เมื่อ 2012 ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นจุดเริ่มต้น "5 ความเสี่ยงใหญ่" ของโลก

โดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

ก่อนที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum 2012 จะเริ่มขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในระหว่างวันที่ 25-29 มกราคมนี้ Risk Response Network หรือเครือข่ายรับมือความเสี่ยง ภายใต้การดูแลของ WEF ได้เผยแพร่รายงาน "ความเสี่ยงโลก ปี 2012" ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดหมวดหมู่ความกังวลต่อความเสี่ยงใน 5 หมวด เพื่อนำเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายภาครัฐและเอกชน รวมทั้งองค์กรชั้นนำต่าง ๆ

โดยในรายงานความเสี่ยงโลก ฉบับที่ 7 นี้ เกิดจากการประมวลผลสำรวจความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาห กรรม รัฐบาล นักวิชาการ และประชาสังคม จำนวน 469 ราย เรียบเรียงเป็น 50 ความเสี่ยงโลก ใน 5 หมวด ประกอบด้วย เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี

อีกทั้งยังเป็นการคาดการณ์ถึงอนาคตว่าภายใน 10 ปีนับจากนี้ โลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง และมีผลกระทบอย่างไร โดยจาก 50 ความเสี่ยงที่ประมวลออกมาได้ พบว่า 5 ความเสี่ยงที่ถูกมองจากกลุ่มตัวอย่างว่า มีความเป็นไปได้สูงสุด ประกอบด้วย ความแตกต่างด้านรายได้ที่รุนแรง, ความไม่สมดุลทางการเงิน, การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การโจมตีบนออนไลน์ และวิกฤตทรัพยากรน้ำ

โดยในรายงานคาดการณ์จะมี 3 กรณีความเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง ได้แก่

1) การก่อตัวของโลกแห่งความอลหม่าน เนื่องจากการลดลงของประชากรรุ่นใหม่ ขณะ ที่มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดภาระหนี้สินแก่รัฐ เกิดความไม่สมดุลของงบการเงิน และเกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความไม่พอใจแพร่ไปทั่วโลก

2) ความไม่มั่นคงปลอดภัย เนื่องจากนโยบาย ปทัสถานทางสังคมและสถาบันหลักในศตวรรษที่ 20 ไม่สามารถปกป้องคนในสังคมท่ามกลางโลกที่ต้องพึ่งพากันและมีความซับซ้อนมากขึ้นได้ แล้วความอ่อนแอของระบบการป้องกันที่มีอยู่ในปัจจุบันจะถูกท้าทายด้วยความเสี่ยงที่เกิดจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาใหม่การพึ่งพาของระบบการเงิน การร่อยหรอของทรัพยากรและสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ยิ่งจะมีส่วนทอดทิ้งคนที่ขาดโอกาสในสังคมเพิ่มขึ้น

3) ด้านมืดของโลกที่เชื่อมต่อกันได้ทั้งหมด เนื่องจากในชีวิตประจำวันของคนยุคนี้เกือบทั้งหมดถูกเชื่อมต่อและมีชีวิตที่ขึ้นอยู่กับโลกออนไลน์ทั้งสิ้นซึ่งมีโอกาสทำให้คน สถาบัน และรัฐมีความอ่อนไหวจากผู้ประสงค์ร้ายได้มากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้มีการโจมตีบนโลกออนไลน์ทั้งจากที่ห่างไกลข้ามโลกและผู้ที่ไม่มีตัวตนได้

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความเสี่ยง ที่ถูกพูดถึงในรายงานฉบับดังกล่าว "แอนิต้า หว่อง" จากซีเอสอาร์เอเชีย ได้นำเสนอรายงานที่น่าสนใจและชี้ให้เห็นโอกาสที่ปลายทางท่ามกลางความเสี่ยง โดยระบุว่า ปี 2555 นี้มีความท้าทายหลายอย่างรออยู่ แม้โลกอ่อนแอลงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงทางสังคมที่มาพร้อมกับความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์

แต่แอนิต้าไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายและกังวลใจกับความเสี่ยงที่ถูกเปิดเผย ออกมา หากเธอได้ชี้ให้เห็นโอกาสในความเสี่ยงต่าง ๆ นี้ ด้วยการบอกกับภาคธุรกิจว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นความท้าทายโดยอาจกล่าวได้ว่า ก็เป็นวิถีทางในแนวคิดด้านการบริหารซีเอสอาร์ในอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ แอนิต้าได้แนะนำไว้ 7 ข้อ ได้แก่

-แยกให้ออกว่าอะไรคือความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสังคม ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับแก่นของธุรกิจหรือปริมณฑลที่บริษัทนั้นเกี่ยวข้องอยู่

-ทบทวนระบบและกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันว่าจะเข้าไปใช้โอกาสตรงไหนได้บ้าง

- พัฒนากลยุทธ์และสิ่งที่ฝ่ายบริหารกำหนดไว้มาจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดให้เกิดประสิทธิผล

- ทำงานร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานที่เชื่อถือได้ อาทิ รัฐบาล หรือองค์กรไม่ใช่ภาครัฐ หรือเอ็นจีโอ เพื่อพัฒนาโครงการใหม่ ๆ

-จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ อาทิ คนและเงินเพื่อให้พร้อมกับแผนปฏิบัติการตามกลยุทธ์ที่วางไว้

- ประเมินกลยุทธ์และโครงการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

- อย่าลืมทำการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลในเรื่องการลดความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งจะต้องทำผ่านการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท

แล้วธุรกิจต้องไม่ลืมว่า การจะรับมือกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ได้ ธุรกิจต้องคำนึงถึงการทำธุรกิจเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะการคำนึงถึง 3 มิติดังกล่าวอยู่เสมอ จะทำให้ธุรกิจมีความพร้อมที่จะเผชิญกับทุกความท้าทายที่เข้ามา เพราะในวิกฤตย่อมมีโอกาส และในความเสี่ยงก็มีความท้าทาย เพื่อยกระดับความสามารถด้านการบริหารจัดการองค์กรด้วยเช่นกัน

อนาคตความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่...ความเสี่ยงร่วมกันของโลก

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ขอเริ่มเนื้อหาครั้งแรกของคอลัมน์ Climate@ Risk ในแง่ความเสี่ยงเกี่ยวกับอนาคตของความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ เป็นความเสี่ยงในมิติการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันของประชาคมโลกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน
ในครั้งต่อๆ ไป ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ อ.ศุภกร ชินวรรโณ จะมาร่วมเสนอข้อมูลและข้อวิเคราะห์ความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนในอีก 2 มิติ คือ ผลกระทบทางกายภาพจากปัญหาโลกร้อน และแนวทางการปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบ เป็นการนำเสนอแง่มุมเรื่องโลกร้อนใน 3 มิติหมุนเวียนสลับกันไป
 

จากผลการประชุมเจรจาครั้งล่าสุดที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2011 ได้ปิดฉากลงโดยมีชุดของมติที่ประชุมซึ่งเรียกว่า Durban Package ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ การกำหนดให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสาร     เกียวโต และการเริ่มกระบวนการเจรจารอบใหม่เพื่อการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ ผลการเจรจาดังกล่าวยังคงสร้างความเสี่ยงทั้งในแง่การที่จะบรรลุความสำเร็จในการจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ และความเสี่ยงที่จะบรรลุ เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส ในการเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโต ผลการเจรจาได้ข้อสรุปให้มีพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโตต่อไป โดยมีเป้าหมาย ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวกของพิธีสาร (จำนวน 39 ประเทศ) ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 25 ถึง 40% ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยในปี 1990 โดยทำให้ได้ภายในปี 2020 ทั้งนี้ จะมีการทบทวนเป้าหมายอีกครั้งในปี 2015 สำหรับระยะเวลาของพันธกรณีช่วงที่สอง จะเป็น 5 ปี (2013-2017) หรือ 8 ปี (2013-2020) จะมีการพิจารณาในปี 2012 นี้ ในมติของการประชุมได้กำหนด ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วยื่นเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซของประเทศตนเองสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองภายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2012
         

แม้ว่าผลการเจรจาจะทำให้พิธีสารเกียวโตเดินหน้าต่อไปโดยกำหนดให้มีพันธกรณีช่วงที่สอง แต่ผลในทางปฏิบัติยังมีความเสี่ยงสูงมาก ประเทศญี่ปุ่น รัสเซีย และแคนาดา มีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีท่าทีไม่ชัดเจนว่าอาจเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2011 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของแคนาดาได้ประกาศอย่างเป็นทางการที่จะถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต โดยให้เหตุผลว่าพิธีสารเกียวโตไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดอันดับหนึ่งและสองไม่เข้าร่วมหรืออยู่ภายใต้พิธีสารเกียวโต ในขณะนี้ จึงมีเฉพาะทางสหภาพยุโรปและนอร์เวย์ที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง (25-30%) แต่มีเงื่อนไขว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ต้องเสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซเข้ามาด้วย ผู้เขียนมีข้อวิเคราะห์ว่าพิธีสารเกียวโตอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะหมดสภาพไปอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซในปริมาณสูงหลายประเทศไม่เข้าร่วม สำหรับสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้าร่วมได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเนื้อหาพิธีสารเกียวโตไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่วุฒิสภาสหรัฐต้องการ (ไม่บังคับการลดก๊าซสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ภายในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ก็จะได้เห็นชัดเจนว่าอนาคตของพิธีสารเกียวโตจะเป็นอย่างไร
         

สำหรับการเจรจารอบใหม่เพื่อจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่นั้น ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่เรียกว่า Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action (AWG-DP) ผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย มีการกำหนดให้ AWG-DP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคี ครั้งที่ 21 ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020 เป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ AWG-DP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ เป้าหมายดังกล่าวมาจากการผลักดันของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ ประเทศกำลังพัฒนาที่สำคัญ (Major Developing Countries) มีพันธกรณีในการลดก๊าซ ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวขัดกับหลักการของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีพันธกรณีลดก๊าซ แต่การลดก๊าซของประเทศกำลังพัฒนาทำโดยความสมัครใจ ทางรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของอินเดียได้คัดค้านอย่างหนักเกี่ยวกับเป้าหมายการทำงานของ AWG-DB ที่กำหนดให้มีข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และเสนอให้เพิ่มเติมหลักการเรื่อง ความเป็นธรรม และหลักการเรื่อง ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง ข้อเสนอของอินเดียได้รับการสนับสนุนจากจีน ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน และอียิปต์ แต่ก็ถูกคัดค้านอย่างมากจากสหรัฐอเมริกา ท้ายที่สุด ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มเติมหลักการดังกล่าวในมติของผลการประชุมที่เดอร์บัน แม้ว่าเป้าหมายการเจรจาของ AWG-DP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะมีข้อผูกพันทางกฎหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก สหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ที่ไม่ต้องการถูกบังคับให้ลดก๊าซโดยมีเป้าหมายกำหนดอยู่ในความตกลงระหว่างประเทศจะต่อสู้อย่างมากในประเด็นนี้ และจะพยายามรักษาแนวทางการให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นแนวทางที่กำหนดไว้ตั้งแต่ในโคเปนเฮเกนแอคคอร์ด จากผลการวิเคราะห์ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในนาม Climate Action Tracker ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2011 ระบุว่า จากตัวเลขเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศต่างๆ ได้ประกาศออกมาตามแนวทางการลดก๊าซที่ให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้เองนั้น จะยังคงทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในระดับ 3.5 องศาเซลเซียส และหากประเทศต่างๆ ยังไม่เพิ่มระดับเป้าหมายการลดก๊าซ ต้องการรอดูผลการเจรจาความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ (หลังปี 2015) อาจเป็นเรื่องที่สายเกินไปในการลดการปล่อยก๊าซตามเป้าหมายในปี 2020 เพื่อควบคุมอุณหภูมิในระดับ 2 องศาเซลเซียส
         

บนเส้นทางการเจรจาจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่กว่า 5 ปีที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนปัญหาความยุ่งยากและซับซ้อนในการหาความสมดุลระหว่างเรื่องประสิทธิภาพและเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ความเสี่ยงจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงมีอยู่สูง เป็นความเสี่ยงที่ทุกประเทศจะต้องหาทางแก้ไขร่วมกันต่อไป"การจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ ยังคงความเสี่ยงทั้งการที่จะบรรลุความสำเร็จ และเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส"

ภาพ:http://greenopolis.com/rss/dev/probloggers?page=12

แต่งตั้ง(15 มกราคม 2555)

        1.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติรับโอนและแต่งตั้ง พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ให้ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารระดับสูง)  ประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ  กรุงเวียนนา  สาธารณรัฐออสเตรีย  เพื่อถวายพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นกรณีพิเศษเฉพาะกิจ   ระยะเวลา 1 ปี (ธันวาคม  2554-2555)  ทั้งนี้  โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2555
        2.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวง                       สาธารณสุข)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง  นายบุญเลิศ ศักดิ์ชัยนานนท์  นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน  สาขาโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม) สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  กรมควบคุมโรค  ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน สาขาโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม)  สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์  ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
        3.  การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง  (กระทรวงพาณิชย์)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  แต่งตั้ง นางมาลี  โชคล้ำเลิศ  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก  ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

 

สรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตามที่สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง  
        สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาแผนงาน/โครงการ ดังนี้  
1) เป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่ที่อยู่ในเขตประกาศอุทกภัย  และได้รับคำยืนยันจากจังหวัดแล้ว  
2) ไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการของส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วหรือตั้งงบประมาณ
รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555  รองรับไว้แล้ว
3) เป็นการซ่อมแซม ปรับปรุงให้คืนสภาพเดิมโดยไม่เป็นโครงการในลักษณะการก่อสร้างใหม่  
4) เป็นโครงการที่ไม่กระทบต่อแผนการป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
5) เป็นโครงการที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการได้ทันที  และจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
        อนึ่ง ผลการพิจารณาในครั้งนี้ไม่รวมการดำเนินการของจังหวัดศรีสะเกษ  และจังหวัดยโสธร เนื่องจากได้รับแจ้งจากจังหวัดว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ จึงไม่สามารถสรุปผลการพิจารณาได้  และ ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับปรุง ซ่อมแซม  โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสถานีอนามัย  เนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

 

นโยบายรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ (15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ  ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ  โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ)   เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์  คมสมบูรณ์)  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา  สีหลักษณ์)  เป็นรองประธานกรรมการ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย  เป็นกรรมการ และกรรมการอื่นตามความจำเป็น  และมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ  
        อำนาจหน้าที่ ดังนี้  
 1) ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรผู้ยากจน  และไม่มีที่ดินทำกิน  
พร้อมทั้งปัญหาอุปสรคนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้งหมด  
2) เสนอความเห็น และแนวทางในการบริหารจัดการที่ดิน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
ในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ  อย่างเป็นระบบ  ชัดเจน มีความครอบคลุม และสามารถบูรณาการให้บังเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายรัฐบาย
3) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
4) ให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง  หรือเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ  
หรือหน่วยงานของรัฐ   เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ได้
5) รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯ ต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว
6) ดำเนินการอื่น ๆ  ตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบมาย
        สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547  และที่แก้ไขเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่น ๆ  ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้เบิกจ่ายตามระเบียบทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

 

สรุปผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา และน่าน)(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้
        1. เห็นชอบแนวทางและข้อสั่งการในการแก้ไขปัญหาของรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดโครงการและรับข้อสั่งการของรัฐมนตรีไปดำเนินการ
        2.  เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 และ 2  ตามที่รัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ได้ให้ความเห็นและมีข้อสั่งการเพิ่มเติมและมอบหมายให้คณะกรรมการ กยน.รับไปพิจารณาประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการบูรณาการในการบริหารจัดการน้ำ
        3.  เห็นชอบโครงการวันเดย์ทัวร์ซึ่งต่อเนื่องกับโครงการปรับปรุงเส้นทางท่องเที่ยวอ่างเก็บน้ำแม่สัน-ทุ่งเกวียน โดยมอบหมายจังหวัดลำปางและศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เสนอบรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจังหวัด
        4.  เห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับชุมชนวัวลายเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
        5.  เห็นชอบโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือและโครงการอุทยานเทคโนโลยีและความสร้างสรรค์ภาคเหนือ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับไปบูรณาการทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน และจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ให้ชัดเจน
        6.  เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณาเพิ่มจุดรับจำนำข้าวที่อำเภอแม่แตงจังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างทั่วถึง
        7.  เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมรับไปจัดทำรายละเอียดโครงการ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 11 โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 121 แนวใหม่ โครงการก่อสร้างเส้นทางตัดใหม่ (Missing Link) และดำเนินการเพื่อขออนุมัติจัดทำโครงการต่อไป
        8.  เห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รับไปพิจารณาเรื่องการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพลในปี 2555
        9.  ให้จังหวัดและหน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดของโครงการและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ) ซึ่งกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1  และ 2 ทุกระยะเวลา 3 เดือน


ข้อเสนอแผนงานโครงการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (จำแนกประเภท)  สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดเชียงใหม่  วันที่ 15  มกราคม 2555

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอแผนงานโครงการในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (จำแนกประเภท)  สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดเชียงใหม่  วันที่ 15  มกราคม 2555  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
1.  เห็นชอบในหลักการแผนงาน / โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และ 8 จังหวัดภาคเหนือ
ตอนบน สำหรับวงเงินงบประมาณให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทำรายละเอียดเพื่อประกอบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556  ตามขั้นตอนต่อไป  โดยให้รับความเห็นของสำนักงานฯ ไปประกอบการดำเนินการ
2.  เห็นชอบในการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวก  อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา  ให้เป็นจุดผ่านแดนถาวร  
เนื่องจากได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะอนุกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดน ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)  โดยมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ประสานสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ในการเร่งรัดจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน  และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการบริเวณด่านพรมแดน  เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเป็นจุดผ่านแดนถาวร
3.  เห็นชอบโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือและโครงการอุทยานเทคโนโลยีและความสร้างสรรค์
ภาคเหนือ และมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับไปบูรณาการทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน และจัดทำแผนธุรกิจ (Business Plan) ให้ชัดเจน  โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบทบาทของภาคเอกชนให้สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ             พ.ศ. 2556
4.  เห็นชอบโครงการด้านบริการทางสังคมรวม 4 โครงการ ได้แก่  โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์โรคหัวใจ
และหลอดเลือด  โรงพยาบาลลำปางเฉลิมพระเกียรติ 84  พรรษา ระยะที่ 3 โครงการขยายพื้นที่และเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลสันกำแพง  โครงการพัฒนาปรับปรุงค่ายลูกเสือสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่  เป็นศูนย์การเรียนรู้ค่ายลูกเสือต้นแบบ  และโครงการสร้างเครือข่ายแจ้งข่าววสาธารณภัยและจัดตั้งอาสาสมัครป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (อส.ปภ.)  โดยมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทำรายละเอียดประกอบการขอรับการจัดสรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556  
5.  มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ดังนี้
5.1  แผนงานโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม/เกษตร มอบหมายให้ สศช. หารือ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จำแนกโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ส่งให้คณะกรรมการ กยน. เพื่อดำเนินการ
5.2  แผนงานโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์ มอบหมายให้
กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาในรายละเอียด และจัดลำดับความสำคัญเพื่อนำเสนอขอประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
5.3  แผนงานโครงการด้านเศรษฐกิจ  การค้า การลงทุน   บริการและการท่องเที่ยว  มอบหมายให้
หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียด เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
5.4  แผนงานโครงการด้านบริการทางสังคมที่นอกเหนือจากข้อ 1-5  มอบหมายให้หน่วยงาน
เจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียด  เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณปกติ สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์บริการสุขภาพและศูนย์ริการสาธารณสุข  (Medical Hub)  นั้น  เห็นด้วยกับแนวคิดในการให้จังหวัดเชียงใหม่  เป็นศูนย์กลางในการให้บริการด้านสาธารณสุขในภูมิภาค  ทั้งนี้ ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับไปจัดทำภาพรวมทั้งระบบที่มีการบูรณาการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และที่ได้รับการสนับสนุนจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ไปบางส่วนแล้ว พร้อมทั้งระบุความเชี่ยวชาญเฉพาะ (Area of Excellence)  ความพร้อมด้านบุคลากร การสร้างเครือข่ายทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ และแนวทางการลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพสำหรับประชานทั่วไป เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ให้เกิดความต่อเนื่อง

 

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค               ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และเห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 จังหวัดเชียงใหม่  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม และรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
        สาระสำคัญ
    ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    1.การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ  1) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่  2) ศึกษาและสำรวจเส้นทางการสร้างถนน Motorway เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย  3) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ภาคเหนือให้แล้วเสร็จทั้งระบบในปี 2560  4) พิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  
    มติที่ประชุม
    1. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณารายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยกำหนดรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้มีการตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำการศึกษาความเหมาะสมทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ของโครงการโดยละเอียด
    2. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) รับไปพิจารณาศึกษาและสำรวจเส้นทางของการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
    3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดแผนการพัฒนารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
    4. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้
        2. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน  (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ 1) ยกระดับจุดผ่อนปรนภาคเหนือตอนบนเป็นด่านถาวร 3 จุด 2) เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้า บริการ และการท่องเที่ยว และเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับไปพิจารณาเรื่องการยกระดับจุดผ่อนปรนกิ่วผาวอก และจุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่นเป็นจุดผ่านแดนถาวร เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้าน
        2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ประสาน สปป.ลาว ในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อให้ดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการบริเวณด่านพรมแดน เตรียมความพร้อมรองรับการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวกเป็นจุดผ่านแดนถาวร
        3. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย โดยรวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
        3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)  
        ข้อเสนอ 1) โครงการ Year of MICE (Meeting, Incentive, Convention, and Exhibition) ในปี 2556      2) เร่งรัดแผนบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ชัดเจนและเน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนในพื้นที่  3) การจัดระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวม ทั้งในส่วนของรถโดยสารประจำทางสาธารณะในเส้นทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงให้รถสี่ล้อแดงเป็นรถติดมิเตอร์เพื่อความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว 4) การส่งเสริมให้มีการอบรมภาษาที่สามเพื่อทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยเฉพาะภาษาเกาหลี  5) การจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคที่มีการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวหลักระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองท่องเที่ยวรอง โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่เป็นฤดูการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคนี้
        มติที่ประชุม
        1.  มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ รับไปพิจารณาเตรียมความพร้อมในการประกาศให้ปี 2556 เป็น Year of MICE
        2. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีความพร้อมก่อนการเปิดตัวใช้งานในเดือนกันยายน 2555
        3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) กระทรวงมหาดไทย (กรมโยธาธิการและผังเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดทำแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่  โดยให้นำผลการศึกษาจากโครงการจัดทำแผนแม่บทและออกแบบเพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เมื่อปี 2550 มาประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนา
        4. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกอบรมภาษาต่างประเทศที่มีความจำเป็นให้กับมัคคุเทศก์อย่างต่อเนื่อง โดยประสานกับ สทท. และกกร.
        5. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคและสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงกลุ่มพื้นที่
        4. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
         ข้อเสนอ  1) โครงการสร้างฝายชะลอน้ำแบบบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยม
2) การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร  และป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ
        มติที่ประชุม  มอบหมายให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  รับข้อเสนอของคณะกรรมกร กกร.  ไปพิจารณาในรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป
        5. การพัฒนาตลาดทุนไทย (เสนอโดย สภาพธุรกิจตลาดทุนไทย)
        ข้อเสนอ 1) พิจารณาเพิ่มข้อกำหนด “เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินปันผล  ดอกเบี้ย  ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore  Holding Company and Funds)”  ใน “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” และ “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว”  2) โครงการ “การเงินขั้นพื้นฐานเพื่อผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน” 3) การส่งเสริมให้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเพิ่มข้อกำหนด  เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินปันผล ดอกเบี้ย ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore Holding Company and Funds)  ในอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสภาภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
        2.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  ในการดำเนินงานให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน  เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ และขยายกลุ่มเป้าหมายให้รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน
        3.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารับความเห็นของที่ประชุมไปเร่งรัดการพัฒนาตลาดพันธบัตรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ร่างพระราชบัญญัติเพื่ออนุวัติการภาคผนวกแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวม 3 ฉบับ(15 มกราคม 2555)

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้
                   1. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. .... และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
                   2. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการรับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา  ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
                   สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
                   1. ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. ....
                             1.1 กำหนดให้การดำเนินพิธีการของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยในพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักร เป็นการดำเนินพิธีการในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 5)
                             1.2 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศภาคีตามความตกลงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลของประเทศภาคีตามความตกลงสำหรับการดำเนินพิธีการในพื้นที่ควบคุมร่วมกันแต่ละแห่ง และกำหนดข้อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศภาคีตามความ         ตกลงที่เข้ามาดำเนินพิธีการในพื้นที่ควบคุมร่วมกันในราชอาณาจักรตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด (ร่างมาตรา 6)
                             1.3 กำหนดให้การกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยเกี่ยวกับการขนส่งข้ามพรมแดนในพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักรเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 9)
                             1.4 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการขนส่งข้ามพรมแดนที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในพื้นที่ควบคุมร่วมกันในราชอาณาจักรและพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 10 และร่างมาตรา 11)
                             1.5 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจออกระเบียบเพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถดำเนินพิธีการได้อย่างเบ็ดเสร็จในพื้นที่ควบคุมร่วมกันได้ (ร่างมาตรา 12 และร่างมาตรา 13)
                   2. ร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. ....
                             2.1 กำหนดขอบเขตการใช้บังคับแก่การรับขนของทางถนนด้วยรถจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของในราชอาณาจักรไปยังสถานที่ที่จะระบุให้ส่งมอบของนอกราชอาณาจักร หรือจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของนอกราชอาณาจักรยังสถานที่ที่ระบุให้ส่งมอบของในราชอาณาจักร หรือจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ที่ระบุให้ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่งโดยผ่านเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 4 – ร่างมาตรา 5)
                             2.2 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ขนส่งต้องออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งและการกำหนดรายการในใบตราส่ง ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่ง ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งช่วง ชื่อและที่อยู่ของผู้รับตราส่ง เป็นต้น (ร่างมาตรา 9 –                          ร่างมาตรา 13)
                             2.3 กำหนดหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งในการตรวจสอบความถูกต้องของรายการที่ปรากฏในใบตราส่งเมื่อได้รับมอบของจากผู้ส่ง และบันทึกข้อแตกต่างไว้ในใบตราส่งในกรณีที่ความแตกต่างนั้นสามารถเห็นได้ประจักษ์ มีหน้าที่ถามเอาคำสั่งจากผู้ส่งทั้งในกรณีที่การรับขนของกลายเป็นพ้นวิสัยหรือดำเนินการต่อไปได้แต่ด้วยเงื่อนไขที่ต่างไปจากสัญญา และในกรณีที่มีพฤติการณ์ขัดขวางการส่งมอบหรือผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับมอบของ (ร่างมาตรา 14 – ร่างมาตรา 16)
                             2.4 กำหนดให้ผู้ส่งต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายอันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่เพียงพอของรายละเอียดในใบตราส่งความรับผิดต่อผู้ขนส่งในความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินของบุคคลอื่น อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นอันเนื่องมาจากความบกพร่องในการบรรจุหีบห่อ และให้ผู้ส่งมีหน้าที่ในการจัดเอกสารที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่พิธีการทางศุลกากรไปกับใบตราส่ง รวมทั้งจัดเอกสารหรือข้อมูลอื่นที่ผู้ขนส่งต้องการหรือดำเนินการให้ผู้ขนส่งสามารถเข้าถึงข้อมูลเช่นว่านั้นได้และต้องรับผิดแก่ผู้ขนส่งในกรณีที่เอกสารและข้อมูลดังกล่าวมีความไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วน (ร่างมาตรา 18 – ร่างมาตรา 20)
                             2.5 กำหนดให้ผู้ส่งมีหน้าที่ในการแจ้งสภาพอันตรายแห่งของให้ผู้ขนส่งทราบและความรับผิดในการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว (ร่างมาตรา 21 – ร่างมาตรา 22)
                             2.6 กำหนดความผิดและข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีของสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า กรณีที่ถือว่าของนั้นได้สูญหายสิ้นเชิงเนื่องจากล่วงพ้นระยะเวลาส่งมอบของมานานแล้ว และกรณีความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของผู้อื่น (ร่างมาตรา 26 – ร่างมาตรา 28)
                             2.7 กำหนดให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตาม         ร่างพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 37 – ร่างมาตรา 38)
                             2.8 กำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการรับขนของทางถนนให้มีอายุความหนึ่งปี (ร่างมาตรา 40)
                   3. ร่างพระราชบัญญัติการรับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. ....
                             3.1 กำหนดขอบเขตการใช้บังคับกับสัญญารับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนน โดยรถจากจุดต้นทางจากประเทศหนึ่งไปยังจุดปลายทางอีกประเทศหนึ่ง  ทั้งนี้ ไม่ว่าสัญญารับขนดังกล่าวจะมีบำเหน็จหรือไม่ก็ตาม                       (ร่างมาตรา 5)
                             3.2 กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องเอกสารการเดินทาง ประกอบด้วยตั๋วโดยสารและใบรับสัมภาระลงทะเบียน มีการกำหนดรูปแบบและรายการของตั๋วโดยสารและใบรับสัมภาระลงทะเบียน และกำหนดหน้าที่ของผู้ขนส่งในการบันทึกสัญญารับขนว่าจะต้องมีการบันทึกไว้โดยการออกตั๋วโดยสาร การออกใบรับสัมภาระลงทะเบียน การตรวจสภาพเท่าที่เห็นได้จากภายนอกของสัมภาระลงทะเบียนในเวลาลงทะเบียนสัมภาระ (ร่างมาตรา 9 – ร่างมาตรา 12)
                             3.3 กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้ต้องรับผิดต่อความสูญหายหรือความเสียหาย อันเป็นผลมาจากการตาย การบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจของคนโดยสารที่เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารที่อยู่บนรถหรือขณะกำลังขึ้น หรือลงจากรถคันนั้น รับผิดเพื่อความสูญหาย หรือความเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่คนโดยสารและสัมภาระไปถึงจุดหมายปลายทางล่าช้า รับผิดเพื่อความสูญหายหรือความเสียหายที่เกิดแก่สัมภาระลงทะเบียนนับแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับมอบสัมภาระจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสัมภาระ รับผิดเพื่อความสูญหายหรือความเสียหายของสัมภาระติดตัวเป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารอยู่บนรถหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงจารถคันนั้น ทั้งนี้ ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของลูกจ้าง ตัวแทน และผู้รับจ้างช่วงที่ได้กระทำในทางการที่จ้างหรือภายในขอบอำนาจแห่งการเป็นตัวแทนหรือในกิจการที่รับช่วงนั้น (ร่างมาตรา 15 – ร่างมาตรา 19)
                             3.4 กำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดตามหลักข้อสันนิษฐานการรับผิดกล่าวคือผู้ขนส่งต้องรับผิดในความ            สูญหาย หรือความเสียหายอันเป็นผลมาจากการตายการบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจของคนโดยสารที่เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารอยู่บนรถ หรือขณะกำลังขึ้น หรือลงจากรถคันนั้น ให้สันนิษฐานว่าผู้ขนส่งต้อง          รับผิด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ถึงข้อยกเว้นความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนด (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 20)
                             3.5 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีที่คนโดยสารตาย หรือบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจ ให้จำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 9,000 SDR ต่อคนโดยสารแต่ละคนต่อหนึ่งเหตุการณ์ ในกรณีการสูญหายหรือการเสียหายของสัมภาระลงทะเบียน ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ ไมเกิน 8.33 SDR ต่อหนึ่งกิโลกรัมของน้ำหนักรวมทั้งหมดแห่งสัมภาระนั้น หรือ 166.67 SDR ต่อหนึ่งชิ้น แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน ในกรณีการสูญหายหรือการเสียหายของสัมภาระติดตัวของคนโดยสาร ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ที่คนละ 166.67 SDR และในกรณีความเสียหายอันเกิดจากการล่าช้าที่มิใช่ความเสียหายของสัมภาระหรือการบาดเจ็บของคนโดยสาร ให้จำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินราคาค่าโดยสาร                         (ร่างมาตรา 22 – ร่างมาตรา 24)

 

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (15 มกราคม 2555/เชียงใหม่)

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีค้างชำระของหน่วยงานราชการ) จำนวน 2 ฉบับ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีค้างชำระของหน่วยงานราชการ) จำนวน 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
         สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
         1. ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             1.1 กำหนดมิให้นำมาตรา 23 เกี่ยวกับการห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มาใช้บังคับแก่การขนส่งส่วนบุคคลซึ่งหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา วัด มัสยิด มิซซัง มูลนิธิ สภากาชาดไทย และสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เป็นผู้ประกอบการขนส่ง  แต่ผู้ประกอบการขนส่งต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้เสมือนดังเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลทุกประการ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29)
             1.2 กำหนดให้รถที่ใช้ในการขนส่งส่วนบุคคลของส่วนราชการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดในกฎกระทรวง วัด มัสยิด มิซซัง มูลนิธิ และสภากาชาดไทย ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 88)
             1.3 กำหนดให้บรรดาภาษีประจำปีของรถของหน่วยงานตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ที่ค้างชำระไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้เป็นอันระงับไป (ร่างมาตรา 5)
             1.4 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 6)
         2. ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1 กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีให้แก่รถของส่วนราชการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะรถที่มิได้ใช้ในทางการค้าหรือหากำไร (ร่างมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 9 (3))  
             2.2 กำหนดให้บรรดาค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีของรถของหน่วยงานตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ที่ค้างชำระไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้เป็นอันระงับไป (ร่างมาตรา 4)
             2.3 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 5)

 

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงน้ำหนักของรถที่ใช้ในการประกอบการขนส่งส่วนบุคคล) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดน้ำหนักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล) จำนวน 2 ฉบับ
         คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงน้ำหนักของรถที่ใช้ในการประกอบการขนส่งส่วนบุคคล) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดน้ำหนักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล) จำนวน 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  

         สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ  
         1. ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้  
             1.1 กำหนดบทนิยาม “การขนส่งส่วนบุคคล” หมายความว่า การขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเองด้วยรถที่มีน้ำหนักเกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 (5))
             1.2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน  และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์  ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้าง (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 (2) (ข))
             1.3 กำหนดให้นายทะเบียนกลางและนายทะเบียนประจำจังหวัดอาจมอบหมายให้ข้าราชการในสังกัดกรมการขนส่งทางบกกระทำการแทนได้ (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 วรรคสี่)
             1.4 ตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ  เนื่องจากข้อตกลงเรื่องการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศที่ประเทศไทยทำกับประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงระดับทวิภาคี  ซึ่งมีเงื่อนไขตามข้อตกลงที่แตกต่างกัน  การนำมาบัญญัติเป็นหลักการทั่วไปอาจไม่ครอบคลุมข้อตกลงหรือสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่าง ๆ โดยสมควรให้เป็นไปตามข้อตกลงหรืออนุสัญญาแต่ละฉบับ  
             1.5 กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสภาพรถ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และบทกำหนดโทษเก็บค่าบริการผิดจากอัตราค่าบริการที่กำหนด (ร่างมาตรา 9 เพิ่มมาตรา 74/1 และร่างมาตรา 13 เพิ่มมาตรา 148/1 และมาตรา 148/2))
             1.6 ตัดบทบัญญัติที่ให้ผู้ประจำรถมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสำเนาภาพถ่ายหนังสือแสดงการจดทะเบียนไว้ประจำรถเพื่อแสดงต่อนายทะเบียนหรือผู้ตรวจการ  
             1.7 กำหนดบทเฉพาะกาลให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ (ร่างมาตรา 14)
        2. ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1 กำหนดบทนิยาม “รถยนต์ส่วนบุคคล” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
             2.2 กำหนดห้ามมิให้ใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน รถที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน รถที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี รถที่แจ้งการไม่ใช้รถ รถที่ทะเบียนระงับ (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)
             2.3 กำหนดให้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนสามารถนำมาใช้ได้ชั่วคราว ได้แก่ รถที่จดทะเบียนในต่างประเทศที่นำเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรชั่วคราว หรือใช้ในกิจการใดโดยเฉพาะเป็นการชั่วคราว หรือรถที่ใช้เพื่อการทดสอบ หรือรถที่ใช้ในกรณีอื่นที่มีกฎกระทรวงกำหนด (ร่างมาตรา 5 เพิ่มมาตรา 6/1)
             2.4 กำหนดให้นายทะเบียนและผู้ตรวจการมีอำนาจเข้าตรวจในสถานที่จำหน่าย เช่า เช่าซื้อ หรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับรถ เมื่อมีเหตุสงสัยว่ามีรถที่ค้างชำระภาษี หรือมีการใช้รถที่สิ้นอายุการใช้งาน และยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถนั้นไว้ได้ (ร่างมาตรา 8 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 37)
             2.5 กำหนดให้การยึดรถที่ค้างชำระภาษีรถประจำปี เป็นการยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถแทน                          (ร่างมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 35 วรรคสอง)
             2.6 กำหนดให้ยกเลิกมาตรา 39 ที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาดรถที่ยึดมาตามมาตรา 35 หรือมาตรา 37 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่ให้ยกเลิกการยึดรถ โดยเปลี่ยนมาเป็นการยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์แทน                         (ร่างมาตรา 9)
             2.7 กำหนดให้ใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามมาตรา 43 (1) มีอายุสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาตขับรถ (ร่างมาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 44 วรรคหนึ่ง)
             2.8 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาตขับรถต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับรถ ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ เว้นแต่ได้พ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ (ร่างมาตรา 11 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 46 (8) และร่างมาตรา 12 เพิ่มเติมมาตรา 46 (9))
             2.9 กำหนดให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการมีอำนาจเรียกเจ้าของรถหรือผู้ขับรถมาให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 13 เพิ่มมาตรา 57 สัตต)
             2.10 ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ (ร่างมาตรา 14 ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 16)

             2.11 ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปี ดังนี้
                 (1) เพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมการอนุญาตและเครื่องหมายแสดงการใช้รถสำหรับการใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนซึ่งนายทะเบียนอนุญาตให้ใช้ได้ในบางกรณี  เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (ร่างมาตรา 17)
                 (2) ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เครื่องหมายพิเศษ และสมุดคู่มือประจำรถของรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อมให้เหมาะสม (ร่างมาตรา 18)
                 (3) ปรับปรุงชื่อของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน (ร่างมาตรา 19)
                 (4) ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติที่เพิ่มบัญชีภาษีประจำปีสำหรับรถอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง  โดยกำหนดให้การคำนวณอัตราภาษีรถดังกล่าวใช้เกณฑ์น้ำหนักของรถในอัตราเดียวกับรถยนต์ส่วนบุคคล (ร่างมาตรา 20)
             2.12 กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้
                 (1) กำหนดรองรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกให้ใช้ทะเบียนรถนั้นได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ  แต่หากต้องการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุก็สามารถทำได้  โดยให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการให้โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและออกแผ่นป้ายทะเบียน                   (ร่างมาตรา 21)
                 (2) กำหนดรองรับการใช้รถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  โดยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำเข้ามีสัญชาติหรือที่รถนั้นจดทะเบียน (ร่างมาตรา 22)
                (3) กำหนดให้เจ้าของรถที่ถูกยึดมาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาขอรับคืนภายในกำหนดเวลา  โดยให้ยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถไว้แทน  ถ้ามิได้มาขอรับคืนภายในเวลาที่กำหนดให้ขายทอดตลาดรถนั้น                   (ร่างมาตรา 23)

 

นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
วรธาร ทัดแก้ว

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 20 มกราคม 2555

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลง

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลงในวันนี้ด้วยความตราตรึงใจของคนไทยและต่างชาติที่แวะเวียนไปชมที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และบริเวณริมทะเลสาบเมืองทอง

เป็นที่รู้ว่า“บีโอไอแฟร์”คืองานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ระดับโลกที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการชั้นนำทั้งไทยและเทศนำมาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก และนวัตกรรมหนึ่งในนั้นที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษในโลกปัจจุบันและอนาคตก็คือ เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำออกมาอวดโฉมในงานจำนวนมาก ยากที่จะกล่าวหมด...ในที่นี้ จึงนำมาแสดงแต่บางส่วนเท่านั้น

บ้านSCG HEIMรับมือแผ่นดินไหว

นี่คือนวัตกรรมบ้านเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใน เอสซีจี พาวิลเลียน ก่อสร้างด้วยระบบ“โมดูลาร์”โครงสร้างเสาและคานเหล็กใช้เทคนิคการเชื่อมต่อด้วยจอยต์พีซ (Joint-Piece) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างที่ทำได้เฉพาะในโรงงาน ผ่านการทดสอบวัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างโดยใช้วิธี“ดร็อปเทสต์”(Drop Test) ซึ่งเป็นการปล่อยโครงสร้างเหล็กให้ตกลงมาจากที่สูงในระยะ 6 เมตร พร้อมผ่านการทดสอบแรงสั่นสะเทือนเสมือนเกิดแผ่นดินไหวจริงในห้องทดลอง ภายหลังการทดสอบพบว่าโครงสร้างเหล็กและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ยังคงสภาพเดิม

โครงสร้างใช้เหล็กSS400 ที่ได้มาตรฐานJISของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหล็กที่นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น โตเกียว ทาวเวอร์ มีคุณสมบัติในการทนแรงดึงได้ถึง 4,000km/cm2 เป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกย่อๆ ว่าZAMคือมีการเคลือบสังกะสี (Zn) อะลูมิเนียม (AI) และแมกนีเซียม (Mg) ช่วยป้องกันสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้บ้านแข็งแรง ทนทาน มีอายุการใช้งานยืนยาวกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

ภายในติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดานชั้น 2 และระหว่างผนังภายในและภายนอกบ้านเพื่อช่วยลดความร้อนภายในบ้าน กระจกหน้าต่างบ้านใช้กระจก 2 ชั้น ที่เคลือบฟิล์มลามิเนตพร้อมช่องว่างอากาศตรงกลาง ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนจากภายนอกบ้านได้ดีกว่ากระจกทั่วๆ ไป จึงช่วยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านไม่ร้อนอบอ้าว และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากการเปิดเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 30-45% ที่สำคัญยังเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมเพื่อให้มีอายุการใช้งานคุ้มค่า ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการผลิตวัสดุต่างๆ อีกด้วย

Shield-Life...ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและต้องการที่อยู่อาศัยชั่วคราวเร่งด่วน ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) แข็งแรง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ผลงานร่วมระหว่างDesign Catalystในเอสซีจี เคมิคอลส์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ที่สามารถเปิดออกจากกันได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและการขนส่ง ด้านบนใช้เป็นหลังคาเพื่อป้องกันแดด ฝน และใช้เป็นส่วนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีไฟฟ้าใช้ยามจำเป็น สามารถเปิดและปิดได้ ให้ความโปร่ง สบาย และมีน้ำหนักเบา ด้านล่างสำหรับนอนและนั่ง ภายในมีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพในภาวะฉุกเฉิน เช่น เครื่องนอน แสงไฟ อุปกรณ์ประทังชีวิต เช่น วิทยุ เชือก ไฟฉาย นกหวีด น้ำดื่ม อาหารแท่งสำเร็จรูป และชุดปฐมพยาบาล

ขนาดความสูง 110 ซม. กว้าง 110 ซม. ยาว 2.8 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม หนึ่งชุดรับน้ำหนักได้ถึง 150 กก. ออกแบบเพื่อการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ 1 คน หรืออาจเพิ่มเด็กเล็กได้อีก 1 คน ขึ้นกับขนาดและรูปร่างของผู้ใช้งานโดยต้องมีส่วนสูงไม่เกิน 190 ซม. เหมาะกับประเทศที่มีสภาพอากาศไม่ปกติ หรือเกิดภัยพิบัติที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวเร่งด่วน

Cement Bunker...ที่อยู่อาศัยป้องกันภัยพิบัติ

ที่อยู่อาศัยรูปทรงกระบอกระบบปิด อีกนวัตกรรมจาก เอสซีจี ซิเมนต์ และซีแพค สร้างจากนวัตกรรมปูนซีเมนต์ที่ทนต่อแรงกระแทก (Shock Resistance) แรงสั่นสะเทือน คลื่น และลม ทนแรงจากแผ่นดินไหว แรงระเบิด เนื่องจากคอนกรีตที่ใช้มีความเหนียว แข็งแรง สามารถรับกำลังหรือแรงต่างๆ ได้สูง เช่น กำลังอัด กำลังดึง และกำลังดัด เนื่องจากการผสมผสานของเส้นใยที่เป็นชนิดเหล็ก (Steel Fiber) และเส้นใยไฟเบอร์ประเภทโพลีเมอร์ ซึ่งจะทำให้คอนกรีตมีความเหนียวทนทานรับแรงดึงและแรงดัดได้สูงขึ้นจนถึงรับแรงกระแทก

โดยเส้นใยเหล่านี้อาจนำมาถักหรือสานเข้าด้วยกันเป็นโครงที่หนาแน่น ประกอบกับเหล็กเสริมที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกหรือโครงสร้างหลักและใช้มอร์ตาร์ (ปูนทราย) หรือคอนกรีตเป็นตัวเชื่อมประสานทุกวัสดุเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังอาจนำโพลีเมอร์ แอดมิกซ์เจอร์ (Polymer Admixture) มาผสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นที่ใช้สามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือนได้ดี และยังทนทานต่อการกัดกร่อนจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รวมไปถึงแรงกระแทกและการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลและลมพายุ และมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทนทานต่อแรงระเบิดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้มีการทดแทนการใช้ซีเมนต์บางส่วนด้วยวัสดุรีไซเคิลที่นำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เถ้าลอย ซิลิกาฟูม หรือตะกรันเตาถลุงเหล็ก ทำให้ลดการใช้ซีเมนต์ ซึ่งหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และเป็นการลดการเกิดแลนด์ฟิล (Landfill) จากการทิ้งขยะ ซึ่งการใช้วัสดุทดแทนเหล่านี้ยังปรับปรุงให้วัสดุคอนกรีตมีความทึบน้ำแข็งแรงทนทานมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังมีความคงทนทานสูงขึ้น จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและทรัพยากรในการซ่อมแซม

หลังคาตราช้าง เซราฟิโน โซลาร์ ไทล์

นวัตกรรมกระเบื้องหลังคาที่พัฒนาขึ้นมาบนแนวคิดช่วยลดโลกร้อนด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้เจ้าของบ้าน และประหยัดพลังงานเพื่อโลกอีกทางหนึ่งด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบพิเศษ โดยการนำแผงโซลาร์เซลล์แบบPolycrystalline Siliconที่มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์แบบผลึกทั่วไป และยังมีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 15 วัตต์-พีก (Watt-peak) ต่อแผ่น มาประกอบรวมกับหลังคาตราช้าง เอ็กซ์เซลลา รุ่นเซราฟิโน จนกลายเป็นหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งสามารถติดตั้งร่วมกับหลังคาตราช้าง รุ่นเซราฟิโน สเลต และรุ่นเซราฟิโน โมเดิร์น ได้อย่างกลมกลืนเป็นผืนเดียวกัน แตกต่างจากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่ต้องนำมาติดตั้งซ้อนบนหลังคาในภายหลัง ทำให้ไม่สวยและอาจเกิดปัญหาหลังคารั่วซึมตามมา

บ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า

Honda Smart Home Systemหรือบ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า จะควบคุมการใช้พลังงานในครัวเรือนแบบองค์รวมให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก ประกอบด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบแผ่นฟิล์มบาง แบตเตอรี่บ้านเพื่อเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในยามกลางคืน รวมถึงที่เหลือจากการใช้งาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่ เครื่องทำน้ำร้อน และสิ่งที่เป็นหัวใจหลักสำคัญของบ้านอัจฉริยะคือ สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ (Smart e-mix manager) หรือหน่วยจัดการพลังงานอัจฉริยะในบ้าน

ทั้งนี้ ฮอนด้า ได้คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่โดยมีระบบที่เรียกว่าX-Linkซึ่งจะช่วยกระจายพลังงานความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นโดยรวมถึง 92% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ใช้แก๊สในการผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในรูปแบบกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะทำหน้าที่บริหารและจัดสรรพลังงานให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พลังงานแต่ละประเภท นำไปสู่การผลิตพลังงานเพื่อบริโภคเองภายในครัวเรือน เป็นการควบคุมการใช้พลังงานทั้งที่ได้จากองค์การไฟฟ้าและที่ผลิตเองภายในบ้าน โดยอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นของระบบไม่เพียงจัดแสดงตัวเลขและข้อมูลครั้งล่าสุด อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส เครื่องยังสามารถรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพลังงานแต่ละชิ้นได้

จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้เหล่านี้ ระบบจะทำการประมวลภาพรวมและควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับการใช้งานของครัวเรือนนั้นๆ ได้โดยใช้ฟังก์ชันการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เราจะสามารถใช้ค่าไฟฟ้าใช้แก๊สครั้งล่าสุดเป็นเกณฑ์ จากนั้นเลือกโหมดการทำงานที่เน้นการใช้จ่ายค่าพลังงานหรือนำค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงมาอ้างอิง จากนั้นเลือกโหมดในการทำงานที่ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ ยังรวบรวมข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นให้เราสามารถควบคุมได้บนหน้าจอเดียวกัน โดยหน้าจอดังกล่าวสามารถปฏิบัติการได้ แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ไกลด้วยระบบแลนไร้สาย ยิ่งไปกว่านั้น ฮอนด้ายังมีบริการข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เนวี ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ไปยังแท็บเล็ต พีซี หรือสมาร์ตโฟนได้ ไม่ว่าจะอยู่ด้านในหรือนอกอาคาร

นอกเหนือจากการจัดการพลังงานภายในที่พักอาศัยแล้ว การส่งเสริมให้ใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น การใช้รถไฟฟ้า หรือรถไฮบริดปลั๊กอิน ซึ่งในการใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องสมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะช่วยทำให้การชาร์จไฟฟ้าจากบ้านพักอาศัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อต้องการชาร์จไฟให้เสียบปลั๊กเข้ากับตัวเครื่องสามารถใช้กับกระแสไฟได้ทั้ง 100 และ 200 โวลต์

โครงการฮอนด้า สมาร์ต โฮม ซิสเต็ม และการขับเคลื่อนการใช้รถด้วยไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งาน

ทั้งนี้ บ้านพลังงานอัจฉริยะไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังสร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้ด้วยฟรังก์ชันพลังงานสำรอง ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้จากแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย สร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีพลังงานใช้งานในบ้านหากไฟดับหรือเกิดภัยพิบัติ ในสภาพอากาศดี ไฟฟ้าจะถูกผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่หากสภาพอากาศเลวร้ายหรือในเวลากลางคืน เครื่องกำเนิดไฟฟ้ายังสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากแก๊สที่ส่งผ่านมาจากท่อแก๊ส และในขณะเดียวกันจะผลิตพลังงานความร้อนส่งไปยังเครื่องทำความร้อนและอ่างอาบน้ำด้วย ในกรณีที่ท่อส่งแก๊สขัดข้อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็สามารถทำงานได้ โดยเปลี่ยนไปใช้แก๊สโคเคนแทน แม้หากไม่มีแก๊สโคเคน ก็ยังสามารถใช้วิธีถ่ายเทพลังงานจากรถสู่บ้าน โดยส่งกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้าหรือไฮบริดปลั๊กอินไปยังตัวบ้านได้ ซึ่งฮอนด้ากำลังทำการศึกษาอยู่

รถยนต์-มอเตอร์ไซค์สีเขียว

สำหรับนวัตกรรมที่วิ่งฉิวๆ ไปๆ มาๆ บนท้องถนน ในงานบีโอไอแฟร์ ที่ทุกค่ายกันต่างไม่ยอมพลาดและไม่ยอมตกเทรนด์นวัตกรรมสีเขียวก็คือ การนำรถยนต์และหรือจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษมาโชว์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในงาน อาทิ

นิสสัน ลีฟ(NISSAN LEAF) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิดบาง ที่ให้ไฟฟ้าขนาด 90 กิโลวัตต์ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งกำลังออกมาได้ 80 กิโลวัตต์ ซึ่งในกำลังระดับนี้สามารถให้การตอบสนองกับการขับที่ดี และทุกครั้งที่เบรกจะเกิดการชาร์จไฟอัตโนมัติ สามารถนำพลังงานในการเบรกกลับมาใช้ใหม่ รวมเข้ากับกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำให้นิสสัน ลีฟ มีระยะทำการได้ไกลถึง 160 กม. ในการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยการชาร์จจากควิกชาร์จสเตชันเพียง 30 นาที เพื่อที่จะให้ได้ 80% ของความจุไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่การใช้ไฟบ้านที่ 200 โวลต์ จะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ในการเติมไฟให้เต็มความจุของแบตเตอรี่ จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้ได้จริงและปราศจากมลพิษสิ้นเชิง

E-Let’sซูซูกิรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบจากซูซูกิ พัฒนาจากรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์E-Let’s4Basketที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น เครื่องยนต์AC synchronousโดดเด่นด้วยชาร์จเจอร์ไฟฟ้าในตัว ใช้งานง่าย เพียงแค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟในมอเตอร์ด้านล้อ กำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 0.6 กิโลวัตต์ ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ระยะเวลาในการชาร์จ 4 ชม.ต่อ 100 วัตต์ ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กกะทัดรัด คล่องตัว และการเร่งเครื่องที่นุ่มนวล จึงใช้งานได้อย่างสบาย ที่สำคัญไม่สร้างมลพิษให้โลก ฯลฯ

เครื่องถ่ายเอกสารโตชิบาE-blueลบหมึกได้

เครื่องถ่ายเอกสารมัลติฟังก์ชันโตชิบารักษาสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าToshiba e-STUDIO Eco MFPตัวหมึกพิมพ์สีน้ำเงิน (Eco Blue Toner) คุณสมบัติพิเศษเหนือเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปที่สามารถลบหมึกได้ด้วยเครื่องล้างข้อมูล หรือที่เรียกกันว่าPRD(Paper Reuse Device) ให้สามารถนำกระดาษแผ่นเดิมกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 5 ครั้ง คือสามารถลบได้ 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถสแกนข้อมูลสำคัญไว้ในฮาร์ดดิสก์ในรูปแบบไฟล์PDFก่อนจะทำการลบข้อมูลอีกด้วย ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องถ่ายเอกสารที่ลบหมึกได้เครื่องเดียวในโลก ที่สามารถลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการผลิตกระดาษและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

รุ่นนี้เป็นเครื่องต้นแบบ ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรใดที่อยากใช้ อาจต้องรออีกประมาณ 2 ปี เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง

นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ชีวิต และความเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต

by ThaiWebExpert