โลกร้อนเป็นเหตุ “น้ำท่วมใหญ่” ในรอบศตวรรษเกิดถี่ทุก 3-20 ปี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2555

 ภาพพายุเฮอร์ริเคนกำลังเข้าถล่มฝั่งตะวันออกของอเมริกาเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา (NOAA/PhyOrg)

เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมาเฮอร์ริเคน “ไอรีน” ได้พัดถล่มในแถบแคริบเบียนจนถึงฝั่งตะวันออกของอเมริกา ความรุนแรงจัดอยู่ในอันดับ 3 ที่พัดตีระดับน้ำจนสูงขึ้นและก่อให้เกิดพายุซัดเข้าสู่ฝั่งและท่วมข้ามกำแพงกั้นฝั่งลึกเข้าสู่พื้นที่ด้านในห่างจากชายฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านพายุหลายคนระบุว่า ผลกระทบที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างนี้ทำให้เฮอร์ริเคนดังกล่าวเป็นภัยพิบัติในรอบ 100 ปี ที่ภายในหนึ่งศตวรษจะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้ง

หากแต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) สหรัฐฯ และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์หรือเอ็มไอที (MIT)พบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) จะทำให้เกิดพายุที่รุนแรงดังกล่าวจนเป็นเหตุดินถล่มถี่ขึ้น และยังเป็นสาเหตุให้เกิดพายุซัดเข้าสู่ฝั่งหรือสตอร์มเซิร์จ (storm surge) ที่รุนแรงทุกๆ 3-20 ปี

ทาง PhysOrg.com ระบุว่า ทางกลุ่มวิจัยได้จำลองพายุนับหมื่อลูกภายใต้สภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน และพบว่าน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก 500 ปี นั้นจะเกิดถี่ขึ้นทุก 25-240 ปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ลงวารสารเนเจอร์ไคลเมตแชงจ์ (Nature Climate Change)

ทางด้าน ดร.นิง ลิน (Ning Lin) นักวิจัยหลังปริญญาเอกของเอ็มไอทีซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า การทราบถึงความถี่ของสตอร์มเซิร์จอาจช่วยนักวางแผนเมืองและชายฝั่งในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยธรรมชาตดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในการออกแบบเขื่อนหรือกำแพงป้องกันนั้นจำเป็นต้องทราบว่าเราควรจะสร้างให้มีความสูงเท่าไรเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี

ทั้งนี้ ดร.ลินและทีมวิจัยได้ใช้เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กเป็นกรณีศึกษา โดยพวกเขาได้ศึกษาแบบจำลองภูมิอากาศ 2 แบบ คือ การศึกษาภายใต้เงื่อนไขของภูมิอากาศปัจจุบันระหว่างปี 1981-2000 และเงื่อนไขของภูมิอากศในอนาคตระหว่างปี 2081-2100 ซึ่งเป็นการทำนายภายใต้การคาดการณ์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) หรือไอพีซีซี (IPCC) ซึ่งพวกได้พบว่ามีความถี่ที่จะเกิดพายุรุนแรงเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในรอบ 100 ปี คือ น้ำท่วมจากพายุที่สูงเฉลี่ย 2 เมตร ส่วนพายุรุนแรงในรอบ 500 ปีคือน้ำท่วมจากพายุซัดสูง 3 เมตร แต่เมื่อทีมวิจัยเพิ่มปัจจัยเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแบบจำลองแล้วพบว่า น้ำท่วมจากการซัดของพายุสูง 2 เมตรจะเกิดถี่ขึ้นทุกๆ 3-20 ปี ส่วนน้ำท่วมสูง 3 เมตรจะเกิดถี่ขึ้นทุก 25-240 ปี ซึ่ง ดร.ลินกล่าวว่า ในปี 1821 เกิดน้ำท่วมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองนิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยท่วมสูงถึง 3.2 เมตร และปัจจุบันยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 500 ปี

ภาพ: http://www.manager.co.th/science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000020930

รณรงค์คนไทยใช้สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555

เพื่อร่วมกันอนุรักษ์และรักษา สิ่งแวดล้อมให้เกิดความ ยั่งยืนในอนาคต บริษัท ไมซ์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. องค์กรธุรกิจ และองค์กรการกุศล ประกาศร่วมเป็นเครือข่าย ในการสร้างจิตสำนึกและ สิ่งแวดล้อม ด้วยการสนับสนุนการจัดงาน "มหกรรม คนรักษ์โลก" หรือ Greenista Expo 2012 ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 2

ชูเกียรติ เชาวน์เลิศเสรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมซ์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงวัตถุประสงค์ ของการจัดงานครั้งนี้ว่าเพื่อให้คนไทยเกิดการตระหนักรู้และใส่ใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้มากขึ้น ตลอดจนเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดี โดยมุ่งเน้นปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทยให้ก้าวสู่สังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีร่วมกัน และเพื่อ ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่ บุคคลที่สนใจอีกด้วย

"ตลอดระยะ 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้สร้างความเสียหายใน วงกว้าง กระทบต่อชีวิต สังคมและเศรษฐกิจทั่วโลก เราจึงผลักดันให้เกิดเครือข่ายที่ให้ความสำคัญต่อสภาพสิ่งแวดล้อมคือ Greenista Society โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ มูลนิธิและสมาคม ในการจัดงานครั้งนี้

สำหรับโครงการ Greenista Expo นั้น ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในระยะยาว โดยในปีที่ 1 เป็นปี Green & Me คือเริ่มต้นจากตัวเราเองก่อน, ปีที่ 2 เป็นปี Green & Home ขยายวงไปสู่ครอบครัว ปีที่ 3 เป็นปี Green & Work ขยายกว้างไปสู่ที่ทำงาน และปีต่อๆ ไป จะเป็น Green & All คือหัวใจทุกดวงผนึกพลังเป็นสีเขียว เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าร่วมกัน"

วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจ เข้าร่วมโครงการ เพราะเห็นว่าเป็นโครงการ ดีมีประโยชน์มาก โดยหน้าที่ ส.ป.ก. มี หน้าที่จัดสรรที่ดินให้ผู้ไร้ที่ทำกิน เพื่อให้ ผู้ผลิตภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เกษตรกรรมทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับคุณภาพ สุขภาพ และทิศทางของโลก การรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้า เงื่อนไขการส่งออกมีเรื่องของเกษตรอินทรีย์มากขึ้น หากไทยไม่เตรียมตั้งแต่ตอนนี้ ก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้า โครงการนี้จึงถือเป็นช่องทางของเกษตรกรให้ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน สร้างเครือข่ายในอนาคตได้ ผมเชื่อว่าจะมีคนรักสีเขียว และหันมาใช้สีเขียวกันมากขึ้น

พิพัฒน์ (ท็อป) อภิรักษ์ธนากร ดารา/นักแสดง เจ้าของร้าน Eco Shop ดีใจที่ผู้ใหญ่มาช่วยกันทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เหมือนตะโกนให้ทุกคนได้ยินว่าจำเป็นต้องทำแล้วนะ มาถึงเวลานี้เราทุกคนต้อง หันมาร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง และเข้มข้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่โลก ใบนี้ ต่อไป

ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ สร้างประเทศไทยให้น่าอยู่

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยทั้งหลาย ไม่ว่าปัญหาการจัดการภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการเกษตรกรรม หรือจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของคนในสังคม รวมไปถึงปัญหาด้านการจัดสวัส ดิการสังคมที่ไม่ทั่วถึงในสังคมไทย ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นตามหน้าสื่ออยู่ไม่เว้น หมายรวมถึงปัญหาใหญ่เรื่องการบริหารจัดการประเทศที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ทุกวัน

หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากคนเล็กๆ หรือสิ่งเล็กๆ ของชุมชน แล้วนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมสู่ความสุขที่ยั่งยืน หลายครั้งปัญหาต่างๆ ถูกคลี่คลายลงจากการฟื้นฟูพลังชุมชนท้องถิ่นด้วยการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมเรียนรู้ สมานสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนเล็กๆ เหล่านี้

ปัญหาเหล่านี้มีทางออก จากต้นแบบชุมชนตัวอย่างหลากหลายตำบลในประเทศไทยที่กำลังร่วมกันขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนของตัวเอง

เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ในวันที่ 1-3 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ ไบเทค บางนา นี้มีคำตอบของกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่การทวีพลังของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 55 ข่าย กระจายอยู่ทุกภูมิภาค ที่แสดงเจตจำนงผ่านเรื่องดีๆ ที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิบัติในพื้นที่ ในการขับเคลื่อนที่มีเป้าหมายเดียวกันคือ "ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่" และทำให้ประชาชน คนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและมีความสุข

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีฟื้นพลังชุม ชนท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ถือว่าสำคัญอย่างมากสำหรับทุกภาคส่วนและทุกคนในสังคม ที่จะได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติและเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ได้ ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

ภายในงานมีกิจกรรม 3 ลักษณะ คือ เวทีชี้นำ ในรูปแบบของการแสดงปาฐกถา การแสดงสุนทรพจน์ และการชวนคิดไปสู่ปฏิบัติการของชุมชนท้องถิ่น, เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในรูปแบบการ จุดประกาย โดยการให้ข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะและสังคมให้ความเชื่อถือ การเสวนา และ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์เรื่องเด่น ที่ทำให้เห็นรูปธรรมปฏิบัติการมงคล 84 ประการของชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่ประกอบกันเป็นเส้นทางการเรียนรู้ใน 7 ประเด็น และเทคนิควิธีปฏิบัติที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าได้ผลจริงในพื้นที่

ความน่าสนใจภายในงาน ได้มีปาฐกถาพิเศษ 'ท้องถิ่นกับการบริหารจัดการตนเอง ข้อเสนอสำหรับอนาคต' โดย ศ. (พิเศษ) ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ คณะบดีวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และมีช่วงชวนคิด 'ข้อเสนอเพื่ออนาคต' โดย นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข, นายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 และ ดร.ลีลาภรณ์ บัวสาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ทั้งนี้ ภาคบ่ายยังได้มีการแบ่งห้องแยกหัวข้อการเสวนา ซึ่งมีประเด็นหลักที่น่าสนใจ หัวข้อจุดประกาย เรื่อง 'องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม' ร่วมเสวนาไปกับชุมชนต้นแบบ เช่น สภาซูรอ เครือข่ายตำบลสุขภาวะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้, การบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม เทศบาลตำบลบ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา, เวทีวิชาการชาวบ้าน ต.นาบัว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก, ข่วงกำกึ้ด ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ฯลฯ

ปาฐกถาพิเศษ 'เรื่องสัจจะออมทรัพย์วิวัฒน์ สู่การเป็นสถาบันการเงินชุมชน' โดยอัมพร ด้วงปาน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และพร้อมด้วยเสวนา 'สถาบันการเงินชุมชน คือเครื่องมือจัดสวัสดิการสังคมโดยชุมชน' โดยกองทุนสวัสดิการชุมชน ต.ม่วงน้อย อ.ป่าซาง จ.ลำพูน, กองทุนสวัสดิการชุมชน ต.หนองโสน อ.เมืองฯ จ.เพชรบุรี, สหกรณ์เครดิตยูเนียนบ้านแสงอรุณ ต.แสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ฯลฯ

บรรยายพิเศษ 'แนวคิดว่าด้วยพื้นที่สร้าง สรรค์สำหรับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน' กรณีตัวอย่าง เด็กในชมรมอนุรักษ์มวยไทย ต.คอรูม จ.อุตรดิตถ์, โรงเรียนวัยใสหัวใจซุกซน ต.ปากพูน จ.นครศรีธรรมราช, สภาเด็กและเยาวชน ต.หาดสองแคว จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ

และยังมีการเสวนา 'การดูแลสุขภาพชุมชน' จากประสบการณ์การเรียนรู้จากหลายชุมชนท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนท้องถิ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลสุขภาวะของตนเอง ด้วยการสร้างนวัตกรรมใหม่เพื่อการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่น ตัวอย่างชุมชนที่มีระบบการดูแลสุขภาพที่เข้มแข็ง เช่น จากธรรมนูญสุขภาพ ต.นาเปือย จ.อำนาจเจริญ, แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ ต.เกาะคา จ.ลำปาง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีปาฐกถาพิเศษ 'การเปลี่ยน แปลงภูมิอากาศ ผลต่อการจัดการทรัพยากรของชุม ชนท้องถิ่น' ด้วยเหตุสำคัญที่ว่าทรัพยากรคือฐานของชุมชนท้องถิ่น ดังนั้นท้องถิ่นต้องมีการจัดการต้นแบบชุมชนที่มีการจัดการเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ชุมชนเขาโต๊ะ ต.บักได จ.สุรินทร์, ธนาคารน้ำ ต.หัวช้าง จ.พัทลุง ฯลฯ พร้อมกันนั้นยังมีเสวนาห้องย่อยเกี่ยวกับ 'ครอบครัวเกษตรยั่งยืนกับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน' โดยศูนย์ปราชญ์ชุมชน ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์, ศูนย์การเรียนรู้เกษตรปลอดสารพิษ ต.อุทัยเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ฯลฯ และเสวนา 'บทเรียนและก้าวต่อไปของพลังสังคมกับการรับมือภัยพิบัติ' เช่น การจัดการศูนย์พักพิงและโรงพยาบาลสนาม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์ภายในงาน เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่น สู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ปาฐกถาชุมชนท้องถิ่นอภิวัฒน์ประเทศไทยปี 2555 เรื่อง ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของประเทศ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี

โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละ เอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โทร.0-2298-0500 ต่อ 1707.

ปตท.ร่วมกับ GIZ ลงนามความร่วมมือวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม

ThaiPR.net วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “Collaborative Research Development” กับ Mr. Tom Pat, Managing Director , Deutsche Gesellschaft f?r Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาด้านการวางแผนโครงการ การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการนำผลการศึกษาไปใช้ในงานด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. เมื่อเร็ว ๆ นี้

เศรษฐกิจสีเขียว กับดักหรือโอกาส

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

นับตั้งแต่ปลายปี 2009 ภายหลังจากมีมติจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติให้จัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นในปี  2012 (หรือ การประชุม Rio+20) โดยมีวาระการประชุมหลัก 2 เรื่อง คือ  (1) เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และ (2) กรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์กรต่างๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติ เช่น UNEP UNESCO UNDP UNCTAD ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวออกมาเป็นจำนวนมาก มีการจัดประชุมสัมมนาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นกระแสความตื่นตัวของภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ  
แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการนำเสนอแนวคิดนี้มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 -1980 ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง Blueprint for Green Economy ของ David Pearce และคณะ (1989) โดยเสนอแนวคิดว่าเศรษฐกิจสามารถและควรเป็นเครื่องมือช่วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม  มีศักยภาพในการอนุรักษ์  และเป็นเครื่องมือใหม่ในการแก้ไขความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับข้อเสนอเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวขององค์การสหประชาชาติในทศวรรษ 2000 นี้เนื่องมาจากความพยายามที่จะหาแนวคิดและแนวทางแก้ไขวิกฤติการณ์ในระดับโลกหลายด้านที่เกิดขึ้นและยังแก้ไม่ตก เช่น ปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน วิกฤติการณ์ด้านการเงิน ฯลฯ ปัญหาข้างต้นนี้สะท้อนถึงผลของการพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืนในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ (ซึ่งเป็นเสาหลักอันหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน) เพื่อไม่ให้สร้างผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม สร้างความสมดุลระหว่างสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความหมายของเศรษฐกิจสีเขียวตามข้อเสนอของ UNEP(2010) คือ “ระบบเศรษฐกิจที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เพิ่มความเป็นธรรมทางสังคม  ในขณะเดียวกันสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาการขาดแคลนของทรัพยากร” จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ UNEP เป็นการนำมิติด้านสิ่งแวดล้อมและมิติด้านสังคม มาเชื่อมโยงกับมิติด้านเศรษฐกิจ ทาง UNEPเสนอว่ายุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจสีเขียวได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร และการป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการบริการของระบบนิเวศ (ในแง่นี้ สังคมคาร์บอนต่ำอาจเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีเขียว) และได้เสนอให้นำแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวไปใช้กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสาขาการผลิตต่างๆ เช่น การเกษตร การประมง ทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรม การจัดการของเสีย การขนส่ง การท่องเที่ยว เมือง เป็นต้น จัดทำเป็นเอกสารขนาดใหญ่ (632 หน้า) เสนอข้อมูลรายละเอียดการดำเนินงาน ตัวชี้วัดความก้าวหน้า การสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจสีเขียว ฯลฯ
ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้บริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการแก้ปัญหาความยากจนนั้น ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทั้งทางโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ เป้าหมายการเติบโต รูปแบบเทคโนโลยีที่ใช้ และวิถีทางการค้าของประเทศ ทางคณะกรรมการเตรียมการประชุม Rio+20 ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่รัฐบาลแต่ละประเทศควรนำไปดำเนินการ รวม 7 แนวทาง ได้แก่ การจัดสรรรายจ่ายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้เกิดตลาดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการจัดซื้อสินค้าสีเขียวของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดราคาหรือต้นทุนที่เหมาะสมของทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูและขยายระดับของทุนทรัพยากรธรรมชาติ และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency)
ในปี  2010 ทาง UNCTAD ได้ทำการสำรวจความเห็นจากประเทศต่างๆ เกี่ยวกับตัวชี้วัดที่ควรใช้วัดการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ปรากฎว่ามีตัวชี้วัด 5 ประการที่ประเทศต่างๆ มีความเห็นร่วมกันว่าควรนำมาใช้ ได้แก่ สัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอนเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเข้มข้นการใช้ทรัพยากรน้ำในระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ขีดจำกัดทางชีวภาพ (Biocapacity Limits) เมื่อ UNCTAD นำตัวชี้วัดดังกล่าวไปวิเคราะห์ข้อมูลของประเทศต่างๆ พบว่า ยังไม่มีประเทศใดที่ได้คะแนนค่าตัวชี้วัดในระดับสูงครบทั้ง 5 ประการ เช่น สหภาพยุโรปมีค่าการปล่อยคาร์บอนต่อ GDP ต่ำ แต่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานอยู่ในระดับปานกลาง
สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปลายปี 2554 ทางสภาพัฒน์ฯ ได้จัดทำเอกสารเรื่อง “นโยบายการเติบโตสีเขียว เครื่องมือเพื่อการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำในประเทศไทย” ออกมาเผยแพร่สร้างความเข้าใจและจุดประกายความคิด ภาคธุรกิจหลากหลายกลุ่มก็ได้นำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจและยุทธศาสตร์การตลาด  ทางกลุ่มสหภาพยุโรปได้ผลักดันแนวคิดเรื่อง “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) อย่างเต็มที่ จัดทำเอกสารนโยบาย จัดกิจกรรมประชุมหลายครั้ง และผลักดันแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวอย่างเต็มที่ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ ตามแนวคิดของสหภาพยุโรป การเติบโตสีเขียวไม่ได้เป็นการแทนที่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” แต่มองว่าการเติบโตสีเขียวอยู่ภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้ขอบเขตการดำเนินงานเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนแคบลง ชัดเจน และวัดผลได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศยังมีข้อห่วงกังวลต่อการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ความเสี่ยงจากการใช้แนวคิดนี้ในแนวทางที่ผิด เช่น การใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและนัยสำคัญจากแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือเพื่อเป้าหมายกีดกันทางการค้าของประเทศที่พัฒนาแล้ว  การใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเหตุผลสนับสนุนการอุดหนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบด้านการแข่งข้นต่อประเทศที่พัฒนาแล้วเนื่องจากมีเงินทุนอุดหนุนน้อยกว่า ปัญหาจากการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสำหรับสินค้าให้มีความเข้มงวดหรือมีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานใหม่ การใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อประเทศกำลังพัฒนาสำหรับการจะให้ความช่วยเหลือ การกู้เงิน หรือการปรับโครงสร้าง/ปรับลดหนี้ ฯลฯ
เศรษฐกิจสีเขียวจึงอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและกับดักในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อม การปรับตัว ความเข้าใจและความเท่าทันของแต่ละประเทศในการกำหนดทิศทาง นโยบาย และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศท่ามกลางวิกฤติการณ์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

 

ภาพ: http://unu.edu/articles/science-technology-society/green-economy-and-gro...

บิ๊กซีพี. ชี้ไทยแก้วิกฤต Climate change ยาก การเมืองเปลี่ยนบ่อย รัฐไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เน้นโตลูกเดียว

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้ จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ แสดงทัศนะเรื่อง มหาอุทกภัยกับการจัดการ Climate change ปัญหาใหญ่แห่งปีที่แก้ได้ด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน ผ่าน CP-enews โดยมีสารสำคัญน่าสนใจดังนี้

ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในรอบปีที่ผ่านมา ยังทำให้หลายคนขวัญผวาจนถึงทุกวันนี้ เพราะมองซ้าย มองขวา ยังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบเอาจริงเอาจัง ในขณะที่มีข่าวว่าน้ำกำลังจะมาอีกรอบ เรียกว่า ปัญหาเก่ายังแก้ไม่เสร็จแต่ภัยใหม่ก็กำลังจะมาอีก

ยิ่งเห็นรายงานล่าสุดของธนาคารโลกว่าด้วยเรื่อง "เมืองและอุทกภัย : คู่มือเพื่อการบริหารจัดการอุทกภัยในเขตเมืองแบบบูรณาการสำหรับศตวรรษที่ 21 (Cities and Flooding : A Guide to Integrated Urban Flood Risk Management for the 21st Century)" ซึ่งออกมาเผยแพร่เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในเขตเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ เป็นความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วไปสู่การเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่

เนื่องจากเหตุการณ์ มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนกถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจ และปัญหานี้จะอยู่กับเราต่อไป ทำให้หลายคนกังวลว่าแล้วประเทศไทยจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร

แดนนี่ มาร์ค อดีตที่ปรึกษามูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) องค์กรวิจัยเกี่ยวกับด้าน วิทยาศาสตร์ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้เคยศึกษาในเรื่อง Climate change program(การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ในประเทศไทยพบข้อมูลที่น่าสนใจ ที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติอันเกิดจาก Climate change ที่รัฐบาลต้องกลับมามอง แล้วปรับยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการประเทศใหม่ เพราะผลของ Climate change กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)เป็นอย่างมาก

จะเห็นได้จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับความเสียหายหนักที่สุด จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงนิดเดียว และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นลักษณะ Middle Income Economy จึงท้าทายขีดความสามารถในการจัดการปัญหา Climate change อย่างบูรณาการของทางการเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเจอกับอุทกภัยครั้งร้ายแรง ในปี 2010 ประเทศไทยเจอภาวะแล้งที่แย่ที่สุด หนักที่สุดในรอบ 20 ปี เห็นได้ชัดจากปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลงไปอย่างน่าตกใจ

ผลกระทบจาก Climate change ส่งผลให้ฤดูกาลบิดเบี้ยว อากาศร้อนจัด หนาวจัด ระดับน้ำในมหาสมุทรแปรปรวน ก่อให้เกิดมรสุม สึนามิ ภาวะภัยแล้ง ป่าชายเลนลดลงซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งการผลิตอาหาร การปลูกข้าว การผลิตสินค้าเกษตรต่างๆ ซึ่งทุกอย่างต้องพึ่งน้ำ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ อากาศที่ร้อนขึ้นก็ทำให้สัตว์มีความเครียด คุณภาพของเนื้อสัตว์ก็จะถูกกระทบ ก่อให้เกิดโรคติดต่อ ปลาและทรัพยากรในแม่น้ำลดลง

นี่คือการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ยังไม่รวมสิ่งที่มนุษย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีก เช่น นำพื้นที่เพาะปลูกมาสร้างเป็นที่อยู่อาศัย การสร้างเขื่อนเพื่อใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้า ยกตัวอย่าง การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงของประเทศจีน เวลานี้ประเทศตอนล่างของแม่น้ำได้รับผลกระทบหมดไม่เฉพาะประเทศไทยที่ประสบกับภาวะปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงลดลง แต่เขมร เวียดนาม ลาว ได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด

ดังนั้นภาระกิจเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องทำมากที่สุดเวลานี้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการพยากรณ์ล่วงหน้า เพื่อรับมือกับผลกระทบ

เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาที่ไม่สม่ำเสมอของสังคมเมืองและชนบท ความเจริญต่างๆ มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้ชัดจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางการเน้นการป้องกันพื้นที่กรุงเทพฯอย่างแข็งขัน แล้วสละพื้นที่ในต่างจังหวัดให้จ่มน้ำแทน

ต่อไปปัญหาประเทศไทยจะยิ่งเพิ่มทวีคูณทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด เมื่อปริมาณน้ำฝนมีมากขึ้น แต่ภาวะแล้งกลับรุนแรงยาวนาน เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามฤดูกาล พื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะ ป่าชายเลนหายไป ทรัพยากรชายฝั่งลดน้อยลง ในขณะที่สาธารณูปโภคต่างๆ มากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดมลภาวะ เนื่องจากมีการใช้พลังงานที่มากขึ้น อุณหภูมิจึงสูงขึ้น กรุงเทพฯกลายเป็นเกาะแห่งความร้อน

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นคนจนที่อพยบเข้ามาอยู่กับครอบครัว กับญาติในกรุงเทพฯเพื่อหางานทำ หาเงินเลี้ยงชีพ จะเพิ่มภาระอย่างหนักหน่วงให้กับรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว

สิ่งท้าทายความสามารถในการจัดการเรื่อง climate change ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ทางการมีองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้มากมายหลาย 10 องค์กร แต่องค์กรเหล่านี้กลับไม่สามารถทำงานประสานกัน จนกลาย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า institutional capacity

ประเทศไทยจึงอยู่ในภาวะที่ลำบาก ที่จะบริหารจัดการเรื่องการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น ถึงแม้ทางการจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเกี่ยวกับ Climate change ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะมาเป็นองค์กรกลางผลักดันนโยบายและการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติก็ตามแต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติล่าสุดสะท้อนให้เห็นปัญหานี้ชัดเจน รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ขึ้น แต่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ปัญหาต่างๆจึงลุกลามบานปลาย จนประชาชนต้องรวมตัวกันประท้วงในหลายพื้นที่ ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของทางการ ที่จะจัดการกับปัญหา Climate change ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้การที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดขีดความสามารถของทางการในการจัดการปัญหา Climate change ประกอบกับรัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยให้น้ำหนักกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(ตัวเลขที่สูงขึ้น) ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมได้รับสนใจเป็นอันดับรองลงเสมอ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เห็นว่าประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง(institutional capacity) ของทางการอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะแก้ปัญหา Climate change ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทุกปี เป็นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลในการเพิ่มขีดความสามารถ ไปพร้อมกับการปลุกจิตสำนึกประชาชนให้ตระหนักถึงภัยธรรมชาติและสร้างฉันทามติในการแก้ไขปัญหา โดยชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงและความจำเป็นที่ทุกคนต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ในขณะเดียวกันทางการต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร( institutional capacity organization)ในการแก้ปัญหา Climate change ให้สามารถทำงานเชื่อมประสานกันได้อย่างคล่องตัว เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไข Climate change อย่างยั่งยืน

ระบุฤดูแล้งตากประสบปัญหา ไฟป่าและหมอกควันทวีรุนแรง

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

ตาก/ นายวิทยา ศรีสุวรรณ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโสตาก สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก กล่าวว่า ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดตาก ว่า เป็นที่ทราบกันดีและประจักษ์ด้วยสายตาว่าในช่วงฤดูแล้ง จังหวัดตาก ซึ่งมีพื้นที่ป่าไม้อยู่ประมาณ 77 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่จังหวัด จะประสบกับไฟป่าและหมอกควันเป็นประจำทุกปี ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยที่ผ่านมาในช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2553-3 เมษายน 2554 จากการตรวจข้อมูลการตรวจพบไฟป่า Hotspots ด้วยดาวเทียมเทอร์ร่า พบมีการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่า จำนวน 809 จุด ซึ่งอยู่ในขั้นรุนแรง ดังนั้นเพื่อเป็นการควบคุมการเกิดไฟป่าในพื้นที่ได้มีการจัดชุดออกประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องไฟป่าเนื่องจากพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ในความต้องการขยายพื้นที่และจัดเตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืช ทั้งนี้จะมีการจัดเจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมเข้าควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ

นายวิทยา กล่าวอีกว่า จากปัญหาการเกิดไฟป่าในปัจจุบัน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาหมอกควันปกคลุมไปทั่วบริเวณชั้นบรรยากาศของอำเภอแม่สอดและใกล้เคียง จนทำให้ทัศนวิสัยทางอากาศได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังพบว่าสายการบินที่เปิดคมนาคมในพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาต้องหยุดลงจอดเป็นการชั่วคราว แต่ขณะนี้สามารถให้บริการได้ตามปกติ

สทอภ. ให้ความรู้การใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและภูมิสารสนเทศแก่เยาวชนไทย

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ซึ่งเป็นคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ กำกับดูแลโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดกิจกรรมนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ต่าง ๆ อาทิ น้ำท่วม ไฟป่า ภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่งและนำประสบการณ์และแรงบันดาลใจช่องวิศวกรดาวเทียมของสทอภ. เพื่อให้ความรู้แก่เด็กเยาวชน

กรรมการสิทธิฯ เรียกกรมอุทยาน-กรมป่าไม้ ชี้แจงคดีโลกร้อนวันนี้

หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีกำหนดเรียกกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ เพื่อให้ข้อมูลและพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียน การนำแบบจำลองสำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมบางประการหลังการทำลายป่าไม้ (คดีโลกร้อน) ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาตรวจสอบของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร เป็นไปอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายฝ่าย คณะอนุกรรมการฯ จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 25 - 26 และมาตรา 32 เชิญผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ นักวิชาการ และตัวแทนชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และราษฎรผู้เดือดร้อน ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการฯ ในวันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 10.00 – 12.30 น. ณ ห้องประชุม 709 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

ปัดฝุ่นสะพานเชื่อมอ่าวไทย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,716 23-25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

กรมทางหลวงชนบทปัดฝุ่นโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมสุขุมวิท(บางปู) กับสมุทรสาคร(ท่าฉลอม) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงปากอ่าวไทย เผยใช้เป็นแลนด์มาร์กในพื้นที่โซนใต้ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทาง และเส้นทางโลจิสติกส์กับท่าเรือน้ำลึกทวาย-ท่าเรือแหลมฉบัง และเส้นทางการท่องเที่ยวในโครงการถนนริเวียร่าของทช.ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีได้สะดวกขึ้น ก่อสร้างในรูปแบบสะพานขึงระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร คาดใช้งบลงทุนสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท เตรียมศึกษา 2-3 เดือนนี้  จัดอยู่ในแผนแม่บทการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่สมุทรปราการของสนข.
               แหล่งข่าวระดับสูงของกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภายใน 2-3 เดือนนี้เตรียมว่าจ้างศึกษาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ช่วงใกล้ปากอ่าวไทยเริ่มต้นจากช่วงถนนสุขุมวิทสายเก่า พื้นที่บางปูไปเชื่อมกับจังหวัดสมุทรสาคร ช่วงท่าฉลอม ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร รูปแบบสะพานขึง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นหรือแลนด์มาร์กในพื้นที่โซนใต้ โดยจะเชื่อมโยงกับจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาครไปสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือทวาย ได้รวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังเชื่อมโยงกับถนนริเวียร่าเพื่อการท่องเที่ยวของกรมทางหลวงชนบทในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีได้อีกด้วย
               "เมื่อปี 2538 กระทรวงก่อสร้างของประเทศญี่ปุ่นได้มีการศึกษาให้กับกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ทช.สังกัดในขณะนั้น ล่าสุดองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้าก็ได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับทช.ถึงกรณีเทคนิคการก่อสร้างและซ่อมบำรุงสะพานต่างๆ โดยเฉพาะสะพานที่สำคัญทั่วประเทศ ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ได้หยิบยกมาหารือในเรื่องต่างๆ ประกอบกับโครงการนี้จัดอยู่ในแผนแม่บทก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม โดยจัดอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งทช.จะเร่งผลักดันต่อไป"
               แหล่งข่าว กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาดำเนินการเพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นป่าชายเลน ประกอบกับโครงการดังกล่าวนี้เดิมอยู่ในแนวเส้นทางของกรมทางหลวง(ทล.)ที่จะสร้างแนวถนนวงแหวนรอบที่ 3  จะไปเชื่อมโยงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ก็ได้ยกเลิกไปในที่สุด เนื่องจากไม่มีความคุ้มค่าและลงทุนสูงมาก ทช.จึงได้ปรับแบบเป็นแนวสะพานขึง ซึ่งประโยชน์ที่ได้นอกจากความสวยงามแล้วยังประหยัดค่าก่อสร้างลงได้อีกมาก
               ด้านนายประณต  สุริยะ รองผู้อำนวยการสนข. กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเร่งสรุปในการที่เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะการศึกษาจัดทำแผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานคร(กทม.)และปริมณฑล เพื่อนำมาประกอบการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาและบูรณาการโครงข่ายสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกทม.-ปริมณฑลให้สอดคล้องกับโครงข่ายถนน ระบบขนส่งมวลชนทางรางและการพัฒนาเมือง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเดินทางให้ประชาชนได้รับความสะดวก สบาย รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
               ทั้งนี้จากการศึกษาในเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงตั้งแต่พื้นที่นนทบุรี-สมุทรปราการ จำนวน 22 สะพาน เป็นสะพานรถยนต์ 21 สะพาน และสะพานรถไฟ 1 สะพาน ปัจจุบันปริมาณการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 2.7 ล้านเที่ยว/วัน การเดินทางบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกทม.ชั้นนอกมีความเร็วเฉลี่ย 40-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง และพื้นที่ชั้นในมีความเร็วเฉลี่ย 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งผลให้ความหนาแน่นของการจราจรเป็นคอขวดเกิดจากการจราจรติดขัดเป็นวงกว้าง ซึ่งสะพานที่มีจำนวนรถสัญจรเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คัน/วัน ได้แก่ สะพานพระราม 5 สะพานพระปิ่นเกล้า สะพานกาญจนาภิเษก และสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน และจากการคาดการณ์ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีปริมาณการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มมากถึง 3.6 ล้านเที่ยว/วัน
               "ปัจจุบันจากสภาพการเดินทางของประชาชนที่อาศัยและทำงานในเขตกทม.และจังหวัดใกล้เคียงซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อถึงกันกำลังประสบปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องมาจากการเจริญเติบโตของเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชาชน ทำให้เกิดความต้องการในการเดินทางระหว่าง 2  ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้าและเย็นมีมากขึ้น สนข. จึงได้ดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาและบูรณาการโครงข่ายถนน สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและการจราจรในเขตกทม.-ปริมณฑลให้สอดคล้องกับโครงข่ายถนนและระบบราง เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาโครงข่ายสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีอยู่ในปัจจุบันและอนาคตให้มีการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพนำไปสู่การแก้ไขปัญหาการจราจรในกทม.-ปริมณฑลอย่างยั่งยืน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเดินทางให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น" นายประณตกล่าว

by ThaiWebExpert