มมส ติดอันดับ 4 ของประเทศ อันดับ 126 ของโลก "ม. สีเขียว"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2555

มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับที่ 4 ของประเทศ และอันดับที่ 126 ของโลก จาก UI GreenMetric World University Ranking 2011 เป็นการจัดอันดับของมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่เข้าร่วม โดยใช้ตัวชี้วัดหลักที่แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาระบบการจัดการและการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การจัดอันดับ มหาวิทยาลัยสีเขียวของมหาวิทยาลัยทั่วโลกโดย UI Green Metric Ranking of World Universities 2011 จัดโดย University of Indonesia หรือ UI เป็นกลไกเพื่อส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้จัดทำนโยบาย และจัดระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในมหาวิทยาลัยให้เกิดความยั่งยืน และเอื้อต่อการลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานทดแทน

เกณฑ์การตัดสินได้คำนึงถึงการจัดทำนโยบาย การพัฒนาระบบการจัดการ กิจกรรมการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้และการนำระบบไปสู่การปฏิบัติให้ครบถ้วนภายในมหาวิทยาลัย มีเกณฑ์การให้คะแนน 5 ด้าน คือ 1) สถานที่ตั้งและระบบสาธารณูปโภค 2) การจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) การจัดการขยะ 4) การใช้น้ำ และ 5) การจัดการระบบขนส่ง

มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งหมด 178 แห่ง จาก 47 ประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม (University of Nottingham) ประเทศอังกฤษ ได้รับการประกาศให้เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 1 ของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว อันดับที่ 126 ของโลก และเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าว่า มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายการดำเนินการอย่างชัดเจน ในการมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา โดยได้มีการจัดระบบบริหารจัดการด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างมีคุณภาพ และบูรณาการระบบเหล่านั้นให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงพัฒนาภูมิทัศน์มหาวิทยาลัย ด้านการอนุรักษ์พลังงาน การรักษาความปลอดภัย การดำเนินการเกี่ยวกับการจราจรมหาวิทยาลัย การจัดการของเสีย และการจัดการขยะมูลฝอยแบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (Integrated Solid Waste Management : Mahasarakham University)

"นอกจากนี้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว การเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยการปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ระบบพาหนะเดินทางในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ได้นำรถรางประหยัดพลังงานมาบริการบุคลากรและนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งได้รับการตอบรับและร่วมมือเป็นอย่างดี และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน อีกทั้งเป็นต้นแบบให้กับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ได้นำไปประยุกต์ให้เกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อม ตลอดจนชุมชนและอุตสาหกรรมที่อยู่รอบข้างมหาวิทยาลัยและก่อให้เกิดผลดีต่อสภาพแวดล้อมของประเทศโดยรวม” อธิการบดีมมส กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะความร่วมมือร่วมใจของชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคามทุกคน ที่มีส่วนร่วมผลักดันกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้มหาวิทยาลัยมีสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว ยังทำให้ได้รับรางวัลซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทุกคนอีกด้วย

นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่มีความมุ่งมั่นที่จะมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวและมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนั้นยังมีมหาวิทยาลัยของไทย อีก 5 แห่ง ได้รับรางวัล ได้แก่ อันดับ 46 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, อันดับ 47 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, อันดับ 70 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, อันดับ 141 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ, และ อันดับ 151 มหาวิทยาลัยบูรพา

นานาประเทศเริ่มออกมาตรการคุมเข้มทางภาษี หวังลดปัญหาภาวะโลกร้อน

โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร วันอังคารที่ 24 มกราคม 2555

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แจง นานาประเทศเริ่มออกมาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ เพื่อมุ่งกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนะ ไทยต้องเริ่มตื่นตัวและอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้น แต่ต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกได้ตระหนัก และให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ซึ่งรัฐบาลหลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและพยามหาแนวทาง/มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่น ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามกระแสโลก ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยอมรับได้ของทุกฝ่าย

กองทุนสัตว์ป่าโลกเตือนช้างสุมาตราสูญพันธุ์ใน30 ปี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 24 มกราคม 2555

กองทุนสัตว์ป่าโลกเตือนช้างสุมาตราจ่อสูญพันธุ์ใน30 ปี-ยูเอ็นชี้เศรษฐีเอเชียต้นตอปลาหายากทั่วโลกลดจำนวนลง องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ)เตือนว่า ช้างสุมาตราอาจสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ภายในเวลาไม่ถึง 30 ปี หากมนุษย์ยังไม่หยุดทำลายป่าซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของพวกมัน โดยขณะนี้ มีช้างหลงเหลืออยู่ในป่าบนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เพียง 2,400-2,800 ตัว เท่ากับว่าประชากรช้างสุมาตราลดลงไปแล้วราวครึ่งหนึ่งจากเมื่อปี 2528

ก่อนหน้านี้ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) เพิ่งจัดให้ช้างสุมาตราซึ่งเป็นช้าง เอเชียขนาดเล็กสุด อยู่ในกลุ่มสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เนื่องจากทุกวันนี้พวกมันเหลือถิ่นอาศัยตามธรรมชาติอีก เพียง 30% เท่านั้น และชี้ด้วยว่าแม้ช้างจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอินโดนีเซีย แต่แหล่งอาศัยกว่า 80% ของพวกมันกลับไม่ได้รับการปกป้อง

วันเดียวกันนี้ แจ็คกี้ อัลเดอร์ หัวหน้าหน่วยงานทางทะเลประจำโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการประชุมที่ฟิลิปปินส์ว่า สิ่งแวดล้อมกำลังถูกทำลายเป็นวงกว้าง จากความต้องการบริโภคปลาราคาแพง เช่น ปลาเก๋า และทูน่า ของบรรดาชาติร่ำรวยในเอเชียที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

ทั้งนี้ การลดลงของจำนวนปลาหายาก อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสมดุลทางธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปะการังที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง

เมื่อ 2012 ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นจุดเริ่มต้น "5 ความเสี่ยงใหญ่" ของโลก

โดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ก่อนที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum 2012 จะเริ่มขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างวันที่ 25-29 มกราคมนี้ Risk Response Network หรือเครือข่ายรับมือความเสี่ยง ภายใต้การดูแลของ WEF ได้เผยแพร่รายงาน "ความเสี่ยงโลก ปี 2012" ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดหมวดหมู่ความกังวลต่อความเสี่ยงใน 5 หมวด เพื่อนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรชั้นนำต่าง ๆ

โดยในรายงานความเสี่ยงโลก ฉบับที่ 7 นี้ เกิดจากการประมวลผลสำรวจความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาห กรรม รัฐบาล นักวิชาการ และประชาสังคม จำนวน 469 ราย เรียบเรียงเป็น 50 ความเสี่ยงโลก ใน 5 หมวด ประกอบด้วย เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี

อีกทั้งยังเป็นการคาดการณ์ถึงอนาคตว่าภายใน 10 ปีนับจากนี้ โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง และมีผลกระทบอย่างไร โดยจาก 50 ความเสี่ยงที่ประมวลออกมาได้ พบว่า 5 ความเสี่ยงที่ถูกมองจากกลุ่มตัวอย่างว่า มีความเป็นไปได้สูงสุด ประกอบด้วย ความแตกต่างด้านรายได้ที่รุนแรง, ความไม่สมดุลทางการเงิน, การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การโจมตีบนออนไลน์ และวิกฤตทรัพยากรน้ำ

โดยในรายงานคาดการณ์จะมี 3 กรณีความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง ได้แก่

1) การก่อตัวของโลกแห่งความอลหม่าน เนื่องจากการลดลงของประชากรรุ่นใหม่ ขณะ ที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สินแก่รัฐ เกิดความไม่สมดุลของงบการเงิน และเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความไม่พอใจแพร่ไปทั่วโลก

2) ความไม่มั่นคงปลอดภัย เนื่องจากนโยบาย ปทัสถานทางสังคมและสถาบันหลักในศตวรรษที่ 20 ไม่สามารถปกป้องคนในสังคมท่ามกลางโลกที่ต้องพึ่งพากันและมีความซับซ้อนมากขึ้นได้ แล้วความอ่อนแอของระบบการป้องกันที่มีอยู่ในปัจจุบันจะถูกท้าทายด้วยความเสี่ยงที่เกิดจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาใหม่การพึ่งพาของระบบการเงิน การร่อยหรอของทรัพยากรและสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ยิ่งจะมีส่วนทอดทิ้งคนที่ขาดโอกาสในสังคมเพิ่มขึ้น

3) ด้านมืดของโลกที่เชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด เนื่องจากในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้เกือบทั้งหมดถูกเชื่อมต่อและมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับโลกออนไลน์ทั้งสิ้นซึ่งมีโอกาสทำให้คน สถาบัน และรัฐมีความอ่อนไหวจากผู้ประสงค์ร้ายได้มากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการโจมตีบนโลกออนไลน์ทั้งจากที่ห่างไกลข้ามโลกและผู้ที่ไม่มีตัวตนได้

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเสี่ยง ที่ถูกพูดถึงในรายงานฉบับดังกล่าว "แอนิต้า หว่อง" จากซีเอสอาร์เอเชีย ได้นำเสนอรายงานที่น่าสนใจและชี้ให้เห็นโอกาสที่ปลายทางท่ามกลางความเสี่ยง โดยระบุว่า ปี 2555 นี้มีความท้าทายหลายอย่างรออยู่ แม้โลกอ่อนแอลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงทางสังคมที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์

แต่แอนิต้าไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายและกังวลใจกับความเสี่ยงที่ถูกเปิดเผย ออกมา หากเธอได้ชี้ให้เห็นโอกาสในความเสี่ยงต่าง ๆ นี้ ด้วยการบอกกับภาคธุรกิจว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นความท้าทายโดยอาจกล่าวได้ว่า ก็เป็นวิถีทางในแนวคิดด้านการบริหารซีเอสอาร์ในอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ แอนิต้าได้แนะนำไว้ 7 ข้อ ได้แก่

-แยกให้ออกว่าอะไรคือความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับแก่นของธุรกิจหรือปริมณฑลที่บริษัทนั้นเกี่ยวข้องอยู่

-ทบทวนระบบและกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะเข้าไปใช้โอกาสตรงไหนได้บ้าง

- พัฒนากลยุทธ์และสิ่งที่ฝ่ายบริหารกำหนดไว้มาจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดให้เกิดประสิทธิผล

- ทำงานร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อาทิ รัฐบาล หรือองค์กรไม่ใช่ภาครัฐ หรือเอ็นจีโอ เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ๆ

-จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ อาทิ คนและเงินเพื่อให้พร้อมกับแผนปฏิบัติการตามกลยุทธ์ที่วางไว้

- ประเมินกลยุทธ์และโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

- อย่าลืมทำการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการลดความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งจะต้องทำผ่านการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท

แล้วธุรกิจต้องไม่ลืมว่า การจะรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ได้ ธุรกิจต้องคำนึงถึงการทำธุรกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะการคำนึงถึง 3 มิติดังกล่าวอยู่เสมอ จะทำให้ธุรกิจมีความพร้อมที่จะเผชิญกับทุกความท้าทายที่เข้ามา เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาส และในความเสี่ยงก็มีความท้าทาย เพื่อยกระดับความสามารถด้านการบริหารจัดการองค์กรด้วยเช่นกัน

อนาคตความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่...ความเสี่ยงร่วมกันของโลก

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ขอเริ่มเนื้อหาครั้งแรกของคอลัมน์ Climate@ Risk ในแง่ความเสี่ยงเกี่ยวกับอนาคตของความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ เป็นความเสี่ยงในมิติการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันของประชาคมโลกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน
ในครั้งต่อๆ ไป ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ อ.ศุภกร ชินวรรโณ จะมาร่วมเสนอข้อมูลและข้อวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนในอีก 2 มิติ คือ ผลกระทบทางกายภาพจากปัญหาโลกร้อน และแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบ เป็นการนำเสนอแง่มุมเรื่องโลกร้อนใน 3 มิติหมุนเวียนสลับกันไป
 

จากผลการประชุมเจรจาครั้งล่าสุดที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2011 ได้ปิดฉากลงโดยมีชุดของมติที่ประชุมซึ่งเรียกว่า Durban Package ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ การกำหนดให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสาร     เกียวโต และการเริ่มกระบวนการเจรจารอบใหม่เพื่อการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ ผลการเจรจาดังกล่าวยังคงสร้างความเสี่ยงทั้งในแง่การที่จะบรรลุความสำเร็จในการจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ และความเสี่ยงที่จะบรรลุ เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ในการเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโต ผลการเจรจาได้ข้อสรุปให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโตต่อไป โดยมีเป้าหมาย ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวกของพิธีสาร (จำนวน 39 ประเทศ) ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 25 ถึง 40% ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยในปี 1990 โดยทำให้ได้ภายในปี 2020 ทั้งนี้ จะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในปี 2015 สำหรับระยะเวลาของพันธกรณีช่วงที่สอง จะเป็น 5 ปี (2013-2017) หรือ 8 ปี (2013-2020) จะมีการพิจารณาในปี 2012 นี้ ในมติของการประชุมได้กำหนด ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วยื่นเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซของประเทศตนเองสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2012
         

แม้ว่าผลการเจรจาจะทำให้พิธีสารเกียวโตเดินหน้าต่อไปโดยกำหนดให้มีพันธกรณีช่วงที่สอง แต่ผลในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยงสูงมาก ประเทศญี่ปุ่น รัสเซีย และแคนาดา มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีท่าทีไม่ชัดเจนว่าอาจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2011 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของแคนาดาได้ประกาศอย่างเป็นทางการที่จะถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต โดยให้เหตุผลว่าพิธีสารเกียวโตไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดอันดับหนึ่งและสองไม่เข้าร่วมหรืออยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต ในขณะนี้ จึงมีเฉพาะทางสหภาพยุโรปและนอร์เวย์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง (25-30%) แต่มีเงื่อนไขว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ต้องเสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซเข้ามาด้วย ผู้เขียนมีข้อวิเคราะห์ว่าพิธีสารเกียวโตอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะหมดสภาพไปอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซในปริมาณสูงหลายประเทศไม่เข้าร่วม สำหรับสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้าร่วมได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเนื้อหาพิธีสารเกียวโตไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่วุฒิสภาสหรัฐต้องการ (ไม่บังคับการลดก๊าซสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ภายในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ก็จะได้เห็นชัดเจนว่าอนาคตของพิธีสารเกียวโตจะเป็นอย่างไร
         

สำหรับการเจรจารอบใหม่เพื่อจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่นั้น ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่เรียกว่า Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action (AWG-DP) ผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย มีการกำหนดให้ AWG-DP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคี ครั้งที่ 21 ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020 เป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ AWG-DP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ เป้าหมายดังกล่าวมาจากการผลักดันของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ ประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญ (Major Developing Countries) มีพันธกรณีในการลดก๊าซ ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวขัดกับหลักการของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธกรณีลดก๊าซ แต่การลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนาทำโดยความสมัครใจ ทางรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินเดียได้คัดค้านอย่างหนักเกี่ยวกับเป้าหมายการทำงานของ AWG-DB ที่กำหนดให้มีข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเสนอให้เพิ่มเติมหลักการเรื่อง ความเป็นธรรม และหลักการเรื่อง ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากจีน ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และอียิปต์ แต่ก็ถูกคัดค้านอย่างมากจากสหรัฐอเมริกา ท้ายที่สุด ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มเติมหลักการดังกล่าวในมติของผลการประชุมที่เดอร์บัน แม้ว่าเป้าหมายการเจรจาของ AWG-DP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะมีข้อผูกพันทางกฎหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้องการถูกบังคับให้ลดก๊าซโดยมีเป้าหมายกำหนดอยู่ในความตกลงระหว่างประเทศจะต่อสู้อย่างมากในประเด็นนี้ และจะพยายามรักษาแนวทางการให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นแนวทางที่กำหนดไว้ตั้งแต่ในโคเปนเฮเกนแอคคอร์ด จากผลการวิเคราะห์ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในนาม Climate Action Tracker ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2011 ระบุว่า จากตัวเลขเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศออกมาตามแนวทางการลดก๊าซที่ให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้เองนั้น จะยังคงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในระดับ 3.5 องศาเซลเซียส และหากประเทศต่างๆ ยังไม่เพิ่มระดับเป้าหมายการลดก๊าซ ต้องการรอดูผลการเจรจาความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ (หลังปี 2015) อาจเป็นเรื่องที่สายเกินไปในการลดการปล่อยก๊าซตามเป้าหมายในปี 2020 เพื่อควบคุมอุณหภูมิในระดับ 2 องศาเซลเซียส
         

บนเส้นทางการเจรจาจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่กว่า 5 ปีที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนปัญหาความยุ่งยากและซับซ้อนในการหาความสมดุลระหว่างเรื่องประสิทธิภาพและเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ความเสี่ยงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงมีอยู่สูง เป็นความเสี่ยงที่ทุกประเทศจะต้องหาทางแก้ไขร่วมกันต่อไป"การจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ ยังคงความเสี่ยงทั้งการที่จะบรรลุความสำเร็จ และเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส"

ภาพ:http://greenopolis.com/rss/dev/probloggers?page=12

แต่งตั้ง(15 มกราคม 2555)

        1.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติรับโอนและแต่งตั้ง พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ให้ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารระดับสูง)  ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ  กรุงเวียนนา  สาธารณรัฐออสเตรีย  เพื่อถวายพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นกรณีพิเศษเฉพาะกิจ   ระยะเวลา 1 ปี (ธันวาคม  2554-2555)  ทั้งนี้  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2555
        2.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวง                       สาธารณสุข)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง  นายบุญเลิศ ศักดิ์ชัยนานนท์  นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน  สาขาโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม) สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  กรมควบคุมโรค  ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม)  สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
        3.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง  (กระทรวงพาณิชย์)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  แต่งตั้ง นางมาลี  โชคล้ำเลิศ  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก  ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

สรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง  
        สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาแผนงาน/โครงการ ดังนี้  
1) เป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในเขตประกาศอุทกภัย  และได้รับคำยืนยันจากจังหวัดแล้ว  
2) ไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการของส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วหรือตั้งงบประมาณ
รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555  รองรับไว้แล้ว
3) เป็นการซ่อมแซม ปรับปรุงให้คืนสภาพเดิมโดยไม่เป็นโครงการในลักษณะการก่อสร้างใหม่  
4) เป็นโครงการที่ไม่กระทบต่อแผนการป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
5) เป็นโครงการที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันที  และจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
        อนึ่ง ผลการพิจารณาในครั้งนี้ไม่รวมการดำเนินการของจังหวัดศรีสะเกษ  และจังหวัดยโสธร เนื่องจากได้รับแจ้งจากจังหวัดว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ จึงไม่สามารถสรุปผลการพิจารณาได้  และ ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสถานีอนามัย  เนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

 

นโยบายรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ (15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ  ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ  โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ)   เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์  คมสมบูรณ์)  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา  สีหลักษณ์)  เป็นรองประธานกรรมการ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นกรรมการ และกรรมการอื่นตามความจำเป็น  และมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ  
        อำนาจหน้าที่ ดังนี้  
 1) ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรผู้ยากจน  และไม่มีที่ดินทำกิน  
พร้อมทั้งปัญหาอุปสรคนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้งหมด  
2) เสนอความเห็น และแนวทางในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
ในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ  อย่างเป็นระบบ  ชัดเจน มีความครอบคลุม และสามารถบูรณาการให้บังเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายรัฐบาย
3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
4) ให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง  หรือเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ  
หรือหน่วยงานของรัฐ   เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ได้
5) รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
6) ดำเนินการอื่น ๆ  ตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบมาย
        สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547  และที่แก้ไขเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่น ๆ  ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้เบิกจ่ายตามระเบียบทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

สรุปผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา และน่าน)(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้
        1. เห็นชอบแนวทางและข้อสั่งการในการแก้ไขปัญหาของรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการและรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีไปดำเนินการ
        2.  เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 และ 2  ตามที่รัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ได้ให้ความเห็นและมีข้อสั่งการเพิ่มเติมและมอบหมายให้คณะกรรมการ กยน.รับไปพิจารณาประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการบูรณาการในการบริหารจัดการน้ำ
        3.  เห็นชอบโครงการวันเดย์ทัวร์ซึ่งต่อเนื่องกับโครงการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำแม่สัน-ทุ่งเกวียน โดยมอบหมายจังหวัดลำปางและศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เสนอบรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจังหวัด
        4.  เห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับชุมชนวัวลายเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
        5.  เห็นชอบโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือและโครงการอุทยานเทคโนโลยีและความสร้างสรรค์ภาคเหนือ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับไปบูรณาการทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน และจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ให้ชัดเจน
        6.  เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณาเพิ่มจุดรับจำนำข้าวที่อำเภอแม่แตงจังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างทั่วถึง
        7.  เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมรับไปจัดทำรายละเอียดโครงการ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 11 โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 121 แนวใหม่ โครงการก่อสร้างเส้นทางตัดใหม่ (Missing Link) และดำเนินการเพื่อขออนุมัติจัดทำโครงการต่อไป
        8.  เห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รับไปพิจารณาเรื่องการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพลในปี 2555
        9.  ให้จังหวัดและหน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดของโครงการและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1  และ 2 ทุกระยะเวลา 3 เดือน


ข้อเสนอแผนงานโครงการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (จำแนกประเภท)  สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดเชียงใหม่  วันที่ 15  มกราคม 2555

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอแผนงานโครงการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (จำแนกประเภท)  สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดเชียงใหม่  วันที่ 15  มกราคม 2555  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
1.  เห็นชอบในหลักการแผนงาน / โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และ 8 จังหวัดภาคเหนือ
ตอนบน สำหรับวงเงินงบประมาณให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทำรายละเอียดเพื่อประกอบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556  ตามขั้นตอนต่อไป  โดยให้รับความเห็นของสำนักงานฯ ไปประกอบการดำเนินการ
2.  เห็นชอบในการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวก  อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา  ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร  
เนื่องจากได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะอนุกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดน ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  โดยมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ประสานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ในการเร่งรัดจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน  และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการบริเวณด่านพรมแดน  เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเป็นจุดผ่านแดนถาวร
3.  เห็นชอบโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือและโครงการอุทยานเทคโนโลยีและความสร้างสรรค์
ภาคเหนือ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับไปบูรณาการทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน และจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ให้ชัดเจน  โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบทบาทของภาคเอกชนให้สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ             พ.ศ. 2556
4.  เห็นชอบโครงการด้านบริการทางสังคมรวม 4 โครงการ ได้แก่  โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์โรคหัวใจ
และหลอดเลือด  โรงพยาบาลลำปางเฉลิมพระเกียรติ 84  พรรษา ระยะที่ 3 โครงการขยายพื้นที่และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสันกำแพง  โครงการพัฒนาปรับปรุงค่ายลูกเสือสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่  เป็นศูนย์การเรียนรู้ค่ายลูกเสือต้นแบบ  และโครงการสร้างเครือข่ายแจ้งข่าววสาธารณภัยและจัดตั้งอาสาสมัครป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (อส.ปภ.)  โดยมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทำรายละเอียดประกอบการขอรับการจัดสรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556  
5.  มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ดังนี้
5.1  แผนงานโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม/เกษตร มอบหมายให้ สศช. หารือ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำแนกโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ส่งให้คณะกรรมการ กยน. เพื่อดำเนินการ
5.2  แผนงานโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์ มอบหมายให้
กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาในรายละเอียด และจัดลำดับความสำคัญเพื่อนำเสนอขอประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
5.3  แผนงานโครงการด้านเศรษฐกิจ  การค้า การลงทุน   บริการและการท่องเที่ยว  มอบหมายให้
หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียด เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
5.4  แผนงานโครงการด้านบริการทางสังคมที่นอกเหนือจากข้อ 1-5  มอบหมายให้หน่วยงาน
เจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียด  เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณปกติ สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์บริการสุขภาพและศูนย์ริการสาธารณสุข  (Medical Hub)  นั้น  เห็นด้วยกับแนวคิดในการให้จังหวัดเชียงใหม่  เป็นศูนย์กลางในการให้บริการด้านสาธารณสุขในภูมิภาค  ทั้งนี้ ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับไปจัดทำภาพรวมทั้งระบบที่มีการบูรณาการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และที่ได้รับการสนับสนุนจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ไปบางส่วนแล้ว พร้อมทั้งระบุความเชี่ยวชาญเฉพาะ (Area of Excellence)  ความพร้อมด้านบุคลากร การสร้างเครือข่ายทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ และแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสำหรับประชานทั่วไป เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ให้เกิดความต่อเนื่อง

 

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค               ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และเห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 จังหวัดเชียงใหม่  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม และรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
        สาระสำคัญ
    ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    1.การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ  1) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่  2) ศึกษาและสำรวจเส้นทางการสร้างถนน Motorway เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย  3) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ภาคเหนือให้แล้วเสร็จทั้งระบบในปี 2560  4) พิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  
    มติที่ประชุม
    1. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณารายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยกำหนดรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้มีการตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำการศึกษาความเหมาะสมทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ของโครงการโดยละเอียด
    2. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) รับไปพิจารณาศึกษาและสำรวจเส้นทางของการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
    3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดแผนการพัฒนารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
    4. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้
        2. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน  (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ 1) ยกระดับจุดผ่อนปรนภาคเหนือตอนบนเป็นด่านถาวร 3 จุด 2) เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้า บริการ และการท่องเที่ยว และเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับไปพิจารณาเรื่องการยกระดับจุดผ่อนปรนกิ่วผาวอก และจุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่นเป็นจุดผ่านแดนถาวร เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้าน
        2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ประสาน สปป.ลาว ในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อให้ดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการบริเวณด่านพรมแดน เตรียมความพร้อมรองรับการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวกเป็นจุดผ่านแดนถาวร
        3. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย โดยรวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
        3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)  
        ข้อเสนอ 1) โครงการ Year of MICE (Meeting, Incentive, Convention, and Exhibition) ในปี 2556      2) เร่งรัดแผนบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ชัดเจนและเน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนในพื้นที่  3) การจัดระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวม ทั้งในส่วนของรถโดยสารประจำทางสาธารณะในเส้นทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงให้รถสี่ล้อแดงเป็นรถติดมิเตอร์เพื่อความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว 4) การส่งเสริมให้มีการอบรมภาษาที่สามเพื่อทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยเฉพาะภาษาเกาหลี  5) การจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคที่มีการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวหลักระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองท่องเที่ยวรอง โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่เป็นฤดูการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคนี้
        มติที่ประชุม
        1.  มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ รับไปพิจารณาเตรียมความพร้อมในการประกาศให้ปี 2556 เป็น Year of MICE
        2. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีความพร้อมก่อนการเปิดตัวใช้งานในเดือนกันยายน 2555
        3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) กระทรวงมหาดไทย (กรมโยธาธิการและผังเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดทำแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่  โดยให้นำผลการศึกษาจากโครงการจัดทำแผนแม่บทและออกแบบเพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เมื่อปี 2550 มาประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนา
        4. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกอบรมภาษาต่างประเทศที่มีความจำเป็นให้กับมัคคุเทศก์อย่างต่อเนื่อง โดยประสานกับ สทท. และกกร.
        5. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคและสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงกลุ่มพื้นที่
        4. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
         ข้อเสนอ  1) โครงการสร้างฝายชะลอน้ำแบบบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยม
2) การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร  และป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ
        มติที่ประชุม  มอบหมายให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  รับข้อเสนอของคณะกรรมกร กกร.  ไปพิจารณาในรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป
        5. การพัฒนาตลาดทุนไทย (เสนอโดย สภาพธุรกิจตลาดทุนไทย)
        ข้อเสนอ 1) พิจารณาเพิ่มข้อกำหนด “เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินปันผล  ดอกเบี้ย  ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore  Holding Company and Funds)”  ใน “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” และ “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว”  2) โครงการ “การเงินขั้นพื้นฐานเพื่อผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน” 3) การส่งเสริมให้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเพิ่มข้อกำหนด  เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินปันผล ดอกเบี้ย ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore Holding Company and Funds)  ในอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสภาภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
        2.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  ในการดำเนินงานให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน  เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ และขยายกลุ่มเป้าหมายให้รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน
        3.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารับความเห็นของที่ประชุมไปเร่งรัดการพัฒนาตลาดพันธบัตรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

by ThaiWebExpert