นิติเศรษฐศาสตร์คืออะไร ?

ผู้เขียน: 
ปกป้อง จันวิทย์

นิติเศรษฐศาสตร์ (Law and Economics) หรือเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยกฎหมาย (Economic Analysis of Law) เป็นศาสตร์ว่าด้วยการศึกษาประเด็นสำคัญทางกฎหมาย ทฤษฎีกฎหมาย การตีความกฎหมาย การออกแบบกฎหมาย การประเมินคุณค่าของกฎหมาย และผลกระทบของกฎหมายต่อพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้องและสังคม โดยใช้ระเบียบวิธีหรือวิธีวิทยา (Methodology) ทางเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกเป็นกรอบและเครื่องมือมาตรฐานในการวิเคราะห์

นิติเศรษฐศาสตร์ให้ความสำคัญกับมิติด้าน "ประสิทธิภาพ" (Efficiency) ของกฎหมาย ระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และมีเป้าหมายเพื่อบรรลุสวัสดิการสังคม (Social Welfare) สูงสุด โดยมองว่า กฎหมายเป็นปัจจัยเชิงสถาบัน (Institutional Factor) ซึ่งส่งผลในการกำกับพฤติกรรมของประชาชนทั่วไป รวมถึงกลุ่มผลประโยชน์ ผู้บังคับใช้กฎหมาย องค์กร และรัฐบาล

กฎหมายในมุมมองของนิติเศรษฐศาสตร์คือเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคมไปสู่แนวทางที่สังคมพึงปรารถนา (เช่น ให้คนมีพฤติกรรมระมัดระวังเพื่อลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ ออกแบบสัญญาที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ) และป้องปรามยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาของสังคม (เช่น การก่ออาชญากรรมด้านต่าง ๆ) ผ่านบทลงโทษทางกฎหมาย ทั้งการลงโทษที่เป็นตัวเงิน ได้แก่ ค่าปรับ และการลงโทษที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น การจำคุก การภาคทัณฑ์ การกักบริเวณ การประหารชีวิต

ก่อนหน้าทศวรรษ 1960 การใช้ระเบียบวิธีทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์ประเด็นคำถามสำคัญทางกฎหมายจำกัดวงแคบอยู่เฉพาะในสาขากฎหมายเศรษฐกิจและธุรกิจ ซึ่งเกี่ยวพันกับประเด็นคำถามสำคัญทางเศรษฐศาสตร์โดยตรงเท่านั้น เช่น กฎหมายป้องกันการผูกขาดหรือกฎหมายการแข่งขัน กฎหมายบริษัท กฎหมายภาษี กฎหมายสิทธิบัตร และกฎหมายสัญญา เป็นต้น

จวบจนกระทั่งคริสต์ทศวรรษ 1960 บทความวิชาการว่าด้วยการละเมิดและต้นทุนทางสังคม 2 ชิ้น ได้แก่ Some Thoughts on Risk Distribution and the Law of Torts ของ Guido Calabresi (1961) และ The Problems of Social Cost ของ Ronald Coase (1960) ได้กลายเป็นหลักไมล์ตั้งต้นที่สำคัญในการนำพาวงวิชาการนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เข้าสู่ยุคใหม่ของการศึกษาวิเคราะห์ที่มีลักษณะผสมผสานระเบียบวิธีและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้ากับประเด็นคำถามทางกฎหมายในทุกสาขาอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายละเมิด กฎหมายอาญา กฎหมายปกครอง แม้กระทั่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ นับเป็นการก้าวสู่ยุคของ "นิติเศรษฐศาสตร์" อย่างเต็มตัว และมีการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านนี้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเรื่อยมา

คำถามทางกฎหมายที่นิติเศรษฐศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบมีอยู่ 3 ระดับ ได้แก่

(1) เหตุผลเบื้องหลังของกฎหมาย

เป็นการพยายามอธิบายระบบเหตุผลและทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังของกฎหมายฉบับนั้น ๆ รวมถึง ความจำเป็นในการมีอยู่ของกฎหมาย และกระบวนการได้มาซึ่งกฎหมาย เช่น การเจรจาต่อรองในขั้นตอนการออกกฎหมายระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือระหว่างสมาชิกรัฐสภา

(2) ผลกระทบของกฎหมายต่อพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้อง และต่อสังคม

เป็นการพยายามอธิบายและคาดการณ์ผลกระทบของกฎหมาย (เช่น การเพิ่มบทลงโทษ) ต่อพฤติกรรมของผู้คน องค์กร และสังคม โดยการสร้างแบบจำลองเชิงทฤษฎีซึ่งพยายามอธิบายพฤติกรรมของคนและรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และใช้วิธีการจัดเก็บข้อมูลทางสถิติ และทดสอบข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยวิธีการทางสถิติหรือเศรษฐมิติ (Econometrics)

ข้อสมมติพื้นฐานของนิติเศรษฐศาสตร์มาตรฐานก็คล้ายกับเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ สมมติว่า คน ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ผู้ถูกกฎหมายบังคับใช้ ตลอดจนอาชญากร ล้วนมีความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ และตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ แต่ละคนตัดสินใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเลือกทางที่ทำให้ตนได้รับผลประโยชน์สุทธิสูงสุดภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่ตนเผชิญ เมื่อพฤติกรรมของคนและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมมีลักษณะคงเส้นคงวา และมีระเบียบแบบแผนชัดเจนเช่นนี้แล้ว เราจึงสามารถทำนายพฤติกรรมสนองตอบการออกหรือปรับเปลี่ยนกฎหมาย และคาดการณ์ผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ได้อย่างแน่นอนและมั่นคงระดับหนึ่ง

(3) การออกแบบกฎหมายที่พึงปรารถนา

เป็นการพยายามออกแบบกฎหมายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การปรับพฤติกรรมของผู้คนให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการลดการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงการการเมือง ควรออกแบบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อลงโทษนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไร หลักคิดทางเศรษฐศาสตร์คือ ต้องเพิ่มต้นทุนของการคอร์รัปชั่นให้สูงขึ้นอย่างมาก เช่น เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น เพิ่มโอกาสในการจับคนผิดมาลงโทษ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้นักการเมืองที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจและมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ เลือกที่จะไม่โกงเพราะไม่คุ้มค่า

ความเข้าใจเรื่องผลกระทบของกฎหมายต่อพฤติกรรมของตัวละครที่เกี่ยวข้องและสังคมจะช่วยให้กระบวนการออกแบบหรือแก้ไขกฎหมาย เพื่อผลิตสร้าง "กฎหมายที่ดี" มีคุณภาพและครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จนเป็นการปฏิรูปกฎหมายที่มีหลักวิชาและข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นฐานความรู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ กฎหมายและระบบกฎหมายที่พึงปรารถนาของนักเศรษฐศาสตร์คือ กฎหมายและระบบกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ใช้ทรัพยากรของสังคมอย่างคุ้มค่า สามารถบรรลุความยุติธรรมตามมาตรฐานที่พึงปรารถนาโดยมีต้นทุนต่อสังคมต่ำที่สุด หรืออย่างรวดเร็วที่สุด เป็นต้น กฎหมายและระบบกฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพจักลดทอนระดับสวัสดิการสังคมลง

การให้ความสำคัญกับมิติด้าน "ประสิทธิภาพ" ของนิติเศรษฐศาสตร์ มิได้หมายความว่า ต้องแลกมาด้วยการ "ความยุติธรรม" ที่ลดลง ประสิทธิภาพในที่นี้เป็น "ประสิทธิภาพ ภายใต้/ควบคู่ ความยุติธรรม" กล่าวคือ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความเป็นธรรมต่อคู่กรณีทุกฝ่าย เป็นหลักยึดมั่นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาว่า ภายใต้ระดับมาตรฐานแห่งความยุติธรรมที่สังคมพึงปรารถนา จะออกแบบกฎหมาย ระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม อย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด

เหลียวหลังแลหน้า ข้อตกลง FTA ได้เวลาทบทวนข้อจำกัดคู่ค้าได้แล้ว

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุชื่อผู้เขียน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้รายงานผลความคืบหน้าในการเจรจาจัดทำ ความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) 17 ฉบับ โดยแยกเป็นระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าในลักษณะทวิภาคีกับ 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เปรู, สหรัฐ, บาห์เรน และเอฟตา (สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป) และความตกลง FTA ร่วมกับภูมิภาคอาเซียนอีก 9 ฉบับ ได้แก่ AFTA, อาเซียน-จีน, ออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อินเดีย, สหภาพยุโรป, BIMSTEC, EAFTA, CEPEA โดยบางฉบับอยู่ระหว่างการเจรจาในกรอบที่เหลือเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เช่น อาเซียน-จีน และบางฉบับก็ยุติการเจรจาไปแล้ว เช่น ไทย-สหรัฐ, อาเซียน-สหภาพยุโรป เป็นต้น

ในปี 2553 จะมีการลดภาษีภายใต้ ความตกลง FTA หลายฉบับ อาทิ FTA ไทย-ออสเตรเลีย โดยฝ่ายออสเตรเลียจะลดภาษีสินค้า 96.07% ของรายการสินค้าทั้งหมดเหลือ 0% และไทยจะลดภาษีสินค้า 93.28% ของรายการสินค้าทั้งหมดเป็น 0% กรอบ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ทางนิวซีแลนด์จะลดภาษีสินค้า 88.46% ของรายการสินค้าทั้งหมดเป็น 0% และไทยก็จะลดภาษีสินค้า 89.72% ของรายการสินค้าทั้งหมดเป็น 0% กรอบการค้าเสรี AFTA จะลดภาษีสินค้า 8,287 รายการเป็น 0% "ยกเว้น" สินค้าอ่อนไหว 4 รายการของไทย ได้แก่ กาแฟ, มะพร้าวแห้ง, ไม้ตัดดอก และมันฝรั่ง

แต่ในช่วงที่ผ่านมามีภาคเอกชนออกมาให้ความเห็นกับปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากการทำความตกลง FTA หลายฉบับว่ายังไม่มีกระบวนการติดตามและจัดการผลกระทบหลังจากการเจรจา เช่น ความตกลง FTA ไทย-ญี่ปุ่น ในเรื่องข้อบังคับการลดภาษีสินค้าสับปะรดที่ญี่ปุ่นบังคับว่าจะ ลดภาษีให้เฉพาะสับปะรดที่มีน้ำหนักผลไม่เกิน 900 กรัม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดและผู้ส่งออกไม่ไปใช้สิทธิ์นี้เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ 90% ของผลผลิตทั้งหมด 2 ล้านตันต่อปีเป็นสับปะรดพันธุ์ที่มีผลใหญ่ สำหรับใช้ป้อนเป็นวัตถุดิบในโรงงาน มีสับปะรดบางพันธุ์เท่านั้นที่จะใช้สิทธิ์ได้ เช่น สับปะรดภูแล เป็นต้น

ขณะที่ FTA อาเซียน-จีน ซึ่งได้ลดภาษีเป็น 0% ในสินค้าทุกชนิดแล้ว แต่ยังจะต้องนำไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เฉพาะในส่วนสินค้าเกษตรก็มีภาษีนี้อีก 13% เมื่อนำไปคำนวณรวมกับราคาผลไม้ ทำให้ราคาผลไม้จากไทยสูงกว่าคู่แข่ง เช่น กล้วยไทย ประมาณตันละ 800 เหรียญสหรัฐ แต่กล้วยจากฟิลิปปินส์แค่ 460 เหรียญสหรัฐ เป็นต้น หรือการกำหนดความยาวของก้านลำไยไม่เกิน 15 ซ.ม. ซึ่งทางปฏิบัติทำไม่ได้ การกำหนดเงื่อนไขการส่งสินค้าที่ต้องการจะใช้สิทธิลดภาษีจะต้องส่งผ่านเรือไปจีนโดยตรง ไม่แวะจอดท่าประเทศใดเพื่อป้องกันการรวมสิทธิ เท่ากับไทยจะต้องส่งสินค้าจำนวนมากและยังมีปัญหาด้านการออกใบรับรองด้านสุขอนามัยที่จีนใช้เป็นขีดกีดกันทางการค้าอีกด้วย

FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งปัจจุบันเจรจา ลดภาษีสินค้ากลุ่มเร่งลดภาษี (EHP) เพียง 82 รายการ นับตั้งแต่ปี 2547 ก็เกิดปัญหากับภาคเอกชนไทยในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อ้างว่าไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ลดภาษีได้หลังจากปรับเปลี่ยนระบบพิกัดศุลกากรมาใช้ระบบฮาร์โมไนซ์ 2007 ทำให้สินค้าบางชนิดที่มีการพัฒนานวัตกรรมการผลิตและเปลี่ยนรูปแบบ

ผลจากข้อขัดข้องด้วยปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเปิดตลาดสินค้าได้มากขึ้นอย่างที่คิด ขณะที่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าจำหน่ายในประเทศ รวมทั้งเกษตรกรก็ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา ทั้งสินค้าอุตฯและสินค้าเกษตรซึ่งยังมีจุดอ่อนด้านการ วางมาตรฐานป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพ จากต่างประเทศ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค และการให้ความรู้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งด้านราคาและคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะมี กระบวนการ ทบทวนการเจรจา FTA (review) ความตกลงที่มีผลบังคับใช้ไปแล้ว 3-5 ปี ซึ่งถือเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง แต่ก็จำเป็นต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาตามมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ได้แก่ FTA ไทย-ออสเตรเลียครบ 5 ปี นับจากปี 2548 ซึ่งมีกำหนดจะเจรจากันราวเดือนมกราคมนี้ โดยอาจจะมีการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้าบริการเพิ่มเติมในสาขาการเงินและโทรคมนาคม มีการทบทวนสินค้าที่มีมาตรการปกป้องพิเศษ (special safeguard) นโยบายการแข่งขันและการจัดซื้อโดยรัฐบาล กับ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ก็ครบ 5 ปีเช่นกัน มีกำหนดจะเจรจาราวเดือนกรกฎาคมนี้ ในประเด็นการเปิดตลาดสินค้าบริการ, การใช้มาตรการปกป้องพิเศษ การจัดซื้อโดยรัฐบาล เป็นต้น ดังนั้น กระบวนการทบทวนการเจรจา FTA จึงเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับแก้ไขข้อบกพร่องจากการใช้ความตกลง FTA ที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

มหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรชุมชน ทางเลือก ทางรอด สังคมอีสาน

ผู้เขียน: 
ทีมงาน ThaiNGO

องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนจาก 19 จังหวัดภาคอีสานได้ร่วมกันเดินรณรงค์ที่จังหวัดขอนแก่น ในการจัดงานมหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรชุมชน โดยมีเป้าหมายที่จะนำเสนอบทเรียนรูปธรรมของทางเลือกจากการหลอมรวมประสบการณ์ เรียนรู้องค์ความรู้จากพื้นที่ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐและระดับท้องถิ่นเพื่อนำไปสู่สังคมทางเลือกภาคอีสาน

จากบทเรียนกว่า 3 ทศวรรษในวิถีทางแห่งการพัฒนาได้สร้างความเสียหายให้แก่ชุมชนและทรัพยากรในอีสานเป็นจำนวนมาก นำมาสู่การถอดบทเรียนเพื่อสร้างสังคมทางเลือกขึ้นเพื่อนำเสนอซึ่งการพึ่งพาตนเองและปกป้องทรัพยากรท้องถิ่นให้คงอยู่จวบจนลูกหลาน งาน "มหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรชุมชน" จึงเป็นแรงผลักดันส่วนหนึ่งในการที่จะสร้างเข้าใจและทบทวนกระแสการพัฒนาที่ไม่เอื้อต่อสภาพของสังคมอีสานพร้อมทั้งการนำเสนอวิถีทางเลือกทั้งหลายที่มีอยู่ในวัฒนธรรมก่อนการพัฒนากระแสหลักเข้ามาบังเบียด "งานมหกรรมประชาชนอีสานมันเริ่มต้นจากการอยากที่จะนำเสนอวิถีทางเลือกในประเด็นๆเพื่อการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในส่วนหนึ่งคือการต่อสู้เชิงนโยบายนในการหยุดยั้งการทำหลายทรัพยากรของอีสาน ชุมชนคนอีสานและการบั่นทอนขบวนการภาคประชาชน เพื่อควบคุมไม่ให้ดำเนินตามจารีตวัฒนธรรมของตัวเองได้ ประเด็นที่สองคือการทบทวบสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนอีสานทั้งหมดตลอดตั้งแต่การพัฒนาที่ผ่านมาว่า มันทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง คนไร้บ้าน ขับไล่พี่น้องไทบ้านออกจากที่ทำกินโดยการประกาศเขตอุทยาน การสร้างเขื่อนทำลายระบบนิเวศน้ำ ซึ่งต้องนี้ต้องมีการทบทวนกระบวนการทั้งหมดเพราะมิฉะนั้นรากเหง้าความเป็นท้งถิ่นอีสานก็จะหมดไป" พ่อบุญส่ง มารตรขาว ประธานจัดงานมหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรชุมชน กล่าวถึงประเด็นและวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

ด้านรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ประธานเปิดงาน ก็กล่าวว่าปัญหาทรัพยากรเป็นเรื่องที่มีความสำคัญจึงควรจะมีการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมอีสานในการเสนอทางเลือกให้แก่การพัฒนา "สถานการณ์ทรัพยากรบ้านเรามีความรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากชาวบ้าน หรือนายทุน แต่ทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและระดับโลก การมาพบปะพูดคุยวันนี้ของภาคประชาชนถือว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเชิดชูวิถีชุมชน การเผยแพร่ความรู้ และการเผยแพร่กิจกรรมของเครือข่าย หากเราเอาความสำเร็จเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจัง จะเป็นสิ่งที่ดี และทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เห็นถึงพลังของภาคประชาชนที่มีอยู่ โดยการประสานความร่วมมือกับภาครัฐซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการทำงานร่วมกัน งานมหกรรมประชาชนอีสานเพื่อการปกป้องทรัพยากรชุมชนท้องถิ่นควรที่จะเป็นโอกาศเริ่มต้นที่ดีในการทำงานร่วมกันของภาครัฐและ NGOs ในการรักษาทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่นและทรัพยากรชุมชนให้อยู่คู่กันไป" นายธนะวัฒน์ พลอยโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นประธานเปิดงาน กล่าว

สถานการณ์โลกได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สภาวะพื้นที่การผลิตอาหารถูกคุกคามอย่างชัดเจนและหลายภูมิภาคของไทยอยู่ในขอบเขตที่หลายประเทศทั่วโลกคาดหวังให้เป็นแหล่งอาหารของโลก ผลจากการเคลื่อนตัวของกระแสส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะในอีสาน ยังไม่สามารถปรับตัวได้เท่าทันกระแส การที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงก็ส่งผลถึงการเตรียมการรับกระแสการยึดครองพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่นจึงขาดจากการเตรียมการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งมุ่งจะส่งแต่ผลเสียต่อชุมชนเป็นอย่างมากมาก "ความมุ่งหวังของเราไม่ใช่การจะสลายความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองแต่อยากให้เราทุกคนเข้าใจในวิถีทางแห่งความเป็นชุมชนอีสานที่มีแต่การพึ่งพาอาศัยกันระหว่าง คน ชุมชน ธรรมชาติ ในอนาคตหากเรายังมัวแต่ทะเลาะกันและไม่เหลียวมองสิ่งที่เราคาดคิดพลาดมาแล้วไม่ถอกบทเรียนทำความเข้าใจมัน ทรัพยากรที่เรามีอยู่ไม่ใช่แค่ป่าไม้ แม่น้ำ แต่มันรวมถึงวิถีทางแห่งชุมชนท้องถิ่นอีสานมันก็จะหายไปด้วย เมื่อถึงวันนั้นเราคงไม่มีอะไรที่ยึดเหนี่ยแล้วเพราะความเป็นบ้านมันหายไป และวันนั้นสังคมก็จะสลายลงซึ่ง ณ ปัจจุบันทั้งที่ยังมีโอกาสปกป้องทรัพยากรเหล่านี้เราจะเพิกเฉยต่อความสูญเสียกระนั้นหรือ" พ่อบุญส่ง มารตรขาว ประธานจัดงานมหกรรมประชาชนอีสานฯ กล่าวส่งท้าย

การพัฒนาในอีสานกว่า 3 ทศวรรษที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจในวิถีของชุมชนจึงนำมาสู่การทำลายล้างทรัพยากรที่มีคุณค่า สังคมอีสานจึงเป็นสังคมที่ถูกตราหน้าว่าล้าหลัง ทั้งที่ทรัพยากรในอีสานมีมากมายแต่ถูกดุดดึงไปให้ส่วนอื่นของประเทศใช้ จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใดกับการที่สังคมอีสานจะเรียกร้องหาความเป็นธรรมเชิงนโยบายโดยใช้เครื่องมือทั้งรเรียกร้องแบบการประท้วงและการนำเสนอทางเลือกของสังคมที่มีมาช้านานในวิถีวัฒนธรรม เป็นเรื่องที่ท้าทายรัฐไทยเป็นอย่างมากว่าผลกระทบตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้สร้างบทเรียนอะไรให้บ้างในสังคมอีสาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ขบวนการภาคประชาชนอีสานต้องขบคิดต่อว่าจะอย่างไรต่อไปถึงจะลบล้างทัศนคติเชิงลบตรงนี้ออกไปได้

คำประกาศแก่นนคร ๒๕๕๓ คนอีสานสิสู้เพื่อกอบเพื่อกู้มาตุภูมิ

แผ่นดินอีสานอันกว้างใหญ่ มีทรัพยากรมากหลาย เป็นที่เกิด ที่อยู่ของเฮาคนอีสานเป็นหลายพันปีมาแล้ว ปู่สังสาย่าสังกะสีได้บุกเบิก หักร้างถางพง สร้างบ้านแปงเมืองจนเฮืองฮุ่ง เกิดภูมิปัญญาในการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน การเบิ่งแยงรักษาสุขภาพ การจัดการทรัพยากร เกิดวัฒนธรรมประเพณีในการอยู่ร่วมกัน คือการ "อยู่นำกัน เฮ็ดนำกัน กินนำกัน" แบ่งปันและเกื้อกูลตลอดมา

บ่เกินห้าสิบปีมานี้ คนอีสานถูกบีบบังคับให้เข้าสู่การพัฒนาแบบสมัยใหม่ภายใต้อำนาจรัฐเผด็จการหลายยุคหลายสมัย และภายใต้การแทรกแซงชี้นำของประเทศมหาอำนาจ แผ่นดินอีสานถูกกระทำย่ำยีอย่างหนักหน่วง พื้นที่ป่าดงอันอุดมสมบูรณ์ถูกถางทำลายลงอย่างราบคาบเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว ชีวิตชาวอีสานยากลำบากมากขึ้น เป็นหนี้เป็นสิน อพยพแรงงาน บ้านแตกสาแหรกขาด สิ่งแวดล้อมเสื่อม ในน้ำในดินปนเปื้อนสารเคมี ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ผู้คนแก่งแย่งแข่งขัน เอาเปรียบเอารัดกัน ปัญหาสังคมเกิดขึ้นมากมาย หาความสงบสุขบ่ได้

ถึงบัดเดี๋ยวนี้ เฮา ลูกหลานชาวอีสานได้ตระหนักแล้วว่า การพัฒนาดังกล่าวได้นำพาสังคมอีสานไปสู่ความหายนะโดยแท้จริง เป็นการพัฒนาที่รัฐกำหนดให้ และเอื้อให้นายทุนได้กอบโกยผลประโยชน์ไปจากแผ่นดินอีสานตลอดเวลา

บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เฮาคนอีสานต้องลุกขึ้นมากำหนดอนาคตของเฮาเอง

แม้ว่าเฮาสิประสบปัญหาอันหนักหน่วง แต่เฮายังมีคนดี มีของดีอยู่มากหลาย มีภูมิปัญญาอยู่เต็มแผ่นดิน

เฮาสิพากันสร้างจิตสำนึกใหม่ สร้างทางเลือกใหม่ๆ เพื่อการอยู่รอดในโลกยุคใหม่

สังคมอีสานแห่งอนาคต ต้องเป็นสังคมแห่งการอยู่ดีกินดี ผู้คนมีความเสมอภาคเท่าเทียม อยู่ร่วมกันด้วยความมีศีลธรรม มีคุณธรรม มีการแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสวัสดิการดูแลสมาชิกชุมชนของเฮาอย่างทั่วถึง มีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของเราเอง มีการดูแลปกครองตนเองให้เกิดความสันติสุข

มื้อนี้ เราขอประกาศว่า เราสิบ่รอคอยสิ่งใดๆ

เราได้ลุกขึ้นมาสร้างสาชุมชนและสังคมด้วยมือด้วยตีนด้วยภูมิปัญญาของเราแล้วให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เราได้สร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยระบบเกษตรกรรมยั่งยืน การตลาดท้องถิ่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การสร้างกองทุนชุมชน เราได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพื่ออนุรักษ์ปกป้องฟื้นฟูทรัพยากร สร้างทางเลือกการจัดการพลังงานโดยชุมชน มีการฟื้นฟูระบบการดูแลรักษาสุขภาพพื้นบ้าน มีระบบการศึกษาทางเลือก ระบบสวัสดิการชุมชน สื่อชุมชน มีระบบการรวมตัวเพื่อคิดค้นสร้างสรรค์และสร้างสิทธิอำนาจต่อรองในด้านต่างๆ เช่น กลุ่มแรงงานนอกระบบ กลุ่มสตรี เยาวชน ผู้บริโภค และมีข้อเสนอที่สร้างสรรค์ต่อนโยบายและกฎหมายของรัฐในการแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และข้อเสนอต่อการพัฒนาตามเจตนารมณ์ของชาวชุมชนท้องถิ่น

เฮาขอประกาศว่า

เฮาสิบ่หยุดยั้งในการสร้างสรรค์ทางเลือกเพื่อการอยู่รอดด้วยมือเฮาเองให้เกิดความเด่นชัด

เฮาสิรวมตัวกันทุกหมู่เหล่า ทุกพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือกันเอง และต่อรองกับรัฐตามสิทธิของพลเมือง และสิทธิของชุมชนที่เฮามีอยู่อย่างชอบธรรม

เฮาขอประกาศว่า

รัฐต้องหยุดแนวทางการพัฒนาที่แย่งชิงทรัพยากรไปจากมือคนอีสาน หยุดการพัฒนาที่สร้างความเหลื่อมล้ำ บ่เท่าเทียม สร้างปัญหาสังคมอย่างที่ผ่านมา รัฐต้องมีกฎหมายคุ้มครองการอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นี่คือสำนึกใหม่ ทางเลือกใหม่ เพื่อต่อสู้พลิกฟื้นแผ่นดินอีสานให้ซุ่มเย็น อยู่รอดในโลกยุคใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี

ประกาศ ณ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น
คณะกรรมการจัดงานมหกรรมประชาชนอีสานเพื่อปกป้องทรัพยากรชุมชนท้องถิ่น
๒๗ มกราคม ๒๕๕๓

เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. ....วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และ ให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ข้อเท็จจริง

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า

1. ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีพันธกรณีที่ต้องยกเลิกโควตานำเข้า (Tariff Rate Quota : TRQ) ให้แก่ประเทศสมาชิกอื่นเป็น 3 ระยะคือภายในวันที่ 1 มกราคม ของปี พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ตามความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (อาทิก้า) ภายใต้ความตกลงดังกล่าว ซึ่งในกรณีของสินค้าเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้งและน้ำมันมะพร้าว นอกจากจะต้องยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 แล้ว ยังจะต้องลดภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 สำหรับเมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว และร้อยละ 5 สำหรับเนื้อมะพร้าวแห้ง ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทย เปิดตลาดนำเข้าสินค้าดังกล่าว

2. ในการปฏิบัติตามพันธกรณี AFTA ตามข้อ 1 ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรการจัดระบบบริหาร การนำเข้าโดยกำหนดมาตรการเพื่อปกป้องชีวิต หรือสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืชได้ตามข้อยกเว้นทั่วไปของความตกลงดังกล่าว

3. สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมัน พืชแจ้งว่า คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบให้กำหนดมาตรการบริหารการนำเข้าเพื่อรองรับการเปิดตลาดความตกลง ดังกล่าว

4. การให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรและยกเว้นการปฏิบัติตามมาตรการที่มิใช่ มาตรการทางด้านภาษีที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดตามข้อ 2 และกำหนดมาตรการบริหารการนำเข้าตามข้อ 3 จะต้องออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับการบริหารการนำเข้าสินค้าตามข้อ 1

สาระสำคัญของร่างประกาศ

1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)

2. ให้เมล็ดถั่วเหลือง มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้อง มีหนังสือรับรองในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างข้อ 3)

3. ต้องนำสินค้าตามข้อ 2 เข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่มีด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยา ตามเงื่อนไขการนำเข้าสำหรับแต่ละสินค้าที่กำหนด เพื่อให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้า (ร่างข้อ 4)

4. หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอและการออกหนังสือรับรอง และรายชื่อด่านศุลกากรที่มี ด่านตรวจพืชและด่านอาหารและยา ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศประกาศกำหนด (ร่างข้อ 5)

5. ให้สินค้าที่นำเข้าตามประกาศนี้ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการอื่นที่มิใช่มาตรการ ทางภาษี ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า (ร่างข้อ 7)

คน(ไม่) สำคัญ - ฟริตซ์ ฮาเบอร์ บิดาแห่งการปฏิวัติเขียว และสงครามเคมี

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org

ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งประดิษฐ์หรือการค้นพบที่สำคัญที่สุดในรอบ ๕๐๐ ปีที่ผ่านมา หลายคนคงตอบว่า ไฟฟ้า รถยนต์ ไมโครชิป หรืออินเทอร์เน็ต

ถ้า ลองถามใหม่ว่า อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ประชากรโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน ๑ ศตวรรษที่แล้วมา คำตอบคือสิ่งประดิษฐ์ที่หลายคนคงคิดไม่ถึง--กระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศ คิดค้นโดยนักเคมีชาวเยอรมันนาม ฟริตซ์ ฮาเบอร์ (Fritz Haber)

เช่น เดียวกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นเดียวกันอีกหลายคน ชีวิตของฮาเบอร์หาได้ราบเรียบเป็นเส้นตรงไม่ หากผกผันไปตามสถานการณ์บ้านเมืองในยุคที่ทดสอบทั้งความสามารถและจุดยืนทาง ศีลธรรมของนักวิทยาศาสตร์อย่างหนักหน่วง

ทอมัส มัลทัส (Thomas Malthus) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอังกฤษ เขียนทฤษฎี “หลักการเติบโตของประชากร” อันลือลั่นไว้ตอนต้นศตวรรษที่ ๑๙ ว่า ถึงจุดหนึ่งมนุษย์จะต้องควบคุมจำนวนประชากร เพราะประชากรเติบโตเป็นลำดับเรขาคณิต (คือทวีคูณในอัตราส่วนคงที่ เช่น ๑, ๒, ๔, ๘, ๑๖, ๓๒, ...) ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรนั้นเติบโตเป็นลำดับเลขคณิต (คือเพิ่มขึ้นด้วยส่วนต่างคงที่ เช่น ๒, ๔, ๖, ๘, ๑๐, ...) เท่านั้น

สถิติ การเพาะปลูกและการเติบโตของประชากรในสมัยนั้นดูเหมือนจะพิสูจน์ว่ามัลทัสคิด ถูก ตลอดศตวรรษที่ ๑๙ นักวิทยาศาสตร์ต่างทยอยออกมาส่งเสียงเตือนว่า อีกไม่นานประชากรโลกจะโตเร็วกว่าที่ผลผลิตอาหารทั่วโลกจะตามทัน

ใช่ว่านักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นจะไม่เข้าใจกระบวนการเติบโตของพืช นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันนาม จัสตัส วอน ลีบิก (Justus von Liebig) ประกาศทฤษฎีว่า ไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไนโตรเจนช่วยให้ใบเจริญเติบโต ฟอสฟอรัสช่วยให้รากและดอกเติบโต ส่วนโพแทสเซียมนั้นสำคัญต่อสุขภาพของพืชโดยรวม

ดัง นั้น วิธีหนึ่งที่จะรองรับการเติบโตของประชากรคือการเพิ่มไนโตรเจนลงไปในแปลงเพาะ ปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่การทำอย่างนั้นหมายความว่ามนุษย์จะต้องสามารถผลิตปุ๋ยไนโตรเจนได้ในระดับ อุตสาหกรรม ไม่อย่างนั้นปุ๋ยจะมีราคาแพงจนไม่คุ้มที่เกษตรกรจะซื้อ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะต้องหาทางสกัดไนโตรเจนจากอากาศ เพราะในอากาศที่เราหายใจนั้นมีไนโตรเจนมหาศาลถึงร้อยละ ๗๘ แทนที่จะสกัดจากแหล่งอื่นในผืนดินที่มีต้นทุนสูงและหายากกว่า อย่างเช่นเหมืองดินประสิว (โพแทสเซียมไนเตรต)

ฟริตซ์ ฮาเบอร์ กับเพื่อนร่วมงานของเขาคือ คาร์ล บอสช์ (Carl Bosch) คิดค้นกระบวนการ “จับ” ไนโตรเจนในอากาศได้สำเร็จในปี ค.ศ. ๑๙๐๙ สามารถผลิตแอมโมเนียจากปฏิกิริยาระหว่างก๊าซไนโตรเจนกับก๊าซไฮโดรเจนโดยใช้ธาตุเหล็กเข้มข้นเป็นตัวกระตุ้น (catalyst) แอมโมเนียที่ได้จากกระบวนการนี้สามารถนำไปรวมกับออกซิเจนเพื่อผลิตไนเตรตและไนไตรต์ นำไปผลิตเป็นปุ๋ยเคมีต่อไป

กระบวนการที่ฮาเบอร์กับบอสช์คิดค้นเป็นที่รู้จักในชื่อ “Haber-Bosch process” ปัจจุบัน ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมทั่วโลก ประเมินกันว่าปุ๋ยที่ผลิตจากกระบวนการของเขาหล่อเลี้ยงชีวิตคนกว่า ๑ ใน ๓ ของประชากรโลก ซึ่งหมายความว่าถ้าปราศจากกระบวนการนี้ โลกน่าจะรองรับประชากรได้เพียง ๒ ใน ๓ ของจำนวนประชากรปัจจุบันเท่านั้นเอง

การคิดค้นกระบวนการจับไนโตรเจนในอากาศเป็นผลงานชิ้นเอกที่ทำให้ฮาเบอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี ๑๙๑๘

รางวัล โนเบลอาจเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตนักวิทยาศาสตร์ แต่ชีวิตย่อมมิได้สิ้นสุดที่รางวัลโนเบล อยู่ที่ใครจะมองผ่านรางวัลไปได้หรือไม่

ฮา เบอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ส่วนน้อยที่เผชิญกับเสียงต่อต้านอย่างรุนแรงตอนที่ เขาได้รับรางวัลโนเบล ทั้งจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันเองและจากคนนอกวงการ เนื่องจากกระบวนการของเขาไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ หากยังทำลายล้างชีวิตมนุษย์อย่างมีอานุภาพไม่แพ้กัน และที่สำคัญกว่านั้น ฮาเบอร์เองมีส่วนร่วมโดยตรงในการใช้สิ่งประดิษฐ์ของเขาทำลายชีวิตมากกว่าช่วยชีวิต

ผลผลิตจากกระบวนการฮาเบอร์-บอสช์คือไนเตรตและไนไตรต์นั้น นำไปผลิตปุ๋ยก็ได้ นำไปผลิตระเบิดก็ได้ ใน ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ระหว่างปี ๑๙๑๔-๑๙๑๘ ก่อนหน้าที่เขาจะได้รับรางวัลโนเบล ฮาเบอร์ช่วยรัฐบาลเยอรมนีผลิตอาวุธและคิดค้นก๊าซสังหารที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ผลผลิตชิ้นแรกของกระบวนการฮาเบอร์-บอสช์ก็มิใช่ปุ๋ย หากเป็นก๊าซเคมีที่ใช้ทำสงคราม

ตอน ที่ฮาเบอร์ใช้กระบวนการของเขาผลิตปุ๋ยเป็นครั้งแรก เป้าหมายหลักก็เพื่อช่วยลดต้นทุนของเยอรมนีในการทำสงคราม ปลดแอกภาคเกษตรกรรมของประเทศจากการพึ่งพาเหมืองไนเตรตในชิลี แหล่งผลิตไนเตรตที่แทบจะเป็นแห่งเดียวในโลก เมื่อกระบวนการฮาเบอร์-บอสช์แพร่ไปยังประเทศอื่นๆ ชิลีก็ประสบ “วิกฤตไนเตรต” อย่างรุนแรงเพราะคนเลิกสั่งซื้อไนเตรต ต้องทยอยปิดเหมืองไปจนหมด ส่งผลให้ชาวชิลีจำนวนมากต้องตกงาน

กระบวนการฮาเบอร์-บอสช์จึงนับว่าเป็น “เทคโนโลยีก่อกวน”(disruptive technology) ที่ส่งผลกว้างไกลและถอนรากถอนโคน ทำให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมบางประเภทถึงกาลล่มสลาย
การใช้ก๊าซพิษนานาชนิดโดยนักเคมีชั้นนำที่ทำงานให้แก่กองทัพทั้งสองฝ่าย ทำให้สงครามโลกครั้งที่ ๑ มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “สงครามของนักเคมี” นักประวัติศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าฮาเบอร์ไม่ช่วย กองทัพเยอรมันก็จะไม่มีวันชนะสงคราม ต้องยกธงขาวยอมแพ้ภายในปีแรกด้วยซ้ำไป

ระหว่าง ทำงานให้กองทัพ ฮาเบอร์ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของก๊าซพิษอย่างละเอียด เขาค้นพบว่าการสูดดมก๊าซพิษที่มีความเข้มข้นต่ำเป็นเวลานานก่อให้เกิด ผลลัพธ์เดียวกันกับการสูดดมก๊าซพิษที่มีความเข้มข้นสูงในระยะเวลาสั้นๆ นั่นคือ ความตาย เขาสรุปความสัมพันธ์ระหว่างความ เข้มข้นของก๊าซกับระยะเวลาที่ต้องใช้ในการทำให้ถึงตายไว้เป็นสมการทาง คณิตศาสตร์ ปัจจุบันสมการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ กฎของฮาเบอร์

ถังขยะรีไซเคิล เมื่อไอเดียเจ๋ง โลกของเราก็แจ่มแจ๋ว

ผู้เขียน: 
ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ถึงจะเป็นแค่ ถังขยะ แต่เมื่อมีคำว่า ไอเดีย เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็กลายเป็นสิ่งของรักษ์โลกได้เช่นกัน....

ถึง จะเป็นแค่ "ถังขยะ" ของใช้ที่ไม่ค่อยมีใครให้ค่าราคาอะไรสักเท่าไรนัก แต่เมื่อมีคำว่า "ไอเดีย" เข้ามาเกี่ยวข้อง จากกระป๋องถังขยะหน้าตาธรรมดาๆ พลันก็กลายเป็นสิ่งของรักษ์โลกได้เช่นกัน ถังขยะเก๋ไก๋ที่ผลิตขึ้นจากโจทย์ "Eco Design เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" ในงานประกาศผลโครงการHonda Green Bin Design Contest เมื่อเร็วๆนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของ บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศ ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์นั่งอันดับสองของประเทศ ซึ่งขอประกาศตัวเป็นอีกองค์กรที่ร่วมเป็นหนึ่งในสังคมไทยที่แสดงความรับผิด ชอบต่อโลกใบนี้ให้น่าอยู่อาศัยต่อไปในอนาคต

'รีไซเคิล' เริ่มกันที่เรื่องใกล้ตัว

การเฟ้นหาผลงานชนะเลิศการประกวดออกแบบถังขยะแบบ Eco Design ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ. 2526 และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์นั่งอันดับสองของประเทศ ฮอนด้าเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น 'ฮอนด้า กรีนเวย์' ชูกิจกรรมการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่จ.ชลบุรี โครงการ 'โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมดีเด่นเฉลิมพระเกียรติ'โครงการ Miracle Green หรือต้นไม้มหัศจรรย์ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร

ล่า สุด โครงการฮอนด้า กรีน บิน ดีไซน์ คอนเทสต์ คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการสร้างพันธสัญญาทั้งด้านความปลอดภัยและสิ่งแวด ล้อมฮอนด้ามีจุดประสงค์เพื่อจุดประกายให้คนรุ่นใหม่มีความห่วงใยในการรักษา สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวพวกเรา อย่างเช่นการคัดแยกขยะได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการนำขยะแปรรูปเป็นสิ่งของกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งซึ่งเป็น เรื่องใกล้ตัว ทำได้ไม่ยาก" พิทักษ์ กล่าวแนะนำโครงการล่าสุด โครงการฮอนด้า กรีน บิน

ถังขยะหลากหลายรูปแบบ 10 ผล งานซึ่งเข้ารอบในการประกวดครั้งนี้ นำมาจัดแสดงที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหลายๆ ชิ้นเป็นผลงานของนักศึกษาซึ่งมีไอเดียคิดค้นรูปแบบถังขยะรูปลักษณ์ใหม่ๆ และนำเสนอวิธีการรีไซเคิล โดยเริ่มจากการคัดแยกขยะไม่ใช่เรื่องวุ่นวายหรือยุ่งยากอีกต่อไปเลย

ผลงานชนะเลิศ ภายใต้ชื่อ START เอก ภูมิเกียรติผดุงกุลกล่าวถึงแรงบันดาลใจและแนวคิดในการออกแบบถังขยะซึ่งจะ ระบุสรรพนามว่า ใบ คงไม่ได้แล้ว เพราะด้วยรูปลักษณ์เก๋ไก๋เลือกวัสดุที่ใช้ยางเส้นและแผ่นสเตนเลสพับขึ้นรูป เป็นที่แขวนถุงพลาสติกเหลือใช้ เป็นการรียูสนำขยะภายในบ้านมาใช้ได้อีกครั้ง

"ทันที เมื่อบริษัทรถยนต์ชั้นนำจัดโครงการฮอนด้า กรีน บิน ดีไซน์ คอนเทสต์ ผมเกิดความคิดว่า ถ้าเราสามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้โดยการประยุกต์ของเหลือใช้ในชีวิตประจำ วันให้มากที่สุดและใกล้กับสถานการณ์จริงที่สุด เช่น ถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อต่างๆ โดยเฉพาะถุงขนาดเล็ก คนก็มักคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะนำไปใช้ต่อ ก็จะทิ้ง ทำให้เกิดขยะมากขึ้น การออกแบบของผมจึงนำโจทย์ของนี้มาพัฒนาการนำขยะมาสร้างคุณค่าต่อไปได้ เรื่อยๆไม่รู้จบ" เอกภูมิ กล่าว

เอกภูมิยังเสนอความคิดอีกด้วยว่า เนื่องจากปัจจุบันเรื่อง Eco Social เริ่ม เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเรามากขึ้น คนส่วนใหญ่เริ่มรับรู้แต่ยังไม่ร่วมมือกันอย่างแท้จริง ดังนั้นชุดแยกขยะนี้จึงเป็นจุดเริ่ม (Start) ให้ผู้ ใช้เกิดการเรียนรู้และปรับพฤติกรรมส่วนตัวในการแยกขยะ โดยออกแบบเป็นขนาดเล็ก ติดตั้งและใช้งานได้ง่ายส่วนที่ใช้บรรจุขยะ ใช้ถุงพลาสติกที่ได้รับจากการซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อต่างๆ มักจะมีขนาดเล็ก(6 นิ้ว หรือ 8 นิ้ว) ซึ่งเป็นจำนวนที่มีปริมาณมากและไม่ได้ถูกนำมาใช้ซ้ำโดยชุดแยกขยะนี้สามารถ แยกขยะได้ สามประเภท คือ กระดาษพลาสติก และเศษอาหาร ตามของที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อ

"ผม คิดว่าโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะประสบความสำเร็จได้ เราต้องเข้าใจวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาของโครงการนั้นจริงๆ ด้วยนะครับ" เอกภูมิ กล่าวย้ำ ซึ่งไอเดียนี้ก็ทำให้เขาคว้ารางวัลเงินสดไปถึง 1 แสนบาท

โปรดทิ้งขยะให้ถูกสี ถูกถัง

ถึงเป็นเซตถังขยะพลาสติก มี 3 ถัง คือ ถังสีเหลือง สีเขียว สีแดง ขนาด 51.7x82.2x60 ซม. (กว้างxยาวxสูง) แต่เจ้าของผลงานรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ศรัณพร กาลิก และคู่คิดไอเดียนี้เจษฎา อินทรภักดิ์ เจ้าของผลงานถังขยะชื่อ"FLOW" ซึ่งรับรางวัลเงินสด 5 หมื่นบาท พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ ก็ขอย้ำว่าเป็นถังขยะรักษ์โลกอีก 1 ใบ

"เนื่อง จากแต่ละสถานที่มีประเภทและปริมาณของขยะที่แตกต่างกัน เช่น โรงพยาบาลโรงอาหาร ขยะออฟฟิศ ขยะโรงงานอุตสาหกรรม ทุกที่เกิดปัญหาขยะล้นถังบ้าง หรือทิ้งขยะผิดประเภทลงในถังที่ว่างอยู่บ้างดังนั้นเราจึงออกแบบให้ถังขยะ แต่ละประเภทมีขนาดที่แตกต่างกัน และยังสามารถปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมถังขยะแต่ละประเภทได้ โดยการวางต่อกันได้เป็น Pattern นั่นคือ สถานที่ไหนเน้นขยะอะไรก็นำถังขยะประเภทนั้นมาวางเพิ่มต่อได้โดยเริ่มต้นจะมี 1set คือ ถังสีเหลือง (ขยะแห้ง)ถังสีเขียว (ขยะเปียก) และถังสีแดง (ขยะอันตราย) ซึ่ง "FLOW" มีรูปแบบที่มี Inspiration มา จากเส้นสันบนผิวน้ำ ยามถูกแสงแดดกระทบซึ่งมีความลื่นไหลไม่คงที่และไม่หยุดนิ่ง ทำให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและความสดชื่นเหมาะที่จะใช้กับสถานที่ที่ เป็นหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่มีคนเป็นจำนวนมากได้" เจษฎา บอก

การ เลือกวัสดุที่ใช้จะเป็นพลาสติก เจ้าของไอเดียนี้บอกว่า เพราะเป็นส่วนที่ต้องเจอกับขยะที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องเป็นวัสดุที่ทนทานต่อขยะที่หลากหลายประเภทได้ ส่วนที่เป็นถังนอก วัสดุที่ใช้สามารถเป็นได้หลายอย่าง เช่นพลาสติก กระดาษ แผ่นอะลูมิเนียมหรือไม้เป็นต้น

ถังขยะใบจิ๋ว...แต่แจ๋ว

ผลงานรองชนะเลิศอันดับที่ 2 เมธา ศีตะจิตต์ นำเสนอผลงานชื่อ ECO-TIE ได้รับรางวัลเงินสด 3 หมื่นบาท กับการนำเสนอแนวความคิด "ECO-TIE" ถัง ขยะที่ช่วยให้การคัดแยกขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยแถบสีที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงประเภทของขยะแต่ละชนิด ทำให้ขั้นตอนในการคัดแยกจากผู้ใช้ไปสู่พนักงานเก็บขยะ หรือคนรับซื้อของเก่ารวดเร็วเป็นระเบียบ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนถึงโรงงานที่มีการรีไซเคิลวัสดุต่างๆ และการกำจัดขยะบางประเภทเป็นไปได้จริง

"มันสำปะหลังแปรรูปเป็นวัตถุดิบชีวภาพเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการทำ ECO-TIE ซึ่ง สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยชิ้นงานที่มีขนาดเล็ก ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อย และใช้การขึ้นรูปชิ้นงานด้วยการปั๊ม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ราคาขายไม่แพงมาก คนในหลายกลุ่มสามารถซื้อใช้ได้ก็จะทำให้วงจรในการคัดแยกขยะสมบูรณ์ และเป็นไปได้จริง" เมธา กล่าว

เห็น ไอเดียคนอื่นแล้ว ลองกลับไปคิดกันเล่นๆ เราอาจคิดถังขยะที่เป็นกลไกตัวจักรสำคัญในเรื่องของการรีไซเคิลได้เช่นกัน เพราะถังขยะบางชิ้นก็เหมือนคิดกันง่ายๆ ประมาณเส้นผมบังภูเขา!!!

อีโค ชีค เดรสดีไซเนอร์หัวใจสีเขียว

ผู้เขียน: 
ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกร้อนกำลังคุกคามเราทุกๆ คน ดีไซเนอร์ผู้ผลิตปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตจึงไม่ควรละเลยข้อนี้

โลกอายุกว่า 1.2 หมื่นปี กำลังเปลี่ยนแปลงในภาวะปรากฏการณ์ที่นิยามใหม่ว่า "ไคล เมตเชนจ์" ความแห้งแล้งเกิดขึ้นทั่วโลก สลับกับฝนกระหน่ำตกนอกฤดูกาล แล้วจะมัวรออะไรอยู่ ทุกคนมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงมันได้ ไม่เว้นแม้แต่วงการแฟชั่นที่หลายๆ ค่ายตั้งโจทย์ "รักษ์โลก" ให้ดีไซเนอร์ไทยช่วยกันหาคำตอบสร้างสรรค์โลกให้ลดอุณหภูมิลงบ้าง
สยามเซ็นเตอร์ ร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก สยามไวเนอรี่ จัดงาน "สยามเซ็นเตอร์ ดีไซน์ ฟอร์เวิร์ด : สปาย ยู แฟชั่น คอนเทสต์ 2009" เพื่อ เปิดแคตวอล์กให้ดีไซเนอร์หน้าใหม่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้อวดศักยภาพความเป็นหนึ่งในด้านการออกแบบ แฟชั่น เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่

ดีไซน์ฟอร์เวิร์ด...หัวใจ(ต้อง)สีเขียว

พลังแห่งการสร้างสรรค์และเสียงเชียร์ดังกึกก้องปกคลุมไปทั่วงานแฟชั่นโชว์ภายใต้แนวคิด "The Rhythm of SPY" หมายถึง การผสมผสานระหว่างแฟชั่นและดนตรีอย่างลงตัว โดย 10 นักออกแบบรุ่นใหม่ทั่วประเทศ ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงแฟชั่นและดนตรี ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 300 ชิ้นงาน แต่ละคนทุ่มเทฝีมือและไอเดียอย่างเต็มความสามารถ ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือรางวัลชนะเลิศบนเวทีแห่งโอกาสครั้งนี้

"แนว คิดริทึม ออฟ สปาย คือโจทย์ให้เราเลือกใช้จังหวะอะไรก็ได้ครับในการออกแบบ แล้วผู้เข้าประกวดทุกคนก็ต้องออกแบบชุดเพิ่มเติมในหัวข้อ Eco Chic ในแนวคิดรักษ์โลก อีกหนึ่งชุดด้วย" ดิ๊ก-วรรณกร อุ่นวิเศษ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ อีโค ชิค กล่าว

สยาม เซ็นเตอร์ ดีไซน์ ฟอร์เวิร์ด เป็นอีกหนึ่งเวที ที่นักศึกษาสาขาวิชาแฟชั่นเลือกส่งผลงานมาประชันฝีมือกันคึกคัก และเพื่อตอบรับกับกระแสรักษ์โลกร้อนที่ยังมา แรง...!! รางวัล "อีโค ชิค" การตัดเย็บเสื้อผ้าภายใต้แนวคิด "การลดวิกฤตโลกร้อน" ซึ่งก่อนที่ผู้เข้าประกวดจะไปตัดเย็บผลงานจริง ทุกคนยังได้ร่วมเวิร์กช็อปอบรมกับ ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในแนวคิดการ Reuse ในธุรกิจแฟชั่น เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและลดสภาวะโลกร้อน ด้วยการใช้วัตถุดิบเพื่อผลิตเสื้อผ้าอย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุด

"เวิร์ก ช็อปคราวนี้ ดิ๊กได้ความรู้เรื่องโลกร้อนเพิ่มเติมด้วยครับว่า เสื้อผ้าที่ใช้วัสดุประเภทกระดุมพลาสติก หรือซิปไนลอน เมื่อถูกความร้อนจากเตารีดจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลร้ายต่อ บรรยากาศโลก แล้วกระบวนการผลิต กระดุมคือพลาสติกอย่างหนึ่ง ซิปก็เป็นวัสดุจากโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่ต้องใช้ทั้งสารเคมีและการเผาผลาญ มหาศาล เสื้อผ้าทุกชุดดิ๊กจึงเลือกใช้เครื่อง เกาะเกี่ยวที่ทำจากเชือก โดยวิธีมัดและผูก งดใช้ทั้งซิปและกระดุมครับ" ดิ๊ก วรรณกร กล่าว

โจทย์ การออกแบบเสื้อผ้าในแนวคิด อีโค ชิค เริ่มขึ้นบนเวทีนี้เมื่อปีที่แล้ว วรรณกรส่งผลงานเข้ามาชิมลางด้วย เขาเลือกใช้เสื้อยืดเก่าๆ บางตัวใส่มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วนำมาแปลงโฉมให้เป็นแจ็กเกตตัวใหม่สไตล์สตรีตแวร์ สวมใส่ได้เริ่ดในชีวิตประจำวัน

"ดิ๊ก ใช้เสื้อยืดเก่าๆ หลายๆ สี มาเย็บตัดต่อใหม่เป็นแจ็กเกต ดีไซน์ใส่ได้หลายแบบ ทั้งเสื้อแจ็กเกตหรือเดรสก็ได้ เป็นงานที่ใส่ได้จริง และโจทย์อีโค ชิค ปีนี้ ดิ๊กเลือกใช้ผ้าเส้นใยธรรมชาติ คือผ้าฝ้ายไม่ผ่านการฟอกสีที่เส้นใยยังมีกากสีดำๆ หลงเหลือติดอยู่บนเนื้อผ้า สีจึงไม่ขาวโอโม่ แต่เป็นสีออฟไวต์ นำมาถักก่อนครับ แล้วจึงย้อมสีใหม่ด้วยการต้มกับใบชา 45 นาที และไล่ระดับสีโดยจุ่มต้มกับกาแฟอีกครั้งหนึ่ง" วรรณกร กล่าว

เด รสถักจากฝ้ายชุดนี้ ดีไซเนอร์ไม่เลือกใช้กระดุมหรือซิปเช่นเคย ดีไซเนอร์เลือกใช้ผ้าคอตตอนทอห่างๆ จึงมีสเปซยืดหยุ่นในตัว สวมง่ายๆ ชุดอีโค ชิค ชุดนี้จึงไม่ต้องใช้เครื่องเกาะเกี่ยวประเภทอีลาสติกเลย

แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโลกร้อนกำลังคุกคามเราทุกๆ คน ดีไซเนอร์ผู้ผลิตปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตจึงไม่ควรละเลยข้อนี้ และเทรนด์แฟชั่นโลกตั้งแต่คอลเลกชันออทัมน์ ปี 2009 วรรณกร บอกว่า สีแนวเอิร์ทน้ำตาล ธรรมชาติไม่ผ่านเคมี ยังเป็นสีที่ "อิน" อยู่เสมอ

"เท รนด์อีโคยังเป็นแรงบันดาลในแฟชั่นอยู่ตลอดเลยครับ ดีไซเนอร์บางคนก็เพนต์รูปสัตว์สงวนลงบนเดรส แต่ผมจะคิดต่อยอดเรื่องการเลือกใช้วัสดุ แต่ที่ผมชอบคือผลงาน เดรสทำจากยาง ผลงานของดีไซเนอร์ที่ชื่อ ฮุสเซน ชลายัน คอลเลกชันนี้ผมได้ดูแฟชั่นโชว์ตอนไปคอร์สซัมเมอร์ที่เซนต์มาร์ติน ประเทศอังกฤษ เป็นเสื้อผ้าแนวล้ำ อย่างเช่น เดรสจากไม้ หรือผลงานของอเล็กซานเดอร์ แมคควีน รีไซเคิลใช้ขวดมาทำเดรสแนวคอนเซป ชวล" วรรณกร กล่าว

งานในแนวคอนเซป ชวล วรรณกร บอกว่า นักศึกษาสาขาแฟชั่นสนุกกับการคิดสร้างสรรค์กันมาก เดรส 3 มิติ เย็บจากผ้าดิบ มีแรงบันดาลใจจากปะการัง หรือชุดที่เขาเลือกใช้วัสดุเป็นแผ่นฟอยล์สีเงินมาใช้ตัดเย็บเป็นเดรสทรง เปลือกหอยโอเปราเฮาส์

"ผม อยากพูดแทนมนุษย์ทุกคนว่า โลกสะท้อนความร้อนลงมา ฟอยล์คือความร้อนของดวงอาทิตย์ที่ครอบเราอยู่ เราอาศัยในฟอยล์ที่เหมือนห้องแอร์ คอนดิชัน ผมสะท้อนว่าโลกภายนอกจะร้อนแค่ไหน เป็นงานอาร์ตที่ผมอยากใช้แฟชั่นในการตั้งคำถามว่า ... แล้วคนเราจะอยู่ได้อย่างไร?!!"

"อี โค โปรเจกต์" อาจเป็นของแปลกใหม่ แต่วันนี้กลับเป็นเรื่องปกติในวิถีการออกแบบของดีไซเนอร์ทุกสาขา เพราะถึงเวลาต้องร่วมมือกันแล้ว สิ่งสำคัญ ไม่ใช่สิ่งที่เสียไป แต่คือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ต่างหาก และ คำว่า "รีไซเคิล" ก็อาจคือคำตอบสุดท้าย

ก.ล.ต.เกาะกระแส "กรีน" สั่ง บมจ.เผยข้อมูลโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

โลก ร้อนเป็นกระแสฮิตที่ทุกคนทั่วโลกให้ความสนใจ และล่าสุด คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (ก.ล.ต.) ได้เปิดแนวปฏิบัติใหม่ให้แก่บริษัทจดทะเบียน ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน และความพยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ภูมิอากาศ

สำ นักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า แนวทางปฏิบัติใหม่ต้องการให้บริษัทให้น้ำหนักกับผลของกฎหมายและข้อบังคับ ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เมื่อต้องประเมินว่าจะให้ข้อมูลใดบ้างในรายงานของบริษัทที่ต้องยื่นแก่ ก.ล.ต.

นโยบายใหม่นี้เป็นการตอบสนองต่อความ ต้องการของนักลงทุนที่ระบุว่าบริษัทไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลต่อผลกำไรและการดำเนินธุรกิจอันเป็นผลมา จากกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ด้วยคะแนนโหวตรับ 3 : 2 ก.ล.ต. ระบุว่า บรรดาบริษัทในสหรัฐควรพิจารณารวมไปถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ผลกระทบทางอ้อม เช่น ความต้องการสินค้าน้อยลง หากสินค้านั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบทางกายภาพ เช่น ความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดการเรียกค่าประกันเพิ่มสำหรับภูมิภาคชายฝั่ง อันเป็นผลจาก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

แมรี แอล. สคาปิโร ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐ ชี้ว่า ก.ล.ต.ไม่ได้สร้างข้อกำหนดทางกฎหมายใหม่สำหรับบริษัท และไม่ได้มีเจตนาเห็นชอบต่อมุมมองเชิงนโยบายหรือวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลก ร้อนมุมมองใดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ การรวมปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิอากาศไปในการเปิดเผยข้อมูลเป็นสิ่งที่ควรจะทำ

ใน ด้านของนักลงทุนนั้น แอน สตอสโบลล์ ประธานบริหารของระบบบำนาญราชการของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็น กองทุนภาครัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นหนึ่งในผู้ที่เรียกร้องให้มีแนวทางปฏิบัตินี้เผยว่า รู้สึกยินดีที่ ก.ล.ต.เข้ามาคุ้มครองนักลงทุน การสร้างความมั่นใจว่านักลงทุนจะได้รับข้อมูลอย่างทันท่วงทีเกี่ยวกับผล กระทบด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงผลกระทบเชิงกายภาพและข้อบังคับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นักลงทุนควรมีสิทธิพื้นฐานที่จะรู้ว่าบริษัทใดจะมีฐานะที่ดีในอนาคต

ขณะ ที่ จูลี โกร์ธ รองประธานอาวุโสฝ่ายการลงทุนอย่างยั่งยืนของกองทุนรวมแพ็กซ์ เวิลด์ แมเนจเมนต์ มองว่า ทุกคนรู้เรื่องความเสี่ยงจากข้อบังคับและการดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่การคลุมไปถึงความเสี่ยงเชิงกายภาพเป็นก้าวที่สำคัญจริง ๆ

ความ คิดเห็นของโกร์ธสอดคล้องกับแนวคิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอีกหลายคน ที่ต่างมองว่า แนวทางปฏิบัติใหม่ของ ก.ล.ต.จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น อาทิ แนนซี่ คอพพ์ หัวหน้าสำนักงานคลังประจำแมริแลนด์ที่แสดงความคิดเห็นว่า ในฐานะนักลงทุน สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการตัดสินใจลงทุน และเราต้องการข้อมูลและโอกาสที่เป็นข้อเท็จจริง

แอบ บี โจเซฟ โคเฮน นักยุทธศาสตร์การลงทุนอาวุโสของโกลด์แมน แซกส์ กรุ๊ป นิวยอร์ก มองว่า แม้มีบริษัทในสหรัฐจำนวนมากขึ้นที่รายงานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิ อากาศในรายงานเพื่อแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ แต่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เรียบเรียงตามฟอร์มมาตรฐาน ซึ่งทำให้ยากต่อการวิเคราะห์ บางครั้งเป็นตัวเลข ซึ่งแต่ละบริษัทรายงานตัวเลขในแนวทางที่ต่างกัน

ทั้ง นี้ แม้ว่าจะมีการโหวตรับแนวทางปฏิบัติใหม่นี้ แต่ในมุมมองของผู้ที่โหวตค้านอย่าง แคธลีน แคซีย์ กรรมการ ก.ล.ต.จากฝั่งรีพับลิกัน มองว่า แนวทางปฏิบัตินี้เป็นสิ่งไม่จำเป็น เพราะปัจจุบัน ก.ล.ต.ได้ขอให้บริษัทเปิดเผยปัจจัยด้าน สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว และการตัดสินใจนี้เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองของกลุ่มสนับสนุน

CA or C

ผู้เขียน: 
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล คอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิ

Copenhagen Accord or Climate, Anyone? เป็นคำถามว่า "ท่านจะซื้อสัญญาโคเปนเฮเกนหรืออากาศครับ ?" ต่อไปนี้สิ่งที่เราจะต้องสนใจและดำเนินการตามที่ประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาบางประเทศเข้าช่วยชีวิต COP15 (Conference of the Parties)ที่โคเปนเฮเกนเมื่อปลายสัปดาห์ที่สามของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมมีความเห็นว่าการตกลงกันครั้งนี้เป็นการใช้อำนาจนิยม และไม่เป็นประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง

และเป็นบทเรียนอีกครั้งว่าประเทศกำลังพัฒนาจะต้องเพิ่มศักยภาพตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นกว่านี้เพื่อไม่ให้เกิดสภาพบังคับอีก ทั้งที่ภาวะโลกร้อนเป็นภาวะที่ก่อขึ้นโดยประเทศพัฒนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และ 20 ติดต่อกัน แต่เกมกำลังพลิกกลับกลายเป็นว่าประเทศกำลังพัฒนากำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบและจะต้องเป็นผู้รับภาระมากกว่าประเทศพัฒนาในการลดภาวะเรือนกระจกเพราะข้อตกลงโคเปนเฮเกนมุ่งไปที่การใช้เงินช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาในการแก้ปัญหาดังนี้

1) เงินช่วยเหลือ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯระหว่างปี ค.ศ.2010-2012 ผ่านสถาบันเรียกว่า International Institutions เพื่อดูแลการจัดสรรเงินให้สมดุลระหว่างการปรับตัว การลดภาวะเรือนกระจก และการดูแลป่า 2)เงินช่วยเหลือส่วนที่สอง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี ค.ศ.2020 ซึ่งจะได้มาจากส่วนของรัฐและเอกชน ร่วมกันจากหลายประเทศ แต่ต้องรอการจัดตั้ง High Level Panel เพื่อศึกษาว่าจะเรียกเก็บเงินนี้ได้อย่างไร นอกจากนั้นยังมีเป้าหมายจัดตั้ง Copenhagen Green Climate Fund เพื่อเป็นกลไกบริหารกลไกการเงินและโครงการต่างๆ 3) จะมีกลไกที่เรียกว่า Technology Mechanism เพื่อเร่งพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ข้อเสนอทั้งหมดนี้ยังไม่มีความผูกพันซึ่งอาจต้องใช้เวลาเจรจากันอีกเป็นปีๆ รวมทั้งตัวเลขที่ประเทศพัฒนามีเป้าหมายจะลดนั้นก็ยังไม่ชัดเจนและผูกมัดมากน้อยแต่อย่างไร

นอกจากนั้นประเทศพัฒนายังมีโอกาส "ซื้อ" คาร์บอนที่ลดได้โดยประเทศอื่นๆตามกลไกยืดหยุ่น (Flexibility) ที่เรียกว่า Clean Development Mechanism (CDM หรือที่เรารู้จักในชื่อ Carbon Credit) ข้อเสนอของภาคเอกชนไทยเพื่อการเจรจาครั้งนี้ คือ 1 ) ประเทศไทยต้องไม่เข้ารับสัญญาว่าจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใดเพราะสัดส่วนการปล่อยของเราเพียง 352 ล้านเมตริกตันโดยประมาณหรือ 0.9% เป็นลำดับที่ 24 ของโลก 2) การลดและปรับตัวจะต้องใช้เทคโนโลยี ความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาต้องเป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไขทางทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใดเพราะเงื่อนไขนี้จะสร้างต้นทุนเพิ่มขึ้นและจะมีปัญหาในเรื่องความเป็นเจ้าของ (Ownership) ของตัวสินค้าตามมา ผมเตือนว่าประเทศกำลังพัฒนาจะต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ 3) ประเทศไทยต้องไม่รับเงื่อนไขให้ลดก๊าซเรือนกระจกเป็นรายสินค้า (Sectoral Approach)เพราะทำให้เกิดความเสียเปรียบของธุรกิจไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนานอกจากนั้นยังเป็นการสร้างโอกาสทำกำไรจาก Carbon Credit ของประเทศพัฒนาได้อีก ประเทศพัฒนาพยายามผลักดันให้มีการตกลงในหัวข้อนี้เป็นอย่างมาก 4) การเจรจาข้อตกลงใหม่นั้นจะต้องครอบคลุมทุกหัวข้อ (Single Undertaking) โดยไม่ยกเว้นหรือเลื่อน (Deferred)ข้อใดข้อหนึ่ง

เห็นได้จากเวลานี้ประเทศพัฒนาได้ออกและกำลังออกมาตรการทางการค้าใหม่ๆสร้างอุปสรรคและต้นทุนต่อการส่งออกสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาทั้งๆที่ขัดต่อมาตรา 3.5 ในอนุสัญญา United Nations Convention on Climate Change (UNFCCC)ก็ตาม แต่ก็เลี่ยงไปใช้ข้อยกเว้นทั่วไปมาตรา 20 ของข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและภาษีศุลกากรหรือ GATT อย่างนี้เขาเรียกว่าศรีธนญชัยครับ จึงเสนอว่าอย่าไว้ใจเขาเป็นอันขาดการผลิตสินค้าที่ต้องลดภาวะเรือนกระจกไปด้วยนั้นเป็นการสวนทางกับโครงสร้างการผลิตหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะตกลงกันเพราะมันเป็นการทำข้อตกลงที่เป็นผลให้ประเทศชะลอการพัฒนาลงไป เนื่องจากทุกประเทศเชื่อว่าการพัฒนาเกิดขึ้นได้จากการผลิตที่ต้นทุนถูก

จึงรับไม่ได้หากมีใครมาสั่งให้เพิ่มต้นทุน ดังนั้นประเทศทั้งหลายจึงต่างเฝ้ารอว่าใครจะมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อตน เรียกภาษาชาวบ้านว่า "ใครจะอึดกว่ากัน"จึงมีข้อเสนอว่าให้เลือกดังนี้ คือ 1 )ในกรณีที่เรา"ซื้อ"ข้อตกลงโคเปนเฮเกนเราก็คงต้องเหนื่อยต่อไปในการที่จะต้องเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางการเงิน เทคโนโลยี การซื้อขาย Carbon Credit ตามกรอบที่ประเทศพัฒนาได้วางไว้ หรือว่า 2) ต้องศึกษาเองว่าหากต้องลดภาวะเรือนกระจกสัก 15 % จากปีฐาน 1990 แล้วจะต้องใช้เวลาและต้นทุนเท่าไหร่? และพร้อมจะดำเนินการลดตามเป้าหมายของเราเองโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้านการผลิตสินค้า การบริโภคให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่พึ่งประเทศพัฒนา ผมไม่ซื้อ Copenhagen Accord ครับ และเสนอว่าเราต้องดำเนินการตามข้อ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเน้นเรื่องศักยภาพการบริโภคก่อน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐและเอกชนที่จะต้องทำงานร่วมกันและเน้นให้ความรู้แก่พวกเรากันเองว่าการบริโภคที่ยั่งยืนนั้นสามารถทำได้ คนจนและคนรวยมีสิทธิ์เท่ากันที่จะได้มีสุขภาพที่ดี อากาศที่บริสุทธิ์ น้ำบริสุทธิ์ที่พอเพียงและได้ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยไม่ต้องรอให้มีสัญญาก่อน

ท่านเลือก C ที่มีหรือไม่มี A ครับ

การเปิดตลาดของอาฟต้า

ผู้เขียน: 
วีรพงษ์ รามางกูร

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 ประเทศต่าง ๆ 6 ประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนเก่าต้องประกาศลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าต่าง ๆ ลงเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ถ้าจำไม่ผิดจะมีสินค้ารายการต่าง ๆ ทั้งสิ้นกว่า 8,000 รายการ ที่ประเทศทั้ง 6 อันได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์ และบรูไน สำหรับสิงคโปร์และบรูไนคงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะภาษีขาเข้าของสองประเทศนี้ไม่มีอยู่แล้ว

ทันทีที่มีข่าวนี้ออกมา ทีแรกนึกว่าภาคอุตสาหกรรม หรือสภาอุตสาหกรรมฯจะมีเสียงออกมาบ้างว่าอาจจะกระทบกระเทือนต่อผลประกอบการของภาคอุตสาหกรรมบางชนิดบางประเภท แต่ปรากฏว่าทางสภาอุตสาหกรรมฯกลับเงียบ แสดงว่าภาคอุตสาหกรรมของเราคงเข้มแข็งพอจะเปิดรับการแข่งขันจากประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนเก่าทั้ง 6 ประเทศได้

คงจะเป็นไปได้มากที่ประเทศไทยของเรา ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ชนิดต่างๆ เช่น รถปิกอัพ รถยนต์นั่ง ชิ้นส่วนรถยนต์และอุตสาหกรรมอื่น ๆ คงเข้มแข็งพอแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว มีมาเลเซียเท่านั้นที่ยังยึกยักไม่ยอมเปิดตลาด ยังต้องการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ของตัวเองอยู่

แม้ว่าจะมีโครงการที่จะมีเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น อาเซียนกับจีน อาเซียนกับเกาหลี สำหรับภาคอุตสาหกรรมคงจะได้ประโยชน์จากการรวมกันเป็นตลาดใหญ่ การลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นไปไม่ได้สำหรับตลาดแต่ละประเทศ ก็อาจจะเป็นไปได้สำหรับตลาดอาเซียนเป็นส่วนรวม

ความจริงแล้วน่าจะมีอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่อาจจะถูกกระทบกระเทือนบ้าง แต่เมื่อไม่มีเสียงโอดครวญ ก็น่าจะต้องถือว่าสภาอุตสาหกรรมฯคงจะได้ดำเนินการและมีการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนเราจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใดในการเปิดตลาดถึงกันในบรรดาประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ก็คงจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการภายในประเทศของเรา การสร้างความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย การมีระบบการปกครองที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่ใช่ระบบการปกครองประเทศตามอำเภอใจหรือตามกระแสที่เกิดจากการปลุกปั่นขึ้น กฎหมู่ไม่อยู่เหนือกฎหมาย มีระบบและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระเป็นกลางไม่อยู่ภายใต้อาณัติของใคร เมื่อมีปัญหาทางเทคนิคไม่ว่าจะเป็นเทคนิคทางกฎหมายหรืออื่น ๆ ก็มีกลไกทางกฎหมายและกลไกทางการเมืองที่จะแก้ไขยุติปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย อย่างที่เห็นกันอยู่ในกรณี "มาบตาพุด"

สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดึงดูดการลงทุนให้หลั่งไหลเข้าประเทศ และใช้ประโยชน์จากการเปิดตลาดถึงกันของประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน และต่อไปก็เป็นการเปิดตลาดถึงกันระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ หากมีการเปิดตลาดถึงกันในหมู่ประเทศอาเซียน ระหว่างอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แล้วเราไม่สนใจดึงดูดการลงทุนก็เป็นอันเสียประโยชน์เปล่า ไม่ได้อะไร มีแต่ต่างประเทศมาใช้ตลาดเราค้าขาย

แต่ที่น่าสังเกตก็คือมีข่าวว่า ทางฝ่ายเราเกรงว่าจะเสียเปรียบในกรณีของสินค้าเกษตร สำหรับสินค้าเกษตรที่เราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หลายชนิดที่เราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็มี ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว สับปะรดกระป๋อง ที่เป็นรายใหญ่ของโลกแต่ไม่ใช่อันดับหนึ่งของโลกก็คือ น้ำตาล ไก่แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์จากไก่ รวมทั้งอาหารทะเลกระป๋อง

ที่เป็นข่าวว่ามีความเป็นห่วงกัน ก็มีเรื่องราคาข้าวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น เกรงว่าหากอนุญาตให้นำเข้าข้าวและลดภาษีลงเป็นศูนย์แล้ว ก็จะมีการนำข้าวเข้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนมาแข่งขันกับข้าวของเราบ้าง หรือนำเข้ามาเพื่อเอามาปลอมปนกับข้าวของเราเพื่อทำการส่งออกบ้าง จะทำให้ข้าวจากพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม หลั่งไหลเข้ามาแข่งกับข้าวไทยในตลาดของเราบ้าง จะทำให้ราคาข้าวเปลือกของเราลดลงบ้าง

ความกังวลเหล่านี้น่าจะหมดไป ถ้าหากรัฐบาลจะได้ออกมาชี้แจงให้คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชน ประชาชน รวมทั้งชาวไร่ชาวนาได้เข้าใจ

การที่เราเป็นผู้ส่งออกสินค้าการเกษตรชนิดต่าง ๆ ก็แสดงว่า เราเป็นผู้ได้เปรียบในการผลิตสินค้าเกษตรต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าว สับปะรดกระป๋อง น้ำตาล ประเทศที่นำเข้าก็เป็นประเทศที่ผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ปกติประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรประเภทอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตธัญพืช เช่น ข้าวหรือมันสำปะหลัง ก็จะพยายามปกป้องสินค้าเกษตรของตน เพราะเกษตรกรผู้ผลิตส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและมักจะเป็นอาชีพหลัก ด้วยการกำหนดโควตาการนำเข้าบ้าง กำหนดกำแพงภาษีในอัตราที่สูงบ้าง

ด้วยเหตุนี้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดของประเทศผู้นำเข้าจึงมีราคาสูงกว่าราคาตลาดโลก เท่ากับค่าขนส่งบวกกับภาษีขาเข้า ส่วนราคาสินค้าเกษตรในตลาดภายในประเทศจะมีราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลกอย่างน้อยก็เท่ากับค่าขนส่งกับภาระอื่น ๆ ในการส่งออก เช่น ราคาข้าวหอมมะลิที่ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ ซึ่งสองประเทศนี้ไม่มีภาษีขาเข้า อย่างไรก็ต้องแพงกว่า ราคาข้าวหอมมะลิที่กรุงเทพฯอย่างน้อยก็เท่ากับค่าขนส่งจากกรุงเทพฯไปที่ฮ่องกง และสิงคโปร์

ในบรรดาประเทศอาเซียนเก่า 6 ประเทศนั้นมีเพียงประเทศไทยประเทศเดียวที่เป็นผู้ส่งออกข้าวสุทธิ ประเทศอื่นไม่ว่าฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน นั้นล้วนแต่เป็นประเทศที่ผลิตข้าวไม่พอกิน หรือไม่ได้ผลิตข้าวเลยทั้งสิ้น และเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยไปบริโภค

สำหรับมาเลเซียเมื่อ 20 กว่าปีก่อน มาเลเซียเคยมีนโยบาย "ผลิตข้าวให้พอกิน" ไม่นำเข้าข้าว มาเลเซียจึงประกาศห้ามนำข้าวเข้า มีการจำกัดโควตาการนำเข้า การนำข้าวเข้าจะทำได้โดยรัฐบาลเท่านั้น ห้ามเอกชนนำเข้า ทุกครั้งที่รัฐมนตรีพาณิชย์หญิงชื่อ ราฟิดา มาซื้อข้าวจากรัฐบาลไทยก็จะเป็นข่าวทันที ทำให้ราคาข้าวในมาเลเซียสูงกว่าราคาข้าวในเมืองไทย แถมข้าวที่ปลูกได้มาเลเซียก็เป็นข้าวคุณภาพต่ำ แข็ง หุงไม่ขึ้นหม้อ ไม่มีใครอยากจะรับประทาน จึงมีการลักลอบเป็นกองทัพมดจากประเทศไทยเข้ามาเลเซียตลอดเวลา ในที่สุดมาเลเซียก็เลิกนโยบาย "ผลิตข้าวให้พอกิน" เปิดให้มีการนำข้าวเข้าอย่างเสรี ส่วนสิงคโปร์และบรูไนนั้นก็บริโภคข้าวหอมมะลิของไทยอยู่แล้ว ดังนั้นสำหรับ 3 ประเทศนี้ การเปิดตลาดข้าวของเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งอาเซียนหรืออาฟต้า จึงไม่มีผลกับการค้าข้าวของเราแต่อย่างใด

ในกรณีฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทั้งสองประเทศเป็นตลาดใหญ่นำข้าวเข้าเป็นปริมาณมาก หลักของการเปิดตลาดก็มีอยู่ว่า ถ้าหากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเปิดตลาดแล้วเก็บภาษีขาเข้าเท่าใด ไทยก็จะเปิดตลาดและเก็บภาษีขาเข้าในอัตราเดียวกัน ฟิลิปปินส์ยังขอสงวนข้าวเป็นสินค้าอ่อนไหว ยังขอสงวนให้มีกำแพงภาษีต่อไป แต่อย่างน้อยจะมีการนำเข้าข้าวโดยไม่มีภาษีปีละไม่ต่ำกว่า 350,000 ตันจากประเทศไทย ข้าวจำนวนนี้กระทรวงพาณิชย์จะจัดสรรให้ผู้ส่งออกอย่างไรก็คงต้องจับตาดูต่อไป ส่วนที่เกิน 350,000 ตัน ฟิลิปปินส์จะลดภาษีขาเข้าจากร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 25 ในปี 2015

สำหรับอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรเป็นอันมาก อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตมันสำปะหลังมากที่สุดในโลก แต่ใช้เป็นอาหารสำหรับคนจนเสียหมด ไม่เหลือเป็นสินค้าส่งออกหรือส่งออกก็เพียงเล็กน้อย ดังนั้นจะหวังให้อินโดนีเซียซื้อมันสำปะหลังจากไทยก็คงไม่ได้

การนำเข้าธัญพืชจัดการโดยองค์กรของรัฐบาล แต่เดิมอินโดนีเซียไม่เคยเปิดตลาดข้าวให้กับเราและตั้งภาษีขาเข้าในอัตราร้อยละ 160 และจะค่อย ๆ ลดภาษีลงมาเป็นร้อยละ 30 และจะลดภาษีจากอัตราเดิมที่สูงมากลงมาเป็นร้อยละ 25 ในปี 2015 เป็นการลดอัตราภาษีที่สูงมาก ไม่ควรจะไปกังวลตั้งเงื่อนไขหยุมหยิมในการนำเข้ามาในประเทศ เพราะถ้าเราตั้งเงื่อนไขไม่ให้นำเข้า เขาก็ต้องตั้งเงื่อนไขใช้กับการนำเข้าจากประเทศของเราด้วย

ดังนั้นผลการส่งออกไปที่ประเทศกลุ่มอาเซียนไม่น่าจะมีผลอะไรมากนัก

มีคำถามว่าแล้วราคาข้าวเปลือกข้าวสารจะกระทบต่อชาวไร่ชาวนาแค่ไหน จากข้อเท็จจริงที่ว่าปริมาณข้าวที่ค้าขายกันอยู่ในตลาดโลก มีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณข้าวที่ผลิตและบริโภคของตลาดโลก ปริมาณการบริโภคต่อข้าวค่อนข้างคงที่ ในกรณีที่ข้าวราคาแพงขึ้นจริง ๆ ผู้บริโภคในประเทศจีนกับประเทศอินเดียก็จะเปลี่ยนไปบริโภคข้าวสาลีแทน ราคาข้าวสาลีกับราคาข้าวจึงมักจะไปด้วยกัน แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตข้าวหอมมะลิแต่ผู้เดียวในโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นผู้ตั้งราคาได้เอง เพราะมีของทดแทนกันได้ แม้ว่าเราจะไปร่วมกับเวียดนามก็ไม่มีประโยชน์ ตั้งราคาตลาดโลกไม่ได้

ในกรณีมันสำปะหลังก็เหมือนกัน ขนาดเราเป็นผู้ส่งออกแต่ผู้เดียวในโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะตั้งราคาขายในตลาดโลกได้ เรายังต้องเป็นผู้รับราคาตลาดโลกอยู่ดี

ผลกระทบต่อราคาข้าวเปลือก ข้าวสาร ในประเทศไทยก็คงจะมีไม่มากนักในระยะแรก แต่เมื่อฟิลิปปินส์ค่อย ๆ ลดการผลิตของตนลง เปิดตลาดมากขึ้น ถึงตอนนั้นเราอาจจะส่งออกได้มากขึ้น แต่ราคาก็คงจะเป็นไปตามตลาดโลก

มีประเด็นอีกอันหนึ่งก็คือสำหรับประเทศอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ อันได้แก่ พม่า เวียดนาม กัมพูชา และลาว ในการเปิดตลาดลดภาษีลงเป็นศูนย์ ในคราวนี้ยังไม่ครอบคลุมถึง แต่ประเทศสมาชิกอาฟต้าใหม่เหล่านี้จะเปิดตลาดและค่อย ๆ ลดภาษีขาเข้าลงจนเป็นเช่นเดียวกับประเทศอาเซียนเก่าในปี 2015 คืออีก 5 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะลดภาษีลงก็คงไม่ทำให้ประเทศเหล่านี้นำข้าวเข้าจากไทยแต่อย่างใด เพราะต่างก็เป็นประเทศส่งออกข้าวเช่นเดียวกัน

สำหรับการลักลอบนำข้าวเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากราคาข้าวในประเทศไทยมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว กัมพูชา ก็คงจะมีต่อไป เพราะประเทศเหล่านี้มีปัญหาเรื่องถนนหนทางที่นำข้าวส่งออก อีกทั้งคุณภาพของโรงสีก็ยังล้าหลังยังพัฒนาสู้ประเทศไทยไม่ได้ การเปิดตลาดและการลดภาษีขาเข้าของประเทศอาเซียนเก่า 6 ประเทศ จึงยังไม่น่ากระทบต่อการค้าชายแดนดังกล่าว

การเปิดตลาดและการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าเกษตรในบรรดาประเทศอาเซียนจึงไม่น่ามีโทษอะไรสำหรับเกษตรกรของเรา ตรงกันข้ามน่าจะมีผลดีในระยะยาวมากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าเราจะได้ประโยชน์มากกว่าเช่นเดียวกัน

ยังไม่มีอะไรน่าวิตก

by ThaiWebExpert