"นิพนธ์ ทีดีอาร์ไอ" วิจัยสูตรจำนำข้าว วิจารณ์นโยบายแข่งขันแบบจนตรอก-อุตฯการโกงอย่างเป็นระบบ

โดยประชาชาติ วันที่ 25 สิงหาคม 2555
มื่อโครงการรับจำนำข้าว ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในรัฐสภา จนเกือบกลายเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยเฉพาะวงเงินที่ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ใช้จ่ายในโครงการไปแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท และกำลังจะเพิ่มขึ้นในฤดูกาลผลิตต่อไปอีก 2.6 แสนล้านบาท กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่คุ้มค่า

ขณะที่ฝ่ายค้าน - นักวิชาการบางส่วน ฟันธงร่วมกันว่า "รัฐล้มเหลว" แต่อีกฟากในคณะทำงานฝ่ายบริหาร กลับให้คำตอบว่า "ยอมขาดทุน เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร"

ไทยเริ่มค้าขายข้าวมาแล้ว 157 ปี เหตุใดปัญหาความยากจนของชาวนา และการแก้ปัญหาของภาครัฐยังไม่ตกผลึก

"ประชาชาติธุรกิจ" หาคำตอบร่วมกับ "นิพนธ์ พัวพงศกร" ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หนึ่งในนักวิชาการแถวหน้าภาคการเกษตร

- ประเทศไทยเริ่มค้าขายข้าวมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทำไมการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรจึงยังไม่ตกผลึก

ปัญหาในการค้าขายที่ใหญ่ที่สุด คือ เมื่อมีข้าราชการและนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะมีเรื่องทุจริตเงินหลวง ทุจริตภาษีประชาชนตามมา ทั้งที่การค้าขายควรเป็นการเกิดขึ้นระหว่างพ่อค้า โรงสี และเกษตรกรเท่านั้น เว้นแต่ว่าเมื่อใครก็ตามถูกเอารัดเอาเปรียบ ภาครัฐค่อยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีการเอาธุรกิจทั้งหมดมาอยู่ในกำมือรัฐคนเดียวแบบนี้

ไทยเริ่มค้าข้าวตั้งแต่การทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ขณะนั้นเราเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังประเทศพม่าและเวียดนาม แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเหล่านั้นทำร้ายตัวเอง โดยรัฐบาลออกนโยบายบังคับให้เกษตรกรขายข้าวให้กับรัฐ ทำให้การค้าขายค่อนข้างมีปัญหา ประเทศไทยจึงได้ผลพลอยได้ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในที่สุด

ช่วงก่อนปี 2523 ยุคนั้นรัฐกดราคาในประเทศให้ต่ำด้วยการเก็บภาษีส่งออก ภาระส่วนใหญ่ไปตกอยู่ที่ชาวนาถึง 75% ในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เข้ามาแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก ทำให้ราคาข้าวสอดคล้องกับตลาดโลก แม้กระทั่งก่อนที่จะเริ่มโครงการรับจำนำ เราขายข้าวเฉลี่ยได้ตันละ 77 เหรียญสหรัฐ ทำให้เราค้าขายข้าวเป็นอันดับหนึ่งทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

แน่นอนว่าในฐานะประเทศผู้ส่งออก จำเป็นต้องตั้งราคาให้ต่ำกว่าตลาดโลก แต่สิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้คือรับจำนำข้าว ซึ่งต้องการขายข้าวให้สูงกว่าราคาตลาดโลก มันเป็นความคิดของประเทศที่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้า อย่างเกาหลีใต้สามารถตั้งราคาข้าวได้ถึง 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพราะเขาต้องนำเข้าสินค้าและสร้างแรงจูงใจให้คนในประเทศปลูกข้าว ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นแน่นอน

- ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกควรปรับตัวอย่างไร

มีวิธีเดียวที่จะทำให้ราคาในประเทศสูงกว่าตลาดโลก คือเอาเงินไปจ่ายเหมือนที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ เราใช้ไป 3 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบจะเท่ากับงบประมาณลงทุนประจำปีทั้งประเทศที่มีแค่ 4.2 แสนล้านบาท เมื่อมองภาพใหญ่เป็นเช่นนี้ ในไม่ช้าประเทศไทยเข้าสู่เส้นทางหายนะ

ไม่ผิดที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแจกเงิน แต่การออกนโยบายลดภาษีพร้อมกันไปด้วยนั้น ก็ต้องถามกลับว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจกต่อไป ถ้ารัฐบาลจะบอกว่าวิธีแจกเงินดีที่สุด ทำไมเราไม่ตั้งงบประมาณแจกเงินทุกคนไปเลย จะได้รวยกันทั้งประเทศทีเดียว เพราะครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นคนฐานะไม่ดีอยู่แล้ว รัฐบาลกล้าทำแบบนี้ไปเลยหรือไม่

- หากไม่มีฝ่ายการเมืองและข้าราชการเข้าไปยุ่งเกี่ยว การค้าขายข้าวจะไม่มีปัญหา

เรารู้ว่าตลาดไม่ได้มีปัญหา แต่ข้อเท็จจริงคือมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยากจนเท่านั้น แต่มีชาวนาอีกประมาณ 1 ล้านครัวเรือนจากทั้งหมด อยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุดของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีที่นาเป็น 100 ไร่ มีผลผลิตส่วนเกินออกสู่ตลาดถึง 52% ซึ่งการรับจำนำเป็นการให้ประโยชน์กับคนที่มีผลผลิตส่วนเกินเหลือขาย ฉะนั้นชาวนาที่ร่ำรวยจะได้ประโยชน์มาก ขณะที่กลุ่มที่ยากจนมีพื้นที่แค่พอปลูกข้าวกินเองแทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย

นอกจากนี้ ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ (ชินวัตร) ที่เริ่มรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ก็เริ่มชี้ให้เห็นแล้วว่าระบบการค้าข้าวกำลังจะถูกทำลาย เพราะชาวนาต้องการขายข้าวให้กับรัฐ ทำให้กลุ่มพ่อค้าท้องถิ่นและตลาดกลางก็เริ่มเจ๊ง หันไปเปิดโรงสี รับจ้างรัฐบาลกันหมด ในที่สุดทำให้ประเทศไทยที่มีข้าวเปลือกทั้งปี 35 ล้านตัน แต่กลับมีกำลังการผลิตส่วนเกินถึง 90 ล้านตัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เกิดการวิ่งเต้นกับฝ่ายการเมือง แข่งกันทุจริต เพื่อหาข้าวมาไว้ในโรงสีตัวเอง สุดท้ายมันกลายเป็นการเพาะเชื้อให้เกิดอุตสาหกรรมการโกงอย่างเป็นระบบ

- ทำไมฝ่ายการเมืองต้องทำนโยบายสู้กันเพื่อแย่งฐานเสียงแค่ 5 ล้านครัวเรือนจากกลุ่มชาวนา

ต้องไม่ลืมว่าก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คุณทักษิณจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ไม่สามารถปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ดังนั้นทุกนโยบายจึงออกมาแบบจนตรอก ต้องเหนือกว่าคู่แข่งทุกอย่าง โดยไม่ต้องคิดถึงผลกระทบในภายหลัง หากจำแนกฐานเสียงเป็น 10 กลุ่มเราจะเห็นภาพใหญ่ว่า ฝ่ายการเมืองสรรหาทุกนโยบายลงไปในกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลาง ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 60% นั่นหมายความว่าเป็นฐานเสียงใหญ่ทางการเมือง ดังนั้นนโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือน ป.ตรี จึงถูกผลิตออกมา โดยการใช้เงินและตัดรายได้ภาครัฐ สุดท้ายไม่เหลือเงินพัฒนาประเทศก็จะนำพาไปสู่เส้นทางหายนะ

ซึ่งการรับจำนำข้าวก็เช่นกัน คนที่ได้ประโยชน์คือโรงสี และชาวนาที่รวยอยู่แล้ว ไม่ใช่กลุ่มที่ยากจน ดังนั้นการเอาเงิน 3 แสนล้านบาทจากโครงการรับจำนำไปซื้อคะแนนเสียงแค่ 5 ล้านครัวเรือน มันทำให้เราเดินถอยกลับไปเป็นประเทศพม่าและเวียดนามเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

- ทางออกที่ถูกต้องของการแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาคืออะไร

ประเทศจะพัฒนาได้ ทุกคนต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่เอะอะจะให้รัฐบาลทำให้อย่างเดียว นักการเมืองที่อยากเป็นรัฐบุรุษ รัฐสตรีต้องคิดอย่างนี้ ให้ทุกคนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ทำให้พวกเขาต้องมาแบมือขอเงิน มันไม่ใช่เส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืนเลย

ดังนั้นต้องแยกการช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกที่มีรายได้ไม่ดีประมาณ 1.2 ล้านคน กลุ่มนี้ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ปลูกข้าวคุณภาพต่ำ ต้องให้เขาปรับตัวออกนอกภาคการเกษตร รัฐเข้าไปสนับสนุนเรื่องการศึกษา พัฒนาฝีมือแรงงาน ส่วนกลุ่มชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป ต้องเข้าไปช่วยด้านการพัฒนาผลผลิตต่อคนให้มากขึ้น

แน่นอนว่าในแง่ปริมาณคนปลูกข้าวลดลง แต่มูลค่าข้าวจะสูงขึ้น รายได้ต่อหัวของเกษตรกรกลุ่มนี้จะสูงเพิ่มขึ้น เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว

- วิธีการเช่นนี้ฝ่ายการเมืองอาจจะไม่เอาด้วย เพราะเห็นผลลัพธ์ช้า

แต่มันคืออนาคตของประเทศ สิ่งที่เราทำกันทุกวันนี้ทำให้ทุกคนกลายเป็นลูกอีช่างขอ แบมือรับเงิน ไม่ยอมดิ้นรนด้วยตนเอง เก่งแต่วิ่งเต้นคอร์รัปชั่น เส้นทางของประเทศควรจะฝึกให้คนเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตนเอง ทั้งหมดมันต้องใช้เวลา

นักการเมืองต้องเปลี่ยน ไม่ใช่จะใช้วิธีการเอาเงินภาษีประชาชนมาแข่งกันเอาชนะ ถ้าจะเล่นกันด้วยประชานิยมก็ต้องทำให้เป็นนโยบายที่ยั่งยืน ไม่ใช่ทำอย่างที่เป็นอยู่วันนี้

- ดังนั้นควรเริ่มทำประชานิยมเพื่อเกษตรกรอย่างไร

ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเสริมรายได้ให้เขา จ่ายเงินให้ไปเลย จำกัดไปเลยว่าแต่ละครัวเรือนควรจะได้เท่าไร จากนั้นก็ไปส่งเสริมเรื่องสวัสดิการ การศึกษา เพื่อทำให้พวกเขายืนบนขาตัวเองได้

ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้าปัจจุบันคนไทยที่ยากจนมี 13 ล้านคนจากทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยวันละ 50 บาท หากยึดเอาคำนิยามของธนาคารโลกบอกว่า คนหนึ่งคนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต้องมีรายได้วันละ 60 บาท ภาครัฐต้องการจ่ายเงินเข้าไปช่วยเหลือให้พ้นเส้นความยากจนคือ 90 บาท แปลว่าต้องให้เงินพวกเขา 40 บาทต่อคน สรุปแล้วรัฐจะใช้เงินช่วยคนกลุ่มนี้แค่ปีละ 1.89 แสนล้านบาท ช่วยคนจนได้ทั้งประเทศ ใช้เงินน้อยกว่าโครงการรับจำนำข้าวด้วยซ้ำไป

สุดท้ายผมอยากย้ำว่า ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับรัฐบาล ผมแค่ทำงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ดีผมก็วิจารณ์ ผมยังโดนคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) โกรธเป็นการส่วนตัวมาแล้ว แต่นักการเมืองก็เป็นแบบนี้ เวลาชมเขาก็ชอบ เวลาตำหนิเขาก็ด่า แต่สังคมประชาธิปไตยต้องอยู่บนพื้นฐานความเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่มาใส่ร้ายป้ายสีกัน ซึ่งผมพยายามทำหน้าที่เป็นขั้วกลางที่อยู่บนข้างผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

ไฟเขียวแผนพัฒนาอาชีพปากพนัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยแนวหน้าออนไลน์ อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบหลักการ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาอาชีพโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 ที่คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ เสนอ โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ จำนวน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) พัฒนาการเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง (2) การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันในอาชีพของเกษตรกรและประชาชน (3) พัฒนาการสร้างตัวแบบความสำเร็จและขยายผลเพื่อพัฒนาอาชีพ และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้กรอบแนวคิดยึดแนวพระราชดำริหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนงานและกิจกรรม ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 มุ่งพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประมาณ 1.98 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา รวม 13 อำเภอ ให้มีความมั่นคง ราษฎรอยู่ดีมีสุข มีระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ตรวจทานและจัดทำข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไ

3 กูรูชี้ทิศทางฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ พลิกกลยุทธ์รับมือสงครามการค้าโลก

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 สิงหาคม 2555

ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อเรื่อง "จุดเปลี่ยนการค้าโลก : ไทยจะเดินทางอย่างไร" ในวันครบรอบ 92 ปีการสถาปนากระทรวงพาณิชย์ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา องค์ปาฐกถาประกอบด้วย นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.), นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ สุดยอดกูรูด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ ถ่ายทอดประสบการณ์ชี้ทิศทางฝ่าวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

NTMs โมเดลใหม่กีดกันทางการค้า

นาย ศุภชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจสหภาพยุโรปและสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาจากที่เคยขยายตัวปีละ 6-7% ปีก่อนลดเหลือ 2.5% และปีนี้จนถึงปีหน้าคงเติบโตไม่ถึง 2.5% นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดความเชื่อมั่นในระบบการค้าแบบพหุภาคี จากที่การเจรจารอบโดฮา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกไม่คืบหน้า และไม่น่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงเพิ่มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTMs : Non Tariff Measures) มากขึ้น

ไทยควรปรับวิธีเจรจาใหม่เป็นกลุ่มย่อย เฉพาะเรื่อง เลือกเรื่องที่พร้อมมาเจรจาก่อน จากเดิมเจรจาทุกเรื่องให้จบพร้อมกัน ทำให้ยืดเยื้อ เช่น เลือกเจรจาประเด็นการเงิน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ฯลฯ ซึ่งอาจจะมีฝ่ายคัดค้าน แต่จะได้ประโยชน์กว่า

ตนไม่เห็นด้วยที่จะ เปิดการเจรจากรอบความตกลงที่ให้สิทธิพิเศษทางการค้า (PTA : Preference Trade Agreement) ซึ่งเริ่มมีมากขึ้น เพราะเป็นการเจรจาระหว่างประเทศที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน เช่น กรอบเจรจาสหรัฐกับเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งเสี่ยงมากที่ข้อตกลงจะมีผลเกินกว่าที่ตกลงไว้ในกรอบดับบลิว

ทีโอ หรืออาจเรียก WTO+4 หรือปรับเงื่อนไขเจรจาให้เป็น soft law นอกจากนี้เป็นห่วงประเทศกำลังพัฒนาจะติดกับดัก global public goods ให้เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิต แต่ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ต้องปรับแนวคิดนำเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การใช้เครือข่ายการค้าสากลในระดับต่าง ๆ มาใช้

 โลกอนาคตไม่ใช่ของอียู-สหรัฐ

ประเด็น ที่ไทยจะเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (AEC) ในอนาคตไทยไม่มีปัญหาเรื่องการเตรียมตัว แต่อาเซียนคงไม่สามารถรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้สำเร็จ เพราะไม่ใช่แค่ลดภาษี แต่หมายถึงการปรับกฎระเบียบอื่นด้วย ซึ่งขณะนี้ทั้งเรื่องแรงงาน พลังงาน การเงิน การศึกษา ล้วนอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ให้กลุ่มอาเซียนเร่งพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกับภาคีทั้ง 6 ประเทศ ทั้งกรอบการเจรจาอาเซียน+3 อาเซียน+6 เพราะโลกต่อไปจะไม่ใช่โลกของอียูและสหรัฐแล้ว

นายศุภชัยย้ำว่า ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากกฎระเบียบที่มีอยู่ 4 เรื่องมากขึ้น คือ การจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การออกประกาศบังคับใช้สิทธิ์ (CL) การเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และการเข้าเป็นภาคีเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ โดยยึดหลัก Nagoya Protocal ปกป้องการเข้ามาโจรกรรมทรัพยากรไปใช้ประโยชน์ โดยไม่แบ่งปันให้เจ้าของสิทธิ์ หากไม่ตื่นตัวไม่มีกฎเข้มแข็งจะเสียเปรียบ กระทบผู้บริโภค

 ทัพหน้า-ทัพหลังหนุนเอกชนส่งออก

ขณะ ที่นายวีรพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหน้าในการนำเอกชน ส่วนกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยระวังหลัง ต้องสนับสนุนและให้ความสะดวกเอกชน เพราะการค้าไทยมีสัดส่วนเพียง 1% ของการค้าโลก จะให้อยู่เฉพาะตลาดในไทยคงไม่ได้ ต้องสนับสนุนออกไปทั่วโลก

ตอน นี้ไทยอยู่บนทาง 3 แพร่ง จะต้องเลือกเลี้ยวซ้ายหรือขาว เพราะข้างหน้าคือหุบเหว ก่อนหน้านี้หัวรถจักรคือสหรัฐ-สหภาพยุโรป แต่สหรัฐคงไม่ฟื้น ที่ผ่านมาสหรัฐแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะใช้กฎหมายผูกขาดทรัพย์สินทางปัญญามาควบคุมคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่มีเทคโนโลยีอะไรผูกขาดได้

ส่วนสหภาพยุโรปก็รอวันตาย เพราะเอาคนแก่เล็กเด็กแดงไปผูกไว้ด้วยสกุลเงินเดียวกัน ทั้งที่ความสามารถแข่งขันต่างกัน มาตรการแก้ปัญหาที่นำมาใช้ไม่ได้แก้ไขปัญหาแท้จริง แค่อุดสภาพคล่อง ถ้าไม่ไหวอาจต้องยอมตัดเนื้อร้ายหรือพายุโรปตายยกแผง

 �ทวาย-มาบตาพุด� พลิกโฉมประเทศไทย

ที่ น่าจับตามองคือ ผลกระทบต่อจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐและยุโรป แต่เชื่อว่าจีนไม่น่าทรุด เพราะเริ่มปรับตัวโดยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนภาครัฐ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน อยู่ใกล้จีน ประกอบกับญี่ปุ่นจะขยายอำนาจไปทวาย เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

จึงเห็นด้วยที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการทวาย เพราะจะเชื่อมมาบตาพุด แหลมฉบังไปยังทวาย ทำให้การค้าไทยไปยังฝั่งตะวันตกเติบโตขึ้น จากเดิมมีเพียง 35% เทียบกับการค้าไทยกับฝั่งตะวันออก มีโอกาสขยายการค้าไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง จะพลิกโฉมประเทศไทยมหาศาลในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

มุ่งแชมป์คุณภาพข้าวแทนแชมป์ราคา

ด้าน นายธนินท์กล่าวสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าว โดยระบุว่าเคยสอบถามชาวนาก็เห็นว่าดีกว่าการประกันราคา ซึ่งไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่ราคาประกัน 10 บาท ขายได้ 5 บาท รัฐบาลจาก 5 บาท ขายได้ 7 บาท รัฐจ่าย 3 บาท มีการรั่วไหล แล้วจะป้องกันความเสียหายอย่างไร นักธุรกิจค้าข้าวพอใจ ซื้อถูกขายถูก ง่าย แต่จำนำซื้อแพง ขายแพง ยาก มีโอกาสขาดทุน

คนได้คือชาวนา คนเสียคือรัฐบาลกับนักธุรกิจ จึงต้องช่วยให้นักธุรกิจเสียหายน้อยที่สุด เช่น ปรับมาใช้ระบบโควตาข้าวเหมือนเดิม ให้แต่ละคนได้ข้าวตามประวัติส่งออก ทุกคนต้องไปขายข้าวคุณภาพเดียวกันราคาเท่ากัน ไม่ตัดราคา ใช้บริษัทเซอร์เวเยอร์ระดับโลกมาดูแลและรับฝาก และให้แบงก์การันตี

การ ส่งออกข้าวไทยต้องไม่มุ่งแข่งขันเป็นแชมป์ด้านราคา แต่ควรเป็นแชมป์ด้านคุณภาพมากกว่า อนาคตพม่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด อินเดียไม่ใช่คู่แข่งถาวร เวียดนาม กัมพูชาก็ไม่ใช่ เพราะพม่ามีพื้นที่ และมีคนกว่า 90 ล้านคน รัฐจึงควรส่งเสริมเอกชนไทยไปลงทุนซื้อข้าวจากพม่าเป็นวัตถุดิบส่งออก ให้ปรับแนวคิดว่าวัตถุดิบของไทยมีอยู่ทั่วโลก ส่งเสริมให้ไปซื้อหน้าดินมา แล้วนำสินค้าพวกรถจักรยานยนต์ โทรทัศน์ ส่งกลับไปขาย

หนุนเกษตร-พลังงานทดแทน-ท่องเที่ยว

ไทย ไม่ควรกังวลปัญหาเงินเฟ้อเกินไป เพราะไม่สามารถคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก วิกฤตยุโรปและสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้ารุนแรงกว่าปีนี้ เป็นโอกาสของไทยในการลงทุน หรือเข้าซื้อกิจการ รัฐบาลก็มีโอกาส เพราะเงินทุนสำรองมากถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ควรนำมาลงทุนสร้างสาธารณูปโภค ทั้งท่าเรือ คมนาคม โลจิสติกส์ ชลประทาน รถไฟรางคู่ และสนับสนุนนักธุรกิจเล็ก กลาง จิ๋ว ไปลงทุนต่างประเทศ

 พัฒนา ระบบชลประทาน 25 ล้านไร่ปลูกข้าวให้ผลผลิตเท่ากับที่เคยปลูก 67 ล้านไร่ แล้วนำที่ดินที่เหลือ 30-40 ล้านไร่ ไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทน ต้องสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ปรับลดภาษี สร้างฟรีเทรดโซนเพิ่มขึ้น แก้กฎหมายดึงเอกชนเข้ามาลงทุน เช่น ให้เช่าที่ดินเป็น 99 ปี ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 16-17% ต่ำกว่าฮ่องกง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ

ภาพ: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1345639063&grpid=&catid=02&subcatid=0212

ยื้อแผนบี้ภาษีรถปล่อย CO2 คลังหวั่นเพิ่มภาระอุตฯยานยนต์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเปิดเผยถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ด้วยการเปลี่ยนแนวทางคำนวณภาษีมาคิดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ (CO2) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่งจะฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งได้มีการวางเครื่องจักรสายการผลิตใหม่? และรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์คันแรก เพื่อกระตุ้นภาคยานยนต์ ดังนั้น หากรัฐบาลไปออกมาตรการใดเพิ่มเติมจนต้องปรับระบบไลน์การผลิตใหม่พิจารณาดูแล้วคงเกิดปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงยังไม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาช่วงนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชน

โดยกรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เบื้องต้นกำหนดหากเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% ขนาดเครื่องยนต์ ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30 % ด้วยการยกเลิกระบบภาษีโครงสร้างรถยนต์ให้ส่วนลดเมื่อใช้น้ำมันเอทานอล แก๊ซโซฮอลล์ รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำหนดให้เสียภาษี 10% และรถยนต์อีโคคาร์ที่เสียภาษี 17% โดยต้องศึกษาว่าได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเท่าใด

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณกล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2555ว่ามีความล่าช้าในการขอเบิกงบประมาณไปพอสมควรแต่เชื่อว่าภายในเดือนหน้าการเบิกจ่ายของส่วนราชการจะเป็นไปตามเป้าหมายโดยในส่วนของงบฯลงทุน มีการเบิกจ่ายแล้ว60% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 72% และงบประมาณรายจ่ายประจำ มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 80% จากเป้าหมาย 94%ซึ่งเชื่อว่าหลังกรมบัญชีกลางมีการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

"รัฐบาลมีมาตรการในการเร่งรัดส่วนราชการให้ดำเนินการทำรายการจัดซื้อจ้างให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งหากหน่วยราชการใดไม่สามารถทำได้ทันก็อาจให้โครงการนั้นพับไป"นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับงบประมาณ 2556หน่วยราชการต่างๆสามารถร่างทำรายการจัดซื้อจัดจ้างเตรียมไว้ได้ทันทีเนื่องจากขณะที่งบประมาณได้ผ่านพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้วเหลือเพียงขั้นตอนของวุฒิสภา

กนอ.ฟังความเห็นพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดด้วยวิธีถมทะเล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2555

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นด้านเทคนิคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 2 พื้นที่ 1468 ไร่ ด้วยวิธีการถมทะเล โดยมีผลการศึกษาของกลุ่มที่ปรึกษาด้านผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการศึกษาในเรื่องการสำรวจ ศึกษา และออกแบบ ระบบระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านท่อระบายน้ำ และการศึกษาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่อ่าวประดู่ บริเวณปากคลองชากหมาก โดยให้มีผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด
ทั้งนี้ กนอ.ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบในบางประเด็นที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วน คือการก่อสร้างระบบระบายน้ำออกสู่ทะเล สำหรับผลการศึกษาทั้งหมดยังไม่มีข้อมูล โดยจะศึกษาในรายละเอียดอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะหาแนวทางที่ดีที่สุดต่อไป

2012 Southeast Asia Regional Training Workshop on Water and Health

2012-12-01 08:00
2012-12-07 16:00

2012 Southeast Asia Regional Training Workshop on Water and Health: Impacts, Adaptations and Interventions
December 1-7, 2012, Tainan, Taiwan

Hosted by:
National Cheng Kung University (NCKU)
Sponsored by:
National Science Council, Taiwan
 

ดูความเป็นมา กำหนดการและใบสมัครได้ด้านล่าง

 

 

'สกว.'พัฒนาโจทย์วิจัยสู่อาเซียน แนะปั้นคนรุ่นใหม่-เน้นยุทธศาสตร์3เสาหลัก

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7938 ข่าวสดรายวัน

ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผอ.สถาบันรามจิตติ หัวหน้าโครงการจับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน (INTREND) กล่าวในการเสวนา เรื่อง 'จับกระแสการเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาเซียน : วางทิศคิดทางประเทศไทย' ว่า ไทยเรายังมีปัญหาพื้นฐานทั้งในเรื่องโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยยังมีเด็กด้อยโอกาสหลุดจากระบบการศึกษานับล้านคน กลายเป็นแรงงานที่ด้อยคุณภาพ ขาดโอกาสการพัฒนา คุณภาพการศึกษาโดยรวมก็ยังตกต่ำ จากการขาดกำลังครูและปัจจัยสนับสนุนที่มีคุณภาพและทั่วถึง ส่วนการเตรียมคนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตนอยากเน้นยุทธศาสตร์เชิงประเด็นที่สำคัญๆ และมีผลกระทบสูงเพื่อตอบโจทย์สามเสาหลักอาเซียน โดยในเสาหลักด้านสังคมวัฒนธรรม อยากเน้นมากเพราะเป็นรากฐานความเข้มแข็งของประชาคมระยะยาว อยากให้รัฐส่งเสริมการศึกษาเพื่อความเข้าใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัยที่จะพัฒนาทักษะการคิดเด็ก ส่วนเชิงเนื้อหาควรเน้นประเด็นการค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านที่เด็กจับต้องได้

ส่วนเสาหลักทางเศรษฐกิจตนอยากเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งในกลุ่มอายุวัยเรียนและแรงงานนอกกลุ่มอายุวัยเรียนอีกหลายสิบล้านคน อาศัยกลไกสถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน การศึกษานอกระบบเป็นสำคัญ โดยให้ท้องถิ่นร่วมสนับสนุนและรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นร่วมกับเพื่อนบ้าน ส่วนเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคงตนขอให้เน้นเรื่องการเคารพในพันธสัญญาหรือข้อปฏิบัติที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะพันธสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน

ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รอง ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า เวทีเสวนาครั้งนี้ตั้งโจทย์การสร้างกำลังคนที่มีหลายประเด็นที่ท้าทายยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องมิติสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กรุ่นใหม่จำต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอาเซียน ซึ่งหลังจากวันนี้ สกว.จะนำข้อคิดเห็นไปพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป

อุตุนิยมวิทยาโลกเรียกร้องปรับนโยบายรับมือภัยแล้ง

โดยกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 สิงหาคม 2555

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) เรียกร้องให้นานาชาติปรับนโยบายจัดการความเสี่ยงด้านภัยแล้งให้มีการประสานงานและเป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น หลังจากสหรัฐเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงและส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อตลาดอาหารโลก

นายมานนาวา สิวาคูมาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายคาดการณ์สภาพอากาศและการปรับตัวของดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่า สหรัฐ กำลังเผชิญกับภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2438 และพื้นที่ 63% ของประเทศ ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ตั้งแต่ระดับปานกลาง จนถึงมากที่สุดเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม ส่วนอินเดีย ก็กำลังเผชิญภัยแล้งขั้นรุนแรงเช่นกัน โดยทั่วประเทศ มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติถึง 70% ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตอาหาร

นายสิวาคูมาร์ กล่าวด้วยว่า ประชาชนกว่า 2.5 ล้านคนในเม็กซิโก กำลังได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง ส่วนบางพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยุโรป อย่าง โรมาเนียและสโลเวเนีย ก็มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นและขาดแคลนน้ำ ขณะที่ ออสเตรเลียเป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่มีการกำหนดนโยบายภัยแล้งและ "นโยบาย" ก็ดีกว่า "แผนการ" ตรงที่ทุกขั้วอำนาจทางการเมืองต้องปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอ็มโอ ซึ่งเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการรับมือกับภาวะแห้งแล้ง และพันธมิตรอื่นๆ จะร่วมกันจัดการประชุมระดับสูงเกี่ยวกับนโยบายภัยแล้งนานาชาติในวันที่ 11-15 มีนาคม 2556

นายไมเคิล จาร์โรด์ เลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าวว่า "ภาวะโลกร้อนส่งผลให้ความถี่ ความรุนแรง และช่วงเวลาของภัยแล้งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อหลายๆภาคส่วน ทั้งอาหาร น้ำ สุขภาพ และ พลังงาน เราต้องปรับเปลี่ยนจากแนวทางการจัดการปัญหาแบบแยกส่วน และปรับปรุงนโยบายภัยแล้งระดับประเทศที่อิงกับความเสี่ยงร่วมกัน"

ไทยจีนจับมือศึกษาทรัพยากรน้ำ

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ

ซึ่งมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การป้องกันและบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติ
สำหรับรูปแบบความร่วมมือนั้น จะเป็นการแลกเปลี่ยนการศึกษาดูงานของผู้บริหารระดับสูง การประชุมวิชาการ การอภิปราย สัมมนา และทัศนศึกษาในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนสถาบันพัฒนาและวิจัยของทั้งสองประเทศในการร่วมดำเนินการโครงการวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการวิจัย บุคลากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ในเบื้องต้นทั้งฝ่ายไทยและจีนได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการลงนามตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว ก็คาดว่าจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ในเร็ว ๆ นี้.

ดัชนีความมั่นคงอาหารหนุนอาเซียนผลผลิตยั่งยืน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 สิงหาคม 2555

อีไอยูจัดทำดัชนีความมั่นคงอาหาร ส่งสัญญาณเตือนภัยรับมือความท้าทายการจัดหาอาหาร หนุนอาเซียนบรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร

ทุกวันนี้ โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดหาอาหารอย่างเหนือความคาดหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างมากของประชากรโลก ซึ่งนับถึงเดือนต.ค. 2554 มีอยู่ที่ 7,000 ล้านคน และมีเด็กทารกเกิดใหม่ 255 คนในทุกนาทีทั่วโลก

การสัมมนาเปิดตัวดัชนีความมั่นคงทางอาหาร ที่ดูปองท์ กลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก ร่วมมือกับ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) จัดทำขึ้นนั้น นายคาร์ล ลูคัส ประธานดูปองท์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ระบุว่า ภายในปี 2593 ดูปองท์ ประเมินว่า ยอดรวมประชากรโลกจะพุ่งสูงเกินกว่า 9,000 ล้านคน โดย 8,000 ล้านคนในจำนวนนี้ จะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว กลายมาเป็นปัจจัยกดดันในเรื่องการจัดหาอาหาร และพลังงาน ทั้งยังมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น ที่จะต้องจัดหาความมั่นคงให้กับประชากรและสิ่งแวดล้อม

นายลูคัสชี้ว่า แม้จะมีการสร้างเครือข่าย และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวแล้ว แต่ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่รัฐบาลเพียงประเทศเดียว หรือภูมิภาคเดียวของโลก หรือบริษัทเพียงบริษัทเดียวจะสามารถแก้ไขได้

ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้ ดูปองท์ เกิดแนวคิด ที่จะริเริ่ม “ความร่วมมือโลก” ขึ้นมา โดยเชื่อว่า การร่วมมือระหว่างกัน จะช่วยหาทางออกให้กับความท้าทายในการจัดหาอาหารได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการ รัฐบาล บริษัท และองค์กรต่างๆ จะช่วยให้เกิดการค้นพบช่องทางใหม่ๆ ที่ดีขึ้นในเรื่องดังกล่าว

การเคลื่อนไหวของบริษัทในเรื่องนี้ รวมถึง ให้การสนับสนุนอีไอยู ในการจัดทำดัชนีความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เป็นเครื่องมือใหม่ สำหรับการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา และเน้นให้เห็นถึงส่วนที่ต้องมีการพัฒนา และปฏิรูป
ช่วยอาเซียนบรรลุเป้ามั่นคงอาหาร

ในส่วนของอาเซียนนั้น นายลูคัส มองว่า ดัชนีความมั่นคงทางอาหารนี้ จะเป็นเครื่องมืออ้างอิงที่ดี ในการที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายในการดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในภูมิภาค (เอสพีเอ-เอฟเอส) ที่จะรับประกันถึงความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรในระยะยาว

ขณะที่ นายซิง โฮ กรรมการผู้จัดการดูปองท์ อาเซียน ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างประชากรของ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่คาดว่าจะพุ่งถึง 650 ล้านคนภายในปี 2593 จะเห็นได้ถึงความแตกต่างกันอย่างมากของแต่ละประเทศ ไล่ตั้งแต่ในเวียดนาม ที่มีประชากรอายุน้อย และมีความกระตือรือร้น ไปจนถึงอินโดนีเซีย ที่กลุ่มชนชั้นกลางกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมองหาอาหารที่มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม

จนถึงขณะนี้ ประเทศในอาเซียนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องของเกษตรกรรม เห็นได้จาก 21% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเวียดนาม ที่มาจากภาคการเกษตร หรือราว 60% ของมูลค่าการส่งออกของไทย ก็มาจากอาหาร และสินค้าเกษตร ขณะที่ภาคการเกษตรของฟิลิปปินส์ มีการจ้างงานถึง 39.8% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ และภาคอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วน 20% ในจีดีพีฟิลิปปินส์

รัฐบาลของชาติสมาชิกอาเซียน ยังมีการวางกลยุทธ์ และแผนการระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องอาหาร เช่น มาเลเซียมีการจัดทำโครงการเปลี่ยนถ่ายทางเศรษฐกิจ ที่รวมถึงภาคการเกษตร และน้ำมันปาล์ม นอกเหนือไปจากกันเงินงบประมาณจำนวน 3,800 ล้านริงกิต เพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ตามแผนผลิตอาหารแห่งชาติ ปี 2554-2563

ฟิลิปปินส์ จัดทำแผนโรดแมพเพื่อการพึ่งพาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพในด้านการจัดหาอาหาร ปี 2554-2559 ทั้งยังมีการแสดงออกถึงความกังวลในเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร และทบทวนมาตรฐานอาหารปลอดภัยด้วย เช่นเดียวกับเวียดนาม ที่มีการกำหนดกลยุทธ์โภชนาการแห่งชาติ ปี 2554-2563

เมื่อมองในมุมกว้าง จะเห็นได้ว่า อาเซียนตระหนักถึงความสำคัญในความมั่นคงทางอาหาร โดยบรรดาผู้นำอาเซียนได้ให้คำมั่นที่จะจัดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เป็นนโยบายสำคัญอันดับต้นๆ และอย่างถาวรของภูมิภาค พร้อมกำหนดกรอบการรวมตัวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (เอไอเอฟเอส) และเอสพีเอ-เอฟเอสขึ้นมา

นายโฮ ชี้ว่า ในการทำธุรกิจในอาเซียนมามากกว่า 40 ปีนั้น ดูปองท์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ทำงานร่วมกับรัฐบาล และเปิดโครงการเพื่อชุมชนต่างๆ ในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาความมั่นคงของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนที่แตกต่างกันออกไป

นางปราติบา เทเคอร์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา อีไอยู ผู้ทำการศึกษาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก เปิดเผยว่า ดัชนีดังกล่าวได้ทำการศึกษาจาก 105 ประเทศทั่วโลก ผ่านทางตัวชี้วัด 25 ตัวของโลก วัดความสามารถในการหาซื้ออาหาร การเข้าถึงอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในการจัดอันดับของแต่ละประเทศพบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 45 ของดัชนีดังกล่าว และอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากมาเลเซีย โดยดัชนีที่ใช้ชี้วัดความมั่นคงอาหาร จะพิจารณาจากปริมาณอาหาร รายได้ของประชากรในประเทศนั้นๆ หากมีรายได้ต่อหัวสูงก็จะสามารถซื้อหาอาหารได้มาก รวมไปถึงการพิจารณาจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรในแต่ละประเทศด้วย

ส่วนประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านอาหารมากที่สุดคือ สหรัฐ รองลงมาคือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์ ขณะประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของดัชนี ล้วนมาจากทวีปแอฟริกา รวมถึง มาลาวี โตโก และ ซูดาน ซึ่งติดอยู่ใน 3 อันดับสุดท้ายของดัชนี

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชาย เลาห์วีระพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่อันดับความมั่นคงทางอาหารของไทยในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียนนั้น เป็นผลมาจากไทยได้คะแนนน้อย ในเรื่องการวิจัยและพัฒนา

แต่ละปีประเทศไทยจัดงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาเพียงปีละประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งยังแบ่งมาเป็นการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรไม่ถึง 10% หรือ 500 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของดูปองท์มีถึงปีละ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 62,000 ล้านบาท ซึ่ง 86% ของเงินลงทุนจำนวนนี้ของดูปองท์ มุ่งเป้าไปที่การหาทางออกให้กับความท้าทายในเรื่องอาหาร พลังงาน และการปกป้องที่จำเป็นสำหรับประชากรโลก และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ดัชนีอีกหนึ่งตัวของไทยที่ต่ำมาก คือ ความมั่นคงทางด้านการเมือง ที่ประเทศไทยได้ 33.33 คะแนน อินโดนีเซียและมาเลเซียได้ 66.67 คะแนน ถือว่าเกือบจะต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาค ยกเว้น กัมพูชาประเทศเดียวที่ได้ 27.78 คะแนน

by ThaiWebExpert