ร่างแถลงการณ์การประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย ครั้งที่ 12 (2 พฤศจิกายน 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation : IOR – ARC) ครั้งที่ 12 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนร่วมรับรองร่างเอกสาร ฯ และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ดังกล่าว เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในการเปิดตลาดการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเลในมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาโจรสลัดที่ส่งผลต่อการเดินเรือในภูมิภาค ซึ่งไม่ได้มีเจตนาให้เป็นความตกลงที่ก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ความตกลงว่าด้วยการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาของอาเซียน (2 พฤศจิกายน 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
1. เห็นชอบและอนุมัติการลงนามความตกลงว่าด้วยการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาของอาเซียน ก่อนนำเสนอความตกลงฯ และภาคผนวกแนบท้ายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 190 เพื่อให้ความเห็นชอบเพื่อผูกพันไทยต่อไป
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือ ผู้ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามความตกลงฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญ ในความตกลงฯ หรือภาคผนวกแนบท้าย มอบให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้นๆ แทนคณะรัฐมนตรี
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่นลงนามความ ตกลง
4. เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามข้อ 1. แล้ว มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินกระบวนการภายในประเทศเพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามความตกลงว่าด้วยการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาและข้อผูกพันแนบท้ายความตกลง และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือแจ้งเลขาธิการอาเซียนว่าประเทศไทยได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในเสร็จสิ้นแล้วเพื่อให้ความตกลงฯ และภาคผนวกแนบท้ายความตกลงมีผลใช้บังคับ
สาระสำคัญ
1. ASEAN MNP Agreement จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่ประสงค์จะให้บริการในประเทศสมาชิกในสาขาเกี่ยวกับการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน โดยเกี่ยวข้องกับ การเข้าเมืองชั่วคราวหรือการพำนักชั่วคราวของบุคคลธรรมดา
2. สาระสำคัญของ ASEAN MNP Agreement มีดังนี้
2.1 ASEAN MNP Agreement ประกอบด้วยข้อบทและข้อผูกพัน โดยสาระของข้อบทเกี่ยวกับการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้เกิดการเคลื่อนย้ายบุคลากรที่ประสงค์จะให้บริการในประเทศสมาชิกในสาขาเกี่ยวกับการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน ส่วนข้อผูกพันจะระบุประเภทของบุคลากรที่ประเทศสมาชิกอนุญาตให้เข้ามาให้บริการได้ตามสาขาที่ระบุในข้อผูกพัน รวมถึงระยะเวลาในการให้เข้าเมืองชั่วคราวหรือพำนักชั่วคราวและเงื่อนไขอื่น ๆ เกี่ยวกับการอนุญาตทำงาน
2.2 ข้อผูกพันของไทยจะอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายบุคลากร 2 ประเภท คือ
(1) ผู้เยี่ยมเยือนทางธุรกิจ (Business Visitor) ซึ่งหมายถึง บุคคลธรรมดาที่จะเข้ามาพำนักในไทยด้วยวัตถุประสงค์ด้านประชุมหรือติดต่อทางธุรกิจ เข้าร่วมสัญญาซื้อหรือขายบริการเยี่ยมเยือนธุรกิจที่จัดตั้ง และจัดตั้งธุรกิจในไทย หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน โดยการพำนักดังกล่าวจะอนุญาตในชั้นต้นไม่เกิน 90 วัน และอาจขยายระยะเวลาได้รวมไม่เกิน 1 ปี
(2) ผู้โอนย้ายภายในบริษัท (Intra-Corporate Transferee) ซึ่งหมายถึงผู้โอนย้ายระหว่างบริษัทในเครือในระดับผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยบุคคลนั้นต้องได้รับการจ้างโดยบริษัทดังกล่าวนอกประเทศไทยมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนดำเนินการเข้ามาในไทย และต้องผ่านเงื่อนไขความจำเป็นด้าน การจัดการของกรมการจัดหางาน โดยการพำนักดังกล่าวจะอนุญาตไม่เกิน 1 ปี และอาจขยายระยะเวลาได้อีก 3 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี
การอนุญาตข้างต้นครอบคลุมการเคลื่อนย้ายบุคลากรใน 25 สาขา ดังต่อไปนี้ (1) บริการวิศวกรรม (2) บริการคอมพิวเตอร์ (3) บริการวิจัยและพัฒนา (4) บริการให้เช่า (5) บริการด้านโฆษณา (6) บริการวิจัยตลาดและสำรวจความเห็น (7) บริการด้านบริหารจัดการ (8) บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร (9) บริการที่เกี่ยวเนื่องกับประมง (10) บริการที่เกี่ยวเนื่องกับป่าไม้ (11) บริการที่เกี่ยวเนื่องกับเหมืองแร่ (12) บริการที่ปรึกษา (13) บริการซ่อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ (14) บริการการแปล (15) บริการจัดประชุม (16) บริการด้านโทรคมนาคม (17) บริการผลิตสื่อวิทยุและโทรทัศน์ (18) บริการก่อสร้าง (19) บริการด้านการศึกษา (20) บริการด้านสิ่งแวดล้อม (21) บริการด้านการเงิน (22) บริการด้านสุขภาพ (23) บริการด้านโรงแรม (24) บริการด้านกีฬา และ (25) บริการด้านการขนส่ง
ทั้งนี้ เงื่อนไขการอนุญาตให้เข้ามาและพำนักในประเทศไทยภายใต้ข้อผูกพันทั้งหมดไม่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมายไทยและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ไทยใช้ในการอนุญาตให้เข้ามาทำงาน ในปัจจุบันอยู่แล้ว
2.3 ความตกลงนี้จะมีผลใช้บังคับหลังจากที่ประเทศสมาชิกทั้งหมดได้แจ้งหรือส่งเอกสารแจ้งการให้สัตยาบัน (หากจำเป็น) ต่อเลขาธิการอาเซียน ซึ่งจะต้องไม่เกิน 180 วันหลังจากวันที่ได้ลงนามใน ความตกลง

การดำเนินโครงการนำร่องระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (2 พฤศจิกายน 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
1. รับทราบมติของที่ประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 26 ในเรื่องการขยายเวลา
เป้าหมายที่อาเซียนจะเริ่มต้นดำเนินระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองในภูมิภาคจากเดิมภายในปี 2555 เป็นปี 2558 และเห็นชอบการขยายระยะเวลาโครงการนำร่องฯ โครงการที่ 1 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558
2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือแจ้งการให้ความเห็นชองของไทยต่อ
การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องฯ โครงการที่ 1 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อเลขาธิการอาเซียน ก่อนวันสิ้นสุดอายุโครงการ ฯ ในวันที่ 31 ตุลาคม 2555
3. เห็นชอบให้นำเสนอบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลของภาคีสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการนำร่อง
สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้ายตนเองของอาเซียน โครงการที่ 2 โดยมีเอกสารภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแนบบันทึกความเข้าใจฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนที่ไทยจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันสำหรับการภาคยานุวัตรเป็นภาคีสมาชิกของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
1. การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องฯ โครงการแรก ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558
ไม่จำเป็นต้องมีการออกประกาศหรือแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ
2. สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจและภาคผนวกของโครงการนำร่องฯ โครงการที่ 2
มีรายละเอียด ดังนี้
(1) กำหนดให้มีโครงการนำร่องที่สอง สำหรับการดำเนินการระบบการรับรองถิ่นกำเนิด
สินค้าด้วยตนเองในภูมิภาคเป็นการล่วงหน้า ก่อนจะนำระบบดังกล่าวไปใช้กับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ
(2) ประเทศภาคีจะต้องให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่สินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศภาคีอื่น
ตามพันธกรณีภายใต้ข้อ 19 ของความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน โดยต้องยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือบัญชีราคาสินค้าที่ใช้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่สำแดงโดยผู้ส่งออกรับอนุญาตตามกระบวนการที่ระบุในภาคผนวกของบันทึกความเข้าใจฯ
(3) การภาคยานุวัตรบันทึกความเข้าใจและภาคผนวกระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่น
กำเนิดสินค้า ภายใต้โครงการนำร่อง ฯ โครงการที่ 2 โดยการมอบสัตาบันสารหรือหนังสือแจ้งการยอมรับถึงเลขาธิการอาเซียน ถือเป็นหนังสือสัญญา เป็นการดำเนินงานตามบทบัญญัติมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550

การบูรณาการยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) เพื่อเป็นกรอบการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2557 และผลการประชุมเชิงปฏิบัติการการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558 ครั้งที่ 2 (2 พฤศจิกายน 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการบูรณาการยุทธศาสตร์ประเทศ (Country Strategy) เพื่อเป็นกรอบการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2557 และผลการประชุมเชิงปฏิบัติการการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี 2558 ครั้งที่ 2 ตามที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ
ทั้งนี้ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้สำนักงบประมาณนำไปใช้ประกอบการพิจารณางบประมาณให้สอดคล้องกับปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ซึ่งจะพิจารณายุทธศาสตร์ และโครงการลงทุนของทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในเดือนธันวาคม 2555 ดังนี้

1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเชิงบูรณาการที่มีรายละเอียด
ประกอบด้วย เป้าหมาย แนวทางการดำเนินงาน ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด วงเงินงบประมาณ และระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ และจัดส่งให้ สศช. ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 เพื่อบูรณาการภาพรวม
2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ และจัดทำแผนปฏิบัติการปี 2557 ข้อเสนอลำดับ
แผนงาน / โครงการที่มีความสำคัญสูง ระยะเวลาดำเนินการเริ่มต้นและสิ้นสุด และวงเงินงบประมาณ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจัดส่งให้ สศช. ภายในวันที่ 31 พฤศจิกายน 2555 เพื่อบูรณาการและนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ชุมชนเปราะบางนำร่องปรับตัวรับมือโลกร้อน/สู้ภัยน้ำ

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555

รายงานพิเศษของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ปี 2555 ที่ว่าฝนตกหนักมีแนวโน้มจะเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น แม้แต่พื้นที่ที่เคยคาดว่าจะมีฝนลดลง และแนวโน้มของฝนตกหนักช่วงพายุจะเพิ่มมากขึ้นจากอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น นอกจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องเร่งหาหนทางรับมือกับผลกระทบที่ตามมา ชุมชนในพื้นที่เปราะ บางก็ต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพราะอาจเผชิญความแปร ปรวนของปริมาณน้ำฝน ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม น้ำแล้ง ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

ดีซี่แมพ : นวัตกรรมตรวจสอบการบุกรุกผืนป่า

ThaiPR.net -- อังคารที่ 30 ตุลาคม 2555

ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) จับมือดีเอสไอ ย้ำภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนในคดีเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งแวดล้อม โดยการนำนวัตกรรม “DSI MAP (ดีซี่แมพ) หรือ ระบบแม่ข่ายแผนที่ผ่านอินเทอร์เน็ต” เป็นโปรแกรมที่ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิสารสนเทศ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม พัฒนาขึ้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีจิตอาสาที่จะช่วยเหลือประเทศชาติ โดยการเลือกใช้โปรแกรมฟรีแวร์ ในการจัดทำระบบ โดยใช้ Google Map Api เป็นฐาน รวมกับระบบที่ใช้เป็น Open Source ซึ่งหากนำโปรแกรมลิขสิทธิ์มาใช้จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมาก และได้รับการสนับสนุนข้อมูลแนวเขตสงวนต่างๆ จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากแนวเขตสงวนดังกล่าวเป็นแนวเขตจากแผนที่ท้ายกฎกระทรวง มาตราส่วน ๑:๕๐๐๐๐ จึงยังมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด ซึ่ง ณ วันนี้ เจ้าหน้าที่และประชาชนโดยทั่วไปสามารถใช้ DSI MAP กับงานสืบสวน ตรวจสอบ เบื้องต้นได้

กรีนพีซ ตั้งสถานีกู้วิกกฤตโลกร้อน ใช้พลังงานหมุนเวียน ส่องไฟ"มหาสถูปบุโรพุทโธ" อินโดฯ

โดยมติชน วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แมเจลลัง 30 ตุลาคม 2555- ณ เมืองมรดกโลก มหาสถูปบุโรพุทโธ ชานเมืองของเมืองยอร์กจากาต้าร์ กรีนพีซได้ตั้งฐานปฏิบัติการสถานีกู้วิกกฤตโลกร้อนเพื่อส่องไฟแสงสว่างให้แก่มหาสถูปบุโรพุทโธ โดยใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานมหกรรม “พลังงานหมุนเวียน คือ แสงสว่างด้านพลังงานแห่งอนาคต” โดยเป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์เพื่อผลักดันให้ประเทศอินโดนีเซียมุ่งสู่อนาคตพลังงานสะอาดและปลอดภัย

ศรี เปอร์โยโน่ ผู้ช่วยผู้ว่าการรัฐจาวาส่วนกลางในนามของนายบิบิท วัลยูโยผู้ว่าการรัฐจาวาส่วนกลาง และ นางดอว์น กอสลิ่ง หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นตัวแทนกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ให้เกียรติ์ในพิธีปิดกดปุ่ม “การปฏิวัติพลังงาน” เพื่อเปิดไฟแสงสว่างที่ใช้พลังจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้ติดตั้งไว้โดยรอบบุโรพุทโธและโดมกู้วิกฤตโลกร้อน

“นี่คือสิ่งที่องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมควรร่วมกันทำงานเพิ่อให้เกิดผลการปฏิบัติอย่างแท้จริง เราสามารถตระหนักได้จากสิ่งที่กรีนพีซได้กำลังทำอยู่ เพราะเรามีเป้าหมายและวิสัยทัศน์เดียวกันที่ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลได้มีการวางแผนเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนในจาวาส่วนกลาง” นาย บิบิท วัลยูโยกล่าว

“ในอนาคตเมื่อเราหันย้อนกลับมาดู เราจะจดจำได้ว่ากิจกรรมในครั้งนี้ที่เป็นสัญญลักษณ์แห่งการปฏิบัติที่เป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอินโดนีเซียลดการพึ่งพิงการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและพลังงานฟอสซิลอื่น ๆ และยอมรับการปฏิวัติพลังงานเพื่อให้ประชาชนของประเทศสามารถใช้พลังงานที่สะอาดและปลอดภัย” นาง ดอว์น กล่าว

“เราถือว่าโครงการนี้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานมุ่งสู่อนาคตพลังงานสะอาดสีเขียวที่ปลอดภัยและยั่งยืน โดยการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ได้มาจากธรรมชาติเช่นลม แสงอาทิตย์ และพลังงานความร้อนใต้พื้นดิน ขอให้วันนี้เป็นวันแห่งการจุดประกายความสว่างไสวด้วยพลังงานหมุนเวียนสู่อนาคตของประเทศอินโดนีเซีย และเป็นจุดจบของยุคการใช้พลังงานจากถ่านหิน เราจะต้องร่วมแรงร่วมใจผลักดันการปฏิวัติพลังงานไปข้างหน้า ณ บัดนี้” นาง ดอว์น กอสลิ่ง ได้กล่าวเพิ่มเติม

ประเทศอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาลในอนาคตตามอัตราการเจริญเติบโตของประชากรและการขยายตัวทางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ประเทศอินโดนีเซียยังคงพึ่งพาพลังงานส่วนใหญ่จากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหินซึ่งเป็นแหล่งปลดปล่อยคาร์บอนจากน้ำมือมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถ่านหินยังทำลายทางสิ่งแวดล้อมอย่างถาวร และรวมถึงวิถีชีวิต และสุขภาพของประชาชนอินโดนีเซีย

สภาพภูมิประเทศของอินโดนีเซียทำให้โรงงานผลิตไฟฟ้าตั้งอยู่ค่อนข้างกระจัดกระจาย หนึ่งในสามของประชากรไม่มีไฟฟ้าใช้ ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานนำมันดีเซลที่มีต้นทุนในการผลิตสูงเป็นแหล่งพลังงานเดียวที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าแก่ชุมชนในพื้นที่ทุรกันดาร

“การกระจายศูนย์พลังงาน สายส่งไฟฟ้าที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก จะสามารถช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าน้ำมันดีเซลหรือก๊าซที่แสนแพงได้” ฮินดุล มูลัยกา ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกล่าว

ในส่วนของประเทศไทยกรีนพีซ ได้เดินหน้ารณรงค์ปฏิวัติพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรณรงค์ปฏิวัติพลังงานผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการระดมรายชื่อ 55,555 รายชื่อเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนฉบับแรก

นักวิจัยมข.ชูวิจัยน้ำมันชีวภาพสร้างความมั่นคงพลังงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 30 ตุลาคม 2555

ศูนย์ข่าวขอนแก่น-นักวิจัยม.ขอนแก่น โชว์ผลงานวิจัยแปรรูปน้ำมันปาล์ม เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งน้ำมันไบโอเจ็ต ไบโอดีเซล และเบนซิน ชูคุณสมบัติเด่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนเชื้อเพลิงจากฟอสซิลได้ทันที เล็งต่อยอดงานวิจัยหวังลดต้นทุนผลิต พร้อมให้ความร่วมมือกับผู้ผลิตน้ำมันที่สนใจใช้เชิงพาณิชย์ เชื่อทดแทนพลังงานจากฟอสซิลกำลังจะหมดลงใน 30 ปี สร้างความมั่นคงพลังงานประเทศในอนาคต

วันนี้ (30ต.ค.55) มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดแถลงข่าวนักวิจัยมข. พบสื่อมวลชน ประจำเดือนตุลาคม 2555 เรื่อง “การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์” โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย นำเสนอผลงานวิจัย ณ ห้องประชุมสิริคุณากร 4 ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย หัวหน้าโครงการวิจัย “กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสรักษ์โลกและประหยัดพลังงาน มีการรณรงค์ไปทั่วโลก

เบื้องตันองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization, ICAO ) กำหนดให้ภายในปี 2555 นี้ เครื่องบินทุกลำที่บินผ่านน่านฟ้ายุโรป ต้องใช้หรือผสมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องบิน หรือน้ำมันไบโอเจ็ต (Biojet fuel) ซึ่งเป็นน้ำมันผลิตจากพืชหรือสัตว์ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันมีสายการบินที่ทดสอบการใช้หรือผสมน้ำมันไบโอเจ๊ตแล้ว ได้แก่ สายการบิน Virgin Atlantic และสายการบิน Continental Airline จากสหรัฐอเมริกา , สายการบิน Air New Zealand จากประเทศนิวซีแลนด์ , สายการบิน KLM สายการบินแห่งชาติเนเธอแลนด์ , สายการบิน Japan Airline จากประเทศญี่ปุ่น , รวมถึงสายการบิน Thai Airways จากประเทศไทย

รศ.ดร.เฉลิม กล่าวต่อว่า โครงการวิจัยนี้ ได้เลือกใช้น้ำมันปาล์ม เป็นวัตถุดิบหลักในงานวิจัย เนื่องจากเป็นพืชน้ำมันที่หาได้ง่าย ปลูกมากในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก ทั้งต้นทุนวัตถุดิบยังต่ำกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่นๆที่มีอยู่ขณะนี้ โดยจะนำน้ำมันปาล์มโอเลอิน มาผ่านกระบวนไฮโดรแคร็กกิ้ง ใช้ตัวเร่งปฏิกิริยากำจัดน้ำออกไป จะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบชีวภาพสีดำเข้ม มีคุณลักษณะเหมือนกับน้ำมันดิบจากฟอสซิลทั่วไปที่ยังไม่ผ่านการกลั่น

จากนั้นจะนำน้ำมันดิบชีวภาพ มาผ่านการกลั่นที่อุณหภูมิต่างๆ 100-350 องศาเซลเซียส ทำให้ได้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้ เวลาทำปฏิกิริยา ชนิดของตัวเร่งปฏิกิริยา ปริมาตรและความดันของก๊าซไฮโดรเจน ชนิดของโลหะบนตัวเร่งปฏิกิริยา รวมทั้งความดันที่เกิดขึ้น โดยจะได้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ประกอบด้วย น้ำมันไบโอเจ๊ต น้ำมันไบโอดีเซล และน้ำมันเบนซิน

รศ.ดร.เฉลิม กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้จากงานวิจัยนี้ สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล เบนซิน และเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม ตอบโจทย์ความต้องการใช้พลังงานในอนาคตได้ ซึ่งโดยภาพรวมต้นทุนผลิตในขั้นตอนวิจัยยังสูงมาก แต่หากเพิ่มสเกลการผลิต น่าจะลดต้นทุนได้เหมาะต่อการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้

นักวิจัยพร้อมให้ความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่สนใจงานวิจัยชิ้นนี้ ไปปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม คณะนักวิจัยยังสามารถต่อยอดงานวิจัย ในการวิจัยหาวัตถุดิบตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งมีราคาที่สูงมาก หากสามารถหาวัตถุดิบในประเทศและผ่านการทดลองอย่างเหมาะสม น่าจะสามารถลดต้นทุนผลิตลงได้มาก

ด้านศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ มีความจำเป็นที่จะนำมาปรับใช้ในยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตของโลก เนื่องจากน้ำมันจากซากฟอสซิล กำลังจะหมดไปภายในระยะเวลา 30 ปีหรือเร็วกว่านั้น ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต การคมนาคมขนส่ง รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย

ที่สำคัญวัตถุดิบที่ใช้ในงานวิจัย คือน้ำมันปาล์ม เป็นพืชวัตถุดิบที่ปลูกมากในไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน เริ่มปลูกมากที่จังหวัดหนองคายและพื้นที่ตามลำน้ำโขง พื้นที่ภาคอีสานจะสามารถปลูกพลังงานบนดินได้ หากนำผลวิจัยไปขยายสเกลการผลิตจำนวนมากเชิงอุตสาหกรรม เชื่อว่าจะทำให้ราคาเชื้อเพลิงชีวภาพไม่ต่างจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ในอนาคตจะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย หัวหน้าโครงการวิจัย “กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์” นำเสนอผลงานวิจัย น้ำมันดิบชีวภาพ มีคุณสมบัติไม่ต่างจากน้ำมันดิบจากฟอสซิล ผลิตภัณฑ์น้ำมันชีวภาพที่ได้จากผลงานวิจัย น้ำมันปาล์ม วัตถุดิบที่นำมาผ่านกระบวนการไฮโดรแคร็กกิ้ง ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิม เรืองวิริยะชัย หัวหน้าโครงการวิจัย “กระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับยานยนต์”

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อผลผลิตและคุณภาพข้าว

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกว.

แต่งตั้ง (22 ตุลาคม 2555)

แต่งตั้ง
1. รัฐบาลสหพันธรัฐไมโครนีเชียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า รัฐบาลสหพันธรัฐไมโครนีเชียมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายอาคิลลีโน แฮร์ริส ซูซาเอีย (Mr. Akillino Harris Susaia) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหพันธรัฐไมโครนีเชียประจำประเทศไทยคนแรก โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

2. รัฐบาลสาธารณรัฐตุรกีเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐตุรกีมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายออสมัน บูเลนต์ ทูลุน (Mr. Osman Bulent Tulun) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทยคนใหม่โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายอะห์เมต อูซ เชลิกกอล (Mr. Ahmet Oguz Celikkol) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

3. แต่งตั้งนายฟรันเชสโก เปนซาโต ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐอิตาลีประจำจังหวัดภูเก็ต
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี ประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐอิตาลีมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายฟรันเชสโก เปนซาโต (Mr. Francesco Pensato) ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐอิตาลีประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี สืบแทน นายฟรันเชสโก กาวาลีเอเร (Mr. Francesco Cavaliere) ซึ่งเกษียณอายุ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

4. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ราย ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ ดังนี้
1. นางสุรางค์ เดชศิริเลิศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบักเตรีทั่วไป (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชี่ยวชาญ) กลุ่มแบคทีเรียวิทยาทางการแพทย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ชีววิทยา) (นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทรงคุณวุฒิ) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2555
2. นางอัญชลี เครือตราชู นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมสาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขารังสีวิทยา) กลุ่มงานรังสีวิทยา กลุ่มภารกิจวิชาการ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2555
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

5. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (นายชวลิต ชูขจร)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร แทน นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ ซึ่งได้เกษียณอายุราชการแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายจำนง แก้วชะฎา รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายอาทิตย์ วุฒิคะโร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรมในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 แทน นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

8. แต่งตั้งประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยชุดใหม่
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัยชุดใหม่ จำนวน 10 คน แทนชุดเดิมที่ครบกำหนดสามปีตามวาระ ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน) เสนอ ดังนี้ 1. ศาสตราจารย์ปรัชญา เวสารัชช์ เป็นประธานกรรมการ 2. นายสุธรรม วาณิชเสนี เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. นายประจักษ์ พุ่มวิเศษ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. นายวิชัย โชควิวัฒน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5. นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 6. ศาสตราจารย์สุทัศน์ ยกส้าน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 7. นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ 8. ศาสตราจารย์จรรจา สุวรรณทัต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ 9. ศาสตราจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านมนุษยศาสตร์ 10. นายบุญชู ปโกฏิประภา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (ภาคเอกชน) ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

9. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำนวน 12 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ในวันที่ 1 กันยายน 2555 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน ประกอบด้วย นายสมยศ เชื้อไทย พลตำรวจตรี รัฐวิทย์ แสนทวีสุข นายจักกพงศ์ ณ บางช้าง นายปอ อนาวิล นายบุญมา เตชะวณิช นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ นายศุทธา ปริยวัฒน์ นายเจษฎา ธรรมวณิช นายวรารักษ์ ชั้นสามารถ ผู้ทรงคุณวุฒิภาคราชการ ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ พณิชยกุล นางภาณุมาศ สิทธิเวคิน นางสาวอรพรรณ พนัสพัฒนา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

10. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารธุรกิจในคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ตามที่รัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

11. แต่งตั้งกรรมการบริหาร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ และกรรมการสาขาวิชาการ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการบริหาร กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติและกรรมการสาขาวิชาการ 12 สาขาวิชาการ ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตามที่รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี ทวีสิน) เสนอ ดังนี้
1. กรรมการบริหาร จำนวน 5 คน และให้กรรมการบริหารทั้ง 5 คน เป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติด้วย
2. กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ จำนวน 149 คน รวมกับกรรมการตามข้อ 1 เป็น 154 คน
3. กรรมการสาขาวิชาการ 12 สาขาวิชาการ ซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ (ในข้อ 2)
คือ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ 14 คน สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ 13 คน สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช 12 คน สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา 14 คน สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย 15 คน สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ 11 คน สาขาปรัชญา 12 คน สาขานิติศาสตร์ 10 คน สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 10 คน สาขาเศรษฐศาสตร์ 13 คน สาขาสังคมวิทยา 11 คน สาขาการศึกษา 14 คน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป

******************************

by ThaiWebExpert