การจัดทำบันทึกความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ(7กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะได้ลงนามกับสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ ต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        พณ. รายงานว่า
        1. สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (United States Patent and Trademark Office - USPTO) ได้เสนอให้มีการจัดทำบันทึกความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ (Memorandum of Bilateral Cooperation between the Department of Intellectual Property, Thailand and the United States Patent and Trademark Office) เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาศักยภาพ และระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแนวทางการปฏิบัติ และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา
        2. ร่างบันทึกความร่วมมือฯ มีสาระสำคัญ ดังนี้
        2.1 วัตถุประสงค์
             เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือทวิภาคี ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อการพัฒนาศักยภาพระบบทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวทางการปฏิบัติ และกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่
        2.2 สาระสำคัญ
             2.2.1 สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งครอบคลุมเรื่องการฝึกอบรมและเสริมสร้างศักยภาพ การเผยแพร่ความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
             2.2.2 ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันจัดการฝึกอบรมและเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร และสำนักงานในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการระบบ และกระบวนการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า การปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงสร้างพื้นฐานและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบ การพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า การบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนากฎหมายและนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.3 ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดสัมมนา ประชุมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ รวมถึงเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษา สร้างความตระหนักและการให้ความรู้สาธารณชนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.4 ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนข้อมูล และแนวทางปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่เป็นความลับระหว่างกัน เช่น คู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า ข้อมูลการยื่นคำขอและการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าที่เปิดเผยต่อสาธารณะ รายงานผลการดำเนินงาน แผนยุทธศาสตร์ กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
             2.2.5 ทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี เพื่อกำหนดกิจกรรมที่จะดำเนินการภายใต้ความร่วมมือนี้ และอาจจัดประชุมหรือหารือทางไกล (conference call) ตามความจำเป็น รวมทั้งแต่งตั้งผู้ประสานงานเพื่อทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกันเพื่อประโยชน์ของการดำเนินงานตามบันทึกความร่วมมือฯ นี้
             2.2.6 บันทึกความร่วมมือฯ ไม่ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศ และกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ถือเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 และการดำเนินการตามบันทึกความร่วมมือฯ นี้ ให้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของงบประมาณและบุคลากรที่มีอยู่
             2.2.7 บันทึกความร่วมมือฯ นี้ เป็นการลงนามระหว่างอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย กับผู้อำนวยการสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐฯ โดยจะมีผลใช้บังคับทันทีที่ทั้งสองฝ่ายลงนาม และมีระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ลงนาม โดยอาจยกเลิกได้ก่อนครบกำหนดระยะเวลา รวมทั้งอาจแก้ไขเพิ่มเติมได้โดยความเห็นชอบจากคู่ภาคีทั้งสองฝ่าย
    3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. แจ้งว่า ข้อ IV ของร่างบันทึกความร่วมมือฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า ร่างบันทึกความร่วมมือฯ นี้ไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันระหว่างไทยและสหรัฐฯ ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศและไม่ถือเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ดังนั้น ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงไม่จำเป็นต้องขอรับความเห็นชอบจากรัฐสภา อย่างไรก็ดี บันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงต้องเสนอร่างความร่วมมือให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วย
    4. พณ. เห็นว่าร่างบันทึกความร่วมมือฯ มุ่งเน้นความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร แลกเปลี่ยนความรู้ และการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม การสัมมนา แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และศักยภาพของกรมทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ การดำเนินการตามบันทึกความร่วมมือฯ ฉบับนี้ จะอยู่ภายใต้บุคลากรและงบประมาณที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ รวมทั้งบันทึกความร่วมมือฯ ยังมีถ้อยคำที่ระบุว่าจะไม่ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศต่อทั้งสองฝ่าย จึงเห็นควรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะลงนามในบันทึกความร่วมมือฯ ดังกล่าว
    5. พณ. ยืนยันความเห็นซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กต. ว่า ร่างบันทึกความร่วมมือฯ ไม่จัดเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศและไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง รวมทั้งไม่มีผลเป็นการผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ จึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว
       
 

รายงานผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18(7 กุมภาพันธ์ 2555)

รายงานผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18
        คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ดังนี้
        1. รับทราบผลการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18
        2. เห็นชอบในการประสานความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่นในการศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
        3. เห็นชอบให้มีเวทีหารือผู้นำลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
        สาระสำคัญของเรื่อง
        ทส. รายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้คณะผู้แทนไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะ เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ครั้งที่ 18 ซึ่งมีการประชุมระหว่างวันที่ 8 – 9 ธันวาคม 2554 ณ เมืองเสียมราฐ ราชอาณาจักรกัมพูชา สรุปผลการประชุมได้ดังนี้
        1. โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนไซยะบุรี เป็นโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในแม่น้ำโขง สายประธานในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จะต้องดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ ว่าด้วยการปรึกษาหารือกันก่อน (Prior Consultation : PC) ซึ่งกระบวนการปรึกษาหารือดังกล่าว จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน (22 ตุลาคม 2553 – 22 เมษายน 2554) แต่ประเทศภาคีสมาชิกไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนในผลการศึกษาและมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนหลายประการ คณะมนตรีฯ จึงได้มีการหารือระหว่างการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขง – ญี่ปุ่น (Mekong – Japan Summit) ครั้งที่ 3 เดือนพฤศจิกายน 2554 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และมีมติอนุมัติในหลักการให้มีการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในลุ่มน้ำโขง และแม่น้ำโขงสายประธาน ไม่เพียงแต่การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากการพัฒนาโครงการประเภทอื่น ๆ ด้วย และได้มีการพิจารณาขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่น (Development Partners) เพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งประเทศภาคีสมาชิกจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในกระบวนการปรึกษาหารือและการเจรจากับรัฐบาลญี่ปุ่นและหุ้นส่วนการพัฒนาอื่น เพื่อกำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินการที่เหมาะสม
    2. คณะมนตรีฯ เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงลุ่มน้ำนานาชาติ – ลุ่มน้ำโขง (Mekong 2 Rio: Mekong to Rio+20) ในวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2555 ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย เพื่อจัดทำ Mekong Messages นำเสนอผลงาน คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งเป็นการอนุวัตตามเป้าหมายแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDG) โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2012 (Rio+20) ในเดือนมิถุนายน 2555 ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล

 

การลงนามบันทึกความตกลงสำหรับโครงการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ The Korea Project on International Agriculture (KOPIA) ในราชอาณาจักรไทย(7 กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้  
        1. อนุมัติการลงนามบันทึกความตกลงสำหรับโครงการความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ The Korea Project on International   Agriculture (KOPIA)  ในราชอาณาจักรไทย
        2. มอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ลงนามบันทึกความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความตกลงดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ   แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
        3. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Power)  ให้แก่อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ลงนามบันทึกความตกลงฯ หลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
        สาระสำคัญของบันทึกความตกลงฯ สรุปได้ดังนี้
        1. วัตถุประสงค์ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านเทคนิคงบประมาณและวัสดุ-อุปกรณ์ในการดำเนินงานของศูนย์ The Korea Project on International   Agriculture (KOPIA)  ในราชอาณาจักรไทย ที่จะจัดตั้งขึ้นในราชอาณาจักรไทยโดยมีกรมวิชาการเกษตรเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมในการคิดค้น  วิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีความสนใจร่วมกัน
        2.  กิจกรรมหรือโครงการ มีดังนี้  1) โครงการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรที่สองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
2) กิจกรรมการฝึกอบรมให้แก่นักวิจัยไทยและนักส่งเสริมการเกษตร ณ สถาบันพัฒนาชนบทและการฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรไทย ณ ศูนย์ KPOIA - Thailand
        3. กิจกรรมงานวิจัยและพัฒนาของผู้เชี่ยวชาญเกาหลีและนักวิชาการ ณ กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก
        4. การแลกเปลี่ยนทรัพยากรพันธุกรรมพืชบนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน และสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบของแต่ละประเทศ
        5. ทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายใต้การดำเนินโครงการของศูนย์ KPOIA-Thailand ทั้งสองฝ่ายจะเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งรายละเอียดของขั้นตอนต่าง ๆ  จะดำเนินการโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย
        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกความตกลงฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อดำเนินการจัดตั้งศูนย์ Korea Project on Internationl   Agriculture (KOPIA-Thailand) ในราชอาณาจักรไทย โดยสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินกิจกรรมในการคิดค้น วิจัย พัฒนา รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้จากความร่วมมือให้แก่นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรไทย ฉะนั้นไม่เพียงแค่ได้เทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ทันสมัยแต่ยังได้ถ่ายทอดสู่เกษตรกรโดยตรง โดยจะมีกิจกรรมในการฝึกอบรมให้แก่นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกร ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นว่า บันทึกความตกลง ฯ ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

 

การเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020(7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบให้ กต. เป็นหน่วยงานหลักในการรณรงค์หาเสียงและจัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงระดับชาติ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการหาเสียง ตลอดจนเป็นกลไกกลางในการประสานงานตลอดระยะเวลาการรณรงค์หาเสียง โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน
    2. เห็นชอบให้เรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 เป็น “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาล โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่เห็นเหมาะสมจัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กต. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม (คค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นต้น เพื่อกำหนดกลไกและหน่วยงานหลักที่จะนำวาระแห่งชาติดังกล่าวไปดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานการเตรียมการทั้งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันทำงานอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในทุกมิติที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020
    สาระสำคัญของเรื่อง
    กต. รายงานว่า
    1. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 รัฐบาลไทยได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 อย่างเป็นทางการ ปัจจุบันมีประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานฯ อย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ตุรกี (เมืองอิซเมียร์) สหพันธรัฐรัสเซีย (เมืองเยคาเตรินเบิร์ก) บราซิล (เมืองเซา เปาโล) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (เมืองดูไบ) โดยจะมีการลงคะแนนเสียงในช่วยปลายปี 2556
    2. ประเทศผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมาก (majority vote) จากสมาชิกสมัชชาสำนักงานมหกรรมโลก [Bureau of International Expositions (BIE)] จำนวน 157 ประเทศ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน เนื่องจากการรณรงค์หาเสียงเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าว จะมีระยะเวลาประมาณ 2 ปี คือ ระหว่างปี 2555 – 2556 นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องนำเสนอความคืบหน้าในการเตรียมการการเป็นเจ้าภาพจัดงานดังกล่าวต่อที่ประชุม BIE อีก 2 ครั้งในปี 2555 และอีก 1 – 2 ครั้งในปี 2556 ด้วย
        3. กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของงาน World Expo และเป็นผู้แทนไทยในการประชุม BIE ได้มีหนังสือแจ้งว่า การที่จะประสานงานกับ BIE และการรณรงค์หาเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกให้ประสบความสำเร็จ อาจจะต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศ จึงขอให้ กต. พิจารณารับเป็นหัวหน้าคณะทำงานหาเสียงสนับสนุนฯ และเป็นแกนกลางในการประสานกับ BIE ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานมหกรรมโลก World Expo 2020 ต่อไป ซึ่ง กต. ได้มีหนังสือตอบรับในหลักการแล้ว
    4. เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ได้มีการประชุมสมัชชาของ BIE ครั้งที่ 150 ณ กรุงปารีส โดยประเทศที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ 5 ประเทศ ได้นำเสนอโครงการต่อที่ประชุมสมัชชาฯ ในส่วนของไทย มีนายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สสปน. เป็นผู้นำเสนอ โดยได้เน้นถึงการมีส่วนร่วมของไทยในงานมหกรรมโลก World Expo อย่างต่อเนื่องกว่า 140 ปี และแนวคิดหลัก (Theme) สำหรับการจัดงานฯ ของไทย คือ “Redefine Globalisation : Balanced Life, Sustainable Living” หรือนิยามเป็นภาษาไทยว่า “แนวคิดใหม่ของโลกาภิวัฒน์ – วิถีที่ยั่งยืน เพื่อโลกที่สมดุล” ที่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัฒน์ เพื่อสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืนให้แก่สังคม
    5. การรณรงค์หาเสียงในต่างประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการในหลายระดับ รวมทั้งกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การหาเสียงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การดำเนินการเพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมโลก World Expo 2020 ของประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับแนวนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล
    6. การดำเนินการเสนอตัวเพื่อการประมูลสิทธิ์ให้ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo 2020 รวมทั้งการรณรงค์หาเสียง ไม่เกี่ยวข้องกับการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

กรอบการเจรจา WIPO IGC ภายใต้อาณัติการทำงาน WIPO IGC ปี 2555-2556(7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อกรอบการเจรจา World Intellectual Property Organization (WIPO) Intergovernmental Committee on Intellectual Property and Genetic Resources, Traditional Knowledge and Folklore (IGC) ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นทรัพยากรพันธุกรรม และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม ภายใต้อาณัติการทำงาน WIPO IGC ปี 2555-2556 เพื่อเป็นพื้นฐานในการเจรจาสำหรับคณะผู้เจรจาของไทยสำหรับการเข้าร่วมการประชุม WIPO IGC ในปี 2555-2556 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณัติการทำงานของ WIPO IGC ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กต. รายงานว่า
        1. กรอบการเจรจา WIPO IGC ที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (20 เมษายน 54) เป็นพื้นฐานในการเจรจาสำหรับคณะ         ผู้เจรจาของไทยสำหรับเข้าร่วมการประชุม WIPO IGC ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 9-13 พฤษภาคม 2554 เท่านั้น พัฒนาการต่อมาคือ ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ WIPO ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 1 ตุลาคม 2554 ได้ต่ออาณัติการทำงานของ WIPO IGC ต่อไปอีก 2 ปี (2555-2556) นอกจากนี้ แนวโน้มของการประชุม IGC ครั้งต่อ ๆ ไปในปี 2555 จะเป็นการเจรจาที่มีความจริงจังมากขึ้น ดังนั้น จึงขอเสนอกรอบการเจรจาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยขออนุมัติขยายระยะเวลาให้ครอบคลุมตลอดทั้งอาณัติใหม่ขอ IGC ทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2555-2556
        2. การประชุม WIPO IGC ครั้งต่อไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ 2555 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จึงมีความจำเป็นที่คณะผู้แทนไทยได้รับอาณัติการเจรจาในลักษณะกรอบการเจรจาหรือท่าทีจากคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเจรจาในโอกาสแรก
        3. การเข้าร่วมการเจรจาในกรอบ WIPO IGC ดังกล่าว เป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีนัยผูกพันรัฐบาล จึงต้องได้รับอาณัติการเจรจาในลักษณะกรอบการเจรจาหรือท่าทีจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะเจรจาใช้เป็นแนวทางในการเจรจา
        4. สำหรับประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น ขณะนี้การเจรจา WIPO IGC ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่หากการเจรจามีความชัดเจนว่า จะพัฒนาไปสู่การจัดทำตราสารทางกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน กต. จะเสนอกรอบการเจรจาที่ได้ดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ เพื่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งต่อไป
        5. กต. ได้ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะอนุกรรมการเตรียมการประชุม WIPO IGC และคณะอนุกรรมการด้านภูมิปัญญา ทรัพยากรพันธุกรรมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม พิจารณาปรับแก้/ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรอบการเจรจา WIPO IGC ทั้ง 3 ด้าน แล้วโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบกับเนื้อหาและหลักการของกรอบการเจรจาดังกล่าว

 

การเตรียมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี(7 กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีรับทราบการเตรียมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  
    สาระสำคัญของเรื่อง
    ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555 เห็นชอบให้มีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี  ในระหว่างวันที่ 21-22 กุมภาพันธ์  2555 นั้น เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบปัญหาและติดตามผลการดำเนินงานโครงการของภาครัฐในระดับพื้นที่ตลอดจนการร่วมประชุมกับ กรอ. ภูมิภาค  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอโครงการในการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี หนองบัวลำภู หนองคาย เลย บึงกาฬ)  กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 (มุกดาหาร สกลนคร นครพนม) และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนี้
        1. จังหวัดอุดรธานี มี 6 โครงการ ประกอบด้วย  1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บและการระบายน้ำเขื่อนห้วยหลวง  2) โครงการปิดทองหลังพระ (อ.หนองวัวซอ) 3) โครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวคำชะโนด  4) โครงการก่อสร้างทางเพิ่มทางจราจร เป็น 4 ช่องจราจรในทางหลวงหมายเลข 2410 ระหว่างแยกทางหลวงหมายเลข 216            (สามพร้าว) – มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี –ดอนกลอย  5) โครงการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมะ   6) โครงการขุดลอกแก้มลิงขนาดใหญ่ (ห้วยบังพวน)
        2. จังหวัดเลย มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง หมายเลข 2115 ตอน แยกทางหลวงหมายเลข 201   (สามแยก) - สามแยกไปท่าลี่ ระหว่าง กม.0+000 - กม.38+392 (บ้านปากภู บ้านตูบโกบ อำเภอเมือง - บ้านโคกใหญ่ บ้านท่าลี่ อำเภอท่าลี่)  2) โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลหนองหินขนาด  30  เตียง 3) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง หมายเลข 203 ตอน โคกงาม - กม.30+000 (ศาลาชมวิว) - กม.20+000 (ต่อเขตแขวงฯ เลยที่ 1) ระหว่าง  กม.20+000-กม.48+100 (บ้านภูสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย  - บ้านโนนสมบูรณ์ บ้านสานตม บ้านหนองแซง บ้านหนองบง อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย)
        3. จังหวัดหนองบัวลำภู มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะเนียงเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง ในพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู (ขุดลอกลำพะเนียงและประตูระบายน้ำ ระยะ ทาง 120 กม.)    2)  โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำ และบำบัดน้ำเสีย ในเขตเทศบาล 2 แห่ง เทศบาลเมืองหนองบัวลำภู และเทศบาลโนนสัง 3) โครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางจราจรทางหลวงหมายเลข 228 ตอนควบคุมที่ 0202 ตอน กม.49+155 (ต่อเขตแขวงฯ ขอนแก่นที่ 2 ชุมแพ) - ศรีบุญเรือง - บรรจบทางหลวงหมายเลข 210 (หนองบัวลำภู)
        4. จังหวัดหนองคาย มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 85 พรรษาจังหวัดหนองคาย (Sport ComPlex)  2) ก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองหนองคาย ด้านทิศตะวันออก ระยะทาง 15 กม.
        5. จังหวัดบึงกาฬ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 5 บึงกาฬ –                    แขวงบอลิคำไซ 2) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เขื่อนป้องกันตลิ่งในเขตเทศบาลตำบลบึงกาฬ
        6. กลุ่มอีสานตอนบน 2 มี 1 โครงการ  คือ  โครงการปรับปรุงและขยายถนนเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดสนุก
        7. จังหวัดสกลนคร มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1)  โครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจร 2) โครงการพัฒนาหนองหาร  3) โครงการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำในเขตลุ่มน้ำสงครามและลำน้ำยาม
        8. จังหวัดนครพนม มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลศูนย์สุขภาพแห่งอนุภูมิภาคอินโดจีน
2) โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง 3) โครงการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม (บ้านนาจอก) เชื่อมโยงการท่องเที่ยวอินโดจีน
        9. จังหวัดมุกดาหาร มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการก่อสร้างพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียติพระชนมพรรษา 84 พรรษา ณ วัดรอยพระพุทธบาท             ภูมโนรมย์ อ.เมืองมุกดาหาร 2) โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยคันแทใหญ่
            10. จังหวัดขอนแก่น มี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในเขตเทศบาลนครขอนแก่น (กิจกรรม ก่อสร้างทางต่างระดับ (Fly over) ถนนมิตรภาพตัดถนนหลังศูนย์ราชการ 2) โครงการพัฒนาให้จังหวัดขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการบริการด้านสาธารณสุข  3) โครงการก่อสร้างระบบผันน้ำ (Flood way) จากพื้นที่เขตเมืองลงสู่ลำน้ำชี (การก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองระบายน้ำ D 8 (ห้วยพระคือ)  ระยะที่ 2
    11. จังหวัดมหาสารคาม มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชีระยะเร่งด่วน 2) โครงการขยายช่องทางจราจรจาก 2 ช่องทาง เป็น 4 ช่องทาง
    12. จังหวัดร้อยเอ็ด มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการบริหารจัดการน้ำนอกเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้และนอกเขตลุ่มน้ำชี 2) โครงการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัด
    13. จังหวัดกาฬสินธุ์ มี 2 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและป้องกันอุทกภัย 2) โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริ
        สำหรับข้อเสนอการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.ภูมิภาค)
ที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555  เวลา 17.00 – 18.30 น.  ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน

 

การติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของนายกรัฐมนตรีและคณะระหว่างวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2555 (7 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล)  รายงานการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของนายกรัฐมนตรีและคณะ  ระหว่างวันที่ 13 -17 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนี้
        1.  วัตถุประสงค์
เพื่อเป็นการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการและทบทวนแผนงาน / โครงการ งบประมาณ ปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไข ตามแผนงาน / โครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย
ของหน่วยงานต่างๆ  ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแล้ว  ทั้งแผนงาน / โครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณผ่านคณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเยียยวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย (กฟย.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) ซึ่งได้กำหนดแผนงาน/โครงการเพื่อการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรอบวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท) รวมทั้ง เพื่อเป็นการติดตามการจัดเตรียมแผนปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุและการฝึกซ้อมกรณีการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ของจังหวัดที่เคยประสบอุทกภัย ให้มีความพร้อมก่อนเริ่มฤดูฝนปี 2555
2. การดำเนินการ
    2.1 ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบวัตถุประสงค์ของการเดินทางพร้อมทั้งแนวทางการตรวจราชการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ  โดยคณะกรรมการ กยน. มีมติรับทราบ และนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้รัฐมนตรีรับผิดชอบพื้นที่ ดังนี้
                    2.1.1  พื้นที่ต้นน้ำ
                            1) นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม)
                        2) นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการ
น้ำอย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.2  พื้นที่กลางน้ำ
                        1) นายปลอดประสพ สุรัสวดี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
                        2) นายกิจจา ผลภาษี (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่าง
ยั่งยืน (กยน.))
                        3) นายนิพัทธ พุกกะณะสุต (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.3  พื้นที่ปลายน้ำ (ตอนบน)
                        1) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี
                        2) นายวิทยา บุรณศิริ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข)
                        3) หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม)
                        4) พลตำรวจโท ชัจจ์ กุลดิลก (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        5) นายชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
                    2.1.4 พื้นที่ปลายน้ำ (ตอนล่าง)
                        1) นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        2) นายปลอดประสพ สุรัสวดี (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
                        3) น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ
การสื่อสาร)
                        4) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม)
                        5) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
                        6) นายรอยล จิตรดอน (กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำ
อย่างยั่งยืน (กยน.))
    2.2 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมเตรียมการและกำหนดผู้รับผิดชอบด้านต่าง ๆ  ดังนี้
        2.2.1 ที่ประชุมได้ทบทวนและทำความเข้าใจแผนการเดินทางตรวจราชการของนายกรัฐมนตรีและคณะ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการโดยกำหนดเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดตามนายกรัฐมนตรีและคณะลงพื้นที่  และกลุ่มที่มีภารกิจร่วมการประชุมกับคณะผู้ว่าราชการจังหวัด กระทรวง ทบวง กรมเพื่อจัดทำรายละเอียดแผนงาน / โครงการ (Workshop)  
        2.2.2 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีแผนงาน / โครงการ ในพื้นที่ตรวจราชการรวบรวมรายละเอียดแผนงาน / โครงการ ความก้าวหน้าและผลการดำเนินการ โดยจัดกลุ่มประเภทแผนงาน / โครงการ แล้วจัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณ บูรณาการข้อมูลร่วมกันภายในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555
        2.2.3  การจัดประชุมสรุปข้อมูลแผนงาน / โครงการที่กำหนดให้มีการประชุมในพื้นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก   โดยมีผู้แทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นหน่วยงานสนับสนุน โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำแบบฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมข้อมูลและการจัดกลุ่มแผนงาน / โครงการต่าง ๆ   เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีและคณะ
        2.2.4 การเผยแพร่ข้อมูลและการประชาสัมพันธ์  มอบหมายให้เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวิม  รุ่งวัฒนจินดา) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สำนักโฆษก) และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (ช่อง 11) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน) เป็นผู้รับผิชอบในภาพรวม พร้อมทั้งขอให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน)  พิจารณาการจัดทำข้อมูลการบริหารจัดการน้ำต่างๆ  เช่น แผนงาน / โครงการป้องกันอุทกภัยของหน่วยงานต่าง ๆ  รวมทั้งแผนงาน / โครงการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้รับทราบข้อมูลแผนงาน / โครงการการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยของหน่วยงานต่าง ๆ  อย่างครบถ้วน             ทั้งจากเวปไซต์ และการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ

   
 

สรุปผลการประชุมปรึกษาหารือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(7กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแบ่งงานขุดลองคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภายใต้การบูรณาการความรับผิดชอบระหว่างกรุงเทพมหานคร และ 9 กระทรวง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับการขุดคลองของส่วนราชการให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) พิจารณาต่อไป และให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนการบริหารการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (กบภ.) ทำหน้าที่ประสานงานและติดตามการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครร่วมกับสำนักงาน กยน. และรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบทุกระยะ
    สาระสำคัญของผลการประชุมปรึกษาหารือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สรุปได้ว่า รัฐบาลจะช่วยกรุงเทพมหานครดำเนินการป้องกันน้ำท่วมเกี่ยวกับการขุดลอกคลอง                  การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ การออกแบบและติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ การเชื่อมโยงระบบเตือนภัย รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุและคลังเครื่องมือเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
    การแบ่งงานขุดลอกคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อยู่ภายใต้หลักการที่รัฐบาลจะมอบหมายให้กระทรวงที่มี ขีดความสามารถเข้าไปช่วยดำเนินการ โดยจะขุดลอกคลองในพื้นที่ ทั้งสิ้น 43 คลอง 48 รายการ ภายใต้การบูรณาการความรับผิดชอบการขุดลอกคลองระหว่างกรุงเทพมหานคร และ 9 กระทรวง สรุปดังนี้
    1. การแบ่งงานขุดลอกคลองหลัก 29 แห่ง รวม 29 รายการ ได้แก่ 1) กรุงเทพมหานคร 19 คลอง                      2) กระทรวงกลาโหม 5 คลอง 3) กระทรวงมหาดไทย 1 คลอง 4) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 1 คลอง  5) กระทรวงสาธารณสุข 2 คลอง 6) กระทรวงแรงงาน 1 คลอง โดยกรุงเทพมหานครโอนงบประมาณให้ส่วนราชการดำเนินการ
    2. การขุดลอกคลองเพิ่มเติม 14 แห่ง และขยายความยาวของการขุดลอกคลองหลักเดิม 5 คลอง รวม 19 รายการ ได้แก่ 1) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 คลอง 2) กระทรวงกลาโหม 10 คลอง 3) กระทรวงมหาดไทย 1 คลอง 4) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2 คลอง 5) กระทรวงคมนาคม 1 คลอง 6) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3 คลอง

 

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าสะเมิง ในท้องที่ตำบลแม่สาบ ตำบลสะเมิงเหนือ ตำบลบ่อแก้ว และตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติขุนขาน)(7 กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าสะเมิง ในท้องที่ตำบลแม่สาบ ตำบลสะเมิงเหนือ ตำบลบ่อแก้ว และตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติขุนขาน) ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในส่วนที่ต้องดำเนินการออกกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ที่ทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต่อไป
    สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
    กำหนดบริเวณที่ดินป่าสะเมิง ในท้องที่ตำบลแม่สาบ ตำบลสะเมิงเหนือ ตำบลบ่อแก้ว และตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ (อุทยานแห่งชาติ             ขุนขาน)

       
 ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าโคกซำซาง ป่าเขาโปลกหล่น ป่าเขาปางก่อ และป่าวังชมภู ในท้องที่ตำบลนาซำ ตำบลหินฮาว ตำบลวังบาล ตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า ตำบลน้ำก้อ ตำบลน้ำชุน ตำบลบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก ตำบลแคมป์สน ตำบลทุ่งสมอ ตำบลเขาค้อ ตำบลริมสีม่วง ตำบลสะเดาะพง ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ และตำบลท่าพล ตำบลป่าเลา อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติเขาค้อ)
    

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าโคกซำซาง ป่าเขาโปลกหล่น ป่าเขาปางก่อ และป่าวังชมภู ในท้องที่ตำบลนาซำ ตำบลหินฮาว ตำบลวังบาล ตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า ตำบลน้ำก้อ ตำบลน้ำชุน ตำบลบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก ตำบลแคมป์สน ตำบลทุ่งสมอ ตำบลเขาค้อ ตำบลริมสีม่วง ตำบลสะเดาะพง ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ และตำบลท่าพล ตำบลป่าเลา อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. .... (อุทยานแห่งชาติเขาค้อ) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในส่วนที่ต้องออกกฎกระทรวงเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในส่วนที่ทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ไปเพื่อดำเนินการต่อไป
    สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
    กำหนดให้บริเวณที่ดินป่าโคกซำซาง ป่าเขาโปลกหล่น ป่าเขาปางก่อ และป่าวังชมภู ในท้องที่ตำบลนาซำ ตำบลหินฮาว ตำบลวังบาล ตำบลบ้านเนิน อำเภอหล่มเก่า ตำบลน้ำก้อ ตำบลน้ำชุน ตำบลบุ่งน้ำเต้า ตำบลบุ่งคล้า อำเภอหล่มสัก ตำบลแคมป์สน ตำบลทุ่งสมอ ตำบลเขาค้อ ตำบลริมสีม่วง ตำบลสะเดาะพง ตำบลหนองแม่นา อำเภอเขาค้อ และตำบล              ท่าพล ตำบลป่าเลา อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอุทยานแห่งชาติ
 

ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ....(7 กุมภาัพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้
        สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง เป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในท้องที่ตำบลลำนารายณ์ ตำบลท่าดินดำ ตำบลชัยบาดาล ตำบลม่วงค่อม ตำบลมะกอกหวาน อำเภอชัยบาดาล ตำบลท่าหลวง ตำบลแก่งผักกูด อำเภอท่าหลวง ตำบลโคกสลุง ตำบลมะนาวหวาน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และตำบลวังม่วง ตำบลคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน


 ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานในเขตโครงการชลประทานสามชุกเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ....

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานในเขตโครงการชลประทานสามชุกเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้เห็นชอบด้วยและให้ดำเนินการต่อไปได้
    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
    1. กำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองส่งน้ำสายใหญ่ซ้าย จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงกิโลเมตรที่ 25.000 ในท้องที่ตำบลสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน
    2. กำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองซอย 2 ขวา ของคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งซ้ายจากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ถึงกิโลเมตรที่ 31.650 ในท้องที่ตำบลศรีประจันต์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

 

by ThaiWebExpert