กทม.เปิดห้องสมุดสีเขียว เป็นแหล่งหาความรู้ และอาคารต้นแบบอนุรักษ์พลังงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2555

กทม.เปิดห้องสมุดสีเขียว แหล่งศึกษาหาความรู้ และอาคารต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงาน

วันนี้ (3 พ.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานพิธีเปิดห้องสมุดสีเขียว ซึ่งตั้งอยู่ภายในสวนเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง เพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ และเป็นศูนย์กลางให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

สำหรับห้องสมุดสีเขียวแห่งนี้ กทม.ร่วมกับ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ธนาคารเอชเอสบีซี) และพันธมิตรภาคเอกชน จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้ เป็นอาคารต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กทม.และธนาคารเอชเอสบีซี เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ห้องสมุดสีเขียวได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้ทดลองเปิดให้บริการแก่ประชาชนตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2554 อาคารห้องสมุดสีเขียวมีการออกแบบโครงสร้างพิเศษเพื่อลดการใช้พลังงาน อีกทั้งเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการออกแบบและก่อสร้างตามหลัก LEED ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองของสภาอาคารสีเขียว (Green Building Council) ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อนของกรุงเทพมหานคร อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารต้นแบบให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาวิธีการ การประหยัดพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย

ห้องสมุดสีเขียวเปิดบริการ วันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น.มีบริการสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต บริการยืม-คืนหนังสือ แนะนำหนังสือใหม่ ห้องหนังสือเด็ก นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือต่างๆ ได้แก่ ความรู้ทั่วไป วิชาการ หนังสืออ้างอิง คู่มือสอบ นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล วรรณกรรมเยาวชน และหนังสือนิทานสำหรับเด็ก นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหลายรูปแบบแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ด้วย

ภาวะโลกร้อนคนละเรื่องกับอากาศร้อน อากาศร้อนยังพอทน แต่โลกร้อนถึงขั้นสูญพันธุ์

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 6 พฤษภาคม 2555

ช่วงนี้อากาศร้อนจัดจนกลายเป็นจำเลยไปแล้วในหลายกรณี รถไฟตกรางก็เพราะอากาศร้อน เนื่องจากรางรถไฟขยายตัวมากไปจนคดงอ ถนนระเบิดก็เพราะอากาศร้อนจนเหล็กเส้นยืดตัวไปดันปูนจนระเบิดตูม แผ่นดินลุกเป็นไฟก็เพราะอากาศร้อนจนเศษขี้เลื่อยที่หมักหมมอยู่ในชั้นดินปะทุขึ้นมา

รวมไปถึงของแพง ที่นายกฯ หญิงคนแรกของเมืองไทยบอกว่า อากาศร้อนจนประชาชนรู้สึกเอาเองว่าของแพง
อากาศที่ร้อนจัดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดจากอะไร ? ถ้าอธิบายตามภาษาของกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้ความว่า "หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบนทำให้มีอากาศร้อนถึงร้อนจัดบางพื้นที่ในภาคเหนือ และภาคกลาง "

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบเขตร้อน พื้นที่ตั้งอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดฤดูฝน และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดจากจากทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดฤดูหนาว มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 18-34 องศาเซลเซียส

โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยมี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน มีอากาศร้อนอบอ้าวและแห้งแล้งโดยทั่วไป ปริมาณฝนน้อย โดยจะร้อนมากที่สุดประมาณเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส แต่ในภาคใต้อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียส

ฉะนั้น ที่เราร้อนอยู่ทุกวันนี้คือร้อนตามฤดูกาล มิได้ร้อนเพราะภาวะโลกร้อน เพียงแต่ภาวะโลกร้อนจะเสริมให้อุณหภูมิสูงขึ้น

เช่นเดียวกันภาวะโลกร้อนทำให้ฝนตกหนัก และหิมะตกหนักได้ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลทำให้น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายลงอย่างเร็วมาก เมื่อน้ำแข็งละลายทำให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติเป็นอย่างมากและผลกระทบโดยตรงเลยก็คือทำให้ระดับน้ำทะเลนั้นสูงขึ้นจากปกติ ทั่วโลกก็จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะประเทศที่มีความสูงจากน้ำทะเลไม่มากนัก

รวมทั้งประเทศไทยของเราก็จะถูกน้ำท่วมหายไปเป็นบางส่วนด้วย ในอนาคตกรุงเทพมหานครก็จะจมไปอยู่ใต้ทะเลอย่างแน่นอน หากไม่หาทางป้องกันเสียตั้งแต่วันนี้

ประชากรของโลกเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากเมื่อ57 ปีที่แล้ว มี 2,500 ล้านคน ปัจจุบันมากถึง 6,600 ล้านคน

การขยายตัวของจำนวนประชากร ส่งผลให้ทรัพยากรก็ถูกนำมาใช้มากมายเพื่อสนองความต้องการของพวกเราทั้งการตัดไม้เพื่อมาสร้างที่อยู่หรือเครื่องใช้ต่างๆรวมไปถึงน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน เกิดอุตสาหกรรมผลิตอาหารและสินค้ามากมาย

ผลกระทบของการเผาผลาญพลังงานเหล่านี้ก็คือก๊าซเรือนกระจกที่ค่อยๆ จับตัวกันบนชั้นบรรยากาศของโลก ในขณะที่ป่าไม้ก็ลดลงไปอย่างรวดเร็ว

สรุปได้ว่ามนุษย์กำลังจะไหม้เกรียมน้ำมือมนุษย์นั่นเอง โดยมีพระอาทิตย์เป็นตัวช่วย
เมื่อก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จับตัวหนาอยู่บนชั้นบรรยากาศก็ทำให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่จะต้องระบายออกไปอย่างสมดุลเป็นไปไม่ได้ โลกเราก็เลยเปรียบเหมือนเตาอบที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆน้ำแข็งที่อยู่ตรงขั้วโลกและที่ธารน้ำแข็งต่างๆ ก็จะละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกับสิ่งมีชีวิตขั้วโลก

พูดง่ายๆ พวกที่อยู่ตามขั้วโลกจะตายก่อน แต่มีมนุษย์บางกลุ่มดีใจเพราะเมื่อหิมะที่ขั้วโลกละลายเผยให้เห็นถึงแผ่นดิน มหกรรมดูดทรัพยากรจะตามมาทันที ตั้งแต่น้ำมัน ก๊าซ ยันหาก้อนหินแปลกๆ รวมไปถึงอุกาบาตไปเร่ขาย

น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วก็ทำให้อุณหภูมิของมหาสมุทรเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบกับสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงทำให้เกิดภัยพิบัติมากมาย พอน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนไปก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเล พวกปะการังก็จะค่อยๆ ตาย

ข้อมูลพื้นๆ เรารู้กันอยู่แล้วว่า แนวปะการังเป็นคือแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ถ้าไม่มีปะการัง สัตว์น้ำก็เด๊ดสะมอเร่ไปตามระเบียบ

บรรดาไข่ปลา ไข่หมึก ไข่เต่า สารพัดไข่ในมหาสุทร และชายหาด จะกลายเป็นไข่เน่าทั้งหมด เพราะเมื่ออุณหภูมิในน้ำเปลี่ยนไข่ก็กลายเป็นไข่ต้ม ไข่ลวก พูดง่ายๆ อุณหภูมิไม่เหมาะสมต่อการฟักไข่ให้เป็นตัว

ถึงวันนั้นร้านอาหารซีฟู้ดต้องแขวนป้ายปิดกิจการกันถ้วนหน้า แล้วบนบกหล่ะ เกิดอะไรขึ้นบ้าง น้ำแข็งที่ละลายอย่างรวดเร็วยังทำให้น้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นเรื่อยๆล่าสุด ในอ่าวไทย เฉลี่ย 3 มิลลิเมตรต่อปี แถมแผ่นดินก็เกิดการทรุดตัวลงมาอีกด้วย แถวชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพทรุดตัวลงมา 5-10 เซนติเมตรต่อปี

ที่สำคัญคือ โลกที่ร้อนขึ้นจะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืช ที่เป็นอาหารของมนุษย์บางชนิด โรคที่ฟักตัวได้ดีในสภาพร้อนชื้นของโลก จะสามารถเพิ่มขึ้นมากในอีก 20 ปีข้างหน้า

ถ้ายังไม่กลัวจะบอกให้ สารพัดโรคในนั้นมี มาลาเรีย ไข้ส่า อหิวาตกโรค รวมอยู่ด้วย

อากาศของโลกที่แปรปรวน ซึ่งวันนี้มันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในทุกภูมิภาคทั่วโลก ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติในหลากหลายรูปแบบ อาทิ น้ำท่วมใหญ่ พายุรุนแรง และแล้งจัด

กรณีของน้ำท่วมใหญ่ จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์ แต่สัตว์และพืชต่างทยอยกันล้มตาย

แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา

ชีวิตใหม่ไม่ได้เกิด ขณะที่ชีวิตที่ตะกายเพื่อความอยู่รอดค่อยๆล้มตาย สุดท้ายโลกอาจไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต

ถ้าเรายังไม่ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน ก็เตรียมตัวรับสิ่งที่ว่าข้างต้นได้เลย อาจเป็น 10, 20 หรือ 50 ปีข้างหน้า จะช้าหรือเร็วมันต้องเกิดหากมนุษย์ไม่ช่วยกัน

เอาง่ายๆ เราสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนได้ โดยการหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของที่ทำให้เกิดก๊าซเหล่านี้ เช่น ตู้เย็นเก่าๆ ที่ยังใช้สารทำความเย็น CFCs อยู่, พวกสเปรย์ และยาฆ่าแมลงที่มีสารพวกนี้ หรืออาจจะไม่บริโภคสินค้าที่ใช้ยาฆ่าแมลง นอกจากจะดีต่อโลกแล้วยังดีต่อตัวเองอีกด้วย และวิธีที่ดีมากๆ นั่นก็คือ การช่วยกันปลูกต้นไม้

แต่วันนี้เรายังเฉยกันอยู่เลยนะ!.

22 เมษายน วันรักษ์โลก Earth Day กับ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

ผู้เขียน: 
บทสัมภาษณ์ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

ต้นทุน "รักษ์โลก" มีค่าเท่าไร

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 23 เมษายน 2555

แม้วันคุ้มครองโลกซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปีจะผ่านมาแล้วแต่วันนี้ก็เป็นวันที่กระตุกให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

แต่นอกเหนือจากอาการของโลกที่เราต้องใส่ใจแล้ว เทรนด์รักษ์โลกก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่ใช่น้อยๆ ผลสำรวจของแฮร์ริส พบว่า 34% ของผู้ใหญ่ที่ตอบแบบสอบถาม มีความกังวลเกี่ยวกับโลก ลดลงจาก 43% ในปี 2552 ขณะที่หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ชาวอเมริกันใช้เงินปีละประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ในการซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อย่างกรณี ของเครื่องทำความสะอาดอากาศ ภายในอาคาร ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ใช้ชีวิตมากถึง 90% ของทั้งหมดภายในอาคาร ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพตามมา การทำความสะอาดอากาศภายในบ้าน เพื่อกำจัดคาร์บอนมอนนอกไซด์ ก๊าซเรดอนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง สารฟอร์มัลดีไฮที่มากับอุปกรณ์กำจัดกลิ่น และเศษซากผิวหนังของสัตว์ ทำให้ชาวอเมริกันควักเงินราว 2 พันล้านดอลลาร์ ซื้ออุปกรณ์เพิ่มคุณภาพอากาศภายในบ้านในปี 2554 อาทิ เครื่องทำความสะอาดสารที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ แบคทีเรีย และรา ราคาประมาณ 450-1,000 ดอลลาร์

การประหยัดน้ำ ราว 70% ของโลก คือ น้ำ แต่มีไม่ถึง 1% ที่ดื่มได้ ข้อมูลจากหน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระบุว่า ครัวเรือนที่มีสมาชิก 4 คน ใช้น้ำทุกวัน วันละ 400 แกลลอนซึ่งราว 27% มาจากการกดน้ำชักโครก ยกตัวอย่าง หัวฝักบัวที่ลดการใช้น้ำเหลือ1 แกลลอนต่อนาที และสามารถประหยัดได้ปีละ 100 ดอลลาร์ มีต้นทุน 42 ดอลลาร์ ส่วนชักโครก"กลาเซียร์ เบย์" ที่ใช้น้ำแกลลอนเดียวในการกดน้ำ มีราคา 198 ดอลลาร์

พืชกำจัดสารพิษที่อาจสร้างผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เช่น ว่านหางจระเข้ ที่ช่วยกำจัดฟอร์มัลดีไฮด์และเบนซิน ที่มาพร้อมน้ำยาทำความสะอาดและสีทาบ้าน เจ้าพืชชนิดนี้มีราคา 14 ดอลลาร์

กระดาษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชาวอเมริกันใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษ 68 ล้านตัน ซึ่งทั้งกระดาษเช็ดมือ เช็ดปาก ทิชชู ที่เป็นมิตรควรมาจากการรีไซเคิล 100% และในปี 2551 ชาวอเมริกันใช้เงิน 4.8 พันล้านดอลลาร์ไปกับกระดาษดีต่อโลก

ที่นอนสีเขียว ซึ่งผลิตจากฝ้ายหรือเส้นใยออร์กานิก น่าจะช่วยปกป้องผิวจากการระคายเคืองและสารเคมี อย่างที่นอนยางลาเท็กซ์ธรรมชาติสลีป เทค ขนาดควีนไซส์ ราคาอยู่ที่ 2,800 ดอลลาร์

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ทั้งเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องล้างจาน คอมพิวเตอร์ ทีวี สามารถลดต้นทุนได้ด้วยการประหยัดพลังงานและการใช้น้ำ โดยชาวอเมริกันควักเงินราว 8.67 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่ง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อโทรทัศน์

หลอดไฟ มีสัดส่วน 18% ของเม็ดเงินที่ใช้ซื้อผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ล่าสุด"ฟิลิปส์" เปิดตัวหลอดไฟเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่ราคา 60 ดอลลาร์ แต่มีอายุใช้งานนานกว่า 20 ปี

เครื่องควบคุมอุณหภูมิแบบตั้งโปรแกรม แต่ละครัวเรือนจ่ายค่าไฟเฉลี่ย 2,200 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งอาจช่วยประหยัดได้ราว 180ดอลลาร์ต่อปี หากใช้อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิแบบนี้ และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย เช่น เครื่องของฮันนีเวลล์ที่ขายในราคา 255ดอลลาร์

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดก็กรีนได้ อาทิ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพ โดยในปี 255 ชาวอเมริกันใช้เงิน735 ล้านดอลลาร์ไปกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

หน้าต่าง ประตู ช่องแสงบนหลังคา หากเปลี่ยนมาใช้แบบที่ผ่านมาตรฐานประสิทธิภาพเอเนอร์ยี สตาร์ จะช่วยให้ผู้ใช้ลดรายจ่ายค่าไฟและลดการปล่อยคาร์บอน ฟุตปรินท์ 7-15%

พลังงานแสงอาทิตย์ ราคาบ้านที่ติดตั้งระบบนี้เต็มที่จะมีค่าใช้จ่าย 35,000ดอลลาร์ ส่วนปุ๋ยหมักนอกชายคา โดยเอาขยะที่ย่อยสลายได้มาหมักเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ในสวน โดยถังหมักปุ๋ยที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล "ซอยล์เซฟเวอร์" มีราคา 100 ดอลลาร์

ขณะที่ รถไฮบริดทางเลือกใหม่ หากจอดรถยนต์ทิ้งไว้บ้านสัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์สามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,600ปอนด์ต่อปี ดังนั้นจึงควรขับให้น้อยลงและใช้วิธีคาร์พูลมากขึ้น ขณะที่รถยนต์ไฮบริดเป็นทางเลือกของคนซื้อรถ โดยยอดขายรถไฮบริดในปี 2554 อยู่ที่ 272,948 คัน ในปี 2554

อีกวิธีช่วยประหยัดต้นทุนพลังงาน คือ การใช้ฉนวนบนผนัง หน้าต่าง ประตู และพื้น ซึ่งหากผ่านมาตรฐานเอเนอร์ยี สตาร์ จะช่วยประหยัดต้นทุนได้ 20%

อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ทำให้อาหารออร์กานิกมีราคาแพงขึ้น โดยยอดขายอาหารออร์กานิกเพิ่มขึ้นจาก 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2551 เป็น 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี2553

ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลอย่างเครื่องสำอาง น้ำหอม ครีมกันแดด สบู่ แชมพู ล้วนมีส่วนทำให้เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ชาวอเมริกันควักเงิน 490ล้านดอลลาร์ ซื้อผลิตภัณฑ์เพอร์ซันนอล แคร์ ในปี 2554

โลกร้อน-น้ำท่วม อนาคตที่รัฐบาลต้องซื้อ

ผู้เขียน: 
ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ nitinai@live.com

อาจจะเป็นเพราะพิษน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อนที่เป็นข่าวไปทั่วโลกหรือเปล่าไม่ทราบ ตอนนี้เลยทำให้ต่างชาติเขาให้ความสำคัญกับการรับมือโลกร้อนของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมากครับ ทางสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น เขาเลยเข้ามาศึกษา โดยมีกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นแม่งาน ว่าที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการรับมือเรื่องสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง (Climate Change) อยู่มากน้อยขนาดไหน (ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกว่าปัญหาโลกร้อน)

ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมทางยูเอ็นทำงานนี้ วันนี้เลยมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง... เป็นการเล่าสู่กันฟัง ไม่มีประเด็นอะไรที่ต้องมาปิดครับ

การศึกษาเขาให้น้ำหนักรายจ่ายเกี่ยวกับโลกร้อนเป็น 4 ระดับคือ สูง กลาง ต่ำ และต่ำมาก โดยรายการที่ได้น้ำหนักสูง ได้แก่ รายการที่มีความชัดเจนว่าเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดภาวะโลกร้อน เช่น โครงการลดคาร์บอน... โครงการที่ได้น้ำหนักปานกลางก็คือ โครงการที่ไม่มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หากผลของโครงการนั้นจะช่วยสนับสนุนการลดปัญหาโลกร้อนได้ เช่น การชลประทาน หรือการสร้างรถไฟฟ้า เป็นต้น

เมื่อพิจารณางบประมาณ 1.34 แสนรายการระหว่างปี 2552-2554 พบว่า งบประมาณของไทยเราโดยเฉลี่ย 3 ปีที่ผ่านมา เรามีรายจ่ายให้แก่เรื่องนี้ประมาณร้อยละ 2.75 ของงบประมาณรวม เมื่อเทียบกับบังกลาเทศที่ร้อยละ 18 และกัมพูชาที่ร้อยละ 10 (ประเทศเราเป็นประเทศที่ 3 ในโลกที่สหประชาชาติมาทำการศึกษาครับ)

เมื่อลงในรายละเอียดพบว่าประเทศไทยเราจัดสรรงบประมาณให้แก่เรื่องนี้ไม่ค่อยตรงประเด็นมากนัก โดยรายการงบประมาณส่วนใหญ่ถึงประมาณร้อยละ 60 ได้น้ำหนักปานกลาง (โครงการที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดโลกร้อนโดยตรง) ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งของรายจ่ายในกลุ่มนี้ เป็นการจัดสรรเพื่อการชลประทาน ก็แน่นอนครับ ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้เราจะให้หรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อนหรือไม่ก็ตาม เราก็ต้องเน้นการชลประทาน เพื่อช่วยพี่น้องเกษตรกรอยู่แล้ว

เราจัดสรรงบประมาณเฉลี่ยประมาณร้อยละ 18 ตรงประเด็น (สหประชาชาติให้น้ำหนักอยู่ในระดับสูง) โดยที่น่าดีใจคือ เกือบทั้งหมดในร้อยละ 18 ดังกล่าว เราจัดสรรงบประมาณให้แก่การปลูกป่า รักษาป่า รักษาน้ำ รักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่มีๆ หายๆ ครับ

แต่ไม่ต้องเสียใจครับว่าเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับโลกร้อนเมื่อเทียบกับบังกลาเทศ และกัมพูชา เมื่อเข้าไปดูไส้ในของบังกลาเทศ พบว่า ด้วยความที่ประเทศเขามีภัยธรรมชาติมาก การจัดสรรงบประมาณของเขาถึงราวร้อยละ 90 ของรายจ่ายโลกร้อน เขาจัดสรรไปเพื่อ "ป้องกัน" พายุ ไม่ได้จัดสรรเพื่อ "ลด" ภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน (รายการประเภทนี้ได้น้ำหนักอยู่ในระดับต่ำ) ในขณะที่กัมพูชา แม้จะจัดสรรงบประมาณให้แก่เรื่องโลกร้อนถึงราวร้อยละ 10 แต่หากงบประมาณที่จัดสรรนั้น ได้ลงไปสู่เรื่องของการฝึกอบรมถึงกว่าครึ่ง จึงไม่ได้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากนักเหมือนบ้านเรา

ผมเชื่อว่าหลังจากเราผ่านวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 แล้ว เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยล่าสุดรัฐบาลได้จัดตั้งกองทุนเพื่อสร้างอนาคตประเทศ และเตรียมการกู้เงินเพื่อลงทุนวางระบบบริหารจัดการน้ำ ในวงเงินเบื้องต้น 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนครับ แผนการใช้เงิน หรือรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะทำจะเป็นเรื่องที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกำลังจับตามองกันอยู่..?.

ใครๆ ก็อยากมั่นใจครับ ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมจะไม่ทำความเสียหายต่อโรงงานเขาอย่างมากมายเหมือนที่ผ่านมา... นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังเขาลุกขึ้นมาเป็นแม่งานร่วมกับสหประชาชาติ แต่ผมเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้คงต้องร่วมมือกันหลายภาคส่วนครับ กระทรวงการคลังฝ่ายเดียวคงไม่สามารถผลักดันทุกเรื่องได้... เราผ่านวิกฤติได้เพราะคนไทยเรารักกันมากพอ ไม่ใช่หรือครับ

สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกระทบผลผลิตการเกษตร ...ปัจจัยดันราคาอาหารพุ่ง

ผู้เขียน: 
ผศ.ดร.จิรสรณ์ สันติสิริสมบูรณ์

โดยกรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 พฤษภาคม 2555

สภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทยที่การเกษตรพึ่งพาน้ำฝน

และฤดูกาลตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ความแปรปรวนของฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่คาดว่าจะเกิดบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตร และการผลิตอาหารในพื้นที่ต่างๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยพื้นฐานของการผลิต

ตัวอย่างที่เป็นไปได้ของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้น เนื่องจากความรุนแรงของสภาพอากาศและเหตุการณ์ภูมิอากาศ จากการคาดการณ์ (projection) ถึงกลาง และปลายศตวรรษที่ 21 ดังตารางประกอบ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก โดยอุณหภูมิมีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ (fertility) ของละอองเรณู (pollen) หรือเกสรตัวผู้ของพืช ซึ่งเมื่อเกิดการผสมกับเกสรตัวเมียจะทำให้พืชติดผล โดยละอองเรณูของพืชชนิดต่างๆ หรือชนิดเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์ มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิต่างกัน ข้าวบางสายพันธุ์มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ เช่น ถ้าอุณหภูมิสูงเกินกว่า 36 องศาเซลเซียส จะทำให้ความสมบูรณ์ของละอองเรณูเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10 เป็นต้น ในขณะที่ข้าวบางสายพันธุ์อาจมีละอองเรณูที่ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่า เช่น ที่อุณหภูมิสูงถึง 38 องศาเซลเซียส เรณูยังมีความสมบูรณ์เกินกว่าร้อยละ 80 เป็นต้น

นอกจากนี้ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็มีผลต่อความสมบูรณ์ของละอองเรณู ทั้งนี้ ความสมบูรณ์ของละอองเรณูจะลดลง เมื่อความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นจาก 350 ส่วนในล้านส่วน เป็น 690 ส่วนในล้านส่วน ในปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) ความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งประมาณค่าโดย National Oceanic and Atmospheric Administration Earth System Research Laboratory มีค่าประมาณ 390.5 ส่วนในล้านส่วน เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือก่อนปี พ.ศ. 2293 (ค.ศ. 1750) ซึ่งมีค่าประมาณ 280 ส่วนในล้านส่วน หรือมนุษย์ใช้เวลาประมาณ 250 ปี ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นประมาณ 100 ส่วนในล้านส่วน

พืชอื่นๆ เช่น ถั่วลิสง (peanut) ความสมบูรณ์ของละอองเรณูลดลงอย่างมาก เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส และสูญสิ้นความสมบูรณ์ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่า 42 องศาเซลเซียส พืชตระกูลมะนาว (lime tree) มีละอองเรณูสมบูรณ์ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส เท่านั้น อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำกว่านี้ทำให้ความสมบูรณ์ของละอองเรณูลดลงมาก พืชเหล่านี้ เมื่อได้รับอุณหภูมิสูงแม้เพียงระยะสั้น เช่น การเกิดคลื่นความร้อน จะทำให้ผลผลิตลดลง เช่น ทำให้ข้าวเมล็ดลีบ แม้ยังสามารถเติบโตได้ เป็นต้น

การที่พืชชนิดต่างๆ หรือชนิดเดียวกันมีความทนต่ออุณหภูมิสูงได้ต่างกันทำให้สามารถคัดเลือกสายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ หรือชนิดของพืชให้เหมาะสมต่ออุณหภูมิที่จะเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูกต่างๆ ได้ ทั้งนี้ จะต้องมีการรวบรวมสายพันธุ์ และมีแหล่งเก็บรักษาสายพันธุ์พืชต่างๆ ไว้ให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ป่าซึ่งมีพันธุกรรมที่มีความทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เนื่องจากปราศจากการดูแลและบำรุงโดยมนุษย์

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะส่งผลต่อการเกษตรทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ คุณภาพของผลผลิต การบำรุงรักษาพืช การป้องกันศัตรูพืช การปรับปรุงคุณภาพของดินที่ใช้เพาะปลูก ย่อมส่งผลต่อราคาของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ หรืออุปสงค์อุปทานในหลักการตลาดด้วย และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคพืชเกษตรเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงภาคปศุสัตว์ เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ต้องใช้พืชเกษตรเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงการล้มตายของปศุสัตว์จากภัยแล้วหรือน้ำท่วม จึงอาจกล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันราคาอาหารมนุษย์ให้สูงขึ้น

แนวทางในการปรับตัวของภาคการเกษตรต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีหลายวิธีการ เช่น ปรับเปลี่ยนเวลาปลูก การปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ (crop variety) การสลับพื้นที่เพาะปลูก การฟื้นฟูการจัดการที่ดิน การควบคุมการพังทลายและสูญเสียหน้าดิน การปกป้องดินโดยการปลูกพืชคลุมดิน หรือการพัฒนาพันธุ์สัตว์และการคิดค้นนวัตกรรมโรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาวะอากาศได้ เป็นต้น วิธีการปรับตัวดังกล่าวยังต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อเตรียมรองรับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยยังมีการศึกษาในลักษณะดังกล่าวไม่มากนัก การเตรียมการเพื่อรองรับปัญหา จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรับมือภาวะดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการผลิตอาหารของไทยมีความมั่นคงยิ่งขึ้น ...(แม้จะไม่สามารถทัดทานแนวโน้มราคาอาหารของโลกที่มีทิศทางพุ่งสูงขึ้นได้ก็ตาม)

ภาพ: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/reader-opinion/20120503/449852/สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงกระทบผลผลิตการเกษตร-...ปัจจัยดันราคาอาหารพุ่ง.html

สมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหารประจำปี 2555

2012-05-16

สมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหารประจำปี 2555

‘อิสรภาพทางพันธุกรรม อธิปไตย และความมั นคงทางอาหาร’
ระหว่างวันที 16-17 พฤษภาคม 2555
ณ อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

 

 
1. หลักการและเหตุผล
ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังถูกท้าทายจากภัย คุกคามต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในระดับประเทศนั้น นอกเหนือจากปัญหาเชิงนโยบายของรัฐซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความล้ม เหลวของเกษตรกรรายย่อยและความเหลื่อมล้ำในสังคมแล้ว ระบบเกษตรกรรมและอาหารของไทยยังเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ ทวีความรุนแรงและมีจำนวนครั้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยผลของมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมายังชี้ให้เห็นว่าภาคเกษตรและเกษตรกรรายย่อยอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับ การดูแลน้อยที่สุดจากกลไกการบริหารจัดการของรัฐ
 
ในระดับระหว่างประเทศนั้น วิกฤตด้านอาหารและพลังงาน การเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และภัยคุกคามจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นต้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายประเทศที่มีเงินตราสำรองจำนวนมากและเสี่ยงต่อ การเกิดวิกฤตอาหารและพลังงานได้เข้าไปลงทุนแย่งยึดที่ดิน (land grab) ใน ประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารและพลังงานจากพืชอย่างกว้างขวาง โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผลิตอาหารสำคัญก็ตกเป็นเป้าหมายของการเข้ามาแย่ง ยึดที่ดินและครอบครองระบบเกษตรกรรมและอาหารในรูปแบบต่างๆ เช่นเดียวกัน
 
การเผชิญหน้ากับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่เพียงแต่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเกษตรกรรมไทยไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืนด้วย การลดปัจจัยพึ่งพิงต่างๆ เท่านั้น แต่ต้องสร้างเสริมอำนาจการเจรจาต่อรองของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่ เป็นฐานรากระบบเกษตรกรรมและอาหารให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนด นโยบายสาธารณะด้านฐานทรัพยากร การเกษตร และอาหารไปพร้อมๆ กันด้วย ดังนั้นแผนงานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารที่มีพันธกิจหลักในการเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหารระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศจึงจัดประชุมสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร ประจำปี 2555 ภาย ใต้หัวข้อ ‘อิสรภาพทางพันธุกรรม อธิปไตย และความมั่นคงทางอาหาร’ ขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2555 ณ อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนากลไกการต่อรอง เสนอแนะแนวทางปฏิบัติ และนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายจากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมบนพื้น ฐานความมี ‘อิสรภาพ’ ของเกษตกรรายย่อย และระบบเกษตรกรรมไทยที่สามารถเผชิญหน้าการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอย่างเข้มแข็งมากขึ้น
 
2. วัตถุประสงค์
  1. เพื่อเป็นเวทีสาธารณะนำเสนอชุดผลงานวิชาการ ประสบการณ์ และบทเรียนว่าด้วยความมั่นคงทางอาหารในมิติที่เกี่ยวข้องกับการรักษาฐาน ทรัพยากรอาหารและทรัพยากรพันธุกรรมที่การแย่งชิงทรัพยากรมีความแหลมคมเข้ม ข้นทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
  2. เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายว่าด้วยความมั่นคงทางอาหารที่เกื้อกูลและเป็นธรรมโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
  3. เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดกลไกการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันระหว่างกลุ่ม องค์กร หน่วยงาน และภาคีเครือข่ายชุมชนต่างๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหารและทรัพยากรพันธุกรรม โดยเชื่อมโยงข้อมูลและศักยภาพของพื้นที่สู่การศึกษาวิจัยและกระบวนการหนุน เคลื่อนนโยบายสาธารณะตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
3. กลุ่มเป้าหมาย
            กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมประชุมสมัชชาวิชาการครั้งนี้ประมาณ 250 คน ประกอบด้วย
  1. เกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร หรือองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ทั้งเพื่อพึ่งพาตนเอง และ/หรือการค้า จำนวน 90 คน
  2. นักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตรและอาหารทั้งในระดับนโยบาย และปฏิบัติการ และ/หรือสร้างเสริมอำนาจของเกษตรกรและชุมชน จำนวน 30 คน
  3. ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหรือกำกับนโยบายด้านการเกษตรและอาหาร จำนวน 20 คน
  4. ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น จำนวน 20 คน
  5. ตัวแทนภาคเอกชน จำนวน 20 คน
  6. ตัวแทนผู้บริโภค จำนวน 20 คน
  7. นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น จำนวน 10 คน
  8. นักเรียน นิสิต นักศึกษา จำนวน 20 คน
  9. สื่อมวลชน ผู้สนใจทั่วไป จำนวน 20 คน
 
4. รูปแบบและรายละเอียดกิจกรรม
เนื้อหาหลัก (theme) การประชุมสมัชชาวิชาการความมั่นคงทางอาหาร ประจำปี 2555 คือ ‘อิสรภาพทางพันธุกรรม อธิปไตย และความมั่นคงทางอาหาร’
            รูปแบบกิจกรรมแบ่งเป็น 3 กิจกรรมหลักด้วยกัน คือ
 
  •  การแสดงปาฐกถานำ วัตถุประสงค์ของการแสดงปาฐกถานำคือการมุ่งนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับการแย่งยึดทรัพยากรที่ดิน การวิเคราะห์แนวโน้มการแย่งยึดที่ดินในระดับโลกและภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและความอยู่รอดของเกษตรกร รายย่อยในปัจจุบัน
  • การสัมมนาทางวิชาการ    วัตถุประสงค์ของการสัมมนาทางวิชาการคือการมุ่งเปิดพื้นที่สำหรับการแลก เปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน
  1. การอภิปรายกลุ่ม (panel discussion) วัตถุ ประสงค์คือการเสนอบทความวิชาการ เอกสารวิชาการ หรือผลการศึกษาวิจัยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง เสริมศักยภาพการพึ่งพิงตนเองด้านอาหาร อธิปไตยทางอาหาร และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศ รวมถึงการนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีหรือตัวแบบปฏิบัติการระดับเกษตกรรายย่อย ชุมชน และเครือข่าย ที่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามวิกฤตโครงสร้างระบบเกษตรกรรมและอาหาร โดยการอภิปรายกลุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักด้วยกัน คือ1) สถานการณ์พันธุกรรมของประเทศไทย การอนุรักษ์ ปรับปรุง พัฒนาพันธุ์ของเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน2) เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องระบบเกษตรกรรมและอาหารในยามปกติและวิกฤต
  2. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) วัตถุ ประสงค์คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ องค์ความรู้ และระดมข้อคิดเห็นแตกต่างหลากหลายเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ท้าทาย ระบบเกษตรกรรมและอาหารของประเทศไทยภายใต้พลวัตของวิกฤตการณ์ระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก ทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตอันมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการ แย่งชิงฐานทรัพยากรอาหารและทรัพยากรพันธุกรรมเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทาง อาหารที่สำคัญ โดยแบ่งเป็น 2 เวที คือ
เวทีที่ 1: การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิง นโยบายที่สร้างเสริมอำนาจการเจรจาต่อรองของเกษตรกรรายย่อยในระบบตลาดเสรีที่ มักใช้กลไกการค้าและกฎหมายละเมิดสิทธิเกษตรกรและสิทธิชุมชน ตลอดจนแย่งชิงทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์โดยไม่มีการแบ่งปัน ผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม
 เวทีที่ 2: การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านพันธุกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และวางแผน ปฏิบัติการจริงร่วมกันระหว่างเกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ นักพันธุศาสตร์ นักกฎหมาย นักการตลาด เจ้าหน้าที่รัฐ และบรรษัทด้านการเกษตรและอาหาร เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้สามารถวิจัย ปรับปรุง และพัฒนาพันธุ์ ทั้งเพื่อผลิตใช้ในชุมชนและบริการแก่ชุมชนอื่นๆ อย่างยั่งยืน
           
  • การจัดนิทรรศการ วัตถุประสงค์ของการจัดนิทรรศการคือการมุ่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตยทางอาหาร กระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และการหนุนเคลื่อนนโยบายของภาคประชาสังคม โดยนำเสนอข้อมูลจากการปฏิบัติงานระดับพื้นที่และนโยบายของแผนงานสนับสนุน ความมั่นคงทางอาหารและภาคีเครือข่ายร่วมจัด ผ่านรูปแบบการออกบูธทั้งเพื่อเสนอความเคลื่อนไหวในแต่ละพื้นที่โดยใช้การนำ เสนอผ่านสื่อประเภทต่างๆ เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ ภาพถ่าย เรื่องเล่า และเพื่อจัดจำหน่ายหนังสือวิชาการเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร

 

5. วันเวลาและสถานที่จัดงาน
ระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2555 เวลา 09.00-17.00 น. ณ อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
6. องค์กรร่วมจัด
แผนงานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารผ่านการพัฒนาต้นแบบระดับชุมชน และการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) มูลนิธิการจัดการความรู้และเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โครงการข้าวปลาอาหารอีสานมั่นยืน โครงการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารชุมชนชายฝั่งอ่าวพังงา โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ฐานทรัพยากรท้องถิ่น จ.ยโสธร โครงการฟื้นฟูคาบสมุทรสทิงพระ โครงการพฤกษพันธุศาสตร์เพื่อความมั่นคงทางอาหาร

 

สามารถดูรายละเอียดและกำหนดการเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

เสวนาโต๊ะกลม ครั้งที่1 "ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไทยในภูมิทัศน์ใหม่ของโลก"

2012-05-11

กำหนดการเสวนาโต๊ะกลม

หัวข้อ "ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไทยในภูมิทัศน์ใหม่ของโลก"

ภายใต้โครงการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวในการส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ (ระยะที่ 1)

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2555 เวลา 8.30 - 13.00 น.

ณ ห้องบอลรูม A ชั้น M โรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส กรุงเทพฯ

จัดโดย Sasin Institute for Global Affairs (SIGA) ภายใต้สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


 

08.30 - 09.00 น.    ลงทะเบียน

09.00 - 09.15 น.    กล่าวเปิดการเสวนา โดย รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

09.15 - 10.00 น.    นำเสนอทางการศึกษาเบื้องต้นและข้อมูลพื้นฐานเพื่อการจัดทำยุทธศาสตร์ฯ 

                           โดย สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬ่าลงกรณ์มหาวิทยาลัย(Sasin Institute for Global Affairs:SIGA)

10.00 - 10.15  น.   รับประทานอาหารว่าง

10.15 - 11.30 น.    ร่วมแสดงความคิดเห็นโดยใช้วิิธี My Choice Clicker ในประเด็นต่อไปนี้

                           แนวโน้มสถานการณ์ด้านทรัยพากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน 20 ปีข้างหน้า

                           ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Key Driver)

                           ความไม่แน่นอนหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดจะเกิดขึ้น (Uncertainty)

                          ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรให้ความสำคัญใน 20 ปีข้างหน้า

                          วิสัยทัศน์และภาพอนาคตในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไทย

11.30 - 12.00 น.    เปิดรับฟังคำถามและข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

12.00 - 12.20 น.    สรุปผลสัมมนาและปิดการประชุม

12.20 - 13.00 น.    รับประทานอาหารกลางวัน

 

สนใจรายละเอียดและตอบรับเข้าร่วมประชุมได้ที่

คุณเสมอไหน  เพ็งจันทร์

โทร 02 218 4001-9 ต่อ 172, 174 หรือ 089-181-1123

โทรสาร 02-611 8952

email: samernai.p@siga.or.th

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ชั้น 11 อาคาร ศศปาฐศาลา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

 

ภาพ : http://www.apsu.com/

ผลิตไฟฟ้าราชบุรีเปิดโครงการรักษ์โลก...ลดโลกร้อนด้วยสาหร่าย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 26 เมษายน 2555

บ่อเลี้ยงสาหร่าย วันนี้ (26 เม.ย.) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการ “รักษ์โลก...ลดโลกร้อนด้วยสาหร่าย” นวัตกรรมใหม่ในการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่า มุ่งหวังช่วยลดภาวะโลกร้อน พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้ลดโลกร้อน” เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและเผยแพร่แนวพระราชดำริที่เกี่ยวกับการลดภาวะโลกร้อน โดยมีรมว.พลังงานเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการดังกล่าว

นายนพพล มิลินทางกูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการ “รักษ์โลก...ลดโลกร้อนด้วยสาหร่าย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔” เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยสภาวะแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของแผ่นดินมาโดยตลอด

“โครงการ “รักษ์โลก...ลดโลกร้อนด้วยสาหร่าย” มุ่งเน้นการลดผลกระทบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้าราชบุรีมาใช้เพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่า โดยมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมเป็นที่ปรึกษาและปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสาหร่าย พร้อมทั้งวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานของโครงการฯ”

ผลจากการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพบว่า สาหร่ายสไปรูลิน่า 1 ไร่จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 9.59 ตัน/ไร่/ปี หรือหากเปรียบเทียบกับการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ขนาดเดียวกัน สาหร่ายสไปรูลิน่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าต้นไม้ถึง 9 เท่า ซึ่งผลการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่าสาหร่าย สไปรูลิน่าที่เพาะเลี้ยงจากบ่อภายในโรงไฟฟ้าราชบุรีมีความปลอดภัย สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการอุปโภคและบริโภคได้ เช่น ผสมในอาหาร แปรรูปเป็นอาหารสัตว์โปรตีนสูง และผลิตเครื่องสำอาง เป็นต้น

"ขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นทดลอง ยังไม่ได้ผลิตเชิงพาณิชย์ แต่ผลการทดลองนี้ บริษัทฯได้นำสาหร่ายไปให้ซีพีผลิตเป็นอาหารกุ้งได้ผลลัพธ์ออกมาดี ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทจะขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงสาหร่ายให้มากกว่า 1ไร่เพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ แต่ทั้งนี้คงต้องทำการตลาดก่อน ซึ่งจุดมุ่งหมายบริษัทฯต้องการให้เป็นโครงการต้นแบบที่โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯสามารถนำก๊าซฯเหลือทิ้งมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยโครงการนี้บริษัทฯใช้เงินลงทุนประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากปล่องโรงไฟฟ้ามาเลี้ยงสาหร่ายนับเป็นที่แรกของไทยและของโลก "

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดสร้าง “ศูนย์การเรียนรู้ลดโลกร้อน” ขึ้น ณ โรงไฟฟ้าราชบุรี เพื่อเป็นแหล่งการศึกษาและเผยแพร่แนวพระราชดำริเกี่ยวกับแนวทางการลดโลกร้อน ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ สำหรับภายในศูนย์เรียนรู้ฯ มีรูปแบบเป็นอินเทอร์แอคทีฟ เพื่อกระตุ้นความสนใจชวนให้ผู้ชมติดตามและเกิดความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ศูนย์การเรียนรู้ลดโลกร้อนฯ แห่งนี้ แบ่งออกเป็น 4 โซน คือ
โซน A ตามรอยพระบาท รักษ์พลังงานทดแทน: นิทรรศการที่นำเสนอแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและโครงการพลังงานทดแทนในด้านต่างๆ อันเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดภาวะโลกร้อน
โซน B ห้องสมุดชุมชนพากเพียร: ห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ เยาวชนและประชาชนสามารถค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากหนังสือ ภายใต้บรรยากาศที่สะดวกสบายและส่งเสริมการอ่านอย่างเพลิดเพลิน
โซน C รักษ์โลก ลดโลกร้อนด้วยสาหร่าย: ห้องที่บอกเล่าเรื่องราวการเพาะเลี้ยงสาหร่ายสไปรูลิน่าด้วย CO2 เหลือทิ้งของโรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผลิตสาหร่ายที่ช่วยโลกดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มอากาศที่เป็นมิตรให้กับสิ่งแวดล้อม
โซน D Learn & Play เล่นเพลิน: กิจกรรมเกมเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลพลังงานทดแทนที่สร้างความสนุกสนานและให้สาระความรู้

เศรษฐกิจสีเขียว (จบ) : พญาคชสารกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

ไม่ว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” จะเกิดขึ้นในวงกว้างได้หรือไม่ หน้าตาของมันในแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน เพราะความท้าทายที่แต่ละประเทศเผชิญหน้านั้นแตกต่างกัน หรือต่อให้ความท้าทายเหมือนกัน ระดับความรุนแรงและรากสำคัญของปัญหาก็มักจะแตกต่างกันมาก

ยกตัวอย่างเช่น ต้นเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้กรุงเทพฯ ร้อนขึ้น ไม่ใช่ภาวะโลกร้อน แต่เป็นการตัดต้นไม้ในเมืองจนกรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองใหญ่ที่มีต้นไม้น้อยที่สุดในเอเชีย และน้อยกว่าสิงคโปร์ถึง 5 เท่า

การแก้ปัญหาของกรุงเทพฯ จึงต้องแก้ให้ตรงจุด คือปลูกต้นไม้ อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง ควบคุมการก่อสร้างตึกใหม่ และปรับปรุงมาตรฐานตึกเก่าอย่างจริงจัง

ขณะที่วิกฤติสิ่งแวดล้อมในจีนกำลังเป็นชนวนเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ชนวนเร่งสู่เป้าหมายเดียวกันของอินเดียก็คือ การเติบโตอย่างพลุ่งพล่านไร้ระเบียบของเมืองและประชากร โดยเฉพาะในยุคที่อินเดียปล่อยคาร์บอน 5% ของโลก และเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างร้อนแรง

ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมหานครมุมไบ เมืองใหญ่อันดับสี่ของโลก ที่อยู่ของชาวอินเดียกว่า 12 ล้านคน กำจัดขยะได้เพียงร้อยละ 30-40 ของขยะทั้งหมดในเมือง รถติดวินาศสันตะโรเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อวัน พื้นที่สลัมในเมืองแผ่ขยายอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรปัจจุบัน อินเดียจะมีเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มอีก 26 เมืองภายในปี 2030 – นอกเหนือจากเมืองใหญ่ 42 เมืองที่มีอยู่เดิม ตัวเลขประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะกระโดดจาก 340 ล้านคนในปี 2008 เป็น 590 ล้านคนภายในปี 2030

ความจำเป็นที่อินเดียจะต้องจัดการกับปัญหาที่อยู่อาศัยและบริการสุขภาพในเมือง ยังไม่ต้องพูดถึงการปรับปรุงการออกแบบเมือง ธรรมาภิบาล และการจัดการคาร์บอน เป็นความเสี่ยงไม่เฉพาะกับเศรษฐกิจและสังคมของอินเดียอย่างเดียว แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกด้วย

เพราะประชากรอินเดียในปี 2030 มีแนวโน้มว่าจะแซงหน้าประชากรจีน ทำให้อินเดียขึ้นแท่นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก

รายงานปี 2010 ชื่อ “การตื่นตัวของชาวเมืองอินเดีย” (India’s Urban Awakening) โดยสถาบันแม็คคินซีย์ วิเคราะห์ความท้าทายของเมืองใหญ่ในอินเดีย และนำเสนอวาระการแก้ปัญหา

แม้รายงานฉบับนี้จะตั้งต้นจากปัญหาและวิธีแก้ปัญหา มากกว่าข้อเสนอให้อินเดียเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว บทสรุปของรายงานก็สื่อนัยถึงความจำเป็นของเศรษฐกิจสีเขียว

แม็คคินซีย์ชี้ว่า การเติบโตของเมืองอินเดียเป็นปัญหามากกว่าจีนมาก เพราะเมืองจีนส่วนใหญ่เติบโตอย่างมีแผนผังและแบบแผน ภายใต้การควบคุมของรัฐตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางอย่างรัดกุม ขณะที่เมืองอินเดียเติบโตอย่างรวดเร็วไร้ระเบียบโดยธรรมชาติ ทำให้ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

การรองรับคนเมืองมหาศาลในปี 2030 แปลว่า
•    รัฐบาลจะต้องเพิ่มแหล่งน้ำสะอาดกว่า 3.5 เท่าจากระดับปัจจุบัน
•    เพิ่มการบำบัดน้ำเสีย 2 เท่า
•    กำจัดขยะได้มากกว่าเดิม 6 เท่า
•    เพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารของรถไฟใต้ดินและรถโดยสารประจำทาง 20 เท่า
•    เพิ่มที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 10 เท่า และ
•    ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสลัม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงหนึ่งในสี่ของคนเมืองทั้งหมดในอินเดีย

ถึงแม้ปัญหาจะดูหนักหนาสาหัส แม็คคินซีย์ก็ประเมินว่าอินเดียมีเวลาและทรัพยากร (รวมถึงบริษัทข้ามชาติ สถาบันการเงิน และองค์กรด้านมนุษยธรรมที่ยินดีจะจับมือเป็นพันธมิตรกับรัฐบาล) เพียงพอ โดยจะสามารถเพิ่มการลงทุนในเมืองจาก 0.5% ของจีดีพี เป็น 2% ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียก็ใช้เงินลงทุนในเมืองต่อหัวประชากรเพียง 14% ของระดับที่จีนใช้ และ 4% ของระดับที่อังกฤษใช้

รายงานแม็คคินซีย์เสนอ 5 กลยุทธ์หลักที่อินเดียควรใช้เพื่อแก้ปัญหา ได้แก่ 1. แปลงที่ดินเป็นทุนเพื่อหนุนการใช้ที่ดินอย่างมีประโยชน์ 2. ขึ้นภาษีที่ดินและภาษีการใช้ที่ดิน 3. วางระบบการให้เงินอุดหนุนตามสูตรจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลแคว้น 4. ใช้รูปแบบที่เหมาะสมในการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน (เช่น การเป็นพันธมิตร : public-private partnership) และ 5. จัดตั้งกองทุนพัฒนาเมืองเพื่อใช้เงินจากแหล่งรายได้ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากประเด็นเรื่องการหาเงินและใช้เงิน แม็คคินซีย์ยังเสนอว่าอินเดียต้องคำนึงถึงมิติอื่นๆ อีก 4 มิติ นอกเหนือจากการเงิน ได้แก่ 1. จุดที่ควรสร้างเมืองใหม่ 2. ธรรมาภิบาลของเมือง (ปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศกลุ่ม G20 เพียงประเทศเดียวที่ไม่มีฝ่ายบริหารเมืองอย่างเป็นกิจลักษณะ หน้าที่การบริหารเมืองเป็นของรัฐบาลระดับแคว้นซึ่งมักจะอยู่ห่างไกล ความสำเร็จของโมเดลนายกเทศมนตรีแต่งตั้งของเมืองกัลกัตตาอาจใช้เป็นโมเดลระดับชาติได้) 3. นโยบายรายสาขา รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ ความยั่งยืน และการจัดการที่อยู่อาศัย และ 4. การออกแบบผังเมืองอย่างสม่ำเสมอ เช่น วางผัง 20 ปีที่กำหนดโซนนิ่งชัดเจน สร้างบริการสาธารณะ โดยใช้กระบวนการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส (รายงานแม็คคินซีย์ยก สิงคโปร์ ลอนดอน และนิวยอร์กเป็นเมืองต้นแบบในแง่นี้)

แม้จะมีข้อมูลและข้อเสนอที่ชัดเจน รายงานของแม็คคินซีย์ก็ไม่ได้พูดถึงเศรษฐกิจสีเขียวในแง่กลยุทธ์ที่จำเป็นต่อการปรับปรุงเมืองอินเดีย ยกตัวอย่างเช่น รายงานนี้ไม่ได้แจกแจงส่วนผสมของพลังงานที่จะตอบสนองต่อความต้องการของเมืองใหญ่โตเร็วนับร้อยแห่ง (ปัจจุบันพื้นที่กว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของอินเดียไม่มีไฟฟ้าใช้) เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากความผันผวนของอุปทานและราคาพลังงานโลก และไม่ได้อธิบายว่ารัฐบาลจะรองรับรถยนต์ส่วนบุคคลปริมาณมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมลพิษที่ตามมาได้อย่างไร

ในปี 2010 รัฐบาลอินเดียแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาขึ้นมาทำแผนการเติบโตคาร์บอนต่ำสำหรับอินเดีย สมาชิกของคณะกรรมการชุดนี้มาจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่คณะกรรมการนี้ออกรายงานระหว่างกาลมาในปี 2011 ล่าช้ากว่ากำหนด 8 เดือน ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ไม่มีอะไรใหม่ เป็นแค่ “ธุรกิจเดิมๆ” (business as usual) เท่านั้น

เนื่องจากรายงานฉบับนี้เพียงแต่ยืนยันว่าอินเดียน่าจะสามารถบรรลุเป้าที่ประกาศในที่ประชุมโลกร้อนที่โคเปนเฮเกน ปี 2009 ว่าจะลดความเข้มของคาร์บอน (carbon intensity) ลงให้ได้ 20-25% ภายในปี 2020 ซึ่งเป้านี้ตั้งแต่ตอนประกาศก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าต่ำกว่าเป้าที่จีนประกาศถึงสองเท่า นักวิจัยหลายคนมองว่าเป็นเป้าที่อินเดียทำได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้นโยบายบังคับให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง

รายงานระหว่างกาลระบุว่าถ่านหินจะยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของอินเดียในปี 2020 ซึ่งหมายความว่าจะต้องใช้เพิ่มอีก 2.5 เท่า ในเมื่อความต้องการพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่องตามการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยไม่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียน ส่วนในด้านการขนส่ง คณะกรรมการก็แสดงความตระหนักว่ารัฐจะต้องบูรณาการนโยบายด้านขนส่งและที่อยู่อาศัยในเมืองเข้าด้วยกัน แต่กลับไม่พูดถึงมาตรการที่จะลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนลง และไม่ได้เสนอให้รัฐเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการออกแบบนโยบายใหม่ จากปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ ส่วนผู้ใช้รถโดยสารสาธารณะ คนขี่จักรยาน รถลากและคนเดินถนนเป็นพลเมืองชั้นสอง

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า ผู้กำหนดนโยบายดูจะยังเอาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเป็นตัวตั้ง ตีความ “เศรษฐกิจสีเขียว” ในกรอบแคบว่าหมายถึงการทำตามพันธะของอินเดียที่จะลดความเข้มของคาร์บอน แทนที่จะมองเห็นว่าเศรษฐกิจสีเขียวตามแนวทาง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” นั้นแยกไม่ออกจากความยุติธรรมทางสังคม ซึ่งต้องใช้การปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศแบบ 180 องศา หรืออย่างน้อยก็ต้องมากกว่าที่ทำอยู่มาก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อินเดียจะเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะจากการเติบโตอย่างไร้การวางแผนของเมือง และถึงแม้ว่ารัฐดูจะยัง “ดีแต่ปาก” ในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว หลายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอินเดียก็ส่อเค้าว่าเศรษฐกิจสีเขียวใช่ว่าจะอยู่ไกลเกินเอื้อม

เพียงแต่หัวหอกนำขบวนขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียวในอินเดียอาจเป็นภาคเอกชน และการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับภาคประชาชน และระหว่างเอกชนกับรัฐ ไม่ใช่การสั่งการของรัฐบาลกลางอย่างกรณีของจีน

ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันอินเดียเป็นสวรรค์ของการรีไซเคิล การผลิตแทบทุกชนิดไม่มีการทิ้งขว้าง หลายบริษัทต่างพยายามลดบรรจุภัณฑ์ลงให้ได้มากที่สุดเพื่อประหยัดต้นทุน ใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุใช้แล้วทุกครั้งที่ทำได้

เมื่อมองจากมุมกว้าง ความประหยัดมัธยัสถ์ยังเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอินเดีย ประเทศที่ความยากจนบีบบังคับให้คนประหยัด และคนจนมีจำนวนล้นหลามเกินศักยภาพการรองรับของเมือง ผู้มีฐานะดีกว่าถูกย้ำเตือนให้เห็นความเหลื่อมล้ำอยู่ทุกเมื่อในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ “หมู่บ้านกล่อง” ริมทางเท้าที่แบ่งชั้นวรรณะกันอย่างน่าเศร้าด้วยชนิดกระดาษของกล่องที่อาศัยหลับนอน จนถึงเมืองสลัมที่แผ่ขยายราวกับจะโอบล้อมบรรดาโรงแรมห้าดาวเข้ามาทุกเมื่อ
 
นอกจากความประหยัดของคนอินเดียโดยรวม ข้อเท็จจริงที่ว่าอินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่มากด้วยประชากรหลายร้อยล้านคน ก็แปลว่าบริษัทอินเดียที่อยากเป็นผู้นำธุรกิจในประเทศจะต้องหาทางผลิตสินค้าและบริการที่คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อ ในประเทศที่สาธารณูปโภคพื้นฐานและทรัพยากรยังขาดแคลนค่อนข้างมาก และราคาพลังงานดั้งเดิมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างน้ำมันก็ถีบตัวสูงขึ้นมาก

นั่นหมายถึงการคิดค้นนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง ตั้งแต่เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน กระบวนการผลิตแบบใหม่ที่ใช้วัสดุรีไซเคิล การออกแบบอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้แบ็ตเตอรี่แบบใหม่ที่ไม่ใช่ลิเธียม (ช่วยลดต้นทุนและมลพิษ) การเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือเข้ากับโทรทัศน์เพื่อให้ชาวอินเดียในชนบทเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และนวัตกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้อินเดียเป็นประเทศแห่งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ถึงแม้จะไม่มีวันเป็นเศรษฐกิจสีเขียวไฮเทคต้นแบบของโลกเหมือนกลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เศรษฐกิจสีเขียวแบบบ้านๆ ที่ตรงกับความต้องการของพญาคชสารชื่ออินเดีย ก็กำลังก่อตัวอย่างน่าสนใจ ไม่ว่ารัฐจะทำอะไรหรือไม่ก็ตาม

by ThaiWebExpert