ศาลยุโรปบังคับใช้มาตรการการลดการปล่อยก๊าซด้านการบินภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ผู้เขียน: 
แปลโดย ทีมงานMEAs Think Thank

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมยุโรป(The Court of Justice of the EU: ECJ) ได้พิจารณาบังคับใช้ กฎการค้าสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme :ETS) ในภาคการบินตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ในทุกสายการบิน รวมถึงประเทศในโลกที่สาม ซึ่งต้องมีการกำหนดสิทธิการถือครองและการปล่อยของสายการบินตั้งแต่บินออกและร่อนลงสนามบินยุโรป โดยอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

จำนวนสายการบินอเมริกาและแคนาดารวมถึงสมาคมการบินต่างออกมาคัดค้านการบังคับใช้ดังกล่าว พร้อมทั้งไม่เห็นด้วยต่อการไม่ปฏิบัติตามกฏหมายระหว่างประเทศที่ยึดถือกันมาและกติการะหว่างประเทศที่รวมพิธีสารเกียวโตของยุโรปเอง ซึ่งมีผลต่อการวางโครงสร้างการเก็บภาษีการบริโภคเชื้อเพลิงและการบังคับใช้มาตรการนอกอาณาเขต

ในการตัดสินคดี C-366/10 (สมาคมขนส่งทางอากาศของสหรัฐและอื่นๆ) นั้น ศาลยุติธรรมยุโรปได้ยืนยันความถูกต้องของมาตรการ นอกจากมาตรการบังคับใช้แล้วยังผลให้ประเทศต่างๆในพิธีสารเกียวโตปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจและเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงเรื่องการจำกัดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงที่ใช้ทางอากาศยาน ทำงานผ่าน the International Civil Aviation Organisation (ICAO) ที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ

ตอบรับการพิจารณาของศาล นาง Connie Hedegaard กรรมาธิการแผนปฏิบัติการสภาพภูมิอากาศของยุโรป (EU Climate Action Commissioner) ยืนยันอีกครั้งถึงความตั้งใจของคณะกรรมาธิการยุโรป ถึงการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบของทุกคนระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย
สามารถอ่านคำพิพากษาของศาลต่อคดี C-366/10 ฉบับเผยแพร่ต่อสื่อได้ที่นี่

ที่มา: http://climate-l.iisd.org/news/eu-court-finds-measures-on-aviation-emiss...

ผลการเจรจาความตกลงโลกร้อนปี 2011 : ปิดฉากพร้อมกับการเริ่มต้นใหม่

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

การประชุมเจรจาประเทศสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 17 (COP17) และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 7 ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน ได้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2011 ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม 2 วันเนื่องจากการเจรจาที่ยืดเยื้อ ที่ประชุมได้มีมติสำคัญหลายเรื่องเรียกว่า “Durban Package” ได้แก่ การกำหนดพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต การขยายอายุการทำงานของคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (AWG-LCA) ออกไปอีก 1 ปี เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามแผนปฏิบัติการบาหลี การเริ่มกระบวนการเจรจารอบใหม่โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่เรียกว่า “Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action” (AWG-DP) และการดำเนินงานของ Green Climate Fund
การจัดตั้ง AWG-DP มีเป้าหมายเพื่อการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ ซึ่งอาจมีผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ เครื่องมือทางกฎหมาย หรือผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย โดยกำหนดให้ AWG-DP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี ค.ศ.2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 21 (COP21) ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020 ทั้งนี้ในกระบวนการทำงานต้องพยายามยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และมีความสอดคล้องกับรายงานทางวิทยาศาสตร์ของ IPCC ฉบับที่ 5 ที่จะออกเผยแพร่ในปี 2013 นอกจากนี้ในมติของการประชุมยังได้กำหนดว่าให้ AWG-DP จัดทำแผนการทำงานออกมาภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2012 ซึ่งครอบคลุมประเด็นในเรื่องการลดก๊าซ เรื่องการปรับตัว เรื่องการเงิน เรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ความโปร่งใสของการดำเนินงาน การสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพ
จะสังเกตได้ว่าเป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ AWG-DP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับการลดก๊าซเรือนกระจกกับทุกประเทศ เป้าหมายดังกล่าวมาจากการผลักดันของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ “ประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญ” (Major Developing Countries) มีพันธกรณีในการลดก๊าซเหมือนกับสหภาพยุโรปและสหรัฐ ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวขัดกับหลักการของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธกรณีลดก๊าซ แต่การลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนาทำโดยความสมัครใจ
รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินเดียมีท่าทีคัดค้านเป้าหมายการทำงานของ AWG-DB ที่กำหนดให้มีข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (ซึ่งผลักดันโดยสหภาพยุโรป) และเสนอให้เพิ่มเติมหลักการเรื่อง “ความเป็นธรรม” และหลักการเรื่อง “ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง” (CBDR) ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากจีน ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และอียิปต์ แต่ถูกคัดค้านอย่างมากจากสหรัฐอเมริกา ท้ายที่สุดไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มเติมหลักการดังกล่าวในมติของผลการประชุมเดอร์บัน
สำหรับการเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโต สหภาพยุโรปได้เสนอให้กำหนดช่วงเวลาสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองเป็น 8 ปี (ตั้งแต่ 2013 ถึง 2020) เพื่อให้สอดคล้องกับการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC แต่ทางโคลัมเบีย เกรนูดา และแกมเบีย เสนอว่าควรเป็น 5 ปีเช่นเดิมเหมือนกับพันธกรณีช่วงแรก สำหรับประเทศโบลิเวียมีความเห็นว่าช่วงเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วที่เสนอไว้ในเอกสาร 25-40% ภายในปี 2020 เป็นช่วงที่กว้างเกินไป ควรกำหนดเป็นตัวเลขเดียวที่ชัดเจน และควรกำหนดเป็นเป้าหมายแบบบังคับ ไม่ได้เป็นเป้าหมายแบบสมัครใจ
ผลการเจรจาได้ข้อสรุปให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโตต่อไป โดยมีเป้าหมายให้ประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวกของพิธีสาร (จำนวน 39 ประเทศ) ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 25 ถึง 40% ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยในปี 1990 โดยทำให้ได้ภายในปี 2020 ทั้งนี้จะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในปี 2015 สำหรับประเด็นช่วงระยะเวลาของพันธกรณีช่วงที่สอง จะเป็น 5 ปี (2013-2017) หรือ 8 ปี (2013-2020) จะมีการพิจารณาตัดสินในการประชุมของคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้พิธีสารเกียวโต (AWG-KP) ครั้งที่ 17 (ในปี 2012) ในมติของการประชุมได้กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวกของพิธีสารเกียวโตยื่นเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซของประเทศตนเองสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2012 เพื่อการพิจารณาในการประชุม AWG-KP ครั้งที่ 17
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ประชุมจะได้มีมติให้พิธีสารเกียวโตเดินหน้าต่อไปโดยกำหนดให้มีพันธกรณีช่วงที่สอง แต่ประเทศญี่ปุ่น รัสเซีย และแคนาดา มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีท่าทีไม่ชัดเจนว่าอาจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมในพันธกรณีช่วงที่สอง ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2011 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของแคนาดาได้ประกาศอย่างเป็นทางการที่จะถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต โดยให้เหตุผลว่าพิธีสารเกียวโตไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดอันดับหนึ่งและสองไม่เข้าร่วมหรืออยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต ในขณะนี้มีเฉพาะทางสหภาพยุโรปและนอร์เวย์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง หากไม่มีประเทศอื่นเข้าร่วมเพิ่มเติม พิธีสารเกียวโตก็จะมีอายุจนถึงปี 2017 หรือ 2020 (ขึ้นกับข้อสรุปการเจรจาว่าพันธกรณีช่วงที่สองจะมีกำหนด 5 ปีหรือ 8 ปี) หลังจากนั้นพิธีสารเกียวโตจะถูกลดความสำคัญลง หรือถูกแทนที่โดยความตกลงฉบับใหม่ (หากมี) จากผลการเจรจาของ AWG-DP
Third World Network ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามการเจรจามาอย่างต่อเนื่องมีข้อวิเคราะห์ว่า การจัดตั้ง AWG-DP เพื่อเปิดกระบวนการเจรจารอบใหม่ในขณะที่การเจรจาภายใต้ AWG-LCA ที่ดำเนินการมากว่า 4 ปีก็ยังไม่สิ้นสุด เป็นแทคติกเมื่อเห็นว่าการเจรจาที่เป็นอยู่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศที่พัฒนาแล้ว และเพื่อให้การดำเนินงานลดก๊าซล่าช้าไปอีก 5 ถึง 10 ปี ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และเป็นความพยายามของประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะผลักภาระความรับผิดชอบการแก้ไขปัญหามาให้ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาความไม่เป็นธรรม
ผลลัพธ์การเจรจาที่เดอร์บันเป็นภาพสะท้อนปัญหาความไม่สมดุลและความไม่ลงตัวระหว่างเรื่องประสิทธิภาพ (Effective) กับความเป็นธรรม (Equity) ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เส้นทางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนยังคงยืดเยื้อ และอนาคตสิ่งแวดล้อมโลกยังคงอยู่ในความเสี่ยง

ภาพ:http://www.downtoearth.org.in/content/time-out?page=0,4

After Durban: Risk of delay in raising ambition lowers chances for 2°C, while heading for 3.5°C

The Durban Climate Summit concluded with groundbreaking establishment of a new body to negotiate a global agreement covering all countries by 2015 (Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action). With a new agreement not scheduled to take effect until 2020 the new agreement appears unlikely to affect the level of action in 2020 already pledged.

As the agreements in Durban do not propose additional action before 2020 the risk of exceeding 2°C remains very high. Action to implement the Durban Agreements will need to be quick to increase emission mitigation and hence have a chance at reaching this goal. Catching up on postponed action is costly and the technological and economic options required to do so are largely untested - or unknown. The Climate Action Tracker estimates that global mean warming would reach about 3.5°C by 2100 with the reduction proposals currently on the table.

Tags:

Draft decision -/CP.17 Durban Platform

The United Nations Climate Change Conference, Durban 2011, delivered a breakthrough on the international community's response to climate change. In the second largest meeting of its kind, the negotiations advanced, in a balanced fashion, the implementation of the Convention and the Kyoto Protocol, the Bali Action Plan, and the Cancun Agreements. The outcomes included a decision by Parties to adopt a universal legal agreement on climate change as soon as possible, and no later than 2015. The President of COP17/CMP7 Maite Nkoana-Mashabane said: "What we have achieved in Durban will play a central role in saving tomorrow, today."

Decisions adopted by COP 17 and CMP 7

1.Establishment of an Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action

2.Report of the Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperative Action under the Convention

3.Launching of the Green Climate Fund

4.Technology Executive Commitee - modalities and procedures

5.National adaptation plans

Tags:

เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย

2011-12-27

การประชุมเวทีสาธารณะ ครั้งที่ 2 :

“ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ อาหารและพลังงาน: โจทย์ใหม่ในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน”

โครงการ “เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย”

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2554 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ ห้องราชดำเนินโรงแรม Royal Princess หลานหลวง
จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ที่นั่งมีจำนวนจำกัด โปรดติดต่อเพื่อสำรองที่่นั่ง

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการ แบบตอบรับได้ที่นี่

ภาพ: www.colourbox.com

The Emission Gaps Report (UNEP)

Climate change represents one of the greatest challenges but also an inordinate opportunity to catalyze a transition to a low-carbon, resource efficient Green Economy.

This report informs governments and the wider community on how far a response to climate change has progressed over the past 12 months, and thus how far the world is on track to meet wider goals.

The pledges associated with the Copenhagen Accord of 2009 are the point of departure for this report. What might be achieved in terms of limiting a global temperature rise to 2ºC or less in the 21st century and in terms of setting the stage for a Green Economy?

And what remains to be done - what is the gap between scientific reality and the current level of ambition of nations?

Tags:

Decision 2/CP.15 Copenhagen Accord

The Conference of the Parties (COP), at its fifteenth session, took note of the Copenhagen Accord of 18 December 2009 by way of decision 2/CP.15.

The chapeau of the Copenhagen Accord lists the following 114 Parties agreeing to the Accord:*

Albania, Algeria, Armenia, Australia, Austria, Bahamas, Bangladesh, Belarus, Belgium, Benin, Bhutan, Bosnia and Herzegovina, Botswana, Brazil, Bulgaria, Burkina Faso, Cambodia, Canada, Central African Republic, Chile, China, Colombia, Congo, Costa Rica, Côte d'Ivoire, Croatia, Cyprus, Czech Republic, Democratic Republic of Congo, Denmark, Djibouti, Eritrea, Estonia, Ethiopia, European Union, Fiji, Finland, France, Gabon, Georgia, Germany, Ghana, Greece, Guatemala, Guinea, Guyana, Hungary, Iceland, India, Indonesia, Ireland, Israel, Italy, Japan, Jordan, Kazakhstan, Kiribati, Lao People's Democratic Republic, Latvia, Lesotho, Liechtenstein, Lithuania, Luxemburg, Madagascar, Malawi, Maldives, Mali, Malta, Marshall Islands, Mauritania, Mexico, Monaco, Mongolia, Montenegro, Morocco, Namibia, Nepal, Netherlands, New Zealand, Norway, Palau, Panama, Papua New Guinea, Peru, Poland, Portugal, Republic of Korea, Republic of Moldova, Romania, Russian Federation, Rwanda, Samoa, San Marino, Senegal, Serbia, Sierra Leone, Singapore, Slovakia, Slovenia, South Africa, Spain, Sweden, Swaziland, Switzerland, The Former Yugoslav Republic of Macedonia, Tonga, Trinidad and Tobago, Tunisia, United Arab Emirates, United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland, United Republic of Tanzania, United States of America, Uruguay, Zambia.

Since the issuance of the report of the COP on its fifteenth session, the secretariat has received communications from the following Parties expressing their intention to be listed as agreeing to the Accord:

Afghanistan, Angola, Antigua and Barbuda, Barbados, Belize, Brunei Darussalam, Burundi, Cameroon, Cape Verde, Chad, Comores, Gambia, Guinea-Bissau, Honduras, Jamaica, Kenya, Liberia, Mauritius, Mozambique, Nigeria, Saint Lucia, Tajikistan, Timor-Leste, Togo, Uganda, Ukraine, Viet Nam.
As a result, the total number of Parties that have expressed their intention to be listed as agreeing to the Accord is 141.

Tags:
by ThaiWebExpert