TRF Policy Brief

ผู้เขียน: 
ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ
พิมพ์เมื่อ: 
ปีที่ 2 ฉบับที่ 12 พฤศจิกายน 2554
พิมพ์โดย: 
โครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย

Policy Brief ฉบับนี้เรียบเรียงและเขียนโดย ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ (phakpoom1977@gmail.com) จากเอกสาร “การเตรียมความพร้อมในการ
เจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อม: ข้อเสนอแนะและบทเรียนจากต่างประเทศ” ของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและ
สิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นสำคัญ

  • การเจรจาการค้าเสรีมีหลายประเด็นที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วยประเด็นเรื่อง

การค้าสินค้าและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตที่ตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) การค้าปะการัง
และสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศปะการัง พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ของเสียอันตราย กุ้งทะเล สินค้าใช้แล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพ

  • จากประสบการณ์การทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ของเม็กซิโก

และชิลีกับสหรัฐฯ พบว่าความตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นใน
ระดับที่ผู้กำหนดนโยบายคาดหวัง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบในแง่ของการกระตุ้นกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น

  • ในการเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะ

เป็นในแง่ของการเคลื่อนย้ายกิจกรรมการผลิตหรือสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาจาก
สหรัฐฯ และต้องคำนึงถึงผลของความตกลงที่จะเป็นเงื่อนไขจำกัดพันธกรณีของไทยภายใต้
กรอบความตกลงพหุภาคีที่ไทยเป็นภาคีแต่สหรัฐฯ ไม่ได้เป็น ตลอดจนเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดใน
การบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ในการนี้ ไทยสามารถ
เจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลในการถ่ายทอดความรู้และ
เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อม
ของประเทศในระยะยาว

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

เข็น3ยุทธศาสตร์สู้โลกร้อนเกษตรฯเร่งยกร่างแผนปฏิบัติการรองรับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภาวะ

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 12 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า กระทรวงเกษตรฯกำลังพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ.2555-2559 เพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคการเกษตร และเพื่อแปลงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ด้านการเกษตร ไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงาน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบ ด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1.การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2.การปรับปรุงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร และ 3.การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร

นายนิวัติ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการ คือ การพัฒนา ขีดความสามารถภาคเกษตร ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีผสาน กับภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การผลิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน และรักษาศักยภาพในการแข่งขันสินค้าโลก รวมถึงสร้างกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน

"ภาคการเกษตรของไทย จำเป็นต้องมีแผนเตรียมการรองรับการปรับตัวและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในภาคการเกษตรอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และในขณะเดียวกันก็เป็นภาคที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกด้วย การมียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จะทำให้เรามีฐานข้อมูล เครือข่าย ตลอดจนแนวทางการจัดการองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสำหรับเกษตรกร บุคลากรของกระทรวงและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้ ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ให้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตรในมิติของการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อให้มีศักยภาพ ในการแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวของจะต้องร่วมกันเตรียมการรับมือและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง นายนิวัติ กล่าว

เกษตรห่วงภาวะโลกร้อน เตรียมแผนรับมือ

โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 10 มีนาคม 2555

รองปลัดเกษตรห่วงภาคการเกษตรไทย เตรียมแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ระบุร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันภาคเกษตรสู้ภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรพ.ศ.2555-2559 เพื่อเตรียมรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคการเกษตรซึ่งการจัดทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้วิสัยทัศน์ "สร้างภูมิคุ้มกันภาคเกษตรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ" ประกอบด้วย 3ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 2)การปรับปรุงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร และ 3)การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร

สิ่งสำคัญที่กระทรวงเกษตรฯจะดำเนินการคือการพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานและรักษาศักยภาพในการแข่งขันสินค้าโลกรวมถึงสร้างกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่จะส่งผลไปถึงการลดก๊าซเรือนกระจก ด้วยความเสมอภาคเป็นธรรมและการมีส่วนร่วมในกระบวนการตลอดจนการสร้างภูมิคุ้มกันภาคเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวโดยมีกลไกสนับสนุนการปรับตัวอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมเพื่อให้ชุมชนมีขีดความสามารถในการปรับตัวและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง

อันจะเป็นส่วนที่เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพและวิถีชีวิตและส่งเสริมการเรียนรู้การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ภาคเกษตรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเทคโนโลยี การค้า สิ่งแวดล้อม เพื่อการวางแผนและจัดการการผลิตการตลาดสินค้าเกษตรอย่างเหมาะสมสนับสนุนการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ

"ภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องมีแผนเตรียมการรองรับการปรับตัวและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งนับจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในภาคการเกษตรอย่างชัดเจนเนื่องจากเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนและในขณะเดียวกันก็เป็นภาคที่สร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกด้วย

การมียุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จะทำให้เรามีฐานข้อมูลเครือข่าย ตลอดจนแนวทางการจัดการองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสำหรับเกษตรกรบุคลากรของกระทรวงและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันนอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาสินค้าเกษตรในมิติของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันได้ในตลาดโลกซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวจะต้องร่วมกันเตรียมการรับมือและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง"
นายนิวัติ กล่าว

กมธ.สิ่งแวดล้อมเผยชาวบ้านกังวลเจาะน้ำมันกลางกรุง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 13 มีนาคม 2555

กมธ.สิ่งแวดล้อมฯ สภาผู้แทนราษฎร เผย ประชาชนร้อยละ 68.8 กังวลเกี่ยวกับโครงการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกลางกรุง หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้งดินทรุดตัว-สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุด...

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ผ่านมา กมธ. ได้พิจารณาศึกษาเรื่องการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมของบริษัทมิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด บริเวณเขตทวีวัฒนา กทม. โดยมีผู้แทนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนบริษัท มิตรา เอ็นเนอร์ยี่ ลิมิเต็ด และนายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความเห็นถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการขุดเจาะสำรวจดังกล่าว ทั้งการทรุดตัวและไหวตัวของดิน ฝุ่นละออง น้ำผิวดิน และใต้ดิน สารเคมีที่นำมาใช้ในการขุดเจาะแก๊ส ที่เกิดจากการขุด กลิ่น เสียง และเศษวัสดุ ที่เกิดจากการขุดดังกล่าว ตลอดจนปัญหาด้านการจราจร

หลังการหารือ ทาง กมธ. พิจารณาแล้วเห็นว่า 1. มีหนังสือด่วนที่สุด รายงานนายกรัฐมนตรี รมต. พลังงาน ถึงความกังวลกรณีผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อโครงการ ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พบว่า ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับโครงการ ร้อยละ 68.8 และไม่เห็นด้วยกับการมีโครงการร้อยละ 57.2 เพื่อที่จะให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้พิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนการดำเนินการขุดเจาะ 2. หากรัฐบาลไม่พิจารณาเรื่องนี้ และให้มีการดำเนินการขุดเจาะต่อไป ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สผ. กทม. และโดยเฉพาะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เฝ้าติดตามการขุดเจาะอย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนให้หยุดดำเนินการทันที และแก้ไขให้แล้วเสร็จก่อนจะดำเนินการต่อ 3. กมธ.จะลงพื้นที่ในช่วงที่มีการดำเนินการขุดเจาะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประเมินผลกระทบต่อประชาชน

"แอร์บัส"ผนึกสายการบินยักษ์ใหญ่ยุโรป ค้าน “อียู” เก็บภาษีคาร์บอน

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2555 วันนี้ ( 12 มี.ค. )

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ ร่วมกับสายการบินยุโรปอีก 6 แห่ง ยื่นจดหมายต่อผู้นำชาติสหภาพยุโรป ( อียู ) 4 ชาติ เพื่อคัดค้านนโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนจากสายการบิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

แอร์บัส บริติช แอร์เวย์ส เวอร์จิน แอตแลนติก ลุฟท์ฮันซา แอร์ ฟรานซ์ แอร์ เบอร์ลิน และไอบีเรีย รวมทั้ง กลุ่มบริษัทการบินและป้องกันแห่งฝรั่งเศส ( ซาฟราน ) และ เอ็มทียู ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ของเยอรมนี ร่วมกันลงนามในจดหมาย เพื่อยื่นต่อ นาย เดวิด คาเมรอน นายกฯอังกฤษ นาย ฟร็องซัวส์ ฟียง นายกฯฝรั่งเศส นางอังเกลา แมร์เคล นายกฯเยอรมนี และนายมาริอาโน ราฮอย นายกฯสเปน ซึ่งเป็นสี่ชาติที่ร่วมก่อตั้งบริษัทแอร์บัส

ข้อเรียกร้องดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่นาย ลูอิส กัลลัวส์ ประธานบริหารบริษัทป้องกันภัยและจัดการทางอากาศยานแห่งยุโรป ( อีเอดีเอส ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์บัส แถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จีนยกเลิกคำสั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส เพื่อประท้วงนโยบายเก็บภาษีคาร์บอนของอียู ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้อาจทำให้อีเอดีเอสต้องสูญเสียรายได้ถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ประมาณ 360,000 ล้านบาท )

นอกจากนี้ นาย ทอม เอ็นเดอร์ส ประธานบริหารของแอร์บัส ออกมากล่าวเตือนว่า นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนอาจทำให้พนักงานของบริษัทหลายพันคนต้องตกงาน เช่นเดียวกับนาย โทนี ไทเลอร์ ผู้อำนวยการสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ( ไอเอทีเอ ) ที่กล่าวว่า การตัดสินใจของอียูในเรื่องนี้ อาจกระตุ้นให้เกิดสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม นาย มาร์ติน ลิเดอการ์ด รมว.กระทรวงสภาพอากาศของเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า สหภาพยุโรปจะยังคงนโยบายนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีแนวทางการแก้ไขในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นโยบายการเก็บภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา แต่กว่า 20 ประเทศ รวมถึงจีน รัสเซีย และสหรัฐ ออกมาต่อต้าน โดยกล่าวว่า นโยบายนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ภาพ http://www.dailynews.co.th/world/16838

“แบบจำลองคดีโลกร้อน”… แล้วความจริงก็เริ่มปรากฏ

ผู้เขียน: 
ประสาท มีแต้ม

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้วิจัยเพื่อประเมินความเสียหายจากการบุกรุกป่าโดยเกษตรกรแล้วพบว่า ค่าเสียหายประมาณ 1.5 แสนบาทต่อไร่ต่อปี ในจำนวนนี้เป็นค่าทำให้อุณหภูมิของอากาศร้อนขึ้น 45,453.45 บาท เรามาดูกันซิครับว่าเขาได้ตัวเลขนี้มาอย่างไร แต่จะกล่าวถึงเฉพาะอุณหภูมิของอากาศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ก่อนจะลงไปในรายละเอียด ผมขอกล่าวถึงว่า ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญควรแก่การรับรู้และทำไมผมจึงต้องเขียนเรื่องนี้ถึงสามบทแล้ว ผมมีเหตุผล 3 ข้อครับ

หนึ่ง ผู้วิจัยได้ใช้กระบวนทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า “การสร้างตัวแบบคณิตศาสตร์” ไปอธิบายระบบนิเวศน์ของป่าไม้ซึ่งมีความซับซ้อนมาก แต่ผู้วิจัยได้ลดทอนความซับซ้อนลงมาให้อยู่ในรูปของสมการคณิตศาสตร์อย่างง่าย ซึ่งผมเห็นว่า ไม่ถูกต้องทางวิชาการ คำตอบที่ได้จึงขัดแย้งกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป

สอง กระแสสังคมไทยมักจะเชื่ออะไรง่ายๆ โดยไม่ค้นหาความจริง ยิ่งบอกว่าเป็นงานวิจัยของทางราชการโดยนักวิชาการระดับด็อกเตอร์ก็ยิ่งจะเชื่อกันไปใหญ่ แม้แต่ในคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหนึ่งยังได้ระบุในบางตอนว่า “โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่ออนุรักษ์และรักษาพันธุ์สัตว์ป่า…มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการตัดไม้ทำลายป่าของราษฎร จึงมีเหตุให้คู่มือการคำนวณค่าเสียหาย (ตามเอกสาร) มีลักษณะน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น”

สาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศเรา จากข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการพบว่า มีราษฎรอาศัยอยู่ในเขตป่าที่มีปัญหาร่วมสองล้านคนทั่วประเทศ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังได้เขียนไว้ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลว่าจะ “แก้ปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน”

คราวนี้เรามาดูวิธีคิด วิธีการศึกษาของงานวิจัยชิ้นนี้กันครับ เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบาย ผมขอเสนอภาพประกอบ ซ้ายมือเป็นภาพจากต่างประเทศ (เพราะภาพชัดเจนครบบริบทดี) ภาพขวามือเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัย

ผู้วิจัยของกรมอุทยานฯ (นำโดย ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล) ต้องการจะทราบว่า อุณหภูมิของอากาศในบริเวณที่มีต้นไม้ปกคลุม (หรือป่า) กับบริเวณที่เป็นที่โล่ง (ที่เกษตรกรตัดไม้) มีความแตกต่างกันเท่าใด ผู้วิจัยได้ใช้วิธีวัดอุณหภูมิของอากาศบริเวณทั้งสองตั้งแต่ 8.00-18.00 น. แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย พบว่าบริเวณที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุมมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าที่มีต้นไม้ถึง 2.2 องศาเซลเซียส

 ตรงนี้แหละครับที่เป็นที่มาของคำพูดที่ติดตลาดทั้งในภาษาสื่อมวลชนและชาวบ้านว่า “คดีโลกร้อน”

แม้แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ยังใช้คำนี้เลย คราวนี้มาถึงวิธีคิดค่าเสียหายจากเกษตรกรที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น 2.2 องศาเซลเซียส ผู้วิจัยมีวิธีคิดว่าในบริเวณพื้นที่หนึ่งไร่นั้นเคยมีต้นไม้สูงเท่าใด ให้ใช้ความสูงเฉลี่ยของต้นไม้คูณด้วยพื้นที่ที่ถูกตัดไม้ คำตอบที่ได้จึงออกมาเป็นปริมาตร

จากนั้นก็คิดต่อไปว่า ถ้าจะทำให้อุณหภูมิของอากาศในปริมาตรที่ได้ให้ลดลงมาเท่าเดิม (ก่อนที่ไม้จะถูกตัด) จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด ผู้วิจัยก็คิดจากเกณฑ์ที่ว่า สมมติว่านำเครื่องปรับอากาศ (แอร์) ไปติดตั้งในห้องของอาคารที่มีปริมาตรเท่ากับปริมาตรดังกล่าวจะต้องเสียค่ากระแสไฟฟ้าเท่าใด โดยคิดค่าไฟฟ้าหน่วยละ 2.50 บาท คำตอบจึงได้มาประมาณสี่หมื่นห้าพันกว่าบาท

คิดเฉพาะค่าไฟฟ้าหน่วยละ 2.50 บาทนะ ไม่คิดค่าเครื่องปรับอากาศ นี่เป็นความเมตตาของกรมอุทยานฯ ขนาดไหนแล้ว! (ประโยคนี้ผมพูดเอง)

ประเด็นที่เป็นปัญหาแรกก็คือว่า ทำไมผู้วิจัยจึงเลือกวัดอุณหภูมิของอากาศเฉพาะในช่วงเวลา 8 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นเท่านั้น ทำไมไม่วัดให้ครบตลอด 24 ชั่วโมง

ในที่ประชุมของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ด้านสิทธิชุมชนที่มีนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เป็นประธาน) ได้เชิญทั้งผู้วิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่องานวิจัยชิ้นนี้ ผมเองได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงกลางวันอุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศในที่โล่งสูงกว่าในบริเวณที่มีต้นไม้ก็จริง แต่ในช่วงกลางคืนจะสลับกัน คืออุณหภูมิในที่โล่งจะต่ำกว่า ดังนั้น เมื่อเฉลี่ยครบทั้งวันคือ 24 ชั่วโมง อุณหภูมิของอากาศทั้งสองบริเวณจึงไม่ต่างกันหรือต่างกันก็น้อยมากขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการตัดไม้

ในการประชุมครั้งล่าสุด (28 ก.พ.55) ผู้วิจัยคนเดิมได้นำเสนอผลการเปรียบเทียบโดยการวัดตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่แห่งหนึ่งพบว่า อุณหภูมิต่างกันเพียงแค่ 0.4 องศาเซลเซียสเท่านั้น ไม่ใช่ 2.2 ดังแต่ก่อน

 อ้าว! มันต่างจากเดิมถึง 5-6 เท่าตัวนะ ถ้าอย่างนั้นค่าเสียหายก็ควรจะลดลงไปเยอะด้วยซิ!

 ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ผมได้เรียนไปว่าจากสมการที่แสดงในรูปทางขวามือพบว่า ผลจากแบบจำลองขัดแย้งกับสามัญสำนึก คือ ถ้าสภาพป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ (ตัวเลขในแกนนอนของกราฟ) มีค่าเท่ากับ 12 ซึ่งแทนสภาพป่าร้างที่ถูกเผาทุกปี ทำไมอุณหภูมิของอากาศจึงไม่สูงขึ้นแต่กลับติดลบเสียด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ถ้าผลของแบบจำลองมีความถูกต้องจริง ก็แสดงว่ายิ่งทำให้ป่าหมดไปก็ยิ่งทำให้อุณหภูมิของอากาศเย็นลงซิ ผู้วิจัยตอบว่า “ข้อมูลนี้จะต้องปรับอีก”

ผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมแบบจำลองนี้จึงไม่ระบุขีดจำกัดหรือมีเงื่อนไขอะไรบ้าง”

คุณหมอนิรันดร์ได้ตั้งข้อสังเกตพร้อมมอบหมายเป็นการบ้านต่อผู้วิจัยว่า “ในการผลิตยา เภสัชกรยังมีขีดจำกัดว่า ยาตัวนี้ใช้กับคนไข้ประเภทใดบ้าง แพทย์ผู้จ่ายยาให้คนไข้จะได้ทราบเงื่อนไข” พร้อมกับขอร้องว่า “ช่วยเขียนข้อจำกัดมาให้ด้วย”

หลังจากเลิกประชุมซึ่งห้องประชุมอยู่ในอาคารบีของศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ผมเดินผ่านห้องโถงที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับสนามฟุตบอล ภายในบริเวณนี้มีการติดเครื่องปรับอากาศทั้งหลัง (ผมรู้สึกอย่างนั้น คือเย็นกว่าอากาศนอกอาคาร) ผมตั้งคำถามกับตนเองว่า “คนทำงานก็อยู่ในห้องของอาคาร แต่มีที่โล่งขนาดใหญ่โตมโหฬารสูงเท่าตึก 10 ชั้นมีหลังคาปกคลุม เขาติดแอร์ทำไม” ผมนึกขึ้นมาในใจว่า

ทำไมไม่มีใครไปฟ้องศาลบ้างว่า ผู้บริหารและผู้ออกแบบอาคารศูนย์ราชการแห่งนี้คือผู้ทำให้โลกร้อนบ้างนะ คนพวกนี้แหละที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวจริงทั้งที่ไม่จำเป็นต้องปล่อยก็ได้

ภาพ: http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9550000031861

แต่งตั้ง (6 มีนาคม 2555)

1.  ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 ตุลาคม  2554
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 4 ตุลาคม  2554 กรณีการแต่งตั้ง นายสมใจ  โตศุกลวรรณ์  เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข  จากเดิม ให้มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ เป็น ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ  (4 ตุลาคม 2554)
เป็นต้นไป  ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอ

        2.  รัฐบาลสาธารณรัฐตูนิเซียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัคราชทูตประจำประเทศไทย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัคราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐตูนิเซียมีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายมุฮัมมัด อันตาร์ (Mr. Mohamed Antar) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัคราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐตูนิเซียประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงจาการ์ตา สืบแทน นายไฟซาล กูยา (Mr. Faysal Gouia) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

        3.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งนายชูกิจ  ลิมปิจำนงค์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ แทนพลตรี อภิชาติ  นพเมือง ซึ่งขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2549 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        4.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาด
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาด แทน นายประสิทธิ์  ทะรักษา ซึ่งได้พ้นจากตำแหน่งก่อนถึงวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        5.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) แทนตำแหน่ง  ที่ว่าง
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแต่งตั้ง นายเศรษฐา  ศิระฉายา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปวัฒนธรรม ภาพยนตร์ ดนตรี โทรทัศน์ แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        6.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ตามนัยมาตรา 13 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 จำนวน 6 คน ดังนี้ 1. นายปีติพงศ์  พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการ 2. นายปิยะสกล  สกลสัตยาทร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านชีววิทยาศาสตร์ 3. นายอมเรศ  ภูมิรัตน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านชีววิทยาศาสตร์ 4. นายสาธิต  ชาญเชาวน์กุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจและการลงทุน 5. นายพินิจ  กังวานกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจและการลงทุน 6. นายปรีชา  พันธุ์ติเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        7.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการแบบผังภูมิ
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการแบบผังภูมิ ตามนัยมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ. 2543 จำนวน 12 คน ดังนี้ 1. นายเอกชัย       ลีลารัศมี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 2. นายวัลลภ  สุระกำพลธร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 3. นายชูเกียรติ  รัตนชัยชาญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขานิติศาสตร์ 4. นายพินิจ  กำหอม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 5. นายพินัย ณ นคร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขานิติศาสตร์ 6. นายประดนเดช  นีละคุปต์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 7. นายบุญโชติ      เผ่าสวัสดิ์ยรรยง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิทยาศาสตร์ 8. นายวชิระ จงบุรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 9. นายสันติ  รัตนสุวรรณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ สาขาวิทยาศาสตร์ 10. นายประสงค์  ปราณีตพลกรัง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 11. นางกนิษฐ  เมืองกระจ่าง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขาอุตสาหกรรม 12. นายไพบูลย์  อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน สาขานิติศาสตร์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        8.  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นักบริหารระดับสูง) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นางฐะปานีย์  อาจารวงศ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านประสานกิจการภายในประเทศ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป    

        9.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดใหม่ จำนวน 10 คน ดังนี้ 1. นายณรงค์ศักดิ์  อังคะสุวพลา ประธานกรรมการ 2. นายไพจิตร  วราชิต กรรมการ 3. นางวีรวรรณ  แตงแก้ว กรรมการ 4. นางอัจนา  ไวความดี กรรมการ 5. นายกายสิทธิ์  พิศวงปราการ กรรมการ   6. นายณรงค์  สหเมธาพัฒน์  กรรมการ 7. นายพิพัฒน์  ยิ่งเสรี กรรมการ 8. นายสุพรรณ  ศรีธรรมมา กรรมการ 9. นายเรวัติ  วิศรุตเวช กรรมการ 10. นายช. นันท์  เพ็ชญไพศิษฎ์ กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) โดยกรรมการลำดับที่ 2,4,5 และ 9 เป็นกรรมการจากบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจที่จัดทำโดยกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป
 
        10.  แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้ง นายณัฏฐชัย  ศรีรุ่งสุขพินิจ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

        11.  แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 (คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งนายคณิศ  แสงสุพรรณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการคลัง) ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2555 เป็นต้นไป

    12.  แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)
    คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ปคร. ของส่วนราชการ ดังนี้
บัญชีรายชื่อผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร.

    
 



ส่วนราชการ


รายชื่อ ปคร.


1.  รองนายกรัฐมนตรี

     (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)


นางสาวจิราพร พัฒนากิจการเจริญ

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ


2.  รองนายกรัฐมนตรี

     (พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา)


พลเอก จงศักดิ์ พานิชกุล

รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง


3.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

     (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล)


นายอาชัญ รุจิระชุณห์

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ

รักษาการนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ


4.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

     (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล)


นายญาณทัธ สิริวัฒน์

นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการพิเศษ


5.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

     (นางนลินี ทวีสิน)


นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ

เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 


6.  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี


นายธีรภัทร สันติเมทนีดล

รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี


7.  สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี


นางสาวสิบพัน วนวิสุทธิ์

รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี


8.  สำนักข่าวกรองแห่งชาติ


นายฉัตรพงศ์ ฉัตราคม

รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ


9.  สำนักงบประมาณ


นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ

รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ


10. สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ


นายอดิศักดิ์ ตันยากุล

รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ


11. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ


นายอาวุธ วรรณวงศ์

รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ


12. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ

รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ


13. กระทรวงกลาโหม


พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์

รองปลัดกระทรวงกลาโหม


14. กระทรวงการคลัง


นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์

รองปลัดกระทรวงการคลัง


15. กระทรวงคมนาคม


นายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ

รองปลัดกระทรวงคมนาคม


16. กระทรวงพลังงาน


นายอธิปัตย์ บำรุง

ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน


17. กระทรวงศึกษาธิการ


นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ


18. กระทรวงอุตสาหกรรม


นายสมชาย หาญหิรัญ

ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม


19. สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


นายโกวิทย์ เพ่งวาณิชย์

รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ


20. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ


ศาสตราจารย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ

เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ


21. ราชบัณฑิตยสถาน


นางสาวกนกวลี ชูชัยยะ

เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน


22. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน


นายสมชาย หาญหิรัญ

ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

13.  คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 และ    คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร          เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี  ที่ 56/2555  เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555
        ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2555 นับเป็นมหามงคลพิเศษยิ่งที่ปวงชนทุกหมู่เหล่าจะได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดี ถวายเป็นราชสักการะ ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนจะได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ
        ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
        องค์ประกอบ  ประกอบด้วย ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ    ประธานรัฐสภา    ประธานศาลฎีกา      ประธานวุฒิสภา    เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ  นายกรัฐมนตรี     เป็นประธานกรรมการ  รองนายกรัฐมนตรีทุกท่าน เป็นรองประธานกรรมการ   กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทุกท่าน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม      เลขาธิการพระราชวัง  ราชเลขาธิการ  ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ    ปลัดกระทรวงกลาโหม    ปลัดกระทรวงการคลัง  ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ  ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ปลัดกระทรวงคมนาคม  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ปลัดกระทรวงพลังงาน  ปลัดกระทรวงพาณิชย์  ปลัดกระทรวงมหาดไทย  ปลัดกระทรวงยุติธรรม  ปลัดกระทรวงแรงงาน  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ      ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมปลัดกรุงเทพมหานคร   สมุหราชองครักษ์    ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ผู้บัญชาการทหารบก  ผู้บัญชาการทหารเรือ    ผู้บัญชาการทหารอากาศ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ    อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์    อธิบดีกรมศิลปากร  โดยมี    ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ  รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายพันธุ์ชัย วัฒนชัย)  ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี  (นางปราณี สริวัฒน์) ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและกิจการพิเศษ  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี   และผู้อำนวยการสำนักพิธีการและเลขานุการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
        อำนาจหน้าที่
        1.  กำหนดรูปแบบ  แนวทางการจัดงาน    โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ   เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80  พรรษา 12 สิงหาคม 2555                              ให้สมพระเกียรติ
        2.  พิจารณามอบหมายภารกิจตามแผนงาน  โครงการ  และกิจกรรมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
        3.  แต่งตั้งคณะกรรมการ  คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร
        4.  ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
        ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555  เป็นต้นไป
    
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 57/2555   เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555
        ด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2555  นับเป็นมหามงคลพิเศษยิ่งที่ปวงชนทุกหมู่เหล่าจะได้ร่วมแสดงความกตัญญูกตเวที   น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ   และแสดงความจงรักภักดีถวายเป็นราชสักการะ ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนจะได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างสมพระเกียรติ
        ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร   เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
        องค์ประกอบ ประกอบด้วย ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ  ประธานรัฐสภา  ประธานศาลฎีกา    ประธานวุฒิสภา    เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ  นายกรัฐมนตรี    เป็นประธานกรรมการ  รองนายกรัฐมนตรีทุกท่าน เป็นรองประธานกรรมการ  กรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทุกท่าน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม      เลขาธิการพระราชวัง  ราชเลขาธิการ  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เลขาธิการคณะรัฐมนตรีผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  ปลัดกระทรวงกลาโหม  ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์      ปลัดกระทรวงมหาดไทย      ปลัดกระทรวงยุติธรรม  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม    ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ     ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  ปลัดกรุงเทพมหานคร    สมุหราชองครักษ์         ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ผู้บัญชาการทหารบก  ผู้บัญชาการทหารเรือ    ผู้บัญชาการทหารอากาศ    ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์    อธิบดีกรมศิลปากร  เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ  รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายพันธุ์ชัย วัฒนชัย)  ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (นางปราณี สริวัฒน์)
ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและกิจการพิเศษ  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  และผู้อำนวยการสำนักพิธีการและเลขานุการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
        อำนาจหน้าที่
        1.  กำหนดรูปแบบ แนวทางการจัดงาน โครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555  ให้สมพระเกียรติ
        2.  พิจารณามอบหมายภารกิจตามแผนงาน โครงการ   และกิจกรรมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
        3.  แต่งตั้งคณะกรรมการ  คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานฝ่ายต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร
        4.  ดำเนินการอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
        ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.  2555  เป็นต้นไป

  

   
 

ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 2(6 มีนาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 2 ก่อนกระทรวงคมนาคมดำเนินการต่อไปตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
        คค. รายงานว่า
        1. คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก หรือ เอสแคป (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific – UNESCAP) ได้จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการขนส่งเป็นประจำทุก ๆ ห้าปี เพื่อเป็นเวทีสำหรับการพบปะหารือระหว่างผู้กำหนดนโยบายของประเทศสมาชิกเอสแคปเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยการประชุมรัฐมนตรีขนส่ง ครั้งที่ 1 ได้ถูกจัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 12 พฤศจิกายน 2549 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งที่ประชุมได้ให้การรับรองปฏิญญาปูซานว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้แผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคระยะที่ 1 (ปี 2007 – 2011) และจากผลการประชุมประจำปีของเอสแคป เมื่อวันที่ 19 – 25 พฤษภาคม 2554 ที่ประชุมได้เรียกร้องให้เอสแคปจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการขนส่งขึ้นในปี 2011 เพื่อประเมินผลการดำเนินงานในระดับภูมิภาคตามแผนงานเพื่อการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ระยะที่ 1 (ปี 2007 – 2011) ของปฏิญญากรุงเทพฯว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชีย และพิจารณาให้การรับรองแผนการดำเนินงานในระดับภูมิภาคสำหรับระยะที่ 2 (ปี 2012 - 2016) แต่เนื่องจากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายปี 2011 เอสแคป  จึงขอเลื่อนกำหนดการประชุมดังกล่าวออกไปเป็นช่วงต้นปี พ.ศ. 2555
        2. ภายหลังจากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้คลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เอสแคปได้แจ้งกำหนดการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส สมัยที่ 2 เป็นระหว่างวันที่ 12 – 16 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
        3. สาระสำคัญของร่างปฏิญญา
            - ร่างปฏิญญารัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกสมัยที่ 2  เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของรัฐมนตรีคมนาคมของประเทศสมาชิก (Members) และประเทศสมาชิกสมทบ (Associate Members) ของเอสแคปในการพัฒนาด้านการคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานและการบริการด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ และมีความปลอดภัยในภูมิเอเชียและแปซิฟิก และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทุกประเทศในภูมิภาคนี้ รวมทั้งเรียกร้องให้เลขาธิการบริหารของเอสแคปสานต่อการปฏิบัติตามปฏิญญาปูซานและร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคสำหรับการพัฒนาการขนส่งในเอเชียและแปซิฟิก ระยะที่ 2 (the Regional Action Programme for Transport Development in Asia and the Pacific, Phase II, 2011 – 2016) และการประชุมครั้งนี้จะมีการพิจารณาร่างเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่
            - ร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคสำหรับการพัฒนาการขนส่งในเอเชียและแปซิฟิกระยะที่ 2 (the Regional Action Programme for Transport Development in Asia and the Pacific, Phase II, 2011 – 2016) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการระหว่างปี ค.ศ. 2012 – 2016 ที่จะสานต่อและเสริมสร้างความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนจากการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการฯ ระยะที่ 1 และพัฒนาสู่การเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเพื่อเสริมสร้างการเชื่อมต่อทั้งภายในและระหว่างภูมิภาคภายใต้ความร่วมมือเพื่อพัฒนาและการเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางทางหลวงสายเอเชีย (Asian Highway) เส้นทางรถไฟสายทรานส์เอเชีย (Trans – Asian Railway) และท่าเรือบก (dry ports) ตลอดจนเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างยุโรปและเอเชีย การสนับสนุนทางการเงินในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาระบบการขนส่ง
            - ร่างกรอบการดำเนินงานทางยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคสำหรับการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ (the Regional Strategic Framework for the Facilitation of  International Road  Transport) ที่เป็นส่วนหนึ่งของการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยกรอบการดำเนินงานดังกล่าวได้เสนอแนวทางสำหรับประเทศสมาชิกและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของประเทศนั้น ๆ ในการจัดทำนโยบาย ความตกลง แผน และโครงการ ตลอดจนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเร่งรัดให้เกิดการพัฒนาด้านการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ

 

ขอความเห็นชอบโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย (Industrial Energy Efficiency : IEE)(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทั้ง 2 ข้อ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้
        1. ให้ อก. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน (พน.) ดำเนินโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ (Industrial Energy Efficiency : IEE) ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
        2. ให้ปลัด อก. ลงนามหนังสือตอบรับการเข้าร่วมดำเนินโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย (Industrial Energy Efficiency : IEE) ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
        ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
        อก. รายงานว่า
        1. อก. โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พน. และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมจัดทำความร่วมมือทางด้านวิชาการภายใต้โครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ (Industrial Energy Efficiency : IEE) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management Standard System) ในโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต
        2. อก. ในฐานะหน่วยประสานงานโครงการ ได้ร่วมกับ UNIDO จัดทำร่างข้อเสนอโครงการ IEE ฉบับสมบูรณ์ (The project document) เสนอให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Facility : GEF) พิจารณา และ GEF ได้ตอบรับที่จะให้การสนับสนุนข้อเสนอโครงการ IEE ดังกล่าว เป็นระยะเวลา 5 ปี ในรูปเงินสด (In cash) เป็นจำนวนเงิน 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย อก. พน. และธนาคารพาณิชย์ จะสนับสนุนงบประมาณที่อยู่ในรูปเงินสด (In cash) และที่ไม่อยู่ในรูปของเงินสด (In kind) เป็นจำนวนเงิน 15.645 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
        3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางกับกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกในประเทศไทย (GEF Operational Focal Point) มีอำนาจในการพิจารณาให้การรับรองข้อเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจาก GEF ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ได้รับรองโครงการ IEE ตามหนังสือ ทส. ที่ 0204/1604 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551
        4. โครงการ IEE ดำเนินงานภายใต้แนวทางการบริหารโครงการระดับประเทศของ UNIDO ในการใช้งบประมาณและการบริหารโครงการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ผลสัมฤทธิ์ และแผนงาน โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับและดูแลโครงการตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management Standard System) ในโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Standard of Energy Management System) สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต รวมทั้งช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีในการค้า (Non – Tariff Barrier) ที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งประเทศไทยในฐานะของประเทศที่มีศักยภาพเป็นผู้นำในกลุ่ม ASEAN สามารถที่จะเป็นแกนกลางสำหรับการรณรงค์กระตุ้นให้เกิดการสร้างมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันในกลุ่ม ASEAN โครงการ IEE มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่
            4.1 ระบบการจัดการพลังงานที่สอดคล้องกับระบบมาตรฐานการจัดการพลังงานหรือ ISO 50001 (ISO compliant energy management system)
            4.2 การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม (Industrial energy system optimization) เน้นกิจกรรมด้านการฝึกอบรม และประยุกต์ใช้ระบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในอุปกรณ์จำพวกหม้อน้ำ เครื่องอัดอากาศ พัดลม และปั๊ม
            4.3 การเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอุตสาหกรรม (Enhancement of industrial EE financing capacity) เน้นด้านการให้สถานประกอบการกู้ยืมเงิน (จากเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ร่วมกับสถาบันการเงิน
            4.4 การดำเนินโครงการระบบการจัดการด้านพลังงานและการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน (Implementation of energy management and systems optimization project) เน้นด้านการนำการประเมินระบบและมาตรฐานการจัดการพลังงานไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
            4.5 การบริหารโครงการ
                4.5.1 โครงการ IEE ได้มีการคัดเลือกประเภทอุตสาหกรรมการผลิตไว้ 6 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & beverage) อุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textiles) อุตสาหกรรมเคมี (Chemicals) อุตสาหกรรมพลาสติกและยาง (Plastic & rubber) อุตสาหกรรมอโลหะ (Non - metallic) และอุตสาหกรรมโลหะมูลฐาน (Basic metal)
                4.5.2 โครงการ IEE จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและดูแลโครงการ (Project Steering Committee) โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อก. เป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
                4.5.3 การดำเนินโครงการ IEE จะก่อให้เกิดผลผลิตที่สำคัญ ดังนี้
                    (1) เอกสารประกอบการฝึกอบรมและเครื่องมือในการบริหารจัดการพลังงาน (ISO 50001) และการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการใช้พลังงาน
                    (2) รณรงค์ให้โรงงานอุตสาหกรรมตระหนักเกี่ยวกับระบบ ISO 50001
                    (3) ผู้เชี่ยวชาญไทยจำนวน 50 คน และเจ้าหน้าที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 300 คน ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ระบบการบริหารจัดการพลังงาน
                    (4) ผู้เชี่ยวชาญไทยจำนวน 50 คน และเจ้าหน้าที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 250 คน ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน
                    (5) เกิดเครือข่ายด้านพลังงานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
                    (6) ธนาคารและสถาบันการเงินมีขีดความสามารถในการพิจารณาให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
                    (7) โรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 50 แห่ง มีการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับระบบ ISO 50001
                    (8) โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 50 แห่ง มีการดำเนินงานในการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน
                4.5.4 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเป็นเงินทุนร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ในรูปเงินสด (In cash) 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย อก. พน. และธนาคารพาณิชย์สนับสนุนงบประมาณที่อยู่ในรูปเงินสด (In cash) และที่ไม่อยู่ในรูปของเงินสด (In kind) เป็นจำนวนเงิน 15.645 ล้านดอลลาร์สหรัฐประกอบด้วย
                    (1) เงินสนับสนุนจาก GEF ภายใต้แนวทางการบริหารโครงการระดับประเทศของ UNIDO ในการใช้งบประมาณและการบริหารโครงการจำนวน 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    (2) อก. สนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด (In kind) จำนวน 2.445 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    (3) พน. โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด จำนวน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเงินกู้ผ่านสถาบันการเงิน จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                    (4) สถาบันการเงิน จำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้
                    - ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สนับสนุนเงินกู้ จำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    - ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย สนับสนุนเงินกู้ จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุนพัฒนาเอเชีย (ADF) ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI (6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทั้ง 3 ข้อ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ  ดังนี้
         1. เห็นชอบให้เข้าร่วมการบริจาคเพิ่มทุนกองทุนพัฒนาเอเชีย [Asian Development Fund (ADF)] ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI  
         2. เห็นชอบให้บริจาคเงินในวงเงินไม่เกิน 160 ล้านบาท และให้คงสัดส่วนการบริจาคส่วนบริจาคพื้นฐานไม่ต่ำกว่าการเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 9 ของกองทุน ADF X
         3. เห็นชอบ Instrument of Contribution หรือ Promissory Note ของการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI
    ทั้งนี้  ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
         สาระสำคัญของเรื่อง
        กค. รายงานว่า  
         1. ADF เป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ ADB จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนแก่ประเทศสมาชิก ADB ที่มีฐานะยากจนในรูปแบบเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย แต่คิดค่าการบริหารเงิน (Service Charge) ในอัตราร้อยละ 1-1.5 ต่อปี ระยะเวลาการชำระหนี้คืนประมาณ 15-40 ปี โดยแหล่งเงินทุนของกองทุนฯ ส่วนใหญ่จะเป็นเงินบริจาคของประเทศสมาชิก ADB ที่มีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา  และประเทศไทยได้เข้าร่วมบริจาคในกองทุน ADF มาแล้วจำนวน 4 ครั้ง (ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2540, 19 มิถุนายน 2544, 14 พฤษภาคม 2545, 28 ธันวาคม 2547 และ 26 สิงหาคม 2551)
         2. กค. ได้เข้าร่วมประชุมการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI จำนวน 2 รอบ ซึ่งในที่ประชุมฯ ทั้ง 2 รอบได้กำหนดบทบาทและมีมติเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF XI ที่จะดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2556-2559 สรุปได้ดังนี้  
             2.1 วาระการพัฒนาในภาพรวม : ให้มุ่งเน้นการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคโดยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ (Inclusive Economic Growth) การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmentally Sustainable Growth) และการรวมตัวของภูมิภาค (Regional Integration)
             2.2 ภาคสาขาหลักในการพัฒนา : ให้มุ่งเน้นการพัฒนาด้านพลังงาน คมนาคม การศึกษา การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินและภาคเอกชน การสร้างเสริมธรรมาภิบาล และการพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Building) ของสถาบันในสาขาต่าง ๆ  
             2.3 ประเด็นสำคัญที่จะพิจารณาเป็นพิเศษ (Special Considerations) : ให้ความสำคัญกับประเด็นความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (Gender) การช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาความขัดแย้ง [Fragile and Conflict-affected Situation (FCAS)] และความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food Security) โดยที่ประชุมฯ ได้หารือแนวทางในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาความขัดแย้ง  
             2.4 การจัดสรรผลการดำเนินงาน [Performance-Based Allocation (PBA)] สำหรับกองทุน ADF XI : PBS คือ กลไกการจัดสรรแหล่งเงินจากกองทุน ADF ให้กับประเทศสมาชิกที่มีสิทธิ์  โดยการจัดสรรจะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศ [Country Performance Assessment (CPA)] โดยจะ
                 2.4.1 คงสัดส่วนการให้เงินช่วยเหลือของกองทุน ADF XI อยู่ที่ร้อยละ 4.5 สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก และร้อยละ 10 สำหรับโครงการระดับภูมิภาค  
                 2.4.2 เร่งลดระยะเวลาให้เงินช่วยเหลือกับประเทศติมอร์-เลสเต โดยให้สิ้นสุด ในปี 2555 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2557 เนื่องจากประเทศติมอร์-เลสเต มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพารับความช่วยเหลือจากกองทุน ADF น้อยลง
                 2.4.3 ขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือกับประเทศอัฟกานิสถานไปจนถึงปี 2561
         3. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า จากการประชุมเจรจาการเพิ่มทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา เห็นว่ากองทุนฯ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาความยากจนเพื่อนำไปพัฒนาในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศดังกล่าว  ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและในการประชุมเจรจาฯ ในรอบที่ 3 จะเป็นการประชุมที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการประชุมรอบสุดท้ายเพื่อสรุปประเด็นเกี่ยวกับสัดส่วนการเพิ่มทุนของแต่ละประเทศและการจัดสรรทรัพยากรจากการบริจาคมาใช้เพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ดังนั้น ในการประชุมเจรจาการเพิ่มทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI รอบ 3 ในระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2555 ณ สำนักงานใหญ่ ADB กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ กค. เห็นควรเสนอท่าทีที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินเพิ่มทุนฯ ดังนี้
             3.1 เห็นควรคงการสนับสนุนการบริจาคเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 160,000,000 บาท เพื่อให้คงสัดส่วนเพิ่มทุนในกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ของไทยอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.08 ของกองทุนทั้งหมด เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่มีความยากจน และการบริจาคเงินในกองทุน ADF เป็นการบริจาคเงินแหล่งเดียวที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ  ซึ่งตั้งแต่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้บริจาคได้แสดงให้ประเทศอื่น ๆ เห็นถึงบทบาทความเป็นผู้ให้ของประเทศไทยต่อประเทศยากจนในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด  นอกจากนี้ การเข้าร่วมการเพิ่มทุนกองทุน ADF XI จะเป็นส่วนช่วยสำคัญต่อประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง [Greater Mekong Subregion (GMS)] เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า โดยประเทศไทยจะมีบทบาทในการผลักดันให้ ADB เพิ่มความสำคัญให้แก่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาค  ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวด้วย  
             3.2 การบริจาคเงินเพิ่มทุนในครั้งนี้เป็นเงินสกุลบาท  โดยการชำระเงินบริจาคจะดำเนินการโดย กค. จะเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลัง (Promissory Notes) ประเภทจ่ายเงินเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ยแก่ ADB และมีระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบริจาคจากตั๋วสัญญาใช้เงินคลังดังกล่าว 9 ปี  ซึ่งการชำระเงินจริงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการบริจาคเงินจากกองทุนฯ ไปให้ประเทศสมาชิกกู้ต่อ ADB จึงจะนำตั๋วสัญญาใช้เงินคลังดังกล่าวมาขอขึ้นเงินสด ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ  เนื่องจากมีระยะเวลาการเบิกจ่ายยาวนาน  

 

by ThaiWebExpert