แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙

ผู้เขียน: 
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕–๒๕๕๙) ได้จัดทาขึ้นในช่วงเวลา
ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๘–๑๐ สังคมไทยได้อัญเชิญหลัก
“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว
ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ ซึ่งได้มีส่วนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้
อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ทุกภาคส่วนใน
สังคมไทยเห็นพ้องร่วมกันน้อมนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานาทางในการพัฒนา
ประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งให้เกิดภูมิคุ้มกันและมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อให้การ
พัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน
ในการจัดทาแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ครั้งนี้ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับ
ภาค และระดับประเทศในทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันกาหนดวิสัยทัศน์
และทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทารายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ เพื่อมุ่งสู่ “สังคมอยู่ร่วมกัน
อย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”
การพัฒนาประเทศในระยะแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ จึงเป็นการนาภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ พร้อมทั้งเร่ง
สร้างภูมิคุ้มกันในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้
สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม โดยให้ความสาคัญกับการพัฒนาคน
และสังคมไทยให้มีคุณภาพ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากร และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
อย่างเป็นธรรม รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยฐานความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิด
สร้างสรรค์ บนพื้นฐานการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังจาเป็นต้องบริหาร
จัดการแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๑ ให้บังเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้หลักการพัฒนาพื้นที่
ภารกิจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย ซึ่งจะนาไปสู่การพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนของ
สังคมไทยตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สานักนายกรัฐมนตรี

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

แผนแม่บท รองรับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2562

พิมพ์เมื่อ: 
พฤศจิกายน 2552

เสนอต่อ

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จัดทำโดย

สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

UN มีมติให้ ปท.พัฒนาขยายเวลาลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีก 3-5 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มกราคม 2555

นายพิทยา พุกกะมาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย กล่าวถึงผลการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เมืองเดอร์บัน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ว่า การประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากที่ประชุมมีมติต่อพิธีสารเกียวโตโปรโตคอล หรืออนุสัญญาที่ตกลงให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกไป 3-5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนกรีน ไคลเมท ฟันด์ เพื่อให้ความช่วยเหลือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศที่กำลังพัฒนาโดยไม่มีข้อผูกมัดด้านกฎหมาย เรื่องการกำหนดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความชัดเจน เพื่อให้ประเทศภาคีอื่นยอมรับว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเตรียมพร้อมที่จะรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยมีการเพิ่มขีดความสามารถด้านการพยากรณ์ การสร้างกลไกเข้าถึงข้อมูล พร้อมทั้งจัดทำยุทธศาสตร์รองรับภัยพิบัติระยะยาวไว้แล้ว

เผยโลกร้อนที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 รอบ 161 ปี

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 6 มกราคม 2555

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหราชอาณาจักร ระบุว่า ในปี 2555นี้ จะเป็นปีที่โลกร้อนที่สุดติดอันดับ 1 ใน 10 ของปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 161 ปี โดยคาดว่าโลกจะมีอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นเกือบครึ่งองศาเซลเซียสจากอุณหภูมิเฉลี่ย 14 องศาเซลเซียสในช่วงปี 2504-2533

สธ.ห่วงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลกส่งผลต่อโรคระบาดอาจรุนแรงมากขึ้น เดินหน้าคุมเข้มโรค 3 ระบบสำคัญ

ผู้เขียน: 
กลุ่มวิเคราะห์ข่าวและฐานข้อมูล สำนักโฆษก

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ และอุบัติซ้ำจาก 3 ระบบสำคัญ คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มการเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ และอุบัติซ้ำจาก 3 ระบบสำคัญ คือ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ และโรคติดต่อทางระบบอาหารและน้ำ ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก ที่ไม่ตรงตามฤดูกาลเดิมที่เคยเป็น เป็นปัจจัยส่งให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและการกลายพันธุ์ได้มากขึ้น บวกกับการอพยพของผู้คนในหลายพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติ ทั้งการย้ายถิ่นฐานเพื่อหนีภัยและการขนคนเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำให้เชื้อย้ายตามไปในจุดที่คนไปแออัดกันจนเกิดโรคระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้น จำเป็นต้องจับตาและควบคุมการระบาดอย่างเข้มข้นในทุกโรค แม้จะยังไม่พบการระบาดในประเทศไทยก็ตาม อาทิ โรคโปลิโอ ที่ไทยไม่พบมาตั้งแต่ปี 2540 แต่ยังคงพบตามประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับไทย ซึ่งการทะลักเข้ามาของแรงงานต่างด้าวทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำได้
ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจะร่วมกันจัดการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศที่มีผลต่อภาวะสุขภาพ เพื่อช่วยกันประเมินความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่จะมีผลต่อโรคภัยต่างๆ ในอนาคต วางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก แผนการรับมือโรคระบาดช่วงเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน รวมถึงแผนการสำรองยาเพื่ออนาคตหากเกิดเหตุร้ายแรงทั่วโลกด้วย คาดว่าการประชุมจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือน มกราคมถึงต้นเดือน กุมภาพันธ์นี้

ผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1 ภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย(4 มกราคม 2555)


                   คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง  ดำเนินการตามผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ครั้งที่ 1 ภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย  เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ  ทั้งนี้  พณ. จะติดตามความคืบหน้าในด้านการปฏิบัติตามผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องทุกเรื่อง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   พณ. รายงานว่า

                   ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ครั้งที่ 1 ภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย  โดยสรุปว่าประเทศไทยไทยและรัสเซียได้ร่วมกันทบทวนความสัมพันธ์ที่ผ่านมา และวางแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมการลงทุน และความร่วมมือในอนาคตที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกทางการค้า การท่องเที่ยว การเงินและการธนาคาร อัญมณี และเครื่องประดับ เทคโนโลยีและพลังงาน เป็นต้น และโดยที่ผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน   จึงเสนอคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุมฯ เพื่อให้เกิดผลที่ เป็นรูปธรรม    ตามตารางติดตามผลการประชุม ดังนี้

ตารางติดตามผล

การประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 1

ภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2554 ณ กรุงเทพฯ

 



เรื่อง


หน่วยงานที่รับผิดชอบ/เกี่ยวข้อง


ประเด็นที่ต้องติดตาม


1.     ร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะ

อนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย–รัสเซีย


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ


- นำร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมาธิการฯ

เสนอให้คณะกรรมาธิการร่วม   ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย พิจารณาให้ความเห็นชอบในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ ครั้งที่ 5 ต่อไป


2.     การตรวจรับรองโรงงานผลิตเนื้อไก่

แปรรูปของไทย


กรมปศุสัตว์


- ติดตามความคืบหน้าของสำนักงานเฝ้าระวังสุขอนามัยพืช

และสัตว์ของรัสเซียที่จะส่งผู้แทนเข้ามาตรวจโรงงานผลิต

เนื้อไก่แปรรูปของไทย


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กรมปศุสัตว์


-  ติดตามข้อมูลด้านกฎระเบียบร่วมของการตรวจวิเคราะห์

สินค้าและการสุ่มตัวอย่างสินค้าให้เป็นไปตามหลักการของการเฝ้าระวัง/ควบคุมสุขอนามัยสัตว์ตามประกาศของ

สหภาพศุลกากร ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ฉบับที่ 317


3.    ความตกลงความร่วมมือทางวิชาการ

ว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยในการ

นำเข้าและส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ


กรมประมง


-      พิจารณาเร่งรัดการจัดทำร่างความตกลงความร่วมมือทาง

วิชาการว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัยในการนำเข้าและส่งออกสินค้าสัตว์น้ำระหว่างกรมประมงกับสำนักงาน

เฝ้าระวังสุขอนามัยพืชและสัตว์


4.    คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบ

ผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้แร่ใยหินไคลโซไทล์


กระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงแรงงาน

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

กระทรวงพาณิชย์


-      พิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมไทย-รัสเซีย

ภายใต้คณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้แร่ใยหินไคลโซไทล์ และจัดทำข้อเสนอแนะการใช้แร่ใยหินและผลิตภัณฑ์อย่างปลอดภัย

 


5.    การใช้มาตรการ AD สินค้าเหล็กแผ่น

รีดร้อนที่นำเข้าจากรัสเซีย


กรมการค้าต่างประเทศ

 


- ดำเนินการพิจารณาทบทวนการใช้มาตรการ AD หรือเปลี่ยนแปลงอัตราอากร AD สำหรับสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากรัสเซียตามมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ. การตอบโต้การทุ่มตลาด    พ.ศ. 2542 หากผู้ผลิต/ผู้ส่งออกรัสเซียยื่นขอทบทวนฯ และเสนอพยานหลักฐานที่เพียงพอ


6.      การชำระหนี้ค่าข้าวของรัสเซีย


กรมการค้าต่างประเทศ


-  พิจารณาขั้นตอน และกระบวนการลงนามในพิธีสาร

(Protocol to the Agreement between the Government of Russian Federation and

the Government of  the Kingdom of Thailand on

the settlement of Debt of the Russian

Federation to the Kingdom of Thailand dated

October 21, 2003) และ  ความคืบหน้าในการลงนามใน

พิธีสาร ต่อไป


7.      ความร่วมมือด้านการลงทุน


สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กรมส่งเสริมการส่งออก


- การจัดคณะนักธุรกิจไทยไปเยือนประเทศรัสเซีย ในปี

2555

- ติดตามประสานขอข้อมูลด้านการลงทุนจากรัสเซีย อาทิ

หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการลงทุน กฏระเบียบ/นโยบาย

ด้านส่งเสริมการลงทุน และกิจการ/สาขาที่รัสเซียส่งเสริม

การลงทุน


กระทรวงพาณิชย์

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

หอการค้าไทย-รัสเซีย

สภาธุรกิจไทย-รัสเซีย


-                                          - การพิจารณาแนวทางและมาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุน

-                                          ในลักษณะการร่วมทุนแบบเพิ่มมูลค่า (value added

-                                          conception) และส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน       

-                                          (re-exporting) ระหว่างนักลงทุนไทยและรัสเซีย


8. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า                            


8.1                   การส่งเสริมการค้าและอำนวย

ความสะดวกทางการค้า


กระทรวงพาณิชย์

กระทรวงการคลัง

ธนาคารแห่งประเทศไทย

กระทรวงคมนาคม

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง

ประเทศไทย

สมาคมธนาคารไทย

หอการค้าไทย–รัสเซีย

สภาธุรกิจไทย–รัสเซีย


- การส่งเสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง

- การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทนทางการค้า และสถิติด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงข้อมูลกฏระเบียบด้านการค้าของแต่ละฝ่าย

- การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการส่งเสริมการลงทุน

- การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ประกอบการและกฏระเบียบทางการค้าระหว่างกัน และการอำนวยความสะดวกทางการเงินและการธนาคาร

- การจัดประชุมหารือทางธุรกิจ และ/หรือกิจกรรมส่งเสริมการค้าอื่นๆ ที่เหมาะสม รวมถึง การอำนวยความสะดวกทางการเงินและการธนาคาร


กรมศุลกากร


- การฝีกอบรมและจัดทำเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง

ผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรของทั้งสองประเทศ

- การศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาข้อมูลสถิติทาง

การค้าของกรมศุลกากรทั้งสองประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อ

รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความ

ร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย ครั้งที่ 5


8.2 การส่งเสริมการท่องเที่ยว


กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 


- การจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานท่องเที่ยวของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมและทำการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

- การจัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างหน่วยงาน  ที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย เช่น การสอนภาษารัสเซียให้แก่มัคคุเทศก์ไทย

- การร่วมมือภายใต้กรอบขององค์การท่องเที่ยวโลก

- การส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดการประชุมนานาชาติและการจัดนิทรรศการนานาชาติขนาดใหญ่ (Meeting, Incentive, Convention and Exhibition: MICE)

ความคืบหน้า/ความเห็นหน่วยงาน

- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีบทบาทหลักในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนามาตรฐานมัคคุเทศก์ไทย และททท. จะเป็นผู้ดำเนินการสนับสนุนในมิติด้านการตลาดการท่องเที่ยว เพื่อให้การส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวระหว่างไทย-รัสเซียในด้านต่างๆ โดยมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) สังกัดสำนักเลขิการนายกรับมนตรี ดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมการจัดการประชุมนานาชาติและการจัดนิทรรศการนานาชาติโดยตรง- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่งข้อมูลความร่วมมือด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างไทย-รัสเซีย ดังนี้

1.  ททท. เข้าร่วมงานส่งเสริมการขายทางการ

ท่องเที่ยว Intour Market (ITM) ณ กรุงมอสโก ซึ่งจัดในเดือนมีนาคม โดยการท่องเที่ยวรัสเซียเป้นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องรวม 6 ปี และยังคงเข้าร่วมงานดังกล่าว ต่อไป

2.  เข้าร่วมกิจกรรมตามที่ได้รับเชิยทุกกิจกรรมที่

การท่องเที่ยวรัสเซียเป็นผู้จัดในรัสเซีย และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนการท่องเที่ยวรัสเซีย ต่อไป

3.  ททท. และสอท.ณ กรุงมอสโก ร่วมกันให้ความ

ช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเผยแพร่ข้อมูลด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาด รวมทั้งการบรรยายให้ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยแก่สถาบันการศึกาต่างๆ ทั้งในกรุงมอสโกและเมืองอื่นตามที่ได้รับเชิญ

4.  ททท. ให้การสนับสนุนการเผยแพร่กีฬามวยไทย

ซึ่งเป็นศิลปวัฒนธรรมไทยที่ไดรับความสนใจอย่างกว้างขวางในสหพันธ์รัสเซีย


8.3                 ด้านการเงินและการธนาคาร


กระทรวงการคลัง

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่ง

ประเทศไทย

สมาคมธนาคารไทย

หอการค้าไทย–รัสเซีย

สภาธุรกิจไทย–รัสเซีย


-        พิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอของรัสเซียที่จะ

จัดทำความร่วมมือในลักษณะการตกลงเป็นธนาคารคู่ค้าในการให้บริการธุรกรรมทางการเงินระหว่างธนาคาร “Bank VTB” และ “Gazprombank” ของรัสเซียกับธนาคารรายใหญ่ของไทย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินของสินค้าและบริการของทั้งสองประเทศ

-      พิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอของรัสเซียที่จะ

ร่วมมือกับไทยด้านตลาดเงินและทุน รวมถึงการพัฒนา

ความร่วมมือกับสถาบันการเงินของไทยในสาขาการค้าและ

การเงิน


8.4        อัญมณีและเครื่องประดับ


สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและ

เครื่องประดับแห่งชาติของไทย 


- การติดตามข้อเสนอของฝ่ายไทยในการจัดทำ MOU โครงการวิจัยพัฒนาและอบรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีฯ กับสมาคมอัญมณีรัสเซีย (Russian Gild of Jewelry) หรือสหพันธ์สมาคมนักอัญมณีแห่งประเทศกลุ่ม CIS (The Confederation of Association of Jewelers of CIS) เพื่อเป็นกรอบในการจัดทำโครงการฝึกอบรมให้กับผู้ประกอบการค้าอัญมณีของรัสเซีย (พนักงานขาย) ให้มีความรู้ในด้านการดูคุณภาพพลอยสี เทคนิคการปรับคุณภาพพลอยสี และการส่งเสริมการขายอัญมณีในตลาดรัสเซีย

- การติดตามรายชื่อบริษัทผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของรัสเซียซึ่งสมาคม  อัญมณีรัสเซีย (Russian Gild of Jewelry) จะจัดส่งให้


8.5 เทคโนโลยีและพลังงาน


กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงพลังงาน

กระทรวงคมนาคม

 


- การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ ในด้านเทคโนโลยีและพลังงาน

- พิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอของรัสเซียในการร่วมกันผลิตและจำหน่ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังลมขนาดเล็กในประเทศไทย และโครงการร่วมทุนในการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังลม-ไฮโดรเจน

- พิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอของรัสเซียด้านอวกาศเพื่อสันติให้มีความร่วมมือการใช้ระบบการค้นหาตำแหน่งและนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System: GLONASS)

ความคืบหน้า/ความเห็นหน่วยงาน

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1.  ข้อเสนอในการร่วมกันผลิตและจำหน่ายเครื่อง

กำเนิดไฟฟ้าพลังลมขนาดเล็กในประเทศไทย และโครงการร่วมทุนในการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังลม-ไฮโดรเจน อาจมีข้อจำกัดในการผลักดันไปสู่เชิงพาณิชย์ เนื่องจากบริเวณที่มีพลังงานลมที่เหมาะสมต่อการติดตั้งกังหันลมของประเทศไทยมีค่อนข้างจำกัด ลมมีความเร็วต่ำไม่ต่อเนื่องและกระแสลมไม่สัมพันธ์กับความต้องการใช้ ส่วนการติดตั้งในบริเวณพื้นที่ทะเลมีโอกาสเป็นไปได้แต่ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังลมยังมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและน้ำมันดีเซล พลังลมจึงยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย

2.  ข้อเสนอความร่วมมือในการใช้ระบบการค้นหา

ตำแหน่งและนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation satellite System: GLONASS) จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย และเห็นควรมีความร่วมมือในการใช้ระบบดังกล่าว เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านดาวเทียมโลกและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภูมิสารสนเทศของประเทศ (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ.)" (Geo-Informatics and Space Technology Development Agency (Public Organization: GISTDA) โทร. 02 141 4415 (คุณสุนทรี)

(หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ICT, กรมแผนที่ทหาร, กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น, กรมพัฒนาที่ดิน, สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (มหาชน)

 

ขออนุมัติใช้วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทในหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากธนาคารโลก (4 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการที่กำหนดไว้ในหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับโครงการ Chiang Mai Sustainable Urban Transport Project GEF MSP และโครงการ Strengthening Quality Assurance and Performance Excellence in Thai Higher Education เพื่อกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะได้ลงนามในหนังสือข้อตกลงรับความช่วยเหลือฯ จากธนาคารโลกในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

รายงานผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก (Doing Business 2012) และข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจ (4 มกราคม 2555)

                   คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอดังนี้

                   1. รับทราบรายงานผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก (Doing Business 2012) ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 17 จาก 183 ประเทศ 

                   2. เห็นชอบดังนี้

                             2.1 ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการปรับปรุงบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจของประเทศเป็นผลสำเร็จและอันดับของประเทศไทยดีขึ้น ตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) 

                             2.2 ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาสนับสนุนงบประมาณการดำเนินงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงบริการตามรายงานผลการวิจัยเรื่อง Doing Business แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบ  และสนับสนุนงบประมาณแก่สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อดำเนินการศึกษาวิจัยแนวทางการดำเนินงานของประเทศที่ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับต้น ๆ (Benchmarking) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย (มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554) มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการศึกษาวิจัย)

                             2.3 ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ศึกษาและปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการปรับปรุงบริการของหน่วยงานต่าง ๆ ตามรายงานผลการวิจัยเรื่อง Doing Business ของธนาคารโลก

                             2.4 ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) สนับสนุนและพัฒนาระบบการให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แก่หน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

                             2.5 ให้สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบในการปรับปรุงบริการให้คณะรัฐมนตรีทราบทุก 6 เดือน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า

                   1. ผลการดำเนินการที่ผ่านมา

                             1.1 ผลการดำเนินการผลักดันให้หน่วยงานของรัฐปรับปรุงบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจช่วงปี พ.ศ. 2548-2554 ที่สำคัญมี ดังนี้

                                      1.1.1 จัดตั้งคณะทำงานปรับปรุงการให้บริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 9 คณะ ครอบคลุมตัวชี้วัด 10 ด้าน ตามรายงานผลการวิจัยเรื่อง Doing Business

                                       1.1.2 จัดทำเอกสารแปลเกณฑ์การประเมินของธนาคารโลกจัดส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงบริการ 

                                      1.1.3 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรค และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงเกี่ยวกับกระบวนการให้บริการเพื่อนำไปกำหนดตัวชี้วัดร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงบริการ 

                                      1.1.4 สร้างความเข้าใจให้กับภาคเอกชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจของธนาคารโลก  เพื่อให้ผลการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริการของหน่วยงานภาครัฐไทยเป็นไปอย่างถูกต้อง

                                      1.1.5 ประสานความร่วมมือกับธนาคารโลกประจำประเทศไทยในการจัดประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทีมวิจัย Doing Business ของธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี ซี เพื่อให้ข้อมูล ให้คำแนะนำ และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการสำรวจของธนาคารโลกแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ Video-conference

                                      1.1.6 ติดตามความก้าวหน้าในการปรับปรุงบริการของหน่วยงานต่าง ๆ โดยการจัดประชุมร่วมเพื่อรับทราบผลการดำเนินการ  และปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น  ตลอดจนข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน  เพื่อหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่องทุกปี 

                   2. ผลการดำเนินการปรับปรุงบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบธุรกิจของหน่วยงานของรัฐ มีผลการจัดอันดับ ดังนี้ 

                             2.1 ผลการจัดอันดับประเทศไทย ในรายงานผลการวิจัยเรื่อง Doing Business 2005-2012 เป็นดังนี้



2005


2006


2007


2008


2009


2010


2011


2012


อันดับ 20

(145 ประเทศ)


อันดับ 20

(155 ประเทศ)


อันดับ 18

(175 ประเทศ)


อันดับ 15

(178 ประเทศ)


อันดับ 13

(181 ประเทศ)


อันดับ 12

(183 ประเทศ)


อันดับ 19

(183 ประเทศ)


อันดับ 17

(183 ประเทศ)

                             2.2 ผลการจัดอันดับประเทศไทย ในรายงานผลการวิจัยเรื่อง Doing Business 2012 (เป็นการจัดทำรายงานล่วงหน้า 1 ปี) โดยสรุป แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

                                      2.2.1 กลุ่มตัวชี้วัดที่มีอันดับลดลงมาก ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน (จากอันดับ 19 เป็น 28) และด้านการชำระภาษี (จากอันดับ 91 เป็น 100)

                                      2.2.2 กลุ่มตัวชี้วัดที่มีอันดับลดลงเล็กน้อย ประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง (จากอันดับ 12 เป็น 14) ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน (จากอันดับ 12 เป็น 13) ด้านการค้าระหว่างประเทศ (จากอันดับ 12 เป็น 17) และด้านการปิดกิจการ (จากอันดับ 46 เป็น 51)

                                      2.2.3 ตัวชี้วัดที่มีอันดับดีขึ้น ประกอบด้วย 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (จากอันดับ 95 เป็น 78) ด้านการได้รับสินเชื่อ (จากอันดับ 72 เป็น 67) และด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง (จากอันดับ 25 เป็น 24)

 

 

สรุปผลการพิจารณาแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) (4 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผนงาน/โครงการ เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.) เสนอ วงเงินรวมทั้งสิ้น 11,026.607 ล้านบาท และให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ประธาน กฟย. รายงานว่า กฟย. ได้มีการประชุม ครั้งที่ 4/2554 เมื่อวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554 เวลา 09.00 น. ได้พิจารณาแผนงาน/โครงการ ฟื้นฟู เยียวยาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่ กคฐ. เสนอ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. กคฐ. ได้นำเสนอแผนงาน/โครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งประสงค์จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินและผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากที่ประชุม กคฐ. ครั้งที่ 3/2554 เรียบร้อยแล้ว โดยมีวงเงินรวมทั้งสิ้น 11,026.607 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.1 ด้านคมนาคมขนส่ง วงเงินรวม 5,693.800 ล้านบาท
1.2 ด้านศาสนสถานและโบราณสถาน วงเงินรวม 137.575 ล้านบาท
1.3 ด้านสถานศึกษา วงเงินรวม 1,379.905 ล้านบาท
1.4 ด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน วงเงินรวม 3,201.640 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนงาน/โครงการด้านแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ที่ กคฐ. นำเสนอในคราวนี้ กฟย. พิจารณาแล้ว มีความเห็นเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี สรุปได้ว่า แผนงาน / โครงการดังกล่าว เป็นการฟื้นฟูในระยะเร่งด่วนเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิม สามารถใช้งานได้ตามมาตรฐานปกติ ดังนั้น ในส่วนนี้ไม่เข้าข่ายที่จะต้องนำเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แต่หากเป็นแผนงาน / โครงการปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานเพื่อป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว และมีระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 1 ปี จะส่งแผนงาน / โครงการให้ กยน. ได้พิจารณาอีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม อาจต้องสอบทานแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1.5 แผนงาน / โครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินสำหรับการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของกระทรวงกลาโหม (กห.) วงเงินรวม จำนวน 613.688 ล้านบาท

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย)(4 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และ ให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังแจ้งคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) และคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ทราบด้วย
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. มาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กำหนดให้หักลดหย่อนภาษีโดยการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมรวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคาร หรือที่อยู่ในเขตอาคาร หรือห้องชุดในอาคารชุด และทรัพย์สินที่มีการประกอบการติดตั้งกับตัวอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุด รั้ว และประตูรั้ว แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาทตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) ทรัพย์สินที่ได้รับการซ่อมแซมนั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 และอยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย
(2) ผู้มีเงินได้ต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น หรือเป็นผู้เช่าทรัพย์สินนั้น หรือเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการและใช้ประโยชน์อื่น และต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมแซมรวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินนั้น ในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 และถ้าผู้มีเงินได้นั้น จ่ายค่าซ่อมแซม รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินเกินกว่าหนึ่งแห่งให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีรวมกันตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท
(3) ทรัพย์สินที่ได้ทำประกันภัยคุ้มครองจากเหตุอุทกภัย ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเฉพาะค่าซ่อมแซมรวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมทรัพย์สินในส่วนที่ได้จ่ายเกินกว่าค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย แต่ไม่เกินหนึ่งแสนบาท
(4) ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิยกเว้นภาษีในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซม รวมทั้งวัสดุอุปกรณืในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ในปี พ.ศ. 2554 หรือในปีภาษี พ.ศ. 2555 ถ้าใช้สิทธิยกเว้นในปีภาษี พ.ศ. 2554 และปี พ.ศ. 2555 ทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับสิทธิยกเว้นรวมกันไม่เกินหนึ่งแสนบาท
2. มาตรการให้หักค่าลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์
กำหนดให้หักค่าลดหย่อนภาษีโดยการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ แต่ไม่เกินสามหมื่นบาท โดยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
(1) รถยนต์ที่ได้รับการซ่อมแซมนั้นต้องเป็นรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกน้ำท่วมรถยนต์เนื่องจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554
(2) ผู้มีเงินต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่ได้รับการซ่อมแซม และต้องเป็นผู้ที่อยู่ในท้องที่ที่ทางราชการประกาศให้เป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยโดยมีอาคารหรือห้องชุดในอาคารชุดที่มีผู้มีเงินได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นผู้เช่า หรือเป็นผู้ใช้อาคารหรือห้องชุด เป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้ประกอบกิจการ อยู่ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย นั้น
(3) ผู้มีเงินได้ต้องเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมแซมรถยนต์รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ โดยได้จ่ายในระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2555 และถ้าผู้มีเงินได้นั้นจ่ายค่าซ่อมแซมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์เกินกว่าหนึ่งคัน ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีรวมกันตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินสามหมื่นบาท
(4) รถยนต์ที่ได้ทำประกันภัยคุ้มครองจากเหตุอุทกภัย ให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเฉพาะค่าซ่อมแซมรถยนต์รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ ในส่วนที่เกินกว่าค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจประกันภัย แต่ไม่เกินสามหมื่นบาท
(5) ผู้มีเงินได้ต้องใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ในปีที่ได้จ่ายค่าซ่อมแซมรถยนต์ในปีภาษี พ.ศ. 2554 หรือในปีภาษี พ.ศ. 2555 ถ้าใช้สิทธิยกเว้นในปีภาษี พ.ศ. 2554 และปีภาษี พ.ศ. 2555 ทั้งสองปีภาษี ให้ได้รับสิทธิยกเว้นรวมกันไม่เกินสามหมื่นบาท

by ThaiWebExpert