การสำรวจแนวโน้มสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมในอิตาลี ณ งาน Macef 2012

กรมส่งเสริมการส่งออก วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555

อิตาลีมีตลาดสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน และของตกแต่งบ้านขนาดใหญ่ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการจัดงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ในบ้านที่รู้จักกันในชื่อ Macef international home shows เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ และนวัตกรรมล่าสุดเป็นประจำในเดือนมกราคม และเดือนกันยายน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้ส่งออก-ผู้นำเข้าจากทั่วโลก

ในการเยือนงานแสดงสินค้า Macef 2012 เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมานี้ สคต. มิลานได้มีโอกาสสำรวจสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยม รวมทั้งแนวโน้มสินค้าใหม่ๆ ที่ผลิตเพื่อเข้าสู่ตลาดสินค้าเครื่องใช้ในบ้านในแถบยุโรป พบว่าสินค้าที่กำลังเป็นที่นิยม และชาวยุโรปกำลังให้ความสนใจนั้น เป็นสินค้าประเภทที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ในงาน Macef ครั้งนี้ จึงมีการจัดสัมมนาพิเศษ ที่มุ่งเน้นให้ความรู้ และเสนอแนวทางใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด Sostenibilitเ ambientale e sociale (Environmental and social sustainability) รวมทั้งมีการจัดแสดงผลงานการออกแบบตัวอย่างที่นำวิธีการประหยัดพลังงาน/รักษาสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสามารถแบ่งแนวคิดหลักๆ ออกได้เป็น 9 วิธีการคือ

1.การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานยาวขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้สามารถลดการผลิตผลิตภัณฑ์ รวมทั้งลดปริมาณขยะในการนำไปรีไซเคิลหรือทำลาย

2.การประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่แล้วมาสร้างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่
โดยการนำจุดแข็งของแต่ละวัสดุที่เหลือใช้ หรือวัสดุที่ใช้แล้วแต่ยังอยู่ในสภาพที่ดี มาดัดแปลงและผลิตเป็นสินค้ารูปแบบใหม่ขึ้นมา

3.การนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตสินค้า มาแปรรูปเพื่อผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ
เพื่อลดปริมาณขยะ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้จากขั้นตอนการผลิต
4.การเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา
โดยการเปลี่ยนการใช้วัสดุแบบเดิม มาเลือกใช้วัสดุดิบที่มีน้ำหนัก หรือมวลที่เบาขึ้น เพื่อช่วยลดน้ำหนักของสินค้า และส่งผลถึงการลดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ในการขนส่งสินค้านั้นๆ ได้

5.การเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้
เลือกวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือวัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เพื่อลดปริมาณขยะที่เป็นพิษทั้งในกระบวนการผลิต และขยะที่เกิดหลังการใช้

6.การเลือกใช้กระดาษ
ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในการจัดแสดงสินค้า หรืองานออกแบบของอิตาลี โดยการเลือกใช้กระดาษลูกฟูกขนาดใหญ่ ซึ่งมีคุณสมบัติในการรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี รวมทั้งง่ายต่อการผลิตโครงสร้าง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้ทันที

7.การคิดค้นวัสดุใหม่ๆ ที่ผลิตจากธรรมชาติ เพื่อทดแทนการใช้พลาสติก
โดยการผลิตวัสดุจากพืชธรรมชาติ ที่สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

8.การนำวัสดุใช้แล้วมาใช้ใหม่ โดยไม่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล
โดยการนำวัสดุเหลือใช้ หรือใช้แล้วมาปรับเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน

9.การลดขนาด/ปรับเปลี่ยนวัสดุของบรรจุภัณฑ์
โดยการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติแทนโฟม และการออกแบบเพื่อตอบสนองกับการใช้งานในการบรรจุสินค้าที่ต้องการความปลอดภัยในการขนส่งเคลื่อนย้าย โดยในปัจจุบันนิยมการลดขนาดของบรรจุภัณฑ์ให้เล็กลง เพื่อประหยัดพื้นที่ และช่วยลดน้ำหนักในการขนส่ง นอกจากนี้ยังนิยมเปลี่ยนจากการใช้โฟมเพื่อเป็นตัวกันกระแทก มาใช้กระดาษลูกฟูกขนาดบาง ซึ่งสามารถออกแบบให้รองรับกับขนาดของสินค้าได้อย่างพอดี และมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน

แนวโน้มการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในประเทศอิตาลี และประเทศในยุโรป จึงเป็นการดีหากผู้ประกอบการไทยจะนำแนวคิดนี้ไปใช้ประยุกต์เข้ากับสินค้าของตน เพื่อให้สามารถผ่านมาตรการการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตและขนส่ง (Co2 Emission) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ประเทศในกลุ่มยุโรปให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น และรักษาสภาพแวดล้อมโลกได้พร้อมๆ กัน

สำนักส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมิลาน

แต่งตั้ง (7 กุมภาพันธ์ 2555)

        1.  แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งประกอบด้วยภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นประธานกรรมการ และมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ
        องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย
        1. องค์ประกอบ  มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  เป็นรองประธานกรรมการ หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง  จำนวน 28 คน  รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 5 คน ร่วมเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกรรมการและเลขานุการ  และเจ้าหน้าที่สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จำนวน 2 คน  เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
        2. อำนาจหน้าที่ พิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับสากล และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป และมีอำนาจหน้าที่อีก 6 ประการ

        2.   แต่งตั้ง นายรูเบน  คูเปอร์แมน เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเพิร์ท เครือรัฐออสเตรเลีย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง นายรูเบน  คูเปอร์แมน (Mr. Reuben  Kooperman) เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ นครเพิร์ท เครือรัฐออสเตรเลีย สืบแทน พลจัตวา ดับลิว ดี. เจมีสัน (Brigadier W.D. Jamieson)  ซึ่งเกษียนอายุ โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมรัฐออสเตรเลียตะวันตก เครือรัฐออสเตรเลีย
    
        3.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ 1. นายภูมิ สาระผล 2. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นผู้รักษาราชการแทนตามลำดับ

    4. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพลังงาน)
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ดังนี้ 1. พล.ต.ต.ลัทธสัญญา เพียรสมภาร เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 2. นายเอกธนัช อินทร์รอด เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

    5.  แต่งตั้งกรรมการสภาสถาปนิกแทนตำแหน่งที่ว่างลง
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แต่งตั้ง นายสุวิทย์ ดิษยวงศ์ เป็นกรรมการในคณะกรรมการสภาสถาปนิกแทนตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

    6. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้ง นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    7.  ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ
    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แต่งตั้งนายธวัชชัย คูภิรมย์ กงสุลใหญ่ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเฉิ่นหยาง สาธารณรัฐประชาชนจีน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดิลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต จากเดิม ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เป็น ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2555

    8.  แต่งตั้งให้รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

    9.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการมอบหมายให้มีผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามลำดับ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้ 1. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี 2. นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    10. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้ง นางสาว          อนุตตมา อมรวิวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทน นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ลาออกจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

        11.  มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  และมอบอำนาจตามกฎหมาย
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 37/2555 เรื่อง  มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  และมอบอำนาจตามกฎหมาย
        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550  ประกอบกับ       พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี  ที่ 142/2554  ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2554  คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 151/2554  ลงวันที่ 6 กันยายน 2554 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 172/2554  ลงวันที่ 27 กันยายน 2554 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 186/2554  ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 289/2554  ลงวันที่  9 ธันวาคม 2554  และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ  รองประธานกรรมการ กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบอำนาจตามกฎหมาย ดังต่อไปนี้    
ส่วนที่ 1
        1.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ)
    1.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
1.1.1     คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        1.1.2     คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญ
            ยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
        1.1.3    คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
1.1.4    คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
        1.1.5    คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
        1.1.6    คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชย์นาวี
        1.1.7        คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
            1.1.8      คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
        1.1.9       คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
    1.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
1.2.1    คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย     สำนักนายกรัฐมนตรี
1.2.2    คณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
1.2.3    คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย
1.2.4    คณะกรรมการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน
1.2.5    คณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ
        1.2.6    คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ
1.2.7    คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ
1.2.8    คณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ
        1.2.9    คณะกรรมการส่งเสริมประชาสังคมเพื่อการพัฒนาชาติ
1.2.10     คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ
1.2.11    คณะกรรมการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการประปาแห่งชาติ
1.2.12    คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ
1.2.13    คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
1.2.14    คณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม
1.2.15    คณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน      
    1.3    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าว
    1.4    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย  และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายและการดำเนินคดีปกครอง  รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าว
    1.5    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
    1.6    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
    1.7 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
 
ส่วนที่ 2
        2.  รองนายกรัฐมนตรี  (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม  อยู่บำรุง)
    2.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
    2.1.1    คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
    2.1.2    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
    2.1.3    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
    2.1.4    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
    2.1.5    คณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ
      2.1.6    คณะกรรมการคดีพิเศษ
        (ยกเว้นในกรณีที่มีระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่สำคัญ หรืออาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการคดีพิเศษ ด้วยตนเอง)
    2.1.7    คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก  และ
    2.1.8    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
    2.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ
ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
2.2.1    คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
2.2.2    คณะกรรมการการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์
2.2.3    คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
    2.2.4     คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ
2.2.5    คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า
    2.2.6      คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ
2.2.7    คณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
2.2.8    คณะกรรมการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอบรมอาชีพ  แห่งชาติ   
    2.3    ประธานจัดทำแผนนิติบัญญัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2547  
    2.4    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดียาเสพติด

ส่วนที่ 3
        3.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง)
    3.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
3.1.1     คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ
3.1.2    คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
3.1.3    คณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ
3.1.4    คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
3.1.5    คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
3.1.6    คณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ  
            3.1.7      คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และ
         3.1.8      ประธานสภาวิจัยแห่งชาติ
            3.1.9    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    3.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
3.2.1    คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ
3.2.2    คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
3.2.3    คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน
    3.2.4    คณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและการบริการของประเทศ
    3.2.5    คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ
3.2.6    คณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
3.2.7    คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
    3.2.8    คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
    3.2.9        คณะกรรมการว่าด้วยการประสานงานในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
    3.2.10      คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ
3.2.11        คณะกรรมการประสานการบริการด้านการลงทุน
3.2.12        คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ  และ
    3.2.13        รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ
    3.3    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
    
ส่วนที่ 4
        4.  รองนายกรัฐมนตรี  (พลเอก ยุทธศักดิ์  ศศิประภา)
    4.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
4.1.1     คณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
        (ยกเว้นในกรณีที่มีระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่สำคัญ หรืออาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ด้วยตนเอง)
        4.1.2    คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
4.1.3    คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
    4.1.4    คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ
    4.1.5       คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
    4.1.6      คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ
    4.1.7    คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ
    4.1.8    คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ
    4.1.9    คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ
    4.1.10         คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  และ
    4.1.11       สภานายกสภาลูกเสือไทย
    4.1.12      รองประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ  
    4.1.13      รองประธานกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
    4.1.14      รองประธานกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
4.1.15      รองประธานกรรมการในคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก
         4.1.16    รองประธานสภาวิจัยแห่งชาติ
    4.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่
จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
4.2.1    คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
4.2.2    คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคง ของชาติ
4.2.3    คณะกรรมการนโยบายรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ
        4.2.4    คณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ
            4.2.5    คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ
            4.2.6    คณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ
            4.2.7    คณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ
        4.2.8    คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ
        4.2.9    คณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ
            4.2.10    คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง
4.2.11    คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์
4.2.12    คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ
4.2.13    คณะกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ
4.2.14    คณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ
            4.2.15    คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
        4.3  ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    4.4    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ
    4.5    การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

ส่วนที่ 5
        5.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายชุมพล  ศิลปอาชา)
    5.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
5.1.1     คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ
5.1.2    คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร  และ
    5.1.3    อุปนายกสภาลูกเสือไทย
       5.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆ  ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและระเบียบอื่น  ดังนี้
        5.2.1    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและ
บริการของประเทศ
    5.2.2    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ
5.2.3    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ
5.2.4    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ
5.2.5    กรรมการในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษถนนราชดำเนิน
5.3    ประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ตามระเบียบ  คณะกรรมการบริหาร
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดการเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
    5.4 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ

ส่วนที่ 6
    6.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล)
    6.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
        6.1.1    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
        6.1.2    กรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    6.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
        6.2.1     คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย   และ
        6.2.2     รองประธานกรรมการในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ
        6.2.3    กรรมการในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติ
        6.2.4     กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
        6.2.5    กรรมการในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
ส่วนที่ 7
    7.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล)
    7.1    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
        7.1.1     คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ
        7.1.2    กรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
        7.1.3    กรรมการในคณะกรรมการระบบการจราจรทางบก
    7.2    การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
7.2.1    คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐ
7.2.2    คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน   และ
        7.2.3    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์
        7.2.4    รองประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ
        7.2.5    กรรมการในคณะกรรมการพิจารณาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและการบริการ
ของประเทศ
    7.3     การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง
ส่วนที่ 8
    8.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นางนลินี  ทวีสิน)
    8.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย  ดังนี้
        -     คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และ
    8.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ดังนี้
8.2.1  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
        8.2.2  รองประธานกรรมการในคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ
ส่วนที่ 9
    9.    ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนราชการระดับกรมใดเป็นประธาน อ.ก.พ. ทำหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวงของส่วนราชการนั้นด้วย ยกเว้น อ.ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี  ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล)  เป็นประธาน
    10.    เมื่อรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว  ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบตามความเหมาะสม
    11. ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในคำสั่งนี้ พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการยุบเลิกคณะกรรมการดังกล่าว  หากเห็นว่าหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น  หรืออาจยุบรวมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  หรือปรับปรุง องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว  โดยการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่โดยยึดหลักการมีผู้รับผิดชอบภารกิจอย่างชัดแจ้ง การไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน และการบูรณาการภารกิจให้เกิดการประสานและสอดคล้องรองรับกัน แล้วเสนอผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำขึ้นใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี  ในกรณีที่เห็นควรให้คงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ไว้ตามเดิมให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นด้วยเช่นกัน
        ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่   7  กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

   
 

การจัดทำบันทึกความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ(7กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้ลงนามกับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ ต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        พณ. รายงานว่า
        1. สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (United States Patent and Trademark Office - USPTO) ได้เสนอให้มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (Memorandum of Bilateral Cooperation between the Department of Intellectual Property, Thailand and the United States Patent and Trademark Office) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาศักยภาพ และระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการปฏิบัติ และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา
        2. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้
        2.1 วัตถุประสงค์
             เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อการพัฒนาศักยภาพระบบทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวทางการปฏิบัติ และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่
        2.2 สาระสำคัญ
             2.2.1 สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งครอบคลุมเรื่องการฝึกอบรมและเสริมสร้างศักยภาพ การเผยแพร่ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
             2.2.2 ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดการฝึกอบรมและเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร และสำนักงานในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการระบบ และกระบวนการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า การปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบ การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า การบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนากฎหมายและนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.3 ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดสัมมนา ประชุมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษา สร้างความตระหนักและการให้ความรู้สาธารณชนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.4 ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เป็นความลับระหว่างกัน เช่น คู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า ข้อมูลการยื่นคำขอและการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าที่เปิดเผยต่อสาธารณะ รายงานผลการดำเนินงาน แผนยุทธศาสตร์ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.5 ทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี เพื่อกำหนดกิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้ความร่วมมือนี้ และอาจจัดประชุมหรือหารือทางไกล (conference call) ตามความจำเป็น รวมทั้งแต่งตั้งผู้ประสานงานเพื่อทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกันเพื่อประโยชน์ของการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือฯ นี้
             2.2.6 บันทึกความร่วมมือฯ ไม่ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ถือเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และการดำเนินการตามบันทึกความร่วมมือฯ นี้ ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงบประมาณและบุคลากรที่มีอยู่
             2.2.7 บันทึกความร่วมมือฯ นี้ เป็นการลงนามระหว่างอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย กับผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ โดยจะมีผลใช้บังคับทันทีที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม และมีระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ลงนาม โดยอาจยกเลิกได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลา รวมทั้งอาจแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยความเห็นชอบจากคู่ภาคีทั้งสองฝ่าย
    3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. แจ้งว่า ข้อ IV ของร่างบันทึกความร่วมมือฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า ร่างบันทึกความร่วมมือฯ นี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ถือเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ดังนั้น ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่จำเป็นต้องขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภา อย่างไรก็ดี บันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องเสนอร่างความร่วมมือให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย
    4. พณ. เห็นว่าร่างบันทึกความร่วมมือฯ มุ่งเน้นความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ และการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม การสัมมนา แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และศักยภาพของกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ การดำเนินการตามบันทึกความร่วมมือฯ ฉบับนี้ จะอยู่ภายใต้บุคลากรและงบประมาณที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ รวมทั้งบันทึกความร่วมมือฯ ยังมีถ้อยคำที่ระบุว่าจะไม่ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศต่อทั้งสองฝ่าย จึงเห็นควรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะลงนามในบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว
    5. พณ. ยืนยันความเห็นซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. ว่า ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ไม่จัดเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศและไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง รวมทั้งไม่มีผลเป็นการผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว
       
 

รายงานผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18(7 กุมภาพันธ์ 2555)

รายงานผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18
        คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
        1. รับทราบผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18
        2. เห็นชอบในการประสานความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่นในการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
        3. เห็นชอบให้มีเวทีหารือผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
        สาระสำคัญของเรื่อง
        ทส. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้คณะผู้แทนไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะ เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18 ซึ่งมีการประชุมระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม 2554 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา สรุปผลการประชุมได้ดังนี้
        1. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี เป็นโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง สายประธานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จะต้องดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ ว่าด้วยการปรึกษาหารือกันก่อน (Prior Consultation : PC) ซึ่งกระบวนการปรึกษาหารือดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน (22 ตุลาคม 2553 – 22 เมษายน 2554) แต่ประเทศภาคีสมาชิกไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนในผลการศึกษาและมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนหลายประการ คณะมนตรีฯ จึงได้มีการหารือระหว่างการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง – ญี่ปุ่น (Mekong – Japan Summit) ครั้งที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2554 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และมีมติอนุมัติในหลักการให้มีการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในลุ่มน้ำโขง และแม่น้ำโขงสายประธาน ไม่เพียงแต่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาโครงการประเภทอื่น ๆ ด้วย และได้มีการพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่น (Development Partners) เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งประเทศภาคีสมาชิกจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในกระบวนการปรึกษาหารือและการเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่น เพื่อกำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินการที่เหมาะสม
    2. คณะมนตรีฯ เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงลุ่มน้ำนานาชาติ – ลุ่มน้ำโขง (Mekong 2 Rio: Mekong to Rio+20) ในวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2555 ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย เพื่อจัดทำ Mekong Messages นำเสนอผลงาน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเป็นการอนุวัตตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDG) โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2012 (Rio+20) ในเดือนมิถุนายน 2555 ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

 

การลงนามบันทึกความตกลงสำหรับโครงการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ The Korea Project on International Agriculture (KOPIA) ในราชอาณาจักรไทย(7 กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้  
        1. อนุมัติการลงนามบันทึกความตกลงสำหรับโครงการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ The Korea Project on International   Agriculture (KOPIA)  ในราชอาณาจักรไทย
        2. มอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ลงนามบันทึกความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความตกลงดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ   แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
        3. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Power)  ให้แก่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ลงนามบันทึกความตกลงฯ หลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
        สาระสำคัญของบันทึกความตกลงฯ สรุปได้ดังนี้
        1. วัตถุประสงค์ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านเทคนิคงบประมาณและวัสดุ-อุปกรณ์ในการดำเนินงานของศูนย์ The Korea Project on International   Agriculture (KOPIA)  ในราชอาณาจักรไทย ที่จะจัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักรไทยโดยมีกรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมในการคิดค้น  วิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความสนใจร่วมกัน
        2.  กิจกรรมหรือโครงการ มีดังนี้  1) โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่สองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
2) กิจกรรมการฝึกอบรมให้แก่นักวิจัยไทยและนักส่งเสริมการเกษตร ณ สถาบันพัฒนาชนบทและการฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรไทย ณ ศูนย์ KPOIA - Thailand
        3. กิจกรรมงานวิจัยและพัฒนาของผู้เชี่ยวชาญเกาหลีและนักวิชาการ ณ กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก
        4. การแลกเปลี่ยนทรัพยากรพันธุกรรมพืชบนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน และสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของแต่ละประเทศ
        5. ทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายใต้การดำเนินโครงการของศูนย์ KPOIA-Thailand ทั้งสองฝ่ายจะเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งรายละเอียดของขั้นตอนต่าง ๆ  จะดำเนินการโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย
        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกความตกลงฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการจัดตั้งศูนย์ Korea Project on Internationl   Agriculture (KOPIA-Thailand) ในราชอาณาจักรไทย โดยสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมในการคิดค้น วิจัย พัฒนา รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้จากความร่วมมือให้แก่นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรไทย ฉะนั้นไม่เพียงแค่ได้เทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัยแต่ยังได้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรโดยตรง โดยจะมีกิจกรรมในการฝึกอบรมให้แก่นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นว่า บันทึกความตกลง ฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

 

การเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020(7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบให้ กต. เป็นหน่วยงานหลักในการรณรงค์หาเสียงและจัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงระดับชาติ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการหาเสียง ตลอดจนเป็นกลไกกลางในการประสานงานตลอดระยะเวลาการรณรงค์หาเสียง โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน
    2. เห็นชอบให้เรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 เป็น “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาล โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่เห็นเหมาะสมจัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กต. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม (คค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นต้น เพื่อกำหนดกลไกและหน่วยงานหลักที่จะนำวาระแห่งชาติดังกล่าวไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานการเตรียมการทั้งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกมิติที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020
    สาระสำคัญของเรื่อง
    กต. รายงานว่า
    1. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 รัฐบาลไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 อย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมีประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานฯ อย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ตุรกี (เมืองอิซเมียร์) สหพันธรัฐรัสเซีย (เมืองเยคาเตรินเบิร์ก) บราซิล (เมืองเซา เปาโล) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เมืองดูไบ) โดยจะมีการลงคะแนนเสียงในช่วยปลายปี 2556
    2. ประเทศผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก (majority vote) จากสมาชิกสมัชชาสำนักงานมหกรรมโลก [Bureau of International Expositions (BIE)] จำนวน 157 ประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการรณรงค์หาเสียงเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าว จะมีระยะเวลาประมาณ 2 ปี คือ ระหว่างปี 2555 – 2556 นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องนำเสนอความคืบหน้าในการเตรียมการการเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวต่อที่ประชุม BIE อีก 2 ครั้งในปี 2555 และอีก 1 – 2 ครั้งในปี 2556 ด้วย
        3. กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของงาน World Expo และเป็นผู้แทนไทยในการประชุม BIE ได้มีหนังสือแจ้งว่า การที่จะประสานงานกับ BIE และการรณรงค์หาเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกให้ประสบความสำเร็จ อาจจะต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศ จึงขอให้ กต. พิจารณารับเป็นหัวหน้าคณะทำงานหาเสียงสนับสนุนฯ และเป็นแกนกลางในการประสานกับ BIE ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมโลก World Expo 2020 ต่อไป ซึ่ง กต. ได้มีหนังสือตอบรับในหลักการแล้ว
    4. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ได้มีการประชุมสมัชชาของ BIE ครั้งที่ 150 ณ กรุงปารีส โดยประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 5 ประเทศ ได้นำเสนอโครงการต่อที่ประชุมสมัชชาฯ ในส่วนของไทย มีนายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สสปน. เป็นผู้นำเสนอ โดยได้เน้นถึงการมีส่วนร่วมของไทยในงานมหกรรมโลก World Expo อย่างต่อเนื่องกว่า 140 ปี และแนวคิดหลัก (Theme) สำหรับการจัดงานฯ ของไทย คือ “Redefine Globalisation : Balanced Life, Sustainable Living” หรือนิยามเป็นภาษาไทยว่า “แนวคิดใหม่ของโลกาภิวัฒน์ – วิถีที่ยั่งยืน เพื่อโลกที่สมดุล” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัฒน์ เพื่อสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืนให้แก่สังคม
    5. การรณรงค์หาเสียงในต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการในหลายระดับ รวมทั้งกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การหาเสียงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 ของประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับแนวนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล
    6. การดำเนินการเสนอตัวเพื่อการประมูลสิทธิ์ให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo 2020 รวมทั้งการรณรงค์หาเสียง ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

กรอบการเจรจา WIPO IGC ภายใต้อาณัติการทำงาน WIPO IGC ปี 2555-2556(7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อกรอบการเจรจา World Intellectual Property Organization (WIPO) Intergovernmental Committee on Intellectual Property and Genetic Resources, Traditional Knowledge and Folklore (IGC) ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นทรัพยากรพันธุกรรม และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ภายใต้อาณัติการทำงาน WIPO IGC ปี 2555-2556 เพื่อเป็นพื้นฐานในการเจรจาสำหรับคณะผู้เจรจาของไทยสำหรับการเข้าร่วมการประชุม WIPO IGC ในปี 2555-2556 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณัติการทำงานของ WIPO IGC ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กต. รายงานว่า
        1. กรอบการเจรจา WIPO IGC ที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (20 เมษายน 54) เป็นพื้นฐานในการเจรจาสำหรับคณะ         ผู้เจรจาของไทยสำหรับเข้าร่วมการประชุม WIPO IGC ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2554 เท่านั้น พัฒนาการต่อมาคือ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ WIPO ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม 2554 ได้ต่ออาณัติการทำงานของ WIPO IGC ต่อไปอีก 2 ปี (2555-2556) นอกจากนี้ แนวโน้มของการประชุม IGC ครั้งต่อ ๆ ไปในปี 2555 จะเป็นการเจรจาที่มีความจริงจังมากขึ้น ดังนั้น จึงขอเสนอกรอบการเจรจาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยขออนุมัติขยายระยะเวลาให้ครอบคลุมตลอดทั้งอาณัติใหม่ขอ IGC ทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2555-2556
        2. การประชุม WIPO IGC ครั้งต่อไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ 2555 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จึงมีความจำเป็นที่คณะผู้แทนไทยได้รับอาณัติการเจรจาในลักษณะกรอบการเจรจาหรือท่าทีจากคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเจรจาในโอกาสแรก
        3. การเข้าร่วมการเจรจาในกรอบ WIPO IGC ดังกล่าว เป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีนัยผูกพันรัฐบาล จึงต้องได้รับอาณัติการเจรจาในลักษณะกรอบการเจรจาหรือท่าทีจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะเจรจาใช้เป็นแนวทางในการเจรจา
        4. สำหรับประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น ขณะนี้การเจรจา WIPO IGC ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่หากการเจรจามีความชัดเจนว่า จะพัฒนาไปสู่การจัดทำตราสารทางกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน กต. จะเสนอกรอบการเจรจาที่ได้ดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ เพื่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งต่อไป
        5. กต. ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะอนุกรรมการเตรียมการประชุม WIPO IGC และคณะอนุกรรมการด้านภูมิปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม พิจารณาปรับแก้/ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรอบการเจรจา WIPO IGC ทั้ง 3 ด้าน แล้วโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบกับเนื้อหาและหลักการของกรอบการเจรจาดังกล่าว

 

การเตรียมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี(7 กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีรับทราบการเตรียมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  
    สาระสำคัญของเรื่อง
    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 เห็นชอบให้มีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี  ในระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์  2555 นั้น เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบปัญหาและติดตามผลการดำเนินงานโครงการของภาครัฐในระดับพื้นที่ตลอดจนการร่วมประชุมกับ กรอ. ภูมิภาค  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอโครงการในการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย เลย บึงกาฬ)  กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (มุกดาหาร สกลนคร นครพนม) และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนี้
        1. จังหวัดอุดรธานี มี 6 โครงการ ประกอบด้วย  1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและการระบายน้ำเขื่อนห้วยหลวง  2) โครงการปิดทองหลังพระ (อ.หนองวัวซอ) 3) โครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวคำชะโนด  4) โครงการก่อสร้างทางเพิ่มทางจราจร เป็น 4 ช่องจราจรในทางหลวงหมายเลข 2410 ระหว่างแยกทางหลวงหมายเลข 216            (สามพร้าว) – มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี –ดอนกลอย  5) โครงการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะ   6) โครงการขุดลอกแก้มลิงขนาดใหญ่ (ห้วยบังพวน)
        2. จังหวัดเลย มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง หมายเลข 2115 ตอน แยกทางหลวงหมายเลข 201   (สามแยก) - สามแยกไปท่าลี่ ระหว่าง กม.0+000 - กม.38+392 (บ้านปากภู บ้านตูบโกบ อำเภอเมือง - บ้านโคกใหญ่ บ้านท่าลี่ อำเภอท่าลี่)  2) โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลหนองหินขนาด  30  เตียง 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง หมายเลข 203 ตอน โคกงาม - กม.30+000 (ศาลาชมวิว) - กม.20+000 (ต่อเขตแขวงฯ เลยที่ 1) ระหว่าง  กม.20+000-กม.48+100 (บ้านภูสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย  - บ้านโนนสมบูรณ์ บ้านสานตม บ้านหนองแซง บ้านหนองบง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย)
        3. จังหวัดหนองบัวลำภู มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะเนียงเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู (ขุดลอกลำพะเนียงและประตูระบายน้ำ ระยะ ทาง 120 กม.)    2)  โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำ และบำบัดน้ำเสีย ในเขตเทศบาล 2 แห่ง เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู และเทศบาลโนนสัง 3) โครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางจราจรทางหลวงหมายเลข 228 ตอนควบคุมที่ 0202 ตอน กม.49+155 (ต่อเขตแขวงฯ ขอนแก่นที่ 2 ชุมแพ) - ศรีบุญเรือง - บรรจบทางหลวงหมายเลข 210 (หนองบัวลำภู)
        4. จังหวัดหนองคาย มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 85 พรรษาจังหวัดหนองคาย (Sport ComPlex)  2) ก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองหนองคาย ด้านทิศตะวันออก ระยะทาง 15 กม.
        5. จังหวัดบึงกาฬ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 5 บึงกาฬ –                    แขวงบอลิคำไซ 2) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งในเขตเทศบาลตำบลบึงกาฬ
        6. กลุ่มอีสานตอนบน 2 มี 1 โครงการ  คือ  โครงการปรับปรุงและขยายถนนเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดสนุก
        7. จังหวัดสกลนคร มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1)  โครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร 2) โครงการพัฒนาหนองหาร  3) โครงการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำในเขตลุ่มน้ำสงครามและลำน้ำยาม
        8. จังหวัดนครพนม มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลศูนย์สุขภาพแห่งอนุภูมิภาคอินโดจีน
2) โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 3) โครงการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม (บ้านนาจอก) เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอินโดจีน
        9. จังหวัดมุกดาหาร มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการก่อสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียติพระชนมพรรษา 84 พรรษา ณ วัดรอยพระพุทธบาท             ภูมโนรมย์ อ.เมืองมุกดาหาร 2) โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคันแทใหญ่
            10. จังหวัดขอนแก่น มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในเขตเทศบาลนครขอนแก่น (กิจกรรม ก่อสร้างทางต่างระดับ (Fly over) ถนนมิตรภาพตัดถนนหลังศูนย์ราชการ 2) โครงการพัฒนาให้จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการบริการด้านสาธารณสุข  3) โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำ (Flood way) จากพื้นที่เขตเมืองลงสู่ลำน้ำชี (การก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระบายน้ำ D 8 (ห้วยพระคือ)  ระยะที่ 2
    11. จังหวัดมหาสารคาม มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชีระยะเร่งด่วน 2) โครงการขยายช่องทางจราจรจาก 2 ช่องทาง เป็น 4 ช่องทาง
    12. จังหวัดร้อยเอ็ด มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการบริหารจัดการน้ำนอกเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และนอกเขตลุ่มน้ำชี 2) โครงการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด
    13. จังหวัดกาฬสินธุ์ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและป้องกันอุทกภัย 2) โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริ
        สำหรับข้อเสนอการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค)
ที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 17.00 – 18.30 น.  ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน

 

การติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของนายกรัฐมนตรีและคณะระหว่างวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2555 (7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล)  รายงานการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของนายกรัฐมนตรีและคณะ  ระหว่างวันที่ 13 -17 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนี้
        1.  วัตถุประสงค์
เพื่อเป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการและทบทวนแผนงาน / โครงการ งบประมาณ ปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไข ตามแผนงาน / โครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
ของหน่วยงานต่างๆ  ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแล้ว  ทั้งแผนงาน / โครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณผ่านคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียยวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (กฟย.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) ซึ่งได้กำหนดแผนงาน/โครงการเพื่อการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรอบวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท) รวมทั้ง เพื่อเป็นการติดตามการจัดเตรียมแผนปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุและการฝึกซ้อมกรณีการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ของจังหวัดที่เคยประสบอุทกภัย ให้มีความพร้อมก่อนเริ่มฤดูฝนปี 2555
2. การดำเนินการ
    2.1 ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบวัตถุประสงค์ของการเดินทางพร้อมทั้งแนวทางการตรวจราชการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ  โดยคณะกรรมการ กยน. มีมติรับทราบ และนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้รัฐมนตรีรับผิดชอบพื้นที่ ดังนี้
                    2.1.1  พื้นที่ต้นน้ำ
                            1) นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม)
                        2) นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการ
น้ำอย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.2  พื้นที่กลางน้ำ
                        1) นายปลอดประสพ สุรัสวดี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
                        2) นายกิจจา ผลภาษี (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่าง
ยั่งยืน (กยน.))
                        3) นายนิพัทธ พุกกะณะสุต (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.3  พื้นที่ปลายน้ำ (ตอนบน)
                        1) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี
                        2) นายวิทยา บุรณศิริ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)
                        3) หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)
                        4) พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        5) นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.4 พื้นที่ปลายน้ำ (ตอนล่าง)
                        1) นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        2) นายปลอดประสพ สุรัสวดี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
                        3) น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร)
                        4) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        5) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
                        6) นายรอยล จิตรดอน (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
    2.2 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมเตรียมการและกำหนดผู้รับผิดชอบด้านต่าง ๆ  ดังนี้
        2.2.1 ที่ประชุมได้ทบทวนและทำความเข้าใจแผนการเดินทางตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการโดยกำหนดเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดตามนายกรัฐมนตรีและคณะลงพื้นที่  และกลุ่มที่มีภารกิจร่วมการประชุมกับคณะผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวง ทบวง กรมเพื่อจัดทำรายละเอียดแผนงาน / โครงการ (Workshop)  
        2.2.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีแผนงาน / โครงการ ในพื้นที่ตรวจราชการรวบรวมรายละเอียดแผนงาน / โครงการ ความก้าวหน้าและผลการดำเนินการ โดยจัดกลุ่มประเภทแผนงาน / โครงการ แล้วจัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณ บูรณาการข้อมูลร่วมกันภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555
        2.2.3  การจัดประชุมสรุปข้อมูลแผนงาน / โครงการที่กำหนดให้มีการประชุมในพื้นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก   โดยมีผู้แทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นหน่วยงานสนับสนุน โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำแบบฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลและการจัดกลุ่มแผนงาน / โครงการต่าง ๆ   เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะ
        2.2.4 การเผยแพร่ข้อมูลและการประชาสัมพันธ์  มอบหมายให้เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวิม  รุ่งวัฒนจินดา) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สำนักโฆษก) และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (ช่อง 11) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน) เป็นผู้รับผิชอบในภาพรวม พร้อมทั้งขอให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน)  พิจารณาการจัดทำข้อมูลการบริหารจัดการน้ำต่างๆ  เช่น แผนงาน / โครงการป้องกันอุทกภัยของหน่วยงานต่าง ๆ  รวมทั้งแผนงาน / โครงการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้รับทราบข้อมูลแผนงาน / โครงการการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของหน่วยงานต่าง ๆ  อย่างครบถ้วน             ทั้งจากเวปไซต์ และการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ

   
 

สรุปผลการประชุมปรึกษาหารือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(7กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแบ่งงานขุดลองคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้การบูรณาการความรับผิดชอบระหว่างกรุงเทพมหานคร และ 9 กระทรวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับการขุดคลองของส่วนราชการให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) พิจารณาต่อไป และให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนการบริหารการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (กบภ.) ทำหน้าที่ประสานงานและติดตามการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครร่วมกับสำนักงาน กยน. และรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกระยะ
    สาระสำคัญของผลการประชุมปรึกษาหารือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สรุปได้ว่า รัฐบาลจะช่วยกรุงเทพมหานครดำเนินการป้องกันน้ำท่วมเกี่ยวกับการขุดลอกคลอง                  การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ การออกแบบและติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ การเชื่อมโยงระบบเตือนภัย รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุและคลังเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
    การแบ่งงานขุดลอกคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ภายใต้หลักการที่รัฐบาลจะมอบหมายให้กระทรวงที่มี ขีดความสามารถเข้าไปช่วยดำเนินการ โดยจะขุดลอกคลองในพื้นที่ ทั้งสิ้น 43 คลอง 48 รายการ ภายใต้การบูรณาการความรับผิดชอบการขุดลอกคลองระหว่างกรุงเทพมหานคร และ 9 กระทรวง สรุปดังนี้
    1. การแบ่งงานขุดลอกคลองหลัก 29 แห่ง รวม 29 รายการ ได้แก่ 1) กรุงเทพมหานคร 19 คลอง                      2) กระทรวงกลาโหม 5 คลอง 3) กระทรวงมหาดไทย 1 คลอง 4) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1 คลอง  5) กระทรวงสาธารณสุข 2 คลอง 6) กระทรวงแรงงาน 1 คลอง โดยกรุงเทพมหานครโอนงบประมาณให้ส่วนราชการดำเนินการ
    2. การขุดลอกคลองเพิ่มเติม 14 แห่ง และขยายความยาวของการขุดลอกคลองหลักเดิม 5 คลอง รวม 19 รายการ ได้แก่ 1) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 คลอง 2) กระทรวงกลาโหม 10 คลอง 3) กระทรวงมหาดไทย 1 คลอง 4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 คลอง 5) กระทรวงคมนาคม 1 คลอง 6) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3 คลอง

 

by ThaiWebExpert