แอฟริกาใต้ชุมนุมร้องหา “ความยุติธรรมทางภูมิอากาศ” ระหว่าง UN ประชุมโลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2554

ผู้ประท้วงเดินขบวนกลางเมืองเดอร์บัน แอฟริกาใต้ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในการประชุมยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ตัดสินใจดำเนินการที่เป็นรูปธรรม โดยไม่ต้องคำนึงถึงบริษัทน้ำมันหรือธุรกิจยักษ์ใหญ่ วานนี้ (3)

เอเอฟพี - ครั้งหนึ่งชาวแอฟริกาใต้จำนวนมาก เคยเดินขบวนต่อต้านการเหยียดผิว เพรียกหาความยุติธรรมทางเชื้อชาติ วานนี้ (3) ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการชุมนุมใหญ่บนแผ่นดินแอฟริกาใต้ แต่ครั้งนี้เป็นการเดินขบวนเรียกร้อง “ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” ขณะตัวแทนจากทั่วโลกร่วมประชุมว่าด้วยประเด็นโลกร้อน ณ เมืองเดอร์บัน ทางตะวันออกของแอฟริกาใต้

การเดินขบวนครั้งนี้มีเจตนาแสดงพลังให้คณะนักการทูตยูเอ็นได้ประจักษ์ ระหว่างการเจรจาภายใต้กรอบการทำงานในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการจัดการกับภาวะโลกร้อน ภัยร้ายที่กำลังคุกคามมนุษย์

ผู้ประท้วงประมาณ 6,500 คน เดินขบวนลัดเลาะไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจของเมืองเดอร์บัน มีการปราศรัยและร้องเพลงประกอบเสียงกลอง และวูวูเซลา

กลุ่มผู้ชุมนุมโจมตีการประชุมยูเอ็นเอฟซีซีซี ที่มีขึ้นในเมืองเดอร์บัน ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-9 ธันวาคม โดยสำทับว่า ความเคลื่อนไหวของยูเอ็นเชื่องช้าเกินเหตุ เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งชี้ว่า ทางออกที่เสนอขึ้นมาล้วนยึดผลประโยชน์ทางการตลาดเป็นหลักทั้งสิ้น

“เราต้องการให้พวกเขาหยุดการร่างข้อความที่น่าเบื่อพวกนี้ และหาวิธีที่จับต้องได้เช่นการเดินขบวนวันนี้” ลีโอ ซัลดันฮา นักเคลื่อนไหวชาวอินเดีย ให้สัมภาษณ์ระหว่างการประท้วง เช่นเดียวกับซันเด ไวคลิฟเฟ นักต่อสู้ชาวเคนยา ซึ่งกล่าวว่า ถึงเวลาที่โลกต้องฟังเสียงแอฟริกา “ผมมาที่นี่เพื่อบอกกับผู้นำโลกว่า ถึงเวลาต้องลงมือทำ พวกเขาต้องให้สัญญาที่จะหาทรัพยากรที่เราต้องการ ... เพื่อให้เราสามารถปกป้องธรรมชาติของเรา เพื่ออนาคต”

การประท้วงครั้งเป็นไปโดยสันติ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแล โดยเป็นการรวมตัวกันของสหภาพเกษตรกร กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ “เรากำลังส่งเสียงคนแอฟริกาใต้และคนทั่วโลกให้คนในห้องประชุมได้ฟังว่า พวกเขาต้องตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นจริงเป็นจัง” ลุปนา นาดรี จากกลุ่มวีเมน อิน แอคชัน ในแอฟริกาใต้ กล่าว

เธอตัดพ้อว่า การตัดสินใจที่ผ่านมาสะท้อนถึงการเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัทยักษ์ใหญ่และอุตสาหกรรมน้ำมัน มากกว่าประชาชนผู้ยากจน ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคลื่นความร้อน ความแห้งแล้ง และอุทกภัย ที่ทวีความรุนแรงจากปัญหาโลกร้อน “ข้อความของเรา คือ เราต้องการความยุติธรรมทางภูมิอากาศ เราไม่ต้องการเห็นการแบ่งแยกเกิดขึ้น”

ภาพ: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000154538

การเงินเรื่องโลกร้อน" ฤาเป็นหนี้ก้อนใหม่ของประเทศกำลังพัฒนา

ผู้เขียน: 
ผู้เขียน : สาคร สงมา, มนตรี จันทวงศ์ (ผู้เข้าร่วมการประชุม COP17 ในฐานะผู้สังเกตการณ์)

 

ประเด็นที่น่าจับตามองของการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 17 (COP17: Conference of the Parties) เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องเงินๆ ทองๆ เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะเงินที่จะมาสนับสนุนการลดโลกร้อนและการปรับตัวต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนั้น (หรือกลุ่มประเทศที่เรียกว่า G77 ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย) แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นคือแทนที่ประเทศพัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนทางด้านการเงินอย่างตรงไปตรงมา กลับถูกบิดเบือนให้เป็นภาระหนี้ก้อนใหม่ของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต้องไปกู้มาจากประเทศพัฒนาแล้ว

ในการประชุมคู่ขนานของเครือข่ายภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ที่มหาวิทยาลัย Kwazulu-Natal (UKZN) ณ เมืองเดอร์เบิน การสัมมนาประเด็นเรื่อง Climate finance หรือ การเงินเรื่องโลกร้อน มีข้อสังเกตที่น่าสนใจดังนี้

การพัฒนาตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม หรือเมื่อประมาณ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ประเทศพัฒนาแล้วได้โหมใช้ทรัพยากรของโลกรวมถึงเชื้อเพลิงจากถ่านหินจำนวนมหาศาล ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึงสามในสี่ของปริมาณที่ปล่อยจากทุกประเทศในโลกรวมกัน ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นมีประชากรเพียงหนึ่งในห้าของโลกเท่านั้น หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อคนในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่าคนในประเทศกำลังพัฒนาถึง 10 เท่า หากพิจารณาตามหลักความเป็นธรรมว่าทุกคนในโลกนี้มีสิทธิเท่าทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาและการปล่อยก๊าซฯ และเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโลกในการรองรับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจก เราจะเห็นว่าบรรยากาศของโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของประเทศพัฒนาแล้วในอดีตที่ผ่านมา หรือที่เรียกว่า historic emissions ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตนเอง จึงกล่าวได้ว่าประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายเป็น “หนี้การลดการปล่อยก๊าซฯ” (Mitigation Debt) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

พร้อมกันนี้โลกที่ร้อนขึ้นได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้มากที่สุด คือประชากรในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไม่ได้เป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน แต่กลับต้องมารับภาระจากผลกระทบที่เกิดขึ้น และต้องพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายจึงยังเป็น “หนี้การปรับตัว” (Adaptation Debt) กับประเทศกำลังพัฒนาด้วยเช่นกัน

แต่กลไกการเจรจาระหว่างประเทศในปัจจุบันภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ไม่ได้นำเอาปัญหา "หนี้การลดการปล่อยก๊าซฯ" และ "หนี้การปรับตัว" มาเป็นพื้นฐานในการเจรจา รวมทั้งประเทศพัฒนาแล้วยังพยายามบิดเบือนการจัดการการเงินเรื่องโลกร้อน ให้ผ่านกลไกของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เป็นต้น แทนที่จะให้ผ่านกลไกประเทศภาคีอนุสัญญาฯ หรือ COP (ซึ่งถือว่ามีความเสมอภาคของประเทศภาคีอนุสัญญาฯ มากกว่ากลไกอื่นๆ ในขณะนี้) ทั้งนี้ ภายใต้กลไกสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ประเทศพัฒนาแล้วมีอิทธิพลและอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าประเทศกำลังพัฒนา

ความแตกต่างของการจัดการการเงินเรื่องโลกร้อนระหว่างสองกลไกนี้ คือ ในกรณีใช้กลไกอนุสัญญาฯ ประเทศภาคีจะเป็นคนกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้เงิน ในขณะที่การใช้กลไกผ่านธนาคารโลกหรือสถาบันการเงินอื่นๆ (เช่น ในรูปแบบเงินกู้) นั้น ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้ามามีบทบาทกำหนดเงื่อนไขการใช้เงิน โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับภาระใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ถือเป็นการผลักภาระให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องเป็นผู้ใช้หนี้โดยตรง ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ทั่วโลก จึงถือว่าเป็นการบิดเบือน หนี้การลดการปล่อยก๊าซฯ และหนี้การปรับตัว ซึ่งควรเป็นความรับผิดชอบของประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นการซ้ำเติมประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร้มนุษยธรรม จึงนำมาสู่ข้อเรียกร้องเชิงหลักการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการจัดการการเงินเรื่องโลกร้อนของกลุ่มภาคประชาสังคมที่เดอร์เบิน ว่าธนาคารโลกและสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารจัดการการเงินเรื่องโลกร้อน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่เท่าเทียมกันและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

 

การเพิกเฉยและบิดเบือนกับหนี้การลดการปล่อยก๊าซฯ และหนี้การปรับตัวต่อไปนั้น ศิลปินนักดนตรีชาวแอฟริกาใต้ที่เข้าร่วมการประชุม ได้กล่าวประโยคสั้นๆ เพื่อส่งสารไปถึงประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายไว้ว่า

 “They must change before change comes changing them.”

(คำแปลไม่เป็นทางการ: “ท่านทั้งหลาย(ประเทศพัฒนาแล้ว) ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะมาถึงและเปลี่ยนแปลงท่านทั้งหลาย”)

ประชุมโลกร้อนเล็งหาแหล่งพลังงานสะอาด

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 3 ธันวาคม 2554

การประชุมโลกร้อน เล็งหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ชี้พลังงานถ่านหินทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องดูตัวอย่างหายนะใหญ่เหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ของญี่ปุ่นระเบิด...

เมื่อ 1 ธ.ค. การประชุมภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งจะมีจนถึงวันที่ 9 ธ.ค.นั้น ร่วมกันหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ เพราะพลังงานถ่านหินปล่อยก๊าซคาร์บอนทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องดูตัวอย่างหายนะครั้งใหญ่จากเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ของญี่ปุ่น ระเบิดจนรังสีรั่วไหล กระนั้น นายเอช. โฮลเกอร์ ร็อกเนอร์

ประธานด้านศึกษาค้นคว้าทางเศรษฐกิจและการวางแผนของสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (ไอเออีเอ) เผยว่า พลังงานทดแทนยังไม่เหมาะกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่แข่งกันเติบโต ซึ่งไอเออีเอคาดว่าภายในปี 2573 จะมีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 90 แห่ง จากปัจจุบัน 432 แห่งทั่วโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทเมเปิลครอฟต์ ซึ่งเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์เสี่ยงภัยธรรมชาติ ตั้งสำนักงานในอังกฤษ เผยว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกกว่าครึ่งหนึ่งมาจาก 5 ประเทศอันดับต้นๆ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนบราซิล เยอรมนี แคนาดา เม็กซิโก และอิหร่าน ก่อมลภาวะทางอากาศน้อยกว่า ทั้งนี้ จีนปล่อยทั้งก๊าซคาร์บอน ก๊าซมีเทน และไนเตรต ออกไซด์ ที่มาจากการเผาไหม้ถ่านหิน คิดเป็นปริมาณ 9,441 เมกะตัน ส่วนอินเดียส่วนใหญ่ปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งมาจากภาคเกษตรกรรม 2272.45 เมกะตัน

วันเดียวกัน เกิดกระแสลมแรงหอบความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม.กระหน่ำทั้งรัฐแคลิฟอร์เนีย และหลายพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ รวมเนวาดา, ยูทาห์, อริโซนา และนิวเม็กซิโก ทำให้กระแสไฟฟ้าดับ ต้นไม้หักโค่น การจราจรระส่ำ สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง คาดยังคงรุนแรงถึงวันศุกร์ 2 ธ.ค.

แต่งตั้ง(29 พฤศจิกายน 2554)


                    1.  การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง  นางอรทัย  มูลคำ  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม  (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ)  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ  ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง             เป็นต้นไป    

         

                    2.  การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ แต่งตั้ง นายพงษ์อาจ ตรีกิจวัฒนากุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและระเบียบราชการ สำนักงาน ก.พ.ร. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                    3.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้ง ว่าที่ร้อยตรี มังกร หริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป

 

                    4.  แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู  เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 274/2554 เรื่อง  แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู เยียวยา  ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพิ่มเติม

                   ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230/2554 ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เรียกโดยย่อว่า กฟย.  และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Flood  Recovery and Restoration Committee” นั้น

                   เพื่อให้การฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ  อุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของประชาชน  และด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน   เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (3) (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  จึงให้แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู  เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) เพิ่มเติม ดังนี้ กรรมการ ประกอบด้วย นายบุญทรง  เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

                   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

 

                    5.  มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน รวม 58 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 272/2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน รวม 58 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร

                   ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2554  ลงวันที่  12 กันยายน 2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน  จำนวน 50 จังหวัด และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 175/2554 ลงวันที่ 29 กันยายน 2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด   กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ  เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน  เพิ่มเติม  จำนวน 12 จังหวัด และบันทึกลงวันที่ 26 กันยายน 2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ  เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งได้มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดลพบุรี  นั้น

                   โดยที่สถานการณ์ภัยพิบัติจากอุทกภัยในปัจจุบันยังคงครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ประชาชน บ้านเรือน ทรัพย์สิน และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก  ซึ่งรัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหา  เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย  โดยในบางพื้นที่แม้ว่าสถานการณ์จะได้มีการคลี่คลายแล้ว แต่จะต้องเร่งรัดการดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาจ่ายเงินชดเชยให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย  และฟื้นฟู  ซ่อมแซม  บูรณะ บ้านเรือน สถานที่สำคัญ  พื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) (9) และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  พ.ศ. 2534 จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 157/2554 ลงวันที่ 12 กันยายน 2554 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 175/2554 ลงวันที่ 29 กันยายน 2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน รวมถึงบันทึกลงวันที่ 26 กันยายน 2554 เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ  เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งได้มอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดลพบุรี และ มีคำสั่งดังต่อไปนี้

                   1. มอบหมายให้รัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด  กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน  รวม 58 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร  โดยแบ่งเป็นพื้นที่รายจังหวัดตามตารางแนบท้ายคำสั่งนี้

                   2. ให้ผู้รับผิดชอบตามข้อ 1. มีอำนาจหน้าที่ในการเร่งรัด กำกับ ติดตาม สนับสนุน ประสานงาน การให้ความช่วยเหลือประชาชนของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานที่รัฐกำกับดูแล ในเขตจังหวัดพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งการประสานงานกับภาคเอกชนและผู้แทนประชาชนในพื้นที่ และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้ผู้รับผิดชอบรายงานนายกรัฐมนตรีทราบโดยตรง  และหากมีเรื่องสำคัญหรือประเด็นที่คาบเกี่ยวหลายหน่วยงาน หรือส่วนราชการ หรือหลายจังหวัด ให้นำหารือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีวินิจฉัยสั่งการ

                   3. ให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่างๆ  เป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ผู้ตรวจราชการทุกกระทรวงเป็นฝ่ายเลขานุการของรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ที่รับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติฯ ตามคำสั่งนี้

                   4. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตริ  และกระทรวงต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการทำงานของรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมาย เสนอข้อมูล ประสานงาน อำนวยความสะดวก  และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานตามคำสั่งนี้ด้วย  และให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลตำรวจตรี ธวัช บุญเฟื่อง) เป็นผู้ประสานงานติดตามการรายงานต่อนายกรัฐมนตรี

                   ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

 

การมอบหมายรัฐมนตรีรับผิดชอบเร่งรัด กำกับ ติดตามการกู้วิกฤตจากภัยธรรมชาติ

 

 



จังหวัด


ฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบ


จังหวัด


ฝ่ายการเมืองที่รับผิดชอบ


1. นครสวรรค์


นายสันติ พร้อมพัฒน์


2. ชัยนาท


นายธีระ วงศ์สมุทร


3. อ่างทอง


นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์


4. พระนครศรีอยุธยา


นายวิทยา บุรณศิริ


5. สระบุรี


นายชูชาติ หาญสวัสดิ์


6. สุพรรณบุรี


นายชุมพล ศิลปะอาชา


7. นครปฐม


นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์


8. สมุทรสาคร


นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์


9. ปทุมธานี


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ


10. นนทบุรี


นายปลอดประสพ สุรัสวดี


11. นครนายก


พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก


12. ฉะเชิงเทรา


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง


13. ลพบุรี


นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล


14. ร้อยเอ็ด


นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์


15. อุบลราชธานี


นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ


16. พิจิตร


นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์


17. พิษณุโลก


นายพิชัย นริพทะพันธ์


18. อุทัยธานี


พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก


19. สิงห์บุรี


พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก


20. ปราจีนบุรี


นายฐานิสร์ เทียนทอง


21. สระแก้ว


นายฐานิสร์ เทียนทอง


22. ขอนแก่น


นายภูมิ สาระผล


23. นครพนม


นายภูมิ สาระผล


24. มุกดาหาร


นายภูมิ สาระผล


25. ศรีสะเกษ


นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ


26. ยโสธร


นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ


27. สุรินทร์


นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ


28. มหาสารคาม


นางบุญรื่น ศรีธเรศ


29. กาฬสินธุ์


นางบุญรื่น ศรีธเรศ


30. อุดรธานี


นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น


31. หนองคาย


นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น


32. บึงกาฬ


นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น


33. สกลนคร


นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น


34. บุรีรัมย์


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข


35. ชัยภูมิ


นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์


36. นครราชสีมา


นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล


37. อำนาจเจริญ


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข


38. เลย


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข


39. เชียงราย


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล


40. แพร่


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล


41. เชียงใหม่


นายบุญทรง เตริยาภิรมย์


42. ลำปาง


นายบุญทรง เตริยาภิรมย์


43. ลำพูน


นายบุญทรง เตริยาภิรมย์


44. น่าน


พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา


45. แม่ฮ่องสอน


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล


46. อุตรดิตถ์


นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์


47. สุโขทัย


พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต


48. เพชรบูรณ์


นายสันติ พร้อมพัฒน์


49. ตาก


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์


50. กำแพงเพชร


นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์


51. ชลบุรี


นางสุกุมล คุณปลื้ม


52. ระยอง


นายพิชัย นริพทะพันธุ์


53. จันทบุรี


นายพิชัย นริพทะพันธุ์


54. ตราด


นายพิชัย นริพทะพันธุ์


55. พังงา


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ


56. สตูล


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ


57. ระนอง


พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก


58. ภูเก็ต


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ


59. กรุงเทพมหานคร


นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ


ก.ท.ม. (ฝั่งธนบุรี)


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง


ก.ท.ม. (ตอนบน)


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ


ก.ท.ม. (ฝั่งตะวันออก)


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง

 

 

 

 

 

                    6.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายวิจารย์  สิมาฉายา ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

                   2. นายบุญชอบ  สุทธมนัสวงษ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

                   3. นายนิทัศน์  ภู่วัฒนกุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี 

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                   7.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศจำนวน 5 ราย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว ดังนี้

                   1. นายปสันน์  เทพรักษ์ อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 

                   2. นายจักริน ฉายะพงศ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพิธีการทูต

                   3. นายบรรสาน  บุนนาค อธิบดีกรมพิธีการทูต ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอ สาธารณรัฐโปแลนด์

                   4. นายธฤต  จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล 

                   5. นางสาวทัศนาวดี  เมี้ยนเจริญ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

                   6. นายมาริษ  เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เครือรัฐออสเตรเลีย 

                   7. นายมารุต  จิตรปฏิมา เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ สิงคโปร์ สาธารณรัฐสิงคโปร์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

                   8.  การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (เพิ่มเติม)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งรองศาสตราจารย์ประภาษ  ไพรสุวรรณา รองศาสตราจารย์ระดับ 9 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนนายสุกิจ  เจริญรัตนกุล ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   9.  การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง (เพิ่มเติม)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนางวิภารัตน์  อัศววิรุฬหการ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   10.  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวงชุดใหม่ จำนวน 14 คน ดังนี้ 1. นายพระนาย  สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย 2. นายวีระยุทธ  เอี่ยมอำภา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 3. นายถวัลย์วงศ์  ธีระวิทยภิญโญ กรรมการผู้จัดการ โรงแรม ซีนิท (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 4. นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 5. นายสมศักย์  ภูรีศรีศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 6. นายภาณุ  อุทัยรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 7. ศาสตราจารย์ ธีรวุฒิ  บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า       พระนครเหนือ (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 8. นายจุมพล  สำเภาพล รองปลัดกรุงเทพมหานคร 9. พลตำรวจเอก พงศพัศ  พงษ์เจริญ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 10. นายสมบูรณ์  ม่วงกล่ำ อัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด              11. นายสมชัย  สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ)              12. เรืออากาศเอก ศิริเดช  จุลเปมะ อดีตกัปตัน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) (อยู่ในบัญชีรายชื่อฯ) 13. นายเถลิง            อยู่บำรุง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอสส์บ๊อกซิ่ง 2000 จำกัด 14. นายเดชบุญ  มาประเสริฐ ประธานกรรมการ                   บริษัท ดูอิ้งเวล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป ส่วนกรณีนายสมบูรณ์  ม่วงกล่ำ    ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

 

                   11.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (กขร.) แทนตำแหน่งที่ว่าง

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งนายยงยุทธ  กปิลกาญจน์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   12.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายชุมพล  ศิลปอาชา) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (กพท.) เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ลาออก ดังนี้  นายวัลลภ  พลอยทับทิม เป็นประธานกรรมการ  กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย นายเฉลิมพร  พิรุณสาร นายสมชัย  เพียรสถาพร นายสุรินทร์  ประสิทธิ์หิรัญ นายพลทิตย์          ภุกพิบูลย์ รองศาสตราจารย์ วินัย ล้ำเลิศ โดยให้เริ่มวาระการดำรงตำแหน่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   13.  การแต่งตั้งผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งนายชัยภัฎ  สมบูรณ์ดำรงกุล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป ทั้งนี้      นายชัยภัฎ  สมบูรณ์ดำรงกุล จะต้องลาออกจากการเป็นพนักงานขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ก่อนวันที่ลงนามในสัญญาจ้าง

 

                   14.  แต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้ง นายชวลิต  ชูขจร ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แทน    นายเฉลิมพร  พิรุณสาร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   15.  การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์  คนสมบูรณ์) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1. นายวรวิทย์         ชัยลิมปมนตรี 2. นายวุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ 3. นายชาญวิทย์  เอนกสัมพันธ์ 4. นายบรรยงค์  สุวรรณผ่อง 5. นายพยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล 6. นายโฆสิต  สุวินิจจิต 7. พลตำรวจโท รชต  เย็นทรวง 8. นายวัยวุฒิ  หล่อตระกูล ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 เป็นต้นไป

 

                   16.  แจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อประธานกรรมการและกรรมการองค์การอิสระฯ จำนวน 3 ราย

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) เสนอการเปลี่ยนแปลงประธานกรรมการและกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. ศาสตราจารย์เปี่ยมศักดิ์  เมนะเศวต ผู้แทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการด้านสถาบันอุดมศึกษาด้านทรัพยากรธรรมชาติ เป็นประธานกรรมการแทนนายวีรวัธน์  ธีรประสาธน์ ที่ลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป

                   2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พยอม  รอตมงคลดี ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นกรรมการสถาบันอุดมศึกษาด้านทรัพยากรธรรมชาติ แทนศาสตราจารย์เปี่ยมศักดิ์  เมนะเศวต ที่เลื่อนขึ้นเป็นประธานกรรมการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป

                   3. พลตำรวจตรี ชุมศักดิ์  พฤกษาพงษ์ ผู้แทนจากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการด้านองค์การเอกชนด้านสุขภาพ แทนนายวีรพงษ์  เกรียงสินยศ ที่ลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป

                   4. นายกฤษฎา  ให้วัฒนานุกูล ผู้แทนจากมูลนิธิประชาคมราชบุรี เป็นกรรมการด้านองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม แทนนางสาวเพ็ญโฉม  แซ่ตั้ง ที่ลาออก โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป

และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อทราบทั่วกันต่อไป 

 

                   17.  แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงแรงงาน)

                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายปกรณ์  อมรชีวิน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                   2. นายพานิช  จิตร์แจ้ง รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                   3. นายพีรพัฒน์  พรศิริเลิศกิจ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

 

การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (ครั้งที่ 9)(29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย (โครงการ วมว.) ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
วท. ได้รายงานผลการดำเนินโครงการ วมว. ในช่วงเดือนเมษายน – กันยายน 2554 สรุปได้ดังนี้
1. สนับสนุนนักเรียนห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของโครงการจำนวน 4 รุ่น (ปีการศึกษา 2551 – 2554) รวม 16 ห้องเรียน ใน 7 โรงเรียน ได้แก่
1.1 โรงเรียนที่เป็นมหาวิทยาลัย – โรงเรียนนำร่อง 4 แห่ง โรงเรียนละ 3 ห้อง ดังนี้
1.1.1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
1.1.2 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ในการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
1.1.3 โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ในการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
1.1.4 โรงเรียน มอ. วิทยานุสรณ์ ในการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย
สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
1.2 โรงเรียน – มหาวิทยาลัยที่ขยายเพิ่ม 3 แห่ง ดังนี้
1.2.1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จำนวน 2 ห้องเรียน
1.2.2 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน – มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำนวน 1 ห้องเรียน
1.2.3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) – มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 1 ห้องเรียน
2. การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนห้องเรียนวิทยาศาสตร์โครงการ วมว. ประจำปีการศึกษา 2554 ของมหาวิทยาลัยโครงการ วมว. ทั้ง 7 แห่ง ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันตามบริบทและศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ มีโครงสร้างหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3. การจัดกิจกรรมร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย – โรงเรียนในโครงการ วมว.
3.1 กิจกรรมปฐมนิเทศนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (รุ่นที่ 4) ประจำปีการศึกษา 2554 ระหว่างวันที่ 11-13 มิถุนายน 2554 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
3.2 สนับสนุนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ในการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “การจัดการเรียนรู้แบบ Inquiry Based Learning” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2554 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
4. การติดตามและประเมินผล
4.1 การประเมินผลโครงการ วมว. เมื่อสิ้นปีที่ 3 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2550 ซึ่งได้จัดจ้างสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นที่ปรึกษาขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายงานฉบับสมบูรณ์
4.2 การจัดทำระบบฐานข้อมูลนักเรียนในโครงการ วมว. และเว็บไซต์โครงการ วมว.
5. ในการดำเนินการ ตามข้อ 1-4 ได้ใช้งบประมาณจากการบริหารโครงการ วมว. ประจำปี พ.ศ. 2554 จำนวนทั้งสิ้น 96,822,311.29 บาท และได้กันเงินเหลื่อมปี จำนวน 2,642,383.37 บาท เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการสืบเนื่องในปี 2555 ต่อไป

ขอความเห็นชอบร่างเอกสารที่จะมีการลงนามหรือรับรองในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 11 (29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศและอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และร่างแถลงการณ์เนปิดอว์ว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาในอาเซียน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนามหรือการรับรอง ให้ ทก. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศและอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
ทก. รายงานว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 11 (The 11th ASEAN Telecommunications and IT Ministers Meeting : The 11th TELMIN) และการประชุมที่เกี่ยวข้องกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2554 ณ เมืองเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งในระหว่างการประชุมดังกล่าวจะมีการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประชุมระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ โดยจะมีการรับรองและลงนามเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ดังนี้
1. ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศและอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
1.1 การจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีการริเริ่มในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ครั้งที่ 11 เมื่อเดือนมกราคม 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมศักยภาพการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกันระหว่างอาเซียนและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ต่อมาได้มีการยกร่างบันทึกความเข้าใจฯ และมีการพิจารณารายละเอียดในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน โดยล่าสุดในการประชุมผู้นำเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน ด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้นำสภาหน่วยงานกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแห่งอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือนตุลาคม 2554 อาเซียนได้เห็นพ้องกับสาระของร่างบันทึกความเข้าใจฯ และเห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
1.2 ขอบเขตของความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ประกอบด้วย การส่งเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตเมืองและชนบทห่างไกล การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การให้ความช่วยเหลือด้านนโยบายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการภัยพิบัติโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งสนับสนุนข้อริเริ่มภายใต้แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน (ASEAN ICT Masterplan 2015) สำหรับการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ จะอยู่ในรูปแบบของการประชุมเชิงปฏิบัติการ การทำการศึกษา การฝึกอบรม ภายใต้เงื่อนไขของกฎระเบียบ ขั้นตอนภายในของแต่ละฝ่าย และไม่ผูกพันในเรื่องของเงินทุนของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
2. ร่างแถลงการณ์เนปิดอว์ ว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาในอาเซียน
2.1 พม่าในฐานะเจ้าภาพจัดประชุมได้ยกร่างแถลงการณ์สำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนฯ ครั้งที่ 11 ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเข้าร่วมประชุม โดยการประชุมครั้งนี้ ประเทศเจ้าภาพได้กำหนดหัวข้อ (Theme) ของการประชุม คือ “ICT : Engine for Growth in ASEAN” เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร : กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาในอาเซียน ร่างแถลงการณ์ดังกล่าวจะมีการพิจารณาและรับรองในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนฯ ครั้งที่ 11
2.2 ร่างแถลงการณ์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนฯ ครั้งที่ 11 โดยจะเห็นชอบการดำเนินการในเรื่องที่สำคัญร่วมกัน ได้แก่ การดำเนินการตามข้อริเริ่มภายใต้แผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 โดยคำนึงถึงเป้าหมายของแผนแม่บทฯ ภายในปี พ.ศ. 2558 การวางกรอบนโยบายเพื่อเพิ่มการแพร่กระจายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและศึกษามาตรการในการส่งเสริมการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในภูมิภาค สนับสนุนการเข้าถึงและการใช้ไอซีทีในราคาที่เหมาะสม พัฒนาสภาพแวดล้อมและนโยบายรองรับเส้นทางการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของอาเซียน การส่งเสริมความตระหนักเรื่องความมั่นคงปลอดภัยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สร้างความร่วมมือที่ก้าวหน้าเรื่องการจัดการคลื่นความถี่และการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉิน
2.3 ร่างแถลงการณ์ฯ เป็นเอกสารที่รับรองโดยไม่มีการลงนามและเป็นเอกสารที่แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของรัฐสมาชิกอาเซียนซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการดำเนินการตามแผนแม่บท ASEAN ICT Masterplan 2015 การส่งเสริมให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความร่วมมือด้านโครงข่ายโทรคมนาคม ความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศ เป็นต้น

องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และบริษัทผู้ประกอบการ คือ บริษัท PC JDA Limited และบริษัท PTTEP International Limited ในฐานะกลุ่มผู้ขายก๊าซ กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัทเปโตรนาสในฐานะกลุ่มผู้ซื้อก๊าซ
2. เห็นชอบให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังกล่าวกับกลุ่มผู้ซื้อก๊าซ เมื่อร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

การประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 (29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอดังนี้
1. รับทราบการแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์) เป็นรัฐมนตรีประจำแผนงานความร่วมมือการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT : Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle) แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ (GMS : Greater Mekong Subregion) และกรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขง-ญี่ปุ่น ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Mekong-Japan Economic Minister)
2. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 เพื่อให้นายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ในวันที่ 20 ธันวาคม 2554 และขอความเห็นชอบให้ สศช. สามารถปรับปรุงถ้อยคำในแถลงการณ์ร่วมฯ ได้ในกรณีที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ หากมีการแก้ไขในระหว่างการประชุมคณะทำงานระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ครั้งที่ 5 ในวันที่ 18 ธันวาคม 2554 โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบอีก
3. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ระยะ 10 ปี (ปี 2555-2565)
4. เห็นชอบให้เพิ่มผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเป็นองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4
สาระสำคัญของเรื่อง
สศช. รายงานว่า
1. การประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ของแผนงาน GMS ณ นครเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ มีกำหนดการระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554 โดยสาระสำคัญของการประชุม สรุปได้ ดังนี้
1.1 แนวคิดหลักของการประชุม คือ ปี 2555 การเข้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Beyond 2012 : Towards a New Decade of GMS Strategic Development Partnership)
1.2 การให้ความเห็นชอบและลงนามในแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยจะลงนามร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิก โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.2.1 ความก้าวหน้าการดำเนินงานในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน ด้านโทรคมนาคม และด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงความก้าวหน้าในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเกษตร และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของสาขาในระยะต่อไปแล้วเสร็จ
1.2.2 จุดมุ่งเน้นของกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ฉบับใหม่ และกรอบการลงทุน จะเป็นแนวทางสำคัญของความร่วมมือท่ามกลางความท้าทายในทศวรรษหน้า โดยจะเพิ่มความสำคัญทางด้านซอฟท์แวร์ ควบคู่กับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
1.2.3 แนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ ยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาแบบบูรณาการ ซึ่งจะขับเคลื่อนการพัฒนาโดยเร่งดำเนินงานโครงการด้านการพัฒนาเมืองและเมืองชายแดน การเชื่อมโยงถนนสายรองเพื่อเข้าถึงและพัฒนาพื้นที่ การอำนวยความสะดวก การค้าและการขนส่งข้ามพรมแดน การส่งเสริมกิจกรรมโลจิสติกส์และการลงทุนตามแนวพื้นที่ และการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพเพื่อตอบสนองต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
1.2.4 สนับสนุนการเพิ่มบทบาทของ ADB ภาคเอกชน และประเทศหรือองค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือการพัฒนาต่าง ๆ ในการสนับสนุนแผนงาน GMS
1.3 การให้ความเห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาความร่วมมือภายใต้แผนงาน GMS ที่บูรณาการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทในอนาคตที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
1.4 การลงนามเอกสารสำคัญ โดยรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายของประเทศสมาชิก รวม 3 เรื่อง ได้แก่
1.4.1 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเร่งรัดในการจัดให้มีโครงข่ายทางด่วนสารสนเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ระยะที่ 2 (MOU on the Joint Cooperation in Further Accelerating the Construction of the Information Superhighway and its Applications in the GMS) ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาและมอบหมายผู้ลงนาม
1.4.2 บันทึกความเข้าใจสำหรับการดำเนินงานร่วมกันเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีการเคลื่อนย้ายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (MOU for Joint Action to reduce HIV Vulnerability Related to Population Movement) ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา และมอบหมายผู้ลงนาม
1.4.3 การจัดตั้งสมาคมผู้ขนส่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Freight Transport Associatio : FRETA) ของภาคเอกชน ซึ่งได้จัดทำเอกสารแล้วเสร็จโดยประธานสภาธุรกิจ GMS-BF ของประเทศไทย (นายธนิต โสรัตน์) จะเป็นผู้ลงนามของฝ่ายไทยร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนของประเทศสมาชิก
1.5 การร่วมฉลองความสำเร็จของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของ 3 สาขาความร่วมมือ ได้แก่ (1) แผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2 (2) ผลการทบทวนกลางรอบของยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว และ (3) แผนสนับสนุนความร่วมมือด้านเกษตร ระยะที่ 2

การดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
สาระสำคัญและข้อเท็จจริง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานราชการในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ดังนี้
1. การดำเนินงานสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ และระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
1.1 การดำเนินงานตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 22/2554 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2554 มอบหมายกรป้องกันดูแลพื้นที่สำคัญ และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยการระบายน้ำสู่ทะเลและ บำบัดเสีย ดังนี้
1.1.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายพระนาย สุวรรณรัฐ) ในการประสานงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวบรวมและดูแลเครื่องสูบน้ำระหว่างปฏิบัติงานการระบายน้ำลงสู่ทะเล และมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบริหารจัดการเครื่องสูบน้ำพร้อมปฏิบัติการติดตั้ง และสนับสนุนการดำเนินการ
1.1.2 กรมทรัพยากรน้ำ โดยอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ (นายจตุพร บุรุษพัฒน์) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการดำเนินงานติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2554 ซึ่งมีผลการดำเนินการงานโดยสรุปดังนี้
1) ศูนย์สนับสนุนการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล ได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ จำนวนทั้งสิ้น 216 เครื่อง ซึ่งจำแนกได้ดังนี้ 1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 46 จังหวัด จำนวน 191 เครื่อง 2) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 5 เครื่อง 3) สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 20 เครื่อง
2) ปัจจุบันจากจำนวนเครื่องสูบน้ำที่ได้รับการสนับสนุนจำนวน 216 เครื่อง เดินทางกลับแล้ว จำนวน 60 เครื่อง และได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จากการประสานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน และกรุงเทพมหานคร โดยติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ รวมจำนวน 13 จุด จำนวนเครื่องสูบน้ำ 156 เครื่อง
3) ศักยภาพการสูบน้ำจากจำนวนเครื่องสูบที่ติดตั้ง 156 เครื่อง มีเครื่องชำรุด (รอการซ่อม) และเตรียมการรอสูบ จำนวน 47 เครื่อง จึงมีจำนวนเครื่องสูบน้ำที่เดินเครื่องทั้งหมดรวม 109 เครื่อง มีอัตราการสูบน้ำ รวม 595,042 ลูกบาศก์เมตร /วัน
ผลการดำเนินงานสูบน้ำ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2554 ถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554 สามารถสูบน้ำเพื่อช่วยระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ทั้งสิ้น 17,46,689 ลูกบาศก์เมตร
1.2 การดำเนินงานตามคำสั่งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่ 55/2554 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 มอบหมายการระดมเครื่องสูบน้ำกำหนดโซนนิ่งพื้นที่เป้าหมายการสูบน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในการกู้พื้นที่ประสบอุทกภัยในบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ดังนี้
1.2.1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ (นายจตุพร บุรุษพัฒน์) ประสานผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน เพื่อรวบรวมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่และมอบหมายบุคลากรดูแลเครื่องสูบน้ำระหว่างสูบระบายน้ำ
1.2.2 กรมทรัพยากรน้ำ โดยศูนย์สนับสนุนการดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำลงทะเล ได้รับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ จำนวนทั้งสิ้น 253 เครื่อง ซึ่งจำแนกได้ ดังนี้ เครื่องสูบน้ำจากภาคเหนือ จำนวน 44 เครื่อง เครื่องสูบน้ำจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 61 เครื่อง เครื่อง เครื่องสูบน้ำจากภาคกลาง จำนวน 118 เครื่อง เครื่องสูบน้ำจากภาคตะวันออก จำนวน 12 เครื่อง เครื่องสูบน้ำจากภาคตะวันตก จำนวน 18 เครื่อง
1.2.3 การดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำในการกู้พื้นที่ประสบอุทกภัย โดยการประสานจังหวัดพื้นที่เป้าหมายที่ยังมีน้ำท่วมขัง รวมจำนวน 13 จุด มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเสร็จแล้ว จำนวน 122 เครื่อง
2. การกำจัดผักตบชวา ขยะมูลฝอย และการขุดลอกคลอง เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน “ชาวปากน้ำร่วมใจ คืนคลองสวยน้ำใส ป้องกันภัยน้ำท่วม” ณ สถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ในการนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ (นายเชิดศักดิ์ ชูครี) เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทัพเรือ และประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,000 คน ได้ร่วมมือ ในการกำจัดผักตบชวา จัดเก็บขยะมูลฝอย และขุดลอกคลองเลียบชายทะเลริมถนนสุขุมวิท ให้สามารถรองรับน้ำได้มากขึ้น เพื่อช่วยการระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
3. การตรวจติดตามสภาพความพร้อมการสนับสนุนและติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ในการกู้พื้นที่ประสบอุทกภัย
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินทางไปตรวจติดตามสภาพความพร้อมเครื่องสูบน้ำที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการประสานงานของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ในการนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี (นายวิเชียร พุฒิวิญญู) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดและเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ ได้นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งในพื้นที่น้ำท่วมขังและเร่งรัดการระบายน้ำตามภารกิจ

มาตรการภาษีศุลกากรเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูอุตสาหกรรม(29 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีศุลกากรเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและฟื้นฟูอุตสาหกรรมและเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้กระทรวงการคลังนำเรื่องนี้เสนอ คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธานและคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นประธาน และคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต (กคช.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ) เป็นประธาน และให้ดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของมาตรการและร่างประกาศ
1. ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรดังกล่าวที่นำเข้ามาเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหายอันเนื่องมาจากอุทกภัยเป็นระยะเวลาชั่วคราว โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
1.1 ผู้ได้รับสิทธิ คือ ผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ให้การรับรอง
1.2 การนำเข้า ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิจะนำเข้าเองหรือสั่งให้นำเข้าก็ได้ โดยกรณีผู้ประกอบการที่มีสิทธิได้รับการยกเว้นอากรสั่งให้ผู้อื่นนำของเข้าต้องมีหนังสือแจ้งกรมศุลกากรทราบในขณะนำเข้า
1.3 เครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือและเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรดังกล่าวที่นำเข้ามาจะต้องเป็นของใหม่เท่านั้น
1.4 อก. จะมีหนังสืออนุมัติรายการนำเข้าเครื่องจักร และผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือดังกล่าวขณะนำเข้า
2. ยกเว้นอากรขาเข้ารถยนต์นั่งสำเร็จรูปเพื่อทดแทนการผลิตในประเทศเป็นการชั่วคราว โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
2.1 ผู้ได้รับสิทธิ คือ ผู้ประกอบการผลิตรถยนต์ที่มีโรงงานผลิตรถยนต์ ซึ่งได้ดำเนินกระบวนการผลิตรถยนต์อย่างครบวงจร คือ มีการผลิตตัวถัง การทำสีตัวถึง และการประกอบรถยนต์เป็นอย่างน้อย ที่มีโรงงานประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณีประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม อก. ให้การรับรอง ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบริษัทที่ประกอบรถยนต์ขึ้นจากชิ้นส่วนเก่า และรถยนต์จดประกอบ
2.2 รถยนต์ที่ได้รับสิทธิต้องเป็นรถยนต์ใหม่ที่เป็นรถยนต์นั่งตามประเภท 87.03 และรถบรรทุกชนิดปิกอัพตามประเภท 87.04 ขนาดความจุกระบอกสูบ เครื่องยนต์ไม่เกิน 3,000 ซี.ซี และต้องเป็นรถยนต์แบบเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับแบบที่ผลิตในโรงงานประสบอุทกภัย และแบบดังกล่าวต้องไม่มีการผลิตอยู่ในโรงงานอื่นในประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม อก.ประกาศกำหนด
2.3 กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิต้องเป็นผู้นำเข้าเองเท่านั้น
2.4 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเป็นผู้อนุมัติการนำเข้าและออกหนังสืออนุมัติรายการนำเข้า โดยผู้นำเข้าต้องแสดงหนังสือดังกล่าวขณะนำเข้า
3. ยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้ามาเพื่อผลิตหรือประกอบเป็นส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูปในประเทศ โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้
3.1 ผู้ได้รับสิทธิ คือ ผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีโรงงานประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546
3.2 การนำเข้า ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิสามารถนำเข้าเองหรือโอนสิทธิการนำเข้าให้กับผู้ประกอบรถยนต์สำเร็จรูปในประเทศ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ เพื่อนำไปประกอบเป็นรถยนต์สำเร็จรูปในประเทศก็ได้ แต่ไม่รวมถึงบริษัทจดประกอบรถยนต์ ทั้งนี้ ในกรณีโอนสิทธิต้องมีหนังสือแจ้งกรมศุลกากรทราบในขณะนำเข้า
3.3 ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้า หมายถึง ชิ้นส่วนยานยนต์ใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งาน และเป็นชิ้นส่วนชนิดเดียวกับที่ผู้ได้รับสิทธิผลิตอยู่ในโรงงานของตนก่อนประสบอุทกภัย และนำเข้ามาเพื่อประกอบ ยานยนต์สำเร็จรูปในประเทศ หรือผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อนำไปประกอบยานยนต์สำเร็จรูปในประเทศเท่านั้น
3.4 ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม อก. และต้องแสดงหนังสือดังกล่าวในขณะนำเข้า
4. การยกเว้นอากรขาเข้าตามข้อ 1- ข้อ 3 ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2554 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555

by ThaiWebExpert