านบาท และมอบปูนซีเมนต์ 300 ตันต่อปี โดยมูลนิธิชัยพัฒนาพิจารณาเลือกพื้นที่

พื้นที่บ้านแม่ออนกลาง เป็นพื้นที่แรกที่ได้รับการคัดเลือกให้ก่อสร้างถังน้ำดินซีเมนต์ ชาวบ้านที่นี่ประกอบอาชีพทำนา ปลูกข้าวโพด และเลี้ยงวัวนมเป็นหลัก แต่ปัจจุบันถังบรรจุน้ำของหมู่บ้านมีไม่เพียงพอต่อปริมาณการใช้ แม้จะมีการผันน้ำจากฝายมากักเก็บไว้แล้วต่อท่อส่งตรงสู่ชุมชน

สำหรับรูปแบบของถังน้ำจะเน้นความร่วมมือของชุมชนเป็นสำคัญ โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วฮ่องไคร้ ได้จัดอบรมชาวบ้านทำบล็อกประสานดินซีเมนต์ และให้ความรู้ในการสร้างถังน้ำดินซีเมนต์ โดยใช้ดินในท้องถิ่นมาร่อนเอากรวด หินออก ผสมกับทรายและปูนในสัดส่วนต่างกันผสมน้ำเล็กน้อย แล้วเทใส่บล็อก จากนั้นนำบล็อกมาบ่ม 14 วัน จะได้บล็อกที่มีความแข็งแรงเฉกเช่นเดียวกับก้อนอิฐที่เข้าเตาเผา เมื่อเริ่มมาก่อเป็นถังน้ำ โดยเริ่มต้นที่ต้องปูฐานให้แข็งแรงก่อนเพื่อให้รับน้ำหนักของถังน้ำขนาดใหญ่ โดยถังน้ำขนาดดังกล่าวต้องใช้บล็อกประมาณ 1,000 ก้อน

กระบวนทั้งหมดนี้ชาวบ้านสามารถทำเองได้ และยังได้ความรู้วิธีการทำบล็อกประสานดิน ที่สามารถนำไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างบ้านหรือต่อเติมบ้านได้ เรืออากาศโท คันธนิธิ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานด้านธุรกิจสัมพันธ์ บริษัทปูนซีเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปีแรกจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างถังน้ำให้ครบ 84 ถัง เฉลิมฉลองในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปีนี้ โดยเน้นให้ชุมชนสร้างเอง เมื่อพังชุมชนสามารถซ่อมแซมได้เอง อีกทั้งความรู้จากการสร้างบล็อกประสานดินชาวบ้านสามารถนำไปต่อยอดสร้างบ้านได้

ด้านนายเสาร์แก้ว กล่าวว่า ปกติในหมู่บ้านมีถังเก็บน้ำอยู่แล้วแต่ไม่เพียงพอ เป็นถังน้ำประปาประจำหมู่บ้าน แต่น้ำจากถังใหม่ 2 ถังนี้ จะเป็นน้ำที่มาจากป่าโดยตรงที่ต่อท่อส่งตรงถึงหมู่บ้าน ระยะแรกจะยังไม่นำน้ำมาผลิตแบบประปา แต่จะส่งตรงเลย เพราะมั่นใจว่าน้ำจากป่าสะอาดอยู่แล้วเพราะน้ำเหล่านี้ผ่านการกรองจากธรรมชาติผ่านรากไม้กรวดทราย น้ำมีความสะอาดระดับหนึ่ง และยังทำให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าน้ำประปาลงได้

โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง น้ำจากถังน้ำแห่งความร่วมแรงร่วมใจจะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า ชาวบ้านจะมีน้ำใช้อุปโภคบริโภค ทำการเกษตร และปศุสัตว์อย่างเพียงพอ.

ทบทวนร่าง “แผนแม่บทโลกร้อน” เวทีแรกที่ทุ่งสง ชี้ “ผู้ก่อปัญหา” ต้องรับผิดชอบ

ผู้เขียน: 
ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง

 

 

 
จากรณีการคัดค้าน “(ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ.2553 – 2562” ของเครือข่ายภาคประชาชนด้วยเหตุผลที่ว่า ภาครัฐจัดทำร่างแผนแม่บทฯ โดยคิดเอง เขียนเอง จัดสรรงบกันเอง ไม่มีเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นับจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค.53 ภาคประชาชนในภาคใต้ 16 องค์กรนัดหมายกันล้มเวทีนำเสนอแผนแม่บทลดโลกร้อ น จากนั้นภาคประชาชน 31 องค์กรทั่วประเทศ ได้มีหนังสือถึงนายกรับมนตรี เพื่อนำไปสู่การจัดกระบวนการยกร่างใหม่ที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชน
 
บรรยากาศ เวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนเพื่อทบทวน และปรับปรุง (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.54
 
วานนี้ (20 มิ.ย.54) มีการจัดเวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนเพื่อทบทวน และปรับปรุง (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่ โรงแรมแกรนด์เซาเทิร์นทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเวทีในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน โดยจากนี้จะมีการจัดเวทีในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ วันที่ 23 มิ.ย.54 ที่กรุงเทพฯ วันที่ 27 มิ.ย.54 ที่ จ.พิษณุโลก 30 มิ.ย.54 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 6 ก.ค.54 ที่ จ.ขอนแก่น และวันที่ 11 ก.ค.54 ที่ จ.เชียงใหม่
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาคประชาชนที่เข้าร่วมในเวทีนี้ประกอบด้วย เครือข่ายคนรักษ์หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช, เครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินลุ่มน้ำปากพนัง, เครือข่ายพิทักษ์ทรัพยากรลุ่มน้ำปากพนัง, เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด, สมาคมผู้บริโภค จ.สงขลา, ศูนย์เรียนรู้วิธีธรรมชาติ เพื่อชุมชน (จะนะ), เครือข่ายอนุรักษ์อ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ฯ, เครือข่ายผู้บริโภคสุราษฎร์ฯ, สถาบันวิจัยและพัฒนา ม.ทักษิณ, กลุ่มทะเลสาบสงขลา, สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย,โครงการเสริมสร้างจิตสำนึก นิเวศวิทยา, องค์กรพื้นที่ชุมน้ำนานาชาติ และคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใหญ่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เข้าร่วม
 
กำหนดการเวทีในช่วงเช้า ตัวแทนจาก สผ.ได้ทำการการชี้แจงความเป็นมาและนำเสนอองค์ประกอบของแผนแม่บทฯ จากนั้นเป็นการนำเสนอข้อมูลและแนวทางของภาคประชาชน โดยผู้แทน 3 คน ได้แก่ จักรชัย โฉมทองดี คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม, ศยามล ไกยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา และ วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
 
ผู้แทนภาคประชาชน นำเสนอเจตนารมณ์ ประกอบด้วย ศยามล ไกยูรวงศ์, จักรชัย โฉมทองดี, วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี
 
ผู้แทนภาคประชาชน ได้นำเสนอเจตนารมณ์ของภาคประชาชน 6 ข้อ คือ 1.ผู้ที่ก่อปัญหา (ภาคอุตสาหกรรม) ต้องรับผิดชอบ2.ประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายในการควบคุม หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ชัดเจน3.ปรับแผนพัฒนาพลังงาน ให้เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน4.สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน และ เกษตรอินทรีย์5.รัฐต้องยอมรับสิทธิและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ในการอาศัย และจัดการทรัพยากรจากป่า อย่างยั่งยืน และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องสิทธิที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่อนุรักษ์6.แนวทางการพัฒนาของรัฐส่งผลเชิงลบต่อความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของชุมชน ดังนั้น รัฐจะต้องสนับสนุนและสร้างกลไกการตั้งรับปรับตัวอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที
 
อีกทั้งยังมีการระบุด้วยว่า หลังจากนี้ ภาคประชาชนโดยคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม จะติดตามดูร่างแผนแม่บทฉบับใหม่ และผลักดันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน ต่อไป
 
ทั้งนี้ “แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. 2553 – 2562” เป็นผลต่อเนื่องมาจากการจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้ยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551 - 2555 โดย สผ.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบจัดทำ และได้มอบหมายให้สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ทำการศึกษา และร่างฯ แล้วเสร็จเมื่อปลายปี 2552 มีงบประมาณเบื้องต้นรวม 9,942 ล้านบาท
 
ภาคประชาชนจากจังหวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุม
 
การระดมความคิดเห็นจากกลุ่มย่อย 3 กลุ่ม ได้แก่ พลังงานและอุตสาหกรรม, ทรัพยากร ป่าไม้ ที่ดิน ประมง, เกษตร และผู้บริโภค ในช่วงบ่าย 
 
ภาพโดยBandita Hari 
 

 

by ThaiWebExpert