ขอความเห็นชอบโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย (Industrial Energy Efficiency : IEE)(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทั้ง 2 ข้อ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ ดังนี้
        1. ให้ อก. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน (พน.) ดำเนินโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ (Industrial Energy Efficiency : IEE) ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
        2. ให้ปลัด อก. ลงนามหนังสือตอบรับการเข้าร่วมดำเนินโครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย (Industrial Energy Efficiency : IEE) ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
        ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
        อก. รายงานว่า
        1. อก. โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พน. และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ร่วมจัดทำความร่วมมือทางด้านวิชาการภายใต้โครงการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ (Industrial Energy Efficiency : IEE) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management Standard System) ในโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรมรวมทั้งลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต
        2. อก. ในฐานะหน่วยประสานงานโครงการ ได้ร่วมกับ UNIDO จัดทำร่างข้อเสนอโครงการ IEE ฉบับสมบูรณ์ (The project document) เสนอให้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environmental Facility : GEF) พิจารณา และ GEF ได้ตอบรับที่จะให้การสนับสนุนข้อเสนอโครงการ IEE ดังกล่าว เป็นระยะเวลา 5 ปี ในรูปเงินสด (In cash) เป็นจำนวนเงิน 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย อก. พน. และธนาคารพาณิชย์ จะสนับสนุนงบประมาณที่อยู่ในรูปเงินสด (In cash) และที่ไม่อยู่ในรูปของเงินสด (In kind) เป็นจำนวนเงิน 15.645 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
        3. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางกับกองทุนสิ่งแวดล้อมโลกในประเทศไทย (GEF Operational Focal Point) มีอำนาจในการพิจารณาให้การรับรองข้อเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจาก GEF ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ได้รับรองโครงการ IEE ตามหนังสือ ทส. ที่ 0204/1604 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551
        4. โครงการ IEE ดำเนินงานภายใต้แนวทางการบริหารโครงการระดับประเทศของ UNIDO ในการใช้งบประมาณและการบริหารโครงการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ผลสัมฤทธิ์ และแผนงาน โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับและดูแลโครงการตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management Standard System) ในโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน (Standard of Energy Management System) สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต รวมทั้งช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากข้อกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีในการค้า (Non – Tariff Barrier) ที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งประเทศไทยในฐานะของประเทศที่มีศักยภาพเป็นผู้นำในกลุ่ม ASEAN สามารถที่จะเป็นแกนกลางสำหรับการรณรงค์กระตุ้นให้เกิดการสร้างมาตรฐานระบบการจัดการพลังงานซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันในกลุ่ม ASEAN โครงการ IEE มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่
            4.1 ระบบการจัดการพลังงานที่สอดคล้องกับระบบมาตรฐานการจัดการพลังงานหรือ ISO 50001 (ISO compliant energy management system)
            4.2 การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม (Industrial energy system optimization) เน้นกิจกรรมด้านการฝึกอบรม และประยุกต์ใช้ระบบที่มีประสิทธิผลสูงสุดในอุปกรณ์จำพวกหม้อน้ำ เครื่องอัดอากาศ พัดลม และปั๊ม
            4.3 การเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอุตสาหกรรม (Enhancement of industrial EE financing capacity) เน้นด้านการให้สถานประกอบการกู้ยืมเงิน (จากเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ร่วมกับสถาบันการเงิน
            4.4 การดำเนินโครงการระบบการจัดการด้านพลังงานและการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน (Implementation of energy management and systems optimization project) เน้นด้านการนำการประเมินระบบและมาตรฐานการจัดการพลังงานไปประยุกต์ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม
            4.5 การบริหารโครงการ
                4.5.1 โครงการ IEE ได้มีการคัดเลือกประเภทอุตสาหกรรมการผลิตไว้ 6 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & beverage) อุตสาหกรรมสิ่งทอ (Textiles) อุตสาหกรรมเคมี (Chemicals) อุตสาหกรรมพลาสติกและยาง (Plastic & rubber) อุตสาหกรรมอโลหะ (Non - metallic) และอุตสาหกรรมโลหะมูลฐาน (Basic metal)
                4.5.2 โครงการ IEE จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับและดูแลโครงการ (Project Steering Committee) โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อก. เป็นประธาน และมีคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
                4.5.3 การดำเนินโครงการ IEE จะก่อให้เกิดผลผลิตที่สำคัญ ดังนี้
                    (1) เอกสารประกอบการฝึกอบรมและเครื่องมือในการบริหารจัดการพลังงาน (ISO 50001) และการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการใช้พลังงาน
                    (2) รณรงค์ให้โรงงานอุตสาหกรรมตระหนักเกี่ยวกับระบบ ISO 50001
                    (3) ผู้เชี่ยวชาญไทยจำนวน 50 คน และเจ้าหน้าที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 300 คน ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร ระบบการบริหารจัดการพลังงาน
                    (4) ผู้เชี่ยวชาญไทยจำนวน 50 คน และเจ้าหน้าที่โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 250 คน ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตร การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน
                    (5) เกิดเครือข่ายด้านพลังงานสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
                    (6) ธนาคารและสถาบันการเงินมีขีดความสามารถในการพิจารณาให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
                    (7) โรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 50 แห่ง มีการดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับระบบ ISO 50001
                    (8) โรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 50 แห่ง มีการดำเนินงานในการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการใช้พลังงาน
                4.5.4 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการเป็นเงินทุนร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ในรูปเงินสด (In cash) 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย อก. พน. และธนาคารพาณิชย์สนับสนุนงบประมาณที่อยู่ในรูปเงินสด (In cash) และที่ไม่อยู่ในรูปของเงินสด (In kind) เป็นจำนวนเงิน 15.645 ล้านดอลลาร์สหรัฐประกอบด้วย
                    (1) เงินสนับสนุนจาก GEF ภายใต้แนวทางการบริหารโครงการระดับประเทศของ UNIDO ในการใช้งบประมาณและการบริหารโครงการจำนวน 3.620 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    (2) อก. สนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด (In kind) จำนวน 2.445 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    (3) พน. โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด จำนวน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเงินกู้ผ่านสถาบันการเงิน จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                    (4) สถาบันการเงิน จำนวน 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนี้
                    - ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สนับสนุนเงินกู้ จำนวน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
                    - ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย สนับสนุนเงินกู้ จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุนพัฒนาเอเชีย (ADF) ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI (6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบทั้ง 3 ข้อ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ  ดังนี้
         1. เห็นชอบให้เข้าร่วมการบริจาคเพิ่มทุนกองทุนพัฒนาเอเชีย [Asian Development Fund (ADF)] ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI  
         2. เห็นชอบให้บริจาคเงินในวงเงินไม่เกิน 160 ล้านบาท และให้คงสัดส่วนการบริจาคส่วนบริจาคพื้นฐานไม่ต่ำกว่าการเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 9 ของกองทุน ADF X
         3. เห็นชอบ Instrument of Contribution หรือ Promissory Note ของการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI
    ทั้งนี้  ให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
         สาระสำคัญของเรื่อง
        กค. รายงานว่า  
         1. ADF เป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของ ADB จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนแก่ประเทศสมาชิก ADB ที่มีฐานะยากจนในรูปแบบเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย แต่คิดค่าการบริหารเงิน (Service Charge) ในอัตราร้อยละ 1-1.5 ต่อปี ระยะเวลาการชำระหนี้คืนประมาณ 15-40 ปี โดยแหล่งเงินทุนของกองทุนฯ ส่วนใหญ่จะเป็นเงินบริจาคของประเทศสมาชิก ADB ที่มีทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา  และประเทศไทยได้เข้าร่วมบริจาคในกองทุน ADF มาแล้วจำนวน 4 ครั้ง (ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2540, 19 มิถุนายน 2544, 14 พฤษภาคม 2545, 28 ธันวาคม 2547 และ 26 สิงหาคม 2551)
         2. กค. ได้เข้าร่วมประชุมการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI จำนวน 2 รอบ ซึ่งในที่ประชุมฯ ทั้ง 2 รอบได้กำหนดบทบาทและมีมติเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการบริจาคเงินเพิ่มทุนกองทุน ADF XI ที่จะดำเนินการในช่วงระหว่างปี 2556-2559 สรุปได้ดังนี้  
             2.1 วาระการพัฒนาในภาพรวม : ให้มุ่งเน้นการลดปัญหาความยากจนในภูมิภาคโดยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ (Inclusive Economic Growth) การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmentally Sustainable Growth) และการรวมตัวของภูมิภาค (Regional Integration)
             2.2 ภาคสาขาหลักในการพัฒนา : ให้มุ่งเน้นการพัฒนาด้านพลังงาน คมนาคม การศึกษา การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินและภาคเอกชน การสร้างเสริมธรรมาภิบาล และการพัฒนาขีดความสามารถ (Capacity Building) ของสถาบันในสาขาต่าง ๆ  
             2.3 ประเด็นสำคัญที่จะพิจารณาเป็นพิเศษ (Special Considerations) : ให้ความสำคัญกับประเด็นความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (Gender) การช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาความขัดแย้ง [Fragile and Conflict-affected Situation (FCAS)] และความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food Security) โดยที่ประชุมฯ ได้หารือแนวทางในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาความขัดแย้ง  
             2.4 การจัดสรรผลการดำเนินงาน [Performance-Based Allocation (PBA)] สำหรับกองทุน ADF XI : PBS คือ กลไกการจัดสรรแหล่งเงินจากกองทุน ADF ให้กับประเทศสมาชิกที่มีสิทธิ์  โดยการจัดสรรจะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของแต่ละประเทศ [Country Performance Assessment (CPA)] โดยจะ
                 2.4.1 คงสัดส่วนการให้เงินช่วยเหลือของกองทุน ADF XI อยู่ที่ร้อยละ 4.5 สำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก และร้อยละ 10 สำหรับโครงการระดับภูมิภาค  
                 2.4.2 เร่งลดระยะเวลาให้เงินช่วยเหลือกับประเทศติมอร์-เลสเต โดยให้สิ้นสุด ในปี 2555 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในปี 2557 เนื่องจากประเทศติมอร์-เลสเต มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพารับความช่วยเหลือจากกองทุน ADF น้อยลง
                 2.4.3 ขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือกับประเทศอัฟกานิสถานไปจนถึงปี 2561
         3. กค. พิจารณาแล้วเห็นว่า จากการประชุมเจรจาการเพิ่มทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา เห็นว่ากองทุนฯ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาความยากจนเพื่อนำไปพัฒนาในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศดังกล่าว  ซึ่งรวมถึงกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและในการประชุมเจรจาฯ ในรอบที่ 3 จะเป็นการประชุมที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการประชุมรอบสุดท้ายเพื่อสรุปประเด็นเกี่ยวกับสัดส่วนการเพิ่มทุนของแต่ละประเทศและการจัดสรรทรัพยากรจากการบริจาคมาใช้เพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ดังนั้น ในการประชุมเจรจาการเพิ่มทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI รอบ 3 ในระหว่างวันที่ 7-9 มีนาคม 2555 ณ สำนักงานใหญ่ ADB กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ กค. เห็นควรเสนอท่าทีที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคเงินเพิ่มทุนฯ ดังนี้
             3.1 เห็นควรคงการสนับสนุนการบริจาคเพิ่มทุนกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 160,000,000 บาท เพื่อให้คงสัดส่วนเพิ่มทุนในกองทุน ADF ครั้งที่ 10 ของกองทุน ADF XI ของไทยอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.08 ของกองทุนทั้งหมด เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่มีความยากจน และการบริจาคเงินในกองทุน ADF เป็นการบริจาคเงินแหล่งเดียวที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ  ซึ่งตั้งแต่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นผู้บริจาคได้แสดงให้ประเทศอื่น ๆ เห็นถึงบทบาทความเป็นผู้ให้ของประเทศไทยต่อประเทศยากจนในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด  นอกจากนี้ การเข้าร่วมการเพิ่มทุนกองทุน ADF XI จะเป็นส่วนช่วยสำคัญต่อประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง [Greater Mekong Subregion (GMS)] เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า โดยประเทศไทยจะมีบทบาทในการผลักดันให้ ADB เพิ่มความสำคัญให้แก่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาค  ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาวด้วย  
             3.2 การบริจาคเงินเพิ่มทุนในครั้งนี้เป็นเงินสกุลบาท  โดยการชำระเงินบริจาคจะดำเนินการโดย กค. จะเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินคลัง (Promissory Notes) ประเภทจ่ายเงินเมื่อทวงถามและไม่มีดอกเบี้ยแก่ ADB และมีระยะเวลาการเรียกเก็บเงินบริจาคจากตั๋วสัญญาใช้เงินคลังดังกล่าว 9 ปี  ซึ่งการชำระเงินจริงจะเกิดขึ้นเมื่อมีการบริจาคเงินจากกองทุนฯ ไปให้ประเทศสมาชิกกู้ต่อ ADB จึงจะนำตั๋วสัญญาใช้เงินคลังดังกล่าวมาขอขึ้นเงินสด ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ  เนื่องจากมีระยะเวลาการเบิกจ่ายยาวนาน  

 

รายงานสรุปสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยและผลการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่(6 มีนาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยและผลการประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
    สืบเนื่องจากตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา พื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยมีสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง สาเหตุหลักเกิดจากการเผาในที่โล่ง ทั้งการเผาขยะมูลฝอยในพื้นที่ชุมชน การเผาเศษวัสดุการเกษตร เช่น ตอซัง ฟางข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร และไฟป่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในบรรยากาศพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) เกินเกณฑ์มาตรฐานทุกจังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้เสนอเรื่องสถานการณ์และมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เป็นวาระเร่งด่วนเข้าสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555
    ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอรายงานสรุปสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เพิ่มเติมถึงวันที่ 5 มีนาคม 2555 ดังนี้
    1. ผลการติดตามตรวจสอบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) โดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานติดต่อกันหลายวัน (มาตรฐานฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศ ต้องไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องถึงต้นเดือนมีนาคม 2555
    2. ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ณ เวลา 09.00 น. ของจังหวัดในภาคเหนือ และจำนวนวันที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ถึงวันที่ 5 มีนาคม 2555 สรุปได้ดังตารางที่ 1
    ตารางที่ 1 แสดงค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ของฝุ่นละอองขนาดเล็ก และจำนวนวันที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
 



จังหวัด


ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด

(มคก./ลบ.ม.)


วันที่ตรวจพบค่าสูงสุด


จำนวนวันที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน


เชียงใหม่


197.0


1 มีนาคม 2555


6


ลำพูน


274.8


26 กุมภาพันธ์ 2555


14


เชียงราย


356.5


3 มีนาคม 2555


16


แม่ฮ่องสอน


236.4


3 มีนาคม 2555


8


ลำปาง


279.0


26 กุมภาพันธ์ 2555


17


พะเยา


278.7


27 กุมภาพันธ์ 2555


16


น่าน


198.5


27 กุมภาพันธ์ 2555


8


แพร่


233.2


25 กุมภาพันธ์ 2555


15


ตาก


295.2


1 มีนาคม 2555


2

 

 

หมายเหตุ: เป็นข้อมูลสรุปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 5 มีนาคม 2555 ยกเว้นจังหวัดตากที่ตรวจวัดโดยหน่วยตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเคลื่อนที่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2555
    3. ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2555 และเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2555 โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายที่พบค่าสูงสุดสูงถึง 356.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 3 มีนาคม 2555 สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานเกือบ 3 เท่า และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก
    4. ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีแนวโน้มลดลงในวันที่ 5 มีนาคม 2555 โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูนที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กลดต่ำลงจนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม จังหวัดเชียงรายยังคงเป็นจังหวัดที่พบฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงสุด ตรวจวัดได้ 258.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
    5. ข้อมูลสรุปจำนวนครั้งที่ดับไฟป่าและพื้นที่ถูกไฟไหม้ในภาคเหนือในระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2554 – 3 มีนาคม 2555 แสดงดังตารางที่ 2 โดยในปี 2555 มีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นจากปี 2554 จำนวน 520 ครั้ง  พื้นที่ถูกไฟไหม้เพิ่มขึ้น 3,931 ไร่  
    ตารางที่ 2 แสดงจำนวนครั้งของการดับไฟป่า และพื้นที่ถูกไฟไหม้ ในพื้นที่ภาคเหนือ

 



จังหวัด


ดับไฟป่า (ครั้ง)


พื้นที่ถูกไฟไหม้ (จุด)


เชียงราย


83


423


เชียงใหม่


439


2,791


ลำพูน


172


1,245


ลำปาง


104


662


แพร่


72


679


น่าน


17


233


พะเยา


33


155


แม่ฮ่องสอน


35


200


ตาก


94


739


รวม 9 จังหวัด


1,049


7,127

 

    6. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประชุมหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาหมอกควันจากไฟป่าและการเผาในพื้นที่โล่งในภาคเหนือ ในวันที่ 5 มีนาคม 2555 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในการประชุม และมีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ อธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาการเผาในที่โล่งและมลพิษหมอกควัน เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานดำเนินการอย่างเข้มข้นในพื้นที่ ดังนี้
        6.1 เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เช่น ประกาศข้อบัญญัติท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หมวด 5 เหตุรำคาญ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ในการควบคุมการเผาริมทาง ออกประกาศจังหวัดกำหนดเขตพื้นที่ควบคุมไฟป่าและการเผาในพื้นที่โล่ง บังคับใช้กฎระเบียบชุมชน เป็นต้น
        6.2 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามและควบคุมการเผาในพื้นที่ โดยแบ่งพื้นที่รับผิดชอบที่ชัดเจน และให้มีการรายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ พร้อมให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้มงวดในการควบคุมดูแลการเกิดไฟและควบคุมไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคุมดูแลการเผาในพื้นที่เกษตร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควบคุมการเผาในพื้นที่ชุมชน
        6.3 เร่งรัดดำเนินการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่า โดยให้เป็นภารกิจบังคับสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมทั้งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการระดมกำลังพลหน่วยดับไฟป่าและเครือข่ายเพื่อปฏิบัติการในช่วงวิกฤติหมอกควัน
        6.4 ประสานสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาจัดทำฝนหลวงเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม เพื่อลดความรุนแรงของปัญหามลพิษหมอกควัน
        6.5 มอบหมายให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินมาตรการจัดระเบียบการเผาในพื้นที่เกษตรเฉพาะที่จำเป็น โดยมีระบบการอนุญาตและการควบคุมให้เผาในปริมาณและในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อปัญหามลพิษหมอกควัน
        6.6 แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนอย่างใกล้ชิด เช่น การใส่หน้ากากอนามัย การหลีกเลี่ยงหรืองดกิจกรรมในพื้นที่โล่ง เป็นต้น
        6.7 ให้จังหวัดติดตามสถานการณ์มลพิษหมอกควัน จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ และจำนวนจุดความร้อนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการควบคุมและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ
        6.8 ให้จังหวัดแจ้งผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ให้ประชาสัมพันธ์ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ แจ้งเหตุไฟป่าผ่านสายด่วน (hotline) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หมายเลข “1362” หรือศูนย์ประสานงานของจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครสามารถเข้าไปดับไฟป่าในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที
        6.9 ดำเนินโครงการรณรงค์และประชาสัมพันธ์เชิงรุก ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดผลด้านความตระหนักและเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการลดการเผาในพื้นที่โล่ง
        6.10 บูรณาการการแก้ไขปัญหาทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และกลุ่มจังหวัดอย่างครบวงจร ทั้งในด้านการเกษตร (ส่งเสริมการเกษตรปลอดการเผาหรือการผลิตปุ๋ยชีวภาพ) การส่งเสริมพลังงานชีวมวล (ส่งเสริมการนำเศษวัสดุมาทำเป็นแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล) การอนุรักษ์พื้นที่ป่าและสร้างฝายชะลอน้ำหรือป่าเปียกตามแนวพระราชดำริ

    

       
 

 

มาตรการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากปัญหาหมอกควัน (6 มีนาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอสรุปมาตรการเตรียมพร้อมและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากปัญหาหมอกควัน ดังนี้
        คำแนะนำหน่วยงานราชการในการรับมือกับปัญหาหมอกควัน
    กรณีที่ระดับ PM 10 ต่ำกว่า 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
    1. ควรควบคุมมิให้เกิดการเผา หากพบว่ามีการเผาควรรีบดำเนินการควบคุมจัดการดับไฟทันที
    2. ติดตามข้อมูลสถานการณ์ระดับ PM 10 ทุกวัน
    3. หน่วยงานสาธารณสุขทุกแห่ง ให้คำแนะนำกับประชาชนในการปฏิบัติงาน และป้องกันตนเองจากผลกระทบที่เกิดจากหมอกควัน และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ้ เป็นต้น โดยสามารถใช้แนวทางคำแนะนำประชาชนในสถานการณ์หมอกควันที่ทางกรมควบคุมโรคได้จัดทำขึ้น
    4. เตรียมการในเรื่องหนากากหรือผาปดปากปดจมูก สําหรับกรณีที่อาจเกิดปญหาระดับ PM 10 สูงขึ้น เชน ประสานกับ อสม.หรือกลุ่มตาง ๆ ในชุมชนใหจัดทําผาปดปากปดจมูกใชเอง
    5. โรงพยาบาล หนวยบริการสาธารณสุขทุกแหง รวบรวมและรายงานขอมูลผูปวยใน  4  กลุมโรค ไดแก  กลุ่มโรคตาอักเสบ กลุมโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด กลุมโรคทางเดินหายใจทุกชนิด และกลุมโรคผิวหนังอักเสบ ที่เปนกลุ่มโรคที่มีความสัมพันธกับปญหาหมอกควัน
    กรณีที่ระดับ PM 10 อยูในชวง 120-150 ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตร
    1. ควรควบคุมมิใหเกิดการเผา หากพบวามีการเผาควรรีบดําเนินการควบคุมจัดการดับไฟทันที
    2. ติดตามขอมูลสถานการณระดับ PM 10 ทุกวัน
    3. ขอใหทุกหนวยงานงดการจัดกิจกรรมกลางแจง โดยเฉพาะอยางยิ่งกิจกรรมสําหรับเด็ก และผูสูงอายุ
    4. หนวยงานสาธารณสุขทุกแหง ใหคําแนะนํากับประชาชนในการปฏิบัติตน และปองกันตนเองจากผลกระทบที่เกิดจากหมอกควัน และใหความสําคัญเปนพิเศษกับกลุมเสี่ยงไดแก เด็กเล็ก ผูสูงอายุ หญิงตั้งครรภ หรือผูที่มีโรคประจําตัว    เชน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ เปนตน โดยสามารถใชแนวทางคําแนะนําประชาชนในสถานการณหมอกควันที่ทางกรมควบคุมโรคไดจัดทําขึ้น
    5. หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จะตองเตรียมความพรอมในภาวะฉุกเฉินสําหรับรองรับ     ผูป่วย รวมทั้งอุบัติเหตุที่เปนผลมาจากปญหาหมอกควัน
    6. หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จําตองทําการสํารองยาใหพรอมสําหรับผูปวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาหยอดตา ยาแกแพ ยาแกหวัด และยาสําหรับหอบหืด
    7. หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จะตองจัดเตียงรองรับผูปวย โดยเฉพาะอยางยิ่งในกลุม      ผูป่วยเรื้อรัง ผูสูงอายุ และหญิงตั้งครรภ
    8. โรงพยาบาล หนวยบริการสาธารณสุขทุกแหง  รวบรวมและรายงานขอมูลผูปวยใน 4 กลุมโรค ไดแก กลุ่มโรคตาอักเสบ กลุมโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด กลุมโรคทางเดินหายใจทุกชนิด และกลุมโรคผิวหนังอักเสบ ที่เปนกลุ่มโรคที่มีความสัมพันธกับปญหาหมอกควัน
     กรณีที่ระดับ PM 10 มากกวา 150 ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตร
    1. ควรควบคุมมิใหเกิดการเผา หากพบวามีการเผาควรรีบดําเนินการควบคุมจัดการดับไฟทันที
    2. ติดตามขอมูลสถานการณระดับ PM 10 ทุกวัน
    3. ขอใหทุกหนวยงานงดการจัดกิจกรรมกลางแจง โดยเฉพาะอยางยิ่งกิจกรรมสําหรับเด็ก และผูสูงอายุ
    4. โรงเรียน สถานเด็กเล็ก ตองงดกิจกรรมที่จัดภายนอกอาคาร แตหากเกิดปญหาหมอกควันรุนแรง สงผล           กระทบตอการเดินทางของเด็ก หรือไมสามารถหาสถานที่ภายในโรงเรียนที่หลีกเลี่ยงจากหมอกควันได อาจพิจารณาหยุดเรียนชั่วคราว หากเป็นไปได
    5. หนวยงานสาธารณสุขทุกแหง ใหคําแนะนํากับประชาชนในการปฏิบัติตน และปองกันตนเองจากผลกระทบที่เกิดจากหมอกควัน และออกเยี่ยมเยียนใหความสําคัญเปนพิเศษกับกลุมเสี่ยงไดแก  เด็กเล็ก  ผูสูงอายุ หญิงตั้งครรภ หรือผูที่มีโรคประจําตัว  เชน  โรคหัวใจ  โรคหลอดเลือดสมอง  โรคปอด  หอบหืด  ภูมิแพ  เปนตน  โดยสามารถใชแนวทางคําแนะนําประชาชนในสถานการณหมอกควันที่ทางกรมควบคุมโรคไดจัดทําขึ้น
    6.  หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จะตองเตรียมความพรอมในภาวะฉุกเฉินสําหรับรองรับผูป่วย รวมทั้งอุบัติเหตุที่เปนผลมาจากปญหาหมอกควัน
    7.  หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จะตองทําการสํารองยาใหพรอมสําหรับผูปวย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ยาหยอดตา ยาแกแพ ยาแกหวัด และยาสําหรับหอบหืด
    8.  หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับจะตองจัดเตรียมความพรอมในการรับ-สงผูปวยไปยังโรงพยาบาล  
    9.  หนวยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลทุกระดับ จะตองจัดเตียงรองรับผูปวย โดยเฉพาะอยางยิ่งในกลุม     ผูป่วยเรื้อรัง ผูสูงอายุ และหญิงตั้งครรภ
    10. โรงพยาบาล หนวยบริการสาธารณสุขทุกแหง รวบรวมและรายงานขอมูลผูปวยใน 4 กลุมโรค ไดแก กลุ่มโรคตาอักเสบ กลุมโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด กลุมโรคทางเดินหายใจทุกชนิด และกลุมโรคผิวหนังอักเสบ ที่เปนกลุมโรคที่มีความสัมพันธกับปญหาหมอกควัน
    คําแนะนําการปฏิบัติตัวสําหรับประชาชนในสถานการณปญหาหมอกควัน
    กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีคําแนะนําในการปฏิบัติตัวสําหรับประชาชนในกรณีที่เกิดปญหาหมอกควัน ดังนี้

 



ระดับ PM 10 หรือ

ทัศนะการมองเห็น


ข้อควรปฏิบัติ


ระดับ PM 10 นอยกวา 120 ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตร หรือ สามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าไดไกลประมาณ 4 เสา (ปกติ)


-  ชวยกันดูแลไมใหมีการเผา เพื่อปองกันมลพิษที่อาจจะเกิดขึ้นได

-  ถาเห็นพื้นที่ใดมีการเผา ควรแจงหนวยงานที่เกี่ยวของทราบ

-  ในผูที่เปนกลุมเสี่ยง* (ไดแก เด็กเล็ก ผูสูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผูที่มีโรคประจําตัวเกี่ยวกับปอด โรคหอบหืด ภูมิแพ ถุงลมโปงพอง และโรคเกี่ยวกับหัวใจหลอดเลือด) ควรเตรียมยาใหพรอม  เพิ่มการสังเกตอาการผิดปกติ และหากมีปญหาสุขภาพใหไปพบแพทย ที่โรงพยาบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขใกลบาน


ระดับ PM 10 ระหวาง 120  - 150 ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตร หรือ สามารถมองเห็นเสาไฟฟาไดไกลประมาณ 3 เสา (มีผลกระทบตอสุขภาพสําหรับกลุมเสี่ยง)

 


-  งดกิจกรรมการเผา รวมทั้งการสูบบุหรี่ที่จะเพิ่มปญหาควันมากขึ้น

-  หากพบวามีการเผา ใหรีบแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ

-  กลุมเสี่ยง*ควรหลีกเลี่ยงการออกกําลังกายหรือทํากิจกรรมกลางแจงที่ตองออกแรงยาวนาน

-  กรณีที่จําเปนตองอยูในสถานที่ที่มีฝุน ควัน ควรใช้ผาหรือหนากากเพื่อปดปากปดจมูก

-  ปดคลุมอาหารที่รับประทาน เพื่อมิใหสัมผัสกับฝุน


ระดับ PM 10 ระหวาง150  - 200ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตร หรือ สามารถมองเห็นเสาไฟฟาไดไกลประมาณ 2 เสา (มีผลกระทบตอสุขภาพทุกคน)


-  งดกิจกรรมการเผา รวมทั้งการสูบบุหรี่ที่จะเพิ่มปญหาควันมากขึ้น

- ชวยกันดูแลในชุมชน ไมใหมีการเผา หากพบวามีการเผา ใหรีบแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ

-  กลุมเสี่ยง*ใหงดการออกกําลังกาย หรือกิจกรรมกลางแจง

-  ผูที่มีรางกายปกติ  ใหงดการออกกําลังกายกลางแจง 

-  กรณีที่จําเปนตองอยูในสถานที่ที่มีฝุน ควัน ควรใช้ผาหรือหนากากเพื่อปดปากปดจมูก

-  ปดคลุมอาหารที่รับประทาน เพื่อมิใหสัมผัสกับฝุน

-  ควรลางมือบอย ๆ


ระดับ PM 10 มากกวา  200ไมโครกรัมตอลูกบาศก์เมตรหรือ สามารถมองเห็นเสาไฟฟ้าไดไกลประมาณ 1 เสา  (มีผลกระทบตอสุขภาพมากต่อทุกคน)


-  งดกิจกรรมการเผา รวมทั้งการสูบบุหรี่ที่จะเพิ่มปญหาควันมากขึ้น

-  ชวยกันดูแลในชุมชน ไมใหมีการเผา หากพบวามีการเผา ใหรีบแจงหนวยงานที่เกี่ยวของ

-  ในกลุมเสี่ยง * ใหอยูเฉพาะในบานงดกิจกรรมนอกบานทั้งหมด จนกวาสถานการณจะดีขึ้น

-  ในผูที่มีรางกายสมบูรณ ไมมีโรคประจําตัวทุกคน ควรจํากัดระยะเวลาที่อยูภายนอกอาคาร หรือกลางแจงใหนอยที่สุดเทาที่จําเปน

-  กรณีที่จําเปนตองอยูในสถานที่ที่มีฝุน ควัน ควรใช้ผาหรือหนากากเพื่อปดปากปดจมูก

 

รายงานสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคม 2555) (6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์น้ำในรอบสัปดาห์ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 5 มีนาคม 2555) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
    คณะอนุกรรมการติดตามและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ และเตรียมความพร้อมรับอุทกภัยและภัยแล้ง รวบรวม วิเคราะห์ พยากรณ์ คาดการณ์ และติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำ เพื่อการเตือนภัยและกำหนดแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศ มีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้
    1. สถานการณ์น้ำในภาพรวม
    - สภาพภูมิอากาศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคใต้มีฝนตกปานกลาง ส่วนภาคอื่นๆ มีฝนตกเล็กน้อย
    - สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก ประมาณร้อยละ 70 อยู่ในเกณฑ์ดีเขื่อนที่มีน้ำมากกว่าร้อยละ 80 อยู่ในเกณฑ์น้ำดีมาก มีจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลม จังหวัดลำปาง เขื่อนลำแซะ จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี และเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา
    เขื่อนที่มีน้ำระหว่างร้อยละ 51 - 80 อยู่ในเกณฑ์น้ำดี มีจำนวน 20 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน จังหวัดนครราชสีมา เขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนบางพระ จังหวัดชลบุรี เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนประแสร์ จังหวัดระยอง เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  และเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
        เขื่อนที่มีน้ำระหว่างร้อยละ 31 - 50 อยู่ในเกณฑ์น้ำพอใช้ มีจำนวน 5 แห่ง คือ เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก และเขื่อนคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
    เขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 31 อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย มีจำนวน 2 แห่ง คือ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก และเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี
            - สภาพน้ำในแม่น้ำสายสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ มีปริมาณน้ำน้อย
    2. การเตรียมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ปี 2555
        2.1 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 5-8 มี.ค. 2555 ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนฟ้าคะนองกับลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางแห่ง สำหรับบริเวณภาคเหนือตอนบน มีลมตะวันตกพัดปกคลุมทำให้มีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าในระยะนี้ ในช่วงวันที่ 9-11 มี.ค. 2555 จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกในบางพื้นที่ พายุฤดูร้อนนี้จะเริ่มบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ก่อนในระยะแรก ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ส่วนภาคใต้จะมีคลื่นกระแสลมตะวันออกจะเคลื่อนเข้ามาปกคลุม ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง
        2.2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 19 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดลำปาง จังหวัดลำพูน จังหวัดสุโขทัย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดตราด
        2.3 กรมชลประทาน ได้ประสานข้อมูลรายงานผลการจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2554/2555 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
                2.3.1 พื้นที่ทั้งประเทศ วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จำนวน 19.23 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นข้าวนาปรัง 16.70 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.53 ล้านไร่ และมีแผนการใช้น้ำทั้งสิ้น 31,900 ล้านลูกบากศ์เมตร โดยมีผลการเพาะปลูกแล้ว 16.41 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 85 และใช้น้ำแล้ว 22,564 ล้านลูกบากศ์เมตร คิดเป็นร้อยละ 63
                2.3.2 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จำนวน 10.00 ล้านไร่ แบ่งออกเป็นข้าวนาปรัง 9.60 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.40 ล้านไร่ และมีแผนการใช้น้ำทั้งสิ้น 13,220 ล้านลูกบากศ์เมตร โดยมีผลการเพาะปลูกแล้ว 9.71 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 97 และใช้น้ำแล้ว 10,696 ล้านลูกบากศ์เมตร คิดเป็นร้อยละ 63
        2.4 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รายงานสภาพน้ำในเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบัน มีปริมาณเก็บกักอยู่ที่  ร้อยละ 68  และ 66  ตามลำดับ และมีเป้าหมายจะลดระดับเก็บกักลงเหลือ ร้อยละ 45  ในสิ้นเดือนเมษายน ทั้ง 2 เขื่อน เพื่อเตรียมความพร้อม ในการป้องกันอุทกภัย
        2.5 การประปาส่วนภูมิภาค รายงานมีพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดิบ เพื่อการผลิตน้ำประปา 2 แห่ง คือ พื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และ พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะจ่ายน้ำเป็นเวลา ทั้งนี้ได้ประสานงานกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะจัดทำโครงการ River Bank Filtration (RBF) คือ การนำน้ำบริเวณตลิ่งแม่น้ำที่มีศักยภาพน้ำใต้ดินมาใช้ร่วมกับน้ำผิวดิน นอกจากนี้ได้มีการแจกจ่ายน้ำเพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้งไปแล้วทั้งสิ้น 41 ล้านลิตร คิดเป็นเงิน 0.73 ล้านบาท
        2.6 สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เปิดหน่วยปฏิบัติการแล้ว 4 แห่ง คือ จันทบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ และจะเปิดหน่วยปฏิบัติการอีก 3 แห่ง ในเดือนมีนาคมนี้ คือ พิษณุโลก กาญจนบุรี และอุบลราชธานี
        2.7 คณะกรรมการมีข้อสั่งการ ดังนี้
                2.7.1 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค รีบประสานงานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยกรมทรัพยากรน้ำมีเครื่องสูบน้ำให้ยืมใช้เพื่อช่วยเหลือภัยแล้งได้ แต่ผู้ใช้ต้องจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง
                2.7.2 การประปาภูมิภาคมีน้ำประปามอบให้หน่วยงานรับไปช่วยภัยแล้งได้ฟรี โดยหน่วยงานต้องแจ้งหมายเลขรถบรรทุกน้ำและไปรับน้ำที่การประปาส่วนภูมิภาค
                2.7.3 ขณะนี้มีปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข)  ได้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เพื่อประชุมหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 5 มีนาคม 2555
                2.7.4 ให้สำนักฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหมอกควัน กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดับไฟป่า ให้เร่งกวดขันการเผาในพื้นที่การเกษตรและที่ป่า สร้างจิตสำนึกในการป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นสาเหตุของหมอกควัน
        2.7.5 มอบกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

(ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2555-2557 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2555-2557               (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม  ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ 8 แห่ง   ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ   สำหรับกรอบวงเงินเพื่อดำเนินการแผนดังกล่าวให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้รับความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพิจารณาดำเนินการต่อไป   รวมทั้งให้กระทรวงสาธารณสุขรายงานผลการดำเนินงานตามแผนฯ ดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไปด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
         สธ. รายงานว่า
        1. เดิม สธ. ได้จัดทำแผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2555-2557 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม  ประกอบด้วยพื้นที่เขตอนุรักษ์ 7 พื้นที่ ได้แก่  1) พื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่า  อุทยาน สมเด็จพระศรีนครินทร์   กาญจนบุรี 2)  พื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์  จังหวัดกำแพงเพชร   3) พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา  จังหวัดนครพนม  4) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง  จังหวัดพิษณุโลก           5) พื้นที่อุทยานแห่งชาติทะเลบัน  จังหวัดสตูล 6) พื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว  7) พื้นที่อุทยานแห่งชาติ             นายูง – น้ำโสม จังหวัดอุดรธานี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554  เห็นชอบด้วยแล้ว ซึ่งในปีงบประมาณ 2555 สธ. โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้สนับสนุนงบประมาณดำเนินการตามแผนฯ  แต่ละพื้นที่ โดยจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับเรียบร้อยแล้ว
        การดำเนินงานดังกล่าว  มีจุดเด่นด้านการบริหารจัดการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน  และชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการเชิงบูรณาการ  และการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะพื้นที่ที่องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็ง  รวมทั้งทำให้เกิดระบบและกลไกในการจัดการฐานข้อมูลสมุนไพรพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม    ทั้งในระดับชุมชนและระดับชาติ
        2. สำหรับ (ร่าง)  แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2555 – 2557 (แผนระยะสั้น)  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม  ประกอบด้วยพื้นที่เขตอนุรักษ์      8 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งจะมีการจัดทำแผนปฏิบัติการโดยมีแผนการดำเนินงาน  4 ด้านตามที่มาตรา 57 กำหนด ได้แก่
            2.1 การเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเงื่อนไขในการอนุญาตให้บุคคลเข้าไปในพื้นที่เขตอนุรักษ์อย่างถูกต้อง
            2.2 การกำหนดวิธีการจัดการเฉพาะในพื้นที่ โดยประสานความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและชุมชนเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คุ้มครองสมุนไพรและถิ่นกำเนิด
            2.3 การสำรวจและศึกษาสมุนไพรแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มีระบบฐานข้อมูล และนำไปสู่การจัดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
            2.4 การกำกับติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินการตามแผนและกฎหมาย รวมทั้งรวบรวมรายชื่อสมุนไพรที่สำรวจพบในแต่ละพื้นที่ และจำแนกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สมุนไพรที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย  สมุนไพรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  สมุนไพรที่อาจจะสูญพันธุ์  
        3. คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 255-2557 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย  พ.ศ. 2542 เพิ่มเติม  เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ด้วยแล้ว

 

การให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานผลการดำเนินการการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมและการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรม เพิ่มเติม ดังนี้
    1.    การดำเนินการฟื้นฟู เยียวยานิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดปทุมธานี ขณะนี้มีโรงงานประกอบกิจการแล้ว 422 ราย คิดเป็นร้อยละ 49.47 ของโรงงานทั้งหมด 853 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
2.    การดำเนินการฟื้นฟูโรงงานขนาดใหญ่ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประสบอุทกภัย ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ขณะนี้มีโรงงาน สถานประกอบการอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน ได้เปิดดำเนินการแล้ว 6,060 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.65 ของสถานประกอบการทั้งหมด (ข้อมูล                  ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
3.    มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
    กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ดังต่อไปนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
    3.1 การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์และวัตถุดิบที่นำมาทดแทนเครื่องจักรอุปกรณ์ และวัตถุดิบนำเข้าที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จำนวน 176 โครงการ มูลค่า 72,939 ล้านบาท
    3.2 อนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งอนุมัติไปแล้ว 158 บริษัท  จำนวนคนต่างชาติ รวม 614 คน
    3.3 การอนุญาตให้ส่งออกเครื่องจักรและวัตถุดิบไปต่างประเทศ และการย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบไปต่างประเทศ หรืออยู่นอกโครงการเป็นการชั่วคราว สำหรับผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัย โดยดำเนินการอนุญาตอย่างเร่งด่วนได้ภายในวันเดียวกับที่บริษัทยื่นเรื่อง ปัจจุบันได้อนุมัติไปแล้ว 325 โครงการ
3.4 เพิ่มสิทธิประโยชน์หรือยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหาย          ทั้งในกรณีทำการผลิตชั่วคราวหรือลงทุนใหม่ เพื่อฟื้นฟูธุรกิจในประเทศ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเรียบร้อยแล้ว และออกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 1/2555 วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 เรื่อง มาตรการ              ด้านภาษีอากร เพื่อฟื้นฟูการลงทุนจากวิกฤตอุทกภัย
4.         โครงการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย
4.1    โครงการจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณจำนวน 47.4 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจัดตั้งศูนย์สำหรับเป็นพื้นที่สำนักงานและโรงงานชั่วคราวสำหรับสถานประกอบการและวิสาหกิจชุมชนที่ประสบอุทกภัย เพื่อการผลิต จัดเก็บอุปกรณ์เครื่องจักรและซ่อมแซมเครื่องจักร และมีสถานที่ดำเนินการตั้งอยู่ ณ สำนักงานอำนวยการศูนย์พักพิง บริเวณตลาดโรงเกลือประตูน้ำพระอินทร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้ว รวม 133 ราย จากเป้าหมาย 100 ราย ประกอบด้วยสถานประกอบการอุตสาหกรรม 70 ราย และวิสาหกิจชุมชน 63 ราย และมีการใช้พื้นที่แล้ว 18,240 ตารางเมตร จากพื้นที่ 21,640 ตารางเมตร คงเหลือพื้นที่สามารถรองรับสถานประกอบการได้อีก 3,400 ตารางเมตร (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
4.2    โครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรมในสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณ จำนวน 22 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งในและนอกนิคม พร้อมส่งทีมวิศวกรออกปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ เพื่อดูแล ตรวจสอบ และแนะนำเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน การดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งชนิดอันตรายและไม่อันตรายและแก้ไขการปนเปื้อนของสารพิษ สารเคมี เพื่อให้สถานประกอบการฟื้นคืนสู่การผลิตดังเดิม และเกิดความปลอดภัยต่อชุมชนและประชาชนบริเวณโดยรอบโรงงาน ซึ่งขณะนี้เก็บรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการได้แล้ว 1,054 ราย หรือ ร้อยละ 52.7 ของโรงงานเป้าหมายทั้งหมด (2,000 โรงงาน) (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
4.3    โครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และการปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรมในสถานประกอบการทั้งภายในและภายนอกนิคม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดินและสารปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรม ทั้งในและนอกนิคม ในพื้นที่ 14 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย            โดยมุ่งเน้นสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม/เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ทั้ง 7 แห่ง ที่ประสบอุทกภัย โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลแล้ว 389 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 32 ของตัวอย่างทั้งหมด (1,200 ตัวอย่าง) (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
5.    ความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อน นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555)
5.1    นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 11 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 728 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อน คิดเป็นร้อยละ 14
5.2    สวนอุตสาหกรรมบางกะดี การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 8.5 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 272 ล้านบาท โดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มวันที่ 2 มีนาคม 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555
5.3    เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 77.6 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 2,233 ล้านบาท ดำเนินการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่             30 กันยายน 2555
5.4    นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 500 ล้านบาท กำหนดดำเนินการวันที่ 1 มีนาคม 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555
5.5    สวนอุตสาหกรรมนวนคร การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 700 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555
5.6    นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 13 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 400 ล้านบาท โดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่            31 สิงหาคม 2555

   
 

ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 1/2555(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและรับทราบตามที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเสนอ ดังนี้
            1. เห็นชอบให้แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการในคณะกรรมการ
นโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) เพิ่มเติม
            2. เห็นชอบให้แต่งตั้งอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพิ่มเติม
    3. รับทราบในหลักการแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมงบประมาณที่พิจารณาทั้งสิ้น  41,328,820,500 บาท 249 โครงการ เป็นโครงการเร่งด่วน 24,828,820,500 ล้านบาท  246  โครงการ ตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้มีมติเห็นชอบในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 และให้หน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการพร้อมรายละเอียดรูปแบบโครงการเสนอ กบอ. เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
        สาระสำคัญของเรื่อง
        คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้มีการประชุม ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 เวลา 14.30 น. ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วนปี พ.ศ. 2555 โดยที่ประชุมฯ มีมติ ดังต่อไปนี้
        1. เห็นควรให้แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการในคณะกรรมการ
นโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) เพิ่มเติม
        2.  เห็นควรให้เพิ่มเติมกรรมการในคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ครบถ้วนทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
        3. เห็นชอบแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วนปี พ.ศ. 2555 โดยเน้นหลักการระบายน้ำ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ให้สามารถระบายน้ำได้มากที่สุดตามศักยภาพ ประกอบกับสามารถป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนที่สำคัญ ป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้เห็นชอบในการดำเนินโครงการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
            3.1 การดำเนินการในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 15,592,821,500 บาท เป็นโครงการเร่งด่วน 15,592,821,500 บาท
            (1) แนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ปากคลองระพีพัฒน์ จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 8 โครงการ งบประมาณ 559,500,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (2) แนวคันกั้นน้ำฝั่งตะวันตกคลองระพีพัฒน์ ตั้งแต่ปากคลองระพีพัฒน์ จนถึงชายทะเล จำนวน 41 โครงการ งบประมาณ 9,081,196,500 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (3) การย้ายแนวคันพระราชดำริ ไปที่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ฝั่งใต้ และคลองเจ็ด จำนวน 15 โครงการ งบประมาณ 1,964,550,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (4) ซ่อมแซมประตูระบายน้ำ และติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม จำนวน 50 โครงการ งบประมาณ 355,306,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (5) ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันปิดล้อมพื้นที่ฝั่งตะวันตก จำนวน 38 โครงการ งบประมาณ 136,269,000 บาท เป็นโครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (6) โครงการขุดลอกแม่น้ำและคลองขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ จำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 3,496,000,000 บาท เป็นโครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            3.2 การดำเนินการในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 25,735,999,000 บาท เป็นโครงการเร่งด่วน 9,235,999,000 บาท
            (1) แนวคันกั้นน้ำด้านแม่น้ำเจ้าพระยาริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตั้งแต่ปากคลองพระยาบรรลือ จนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 33 โครงการ งบประมาณ 2,263,514,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (2) แนวคันกั้นน้ำด้านใต้ตามคลองพระยาบรรลือ จำนวน 8 โครงการ งบประมาณ 1,792,900,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (3) แนวคันกั้นน้ำด้านใต้ตามคลองพระพิมล จำนวน 8 โครงการ งบประมาณ 626,100,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (4) แนวคันกั้นน้ำด้านใต้ตามคลองมหาสวัสดิ์ จำนวน 3 โครงการ งบประมาณ 1,858,250,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (5) แนวคันกั้นน้ำฝั่งตะวันออกริมแม่น้ำท่าจีน จากปากคลองพระยาบรรลือด้านแม่น้ำท่าจีน ถึงปากแม่น้ำท่าจีน จำนวน 12 โครงการ งบประมาณ 2,542,805,000 บาท เป็นโครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (6) จัดทำ Canal Street ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 1,500,000,000 บาท เป็น โครงการระยะยั่งยืน
            (7) จัดทำ Canal Street ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 2,500,000,000 บาท เป็น โครงการระยะยั่งยืน
            (8) ขยายทางยกระดับบรมราชชนนี ถึงจังหวัดนครปฐม ระยะทาง 21 กิโลเมตร จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 12,500,000,000 บาท เป็นโครงการระยะยั่งยืน
            (9) เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองทวีวัฒนา ให้สามารถระบายน้ำลงสู่พื้นที่แก้มลิงมหาชัย จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 48,140,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (10) ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันปิดล้อมพื้นที่ฝั่งตะวันตก จำนวน 3 โครงการ งบประมาณ 10,600,000 บาท เป็น โครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            (11) ซ่อมแซมประตูน้ำและติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม จำนวน 17 โครงการ งบประมาณ 93,690,000 บาท เป็นโครงการเร่งด่วนทั้งหมด
            รวมงบประมาณที่พิจารณาทั้งสิ้น  41,328,820,500 บาท 249 โครงการ  เป็นโครงการเร่งด่วน 24,828,820,500 ล้านบาท  246  โครงการ

 

แนวทางการรับประกันภัยพิบัติภายใต้พระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 (6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติดังนี้
1.  เห็นชอบแนวทางการรับประกันภัยตามที่กระทรวงการคลังเสนอ  และให้ดำเนินการต่อไปได้
        2.  อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้  
        3. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พิจารณาสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรง มีผลกระทบต่อประชาชนและทรัพย์สินในวงกว้าง แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีประกาศเป็นภัยพิบัติรุนแรงต่อไป
        4. ให้กองทุนส่งเสริมการประกันภัยรับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย  
        สาระสำคัญของเรื่อง
        คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติได้ประชุมรวมทั้งหมด 5 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2555 เพื่อพิจารณาแนวทางการรับประกันภัยพิบัติที่เหมาะสม สรุปได้ ดังนี้  
        1.  วงเงินความคุ้มครองและอัตราเบี้ยประกันภัย
        วงเงินความคุ้มครองและการจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ (sub limit) แบ่งตามประเภทของผู้เอาประกันภัยเป็น 3 ประเภท ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนี้
            (1) บ้านอยู่อาศัย วงเงินความคุ้มครองไม่เกิน 100,000 บาท คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ร้อยละ 0.5 ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
            (2) วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หมายถึง ธุรกิจที่มีทุนประกันภัย  ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนประกันภัย  คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ร้อยละ 1.0 ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
            (3) อุตสาหกรรม หมายถึง ธุรกิจที่มีทุนประกันภัยตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป จะจำกัดความรับผิดของกรมธรรม์ภัยพิบัติที่ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนประกันภัย คิดอัตราเบี้ยประกันภัยที่ร้อยละ 1.25 ต่อปีของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
        2.  เกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ภัยพิบัติ (Trigger)
    กรมธรรม์ภัยพิบัติจะครอบคลุมประเภทภัยพิบัติรวม 3 ภัย ได้แก่ วาตภัย อุทกภัย และธรณีพิบัติภัย โดยจะให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัย ที่เข้าลักษณะภัยพิบัติ ดังต่อไปนี้
            (1) คณะรัฐมนตรีประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติรุนแรงตามคำแนะนำของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  เช่นเดียวกับกรณีการให้เงินช่วยเหลือพิเศษ  จำนวน 5,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2554 หรือ
            (2) จำนวนค่าสินไหมทดแทนรวมของผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติมากกว่า 5,000 ล้านบาท ต่อหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 60 วัน โดยมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ทั้งนี้ มูลค่าความเสียหายให้เป็นไปตามข้อมูลที่ได้รายงานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ
            (3) กรณีธรณีพิบัติ ความรุนแรงของแผ่นดินไหวตั้งแต่ 7 ริกเตอร์ขึ้นไป หรือกรณีวาตภัย ความเร็วของลมพายุตั้งแต่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล
        3.  วิธีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
        วิธีการจ่ายค่าสินไหมทดแทน บริษัทประกันภัยจะสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจะจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติในทุกกรณี ยกเว้นกรณีอุทกภัยในกลุ่มบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากมีผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการจะพิจารณาที่ระดับน้ำเป็นเกณฑ์ในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน โดยหากน้ำท่วมพื้นอาคารจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 30,000 บาท หากระดับน้ำสูง 50 เซ็นติเมตร 75 เซ็นติเมตรและ 100 เซ็นติเมตรจากพื้นอาคาร จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ 50,000 บาท 75,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ
 



กลุ่มผู้เอาประกันภัย


วงเงิน

ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ


การจ่ายค่าสินไหมทดแทน

กรณีอุทกภัย


การจ่ายค่าสินไหมทดแทน

กรณีวาตภัยและ

ธรณีพิบัติภัย


ความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัย

 

ต้องรับผิดชอบ (Deductible)


บ้านอยู่อาศัย


ไม่เกิน

100,000 บาท


 

น้ำท่วมพื้นอาคาร : 30,000 บาท

 

ระดับน้ำสูง 50 ซม. จากพื้นอาคาร : 50,000 บาท

 

ระดับน้ำสูง 75 ซม.จากพื้นอาคาร : 75,000 บาท

 

ระดับน้ำสูง 100 ซม.จากพื้นอาคาร : 100,000 บาท


บริษัทประกันภัยสำรวจและประเมินความเสียหาย

โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ


ไม่มี


SMEs และอุตสาหกรรม


ร้อยละ 30    ของทุนประกันภัย


บริษัทประกันภัยสำรวจและประเมินความเสียหาย โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ


บริษัทประกันภัยสำรวจและประเมินความเสียหาย

โดยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ



 

ร้อยละ 5 ของ

วงเงินความคุ้มครอง

ตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ

 

 

4.  ประมาณการวงเงินความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ
        การกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยต่อปีที่ระดับร้อยละ 0.5 ร้อยละ 1.0 และร้อยละ 1.25 ของวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ภัยพิบัติ สำหรับบ้านอยู่อาศัย SMEs และอุตสาหกรรมตามลำดับ คาดว่า จะมีความต้องการเอาประกันภัยพิบัติเฉลี่ยที่ร้อยละ 90.45 ของจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมดในปัจจุบัน โดยในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยจำนวน 1.3 ล้านกรมธรรม์ในปัจจุบัน คาดว่าจะมีความต้องการเอาประกันภัยพิบัติทั้งหมด ในขณะที่กลุ่ม SMEs และอุตสาหกรรม อีกประมาณ 245,000 กรมธรรม์ คาดว่าร้อยละ 90 จะมีความต้องการเอาประกันภัยพิบัติ ดังนั้น ประมาณการวงเงินความคุ้มครองรวมของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติจะอยู่ที่ระดับ 2,598,486 ล้านบาท

 



ประเภท

 

ผู้เอาประกันภัย


จำนวนกรมธรรม์ (ราย)


ทุนประกัน

(ล้านบาท)


ความคุ้มครองสูงสุด

(ล้านบาท)


ความต้องการ

 

เอาประกันภัยพิบัติ

(ร้อยละของจำนวนกรมธรรม์)


ประมาณการ

วงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ภัยพิบัติ

(ล้านบาท)


1. บ้านอยู่อาศัย


 

1,300,000


-


130,000


100


130,000


2. SMEs


229,338


 

1,124,595


 

337,379


90


303,641


3. อุตสาหกรรม


15,637


 

8,017,943


2,405,383


90


2,164,845


ทุนประกันภัย

50 500 ล้านบาท


13,179


1,999,133


599,740


90


539,766


ทุนประกันภัย

500 – 1,000 ล้านบาท


1,377


2,040,910


612,273


90


551,046


ทุนประกันภัย  1,000 ล้านบาทขึ้นไป


1,081


3,977,900


1,193,370


90


1,074,033


รวม (1+2+3)


1,544,975


 

9,142,538


 

2,872,762


90.45


 

2,598,486

 

5.  ค่าสินไหมทดแทนที่อาจเป็นไปได้สูงสุด
        ค่าสินไหมทดแทนที่อาจเป็นไปได้สูงสุด (Probable Maximum Loss: PML) เป็นวิธีการที่ธุรกิจประกันภัยใช้ในการบริหารความเสี่ยง โดยจะพิจารณาจากความเสียหายในอดีตและโอกาสที่จะเกิดความเสียหายในอนาคตเป็นหลัก เพราะในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากที่ค่าสินไหมทดแทนจะเท่ากับวงเงินความคุ้มครอง
        PML ที่เหมาะสมสำหรับกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในการบริหารความเสี่ยงควรอยู่ที่ระดับ 300,000 ล้านบาท เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยในปี 2554 ประมาณการความเสียหายอยู่ที่ 300,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเสียหายต่อระบบประกันภัยที่สูงที่สุด สูงกว่ากรณีธรณีพิบัติภัย  (สึนามิ) เมื่อปี 2547 ที่มีความเสียหายเพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ความเสียหายส่วนใหญ่ของอุทกภัย  ในปี 2554 อยู่ที่ภาคอุตสาหกรรมใน 7 นิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีแนวทางที่ชัดเจนในการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำ และการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกัน 7 นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ความเสี่ยงจากอุทกภัยลดลงอย่างมาก PML ที่ระดับ 300,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอที่จะครอบคลุมทั้งภัยพิบัติจากอุทกภัย ธรณีพิบัติภัย และวาตภัย ซึ่งทั้ง 2 ภัยหลังเป็นภัยพิบัติที่มีสถิติความเสียหายในประเทศไทยน้อยมาก ทั้งนี้ กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติจะได้พิจารณาการบริหารความเสี่ยงโดยการทำประกันภัยต่อ (reinsurance) ในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป
        6.  ความเสี่ยงของรัฐบาล
        กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมีวงเงินในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติจำนวน 50,000                    ล้านบาท สามารถบริหารจัดการเพื่อรองรับความเสียหายสูงสุดที่ 300,000 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการความต้องการเอาประกันภัยพิบัติ หรือวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ 2,598,486 ล้านบาท ถือว่ากองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อพิจารณาถึงนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาล ตามข้อมูลที่กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติรับทราบในขณะนี้
        อย่างไรก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติที่ไม่คาดคิด ทำให้ความเสียหายสูงกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าความสามารถของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในการบริหารจัดการความเสียหาย ในส่วนนี้รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบ โดยคาดว่ารัฐบาลจะมีความเสี่ยงสูงสุดที่ 2,298,486 ล้านบาท
 



รายการ


จำนวนเงิน


ความคุ้มครองสูงสุด


2,872,762 ล้านบาท


สัดส่วนการเอาประกันภัยพิบัติ (ร้อยละ)


90.45


ประมาณการวงเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ


2,598,486 ล้านบาท


การบริหารความเสี่ยงสำหรับ PML


300,000 ล้านบาท


ความเสี่ยงของรัฐบาล


 

2,298,486 ล้านบาท

 

อนึ่ง เนื่องจากกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติมีฐานะเป็นนิติบุคคล มิได้มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ  ดังนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองในกรณีความรับผิดทางละเมิด จึงเห็นควรตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... 
 

 

แนวทางการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555(6 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติ ดังนี้
        1. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 โดยให้ยกเลิกคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุน
2. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  โดยให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
3. อนุมัติให้ใช้เงินกู้ SAL วงเงิน 39 ล้านบาท ที่คงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากเงินกู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนการจัดเตรียมระบบฐานข้อมูลและระบบงานเพื่อรองรับการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้อนุมัติรายละเอียดและวงเงินโครงการและรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
4. อนุมัติให้ใช้เงินกู้ SAL วงเงิน 35 ล้านบาท ที่คงเหลือจากการดำเนินโครงการตามแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐที่ยังไม่มีแผนงานรองรับของสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อสนับสนุนระบบการติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (Project Financial Monitoring System- Flood Recovery Project : PFMS-FRP) ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
สาระสำคัญของเรื่อง
1. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุนตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
โดยที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ บริหารจัดการกรอบเงินลงทุนในการกลั่นกรองรายละเอียดโครงการและจัดทำระเบียบการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ฯ อย่างไรก็ดี มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 ได้เห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 โดยได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 และได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด คือ คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้ง เสนอแนะคณะรัฐมนตรีในการปรับปรุงกฎหมาย การจ่ายเงินชดเชย การวางระเบียบที่เกี่ยวข้อง และการตั้งงบประมาณ การบริหาร การใช้จ่ายงบประมาณหรือเงินกู้ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำ และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)  มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยตามนโยบายของ กนอช. อนุมัติแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานหน่วยงานของรัฐ
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุนมีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของ กนอช. และ กบอ. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาแผนงานหรือโครงการด้านบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานภาครัฐ การตั้งวงเงินงบประมาณหรือเงินกู้ ดังนั้น จึงเห็นควรขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2555 ดังกล่าว โดยยกเลิกคณะกรรมการบริหารจัดการกรอบเงินลงทุน อย่างไรก็ดี ยังเห็นควรยกร่างระเบียบการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ฯ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารโครงการ การจัดหาพัสดุ การจัดหาเงินกู้ การเบิกจ่ายเงินกู้ และการบริหารเงินกู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการตาม พ.ร.ก.ฯ
1.1 ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ....
เพื่อให้จัดสรรวงเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสร้างอนาคตประเทศ จึงเห็นควรเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... โดยร่างระเบียบดังกล่าวจะเริ่มต้นตั้งแต่การบริหารโครงการ การจัดหาพัสดุ การจัดหาเงินกู้ การเบิกจ่ายเงินกู้ และการบริหารเงินกู้ รวมทั้งการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตาม พ.ร.ก.ฯ ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
 1.1.1 ขั้นตอนการดำเนินโครงการ
    1) การเสนอ การพิจารณากลั่นกรอง และการอนุมัติโครงการ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) โครงการตามแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันและแก้ไข
ปัญหาอุทกภัยแห่งชาติให้เป็นอำนาจของ กบอ. ทั้งนี้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555
(2) โครงการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและการสร้างอนาคตประเทศ ให้เป็นอำนาจของ กยอ. ทั้งนี้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2554
2) เมื่อหน่วยงานเจ้าของโครงการได้รับการอนุมัติโครงการแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) โครงการใดที่หน่วยงานเจ้าของโครงการรับภาระการลงทุนเอง ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการดำเนินโครงการและจัดหาแหล่งเงินลงทุนตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายและระเบียบให้อำนาจไว้ และรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินลงทุนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโครงการตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กระทรวงการคลังกำหนด
(2) โครงการใดที่หน่วยงานเจ้าของโครงการไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย หรือได้รับจัดสรรเพียงบางส่วน ให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหาร
หนี้สาธารณะพิจารณาจัดหาเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕  โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการส่งข้อมูลแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรวงเงินกู้ และในการใช้จ่ายเงินกู้โครงการดังกล่าว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม
(3) โครงการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหรือคณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานเจ้าของโครงการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐและระเบียบที่เกี่ยวข้อง และรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินลงทุนผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโครงการตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กระทรวงการคลังกำหนด (ข้อ 12)
ในกรณีที่มีการกู้เงินจากต่างประเทศและเป็นการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการใดโครงการหนึ่งโดยเฉพาะ และแหล่งเงินกู้กำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์และระเบียบในการดำเนินงานและการจัดซื้อจัดจ้างของแหล่งเงินกู้นั้น ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบของแหล่งเงินกู้นั้นได้
3) สำหรับการจัดหาพัสดุในการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 หรือระเบียบ หรือข้อบังคับของหน่วยงานเจ้าของโครงการ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการแล้วให้หน่วยงานดำเนินกระบวนการจัดหาพัสดุได้ทันที แต่จะลงนามในสัญญาก็ต่อเมื่อได้รับการจัดสรรวงเงินกู้แล้ว (ข้อ 13)
4) กรณีการโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอคำขอดังกล่าวพร้อมเหตุผลความจำเป็นต่อสำนักงบประมาณเพื่อนำเสนอต่อ กบอ. หรือ กยอ. เพื่อพิจารณาอนุมัติ แล้วแต่กรณี ในกรณีการขอโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญของโครงการและไม่กระทบต่อกรอบวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ ให้สำนักงบประมาณพิจารณาอนุมัติ และรายงานต่อ กบอ. หรือ กยอ. เพื่อทราบ แล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการโอนหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการ รวมทั้ง รายละเอียดซึ่งเป็นสาระสำคัญของโครงการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนด (ข้อ 14)
1.1.2 ขั้นตอนการจัดหาเงินกู้ การเบิกจ่ายเงินกู้ และการบริหารจัดการเงินกู้
 1) กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะดำเนินการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 และนำเงินกู้ฝากไว้ในบัญชีเงินนอกงบประมาณที่กรมบัญชีกลาง โดยใช้ชื่อบัญชีว่า “บัญชีเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ” (ข้อ 16)
        2) หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินของทางราชการและหลักเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติที่กระทรวงการคลังกำหนดในการเบิกจ่ายเงินกู้เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายโครงการตามข้อ 12 (2) เว้นแต่กรณีการใช้เงินกู้จากต่างประเทศ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะอาจกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเบิกจ่ายเงินกู้จากแหล่งเงินกู้โดยตรงก็ได้โดยปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการของแหล่งเงินกู้นั้น (ข้อ 17-18)
3) สำหรับการบริหารจัดการเงินกู้ให้มีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังอาจกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะดำเนินการได้ (ข้อ 19)
1.1.3 การติดตามประเมินผลและการรายงานผลการดำเนินงาน
    สำนักงานปลัดกระทรวงการคลังวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศโครงการเพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการ การเบิกจ่ายเงิน และการประเมินผลโครงการ โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการและการเบิกจ่ายเงินตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กระทรวงการคลังกำหนด ทั้งนี้ กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงาน การเบิกจ่ายเงิน และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานต่อ กบอ. หรือ กยอ. แล้วแต่กรณี โดยมี สบอช. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ติดตามและประเมินผลโครงการเสนอต่อ กบอ. หรือ กยอ. แล้วแต่กรณี (ข้อ 20)
        1.1.4 การใช้เงินเหลือจ่าย
 1) หาก กบอ. หรือ กยอ. แล้วแต่กรณี เห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้วงเงินเหลือจ่ายดังกล่าวและหน่วยงานเจ้าของโครงการใดประสงค์จะเสนอโครงการเพิ่มเติม ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำหมวดการดำเนินโครงการ          มาใช้บังคับโดยอนุโลม (ข้อ 21)
    2) กรณีหน่วยงานเจ้าของโครงการได้รับการจัดสรรเงินกู้และทำสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) และประสงค์จะขอใช้วงเงินเหลือจ่ายเพื่อชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ให้เสนอขออนุมัติการใช้วงเงินดังกล่าวจากสำนักงบประมาณ (ข้อ 22)
ในกรณีที่มีวงเงินเหลือจ่ายจากการดำเนินการตามวรรคหนึ่งหรือเหลือจ่ายจากการดำเนินโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก กบอ. หรือ กยน. แล้วแต่กรณี ไม่ว่าในกรณีใด หาก กบอ. หรือ กยอ. แล้วแต่กรณี ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีความจำเป็นต้องใช้วงเงินเหลือจ่ายดังกล่าว ให้นำหมวดการดำเนินโครงการมาใช้บังคับโดยอนุโลม
    3) เมื่อโครงการตามข้อ 12 (2) ได้ดำเนินโครงการและเบิกจ่ายเงินเสร็จสิ้นครบทุกโครงการแล้ว ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะปิดบัญชีเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และนำเงินที่เหลือส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
1.1.5 บทเฉพาะกาล
     การดำเนินการใดที่เกี่ยวกับโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศที่ได้ดำเนินการก่อนวันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือเป็นการดำเนินการตามที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบนี้ และการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการนั้นให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบนี้
2. การจัดเตรียมระบบฐานข้อมูลและระบบงานเพื่อรองรับการบริหารโครงการเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ
    กระทรวงการคลังรายงานว่า เพื่อให้การดำเนินโครงการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและสร้างอนาคตของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินการจัดเตรียมโครงการเพื่อรองรับและสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ จำนวน 3 โครงการ ดังนี้
2.1    โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโครงการ (MIS and Database System)
เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยให้การจัดเตรียมโครงการ การบริหารโครงการ และการติดตามผลการดำเนินงานเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วยระบบที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 ระบบ ดังนี้  
2.1.1 ระบบฐานข้อมูลโครงการและระบบ e-budget ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและสำนักงบประมาณ เพื่อรองรับการบันทึกข้อมูลของหน่วยงานเจ้าของโครงการในการรายงานข้อมูลและรายละเอียดโครงการย่อยในระดับพื้นที่และวงเงินลงทุนผ่านระบบเครือข่ายสารสนเทศ และรองรับการเชื่อมต่อและบริหารจัดการข้อมูลโครงการระหว่างสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะและสำนักงบประมาณสำหรับการ Mapping ฐานข้อมูลโครงการและรหัสงบประมาณ เพื่อใช้สนับสนุนการวิเคราะห์และอนุมัติการจัดสรรวงเงินโครงการของสำนักงบประมาณ
2.1.2 ระบบบัญชีและบริหารเงินสด ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อพัฒนาระบบ
บัญชีและระบบบริหารเงินสดสำหรับรองรับการบริหารเงินกู้ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยจะเป็นการออกรายงานทางบัญชี การประมาณการกระแสเงินสดของโครงการ และการจัดเตรียมเงินกู้ในบัญชีของกระทรวงการคลังเพื่อรองรับธุรกรรมการเบิกจ่ายเงิน
2.2  โครงการว่าจ้างที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยในการวิเคราะห์การบริหาร และการ
ติดตามประเมินผลโครงการ (Technical Advisory)
เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์รายละเอียดของโครงการและแผนงานตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การตรวจสอบความเหมาะสมในทางวิศวกรรม และความเหมาะสมทางด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมทั้ง การบริหารโครงการในส่วนของการประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของโครงการเพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการและการติดตามประเมินผลโครงการ โดยจะประเมินความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์โครงการ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ผลกระทบและความยั่งยืนของโครงการ ตลอดจนติดตามปัญหา อุปสรรค และความโปร่งใสในการดำเนินงานระดับพื้นที่ด้วย
สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาสนับสนุนการดำเนินงาน กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นควรใช้เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Loan: SAL) ที่คงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากเงินกู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระทรวงการคลังจำนวน 39 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินการในระยะแรกก่อน โดยการขออนุมัติใช้เงินกู้ SAL ดังกล่าว คณะรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและระบบงานเพื่อรองรับการบริหารโครงการและการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้ SAL ดังกล่าว
    2.3 ระบบการติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (Project Financial Monitoring System- Flood Recovery Project : PFMS-FRP) ของศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง วงเงิน 35 ล้านบาท
        เพื่อจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศในการกำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตามความก้าวหน้า และประเมินผลโครงการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ พ.ร.ก.ฯ และระบบติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ วงเงิน 120,000 ล้านบาท โดยเป็นการปรับปรุงและเชื่อมโยงระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ของกรมบัญชีกลาง กับระบบ    e-budget ของสำนักงบประมาณ โดยมีรูปแบบเป็นทั้งระบบการบริหารจัดการโครงการ (Project Management) ระบบ Business Intelligence และระบบ Web Application โดยระบบจะออกรายงานแสดงผลความก้าวหน้าของโครงการและการเบิกจ่ายเงิน รวมทั้ง สามารถแสดงผลข้อมูลในลักษณะพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GPS) เพื่อยืนยันความซ้ำซ้อนของโครงการ และเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการและติดตามโครงการของรัฐบาลและสาธารณะได้
สำหรับแหล่งเงินที่สามารถนำมาสนับสนุนโครงการระบบข้อมูลสารสนเทศสำหรับการกำกับติดตามโครงการเห็นควรใช้เงินกู้ SAL ที่กระทรวงการคลังได้จัดสรรให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำหรับดำเนินโครงการตามแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ เนื่องจากกระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดสรรและดูแลบัญชีเงินกู้ SAL ให้กับหน่วยงานต่างๆ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงาน ก.พ.ร. ยังมีวงเงินส่วนที่เหลือจากการดำเนินโครงการตามแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐที่ยังไม่มีแผนงานรองรับคงเหลืออยู่วงเงิน 229.218 ล้านบาท
อนึ่ง ในการนำวงเงินกู้ SAL มาใช้จ่ายเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ในแผนงานเดิมเช่นในกรณีดังกล่าวนี้ จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติการใช้เงินกู้ SAL

   
 

by ThaiWebExpert