จุลินทรีย์ อีเอ็มในบทบาทหลังน้ำลด

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555 เวลา 00:00 น.

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สร้างความเสียหายมหาศาลเป็นวงกว้างทั้งแก่วิถีการดำเนินชีวิต ทรัพย์สิน รวมไปถึงสภาพแวดล้อม หนึ่งในพระเอกขี่ม้าขาวที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากในช่วงนี้ เพราะมีบทบาทอย่างยิ่งในการฟื้นฟูเยียวยาสภาพแวดล้อม คงหนีไม่พ้น กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หรือที่เรารู้จักกันในนาม EM ซึ่งย่อมาจากคำว่า Effective
Microorganisms

ในงานเสวนา “จุลินทรีย์ อีเอ็ม กับการฟื้นฟู รักษาสิ่งแวดล้อม ป้องกันอุทกภัย” จัดโดยบริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อีเอ็มในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งโดย ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน ผู้ค้นพบจุลินทรีย์ อีเอ็ม พร้อมวิทยากรหลายท่านมาให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และการนำอีเอ็มมาประยุกต์ใช้ในการฟื้นฟูบ้านและสภาพแวดล้อมจากน้ำท่วม รวมถึงการใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน พร้อมเตรียมรับมือกับอุทกภัยในอนาคต

มร.โทรุ โคะโชจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มโร เอเชีย จำกัด เผยว่า ปัจจุบันมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลกมีการนำอีเอ็มมาใช้ในการฟื้นฟูเยียวยาสภาพแวดล้อม อาทิเนเธอร์แลนด์ โปแลนด์
อินเดีย ไต้หวัน จีน มาเลเซีย พม่า เฮติ และญี่ปุ่นที่เพิ่งประสบเหตุแผ่นดินไหว และในเหตุการณ์สึนามิ อีเอ็มถูกนำมาใช้ในหลากหลายรูปแบบในการฟื้นฟูเมือง ทั้งการบำบัดน้ำเน่าเสีย ปรับสภาพดิน ขจัดกลิ่น ทำความสะอาดที่พักอาศัย รวมถึงยังมีการวิจัยร่วมกับสถาบันกัมมันตรังสีแห่งเบลารุส เรื่องการนำอีเอ็มมาใช้ในการลดผลกระทบจากรังสีในสิ่งมีชีวิตและพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะที่จังหวัดฟุคุชิมะ สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับความเสียหายอย่างมาก

เขายกตัวอย่างถึงปัญหาดินเค็มที่เกิดขึ้นจากการที่สึนามิได้พัดพาน้ำทะเลขึ้นมาบนผืนดินว่า โดยปกติต้องใช้เวลาถึง 3 ปีในการฟื้นฟู แต่คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidation) ใน อีเอ็มทำให้การแก้ปัญหาดินเค็มมีประสิทธิภาพ ให้ผลผลิตมากขึ้นและต้นไม้งอกงามดี รวมถึงนำมาใช้ในการฟื้นฟูสภาพน้ำทะเลที่มีขยะเป็นจำนวนมาก

ด้านพลตรี จุลเดช จิตถวิล หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 5 ส่วนหน้ากล่าวว่า รัฐบาลไทยเองมีการนำอีเอ็มมาใช้ให้การอบรมแก่ชาวบ้าน
มามากกว่าสิบปีแล้วในหลายภูมิภาค โดยนำไปใช้ได้ทั้งทางการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ประมง และการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน ล่าสุดคือ การออกพื้นที่นำ อีเอ็มแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียฟื้นฟูบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกท่วมขังเป็นเวลานาน และตั้งศูนย์ผลิตแจกจ่าย อีเอ็ม แก่ประชาชนที่ประสบภัยใน 5 จังหวัด

ด้าน น.ส.วรนุช จิตธรรมสถาพร อดีตรองผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ในส่วนของที่การเคหะฯ ได้มีโครงการบำบัดน้ำเสียแก่ชุมชนด้วยจุลินทรีย์อีเอ็ม เป็นจำนวนมาก รวมถึงการบำบัดบ่อขยะที่เน่าเสียมากจากปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถประหยัดเวลาและงบประมาณในการแก้ปัญหาได้

นางสาววรนุชอธิบายว่า จุลินทรีย์ อีเอ็ม ที่นำมาใช้กันนั้นมีทั้งแบบน้ำและแบบก้อน สามารถใช้ได้ทั้งกับน้ำจืดและน้ำเค็ม แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่นำมาใช้มาหมัก บางสูตรที่หมักจากขยะอาจให้ผลไม่ดีนัก จากประสบการณ์ในการทำงานออกพื้นที่บำบัดน้ำเสีย อีเอ็มที่ดีจะเห็นผลทันที คือน้ำใสขึ้น ไม่มีกลิ่น ภายใน 1 ชม. ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเสีย

ในภาวะที่หลายพื้นที่น้ำเริ่มลดกันแล้ว จุลินทรีย์ อีเอ็ม ยังมีคุณประโยชน์อื่น ๆ ที่ทุกคนสามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันมากมาย อาทิ ขจัดคราบ ทำความสะอาดอาคาร สถานที่พักอาศัย ซึ่งสามารถขจัดสปอร์เชื้อราได้ผลดีเยี่ยม ล้างผักผลไม้ ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งในท่อระบายน้ำ ถังขยะ ห้องน้ำ แก้ปัญหาท่อตัน อาบน้ำสัตว์เลี้ยง แก้ปัญหากลิ่นตัวและโรคผิวหนัง เป็นต้น

การดูแลสภาพแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาน้ำท่วมขังจากการหมักหมมของขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอนามัย และจะส่งผลต่อเนื่องถึงระบบนิเวศโดยรวมต่อไปหากน้ำเน่าเสียจากทุกบ้านเรือนไหลลงสู่ทะเล จุลินทรีย์ อีเอ็ม จึงนับได้ว่าเป็นทางออกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หาได้ง่าย และราคาไม่แพงในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้.

สาระสีเขียวในบีโอไอแฟร์

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555

งานบีโอไอแฟร์ที่เริ่มเปิดฉากไปแล้วและใกล้จะปิดงานในวันที่ 20 ม.ค.นี้ด้วย

แนวคิดโลกสดใสเมืองไทยยั่งยืน (นิทรรศการกลางแจ้ง : 5-20 ม.ค. 2555 นิทรรศการภายในอาคาร : 5-13 ม.ค. 2555) การออกบูธแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมของบริษัทต่าง ๆ ร่วม 60 บูธ มีไอเดียใหม่ ๆ สะท้อนให้เห็นความคิดของมนุษย์ที่จะอยู่กับโลกนี้แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน เริ่มจากการก่อสร้างศาลาไทยเลือกใช้การก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยใช้กระจกเขียวตัดแสง เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟจากเครื่องปรับอากาศ แผ่นกรีนบอร์ด วัสดุทดแทนไม้เนื้อแข็ง ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและเสียงได้ดี รวมทั้งการแสดงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและเศษวัสดุในอุตสาหกรรม เช่น เก้าอี้ใยสับปะรด โคมไฟจากไม้ไผ่ เฟอร์นิเจอร์จากเศษผ้า เป็นต้น

ด้านศาลาประเทศไทย (BOI Pavilion) ได้นำเสนอเรื่องการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ดังตัวอย่างการลดโครงสร้างอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมแรงที่หลังงานเลิกแล้วต้องทุบทำลายสิ้นเปลืองทรัพยากร

ศูนย์ประสานงานบีโอไอแฟร์ 2011 เป็นที่ทำการของคณะผู้จัดงานบีโอไอแฟร์ ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าการจัดแสดงศาลากลางแจ้ง ริมทะเลสาบ ตัวอาคารเน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนหลังคาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์เป็นแหล่งพลังงานทางเลือก ประกอบด้วยที่รับรองคณะผู้เยี่ยมชม ห้องสื่อมวลชน และห้องปฐมพยาบาล

ส่วนบูธของผู้ร่วมแสดงงาน อาทิ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด เน้นออกแบบภายนอกอาคารด้วยวัสดุพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ชี้ให้เห็นว่านี่คือวัสดุแห่งอนาคตในการผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน บริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยการแสดงเทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ นำความร้อนที่ปล่อยทิ้งจากแอร์ กลับมาใช้ผลิตน้ำอุ่นแทนการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นลดการใช้ไฟฟ้าในเครื่องทำน้ำอุ่นในบ้านเรือนได้

ด้านผู้ผลิตรถยนต์ ค่ายซูซูกิ นำเสนอรถคอนเซปต์คาร์ ยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม รุ่น SuzukiSwift Range Extender รถยนต์ต้นแบบ ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 260 โวลต์ โดดเด่นที่ว่าหากแบตเตอรี่ใกล้หมดขณะขับขี่เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 0.66 ลิตร ความจุ 658 ซีซี. จะทำหน้าที่ปั่นมอเตอร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าส่งเข้าแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ Suzuki e-Let’s ที่พัฒนาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายขนาดกะทัดรัด และชาร์จพลังไฟฟ้าแบบเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

การนำเสนอนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของงานบีโอไอแฟร์ครั้งนี้ส่วนใหญ่แสดงออกทางสิ่งก่อสร้างอาคาร... เรื่องใหญ่ ๆ ที่ไม่ควรมองผ่านเลย.

ชูยุทธศาสตร์พัฒนาที่ดินฉบับ111

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 16 มกราคม 2554

กรมพัฒนาที่ดินประกาศใช้ยุทธศาสตร์กรมพัฒนาที่ดิน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 กำหนดกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ดิน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ดินในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า "พัฒนาที่ดินให้สมบูรณ์ เพิ่มพูนผลผลิต ในทิศทางการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วม"

ส่วนในด้านพันธกิจได้กำหนดนโยบายและวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรม การสำรวจและจำแนกดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงบำรุงดิน โดยการให้บริการและถ่ายทอดด้านการพัฒนาที่ดิน ข้อมูลดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ประเด็นด้วยกันคือ การขับเคลื่อนแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ดิน การสร้างและพัฒนา ภาคีเครือข่ายพัฒนาที่ดิน และการพัฒนาองค์กร

เนื่องจากทรัพยากรดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในการดำรงชีพของมนุษย์ ประเทศไทยเป็นประเทศ เกษตรกรรมที่ต้องใช้ที่ดินเป็นปัจจัยหลัก ปัญหาที่เกิดขึ้น ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือการใช้พื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเกษตร ชุมชน และประเทศชาติ ซึ่งปัญหาของทรัพยากรดินและการใช้ที่ดินจึงแยกได้ 2 ประการคือ ปัญหาการใช้ที่ดินและปัญหาความเสื่อมโทรม ของดิน ดังนั้นตามยุทธศาสตร์นี้ จึงได้ตั้งเป้าประสงค์หลัก เพื่อจัดทำแผนการใช้ที่ดิน ส่งเสริมเกษตรกรทำการเพาะปลูกพืชตามความเหมาะสมของดิน ป้องกันการชะล้าง พังทลายของดิน พื้นที่เกษตรกรรมได้รับการฟื้นฟูและปรับปรุงดิน พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมการพัฒนาที่ดิน และสามารถถ่ายทอดให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการพัฒนา ที่ดินไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาต่อยอดภาคีเครือข่ายพัฒนาที่ดินให้เข้มแข็งและยั่งยืนสืบไป

Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 2

2012-01-18

เจาะลึกผลการเจรจา COP17 และวิกฤติมหาอุทกภัย 54

วันพุธที่ 18 มกราคม 2555 เวลา 12.30 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมฟอร์จูน ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ

จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

"เวที GWF เป็นเวทีสาธารณะสำหรับการนำเสนอความรู้จากผลการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นการเปิดขยายพื้นที่ทางนโยบาย (Policy Forum) เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนได้ร่วมติดตาม แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์สถานการณ์ความเคลื่อนไหว และร่วมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการจัดเวที GWF ในปีที่ 3 มีการปรับ เปลี่ยนรูปแบบการประชุมมุ่งสู่การประชุมสีเขียว ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรเพื่อตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

สามารถอ่านรายละเอียดแนะนำโครงการ Global Warming Forum ปี 3 ,รูปแบบการประชุมสีเขียว, กำหนดการเวทีและแบบตอบรับเข้าร่วมเวทีได้ที่นี่

2011 ที่สุดแห่งหายนภัยราคาแพง จับตาปี 2012 ทุบสถิติ?

ผู้เขียน: 
ไม่ระบุผู้เขียน

ปี 2011 นับเป็นปีที่โลกเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติหนักหนาที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นธรณีพิโรธ สึนามิ อุทกภัย พายุประเภทต่างๆ ภัยแล้ง ไปจนถึงไฟป่า

ครั้นย่างเข้าสู่ศักราชใหม่ 2012 เพียงไม่กี่ชั่วโมง เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริกเตอร์ที่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ใกล้เกาะโทริชิมะในมหาสมุทรแปซิฟิกทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ที่ระดับความลึก 370 กิโลเมตร แต่ไม่มีรายงานความเสียหายจากเหตุธรณีพิโรธครั้งนี้

แม้ว่าในตอนนี้ยังอาจเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์สถานการณ์ภัยพิบัติในปี 2555 ว่าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าโลกยังไม่พ้นจากความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

บรรดากูรูเรื่องสภาพอากาศและคนในแวดวงประกันภัยต่างก็มองเห็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้สอดคล้องต้องกันว่า สภาพภูมิอากาศในโลกมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น เช่นเดียวกับต้นทุนความเสียหายที่แพงขึ้นด้วย

เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมหายนภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา พบว่า ปี 2554 เป็นที่สุดแห่งหายนภัยราคาแพง โดยทำลายสถิติสูงสุดในแง่มูลค่าความเสียหาย ทิ้งขาดปี 2548 เจ้าของสถิติเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น

ข้อมูลจาก “มิวนิค รี” บริษัทรับประกันภัยต่อรายใหญ่ของโลก ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ประกอบกับหายนภัยที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นมากครั้งในปีที่ผ่านมา ทำให้ปี 2554 ครองแชมป์ที่สุดแห่งหายนภัยเมื่อวัดในแง่ความเสียหาย โดยมีตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมทั้งปีอยู่ที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2548 ที่เคยครองตำแหน่งนี้ด้วยมูลค่าความเสียหาย 2.2 แสนล้านดอลลาร์

ตัวเลขความสูญเสียในปี 2554 ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ เนื่องจากเหตุการณ์ธรณีวิปโยคที่ญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคม และเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกันคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติตลอดทั้งปี

ขณะที่ตัวเลขความเสียหายในแง่ประกันภัยก็ทุบสถิติเดิมเช่นกัน โดยความเสียหายในปี 2554 อยู่ที่ 1.05 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่ง 47 % ของมูลค่าความเสียหายเกิดจากแผ่นดินไหว เทียบกับความเสียหายในแง่ประกันภัยเมื่อปี 2548 ที่อยู่ที่ 1.01 แสนล้านดอลลาร์

เมื่อดูในแง่จำนวนครั้ง ปีที่ผ่านมาเกิดหายนภัยธรรมชาติ 820 ครั้ง ซึ่งน่าสนใจว่า 90 % ของภัยพิบัติทั้งหมดเกี่ยวโยงกับสภาพภูมิอากาศ

อย่างไรก็ตาม ราว 2 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหายโดยรวมในปี 2554 และเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าความเสียหายเชิงประกันภัย มีสาเหตุมาจากภัยพิบัติทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนๆ เพราะโดยทั่วไปแล้ว หายนภัยทางธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องกับสภาพอากาศมักจะมีบทบาทสำคัญที่ผลักดันมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้ ค่าเฉลี่ยตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ภัยพิบัติทางธรณีวิทยามีสัดส่วนเพียง 10 % ของมูลค่าความเสียหายในแง่ประกันภัย

ความเสียหายรายภูมิภาคก็ผิดแผกไปจากเดิมเช่นกัน เพราะราว 70 % ของความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วกระจุกตัวอยู่ใน “เอเชีย”

ข้อมูลของมิวนิค รี สอดคล้องกับ “สวิส รี” นายหน้าประกันภัยต่ออีกราย ซึ่งระบุว่า ปี 2554 เป็นปีที่เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจจากหายนภัยมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าความเสียหายราว 3.5 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ตัวเลขในปี 2553 อยู่ที่ 2.26 แสนล้านดอลลาร์

ส่วนความเสียหายในแง่ประกันภัยตลอดทั้งปีที่แล้ว ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและหายนภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ มีมูลค่าประมาณ 1.08 แสนล้านดอลลาร์ มากกว่าปี 2553 ที่อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ถึงกว่า 2 เท่า

แต่ในมุมมองของสวิส รี ชี้ว่า ความเสียหายในแง่ประกันภัยในปี 2554 ยังคงเป็นรองปี 2548 ที่มีราคาแพงถึง 1.23 แสนล้านดอลลาร์

หายนภัยครั้งใหญ่ๆ ในปี 2554 อาทิ แผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งระดับความแรงขนาดนี้มีโอกาสเกิดครั้งหนึ่งในรอบ 500-1,500 ปี ส่งผลให้เกิดสึนามิตามมา และทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาได้รับความเสียหาย กลายเป็นภัยพิบัติ 3 เด้งในคราวเดียว โดยพิบัติภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 2.1 แสนล้านดอลลาร์ นับเป็นภัยธรรมชาติราคาแพงที่สุดตลอดกาล ขณะที่ความเสียหายในเชิงประกันภัยอยู่ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์

อีกเหตุการณ์ คือ แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าความเสียหายด้านประกันภัยอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์

วารีพิโรธครั้งรุนแรงในรอบกว่า 50 ปีของไทยเป็นอีกหนึ่งหายนภัยที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ โดยมีสาเหตุจากฝนตกหนักตั้งแต่ต้นฤดูฝน ประกอบกับพื้นที่ประสบภัยเป็นพื้นที่ราบลุ่มตอนกลางที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก และปรากฏการณ์ “ลานีญา” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ปริมาณฝนมหาศาลกว่าปีอื่นๆ

ในฝั่งอเมริกาเหนือ พายุหลายระลอกพัดถล่มพื้นที่ของสหรัฐอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรวมกว่า 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ความสูญเสียแง่ประกันภัยอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าปี 2553 ราว 2 เท่า เฉพาะเฮอร์ริเคนไอรีนก็สร้างความเสียหาย 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และความเสียหายแง่ประกันภัยอยู่ที่ 7 พันล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งสหรัฐ (NOAA) ระบุด้วยว่า สหรัฐยังทุบสถิติหายนภัยจากสภาพอากาศที่มีความเสียหายหลักพันล้านดอลลาร์มากถึง 12 ครั้งในปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าความสูญเสียรวมกันราว 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์
ธรณีวิปโยคที่ญี่ปุ่นที่สร้างความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล

ธรณีวิปโยคที่ญี่ปุ่นที่สร้างความสูญเสียทั้งในแง่ชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล

ที่สำคัญ คือ สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายครั้งดังกล่าวมีส่วนเกิดจากปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งทำให้สภาพอากาศเย็นลงกว่าปกติ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหประชาชาติ ชี้ว่า อุณหภูมิโลกในปี 2554 ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับ 10 ซึ่งสูงกว่าปีก่อนๆ ที่เกิดปรากฏการณ์ลานีญา ทั้งนี้ อุณหภูมิสูงสุด 13 ครั้งเกิดขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีสาเหตุจากระดับของก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกลดน้อยลง อากาศที่ร้อนขึ้นบวกกับความชื้นในอากาศที่มากขึ้น ทำให้สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น

สำหรับสำหรับภูมิภาคเอเชีย ข้อมูลจากคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) ชี้ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งผลให้เกิดความเสียหายในแง่การผลิตรวมกัน 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.9 % ของจีดีพีรวมของทั้งกัมพูชา ลาว ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

“ไมเคิล เอเบิล” โฆษกของมิวนิค รี กล่าวว่า หายนภัยธรรมชาติที่มีราคาแพงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือเหตุการณ์มหาอุทกภัยในไทยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

น่าสนใจว่า ความเสี่ยงต่อมนุษย์และเศรษฐกิจยังคงมีสูง โดยมีสาเหตุจากประชากรในเขตเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการทำประกันภัยในหลายประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงมีน้อยเกินกว่าที่จะช่วยรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ

“เกิร์ด เฮนจ์ฮูเบอร์” ผู้เชี่ยวชาญของมิวนิค รี ให้ความเห็นว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายของชุมชนเมืองในพื้นที่เสี่ยง และฐานะของผู้คนที่มั่งคั่งมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติมากขึ้นตามไปด้วย

โดยเฉพาะในเอเชียที่ประชากร 43 % อาศัยในเขตเมือง ซึ่งทำให้ผลกระทบจากภัยพิบัติในย่านเขตเมืองจะรุนแรงมากกว่าในอดีต

น่าสังเกตว่า ปรากฏการณ์ลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปี 2555 ซึ่งลานีญาจะทำให้น้ำมีอุณหภูมิเย็นลง และจะส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก

คาดกันว่าจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าเฉลี่ยในแถบตอนเหนือและตะวันออกของออสเตรเลีย รวมถึงจะทำให้เกิดพายุไซโคลนในช่วงฤดูมรสุม (พฤศจิกายน-เมษายน) มากกว่าปกติ และลานีญายังจะทำให้ฤดูเฮอร์ริเคนในแถบแอตแลนติกรุนแรงมากขึ้นด้วย

หมายเหตุ: รวบรวมข้อมูลจากมิวนิค รี, สวิส รี, รอยเตอร์ส, IRIN News, NOAA

ผลการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 (10 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ณ นครเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554
2. ให้ความเห็นชอบข้อเสนอแผนการดำเนินงานระยะเร่งด่วนเพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS : Greater Mekong Subregion และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการโดยประสานกับ สศช. ต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
สศช. รายงานว่า
1. การประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 : ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง และประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่อาวุโส และภาคเอกชนจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1.1 ผู้นำประเทศสมาชิกได้ให้ความเห็นชอบแถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำ (Joint Summit Declaration) และกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ฉบับใหม่ ระยะ 10 ปี ระหว่างปี 2555-2565 ซึ่งเป็นสาระหลักของแถลงการณ์ร่วมฯ โดยกรอบยุทธศาสตร์ฯ มุ่งเน้นการพัฒนาแบบบูรณาการ
1.2 ผู้นำร่วมเป็นสักขีพยานงานฉลองความสำเร็จในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ระยะที่ 1 และ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไปของความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่
(1) แผนงานหลักด้านสิ่งแวดล้อม ระยะที่ 2 มุ่งเน้นการปรับปรุงศักยภาพในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศในประเทศ GMS
(2) แผนสนับสนุนความร่วมมือด้านเกษตร ระยะที่ 2 มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการส่งเสริมความปลอดภัยของอาหาร และการพัฒนาระบบการค้าสินค้าเกษตรให้ทันสมัย
(3) ผลการทบทวนกลางรอบของยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเน้นการพัฒนาเพื่อเป้าหมายการท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางเดียว
1.3 ผู้นำร่วมเป็นสักขีพยานการส่งมอบตำแหน่งประธานสภาธุรกิจ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS Business Forum : GMS-BF) จากประเทศจีน เป็นเมียนมาร์ และรับข้อเสนอของภาคเอกชนโดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสพิจารณาแนวทางการร่วมมือกับภาคเอกชน
1.4 ผลการประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4
(1) ผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ร่วมหารือแนวทางการสนับสนุนของแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อผลักดันการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาแผนงาน GMS ฉบับใหม่ ในระยะ 10 ปีข้างหน้า และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลัก
(2) ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี
1) ยืนยันการสนับสนุนแผนงาน GMS อย่างต่อเนื่อง
2) พร้อมสนับสนุนด้านการเงินและด้านวิชาการแก่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
3) ผลักดันให้สถาบันวิจัยต่าง ๆ เข้ามาร่วมทำงานเพื่อสนับสนุนแผนงาน GMS
4) พร้อมสนับสนุนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย ซึ่งในอนาคตจะพัฒนาเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค
5) เสนอแนวทางการเปลี่ยนวิกฤติการณ์ภัยพิบัติที่หลายประเทศสมาชิกได้ประสบร่วมกัน
6) ผลักดันให้ประเทศสมาชิกบรรจุเรื่องแนวระเบียงเศรษฐกิจและแผนการลงทุนไว้ในวาระแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนา
7) ขอให้รัฐบาลประเทศสมาชิก และ ADB ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ GMS-BF อย่างต่อเนื่อง และขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่และบริษัทข้ามชาติ ควบคู่กับการสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาศักยภาพให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
8) ให้ความสนใจที่ประเทศไทยจะรับเป็นที่ตั้งศูนย์ประสานงานของอนุภูมิภาคเพื่อประสานการทำงานในเรื่องรถไฟและพลังงาน
(3) เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ 5 ในปี 2557
2. การลงนามเอกสารสำคัญ 3 เรื่อง : ในระหว่างการประชุมผู้นำจาก 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ร่วมเป็น สักขีพยานการลงนามเอกสารสำคัญ 3 เรื่อง ในด้านโทรคมนาคม สาธารณสุข และความร่วมมือของภาคเอกชน ดังนี้
2.1 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเร่งรัดในการจัดให้มีโครงข่ายทางด่วนสารสนเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ระยะที่ 2
2.2 บันทึกความเข้าใจสำหรับการดำเนินงานร่วมกันเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีการเคลื่อนย้ายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำ
2.3 การจัดตั้งสมาคมผู้ขนส่งในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
3. ข้อเสนอแผนการดำเนินงานในระยะเร่งด่วน :
3.1 กระทรวงคมนาคมและสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เร่งรัดการดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามแผนการให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงเร่งผลักดันการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงอนุภูมิภาคและรถไฟความเร็วสูงระหว่างไทย-สปป.ลาว-จีน ให้เป็นรูปธรรม
3.2 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) พิจารณาจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินงานตามยุทธศาสตร์รายสาขา และดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจที่ได้ลงนามในระหว่างการประชุดสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ 4
3.3 สศช. ประสานทบวงมหาวิทยาลัย สถาบันลุ่มแม่น้ำโขง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และ ADB ร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากรในอนุภูมิภาค
3.4 สศช. ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผลักดันการดำเนินงานเพื่อสร้างความเข้าใจและเพิ่มการมีส่วนร่วมของจังหวัด ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจและพื้นที่ชายแดน โดยประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา สื่อมวลชนและภาคีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
3.5 สศช. ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 5 ที่ประเทศไทยมีกำหนดจะเป็นเจ้าภาพในปี 2557
3.6 สภาธุรกิจ GMS-BF ประเทศไทย เร่งศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอการพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

การให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย(10 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานผลการดำเนินการสนับสนุนและช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม การสร้างภาพลักษณ์และเสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ และการขอรับความช่วยเหลือของภาคอุตสาหกรรม ดังนี้
1. การสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนภาคอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดงาน “BOI FAIR 2011 โลกสดใส ไทยยั่งยืน” หรือ “Going Green For The Future” ระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการอิมแพค เมืองทองธานี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมเฉลิมฉลองปีมหามงคลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษา 7 รอบ พร้อมจัดกิจกรรมอื่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนภายหลังผ่านวิกฤตอุทกภัย และจัดการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจ (CEO Forum) ในวันที่ 17 มกราคม 2555 ณ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพ, เอ รอยัล เมอริเดียน โดยมีผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ และบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมงานประมาณ 350 คน ทั้งนี้ นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะกล่าวปาฐกถาหัวข้อเรื่อง “โอกาสและความท้าทายของโลกโลกาภิวัตน์” นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะกล่าวปาฐกถาเรื่อง “Roadmap การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย” นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรระหว่างประเทศและภาคเอกชนทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมแสดงปาฐกถาด้วย กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ
2. โครงการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมภายหลังอุทกภัย ดังนี้ 1) โครงการจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม 2) โครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรม ในสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย 3) โครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และการปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรมในสถานประกอบการทั้งภายในและภายนอกนิคม 4) โครงการคลินิกอุตสาหกรรม 5) โครงการศูนย์สารพัดช่างช่วยเหลือผู้ประสบภัย
3. การขอรับความช่วยเหลือของภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย ดังนี้ 1) มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ทดแทนเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2) การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3) การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าสำเร็จรูปของโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
4.การฟื้นฟูนิคม/เขตประกอบการ/สวนอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยในเขตจังหวัด พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี จำนวน 7 แห่ง
5. ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมจากอุทกภัยในเขตจังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1-4 มกราคม 2555 มีโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี และพัทลุง โดยมีโรงงานได้รับความเสียหาย จำนวน 63 แห่ง และรัฐวิสาหกิจชุมชน จำนวน 14 กลุ่ม โรงงานส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายเล็กน้อย และโรงงานบางส่วนต้องหยุดการผลิต เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ สำหรับโรงงานที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ บริษัท เซฟสกิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว และจะให้ความช่วยเหลือจนกว่าจะฟื้นฟูกิจการได้

รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เรื่อง มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน (10 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เรื่อง มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กระทรวงการคลัง (กค.) ได้รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เรื่อง มาตรการทำให้สังคมไทยไร้แร่ใยหิน ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าแร่ใยหิน กค. พิจารณาเห็นว่า ในทางปฏิบัติมาตรการภาษีจะไม่สามารถสกัดกั้นการนำเข้าแร่ใยหินได้ แต่ควรใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีจะเกิดผลในทางปฏิบัติมากกว่า เพราะว่าแร่ใยหินตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 25.24 (asbestos) ได้รับการยกเว้นอากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 และยกเว้นอากรตามความตกลงเขตการค้าเสรีในกรอบต่าง ๆ แล้ว ทั้งนี้ มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอยู่ด้วยแล้ว ในส่วนของอัตราภาษีการนำเข้าของสารที่นำมาทดแทนที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ นั้น ส่วนใหญ่มีอัตราอากรร้อยละ 0-5 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว
2. การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา กค. ได้ดำเนินการมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา โดยให้หักเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 100 หรือหักค่าใช้จ่าย 2 เท่าสำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างการทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีให้แก่หน่วยงานของรัฐและเอกชน ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 297) พ.ศ. 2539
3. การจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน กค. กำลังพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ซึ่งได้มีการประชุมหารือร่วมกับ ทส. แล้ว
4. การตรวจสอบหาสาเหตุที่สินค้าที่ใช้วัตถุดิบอื่นเป็นส่วนประกอบแทนแร่ใยหินมีราคาสูงขึ้นเนื่องมาจากต้นทุนหรือการเพิ่มอัตราภาษี กค. ได้ตรวจสอบสินค้าที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนแร่ใยหิน เช่น เส้นใยแก้วทอ เส้นใยเซรามิค เส้นใยยิปซั่ม เส้นใยคาร์บอน เส้นใยที่มีสภาพเป็นพลาสติก พบว่า ส่วนใหญ่วัตถุดิบดังกล่าวมีอัตราอากรร้อยละ 0-5 ซึ่งเป็นอัตราค่อนข้างต่ำ และยังมีเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติซึ่งสามารถผลิตในประเทศได้ ดังนั้น อัตราภาษีขาเข้าจึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สินค้าที่ใช้วัตถุดิบอื่นเป็นส่วนประกอบแทนแร่ใยหินมีราคาสูงขึ้น แต่สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนสินค้าดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นมีปัจจัยมาจากการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการผลิตใหม่เป็นหลัก

แผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 10 ปี 2551 – 2554 (ฉบับปรับปรุง) และแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 11 ปี 2555 – 2559 ของการไฟฟ้านครหลวง(10 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 10 ปี 2551 – 2554 (ฉบับปรับปรุง) วงเงินลงทุนรวม 26,364.92 ล้านบาท และแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้า ฉบับที่ 11 ปี 2555 – 2559 วงเงินลงทุนรวม 55,167.37 ล้านบาท ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้ว

Stern Review Report on the Economics of Climate Change(2006)

Nicholas Stern

The Stern Review on the Economics of Climate Change is a 700-page report released for the British government on 30 October 2006 by economist Nicholas Stern, chair of the Grantham Research Institute on Climate Change and the Environment at the London School of Economics and also chair of the Centre for Climate Change Economics and Policy (CCCEP) at Leeds University and LSE. The report discusses the effect of global warming on the world economy. Although not the first economic report on climate change, it is significant as the largest and most widely known and discussed report of its kind.

The Review states that climate change is the greatest and widest-ranging market failure ever seen, presenting a unique challenge for economics. The Review provides prescriptions including environmental taxes to minimize the economic and social disruptions. The Stern Review's main conclusion is that the benefits of strong, early action on climate change far outweigh the costs of not acting. The Review points to the potential impacts of climate change on water resources, food production, health, and the environment. According to the Review, without action, the overall costs of climate change will be equivalent to losing at least 5% of global gross domestic product (GDP) each year, now and forever. Including a wider range of risks and impacts could increase this to 20% of GDP or more.

The Review proposes that one percent of global GDP per annum is required to be invested in order to avoid the worst effects of climate change. In June 2008, Stern increased the estimate for the annual cost of achieving stabilization between 500 and 550 ppm CO2e to 2% of GDP to account for faster than expected climate change.

credit by http://en.wikipedia.org/wiki/Stern_Review

by ThaiWebExpert