Bangkok Climate Change Conference - August 2012

2012-08-30 08:00
2012-09-05 17:00

The informal additional sessions of the AWG-LCA, AWG-KP and ADP will be held at the United Nations Conference Centre (UNCC) of the United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP), in Bangkok, Thailand from Thursday, 30 August to Wednesday, 5 September.

 

Any additional information is available at http://unfccc.int/2860.php

ยูเอ็นหารือสภาพอากาศประเทศภาคี 30 ส.ค.- 5 ก.ย.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม 2555

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงการจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2012 ที่มีขึ้นในวันนี้ ณ ศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ ว่าการประชุมดังกล่าวกำหนดให้ประชุมคณะทำงานอย่างไม่เป็นทางการ 2 คณะ ในวันที่ 30 สิงหาคม - 5 กันยายน ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
การประชุมจะหารือประเด็นสำคัญคือ ความร่วมมือพัฒนา ปรับปรุงสภาพภูมิอากาศของทุกประเทศภาคีสมาชิก โดยประเทศไทยคาดหวังให้การประชุมครั้งนี้ สามารถหาข้อยุติในข้อหารือต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการต่ออายุพิธีสารเกียวโต ที่จะหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ และการประชุมดังกล่าว จะมีผลดีต่อกลยุทธ์การพัฒนาประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งจะนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิต

เตือนเสรีอาเซียนข้าวกระเทือนหนักอนาคต'ข้าวไทย'สู้เพื่อนลำบากเตือนรัฐบาลเร่งเปิดการค้าเสรีอาเซียนอาจถึงขั้นนำเข้า

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555

นักวิชาการเผยผลกระทบเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ข้าวไทยได้รับผลกระทบหนัก ทั้งต้นทุนสูง คุณภาพต่ำลงอันเนื่องมาจากปัญหาสภาพอากาศจนทำให้ต้องร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยว กรุงเทพฯ * นักวิชาการเผยผลกระทบเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ข้าวไทยเดี้ยง คุณภาพต่ำ เพราะต้องร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยว หวังปรับตัวให้ทันภูมิอากาศ โลกร้อน-น้ำท่วม หวั่นอนาคตนำเข้าข้าวเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่29 สิงหาคม ที่โรงแรมตรัง กรุง เทพฯ ได้มีการจัดงานสัมมนาความเป็นธรรมด้านภูมิอากาศ หัวข้อประเด็นร้อนในโลกร้อน 2012 จัดโดยโครงการวิจัยนโยบายทางเลือกด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศใต้มิติความเป็นธรรม จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิ ชีววิถี กล่าวในหัวข้อวิกฤติสิ่งแวดล้อม วิกฤติอาหารและการพัฒนาภายใต้กรอบเออีซี (ประชา คมเศรษฐกิจอาเซียน) ว่า จากภาวะโลกร้อนและการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนมีผลกระทบต่อวิกฤติอาหารไทย โดยเฉพาะข้าว ในอดีตประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย แต่ปัจจุบันพม่ากลับยึดตำแหน่งนี้ไปครอง หากการเปิดตลาดการค้าเสรีของกลุ่มสมาชิกอาเซียนอาจทำให้ไทยมีรายได้ลดลง เนื่องจากการลงทุนในประเทศไทยมีสูง นักลงทุนอาจหันเหไปประเทศเพื่อนบ้านอาทิ ลาว กัมพูชา เพราะค่าแรงและวัตถุดิบมีมูลค่าต่ำกว่า

จากอุทกภัยครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ทำให้คุณภาพของข้าวไทยลดลง เนื่องจากระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวมีน้อยกว่าเก่า ข้าวที่ได้มาตรฐานจาก 100-120 วัน ก็เหลือ 80-90 วัน ซึ่งลดมาตรฐานข้าวไทยลงบ้าง แต่เพื่อปรับให้ทันกับสภาพฝนฟ้าอากาศและเตรียมรับมือกับอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอีกในปีนี้

"ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเม็กซิโก ในอดีตเคยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดรายใหญ่ แต่เมื่อเขตการค้าเสรีเปิดอเมริกากลายเป็นผู้เพาะปลูกและส่งออกข้าวโพดมากกว่า จนปัจจุบันเม็กซิโกต้องนำเข้าข้าวโพดจากอเมริกาปีละกว่า 7 ร้อยล้านตัน ในอนาคตหากเขตการค้าอาเซียนเปิด ประเทศไทยอาจต้องนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้" นายวิฑูรย์กล่าว

นายวิฑูรย์กล่าวว่า ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการชะลอการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน โดยนโยบายในการเจรจามี 3 อย่าง คือเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในเขตน้ำลึก การปลูกป่า และการเพาะเมล็ดพันธุ์พืช แต่รัฐบาลปัจจุบันของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ในระหว่างดำเนินการและจะให้ทันการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนในปี 2557

นายบุญลือ เจริญมี ประธานสหกรณ์คลองโยง จ.นครปฐม กล่าวว่า ผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปีที่ผ่านมาส่งผลให้การเก็บเกี่ยวข้าวใช้ระยะเวลาน้อยกว่าเดิม ทำให้ข้าวที่ได้จะไม่เต็มรวง สีแล้วได้ข้าวเปลือกน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอีก และไม่ให้ผลิตผลทาง การเกษตรเสียหาย

ส่วนนายมนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวถึงโครงการสร้างเขื่อนไชยบุรีในพื้นที่แม่น้ำโขง ประเทศลาว ว่า เป็นการทำลายระบบนิเวศอย่างมากของสัตว์น้ำ ทั้งการเพาะพันธุ์และขยายพันธุ์ ประชากรที่อยู่อาศัยบริเวณแม่น้ำโขงกว่า 2 หมื่นคนได้รับความเดือดร้อนส่วนประชาชนไทยในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต้องรับมือกับระดับน้ำที่ขึ้นลงระดับ 2 เมตร ในแต่ละวัน อีกทั้งยังหวั่นกระทบกับประเพณีบุญบั้งไฟพญานาค ที่น่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสร้างเขื่อน.

เทศบาลคาร์บอนต่ำ คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศ.ธงชัย พรรณสวัสดิ์

มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปัจจุบัน ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็พูดถึง และในการพูดถึงนั้นใครๆ ที่ว่านั่นก็มักบอกว่าต้องเร่งแก้ไขอย่างรีบด่วน มิฉะนั้นแล้วโลกจะถึงแก่หายนะ โดยยกตัวอย่างพิบัติภัยทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่อินโดนีเซีย แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น มหาอุทกภัยที่เมืองไทย มาเป็นเครื่องเตือนใจว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก หรือในชื่อ "โลกร้อน" ที่คนไทยนิยมเรียกขานกัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลกมากเกินไป และก๊าซเรือนกระจกที่ว่านี้มาจากกิจกรรมของมนุษย์เกือบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของมนุษย์ที่จะต้องเป็นคนแก้

ผมจึงรู้สึกดีใจและภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เห็นองค์กรไทยองค์กรหนึ่งลุกขึ้นมาพยายามลดสาเหตุของปัญหานี้ องค์กรที่ว่านั้น คือ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย (สทท.) โดย สทท.ได้จัดทำโครงการเทศบาลคาร์บอนต่ำ (หมายถึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ไปขอทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปมาดำเนินการ ซึ่งขณะนี้ได้มีเทศบาลกว่า 100 แห่งแล้ว ทั้งในระดับตำบล เมือง และนคร ร่วมลงนามแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการ 4 รูปแบบ อันได้แก่ เมืองต้นไม้ ไร้มลพิษ พิชิตพลังงาน และการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อลดปัญหาโลกร้อนที่ว่า

อย่างไรก็ตาม อันตัวตนเทศบาลนี้จะดำรงความเป็นเทศบาลอยู่ต่อไปไม่ได้หากไม่มีชุมชนอยู่ในเขตเทศบาล ผมจึงคิดว่านอกจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลแล้วกลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นตัวชุมชนเอง นักธุรกิจในชุมชน พ่อค้าแม่ขาย นักอุตสาหกรรมในเทศบาล โรงเรียน ฯลฯ ก็ควรมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ เพราะการทำงาน 4 รูปแบบที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ การเดินและการใช้จักรยานเพื่อประหยัดพลังงานและลดมลพิษ การไม่เผาขยะ การทำและใช้ปุ๋ยชีวภาพ การไม่บริโภคเกินควร การไม่ซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนช่วยกันทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเดินและการขี่จักรยานในระยะทางใกล้ๆ ไม่เกิน 1-3 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรองบประมาณ ไม่ต้องรอการก่อสร้าง ไม่ต้องรอกฎหมาย สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มีอยู่อย่างเดียว ง่ายๆ คือการยกระดับจากทัศนคติไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม คือต้องออกไปเดินและใช้จักรยานแทนการใช้ยานพาหนะอื่นที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อยากถือโอกาสนี้ เชิญชวนประชาชนคนไทยทุกคนมาร่วมสร้างเมืองของตนเองให้น่าอยู่ โดยติดต่อขอเข้าร่วมโครงการดีๆ นี้ได้ที่ สทท.ที่ 0-2577-1018-9 หรือที่อีเมล์ lowcarboncity.eu@gmail.com และ www.lcm.in.th ส่วนกลุ่มคนใดที่สนใจเรื่องการใช้การเดินและจักรยานมาแก้ปัญหาในระดับจุลภาคของชุมชนของตนเองก็ติดต่อตรงได้ที่ 0-2618-4430 และ 4434 หรือ www.thaicyclingclub.org

ความพร้อมของประเทศไทยด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

2012-08-30

ขอเชิญร่วมฟังการสัมมนา KMUTT Energy Forum
เวทีความรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม หัวข้อเรื่อง

"ความพร้อมของประเทศไทยด้านพลังงานเพื่อก้าวสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"

ในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2555 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมจำรัส
ฉายะพงศ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

โดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร         รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
และ ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ   อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
 

สำรองที่นั่งภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ได้ที่ คุณจันทร์จิรา วงษ์บุญงาม
โทรศัพท์ 0 2470 8695 ต่อ 704 โทรสาร 0 2470 8617 โทรศัพท์มือถือ 086 781 8135
อีเมล chanchira.won@kmutt.ac.th

 

แต่งตั้ง (28 สิงหาคม 2555)

แต่งตั้ง
1. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 3 คน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้ 1) นายบัวเรียน อโรคยนันท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสวัสดิการสังคม 2) นายถวิล น้อยเขียว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านบริหารธุรกิจ 3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชวลิต สันถวะโกมล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไป

2. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายวีระพงศ์ แพสุวรรณ รองปลัดกระทรวง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (บริหารระดับสูง) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายสรสิทธิ์ สุนทรเกศา ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากแทนผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝากคนปัจจุบัน ที่จะหมดวาระการปฏิบัติงานในวันที่ 1 กันยายน 2555 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคดีพิเศษ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ให้มีการทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 โดยแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดตัวบุคคลเฉพาะที่ทรงคุณวุฒิในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินการธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎหมายในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) จำนวน 4 คน นอกนั้นให้คงเดิม ดังนี้
ลำดับ ชื่อ – สกุล ด้านที่ทรงคุณวุฒิ
1. นายไกรสร บารมีอวยชัย ด้านกฎหมาย
2. ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ชัยเกษม นิติสิริ ด้านการเงินการธนาคาร
3. รองศาสตราจารย์ มนตรี โสคติยานุรักษ์ ด้านเศรษฐศาสตร์
4. นายมหิดล จันทรางกูร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2555 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง
(กระทรวงการคลัง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ จำนวน 6 ราย ดังนี้
1. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมบัญชีกลาง ให้ดำรงตำแหน่งรอง
ปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง
2. นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานบริหารหนี้
สาธารณะ ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง
3. นางเบญจา หลุยเจริญ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมสรรพสามิต ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี
(นักบริหาร ระดับสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
4. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมศุลกากร ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี
(นักบริหาร ระดับสูง) กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
5. นายมนัส แจ่มเวหา รองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
6. นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ ระดับสูง) สำนักงาน
ปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่างประเภทบริหาร ระดับสูง
(กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ร่างถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีในการประชุม Special ASEAN-ROK Ministerial Meeting on Forestry ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (28 สิงหาคม 2555)

ร่างถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีในการประชุม Special ASEAN-ROK Ministerial Meeting on Forestry ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงระดับรัฐมนตรีในการประชุม Special ASEAN-ROK Ministerial Meeting on Forestry ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี จะต้องมีการพิจารณาร่วมกันในการลงมติเห็นชอบร่างถ้อยแถลงฯ ในวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ในการประชุมวาระพิเศษระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกอาเซียน และสาธารณรัฐเกาหลี (Special ASEAN-ROK Ministerial Meeting on Forestry) ซึ่งร่างถ้อยแถลงฯ มีสาระสำคัญสรุปว่ารัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการป่าไม้จากประเทศสมาชิกอาเซียน และสาธารณรัฐเกาหลีมีถ้อยแถลงร่วมกัน ดังนี้
1. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
2. ส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถและการดำรงชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาป่าไม้ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ป่าไม้ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. การขยายความร่วมมือด้านป่าไม้ระดับภูมิภาค จากขอบเขตของประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี ไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชีย และ
4. ดำเนินการตามกลยุทธ์เชิงรุกจากความร่วมมือด้านป่าไม้ประเทศสมาชิกอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีในการก่อตั้งองค์กรผู้แทนในระดับภูมิภาค

การรับรองเอกสารสำคัญที่จะรับรองในการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 (28 สิงหาคม 2555)

การรับรองเอกสารสำคัญที่จะรับรองในการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบ (1) ร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 และอนุมัติให้นายกรัฐมนตรีรับรองเอกสารดังกล่าว และ (2) ร่างแถลงการณ์รัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิย์รับรองเอกสารดังกล่าว
2. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการรับรอง เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ กต. และกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของเรื่อง
กต. รายงานว่า
1. สหพันธรัฐรัสเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน 2555 และการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 ระหว่างวันที่ 5-6 กันยายน 2555 ณ นครวลาดิวอสต็อก โดยมีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว และจะมีการรับรองร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 และร่างแถลงการณ์รัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 ในช่วงการประชุมดังกล่าว
2. สาระสำคัญของร่างปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 และร่างแถลงการณ์รัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 24 ทั้งสองฉบับ เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการเปิดตลาดการค้า การลงทุน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร ความร่วมมือเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานและความร่วมมือเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรม

การรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การวิเคราะห์ระบบการจัดการน้ำลุ่มน้ำยมโดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบบูรณาการ (28 สิงหาคม 2555)

การรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การวิเคราะห์ระบบการจัดการน้ำ ลุ่มน้ำยมโดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบบูรณาการ
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการศึกษาวิเคราะห์ระบบการจัดการน้ำลุ่มน้ำยมโดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบบูรณาการและให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและนำผลการศึกษาไปเป็นกรอบในการกำหนดแผนงาน/โครงการในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานต่อไป ตามที่กระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ
สาระสำคัญของผลการศึกษาวิเคราะห์ระบบการจัดการน้ำลุ่มน้ำยม มี 2 ประเด็น ได้แก่
1. การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) เป็นกระบวนการในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของนโยบาย แผน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยจะได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบทางลบ ทางบวกจากการดำเนินโครงการต่อมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ผลการศึกษาสรุปว่า ทางเลือกการจัดการน้ำในลุ่มน้ำยมมีด้วยกัน 4 ทางเลือก ดังนี้
ทางเลือกที่ 1 มีการพัฒนาเฉพาะมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและการปรับปรุงประสิทธิภาพ
การชลประทาน
ทางเลือกที่ 2 มีการพัฒนาในมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง
การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ทั้งอ่างเก็บน้ำและฝาย/ประตูระบายน้ำตามลำน้ำยม รวมถึงการพัฒนาและจัดสรรน้ำโครงการขนาดเล็กในพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก
ทางเลือกที่ 3 มีการพัฒนาในมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง
ทั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนแม่น้ำยม และเขื่อนแม่น้ำยมตอนบน
ทางเลือกที่ 4 มีการพัฒนาในมาตรการไม่ใช้สิ่งก่อสร้างและมาตรการใช้สิ่งก่อสร้าง
ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนแก่งเสือเต้น
แนวทางเลือกการพัฒนาโครงการ ทางเลือกที่ 4 เป็นทางเลือกที่มีศักยภาพมากที่สุด โดยมี
ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับทางเลือกที่ 1,2, และ 3 ในด้านความยั่งยืนทางด้านเศรษฐกิจ ทางเลือกที่ 4 จะให้ผลประโยชน์สุทธิมากกว่าทางเลือกที่ 3 และทางเลือกที่ 2 ตามลำดับ
2. การใช้นโยบายสาธารณะแบบบูรณาการเป็นกระบวนการที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในกระบวนการศึกษาวิเคราะห์ระบบการจัดการลุ่มน้ำยม
ผลจากการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ทางเลือกในการจัดการลุ่มน้ำยม” ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ
ยมตอนบนและลุ่มน้ำยมตอนล่าง รวม 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา ลำปาง น่าน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ โดยจัดให้มีการประชุมรวมทั้งหมดจำนวน 9 ครั้ง โดยพื้นที่และกลุ่มประชากรเป้าหมายของการประชุมในพื้นที่ลุ่มน้ำยมได้ครอบคลุมพื้นที่และกลุ่มประชากรเป้าหมายที่มาจากพื้นที่ลุ่มน้ำยมทั้ง 11 ลุ่มน้ำดังกล่าวข้างต้น มีพื้นที่ครอบคลุม 161 ตำบล 31 อำเภอ 10 จังหวัด มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมถึง 6,313 คน ผลสรุปจาการมีส่วนร่วมในการจัดระดับความสำคัญของทางเลือกในการพัฒนาลุ่มน้ำยมพบว่า ผู้มีส่วนได้เสียส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับทางเลือกที่ 4 รองลงมาได้แก่ ทางเลือกที่ 3 ทางเลือกที่ 2 ทางเลือกที่ 1 ตามลำดับ ยกเว้นกลุ่มองค์กรอิสระที่ให้ความสำคัญกับทางเลือกที่ 4 น้อยที่สุด
2. กษ. โดยกรมชลประทานได้นำส่งรายงานการศึกษาระบบการจัดการน้ำลุ่มน้ำยมโดยใช้กระบวนการนโยบายสาธารณะแบบบูรณาการไปยังกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ

ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 8/2555 (28 สิงหาคม 2555)

ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 8/2555
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำโครงการ 3 โครงการ ตามมติผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 8/2555 ภายในวงเงิน 769,311,374.85 บาท ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเสนอ
1. โครงการป้องกันน้ำท่วมของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อก่อสร้างกำแพงเข็มพืดคอนกรีต พนังคันดิน ประตูกั้นน้ำ ที่ประตูทางเข้า – ออก และถนนยกระดับบริเวณทางเข้าหลักร่วมกันของสามสถาบัน
2. โครงการประตูน้ำ/สถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ กรมชลประทาน
3. โครงการก่อสร้าง Siphon เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี กรมชลประทาน
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กำหนด และเพื่อให้การรับสถานการณ์น้ำหลาก ตลอดจนการระบายน้ำ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยให้มีการระบุหน่วยงานเจ้าของโครงการให้ชัดเจน เพื่อจัดส่งรายละเอียดแบบรูปรายการแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินกู้ ที่สอดคล้องกับแผนงานตามกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ฯ ที่เสนอไว้ต่อรัฐสภา ให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสมของราคา และให้ความเห็นชอบแผนการปฏิบัติงาน ฯ และจัดสรรวงเงินกู้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ข้อ 15 (1) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

by ThaiWebExpert