นักวิจัยชี้ ปี 2010 ทำลายสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุณหภูมิของโลก (HadCRUT) ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านสภาพอากาศย้อนกลับไปถึงปี 1850 พบว่าปี 2010 ถือเป็นปีที่มีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุด

บันทึกดังกล่าว ซึ่งวิเคราะห์โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารการวิจัยธรณีวิทยาฟิสิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิของโลกรายเดือนตั้งแต่ปี 1850 ถึงปัจจุบัน จากสถานีตรวจวัดอากาศ 400 แห่ง ระบุว่าปี 2010 ได้ทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุด แทนที่ปี 1998 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างพื้นผิวมหาสมุทรและผิวดินทั่วโลกอยู่ที่ 14.52 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 อยู่ที่ 13.9 องศาเซลเซียสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปีที่ ผ่านๆมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.75 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวคงที่นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1900 ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 200-2009 ถือเป็นช่วงทศวรรษที่ร้อนที่สุด อีกด้วย

ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่อุณหภูมิในปี 2010 สูงกว่าทุกๆปี เกิดจากในปีดังกล่าว มีการเก็บสถิติอุณหภูมิในบริเวณโซนขั้วโลกเหนือเพิ่มมากขึ้นถึง 400 จุด ทั้งในแคนาดา รัสเซีย ซึ่งบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิมากที่สุดของโลก ทำให้การเก็บข้อมูลอุณหภูมิในปีนั้นสะท้อนสภาพที่แท้จริงของสภาวะโลกร้อนได้ดีกว่าที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเล โดยให้เรือสามารถใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยตรงจากมหาสมุทร แทนการใช้ตะกร้าเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวัดแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอุณหภูมิพื้นน้ำของโลกที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้นักวิจัยสามารถกลับไปคำนวณและแก้ไขข้อมูลอุณหภูมิของปีที่ผ่านมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วย

สถิติล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติยิ่งกว่าที่นานาชาติประเมิน และนโยบายต่างๆที่หลายประเทศกำลังคิดค้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะยับยั้งสภาวะโลกร้อนได้

เกษตรฯถกกีวีหนุนสู้โลกร้อนผลักดันความร่วมมือ2ประเทศ/ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี พ.ศ.2556 - 2559 (ค.ศ.2013 - 2016) สำหรับกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของไทยไว้ 3 ประเด็น ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรในการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนการผลิต การระบาดของแมลงศัตรูพืช

2.ยุทธศาสตร์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร โดยจะเริ่มต้นในระบบการผลิตข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย เน้นลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนแล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมประมาณ 10 ล้านตันภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงการลดการเผาตอซังในช่วงการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกข้าวรอบใหม่ด้วย

และ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีภาครัฐและองค์กรเอกชนเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ โดยจะบูรณาการการทำงานกันอย่างใกล้ชิด

"ประเทศนิวซีแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องปรับระบบการผลิตสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับปัญหาภาวะโลกร้อนมากว่า 12 ปีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์อันยาวนาน ประเทศนิวซีแลนด์มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประเทศไทย ถึงแนวทางการดำเนินงานที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแผนปฏิบัติ ตลอดจนการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกขั้นหนึ่งในการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของไทย ให้มีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะส่งผลต่อภาคเกษตรในระยะเวลาอันใกล้" นายนิวัติ กล่าว

ครม.เห็นชอบแผนจัดการมลพิษ 5 ปี (55-59) ยึดหลักผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) อังคารที่ 20 มีนาคม 2555

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ไปสู่การปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานหลักในการเสนอนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการมลพิษของประเทศได้จัดทำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและทิศทางการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2555 - 2559) ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 — 2559 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการมลพิษของประเทศที่มีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง และผลักดันการดำเนินการให้เกิดผลร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้

โดยกรอบแนวคิดของแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 มีสาระสำคัญ 1.เพื่อลดและควบคุมการระบายมลพิษอันเนื่องมาจากชุมชนเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ยานพาหนะ และการคมนาคมขนส่ง โดยให้มีการจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การกำกับ ติดตาม ส่งเสริม และสนับสนุนให้แหล่งกำเนิดมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งดำเนินการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษและผลกระทบที่เกิดขึ้น

2.จัดการมลพิษในระบบพื้นที่ตามลำดับความสำคัญของปัญหา เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่วิกฤต กลุ่มจังหวัดที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่าเขตควบคุมมลพิษ พื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ พื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นต้น

3.สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานจัดการน้ำเสีย ขยะมูลฝอย มูลฝอยติดเชื้อและของเสียอันตรายชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการจัดการขยะอันตรายและสารอันตรายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีระบบป้องกันและเตรียมความพร้อมรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติภัยและการคมนาคมขนส่งที่ก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีหรือสารอันตรายต่าง ๆ

4.ประยุกต์ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Polluter Pays Principle, PPP) การวางหลักประกันและการชดเชยค่าเสียหายจากการแพร่กระจายมลพิษ การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และสังคมเป็นแรงจูงใจทางบวกเพื่อส่งเสริมการลดมลพิษหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ปราศจากมลพิษ การสนับสนุนการผลิตและการบริการ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5.พัฒนาระบบการบริหารจัดการมลพิษให้เกิดเป็นเอกภาพทั้งทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบ แผน และแนวทางปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน โดยประสานความร่วมมือในการจัดการมลพิษทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน

6.ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเข้ามาร่วมดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ

หนึ่งปีวิกฤติพลังงานญี่ปุ่น ไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง

โดยหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 18 มีนาคม 2555

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับวิกฤตการณ์ซ้อนสามชั้น คือ แผ่นดินไหว สึนามิ และอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เป็นข่าวไปทั่วโลก ทางรัฐบาลไทยเอง ก็ตัดสินใจในเดือนเมษายน 2554 เลื่อนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2553-2573 หรือแผนพีดีพี 2010 ที่จะก่อสร้าง 5 โรง รวมกำลังผลิตไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ ออกไปจากกำหนดเดิม 3 ปี แต่ยังไม่ได้ยกเลิกโครงการแต่อย่างใด

ในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของวิกฤตการณ์ในประเทศญี่ปุ่น มีข้อเรียนรู้หลายประการสำหรับแนวทางการพัฒนาพลังงานที่ปลอดภัยและยั่งยืนของสังคมไทย เนื่องจากวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้สร้างปัญหาอย่างยิ่งในการจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศญี่ปุ่น เพราะไม่เพียงโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะเท่านั้นที่ต้องหยุดการผลิตและพยายามแก้ปัญหาต่างๆ อยู่ทุกวันนี้

แต่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องปิดเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งประเทศ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 59 เครื่องเป็นการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัยด้วย ขณะนี้ยังเหลือเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพียง 2 เครื่องเท่านั้น และกำหนดจะปิดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัยในเดือนหน้าเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานในญี่ปุ่นอย่างรุนแรงและทันที เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประมาณ 45,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณร้อยละ 30 ของการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องถูกปิดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบระบบความปลอดภัย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องเร่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าชนิดอื่นๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าน้ำมันเต็มกำลัง ซึ่งทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล เช่นเดียวกับการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากญี่ปุ่นไม่มีแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเป็นของตนเอง

ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาพลังงานของรัฐบาลญี่ปุ่น รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ จึงพยายามพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยการเร่งปรับแผนด้านการผลิตและการใช้พลังงาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เป็นทรัพยากรภายในประเทศ และเน้นการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

โดยพลังงานหมุนเวียนที่เป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนา ในแผนพลังงานล่าสุดของรัฐบาลญี่ปุ่น กำหนดเป้าหมายในปี พ.ศ.2573 จะมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 พลังงานน้ำร้อยละ 10 พลังงานความร้อนใต้พิภพร้อยละ 35 รวมเป็นพลังงานหมุนเวียนสูงถึงร้อยละ 75 ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมายการประหยัดพลังงานให้ลดการใช้ไฟฟ้าลงร้อยละ 7 ส่วนพลังงานนิวเคลียร์จะไม่สร้างเพิ่มขึ้นแล้ว

ส่วนในเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียวนั้น ก่อนหน้าวิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ พึ่งพาไฟฟ้าส่วนใหญ่จากบริษัทเทปโก้ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ทว่าหลังเกิดวิกฤติ กำลังการผลิตของบริษัทเทปโก้ก็ลดลง จึงทำให้รัฐบาลท้องถิ่นของโตเกียวตระหนักว่า ควรแสวงหาทางเลือกอื่นๆ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานโดยพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น จึงมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดกลาง สำหรับใช้ในเมืองเอง

ในขณะเดียวกันภาคประชาชนของญี่ปุ่น ก็ออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น และมีข้อเสนอว่า หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่เดิมหมดอายุการใช้งานแล้ว ก็เห็นว่าควรใช้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาแทน

ด้านการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนก็มีการประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยเช่นเดียวกัน เช่น การไม่เปิดเครื่องปรับอากาศในช่วงหน้าร้อน การให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านที่ประหยัดพลังงาน เป็นต้น

ทั้งนี้ บางชุมชนในญี่ปุ่น ได้มีการพัฒนาระบบพลังงานหมุนเวียนมาก่อนที่จะเกิดวิกฤติพลังงานในปีที่แล้ว ดังเช่นชุมชนที่เมืองไซตะมะ (Saitama) ที่นำเอาขยะชีวภาพในแต่ละบ้านเรือนมารวมกัน และหมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ จนสามารถเชื่อมต่อกับระบบจ่ายไฟฟ้าของท้องถิ่นได้

ผลพลอยได้จากโรงไฟฟ้านี้คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีสำหรับการเกษตรที่เป็นอาชีพของคนที่นี่ และสำหรับสมาชิกที่นำขยะในบ้านมามอบให้กับการผลิตไฟฟ้า จะได้รับผลตอบแทนเป็นเบี้ยชุมชน (ซึ่งเรียกว่า Foodo) ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารจากเกษตรกรรมท้องถิ่นได้ในราคาพิเศษ

ทั้งนี้ จุดที่น่าสนใจคือ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว เป็นการริเริ่มจากคนในชุมชนเอง ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนด้านอาชีพการเกษตร นับเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนไปพร้อมกัน

สำหรับประเทศไทย ที่วางแผนจะพัฒนาและก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คงต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมและประชาชน ว่า ประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจหันหลังให้พลังงานนิวเคลียร์ และเดินหน้าไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน เนื่องจากวิกฤติที่เกิดขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยมีโอกาสที่จะกำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศได้

ในโอกาสที่ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน คุณอารักษ์ ชลธาร์นนท์ กำลังปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผนพีดีพี 2010 อยู่นี้ และคาดว่า จะตัดสินใจแผนพีดีพีใหม่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ถ้าหากมีการดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการเปิดเผยข้อมูลการปรับปรุงแผนพีดีพี 2010 และเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเป็นระบบในทุกภูมิภาคของประเทศ ก็จะช่วยให้สังคมไทยมีโอกาสเรียนรู้และนำบทเรียนและการแก้ปัญหาของประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้กับการกำหนดแนวทางการพัฒนาพลังงานที่ปลอดภัยและยั่งยืนของประเทศไทย โดยไม่เป็นการกำหนดแผนพลังงานเองโดยรัฐบาล แล้วนำมาสู่ความขัดแย้งในโครงการพลังงานต่างๆ ทั่วประเทศดังเช่นที่แล้วมา.

กัลยา นาคลังกา, ศุภกิจ นันทะวรการ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 20 มีนาคม 2555

กรมอุทยานคาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าว่า เมื่อปี 2553 มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,784 ครั้ง พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกไฟไหม้เสียหาย 83,176 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 22,091 ไร่ เนื่องจากปรากฏการณ์แอลนิโญ่ อุณหภูมิโดยทั่วไปสูงขึ้น มีความแห้งแล้งยาวนาน จึงเกิดเหตุไฟไหม้ป่ามากกว่าปี 2552 สาเหตุเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับการคาดการณ์ไฟไหม้ป่าในปี 2554 นี้คาดว่าหากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว แต่จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้การคาดการณ์สภาวะและสถานการณ์ไฟป่าระยะยาวทำได้ยากมาก ทั้งนี้ สำหรับสถิติการเกิดไฟป่าในปี 2553 นั้น ภาคกลางและตะวันออกเกิด 575 ครั้ง เนื้อที่ 7,037 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิด1,577 ครั้ง เนื้อที่ 20,589 ไร่ ภาคเหนือเกิด 4,198 ครั้ง เนื้อที่32,359 ไร่ และ ภาคใต้เกิด 434 ครั้ง เนื้อที่ 23,191 ไร่ สำหรับปี 2554 ภาคกลาง และภาคตะวันออกเริ่มเกิดไฟป่าแล้ว 66 ครั้ง เนื้อที่ 1,340 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 ครั้ง 824 ไร่ ภาคเหนือ 7 ครั้ง เนื้อที่ 179 ไร่ ส่วนภาคใต้ในปี 2554 นี้ ยังไม่เกิดไฟป่า

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเกิดมลภาวะจากหมอกควันไฟนั้น หากมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนผิดปกติเหมือนช่วงเดือน มี.ค.2552 และ 2553 ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการกักควัน และไอร้อนจนไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศที่สูงได้ย่อมเกิดปัญหาสภาวะหมอกควันตามมาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลาเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า มีการจัดการเชื้อเพลิง จัดทำแนวกันไฟ จัดระเบียบการเผา หากมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใกล้แนวเขตป่า ใช้การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ประกอบการติดตามข้อมูลจัดความร้อนบนพื้นผิว โลก เพื่อป้องกันเป็นพิเศษสำหรับจุดเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดไฟ

"นอกจากนั้นในเรื่องการเผาวัชพืชเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด หรือต้องการให้ผักหวานแตกยอด ตามความเชื่อเดิมนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสีย และเกิดผลกระทบตามมาต่อประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันการเพาะผักหวานป่าและกระต้นให้แตกยอดโดยไม่ต้องใช้ไฟ และพบว่าเห็ดเกิดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเผาพื้นที่เช่นกัน" นายสุนันต์กล่าว.

ต้องเร่งแก้ก่อนจะสาย ‘อาหารคนไทย’ นับวันยิ่ง‘ไม่มั่นคง!’

โดยเดลินิวส์ วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555

จากปัญหา “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่หลัง ๆ ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ทั้ง “น้ำท่วมใหญ่” อย่างที่เกิดเมื่อปลายปี 2554 และมาปี 2555 นี้ ตอนนี้ “ภัยแล้งรุนแรง” ก็ครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ไหนจะปัญหา “ไฟไหม้ป่า” และก็ยังน่าวิตกว่าพอถึงฤดูฝนอีกครั้งจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือเปล่า?...

เหล่านี้นำมาซึ่งความน่าวิตกในเรื่อง “อาหาร”

’ความมั่นคงทางอาหาร“ เริ่มมองข้ามไม่ได้!!

ทั้งนี้ กับเรื่องความมั่นคงทางอาหารนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมสัมมนาวิชาการ “ความมั่นคงอาหาร : รอบทิศบริบทไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีการเสวนาหัวข้อ “ความมั่นคงอาหารภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและสภาวะอากาศที่แปรปรวน” และ “การปรับตัวของชุมชนภาคเหนือต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน” ก็มีการสะท้อนข้อมูล-มีแง่มุมที่น่าสนใจ รวมถึงมีแนวทางทางออกของปัญหาในเรื่องนี้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระบุว่า...ปัจจุบันยังมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้พอเพียง หิวโหย ขาดสารอาหารเกือบ 1,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งในไทยก็มี ถ้าดูตามคำนิยามความมั่นคงอาหารของเอฟเอโอ-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศทั่วโลกเห็นพ้อง คือ การเข้าถึงอาหารของทุกคนโดยกายภาพ การปลูก หรือการแสวงหาตามป่าตามน้ำ หรือทางเศรษฐกิจ คือการซื้อหา และสังคม การพึ่งพาคนทั่วไป หรือองค์กรศาสนาต่าง ๆ และอาหารนั้นต้องพอเพียง มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย สำหรับทุกคนทุกวัย เพื่อสุขภาวะที่ดี เป็นอาหารที่ชอบ และเหมาะสมตามวัฒนธรรมด้วย

สำหรับ ’ไทย“ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหาร และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ’ความมั่นคงอาหาร“ มีการนิยามคำจำกัดความเพิ่มเรื่อง ’ความยั่งยืน“ ด้วย ซึ่งต้องดูแลทั้งยามปกติ และยามมีภัยพิบัติด้วย

ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงอาหารระดับโลกถูกสั่นสะเทือนด้วยเรื่องที่ดินทำกิน เพราะการผลิตอาหารในหลายพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาสงคราม ปัญหาโรคพืช-โรคสัตว์ ปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง อีกทั้งปัจจุบันมีกระแสราคาพลังงานเพิ่มขึ้น มีการแย่งพื้นที่เพื่อผลิตพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน และอาหารบางอย่างก็ถูกแย่งจากมนุษย์ไปเป็นอาหารสัตว์ ปลูกเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

’และในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ สร้างปัญหาต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้“...ผู้สันทัดกรณีระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร อิศรานนท์ สถาบันคลังสมองของชาติชี้ว่า...ความมั่นคงอาหารในไทยกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะจากนโยบายรัฐไม่สอดคล้องต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกตัวอย่างการยกระดับราคาข้าว มีการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวด้วยการรับจำนำราคาข้าว ในอนาคตราคาพืชผลทางการเกษตรจะสูงขึ้น กระทบกับคนยากคนจนซึ่งเป็นผู้บริโภค ส่วนในระดับชุมชนนั้นรัฐเกือบจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรหรือของชุมชนให้ดีขึ้น รัฐเพียงแต่เอาเงินไปแจก ศักยภาพก็หายไป เพราะเป็นระบบจ้างหมด ซึ่งเมื่อรัฐไม่ได้สร้างความเข้มแข็งตรงนี้ เรื่องความมั่นคงอาหารก็จะถูกกระทบกระเทือน และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ดูแลดีพอ เรื่องของมลพิษก็เป็นตัวทำลายการเกษตรที่ดีให้เสียไป

“เกษตรอินทรีย์ที่เป็นเรื่องความมั่นคงที่ดี รัฐไม่ค่อยสนับสนุน คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ทำแล้วขาดทุน แล้วจะทำไปทำไม? ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นโอกาสของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ไทยแข่งขันไม่ได้เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558” ...รศ.ดร.สมพร ระบุ และว่า...

’เราไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการผลิต คนของเราไม่เข้มแข็ง เมื่อเปิดประเทศรับประชาคมอาเซียน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโอกาส แต่จริง ๆ มันคือวิกฤติ จะลำบาก ที่จะดีคือบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ขณะที่เกษตรกรตัวเล็ก ๆ จะล้มหายตายจาก กลายเป็นลูกจ้างเท่านั้น“

ทั้งนี้ กับ “ทางออกของปัญหาความมั่นคงอาหาร” นั้น ทาง ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ เสนอว่า...ต้องแก้ที่รากของปัญหาใหญ่ คือทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐบาล เช่น ดูแลปักหมุด ส่วนไหนเป็นป่าก็ต้องเป็นป่า ภาครัฐต้องให้บริการและดูแลให้ความเป็นธรรม จัดเขตชัดเจน ให้ข้อมูล ตั้งกติกา ป้องกันการบุกรุกและส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนด้วย

“บางจังหวัดได้ทำแล้ว เช่น น่าน ชาวบ้านรวมตัวกัน ทั้งป้องกันการรุกรานจากคนนอก และดูแลไม่ให้คนข้างในชุมชนทำลายชุมชนเอง ซึ่งทำให้ป้องกันปัญหาการรุกป่าได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำในขณะนี้ ก่อนที่จะเกิดการรุกรานที่ดินทำกินกันมากมายในอนาคต”

และนี่ก็เป็นการระบุเป็นการชี้ที่น่าคิดน่าพิจารณา

’ความมั่นคงทางอาหาร“ ไทยไม่สนใจไม่ได้แล้ว!!.

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน"วันป่าไม้โลก"21มี.ค.นี้

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2555

กรมป่าไม้เตรียมจัดงาน "วันป่าไม้โลก" 21มี.ค.นี้ รณรงค์คนไทยร่วมกันรักษาผืนป่า ดูแลป่าต้นน้ำตามแนวพระราชดำริ หลังองค์การสหประชาชาติ วิตกทรัพยากรน้ำลดลง เพราะป่าไม้ลดลง

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในวันที่ 21 มีนาคม 2555 กรมป่าไม้ได้กำหนดจัดงาน"วันป่าไม้โลก"ขึ้นบริเวณกรมป่าไม้ บางเขน โดยมีกิจกรรมต่างๆ ที่น้อมนำกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว ในเรื่องการรักษาป่าต้นน้ำมาใช้ ซึ่งจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ มาจัดแสดง เพื่อปลูกจิตใต้สำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าของทรัพยากรป่าไม้ และร่วมมือกับทางราชการในการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ กรมป่าไม้ยังมีแนวคิดนำไม้ของกลางมาทำบานประตู เพื่อใช้ประโยชน์ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกยังคงเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่โลกทั้งหมดที่เป็นพื้นดิน แต่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเรื่อย พื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ยืนต้นมากกว่า 60,000 ชนิด และยังเกิดประโยชน์แก่ประชากรอีกมากกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก

การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของโลก ในปัจจุบัน มีการสำรวจพบว่า มีการตัดไม้ทำลายป่าในภูมิภาคต่างๆ เฉลี่ยวันละ 390 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณปีละ 130,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี(ขนาดพื้นที่เท่ากับประเทศอังกฤษ) ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนและเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนา การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวของโลก ทำให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก เป็นปริมาณ 12-18% ของการปลดปล่อยทั้งหมดของโลก และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ต่อแหล่งน้ำ

มจธ.จับมือมหาวิทยาลัยโตเกียวดัน'Low carbon society'สู้โลกร้อน

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555

รศ.ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า JGSEE ร่วมกับมหาวิทยาลัยโตเกียว จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 4th International Conference on Sustainable Energy and Environment (SEE 2011): A Paradigm shift to Low carbon Society เพื่อหารือแนวทางการลดปัญหาโลกร้อน ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิชาการ องค์กรด้านการวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจกว่า 200 คน มาร่วมนำเสนอผลงานวิจัยหัวข้อต่างๆ รวม 130 บทความ จาก 18 ประเทศทั่วโลก

"เป้าหมายหลักของการจัดประชุมครั้งนี้คือ การเปลี่ยนกรอบความคิดเพื่อให้มีมุมมองใหม่ๆ ในการเข้าสู่ Low carbon society การประชุมสะท้อนกรอบความคิดของการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับการปรับปรุงและส่งเสริม เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งในการใช้พลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน รวมถึงแนวทางการผลักดันนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติจริงภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง" รศ.ดร.สิรินทรเทพ

ด้าน รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ความเข้มแข็งในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการของหน่วยงานต่างๆ คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนนโยบายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องมีการปรับปรุงแก้ไขนโยบายคือ 1.ลดการใช้ 2.ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเชื่อว่าการพัฒนาประเทศสู่ Low Carbon Society โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญจะช่วยให้ประชาคมโลกจะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจีนหนุนไทยต่อต้านการสร้างเขื่อน

โดยเนชั่น วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรม "สืบชะตาแม่น้ำสาละวิน"เนื่องในวันต่อต้านเขื่อนโลก ที่บ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์แม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่ยังไหลได้อย่างอิสระ ไม่มีโครงสร้างอะไรมาขวางกั้น โดยปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน( องค์การมหาชน) (พอช.) กลุ่มรักษ์เชียงของ กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรจากประเทศต่างๆและคนลุ่มน้ำสาละวินกว่า 300 คน

นายหลิว เจี่ยนเฉา องค์กรอนุรักษ์แม่น้ำสาละวินในประเทศจีน กล่าวว่า ที่ผ่านมา 9 ปี กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำสาละวินประเทศจีน ได้ทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบของการสร้างเขื่อน จนทำให้รัฐบาลให้ชะลอโครงการก่อสร้างเขื่อนกว่า 13 เขื่อนในประเทศจีน ออกไป ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

นายหลิว กล่าวอีกว่า การได้เข้าร่วมเวทีสืบชะตาแม่น้ำสาละวินในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะ ทำให้ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยและคนในลุ่มน้ำสาละวินทั้งหมด อยากให้คนไทยและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในไทยรักแม่น้ำสายนี้ ใช้โครงการเขื่อนที่สร้างผลกระทบให้กับคนในประเทศจีน ทำให้ไร้ที่อยู่ ทรัพยากรถูกทำลายและอยากให้จัดกิจกรรมที่สร้างจิตสำนึกหวงแหน รักษาแม่น้ำสาละวินทุกปี

นายไพโรจน์ พนาไพรสกุล รองประธานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน กล่าวว่า แม่น้ำสาละวินมีการจัดให้มีประเพณีสืบชะตาแม่น้ำทุกปี ปีนี้พิเศษกว่าปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์การสร้างเขื่อนสาละวินมีความเคลื่อนไหวมาก หลังจากมีการหยุดยิงจากประเทศพม่า เพราะสามารถยึดพื้นที่ของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเคเอ็นยูได้และและได้เพิ่มทหารพม่าขนาบพื้นที่แม่น้ำสาละวินที่ติดฝั่งไทยมากขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน เชื่อว่า เป็นการเอื้ออำนวยให้โครงการสร้างเขื่อนเดินไปอย่างไม่มีปัญหา

นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นคนทั่วโลกต้องรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสาละวินและความสำคัญของแม่น้ำสายนี้ที่มีต่อวิถีชีวิตของคนที่อาศัยมานาน ดังนั้นต้องร่วมกันปกป้องให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระไม่มีอะไรขวางกั้นด้วยชีวิต

สวทช. โชว์เอ็นแสค-จ่าเฉยวัดระดับน้ำ เทคโนโลยีรับมือพิบัติภัย

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

สวทช.กระทรวงวิทย์ฯ เตรียมโชว์นวัตกรรมรับมือพิบัติภัย ในงานประชุมประจำปี สวทช.หรือ NAC 2012 ไฮไลต์

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ในปีนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือสวทช. จะจัดการประชุมวิชาการประจำปีขึ้น ในหัวข้อ “รู้สู้พิบัติภัย ไปกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ซึ่งถือว่าเหมาะและเข้ากับสถานการณ์ในการที่จะมาช่วยสนับสนุนการดำเนินการด้านจัดการภัยพิบัติตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ เนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากทั้งในแง่เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

ด้านดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า การจัดงาน ดังกล่าวจะเป็นเวทีให้กับนักวิจัยของ สวทช. จาก 4 ศูนย์แห่งชาติได้นำเสนอผลงานความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้กับประชาชนและสังคม ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับพิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งก่อนเกิดภัย เมื่อเกิดภัยขึ้นแล้ว และหลังพิบัติภัยผ่านพ้นไป โดยเฉพาะภัยจากน้ำท่วม

นำมาใช้เสริมเป็นกำแพงกั้นน้ำ

ทั้งนี้มีไฮไลต์ผลงานเด่นที่นำมาจัดแสดง อาทิ ถุง เอ็นแสค( nSack) หรือกระสอบนาโน ที่ใส่ไฮโดรเจล สำหรับใช้เสริมหรือทดแทนกระสอบทรายในการกั้นน้ำ มีขนาดเล็กและเบา สะดวกในการใช้งาน เพียงแช่น้ำไว้ประมาณ 45 นาที ถุงจะดูดซับน้ำได้มากถึง 100 เท่า จ่าเฉยวัดระดับน้ำ ซึ่งเป็นการนำหุ่นจำลองตำรวจ ที่นอกจากจะติดตั้งเซ็นเซอร์ ในการตรวจจับความเร็วของรถแล้ว ยังสามารถตรวจสอบระดับน้ำบนพื้นถนน เพื่อรายงานสถานภาพน้ำท่วมบนพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว

จ่าเฉยที่ติดกล้องตรวจจับความเร็วและที่วัดระดับน้ำบนท้องถนน

และ ข้าวโพดพันธุ์ใหม่ “ข้าวเหนียวข้าวก่ำ” ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทูลเกล้าฯ ถวายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานประชุมวิชาการในวันที่ 23 มีนาคมนี้ และ สวทช. จะนำไปมอบให้กับเกษตรกรผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน จ.อยุธยา และ จ.สระบุรี ได้นำไปปลูกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งของอ่าวไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดน้ำท่วม บ้านลอยน้ำ ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินและผู้บกพร่องทางการพูด แอพพิเคชั่น “Flood Sign” เครื่องมือในการช่วยเก็บข้อมูลระดับน้ำท่วมสูงสุดในปี 2554 ผ่านมือถือ นวัตกรรมเอ็นค่า ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและเน่าเสียให้กลายเป็นน้ำดี และผลงานวิจัยที่พร้อมให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ อาทิ ระบบผลิตไบโอดีเซล เจลรักษาแผลยับยั้งแบคทีเรียและกระตุ้นการหายของแผล สารเคลือบผิวผลไม้จากไขรำข้าว และโปรแกรมบันทึกข้อมูลสุขภาพครอบครัวแบบพกพา เป็นต้น

ภาพ: http://www.dailynews.co.th/technology/17281

by ThaiWebExpert