ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. ….(22 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้
        สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
        1. กำหนดคำนิยามเช่น สารเคมีอันตราย การทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย เส้นใย ฝุ่น และละออง เป็นต้น ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (ร่างข้อ 1)
        2. กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีอันตรายพร้อมทั้งแจ้งจำนวน ปริมาณ และรายละเอียดข้อมูลต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจำนวน ปริมาณ และข้อมูลความปลอดภัย สารเคมีอันตราย ให้นายจ้างแจ้งต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (ร่างข้อ 2 ถึงร่างข้อ 5)
        3. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการปิดฉลากที่เป็นภาษาไทยไว้ที่หีบห่อบรรจุภัณฑ์ ภาชนะบรรจุ หรือวัสดุห่อหุ้มสารเคมีอันตราย และให้นายจ้างจัดให้มีป้ายเพื่อเตือนอันตราย ปิดประกาศหรือจัดทำป้ายแจ้งข้อความเกี่ยวกับอันตราย และมาตรการป้องกันอันตรายให้ชัดเจน ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย (ร่างข้อ 6 ถึงร่างข้อ 9)
        4. กำหนดการคุ้มครองความปลอดภัยเกี่ยวกับการจัดสถานที่และอุปกรณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในบริเวณที่ลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายและห้ามนายจ้างมิให้ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยลูกจ้างหรือบุคคลใดเข้าพักสถานที่ดังกล่าว (ร่างข้อ 10 ถึงร่างข้อ 16)
        5. กำหนดวิธีการเก็บรักษา การบรรจุ และการถ่ายเทสารเคมีอันตราย ประกอบด้วยการกำหนดสภาพและคุณลักษณะของสถานที่เก็บรักษาสารเคมีอันตราย วิธีการเก็บรักษา การบรรจุ ตลอดจนการถ่ายเทสารเคมีอันตราย (ร่างข้อ 17 ถึงร่างข้อ 24)
        6. กำหนดหน้าที่นายจ้างให้ปฏิบัติเกี่ยวกับการขนถ่าย เคลื่อนย้ายหรือขนส่งสารเคมีอันตราย (ร่างข้อ 25 และร่างข้อ 26)
        7. กำหนดให้นายจ้างจัดการและกำจัดสารเคมีอันตรายด้วยวิธีการที่ปลอดภัย (ร่างข้อ 27 และร่างข้อ 28)
        8. กำหนดหน้าที่ให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันและควบคุมสารเคมีอันตราย จัดให้มีการตรวจวัดวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของสารเคมีอันตราย พร้อมส่งรายงานผลการตรวจวัดให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (ร่างข้อ 29 ถึงร่างข้อ 31)
        9. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการประมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของลูกจ้างในกรณีที่มีการใช้สารเคมีอันตราย และส่งรายงานการประเมินให้แก่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย (ร่างข้อ 32 ถึงร่างข้อ 34)
        10. กำหนดให้นายจ้างที่มีสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองจัดทำรายงานการประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนปฏิบัติการกรณีมีเหตุฉุกเฉินของสถานประกอบกิจการ รวมทั้งจัดให้มีการฝึกอบรมลูกจ้างที่เข้าไปควบคุมและระงับเหตุอันตรายในกรณีที่สารเคมีอันตรายรั่วไหล ฟุ้งกระจาย เกิดอัคคีภัย หรือเกิดการระเบิด นายจ้างต้องสั่งให้ลูกจ้างทุกคนที่ทำงานในบริเวณนั้นหรือบริเวณใกล้เคียงหยุดทำงานทันที (ร่างข้อ 35 ถึงร่างข้อ 38)

 

ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ....(22 กุมภาพันธ์ 2555)

    คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
    สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
    1. กำหนดคำนิยามคำว่า อาคาร เพลิงประเภท เอ เพลิงประเภท บี เพลิงประเภท ซี เพลิงประเภท ดี วัตถุระเบิด และวัตถุไวไฟ ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (ร่างข้อ 1)
    2. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการจัดระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบกิจการ การฝึกซ้อมดับเพลิง การอพยพหนีไป ตลอดจนการฝึกอบรมการดับเพลิง (ร่างข้อ 2 ถึงร่างข้อ 7)
    3. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีเส้นทางหนีไฟ ระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และการจัดให้มีป้ายบอกทางหนีไฟ (ร่างข้อ 8 ถึงร่างข้อ 11)
    4. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์ประกอบเพื่อใช้ในการดับเพลิง เครื่องดับเพลิง และการจัดระบบน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (ร่างข้อ 12 ถึงร่างข้อ 17)
    5. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการป้องกันอัคคีภัยจากแหล่งเกิดการกระจายตัวของความร้อน ประกอบด้วยการป้องกันแหล่งต่าง ๆ เช่น เครื่องยนต์หรือปล่องไฟ การแผ่รังสี การสะสมของไฟฟ้าสถิต การเชื่อมหรือตัดโลหะ (ร่างข้อ 18)
    6. กำหนดวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุไวไฟและวัตถุระเบิดให้มีความปลอดภัย (ร่างข้อ 19 ถึงร่างข้อ 22)
    7. กำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกำจัดของเสียที่ติดไฟได้ง่ายประกอบด้วยการทำความสะอาด การเก็บรวบรวม และการกำจัดของเสียที่ติดไฟได้ง่าย (ร่างข้อ 23 ถึงร่างข้อ 24)
    8. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าประกอบด้วยการจัดระบบป้องกันสำหรับอาคาร  ที่มีวัตถุไวไฟหรือวัตถุระเบิด สิ่งก่อสร้างหรือภาชนะที่มีความสูง เช่น ปล่องไฟ หอคอย เสาธง ถังเก็บสารเคมี การป้องกันผลกระทบจากฟ้าผ่าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของอาคาร (ร่างข้อ 25 ถึงร่างข้อ 26)
    9. กำหนดวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับความปลอดภัยจากอัคคีภัยและการรายงาน ประกอบด้วยการอบรมผู้มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย การจัดทำแผนและการฝึกซ้อมดับเพลิงหนีไฟ และการรายงานผลการฝึกซ้อม (ร่างข้อ 27 ถึงร่างข้อ 30)

 

เวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย

2012-03-01 08:00
2012-03-03 08:00

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สน.3) ร่วมกับภาคีร่วมพัฒนา ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนและสถาบันการศึกษา ในนาม "เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่" จัดเวที "ฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555

ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการและใบตอบรับได้ที่นี่

วิถีดอยตุง..สู่คาร์บอนฟุตพริ้นท์ สืบสานพระปณิธาน “สมเด็จย่า”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2555 โดย...รัชญา จันทะรัง

จากยอดดอยสูงตั้งอยู่ใจกลางสามเหลี่ยมทองคำของจังหวัดเชียงราย กลับกลายมาเป็นพื้นที่ทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในชื่อโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน และการขาดโอกาสในการดำรงชีวิต จึงทรงมีพระราชดำริที่จะนำผืนป่ากลับคืนสู่ดอยตุง และฟื้นฟูดอยตุงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในพื้นที่ได้มีความหวังอีกครั้ง โดยพระราชปรัชญาในการทรงงานของสมเด็จย่า คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างมีสำนึกและพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้น โครงการพัฒนาดอยตุงจึงถือกำเนิดขึ้น และยืนหยัดมาเป็นเวลากว่า 24 ปี และในวันนี้โครงการพัฒนาดอยตุง ได้ก้าวไปอีกขั้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอันเกิดจากฝีมือของชาวบ้านในพื้นที่ทรงงาน เมื่อผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ดอยตุง ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งใจสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางหลักในการหารายได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของโครงการพัฒนาดอยตุง จนล่าสุดได้รับ “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์” ซึ่งเป็นฉลากแสดงตัวเลขของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ คุณหญิง พวงร้อย ดิสกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาดอยตุง ฉายภาพดอยตุงในวันวานก่อนก้าวสู่ความสำเร็จในวันนี้ให้ฟังว่า เราทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว เริ่มจากที่สมเด็จย่าพระองค์ท่านทรงริเริ่มการปลูกป่าเพื่อฟื้นคืนสภาพสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดอยตุง จนถึงทุกวันนี้ที่เรามีผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นของตัวเอง ซึ่งวัตถุดิบที่เรานำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์นั้น เราคำนึงถึงการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น ต้นสาซึ่งเรานำมาใช้ในการทำกระดาษสา เราก็ไม่ได้โค่นมาทั้งต้นแต่เราใช้เพียงการริดกิ่งแล้วนำเปลือกที่ได้จากกิ่งมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นกระดาษสา หรือแม้แต่เปลือกของเมล็ดกาแฟทางโครงการพัฒนาดอยตุง ก็จะนำไปทำปุ๋ยใช้ในโรงต้นไม้ซึ่งเราจัดการตั้งแต่บ่มเพาะต้นกล้าจนหมดอายุ

“การที่เราเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์นั้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของชุมชนที่ชาวบ้านจะสามารถทำเองได้หมด และที่สำคัญมันเป็นความภาคภูมิใจ เราทำด้วยความสำนึกทำด้วยความห่วงใย ซึ่งโครงการพัฒนาดอยตุงสามารถประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเราสามารถทำตามพระราชดำริของสมเด็จย่าได้ และที่สำคัญไปกว่าการค้า คือ เราสามารถสร้างความมีจิตสำนึก การมีส่วนร่วมในการรักษาธรรมชาติให้ยั่งยืน”

ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาดอยตุง ระบุ สำหรับผลิตภัณฑ์ของดอยตุงที่ได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ มี 4 ชนิด ได้แก่ กาแฟคั่วบดบรรจุถุงสูตรคลาสสิคโรสต์ แมคคาเดเมียนัทอบบรรจุถุงรสเกลือ แก้วเซรามิกลายหน้าชาวเขา และกระดาษสาไทยแบบไม่ฟอก

ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ที่ปรึกษาองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุถึงสถานการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยว่า เมื่อปี 2543 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าไป 230 ล้านตัน ปัจจุบันขึ้นมาเป็น 350 ล้านตัน ซึ่งถ้าหากเราไม่ทำอะไรเลย คาดว่า ในปี 2563 จะเพิ่มเป็น 498 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นที่หนึ่งในอาเซียนที่มีการติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เป็นชาติที่ 3 ในทวีปเอเชียต่อจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้โดยฉลากที่ติดบนผลิตภัณฑ์ดอยตุงใน 4 ชนิดนี้จะมีอายุ 2 ปีต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ สำหรับผู้บริโภคแล้วเมื่อเห็นฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ติดอยู่บนสินค้าก็จะช่วยให้ทราบว่า ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาปริมาณเท่าใด โดยฉลากดังกล่าวใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่ำโดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะถูกคำนวณให้อยู่ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2 equivalent)

ซึ่งหากผลิตภัณฑ์ของไทยโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชุมชนหันมาให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจนสามารถติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้แล้วแน่นอนหนทางย่อมสดใส เพราะไม่ใช่แค่ผู้บริโภคชาวไทยจะให้ความสนใจมากขึ้นแล้วยังได้รับการยอมรับจากประเทศคู่ค้าสอดคล้องกับทัศนะของ ดร.เกษม จิณณวาโส อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุว่า ที่สำคัญการได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ๊นท์จะเป็นการเพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้กับผู้ผลิตขณะที่ผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จอย่างของดอยตุงก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันลดโลกร้อน

คลอดแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำกว่า 4 แสนไร่ งบ 6 พันล้าน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

อธิบดีกรมป่าไม้ เผยโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำปี 2555 กว่า 4 แสนไร่ ใช้งบประมาณดำเนินการ 1 พันล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6 พันล้านบาท...

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลว่า ตามที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ร่วมกับกรมอุทยานฯ และทางจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ในส่วนของกรมป่าไม้จะดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่ 6 ลุ่มน้ำ ดังนี้ พื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ.เชียงใหม่ ลุ่มน้ำปิง แบ่งเป็นลุ่มน้ำแม่แตง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 67,000 ไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 3.7 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำปิงตอนบน มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.9 หมื่นไร่ ปล่อยให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.9 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมี่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ จ.แพร่ ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำยมตอนกลาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3.6 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1.6 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1 หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่คำมี มีป่าเสื่อมโทรม 4.5 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 2.25 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.05 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.2 หมื่นไร่

ทั้งนี้ จ.ลำปาง ลุ่มน้ำยม ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่จาง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 8.4 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4.4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 1.5หมื่นไร่ ลุ่มน้ำแม่มอก มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 1.5 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 8,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 4,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 3,000 ไร่ จ.น่าน ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำสา มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2.5 หมื่นไร่ ให้มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 1 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ พื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ ลุ่มน้ำน่าน ดำเนินการในลุ่มน้ำปาด มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 7.3 หมื่นไร่ ปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2.5 หมื่นไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 8,000 ไร่ จ.เลย ลุ่มน้ำป่าสัก ดำเนินการในลุ่มน้ำพุง มีพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2 หมื่นไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 1 หมื่นไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 5,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 5,000 ไร่ และ จ.นครสวรรค์ ลุ่มน้ำสะแกกรัง ดำเนินการในลุ่มน้ำแม่วงก์ มีป่าเสื่อมโทรมทั้งหมด 8,000 ไร่ ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ 4,000 ไร่ ปลูกโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2,000 ไร่ และดำเนินการโดยกรมป่าไม้ 2,000 ไร่

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รวมพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด 412,000 ไร่ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จำนวน 8 หมื่นไร่ โดยผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน(กยน.) แล้ว สำหรับปีแรกปี 2555 จะใช้งบประมาณดำเนินการ 1,000 ล้านบาท ส่วนโครงการระยะยาว 5 ปี รวมงบประมาณทั้งหมดประมาณ 6,000 ล้านบาท.

“บางจาก”ยกระดับโรงกลั่นน้ำมันปรับปรุงปั๊มเป็นGreen Station เพิ่มรายได้-ศักยภาพการแข่งขัน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันบางจาก โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ด้วยการปรับปรุงและพัฒนาในโครงการ 3 E คือ Energy (พลังงาน) Efficiency (ประสิทธิภาพ) และ Environment (สิ่งแวดล้อม) ประกอบด้วย หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่ทันสมัย โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตา พร้อมทั้งจัดให้มีระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 5 ดาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในการมุ่งสู่ “High Innovation Refinery” หรือโรงกลั่นน้ำมันนวัตกรรมสูง

สำหรับธุรกิจโรงกลั่นในปี 2555 แม้ราคาน้ำมันจะมีความผันผวน แต่ได้มีการบริหารความเสี่ยงไว้อย่างครบถ้วน คาดว่าจะมีค่าการกลั่นเฉลี่ย 7 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล มีกำลังการกลั่นเฉลี่ย 96,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะหยุดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2555 นี้

ด้านธุรกิจการตลาด มีแผนจะลงทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อให้มีส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการน้ำมันเป็นอันดับ 2 โดยจะขยายสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ที่ทันสมัย ในรูปแบบ Green Station (สถานีบริการน้ำมันสีเขียว) ที่ให้ความสุขกับลูกค้า ด้วยบริการที่หลากหลาย พร้อมทั้งขยายสถานีบริการจำหน่ายพลังงานทดแทน E20 เพิ่มเป็น 600 แห่ง และ E85 เพิ่มเป็น 50 แห่ง ภายในปี 2555 นี้

รวมถึงขยายฐานลูกค้าผ่านสมาชิกบัตร “แก๊สโซฮอล์คลับ และบัตร “ดีเซลคลับ” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนี้จะขยายร้านกาแฟ “อินทนิล” สำหรับคนรุ่นใหม่ให้ครบวงจร เพิ่มเป็น 500 แห่ง และจะมีการร่วมทุนเปิดร้านสะดวกซื้อภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากร่วมกับบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บางจากมีการพัฒนาธุรกิจการตลาดให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) บางจากจะขยายการลงทุน โดยเปิดสถานีบริการน้ำมันที่พม่า ลาว และกัมพูชา”นายอนุสรณ์ กล่าว

สำหรับการขยายธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ให้กับบริษัทนั้น จะเร่งซ่อมโรงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 ให้สามารถจำหน่ายไฟได้ภายในเดือนมิถุนายน 2555 และมีการสร้างระยะที่ 2 กำลังการผลิตรวม 50 เมกะวัตต์ ที่อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และอ.บางปะหัน จ.อยุธยา ให้เสร็จภายในต้นปี 2556 พร้อมสร้างระยะที่ 3 กำลังการผลิตรวม 75 เมกะวัตต์ ให้เสร็จภายในปี 2557 รวมถึงมีโครงการเพิ่มวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล เบื้องต้นจะขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทุ่งรังสิตให้ได้ 4,500 ไร่ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตไบโอดีเซล B100 จาก 300,000 ลิตรต่อวัน เป็น 400,000 ลิตรต่อวัน

ยื่นร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพ

โดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555

นางสุนทรี เซ่งกิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนนำรายชื่อยื่นต่อนายเจริญจรรย์โกมล รองประธานสภาคนที่ 1 เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

มลพิษทางอากาศหมอกควันและไฟป่าแก้ได้ด้วยบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555

ไฟป่าเป็นปัญหาสำคัญสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งตามมาอีกทั้งยังเกิดผลกระทบต่อสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุของไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์แทบทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงใช้ประโยชน์จากไฟในการประกอบอาชีพ เช่น การล่าสัตว์ การเก็บหาของป่า การเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อยลอย การกำจัดวัชพืชเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกจากสาเหตุดังกล่าวทำให้เกิดหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยหมอกควันที่ลอยอยู่มีฝุ่นละอองและควันพิษ ทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เกิดการระคายเคือง เหนื่อยง่าย หมอกควันจากไฟป่ายังทำให้เกิดทัศนวิสัยที่ไม่เหมาะสมต่อการจราจรทางอากาศ ทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้งตามมา

นอกจากนี้ไฟป่ายังก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก (GREENHOUSE EFFECT) ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเนื่องจากในขณะที่เกิดไฟป่า การเผาไหม้ก่อให้เกิดก๊าซชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งเมื่อรวมกับก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ในกิจกรรมอุตสาหกรรม การคมนาคม ซึ่งสะสมก่อตัวเป็นชั้นหนาในบรรยากาศของโลก ทำให้ความร้อนที่แผ่จากผิวโลกกระจายกลับคืนสู่บรรยากาศไม่ได้ ปริมาณความร้อนที่สะสมอยู่บนโลกก็จะเพิ่มขึ้น ประกอบกับในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ตรวจพบการเผาป่ามากที่สุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัญหาไฟป่าส่งผลกระทบประชาชนอย่างมาก

สำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้มีหลายฝ่ายได้ให้ความสำคัญที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ทุกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันปลอดควันพิษจากไฟป่า" สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2524 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมป่าไม้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เสนอมาตรการควบคุมไฟป่า โดยให้จัดตั้งหน่วยงานป้องกันไฟป่าขึ้นโดยเฉพาะ พร้อมทั้งการขอความร่วมมือจัดตั้งหน่วยอาสาสมัคร เพื่อช่วยตรวจตราป้องกัน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์การป้องกันไฟป่าขึ้นโดยด่วน ทั้งนี้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย ต่อมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 85/2542 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2542 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการจัดการไฟป่าแห่งชาติในระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งระดมบุคลากรจากทุกหน่วยงาน เพื่อควบคุมไฟป่า รวมทั้งขอความร่วมมือจากองค์กรเอกชน และอาสาสมัครในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้จึงได้เสนอร่างโครงการวันปลอดควันพิษจากไฟป่า ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 เห็นชอบและอนุมัติ ให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันปลอดควันพิษจากไฟป่า"

ทั้งนี้เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน และเกษตรกร งดการจุดไฟเผาป่า เพื่อลดควันที่เกิดจากการเผาป่า สร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน เห็นถึงอันตรายและผลกระทบของควันที่เกิดจากไฟป่า โยมีหน่วยงานในสังกัดกรมป่าไม้ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมควบคุมมลพิษ ดำเนินการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ จัดนิทรรศการ รณรงค์การลดเชื้อเพลิง ทำแนวกันไฟ ให้เกษตรกร คนชุมชน นำกิ่งไม้ ใบไม้ในพื้นที่ป่า หรือวัชพืช วัสดุเหลือใช้จากกิจกรรมการเกษตร มาทำปุ๋ยหมัก เพื่อนำไปใช้บำรุงพืชผล หรือฝังกลบแทนการเผาทำลายด้วยการเผา

ทางวิชาการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.)ได้สนับสนุนโครงการวิจัย "ขยายผลการวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบสุขภาพสู่ชุมชน" เพื่อค้นหาปัญหาผลกระทบมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็กและหมอกควันในภาคเหนือตอนบน พบว่ามลพิษทางอากาศในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือเกิดจากการเผาชีวมวลในที่โล่งในพื้นที่ขนาดใหญ่ พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และในชุมชน มีความรุนแรงในพื้นที่นอกเมืองมากกว่าในเมือง เนื่องจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ทำให้เกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หมอกควัน และกลุ่มสารอะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน หรือพีเอเอช เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โรคทางเดินหายใจ โดยได้มีการสุ่มตรวจปัสสาวะในเด็กระดับประถมศึกษาตอนปลาย พบว่ากลุ่มเด็กนอกเมืองมีสารพีเอเอชมากกว่าเด็กในเมือง 3.7 เท่า จึงได้ขยายผลการวิจัยมลพิษทางอากาศและผลกระทบต่อสุขภาพสู่การแก้ปัญหาของชุมชน ให้เห็นถึงพิษภัยจากการเผาขยะ และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและไฟป่าว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพเพียงได ได้มีการพัฒนาเครื่องตรวจวัดระดับฝุ่นละอองสำหรับใช้ในชุมชน เพื่อแจ้งเตือนป้องกันได้ทันท่วงทีมีมีฝุ่นละอองเกินมาตรฐานที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ฉะนั้นในการแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่า จะต้องประสานงานระหว่างฝ่ายวิชาการและฝ่ายปฎิบัติในพื้นที่ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการปฎิบัติงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง กับหน่วยงานป้องกันไฟป่า กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานสาธารณะสุข สถาบันทางการศึกษา การวิจัยการแก้ปัญหาจากต้นเหตุของการเกิดหมอกควัน ทางเลือกทางรอดของเกษตรกรที่จะนำวัสดุทางการเกษตรไปใช้แทนการเผา หน่วยวิจัยการทำปุ๋ย การนำไปผลิตพลังงานทดแทน ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้เกิดน้ำท่วมจริงหรือ

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกว.

ส่องปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติ ...ผ่านป้อมปราการรัฐบาล...

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้อมูล" นับเป็นปราการสำคัญที่ฝ่ายบริหาร จะต้องพึงตระหนักอย่างมาก สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำท่วม หลังจากประเทศไทย ได้รับบทเรียกอันแสนสาหัสจากภัยธรรมชาติมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

เนื่องจากอุปสรรคสำคัญช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้น ข้อมูล ข้อเท็จจริง กลับไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มาจากหลายที่มา

เป็นผลให้การดำเนินการแจ้งเตือนภัย การให้ความช่วยเหลือ การประสานงานป้องกันแก้ไข เป็นไปอย่างยากลำบากที่สุด

ประชาชนขาดความเชื่อมั่นรัฐบาลในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ภายใต้การดำเนินงานของกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ยังได้ระบุถึงหนึ่งในสาเหตุของการเกิดอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาว่า

"ระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ"

ดังนั้น 1 ในแผนแม่บทระยะเร่งด่วนของ กยน. จึงได้ปรากฏแผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย โดยมีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นเจ้าภาพ ระบบข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั้งหมด จะถูกบูรณาการร่วมกันภายใต้ภารกิจหลัก

ระบบคลังข้อมูล ที่ได้รวบรวมจากทุกหน่วยงานเกี่ยวกับน้ำ จากนั้นเข้าสู่การบูรณาการด้วยโปรแกรมประยุกต์ หรือใช้ชื่อว่า ระบบบูรณาการข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่งทำงานภายใต้ระบบ Geographic Information Sytem (GIS)

สามารถนำข้อมูลมาจัดวางซ้อนกัน วิเคราะห์ ก่อนเข้าสู่ระบบการประมวลผล เพื่อสั่งการการเตือนภัยอัตโนมัติ ทำให้ฝ่ายบริหารใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไปได้อย่างเป็นทิศทางเดียวกัน เช่น สามารถบอกได้ว่าปลายทางน้ำจะไหลไปในทิศทางใด ปริมาณ และระยะเวลาของน้ำท่วมขัง เป็นต้น

"ที่ผ่านมากรมชลประทานพูดถึงระดับน้ำท่า ไม่พูดถึงน้ำทุ่ง กรมอุทกศาสตร์ พูดถึงน้ำขึ้นน้ำลง พูดถึงอัตราน้ำในดิน กระทรวงทรัพยากรฯ ตอบได้เฉพาะจุด แต่ครั้งนี้เรานำทุกข้อมูลมาปรับปรุง มาประมวลผลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดขึ้น"

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พูดถึงระบบข้อมูลน้ำที่แต่ละหน่วยงานทำภายใต้ภารกิจของตนเอง ขาดการบูรณาการร่วมกัน แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะมั่นใจระบบข้อมูลการเตือนภัยเรื่องน้ำจากนี้ของประเทศไทย จะมีความเสถียรภาพมากขึ้น แต่เมื่อถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง การแจ้งการเตือนภัยนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากน้อยเพียงใด

โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ธรรมชาติไม่อยู่ในวิสัยปกติ ที่การดำเนินการด้านข้อมูลจะสามารถปรับให้ทันกับสถานการณ์ได้ วิเคราะห์จากสถานการณ์น้ำในปี 2554 ที่ส่งผลต่อการเกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย อันเนื่องจากพายุโซนร้อน ไหหม่า นกเตน เนสาด และนาลแก กระหน่ำประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม ที่ส่งผลต่อร่องความกดอากาศต่ำ

ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่องมรสุมที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก จะอยู่ตามตำแหน่งดังนี้ คือ เดือนมิถุนายน?กันยายน ร่องความกดอากาศต่ำจะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดือนตุลาคม จะเคลื่อนตัวไปอยู่ทางภาคใต้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2554 ร่องมรสุมในเดือนมิถุนายน-ตุลาคม พาดผ่านทางตอนเหนือของประเทศ และแช่อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนตัวไปตามทิศทางที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เดียวเป็นจำนวนมาก

เมื่อผนวกเข้ากับปัญหาที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ลดลง ระบบนิเวศถูกทำลาย องค์กรที่มีอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบยังไม่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ การขาดแผนหลักและงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว

ตลอดจนระบบข้อมูลทรัพยากรน้ำของประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพกฎหมายด้านการจัดการทรัพยากรน้ำไม่ทันสมัย และการขาดความพร้อมในการเผชิญอุทกภัยขนาดใหญ่ เป็นต้น

ปริมาณน้ำมหาศาลจึงก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน!!!

การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนปีนี้ โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ในสังกัดกระทรวงไอซีที รายงานเบื้องต้นว่า ปรากฏการณ์เอลนิโญ และ ลานิญา ยังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลต่ออัตราการระเหยของน้ำในมหาสมุทรมากกว่าปกติ ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนที่จะตกสู่โลกจึงต้องเป็นไปตามอัตราส่วน นั่นหมายถึงน้ำ ปริมาณน้ำฝนในปีนี้จะมีมากขึ้นแน่นอน

หลักการบริหารข้อมูลน้ำระยะเร่งด่วนของภาครัฐ ที่ต้องแล้วเสร็จก่อนเดือนพฤษภาคม เพื่อคอยรับสถานการณ์น้ำที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝนปีนี้ ความยากอย่างยิ่งก็คือ ข้อมูลที่ปรากฏจะทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

แม้ น.อ.อนุดิษฐ์ จะย้ำว่า "หากรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการแก้ไข และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ความเสียหายย่อมมีมากขึ้น แต่การเตรียมพร้อมของรัฐบาลภายใต้ภาระเร่งด่วนนี้ จะเป็นการรับมืออย่างดี ทั้งการเสริมความแข็งแรงของประตูน้ำ การเพิ่มพื้นที่รับน้ำ (ทุ่งรับน้ำ) มีระบบบริหารจัดการแบบครบทุกมิติ ทั้งน้ำเขื่อน น้ำท่า และน้ำทุ่ง เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรับมือกับเหตุอุทกภัยได้อย่างแน่นอน"

เมื่อรัฐบาลเชื่อมั่นว่า ระบบข้อมูลเพื่อเผชิญเหตุอุทกภัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานแบบองคาพยพ กับ 5 แผนแม่บทที่เหลืออยู่ ทั้งการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง และซ่อมแซมคันดินพระราชดำริ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน การช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แก้มลิง และการระบายน้ำลงสู่ทะเล

ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง นอกเหนือการคาดการณ์สถานการณ์น้ำของกระทรวงไอซีที โดยสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ตอกย้ำให้เห็นว่า สถานการณ์น้ำในปีนี้ ไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

โดยระบุว่า ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีปริมาณสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศในแต่ละปีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะถึงระดับ 450 PPM ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยค่าดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มอุณหภูมิของโลก

ขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันมีอุณหภูมิอยู่ที่ 44 องศาเซลเซียส และคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า จะแตะ 50 องศาเซลเซียส

นั่นหมายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้น

ประเทศไทยที่เกิดน้ำท่วมเมื่อปลายปีก่อนล้วนแล้วเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น

by ThaiWebExpert