กรมควบคุมมลพิษสรุปสถานการณ์ “อากาศ-น้ำ-ขยะ” ปี ’55 พื้นที่ไหนอาการอย่างไร!

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

 

กรมควบคุมมลพิษเผยสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2555 ในอากาศพบฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ยังเป็นปัญหา ด้านคุณภาพน้ำผิวดินยังดี แต่น้ำทะเลคุณภาพแย่ลงกว่าปีที่แล้ว ส่วนปริมาณขยะลดลงจากปี 2554 ที่มีอุทกภัย อยู่ที่ 43,000 ตันต่อวัน
วันที่ 11 มกราคม 2556 นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ แถลงสรุปสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ประจำปี 2555 โดยแบ่งเป็นสถานการณ์ที่สำคัญ 3 ด้านคือ ด้านอากาศ ด้านน้ำ และขยะ
อากาศภาพรวมยังปกติ ยกเว้นฝุ่นละอองขนาดเล็ก สระบุรีครองแชมป์อากาศแย่
สถานการณ์มลพิษด้านอากาศ จากการตรวจวัดสารมลพิษทางอากาศ 5 ชนิด ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ โอโซน และฝุ่น สรุปว่า คุณภาพอากาศในภาพรวมของประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) โดยมีค่าเฉลี่ยรายปีและค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด เท่ากับ 42 และ 142 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ตามลำดับ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2554 (39 และ 113 มคก./ลบ.ม.) แต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ฝุ่น PM10 และพื้นที่ที่เกินเกณฑ์มาตรฐานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง การปรับเปลี่ยนมาตรฐานยานพาหนะใหม่ และการควบคุมการเผาในที่โล่ง ยกเว้นปี 2555 ที่กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
โดยพื้นที่ที่มีปัญหาคุณภาพอากาศมาก ได้แก่ สระบุรี เนื่องจากอุตสาหกรรมโรงโม่ บดหิน รองลงมา คือ จังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบนในช่วงสถานการณ์หมอกควัน กรุงเทพมหานครและจังหวัดในปริมณฑล ได้แก่ สมุทรปราการ นนทบุรี สมุทรสาคร เนื่องจากการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม และการก่อสร้าง
คพ_Page_1
สถานการณ์หมอกควันพื้นที่ภาคเหนือปี 2555 ถือว่าระดับปัญหาเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากพบฝุ่น PM10 ที่เพิ่มขึ้นทุกจังหวัด โดยเฉพาะที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย สูงสุดอยู่ที่ 470 มคก./ลบ.ม. (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ต้องไม่เกิน 120 มคก./ลบ.ม.) สูงมากกว่ามาตรฐาน 3 เท่า และอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สอดคล้องกับปริมาณจุดความร้อนซึ่งแสดงถึงการเผาไหม้หรือไฟป่า ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมและสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน และรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมาร์และลาวด้วย
ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีปัญหาคุณภาพอากาศเรื่องฝุ่น PM10 มากที่สุดในเขตพญาไท ราษฎร์บูรณะ ธนบุรี ดินแดง บางนา ราชเทวี จตุจักร ยานนาวา บางขุนเทียน บางกะปิ ห้วยขวาง วังทองหลาง ป้อมปราบศัตรูพ่าย และปทุมวัน
คพ_Page_3
สำหรับสถานการณ์ของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศ ที่กรุงเทพมหานคร มีการตรวจพบสารเบนซีน เกินมาตรฐานบริเวณจุดเก็บตัวอย่างริมถนน โดยตั้งแต่ปี 2553–2555 ค่าความเข้มข้นดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงทุกจุดเก็บตัวอย่าง
ส่วนในจังหวัดระยองพบ สารเบนซีน สาร 1,3-Butadiene และสาร 1,2-Dichloroethane มีค่าสูงเกินมาตรฐาน แต่สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น โดยความเข้มข้นสารเบนซีน และ 1,2-Dichloroethane มีค่าลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจำหน่ายและใช้น้ำมันมาตรฐาน EURO 4 และการควบคุมการระบายสาร VOCs จากกิจกรรมต่างๆ ยกเว้นสาร 1,3-Butadiene มีค่าเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ พารามิเตอร์ที่กรมควบคุมมลพิษระบุว่าต้องจับตามองและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ ก๊าซโอโซนระดับผิวพื้น เพราะปริมาณยังคงค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และ ในปี 2555 พบเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ส่วนสารมลพิษอื่น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารตะกั่ว ยังไม่มีพื้นที่และช่วงเวลาใดที่เกินมาตรฐาน
คพ_Page_2
น้ำทะเล น้ำจืด เสื่อมโทรมมากขึ้น
สถานการณ์มลพิษในน้ำ พบว่า คุณภาพน้ำแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ จำนวน 48 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 4 แห่ง ในปี 2555 มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 จากเดิมในปีที่แล้วที่มีอยู่ร้อยละ 15 แต่ถ้าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีแนวโน้มดีขึ้น
พื้นที่ที่ต้องแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำโดยเร่งด่วน ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ จ.สมุทรปราการ จ.นนทบุรี แม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร จ.นครปฐม แม่น้ำป่าสัก จ.สระบุรี เป็นต้น
คพ_Page_4
ส่วนคุณภาพน้ำทะเลมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลง เนื่องจากมีบริเวณที่คุณภาพน้ำที่เคยอยู่ในเกณฑ์ดีและดีมากมีคุณภาพลดลง ได้แก่
- อ่าวไทยฝั่งตะวันออก บริเวณเกาะเสม็ด (อ่าวทับทิม) ระยอง
- อ่าวไทยฝั่งตะวันตก หาดเจ้าสำราญ หาดปึกเตียน เพชรบุรี, อ่าวมะนาว กองบิน 53 หัวหิน เขาตะเกียบ ประจวบคีรีขันธ์, ปากแม่น้ำชุมพร อ่าวปากหาด หาดภารดรภาพ ชุมพร, เกาะสมุย เกาะพงัน สุราษฎร์ธานี
- ชายฝั่งอันดามัน บริเวณหาดกะรน ภูเก็ต, เกาะพีพี กระบี่
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว บริเวณที่คุณภาพน้ำทะเลมีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงจะเป็นชายหาดท่องเที่ยวและ ชุมชน และบริเวณที่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมากมาโดยตลอดคือ อ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก)
มลพืษทะเลชายฝั่ง
ขยะยังน่าห่วง พบปัญหาตกค้างในประเทศมากขึ้น
ด้านสถานการณ์ขยะมูลฝอยในชุมชน ของปี 2555 เกิดขึ้นประมาณ 16 ล้านตัน หรือ 43,000 ตันต่อวัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8 หมื่นตัน (ปี 2554 มีขยะเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติจากกรณีอุทกภัย) โดยร้อยละ 22 เป็นขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (9,800 ตันต่อวัน)
ทั้งนี้ ขยะทั้งหมดถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 5.8 ล้านตัน หรือร้อยละ 36 ขยะส่วนที่เหลือกว่า 10 ล้านตัน ถูกกำจัดทิ้งโดยการเผา กองทิ้งในบ่อดินเก่าหรือพื้นที่รกร้าง ซึ่งส่วนที่จัดการไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นทุกปีจากขยะคงค้างและปริมาณขยะที่ เพิ่มขึ้น
โดยจังหวัดที่น่าห่วงใยในเรื่องการจัดการขยะมูลฝอย เมื่อพิจารณาจากปริมาณมูลฝอยตกค้างและปริมาณสะสมในสถานที่กำจัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ตาก นครปฐม นครศรีธรรมราช ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุรินทร์
คพ_Page_6
ด้านของเสียอันตราย ผลการศึกษาของกรมโรงงานอุตสาหกรรมจากการสำรวจปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรม ในปี 2555 มีปริมาณที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ จำนวน 3.95 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 84 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าจะมีการกำกับดูแลการจัดการของเสียที่เกิดจากการประกอบกิจการโรง งานอุตสาหกรรมโดยโรงงานรับจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุไม่ใช้แล้วที่เป็นของ เสียอันตรายทั้งประเทศกว่า 300 แห่ง ซึ่งรองรับของเสียอันตรายได้กว่า 10 ล้านตัน แต่ก็ยังพบปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสีย ซึ่งในปี 2555 เกิดขึ้นหลายครั้งในหลายพื้นที่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู สมุทรปราการ, ต.หนองแหน ฉะเชิงเทรา และบางพื้นที่ในจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้น
จากปัญหาดังกล่าว จึงนำไปสู่การเร่งรัด ทบทวน และเพิ่มเติมมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งและบริหารจัดการกาก อุตสาหกรรมที่เป็นอันตราย โดยกรมควบคุมมลพิษจะนำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี เพื่อการพิจารณาสั่งการต่อไป
ส่วนของเสียอันตรายจากชุมชน ประมาณ 7 แสนตัน (ร้อยละ 15) ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด ซึ่งเป็นซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 360,000 ตัน และของเสียอันตรายอื่นกลุ่มแบตเตอรี่ หลอดไฟ ภาชนะบรรจุสารเคมี 354,000 ตัน จะต้องสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีสถานที่กำจัดหรือจัดการส่งไปกำจัดยัง อปท. ที่มีสถานที่กำจัดหรือผู้ให้บริการรีไซเคิลหรือกำจัดของเสียอันตราย
ในส่วนของมูลฝอยติดเชื้อ ซึ่งขณะนี้ข้อมูลระบุว่ามีอยู่ประมาณ 43,000 ตัน (ร้อยละ 1 ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด) ซึ่งตัวเลขนี้ก็ยังไม่สะท้อนปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากยังขาดการรวบรวมข้อมูลการเกิดมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาล คลินิก หรือโรงพยาบาลเอกชนในทุกประเภทและทุกขนาด
คพ_Page_7
ขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษได้มีข้อตกลงความร่วมมือกับกรมอนามัยที่จะวางระบบการบริหาร จัดการขยะติดเชื้อของโรงพยาบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การกำกับการขนส่ง (manifest) วิธีกำจัด และการควบคุมบริษัทที่รับขยะเหล่านี้ไปกำจัด เนื่องจากปัจจุบันเตาเผาของโรงพยาบาลส่วนใหญ่ชำรุดเสียหาย ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งส่งขยะติดเชื้อไปกำจัดยังเตาเผามูลฝอยติดเชื้อของ อปท. ที่มีอยู่เพียง 14 แห่งทั่วประเทศ และเตาเผาของเอกชนซึ่งก็มีอยู่เพียง 3 แห่ง
ปีที่ผ่านมา มีการตรวจสอบเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษ, อาคารประเภท ก, การเลี้ยงสุกร, ที่ดินจัดสรร ระบบบำบัดน้ำเสียรวมชุมชน, นิคมอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งโดยภาพรวมมีการปฏิบัติตามกฎหมายเพียง ร้อยละ 43 และเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษได้มีการออกคำสั่งให้แหล่งกำเนิดเหล่านี้จัดให้มี ระบบบำบัดน้ำเสีย เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อให้บำบัดน้ำทิ้งให้เป็นไปตามที่กฎหมาย กำหนด ส่วนการตรวจสอบยานพาหนะ พบรถยนต์ควันดำเกินมาตรฐาน ประมาณไม่เกินร้อยละ 20

 

 

10 ข่าวเด่นด้านสิ่งแวดล้อมในรอบปีจากมุมมองของ กรมควบคุมมลพิษ

ในช่วงท้ายของการแถลงสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2555 กรมควบคุมมลพิษได้จัดอันดับ 10 ข่าวเด่นด้านสิ่งแวดล้อมในรอบปีจากมุมมองของกรมควบคุมมลพิษ ดังนี้
1. เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขวิกฤติหมอกควันฯ หมอกควันภาคเหนือ
2. กรณีการลับลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา และการปล่อยน้ำเสียนิคมบางปู จ.สมุทรปราการ และเขตลาดกระบัง
3. เพลิงไหม้โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
4. สารตะกั่วปนเปื้อนในเลือดเด็กนักเรียน จ.ระยอง
5. การใช้ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ม.80 ผู้ประกอบการ 10 แหล่งกำเนิดมลพิษ ปฏิบัติตามกฎหมาย
6. คดีคลิตี้
7. โรงกลั่นน้ำมันบางจากระเบิด
8. มลพิษทางอากาศในเมืองจากรถยนต์คันแรก
9. คดีเรือน้ำตาลล่ม จ.อยุธยา
10. แผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555-2559

 

เวทีสาธารณะ Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 6

2013-02-04 13:00
2013-02-04 17:00

รับมือโลกร้อนก่อน 4 องศา : สิ่งที่ประเทศไทยทำได้

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 13.00 – 17.00 น.

ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 โรงแรมสุโกศล(สยามซิตี้)

จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ,ชุดโครงการ THAI-GLOB,

ชุดโครงการวิจัยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

 

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการ แบบตอบรับและรายละเอียดการประชุมสีเขียวได้ด้านล่าง

อนึ่ง การประชุมนี้เป็นรูปแบบการประชุมสีเขียว ลดการใช้ทรัพยากร

ขอความกรุณาผู้เข้าร่วมประชุมเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเพื่อความสะดวกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบคุณค่ะ

เวทีวิชาการและแสดงมุทิตาจิต ศ.ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ เนื่องในโอกาสครบรอบอายุ ๘๐ ปี

2013-01-22

วันอังคารที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๖
ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น ๓
อาคารเอนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในโอกาสครบรอบอายุ ๘๐ ปี ของอาจารย์อคิน รพีพัฒน์ ภาคีเครือข่ายจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรพัฒนา และกัลยาณมิตร ที่เคยทางานร่วมกับอาจารย์อคิน ร่วมกันจัดเวทีวิชาการและแสดงมุทิตาจิต เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรม และงานศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่มีคุณูปการต่อสังคมไทย

อีกทั้งเพื่อเป็นการร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่ อาจารย์อคิน เนื่องในโอกาสครบรอบอายุ ๘๐ ปี จึงร่วมกันระดมทุนจัดตั้ง “ กองทุนยุติธรรม ๘๐ ปี อคิน รพีพัฒน์ ” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม ตามเจตนารมย์ของอาจารย์อคิน ที่ประสงค์จะลดความเหลื่อมล้าและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการได้ด้านล่าง

อินโดฯประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วกรุงจาการ์ตาหลังน้ำท่วมรุนแรงสุดในรอบ 5 ปี

Sat, 2013-01-19 14:43

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศภาวะฉุกเฉินในจาการ์ตาหลังน้ำท่วมสูงสุดถึงราว 4 เมตร ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 คน และประชาชนราว 18,000 คนต้องอพยพหนีน้ำท่วม

19 ม.ค. 56 - โฆษกตำรวจในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย รายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมในกรุงจาการ์ตา เพิ่มเป็น 15 รายแล้ว หลังจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบศพผู้เสียชีวิตอีก 4 ราย ขณะที่ระดับน้ำลดลงแล้ว

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้นำศพผู้เสียชีวิต 3 ราย ขึ้นจากน้ำเมื่อวานนี้ ส่วนผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย พบติดอยู่ในลานจอดรถในย่านธุรกิจของกรุงจาการ์ตาที่ถูกน้ำท่วมตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เพิ่งพบศพในเช้าวันนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังพยายามค้นหาร่างของชายอีกคนซึ่งเชื่อว่าติดอยู่ในลานจอดรถของอาคารแห่งหนึ่ง

เมื่อวานนี้นักประดาน้ำได้ช่วยเหลือชาย 2 คน ซึ่งติดอยู่ในชั้นใต้ดินของอาคารแห่งหนึ่งซึ่งมีน้ำท่วมสูงถึง 4 เมตรกว่า 24 ชั่วโมง โดยพบชายคนแรกซึ่งเป็นคนงานทำความสะอาดในช่วงเช้า ก่อนจะพบชายอีกคนซึ่งเป็นช่างเทคนิคประจำอาคารก่อนเที่ยงคืน

ทางการอินโดนีเซียยกระดับการเตือนภัยน้ำท่วมสู่ระดับสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม วันนี้หลายพื้นที่ซึ่งรวมถึงย่านธุรกิจของกรุงจาการ์ตาไม่มีน้ำท่วมขังแล้วเนื่องจากฝนหยุดตกตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้

น้ำท่วมกรุงจาการ์ตาครั้งนี้ทำให้ประชาชน 18,000 คน ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และประชาชนกว่า 114,000 คนต้องได้รับผลกระทบใน 73 เขตของกรุงจาการ์ตา นับเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่เมื่อปี 2550 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 50 ราย และไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่า 300,000 คน

โจโก วิโดโด ผู้ว่าราชการกรุงจาการ์ตา คาดว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมใหญ่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมานั้น จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสัปดาห์หน้า พร้อมย้ำว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินจะยังมีผลใช้บังคับไปจนถึงวันที่ 27 ม.ค.นี้ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปฏิบัติงานและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยรวมถึงรับมือกับปัญหาได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ส่วนทางอุตุนิยมวิทยาของอินโดนีเซียได้คาดว่า อาจจะยังมีฝนตกหนักไปอีกในช่วงสามวันที่จะถึงนี้

เหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ นอกจากจะทำให้การจราจรในถนนหลายสายของเมืองเกิดการติดขัดอย่างหนัก จนอาคาร สถานที่ ร้านค้า และสถานทูตหลายชาติต้องปิดทำการแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงทำเนียบของประธานาธิบดี ซูซิโลบัมบัง ยูโดโยโน ด้วยเช่นกัน โดยระดับน้ำได้เข้าท่วมตัวอาคารสูงราว 10 เซนติเมตร ขณะที่บริเวณประตูระบายน้ำหลักข้างทำเนียบมีระดับน้ำสูงถึง 10 เมตร

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี ยูโดโยโน กล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ว่า ไม่ต้องใส่ใจว่าทำเนียบจะถูกน้ำท่วมหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการให้การปกป้องความปลอดภัยแก่ประชาชนมาเป็นลำดับแรก พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารลงพื้นที่ตรวจการตามบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เพื่อคอยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักขโมยในบ้านที่ถูกน้ำท่วมอีกด้วย

โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 1 – 3 (15 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 1 – 3 ในวงเงินลงทุนรวม 3,600 ล้านบาท
2. อนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2557 สำหรับโครงการฯ จำนวน 319.36 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
พน. รายงานว่า
1. เขื่อนศรีนครินทร์เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2516 โดยแล้วเสร็จในปี 2523 เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนทึบน้ำ มีความสูงจากฐานราก 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 419 ตารางกิโลเมตร มีความจุมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 5 เครื่อง เครื่องที่ 1 -3 มีกำลังผลิตเครื่องละ 120 เมกะวัตต์ เครื่องที่ 4 - 5 เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบสูบกลับ กำลังผลิตเครื่องละ 180 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 720 เมกะวัตต์ พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เฉลี่ยปีละ 1,403 ล้านหน่วย
2. โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 1 – 3 มีอายุการใช้งาน 31 ปี อุปกรณ์มีการชำรุดทรุดโทรม หมดอายุการใช้งาน อะไหล่สำรองหายาก เมื่อนับถึงปีที่ปรับปรุงมีอายุการใช้งาน 34 ปี ซึ่งถือว่าหมดอายุการใช้งานแล้ว สมควรแก่การปรับปรุงเปลี่ยนอุปกรณ์ เพื่อยืดอายุการใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพให้มีความพร้อม และความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษา
3. สาระสำคัญของโครงการ
3.1 วัตถุประสงค์โครงการ
เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 1 – 3 ให้สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 30 ปี
3.2 ที่ตั้งโครงการ : บ้านเจ้าเณร ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
3.3 สถานภาพโรงไฟฟ้า : ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 5 เครื่อง รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 720 เมกะวัตต์
3.4 อ่างเก็บน้ำ : มีความจุ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ระดับน้ำสูงสุดปกติที่ +180 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
3.5 ระยะดำเนินโครงการฯ : มีนาคม 2557 ถึงมิถุนายน 2561
3.6 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินตราต่างประเทศ 2,400.08 และเงินบาท 1,199.92 ล้านบาท
3.7 แหล่งเงินทุน : กฟผ. (ร้อยละ 26) และแหล่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ (ร้อยละ 74)
3.8 กำหนดแล้วเสร็จ : ประมาณเดือนมิถุนายน 2561
3.9 ผลตอบแทนการลงทุนของโครงการ
ในการวิเคราะห์ค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำดังกล่าว ใช้ราคาซื้อขายไฟฟ้าเฉลี่ยของ กฟผ. 2.319 บาทต่อหน่วย (ราคาซื้อขายไฟฟ้าเฉลี่ยของ กฟผ. 2.50 บาทต่อหน่วย หักด้วยค่าสายส่ง 0.181 บาทต่อหน่วย) ได้ผลตอบแทนโครงการ ดังนี้ ผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์ ร้อยละ 37.58 ผลตอบแทนด้านการเงิน ร้อยละ 30.30 ผลตอบแทนส่วนทุน ร้อยละ 52.62 มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) 5,422.59 ล้านบาท
ระยะเวลาคืนทุน 6 ปี
3.10 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ มีดังนี้ 1) ช่วยยืดอายุโรงไฟฟ้าเดิมให้ใช้งานได้อีกไม่น้อยกว่า 30 ปี 2)เพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าให้มีความพร้อม (Availability) และมั่นคง (Reliability) ในการผลิตไฟฟ้า 3) ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษา
3.11 การดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม
เนื่องจากเป็นการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เครื่องที่ 1 – 3 ที่มีอยู่เดิมและอาศัยปริมาณน้ำในการผลิตไฟฟ้าจากอ่างเก็บน้ำเดิม โดยมีการปล่อยน้ำและควบคุมน้ำในลักษณะเดียวกับที่ผ่านมาซึ่งไม่ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งอาศัยตามมาตรา 67 (2) ตามรัฐธรรมนูญของไทย

การปรับปรุงโครงสร้างและการกำกับดูแลส่วนงานในการบริหารจัดการน้ำ (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….(15 มกราคม 2556)

การปรับปรุงโครงสร้างและการกำกับดูแลส่วนงานในการบริหารจัดการน้ำ (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. )

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอ ดังนี้
1. ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 ที่เห็นชอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นส่วนราชการเจ้าของโครงการ
2. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นส่วนราชการเจ้าของโครงการ
3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และ
4. ร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
โดยให้ส่งร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างระเบียบฯ
1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญดังนี้
1.1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น (1/1) ของข้อ 11 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555
“(1/1) กำหนดนโยบายและอำนวยการในการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและการใช้จ่ายเงินกู้ในการดำเนินโครงการดังกล่าว”
1.2 แก้ไขเพิ่มเติมความในข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 14 และข้อ 15 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ดังนี้
1.2.1 ให้มีสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “สบอช” เป็นส่วนราชการภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเพิ่มเติมอำนวจหน้าที่ของ สบอช. ดังนี้
(1) ทำหน้าที่เป็นส่วนราชการเจ้าของโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ ตามที่ กบอ. กำหนด หรือตามที่มีระเบียบ ประกาศหรือคำสั่งให้ สบอช. ดำเนินการ
(2) บริหารการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำในโครงการที่ สบอช. รับผิดชอบ ตามหลักเกณฑ์ที่ กบอ. หรือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
(3) ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน กบอ. เป็นผู้กำกับการบริหารราชการ และสั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของ สบอช.
(4) โครงสร้างการบริหารราชการและการบังคับใช้ใน สบอช. ให้เป็นไปตามที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
(5) ค่าใช้จ่ายสำหรับ กนอช. หรือ กบอ. คณะอนุกรรมการ และบุคคล ซึ่งช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานตามที่ กนอช. หรือ กบอ. มอบหมายการบริหารงานของ สบอช. เลขาธิการ สบอช. และเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานใน สบอช. รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ
5.1.2.2 ให้โอนบรรดาการดำเนินการใด ๆ ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการของ สบอช. ไปเป็นของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

2. ร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพัสดุในการดำเนินโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญดังนี้
2.1 แก้ไขบทนิยามคำว่า “ส่วนราชการเจ้าของโครงการ” และ “รัฐมนตรี” เป็น “ส่วนราชการเจ้าของโครงการ” หมายความว่า สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และคำว่า “รัฐมนตรี” หมายความว่า รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นประธาน กบอ. และเพิ่มบทนิยามคำว่า “หัวหน้าส่วนราชการเจ้าของโครงการ”
2.2 แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการกำกับโครงการและแก้ไขโดยตัดความที่ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวออก

แต่งตั้ง (8 มกราคม 2556)

1. แต่งตั้งข้าราชการ และขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงมหาดไทยผู้ครบเกษียณอายุพ้นจากราชการ (เพิ่มเติม) (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายสมหวัง ดำรงพงศาวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้านวิศวกรรมโยธา) สำนักสนับสนุนและพัฒนาตามผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ดำรงตำแหน่ง วิศวกรใหญ่ (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป และให้พ้นจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เนื่องจากครบเกษียณอายุราชการต่อไป
2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายวณิชย์ อ่วมศรี ผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
3. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) จากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และส่วนราชการต่าง ๆ เพิ่มเติม ดังนี้
รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/ส่วนราชการ รายชื่อ ปคร.
1. กระทรวงคมนาคม นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม
2. กระทรวงพลังงาน นายอธิปัตย์ บำรุง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน
3. กระทรวงวัฒนธรรม ศาสตราจารย์อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
5. ราชบัณฑิตยสถาน นางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน

4. แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหารระดับสูง) (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนางสุวรรณา พาศิริ ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

5. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสามปีตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา 2. พันเอก นาฬิกอติภัค แสงสนิท 3. นายสุรินทร์ ประสิทธิ์หิรัญ 4. นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ด้านการเงินการคลัง) ในคณะกรรมการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. นายสุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายสุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

8. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 7/2556 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบอำนาจตามกฎหมาย เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 7/2556 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
และมอบอำนาจตามกฎหมาย เพิ่มเติม ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ
ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 269/2555 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบอำนาจตามกฎหมาย และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 313/2555 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เพิ่มเติม นั้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบอำนาจตามกฎหมาย เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้
1. การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ
2. การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน และการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าว
3. การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายและการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2556 เป็นต้นไป

ขออนุมัติใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทในข้อตกลงจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างและสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการป้องกันอุทกภัยในฝังตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก (8 มกราคม 2556)

ขออนุมัติใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทในข้อตกลงจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างและสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการป้องกันอุทกภัยในฝังตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Grant Aid)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทในข้อตกลงจ้างที่ปรึกษาและสัญญาจ้างก่อสร้าง โครงการป้องกันอุทกภัยในฝังตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (Flood Prevention Project of East Side of the Pasak River in Ayutthaya) ก่อนการลงนาม ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. รัฐบาลไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำได้ลงนามในบันทึกการหารือ (Record of Discussions) กับรัฐบาลญี่ปุ่น โดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 สำหรับโครงการ “Project for Comprehensive Flood Management Plan for the Chao Phraya River Basin” ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงมีขอบข่ายโครงการโดยสรุป ดังนี้
1.1 การวางแผนบริหารจัดการน้ำท่วมที่มีสาเหตุจากสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอากาศและการพัฒนาที่ดิน โดยแบ่งเป็น 2 เรื่อง ได้แก่
1.1.1 การจัดเตรียมแผนที่ที่จำเป็นเพื่อใช้ในการทบทวนแผนแม่บทการวางแผนบริหารจัดการน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่ง JICA ได้เคยศึกษาไว้ เมื่อปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542)
1.1.2 ทบทวนแผนบูรณาการการลดผลกระทบจากน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
1.2 การออกแบบหรือกำหนดรูปแบบโครงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese Grant Aid) เพื่อป้องกันภัยพิบัติและการบูรณะฟื้นฟู
1.3 ปรับปรุงระบบการจัดการน้ำท่วมและเพิ่มขีดความสามารถของระบบการจัดการน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
2. การดำเนินโครงการโดยใช้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นตามข้อ 1.2 กรมชลประทานได้จัดทำข้อเสนอการขอรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าไปยัง JICA สำหรับโครงการป้องกันอุทกภัยในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (Flood Prevention Project of East Side of the Pasak River in Ayutthaya) และทาง JICA ได้ตอบรับข้อเสนอแล้ว ต่อมาผู้แทนรัฐบาลไทยโดยผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นโดยเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยน (Exchange of Notes) และบันทึกการหารือ (Record of Discussions) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 พร้อมทั้งได้มอบอำนาจให้กรมชลประทานเป็นผู้ดำเนินการโครงการดังกล่าว โดยมีวงเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าเป็นจำนวนเงิน 2,550,000,000 เยน หรือประมาณ 1,000,000,000 บาท
3. กรมชลประทานได้ลงนามในข้อตกลงความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Grant Agreement) กับผู้แทน JICA เพื่อเริ่มโครงการป้องกันอุทกภัยในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2555 โดยจะต้องมีการจ้างที่ปรึกษาและผู้รับเหมาก่อสร้างจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อมาดำเนินโครงการซึ่งกรมชลประทานจะต้องลงนามในข้อตกลงจ้างที่ปรึกษา (Consulting Services Agreement) กับบริษัท CTI Engineering International Co.,Ltd. และสัญญาจ้างก่อสร้างกับผู้รับเหมาก่อสร้างจากประเทศญี่ปุ่น แต่การใช้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นระบุให้ใช้วิธีอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาท ซึ่งไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552
4. เนื่องจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 จึงจะต้องเร่งดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ประตูระบายน้ำคลองกระมัง และประตูน้ำคลองหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อันเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการดังกล่าวและกรมชลประทานจะได้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด เนื่องจากกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานที่ระบุไว้ใน Grant Agreement จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2558

องค์กรร่วมไทย – มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม (Unitisation Agreement, UA) (8 มกราคม 2556)

องค์กรร่วมไทย – มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม (Unitisation Agreement, UA) ระหว่างองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (MTJA) และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งสุริยา (Suriya) ในแปลง A – 18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย กับแหล่งสุริยา เซลาตัน (Suriya Selatan) ในแปลง PM 2 ของประเทศมาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมกันผลิตปิโตรเลียม แหล่งสุริยา-สุริยา เซลาตัน (Suriya-Suriya Selatan) ระหว่างองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (MTJA) และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (PETRONAS) สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งสุริยา (Suriya) ในแปลง A – 18 ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย และแหล่งสุริยา เซลาตัน (Suriya Selatan) ในแปลง PM 2 ของประเทศมาเลเซีย และแจ้งให้องค์กรร่วมลงนาม เมื่อสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ตรวจพิจารณาแล้ว
2. เห็นชอบยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 เรื่อง การทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้การทำสัญญาไม่ควรระบุในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด เนื่องจากร่างข้อตกลงฉบับนี้ จำเป็นที่จะต้องกำหนดวิธีการระงับข้อพิพาท โดยให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด เพื่อให้สอดคล้องกับร่างข้อตกลงเบื้องต้น (Head of Agreement, HOA) สำหรับการร่วมกันผลิตปิโตรเลียมแหล่งสุริยา-สุริยา เซลาตัน ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมี่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552
สาระสำคัญของร่างข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดสิทธิและพันธะระหว่างองค์กรร่วมและ PETRONAS รวมถึงการดำเนินงานและการจัดการในการร่วมกันพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมแหล่งสุริยา – สุริยา เซลาตัน ในพื้นที่ร่วมผลิต (Unit Area) มีขนาด 173.226 ตารางกิโลเมตร (อยู่ในเขตพื้นที่พัฒนาร่วม 142.017 ตารางกิโลเมตรและพื้นที่ของประเทศมาเลเซีย 31.209 ตารางกิโลเมตร) โดยกำหนดสัดส่วนแบ่งปันผลผลิตปิโตรเลียมเบื้องต้น (Initial Tract Participation) คือ แปลง A-18 ได้รับร้อยละ 85 และแปลง PM 2 ได้รับร้อยละ 15 และสามารถทำการประเมินสัดส่วนการแบ่งผลผลิตปิโตรเลียมใหม่ (Re-determination) ทุก 5 ปี ในกรณีที่ผลการประเมินมีความแตกต่างกันโดยรวมเกินกว่าร้อยละ 3 ให้มีการปรับสัดส่วนแบ่งปันผลผลิตและแบ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามสัดส่วนผลผลิตดังกล่าว ทั้งนี้ ให้ใช้แผนการพัฒนาของแปลง A-18 และขายก๊าซในราคาตามที่กำหนดในสัญญาซื้อขายก๊าซแปลง A-18 และให้มีคณะกรรมการ Unit Management Committee ฝ่ายละ 4 คนเท่า ๆ กัน ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการและกำกับดูแลการดำเนินงาน ทั้งนี้ ร่างข้อตกลงดังกล่าวได้ยกร่างขึ้นภายใต้หลักการและอยู่ในกรอบของข้อตกลงเบื้องต้นที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลทั้งสองแล้ว
ร่างข้อตกลงฉบับนี้มีสาระสำคัญและหลักการเช่นเดียวกับร่างข้อตกลงว่าด้วยการร่วมผลิตปิโตรเลียมระหว่างแหล่งภูมี – ภูมีใต้ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554

ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเต ว่าด้วยการพัฒนาด้านพลังงาน (8 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเต ว่าด้วยการพัฒนาด้านพลังงาน
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเต ว่าด้วยการพัฒนาด้านพลังงาน
บันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ขอบเขตของความร่วมมือด้านพลังงานลักษณะกว้าง ๆ ได้แก่
1.1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายปิโตรเลียมอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และการดำเนินการของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
1.2 การร่วมกันจัดเตรียมการศึกษาร่วมและโครงการความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
1.3 การฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญและการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารในด้านปิโตรเลียมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
1.4 การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติของคู่ภาคี
1.5 การเข้าร่วมสัมมนา จัดการประชุม และการจัดนิทรรศการร่วมกัน
1.6 การให้ความช่วยเหลือในการกำหนดและนำนโยบายการประชุม และการจัดนิทรรศการร่วมกัน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการกำหนดและประยุกต์นำนโยบาย กฎหมายและกฎระเบียบไปใช้ในกิจกรรมอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของแต่ละฝ่าย
2. การกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินการตามกิจกรรม แผนงาน และโครงการความร่วมมือต่าง ๆ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนั้นแต่ละฝ่ายจะเป็นผู้รับผิดชอบ
3. บันทึกความเข้าใจฯ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่มีการลงนาม และจะขยายเวลาออกไปโดยอัตโนมัติในแต่ละครั้งอีก 3 ปี หากไม่มีการบอกเลิกบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จะเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อสนเทศในการลงทุนด้านพลังงานระหว่างไทยและติมอร์ – เลสเต และเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยแสวงหาโอกาสด้านการค้าและการลงทุนทางพลังงงานในประเทศติมอร์ อีกทั้งบันทึกความเข้าใจฯ นี้มีลักษณะของความร่วมมือเป็นกรอบกว้าง ๆ เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินความสัมพันธ์ด้านพลังงานและส่งเสริมความร่วมมือด้านปิโตรเลียมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยไม่เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตรหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนโดยรวมหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

by ThaiWebExpert