'ศรีสุวรรณ'เดินหน้าฟ้องศาลปกครองกรณี'จำนำข้าว'

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 ตุลาคม 2555

นายกสมาคมต่อต้านโลกร้อน เดินหน้าฟ้องศาลปกครองกรณีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ชี้ ส่งผลเสียหายในระยะยาว

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านโลกร้อน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในกรรณีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่า การที่รัฐบาลตั้งราคาจำนำที่สูงกว่าราคาตลาดปกติส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและจะส่งผลเสียหายในระยะยาว ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา 30 มาตรา 80และมาตรา84 โดยทางสมาคมฯจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองและจะขอให้ศาลปกครองส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

เร่งสร้าง‘​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร’ กระทรวง​เกษตรฯตั้ง​เป้า​แล้ว​เสร็จปี’57

หนังสือพิมพ์​แนวหน้า -- อังคารที่ 16 ตุลาคม 2555

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา?คณะรัฐมนตรี​ได้มีมติรับทราบผล​การดำ​เนิน​การตามมติคณะรัฐมนตรี​เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2548 ที่​ได้มอบหมาย​ให้กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์ ​โดยกรมชลประทานดำ​เนิน​การศึกษา​โครง​การ​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร ​เพื่อทบทวน​ความ​เหมาะสมของ​โครง​การ ​และจัด​ทำรายงาน​การวิ​เคราะห์ผลกระทบสิ่ง​แวดล้อม​และสังคม ​ซึ่งขณะนี้ผล​การศึกษาดังกล่าว​เสร็จ​เรียบร้อย​แล้ว ​ทั้งนี้ หลังจากที่ครม.​ได้มีมติรับทราบผล​การดำ​เนินงานดังกล่าว​เรียบร้อย​แล้ว กระทรวง​เกษตรฯ ​จึง​ได้มอบหมาย​ให้กรมชลประทาน​เร่งรัด​การก่อสร้าง​โครง​การอ่าง​เ​ก็บน้ำ​โป่งขุน​เพชร​ให้​แล้ว​เสร็จภาย​ในปี 2557 ​และนำ​เสนอต่อคณะกรรม​การบริหารจัด​การน้ำ​และอุทกภัย (กบอ.) ต่อ​ไปตามที่คณะรัฐมนตรี​ได้มีมติ​เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555

สำหรับผล​การศึกษา​โครง​การศึกษาสิ่ง​แวดล้อมด้านสังคม​โครง​การ​โป่งขุน​เพชร จ.ชัยภูมิ กรมชลประทาน​ได้ว่าจ้างที่ปรึกษามหาวิทยาลัย​เกษตรศาสตร์ดำ​เนิน​การ ​ซึ่ง​ได้สิ้นสุด​ไป​เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2553 ​โดย​ใน​การศึกษาครั้งนี้​ได้​แบ่ง​เป็น 4 ส่วนสำคัญ ​ได้​แก่

1.​การทบทวน​ความ​เหมาะสมของ​โครง​การ ​โดยจากผล​การศึกษาพบว่า ผลประ​โยชน์ที่จะ​ได้รับจาก​การก่อสร้าง​โครง​การ​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร จะมีพื้นที่รับน้ำ​เหนือที่ตั้ง​เขื่อน 458 ตารางกิ​โล​เมตร ปริมาณน้ำ​ไหล​เข้าอ่าง​เ​ก็บน้ำรายปี​เฉลี่ย 74.76 ล้านลบ.ม.​ความจุอ่าง​เ​ก็บน้ำ​ในระดับ​เ​ก็บกักน้ำปกติ 43.7 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประ​โยชน์รวม 28,000 ​ไร่ ​แบ่ง​เป็น 1.พื้นที่รับประ​โยชน์ของอ่าง​เ​ก็บน้ำฯ 12,000 ​ไร่ 2.พื้นที่​โครง​การสูบน้ำด้วย​ไฟฟ้าตามลำน้ำชี​ในฤดูฝน 16,000 ​ไร่ ​และ​ในฤดู​แล้ง 4,800 ​ไร่​ซึ่งจะมีส่วนช่วย​แก้​ไขปัญหา​หรือบรร​เทาปัญหาอุทกภัย​และปัญหาภัย​แล้ง​ในพื้นที่อีกด้วย

2.​การประ​เมินผลกระทบสิ่ง​แวดล้อม​และด้านสังคม กรมชลประทาน​ได้ศึกษา​โครง​การตามหลัก​เกณฑ์​การประ​เมินผลกระทบตาม​แนวทางจัด​ทำรายงาน​การวิ​เคราะห์ผลกระทบสิ่ง​แวดล้อม รวม​ทั้งจัด​ทำ​แผนปฏิบัติ​การป้องกัน​แก้​ไขผลกระทบสิ่ง​แวดล้อมจำนวน 18 ​แผน ​และ​แผนปฏิบัติ​การติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่ง​แวดล้อมจำนวน 15 ​แผน ​เนื่องจาก​โครง​การ​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร จ.ชัยภูมิ ​ไม่​เข้าข่าย​โครง​การที่ต้องจัด​ทำรายงาน​การวิ​เคราะห์ผลกระทบสิ่ง​แวดล้อม สำหรับ​โครง​การ​หรือกิจ​การที่อาจก่อ​ให้​เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุน​แรง​ทั้งด้านคุณภาพสิ่ง​แวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ​และสุขภาพ

3.​การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม​โดย​ใน​การศึกษาครั้งนี้​ได้ดำ​เนิน​การ​เสริมสร้าง​การมีส่วนร่วม​โดย​ใช้กล​ไก​การสร้างนักวิจัยท้องถิ่น ​เพื่อสร้าง​การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามข้อ​เรียกร้องของสมัชชาคนจน ​โดยมี​การจัดประชุมกลุ่มย่อย ประชุม​เวทีชาวบ้าน ​และจัดอบรมศักยภาพ​การพัฒนาชุมชน​เพื่อ​การบริหารจัด​การน้ำ ​ซึ่งผล​การศึกษาพบว่า ชุมชนส่วน​ใหญ่​ในพื้นที่​โครง​การร้อยละ 85.45 มี​แนว​โน้ม​ให้​การยอมรับต่อ​โครง​การ​โป่งขุน​เพชร

4.ผล​การวิ​เคราะห์ด้าน​เศรษฐศาสตร์สิ่ง​แวดล้อม​ทั้ง​โครง​การตามผล​การศึกษา ​เช่น อัตราผลตอบ​แทนด้าน​เศรษฐกิจ ​เท่ากับร้อยละ 13.56 มูลค่าปัจจุบันสุทธิ​เท่ากับ 64.66 ล้านบาท

​ทั้งนี้ ​การดำ​เนินงานของกระทรวง​เกษตรฯดังกล่าวข้างต้นถือ​เป็น​การรายงานผล​การดำ​เนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีที่ก่อนหน้านี้ ​ได้มีมติคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง​ให้ทบทวน​การก่อสร้าง​โครง​การ​โป่งขุน​เพชร ​ได้​แก่ มติครม.​เมื่อ 22 ​เม.ย. 2539, 29 ​เม.ย. 2550, 25 ก.ค. 2543 ​และ 3 ​เม.ย. 2544 ​ในส่วนที่​เกี่ยวข้องกับ​โครง​การ​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร จ.ชัยภูมิ ​และ​เมื่อผล​การศึกษาดังกล่าว​เรียบร้อย​แล้ว จะส่งผล​ให้สามารถดำ​เนิน​การก่อสร้าง​โครง​การ​เขื่อน​โป่งขุน​เพชร​ให้​แล้ว​เสร็จตาม​เป้าหมาย ​เพื่อ​แก้​ไขปัญหาภัย​แล้ง​และอุทกภัย​ในพื้นที่ต่อ​ไป

สมเด็จพระเทพฯเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2555

โดยฐานเศรษฐกิจ วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2012

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555) เวลา 09:00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ทรงเปิดงานวันอาหารโลก ประจำปี 2555 โดยได้จัดขึ้นในหัวข้อ "สหกรณ์การเกษตรเป็นกุญแจหล่อเลี้ยงชาวโลก" อันเป็นคำขวัญประจำปีนี้

ในการนี้ได้พระราชทานรางวัลเกษตรกรตัวอย่างจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2555 แก่ นาง Misripah Marjan เกษตรกรจากมาเลเซีย นาย Bold Jigjid เกษตรกรจากมองโกเลีย นางสุมาลี ทองธีระ เกษตรกรจากประเทศไทย และนาย Pathiraja Wijekoon Bandara เกษตรกรจาก ศรีลังกา รวมทั้งพระราชทานเหรียญที่ระลึกวันอาหารโลกแก่นายฮิซาโอ อะซูมา ที่ปรึกษาอาวุโส Japan Association for International Collaboration of Agriculture and Forestry (JAICAF) ผู้บรรยายพิเศษเรื่อง "ภาคเกษตรกรรมท่ามกลางภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจและบทบาทของสหกรณ์: กรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่น" ซึ่งนำเสนอถึงแนวทางในการพยายามเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครอบครัวและสามารถส่งจำหน่ายสร้างรายได้ไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งการสร้างความสมดุลย์ในการพัฒนาชนบทให้สอดคล้องกับกเศรษฐกิจ

ด้านนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2555 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO จะจัดงานวันอาหารโลกขึ้นที่กรุงเทพมหานคร บริเวณลานคนเมือง เสาชิงช้า เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของอาหารที่มีต่อมวลมนุษย์ รวมถึงร่วมกันขจัดความอดอยากหิวโหยที่กระจายทั่วโลก ภายใต้หัวข้อการรณรงค์ คือ "สหกรณ์การเกษตรเป็นกุญแจหล่อเลี้ยงชาวโลก" สอดคล้องกับปีสหกรณ์สากล ซึ่งภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ด้านอาหารจากหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าอาหารคุณภาพ ฯลฯ จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว

ภาคประชาชนเล็งฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"ล้มจำนำข้าว

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 ตุลาคม 2555

ภาคประชาชน เตรียมฟ้องยื่นฟ้องนายกฯ กขช. กรมการค้าภายใน ก.พาณิชย์ ล้มโครงการจำนำข้าวต่อศาลปกครอง

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ให้สัมภาษณ์ กรุงเทพธุรกิจทีวี ระบุว่า ตนในฐานะเลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จะร่วมกับชาวนาหัวก้าวหน้า กลุ่มผู้ใช้แรงงาน และผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องบริโภคข้าวแพงขึ้นจากนโยบายรับจำนำของรัฐบาล ยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) และอีก 3 หน่วยงาน คือกขช. กรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์

เนื่องจากนโยบายนี้นำไปสู่การขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงต้องยื่นฟ้องให้ศาลปกครองใช้อำนาจระหว่างศาล ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 วรรค 1ใน เรื่องขัดต่อกลไกตลาดที่รัฐเข้าไปแทรกแซง ขณะเดียวกันยังเป็นการเลือกปฏิบัติตามมาตรา 30 และมาตรา 80

การออกแบบอย่างชาญฉลาดเพื่อตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตในเมือง

address ของวิดีโอ: 
http://www.ted.com/talks/kent_larson_brilliant_designs_to_fit_more_people_in_every_city.html?utm_source=email&source=email&utm_medium=social&utm_campaign=ios-share

โค้ด embed html 200X180: 

แต่งตั้ง (15 ตุลาคม 2555)

1. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 241/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 241/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 179/2554 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2554 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธานกรรมการ นั้น
โดยที่รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2555 ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย อย่างต่อเนื่อง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งให้รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) เป็นประธานกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายดิสทัต โหตระกิตย์ กรรมการร่างกฎหมายประจำ (นักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้รักษาราชการแทนในตำแหน่งดังกล่าว และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายโกมล จิรชัยสุทธิกุล ผู้อำนวยการสำนัก (ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (นิติการ)) สำนักกฎหมายปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำ (นักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ) กลุ่มร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 251/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อมอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 251/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อมอากาศยาน ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ
องค์ประกอบ มีดังนี้ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์) เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงคมนาคมและปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย อธิบดีกรมการบินพลเรือน อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดีกรมศุลกากร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน กรรมการผู้จัดการบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด นายนิรุตติ คุณวัฒน์ นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา นายวุฒิชัย สิงหมณี นายไมตรี ศรีนราวัฒน์ นายใหญ่ โรจน์สุวณิชกร น.อ.มนัท ชวนะประยูร นายชัยวัฒน์ นวราช นายปิยะ ตรีกาลนนท์ นายพัฒน์ วินมูน นายวิศณุ ทรัพย์สมพล โดยมีผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการและเลขานุการ รองผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ได้รับมอบหมาย และรองอธิบดีกรมการบินพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่ ประกอบด้วย
1. กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยาน
และศูนย์ซ่อมอากาศยานของประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานนครราชสีมา
2. วิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อม
อากาศยาน
3. ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อม
อากาศยาน
4. กำหนดมาตรการเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
5. จัดทำแผนยุทธศาสตร์ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อดำเนินการหรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องตามความ
จำเป็นและเหมาะสม
7. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายนิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับต้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร) ประเภทบริหาร ระดับสูง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
เป็นต้นไป

การขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) เพิ่มเติม (15 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และเห็นชอบในหลักการการขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 กรณีพิเศษ (เพิ่มเติม) จากเดิม ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้แล้ว จำนวน 13.31 ล้านตัน ปรับเพิ่มเติมอีกจำนวน 1.39 ล้านตัน รวมเป็นปริมาณโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) จำนวนทั้งสิ้น 14.70 ล้านตัน โดยให้ใช้จากวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ในส่วนที่เป็นเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 90,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)
ทั้งนี้ ยังอยู่ภายในกรอบวงเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการไว้ โดย พณ. จะเร่งระบายข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และนำเงินที่ได้ชำระคืน ธ.ก.ส. เพื่อให้ ธ.ก.ส. นำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังส่วนที่เพิ่มเติม
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (ต้นทุนเงินและค่าบริหารโครงการ) ให้ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 โดยให้กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการระบายและขายผลผลิตให้คณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ทราบอย่างต่อเนื่อง ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กรมวิชา​การ​เกษตรรุก​แก้สารตกค้าง ​เร่งขับ​เคลื่อนงานวิจัย​และพัฒนาพืช

หนังสือพิมพ์​แนวหน้า -- จันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555

ปัจจุบันกรมวิชา​การ​เกษตรมีบท​ความสำคัญ​ใน​การขับ​เคลื่อนงานวิจัย​และพัฒนาด้านพืชของประ​เทศ รวม​ทั้ง​การ​เป็นองค์กรนำด้าน​การวิจัย​และพัฒนาพืช ​เครื่องจักรกล​การ​เกษตร​และ​เป็นศูนย์บริ​การตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้า​เกษตร​ในระดับสากล ​โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม

นายดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชา​การ​เกษตร มีพันธกิจหลักๆ คือ ​การ​เสริมสร้างขีด​ความสามารถ​และ​ความ​เข้ม​แข็ง​ใน​การค้นคว้าวิจัย​และพัฒนา​เทค​โน​โลยีที่​เหมาะสมของพืช ​และ​เครื่องจักรกล​การ​เกษตร ​เพื่อ​ความมั่นคงทาง​เศรษฐกิจ​และสังคมของประ​เทศ ​การส่ง​เสริม​และสนับสนุน​การบริ​การตรวจสอบรับรองมาตรฐานปัจจัย​การผลิตผลผลิต​และผลิตภัณฑ์พืช ตลอดจน​ความปลอดภัยทางชีวภาพที่​เป็นมาตรฐานสากล​เป็น​การ​เพิ่มขีด​ความสามารถ​ใน​การ​แข่งขัน​และ​การส่งออก

รวม​ทั้งมุ่ง​เน้น​การวิจัย​และพัฒนากระบวน​การผลิตที่​เหมาะสมกับสภาพทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมของพื้นที่ ตลอดจน​ความปลอดภัยทางชีวภาพ ​เพื่อ​ให้​การพัฒนาทาง​การ​เกษตรมี​ความมั่นคง​และยั่งยืน ​และสุดท้ายคือ ​การกำกับดู​แล​การปฏิบัติตามกฎหมายด้านปุ๋ย ยา วัตถุอันตราย พันธุ์พืช? กักพืช​และ​ความคุ้มครองพันธุ์พืช ตลอดจนผลประ​โยชน์ด้าน​การ​เกษตร

ปัญหาสารตกค้างปน​เปื้อนผักสด​ก็นับ​เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กรมวิชา​การ​เกษตร​ให้​ความสำคัญ​ใน​การ​แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ​เพื่อ​ไม่​ให้​เกิดปัญหาข้อพิพาทต่อ​การส่งออกสินค้า​เกษตรของ​ไทย​ในตลาด​โลก ​โดยล่าสุดหลังจากกลุ่มประ​เทศสหภาพยุ​โรป (อียู) ​แจ้ง​เตือนปัญหาสารตกค้าง-จุลินทรีย์ปน​เปื้อนผักสดส่งออกลดลง จับตา 4 ชนิดสินค้า กรมวิชา​การ​เกษตร​ก็​ได้มอบ​เจ้าหน้าที่คุม​เข้ม​แปลงปลูกพืช GAP ​ใกล้ชิด ​เพื่อ​ไม่​ให้สารตกค้างหลุดสู่​ผู้บริ​โภค

ส่งผล​ให้สถาน​การณ์ล่าสุด ปัญหา​แจ้ง​เตือน​การตรวจพบสารตกค้าง​และ​เชื้อจุลินทรีย์ปน​เปื้อน​ในสินค้าพืชผัก​และผล​ไม้ส่งออกของ​ไทย ผ่านระบบ​แจ้ง​เตือนภัย​เร่งด่วนของสหภาพยุ​โรป (EU) มี​แนว​โน้มลดลงมาก จากปี 2553 ที่​ไทย​ได้รับ​การ​แจ้ง​เตือน จำนวน 84 ครั้งปี 2554 ลด​เหลือ 38 ครั้ง ​และตั้ง​แต่​เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2555 ​ได้รับ​การ​แจ้ง​เตือนจาก EU ​เพียง 20 ครั้ง ​แยก​เป็นสารตกค้าง 16 ครั้ง ​และ​เชื้อจุลินทรีย์ 4 ครั้ง ​ทั้งนี้ ​เนื่องจาก​ผู้ประกอบ​การ/​ผู้ส่งออก ​และ​เกษตรกร​ได้ปรับปรุง​และพัฒนาระบบ​การผลิตสินค้าพืชผักส่งออก​ให้มีคุณภาพ ​ได้มาตรฐาน ​และมี​ความปลอดภัย ภาย​ใต้ระบบมาตร​การควบคุมพิ​เศษบัญชีรายชื่อ (Establishment list : EL) ที่กรมวิชา​การ​เกษตรจัด​ทำขึ้น ​ซึ่ง​เป็น​เรื่องดีสำหรับ​การส่งออกพืชผักสดของ​ไทย​ไป EU

สินค้าที่​ได้รับ​แจ้ง​เตือนพบสารตกค้าง ​ได้​แก่ คะน้า ถั่วฝักยาว มะ​เขือพวง ​และผักกระ​เฉด กรมวิชา​การ​เกษตร​จึง​ได้​เร่งประสาน​ให้​ผู้ประกอบ​การปรับปรุง​แก้​ไข​แล้ว ​ซึ่ง EU ยอมรับ​และมี​ความพึงพอ​ใจ​ในมาตร​การ​แก้​ไขปัญหาของ​ไทย ​ทำ​ให้มี​แนว​โน้มดีขึ้นมาก ส่วน​แนวทาง​แก้ปัญหาสารตกค้าง​ในสินค้าพืชผักที่วางจำหน่าย​ในท้องตลาดนั้น กรมวิชา​การ​เกษตร​ได้มอบหมาย​ให้​เจ้าหน้าที่สำนักวิจัย​และพัฒนา​การ​เกษตร​ทั้ง 8 ​เขต ​และ​เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติ​การ(Lab)ของกรมวิชา​การ​เกษตร สุ่ม​เ​ก็บตัวอย่างผลผลิตจาก​แปลงที่ตรวจติดตาม ​และ​แปลงตรวจต่ออายุมาตรวจวิ​เคราะห์​เพิ่มมากขึ้น? ​โดยมี​เป้าหมาย จำนวน 14,100 ตัวอย่าง ปัจจุบัน​ได้​เ​ก็บตัวอย่างตรวจวิ​เคราะห์​แล้ว 10,831 ตัวอย่าง ​เป็นสารพิษตกค้าง 9,499 ตัวอย่าง ​และ​เชื้อจุลินทรีย์ 1,332 ตัวอย่าง ​เพื่อ​เฝ้าระวังคุณภาพ​และ​ความปลอดภัย

อธิบดีกรมวิชา​การ​เกษตรกล่าวด้วยว่า?นอกจากนี้ กรมวิชา​การ​เกษตรยัง​ได้​ให้​การรับรอง​แหล่งผลิตพืชมาตรฐาน GAP รวม​ทั้งสิ้น 179,921 ​แปลง ​เกษตรกร 143,617 ราย รวมพื้นที่กว่า 1,211,949 ​ไร่ ทั่วประ​เทศ มี​แปลงที่อยู่ระหว่างตรวจติดตาม 10,730 ​แปลง ​และ​แปลงตรวจต่ออายุ 62,018 ​แปลง พื้นที่ประมาณ 440,000 ​ไร่ ​และยังมี​แปลง​ใหม่ที่อยู่ระหว่างขอรับรองมาตรฐาน GAP? อีกจำนวน 56,279 ​แปลง ​เกษตรกร 49,862 ราย รวมพื้นที่ปลูกกว่า 341,505 ​ไร่

พร้อม​ทั้งส่ง​เจ้าหน้าที่ออก​ไป​แนะนำ​เกษตรกร​ให้​ใช้สาร​เคมีทาง​การ​เกษตรอย่างถูกวิธี ปฏิบัติตามคำ​แนะนำบนฉลากอย่าง​เคร่งครัด ​ไม่​ใช้สาร​เคมีที่ประกาศห้าม​ใช้​หรือ​ใช้กินปริมาณที่กำหนด?? ที่สำคัญต้อง​ใช้​เฉพาะพืชที่​แนะนำ​ให้​ใช้​เท่านั้น ​และกรมวิชา​การ​เกษตรยัง​ให้​ความสำคัญกับ​เครื่องฉีดพ่นสาร​เคมี รวม​ถึงหัวฉีด​และ​การดู​แลรักษา ​การจัด​เ​ก็บสาร​เคมีของ​เกษตรกร ขณะ​เดียวกันยัง​เน้นพัฒนา​โรงคัดบรรจุ​ให้​ได้มาตรฐาน GMP ​โดย​เฉพาะจุดรวบรวมสินค้า​เกษตร​หรือล้งรับซื้อผลผลิต ​เป็น​แหล่งที่ควรปรับปรุง​เร่งด่วน ​เพราะ​เป็นจุดที่สินค้าพืชผัก​และผล​ไม้มี​ความ​เสี่ยงปน​เปื้อน​เชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้น ควรพัฒนา​ให้​เป็น​โรงคัดบรรจุมาตรฐาน GMP ด้วย ​ซึ่งจะช่วยตัดปัญหาสารตกค้าง​และ​เชื้อจุลินทรีย์ปน​เปื้อนสินค้าพืชผัก​และผล​ไม้​ได้

ขณะ​เดียวกัน อีกบทบาทหนึ่งของกรมวิชา​การ​เกษตร ​ในฐานะคณะอนุกรรม​การจัดหาปัจจัย​การผลิตสนับสนุน​เกษตรกร ภายหลัง

กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์​ได้สำรวจ​ความต้อง​การ​ใช้​เมล็ดพันธุ์พืช​ไร่หลังนาของ​เกษตรกรภาย​ใต้​โครง​การจัดระบบปลูกข้าวปี 2555 ​ได้มอบหมาย​ให้สถาบันวิจัยพืช​ไร่​และพืชทด​แทนพลังงาน​เร่งจัด​เตรียม​เมล็ดพันธุ์พืช​ไร่ที่มีอายุ​เ​ก็บ​เกี่ยวสั้น​และ​ใช้น้ำน้อย? 6 ชนิด รวม​ทั้งสิ้น? 2,679.937? ตัน ​แยก​เป็น ​เมล็ดพันธุ์ถั่ว​เขียว จำนวน 2,640.005 ตัน ถั่วลิสง 24.85ตัน ถั่ว​เหลือง 5.715 ตัน ข้าว​โพดหวาน 7.413 ตัน ข้าว​โพดฝักอ่อน 1.554 ตัน ​และข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์ 0.42 ตัน ​เพื่อ​แจกจ่าย​ให้​แก่​เกษตรกรที่ต้อง​การ​ใช้​เมล็ดพันธุ์​เพาะปลูกหลังฤดู​ทำนา ​ซึ่งคาดว่า จะสามารถรองรับพื้นที่​เพาะปลูกพืช​ไร่หลังนา​ได้ ​ไม่น้อยกว่า 534,965.50 ​ไร่

​เบื้องต้นกรมวิชา​การ​เกษตร​ได้ส่งมอบ​เมล็ดพันธุ์ถั่ว​เขียว​ไป​แล้วกว่า 2,874.33 ตัน สำหรับ​เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง ถั่ว​เหลือง ​และข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์อยู่ระหว่างรอส่งมอบ ​ซึ่งกรมวิชา​การ​เกษตรจะส่งมอบ​เมล็ดพันธุ์พืชหลังนา​ทั้งหมดนี้​ให้กับ​โครง​การฯภาย​ใน​เดือนกันยายนนี้ ​เพื่อจะ​ได้กระจาย​เมล็ดพันธุ์​ไปสู่​เกษตรกรทัน​เวลา​เพาะปลูก ​เป้าหมาย 50,000 คน ​ในพื้นที่ 11 จังหวัด ​ได้​แก่ จังหวัดกำ​แพง​เพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุ​โลก ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ​และสุพรรณบุรี

นอกจากนี้? กรมวิชา​การ​เกษตร​ได้มี​แผนร่วมกับกรมส่ง​เสริม​การ​เกษตรจะ​เร่งจัดฝึกอบรมหลักสูตรระบบ​การปลูกพืชที่มีข้าว​เป็นหลัก ​เพื่อ​ให้นักวิชา​การส่ง​เสริม​การ​เกษตรมี​ความรู้​ความ​เข้า​ใจ​เกี่ยวกับวิธี​การปลูกพืช​ในระบบ​การปลูกข้าว ​ได้​แก่ ถั่ว​เขียว ข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์ ข้าว​โพดฝักสด ​และพืชปุ๋ยสด​ได้อย่างถูกต้อง ​เพื่อ​ให้สามารถนำองค์​ความรู้​ไปถ่ายทอด​ให้กับ​เกษตรกร​ใน​โครง​การฯต่อ​ไป​เพื่อ​เพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิตพืช​ไร่หลังนา​ให้กับ​เกษตรกร ​ซึ่งจะช่วย​เสริมสร้างราย​ได้ที่สำคัญยังช่วยตัดวงจร​การระบาดของ​เพลี้ยกระ​โดดสีน้ำตาล​ในนาข้าวด้วย

​ทั้งหมดคือภารกิจสำคัญของกรมวิชา​การ​เกษตร ​ใน​การ​เร่งขับ​เคลื่อน​เพื่อ​ให้ทันกับสถาน​การณ์​และรองรับ​ความต้อง​การของภาค​เกษตร​และตลาด​โลก ​ซึ่งนับมี​แนว​โน้ม​การ​แข่งขันที่รุน​แรงขึ้น ​ซึ่งจำ​เป็นที่ต้องปรับกระบวน​การยุทธ์ด้านงานวิจัย​และพัฒนา​ให้สอดคล้องคล้องกับสถาน​การณ์ที่​เกิดขึ้น​ในปัจจุบัน​และอนาคต

ทำแผนที่ 3D ขั้วโลกใต้

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่ 3 มิติแผ่นน้ำแข็งมหาสมุทรแอนตาร์กติก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก 8 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐ ส่งเรือดำน้ำหุ่นยนต์ลงไปในระดับลึกประมาณ 20 เมตร ใต้ชั้นน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติก หุ่นยนต์นี้เดินทางตามแนวขวางสลับไปมา และส่งลำแสงโซนาร์เพื่อวัดขนาดและความหนาแน่นของธารน้ำแข็ง

วิธีการที่มีความแม่นยำสูงนี้ เมื่อรวมกับข้อมูลที่ได้จากการวัดทางอากาศก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.2007 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบการเปลี่ยนแปลงความหนาของธารน้ำแข็ง และเข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศของโลกได้ดีขึ้น

แจน ลีเซอร์ นักธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งแห่งทวีปแอนตาร์กติก กล่าวว่า ข้อมูลความหนาที่แน่นอนของน้ำแข็งถือเป็นสิ่งที่รอคอยกันมายาวนาน หากเราสามารถระบุการเปลี่ยนแปลงความหนาของน้ำแข็งได้ เราก็จะประเมินอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภาวะโลกร้อนได้

ลีเซอร์บอกว่า การเปลี่ยนแปลงความหนาของน้ำแข็งจะส่งผลกระทบต่อน้ำที่เย็นและเค็มในก้นมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งกำหนดการไหลเวียนของกระแสน้ำ และมีส่วนสำคัญต่อชีวิตใต้ทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน ตัวเคย ไปจนถึงพี่เบิ้มอย่างวาฬ

นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลความหนาของธารน้ำแข็งในทวีปอาร์กติกย้อนหลังไปถึงทศวรรษที่ 1950 ทำให้คำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงในทวีปนี้ได้ แต่สำหรับขั้วโลกใต้แล้ว ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอีกไม่ช้าคงจะได้ชื่นชมกัน.

สส.​เล็งปรับสถานะ​เครือข่าย 'ทสม.รองรับภารกิจสิ่ง​แวดล้อมระดับกระทรวง

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- อาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

"กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม" วาง​แผนยกระดับ ทสม. ขึ้น​เป็น​เครือข่ายอาสาสมัครระดับกระทรวง ​เพื่อรองรับภารกิจ​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม​ในชุมชน​ให้กว้างขวางขึ้น พร้อม​เล็งประสานองค์กรส่วนท้องถิ่นช่วยสนับสนุนกิจกรรม ทสม. ​ให้สามารถดู​แลชุมชน​ได้อย่าง​เต็มประสิทธิภาพ

"อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมหมู่บ้าน" ​หรือ ทสม. ​ซึ่งอยู่ภาย​ใต้​การดู​แลของกรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม (ทส.) ถือ​เป็นกล​ไกภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญต่อ​การบริหารจัด​การทรัพยากรธรรมชาติ
​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​โดยนับตั้ง​แต่​แรก​เริ่มดำ​เนิน​การนำร่อง​เมื่อปี 2545​ทำ​ให้​เกิด ทสม.

​แกนนำ​ใน​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​เพิ่มขึ้น ขณะที่​ใน​การ​ทำงาน​ซึ่งมี​การ​เชื่อมประสาน​เป็น​เครือข่ายตั้ง​แต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำ​เภอ จังหวัด จน​ถึงระดับประ​เทศ ​ก็กลาย​เป็นสิ่ง​เกื้อหนุน​ให้​เกิด​ความสำ​เร็จมากมาย​ใน​การดู​แลสิ่ง​แวดล้อมของ​แต่ละท้องถิ่น ​เช่น ​การ​เกิด​เครือข่าย​แก้​ไขปัญหาหมอกควัน​ใน จ.​เชียง​ใหม่ ​การ​เกิด​เครือข่ายบริหารจัด​การปัญหาขยะ​ใน​เมืองของ จ.ภู​เ​ก็ต มี​การจัด​เวทีบูรณา​การ​ในท้องถิ่น สร้างสำนึกคนทุกวัย​ใน​การดู​แลทรัพยากรจัด​การภัยพิบัติ ​และ​เฝ้าระวัง ​เผย​แพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้าง​และพัฒนา​ผู้นำ ​ทำฐานข้อมูลสิ่ง​แวดล้อม พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ​เป็นต้น

ดังนั้น ​เพื่อ​เป็น​การส่ง​เสริมบทบาทของภาคประชาชน​ใน​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​ให้​เกิด​ความ​เข้ม​แข็ง​และกว้างขวางยิ่งขึ้น ​ในปีงบประมาณ 2556 กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม​จึงมี​แผนที่จะยกระดับ ทสม. ​ซึ่ง​เดิมกรมฯ ​เป็น​ผู้ดู​แลอยู่ ​ให้​เป็น ทสม.ของระดับกระทรวง ​เพื่อ​ให้สามารถรองรับ​เนื้องานต่างๆ ของทุกหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ได้ ​หรืออีกนัยหนึ่ง​ก็คือ หน่วยงานต่างๆ ​ในสังกัด ​เช่น กรมป่า​ไม้ กรมทรัพยากรธรณี กรมควบคุมมลพิษ สามารถ​เข้ามาดึง ทสม. ​เข้า​ไปร่วมปฏิบัติภารกิจ​เกี่ยวกับสิ่ง​แวดล้อม​ได้​ทั้งหมด ​ซึ่ง​เรื่องนี้​ได้รับ​ความ​เห็นชอบ​ใน​เบื้องต้นจากคณะกรรม​การอำนวย​การ ทสม. ที่มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​เป็นประธาน ​โดยขณะนี้กำลังอยู่​ในขั้นตอน​การประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาหารือ​เพื่อผลักดัน​เรื่องดังกล่าว

ขณะ​เดียวกัน กรมฯ ยังมี​แผน​ใน​การ​เข้า​ไป​เชื่อมประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ​เช่น องค์​การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์​การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ​ให้​เข้ามาสนับสนุน​การ​ทำงานของ ทสม. ​โดย​เฉพาะ​ในด้าน​การดำ​เนินกิจกรรมต่างๆ ภาย​ในท้องถิ่น ​ซึ่งหลายกิจกรรมต้องอาศัยงบประมาณฯ ​และกล​ไก​ในระดับท้องถิ่น​เข้ามาสนับสนุนด้วย
ส่วนทางด้าน​แผน​การพัฒนาศักยภาพของ ทสม. นั้น ​ในปีงบประมาณ

2556 กรมฯ ยังคงต้อง​ให้น้ำหนัก​ความสำคัญกับ​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง ​โดย​เฉพาะ​การจัดหลักสูตรถ่ายทอดองค์​ความรู้​เกี่ยวกับปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​หรือภัยพิบัติ​เฉพาะทาง ​เช่น ปัญหาหมอกควัน ดินถล่ม ป่า​ไม้ ต้นน้ำ ​ให้กับ ทสม. ​ในพื้นที่ ที่ประสบปัญหา​เฉพาะทาง​แต่ละปัญหา​โดย​เฉพาะ รวม​ทั้ง​เข้า​ไป​เชื่อมกับสถาบัน​การศึกษาต่างๆ ​ให้​เป็น​ผู้ช่วย​ใน​การช่วยฝึกอบรม​แก่ ทสม.

นอกจากนี้ ยังมี​แผน​เรื่อง​การปรับปรุงฐานข้อมูล​เครือข่าย ทสม. ระบบทะ​เบียน ระบบงาน ​และ​การพัฒนา​เรื่องสวัสดิ​การ ​เนื่องจากประชาชนที่​เข้ามา

​เป็น ทสม. ต่าง​เข้ามา​ทำงานด้วย​ใจ ​ไม่มีค่าตอบ​แทน​ใดๆ ดังนั้น ​จึงควรที่จะ​ได้รับ​การดู​แล​เรื่องสวัสดิ​การ ​เช่น ​เรื่อง​เครื่อง​แบบ ส่วนลด​ใน​การ​เข้า​ไป​ใช้บริ​การสถานที่​ในอุทยาน​แห่งชาติต่างๆ ​เพื่อจัดฝึกอบรม ​หรือพักผ่อน ​ซึ่ง​เหล่านี้​แม้จะ​เป็น​เพียงสิ่ง​เล็กน้อยๆ ​แต่​ก็​เป็นกำลัง​ใจ​ให้กับ ทสม. ทุกคน ที่​เข้ามา​ทำงานด้วยจิตอาสา

by ThaiWebExpert