Bangkok Climate Change Conference 2012

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

     ช่วงระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 5 กันยายน 2012 นี้ จะมีการประชุมเจรจาเกี่ยวกับการจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2015 ขึ้นในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุม UNESCAP กรุงเทพฯ  การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของคณะทำงานเฉพาะกิจทั้ง 3 ชุด คือ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต และคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการยกระดับการดำเนินงาน (Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action หรือ ADP)
คณะทำงาน ADP เพิ่งจัดตั้งขึ้นจากมติการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 17 (COP17) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2011 เป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ ADP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับ “ทุกประเทศ” โดยผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ หรือเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย มีการกำหนดให้ ADP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 21 ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020  เป้าหมายของผลลัพธ์การเจรจาภายใต้ ADP จึงเป็นเรื่องที่มีผลสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตโลก การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มากขึ้นภายใต้ข้อผูกพันทางกฎหมาย
    ประธานร่วมของคณะทำงาน ADP ได้ส่งบันทึกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2012 ระบุว่าการประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จะเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับ 3 หัวข้อเรื่องสำคัญ ได้แก่  (หนึ่ง) วิสัยทัศน์ของคณะทำงาน ผลลัพธ์ที่คาดหวังและแนวทางที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ และมุมมองของประเทศต่างๆ ต่อผลลัพธ์ของการเจรจาที่ตามมติ COP 17 ระบุว่ามีทางเลือกรูปแบบของกฎหมาย 3 แนวทาง  (สอง) ความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก แนวทางที่จะยกระดับความพยายามลดก๊าซเรือนกระจก แนวทางเพิ่มความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างประเทศ (สาม) เรื่องหลักการต่างๆ ของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อเป็นกรอบการทำงานของ ADP โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองของประเทศสมาชิกเกี่ยวกับผลของหลักการในอนุสัญญาฯ ที่มีต่อผลลัพธ์การทำงานของ ADP  ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการ “ความเป็นธรรม” และหลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง” (CBDR) และการพิจารณาถึงขีดความสามารถที่แตกต่างกัน
    อย่างไรก็ดี จากเอกสารที่ประเทศสมาชิกส่งไปยังเลขาธิการอนุสัญญา UNFCCC เพื่อแสดงความเห็น ท่าทีเกี่ยวกับประเด็นเจรจาภายใต้คณะทำงาน ADP สะท้อนถึงความแตกต่างทางแนวคิดระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ อย่างมาก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะประเด็นการเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก
ประเทศจีนเน้นย้ำว่าประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำในการลดก๊าซเรือนกระจก และปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วนในการสนับสนุนด้านการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาโดยสอดคล้องกับหลักการและพันธกรณีที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาฯ  ประเทศจีนได้ระบุว่ากุญแจสำคัญในการยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก คือ เจตจำนงทางการเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว และการยอมรับถึงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต (Historical Responsibility) ของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ประเทศอินเดียมีท่าทีคล้ายกับประเทศจีน โดยเห็นว่าการเพิ่มระดับการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นควรเป็นการดำเนินงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกรอบเวลาที่เป็นไปได้ในการพิจารณาการลดก๊าซสำหรับ “ทุกประเทศ” โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นควรเป็นหลังปี 2020 และการเพิ่มระดับการลดก๊าซควรสอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ยึดถือหลักการเรื่องความเป็นธรรมและหลักการ CBDR
ทางสหภาพยุโรปมีท่าทีว่า ความตกลงฉบับใหม่ควรจะกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเศรษฐกิจสำคัญ (Major Economies) โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบและระดับขีดความสามารถที่แตกต่างกัน แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทาง EU ได้เสนอแนวทางเพื่อเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการปล่อยก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) การลดก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางอากาศภายใต้ ICAO และการขนส่งทางเรือภายใต้ IMO การสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซที่เกิดจากการทำลายป่าและป่าเสื่อมโทรมในประเทศกำลังพัฒนา (REDD+) เป็นต้น
สำหรับสหรัฐอเมริกาได้เสนอแนวคิดว่า แนวทางการลดก๊าซต้องพิจารณาทั้งที่เป็นกิจกรรมภายใต้อนุสัญญา UNFCCC รวมทั้งการดำเนินการต่างๆ ที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาฯ ด้วย โดยต้องคำนึงถึงนโยบายการลดก๊าซที่มีความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และได้เสนอทางเลือกที่เป็นไปได้หลายประการที่จะยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การกระตุ้นในประเทศที่ยังไม่ได้เสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซได้จัดทำและเสนอเป้าหมาย ฯลฯ จากท่าทีของสหรัฐฯ อาจมองได้ว่า สหรัฐไม่ต้องการให้มีข้อผูกมัดแบบเข้มงวดภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องการให้มีทางเลือกในการลดก๊าซที่กำหนดได้เองด้วย
ความแตกต่างของแนวคิดและท่าทีระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และความแตกต่างระหว่างประเทศในกลุ่มเดียวกัน เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความยุ่งยากและซับซ้อนในการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีความเห็น แนวคิดและท่าทีที่แตกต่างกันอีกมากเกี่ยวกับประเด็นเจรจาภายใต้ ADP  โอกาสที่จะปิดการเจรจาไม่ได้ตามแผนในปี 2015 คล้ายกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกนจึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายวิตกกังวลอยู่ หากเกิดความล้มเหลวในการเจรจาซ้ำรอยเดิม เราอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

 

 

ภาพ: http://www.iisd.ca/climate/ccwg17i/

โลกร้อนจัด ทำธารน้ำแข็งในหุบเขาเทียนซานละลาย !

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2555

ซินหวา- ธารน้ำแข็งหมายเลข 1 บนยอดเขาตะวันออกของหุบเขาเทียนซาน ในเขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ มณฑลซินเจียง (ซินเกียง) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ชุมชนเมืองมากที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ห่างจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอูหลู่มู่ฉี (อุรุมชี) ราว 120 กิโลเมตรเกิดการละลายในอัตราที่รวดเร็วอย่างน่าวิตก

จากตัวเลขสถิติของบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์จีน ชี้ให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งหมายเลข 1 บนยอดเขาเทียนซานมีอัตราการละลายที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ขณะเดียวกับที่อุณภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาจากสภาวะโลกร้อน โดยในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 1962 ถึงปี 2006 ธารน้ำแข็งมีพื้นผิวหน้าตัดลดลงลงร้อยละ 14 หรือจาก 1.95ตารางกิโลเมตร เหลือเพียง 1.68 ตารางกิโลเมตร ขณะเดียวกันความหนาของธารน้ำแข็งก็ลดลงจากเดิม 15 เมตร

ภาพ: http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000100134

สภาที่ปรึกษาฯ เตรียมเสนอ 8 นโยบาย การจัดการขยะอย่างยั่งยืน

โดยกรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555

สภาที่ปรึกษาฯ เตรียมเสนอ 8 นโยบายเบื้องต้น เน้นระบบการจัดการขยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.55 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคณะทำงานการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จัดสัมมนา Focus Group เรื่องการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมระดมสมองเกี่ยวกับการจัดการปัญหาขยะ อาทิเช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตรเทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลนครภูเก็ต สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น หลังจากระดมความคิดเห็นแล้ว สรุปเป็นนโยบาย 8 ข้อเพื่อจัดทำเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้

1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการ การลด การคัดแยก และนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ ณ แหล่งกำเนิดขยะ(3R Reduce, Recycle, Reuse) ก่อนการบำบัดและกำจัดขั้นสุดท้าย

2. สนับสนุนการจัดการขยะแบบรวมกลุ่ม (Cluster)
3. สนับสนุนงบประมาณแก่ท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งในด้านการลงทุนและการเดินระบบในเบื้องต้น

4. ส่งเสริมให้มีการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร

5. ปรับปรุงและแก้ไขกฎ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน

6. จัดทำฐานข้อมูลขยะ รวมถึงกำหนดเครื่องมือในการจัดการ เช่น การฝังกลบ เตาเผา เป็นต้น และเรียงลำดับความสำคัญของนโยบายในการจัดการขยะ

7. ให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ

8. ควรลงทุนในการจัดการขยะอันตราย ขยะมีพิษ และขยะติดเชื้อ โดยอาจให้เอกชนบริหารจัดการและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว คณะทำงานการทรัพยากรฯ จะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนยื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน (14 สิงหาคม 2555)

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
1. อนุมัติจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน
2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามในข้อ 3.
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า
1. กษ. ของไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน (ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 มีนาคม 2540) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2540 (The Memorandum of Understanding on Scientific and Technical Cooperation) และบันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้หมดอายุเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550
2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ใหม่แทนบันทึกความเข้าใจฯ เดิมที่หมดอายุ โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน ระหว่าง กษ. ไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นการป้องกันและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดิน และน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติและความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว

รบ.บูรณาการแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2555

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์รับมือภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 2 ภาค คือ ภาคใต้ ที่ จ.นครศรีธรรมราช และพัทลุง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และบุรีรัมย์

โดยในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำแก้มลิง และสำรวจพื้นที่ใต้น้ำ เพื่อขุดเจาะบ่อบาดาลใต้ดิน นำน้ำมาใช้ในภาคการเกษตร บื้องต้นจะนำร่องส่งรถขุดเจาะไปยังพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นจะเปิดคารวานไปยังจังหวัดต่างๆ ตั้งเป้าขุดเจาะไว้ 10,000 แห่ง ในพื้นที่แล้งซ้ำซากทั่วประเทศ

“คาร์บอนฟุตพรินต์” เทรนด์อนาคต SGS แนะ ผปก.ให้ความสำคัญ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 8 สิงหาคม 2555

นายมนตรี ตั้งเติมสิริกุลผู้จัดการแผนการการรับรองระบบงานและระบบบริการ บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด SGS เดินหน้ากระตุ้นจิตสำนึกอุตสาหกรรมอาหารใส่ใจโลกร้อน หนุนทำคาร์บอนฟุตพรินต์ หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการส่งออก หลังทั่วโลกเริ่มหันมาใส่ใจติดฉลากบอกปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกใช้สินค้าจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายมนตรี ตั้งเติมสิริกุล ผู้จัดการแผนการการรับรองระบบงานและระบบบริการ บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่คาร์บอน ฟุตพรินต์จะเข้ามาเป็นกระแสหลัก เพราะหลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับเรื่องนี้ค่อนข้างมากแล้วโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น ในอนาคตหากจะส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้สินค้าแต่ละชนิดต้องมีการคำนวณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทุกครั้ง ซึ่งโดยรวมจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อภาคส่งออกเอง

“เชื่อว่าน่าจะไม่เกิน 3-4 ปี เรื่องนี้น่าจะมีการทำกันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะหากเกิด ISO 14067 ที่คาดว่าน่าจะเกิดในปลายปีก็จะเอื้อต่อคาร์บอนฟุตพรินต์ เพราะทั้งสองอย่างต่างมาตรฐานใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นในอนาคตใครปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยกว่าจะได้เปรียบโดยอาจได้ราคาสินค้าสูงกว่า ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะธุรกิจอาหาร เพราะเป็นธุรกิจหลักในการส่งออก” นายมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ในการตรวจคาร์บอนฟุตพรินต์ของบริษัทนั้นจะเป็นการคำนวณหาปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการต่างๆ ที่บริษัทใช้หลักการตามหลักมาตรฐานสากล เช่น PAS2050,WRI/WBCSD และ ISO 14067

ซึ่งขั้นตอนที่บริษัทเข้าไปให้บริการมี 3 ขั้นตอน คือ 1. Carbon FootprintMark การวางแผนการทำงาน การเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ การคำนวณการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์ 2. Carbon Footprint Reduction หลังจากได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก็จะทำการปรับปรุงกระบวนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซและต้นทุนการผลิต และ 3. Carbon Footprint Neutral คือการติดตามและปรับปรุงกระบวนการลดการปล่อยก๊าช

สำหรับแนวโน้มของการตรวจคาร์บอนฟุตพรินต์ในปัจจุบันและอนาคตนั้น จากการประชุม UNFCCC ที่เน้นให้ทุกประเทศต้องมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ผ่านการจัดการ CO2 embedded ในผลิตภัณฑ์ส่งออก โดยเมื่อปีที่ผ่านมาประเทศฝรั่งเศสได้ออกฎหมายให้ผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศต้องแสดงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าซึ่งมีค่า CF ร่วมอยู่ด้วย โดยมีบริษัทเข้าร่วมโครงการ 230 แห่ง และมีบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 168 แห่ง สำหรับประเทศไทยมีการพัฒนาฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพรินต์แล้วกว่า 487 ผลิตภัณฑ์ จาก 120 บริษัท

กมธ.สิ่งแวดล้อมชี้เหตุไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง-คลองยวน

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันที่ 19 สิงหาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าบริเวณพรุควนเคร็ง พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่คลองยวน จังหวัดพัทลุง พบความเสียหายมากกว่า 10,000 ไร่ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าพรุ และทุ่งหญ้าและกระจูด สาเหตุเกิดจาก

1.เผาป่าเพื่อสะดวกในการหาปลาทำให้การเดินทางเพื่อหาปลาง่ายขึ้น และส่วนที่ไฟไม่ไหม้จะเป็นหลุมน้ำ มีปลาอยู่อาศัยและหลบภัยเป็นจำนวนมาก

2.เผาหญ้า วัชพืชในแปลงเกษตรในพื้นที่กรรมสิทธิ์หรือพื้นที่รอพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ ทำให้ลุกลามมาสู่นอกแปลงเป็นพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เขตห้ามล่า ป่าสงวนแห่งชาติ

3.มีการกลั่นแกล้ง แย่งชิงแปลงกระจูดมีอยู่ทั่วไปในบริเวณดังกล่าว มีความต้องการและราคาสูงเพื่อนำไปทำเสื่อและผลิตภัณฑ์จากกระจูดอีกด้วย กรรมาธิการฯจึงมีความเห็นว่าควรต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

น้ำแข็งในอาร์กติกถึงขั้นวิกฤติ โลกร้อนส่งผลอีก10ปีละลาย

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555

ความกังวลเกี่ยวกับโลกร้อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและสภาพอากาศที่แปรปรวนทั่วโลก ค่อนข้างจะเพิ่มระดับความเคร่งเครียดให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดองค์กรอวกาศแห่งยุโรปออกโรงเตือนว่า มีสัญญาณบ่งบอกว่าทะเลอาร์กติกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งนั้นมีภาวะการละลายเร็วขึ้นกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ถึง 50%

"ปีที่ผ่านมา ดาวเทียมเพื่อตรวจสอบอากาศและภูมิประเทศในแถบอาร์กติกสำรวจพบว่าน้ำแข็งกว่า 900 คิวบิกกิโลเมตร หายไปจากมหาสมุทร ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงมากว่าโลกเราร้อนขึ้นเรื่อยๆและภาวะเรือนกระจกก็ยังคงสร้างผลกระทบอยู่ และที่สำคัญคือภาวะการละลายของน้ำแข็งอาจจะถูกฉกฉวยโอกาสจากธุรกิจเจาะหาน้ำมัน รวมทั้งอุตสาหกรรมการจับปลาในแถบทะเลลึกดังกล่าว ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาละลายของน้ำแข็งเร็วยิ่งขึ้นกว่าที่ธรรมชาติได้กระทำกันเอง" ดร.เซย์มัวร์ แล็กซอน แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็น

ข้อมูลใหม่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับสภาพน้ำแข็งหลอมละลายที่อาร์กติกนี้ เกิดจากการทำงานของดาวเทียมดวงใหม่ CryoSat-2 ที่ศึกษาเกี่ยวกับระดับความหนาบางของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเป็นการเฉพาะ และพบว่าน้ำแข็งส่วนหนึ่งหายไปอย่างเห็นได้ชัด และยังพบภาวะความหนาของน้ำแข็งในบริเวณเดียวกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน และปัญหาการกระทำของฝีมือมนุษย์

รายงานข่าวระบุว่า การสำรวจเมื่อหน้าหนาวของปี 2004 ในอาร์กติกมีน้ำแข็งประมาณ 17,000 คิวบิกกิโล เมตร แต่มาหน้าหนาวปีนี้เหลืออยู่แค่ 14,000 คิวบิกกิโล เมตรเท่านั้น.

สศก.จับมือม.เกษตรศาสตร์ เปิดตัว KOFC ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษบกิจของประเทศต่างๆ ไม่ว่าประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งกระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกหน่วยเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบภาคการเกษตร อันเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งการรับทราบข้อมูลข่าวสาร การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแนวโน้มทางเศรษฐกิจทางการเกษตรที่ทันต่อสถานการณ์ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมทั้งภาคการผลิตการค้า การกำหนดนโยบายทางการเกษตร รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบายทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดมาตรการและการวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ

สศก.จึงได้ร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU-OAE ForesightCenter : KOFC) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกันระหว่างสศก. และคณะเศรษบศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีศูนย์วิจับเกษตรศาสตร์ประยุกต์ ในด้านนโยบายทางการเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาชนบทธุรกิจการเกษตร การวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบาย ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งรวบรวม วิเคราะห์และให้บริการข้อมูลที่จำเป็นทางเศรษฐกิจการเกษตรและดำเนินการสร้างเครื่องชี้วัดและการพยากรณ์ที่สามารถบอกภาวะเศรษฐกิจการเกษตรล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แล้ว ยังดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษบกิจการเกษตรของประเทศไทย และประเมินผลกระทบและรายงานเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรอีกด้วย

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ (14 สิงหาคม 2555)

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้มีการพิจารณาความพร้อมในเบื้องต้นของโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอดังนี้
1. เห็นชอบให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณากลั่นกรองรายละเอียด ความสมบูรณ์ของเอกสาร และความพร้อมของโครงการต่าง ๆ ในเบื้องต้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยพิจารณาตามขั้นตอนตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ต่อไป
2. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ตามขั้นตอนปกติต่อไป
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะนี้ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอกรอบแนวคิด (conceptual plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเพื่อพิจารณาข้อเสนอกรอบแนวคิดฯ ที่จะใช้งบประมาณเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ที่เหลืออยู่แล้ว ประกอบกับมีการส่งคำขอรับการจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยจำนวนลดลงแล้ว ดังนั้น จึงสมควรให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ข้างต้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายละเอียดของโครงการ พร้อมกับวงเงินการใช้จ่ายที่ขอรับการจัดสรรจากเงินกู้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเพื่อดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ข้อ 13 ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ อนึ่ง ในส่วนของคำขอที่ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา จำนวน 256 โครงการนั้น ให้ทั้ง 3 หน่วยงานพิจารณาต่อไปจนแล้วเสร็จโดยเร็ว

by ThaiWebExpert