การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านตลาดข้าวอาเซียน และการจัดตั้งเขตพิเศษการค้าข้าวอาเซียน (Rice Trade Zone) (12 พฤศจิกายน 2555)

เรื่อง การจัดตั้งกลไกความร่วมมือด้านตลาดข้าวอาเซียน และการจัดตั้งเขตพิเศษการค้าข้าวอาเซียน (Rice Trade Zone)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้
1. แนวทางการจัดตั้งกลไกความร่วมมือตลาดข้าวอาเซียน (ในส่วนของประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสำคัญ 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว พม่า เวียดนาม และไทย) โดยจะมีการจัดประชุมใน 3 ระดับ ได้แก่
(1) การประชุมในระดับรัฐมนตรี (ASEAN Rice Cooperation Ministerial Meeting)
(2) การประชุมคณะกรรมการความร่วมมือด้านข้าวอาเซียน (ASEAN Rice Cooperation Committee-ARCC)
(3) การประชุมของสมาพันธ์โรงสีและผู้ค้าข้าวอาเซียน (ASEAN Rice Miller and Trader Federation)
2. มอบหมายกระทรวงพาณิชย์จัดตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งเขตพิเศษการค้าข้าวอาเซียน (Rice Trade Zone : RTZ) เพื่อศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทาง ข้อเสนอ และมาตรการ เพื่อจัดตั้ง RTZ โดยในเบื้องต้นการศึกษาแนวทางดังกล่าวจะกำหนดขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ตำแหน่งพื้นที่ที่เหมาะสม ระบบกลไกการควบคุม ข้อกฎหมาย กระบวนการจัดตั้ง และบุคลากร เป็นต้น
กระทรวงพาณิชย์เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า การจัดตั้งกลไกความร่วมมือตลาดข้าวอาเซียน (ในส่วนของประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสำคัญ 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว พม่า เวียดนาม และไทย) และ การจัดตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งเขตพิเศษการค้าข้าวอาเซียน (Rice Trade Zone : RTZ) มีความสำคัญและมีความจำเป็นในการผลักดันการสร้างความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าวของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนให้ได้รับการพัฒนาและเกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างเสถียรภาพราคาข้าวในตลาดโลก เกิดความมั่งคงทางด้านอาหารในภูมิภาคอย่างยั่งยืน และป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศที่มีชายแดน ติดต่อกับประเทศไทย

ร่วมมือร่วม​ใจป้องกัน​การกัด​เซาะชายฝั่ง

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2555

บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิ​การกรมทรัพยากรทางทะ​เล​และชายฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม ​เป็นประธานกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร "​เปิดตัวพ้นที่นำร่อง​การจัด​การ​แก้​ไขปัญหา​การกัด​เซาะชายฝั่ง​โดย​การมีส่วนร่วมของประชาชน​ในพื้นที่อ่าว​ไทยตอนบน (อ่าว​ไทย ตัว ก)" ​โดยมีตัว​แทนภาคประชาชนมาร่วม​เสวนา​การ​แก้​ไขปัญหา​แนวทาง​การป้องกัน​การกัด​เซาะชายฝั่งทะ​เล​ไทยผ่าน​ความร่วมมือกับภาครัฐฯ ณ ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะ​เล​และชายฝั่ง ที่ 2 ตำบล​โคกขาม อำ​เภอ​เมือง จังหวัดสมุทรสาคร

'ซีพี ออลล์' ปักธง​ผู้นำบริษัทสี​เขียว

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555

นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล กรรม​การ ​ผู้จัด​การ บมจ.ซีพี ออลล์ ​ผู้บริหาร​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ร้านอิ่มสะดวกของคน​ไทย ​และประธานคณะกรรม​การ​โครง​การ 7 Go Green ​เปิด​เผยว่า ตามที่บริษัทฯ มีน​โยบาย​ใน​การร่วมอนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม ภาย​ใต้​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​เช่น ​โครง​การ​ทำดี​เพื่อ​แผ่นดิน ลดคาร์บอน ลด​โลกร้อน "รวมพลังลดถุงพลาสติก ลด​โลกร้อน", ​โครง​การ "คิดถุ๊ง คิดถุง อวอร์ด" ​การประกวดคลิปรณรงค์​ใช้ถุงพลาสติกอย่างมี​ความรับผิดชอบ ภาย​ใต้​แนวคิด "ลด ​ใช้ซ้ำ ​ทำ​ใหม่" (Reduce Reuse Recycle) ​ซึ่ง​ได้รับ​ความสน​ใจจากลูกค้า​และประชาชนทั่ว​ไป​เข้าร่วมกิจกรรม​เพื่อสร้างจิตสำนึก​ใน​การรักษาสิ่ง​แวดล้อม​เป็นอย่างดี​เยี่ยม

ล่าสุด ซีพี ออลล์ ​เดินหน้า​โครง​การ "​เซ​เว่น ​โก กรีน" ​เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหลอด​ไฟจาก​เดิมที่​ใช้หลอด​ไฟลูออ​เรส​เซนต์​เป็นหลอด​ไฟ ​แอลอีดี (LED) ​ในสาขาต่างๆ ทั่วประ​เทศ ​โดยจะทยอย​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ทั้งหมดกว่า 700,000 หลอด สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ได้กว่า 58,000 กิ​โลกรัมคาร์บอน ​ซึ่งหลอด​แอลอีดี (LED) นี้ มีคุณสมบัติ​ใน​การช่วยประหยัดพลังงาน​ได้มากกว่า​และมีอายุ​การ​ใช้งานที่ยืนยาวกว่า ​ซึ่ง​เซ​เว่นฯ ​ได้มี​การทดลอง​เปลี่ยนหลอด​ไฟ​ในพื้นที่ขาย​และร่วมพัฒนากับซัพลาย​เออร์ มาตั้ง​แต่ปี 2550 จน​ถึงปัจจุบัน

"สำหรับ​การ​ใช้หลอด​ไฟ ​แอลอีดี ​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​แบ่งออก​เป็น 2 พื้นที่ ​ได้​แก่ ระบบ​แสงสว่างพื้นที่ภาย​ในร้าน​เซ​เว่น อี​เลฟ​เว่น ​และ ระบบ​แสงสว่างของอุปกรณ์ตู้​แช่ พบว่า สามารถประหยัดพลังงาน​เฉลี่ยต่อสาขามากกว่า 30% นอกจากนี้จะมี​การ​เดินหน้า​โครง​การ​เพื่ออนุรักษ์สิ่ง​แวดล้อม "​เซ​เว่น ​โก กรีน" (7 Go Green) ​ในรูป​แบบต่างๆ อย่างต่อ​เนื่อง" นายปิยะวัฒน์ กล่าว

นักวิจัยอากาศ “นาซา” เตือน ธารน้ำแข็งบนยอดเขา “คิลิมันจาโร” อาจหายไปหมดภายในปี 2060 เพราะโลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤศจิกายน 2555

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดแสดงให้เห็นธารน้ำแข็งที่ลดจำนวนอย่างน่าตกใจ

 เอเจนซีย์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-อุณหภูมิโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากผลของภาวะโลกร้อน กำลังส่งผลต่อธารน้ำแข็งที่ปกคลุมยอดเขาคิลิมันจาโร ประเทศแทนซาเนีย ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา นักวิจัยอากาศ “นาซา” เตือน ธารน้ำแข็งบนยอดเขา “คิลิมันจาโร” อาจหายไปหมดภายในปี 2060

รายงานข่าวซึ่งอ้างผลการศึกษาของทีมวิจัยที่นำโดยคิมเบอร์ลีย์ เคซีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็ง จากหน่วยงานวิจัยสภาพภูมิอากาศของสำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) พบว่า ธารน้ำแข็งบนยอดของภูเขาไฟคิลิมันจาโรความสูง 5,895 เมตร(19,341 ฟุต)ในเขตอุทยานแห่งชาติคิลิมันจาโร ประเทศแทนซาเนียทางตะวันออกของทวีปแอฟริกานั้นกำลังหดตัว มีขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง จากผลของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเพราะอิทธิพลของภาวะโลกร้อน และธารน้ำแข็งเก่าแก่ที่อยู่คู่กับยอดเขาแห่งนี้มานานมากกว่า 10,000 ปี อาจหายไปอย่างสิ้นเชิงภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

ผลการศึกษาของทีมวิจัยพบข้อมูลว่าธารน้ำแข็งที่ปกคลุมบนยอดของภูเขาไฟซึ่งสงบแล้วลูกนี้ เคยเป็นแผ่นเดียวกันมาก่อน แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา น้ำแข็งจำนวนมากได้ละลายจากผลของอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น จนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เคยเป็นผืนเดียวกันเกิดการแยกตัวเป็นส่วนที่อยู่ตอนเหนือและตอนใต้ โดยส่วนที่แยกตัวออกจากกันนี้ก็กำลังหดตัวอย่างต่อเนื่อง

เคซีย์เผยว่า ระหว่างปี ค.ศ. 1912-2011 ปริมาณของธารน้ำแข็งบนยอดคิลิมันจาโรได้หายไปแล้วมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่า ธารน้ำแข็งบนยอดเขาแห่งนี้อาจหายไปอย่างสิ้นเชิงภายในปี ค.ศ. 2060 หรือเร็วกว่านั้น

ธารน้ำแข็งส่วนเหนือของคิลิมันจาโร

ธารน้ำแข็งส่วนใต้ของคิลิมันจาโร

ภาพ: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000136654

ออสเตรเลียพร้อมรับรองต่ออายุ “พิธีสารเกียวโต” สู้โลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2555

เอเอฟพี - ออสเตรเลียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ พร้อมที่จะลงนามรับรองต่ออายุพิธีสารเกียวโต (Kyoto Ptotocol) ซึ่งเป็นอนุสัญญาสากลเพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน รัฐมนตรีออสเตรเลียประกาศ วันนี้(9)

เกร็ก คอมเบ็ต รัฐมนตรีกระทรวงสภาพอากาศออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “วันนี้ผมขอประกาศว่าออสเตรเลียพร้อมที่จะร่วมลงนามพิธีสารเกียวโตวาระที่สอง”

ออสเตรเลียมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากพึ่งพาการทำเหมืองและส่งออกถ่านหินเป็นหลัก นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศก็ใช้พลังงานจากถ่านหินเกือบทั้งสิ้น

ถ้อยแถลงจาก คอมเบ็ต มีขึ้นก่อนที่การประชุมประจำปีของภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) จะเริ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้จะจัดที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน- 7 ธันวาคม

วาระสำคัญของการประชุมคือการต่ออายุพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เพื่อให้การเดินหน้าไปสู่ข้อตกลงสากลฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับในปี 2020 เป็นไปอย่างราบรื่น

คอมเบ็ต ชี้ว่า การขยายอายุพิธีสารเกียวโตจะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า ธุรกิจในออสเตรเลียจะสามารถเข้าถึงคาร์บอนเครดิตในโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

รัฐมนตรีเมืองจิงโจ้ระบุว่า นี่คือสิ่งที่ออสเตรเลียควรทำ “เพราะประเทศทั่วโลกต่างก็หันมาต่อสู้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง”

“อีกประการหนึ่ง ทุกประเทศกำลังเตรียมร่างข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ซึ่งจะสรุปชัดเจนในปี 2015 และมีผลบังคับใช้ภายในปี 2020”

ในขณะที่พิธีสารโตเกียวเป็นเหมือนสิ่งนำโชคสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนไม่น้อยกลับเห็นว่าอนุสัญญาสากลฉบับนี้ยังไม่ยุติธรรม เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน, อินเดีย และบราซิล ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย

ทับสะ​แกขานรับ​ไฟฟ้าพลัง​แสงอาทิตย์

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​การ​ไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สร้าง​ความ​เชื่อมั่นสร้าง​โรง​ไฟฟ้าพลังงาน​แสงอาทิตย์​ใน อ.ทับสะ​แก จ.ประจวบคีรี ขันธ์ มี​การ​ให้​ความรู้​และ​ให้ประชาชน​แสดง​ความคิด​เห็น ​โดยนาย​เพชร ​แสงธรรมรงค์​แดง ประธานกลุ่มพัฒนาทับสะ​แก กล่าวว่า ​ได้นำชาวบ้านดู​เรื่องผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อมอยู่หลายปี จน​เชื่อ​ได้ว่า​ไม่มีผลกระทบ​จึง​ไม่มี​ใครคัดค้าน​โครง​การดังกล่าว

นายวิจิตร ตังคณะกุล นายก อบต.นาหูกวาง อ.ทับสะ​แกกล่าวว่า ​ได้ติดตาม​เรื่องนี้อย่าง​ใกล้ชิด ตอนนี้คณะของสภาพัฒนา​เศรษฐกิจ​แห่งชาติ​ได้มาร่วมรับฟัง​ความคิด​เห็น​และมาดูพื้นที่ พอ​ใจที่คน​ในพื้นที่​ให้​ความสำคัญต่อ​การสร้าง​โรง​ไฟฟ้าพลังงาน​แสงอาทิตย์ดังกล่าว ​เพราะ​ไม่มีผลกระทบ​และชาวบ้านจะ​ได้มีงาน​ทำ สร้างราย​ได้​ให้ท้องถิ่น ​การที่คนนอกพื้นที่มาคัดค้านนั้น​ไม่​เห็นด้วย ต้อง​เอา​ความจริงมาว่ากัน ​เพราะคน​ในพื้นที่​เขาต้อง​การ ถ้ามีผลกระทบ​ก็กระทบ​ในพื้นที่ คนพื้นที่อื่น​ไม่​เกี่ยวขณะที่นายธวัชชัย ​แท้​เที่ยง นายอำ​เภอทับสะ​แก ระบุว่า​ไม่มีอะ​ไรที่​ได้มา​โดย​ไม่​เสีย ถ้าจะ​เสีย​ก็ต้อง​ให้น้อยที่สุด ​และ​เห็นด้วยที่ชาวบ้านจะ​ได้มี​ไฟฟ้าพลัง​แสงอาทิตย์​เป็นต้นกำ​เนิด

ด้านนาย​ไกร​โชค ผลชีวิต ​ผู้ช่วย​ผู้ว่า​การ​การ​ไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ กล่าวว่า ​โรง​ไฟฟ้าพลัง​แสงอาทิตย์ที่จะสร้าง​ใน อ.ทับสะ​แก ​เป็น​แบบ​เพื่อ​การศึกษา ​ไม่​ใช่​โรง​ไฟฟ้า​เชิงพาณิชย์ จะ​ให้​การศึกษากับนิสิตนักศึกษา​และชาวต่างชาติ ​หรือบุคคลทั่ว​ไป ​ใน​การนำพลังงาน​แสงอาทิตย์มา​ใช้ประ​โยชน์ ผลิตกระ​แส​ไฟฟ้า​ให้​การ​ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค​เพื่อนำมา​ใช้ที่อ.ทับสะ​แก​ในราคาถูก ​และ​เป็นศูนย์​เรียนรู้​เรื่องพลังงานทด​แทนต่อ​ไป.

จ.ลำพูนประกาศ​แก้​ไขปัญหามลพิษ หมอกควัน-​ไฟป่า​เป็น'วาระ​แห่งชาติ'

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2555

ลำพูน/ นายชุมพร ​แสงมณี รอง​ผู้ว่าราช​การจังหวัด รักษาราช​การ​แทน​ผู้ว่าราช​การจังหวัดลำพูน ​เปิด​เผยว่า จังหวัดลำพูน​ได้ประสบปัญหาอัน​เนื่องมาจาก​ไฟป่า​เป็นประจำทุกปี สร้าง​ความ​เสียหาย​แก่ทรัพยากรป่า​ไม้ของชาติ สิ่ง​แวดล้อม​และระบบนิ​เวศน์ ก่อ​ให้​เกิดปัญหาอื่นๆ ที่​เกี่ยวข้อง ​เช่น ปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชน ​เกิดอุปสรรคต่อ​การขึ้นลงของอากาศยาน ​เกิดอุบัติ​เหตุ ​และอัคคีภัย รวม​ทั้ง​เสียหายต่อ​การท่อง​เที่ยว ฯลฯ จังหวัดลำพูน​จึง​ได้น้อมนำอัญ​เชิญพระราชดำริ​เศรษฐกิจพอ​เพียง ​ความพอประมาณ ​ความมี​เหตุผล ​ความมีภูมิคุ้มกัน ​และ​การ​ใช้​ความรู้ควบคู่คุณธรรมของพระบาทสม​เด็จพระ​เจ้าอยู่หัว มายึดถือ​เป็น​แนวทางปฏิบัติป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้ง​ในระยะสั้น​และระยะยาว ​โดยออกประกาศ​เป็นวาระ​แห่งจังหวัด ​เพื่อ​ให้ทุกฝ่ายที่​เกี่ยวข้อง ​ทั้งภาครัฐ ​เอกชน ​และประชาชน นำมาตร​การที่กำหนด​ไปปฏิบัติ​ให้​เกิดผลอย่าง​เป็นรูปธรรม

สำหรับมาตร​การ​ใน​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน​ไฟป่า ปี 2556 ของจังหวัดลำพูน ประกอบด้วย ​การ​ให้ประชาชน​เป็นศูนย์กลางของ​การป้องกัน​และ​แก้​ไขปัญหา​ทั้งปวง ​ใน​การร่วมคิดร่วมปฏิบัติ สอดส่อง ดู​แล ​แก้ปัญหา​ไฟที่​เกิดขึ้น​ในพื้นที่ของตน​เอง, ​ให้ท้องที่​เป็นตัวตั้ง ​โดย​ให้ส่วนราช​การระดับอำ​เภอ ควบคุม กำกับ ดู​แล ป้องกัน ​และ​แก้​ไขปัญหา​ในพื้นที่, ​ให้ท้องถิ่น​เป็นตัวช่วย ​โดย​ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดต้องศูนย์ปฏิบัติ​การดับ​ไฟ​ในพื้นที่, ​ให้ภาคราช​การ​เป็นตัว​เสริม ​ใน​การกำหนดมาตร​การ​เฉพาะส่วนราช​การนั้นๆ ​และ​เป็น​แบบอย่าง​ใน​การร่วม​แก้​ไขปัญหา, ​ให้มี​ความปลอดภัย​ในชีวิต​และทรัพย์สิน ​โดยกำหนด​ให้ยานพาหนะทุกชนิด​เปิด​ไฟหน้ารถตลอด​เวลา ​เพื่อสามารถมอง​เห็น​ได้อย่างชัด​เจน, ​ให้มี​ความปลอดภัยด้านสุขภาพ​และอนามัยของประชาชน ​โดย​ให้หน่วยงานสาธารณสุขกำหนดมาตร​การด้านสุขภาพ​ใน​เชิงรุก​และรับอย่างทันต่อสถาน​การณ์, ​ให้มี​การกำจัดขยะ​โดย​ไม่ก่อ​ให้​เกิดหมอกควัน ​โดยมีระบบ​การจำกัดขยะทุกพื้นที่​ในลักษณะบูรณา​การ​การปฏิบัติร่วมของทุกภาคส่วน รวม​ทั้งรณรงค์​ให้มีมาตร​การ​เสริมด้านอื่นๆ ​เช่น ​การจัด​ทำฝายชะลอน้ำ​แบบผสมผสาน ​การดำ​เนินมาตร​การชิง​เผา ​การลดปริมาณ​เชื้อ​เพลิง​โดยนำวัสดุ​เชื้อ​เพลิง​ไป​ใช้ประ​โยชน์ ​เช่น ​การ​ทำ​เชื้อ​เพลิงอัด​แท่ง ​การ​ทำปุ๋ยหมัก ​เป็นต้น

ดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า

ดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

สถานการณ์ปัญหาคนรุกที่ป่า ป่ารุกที่คน และความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งแวดล้อม สาเหตุใหญ่มาจากแนวเขตที่ไม่ชัดเจน และข้อจำกัดในการพิสูจน์สิทธิที่มักเป็นระบบปิดเข้าถึงได้ยาก ใช้เวลานาน กระทรวงยุติธรรม โดยศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญช่วยเหลือคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากปัญหาคดีการบุกรุกที่ดินและสิ่งแวดล้อม

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2555

โดยเฉพาะการพิสูจน์หลักฐานการครอบครองพื้นที่ซึ่งมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน จึงต้องอาศัยการทำงานในรูปแบบเฉพาะและเครื่องมือที่สามารถทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ได้ผลรวดเร็ว

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า “แม่ข่ายแผนที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ ดีซี่ แม็พ (DSI MAP) นวัตกรรมในการ
ตรวจสอบที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่คดีพิเศษและยังเกิดประโยชน์กับประชาชนทั่วไปที่สามารถเข้ามาใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ฟรีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงมีพิกัดจีพีเอสของพื้นที่ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าพื้นที่นั้นอยู่ในเขตพื้นที่อะไร ซึ่งปัจจุบันการหาพิกัดจีพีเอส สามารถทำได้ง่าย เช่น ตรวจสอบได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไอแพด เป็นต้น พร้อมระบุด้วยว่าพื้นที่นั้นมีกฎหมายประกาศอะไรที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือวันที่ประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์เบื้องต้น ซึ่งวิธีการนี้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้การปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายให้ความช่วยเหลือประชาชนของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) ในการตรวจสอบแนวเขตการครอบครองพื้นที่ของประชาชนเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า

สำหรับโปรแกรมดีซี่ แม็พ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิสารสนเทศ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาร่วมกับนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการศึกษาของรัฐ และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีซี่ แม็พ ที่จัดทำขึ้นเป็นโปรแกรมรองรับการตรวจสอบและค้นหาแนวขอบเขตเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงโปรแกรมได้ง่ายเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อนหน้านี้การตรวจสอบทำได้ยาก และใช้เวลานาน เพราะมักเป็นระบบปิดใช้เฉพาะภายในหน่วยงาน”

โปรแกรม ดีซี่ แม็พสามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต http://www.dsi-map.go.th เมื่อระบบขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์จะเป็นรายละเอียดของแม่ข่ายแผนที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของพื้นที่ ทั้งเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน เขตป่าชายเลน พื้นที่ สปก.ฯลฯ ด้วยการใส่ค่าพิกัดตำแหน่งจีพีเอสในช่องตำแหน่งพิกัด หรือใส่ชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในช่องค้นหาสถานที่ แล้วกดค้นหา จากนั้นระบบจะบอกว่าพิกัดที่ต้องการตรวจสอบอยู่ในพื้นที่อะไร เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวน หรือไม่ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนอกจากช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าแล้วประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกรณีตรวจสอบการซื้อ-ขายที่ดินว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เพื่อป้องกันการถูกหลอก

ทั้งนี้ ดีซี่ แม็พได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด “นวัตกรรมการสำรวจทางภูมิศาสตร์ (GIS)” ในงาน “ถนนเทคโนโลยี ประจำปี 2555”

ในปีที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ฯได้มีการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งมีข้าราชการและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และในปีงบประมาณ 2556 นี้จะเร่งเผยแพร่ให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานยุติธรรม ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย หนองคาย และภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช และ สงขลา เป็นต้น

“เราแปลงข้อมูลเอกสารทางภูมิศาสตร์เบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานมาใส่ในโปรแกรมนี้ และกฎหมายที่ชาวบ้านต้องรู้ว่าตรงไหนที่เป็นเขตป่าสงวน เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าห้ามเข้าไปรุกล้ำหรือยึดครองมาเป็นที่ทำกิน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเป็นหูเป็นตากรณีการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและการบุกรุกทำลายป่าของผู้มีอิทธิพล ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เอ็นจีโอหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ มาตรวจสอบ การเผยแพร่ดีซี่ แม็พ ไปสู่ประชาชนในวงกว้างจึงมีความสำคัญเพราะจะทำให้เกิดการเฝ้าระวังและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรมในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน” นายเรวัต แสงโชติ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวและว่า ดีซี่แม็พเป็นการจัดฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และการประกาศพื้นที่แนวเขตของป่าที่มีความเกี่ยวพันด้านกฎหมายโดยใช้งบประมาณในการลงทุนน้อยมาก เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ต้องการให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติลดน้อยลงและหมดไปจากประเทศไทย

ดีซี่ แม็พมีส่วนช่วยการยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าโดยไม่ตั้งใจ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกหลอกซื้อ-ขายที่ดินในพื้นที่แนวรอยต่อพื้นที่ป่าอีกต่อไป.

ขับเคลื่อนเพื่อ 'มั่นคง' 'เรื่องอาหาร' ยุทธศาสตร์ ถึงไหน?

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2555

เพื่อเป็นเวทีนำเสนอแลกเปลี่ยนข้อมูลมิติความมั่นคงระดับชาติ และการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อสารความเข้าใจในทุกมิติและทุกระดับ เพื่อให้เกิดแนวคิดและทิศทางในการจัดทำแผนงานเชิงปฏิบัติการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารในทุกระดับ...” ...นี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมแสดงความคิดเห็น ’การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารจากชุมชนสู่ระดับชาติ“ โดยฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อต้นเดือนที่แล้ว

มาถึงตอนนี้...เรื่องนี้ดูจะยิ่งน่าติดตามมากขึ้น...

เพราะ... การประชุมในตอนนั้น มีประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยประธานผู้นี้คือ ยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯ ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งย่อมจะเกี่ยวกับเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร”

ทั้งนี้ ย้อนไปในช่วงการประชุมในครั้งนั้น จากชุดข้อมูลที่หน่วยงานที่จัดได้เผยแพร่ต่อสื่อ ก็มีผู้สันทัดกรณีหลายคนแสดงความเห็นไว้อย่างน่าพิจารณา อย่าง ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารประเทศไทย” ไว้ สรุปสาระสำคัญได้ว่า...สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่คือ การประสาน
งานด้านข้อมูลที่ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ดินและน้ำ ตลอดจนโครงสร้าง
องค์กร ซึ่งทาง สกว.จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดเวทีวิจัยและสนับสนุนงบประมาณเพื่อการทำวิจัย โดย มีสิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำให้
เกษตรกรยอมรับองค์ความรู้ใหม่ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการทบทวนเรื่องการนำเข้าสารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ด้าน ลดาวัลย์ คำภา ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุไว้ในการเสวนาเรื่อง “พลวัตรด้านความมั่นคงอาหารของประเทศไทย” สรุปได้ว่า... ในไทยในปัจจุบันเกษตรกรมีอายุมากขึ้น ฐานทรัพยากรก็ประสบภัยพิบัติบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง โดย สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความรู้และดูแลทรัพยากร หาแหล่งพลังงานทดแทน ผลิตอาหารสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้บริโภคเข้าถึงได้ เกษตรกรต้องพึ่งตัวเองได้จากอาหารในท้องถิ่นตัวเอง ลดใช้สารเคมี สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารและเกษตร รวมทั้งเน้นเรื่องการบริหารจัดการของภาครัฐที่ต้องบูรณาการมากขึ้น ทั้งความเหมาะสมของดิน น้ำ การแปรรูป การคมนาคมขนส่ง ซึ่งสภาพัฒน์ก็ผลักดันการ
บูรณาการทั้งระดับประเทศและจังหวัด

สำหรับ อภิชาต จงสกุล ในฐานะเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็ระบุไว้ในงานเดียวกันนี้ว่า...ภาคเกษตรยังคงเป็นภาคที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินภาคการเกษตรและพื้นที่ชลประทาน การบุกรุกพื้นที่ทำกินและการเข้าครอบครองที่ดินของชาวต่างชาติ แรงงานภาคเกษตรลดลงจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจทำเกษตร รวมถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะข้าว ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงอาหาร ที่ไทยจำเป็นจะต้องคำนึงถึง

ขณะที่ สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ แสดงความเห็นประเด็น “ภาวะคุกคามของความมั่นคงอาหาร” เอาไว้ ซึ่งโดยสังเขปประกอบด้วย 1.ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรของไทยกำลังก้าวสู่ภาวะลดต่ำลง การลงทุนวิจัยภาคเกษตรมีน้อยเกินไป การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรทำได้จำกัดและมักขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง 2.ขาดการส่งเสริมและพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการกระจายอาหาร ส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค 3.นโยบายยกระดับรายได้เกษตรกร โดย รับจำนำในระดับราคาสูง ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงอาหารของชุมชนชนบทในอนาคต หากทำให้เกษตรกรละเลยการลดต้นทุนการผลิต ซึ่ง จุดเฝ้ามองที่สำคัญคือ การใช้นโยบายเกษตรไทยเพื่อความมั่นคงอาหาร ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

หากละเลย หรือให้ความสำคัญต่ำ ในมิติด้านความเข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด ภาคเกษตรจะอ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

ทั้งนี้ สำหรับประธานเปิดประชุมแสดงความคิดเห็น ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯไปแล้ว ในตอนนั้นได้ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า...’การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีตัวชี้วัดที่สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหาร“ ซึ่งจากความเห็นที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” แจงมาข้างต้น ก็ดูจะ มีตัวชี้วัดอยู่ไม่น้อย...

จากนี้คนไทยก็น่าติดตามเรื่อง ’ความมั่นคงทางอาหาร“

จะมีการ ’ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์“ ดีขึ้นอย่างไร??.

เร่งโซนนิ่งภาคเกษตรสร้างมาตรฐานการผลิต

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดเขตพื้นที่เกษตรเศรษฐกิจ หรือโซนนิ่ง ตามศักยภาพและความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ โดยให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงระบบโลจิสติกส์สู่การตลาดที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เมื่อก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินงานเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากการกำหนดรูปแบบการจัดทำโซนนิ่งในรูปของกลุ่มจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเตรียมข้อมูลทางกายภาพในระดับตำบล เพื่อชี้แจงกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำข้อมูลสินค้าเกษตรส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว อ้อย ปลา กุ้ง ผลไม้ มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผัก และปาล์มน้ำมัน อีกทั้งยังได้จัดทำข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร 5 อันดับแรกของกลุ่มจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และมีแผนดำเนินงานในเรื่องโซนนิ่ง เพื่อตอบสนองนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อสินค้าที่แน่นอน และราคาที่เป็นธรรม ส่วนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการลดต้นทุน รวมทั้งงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ.

by ThaiWebExpert