แต่งตั้ง (22 ตุลาคม 2555)

แต่งตั้ง
1. รัฐบาลสหพันธรัฐไมโครนีเชียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า รัฐบาลสหพันธรัฐไมโครนีเชียมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายอาคิลลีโน แฮร์ริส ซูซาเอีย (Mr. Akillino Harris Susaia) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหพันธรัฐไมโครนีเชียประจำประเทศไทยคนแรก โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

2. รัฐบาลสาธารณรัฐตุรกีเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐตุรกีมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายออสมัน บูเลนต์ ทูลุน (Mr. Osman Bulent Tulun) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทยคนใหม่โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายอะห์เมต อูซ เชลิกกอล (Mr. Ahmet Oguz Celikkol) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

3. แต่งตั้งนายฟรันเชสโก เปนซาโต ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐอิตาลีประจำจังหวัดภูเก็ต
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐอิตาลีมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายฟรันเชสโก เปนซาโต (Mr. Francesco Pensato) ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐอิตาลีประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี สืบแทน นายฟรันเชสโก กาวาลีเอเร (Mr. Francesco Cavaliere) ซึ่งเกษียณอายุ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

4. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ ดังนี้
1. นางสุรางค์ เดชศิริเลิศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบักเตรีทั่วไป (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ) กลุ่มแบคทีเรียวิทยาทางการแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ชีววิทยา) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2555
2. นางอัญชลี เครือตราชู นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2555
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (นายชวลิต ชูขจร)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร แทน นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ซึ่งได้เกษียณอายุราชการแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายจำนง แก้วชะฎา รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรมในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 แทน นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

8. แต่งตั้งประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยชุดใหม่
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยชุดใหม่ จำนวน 10 คน แทนชุดเดิมที่ครบกำหนดสามปีตามวาระ ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน) เสนอ ดังนี้ 1. ศาสตราจารย์ปรัชญา เวสารัชช์ เป็นประธานกรรมการ 2. นายสุธรรม วาณิชเสนี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. นายประจักษ์ พุ่มวิเศษ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. นายวิชัย โชควิวัฒน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5. นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. ศาสตราจารย์สุทัศน์ ยกส้าน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7. นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ 8. ศาสตราจารย์จรรจา สุวรรณทัต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ 9. ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านมนุษยศาสตร์ 10. นายบุญชู ปโกฏิประภา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคเอกชน) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำนวน 12 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ในวันที่ 1 กันยายน 2555 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน ประกอบด้วย นายสมยศ เชื้อไทย พลตำรวจตรี รัฐวิทย์ แสนทวีสุข นายจักกพงศ์ ณ บางช้าง นายปอ อนาวิล นายบุญมา เตชะวณิช นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ นายศุทธา ปริยวัฒน์ นายเจษฎา ธรรมวณิช นายวรารักษ์ ชั้นสามารถ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ พณิชยกุล นางภาณุมาศ สิทธิเวคิน นางสาวอรพรรณ พนัสพัฒนา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารธุรกิจในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตามที่รัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

11. แต่งตั้งกรรมการบริหาร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ และกรรมการสาขาวิชาการ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการบริหาร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติและกรรมการสาขาวิชาการ 12 สาขาวิชาการ ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตามที่รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน) เสนอ ดังนี้
1. กรรมการบริหาร จำนวน 5 คน และให้กรรมการบริหารทั้ง 5 คน เป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติด้วย
2. กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ จำนวน 149 คน รวมกับกรรมการตามข้อ 1 เป็น 154 คน
3. กรรมการสาขาวิชาการ 12 สาขาวิชาการ ซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ (ในข้อ 2)
คือ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 14 คน สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 13 คน สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 12 คน สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 14 คน สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย 15 คน สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ 11 คน สาขาปรัชญา 12 คน สาขานิติศาสตร์ 10 คน สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 10 คน สาขาเศรษฐศาสตร์ 13 คน สาขาสังคมวิทยา 11 คน สาขาการศึกษา 14 คน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

******************************

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 7/2555 (22 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 7/2555
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ
ในภูมิภาค ครั้งที่ 7/2555 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม ฯ รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 7/2555 ในวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2555 เวลา 16.40 – 18.30 น. ณ ห้องประชุมละไม ชั้น 2 วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีรายละเอียดข้อเสนอ เพื่อพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย รวม 4 ด้าน 18 เรื่อง สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน (เสนอโดย กกร.)
1.1 ข้อเสนอ
1)ขอรับการสนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพืชเศรษฐกิจ จังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย (1) การจัดตั้งสถาบันเฉพาะทาง หรือ องค์การมหาชนเพื่อวิจัยและพัฒนายางครบวงจร (2) การสนับสนุนมาตรการและสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจการลงทุนและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชปาล์มน้ำมันไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ (3) การขอให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา (4) การขอให้รัฐบาลเร่งรัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์ เตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายป่าไม้ยุโรป (EU FLEGT) ให้ทันเวลาในวันที่ 3 มีนาคม 2556 และ (5) การเร่งรัดการออกระเบียบ ข้อกำหนด และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องภายใต้พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 วันที่ 8 มีนาคม 2553 และวันที่ 20 มีนาคม 2555
2) ขอให้เร่งรัดการดำเนิน “โครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าภาคใต้ ทุ่งสง” วงเงินดำเนินการ จำนวน 832,150,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 และสิ้นสุดเดือนกันยายน 2559 เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าที่สนับสนุนด้วยระบบราง ที่ตั้ง ณ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรองรับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศและอนุภูมิภาคเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ลดต้นทุนการขนส่ง ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของไทยและอนุภูมิภาค IMT-GT
3) ขอรับการสนับสนุนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าทดแทน และลดมลภาวะของเสียในโรงงาน ประกอบด้วย (1) การเร่งรัดให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสนับสนุนและรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนที่มีการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศให้เป็นไปตามแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศระหว่างปี 2553 – 2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 และ (2) การลดขั้นตอนในการพิจารณารับซื้อไฟฟ้า เพื่อเอื้ออำนวยต่อการลงทุนด้านพลังงานชีวมวลและพลังงานทดแทนของภาคเอกชน เนื่องจากปัจจุบันมีขั้นตอนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก
1.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
(1) ศึกษาในรายละเอียดและความเหมาะสมในการจัดตั้งสถาบันเฉพาะทาง เพื่อทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาปาล์มน้ำมันแบบครบวงจร รวมทั้งมาตรการและสิทธิพิเศษ เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชปาล์มน้ำมันไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ และเสนอคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติพิจารณา
(2) พิจารณาในรายละเอียดโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา เพื่อประกอบการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามระเบียบและขั้นตอน
2) มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ รับไปพิจารณาเร่งรัดเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายป่าไม้ยุโรป (EU FLEGT) และเร่งรัดการออกระเบียบ ข้อกำหนด และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องภายใต้พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 วันที่ 8 มีนาคม 2553 และวันที่ 20 มีนาคม 2555
3) มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย รับข้อเสนอการเร่งรัดการดำเนินโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าภาคใต้ ทุ่งสง ไปศึกษารายละเอียดด้านการจัดการธุรกิจ ผู้บริหารโครงการและการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมในโครงการ เพื่อประกอบการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี
4) มอบหมายกระทรวงพลังงาน รับไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียดข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนการพัฒนาโรงงานไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าทดแทน และลดมลภาวะของเสียในโรงงานให้ครอบคลุมมาตรการที่ภาคเอกชนเสนอ
2. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดย กกร.)
2.1 ข้อเสนอ
1) ขอรับการสนับสนุนการพัฒนาและขยายเส้นทางการจราจร ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ (1) การเร่งรัดการบูรณะซ่อมแซมผิวการจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 41 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ถึงอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และช่วงอำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แล้วเสร็จในปี 2557 (2) การเร่งรัดการดำเนินการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 417 และก่อสร้างสะพานต่างระดับทางแยกสำคัญ (3) การพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางสายรองเลียบฝั่งอ่าวไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและความมั่นคง (ทางหลวงสายรองของกลุ่มจังหวัด) และ (4) การเสนอให้มีการพัฒนาและปรับปรุงถนนสาย 415 จากแยกบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงแยกนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เป็นถนน 4 ช่องทางจราจร (ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร) เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยเชื่อมโยงกับฝั่งอันดามัน
2) ขอรับการสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของท่าเรือรองรับการขนส่งและการท่องเที่ยวของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย – อันดามัน และเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงการพัฒนาสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่กับภูมิภาคต่างๆ
2.2 มติที่ประชุม
มอบหมายกระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
1) เร่งรัดการดำเนินการบำรุงรักษาทางและกิจกรรมฟื้นฟูทางหลวง
ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปี 2554 เป็นลำดับแรกให้สอดคล้องเหมาะสมกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับ สำหรับการปรับปรุงถนนเพื่อขยายเป็น 4 ช่องจราจรให้กรมทางหลวงรับไปพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของเส้นทางตามเกณฑ์การขยายเพิ่มช่องจราจรเป็น 4 ช่องจราจร ของกรมทางหลวง ทั้งนี้ การพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางสายรองเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเป็น 4 ช่องจราจร เห็นควรให้ความสำคัญในการใช้เป็นเส้นทางเพื่อการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวและการปรับปรุงเส้นทางเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
2) ศึกษาแนวทางการก่อสร้างท่าเรือรองรับการขนส่งและการท่องเที่ยวของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อเชื่อมโยงอ่าวไทย – อันดามัน โดยเร่งรัดการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของท่าเรือน้ำลึกเขาประจำเหียง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร และศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างท่าเรือที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และท่าเรือที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
3. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
3.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้เร่งรัดแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการแม่น้ำตรัง –
ลุ่มน้ำตาปี - แม่น้ำชุมพร ให้แล้วเสร็จในปี 2557 ประกอบด้วย (1) ข้อเสนอแนวทางเพื่อป้องกันน้ำท่วมและ
น้ำแล้งของลุ่มน้ำตาปี (2) โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามแนวพระราชดำริ (คลองผันน้ำคลองชุมพร) และ (3) แผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำตรัง ของจังหวัดนครศรีธรรมราช และตรัง
2) ขอรับการสนับสนุนโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง/น้ำท่วมของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย (1) การดำเนินการพื้นที่นำร่องของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย 2 พื้นที่ ได้แก่ พัฒนาบึงขุนทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพัฒนาอ่างเก็บน้ำคลองวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแก้มลิงรับน้ำขนาดใหญ่ รองรับมวลน้ำขนาดใหญ่ในเขตชุมชนเมือง ป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน และ (2) การเสนอให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่เก็บกักน้ำของเกาะสมุย และเกาะพะงัน ให้สามารถรองรับน้ำไว้ใช้ในภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูท่องเที่ยวและฤดูร้อน
3) ขอรับการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดี/น้ำดิบของเกาะ
สมุย (แหล่งท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย) โดยปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำประปา โดยเฉพาะระบบสำรองน้ำดิบ ระบบส่งน้ำดิบ ระบบมาตรฐานน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเกาะสมุยไม่ให้มีปัญหาการขาดแคลนน้ำประปา สามารถสนองตอบความต้องการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ในพื้นที่เกาะสมุย
4) ขอรับการสนับสนุนการบริหารจัดการบำบัดน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนนครขนาดใหญ่ โดยให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานบำบัดน้ำเสียในเขตเทศบาลนครเกาะสมุย และเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นสถานที่นำร่องให้แก่เขตพื้นที่ชุมชนอื่นๆ ของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย
3.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับไปพิจารณาเร่งรัดแผนการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการแม่น้ำตรัง – ลุ่มน้ำตาปี - แม่น้ำชุมพร ให้แล้วเสร็จในปี 2557 และนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ตามขั้นตอน
2) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับไปพิจารณารายละเอียดการขอรับการสนับสนุนโครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง/น้ำท่วมของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ตามขั้นตอนต่อไป
3) มอบหมายกระทรวงมหาดไทย รับไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้
(1) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณารายละเอียดการขอรับการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำดี/น้ำดิบของเกาะสมุย และแจ้งผลการดำเนินงาน
ให้ภาคเอกชนทราบ
(2) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณารายละเอียดการขอรับการสนับสนุนการบริหารจัดการบำบัดน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนนครขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อประกอบการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามระเบียบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
4. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการ (เสนอโดย กกร./สทท.)
4.1 ข้อเสนอ
1) ขอรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสู่
อันดามัน ประกอบด้วย (1) การเร่งรัดการจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยว” ในกลุ่มท่องเที่ยวมหัศจรรย์สองสมุทร ซึ่งเป็น 1 ใน 8 กลุ่มท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เรื่อง แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554) และ (2) การขอให้มีกลไกการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวในจังหวัดที่ไม่อยู่ใน 8 กลุ่มท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่มีความครบถ้วนและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2) ขอรับการสนับสนุนโครงการฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ระเบิดหินเก่าที่รกร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ จังหวัดพัทลุง จำนวน 30 ล้านบาท โดยให้มีหน่วยงานราชการดูแลรับผิดชอบโดยตรง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับประชาชนที่มีความคิดที่จะพัฒนาศักยภาพพื้นที่ของตนเอง
3) ขอรับการสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพทางการแพทย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย (1) งบประมาณในการสร้างโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีแห่งที่ 2 (2) โครงการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางและการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ชั้นสูง (จัดตั้งศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ วงเงิน 5,651,490,000 บาท) และ (3) โครงการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ชั้นสูงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำหรับภาคใต้ตอนบน วงเงิน 5,605,000,000 บาท
4.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รับไปพิจารณาความเหมาะสมของกลุ่มท่องเที่ยวมหัศจรรย์สองสมุทรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติพิจารณาประกาศเป็นเขตพัฒนาการท่องเที่ยว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการท่องเที่ยวประจำเขต
2) มอบหมายกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณารายละเอียดการขอรับการสนับสนุนโครงการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ระเบิดหินเก่าที่รกร้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดพัทลุง เพื่อพิจารณาใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เป็นไปตามระเบียบและขั้นตอน
3) มอบหมายกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ รับไปพิจารณาในรายละเอียดการขอรับการสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพทางการแพทย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภาคใต้ตอนบน ประกอบด้วย (1) โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีแห่งที่ 2 (2) โครงการจัดตั้งศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ (3) โครงการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ชั้นสูง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาคใต้ตอนบน เพื่อประกอบการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอน

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2557 (The 6th Asian Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction 2014, AMCDRR) (22 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2557 (The 6th Asian Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction 2014, AMCDRR)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ประเทศไทยโดยกระทรวงมหาดไทย รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2557 (The 6th Asian Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction 2014, AMCDRR) โดยมีกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เป็นหน่วยร่วมสนับสนุนการดำเนินการ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ทั้งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชูชาติ หาญสวัสดิ์) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการกำหนดประเด็นหลักสำหรับการประชุม (Theme) ด้วย
การรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AMCDRR จะเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามพันธกิจ และยุทธศาสตร์การพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559 โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศและในภูมิภาค อีกทั้ง จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและ การเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทย การสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการต่อความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ นำมาซึ่งการสร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยในระยะยาว ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความรู้และความสามารถของบุคลากร การเผยแพร่องค์ความรู้และภูมิปัญญาของไทยด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติและการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของไทยให้เป็นที่รับรู้และยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

แผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) (22 ตุลาคม 2555)

แผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบแผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559)
2. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้แผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) เป็นกรอบในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
สาระสำคัญของแผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เพื่อให้ประชากรไทยทุกช่วงวัยมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมและมีศักยภาพเพิ่มขึ้น สามารถแข่งขันได้ในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรีในภูมิภาคอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้งสามารถพึ่งตนเองได้หลังวัยทำงาน และสังคมไทยมีการจัดสวัสดิการทางสังคมอย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาประชากร 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ พร้อมที่จะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเติบโตขึ้น
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพประชากรไทยทุกช่วงวัยเพื่อเป็นพลังต่อการเจริญเติบโตของประเทศ
3. ยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมประชากรไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีสวัสดิการทางสังคมอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เพื่อให้การนำแผนประชากรในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไปสู่การปฏิบัติ ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับและนำแผนไปดำเนินงาน การกำหนดกลไกการบริหารจัดการ การส่งเสริมสนับสนุนงบประมาณ การติดตามประเมินผล และการจัดทำนโยบายและแผนประชากรในระยะยาว 20 ปี การสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การพัฒนาระบบข้อมูลและการศึกษาวิจัยด้านประชากร เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลด้านประชากร รวมทั้งการสำรวจและการศึกษาวิจัยด้านประชากรที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ให้สามารถนำมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายประชากรและการวางแผนพัฒนาได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ

สยามวาระ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลง(บ่อย)

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/iNP4BwUkhpI

โค้ด embed html 200X180: 

สยามวาระ ตอน "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงบ่อย" พุธที่ 17 ตุลาคม 20.25 น. ทางไทยพีบีเอส

ถ้าเขื่อนไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม ถ้าการสร้างเขื่อนตัดวงจรชีวิตของสรรพสิ่งออกจากธรรมชาติ ถ้าการสร้างเขื่อนไม่ใช่วิธีการในการแก้ปัญหาระยะยาว ทางออกร่วมกันของมนุษยชาติในการรับมือกับภัยพิบัติในระยะยาวอันเกิดจากการเปลี่ยนแปล­­งสภาพภูมิอากาศ นั้นคืออะไร ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา จะพาไปค้นหาคำตอบกับ

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA

รศ. ดร. เสรี ศุภราทิตย์
ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต

อาจารย์รตยา จันทรเทียร
ประธานมูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร

ศศิน เฉลิมลาภ
เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร

หาญณรงค์ เยาวเลิศ
ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบรูณาการ

วีระวัธน์ ธีระประสาธน์
อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

อดิศักดิ์ จันทวิชานุวงศ์
ผู้จัดการมูลนิธิอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก

พ่อหลวงอานนท์ ไชยรัตน์
ผู้ใหญ่บ้าน ต.ฟ้าฮ่าม จ.เชียงใหม่

วิชัย พลทรัพย์
เจ้าของ บ้านท้ายวัง จ.อยุธยา ผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2554

มองเมืองไทยในวันอาหารโลก

ผู้เขียน: 
ประภัสสร เสวิกุล

วันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ได้กำหนดให้เป็นวันอาหารโลก (World Food Day) เพื่อให้ประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาหาร ทั้งในเรื่องของการผลิต คุณค่าของอาหารและโภชนาการ ที่สำคัญคือ ปัจจุบันโลกมีประชากรรวมกันถึง 7 พันล้านคน แต่กว่าครึ่งของพลโลกอยู่ในสภาพที่อดอยากขาดแคลนอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา และเอเชีย

จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งสวนทางกับการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ สำหรับประเทศไทยของเราอาจจะโชคดีที่มีผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข่าวอู่น้ำมาแต่โบราณกาล

และเป็นแหล่งอาหารของโลกในปัจจุบัน แต่หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดิน ระบบชลประทาน และระบบนิเวศวิทยา เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพของดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่า ในอนาคตประเทศไทยอาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องอาหารได้เหมือนกัน

ในวันอาหารโลกปีนี้ ทางกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ร่วมกับเอฟเอโอประจำเวียดนาม จัดงานวันอาหารโลกในหัวข้อ “สหกรณ์การเกษตร : แนวทางแห่งการเลี้ยงโลก” ซึ่งเน้นความสำคัญของสหกรณ์การเกษตรในการต่อสู้กับความอดอยากยากจน และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการสร้างงาน - ปัจจุบันนี้ เวียดนามมีสหกรณ์ 19,500 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์การเกษตร จำนวน 9,000 แห่ง มีสมาชิก 6.7 ล้านคน ในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษ นับจากปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา สหกรณ์มีสัดส่วนประมาณ 6.38 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ และสร้างงานให้คนกว่า 3 แสนคนในชนบทนอกจากนี้สหกรณ์ยังมีบทบาทอย่างมากในการปรับผลผลิตการเกษตรไปสู่ผลิตผลด้านอุตสาหกรรม

ในประเทศไทยเองได้มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรแห่งแรกตั้งแต่ ปีพ.ศ.2459 ที่ จ.พิษณุโลก จากตัวเลขในปี พ.ศ.2553 เรามีสหกรณ์การเกษตร 3,695 แห่ง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง และสหกรณ์นิคม มีสมาชิกรวมกัน 6.3 ล้านคน มีทุนดำเนินกิจการ 1.40 แสนล้านบาท เมื่อดูจากตัวเลขแล้ว กิจการสหกรณ์ของไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าเวียดนามหรอกครับ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหตุใดเกษตรกรไทยจึงยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ นานา ตั้งแต่เรื่องที่ดินทำกิน พันธุ์พืช การเพาะปลูก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง การเก็บเกี่ยว ราคาผลผลิต และจบลงด้วยการเป็นหนี้ธนาคารและหนี้นอกระบบ ทำไมถึงต้องมีโครงการจำนำข้าว และทำไมชาวนาถึงยากจนติดดิน ขณะที่นับแต่ 2553 เป็นต้นมา เวียดนามกำหนดนโยบายให้ชาวนามีผลกำไร 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 46.5 ล้านไร่ บริเวณใหญ่ที่สุดอยู่ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ผลผลิตประมาณ 39 ล้านตัน ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ในการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 16 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 5 ล้านตัน ที่เหลือปลูกข้าวเจ้าพันธุ์อื่นและข้าวเหนียว แต่ผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามสูงกว่าไทย เนื่องจากใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้น ให้ผลผลิตสูง มีระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ 90 เปอร์เซ็นต์ และดำเนินนโยบาย 3 ลด คือ ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช กับ 3 เพิ่ม คือ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลกำไร

วันอาหารโลกปีนี้ นอกจากจะเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของชาวโลกแล้ว เราก็คงต้องเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของคนไทยด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นทั้งอาหารหลักและสินค้าออกที่สำคัญของเรา และน่าจะถึงเวลา ที่จะต้องรื้อโครงสร้างการเกษตรของไทยทั้งระบบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนอาหาร หรือต้องนำเข้าข้าวจากเวียดนาม

กรมป่า​ไม้บูรณา​การงานวิจัย นำร่อง​การศึกษาคาร์บอน​เครดิต

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2555

กรมป่า​ไม้บูรณา​การงานวิจัย มอบน​โยบาย​ให้หน่วยป้องกันรักษาป่า ​เป็น​ผู้ช่วยนักวิจัย​ใน​การ​เ​ก็บข้อมูล​การ​เจริญ​เติบ​โตของต้น​ไม้​ในป่าสงวน​แห่งชาติ ​เพื่อ​เป็นข้อมูลพื้นฐาน​ใน​การศึกษาวิจัยคาร์บอน​เครดิต​ใน​เนื้อ​ไม้

กรมป่า​ไม้บูรณา​การงานวิจัย นำร่อง​การศึกษาคาร์บอน​เครดิต
ข่าวทั่ว​ไป หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 6 กันยายน 2555 00:00:00 น.

กรมป่า​ไม้บูรณา​การงานวิจัย มอบน​โยบาย​ให้หน่วยป้องกันรักษาป่า ​เป็น​ผู้ช่วยนักวิจัย​ใน​การ​เ​ก็บข้อมูล​การ​เจริญ​เติบ​โตของต้น​ไม้​ในป่าสงวน​แห่งชาติ ​เพื่อ​เป็นข้อมูลพื้นฐาน​ใน​การศึกษาวิจัยคาร์บอน​เครดิต​ใน​เนื้อ​ไม้

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่า​ไม้ กล่าวว่า กรมป่า​ไม้มีภารกิจ​ใน​การบริหารจัด​การทรัพยากรป่า​ไม้ที่สำคัญ​ใน 4 ด้าน คือ ​การป้องกันปราบปราม​ผู้กระ​ทำผิดด้านกฎหมายป่า​ไม้ ​การฟื้นฟูดู​แลทรัพยากรป่า​ไม้​ในรูป​แบบต่างๆ ​โดย​เน้น​การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ​และส่ง​เสริมพัฒนางานวิจัย ​เพื่อต่อยอด​และ​ใช้​เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ​ใน​การดำ​เนินงานต่างๆ ​ให้ประสบ​ความสำ​เร็จ

กรมป่า​ไม้บูรณา​การ​ใน​การดำ​เนินงานกับหน่วยงานต่างๆ​ในสังกัดกรมฯร่วมกัน ​เพื่อ​เป็น​การประหยัดงบประมาณ ประหยัด​เวลา ​และบุคลากร รวม​ทั้งช่วยส่ง​เสริม​และพัฒนาศักยภาพ​ให้กับ​เจ้าหน้าที่กรมป่า​ไม้ ​โดย​เฉพาะอย่างยิ่ง ​เจ้าหน้าที่พิทักษ์ของสำนักป้องกันรักษาป่า​และควบคุม​ไฟป่าที่ปฎิบัติงานอยู่ที่หน่วยป้องกันรักษาป่า​ทั้ง 491 ​แห่งทั่วประ​เทศ จะ​ได้​การฝึกอบรม​เกี่ยวกับ​การวัด​การ​เจริญ​เติบ​โตของต้น​ไม้ ​การจดบันทึกข้อมูล รวม​ทั้ง​การศึกษาชนิด​ไม้ต่างๆ ​ในพื้นที่ป่าสงวน​แห่งชาติ ที่อยู่​ใน​การดู​แลของกรมป่า​ไม้​ทั้ง 1,221 ป่า ​โดย​ทำหน้าที่​เป็น​ผู้ช่วยนักวิจัย ​ให้กับนักวิชา​การของสำนักวิจัย​และพัฒนา​การป่า​ไม้ ​ซึ่งจะนำข้อมูล​ในภาคสนาม​ไปวิ​เคราะห์​โดย​ใช้สม​การ​แอล​โล​เมตริกที่​เหมาะสม ​เพื่อ​ใช้ประมาณผลผลิตของป่า​แต่ละชนิด​แต่ละ​แห่งต่อ​ไป

​การดำ​เนินงานศึกษาวิจัย​เกี่ยวกับ​การวัด​การ​เจริญ​เติบ​โตของต้น​ไม้​ในป่าสงวน​แห่งชาติ ​ได้ดำ​เนิน​การที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ชย. 3 จังหวัดชัยภูมิ ​เป็น​แห่ง​แรก ​เพื่อ​เป็น​การนำร่อง ​ทั้งนี้ สำนักป้องกันรักษาป่า​และควบคุม​ไฟป่า กรมป่า​ไม้ จะกำหนด​เป็น​แผนงาน​ใน​การดำ​เนิน​การ​ในปี 2556 ​โดย​ให้หน่วยป้องกันรักษาป่าทุกหน่วย​ได้มี​โอกาสมาฝึกอบรม​การสำรวจชนิด​ไม้ ​การศึกษา​การ​เจริญ​เติบ​โต ​การบันทึกข้อมูล ที่ถูกต้องตามหลักวิชา​การ ​เพื่อ​ทำหน้าที่​เป็น​ผู้ช่วยนักวิจัย​ให้กับนักวิชา​การของกรมป่า​ไม้

คาร์บอน​เครดิต คือ ปริมาณก๊าซ​เรือนกระจกที่สามารถลด​ได้จาก​การดำ​เนิน​โครง​การกล​ไก​การพัฒนาที่สะอาด ​หรือ CDM (Clean Development Mechanism) ถูกนำมา​ใช้​เพื่อ​เป็นกล​ไก​เพื่อประ​เทศที่พัฒนา​แล้วจะประสบปัญหา​ใน​การลดปริมาณก๊าซ สามารถซื้อ​โควต้าคาร์บอนจาก​ผู้ประกอบ​การ​ในประ​เทศกำลังพัฒนาที่มี​โครง​การพัฒนาที่สะอาดที่​เรียกว่า ​การค้าขาย​แลก​เปลี่ยนก๊าซ​เรือนกระจก
CDM ​และคาร์บอน​เครดิต คืออะ​ไร

กล​ไก​การพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism, CDM) ​เป็นหนึ่ง​ในสามกล​ไกภาย​ใต้พิธีสาร​เกียว​โต (Kyoto Protocol, KP) ​ซึ่ง​เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายระดับนานาชาติ​ซึ่งมีผลบังคับ​ใช้อย่าง​เป็นทาง​การ ​โดยมีวัตถุประสงค์หลัก​เพื่อลด​การปล่อยก๊าซ​เรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้น ​โดยพิธีสาร​เกียว​โต​ได้กำหนดกล​ไกยืดหยุ่นขึ้น 3 กล​ไกคือ 1. กล​ไก​การ​ทำ​โครง​การร่วม (Joint Implementation: JI) 2. กล​ไก​การซื้อขายสิทธิ์​การปล่อยก๊าซ​เรือนกระจก (Emission Trading: ET) 3. กล​ไก​การพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

มี​การประ​เมินว่า สภาพผืนป่าที่สมบูรณ์ 1 ​เอ​เคอร์ ( ประมาณ 2.5 ​ไร่) ต้น​ไม้สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์ ​เ​ก็บ​ไว้​ในรูป คาร์บอน ​ได้ราว 2 ตันคาร์บอน ​การ​ใช้พลังงาน​แสง​แดด ผลิตกระ​แส​ไฟฟ้า 1 หน่วยกิ​โลวัตต์ - ชั่ว​โมง ​แทน​การ​ใช้น้ำมัน​เชื้อ​เพลิง สามารถ​เทียบคำนวณมา​เป็นคาร์บอน​เครดิต ​ได้ 0.6 กิ​โลกรัม

กรมป่า​ไม้คาดว่าข้อมูลที่สำนักป้องกันรักษาป่า​และควบคุม​ไฟป่า ​และสำนักวิจัย​และพัฒนา​การป่า​ไม้ ร่วมมือ​ใน​การดำ​เนินงานนี้ จะ​เป็นประ​โยชน์อย่างมหาศาล​ใน​การประมาณตารางปริมาตร​ไม้​ในป่าธรรมชาติของประ​เทศ ​ทำ​ให้สามารถคาด​การณ์​และวาง​แผน​การดำ​เนินด้านต่าง ๆ ของกรมป่า​ไม้​และประ​เทศ​ไทย​ในอนาคตที่​เกี่ยวข้องกับธุรกิจคาร์บอน​เครดิตด้วย อีก​ทั้งยัง​เป็น​การช่วย​ใน​เรื่อง​การลด​โลกร้อนต่อ​ไป​ในอนาคต​ได้

ทรัพย์​ในทะ​เล

หนังสือพิมพ์​ไทย​โพสต์ -- พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2555

รศ.ดร.​โสภารัตน์ จารุสมบัติ สอนที่รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ​และชอบ​ทำงานวิจัยที่​เป็นประ​โยชน์กับบ้าน​เมือง มากกว่าที่จะออกมาวิพากษ์สังคม จนกลาย​เป็น​เติม​เชื้อ​ความต่างทาง​ความคิดของ​ผู้คน​ในสังคม ​จึงต่างจากนักวิชา​การ(บางคน)

​เกียรตินิยมอันดับหนึ่งทางรัฐศาสตร์ ​แต่สน​ใจงานสิ่ง​แวดล้อม ​จึง ต่อ​โท​และ​เอก ด้านนี้จนพบว่างานบางด้านนั้น บ้าน​เรามีงานวิจัย​หรือข้อมูลสนับสนุน​การตัดสิน​เชิงน​โยบายอยู่​ไม่มาก​แต่มักจะ​ใช้ปัจจัย​เหตุผลอื่นๆ มา​ใช้ ​เช่น น​โยบายประชานิยม ​เป็นต้น

เริ่ม​ทำงานวิจัย กับ สกว. ​เมื่อ 10 ปี ก่อน ด้านกฎหมายทางทะ​เล ที่มี​แนวทางมิติที่กว้างดุจทะ​เล(​เช่นกัน) จนมา​เมื่อ 2 ปี ก่อน ​จึงรับงานที่จะ​เป็น​ผู้ประสาน​โครง​การที่​เรียกค่อนข้างยาว ตาม​แนวงานวิจัย คือ ยุทธศาสตร์​การจัด​การผลประ​โยชน์​แห่งชาติทางทะ​เลบอกว่า​แม้จะ​เป็นงานยิ่ง​ใหญ่ ​แต่พบว่ามีนักวิจัยน้อยมากที่​ทำงานด้านนี้ ขณะนี้ มี​เพียง 2 ชิ้น​เท่านั้นที่มีนักวิจัย​เสนอมา

ขุมทรัพย์​และผลประ​โยชน์ทางทะ​เล ทรัพย์​ในดิน สินทางทะ​เล มี​เยอะมาก ​ไม่​เพียงที่​เรา​เห็นว่า มี​เรือประมง​แล่นออก​ไปจับปลา ​หรือชายหาด​ให้​เราวิ่ง​เล่น ​เท่านั้นนะ

คงหายสงสัยกัน​แล้ว ว่า​แต่ประ​เทศ​เขาหวงทะ​เลบ้าน​เขามาก ​เพราะ​เหตุ​ใด รอนิดนะ อีก​ไม่นานผลวิจัยออกมา​ได้ฮือฮากัน (อีก) ​แน่ๆ.........

กรอ.เข้มโรงงานใกล้แม่น้ำ-ชุมชน แก้กม.สิ่งแวดล้อมคุมของเสีย

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555 มติชนออนไลน์

กรอ.คุมเข้มโรงงานใกล้แม่น้ำ-ชุมชน เร่งตรวจกากของเสีย พร้อมแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมครบวงจร เผย 9 เดือน เอสเอ็มอีลงทุนกว่า 7.8 หมื่นล้าน

นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดพิเศษเรื่องการพิจารณาอนุมัติการออกใบอนุญาตตั้งโรงงานใหม่หรือขยายกิจการบริเวณใกล้แม่น้ำ ลำคลอง และใกล้ชุมชน ตามนโยบายของนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการป้องกันการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การทิ้งน้ำเสีย และสร้างปัญหาต่อชุมชนในอนาคต โดยเฉพาะในบริเวณชุมชนไม่ต้องกังวลปัญหาเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

"นอกจากมาตรการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดขึ้น กระทรวงยังอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรในอนาคต สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่างปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เช่นกัน อาทิ กฎกระทรวงมหาดไทย กฎหมายผังเมือง เป็นต้น" นายพงษ์เทพกล่าว

นายพงษ์เทพกล่าวว่า นอกจากนี้ กรอ.จะต้องเร่งตรวจสอบโรงงานที่มีกากของเสีย โดยเฉพาะกากที่เป็นอันตรายในโรงงาน ได้แก่ สกัดน้ำมันจากพืช ประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ สารเคมีและวัตถุอันตราย โรงงานปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืช โรงงานเกี่ยวกับสี น้ำมันชักเงา โรงงานเกี่ยวกับการทำไม้ขีดไฟ วัตถุระเบิด หรือ ดอกไม้ไฟ โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โรงงานปิโตรเคมี ถ่านหิน โรงงานผลิตก๊าซ โรงงานบรรจุก๊าซ โรงงานห้องเย็น เฉพาะที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำ ความเย็น เป็นต้น ส่วนกากของเสียทั่วไป เช่น จากโรงสีข้าว เป็นต้น กรอ.ไม่เป็นห่วงมาก เพราะแกลบที่ได้จากการสีข้าวยังมีมูลค่า ทำให้โรงสีนำไปจำหน่ายต่อได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณของเสียที่เป็นกากอันตรายในปัจจุบันมีอยู่ 3.5 ล้านตัน ปริมาณกากของเสียที่ไม่เป็นอันตราย 23.4 ล้านตัน และมีโรงงานผู้รับบำบัด และกำจัดทิ้งกว่า 2,000 โรง โดยกากอุตสาหกรรมจำนวน 50% เข้าสู่ระบบการจัดการ ที่เหลือยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

แหล่งข่าวจาก กรอ.กล่าวว่า ช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2555 มีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานอย่างไม่เป็นทางการ 2,990 ราย มูลค่าลงทุน 1.01 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบเท่าตัว โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 จังหวัดแรก ประกอบด้วย จ.สมุทรปราการ 161 ราย มูลค่า 8,228 ล้านบาท จ.นครราชสีมา 78 ราย มูลค่า 7,155 ล้านบาท จ.ฉะเชิงเทรา 42 ราย มูลค่า 6,422 ล้านบาท จ.สมุทรสาคร 124 ราย มูลค่า 6,278 ล้านบาท และ จ.ชลบุรี 112 ราย มูลค่า 5,914 ล้านบาท

ทั้งนี้ พบว่าโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีมูลค่าการจ้างงานไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างไม่เกิน 200 คน ลงทุนจำนวนมากกว่า 2,950 ราย มูลค่าลงทุน 7.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ อู่ซ่อมรถ ขุดทราย แปรรูปการเกษตร เฟอร์นิเจอร์ คอนกรีต เป็นต้น

ญี่ปุ่น​ทำ​แบตฯพลังงานน้ำตาล

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- พฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์​โต​เกียว สามารถ​ใช้คาร์บอน​ซึ่ง​เป็นองค์ประกอบหลักของน้ำตาล ​เป็น​แหล่งพลังงาน​ใน​แบต​เตอรี่ ​เพื่อทด​แทน​การ​ใช้​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน ​ซึ่ง​เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด​และรบกวนสิ่ง​แวดล้อม

ประสิทธิภาพของ​แบต​เตอรี่​ใช้คาร์บอนที่​ได้จากน้ำตาล​เ​ก็บ​ไฟฟ้า​ได้ดีกว่า​แบต​เตอรี่​แบบลิ​เทียม​ไอออน​ถึง 20 ​เปอร์​เซ็นต์
​แบต​เตอรี่​แบบ​โซ​เดียม​ไอออนดังกล่าวยังคงอยู่​ในช่วง​การพัฒนาประสิทธิภาพ

by ThaiWebExpert