Decisions adopted by COP 17 and CMP 7

Advance unedited version

Draft decision [-/CP.17]

1) Outcome of the work of the Ad Hoc Working Group on
Long-term Cooperative Action under the Convention

2)Establishment of an Ad Hoc Working Group on the Durban Platform for Enhanced Action

Draft decision -/CMP.7

3)Outcome of the work of the Ad Hoc Working Group on Further Commitments for Annex I Parties under the Kyoto Protocol at its sixteenth session

ที่ประชุมสิ่งแวดล้อมยูเอ็นเห็นชอบกรอบการดำเนินการใหม่-ขยายพิธีสารเกียวโต

ผู้เขียน: 
อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย สุนิตา พรรณรักษา

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันที่ 11 ธันวาคม 2554

การประชุมสมัชชาประเทศภาคีพิธีสาร หรือคอนเฟอเรนซ์ ออฟ เดอะ ปาร์ตี้ส์ (Conferrence of the Parties) หรือ COP 17 ได้ให้ความเห็นชอบเรื่องการใช้กรอบการดำเนินการใหม่ในปี 2563 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการขยายระยะเวลาการดำเนินการภายใต้พิธีสารเกียวโตออกไปจนถึงปี 2555

หลังจากที่ได้มีการเจรจาต่อรองมาเป็นเวลานาน ในที่สุดที่ประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ก็สามารถสรุปข้อตกลงกันได้ ซึ่งจะทำให้มีเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่พิธีสารเกียวโตใกล้จะหมดอายุลงในเดือนธ.ค.ปีหน้า

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ประเทศต่างๆที่เข้าร่วมการประชุมเห็นพ้องกันในวันนี้ว่า ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา และเริ่มการเจรจาต่อรองในหลายประเด็น เช่น เป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครั้งใหม่ซึ่งเกี่ยวพันกับประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากอย่างสหรัฐและจีน

ประเทศต่างๆจะพยายามประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินการภายในปี 2558 ภายใต้โร้ดแมพที่ชื่อว่า เดอร์แบน แพลตฟอร์ม

ทางด้านญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้การตอบรับเป้าหมายใหม่ หากไม่มีการกำหนดให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหมดลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงภายหลังพิธีสารเกียวโดหมดอายุลง

อียูเก็บสายการบินค่าปล่อยคาร์บอนกระทบต้นทุนสินค้าไทย

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วัน12 ธันวาคม 2554

 อียู เอาแน่ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกสายการบิน รวมทั้งไทยที่ผ่านน่านฟ้าอียู ทั้ง 27 ประเทศ เริ่ม 1 ม.ค. 55 หวังลดภาวะโลกร้อน ด้านกรมเจรจาการค้าฯ ชี้กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และค่าโดยสารเครื่องบินที่จะเพ่ิมขึ้น...

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2555 สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) จากทุกสายการบิน รวมทั้งสายการบินจากประเทศไทยที่บินเข้า-ออก ผ่านน่านฟ้าอียู 27 ประเทศ รวมทั้งนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากสายการบิน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการก็บจากทุกสายการบินแบบไม่เลือกปฏิบัติ แต่ถือเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว และจะสร้างภาระและต้นทุนเพิ่มเติมแก่สายการบินค่อนข้างมาก ซึ่งภาระดังกล่าวจะถูกผลักมาสู่ผู้ใช้บริการการบิน ในรูปแบบของการขึ้นค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าขนส่งสินค้า จนอาจทำให้สินค้าของไทยลดขีดความสามารถในการแข่งขันลง เพราะต้นทุนจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตภายในอียู นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบริการท่องเที่ยว

“การที่อียูเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษในภาคการขนส่งทางอากาศ เพราะสายการบินต้องใช้เชื้อเพลิงสูง ทำให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศของโลกในปริมาณสูง แม้ว่าสายการบินต่างๆ จะมีความพยายามลดการใช้เชื้อเพลิง เพื่อลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ส่วนวิธีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของแต่ละสายการบิน อียูจะกำหนดโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับแต่ละสายการบิน โดยหากสายการบินใดมีความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ก็สามารถขายโควตาที่เหลือให้กับสายการบินอื่นได้โดยผ่านวิธีการประมูล แต่หากสายการบินใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินโควตาจะมีบทลงโทษจนถึงขั้นการห้ามบินทันที”.

สศก.ประเมินสถานการณ์ข้าวไทย

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554

แม้ว่าสถานการณ์อุทกภัย ได้สร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตรไปแล้วไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นความเสียหายด้านพืชมากที่สุด คิดเป็นกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นพื้นที่นาข้าวที่ได้รับผลกระทบกว่า 9 ล้านไร่ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารหรืออาจกระทบกับการส่งออกข้าวของไทย

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลและประเมินความเสียหายของภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ มีพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายประมาณ 12 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 7.6 หมื่นล้านบาท โดยความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่ด้านพืช โดยเฉพาะข้าวมีพื้นที่เสียหาย 9 ล้านไร่ ผลผลิตเสียหายไปจำนวน 4.8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ผลผลิตที่เสียหายคิดเป็น 10% ของตัวเลขที่ประมาณการไว้ว่าจะมีผลผลิตข้าวนาปี 24-25 ล้านตัน ตอนนี้คงเหลือผลผลิตข้าวที่ 20 ล้านตัน

อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย เกษตรกรจะเริ่มกลับมาเพาะปลูกข้าวนาปรังทันทีและจะมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากเกษตรกรต้องการหารายได้ทดแทนผลผลิตข้าวนาปีที่เสียหายไปนั่นเอง

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำในเขื่อนมีปริมาณมากเพียงพอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถส่งน้ำให้เกษตรกรปลูกข้าวได้มากขึ้น ดังนั้น คาดว่าจะมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 14 ล้านไร่ เป็น 15-16 ล้านไร่ ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 8-9 ล้านตัน เป็น 10 ล้านตัน เมื่อรวมผลผลิตข้าวนาปี 20 ล้านตัน จะทำให้มีผลผลิตข้าวรวม 30 ล้านตัน

และเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตข้าวในปีที่สภาวะปกติจะอยู่ที่ 32 ล้านตัน จึงมีสัดส่วนที่หายไปเพียง 2 ล้านตัน จึงไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารหรือแม้กระทั่งกับการส่งออกแต่อย่างใด เนื่องจากความต้องการใช้ภายในประเทศทั้งเพื่อการบริโภคและภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 18-19 ล้านตันข้าวเปลือก ขณะที่คาดการณ์ว่าปีหน้าจะส่งออกข้าวได้ประมาณ 8 ล้านตัน ประกอบกับข้าวในสต๊อกของรัฐยังมีเหลืออีกพอสมควร จึงไม่มีผลกระทบอย่างแน่นอน

“แม้ว่าสถานการณ์น้ำจะเอื้ออำนวยให้เกษตรกรสามารถทำนาปรังได้มากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าน้ำท่าดีจะยิ่งทำให้ผลผลิตข้าวดีขึ้นด้วย จึงเกรงว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวต่อเนื่องจนส่งผลให้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลับมาแพร่ระบาดหนักอีกครั้ง ดังนั้น ฝากเตือนเกษตรกรว่าถ้าเกษตรกรสามารถปลูกข้าวนาปรังทดแทนผลผลิตที่เสียหายไปได้แล้ว หรือวงจรการเพาะปลูกกลับสู่ภาวะปกติ ก็ควรที่จะพักดินและทำตามคำแนะนำเรื่องระบบปลูกข้าวใหม่ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” นายอภิชาต กล่าว

นอกจากนี้ เกษตรกรควรติดตามสถานการณ์ข่าวสารการแจ้งเตือนภัยทางการเกษตรจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรโดยตรงและทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที

ธุรกิจคาร์บอน

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554

ธุรกิจคาร์บอนเครดิต ถือเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของทุกภาคส่วน และไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการธุรกิจให้เทียบเท่าระดับสากล นอกจากนี้ คาร์บอนเครดิตยังเป็นธุรกิจพลังงานสะอาดที่ช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับโลกของเราและที่สำคัญ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่นไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ” กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล ให้ความเห็นต่อธุรกิจคาร์บอน ภายหลังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้าจำนวน 60,000 ตันคาร์บอน กับบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน โดยคาร์บอนเครดิตจำนวนดังกล่าว มาจากการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าชีวมวลในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ จังหวัดสุพรรณบุรี

กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดสุพรรณบุรีและ ชัยภูมิของกลุ่มมิตรผล สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์์ได้ปีละ 200,000 ตันคาร์บอนและกลุ่มมิตรผลได้ยื่นขอคาร์บอนเครดิตประเภท CERS (Certified Emission Reductions) โรงงานละ 100,000 ตันคาร์บอนเป็นเวลาย้อนหลัง 3 ปีและคาดว่าจะได้รับการรับรองภายในปี พ.ศ. 2555

ด้านสุวัฒน์ กมลพนัส กรรมการผู้จัดการธุรกิจไฟฟ้า ในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ กล่าวว่า “โรงไฟฟ้า ชีวมวลในกลุ่มมิตรผล ไบโอ พาวเวอร์ เป็นโรงไฟฟ้าระบบพลังงานความร้อนร่วม (Co-Generation) ซึ่งใช้ชานอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลของกลุ่มมิตรผลเป็นเชื้อเพลิงหลักและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อาทิ ใบอ้อย เปลือกไม้ หญ้าคา ซังข้าวโพด ฟางข้าว ฯลฯ เป็นเชื้อเพลิงเสริม โดยไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ผลิตได้นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำกลับมาใช้ภายในโรงงานต่าง ๆ ของกลุ่มมิตรผลและส่วนที่เกินใช้จะจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภายใต้โครงการสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับท้องถิ่น พร้อมทั้งตอบสนองต่อนโยบายพลังงานทดแทนของประเทศ”

ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลไบโอ พาวเวอร์ มีโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศไทยทั้ง หมด 5 แห่ง ในจังหวัดชัยภูมิ สุพรรณบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และสิงห์บุรี มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 307 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 134 เมกะวัตต์ สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 235 ล้านลิตร ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปีละ 610,000 ตันคาร์บอนต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกป่า 490,000 ไร่.

ภาพ: http://www.dailynews.co.th/article/728/2525

เล็งปี58ผุดสัญญาลดโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 12 ธันวาคม 2554

การประชุมมาราธอนของยูเอ็นว่าด้วยภาวะโลกร้อนที่แอฟริกาใต้ปิดฉากแล้ว ตัวแทนชาติปล่อยมลภาวะรายใหญ่ต่อรองงัดข้อกันยืดเยื้อเลยกำหนดปิดประชุมเกือบ 2 วัน ได้ข้อสรุปวางโรดแม็พข้อตกลงฉบับใหม่ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายครอบคลุมทุกชาติเป็นครั้งแรก แต่ฝ่ายวิจารณ์ชี้ยังไม่ดุดันพอ
การประชุมกรอบการทำงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNFCC) ที่เมืองเดอร์บันของแอฟริกาใต้ ยืดเยื้อมาถึงวันที่ 11 ธันวาคม ทั้งที่กำหนดการเดิมการประชุมหารือระหว่างตัวแทน 194 ชาติ เพื่อหาข้อตกลงฉบับใหม่มาทดแทนพิธีสารเกียวโตที่จะหมดอายุลงปลายปี 2555 จะต้องปิดฉากในวันที่ 9 แต่ผู้แทนของสหภาพยุโรป, อินเดีย, จีน และสหรัฐ ไม่สามารถหาข้อกันได้ในเนื้อหา กระทั่งการต่อรองงวดเข้าในช่วงเช้าวันอาทิตย์ และได้ข้อสรุปว่า ในปีหน้า ตัวแทนชาติต่างๆ จะเริ่มกระบวนการร่างข้อตกลงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายขึ้นฉบับหนึ่งให้ทันภายในปี 2558 หากได้รับการอนุมัติ ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 2563
ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันเรื่องการจัดตั้งกองทุน "กรีนไคลเมตฟันด์" ปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์ ที่จะใช้ในการช่วยเหลือประเทศยากจนหรือสุ่มเสี่ยงจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน ภายในปี 2563 เช่นกัน แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าความริเริ่มตั้งกองทุนดังกล่าวซึ่งผุดขึ้นตั้งแต่การประชุมโคเปนเฮเกน 2 ปีก่อนนั้นจะระดมเงินด้วยวิธีใด
ตามข้อตกลง "หลักการเดอร์บันเพื่อการดำเนินการเพิ่มเติม" ที่ทุกชาติให้ความเห็นชอบเพื่อไม่ให้ทุกฝ่ายต้องกลับบ้านมือเปล่า ระบุไว้ว่า ทุกฝ่ายจะ "พัฒนาพิธีสารฉบับหนึ่ง กลไกทางกฎหมายอีกหนึ่งกลไกหรือความตกลงที่มาพร้อมผลบังคับทางกฎหมาย" ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ภายใต้การประชุมโลกร้อนของยูเอ็น อย่างไรก็ดี ข้อความดังกล่าวซึ่งตัวแทนชาติต่างๆ อ้างเป็นชัยชนะของการเจรจามาราธอนนานร่วม 14 วันครั้งนี้ ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีความหนักแน่นพอ
กลุ่มประเทศเกาะขนาดเล็กและชาติกำลังพัฒนาที่เสี่ยงภัยพิบัติจากสภาพอากาศเลวร้ายและเสี่ยงต่อการจมน้ำหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น วิจารณ์กันว่า ข้อตกลงนี้เผยถึงการกำหนดตัวหารร่วมน้อยให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไป และยังขาดจุดมุ่งหมายที่จะรับประกันความอยู่รอดของพวกตน
ด้านนางไมเต เอ็นโคอานา-มาชาบาเน รัฐมนตรีต่างประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งนั่งประธานการประชุม กล่าวยกย่องที่ประชุมว่า ได้สร้างประวัติศาสตร์ และผลจากที่ประชุมนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาอนาคตกันแต่วันนี้ "เรามาที่นี่พร้อมกับแผนเอ และเราได้สรุปการประชุมด้วยแผนเอ ที่จะรักษาดาวเคราะห์ดวงหนึ่งไว้เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา" นางกล่าวปิดการประชุมโลกร้อนครั้งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูเอ็น
ตัวแทนของอียูก็ชมเชยว่า เป็นความสำเร็จของยุโรปที่สามารถดึงผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนรายใหญ่ เช่น สหรัฐ, อินเดีย และจีน มาร่วมในโรดแม็พได้
ข้อตกลงนี้ยังให้ขยายอายุพิธีสารเกียวโตออกไปจนถึงสิ้นปี 2563 เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างก่อนที่จะมีพิธีสารฉบับใหม่มาบังคับใช้ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก.

เอฟเอโอชี้วิกฤติอาหารประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้น

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 13 ธันวาคม 2554

เอฟเอโอชี้ ทุจริตการการซื้อขายที่ดินในประเทศกำลังพัฒนากำลังทำลายความมั่นคงทางอาหารและการเจิรญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น

รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(Food and Agriculture Organisation -FAO) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ 12 ธ.ค.ว่าปัญหาการทุจริตซื้อขายที่ดิน ในประเทศกำลังพัฒนา กำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมุนษยชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

ในรายงานระบุโดยอ้างอิงตัวเลขการศึกษาของเครือข่ายต่อต้านการทุจริตเพื่อความโปร่งระหว่างประเทศ (anti-corruption watchdog Transparency International)ว่า ความอ่อนแอในระบบธรรมาภิบาลและการรวจสอบการทุจริตของภาครัฐในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับสิทธิการถือครองและการบริหารที่ดินให้มีเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดอุปสรรคต่อการเข้าใช้สอยประโยชน์ในผืนดินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม

ทั้งนี้ ในปัจจุบันได้เกิดความต้องการนำเอาที่ดินต่างๆซึ่งเคยใช้ในการทำการเกษตรไปสร้างเป็นอาคารบ้านเรือนของมนุษย์ หรือไม่ก็สร้างเป็นพื้นที่ทางธุรกิจสมัยใหม่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการขยายตัวของชุมชนเมืองที่มีมากขึ้น

นอกจากนี้ชาวเกษตรกรจำนวนมากก็เริ่มที่จะละทิ้งผืนดินที่เคยใช้ทำการเกษตรเพื่อนำไปขายให้กับบรรดานายทุนมากขึ้น เพราะปัญหาโลกร้อนได้ส่งผลให้พื้นดินที่เคยใช้เพาะปลูกทางการเกษตรเสื่อมคุณภาพลง ซึ่งเมื่อดินเสื่อมคุณภาพลงก็จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรที่จะออกมานั้นไม่สามารถให้ผลผลิตออกมาได้เหมือนเดิม ดังนั้นในมุมมองของเกษตรกรก็คือ การขายที่ดินทิ้งจึงเป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าการทนทำเกษตรต่อไป ในขณะที่ราคาของที่ดินกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

เอล็กซานเดอร์ มูลเลอร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเอฟเอโอ เผยว่าสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาก็คือ ภาครัฐต้องมีมาตรการในการให้ความมั่นใจต่อผู้ที่ต้องการจะเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อใช้สร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆทางการเกษตร หรือ ทางธุรกิจ ว่าพวกเขาจะสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินต่างๆได้แน่นอนมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเข้าถึงที่ดินเพื่อนำไปใช้สอยประโยชน์เป็นไปได้ยากมากขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการทุจริตและการเรียกสินบนในการซื้อขายที่ดินของภาครัฐที่มีอยู่แย่างกว้างขวาง

รายงานยังระบุอีกด้วยว่า ปัญหาทุจริตในการซื้อขายที่ดินจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในประเทศที่มี ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรายหัวตํ่า(gross domestic product (GDP) per capita)

จากผลสำรวจในรายงานฉบับนี้ที่ได้ไปทำแบบสอบถามประชาชนใน 69 ประเทศเผยว่าโดยเฉลี่ยทุกๆ 10 คน จะตอบว่าตนเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านที่ดินในประเทศตนเอง นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ปัญหาความตึงเครียดในการแย่งชิงที่ดินมีเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เพราะปัจจุบันหลายคนได้เริ่มหันมา เพาะปลูกพืชเพื่อนำไปใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกมากขึ้น

ในวันดียวกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(โออีซีดี) เปิดเผยในรายงานประจำเดือนขององค์การว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวบ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยมีเพียงแค่บางประเทศเท่านั้นที่มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

รายงานระบุว่า จีน สหรัฐ แคนนาดา ยังคงมีแนวโน้มที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามการชะลอตัวลงในเดือนนี้ของทั้ง สามประเทศนี้ยังถือว่ามีสัดส่วนการถดถอยตํ่ากว่ากาชะลอตัวของเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ในขณะที่ ญี่ปุ่นและรัสเซียนั้น โออีซีดีระบุว่า แม้ว่าจะมีการชะลอตัวลงในทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวจะมีทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนในกลุ่มของประเทศที่ใช้เงินยูโร 17 ชาติ รวมไปถึงอังกฤษ บราซิล และอินเดีย มีแนวโน้มที่ยังคงชะลอตัวอยู่มากในอนาคตระยะยาว

ถอดรหัสปฏิวัติเขียว

ผู้เขียน: 
จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา

เมื่อเทรนด์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมยังไม่อ่อนแรง ฉลากเขียวหรือ "คาร์บอนฟุตพริ้นต์" จึงได้เกิดในโลกอุตสาหกรรม

เมื่อความแรงของเทรนด์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมยังไม่อ่อนแรง ตราสัญลักษณ์ GMP (Good Manufacturing Practice : หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร) กับเครื่องหมาย อย. จึงไม่เพียงพอสำหรับการครองใจผู้บริโภค ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องมองหาตัวช่วยใหม่ที่แสดงถึงการลดใช้พลังงาน ซึ่งคำตอบก็คือฉลากเขียวหรือ "คาร์บอนฟุตพริ้นต์"

: ฉลากเขียวการันตี

รุ่งโรจน์ บุญฤทธิ์ลักขณา กรรมการบริษัท ไทยริชฟูดส์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง กล่าวว่า การประเมินรอยเท้าคาร์บอน หรือ Carbon Foot Print ของสินค้า เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการอาหารในเริ่มให้ความสนใจ เพราะประโยชน์ของฉลากคาร์บอนจะช่วยบอกกับลูกค้าได้ว่า สินค้าที่ผลิตเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งกลายเป็นคำถามที่พบบ่อยมาก ณ ปัจจุบัน

ไทยริชฟูดส์ เป็น 1 ใน 20 โรงงานที่ได้รับฉลากคาร์บอนปิดผนึกลงบนสินค้า และกำลังส่งอาหารแช่แข็งแบรนด์ไทยไปวางในซูเปอร์มาร์เก็ตในตลาดยุโรป และอเมริกา
"แม้แต่ลูกตาลลอยแก้ว ตอนนี้ผู้ผลิตต้องบอกให้ได้ว่า กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ 1 กล่อง ต้องใช้ปุ๋ยและน้ำในการผลิตเท่าไร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่รู้เลยว่าจะหาคำตอบสำหรับคำถามนี้จากไหน"

แต่ ณ ปัจจุบัน แนวทางการประเมินรอยเท้าคาร์บอนเริ่มชัดเจนมากขึ้น มีการศึกษาและสร้างแนวทาง จนสามารถประเมินได้ทั้งระบบการผลิตจนถึงการจัดการของเสีย แม้กระทั่งค่าพลังงานการขนส่ง ข้อดีอีกประการของการทำคาร์บอนฟุตพริ้นต์ คือสามารถบริหารต้นทุนการผลิตสินค้า โดยคิดต้นทุนการผลิต และจัดการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ

ฉลากบนผลิตภัณฑ์ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้สินค้าส่งออกไม่ถูกตีกลับ

: เก็บเล็กผสมน้อย

ขณะที่ วีอาร์ฟู้ดส์ บริษัทผลิตผลไม้บรรจุกระป๋องและอาหารแช่แข็ง ให้ความสำคัญกับการทำ GMP มาโดยตลอด เริ่มพบว่า GMP อย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต เป็นโจทย์ที่ประเทศคู่ค้าเริ่มถามถึงมากขึ้น จึงต้องมองหาเทคนิคการประหยัดและลดใช้พลังงานสำหรับการผลิตด้วย

นิรมิตร บุญช่วย ผู้จัดการฝ่ายผลิตวีอาร์ฟู้ดส์ กล่าวว่า โรงงานใช้เวลากว่า 2 เดือนลองผิดลองถูกกับการจัดการเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต เช่น ตรวจสอบการเสื่อมสภาพของเตาแก๊สที่สิ้นเปลืองพลังงาน และเปลี่ยนมาใช้หัวเตาแก๊สประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยให้การเผาไหม้ดีขึ้น และประหยัดพลังงานลงได้ 20-30% หรือเทียบเป็นรายปีแล้วสามารถประหยัดค่าพลังงานได้ถึง 3.5 แสนบาท

เขายังปรับปรุงระบบละลายน้ำแข็งในห้องเย็น ทำให้ประหยัดค่าไฟลงไปได้อีกถึง 2 หมื่นบาทต่อเดือน อีกทั้งได้ระบบทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากคิดเป็นตัวเลขรายปีหมายความความโรงงานจะประหยัดค่าไฟได้ถึง 1.5 แสนบาท

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันในโรงงาน จนกลายเป็นความเคยชิน ซึ่งหากหันกลับมามองและพิจารณาให้ดี การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยได้สร้างมูลค่ามหาศาล โดยปัจจุบันโรงงานวีอาร์ฟู้ดส์ อยู่ระหว่างเก็บเกี่ยวผลประโยชน์

: มองหาความได้เปรียบ

สุพร คุตตะเทพ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Green Productivity กล่าวว่า สถาบันอาหารใช้เวลา 2 ปีที่ผ่านมา เสริมเขี้ยวเล็บให้กับอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยมาตรการลดใช้พลังงานอย่างจริงจังกับโรงงานนำร่อง 84 แห่งทั่วประเทศ และ Green Productivity (GP, การเพิ่มผลผลิตสีเขียว) ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดและการลดปริมาณของเสีย เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่นำมาใช้

ทั้งนี้ แนวคิดการทำ Best Practice ด้าน Green Productivity เริ่มต้นขึ้นในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา และได้โปรโมทแนวคิดออกไปยัง 20 ประเทศทั่วเอเชีย ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศแรกเริ่มให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สีเขียวอย่างจริงจัง ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันอาหาร

"ท่ามกลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่มีผู้บริโภคเป็นตัวขับเคลื่อนการผลิต การใส่ใจในปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้อุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ดังนั้น การลดวัตถุดิบ พลังงานและน้ำ จึงยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายอุตสาหกรรม ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มผลผลิตควบคู่ไปกับการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม ทุกวันนี้อุตสาหกรรมได้นำเอาเทคโนโลยีรวมถึงเทคนิคต่างๆ เข้ามาช่วยสร้างระบบการจัดการที่ดีกว่าในยุคก่อน"

อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีมูลค่าส่งออกถึง 9.5 แสนล้านบาท กำลังไต่อันดับขึ้นไปอยู่ที่ 5 ของโลก ฉะนั้น การจัดการด้านพลังงาน น้ำเสีย สารพิษตกค้างอย่างมีระบบ จะทำให้สินค้าไทยมีความได้เปรียบมากขึ้นในอนาคต

ภาพ: greenupamerica.blogspot.com

แคนาดาถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 13 ธันวาคม 2554

นายปีเตอร์ เคนท์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมแคนาดา กล่าวว่า แคนาดาขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโต

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว แคนาดาแสดงจุดยืนเช่นเดียวกับญี่ปุ่นและรัสเซีย โดยประกาศว่าจะไม่ยอมรับพิธีสารเกียวโตฉบับใหม่ แต่การประกาศถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโตครั้งนี้ ถือว่าเป็นการก้าวถอยหลังในความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อน ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน โดยแคนาดานับว่าเป็นประเทศสมาชิกแรกที่ประกาศถอนตัวออกจากพิธีสารเกียวโตอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้นับตั้งแต่ลงนามเข้าร่วมพิธีสารเกียวโต แคนาดาแทบไม่เคยปฏิบัติข้อกำหนดในพิธีสารนี้เลย

ประชุมโลกร้อนยูเอ็นบรรลุยืดอายุเกียวโต

โดย suithichaiyoon.com วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

 ที่ประชุมโลกร้อนยูเอ็นเห็นชอบกรอบดำเนินการใหม่ในปี 2563 พร้อมยืดอายุพิธีสารเกียวโต หลังหารือมาราธอนนานถึง 14 วัน ท่ามกลางการปะทะอย่างดุเดือด ระหว่างชาติพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ขณะที่"จีน-อินเดีย"ร่วมต้านข้อเสนอลดมลพิษของอียู ที่ประชุมกรอบการทำงานสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) บรรลุข้อตกลงเมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) เห็นชอบเรื่องการใช้กรอบการดำเนินการใหม่ในปี 2563 ตั้งเป้าแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการขยายระยะเวลาการดำเนินการภายใต้พิธีสารเกียวโตออกไปจนถึงปี 2555

หลังจากที่ต้องเจรจาต่อรองมาเป็นเวลานาน ในที่สุดที่ประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ก็สามารถสรุปข้อตกลงกันได้ ซึ่งจะทำให้มีเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่พิธีสารเกียวโตใกล้จะหมดอายุลงในเดือนธ.ค. ปีหน้า

ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุม เห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา และเริ่มการเจรจาต่อรองในหลายประเด็น เช่น เป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครั้งใหม่ซึ่งเกี่ยวพันกับประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก อย่างสหรัฐ และจีน โดยจะพยายามประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินการให้ได้ภายในปี 2558 ภายใต้โรดแมพที่ชื่อว่า เดอร์บัน แพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้การตอบรับเป้าหมายใหม่ หากไม่มีการกำหนดให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหมดลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ภายหลังพิธีสารเกียวโดหมดอายุลง

ก่อนหน้าที่จะลงมติได้นั้น ที่ประชุมได้มีการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน หลังยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่างอินเดีย และจีน ประสานเสียงค้านข้อเสนอ ที่ 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า จำเป็นสำหรับการจำกัดการเพิ่มมลพิษ ซึ่งทั้งอินเดียและจีน มีความรู้สึกว่าโดนกดดันจากชาติร่ำรวย ให้ประเทศกำลังพัฒนาแบกรับภาระ

เหล่าชาติร่ำรวยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนท่าทีของอินเดีย และว่า จีนยอมรับในหลักการทั่วไป แต่ด้วยความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป ทั้งยังโจมตีชาติพัฒนาแล้วว่า กำลังหลอกลวงผู้คน ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศที่มีฐานะยากจนกว่า แบกรับภาระมากเกินไป ในการลดการปล่อยมลพิษ

'จีน-อินเดีย'ร่วมต้านข้อเสนอลดมลพิษอียู

สืบเนื่องมาจากการประชุมว่าด้วยเรื่องโลกร้อน ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ส่อเค้าเจอทางตัน หลังยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่างอินเดีย และจีน ประสานเสียงค้านข้อเสนอ ที่ 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า จำเป็นสำหรับการจำกัดการเพิ่มมลพิษ

ในการประชุมที่ล่วงเลยกำหนดปิดประชุมมานานถึง 2 วัน เมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) นางชยันธิ นาตาราชัน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินเดีย กล่าวว่า เธอคัดค้านความพยายามของอียู ที่จะบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนา มีพันธะผูกพันตามสนธิสัญญาจำกัดการปล่อยมลพิษ ที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมัน ภายในปี 2563

นางนาตาราชัน ชี้ว่า ประเทศของเธอกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม ต่อความต้องการที่จะให้อินเดียยอมรับในการแบ่งปันภาระระหว่างชาติร่ำรวย และยากจน พร้อมย้ำว่า อินเดียไม่มีทางยอมให้กับภัยคุกคาม การข่มขู่ หรือแรงกดดันรูปแบบต่างๆ เช่นนี้

ส่วน นายเซียะ เจิ้นหัว ผู้แทนเจรจาจากจีน ที่ออกมาประณามว่า เหล่าชาติร่ำรวยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนท่าทีของอินเดีย และว่า จีนยอมรับในหลักการทั่วไป แต่ด้วยความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป ทั้งยังโจมตีชาติพัฒนาแล้วว่า กำลังหลอกลวงผู้คน ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศที่มีฐานะยากจนกว่า แบกรับภาระมากเกินไป ในการลดการปล่อยมลพิษ

"เรากำลังทำในสิ่งที่พวกคุณไม่ได้ทำ พวกคุณมีคุณสมบัติอะไรที่จะมาพูดถึงเรื่องเรานี้ เราดำเนินการในส่วนของเราแล้ว และเราอยากเห็นพวกคุณทำในส่วนของตัวเองด้วย" นายเซียะ กล่าว

ทั้งนี้ อียู ระบุว่า ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จำเป็นต้องขยายระยะเวลาจำกัดเพดานลดการปล่อยมลพิษตามสนธิสัญญาเกียวโต ที่จะหมดอายุลงในปีหน้า

การยืดอายุสนธิสัญญาฉบับดังกล่าว และแผนโรดแมพของอียู ที่จะทำให้เกิดสนธิสัญญาลดโลกร้อนฉบับใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) นำเสนอต่อผู้แทนจาก 194 ชาติ ที่เจ้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ที่เมืองเดอร์บัน แอฟริกาใต้

ภาพ: http://www.suthichaiyoon.com/detail/18972

by ThaiWebExpert