ประกาศโครงการ



 

ประกาศ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

 

เรื่อง  รับข้อเสนอโครงการวิจัย

 ความแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : ผลกระทบ การปรับตัว

และนัยยะต่อสิ่งแวดล้อม ต่อเศรษฐกิจและการค้า และต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

                                                                           

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนเป็นปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญและเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารและต่อภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ขณะเดียวกันมาตรการและพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ และ/หรือมาตรการฝ่ายเดียวที่กำหนดขึ้นโดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยเพื่อพยายามลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้ก่อให้เกิดโลกร้อน หรืออุณหภูมิในบรรยากาศของโลกสูงขึ้น อาจสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในด้านการแข่งขันทางการค้า การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งปัญหาข้อพิพาททางการค้า

การเตรียมความพร้อมในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ของไทยในระยะต่อไป ต้องการการศึกษา การหาข้อมูล และการหามาตรการแก้ไขเรื่องก๊าซเรือนกระจก โลกร้อน และสภาพภูมิอากาศ ที่อยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การเจรจาระหว่างประเทศเรื่องโลกร้อน

 

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย จึงประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัย เพื่อเชิญชวนนักวิจัย ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ รวมถึงผู้ที่มีความสนใจในเรื่องดังกล่าว ได้นำเสนอข้อเสนอโครงการวิจัยภายใต้กรอบโจทย์วิจัย  ได้แก่  (1) สาขาการผลิตและกิจกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อมในการลดก๊าซเรือนกระจก (2) เครื่องมือหรือกลไกเพื่อการจัดการแก้ไขปัญหาและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3) บทบาทการเมืองด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อยุทธศาสตร์การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (4) การจัดการความเสี่ยงจากความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ และ (5) การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตระยะยาว

 

1.       สาขาการผลิตและกิจกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อมในการลดก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลศักยภาพ ต้นทุน และวิธีการหรือแนวทางในการลดก๊าซเรือนกระจกใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการผลิตสินค้าส่งออกของไทยในอันดับต้นๆ กลุ่มการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากสุด และกลุ่มที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก   โดยตอบคำถามต่อไปนี้

1.1   สถานภาพปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการคาดการณ์แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามสถานการณ์การปล่อยแบบปกติ  (business-as-usual)   และตามปีฐาน (base year)

1.2   ตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงสถานภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อใช้เป็นดัชนีกำหนดเส้นฐานการปล่อย (baseline หรือbenchmark) เช่น ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (emission-intensity) ความเข้มข้นการใช้พลังงาน (energy-intensity)ฯลฯ

1.3   ศักยภาพและความเป็นไปได้ในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงต้นทุนดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก

1.4   ต้นทุนและผลประโยชน์สุทธิระหว่างการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก กับ การไม่ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิจารณาความได้เปรียบ/เสียเปรียบทางการค้า เช่น เปรียบเทียบต้นทุนจากมาตรการเก็บภาษีสำหรับสินค้าผ่านแดน/การบังคับซื้อ กับ ต้นทุนดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก

1.5   มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศต่างๆ ที่ใช้กับสาขาการผลิตที่ทำการศึกษา เช่น ภาษีคาร์บอน การซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือการค้าคาร์บอนเครดิต การบังคับซื้อใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ  

1.6   ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการเพื่อการดำเนินงานภายในประเทศ และเพื่อการเจรจาพหุภาคีและทวิภาคี รวมทั้งเพื่อการปรับตัวเชิงรับและรุกของผู้ผลิต/ผู้ประกอบการกับมาตรการฝ่ายเดียวของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย  เช่น

1)       การกำหนดกลยุทธ์มาตรการภายในประเทศโดยใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เพื่อตอบโต้หรือรองรับมาตรการทางการค้า หรือ มาตรการโลกร้อนของความตกลงพหุภาคี ทั้งนี้ควรจะมีการพิจารณาเรื่องโครงสร้างของตลาดสินค้าที่ไทยส่งออกด้วย เช่น สมมุติกรณีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประเทศไทยมีอำนาจการต่อรองทางการค้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เป็นต้น

2)       ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศจะมากน้อยเพียงใด ถ้าประเทศไทยดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาการเกษตรกรรม สาขาพลังงาน หรือ สาขาคมนาคมขนส่ง

3)       การผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปยังผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ในรูปของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ หรือ ในรูปของการบ่งบอกต้นทุนส่วนเพิ่มของค่าใช้จ่าย

 

2.       เครื่องมือหรือกลไกเพื่อการจัดการแก้ไขปัญหาและลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2.1      เครื่องมือหรือกลไกเพื่อการจัดการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละสาขาการผลิต

1)       เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยศึกษาทางเลือกของมาตรการต่างๆ เช่น  มาตรฐานด้านเทคโนโลยี  ภาษีคาร์บอน   ใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  เป็นต้น (ควรศึกษาครอบคลุมทั้ง baseline-based และ allowance-based)

2)       อัตราภาษีที่เหมาะสม (optimal carbon tax) สำหรับแต่ละสาขาการผลิต

ทั้งนี้ควรพิจาณาเลือกสาขาการผลิตที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย (ทั้งระดับภายในประเทศ และการค้า-การลงทุนระหว่างประเทศ) และปัจจัย พิจารณา เช่น ความยืดหยุ่นต่อราคาและรายได้ของอุปสงค์ของสินค้า (price and income elasticity of demand) กลุ่มผู้ได้เสียจากการเสียภาษีคาร์บอน โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (อุปสงค์-อุปทานภายในประเทศและในตลาดโลก ประเทศคู่แข่ง การเข้าถึงเทคโนโลยีการกำจัดก๊าซ) ความร่วมมือหรือความตกลงระหว่างผู้ประกอบการในสาขาการผลิตเดียวกันทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ

2.2      เครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์หรือด้านกฎหมายที่เหมาะสม โดยควรศึกษาเปรียบเทียบกับแนวทางการดำเนินงานของประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย เป็นต้น

2.3      กรอบและแนวความคิดเพื่อการพัฒนากลไกการจัดการภายในประเทศเพื่อรองรับหลักการภายใต้แผนงานลดก๊าซเรือนกระจก (Nationally Appropriate Mitigation Actions; NAMA)  รวมถึงเทคนิคและวิธีการเรื่องกระบวนการตรวจสอบ การตรวจวัด การรับรอง และการจัดทำรายงาน (Measurement, Reporting and Verification : MRV)  

 

  

3.       บทบาทการเมืองด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อยุทธศาสตร์การเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

3.1      บทบาทของจีน บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ

3.2      ความมั่นคงด้านพลังงานกับการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ

3.3      ยุทธศาสตร์ของประเทศหรือกลุ่มประเทศต่างๆ ในการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศ เช่น จีน สหภาพยุโรป กลุ่มอาฟริกา

 

4.       การจัดการความเสี่ยงจากความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ

เป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำมาซึ่งการลดความสูญเสียจากผลกระทบ การเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือ และการเสนอแนะมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในการปรับตัวเข้ากับความแปรปรวนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรและป่าไม้ และแหล่งน้ำ โดยมีประเด็นวิจัยต่อไปนี้

4.1   เครื่องมือหรือดัชนีชี้วัดเพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ความถี่ ระดับความรุนแรงของความแปรปรวนสภาวะอากาศที่เกิดในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ระบบมรสุม ลม-ฝน อุทกศาสตร์ สมุทรศาสตร์ และระบบอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศของไทย

4.2   ลักษณะกลไกและกระบวนการเพื่อให้เข้าใจการเกิด ความรุนแรง ความถี่ แนวโน้มการเปลี่ยน แปลงของการเกิดสภาวะรุนแรงต่างๆ  (extreme events)  ระบบลมมรสุม  และลักษณะของฝน เช่น ฝนตกหนัก การกระจายตัว ความถี่และปริมาณน้ำฝน ความแห้งแล้ง พายุ และปรากฏการณ์ความรุนแรงทางสภาพภูมิอากาศอื่นๆ

4.3   การวิเคราะห์และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบความเสียหายหรือโอกาสที่อาจเกิดขึ้นกับความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการศึกษา sensitivity ของระบบ และการหาตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับตัวแปรสภาพภูมิอากาศเพื่อคาดการณ์ผลผลิตของระบบการผลิตและระบบเศรษฐกิจ

4.4   การวิเคราะห์ความต้องการ ระดับความสามารถในการรับมือ (coping capacity) และมาตรการจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความรุนแรง/ความเสียหายจากความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศ

 

5.       การประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตระยะยาว

5.1   การปรับปรุงหรือพัฒนาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเพื่อสร้างภาพฉายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตให้มีความเหมาะสมในเงื่อนไขต่างๆ เช่น การนำเข้าปัจจัยลักษณะเฉพาะของประเทศไทยหรือลักษณะท้องถิ่น การใช้ new emission scenarios เป็นต้น

5.2   การศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลบริเวณประเทศไทย และต่อทรัพยากรน้ำ และต่อภาคเกษตรและป่าไม้

 

วิธีการขอรับทุนสนับสนุนการวิจัย

            นักวิจัยและนักวิชาการที่สนใจสามารถเลือกหัวข้อย่อยเดียว หรือ เป็นกลุ่มหัวข้อในการเสนอเอกสารเชิงหลักการ (concept paper) จำนวน 3 ชุด โดยมีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 (ความยาว 4-5 หน้ากระดาษเอ 4)

(1)      ชื่อโครงการ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)

(2)      ชื่อหัวหน้าโครงการ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) หน่วยงานต้นสังกัด และสถานที่ติดต่อทางจดหมาย โทรสาร โทรศัพท์ และ e-mail address

(3)      วัตถุประสงค์ และ ผลลัพธ์ (output) ที่จำเพาะของโครงการ

(4)      หลักการและเหตุผล ทบทวนบริบทของประเด็นวิจัย และสถานะของงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

(5)      วิธีดำเนินการวิจัย (research methodology)

(6)      การใช้ผลงานวิจัยและผู้ใช้ผลงาน

(7)      เงินสนับสนุนและเวลาที่คาดว่าจะต้องใช้

ส่วนที่ 2 (เอกสารประกอบ)

(1)      รายชื่อและหน่วยงานของผู้ร่วมวิจัย

(2)      ประวัติและข้อมูลผลงานวิชาการอย่างสั้นๆ ของหัวหน้าโครงการและผู้ร่วมวิจัย

(3)      ข้อเสนอโครงการที่เสนอหรือมีโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้เสนอขอทุนต่อแหล่งทุนอื่นหรือไม่ กำหนดทราบผล (หรือสถานภาพเท่าที่ทราบ)

(4)      จำนวนโครงการที่คณะผู้วิจัยกำลังดำเนินการอยู่ โดยขอให้ระบุระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของแต่ละโครงการ ทั้งในฐานะหัวหน้าโครงการ และผู้ร่วมโครงการ

 

 

            ผู้สนใจโปรดส่งเอกสารเชิงหลักการได้ที่

 

หัวข้อวิจัยที่ 1-3

หัวข้อวิจัยที่ 4-5

ผู้ประสานงาน :  นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์   
ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลง
พหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน

สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

เลขที่ 8/16 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา

เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

โทร. 02-282-8896

โทรสาร. 02-282-8897

E-mail : sbuntoon@thaipeople.org

(ศึกษาข้อมูลชุดโครงการฯ ที่http://www.measwatch.org )

ผู้ประสานงาน : ผศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง

ศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGLOB)

บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เลขที่ 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด

เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140

โทร. 02-470-8309-10 ต่อ 4119, 4144

โทรสาร 02-872-9805

Email: amnat_c@jgsee.kmutt.ac.th, matanapan@jgsee.kmutt.ac.th

(ศึกษาข้อมูลชุดโครงการฯ ที่

http://climatechange.jgsee.org )

 

 

            หมดเขตกำหนดรับข้อเสนอโครงการวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

 

ประกาศ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

 

 

(ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์)

ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

 

 

ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ

 โทรศัพท์ 02-278-8230-31 โทรสาร 02-278-8225

การสัมมนา Green Diplomacy Lecture Series ครั้งที่ 4

2011-01-26

“The Age of Stupid ดูเข(ล)า มองเรา:
บทบาทสื่อกับประเด็นสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในสังคมไทย”

วันพุธที่ 26 มกราคม 2554 เวลา 13.30 – 16.30 น.
ห้องประชุมนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ
จัดโดย กระทรวงการต่างประเทศ

กำหนดการ

13.00 – 13.30 น. ลงทะเบียน
13.30 – 13.45 น. ปาฐกถานำ หัวข้อ “บทบาทสื่อกับประเด็นสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศในสังคมไทย”
13.45 – 15.15 น. ฉายภาพยนตร์เรื่อง “The Age of Stupid: ยุคแห่งความโง่เขลา”
15.15 – 15.30 น. พัก
15.30 – 16.30 น. ร่วมเสวนาในหัวข้อ “ดู เข(ล)ามองเรา: บทบาทสื่อกับประเด็นสิ่งแวดล้อม
ระหว่างประเทศในสังคมไทย”
โดย นายธารา บัวคำศรี ผู้แทนประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสาร a day ผู้ก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา
นายทรงพล จั่นลา ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์(The Idol: คนบันดาลใจ)
นางสาวปิยะภรณ์ วงศ์เรือง หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

แจ้งลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่คุณชยาวรรณ คล่องสิริถาวร 0 2643 5000 ต่อ 12248 หรือ โทรสาร 0 2643 5080 และ ทาง s_chayawank@mfa.go.th

ประเด็นท้าทาย-ข้อเสนอเชิงนโยบายและการเจรจาของไทย เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

พิมพ์เมื่อ: 
พ.ย. 2553
พิมพ์โดย: 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

บทสรุปสาระสำคัญ (Executive Summary)

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

"สหรัฐอเมริกาให้สัญญาลดโลกร้อน" (บทความพิเศษ)

ผู้เขียน: 
จูดิธ บ. เซฟคิน
ในปัจจุบันนี้ ทั่วโลกต่างได้เห็นผลอันร้ายแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นและธารน้ำแข็งละลายไปจนถึงการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและความแห้งแล้งมีระยะเวลานานขึ้น สถานการณ์โลกเราจะเลวร้ายลงหากประชาคมโลกไม่เพิ่มความพยายามในการแก้ปัญหานี้ การประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่เม็กซิโกจะเป็นการเปิดโอกาสให้เราก้าวไปข้างหน้า และเราทุกคนต้องฉวยโอกาสนี้ไว้

การแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิให้แก่ราษฎรในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง...18 มกราคม 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

1. รับทราบผลความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการของคณะกรรมการติดตามผลการ ดำเนินการแก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิให้แก่ราษฎรในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญและเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตาม ปฏิทินการปฏิบัติงานสำหรับพื้นที่ส่วนที่เหลือซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการ ดำเนินการถอนสภาพของกรมป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กรมพัฒนาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ก่อนการออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎร

3. กรณีที่ดินที่ตั้งตลาดสดบ้านเมาะหลวงนั้น ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้เทศบาลตำบลแม่เมาะ ดำเนินการจัดหาประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวโดยใช้เป็นพื้นที่ตลาดสด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 10 และ 11

4. กรณีที่ดินที่เป็นที่ตั้งสหกรณ์การเกษตรแม่เมาะพัฒนา จำกัด และสหกรณ์การเกษตรแม่เมาะ จำกัด นั้น ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ทางราชการจะออกเอกสารสิทธิให้ได้ จึงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้เทศบาลตำบลแม่เมาะดำเนินการจัดหาผลประโยชน์ โดยให้สหกรณ์ทั้ง 2 แห่ง เช่าที่ดินดังกล่าว ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมาย ที่ดิน มาตรา 10 และ 11

ระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำ (Procedures of Water Quality)...18 มกราคม 2554

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเสนอ และ อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำใน นามรัฐบาลไทย โดยสามารถปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำ เป็นเอกสารแสดงคำมั่นของประเทศภาคีสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ที่จะร่วมมือกันสร้างสรรค์และได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการใช้น้ำของลุ่มแม่น้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรมในอาณาเขตประเทศตน ดังมีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

1. คำนิยาม คุณภาพน้ำที่ดี/ยอมรับได้ หมายถึง น้ำที่มีคุณภาพซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามที่ประเทศภาคีสมาชิกจะกำหนดร่วมกัน สำหรับคำนิยามอื่นจะปรากฏอยู่ในแนวทางด้านเทคนิค โดยคณะกรรมการร่วม คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มีหน้าที่ในการทบทวนและปรับปรุงเป็นระยะ

2. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพน้ำที่ดี/ยอมรับได้ อันจะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของลุ่มแม่น้ำโขง

3. แนวทางการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำและการ ตระหนักถึงหลักการที่กำหนดไว้ ประเทศ ภาคีสมาชิกพึง 1) พยายามทุกวิถีทางที่จะรักษาคุณภาพน้ำที่ดี/ยอมรับได้ของ แม่น้ำโขงสายประธาน 2) เสริมสร้างความเข้มแข็งของแผนงานภายใต้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงที่มีอยู่ หรือหากจำเป็นก็อาจจัดตั้งแผนงานขึ้นใหม่ เพื่อทำหน้าที่ติดตามและประเมินคุณภาพน้ำของแม่น้ำโขงสายประธาน 3) ร่วมกันพัฒนาแนวทางด้านเทคนิค สำหรับดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติดังกล่าว ทั้งนี้ จะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการร่วม คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง 4) ดำเนินการวิจัยเพื่อกลั่นกรองแนวทางด้านเทคนิค สนับสนุนการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ

4. สถานการณ์ฉุกเฉินด้านคุณภาพน้ำ ประเทศภาคีสมาชิก จะจัดทำแผนตอบสนองสถานการณ์ฉุกเฉินด้านปัญหาคุณภาพน้ำ ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินใด ๆ พึงต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 และ 10 ของความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 รวมถึงระเบียบปฏิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

5. การมีส่วนร่วมของสาธารณะ ประเทศภาคีสมาชิก พึงส่งเสริมให้สาธารณชนเกิดความตระหนักและมีส่วนร่วมในการรักษาคุณภาพน้ำที่ดี/ยอมรับได้

6. การจัดองค์กร การดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติด้านคุณภาพน้ำ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจาก 1) คณะมนตรีฯ มีหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบปฏิบัติ ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 และระเบียบปฏิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2) คณะกรรมการร่วมฯ มีหน้าที่เสริมสร้างความเข้มแข็ง รักษา หรือในกรณีจำเป็นอาจติดตั้งสถานีตรวจสอบคุณภาพน้ำขึ้นใหม่ การ จัดตั้งกรอบการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ ประสานงานกับคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติ ในการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล พร้อมทั้งจัดทำ รับรอง และทบทวนแนวทางด้านเทคนิค ภายใต้ระเบียบปฏิบัติเรื่องคุณภาพน้ำ 3) สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มีหน้าที่สนับสนุนด้านการบริหาร/เทคนิค การอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการร่วมฯ และคณะทำงานด้านเทคนิคในการจัดทำกรอบการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ การ ประสานงานกับคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติ 4) คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติของทั้ง 4 ประเทศ มีหน้าที่ในการประสานสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ เรื่องคุณภาพน้ำ รวมทั้งแผนงาน/กิจกรรมที่จะอำนวยความสะดวกในการบำรุงรักษาคุณภาพน้ำที่ดี/ยอมรับได้

7. บทบัญญัติสุดท้าย การแก้ไขเพิ่มเติม หรือการเปลี่ยนแปลงระเบียบปฏิบัติ คณะกรรมการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะดำเนินการเสนอเรื่องให้คณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงพิจารณาอนุมัติ นอกจากนี้ระเบียบปฏิบัติเรื่อง คุณภาพน้ำจะมีผลบังคับใช้ระหว่างประเทศภาคีสมาชิก ณ วันที่คณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พิจารณาอนุมัติ

องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิต (Unitisation Agreement, UA)....18 มกราคม 2554

องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิต (Unitisation Agreement, UA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) สำหรับการเข้าร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมี (Bumi) ในแปลง A-18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียและแหล่งภูมีใต้ (Bumi South) ในแปลง PM 301 ของประเทศมาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมีและภูมีใต้ (Bumi - Bumi South UA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS – บริษัท น้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย) สำหรับการเข้าร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมีในแปลง A-18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียและแหล่งภูมีใต้ในแปลง PM 301 ของประเทศมาเลเซีย โดย ให้แจ้งองค์กรร่วมให้สามารถลงนามได้เมื่อร่างข้อตกลงได้ผ่านการตรวจพิจารณา จากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และอนุมัติให้กระทรวงพลังงานได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2552 (เรื่องการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน) โดยในกรณีที่มีข้อพิพากให้สามารถนำเสนออนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดได้

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงพลังงาน (พน.) รายงานว่า

1. การผลิตก๊าซจากแหล่งภูมี (Bumi) ขององค์กรร่วมจะไม่สามารถกระทำได้หากไม่ได้รับการยินยอมจาก PETRONAS เนื่องจากโครงสร้างกักเก็บปิโตรเลียมมีความต่อเนื่องคร่อมเส้นกรอบพื้นที่พัฒนาเข้าร่วมไปในพื้นที่แปลง PM 301 ของประเทศมาเลเซีย องค์กรร่วมและ PETRONAS จึงเห็นชอบที่จะร่วมกันผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่นี้ครอบคลุมพื้นที่149 ตารางกิโลเมตร (อยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาร่วม 95 ตารางกิโลเมตร และอยู่ในเขตพื้นที่ประเทศมาเลเซีย 54 ตารางกิโลเมตร) ในสัดส่วน แบ่งปันผลผลิตเบื้องต้น (Initial Tract Particpation, ITP) แปลง A-18 ขององค์กรร่วมได้รับร้อยละ 60.06 และแปลง PM 301 ของมาเลเซียได้รับร้อยละ 39.94

2. ตามสัญญาซื้อขายก๊าซ (Gas Sales Agreement, GSA) ของแปลง A-18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย องค์กรร่วมต้องส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ซื้อระยะที่ 1 (ผลิตจากแหล่ง Cakerawala) ในอัตรา 390 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (PETRONAS เป็นผู้รับก๊าซ) และระยะที่ 2 (ผลิตจากแหล่ง Bulan, Bumi และ Suriya) ในอัตรา 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน [บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับก๊าซ]

3. ร่างข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) ที่ คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ (22 มกราคม 2551) เป็นเพียงกรอบหลักการเบื้องต้นซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกัน ผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมีและภูมีใต้ (Bumi - Bumi South UA) โดยทั้งสองฝ่ายได้เจรจาตกลงกันยกร่างแล้วเสร็จและได้รับความเห็นชอบจากคณะ กรรมการองค์กรร่วมในการประชุมครั้งที่ 91 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 ด้วยแล้ว รวมถึงได้มีการลงนามกำกับย่อ (Initial) โดยคู่สัญญาทุกรายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

4. ในการยกร่างข้อตกลงได้ร่างขึ้นภายใต้หลักการและอยู่ในกรอบของข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) ที่ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลทั้งสอง องค์กรร่วมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยประกอบด้วยอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเป็นประธาน และ ผู้แทนจาก อส. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมสรรพากรเป็นคณะอนุกรรมการช่วยตรวจพิจารณาร่างข้อตกลงดังกล่าวก่อนนำ เสนอให้คณะกรรมการองค์กรร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอขอความเห็นชอบจาก รัฐบาลทั้งสองต่อไป

อนึ่ง พน. โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ส่งร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิต (Bumi - Bumi South UA) นี้ ให้ อส. ตรวจพิจารณาควบคู่กันไปด้วยแล้ว

5. ร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมีและภูมีใต้ (Bumi - Bumi South UA) นี้จัดทำเพื่อกำหนดสิทธิและพันธะระหว่างองค์กรร่วมและ PETRONAS รวมถึงการดำเนินงานและการจัดการในการร่วมกันพัฒนาและ ผลิตปิโตรเลียมแห่งภูมีและภูมีใต้ โดยกำหนดขอบเขตพื้นที่ร่วมผลิต (Unit Area) ขนาด 149 ตารางกิโลเมตร (อยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาร่วม 95 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ของประเทศมาเลเซีย 54 ตารางกิโลเมตร) กำหนดสัดส่วนแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียมเบื้องต้น (Initial Tract Particpation) คือ แปลง A-18 ได้รับร้อยละ 60.06 และแปลง PM 301 ได้รับร้อยละ 39.94 และสามารถ ทำการประเมินสัดส่วนผลผลิตปิโตรเลียม (re-determination) ทุก 5 ปี ในกรณีที่ผลการประเมินมีความแตกต่างกันโดยรวมเกินกว่าร้อยละ 3 ให้มีการปรับสัดส่วนแบ่งปันผลผลิตและให้แบ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามสัด ส่วนผลผลิตดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ใช้แผนการพัฒนาของแปลง A-18 และขายก๊าซในราคาตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขายก๊าซแปลง A-18 และให้มีคณะกรรมการ Unit Management Committee ฝ่ายละ 4 คนเท่า ๆ กัน ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการและกำกับดูแลการดำเนินงาน

6. องค์กรร่วมได้มีหนังสือที่ MTJA/BS&LS/10/0222 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 ขอนำร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งภูมีและภูมีใต้ (Bumi - Bumi South UA) ที่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์กรร่วมแล้วเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาให้ ความเห็นชอบเพื่อให้เป็นไปตามข้อ 7 (2) (จ) ของความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลมาเลเซียว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 เพื่อที่จะได้มี การลงนามข้อตกลงดังกล่าวระหว่างองค์กรร่วมและ PETRONAS ต่อไป

ขออนุมัติให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามใน Letter of Agreement (LOA)....18 มกราคม 2554

ขออนุมัติให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามใน Letter of Agreement (LOA) และดำเนินการโครงการ UNEP-GEF Conservation and Sustainable Use of Cultivated and Wild Tropical Fruit Diversity : Promoting Sustainable Livelihoods, Food Security and Ecosystem Services (GLF-2328-2712-4A24)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินโครงการ UNEP-GEF Conservation and Sustainable Use of Cultivated and Wild Tropical Fruit Diversity : Promoting Sustainable Livelihoods, Food Security and Ecosystem Services (GLF-2328-2712-4A24)

2. เห็นชอบให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรลงนามใน Letter of Agreement (LOA) สำหรับโครงการฯ

3. อนุมัติในหลักการว่าก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไข LOA ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ใน ดุลพินิจของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า

1.1 กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบ United Nation Environment Program-Global Environment Facility (UNEP-GEF) โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมไม้ผลและการใช้ ประโยชน์ของความหลากหลายของเชื้อพันธุกรรมไม้ผลในการเพิ่มรายได้แก่ชุมชน ท้องถิ่น การช่วยส่งเสริมการป้องกันและลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการเพิ่มสมรรถนะและพัฒนาบุคลากรของ กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1.2 โครงการฯ ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินงบประมาณจำนวน 714,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก GEF-4 ภายใต้ GEF Resource Allocation Framework ของประเทศไทย และ Bioversity International (เดิม International Plant Genetic Resources Institute – IPGRI) ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ขอให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพิจารณาลงนามใน LOA เพื่อโอนเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินการโครงการฯ อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรไม่สามารถดำเนินการโครงการฯ นี้

และไม่สามารถลงนามในข้อตกลง LOA ได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การโอนเงินงบประมาณในการ ดำเนินการโครงการฯ จะต้องมีการลงนามใน LOA ซึ่งจะให้กรมวิชาการเกษตรเป็นปีต่อปีเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงสิ้นสุดโครงการฯ

1.3 กรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเพื่อพิจารณา LOA ดังกล่าว ซึ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้ให้ความเห็นว่า เนื่องจาก Bioversity International มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศ และตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งระบุว่า “หนังสือ สัญญาหมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกประเภทที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทย กับต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศไม่ว่าถูกบันทึกไว้ในเอกสารฉบับ เดียวหรือหลายฉบับที่เกี่ยวพันกัน และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร” จึงต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน (ลงนาม) สำหรับประเด็นว่า ร่างหนังสือ LOA นี้ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยหรือไม่นั้น โดยที่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือ สัญญาตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคห้ากำหนด จึงเห็นควรใช้แนวปฏิบัติที่ผ่านมา กล่าวคือ ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจะต้องเป็นผู้ให้ความเห็นคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่ เกี่ยวข้องจะต้องให้ความเห็นประกอบเพื่อการพิจารณาด้วย

1.4 กษ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการดำเนินการความร่วมมือทางวิชาการใน ด้านการพัฒนาวิธีการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมไม้ผล และการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายของเชื้อพันธุกรรมไม้ผลในการเพิ่มราย ได้แก่ชุมชนท้องถิ่น และการช่วยส่งเสริมการป้องกันและลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมี สิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 190 วรรคสอง

2. กษ. รายงานเพิ่มเติมว่า

2.1 ร่าง LOA ฉบับนี้ เป็นข้อตกลงเพื่อโอนงบประมาณที่ประเทศไทยจะได้รับในการดำเนินงานตามกิจกรรม ต่าง ๆ สำหรับปีที่ 1 (Work Plan 2009 – 2010) จำนวน 81,748 ดอลลาร์สหรัฐ (ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2552 – 31 ธันวาคม 2552) ซึ่งโครงการฯ นี้ เป็นโครงการ 5 ปี (ตั้งแต่ 26 มกราคม 2552 – 31 ธันวาคม 2556) โดยจะต้องทำข้อตกลง LOA เป็นปีต่อปี แต่เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาการตีความข้อตกลง LOA ดังกล่าว ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทำให้มีความล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทาง Bioversity International ได้มีหนังสือถึงกรมวิชาการเกษตรว่า ให้สามารถขยายเวลาจาก LOA ฉบับนี้ไปเป็นจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และเมื่อจัดทำรายงานผลการดำเนินงานสำหรับปีที่ 1 แล้ว ก็สามารถทำข้อตกลง LOA เพื่อของบดำเนินการตามกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับปีที่ 2 (Work Plan 2011) ได้เลย เนื่องจากเป็นโครงการฯ ต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยจะได้รับงบประมาณทั้ง 5 ปี เป็นเงิน 714,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2.2 สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ไม่มีผลภาระผูกพันในส่วนของ co-financing นั้น ประเทศไทยให้ความร่วมมือต่อโครงการฯ ในลักษณะ In kind คือการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ต่อโครงการฯ และ In cash หมาย ถึง งบประมาณที่กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการวิจัยอยู่แล้ว โดยงบประมาณปกติที่เกี่ยวข้องกับพืชไม้ผล 4 ชนิดนี้ คือ มะม่วง เงาะ มังคุด และส้ม

2.3 ประโยชน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัดของโครงการฯ คือ

1) ชุมชนที่ร่วมดำเนินโครงการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เพื่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2) ชุมชนมีการบริโภคผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชน มีความมั่นคงทางอาหาร

3) พันธุกรรมเชื้อพันธุ์ไม้ผล 4 ชนิดดังกล่าว ได้รับการอนุรักษ์ทั้งในสภาพแปลงเกษตรกรในท้องถิ่น ชุมชน และในสภาพป่าธรรมชาติด้วยหลักการปฏิบัติที่ดี ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศน์ ปกป้อง และลดสภาวะโลกร้อน

4) อย่างน้อยร้อยละ 3 ของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่โครงการฯ ได้รับการพัฒนาและฝึกอบรม มีการใช้ ชุดของการปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป เพิ่มมูลค่า และการตลาด

5) อย่างน้อย 10 ของตัวแทนเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่โครงการได้รับการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ เชื้อ พันธุ์พืช และสิ่งแวดล้อม

6) ชุมชนได้เผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชนกลุ่มอื่น ๆ ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ต่อผู้อื่น

7) ผู้ปฏิบัติงานและผู้ร่วมโครงการภาครัฐ ได้รับการพัฒนาฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์เชื้อพันธุ์พืช และ สิ่งแวดล้อมในระดับสากล เป็นการพัฒนาทักษะความรู้ ประสบการณ์ และฝึกความเป็นผู้นำ

8) ผู้ร่วมปฏิบัติงานโครงการ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้มีเครือข่าย และสร้าง สัมพันธภาพที่ดีต่อกันในภูมิภาคเอเชียและประเทศตนเอง

2.4 กรมสนธิสัญญาและกฎหมายให้ความเห็นต่อร่าง LOA โดย เฉพาะข้อ 11 วรรคสอง ให้ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการถ่ายทอดพันธุ์พืชไปจากประเทศไทย จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวางตาม มาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน (ลงนาม) กรมวิชาการเกษตรจึงได้ประสานงานไปยัง Bioversity International เพื่อแก้ไขข้อ 11 วรรคสอง ว่าจะไม่มีการถ่ายทอดพันธุ์พืชไปจากประเทศไทย และคำว่า material ที่ระบุถึงนั้นหมายถึงข้อมูลหรือความรู้ที่เกิดจากการดำเนินการโครงการฯ นี้เท่านั้น ดังนั้น ร่าง LOA ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย มาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

2.5 ตามเงื่อนไขทั่วไปของข้อตกลงใน LOA หาก มีข้อขัดแย้งหรือการโต้แย้งใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตีความ หรือการดำเนินการของข้อตกลงฉบับนี้ ให้จัดการโดยการตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ ซึ่งในทางปฏิบัติในระยะเวลามากกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรมีความร่วมมือทางวิชาการกับ Bioversity International นี้ ไม่เคยเกิดปัญหาข้อขัดแย้ง มีแต่การสนับสนุนซึ่งกันและกันในทางวิชาการ ซึ่งไม่น่าเกิดการละเมิดต่อกันในข้อตกลงนี้ หากมีปัญหาทั้ง 2 ภาคี น่าจะเจรจายุติข้อขัดแย้งกันก่อนได้ ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นเงื่อนไขปกติทั่วไปขององค์กรระหว่างประเทศ

เรื่อง ขออนุมัติให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามใน Letter of Agreement (LOA) ....18 มกราคม 2554

เรื่อง ขออนุมัติให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามใน Letter of Agreement (LOA) และดำเนินการโครงการ UNEP-GEF Conservation and Sustainable Use of Cultivated and Wild Tropical Fruit Diversity : Promoting Sustainable Livelihoods, Food Security and Ecosystem Services (GLF-2328-2712-4A24)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินโครงการ UNEP-GEF Conservation and Sustainable Use of Cultivated and Wild Tropical Fruit Diversity : Promoting Sustainable Livelihoods, Food Security and Ecosystem Services (GLF-2328-2712-4A24)

2. เห็นชอบให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรลงนามใน Letter of Agreement (LOA) สำหรับโครงการฯ

3. อนุมัติในหลักการว่าก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไข LOA ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ใน ดุลพินิจของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ

สาระสำคัญของเรื่อง

1. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า

1.1 กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาโครงการฯ ตั้งแต่ปี 2547 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กรอบ United Nation Environment Program-Global Environment Facility (UNEP-GEF) โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมไม้ผลและการใช้ ประโยชน์ของความหลากหลายของเชื้อพันธุกรรมไม้ผลในการเพิ่มรายได้แก่ชุมชน ท้องถิ่น การช่วยส่งเสริมการป้องกันและลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการเพิ่มสมรรถนะและพัฒนาบุคลากรของ กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1.2 โครงการฯ ได้รับอนุมัติให้ใช้เงินงบประมาณจำนวน 714,000 ดอลลาร์สหรัฐ จาก GEF-4 ภายใต้ GEF Resource Allocation Framework ของประเทศไทย และ Bioversity International (เดิม International Plant Genetic Resources Institute – IPGRI) ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ขอให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรพิจารณาลงนามใน LOA เพื่อโอนเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินการโครงการฯ อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรไม่สามารถดำเนินการโครงการฯ นี้

และไม่สามารถลงนามในข้อตกลง LOA ได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ การโอนเงินงบประมาณในการ ดำเนินการโครงการฯ จะต้องมีการลงนามใน LOA ซึ่งจะให้กรมวิชาการเกษตรเป็นปีต่อปีเป็นระยะเวลา 5 ปี ถึงสิ้นสุดโครงการฯ

1.3 กรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเพื่อพิจารณา LOA ดังกล่าว ซึ่งกรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้ให้ความเห็นว่า เนื่องจาก Bioversity International มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศ และตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ซึ่งระบุว่า “หนังสือ สัญญาหมายถึงความตกลงระหว่างประเทศทุกประเภทที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศไทย กับต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศในรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศไม่ว่าถูกบันทึกไว้ในเอกสารฉบับ เดียวหรือหลายฉบับที่เกี่ยวพันกัน และไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร” จึงต้องได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน (ลงนาม) สำหรับประเด็นว่า ร่างหนังสือ LOA นี้ เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยหรือไม่นั้น โดยที่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือ สัญญาตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคห้ากำหนด จึงเห็นควรใช้แนวปฏิบัติที่ผ่านมา กล่าวคือ ส่วนราชการเจ้าของเรื่องจะต้องเป็นผู้ให้ความเห็นคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่ เกี่ยวข้องจะต้องให้ความเห็นประกอบเพื่อการพิจารณาด้วย

1.4 กษ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการดำเนินการความร่วมมือทางวิชาการใน ด้านการพัฒนาวิธีการอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมไม้ผล และการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายของเชื้อพันธุกรรมไม้ผลในการเพิ่มราย ได้แก่ชุมชนท้องถิ่น และการช่วยส่งเสริมการป้องกันและลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมี สิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 190 วรรคสอง

2. กษ. รายงานเพิ่มเติมว่า

2.1 ร่าง LOA ฉบับนี้ เป็นข้อตกลงเพื่อโอนงบประมาณที่ประเทศไทยจะได้รับในการดำเนินงานตามกิจกรรม ต่าง ๆ สำหรับปีที่ 1 (Work Plan 2009 – 2010) จำนวน 81,748 ดอลลาร์สหรัฐ (ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2552 – 31 ธันวาคม 2552) ซึ่งโครงการฯ นี้ เป็นโครงการ 5 ปี (ตั้งแต่ 26 มกราคม 2552 – 31 ธันวาคม 2556) โดยจะต้องทำข้อตกลง LOA เป็นปีต่อปี แต่เนื่องจากประเทศไทยมีปัญหาการตีความข้อตกลง LOA ดังกล่าว ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทำให้มีความล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทาง Bioversity International ได้มีหนังสือถึงกรมวิชาการเกษตรว่า ให้สามารถขยายเวลาจาก LOA ฉบับนี้ไปเป็นจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 และเมื่อจัดทำรายงานผลการดำเนินงานสำหรับปีที่ 1 แล้ว ก็สามารถทำข้อตกลง LOA เพื่อของบดำเนินการตามกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับปีที่ 2 (Work Plan 2011) ได้เลย เนื่องจากเป็นโครงการฯ ต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยจะได้รับงบประมาณทั้ง 5 ปี เป็นเงิน 714,000 ดอลลาร์สหรัฐ

2.2 สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ ไม่มีผลภาระผูกพันในส่วนของ co-financing นั้น ประเทศไทยให้ความร่วมมือต่อโครงการฯ ในลักษณะ In kind คือการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ต่อโครงการฯ และ In cash หมาย ถึง งบประมาณที่กรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการวิจัยอยู่แล้ว โดยงบประมาณปกติที่เกี่ยวข้องกับพืชไม้ผล 4 ชนิดนี้ คือ มะม่วง เงาะ มังคุด และส้ม

2.3 ประโยชน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัดของโครงการฯ คือ

1) ชุมชนที่ร่วมดำเนินโครงการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เพื่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

2) ชุมชนมีการบริโภคผลไม้ทั้ง 4 ชนิด เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เพื่อเสริมสร้างสุขอนามัยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ชุมชน มีความมั่นคงทางอาหาร

3) พันธุกรรมเชื้อพันธุ์ไม้ผล 4 ชนิดดังกล่าว ได้รับการอนุรักษ์ทั้งในสภาพแปลงเกษตรกรในท้องถิ่น ชุมชน และในสภาพป่าธรรมชาติด้วยหลักการปฏิบัติที่ดี ทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศน์ ปกป้อง และลดสภาวะโลกร้อน

4) อย่างน้อยร้อยละ 3 ของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่โครงการฯ ได้รับการพัฒนาและฝึกอบรม มีการใช้ ชุดของการปฏิบัติที่ดี (Good Practices) ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป เพิ่มมูลค่า และการตลาด

5) อย่างน้อย 10 ของตัวแทนเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่โครงการได้รับการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ เชื้อ พันธุ์พืช และสิ่งแวดล้อม

6) ชุมชนได้เผยแพร่ข้อมูลการปฏิบัติที่ดีสู่ชุมชนกลุ่มอื่น ๆ ทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี ต่อผู้อื่น

7) ผู้ปฏิบัติงานและผู้ร่วมโครงการภาครัฐ ได้รับการพัฒนาฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์เชื้อพันธุ์พืช และ สิ่งแวดล้อมในระดับสากล เป็นการพัฒนาทักษะความรู้ ประสบการณ์ และฝึกความเป็นผู้นำ

8) ผู้ร่วมปฏิบัติงานโครงการ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้มีเครือข่าย และสร้าง สัมพันธภาพที่ดีต่อกันในภูมิภาคเอเชียและประเทศตนเอง

2.4 กรมสนธิสัญญาและกฎหมายให้ความเห็นต่อร่าง LOA โดย เฉพาะข้อ 11 วรรคสอง ให้ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการถ่ายทอดพันธุ์พืชไปจากประเทศไทย จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวางตาม มาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน (ลงนาม) กรมวิชาการเกษตรจึงได้ประสานงานไปยัง Bioversity International เพื่อแก้ไขข้อ 11 วรรคสอง ว่าจะไม่มีการถ่ายทอดพันธุ์พืชไปจากประเทศไทย และคำว่า material ที่ระบุถึงนั้นหมายถึงข้อมูลหรือความรู้ที่เกิดจากการดำเนินการโครงการฯ นี้เท่านั้น ดังนั้น ร่าง LOA ที่ได้รับการแก้ไขแล้ว ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย มาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

2.5 ตามเงื่อนไขทั่วไปของข้อตกลงใน LOA หาก มีข้อขัดแย้งหรือการโต้แย้งใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการตีความ หรือการดำเนินการของข้อตกลงฉบับนี้ ให้จัดการโดยการตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ ซึ่งในทางปฏิบัติในระยะเวลามากกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรมีความร่วมมือทางวิชาการกับ Bioversity International นี้ ไม่เคยเกิดปัญหาข้อขัดแย้ง มีแต่การสนับสนุนซึ่งกันและกันในทางวิชาการ ซึ่งไม่น่าเกิดการละเมิดต่อกันในข้อตกลงนี้ หากมีปัญหาทั้ง 2 ภาคี น่าจะเจรจายุติข้อขัดแย้งกันก่อนได้ ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นเงื่อนไขปกติทั่วไปขององค์กรระหว่างประเทศ

เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจของโครงการต้นแบบเตาหลอมประสิทธิภาพสูงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (The Model Project for An Environmentally Conscious High-Efficiency Arc Furnace)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอดังนี้

1. เห็นชอบหลักการร่างบันทึกความเข้าใจของโครงการต้นแบบเตาหลอมประสิทธิภาพสูงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (The Model Project for An Environmentally Conscious High-Efficiency Arc Furnace) ระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อก. กับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (New Energy and Industrial Technology Development Organization : NEDO) ประเทศญี่ปุ่น โดยหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญ ให้ อก. ดำเนินการได้ โดยประสานงานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ต่อไป

2. อนุมัติให้อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย

3. เห็นชอบให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ให้อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมหรือผู้แทนเป็น ผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ

4. เห็นชอบหลักการให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร อุปกรณ์ของโครงการฯ ดังกล่าวจากองค์การ NEDO โดยในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการดังกล่าว ให้กระทรวงอุตสาหกรรมนำเรื่องเสนอคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กรมบัญชีกลางพิจารณาต่อไป

สำหรับการทำความตกลงกับต่างประเทศในโครงการต้นแบบเตาหลอมประสิทธิภาพสูงที่มีลักษณะทำนองนี้ ในคราวต่อไปกระทรวงอุตสาหกรรมต้องควรคำนึงถึงเรื่องการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ที่ได้จากการดำเนินโครงการด้วย

สาระสำคัญของเรื่อง

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) รายงานว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการอนุรักษ์พลังงานและพิทักษ์สิ่งแวดล้อมด้านการส่งเสริม อุตสาหกรรม ต่อเนื่องที่นำวัสดุเหลือทิ้งที่ผ่านการใช้งานแล้วมาสร้างมูลค่าและรายได้เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงานจากต่างประเทศ ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมของประเทศดีขึ้น สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้เพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเหล็กและ เหล็กกล้ายกระดับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของประเทศสูงขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ สามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาและได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว อก. จึง เห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน

สรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และอุทกภัยภาคใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มกราคม 2554)...18 มกราคม 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบข้อมูลสรุปสถานการณ์ภัยหนาว ภัยแล้ง และอุทกภัยภาคใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 มกราคม 2554) ของกระทรวงมหาดไทย

สาระสำคัญของเรื่อง

สรุปสถานการณ์ภัยหนาว และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 17 มกราคม 2554)

1. การคาดหมายลักษณะอากาศ (ระหว่างวันที่ 17 - 23 ม.ค. 2554)

1.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศว่า ในช่วงวันที่ 17 - 18 มกราคม 2554 บริเวณ ความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงยังคงปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิจะลดลงอีก 3 - 5 องศา และมีฝนเล็กน้อยบางแห่งในภาคเหนือ ส่วนมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรงและคลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 19 - 23 มกราคม 2554 บริเวณความกดอากาศสูงยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวยังคงมีอากาศ หนาวเย็นต่อเนื่องไปอีกและมีหมอกในตอนเช้า

1.2 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีโทรสารด่วนที่สุด ที่ มท 0616/ว 402 ลงวันที่ 17 ม.ค. 2554 แจ้งเตือนในช่วงระหว่างวันที่ 17 - 23 ม.ค. 2554 ให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 (สุราษฎร์ธานี) เขต 12 (สงขลา) เขต 18 (ภูเก็ต) และจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสภาวะฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงในภาคใต้ อาจสร้างความ เสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรของประชาชน และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันต่อเหตุการณ์

2. การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาวของกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยหนาว ปี พ.ศ. 2553 - 2554 ของจังหวัดขึ้น ณ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯ อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในเขตพื้นที่ พร้อมทั้งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบประจำศูนย์ฯ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสภาวะอากาศหนาวเย็นที่เกิดขึ้น

นอก จากนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งศูนย์รับบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และที่จังหวัดทุกจังหวัดด้วย

3. สถานการณ์ภัยหนาว (ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2553 - 17 ม.ค. 2554)

ในขณะนี้ได้รับรายงานจังหวัดที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) เนื่องจาก มีสภาพอากาศหนาว (อุณหภูมิ 8.0 - 15.9 องศาเซลเซียส) ถึงหนาวจัด (อุณหภูมิต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส) จำนวน 34 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่นชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สุรินทร์ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ รวม 487 อำเภอ 3,923 ตำบล 48,160 หมู่บ้าน

4. การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงาน

4.1 จังหวัดที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) ทั้ง 34 จังหวัด รายงานว่าได้มอบเครื่องกันหนาวให้แก่ประชาชนที่ขาดแคลนในพื้นที่ โดยได้รับการสนับสนุนผ้าห่มกัน หนาวจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ สมาคม มูลนิธิ ไปแล้ว รวม 379,056 ชิ้น

4.2 บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว จำนวน 200,000 ผืน เพื่อ แจก จ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครพนม สกลนคร หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ นครราชสีมา เชียงราย น่าน ลำปาง เชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน

4.3 หอการค้าไทย-จีน และสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย ได้มอบผ้าห่มช่วยเหลือภัยหนาว จำนวน 2,000 ผืน ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553โดยกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยงานกลางในการนำผ้าห่มกันหนาวไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ต่าง ๆ

4.4 บริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) (เครือเจริญโภคภัณฑ์) ได้ให้การสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว จำนวน 50,000 ผืน มูลค่า 12.5 ล้านบาท ซึ่งจัดซื้อจากกลุ่มแม่บ้านผู้ผลิตผ้าห่มนวม จังหวัดสกลนครตามนโยบายส่งเสริมอาชีพและช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นของกระทรวงมหาดไทย และได้มอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2553 เพื่อ แจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว ในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน น่าน พะเยา สกลนคร นครพนม เลย อุดรธานี และจังหวัดขอนแก่น

5. สิ่งของพระราชทานช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว

5.1 สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ได้นำชุดธารน้ำใจพระราชทาน ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดตาก จำนวน 800 ชุด

5.2 กองงานพระวรชายาฯ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงโปรดให้ผู้แทนพระองค์ เดิน ทางไปมอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน ลำพูน กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บุรีรัมย์ เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ และจังหวัดอุบลราชธานี รวมจำนวน 21,400 ถุง นมอัดเม็ดจิตรลดา 700 กล่อง และนมสดจิตรลดา 700 กล่อง

สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 17 มกราคม 2554)

สรุปสถานการณ์ภัยแล้ง และการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 - 17 มกราคม 2554)

1. พื้นที่ประสบภัย 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร พะเยา อุดรธานี สุรินทร์ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวม 36 อำเภอ 250 ตำบล 943 หมู่บ้าน

2. ความเสียหาย

- ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,133,800 คน 259,556 ครัวเรือน

- พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหาย 55,252 ไร่

สรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ (ระหว่างวันที่ 6 - 17 มกราคม2554)

สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ (ระหว่างวันที่ 6 - 17 มกราคม 2554) อันเนื่องมาจากอิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมทะเลจีนใต้ และอ่าวไทยตอนล่าง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตร ดังนี้

1. จังหวัดที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งสิ้น 5 จังหวัด 32 อำเภอ 134 ตำบล 515 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 13,704 ครัวเรือน 42,585 คน ได้แก่ จังหวัดสงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และจังหวัดยะลา ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วทุกจังหวัดอยู่ระหว่างการฟื้นฟู

2. การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงาน

2.1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

1) ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี สนับสนุนถุงยังชีพ จำนวน 2,000 ชุด เรือ ท้องแบน 32 ลำ และเรือพลาสติก 9 ลำ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย

2) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนราธิวาส แจกถุงยังชีพให้แก่ราษฎรที่ประสบภัย จำนวน 1,800 ชุด ข้าวกล่อง 3,350 กล่อง น้ำดื่ม 3,500 ขวด ยารักษาโรค 39 ชุด ผ้าห่ม 300 ผืน ผ้าโสร่ง 200 ผืน และผ้าขาวม้า 288 ผืน

3) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี แจกถุงยังชีพให้แก่ราษฎรที่ประสบภัย จำนวน 350 ชุด

2.2 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก จัดกำลังพล จำนวน 732 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 28 คัน เรือ จำนวน 1 ลำ เข้าให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยทำการซ่อมแซมบ้านเรือน ให้บริการทางการแพทย์ ตลอดจนการฟื้นฟูบูรณะหลังประสบภัย

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเป็นประธานการประชุมรับฟังข้อมูลสถานการณ์และการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และจังหวัดสตูล ณ ห้องประชุมชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดยะลา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา (นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์) หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย

อนึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับรายงานข้อมูลเหตุแผ่นดินไหว (ระหว่างวันที่ 11 - 17 มกราคม 2554 จากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าได้เกิดแผ่นดินไหว แต่ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2554 เวลา 23.16 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณหมู่เกาะโลยัลตี้ ขนาด 7.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2554 เวลา 18.23 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ขนาด 5.8 ริกเตอร์ และเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554 เวลา 01.42 น. แผ่นดินไหวในทะเล บริเวณTONGA ขนาด 5.4 ริกเตอร์

by ThaiWebExpert