หมอกควันกระทบสงกรานต์เหนือ เร่งทำฝนเทียม-ผู้ป่วยทะลุ4หมื่น

พิษ หมอกควันภาคเหนืออาการน่าเป็นห่วง "ฝนหลวง" เผยยังช่วยบรรเทาปัญหาไม่ได้ ชี้เผาเพิ่มทุกวัน-อากาศไม่เป็นใจ "เชียงใหม่" โอดประชาชนป่วยทะลุ 4 หมื่น ททท. คาดระยะสั้นไม่กระทบสงกรานต์ จับตาหากสถานการณ์ยืดเยื้อกระทบธุรกิจท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จากปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด ในขณะนี้ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศของทุกจังหวัดพบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินค่ามาตรฐานเฉลี่ยตั้งแต่ 200-726 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนมากขึ้น

นาย อดิศร กำเนิดศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 21-23 มีนาคม 2556 สถานการณ์พบจุดความร้อน (Hotspot) ที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่รวม 1,259 จุด เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมาเกิดมากกว่า 2,000 จุด โดยพบมากที่สุดในพื้นที่โซนใต้ของจังหวัด ได้แก่ อำเภอแม่แจ่ม อมก๋อย กัลยาณิวัฒนา และโซนเหนือที่อำเภอเชียงดาว พบจุดความร้อนสูงที่สุด ทำให้มีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหมอกควันสะสมตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์-23 มีนาคม 2556 มี 41,087 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจ หลอดเลือด โรคตา และโรคผิวหนัง

นาย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ กล่าวว่า อบจ.ได้เร่งแก้ปัญหาหมอกควัน โดยการส่งรถน้ำออกฉีดพ่นละอองฝอย และนำเครื่องจักรกลกว่า 50 คัน ขุดลอกเหมืองฝาย เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในพื้นที่ทั้ง 25 อำเภอ และได้เตรียมหน้ากากอนามัยประมาณ 100,000 ชิ้นเพื่อแจกให้ประชาชน

ด้าน นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณยกเลิกการจองห้องพักแต่อย่างใด แต่ถ้าสถานการณ์นี้ยังยืดเยื้อต่อไป นักท่องเที่ยวที่กำลังวางแผนจะเข้ามาเที่ยวเชียงใหม่อาจเสียความเชื่อมั่นไป เพราะกังวลกับปัญหาสุขภาพ อาจมีผลทำให้คนที่ต้องการจองห้องพักหรือทัวร์ยกเลิกการจอง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวเรื่องสุขภาพอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวสอบถามเข้ามาถึงสถานการณ์ของปัญหาหมอกควัน แต่คาดว่าจะเป็นช่วงระยะสั้นและจะไม่มีผลกระทบต่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะนี้ยอดจองห้องพักของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ที่ประมาณ 70% รวมถึงจะมีสายการบินจีน "จูนเหยา แอร์ไลน์ส" ที่จะเริ่มเปิดบินตรงจากเซี่ยงไฮ้-เชียงใหม่ สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนนี้ จึงคาดว่านักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จะเพิ่มขึ้น

"ถ้า สถานการณ์ไม่รุนแรงไปกว่านี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังเติบโตในอัตรา 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวจีนเป็นตัวหลัก ททท.หวังว่าจะไม่กระทบการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และตั้งเป้าสร้างรายได้กว่า 700 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดจองห้องพักล่วงหน้าในเชียงใหม่แล้ว 60-70%"

นาวาอากาศ เอกวิสูธ จันทนา รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า สนามบินเชียงใหม่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์หมอกควันที่ปกคลุมพื้นที่ เชียงใหม่ ยกเว้นเที่ยวบินจากเชียงใหม่ไปปลายทางแม่ฮ่องสอนที่ต้องยกเลิกเที่ยวบินจาก วิกฤตหมอกควันที่เกิดขึ้น บวกสภาพแวดล้อมของสนามบินที่ลงจอดยากอยู่แล้ว

นาย ทรง กลิ่นประทุม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนบน จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้สถานการณ์หมอกควันของ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนค่อนข้างน่าเป็นห่วง ค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เกินค่ามาตรฐานทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอนสถานการณ์รุนแรงกว่าทุก ๆ พื้นที่

ขณะ เดียวกันศูนย์ก็ได้ปฏิบัติการฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา แต่เนื่องจากในพื้นที่มีการจุดเผาป่ากันจำนวนมาก ประกอบกับอากาศที่แห้งจึงทำได้ในวงจำกัด และเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำฝนเทียม โซนที่น่าห่วงคือโซนใต้ของเชียงใหม่ และพื้นที่แม่ฮ่องสอน

"แนวโน้ม ปัญหาหมอกควันจะยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากยังมีการเผามากทุกวัน จากที่ดาวเทียมสามารถตรวจจับได้พบว่ามีการเผาถึงวันละ 300-400 จุด อีกทั้งยังมีควันและฝุ่นละอองจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นปัจจัยเสริม และวิธีแก้ปัญหาที่เห็นผลก็ยังไม่สามารถทำได้ ทางเดียวที่จะทำให้ปัญหาลดลงได้คือประชาชนต้องร่วมมือกันลดการเผา"

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รายงานสรุปสถานการณ์รวมของไฟป่าและหมอกควัน ประจำสัปดาห์ที่ 7 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาว่า คุณภาพอากาศโดยรวมยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่มีพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์ระดับอันตราย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดลำปาง ขณะที่สถานการณ์การเกิดไฟป่ายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัปดาห์นี้มีไฟป่าเกิดขึ้น 906 ครั้งในพื้นที่ 816 ไร่ ซึ่งถือว่าเพิ่มมากขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนที่เกิดไฟป่า 326 ครั้งในพื้นที่ 3,124 ไร่

อย่างไรก็ตาม นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ติดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและ จังหวัดเชียงราย เพื่อบรรเทาปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นต่อไป

ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ เปิดระบบซื้อขายใบอนุญาตปี′57

ถึงแม้เรื่องคาร์บอนเครดิตจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้างว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยรักษาโลกได้จริงหรือ เพราะในขณะที่กลุ่มประเทศหนึ่งตื่นตัวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG : Green House Gases) เพื่อจะได้นำปริมาณ GHG ที่ลดได้ไปขายเป็นคาร์บอนเครดิต แต่กลุ่มประเทศอื่นที่ไม่สามารถลดการปล่อย GHG กลับมุ่งไปที่การซื้อคาร์บอนเครดิต และเมินเฉยต่อแนวทางลดการปล่อย GHG จึงอาจมองได้ว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงเครื่องมือทางการค้าระหว่างกันเท่านั้น

แต่หากมองอีกด้าน การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประเทศลดการปล่อย GHG ได้ เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่มีพูดถึงเรื่องนี้มาได้ระยะหนึ่ง และมีความพยายามของผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งต้องการกระโดดสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างมูลค่าจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล่าสุดองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.ได้มีนโยบายจัดตั้งตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการลด GHG ของประเทศ

"สุมน สุเมธเชิงปรัชญา" นักวิชาการอาวุโส องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กล่าวว่า ไทยมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานต่างประเทศ (VER : Verified Emission Reductions) อยู่แล้ว โดยในเดือนตุลาคม 2556 นี้จะมีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER : Thai Voluntary Emission Reductions) เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นภาครัฐและเอกชนที่ทำซีเอสอาร์ และอีกกลไกคือระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม (Thailand V-EST : Thailand Voluntary Emission trading Scheme) ที่จะดำเนินการในเดือน ต.ค. 2557

"การทำให้ตลาด Thailand V-EST และคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายได้รับความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปขายได้ จะต้องมีระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV System : Measurement, Reporting and Verification System) ที่น่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ดังนั้น อบก.จึงจัด "โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทยโดยใช้กลไกตลาด" เพื่อพัฒนา MRV System ของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีให้เป็นที่ปรึกษาโครงการ"

ทั้งนี้ ได้คัดเลือกโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเป็นโรงงานนำร่อง 7 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไทยเดลมาร์ จำกัด, บริษัท ฮิตาชิ อินดัสเตรียล เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฮีโน่มอเตอร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท ซี.พี.ค้าปลีกและการตลาด จำกัด และบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด

"โครงการนี้เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยที่ต้องมีเป้าหมายลด GHG หลังปี 2563 นอกจากนี้ ปัจจุบันราคาคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศตกต่ำอย่างมาก เพราะสหภาพยุโรปที่เป็นผู้ซื้อใหญ่ไม่รับซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM : Clean Development Mechanism) ทันก่อนปีนี้ อีกทั้งไม่รับซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการลดก๊าซบางประเภท อย่างไฮโดร

ฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ประเทศจีนและอินเดียที่เป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของตลาด ทำให้เขาเทขายคาร์บอนเครดิตออกมา ส่งผลให้ซัพพลายสูงกว่าดีมานด์ประมาณ 2 พันล้านตัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องหาทางออกให้กับผู้ประกอบการ CDM ในประเทศว่าจะทำอย่างไรให้สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ท่ามกลางสภาวะตลาดอย่างนี้"

"สุมน" อธิบายถึงผลประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมว่า โครงการดังกล่าวยังก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกับประเทศ เพราะจะลดการใช้ไฟฟ้า ลดการเกิดมลพิษ ซึ่งเขามองว่ายังมีมาตรการอื่นที่สามารถลดการปล่อย GHG ได้ อย่างการส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนเพื่อให้คนไม่ใช้รถ รวมถึง อบก.กำลังร่วมกับกรมสรรพากรผลักดันเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีกระบวนการที่ลดการปล่อย GHG ลงด้วย

จีนเล็งเก็บภาษีสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม

 

จีนเตรียมจัดเก็บภาษีการบริโภค ต่อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แลเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และทรัพยากร

หนังสือพิมพ์อิโคโนมิค อินฟอร์เมชั่น ในเครือสำนักข่าวซินหัว ของจีน รายงานว่า กระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการงบประมาณ คณะกรรมการกลาง แห่งสมัชชาประชาชนจีน ได้เอ่ยถึงแผนการดังกล่าวไว้ในรายงานที่จัดทำขึ้นมา โดยเอกสารดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมาธิการอยู่ระหว่างการศึกษาว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทใดที่มีการบริโภคทรัพยากรปริมาณมาก ซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาแพงบางประเภท จะต้องถูกเก็บภาษีโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาปรับอัตราภาษีของผลิตภัณฑ์บางประเภทที่ไม่สอดคล้องกับปริมาณการบริโภคภายในประเทศ

ปัจจุบัน มีสินค้า 14 ประเภท ที่จะต้องถูกเก็บภาษีโภคภัณฑ์ ได้แก่ บุหรี่ แอลกอฮอล์ เครื่องสำอาง อัญมณีราคาแพง ไข่มุกและหยก ประทัดไฟ รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ อย่างไรก็ดี เอกสารไม่ได้กำหนดรายละเอียดในเรื่องกำหนดเวลาจัดเก็บแต่อย่างใด ขณะกระทรวงการคลังปฏิเสธแสดงความเห็นเรื่องนี้

หนี ฮองรี นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาในสังกัดคณะรัฐมนตรีจีน แสดงความเห็นว่า การปฏิรูปโครงสร้างภาษีภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จะต้องมีทั้งการขึ้น และลดภาษีรวมไว้ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น เครื่องสำอางซึ่งตกเป็นเป้าถูกจัดเก็บภาษี 30% แต่เนื่องจากมาตรฐานความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้น เครื่องสำอางจำนวนมากสามารถหาซื้อได้แพร่หลายขึ้น ดังนั้นจึงควรปรับลดภาษีสินค้าประเภทนี้ ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน ยังแนะให้มีการปรับขึ้นภาษีโภคภัณฑ์สำหรับบุหรี่ เนื่องจากจีนยังเก็บภาษีบุหรี่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากลอย่างมาก

หลิว ฉางซี นักวิจัยจากสถาบันวิจัยศาสตร์การคลัง สังกัดกระทรวงการคลังจีน กล่าวว่า รัฐควรจะเก็บภาษีโภคภัณฑ์จากสินค้าหรูเกิดใหม่ เช่น เรือยนต์ เรือใบ เครื่องบินเล็ก และกระเป๋าแบรนด์เนม ขณะที่หยวน ชิงตัน รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในการกำกับดูแลกระทรวงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ถุงพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง และแบตเตอรี่แบบตะกั่ว-กรด รวมถึงสินค้าประเภทปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชก็ควรถูกเก็บภาษีโภคภัณฑ์เช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน จีนเก็บภาษีบริโภคตะเกียบชนิดใช้แล้วทิ้ง และพื้่นไม้แข็งในอัตรา 5% ซึ่งหยวน บอกด้วยว่า ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ซึ่งราคาร่วงลงเพราะคนใช้มากขึ้น ควรโดนเรียกเก็บภาษีเช่นกัน

 

ภาพตะเกียบไม้ไผ่ ที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง จากhttp://www.oknation.net

 

Giant Sequoias Face Looming Threat from Shifting Climate

ผู้เขียน: 
Bruce Dorminey

 

ภาพ: 3,200-year-old giant sequoia โดย: Michael Nichols/National Geographic

Although giant sequoias (Sequoiadendron giganteum) have survived previous eras of climate variability, human-caused climate change has so far not been their nemesis. But U.S. government and university researchers say the long-term existence of these trees could be threatened by the vagaries of a changing Sierra Nevada mountain snowpack and global warming. This combination could make it difficult for giant sequoias, particularly seedlings and young trees, to survive because they would be left with insufficient water to endure longer and warmer summers.

Nate Stephenson, a research ecologist with the U.S. Geological Survey (USGS), based near Sequoia & Kings Canyon National Parks, says that if climate warming continues as projected, tens of thousands of these ancient trees will be at risk in the coming century from destruction by either drought or climate-induced pathogens.

The potential threat facing giant sequoias demonstrates how a complex interaction of rising temperatures and shifts in snowmelt and precipitation can alter an environment in which tree species have evolved and thrived. Another grave hazard linked to warming temperatures — insect infestations — has not yet affected giant sequoias but has already killed spruce and pine trees across more than 70,000 square miles of western North America.

How can humans help mitigate the effects of such warming temperatures and drier conditions? Allen says that for forests in the western U.S., mechanical thinning and prescribed thinning by fire are good remedies to reduce the number of trees competing for water. Thinning can buy time and make stands more resilient to drought and severe fires.

 

งานเยาวชนต้นกล้า พลังสร้างสรรค์เพื่อดิน น้ำ ป่า

2013-03-28 11:00
2013-03-31 05:00

 

28 - 31 มีนาคม 2556 เวลา 11.00 - 17.00 น. ณ อุทยานเรียนรู้ TK Park

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.recoftc.org หรือ 02-940-5700 ต่อ 1237

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรียกร้องให้รัฐ-กฟผ.รับผิดชอบเหตุ “ฝนกรด”ทำลายพืชผลชาวบ้านที่แม่เมาะ

 

นายศรีสุวรรณ จรรยา  นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน  ออกแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่เกิดกรณีพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนาสักอ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจาก “น้ำฝนแรก”ของฤดูร้อนที่เพิ่งตกลงมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรที่กำลังงอกงามเช่น กระเทียม ฯลฯ ต้องยืนต้นตายไปทั้งแปลง ทั้งหมู่บ้านสร้างความเดือดร้อนและเสียหายให้กับชาวบ้านแทบหมดเนื้อหมดตัวเพราะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยรวมทั้งไม่สามารถเก็บหัวพันธุ์ไว้ใช้ปลูกในฤดูกาลหน้าได้ 

ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.นาสัก แจ้งว่า เหตุเกิดจากพายุฝนที่ตกลงมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับข่าวพายุลูกเห็บถล่มลำปางนั่นเอง ซึ่งโดยปกติในทุก ๆ ปีที่ผ่านมากระเทียมของชาวบ้านจะให้ผลผลิตดีมากหัวกระเทียมจะใหญ่ แต่ปีนี้ชาวบ้านปลูกได้แค่สองเดือนกระเทียมกำลังจะเริ่มมีหัว ฝนกลับตกลงมาจากนั้นก็มีอาการใบไหม้และแห้งทั้งหมดซึ่งเสียหายทั้งหมดเก็บมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะกระเทียมไม่แก่และเริ่มเน่าแล้ว นอกจากแปลงกระเทียมของชาวบ้านที่เสียหายแล้วยังมีพืชผล พืชผัก อื่น ๆ ที่ได้รับความเสียหายอีกมาก ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าโดยเฉพาะพืชใบอ่อน รวงข้าวนาปรัง ฯลฯซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลายวันแล้วแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบก็ยังไม่กระตือรือร้นที่จะรีบเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านเลย 

ภาพจาก http://www.eoearth.org

ทั้งนี้ในพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดมลพิษ จำพวกสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนตรัสออกไซด์ (NOx) ได้เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น คือ “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ”ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าอาจนำไปสู่ปัญหาการเกิด “ฝนกรด”(Acid Rain) ได้ เนื่องจากมีการปล่อยมลพิษดังกล่าวขึ้นไปสะสมในอากาศและก้อนเมฆมาอย่างยาวนานในฤดูร้อนขณะเดียวกันในช่วงนี้มีความพยายามจะผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับปัญหาวิกฤตพลังงานในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในฤดูร้อน ตามที่รมต.กระทรวงพลังงานเคยออกมาสร้างกระแสตื่นตระหนกเรื่อง “การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน” สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรียกร้องให้รัฐบาล และ กฟผ. ได้เร่งรีบเข้าไปตรวจสอบและพิสูจน์ทราบปัญหาดังกล่าวและเร่งรีบชดเชยเยียวยา และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับชาวบ้านโดยด่วนเพื่อทุเลาปัญหาและลดความเคลือบแคลงใจของชาวบ้านลงและทำการตรวจสอบสภาพของโรงไฟฟ้าว่า ได้ปลดปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศจนเกิดการสะสมตัวจนนำไปสู่การเกิดฝนกรดจริงตามที่ชาวบ้านได้ร้องเรียนและได้รับผลกระทบหรือไม่รวมทั้งพิจารณาเพิกถอนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินออกจากแผนพัฒนาไฟฟ้า หรือแผน PDP2010 เสีย และหากรัฐบาลและ กฟผ.ยังเพิกเฉยสมาคมฯและชาวบ้านที่เดือดร้อนและเสียหายจะนำเรื่องนี้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองทันที

ภาพ Acid rain has physiological effects on crop plants.จาก http://uhohacidrain.blogspot.com

ในอดีตพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปางเคยเกิดเหตุการณ์ฝนกรดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ครั้งที่รุนแรงที่สุดคือเมื่อปี 2535 จนทำให้ผลผลิตทางการเกษตรสัตว์เลี้ยง รวมถึงประชาชน ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก จนนำไปสู่การฟ้องร้องคดีกันมาอย่างยาวนานนับ10 ปี ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดอยู่กรณีดังกล่าวทำให้ชาวบ้าน ต.นาสัก เริ่มสงสัยกันว่า สวนกระเทียมและสวนผักอื่น ๆ ของพวกเขาอาจจะเจอปัญหาเดียวกันกับเหตุการณ์เมื่อปี 2535 ที่เกิดขึ้นซ้ำอีกหรือไม่มากขึ้นเรื่อยๆ 

 

เล่นแร่แปรคาร์บอน ด้วย “Cap & Trade”

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/FAa39n6Lc0M

โค้ด embed html 200X180: 

 

       Cap & Trade* (บางครั้งก็เรียก Emission Trading หรือ Carbon Trading) เริ่มจากขั้นแรกรัฐบาลทั่วโลกจะต้องร่วมกันสรุป และกำหนดโควตาการปล่อยคาร์บอนในแต่ละปีของแต่ละประเทศ การจำกัดเพดานการปล่อยคาร์บอน เรียกว่า “Cap” จากนั้นรัฐบาลของแต่ละประเทศจะนำตัวเลขโควตานี้ไปแจกจ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอน และลดตัวเลขโควตาลงทุกปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

       องค์กรธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดที่ปรับเปลี่ยนมาสู่เทคโนโลยีสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ย่อมมีแนวโน้มจะปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ซึ่งสิทธิการปล่อยคาร์บอนในส่วนที่เหลือนี้สามารถขายต่อให้องค์กรอื่นๆที่ปล่อยคาร์บอนเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต โดยกิจกรรมการซื้อขายโควตาการปล่อยคาร์บอนก็คือ “Trade” 

(อ้างอิงจาก: http://myfreezer.wordpress.com)

CHINA EYES A CARBON TAX

ผู้เขียน: 
Lauren Cooper

 

Photograph: Nicky Loh/REUTERS

With the idea of a carbon tax starting to get more attention in Washington, word now comes from Beijing that the Chinese government is thinking seriously about putting the idea into practice.

A senior official from China’s Ministry of Finance recently described  plans for a national carbon tax as part of a new package of environmental protection taxes. The new package, which would replace existing pollution discharge fees, would also include taxes to encourage conservation of coal and water.

The level of the carbon tax has not yet been set, but recent proposals suggest a modest range of 10 Yuan ($1.50) per metric ton of carbon dioxide, rising to around 50 Yuan ($7.90) per metric ton by 2020. In comparison, Australia implemented a carbon price of $23 AUD ($23.73) per metric ton in July 2012, while prices in California’s cap-and-trade program were between $10 and $15 in last month’s allowance auction.

However modest, any sign that China is stepping up efforts to reduce its greenhouse gas emissions is encouraging. Despite establishing itself as a global leader in the manufacture and deployment of solar and wind power, China continues to invest heavily in coal-fired power generation. China’s carbon emissions, already the world’s highest, are projected to increase another 75 percent by 2035 under current policies.

Most economists agree a market-based approach (such as cap and trade or a tax) is the most efficient way to reduce greenhouse gas emissions. These tools use price signals to reduce emissions at a lower cost than traditional command-and-control regulations.

With cap and trade, the government sets a cap on emissions (guaranteeing a reduction) and then issues a finite number of tradable emission allowances. This allowance trading creates a market price, which promotes economic efficiency. A carbon tax sets a price per ton of emissions, to be paid by emitters. While it does not set a hard cap, a tax set at an appropriate level can achieve a similar result in emissions reductions. (For more on the economic rationale of putting a price on carbon, see our new brief, Options and Considerations for a Federal Carbon Tax.)

If China indeed implements a carbon tax, it won’t be the country’s first use of market-based approaches. Since the mid-1990’s, under a policy called total emission control (TEC), China experimented with pilot cap and trade programs to reduce emissions like sulfur oxides (SOx). Also, the country is experimenting with carbon dioxide cap and trade to reduce 2010 carbon intensity levels by 17 percent, a target of the 12th Five-Year Plan. Programs are being established in seven pilot areas (two provinces and five cities) and will extend to additional regions from 2016-2020. Lessons from these pilots will inform design of a national program, to be implemented sometime after 2020.

Even if the initial carbon tax is low, establishing the necessary reporting and monitoring system will improve information and transparency – providing structure for future emission reduction programs. Data collection is a major barrier for China, which has not released official greenhouse gas emissions estimates for any year since 2005.

http://www.brookings.edu

”รักษ์...นกไทย” โครงการประกวดถ่ายคลิปภาพนก ภาพนิ่งนก ชิงเงินรางวัล หมดเขต 30 มิถุนายนนี้

2013-03-22
2013-06-30

 

       ไทยพีบีเอสชวนคนรักษ์นก ไม่จำกัดเพศและวัย ส่งคลิปภาพนกและภาพนิ่งเข้าประกวด โดยคลิปนกจะแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ “นกสวยงามในลีลาต่างๆ และนกที่มีปฎิสัมพันธุ์กับมนุษย์ "คลิปที่ได้รับการคัดเลือก จะนำมาใช้เป็น ID STATION ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  สำหรับการประกวดภาพนิ่งไม่จำกัด ประเภท  หากคุณพร้อม Record กดชัตเตอร์ ส่งผลงานเข้ามาได้เลยเพื่อชิงเงินรางวัลกว่าสองแสนบาท และนำมาทำโปสการ์ด  หรือปฏิทินเป็นของที่ระลึกในปี 2557

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0-2790-2235 และดูกติการูปแบบการส่งผลงานได้ที่ http://event.thaipbs.or.th/event/?q=node/650

 

โครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน

 

       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบเกี่ยวกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 มีนาคม 2556  ดังนี้

1. เห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับโครงการที่มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ ด้วยอัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเร่งจัดทำระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานภายใต้โครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ในรูปแบบ Feed-in Tariff ต่อไป

Feed-in Tariff ภาพจาก http://xes.uk.com

2. เห็นชอบแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554- 2573)  และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในการกำกับติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน

3. รับทราบโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ดังนี้

วิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ภาพจาก www.thaigoodview.com

       3.1 ให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานแบบให้ครบวงจร โดยมีองค์ประกอบคณะกรรมการเป็นผู้แทนจาก กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์

         3.2 ให้กระทรวงพลังงานดำเนินโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานโดยให้ดำเนินงานโครงการนำร่องในพื้นที่ 3 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่แล้งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ปลูกข้าว

by ThaiWebExpert