รัฐบาลพร้อมหนุนพลังงานทางเลือก

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 ตุลาคม 2555

"นายกฯ"ลั่นรัฐบาลพร้อมหนุนพลังงานทางเลือก ทั้งแสงอาทิตย์-ลม-ขยะ-ชีวะมวล ย้ำจับมือเอกชนเคลื่อนแผนพลังงานระยะยาว

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2012 ที่อาคารศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (ENCO) กระทรวงพลังงาน โดยหนึ่งในผู้รับรางวัลคือ “หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก” และนิตยสาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” ของเครือเนชั่น ที่ได้รับมอบรางวัลสื่อที่ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ของกระทรวงพลังงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งภายหลังการมอบรางวัลว่า แสดงความยินดีที่ได้รับรางวัลและขอชื่นชมเพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทของท่านดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ในการลดใช้พลังงานและประหยัด ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ถ้าหากหลายหน่วยงานทำได้มากขึ้นก็จะทำให้ประเทศไทยประหยัดพลังงานด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ปัญหาภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในวันนี้และในอนาคตนั้นจากจำนวนผู้คนมากขึ้นก็ส่งผลต่อการใช้พลังงาน ดังนั้นในเรื่องของรณรงค์ถือเป็นมาตรการสำคัญในการทำให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม ภาคขนส่งและภาคประชาชนที่จะต้องสร้างวินัย ที่ต้องคำนึงถึงการเสริมสร้างความมั่นคง ทั้งนี้รัฐบาลมีแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีคือปี 2554-2573 รวมทั้งมีแผนพลังงานทางเลือก ที่จะทำร่วมกับเอกชนให้เป็นรูปธรรมครบวงจร ว่าเราจะช่วยกันอย่างไรให้ราคาพลังงานให้เหมาะสมเป็นธรรม รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานจึงมีการขอความร่วมมือหลายส่วนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน และมีการออกบัตรเครดิตพลังงาน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในอนาคตทำอย่างไรให้มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลงเพื่อให้เป็นความมั่นคงของพลังงานในอนาคตที่เจริญเติบโตขึ้น เรียนว่ารัฐบาลจะสานต่อแนวทางและจะทำงานตรงนี้ต่อไป และจะเน้นหนักเรื่องการเสริมสร้างความมั่นคงในพลังงาน หาแหล่งพลังงานใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างไร ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน

"หาพลังงานทดแทนทางเลือก อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวะมวล ขยะ เป็นต้น ที่เป็นทางเลือกที่ดีแต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยปีนี้จะทำงานอย่างจริงจัง และทำงานร่วมกับเอกชนในการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อความสมดุลเป็นระบบอย่างยั่งยืนด้วยกัน"นายกฯ กล่าว

ภาครัฐร่วมกับเอกชน ผนึกกำลังร่วมแก้ไขผลกระทบกระทบสิ่งแวดล้อม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2555

ศูนย์ข่าวศรีราชา - เทศบาลนครแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือภาคเอกชนผนึกกำลังในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนบ้านอ่าวอุดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย และอนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วุฒิสภา ได้เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่บ้านอ่าวอุดมว่าได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการประกอบกิจการท่าเรือซึ่งมีอยู่ 6 ท่าในพื้นที่ จึงได้ประสานกับเทศบาลนครแหลมฉบังจัดประชุมเพื่อสอบถามความคิดเห็น และเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างประชาชน และผู้ประกอบกิจการ ซึ่งปัญหาร้องเรียน ได้แก่ 1.ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจากกรณีสะพานท่าเรือยื่นออกไปในทะเล ทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง

2.ฝุ่นละอองจากการขนถ่ายสินค้าเกษตรกรรม และกะลาปาล์มที่มีการดำเนินการในที่โล่ง ทำให้ประชาชนใกล้เคียงเกิดอาการเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ และปอดอักเสบจำนวนมาก นอกจากนี้ ฝุ่นจากกะลาปาล์มได้ปลิวเข้าสู่ชุมชนเกิดสภาพสีดำสกปรกไปทั่วบริเวณชุมชน 3.ปัญหาการจราจรทางบกติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น โดยถนนหายไป 2 เส้นทาง เนื่องจากมีรถบรรทุกสินค้าวิ่งเข้าออกผ่านชุมชนจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง

4.เรือบรรทุกสินค้าได้ทอดสมอเรือกีดขวางเส้นทางการทำมาหากินของประมงพื้นบ้านทำให้หากินไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุทางน้ำบ่อยครั้ง 5.ปัญหาที่ทำมาหากินในทะเลลดน้อยลง เนื่องจากสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลงในทะเล เรือสินค้าเพิ่มมากขึ้นทำให้เมื่อเข้ามารอรับสินค้าต้องทอดสมอเรือในพื้นที่ทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน 6.ปํญหาการล่มสลายของชุมชน ประชาชน และชาวประมงหมดอาชีพในการทำมาหากินเนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยน สัตว์น้ำมีจำนวนลดลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาคนต่างด้าวเข้ามาแย่งที่ทำกิน และเกิดอาชญากรรม และยาเสพติดในพื้นที่

จากการประชุมหารือร่วมกันทั้งภาคประชาชน ภาคผู้ประกอบการ และหน่วยราชการมีความเห็นร่วมกันว่า การที่ผู้ประกอบการได้เข้ามาทำมาหากินในพื้นที่ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชนบ้านอ่าวอุดมจะต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่น และไว้วางใจต่อการดำเนินการของท่าเทียบเรือ โดยที่ประชุมมีข้อตกลง และเห็นชอบร่วมกันในเบื้องต้นดังนี้

1.การประกอบกิจการขนถ่ายสินค้าของท่าเทียบเรือ ในพื้นที่เทศบาลนครแหลมฉบัง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายของพระราชบัญญัติเดินเรือในน่านน้ำไทย และปฎิบัติตามมาตรการป้องกัน และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เสนอไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากพบว่า ท่าเทียบเรือดำเนินการผิดกฎหมายดังกล่าวต้องทำการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องทันที

2.ทุกภาคส่วนทั้งหน่วยราชการ ผู้ประกอบการ และประชาชน จะจัดทำธรรมนูญ หรือบันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อใช้เป็นหลักปฎิบัติระหว่างชุมชน และท่าเทียบเรือ ทั้งนี้ขอให้กรมเจ้าท่านำข้อตกลงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขแนบท้ายสำหรับการต่ออายุใบอนุญาตของท่าเทียบเรือในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป 3.ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนร้องเรียนต้องนำมาหารือ และได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

4.เทศบาลนครแหลมฉบังจัดตั้งคณะกรรมการพหุพาคีเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและพัฒนาชุมชน และสังคมโดยรอบท่าเทียบเรือ ประกอบด้วย หน่วยราชการท้องถิ่น และส่วนกลาง ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือในพื้นที่ 6 แห่ง ประธานชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 7 ชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างกันอย่างต่อเนื่องในการกำหนดแนวทางการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ตลอดจนกำหนดแนวทางในการพัฒนาชุมชน และสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยปราศจากความขัดแย้ง และให้เกิดความยั่งยืนของชุมชน

5.จัดตั้งกองทุนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนและสังคมโดยรอบท่าเทียบเรือ ทั้งนี้ ผู้ประกอบทุกท่าเทียบเรือที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมดเห็นด้วยในการที่จะแชร์งบประมาณร่วมกันจัดตั้งกองทุนขึ้น โดยจะดำเนินการไปด้วยกันในฐานะเพื่อนของชุมชน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการพหุภาคีจะเป็นผู้กำหนดทิศทางในการใช้งบประมาณดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป

6.ท่าเทียบเรือทุกแห่งพร้อมเปิดบ้านให้ประชาชน และคณะกรรมการเข้าเยี่ยมชมและตรวจสอบการปฎิบัติงานของท่าเทียบเรือได้ตลอด ผลการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ท่าเทียบเรือได้มอบหมายให้บุคคลที่ 3 มาตรวจติดตามต้องนำมาเสนอ และแสดงต่อคณะกรรมการพหุพาคีทุกครั้ง หากมีข้อขัดแย้งต้องดำเนินการพิสูจน์ร่วมกัน

สำหรับบันทึกข้อตกลง หรือธรรมนูญนั้นจะมีการประชุม และร่วมกันในการยกร่างเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติซึ่งจะต้องได้รับการยอมรับทั้งผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป

สส.​เล็งปรับสถานะ​เครือข่าย 'ทสม.รองรับภารกิจสิ่ง​แวดล้อมระดับกระทรวง

หนังสือพิมพ์บ้าน​เมือง -- อาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2555

"กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม" วาง​แผนยกระดับ ทสม. ขึ้น​เป็น​เครือข่ายอาสาสมัครระดับกระทรวง ​เพื่อรองรับภารกิจ​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม​ในชุมชน​ให้กว้างขวางขึ้น พร้อม​เล็งประสานองค์กรส่วนท้องถิ่นช่วยสนับสนุนกิจกรรม ทสม. ​ให้สามารถดู​แลชุมชน​ได้อย่าง​เต็มประสิทธิภาพ

"อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมหมู่บ้าน" ​หรือ ทสม. ​ซึ่งอยู่ภาย​ใต้​การดู​แลของกรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม (ทส.) ถือ​เป็นกล​ไกภาคประชาชนที่มีบทบาทสำคัญต่อ​การบริหารจัด​การทรัพยากรธรรมชาติ
​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​โดยนับตั้ง​แต่​แรก​เริ่มดำ​เนิน​การนำร่อง​เมื่อปี 2545​ทำ​ให้​เกิด ทสม.

​แกนนำ​ใน​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ในท้องถิ่น​เพิ่มขึ้น ขณะที่​ใน​การ​ทำงาน​ซึ่งมี​การ​เชื่อมประสาน​เป็น​เครือข่ายตั้ง​แต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำ​เภอ จังหวัด จน​ถึงระดับประ​เทศ ​ก็กลาย​เป็นสิ่ง​เกื้อหนุน​ให้​เกิด​ความสำ​เร็จมากมาย​ใน​การดู​แลสิ่ง​แวดล้อมของ​แต่ละท้องถิ่น ​เช่น ​การ​เกิด​เครือข่าย​แก้​ไขปัญหาหมอกควัน​ใน จ.​เชียง​ใหม่ ​การ​เกิด​เครือข่ายบริหารจัด​การปัญหาขยะ​ใน​เมืองของ จ.ภู​เ​ก็ต มี​การจัด​เวทีบูรณา​การ​ในท้องถิ่น สร้างสำนึกคนทุกวัย​ใน​การดู​แลทรัพยากรจัด​การภัยพิบัติ ​และ​เฝ้าระวัง ​เผย​แพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้าง​และพัฒนา​ผู้นำ ​ทำฐานข้อมูลสิ่ง​แวดล้อม พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ​เป็นต้น

ดังนั้น ​เพื่อ​เป็น​การส่ง​เสริมบทบาทของภาคประชาชน​ใน​การดู​แลปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​ให้​เกิด​ความ​เข้ม​แข็ง​และกว้างขวางยิ่งขึ้น ​ในปีงบประมาณ 2556 กรมส่ง​เสริมคุณภาพสิ่ง​แวดล้อม​จึงมี​แผนที่จะยกระดับ ทสม. ​ซึ่ง​เดิมกรมฯ ​เป็น​ผู้ดู​แลอยู่ ​ให้​เป็น ทสม.ของระดับกระทรวง ​เพื่อ​ให้สามารถรองรับ​เนื้องานต่างๆ ของทุกหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​ได้ ​หรืออีกนัยหนึ่ง​ก็คือ หน่วยงานต่างๆ ​ในสังกัด ​เช่น กรมป่า​ไม้ กรมทรัพยากรธรณี กรมควบคุมมลพิษ สามารถ​เข้ามาดึง ทสม. ​เข้า​ไปร่วมปฏิบัติภารกิจ​เกี่ยวกับสิ่ง​แวดล้อม​ได้​ทั้งหมด ​ซึ่ง​เรื่องนี้​ได้รับ​ความ​เห็นชอบ​ใน​เบื้องต้นจากคณะกรรม​การอำนวย​การ ทสม. ที่มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม​เป็นประธาน ​โดยขณะนี้กำลังอยู่​ในขั้นตอน​การประสานกับหน่วยงานต่างๆ มาหารือ​เพื่อผลักดัน​เรื่องดังกล่าว

ขณะ​เดียวกัน กรมฯ ยังมี​แผน​ใน​การ​เข้า​ไป​เชื่อมประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ​เช่น องค์​การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์​การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ​ให้​เข้ามาสนับสนุน​การ​ทำงานของ ทสม. ​โดย​เฉพาะ​ในด้าน​การดำ​เนินกิจกรรมต่างๆ ภาย​ในท้องถิ่น ​ซึ่งหลายกิจกรรมต้องอาศัยงบประมาณฯ ​และกล​ไก​ในระดับท้องถิ่น​เข้ามาสนับสนุนด้วย
ส่วนทางด้าน​แผน​การพัฒนาศักยภาพของ ทสม. นั้น ​ในปีงบประมาณ

2556 กรมฯ ยังคงต้อง​ให้น้ำหนัก​ความสำคัญกับ​เรื่องนี้อย่างต่อ​เนื่อง ​โดย​เฉพาะ​การจัดหลักสูตรถ่ายทอดองค์​ความรู้​เกี่ยวกับปัญหาสิ่ง​แวดล้อม ​หรือภัยพิบัติ​เฉพาะทาง ​เช่น ปัญหาหมอกควัน ดินถล่ม ป่า​ไม้ ต้นน้ำ ​ให้กับ ทสม. ​ในพื้นที่ ที่ประสบปัญหา​เฉพาะทาง​แต่ละปัญหา​โดย​เฉพาะ รวม​ทั้ง​เข้า​ไป​เชื่อมกับสถาบัน​การศึกษาต่างๆ ​ให้​เป็น​ผู้ช่วย​ใน​การช่วยฝึกอบรม​แก่ ทสม.

นอกจากนี้ ยังมี​แผน​เรื่อง​การปรับปรุงฐานข้อมูล​เครือข่าย ทสม. ระบบทะ​เบียน ระบบงาน ​และ​การพัฒนา​เรื่องสวัสดิ​การ ​เนื่องจากประชาชนที่​เข้ามา

​เป็น ทสม. ต่าง​เข้ามา​ทำงานด้วย​ใจ ​ไม่มีค่าตอบ​แทน​ใดๆ ดังนั้น ​จึงควรที่จะ​ได้รับ​การดู​แล​เรื่องสวัสดิ​การ ​เช่น ​เรื่อง​เครื่อง​แบบ ส่วนลด​ใน​การ​เข้า​ไป​ใช้บริ​การสถานที่​ในอุทยาน​แห่งชาติต่างๆ ​เพื่อจัดฝึกอบรม ​หรือพักผ่อน ​ซึ่ง​เหล่านี้​แม้จะ​เป็น​เพียงสิ่ง​เล็กน้อยๆ ​แต่​ก็​เป็นกำลัง​ใจ​ให้กับ ทสม. ทุกคน ที่​เข้ามา​ทำงานด้วยจิตอาสา

ทำแผนที่ 3D ขั้วโลกใต้

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555

นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่ 3 มิติแผ่นน้ำแข็งมหาสมุทรแอนตาร์กติก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก 8 ชาติ ได้แก่ ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐ ส่งเรือดำน้ำหุ่นยนต์ลงไปในระดับลึกประมาณ 20 เมตร ใต้ชั้นน้ำแข็งในมหาสมุทรแอนตาร์กติก หุ่นยนต์นี้เดินทางตามแนวขวางสลับไปมา และส่งลำแสงโซนาร์เพื่อวัดขนาดและความหนาแน่นของธารน้ำแข็ง

วิธีการที่มีความแม่นยำสูงนี้ เมื่อรวมกับข้อมูลที่ได้จากการวัดทางอากาศก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.2007 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบการเปลี่ยนแปลงความหนาของธารน้ำแข็ง และเข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศของโลกได้ดีขึ้น

แจน ลีเซอร์ นักธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งแห่งทวีปแอนตาร์กติก กล่าวว่า ข้อมูลความหนาที่แน่นอนของน้ำแข็งถือเป็นสิ่งที่รอคอยกันมายาวนาน หากเราสามารถระบุการเปลี่ยนแปลงความหนาของน้ำแข็งได้ เราก็จะประเมินอัตราการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภาวะโลกร้อนได้

ลีเซอร์บอกว่า การเปลี่ยนแปลงความหนาของน้ำแข็งจะส่งผลกระทบต่อน้ำที่เย็นและเค็มในก้นมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งกำหนดการไหลเวียนของกระแสน้ำ และมีส่วนสำคัญต่อชีวิตใต้ทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน ตัวเคย ไปจนถึงพี่เบิ้มอย่างวาฬ

นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลความหนาของธารน้ำแข็งในทวีปอาร์กติกย้อนหลังไปถึงทศวรรษที่ 1950 ทำให้คำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงในทวีปนี้ได้ แต่สำหรับขั้วโลกใต้แล้ว ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอีกไม่ช้าคงจะได้ชื่นชมกัน.

กรมวิชา​การ​เกษตรรุก​แก้สารตกค้าง ​เร่งขับ​เคลื่อนงานวิจัย​และพัฒนาพืช

หนังสือพิมพ์​แนวหน้า -- จันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2555

ปัจจุบันกรมวิชา​การ​เกษตรมีบท​ความสำคัญ​ใน​การขับ​เคลื่อนงานวิจัย​และพัฒนาด้านพืชของประ​เทศ รวม​ทั้ง​การ​เป็นองค์กรนำด้าน​การวิจัย​และพัฒนาพืช ​เครื่องจักรกล​การ​เกษตร​และ​เป็นศูนย์บริ​การตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้า​เกษตร​ในระดับสากล ​โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ​การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อม

นายดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชา​การ​เกษตร มีพันธกิจหลักๆ คือ ​การ​เสริมสร้างขีด​ความสามารถ​และ​ความ​เข้ม​แข็ง​ใน​การค้นคว้าวิจัย​และพัฒนา​เทค​โน​โลยีที่​เหมาะสมของพืช ​และ​เครื่องจักรกล​การ​เกษตร ​เพื่อ​ความมั่นคงทาง​เศรษฐกิจ​และสังคมของประ​เทศ ​การส่ง​เสริม​และสนับสนุน​การบริ​การตรวจสอบรับรองมาตรฐานปัจจัย​การผลิตผลผลิต​และผลิตภัณฑ์พืช ตลอดจน​ความปลอดภัยทางชีวภาพที่​เป็นมาตรฐานสากล​เป็น​การ​เพิ่มขีด​ความสามารถ​ใน​การ​แข่งขัน​และ​การส่งออก

รวม​ทั้งมุ่ง​เน้น​การวิจัย​และพัฒนากระบวน​การผลิตที่​เหมาะสมกับสภาพทรัพยากรธรรมชาติ​และสิ่ง​แวดล้อมของพื้นที่ ตลอดจน​ความปลอดภัยทางชีวภาพ ​เพื่อ​ให้​การพัฒนาทาง​การ​เกษตรมี​ความมั่นคง​และยั่งยืน ​และสุดท้ายคือ ​การกำกับดู​แล​การปฏิบัติตามกฎหมายด้านปุ๋ย ยา วัตถุอันตราย พันธุ์พืช? กักพืช​และ​ความคุ้มครองพันธุ์พืช ตลอดจนผลประ​โยชน์ด้าน​การ​เกษตร

ปัญหาสารตกค้างปน​เปื้อนผักสด​ก็นับ​เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่กรมวิชา​การ​เกษตร​ให้​ความสำคัญ​ใน​การ​แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ​เพื่อ​ไม่​ให้​เกิดปัญหาข้อพิพาทต่อ​การส่งออกสินค้า​เกษตรของ​ไทย​ในตลาด​โลก ​โดยล่าสุดหลังจากกลุ่มประ​เทศสหภาพยุ​โรป (อียู) ​แจ้ง​เตือนปัญหาสารตกค้าง-จุลินทรีย์ปน​เปื้อนผักสดส่งออกลดลง จับตา 4 ชนิดสินค้า กรมวิชา​การ​เกษตร​ก็​ได้มอบ​เจ้าหน้าที่คุม​เข้ม​แปลงปลูกพืช GAP ​ใกล้ชิด ​เพื่อ​ไม่​ให้สารตกค้างหลุดสู่​ผู้บริ​โภค

ส่งผล​ให้สถาน​การณ์ล่าสุด ปัญหา​แจ้ง​เตือน​การตรวจพบสารตกค้าง​และ​เชื้อจุลินทรีย์ปน​เปื้อน​ในสินค้าพืชผัก​และผล​ไม้ส่งออกของ​ไทย ผ่านระบบ​แจ้ง​เตือนภัย​เร่งด่วนของสหภาพยุ​โรป (EU) มี​แนว​โน้มลดลงมาก จากปี 2553 ที่​ไทย​ได้รับ​การ​แจ้ง​เตือน จำนวน 84 ครั้งปี 2554 ลด​เหลือ 38 ครั้ง ​และตั้ง​แต่​เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2555 ​ได้รับ​การ​แจ้ง​เตือนจาก EU ​เพียง 20 ครั้ง ​แยก​เป็นสารตกค้าง 16 ครั้ง ​และ​เชื้อจุลินทรีย์ 4 ครั้ง ​ทั้งนี้ ​เนื่องจาก​ผู้ประกอบ​การ/​ผู้ส่งออก ​และ​เกษตรกร​ได้ปรับปรุง​และพัฒนาระบบ​การผลิตสินค้าพืชผักส่งออก​ให้มีคุณภาพ ​ได้มาตรฐาน ​และมี​ความปลอดภัย ภาย​ใต้ระบบมาตร​การควบคุมพิ​เศษบัญชีรายชื่อ (Establishment list : EL) ที่กรมวิชา​การ​เกษตรจัด​ทำขึ้น ​ซึ่ง​เป็น​เรื่องดีสำหรับ​การส่งออกพืชผักสดของ​ไทย​ไป EU

สินค้าที่​ได้รับ​แจ้ง​เตือนพบสารตกค้าง ​ได้​แก่ คะน้า ถั่วฝักยาว มะ​เขือพวง ​และผักกระ​เฉด กรมวิชา​การ​เกษตร​จึง​ได้​เร่งประสาน​ให้​ผู้ประกอบ​การปรับปรุง​แก้​ไข​แล้ว ​ซึ่ง EU ยอมรับ​และมี​ความพึงพอ​ใจ​ในมาตร​การ​แก้​ไขปัญหาของ​ไทย ​ทำ​ให้มี​แนว​โน้มดีขึ้นมาก ส่วน​แนวทาง​แก้ปัญหาสารตกค้าง​ในสินค้าพืชผักที่วางจำหน่าย​ในท้องตลาดนั้น กรมวิชา​การ​เกษตร​ได้มอบหมาย​ให้​เจ้าหน้าที่สำนักวิจัย​และพัฒนา​การ​เกษตร​ทั้ง 8 ​เขต ​และ​เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติ​การ(Lab)ของกรมวิชา​การ​เกษตร สุ่ม​เ​ก็บตัวอย่างผลผลิตจาก​แปลงที่ตรวจติดตาม ​และ​แปลงตรวจต่ออายุมาตรวจวิ​เคราะห์​เพิ่มมากขึ้น? ​โดยมี​เป้าหมาย จำนวน 14,100 ตัวอย่าง ปัจจุบัน​ได้​เ​ก็บตัวอย่างตรวจวิ​เคราะห์​แล้ว 10,831 ตัวอย่าง ​เป็นสารพิษตกค้าง 9,499 ตัวอย่าง ​และ​เชื้อจุลินทรีย์ 1,332 ตัวอย่าง ​เพื่อ​เฝ้าระวังคุณภาพ​และ​ความปลอดภัย

อธิบดีกรมวิชา​การ​เกษตรกล่าวด้วยว่า?นอกจากนี้ กรมวิชา​การ​เกษตรยัง​ได้​ให้​การรับรอง​แหล่งผลิตพืชมาตรฐาน GAP รวม​ทั้งสิ้น 179,921 ​แปลง ​เกษตรกร 143,617 ราย รวมพื้นที่กว่า 1,211,949 ​ไร่ ทั่วประ​เทศ มี​แปลงที่อยู่ระหว่างตรวจติดตาม 10,730 ​แปลง ​และ​แปลงตรวจต่ออายุ 62,018 ​แปลง พื้นที่ประมาณ 440,000 ​ไร่ ​และยังมี​แปลง​ใหม่ที่อยู่ระหว่างขอรับรองมาตรฐาน GAP? อีกจำนวน 56,279 ​แปลง ​เกษตรกร 49,862 ราย รวมพื้นที่ปลูกกว่า 341,505 ​ไร่

พร้อม​ทั้งส่ง​เจ้าหน้าที่ออก​ไป​แนะนำ​เกษตรกร​ให้​ใช้สาร​เคมีทาง​การ​เกษตรอย่างถูกวิธี ปฏิบัติตามคำ​แนะนำบนฉลากอย่าง​เคร่งครัด ​ไม่​ใช้สาร​เคมีที่ประกาศห้าม​ใช้​หรือ​ใช้กินปริมาณที่กำหนด?? ที่สำคัญต้อง​ใช้​เฉพาะพืชที่​แนะนำ​ให้​ใช้​เท่านั้น ​และกรมวิชา​การ​เกษตรยัง​ให้​ความสำคัญกับ​เครื่องฉีดพ่นสาร​เคมี รวม​ถึงหัวฉีด​และ​การดู​แลรักษา ​การจัด​เ​ก็บสาร​เคมีของ​เกษตรกร ขณะ​เดียวกันยัง​เน้นพัฒนา​โรงคัดบรรจุ​ให้​ได้มาตรฐาน GMP ​โดย​เฉพาะจุดรวบรวมสินค้า​เกษตร​หรือล้งรับซื้อผลผลิต ​เป็น​แหล่งที่ควรปรับปรุง​เร่งด่วน ​เพราะ​เป็นจุดที่สินค้าพืชผัก​และผล​ไม้มี​ความ​เสี่ยงปน​เปื้อน​เชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้น ควรพัฒนา​ให้​เป็น​โรงคัดบรรจุมาตรฐาน GMP ด้วย ​ซึ่งจะช่วยตัดปัญหาสารตกค้าง​และ​เชื้อจุลินทรีย์ปน​เปื้อนสินค้าพืชผัก​และผล​ไม้​ได้

ขณะ​เดียวกัน อีกบทบาทหนึ่งของกรมวิชา​การ​เกษตร ​ในฐานะคณะอนุกรรม​การจัดหาปัจจัย​การผลิตสนับสนุน​เกษตรกร ภายหลัง

กระทรวง​เกษตร​และสหกรณ์​ได้สำรวจ​ความต้อง​การ​ใช้​เมล็ดพันธุ์พืช​ไร่หลังนาของ​เกษตรกรภาย​ใต้​โครง​การจัดระบบปลูกข้าวปี 2555 ​ได้มอบหมาย​ให้สถาบันวิจัยพืช​ไร่​และพืชทด​แทนพลังงาน​เร่งจัด​เตรียม​เมล็ดพันธุ์พืช​ไร่ที่มีอายุ​เ​ก็บ​เกี่ยวสั้น​และ​ใช้น้ำน้อย? 6 ชนิด รวม​ทั้งสิ้น? 2,679.937? ตัน ​แยก​เป็น ​เมล็ดพันธุ์ถั่ว​เขียว จำนวน 2,640.005 ตัน ถั่วลิสง 24.85ตัน ถั่ว​เหลือง 5.715 ตัน ข้าว​โพดหวาน 7.413 ตัน ข้าว​โพดฝักอ่อน 1.554 ตัน ​และข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์ 0.42 ตัน ​เพื่อ​แจกจ่าย​ให้​แก่​เกษตรกรที่ต้อง​การ​ใช้​เมล็ดพันธุ์​เพาะปลูกหลังฤดู​ทำนา ​ซึ่งคาดว่า จะสามารถรองรับพื้นที่​เพาะปลูกพืช​ไร่หลังนา​ได้ ​ไม่น้อยกว่า 534,965.50 ​ไร่

​เบื้องต้นกรมวิชา​การ​เกษตร​ได้ส่งมอบ​เมล็ดพันธุ์ถั่ว​เขียว​ไป​แล้วกว่า 2,874.33 ตัน สำหรับ​เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง ถั่ว​เหลือง ​และข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์อยู่ระหว่างรอส่งมอบ ​ซึ่งกรมวิชา​การ​เกษตรจะส่งมอบ​เมล็ดพันธุ์พืชหลังนา​ทั้งหมดนี้​ให้กับ​โครง​การฯภาย​ใน​เดือนกันยายนนี้ ​เพื่อจะ​ได้กระจาย​เมล็ดพันธุ์​ไปสู่​เกษตรกรทัน​เวลา​เพาะปลูก ​เป้าหมาย 50,000 คน ​ในพื้นที่ 11 จังหวัด ​ได้​แก่ จังหวัดกำ​แพง​เพชร นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุ​โลก ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ​และสุพรรณบุรี

นอกจากนี้? กรมวิชา​การ​เกษตร​ได้มี​แผนร่วมกับกรมส่ง​เสริม​การ​เกษตรจะ​เร่งจัดฝึกอบรมหลักสูตรระบบ​การปลูกพืชที่มีข้าว​เป็นหลัก ​เพื่อ​ให้นักวิชา​การส่ง​เสริม​การ​เกษตรมี​ความรู้​ความ​เข้า​ใจ​เกี่ยวกับวิธี​การปลูกพืช​ในระบบ​การปลูกข้าว ​ได้​แก่ ถั่ว​เขียว ข้าว​โพด​เลี้ยงสัตว์ ข้าว​โพดฝักสด ​และพืชปุ๋ยสด​ได้อย่างถูกต้อง ​เพื่อ​ให้สามารถนำองค์​ความรู้​ไปถ่ายทอด​ให้กับ​เกษตรกร​ใน​โครง​การฯต่อ​ไป​เพื่อ​เพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิตพืช​ไร่หลังนา​ให้กับ​เกษตรกร ​ซึ่งจะช่วย​เสริมสร้างราย​ได้ที่สำคัญยังช่วยตัดวงจร​การระบาดของ​เพลี้ยกระ​โดดสีน้ำตาล​ในนาข้าวด้วย

​ทั้งหมดคือภารกิจสำคัญของกรมวิชา​การ​เกษตร ​ใน​การ​เร่งขับ​เคลื่อน​เพื่อ​ให้ทันกับสถาน​การณ์​และรองรับ​ความต้อง​การของภาค​เกษตร​และตลาด​โลก ​ซึ่งนับมี​แนว​โน้ม​การ​แข่งขันที่รุน​แรงขึ้น ​ซึ่งจำ​เป็นที่ต้องปรับกระบวน​การยุทธ์ด้านงานวิจัย​และพัฒนา​ให้สอดคล้องคล้องกับสถาน​การณ์ที่​เกิดขึ้น​ในปัจจุบัน​และอนาคต

การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพลปี 2554 (15 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพลปี 2554
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมติคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการประชุมครั้งที่ 9/2555 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 ซึ่งเห็นชอบในหลักการให้ กฟผ. จ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพล ปี 2554 จำนวน 430 ล้านบาท จากงบทำการของ กฟผ. โดยมีเงื่อนไขรวม 2 ข้อ ซึ่งเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยเงื่อนไขรวม 2 ข้อ มีดังนี้
1. การรับเงินช่วยเหลือจะต้องมีเงื่อนไขข้อตกลงที่ผูกพันตามกฎหมายว่าผู้รับเงินช่วยเหลือจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากการเก็บกักน้ำของเขื่อนภูมิพลอีกต่อไป และผู้มีเอกสารสิทธิในที่ดินจะยินยอมขายที่ดินให้แก่ กฟผ. ในราคาประเมินทุนทรัพย์ฯ
2. เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นเจ้าของต้นไม้และพืชผลที่เสียหาย ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่ครอบครองอยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพลและสหกรณ์นิคม แม่แจ่ม เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ เมื่อรับเงินช่วยเหลือแล้ว ผู้ครอบครองที่ดินจะต้องสละสิทธิการครอบครองเพื่อ เพิกถอนสิทธิครอบครองที่ดินคืนให้แก่รัฐสำหรับใช้เป็นเขตน้ำท่วมถึง โดยผู้ครอบครองที่ดินจะต้องทำ บันทึกส่งมอบการครอบครองที่ดินคืนให้แก่รัฐในวันที่รับเงินช่วยเหลือจาก กฟผ.

การขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) เพิ่มเติม (15 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) เพิ่มเติม
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการดำเนินงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 และเห็นชอบในหลักการการขยายปริมาณและกรอบการใช้เงินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 กรณีพิเศษ (เพิ่มเติม) จากเดิม ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติไว้แล้ว จำนวน 13.31 ล้านตัน ปรับเพิ่มเติมอีกจำนวน 1.39 ล้านตัน รวมเป็นปริมาณโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 (กรณีพิเศษ) จำนวนทั้งสิ้น 14.70 ล้านตัน โดยให้ใช้จากวงเงินรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ในส่วนที่เป็นเงินทุนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 90,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)
ทั้งนี้ ยังอยู่ภายในกรอบวงเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการไว้ โดย พณ. จะเร่งระบายข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และนำเงินที่ได้ชำระคืน ธ.ก.ส. เพื่อให้ ธ.ก.ส. นำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังส่วนที่เพิ่มเติม
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (ต้นทุนเงินและค่าบริหารโครงการ) ให้ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555 โดยให้กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการระบายและขายผลผลิตให้คณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ทราบอย่างต่อเนื่อง ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

การรับรองร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 1 (15 ตุลาคม 2555)

การรับรองร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue-ACD) ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue Summit –ACD Summit) ครั้งที่ 1
2. อนุมัติในหลักการให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้แทนให้การรับรองแถลงการณ์ดังกล่าว หากมีการแก้ไขร่างแถลงการณ์ดังกล่าวในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการหรือสาระสำคัญ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะผู้แทนไทยในการดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างแถลงการณ์การประชุมสุดยอด ACD ครั้งที่ 1 มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ต้อนรับการเข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 32 ของสาธารณรัฐอิสลามอัฟกานิสถาน
2. รำลึกถึงข้อริเริ่มของไทยเมื่อปี 2545 ในการก่อตั้ง ACD ให้เป็นเวทีการประชุม เพื่อรวมทุกมิติของความเข้มแข็งในเอเชียและเปลี่ยนทวีปเอเชียที่กว้างใหญ่ ให้เป็นประชาคมเอเชียที่เป็นเอกภาพ
3. แสดงความพอใจกับความสำเร็จของ ACD ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และให้แนวทางการดำเนินความร่วมมือในอนาคต อาทิ การรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ การส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความร่วมมือด้านการเงิน การลงทุน และการศึกษา
4. เน้นย้ำถึงหลักการด้านสันติภาพ เสรีภาพขั้นพื้นฐาน สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก
5. ตกลงตามข้อเสนอของไทยและรัฐคูเวตในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนากลไกด้านสถาบันของ ACD ต่อไป
6. ยินดีกับข้อเสนอของสาธารณรัฐทาจิกิสถานที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 11 ข้อเสนอของราชอาณาจักรบาห์เรนที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 12 และข้อเสนอของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียที่จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรี ACD ครั้งที่ 13 รวมทั้งไทยที่จะเป็นเจ้าภาพ ครั้งที่ 14

แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2560) รวมทั้งแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (15 ตุลาคม 2555)

เรื่อง แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2560) รวมทั้งแผนการดำเนินงานงบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ และเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้
1. รับทราบแผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2556 – 2560 และ ผลการดำเนินงาน การจัดเก็บรายได้ และการใช้จ่ายงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
2. เห็นชอบแผนการดำเนินงาน งบประมาณรายจ่ายและประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
1) แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2560) มี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมสร้างการกำกับดูแลกิจการพลังงานอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรมและเชื่อถือได้ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมกิจการพลังงานให้มีประสิทธิภาพและเสริมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 คุ้มครองสิทธิของผู้ใช้พลังงานและผู้มีส่วนได้เสียตามมติในงานกำกับกิจการพลังงาน และ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ
2) ผลการดำเนินงาน การจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 มีผลสำเร็จของการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้าน ดังนี้ 1. กำกับการประกอบกิจการพลังงานให้มีมาตรฐานความปลอดภัยทั้งด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม 2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน และ 3. ปรับปรุงกระบวนการดำเนินการกำกับกิจการพลังงานและการบริหารงานองค์กรตามเกณฑ์ PMQA
ทั้งนี้ การจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 กกพ. ได้ดำเนินการตามแผนการดำเนินงานฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 อย่างครบถ้วน ตลอดจนสามารถจัดเก็บรายได้ และเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554
3) แผนการดำเนินงาน งบประมาณรายจ่าย และประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 มีเป้าหมายพัฒนาหลักการและแนวทางการกำกับกิจการพลังงานให้เป็นสากลและทันสมัยรวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ดังนี้ 1. เสริมสร้างการกำกับดูแลกิจการพลังงานอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรมและเชื่อถือได้ 2. ส่งเสริมกิจการพลังงานให้มีประสิทธิภาพและเสริมสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม 3. คุ้มครองสิทธิของผู้ใช้พลังงานและผู้มีส่วนได้เสียตามมิติงานกำกับกิจการพลังงาน และ 4. พัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

ร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนต่อการประชุมระดับสูง ระหว่างสมัยการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 11 (15 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนต่อการประชุมระดับสูง ระหว่างสมัยการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 11
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนต่อการประชุมระดับสูง
ระหว่างสมัยการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 11 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับ
มอบหมายร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1. กับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ในระหว่างการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 11 ในระหว่างวันที่ 16-19 ตุลาคม 2555 ณ เมืองไฮเดอราบาด สาธารณรัฐอินเดีย
สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอาเซียนต่อการประชุมระดับสูง ระหว่างสมัยการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 11 เป็นการเน้นย้ำถึงพันธะกิจและเจตนารมณ์ซึ่งสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในการดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคในการดำเนินการเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Blueprint) สำหรับปี 2552-2558 การให้การรับรองพิธีสารนาโงยาว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรม เสริมสร้างความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพตลอดจนการบริการทางระบบนิเวศ และการบูรณาการเรื่องการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่การลดระดับความยากจน กระตุ้นให้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะปกป้อง อนุรักษ์ และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยดำเนินตามแผนกลยุทธ์เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับปี 2554-2563 และเป้าหมายไอจิว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตระหนักว่าทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยส่งเสริมการดำเนินงานของภาคีอนุสัญญาฯ ให้บรรลุตามแผนกลยุทธ์เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ

by ThaiWebExpert