แต่งตั้ง (31 มกราคม 2555)

        1.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในกรณีที่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล) 2. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสุรวิทย์  คนสมบูรณ์) โดยให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        2.  รัฐบาลสาธารณรัฐคีร์กีซเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐคีร์กีซ มีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายอัสการ์ เบซิมอฟ (Mr. Askar Beshimov) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัตรราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคีร์กีซประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สืบแทน                   นายแอร์ลาน บี. อับดุลแดอีฟ (Mr.Erlan B. Abdyldaev) ซึ่งมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

        3.  แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนี้
        1. นายทรงคุณ  วิญญูวรรธน์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา) กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาพยาธิวิทยา) กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2552
         2. นายอุดม  ไกรฤทธิชัย นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) กลุ่มงานอายุรศาสตร์ กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน  2553
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

          4.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง (เพิ่มเติม)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายอัชพร  จารุจินดา เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        5.  แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ (จำนวน 9 คน)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
        1. ให้กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่พ้นจากตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ตามมาตรา 15 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2535
         2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ชุดใหม่ (จำนวน 9 คน) ดังนี้  1) นายเอนก  เพิ่มวงศ์เสนีย์ ประธานกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 2) นายจุลยุทธ     หิรัณยะวสิต กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ)    3) นายนัที  เปรมรัศมี กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 4) นางพรศิริ มโนหาญ กรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศ กค. เรื่องบัญชีฯ) 5) นางลัดดาวัลย์  สินธุรักษ์ กรรมการ 6) นายธัชสกล  พรหมจมาศ กรรมการ 7) นายพงษ์ทร  ชยาตุลชาติ กรรมการ 8) นางสาวสิริวรรณ  สุวรรศร กรรมการ 9) นางสาวกานท์ชญา  เทียนแก้วชญา กรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป สำหรับนางลัดดาวัลย์  สินธุรักษ์ ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป  

        6.  ปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอปรับปรุงองค์ประกอบในคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ ดังนี้
         1. ยกเลิกองค์ประกอบใน “ลำดับที่ 1.2 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์  คนสมบูรณ์)     รองประธานกรรมการ และลำดับที่ 1.3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา  สีหลักษณ์) เป็นรองประธานกรรมการ” และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน “ลำดับที่ 1.2 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 ลำดับที่ 1.3 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2”  
         2. ยกเลิกองค์ประกอบในลำดับที่ 1.11 “ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ” และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน “ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการแต่งตั้ง จำนวน 3 คน เป็นกรรมการ”

        7.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม)
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งนายสนั่น  วาริทสวัสดิ์ และนายธนะรัตน์  วดีศิริศักดิ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ (เพิ่มเติม) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        8.  แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แทนกรรมการเดิมที่ขอลาออก จำนวน 2 ราย ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ 1. นายเรวัต  วิศรุตเวช เป็นกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) 2. นางพรศิริ มโนหาญ เป็นกรรมการ (เป็นผู้มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง บัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        9.  แต่งตั้งประธานผู้แทนการค้าไทย
         คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 30/2555 เรื่อง แต่งตั้งประธานผู้แทนการค้าไทย ดังนี้
        อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 3 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง นายโอฬาร  ไชยประวัติ ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ประธานผู้แทนการค้าไทย และให้ประธานผู้แทนการค้าไทยมีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 5 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552
        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม  2555 เป็นต้นไป

        10.  แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบหมายการรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในกรณี ที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามนัยมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1. พลตำรวจตรี ชัจจ์  กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม 2. นายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

        11.  แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
        1. นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
         2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์  สมานพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        12.  มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบหมายเป็นหลักการให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ตามลำดับดังนี้ 1. นายทนุศักดิ์  เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2. นายวิรุฬ  เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

        13. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 29/2555  เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 29/2555  เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534               ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน  (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545   มาตรา 11  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534         ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550   และข้อ 13 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547  นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 168/2554   ลงวันที่ 22 กันยายน 2554  และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตาม การปฏิบัติราชการในภูมิภาค  ดังต่อไปนี้
1.  พื้นที่
    1.1  รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 6 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่ จังหวัดชุมพร  จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดพัทลุง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี
        เขตตรวจราชการที่ 7 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดกระบี่  จังหวัดตรัง  จังหวัดพังงา  จังหวัดภูเก็ต  จังหวัดระนอง
               เขตตรวจราชการที่ 8     ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดนราธิวาส  จังหวัดปัตตานี  จังหวัดยะลา  จังหวัดสงขลา  จังหวัดสตูล
1.2  รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม  อยู่บำรุง) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดบึงกาฬ  จังหวัดเลย  จังหวัดหนองคาย  จังหวัดหนองบัวลำภู  จังหวัดอุดรธานี
     เขตตรวจราชการที่ 11 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดนครพนม  จังหวัดมุกดาหาร  จังหวัดสกลนคร    
        เขตตรวจราชการที่ 12  ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดกาฬสินธุ์  จังหวัดขอนแก่น  จังหวัดมหาสารคาม  จังหวัดร้อยเอ็ด
    1.3  รองนายกรัฐมนตรี  (นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 5     ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จังหวัดเพชรบุรี  จังหวัดสมุทรสาคร  จังหวัดสมุทรสงคราม
                เขตตรวจราชการที่ 9      ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดจันทบุรี  จังหวัดชลบุรี  จังหวัดตราด  จังหวัดระยอง
        เขตตรวจราชการที่ 18 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดกำแพงเพชร  จังหวัดนครสวรรค์  จังหวัดพิจิตร  จังหวัดอุทัยธานี

    1.4  รองนายกรัฐมนตรี  (พลเอก ยุทธศักดิ์  ศศิประภา) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
    เขตตรวจราชการที่ 13 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดยโสธร  จังหวัดศรีสระเกษ  จังหวัดอำนาจเจริญ  จังหวัดอุบลราชธานี
              เขตตรวจราชการที่ 14 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดชัยภูมิ  จังหวัดนครราชสีมา  จังหวัดบุรีรัมย์  จังหวัดสุรินทร์
        เขตตรวจราชการที่ 17  ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดตาก  จังหวัดพิษณุโลก  จังหวัดเพชรบูรณ์  จังหวัดสุโขทัย  จังหวัดอุตรดิตถ์
    1.5  รองนายกรัฐมนตรี  (นายชุมพล  ศิลปอาชา) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 2 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดชัยนาท  จังหวัดลพบุรี  จังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดอ่างทอง
            เขตตรวจราชการที่ 4 ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดนครปฐม  จังหวัดราชบุรี   จังหวัดสุพรรณบุรี
    1.6  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 3 ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดฉะเชิงเทรา   จังหวัดนครนายก  จังหวัดปราจีนบุรี  จังหวัดสมุทรปราการ  จังหวัดสระแก้ว    
    1.7  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล)  กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
            เขตตรวจราชการที่ 15  ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่  จังหวัดเชียงใหม่  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  จังหวัดลำปาง  จังหวัดลำพูน
             เขตตรวจราชการที่ 16  ของสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้แก่  จังหวัดเชียงราย  จังหวัดน่าน  จังหวัดพะเยา  จังหวัดแพร่
    1.8  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
        เขตตรวจราชการที่ 1  ของสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้แก่   จังหวัดนนทบุรี  จังหวัดปทุมธานี  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดสระบุรี
    2.  การกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคตามคำสั่งนี้  หมายถึง  การตรวจราชการ  การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานเหตุการณ์และผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ยุทธศาสตร์ของชาติ ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัด การประสานราชการเพื่อให้เกิดการบูรณาการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัด ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การเร่งรัด การติดตามผล การให้คำแนะนำช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่  และการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
    3.  ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานปัญหาอุปสรรค แนวทางการแก้ไข  ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ อันเนื่องจากการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการหรือพื้นที่ในความรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรี
    4.  ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีติดภารกิจจำเป็นเร่งด่วน สามารถมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่แทน แล้วรายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบต่อไป
    5.  ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด  ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการ    ในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล  อำนวยความสะดวก  และ ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ด้วย
    6.  ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจากงบประมาณของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมวดเงินอุดหนุนทั่วไป  โครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี
    ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่   31   มกราคม  พ.ศ.  2555 เป็นต้นไป

         
       
 

ขออนุมัติค่าดำเนินการในการจัดส่งข้าวไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติ (31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,262,070.40 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 72,386,253 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32 บาท) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (จัดส่ง เก็บรักษา และแจกจ่าย) ตามที่โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) เรียกเก็บต่อไป ตามที่ กต. เสนอ  โดยให้ กต. ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
         สาระสำคัญของเรื่อง
         กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) รายงานว่า
         1.  เมื่อกันยายน 2554 กต. ได้รับแจ้งจาก WFP ว่า ได้แจกจ่ายข้าวที่รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติเรียบร้อยแล้ว  และโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในสาธารณรัฐเฮติโดยการประสานงานของ WFP (หมายเลขโครงการ EMOP 200110) ได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นและปิดโครงการไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2011 โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (จัดส่ง เก็บรักษา และแจกจ่าย) เป็นเงินทั้งสิ้น 2,262,070.40 ดอลลาร์สหรัฐ  
         2. โดยที่ WFP เรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายในการจัดส่งข้าวในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แต่คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ (ไม่ระบุจำนวนเงิน) ให้เบิกค่าใช้จ่ายจากงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นอกจากนั้น วงเงินที่ กต. เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการเมื่อปี 2553 เป็นค่าใช้จ่ายประมาณการของการจัดส่งข้าวล็อตที่สองไปยังสาธารณรัฐโดมินิกัน  เนื่องจากขณะนั้นสภาพภูมิประเทศของสาธารณรัฐเฮติเป็นไปด้วยความยากลำบาก  แต่ต่อมาเมื่อสถานการณ์ภายในของสาธารณรัฐเฮติพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น การจัดส่งข้าวล็อตที่สองจึงสามารถจัดส่งไปถึงสาธารณรัฐเฮติได้โดยตรง  ส่งผลให้วงเงินที่ WFP เรียกเก็บสูงกว่าที่ กต. เคยขออนุมัติคณะรัฐมนตรีไว้ที่จำนวน 1,876,557 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 63,802,931 บาท กต. จึงมีความจำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จากคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อชำระเงินให้กับ WFP ตามที่เก็บต่อไป  

       
 

การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ ดังนี้
         1. เห็นชอบในหลักการร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (Memorandum of Understanding on the Establishment of the BIMSTEC Cultural Industries Commission-BCIC and BIMSTEC Cultural Industries Observatory-BCIO)
         2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC
         สาระสำคัญของเรื่อง
         วธ. รายงานว่า
         1. สืบเนื่องจากผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BIMSTEC (กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ) ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 2552 ณ กรุงเนปิดอว์ เมียนมาร์ วธ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC (Memorandum of Understanding on the Establishment of BIMSTEC Cultural Industries Commission and BIMSTEC Cultural Industries Observatory) เพื่อให้ไทยพร้อมที่จะลงนามความตกลงในระหว่างการประชุมผู้นำ BIMSTEC ครั้งที่ 3 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2555 ณ กรุงเนปิดอว์ เมียนมาร์  
         2. กรอบความร่วมมือ BIMSTEC หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยมีความร่วมมือ 13 สาขา และในสาขาความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ประเทศภูฏานเป็นประเทศนำ  ซึ่งได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส  โดยประเทศภูฏานเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ณ เมืองพาโร และเมืองทิมพู ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบการจัดตั้งองค์กรด้านอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมของ BIMSTEC คือ
             2.1 คณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BIMSTEC Cultural Industries Commission-BCIC)  
             2.2 ศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BIMSTEC Cultural Industries Observatory-BCIO)
ต่อมาที่ประชุมระดับผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจเพื่อจัดตั้ง BCIC และ BCIO ซึ่งประเทศอินเดียได้ให้การรับรองร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว  ในที่ประชุมระดับรัฐมนตรี BIMSTEC ครั้งที่ 10 ณ ประเทศอินเดีย
         3. สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม BIMSTEC สรุปได้ดังนี้  
             3.1 วัตถุประสงค์
                 เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมและศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม เผยแพร่ข้อมูล และอำนวยความสะดวกให้รัฐภาคีเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว  
             3.2 ลักษณะความร่วมมือ  
                 3.2.1 เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม  โดยมีคณะกรรมการอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (BCIC) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรม (BCIO) และศูนย์ปฏิบัติการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (BCIO) ทำหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ก่อตั้งเว็บไซต์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมภายในภูมิภาค BIMSTEC และสนับสนุนรัฐภาคีในการพัฒนาแผนและยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างเครือข่ายกับสถาบันที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรม  
                  3.2.2 ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) ได้รับการเสนอชื่อโดยประเทศภูฏาน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 10 ปี หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ (BCIC) สามารถทบทวนการดำรงตำแหน่งได้ ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฯ ทำหน้าที่เลขาธิการบริหาร คณะกรรมการฯ ดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้แทนระดับสูงที่ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐภาคี รัฐละ 1 คน มีวาระตามปกติ 3 ปี และสามารถพิจารณาต่อวาระได้  
                 3.2.3 คณะกรรมการฯ (BCIC) ประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยจัดตั้งขึ้นก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีวัฒนธรรม BIMSTEC โดยรัฐภาคีหมุนเวียนเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุมเรียงตามลำดับตัวอักษร  
             3.3 งบประมาณ  
                 งบประมาณของศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายสถาบันและค่าใช้จ่ายโครงการ ซึ่งจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการฯ (BCIC) และค่าใช้จ่ายกองทุน  โดยประเทศเจ้าภาพเป็นฝ่ายรับผิดชอบ
             3.4 การเริ่มต้นมีผลบังคับใช้  
                 ศูนย์ปฏิบัติการฯ (BCIO) จะเริ่มดำเนินงานนับตั้งแต่วันที่มีการลงนามในข้อตกลงฉบับนี้

 

ความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งเนปาล(31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อการขอแก้ไขชื่อคู่ภาคีความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเนปาลจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้ (18 มกราคม 2548) “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” ตามที่กระทรวง         การต่างประเทศ (กต.) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กต. รายงานว่า
        1. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติการจัดทำความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเนปาล               (มติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548) แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวเนปาลประสบกับสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง ฝ่ายไทยจึงได้ชะลอการลงนามออกไปก่อน
        2. ต่อมาปี 2551 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และปี 2552 ฝ่ายเนปาลได้ให้ความเห็นชอบต่อ           ร่างความตกลงฯ และพร้อมลงนามแล้ว แต่ขอเปลี่ยนแปลงชื่อประเทศในร่างความตกลงฯ จาก “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” (His Majesty’s Government of Nepal) เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” (The Government of Nepal) ซึ่งสรุปสาระสำคัญของร่างความตกลงดังกล่าว ดังนี้
            2.1 ร่างความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรม ศิลปะ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ภาษา ดนตรี ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ สื่อมวลชน วรรณศิลป์ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนทุนการศึกษา ทุนฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมระยะสั้น การวิจัย การประชุมเชิงปฏิบัติการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนกิจกรรมและการเยือนระหว่างบุคลากรทางศาสนา ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิชาการ ศิลปินระหว่างกัน
            2.2 บทบัญญัติข้อ 6 ของร่างความตกลงฯ ระบุว่า ความตกลงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ลงนาม
            2.3 กต. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างความตกลงดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  และเห็นว่าเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2551  
        3. การขอแก้ไขชื่อคู่ภาคีจาก “รัฐบาลแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล” เป็น “รัฐบาลแห่งเนปาล” จะไม่มีผลกระทบต่อสารัตถะของร่างความตกลงฯ แต่เป็นการแก้ไขชื่อคู่ภาคีซึ่งเป็นระบอบการปกครองใหม่จึงถือเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญ

 

สรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554(31 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปสถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ
        สาระสำคัญ สถานการณ์นักท่องเที่ยว ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 สรุปได้ดังนี้
        1. นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดือนธันวาคม 2554
        ในเดือนธันวาคม 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 1,774,749 ลดลง 45,002 คน จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา หรือลดลง 2.47% โดยเกิดจากการลดลงของเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นภูมิภาคโอเชียเนียและอเมริกา ทั้งนี้ประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน รัสเซีย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
    2. นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เดือนมกราคม - ธันวาคม 2554
        ในช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทย จำนวน 19,098,323 คน เพิ่มขึ้น 3,161,923 คน หรือเพิ่มขึ้น 19.84% โดยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ภูมิภาคที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เอเชียตะวันออก โอเชียเนีย และเอเชียใต้ ตามลำดับ สำหรับประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลี อินเดีย ลาว ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
    3. ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
        การขยายตัวของการเดินทางท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย เป็นต้น เกิดจากความมั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทย ความนิยมต่อแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย และ               ผลการดำเนินการตามแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยลดอุปสรรคด้านการเดินทางท่องเที่ยวช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์กระตุ้นและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของอุทกภัยมีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเดือนพฤศจิกายนลดลง 17.92% และปรับตัวดีขึ้นในเดือนธันวาคม โดยลดลงเพียง 2.47%
    4. แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ปี 2555
        องค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) คาดว่าแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวโลกในปี 2555 จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวจากปี 2554 โดยคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3% - 4% โดยปัจจัยลบที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวโลกที่สำคัญ คือ วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังไม่สิ้นสุด แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จากการวิเคราะห์สถิติการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2554 และแนวโน้มสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวโลก ตลอดจนแผนงานและมาตรการด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์และกระตุ้นตลาดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของไทยในปี 2555 จะขยายตัวประมาณ 8% - 10%
    5. ผู้เดินทางชาวไทยเดินทางออกไปต่างประเทศ ปี 2554
        ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2554 มีผู้เดินทางชาวไทยเดินทางออกไปต่างประเทศ จำนวน 5,761,252 คน เพิ่มขึ้น 152,288 คน คิดเป็น 2.72% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผู้เดินทางชาวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) (31 มกราคม 2555)

    
        การพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) ในพื้นที่ 53 จังหวัด และขออนุมัติงบกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตามมติการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 1/2555

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 5,000 บาท (เพิ่มเติม) ในพื้นที่ 53 จังหวัด และขออนุมัติงบกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ตามมติการประชุมคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) ครั้งที่ 1/2555 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้
        1. ในพื้นที่ 53 จังหวัด เห็นชอบในหลักการในการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่จังหวัดที่เกิดอุทกภัยและยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งการเห็นชอบในการช่วยเหลือในครั้งนี้ กรอบครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 273,422 ครัวเรือน เป็นเงิน 1,367,110,000 บาท โดยใช้เงินงบกลางและกรอบครัวเรือนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ของ 62 จังหวัด ซึ่งยังมีกรอบครัวเรือนเหลืออยู่ จำนวน 769,813 ครัวเรือน ซึ่งเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
        2. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เห็นชอบในหลักการให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งการเห็นชอบในการช่วยเหลือในครั้งนี้ กรอบครัวเรือนรวมทั้งสิ้น 467,887 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,339,435,000 บาท โดยขออนุมัติงบกลางในการช่วยเหลือเพิ่มเติม และกำหนดให้การช่วยเหลือเสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ ครม. ให้ความเห็นชอบ รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือผู้ระสบภัยพิบัติอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท ในเขตพี้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เสร็จสิ้นพร้อมกับที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในครั้งนี้ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย (ฉบับที่ ..) (การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย) (31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ  และให้ส่งร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ ประสบอุทกภัย (ฉบับที่ ..) ให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา         แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังแจ้งคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) และคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.) ทราบด้วย  
         สาระสำคัญของร่างประกาศ
        1. ผู้ที่ได้รับสิทธิยกเว้นอากร คือ ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายจาก อุทกภัยในพื้นที่ที่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี  ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) หรือหน่วยงานที่ อก. มอบหมายให้การรับรอง
         2. ของที่นำเข้าต้องเป็นของใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งาน และเป็นของชนิดเดียวกันหรือแบบใกล้เคียงกับที่ผู้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรผลิตอยู่ในโรงงานของตนก่อนประสบอุทกภัย  
         3. ผู้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรต้องเป็นผู้นำของเข้าเอง  
         4. ของที่นำเข้าต้องได้รับการอนุมัติการนำเข้าจาก อก. หรือหน่วยงานที่ อก. มอบหมาย
         5. ระยะเวลาการให้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าดังกล่าวข้างต้นให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2555 ทั้งนี้ เพื่อสอดคล้องกับระยะเวลาสิ้นสุดการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร รถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วนยานยนต์ ที่ กค. ได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย ลงวันที่       5 มกราคม 2555 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยในกลุ่มนี้ไปแล้ว  

 

ร่างพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ....(31 มกราคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ....  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
        สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
        1. กำหนดคำนิยาม คำว่า “สัตว์น้ำ” “ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ” “การประมง” “ทำการประมง” “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” “การดูแลรักษาสัตว์น้ำหลังการจับ” “การแปรรูปสัตว์น้ำ” “ที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ” “ที่จับสัตว์น้ำ” “เครื่องมือทำ           การประมง” เป็นต้น (ร่างมาตรา 4)
        2. กำหนดให้มีมาตรการในการบริหารจัดการการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ กำหนดให้มีรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยอนุมัติรัฐมนตรีภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบมีอำนาจประกาศควบคุมการทำการประมงในเขตประมงน้ำจืดและเขตประมงทะเลชายฝั่ง และกำหนดหลักเกณฑ์ในการจดทะเบียนผู้ประกอบอาชีพการประมงหรืออาชีพในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประมง เพื่อควบคุมผู้ประกอบอาชีพการประมงหรืออาชีพในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ       การประมง และกำหนดให้กรมประมงมีหน้าที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นในการจัดการ  การบำรุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อให้การบริหารจัดการด้านประมงเป็นไปอย่าง       มีประสิทธิภาพและยั่งยืน (ร่างมาตรา 6 ถึงร่างมาตรา 8)
        3. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านการประมง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมีอธิบดีกรมประมงเป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายด้านการประมง ตลอดจนมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อปฏิบัติงานแทนหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย (ร่างมาตรา 9 ถึง    ร่างมาตรา 14)
        4. กำหนดให้มีการเก็บสถิติการประมง เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยและการบริหารจัดการด้านการประมง โดยกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดท้องที่ที่จะทำการเก็บสถิติการประมง และกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการประมงในเวลาทำการของสถานที่นั้นเพื่อทำการตรวจสอบและจัดเก็บสถิติการประมง (ร่างมาตรา 15 ถึงร่างมาตรา 17)
        5. กำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมง หรืออาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ หรือกระทำการใด ๆ อันทำให้สัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำมึนเมา หรือปล่อย เท ทิ้ง ระบาย หรือทำให้สิ่งใดลงสู่ที่จับสัตว์น้ำในลักษณะที่เป็นอันตรายแก่สัตว์น้ำ หรือทำให้ที่จับสัตว์น้ำเกิดมลพิษ กำหนดห้ามครอบครองสัตว์น้ำที่ได้มาโดยรู้ว่าเป็นสัตว์น้ำที่ได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้น การปลูกสร้างสิ่งใด การแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่จับสัตว์น้ำซึ่งมิใช่ที่ของเอกชนให้ผิดไปจากสภาพที่เป็นอยู่ การติดตั้ง วาง หรือสร้างเขื่อน ฝาย ทำนบ รั้ว เครื่องมือ ที่เป็นตาข่าย หรือเครื่องมือทำ      การประมงอื่น ๆ การควบคุม การครอบครองสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และการควบคุมการครอบครองเครื่องมือทำ          การประมงที่ใช้ทำการประมงและมีผลเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอย่างร้ายแรง (ร่างมาตรา 18 ถึงร่างมาตรา 28)
        6. กำหนดให้มีเขตการประมง ในน่านน้ำไทย โดยแบ่งออกเป็นสามเขต ได้แก่ เขตประมงทะเลชายฝั่ง           เขตประมงทะเลนอกชายฝั่ง และเขตประมงน้ำจืด ซึ่งเป็นการแบ่งเขตตามลักษณะของพื้นที่เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ       ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบกิจการประมงรายเล็กและรายใหญ่ (ร่างมาตรา 29 ถึงร่างมาตรา 32)
        7. กำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการทำประมงในเขตการประมงแต่ละเขตและกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตใช้เครื่องมือทำการประมงในแต่ละเขตการประมง มีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรการใช้เครื่องมือการทำประมง รวมทั้งกำหนดเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมการทำการประมงหรือเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใน       เขตพื้นที่รักษาพันธ์สัตว์น้ำ (ร่างมาตรา 33 ถึงร่างมาตรา 37)
        8. กำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อให้ได้สัตว์น้ำที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำนำไปใช้เป็นแนวทางใน          การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีคุณภาพ และกำหนดให้กรมประมงมีอำนาจออกหนังสือรับรองให้แก่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งมีอำนาจตรวจรับรองชนิด ลักษณะ คุณภาพ หรือแหล่งกำเนิดของสัตว์น้ำ และตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดิน น้ำ สัตว์น้ำ กำหนดบริเวณที่จับสัตว์น้ำ ที่จะต้องได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนประกอบกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบริเวณดังกล่าวรวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอรับหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (ร่างมาตรา 38 ถึงร่างมาตรา 43)
        9. กำหนดให้มีมาตรการให้การควบคุมสุขอนามัยของสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เพื่อให้ได้สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพได้มาตรฐานด้านสุขอนามัยและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การจัดทำมาตรฐานด้านสุขอนามัยในการจับ การดูแลรักษาสัตว์น้ำหลังจากการจับ การแปรรูปสัตว์น้ำ การเก็บรักษา การขนส่งหรือขนถ่ายสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำ   กำหนดกิจการที่มีการควบคุมการดูแลรักษาสัตว์น้ำหลังการจับและกำหนดหลักเกณฑ์ในการควบคุมกิจการดังกล่าว และกำหนดห้ามทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำที่เกิดสภาวะมลพิษหรือมีการปนเปื้อนของสารพิษหรือสิ่งอื่นใดที่เป็นอันตราย       ต่อมนุษย์หรือต่อสัตว์น้ำเกินมาตรฐานตามชนิดและปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในกรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าในที่จับสัตว์น้ำนั้นเกิดสภาวะมลพิษหรือมีการปนเปื้อนของสารพิษหรือสิ่งอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือต่อ สัตว์น้ำ และไม่อาจตรวจพิสูจน์หรือเสนอรัฐมนตรีเพื่อออกประกาศห้ามทำการประมงโดยเด็ดขาดได้ทัน (ร่างมาตรการ 44         ถึงร่างมาตรการ 48)
        10. กำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการควบคุมการนำเข้าและส่งออกสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ การออกหนังสือรับรองสุขภาพหรือคุณภาพสัตว์น้ำ หรือหนังสือรับรองคุณภาพด้านมาตรฐานสุขอนามัยของสัตว์น้ำ หรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ หรือหนังสือรับรองอื่นตามความต้องการของประเทศปลายทาง และกำหนดห้ามเรือประมงไม่ว่าจะสัญชาติใดที่ทำการประมงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของรัฐต่างประเทศที่ซึ่งประเทศไทยให้การยอมรับในฐานะที่มีเขตอำนาจเหนือน่านน้ำที่ทำการประมงหรือ      ฝ่าฝืนพันธกรณีตามข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสัตว์น้ำซึ่งประเทศไทยหรือรัฐเจ้าของเรือประมงต่างประเทศนั้นเป็นภาคี      นำสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมงดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 48 ถึงร่างมาตรา 50)
        11. กำหนดให้มีคณะกรรมการการประมงนอกน่านน้ำไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอื่นจากหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมี อธิบดีกรมประมง  เป็นกรรมการและเลขานุการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการปฏิบัติการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและนำเสนอแก้ไขปัญหาการทำ       การประมงนอกน่านน้ำไทย และเสนอแนะนโยบายและแนวทางในการพัฒนาการประมงนอกน่านน้ำไทยต่อคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ (ร่างมาตรา 1 ถึงร่างมาตรา 53)
        12. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตและผู้รับใบแทนใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตหรือค่าธรรมเนียมใบแทนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 58)
        13. กำหนดให้สิทธิในการอนุญาตไม่เป็นมรดกตกทอดไปสู่ทายาท เว้นแต่กรณีที่เป็นผู้รับใบอนุญาตสามารถโอนใบอนุญาตให้แก่บุคคลอื่นได้ และกำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การโอนใบอนุญาต        ได้ (ร่างมาตรา 59 และร่างมาตรา 60)
        14. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถให้บริการในการตรวจสอบ การขอรับใบอนุญาต การออกหนังสืออนุญาต และการขอหนังสือรับรองต่าง ๆ ตามที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ กำหนดไว้นอกเวลาราชการหรือนอกสถานที่ทำการโดยปกติไม่ว่าในหรือนอกราชาอาณาจักรได้และกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจมีหนังสือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานมาเพื่อประกอบการพิจารณาและมีอำนาจเข้าไปในสถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการการประกอบกิจการของผู้รับอนุญาต สถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการที่ต้องมีการควบคุมกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ สถานที่ประกอบกิจการหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการที่ต้องมีการควบคุมการดูแลรักษาสัตว์น้ำหลังการจับ ในระหว่างเวลาทำการของสถานที่ดังกล่าว หรือสั่งให้ผู้ควบคุมเรือประมงหยุด หรือขึ้นไปบนเรือประมง หรือเข้าไปในที่จับสัตว์น้ำเพื่อตรวจสอบและควบคุมการปฏิบัติการ รวมทั้งให้มีอำนาจตรวจค้นสถานที่ใด ๆ โดยไม่ต้องมี        หมายค้นได้ในกรณีมีเหตุสงสัยว่ามีการกระทำความผิด (ร่างมาตรา 61 และร่างมาตรา 62)
    15. กำหนดให้มีมาตรการทางปกครอง โดยนำมาตรการในการพักใช้ใบอนุญาตการระงับการอนุญาต และ       การเพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตมาใช้บังคับ และกำหนดหลักเกณฑ์ในการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่มีเจตนาในการกระทำความผิด รวมทั้งได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดการกับเครื่องมือทำการประมง สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งใด ๆ  ที่ไม่เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต หรือในกรณีที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ หรือผู้รับอนุญาตได้รับแจ้งคำสั่ง       เพิกถอนใบอนุญาตหรือหนังสืออนุญาตหรือในกรณีที่มีการทำการประมงหรือติดตั้งเครื่องมือการทำประมง  สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งใด ๆ  ลงในที่จับสัตว์น้ำโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการประมงได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว  (ร่างมาตรา 65 ถึงร่างมาตรา 70)
    16. กำหนดให้มีโทษทางอาญาไว้ 2 ลักษณะ คือ โทษขั้นต่ำและโทษขั้นสูง และกำหนดอัตราโทษไว้แตกต่างกัน ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้ยังคงหลักการในการกำหนดโทษไว้ ตามแนวทางดังกล่าว  แต่ได้ปรับปรุงสัดส่วนในการกำหนดอัตราโทษของแต่ละลักษณะให้สอดคล้องกันยิ่งขึ้น  โดยกรณีโทษขั้นต่ำใช้สัดส่วนโทษปรับหนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อโทษจำคุกขั้นต่ำหนึ่งปี  ส่วนกรณีโทษขั้นสูงใช้สัดส่วนโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน (ร่างมาตรา 71 ถึง       ร่างมาตรา 85)
    17. กำหนดบทเฉพาะกาล โดยกำหนดให้กฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้   จนกว่าจะมีกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  และกำหนดให้ประทานบัตร อาชญาบัตร การอนุญาต หรือใบอนุญาตที่ออกตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ที่มีอยู่ก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ยังมีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการ (ร่างมาตรา 86 และร่างมาตรา 87)
    18. กำหนดอัตราค่าอากรและอัตราค่าธรรมเนียม โดยปรับปรุงบัญชีแสดงอัตราค่าอากรใบอนุญาตใช้เครื่องมือทำการประมงตามประเภทเครื่องมือทำการประมงและอัตราค่าธรรมเนียมให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

 

สกว.อวดงานวิจัยเด่น

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 31 มกราคม 2555

 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้จัดพีธีมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2554 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อเป็นเกียรติยศต่อนักวิจัย ให้มีการสร้างผลงานที่มีค่า และนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการ เชิงพาณิชย์ และเชิงนโยบาย เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้

ผลงานและโครงการวิจัยเด่นในปี 2554 มีทั้งหมด 12 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ ตลอดจนงานวิจัยเพื่อชุมชน ซึ่งทาง สกว. มีนโยบายขยายการสนับสนุนเข้าไปยังชาวบ้านและชุมชน ไม่ใช่เพียงเฉพาะงานวิจัยของนักวิชาการเท่านั้น

วันนี้จึงนำผลงานวิจัยดีเด่นบางส่วนมาแนะนำ โดยเป็นผลงานในกลุ่มวิชาการ คือ โครงการศึกษาชนิดสุ่มแบบเปิดเพื่อเปรียบเทียบยาต้านไวรัสสูตรที่มีอีฟาไวเรนซ์กับสูตรที่มีเนวิราพีนในผู้ป่วยเอชไอวี ที่กำลังได้รับยาไรแฟมปิซินร่วมด้วย โดย นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ แพทย์อายุรกรรมโรคติดเชื้อ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ใช้เวลาวิจัยโครงการนี้ประมาณ 2 ปี งบวิจัยประมาณ 10 ล้านบาท และได้ถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการในต่างประเทศหลายฉบับ โดยผลวิจัยชิ้นนี้ช่วยทำให้ได้สูตรยาต้านไวรัสเอดส์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วยเอดส์ที่กำลังป่วยเป็นวัณโรคร่วมด้ว

โดยปกติผู้ป่วยเอดส์จะมีโอกาสพบโรคแทรกซ้อนสูงมากเพราะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งโรคฉวยโอกาสที่พบในผู้ป่วยเอดส์กว่า 50% คือ วัณโรค ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับทั้งยาต้านไวรัสเอดส์ที่มีอยู่ 2 สูตร คือยาเนวิราพีน และยาอีฟาไวเรนซ์ และยารักษาวัณโรคชื่อ “ไรแฟมปิซิน” ร่วมด้วย จากการศึกษาพบว่า การใช้ยา ไรแฟมปิซิน จะทำให้ประสิทธิภาพของยาต้านไวรัสสูตรเนวิราพีนลดลง 20-50% ทำให้การรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยเกิดการดื้อยา ต้องเปลี่ยนสูตรยาที่มีราคาสูงถึง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน จากสูตรเดิมที่มีราคาเพียง 1,000 กว่าบาทต่อเดือน เท่านั้น

การรักษาผู้ป่วยเอดส์ที่มีภาวะแทรกซ้อนของวัณโรค จึงควรใช้ยาสูตรที่มียาอีฟาไวเรนซ์ เป็นทางเลือกแรกให้กับผู้ป่วย เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง ลดการดื้อยา ช่วยผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น อายุขัยยาวนานขึ้นเทียบเคียงคนปกติ และยังช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณไม่ต้องซื้อยารักษาผู้ป่วยเอดส์ในราคาที่แพงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยน่าสนใจ คือ โครงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อประเทศไทย และชุดโครงการวิจัยการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม โดย รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง และ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งผลวิจัยพบว่าอุณภูมิในไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และใน 100 ปีข้างหน้า อุณภูมิประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณฝนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและตกหนักบ่อยขึ้น โดยจะมีผลกระทบอย่างมีนัยต่อผลผลิตทางการเกษตรของพืชเศรษฐกิจหลักของไทยในระยะยาว คือ มันสำปะหลัง ลดลงร้อยละ 43 ข้าวนาชลประทานและข้าวโพดจะลดลงไม่เกินร้อยละ 20 ส่วนข้าวนาฝนและอ้อยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5

ส่วนผลงานวิจัยดีเด่นที่เหลือ ในกลุ่มงานวิจัยและพัฒนา คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” เพื่อลดต้นทุน ของ ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ม.เกษตรศาสตร์ การศึกษากระบวนการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 โดย ศ.ดร.ชุมพร ปัจจุสานนท์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และการพัฒนากระบวนการผลิตไซรัปกล้วยตาก ของ อ.อรรณพ ทัศนะอุดม ม.นเรศวร และ ผศ.ดร.บัณฑิต อินณวงศ์ ม.ศิลปากร

ในกลุ่มวิชาการ คือ ความจนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ของ ดร.สามชาย ศรีสันต์ และรศ.ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร การพัฒนาคาร์บอนที่มีรูพรุนในระดับอนุภาคนาโนเมตร และคาร์บอนโฟมจากพอลิเบนซอกซาซีน ของ ดร.ภาคภูมิ ล่อใจ และ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมง และการใช้ประโยชน์สูงสุดของผล พลอยได้จากการแปรรูปสัตว์น้ำ โดย ศ.ดร.สุทธวัฒน์ เบญจกุล ม.สงขลานครินทร์

กลุ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ คือ ความร่วมมือเพื่อจัดการปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคม และสุขภาวะแบบบูรณาการในพื้นที่จ.ชัยนาท โดยนายวันชัย เลิศฤทธิ์ แนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านร้อกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก โดย ป๋อ วชิรวงศ์วรกุล และกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน ของ นายสุเมธ ปานจำลอง

ด้าน ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีงบประมาณเพื่อการวิจัยคิดเป็น 0.2% เมื่อเทียบกับจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักย ภาพในการแข่งขันถึง 5 เท่า โดยประเทศเหล่านี้จะมีงบประมาณเพื่อใช้วิจัยไม่น้อยกว่า 1% ของจีดีพี สำหรับในปี 2555 สกว.ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวน 1,100 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนประมาณ 10% โดยแต่ละปี สกว.จะสนับสนุนโครงการวิจัยประมาณ 1,000-1,200 โครงการ สำหรับปีนี้จะเน้นสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับยางพารา ระบบขนส่ง ท่องเที่ยว และ การวิจัยเรื่องน้ำ และพยายามให้งานวิจัยเหล่านี้สามารถนำมาใช้งานได้จริงไม่น้อยกว่า 50-60%.

จับตามาตรการภาษีโลกร้อนสศก.เตือนเตรียมพร้อมรับมือต่างชาติเข้มปล่อยเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 25 มกราคม 2555

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกได้ตระหนัก และให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ซึ่งรัฐบาลหลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและพยามหาแนวทาง/มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่น ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเก็บภาษีคาร์บอน แต่ในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามกระแสโลก ซึ่งจะต้องทำการศึกษาอย่างรอบคอบและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยอมรับได้ของทุกฝ่าย

by ThaiWebExpert