การปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน (8 พฤศจิกายน2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ โดยให้สำนักงาน ก.พ. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อนแจ้งให้ส่วนราชการถือปฏิบัติต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงาน ก.พ. รายงานว่า
1. สำนักงาน ก.พ. ได้มีหนังสือสำนักงาน ก.พ. ด่วนที่สุด ที่ นร 1008.1/ว 28 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2552 เรื่อง การเลื่อนเงินเดือนข้าราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แจ้งส่วนราชการและจังหวัด เพื่อทราบและถือปฏิบัติแล้ว และหลังจากที่ส่วนราชการและจังหวัดได้เลื่อนเงินเดือนข้าราชการในสังกัดตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาแล้ว 3 ครั้ง (1 เมษายน 2553, 1 ตุลาคม 2553 และ 1 เมษายน 2554) พบว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติหลายประการ อาทิ ปัญหาการเลื่อนเงินเดือนกรณีข้าราชการได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น (ในกรมเดียวกัน) และกรณีข้าราชการได้รับมอบหมายให้ไปช่วยราชการ (ต่างกรม) ปัญหาการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการกรณีการโอนหรือย้าย ภายหลังวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน ซึ่งได้มีการคำนวณวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนไว้แล้วในวันดังกล่าว และปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือน
2. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน โดยยังคงหลักการให้ส่วนราชการมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการเลื่อนเงินเดือนตามผลงาน สำนักงาน ก.พ. จึงได้นำเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือน เสนอ ก.พ. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 6/2554 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2554 ซึ่ง ก.พ. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว และให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในประเด็นดังต่อไปนี้
2.1 กรณีการมอบหมายให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น (ในกรมเดียวกัน) หรือการมอบหมายให้ไปช่วยราชการ (ต่างกรม) ให้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานที่ข้าราชการไปปฏิบัติราชการเป็นระยะเวลาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของรอบการประเมิน เป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการดังกล่าว และให้พิจารณานำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นไปคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและบริหารวงเงินในหน่วยงานที่ไปปฏิบัติราชการ
2.2 กรณีการโอน หรือย้ายข้าราชการ ภายหลังวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่ส่วนราชการและจังหวัดคำนวณวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสังกัด ครั้งที่ 1 (1 เมษายน) และครั้งที่ 2 (1 ตุลาคม) ตามลำดับ ให้ผู้บังคับบัญชาในส่วนราชการ จังหวัด หรือหน่วยงานต้นสังกัดเดิมของข้าราชการก่อนการโอนหรือย้าย เป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติราชการ และบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ แล้วให้ผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดใหม่ออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือนตามผลการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดเดิมดังกล่าว
2.3 กรณีวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนและการบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือน
2.3.1 ให้กำหนดผู้บริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนเพิ่มเติม ดังนี้
1) หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือรับผิดชอบการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี และตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (ตำแหน่งประเภทบริหาร)
2) หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเลขานุการรัฐมนตรี บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งประเภทอำนวยการ ตำแหน่งประเภทวิชาการ และตำแหน่งประเภททั่วไป ในสำนักงานรัฐมนตรี
2.3.2 ให้สำนักงาน ก.พ. ตอบให้ความเห็นชอบการกำหนดผู้บริหารวงเงินสำหรับตำแหน่งที่อาจกำหนดให้มีขึ้นใหม่ได้ โดยไม่ต้องนำเสนอ ก.พ. และคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้ การกำหนดผู้บริหารวงเงินดังกล่าวให้คำนึงถึงลำดับชั้นการบังคับบัญชาเป็นสำคัญ
2.3.3 ให้ส่วนราชการและจังหวัดกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจัดสรรวงเงินที่กันไว้บริหารต่างหาก และให้ประกาศให้ข้าราชการในสังกัดทราบโดยทั่วกัน ก่อนออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือน
2.3.4 ให้กำหนดเงื่อนไขการกำหนดวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนเพิ่มเติมใน 2 กรณี ดังนี้
1) กรณีข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ต่อเวลาราชการ และเป็นผู้ที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของระดับตำแหน่ง ไม่ให้นำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นมาคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการ
2) กรณีข้าราชการพลเรือนสามัญผู้จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนและถึงแก่ความตาย ก่อนวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน แล้วแต่กรณี ให้นำอัตราเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้นมาคำนวณรวมเป็นวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของส่วนราชการในวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน แล้วแต่กรณี
2.4 กรณีการแก้ไขปัญหาการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการในสังกัด จังหวัดบึงกาฬ ณ วันที่ 1 เมษายน 2554 ให้ดำเนินการตามแนวทางในข้อ 2.2 โดยให้ผู้บังคับบัญชาในส่วนราชการ จังหวัด หรือหน่วยงานต้นสังกัดเดิมของข้าราชการผู้ได้รับการแต่งตั้ง ให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดจังหวัดบึงกาฬประเมินผลการปฏิบัติราชการและบริหารวงเงินงบประมาณสำหรับการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการผู้นั้น แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งเลื่อนเงินเดือนเป็นผู้ออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือนข้าราชการผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งในสังกัดจังหวัดบึงกาฬ ตามผลการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาในต้นสังกัดเดิมดังกล่าว
3. สำนักงาน ก.พ. ได้นำเรื่อง การปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการพลเรือนดังกล่าว (ตามข้อ 2.) เสนอคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติให้นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องการกำหนดนโยบายในการปฏิบัติราชการและเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณของส่วนราชการ กรณีจึงอาจเป็นการดำเนินการที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป อันเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวให้ วท.ขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและให้ วท.รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปพิจารณาดำเนินการด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
วท. รายงานว่า
1. วท.ได้เสนอโครงการ “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ต่อคณะกรรมการโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งในคราวประชุม ครั้งที่ 4/2550 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 คณะกรรมการฯ มีมติให้ความเห็นชอบให้เป็นโครงการร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
2. โครงการพิพิธภัณฑ์พระรามเก้านี้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้หลักการและวิธีการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผลด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ช่วยให้ทรงเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้อง ลึกซึ้งและรอบด้าน จนสามารถพระราชทานแนวทางการพัฒนาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่พสกนิกรได้อย่างเหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม ซึ่งรวมถึงการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน น้ำ และระบบนิเวศ
3. การพัฒนาและก่อสร้างพิพิธภัณฑ์พระรามเก้ามีพื้นที่ใช้สอยในอาคารประมาณ 36,500 ตารางเมตร ในพื้นที่ 42 ไร่ บริเวณองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ด้านเชื่อมต่อกับสระเก็บน้ำพระรามเก้า เทคโนธานี ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองห้า จังหวัดปทุมธานี มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2555-2558 โดยจะจัดแสดงเกี่ยวกับระบบนิเวศกับความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งการจัดการทรัพยากรน้ำและดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อหลัก “พระมหากษัตริย์นักพัฒนา การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน”

ขอความเห็นชอบในการเพิกถอนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เพิกถอนพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า สลักพระบางส่วน จำนวนเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ เพื่อการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) รายงานว่า
1. โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) มีบริเวณพื้นที่ในการก่อสร้างโครงการและแนวเขตน้ำท่วมทั้งหมดโดยสังเขปตามแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ตั้งอยู่ในตำบลหนองปรือ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่โครงการทับซ้อนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ กรมชลประทานได้ยื่นเรื่องขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระถึงหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548
2. กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) แล้วเสร็จและจัดส่งรายงานให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้วเมื่อเดือนสิงหาคม 2551
3. โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) มีแผนการดำเนินการในกรอบวงเงิน 550,000,000 บาท และระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 5 ปี ซึ่งในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยต้องมีการเข้ายึดถือหรือครอบครองที่ดิน หรือปลูก หรือก่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือตัด โค่น แผ้วถาง หรือเผาหรือทำลายต้นไม้หรือพฤกษชาติอื่น หรือขุดหาแร่ ดิน หิน หรือเปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำ ลำห้วย หนอง บึง ท่วมทัน เหือดแห้ง หรือเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่าเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ดังนั้น ในการจะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงต้องดำเนินการกันพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำออกจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเสียก่อน โดยการตราพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 (ข้อ 3.3) ซึ่งการเพิกถอนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่มีมติคณะรัฐมนตรีหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องระบุไว้โดยชัดเจน แต่โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้ว พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ตราขึ้นใช้บังคับมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์ป่าให้คงอยู่ในสภาพเดิมมิให้ถูกทำลาย หรือเปลี่ยนแปลงไปจนสูญพันธุ์และต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2532 เรื่อง แนวทางปฏิบัติการขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ (ข้อ 3.8) คือ ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของส่วนราชการนั้นเป็นผู้นำเรื่องเสนอพร้อมความเห็นชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
4. เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2553 ได้มีการประชุมคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน) ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้เพิกถอนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ เพื่อให้กรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยพระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) และส่งคืนพื้นที่บริเวณน้ำท่วมคืนให้แก่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อผนวกกลับมาเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีกครั้ง โดยการดำเนินการจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ขอเพิกถอนเท่านั้น
5. กษ. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยพระพร้อย (อันเนื่องมาจากพระราชดำริ) จังหวัดกาญจนบุรี เป็นไปตามแผนงานที่ได้รับบรรจุไว้ในแผนงบประมาณ และสอดคล้องกับการขออนุญาตใช้พื้นที่ทำประโยชน์ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระบางส่วน ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กษ. จึงเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบดังกล่าว

นโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2555 – 2557(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2555 – 2557 ตามมติคณะกรรมการนโยบายอาหาร ครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 ดังนี้
1. กากถั่วเหลือง กำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง ตามพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์อาเซียน ฉบับปี 2007 ในประเภทย่อย 2304.00.00 (กากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) และกากแข็งอื่น ๆ ที่ได้จากการสกัดน้ำมันถั่วเหลือง จะบดหรือทำเป็นเพลเลตหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่แป้งถั่วเหลืองพร่องไขมันที่เหมาะสำหรับมนุษย์บริโภค) จากคราวละ 1 ปี เป็นคราวละ 3 ปี (2555-2557) โดยมีมาตรการเช่นเดียวกับปี 2554 เนื่องจากเป็นนโยบายที่เหมาะสม สามารถประสานประโยชน์ผู้เกี่ยวข้องได้อย่างสมดุลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยปรับเปลี่ยนเฉพาะอัตราอากรนำเข้าในโควตาของกากถั่วเหลืองภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) ให้เป็นไปตามข้อผูกพัน ดังนี้
1.1 การนำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) 1) ในโควตา กำหนดอากรนำเข้าร้อยละ 2 และผู้มีสิทธินำเข้าทั้งสิ้น 8 สมาคม (สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ) และมีเงื่อนไขผู้มีสิทธินำเข้าต้องรับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศของโรงงานสกัดน้ำมันพืชทั้งหมดในราคาไม่ต่ำกว่าที่กำหนด โดยมอบหมายให้กรมการค้าภายในพิจารณาให้สอดคล้องกับราคารับซื้อขั้นต่ำเมล็ดถั่วเหลืองเกรดสกัดน้ำมัน แล้วนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายอาหารให้ความเห็นชอบ และต้องทำสัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ หากมีผู้ยื่นขอมีสิทธินำเข้ารายใหม่ ให้อยู่ในดุลยพินิจของประธานกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งต้องมั่นใจว่าผู้นำเข้ารายใหม่จะให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด 2) การนำเข้านอกโควตา กำหนดอากรนำเข้าร้อยละ 119

1.2 การนำเข้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) อากรนำเข้าร้อยละ 0
1.3 การนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ออสเตรเลีย ตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) อากรนำเข้าในโควตาร้อยละ 0
1.4 การนำเข้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) ปี 2555 อากรนำเข้าในโควตาร้อยละ 4.44 ปี 2556 ร้อยละ 3.33 ปี 2557 ร้อยละ 2.22
1.5 การนำเข้าทั่วไป อากรนำเข้าร้อยละ 6 และค่าธรรมเนียมพิเศษ ตันละ 2,519 บาท
ทั้งนี้ การนำเข้าตาม 1.1 – 1.5 ให้นำเข้าได้โดยไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า
2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าระยะเวลา 1 ปี ต่อไปชั่วคราว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับมาตรการนำเข้าภายใต้กรอบ AFTA ให้มีความเหมาะสม สามารถป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรของไทย และลดข้อโต้แย้งของประเทศเพื่อนบ้าน ภายในเดือนมีนาคม 2555 โดยมาตรการนำเข้าปี 2555 มีดังนี้
2.1 การนำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) 1) อากรนำเข้าในโควตาร้อยละ 20 ปริมาณโควตา 54,700 ตัน โดยให้ อคส.เป็นผู้นำเข้า 2) อากรนำเข้านอกโควตาร้อยละ 73 และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 บาท
2.2 การนำเข้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) อากรนำเข้าร้อยละ 0 ผู้นำเข้าทั่วไปกำหนดเวลานำเข้าระหว่าง 1 มีนาคม - 31 กรกฎาคม 2555 และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐาน และควบคุมการนำเข้าตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525 สำหรับ อคส. ให้นำเข้าได้ โดยไม่จำกัดเวลานำเข้า
2.3 การนำเข้าภายใต้โครงการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน (Contract Farming) ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) อากรนำเข้าร้อยละ 0 กำหนดเวลานำเข้าระหว่าง 1 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2555 ผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานและควบคุมการนำเข้าตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2525
2.4 การนำเข้าตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-นิวซีแลนด์ อากรนำเข้าในโควตาร้อยละ 0 ตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) อากรนำเข้าในโควตาร้อยละ 0
2.5 การนำเข้าตามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ออสเตรเลีย อากรนำเข้าในโควตา ร้อยละ 10.67 ปริมาณโควตา 7,696.84 ตัน โดยให้ อคส. เป็นผู้นำเข้า อากรนำเข้านอกโควตาร้อยละ 65.70
2.6 การนำเข้าตามความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) อากรนำเข้าในโควตา ช่วง 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2555 ร้อยละ 12.70 และช่วง 1 เมษายน – 31 ธันวาคม 2555 ร้อยละ 10.90
2.2.7 การนำเข้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) อากรนำเข้าในโควตา ร้อยละ 8.89
2.8 การนำเข้าทั่วไป อากรนำเข้ากก.ละ 2.75 บาท และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 1,000 บาท
ทั้งนี้ การนำเข้าตามข้อ 2.1 – 2.8 นอกเหนือจากปริมาณในโควตาให้นำเข้าได้โดยไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า
3. ปลาป่น กำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าปลาป่นทุกชนิดโปรตีนจากคราวละ 1 ปี เป็นคราวละ 3 ปี (ปี 2555-2557) ตามกรอบข้อผูกพันและกฎหมายของกรมศุลกากร ดังนี้
3.1 ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และการนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ออสเตรเลีย อาเซียน-จีน (เว้นพม่า) อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อากรนำเข้าร้อยละ 0
3.2 การนำเข้าตามความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ช่วง 1 มกราคม - มีนาคม 2555 อากรนำเข้าร้อยละ 1.67 และ 1 เมษายน 2555 - 31 ธันวาคม 2557 ร้อยละ 0
3.3 การนำเข้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี (AKFTA) อากรนำเข้าร้อยละ 10
3.4 การนำเข้าทั่วไป ปลาป่นโปรตีน 60% ขึ้นไป อากรร้อยละ 15 โปรตีนต่ำกว่า 60% อากรร้อยละ 6
ทั้งนี้ การนำเข้าปลาป่นโปรตีน 60% ขึ้นไปไม่จำกัดปริมาณนำเข้า ส่วนโปรตีนต่ำกว่า 60% เป็นสินค้าต้องขออนุญาตนำเข้า

การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (8 พฤศจิกายน 2554)

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ประสานและขอความร่วมมือผู้ประกอบการ รวมทั้งพิจารณาดำเนินการโดยใช้กลไกที่มีอยู่ เพื่อให้มีการพิจารณาปรับลดราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้ปรับลดลง เพื่อช่วยบรรเทาภาระของประชาชนผู้บริโภค ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น
กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนข้อเท็จจริง ดังนี้
1. หลักการดูแลราคาสินค้า
การดูแลราคาสินค้าเป็นภารกิจหลักด้านหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 รวมทั้งได้ยึดกรอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 84 (1) ที่กำหนดให้รัฐสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม โดยอาศัยกลไกตลาด พร้อมได้กำหนดกรอบนโยบายในการดูแลราคาสินค้า คือ (1) ราคาสินค้าต้องเป็นธรรม ปรับเปลี่ยนขึ้น-ลงสอดคล้องกับต้นทุนทั้งต้นทางและปลายทาง (2) มีปริมาณสินค้าเพียงพอกับความต้องการ (3) ปริมาณครบถ้วนถูกต้องและตรงตามที่ระบุไว้ที่หีบห่อ (4) ไม่มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคขึ้นราคาสินค้า หรือกักตุนสินค้า
2. กรอบการดูแลราคาสินค้า
2.1 กรอบรายการสินค้าที่ดูแล
(1) รายการสินค้าและบริการควบคุม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดรายการสินค้าและบริการควบคุม ในปี 2554 จำนวน 41 รายการ แยกเป็น สินค้าควบคุม จำนวน 39 รายการ และบริการควบคุม จำนวน 2 รายการ พร้อมทั้งกำหนดมาตรการที่ใช้บังคับกับสินค้าและบริการควบคุม จำนวน 41 รายการ
(2) รายการสินค้าที่ติดตามดูแล จำนวน 205 รายการ โดยมีการติดตาม ตรวจสอบราคาและสถานการณ์ของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค และมิให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค
2.2 กรอบมาตรการการดูแลราคาสินค้า
(1) มาตรการทางกฎหมาย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในการกำหนดมาตรการที่จะใช้บังคับกับสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งจะมีการพิจารณาทบทวนทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีทั้งมาตรการด้านราคาและปริมาณสินค้าได้แก่ 1) การกำหนดราคาจำหน่ายสูงสุดตามมาตรา 25 (1) 2) ห้ามมิให้มีการฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรตามมาตรา 29 3) การให้แจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ ต้นทุน ค่าใช้จ่าย ตามมาตรา 25 (5) และ 4) ห้ามมิให้มีการกักตุนสินค้าควบคุม โดยไม่นำสินค้าออกจำหน่ายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ตามมาตรา 30
นอกจากนี้ ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ในการกำกับดูแลเครื่องมือชั่งตวงวัดที่ใช้ในทางพาณิชยกิจ เช่น เครื่องชั่งรถยนต์ ใช้สำหรับการชั่งสินค้าเกษตร มาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องวัดความชื้นข้าว รวมทั้งการดูแลปริมาณการบรรจุและวิธีการแสดงปริมาณ การบรรจุสินค้าที่หีบห่อ
(2) มาตรการบริหาร กระทรวงพาณิชย์ใช้วิธีขอความร่วมมือผู้ประกอบการเป็นหลักในการดูแลราคาสินค้า สำหรับสินค้าที่อยู่ในข่ายติดตามดูแล 205 รายการ โดยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ผลิต/ผู้นำเข้า แจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาจำหน่าย โดยเฉพาะการขึ้นราคาสินค้าให้ทราบล่วงหน้าก่อนดำเนินการ และการปรับเปลี่ยนราคาจะพิจารณาตามภาระต้นทุนในส่วนของวัตถุดิบที่สูงขึ้นเท่านั้น และกรณีราคาวัตถุดิบลดลงก็ให้ปรับลดราคาลงด้วย
3. การปรับลดราคาสินค้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
3.1 สินค้าอุปโภคบริโภค
ตามที่รัฐบาลยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และส่งผลให้ราคาจำหน่ายน้ำมันดีเซลลดลงลิตรละ 3.00 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2554 ซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าในโครงสร้างต้นทุนการผลิตสินค้ามีสัดส่วนของน้ำมันดีเซลเพียงเล็กน้อย ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงเพียงประมาณร้อยละ 0.0031 - 0.6986 แต่จะมีผลต่อการขนส่งสินค้า
ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดให้มีการประชุมหารือผู้ประกอบการร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายภูมิ สาระผล) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2554 ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือปรับลดราคาสินค้าลง (แม้ว่าต้นทุนจะลดลงเล็กน้อย) จำนวน 5 รายการ ร้อยละ 0.55 - 13.88 ดังนี้
1. ปูนซีเมนต์ ปรับลดราคาถุงละ 5 - 10 บาท (ร้อยละ 4 – 7.14) ราคาปัจจุบัน 135 - 140 บาท/ถุง (50 กก.)
2. กระเบื้องมุงหลังคา ปรับลดราคาแผ่นละ 5 บาท (ร้อยละ 13.88) ราคาปัจจุบัน 36 - 40 บาท/แผ่น
3. ปุ๋ยเคมี ปรับลดราคาถุงละ 5 - 8 บาท (ร้อยละ 0.55 - 0.79) ราคาปัจจุบัน 905 - 1,010 บาท/ถุง (50 กก.)
4. เครื่องปั๊มน้ำ ปรับลดราคาเครื่องละ 100 - 200 บาท (ร้อยละ 2.17 - 4.35) ราคาปัจจุบัน 4,590 บาท/เครื่อง
5. แป้งสาลี ปรับลดราคาถุงละ 10 บาท (ร้อยละ 1.43 - 2.09) ราคาปัจจุบัน 477 - 698 บาท/ถุง (22.5 กก.)
สำหรับสินค้าในหมวดอื่น ๆ ตลาดมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม หมวดของใช้ประจำวัน ซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ได้แก่ นมผง นมสด นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม นมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม นมข้นหวาน กาแฟผงสำเร็จรูป ครีมเทียม น้ำผลไม้สำเร็จรูปพร้อมดื่มบรรจุภาชนะผนึก โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวดผม ยาสีฟัน เป็นต้น ผู้ประกอบการจะตรึงราคาไว้จนถึงสิ้นปี 2554
3.2 สินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์มีราคาลดลง ดังนี้
(1) เนื้อไก่ ปริมาณผลผลิตในช่วงต้นปี 2554 ลดลงประมาณร้อยละ 20 จากสาเหตุปัญหาของการผลิต (ด้านสุขภาพพ่อแม่พันธุ์และสภาพอากาศที่แปรปรวน) จึงได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาราคาเนื้อไก่ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น และจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพบว่ามีปริมาณเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น จึงได้ออกประกาศฯ กำหนดราคาขายปลีกแนะนำเนื้อไก่ลดลง ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2554 โดยในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตกเป็น ดังนี้ 1) ไก่สดทั้งตัว (รวมเครื่องใน) ไม่เกินราคากิโลกรัมละ 60 - 65 บาท ลดลง 5 - 10 บาท 2) ไก่สดทั้งตัว (ไม่รวมเครื่องใน) ไม่เกินราคากิโลกรัมละ 65 - 70 บาท ลดลง 5 - 10 บาท 3) เนื้อไก่ ไม่เกินราคากิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ลดลง 12 - 15 บาท
(2) เนื้อหมู ในช่วงต้นปี 2554 ปริมาณผลผลิตลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น และเกิดปัญหาการขาดแคลน ได้ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสุกรมีชีวิต การขนย้าย การแจ้งปริมาณสถานที่เก็บสุกร และกำหนดราคาจำหน่าย ทำให้สุกรมีปริมาณเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้นและราคาสุกรมีชีวิตได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงได้ออกประกาศฯ กำหนดราคาจำหน่ายปลีกแนะนำเนื้อหมูลดลง ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ดังนี้
- ราคาจำหน่ายปลีกหมูเนื้อแดง กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ตะวันออกและตะวันตก ไม่เกินราคากิโลกรัมละ 130 บาท ลดลงกิโลกรัมละ 22 บาท (จากเดิม 152 บาท)
3.3 มาตรการเสริม ดำเนินการภายใต้ โครงการธงฟ้า..ราคาประหยัด
เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการในหลายรูปแบบ กล่าวคือ
1) ร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่จัดจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ภายใต้ชื่อ “งานธงฟ้า...ราคาประหยัด” จำหน่ายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาตลาดทั่วไปร้อยละ 20 - 40 ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เพิ่มกำลังซื้อและเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรม
2) มีร้านอาหารมิตรธงฟ้าทั่วประเทศ จำนวน 4,114 ร้าน (กรุงเทพฯ 420 ร้าน ต่างจังหวัด 3,694 ร้าน) จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ จาน/ชามละ 25 - 30 บาท
3) ขอความร่วมมือศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานเอกชน ศูนย์ราชการ ร้านอาหารทั่วไป จัดเมนูอาหารปรุงสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ จำหน่ายราคาจาน/ชามละ 25 - 30 บาท
4) มีรถเข็นธงฟ้า จำนวน 130 คัน จำหน่ายข้าวราดแกง กับข้าว 1 อย่าง จานละ 19 บาท กับข้าว 2 อย่าง จานละ 25 บาท
5) ร่วมกับร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ จัดโครงการ “ธงฟ้า อิ่มสะดวก 29 บาท” จัดกิจกรรมตรึงราคาอาหารปรุงสำเร็จอย่างน้อย 12 รายการ ที่จำหน่ายในร้าน ในราคา 29 บาท ไปจนถึงสิ้นปี 2554

รายงานผลการกู้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552(8 พฤศจิกายน 2554)

 

                    คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กระทรวงการคลัง (กค.) รายงานว่า

                    1. กค. ได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จำนวน 43,000.00 ล้านบาท โดยการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1 วงเงิน 43,000.00 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.85 ต่อปี ครบกำหนดวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีรายละเอียดการจำหน่ายพันธบัตร และการชำระคืนเงินกู้สำหรับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ดังนี้



วันที่

จำหน่ายพันธบัตร


วงเงินจำหน่าย

(ล้านบาท)


วันที่

ชำระคืนเงินกู้


ชำระคืนเงินกู้สำหรับโครงการ

ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555


จำนวนชำระคืน

(ล้านบาท)


24 พ.ย. 53


6,000.00


26 พ.ย. 53


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 วงเงินที่ 1


6,000.00


12 ม.ค. 54


6,000.00


14 ม.ค. 54


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 วงเงินที่ 1


6,000.00


23 ก.พ. 54


8,000.00


25 ก.พ. 54


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 วงเงินที่ 2


8,000.00


27 เม.ย. 54


8,000.00


29 เม.ย. 54


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 วงเงินที่ 2


8,000.00


15 มิ.ย. 54


8,000.00


17 มิ.ย. 54


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 2 วงเงินที่ 2


5,169.71


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 3 วงเงินที่ 1


2,830.29


17 ส.ค. 54


7,000.00


19 ส.ค. 54


ปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ครั้งที่ 3 วงเงินที่ 2


7,000.00


รวม


43,000.00


 


 


43,000.00

 

                    2.  กค. ได้ดำเนินการประมูลพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวง การคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1 เสร็จสิ้นแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2554

                   3. กค. ได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการนำประกาศกระทรวงการคลัง จำนวน 3 เรื่อง ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ดังนี้

                       3.1 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1

                       3.2 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง แต่งตั้งพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทยลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1

                       3.3 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผลการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ (พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. 2552 ) ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ครั้งที่ 1

 

ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการโดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ที่ได้รับอนุมัติให้กันไว้เบิกเหลื่อมปีของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอก็ให้ขอรับการจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไปพลางก่อน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติมภายในกรอบวงเงิน 1,500,000,000 บาท ตามเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น

ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2554(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2554 ตามที่คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้
ข้อเท็จจริง
กระทรวงมหาดไทยเสนอว่า
1. โดยที่มาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 กำหนดให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นรายปี แต่มิให้เกินประเทศละหนึ่งร้อยคนต่อปีและสำหรับคนไร้สัญชาติมิให้เกิดห้าสิบคนต่อปี
2. ปัจจุบันการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยของชาวต่างชาติมีเหตุผลหลายประการ เช่น เข้ามาเพื่อทำงาน เพื่อลงทุนในธุรกิจ หรือเพื่ออยู่กับครอบครัวที่อยู่ในประเทศไทย ฯลฯ ประกอบกับการสนับสนุนชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจหรือลงทุนในประเทศไทยจะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ อันเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการดึงดูดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุน จึงจำเป็นต้องมีการให้ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
3. ผลการดำเนินการในปี 2552 ปรากฏว่า มีคนต่างด้าว รวม 33 สัญชาติ ได้มายื่นคำขอเพื่อมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร รวมทั้งสิ้น 262 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองพิจารณา
สาระสำคัญของร่างประกาศ เป็นการกำหนดจำนวนคนต่างด้าวซึ่งจะมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ประจำปี พ.ศ. 2554 โดยให้ถือจำนวนหนึ่งร้อยคน สำหรับคนต่างด้าวที่มีสัญชาติของแต่ละประเทศ และห้าสิบคนสำหรับคนไร้สัญชาติ (ร่างข้อ 1 และร่างข้อ 2)

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ....(8 พฤศจิกายน 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

การแก้ปัญหาของขาดตลาดในภาวะน้ำท่วมตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง-เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ

ผู้เขียน: 
อาจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

มีขนม 10 ห่อแต่มีเด็ก 20 คน ถ้าให้เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมกระแสหลักจัดสรร ปัญหาจะเกิดเช่นในปัจจุบัน ถ้าให้สังคมนิยมจัดสรร เด็กอาจมีขนมกินทุกคน แต่ก็ไม่มีความสุขสูงที่สุด แต่ในหลวงของเราและเศรษฐศาสตร์แนวพุทธสอนทางออกให้เราไว้แล้วครับ

สมมติมีขนม 10 ห่อแต่มีเด็ก 20 คน ถ้าเราให้กลไกตลาด (Market Mechanism) จัดสรรขนม เด็กที่แข็งแรง เด็กที่วิ่งเร็ว เด็กที่พ่อแม่รวยก็จะได้ขนมไปก่อน แน่นอนในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalist) เด็กที่พ่อแม่รวยก็จะให้คนใช้ที่บ้านวิ่งออกไปต่อคิวตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน กว้านซื้อขนมทั้งหมดมาเก็บไว้ แน่นอนถ้าพ่อแม่เด็กมีหัวการค้า เขาก็จะเอาขนมมาให้ลูกกินบางส่วน เอาไปอวดเพื่อนๆ ลูกว่า ชั้นมีขนมอร่อยๆ น่ากินๆ เพื่อนลูกๆ จะได้มี Demand เมื่อ Demand เกิดขึ้น แต่ไม่มี Supply จะวางขายในตลาด พ่อแม่เด็กหัวใสนักธุรกิจหนาเลือดเหล่านั้นก็จะเอาขนมที่เก็บตุนไว้ออกมาขายแพงๆ น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราจะเป็นปัญหานี้ในหลายๆ ที่ บางพื้นที่ขายน้ำขวดๆ ละ 60 บาท ทั้งๆ ที่ปกติขวดละ 7 บาท บางแห่งขายไข่ 4 ฟอง 100 บาท บางร้านขายเรือไฟเบอร์ 8,500 บาททั้งๆ ที่เวลาปกติลำละ 2,500 บาท

สมมติเหมือนเดิมคือมีขนม 10 ห่อแต่มีเด็ก 20 คน ถ้าเราให้ระบบสังคมนิยม (Socialist) การปันส่วนก็จะเกิดขึ้น นั่นคือคุณครูก็จะสั่งลงมาเลยว่าต้องแบ่งขนมกันนะหนูๆ โดยเด็ก 2 คนแบ่งขนมกันคนละครึ่งห่อ หรือ 1 ห่อต้องแบ่งกันกิน 2 คน เด็กได้ขนมมาก็นั่งกินหมดไปทันที ข้อดีคือเด็กทุกคนมีขนมกิน ตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะมีปัญหาเช่น เด็กบางคนอาจจะต้องกินขนมที่ตัวเองไม่ชอบ เพราะเด็กไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะได้กินห่อไหน แล้วแต่ว่าส่วนกลางหรือครูจะจัดขนมห่อไหนให้ตามคิว ในช่วงน้ำท่วมครั้งนี้ เราจะเริ่มเห็นร้านค้าบางร้านออกมาติดป้ายว่า น้ำดื่มต้องแบ่งกันซื้อ 1 คนซื้อได้ 3 ขวด/วัน เพราะของมีพอ แต่น้ำท่วมทำให้มาส่งที่ร้านไม่ได้ แบบนี้ก็ยังดี อย่างน้อยยังมีน้ำกิน

แต่วิธีที่ดีที่สุดเราต้องใช้ปัญญาในการจัดสรรสินค้า เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ และเศรษฐกิจพอเพียงตามที่ในหลวงของเราสอนเอาไว้ ทำให้เราต้องเริ่มคิด ผู้นำที่ดีควรจะพาเด็กทั้ง 20 คนมานั่งล้อมวงกัน เล่าให้ฟังตามสภาพความเป็นจริงว่าตอนนี้เป็นช่วงน้ำท่วม ของขาดแคลนอยู่นะ มีขนมวันนี้ จะกินหมดเลยรึเปล่า ในวันพรุ่งนี้ถ้าน้ำยังท่วมอยู่ล่ะ ถ้าขนมชุดใหม่ยังมาส่งไม่ได้ล่ะ แล้วเราจะทำอย่างไร เรามาทำยังงี้กันมั้ย เราเปิดขนมทีละถุง เปิดถุงแรกแล้ววนรอบวง ให้เด็กแต่ละคนหยิบมาแบ่งกันกินคนละชิ้น สองชิ้น ถ้าทำแบบนี้ เปิดถุงแรก เด็กทั้ง 20 คนได้ชิมขนมถุงที่หนึ่งทุกคน ถุงแรกหมด เปิดถุงที่สอง วนรอบวง เด็กทุกคนได้กินได้ชิมขนมถุงที่สอง ถุงที่สองหมด ก็ค่อยเปิดถุงที่สาม ทำเหมือนเดิม เปิดวันนี้ 4 ถุงเด็กทุกคนได้กินขนม 4 ชนิด ระหว่างนั่งล้อมวงก็คุยกัน ทำความรู้จักกัน ได้กินขนมทุกชนิด ได้เพื่อนใหม่ ได้รู้จักการแบ่งปัน แล้วถ้าคุยกันไว้แล้ว วันนี้เราอาจจะเปิดแค่ 4 ถุง แล้วเก็บอีก 6 ถุงไว้กินวันพรุ่งนี้ วันมะรืนนี้

คานธีกล่าวไว้ว่า “There is enough in the world for everybody’s need BUT NOT enough for anybody’s greed” “โลกนี้มีพอสำหรับความต้องการของทุกคน แต่ไม่พอสำหรับความโลภของคนแม้เพียงหนึ่ง” พ่อหลวงของเราสอนแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้ไว้แล้วในหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ต้องรู้จัก “ความพอประมาณ” “ความมีเหตุผล” “การมีภูมิคุ้มกันที่ดี” แล้วต้องตัดสินใจบน 2 เงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม” ซึ่งตรงกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์แนวพุทธซึ่งผมเรียนรู้มาจากพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตตฺโต) ที่ว่าเศรษฐศาสตร์คือศาสตร์ที่ประเสริฐเพราะเรียนรู้เรื่องการตัดสินใจของมนุษย์ เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการที่รู้จักประมาณตน รู้จักพอเพียง และการตัดสินใจของมนุษย์ที่ถูกต้อง ต้องประกอบด้วยปัญญา โดยปัญญาหมายถึงความฉลาดที่ประกอบด้วยความดี

บทความนี้ผมเขียนขึ้นเนื่องจากวันนี้ผมมีโอกาสได้ชมการสัมภาษณ์พระอาจารย์ประณตซึ่งขณะนี้กำลังทำหน้าที่บริหารจัดการศูนย์พักพิงผู้เดือดร้อนจากอุทกภัยที่มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยทางสถานีโทรทัศน์ TPBS พระอาจารย์ประณตเป็นพระหนุ่มนักกิจกรรม ปกติท่านจำพรรษาที่วัดญาณเวศกวัน ซึ่งมีพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส พระอาจารย์ประณตเล่าถึงวิธีการกระจายสิ่งของที่ได้รับบริจาคมาได้อย่างน่าฟัง และทำให้ผมคิดตามจนสามารถสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้จากการการที่ประชาชนจำนวนมากกักตุนสินค้าเอาไว้จนทำให้สินค้าขาดตลาดได้ออกมาเป็นบทความนี้ครับ

by ThaiWebExpert