เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร ....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานีได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 แล้ว สรุปได้ดังนี้

1. ส.ป.ก. จัดทำโครงการจัดหาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร เพื่อดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินให้เพียงพอแก่การประกอบอาชีพเกษตรกรรมและพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐานความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้แก่บุคคลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร

2. ในการดำเนินการตามโครงการจัดหาที่ดินฯ ดังกล่าว ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตามคำสั่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดหาที่ดิน จัดที่ดิน และพัฒนาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ดำเนินการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธรจนเสร็จสิ้นแล้ว จากจำนวนราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 2,299 ราย มีผู้มีสิทธิได้รับที่ดิน จำนวน 2,264 ราย มีการใช้จ่ายเงินตามโครงการจัดหาที่ดินฯ เป็นค่าที่ดินเนื้อที่ 22,564 ไร่ จำนวน 683,163,151.86 บาท ค่าพัฒนาที่ดิน จำนวน 403,556,648.14 บาท ค่าบริหารโครงการ จำนวนเงิน 31,952,874.10 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,118,672,674.10 บาท

3. ในการดำเนินการตามข้อ 2 ส.ป.ก. ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เป็นจำนวนเงิน ทั้งสิ้น 1,123,821,370 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน 1,118,672,674.10 บาท แล้ว ส.ป.ก. ได้ส่งเงินส่วนที่เหลือคืนกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 5,148,695.90 บาท

เรื่อง ขอความเห็นชอบในการแต่งตั้ง Station Operator สำหรับสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ (PS41) ภายใต้สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

1. ให้แต่งตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็น Station Operator สำหรับสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ (PS41)

2. เห็นชอบในหลักการในการทำข้อตกลง ความตกลง หรือความร่วมมืออื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและปฏิบัติงานสำหรับสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ (PS41) ระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานที่เป็น Station Operator สำหรับสถานีเฝ้าตรวจทั้งสองกับคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Provisional Technical Secretariat for the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization : CTBTO/PTS) หรือคู่สัญญาต่าง ๆ ของ CTBTO/PTS

3. ให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานที่เป็น Station Operator มีอำนาจลงนามในการพิจารณาทำข้อตกลงหรือความตกลงกับ CTBTO/PTS ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดตั้ง ปฏิบัติงาน รวมถึงการบำรุงรักษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานีเฝ้าตรวจดังกล่าว ทั้งนี้ ให้เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นผู้ลงนามในฝ่ายไทย

4. ให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานที่เป็น Station Operator มีอำนาจในการแต่งตั้งหน่วยงานที่เหมาะสมทำหน้าที่เป็น Local Station Operation เพื่อปฏิบัติในสถานีเฝ้าตรวจทั้งสอง และ Technical Contact เพื่อให้คำแนะนำด้านวิชาการแก่ Station Operator และ Local Station Operation

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรายงานว่า

1. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เป็นผู้แทนประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญา CTBT เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2539 โดยสนธิสัญญาฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายหลัก คือ ห้ามมิให้มีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆ ไม่ว่าในสิ่งแวดล้อมใด เพื่อป้องกันมิให้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก ซึ่งขณะนี้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงกฎหมายให้รองรับพันธกรณีของสนธิสัญญา CTBT เพื่อดำเนินการให้สัตยาบันสาร

2. จนถึงขณะนี้สนธิสัญญา CTBT ยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากประเทศที่มีศักยภาพทางนิวเคลียร์ (ประเทศที่เข้าร่วมการประชุมลดอาวุธในปี ค.ศ.1996 อย่างเป็นทางการ และเป็นรัฐที่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้าหรือการวิจัย รวมถึงรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ 5 รัฐในขณะนั้น) จำนวน 44 ประเทศ ของสนธิสัญญาดังกล่าวยังไม่มอบสัตยาบันสาร ดังนั้น ในชั้นนี้จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Preparatory Commission for the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization : CTBTO/PrepCom) ขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของสนธิสัญญา CTBT ในระหว่างที่ CTBT ยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยมีสำนักเลขาธิการทางวิชาการของคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับ CTBTO/PTS เป็นหน่วยงานดำเนินการด้านวิชาการ และภายหลังสนธิสัญญา CTBT มีผลบังคับใช้แล้ว CTBTO/PrepCom จะเปลี่ยนไปเป็นองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization : CTBTO)

3. สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (RN65) และสถานีเฝ้าตรวจความสั่นสะเทือนของพิภพ (PS41) นี้ เป็นสถานีเฝ้าตรวจในระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศของสนธิสัญญา CTBT มีสถานีเฝ้าตรวจทั่วโลกจำนวน 321 สถานี โดยมี CTBTO/PTS เป็นหน่วยงานดำเนินการ ข้อมูลจากสถานีเฝ้าตรวจทั้งหมดในระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศจะถูกส่งไปที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของ CTBTO/PTS เพื่อทำหน้าที่ตามระบบพิสูจน์ยืนยันการปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญา CTBT ที่ห้ามรัฐภาคีไม่ให้ทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

4. การดำเนินงานตามพันธกรณีของสนธิสัญญา CTBT เพื่อจัดตั้งสถานีเฝ้าตรวจทั้งสองจำเป็นต้องมีการแต่งตั้ง Station Operator โดยเร่งด่วน เนื่องจากแผนการจัดตั้งได้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมของ CTBTO/PTS มาแล้วหลายปี ขณะนี้การก่อสร้างสถานีเฝ้าตรวจ RN65 ที่ดำเนินงานไปบางส่วนต้องหยุดชะงักลงตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2552 และไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างในขั้นตอนต่อไปได้จนกว่าจะมีการทำสัญญาระหว่าง Station Operator กับคู่สัญญาในการก่อสร้างสถานีของ CTBTO/PTS นอกจากนี้ การดำเนินงานในขั้นตอนต่อไปของสถานีเฝ้าตรวจ PS41 ก็จำเป็นต้องรอให้มีการแต่งตั้ง Station Operator เพื่อเจรจาให้มีการทำสัญญา Post Certification Activities Contract เช่นเดียวกัน

5. โดยที่พิธีสารต่อท้ายสนธิสัญญาฯ ส่วนที่ 1 วรรคสี่ กำหนดให้ไทยในฐานะรัฐเจ้าบ้านของสถานีเฝ้าตรวจต้องทำข้อตกลงหรือความตกลงกับ CTBTO/PTS ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดตั้ง ปฏิบัติงาน รวมถึงการบำรุงรักษา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานีเฝ้าตรวจดังกล่าว จำเป็นต้องมีการแต่งตั้ง Station Operator เพื่อทำหน้าที่ลงนามในข้อตกลงหรือความตกลงดังกล่าวกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ CTBTO/PTS และคู่สัญญาในการจัดตั้งสถานีเฝ้าตรวจทั้งสอง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังไม่มีมติกำหนดให้หน่วยงานใดทำหน้าที่รับผิดชอบเป็น Station Operator สำหรับสถานีเฝ้าตรวจทั้งสอง

6. การที่ประเทศไทยจัดตั้งสถานีเฝ้าตรวจ RN65 และสถานีเฝ้าตรวจ PS41 นอกจากจะถือว่าเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีของสนธิสัญญา CTBT เพื่อความสงบและความปลอดภัยของประชาคมโลกแล้ว ประเทศไทยยังจะได้ประโยชน์ในด้านการศึกษาวิจัยต่าง ๆ จากเทคโนโลยีการพิสูจน์ยืนยันนี้ อีกทั้งยังไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งและปฏิบัติงานในสถานีเฝ้าตรวจทั้งสองด้วย

เรื่อง กรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด พ.ศ. 2554-2559....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

1. กรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559 รวมระยะเวลา 6 ปี เป็นวงเงิน 19,580.8 ล้านบาท จำนวน 933 โครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นวงเงิน 4,436.9 ล้านบาท จำนวน 202 โครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555-2559 รวมระยะเวลา 5 ปี เป็นวงเงิน 15,143.9 ล้านบาท จำนวน 731 โครงการ โดยเป็นโครงการที่มีความสำคัญต้องดำเนินการเร่งด่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นวงเงิน 2,490.5 ล้านบาท จำนวน 31 โครงการ

2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบประสานการดำเนินงานให้เป็นไปตามกรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการ กัดเซาะในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559

3. ให้สำนักงบประมาณพิจารณาดำเนินการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า

1. ประเทศไทยซึ่งมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,815 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยความยาว 1,801 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัดและชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน ความยาว 1,014 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัดมีชุมชนเมืองหนาแน่นเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 12 ล้านบาท และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อาทิ การเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การประมงชายฝั่ง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมรวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

2. จากข้อมูลพบว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ 155 แห่ง ระยะทาง 600 กิโลเมตร โดยอยู่ในฝั่งอ่าวไทย 112 แห่ง ระยะทาง 490 กิโลเมตร และอยู่ในฝั่งอันดามัน 43 แห่ง ระยะทาง 110 กิโลเมตร ซึ่งบริเวณที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรง (เฉลี่ยมากกว่า 5 เมตรต่อปี) อยู่ใน 12 จังหวัด คือ จังหวัดจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส (ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร) และบริเวณที่มีอัตราการกัดเซาะปานกลาง (เฉลี่ย 1-5 เมตรต่อปี) อยู่ใน 14 จังหวัด คือจังหวัดตราด จันทบุรี ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส (ระยะทางประมาณ 305 กิโลเมตร) ทั้งนี้ พื้นที่วิกฤตอยู่ในชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน 5 จังหวัด คือ จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา

การกัดเซาะชายฝั่งทะเลด้านอันดามันโดยทั่วไปเกิดขึ้นน้อยกว่าชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย โดยมีอัตราการกัดเซาะรุนแรงในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ จังหวัดระนอง ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล (ระยะทางประมาณ 23 กิโลเมตร)

3. แนวโน้มสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในพื้นที่ 23 จังหวัด ทั้งทะเลโคลน หาดโคลน หาดเลน และหาดทราย มีอัตราความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งจากการกระทำของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพคลื่นลมที่รุนแรงขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินริมชายฝั่งทะเลที่ไม่เหมาะสมกับศักยภาพตามธรรมชาติทั้งทางกายภาพและชีวภาพ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของชุมชนทำให้เกิดความสูญเสียวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมของชุมชนชายฝั่งและยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในระดับชุมชนและในระดับประเทศ รวมทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบ นิเวศ การถมหิน ดินลูกรัง ทราย การสร้างกำแพงป้องกันคลื่น การจัดวางแนวปะการังเทียมโดยวัสดุประเภทต่าง ๆ ในลักษณะเป็นจุด หรือเป็นแนวภายในเขต 3,000 เมตร จากชายฝั่งทะเลล้วนก่อให้เกิดความเสียสมดุลของระบบนิเวศธรรมชาติทั้งสิ้น และยังทำให้ตะกอนที่เกิดการกัดเซาะเคลื่อนย้ายไปทับถมในพื้นที่ชายฝั่งใกล้เคียง ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการขุดลอกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

4. การแก้ไขการกัดเซาะชายฝั่งปัจจุบันยังขาดการบูรณาการในเรื่องของพื้นที่ งบประมาณ และหลักวิชาการส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในหลายพื้นที่อยู่ในระดับวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

5. การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการ บูรณาการระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานปฏิบัติที่กำกับดูแลการอนุญาต ควบคุม และใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณและหน่วยงานติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้การดำเนินการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าการลงทุน

6. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “สู้วิกฤติการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและเตรียมรับมือภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน” เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 โดยมีผู้แทนจากจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล ประชาชนและชุมชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันระดมสมอง และความเห็นจัดทำ “ร่างกรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559” ต่อมาได้นำ “ร่างกรอบแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2559” ไปบูรณาการกับแผนงาน/โครงการและงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลภายใต้แผนปฏิบัติการจัดการและป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเชิงบูรณาการและแผนการดำเนินการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2554-2559) รวมทั้งแผนหลักและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในระดับพื้นที่ (ภาคตะวันออก อ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง)

7. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รับทราบปัญหาว่ามีการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จนอาจก่อผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศ ตลอดจนปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่ทวีความรุนแรงขึ้น และมีความเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นกลุ่มปัญหาร่วมที่มีสาเหตุมาจากการใช้ประโยชน์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ไม่ยั่งยืนขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข

8. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รายงานผลการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ทส. โดยเร่งรัดให้หน่วยงานในสังกัด ทส. ที่รับผิดชอบดำเนินการแปลงแผนยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยแสดงให้เห็นถึงแผนการดำเนินการในระยะยาวตามยุทธศาสตร์ฯ เพื่อให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่มีระยะเวลา 20 ปี และดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี โดยระบุเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ของงานให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงทรัพยากรที่ต้องใช้ในการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (กพบ.) ครั้งที่ 1/2553....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศ เพื่อนบ้าน (กพบ.) ครั้งที่ 1/2553 ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านเสนอ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของคณะกรรมการ กพบ. ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ แล้วรายงานให้คณะกรรมการ กพบ. และคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

สาระสำคัญ/ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
1. ความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน คณะกรรมการ กพบ. รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือต่างๆ ดังนี้
1.1 กรอบความร่วมมือ GMS รับทราบการเตรียมการจัดประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 19-20 สิงหาคม 2553 ณ กรุงฮานอย และการเร่งผลักดันการพัฒนาเส้นทางหลักและเส้นทางสำคัญเชื่อมโยงกลุ่ม GMS ตลอดจนเร่งดำเนินการผลักดันและแก้ปัญหาอุปสรรคภายในประเทศของไทยให้ดำเนินการตามความตกลงขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้ตามกำหนดในปี 2553 และการขับเคลื่อนการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น
1.2 กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่นด้านเศรษฐกิจ ได้มีการรับรองปฏิญญาโตเกียวและแผนปฏิบัติการ 63 ข้อที่กำหนดสาขาความร่วมมือสำคัญเพื่อพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และรับทราบมติ คณะทำงาน AMEICC WEG-WG ครั้งที่ 3 ที่ให้ประเทศสมาชิกร่วมกำหนดแนวทางผลักดันข้อเสนอความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างลุ่มแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น (MJ-CI) สู่การปฏิบัติ และให้ สศช. จัดการประชุมหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น (Mekong-Japan Industry Government Dialogue) เพื่อระดมความคิดเห็นในการดำเนินการตามข้อเสนอ MJ-CI และนำเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและที่ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
1.3 กรอบความร่วมมือ IMT-GT รับทราบสรุปผลการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT ระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคม 2552 ณ รัฐมะละกา ที่ให้เร่งดำเนินการตาม IMT-GT Roadmap และรับทราบความก้าวหน้าการทบทวนกลไกการดำเนินงานของ IMT-GT (Business Process Review) ที่เสนอให้รัฐบาลท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนกลั่นกรองข้อเสนอโครงการของภาคเอกชนและใช้รูปแบบ PPP ในการดำเนินโครงการมากขึ้น รวมทั้งการบูรณาการแผนงาน โครงการในกรอบ IMT-GT และกรอบพหุภาคีที่เกี่ยวข้องซึ่งจะจัดให้มีการติดตามความก้าวหน้าทุกๆ สองเดือน ตลอดจนผลการทบทวนกลางรอบของแผนที่นำทาง IMT-GT (2550-2554) รายประเทศ เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนที่นำทาง IMT-GT อีก 2 ปีที่เหลือ ซึ่ง ADB จะได้นำเสนอต่อที่ประชุม IMT-GT Planning Meeting 2010 :ซึ่งจะจัดขึ้นที่เกาะลังกาวี ในเดือนกรกฎาคม 2553 ต่อไป และประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 17 และการประชุมระดับผู้ว่าราชการจังหวัดและมุขมนตรี ครั้งที่ 7 ที่ จังหวัดกระบี่ ในเดือนสิงหาคม 2553 และเร่งดำเนินการลงนามความตกลงจัดตั้งศูนย์ประสานงานความร่วมมืออนุภูมิภาค IMT-GT (CIMT) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
1.4 กรอบความร่วมมือ ACMECS รับทราบการรับรองปฏิญญาผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 3 และปฏิญญาผู้นำเรื่องการอำนวยความสะดวกและการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว และเห็นชอบที่จะให้เพิ่มสาขาความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสาขาที่ 8 และรับทราบผลการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโส ACMECS เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ที่ให้เร่งดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการ ACMECS และเอกสารเกี่ยวกับความร่วมมือกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาซึ่งไทยเป็นผู้ยกร่างขึ้น พร้อมทั้งผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจบริเวณชายแดน และการให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายรองและเส้นทางคมนาคมที่ยังไม่สมบูรณ์เชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนเร่งรัดดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
1.5 กรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต รับทราบผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2–3 ตุลาคม 2552 ที่ จ. เสียมราฐ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้ขยายความร่วมมือครอบคลุมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการเกษตร เพิ่มเติมจากสาขาการท่องเที่ยว และมอบหมายให้คณะเจ้าหน้าที่อาวุโสยกร่างแผนปฏิบัติการให้ครอบคลุมสาขาความร่วมมือที่ได้เพิ่มเติม และเห็นชอบการเสนอเส้นทางที่ประเทศสมาชิกต้องการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาช่วงเวลาจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ระดับรัฐมนตรี และระดับผู้นำ ต่อไป
1.6 การประชุมระดับรัฐมนตรี JDS ครั้งที่ 2 และคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-มาเลเซีย (JC) ครั้งที่ 11 รับทราบการเร่งรัดการดำเนินการตามผลการประชุม JDS ระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 11 โดย สศช. จะจัดทำยุทธศาสตร์ภาพรวมความร่วมมือเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในการประชุม High-Level Meeting ร่วมกับมาเลเซียในกรอบ JDS ต่อไป
1.7 การห้ามรถบรรทุกเปล่าของไทยและ สปป.ลาว เข้าไปรับสินค้าในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง รับทราบมติคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าจังหวัดมุกดาหาร ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 เรื่อง การห้ามรถบรรทุกเปล่าของไทยและ สปป.ลาว เข้าไปรับสินค้าในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง และให้กรมการขนส่งทางบกแจ้งผลการประชุมระหว่างกรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 ไปยังจังหวัดมุกดาหารเพื่อทราบว่า รถเปล่าของไทยสามารถเข้าไปขนสินค้าใน สปป.ลาว ได้โดยไม่เป็นการผิดข้อตกลงฯ และในทางกลับกันรถเปล่าของ สปป. ลาว สามารถเข้ามารับสินค้ากลับไปยังสปป. ลาวได้เช่นกัน

2. การปรับโครงสร้างกลไกการดำเนินงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน ภายใต้แผนงาน GMS
2.1 สาระสำคัญ การประชุมระดับรัฐมนตรี GMS ครั้งที่ 15 เห็นควรให้ปรับปรุงโครงสร้างกลไกการดำเนินงาน การอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดนของประเทศสมาชิก เพื่อตอบสนองต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่จำเป็นต้องผลักดันให้การอำนวยความสะดวกเรื่องศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยในพืชและสัตว์ (CIQ) ให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2552 รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ กพบ. ครั้งที่ 2/2552 และได้มอบหมายให้ สศช. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกลไกดำเนินงานอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดนของไทยตามที่ธนาคารพัฒนาเอเชียได้จัดคณะเจ้าหน้าที่หารือกับประเทศสมาชิกเพื่อหาข้อสรุปของรูปแบบและกลไกที่เหมาะสมต่อไป
2.2 ประเด็นพิจารณา (1) ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนและขนส่งข้ามแดนแห่งชาติ (NTFC) ในตำแหน่งประธานกรรมการจากปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (2) ให้คณะกรรมการ NTFC แต่งตั้งอนุกรรมการบริหารจัดการการอำนวยความสะดวก ณ ด่านพรมแดน (Border Management Committee: BMC) โดยให้อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว (3) คณะอนุกรรมการ BMC จะประสานการดำเนินงาน CBTA ระหว่างหน่วยงาน CIQ ส่วนกลางและหน่วยงาน CIQ ในพื้นที่ ณ ด่านพรมแดน และรายงานต่อ NTFC ในขณะที่คณะกรรมการ NTFC จะประสานการดำเนินงาน และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานให้คณะกรรมการ กพบ. ทราบอย่างต่อเนื่อง โดยมี สศช. เป็นผู้ให้การสนับสนุนและประสานงานกับคณะกรรมการ NTFC ของแต่ละประเทศ GMS
2.3 มติคณะกรรมการ กพบ.
(1) เห็นชอบข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างกลไกการดำเนินงานอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน (Trade and Transport Facilitation: TTF) ของไทย โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และเปลี่ยนองค์ประกอบคณะกรรมการ NTFC จากผู้แทนกรมการขนส่งทางบก เป็นผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร โดยมีอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ตามที่ปรับปรุงใหม่
(2) มอบหมายกรมศุลกากร เร่งรัดกระบวนการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. .... (ว่าด้วยข้อบทเรื่องการผ่านแดน) ต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในวันที่ 31 มีนาคม 2553
3. การเตรียมการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16
3.1 สาระสำคัญ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เห็นชอบให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวีระชัย วีระเมธีกุล) ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีกำกับดูแลแผนงาน IMT-GT และ GMS ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16 เป็นรอบการประชุมที่เวียดนามจะเป็นเจ้าภาพ โดยการประชุมจะมีสาระสำคัญประกอบด้วย (1) รับทราบผลการดำเนินงาน 9 สาขาความร่วมมือ ตามแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ (2551-2555) ผลการประชุมเวทีหารือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจระดับรัฐมนตรี และระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งที่ 2 และผลการดำเนินงานของสภาธุรกิจ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (2) พิจารณาอนุมัติผลการศึกษาและแผนงาน 6 เรื่อง ได้แก่ การศึกษาเพื่อจัดทำโครงข่ายระบบรางของอนุภูมิภาค แผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 การศึกษาเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แผนงานสนับสนุนความร่วมมือด้านเกษตร ระหว่างปี 2554-2558 แผนปฏิบัติการการอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน ทิศทางกรอบกลยุทธ์ระยะยาวของ GMS (2012-2022) พิจารณากำหนดท่าทีฝ่ายไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนภูมิภาค (Regional Transit Transport Coordinating Board: TTCB) และ (3) พิจารณาแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรี GMS 6 ประเทศ
3.2 การเตรียมการของฝ่ายไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง (โดยกรมศุลกากร) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เพื่อรองรับการดำเนินงาน CBTA ในขณะที่ กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างนำเสนอ ภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลงการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพิ่มเติมจำนวน 3 ฉบับ (ภาคผนวก 7, 9 และพิธีสาร 3) ซึ่งไม่ต้องรอกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สัตยาบันได้ต่อไป
3.3 ข้อเสนอของฝ่ายไทย
(1) การดำเนินงาน 9 สาขา (1) คมนาคมขนส่ง ควรเร่งเติมเต็มส่วนที่ขาดหายและพัฒนามาตรฐานเส้นทางสายหลักโดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมโยงไทย-พม่า (2) โทรคมนาคม ผลักดันการขยายระยะเวลาบังคับใช้ MOU ทางด่วนสารสนเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และส่งเสริมการอบรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาประสิทธิภาพโครงข่าย (3) พลังงาน ส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับกลุ่มประเทศ GMS และส่งเสริมความร่วมมือเรื่องพลังงานทดแทน (4) การท่องเที่ยว เน้นการทำตลาดท่องเที่ยวที่มีเนื้อหาสาระ (Content and Story) ร่วมกันที่ชัดเจน และเร่งแก้ปัญหาการท่องเที่ยวนอกระบบ (5) การเกษตร สนับสนุนความร่วมมือเรื่องชีวมวล (Biomass) และเกษตรอินทรีย์ และเร่งหางบประมาณดำเนินการโครงการที่มีลำดับความสำคัญสูง (6) การอำนวยความสะดวกการค้า ขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการค้า และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการตลาด การจับคู่ทางธุรกิจระหว่างกัน (7) การลงทุน เร่งรัดการดำเนินงานตามแผนการทำงาน และเริ่มศึกษาเรื่องระบบการชำระเงินของอนุภูมิภาค (8) การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน และประสานความร่วมมือกับกรอบความร่วมมืออื่นๆ ทั้งที่เป็นในประเด็นร่วมระดับภูมิภาคและระดับโลก (9) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ใช้ประโยชน์จากสถาบันในประเทศไทยเพื่อสร้างเครือข่าย และพัฒนาขีดความสามารถทรัพยากรมนุษย์ในกลุ่ม GMS
(2) บริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ GMS ควรตระหนักและเตรียมความพร้อมเพื่อเผชิญกับผลกระทบจากบริบทการเปลี่ยนแปลงของโลกใน 3 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ (1) ข้อจำกัดของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการเกิดหลายขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจ (Multi-polar) (2) การเปลี่ยนแปลงกฎ ระเบียบ และข้อตกลงของโลก (Global Rules) และ (3) ภาวะโลกร้อนและพลังงาน
(3) การพัฒนาแนวเส้นทางคมนาคมขนส่ง ควรเน้นเรื่อง การอำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน และการเพิ่มระบบขนส่งทางราง (รถไฟ) และท่าเรือหลักๆ ร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแนว Corridor และแนวทางพัฒนาระบบโลจิสิติกส์ข้ามพรมแดนเพื่อส่งเสริมการผลิตร่วมของอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพตามแนว Corridor ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและจังหวัดตามแนว Corridor โดยต้องเร่งจัดตั้ง SMEs Development Fund และปรับแนวคิดหลักของการพัฒนาแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษหน้าไปสู่ Green Growth and Well-Being Corridor
(4) ยุทธศาสตร์ GMS ควรปรับให้สอดคล้องกับภูมิภาค โดยจะต้องคำนึงถึง (1) การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ GMS ให้ประสานกับภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Connectivity) (2) การให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน (CLMV) ในการพัฒนาเพื่อลดช่องว่างให้สามารถเข้าร่วมในกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน ภายในปี 2558 (3) การเชื่อมโยงเศรษฐกิจ GMS เข้ากับเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค โดยเฉพาะกับอาเซียน จีน-อินเดีย-ญี่ปุ่น (4) การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค GMS ที่แน่นแฟ้นขึ้น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมกิจกรรมเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตในอนุภูมิภาค และขยายไปยังภูมิภาคอาเซียน (5) การเร่งพัฒนาศักยภาพ และใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของจุดที่ตั้งของ GMS ให้สามารถเชื่อมโยงเข้ากับอาเซียน
3.4 มติคณะกรรมการ กพบ.
(1) มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำแถลงการณ์ร่วมระดับรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหลังจากมีการปรับปรุงแก้ไข ก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรี 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 16
(2) เห็นชอบข้อเสนอของฝ่ายไทยในการประชุมระดับรัฐมนตรี GMS ครั้งที่ 16
(3) มอบหมายให้คณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนและขนส่งข้ามแดนแห่งชาติ (National Transport Facilitation Committee: NTFC) ของไทย (กระทรวงคมนาคม) เร่งรัดการให้สัตยาบันภาคผนวก 7, 9 และพิธีสาร 3
(4) มอบหมายให้คณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนและขนส่งข้ามแดนแห่งชาติ (National Transport Facilitation Committee: NTFC) ของไทย (กระทรวงคมนาคม) กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เร่งรัดกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงาน CBTA และนำเสนอร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้สามารถให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารที่เหลือได้ภายในปี 2553 ทั้งนี้ ให้เร่งรัดนำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการดำเนินงานด้านอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนมีนาคม 2553
(5) มอบหมาย สศช. ดำเนินการตามความเห็นที่ประชุมไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาให้การศึกษาโครงข่ายระบบรางของอนุภูมิภาค (GMS Railways Strategy Study) ที่จัดทำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) สอดคล้องกับแนวทางและแผนการดำเนินการของไทย และประสาน ADB ในการกำหนดแผนงานที่ชัดเจนเพื่อเร่งรัดจัดตั้ง SMEs Development Fund
(6) มอบหมาย สศช.ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเหมาะสมของการใช้ประโยชน์จากแผนงาน GMS และกรอบความร่วมมือที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการน้ำในลุ่ม แม่น้ำโขง

4. แนวทางการพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ของไทยและพื้นที่ภาคเหนือ (NCER) และภาคตะวันออก (ECER) ของมาเลเซีย
4.1 สาระสำคัญ สศช.ได้เสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ที่พิจารณาแยกเป็นสองส่วน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ของไทยเอง ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาอนุภาคภาคใต้ชายแดนเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศในระยะยาว โดยเตรียมการพัฒนาระบบสะพานเศรษฐกิจ ท่าเรือน้ำลึก อุตสาหกรรมหนักที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยมีการลงทุนนำขนาดใหญ่โดยภาครัฐ (Super Investment) และอุตสาหกรรมบริการแบบพิเศษ กับส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสองประเทศเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชายแดนในเบื้องต้น โดยบูรณาการศักยภาพระหว่างประเทศ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านความมั่นคงในระยะเฉพาะหน้า ได้แก่ (1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ด่านชายแดน อุโมงค์ เพื่อเสริมสร้างการค้าชายแดน (2) การพัฒนาด้านการค้าและโลจิสติกส์ โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และใช้ประโยชน์ระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงระหว่างประเทศ (3) การพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานบนหลักการ 3Es ได้แก่ ด้านการศึกษา การจ้างงานและการพัฒนาผู้ประกอบการ และ (4) การท่องเที่ยว โดยเน้นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเชิงวัฒนธรรม
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกับมาเลเซีย จะต้องเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยมิให้เป็นเพียงการเสริมสร้างธุรกิจขนาดเล็กในระดับต้นน้ำ ในขณะที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับมาเลเซียในการพัฒนา อุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และส่งออกสินค้าและบริการดังกล่าวกลับมาไทย ตลอดจนตลาดจีนและอินเดีย โดย ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโลจิสติกส์ที่ไทยร่วมพัฒนา
ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ของไทยและพื้นที่ภาคเหนือ (NCER) และภาคตะวันออก (ECER) ของมาเลเซีย จึงยังควรมุ่งเน้นการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและระบบสะพานเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมพลังงาน ทดแทน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยเน้นภาคบริการพิเศษต่างๆของไทยเอง ควบคู่กับการจัดทำแผนงานร่วมกับมาเลเซียในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนต่อไป ซึ่งจะมุ่งเน้นอุตสาหกรรมประเภทพลังงานชีวภาพ อุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมฮาลาล
4.2 มติคณะกรรมการ กพบ.
เห็นชอบในหลักการของแนวทางการพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้ของไทยและพื้นที่ภาคเหนือ (NCER) และภาคตะวันออก (ECER) ของมาเลเซีย และมอบหมายให้ สศช. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำประเด็นความร่วมมือในรายละเอียด โดยรับความเห็นของที่ประชุมไปพิจารณาประกอบด้วย โดยให้แยกให้ชัดเจนระหว่างการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาภายในของไทย และยุทธศาสตร์พัฒนาร่วมกับประเทศมาเลเซีย

เรื่อง ขอความเห็นชอบแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ. 2552 – 2556)....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ. 2552 –

2556) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณตามแผนปฏิบัติการดังกล่าว ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปหารือกับสำนักงบประมาณก่อน

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมประมง ได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงไทยในช่วงระยะที่ 1 คือ ระหว่างปี พ.ศ. 2552 – 2556 โดยลำดับดังนี้

1. จัดตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ. 2552 – 2556) ประกอบด้วยข้าราชการกรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่า กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมการกงสุล กรมเอเชียตะวันออก สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน ศูนย์พัฒนาประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย สมาพันธ์ประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้านภาคใต้ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เพื่อดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ. 2552 – 2556) แล้วเสร็จ

2. ดำเนินการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย โดยมีผู้แทนชาวประมงทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในแผนปฏิบัติการฯ จำนวน 199 คน เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับแผนปฏิบัติการฯ ที่จัดทำดังกล่าว

3. คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติได้พิจารณาแผนปฏิบัติการฯ ในคราวการประชุมวันที่ 6 มกราคม 2553 แล้วมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

4. สาระสำคัญของแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทการจัดการประมงทะเลไทย (พ.ศ. 2552 – 2556) ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ 88 โครงการ จำแนกได้ ดังนี้

4.1 กลยุทธ์ที่ 1 ปรับปรุงระบบการจัดการประมงทะเลให้มีประสิทธิภาพและมีส่วนร่วม ประกอบด้วย 15 โครงการ

4.2 กลยุทธ์ที่ 2 ปรับปรุงโครงสร้างและศักยภาพองค์กรภาคประมง ประกอบด้วย 23 โครงการ

4.3 กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรประมงทะเลอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ประกอบด้วย 21 โครงการ

4.4 กลยุทธ์ที่ 4 ฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาแหล่งประมงทะเลเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล ประกอบด้วย 12 โครงการ

4.5 กลยุทธ์ที่ 5 ส่งเสริมและพัฒนาการประมงนอกน่านน้ำไทย ประกอบด้วย 17 โครงการ

เรื่อง ข้อตกลงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ International Climate Protection Initiative ของกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยนิวเคลียร์ (BMU) ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี....20 เมษายน 2553

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างข้อตกลงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ International Climate Protection Initiative ของกระทรวงทรัพยากรสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยนิวเคลียร์ (BMU) ของรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จำนวน 4 โครงการ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ รวมทั้งให้กระทรวงการต่างประเทศ โดยสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) เป็นผู้ลงนามกับฝ่ายเยอรมนีต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 Dr.Christoph Beier, Director-General for Asia Pacific and Latin Amercia และ Dr.Sabine Mueller, Regional Director for Southeast Asia สำนักงานใหญ่ GTZ (German Technical Cooperation) ได้เข้าพบผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และได้มีการหารือเกี่ยวกับการที่รัฐบาลเยอรมนี โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยนิวเคลียร์ (German Federal Ministry of Environment, Nature Conservation and Nuclear Safety : BMU) ได้สนับสนุนงบประมาณ มูลค่า 120 ล้านยูโร เพื่อให้ความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ภายใต้กรอบ International Climate Protection Initiative โดย BMU ได้เสนอให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 4 โครงการ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทยในนามของ BMU จะจัดส่งข้อเสนอโครงการให้ สพร.พิจารณาอย่างเป็นทางการ และจะจัดทำข้อตกลงระดับรัฐบาลเพื่อรองรับการดำเนินงานร่วมกันต่อไป

2. สพร.ได้จัดส่งข้อเสนอโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของไทย 4 โครงการให้ฝ่ายเยอรมนีพิจารณา ได้แก่

2.1 โครงการ Capacity Development for Increasing of Energy Efficiency in Small and Medium Sized Enterprises ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม

2.2 โครงการ Sustainable Palm Oil Production for Bio-energy ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

2.3 โครงการ Development and Implementation of Climate Protection Policy ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2.4 โครงการ Distribution of Experiences in the Implementation of Climate Protection Policy in Nature-related Tourism ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.)

3. สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์ฯ ได้เสนอร่างข้อตกลงระดับรัฐบาลของทั้ง 4 โครงการ ให้ฝายไทยพิจารณา ทั้งนี้ หากฝ่ายไทยเห็นชอบกับร่างข้อตกลงดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์ฯ จะได้จัดส่งเป็นหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of Notes) ให้ สพร.ลงนามต่อไป ทั้งนี้ สพร.ได้ส่งร่างข้อตกลงโครงการดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณารายละเอียดแล้ว และหน่วยงานได้แจ้งเห็นชอบกับร่างข้อตกลงโครงการดังกล่าว

4. กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐบาลไทยและรัฐบาลเยอรมนีดำเนินความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาร่วมกันมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปี และปัจจุบันประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อีกทั้งประเทศทั้งสองได้ริเริ่มความร่วมมือแบบหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของไทยให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ การมีความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมกับ BMU ซึ่งมีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการนำความรู้ที่ได้รับจากความร่วมมือกับ BMU มาแก้ไขปัญหาในประเทศและถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ดังนั้น การจัดทำข้อตกลงโครงการจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานความร่วมมือและการขยายบทบาทของไทยในการเป็น development partner ในสาขาสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคตด้วย

วิธีเขียนเอกสารขอทุนโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศ

ผู้เขียน: 
กวิน ชุติมา

เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อนเริ่มเป็นประเด็นที่ครอบงำความสนใจของคนทั่วโลก จึงเป็นเวลาเหมาะสมที่เราจะได้เตรียมตัวที่จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างเป็นองค์รวม

องค์กรเอกชนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะให้ตัวเองมีข้อมูลในเรื่องนี้เนื่องจากพวกเขายังเชื่อว่ามันเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์มากเกินไปหรือมันจะทำให้เขาเบี่ยงเบนไปจากยุทธศาสตร์การทำงานในปัจจุบัน ในขณะที่เรายังต้องมุ่งความสนใจของเราไปยังประเด็นงานที่เรากำลังทำอยู่เป็นสำคัญ เราก็ต้องเปิดตาดูเปิดหูฟังว่าโลกไปถึงไหนกันแล้ว โครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะกลายงานใหญ่ขององค์กรเอกชน (เช่นเดียวกับโครงการที่เกี่ยวกับ HIV/AIDS เมื่อราวสิบปีก่อน) และองค์กรแหล่งทุนยังมองว่าองค์กรเอกชนเป็นตัวกลางที่เข้มแข็งที่สุดในการยื่นมือออกไปหาและสนับสนุนประเทศที่ยากจนและประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องนี้ (แน่ละว่าก็ยังเป็นแบบบนสู่ล่างที่ขยายออกไปคล้ายปิรามิด) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง (ซึ่งเราทุกคนรู้สึกได้ในบ้านของเราเองแล้ว) และองค์กรทั้งหมดควรเริ่มพิจารณาเรื่องนี้เป็นประเด็นและงานที่สำคัญสูงสุดในทิศทางงานของตน ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานอย่างเต็มที่ในเรื่องนี้หรือเป็นหัวข้อที่สวมซ้อนลงไปบนโครงการอื่นๆของตน นอกจากนั้น เร็วๆนี้เรายังสังเกตเห็นได้ถึงการประกาศรับโครงการจำนวนมากจากองค์กรเอกชนที่เน้นไปที่การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน และเราไม่สามารถละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าคนจนที่เราทำงานอยู่ด้วยเป็นกลุ่มคนที่จะต้องเผชิญกับผลของปัญหาเหล่านี้มากที่สุด
เมื่อพิจารณาเห็นความท้าทายที่องค์กรเอกชนอาจเผชิญในการพัฒนาเอกสารขอทุนสนับสนุนโครงการในเรื่องนี้แล้ว เราจึงขอเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์บางประการในการเขียนเอกสารขอทุนเหล่านี้ให้มีประสิทธิผล

การเขียนหลักการและเหตุผล(Rationale)ของโครงการ

การให้เหตุผลรองรับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการทำให้การดำเนินโครงการหรือการเสนอโครงการไปรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อนน่าเชื่อถือมากที่สุด ดังนั้นหลักการและเหตุผลควรจะเป็นการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในพื้นที่ของเรา ตัวอย่างเช่นเราอาจจะกำลังทำงานในพื้นที่ที่ยังมีป่าปกคลุมอยู่ถึงร้อยละ 70 แต่เนื่องจากมีการทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง เราได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลมฟ้าอากาศแล้ว

นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยังอาจทำให้เกิดการเสื่อมโทรมของดินและความแห้งแล้งในพื้นที่ใกล้เคียง กระทบต่อพืชเกษตรและสัตว์เลี้ยง สร้างปัญหาความมั่นคงทางอาหารให้คน ถ้าสังเกตเห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นก็สำคัญที่จะต้องทำการวิจัยอย่างรวดเร็วโดยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียอันได้แก่ ชุมชน กรรมการหมู่บ้าน องค์กรชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ถ้ามีการหารือปัญหากับผู้มีส่วนได้เสียเหล่านั้นก็เป็นไปได้ด้วยที่จะได้ทางออก เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ข้อมูลเช่นนี้ควรจะนำมาเขียนไว้ให้ละเอียดถี่ถ้วนในหลักการและเหตุผลของเอกสารขอทุนโครงการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับดังนี้

มองปัญหาที่อยู่รอบตัวคุณ

หารือกับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ

หาคำตอบจากพวกเขา

เขียนลงไปใน "หลักการและเหตุผล"

เราควรจะทำให้แน่ใจว่าเรามีหลักฐานสนับสนุนสิ่งที่เราเขียน ในขณะที่เราสามารถนำข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชุมชนมาอ้างอิงได้ ถ้าเราใช้ข้อมูลที่มาจากการวิจัยในประเด็นที่เราเขียนด้วยก็จะช่วยได้มาก อาจจะมีรายงานการวิจัยป่าที่มีข้อมูลเชิงสถิติแสดงถึงจำนวนต้นไม้ที่ลดลงในพื้นที่โครงการ อาจจะมีข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาที่บอกเราถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลมฟ้าอากาศ แหล่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้เอกสารขอทุนสนับสนุนโครงการของเราน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ของสาเหตุกับผล

ในการนิยามปัญหา เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องชัดเจนถึงสาเหตุของปัญหาที่เราจะต้องแก้ไข บางครั้งสาเหตุกับผลที่เกิดขึ้นอาจจะสับสนปนเปกันได้ และเราอาจจะลงท้ายด้วยการไปจัดการกับผลที่เกิดขึ้นในขณะที่สาเหตุยังดำรงอยู่ต่อไปเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่นการทำลายป่าอาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการดำรงชีพของชุมชนเนื่องจากการเสื่อมโทรมของดิน แต่ก็ไม่พอที่จะแก้ปัญหาเรื่องการดำรงชีพด้วยการหาแหล่งที่มาของรายได้แหล่งใหม่ให้ชาวบ้านเพราะสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาคือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดังนั้นก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องขุดลึกลงไปในปัญหาให้ไปถึงสาเหตุที่เราสามารถแก้ไขได้ในทางปฏิบัติ
ตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับโครงการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่องค์กรเอกชนเป็นผู้นำอาจจะเป็นการผลักดันในระดับจุลภาคและระดับมหภาค เราอาจเสนอโครงการสร้างความตื่นตัวในเรื่องสภาวะโลกร้อนในชุมชนด้วยการรณรงค์ผ่านสื่อมวลชน การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความตื่นตัว และวิธีการอื่นๆในการเผยแพร่ข้อมูล ดังนั้นในที่นี้ปัญหาหรือหลักการและเหตุผลของโครงการอาจจะเป็นกิจกรรมของมนุษย์ในระดับสูง เช่น การทำเกษตร การชลประทาน การบริโภคไฟฟ้า เป็นต้น ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศบางอย่าง การทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลและหน่วยงานภาคเอกชนไวต่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดำเนินการได้

การนิยามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ

เมื่อเราได้เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการมาอยู่ในมือแล้ว ขั้นต่อไปเราจำเป็นต้องนิยามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ เรากำลังพยายามบรรลุอะไร เป้าหมายอาจจะเป็นการลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เนื่องจากเป้าหมายใดๆจะเป็นเพียงการสนับสนุนของหน่วยงานที่ดำเนินโครงการต่อบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเป้าหมายขององค์กรอื่น เช่น หน่วยงานรัฐ วัตถุประสงค์ต้องมีลักษณะเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่นการเพิ่มแปลงเกษตรในพื้นที่โครงการหรือการเสริมความเข้าใจในประเด็นการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ วัตถุประสงค์จะต้องเฉียบแหลมหรือ SMART นั่นคือ Specific (เฉพาะเจาะจง), Measurable (วัดได้) , Achievable (ทำให้บรรลุผลสำเร็จได้), Relevant (เข้าประเด็น) และ Time-bound (มีกรอบเวลา)

และจำไว้ว่า อย่าเอาวัตถุประสงค์ไปสับสนกับกิจกรรม

ปัญหา
การทำลายป่าและการที่ชุมชนตื่นตัวน้อยถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

เป้าหมายโดยรวม
ลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อสภาพแวดล้อมและการดำรงชีพของชุมชน

วัตถุประสงค์
เพิ่มการปลูกต้นไม้
ปรับปรุงการดำรงชีพของชุมชน
สร้างความตื่นตัวเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในชุมชน
ทำให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนไวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ยุทธศาสตร์และปฏิบัติการ

เรามีปัญหา เรามีเป้าหมาย เรามีวัตถุประสงค์ และเรารู้ทางออก แต่ถ้าเป็นแนวทางที่ควบรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันล่ะ ยุทธศาสตร์จะสร้างแผนสำหรับกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ มันอาจจะเป็นการสร้างศักยภาพของชุมชนในการปลูกต้นไม้และรักษาพื้นที่ป่าไว้ให้การดำรงชีพทำได้มากที่สุด หรืออาจจะเป็นการสร้างความตื่นตัวในเรื่องสภาวะโลกร้อน ในบริบทนี้ กิจกรรมอาจจะเป็นการจัดการฝึกอบรม ชั้นเรียนให้ความรู้ การประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความตื่นตัว การประชุม และกิจกรรมเผยแพร่อื่นๆ
ผล
กิจกรรมของเราอาจนำไปสู่ผลที่คาดหวังและไม่ได้คาดหวังไว้ อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องไล่เรียงมันออกมาให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในเอกสารขอทุนโครงการ เราคาดหวังให้กิจกรรมของเราสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน และในกรณีนี้มันอาจจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าอย่างมาก การปรับปรุงระดับน้ำ พืชเกษตรรุ่นใหม่ที่ดีขึ้น การปรับปรุงสัตว์เลี้ยง และความมั่นคงทางอาหารสำหรับคน แต่หากจะพูดในทางลบ ก็อาจจะมีความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น ภัยธรรมชาติ การกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในเอกสารขอทุนโครงการจะต้องเป็นไปอย่างชัดแจ้ง

ความยั่งยืน

นอกจากผลกระทบแล้ว ยังจำเป็นต้องประกันความยั่งยืน และแหล่งทุนทั้งหมดอยากได้แผนความยั่งยืนสำหรับโครงการที่ได้ทุน ความยั่งยืนนี้ทั้งหมดแล้วก็เกี่ยวกับการที่โครงการหรือกิจกรรมของโครงการยังดำรงอยู่ต่อไปเมื่อการสนับสนุนสิ้นสุดไปแล้ว
นี่เกี่ยวข้องกับแนวคิดมากมาย ตั้งแต่การเสริมสร้างพลังความเข้มแข็งให้ชุมชน ไปจนถึงความเป็นเจ้าของ การสร้างและการจัดการในเชิงสถาบัน เอกสารขอทุนโครงการจำเป็นต้องวางแผนนี้ออกมาอย่างรอบคอบละเอียดถี่ถ้วน องค์กรชุมชนเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินงาน การฝึกอบรมควรจะเน้นไปที่การสร้างศักยภาพในการจัดการของชุมชนเพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถจัดการการดำเนินงานด้วยกันโดยไม่มีการสนับสนุนใดๆจากภายนอก การที่หน่วยงานรัฐบาลในท้องถิ่นมารับเอาโครงการไปทำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำให้งานยั่งยืน หรือองค์กรเอกชนอาจจะหาทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนใหม่เพื่อให้กระบวนการดำเนินต่อไปอีกสักสองสามปีจนชุมชนมีพลังเข้มแข็งเต็มที่

เพศภาวะกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีความสำคัญมากขึ้นๆ เราไม่อาจลืมบูรณาการเพศภาวะเข้าไปในการแก้ไขปัญหานี้ได้ ก่อนหน้านี้เคยเชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบต่อผู้หญิงและผู้ชายเท่าๆ กัน อย่างไรก็ตามมีการศึกษาที่บ่งชี้ว่านี่ไม่เป็นความจริง ผู้หญิงเป็นตัวแทนของคนจนและภาคส่วนที่ด้อยโอกาสของสังคมที่ประสบกับผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับที่สูงกว่า นอกจากนั้นพวกเธอยังมียุทธศาสตร์การรับมือที่ดีกว่าในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาพวกเธอเป็นตัวกลางที่สำคัญยิ่งในการแก้ไขปัญหานั้น

ในการนำเอาเรื่องเพศภาวะเข้าไปในโครงการที่แก้ไขการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น สำคัญที่จะต้องเข้าใจระดับความอ่อนเปราะของผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเสียก่อน ในสังคมที่ผู้ชายครอบงำนั้น ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูลได้น้อย ดังนั้นพวกเธอมักจะไม่ตระหนักถึงผลกระทบของกิจกรรมของพวกเธอต่อภูมิอากาศถึงแม้ว่าจะมีพฤติกรรมตอบสนองก็ตาม ในพื้นที่ที่ผู้ชายอพยพออกไป ผู้หญิงจะทำเกษตรแบบดั้งเดิมและเก็บไม้ฟืน ด้วยการดำรงชีพเช่นนี้พวกเธออาจจะไปถึงจุดๆหนึ่งที่พวกเธอต้องเผชิญปัญหาการเสื่อมโทรมของดินและการขาดแคลนป่า นอกจากนั้นพวกเธอยังอาจจะประสบผลจากภัยธรรมชาติในเขตชนบทของพวกเธอมากกว่าด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ไวต่อเพศภาวะจะต้องทำร่างแนวทางออกมาในระหว่างการวางแผนและการดำเนินโครงการ ควรจะอาศัยผู้หญิงในทุกกระบวนการของโครงการ การเน้นการเสริมสร้างพลังความเข้มแข็งไปที่ผู้หญิงอาจจะช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ นักกิจกรรมที่เป็นผู้หญิงอาจจะกลายเป็นพลังที่เข้มแข็งในการจัดการกับประเด็นเหล่านั้นและช่วยรักษาการดำรงชีพของพวกผู้หญิงเอาไว้ได้

--------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ:
กวิน ชุติมา เรียบเรียงแปลจาก How to write Proposals on Projects addressing Climate Change
หมายเหตุ หลักการในการเขียนเอกสารขอทุนโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนี้เป็นหลักการทั่วไปโดยย่นย่อที่สามารถนำไปใช้ในการเขียนเอกสารขอทุนโครงการในด้านอื่นๆด้วย เพียงแต่เปลี่ยนบริบท เนื้อหา และตัวอย่างไปเท่านั้น

ไขข้อข้องใจFTAไทย-อียู ต้องทำเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หลังจากที่สหภาพยุโรป (อียู) ได้ยุติการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอาเซียน-อียู และได้ปรับแนวทางมาเป็นการเจรจา FTA กับบางประเทศในอาเซียนแทน และหนึ่งในนั้น ก็คือ ไทย ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า ไทยควรจะเจรจา FTA กับอียูหรือไม่ ไทยจะได้ประโยชน์อะไร จะเสียประโยชน์อะไร และมีการเตรียมความพร้อมรับมือมากน้อยแค่ไหน นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรับผิดชอบการเจรจา FTA ไทย-อียู ได้เปิดโอกาสให้ “ASTVผู้จัดการรายวัน” สัมภาษณ์เพื่อตอบข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

-ทำไมอียูถึงเลิกเจรจาFTAอาเซียน-อียู

การเจรจา FTA อาเซียน-อียู เริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 เจรจากันมาหลายครั้ง และพอถึงเดือนมี.ค.2552 ก็ยังไม่มีความคืบหน้า เพราะอาเซียนแตกต่างกัน อีกทั้งอียูก็ไม่ค่อยแฮปปี้กับพม่า หากเดินต่อไปก็ไม่เกิดแน่ อียูเลยเปลี่ยนแนวทางใหม่ ขอเจรจา FTA กับประเทศอาเซียนบางประเทศแทน เสนอมา 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย

-พอรู้อย่างนี้ไทยได้ดำเนินการอย่างไร

เรากลับมาดูตัวเองว่า ถ้าจะเจรจา FTA ไทย-อียู จะทำยังไง จะโดดเจรจาเลยได้หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ได้ เพราะมีมาตรา 190 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญค้ำอยู่ ต้องเปิดให้คนมีส่วนร่วม ต้องมีมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นกระบวนการที่ต้องทำ และเราก็เริ่มทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กล่าวคือ การเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมซึ่งตรงนี้เราเคยทำตอนที่เจรจากรอบอาเซียน-อียูมาบ้างแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยาก ก็แค่มาทำต่อให้ครอบคลุม

-รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้

ท่านรัฐมนตรี (นางพรทิวา นาคาศัย) ได้ให้นโยบายว่าจะต้องเปิดให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดท่าทีในการเจรจา และได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนในเรื่องการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป และได้รับความเห็นชอบแล้ว

-คณะกรรมการฯ มีหน้าที่อะไร

หน้าที่หลักๆ ของคณะกรรมการฯ จะต้องกำหนดแนวทางในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งล่าสุดกำหนดมา 3 แนวทาง คือ หนึ่งเปิดกว้างให้ผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศแสดงความคิดเห็น สองจัดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น และสาม พบปะหารือโดยตรงรายบุคคลและกลุ่มเฉพาะ และยังได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ 4 คณะ ได้แก่ ภาคประชาสังคม ภาคเกษตร ภาคเอกชน และภาครัฐ ซึ่งเมื่อได้ท่าทีของแต่ละภาคส่วนแล้ว ก็จะสรุปเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาต่อไป

- จะสรุปเมื่อใดและเป็นอย่างไร

คาดว่าเดือนพ.ค.หรือเดือนมิ.ย.นี้ น่าจะเสร็จ สิ่งที่จะเสนอรัฐบาลก็คงจะบอกว่าไทยควรจะเจรจา FTA ไทย-อียูหรือไม่ เจรจาแล้วได้ประโยชน์อะไร มีผลกระทบอะไร มาตรการเยียวยาเป็นแบบไหน เราจะมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด แล้วเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อหรือไม่

- เราควรเจรจาFTAกับอียูหรือไม่

ก็อย่างที่บอก ตอนนี้อียูชัดเจนแล้วว่า จะเจรจากับอาเซียน 3 ประเทศ และเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา อียูได้เริ่มต้นเจรจากับสิงคโปร์ไปแล้ว กับเวียดนามก็ไปเจอกันมาแล้ว พร้อมที่จะเริ่มเจรจา แต่กับไทย อียูก็รอว่าเราจะเอายังไง ถ้าเรายังช้า มาเลเซียก็พร้อมจะเข้ามาเสียบแทน อยู่ในภาวะล่อแหลม ไทยต้องมีท่าทีให้ชัดเจน

- มีFTAไทยจะได้ประโยชน์จริงๆ

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้อียูมีสมาชิก 27 ประเทศ เป็นคู่ค้าอันดับ 3 รองจากอาเซียนและญี่ปุ่น เป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 รองจากอาเซียน และอียูกำลังเจรจา FTA กับประเทศในอาเซียน ถ้าไทยไม่ทำ เวียดนามทำ สิงคโปร์ทำ เราเสียเปรียบแน่ ที่สำคัญอียูยังจะทำ FTA กับประเทศที่ 3 เช่น ชิลี เม็กซิโก กลุ่มเมอร์โคซูร์ และกลุ่มประเทศที่เป็นอาณานิคมเดิมซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นคู่แข่งของไทย ถ้าไม่ทำ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าและบริการไทยไปตลาดอียูได้

เปิดโพยผังเมือง กทม.ฉบับใหม่ เมืองกระชับ-ลดโลกร้อน-ผ่อนปรนการพัฒนา

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

หลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศบังคับใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปัจจุบัน มาตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2549 นับถอยหลังจากนี้ไปเหลือเวลาอีก 1 ปีเศษ ผังเมืองรวมฉบับนี้ก็จะหมดอายุลง วันที่ 15 พฤษภาคม 2554 กทม.จึงเตรียมการรองรับด้วยการยกร่างกฎกระทรวงผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ โดยนำผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันมาปรับปรุงแก้ไข อย่างไรก็ตามมีสัญญาณบ่งชี้ว่า การดำเนินการ ดังกล่าวอาจแล้วเสร็จไม่ทันเดดไลน์ อาจจำเป็นต้องต่ออายุผังเมืองฉบับปัจจุบันใช้บังคับต่อไปอีก 1 ปี ถึง 15 พฤษภาคม 2555

เพราะเพิ่งจะเดินหน้าตามกระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ ได้ ไม่นาน ตั้งแต่การเสนอเรื่องให้คณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม กทม. ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการ กทม. อนุมัติปรับปรุงผังเมืองรวม จะประชุมปรึกษาหารือกันครั้งแรก 20 เมษายนนี้ จากนั้นจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 1 ชุด เพื่อพิจารณารายละเอียดที่จะปรับปรุงเพิ่มเติม เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ถึง 17 ขั้นตอน ก่อนจะนำร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ติดประกาศรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2 ครั้ง ถึงจะได้บทสรุปสุดท้าย

ทุกฝ่ายหนุนปรับแก้ผังเมืองใหม่

นางสาวอัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สำนักผังเมือง กทม. ได้ประเมินผลภาพรวมผังเมืองรวมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างนำเสนอคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม กทม. พิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการปรับปรุงผังเมืองรวม กทม. เพื่อประกาศบังคับใช้แทนฉบับปัจจุบัน

หลังจากที่ปี 2552 ที่ผ่านมา ได้จัดประชุมประสานงานการวางและจัดทำผังเมืองรวมร่วมกับจังหวัดปริมณฑล 6 จังหวัด เพื่อวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิด คือ นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่ละสาขา

"ผลสรุปที่ได้คือต้องการให้ กทม.ปรับผังเมืองรวมใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ของการพัฒนาเมืองและสิ่งแวดล้อมของ กทม.ที่เปลี่ยนไป เช่น รถไฟฟ้าสายใหม่ ถนนตัดใหม่ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ"

หากได้รับไฟเขียวให้ปรับปรุงผังเมืองรวม กทม.ใหม่ ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ทันที แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร หากแล้วเสร็จไม่ทันวันหมดอายุ กฎหมายผังเมืองให้ขยายเวลาการบังคับใช้ผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี แต่หากคณะกรรมการไม่ให้ปรับใหม่ ก็จะบังคับใช้ผังเมืองฉบับปัจจุบัน ต่อไปอีก 5 ปี

เมืองกระชับ-ลดโลกร้อน-ผ่อนปรนการพัฒนา

แนวทางการจัดทำผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ ได้กำหนดกรอบเบื้องต้นไว้แล้ว โดยจะให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อน แนวคิดหลัก ๆ คือ 1.การพัฒนาเมืองในรูปแบบของเมืองกระชับ ด้วยการจำกัดขอบเขตการพัฒนาเมืองและส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน และให้ความสำคัญกับการขนส่งมวลชนระบบรางหรือรถไฟฟ้าเป็นหลัก พื้นที่ในรัศมีแนวเส้นทางรถไฟฟ้า 500 เมตร จะได้รับสิทธิพิเศษส่งเสริมการพัฒนามากกว่าพื้นที่อื่น ๆ

2.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่โล่งว่างของเมือง เนื่องจากปัจจุบันที่ดินในเขตเมืองราคาสูง เป็นปัญหาต่อ กทม.ในการจัดหางบประมาณสร้างสวนสาธารณะ การวางผังเมืองใหม่ จึงต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองมากขึ้น ทั้งการกำหนดสัดส่วนของพื้นที่ว่าง เช่น อาจส่งเสริมการพัฒนาแนวสูงและมีพื้นที่ว่างด้านล่าง รวมถึงให้โบนัสพิเศษที่ดินที่มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

3.กรอบหรือขอบเขตการพัฒนาเมือง จะพิจารณาตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นต้น แต่ต้องยึดผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่ส่งเสริมการพัฒนาตามผังเมืองรวมฉบับปัจจุบันมีการพัฒนาน้อยมาก ยังเหลือพื้นที่ก่อสร้างอีกมากใน 50 เขต

ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองกล่าวว่า ขั้นตอนและแผนงานการวางและจัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ ที่ กทม.วางไว้ในปี 2553 จะเป็นกระบวนการวางและจัดทำร่างผังเมืองรวม โดยจะจ้างบริษัท ที่ปรึกษามาดำเนินการ ใช้เวลา 10 เดือน จากนั้นปี 2554 จะปิดร่างประกาศ 90 วัน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปี 2555 จะเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ผังเมืองแห่งชาติ และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาร่างกฎกระทรวงผังเมืองรวม จากนั้นเสนอให้ รมว.มหาดไทยลงนาม ออกประกาศเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้

ลงลึกการใช้ที่ดิน 1,966 ชุมชน

แม้จะยังไม่ได้รับไฟเขียว แต่ "พรเทพ เตชะไพบูลย์" รองผู้ว่าฯ กทม. กำกับดูแลสำนักผังเมือง ฟันธงว่าจะปรับปรุงผังเมืองรวมใหม่แน่นอน เพราะมีรายละเอียดหลายเรื่องที่จะต้องปรับใหม่ ตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงในแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านกายภาพ ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม หลายจุดจะเปิดการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียว (เกษตรกรรม) และพื้นที่สีเขียวลายขาว (อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม)

"นอกจากนี้ให้ลงลึกในรายละเอียดการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชนซึ่งมีอยู่ 1,966 ชุมชนมากขึ้นด้วย เช่น ชุมชนนี้อยู่ในพื้นที่สีเขียว ไม่มีการพัฒนาอย่างอื่นเลย จะเสนอแนะการพัฒนาให้พัฒนาที่อยู่อาศัย การคมนาคม ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการเข้าไป แต่ให้อยู่ภายใต้กรอบการพัฒนาของผังเมืองรวม"

รื้อสัดส่วน FAR-OSR-ระยะถอยร่น

ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่ามีปัญหาเรื่องข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อาจจะคุมเข้มมากเกินไป ทำให้ต้นทุนก่อสร้างของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ผลพวงจากการนำหลักเกณฑ์ FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) ซึ่งเป็นการกำหนดสัดส่วนพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นของอาคารทุกหลังต่อพื้นที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งอาคาร และ OSR (อัตราส่วนของ ที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม) โดยกำหนดอัตราส่วนของที่ว่างที่ไม่มีสิ่ง ปลูกสร้างต่อพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นของอาคารทุกหลังที่ก่อสร้าง ในที่ดินแปลงเดียวกันมากำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดิน

รวมถึงระยะถอยร่นของถนนและโดยรอบอาคารที่พบว่าคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เพราะเดิมใช้แผนที่อัตราส่วน 1:4,000 จะต้องปรับใหม่เป็น 1:1,000 เพื่อความถูกต้อง ทั้งหมดนี้จะมีการปรับปรุงแก้ไข

ทบทวนระบบโบนัส-สีผังแนวรถไฟฟ้า

แหล่งข่าวจากศาลาว่าการ กทม.กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้จะมีการทบทวนระบบโบนัสและสิทธิพิเศษเพิ่มบางพื้นที่ เช่น พื้นที่อยู่ใกล้แนวรถไฟฟ้าจะให้พัฒนาได้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน และช่วยลดพลังงาน แต่บางพื้นที่อาจจะปรับ ลดลง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ให้พื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สีเขียว เช่น สวนสาธารณะ สวนหย่อม จะได้รับโบนัสในการพัฒนามากขึ้นเช่นเดียวกัน

ส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินบางพื้นที่จะต้องปรับสีผังใหม่เช่นกัน เช่น จตุจักร บางเขน พระโขนง คลองเตย อ่อนนุช เนื่องจากประชากรมากขึ้น เพราะอยู่ในแนวรถไฟฟ้า รวมทั้งพื้นที่ติดกับจังหวัดนนทบุรี อย่างเขตบางซื่อ ที่อยู่ในแนวรถไฟฟ้าสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ ส่วนพื้นที่รอบนอกอาจจะต้องปรับสีผังใหม่ด้วย เช่น โซนตะวันออก ตะวันตก และบริเวณแจ้งวัฒนะ ที่มีศูนย์ราชการแห่งใหม่

"อาจจะยกเลิกการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมรองที่ไม่ใช่ ข้อห้าม หรือเป็นกิจกรรมอื่นในที่ดินแต่ละประเภท ที่กำหนดอยู่ ร้อยละ 5 และ 10 เพื่อให้การพัฒนาเป็นสัดส่วนมากขึ้น"

ปรับใหม่โครงข่ายถนน-ทางด่วน-รถไฟฟ้า

รายละเอียดอื่น ๆ ที่จะปรับแก้ อาทิ โครงข่ายคมนาคมทั้งถนน รถไฟฟ้า จะกำหนดให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น ที่ผ่านมาแนวถนนที่กำหนดไว้ในผังเมืองรวมมี 25 สายทาง บางสายผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่ได้ก่อสร้าง เพราะติดปัญหาถูกคัดค้าน มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ก็อาจจะเสนอยกเลิก

อาทิ 1.ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ (ก1) ช่วงสะพานพระราม 7-ศาลายา ระยะทาง 13.74 กิโลเมตร ยกเลิกการก่อสร้าง เพราะแนวซ้อนกับทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน 2.ถนนเลียบคลองเปรมประชากรฝั่งตะวันตก (ข1) ระยะทาง 17.75 กิโลเมตร ยกเลิกโครงการ 3.ถนนสารสิน-รัชดาภิเษก (ข2) จากถนนสารสินตัดถนนวิทยุ ข้ามทางด่วนขั้นที่ 1 บรรจบถนนรัชดาฯ ระยะทาง 1.50 กิโลเมตร กำลังทบทวนผลการศึกษาเดิม

ขณะเดียวกันอาจจะมีสายใหม่เพิ่มเข้าไปในผังเมืองรวมฉบับใหม่อีก 4-5 สาย เนื่องจากยังมีถนนอีกหลายสายที่ กทม.กำลังออกแบบและคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพื่อชดเชยบางสาย ที่ชะลอไป

ส่วนรถไฟฟ้า ล่าสุดทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ปรับแผนแม่บทรถไฟฟ้าใหม่เป็น 12 สายทาง จะต้องนำมาใส่เข้าไปในผังโครงข่ายคมนาคมด้วย แต่จะดูเฉพาะที่มีความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง เช่น สีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ สีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ สีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-สะพานใหม่ สีชมพู ช่วงแคราย-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน เป็นต้น รวมถึงโครงการรถเมล์ด่วนพิเศษหรือบีอาร์ที ระบบโมโนเรล และโครงการทางด่วนด้วย

Food, Inc.

ผู้เขียน: 
วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ

สัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้ไปดูสารคดีเรื่อง Food, Inc. ที่ โรงภาพยนตร์ House RCA และก็นึกเสียใจที่โรงหนังในดวงใจตลอดกาลของผู้เขียน อย่างสยาม ลิโด สกาล่า ซึ่งมักฉายหนังทางเลือกมาโดยตลอด แต่ในระยะหลังๆ กลับหันเหไปทางฮอลลีวู้ดอย่างโรงหนังทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยละทิ้งความเป็นโรงหนัง alternative ไปทีละน้อย ผิดกับ House RCA ที่ยังคงยืนหยัด ฉายภาพยนตร์ที่มีคุณค่าและให้ข้อคิดที่แตกต่างแก่ผู้ชมชาวกรุงเทพฯ ต่อไป

Food, Inc. เป็นสารคดีเกี่ยวกับระบบการผลิตอาหารแบบโรงงานในสหรัฐอเมริกา ตอบสนองชีวิตเร่งรีบของอเมริกันชน แต่หารู้ไม่ว่าอาหารสำเร็จรูปที่ตัวเองตักเข้าใส่ปากแต่ละวันนั้นมีกรรม วิธีในการผลิตอย่างไรบ้าง

ใบปะหนังโฆษณาว่า หากท่านดูสารคดีเรื่องนี้แล้ว ท่านอาจจะไม่อยากรับประทานอาหารอีกเลยแม้แต่คำเดียวก็ได้

แม้ว่าเนื้อหาของสารคดีเรื่องนี้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนักสำหรับผู้เขียน เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับระบบการผลิตอาหาร และบทวิจารณ์จากนักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการ และนักคิดนักเขียนเกี่ยวกับปัญหาของระบบห่วงโซ่อาหารในปัจจุบันมาพอสมควร ในระยะหลายปีที่ผ่านมา แต่ผู้เขียนก็ยังคิดว่าได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกมากมายจากหนังสารคดีเรื่องนี้

หนังกล่าวถึงระบบการผลิตอาหาร โดยโรงงานและบริษัทขนาดใหญ่เพียง 4-5 บริษัทในอเมริกา จากเดิมที่มีชาวไร่ชาวนาเป็นหมื่นเป็นแสนคนที่เป็นเอกเทศ เป็นไทแก่ตน ผลิตอาหารให้ผู้บริโภคได้รับประทานกันสดๆ ในท้องถิ่นนั้น

แต่ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครอบ ครองธุรกิจอาหารในสหรัฐฯ เหลือเพียงไม่กี่รายเท่านั้น เช่น Tyson Foods, Cargill, Monsanto ซึ่งควบคุมการผลิตอาหารในสหรัฐฯ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานประกอบอาหารสำเร็จรูป จนถึงช่องทางการกระจายสินค้าอาหารเหล่านี้ไปตามห้างร้านซูเปอร์มาร์เก็ตจนถึง มือผู้บริโภค

สารคดีตีแผ่ปัญหาของระบบการผลิตอาหารในสหรัฐฯ โดยเริ่มจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรเพื่อผลิตอาหาร โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของตลาด ก่อให้เกิดปัญหาอาหาร ล้นตลาด ทำให้ภาครัฐเเละเอกชนต้องหันไปคิดค้นว่าจะนำอาหารส่วนเกินที่ผลิตออก มาไปทำอะไรดี เกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้รับจ้างผลิตให้แก่บริษัทอาหารขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่สุดลูกหูลูกตาปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งต้องอาศัยสารเคมีจำนวนมากที่จะสามารถ ควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิ ภาพและพืชที่สหรัฐฯ ปลูกมากเป็นอันดับ ต้นๆ คือข้าวโพด

ผู้ดำเนินเรื่องตั้งคำถามถามผู้ชมว่า เรารู้กันหรือเปล่าว่าอาหารที่เราทานเข้าไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์จะมีส่วนประกอบของข้าวโพดรวมอยู่ด้วย ผู้เขียนเองพอได้ทราบ ก็แปลกใจ ที่พืชธรรมดาๆ ชนิดนี้จะถูกนำ ไปดัดแปลง เปลี่ยนแปลงส่วนประกอบทางพันธุกรรมให้กลายมาเป็นน้ำตาล น้ำเชื่อม สารเคมี ฯลฯ

แม้แต่วัว ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะกินแต่หญ้าเป็นอาหาร เพราะวัวมี 4 กระเพาะ ซึ่งสามารถนำหญ้าที่กินแล้วไปพักไว้ในกระเพาะหนึ่งที่มีความจุประมาณ 45 แกลลอนเพื่อให้แบคทีเรียในกระเพาะได้ทำงานเปลี่ยนเซลลูโลสในหญ้าให้กลายเป็นโปรตีนและไขมันเลี้ยงตัวเองได้

แต่การเลี้ยงวัวด้วยหญ้านั้น มันไม่ได้ทำให้วัวโตเร็ว สหรัฐฯ จึงคิดค้นวิธีที่จะป้อนอาหารวัวด้วยอย่างอื่น ซึ่งปัจจุบันก็คือ ธัญพืช เช่น ข้าวโพด เพราะทำให้วัวอ้วนเร็ว เมื่อประมาณ 75 ปีมาแล้ว วัวที่เข้าโรง ฆ่าสัตว์มีอายุประมาณ 4-5 ปี แต่ปัจจุบัน แค่อายุ 14-16 เดือนก็สามารถเชือดได้แล้ว ทั้งนี้ก็เพราะการให้วัวกินข้าวโพดนี่เอง

การบังคับให้วัวกินข้าวโพดแทนหญ้า นั้น เป็นการทำลายระบบย่อยอาหารของวัว จนอาจทำให้วัวตายได้ ถ้าไม่ให้ยาปฏิชีวนะ แก่วัวตลอดเวลา เนื่องจากว่าหากวัวได้กิน หญ้า และแบคทีเรียทำหน้าที่ของมัน วัวก็จะผลิตแก๊สภายในกระเพาะซึ่งจะระบายออกมาโดยการเรอ แต่หากวัวได้รับอาหารที่มีแป้งเยอะแต่มีกากใยน้อย กระบวนการย่อยกากก็จะหายไป แต่กระเพาะจะผลิตชั้นผิวของฟองอากาศซึ่งจะเป็นตัวกักกั้นแก๊สในกระเพาะของวัว ฟองอากาศเหล่านี้ จะโป่งพองเป็นลูกโป่ง และจะไปดันปอดของวัว ซึ่งหากไม่หาทางถ่ายอากาศออกมา เพื่อลดความดันในปอดให้วัวแล้ว วัวก็อาจ ขาดอากาศหายใจได้

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นก็คือ การให้ เมล็ดธัญพืชเป็นอาหารแก่วัวเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดการแพร่เชื้อของแบคทีเรียที่ชื่อ E.coli 0157:H7 ในสัตว์ ทั้งนี้เพราะเมล็ดธัญพืช เช่นข้าวโพดจะทำให้กระเพาะของวัวมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะแบค ทีเรียชนิด "อีโคไล" ได้อย่างดี และทำให้มนุษย์ที่ทานเนื้อที่ไม่ได้ทำให้สุกอย่างทั่วถึง อาจได้รับอันตรายถึงตายได้

เช่นในกรณีของเด็กชายวัย 2 ขวบที่ทานแฮมเบอร์เกอร์ที่ไม่สุกลงไป และเสีย ชีวิตโดยกะทันหัน โดยการติดเชื้อแบคทีเรีย E.coli 0157:H7 จนทำให้คุณแม่ของเด็ก ชายออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาของสหรัฐฯผ่านร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามชื่อลูก ชายของตนว่า 'Kevin's Law' ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่มอบเขี้ยวเล็บให้แก่แผนกการเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA-United States Department of Agriculture) มากขึ้นในการสร้างมาตรฐานอาหารของตนเอง ขึ้นมา เพื่อบังคับใช้กับบริษัทหรือโรงงาน ผลิตอาหาร และให้มีอำนาจในการใช้มาตรฐานที่ตนสร้างขึ้นเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบ และสามารถสั่งปิดโรงงานผลิตอาหารที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานของ USDA ได้*

แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะได้รับการยอมรับจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ แต่อย่างใด

นอกจากเนื้อวัวแล้ว สารคดียังกล่าว ถึงการเลี้ยงไก่ในสหรัฐฯ ของเกษตรกรแบบ มีพันธะสัญญากับบริษัทผลิตและแปรรูปไก่รายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Tyson Foods ซึ่งกำหนดให้เกษตรกรสร้างโรงเรือนที่มืดสนิทให้สัตว์ปีกเหล่านี้นับพันตัวอาศัยอยู่ โดยไม่มีช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ มีแต่เพียงพัดลมที่คอยเป่าฝุ่นละออง ขนไก่ ฯลฯ ให้ลอยละล่องภายในโรงเรือน แต่ละโรงจะมีความยาวยาวกว่าสนามฟุตบอล และจุไก่ได้ถึงประมาณ 25,000 ตัวต่อโรง การก่อสร้างโรงเรือนแต่ละโรงจะต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงประมาณ 200,000 ดอลลาร์

การบังคับให้เกษตรกรสร้างโรงเรือน ที่ปิดสนิทมืดมิด ก็เพื่อที่จะให้ไก่เคลื่อนไหวน้อยที่สุด จะได้ไม่สูญเสียพลังงานโดยใช่เหตุ แต่หากเกษตรกรรายใดปฏิเสธที่จะไม่ทำโรงเรือนแบบดังกล่าว ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้รับการต่อสัญญาจากทางบริษัท

ไก่ทั้งหลายได้แต่กินอาหารตลอดทั้งวัน โรงเลี้ยงไก่ที่มีขนาดใหญ่แต่กลับมีไก่อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ทำให้ไก่ไม่มีพื้นที่เดินไปมามากพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนขาเล็กๆ ทั้งสองของตัวเองไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้อีกต่อไป และการที่ผู้บริโภคมักชอบรับประทานเนื้อไก่ ก็ทำให้บริษัทที่ผลิตไก่คิดค้นวิธีเปลี่ยนพันธุกรรมไก่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะ ส่วนหน้าอก ไก่ปัจจุบันจึงมักน้ำหนักตัวมากกว่าไก่ที่เกษตรกรเลี้ยงกันเมื่อกว่า 50 ปีที่แล้วเป็น 2 เท่าโดยใช้เวลาเลี้ยงแค่ครึ่งหนึ่งของเมื่อก่อนเท่านั้น ไก่ตายในโรงเรือน อยู่ทุกวันและเหยียบย่ำอุจจาระของเสียของตัวเองอยู่ไปมา ทำให้เกิดโรคเท้าเปื่อย ในสัตว์ปีกอยู่บ่อยๆ ไก่ที่ติดโรคในโรงเรือน ก็มักจะได้รับยาปฏิชีวนะอย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงว่ามนุษย์ที่บริโภคไก่เหล่านี้ก็ได้รับยาปฏิชีวนะเข้าไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากเนื้อไก่ เนื้อวัว ก็มาถึงเมล็ดพันธุ์พืช สารคดี Food, Inc เล่าให้ฟังถึงด้านมืดของเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ แต่ไม่ได้ถกถึงประเด็นที่ว่าพืชตกแต่งพันธุกรรมนั้น เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเกิดผลดีผลเสีย ต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างไรบ้าง เพราะผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในด้านผลกระทบระยะยาวนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

แต่สิ่งที่สารคดีนำเสนอก็คือประเด็น ปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอรายใหญ่ของโลกกับเกษตรกรรายย่อยในสหรัฐฯ ซึ่งก็เป็นมุมมองเดียวกันกับผู้เขียน เพราะประเด็นที่ผู้เขียนมองว่าสำคัญมากมา โดยตลอด ก็คืออำนาจของบริษัทยักษ์ใหญ่ ด้านการเกษตรที่เข้ามาควบคุมชีวิตของเกษตรกรรายย่อย ควบคุมปัจจัยการผลิต เงินทุน รายได้ของเกษตรกร จนเกษตรกรขาดความเป็นอิสรภาพทั้งในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตของตน

ตั้งแต่มีการคิดค้นเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็อนุญาตให้เอกชนสามารถ จดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตได้ ทั้งที่การจดทะเบียนเป็นเจ้าของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ไม่เคยปรากฏ มาก่อนในอดีต บริษัทเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโออย่างมอนซานโต้ (Monsanto) จดสิทธิบัตรพันธุ์พืชจีเอ็มโอของตน เช่น ถั่วเหลือง จีเอ็มโอ Round Up Ready Soybean

ซึ่งต้านทานต่อยากำจัดวัชพืชของมอนซาน โต้ คือเมื่อฉีดยากำจัดวัชพืชลงไปในแปลง วัชพืชทั้งหลายจะตายหมด ยกเว้นต้นถั่วเหลืองจีเอ็มโอนี้ที่ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

ปัจจุบันเกษตรกรทั่วประเทศสหรัฐฯ (และขณะนี้ได้แพร่ขยายไปจนถึงบราซิล อาร์เจนตินา และจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของโลกแล้ว) ได้เพาะปลูกถั่วเหลืองจีเอ็มโอ Round Up Ready กันมาเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว ทุกครั้งที่เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอจากมอนซานโต้ก็จะต้องมีการเซ็นข้อตกลงระหว่างกัน ว่าเกษตรกรจะไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ของมอนซานโต้ไว้ปลูกในปีต่อไป

นอกจากนี้ มอนซานโต้ยังตั้งศูนย์รับข้อมูลจากเกษตรกร ที่ต้องการแจ้งให้มอนซานโต้ทราบว่าเกษตรกรเพื่อนบ้านรายใดของตนเก็บเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอของมอนซานโต้ไว้ทำพันธุ์เอง หรือปลูกในฤดูกาลถัดไป โดยมอนซานโต้เรียกศูนย์ดังกล่าวว่า Support Center โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งที่จะแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้มอนซานโต้ไปตรวจสอบได้อย่างสะดวกสบาย เบอร์โทรของศูนย์เป็นเบอร์โทรฟรี เจ้าหน้าที่ของมอนซานโต้จะไม่เห็นเบอร์โทรของผู้โทร และจะได้ก็เพียงข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับเกษตรกรที่ละเมิดสิทธิบัตรของทางบริษัทเท่านั้น

เว็บไซต์ของมอนซานโต้อธิบายถึงเหตุผลในการต้องปกป้องสิทธิบัตรและดำเนินคดีกับเกษตรกรที่ละเมิดสิทธิบัตรของตนว่า ทางบริษัทลงทุนทำวิจัยใช้เงินเป็นจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพของเมล็ดพันธุ์พืชให้ได้ผล ผลิตสูงขึ้น จึงต้องปกป้องผลประโยชน์ของตน อีกประการหนึ่งก็คือการอนุญาตให้เกษตรกรบางรายเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์เอง ก็จะไม่เป็นการยุติธรรมต่อเกษตรกรรายอื่นที่ซื่อสัตย์ ซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี เพราะถ้าเปรียบเทียบระหว่างเกษตรกร 2 รายที่มีพื้นที่ทำการเกษตรเท่ากัน ต้นทุน เท่ากัน รายได้เท่ากัน แต่รายหนึ่งจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ส่วนอีกรายหนึ่งไม่ยอมซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ ก็จะได้กำไรจากการไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปีไปแล้ว แถมยังสามารถนำเงินที่ประหยัดจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ไปลงทุนทางการเกษตรด้านอื่น ได้ผลกำไรงอกเงยเพิ่มขึ้นอีก อย่างนี้มอนซานโต้มองว่าเป็นการไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งต่อตัวเกษตรกรด้วยกันเอง

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ดี และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เป็นวิธีปฏิบัติที่มีมาอย่างช้านานแล้ว ในหมู่เกษตรกรทั่วโลก และไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมทางเทคนิคของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นประเพณีปฏิบัติทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่เช่นกัน แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเกษตรกรทางตอนใต้ของประเทศก็คัดเเยก เมล็ดพันธุ์และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกเองมาเป็นเวลาช้านานแล้ว

แต่ในปี ค.ศ.1970 รัฐบาลสหรัฐฯ ออกกฎหมาย Plant Variety Protection Act (PVPA) 1970 อนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ได้ แต่ยังคงให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อไปได้อยู่ จนมาถึงกฎหมาย PVPA 1994 ที่เพิ่มอำนาจให้บริษัทเอกชนครอบครองเป็นเจ้าของสิทธิเหนือเมล็ดพันธุ์ที่ตนพัฒนาขึ้นมาได้แต่เพียงผู้เดียว และห้ามไม่ให้เกษตรกรเก็บเมล็ดพืชไว้ทำพันธุ์เองหรือจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาตอีกต่อไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

ลองนึกภาพชาวนาของไทยที่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ทำพันธุ์เองในอดีต แต่กลับต้องมาซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกปี รายได้ที่น้อยนิดอยู่แล้วจะต้องนำมาชำระเป็นค่าเมล็ดพันธุ์อีก แล้วอย่างนี้ชาวนาของเราจะยืนหยัดอยู่ได้กระนั้นหรือ

เท่าที่ได้พูดคุยกับเกษตรกรไทย ผู้เขียนมักได้รับการบอกเล่าว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์เองนั้นทำได้อย่างมากก็แค่ 3 ปี แล้วเมล็ดก็จะกลายพันธุ์ ทำให้ได้ข้าวที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ ชาวนาจึงมักจะซื้อหา เมล็ดพันธุ์มาใหม่และเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุก 3 ปีอยู่แล้ว น้อยรายนักที่จะใช้เมล็ดพันธุ์เดิมของตนไปเรื่อยๆ นานนับสิบปี

การที่มอนซานโต้บังคับให้เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี ด้วยเกรงว่าเกษตรกรจะเก็บของเก่าไว้ทำพันธุ์เองไปเรื่อยๆ จนทางบริษัทขาดทุนนั้น อาจจะเป็นความวิตกมากเกินกว่าเหตุ จริงอยู่ทางบริษัทอาจมีรายได้น้อยลงจากการไม่สามารถขายเมล็ดพันธุ์ได้ทุกปี แต่ถ้าสินค้าของทางบริษัทมีคุณภาพดี ก็ไม่น่าจะกังวลอะไรมากนัก เพราะคงจะมีเกษตรกรหลายรายที่ผลิตเพื่อการค้าและต้องการจะใช้แต่เมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง และยินดีจะเสียเงินเพื่อการนี้ทุกปีอยู่แล้ว

ปัญหาก็คือการแพร่กระจายของเมล็ดจีเอ็มโอกับพืชสายพันธุ์ตามธรรมชาติ ด้วยความที่ไร่นาของเกษตรกรอยู่ติดกัน เมล็ดของจีเอ็มโออาจจะตกไปอยู่ในไร่ของคนที่ไม่ได้ใช้จีเอ็มโอ ในกรณีดังกล่าว หาก เกษตรกรไม่ได้ตั้งใจจะใช้เมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ แต่กลับปรากฏว่าพืชที่ตนปลูกเป็นจีเอ็มโอแล้ว จะทำอย่าง่ไร

ดูสารคดีแล้วก็ทำให้นึกถึงอนาคตของคนไทยที่ต้องใช้ชีวิตบนความเสี่ยงของสารพิษ สารปนเปื้อนและความไม่มั่นคงทางด้านความปลอดภัยในอาหารที่ตนต้องรับประทานอยู่ทุกวัน มนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราไม่มีทางเลือกมากนัก คนวัยทำงาน ส่วนใหญ่ที่ยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบไม่สามารถดูแลตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่สามารถซื้อผักอินทรีย์มาปรุงเองได้ทุกมื้อทุกวัน จึงยังคงต้องฝากท้องไว้กับร้านค้าร้านอาหารนอกบ้านอยู่บ่อยๆ

ผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่โตมากับอาหารตามสั่งนอกบ้าน รับประทานอยู่ทุกวันโดยไม่ได้คิดว่าหมูเห็ดเป็ดไก่ที่พ่อค้าแม่ขายซื้อมาประกอบอาหารให้เรากินนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร

ลองมองไก่ที่แขวนอยู่ตามร้านข้าวมันไก่ทุกวันนี้ แล้วนึกดูสิว่าทำไมมันถึงได้ตัวใหญ่ อกใหญ่ขนาดนั้น เมื่อเทียบกับข้าวมันไก่เมื่อ 20-30 ปีก่อนที่ไก่จะตัวผอม เพรียว ไก่ทอดที่ดูน่ารับประทานตามข้างถนน ถูกทอดด้วยน้ำมันที่ผ่านการทอดไก่มาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง หากเราไปจ่ายตลาดซื้อผัก ผลไม้ ซึ่งจะได้ของสดราคาถูกกว่าหากซื้อตามร้านซูเปอร์มาร์เก็ตมาก แต่ก็เชื่อแน่ว่า คงประกอบไปด้วยยาฆ่าแมลงในปริมาณเกินกว่าที่ อ.ย.กำหนดอย่างแน่นอน

ครั้นจะซื้อผักออร์เเกนิกตามห้างมารับประทาน ซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำ แต่ราคาก็ต่างจากการไปช้อปที่ตลาดสดถึง 2-3 เท่า เงินจำนวน 1,000 บาทสมัยนี้ สามารถนำผักผลไม้กลับมาบ้านได้ไม่ถึง 10 รายการ หากซื้อตามห้างทั่วไป และเป็นผักอินทรีย์ ตลาดนัดผู้บริโภคกับเกษตรกรผู้ปลูกอินทรีย์ หรือ Farmers' Market อย่างในต่างแดนก็ไม่มี หากต้องการซื้อหมูหรือไก่ตามห้าง เราก็คงพอจะเดากันได้ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากบริษัทไหน ซึ่งมีเพียง 2-3 บริษัทเท่านั้นที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหมู เนื้อไก่ในประเทศ

แล้วจะเรียกว่าผู้บริโภคของไทยมีทางเลือกมากมายได้อย่างไร

เรามักเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า Vote with your Pocket หรือลงคะแนนเสียงด้วยเงินในกระเป๋าสตางค์ของคุณเอง ซึ่งหมายถึงว่าผู้บริโภคสามารถบอกร้านค้าได้ว่าตนจะไม่ยอมซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ปนเปื้อนสารพิษ ไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป ด้วยการหันไปซื้อสินค้าอื่นที่ปลอดภัยกว่า แต่ถ้าสินค้าทางเลือกที่ปลอดภัยไม่มีวางขายอยู่ในตลาดทั่วไปมากนัก หรือถ้ามี ราคาก็มักจะเกินจำนวนเงินในกระเป๋าของเราๆ ท่านๆ ไปมาก และในเมื่อทางเลือกดูเหมือนจะเป็นทางตัน จะมีสักกี่คนที่จะสามารถโหวตด้วยกระเป๋าสตางค์ของตัวเองได้

หมายเหตุ :
* ดูคำปราศรัยของ Congresswoman Anna G.Eschoo แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย http://eshoo.house.gov/index.php? option=com_content&task=view&id=104

by ThaiWebExpert