สมาคมต้านโลกร้อน จวก รบ.ปล้น ปชช. แนะคืนเงินค่าเอฟทีก่อนเจอฟ้อง

 

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 26 ก.พ. สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน นำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน แถลงการณ์เรื่อง ขอให้ยุติเล่ห์ฉลการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานและขอให้คืนค่า FT แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า ความว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาให้ข่าวต่อสาธารณะว่าอาจมีความจำเป็นในการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานไฟฟ้าในระหว่างวันที่ 5-14 เมษายนนี้ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตก๊าซในประเทศพม่าจะหยุดการจ่ายก๊าซให้กับประเทศไทยชั่วคราวเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมแท่นผลิตก๊าซ ซึ่งจะทำให้โรงงานไฟฟ้าในประเทศไทยขาดก๊าซธรรมชาติเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นปริมาณผลิตไฟฟ้าหายไป 6,000 เมกะวัตต์ ความดังทราบแล้วนั้น

       เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเป็นเหตุที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว และเป็นหน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่จะต้องแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นมาเสริมหรือทดแทน ตามความต้องการของผู้บริโภคภายในและต่างประเทศที่ถูกผูกขาดการค้าขายไฟฟ้าโดยหน่วยงานรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว (MonoPoly) อีกทั้งปัจจุบันปริมาณการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยมีมากถึง 33,000 เมกะวัตต์อยู่แล้ว ในขณะที่ปริมาณความต้องการกระแสไฟฟ้าในช่วงพีกสูงสุดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 เมษายนนี้มีเพียงไม่เกิน 26,600 เมกะวัตต์เท่านั้น และกระทรวงพลังงานก็สามารถบริหารจัดการให้โรงไฟฟ้าอื่นเพิ่มเติมกำลังการผลิตมาเสริมหรือสำรองไว้ได้ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าชีวมวลต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนการใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นน้ำมันเตาและดีเซลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ดังกล่าว

       การแสวงหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับประชาชนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่การที่รัฐบาลโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้นำค่าใช้จ่ายในการแสวงหาพลังงานอื่นมาทดแทนเหล่านั้นไปกำหนดเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ในงวดที่ผ่านมาก่อนแล้ว คือ งวด ม.ค.-เม.ย.56 ปรับขึ้นเป็น 4.04 สตางค์ต่อหน่วย มีผลให้ค่าเอฟทีรวมที่จะจัดเก็บเพิ่มจาก 48 สตางค์ต่อหน่วยเป็น 52.04 สตางค์ต่อหน่วย และในงวดต่อไป (พ.ค.-ส.ค. 56) จากที่จะเพิ่มขึ้นอีก 1.70 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 2.20 สตางค์ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 0.48 สตางค์ต่อหน่วยนั้น เป็นการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบผู้ใช้ไฟฟ้าโดยมิชอบ ทั้งที่รัฐบาล โดย กฟผ. กฟน. และ กฟภ. มีกำไรจากการจำหน่วยไฟฟ้าให้เอกชนและขายให้กับชาวบ้านในแต่ละปีหลายหมื่นล้านบาทอยู่แล้ว กลับไม่ยอมชักเนื้อตัวเองหรือรับภาระยอมขาดทุนกำไร เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

       นอกจากนี้ การที่กระทรวงพลังงานออกมาให้ข่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมโดยจะพิจารณาประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยเอาความต้องการใช้ไฟฟ้าของชาวบ้านเป็นตัวประกันนั้น เชื่อว่าเป็นเล่ห์เพทุบาย ที่รัฐบาลพยายามจะใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ PDP 2012 ของรัฐบาลเท่านั้น

 

   

 

สินเชื่อ สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน (1): ที่แล้วมาไม่ยั่งยืน

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

 

หลายตอนก่อนหน้านี้ผู้เขียนพูดถึงความรับผิดชอบของสถาบันการเงินในการออก แบบสินเชื่อ โดยเน้นที่สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนสำหรับคนทั่วไป แต่สถาบันการเงินไทยและผู้กำกับดูแลคือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่ให้ความสนใจกับขั้นตอนออกแบบเท่า ที่ควร โดย ธปท. มักจะขอความร่วมมือจากธนาคารให้ปล่อยสินเชื่ออย่างระวัง ส่วนนักการธนาคารบางคนก็ชอบเตือนลูกค้าให้ใช้สินเชื่ออย่างระวัง แต่ไม่บอกว่าธนาคารจะปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างไรเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจเงื่อนไขและความเสี่ยงต่างๆ อย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจกู้
วันนี้มาดูเรื่องความรับผิดชอบของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อในโครงการขนาด ใหญ่กันบ้าง เพราะมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจไม่แพ้สินเชื่อส่วนบุคคล โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ซึ่งผู้ถูกละเมิดสิทธิมักเป็นผู้มีรายได้น้อยที่ไร้ซึ่งอำนาจต่อรองบนโต๊ะ เจรจา และเมื่อเดือดร้อนก็ไม่ได้รับการเยียวยาและชดเชยอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที
โครงการขนาดใหญ่ทั่วโลกหลายโครงการได้พิสูจน์ว่า “ไม่ยั่งยืน” เมื่อปรากฏหลักฐานว่าสิ่งแวดล้อมและผู้มีรายได้น้อยในบริเวณได้รับผลกระทบ เพียงใด บางกรณีถึงขั้นวิถีชีวิตล่มสลาย โดยที่หลายครั้งบริษัทเจ้าของโครงการไม่ต้องแบกรับต้นทุนหรือแสดงความรับผิด ชอบใดๆ ทั้งสิ้น
ตัวอย่างโครงการที่ไม่ยั่งยืนในไทยคือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งหลายปีหลังจากที่คำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ของศาลปกครองชี้ชัดว่าเกิดปัญหาสารพิษก่อมะเร็งรุนแรง ก็ยังไม่มีแบบจำลองศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ ไม่มีพื้นที่กันชนระหว่างโรงงานกับชุมชน และยังเกิดอุบัติภัยสารเคมีอันตรายเป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นข่าวและถูกปิดข่าว
“ไม่ยั่งยืน” ในที่นี้หมายถึงไม่ได้จัดการป้องกันและบรรเทาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวด ล้อมอย่างเพียงพอ ไม่ได้แปลว่า “ไม่ควรทำโครงการ” เลยตั้งแต่แรก
บางโครงการนอกจากจะไม่ยั่งยืนแล้วยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือเขื่อนปากมูล ซึ่งคณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams) ออกรายงานเล่มหนาในปี พ.ศ. 2543 สรุปว่าโครงการนี้ล้มเหลวในทุกด้าน (อ่านสรุปข้อค้นพบได้จากหน้านี้)
เขื่อนปากมูล ที่มาภาพ: http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2010/12/551000007205003.jpg
เขื่อนปากมูล ที่มาภาพ: http://www.chaoprayanews.com/wp-content/uploads/2010/12/551000007205003.jpg
เขื่อนปากมูลผลิตไฟฟ้าได้เพียง 20.81 เมกะวัตต์ จากตัวเลขที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เคยประมาณการไว้ 150 เมกะวัตต์ ทั้งที่ใช้เงินก่อสร้างกว่า 6,000 ล้านบาท ไม่นับต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย ตั้งแต่การสูญเสียป่าและปลา เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ชาวประมงหลายพันคนสูญเสียวิถีชีวิตเมื่อบันไดปลาโจนใช้การไม่ได้ อัตราความยากจนพุ่งจากร้อยละ 32.70 เป็นร้อยละ 62.51 รวมแล้วมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 20,000 คน
กฟผ. จ่ายเงินชดเชยครัวเรือนละ 60,000-90,000 บาท สำหรับรายได้จากการประมงสามปีที่หายไประหว่างการก่อสร้างเขื่อน และชดเชยค่าทรัพย์สินที่หายไปกับน้ำท่วม แต่เวลาผ่านไปกว่าสิบห้าปี ณ ต้นปี 2556 ครัวเรือนจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินชดเชย รัฐไม่เคยยอมจ่ายค่าชดเชยอาชีพที่หายไป (คือชดเชยรายได้ในอนาคต) และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดการน้ำ ซึ่งมีอำนาจเปิดและปิดประตูเขื่อนปากมูล
ทำให้การเดินขบวนประท้วงซึ่งเป็นทางออกสุดท้ายยังต้องถูกนำมาใช้เป็นระยะๆ เพื่อทวงถามความเป็นธรรม

 

 

ป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐเปิดเขื่อนปากมูลภาวร ที่มาภาพ: http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/cache/696_BnHover.jpg

ป้ายประท้วงเรียกร้องให้รัฐเปิดเขื่อนปากมูลภาวร ที่มาภาพ: http://thaingo.org/web/wp-content/uploads/cache/696_BnHover.jpg

 
ในเมื่อการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนให้บทเรียนที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมาแล้วนับ ครั้งไม่ถ้วน ธนาคารโลกเองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของโครงการเขื่อนปากมูลก็ยอมรับว่า “พลาด” (ตอนที่เขื่อนปากมูลสร้างเสร็จใหม่ๆ ธนาคารโลกประกาศว่าโครงการนี้เป็น “ความสำเร็จ” และผู้เชี่ยวชาญการประมงขององค์กรก็ยืนยันว่าบันไดปลาโจนใช้ได้ผล ก่อนที่จะหน้าแตกในเวลาต่อมา) จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นองค์กรระหว่างประเทศอย่างธนาคารโลกและธนาคาร เพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พยายามมากขึ้นที่จะเรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” จากฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ โดยเฉพาะบริษัทผู้ดำเนินโครงการและสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับ บริษัท
แนวทางนี้น่าสนใจเพราะรัฐมักจะทำตัวให้ประชาชนไม่ไว้ใจ ถ้าสถาบันการเงินคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น บริษัทซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ย่อมจะต้องระมัดระวังมากขึ้นตามคำสั่งของเจ้าหนี้ เวลาอยากทำโครงการขนาดใหญ่
ไม่ใช่มัวแต่ท่องคาถา “เราทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง” ทั้งที่ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากฎหมายหลายเรื่อง ยังไม่เพียงพอและมีข้อบกพร่องมากมาย
วิธีแสดง “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ที่แท้จริงของสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ในโครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบ รุนแรง จึงไม่ใช่การทำกิจกรรมการกุศล ให้ทุนการศึกษา จัดการประกวดวาดรูป ฯลฯ หากแต่อยู่ที่การเพิ่มความรัดกุมและเข้มงวดก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ โครงการลักษณะนี้ ต้องประเมินทั้งแนวโน้มผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการ และแผนการบรรเทาและ/หรือกำจัดผลกระทบดังกล่าวที่ลูกค้า (บริษัท) เสนอมาตอนขอกู้
ถ้าลูกค้ามีความเสี่ยงสูงที่จะทำไม่ได้ตามแผน หรือมีผลกระทบมากเกินไปที่บรรเทาไม่ได้ สถาบันการเงินที่มีความรับผิดชอบก็จะตัดสินใจไม่ปล่อยกู้ให้กับโครงการนั้นๆ
ในกรณีที่ปล่อยกู้ หลังจากที่อนุมัติสินเชื่อแล้วธนาคารก็ต้องติดตามตรวจสอบสถานการณ์ผลกระทบ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าที่เขียนแผนมาดีไม่ได้แปลว่าจะทำตามแผนเสมอไป และอาจเกิดผลกระทบที่ไม่คาดฝันก็ได้
แผนภาพแสดงหลักการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ที่มาภาพ: http://www.airquis.com/Portals/71/Images/Products/airquis_system2.jpg
แผนภาพแสดงหลักการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ที่มาภาพ:http://www.airquis.com/Portals/71/Images/Products/airquis_system2.jpg
 
การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกกันติดปากว่า “อีไอเอ” (environmental impact assessment) นั้น เป็น “เครื่องมือ” สำคัญในการจัดการผลกระทบ แต่ประสบการณ์จากโครงการที่ไม่ยั่งยืนในอดีตสะท้อนว่า อีไอเอบ่อยครั้งไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ และทำอย่างลวกๆ โดยที่คนในพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมใดๆ
ยกตัวอย่างเช่น อีไอเอที่ใช้ในการอนุมัติเขื่อนปากมูลมองข้ามผลกระทบต่อแหล่งประมง ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของชาวประมงในบริเวณ ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบสำคัญ แถมยังไม่กำหนดกระบวนการเยียวยาที่โปร่งใส และไม่กำหนดให้ผู้ดำเนินโครงการเก็บ “ข้อมูลฐาน” (baseline data) ที่สำคัญก่อนดำเนินการ เช่น รายได้ของชาวประมง พันธุ์ปลา ฯลฯ
การไม่มีข้อมูลฐานในประเด็นสำคัญก่อนลงมือก่อสร้างโครงการ เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักให้ชาวบ้านออกมาเดินขบวนประท้วง หลังจากที่ทวงถามค่าชดเชยแต่รัฐปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ไม่มีหลักฐานว่าใครสูญเสียรายได้ไปเท่าไร
ประเด็นสำคัญในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในสมัยที่ “ธุรกิจที่ยั่งยืน” กำลังเป็นกระแสย่อมๆ จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า โครงการนี้ควรทำหรือไม่ควร แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ถ้าควรทำ ควรทำ “อย่างไร” ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของรายงานอีไอเอ และ “การมีส่วนร่วม” ของผู้มีส่วนได้เสียตลอดทั้งกระบวนการ โดยเฉพาะสมาชิกในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพราะไม่มีใครสนใจเรื่องผลกระทบมากกว่าผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
นั่นแปลว่า รายงานอีไอเอของโครงการขนาดใหญ่ทุกโครงการจะต้องเป็น “ข้อมูลสาธารณะ” ที่เปิดเผยให้ประชาชนทุกฝ่ายได้รับรู้อย่างเท่าเทียมกันก่อนอนุมัติโครงการ
น่ายินดีที่ความโปร่งใสเช่นนี้คือหัวใจของ “หลักอีเควเตอร์” (Equator Principles) – ชุดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ เป็นมาตรฐานโดยสมัครใจ ปัจจุบันมีสถาบันการเงิน 79 แห่ง จาก 32 ประเทศทั่วโลกร่วมลงนาม สถาบันทั้งหมดนี้ปล่อยสินเชื่อรวมกันกว่าร้อยละ 90 ของสินเชื่อโครงการทั้งโลก
 
หลักการ 10 ข้อ ของชุดหลักอีเควเตอร์ ที่มาภาพ: http://www.equator-principles.com/images/Graphics/ep%20logo%20with%20principles.jpg
หลัก การ 10 ข้อ ของชุดหลักอีเควเตอร์ ที่มาภาพ:
http://www.equator-principles.com/images/Graphics/ep%20logo%20with%20principles.jpg
 
 
น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มีธนาคารไทยรายใดร่วมลงนามในหลักอีเควเตอร์ แม้แต่รายเดียว นับว่าล้าหลังพอๆ กับธนาคารอื่นในอาเซียน เพราะยังไม่มีธนาคารใดในภูมิภาคนี้ลงนามเช่นกัน
หลักอีเควเตอร์สำคัญและนับว่า “ก้าวหน้า” อย่างไร? ดีต่อตัวธนาคารเองอย่างไร? ถ้าเขื่อนไซยะบุรีในลาว โครงการมูลค่ากว่าแสนล้านที่ปล่อยกู้โดยธนาคารไทยหกแห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย กรุงไทย ไทยพาณิชย์ ทิสโก้ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) หันมาใช้หลักอีเควเตอร์ จะเกิดอะไรขึ้น?

 

โปรดติดตามคำตอบได้ในตอนต่อไป.

นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญการคุ้มครองสัตว์ป่าในธรรมชาติและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธ์ ยกระดับมาตรการดูแลช้างไทยและการค้างาช้างผิดกฏหมาย

ผู้เขียน: 
กลุ่มวิเทศสัมพันธ์ / สำนักโฆษก

วันนี้ (3 มีนาคม 2556) เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดและกล่าวเปิดการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 (The 16th Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Flora and Fauna - CITES) สรุปสาระสำคัญดังนี้

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 หรือ CITES 16 COP ในนามของรัฐบาลและประชาชนของชาวไทย

การประชุม CITES ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2547 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการประชุม CITES รวมถึงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยในโอกาสครบรอบ 40 ปีของ CITES นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับความสำเร็จทั้งหมดของ CITES ในการปกป้องชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ในช่วงระยะเวลา 4 ศตวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่ CITES COP ได้กลับมาจัดการประชุมขึ้นที่ไทยอีกครั้ง เป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ การอนุรักษ์แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ และการให้การส่งเสริมเพื่อให้เกิดความร่วมมือของไทย รวมถึงภูมิภาคอาเซียน

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า การส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย ทั้งนี้ไทยได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติสำหรับการอนุรักษ์สัตว์ป่า ปี 2548-2557 (National Master Plan for Wildlife Resources Conservation 2005-2014) โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพิ่มประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่า และแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน รวมถึงติดตามโครงการที่จะนำชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์กลับไปอยู่ตามแหล่งธรรมชาติดังเดิม

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมุ่งมั่นที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติและระบบนิเวศสำหรับชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าต่างๆ ตัวอย่างเช่น ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และห้วยขาแข้งในประเทศไทย ซึ่งอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและได้รับการยอมรับเป็นมรดกโลก โดยวิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องชีวิตสัตว์ป่าได้ดีขึ้นแล้ว ยังตรงกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) และการเติบโตสีเขียว (green growth) อีกด้วย

แต่ทั้งนี้เป้าหมายของ CITES จะสำเร็จได้ต้องผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่นนี้จึงเป็นเหตุผลว่าการประชุม CITES COP ครั้งที่ 13 ในประเทศไทย ไทยได้ก่อตั้งเครือข่ายปราบปรามการลักลอบค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน หรือเครือข่ายอาเซียนเว็น (the ASEAN Wildlife Enforcement Network or ASEAN WEN) ซึ่งเกิดความก้าวหน้าเป็นอย่างมากตั้งแต่ได้มีการก่อตั้ง ทั้งในด้านการสร้างศักยภาพ และความพยายามในการประสานกฎระเบียบ ซึ่งภายในภูมิภาคอาเซียนเองก็มีชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่เป็นที่รู้จักกันในโลกอยู่จำนวนมาก

ทั้งนี้ จากการที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังจะรวมกันเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 จึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะต้องปกป้องภูมิภาคจากกิจกรรมข้ามพรมแดนที่ผิดกฎหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าการคุ้มครองสัตว์ป่าและความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้าพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ที่ผิดกฎหมายจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อาเซียน เพื่อลดผลกระทบเชิงลบของการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้น

นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสนี้กล่าวถึงความสำคัญของ “ช้าง” สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและมีบทบาทในประวัติศาสตร์ของชาติไทยคู่บารมีกับพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนาน ในปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริผลักดันโครงการนำช้างกลับสู่ผืนมาป่ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ช้างจึงปรากฏอยู่ในสัญลักษณ์ของชาติมาโดยตลอด ทั้งธงชาติไทยแบบเก่า ที่ยังปรากฏอยู่ในบางหน่วยงาน เช่น กองทัพเรือ และสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ

นอกเหนือจากการเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยแล้ว เราควรที่จะปกป้องช้างและสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับมนุษย์ ช้างก็มีจิตใจและความรู้สึก ดังนั้น เราควรที่จะให้ความสนใจต่อการกระทำต่อช้าง จึงเป็นเหตุผลให้เราจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนช้างในธรรมชาติ ซึ่งไทยร่วมเป็นหนึ่งในภาคีอนุสัญญา CITES ก็เพื่อร่วมมือกับภาคีประเทศต่างๆในการต่อสู้กับการค้างาช้างข้ามประเทศด้วย อย่างไรตาม เป็นที่น่าเสียใจที่ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นเส้นทางการค้างาช้างอย่างผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการการแก้ปัญหาดังนี้

1. รัฐบาลได้เพิ่มงานด้านการข่าวและร่วมมือกับศุลกากรประเทศต่างๆ ซึ่งได้ช่วยลดจำนวนการค้างาช้างแอฟริกา

2. รัฐบาลไทยได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย โดยจำกัดผลิตภัณฑ์ที่มาจากงาช้างในประเทศที่อยู่ภายใต้กฏหมายปัจจุบัน ช้างในประเทศสามารถนำมาใช้เป็นพาหนะอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ป่าเขา ซึ่งจะต้องมีการบังคับใช้กฎมายอย่างบูรณาการในเรื่องนี้ และต้องมีระบบการลงทะเบียนของช้างในประเทศและผลิตภัณฑ์งาช้าง เพื่อให้สามารถเปิดโปงขบวนการการค้าผลิตภัณฑ์งาช้างอย่างผิดกฎหมาย

3. ก้าวต่อไป เราต้องแก้ไขกฎหมายของชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะยุติการค้าผลิตภัณฑ์งาช้าง เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสากล อันจะช่วยให้มีการคุ้มครองช้างในไทยและแอฟริกา

นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าไม่มีใครให้ความรักและห่วงใยช้างได้เท่าคนไทยแล้ว ที่พร้อมจะปกป้องการค้าช้างข้ามชาติ ซึ่งได้มีการพูดคุยและทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากทั้งภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนภาคีของ CITES อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร่วมมือผ่าน CITES จะเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยสัตว์ป่าในธรรมชาติและสัตว์ที่ใกล้สูญพันธ์ ซึ่งเป็นจุดหมายร่วมกันของทุกคน ณ ที่นี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายแนวทางคุ้มครองสัตว์ป่าได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทเรียนคดีสิ่งแวดล้อม จากสารพิษถึงการทำงาน “คดีคลิตี้-เดอะบีช-ซานติก้าผับ”

 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2556 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมสภาทนายความ จัดงานเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำคดีสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อให้ฝ่ายตุลาการ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอในการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางสภาทนายความเคยจัดประชุมสรุปบทเรียนมาแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 2 และ 22 กันยายน 2555 ในโครงการ “สรุปบทเรียน ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ”
ในโครงการสรุปบทเรียน ทนายความคดีสิ่งแวดล้อมจะร่วมกันแลกเปลี่ยนปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยแบ่งคดีสิ่งแวดล้อมเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มคดีเกี่ยวกับสารพิษและวัตถุอันตราย/คดีสิ่งแวดล้อมจากการทำงาน กลุ่มคดีที่ดินป่าไม้ กลุ่มคดีตรวจสอบการดำเนินโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน กลุ่มคดีที่ฟ้องหน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และกลุ่มคดีเกี่ยวเนื่องจากการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน
กลุ่มคดีเกี่ยวกับสารพิษและวัตถุอันตราย/คดีสิ่งแวดล้อมจากการทำงาน มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินคดีหลายประเด็นกว่าคดีกลุ่มอื่นๆ ซึ่งมีคดีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้
 
คดีโรงงานทอผ้ากรุงเทพ
จากกรณีลูกจ้างของบริษัทโรงงานทอผ้ากรุงเทพ จำกัด จำนวน 38 คน ฟ้องบริษัทและกรรมการ หลังจากเป็นโรคปอดอักเสบ (บิสซิโนซีส) เนื่องจากฝุ่นฝ้ายจากการทำงาน ซึ่งฟ้องในปี 2538 เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท
สำหรับกรณีนี้ ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้ง 38 คน ทราบการทำละเมิดของจำเลยทั้งสองแล้วตั้งแต่วันที่โจทก์ทั้งหมดไปตรวจร่างกาย ที่คลินิกอาชีววิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลราชวิถี และพบว่าป่วยเป็นโรคบิสซิโนซีส หรือตั้งแต่วันที่กรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าวและจ่าย ค่าทดแทนให้ ซึ่งไม่ว่านับระยะเวลาตอนไหนคดีนี้ก็พ้น 1 ปีแล้ว แต่เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์มาตลอดจนถึงปัจจุบัน คดีจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 40 เพราะ
ศาลมองว่าเป็นเหตุ “ละเมิดต่อเนื่อง” ในปี 2546 ศาลแรงงานกลางชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายคนละ 1-2 แสนบาท รวม 37 คน เพราะเป็นแหล่งปล่อยมลพิษทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทั้งนี้ ศาลยกฟ้องโจทก์ 1 คน เพราะไม่เป็นโรคปอดอักเสบ แต่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ในปี 2550 ศาลแรงงานกลางชั้นอุทธรณ์ พิพากษาคดีที่จำเลยอุทธรณ์ โดยยืนตามคำพิพากษาชั้นต้น ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแกโจทก์ทั้ง 37 คน เป็นจำนวนเงิน 10,000-110,000 บาทต่อคน ใน 15 วัน เนื่องจากนายจ้างละเมิดกฎหมายคุ้มครองแรงงานและคนป่วยนาน 11 ปี โดยผ้าปิดจมูกไม่ได้มาตรฐานและไม่ปรับปรุงให้ดีขึ้น รวมถึงไม่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงงานให้ดีขึ้นด้วย  ส่วนคดีฟ้องกรรมการนั้น ศาลพิพากษาให้กรรมการไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เพราะเห็นว่ากรรมการกระทำภายในขอบเขตอำนาจของบริษัท
 
คดีคลิตี้
บริษัทตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสัมปทานเหมืองตะกั่วในปี พ.ศ. 2510 และปิดโรงงานในปี พ.ศ. 2542 ส่วนเหมืองแร่ปิดถาวรในปี พ.ศ. 2544 ประมาณปี 254 ชาวบ้านคลิตี้สังเกตเห็นว่าน้ำในลำห้วยขุ่น และทราบต่อมาว่าโรงแต่งแร่ที่อยู่ต้นลำห้วยคลิตี้ปล่อยน้ำในบ่อกักเก็บแร่ สารตะกั่วลงสู่ลำห้วย ในวันที่ 22 เมษายน 2541 ทางบริษัทถูกกรมทรัพยากรธรณีสั่งระงับชั่วคราว (120 วัน) และปรับ 2,000 บาท ต่อมาได้บริจาคเงินให้ชาวบ้านมาตั้งเป็นเงินกองทุน 1 ล้านบาท โดยระบุว่าไม่ใช่การยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหาย
30 มกราคม 2546 สภาทนายความช่วยดำเนินการให้ชาวบ้านยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวน 119,036,400 ล้านบาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม 2535 และศาลแพ่งกาญจนบุรีได้นัดสืบพยานครั้งแรกวันที่ 5 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ชาวบ้านชนะ โดยบริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้ชาวบ้านประมาณ 4 ล้านบาทเศษ
กรณีคดีคลิตี้ แม้ว่าโรงงานปล่อยสารตะกั่วจะปิดกิจการไปแล้ว แต่ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสารตะกั่วในน้ำยังมีผลอยู่ เรียกว่า “ผลของการละเมิดต่อเนื่อง” แต่ศาลรับฟ้องโดยใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรา 96
อายุความจึงยังไม่ขาด นอกจากจะฟ้องเรียกค่าเสียหายแล้ว ในคำขอท้ายฟ้องชาวบ้านจะขอให้บริษัทฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้เอาสารตะกั่วออก ให้หมดด้วย เพราะเหตุว่าผู้ที่ปล่อยมลพิษควรมีส่วนรับผิดชอบกรณีดังกล่าว ซึ่งคดีแรกฟ้องโดยโจทก์ 8 คน แต่ศาลบอกว่าโจทก์ทั้ง 8 ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะไม่ใช่ตัวแทนชุมชนดั้งเดิม คดีที่ 2 ชาวบ้านทั้งหมดรวม 151 คน เป็นโจทก์ฟ้อง ศาลบอกว่า เรื่องสิทธิชุมชนยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับให้ฟ้องคดีเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานโดยตรงที่จะต้องฟื้นฟูแก้ไขหรือมีหน้าที่ฟ้องคดี
สำหรับคดีคลิตี้ในศาลปกครองที่ฟ้องกรมควบคุมมลพิษ เรียกค่าเสียหายและให้ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ปัจจุบันสิ้นสุดแล้วเมื่อมกราคม 2556
 
คดีเดอะบีช
เมื่อปี 2542 นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายพันคำ กิตติธรกุล นายกบริหารส่วนตำบล กับพวกรวม 19 คน คือ ประชาชนจังหวัดกระบี่และกลุ่มอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่ เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมป่าไม้, นายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้, บริษัท แซนต้า อินเตอร์เนชั่นแนลฟิล์มโปรดักชั่น จำกัด และบริษัท ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์เรื่อง “เดอะบีช” ในข้อหาละเมิด โดยขอให้ระงับการถ่ายภาพยนตร์ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2541 เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของรัฐมนตรีและอธิบดีกรมป่าไม้ที่อนุญาตให้ถ่ายทำ ภาพยนตร์ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เพราะกองถ่ายภาพยนตร์เสร็จสิ้นแล้ว คำสั่งทางปกครองจึงสิ้นสุดลงและการเยียวยาไม่มีผลใด จึงงดสืบพยานทั้งหมด แต่ฝ่ายโจทก์ขออุทธรณ์ ซึ่งศาล อุทธรณ์พิพากษาในปี 2545 ให้บริษัท แซนต้า อินเตอร์เนชั่นแนลฟิล์มโปรดักชั่น จำกัด และบริษัท ทเวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ จำกัด จำเลยที่ 4-5 ร่วมกันฟื้นฟูอ่าวมาหยาให้คืนสภาพเดิม เพราะเห็นว่าเกิดความเสียหายจริงและผลของความเสียหายยังอยู่ แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 1-3 เพราะการถ่ายทำจบแล้วคำสั่งถือว่าสิ้นสุดลง แต่โจทก์ยังยื่นฎีกา ต่อมาในปี 2549 ศาลฎีกาพิจารณาว่า ประชาชนจังหวัดกระบี่โจทก์ที่ 3-19 ไม่มีสิทธิฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง และยืนยันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นความเสียหายของอ่าวมาหยาใหม่
ล่าสุด ศาลนัดสืบพยานครั้งแรกปลายปี 2555
 
คดีซานติก้าผับ
กรณีเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ของบริษัท ไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส์ (๒๐๐๓) จำกัด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 67 คน บาดเจ็บสาหัส 45 คน บาดเจ็บทางร่างกาย 72 คน รวมทั้งความเสียหายและสูญเสียในทรัพย์สินอื่นๆ ของลูกค้า
ในปี 2553 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด และโจทก์ร่วมอีก 57 คน ฟ้องนายวิสุข เสร็จสวัสดิ์, นายธวัชชัย ศรีทุมมา, นายพงษ์เทพ จินดา, นายพุฒิพงศ์ ไวย์ลิกรี, นายสราวุธ อะริยะ, บริษัท โฟกัส ไลท์ ซาวด์ ซิสเท็ม จำกัด และนายบุญชู เหล่าสีนาท จำเลยที่ 1-7 ความผิดฐานกระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิต และกระทำการโดยประมาท เป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย เป็นผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ ปล่อยปละละเลยให้บุคคลซึ่งอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปในสถานบริการ และปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการ
20 กันยายน 2554 ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาจำคุกนายวิสุทธิ์ เสร็จสวัสดิ์ ผู้บริหารซานติก้าผับ และเจ้าของบริษัททำเอฟเฟกต์ เป็นเวลา 3 ปี ไม่รอลงอาญา และให้เจ้าของบริษัททำเอฟเฟกต์จ่ายค่าชดเชยผู้เสียหาย 5 ราย จำนวนกว่า 8 ล้านบาท
สิ่งสำคัญของกรณีคือ นายวิสุทธิ์ เสร็จสวัสดิ์ จำเลยที่ 1 นั้นเป็นกรรมการผู้จัดการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท แต่ต่อมาให้นายสุริยา ฤทธิ์ระบือ เป็นกรรมการผู้จัดการแทนโดยที่ไม่ได้ถือหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ และจากการสอบคดีปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า นายสุริยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการบริหารซานติก้าผับเลย ทราบภายหลังว่าเป็นเพียงคนขับรถ จึงเป็นช่องโหว่ใหญ่ในการเอาผิดกรรมการบริษัท เพราะบางครั้งผู้มีอำนาจในกิจการที่แท้จริงคือผู้ถือหุ้น ไม่ใช่กรรมการ
สำหรับคดีนี้ กรณีฟ้องบริษัทเป็นจำเลยที่ 1 และฟ้องกรรมการตามหนังสือรับรองที่มีอำนาจลงลายมือชื่อทุกคนให้ร่วมรับผิดกับบริษัทด้วย ศาล พิพากษาให้กรรมการทั้ง 7 คน ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับบริษัท เพราะกรรมการแต่ละคนไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การสั่งดำเนินงานของบริษัท (คำพิพากษาเพิ่มเติม)
ด้านศาลปกครอง ในเดือนธันวาคม 2552 นางเอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานน์ กับพวกรวม 12 คน ฟ้องกรุงเทพมหานคร เรื่องการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ต่อมา ในเดือนตุลาคม 2555 ศาลปกครองพิพากษาให้กรุงเทพมหานครชดใช้ค่าเสียหาย ทั้ง 12 คน ในจำนวนร้อยละ 20 ของค่าเสียหายทั้งหมดที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้อง พร้อมทั้งให้ชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ซึ่งแสดงถึงการแบ่งส่วนรับผิดของรัฐโดยไม่ต้องรอศาลยุติธรรม

 

 

ภาคประชาสังคมค้านแก้ไข พ.ร.บ.พันธุ์พืชเอื้อประโยชน์บริษัทเมล็ดพันธุ์

Fri, 2013-03-01 20:31

ผอ.มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ระบุการแก้ไข พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2542 เอื้อประโยชน์บรรษัทเมล็ดพันธุ์และละเมิดสิทธิเกษตรกรอย่างร้ายแรง

1 มี.ค. 56 - จากการที่กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการเพื่อให้มียกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 และให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 ที่กรมวิชาการเกษตรแล้วนั้น นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่าการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวโดยมีการเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่นั้นทำให้ประเทศชาติและเกษตรกรรายย่อยเสียประโยชน์มหาศาล เพราะร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชฉบับใหม่เขียนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อผลประโยชน์ของบรรษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ โดยการลดทอนสิทธิของเกษตรกร และมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของกฎหมายหลายประการที่ทำให้เกิดการผูกขาดด้านเมล็ดพันธุ์โดยบรรษัทเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ
“ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชที่กรมวิชาการเกษตรเผยแพร่ในการประชุมรับฟังความคิดเห็นนั้นมีสาระเช่นเดียวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามสนธิสัญญายูพอฟ (UPOV1991) ซึ่งนอกจากจะเป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่การเข้าร่วมในสนธิสัญญาระหว่างประเทศจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ยังเป็นการร่างกฎหมายที่เอื้อปะโยชน์อย่างมากต่อบริษัทเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่จากต่างชาติเพื่อที่จะผูกขาดเมล็ดพันธุ์ด้วย โดยข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญายูพอฟนี้เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญในการเจรจาเอฟทีเอระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปซึ่งจะเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ที่หากประเทศไทยยอมจะทำให้เสียประโยชน์อย่างมาก จุดยืนของประเทศไทยจึงต้องไม่ยอมรับการแก้ไขกฎหมายระบบการคุ้มครองพันธุ์พืชที่ไม่เป็นไปตามความตกลงทริปส์และไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพแม้จะถูกกดดันอย่างมากจากบริษัทเมล็ดพันธุ์และกระบวนการเจรจา FTA Thai-EU”

นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า ภาคประชาสังคมที่ตระหนักถึงอันตรายของการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทบทวนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยแทนที่จะร่างกฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับ ก็ควรบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้ได้เต็มที่ก่อน เพราะปัญหาหลักของกฎหมายฉบับนี้อยู่ที่กรมวิชาการเกษตรใช้เวลานานเกินไปในการออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่า และพันธุ์พืชเฉพาะชุมชน และกระทรวงเกษตรฯ ควรนำหลักการและแนวทางการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรของกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและสิทธิเกษตรกร (Protection of Plant Varieties and the Farmers’ Rights Act) ของประเทศอินเดียที่รับรองสิทธิของเกษตรในพันธุ์พืชมาพิจารณาเพื่อปรับใช้กับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย

“ทั้งนี้เพื่อสร้างความโปร่งใสในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย และทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติแทนที่จะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเมล็ดพันธุ์เหมือนดังที่ปรากฎในสาระของร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้ก็ควรจะมีการแต่งตั้งนักวิชาการอิสระ ตัวแทนองค์กรสาธารณประโยชน์ที่เคยร่วมร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ตัวแทนของเกษตรกรรายย่อยจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และนักวิชาการกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ศึกษาการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างน้อย 5 คน เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวเพิ่มเติมเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กับพันธุ์พืชพื้นเมือง และบริษัทเมล็ดพันธุ์กับเกษตรกรรายย่อย”

นักอนุรักษ์เฮ! ศาลปกครองให้เพิกถอน มติตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ กก.สิ่งแวดล้อม

Thu, 2013-02-28 19:41

คดีเอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมฟ้องศาลปกครอง ร้อง ครม.แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองกลางให้เพิกถอนมติ มีผลทันทีนับแต่วันที่ 4 ธ.ค.50 เป็นต้นมา

วันนี้ (28 ก.พ.56) นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าเมื่อเวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมฯ และองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้ยื่นฟ้องคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ต่อศาลปกครอง ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากกรณี คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.50 มีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ชุดใหม่ 8 คนแทนชุดเดิมที่หมดวาระลงเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 50 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้องค์กรนักอนุรักษ์ไม่ยอมรับและนำข้อพิพาทมาฟ้องต่อศาลปกครองกลาง จนศาลได้มีคำพิพากษาเพิกถอนมติดังกล่าวในวันนี้

นายศรีสุวรรณ กล่าวให้ข้อมูลว่า ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ) กำหนดให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต้องมีตัวแทนจากภาคเอกชนไม่เกิน 8 คน และกึ่งหนึ่งต้องแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมที่จดทะเบียนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ แต่คณะรัฐมนตรีกลับหยิบยกรายชื่อบุคคลอื่น ซึ่งไม่ได้มาจากการเสนอชื่อขององค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมมาแต่งตั้ง

ทั้งนี้ องค์กรนักอนุรักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีมติร่วมกันเสนอรายชื่อตัวแทนให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีทั้งหมด 4 คน คือ ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ว่าที่ ร.ต.สุรพล ดวงแข นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ และ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

แต่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นแต่งตั้ง กลับไม่มีรายชื่อผู้แทนองค์กรเอกชนทั้ง 4 คน โดยบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้ง คือ นายพนัส ทัศนียานนท์ นางปราณี พันธุมสินชัย นายสนิท อักษรแก้ว นายจงรักษ์ ผลประเสริฐ และนายประสงค์ เอี่ยมอนันต์

ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ จึงไม่อาจถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้แทนภาคเอกชนแต่อย่างใด อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 12 แห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 275/2556 พิพากษาเพิกถอนมติการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว และให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ 4 ธ.ค.50 เป็นต้นมา

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ต้องพิจารณาต่อไปว่า การดำเนินการกระทำนิติกรรม หรือมีมติใดๆ ของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งถูกเพิกถอนมติการแต่งตั้งไปนั้น จะถือได้ว่าเป็นมติที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นโมฆะหรือไม่ โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบในโครงการหรือ EIA ต่างๆ ที่สมาคมฯ ฟ้องร้องเพิกถอนต่อศาลอยู่หลายคดี อาทิ โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และโครงการต่างๆ ทั่วประเทศซึ่งจะต้องถือว่าโมฆะตามไปด้วย

การประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ครั้งที่ 16 (CITES CoP16) (27 กุมภาพันธ์ 2556)

การประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ครั้งที่ 16 (CITES CoP16) และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบการอนุวัติอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบความก้าวหน้าในการจัดเตรียมการจัดการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 (The 16th meeting of the Conference of the Parties to CITES:CITES CoP 16)
2. เห็นชอบในหลักการ ดังนี้
2.1 (ร่าง) กรอบข้อคิดเห็นของประเทศไทยต่อวาระการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 (CITES CoP16) ทั้งวาระการประชุมที่เกี่ยวกับกฎระเบียบในการดำเนินงานให้เป็นไปตามอนุสัญญา CITES (Working Documents) และวาระการประชุมเกี่ยวกับข้อเสนอต่าง ๆ (Proposals)
2.2 (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบการอนุวัติอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES)
ทั้งนี้ หากมีข้อเจรจาใดที่นอกเหนือจากข้อคิดเห็นที่กำหนดไว้แล้วและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศไทยให้เป็นดุลพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทยตามที่ ทส. เสนอ สามารถใช้ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย ครั้งที่ 2 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในปี 2558 (27 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. ให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue Summit – ACD Summit) ครั้งที่ 2 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในปี 2558 (ค.ศ.2015) ระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2558 โดยจะมีการประชุมระดับผู้นำในวันที่ 12 มีนาคม 2558 ทั้งนี้ การเสนอช่วงเวลาดังกล่าวพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ วันหยุดประเพณีและวันสำคัญของประเทศสมาชิก ACD ตลอดจนการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำหนดจะมีขึ้นภายในปี 2558 ด้วยแล้ว
2. ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานต่าง ๆ ประกอบด้วย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเตรียมการสำหรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACD Summit ครั้งที่ 2 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในปี 2558

ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญัญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....(27 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เพื่อเป็น
ข้อมูลประกอบการจัดทำร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... และให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางและเครื่องมือสำหรับประสานการดำเนินงานร่วมกันอย่างมีบูรณาการ สอดคล้องตามบทบาทภารกิจหน้าที่ในขั้นตอนต่อไป
2. เห็นชอบให้ คค. จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การลงทุนพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน โดยมอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดหางบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาดังกล่าวต่อไป

by ThaiWebExpert