การรับรองร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 1 (15 ตุลาคม 2555)

การรับรองร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue Summit –ACD Summit) ครั้งที่ 1
2. อนุมัติในหลักการให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนให้การรับรองแถลงการณ์ดังกล่าว หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการหรือสาระสำคัญ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะผู้แทนไทยในการดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 1 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ต้อนรับการเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 32 ของสาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน
2. รำลึกถึงข้อริเริ่มของไทยเมื่อปี 2545 ในการก่อตั้ง ACD ให้เป็นเวทีการประชุม เพื่อรวมทุกมิติของความเข้มแข็งในเอเชียและเปลี่ยนทวีปเอเชียที่กว้างใหญ่ ให้เป็นประชาคมเอเชียที่เป็นเอกภาพ
3. แสดงความพอใจกับความสำเร็จของ ACD ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และให้แนวทางการดำเนินความร่วมมือในอนาคต อาทิ การรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ การส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือด้านการเงิน การลงทุน และการศึกษา
4. เน้นย้ำถึงหลักการด้านสันติภาพ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก
5. ตกลงตามข้อเสนอของไทยและรัฐคูเวตในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนากลไกด้านสถาบันของ ACD ต่อไป
6. ยินดีกับข้อเสนอของสาธารณรัฐทาจิกิสถานที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 11 ข้อเสนอของราชอาณาจักรบาห์เรนที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 12 และข้อเสนอของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 13 รวมทั้งไทยที่จะเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 14

(ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2556 – 2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2556 – 2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ.2556–2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เขตอนุรักษ์ 5 แห่ง ดังนี้
1. พื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านทุ่งสูงในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาไม้แก้วควนยิงวัว อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
2. พื้นที่เขตอนุรักษ์พื้นที่ป่าภูคำบก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
3. พื้นที่เขตอนุรักษ์ ป่าดอยม่อนฤาษี ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
4. พื้นที่เขตอนุรักษ์ ป่าชุมชนขุนน้ำวอง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่อิงฝั่งขวา บ้านม่วงยายเหนือ – ใต้ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
5. พื้นที่ป่าตำบลแม่ยวม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

การรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 โดยกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ (9 ตุลาคม 2555)

การรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 โดยกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2555 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการขายประกันภัยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการบริหารจัดการที่ดีให้มีการกระจายความเสี่ยง และแต่งตั้งให้นายมานพ นาคทัต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติแทนกรรมการรายที่ลาออก
ความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2555
1. เพื่อให้โครงการประกันภัยข้าวนาปี 2555 ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เห็นชอบรูปแบบการประกันภัยตามโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 ที่เหมาะสม โดยให้ภาคเอกชนผู้รับประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการรับประกันภัยในโครงการด้วย ในสัดส่วนร้อยละ 0.25 ซึ่งรูปแบบการรับประกันภัยร่วม (co-insurance) นี้ จะช่วยให้การจัดการข้อมูล การรับประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรากฐานกลไกการประกันภัยพืชผลให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและลดความเสี่ยงกับการขัดกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ในประเด็นการอุดหนุนสินค้าเกษตรอีกด้วย และคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้จัดทำประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดภัยพิบัติอื่นตามพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้คำจำกัดความคำว่า “ภัยพิบัติ” ครอบคลุมถึงภัยพิบัติต่อพืชผลทางการเกษตร
2. การบริหารความเสี่ยงของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
2.1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 มิถุนายน 2555) เห็นชอบการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย ที่ 120 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับวงเงินความคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูก สำหรับภัยธรรมชาติ 6 ภัย ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย และวงเงินความคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด
2.2 อัตราเบี้ยประกันภัยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 10.8 ของวงเงินความคุ้มครองสูงสุด เป็นอัตราต่ำกว่าอัตราตลาดที่ กค. ได้เคยหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และต่ำกว่าสถิติอัตราความเสียหายพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศจากภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคระบาดโดยเฉลี่ย 8 ปี (พ.ศ. 2547-2554) ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 12.23
2.3 ในคราวประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 ได้พิจารณาพื้นฐานข้อเท็จจริงอัตราเบี้ยประกันภัยและอัตราความเสียหายดังกล่าวเห็นว่า การลดความเสี่ยงการรับประกันภัยของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติขึ้นอยู่กับความสามารถในการกระจายความเสี่ยงของพื้นที่เพาะปลูกที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่ง ธ.ก.ส. ในฐานะที่เป็นผู้บริหารโครงการจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี นอกจากกำหนดเป้าหมายรวมทั้งประเทศ ตามที่ ธ.ก.ส. คาดว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 4 ล้านไร่แล้ว ยังต้องมีการกระจายพื้นที่เพาะปลูกที่เข้าร่วมโครงการให้มีความหลากหลาย ทั้งในส่วนที่มีความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงปานกลาง ความเสี่ยงต่ำและไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าว สูงที่สุดถึงร้อยละ 57.8 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ
2.4 ในกรณีที่มีการจัดการความเสี่ยงดีที่สุดจะทำให้กองทุนไม่เกิดความเสียหายจากการ รับประกันภัย ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุด กล่าวคือพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 4 ล้านไร่ ที่เข้าร่วมโครงการเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมดกองทุนอาจมีภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,444 ล้านบาท
3. นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินการรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 เป็นไปอย่างรอบคอบ มีประสิทธิภาพ มีการกระจายความเสี่ยงภัยที่เหมาะสม พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศรับทราบรายละเอียดและนโยบายของรัฐตามโครงการนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการประกันภัย พืชผลทำหน้าที่กำกับดูแลการรับประกันภัยอย่างใกล้ชิดในช่วยระยะเวลาการขายประกันภัย ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันเริ่มต้นการขายโดยทุกภาคยกเว้นภาคใต้ได้เริ่มต้นการขายตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 และภาคใต้จะเริ่มต้นการขายในวันที่ 27 สิงหาคม 2555
4. การแต่งตั้งนายมานพ นาคทัต ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของกองทุนส่งเสริม การประกันภัยพิบัติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนนายเสรี จินตนเสรี ที่ได้ลาออกไปตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2555

แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559 (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559 และ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพใช้แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555–2559 เป็นกรอบชี้นำทิศทางการพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ
แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. หลักการ : มุ่งพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างเอกภาพและธรรมาภิบาลในการอภิบาลระบบสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม มุ่งเน้นการสร้างหลักประกันและการจัดบริการที่ครอบคลุม เป็นธรรม เห็นคุณค่าของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ
2. วิสัยทัศน์ : ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดี ร่วมสร้างระบบสุขภาพพอเพียง เป็นธรรม นำสู่สังคมสุขภาวะ
3. พันธกิจ : พัฒนาระบบสุขภาพพอเพียงโดยยึดหลักธรรมาภิบาล สร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคาม และสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้ภูมิปัญญาไทย
4. เป้าประสงค์ : 1) ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายมีศักยภาพ และสามารถสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วยจากโรคที่ป้องกันได้หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ มีการใช้ภูมิปัญญาไทยและมีส่วนร่วมจัดการปัญหาสุขภาพของตนเองและสังคมได้ 2) มีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยที่ไวพอ ทันการณ์ และสามารถจัดการปัญหาภัยคุกคามสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) มีระบบสุขภาพเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน ควบคุมโรค และการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ 4) มีระบบบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการตามปัญหาสุขภาพ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ 5) มีระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ
5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพ กำหนดไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : เสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีสุขภาพในการสร้างสุขภาพ ตลอดจน การพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพบนพื้นฐานภูมิปัญญาไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : พัฒนาระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย และการจัดการภัยพิบัติ อุบัติเหตุและภัยสุขภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน ควบคุมโรค และคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยแข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เสริมสร้างระบบบริการสุขภาพให้มีมาตรฐานในทุกระดับเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพในทุกกลุ่มเป้าหมาย และพัฒนาระบบส่งต่อที่ไร้รอยต่อ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : สร้างกลไกกลางระดับชาติในการดูแลระบบบริการสุขภาพ และพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ

แต่งตั้ง (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง แต่งตั้ง
1. ขออนุมัติแต่งตั้งผู้แทนรัฐบาล
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
1. อนุมัติแต่งตั้ง นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นผู้แทนรัฐบาลในฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อม และมีอำนาจในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมประชุมประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก (Committee on Trade and Environment : CTE) โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวภายหลังจากเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2555
2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือรับรองผู้แทนรัฐบาลสำหรับการเดินทางไปประชุมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก ระหว่างวาระการดำรงตำแหน่ง

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนางศุภลักษณ์ รายยวา นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) กลุ่มงานจักษุวิทยา โรงพยาบาลอุดรธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจักษุวิทยา) กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ (กระทรวงการต่างประเทศ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายชาญ จุลมนต์ อัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับต้น) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต (นักบริหารการทูต ระดับสูง) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับแล้ว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงแรงงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นางปราณิน มุตตาหารัช ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงแรงงาน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฐานิสร์ เทียนทอง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฐานิสร์ เทียนทอง) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

6. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้
1. นายกมล ศิริบรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายธวัช ชลารักษ์ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นายโรจนะ กฤษเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4. นายวัชรินทร์ จำปี รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

7. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 11 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ดังนี้
1. นายศุภกร วงศ์ปราชญ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รอง
ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นายพินิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4. นางสาวจิรพรรณ ปุณเกษม รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นายพิษณุ ตุลสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
6. นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี ที่ปรึกษาด้านระบบการศึกษา (นักวิชาการศึกษาทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
7. นางรัตนา ศรีเหรัญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง
8. นางสาวจุไรรัตน์ แสงบุญนำ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
9. นางสุทธศรี วงษ์สมาน ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
10. นายกมล รอดคล้าย ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
11. นางสาวอาภรณ์ แก่นวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

8. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง พลตำรวจเอก ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

9. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ และแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ และแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ
1. ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ จำนวน 12 ราย ดังนี้

1) พลตำรวจโท ฉลอง สนใจ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย
2) นายสุรชัย เบ้าจรรยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข
3) นายปรีชา ธนานันท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม
4) นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน
5) นายวิสา คัญทัพ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน
6) นางฉวีวรรณ คลังแสง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ
7) นายมานิตย์ ภาวสุทธิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
8) นายวิชัย เทียนถาวร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข
9) นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
10) นายเอนก หุตังคบดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร
11) นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย
12) นายสมบัติ คุรุพันธ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ซึ่งรายที่ 1) – รายที่ 7) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี วันที่ 7 กันยายน 2555 รายที่ 8) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี วันที่ 19 กันยายน 2555 รายที่ 9) – รายที่ 10) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี วันที่ 20 กันยายน 2555 และรายที่ 11) – รายที่ 12) ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี วันที่ 4 ตุลาคม 2555
2. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีใหม่ จำนวน 4 ราย ดังนี้ 1) นายธนะ ดวงรัตน์ 2) นายธานี ยี่สาร
3) นายสุวัฒน์ ตันพิพัฒน์ 4) นายดิฐ อัศวพลังพรหม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นต้นไป

10. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติย้ายสับเปลี่ยนหมุนเวียนข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
1. ย้ายนายวิจารณ์ สิมาฉายา เลขาธิการ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. ย้ายนายสันติ บุญประคับ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. ย้ายนายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมป่าไม้
4. ย้ายนายนพพล ศรีสุข ข้าราชการพลเรือนสามัญ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
5. ย้ายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
6. ย้ายนายนิทัศน์ ภู่วัฒนกุล อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำ
7. ย้ายนายปราณีต ร้อยบาง อธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรธรณี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

11. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายอำนวย ทองสถิตย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

12. การแต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงพลังงาน)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงพลังงาน จำนวน 2 ราย ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้
1) นายชวลิต พิชาลัย รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน
2) นางพูนทรัพย์ สกุณี รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

13. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง
(กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 2 ราย ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ดังนี้
1. นายทรงยศ ชัยชนะ สาธารณสุขนิเทศก์ (นายแพทย์) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ประเภทบริหารระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
2. นายอำนวย กาจีนะ นายแพทย์ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ประเภทบริหาร ระดับสูง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

****************************************

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
ข้อเท็จจริง
กษ. รายงานว่า ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และความตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 25 สิงหาคม 2552 , วันที่ 4 พฤษภาคม 2553) แล้ว เมื่อวันพุธที่ 15 สิงหาคม 2555 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนาย Luis Mayol Bouchon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐชิลี
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี
1.1 ภาคีคู่สัญญาจะร่วมดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของทั้ง 2 ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคศัตรูพืชและสัตว์พาหะ ตลอดจนสนับสนุนอำนวยความสะดวกระหว่างกัน
1.2 กิจกรรมที่จะดำเนินการจะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการ และข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การแลกเปลี่ยนผู้แทนเพื่อร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรมตลอดจนการแจ้งเตือนภาคีคู่สัญญากรณีการเกิดการแพร่ระบาดของโรค และมาตรการในการควบคุมโรค ศัตรูพืชและสัตว์พาหะ รวมทั้งความร่วมมืออื่น ๆ
1.3 มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และแต่งตั้งหน่วยประสานงานโดยหน่วยงานรับผิดชอบฝ่ายไทยคือ กษ. ฝ่ายชิลี คือ กระทรวงเกษตร
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี
2.1 วัตถุประสงค์ ร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจมีการพิจารณาในอนาคต
2.2 ขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ การเกษตรซึ่งรวมทั้งสัตว์และพืช การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรและสถาบันภาคเกษตรกร การจัดการและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร เป็นต้น
2.3 กำหนดให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร หรือเรียกว่า “JAWG” เพื่อการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรจะรับผิดชอบในการประเมินผลโครงการ หรือเสนอโครงการเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงในอนาคตรวมทั้งให้คำแนะนำ
2.4 รูปแบบของความร่วมมือ ความร่วมมือจะอยู่ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย การศึกษาและการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ การวิจัยร่วมด้านการเกษตร รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางวิชาการ เป็นต้น
2.5 การระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากการตีความหรือการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ให้ระงับโดยฉันท์มิตรด้วยการหารือหรือเจรจา
2.6 การมีผลบังคับใช้ และการสิ้นสุด : บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับในวันที่มีการลงนาม และจะมีผลใช้บังคับนับจากวันที่มีการลงนามเป็นระยะเวลา 5 ปี และหลังจากนั้นจะขยายอายุโดยอัตโนมัติอีกครั้งละ 5 ปี แต่อาจสิ้นสุดโดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนบันทึกความเข้าใจจะสิ้นสุด

ปฏิรูประบบ EIA บนเส้นทางสีเขียว

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งได้เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 นับเป็นแผนพัฒนาที่ให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก การประชุมประจำปีของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาใช้ชื่องานว่า “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียว” เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนร่วมกันระดมความคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเติบโตสีเขียว ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผน 11 ดังกล่าวเป็นการสนองตอบต่อแรงกดดันภายในประเทศที่มีแนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “สิ่งแวดล้อม” กับ “การพัฒนา” รุนแรงขึ้น รวมทั้งแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศที่ผลักดันนำแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” มาใช้เพื่อพยายามหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก
บนเส้นทางสีเขียวของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและแนวทางการพัฒนาในหลายด้าน ซึ่งทางสภาพัฒน์ฯ ได้กำหนดแนวทางหลักของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมไว้หลายประการ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการกระจายรายได้และเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและการถือครองทรัพย์สิน เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อม การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบสูงต่อสิ่งแวดล้อม การใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ฯลฯ    
ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EIA ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนบนเส้นทางสีเขียว
การดำเนินงาน EIA ของประเทศไทยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2524 เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกที่สำคัญที่ช่วยหน่วยงานภาครัฐในการพิจารณาอนุมัติโครงการพัฒนาต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันกำหนดไว้รวม 35 ประเภท เช่น การถมทะเล ระบบขนส่งมวลชนที่ใช้ราง อุตสาหกรรมหลายประเภท สนามบิน โรงแรม อาคารที่มีขนาดตามที่ประกาศ การชลประทาน ฯลฯ โดยโครงการเหล่านี้จะต้องมีการจัดทำรายงาน EIA ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยการคาดการณ์และประเมินผลกระทบ รวมถึงการหามาตรการป้องกัน จัดการ หรือลดและตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
อย่างไรก็ดี เนื่องจากขาดการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างและระบบ EIA ให้มีความสอดคล้องและเท่าทันกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อมทางการเมือง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ระบบ EIA จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าของโครงการกับชุมชน หรือระหว่างรัฐกับชุมชน รายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบไม่ได้รับความเชื่อถือและยอมรับจากภาคประชาชน (โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ) ในขณะที่เจ้าของโครงการบางส่วนมีทัศนคติต่อรายงานในแง่เป็นอุปสรรคต่อการขออนุมัติโครงการ ต้องการทำรายงาน EIA เพียงเพื่อให้ผ่านความเห็นชอบและนำไปสู่การขออนุมัติดำเนินกิจการ จึงไม่ได้นำมาตรการและข้อเสนอแนะต่อการลดผลกระทบจากโครงการที่อยู่ในรายงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบกิจการและชุมชนอย่างแท้จริง
หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีความพยายามปฏิรูปโครงสร้างและระบบ EIA มาเป็นลำดับแต่ยังไม่เคยประสบผลสำเร็จจริง ความพยายามครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปี 2546-47  ช่วงคุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปรับระบบ EIA  แต่ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนงานจะเสร็จ  ปี 2550 มีการเพิ่มเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) อยู่ในรัฐรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต่อมาช่วงปี 2552-53 จากปัญหาเรื่องมาบตาพุดและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ม. 67 วรรคสอง ผลงานของคณะกรรมการสี่ฝ่าย (คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน) นำไปสู่การปรับปรุงระบบ EIA ในด้านการกำหนดกติกาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การกำหนดประเภทโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง และการจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ชุดเฉพาะกาลตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ) แต่ยังไม่ได้เป็นการปฏิรูป EIA ทั้งระบบ
ความพยายามอีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิรูประบบ EIA ได้เริ่มก่อตัวขึ้นจากงานสมัชชาแห่งชาติที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมกันทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็ตระหนักถึงปัญหามากมายที่มีอยู่ และให้ความร่วมมืออย่างดีในการทำงานผลักดันการปฏิรูประบบ EIA ครั้งนี้ หากมีผลลัพธ์ความก้าวหน้าเกิดขึ้นก็จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่ให้ประเทศไทยหลุดออกไปจากเส้นทางสีเขียวตามที่กำหนดไว้

 

 

ภาพ: http://www.facebook.com/pages/EIA-Thailand/176728569068564

เทศบาลคาร์บอนต่ำ ความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

การขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ เนื่องจากพื้นที่ชุมชนเขตเมืองมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก ผลิตและปล่อยมลพิษสูง มีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบท พื้นที่ชุมชนเขตเมืองจึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลายองค์กรให้ความสำคัญและกำลังหาแนวทางจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีหลายเมืองทั่วโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” โดยใช้แนวทางและวิธีการที่หลากหลายตามแต่บริบทแวดล้อมของแต่ละเมือง ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น เมืองโตเกียว เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น  เมืองบิวโบว ประเทศสเปน เมืองแว๊กซ์โจ ประเทศสวีเดน เมืองบรัซเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม  รวมทั้ง เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง
โครงการเพื่อการปรับตัวไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำที่น่าสนใจติดตามและกำลังเริ่มดำเนินการในประเทศไทย คือ “โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา” โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนมาจากสองแหล่ง ทางสหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ให้แก่สมาคมสันนิบาลเทศบาลแห่งประเทศไทย และทางสมาคมฯ ได้อุดหนุนงบประมาณอีกร้อยละ 10 ทางโครงการฯ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่ากิจกรรมที่เทศบาลริเริ่มดำเนินการภายใต้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่ต่ำกว่า 84,000 กิโลกรัมคาร์บอนภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 จนถึงเดือนมกราคม 2558  แม้ว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการฯ จะตั้งไว้ค่อนข้างน้อย แต่ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลมองว่าเป็นโอกาสที่เทศบาลจะได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจต่อกรอบแนวคิด ยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่ชัดเจน เป็นการรวมพลังปฏิบัติการระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมริเริ่มของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ และคาดหวังว่าจะได้ตัวอย่างที่ดี สามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์เรียนรู้เทศบาลคาร์บอนต่ำ” ในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
เมืองคาร์บอนต่ำในบริบทของโครงการนี้หมายถึง เมืองที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ เมืองแห่งต้นไม้ เมืองไร้มลพิษ เมืองพิชิตพลังงาน และเมืองที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเมืองให้ออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุด โดยยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะมีตัวชี้วัดความสำเร็จแตกต่างกันไป ตัวชี้วัดความสำเร็จสำหรับยุทธศาสตร์เมืองไร้มลพิษ เช่น ปริมาณขยะก่อนนำไปกำจัดของเทศบาลลดลงร้อยละ XX  หรือ สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งกำจัดขยะได้อย่างน้อย XX กิโลวัตต์ เป็นต้น
ในการดำเนินงานของโครงการ ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีที่หลากหลาย เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในโครงการซึ่งประกอบด้วย 12 กิจกรรมหลัก เช่น การรับสมัครและคัดเลือกเทศบาลนำร่อง การพัฒนาโปรแกรมวัดปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากกิจกรรมที่เทศบาลนำร่องดำเนินการ การจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของเทศบาลนำร่อง  การติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนของเทศบาลนำร่อง การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ เป็นต้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ทางโครงการตั้งเป้าหมายให้มีเทศบาลอย่างน้อย 84 แห่งเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อเปิดรับสมัครตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2555 ปรากฏว่ามีความตื่นตัวอย่างมาก มีเทศบาลสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 168 แห่งจากทุกภูมิภาค ภาคเหนือ 61 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 56 แห่ง ภาคใต้ 21 แห่ง ภาคกลาง 17 แห่ง และภาคตะวันออก 13 แห่ง
    บทบาทและการดำเนินงานของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยในเรื่องเมืองคาร์บอนต่ำนับเป็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยที่น่าติดตามและให้การสนับสนุน มีการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ล่วงหน้าไปกว่ารัฐบาลส่วนกลางที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและมีแผนที่จะประกาศกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2555 นี้
การดำเนินโครงการนี้เป็นรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามรัฐจากองค์กรระดับต่ำกว่ารัฐ (Sub-national level) ไปยังสหภาพยุโรปซึ่งเป็นองค์กรระดับเหนือรัฐโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลส่วนกลาง  เป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างมากในโลกยุค “การบริหารปกครองหลายระดับ” (Multilevel Governance) ซึ่งรัฐส่วนกลางมีบทบาทจำกัดลง อำนาจของรัฐถูกถ่ายโอนไปสู่องค์กรระดับเหนือรัฐและระดับต่ำกว่ารัฐ
ตัวอย่างรูปธรรมอีกกรณีหนึ่งก่อนหน้านี้ คือ การจัดตั้ง “สภาระหว่างประเทศเพื่อการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น” (International Council for Local Environmental Initiatives: ICLEI) ในปี 2543 เพื่อนำเสนอข้อห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลท้องถิ่นในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2546 ได้มีการจัดทำโครงการ “เมืองเพื่อการปกป้องภูมิอากาศ” (Cities for Climate Protection) เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรรัฐระดับท้องถิ่นใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสมาชิกที่เป็นองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 675 แห่ง อยู่ในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ สมาชิกทั้งหมดของ ICLEI ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก เครือข่ายสมาชิกเหล่านี้มีพันธะสัญญาจะดำเนินการกิจกรรมเพื่อลดก๊าซ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ICLEI เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ICLEI 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลตำบลเมืองแกลง
ในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า “เทศบาลคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกตัวอย่างของ “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ก้าวพ้นรูปแบบการทำงานแบบเก่าขององค์กรภาครัฐ  และสะท้อนถึงความเข้มแข็งและศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยหากได้รับการสนับสนุนถูกทิศทาง และไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากเกินไป

 

 

ภาพ: http://srccsouth.org/news/detail/5/โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ.html

ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (Bangkok Resolution on ASEAN Environmental Cooperation)
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1. กับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 12 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการไปได้โดย ไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อจัดการกับความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะร่วมกันดำเนินการตามพันธสัญญาอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ตลอดจนผลจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) รวมถึงกระตุ้นให้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะปกป้อง อนุรักษ์และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามแผนกลยุทธ์เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับปี 2554-2563 และเป้าหมายไอจิว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อป้องกันไฟป่าและลดมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน โดยการเฝ้าระวังและการดำเนินกิจกรรมป้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อป้องกันความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนในภูมิภาค

การให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. เห็นชอบให้ประเทศไทย ให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และให้นำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
3. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายในการลงนามสัตยาบัน และเมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบต่อสัตยาบันข้อตกลงฯ แล้วให้ กต. จัดทำสัตยาบันสารมอบให้เลขาธิการอาเซียนต่อไป
4. เห็นชอบให้สมทบงบประมาณสนับสนุนกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพแห่งอาเซียน (ASEAN Biodiversity Fund) จำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐ

by ThaiWebExpert