อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียว

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

“อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียว” เป็นชื่อหัวข้อการจัดประชุมประจำปี 2555 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเพิ่งจัดการประชุมไปเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา เป็นชื่อที่สะท้อนถึงแนวคิดและทิศทางการพัฒนาประเทศที่ถูกกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 – 2559) ซึ่งได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นมา ทางสภาพัฒน์ฯ มีมุมมองว่า การปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสีเขียวเป็นแนวทางการพัฒนาที่จะยกระดับประเทศไทยจากสถานภาพเดิมที่อาศัยความได้เปรียบด้านค่าจ้างแรงงานราคาถูกและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีขีดจำกัดเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการพัฒนา ไปสู่เศรษฐกิจและสังคมสีเขียวที่มีแบบแผนและมาตรฐานการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของการผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจาก “กับดักการพัฒนาของประเทศระดับรายได้ปานกลาง” (Middle-income Trap) ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
การปรับกระบวนทัศน์ดังกล่าวมีแรงผลักดันสำคัญมาจากปัจจัยหลายประการทั้งภายในและภายนอกประเทศ เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความตระหนักและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แรงกดดันจากความจำเป็นที่ต้องร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปัญหาความไม่สมดุลของการพัฒนาที่ผ่านมาของไทย ฯลฯ ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมาก คือ แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ที่ถูกนำเสนอโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) มาตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.2009 และเป็นหัวข้อหลักของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (การประชุม Rio+20) ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2012 ที่ประเทศบราซิล แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวเป็นความพยายามของ UNEP ที่จะแก้ไขปัญหาของการพัฒนาที่ “ไม่ยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก เช่น ปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งปัญหาวิกฤติหลายด้านที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007 (วิกฤติอาหาร วิกฤติพลังงาน และวิกฤติการเงิน)  
เศรษฐกิจสีเขียวตามแนวคิดของ UNEP หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม ขณะเดียวกันช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ คือ การลดก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและทรัพยากร และได้เสนอให้นำแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวไปใช้กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสาขาการผลิตต่างๆ เช่น การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว การพัฒนาเมือง เป็นต้น
ประเทศต่างๆ มีมุมมอง จุดยืนต่อเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ทางกลุ่มสหภาพยุโรปมีจุดยืนชัดเจนสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว แต่ยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงนำเสนอออกมาเป็นแนวคิดเรื่อง “การเติบโตสีเขียว” ภายใต้กรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ประเทศโบลิเวียเห็นว่าแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวอาจสร้างผลกระทบทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น เป็นการแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นสินค้าในระบบตลาด ทำให้คนยากจนเข้าถึงฐานทรัพยากรยากขึ้น ฯลฯ
จากผลการประชุม Rio+20 ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวอยู่ในเอกสารผลลัพธ์การประชุมที่ชื่อว่า “อนาคตที่เราต้องการ” โดยระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้ประเทศต่างๆ เลือกกำหนดความหมาย รูปแบบ และยุทธศาสตร์การดำเนินงานเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคม และระดับการพัฒนาของตน ข้อสรุปดังกล่าวเป็นผลเนื่องมาจากความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากต่อเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในขณะนี้จึงเป็นการบ้านของแต่ละประเทศว่าจะเลือกใช้แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวหรือไม่ และจะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวอย่างไร
สำหรับประเทศไทย ทางสภาพัฒน์ฯ ได้นำ “แนวคิดการเติบโตสีเขียวกับการพัฒนาสังคมสีเขียว” มาใช้เป็นกรอบการขับเคลื่อนการพัฒนาในระยะ 5 ปีของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดยให้คำจำกัดความว่าเป็น “การพัฒนาที่มุ่งไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยที่กิจกรรมภายใต้แนวทางการพัฒนาดังกล่าวมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดของเสียและก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่ไม่ส่งผลกระทบทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและสูญเสียความสมดุลในการที่จะค้ำจุนการดำรงชีพ และสนับสนุนวิถีชีวิตของประชากรในทุกสาขาการผลิต”
แนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมสีเขียวตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีหลายประการที่เป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า เช่น การปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศสู่เศรษฐกิจและการเติบโตสีเขียว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคคมนาคมและขนส่งเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพร้อมรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติการ ปรับโครงสร้างระบบภาษีทั้งระบบให้สนับสนุนการกระจายรายได้และเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและการถือครองทรัพย์สิน  การเร่งพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่นำไปสู่การเป็นสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน) ฯลฯ
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เป็นแผนพัฒนาที่ให้ความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนา ตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและระดับโลก ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ นับเป็นแผนพัฒนาที่มีความเป็น “สีเขียว” มากที่สุด หากสามารถแปลงไปสู่การปฏิบัติได้จริงจะเป็นความหวังต่อการช่วยแก้ไขปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และปัญหาความขัดแย้งด้านการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย  อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมสีเขียวต้องเผชิญกับประเด็นท้าทายหลายประการ ประเด็นท้าทายที่สภาพัฒน์ฯ ระบุไว้ เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาสู่สังคมสีเขียวต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินงาน การขาดแรงผลักดันจากภาครัฐอย่างจริงจัง ฯลฯ  
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่สภาพัฒน์ฯ ไม่ได้ระบุไว้ คือ “นโยบายประชานิยม” ที่มุ่งหวังผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนจากคะแนนเสียงในระยะสั้น แต่ทิ้งภาระต้นทุนด้านเศรษฐกิจ ต้นทุนสังคม และต้นทุนสิ่งแวดล้อมในระยะยาวไว้โดยไม่ต้องรับผิดชอบ และจะทำให้อนาคตของประเทศไทยเบี่ยงเบนออกจาก “เส้นทางสีเขียว” ที่ยากต่อการหวนกลับ

 

 

ภาพ: http://www1.aston.ac.uk

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนิเวศ

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

“อุตสาหกรรมนิเวศ” (Industrial Ecology) เป็นแนวคิดของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) นำเสนอและผลักดัน โดยกำหนดให้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมนิเวศปีละ 3 แห่ง และภายในปี 2562 ได้ตั้งเป้าหมายว่าทุกนิคมอุตสาหกรรมจะพัฒนาสู่ความเป็นเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ
หลักของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมนิเวศ จะเน้นการใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางการรวมกิจกรรมของทุกภาคส่วน โดยมีหลักการพัฒนาในแต่ละพื้นที่ 3 ประการสำคัญ คือ (หนึ่ง) การมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เป็นการปรับกระบวนการผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และบริการ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (สอง) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยภาครัฐจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ สร้างความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย (สาม) การใช้หลักการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมนิเวศ เป็นการปรับแนวคิดในการจัดการภาคธุรกิจการผลิต จากการบำบัดมาเป็นการป้องกันมลพิษ โดยการเชื่อมโยงกิจกรรมในภาคการผลิตและบริการย่อย สู่การผลิตนิเวศและบริการนิเวศด้วยระบบจัดการวัสดุ วัตถุดิบ และพลังงานเพื่อการผลิตแบบ 3Rs ทำให้กากของเสียมีมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ
แนวคิดอุตสาหกรรมนิเวศเป็นส่วนหนึ่งบนเส้นทางการพัฒนาสู่ “สังคมสีเขียว” ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของสังคมที่เป็นจุดมุ่งหมายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11  (อีกสองด้าน คือ สังคมมั่นคง และสังคมวัฒนธรรม) สังคมสีเขียวที่กำหนดไว้ในแผนฯ 11 เน้นการปรับโครงสร้างการผลิตสู่สังคมคาร์บอนต่ำ มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสิ่งแวดล้อมได้รับการฟื้นฟู อนุรักษ์และจัดการอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมและการเกื้อกูลในสังคมไทย
ความท้าทายของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนิเวศสู่การปฏิบัติได้จริงมีหลายประการ
    ในด้านกรอบแนวคิด อุตสาหกรรมนิเวศเป็นแนวคิดที่ตอบสนองต่อความตื่นตัวและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนทั่วไปและชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งกระแสและแรงกดดันระหว่างประเทศในเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว พยายามหาจุดลงตัวระหว่างทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต แต่จากบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอดีตโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรณีปัญหาเขตพื้นที่มาบตาพุด ทำให้ภาคประชาสังคมยังไม่มีความไว้วางใจ มีความระแวงสงสัย และยังมีข้อคำถามอีกมากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนิเวศทั้งในเชิงหลักการและแนวคิด
    ในด้านกระบวนการนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอุตสาหกรรมนิเวศไปสู่การปฏิบัตินับเป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมประเภทหนึ่ง  ในสภาพการณ์ปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากเกี่ยวกับ “ภูมิทัศน์ทางการเมือง” ในกระบวนการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม มีตัวกระทำใหม่ (ชุมชนท้องถิ่น องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศาลปกครอง)  มีกติกาและกระบวนการใหม่ที่กำหนดไว้ตามบทบัญญัติหลายมาตราของรัฐธรรมนูญ (เช่น เรื่องการมีส่วนร่วม เรื่องการรับฟังความเห็น ) รวมทั้งมีเครื่องมือใหม่เพิ่มขึ้นในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ เช่น การประเมินผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ตัวชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุข ฯลฯ  จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมให้สอดรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงและความเป็นจริงชุดใหม่
    ในด้านเครื่องมือบริหารจัดการและตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเกี่ยวโยงกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนิเวศ เครื่องมือหลักที่ใช้อยู่ในประเทศไทย คือ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งมีปัญหาในเชิงระบบและโครงสร้างหลายด้าน การเพิ่มเรื่อง HIA ผนวกเข้ามาในระบบ EIA ก็ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา เนื่องจากตัว EIA ซึ่งเป็นระบบหลักมีปัญหาอยู่มาก จำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์แท้จริงของเครื่องมือนี้ คือ การช่วยชี้ว่าอาจเกิดผลกระทบอย่างไรบ้างจากการพัฒนาอุตสาหกรรม (และกิจกรรมอื่นๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมนิเวศ) จะหาทางป้องกันหรือลดผลกระทบได้อย่างไร และนำไปสู่การดำเนินการจริงตามข้อเสนอที่ระบุไว้ตามรายงาน EIA
    นอกเหนือจากนิคมอุตสาหกรรม 9 แห่งที่ กนอ.ได้กำหนดไว้เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับอุตสาหกรรมนิเวศในปี 2553-2555 แล้ว ขอเสนอให้ดำเนินการในเขตมาบตาพุดเป็นพื้นที่ต่อไป โดยตั้งเป้าหมายว่าต้องนำไปสู่การยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษในบริเวณพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งหมายความว่าแก้ไขปัญหามลพิษได้สำเร็จ เป็นการทดสอบและพิสูจน์ว่าแนวคิดอุตสาหกรรมนิเวศจะมีผลในทางปฏิบัติได้จริงหรือไม่สำหรับประเทศไทย

 

 

ภาพ:http://www.eco-structure.com/urban-design/scaling-up.aspx

รับสมัครงานผู้ช่วยผู้ประสานงานชุดโครงการฯ

2012-09-11 17:55

ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs Think Tank)

    ชุดโครงการ MEAs Think Tank ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องด้านพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจากผลการศึกษาวิจัยที่ได้จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์ ในรูปแบบการสังเคราะห์ความรู้เพื่อดำเนินการเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการดำเนินงานภายในประเทศและผลักดันสู่เวทีเจรจาระหว่างประเทศ และในรูปแบบการจัดทำข้อมูลและองค์ความรู้ต่อการเผยแพร่สู่สาธารณะ (เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของชุดโครงการฯได้ที่ www.measwatch.org)
    ชุดโครงการฯได้ประกาศรับผู้สมัครในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ประสานงานชุดโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน – 31 ตุลาคม 2555 โดยจะทำการติดต่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นเพื่อนัดสัมภาษณ์และทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงาน1 ช่วงระหว่างวันที่ 1-14 พฤศจิกายน 2555  ดูรายละเอียดข้อกำหนดและขอบเขตของงานได้ดังต่อไปนี้

ขัอกำหนดและขอบเขตของงาน

ตำแหน่ง            ผู้ช่วยผู้ประสานงานชุดโครงการฯ
สถานที่ทำงาน     สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
                      8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
หน้าที่และความรับผิดชอบ
1.    ประสานงานกับนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อจัดประชุมและติดตามความก้าวหน้าของนักวิจัยในชุดโครงการ
2.    บริหารงานระบบเอกสาร การส่งจดหมาย การจัดประชุมและการสรุปประชุม การจัดทำรายงานของหน่วยประสาน
3.    ดูแลระบบและจัดเก็บข้อมูลข่าวสารใหม่ๆที่เกี่ยวข้อง ในเวปไซต์ www.measwatch.org อย่างเป็นประจำ รวมถึงเขียนบทความในประเด็นด้านที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
4.    จัดกิจกรรมทางด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ศึกษาวิจัย
5.    หน้าที่อื่นๆตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ประสานชุดโครงการฯ
 

คุณสมบัติ
1.    สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือโทในสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น
2.    มีความสนใจและใฝ่เรียนรู้ติดตามประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน
3.    มีทัศนคติที่ดีทั้งต่อเนื้องานทางด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรและผู้ร่วมงาน รวมถึงสามารถปรับตัวและยืดหยุ่นต่อสภาวะการทำงานได้
4.    สามารถใช้โปรแกรมสำนักงานของคอมพิวเตอร์ (Microsoft Offices) ได้เป็นอย่างดี และมีความชำนาญในการสืบค้นข้อมูลจากทางเวปไซต์
5.    ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มาก่อน แต่ขอให้ใจรักและพร้อมจะเรียนรู้ตลอดเวลา
6.    สามารถเดินทางออกต่างจังหวัดได้สำหรับการจัดการประชุมและกิจกรรมต่างๆ
7.    ไม่จำกัดเพศ และอายุไม่เกิน 35 ปี

 ค่าตอบแทน 15,000-20,000 บาท+สวัสดิการสังคม (ตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์)

 เริ่มปฏิบัติงาน มกราคม 2556

หากสนใจสมัครงานในตำแหน่งดังกล่าว กรุณาส่งจดหมายแนะนำตัวถึงเหตุผลที่อยากเข้าร่วมงานกับทางชุดโครงการฯ และมุมมองและความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ(ไม่เกิน 1 หน้ากระดาษ)

พร้อมทั้งประวัติส่วนตัวมาที่ measwatch@gmail.com ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2555

 [1] ทดสอบความรู้พื้นฐานหรือความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และความสามารถในการเขียนรายงานสรุปการประชุม/การสัมมนา

เอเปคคหนุนลดภาษีสินค้าสวล.54 รายการ

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 กันยายน 2555

เอเปคคหนุนลดภาษีสินค้าสวล.54 รายการพร้อมประกาศความร่วมมือเปิดเขตการค้าเสรีเอเปค

"บุญทรง" เผยเอเปคตกลงลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม 54 รายการ ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน ย้ำไทยได้ประโยชน์เพียบ ซื้อสินค้าได้ถูกลง เวทีรัฐมนตรี "เอเปค" ชงผู้นำประกาศจุดยืนผลักดันการเจรจาการค้ารอบโดฮา หลังยืดเยื้อมานาน

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ได้ตกลงในประเด็นการค้าสินค้าสิ่งแวดล้อม โดยจะลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น 54 รายการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการค้ายุคใหม่ ที่จับเอาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาประกอบด้วย และแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความตั้งใจจริงของเอเปคที่จะเป็นผู้นำในการรักษาสิ่งแวดล้อมโลกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และหวังว่าจะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ

"ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสินค้า แต่อยู่ที่ความสำเร็จของเอเปค ซึ่งสามารถจัดทำรายการสินค้าที่สะท้อนประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง" นายบุญทรงกล่าว

ทั้งนี้ สมาชิกเอเปคจะลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อมลงเหลือ 0-5% ภายในปี 2015 ในรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมหลักๆ เช่น หม้อไอน้ำชีวมวล กังหันก๊าซ กังหันลม เตาเผาขยะ เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องจักรสำหรับทำอากาศหรือก๊าซให้เป็นของเหลว เครื่องจักรกลที่ใช้สำหรับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ชุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขับด้วยกำลังลม เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศ เป็นต้น

นายบุญทรง กล่าวว่า ไทยจะได้รับประโยชน์มาก เพราะสินค้าหลายอย่างไทยยังต้องนำเข้า เนื่องจากไม่มีการผลิต หรือเทคโนโลยียังไม่สูงพอ ก็จะทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ซื้อสินค้าในราคาถูกลง และมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมของไทย ทั้งในด้านการจัดการน้ำเสีย การจัดการขยะ และการใช้พลังงานสะอาด ในขณะที่สมาชิกเอเปคบางประเทศยังมีกำแพงภาษีสินค้าบางรายการสูงถึง 35% ดังนั้น การลดภาษีจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

สินค้าสิ่งแวดล้อมส่งออกสำคัญของไทย เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับกระจกรับแสงอาทิตย์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องจักรไฟฟ้า/อุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนประกอบของเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ใช้กรองของเหลวหรือก๊าซ เป็นต้น

ในการประชุมของรัฐมนตรีเอเปค ได้เตรียมเสนอให้ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปควันที่ 8-9 ก.ย.นี้ประกาศย้ำจุดยืนในการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีเพื่อให้การเจรจาในองค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮาสามารถปิดรอบได้ หลังจากที่การเจรจาไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ต้องเจรจาให้จบมานานแล้ว เพื่อสนับสนุนให้การค้าโลกมีความคล่องตัว และเกิดประโยชน์กับประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน จะเสนอให้ผู้นำเอเปคผลักดันให้สมาชิกปรับปรุงกฎระเบียบการค้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการจัดทำเขตการค้าเสรีของเอเปคในอนาคต หลังจากที่ผ่านมาเอเปคได้มีความร่วมมือในด้านการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันมานานแล้ว

นอกจากนี้ จะผลักดันให้เอเปคส่งเสริมการเจริญเติบโตสีเขียว เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ไอทีในการขับเคลื่อนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของเอเปค การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรด้วยการกระตุ้นการลงทุนและใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตร

เวียดนามจี้ใช้ประโยชน์แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

วันที่ 11 กันยายน 2555 โดย กรุงเทพธุรกิจ

เวียดนามเรียกร้องใช้ประโยชน์แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

ประธานาธิบดีเจื่อง เติ่น ซาง ของเวียดนาม เตือนในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ที่รัสเซียเมื่อวันศุกร์ (7 ก.ย.)ที่ผ่านมาว่า หลายชาติ อาจต้องมีส่วนร่วมในความขัดแย้ง การเข้าถึงแหล่งน้ำ และเรียกร้องให้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน เนื่องจากแหล่งน้ำมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นจุดอ่อนไหวทางภูมิศาสตร์การเมืองเช่นเดียวกับน้ำมัน

ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การกล่าวเกินจริง ที่จะมองว่า แหล่งทรัพยากรน้ำของศตวรรษที่ 21 เป็นเช่นเดียวกับน้ำมันในยุคศตวรรษที่ 19 และ 20 ความตึงเครียดเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรน้ำ กำลังคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ และเป็นแหล่งของความขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามของทุกประเทศ ที่จะเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจ นอกจากนั้น การก่อสร้างเขื่อนและการปรับลำน้ำของบางประเทศในช่วงต้นแม่น้ำ เป็นสิ่งที่หลายประเทศกังวล และยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง ที่เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดลำดับที่ 12 ของโลก กลายเป็นประเด็นความแตกแยกท่ามกลางชาติที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน ทั้งพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม และจีนที่เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำสายนี้

ประชาชนมากกว่า 60 ล้านคน ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ และแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สามารถจับปลาได้ประมาณ 3.9 ล้านตันต่อปี ตามรายงานของคณะกรรมการแม่น้ำโขง แต่กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเตือนว่า แม่น้ำโขงสายนี้ กำลังถูกคุกคามจากการสร้างเขื่อนไฟฟ้า

จีน ประเทศที่กระหายพลังงานอย่างมากมีโครงการสร้างเขื่อนที่วางแผนไว้ และเขื่อนที่สร้างขึ้นแล้วบนแม่น้ำสายนี้ ได้ปฎิเสธข้อกล่าวหาว่าเขื่อนเหล่านั้นส่งผลให้ระดับน้ำในช่วงปลายแม่น้ำลดลง

ลาว ให้คำมั่นในเดือน ก.ค. ที่จะเลื่อนโครงการก่อสร้างเขื่อนไซยะบูลี หลังประเทศปลายแม่น้ำ คือ กัมพูชา และเวียดนาม แสดงความกังวลว่าการสร้างเขื่อนดังกล่าวเป็นอันตรายต่อการทำประมง และระบบชลประทาน พร้อมระบุว่า จะหาทางแก้ไขความกังวลดังกล่าวแต่ไม่ยุติโครงการสร้างเขื่อนมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์แห่งนี้

“การจัดการ และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในแม่น้ำโขงเป็นประเด็นที่กระทบโดยตรงต่อการผลิตข้าวของเวียบดนาม” ประธานาธิบดีซางกล่าว พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อให้แน่ใจว่าใช้ประโยชน์แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่แม่น้ำสายนี้ไหลผ่าน.

ถกโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ค่ายเยอรมนีแนะยึดค่า CO2

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 กันยายน 2555

มีแนวโน้มว่าจะยังคงยืดเยื้อไปอีกนาน สำหรับโครงสร้างใหม่ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ที่มีแนวคิดยกเลิกการคิดโดยการกำหนดขนาดความจุกระบอกสูบ และแรงม้า

และหันมาใช้เรื่องของอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แทน โดยกำหนดไว้ 2 ค่า คือทำได้ต่ำกว่า 150 กรัม/กม.จะได้ลดภาษี 5% แต่ถ้าปล่อยมากกว่า 200 กรัม จะเพิ่มขึ้น 5% แต่จากความเคลื่อนไหวของกรมสรรพสามิต ก็เห็นว่ายังมีข้อแม้อีกหลายอย่าง เช่น รถไฮบริด รถอีโค คาร์ มีโครงสร้างภาษีที่แตกต่างออกไป เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ถือว่าไม่ดีนักสำหรับค่ายรถ เนื่องจากไม่รู้แน่ชัดว่าบ้านเราจะเดินไปในทิศทางใดกันแน่ ในขณะที่ผู้บริโภคเองก็สับสนเช่นกันว่าควรจะซื้อรถที่ใช้เทคโนโลยีอะไร

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จัดเวทีใหญ่ก่อนหน้านี้ เพื่อหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีตัวแทนจากภาคต่างๆ ทั้งรัฐและเอกชน มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างน่าสนใจ ยกเว้นหน่วยงานที่เป็นแม่งานของเรื่องนี้ ก็คือ กรมสรรพสามิต ที่ปฏิเสธเข้าร่วมงานอย่างน่าเสียดาย ซึ่งแม้ว่าเวทีสัมมนาจะมีการสรุปเนื้อหาเพื่อยื่นให้ในภายหลัง แต่ก็น่าจะเก็บรายละเอียดได้ไม่ดีเท่าการมีผู้ใหญ่ในหน่วยงานมาร่วมเวทีโดยตรง หรืออย่างน้อยก็นั่งฟังความคิดเห็น

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่รถหรู จากเยอรมนี มีตัวแทนเข้าร่วมสัมมนาด้วย ทั้งนี้บีเอ็มดับเบิลยู ได้ชื่อว่าเป็นค่ายรถที่จริงจังกับเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และก็ดูเหมือนจะทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ ดังนั้น "เกอร์ฮาร์ด เวอร์เล" ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ จึงพยายามอย่างเต็มที่ให้ไทยเลือกกำหนดค่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเกณฑ์

แนวทางนี้อาจจะแตกต่างจากฝั่งตะวันออกอย่าง สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น หรือจามา ที่ "กรุงเทพธุรกิจยานยนต์" นำเสนอไปก่อนหน้านี้ โดยจามาต้องการให้มองเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 แนวทางก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก เพราะโดยปกติแล้ว 2 สิ่งนี้ก็มีความสัมพันธ์กัน คือ ถ้าเครื่องยนต์ทำงานโดยสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงน้อย ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย เพียงแต่ จามา เห็นว่า การสื่อสารด้วยอัตราสิ้นเปลือง สามารถเข้าถึงและดึงดูดผู้บริโภคได้ดีกว่าการหยิบเรื่องไอเสียขึ้นมาพูด

แต่ในมุมมองของบีเอ็มดับเบิลยูเห็นว่าการใช้ค่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นแนวทางที่ดีกว่า โดยกล่าวว่า ในยุโรปเริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาใน 19 ประเทศ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักในแง่การตลาด เพราะว่าแต่ละประเทศก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป การจะผลิตรถรุ่นเดียวให้ครอบคลุมทุกตลาดจึงเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ดำเนินมาตลอดทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต โดยปัจจุบันอียูลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยได้ต่ำกว่า 140 กรัม/กม. และตั้งเป้าว่าปี 2563 จะทำได้ต่ำกว่า 95 กรัม แต่การก้าวไปถึงจัดดังกล่าวได้จะต้องมีแรงจูงใจด้านภาษีด้วย

"ที่ผ่านมาไทยคิดจากขนาดเครื่องยนต์ แต่ไม่มีมาตรการจูงใจสำหรับรถที่สะอาด ดังนั้นหากต้องการให้เป็นรถสะอาดก็จะต้องมีกระตุ้นผู้บริโภคผ่านมาตรการภาษี"

เวอร์เล ยกตัวอย่างรถบีเอ็มดับเบิลยูที่จำหน่ายในไทยว่า ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเครื่องยนต์สะอาดแต่อย่างใด เช่น รุ่น 320iSE ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 148 กรัม/กม. เสียภาษีสรรพสามิตประมาณ 3.4 แสนบาท แต่ 320d ที่ปล่อยไอเสียต่ำกว่า 16% หรือ 125 กรัม กลับต้องเสียภาษีประมาณ 4.5 แสนบาท หรือมากกว่า 320iSE 34% ขณะที่ 520d ที่ปล่อยไอเสีย 132 กรัม ก็เสียภาษี 6 แสนบาท เป็นต้น

บีเอ็มดับเบิลยูมองว่า การกำหนด ขนาดของรถหรือเครื่องยนต์ เป็นการจำกัดสิทธิของลูกค้า เช่น การกำหนดให้รถขนาดเล็กเสียภาษีต่ำกว่า ทั้งๆ ที่มีประสิทธิภาพในการใช้เชื้อเพลิงสู้รถขนาดใหญ่ไม่ได้ และในชีวิตความเป็นจริง หลายคนก็ไม่สามารถใช้รถเล็กได้ เนื่องจากมีครอบครัวใหญ่ ดังนั้นจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิเลือก

ทั้งนี้เห็นว่าหากรัฐต้องการใช้ค่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวกำหนดก็ควรทำเป็นมาตรฐานเดียว คือ ภาษีลดลงตามปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์

อย่างไรก็ตามเห็นว่าสิ่งสำคัญที่จะต้องปฏิบัติก็คือ ต้องกำหนดเป็นนโยบายระยะยาว เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลาง จะทำให้การพัฒนาเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ก็จะต้องให้ผู้บริโภคมีสิทธิ เลือกเทคโนโลยีด้วยตัวเอง นั่นคือ รัฐต้องไม่กำหนดประเภทรถ เช่น รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน รถไฟฟ้า รถไฮบริด รถใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือพลังงานทางเลือก เป็นต้น แต่ดูที่ค่า คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหลัก

"ง่ายที่สุดคือการคิดที่เรียกว่าเพียว ลีเนียร์ (pure linear) คิดตามแต่ละกรัมที่ปล่อยออกมา ปล่อยมากจ่ายมาก ปล่อยน้อยจ่ายน้อย เป็นวิธีที่เข้าใจได้ง่าย และโปร่งใส รถทุกชนิดก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน รถประเภทไหนก็ได้ เทคโนโลยีอะไรก็ได้ ขอให้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ก็ควรได้รับการส่งเสริม"

อย่างไรก็ตามบางประเทศในยุโรป ก็ปรับเปลี่ยนลีเนียร์บ้าง เช่น การกำหนดแบบขั้นบันได หรือ การกำหนดอัตราภาษีในช่วงอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลายช่วง อย่างไรก็ตาม บีเอ็มดับเบิลยูมองว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

เวอร์เล ยังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอายุรถว่า ในเมืองไทยมีแนวคิดที่สวนทางกับเรื่องของไอเสีย คือ รถที่มีอายุการใช้งานมากขึ้นจะเสียภาษีต่ำลง ทั้งที่ปล่อยไอเสียมากขึ้นจึงน่าจะต้องทบทวนในเรื่องนี้กันอีกครั้ง

ทั้งนี้เข้าใจได้ว่าเมืองไทย รถยนต์มีราคาแพง ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องการใช้รถเป็นเวลานานก่อนจะเปลี่ยนรถใหม่ ซึ่งก็เป็นการบ้านของหน่วยงานรัฐ ที่จะต้องไปคิดค้นหาจุดลงตัวต่อไป

น้ำแข็งขั้วโลก กับภาวะโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

มติชน วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

มติชน กระแสทรรศน์ 10 ก.ย. 2555 ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com

คงเห็นข่าวคราวกันมาแล้วว่า น้ำแข็งที่ขั้วโลกแถบอาร์กติกละลายในอัตราที่เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก ระดับของน้ำแข็งอาร์กติกตอนนี้ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ในระยะไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ แวดแฮม แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ชี้ให้เห็นว่าผลของการที่

น้ำแข็งขั้วโลกลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์นั้น เทียบเท่าได้กับการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศโดยมนุษย์ตลอดระยะเวลา 20 ปีเลยทีเดียว

ผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนจึงยิ่งเพิ่มขึ้นมหาศาล

ในปี 1980 หรือเมื่อสามสิบปีที่แล้ว น้ำแข็งอาร์กติกในช่วงฤดูร้อนครอบคลุมพื้นผิวโลกประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณครึ่งเดียว จาก 8 ล้านตารางไมล์

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เมื่อถึงปี 2007 ลดลงเหลือ 4 ล้านตารางไมล์

และตอนนี้ลดลงต่ำกว่านั้นเหลือเพียงราว 1 ใน 4 ของเมื่อสามสิบปีที่แล้ว แผ่นน้ำแข็งทั้งน้อยลงและบางลง

แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่ขาวโพลนสุดขอบฟ้านั้นทำหน้าที่อย่างหนึ่งของมันตลอดมาก็คือ การสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์กลับคืนออกไปในบรรยากาศ เมื่อแผ่นน้ำแข็งลดน้อยลง

การสะท้อนก็ลดลงตามไปด้วย โลกจึงซึมซับความร้อนเอาไว้มากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น

มันคืออีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งสภาวะโลกร้อน ที่ตามมาด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เกิดสภาวะภูมิอากาศสุดโต่ง แปรปรวนจนยากจะคาดการณ์ และส่งผลตามมาอีกมากมายหลายอย่าง

ปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นเป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ที่มนุษย์มีส่วนร่วมสร้างอย่างแข็งขัน การปลดปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก แทนที่ความร้อน

จะสะท้อนพ้นไปจากชั้นบรรยากาศ มันกลับถูกกักขังไว้ ขณะเดียวกันชั้นโอโซนที่ถูกทำลายเพราะฝีมือมนุษย์ก็ทำให้รังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังโลกได้มากขึ้น อุณภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายเร็วมากขึ้น

พื้นที่ที่น้ำแข็งเคยปกคลุมเปิดโล่งเป็นน้ำทะเล ซึ่งซึมซับความร้อนไว้ได้ดีกว่าแผ่นน้ำแข็ง ขณะเดียวกันเมื่อแผ่นน้ำแข็งเปิด ก๊าซมีเทนที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายสิบเท่าก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากข้างใต้

ทั้งหมดนี้รวมกันก่อให้เกิดปัญหาที่เป็นวงจรสะท้อนกลับไม่รู้สิ้นสุด และเป็นการสะท้อนกลับในอัตราเร่ง และถ้าน้ำแข็งขั้วโลกยังละลายในอัตราแบบนี้ ปัญหาที่ตามมาจะยิ่งเร็วเกินกว่าที่คาดไว้

ปัญหาสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาร่วมของคนทั้งโลกที่อัล กอร์ บอกว่า มนุษย์ไม่เคยประสบกับปัญหาร่วมกันระดับโลกเช่นนี้มาก่อน มันจึงเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง เพราะคนหนึ่งคนใด ประเทศหนึ่งประเทศใด ไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ไปโดยลำพัง

และข้อสรุปที่ตรงกันก็คือ คนจนที่สุดจะเจ็บที่สุด

'คาร์บอนเครดิต'สร้างรายได้ชุมชนบูรณาการวิจัย 'คาร์บอนเครดิต' เพิ่มค่าป่าไม้-สร้างรายได้ชุมชน

ผู้เขียน: 
สุรัตน์ อัตตะ

ภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้การบริหารของอธิบดีคนปัจจุบัน "สุวิทย์ รัตนมณี" ไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันและรักษาป่าของประเทศไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับนโยบายการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานภายในองค์กร ล่าสุดได้มอบนโยบายให้หน่วยป้องกันรักษาและควบคุมไฟป่าเป็นผู้ช่วยนักวิจัยในการเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศ 1,221 ป่า มีพื้นที่กว่า 67.7 ล้านไร่เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ โดยนำร่องที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชย.3 จ.ชัยภูมิ

สุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้กล่าวถึงภารกิจของกรมป่าไม้ว่ามีภารกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่สำคัญ 4 ด้านคือ การป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดด้านกฎหมายป่าไม้ การฟื้นฟูดูแลทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบต่างๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและส่งเสริมพัฒนางานวิจัยเพื่อต่อยอดและใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการดำเนินงานต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ ในกรมป่าไม้บูรณาการในการดำเนินการร่วมกันเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาและบุคลากร รวมทั้งช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ของสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าที่ปฏิบัติงานอยู่ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าทั้ง 491 แห่งทั่วประเทศจะได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ การจดบันทึกข้อมูล รวมทั้งการศึกษาชนิดไม้ต่างๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ทั้ง 1,221 ป่า โดยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับนักวิชาการของสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ซึ่งจะนำข้อมูลในภาคสนามไปวิเคราะห์โดยใช้สมการแอลโอเมตริกที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์ผลผลิตของป่าแต่ละชนิดแต่ละแห่งต่อไป

อธิบดีกรมป่าไม้เผยอีกว่าสำหรับการดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการวัดการเจริญเติบโตของต้นไม้ในป่าสงวนแห่งชาติได้ดำเนินการนำร่องที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ชย.3 จังหวัดชัยภูมิ เป็นแห่งแรก ทั้งนี้ สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ จะกำหนดเป็นแผนงานในการดำเนินการในปี 2556 โดยให้หน่วยป้องกันรักษาป่าทุกหน่วยได้มีโอกาสมาฝึกอบรมการสำรวจชนิดไม้ การศึกษาการเจริญเติบโต การบันทึกข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยให้กับนักวิชาการของกรมป่าไม้

อย่างไรก็ตามกรมป่าไม้คาดว่าข้อมูลที่สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่าและสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ร่วมมือกันในการดำเนินงานในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการประมาณตารางปริมาตรไม้ในป่าธรรมชาติของประเทศ ทำให้สามารถคาดการณ์และวางแผนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของกรมป่าไม้และประเทศไทยในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาร์บอนเครดิตด้วย

ขณะที่ อำนวยพร ชลดำรงค์กุล นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านจัดการและควบคุมป่าไม้กล่าวระหว่างนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมกิจกรรมของหน่วยป้องกันและรักษาป่า ชย.ที่ 3 จ.ชัยภูมิ โดยระบุว่าขณะนี้กรมป่าไม้มีแนวคิดใหม่ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในกรมป่าไม้เองและหน่วยงานข้างนอกเพื่อป้องกันและรักษาป่าของประเทศไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะการให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้โครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า(รสทป.) ซึ่งเป็นโครงการตามแนวพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จนถึงปัจจุบันมีราษฎรที่ได้รับการฝึกอบรมเป็น รสทป.แล้วทั้งสิ้น 145,000 คน

"ในส่วนงานวิจัยคาร์บอนเครดิตในเนื้อไม้ที่กรมป่าไม้ได้นำร่องที่หน่วยป้องกันและรักษาป่า ชย.ที่ 3 จ.ชัยภูมิก็จะทำให้ชาวบ้านรู้ค่าของไม้และในอนาคตสามารถตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ จะแรงจูงใจให้ชาวบ้านมาช่วยกันดูแลรักษาป่า อีกทั้งยังนำข้อมูลที่ได้คิดค่าเสียหายกับคนที่บุกรุกทำลายป่าได้ด้วย" อำนวยพรกล่าวย้ำ

นับเป็นอีกก้าวของกรมป่าไม้ในการประสานทำงานแบบบูรณาการมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกัน ฟื้นฟูและดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสำคัญ

-------------------

(บูรณาการวิจัย 'คาร์บอนเครดิต' เพิ่มค่าป่าไม้-สร้างรายได้ชุมชน : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)

ร่าง) กรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย (พ.ศ. 2555 - 2564) และ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี (11 กันยายน 2555)

เรื่อง (ร่าง) กรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย (พ.ศ. 2555 - 2564) และ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี (พ.ศ. 2555 - 2559)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการ (ร่าง) กรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย (พ.ศ. 2555 - 2564) และ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี (พ.ศ. 2555 - 2559) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการต่อไป ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
วท. เสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาว่า
1. ประเทศไทยได้นำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพหรือเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อาหาร เกษตร เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดทำ “กรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย” เพื่อเป็นแนวทางให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องกับนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2555 - 2564) นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ ควบคุมกำกับดูแล เฝ้าระวังและบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและจริยธรรม จึงได้จัดทำ “แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี” เพื่อเป็นการป้องกันและเตรียมรับมือแก้ไขผลกระทบต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้นจากการใช้และพัฒนาด้านนาโนเทคโนโลยีในประเทศไทย
2. สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ วท. ได้จัดทำ (ร่าง) กรอบนโยบายการพัฒนานาเทคโนโลยี โดยได้ผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบและรับทราบจากคณะกรรมการกำกับการจัดทำกรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีของประเทศไทย (พ.ศ. 2555 - 2564) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วน มีหน้าที่หลักในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในการกำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ มาตรการ และตัวชี้วัด ทำให้ (ร่าง) กรอบนโยบายฯ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานาโนเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม
3. เป้าหมายของ (ร่าง) กรอบนโยบายการพัฒนานาโนเทคโนโลยีฯ คือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยกระดับคุณภาพชีวิตและการพัฒนาอย่างยั่งยืนและประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการศึกษาและการวิจัยด้าน นาโนเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน โดยมีวิสัยทัศน์คือ “นาโนเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ซึ่งขับเคลื่อนโดย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
3.1 ยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพ การแพทย์และสาธารณสุขด้วยนาโนเทคโนโลยี
3.2 เพิ่มขีดความสามารถของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิตด้วยนาโนเทคโนโลยี
3.3 เสริมความมั่นคงทางพลังงาน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยนาโนเทคโนโลยี
3.4 พัฒนากำลังคนด้านนาโนเทคโนโลยี
3.5 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยเอื้อ
4. ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงด้านนาโนเทคโนโลยี เพื่อจัดทำ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี โดยใช้เครือข่าวสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยฯ อย่างรอบด้าน ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยฯ ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
4.1 สร้างและบริหารจัดการองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและจริยธรรมนาโนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์นาโน
4.2 พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของมาตรการและกลไกการกำกับดูแลและบังคับใช้
4.3 สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

กรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) ฯ (11 กันยายน 2555)

กรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ 63 และครั้งที่ 64

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐาน) ซึ่งมีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการในคราวประชุมครั้งที่ 8/2555 เมื่อวันพุธที่ 29 สิงหาคม 2555 ดังนี้
1. เห็นชอบกรอบเจรจาภายใต้ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ 63 และครั้งที่ 64 เพื่อขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาต่อไป
2. มอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศต่อไป

by ThaiWebExpert