เอกสารสำคัญที่จะมีการลงนามในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 15(27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
2. เห็นชอบบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ลงนามในเอกสารสำคัญตามข้อ 1 และ 2 ในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 11-12 มกราคม 2555 ณ เมืองมานาโด สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
4. หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในเอกสารสำคัญตามข้อ 1 และ 2 มอบให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในเรื่องนั้นๆ แทนคณะรัฐมนตรีได้
5. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นลงนามในเอกสารสำคัญดังกล่าวข้างต้น ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
กก. รายงานว่า
1. สาธารณรัฐอินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 8-12 มกราคม 2555 โดยในระหว่างการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการ กก. จะร่วมลงนามเอกสารสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กก. จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว และบันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
2. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียนกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดียว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว มีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 วัตถุประสงค์ของการจัดทำบันทึกความเข้าใจดังกล่าว คือ เพื่อร่วมกันอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยว เพื่อกระชับการเป็นหุ้นส่วนด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
2.2 สาขาความร่วมมือ อาทิ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การจัดทำแพคเกจท่องเที่ยวร่วมกัน ความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรม การส่งเสริม การมีส่วนร่วมในงานส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว การสื่อสารในภาวะวิกฤต การดำเนินกิจกรรม/โครงการด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถิติและการร่วมมือกันจัดประชุมสัมมนาต่างๆ
2.3 บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายกับประเทศผู้เข้าร่วม
2.4 ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าว คือ ก่อให้เกิดความร่วมมือและการเชื่อมโยงกันของตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศกับอินเดีย ทำให้ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ตลอดจนการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
3. บันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของประเทศสมาชิกอาเซียนกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว มีสาระสำคัญ ดังนี้
3.1 วัตถุประสงค์ของการจัดทำบันทึกความร่วมมือดังกล่าว คือ เพื่อร่วมกันอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และส่งเสริมความเชื่อมโยงและกระชับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
3.2 สาขาความร่วมมือ อาทิ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การจัดทำแพคเกจท่องเที่ยวร่วมกัน ความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรม การส่งเสริม การมีส่วนร่วมในงานส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว การสื่อสารในภาวะวิกฤต การดำเนินกิจกรรม/โครงการด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน ความร่วมมือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสถิติและการร่วมมือกันจัดประชุมสัมมนาต่าง ๆ
3.3 บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายกับประเทศผู้เข้าร่วม
3.4 ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากบันทึกความร่วมมือดังกล่าว คือ ก่อให้เกิดความร่วมมือและการเชื่อมโยงกันของตลาดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศกับประเทศคู่เจรจาที่สำคัญ คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเนื่องจากเป็นตลาดที่สำคัญของไทย ตลอดจนการร่วมกันพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ขอความเห็นชอบในการทำ Station’s operator contract สำหรับสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี (สถานี RN65) ภายใต้สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการทำ Station’s operator contract กับ บริษัท Environment S.A. ซึ่งเป็นคู่สัญญาขององค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Provisional Technical Secretariat for the Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization : CTBCO/PTS) และให้เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยใน Station’s operator contract ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
วท. รายงานว่า
1. วท. โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นหน่วยประสานงานหลักระดับชาติของสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT) ซึ่งสนธิสัญญานี้มีจุดมุ่งหมายหลัก คือ ห้ามมิให้มีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และระเบิดนิวเคลียร์อื่น ๆ ไม่ว่าในสิ่งแวดล้อมใด เพื่อป้องกันมิให้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก และ วท. โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะ Station operator สำหรับสถานี RN65 และสถานี PS41 จำเป็นต้องมีการทำสัญญาที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งสถานีทั้งสองกับ CTBTO/PTS และคู่สัญญาของ CTBTO/PTS ดังนี้
1.1 Station’s operator contract กับคู่สัญญาของ CTBTO/PTS คือ บริษัท Environment S.A. เพื่อช่วยเหลือคู่สัญญาของ CTBTO ในการก่อสร้างสถานี RN65 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน รวมทั้งการปฏิบัติงานภายในสถานี RN65 ก่อนขั้นตอนการรับรองสถานีของ CTBTO ด้วย
1.2 Testing and Evaluation and Post-Certification Activities Contract กับ CTBTO/PTS เพื่อการทดสอบ ประเมิน และปฏิบัติงานภายในสถานี RN65 และการปฏิบัติงานภายในสถานี PS41
2. วท. โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติได้พิจารณาด้านเทคนิคแล้วเห็นว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติสามารถปฏิบัติงานในฐานะ Station operator ได้ในวงเงินค่าใช้จ่ายตามสัญญาที่บริษัท Environment S.A. ต้องสนับสนุน

การเปลี่ยนสถานะสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียเป็นองค์การระหว่างประเทศ (27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้
1. เห็นชอบกฎบัตรสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และร่างกรอบการเจรจาความตกลงว่าด้วยสำนักงานใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และให้ส่งกฎบัตรฯ และร่างกรอบการเจรจา ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการยอมรับหรือให้ความเห็นชอบกฎบัตรฯ และให้ดำเนินการต่อไปได้ เมื่อกฎบัตรฯ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พ.ศ. .... มีผลใช้บังคับแล้ว
3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเจรจากับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียเพื่อจัดทำความตกลงสำนักงานใหญ่ (Headquarters Agreement) ระหว่างรัฐบาลไทยกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียโดยมีสาระสำคัญไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในร่างกรอบการเจรจาความตกลงว่าด้วยสำนักงานใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย

รายงานความก้าวหน้าในการสำรวจความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย(27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานความก้าวหน้าในการสำรวจความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ดังนี้
1. การสำรวจความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย
ผลการสำรวจความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยทั้งหมดในปี พ.ศ.2554 พบโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย จำนวน 8,252 ราย จาก 42 จังหวัด ทั่วประเทศ จำแนกได้ ดังนี้
- ในนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม 7 แห่ง โรงงานจำนวน 888 ราย มูลค่าความเสียหาย 171,087 ล้านบาท
- ภายนอกนิคมอุตสาหกรรม โรงงานจำนวน 7,364 ราย มูลค่าความเสียหาย 157,174 ล้านบาท
- สรุปความเสียหายรวม 328,261 ล้านบาท
จังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย 5 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
1,690 ราย ความเสียหาย 166,408 ล้านบาท จังหวัดปทุมธานี 1,684 ราย ความเสียหาย 143,008 ล้านบาท จังหวัดนนทบุรี 1,415 ราย ความเสียหาย 12,458 ล้านบาท กรุงเทพมหานคร 2,324 ราย ความเสียหาย 2,000 ล้านบาท
จังหวัดอ่างทอง 87 ราย ความเสียหาย 1,041 ล้านบาท
2. การช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย
2.1 การลงทะเบียนผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยเพื่อขอรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
จากการที่กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดบริการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย เพื่อให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนผ่านธนาคารออมสินและการค้ำประกัน โดยบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม (บสย.) สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม วงเงิน 40,000 ล้านบาท และ 100,000 ล้านบาท ตามลำดับ โดยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและบันทึกลงฐานข้อมูล ส่งต่อให้ธนาคารพาณิชย์ 15 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นต้น
จากการเปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2554 มีผู้ประกอบการลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ 2,616 ราย มูลค่าเงินลงทุน 363,598 ล้านบาท มูลค่าความเสียหาย 103,002 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสามารถลงทะเบียนผ่าน http://www.diw.go.th/flood54 หรือติดต่อประสานงานที่กรมโรงงาน-อุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 3838-9 หรือติดต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ทุกแห่ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือขอให้ลงทะเบียน ภายในวันที่ 31 มกราคม 2555
2.2 มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน ดังนี้
- การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์และวัตถุดิบที่นำมาทดแทนเครื่องจักรอุปกรณ์ และวัตถุดิบนำเข้าที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จำนวน 60 โครงการ มูลค่า 9,194 ล้านบาท เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 18 โครงการ มูลค่า 2,539 ล้านบาท
- เร่งอนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของเจ้าหน้าที่/ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมแซมเครื่องจักร 317 ราย เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 76 ราย
2.3 โครงการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย
กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย โดยแต่ละโครงการมีความก้าวหน้า ดังนี้
2.3.1 โครงการคลินิกอุตสาหกรรม เพื่อฟื้นฟูผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยจะส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญเข้าสำรวจ วินิจฉัย วางแผนการฟื้นฟูการผลิตและกระบวนการทางธุรกิจ มีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ จำนวน 5,000 ราย ขณะนี้รอรับการจัดสรรงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นการเร่งด่วน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการไปก่อน โดยใช้งบประจำ มีผู้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือแล้ว 2,476 ราย ช่วยเหลือในเบื้องต้น 575 ราย ผู้ประกอบการ 114 ราย สามารถประกอบธุรกิจได้ตามปกติ
2.3.2 โครงการศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประกอบการ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม แต่ยังอยู่ระหว่างการขออนุมัติงบประมาณ โครงการนี้ ได้จัดเตรียมพื้นที่รองรับไว้ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 113 ราย จากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม 42 ราย และวิสาหกิจชุมชน 71 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทั้งหมด
2.3.3 โครงการศูนย์สารพัดช่าง กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการโครงการ ศูนย์สารพัดช่าง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านเงินทุน การซ่อมแซมบ้านพักอาศัย ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และซ่อมแซมยานพาหนะต่างๆ โดยจะดำเนินการครั้งแรก ในวันที่ 26 - 28 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์การค้าเดอะไพรเวซี่ ถนนไทยธานี เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน)
3. การฟื้นฟูนิคม/เขตประกอบกอบการ/สวนอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย
ความก้าวหน้าของการฟื้นฟูนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรม ทั้ง 7 แห่ง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี โรงงานอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการเร่งซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยมีโรงงาน 135 แห่ง หรือร้อยละ 15.2 ของโรงงานทั้งหมด เริ่มประกอบการได้
ในส่วนของการพัฒนาระบบป้องกันอุทกภัย นิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายทุกแห่ง ได้เริ่มดำเนินการศึกษาออกแบบเพื่อจัดสร้างคันกั้นน้ำถาวรที่มีความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งติดต่อประสานงานเพื่อขอรับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน ตามมาตรการการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลแล้ว ซึ่งคาดว่า นิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมทุกแห่ง จะสร้างคันกั้นน้ำถาวรได้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลากในปี พ.ศ.2555
4. สรุปผลการให้ความช่วยเหลือด้านการระบายน้ำของ Japan International Co-Operation Agency (JICA)
รัฐบาลญี่ปุ่น โดย JICA ได้สนับสนุนรถสูบน้ำจำนวน 10 คัน เพื่อช่วยการระบายน้ำออกจากนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 โดยได้เข้ามาช่วยระบายน้ำออกจากเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ สวนอุตสาหกรรมบางกะดี และสวนอุตสาหกรรมนวนคร นอกจากนี้ ยังช่วยระบายน้ำออกจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยรังสิต และชุมชนในเขตอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ภารกิจแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ผลการดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง สามารถช่วยให้การระบายน้ำในนิคมอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งช่วยเหลือสถาบันการศึกษาและชุมชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังได้ในหลายพื้นที่ กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดพิธีขอบคุณและส่งมอบรถสูบน้ำคืน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554

มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติครั้งที่ 6/2554 (ครั้งที่ 139) (27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการแผนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของกระทรวงพลังงาน (พน.)
และเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2554 (ครั้งที่ 139) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ตามที่ พน. เสนอ ดังนี้
1. นโยบายด้านพลังงานของประเทศไทย (Thailand Energy Policy)
2. แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555 – 2564) (Alternative
Energy Development Plan : AEDP 2012 – 2021)
3. แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573)
4. การปรับปรุงมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี
5. การยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91
สาระสำคัญของเรื่อง
พน. รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 มีมติในเรื่องต่าง ๆ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. โครงการแผนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของ พน.
1.1 รับทราบแนวทางและหลักเกณฑ์ในการดำเนินโครงการแผนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดตามที่พน.เสนอ
1.2 มอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพิจารณาจัดสรรเงินกองทุน
เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อดำเนินโครงการแผนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดของ พน. โดยให้เป็นไปตามมาตรา 28 (1) และ (2) ในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2555
2. นโยบายด้านพลังงานของประเทศไทย (Thailand Energy Policy)
2.1 เห็นชอบให้ยกเลิกแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2551-2565) และแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 และวันที่ 27 เมษายน 2554 ตามลำดับ
2.2 เห็นชอบนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทยตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ.2554-2573) และแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555-2564)
3. แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555-2564) (Alternative Energy Development Plan: AEDP 2012 -2021) เห็นชอบแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (2555-2564) หรือ AEDP 2010-2021 ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศเป็นร้อยละ 25
4. แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554 – 2573) เห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573) ที่ พน. ปรับปรุงตามนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ซึ่งมีเป้าหมายลดระดับการใช้พลังงานต่อผลผลิตลงร้อยละ 25 ภายใน 20 ปี เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2553
5. การปรับปรุงมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี
5.1 เห็นชอบให้มีการปรับปรุงมาตรการค่าไฟฟ้าฟรี โดยปรับลดจำนวนหน่วยการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนจากไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน เป็นไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนและกระจายภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ กิจการเฉพาะอย่าง และองค์กรที่ไม่แสดงหากำไร
5.2 มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยพิจารณาถึงวันเริ่มต้นการใช้มาตรการค่าไฟฟ้าฟรีที่ปรับปรุงใหม่ให้มีความเหมาะสม
6. การยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91
6.1 เห็นชอบในหลักการให้ยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป
6.2 มอบหมายให้ พน. รับไปแก้ไขปัญหาการผลิตและการนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (G-Base) และนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานพิจารณาต่อไป

ผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ครั้งที่ 1/2554(27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบแนวทางการกำหนดกรอบอัตรากำลังเจ้าหน้าที่สำหรับปฏิบัติงานในสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ส.กยน.) จำนวน 31 คน ประกอบด้วย รองเลขาธิการหรือผู้ช่วยเลขาธิการ 1 คน ข้าราชการ 10 คน พนักงานราชการและลูกจ้าง 20 คน โดยการยืมตัวบุคคลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดจ้างเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมกรอบอัตรากำลังของ ส.กยน. ในเบื้องต้นจำนวน 31 คน
2. เห็นชอบการจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน จำนวน 153.76 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของ ส.กยน.
ทั้งนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ และให้ สศช. รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 3/2554 (27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ประธานกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (ประธาน กฟย.) เสนอผลการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 3/2554 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2554 ซึ่งได้พิจารณาแผนงาน/โครงการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว ดังนี้
1. เห็นชอบโครงการจัดจ้างแรงงานเกษตรกรในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ประสบภัยเพื่อฟื้นฟูบูรณะซ่อมสร้างชุมชน (Work for Food) ของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กรอบวงเงิน 283.5 ล้านบาท
2. เห็นชอบในหลักการของกรอบวงเงินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ เพิ่มเติมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) วงเงิน 18,895.91 ล้านบาท
3. รับทราบผลการหารือตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย และมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ประสานสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยและสภาวิศวกรจัดเตรียมวิศวกรไฟฟ้า ในการจัดเตรียมวิศวกรไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบด้านความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานที่ประสบอุทกภัย และมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ประสานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดแนวทางการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ทั้งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ประสานหารือในรายละเอียดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสำนักงบประมาณเกี่ยวกับกรอบวงเงินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ โดยให้คำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนและความเสียหายที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัดเป็นหลัก และให้สามารถถัวจ่ายระหว่างรายการได้ หากโครงการใดที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเป็นลำดับรองลงมาให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ต่อไป

การบริหารโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และโครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน(27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. โครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552
1) อนุมัติในหลักการให้โครงการที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 และอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงินของสำนักงบประมาณหรือได้รับการจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา รวมทั้งกรณีโครงการที่ไม่ต้องมีการลงนามในสัญญา (ใช้เงินอุดหนุน/งบประจำ) ที่หัวหน้าส่วนราชการหรือหน่วยงานเจ้าของโครงการได้แจ้งยืนยันมาที่คณะกรรมการฯ ให้สามารถดำเนินการลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายเงินต่อไปได้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ทั้งนี้ ให้เร่งรัดการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2555
2) อนุมัติการยกเลิกโครงการวิจัยสู่ภาคเอกชน ณ โครงการพัฒนาที่ดิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สระบุรี รายการจัดซื้อรายการครุภัณฑ์ จำนวน 10 รายการ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 5,019,480 บาท และโครงการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า รายการการจัดซื้อรายการปืนไรเฟิล ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 70,000 บาท
3) รับทราบสถานะการดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติภูเก็ต ของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 อนุมัติการขยายระยะเวลาการขอรับการจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณและการลงนามในสัญญาเป็นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 และขยายระยะเวลาการดำเนินงานเป็นภายในปีงบประมาณ 2557
4) รับทราบโครงการของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่ได้รับการจัดสรรเงินจากสำนักงบประมาณแล้ว แต่ยังไม่ลงนามในสัญญา วงเงิน 119.53 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ได้แจ้งผลการทบทวนความจำเป็นคุ้มค่าของการดำเนินโครงการมายังคณะกรรมการฯ
5) รับทราบโครงการที่หน่วยงานจะขอยกเลิกโครงการเดิมและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ วงเงิน 1,299.58 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ (1) โครงการพัฒนาการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้วิชาชีพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพิ่มเติม ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 512.59 ล้านบาท และ (2) โครงการพัฒนาการเรียนรู้แบบบูรณาการองค์ความรู้ด้วยวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของ สอศ. กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 787.04 ล้านบาท
2. โครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
1) อนุมัติให้โครงการเงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Development Policy Loan : DPL) ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 59 โครงการ วงเงิน 9,235.68 ล้านบาท สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้เร่งรัดการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2555 และเห็นชอบในหลักการให้โครงการเงินกู้ DPL ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 วงเงิน 14,258.64 ล้านบาท (ซึ่งรวมโครงการเงินกู้ DPL ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งได้รับอนุมัติวงเงิน 5,022.96 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 ด้วย) สามารถลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายเงินต่อไปได้จนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ทั้งนี้ การดำเนินงานและการเบิกจ่ายเงินจะต้องไม่เกินเดือนกันยายน 2555 และให้หน่วยงานเร่งจัดส่งข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาจัดสรรเงิน ของสำนักงบประมาณ
2) รับทราบการแจ้งยืนยันความจำเป็นเหมาะสมและคุ้มค่าในการดำเนินโครงการเงินกู้ DPL ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 3,426.35 ล้านบาท
3. การบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข้ง 2555
1) อนุมัติการจัดสรรเงินสำรองจ่ายโครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม วงเงิน 3,947,071 บาท โครงการฝายหัวงานและอาคารประกอบ โครงการฝายชั่วคราวกั้นแม่น้ำปิง (หัวงานที่ 1) จังหวัดนครสวรรค์ ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 1,820,526 บาท และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยปอ ตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 995,263.48 บาท
2) อนุมัติการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยให้หน่วยงานจะต้องส่งข้อมูลให้สำนักงบประมาณพิจารณาเพื่อขอจัดสรรเงิน ซึ่งรวมถึงแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันทำการ
3) รับทราบการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินของกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย
4) รับทราบการขอรับการจัดสรรเงินเพิ่มเติมภายใต้วงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โครงการปรับปรุงโรงเรียนให้เป็นมาตรฐาน รายการพัฒนาห้องสมุด (E-library) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ของกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 5,724,500 บาท
4. รับทราบความเห็นเบื้องต้นของกระทรวงการคลังในประเด็นการดำเนินการและเบิกจ่ายเงินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หลังวันที่ 30 กันยายน 2555 ที่จะนำไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ครั้งที่ 3/2554(27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ครั้งที่ 3/2554 ตามมติคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ครั้งที่ 3/2554 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับแผนการดำเนินงานภายใต้แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง จำนวน 17,126 ล้านบาท ในปี 2555-2556 และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดโครงการเสนอคณะกรรมการ กยน. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
มติคณะกรรมการ กยน. ครั้งที่ 3/2554
1. เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน 6 แผนงาน และมอบหมายหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ ดังนี้
1.1 แผนการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก มอบหมายกรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก และแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี 2555 และรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กยน. ภายในเดือนมกราคม 2555
1.2 แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง เห็นชอบหลักการและกรอบวงเงินแผนการดำเนินงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างจำนวน 17,126 ล้านบาท แยกเป็นงบประมาณดำเนินการในปี 2555 จำนวน 12,610 ล้านบาท และปี 2556 จำนวน 4,516 ล้านบาท โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อเสนอคณะกรรมการ กยน. และคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
1.3 แผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย
1) แผนการพัฒนาคลังข้อมูล มอบหมาย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นเจ้าภาพในการจัดทำแผนการพัฒนาคลังข้อมูล ร่วมกับกรมแผนที่ทหาร องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งประเทศญี่ปุ่น (JICA) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายรอยล จิตรดอน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2555
2) แผนการปรับปรุงระบบการพยากรณ์ มอบหมายกรมชลประทาน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนการปรับปรุงระบบการพยากรณ์
3) แผนการปรับปรุงระบบการเตือนภัย มอบหมาย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี หารือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ) เพื่อออกแบบและจัดทำแผนปรับปรุงระบบการเตือนภัย โดยให้รวมถึงการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดให้ครบทุกประตูระบายน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในการติดตามและสั่งการระบบปิดเปิดประตูระบายน้ำจากส่วนกลางได้
1.4 แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ มอบหมายกระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลัก เพื่อบูรณาการแผนการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม และจัดทำข้อเสนอแผนเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และพื้นที่เมือง รวมถึงการปรับปรุงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่อาจแบ่งเป็นแผนความช่วยเหลือเบื้องต้น แผนบรรเทาความเสียหาย และแผนบริหารจัดการน้ำท่วมและน้ำเสีย ทั้งนี้อาจจะพิจารณาจัดจ้างที่ปรึกษาระดับมืออาชีพให้ทำการศึกษารายละเอียดของข้อเสนอแผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ได้
1.5 แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการเยียวยา มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการจัดทำแผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการเยียวยา
1.6 แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุมหารือระหว่างคณะกรรมการ กยน. และคณะกรรมการ กยอ. เพื่อจัดทำข้อเสนอแผนงานการปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ และให้มีคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคม โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ส.กยน.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ
2. เห็นชอบในหลักการของร่างยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำ
แบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยา) โดยมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ ประสานกับประธานอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ดำเนินการบูรณาการและปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอของร่างยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ให้สอดคล้องกับรูปแบบของร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน และหารือกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ในการจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน เพื่อเสนอคณะกรรมการ กยน. พิจารณาอีกครั้งก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ให้รวม 2 แผนงานที่ถือว่ามีความเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการไว้ในแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน คือ (1) แผนฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ และ (2) แผนสร้างความเข้าใจ การยอมรับและการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยขนาดใหญ่ของทุกภาคส่วน

โครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเพื่อสร้างต้นแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 1 เมกกะวัตต์ (27 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นประธานกรรมการ ที่เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเพื่อสร้างต้นแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 1 เมกกะวัตต์ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ และอนุมัติงบประมาณจำนวน 50,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการในด้านต่าง ๆ เช่น ชนิดและความพอเพียงของชีวมวล พื้นที่ดำเนินโครงการ รูปแบบการลงทุน หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ เทคโนโลยีการผลิต ความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมและการยอมรับของชุมชน และรูปแบบการบริหารจัดการ เป็นต้น สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบนั้น เห็นควรให้พิจารณาใช้แหล่งเงินทุนอื่น ๆ ที่มีภารกิจที่สอดคล้องกับการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน

by ThaiWebExpert