สรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2555 (20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน.)          ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555 ตามที่ รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติรายงานว่า กนป. ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 เมษายน 2555 สรุปผลการประชุมได้ดังนี้
        1. เรื่องเพื่อทราบ        
            1.1 รับทราบมติ กนป. ครั้งที่ 10/2554 (ครั้งที่ 15) เรื่องการแต่งตั้งคณะทำงาน 2 คณะ
            1.2 รับทราบผลการดำเนินโครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานอย่างยั่งยืน และมอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ดำเนินการโครงการฯอย่างต่อเนื่องและขยายโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมากขึ้น โดยขอสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
            1.3 รับทราบมติคณะอนุกรรมการน้ำมันพืชบริโภค เรื่อง การกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันพืชปาล์ม ดังนี้
                1.3.1 ค่าวัตถุดิบน้ำมันปาล์มดิบ คำนวณจากอัตราแปรสภาพน้ำมันบริสุทธิ์ 1 ลิตร ใช้น้ำมันปาล์มดิบ 1.58 กิโลกรัม หักผลพลอยได้จากสเตียรีน 0.56 กิโลกรัม และกรดปาล์ม 0.08 กิโลกรัม ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ผันแปรตามราคาวัตถุดิบและผลพลอยได้
                1.3.2 ค่าใช้จ่ายการผลิต ประกอบด้วย ค่าภาชนะบรรจุ ค่าแรงงาน ค่าผลิต ค่าใช้จ่ายการขายและบริการ รวมทั้งสิ้น 9.01 บาท/ขวดลิตร
                1.3.3 ส่วนเสื่อมการตลาดและกำไร 3.50 บาท/ขวดลิตร
        2. เรื่องเพื่อพิจารณา
            2.1 เรื่อง การกำหนดระดับสต๊อกน้ำมันปาล์ม กนป. มีมติให้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบภายในประประเทศ 3 ระดับ และให้ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ใช้ในการติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มของประเทศ ดังนี้
                2.1.1 ระดับปกติ 1.5 เท่าของความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบต่อเดือน
(202,500 ตัน)  
                2.1.2 ระดับเตือนภัย 1.25 เท่าของความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบต่อเดือน (168,750 ตัน)
                2.1.3 ระดับวิกฤติ ต่ำกว่า 1 เท่าของความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบต่อเดือน (≤135,000 ตัน)
            (ปี 2555 ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเฉลี่ยเดือนละ 135,000 ตัน เป็นฐานคำนวณ)
            ทั้งนี้ ให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มรายงานข้อมูลสต็อกน้ำมันปาล์มให้ พณ. ทุก 15 วัน
            2.2 เรื่อง การเปิดตลาดน้ำมันปาล์มและน้ำมันเนื้อในเมล็ดปาล์ม ปี 2555 กนป. มีมติว่า
                2.2.1 กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ให้เปิดตลาดนำเข้าทั้งปริมาณและอัตราภาษีตามข้อผูกพัน คือปริมาณในโควตา 4,860 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 20 นอกโควตาร้อยละ 143 การบริหารการนำเข้าให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าและกระจายให้ผู้ผลิตภายในประเทศตามที่สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์มจัดสรร
                2.2.2 กรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ให้เปิดตลาดเสรีนำเข้าไม่มีโควตาภาษี อัตราภาษีร้อยละ 0
                2.2.3 กรอบเขตการค้า FTA
                    (1) อาเซียน – จีน ปริมาณเปิดตลาดนำเข้าตามข้อผูกพัน WTO อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 20 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 143

                    (2) ไทย – AUS – NZ เสรีนำเข้าและไม่มีโควตาภาษีอัตราภาษีนำเข้า    ร้อยละ 0 โดยกรอบการค้า ไทย - ออสเตรเลีย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 กรอบการค้า ไทย - นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2558
                    (3) ไทย - ญี่ปุ่น ปริมาณเปิดตลาดนำเข้าตามกรอบ WTO ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 - 31 มีนาคม 2556 อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 9.09 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 143
                    (4) ไทย - เกาหลี ปริมาณเปิดตลาดนำเข้าตามกรอบ WTO อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 8.89 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 143
                2.2.4 การบริหารการนำเข้าตามกรอบการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และกรอบเขตการค้า FTA ให้บริหารการนำเข้าเช่นเดียวกับกรอบองค์การการค้าโลก WTO
                2.2.5 ให้ฝ่ายเลขานุการฯ แจ้งให้ พณ. และกระทรวงการคลังเพื่อทราบและดำเนินการต่อไป
            2.3 เรื่อง แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์ม กนป. มีมติให้ พณ. ประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยแนวทางดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน และสอดคล้องกับโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มที่ พณ. เสนอ ตามข้อ 1.3 และให้นำผลการหารือเข้าพิจารณาใน กนป. ครั้งต่อไป

 

ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามโครงการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกไม้ยางพาราในท้องที่จังหวัดภาคใต้(20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณ งบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 จำนวน 50,128,000 บาท สำหรับใช้ในการดำเนินงานตามโครงการปราบปรามการบุกรุกและพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกไม้ยางพาราในท้องที่จังหวัดภาคใต้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
        ทั้งนี้ให้ ทส. โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 เพื่อไปดำเนินการตามโครงการปราบปรามการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ต้นน้ำลำธารเพื่อปลูกต้นไม้ยางพาราในท้องที่จังหวัดภาคใต้ในโอกาสแรกและหากมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้เสนอขอตั้งในงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

       
 

การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2555 ครั้งที่ 3 (20 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ แล้วมีมติดังนี้
        1.รับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2555 ครั้งที่ 3 ซึ่งบรรจุการก่อหนี้ใหม่ของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) (สบพน.) วงเงิน 20,000 ล้านบาท ในแผนการก่อหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ
        2.อนุมัติให้กระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกันเงินกู้ที่องค์การสวนยางกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท
        สาระสำคัญของเรื่อง
        1. คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คณะกรรมการฯ) ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติมของ สบพน.เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและได้มีมติรับทราบการบรรจุเงินกู้ของสบพน.ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 2555 ปรับปรุงครั้งที่ 3 แผนงานย่อยที่ 5 ได้แก่ แผนการก่อหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผนฯ และเห็นชอบให้นำเสนอการปรับปรุงแผนฯ ดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
        แผนการก่อหนี้ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีภายใต้กรอบแผน ฯ
        วงเงินเดิม     10,000     ล้านบาท
        เพิ่มขึ้น        20,000    ล้านบาท
        วงเงินใหม่    30,000    ล้านบาท
        สบพน.ในฐานะผู้จัดหาเงินทุนให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนำไปชดเชยและรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติตามนโยบายของรัฐบาล มีความจำเป็นต้องก่อหนี้ใหม่เพิ่ม จำนวน 20,000 ล้านบาท โดยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและ/หรือการออกพันธบัตร ระยะเวลาชำระหนี้ 3 ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ สบพน. กู้เงินจำนวน 20,000 ล้านบาท ให้แก่กองทุนฯ แล้วเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 (มติคณะรัฐมนตรีข้อ 2.5) เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่กองทุนฯ ทั้งนี้ จากการประมาณการฐานะกองทุนฯ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2555 กองทุนฯ มีฐานะติดลบสุทธิ 22,063 ล้านบาท ซึ่งติดลบเพิ่มขึ้น จาก ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 3,364 ล้านบาท โดยมีประมาณการหนี้สินที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 เดือน จำนวน 7,118 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอัตราชดเชย LPG ที่นำเข้าจากต่างประเทศสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก และปริมาณนำเข้า LPG ที่สูงขึ้นกว่าเดือนก่อน นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังมีภาระชดเชยราคาสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมอื่น ๆ ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล อี 20 และ อี 85 และก๊าซ NGV เป็นรายวัน ซึ่งสูงกว่าการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนฯ โดยในปีงบประมาณ 2555 สบพน.ได้ดำเนินการกู้เงินตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2555 วงเงิน 10,000 ล้านบาทแล้ว เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555 ซึ่ง สบพน.ได้ทยอยเบิกเงินกู้ดังกล่าวเพื่อเป็นค่าชดเชยน้ำมัน ซึ่ง สบพน.คาดว่าจะมีความต้องการเงินกู้เพิ่มเติมตั้งแต่เดือนเมษายน 2555
        2. ภายหลังการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณ 255 ครั้งที่ 3 จะทำให้ภาพรวมของแผนฯ ที่คณะกรรมการฯ รับทราบและเห็นชอบให้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบมีวงเงินเพิ่มขึ้น 20,000 ล้านบาท จากเดิมวงเงิน 2,242,039.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 2,262,039.48 ล้านบาท

   
 

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (20 พฤษภาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต
(ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
    สาระสำคัญของเรื่อง
    กำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555

 

“Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

2012-06-01

การสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ : จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย
“Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2555 เวลา 8.30-16.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้
จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ  และสำนักงานองทุนสนับสนุนการวิจัย

ในปี ค.ศ.2012 ซึ่งเป็นช่วงเวลาครบรอบ 20 ปีของการจัดประชุม Earth Summit ทางองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้จัดการประชุม “United Nations Conference on Sustainable Development-UNCSD” หรือ “Rio+20” โดยมีหัวข้อการประชุมหลัก (Theme) 2 เรื่องได้แก่ (1) เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน (Green Economy in the Context of Sustainable Development and Poverty Eradication) (2) กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Institutional Framework for Sustainable Development: IFSD)
เป็นที่คาดการณ์ว่าผลของการประชุม Rio+20 ครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อแนวทางการพัฒนาประเทศและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมโลกอย่างกว้างขวางในระดับเดียวกันกับผลการประชุม Earth Summit ในปี ค.ศ.1992 ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประชุมดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะได้มีการติดตามและทบทวนการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ผ่านมาของประเทศไทย อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักถึงประโยชน์และความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย
ในการนี้สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัยโดยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ  และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและท่าทีของประเทศไทยต่อการเข้าร่วมประชุม Rio+20 การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย และเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามรายละเอียด กำหนดการและตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านล่าง

ภาพ: http://www.flickr.com/photos/antonpower/6828310552/sizes/m/in/photostream/

เจาะลึก'ออสเตรเลีย'ชาติอุตฯสุขที่สุดในโลก

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 พฤษภาคม 2555

ผลสำรวจล่าสุดโออีซีดี ระบุ ออสเตรเลียเป็นชาติอุตสาหกรรมที่มีความสุขที่สุดในโลกจากเกณฑ์เรื่องงาน-รายได้และสุขภาพ

การที่ไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เหมือนหลายชาติยุโรป และอัตราการจ้างงานที่เกือบสมบูรณ์ 100% เพราะมีความเฟื่องฟูของทรัพยากรในประเทศ มากที่สุดในรอบ 100 ปี ส่งผลให้"ออสเตรเลีย" นำหน้า"นอร์เวย์" และ"สหรัฐ"ในการจัดอันดับประเทศที่มีมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่ดี ประจำปี 2555 ตามดัชนีเบ็ตเตอร์ ไลฟ์ ขององค์กรความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ(โออีซีดี)

ถึงอย่างนั้น ชาวออสเตรเลีย ก็ไม่พอใจกับข้อได้เปรียบเรื่องความสมบูรณ์ของทรัพยากรของประเทศ เมื่อนักท่องเที่ยวลดลง และบริษัทผู้ผลิตหลายแห่ง หันมาทบทวนภาคการผลิต ในออสเตรเลีย เพราะค่าเงินท้องถิ่นที่แข็งค่าขึ้น ทำให้การส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยังเพิ่มภาระอันหนักอึ้ง ให้กับผู้บริโภค ที่พากันรัดเข็มขัด หรือหันไปหาซื้อของถูกจากต่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ตแทน

แต่มาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น ก็ดึงดูดแรงงานอพยพจากทั่วโลก ตัวอย่างเช่น "เดวิด มาซูเร็ค" วัย 22 ปี ย้ายจากทัสคานีในอิตาลี มารับจ้างเก็บพืชผลในรัฐวิคตอเรียของออสเตรเลียเมื่อ 6 เดือนก่อน และไม่มีทีท่าว่าจะรีบย้ายกลับ ทั้งยังมีแผนจะย้ายไปดาร์วิน ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องทรัพยากรพลังงานของออสเตรเลีย

เวบไซต์ของโออีซีดี ระบุว่า ผลสำรวจของโออีซีดี ซึ่งประเมิน 34 ประเทศสมาชิกตามหมวดหมู่ อย่าง บ้าน งาน การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความสมดุลระหว่างงานและชีวิต หลีกเลี่ยงการจัดให้ชาติใดชาติหนึ่ง อยู่เหนือชาติทั้งหมด แต่ถ้าประเทศใดให้ความสำคัญกับ 11 หมวดหมู่เท่ากัน ก็จะถูกจัดขึ้นเป็นอันดับ 1 อย่าง"ออสเตรเลีย" เป็นต้น และตามติดมาด้วย"นอร์เวย์"และ"สหรัฐ"

อันดับที่สูงขึ้นของออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้จะเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป และเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ
ความต้องการส่งออกแร่เหล็ก และถ่านหินที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการว่างงานของออสเตรเลียเดือนเม.ย.อยู่ที่ 4.9% เทียบกับ 10.9% และ 8.1% ของยุโรปและสหรัฐ

ขณะเดียวกันกว่า 72% ของประชากรที่อยู่ในวัยทำงานของออสเตรเลียมีงานทำ เทียบกับตัวเลขเฉลี่ยของโออีซีดี ซึ่งอยู่ที่ 66%

สำหรับปีงบการเงินหน้า รัฐบาลออสเตรเลีย มีแผนจะทำงบประมาณเกินดุล และคาดการณ์หนี้ประเทศสูงสุดอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10%ของจีดีพี ซึ่งเป็นส่วนของเงินกู้ยืมเหมือนประเทศอื่นๆ

แม้ค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย จะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ของสหรัฐ แต่ยังอยู่ในระดับที่สูงและแข็งกว่าทั้งยูโรและปอนด์

จุดอ่อนของออสเตรเลีย คือ พลเมืองของประเทศมีความหวังในชีวิตแบบวันต่อวันน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนราว 74% ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำกว่าชาวอเมริกา ไอร์แลน์ และแม้แต่สเปน ที่กำลังประสบปัญหาการไม่มีงานทำ เนื่องจากภาวะหนี้สินจำนวนมหาศาลของประเทศ ซึ่งซอล เอสเลค นักเศรษฐศาสตร์ของเมอร์ริล ลินซ์ ให้ความเห็นว่า เป็นเพราะผู้บริโภคชาวออสเตรเลียระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายมากเกินไป

นอกจากนี้ คนออสเตรเลีย 85% อธิบายว่า สุขภาพของพวกเขาอยู่ในเกณฑ์"แข็งแรง" ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานของโออีซีดี ซึ่งอยู่ที่ 70% การสำรวจในครั้งนี้ ยังพบด้วยว่า ชายชาวออสเตรเลียใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงทุกวันในการทำกับข้าว ทำความสะอาด หรือดูแลลูกๆ ซึ่งถือเป็น 1 ในประเทศ ที่มีคะแนนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกโออีซีดีทั้ง 34 ประเทศ นำหน้าทั้งสหรัฐ เยอรมนี และแคนาดา

ประเทศอุตสหกรรม 5 อันดับแรก ที่มีความสุขที่สุด คือ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล และแคนาดา โดยมีประเทศตัวแทนจากเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้อยู่ในลำดับที่ 19 และ 20

ลุ้น"รังสีคอสมิก"สร้างเมฆบังแดด-ช่วยลดโลกร้อน

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7846 ข่าวสดรายวัน

 วารสารเนเจอร์รายงานว่า รังสีคอสมิกที่มาจากอวกาศอาจช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ หลังนักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกและปริมาณรังสีคอสมิก ที่พุ่งเข้าชนโลกมานานหลายปี อีกทั้งการทดลองเมื่อปีก่อนที่ห้องทดลองคอสมิกส์ ลีฟวิ่ง เอาต์ดอร์ ดร็อปเลตส์ หรือ CLOUD ที่ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยนิวเคลียร์ภาคพื้นยุโรป หรือ CERN เผยให้เห็นว่ารังสีคอสมิกอาจมีผลต่อการก่อตัวของเมฆ ซึ่งทำให้อุณหภูมิโลกเย็นลง

รายงานระบุว่า ผลจากการจำลองยิงโปรตอนให้ชนกับก๊าซของบรรยากาศพบว่ารังสีคอสมิกทำให้เกิดอนุภาคแอโรซอลขึ้นในบรรยากาศมากกว่าปกติ 10 เท่า อนุภาคเหล่านี้เกิดจากการแตกตัวทำปฏิกิริยาของสารเคมีในบรรยากาศ เช่น กรดซัลฟูริก แอมโมเนีย และสารประกอบอื่นๆ โดยแอโรซอลจะทำหน้าที่เป็นแกนให้ไอน้ำมาเกาะทำให้เกิดก้อนเมฆ ปริมาณเมฆที่ก่อตัวมากขึ้นจากรังสีคอสมิกจะช่วยบังแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นผิวโลก

ทั้งนี้รังสีคอสมิกส่วนใหญ่ถูกอนุภาคจากดวงอาทิตย์ชนและสะท้อน ทำให้เหลือพุ่งเข้าถึงโลกน้อยลง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอีกไม่นานดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ช่วงปลดปล่อยอนุภาคน้อยลง และโลกจะได้รับรังสีคอสมิกมากขึ้นซึ่งอาจทำให้เกิดเมฆบังแดดช่วยทำให้โลกเย็นลงได้

ภาพ: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNakl6TURVMU5RPT...

นักสิ่งแวดล้อมเผยซากความเสียหายจากสึนามิญี่ปุ่นซัดเข้าฝั่งอะแลสกามากขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2555 เอเอฟพี

ชายฝั่งเมืองแองเคอเรจ อะแลสกา

- นักสิ่งแวดล้อมที่ริเริ่มปฏิบัติการทำความสะอาดครั้งใหญ่เผย ซากความเสียหายจำนวนมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อนจากมหาภัยพิบัติสึนามิถล่มญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมา กำลังซัดเข้าหาชายฝั่งอะแลสกาแล้ว

วัตถุลอยน้ำทั้งหลายซัดเข้าหาชายฝั่งเกาะมอนตากิว ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแองเคอเรจไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 190 กิโลเมตร ในปริมาณที่เรียกได้ว่าเป็นคลื่นของซากความเสียหายจากสึนามิทำลายล้างเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 2011

“ซากปรักหักพังที่พบในการสำรวจเบื้องต้นของเกาะนั้นแสดงให้เห็นว่ามีปริมาณทุ่นสไตโรโฟม และวัตถุลอยน้ำอื่นๆ เป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมากก่อน” แพทริก แชนด์เลอร์ แห่งศูนย์ศึกษาชายฝั่งอะแลสกากล่าว

เขาระบุว่า ขยะจากฝั่งเอเชียได้ซัดเข้าหาชายฝั่งอะแลสกามาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว จึงยากที่จะบอกด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า ซากปรักหักพังเหล่านี้เป็นความเสียหายจากเหตุสึนามิที่ญี่ปุ่นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แชนด์เลอร์ระบุว่า ไม่เคยเห็นขยะจำนวนมหาศาลเช่นนี้มาก่อน ซึ่งที่ผ่านมา มักพบทุ่นสีดำขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์หรือพืชน้ำในญี่ปุ่น เพียงไม่กี่สิบชิ้นเท่านั้น แต่ขณะนี้กลับพบมากเป็นหลายร้อยชิ้นทีเดียว

เขายังกล่าวก่อนเริ่มปฏิบัติการทำความสะอาดชายฝั่งครั้งใหญ่เป็นเวลา 12 วันว่า “ไม่มีที่มาที่เป็นไปได้สำหรับจำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้นอกจากสึนามิ”

นอกจากนี้ยังคาดว่า ขยะอีกหลายล้านตันจะซัดเข้าฝั่งในช่วงหลายเดือน และหลายปีข้างหน้า นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น โดยนักวิจัยฮาวายได้จำลองภาพคอมพิวเตอร์เพื่อคาดการณ์สถานที่ และเวลาที่เศษซากเหล่านั้นอาจพัดไปถึง

ภาพ: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000063219

เกษตรพันธสัญญา...กลไกสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม

“เกษตรพันธสัญญา” หากพูดถึงคำนี้แล้ว คนส่วนใหญ่จะจินตนาการการเอาเปรียบของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีต่อเกษตรกรรายย่อย

จากการที่ดิฉันทำงานเรื่องการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมมาตลอดอายุราชการ ดิฉันกลับเห็นว่าเกษตรกรพันธสัญญาเป็นโอกาสของการเกษตรไทยและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาวงจรความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรโดยใช้กลไกการตลาดได้อย่างแท้จริง

อันดับแรก เกษตรกรพันธสัญญาเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยได้เข้าไปเล่นในเวทีโลก ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะแนวโน้มของตลาดอาหารโลก ทั้งต่างประเทศหรือแม้แต่ในประเทศไทยก็ตาม เน้นความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น อาหารที่เราบริโภคจะต้องปลอดภัยต่อร่างกาย และ ยิ่งแนวโน้มการบริโภคอย่างห่วงใยกับสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง เช่น รอยเท้าของคาร์บอน (Carbon footprint) และในอนาคตต่อไปน่าจะเริ่มให้ความสำคัญกับรอยเท้าน้ำ รอยเท้าพลังงาน ฯลฯ มากขึ้น ผู้บริโภคจึงอยากให้อาหารที่ตนเองรับประทานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพของสัตว์และผู้คนที่เกี่ยวข้องด้วย

คำถามว่า "แล้วผู้บริโภคจะแน่ใจได้อย่างไรเล่าว่าสิ่งที่บริโภคมีความปลอดภัยจริง" คำตอบคือ ก็ต้องสร้างมาตรฐานความปลอดภัยขึ้น และก็ต้องจดบันทึกกิจกรรมประจำวันเพื่อการตรวจสอบขององค์กรภายนอกและผู้บริโภค ถ้าเป็นการผลิตภัณฑ์จากพืชก็จะต้องจดว่าสินค้านี้ใครผลิต แล้วใช้สารอะไรไปเมื่อไร ผ่านกระบวนการอะไรมาแล้วบ้าง ถ้าเป็นสัตว์ก็จะต้องจดบันทึกการให้อาหาร การใช้ยารักษาโรค การดูแลต่างๆ ถ้าจะให้เข้มข้น ทั้งพืชและสัตว์จะต้องบอกได้ว่าเป็นพันธุกรรมอะไรพัฒนามาอย่างไร มีการตัดต่อพันธุกรรมหรือไม่ เมื่อหลายปีที่แล้ว มีบริษัทในต่างประเทศนำปลาแซลมอนเลี้ยงมาหลอกผู้บริโภคว่าเป็นปลาที่จับตามธรรมชาติ ผู้พิสูจน์ก็ต้องใช่เทคนิคทางพันธุกรรมตรวจสอบว่าเป็นปลาตามธรรมชาติจริงหรือไม่ ในไทยเองก็มีการ นำเนื้อเป็ดมาปลอมปนในอาหารเจเพื่อให้มีรสชาติอร่อย การตรวจสอบทางพันธุกรรมของพืชและสัตว์ก็ใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน เมื่อจดบันทึกแล้ว ข้อมูลที่จดบันทึกนี้จะต้องถูกตรวจสอบจากองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องมาตรฐานต่างๆ เป็นระยะ ถ้าผ่านมาตรฐานแล้วก็จะได้รับใบประกาศเรียกว่าถูกรับรองแล้ว ผู้บริโภคก็จะมั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่ตนเองต้องการบริโภคจริงๆ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผู้อ่านคงจะต้องจินตนาการได้ว่าจะทำทั้งหมดนี้ จะต้องใช้พลังมหาศาลเกินกว่าที่เกษตรกรรายหนึ่งจะทำได้เอง คือ ต้องการระบบรองรับที่เรียกว่า ระบบสอบกลับ (Traceability) นั่นเอง คราวนี้ทำพันธสัญญากับบริษัทจึงหมายถึงบริษัทผู้ส่งออกจะต้องติดต่อกับลูกค้าก่อน และจะต้องทำความเข้าใจด้านกฎระเบียบการส่งออกและมาตรฐานของคู่ค้า เมื่อเข้าใจแล้วจะต้องเข้ามาจัดระบบ และจัดหาสารเคมี อาหาร หรือยาต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของมาตรฐานต่างๆ ให้ แล้วจะต้องรู้ด้วยว่าวัตถุดิบที่หามาให้นั้นมาจากที่ไหนใครผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีสารตกค้าง หากมีปัญหาก็เรียกคืนทั้งล็อตได้ทันที

นอกจากนี้ บริษัทจะต้องนำข้อมูลที่เกษตรกรจดบันทึกประจำวันเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หากต้องการเลือกดูเมื่อไรก็ทำได้ทันที แล้วก็ยังต้องจัดจ้างองค์กรผู้ตรวจสอบให้เข้ามาตรวจเพื่อขอใบรับรองเป็นระยะๆ สรุปแล้วเป็นเทรนด์ของการบริโภคค่ะ ท่านที่ต้องการให้เกษตรกรเป็นอิสระตัดสินใจการผลิตเองอาจต้องแลกมาด้วยความไม่มั่นใจในสินค้าที่ท่านบริโภค ต้องถามว่าท่านยอมหรือไม่ แล้วเกษตรกรที่ต้องการเข้าสู่เวทีโลกก็อาจต้องแลกอิสรภาพในตัดสินใจ เพื่อให้ผลิตอาหารปลอดภัยได้อย่างเป็นมาตรฐาน

อันดับที่สอง เกษตรพันธสัญญาช่วยลดความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ประเด็นนี้เราได้ยินกันค่อนข้างบ่อย เป็นปัญหาที่คลาสสิกมากที่รัฐบาลจะต้องนำเงินจำนวนมหาศาลมาช่วยอุดหนุนเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ปัญหา ก็คือ เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงตลาดบางตลาดได้ ผู้อยู่ใกล้ชิดข้อมูลความต้องการลูกค้าคือบริษัท หากเกษตรกรและบริษัทวางแผนผลิตร่วมกันก็จะทำให้การผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามความต้องการของตลาด ถ้าบริษัทขายของได้มากก็ให้เกษตรกรผลิตมาก ขายของได้น้อยก็บอกเกษตรลดการผลิต ราคาสินค้าเกษตรก็จะไม่ลดลงจนทำให้เกษตรกรขาดทุน หรือไม่เกิดปัญหาขาดตลาด (ยกเว้นกรณีภัยธรรมชาติ) ถ้าร่วมมือกันได้ เราก็จะได้ยินเรื่องหอมเน่ากระเทียมเน่า เกษตรกรปิดถนนกดดันรัฐบาลกันน้อยลง ประเทศชาติก็จะนำเจ้าหน้าที่และงบประมาณของรัฐไปแก้ไขหรือทำงานอย่างอื่นได้

อันดับสาม พันธสัญญาจะทำให้เกิดระบบโซนนิ่งโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไปแล้ว บริษัทจะหาเกษตรกรคู่สัญญาที่อยู่รอบๆ โรงงานเพื่อลดต้นทุนการคนส่งและการดูแล เท่ากับเป็นการจัดโซนการปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ หากเกษตรกรและบริษัทวางแผนร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทำงานอย่างซื่อสัตย์ต่อกัน ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต้องเปลี่ยนคู่ค้าบ่อยๆ การพัฒนาพื้นที่หรือโครงสร้างรองรับการเกษตรแบบโซนนิ่งก็จะง่ายขึ้น

ถึงตอนนี้ผู้อ่านบางท่านอาจมีคำถามว่า ไม่ทำสัญญากับบริษัทได้หรือไม่ จากประสบการณ์ของดิฉันตอบได้เลยว่าต่อให้ไม่มีการทำสัญญากับบริษัท เกษตรกรก็ต้องรวมกลุ่มกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น รูปแบบสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร จึงจะปรับกลไกให้เข้าสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งจะต้องมาทำการตกลงกันว่าใครจะผลิตอะไรเท่าไร และหาตลาดร่วมกัน เกษตรกรสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่า

และดิฉันยืนยันด้วยว่ามีอำนาจต่อรองกับบริษัทมากกว่าก่อนมาก เพียงแต่ต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อการเข้าถึงตลาดและข้อมูลของตลาดเพื่อปรับเปลี่ยนแผนการผลิตให้สอดคล้อง

ทั้งนี้ จะต้องแยกให้ออกระหว่างเกษตรที่จัดระบบแบบพอเลี้ยงตนเองและเกษตรกรที่ผลิตเพื่ออุตสาหกรรมนะคะ เพราะฉะนั้นระบบพันธสัญญาและระบบอาหารปลอดภัยจึงต้องพัฒนาควบคู่กัน ในส่วนที่เล่ามานี้เกษตรพันธสัญญาเป็นพระเอก ส่วนที่บอกว่าเป็นตัวร้ายนี้ ก็มีตามข่าวทั่วๆ ไปที่เห็นกัน ส่วนนี้ภาครัฐควรมีระบบเข้ามาสนับสนุนค่ะ เช่น การสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลจะได้ตัดสินใจได้ว่าสัญญาที่ทำกับบริษัทนั้นมีความเป็นธรรมหรือไม่ หรือมีองค์กรที่ช่วยคอยเปรียบเทียบสัญญาและอำนวยความสะดวกในการต่อรองหรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เกษตรกรส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือ หากมีการส่งข้อมูลราคาสินค้าของตลาดหลักๆ และข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลตลาดทั้งในและต่างประเทศ ข้อมูลสภาพอากาศ ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกษตรกรประเมินสถานการณ์ของตลาดก่อนทำสัญญาได้ หากพัฒนาร่วมกันได้เกษตรพันธสัญญาก็จะกลายเป็นพระเอกที่แสนดีอยู่คู่กับการพัฒนาเกษตรไทยค่ะ

ภาพประกอบ http://www.flickr.com/photos/12426416@N00/1430129593/

สายการบินจีน-อินเดียเมินกฎอียู

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,741 20-23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ อีซี เปิดเผยทางเว็บไซต์ว่า มีสายการบินของประเทศจีนและอินเดียรวม 10 สายการบิน ที่ยังไม่ส่งข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสายการบินให้กับหน่วยงานของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งนับเป็นการเพิกเฉยต่อกฎระเบียบของอียูที่กำลังขยายการใช้ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (อียูอีทีเอส : EU Trading System) ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซดังกล่าวในทุกสาขาอุตสาหกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมการบินด้วย

"มีการไม่ส่งรายงานเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสายการบินที่บินขึ้น-ลงท่าอากาศยานในเขตอียู โดย 10 สายการบินซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในประเทศจีนและอินเดีย" รายงานระบุ ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นมา อียูได้ขยายระบบอียูอีทีเอสให้มีผลใช้กับอุตสาหกรรมการบินด้วย โดยกำหนดให้สายการบินที่ขึ้น-ลงท่าอากาศยานภายในเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ อีอีเอ (European Economic Area : EEA) ซึ่งหมายถึงประเทศสมาชิกอียู 27 ประเทศบวกอีก 3 ประเทศ คือ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ ต้องส่งรายงานตัวเลขเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสายการบินในปีที่ผ่านมา (2554) ให้กับอียู โดยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้นมีกำหนดเริ่มขึ้นในปีหน้า (2556)

นางคอนนี เฮเดอการ์ด กรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศของอียู เปิดเผยว่า สายการบินของจีนและอินเดียมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 3% ของทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สายการบินทั้ง10 ซึ่ง 8 รายเป็นสายการบินจีน และ 2 รายเป็นสายการบินอินเดีย ยังสามารถส่งรายงานข้อมูลดังกล่าวให้แก่อียูได้จนถึงกลางเดือนมิถุนายนศกนี้ สายการบินอื่นๆที่เหลือนอกจากนี้ได้ส่งรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้แก่อียูแล้วภายในเส้นตาย คือ วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา คิดเป็นจำนวนรายงานรวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 ฉบับ

นับตั้งแต่ที่อียูขยายระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมการบินด้วย ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านคัดค้านจากหลายประเทศที่มองว่าเป็นการบีบบังคับเอากฎหมายของอียูมาใช้กับประเทศอื่นๆอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จีนและรัสเซีย ซึ่งออกมาระบุว่า อียูควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศของสหประชาชาติ หรือ ไอซีเอโอ เป็นผู้มากำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอุตสาหกรรมการบิน

ทั้งนี้ อียูซึ่งเป็นตลาดซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ปริมาณ ได้ประกาศมาตั้งแต่ปี 2551 ให้ระบบอียูอีทีเอสครอบคลุมอุตสาหกรรมการบินด้วย โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้ สถิติของอียูชี้ว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของบรรดาสายการบินในน่านฟ้าของอียูนั้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ระดับระหว่างประเทศก็ไม่สามารถวางกรอบจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้สำเร็จ

อิซาแบล คูริอ็อง นักวิเคราะห์จากธนาคารดอยช์แบงก์ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่า สายการบินที่ไม่ให้ความร่วมมือกับอียู อาจจะมีบทลงโทษใดๆในเวลานี้ แต่จะไปพบปัญหาในปีหน้าเมื่อต้องยื่นรายงานเกี่ยวกับโควตาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอียู และอาจพบกับมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น "เชื่อว่าอียูจะพยายามยืดหยุ่นมากๆในเรื่องนี้ เพราะประเทศสมาชิกคงไม่อยากใช้มาตรการห้ามสายการบินที่ไม่ให้ความร่วมมือบินขึ้น-ลงที่ท่าอากาศยานของอียูแน่ๆ" นักวิเคราะห์กล่าวว่า อียูอาจจะรอจนกระทั่งถึงวันที่ 30 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันขีดเส้นตายเอาไว้สำหรับสายการบินให้ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับโควตาและเครดิตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แต่ละสายการบินมีอยู่

สำหรับปี 2555 นี้ ทางสายการบินยังได้รับการยืดหยุ่นจากทางอียูไปอีก 1 ปีให้สามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 85% ของปริมาณที่กำหนดโดยไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม นอกนั้นที่เหลือ 15% สายการบินสามารถซื้อหรือแลกเครดิตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างกัน

by ThaiWebExpert