การปรับปรุงโครงสร้างและการกำกับดูแลส่วนงานในการบริหารจัดการน้ำ(29 มกราคม 2556)

การปรับปรุงโครงสร้างและการกำกับดูแลส่วนงานในการบริหารจัดการน้ำ (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทุกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)
คณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงโครงสร้างและการกำกับดูแลส่วนงานในการบริหารจัดการน้ำ (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทุกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 2 ฉบับ และร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอหนังสือยืนยันจากส่วนราชการอีก

ขอขยายระยะเวลาการขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการฝึกซ้อมบรรเทาภัยพิบัติในปี 2556(21 มกราคม 2556ป

ขอขยายระยะเวลาการขอรับการจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดการฝึกซ้อมบรรเทาภัยพิบัติในปี 2556 ภายใต้กรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการขยายระยะเวลาการขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายจ่ายค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ จำนวน 20,000,000 บาท เพื่อให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณดังกล่าวให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับเบิกจ่ายในการเตรียมการและการจัดการฝึกซ้อมการบรรเทาภัยพิบัติ (Disaster Relief Exercise – DiREx) ภายใต้กรอบการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum - ARF) ครั้งที่ 3 ในปี 2556 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการและกิจกรรม รวมทั้ง แผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้
1. เห็นชอบความเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่โครงการที่มีความพร้อมและมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที ในกรอบวงเงิน 100 ล้านบาท ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 รวม 5 จังหวัด ตามที่เสนอ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียด คำขอรับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี พ.ศ. 2556 และจัดส่งให้สำนักงบประมาณโดยเร่งด่วน พร้อมทั้งให้รับความเห็นดังกล่าวไปดำเนินการต่อไป
2. เห็นชอบตามความเห็นและข้อสั่งการเพิ่มเติมในพื้นที่ดูงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดสุโขทัย
ผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 (พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์) สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 มี รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 6 คน ในพื้นที่ จังหวัด พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และอุตรดิตถ์
ความเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่โครงการในกรอบวงเงิน 100 ล้านบาท ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(1) เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแก้มลิงบึงบัว ระยะที่ 1 โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 25.00 ล้านบาท
(2) เห็นชอบโครงการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวหนองน้ำมณีบรรพต ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัด เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 25.00 ล้านบาท
(3) เห็นชอบโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายคมนาคม ดำเนินการก่อสร้างขยายทางจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร พร้อมสิ่งอำนวยความปลอดภัย ทางหลวงหมายเลข 102 ตอนควบคุม 0200 ตอน ห้วยช้าง-ศรีสัชนาลัย ระหว่าง กม. 39+050-กม. 39+904 โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 20.00 ล้านบาท
(4) เห็นชอบโครงการพัฒนาการเรียนการสอนและบริการวิชาการแก่ท้องถิ่นเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ของจังหวัด โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 13.665 ล้านบาท
(5) เห็นชอบโครงการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดอุตรดิตถ์รองรับการค้า
ชายแดนภูดู่ และ AEC โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ
วงเงิน 16.325 ล้านบาท
โครงการที่เห็นชอบในหลักการ
(6) โครงการศึกษาการจำแนกความเหมาะสมของพื้นที่ในการผลิตสินค้าเกษตรเศรษฐกิจเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอรับการจัดสรรงบประมาณจากงบปกติ
ความเห็นของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่โครงการในกรอบวงเงิน 100
ล้านบาท ของ 5 จังหวัด
(1) จังหวัดพิษณุโลก มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 3 คน โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(1.1) เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแก้มลิงคลองกรุกกรัก (ระยะที่ 3) โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 35.00 ล้านบาท
(1.2) เห็นชอบโครงการพัฒนาปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำแบบบูรณาการ (ขุดลอกคลองแพงพวย) ตำบลชุมแสงสงคราม อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 30.001 ล้านบาท
(1.3) เห็นชอบโครงการซ่อมแซมทางผิวแอสฟัลต์ ทางหลวงหมายเลข 1309 ตอนควบคุม 0100 ตอนป่าแดง-หนองตม โดยให้สนับสนุนงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ
วงเงิน 14.00 ล้านบาท
(1.4) เห็นชอบโครงการจัดตั้งห้องเรียนรู้ด้านภาษา พร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (2015) เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และเตรียมความพร้อมของนักเรียน ระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา จำนวน 21 ห้องเรียนรู้ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 21.00 ล้านบาท
(2) จังหวัดตาก มีรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 2 คน โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(2.1) เห็นชอบโครงการปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์หนองเล่ม ตำบลเกาะตะเภา
อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ
วงเงิน 6.00 ล้านบาท
(2.2) เห็นชอบโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อการเกษตรบ้านน้ำดิบควง หมู่ 3 และหมู่ 8 ตำบลโป่งแดง อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 6.50 ล้านบาท
(2.3) เห็นชอบโครงการปรับปรุงถนนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในเขตตำบลหนองหลวง ตำบลระแหง อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 10.00 ล้านบาท
(2.4) เห็นชอบโครงการปรับปรุงถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก หมู่ 10 บ้านห้วยแล้งและหมู่ 12 บ้านใหม่ กม. 5 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.00 ล้านบาท
(2.5) เห็นชอบโครงการวางท่อส่งน้ำห้วยดินสอพอง หมู่ 11 ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 6.00 ล้านบาท
(2.6) เห็นชอบโครงการปรับปรุงซ่อมแซมผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทางเทศบาลเมืองตาก (บ้านท่าแค-บ้านวังหิน) ตำบลวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 10.00 ล้านบาท
(2.7) เห็นชอบโครงการซ่อมแซมถนนลูกรังบดอัดบ้านแม่ระวาน – บ้านแม่เชียงราย
หมู่ที่ 5 – 7 ตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 6.00 ล้านบาท
(2.8) เห็นชอบโครงการปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรหมู่ 6 บ้านสันกลาง
ตำบลแม่สลิด อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
งบกลางฯ วงเงิน 10.00 ล้านบาท
(2.9) เห็นชอบโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านแบบผิวดินขนาดใหญ่ หมู่ 2 3 4
ตำบลพระธาตุ อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 11.217 ล้านบาท
(2.10) เห็นชอบโครงการปรับปรุงสนามกีฬานานาชาติ เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 26.00 ล้านบาท
(3) จังหวัดเพชรบูรณ์ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 2 คน โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(3.1) เห็นชอบโครงการศูนย์พัฒนาศักยภาพการศึกษาและพัฒนาอาชีพพื้นฐานโดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 29.00 ล้านบาท
(3.2) เห็นชอบโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายบ้านขอนหาด – บ้านเขาซำทอง ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 11.260 ล้านบาท
(3.3) เห็นชอบโครงการก่อสร้างฝายคลองซับเจริญ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.261 ล้านบาท
(3.4) เห็นชอบโครงการก่อสร้างฝายคลองกลาง โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.00 ล้านบาท
(3.5) เห็นชอบโครงการก่อสร้างถนน คสล. สายแยกทางหลวงหมายเลข 113 บ้านอ่างหิน พร้อมสะพาน จำนวน 2 แห่ง โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ
วงเงิน 8.80 ล้านบาท
(3.6) เห็นชอบโครงการก่อสร้างถนนลาดยาง สายบ้านวังกวาง หมู่ที่ 1,2 บ้านฟองใต้
หมู่ที่ 7 ตำบลวังกวาง อำเภอน้ำหนาว โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 20.00 ล้านบาท
(4) จังหวัดสุโขทัย มีรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และผู้ช่วยรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 3 คน โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(4.1) เห็นชอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำยมและประตูระบายน้ำปลายคลองแม่รำพัน โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 27.00
ล้านบาท
(4.2) เห็นชอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำยมและพนังกั้นน้ำฝั่งตะวันออก
ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี บริเวณหลังวัดราชธานี (ระยะที่ 1) โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.60 ล้านบาท
(4.3) เห็นชอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำยม และพนังกั้นน้ำฝั่งตะวันออก เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี บริเวณหลังวัดไทยชุมพล โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 7.50 ล้านบาท
(4.4) เห็นชอบโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทระยะสั้น โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 52.116 ล้านบาท
(4.5) เห็นชอบโครงการก่อสร้างซ่อมแซมเขื่อนป้องกันริมแม่น้ำยมชุมชนสวรรค์ เรือนแพ เทศบาลเมืองสวรรคโลก โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ
วงเงิน 8.50 ล้านบาท
(5) จังหวัดอุตรดิตถ์ มีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 2 คน โครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
(5.1) เห็นชอบโครงการปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมของจังหวัดอุตรดิตถ์รองรับการเป็นประชาคมอาเซียน โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 86.962 ล้านบาท
(5.2) เห็นชอบโครงการพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองอุตรดิตถ์ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 9.998 ล้านบาท
(5.3) เห็นชอบโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลพิชัย โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 งบกลางฯ วงเงิน 4.0018 ล้านบาท

ข้อสั่งการเพิ่มเติมของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
1. จังหวัดอุตรดิตถ์ นายกรัฐมนตรี เห็นควรสนับสนุนการดำเนินโครงการจัดหาครุภัณฑ์ประกอบอาคารส่งเสริมสุขภาพ และพักผู้ป่วยใน 4 ชั้น โรงพยาบาลลับแล โดยให้ใช้จ่ายจากงบรายได้และปรับแผนในวงเงิน 12.4611 ล้านบาท
2. จังหวัดสุโขทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายยุคล ลิ้มแหลมทอง)
ให้สำนักงานชลประทานและชลประทานจังหวัด รับเรื่องโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองแม่น้ำเก่า เชื่อมต่อคลองตาแดง อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ตามข้อเสนอของ อบต. คลองมะพลับ ไปทำการศึกษาและพิจารณาดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่โดยด่วนต่อไป

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค)ครั้งที่ 1/2556 (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 ณ จังหวัดอุตรดิตถ์
2. เห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ
ในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2556 ณ จังหวัดอุตรดิตถ์ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม รวมทั้ง รายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป
สาระสำคัญของผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 เวลา 17.30 – 19.00 น. ณ ห้องประชุม Conference Room 2 ชั้น 4 อาคาร ICIT มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย รวม 13 เรื่อง สรุปดังนี้
1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน (เสนอโดย กกร.)
1.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก ภายในปี 2558 และพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (ผู้แทน กกร. และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง) ขึ้นภายใต้กรอบคณะกรรมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด เพื่อเป็นกลไกการติดตามเร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด และกำหนดรูปแบบ มาตรการส่งเสริมการลงทุน และสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ
2) ขอให้เร่งรัดยกระดับด่านภูดู่ อำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์
จากจุดผ่อนปรนเป็นด่านถาวร เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเมืองเศรษฐกิจชายแดนเพื่อเป็นประตูเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง และรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558

1.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก เช่น ปัญหารถบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักเกิน ปัญหาโครงสร้างที่ชำรุด เป็นต้น
2) มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานบูรณาการหลักร่วมกับ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาในภาพรวม โดยนำข้อเสนอการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด จังหวัดตาก เข้ามาพิจารณาในคณะกรรมการดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นำความเห็นที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาจัดตั้งกลไกดังกล่าวด้วย
3) มอบหมายให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปศึกษาและเตรียมความพร้อมหากมีการยกระดับจุดผ่อนปรนภูดู่ขึ้นเป็นจุดผ่านแดนถาวร และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานดังกล่าว
2. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดย กกร.)
2.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้เร่งรัดโครงการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ภายในปี 2558 เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย และการยกระดับด่านภูดู่ให้เป็นด่านถาวร
2) ขอให้ศึกษาทบทวนโครงการศึกษาและพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางภาคเหนือตอนล่างและสี่แยกอินโดจีน เพื่อให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ (1) ศูนย์บริการขนส่งผู้โดยสาร (Bus Terminal) และ (2) ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center : DC)
2.2 มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1) เร่งรัดดำเนินการขยายทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (พิษณุโลก – หล่มสัก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจรให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2558
2) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณาทบทวนโครงการศึกษาและพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางภาคเหนือตอนล่างและ
สี่แยกอินโดจีน โดยให้ศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงจุดพื้นที่ตั้งของศูนย์กลางที่มีความเหมาะสมในการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางและพื้นที่โดยรอบด้วย
3. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
3.1 ข้อเสนอ
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก วงเงิน 248,500,000 บาท เพื่อป้องกันผลกระทบจากอุทกภัยต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชนโดยรวมของจังหวัดพิษณุโลกจากปัญหาน้ำท่วมล้นตลิ่ง และกัดเซาะตลิ่งพังทลาย รวมทั้งป้องกัน
การบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพร้อมระบบสาธารณูปโภคบริเวณริมแม่น้ำน่านอย่างเป็นรูปธรรม
3.2 มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับข้อเสนอของภาคเอกชนไปศึกษาและจัดทำรายละเอียดโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ (เสนอโดย กกร.)
4.1 ข้อเสนอ
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเป็น Medical Excellence Centre / Medical Tourism สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในกลุ่มจังหวัด ในวงเงิน 2,900 ล้านบาท
4.2 มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับไปพิจารณาในรายละเอียดโครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเป็น Medical Excellence Centre / Medical Tourism โดยจัดลำดับความสำคัญในส่วนที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการ เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
5. เรื่องอื่นๆ ที่ภาคเอกชนเสนอ (เสนอโดย สทท./กกร.) รวม 6 เรื่อง ดังนี้
5.1 การยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (เสนอโดย สทท.)
1) ข้อเสนอ
ขอรับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการยกระดับบุคลากร
ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและทั่วประเทศ วงเงินรวม 60 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรม
2) มติที่ประชุม
(1) มอบหมายให้กระทรวงแรงงานรับไปดำเนินการพัฒนาบุคลากรในภาคการท่องเที่ยวในช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2556 เพื่อให้เสร็จทันก่อนฤดูกาลการท่องเที่ยวปี 2556
(2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเร่งดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณารายละเอียดของโครงการและสนับสนุนงบประมาณต่อไป
(3) มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวให้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ
5.2 มาตรการเร่งด่วนเพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน (เสนอโดย กกร.)
1) ข้อเสนอ
ขอให้ภาครัฐกำหนดนโยบายและมาตรการจูงใจให้เอื้อต่อการลงทุน และส่งเสริมการพัฒนาถ่ายทอดด้านเทคโนโลยีให้เป็นมาตรการเร่งด่วน โดยสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) สำหรับการลงทุนและขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2
เป็นระยะเวลา 8 ปี ตลอดจนมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เร่งผลักดันและสนับสนุนโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) และชีวเคมี
(Bio-chemicals)
2) มติที่ประชุม
(1) มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาจัดตั้งกลไกเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ
โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การจัดหาวัตถุดิบที่เหมาะสม การกำหนดมาตรการการส่งเสริม ตลอดจนพิจารณาเลือกจังหวัดต้นแบบที่มีความเหมาะสมตามลักษณะการจัดเขตพื้นที่
(2) มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และภาคเอกชน เพื่อจัดทำข้อเสนอมาตรการการคลังเพื่อส่งเสริมการอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่เหมาะสม
5.3 ความคืบหน้าการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (ระบบราง) (เสนอโดย กกร.)
1) ข้อเสนอ
ขอทราบความชัดเจนนโยบายการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบ
โลจิสติกส์ด้านระบบรางและกรอบเวลาเพื่อเร่งรัดดำเนินโครงการในเส้นทางตามที่ภาคเอกชนเสนอ และส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงด้านการคมนาคมขนส่งและการบริการโลจิสติกส์ของประเทศและในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย (1) โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นทาง (2) โครงการรถไฟทางคู่ 4 เส้นทาง และ (3) การเพิ่มเส้นทางรถไฟและการเพิ่มเส้นทางรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการจัดทำแผนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ด้านระบบรางของประเทศในภาพรวม ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
5.4 ความคืบหน้าการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน (เสนอโดย กกร.)
1) ข้อเสนอ
ขอให้เร่งรัดเจรจากับประเทศเมียนมาร์ สปป.ลาว และกัมพูชา
เพื่อยกระดับจุดผ่อนปรนเป็นด่านถาวร รวมทั้งเร่งรัดกระบวนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เช่น การจัดทำโครงการศึกษาจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนฯ และเร่งรัด/ทบทวนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ที่กำหนดกลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการให้บริการบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน เป็นต้น
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย รับไปพิจารณาเจรจากับประเทศ
เพื่อนบ้านในการพัฒนาด่านชายแดนให้สอดคล้องกับประเทศไทย และนำเข้าบูรณาการในคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
5.5 บทบาทภาคเอกชนในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ไปสู่การปฏิบัติ (เสนอโดย กกร.)
1) ข้อเสนอ
ขอให้เร่งรัดจัดตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 สู่การปฏิบัติ เพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินการและ
ให้การติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานด้านต่างๆ เป็นรูปธรรม
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปพิจารณาร่วมกับภาคเอกชนทั้ง 5 สถาบันเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานในการขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาที่ได้มีข้อสรุปร่วมกันในการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2555 ให้เป็นรูปธรรม และประสานกับกลไกการขับเคลื่อนที่คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ดำเนินการอยู่แล้ว โดยจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการพัฒนา
ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ
5.6 รับทราบร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ... และ
ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. …. ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการยกร่างอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ทันกำหนดการประชุมของกลุ่มความร่วมมือต่อต้านในการฟอกเงินเอเชีย – แปซิฟิก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่มีกำหนดการประชุมในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

การดำเนินการตามมาตรการการป้องกันไฟป่าและหมอกควันประจำปี 2556 (21 มกราคม 2556)

 

 

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินการตามมาตรการป้องกันไฟป่าและหมอกควันประจำปี 2556 เพิ่มเติม และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่ได้รับมอบหมาย ตามที่           รองนายกรัฐมนตรี   (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) เสนอ เพื่อให้การดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันภาคเหนือ 9 จังหวัด ปี 2556 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดการบูรณาการ มีผู้รับผิดชอบ และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
                   ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติงานให้ชัดเจน โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย 
                   ข้อเท็จจริง
                   1. รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ตามมติคณะรัฐมนตรีและบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้รับผิดชอบการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันปี 2556 ได้จัดประชุม Workshop การป้องกันไฟป่าและหมอกควันประจำปี 2556 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 ณ ทำเนียบรัฐบาล กับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ 9 จังหวัด และได้ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประชุมมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2556 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ผลสรุปได้กำหนดมาตรการและการมอบหมายงานเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ 
                   2. มาตรการที่จะใช้ในการป้องกันไฟป่าและหมอกควันในปี 2556 จะเปลี่ยนจากเดิม “ควบคุมการเผา” เป็น “ไม่มีการเผา” ใช้ระบบ Single Command โดยมีคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) เป็นผู้รับผิดชอบและใช้ระบบ Area Approach โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนหน้า (Forward Command)
                   สาระสำคัญของมาตรการ
                   1. ไม่มีการเผา
                   2. ใช้แนวทาง Area Approach มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบ (Forward Command)
                   3. ใช้ระบบ Single Command โดยกลไกของกระทรวงมหาดไทย ตาม พรบ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
                   4. มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นฝ่ายอำนวยการและควบคุมการสั่งการระดับประเทศ 
                   5. เบื้องต้นครอบคลุมเพียง 9 จังหวัดภาคเหนือ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง (มกราคม-เมษายน 2556)
                   การมอบหมายงาน
สถานการณ์/ปัญหา

แนวทางดำเนินการ

หน่วยงานรับผิดชอบ

1. ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างหน่วยต่างปฏิบัติ ไม่เป็นเอกภาพ มีหลายหน่วยงานสั่งการ จึงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ

ใช้ระบบสั่งการแบบศูนย์สั่งการเบ็ดเสร็จ (Single Command) โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 
1.       1. ระดับชาติ ให้รองนายกรัฐมนตรี(นายปลอดประสพ สุรัสวดี) และรมว. มท. เป็นฝ่ายอำนวยการและควบคุมการสั่งการ
2.       2. ระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้สั่งการ
3.       3. ศูนย์อำนวยการส่วนหน้า
กำหนด 2 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และแพร่ โดยให้ กรมป่าไม้ (ปม.) และกรมอุทยานฯ (อส.) กำหนดตัวผู้อำนวยการศูนย์ ฯ ศูนย์ฯ ละ 1 คน

1.       1. ให้ ปภ. ร่างคำสั่งการ
แต่งตั้งชุดต่าง ๆ ภายใต้ พรบ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสนอภายในวันที่ 19 ม.ค.นี้ 
2.       2. คำสั่งระดับกระทรวงฯ
ให้เป็นคำสั่งภายในของแต่ละกระทรวงฯ
3.       3. ให้ มท. ทส. และกษ.
รายงานสรุปสถานการณ์และการปฏิบัติงานทุกวันจันทร์ เพื่อรายงาน ครม. ทุกวันอังคาร
4.       4. ให้ ผวจ. เป็นผู้สั่งการหน่วยงานปฏิบัติภาคสนามทุกหน่วย
5.       5. ให้ศูนย์อำนวยการส่วนหน้าเป็นหน่วยสนับสนุน ศูนย์สั่งการระดับจังหวัดและสั่งการหน่วยงานในการป้องกันไฟและระงับเหตุ

2. สถานการณ์ปัจจุบันยังมีการเผากันอยู่ทั้งในเขตเมือง พื้นที่เกษตรและเขตป่า

แบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็น 3 ประเภท คือ
1.       1. พื้นที่เกษตร
-          - ให้มีการไถกลบวัชพืช
การเกษตร โดยเครื่องจักร ทั้งของภาครัฐและการจ้างเหมา

1.1 กษ. รับผิดชอบ
1.2 จัดหาเครื่องจักรกลในการช่วยเหลือราษฎร
1.3 จัดทำงบประมาณค่าใช้จ่าย
1.4 ในพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่ป่าไม้ ควรเน้นการใช้เครื่องจักรกลของราชการเข้าไปดำเนินการ

2. พื้นที่เขตเมือง
- ควบคุม ตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการเผาขยะเผาเศษวัชพืชในที่รกร้าง ไม่มีการเผาหญ้าในเขตไหล่ทาง

2.1 มอบ อบต. อบจ. และเทศบาล รับผิดชอบ
2.2 มอบให้แขวงการทางและทางหลวงชนบทควบคุมไม่ให้มีการเผาในเขตไหล่ทาง
2.3 ให้ ตำรวจ ทหาร ลาดตระเวนและบังคับใช้กฎหมาย ป้องปราม และกดดัน

3. พื้นที่ป่า
3.1 ใช้กำลังควบคุมไม่ให้บุคคลเข้าไปเผาป่าโดยตั้งจุดสกัด และตรวจสอบบุคคลที่เข้าไปในเขตพื้นที่ป่าอย่างเข้มงวด
3.2 จัดให้มีการลาดตระเวนในพื้นที่ล่อแหลม
3.3 ในพื้นที่เปราะบาง ให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่

3.1 ในพื้นที่อนุรักษ์                    เขตอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่า ฯลฯ ให้ อส. รับผิดชอบ
3.2 ในพื้นที่ ตาม พรบ. ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าไม้ 2484 ให้ ปม. รับผิดชอบร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
3.3 อส. ปม. ทหารอากาศ ทหารบก ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนธิกำลังร่วมปฏิบัติการรวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการ
3.4 ให้ ทส. จัดเฮลิคอปเตอร์และจัดหาอุปกรณ์สำหรับสนับสนุนกิจกรรมลาดตระเวนและการดับ            ไฟป่า

3. การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาน้อยมาก

1. ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดจากเบาไปหาหนัก
2. เนื่องจากเป็นแนวทางที่ถูกใช้เป็นปีแรกจึงขอให้ใช้อย่างเหมาะสม
3. ต้องมีมาตรการการลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่             หย่อนยาน

1. ในพื้นที่เมือง มอบจังหวัด โดยตำรวจ และกรมปกครองส่วนท้องถิ่น
2. ในพื้นที่เกษตร มอบจังหวัดและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3.ในพื้นที่ป่ามอบกรมป่าไม้ และกรมอุทยานฯ
4. แนวถนน มอบให้กระทรวงคมนาคมและทหารบก

4.      กรณีเกิดไฟป่าขนาดใหญ่

1. ให้มีการสนธิกำลังจากทุกหน่วยภายใต้การอำนวยการของรองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) และ รมว.มท. ในฐานะฝ่ายอำนวยการและควบคุมการสั่งการ โดยมีหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทหาร ตำรวจ ปภ. ปม. อส. กรมปกครองส่วนท้องถิ่นฯ
2. สนธิเครื่องมือ อุปกรณ์ของทุกหน่วยงาน รวมทั้งอากาศยาน

1. กบอ.
2. ให้ ผวจ. สั่งการกำลังพลของทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการควบคุมไฟป่า

5.      กรณีการเผาป่าของชาวเขา

พิจารณากำหนดแนวทางให้เหมาะสม

- มอบหน่วยงานที่มีประสบการณ์ คือ อส. ปม. และกำนันผู้ใหญ่บ้าน

6.      กรณีการเผาป่าและเกิดควันไฟ
จากประเทศเพื่อนบ้าน

กต. สั่งการให้เอกอัครราชทูตไทยไปหารือทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน

- มอบ กต.

7.      การประชาสัมพันธ์

ต้องมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง

- มอบโฆษกรัฐบาล (นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์) โดยขอใช้สื่อของรัฐทุกแขนง และขอให้มีการสัมภาษณ์หัวหน้าหน่วยงานที่มีความสำคัญ
- มอบ กษ. ทส. และสธ. ร่วมดำเนินการประชาสัมพันธ์

8.      การสนับสนุนงบประมาณ

รัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณหากมีความจำเป็น

- ให้ทุกหน่วยเสนอแผนงาน / กิจกรรมและงบประมาณที่มีความจำเป็นที่ต้องขอเพิ่มเติม โดยให้ระบุจำนวนงบประมาณปกติที่มีอยู่แล้วมาด้วย

9.      การวัดผลการดำเนินงาน

จะมีตัวชี้วัดความสำเร็จ

ใช้ข้อมูลต่อไปนี้เป็นตัวชี้วัด
 - จำนวน  hot spots ที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียม
- ปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ (pm10)
- จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา
- จำนวนโรงเรียนที่ต้องปิดทำการเนื่องจากได้รับผลกระทบ
- อุบัติเหตุที่เกิดจากหมอกควัน
- เที่ยวบินที่ต้องหยุดหรือเลื่อน

 

 

การดำเนินโครงการพัฒนาเมือง (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบกรอบการดำเนินงานโครงการพัฒนาเมือง และรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการพัฒนาเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 28/2556 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการพัฒนาเมือง
ตามที่รัฐบาลได้มีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล และมีความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน สนับสนุนสินเชื่อรายย่อย เพื่อช่วยในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนการเพิ่มสวัสดิการของรัฐเพื่อเป็นการดูแลและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคสังคม โดยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการกองทุนจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ได้ด้วยตนเอง
เพื่อให้การอำนวยการและบริหารจัดการของชุมชนในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ ดำเนินไปอย่างมีระบบและมีการบูรณาการในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการพัฒนาเมืองโดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้
องค์ประกอบ ประกอบด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกรุงเทพมหานคร เลขาธิการคณะกรรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคน โดยมี นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็น กรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและการบัญชี สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
1. จัดทำแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้ชุมชนเมือง เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ให้
สอดคล้องกับแผนงานที่กำหนดไว้บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนและการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเมือง
2. จัดทำระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการ
ดำเนินงานเพื่อรองรับการปฏิบัติงาน
3. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
และเหมาะสม
4. ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงวิชาการ และการวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง
5. รายงานผลการปฏิบัติงานและปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานต่อนายกรัฐมนตรี
6. เชิญส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐอื่น และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม
ให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็น หรือจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ
7. ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานให้เบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ โดยอนุโลม ทั้งนี้ ในเบื้องต้นให้เบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณโครงการพัฒนาเมือง สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557(21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
2. รับทราบข้อเสนอแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
3. เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 2. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ 3.ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน 4. ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม 5. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8. ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 9. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ
2. แผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้น ปีงบประมาณ 2557 เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ใช้ประกอบการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยข้อเสนอแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้นดังกล่าว จำแนกเป็นค่าครุภัณฑ์ จำนวน 148,810.0 ล้านบาท ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 415,440.9 ล้านบาท
3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 มีดังนี้
วันที่ 21 มกราคม 2556 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
วันที่ 22 มกราคม 2556 นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
วันที่ 22-24 มกราคม 2556 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด มอบนโยบายให้กระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จัดทำเป้าหมายและยุทธศาสตร์กระทรวงที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และให้นำข้อสรุปแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ไปจัดทำคำของบประมาณายจ่ายประจำปี
วันที่ 22 มกราคม – วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จัดทำรายละเอียดวงเงินและคำของบประมาณ พ.ศ. 2557 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 บูรณาการงบประมาณในมิตินโยบายสำคัญของรัฐบาลและบูรณาการงบประมาณในมิติพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และประมาณการรายได้ประจำปี เสนอรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณ

เรื่องขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินในปีงบประมาณ 2556 (21 มกราคม 2556)

เรื่องขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินในปีงบประมาณ 2556 สำหรับ
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วง
แบริ่ง – สมุทรปราการและกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร
สายเฉลิมรัชมงคล ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2556
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2556 ตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 75 (3) สำหรับเป็นค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธาและระบบรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ จำนวน 11,472.36 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จำนวน 4,745.40 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อใช้ชำระหนี้คืนแก่แหล่งเงินกู้โดยตรงทั้งในส่วนเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังจะได้ตกลงกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต่อไป
2. เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ Japan International Cooperation Agency (JICA) สัญญาเลขที่ TXXI-4 และสัญญาเงินกู้เลขที่ TXXII-3 (Civil) โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล โดยการกู้เงินในประเทศ ตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 75 (3)โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการกู้เงินและชำระหนี้แทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจะต้องลงนามในสัญญารับชำระหนี้แทนกับกระทรวงการคลังต่อไป โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนในการปรับโครงสร้างหนี้ และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ชำระคืนแก่แหล่งเงินกู้โดยตรงทั้งในส่วนเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังจะได้ดำเนินการกู้เงินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต่อไป
3. รับทราบผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ JICA สัญญาเลขที่ TXXI-4 และสัญญาเงินกู้เลขที่ TXXII-3 (Civil) โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ต่องบแสดงฐานะทางการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556

สาระสำคัญ
กำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2556 แต่โดยที่ขณะนี้ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงมีราคาสูง ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันดีเซลในระยะนี้จะทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงการคลังจึงเห็นควรขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 ต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร
ออกไปอีก 1 เดือน

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
1. กำหนดบทนิยาม คำว่า “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายถึง พื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ต่อการค้าสินค้าหรือบริการ หรือการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการค้าบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน รวมทั้งการพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่สอดคล้องกับระบบ ASEAN Single Window และบทนิยามอื่น ๆ ได้แก่ “การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ”“การค้าบริเวณพรมแดน”“แผนแม่บท”“การพัฒนาพื้นที่”“หน่วยงาน” และ “หน่วยงานรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ”
2. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนการค้าไทย ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสิบคน เป็นกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
3. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายฯ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการที่สำนักงานเสนอ ให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานตามที่สำนักงานร้องขอ กำหนดแนวทางเพื่อให้การส่งเสริมและพัฒนาการค้าบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนแม่บท
4. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเป็นหน่วยงานภายใน สศช. มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ร่างแผนแม่บทเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ตรวจสอบและวิเคราะห์แผนงานหรือโครงการและแผนปฏิบัติของหน่วยงาน อำนวยการ ติดตามผล และประสานงานการบริหาร และการปฏิบัติตามแผนแม่บท รวมทั้งสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการนโยบายฯ คณะอนุกรรมการนโยบายฯ หรือคณะทำงานที่คณะกรรมการนโยบายฯ แต่งตั้ง ค่าใช้จ่ายของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นให้จ่ายจากงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
6. กำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์จะรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจจัดทำร่างแผนแม่บทเสนอคณะกรรมการนโยบาย เพื่อพิจารณา โดยผ่านความเห็นชอบของกระทรวงเจ้าสังกัด
7. กำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามแผนแม่บท จัดทำแผนงานหรือโครงการ และส่งให้หน่วยงานรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรวบรวมตรวจสอบและวิเคราะห์แล้วจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป ในการดำเนินการจัดทำแผนงานหรือโครงการให้หน่วยงานที่จัดทำให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่นั้นประกอบด้วย
8. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินการที่ ไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท แผนปฏิบัติการและแผนงานโครงการ หรือวิธีการดำเนินกิจการที่กำหนดตามระเบียบนี้

by ThaiWebExpert