James Hansen: Why I must speak out about climate change

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/fWInyaMWBY8

โค้ด embed html 200X180: 

James Hansen is Adjunct Professor of Earth and Environmental Sciences at Columbia University’s Earth Institute. He was trained in physics and astronomy in the space science program of James Van Allen at the University of Iowa. His early research on the clouds of Venus helped identify their composition as sulfuric acid. Since the late 1970s, he has focused his research on Earth's climate, especially human-made climate change. Hansen is known for his testimony on climate change to congressional committees in the 1980s that helped raise broad awareness of the global warming issue. Hansen is recognized for speaking truth to power, for identifying ineffectual policies as greenwash, and for outlining the actions that the public must take to protect the future of young people and the other species on the planet.

    "The scientific excitement in comparing theory with data, and developing some understanding of global changes that are occurring, is what makes all the other stuff worth it."

     James Hansen

เครื่องมือลดโลกร้อนกับการแข่งขันทางการค้า

2012-03-20

 

วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555 ระหว่างเวลา 12.30 – 16.30 น.

ณ ห้องฟอร์จูน 1 ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ

จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ร่วมกับ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาวิจัยโครงการ“การประเมินผลกระทบจากมาตรการการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment) และการเตรียมความพร้อมของไทยเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันในการค้าระหว่างประเทศ” พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ สำหรับการบริหารจัดการการลดก๊าซเรือนกระจก และแนวทางการปรับตัวจากผลกระทบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจและภาคการค้าการส่งออกของประเทศไทย

การสัมมนาประกอบด้วย 2 หัวข้อคือ 1) ทิศทาง ผลกระทบและแนวโน้มการใช้เครื่องมือลดโลกร้อนกับการค้าระหว่างประเทศ และ 2) ยุทธศาสตร์และการปรับตัวของผู้ประกอบการในภาวะวิกฤติโลกร้อน

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการและใบตอบรับได้ที่นี่

ภาพ: http://www.cleanbiz.asia/story/climate-change-takes-center-stage-wto-env...

เก็บภาษีคาร์บอน: เครื่องมือลดโลกร้อน

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พิมพ์โดย: 
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา

 

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับวันจะยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และ ส่งผลให้เกิดความ
เสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล มาตรการทางภาษีเป็นหนทางหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้
เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงแนวทางในเบื้องต้นของประเทศไทย ในการดำเนินการจัดเก็บภาษี
คาร์บอนฯ งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางการจัดเก็บภาษีที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) เก็บภาษีบนฐานการใช้
ไฟฟ้า (2) เก็บภาษีบนฐานการใช้น้ำมัน และ (3) เก็บภาษีบนฐานของการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ จากแหล่งผลิต
โดยคำนึงถึง ประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ รายรับจากภาษี ภาระภาษี ต้นทุนในการ
ดำเนินการจัดเก็บภาษี และ ผลกระทบต่อการส่งออก นอกจากนี้ยังได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ
ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีคาร์บอนฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนประกอบการ
พิจารณาแนวทางในการจัดเก็บภาษีอีกด้วย อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นนี้มิได้ทำการศึกษาถึงอัตราภาษีคาร์บอน
ที่เหมาะสม
จากการวิจัยพบว่า การเก็บภาษีบนฐานของการใช้ไฟฟ้า หรือ การใช้น้ำมัน จะมีประสิทธิภาพสูงใน
การลดก๊าซคาร์บอนฯ และ มีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำ เมื่อเทียบกับ การจัดเก็บภาษีบนฐานของการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนฯ จากแหล่งผลิต นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้นำรายได้จากภาษีไปใช้ (ก) ปรับโครงสร้างภาษี
(ข) นำไปจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเทคโนโลยีสีเขียว และ (ค) ใช้เป็นเงินโอนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่
มีรายได้ต่ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระภาษีคาร์บอนฯ
ภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาล (ก) สนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวแก่ภาคอุตสาหกรรม
เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการดำเนินการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (ข) ควรให้มีการจัดทำมาตรฐานการปล่อย
ก๊าซคาร์บอนฯ จากการผลิตสินค้าชนิดต่างๆ และ จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากส่วนที่เกินจากระดับมาตรฐาน
และ (ค) เพื่อมิให้เสียความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลควรดำเนินการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า
ด้วยเช่นเดียวกัน
การจัดเก็บภาษีคาร์บอนในประเทศไทย อาจใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองทางการค้าทั้งในระดับ
ทวิภาคี และ พหุภาคี เพื่อบรรเทาปัญหาการกีดกันทางการค้าอันเนื่องมาจากปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้
ท่ามกลางการแข่งขันที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาพลักษณ์ของประเทศไทย
ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น จะช่วยขยายโอกาสทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐฯ และ ประเทศในกลุ่ม
ยุโรป ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

สศก.แนะศึกษา"ภาษีคาร์บอน" ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปท. สกัดผลกระทบภาวะ"โลกร้อน"

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 8 มีนาคม 2555

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ทำให้รัฐบาลหลายๆ ประเทศ ให้ความสำคัญและพยายามหาแนวทาง/มาตรการ ป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (Carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัท ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพา ถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามกระแสโลก ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและยอมรับได้ของทุกฝ่าย

อิมแพ็ค รณรงค์ลดใช้พลังงานลดโลกร้อน โชว์ระบบจัดการ ISO 50001 รายแรกของไทย

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2555

อิมแพ็ค ร่วมรณรงค์ลดใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องภายหลังผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการพลังงาน ISO 50001 เป็นรายแรกของประเทศ ล่าสุดจัดกิจกรรม รวมพลัง 2 ล้อลดโลกร้อน สนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานใช้จักรยานในการเดินทางปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานน้ำมันและปัญหามลภาวะ

น.ส.กุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยว่า อิมแพ็คยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้นโยบายการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องภายหลังจากเมื่อวันที่9 ก.พ.54 อิมแพ็ค ได้รับการรับรองระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานเลขที่ ISO 50001: 2011 สำหรับขอบข่ายการจัดประชุม สัมมนา นิทรรศการ และการจัดเลี้ยง จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกของประเทศ และเป็นแห่งที่ 2 ในเอเชีย รองจากอินเดีย

คนอเมริกันเชื่อโลกร้อนจริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2555

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนคนอเมริกัน ว่า คนส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เริ่มรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าโลกมีอุณหภูมิที่ สูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวเป็นของโรงเรียนนโยบายสาธารณะ เจอรัลด์ ฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่จับมือกับสถาบันสำรวจความคิดเห็นแห่งวิทยาลัยเมอห์เลนเบิร์ก สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทางโทรศัพท์ 887 คน ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 62 เห็นว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นจริงในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยร้อยละ 26 ยังไม่เชื่อหลักฐานที่บ่งบอกว่าโลกร้อน ขณะที่อีกร้อยละ 12 ไม่มั่นใจ

สำหรับชาวอเมริกันที่เชื่อว่าโลกร้อน ระบุว่า สังเกตจากอุณหภูมิและสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พวกเขามั่นใจว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวอ้างลอย ๆ

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่สภาพอากาศเลวร้ายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยเกิดภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น พายุทอร์นาโด และพายุฤดูร้อน ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่ากว่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสถิติของสำนักงานบริหารจัดการบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ ขณะเดียวกันข้อมูลจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า สหรัฐ มีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา

ผลสำรวจยังพบว่า แนวคิดทางการเมืองเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมองปัญหาโลกร้อนแตกต่างกัน โดยร้อยละ 78 ของคนที่สนับสนุน พรรคเดโมแครตเชื่อในหลักฐานการเกิดภาวะโลกร้อน ขณะที่ฐานเสียงพรรครีพับลิกันเชื่อภาวะโลกร้อนเพียงร้อยละ 47 เท่านั้น โดยไม่เชื่อว่าปัญหาโลกร้อนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ขณะที่ ส.ส.บางคนอ้างว่า นักสิ่งแวดล้อมกุเรื่องโลกร้อนขึ้นเพื่อทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจ

โดยฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 2009 ชาวอเมริกันที่เชื่อปัญหาโลกร้อนมีร้อยละ 65 และลดลงเหลือเพียงร้อยละ 52 ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา ซึ่งเป็นช่วงที่วุฒิสภาสหรัฐ คัดค้านแผนลดการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน.

ผงะน้ำทะเลเปรี้ยวสุดรอบ300ล้านปี หวั่นสัตว์น้ำสูญพันธุ์ครั้งใหญ่

โดยข่าวสดรายวัน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7768

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเตือนว่า มลภาวะของโลกกำลังเร่งให้ค่าความเป็นกรดในมหาสมุทรพุ่งขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 300 ล้านปีที่ผ่านมา และอาจส่งผลกระทบร้ายแรงแก่สัตว์น้ำหลายพันธุ์

รายงานดังกล่าวอยู่ในวารสารไซเอินซ์ระบุว่า ขณะนี้ค่าพีเอช (pH) อันเป็นมาตราใช้ในการวัดความเป็นกรด/ด่าง ลดลงประมาณ 0.1 หน่วยต่อศตวรรษ หมายถึงเป็นกรดมากขึ้น ตัวเลขนี้อาจฟังดูน้อยนิด อย่างไรก็ตาม แม้แต่ช่วงเวลาที่โลกมีความผันผวนของค่าพีเอชในมหาสมุทรที่สุด หรือเมื่อ 33 ล้านปีที่แล้ว ก็ใช้เวลาถึง 3,000 ปีกว่าค่าพีเอชจะลดลงทั้งหมด 0.5 หน่วย ซึ่งถือว่ารวดเร็วแล้ว แสดงว่าในสมัยปัจจุบันโลกมีความแปรปรวนกว่ามาก ทีมวิจัยยังพบว่าทุกวันนี้ความเป็นกรดของมหาสมุทรยังสูงขึ้นเร็วที่สุดในรอบ 300 ล้านปีอีกด้วย

ความเป็นกรดในทะเลเกิดขึ้นเนื่องจากก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลกเริ่มแทรกซึมเข้าไปในน้ำทะเล ปรากฏ การณ์นี้จะทำให้สัตว์จำพวกปะการังและหอยมีจำนวนลดลง ขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลประเภทอื่นเช่นกัน ทั้งนี้ โลกเคยเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในทะเลมาแล้วเมื่อ 252 ล้านปีก่อน โดยค่ากรดที่เพิ่มขึ้นประกอบกับปัจจัยอื่นๆ ได้คร่าชีวิตสัตว์ทะเลโลกไปถึง ร้อยละ 96

ผลวิจัยฉบับนี้คล้ายคลึงกับรายงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เมื่อปี 2553 ที่กล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันและถ่านหินโดยมนุษย์ สร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในทะเลใหญ่หลวงกว่าที่เคยเข้าใจกัน

ภาพ: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNVEEyTURNMU5RPT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1pMHdNeTB3Tmc9PQ==

ยูเอ็นชี้ ภัยพิบัติธรรมชาติปี 2011 สร้างความเสียหายเป็นประวัติการณ์ 380,000 ล้านดอลลาร์

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

องค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) เปิดเผยว่า หายนะภัยที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปี 2011 โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นมูลค่ารวมมากกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 11.4 ล้านล้านบาท)

นางมาร์กาเรตา วาห์ลสตรอม ทูตพิเศษยูเอ็นด้านการลดความเสี่ยงภัยพิบัติกล่าวว่า ขณะที่หลายประเทศกำลังบริหารจัดการเพื่อควบคุมยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติ แต่กลับพบว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา โดยตัวเลขความเสียหาย 380,000 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นเพียงตัวเลขต่ำสุด แต่ก็ยังสูงกว่าสถิติเดิม เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ถูกพายุเฮอริเคนแคทรีนาถล่มในปี 2005 ถึง 2 ใน 3 โดยในครั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ รวมถึงน้ำท่วมในไทยและอีกหลายประเทศ เป็นตัวส่งให้ค่าเสียหายให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นางวาห์ลสตรอมกล่าวระหว่างการแถลงข่าวการจัดพิธีรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 11 มีนาคมปีที่แล้วว่า เหตุแผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติที่ก่อมูลค่าความเสียหายมากที่สุด และสูญเสียชีวิตประชาชนมากที่สุด

ตามข้อมูลของสำนักงานการลดความเสี่ยงภัยพิบัติของยูเอ็น ระบุว่า เหตุแผ่นดินไหว สึนามิ และอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ สร้างความเสียหายมากกว่า 210,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ มูลค่าความเสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ของไทยอยู่ที่มากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์

ด้านธนาคารกลางนิวซีแลนด์ประเมินว่าแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมานั้น มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในส่วนของการบูรณะซ่อมแซม

นางวาห์ลสตรอมกล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 1999-2011 ภัยพิบัติได้สร้างความเสียหายแก่ถนนและเส้นทางคมนาคมราว 73,000 กิโลเมตร ที่ถูกตัดขาดใน 19 ประเทศ ทั้งในแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา โรงเรียนเกือบ 64,000 แห่งถูกทำลายในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้น กว่าร้อยละ 50 ของประชากรโลกจำนวน 7,000 ล้านคนกำลังเสี่ยงอันตรายจากหายนะทางธรรมชาติต่างๆ เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

ผลสำรวจชี้ "สิงค์โปร์"ปล่อย"ก๊าซคาร์บอน"ต่อประชากรมากสุดในเอเชีย-แปซิฟิก

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผลสำรวจของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) พบว่าในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี 2010

กองทุนสัตว์ป่าโลกเผยว่า ตัวเลขข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการระบุว่า ในปี 2010 สิงคโปร์ ซึ่งมีตัวเลขจีดีพีต่อหัวประชากร มากกว่า 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล 43,454 กิโลตัน ส่วนตัวเลขแน่ชัดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ จะมีการเปิดเผยในรายงานเอเชีย ฟุตพรินต์ รีพอร์ท ในเดือนมิถุนายนนี้

รายงานของกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ กองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุว่า สิงคโปร์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกในอัตราต่อประชากรมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปี 2010 ปัจจัยหลักอยู่ที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน

ด้านโฆษกของกองทุนสัตว์ป่าโลกกล่าวว่า ภาคการก่อสร้างในสิงคโปร์มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากถึงร้อยละ 15 ของทั้งประเทศ ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติสิงคโปร์กล่าวว่า ประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็ก จึงเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงทดแทนประเภทอื่น

อย่างไรก็ดี ผลการสำรวจพบว่าชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน กลับพบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อประชากร อยู่ในระดับเทียบเท่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค และค่อนข้างต่ำกว่าสิงคโปร์อยู่มาก

เอกสารประกอบเวทีสาธารณะ : จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทยครั้งที่ 4

หัวข้อ “แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว กับประเด็นท้าทายเรื่องการค้า-สิ่งแวดล้อม และโลกร้อน”

โครงการ “เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย”

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ ห้องคริสตัล ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถ.ราชปรารภ

จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

“เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
โดย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“การค้าและสิ่งแวดล้อม ประเด็นท้าทายต่อเศรษฐกิจสีเขียว”
โดย อ.ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
by ThaiWebExpert