ยอดผู้เสียชีวิตจากอากาศหนาวจัดในยุโรปกว่า 130 คนแล้ว

3 กุมภาพันธ์ 2555

สถานการณ์ภัยหนาวในหลายประเทศของยุโรป เริ่มเลวร้ายและรุนแรงมากขึ้น ล่าสุดคร่าชีวิตประชาชนไปแล้วกว่า 130 คน โดยเพียงวันเดียว ที่ยูเครนมีผู้เสียชีวิตจากภัยหนาวมากถึง 20 คน ขณะที่เซอร์เบีย เร่งระดมส่งอาหารและยาทางอากาศ หลังพบประชาชนนับหมื่นคนถูกตัดขาดและกำลังขาดแคลนอาหาร

สภาพอากาศหนาวเย็นที่แผ่ปกคลุมในหลายประเทศของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตขณะนี้เพิ่มเป็น 139 คนแล้ว โดยที่ยูเครน มีตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงที่สุด เพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากภัยหนาวมากถึง 20 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในประเทศเพิ่มเป็น 63 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไร้บ้าน

รายงานระบุว่าบางพื้นที่ วัดอุณหภูมิลดต่ำถึงขั้นติดลบ 35 องศาเซลเซียส โรงเรียนและซุปเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเคียฟ ปิดชั่วคราว หลังเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร อันเป็นผลมาจากรถบรรทุกขนส่งสินค้า ไม่สามารถวิ่งรถเข้ามาส่งของในเมืองหลวงได้ ขณะที่ทางการได้ติดตั้งเต็นท์พร้อมกับเครื่องทำความร้อนราว 1,600 แห่ง ให้กับคนไร้บ้าน เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนจากภัยหนาวรุนแรงครั้งนี้

ขณะที่สถานการณ์ภัยหนาวในเซอร์เบีย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีพรมแดนติดกับโคโซโว และ มอนเตเนโกร เข้าขั้นรุนแรงเช่นกัน ทางการเป็นห่วงเรื่องสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ท่ามกลางอากาศหนาว ซึ่งบางพื้นที่อุณหภูมิต่ำ ติดลบ 20 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันมีบางพื้นที่มีหิมะตกปกคลุมสูง 4-5 เมตร ปิดกั้นเส้นทางการเดินทาง โดยเฉพาะที่เมือง Sjenica ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่หนาวเย็นที่สุดเป็นเวลานายหลายสัปดาห์

ส่วนที่อิตาลี ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ เผยว่า อิตาลีเผชิญกับสัปดาห์ที่หนาวเย็นที่สุดในรอบ 27 ปี และจากหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้พื้นที่ตอนเหนือและตอนกลางของอิตาลี ได้รับผลกระทบ ผู้โดยสารกว่า 6,000 คนต้องติดอยู่บนรถไฟ บริเวณเทือกเขา Apennine โดยไม่มีเครื่องทำความร้อน เป็นเวลา 7 ชั่วโมง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา จากขัดข้องเรื่องเบรคและสายเคเบิ้ลไฟฟ้า จับตัวเป็นน้ำแข็ง จนไม่สามารถเดินรถได้

 

http://www.krobkruakao.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/51489/%E...

ศาลยุติธรรมรุกตั้ง"ศาลสิ่งแวดล้อม" ออกวิธีพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ศาลยุติธรรมจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การพัฒนาระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม" มีวิทยากรที่น่าสนใจ คือ นายพันวะสา บัวทอง ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา บรรยายหัวข้อ "ระบบยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรม" สรุปว่า คดีที่เข้าสู่การพิจารณาในศาลคดีสิ่งแวดล้อม มีคดีที่ดิน คดีป่าไม้ และคดีมลพิษ เป็นส่วนใหญ่ ศาลยุติธรรมยังไม่มีศาลสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องเป็นศาลชำนัญโดยเฉพาะ คดีสิ่งแวดล้อมจึงถูกนำมาฟ้องในศาลอาญาและศาลแพ่ง โดยใช้ ป.วิธีพิจารณาความอาญาและความแพ่งแทน มองว่าคดีสิ่งแวดล้อมน่าจะมีระบบแยกจากคดีอาญาและคดีแพ่งเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจน ปัจจุบันศาลยุติธรรมพยายามปรับตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาล ทั้งนี้ ที่ฟ้องคดีอาญา อาทิ กระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 หรือ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มีโทษจำคุก ส่วนคดีแพ่งมักฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย มีโทษปรับ อาทิ ปล่อยมลพิษ น้ำเสีย ควันพิษ แต่ไม่ค่อยได้ผล แม้จะมีการปรับแก้กฎหมายเพิ่มโทษทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ให้สูงขึ้น กำหนดให้รัฐเรียกค่าเสียหายจากผู้ตัดไม้ได้

นายพันวะสากล่าวต่อว่า ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีผู้พิพากษา 14 คน จะประชุมพิจารณากันทุกคดี นอกจากนี้พยายามพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญโดยตรง สำหรับผู้พิพากษารุ่นใหม่ก็พยายามจัดให้มีการสอบกฎหมายสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ สนับสนุนให้ผู้พิพากษาเข้ารับการศึกษาอบรมในต่างประเทศ ในอนาคตอาจมีการตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและร่างวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมมาบังคับใช้อย่างจริงจัง

"อีเอ็มบอล" ไม่แก้น้ำเน่า

โดย : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555

ข้อสงสัยในประสิทธิภาพของอีเอ็ม และอีเอ็มบอล ล่าสุดมีความชัดเจนมากขึ้นว่า วิธีการดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้ผล

ข้อสงสัยในประสิทธิภาพของอีเอ็ม และอีเอ็มบอล ที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนนำไปโยนใส่แหล่งน้ำเพื่อบำบัดน้ำเสียในช่วงวิกฤติมหาอุทกภัยที่ผ่านมานั้น ล่าสุดมีความชัดเจนมากขึ้นว่า วิธีการดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้ผล เมื่อคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการทดสอบประสิทธิภาพของอีเอ็มแล้วพบว่า อีเอ็ม ไม่ได้ช่วยบำบัดน้ำเสีย และยังเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นด้วย

ผลสรุปเกี่ยวกับประสิทธิภาพของอีเอ็มครั้งนี้ ได้รับการยืนยันจากคณะผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย รศ.ดร.สุเทพ ธนียวัน หัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยา รศ.ดร.กำธร ธีรคุปต์ หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา รศ.ดร.ไทยถาวร เลิศวิทยาประสิทธิ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล ศ.ดร.อรัญ อินเจริญศักดิ์ อาจารย์ภาควิชาเคมี ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา ดร.อนุสรณ์ ปานสุข อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา และดร.สราวุธ ศรีทองอุทัย อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้ใช้เวลานานกว่า 1 เดือน ในการทดสอบประสิทธิภาพของอีเอ็ม กระทั่งสามารถสรุปได้ว่า อีเอ็ม ไม่สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียได้

ดร.อนุสรณ์ อธิบายถึงวิธีการทดสอบประสิทธิภาพอีเอ็มในครั้งนี้ว่า คณะผู้วิจัยได้จัดเก็บตัวอย่างน้ำเสียจากบริเวณที่น้ำท่วมขังในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 6-16 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำลังประสบมหาอุทกภัย เข้าสู่กระบวนการทดสอบตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยได้แบ่งน้ำใส่ขวดโหลเป็น 3 ชุด ชุดแรกไม่ใส่อีเอ็ม ชุดที่ 2 นำอีเอ็มที่เลี้ยงเชื้อด้วยกากน้ำตาลเป็นเวลา 2 วันมาใส่ในสัดส่วน 1 ต่อ 1,000 เท่า และชุดที่ 3 นำอีเอ็มที่ขยายด้วยกากน้ำตาลและกรองตัวเชื้อทิ้งแล้วมาใส่ แล้วดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 1 วัน 2 วัน 4 วัน และ 7 วัน ตามลำดับ

ดร.อนุสรณ์ ขยายความว่า จากการตรวจวัดค่าคุณภาพน้ำพบว่า น้ำเสียที่มีการเติมอีเอ็ม และน้ำเสียที่เติมอีเอ็มที่ผ่านกระบวนการกรองตัวเชื้อทิ้งแล้ว มีความสกปรกมากขึ้นจนแตะระดับใกล้เคียงกับน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่น้ำเสียที่ไม่ได้ใส่อีเอ็มมีค่าความสกปรกน้อยกว่ามาก สาเหตุที่ทำให้น้ำเสียที่ใส่สารอีเอ็มมีความสกปรกมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะผลจากสารอินทรีย์ต่างๆ ที่อยู่ในอีเอ็ม

"การทดสอบพบว่า น้ำเสียในชุดที่ใส่อีเอ็มและชุดที่ใส่อีเอ็มที่ผ่านการกรองหัวเชื้อแล้วมีค่าออกซิเจนในน้ำน้อยกว่าน้ำเสียชุดที่ไม่ใส่อะไรเลย ขณะที่ค่าไนโตรเจนอินทรีย์ทั้ง 3 ชุดทดลองไม่มีความแตกต่างกัน ขณะที่ความขุ่นของน้ำก็ไม่มีความแตกต่างกัน สามารถสรุปได้ว่า อีเอ็มไม่ได้ช่วยให้น้ำเสียใสขึ้นกว่าการวางน้ำเสียทิ้งไว้เฉยๆ" ดร.อนุสรณ์ บอก

รศ.ดร.สุเทพ หัวหน้าทีมทดสอบประสิทธิภาพอีเอ็ม ยืนยันว่า ผลการทดสอบในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า การเติมอีเอ็มหรือผลิตภัณฑ์อีเอ็มลงไปในน้ำเสียจากแหล่งน้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้น้ำมีคุณภาพดีขึ้น กลับส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง หมายความว่า ในช่วงมหาอุทกภัยที่ผ่านมา หลายพื้นที่มีการนำอีเอ็ม โดยเฉพาะอีเอ็มบอล ไปทิ้งในบริเวณแหล่งน้ำจำนวนมาก ไม่ได้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย แต่กลับเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้แก่แหล่งน้ำ

"ในการทดสอบครั้งนี้ มีอยู่เรื่องเดียวที่เราไม่มีเครื่องมือที่ชัดเจนในการวัดค่าคือ เรื่องกลิ่น แต่ทีมงานก็ใช้วิธีการดมกลิ่นพิสูจน์ พบว่า น้ำเสียชุดที่ใส่อีเอ็มมีกลิ่นลดน้อยลง อาจเป็นเพราะจุลินทรีย์ในอีเอ็มอาจไปปรับเปลี่ยนแก๊สไข่เน่า ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในน้ำเสียให้เป็นอย่างอื่น จึงทำให้มีกลิ่นลดน้อยลง แต่คุณภาพน้ำไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด ปริมาณออกซิเจนในน้ำยิ่งลดน้อยลง พูดง่ายๆ คือ น้ำเสียยังเป็นน้ำเสีย ไม่ได้เป็นน้ำดีอย่างที่เข้าใจกัน" รศ.ดร.สุเทพ อธิบาย

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า อีเอ็มไม่สามารถบำบัดน้ำเสียได้ แต่กลับเป็นการเพิ่มขยะให้แก่แหล่งน้ำ แต่ยอมรับว่าจุลินทรีย์ในอีเอ็มบางตัวสามารถเปลี่ยนสารเคมีในแหล่งน้ำให้เปลี่ยนไปเป็นสารเคมีชนิดอื่นที่ทำให้กลิ่นเหม็นลดน้อยลง การลดกลิ่นเหม็นดังกล่าว หากเทียบกับการใช้ปูนขาวโรยดับกลิ่นก็ได้ผลไม่แตกต่างกัน กลิ่นลดน้อยลงเหมือนกัน ขณะที่ปูนขาวมีราคาถูกกว่ามาก

"วิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา ผมรู้สึกเสียดายแรงงาน ที่มีการเกณฑ์กำลังคนไปช่วยกันปั้นอีเอ็มบอลเพื่อโยนลงแหล่งน้ำจำนวนมาก วิธีการนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้น แถมยังเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้แก่แหล่งน้ำ หากนำแรงงานเหล่านั้นไปช่วยในการเก็บขยะออกจากแหล่งน้ำน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า" ผศ.ดร.เจษฎา เสนอความเห็น

ผศ.ดร.เจษฎา ยังแสดงความเป็นห่วงถึงประชาชนที่ไปช่วยเหลือในการปั้นอีเอ็มบอลว่า อาจได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อราดำ จากการสัมผัสอีเอ็มบอล จะเห็นได้ว่า ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมมีอาสาสมัครที่ไปช่วยปั้นอีเอ็มบอลหลายรายป่วยมีอาการท้องเสียภายหลังจากไปร่วมปั้นอีเอ็มบอล อย่างไรก็ตาม วิธีการบำบัดน้ำเสียในวิกฤติน้ำท่วมที่ดีสุด คือ การเก็บขยะและของเสียออกจากแหล่งน้ำ เร่งระบายน้ำ และหาทางเพิ่มออกซิเจนให้แก่น้ำ หากเป็นพื้นที่แคบๆ ให้ใช้ปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำพุ เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก หากเป็นพื้นที่กว้างอาจต้องใช้กังหันน้ำขนาดใหญ่

The Meaning of Sufficiency Economy International Conference

2012-02-16

16 - 17 February 2012

Plaza Athenee Hotel, Bangkok, Thailand Organized by the National Assembly, King Prajadhipok's Institute, Thammasat University, Office of The National Economic and Social Development Board, Thailand Development Research Institute, Research and Development Institute of Sufficiency Economy Philosophy Foundation, and the Pridi Bhanomyong Institute

Schedule

1st Day: 16 February 2012

08.30 - 09.00       Registration

09.00 - 09.15       Gen. Teeradej Meepien, President of the Senate preside over opening   ceremony

09.15 – 10.00      Opening Keynote address on "Sufficiency Economy and the direction of Sustainable Development" by Dr.Supachai Panitchpakdi, Secretary-General of UNCTAD (United Nations Conference on Trade and Development)

10.00 – 10.20      --- Coffee Break ---

10.20 – 12.30      Plenary Discussion
                            "Sufficiency Economy: Thailand's point of view and experience"

                             • Mr.Chalermkiat Sanvises, Secretary-General of the Royal Development Projects Board
                             • Mr.Prayong Ronnarong, Ramon Magsaysay Award laureate 2004
                             • Prof. Dr.Apichai Puntasen, Economist and Director of Rural and Social Management Institute
                             • Dr. Songkiert Tansamrit, Secretary-General, Sustainable Energy Foundation

                            Moderator: Mr. Arkhom Termpittayapaisith, Secretary General the National Economic and Social Development Board

12.30 – 13.30       --- Lunch Break ---

13.30 – 17.00       Group Discussions

                             Room 1     
                             Group 1: "Sufficiency Economy and Mainstream Economic Theory"

                             Chair:

                             • Dr.Peter Warr from Australian National University

                             Panelists:
                             • Dr.Sauwalak Kittiprapas from International Research Associates for Happy Societies (IRAH)
                             • Ms. Pimpimon Kaewmanee, doctoral candidate from Chiangmai University

                             Room 2     
                             Group 2: "Sufficiency Economy and Grassroots Development"

                              Chair:

                             Panelists:
                            • Linda Nowakowski from Ubon Ratchathani University
                            • Juliana Essen from Soka University of America
                            • Dr. Sutee Suksudaj from Thammasat University
                            • Dr. Adis Israngkura from National Institute of Development Administration (NIDA)


2nd Day: 17 February 2012

08.45 - 09.00      Registration

09.00 – 12.00     Group Discussion

                           Room 1     
                           Group 3: "Sufficiency Economy and Business Ethics"

                           Chair:
                           • Dr.David Bubna-Litic from University of Technology, Sydney

                           Panelists:
                          • Michel Bauwens from P2P Foundation
                          • Teresa M. Ganzon from Bangko Kabayan
                          • Dr.Oranuch Pruetipibultham from National Institute of Development Administration (NIDA)
                          • Dr.Deunden Nikomborirak from Thailand Development Research Institute (TDRI)

                          Room 2     
                          Group 4: "Sufficiency Economy, Education, Values and Alternatives to Globalization"

                          Chair:

                          Panelists:
                         • Dr. Peter Daniels from Griffith University, Australia
                         • Dr. János Máté from University of West Hungary
                         • Dr. Issa G. Shivji from University of Dar es Salaam Tanzania

12.00 – 13.00     --- Lunch Break ---

13.00 – 15.00      Plenary Session: " Discussion of group discussion results"

                             Group 1 Dr.Peter Warr from Australian National University
                             Group 2 Juliana Essen from Soka University of America
                             Group 3 Dr.David Bubna-Litic from University of Technology, Sydney
                             Group 4 Dr. Peter Daniels from Griffith University, Australia

                              Moderator: Dr. Seri Phongphit

15.00 - 15.15         Closing address
                              Prof.Dr.Borwornsak Uwanno, Secretary General King Prajadhipok's Institute
 

Further Information is available on http://www.sufficiency-conference.org

แต่งตั้ง (31 มกราคม 2555)

        1.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในกรณีที่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล) 2. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสุรวิทย์  คนสมบูรณ์) โดยให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        2.  รัฐบาลสาธารณรัฐคีร์กีซเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐคีร์กีซ มีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายอัสการ์ เบซิมอฟ (Mr. Askar Beshimov) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัตรราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคีร์กีซประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สืบแทน                   นายแอร์ลาน บี. อับดุลแดอีฟ (Mr.Erlan B. Abdyldaev) ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

        3.  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
        1. นายทรงคุณ  วิญญูวรรธน์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา) กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา) กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2552
         2. นายอุดม  ไกรฤทธิชัย นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน  2553
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

          4.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง (เพิ่มเติม)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายอัชพร  จารุจินดา เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        5.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (จำนวน 9 คน)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
        1. ให้กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่พ้นจากตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ตามมาตรา 15 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535
         2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ชุดใหม่ (จำนวน 9 คน) ดังนี้  1) นายเอนก  เพิ่มวงศ์เสนีย์ ประธานกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 2) นายจุลยุทธ     หิรัณยะวสิต กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ)    3) นายนัที  เปรมรัศมี กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 4) นางพรศิริ มโนหาญ กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 5) นางลัดดาวัลย์  สินธุรักษ์ กรรมการ 6) นายธัชสกล  พรหมจมาศ กรรมการ 7) นายพงษ์ทร  ชยาตุลชาติ กรรมการ 8) นางสาวสิริวรรณ  สุวรรศร กรรมการ 9) นางสาวกานท์ชญา  เทียนแก้วชญา กรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป สำหรับนางลัดดาวัลย์  สินธุรักษ์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป  

        6.  ปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ ดังนี้
         1. ยกเลิกองค์ประกอบใน “ลำดับที่ 1.2 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์  คนสมบูรณ์)     รองประธานกรรมการ และลำดับที่ 1.3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา  สีหลักษณ์) เป็นรองประธานกรรมการ” และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน “ลำดับที่ 1.2 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 ลำดับที่ 1.3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2”  
         2. ยกเลิกองค์ประกอบในลำดับที่ 1.11 “ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ” และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน “ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ”

        7.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม)
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งนายสนั่น  วาริทสวัสดิ์ และนายธนะรัตน์  วดีศิริศักดิ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        8.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แทนกรรมการเดิมที่ขอลาออก จำนวน 2 ราย ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ 1. นายเรวัต  วิศรุตเวช เป็นกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) 2. นางพรศิริ มโนหาญ เป็นกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        9.  แต่งตั้งประธานผู้แทนการค้าไทย
         คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 30/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานผู้แทนการค้าไทย ดังนี้
        อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 3 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง นายโอฬาร  ไชยประวัติ ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ประธานผู้แทนการค้าไทย และให้ประธานผู้แทนการค้าไทยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 5 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552
        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        10.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบหมายการรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในกรณี ที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1. พลตำรวจตรี ชัจจ์  กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 2. นายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        11.  แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
        1. นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
         2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์  สมานพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        12.  มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบหมายเป็นหลักการให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ตามลำดับดังนี้ 1. นายทนุศักดิ์  เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2. นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

        13. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 29/2555  เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 29/2555  เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534               ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545   มาตรา 11  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534         ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550   และข้อ 13 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547  นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 168/2554   ลงวันที่ 22 กันยายน 2554  และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตาม การปฏิบัติราชการในภูมิภาค  ดังต่อไปนี้
1.  พื้นที่
    1.1  รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 6 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่ จังหวัดชุมพร  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดพัทลุง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
        เขตตรวจราชการที่ 7 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดกระบี่  จังหวัดตรัง  จังหวัดพังงา  จังหวัดภูเก็ต  จังหวัดระนอง
               เขตตรวจราชการที่ 8     ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดนราธิวาส  จังหวัดปัตตานี  จังหวัดยะลา  จังหวัดสงขลา  จังหวัดสตูล
1.2  รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม  อยู่บำรุง) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดบึงกาฬ  จังหวัดเลย  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดหนองบัวลำภู  จังหวัดอุดรธานี
     เขตตรวจราชการที่ 11 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดนครพนม  จังหวัดมุกดาหาร  จังหวัดสกลนคร    
        เขตตรวจราชการที่ 12  ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดกาฬสินธุ์  จังหวัดขอนแก่น  จังหวัดมหาสารคาม  จังหวัดร้อยเอ็ด
    1.3  รองนายกรัฐมนตรี  (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 5     ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จังหวัดเพชรบุรี  จังหวัดสมุทรสาคร  จังหวัดสมุทรสงคราม
                เขตตรวจราชการที่ 9      ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดจันทบุรี  จังหวัดชลบุรี  จังหวัดตราด  จังหวัดระยอง
        เขตตรวจราชการที่ 18 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดกำแพงเพชร  จังหวัดนครสวรรค์  จังหวัดพิจิตร  จังหวัดอุทัยธานี

    1.4  รองนายกรัฐมนตรี  (พลเอก ยุทธศักดิ์  ศศิประภา) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
    เขตตรวจราชการที่ 13 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดยโสธร  จังหวัดศรีสระเกษ  จังหวัดอำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี
              เขตตรวจราชการที่ 14 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดชัยภูมิ  จังหวัดนครราชสีมา  จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดสุรินทร์
        เขตตรวจราชการที่ 17  ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดตาก  จังหวัดพิษณุโลก  จังหวัดเพชรบูรณ์  จังหวัดสุโขทัย  จังหวัดอุตรดิตถ์
    1.5  รองนายกรัฐมนตรี  (นายชุมพล  ศิลปอาชา) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 2 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดชัยนาท  จังหวัดลพบุรี  จังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดอ่างทอง
            เขตตรวจราชการที่ 4 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดนครปฐม  จังหวัดราชบุรี   จังหวัดสุพรรณบุรี
    1.6  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 3 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดฉะเชิงเทรา   จังหวัดนครนายก  จังหวัดปราจีนบุรี  จังหวัดสมุทรปราการ  จังหวัดสระแก้ว    
    1.7  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 15  ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดเชียงใหม่  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  จังหวัดลำปาง  จังหวัดลำพูน
             เขตตรวจราชการที่ 16  ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดเชียงราย  จังหวัดน่าน  จังหวัดพะเยา  จังหวัดแพร่
    1.8  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 1  ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดนนทบุรี  จังหวัดปทุมธานี  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดสระบุรี
    2.  การกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคตามคำสั่งนี้  หมายถึง  การตรวจราชการ  การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานเหตุการณ์และผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ยุทธศาสตร์ของชาติ ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัด การประสานราชการเพื่อให้เกิดการบูรณาการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัด ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การเร่งรัด การติดตามผล การให้คำแนะนำช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่  และการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    3.  ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานปัญหาอุปสรรค แนวทางการแก้ไข  ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ อันเนื่องจากการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการหรือพื้นที่ในความรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรี
    4.  ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีติดภารกิจจำเป็นเร่งด่วน สามารถมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่แทน แล้วรายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบต่อไป
    5.  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ    ในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล  อำนวยความสะดวก  และ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ด้วย
    6.  ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจากงบประมาณของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมวดเงินอุดหนุนทั่วไป  โครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี
    ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่   31   มกราคม  พ.ศ.  2555 เป็นต้นไป

         
       
 

ขออนุมัติค่าดำเนินการในการจัดส่งข้าวไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติ (31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,262,070.40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72,386,253 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32 บาท) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (จัดส่ง เก็บรักษา และแจกจ่าย) ตามที่โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) เรียกเก็บต่อไป ตามที่ กต. เสนอ  โดยให้ กต. ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
         สาระสำคัญของเรื่อง
         กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานว่า
         1.  เมื่อกันยายน 2554 กต. ได้รับแจ้งจาก WFP ว่า ได้แจกจ่ายข้าวที่รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติเรียบร้อยแล้ว  และโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติโดยการประสานงานของ WFP (หมายเลขโครงการ EMOP 200110) ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นและปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2011 โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (จัดส่ง เก็บรักษา และแจกจ่าย) เป็นเงินทั้งสิ้น 2,262,070.40 ดอลลาร์สหรัฐ  
         2. โดยที่ WFP เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดส่งข้าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ (ไม่ระบุจำนวนเงิน) ให้เบิกค่าใช้จ่ายจากงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นอกจากนั้น วงเงินที่ กต. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการเมื่อปี 2553 เป็นค่าใช้จ่ายประมาณการของการจัดส่งข้าวล็อตที่สองไปยังสาธารณรัฐโดมินิกัน  เนื่องจากขณะนั้นสภาพภูมิประเทศของสาธารณรัฐเฮติเป็นไปด้วยความยากลำบาก  แต่ต่อมาเมื่อสถานการณ์ภายในของสาธารณรัฐเฮติพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น การจัดส่งข้าวล็อตที่สองจึงสามารถจัดส่งไปถึงสาธารณรัฐเฮติได้โดยตรง  ส่งผลให้วงเงินที่ WFP เรียกเก็บสูงกว่าที่ กต. เคยขออนุมัติคณะรัฐมนตรีไว้ที่จำนวน 1,876,557 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 63,802,931 บาท กต. จึงมีความจำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จากคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชำระเงินให้กับ WFP ตามที่เก็บต่อไป  

       
 

การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้
         1. เห็นชอบในหลักการร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (Memorandum of Understanding on the Establishment of the BIMSTEC Cultural Industries Commission-BCIC and BIMSTEC Cultural Industries Observatory-BCIO)
         2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC
         สาระสำคัญของเรื่อง
         วธ. รายงานว่า
         1. สืบเนื่องจากผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BIMSTEC (กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ) ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 2552 ณ กรุงเนปิดอว์ เมียนมาร์ วธ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (Memorandum of Understanding on the Establishment of BIMSTEC Cultural Industries Commission and BIMSTEC Cultural Industries Observatory) เพื่อให้ไทยพร้อมที่จะลงนามความตกลงในระหว่างการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2555 ณ กรุงเนปิดอว์ เมียนมาร์  
         2. กรอบความร่วมมือ BIMSTEC หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยมีความร่วมมือ 13 สาขา และในสาขาความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ประเทศภูฏานเป็นประเทศนำ  ซึ่งได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส  โดยประเทศภูฏานเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ณ เมืองพาโร และเมืองทิมพู ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการจัดตั้งองค์กรด้านอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมของ BIMSTEC คือ
             2.1 คณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BIMSTEC Cultural Industries Commission-BCIC)  
             2.2 ศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BIMSTEC Cultural Industries Observatory-BCIO)
ต่อมาที่ประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้ง BCIC และ BCIO ซึ่งประเทศอินเดียได้ให้การรับรองร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว  ในที่ประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 10 ณ ประเทศอินเดีย
         3. สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC สรุปได้ดังนี้  
             3.1 วัตถุประสงค์
                 เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมและศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เผยแพร่ข้อมูล และอำนวยความสะดวกให้รัฐภาคีเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว  
             3.2 ลักษณะความร่วมมือ  
                 3.2.1 เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม  โดยมีคณะกรรมการอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (BCIC) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรม (BCIO) และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BCIO) ทำหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ก่อตั้งเว็บไซต์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมภายในภูมิภาค BIMSTEC และสนับสนุนรัฐภาคีในการพัฒนาแผนและยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายกับสถาบันที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม  
                  3.2.2 ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) ได้รับการเสนอชื่อโดยประเทศภูฏาน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 10 ปี หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ (BCIC) สามารถทบทวนการดำรงตำแหน่งได้ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ ทำหน้าที่เลขาธิการบริหาร คณะกรรมการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้แทนระดับสูงที่ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐภาคี รัฐละ 1 คน มีวาระตามปกติ 3 ปี และสามารถพิจารณาต่อวาระได้  
                 3.2.3 คณะกรรมการฯ (BCIC) ประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยจัดตั้งขึ้นก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีวัฒนธรรม BIMSTEC โดยรัฐภาคีหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุมเรียงตามลำดับตัวอักษร  
             3.3 งบประมาณ  
                 งบประมาณของศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายสถาบันและค่าใช้จ่ายโครงการ ซึ่งจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการฯ (BCIC) และค่าใช้จ่ายกองทุน  โดยประเทศเจ้าภาพเป็นฝ่ายรับผิดชอบ
             3.4 การเริ่มต้นมีผลบังคับใช้  
                 ศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) จะเริ่มดำเนินงานนับตั้งแต่วันที่มีการลงนามในข้อตกลงฉบับนี้

 

ความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งเนปาล(31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อการขอแก้ไขชื่อคู่ภาคีความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเนปาลจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้ (18 มกราคม 2548) “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” ตามที่กระทรวง         การต่างประเทศ (กต.) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กต. รายงานว่า
        1. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการจัดทำความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเนปาล               (มติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548) แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวเนปาลประสบกับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ฝ่ายไทยจึงได้ชะลอการลงนามออกไปก่อน
        2. ต่อมาปี 2551 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และปี 2552 ฝ่ายเนปาลได้ให้ความเห็นชอบต่อ           ร่างความตกลงฯ และพร้อมลงนามแล้ว แต่ขอเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศในร่างความตกลงฯ จาก “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” (His Majesty’s Government of Nepal) เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” (The Government of Nepal) ซึ่งสรุปสาระสำคัญของร่างความตกลงดังกล่าว ดังนี้
            2.1 ร่างความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ภาษา ดนตรี ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ สื่อมวลชน วรรณศิลป์ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุนการศึกษา ทุนฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมระยะสั้น การวิจัย การประชุมเชิงปฏิบัติการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนกิจกรรมและการเยือนระหว่างบุคลากรทางศาสนา ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิชาการ ศิลปินระหว่างกัน
            2.2 บทบัญญัติข้อ 6 ของร่างความตกลงฯ ระบุว่า ความตกลงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ลงนาม
            2.3 กต. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  และเห็นว่าเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551  
        3. การขอแก้ไขชื่อคู่ภาคีจาก “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” จะไม่มีผลกระทบต่อสารัตถะของร่างความตกลงฯ แต่เป็นการแก้ไขชื่อคู่ภาคีซึ่งเป็นระบอบการปกครองใหม่จึงถือเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญ

 

สรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554(31 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ
        สาระสำคัญ สถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 สรุปได้ดังนี้
        1. นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดือนธันวาคม 2554
        ในเดือนธันวาคม 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 1,774,749 ลดลง 45,002 คน จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือลดลง 2.47% โดยเกิดจากการลดลงของเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภูมิภาคโอเชียเนียและอเมริกา ทั้งนี้ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน รัสเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
    2. นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดือนมกราคม - ธันวาคม 2554
        ในช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทย จำนวน 19,098,323 คน เพิ่มขึ้น 3,161,923 คน หรือเพิ่มขึ้น 19.84% โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เอเชียตะวันออก โอเชียเนีย และเอเชียใต้ ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลี อินเดีย ลาว ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
    3. ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
        การขยายตัวของการเดินทางท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย เป็นต้น เกิดจากความมั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทย ความนิยมต่อแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย และ               ผลการดำเนินการตามแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุปสรรคด้านการเดินทางท่องเที่ยวช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์กระตุ้นและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของอุทกภัยมีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเดือนพฤศจิกายนลดลง 17.92% และปรับตัวดีขึ้นในเดือนธันวาคม โดยลดลงเพียง 2.47%
    4. แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ปี 2555
        องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) คาดว่าแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวโลกในปี 2555 จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวจากปี 2554 โดยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3% - 4% โดยปัจจัยลบที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวโลกที่สำคัญ คือ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังไม่สิ้นสุด แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จากการวิเคราะห์สถิติการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2554 และแนวโน้มสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวโลก ตลอดจนแผนงานและมาตรการด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์และกระตุ้นตลาดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของไทยในปี 2555 จะขยายตัวประมาณ 8% - 10%
    5. ผู้เดินทางชาวไทยเดินทางออกไปต่างประเทศ ปี 2554
        ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 มีผู้เดินทางชาวไทยเดินทางออกไปต่างประเทศ จำนวน 5,761,252 คน เพิ่มขึ้น 152,288 คน คิดเป็น 2.72% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผู้เดินทางชาวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) (31 มกราคม 2555)

    
        การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) ในพื้นที่ 53 จังหวัด และขออนุมัติงบกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตามมติการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 1/2555

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) ในพื้นที่ 53 จังหวัด และขออนุมัติงบกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตามมติการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 1/2555 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้
        1. ในพื้นที่ 53 จังหวัด เห็นชอบในหลักการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่จังหวัดที่เกิดอุทกภัยและยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งการเห็นชอบในการช่วยเหลือในครั้งนี้ กรอบครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 273,422 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,367,110,000 บาท โดยใช้เงินงบกลางและกรอบครัวเรือนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ของ 62 จังหวัด ซึ่งยังมีกรอบครัวเรือนเหลืออยู่ จำนวน 769,813 ครัวเรือน ซึ่งเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
        2. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เห็นชอบในหลักการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งการเห็นชอบในการช่วยเหลือในครั้งนี้ กรอบครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 467,887 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,339,435,000 บาท โดยขออนุมัติงบกลางในการช่วยเหลือเพิ่มเติม และกำหนดให้การช่วยเหลือเสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือผู้ระสบภัยพิบัติอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพี้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เสร็จสิ้นพร้อมกับที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

by ThaiWebExpert