รอดอีก4กิจการมาบตาพุด

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ASTVผู้จัดการรายวัน- สผ.ตีความให้ 4 กิจการมาบตาพุดเดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้ เหตุเป็นส่วนขยายจึงไม่ต้องทำEIA ใหม่ปตท.เคมีคอล 3 กิจการฉลุย ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมรุกคืบเล็งทยอยยื่นปลดล็อค 9 กิจการต่อศาลฯ เพื่อขอทบทวนคำสั่งระงับกิจการได้ในสัปดาห์หน้า

นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้พิจารณาให้ 4 กิจการในพื้นที่ลงทุนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ถูกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดระงับกิจการชั่วคราวให้สามารถเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อไปได้ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นส่วนขยายจึงไม่จำเป็นจะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่

ทั้งนี้ 4 กิจการประกอบด้วย บริษัท บลูสโคป สตีล(ประเทศไทย) จำกัด เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดพื้นที่โครงการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นเคลือบสี ,บริษัท ปตท.เคมีคอล จำกัด (มหาชน) 3 กิจการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการผลิตโพลิเอทิลีน ,โครงการขยายกำลังผลิตโพลิเอทิลีน (PE) 5 หมื่นตันต่อปีและการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงโรงผลิตสารโอเลฟินส์ สาขาถนนไอสี่

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับอัยการสูงสุดที่จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ทบทวนคำสั่งระงับกิจการ ซึ่งคาดว่าจะทยอยยื่นต่อศาลฯ ได้ในสัปดาห์หน้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นกิจการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และบางกิจการมีการนำเข้าเครื่องจักรมาแล้ว มีทั้งสิ้น 5 กิจการ แต่ก่อนหน้านี้ ไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฯ ได้ เนื่องจากต้องรอคำตอบจากผู้ร่วมทุน ซึ่งเป็นต่างชาติโดย 4 กิจการเป็นของบริษัท พีทีทีอาซาฮี เคมีคอล จำกัด ทั้งหมด ส่วนอีก 1 กิจการนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้

ส่วนที่ 2 เป็นกิจการที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง 13 กิจการ แต่ศาลฯได้ไต่สวนแล้วพบว่า 4 กิจการไม่ได้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จึงไม่ตรงกับคำร้อง ต้องถอนเรื่องออกมา จึงเหลือเพียง 9 กิจการ ต่อมาวันที่ 24 ก.พ.ศาลฯ ได้พิพากษาให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ ดังนั้น 4 กิจการที่เหลือ จึงจะหาเหตุผลเดียวกันในการยื่น คือ การได้รับใบอนุญาตก่อสร้างแล้ว มีการซื้อเครื่องจักรวัสดุก่อสร้างส่วนหนึ่งแล้ว และยังไม่มีการปลดปล่อยมลพิษแต่อย่างใด ทั้งนี้ 4 กิจการประกอบด้วย 1. บริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์ จำกัด 2. บริษัทเอ็มทีพี เอชพี เจวี(ประเทศไทย) จำกัด 3.บ.วีนีไทย จำกัด และ 4. อมตะสตรีม ซัพพลาย

“เราคงจะมีการแยกยื่นใน 2 ส่วนนี้ ไม่ยื่นไปพร้อมกัน เพราะจะมีปัญหาเหมือนครั้งก่อน ที่มีปัญหาว่ายื่นไปไม่ตรงคำร้องเดียวกัน”นายสรยุทธกล่าว

นายสรยุทธกล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามาบตาพุด กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะไปร่วมชี้แจงให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นโดยจะร่วมโรดโชว์กับทีมงานของนายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ซึ่งหวังว่าจะช่วยสร้างคามเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่ง และระหว่างวันที่ 13-14 มี.ค. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะมีการหารือร่วมกับประธานสมาพันธ์องค์กรเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่าหากทางญี่ปุ่นต้องการรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ให้สายตรงถึงได้เลย เพราะเกรงว่าดูภาพจากสื่ออาจจะรุนแรงเกินจริงได้

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ เตรียมที่จะร่วมสรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดประเภทกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ที่จะจัดขึ้นในจังหวัดกรุงเทพฯ วันที่ 17 มี.ค. โดยจะคัดค้านการกำหนดการทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบการผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับ GMOs ให้อยู่ในประเภทกิจการรุนแรง เนื่องจากจะเป็นการปิดกั้นโอกาสและทางเลือกใหม่ของเกษตรกรในประเทศ

เรื่อง รายงานความคืบหน้าการยุบเลิกบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการยุบเลิกบริษัท ส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทย จำกัด (บริษัท สธท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอตามที่ได้รับรายงานจากบริษัท สธท. ดังนี้

1. ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท สธท. ครั้งที่ 1/2553 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ที่ประชุมได้มีมติเลิกกิจการตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2553

2. กระทรวงการคลังมีคำสังที่ 173/2553 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการของบริษัท สธท. โดยมีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม 7 หน่วยงาน เป็นกรรมการ และผู้แทนบริษัท สธท. เป็นกรรมการและเลขานุการ

3. บริษัท สธท. ได้จัดทำหนังสือแจ้งเจ้าหนี้เรื่องการยุบเลิกบริษัท สธท. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553

4. บริษัท สธท. ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัท สธท. และจดทะเบียนผู้ชำระบัญชี พร้อมประกาศเลิกบริษัท สธท. ในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1253 และ 1254

5. จากการตรวจสอบผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2553 มีโคในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัวทั้งสิ้น 21,684 ตัว ซึ่งผลการดำเนินงานสรุปได้ดังนี้

5.1 โคที่มีสถานะปกติ มีจำนวน 9,543 ตัว จำหน่ายแล้ว 9,514 ตัว คงเหลือ 29 ตัวที่ยังไม่จำหน่าย

5.2 โคที่มีเหตุผิดปกติ มีจำนวน 428 ตัว ประกอบด้วย ตาย 256 ตัว สูญหาย 3 ตัว นำไป แลกเปลี่ยน 14 ตัว อื่น ๆ 9 ตัว และรอดำเนินการ 146 ตัว

5.3 สถานะโคที่เกษตรกรทำผิดสัญญาขายโคโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 11,713 ตัว เกษตรกรชำระค่าเสียหายแล้ว 7,216 ตัว ยังค้างชำระค่าเสียหาย 4,497 ตัว

สำหรับการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อเกษตรกร อยู่ระหว่างการรวบรวม ข้อมูลปัญหาอุปสรรคและวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการกำหนดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานประมาณต้นเดือนมีนาคม 2553

6. การดำเนินงานในระยะต่อไปคณะกรรมการชำระบัญชีและจำหน่ายกิจการจัดทำงบดุลและชำระบัญชี เสนอผู้ตรวจสอบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อรับรองงบดุลและเสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติงบดุลภายใน 3 เดือน

เรื่อง ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและแต่งตั้งคณะกรรมการในการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

1. ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (1st MRC Summit)

ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2553 (ระยะเวลา 4 วัน) ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

2. แต่งตั้งคณะกรรมการด้านความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง โดยมี

รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น

รองประธานกรรมการ และมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเลขานุการ

3. ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 103,568,360 บาท

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. ประเทศไทยได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 (Agreement on the Cooperation for the Sustainable Development of the Mekong River Basin : 1995 Mekong Agreement) ร่วมกับรัฐบาลในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2538 ณ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นองค์กรภาครัฐ (Intergovernmental Organization) ประกอบด้วยคณะมนตรี คณะกรรมการร่วม และสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS) ประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉันท์มิตรระหว่างประเทศภาคีสมาชิก โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพพม่า เป็นประเทศคู่เจรจา และมีสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงเป็นองค์กรให้การสนับสนุนเครื่องมือด้านวิชาการและองค์ความรู้แก่ประเทศภาคีสมาชิก เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการพัฒนาประเทศ โดยปี 2553 จะเป็นวาระครบรอบ 15 ปี แห่งการก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ดังนั้นคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง จึงมีมติในการประชุมครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2552 ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้จัดประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ คือ

1.1 เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันของผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค

1.2 เพื่อเพิ่มความร่วมมือกับประเทศในลุ่มน้ำโขงตอนบน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพพม่า

1.3 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมืออื่น ๆในภูมิภาค รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับหุ้นส่วนการพัฒนาต่อแนวความร่วมมือของ MRC

1.4 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ประเด็นที่สำคัญในการบริหารจัดการลุ่มน้ำระหว่าง ลุ่มน้ำนานาชาติ

โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1

ร่วมกับ MRCS ในระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน 2553 ในประเทศไทย

2. การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 เป็นเวทีที่สำคัญระดับภูมิภาคอีกเวทีหนึ่งของประเทศ

ภาคีสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง นอกจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion : GMS) แล้วกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างยั่งยืนจะเป็นเวทีที่ให้ผู้นำประเทศได้มีการพบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บุคลากรและทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ท่ามกลางวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก ในขณะที่ประเทศในลุ่มน้ำโขงแต่ละประเทศพยายามแสวงหาศักยภาพในการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำโขงเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศของตนนั้นอีกนัยหนึ่งก็เป็นการ ส่งสัญญาณเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary Impact) ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาทั้งจากประเทศเหนือน้ำและประเทศท้ายน้ำ ดังนั้นการจัดประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่ให้ผู้นำประเทศในลุ่มน้ำโขงได้สร้างความเข้าใจระหว่างกัน และแสดงจุดยืนร่วมกันในการที่จะร่วมมือกันพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนให้บรรลุความสำเร็จโดยใช้หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวม (Integrated Water Resources Management) เพื่อจักได้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกันฉันท์มิตร รวมทั้งคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมให้มีความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคและยั่งยืนตลอดไปตามความตกลงของประชาชาติในการประชุม “Johannesburg World Summit On Sustainable Development” เมื่อปี พ.ศ.2545 และนับเป็นโอกาสอันดีที่จะพิจารณาประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เสนอเป็นวาระของภูมิภาค (Regional Agenda) พร้อมกับการฉลองความสำเร็จของการดำเนินการตามความตกลงความร่วมมือฯ ปี 2538 (1995 Mekong Agreement)

3. การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 (The First MRC Summit) ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

ส่วนที่ 1 การประชุมวิชาการนานาชาติ (International Conference) ระหว่างวันที่ 2-3 เมษายน 2553 เป็นการเสนอผลงานทางวิชาการจากผู้แทนองค์กรลุ่มน้ำนานาชาติจากภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ได้แก่ เอเชีย แอฟริกา ยุโรป และลาตินอเมริกา ผู้แทนองค์กรเอกชน ภาคประชาชน และผู้แทนลุ่มน้ำภายในประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนรวมประมาณ 150-200 คน สาระสำคัญของการประชุมวิชาการที่มีลำดับความสำคัญในอาเซียนและเวทีนานาชาติได้แก่ ความมั่นคงด้านอาหารและการผลิตพลังงานในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน (Towards sustainable food and energy production in transboundary basins) การปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Adapting to impacts of Climate Change) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนของภาคเอกชน (Towards sustainable private sector infrastructure development) และความท้าทายขององค์กรลุ่มมน้ำข้ามพรมแดนท่ามกลางวิถีการเปลี่ยนแปลงของโลก (Challenges for Transboundary RBOs in the changing world) เป็นต้น ทั้งนี้ผลสรุปที่ได้จากการประชุมวิชาการ ดังกล่าวจะนำมาประกอบการกำหนดทิศทางความร่วมมือของการพัฒนาทรัพยากรน้ำในอนาคตของประเทศลุ่มน้ำโขง ต่อไป

ส่วนที่ 2 การประชุมสุดยอดผู้นำลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายนร 2553 เป็นการประชุมระดับผู้นำของประเทศภาคีสมาชิกลุ่มน้ำโขงตอนล่าง 4 ประเทศ และผู้นำประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพพม่า และผู้แทนระดับสูงของประเทศหุ้นส่วนการพัฒนา (Development Partners) เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกันในการพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน และมีการพิจารณาจัดทำปฏิญญาร่วมกัน (Declaration of MRC Summit)

4. ในการประชุมสุดยอดผู้นำของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 จะมีผู้นำประเทศจากลุ่มน้ำโขง 4 ประเทศ และผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลทั้งประเทศคู่เจรจาและประเทศผู้ให้การสนับสนุนแก่ MRC เข้าร่วมประชุม ดังนั้น การรักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำและผู้แทนรัฐบาลต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดและจำเป็นต้องมีงบประมาณจากรัฐบาลไทยสมทบร่วมกับงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในการจัดประชุม ดังกล่าว

เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2553....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ กรอ. ครั้งที่ 2/2553

2. เห็นชอบมติคณะกรรมการ กรอ.และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของคณะกรรมการกรอ. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ แล้วรายงานให้คณะกรรมการ กรอ.และคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้มีการประชุม ครั้งที่ 2/2553เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ได้สรุปผลการประชุมและมติคณะกรรมการ กรอ. ดังนี้

1. แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบรางและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

1.1 สาระสำคัญ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เสนอที่ประชุมพิจารณาผลการศึกษาแนวทางการ

พัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบรางและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1.1.1 ผลการศึกษา ประกอบด้วย (1) การพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบรางและ

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทยจะเน้นการพัฒนาและต่อยอดศักยภาพของผู้ผลิตอุตสาหกรรมในประเทศที่มี ศักยภาพอยู่แล้ว (2) การกำหนดแผนที่นำทาง (Roadmap) โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบราง เป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2554-2556) ประเมินศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมการขนส่งระบบราง ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2557-2562) พัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในการผลิต ระบบไฟฟ้าสำหรับรางของรถไฟยกระดับ หรือโครงสร้างของตัวตู้โดยสาร และระยะที่ 3 (พ.ศ. 2562-2572) พัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และสร้าง Open Source Platform เพื่อพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มและมีเทคโนโลยีสูงขึ้นได้ และ (3) การกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้เข้าร่วมประมูลงานโครงการแสดงรายการชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ โดยให้มีการแจกแจงคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละชิ้นส่วน รวมถึงมาตรฐานที่ใช้ ทั้งนี้ อาจมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมไทยมากขึ้น เช่น การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาบุคลากร และการร่วมดำเนินการวิจัยและพัฒนากับสถาบันการศึกษา สถาบันอิสระหรือ
หน่วยงานวิจัยของรัฐ เป็นต้น

1.1.2 ประเด็นพิจารณา (1) ขอความเห็นชอบในแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการ

ขนส่งระบบรางและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ตามผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบรางและ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องที่กระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมดำเนินการศึกษาแล้วเสร็จ (2) ขอความเห็นชอบในหลักการการจัดตั้งสถาบันพัฒนาระบบขนส่งทางรางและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของประเทศไทย

1.2 มติคณะกรรมการ กรอ.

1.2.1 เห็นชอบในหลักการแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งระบบรางและ

อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยให้มีการดำเนินการตามแผนที่นำทาง (Roadmap) ทั้ง 3 ระยะไปพร้อมๆ กัน สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข การให้แต้มต่อสำหรับการประมูลโครงการที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เห็นควรให้พิจารณาความเป็นไปได้ด้วยความระมัดระวัง โดยต้องให้เป็นการแข่งขันโดยสมบูรณ์และไม่ขัดแย้งกับกฎกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) รวมทั้งต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งระบบ เช่น ประเด็นเรื่องอายุการใช้งาน การซ่อมบำรุง รักษา และรูปแบบของการพัฒนาใหม่ๆ เป็นต้น

1.2.2 มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับเป็นหน่วยงานหลักในการหารือร่วมกับ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของรูปแบบและแนวทางการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาระบบขนส่งทางรางและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง โดยให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

2. แนวทางการแก้ไขปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินประจำของสายการบินที่ได้รับอนุญาต และแนวทางพัฒนาและใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานภูมิภาค

2.1 สาระสำคัญ กระทรวงคมนาคมได้เสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการประชุมร่วมกับ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เพื่อรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นการบริหารการบินภายในประเทศ และนำมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินประจำของสายการบินที่ได้รับอนุญาต และแนวทางพัฒนาและใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานภูมิภาค สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

2.1.1 การยกเลิกเที่ยวบินประจำของสายการบินที่ได้รับอนุญาต กระทรวงคมนาคม

โดย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ บกท. ชี้แจงว่า บกท. มีแผนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางกลยุทธ์ภายใต้ แนวคิด Two-Brand Strategy ให้สามารถครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทั้งระดับพรีเมี่ยม และกลุ่มลูกค้าที่มุ่งเน้นการเดินทางราคาประหยัด ซึ่งจะยังคงแบรนด์การบินไทยให้เป็นสายการบินที่มีเครือข่ายต่อเนื่อง และมีบริการที่เป็นเลิศ (Premium Service Network Airline) ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะได้กำกับให้การดำเนินความร่วมมือระหว่าง บกท. และสายการบินนกแอร์ให้ ผู้ใช้บริการได้รับบริการอย่างมีคุณภาพ และมอบหมายให้ บกท. ทำการประเมินผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการดำเนินงานให้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้บริการ

2.1.2 การพัฒนาและใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานภูมิภาค ท่าอากาศยานภูมิภาคใน

ความรับผิดชอบของกรมการบินพลเรือนมี จำนวน 28 แห่ง ประกอบด้วย การให้บริการเชิงพาณิชย์และบริการหน่วยงาน ราชการ จำนวน 18 แห่ง การให้บริการหน่วยงานราชการ จำนวน 8 แห่ง และท่าอากาศยานที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ตากและแม่สะเรียง ท่าอากาศยานภูมิภาคมีปัญหาในด้านที่ตั้งทางกายภาพของท่าอากาศยานไม่เหมาะสม การจัดตารางบินไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และการเดินทางทางถนนมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งกระทรวงคมนาคมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการสร้างแรงจูงใจให้สายการบินมาให้บริการในท่าอากาศยานภูมิภาค เช่น การลดค่าธรรมเนียม การสร้างเส้นทางการบินที่ประหยัด และการเปิดเส้นทางการบินที่มีศักยภาพ เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการศึกษาหาแนวทางการให้เอกชนเข้ามาบริหารท่าอากาศยานภูมิภาค

2.2 มติคณะกรรมการ กรอ.

เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินประจำของสายการบินที่ได้รับอนุญาต และ

แนวทางพัฒนาและใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมอบหมายให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไปประเมินผลการดำเนินงานของสายการบินนกแอร์ ทั้งในด้านคุณภาพการให้บริการ การตรงต่อเวลา และความปลอดภัย

3. ความคืบหน้าข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484

3.1 สาระสำคัญ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ รายงานความคืบ

หน้าข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ดังนี้

3.1.1 การขยายรอบระยะเวลาการจัดทำบัญชีไม้เป็นทุก 7 วัน โดยแก้ไขข้อกำหนด

กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องนั้น กรมป่าไม้ขอพิจารณาทบทวนให้รอบคอบก่อน เนื่องจากปัจจุบันได้มีการตรวจพบและดำเนินคดีผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราที่มีการนำไม้ที่มิชอบด้วยกฎหมายเข้าแปรรูปไม้ในโรงงานแปรรูปไม้ฯ

3.1.2 การออกและต่ออายุใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ของกรมป่าไม้ที่มีอายุคราวละ

1 ปี ควรปรับปรุงให้สอดคล้องกับของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอายุคราวละ 5 ปี นั้น เห็นว่า มีความเหมาะสมแล้ว เนื่องจากมีวัตถุประสงค์การควบคุมที่แตกต่างกัน แต่ได้เร่งรัดการต่ออายุใบอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น โดยได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตอุตสาหกรรมไม้ทุกประเภท ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว

3.1.3 การขอแก้ไข พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 เกี่ยวกับอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 นั้น เห็นว่า ในชั้นนี้ยังไม่ควรแก้ไข เนื่องจากมีปัญหาในการตรวจสอบควบคุมของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งปัจจุบันยังมีการตรวจพบและจับกุมดำเนินคดีโรงงาน
แปรรูปไม้ยางพาราที่นำไม้ที่มิชอบด้วยกฎหมายเข้ามาแปรรูปในโรงงานฯ

3.2 มติคณะกรรมการ กรอ.

รับทราบความคืบหน้าข้อเสนอแก้ไข พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วม

ภาครัฐและเอกชน เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาโดยตราเป็นกฎหมายเฉพาะสำหรับไม้เศรษฐกิจ อีกทั้งให้มีผลต่อการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เอื้อต่อการประกอบการของอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา โดยมิให้เกิดผลกระทบต่อการอนุรักษ์ พื้นที่ป่า โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี) เป็นประธาน

4. ความคืบหน้าการดำเนินการตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมก่อสร้าง

4.1 สาระสำคัญ กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานผู้แทนการค้าไทย รายงานความคืบหน้า

การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องจากมติคณะกรรมการ กรอ. ครั้งที่ 6/2552 เมื่อ วันที่ 19 สิงหาคม 2552 ดังนี้

4.1.1 กระทรวงอุตสาหกรรม จัดตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม

ก่อสร้างไทย” โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการ เพื่อทำหน้าที่วางกรอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน และประสานการดำเนินการตามยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมก่อสร้างไปสู่การปฏิบัติ โดยการดำเนินงานของคณะกรรมการมีความคืบหน้า ดังนี้ (1) จัดตั้ง “สถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย” (Construction Institute of Thailand) ในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการสถาบันฯ ไปก่อนจนกว่าการสรรหาผู้อำนวยการสถาบันฯ จะแล้วเสร็จ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินกิจกรรมในปี 2553 กระทรวงอุตสาหกรรมจะเจียดจ่ายงบประมาณให้ 10 ล้านบาท และภาคเอกชนสมทบอีก 10 ล้านบาท และมีกำหนดการเปิดตัวสถาบันในเดือนมีนาคม 2553 นี้ (2) จัดตั้งคณะทำงานเพื่อยกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรวิชาชีพก่อสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยกร่างกฎหมาย และ (3) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมก่อสร้างในระยะ 5 ปี (พ.ศ.2553-2557)

4.1.2 สำนักงานผู้แทนการค้าไทย ได้มีการดำเนินการดังนี้

1) การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552 ได้มี

การลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันธุรกิจก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสนับสนุนและผลักดันให้ผู้ประกอบการไทย ไปประมูลงานในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น

2) การแต่งตั้งคณะกรรมการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อ

สนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างไปขยายตลาดงานในต่างประเทศ เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในต่างประเทศ โดยมีประธานผู้แทนการค้าไทยเป็นประธานกรรมการ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 สรุปผลการประชุมได้ดังนี้

3) กำหนดแผนดำเนินงานในการขยายตลาดงานในต่างประเทศ ได้แก่ บาห์เรน

มาเลเซีย และเวียดนาม

4) การมอบหมายงาน (1) ให้หน่วยงานจัดทำรายละเอียดโครงการและงบ

ประมาณทั้งหมด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยไปต่างประเทศ (2) ให้สมาคมอุตสาหกรรม

ก่อสร้างฯ จัดทำยุทธศาสตร์ในการเจาะกลุ่มประเทศเป้าหมาย (3) ให้สถาบันการเงินจัดทำรายงานความพร้อมของการหาพันธมิตรกับสถาบันการเงิน และ (4) ให้สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างฯ กำหนดเป้าหมายโครงการที่สนใจเข้าร่วมประมูลในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ลิเบีย เพื่อประกอบการวางยุทธศาสตร์ในการเข้าร่วมประมูลโครงการ

4.2 มติคณะกรรมการ กรอ.

รับทราบ และมอบหมายให้กระทรวงแรงงานศึกษาแนวทางการอำนวยความสะดวกใน

กรณีที่ผู้ประกอบการไทยได้รับประมูลงานก่อสร้างในต่างประเทศ สามารถนำแรงงานไทยไปทำงานในประเทศนั้น ๆ ได้ โดยให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี

เรื่อง ยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติ....วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

สำหรับการดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำรายละเอียดข้อมูล ตลอดจนความพร้อมในการดำเนินงานประกอบการนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหาร โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อขอรับการจัดสรรเงินตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 (SP2) ตามขั้นตอนในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 และหากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการตามยุทธการดังกล่าวให้พิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2553 ไปดำเนินการตามความเหมาะสมและจำเป็น สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 – 2557 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดลำดับความสำคัญของแผนการดำเนินงานตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยกำหนดพื้นที่ เป้าหมาย ผลลัพธ์ ผลผลิต กิจกรรมและตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติและประสานกับสำนักงบประมาณ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับความเห็นของกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการด้วย และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการดำเนินการทำฝนเทียมในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งและมีภาวะวิกฤตด้านหมอกควันและฝุ่นละออง เช่น พื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ เป็นต้น โดยให้ประสานการดำเนินการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยด่วน

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รายงานว่า

1. เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 มีจำนวนไม่เพียงพอจึงไม่สามารถนำมาดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวได้ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต ถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดผลต่อระบบนิเวศทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีมูลค่าอันไม่สามารถประเมินได้ ส่งผลกระทบให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินและภัยพิบัติทางธรรมชาตินานัปการดังที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

2. ทส. ได้ดำเนินงานสำคัญด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ดังนี้

2.1 จัดทำโครงการฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

2.2 จัดทำโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง

2.3 จัดทำโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ

2.4 จัดทำโครงการเทิดพระเกียรติเหลือง-ฟ้ามหามงคล จากวันแม่ถึงวันพ่อ

2.5 จัดทำโครงการพุทธอุทยานพระสงฆ์ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2552

3. ทส. รับผิดชอบดูแลรักษาครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าไม้ถาวร กระจายอยู่ทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ถึง 137 ล้านไร่ โดยมีข้อจำกัดในการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

(1) สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ยากแก่การเข้าถึง

(2) พื้นที่ป่ามีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน และยังมีราษฎรอยู่อาศัยทำกินกระจายตัวอยู่ทั้งในพื้นที่ป่าและรอบบริเวณพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลได้เคยมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาโดยการตรวจสอบสิทธิของที่ดินในพื้นที่ ป่าไม้ แต่ก็ดำเนินการไปได้ช้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของอุปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงาน ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการตรวจตราเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ อาจไม่สามารถดูแลรักษาป่าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

(3) กำลังเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ อาวุธ อุปกรณ์สื่อสาร และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้อากาศยานและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อให้การดูแลรักษาป่าโดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(4) งบประมาณในแต่ละปีที่ ทส. ได้รับเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์และป้องกันรักษาป่านั้นมีจำนวนไม่เพียงพอ

4. จากข้อมูลสถานการณ์/สภาพปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และป่าชายเลน ตลอดจนข้อจำกัดในการดำเนินงานจะเห็นได้ว่า การบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า การลับลอบล่า/ค้าสัตว์ป่า รวมถึงการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในที่ดินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่วิกฤต และยังรวมถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติทั่วไปก็มีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า หากยังคงขาดแคลนอัตรากำลังเฝ้าระวังพื้นที่ ขาดแคลนยานพาหนะ อาวุธ เครื่องมือและอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงาน ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่วิกฤต ตลอดจนติดตามเฝ้าระวังไม่ให้มีการบุกรุกทำลายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติทั่วไป ทส. จึงขอเสนอ “ยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติ” ดังนี้

4.1 วัตถุประสงค์

4.1.1 เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในระดับพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติในส่วนกลาง และจัดตั้ง
ศูนย์ปฏิบัติการยุทธการแก้ไขปัญหาวิกฤตป่าไม้ของชาติในพื้นที่วิกฤต และสนธิกำลังลาดตระเวนอย่างเข้มข้นทั้งทางภาคพื้นดิน ทางเรือ และทางอากาศ

4.1.2 เพื่อดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฎหมายป่าไม้ตามแนวทาง/ขอบเขตของกฎหมายโดยใช้มาตรการควบคุม ตรวจสอบ และเร่งรัดการดำเนินคดี

4.1.3 เพื่อดำเนินการควบคุมพื้นที่ที่ถูกบุกรุกทำลายไม่ให้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมโดยการปลูกทดแทนทันทีเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์

4.1.4 เพื่อป้องกันการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าโดยส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมโดยสร้างและขยายเครือข่าย/แนวร่วมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้เพิ่มขึ้น และฝึกอบรมให้ความรู้ ตลอดจนประชาสัมพันธ์เผยแพร่เพื่อสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

4.1.5 เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานป้องกันรักษาป่าโดยจัดหายานพาหนะ เครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานป้องกันรักษาป่า เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4.2 พื้นที่เป้าหมาย

4.2.1 พื้นที่ทั่วไป ประกอบด้วย พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลน

4.2.2 พื้นที่วิกฤต ประกอบด้วย พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลน ที่ประสบภาวะวิกฤตและล่อแหลมต่อการถูกบุกรุกทำลาย โดยมีเกณฑ์การพิจารณาพื้นที่วิกฤต
ใน 2 ด้าน ดังนี้

4.2.2.1 ความสำคัญของพื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชายเลน พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทั่วไปรวมถึงสัตว์ป่าหายาก พื้นที่ที่มีไม้เศรษฐกิจ และพื้นที่อันควรอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรี (7 เมษายน 2552)

4.2.2.2 สภาพปัญหาของพื้นที่ ประกอบด้วย การบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า
การลักลอบล่า/ค้าสัตว์ป่า และการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัยและทำกิน ซึ่งกระทำการโดยราษฎรและนายทุน/ผู้มีอิทธิพล

โดยได้คัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่วิกฤต จำนวน 198 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 30 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก แพร่ กำแพงเพชร อุทัยธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ อุบลราชธานี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ตราด ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต พัทลุง สตูล และสงขลา

เรื่อง โครงการจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์ (Conference of the Parties to the CITES Convention) ครั้งที่ 16 (Cop16)...วันที่ 9 มีนาคม 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

1. อนุมัติให้ประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาฯ (CITES) ครั้งที่ 16 (Cop16) ในปี พ.ศ. 2556

2. อนุมัติเงินงบประมาณ จำนวน 250 ล้านบาท โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ดำเนินการตั้งงบประมาณสำหรับจัดการประชุมดังกล่าว โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555 เป็นต้นไป เพื่อจัดเตรียมสำนักงานคณะกรรมการจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาฯ (CITES) ครั้งที่ 16 (Cop16)

3. อนุมัติให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาฯ (CITES) ครั้งที่ 16 (Cop16) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน ซึ่งจะดำเนินการในภายหลัง

คาร์บอนฟุตพรินท์ ฉลากตัวเล็กๆ เพื่อแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก

ผู้เขียน: 
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ปัญหาโลกร้อนทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตื่นตัว พยายามคิดค้นหาทางป้องกัน แก้ไขปัญหา และบรรเทาปัญหาผลกระทบ แนวทางหนึ่งที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ การแสดงข้อมูล “คาร์บอนฟุตพรินท์” (Carbon Footprint) ของผลิตภัณฑ์เพื่อสื่อสารไปยังผู้ซื้อและผู้บริโภคด้วยฉลากที่เรียกว่า “ฉลากคาร์บอน” (Carbon Label)

ในแง่ความหมาย คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หมายถึง ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์

ในแง่ความสำคัญ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้ภาคการผลิตหาแนวทางการจัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการสร้างความตระหนักให้แก่ผู้บริโภค รวมทั้งสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน โดยคาดหวังว่า เมื่อผู้บริโภคมีความเข้าใจและมีข้อมูลเกี่ยวกับคาร์บอนฟรุตพรินท์ (รวมทั้งมีสินค้าเป็นทางเลือกเพียงพอ) ผู้บริโภคจะใช้ข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการเลือกตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ ซึ่งหมายถึงเป็นสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณต่ำกว่า และความต้องการสินค้าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำของผู้บริโภคก็จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการพยายามพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นแนวทางอันหนึ่งที่นำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาที่หลายประเทศกำหนดไว้ในนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

คาร์บอนฟุตพริ้นท์และฉลากคาร์บอนได้ถูกพัฒนาและใช้อยู่ในหลายประเทศแล้ว ในกรณีสหราชอาณาจักร ดำเนินงานโดยองค์กรชื่อ “คาร์บอนทรัสต์” (Carbon Trust) เป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดตั้งโดยรัฐ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากคาร์บอนวางจำหน่ายแล้วมากกว่า 1,000 รายการ สำหรับฝรั่งเศส คาร์บอนฟุตพริ้นท์ถูกริเริ่มและพัฒนาโดยหน่วยงานของรัฐด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่ชื่อ “ADEME” ส่วนฉลากคาร์บอน มีการริเริ่มและพัฒนาเป็นโดยธุรกิจผู้ค้าปลีก Casino ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากคาร์บอนวางจำหน่ายในฝรั่งเศสแล้วมากกว่า 300 รายการ โดยทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะกำหนดให้มีการแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์เป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับสินค้าทุกประเภทภายในปี 2554 สำหรับในแถบเอเชีย กรณีที่น่าสนใจ คือ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายในเดือนกรกฎาคม 2551 ที่จะพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยใช้คาร์บอนฟุตพริ้นท์และการติดฉลากคาร์บอนเป็นกลไกสำคัญอันหนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว มีโครงการนำร่องมากกว่า 40 บริษัท หลังจากนั้นได้มีการประกาศใช้แนวปฏิบัติในการวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และมีการเสนอร่างกฎเฉพาะของผลิตภัณฑ์ 41 รายการ

ในกรณีประเทศไทย การพัฒนา “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Reduction Label) ดำเนินงานโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้ประกาศใช้เป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552 ในขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้ว 16 รายการ มีสินค้าหลากหลายกลุ่ม เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง กระเบื้องเซรามิคบุผนัง เส้นด้ายยืดไนล่อน ไก่ย่างบรรจุถุง ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิบรรจุถุง เป็นต้น

มีตัวอย่างงานศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าวโดย ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง และคณะ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่แสดงให้เห็นว่า หากทราบข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เราสามารถคิดหาทางเลือกหรือแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกมาก จากการศึกษาวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ข้าวสารหอมมะลิบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัม พบว่า ปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมมีค่าเท่ากับ 22 กิโลกรัมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสูดในขั้นตอนการปลูกข้าว คิดเป็น 94% ส่วนขั้นตอนการผลิตภาชนะบรรจุและขั้นตอนการสีข้าว มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2% และขั้นตอนการจัดจำหน่ายเพียง 1%

คาร์บอนฟุตพริ้นท์จึงเป็นเครื่องมือเล็กๆ แต่มีผลต่อการแก้ไขปัญหาใหญ่ของโลก ช่วยให้ข้อมูลพื้นฐานซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาที่กำลังจะกำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ของประเทศไทย

ปศุสัตว์สมุนไพร มก.ตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

"เกษตร" จับมือ "สกว." ตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการผลิตสัตว์ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดจากสมุนไพรที่ใช้ในครัวเรือน หากคนกินได้พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย พร้อมพัฒนามาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เพื่อยืนยันคุณภาพสินค้าทั้งในและต่างประเทศ พร้อมตั้งอีก 2 ศูนย์ ส่งเสริมวิทยาการด้านเป็ดและส้มโอ

รศ.ดร.นวลจันทร์ พารักษา อาจารย์และนักวิจัยภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ แต่ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่พัฒนาขึ้นมา หากไม่มีการตรวจสอบและรับรองคุณภาพก็ไม่สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานให้บริการการทดสอบและให้การรับรองผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสำหรับการผลิตสัตว์โดยเฉพาะ

คณะเกษตร กำแพงแสน จึงได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาการทดสอบผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อการผลิตสัตว์ เพื่อดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพ คุณภาพ ตลอดจนทดสอบความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่จะนำไปใช้ในการเลี้ยงสัตว์ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานการทดสอบให้ได้มาตรฐานในระดับสากล เพื่อให้บริการตรวจสอบและให้การรับรองผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสำหรับการผลิตสัตว์แก่ภาคเอกชนทั้งที่ผลิตในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ

ขณะเดียวกันศูนย์ฯ ก็จะเดินหน้าศึกษาวิจัยการนำสมุนไพรไทยมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสมุนไพรหลายชนิดมีศักยภาพนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพสัตว์ เร่งการเจริญเติบโต ควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ หรือลดคลอเรสเตอรอลในไข่ไก่ได้

"ในเบื้องต้นเราจะเน้นวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากพืชสมุนไพรที่มนุษย์กินเป็นอาหารอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยไป จึงช่วยลดขั้นตอนการทดสอบความเป็นพิษไปได้ระดับหนึ่ง เช่น พืชสมุนไพรที่ใช้ในครัวเรือนทั้งหลายอย่างพริก ข่า ตะไคร้ ขมิ้น เป็นต้น" นักวิจัยเผยต่อสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

รศ.ดร.นวลจันทร์ เผยอีกว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกากชาสำหรับใช้เสริมสุขภาพสัตว์ ซึ่งมีสารอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้สัตว์ สามารถช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะลงได้ และยังพัฒนาสารสกัดจากตะไคร้สำหรับจุ่มเต้านมแม่วัวเพื่อฆ่าเชื้อก่อนรีดนม ซึ่งช่วยลดการอักเสบของเต้านมได้ และลดการปนเปื้อนของสารเคมีในน้ำนม รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการรักษาเต้านมอักเสบให้แม่วัวด้วย โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะพัฒนาเสร็จภายในปีนี้

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.นวลจันทร์ ได้ร่วมกับนักวิจัยคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สกว. และบริษัท เบ็ทเทอร์ฟาร์ม่า จำกัด ได้ศึกษาวิจัยการใช้สารสกัดจากพริกเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสัตว์แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายในเชิงพาณิชย์แล้วในชื่อว่า ไบโอแคป (Biocap) ช่วยให้สัตว์เจริญอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพการย่อย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้สัตว์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นและมีสุขภาพแข็งแรง

นอกจากนี้ สกว. และ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังร่วมกันจัดตั้งศูนย์วิทยาการส้มโอ และศูนย์วิทยากรสุขภาพเป็ด โดยมีการลงนามความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์ทั้ง 3 ศูนย์ ไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 53 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน แต่ศูนย์ทั้ง 3 แห่ง จะตั้งอยู่ที่วิทยาเขตกำแพงแสน โดยมีงบประมาณสนับสนุนศูนย์ละ 12 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี

ด้าน ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า สกว. มีความร่วมมือพัฒนางานวิจัยในเรื่องต่างๆ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มานานหลายปีแล้ว ในการจัดตั้งเป็นศูนย์วิจัยหรือศูนย์วิทยาการขึ้น ได้พิจารณาจากศักยภาพของผลิตภัณฑ์และความพร้อมของนักวิจัย เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันให้สินค้าไทย พร้อมผลิตบุคลากรวิจัยที่มีความสามารถในด้านนั้นๆ ให้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิทยาการส้มโอมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตส้มโอให้ได้คุณภาพดีให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก แก้ปัญหาส้มโอเนื้อข้าวสาร การตรวจวิเคราะห์ดินและการให้ธาตุอาหารแก่ส้มโอ โดยนำเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดเข้ามาใช้ร่วมด้วย ตลอดจนพัฒนาการผลิตส้มโอเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

ส่วนศูนย์วิทยาการสุขภาพเป็ดเน้นการวิจัยและพัฒนาความปลอดภัยทางอาหารในระบบการผลิตเป็ด ทั้งเป็ดเนื้อและเป็ดไข่ ศึกษาการเกิดโรค พัฒนาชีวภัณฑ์ป้องกันโรค และชุดตรวจโรคสำหรับเป็ด โดยเฉพาะโรคพาร์โวไวรัส ซึ่งปัจจุบันสร้างความเสียหายให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงเป็ดปีละประมาณ 200 ล้านบาท รวมทั้งพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบริการข้อมูลที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็ด ซึ่งประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ที่ผลิตเป็ดมากที่สุด

Marine Biodiversity : Khanom-South Sea, Thailand

หนังสือภาพใต้ทะเลเล่มแรกของโครงการ BRT

รวบรวมภาพสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลขนอม-หมู่เกาะทะเลใต้ ท้องทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ละภาพได้ถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่างๆ บางภาพเป็นภาพสิ่งมีชีวิตที่หาได้ยากมากในน่านน้ำไทย แต่สามารถพบได้ใต้ท้องทะเลแห่งนี้ บางภาพเป็นภาพแรกของโลกที่บันทึกได้ขณะยังมีชีวิตอยู่

จากฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพ และการร่วมดำน้ำของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ที่คอยกำกับให้ภาพใต้ทะเลเหล่านี้ มีทั้งความสวยงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางวิชาการ

สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่โครงการ BRT ในราคาพิเศษ เล่มละ 1,200 บาท (สำหรับคนไทย) และ 60 US สำหรับชาวต่างชาติ

http://www.biotec.or.th/brt/index.php?page=shop.product_details&category...

ภาวะโลกร้อนกับการใช้พลังงาน (ตอนจบ)

ผู้เขียน: 
มนูญ ศิริวรรณ

ในตอนที่แล้วผมได้เขียนถึงภาพรวมของการใช้พลังงานที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อนไปบ้างแล้ว มาฉบับนี้ เราจะมาดูกันว่าสถาบันพลังงานโลกเขาคิดกันอย่างไร

ในสถานการณ์ที่เป็นกระแสอยู่ในเวลานี้ และประเทศไทยจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร ทั้งนี้ ทางทบวงพลังงานระหว่างประเทศหรือ IEA ก็ได้กำหนดภาพจำลองสถานการณ์ (Scenario) เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกเอาไว้ โดยกำหนดแผนงานที่เรียกว่า 450 Scenario ซึ่งระบุว่าโลกจะต้องควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความเข้มข้นในบรรยากาศโลกได้ไม่เกิน 450 ส่วนในล้านส่วน (PPM) ภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 ÚC แทนที่จะสูงขึ้นถึง 6 ÚC

ตามสภาพจำลองสถานการณ์นี้ การใช้พลังงานประเภทฟอสซิล จะต้องถูกควบคุมให้อยู่ในระดับสูงสุดในปี 2020 เท่านั้น และการที่จะควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายนั้น เรื่องของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการก้าวถึงเป้าหมายดังกล่าว ส่วนการใช้พลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำในระยะยาว โดยในปี 2030 นั้น IEA ทำนายเอาไว้ว่าการผลิตไฟฟ้าในโลกนี้จะต้องพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน (Renewable) 37% นิวเคลียร์ (Nuclear) 18% และพวกชีวมวล (Biomass) 5%

ส่วนการใช้รถยนต์นั้น สัดส่วนรถยนต์ Hybrids/Plug-In Hybrids/Electric Vehicles จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 1% เป็นเกือบ 60% ในปี 2030

ที่สำคัญคือระหว่างทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ประเทศต่างๆ จะมีมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกออกมามากมาย และจะกระทบไปถึงประเทศคู่ค้าหรือประเทศที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน ยกตัวอย่างมาตรการล่าสุดของประเทศในกลุ่ม EU ที่ออกมาเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกในอากาศ คือ สายการบินใดที่บินผ่านน่านฟ้าของ EU จะต้องจ่ายค่าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับ EU เพื่อบีบให้สายการบินต่างๆ ต้องมีมาตรการในการลดการปล่อยคาร์บอน ของเครื่องบินออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเรื่องนี้จะสร้างรายได้ให้กับ EU อย่างมหาศาล และได้ผลในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องบินให้ดียิ่งขึ้น

ผมทราบว่ามาตรการนี้กระทบต่อการบินไทยที่มีตารางการบินของเครื่องบินไปยังยุโรปอย่างมาก และการบินไทยต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากให้กับ EU เป็นค่าคาร์บอนที่ปล่อยออกมา เมื่อบินผ่านน่านฟ้าของ EU แต่ก็ยังไม่ได้ยินว่าการบินไทยมีมาตรการใดในการลดการปล่อยสารคาร์บอนดังกล่าว

วิธีการแก้ไขในเรื่องนี้ การบินไทยคงต้องศึกษาในเรื่องของแบบ/ชนิดของเครื่องยนต์ โดยต้องยอมลงทุนซื้อ/เช่าเครื่องบินรุ่นใหม่ซึ่งมีประสิทธิภาพในการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยลง หรืออาจจัดตารางการบินใหม่ ลดเที่ยวบินที่ไม่ทำกำไร หรือลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ให้เผาไหม้ดีขึ้น หรือแม้แต่การหันมาใช้พลังงานทดแทน เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิล หรือผสมน้ำมันชีวภาพกับน้ำมันเครื่องบินปกติให้มากขึ้น เช่น ผสม Bio Diesel ลงในน้ำมัน JET เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้คงต้องศึกษาและทดลองร่วมกันระหว่างฝ่ายผู้ผลิตเชื้อเพลิง คือวิศวกรด้านการกลั่นและปิโตรเคมีกับวิศวกรอากาศยาน เพื่อหาสูตรที่เหมาะสมกับการใช้งานและมีความปลอดภัยสำหรับการเดินทางด้วย

จะเห็นว่านับวันเรื่องของภาวะโลกร้อนกับการใช้พลังงานจะมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลและผู้นำประเทศน่าจะให้ความสนใจในเรื่องนี้มากขึ้น ปรับวิสัยทัศน์แบบเดิมๆ ที่พยายามตรึงราคาพลังงานให้ถูกๆ เพื่อสร้างความนิยมในหมู่ประชาชน แต่การตรึงราคานั้นก็ไม่ได้ใช้เงินของรัฐหรือเงินในกระเป๋าของตัวเอง แต่กลับล้วงไปจากกระเป๋าของผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนน้ำมันในอัตราที่สูงมากทุกครั้งที่เติมน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม และไม่ชอบธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์เป็นอย่างมาก

ดังนั้นขอให้รัฐบาลตีฝ่าวงล้อมวิสัยทัศน์แบบเก่าๆ เสียทีและหันมาสนใจโลกในอนาคตที่การประหยัดพลังงานและพลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่าให้ประเทศไทยตกกระแสโลกเลยครับ!

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง.....ภาวะโลกร้อนกับการใช้พลังงาน (ตอน 1)

by ThaiWebExpert