กรอบการเจรจาการจัดทำข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนด้วยความสมัครใจ (VPA) ในการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ธรรมาภิบาล และการค้า (FLEGT) ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป (EU)(11 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแล้ว มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาดังกล่าว เห็นควรให้นำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญต่อไป และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ เพื่อเตรียมความพร้อมและช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยโดยมีการรับรองแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ อันเป็นการป้องกันการค้าไม้ที่ผิดกฎหมาย
สาระสำคัญของกรอบการเจรจา มีดังนี้
1. การกำหนดคำนิยามและกรอบสินค้าประเภทไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทย
2. กำหนดการรับรองแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ที่ประเทศไทยส่งออกสู่ตลาดสหภาพยุโรป
3. การปรับปรุงและกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติในการรับรองแหล่งที่มาของไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต้นทุนที่ไม่เหมาะสมและอำนวยความสะดวกทางการค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยรวมทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าของสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของประเทศไทยให้มากที่สุดเพื่อขยายการส่งออกสินค้าประเภทนี้ของไทยอย่างยั่งยืน
4. ให้มีมาตรการป้องกันและเยียวยาสำหรับผู้ประกอบอุตสาหกรรมไม้ประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบการทำ VPA
5. ให้มีกลไกการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
6. ให้มีมาตรการช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป เช่น การสนับสนุนจากสหภาพยุโรปให้ใช้สินค้าไม้ของประเทศไทย ผ่านทางการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Procurement) การเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมไม้ของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นต้น
7. ให้มีการเจรจาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในภาพรวม
สำหรับสินค้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว ได้แก่ สินค้าไม้ และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งครอบคลุมพิกัดอัตราศุลกากรตามระบบฮาร์โมไนซ์ (HS 2 หลัก) คือ สินค้าภายใต้รหัส HS 44 ไม้และของทำด้วยไม้ เช่น ถ่านไม้ ไม้อัด เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร/ในครัวทำด้วยไม้ สินค้าภายใต้รหัส HS 47 เยื่อไม้ สินค้าภายใต้รหัส HS 48 กระดาษ และสินค้าภายใต้รหัส HS 94 เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้ ในปี 2554 ประเทศไทยส่งออกไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ไปสหภาพยุโรป โดยแยกตามพิกัดอัตราศุลกากรภายใต้รหัส HS 44 ไม้และของทำด้วยไม้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,200 ล้านบาท และภายใต้รหัส HS 94 เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท และภายใต้รหัส HS 94 เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยไม้คาดว่าถ้าหากประเทศไทยไม่เร่งการเจรจา VPA กับสหภาพยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจไม้และผลิตภัณฑ์ไม้

The Emissions Gap Report 2012

พิมพ์โดย: 
United Nations Environment Programme (UNEP), 2012

One of the fundamental questions in the global climate
negotiations is: what level of “ambition”, in terms of collective
emission reductions, is needed to protect global climate? To
help answer this question UNEP and the scientific community
have published a series of reports on the “emissions gap1”
since 2010. Of particular interest to the ambition question is
the gap in 2020 between emission levels consistent with the
2oC climate target and emissions levels projected if country
reduction pledges are fulfilled. If there is a gap, then there is
doubt that the ambition of countries is great enough to meet
the agreed-upon 2oC climate target
In the 2010 Emissions Gap Report, scientists indicated that
there would likely be a substantial emissions gap in 2020,
although estimates of this gap ranged widely, depending on
assumptions about how country pledges would be complied
with. In the 2011 Bridging the Emissions Gap Report,
scientists noted that enough technical potential existed
to close the gap in 2020, but fast action by countries was
needed.
UNEP has now convened a group of 55 scientists and
experts from 43 scientific groups across 22 countries to
produce this third emissions gap report which covers the
following:
• An update of global greenhouse gas emission estimates,
based on a number of different authoritative scientific
sources;
• An overview of national emission levels, both current
(2010) and projected (2020) consistent with current
pledges and other commitments;
• An estimate of the level of global emissions consistent
with the two degree target in 2020, 2030 and 2050;
• An update of the assessment of the emissions gap for
2020;
• A review of selected examples of the rapid progress
being made in different parts of the world to
implement policies already leading to substantial
emission reductions. These policies could contribute
significantly to narrowing the gap if they are scaled up
and replicated in other countries.

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ผลการเจรจา COP18 : ความก้าวหน้าในระดับที่ต่ำ

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 18 (COP18) และ พิธีสารเกียวโตครั้งที่ 8 (CMP 8) ณ กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ ระหว่าง 26 พ.ย. ถึง 8 ธ.ค.2012 สิ้นสุดลงพร้อมกับการมีมติรับรองผลการเจรจาที่เรียกว่า “Doha Climate Gateway” ซึ่งประกอบด้วยมติให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโตเป็นเวลา 8 ปี และเป็นการยุติการเจรจาของคณะทำงาน AWG-KP พร้อมกับมีมติให้การเจรจาของคณะทำงาน AWG-LCA สิ้นสุดลง ผลการเจรจายังรวมถึงแนวทางการดูแลความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
การประชุมครั้งนี้แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ คณะทำงาน AWG-KP คณะทำงาน AWG-LCA และ คณะทำงาน AWG-ADP
1. คณะทำงาน AWG-KP (Ad hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol) เริ่มมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อมาถึง 7 ปี มีการประชุมรวมทั้งหมด 17 ครั้ง ประเด็นเจรจาหลัก คือ การกำหนดพันธกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโตสำหรับประเทศที่อยู่ในรายการภาคผนวก B ของพิธีสารเกียวโต (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)
กลุ่ม G77+จีน เสนอว่าพันธกรณีช่วงที่สองควรมีระยะเวลา 5 ปี ทางกลุ่มประเทศหมู่เกาะสนับสนุนระยะเวลา 5 ปี เพื่อเร่งให้มีการลดก๊าซในระยะเวลาที่สั้น ส่วนทาง EU และ Umbrella Group (ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา) สนับสนุนระยะเวลา 8 ปี เพื่อไม่ให้มีช่องว่างระหว่างพันธกรณีช่วงที่สองกับข้อตกลงฉบับใหม่ที่จะเริ่มในปี 2020 สำหรับเรื่องเป้าหมายการลดก๊าซ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย โบลีเวีย คิวบา อาเจนติน่า อียิปต์ คูเวต อิหร่าน อิรัก ฯลฯ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วเสนอเป้าหมายการลดก๊าซอย่างน้อย 40-50% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2020 และลดก๊าซอย่างน้อย 25-40% ภายในปี 2017
มติของการประชุมได้กำหนดให้พันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโตเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2013 โดยประเทศที่อยู่ในภาคผนวก B ของพิธีสารต้องลดการปล่อยก๊าซโดยรวมอย่างน้อย 18% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในช่วงปี 2013 – 2020 (8 ปี) และจะมีการทบทวนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซภายในปี 2014 โดยอาจมีการเพิ่มระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซให้อยู่ในระดับอย่างน้อย 25-40% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990 ภายในปี 2020 ทั้งนี้ทุกประเทศในภาคผนวก B สามารถเข้าร่วมโครงการ CDM ที่มีอยู่หรือโครงการใหม่ได้ แต่ประเทศที่จะได้รับหรือถ่ายโอน CERs (เครดิตที่ได้มาจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินภายใต้โครงการ CDM) จะต้องเป็นประเทศที่เสนอตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าซในพันธกรณีช่วงที่สองเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมติให้เพิ่มก๊าซเรือนกระจกชนิดใหม่เป็นชนิดที่ 7 ซึ่งจะถูกควบคุมภายใต้พิธีสาร คือ Nitrogen Trifluoride (NF3)
แม้ว่าจะได้ข้อยุติเกี่ยวกับพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต อย่างไรก็ดี เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซ 18% ที่กำหนดไว้ในพันธกรณีในช่วงที่สองของพิธีสารนั้นไม่เพียงพอต่อการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ประเทศที่เป็นภาคีของพิธีสารเกียวโตในปัจจุบันปล่อยก๊าซรวมกันเท่ากับ 15% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่น แคนาดา นิวซีแลนด์ และรัสเซีย มองว่าพิธีสารเกียวโตไม่มีประสิทธิภาพต่อการแก้ไขปัญหา และได้ประกาศไม่เสนอเป้าหมายลดก๊าซในพันธกรณีช่วงที่สอง
2. คณะทำงาน AWG-LCA (Ad hoc Working Group on the Long-term Cooperative Action under the UNFCCC) ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากผลประชุม COP13 ที่บาหลี มีการประชุมรวมทั้งหมด 15 ครั้ง ประเด็นเจรจา 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ เรื่องวิสัยทัศน์ (Shared Vision) สำหรับความร่วมมือระยะยาว เรื่องการลดก๊าซ เรื่องการปรับตัว และเรื่องการสนับสนุนทางการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยี สาระสำคัญของผลการประชุม เช่น
เรื่องวิสัยทัศน์ร่วม : ระบุให้รัฐภาคีมุ่งสู่การลดก๊าซเรือนกระจกของโลกเพื่อการรักษาอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากก่อนยุคอุตสาหกรรม และมีช่วงปีที่ปล่อยก๊าซสูงสุดและเริ่มลดลง (Peaking Year) เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยประเทศกำลังพัฒนาจะมี Peaking Year ช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยการดำเนินงานจะต้องอยู่บนหลักการความเป็นธรรมและการรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง มีการสนับสนุนด้านการเงิน ด้านเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการลดก๊าซและการปรับตัว
การลดก๊าซของประเทศที่พัฒนาแล้ว : ผลลัพธ์การเจรจาที่สำคัญ ได้แก่ กระตุ้นให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มระดับเป้าหมายการลดก๊าซให้สอดคล้องกับระดับที่ระบุไว้ในรายงาน IPCC ฉบับที่ 4 การจัดตั้งแผนงานเพื่อสร้างความชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซ (เริ่มในปี 2013 และสิ้นสุดปี 2014)
การลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนา : ผลลัพธ์การเจรจาที่สำคัญ คือ การจัดตั้งแผนการทำงาน (เริ่มในปี 2013 และสิ้นสุดปี 2014) เพื่อสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหลากหลายของกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสมในระดับชาติ ( NAMAs)
เรื่อง REDD + (Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation, and the Role of Conservation, Sustainable Management of Forests and Enhancement of Forest Carbon Stocks in Developing Countries): ให้มีแผนการดำเนินงานในปี 2013 เกี่ยวกับด้านการเงินบนพื้นฐานที่เน้นผลลัพธ์ (Results-based Finance) และให้เสร็จสิ้นภายใน COP 19 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มระดับการสนับสนุนและประสิทธิภาพด้านการเงินสำหรับกิจกรรม REDD+ และคำนึงถึงแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย
จากผลการเจรจาที่โดฮา ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่แสดงความผิดหวังต่อระดับเป้าหมายการลดก๊าซของประเทศที่พัฒนาแล้ว และเรื่องการสนับสนุนทางการเงิน แต่ก็มีความเห็นว่าผลการประชุมครั้งนี้เป็นการปูทางไปสู่ช่วงระยะใหม่ของการเจรจาที่จะมุ่งเน้นการปฏิบัติตามผลลัพธ์ของการเจรจาภายใต้ AWG-LCA เช่น กองทุน Green Climate กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะกรรมการด้านการปรับตัว ฯลฯ
3. คณะทำงาน AWG-ADP (Ad hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมติการประชุม COP17 เมื่อปี 2011 โดยรัฐภาคีได้มีมติให้มีการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ภายในปี 2015 ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบ “พิธีสาร หรือตราสารกฎหมาย หรือเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลทางกฎหมาย” ภายใต้อนุสัญญาUNFCCC และมีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศภาคีในปี 2020 ผลการประชุมที่โดฮาครั้งนี้ยังไม่มีผลสรุปในเชิงเนื้อหาสาระออกมา เป็นการกำหนดกรอบเวลาและแนวทางการทำงาน นอกจากนี้ ได้มีมติให้ดำเนินการภายในปี 2013 เพื่อแสวงหาทางเลือกต่างๆ ในการลดการปล่อยก๊าซก่อนปี 2020 ซึ่งยังมีเป้าหมายการลดที่ต่ำอยู่มาก
ในการเจรจา กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วได้สะท้อนถึงแนวคิด จุดยืนที่มีความแตกต่างกันมากเกี่ยวกับความตกลงฉบับใหม่ หัวหน้าคณะเจรจาของ EU มีมุมมองว่ากำลังก้าวข้ามจากระบบภูมิอากาศแบบเก่าไปสู่ระบบใหม่ แต่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในละตินอเมริกา เช่น อาเจนติน่า เวเนซูเอลา โบลิเวีย เอควาดอร์ รวมทั้ง จีนและอินเดีย ยังคงยึดมั่นหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง และการรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซในอดีตของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ผลการเจรจาโดยรวมที่โดฮาครั้งนี้ แม้จะมีความก้าวหน้าในบางส่วนแต่ก็เป็นความก้าวหน้าในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับแนวโน้มความรุนแรงของปัญหา และยังไม่มีสัญญาณเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่บ่งชี้ว่า โลกของเรากำลังมีความหวังมากขึ้นที่จะก้าวพ้นจากเส้นทางความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ภาพ: http://www.theedge.me/cop18-politics-and-protocols/

โครงการจัดทำแนวทางการพิสูจน์ผลประโยชน์ร่วมสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและการจัดการขยะ

2012-12-17 10:18

ด้วย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กำหนดจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “โครงการจัดทำแนวทางการพิสูจน์ผลประโยชน์ร่วมสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและการจัดการขยะ ” ขึ้น ในวันศุกร์ ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๘.๓๐ – ๑๒.๓๐ น. ณ ห้องดอนเมือง ๑ โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุม ในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ผลประโยชน์ร่วมจากการดำเนินโครงการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ทั้งในส่วนของผลประโยชน์ร่วมในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และสังคม เพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปใช้ประกอบ ปรับปรุง และแก้ไขการศึกษาให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (กำหนดการดังไฟล์แนบ)

ในการนี้ อบก. จึงขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมอภิปรายให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อโครงการในงานสัมมนา “โครงการจัดทำแนวทางการพิสูจน์ผลประโยชน์ร่วมสำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและการจัดการขยะ” ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา กรุณาส่งแบบตอบรับเข้าร่วมการสัมมนา (ดังไฟล์แนบ) ไปที่่ ๐-๒๒๒๔-๐๑๔๖ หรือ E-mail: phanatda@econ.tu.ac.th ภายในวันพฤหัสบดีร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕และติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้ประสานงาน : นางสาวพนัสดา ปั้นจันทน์หอม(ผู้ประสานงานแบบตอบรับ) โทรศัพท์ ๐-๒๖๑๓-๒๔๗๕ และนายคมศักดิ์ สว่างไสว(ผู้ประสานงานโครงการ) โทรศัพท์ ๐๘๑-๔๒๙-๓๓๙๓

ดูรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ http://www.tgo.or.th/index.php?option=com_jevents&task=icalrepeat.detail...

กรมอนามัยจับมือภาคีดันแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 2

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2555

กรมอนามัย ดันแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 จับมือกรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงนาม MOU แก้ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (12 ธ.ค.) นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยในพิธีลงนามความร่วมมือด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตามแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 ระหว่างกรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี ว่าตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2555 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบกับในปัจจุบันท้องถิ่นกำลังเผชิญกับปัญหาความเป็นเมือง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนได้ทั้งสิ้น กรมอนามัย กรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงจัดพิธีลงนามความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานขึ้น เพื่อเป็นการผลักดันแผนยุทธศาสตร์ฯ ลงสู่การปฏิบัติ และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งทางด้านวิชาการ การพัฒนาบุคลากร ระบบงานอนามัยสิ่งแวดล้อม และระบบกฎหมายให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2550

“ทั้งนี้ ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานที่เกิดขึ้นในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มที่ดีในการร่วมกันพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการบูรณาการการดำเนินงานและร่วมกำหนดแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในที่สุดก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มสมรรถนะและความพร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญให้มีศักยภาพในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์การจัดการงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติไปสู่การปฏิบัติงานระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะร่วมเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ระบบงาน และต้นแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในฐานะที่ต้องเป็นผู้ดูแลสิ่งแวดล้อมและดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การสนับสนุนและให้คำปรึกษาในการดำเนินงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และการร่วมในโครงการนำร่องเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม

นายแก่นเพชร ช่วงรังสี อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด สามารถเข้าถึงและดำเนินการปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้ทันท่วงที การที่กรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษเห็นความสำคัญและสนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการพัฒนา และให้คำปรึกษาแนะนำนั้น จะช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงการผลักดัน สนับสนุนการดำเนินงานในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านบุคลากร ระบบงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ตลอดจนการออกกฎหมายและข้อกำหนดท้องถิ่นให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

30 ปีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ย้อนรอยเขตอุตสาหกรรมหนัก การเปลี่ยนไปของ “มาบตาพุด”

ผู้เขียน: 
ไม่ปรากฎผู้เขียน

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ปี 2525-2529 พื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่โดยใช้ชื่อว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกหรือเรียกกันว่าโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด
ด้วยเพราะนโยบายหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ต้องการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคอย่างเป็นระบบ โดยให้มีการพัฒนาเป็นศูนย์อุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ให้มีความสมบูรณ์ในตัวเองเพื่อเสนอทางเลือกแหล่งที่ตั้งให้กับอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต โดยที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น

จึงกำหนดพื้นที่บริเวณ “อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี” จนถึง “เขตเทศบาลเมืองระยอง” ซึ่งมีเนื้อที่รวมกว่า 123,750 ไร่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ทันสมัย และเพิ่มเติมอีก 3 พื้นที่ คือ มาบตาพุด จ.ระยอง, แหลมฉบัง จ.ชลบุรี และ เมืองชุมชนบริเวณใกล้เคียงในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 6

โดยได้วางบทบาทให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นแหล่ง “อุตสาหกรรมหลัก” เช่น อุตสาหกรรมแยกก๊าซ ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมโซดาแอช อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี และมีท่าเรือน้ำลึกติดกับเขตอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถขนถ่ายวัตถุดิบได้อย่างสะดวก

พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้ อาทิ การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมและชุมชนมาบตาพุด การพัฒนาทางรถไฟสายฉะเชิงเทรา-สัตหีบ และการพัฒนาเคหะชุมชน

พื้นที่มาบตาพุดยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 และฉบับที่ 8 โดยยังคงเน้นการ “เพิ่มขีดความสามารถ” ของพื้นที่ดังกล่าวให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ของประเทศ

การพัฒนาที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่นี้มีศักยภาพสูงในการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการไหลของทุนตลอดจนการเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้อย่างมาก

ในวันนี้ รายได้หลักของจังหวัดระยอง กว่า 80 % จึงมาจากภาคอุตสาหกรรม โดยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดในแต่ละปีคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายประเทศไทย

โดยในปี 2553 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดระยอง (GPP) อยู่ที่ 749,878 ล้านบาท และมีรายได้ต่อหัวของประชากรที่ 1,242,809 บาทต่อคนต่อปี

ในปี 2520 ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก จังหวัดระยองมีโรงงานที่จดทะเบียนเพียง 126 โรงงาน เงินลงทุน 817 ล้านบาท ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 350 โรงงานในปี 2531 และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในปี 2551 มีโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 1,771 โรงงาน อันเป็นผลมาจากการเกิดของนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม จำนวน 19 แห่ง ซึ่งมีเนื้อที่รวมกันถึง 51,656 ไร่ ประกอบไปด้วย

นิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งได้แก่

1. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำนวน 10,215 ไร่

2. นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก จำนวน 3,700 ไร่

3. นิคมอุตสาหกรรมผาแดงจำนวน 540.24 ไร่

4. นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด 2,062 ไร่

5. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ 4,700 ไร่

6. นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย 3,220.25 ไร่

7. นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 8,179 ไร่

8. นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล 1,703.40 ไร่

เขตประกอบการอุตสาหกรรม 4 แห่ง ได้แก่ 1. เขตประกอบการอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอิดัสเตรียลพาร์ค 1,341 ไร่ 2. เขตประกอบการอุตสาหกรรมทีพีไอ 4,335 ไร่ 3. เขตประกอบการอุตสาหกรรมจีเคแลนด์ 882 ไร่ และ 4. เขตประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ระยองที่ดินอุตสาหกรรม จำกัด 3,427 ไร่

ชุมชนอุตสาหกรรมจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ 1. นิคมอุตสาหกรรมนครินทร์-อินดัสเตรียลปาร์ค 465 ไร่ 2. ชุมชนอุตสาหกรรม เอสเอสพี พร็อพเพอร์ตี้ 1,246 ไร่ 3. ชุมชนอุตสาหกรรม บริษัท ทุนแท๊กซ์ อินดัสเตรียลปาร์ค จำกัด 1,497 ไร่ 4. ชุมชนอุตสาหกรรมไอพีพี 390 ไร่ 5. ชุมชนอุตสาหกรรมโรจนะ 2,200 ไร่

สวนอุตสาหกรรม 2 แห่ง คือ 1. สวนอุตสาหกรรมบริษัทระยอง 1,500 ไร่ และ 2. สวนอุตสาหกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ 54 ไร่

แม้การพัฒนาจะนำมาซึ่ง “ตัวเลข” จีพีพีที่เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาก็ได้พรากเอาหลายสิ่งไปจากชาวมาบตาพุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม 20 ปีของการพัฒนา มีการทบทวนสิ่งที่ได้ดำเนินการมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ได้ระบุโดยประหนึ่ง “ยอมรับ” ในทีว่า ผลจากการพัฒนาที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุล กล่าวคือ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มากเกินไป จนทำให้มีการใช้ทรัพยากรในการผลิตจนเกิดขีดความสามารถที่จะทดแทนได้ทัน และทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

ดังนั้น นโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 หรือระหว่างปี 2545-2554 จึงมุ่งเน้นการพัฒนาฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมและบริการที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความ “สมดุล” กับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น

แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าเนื้อหาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 จะไม่สามารถฉุดรั้งการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดได้

จากรายงานฉบับสุดท้ายที่จัดทำในโครงการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการจัดทำปรับปรุงผังเมืองรวม บริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จ.ระยอง โดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด ร่วมกับ บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยีจำกัด ได้เปิดเผยถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่วางผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จ.ระยอง ซึ่งมีการสำรวจในปี 2549 และปี2552 โดยพบว่า

1.พื้นที่ที่อยู่อาศัย ในปี 2549 มีจำนวน 27,750 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 28,446 ไร่ เพิ่มขึ้น 696 ไร่

2.พาณิชยกรรมและศูนย์กลางเมือง ในปี 2549 มีจำนวน 1,794 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 2,214 ไร่ เพิ่มขึ้น 420 ไร่

3.พื้นที่อุตสาหกรรม ในปี 2549 มีจำนวน 24,438 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 25,135 ไร่ เพิ่มขึ้น 697 ไร่

4.พื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ในปี 2549 มีจำนวน 70,488 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 70,846 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 358 ไร่

3.ที่โล่งและนันทนาการ ในปี 2549 มีจำนวน 25,406 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 21,607 ไร่ ลดลง 3,799 ไร่

4.พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ ในปี 2549 มีจำนวน 6,694 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 6,838 เพิ่มขึ้น 144 ไร่

5.สถาบันราชการ การศึกษา และศาสนา ปี 2549 มีจำนวน 4,331 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 3,320 ไร่ ลดลง 1,011 ไร่

6.แหล่งน้ำปี 2549 มีจำนวน 975 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 4,483 ไร่ เพิ่มขึ้น 3,508 ไร่

7.พื้นที่อื่นๆ ในปี 2549 มีจำนวน 2,009 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 996 ไร่ ลดลง 1,013 ไร่

จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในระยะเวลา 3 ปี(พ.ศ.2549-2552)การพัฒนาในพื้นที่มาบตาพุดมีการขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการเพิ่มของการใช้ประโยชน์ที่ดินในประเภทที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และแหล่งน้ำ รวมไปถึงพื้นที่ชนบทและเกษตรบางส่วน โดยพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับการลดลงของพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในด้านที่โล่งและนันทนาการ สถาบันราชการ การศึกษา ศาสนา และพื้นที่ประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้แม้ว่าพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมจะยังคงมีสัดส่วนในผังเมืองรวมที่มีการสำรวจในปี 2549 และปี 2552 มากที่สุด แต่ในรายงานได้ระบุว่า ในปัจจุบันมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นการใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย และอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเทศบาลต.เนินพระ เทศบาลต.ทับมา และด้านเหนือของเทศบาลมาบตาพุดด้วย

 

สิ่งแวดล้อม กับ การพัฒนา (และประชาธิปไตย)

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/wFQH7Y27IVY

โค้ด embed html 200X180: 

คลิปส่วนหนึ่งจาก "ห้องเรียนประชาธิปไตย ครั้งที่ 4" "สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย" เมื่อวันที่ วันที่ 24 พ.ย.55 เวลา 13.00 น. ที่ร้าน Book Re:public ข้อถกเถียงระหว่าง "ศศิน เฉลิมลาภ" เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในฐานะนักอนุรักษ์ซึ่งเป็นที่สนใจของคนหนุ่มสาว และ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เคยผ่านงานกิจกรรมในขบวนการนักศึกษา
(สามารถติดตามคลิปฉบับเต็มจาก https://www.facebook.com/BookRepublicChiangMai)

ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)

2012-12-14

ขอเชิญร่วมฟัง ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)
ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2555
08.30 – 16.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มีล่ามภาษาอังกฤษ – ไทย ไทย – อังกฤษ

กำหนดการ

08.30 – 09.30 ลงทะเบียน

09.30 – 09.40 กล่าวต้อนรับโดย ผศ. สุรัตน์ โหราชัยกุล, ผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

09.40 – 09.50 กล่าวเปิดโดย ผศ. ดร. ม.ร.ว. กัลยา ติงศภัทิย์, รองอธิการบดีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

09.50 – 10.00 กล่าวแนะนำ ดร. วันทนา ศิวะ โดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป

10 .00 – 11.00 ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)

ผืนดินไม่ใช่น้ำมัน สารจากอินเดีย

ดร. วันทนา ศิวะ

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้งนวธัญญา

11.00 – 11.30 เปิดตัวหนังสือ ผืนดินไม่ใช่น้ำมัน ชีวิต อาหาร สิ่งแวดล้อม หรือน้ำมัน? ฉบับภาษาไทย

พร้อมรับลายเซ็นจากวันทนา ศิวะ และรับประทานอาหารว่าง

11.30 – 12.00 ช่วงถาม – ตอบ

12.00 – 13.00 รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 – 14.30 เวทีเสวนา

ขบวนการเกษตรอินทรีย์แห่งเอเชียมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจริงหรือ?

1. ปาโบล ซาลอง (Focus on the Global South)

2. วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ (เครือข่ายนิเวศวิทยาและพลังงานลุ่มน้ำโขง)

3. เดชา ศิริภัทร (มูลนิธิข้าวขวัญ)

4. วัลลภา แวนวิลเลี่ยนสวาร์ด (บริษัทสวนเงินมีมา ผู้ประกอบการสังคม)

สุรัตน์ โหราชัยกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ดำเนินรายการ

14.30 – 14.50 รับประทานอาหารว่าง

14.50 – 15.50 ตั้งประเด็นและชวนคุย

15.50 – 16.00 กล่าวปิดโดย นักศึกษาและเยาวชนต่อมุมมองเรื่องสังคมที่ยั่งยืน
สำรองที่นั่งและสอบถามเพิ่มเติม

ติดต่อ กิตติ หรือ วรนุช โทร. 0-2622-0955, 0966, 0-2622-2495-6 หรือ woranut074@gmail.com
จอดรถที่อาคารมหาจักรีสิรินธร และสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ www.suan-spirit.com, www.facebook.com/suan2001
เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมในความตกลง TPP

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ที่เห็นชอบให้ประเทศไทยประกาศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership (TPP) เพื่อแสดงไมตรีจิตต้อนรับการมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโอบามา ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัวและความเป็นห่วงเกี่ยวกับต้นทุน และผลกระทบจากการเข้าร่วมจัดทำความตกลง TPP อย่างกว้างขวาง
ขณะนี้ ประเทศสมาชิก APEC จำนวน 9 ประเทศ จากทั้งหมด 21 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม กำลังอยู่ระหว่างเจรจาความตกลง TPP ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีพหุภาคีที่ถูกคาดหวังให้เป็น “21st Century Trade Agreement” หรือ ความตกลงการค้าตกแบบแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีการเปิดเสรีครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง (Comprehensive) และมีมาตรฐานสูง (High Standard)
ประเด็นข้อห่วงใยสำคัญที่ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ได้หยิบยกมานำเสนอเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านในช่วงที่ผ่านมาเป็นประเด็นเรื่องการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาและบริการด้านสาธารณสุข เนื่องจากข้อเรียกร้องในความตกลง TPP จำนวนมากมีลักษณะที่เรียกว่า “TRIPs Plus” คือ สูงเกินกว่าระดับความคุ้มครองขั้นต่ำในความตกลง TRIPs ภายใต้ WTO
ตัวอย่างประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาที่จำเป็นที่แตกต่างจากความยืดหยุ่นของความตกลง TRIPs เช่น มีการเพิ่มกรอบการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงการจดสิทธิบัตรการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Forms) หรือวิธีการใช้ (Uses) เพียงเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficacy) ให้มีการจดสิทธิบัตรพืชและสัตว์ แนวทางการวินิจฉัยโรค (Diagnostic) และวิธีการบำบัดรักษาโรคด้วยยาหรือการผ่าตัด (Therapeutic and surgical methods) ให้ยกเลิกกระบวนการคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตร (Pre-grant Opposition) เสนอให้มีการผูกขาดข้อมูล (Data Exclusivity) ที่ใช้ในการขออนุญาตทางการตลาดเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ยา และ 10 ปี สำหรับสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ฯลฯ
สำหรับประเด็นเจรจาในเรื่องสิ่งแวดล้อมภายใต้ TPP มีข้อเรียกร้องสำคัญหลายประการที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งทางบวกและทางลบ ตัวอย่างเช่น สหรัฐมีข้อกำหนดให้คู่เจรจาต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม 7 ฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารที่ทำลายชั้นโอโซน อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ อนุสัญญาแรมซาร์ ฯลฯ
ข้อเรียกร้องข้างต้นมีนัยว่า สหรัฐต้องการให้ประเทศคู่เจรจายอมรับสิทธิและพันธกรณีในความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่สหรัฐเป็นภาคีสมาชิกอยู่เท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอีกมากที่สหรัฐไม่ได้เป็นภาคีอยู่ด้วย เช่น อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ พิธีสารเกียวโต ฯลฯ ข้อเรียกร้องของสหรัฐดังกล่าว จะสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่สหรัฐไม่ได้เข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านั้นสร้างผลกระทบต่อสิทธิของนักลงทุนสหรัฐที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ความตกลง TPP
ในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อม สหรัฐมีข้อเรียกร้องให้สามารถใช้บทบัญญัติการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Provisions) เช่นเดียวกับที่ใช้ในบทบัญญัติการค้าอื่นๆ ในมาตรฐานที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งการชดเชยความเสียหาย (Remedies) กระบวนการพิจารณา (Procedures) และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ซึ่งต่างจากในอดีตที่การระงับข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมจะขึ้นอยู่กับการใช้ค่าปรับเป็นส่วนใหญ่และถูกจำกัดเพียงข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ขอเรียกร้องในเรื่องนี้จะสร้างผลกระทบทั้งต่อการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และเกี่ยวโยงกับผลกระทบต่อการใช้อำนาจทางตุลาการของไทย
จากท่าทีของสมาชิก TPP ในการประชุมภายใต้กรอบ WTO และ APEC กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน เปรู และชิลี มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของสหรัฐฯ เนื่องจากเกรงว่าสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วจะใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า
ข้อเรียกร้องของสหรัฐส่วนใหญ่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่แตกต่างไปจากข้อเรียกร้องเดิมในการเจรจา ความตกลง FTA ไทย-สหรัฐ (ช่วงปี 2547 -2549) ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มีข้อมูลการศึกษาด้านผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ รวมทั้งมีข้อเสนอต่อการเจรจาของประเทศไทย (สามารถ Download ได้ทางเวปไซด์ของสกว.) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและให้ผลการเจรจาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวม นำไปสู่ “ระบอบการค้าเสรีและเป็นธรรม” ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ภาพ: https://www.eff.org/issues/tpp

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ของประเทศจีน

ผู้เขียน: 
ธราธร รัตนนฤมิตศร....http://www.globaldynamicinsights.com

ประเทศจีนได้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 12 (2554-2558) เพื่อกำหนดทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Stephen S. Roach (2011) “China’s 12th Five-Year Plan: Strategy vs. Tactics Morgan Stanley) โดยในอดีต รัฐบาลจีนมุ่งเน้นรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักและการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งถือว่าจีนประสบความสำเร็จมากมาโดยตลอดการขยายตัวในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก อย่างไรก็ตาม ในด้านคุณภาพการพัฒนาเศรษฐกิจยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาการกระจายรายได้และปัญหาสิ่งแวดล้อม

ส่งผลให้จีนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับปัญหาดังกล่าวในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 11 (2549-2553) โดยเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นแต่เพียงการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเดียวมาให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้และการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Harmonious Society” เพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะความแตกต่างของรายได้ระหว่างประชากรในเมืองและในชนบทยังอยู่ในระดับสูงและปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้รับการแก้ไข

ในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 12 จีนจึงให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันภายใต้แนวคิด “Inclusive Growth” ร่วมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมสรุปได้ 6 ประการ ดังนี้

1. การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้ตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเทศจีนกลับทำตรงข้ามโดยจีนได้ปรับลดจากเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ในแผน 11 เป็นเฉลี่ยร้อยละ 7 ในแผน 12 เพื่อส่งสัญญาณว่าจะเน้นการพัฒนาเชิง “คุณภาพ” มากกว่าเชิง “ปริมาณ”

การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงน่าจะเหมาะสมกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มต่ำลงในระยะต่อไปจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จำนวนของคนวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง

2. การลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก หันมาส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

ประเทศจีนเน้นการลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกต่างประเทศ ตลอดจนลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนและลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยหันมาส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศจากการมีประชากรจำนวนมากให้มีบทบาทมากขึ้น ผ่านการเพิ่มอำนาจซื้อของผู้บริโภคในประเทศโดยเน้นให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต้องสอดคล้องกับการขยายตัวของรายได้ครัวเรือนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับผลิตภาพการผลิต

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มสัดส่วนของประชากรในเขตเมือง การปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข และที่อยู่อาศัย เพื่อลดรายจ่ายของครัวเรือน รวมถึงการปฏิรูประบบภาษีโดยจะปรับเพิ่มเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อลดภาระของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย แต่จะปรับเพิ่มภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3. การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

แผนที่ 12 ของจีนจะมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยจะส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ 7 สาขา (Strategic Emerging Industries) ได้แก่

• เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
• พลังงานใหม่ (New Energy)
• เครื่องมือเครื่องจักรขั้นสูง (High-End Equipment Manufacturing)
• เทคโนโลยีการปกป้องสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน (Energy Conservation and Environmental Protection)
• รถยนต์พลังงานสะอาด (Clean-Energy Vehicles)
• วัสดุใหม่ (New Materials)
• เทคโนโลยีสารสนเทศยุคต่อไป (Next-Generation IT)

อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จากร้อยละ 3 ต่อ GDP ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 8 ภายในปี 2558

ส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกหรือ “World Factory” ที่เป็นกลยุทธ์หลักในแผนพัฒนาฉบับก่อนคาดว่าจะมีบทบาทลดลงจากต้นทุนที่เริ่มสูงขึ้นทั้งในส่วนของค่าจ้าง ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เหล็ก ถ่านหิน และกระดาษ จะเน้นการส่งเสริมการควบรวมกิจการการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต และการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

4. การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตามแนวคิด “Design in China”

แผน 12 เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตามแนวคิด “Design in China” และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมท้องถิ่น (Indigenous Innovation) เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากร้อยละ 1.75 ต่อ GDP ในปี 2553 เป็นร้อยละ 2.2 ในปี 2554

5. การให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

แผนที่ 12 ต่อเนื่องจากแผนที่ 11 ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยจีนได้ตั้งเป้าลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปฏิรูประบบราคาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6. การเร่งปฏิรูปภาคการเงิน

แผนฉบับที่ 12 ได้เน้นการปฏิรูปภาคการเงินของประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการเงินจีนและรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โดยนโยบายที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการส่งผ่านของนโยบายการเงินพร้อมกับการปฏิรูประบบอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น การจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก การเพิ่มสัดส่วนของ Direct Financing การส่งเสริมและพัฒนาตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน การพัฒนาระบบ Managed Floating Exchange Rate โดยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น การเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินโลกทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการใช้เงินหยวน (RMB Offshore Center)

และที่สำคัญคือการสนับสนุน ให้เงินหยวนเป็น Reserve Currency และผ่อนคลายข้อจำกัดของการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้น ที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงและประสบความสำเร็จอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของการพัฒนาเศรษฐกิจก็คือผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในภาวะของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ แผนที่ 12 ของจีนจึงได้หันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และรักษาสิ่งแวดล้อม แม้อุดมการณ์ทางการเมืองของจีนจะแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ในด้านเศรษฐกิจแล้ว จีนจึงได้หันมาใช้ระบบตลาดและปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศจีน

กล่าวกันว่า ศตวรรษที่ 21 จะกลายเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย โดยการทะยานขึ้นของจีนและอินเดียเป็นสำคัญ พร้อมๆ กับประเทศสมาชิกอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก

ประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์เพื่อปรับตัวทั้งในเชิงรุกและเชิงรับกับการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวการพัฒนาประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้อย่างไร

ภาพ: http://www.b4esummit.com/2011/08/china-to-cap-energy-use-in-national-low...

by ThaiWebExpert