ปฏิญญาบัวโนสไอเรสในการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบปฏิญญาบัวโนสไอเรส (Buenos Aires Declaration) และให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นหน่วยงานประสานงานและรับผิดชอบกำกับดูแลการดำเนินการตามปฏิญญาดังกล่าว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กต. รายงานว่า
1. รัฐบาลอาร์เจนตินาได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของเวทีความร่วมมือระหว่างเอเชียตะวันออกและลาตินอเมริกา (Forum for East Asia – Latin America Cooperation – FEALAC) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ที่กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือซึ่งไทยเป็นสมาชิกมาตั้งแต่ปี 2552 โดยที่ช่วงเวลาของการประชุมดังกล่าวเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กต. จึงได้มอบหมายให้นายประวิตร์ ชัยมงคล รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมฯ แทน ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมดังกล่าวที่ประชุมฯ ได้พิจารณารับรองปฏิญญาบัวโนสไอเรส ซึ่งเป็นสาระสำคัญของผลการประชุม โดยผู้แทนไทยได้แจ้งที่ประชุมฯ ว่า ไทยเห็นชอบในหลักการ แต่มีข้อสงวนที่จะต้องเสนอปฏิญญาฯ ให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อน
2. เนื้อหาสาระของปฏิญญาฯ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกที่ได้พัฒนาขึ้นมาก และบทบาทสำคัญของ FEALAC สำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ best practices รวมทั้งร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาที่ประชาคมโลกกำลังเผชิญ อาทิ วิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนความจำเป็นของการปฏิรูปสหประชาชาติ รวมทั้งประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการสาธารณสุข และความสำคัญของการจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนปัญหาด้านความมั่นคงต่างๆ โดย FEALAC จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกต่อปัญหาท้าทายดังกล่าว
3. โดยที่ปฏิญญาดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันทางการเมือง (political commitment) โดยมิได้มีเจตนาก่อให้เกิดสิทธิหรือพันธกรณีใด ๆ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และไม่มีการลงนามในปฏิญญาฯ ปฏิญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ควรได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในเชิงนโยบาย

การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนตอบตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในการจัดทำข้อตกลงโครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่น(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. ให้สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กต.ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนตอบรัฐบาลญี่ปุ่น
2. ให้ สพร. และหน่วยงานผู้ดำเนินโครงการลงนามในเอกสารย่อย สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการที่ระบุในหนังสือแลกเปลี่ยนได้
สาระสำคัญของเรื่อง
กต.รายงานว่า
1. สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้แจ้ง กต. ขอให้ฝ่ายไทยออกหนังสือแลกเปลี่ยนตอบรับข้อตกลงในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการไทย – ญี่ปุ่น ประจำปีงบประมาณญี่ปุ่น 2011 (1เมษายน 2554 ถึง 31 มีนาคม 2555) โดยระบุกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการไทย-ญี่ปุ่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนในปีงบประมาณญี่ปุ่น 2011 (ตรงกับปีงบประมาณไทย 2554) ประกอบด้วย
1.1 โครงการความร่วมมือทางวิชาการ (Technical Cooperation Project) จำนวน 22 โครงการ
1.2 ผู้เชี่ยวชาญนอกโครงการ (Individual Expert) จำนวน 5 สาขา
1.3 ทุนฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น (Training Programme in Japan) จำนวน 63 หลักสูตร
1.4 ทุนฝึกอบรมให้กับประเทศที่สามในประเทศไทย (Third Country Training Programme) จำนวน 9 หลักสูตร
1.5 ทุนสำหรับฝึกผู้นำเยาวชน (Young Leaders) ภายใต้โครงการมิตรภาพเยาวชนไทย – ญี่ปุ่น (Youth Invitation) จำนวน 4 หลักสูตร
1.6 โครงการ Technical Cooperation for Development Planning จำนวน 2 โครงการ
2. การดำเนินแผนงาน/โครงการความร่วมมือทางวิชาการไทย – ญี่ปุ่น ประจำปีงบประมาณญี่ปุ่น 2011 สามารถตอบสนองเกื้อกูลการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาลไทยอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของไทยในการลดช่องว่างการพัฒนาและขยายโอกาสในการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ
3. การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง สพร. กต. องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น [Japan International Cooperation Agency (JICA)] และหน่วยงานไทยผู้ดำเนินโครงการ โดยงบประมาณสำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลไทย โดย สพร. จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสมทบบางส่วนตามระเบียบราชการที่เกี่ยวข้องจากงบประมาณปี 2554 ที่ได้รับจัดสรรไว้แล้ว ทั้งนี้ การลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนจะทำให้กิจกรรม/โครงการความร่วมมือทางวิชาการกับญี่ปุ่นสามารถดำเนินงานได้ในปีงบประมาณ
4. โดยที่ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีเค้าโครง สาระ และถ้อยคำเช่นเดียวกับหนังสือแลกเปลี่ยนตอบตกลงประจำปีงบประมาณญี่ปุ่น 2009 และ 2010 ซึ่งคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 และวันที่ 6 กรกฎาคม 2553 ตามลำดับ มีมติเห็นชอบแล้ว และเป็นการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการของรัฐบาลทั้งสอง จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามพันธกรณีตามหนังสือตอบตกลงสามารถปฏิบัติได้ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับโดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างหนังสือตอบตกลงดังกล่าวก็ไม่น่าจะเข้าข่ายมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

การดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ
สาระสำคัญ
ตามที่เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 30 จังหวัด ทั่วประเทศไทย และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 เห็นชอบแนวทางการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย นั้น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของความเสียหายที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกำหนดแนวทาง มาตรการฟื้นฟู เยียวยา และกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยสรุป ดังนี้
1. การดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้แก่
1.1 ร่วมกับองค์กรภาคเอกชนบริจาค และนำถุงยังชีพ น้ำดื่ม เรือ และเสื้อชูชีพไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดลพบุรี อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา
1.2 จัดตั้งศูนย์พักพิงผู้ประสบอุทกภัย 3 แห่ง คือ
1) ศูนย์ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก กทม. มีผู้พักพิง 1,545 คน
2) ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีผู้พักพิง 190 คน
3) ศูนย์สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี จ.ชลบุรี มีผู้พักพิง 3,200 คน
1.3 จัดตั้งศูนย์รับบริจาคและบรรจุถุงยังชีพ อาคารจันทนยิ่งยง สนามศุภชลาศัย กรุงเทพฯ
1.4 จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตอุทกภัย 4 จุด คือ
1) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
2) สถานี Airport Link มักกะสัน
3) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
4) สนามบินสุวรรณภูมิ
2. สำรวจข้อมูลเบื้องต้นของความเสียหายที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกำหนดแนวทาง มาตรการฟื้นฟู เยียวยา และกระตุ้นการท่องเที่ยวภายหลังจากน้ำลดลงแล้ว

มาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการมาตรการสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัยโดยธนาคารออมสิน ตามที่ธนาคารออมสินเสนอดังนี้
สินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย โดยธนาคารออมสิน
(1) วัตถุประสงค์ : เพื่อใช้ในการจัดทำระบบและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับป้องกันอุทกภัย
(2) กลุ่มเป้าหมาย : การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม / เขตประกอบการอุตสาหกรรม / สวนอุตสาหกรรม
(3) วงเงิน : 15,000 ล้านบาท
(4) ระยะเวลาโครงการ : 7 ปี
(5) อัตราดอกเบี้ย : ร้อยละ 0.01 ต่อปี ตลอดอายุโครงการ โดยรัฐชดเชยส่วนต่างระหว่างต้นทุนเงินกับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกับผู้กู้ให้กับธนาคารออมสิน
(6) คุณสมบัติผู้กู้ : นิคมอุตสาหกรรม ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม / เขตประกอบการ / สวนอุตสาหกรรม ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรม
(7) วงเงินต่อราย : ให้ธนาคารออมสินพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ

การจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ (Brochure) การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ปี 2554(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการแผ่นพับประชาสัมพันธ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ปี 2554 ฉบับละเอียดและฉบับย่อ
2. มอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูล และพิจารณากำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อหน่วยงานในแต่ละมาตรการ และจัดส่งให้สำนักงานฯ โดยด่วน ภายในวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2554
3. มอบหมายให้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการให้ข้อมูลความช่วยเหลือในเบื้องต้น โดยกำหนดหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนเป็นการเฉพาะ และกำหนดให้มีศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแบบเบ็ดเสร็จในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่าง ๆ ต่อไป
4. มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ปี 2554 และดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเชิงรุกแก่ผู้ประสบอุทกภัย
สาระสำคัญ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงต่าง ๆ และดำเนินการยกร่างแผ่นพับประชาสัมพันธ์ฯ ซึ่งแบ่งการช่วยเหลือเยียวยาตามกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่
1. ประชาชนทั่วไป ให้ความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ เช่น การช่วยเหลือความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สิน การลดภาระค่าครองชีพ และการช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งการพักชำระหนี้สินเชื่อเคหะ และสินเชื่อบุคคล เป็นต้น
2. เกษตรกร ให้ความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณีพืชผลเสียหาย กรณีผลผลิตประมงและปศุสัตว์เสียหาย และการช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งการจำหน่ายหนี้สูญสมาชิกที่เสียชีวิต การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ และการให้สินเชื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพ เป็นต้น
3. ผู้ใช้แรงงาน ให้ความช่วยเหลือแรงงานในกรณีต่าง ๆ เช่น เงินชดเชยกรณีถูกเลิกจ้าง การจัดหางาน และ การช่วยเหลือทางด้านการเงิน เป็นต้น
4. ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ให้ความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ เช่น การจัดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จสำหรับนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ การเร่งรัดการจ่ายสินไหมประกัน และ การช่วยเหลือทางด้านการเงิน ทั้งสินเชื่อธุรกิจและเงินทุนหมุนเวียน และสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย เป็นต้น
5. ผู้ประกอบการรายย่อย ให้ความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ เช่น การพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย การยกเว้นภาษีเงินได้ และการผ่อนผันระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี เป็นต้น

การขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีอุทกภัย) ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 งบกลางรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ตามข้อมูลครัวเรือนผู้ประสบภัยเบื้องต้น ของกรุงเทพมหานคร จำนวน 30 เขต ในกรอบครัวเรือน จำนวน 621,355 ครัวเรือน จำนวนเงิน 3,106,775,000 บาท โดยที่กรุงเทพมหานครต้องมีการตรวจสอบข้อมูล รับรองความถูกต้อง ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของครัวเรือนผู้ประสบภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ก่อนการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณตรงให้ธนาคารออมสิน เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตกรุงเทพมหานคร และให้สามารถถัวจ่ายจำนวนครัวเรือนในทุกเขตได้ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2554 ถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง โดยเหตุภัยพิบัติในครั้งนี้เป็นสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง ปริมาณน้ำจำนวนมาก ทำให้ประชาชนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งพื้นที่ที่เคยเกิดอุทกภัยและไม่เคยเกิดอุทกภัย ได้รับผลกระทบและทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จำนวน 30 เขต ได้แก่ 1) เขตบางซื่อ 2) เขตดุสิต 3) เขตพระนคร 4) เขตสัมพันธวงศ์ 5) เขตสาธร 6) เขตบางคอแหลม 7) เขตยานนาวา 8) เขตคลองเตย 9) เขตบางพลัด 10) เขตบางกอกน้อย 11) เขตธนบุรี 12) เขตคลองสาน 13) เขตราษฎร์บูรณะ 14) เขตคลองสามวา 15) เขตมีนบุรี 16) เขตหนองจอก 17) เขตลาดกระบัง 18) เขตดอนเมือง 19) เขตคันนายาว 20) เขตจตุจักร 21) เขตตลิ่งชัน 22) เขตบางเขน 23) เขตบางแค 24) เขตภาษีเจริญ 25) เขตลาดพร้าว 26) เขตวังทองหลาง 27) เขตสายไหม 28) เขตหนองแขม 29) เขตหลักสี่ 30) เขตทวีวัฒนา ซึ่งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยประจำของราษฎรและทรัพย์สินได้รับความเสียหาย จำนวน 621,355 ครัวเรือน ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัย และเป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขในเบื้องต้น จึงเห็นควรให้ความช่วยเหลือครัวเรือนผู้ประสบภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตกรุงเทพมหานคร ตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือราษฎรผู้ประสบภัยที่มีบ้านเรือนอยู่อาศัยประจำ ใน 2 กรณี ดังนี้
1) น้ำท่วมถึงบ้านพักอาศัยโดยฉับพลัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
2) บ้านพักอาศัยถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันไม่น้อยกว่า 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
เงื่อนไข
1) ทั้ง 2 กรณี ต้องเป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยประจำในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอยู่ในพื้นที่ประกาศ ภัยพิบัติฉุกเฉิน และมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยที่สำนักงานเขตในสังกัดกรุงเทพมหานครออกให้เท่านั้น
2) กรณีที่มีผู้ประสบภัยซ้ำซ้อนทั้ง 2 กรณี ให้ได้รับการช่วยเหลือเพียงกรณีเดียว
ทั้งนี้ ให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบข้อมูล รับรองความถูกต้อง ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของครัวเรือนผู้ประสบภัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยครั้งแรก ภายใน 2 สัปดาห์ และให้ช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และให้สามารถถัวจ่ายจำนวนครัวเรือนในทุกเขตได้

ขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่อง การป้องกัน การแก้ไขปัญหาอุทกภัย และแนวทางในการฟื้นฟูอันเนื่องมาจากอุทกภัย ตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์) เสนอขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่อง การป้องกัน การแก้ไขปัญหาอุทกภัย และแนวทางในการฟื้นฟูอันเนื่องมาจากอุทกภัย

ข้อเท็จจริง
ในขณะนี้ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยพิบัติอันเนื่องมาจากอุทกภัย ส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก รวมทั้งทำให้ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนต้องหยุดชะงักอันส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งอยู่ในความสนใจโดยทั่วไปของประชาชน สมควรที่จะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เห็นควรให้มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา โดยเสนอเรื่องนี้ให้ประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

แผนงาน/โครงการและงบประมาณในการช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ด้านสังคม) (8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอให้ส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ด้านสังคม) ระยะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (ระยะที่ 1) และระยะของการช่วยเหลือระหว่างที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูง (ระยะที่ 2) จำนวน 7 กระทรวง 2 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง ในวงเงิน 4,411,844,300 บาท ดังนี้ คือ
1.1 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี รวม 2 กระทรวง 3 กรม จำนวน 88,580,000 บาท
1.2 งบประมาณ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไปพลางก่อน
1.2.1 งบประมาณปกติของส่วนราชการ รวม 2 กระทรวง 2 กรม จำนวน 176,880,000 บาท
1.2.2 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 4,146,384,300 บาท
2. สำหรับแผนงาน/โครงการเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูฯ ในระยะฟื้นฟูภายหลังน้ำลด (ระยะที่ 3) กรอบวงเงิน 6,027 ล้านบาท เห็นควรให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมความพร้อมโดยการสำรวจความเสียหาย จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งรายละเอียดแบบรูปรายการประมาณการค่าใช้จ่ายและความจำเป็นให้ชัดเจนก่อน แล้วนำเสนอให้คณะกรรมการฯ (ด้านสังคม) พิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
3. ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี กรณีที่ไม่มีหนี้ผูกพันขอให้นำงบประมาณมาดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากอุทกภัย พิบัติภัยต่าง ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0506/ว155 ลงวันที่ 13 กันยายน 2554 เรื่อง มาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 หนังสือสำนักงบประมาณ ที่ นร 0704/ว 82 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2554 เรื่อง การติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายที่กันเงินไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 และหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0406.6/ว 90 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 เรื่อง หลักเกณฑ์การกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน โดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ไม่ควรโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายหรือนำไปใช้เพื่อการอื่น ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ เพื่อมิให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ทางราชการก่อน แล้วหากไม่เพียงพอให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

การปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน (8 พฤศจิกายน2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ โดยให้สำนักงาน ก.พ. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อนแจ้งให้ส่วนราชการถือปฏิบัติต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงาน ก.พ. รายงานว่า
1. สำนักงาน ก.พ. ได้มีหนังสือสำนักงาน ก.พ. ด่วนที่สุด ที่ นร 1008.1/ว 28 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2552 เรื่อง การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แจ้งส่วนราชการและจังหวัด เพื่อทราบและถือปฏิบัติแล้ว และหลังจากที่ส่วนราชการและจังหวัดได้เลื่อนเงินเดือนข้าราชการในสังกัดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาแล้ว 3 ครั้ง (1 เมษายน 2553, 1 ตุลาคม 2553 และ 1 เมษายน 2554) พบว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ อาทิ ปัญหาการเลื่อนเงินเดือนกรณีข้าราชการได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น (ในกรมเดียวกัน) และกรณีข้าราชการได้รับมอบหมายให้ไปช่วยราชการ (ต่างกรม) ปัญหาการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการกรณีการโอนหรือย้าย ภายหลังวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน ซึ่งได้มีการคำนวณวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนไว้แล้วในวันดังกล่าว และปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือน
2. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน โดยยังคงหลักการให้ส่วนราชการมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนเงินเดือนตามผลงาน สำนักงาน ก.พ. จึงได้นำเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน เสนอ ก.พ. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 6/2554 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 ซึ่ง ก.พ. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว และให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในประเด็นดังต่อไปนี้
2.1 กรณีการมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น (ในกรมเดียวกัน) หรือการมอบหมายให้ไปช่วยราชการ (ต่างกรม) ให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่ข้าราชการไปปฏิบัติราชการเป็นระยะเวลาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรอบการประเมิน เป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการดังกล่าว และให้พิจารณานำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นไปคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและบริหารวงเงินในหน่วยงานที่ไปปฏิบัติราชการ
2.2 กรณีการโอน หรือย้ายข้าราชการ ภายหลังวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ส่วนราชการและจังหวัดคำนวณวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสังกัด ครั้งที่ 1 (1 เมษายน) และครั้งที่ 2 (1 ตุลาคม) ตามลำดับ ให้ผู้บังคับบัญชาในส่วนราชการ จังหวัด หรือหน่วยงานต้นสังกัดเดิมของข้าราชการก่อนการโอนหรือย้าย เป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติราชการ และบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ แล้วให้ผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดใหม่ออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือนตามผลการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดเดิมดังกล่าว
2.3 กรณีวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือน
2.3.1 ให้กำหนดผู้บริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนเพิ่มเติม ดังนี้
1) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี และตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (ตำแหน่งประเภทบริหาร)
2) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเลขานุการรัฐมนตรี บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ตำแหน่งประเภทวิชาการ และตำแหน่งประเภททั่วไป ในสำนักงานรัฐมนตรี
2.3.2 ให้สำนักงาน ก.พ. ตอบให้ความเห็นชอบการกำหนดผู้บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งที่อาจกำหนดให้มีขึ้นใหม่ได้ โดยไม่ต้องนำเสนอ ก.พ. และคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้ การกำหนดผู้บริหารวงเงินดังกล่าวให้คำนึงถึงลำดับชั้นการบังคับบัญชาเป็นสำคัญ
2.3.3 ให้ส่วนราชการและจังหวัดกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดสรรวงเงินที่กันไว้บริหารต่างหาก และให้ประกาศให้ข้าราชการในสังกัดทราบโดยทั่วกัน ก่อนออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือน
2.3.4 ให้กำหนดเงื่อนไขการกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนเพิ่มเติมใน 2 กรณี ดังนี้
1) กรณีข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ต่อเวลาราชการ และเป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง ไม่ให้นำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นมาคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการ
2) กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญผู้จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนและถึงแก่ความตาย ก่อนวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน แล้วแต่กรณี ให้นำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นมาคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการในวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน แล้วแต่กรณี
2.4 กรณีการแก้ไขปัญหาการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการในสังกัด จังหวัดบึงกาฬ ณ วันที่ 1 เมษายน 2554 ให้ดำเนินการตามแนวทางในข้อ 2.2 โดยให้ผู้บังคับบัญชาในส่วนราชการ จังหวัด หรือหน่วยงานต้นสังกัดเดิมของข้าราชการผู้ได้รับการแต่งตั้ง ให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดจังหวัดบึงกาฬประเมินผลการปฏิบัติราชการและบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้น แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนเป็นผู้ออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดจังหวัดบึงกาฬ ตามผลการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดเดิมดังกล่าว
3. สำนักงาน ก.พ. ได้นำเรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนดังกล่าว (ตามข้อ 2.) เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติให้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องการกำหนดนโยบายในการปฏิบัติราชการและเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการ กรณีจึงอาจเป็นการดำเนินการที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวให้ วท.ขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและให้ วท.รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปพิจารณาดำเนินการด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
วท. รายงานว่า
1. วท.ได้เสนอโครงการ “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อคณะกรรมการโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งในคราวประชุม ครั้งที่ 4/2550 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 คณะกรรมการฯ มีมติให้ความเห็นชอบให้เป็นโครงการร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
2. โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้านี้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้หลักการและวิธีการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผลด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ช่วยให้ทรงเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้อง ลึกซึ้งและรอบด้าน จนสามารถพระราชทานแนวทางการพัฒนาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่พสกนิกรได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ซึ่งรวมถึงการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน น้ำ และระบบนิเวศ
3. การพัฒนาและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระรามเก้ามีพื้นที่ใช้สอยในอาคารประมาณ 36,500 ตารางเมตร ในพื้นที่ 42 ไร่ บริเวณองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ด้านเชื่อมต่อกับสระเก็บน้ำพระรามเก้า เทคโนธานี ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองห้า จังหวัดปทุมธานี มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2555-2558 โดยจะจัดแสดงเกี่ยวกับระบบนิเวศกับความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งการจัดการทรัพยากรน้ำและดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อหลัก “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

by ThaiWebExpert