ปกป้องป่า “ซับน้ำ-กู้วิกฤตโลกร้อน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2555

'การปกป้องป่า' แม้ว่าเป็นวิธีการในระดับนานาชาติที่ออกมาขับเคลื่อน โดยเฉพาะป่าเขตร้อนที่คงเหลืออยู่ แต่ถ้าหยุดการทำลายไม่ได้ย่อมจะเป็นตัวเร่งในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และก่อปัญหา “ภัยแล้ง” ที่ทวีความรุนแรงตามมา
“ทำลายป่า” เหตุและผลกระทบโลกร้อน
เนื่องจากต้นไม้ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และใช้มันเพื่อการเจริญเติบโต แต่เมื่อต้นไม้เหี่ยวตายไปหรือถูกเผา คาร์บอนไดออกไซด์ก็ถูกปล่อยออกมาอีกครั้ง ส่วนต้นไม้ที่กำลังย่อยสลายยังผลิตก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีผลกระทบรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์
ด้วยเหตุนี้การทำลายป่าและการเสื่อมสภาพของป่าจึงทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพราะก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ ถูกปล่อยออกมา (เช่น จากไฟป่า หรือการใช้ต้นไม้ที่ถูกตัดเป็นฟืน) พร้อมๆ กับที่จำนวนต้นไม้ที่เป็นตัวดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ลดลง คาร์บอนไดออกไซด์ 30% ที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศใน 150 ปีที่ผ่านมา คาดว่ามาจากการทำลายป่า แต่นี่ยังเป็นปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังถูกกักเก็บไว้ในป่า ป่าสนแถบหนาวในแคนาดาและรัสเซียเพียง 2 ประเทศ เป็นตัวกักเก็บก๊าซคาร์บอนถึง 40% ของโลก

ภาวะโลกร้อน ทำร้ายป่าอย่างไร
การเปลี่ยนแปลงของระดับอุณหภูมิและปริมาณฝนอาจเป็นอันตรายต่อป่าได้ ความแห้งแล้งและไฟป่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน ไฟป่าอาจเป็นปรากฏการณ์ปกติในป่า โดยทำลายพุ่มไม้ที่หนาทึบ และเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตของพืชบางสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ป่าที่ถูกกิจกรรมมนุษย์และความแห้งแล้งคุกคามมากเกินไปทำให้ไฟป่าเผาผลาญทำลายได้มากขึ้น มีตัวบ่งชี้แล้วว่าป่าฝนอะเมซอนกำลังแห้งตาย อาจจะนำไปสู่ไฟป่าและการเปลี่ยนสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งจะมีผลโต้กลับที่อันตราย
นอกจากนี้ แมลงสายพันธุ์ที่เข้ารุกรานอาจทำร้ายสภาพป่าด้วย แมลงมีบทบาทต่อระบบนิเวศของป่าสนแถบหนาว โดยย่อยสลายสิ่งปฏิกูลบนพื้นดิน เป็นอาหารของนกและสัตว์เล็ก และกำจัดต้นไม้ที่เป็นโรค แต่แมลงมีแนวโน้มที่จะโจมตีป่าบ่อยขึ้นและถี่ขึ้นเนื่องจากป่าที่เจริญเติบโตจนอยู่ตัวแล้วต้องพ่ายแพ้ต่อสภาพกดดันของป่าที่ร้อนและแห้งขึ้น สภาพอากาศที่เย็นลงช่วยควบคุมจำนวนแมลงสายพันธุ์รุกรานเอาไว้ แต่ในขณะที่ทวีปอาร์กติกร้อนขึ้น ได้ทำให้แมลงต่างถิ่นบางสายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้น

ารป่าไม้แบบยั่งยืน ปกป้องป่าต้นน้ำ
สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ คือ การจัดการป่าไม้แบบยั่งยืนอย่างเหมาะสมไม่ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการปลูกต้นไม้ใหม่แทนต้นไม้ทุกๆ 1 ต้นที่ถูกตัดไป ในทางตรงกันข้าม การถางป่าและการแปรสภาพป่าให้เป็นเมืองนั้นก่อผลกระทบในด้านลบสูงมาก เพราะทำให้ผืนป่าถูกทำลายและแทนที่ด้วยพื้นปูนและอาคารที่ดูดซับความร้อน
เห็นได้ชัดเจนว่าการปลูกป่า การตัดไม้แบบยั่งยืน และ การปกป้องป่าโบราณ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อไม่ให้ภาวะโลกร้อนเพิ่มเร็วขึ้นไปอีก ตราบใดที่ผืนป่าเหล่านี้จะไม่ถูกทำลายในภายหลัง (โดยการตัดไม้ ไฟป่า)
ในงานเสวนา เขื่อนแม่วงก์ ปัญหาหรือทางออก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าว ถึงการทำให้มีน้ำในแม่น้ำไหลได้ตลอดทั้งปี ว่าสิ่งสำคัญที่สุด คือต้องรักษาป่าต้นน้ำเอาไว้ หากป่าต้นน้ำกลายเป็นเขื่อนไปหมด ต่อไปเราต้องรอให้ถึงหน้าฝนเท่านั้นถึงจะมีน้ำไหลออกมา และเมื่อป่าเปลี่ยนไปเป็นเขื่อนเราก็ไม่สามารถกู้ธรรมชาติได้
"การฟื้นฟูป่าเป็นเรื่องสำคัญ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในหลายๆ พื้นที่ หากวันนี้ชุมชนช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำอีก 10 ปี หรือ 15 ปี เราจะมีแหล่งน้ำใช้เองทุกชุมชน"
เพราะป่าไม้เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสังคมของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่มีความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ พืช ต้นไม้น้อยใหญ่ เถาวัลย์ กลุ่มที่สอง ได้แก่ พวกจุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลง และกลุ่มที่สาม ได้แก่ สัตว์ป่า
นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งของอินทรีย์สาร แร่ธาตุที่สำคัญ แหล่งต้นน้ำ ลำธาร ช่วยรักษาอุณหภูมิ ของโลก ควบคุมปริมาณน้ำฝน สร้างสภาวะสมดุลของแร่ธาตุและสารต่างๆ ป่าไม้ของประเทศไทย มีอยู่กระจัดกระจายในทั่วทุกภาค และลดปริมาณลงเรื่อยๆ
ข้อสำคัญภาครัฐควรเป็นแกนหลักในการปกป้องผืนป่า ไม่ใช่ผู้ลงมือกระทำเสียเองเพื่อผลประโยชน์ตกกลับคนบางกลุ่มอย่างน่ากังขา เช่นกรณีที่ ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์คัดค้านการแจกป่า ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ มีนโยบายแจกใบรับรองสิทธิ์ทำกิน (สทก.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศจำนวน 2.5 ล้านไร่ ให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทำกิน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือคนจนให้มีที่ทำกินไม่ให้ไปบุกรุกป่าเพิ่มขึ้นนั้น
เพราะเห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นเพียงเล่ห์ฉลทางการเมืองของนักการเมืองที่รวมหัวกับข้าราชการในการ “ฟอกที่ดิน” ที่ผิดกฎหมาย ให้กลายเป็นที่ดินที่ถูกกฎหมาย ยกเว้นความผิดให้แก่ผู้ที่บุกรุกป่าเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน นักการเมือง และ/หรือหัวคะแนนของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง โดยเอาความยากจนของชาวบ้านมาเป็นตัวประกันเท่านั้น
ศรีสุวรรณ กล่าวว่า สทก.นำไปสู่การทำลายป่าปกติให้กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเพิ่มมากขึ้นเพื่อรอนโยบายประชานิยมดังกล่าว และไม่มีหลักประกันอันใดที่จะยืนยันได้ว่าที่ดินดังกล่าวเมื่อมอบให้แก่ชาวบ้านแล้วจะไม่ถูกโอนซื้อขายสิทธิไปให้นายทุน หรือนักการเมือง ฯลฯ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 66 ประกอบมาตรา 85 มาตรา 87 โดยชัดแจ้ง และยังได้กระทำความผิดเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีกด้วย เพราะปล่อยให้มีการบุกรุกที่ป่าสงวนของชาติ จนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม โดยการออกมายอมรับในข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสาธารณะ เพราะความไร้ประสิทธิภาพของตน ที่สำคัญจากข้อมูลการแจกที่ดินดังกล่าว ยังเอนเอียงไปแจกแต่เฉพาะในพื้นที่หาเสียงของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ย่อมชี้ชัดว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 30 โดยชัดแจ้ง ทั้งนี้ หากกระทรวงทรัพยากรฯ และกรมป่าไม้ ไม่ทบทวนนโยบาย หรือการดำเนินการดังกล่าว สมาคมฯ จะร่วมกับผู้ที่มีส่วนได้เสีย หรือนักอนุรักษ์ทั่วประเทศในการฟ้องร้องเพิกถอนคำสั่ง หรือการกระทำดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
ดังกล่าวเป็นวิธีการปกป้องการทำลายป่าไม้โดยเอ็นจีโอ ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะโลกร้อนที่รุนแรงอันมีสาเหตุจากมนุษย์ นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องจัดการกับสาเหตุหลักๆ ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมออกสู่บรรยากาศ รวมถึงการช่วยกันปกป้องผืนป่าโบราณด้วยการซื้อไม้ที่ได้รับการรับรองจากสภาพิทักษ์ป่าไม้ (Forest Stewardship Council; FSC) และผลิตภัณฑ์ที่นำวัสดุหลังการบริโภคกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เรารักษาถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญต่อสัตว์ป่าและพรรณพืช และช่วยปกป้องภูมิอากาศในเวลาเดียวกัน

Green Tips
ปัญหา : ยังพบว่ามีการตัดไม้และการเผาป่าเขตร้อน ในขณะที่ประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้ แอฟริกา และ ในมหาสมุทรแปซิฟิค ไม่มีเงินมากพอที่จะปกป้องผืนป่าเขตร้อนอันกว้างใหญ่ ทั้งที่รู้ดีกันว่าป่าเหล่านั้นช่วยรักษาความสมดุลให้สภาพภูมิอากาศโลก แต่หลายคนกลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 20% ของการปล่อยก๊าซทั่วโลกซึ่งมากกว่าก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากรถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟของทั้งโลกรวมกัน
การแก้ไข : ในพ.ศ. 2552 ผู้นำของโลกต่างเห็นพ้องต่อข้อตกลงสภาพภูมิอากาศที่แข็งแกร่งจนมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายที่เป็นธรรมในการประชุมสุดยอดของสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงโคเปนเฮเกน แต่การแก้ปัญหาให้บรรลุตามเป้าหมายนั้นยังจะต้องเกิดการปฏิวัติวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงการใช้แหล่งผลิตพลังงานทดแทน ข้อสำคัญต้องหยุดการตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลกซึ่งเป็นภัยคุกคามที่เรื้อรังโดยคนคอร์รัปชั่นที่มีอำนาจ

วิถีเกษตรแบบลงตัวกลางเมืองท่องเที่ยว

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2555

ป่าทุ่งทะเล บ้านปากคลอง หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะกลาง อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะที่ถูกแบ่งออกจากแผ่นดินใหญ่ของตำบลเกาะกลาง โดยมีคลองร่าหมาด และคลองลัดลิกี เป็นตัวแบ่งพื้นที่

ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบชายหาด ดินส่วนใหญ่เป็นดินทรายและดินร่วนปนทราย ตอนกลางของพื้นที่เป็นป่าพรุและป่าเลน มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายสลับกับทุ่งหญ้า มีป่าพรุ กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่มีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้เสม็ด ซึ่งสมบูรณ์และหนาแน่นที่สุดของประเทศ ส่วนพันธุ์ไม้อื่น ได้แก่ หว้าหิน หว้า ตังหน สำหรับไม้พื้นล่างมีต้นหลาวชะโอน กะพ้อ หวาย กล้วยไม้ป่า เป็นต้น มีป่าชายเลนหนาแน่นบริเวณริมคลองน้ำเค็ม ได้แก่ คลองร่าหมาด คลองลัดลิกีทางด้านทิศตะวันออก และทิศใต้ของพื้นที่มีต้นไม้ที่สำคัญทั้งที่เป็นไม้ดั้งเดิมและที่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการปลูกขึ้นมาใหม่ของชาวชุมชน ได้แก่ โกงกางใบใหญ่ โกงกางใบเล็ก โปรงแดง โปรงขาว ถั่วดำ ถั่วขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ หวายลิง เหงือกปลาหมอ เป็นต้น

ลักษณะเด่นอีกประการของพื้นที่แห่งนี้ก็คือ การมีป่าชายหาด ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน มีความยาวของชายหาดประมาณ 7 กิโลเมตร ซึ่งตลอดแนวจะมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ไม้สนทะเล หยีทะเล ปอทะเล พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ เตยทะเล เจริญงอกงามแบบเกื้อกูลกันเต็มพื้นที่

และจากความสมบูรณ์ในพื้นที่จึงมีพื้นที่ป่าดิบชื้นขึ้นอยู่ตามร่องห้วยน้ำจืดบริเวณตอนกลางของพื้นที่อีกด้วย พันธุ์ไม้ที่สำคัญในพื้นที่ส่วนนี้จะประกอบด้วย ตะเคียน หว้าหิน เสม็ดแดง หว้า และมีกล้วยไม้ป่าหลากหลายชนิด นับเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติที่มีความหลากหลาย และนับเป็นป่าธรรมชาติ ใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้

ตลอดเวลาที่ผ่านมาภายหลังจากสามารถยุติความขัดแย้งระหว่างนักลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กับราษฎรในพื้นที่ โดยการนำพื้นที่ทั้งหมดมาดำเนินงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งในพื้นที่และที่ห่างไกลสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาเรียนรู้วิถีทำกินก่อนนำกลับไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเอง ก็ได้มีการช่วยกันดูแลเฝ้ารักษาไม่ให้มีการบุกรุกทำลายต่อบริเวณป่าชายฝั่งจึงทำให้ชายฝั่งทะเลเกิดป่าและหาดทรายที่ทอดยาว ติดทะเลชายฝั่งอันดามันมีอากาศสดชื่น และเงียบสงบ เป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ และหลากหลาย มีสัตว์ป่ามากมายที่เข้ามาอาศัยอยู่ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยก็คือมีป่าถึง 5 ชนิด อยู่ในพื้นที่แบบเชื่อมโยงกันคือ ป่าพรุ ป่าชายเลน ป่าดิบชื้น ป่าชายหาด และทุ่งหญ้า จึงทำให้มีสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นและเฉพาะป่าตลอดถึงพันธ์ุสัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็มเข้ามาอาศัยอยู่รวมกันอย่างชุกชุม

และจากความสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นผลให้การประกอบอาชีพของราษฎรในพื้นที่สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างไม่กระทบกระเทือน ที่สำคัญทำให้ผลผลิตจากการประกอบอาชีพที่มีอย่างหลากหลายสามารถพัฒนาจนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง เช่นกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปลากะรังที่ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การเลี้ยงปลาในเบื้องต้นแก่เกษตรกรภายหลังผ่านการอบรมถึงวิธีการเลี้ยงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์จากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็จะได้รับพันธ์ุปลาที่สมบูรณ์จาก โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กระบี่ ไปทำการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ของตน และมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการดูแลตลอดระยะเวลาจนจับปลาขึ้นมาจำหน่าย

ทำให้เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงมีความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างดีเมื่อสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ ก็จะออกไปขยายผลเป็นผู้แนะนำแก่เกษตรกรรายอื่น ๆ ที่สนใจต่อไปแบบต่อเนื่อง จึงทำให้พื้นที่มีการเพาะเลี้ยงปลากะรังเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงด้วยดี ขณะเดียว กันก็มีการจัดตั้งกลุ่มสตรีเพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำขึ้นมารองรับผลผลิตที่ผลิตได้ หากเกิดปัญหากับการตลาดช่วงที่ปริมาณปลาที่เลี้ยงมีมากเกินความต้องการของตลาด

และตลอดเวลาที่ผ่านมาหลังจากได้มีการดำเนินโครงการต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้พื้นที่มีความสมบูรณ์แบบเกื้อกูลกันอย่างลงตัวและเต็มที่ ผลผลิตจากการผลิตในทุกชนิดรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจึงประสบความสำเร็จด้วยดี ยังมาซึ่งการมีกิน อยู่ดี มีเงินเหลือเก็บของราษฎรในพื้นที่ ซึ่งเป็นที่มาของการหวงแหนพื้นที่ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง จนบุคคลภายนอกที่หวังเอาพื้นที่มาใช้ประโยชน์แบบฉาบฉวยและชั่วคราวในนามของสถานที่ท่องเที่ยว จึงไม่สามารถเข้าไปดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ นับเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจต่อการศึกษาถึงแนวคิด วิธีคิด ในการดำรงชีพแบบคนกับธรรมชาติที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ไม่น้อย
ทีเดียว.

ผุดแผนอนามัยฯ ฉ.2 ลดปัญหาสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 11 ธันวาคม 2555

กรมอนามัยจับกรมควบคุมมลพิษ ทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ฉบับที่ 2 ดำเนินงานอนามัยและสิ่งแวดล้อม 7 ด้าน หวังลดความเจ็บป่วยจากปัญหามลพิษ การขยายตัวของประชากรเมือง และภัยธรรมชาติ

วันนี้ (11 ธ.ค.) ที่ห้องประชุมดอนเมือง 1 โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมอนามัย กล่าวภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตามแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 ร่วมกับ นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ว่า สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกและปัจจัยภายในประเทศหลายประการ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของประชากรและสภาพความเป็นเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนที่ทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนเกินศักยภาพและความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ ซึ่งเห็นได้จากปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งปัญหาด้านมลพิษอากาศ น้ำเสีย ขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมืองที่มีการขยายตัวโดยขาดการวางแผนรองรับและการจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชน เกิดชุมชนแออัด ผู้อยู่อาศัยและผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองต้องอยู่อาศัยในที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มีปัญหาด้านสุขอนามัยและขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด

นพ.เจษฎา กล่าวอีกว่า ระหว่างปี 2543 - 2553 ในพื้นที่เขตเมืองของประเทศไทย มีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2554 มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมือง 25,959,137 คน คิดเป็นร้อยละ 40.5 โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีประชากรอาศัยอยู่ในเขตเมืองประมาณร้อยละ 36 เมื่อประชากรเมืองมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นก็เท่ากับว่าประชากรไทยจะอยู่กันอย่างแออัดมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และมีแนวโน้มการเกิดภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ รุนแรงและถี่มากขึ้นเช่นเดียวกับประเทศอื่นทั่วโลก โดยสภาพการณ์เหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและส่งผลให้มีปัญหาด้านสุขภาพกาย จิตและสังคมตามมา

“แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 จึงเป็นการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในช่วงระยะ 5 ปี ข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและประชาคมโลก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน มีเป้าหมายหลักคือ การลดความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม 7 ด้าน ได้แก่ 1.คุณภาพอากาศ 2.น้ำ การสุขาภิบาล และสุขอนามัย 3.ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย 4.สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย 5.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6.การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัย และ 7.การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

นายวิเชียร กล่าวว่า ยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมฯ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2555 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการนำแผนยุทธศาสตร์ฯ ไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยให้หน่วยงานในสังกัดของกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน และผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันดำเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว

“ทั้งนี้ การร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างกรมอนามัยและกรมควบคุมมลพิษ ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันเพื่อการปฏิบัติงาน การพัฒนามาตรการด้านกฎหมายและกฎระเบียบ การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้สำคัญที่สนับสนุนการทำงาน การสื่อสารต่อสาธารณะให้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพ จะสามารถทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและการพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าว

Shale Gas ทางรอดพลังงานที่โลกยังต้องลุ้น

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ธันวาคม 2555

Shale Gas ทางรอดพลังงานที่โลกยังต้องลุ้น

ไม่กี่ปีมานี้ คำว่า “Shale Gas” กลายเป็นศัพท์ฮิตในอุตสาหกรรมพลังงานโลก ในฐานะทางเลือกใหม่ที่จะมาแทนที่พลังงานในรูปแบบอื่นๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวน และทรัพยากรพลังงานแบบดั้งเดิมที่เริ่มร่อยหรอ

Shale Gas หรือก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน ช่วยให้โลกมีปริมาณก๊าซสำรองเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่เนื่องจากก๊าซธรรมชาติถูกกักอยู่ในหินดินดาน ทำให้กระบวนการขุดเจาะที่ซับซ้อนมากกว่าก๊าซธรรมชาติแบบดั้งเดิม ขณะที่สหรัฐค้นพบเทคโนโลยีที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือการขุดเจาะโดยใช้น้ำแรงดันสูง ผสมสารเคมีและทรายเพื่อให้หินแตกร้าว ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำลงเมื่อเทียบกับการขุดเจาะในแหล่งพลังงานดั้งเดิม

นี่ทำให้บริษัทพลังงานหลายแห่งพยายามจะเดินตามรอยความสำเร็จของสหรัฐ แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายดาย เพราะปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ทำให้สหรัฐยังคงมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันค่อนข้างมาก

ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากหินดินดานที่เพิ่งค้นพบใหม่ ช่วยปลุกอุตสาหกรรมพลังงานในอเมริกาเหนือ และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมจากราคาพลังงานที่ต่ำลง ขณะเดียวกัน ก็พบข้อมูลว่ามีแหล่งก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานขนาดใหญ่อยู่นอกอเมริกาเหนือ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนกระตือรือร้นที่จะร่วมกระแสนี้

แต่ดูเหมือนบริษัทน้ำมันหลายรายกำลังเผชิญกับอุปสรรคจากการเดินตามรอยความสำเร็จของสหรัฐในแหล่งก๊าซบนทวีปอื่นๆ โดยเหตุผลที่ทำให้ยังไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะรัฐบาลเป็นเจ้าของสิทธิแหล่งแร่ รวมถึงความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และขาดโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะและขนส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะขาดข้อมูลทางธรณีวิทยาเกี่ยวกับแหล่งพลังงานในประเทศต่างๆ ผิดกับสหรัฐที่กิจกรรมด้านขุดเจาะพลังงานดำเนินมายาวนานกว่าศตวรรษ

หมายความว่า จนถึงขณะนี้ สหรัฐและแคนาดายังคงเป็นประเทศหลักที่เก็บเกี่ยวความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจ จากการพัฒนาเรื่องก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานที่ล้ำหน้าประเทศอื่นๆ และการที่ทั้ง 2 ประเทศมีก๊าซธรรมชาติและสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอย่างล้นเหลือ มีส่วนดึงดูดให้บริษัทปิโตรเคมีและผู้ผลิตปุ๋ยเข้ามาสร้างโรงงานใหม่ แทนที่จะยกขบวนออกไปตั้งฐานผลิตนอกบ้านอย่างที่ทำมาตลอดหลายปี โดยเฉพาะรัฐเท็กซัสและนอร์ทดาโกต้าที่ได้อานิสงส์จากแหล่งพลังงานจากหินดินดาน ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตขึ้นจากกิจกรรมการขุดเจาะแบบใหม่

ขณะที่โปแลนด์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญในตลาดนี้ กลับต้องผิดหวัง เมื่อพบปริมาณก๊าซไม่มากอย่างที่คาดไว้ บวกับความกังวลของชุมชนเกี่ยวกับการขุดเจาะ รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎเรื่องภาษีและค่าธรรมเนียม ส่งผลให้ “เอ็กซอน โมบิล คอร์ป” ตัดสินใจโยนผ้าขาวยอมแพ้ในโปแลนด์ หลังจากขุดเจาะก๊าซแค่ 2 หลุม โดยบริษัทให้เหตุผลว่า ไม่พบน้ำมันหรือก๊าซมากพอที่จะเดินหน้าขุดเจาะเพิ่มเติม

จีน เป็นอีกประเทศหนึ่งที่คาดกันว่าน่าจะมีน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดานมหาศาล มากกว่าในสหรัฐเสียอีก แต่ปัญหาอยู่ที่แหล่งก๊าซจากหินดินดานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง หรือไม่ก็มีประชากรหนาแน่น นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันยังกังวลว่าอาจไม่มีปริมาณน้ำมากพอที่จะใช้แรงดันน้ำทำให้หินแตกออก ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้สารไฮโดรคาร์บอนออกมาจากชั้นหิน

ไซมอน เฮนรี ผู้อำนวยการบริหารของโรยัล ดัตช์ เชลล์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บอกว่า การจะสร้างแท่นขุดเจาะก๊าซจากหินดินดาน อาจต้องขออนุญาตขุดเจาะพื้นที่บางส่วนของภูเขา หรือไม่ก็บนนาข้าวของใครสักคน

เช่นเดียวกับอาร์เจนตินา ที่เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งยึดคืนบริษัทของสเปนเป็นของรัฐ ก็ค้นพบแหล่งพลังงานจากหินดินดานขนาดใหญ่ที่น่าจะมีน้ำมันเกือบ 1 พันล้านบาร์เรล แต่กฎระเบียบที่เข้มงวดทำให้นำเข้าเทคโนโลยีที่จำเป็นได้ยาก เช่นเดียวกับการส่งกำไรกลับบ้าน “อาปาเช่ คอร์ป” ที่ได้สิทธิขุดเจาะแหล่งพลังงานจากหินดินดานราว 450,000 เอเคอร์ ระบุว่า อาจจะมีต้นทุนในการขุดเจาะสูงกว่าที่สหรัฐราว 2 เท่า และอาจต้องใช้ต้นทุนในการทำให้หินแตกเพื่อเริ่มการผลิตสูงกว่าราวๆ 2-4 เท่า

ส่วนประเทศอื่นๆ อย่างฝรั่งเศส บัลแกเรีย ต่างก็ห้ามใช้เทคโนโลยีขุดเจาะด้วยแรงดันน้ำ เนื่องจากกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงพับแผนพัฒนาเรื่องนี้เอาไว้ก่อน

“โจเซฟ สแตนิสลอว์” ที่ปรึกษาอาวุโสด้านพลังงานของดีลอยต์ มองว่า ยังมีโอกาสในการพัฒนาพลังงานจากหินดินดานอีกมาก เมื่ออุตสาหกรรมนี้ก้าวสู่ความจริง และเริ่มต้นจริงจัง พลังงานจากหินดินดานก็จะทะยานขึ้นเหมือนในสหรัฐ แต่ระยะเวลาอาจจะยาวนานกว่าที่หลายคนคาดคิด

เพราะความสำเร็จของสหรัฐเกิดขึ้นจากปัจจัยที่แตกต่าง เทคโนโลยีการขุดเจาะด้วยน้ำแรงดันสูงบุกเบิกโดยบริษัทขนาดเล็กที่ต้องการเสี่ยง รวมทั้งได้แรงหนุนจากเจ้าของที่ดินที่ถือสิทธิครอบครองแหล่งแร่ และพร้อมจะแลกกับผลกำไร ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐมีเครือข่ายท่อก๊าซและแท่นขุดเจาะจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลก ดังนั้น การผลิตก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานจึงเป็นโมเดลเฉพาะของสหรัฐ

อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในบทเรียนความสำเร็จของสหรัฐ แต่มักถูกมองข้าม คือ การพัฒนาพลังงานจากหินดินดานส่วนใหญ่เป็นก๊าซจากใต้พื้นดิน จึงก่อความกังวลเกี่ยวกับการขุดเจาะในพื้นที่ของเจ้าของที่ดินที่ต้องการผลกำไร แตกต่างกับในประเทศอื่นๆ ที่สิทธิแหล่งแร่เป็นของรัฐ จึงไม่ค่อยจูงใจการขุดเจาะเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ความแตกต่างอีกประการ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งพลังงานจากหินดินดานที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ขุดเจาะแหล่งพลังงานนับหมื่นแห่ง และมีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ แม้ว่านักธรณีวิทยาอาจจะพอรู้ว่าแหล่งพลังงานจากหินดินดานในประเทศต่างๆ อยู่ที่ไหน แต่ไม่รู้ว่าสภาพหินแบบไหนที่เหมาะต่อการใช้เทคโนโลยีขุดเจาะด้วยน้ำแรงดันสูง

แต่การลงทุนก็อาจคุ้มค่ากับการเสี่ยง เพราะผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ปริมาณก๊าซธรรมชาติจากหินดินดานน่าจะมีอยู่มหาศาล โดยผลการศึกษาของรัฐบาลสหรัฐในปีที่แล้ว ประเมินว่า แหล่งพลังงานจากหินดินดานน่าจะมีอยู่ใน 32 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นปริมาณมากถึง 6.6 พันล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นปริมาณการบริโภคทั้งโลกในขณะนี้ ได้ยาวนานกว่า 50 ปี ขณะที่สหรัฐครอบครอง 862 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 13% ของที่ประเมินทั้งหมด

เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ปริมาณที่มากเพียงพอ ซึ่งทั้งเชฟรอนและบริษัทอื่นๆ ต่างหวังว่าจะสร้างอุตสาหกรรมการกลั่นก๊าซจากหินดินดานในโปแลนด์ได้สำเร็จ และพบก๊าซมากพอที่จะทำให้คุ้มค่ากับต้นทุนการขุดเจาะ แต่ตอนนี้รัฐบาลยังเผชิญกับแรงต้านจากประชาชน ส่งผลให้กระบวนการออกใบอนุญาตขุดเจาะล่าช้า

“พิออตร์ วอสเนียก” รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสิ่งแวดล้อม ของโปแลนด์ บอกว่า กฎหมายพลังงานฉบับใหม่จะจัดสรรเงินชดเชยให้รัฐบาลท้องถิ่นที่มีการดำเนินการขุดเจาะพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านจากคนในท้องถิ่นได้

ขณะที่ “พิออตร์ แดมป์” ชาวบ้านที่เพิ่งขายที่ดิน เล่าว่า ถูกบริษัทกดดันให้ต้องขายที่ไป เพราะก๊าซที่อยู่ใต้ดินเป็นของรัฐ และอาจต้องเวนคืนที่ดินบางส่วนเพื่อตั้งแท่นขุดเจาะ แต่หากไม่ยอมขาย กระบวนการก็อาจยาวนานออกไปอีก

ยูเอ็นลงมติต่ออายุพิธีสารเกียวโต

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 9 ธันวาคม 2555

ที่ประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ลงมติ ต่ออายุพิธีสารเกียวโต รวมถึงออกนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ สนับสนุนให้ประเทศพัฒนาแล้ว จ่ายเงินชดเชยให้ประเทศกำลังพัฒนา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างเป็นทางการ

การประชุมสุดยอดว่าด้วยการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ COP ครั้งที่ 18 ที่จัดขึ้นโดยสหประชาชาติ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งดำเนินมาต่อเนื่องถึง 2 สัปดาห์ ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมมีมติครั้งประวัติศาสตร์ อนุมัติในหลักการ ให้ประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว ต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ ได้รับการชื่นชมจากรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก แต่หลายประเทศ ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับช่องว่างระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆในการรับมือกับภาวะโลกร้อนที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการออกนโยบายที่จริงจัง เพื่อแก้ปัญหานี้ กลับยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร

นอกจากนี้ ที่ประชุมสหประชาชาติ ที่โดฮา ยังมีมติสำคัญคือ ต่ออายุพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นกฎหมายระหว่างประเทศฉบับเดียวในปัจจุบัน ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นหลักปฏิบัติสากล เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุในสิ้นปีนี้ สามารถใช้ได้ต่อไปถึงปี 2563

แต่ที่ประชุมยังได้มีการหารือกันถึงการออกสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างฉันทามติร่วมกันระหว่างชาติที่ร่ำรวยกับชาติที่ยากจนมากขึ้นกว่าพิธีสารเกียวโต ภายในปี 2558 อีกด้วย

ยูเอ็นหวั่นน้ำแข็งละลายปล่อยคาร์บอนมหาศาล

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555

ยูเอ็นชี้ อุณหภูมิโลกสูงขึ้น อาจทำให้ชั้นดินน้ำแข็งใกล้ขั้วโลกละลายและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 1.7 ล้านตันสู่ชั้นบรรยากาศโลก

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลว่าสภาพอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น อาจจะทำให้ชั้นดินน้ำแข็งหรือ เธอร์มาฟรอสท์ ที่ปกคลุมพื้นที่ในทางตอนเหนือของโลกเกิดการละลาย และ ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 1.7 ล้านตันออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกและจะทำให้สภาวะเรือนกระจกที่เกิดจากการก่อตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกเลวร้ายลงกว่าปัจจุบันมาก

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้นำเสนอรายงานที่แสดงข้อกังวลดังกล่าว ต่อที่ประชุมว่าด้วยการจัดทำสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศรอบสุดท้ายที่จัดขึ้น ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยชี้ว่านอกจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกแล้ว การสร้างอาคารและตัดถนน รวมทั้งการใช้น้ำในทะเลสาปจนหมด เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นดินน้ำแข็งให้เร็วยิ่งขึ้นอีก

นายเควิน เชฟเฟอร์ ผู้เขียนรายงานฉบับดังกล่าวเปิดเผยว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการละลายของชั้นแผ่นดินน้ำแข็งเรียกว่า "เพอร์มาฟรอสท์ คาร์บอน ฟีดแบ็ค" หรือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกักเก็บไว้ในชั้นแผ่นดินน้ำแข็งออกนานหลายล้านปีออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยมีการประเมินว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้มีก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นถึง 39% ภายในปี 2643

นอกจากนั้น การเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นวิกฤติที่ผู้รับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมโลกยังไม่ตระหนักถึงและไม่มีการคำนวณความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการละลายของชั้นแผ่นดินน้ำแข็งมาก่อน ซึ่งโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติประเมินว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นราว 2 องศาเซลเซียส

ในรายงานฉบับนี้ยังแนะนำให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับปรากฏการณ์เพอร์มาฟรอสท์ คาร์บอน ฟีดแบ็ค และประเมินความเสียหายของสภาพแวดล้อมจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และจัดตั้งระบบการตรวจสอบติดตามการละลายของแผ่นดินน้ำแข็งในประเทศทางตอนเหนือของโลก เช่น รัสเซีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา และ จีน เป็นต้น

ไทยสูญเสียเพราะภัยธรรมชาติสูงที่สุดในโลก

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2555

สถาบันวิจัยเยอรมันว็อทช์ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี จัดอันดับให้ไทย และ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่เผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพราะภัยธรรมชาติสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกประจำปี 2554 โดยคิดรวมเป็นความสูญเสียราว 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) เนื่องจากดินแดนทั้งสองได้เผชิญกับภัยธรรมชาติทั้งมหาวาตะภัย น้ำท่วม ดินถล่ม และ ไฟป่าในปีที่แล้ว โดยนับเป็นประเทศที่ได้รับความสูญเสียมากที่สุดอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก

รองลงมาได้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เผชิญกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากภัยธรรมชาติประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 แสนล้านบาท) ปากีสถาน 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.74 แสนล้านบาท) และบราซิล 4,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.41 แสนล้านบาท) โดยจัดอยู่ในอันดับ 3-5 ตามลำดับ

เยอรมันว็อทช์ ได้จัดทำรายงานดัชนีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ที่ระบุเนื้อหาดังกล่าวออกนำเสนอในที่ประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่จัดขึ้น ณ กรุงโดอา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันอังคาร (27 พ.ย.) ที่ผ่านมา

แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจ และจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติจะพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในโลกในปีที่ผ่านมา หลังพื้นที่ 65 จาก 77 จังหวัดของไทยต้องเผชิญกับเหตุน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 900 ราย และอีกกว่า 13.6 ล้านคนได้รับผลกระทบ รวมถึงพื้นที่ทำการเกษตรอีกมากกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตรได้รับความเสียหาย รองลงมา คือ ประเทศกัมพูชา ปากีสถาน เอลซัลวาดอร์ ฟิลิปปินส์ บราซิลและสหรัฐฯ ตามลำดับ

นายสเวน ฮาร์เมลลิง หัวหน้าคณะทำงานกำหนดนโยบายด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศของเยอรมันว็อทช์ กล่าวว่าการสูญเสียและความเสียหายจากภัยธรรมชาติร้ายแรงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา และรายงานดัชนีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความจริง ขณะที่ผลวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ก็แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นปัจจัยเบื้องหลังความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิตครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ

เยอรมันว็อทช์ ต้องการใช้การประชุมที่กรุงโดฮาเป็นเวทีการเจรจาหารือถึงการสร้างงแนวทางร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการยกระดับการใช้มาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนากลไกระหว่างประเทศในการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและจำนวนผู้เสียชีวิต

นายฮาร์เมลลิง ยังหวังด้วยว่าพิบัติภัยในประเทศไทยจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับประเทศต่างๆหันมาให้ความใส่ใจต่อผลกระทบจากสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังไม่ได้ให้การรับรองพันธกรณีระหว่างประเทศว่าจะจำกัดปริมาณการปล่อยมลภาวะออกสู่สิ่งแวดล้อม

ข้อมูลของสถาบันวิจัยดังกล่าวยังระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีประชากรโลกต้องเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 530,000 คน จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วที่เกิดขึ้นเกือบ 15,000 ครั้งทั่วโลก คิดเป็นความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 76.7 ล้านล้านบาท)

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายต่อหลายแห่งเช่น พม่า และ นิคารากัว เคยถูกจัดอยู่ในอันดับ 1 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลกมากที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2545-2554

ในปี 2554 นี้ บังกลาเทศที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 3 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมมากที่สุดในโลก ไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความสูญเสียจากภัยธรรมชาติมากที่สุด 3 อันดับแรกอีกต่อไป โดยถูกจัดอยู่ในอันดับ 4 เนื่องจากบังกลาเทศมีการพัฒนากระบวนการรับมือกับภัยธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศหลังจากประเทศเผชิญกับมหาวาตะภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2544 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วประเทศมากกว่า 1.4 แสนราย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากรัฐบาลของประเทศมีการดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกแล้ว ก็จะสามารถลดความสูญเสียได้จริง

การเจรจาจัดทำระบอบความตกลงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2015 ที่กาตาร์

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 18 (COP18) และพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 8 (CMP 8) ได้เปิดฉากขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ การประชุมครั้งนี้จะไปสิ้นสุดในวันที่ 7 ธันวาคม 2012 ก่อนมาถึงการประชุมที่กรุงโดฮา ในปีนี้ได้มีการประชุมมาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรกที่กรุงบอนน์ เยอรมัน (ช่วงวันที่ 14-25 พฤษภาคม) ครั้งที่สองจัดที่กรุงเทพ (ช่วง 30 สิงหาคม- 5 กันยายน)
ประเด็นหลักของการประชุม COP 18 และ CMP 8 มี 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) เรื่องพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต ภายหลังจากที่พันธกรณีช่วงแรกจะสิ้นสุดในวันที่ 13 ธันวาคม 2012 นี้ (2) เรื่องผลลัพธ์ของการเจรจาในกลุ่มคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (AWG-LCA) และ (3) เรื่องความก้าวหน้าของการเจรจาในช่วง 1 ปีแรกของการจัดทำความตกลงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่หลังปี ค.ศ.2015 เรื่องนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมติของการประชุม COP17 เมื่อปี 2011 ที่รัฐภาคีได้มีมติร่วมกันให้มีการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบพิธีสาร เครื่องมือทางกฎหมาย หรือเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกัน โดยอยู่ภายใต้อนุสัญญา UNFCCC และมีผลบังคับทางกฎหมายกับประเทศภาคีทุกประเทศ
ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง ซึ่งรวมกลุ่มในนาม “กลุ่ม BASIC” ( บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย และจีน) ได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีในช่วง 20-21 กันยายน และมีแถลงการณ์ร่วมกันว่า ผลลัพธ์สำคัญที่ทางกลุ่ม BASIC คาดหวังในการประชุมที่กรุงโดฮา คือ ข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต เนื้อหาในแถลงการณ์ดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของกลุ่ม BASIC ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องการให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำและมีพันธกรณีในการลดก๊าซแบบบังคับ (พิธีสารเกียวโตบังคับการลดก๊าซเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น สำหรับประเทศกำลังพัฒนาเป็นการลดก๊าซโดยสมัครใจ)
กลุ่ม BASIC ยังได้จัดประชุมขึ้นอีกครั้งในช่วงวันที่ 19-20 พฤศจิกายน โดยมีตัวแทนจากแอลจีเรีย (เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญของกลุ่ม G77+จีน) อียิปต์ ฟิจิ เนปาล และกาตาร์ เข้าร่วมด้วย ภายหลังการประชุมมีการออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ไม่ได้เป็นภาคีพิธีสารเกียวโต หรือไม่ได้เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต ไม่ควรได้รับประโยชน์ใดๆ จากกลไกการพัฒนาที่สะอาด (โครงการ CDM) แถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่ยังไม่ได้ส่งเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต ว่าอาจถูกมาตรการตอบโต้จากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM
ในการประชุมเจรจา COP18 วันแรก สหภาพยุโรปได้กล่าวแถลงว่า สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อผลลัพธ์การประชุมครั้งนี้ในประเด็นเรื่องความก้าวหน้าของการจัดทำความตกลงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่หลังปี ค.ศ.2015 การยกระดับเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจก และการหาข้อสรุปเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเจรจาในกลุ่มคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ท่าทีของสหภาพยุโรปสอดคล้องกับทางออสเตรเลียที่กล่าวแถลงในนาม “Umbrella Group” (ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ รัสเซีย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา)
ในขณะที่ ประเทศต่างๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้กล่าวแถลงเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์สำคัญของการประชุม COP18 และ CMP8 คือ การมีข้อสรุปและมีมติเกี่ยวกับพันธกรณีช่วงที่สองของพิธีสารเกียวโต และการหาข้อสรุปเกี่ยวกับการเจรจาตามแผนปฏิบัติการบาหลีซึ่งเป็นมติตั้งแต่การประชุม COP13 ในปี 2007 ที่บาหลี โดยมีเนื้อหาของการเจรจาครอบคลุมทั้งเรื่องวิสัยทัศน์ร่วมกันในการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวทางลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว การสนับสนุนทางการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยี จะหาข้อสรุปเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ นอกจากนี้ยังได้กล่าวเตือนให้ประเทศที่พัฒนาแล้วเร่งส่งเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต เพื่อให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2013
นิวซีแลนด์ได้แถลงต่อที่ประชุมว่า จะไม่เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สอง ในขณะที่ทางออสเตรเลียประกาศว่าจะเสนอเป้าหมายการลดก๊าซในระดับลด 5% ต่ำกว่าระดับที่ปล่อยในในปี 2000 ภายในปี 2020 (เป็นเป้าหมายที่ต่ำ ถูกวิจารณ์อย่างมากจากหลายฝ่ายรวมทั้งจากสมาชิกพรรคการเมืองในออสเตรเลีย)
ถ้อยแถลงของประเทศต่างๆ ในการประชุมที่กาตาร์แสดงถึงจุดยืนที่ยังคงมีความแตกต่างกันมากระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทางกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วได้มองข้ามพิธีสารเกียวโต เห็นว่าพิธีสารเกียวโตไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเนื่องจากไม่มีข้อบังคับการลดก๊าซสำหรับประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากขึ้นทุกปี หลายประเทศมีปริมาณปล่อยก๊าซสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทางประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการจัดทำความตกลงฉบับใหม่ที่จะดึงประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาร่วมรับผิดชอบมากขึ้น แต่ทางกลุ่มประเทศกำลังพัฒนายึดถือให้ความสำคัญต่อการใช้พิธีสารเกียวโตเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากเห็นว่าเป็นเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศฉบับเดียวที่มีอยู่ มีโครงสร้างและเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง หลักการเรื่องความรับผิดชอบในอดีต และหลักการเรื่องความเป็นธรรม จึงต้องการผลักดันให้มีการปฏิบัติตามพิธีสารเกียวโตต่อไป และต้องการให้ประเทศที่พัฒนาแล้วดำเนินการลดก๊าซให้มากและมีผลรูปธรรมชัดเจนก่อน
ขณะที่เขียนบทความนี้ยังเป็นวันที่ 3 ของการประชุมเจรจาที่กาตาร์ ผลการประชุมครั้งนี้จะมีผลสรุปอย่างไร และมีผลต่อทิศทางและโครงสร้างของระบอบความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ. 2015 อย่างไร จะมานำเสนอในครั้งต่อไปครับ

ภาพ : http://euccnews.wordpress.com/

ยูเอ็นเผย"ปี 2012"เป็นหนึ่งในปีโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ หลังเจอภัยธรรมชาติรุนแรงสารพัด

โดยมติชน วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ว่า หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาโลกประจำยูเอ็น (WMO) ออกรายงานระบุว่า ปี 2012 ถือเป็นหนึ่งในปีที่อุณหภูมิโลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายประเทศในทัวโลก นับตั้งแต่ ภาวะคลื่นร้อน ภาวะแห้งแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และพายุขั้นรุนแรง รวมทั้งการละลายตัวของแผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือ โดยอุณหภูมิโลกในช่วงเดือนม.ค.-ต.ค.ของปีนี้ ถือว่าร้อนที่สุดเป็นอันดับเก้า นับตั้งแต่ปี 1850 และประเมินว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวน้ำและพื้นดินได้เพิ่มขึ้นราว 0.45 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าช่วงปี 1961-1990

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาประจำยูเอ็นได้เตือนว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นแม้ว่าอิทธิพลของปรากฎการณ์ลา นินญ่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จะเย็นตัวลงในช่วงต้นปีนี้ และว่า ในช่วงเดือนก.ค.น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือเฉลี่ย 92,000 ตร.กิโลเมตรต่อวัน ถือว่าเร็วที่สุดในรอบปีนี้

ยูเอ็นชี้ภัยแล้งสหรัฐสะท้อนโลกร้อน

โดยโพสต์ทูเดย์ 28 พฤศจิกายน 2555

ยูเอ็น ชี้ ภัยแล้งสหรัฐปีนี้เลวร้ายหนัก เหตุพื้นที่ 2 ใน 3 ร้อนมากที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนปัญหาภัยโลกร้อนเริ่มคุกคามโลกหนักขึ้น

บลู,เบิร์กรายงานโดยอ้างรายงานของ ที่ประชุมด้านโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ระบุว่า พื้นที่ 48 รัฐของสหรัฐ มีอากาศร้อนสูงมากเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ และร้อนติดอันดับสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก พร้อมเร่งให้รัฐบาลทั่วโลกออกมาตรการแก้ไข และยับยั้งปัญหาโลกร้อน อย่างรวดเร็ว

รายงานระบุว่า พื้นที่ 2 ใน 3 ของสหรัฐได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่รุนแรงมากในปีนี้ ขณะที่ในยุโรป แอฟริกาตอนเหนือ รวมไปถึง จีน และรัสเซีย ต่างก็ได้รับผลกระทบจากคลื่นความร้อนไปด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกันทะเลน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือก็เริ่มหลอมละลาย และหดตัวน้อยลงมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์

"สัญญาณเตือนถึงการหลอมละลายของน้ำแข็งขั้วโลกเหนือปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังเกิดขึ้นต่อมหาสมุทร และชั้นบรรยากาศโลก เพราะสภาวะโลกร้อนนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว ก่อนที่สายตาของมนุษย์จะเห็นผลของมันจริงๆเสียอีก" เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (ดับเบิลยูเอ็มโอ) กล่าวในที่ประชุมด้านโลกร้อนของยูเอ็นที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

ทั้งนี้ การประชุมโลกร้อนที่ กรุงโดฮา มีนักการทูตกว่า 194 ประเทศเข้าร่วม โดยมีจุดประสงค์เพื่อร่วมกันเจรจา และทำข้อตกลง ในการจำกัดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอน ซึ่งทั้งหมดนี้ คาดว่าจะได้บรรลุข้อตกลงได้ในปี 2015 และบังคับใช้จริงในปี 2022

by ThaiWebExpert