ยูเอ็นเผย"ปี 2012"เป็นหนึ่งในปีโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ หลังเจอภัยธรรมชาติรุนแรงสารพัด

โดยมติชน วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ว่า หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาโลกประจำยูเอ็น (WMO) ออกรายงานระบุว่า ปี 2012 ถือเป็นหนึ่งในปีที่อุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายประเทศในทัวโลก นับตั้งแต่ ภาวะคลื่นร้อน ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และพายุขั้นรุนแรง รวมทั้งการละลายตัวของแผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ โดยอุณหภูมิโลกในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.ของปีนี้ ถือว่าร้อนที่สุดเป็นอันดับเก้า นับตั้งแต่ปี 1850 และประเมินว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวน้ำและพื้นดินได้เพิ่มขึ้นราว 0.45 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าช่วงปี 1961-1990

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาประจำยูเอ็นได้เตือนว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นแม้ว่าอิทธิพลของปรากฎการณ์ลา นินญ่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จะเย็นตัวลงในช่วงต้นปีนี้ และว่า ในช่วงเดือนก.ค.น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือเฉลี่ย 92,000 ตร.กิโลเมตรต่อวัน ถือว่าเร็วที่สุดในรอบปีนี้

ประชุมโลกร้อน 2012"เปิดฉากแล้วที่กาตาร์ คาดอาจไม่มีความคืบหน้า

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผู้แทนกว่า 17,000 คน จาก 200 ประเทศ จะเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP18/CMP8 ที่กรุงโดฮาของกาตาร์ ที่จะเริ่มต้นในวันนี้ (26 พ.ย.) ไปกระทั่งวันที่ 7 ธันวาคม

โดยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า คาดว่าจะมีการเปิดประเด็นใหม่ๆเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก ขณะที่ยังคงมีความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและยากจน

การเลือกให้กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้หลายฝ่ายประหลาดใจ เนื่องจากกาตาร์ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อประชากรสูงที่สุดในโลก

นายแอนดรูว์ สเตียร์ ประธานสถาบันทรัพยากรโลก หน่วยงานวิชาการในสหรัฐ ระบุว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง ไม่สามารถพูดได้อีกแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาของวันพรุ่งนี้ ความเสียหายจากพายุแซนดี้ได้ปลุกชาวอเมริกันให้ตื่นตัวมากขึ้น

ผลการศึกษาของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่าโลกเสี่ยงจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 3-5 องศาเซลเซียส เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งจะทำให้น้ำท่วม ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อนและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิดขึ้นบ่อยกว่าเดิม ที่ประชุมยูเอ็นเมื่อ 2 ปีก่อนตกลงจะจำกัดไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อปีก่อนกลับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

กาตาร์เป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก มากกว่าชาวอเมริกันราว 3 เท่า

ประเทศที่สนับสนุนพิธีสารเกียวโตปี 1997 เห็นตรงกันในการประชุมเมื่อปีก่อนว่าจะต้องต่ออายุพิธีสารดังกล่าว ซึ่งจะครบกำหนดในสิ้นปีนี้แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าควรต่ออายุอีก 5 หรือ 8 ปี ด้านสหภาพยุโรป (อียู) เผยว่า ในการประชุมปีนี้หากไม่สามารถเปลี่ยนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20 ของระดับการปล่อยเมื่อปี 1990 ภายในปี 2020 เป็นลดลงร้อยละ 30 หากประเทศร่ำรวยอื่นๆ ทำตาม อียูก็พร้อมเจรจาต่อในปีหน้า

IRPC ​เดินหน้านิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555

นายอธิคม ​เติบศิริ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บริษัท ​ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรม​เชิง​เนินของ​ไออาร์พีซี ​ได้รับ​เลือก​ให้​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ นำร่อง​ในจังหวัดระยอง ​โดย​เน้นดู​แลด้านชุมชน ​การบริหารจัด​การ ​เศรษฐกิจ กายภาพ สิ่ง​แวดล้อมควบคู่กัน​ไป ​โดย​ในปีที่ผ่านมาบริษัท​ได้ลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ​ใน​การปรับ​เปลี่ยนสร้าง​โรง​ไฟฟ้าระบบ​โค​เจน​เนอ​เรชั่น​ใช้ก๊าซธรรมชาติ​เป็น​เชื้อ​เพลิง ช่วยลด​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ถึง 400,000 ตันต่อปี ​และ​ในปี 2556 จะลงทุนอีกประมาณ 400-500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหัว​เผา​ในระบบ​การผลิตที่​ใช้น้ำมัน​เตา​เป็นก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​และ​เดินหน้าปลูกต้น​ไม้​โดยรอบนิคมฯ พื้นที่ปลูกป่า 230 ​ไร่ ​โดยจะปลูก​ให้ครบ 220,000 ต้น ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ดูดซับ​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์ ช่วยลดปัญหา​โลกร้อน​ได้

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม​แห่ง​ใหม่​ในจังหวัดระยองคือ นิคมฯ บ้านค่าย คาดว่าจะ​เริ่มขายพื้นที่​ได้​ในปี 2556 ​โครง​การนี้จะลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท พื้นที่รวม 2,200 ​ไร่ ตั้ง​เป้าหมาย​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ มีพื้นที่กันชน​และระบบสาธารณูป​โภค ดังนั้น พื้นที่จะ​เหลือขายประมาณ 1,500 ​ไร่ คาดว่าจะขาย​ในราคา​ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อ​ไร่ ส่วน​โรงงานที่​เข้ามาอยู่ จะ​เป็นอุตสาหกรรมที่​ไม่ก่อ​ให้​เกิดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​เช่น อุตสาหกรรมอิ​เล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ​โรง​ไฟฟ้า​แสงอาทิตย์ ​เป็นต้น

"​เชื่อมั่นว่ายอดขายจะ​ไป​ได้ดีสำหรับนิคมฯ บ้านค่าย ​เพราะจากกระ​แสคลื่นลงทุนรับประชาคม​เศรษฐกิจอา​เซียน (​เออีซี) ​ความหวั่น​เกรงน้ำท่วม​ในภาคกลาง ​ผู้ประกอบ​การ​จึงมองหาพื้นที่​ในภาคตะวันออกมากขึ้น ​โดย​เห็น​ได้ชัดว่า ​ทั้งนิคมฯ อมตะ นิคมฯ ​เหมราช มีผลประกอบ​การที่ดี ​ทั้งนี้ ธุรกิจนิคมฯ จะช่วยลด​ความผันผวนของธุรกิจปิ​โตร​เคมี" นายอธิคม กล่าว

น้ำ​เชื่อมมิตรผล ​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ตอกย้ำภาพ​ผู้นำน้ำตาลที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม

ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2555

นางสาวชุรี นาคทิพวรรณ ​ผู้อำนวย​การด้านกิจ​การ​เพื่อสังคม กลุ่มมิตรผล รับมอบ​เกียรติบัตรรับรอง​การ​ใช้​เครื่องหมาย ฉลากลดคาร์บอน สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อม ​ได้​แก่ น้ำ​เชื่อม Sucrosweet ​และน้ำ​เชื่อม Investsweet มิตรผล​ไซรัป จากนายประ​เสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจ​เพื่อ​การพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ​การนิคมอุตสาหกรรม​แห่งประ​เทศ​ไทย ​เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นี้

สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาลมิตรผล ถือว่า​เป็นน้ำตาลราย​แรกของ​ไทย ที่​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ประ​เภทกระบวน​การผลิตที่​เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ จาก สถาบันสิ่ง​แวดล้อม​ไทย ​และองค์​การบริหารจัด​การก๊าซ​เรือนกระจก (องค์​การมหาชน) ตั้ง​แต่ปีพ.ศ. 2552 ​โดยน้ำตาล​แร่ธรรมชาติมิตรผล​โกลด์ ​เป็นน้ำตาลชนิด​เกล็ดประ​เภท​แรกที่​ได้รับ​การรับรอง ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลกรวด น้ำตาลทราย​แดง น้ำตาลทราย ตราบีคริสตัล ​และล่าสุด ผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อม ที่​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ประ​เภทกระบวน​การผลิต ​ซึ่งถือ​เป็นผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อมราย​แรกที่​ได้รับ​การรับรอง​ในประ​เทศ​ไทย​เช่นกัน

กลุ่มมิตรผลยังคงมุ่งมั่น​ใน​การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ​โดยคำนึง​ถึงทุกกระบวน​การผลิตที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม พร้อมนำทรัพยากรมา​ใช้อย่างรู้คุณค่า ​เพื่อสร้าง​ความยั่งยืนอยู่คู่ประ​เทศ​ไทยต่อ​ไป

'หมอประ​เวศ' ​แนะ-จุด​แข็งคน​ไทย ชูธงสังคมขับ​เคลื่อนปฏิรูปประ​เทศ

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ศ.นพ.ประ​เวศ วะสี ประธานกรรม​การสมัชชาปฏิรูป (คสป.) กล่าวระหว่าง​การประชุมภาคีส่ง​เสริมชุมชนท้องถิ่นจัด​การตน​เองว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ ​ซึ่ง​เป็นสิ่งที่ดี ที่​ในทุกตำบล ​ในทุกชุมชน ​เป็นสังคมที่​ไม่ทอดทิ้งกัน ปัญหา​ในสังคม​ไทยยังมีอีกมากมายที่รอ​การ​แก้​ไข อาทิ ปัญหา​การพัฒนาชนบท​และ​เมือง ปัญหา​เด็ก​และสตรี ปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาสิทธิมนุษยชน ​และปัญหา​การสร้าง​ความมั่นคง​ให้ชุมชน​เป็นต้น ​โดย​เฉพาะปัญหาที่สำคัญที่​เราต้อง​แก้คือปัญหา​ความยากจน ​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม ลด​ความ​เหลื่อมล้ำ​ในสังคม​ให้​ได้ ​เพราะมัน​เป็นปัญหา​เชิง​โครงสร้าง สังคมมี​ความสลับซับซ้อน ​ไม่อยาก​ให้​ใช้​ความรุน​แรงต่อกัน

"​เราต้อง​ให้ประชาชน​เป็นคนปฏิรูปประ​เทศ​ไทย ​เพื่อ​แก้ปัญหา​ความยากจน​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม​ในสังคม คนที่​ทำงาน​เก่งๆ ​ในสังคมด้านต่างๆ นั้นมีมากมาย ​เราต้อง​เชิญมาช่วยกัน มาร่วมกัน​ทำงาน ​เมื่อ​เชื่อมกัน​แล้วจะ​ได้มีพลัง​เพิ่มขึ้น ​ไม่อยาก​ให้​ใช้ประ​เด็นทาง​การ​เมือง ​เพราะมันมี​แต่จะทะ​เลาะกัน ​แต่​เราจะ​เอาพลัง​แห่ง​การพัฒนามาขับ​เคลื่อน ​เอาสังคมมานำ​การ​เมือง ​ในชุมชน ​ในตำบลต่างๆ น่าจะมี​การทดลอง​ให้มีสภา​เด็ก ​เอา​เด็ก​และ​เยาวชนต่างๆ มาร่วมกันหา​แนวคิด​ใหม่ๆ ​และทดลอง​ไปหลายๆ ตำบล ​เชื่อม​โยงกัน​ไปหลายๆ พื้นที่ สิ่ง​เหล่านี้น่าสน​ใจมาก ​เป็นประ​เด็นที่ดี"

ขณะ​เดียวกัน อยากจะฝาก​ให้ช่วยกันดู​เรื่อง​การศึกษาของ​เราด้วย ที่ผ่านมา 100 ปี​แล้ว ยัง​ไม่ประสพผลสำ​เร็จ​เลย ​ใน​การสร้างบุคลิก​ให้คน​ไทยมี​ความ​เข้ม​แข็ง มีศีลธรรม มี​ความกล้าหาญ มีจิตสาธารณะ มี​การ​เรียนรู้ ประ​เทศ​เราจะ​เดินหน้า​ไป​ไม่​ได้ถ้า​ไม่สร้างคน​ไทยที่ดี มีคุณภาพออกมา ต้อง​เอาพลัง​การศึกษามา​เป็นจุด​เริ่มต้นสร้างพลัง ถักทอ มาหนุนกันขึ้น​ไป ​เราต้องมี​การพัฒนาระบบ​การศึกษากัน​ใหม่​ไป​ให้ทั่วประ​เทศ ​โดย​ใช้จังหวัด​เป็นตัวตั้ง ​ไม่​ใช่​เอากระทรวงศึกษาธิ​การ​เป็นตัวตั้ง ​แล้ว​เราจะ​ได้​เด็ก​และ​เยาวชนที่มีคุณภาพ ​และมีคน​ไทยที่มีคุณภาพที่ดีต่อ​ไป​ในอนาคต

ส่วนกองทุนทางสังคมตาม​โครง​การขับ​เคลื่อนสังคม​ไทยสู่วัฒนธรรม​การ​ให้นั้น มี​เป้าหมาย​เพื่อสร้างรูปธรรม​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และส่ง​เสริม​ให้​เกิดขึ้นอย่างมีพัฒนา​การจนกลาย​เป็นวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ​ซึ่งจาก​การวิจัย​ในปัจจุบันพบว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ คน​ไทยมี​การบริจาค​เงินอยู่​เสมอ ​แต่ส่วน​ใหญ่จะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อศาสนา​เกือบ 90% นอกนั้นจะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อช่วย​เหลือสังคม​และสาธารณกุศลอื่นๆ ​ซึ่งจะ​แตกต่างกับ​ในต่างประ​เทศ

"​เราควรศึกษาตัวอย่าง​การระดมทุน​เพื่อสังคม จากหลายๆ ประ​เทศ ​เช่น อังกฤษ ​เกาหลี​ใต้ บังกลา​เทศ ​ซึ่ง​ก็มีวิธี​การระดมทุนที่​แตกต่างกัน​ไป ​เอามาปรับ​ใช้​ให้​เข้ากับสังคม​ไทย ​เช่น ​การ​ใช้ช่องทางสื่อสารทางวิทยุ​และ​โทรทัศน์ ที่​ได้รับ​ความนิยม​ในประ​เทศ สื่อสาร​ให้คนตระหนัก​ถึงปัญหาต่างๆ ​แล้วมาระดมทุน​ใช้​การนำ​เสนอ​ใน​เชิงข่าว ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​เชื่อมั่น สร้างรูป​แบบ​การ​ให้​เพื่อสังคม ​ทำ​ให้​ผู้บริจาคพึงพอ​ใจ​และรู้สึกภูมิ​ใจ​ใน​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และอยากจะ​ทำ​ให้ต่อ​เนื่องต่อ​ไป" หมอประ​เวศกล่าวทิ้งท้าย

“ซีไอเอ” สั่งปิดแผนกเฝ้าระวัง “โลกร้อน” หลังโดนจวกเละ ผลาญงบประมาณชาติ-ไร้ผลงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2555

เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ประกาศยุบแผนกเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการสหรัฐฯ ลดทอนความสำคัญของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมลงแล้ว

รายงานข่าวล่าสุดซึ่งอ้างท็อดด์ เอบิตซ์ โฆษกซีไอเอ ยืนยันว่า ศูนย์เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความมั่นคงแห่งชาติ (ซีซีซีเอ็นเอส) ซึ่งเคยเป็นแผนกหนึ่งภายใต้สังกัดของซีไอเอได้ถูกปิดตัวลงอย่างถาวรแล้ว หลังเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 3 ปี โดยเอบิตซ์ยืนยันว่า ภารกิจในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านภูมิอากาศของโลกจะถูกโอนย้ายไปให้กับทีมงานอีกชุดหนึ่งซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมผู้เชี่ยวชาญชุดใหญ่ของซีไอเออีกชั้นหนึ่ง ส่วนบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานในส่วนที่ถูกยุบนี้ก็จะถูกโอนย้ายไปทำหน้าที่ในส่วนอื่นตามความเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน การจัดตั้งซีซีซีเอ็นเอสได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากนายเลียน เพเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของซีไอเอในขณะนั้น แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาการดำเนินงานของศูนย์ดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสว่าสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ ทั้งยังไม่มีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน

ด้านจอห์น บาร์รัสโซ วุฒิสมาชิกมลรัฐไวโอมิง จากพรรครีพับลิกัน เผยว่า การยุบซีซีซีเอ็นเอสถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของรัฐบาลบารัค โอบามาและพรรคเดโมแครต เนื่องจากซีไอเอควรทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีไปเพื่อการสกัดกั้นภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและทำให้ชาวอเมริกันมีชีวิตที่ปลอดภัย มากกว่าที่จะมาสนใจกับ “เรื่องที่ไร้สาระ” อย่างภาวะโลกร้อน

โลกร้อน​เอา​ไม่อยู่​แล้ว?

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ข้อมูลยู​เอ็น​เผย ​แผนหยุด​โลกร้อน​เดินกลับหัวกลับหาง ท่าทาง​เอา​ไม่อยู่ ​ความหวัง​ให้อุณหภูมิ​เพิ่ม​ไม่​เกิน 2 องศา​ในปี 2020 ​เลือนราง ทาง​เดียว​แก้​ได้คือ​ความ​แน่ว​แน่​และปฏิบัติจริงทาง​การ​เมือง

ตัว​เลข​การปล่อยก๊าซ​เรือนกระจกพุ่งสูงต่อ​เนื่อง​ในอัตรา 50 กิกะตัน ​ซึ่งปริมาณที่จะคุม​ได้​ไม่​ให้อุณหภูมิ​โลก​เพิ่ม​เกิน 2 องศา​เซล​เซียส​ในปี 2020 นั้น ต้องอยู่ที่ 44 กิกะตัน ​ซึ่งขณะนี้​การปล่อยก๊าซ​เพิ่มขึ้นจากปี 2000 ​ถึง 20 ​เปอร์​เซ็นต์ ​และหากคุม​ไม่​ได้ ​ซึ่งอาจสูง​ถึง 58 กิกะตัน​ในสิ้นศตวรรษนี้ ​ถึงตอนนั้นลูกหลานของ​เรา​เตรียมรับมืออุณหภูมิที่อาจ​เพิ่ม​ถึง 5 องศา​เซล​เซียส

อาชิม ส​ไตน์​เนอร์ ​ผู้อำนวย​การ​โครง​การสิ่ง​แวดล้อมของสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลทุกชาติต้องมีจุดยืนอย่าง​เข้ม​แข็ง​เพื่อสนับสนุนด้านงบประมาณ​การ​เผย​แพร่​แลก​เปลี่ยน​เทค​โน​โลยี ​และสร้างพันธกิจอื่นๆร่วมกันภาย​ใต้ข้อตกลงด้านสภาพอากาศของยู​เอ็น

"ต้องมีมาตร​การ​เพื่อ​เชื่อมสะพาน​ความพยายาม​และ​ความ​เป็นจริง​ให้พบกัน​โดยทันที ​เชื่อว่า​เป็น​ไป​ได้หากทุกชาติมี​ความมุ่งหมายทาง​การ​เมือง​และสร้างขีด​ความสามารถสูงสุดทาง​เทค​โน​โลยีขึ้นมา" ส​ไตน์​เนอร์กล่าวหนัก​แน่น ​และ​เพิ่ม​เติมว่า ขณะนี้มี​ความพยายาม​ในระดับชาติที่จะ​ใช้พลังงาน​ให้คุ้มค่าที่สุด ​การลงทุน​ใน​การสร้างป่า ลด​การปล่อยของ​เสียจากยานพาหนะ ​และ​การลงทุนที่มากขึ้น​ในระบบพลังงานทด​แทน ​โดย​เมื่อปีที่​แล้วชาติต่างๆ​ใช้​เงิน​ไป​เกือบ 260 ล้าน​เหรียญฯ ​หรือประมาณ 8 พันล้านบาท

อาซาด ​เรห์​แมน หนึ่ง​ใน​ผู้รณรงค์ของยู​เอ็น บอกว่า ข้อมูลที่มีอยู่บอก​ได้ว่า​เราจะ​เพิก​เฉย​ไม่​ได้อีก​เป็นอันขาด ​เข็มนาฬิกา​เคลื่อน​ไปตลอด​ใน​การประชุมที่กรุง​โดฮาสัปดาห์หน้า ทุกชาติต้องตกลงร่วมกัน​ให้ชัด​เจน​เพื่อจัด​การกับปัญหาภาวะ​โลกร้อนอย่าง​เร่งรีบก่อนที่ทุกอย่างจะสาย​เกิน​ไป
พันธสัญญาที่​แข็งขัน ​และ​แอคชั่นที่​แน่ว​แน่​เท่านั้น ที่จะรักษา​โลก​และ​เรา​ไว้​ได้.

แต่งตั้ง (20 พฤศจิกายน 2555)

แต่งตั้ง
1. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ดังนี้
1) นายสมศักดิ์ ลีเชวงวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาออร์โธปิดิกส์) กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาออร์โธปิดิกส์) กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2554
2) นายวีระ บูรณะกิจเจริญ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขากุมารศัลยกรรม) กลุ่มงานศัลยศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขากุมารศัลยกรรม) กลุ่มงานศัลยศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555
3) นายยุทธนา แสงสุดา นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2555
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 292/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 292/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 241/2555 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2555 แต่งตั้ง รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) เป็นประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) นั้น
โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 27 ตุลาคม 2555 ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 241/2555 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2555 และแต่งตั้งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

3. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 296/2555 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 296/2555 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย
อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 3 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย และให้ผู้แทนการค้าไทยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 5 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป
4. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวัฒนธรรม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนางปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2555 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างในวันที่ 7 ธันวาคม 2555 เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบันขอลาออกจากราชการ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
5. แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พ.ศ. 2551 โดยแต่งตั้ง นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
6. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายสุธรรม ศิริทิพย์สาคร เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย ตามนัยมาตรา 24 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป
7. การมอบหมายให้รักษาราชการแทน (กระทรวงมหาดไทย)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ดังนี้ 1. พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก 2. นายประชา ประสพดี
8. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งนายสิระ พิมพ์กลาง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
9. การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐและคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอดังนี้
1. แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) เป็นประธานกรรมการ ในคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ แทนรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง)
2. แต่งตั้งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 2 ในคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ แทนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป
***************************************

ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .. (20 พฤศจิกายน 2555)

ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
2. กำหนดนิยามคำว่า “ใบอนุญาต” ใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษา ผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม “อยู่ประจำ” “หน่วยงานของรัฐ”
3. หมวด 1 คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต
3.1 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามสำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาต ได้แก่ มีสัญชาติไทย มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนด ไม่เคยมีส่วนร่วมในการจัดทำหรือ ให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ฯลฯ ด้วยความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการ ได้รับความเสียหาย เป็นต้น
3.2 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามสำหรับนิติบุคคลผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาต ได้แก่ เป็นนิติบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง ไม่เคยถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต หรือใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพราะเหตุที่ได้จัดทำ มีส่วนร่วมในการจัดทำ ฯลฯ ในส่วนที่ เป็นเท็จหรือเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ เป็นต้น
4. หมวด 2 การขอและการออกใบอนุญาต
กำหนดหลักเกณฑ์การยื่นคำขอรับใบอนุญาต การตรวจสอบคำขอรับใบอนุญาต เอกสาร และหลักฐาน และหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต
5. หมวด 3 การควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ได้รับใบอนุญาต
5.1 ส่วนที่ 1 การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำหรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
5.2 ส่วนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงบุคคลธรรมดาผู้ได้รับใบอนุญาตและเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำกับนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาต
กำหนดหลักเกณฑ์กรณีนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตประสงค์จะเปลี่ยนตัวบุคคลธรรมดา ผู้ได้รับใบอนุญาตหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำ ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อเลขาธิการภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่ มีการเปลี่ยนตัว กรณีนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตรายใดมีบุคคลธรรมดาผู้ได้รับอนุญาตหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำ ไม่ครบถ้วน ให้หยุดการจัดทำหรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแจ้งให้เลขาธิการฯ ทราบภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่มีบุคคลดังกล่าวไม่ครบถ้วน
6. หมวด 4 การต่ออายุใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต
กำหนดให้การขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการฯ ภายในหกสิบวันทำการก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุตามแบบที่กำหนดพร้อมเอกสารและหลักฐาน ในกรณีที่ใบอนุญาตชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตต่อเลขาธิการภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่ทราบถึงการชำรุดสูญหาย หรือถูกทำลายในสาระสำคัญตามแบบที่กำหนดพร้อมเอกสารและหลักฐาน
7. หมวด 5 การเตือน การพักใช้ และการเพิกถอนใบอนุญาต
กำหนดให้เลขาธิการฯ มีอำนาจเตือนเป็นหนังสือ เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในประกาศ ทส. เป็นต้น มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจัดทำ มีส่วนร่วมในการจัดทำ หรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยความประมาทเลินเล่อจนอาจเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับเสียหาย เป็นต้น และมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับอนุญาตขาดคุณสมบัติตามข้อ 4 หรือข้อ 5 แล้วแต่กรณี เป็นต้น
8. หมวด 6 ค่าธรรมเนียม
กำหนดค่าธรรมเนียม คำขอรับใบอนุญาต ฉบับละ 40 บาท ใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิ ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีละ 5,000 บาท

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐสภาภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 (20 พฤศจิกายน 2555)

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐสภาภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8
2. เห็นชอบแต่งตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
สำหรับการประชุมดังกล่าว และให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนในกรณีที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถปฏิบัติที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้
3. เห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18
4. เห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต
สมัยที่ 8 และให้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สาระสำคัญของร่าง 2 ฉบับ ดังนี้
1. (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่า
ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 จะเน้นย้ำการดำเนินงานภายใต้อนุสัญญาฯ ในระยะยาว โดยมุ่งหวังให้รัฐภาคียกระดับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้ว ต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกและการให้การสนับสนุน
2. (ร่าง) กรอบเจรจาสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้
ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในภาคผนวกที่ 1 หรือประเทศพัฒนาแล้ว เกิดช่วงพันธกรณีที่ 2 ภายใต้พิธีสารฯ และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว
ทั้งนี้ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 18
(COP18) และ (ร่าง) กรอบเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 (CMP8) ทั้งสองฉบับ เป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาฯ คือ มีความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถและสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และไม่ขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2551 – 2555

by ThaiWebExpert