สศก.จับมือม.เกษตรศาสตร์ เปิดตัว KOFC ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษบกิจของประเทศต่างๆ ไม่ว่าประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งกระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกหน่วยเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบภาคการเกษตร อันเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งการรับทราบข้อมูลข่าวสาร การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแนวโน้มทางเศรษฐกิจทางการเกษตรที่ทันต่อสถานการณ์ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมทั้งภาคการผลิตการค้า การกำหนดนโยบายทางการเกษตร รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบายทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดมาตรการและการวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ

สศก.จึงได้ร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU-OAE ForesightCenter : KOFC) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกันระหว่างสศก. และคณะเศรษบศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีศูนย์วิจับเกษตรศาสตร์ประยุกต์ ในด้านนโยบายทางการเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาชนบทธุรกิจการเกษตร การวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบาย ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งรวบรวม วิเคราะห์และให้บริการข้อมูลที่จำเป็นทางเศรษฐกิจการเกษตรและดำเนินการสร้างเครื่องชี้วัดและการพยากรณ์ที่สามารถบอกภาวะเศรษฐกิจการเกษตรล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แล้ว ยังดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษบกิจการเกษตรของประเทศไทย และประเมินผลกระทบและรายงานเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรอีกด้วย

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ (14 สิงหาคม 2555)

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้มีการพิจารณาความพร้อมในเบื้องต้นของโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอดังนี้
1. เห็นชอบให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณากลั่นกรองรายละเอียด ความสมบูรณ์ของเอกสาร และความพร้อมของโครงการต่าง ๆ ในเบื้องต้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยพิจารณาตามขั้นตอนตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ต่อไป
2. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ตามขั้นตอนปกติต่อไป
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะนี้ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอกรอบแนวคิด (conceptual plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเพื่อพิจารณาข้อเสนอกรอบแนวคิดฯ ที่จะใช้งบประมาณเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ที่เหลืออยู่แล้ว ประกอบกับมีการส่งคำขอรับการจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยจำนวนลดลงแล้ว ดังนั้น จึงสมควรให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ข้างต้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายละเอียดของโครงการ พร้อมกับวงเงินการใช้จ่ายที่ขอรับการจัดสรรจากเงินกู้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเพื่อดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ข้อ 13 ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ อนึ่ง ในส่วนของคำขอที่ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา จำนวน 256 โครงการนั้น ให้ทั้ง 3 หน่วยงานพิจารณาต่อไปจนแล้วเสร็จโดยเร็ว

ภาคประชาชน-เอกชน หนุนกรีนพีซออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

ภาคประชาชน-เอกชน หนุนข้อเสนอ 5 ข้อของกรีนพีซ วอนรัฐออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เปิดทางเข้าถึงพลังงานสะอาด ลดภาวะโลกร้อน จี้ยุติก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน-นิวเคลียร์ เหตุเพิ่มความขัดแย้งในพื้นที่ ตะลึง! พลังงานแสงแดดไทยผลิตไฟได้ถึง 1000 วัตต์ต่อตารางเมตร

นายอนุสรณ์ สายนภา ตัวแทนจากเครือข่ายพลังงานภาคตะวันออก กล่าวในระหว่างการเข้าชมงาน “มหกรรมปฏิวัติพลังงาน ผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ณ โดมกู้วิกฤตโลกร้อน ลานราชมังคลากีฬาสถาน กล่าวว่า ในฐานะภาคประชาชนที่ได้ริเริ่มใช้พลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง เห็นด้วยที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียน และเห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ข้อของกรีนพีซ เพื่อเปิดทางให้ประเทศไทยมีพลังงานที่สะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อลดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เป็นอย่างมาก และมีประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิตจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากโครงการที่ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น นายเจริญ วัดอักษร แกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายนรินทร์ โพธิ์แดง อดีตประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เขาชะอางกลางทุ่ง อ.เขาชะเมา จ.ระยอง จากการเป็นแกนนำต้านโรงโม่หินของนักการเมืองระดับชาติของจังหวัด เป็นต้น และยังไม่รู้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตอีกหรือไม่ หากยังมีการผลักดันให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (แผนพีดีพี)

“ดังนั้น ผมจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากกว่านี้ เพราะหากดูจากการใช้ไฟฟ้าของแต่ละห้างสรรพสินค้า เชื่อว่า มีไฟฟ้าเท่าไหร่ก็ไม่พอ รัฐต้องออกกฎหมายถ้าใครใช้ไฟฟ้ามากควรผลิตไฟฟ้าเอง เพราะผมเองก็คงไม่ยอมให้ใครมาสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่บ้านผม เพราะผมไม่ได้ใช้ไฟเหล่านั้น ดังนั้น ต้องมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น” นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ส่วนตัวประดิษฐ์ใช้รถจักรยานไฟฟ้าขึ้นใช้เอง และอยากชาร์จแบตเตอรี่จากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือจากพลังงานลม แต่ไม่มีเงินลงทุนและไม่มีความรู้ ทำได้แค่เตรียมกังหันรอไว้เท่านั้น ตอนนี้ใจไปแล้วว่าอยากจะใช้พลังงานสะอาด แต่ไม่มีหน่วยใดมาให้ความรู้ จึงอยากให้รัฐสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมากกว่านี้ เชื่อว่า ประชาชนเอาด้วยแน่นอน เพราะทุกคนก็อยากให้มีอากาศบริสุทธ์อยู่กับเราตลอดไป

ด้าน นายวิรัตน์ ตรีโชติ ตัวแทนกลุ่มศูนย์เกษตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมชุมชนคีรีวง ซึ่งเป็นชุมชนที่ริ่เริ่มการใช้กังหันน้ำในการผลิตไฟฟ้า ใน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวเสริมว่า การใช้กังหันน้ำใน จ.นครศรีธรรมราช เริ่มมีการขยายไปในหลายอำเภอ แต่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้น้ำตกที่แรงเท่านั้น ถึงจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตได้ประมาณ 300-1,000 วัตต์ สามารถใช้ประโยชน์ในการเกษตร แต่ต้องพัฒนาอีกมาก เพราะระบบไฟยังไม่สม่ำเสมอ ผลจากการทำกังหันน้ำ คือ ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะยังสามารถนำน้ำไปใช้ได้เหมือนเดิม ซึ่งหากเทียบกับพลังงานปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ด้านหนึ่งเราอาจจะได้รับความสะดวกสบาย แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก เห็นได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากสภาวะโลกร้อน

“อยากให้รัฐบาลออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เพื่อทำให้มีกลไกต่างๆ เอื้อให้ชาวบ้านผลิตพลังงานเองได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือพลังงานน้ำ แบบที่กลุ่มคีรีวง ทำอยู่ เนื่องจากที่ผ่านมา เราประสบปัญหาและต้องลองผิดลองถูกกันหลายครั้ง เพราะชาวบ้านขาดความรู้ ดังนั้น ควรมีการให้ความรู้อย่างจริงจังที่ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมด้วย โดยรัฐและประชาชนสมทบเงินทำโครงการร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เชื่อว่า หากมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นจริงจะสามารถปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ ได้” นายวิรัตน์ กล่าว

ด้าน นายวิสูจน์ มาตรเลี่ยม วิศวกร จากบริษัท อีเนอร์คิว จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ กล่าวว่า การที่จะทำให้พลังงานหมุนเวียนเป็นจริงได้ ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยต้องมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการลงทุน เช่นให้เอกชนผลิตและขายให้รัฐ และรัฐก็ขายให้ประชาชน เพราะพลังงานหมุนเวียนมีการลงทุนที่สูงมาก แต่ในระยะยาวถือว่าคุ้ม ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สูงมาก เพราะสามารถผลิตได้ถึง 1,000 วัตต์ต่อตารางเมตร โดยเฉพาะใน จ.ลพบุรี ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกผลิตได้แค่ 100 วัตต์ต่อตารางเมตร เท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลควรวางแผนให้มีการใช้พลังงานสะอาดในอนาคคต ไม่ว่าจะเป็น พลังงานจากชีวมวล พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ เพราะอีกไม่นานพลังงานที่ใช้กันอยู่ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ก็คงจะหมดไป

“หากแต่ละบ้านจะลงทุนติดแผงโซลาร์เซลล์ ผมคิดว่า คงประมาณหลังละ 250,000 บาท ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดา คงไม่มีใครลงทุน เพราะกว่าจะคุ้มทุนคงหลายปี แต่ถ้ารัฐบาลช่วยสมทบทุนเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็ถือว่าเป็นเรื่องคุ้มค่า ผมสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์เต็มที่ เพราะแสงแดดไม่ได้ซื้อ และข้อมูลทางวิชาการ ระบุชัดเจนว่า พลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์แค่ 11 เมกะวัตต์ สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 30,000 ตัน โลกเราใกล้จะพังแล้ว เพราะโลกร้อนขึ้นมาก ดังนั้น เราต้องช่วยกันเพื่อลดสภาวะโลกร้อน” นายวิสูจน์ กล่าว

ทั้งนี้ กรีนพีซได้จัดมหกรรม “ปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ที่ลานราชมังคลากีฬาสถาน โดยเสนอหลักการ 5 ข้อ เพื่อทำให้กฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่กระทรวงพลังงานกำลังยกร่างอยู่ในขณะนี้ สามารถแก้วิกฤตพลังงานไทย โดย 1.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาและการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและยั่งยืนเป็นอันดับแรก ผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถเข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่นๆ 2.ทุกคน ทุกบ้าน ทุกหย่อมหญ้า สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียน เพื่อใช้และขายเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน 3.การบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องมีความโปร่งใสและราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีความเป็นธรรม 4.ต้องมีการจัดตั้งกองทุนและพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุกจังหวัด และเพิ่มอัตราการจ้างงานจากการลงทุนและการดำเนินงานระบบพลังงานหมุนเวียนที่ สะอาดและยั่งยืน 5.ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และยั่งยืนแทนไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิล เพื่อสร้างจิตสาธารณะร่วมกัน ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม โดยกรีนพีซเริ่มการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทั้งทางออนไลน์และการ จัดกิจกรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อระดมพลังประชาชนอย่างน้อย 55,555 คน เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมาย พลังงานหมุนเวียนฉบับแรกของไทยโดยเร็วที่สุด

ประชุมเชิงปฏิบัติการ พลังงานหมุนเวียนและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

2012-08-15 08:30
2012-08-15 17:00

วันพุธที่ 15 สิงหาคม 2555 เวลา 8.30 - 17.00 น.
ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรม เดอะสุโกศล (สยามซิตี้เดิม)

จัดโดย
The Delegation of the European Union to Thailand (EU)และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุุรักษ์พลังงาน
กระทรวงพลังงาน

สามารถดาวน์โหลดความเป็นมาและกำหนดการได้ตามด้านล่าง
และลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์ได้ที่

http://tec-ii.net/online-reg.htm

ภาพ: http://12degreesoffreedom.blogspot.com/2012/02/driven-by-renewable-energ...

แต่งตั้ง (7 สิงหาคม 2555)

        1) รัฐบาลรัฐอิสราเอลเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐบาลรัฐอิสราเอลเสนอขอแต่งตั้ง นายชีมอน โรเดด (Mr. Simon Roded) ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งรัฐอิสราเอลประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายอิตซ์ฮัก โชฮัม (Mr. Itzhak Shoham) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

        2) แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช จำนวน 12 คน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบวาระสองปีแล้ว โดยมีรายชื่อดังนี้ 1.*นายณัฐ  โฆษิวากาญจน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคเหนือ 2. นายสำอาง แก้วประดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคกลาง 3. นายเกรียงไกร  ไทยอ่อน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4. นางประมวญ  พงษ์ไพบูลย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคตะวันออก 5. นายวิเชียร เจียระธรรม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคตะวันตก 6. นายสัญญา  ปานสวี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกรภาคใต้ 7. รศ.ธีระ  เอกสมทราเมษฐ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นนักวิชาการด้านปรับปรุงพันธุ์พืชจากสถาบันการศึกษา 8. รศ.เสวียน  เปรมประสิทธิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นนักวิชาการด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจากสถาบันการศึกษา 9. นางอณัญญา  หงษา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์การพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเกษตร 10. นางสาวกิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์การพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 11. นายสุพล  ธนูรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืช 12. รศ.จวงจันทร์  ดวงพัตรา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์พืช *กรรมการชุดเดิม ดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่สอง (นับรวมที่ได้รับแต่งตั้งในครั้งนี้)

        3) การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ จำนวน 2 ราย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอดังนี้
1. นายสมปอง สงวนบรรพ์ เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูดาเปสต์ สาธารณรัฐฮังการี
        2. นายธัชชยุติ ภักดี รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
        ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        4) การโอนข้าราชการประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงมหาดไทยและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติรับโอนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอ ดังนี้
1. นายประมุข ลมุล รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (นักบริหารระดับสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย
2. นายมณฑล สุดประเสริฐ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (นักบริหารระดับต้น) กรมโยธา        ธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้  (นักบริหารระดับสูง) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ตกลงยินยอมการโอนด้วยแล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        5) ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายสมเกียรติ ศิริวัฒนโชค รองผู้อำนวยการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        6) แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายชวลิต  ชูขจร รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

       

 

ขอความเห็นชอบจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) ระหว่างสำนักงานความร่วมมือในการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์กับกรมประมงแห่งราชอาณาจักรไทย (7 สิงหาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
         1. อนุมัติให้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านประมงระหว่างสำนักงานความร่วมมือในการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Norwegian Agency for Development Cooperation : Norad) และกรมประมงแห่งราชอาณาจักรไทย ตามร่างที่ กษ. เสนอ  
         2. อนุมัติให้จัดทำ Exchange of letters (Addendum) เพื่อเป็นการดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Institute of Marine Research : IMR) และกรมประมง
         3. อนุมัติในหลักการว่าก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) และ Exchange of letters (Addendum) ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้อยู่ในดุลยพินิจของ กษ. และกระทรวงการต่างประเทศ (กต.)
         4. อนุมัติให้อธิบดีกรมประมงเป็นผู้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) และ Exchange of letters (Addendum)
         5. มอบหมายให้ กต. จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้อธิบดีกรมประมงในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือฯ และ Exchange of letters (Addendum)
        สาระสำคัญของเรื่อง
         กษ. โดยกรมประมงร่วมกับ Norad ได้ลงนามความตกลงความร่วมมือทางวิชาการไทย-นอร์เวย์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เพื่อดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ Post-Tsunami Assessment of the Living Marine Resources and Development of a Strategic Plan of Sustainable Marine Fish Farming และโครงการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม 2549 หลังจากนั้น กรมประมงและ Norad ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) เกี่ยวกับการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลและการประเมินแหล่งทรัพยากรการประมงในทะเลอันดามัน (Agreement between the Norwegian Agency for Development Cooperation and The Department of Fisheries, Thailand regarding development cooperation concerning Development of Marine and Assessment of Fisheries Resource in Andaman Sea, Thailand) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการต่อเนื่องระยะที่ 2 รวม 3 ปี (2549-2552) โครงการสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2552
        2. กรมประมงและ Norad เห็นพ้องที่จะเสนอโครงการย่อย Towards an assessment-based management of Andaman Sea fishery resources 2011-2014 ที่จะดำเนินการในปี พ.ศ. 2554-2557 เป็นเวลา 4 ปี ภายใต้โครงการ “Development of Marine Aquaculture and Assessment of Fisheries Resources in Andaman Sea, Thailand (2006-2009) ซึ่งรัฐบาลนอร์เวย์ โดย Norad ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและมอบหมายให้สถาบันวิจัยทางทะเลแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Institue of Marine Research : IMR) เป็นผู้ดำเนินโครงการร่วมกับกรมประมง ซึ่งข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) เป็นข้อตกลงความร่วมมือที่จัดทำขึ้นภายใต้โครงการ Development of Marine Aquaculture and Assessment of Fisheries Resources in Andaman Sea, Thailand (2006-2009) ที่กรมประมงและ Norad ได้ลงนามแล้วเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2550 ซึ่งจะใช้เป็นข้อกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อการสนับสนุนโครงการย่อย Towards an assessment-based management of Andaman Sea fishery resources 2011-2014 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1 Contribution of Norad ข้อตกลงด้านการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจาก Norad จำนวน 3.99 ล้านนอร์วิเจียนโครน (Norwegian Kroner : NOK) รายละเอียดเกี่ยวกับเงินดอกเบี้ย เงินเหลือจ่าย
             2.2 Disbursements to Department of Fisheries (DOF) การจัดสรรเงินโครงการ การจัดการบัญชีธนาคาร การจัดทำใบสำคัญรับเงิน ระเบียบการเบิกจ่าย  
             2.3 Consultations การประชุมประจำปี การจัดทำบัญชีการหารือ (Agree Minutes)
             2.4 Reports ข้อกำหนดแนวทาง/ระยะเวลาในการจัดทำรายการต่อสำนักงานความร่วมมือในการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Norad) ประกอบด้วย Progress report, Financial statement, Work plan, Final report
             2.5 Audit การตรวจสอบด้านการเงิน การกำหนดผู้ตรวจบัญชี การจัดทำ Audit report การตรวจสอบรับรองบัญชี
             2.6 Steering Committee การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการร่วม  
         3. ในการดำเนินการตามความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) และ Exchange of letters (Addendum) ดังกล่าว มีความจำเป็นต้องทำการลงนาม 2 ระดับ ดังนี้  
             3.1 การลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (Arrangement of Cooperation) ระหว่าง Norad และกรมประมง
             3.2 การลงนาม Exchange of letters (Addendum) ระหว่างสถาบันวิจัยทางทะเลแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ (IMR) และกรมประมง

       

 

การจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเช็ก (7 สิงหาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
         1. เห็นชอบต่อร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเช็ก โดยให้ กต. สามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในส่วนที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของความตกลงฯ ได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
         2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงฯ ดังกล่าว
         สาระสำคัญของเรื่อง
        สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ ให้ความสำคัญต่อการขยายความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับสาธารณรัฐเช็กในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม วิชาการ และเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือด้านการพัฒนาในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนการติดต่อและพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและอำนวยความสะดวกให้เกิดการขยายการลงทุนระหว่างกัน  เกื้อหนุนให้เกิดความร่วมมือในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน  โดยเฉพาะด้านการเงิน การธนาคาร และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และมีหน่วยงานผู้ประสานงานของฝ่ายไทย คือ กต. โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานร่วม และฝ่ายเช็กคือกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเป็นประธานร่วม
 

 

ขออนุมัติลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับกระทรวงการต่างประเทศบราซิลว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน (7 สิงหาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
         1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่าง กต. กับกระทรวงการต่างประเทศบราซิลว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน  
         2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ  
        3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ  และไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        สาระสำคัญของเรื่อง  
         ร่างบันทึกความเข้าใจฯ จัดทำขึ้นเพื่อจัดตั้งกรอบและกลไกการหารือทวิภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศของไทยและบราซิล ในลักษณะเปิดกว้าง โดยคู่ภาคีจะจัดให้มีการปรึกษาหารือเป็นประจำเพื่อประเมินความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศทั้งสองในทุกด้านที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การเมือง เศรษฐกิจ การพาณิชย์ วิทยาศาสตร์ วิชาการ และวัฒนธรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถกำหนดวาระการหารือระดับหัวหน้าคณะ ช่วงเวลา สถานที่ประชุมหารือ ประเด็นหารือให้ครอบคลุมความสัมพันธ์ทวิภาคี ประเด็นระหว่างประเทศ และอื่น ๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นเหมาะสม  
 

 

ขอปิดเส้นทางจราจรในทางหลวงหมายเลข 3259 (กม.15 – กม.30) ช่วงผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน บางช่วงเวลา (7 สิงหาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายการเกษตรและการท่องเที่ยว) ซึ่งมี นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ที่เห็นชอบข้อเสนอให้มีการปิดถนนสาย 3259 ระหว่าง กม.15 – กม.30 โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
        ช่วงที่หนึ่ง ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนเมษายน ปิดระหว่างเวลา 21.00 น. – 05.00 น.
        ช่วงที่สอง ระหว่างเดือนพฤษภาคม – ธันวาคม ปิดระหว่างเวลา 18.00 น. – 06.00 น.
        ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขนส่งพืชผลทางการเกษตรของราษฎร รวมทั้งเพื่อลดปัญหาและบรรเทาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้เส้นทางตลอดจนชีวิตของสัตว์ป่า โดยให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ไปดำเนินการเพื่อประกาศปิดเส้นทางการจราจร ถนนสาย 3259 ระหว่าง กม.15 – กม.30 ในช่วงเวลาดังกล่าว ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 28 ต่อไป
        สาระสำคัญของเรื่อง
        1. ทส. รายงานว่าได้มีการหารือกับกรมทางหลวงถึงประเด็นมาตรการและช่วงเวลาปิดการจราจรทางหลวงหมายเลข 3259 ที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการปิดการจราจรในช่วงเวลา 21.00 น. – 05.00 น. ยังคงพบว่ามีผลกระทบต่อสัตว์ป่าจำนวนมาก เป็นสาเหตุให้สภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศตามธรรมชาติต้องถูกทำลายไป รวมทั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้เส้นทางสายนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าว ยังไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเท่าที่ควร ทส. จึงเสนอปิดการจราจรในทางหลวงหมายเลข 3259 ระหว่าง กม.15 – กม.30 ในช่วงเวลา 18.00 น. – 06.00 น. เป็นการถาวร
        2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) ได้มีหนังสือ ที่ ทส 0909.202/18950  ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2554 ขอให้กรมทางหลวงพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทางหลวง หมายเลข 3259 ที่ตัดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน โดยได้ขอให้กรมทางหลวงพิจารณามาตรการระยะเร่งด่วนในการขยายเวลาปิดการจราจรในทางหลวงหมายเลข 3259 จากเดิม 21.00 น. – 05.00 น. เป็น 18.00 – 06.00 น. และมาตรการในระยะยาวที่ขอให้ปิดการจราจร 24 ชั่วโมง เป็นการถาวร และพิจารณาตัดเส้นทางใหม่ที่หลีกเลี่ยงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ทั้งนี้เนื่องจากรายงานการศึกษาระบุว่า ในช่วงปี 2541 – 2542 สัตว์ป่าที่ถูกรถเฉี่ยวชนมีจำนวนทั้งสิ้น 14,408 ตัว และผลจากการปิดถนนสาย 3259 ในเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 – มิถุนายน 2552 คาดว่าสามารถช่วยชีวิตของสัตว์ป่าให้รอดจากการถูกรถเฉี่ยวชน ได้ถึง 13,158 ตัว หรือคิดเป็นร้อยละ 91.3 ของสัตว์ที่ถูกเฉี่ยวชนตาย นอกจากนี้ข้อมูลจากการศึกษายังพบว่าช่วงเวลา 18.00 – 20.00 น. มีสัตว์ป่าถูกรถชนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.94 ของสัตว์ป่าที่ถูกรถชนทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้กำหนดระยะเวลาปิดการจราจรที่เหมาะสม
        3. ปัจจุบันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ผ่อนผันให้ปิดการจราจรในเส้นทางดังกล่าวตามเวลาเดิม คือ 21.00 น. – 05.00 น. ไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2555 และได้ดำเนินการปิดเส้นทางการจราจรในเส้นทางดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ในช่วงเวลา 18.00 น. – 06.00 น. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา
 

 

แผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2555 ระยะที่ 2 (ช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2555) (7 สิงหาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร  ประจำปีงบประมาณ 2555  ระยะที่ 2 (ช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2555)  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
    ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรเพื่อให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
    สาระสำคัญของการเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร ระยะที่ 2 ช่วงเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2555 ได้กำหนดมาตรการในการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร  ดังนี้
1.    มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝนทิ้งช่วงมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง  จำนวน 52 จังหวัด         
คิดเป็นเนื้อที่จำนวน 2.69 ล้านไร่ โดยช่วงเวลาในการเฝ้าระวังภัยคือเดือนมิถุนายน – กันยายน 2555 ซึ่ง กษ. ได้ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงโดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงและฐานเติมสารฝนหลวงเพิ่มเติม รวมทั้งวางแผนการจัดสรรน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร
2.    มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย  จำนวน 59 จังหวัด
คิดเป็นเนื้อที่จำนวน 6.75 ล้านไร่  และมีพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม จำนวน 52 จังหวัด คิดเป็นเนื้อที่รวม 4.34 ล้านไร่  โดย กษ. ได้ปรับแผนการดำเนินการภายใต้มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลและแผนปฏิบัติการเพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัย  ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยั่งยืน  รวมทั้งได้วางแผนเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านอาหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน (Food Emergency) ด้วย
3.    มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาศตรูพืชระบาดได้จัดทำปฏิทินการระบาดของศัตรูพืช
ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และมะพร้าว
4.    แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2555
แยกเป็น 1) แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง (ภัยแล้ง) 2) แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาศัตรูพืชระบาด

       

 

by ThaiWebExpert