การเจรจาระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อน: จากบาหลีถึงโคเปนเฮเก้น มุ่งสู่เม็กซิโก

ผู้เขียน: 
ดร.ณัฐริกา วายุภาพ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน)
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

มาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก...9 พฤศจิกายน 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ สำหรับความเห็นของกระทรวง

อุตสาหกรรมให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข้อเท็จจริง

กระทรวงการคลังเสนอว่า

1. รัฐบาลได้มีนโยบายในการร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วยการ กำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2551-2555 ตลอดจนให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเดือนธันวาคม 2537 และให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 จึงเห็นควรให้มีการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนดำเนินโครงการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

2. มาตรการในเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้โดยการตราเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาออกตาม ความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และเมื่อพระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับแล้ว กรมสรรพากรจะมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกัน

3. การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาโครงการกลไกการ พัฒนาที่สะอาดและโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศดีขึ้น ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นอกจากนั้นจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความ สมัครใจ เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองในเวทีโลกในอนาคต โดยจะมีผลต่อการจัดเก็บภาษีเล็กน้อย แต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศและ สุขอนามัยของประชาชนโดยรวม

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา

ยก เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับกำไร สุทธิของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละโครงการ เฉพาะที่คำนวณจากรายได้จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตนอกประเทศไทยเป็นเวลาสาม รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่โครงการกลไกการ พัฒนาที่สะอาดซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Certified Emission Reductions (CERs) ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาดของสหประชาชาติ หรือนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ออกใบรับรองการซื้อขายคาร์บอนเครดิตสำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท Voluntary Emission Reductions (VERs) โดยโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ต้องมีคุณสมบัติ คือ

1. เป็นโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาดที่จำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท CERs ซึ่งได้รับการรับรองการดำเนินการโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ได้รับ Letter of Approval : LOA) จากอบก.ก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555 หรือ

2. เป็นโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จำหน่ายคาร์บอนเครดิตประเภท VERs ซึ่งได้แจ้งความจำนงในการดำเนินโครงการและได้ขึ้นทะเบียนรับรองการดำเนินโครงการกับ อบก.ก่อนหรือในปี พ.ศ. 2555

การถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ.2010...9 พฤศจิกายน 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีสากล แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ.2010 ตาม มติคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2553 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานของหน่วยงานที่รับสนองพระราช ดำริ อาทิ การอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และการสร้างปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งอาศัยและเพิ่มประชากรสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล รวมทั้งการฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ของประเทศให้กลับมีความ อุดมสมบูรณ์เป็นฐานทรัพยากรให้แก่ประชาชนได้ใช้ในการดำรงชีวิต จึงสมควรได้รับการเฉลิมพระเกียรติและยกย่องในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงคุ้ม ครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะประสานงานหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนสิงหาคม 2554

2. การถวายพระราชสมัญญา “พระมารดาแห่งการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ” แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นการแสดงกตเวทิคุณของรัฐบาลและปวงชนชาวไทยในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ และเป็นการแสดงจุดยืนในอันที่จะเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคง ในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักความสามัคคีของคนในชาติ โดยการเสริมสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป

การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ State Oceanic Adminstration...9 พฤศจิกายน 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ State Oceanic Adminstration และ อนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ และให้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพันตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ทั้งนี้ หากรัฐสภาไม่ได้พิจารณาบันทึกความเข้าใจฯ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) นี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการเสนอบันทึกความเข้าใจฯ ไปยังรัฐสภาในสมัยประชุมถัดไป โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

2. เห็นชอบมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม ในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในบันทึกความเข้า ใจฯ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ในการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อไปได้ เมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจฯ แล้ว ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ข้อเท็จจริง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอว่า ได้พิจารณาเห็นชอบให้มีความร่วมมือทางด้านทะเลระหว่าง State Oceanic Adminstration (SOA) สาธารณรัฐประชาชนจีน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และ State Oceanic Adminstration ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding on Marine Cooperation) เพื่อเสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางด้านทะเลบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและประโยชน์ร่วม กัน ซึ่งในการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ได้ขอความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ปรับปรุงร่างบันทึกความเข้า ใจฯ ได้ขอความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้ปรับปรุงร่างบันทึกความเข้า ใจฯ ด้วยแล้ว ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กรมประมง กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกอบกับกระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นว่าร่างบันทึกความเข้าใจเป็นการทำ ความตกลงความร่วมมือด้านทรัพยากรทางทะเลระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของจีน คือ State Oceanic Adminstration ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงอาจเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

สาระสำคัญของเรื่อง

1. วัตถุประสงค์ เสริมสร้าง ส่งเสริม และพัฒนาความร่วมมือทางด้านทะเลบนพื้นฐานความเท่าเทียมกันและประโยชน์ร่วมกัน

2. ขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนนโยบายทางด้านทะเล การจัดการชายฝั่งและหมู่เกาะ การบรรเทาและป้องกันพิบัติภัยทางทะเล เป็นต้น (ข้อ 2)

3. รูปแบบของความร่วมมือ ได้แก่ การแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนรัฐบาล การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการและทีมผู้เชี่ยวชาญ การจัดทีมสำรวจทางทะเลและทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เป็นต้น (ข้อ 3)

4. การจัดตั้งคณะกรรมการร่วม ทางด้านความร่วมมือทางทะเล ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากคู่ภาคี โดยภาคีแต่ละฝ่ายจะแต่งตั้งประธานร่วมและคณะกรรมการอีก 4 คนในคณะกรรมการร่วมดังกล่าว และจะประชุมร่วมกันทุก 2 ปี ตามความจำเป็น (ข้อ 5)

5. การเข้าร่วมของภาคีที่สาม คู่ภาคีอาจแต่งตั้งองค์การหรือสถาบันที่เกี่ยวข้องในประเทศแต่ละฝ่าย เพื่อดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ (ข้อ 8)

6. การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา กำหนดให้การคุ้มครองกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาจะบังคับใช้โดยสอดคล้องกับ กฎหมาย กฎและระเบียบของคู่ภาคีแต่ละฝ่ายและสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจระหว่าง ประเทศอื่นที่ลงนามโดยทั้งคู่ภาคี และหากทรัพย์สินทางปัญญาถูกนำมาใช้โดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ ในเชิงพาณิชย์ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งตอบแทนที่เป็นธรรม (ข้อ 9)

7. การระงับข้อพิพาท ข้อแตกต่างหรือข้อพิพาทใดระหว่างคู่ภาคีในเรื่องกับการตีความ และ/หรือการนำบทบัญญัติของบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ไปใช้ จะเป็นไปอย่างฉันท์มิตร โดยการหารือและ/หรือเจรจาระหว่างคู่ภาคี โดยช่องทางการทูต โดยไม่อาศัยภาคีที่สามหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ข้อ 14)

8. การมีผลบังคับใช้ ระยะเวลา และการสิ้นสุด มีผลบังคับใช้นับจากวันที่ลงนาม และจะมีผลใช้เป็นเวลา 5 ปี และจะต่ออายุโดยอัตโนมัติเป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นจะยังคงมีผลใช้บังคับโดยการต่ออายุคราวละ 5 ปี (ข้อ 15)

รายงานสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 และการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง...9 พฤศจิกายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการครั้งที่ 12 และการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายภิมุข สิมะโรจน์) เป็น หัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็น ทางการ ครั้งที่ 12 การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 10-16 ตุลาคม 2553 ณ เมือง Jerudong บรูไน ดารุสซาลาม ซึ่งการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมระหว่างระหว่างรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมจาก ประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อพบปะหารือ และทบทวนความร่วมมือต่างๆ ที่ อยู่ระหว่างดำเนินการในด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียน ซึ่งได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวด ล้อม (ASEAN Senior Official on Environment - ASOEN) ที่ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรน้ำสิ่งแวดล้อมศึกษา มลพิษหมอกควันข้ามแดนและการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบความร่วมมือ กับประเทศอาเซียน+3 และประเทศอาเซียน+6

ผลการประชุม

1. การประชุมประเทศภาคีข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ 6 (The 6th Meeting of the Conference of the Parties to the ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – COP6) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 สรุปผลการประชุมได้ ดังนี้

1.1 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนได้มีการทบทวนกิจกรรมทั้งในระดับชาติ ระดับอนุภูมิภาคและระดับภูมิภาค เกี่ยวกับไฟบนดิน/ไฟป่า และมลพิษหมอกควันข้ามแดน และรับทราบความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนงานภายใต้ข้อตกลงอาเซียนด้านมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (Work Programme of the ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution)

1.2 ที่ประชุมรับทราบการรายงานจากศูนย์เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Meteorological Centre-ASMC) ซึ่ง ดูแลโดยสาธารณรัฐสิงคโปร์ เกี่ยวกับการคาดการณ์สภาพอากาศและสถานการณ์ไฟและหมอกควันจากเดือนตุลาคมถึง สิ้นปี 2553 โดยที่ภูมิภาคอาเซียนตอนเหนือจะเข้าสู่อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทำให้มีปริมาณฝนลดลงและคาดว่าจำนวน hotspot จะเพิ่มสูงขึ้น สำหรับภูมิภาคอาเซียนทางตอนใต้อาจมีฝนตกบ้าง จึงทำให้จำนวน hotspot ลดลง อย่างไรก็ตามประเทศสมาชิกอาเซียนควรคงระดับการเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการในการป้องกันสถานการณ์หมอกควันไว้อย่างต่อเนื่อง

1.3 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการพัฒนาระบบการคาดการณ์ระดับความรุนแรงของไฟสำหรับภูมิภาคอาเซียน (Fire Danger Rating System - FDRS) ซึ่ง ปัจจุบันดำเนินการโดยกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหพันธ์รัฐมาเลเซีย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการในการป้องกันการเกิด การลุกลามของไฟ และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการติดตามสภาพภูมิอากาศและจำนวน hotspot

1.4 ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานในโครงการฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของป่าพรุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Rehabilitation and Sustainable Use of Peatland Forests in Southeast Asia) ซึ่งรวมถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง Workshop on Options for Carbon Financing to Support Peatland Management ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนตุลาคม 2553 ณ เมือง Riau สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยที่ประชุมเน้นย้ำให้มีการสนับสนุนโครงการนี้ ทั้งในระดับนานาชาติและระดับภูมิภาค เนื่องจากการแก้ไขปัญหาไฟบนดิน/ไฟป่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

1.5 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม 5 ประเทศอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ในระหว่างเดือนมกราคม 2554

2. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 12 (12th IAMME) เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2553 สรุปผลการประชุมได้ดังนี้

2.1 ที่ประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนเห็นถึงความสำคัญของการบรรลุข้อตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 16 (16th Session of the Conference of the Parties to the UNFCCC - COP16) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต ครั้งที่ 6 (the 6th session of the Conference of the Parties serving as the Meeting of the Parties to the Kyoto Protocol - CMP6) ณ เมือง Cancun สหรัฐเม็กซิโก โดยเน้นถึงความล่าช้าของการเจรจาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ในหลายประเด็น และได้ให้ความสำคัญกับท่าทีของประเทศอาเซียนในส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์ ร่วมกัน รวมทั้งการนำไปสู่ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นของการควบคุมการสูงขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้อยู่ใน ระดับที่ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องเป็นผู้นำในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายการลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปฏิบัติตามพันธกรณีอื่นๆ ที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้การสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในด้านงบประมาณ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม เพียงพอและยั่งยืนสำหรับการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ และการดำเนินงานแผนปฏิบัติการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นควรให้มีการจัดการประชุมหารือ (pre-consultation meeting) ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุม COP16 และ CMP6 ใน การนี้ ประเทศไทยในฐานะประธานคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รับที่จะพิจารณาดำเนินการจัดประชุมดังกล่าว และจะประสานประเทศสมาชิกอาเซียนและสำนักงานเลขาธิการอาเซียนแจ้งกำหนดวัน ประชุม ซึ่งในเบื้องต้นได้ประสานหน้าห้อง รมว.ทส. ขอกำหนดวันจัดประชุมในวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2553 ณ กรุงเทพฯ

2.2 ที่ประชุมรับทราบการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ (ASEAN Strategic Plan on Water Resources Management) ได้แก่ Demand management learning forum for irrigation ระบบการแบ่งชั้นแม่น้ำ (river classification system) การออกแบบระบบการรายงาน และการจัดการข้อมูลน้ำอาเซียน (ASEAN water data management and reporting system design) และความเสี่ยงและผลกระทบจากภาวะอุทกภัยและความแห้งแล้งรุนแรงในประเทศอาเซียน

2.3 ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนสิ่งแวดล้อมศึกษาของอาเซียน ปี พ.ศ. 2551-2555 (ASEAN Environmental Education Plan 2008-2012) และให้การรับรองข้อเสนอในการจัด ASEAN Environmentally Sustainable Development Film Festival ภายใต้หัวข้อหลัก (theme) ‘Change the Climate Change’ เป็นกิจกรรมคู่ขนานในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 13 ในปี พ.ศ. 2554 ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา

2.4 ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้าจัดทำร่างกลไกของอาเซียนเพื่อส่งเสริมการเฝ้าระวังและติดตามการลักลอบทิ้งของเสียที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งการทิ้งของเสียจากการเดินเรือทะเล (ASEAN Mechanism to Enhance Surveillance against Illegal Desludging and Disposal of Tanker Sludge at Sea) ในการนี้ ประเทศไทยแจ้งต่อที่ประชุมว่า อยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอ “ระบบการขนส่ง เคลื่อนย้าย และกำจัดของเสีย (Manifest System)” เพื่อส่งเสริมการเฝ้าระวังและติดตามการล้าง และการจัดการของเสียที่ผิดกฎหมายของเรือบรรทุกของเสียในทะเล

3. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 (The ASEAN Plus Three Environment Ministers Meeting - 9th EMM+3) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2553

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนพบปะหารือกับประเทศคู่เจรจา+3 คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ในเรื่อง การดำเนินงานของ China-ASEAN Environmental Cooperation Centre และการปฏิบัติตาม China-ASEAN Strategy on Environmental Protection Cooperation การสนับสนุนจากกองทุน Japan ASEAN Integrated Fund (JAIF) ในการดำเนินโครงการPromotion of Environmentally Sustainable Cities (ESC) in ASEAN Countries และ Taxonomic Capacity Building and Governance for Conservation and Sustainable Use of Biodiversity ซึ่งประเทศไทยขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุนงบประมาณจัดการประชุม Workshop on Risks and Impacts from Extreme Events of Droughts ระหว่างวันที่ 22-23 กันยายน 2553 ณ ประเทศไทย

4. การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 2 (The 2nd East Asia Summit Environment Ministers Meeting - 2nd EAS EMM) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553

4.1 รัฐมนตรี สิ่งแวดล้อมอาเซียนพบปะหารือกับประเทศคู่เจรจาเอเชียตะวันออก คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และสาธารณรัฐอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่ยั่งยืน และความคืบหน้าในการปฏิบัติการตาม Singapore Declaration on Climate Change, Energy and the Environment ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากการประชุมระดับผู้นำเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550

4.2 ที่ประชุมรับทราบความสำเร็จและผลการประชุม EAS High Level Seminar on Sustainable Cities (HLS/ESC) เมื่อวันที่ 2-4 มีนาคม 2553 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และได้มีมติรับรองข้อเสนอของประเทศญี่ปุ่นในการจัดการประชุม HLS/ESC ครั้งที่ 2 ในช่วงต้นปี 2554 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีหนังสือเชิญ ทส.เป็นผู้ร่วมจัด (co-organizer) HLS/ESC ครั้งที่ 2 ซึ่งผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวแสดงความยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนาดังกล่าวต่อไป

4.3 ที่ประชุมรับทราบว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีท่าทีที่ชัดเจนที่ต้องการให้ผลจากการประชุม COP16/CMP6 เป็น ประโยชน์และมีความเป็นธรรม รวมทั้งเห็นควรผลักดันการทำงานร่วมกันเพื่อให้ประสบความสำเร็จและได้รับ ประโยชน์จากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (10th Conference of the Parties to the Convention on Biological Diversity – COP10) ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 18-29 ตุลาคม 2553 ณ เมือง Aichi-Nagoya ประเทศญี่ปุ่น

4.4 ที่ ประชุมรับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การส่งเสริมการใช้ประโยชน์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ การปฏิบัติการตาม Road Map ของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวข้อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานตามข้อริเริ่มเดิมและข้อริเริ่มใหม่ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออก การจัดตั้ง East Asia Centre on Environment Education ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง senior-official level Task Force เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นความยั่งยืนด้านการเงินในระยะยาว

4.5 ที่ ประชุมเห็นควรให้มีการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 3 ต่อเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 13 ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา ในปี พ.ศ. 2554

ม.รามฯ ดึงหลักเศรษฐศาสตร์ แก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ถาโถมเป็นผลปรากฏชัดทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นของปัญหาไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เป็น “มนุษย์” ที่ดำเนินกิจกรรมของชีวิต จนธรรมชาติขาดความสมดุล ซึ่งแนวทางการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน จึงไม่เพียงแต่การแก้ไขในด้านสิ่งแวดล้อม ระบบชลประทาน หรือผังเมืองเท่านั้น หากยังต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการแก้ปัญหาควบคู่กัน

รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เผยว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศมุ่งไปสู่มิติของการสร้างรายได้ของประชากรเป็นหลัก โดยละเลยการพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แม้รายได้ต่อหัวประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ชีวิต ความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมด้านสังคม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้เสื่อมโทรมลง และมีแนวโน้มเลวร้ายลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในระยะนี้ มีหลายปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแปรปรวนของธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ เช่น พายุ ภัยแล้ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด โรคระบาดร้ายแรงต่างๆ

ข่าวภัยพิบัติต่างๆที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเพียงปลายเหตุ เนื่องจากต้นเหตุนั้นมาจากการมุ่งพัฒนาเชิงรายได้อย่างไร้ทิศทาง จนขาดความสมดุลระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม

“โดยเฉพาะล่าสุดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ คือ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้ว่าภัยพิบัติดังกล่าวล้วนมีที่มาจากพฤติกรรมการกินอยู่ของมนุษย์นั่นเอง ยิ่งกินมาก ยิ่งใช้มาก ก็ยิ่งมีการใช้ทรัพยากร เกิดขยะ ของเสีย และมลพิษกลับมาสู่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นต้องหาวิธีแก้ไขว่า เราจะช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางสังคมให้สมดุลกันได้อย่างไร ซึ่งการสร้างจิตสำนึกตระหนักในความสำคัญของสภาพแวดล้อม ไม่ได้หมายถึงต้นไม้ใบหญ้าอย่างเดียว แต่รวมถึงวัฒนธรรม หากเราอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ให้ยั่งยืน ก็จะสามารถสร้างรายได้จากสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นได้ต่อไปด้วย เช่น ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น”รศ.คิม กล่าว

ด้วยเล็งเห็นปัญหาจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมดังกล่าว คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รามคำแหง จึงร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์สถาบันอื่นอีก 5 แห่ง ได้แก่ ม.เกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ และม.เชียงใหม่ จัดประชุมวิชาการระดับชาติของนักเศรษฐศาสตร์ ในหัวข้อ เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 29 ต.ค.นี้ ณ ม.รามคำแหง หัวหมาก

“การประชุมวิชาการ เป็นการระดมสรรพกำลังของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ ม.รามคำแหงหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะย้ำเตือน กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนร่วมมือวิเคราะห์ วิจัย พัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคน และสภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา โดยหวังว่าจะบังเกิดผลให้คนไทยอยู่ดี มีสุข ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดี เราอยากสร้างจิตสำนึกให้สังคมได้ตระหนักว่า อย่ามุ่งหวังสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึกถึงสิ่งแวดล้อม ทั้งคน และสิ่งแวดล้อมต้องพึ่งพาอยู่ร่วมกัน”

ด้าน รศ.วิรัช ธเนศวร คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวเสริมว่า อย่ามองเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว เพราะเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน เกี่ยวกับการจัดสรร และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ให้ตอบสนองความต้องการโดยเกิดประโยชน์สูงสุด
“เป้าหมายก็เพื่อสรร้างความกินดีอยู่ดี ทั้งในบุคคล องค์กร และระดับชาติ ซึ่งทรัพยากรนั้น อาจหมายถึงเงิน วัตถุ ทรัพยากรธรรมชาติ โดยในระดับบุคล เราทำงานได้เงินเดือน จะจัดสรรการใช้จ่ายอย่างไรให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เดือดร้อน ไม่เป็นหนี้ ส่วนระดับองค์กรธุรกิจ ก็ต้องจัดสรรการผลิต การใช้จ่าย ให้ได้กำไรพอสมควรหล่อเลี้ยงองค์กร และในระดับประเทศ ก็ต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้คนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด”

การดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ....26 ตุลาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินงานของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามมติผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1.เห็นชอบกับกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) และให้นำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

2. เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ จัดส่งหนังสือแสดงเจตนารมณ์สนับสนุน (Associations) ต่อ Copenhagen Accord ไปยังสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ให้นำเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนจัดส่งหนังสือแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าว

3. เห็นชอบในองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 16 หน่วยงาน ผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าคณะ

4. เห็นชอบให้จัดตั้งสำนักงานเฉพาะกิจด้านการเจรจาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 16 – 17 โดยมี นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา (Chief Negotiator) และมีผู้แทนจากหน่วยงานหลักร่วมปฏิบัติงานเต็มเวลาเพื่อจัดทำท่าทีการเจรจา ของประเทศไทย ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพิธีสารเกีย วโต และให้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตามกรอบที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และตามเอกสารการเจรจาในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 และสมัยที่ 17 โดยมีสำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมสนับสนุนการปฏิบัติงาน และขอให้สำนักงบประมาณพิจารณางบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานตามความเหมาะสม โดยให้สำนักงานเฉพาะกิจด้านการเจรจาฯ ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

1. การที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2537 และได้ดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ตลอดมาโดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่ เป็นหน่วยงานประสานงานกลางของอนุสัญญาฯ ซึ่งในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ในระหว่างวันที่ 7 – 18 ธันวาคม 2552 ที่ผลการประชุมไม่บรรลุซึ่งข้อตกลงระยะยาวรวมถึงยังไม่มีความคืบหน้าในการ ดำเนินงานตามพิธีสารโตเกียว แต่รัฐภาคีได้ร่วมกันรับทราบข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ซึ่งเป็นกรอบการดำเนินงานตามความสมัครใจโดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ทั้งนี้ ประเทศไทยได้แสดงท่าทีในทางบวกต่อข้อตกลงโคเปนเฮเกน และแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ แล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2553 โดยให้เหตุว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาและรัฐสภาก่อน ตามลำดับ

2. สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำหนดจัดประชุม รัฐสภา คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2553 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก โดยมีสาระของการเจรจาได้แก่ข้อตกลงความร่วมมือในระยะยาวและการปรับหรือ คง ไว้ซึ่งพิธีสารเกียวโตในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้วต่อเนื่อง จากการประชุมครั้งที่แล้ว ซึ่งประเทศไทยฐานะภาคีจักต้องเข้าประชุมและเจรจาด้วย

3. คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ประชุมพิจารณาเรื่องที่ต้องเตรียมการ เข้าร่วมของประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ในเรื่องกรอบการเจรจา การสนับสนุนข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) องค์ประกอบคณะผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 16 และข้อเสนอการจัดตั้งสำนักงานเฉพาะกิจเพื่อเตรียมการด้านเจรจาต่อเนื่องทั้ง การประชุมในสมัยที่ 16 ถึง สมัยที่ 17

4. เนื่องจากการจัดทำกรอบเจรจาของประเทศไทยและเจตนารมณ์สนับสนุน ข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ของประเทศไทย เปรียบเหมือนการข้อตกลงกับต่างประเทศถึงแม้จะไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย แต่ต้องมีการดำเนินการที่โปร่งใส จึงจำเป็นต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต่อไป ให้ทันต่อการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ สมัยที่ 16 ในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2553 ณ เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก

5. สาระสำคัญ/ข้อเท็จจริงของเรื่อง

5.1 สาระของกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 16 (COP16) ที่คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้ให้ความเห็นชอบได้ยกร่างขึ้น บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงศักยภาพ (Common but differentiated responsibitities and Respective Capabilities) ความรับผิดชอบในอดีต (Historical Responsibility) การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy) การขจัดปัญหาความยากจน (Poverty Eradication) และหลักการสากลอื่นๆ ที่สอดคล้องกับพันธกรณีของสนธิสัญญาภายใต้กรอบองค์การ สหประชาชาติที่ประเทศไทยเป็นภาคี

5.2 ข้อตกลงโคเปนเฮเกน (Copenhagen Accord) ที่เป็นผลจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 15 ไม่มีสถานะเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการเปิดให้ภาคีแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุน (association) ต่อข้อตกลงดังกล่าว ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมายแต่อย่างใด ปัจจุบันมีรัฐภาคีที่แสดงเจตนารมณ์สนับสนุน (association) ต่อ Copenhagen Accord แล้ว จำนวน 139 ประเทศ (สถานะเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2553) โดยในจำนวนนี้ประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน กัมพูชา และเวียดนาม

5.3 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยให้สามารถเข้าร่วมเจรจาในการประชุม รัฐภาคีสัญญาฯ สมัยที่ 16 ได้ทุกเรื่อง ดังนั้นผู้แทนประเทศไทยสมควรประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคเอกชน และสื่อมวลชน

5.4 เพื่อเป็นการเตรียมท่าทีและการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคี อนุสัญญาฯ สมัยที่ 16 ที่เมืองแคนคูน สหรัฐเม็กซิโก ในปี 2553 และต่อเนื่องถึงการประชุมสมัยที่ 17 ณ นครโยฮันเนสเบอร์ก สหภาพอาฟริกาใต้ในปลาบดี 2554 ซึ่งมีความสำคัญและเข้มแข็งในการเจรจาอย่างยิ่งคณะกรรมการนโยบายเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติ จึง เห็นควรให้มีการแต่งตั้งสำนักงานเฉพาะกิจด้านการเจรจา โดยให้ผู้แทนจากกระทรวงที่มีส่วนร่วมในการเจรจาหลักมาปฏิบัติในเรื่องดัง กล่าวเต็มเวลาโดยมีนายอภิชัย ชวเจริญพันธ์เป็นหัวหน้าคณะเจรจา (Chief Negotiator)) และมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปัจจุบันจนสิ้นสุดการประชุม COP17 (เดือนธันวาคม 2554)

อนาคตของระบอบระหว่างประเทศด้านโลกร้อนหลังปี ค.ศ. 2012

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

การประชุมเจรจาจัดทำความตกลงเรื่องโลกร้อนฉบับใหม่ระหว่างวันที่ 4-9 ตุลาคม 2553 ณ ประเทศจีน เป็นการเจรจาครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นในปีนี้และเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการประชุมระดับรัฐภาคีครั้งที่ 16 (COP16) เพื่อหาข้อยุติให้ได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมปีนี้ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก แม้ว่าผลการเจรจาที่จีนจะมีความก้าวหน้าอยู่บ้างในบางประเด็น เช่น เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ประเด็นการเจรจาที่เป็นข้อถกเถียงสำคัญส่งผลทำให้การเจรจาที่ผ่านมาไม่มีข้อยุติ ยังคงไม่ต่างไปจากเดิม

(1) การเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโต มีเป้าหมายการเจรจาหลักเพื่อกำหนดพันธกรณีช่วงที่สองสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วหลังปี ค.ศ. 2012 ในการเจรจา ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ไม่ต้องการมีพันธกรณีในช่วงที่สอง โดยเสนอให้มีพิธีสารฉบับใหม่ที่กำหนดพันธกรณีลดก๊าซสำหรับสหรัฐอเมริการวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูงด้วย ก่อนหน้านี้ทางสหภาพยุโรปเสนอให้มีความตกลงฉบับเดียวภายใต้อนุสัญญาฯ ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่าไม่ต้องการให้มีพิธีสารเกียวโตอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ทางสหภาพยุโรปเพิ่งแสดงท่าทีว่าพร้อมที่จะพิจารณาเรื่องการมีพันธกรณีในช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้มีจุดยืนร่วมกันต่อต้านการยกเลิกพิธีสารเกียวโต ทางกลุ่ม G77 และจีนได้เสนอให้กำหนดพันธกรณีช่วงที่สองในช่วง 5 ปี คือ ปี 2013-2017 และให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดก๊าซ 40-50%

(2) การเจรจาจัดทำความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นที่สำคัญและเป็นข้อโต้แย้งอย่างมากยังคงเป็นเรื่องการกำหนดเป้าหมายและการจัดสรรพันธกรณีการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับทั้งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ต้องการให้มีความตกลงใหม่ฉบับเดียวที่เป็นผลจากการเจรจาโดยต้องกำหนดพันธกรณีสำหรับประเทศที่ปล่อยก๊าซจำนวนมาก เช่น จีน อินเดีย โดยเสนอให้มีเกณฑ์กำหนดจำแนกประเทศที่กำลังพัฒนาออกเป็นกลุ่มย่อยโดยเรียกเป็น Major หรือ Advanced Developing Countries ประเด็นนี้ถูกต่อต้านอย่างมากโดยประเทศกำลังพัฒนาซึ่งนำโดยอินเดีย สิงค์โปร และมาเลเซีย

สหรัฐอเมริกาและประเทศที่พัฒนาแล้วอีกหลายประเทศต้องการให้ยึดถือและมีการปฏิบัติตามเอกสาร “ Copenhagen Accord” (CA) ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการประชุม COP15 ที่โคเปนเฮเกนเมื่อปี 2009 ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งตามเอกสาร CA คือ การให้แต่ละประเทศประกาศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้เองโดยอิสระ เป็นความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะหลีกเลี่ยงพันธกรณีการลดก๊าซเปลี่ยนจากการกำหนดเป็นข้อผูกมัดทางกฎหมายไปสู่พันธกรณีแบบสมัครใจตามแนวทางที่ระบุไว้ในเอกสารCA ก่อนหน้านี้ ในการเจรจาที่กรุงบอนน์เมื่อเดือนสิงหาคม 2010 สหรัฐระบุว่า “ความเป็นธรรม” หมายถึง ทุกประเทศต้องมีพันธกรณีอย่างเท่าเทียมกัน ในขณะที่ทางรัสเซียไม่ยอมรับหลักการเรื่อง “ความรับผิดชอบในอดีต” สำหรับสหภาพยุโรปมีจุดยืนให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดก๊าซอย่างน้อย 50% จากระดับปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2020 และ 80% ภายในปี 2050

ในการเจรจาเรื่อง “แผนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสมของประเทศกำลังพัฒนา” (Nationally Appropriation Mitigation Actions: NAMAs) กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถูกเรียกร้องและกดดันจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วให้ร่วมรับผิดชอบแก้ไขปัญหามากขึ้น โดยเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซทุก 2 ปี และมีการจัดทำรายการกิจกรรมการลดก๊าซ โดยจะต้องถูกตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบ (Measurable, Reportable and Verification : MRV) รวมถึงกิจกรรมการลดก๊าซที่ใช้งบภายในประเทศในการดำเนินงานก็ต้องถูก MRV ด้วย

ประเด็นต่างๆ ข้างต้นเป็นข้อโต้แย้งสำคัญที่ทำให้การเจรจาไม่ก้าวหน้า ผลการประชุมที่จีนทำให้เห็นแนวโน้มเด่นชัดว่าการเจรจาจัดทำ “ระบอบระหว่างประเทศด้านโลกร้อนหลังปี ค.ศ. 2012” อาจไม่มีข้อยุติตามที่คาดหวังและต้องขยายการเจรจาต่อไปอีกหนึ่งปี ซ้ำรอยความล้มเหลวของการเจรจาที่กรุงโคเปนเฮเกนเมื่อปี ค.ศ.2009

การ ลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหุ้น ส่วนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลในเอเชียตะวันออก (PEMSEA) ...12 ตุลาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติการลงนามในบันทึกความตกลงระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ Partnerships in Environmental Management for the Seas of East Asia ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออก ปี 2553-2554

2. เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมเป็นผู้ลงนามในบันทึกความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญในบันทึกความตกลงฯ ขอให้ผู้ลงนามสามารถใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ในการลงนามบันทึกความตกลงฯ ให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงการต่างประเทศดำเนิน การต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอว่า

1. ด้วยกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีหนังสือขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาดำเนินการตามข้อหารือระหว่าง Mr.Raphael P.M.Lotilla,Executive Director, Partnerships in Environmental Management for the Seas of East Asia, PEMSEA และเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในเรื่องการ ลงนามความตกลงว่าด้วยการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออก (Haikou Partnership Agreement of the Implementation of Sustainable Development Strategy for the Seas of East Asia : SDS-SEA) และรายงานความก้าวหน้าการจัดทำร่างบันทึกความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับ PEMSEA สำหรับปี 2551-2553 (Memorandum of Agreement on the Implementation of the SDS-SEA in Thailand 2551-2553) ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขอปรับระยะเวลาในการดำเนินการจากปี 2551-2553 เป็น 2552-2554

2. กรม ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการยกร่างบันทึกความตกลงระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกับ หุ้นส่วนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมทางทะเลเอเชียตะวันออก สำหรับปี 2552-2554 (MOA) และได้หารือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมประมง กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี การท่าเรือแห่งประเทศไทย และจังหวัดชลบุรี ซึ่งส่วนราชการดังกล่าวไม่ขัดข้องต่อร่างบันทึกความตกลงฯ และกระทรวงการต่างประเทศมีความเห็นว่า ควรเปลี่ยนผู้ลงนามใน MOA ยก ระดับกรม (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) เป็นระดับกระทรวง (ทส.) สำหรับการดำเนินการตามขั้นตอนของการลงนามในสนธิสัญญาฯ ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจะต้องเสนอบันทึกความตกลงฯ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการลงนามและผู้ลงนาม โดยกระทรวงการต่างประเทศจะออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่บุคคลที่ได้รับมอบ หมายให้เป็นผู้ลงนาม

3. แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ลงนามเข้าเป็นหุ้นส่วนกับ PEMSEA แต่ไทยได้ลงนามในปฏิญญาปุตราจายา (Putrajaya Declaration of Regional Cooperation for the Sustainable Development of the Seas of East Asia-SDS SEA) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2546 ในการประชุม EAS Congress ครั้งที่ 1 ณ ประเทศมาเลเซีย และได้ร่วมลงนามรับรองในเอกสารโครงการกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility (GEF) Project Document) เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ในการดำเนินงานโครงการร่วมกับ PEMSEA ดังนั้น การลงนามบันทึกความตกลงฯ นี้ จึงเป็นประโยชน์เพื่อให้การดำเนินการในระยะถัดไป ระหว่างประเทศไทย และ PEMSEA เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และใช้เป็นกรอบความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบบูรณาการ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยประสานงานหลักและหน่วยงานต่าง ๆ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. วัตถุประสงค์ : เพื่อ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออก ในประเทศไทย (2553-2555) โดยสอดคล้องกับกฎหมาย นโยบาย และลำดับความสำคัญของประเทศ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และข้อกำหนดของยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกที่ เกี่ยวข้อง (ร่างข้อ 1)

2. ขอบเขตความร่วมมือ : การดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในประเทศไทย (ร่างข้อ 2)

3. รูปแบบความร่วมมือ : (ร่างข้อ 3)

3.1 สนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการและกิจกรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นที่สนับสนุนต่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอย่าง ยั่งยืนในทะเลเอเชียตะวันออกในระดับประเทศ

3.2 อำนวยความสะดวกในการจัดตั้งกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนเพื่อการบริหารและจัดการทะเลและชายฝั่ง

3.3 ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐ รัฐบาลท้องถิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งแบบบูรณาการ การติดตามประเมิน และรายงานประสิทธิภาพของโครงการ ICM ในระดับชาติและท้องถิ่น

4. การมีผลบังคับใช้ การแก้ไข การขยายระยะเวลาและการสิ้นสุด : บันทึก ความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ภาคีทั้ง 2 ฝ่ายลงนามในบันทึกฯ ดังกล่าว และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2555 และจะยุติลง โดยคู่ภาคีแต่ละฝ่ายแจ้งให้อีกฝ่ายทราบและได้รับเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วันสำหรับการแก้ไขหรือขยายระยะเวลาโดยมีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรของคู่ ภาคี และจะต้องกระทำก่อนบันทึกความตกลงจะสิ้นสุดลง (ร่างข้อ 6)

กรอบการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกงเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า...12 ตุลาคม 2553

คณะ รัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกงเพื่อ กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า และให้นำเสนอกรอบการเจรจาดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อให้ความ เห็นชอบก่อนเริ่มเจรจา ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า

1.ฮ่องกง เป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย โดยในปี 2552 ไทยกับฮ่องกงมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 382,872 ล้านบาท ไทยเป็นฝ่ายได้ดุล 263,568 ล้านบาท ฮ่องกงเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 และเป็นตลาดนำเข้าอันดับที่ 21 ของไทย สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังฮ่องกง เช่น ข้าว อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หนังสือและสิ่งพิมพ์ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากฮ่องกง เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผ้าผืน และในปี 2552 การลงทุนโดยตรงจากฮ่องกงมายังประเทศไทย มีมูลค่า 26,435.02 ล้านบาท โดยการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลจะอยู่ในสาขาบริการและสาธารณูปโภค และสาขาอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

2.ฮ่องกง ตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่มีความใกล้ชิดกับจีน ประกอบกับฮ่องกงมีศักยภาพในด้านการค้าบริการมาก โดยเป็นศูนย์กลางทั้งในสาขาโลจิสติกส์ การเงิน และเทคโนโลยีสารสนเทศสำคัญของภูมิภาคเอเชีย จึงมีศักยภาพสูงในการเป็นประตูการค้าสำคัญสู่ประเทศจีน

3.ปัจจุบันฮ่องกงได้จัดทำเขตการค้าเสรีกับจีน (CEPA) และนิวซีแลนด์ รวมทั้งจัดทำความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับเปรูและมาเลเซียแล้ว

4.การ ที่ไทยเข้าร่วมการเจรจาจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกงเพื่อ กระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า โดยยกระดับความร่วมมือในสาขาต่างๆ ที่ไทยและฮ่องกงมีศักยภาพนั้น จะเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและ อำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้ง ช่วยสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าทางการค้ากับฮ่องกงในสาขาต่างๆ โดยเฉพาะการค้า สินค้า บริการ และการลงทุน ในด้านที่สองฝ่ายมีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อกัน ทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญให้ไทยสามารถหยิบยกปัญหาการค้าทวิภาคีหารือกับฝ่าย ฮ่องกงพร้อมทั้งติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและฮ่องกง

5.การ จัดทำกรอบการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกง เป็นไปตามกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 190 เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดท่าทีการเจรจาให้ได้ประโยชน์ในภาพรวมสูงสุดกับ ประเทศและรักษาผลประโยชน์ในภาพรวมของไทย

6.สาระสำคัญของกรอบการเจรจาฯ มีดังนี้

-การจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างไทยกับฮ่องกงจะต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบและนโยบายของภาคีแต่ละฝ่าย

-ให้ มีความร่วมมือด้านการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน ในรูปแบบต่างๆ เช่น การอำนวยความสะดวกทางการค้าและโลจิสติกส์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า เป็นต้น โดยเป็นสาขาความร่วมมือด้านสินค้า บริการ และการลงทุนที่ไทยและฮ่องกงได้รับประโยชน์และเห็นชอบร่วมกัน

-สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลไกประสานงานและติดตามผลข้อตกลงความร่วมมือ

by ThaiWebExpert