“ซีไอเอ” สั่งปิดแผนกเฝ้าระวัง “โลกร้อน” หลังโดนจวกเละ ผลาญงบประมาณชาติ-ไร้ผลงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤศจิกายน 2555

เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) ประกาศยุบแผนกเฝ้าระวังภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าทางการสหรัฐฯ ลดทอนความสำคัญของประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมลงแล้ว

รายงานข่าวล่าสุดซึ่งอ้างท็อดด์ เอบิตซ์ โฆษกซีไอเอ ยืนยันว่า ศูนย์เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความมั่นคงแห่งชาติ (ซีซีซีเอ็นเอส) ซึ่งเคยเป็นแผนกหนึ่งภายใต้สังกัดของซีไอเอได้ถูกปิดตัวลงอย่างถาวรแล้ว หลังเพิ่งก่อตั้งได้เพียง 3 ปี โดยเอบิตซ์ยืนยันว่า ภารกิจในการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านภูมิอากาศของโลกจะถูกโอนย้ายไปให้กับทีมงานอีกชุดหนึ่งซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมผู้เชี่ยวชาญชุดใหญ่ของซีไอเออีกชั้นหนึ่ง ส่วนบุคลากรที่เคยปฏิบัติงานในส่วนที่ถูกยุบนี้ก็จะถูกโอนย้ายไปทำหน้าที่ในส่วนอื่นตามความเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน การจัดตั้งซีซีซีเอ็นเอสได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากนายเลียน เพเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของซีไอเอในขณะนั้น แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาการดำเนินงานของศูนย์ดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักโดยเฉพาะจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสว่าสิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ ทั้งยังไม่มีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน

ด้านจอห์น บาร์รัสโซ วุฒิสมาชิกมลรัฐไวโอมิง จากพรรครีพับลิกัน เผยว่า การยุบซีซีซีเอ็นเอสถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วของรัฐบาลบารัค โอบามาและพรรคเดโมแครต เนื่องจากซีไอเอควรทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีไปเพื่อการสกัดกั้นภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและทำให้ชาวอเมริกันมีชีวิตที่ปลอดภัย มากกว่าที่จะมาสนใจกับ “เรื่องที่ไร้สาระ” อย่างภาวะโลกร้อน

IRPC ​เดินหน้านิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- จันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2555

นายอธิคม ​เติบศิริ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บริษัท ​ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรม​เชิง​เนินของ​ไออาร์พีซี ​ได้รับ​เลือก​ให้​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ นำร่อง​ในจังหวัดระยอง ​โดย​เน้นดู​แลด้านชุมชน ​การบริหารจัด​การ ​เศรษฐกิจ กายภาพ สิ่ง​แวดล้อมควบคู่กัน​ไป ​โดย​ในปีที่ผ่านมาบริษัท​ได้ลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ​ใน​การปรับ​เปลี่ยนสร้าง​โรง​ไฟฟ้าระบบ​โค​เจน​เนอ​เรชั่น​ใช้ก๊าซธรรมชาติ​เป็น​เชื้อ​เพลิง ช่วยลด​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ถึง 400,000 ตันต่อปี ​และ​ในปี 2556 จะลงทุนอีกประมาณ 400-500 ล้านบาท ​ใน​การ​เปลี่ยนหัว​เผา​ในระบบ​การผลิตที่​ใช้น้ำมัน​เตา​เป็นก๊าซธรรมชาติ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​และ​เดินหน้าปลูกต้น​ไม้​โดยรอบนิคมฯ พื้นที่ปลูกป่า 230 ​ไร่ ​โดยจะปลูก​ให้ครบ 220,000 ต้น ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ดูดซับ​การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์ ช่วยลดปัญหา​โลกร้อน​ได้

ส่วนนิคมอุตสาหกรรม​แห่ง​ใหม่​ในจังหวัดระยองคือ นิคมฯ บ้านค่าย คาดว่าจะ​เริ่มขายพื้นที่​ได้​ในปี 2556 ​โครง​การนี้จะลงทุนประมาณ 1,200 ล้านบาท พื้นที่รวม 2,200 ​ไร่ ตั้ง​เป้าหมาย​เป็นนิคมฯ ​เชิงนิ​เวศน์ มีพื้นที่กันชน​และระบบสาธารณูป​โภค ดังนั้น พื้นที่จะ​เหลือขายประมาณ 1,500 ​ไร่ คาดว่าจะขาย​ในราคา​ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทต่อ​ไร่ ส่วน​โรงงานที่​เข้ามาอยู่ จะ​เป็นอุตสาหกรรมที่​ไม่ก่อ​ให้​เกิดผลกระทบต่อสิ่ง​แวดล้อม ​เช่น อุตสาหกรรมอิ​เล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ​โรง​ไฟฟ้า​แสงอาทิตย์ ​เป็นต้น

"​เชื่อมั่นว่ายอดขายจะ​ไป​ได้ดีสำหรับนิคมฯ บ้านค่าย ​เพราะจากกระ​แสคลื่นลงทุนรับประชาคม​เศรษฐกิจอา​เซียน (​เออีซี) ​ความหวั่น​เกรงน้ำท่วม​ในภาคกลาง ​ผู้ประกอบ​การ​จึงมองหาพื้นที่​ในภาคตะวันออกมากขึ้น ​โดย​เห็น​ได้ชัดว่า ​ทั้งนิคมฯ อมตะ นิคมฯ ​เหมราช มีผลประกอบ​การที่ดี ​ทั้งนี้ ธุรกิจนิคมฯ จะช่วยลด​ความผันผวนของธุรกิจปิ​โตร​เคมี" นายอธิคม กล่าว

น้ำ​เชื่อมมิตรผล ​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ตอกย้ำภาพ​ผู้นำน้ำตาลที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม

ThaiPR.net -- พฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2555

นางสาวชุรี นาคทิพวรรณ ​ผู้อำนวย​การด้านกิจ​การ​เพื่อสังคม กลุ่มมิตรผล รับมอบ​เกียรติบัตรรับรอง​การ​ใช้​เครื่องหมาย ฉลากลดคาร์บอน สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อม ​ได้​แก่ น้ำ​เชื่อม Sucrosweet ​และน้ำ​เชื่อม Investsweet มิตรผล​ไซรัป จากนายประ​เสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจ​เพื่อ​การพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ ​การนิคมอุตสาหกรรม​แห่งประ​เทศ​ไทย ​เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน นี้

สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาลมิตรผล ถือว่า​เป็นน้ำตาลราย​แรกของ​ไทย ที่​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ประ​เภทกระบวน​การผลิตที่​เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ จาก สถาบันสิ่ง​แวดล้อม​ไทย ​และองค์​การบริหารจัด​การก๊าซ​เรือนกระจก (องค์​การมหาชน) ตั้ง​แต่ปีพ.ศ. 2552 ​โดยน้ำตาล​แร่ธรรมชาติมิตรผล​โกลด์ ​เป็นน้ำตาลชนิด​เกล็ดประ​เภท​แรกที่​ได้รับ​การรับรอง ตามด้วยน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลกรวด น้ำตาลทราย​แดง น้ำตาลทราย ตราบีคริสตัล ​และล่าสุด ผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อม ที่​ได้รับ​การรับรองฉลากลดคาร์บอน ประ​เภทกระบวน​การผลิต ​ซึ่งถือ​เป็นผลิตภัณฑ์น้ำ​เชื่อมราย​แรกที่​ได้รับ​การรับรอง​ในประ​เทศ​ไทย​เช่นกัน

กลุ่มมิตรผลยังคงมุ่งมั่น​ใน​การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ​โดยคำนึง​ถึงทุกกระบวน​การผลิตที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม พร้อมนำทรัพยากรมา​ใช้อย่างรู้คุณค่า ​เพื่อสร้าง​ความยั่งยืนอยู่คู่ประ​เทศ​ไทยต่อ​ไป

'หมอประ​เวศ' ​แนะ-จุด​แข็งคน​ไทย ชูธงสังคมขับ​เคลื่อนปฏิรูปประ​เทศ

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ศ.นพ.ประ​เวศ วะสี ประธานกรรม​การสมัชชาปฏิรูป (คสป.) กล่าวระหว่าง​การประชุมภาคีส่ง​เสริมชุมชนท้องถิ่นจัด​การตน​เองว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ ​ซึ่ง​เป็นสิ่งที่ดี ที่​ในทุกตำบล ​ในทุกชุมชน ​เป็นสังคมที่​ไม่ทอดทิ้งกัน ปัญหา​ในสังคม​ไทยยังมีอีกมากมายที่รอ​การ​แก้​ไข อาทิ ปัญหา​การพัฒนาชนบท​และ​เมือง ปัญหา​เด็ก​และสตรี ปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ปัญหาสาธารณสุข ปัญหาสิทธิมนุษยชน ​และปัญหา​การสร้าง​ความมั่นคง​ให้ชุมชน​เป็นต้น ​โดย​เฉพาะปัญหาที่สำคัญที่​เราต้อง​แก้คือปัญหา​ความยากจน ​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม ลด​ความ​เหลื่อมล้ำ​ในสังคม​ให้​ได้ ​เพราะมัน​เป็นปัญหา​เชิง​โครงสร้าง สังคมมี​ความสลับซับซ้อน ​ไม่อยาก​ให้​ใช้​ความรุน​แรงต่อกัน

"​เราต้อง​ให้ประชาชน​เป็นคนปฏิรูปประ​เทศ​ไทย ​เพื่อ​แก้ปัญหา​ความยากจน​และ​ความ​ไม่​เป็นธรรม​ในสังคม คนที่​ทำงาน​เก่งๆ ​ในสังคมด้านต่างๆ นั้นมีมากมาย ​เราต้อง​เชิญมาช่วยกัน มาร่วมกัน​ทำงาน ​เมื่อ​เชื่อมกัน​แล้วจะ​ได้มีพลัง​เพิ่มขึ้น ​ไม่อยาก​ให้​ใช้ประ​เด็นทาง​การ​เมือง ​เพราะมันมี​แต่จะทะ​เลาะกัน ​แต่​เราจะ​เอาพลัง​แห่ง​การพัฒนามาขับ​เคลื่อน ​เอาสังคมมานำ​การ​เมือง ​ในชุมชน ​ในตำบลต่างๆ น่าจะมี​การทดลอง​ให้มีสภา​เด็ก ​เอา​เด็ก​และ​เยาวชนต่างๆ มาร่วมกันหา​แนวคิด​ใหม่ๆ ​และทดลอง​ไปหลายๆ ตำบล ​เชื่อม​โยงกัน​ไปหลายๆ พื้นที่ สิ่ง​เหล่านี้น่าสน​ใจมาก ​เป็นประ​เด็นที่ดี"

ขณะ​เดียวกัน อยากจะฝาก​ให้ช่วยกันดู​เรื่อง​การศึกษาของ​เราด้วย ที่ผ่านมา 100 ปี​แล้ว ยัง​ไม่ประสพผลสำ​เร็จ​เลย ​ใน​การสร้างบุคลิก​ให้คน​ไทยมี​ความ​เข้ม​แข็ง มีศีลธรรม มี​ความกล้าหาญ มีจิตสาธารณะ มี​การ​เรียนรู้ ประ​เทศ​เราจะ​เดินหน้า​ไป​ไม่​ได้ถ้า​ไม่สร้างคน​ไทยที่ดี มีคุณภาพออกมา ต้อง​เอาพลัง​การศึกษามา​เป็นจุด​เริ่มต้นสร้างพลัง ถักทอ มาหนุนกันขึ้น​ไป ​เราต้องมี​การพัฒนาระบบ​การศึกษากัน​ใหม่​ไป​ให้ทั่วประ​เทศ ​โดย​ใช้จังหวัด​เป็นตัวตั้ง ​ไม่​ใช่​เอากระทรวงศึกษาธิ​การ​เป็นตัวตั้ง ​แล้ว​เราจะ​ได้​เด็ก​และ​เยาวชนที่มีคุณภาพ ​และมีคน​ไทยที่มีคุณภาพที่ดีต่อ​ไป​ในอนาคต

ส่วนกองทุนทางสังคมตาม​โครง​การขับ​เคลื่อนสังคม​ไทยสู่วัฒนธรรม​การ​ให้นั้น มี​เป้าหมาย​เพื่อสร้างรูปธรรม​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และส่ง​เสริม​ให้​เกิดขึ้นอย่างมีพัฒนา​การจนกลาย​เป็นวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ​ซึ่งจาก​การวิจัย​ในปัจจุบันพบว่า สังคม​ไทย​เป็นสังคม​แห่ง​การ​ให้ คน​ไทยมี​การบริจาค​เงินอยู่​เสมอ ​แต่ส่วน​ใหญ่จะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อศาสนา​เกือบ 90% นอกนั้นจะ​เป็น​การบริจาค​เพื่อช่วย​เหลือสังคม​และสาธารณกุศลอื่นๆ ​ซึ่งจะ​แตกต่างกับ​ในต่างประ​เทศ

"​เราควรศึกษาตัวอย่าง​การระดมทุน​เพื่อสังคม จากหลายๆ ประ​เทศ ​เช่น อังกฤษ ​เกาหลี​ใต้ บังกลา​เทศ ​ซึ่ง​ก็มีวิธี​การระดมทุนที่​แตกต่างกัน​ไป ​เอามาปรับ​ใช้​ให้​เข้ากับสังคม​ไทย ​เช่น ​การ​ใช้ช่องทางสื่อสารทางวิทยุ​และ​โทรทัศน์ ที่​ได้รับ​ความนิยม​ในประ​เทศ สื่อสาร​ให้คนตระหนัก​ถึงปัญหาต่างๆ ​แล้วมาระดมทุน​ใช้​การนำ​เสนอ​ใน​เชิงข่าว ​ทำ​ให้​เกิด​ความ​เชื่อมั่น สร้างรูป​แบบ​การ​ให้​เพื่อสังคม ​ทำ​ให้​ผู้บริจาคพึงพอ​ใจ​และรู้สึกภูมิ​ใจ​ใน​การ​ให้​เพื่อสังคม ​และอยากจะ​ทำ​ให้ต่อ​เนื่องต่อ​ไป" หมอประ​เวศกล่าวทิ้งท้าย

โลกร้อน​เอา​ไม่อยู่​แล้ว?

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- ​เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2555

ข้อมูลยู​เอ็น​เผย ​แผนหยุด​โลกร้อน​เดินกลับหัวกลับหาง ท่าทาง​เอา​ไม่อยู่ ​ความหวัง​ให้อุณหภูมิ​เพิ่ม​ไม่​เกิน 2 องศา​ในปี 2020 ​เลือนราง ทาง​เดียว​แก้​ได้คือ​ความ​แน่ว​แน่​และปฏิบัติจริงทาง​การ​เมือง

ตัว​เลข​การปล่อยก๊าซ​เรือนกระจกพุ่งสูงต่อ​เนื่อง​ในอัตรา 50 กิกะตัน ​ซึ่งปริมาณที่จะคุม​ได้​ไม่​ให้อุณหภูมิ​โลก​เพิ่ม​เกิน 2 องศา​เซล​เซียส​ในปี 2020 นั้น ต้องอยู่ที่ 44 กิกะตัน ​ซึ่งขณะนี้​การปล่อยก๊าซ​เพิ่มขึ้นจากปี 2000 ​ถึง 20 ​เปอร์​เซ็นต์ ​และหากคุม​ไม่​ได้ ​ซึ่งอาจสูง​ถึง 58 กิกะตัน​ในสิ้นศตวรรษนี้ ​ถึงตอนนั้นลูกหลานของ​เรา​เตรียมรับมืออุณหภูมิที่อาจ​เพิ่ม​ถึง 5 องศา​เซล​เซียส

อาชิม ส​ไตน์​เนอร์ ​ผู้อำนวย​การ​โครง​การสิ่ง​แวดล้อมของสหประชาชาติ กล่าวว่า รัฐบาลทุกชาติต้องมีจุดยืนอย่าง​เข้ม​แข็ง​เพื่อสนับสนุนด้านงบประมาณ​การ​เผย​แพร่​แลก​เปลี่ยน​เทค​โน​โลยี ​และสร้างพันธกิจอื่นๆร่วมกันภาย​ใต้ข้อตกลงด้านสภาพอากาศของยู​เอ็น

"ต้องมีมาตร​การ​เพื่อ​เชื่อมสะพาน​ความพยายาม​และ​ความ​เป็นจริง​ให้พบกัน​โดยทันที ​เชื่อว่า​เป็น​ไป​ได้หากทุกชาติมี​ความมุ่งหมายทาง​การ​เมือง​และสร้างขีด​ความสามารถสูงสุดทาง​เทค​โน​โลยีขึ้นมา" ส​ไตน์​เนอร์กล่าวหนัก​แน่น ​และ​เพิ่ม​เติมว่า ขณะนี้มี​ความพยายาม​ในระดับชาติที่จะ​ใช้พลังงาน​ให้คุ้มค่าที่สุด ​การลงทุน​ใน​การสร้างป่า ลด​การปล่อยของ​เสียจากยานพาหนะ ​และ​การลงทุนที่มากขึ้น​ในระบบพลังงานทด​แทน ​โดย​เมื่อปีที่​แล้วชาติต่างๆ​ใช้​เงิน​ไป​เกือบ 260 ล้าน​เหรียญฯ ​หรือประมาณ 8 พันล้านบาท

อาซาด ​เรห์​แมน หนึ่ง​ใน​ผู้รณรงค์ของยู​เอ็น บอกว่า ข้อมูลที่มีอยู่บอก​ได้ว่า​เราจะ​เพิก​เฉย​ไม่​ได้อีก​เป็นอันขาด ​เข็มนาฬิกา​เคลื่อน​ไปตลอด​ใน​การประชุมที่กรุง​โดฮาสัปดาห์หน้า ทุกชาติต้องตกลงร่วมกัน​ให้ชัด​เจน​เพื่อจัด​การกับปัญหาภาวะ​โลกร้อนอย่าง​เร่งรีบก่อนที่ทุกอย่างจะสาย​เกิน​ไป
พันธสัญญาที่​แข็งขัน ​และ​แอคชั่นที่​แน่ว​แน่​เท่านั้น ที่จะรักษา​โลก​และ​เรา​ไว้​ได้.

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐสภาภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 (20 พฤศจิกายน 2555)

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐสภาภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. รับทราบองค์ประกอบคณะผู้แทนไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8
2. เห็นชอบแต่งตั้งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
สำหรับการประชุมดังกล่าว และให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนในกรณีที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถปฏิบัติที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้
3. เห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา
สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18
4. เห็นชอบต่อ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต
สมัยที่ 8 และให้เสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สาระสำคัญของร่าง 2 ฉบับ ดังนี้
1. (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่า
ด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 18 จะเน้นย้ำการดำเนินงานภายใต้อนุสัญญาฯ ในระยะยาว โดยมุ่งหวังให้รัฐภาคียกระดับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งนี้ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้ว ต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกและการให้การสนับสนุน
2. (ร่าง) กรอบเจรจาสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้
ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในภาคผนวกที่ 1 หรือประเทศพัฒนาแล้ว เกิดช่วงพันธกรณีที่ 2 ภายใต้พิธีสารฯ และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว
ทั้งนี้ (ร่าง) กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ สมัยที่ 18
(COP18) และ (ร่าง) กรอบเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 8 (CMP8) ทั้งสองฉบับ เป็นไปตามหลักการของอนุสัญญาฯ คือ มีความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกันตามขีดความสามารถและสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และไม่ขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ตลอดจนแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2551 – 2555

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปี 2565 (ค.ศ. 2022) (20 พฤศจิกายน 2555)

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปี 2565 (ค.ศ. 2022)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. ให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2565 (ค.ศ. 2022)
2. ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงานต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อเตรียมการสำหรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2565
สาระสำคัญของเรื่อง
กต. รายงานว่า
1. ในระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 20 ณ นครวลาดิวอสต็อก สหพันธรัฐรัสเซีย นายกรัฐมนตรีได้แจ้งความประสงค์ของไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2565 (มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 กันยายน 2555) ทั้งนี้ สมาชิกเอเปคจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในแต่ละปี โดยจะต้องจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องตลอดปีทั้งในระดับรัฐมนตรีสาขาต่าง ๆ เจ้าหน้าที่อาวุโส คณะกรรมการ และคณะทำงาน ซึ่งการประชุมที่สำคัญที่สุด คือ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี
2. ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งเอเปค ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2532 (ค.ศ. 1989) ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ความร่วมมือในกรอบเอเปคเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการกับสมาชิกเอเปคที่เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย ทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
3. ในขณะนี้มีเขตเศรษฐกิจสมาชิกเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเอเปคแล้วจนถึงปี 2564 (ค.ศ. 2021) กอปรกับเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วหลังจากไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี (APEC Ministerial Meeting-AMM) เมื่อปี 2535 (ค.ศ. 1992) และการประชุมระดับผู้นำ (APEC Economic Leaders Meeting-AELM) เมื่อปี 2546 (ค.ศ. 2003) ภายใต้หัวข้อหลัก “A World of Differences : Partnership for the Future” ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 จึงถือเป็นช่วงจังหวะเวลาเหมาะสมที่ไทยจะมีบทบาทเด่นและสร้างสรรค์ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศชั้นนำอีกครั้ง
4. ไทยควรแจ้งความจำนงในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคต่อสำนักเลขาธิการ เอเปคอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก เพื่อเป็นการดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ต่อที่ประชุมผู้นำ และเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของไทยในเรื่องดังกล่าว อันจะช่วยรักษาโอกาสของไทยในการเป็นเจ้าภาพเอเปค ในปี 2565
5. การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งในแง่บทบาทของไทยในเวทีเอเปค ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจชั้นนำกรอบหนึ่งของโลก การผลักดันประเด็นสำคัญต่าง ๆ เชิงนโยบาย และการแสดงศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติ รวมทั้งผลประโยชน์ทางอ้อมทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ การเตรียมการเพื่อให้ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวได้อย่างเรียบร้อยและสำเร็จลุล่วงอย่างเต็มภาคภูมิ ต้องอาศัยความร่วมมือและการดำเนินการของส่วนราชการหลายภาคส่วน จึงต้องขอความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการและมีส่วนร่วมในคณะทำงาน/คณะกรรมการด้านต่าง ๆ ซึ่งจะมีการจัดตั้งขึ้นในระยะต่อไปสำหรับการเตรียมงานจัดการประชุมในปี 2565

ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .. (20 พฤศจิกายน 2555)

ร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการขอและการออกใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
2. กำหนดนิยามคำว่า “ใบอนุญาต” ใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษา ผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม “อยู่ประจำ” “หน่วยงานของรัฐ”
3. หมวด 1 คุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต
3.1 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามสำหรับบุคคลธรรมดาผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาต ได้แก่ มีสัญชาติไทย มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนด ไม่เคยมีส่วนร่วมในการจัดทำหรือ ให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ฯลฯ ด้วยความประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้ทางราชการ ได้รับความเสียหาย เป็นต้น
3.2 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามสำหรับนิติบุคคลผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาต ได้แก่ เป็นนิติบุคคลประเภทใดประเภทหนึ่ง ไม่เคยถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต หรือใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพราะเหตุที่ได้จัดทำ มีส่วนร่วมในการจัดทำ ฯลฯ ในส่วนที่ เป็นเท็จหรือเจตนาปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ เป็นต้น
4. หมวด 2 การขอและการออกใบอนุญาต
กำหนดหลักเกณฑ์การยื่นคำขอรับใบอนุญาต การตรวจสอบคำขอรับใบอนุญาต เอกสาร และหลักฐาน และหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต
5. หมวด 3 การควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ได้รับใบอนุญาต
5.1 ส่วนที่ 1 การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำหรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
5.2 ส่วนที่ 2 การเปลี่ยนแปลงบุคคลธรรมดาผู้ได้รับใบอนุญาตและเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำกับนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาต
กำหนดหลักเกณฑ์กรณีนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตประสงค์จะเปลี่ยนตัวบุคคลธรรมดา ผู้ได้รับใบอนุญาตหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำ ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อเลขาธิการภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่ มีการเปลี่ยนตัว กรณีนิติบุคคลผู้ได้รับใบอนุญาตรายใดมีบุคคลธรรมดาผู้ได้รับอนุญาตหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ประจำ ไม่ครบถ้วน ให้หยุดการจัดทำหรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแจ้งให้เลขาธิการฯ ทราบภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่มีบุคคลดังกล่าวไม่ครบถ้วน
6. หมวด 4 การต่ออายุใบอนุญาตและการออกใบแทนใบอนุญาต
กำหนดให้การขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการฯ ภายในหกสิบวันทำการก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุตามแบบที่กำหนดพร้อมเอกสารและหลักฐาน ในกรณีที่ใบอนุญาตชำรุด สูญหาย หรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตต่อเลขาธิการภายในสามสิบวันทำการนับแต่วันที่ทราบถึงการชำรุดสูญหาย หรือถูกทำลายในสาระสำคัญตามแบบที่กำหนดพร้อมเอกสารและหลักฐาน
7. หมวด 5 การเตือน การพักใช้ และการเพิกถอนใบอนุญาต
กำหนดให้เลขาธิการฯ มีอำนาจเตือนเป็นหนังสือ เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในประกาศ ทส. เป็นต้น มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตจัดทำ มีส่วนร่วมในการจัดทำ หรือให้การรับรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยความประมาทเลินเล่อจนอาจเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับเสียหาย เป็นต้น และมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับอนุญาตขาดคุณสมบัติตามข้อ 4 หรือข้อ 5 แล้วแต่กรณี เป็นต้น
8. หมวด 6 ค่าธรรมเนียม
กำหนดค่าธรรมเนียม คำขอรับใบอนุญาต ฉบับละ 40 บาท ใบอนุญาตเป็นผู้มีสิทธิ ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีละ 5,000 บาท

ธ.โลกเตือนชาติยากจนอ่วมสุดเพราะโลกร้อน

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2555

ธ.โลกเตือนชาติยากจนอ่วมสุดเพราะโลกร้อน

ธนาคารโลก เผยรายงานล่าสุด ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออก กับประเด็นด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ และทุกประเทศในโลกไม่ว่าจะมีฐานะร่ำรวย หรือยากจน ล้วนต้องทนทุกข์จากผลกระทบของภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น แต่ชาติฐานะยากจนที่สุด จะได้รับผลกระทบหนักกว่า ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนอาหาร ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดพายุไซโคลน และภัยแล้ง

นายจิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลกคนใหม่ ชาวอเมริกัน เชื้อสายเกาหลีใต้ วัย 52 ปี กล่าวว่า ไม่สามารถขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปได้ หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ ถือเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดของธนาคารโลกในขณะนี้ ซึ่งรายงานฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ที่มีชื่อว่า "Turn Down the Heat" เน้นย้ำให้เห็นถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงของการที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเพียง 4 องศาเซลเซียส ภายในช่วงสิ้นศตวรรษ

รายงานของธนาคารโลก ระบุด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สร้างผลกระทบต่างๆแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น การละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติก ที่ลดจำนวนเหลือน้อยที่สุด เป็นประวัติการณ์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา การเกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อน และภัยแล้ง

สภาพอากาศที่เลวร้ายแบบสุดขั้วนี้ จะเกิดบ่อยและถี่ขึ้น จนอาจกลายเป็นเรื่องปกติ หากอุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งเตือนไปยังประเทศต่างๆที่ยึดมั่นต่อพันธะสัญญา ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสอยู่ดี ภายในปี 2643

ดร.คิม ซึ่งถือเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารโลก เรียกร้องให้นานาประเทศ เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น โดยระบุ ขณะนี้กว่า 97 %ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศยากจน

“เวิลด์ แบงก์” เตือนทั่วโลกได้รับผลกระทบหนักจากภาวะโลกร้อน ทั้งประเทศรวย-จน หนีไม่รอด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 พฤศจิกายน 2555

รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - รายงานว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่จัดทำโดยธนาคารโลกฉบับล่าสุดเผย ทุกประเทศในโลกไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจน จะต้องทนทุกข์จากผลกระทบของภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น แต่ประเทศที่มีฐานะยากจนข้นแค้นที่สุดจะได้รับผลกระทบที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ทั้งการประสบภาวะขาดแคลนอาหาร การเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล พายุไซโคลน และภัยแล้ง

ภายใต้การบริหารงานของ ดร. จิม ยอง คิม ประธานธนาคารโลกคนใหม่ชาวอเมริกัน เชื้อสายเกาหลีใต้ วัย 52 ปี องค์กรผู้ปล่อยเงินกู้รายใหญ่แห่งนี้ได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออก กับประเด็นด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ

“เราจะไม่สามารถขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปได้เลย หากเรายังไม่แก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ สิ่งนี้ถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเราในขณะนี้” ดร.คิม ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากล่าว พร้อมเผยว่า รายงานฉบับล่าสุดของเวิลด์ แบงก์ที่ใช้ชื่อว่า "Turn Down the Heat" นั้นจะเน้นย้ำให้เห็นถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงของการที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นเพียง 4 องศาเซลเซียส ภายในช่วงสิ้นศตวรรษ

รายงานของธนาคารโลกระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้สร้างผลกระทบต่างๆแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งการละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกที่ลดจำนวนเหลือน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อน และภัยแล้ง โดยสภาพอากาศที่เลวร้ายแบบสุดขั้วนี้จะเกิดบ่อยและถี่ขึ้นจนอาจกลายเป็นเรื่องปกติถ้าอุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นอีก 4 องศาเซลเซียส พร้อมเตือนถึงแม้ประเทศต่างๆยึดมั่นต่อพันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง อุณหภูมิของโลกก็จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 3 องศาเซลเซียสอยู่ดีภายในปี ค.ศ.2100

เมื่อโลกร้อนขึ้น ปัญหาที่ตามมาจากการละลายของน้ำแข็งคือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงโดยอาจเพิ่มสูงมากกว่า 3 ฟุต และเมืองต่างๆของประเทศอย่างเวียดนามและบังกลาเทศจะถูกน้ำท่วม จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำครั้งใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภค รวมถึง ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดต่ำย่อมจะทำให้เกิดปัญหาความอดอยากและความยากจนตามมา

ดร.คิมซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารสูงสุดของธนาคารโลก ได้เรียกร้องให้นานาประเทศเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น โดยระบุ ขณะนี้กว่า 97 เปอร์เซ็นต์ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเห็นพ้องกันแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศยากจน

เมื่อปีที่แล้ว ธนาคารโลกได้เพิ่มการให้เงินสนับสนุนอีกเท่าตัว สำหรับให้ประเทศต่างๆกู้ยืมไปใช้รับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และในขณะนี้ ธนาคารโลกกำลังดำเนินงานกองทุนที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศมูลค่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 221,290 ล้านบาท) ใน 48 ประเทศ

ทั้งนี้ รายงานฉบับล่าสุดของธนาคารโลกถูกเผยแพร่ออกมาก่อนที่ผู้แทนจากเกือบ 200 ประเทศจะเดินทางไปประชุมกันที่กรุงโดฮาของกาตาร์ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน-7 ธันวาคมนี้ เพื่อหาทางขยายพิธีสารเกียวโตที่มีการลงนามตั้งแต่ปี 1997 ออกไป แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่า ประเทศร่ำรวยหรือประเทศกำลังพัฒนา ที่ควรแสดงบทบาทรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนมากกว่ากัน

by ThaiWebExpert