ขอปรับสารัตถะในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน(17 เมษายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบการปรับสารัตถะเป็นร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพาณิชย์  สาธารณรัฐประชาชนจีน
        2. เห็นชอบการแก้ไขคู่ภาคีฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน จากกระทรวงทรัพยากรน้ำเป็นกระทรวงพาณิชย์
        3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
        4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

 

การพิจารณารับรองเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII(17 เมษายน 2555)

การพิจารณารับรองเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII, Doha, 21 April 2012 และเอกสาร President’s suggested distilled negotiation text for UNCTAD XIII
        คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ เสนอดังนี้
        1. เห็นชอบร่างเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII และอนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยรับรอง และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทยในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการรับรอง ให้กระทรวงต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        2. เห็นชอบร่างเอกสาร President’s suggested distilled negotiation text for UNCTAD XIII และอนุมัติให้คณะผู้แทนไทยรับรองร่างเอกสารดังกล่าว รวมทั้งให้กระทรวงต่างประเทศเจรจาถ้อยคำในร่างเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยไม่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        

   
 

(ร่าง) นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (17 เมษายน 2555)

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ (ร่าง) นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ
ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 - 2564) ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และดำเนินการตามนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 - 2564)
        สาระสำคัญของ (ร่าง)
        (ร่าง)นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้มีระบบเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างมีคุณภาพและมีเสถียรภาพ ตลอดจนมีการกระจายประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมสู่สังคม ชุมชน ท้องถิ่น โดยได้อัญเชิญ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศที่ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาประเทศไทย” ภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมเขียว เพื่อสังคมดีมีคุณภาพและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ” ซึ่งสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่ต้องการเห็นประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน มีเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
        ยุทธศาสตร์ของนโยบายและแผน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
        ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาความเข้มแข็งของสังคม ชุมชน และท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
        ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มขีดความสามารถ ความยืดหยุ่นและนวัตกรรมในภาคการเกษตร ผลิตและบริการด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
        ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
        ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
        ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยเอื้อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

กรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก (17 เมษายน 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก ตามที่ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และเสนอรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
        สาระสำคัญของกรอบการเจรจา
        1. วัตถุประสงค์ของการเจรจาเพื่อกำหนดแนวทางการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของไทยที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลกในลักษณะบูรณาการ เพื่อให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อไทยในภาพรวม
        2. เป้าหมายของการเจรจา ได้แก่ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ไทยในภาพรวมตามหลักการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พัฒนาสร้างเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไทย และให้มีระยะเวลาในการปรับตัวและมีมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเสรี
        3. กรอบการเจรจานี้จะใช้กับการเจรจาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก โดยครอบคลุมใน 3 ประเด็นหลัก คือ
            3.1 การเจรจาการค้าในรอบโดฮาภายใต้ปฏิญญาโดฮา (Ministerial Declaration) ซึ่งประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544
            3.2 การดำเนินการและการเจรจาในกรอบความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งองค์การการค้าโลก และ
            3.3 การเจรจาเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์การการค้าโลก

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่ยม ป่าแม่ต๋ำ และป่าแม่ร่องขุย (17 เมษายน 2555)

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่ยม ป่าแม่ต๋ำ และป่าแม่ร่องขุย ในท้องที่ตำบลปง ตำบลควร ตำบลขุนควร อำเภอปง ตำบลบ้านถ้ำ ตำบลหนองหล่ม ตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้ และตำบลสระ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง)
                  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่ยม ป่าแม่ต๋ำ และป่าแม่ร่องขุย ในท้องที่ตำบลปง ตำบลควร ตำบลขุนควร อำเภอปง ตำบลบ้านถ้ำ ตำบลหนองหล่ม ตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้ และตำบลสระ ตำบลเชียงม่วน ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้
                  สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
                  กำหนดบริเวณที่ดินป่าแม่ยม ป่าแม่ต๋ำ และป่าแม่ร่องขุย ในท้องที่ตำบลปง ตำบลควร ตำบลขุนควร อำเภอปง ตำบลบ้านถ้ำ ตำบลหนองหล่ม ตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้ และตำบลสระ ตำบลเชียงม่วน                     ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

 

ร่างพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ….(17 เมษายน 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
        สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
        1. กำหนดให้ยกเลิกพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 (ร่างมาตรา 3)
        2. กำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดเกี่ยวกับอาหารเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค (ร่างมาตรา 6)
        3. กำหนดให้มีคณะกรรมการอาหาร ประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนองค์กรเอกชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ องค์ประชุม และให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 7 ถึงร่างมาตรา 13)
        4. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตผลิตและการนำเข้าอาหาร การอนุญาต การต่อใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การแก้ไขรายการหรือรายละเอียดที่ได้รับการอนุญาต การแจ้งเลิกกิจการ ตลอดจนระบบคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 23)
         5. กำหนดให้ผู้ผลิตอาหาร ผู้นำเข้า และผู้ว่าจ้างผลิต มีหน้าที่ตามที่กำหนด (มาตรา 24 ถึงร่างมาตรา 41)
        6. กำหนดลักษณะอาหารที่ต้องควบคุมการผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายซึ่งอาหาร ลักษณะของอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ อาหารปลอม อาหารผิดมาตรฐาน อาหารเสื่อมคุณภาพ และอำนาจของ            ผู้อนุญาตในการควบคุมอาหาร (ร่างมาตรา 42 ถึงร่างมาตรา 48)
        7. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโฆษณาอาหาร (ร่างมาตรา 49 ถึงร่างมาตรา 54)
        8. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 55 ถึงร่างมาตรา 58)
        9. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต การอุทธรณ์คำสั่ง และการขอใบอนุญาตกรณีถูกเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 59 ถึงร่างมาตรา 61)
        10. กำหนดบทกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีโทษจำคุก หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ (ร่างมาตรา 62 ถึงร่างมาตรา 103)
        11. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการอนุญาต ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ประกาศของรัฐมนตรีเกี่ยวกับอาหารควบคุม อาหารที่ต้องมีฉลาก และสถานที่ผลิตอาหาร เพื่อจำหน่ายหรือนำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายที่ได้รับยกเว้นตามที่กำหนด การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการอาหาร ตลอดจนบรรดากฎกระทรวง ประกาศ หรือระเบียบที่ออกตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 (ร่างมาตรา 104 ถึงร่างมาตรา 107)

 

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. ....(17 เมษายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
              สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
              1. กำหนดคำนิยาม “ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” “เขตอนุรักษ์” “คณะกรรมการ” “พนักงานเจ้าหน้าที่” (ร่างมาตรา 3)
              2. หมวด 1 คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ
                        2.1 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ กรรมการจำนวน 16 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการจำนวนไม่เกิน 8 คน โดยให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการฯ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีให้เห็นชอบข้อเสนอแนะ และคำปรึกษา ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายและแผนฯ เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามีมติตามที่เห็นสมควรในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติตามนโยบายและแผนฯ และพิจารณาให้ความเห็นชอบในการออกกฎกระทรวงกำหนดพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ร่างมาตรา 5 - ร่างมาตรา 9)
                        2.2 กำหนดให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการฯ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานธุรการทั่วไปของคณะกรรมการ การเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อการจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ฯลฯ             (ร่างมาตรา 12)
              3. หมวด 2 ชุมชนชายฝั่ง
                  กำหนดให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนในเขตพื้นที่ชายฝั่ง ทะเล หรือเกาะ ในการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน การให้คำปรึกษาแก่ชุมชนในการบริหารจัดการ ฯลฯ (ร่างมาตรา 13)
              4. หมวด 3 การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
                          4.1 กำหนดให้อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายมีอำนาจสั่งให้บุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งระงับการกระทำดังกล่าวเป็นการชั่วคราวและแนวทางในการดำเนินการ ตลอดจนมีอำนาจแก้ไขหรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น (ร่างมาตรา 14)
                          4.2 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการฯ มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดพื้นที่บริเวณหนึ่งบริเวณใดเป็นพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์ เป็นพื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ร่างมาตรา 15 – ร่างมาตรา 17)
                          4.3  กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติใช้มาตราคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอาจถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเข้าขั้นวิกฤติ รวมทั้งกำหนดหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว (ร่างมาตรา 18)
              5. หมวด 4 พนักงานเจ้าหน้าที่
                  กำหนดอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่หรือตรวจค้นสถานที่ หรือยานพาหนะเพื่อตรวจสอบและควบคุม ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมทั้งสั่งให้บุคคลออกจากพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฯลฯ (ร่างมาตรา 20 – ร่างมาตรา 22)
                  6. หมวด 5 บทกำหนดโทษ
                  กำหนดบทกำหนดโทษกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายในการระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งตามที่กำหนดในพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ฯลฯ รวมทั้งกำหนดโทษสำหรับกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นนิติบุคคล โดยให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดนั้น (ร่างมาตรา 23 – ร่างมาตรา 25)

 

หล่อลื่นปตท.ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ เป็นรายแรกของอาเซียน

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 20 เมษายน 2555

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า "ภาวะโลกร้อน" (Global Warming) เป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่จะช่วยกันลดผลกระทบที่เกิดขึ้น ปตท. ได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วน ความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และเพื่อตอบยุทธศาสตร์กลุ่มปตท. ที่จะก้าวไปสู่การเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม(Technologically Advanced and Green National Oil Company - TAGNOC) โดยจะให้ความสำคัญกับการศึกษา วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดนโยบายและออกมาตรการควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดจนการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน เพื่อที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มปตท. ไปพร้อมๆ กับการอยู่ดีมีสุขของสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เน้นย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นเลิศโดยเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นPTT Performa Super synthetic APISN 0W-30 ทั้งขนาด 1 ลิตร และ 4 ลิตร ได้รับเครื่องหมายรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) นับเป็นบริษัทน้ำมันรายแรกของอาเซียนที่ได้รับการรับรองดังกล่าว ซึ่งส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ PTT Performa Super synthetic API-SN 0W-30 มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยกว่าน้ำมันหล่อลื่นเกรดธรรมดากว่า20% ซึ่งหมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การผลิต การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหนึ่งหน่วยผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่จะติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นการแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดให้ผู้บริโภครับทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจ

จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของ ปตท. ในการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจจริงในการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท. ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ นอกจากนั้นยังแสดงถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่การยอมรับในเวทีประชาคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นผู้บริโภคจึงสามารถมีส่วนร่วมกับ ปตท. ในการช่วยควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกทางหนึ่งด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ ปตท.

มจธ.แนะเสริมกำลังรวมให้อาคาร ป้องกันการพังถล่มของตึกในกทม.

โดยฐานเศรษฐกิจ วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2012

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เผยนวัตกรรมการเสริมกำลังรวมให้อาคาร แข็งแกร่ง สลายกำลังแรงสะเทือนใต้พื้นด้วยคํ้ายันเหล็กต้านแผ่นดินไหว เตือนเตรียมพร้อมอย่างมีสติหากอาคารสูงไม่มีลักษณะบกพร่องในตัวจริง กทม.ไม่ราบเป็นหน้ากองแน่นอน

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2554 แม้จุดศูนย์กลางอยู่ที่ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียห่างจากชายฝั่งอันดามันของไทยราว 860 กิโลเมตร แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารสูงของกรุงเทพฯ กลับรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามจากกระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมาเตือนให้ระวังอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงภัย หากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า

ผศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ ผู้อำนวยการ โครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และกรรมการในคณะอนุกรรมการด้านผลกระทบจากแรงลมและแผ่นดินไหว ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) หนึ่งในคณะทำงานโครงการพัฒนาและปรับปรุงจัดทำประมวลข้อบังคับอาคาร สำหรับประเทศไทย ที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทยจัดทำขึ้น เพื่อจัดทำมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2552 เพื่อให้สิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวมีความปลอดภัยเปิดเผยว่า

พื้นที่กรุงเทพฯ พื้นที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว โดยเฉพาะแผ่นดินไหวบริเวณรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ซึ่งวางตัวตามแนวตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจุดที่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุดห่างจาก กทม. ประมาณ 150 ถึง 200 กิโลเมตร แต่พื้นที่กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นแอ่ง มีพื้นดินอ่อนด้านล่างเป็นเลนลักษณะทางภูมิศาสตร์เช่นนี้สามารถขยายความรุนแรงของการสั่นสะเทือนได้คล้ายกับกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งเคยเกิดความเสียหายรุนแรงจากแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางห่างออกไปมากกว่า 300 กิโลเมตรเมื่อปี ค.ศ.1985

“หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ประเทศญี่ปุ่น จนเป็นเหตุให้เกิดสึนามิ ใกล้ประเทศไทยเองก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นบริเวณชายแดนไทยกับพม่าประมาณ 7 ริกเตอร์ ซึ่งครั้งนั้นห่างจากกรุงเทพฯราว 780 กิโลเมตร แต่อาคารบริเวณสีลมและหลายแห่งในกรุงเทพฯ กลับสั่นจนหลายคนตกใจ สิ่งที่น่าสนใจคือในครั้งนั้นคือ ในจังหวัดต่างๆ ที่มีระยะห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวพอๆ กับกรุงเทพฯ ค่าความเร่งที่ตรวจวัดได้ในกรุงเทพฯกลับมีมากกว่าที่อื่นหลายเท่าตัว ที่มีสาเหตุเช่นนี้เพราะพื้นที่กรุงเทพฯมีพื้นดินที่อ่อนสามารถขยายแรงสั่นสะเทือนให้มากขึ้นได้ลักษณะเช่นนี้จะมีอาคารบางกลุ่มได้รับผลกระทบมาก”

ผศ.ดร.สุทัศน์ ขยายความว่า โดยปกติแล้วทุกๆ โครงสร้างจะมีการสั่นที่ความถี่ค่าๆ หนึ่งตามธรรมชาติ หรือในทางวิศวกรรมเรียกว่า “คาบการสั่นพื้นฐาน” เช่นเดียวกับอาคารแต่ละหลังจะมีค่าคาบเวลาการสั่นที่ไม่เท่ากัน ในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว เมื่อแรงสั่นสะเทือนเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ และถูกขยายแรงขึ้นจากดินที่ค่อนข้างอ่อนตัวมากใต้พื้น ซึ่งหากแรงสะเทือนนั้นกระเพื่อมไป โดยมีความถี่ในการสั่นพ้องเข้ากับค่าการสั่นของอาคารใดอาคารนั้นก็จะได้รับผลกระทบรุนแรง ซึ่งจากข้อมูลพื้นดินของกรุงเทพพบว่าอาคารที่สูงขนาด 8-16 ชั้นน่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง ในขณะที่อาคารที่สูงกว่านี้ขึ้นไปจะได้รับผลกระทบเบาลง และจะไปเกิดการสั่นพ้องอีกครั้งในอาคารที่มีความสูง 30-40 ชั้น ซึ่งก็จะได้รับผลกระทบมากเช่นกัน

ที่เป็นเช่นนี้ผศ.ดร.สุทัศน์ อธิบายว่า ค่าความถี่ในการสั่นหรือคาบการสั่นของตึกจะขึ้นกับความสูงและขนาดของอาคาร ซึ่งในทางวิศวกรรมสามารถคำนวณหาค่าเวลาการสั่นของอาคารได้ จากการศึกษาอาคารรูปแบบต่างๆ ในทางสถิติพบว่าอาคารที่สูงอยู่ในช่วงดังกล่าวทั้งสองช่วง มักจะมีการความถี่ในการสั่นที่จะตรงกับการสั่นสะเทือนที่จะเกิดในกรุงเทพฯ

ทั้งนี้จากข้อวิตกกังวลดังกล่าวทางด้าน วสท. รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เองไม่ได้นิ่งนอนใจที่ผ่านมามีการศึกษาค้นคว้า และมีทีมวิจัยที่ร่วมมือกันหลายองค์กรเพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรมจากหลายประเทศทั่วโลก นำมาต่อยอดปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในงานวิจัยพบว่ามีแนวทางในการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับอาคารสูงเมื่อเกิดแผ่นดินไหว นั่นคือ “การเสริมกำลังโดยรวมให้กับอาคาร”

“เนื่องจากแผ่นดินไหวมีความเสี่ยงในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้ ดังนั้นอาคารต่างๆ ควรที่จะต้องมีการออกแบบรับแผ่นดินไหว ไม่ว่าจะชั้นเดียวหรือหลายชั้นก็ตาม ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของพื้นที่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าวิศวกรต้องออกแบบอาคารรับแผ่นดินไหวตามมาตรฐานที่รับรองโดยหน่วยงานรัฐ หลังจากปี 2552 ที่มีมาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าด้วยเรื่องการออกแบบอาคารให้สามารถรับแผ่นดินไหว อาคารต่างๆ มีการสร้างโดยคำนึงถึงข้อนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งการออกแบบและการก่อสร้างที่ถูกต้อง การคุมงานและวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีอาคารจำนวนมากที่สร้างก่อนหน้านี้โดยไม่ได้ออกแบบให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว มจธ.จึงคิดศึกษาวิจัยเรื่องการเสริมกำลังของอาคารให้ สามารถสลายแรงสั่นสะเทือนได้”

ผศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวถึงการเสริมกำลังให้กับอาคารว่า อยู่ในงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว) ที่ชื่อว่า“การประเมินระดับความต้านทานแผ่นดินไหวของอาคารในประเทศไทยและการปรับปรุงอาคารให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวในระดับที่เหมาะสม”จากงานวิจัยดังกล่าวพบว่าการเสริมกำลังให้อาคารมี 2 ประเภทคือเสริมกำลังเฉพาะที่ และเสริมกำลังโดยรวมในส่วนที่ มจธ.รับผิดชอบในการศึกษาคือการเสริมกำลังโดยรวมนั้น หลักๆ จะต้องเพิ่มความแข็งแรงให้กับอาคารทั้งหมด ซึ่งวิธีที่มจธ.คิดค้นคือการค้ำยันด้วยเหล็กที่เรียกว่า Buckling-Restrained Brace: BRBเป็นการค้ำยันด้วยเหล็กที่มี 2 ชั้น ชั้นในเป็นแกนเหล็กที่ออกแบบไว้สลายพลังงานจากการสั่นสะเทือน ส่วนด้านนอกเป็นปลอกเหล็กทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้แกนเหล็กด้านในโก่งตัวและเสียรูปไปจากการโยกตัว

การทดสอบพบว่า BRB มีความสามารถสลายพลังงานที่ดี สามารถรองรับการเสียรูปได้สูง ผลการทดสอบการเสริมกำลังโครงอาคารคอนกรีตด้วย BRB ที่พัฒนาขึ้นพบว่าสามารถเพิ่มความสามารถในการสลายพลังงานได้มากกว่า 10 เท่า การเสริมกำลังรูปแบบนี้จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการออกแบบและปรับปรุงโครงสร้างคอนกรีตเพื่อต้านทานแรงแผ่นดินไหว

ผศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวด้วยว่า รูปร่างรูปทรงของอาคารที่ไม่ค่อยเหมาะกับการต้านทานแผ่นดินไหว มักเป็นอาคารที่มีชั้นล่างเปิดโล่งเอาไว้จอดรถ หรือกิจกรรมต่างๆ จะมีความอ่อนไหวกว่าอาคารแบบอื่น หรืออาคารที่มีลักษณะตอม่อสั้น และอาคารที่มีรูปร่างประหลาดๆ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาจเกิดการบิดตัว ซึ่งปัจจุบันวิศวกรสามารถวิเคราะห์โครงสร้างเพื่อเสริมกำลังอาคารได้ ซึ่งขั้นตอนในการเสริมกำลังจะเริ่มจากการนำแบบอาคารมาประเมินหาจุดอ่อน จากนั้นก็ทำการวิเคราะห์ว่าจุดอ่อนนั้นๆ จะสามารถทำการเสริมกำลังด้วยวิธีการใด อาจจะเสริมเฉพาะที่หรือเสริมทั้งหมด และเมื่อเลือกวิธีแล้วก็จะนำไปทำในแบบจำลองก่อนเพื่อวิเคราะห์ก่อนจะไปถึงขั้นตอนในการทำการเสริมกำลังจริงที่หน้างาน ซึ่งคาดว่าต้นทุนในการเสริมกำลังนั้นอยู่ระหว่าง 5-10 เปอร์เซ็นต์ของค่าก่อสร้างอาคารทั้งหมด

“ไม่ใช่ว่าทุกอาคารจะเสริมได้ทันที ในการเสริมกำลังจะต้องได้รับการคำนวณที่ถูกต้องจากวิศวกรก่อน” นอกจากนั้นอาคารแต่ละอาคารมีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน และ บางอาคารอาจมีความสำคัญมากสำหรับภารกิจกู้ภัยหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว เช่น อาคารโรงพยาบาล สถานีดับเพลิง อาคารศูนย์สื่อสาร ฯลฯ หรือธุรกิจบางประเภทอาจไม่สามารถหยุดการผลิตเพื่อซ่อมแซมอาคารได้หลังจากเกิดแผ่นดินไหว เมื่อหยุดการผลิตจะทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมากดังตัวอย่างที่เห็นได้จากผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา ดังนั้นอาคารทุกอาคารจะต้องมีเป้าหมาย วิธีการ และระดับในการเสริมกำลังรองรับแผ่นดินไหวที่แตกต่างกัน

ผศ.ดร.สุทัศน์ กล่าวและทิ้งท้าย ว่า อาคารสูงในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอาคารที่สร้างใหม่ ไม่น่าจะพังทลายแบบราบเป็นหน้ากองหากเกิดแผ่นดินไหวขนาดแรงที่คาดการไว้ ยกเว้นอาคารที่มีข้อบกพร่องจริงๆ เท่านั้น แต่อาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้น อาคารสูงในกรุงเทพฯนั้นถูกออกแบบให้ต้องต้านทานแรงลมและรับน้ำหนักบรรทุกต่างๆ ตัวอาคารจึงถูกออกแบบให้มีความแข็งแรงระดับหนึ่ง และอาคารสูงมักมีการก่อสร้างที่มีการคุมงานที่ระมัดระวังเป็นพิเศษอยู่แล้ว จึงไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ตนกลับเป็นห่วงอาคารสูงปานกลาง และอาคารอย่างอาคารเรียน และโรงพยาบาล ที่มีความเก่าด้วยตัวของอาคารเอง หรือหอพักที่สร้างโดยไม่ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

ปภ.แนะแผ่นดินไหว...อันตรายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนะวิธีเตรียมพร้อมรับมือและปฏิบัติตนหากเกิดแผ่นดินไหว ก่อนเกิดให้ยึดติดเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้กับพื้นหรือผนังอย่างแน่นหนา ขณะเกิดให้หาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง ห้ามใช้ลิฟต์ในการหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคาร ติดตามรับฟังสถานถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติตนตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า ระยะ นี้จังหวัดภูเก็ตเกิดแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง แม้จะไม่รุนแรงและสร้างความสูญเสียมากนัก แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อีกทั้งหลายจังหวัดของประเทศไทยตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอแนะวิธีรับมือและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ดังนี้ ก่อนเกิด ยึดติดอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่หรือล้มได้กับพื้นหรือผนังบ้านอย่างแน่นหนา ไม่วางสิ่งของบนที่สูงหรือหลังตู้ เพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว อาจทำให้สิ่งของหล่นลงมาทับได้ ขณะเกิด กรณีอยู่ในอาคาร ควรหาที่หลบกำบังในจุดที่มีโครงสร้างแข็งแรง และพ้นจากแนวสิ่งของหล่นทับหรือวัสดุตกใส่ เช่น ใต้โต๊ะ พร้อมหมอบลงกับพื้น ใช้แขนหรือมือกำบัง เพื่อป้องกันศีรษะและลำคอได้รับบาดเจ็บ หรือยึดจับโต๊ะให้แน่นและเคลื่อนตัวไปพร้อมกับโต๊ะ อีกทั้งควรอยู่ให้ห่างจากประตู หน้าต่างที่เป็นกระจก และสิ่งของที่สามารถล้มทับได้ ห้ามใช้ลิฟต์หรือ บันไดหนีไฟในการอพยพหนีออกจากอาคารอย่างเด็ดขาด เพราะอาจได้รับอันตรายจากสิ่งของที่ร่วงหล่นจากแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะหากมีการตัดกระแสไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าดับจะทำให้ติดค้างอยู่ในลิฟต์ และขาดอากาศหายใจเสียชีวิต ให้รอจนแผ่นดินไหวยุติ ค่อยออกจากอาคาร โดยใช้วิธีเดินเร็วอย่างเป็นระเบียบทางบันไดภายในอาคาร

นายวิบูลย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่อยู่นอกอาคาร ให้รีบหนีออกมาอยู่บริเวณที่โล่งแจ้ง ห่างจากสิ่งปลูกสร้าง ป้ายโฆษณาและต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อาจล้มทับ ระมัดระวังเศษวัสดุหล่นใส่หรือสิ่งของตกกระแทก หากขับรถยนต์ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัย ห้ามจอดรถบริเวณใต้สะพาน ใต้ทางด่วน รอจนเหตุแผ่นดินไหวสงบค่อยขับรถต่อ หลังเกิดเหตุ เมื่อแผ่นดินไหวสงบ ให้รีบออกจากอาคารโดยเร็วที่สุด ไม่กลับเข้าไปในอาคารที่ได้รับความเสียหายหรือเสี่ยงต่อการทรุดตัว เพราะหากเกิดอาฟเตอร์ช็อก อาคารอาจถล่มลงมาได้ ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามรับฟังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่หลงเชื่อข่าวลือ พร้อมปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

by ThaiWebExpert