30 ปีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ย้อนรอยเขตอุตสาหกรรมหนัก การเปลี่ยนไปของ “มาบตาพุด”

ผู้เขียน: 
ไม่ปรากฎผู้เขียน

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ปี 2525-2529 พื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางความเจริญแห่งใหม่โดยใช้ชื่อว่าโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกหรือเรียกกันว่าโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด
ด้วยเพราะนโยบายหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 ต้องการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาคอย่างเป็นระบบ โดยให้มีการพัฒนาเป็นศูนย์อุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ให้มีความสมบูรณ์ในตัวเองเพื่อเสนอทางเลือกแหล่งที่ตั้งให้กับอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต โดยที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น

จึงกำหนดพื้นที่บริเวณ “อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี” จนถึง “เขตเทศบาลเมืองระยอง” ซึ่งมีเนื้อที่รวมกว่า 123,750 ไร่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ทันสมัย และเพิ่มเติมอีก 3 พื้นที่ คือ มาบตาพุด จ.ระยอง, แหลมฉบัง จ.ชลบุรี และ เมืองชุมชนบริเวณใกล้เคียงในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 6

โดยได้วางบทบาทให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นแหล่ง “อุตสาหกรรมหลัก” เช่น อุตสาหกรรมแยกก๊าซ ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมโซดาแอช อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า และอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี และมีท่าเรือน้ำลึกติดกับเขตอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถขนถ่ายวัตถุดิบได้อย่างสะดวก

พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนให้เกิดขึ้นในลักษณะที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ได้ อาทิ การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมและชุมชนมาบตาพุด การพัฒนาทางรถไฟสายฉะเชิงเทรา-สัตหีบ และการพัฒนาเคหะชุมชน

พื้นที่มาบตาพุดยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 และฉบับที่ 8 โดยยังคงเน้นการ “เพิ่มขีดความสามารถ” ของพื้นที่ดังกล่าวให้เป็น “ประตูเศรษฐกิจ” ของประเทศ

การพัฒนาที่เกิดขึ้นทำให้พื้นที่นี้มีศักยภาพสูงในการลงทุนด้านอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการไหลของทุนตลอดจนการเข้ามาตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้อย่างมาก

ในวันนี้ รายได้หลักของจังหวัดระยอง กว่า 80 % จึงมาจากภาคอุตสาหกรรม โดยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดในแต่ละปีคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณรายจ่ายประเทศไทย

โดยในปี 2553 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดระยอง (GPP) อยู่ที่ 749,878 ล้านบาท และมีรายได้ต่อหัวของประชากรที่ 1,242,809 บาทต่อคนต่อปี

ในปี 2520 ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก จังหวัดระยองมีโรงงานที่จดทะเบียนเพียง 126 โรงงาน เงินลงทุน 817 ล้านบาท ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 350 โรงงานในปี 2531 และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในปี 2551 มีโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 1,771 โรงงาน อันเป็นผลมาจากการเกิดของนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม จำนวน 19 แห่ง ซึ่งมีเนื้อที่รวมกันถึง 51,656 ไร่ ประกอบไปด้วย

นิคมอุตสาหกรรม 8 แห่งได้แก่

1. นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำนวน 10,215 ไร่

2. นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก จำนวน 3,700 ไร่

3. นิคมอุตสาหกรรมผาแดงจำนวน 540.24 ไร่

4. นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด 2,062 ไร่

5. นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ 4,700 ไร่

6. นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย 3,220.25 ไร่

7. นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด 8,179 ไร่

8. นิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล 1,703.40 ไร่

เขตประกอบการอุตสาหกรรม 4 แห่ง ได้แก่ 1. เขตประกอบการอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอิดัสเตรียลพาร์ค 1,341 ไร่ 2. เขตประกอบการอุตสาหกรรมทีพีไอ 4,335 ไร่ 3. เขตประกอบการอุตสาหกรรมจีเคแลนด์ 882 ไร่ และ 4. เขตประกอบการอุตสาหกรรม บริษัท ระยองที่ดินอุตสาหกรรม จำกัด 3,427 ไร่

ชุมชนอุตสาหกรรมจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ 1. นิคมอุตสาหกรรมนครินทร์-อินดัสเตรียลปาร์ค 465 ไร่ 2. ชุมชนอุตสาหกรรม เอสเอสพี พร็อพเพอร์ตี้ 1,246 ไร่ 3. ชุมชนอุตสาหกรรม บริษัท ทุนแท๊กซ์ อินดัสเตรียลปาร์ค จำกัด 1,497 ไร่ 4. ชุมชนอุตสาหกรรมไอพีพี 390 ไร่ 5. ชุมชนอุตสาหกรรมโรจนะ 2,200 ไร่

สวนอุตสาหกรรม 2 แห่ง คือ 1. สวนอุตสาหกรรมบริษัทระยอง 1,500 ไร่ และ 2. สวนอุตสาหกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ 54 ไร่

แม้การพัฒนาจะนำมาซึ่ง “ตัวเลข” จีพีพีที่เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกัน การพัฒนาก็ได้พรากเอาหลายสิ่งไปจากชาวมาบตาพุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม 20 ปีของการพัฒนา มีการทบทวนสิ่งที่ได้ดำเนินการมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ได้ระบุโดยประหนึ่ง “ยอมรับ” ในทีว่า ผลจากการพัฒนาที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุล กล่าวคือ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มากเกินไป จนทำให้มีการใช้ทรัพยากรในการผลิตจนเกิดขีดความสามารถที่จะทดแทนได้ทัน และทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

ดังนั้น นโยบายและแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 9 หรือระหว่างปี 2545-2554 จึงมุ่งเน้นการพัฒนาฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมและบริการที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความ “สมดุล” กับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น

แต่กระนั้น ดูเหมือนว่าเนื้อหาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 จะไม่สามารถฉุดรั้งการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดได้

จากรายงานฉบับสุดท้ายที่จัดทำในโครงการจ้างที่ปรึกษาดำเนินการจัดทำปรับปรุงผังเมืองรวม บริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จ.ระยอง โดยเทศบาลเมืองมาบตาพุด ร่วมกับ บริษัท พิสุทธิ์ เทคโนโลยีจำกัด ได้เปิดเผยถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่วางผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน จ.ระยอง ซึ่งมีการสำรวจในปี 2549 และปี2552 โดยพบว่า

1.พื้นที่ที่อยู่อาศัย ในปี 2549 มีจำนวน 27,750 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 28,446 ไร่ เพิ่มขึ้น 696 ไร่

2.พาณิชยกรรมและศูนย์กลางเมือง ในปี 2549 มีจำนวน 1,794 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 2,214 ไร่ เพิ่มขึ้น 420 ไร่

3.พื้นที่อุตสาหกรรม ในปี 2549 มีจำนวน 24,438 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 25,135 ไร่ เพิ่มขึ้น 697 ไร่

4.พื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ในปี 2549 มีจำนวน 70,488 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 70,846 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 358 ไร่

3.ที่โล่งและนันทนาการ ในปี 2549 มีจำนวน 25,406 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 21,607 ไร่ ลดลง 3,799 ไร่

4.พื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ ในปี 2549 มีจำนวน 6,694 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 6,838 เพิ่มขึ้น 144 ไร่

5.สถาบันราชการ การศึกษา และศาสนา ปี 2549 มีจำนวน 4,331 ไร่ ปี 2552 มีจำนวน 3,320 ไร่ ลดลง 1,011 ไร่

6.แหล่งน้ำปี 2549 มีจำนวน 975 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 4,483 ไร่ เพิ่มขึ้น 3,508 ไร่

7.พื้นที่อื่นๆ ในปี 2549 มีจำนวน 2,009 ไร่ ในปี 2552 มีจำนวน 996 ไร่ ลดลง 1,013 ไร่

จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในระยะเวลา 3 ปี(พ.ศ.2549-2552)การพัฒนาในพื้นที่มาบตาพุดมีการขยายการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการเพิ่มของการใช้ประโยชน์ที่ดินในประเภทที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และแหล่งน้ำ รวมไปถึงพื้นที่ชนบทและเกษตรบางส่วน โดยพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับการลดลงของพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ในด้านที่โล่งและนันทนาการ สถาบันราชการ การศึกษา ศาสนา และพื้นที่ประเภทอื่นๆ

ทั้งนี้แม้ว่าพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมจะยังคงมีสัดส่วนในผังเมืองรวมที่มีการสำรวจในปี 2549 และปี 2552 มากที่สุด แต่ในรายงานได้ระบุว่า ในปัจจุบันมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรกรรมไปเป็นการใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย และอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเทศบาลต.เนินพระ เทศบาลต.ทับมา และด้านเหนือของเทศบาลมาบตาพุดด้วย

 

สิ่งแวดล้อม กับ การพัฒนา (และประชาธิปไตย)

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/wFQH7Y27IVY

โค้ด embed html 200X180: 

คลิปส่วนหนึ่งจาก "ห้องเรียนประชาธิปไตย ครั้งที่ 4" "สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาในระบอบประชาธิปไตย" เมื่อวันที่ วันที่ 24 พ.ย.55 เวลา 13.00 น. ที่ร้าน Book Re:public ข้อถกเถียงระหว่าง "ศศิน เฉลิมลาภ" เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในฐานะนักอนุรักษ์ซึ่งเป็นที่สนใจของคนหนุ่มสาว และ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท เป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้เคยผ่านงานกิจกรรมในขบวนการนักศึกษา
(สามารถติดตามคลิปฉบับเต็มจาก https://www.facebook.com/BookRepublicChiangMai)

ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)

2012-12-14

ขอเชิญร่วมฟัง ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)
ศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2555
08.30 – 16.00 น. ณ ชั้น 9 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มีล่ามภาษาอังกฤษ – ไทย ไทย – อังกฤษ

กำหนดการ

08.30 – 09.30 ลงทะเบียน

09.30 – 09.40 กล่าวต้อนรับโดย ผศ. สุรัตน์ โหราชัยกุล, ผู้อำนวยการศูนย์อินเดียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

09.40 – 09.50 กล่าวเปิดโดย ผศ. ดร. ม.ร.ว. กัลยา ติงศภัทิย์, รองอธิการบดีแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

09.50 – 10.00 กล่าวแนะนำ ดร. วันทนา ศิวะ โดย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป

10 .00 – 11.00 ปาฐกถามหาตมะคานธีอนุสรณ์ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 (2555)

ผืนดินไม่ใช่น้ำมัน สารจากอินเดีย

ดร. วันทนา ศิวะ

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ก่อตั้งนวธัญญา

11.00 – 11.30 เปิดตัวหนังสือ ผืนดินไม่ใช่น้ำมัน ชีวิต อาหาร สิ่งแวดล้อม หรือน้ำมัน? ฉบับภาษาไทย

พร้อมรับลายเซ็นจากวันทนา ศิวะ และรับประทานอาหารว่าง

11.30 – 12.00 ช่วงถาม – ตอบ

12.00 – 13.00 รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 – 14.30 เวทีเสวนา

ขบวนการเกษตรอินทรีย์แห่งเอเชียมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนจริงหรือ?

1. ปาโบล ซาลอง (Focus on the Global South)

2. วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ (เครือข่ายนิเวศวิทยาและพลังงานลุ่มน้ำโขง)

3. เดชา ศิริภัทร (มูลนิธิข้าวขวัญ)

4. วัลลภา แวนวิลเลี่ยนสวาร์ด (บริษัทสวนเงินมีมา ผู้ประกอบการสังคม)

สุรัตน์ โหราชัยกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ดำเนินรายการ

14.30 – 14.50 รับประทานอาหารว่าง

14.50 – 15.50 ตั้งประเด็นและชวนคุย

15.50 – 16.00 กล่าวปิดโดย นักศึกษาและเยาวชนต่อมุมมองเรื่องสังคมที่ยั่งยืน
สำรองที่นั่งและสอบถามเพิ่มเติม

ติดต่อ กิตติ หรือ วรนุช โทร. 0-2622-0955, 0966, 0-2622-2495-6 หรือ woranut074@gmail.com
จอดรถที่อาคารมหาจักรีสิรินธร และสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ www.suan-spirit.com, www.facebook.com/suan2001
เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การเจรจาเรื่องสิ่งแวดล้อมในความตกลง TPP

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ที่เห็นชอบให้ประเทศไทยประกาศแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่เรียกว่า Trans-Pacific Partnership (TPP) เพื่อแสดงไมตรีจิตต้อนรับการมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโอบามา ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัวและความเป็นห่วงเกี่ยวกับต้นทุน และผลกระทบจากการเข้าร่วมจัดทำความตกลง TPP อย่างกว้างขวาง
ขณะนี้ ประเทศสมาชิก APEC จำนวน 9 ประเทศ จากทั้งหมด 21 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย บรูไน ชิลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม กำลังอยู่ระหว่างเจรจาความตกลง TPP ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีพหุภาคีที่ถูกคาดหวังให้เป็น “21st Century Trade Agreement” หรือ ความตกลงการค้าตกแบบแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีการเปิดเสรีครอบคลุมประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง (Comprehensive) และมีมาตรฐานสูง (High Standard)
ประเด็นข้อห่วงใยสำคัญที่ภาคประชาสังคม นักวิชาการ ได้หยิบยกมานำเสนอเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและรัฐบาลได้พิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านในช่วงที่ผ่านมาเป็นประเด็นเรื่องการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการเข้าถึงยาและบริการด้านสาธารณสุข เนื่องจากข้อเรียกร้องในความตกลง TPP จำนวนมากมีลักษณะที่เรียกว่า “TRIPs Plus” คือ สูงเกินกว่าระดับความคุ้มครองขั้นต่ำในความตกลง TRIPs ภายใต้ WTO
ตัวอย่างประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สิทธิบัตรยาและการเข้าถึงยาที่จำเป็นที่แตกต่างจากความยืดหยุ่นของความตกลง TRIPs เช่น มีการเพิ่มกรอบการคุ้มครองสิทธิบัตรให้ครอบคลุมถึงการจดสิทธิบัตรการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Forms) หรือวิธีการใช้ (Uses) เพียงเล็กน้อย โดยไม่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficacy) ให้มีการจดสิทธิบัตรพืชและสัตว์ แนวทางการวินิจฉัยโรค (Diagnostic) และวิธีการบำบัดรักษาโรคด้วยยาหรือการผ่าตัด (Therapeutic and surgical methods) ให้ยกเลิกกระบวนการคัดค้านก่อนการออกสิทธิบัตร (Pre-grant Opposition) เสนอให้มีการผูกขาดข้อมูล (Data Exclusivity) ที่ใช้ในการขออนุญาตทางการตลาดเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ยา และ 10 ปี สำหรับสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ฯลฯ
สำหรับประเด็นเจรจาในเรื่องสิ่งแวดล้อมภายใต้ TPP มีข้อเรียกร้องสำคัญหลายประการที่จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งทางบวกและทางลบ ตัวอย่างเช่น สหรัฐมีข้อกำหนดให้คู่เจรจาต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม 7 ฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยสารที่ทำลายชั้นโอโซน อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะจากเรือ อนุสัญญาแรมซาร์ ฯลฯ
ข้อเรียกร้องข้างต้นมีนัยว่า สหรัฐต้องการให้ประเทศคู่เจรจายอมรับสิทธิและพันธกรณีในความตกลงระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะที่สหรัฐเป็นภาคีสมาชิกอยู่เท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอีกมากที่สหรัฐไม่ได้เป็นภาคีอยู่ด้วย เช่น อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีสารความปลอดภัยทางชีวภาพ พิธีสารเกียวโต ฯลฯ ข้อเรียกร้องของสหรัฐดังกล่าว จะสร้างผลกระทบต่อประเทศไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมที่สหรัฐไม่ได้เข้าร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการปฏิบัติตามพันธกรณีเหล่านั้นสร้างผลกระทบต่อสิทธิของนักลงทุนสหรัฐที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ความตกลง TPP
ในประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อม สหรัฐมีข้อเรียกร้องให้สามารถใช้บทบัญญัติการระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement Provisions) เช่นเดียวกับที่ใช้ในบทบัญญัติการค้าอื่นๆ ในมาตรฐานที่ไม่แตกต่างกัน ทั้งการชดเชยความเสียหาย (Remedies) กระบวนการพิจารณา (Procedures) และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ซึ่งต่างจากในอดีตที่การระงับข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมจะขึ้นอยู่กับการใช้ค่าปรับเป็นส่วนใหญ่และถูกจำกัดเพียงข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ขอเรียกร้องในเรื่องนี้จะสร้างผลกระทบทั้งต่อการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และเกี่ยวโยงกับผลกระทบต่อการใช้อำนาจทางตุลาการของไทย
จากท่าทีของสมาชิก TPP ในการประชุมภายใต้กรอบ WTO และ APEC กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน เปรู และชิลี มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธข้อเสนอด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของสหรัฐฯ เนื่องจากเกรงว่าสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วจะใช้มาตรการสิ่งแวดล้อมเป็นข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า
ข้อเรียกร้องของสหรัฐส่วนใหญ่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่แตกต่างไปจากข้อเรียกร้องเดิมในการเจรจา ความตกลง FTA ไทย-สหรัฐ (ช่วงปี 2547 -2549) ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยการเจรจา FTA ไทย-สหรัฐเกี่ยวกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม มีข้อมูลการศึกษาด้านผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ รวมทั้งมีข้อเสนอต่อการเจรจาของประเทศไทย (สามารถ Download ได้ทางเวปไซด์ของสกว.) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและให้ผลการเจรจาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมโดยรวม นำไปสู่ “ระบอบการค้าเสรีและเป็นธรรม” ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ภาพ: https://www.eff.org/issues/tpp

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ของประเทศจีน

ผู้เขียน: 
ธราธร รัตนนฤมิตศร....http://www.globaldynamicinsights.com

ประเทศจีนได้วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 12 (2554-2558) เพื่อกำหนดทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจจีนในช่วง 5 ปีข้างหน้า (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน Stephen S. Roach (2011) “China’s 12th Five-Year Plan: Strategy vs. Tactics Morgan Stanley) โดยในอดีต รัฐบาลจีนมุ่งเน้นรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมหนักและการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งถือว่าจีนประสบความสำเร็จมากมาโดยตลอดการขยายตัวในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก อย่างไรก็ตาม ในด้านคุณภาพการพัฒนาเศรษฐกิจยังมีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะปัญหาการกระจายรายได้และปัญหาสิ่งแวดล้อม

ส่งผลให้จีนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับปัญหาดังกล่าวในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 11 (2549-2553) โดยเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นแต่เพียงการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเดียวมาให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้และการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Harmonious Society” เพื่อให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะความแตกต่างของรายได้ระหว่างประชากรในเมืองและในชนบทยังอยู่ในระดับสูงและปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้รับการแก้ไข

ในแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 12 จีนจึงให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียมกันภายใต้แนวคิด “Inclusive Growth” ร่วมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อมสรุปได้ 6 ประการ ดังนี้

1. การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกได้ตั้งเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเทศจีนกลับทำตรงข้ามโดยจีนได้ปรับลดจากเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ในแผน 11 เป็นเฉลี่ยร้อยละ 7 ในแผน 12 เพื่อส่งสัญญาณว่าจะเน้นการพัฒนาเชิง “คุณภาพ” มากกว่าเชิง “ปริมาณ”

การปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงน่าจะเหมาะสมกับศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มต่ำลงในระยะต่อไปจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จำนวนของคนวัยทำงานมีแนวโน้มลดลง

2. การลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก หันมาส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

ประเทศจีนเน้นการลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกต่างประเทศ ตลอดจนลดแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนและลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก โดยหันมาส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศจากการมีประชากรจำนวนมากให้มีบทบาทมากขึ้น ผ่านการเพิ่มอำนาจซื้อของผู้บริโภคในประเทศโดยเน้นให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต้องสอดคล้องกับการขยายตัวของรายได้ครัวเรือนและการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างจะต้องสอดคล้องกับผลิตภาพการผลิต

นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มสัดส่วนของประชากรในเขตเมือง การปรับปรุงระบบสวัสดิการสังคมโดยเฉพาะด้านการศึกษา สาธารณสุข และที่อยู่อาศัย เพื่อลดรายจ่ายของครัวเรือน รวมถึงการปฏิรูประบบภาษีโดยจะปรับเพิ่มเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อลดภาระของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย แต่จะปรับเพิ่มภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3. การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

แผนที่ 12 ของจีนจะมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยจะส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ 7 สาขา (Strategic Emerging Industries) ได้แก่

• เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology)
• พลังงานใหม่ (New Energy)
• เครื่องมือเครื่องจักรขั้นสูง (High-End Equipment Manufacturing)
• เทคโนโลยีการปกป้องสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน (Energy Conservation and Environmental Protection)
• รถยนต์พลังงานสะอาด (Clean-Energy Vehicles)
• วัสดุใหม่ (New Materials)
• เทคโนโลยีสารสนเทศยุคต่อไป (Next-Generation IT)

อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จากร้อยละ 3 ต่อ GDP ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 8 ภายในปี 2558

ส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกหรือ “World Factory” ที่เป็นกลยุทธ์หลักในแผนพัฒนาฉบับก่อนคาดว่าจะมีบทบาทลดลงจากต้นทุนที่เริ่มสูงขึ้นทั้งในส่วนของค่าจ้าง ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เหล็ก ถ่านหิน และกระดาษ จะเน้นการส่งเสริมการควบรวมกิจการการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต และการปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

4. การพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตามแนวคิด “Design in China”

แผน 12 เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองตามแนวคิด “Design in China” และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมท้องถิ่น (Indigenous Innovation) เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) จากร้อยละ 1.75 ต่อ GDP ในปี 2553 เป็นร้อยละ 2.2 ในปี 2554

5. การให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

แผนที่ 12 ต่อเนื่องจากแผนที่ 11 ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยจีนได้ตั้งเป้าลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปฏิรูประบบราคาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และส่งเสริมการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6. การเร่งปฏิรูปภาคการเงิน

แผนฉบับที่ 12 ได้เน้นการปฏิรูปภาคการเงินของประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ระบบการเงินจีนและรองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โดยนโยบายที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกการส่งผ่านของนโยบายการเงินพร้อมกับการปฏิรูประบบอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น การจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก การเพิ่มสัดส่วนของ Direct Financing การส่งเสริมและพัฒนาตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน การพัฒนาระบบ Managed Floating Exchange Rate โดยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น การเพิ่มบทบาทของเงินหยวนในระบบการเงินโลกทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมให้ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางการใช้เงินหยวน (RMB Offshore Center)

และที่สำคัญคือการสนับสนุน ให้เงินหยวนเป็น Reserve Currency และผ่อนคลายข้อจำกัดของการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้น ที่ผ่านมา ประเทศจีนได้เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสูงและประสบความสำเร็จอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของการพัฒนาเศรษฐกิจก็คือผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในภาวะของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ แผนที่ 12 ของจีนจึงได้หันมาพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และรักษาสิ่งแวดล้อม แม้อุดมการณ์ทางการเมืองของจีนจะแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในโลก แต่ในด้านเศรษฐกิจแล้ว จีนจึงได้หันมาใช้ระบบตลาดและปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศจีน

กล่าวกันว่า ศตวรรษที่ 21 จะกลายเป็นศตวรรษแห่งเอเชีย โดยการทะยานขึ้นของจีนและอินเดียเป็นสำคัญ พร้อมๆ กับประเทศสมาชิกอาเซียน เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก

ประเทศไทยได้วางยุทธศาสตร์เพื่อปรับตัวทั้งในเชิงรุกและเชิงรับกับการเปลี่ยนแปลงและการเคลื่อนไหวการพัฒนาประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านี้อย่างไร

ภาพ: http://www.b4esummit.com/2011/08/china-to-cap-energy-use-in-national-low...

The History of Climate Change Negotiations

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/B11kASPfYxY

โค้ด embed html 200X180: 

ความเป็นมาเป็นไปของการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศตั้งแต่ปี ค.ศ.1992

ด้วยความไม่เท่าเทียมในสัดส่วนของการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ การลดก๊าซในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแบบสมัครใจมิได้ถูกบังคับให้ลดแบบประเทศพัฒนาแล้ว ยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจาดังกล่าวไม่คืบหน้า

ร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. .... (4 ธันวาคม 2555)

ร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดให้กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
2. กำหนดคำนิยาม เช่น ระบบขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ สถานีรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ประมวล
หลักการปฏิบัติงาน และบริเวณอันตราย เป็นต้น
3. กำหนดให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อจะต้องได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือได้รับความเห็นชอบรายงานด้านสิ่งแวดล้อมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
4. กำหนดให้เจ้าของโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อต้องจัดให้มีการตรวจสอบ
คุณภาพและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลด ติดตาม และตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
5. กำหนดคุณสมบัติของผู้ทดสอบและตรวจสอบ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานในการ
ดำเนินการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ ต้องมีคุณสมบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 7(4)
6. กำหนดมาตรฐานระยะควบคุมความปลอดภัย โดยกำหนดให้เป็นไปตามมาตรฐานต่างประเทศ
และมาตรฐานอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ
7. กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ในบริเวณอันตรายของสถานี
8. กำหนดมาตรการความปลอดภัยของแนวเขตสถานี และระยโดยรอบของบริเวณอันตรายของ
สถานี
9. กำหนดมาตรฐานวัสดุ อุปกรณ์ และการออกแบบการก่อสร้างในระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติ
ทางท่อ กำหนดให้ท่อส่งก๊าสธรรมชาติที่อยู่นอกเขตสถานีต้องวางอยู่ใต้พื้นดิน กำหนดมาตรฐานการเชื่อมบรรจบท่อเข้ากับท่อในระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ และกำหนดมาตรฐานการทดสอบความดันท่อและอุปกรณ์ในระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ
10. กำหนดให้กรณีที่มีการเชื่อมบรรจบท่อเข้ากับท่อที่มีการทดสอบความดันแล้ว และการเชื่อม
บรรจบท่อดังกล่าวไม่สามารถทดสอบความดันทั้งระยยได้ ให้ตรวจสอบรอยเชื่อมดังกล่าวแบบไม่ทำลายโดยวิธีการทดสอบด้วยรังสี คลื่นความถี่สูง ผงแม่เหล็กหรือสารแทรกซึมหรือวิธีการทดสอบอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานประกาศกำหนด
11. กำหนดให้สถานีต้องติดตั้งเครื่องดับเพลิงชนิดผงแห้งที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือ
มาตรฐานอื่นที่กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบอย่างน้อยสองเครื่องไว้ ณ บริเวณที่มองเห็นและสามารถนำออกมาใช้ได้โดยง่าย กำหนดห้ามทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดเปลวไฟหรือประกายไฟภายในสถานี และกำหนดให้สถานีต้องจัดให้มีป้ายห้ามที่มีข้อความและสัญลักษณ์ติดตั้งไว้ ณ บริเวณที่เห็นได้ง่าย
12. กำหนดให้ผู้รับอนุญานต้องจัดให้มีการเตรียมการระงับเหตุเพลิงไหม้และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
ทำให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อชำรุดเสียหาย จนเกิดการรั่วไหลให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
13. กำหนดให้แนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติต้องจัดให้มีป้ายที่อย่างน้อยต้องมีรายละเอียดตามที่กำหนด
และในกรณีที่ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นท่อฝังดินโดยวิธีการขุดเปิด ต้องมีการฝังเทปเตือนสีเหลือง ถ้ามีแผ่นคอนกรีตป้องกันท่อให้ฝังเทปเตือนไว้เหนือแผ่นคอนกรีต
14. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีระบบการตรวจประเมินด้านการจัดการความปลอดภัยของ
ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่เป็นไปตามแผนประกันคุณภาพและต้องจัดเก็บเอกสารและข้อมูลของระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ
15. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่มีความประสงค์จะทำการพักหรือหยุดใช้งานทั้งหมดหรือบางส่วน
ชั่วคราว ต้องแจ้งต่อกรมธุรกิจพลังงานโดยระบุเหตุผลที่จะพักหรือหยุดใช้งานชั่วคราว พร้อมทั้งจะต้องกำหนดมาตรการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามมาตรฐาน และหากมีความประสงค์จะกลับมาใช้ใหม่ ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งกรมธุรกิจพลังงานเพื่อตรวจสอบว่าระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อดังกล่าวยังมีมาตรฐานตามที่กำหนด และ
ยังปฏิบัติตามที่กำหนด
16. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่มีความประสงค์จะเลิกใช้งานทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการถาวร ต้อง
แจ้งต่อกรมธุรกิจพลังงานโดยแนบแบบรายละเอียด ระบุตำแหน่ง ขนาด ความยาว และรายละเอียดอื่น ๆ ที่จะเลิกใช้งาน พร้อมทั้งมาตรการในการจัดการและตรวจสอบระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อดังกล่าว และมาตรการในการป้องกันสิ่งแวดล้อมในบริเวณพื้นที่โดยรอบเพื่อให้กรมธุรกิจพลังงานเห็นชอบ
17. กำหนดบทเฉพาะกาลของระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่ดำเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่
กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

ขอความเห็นชอบปฏิญญาเวียงจันทร์ว่าด้วยการยกระดับมุมมองมิติหญิงชายและความร่วมมือระหว่างสตรีในอาเซียนเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม (4 ธันวาคม 2555)

ขอความเห็นชอบปฏิญญาเวียงจันทร์ว่าด้วยการยกระดับมุมมองมิติหญิงชายและความร่วมมือระหว่างสตรีในอาเซียนเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปฏิญญาเวียงจันทน์ว่าด้วยการยกระดับมุมมองมิติหญิงชายและความร่วมมือระหว่างสตรีในอาเซียนเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ
สาระสำคัญของปฏิญญาเวียงจันทร์ว่าด้วยการยกระดับมุมมองมิติหญิงชายและความร่วมมือระหว่างสตรีในอาเซียนเพื่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของสตรีในด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของอาเซียนผ่านความร่วมมือในกรอบต่าง ๆ ของอาเซียน และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกอาเซียนนำหลักการไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ จากการศึกษาร่างปฏิญญาฯ แล้วปรากฏว่าไม่ได้มีการใช้ถ้อยคำหรือบริบทใดที่เป็นการแสดงเจตนาอันจะก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศระหว่างกัน รวมถึงมติของการประชุมเป็นการใช้วิธีรับรอง (adopt) โดยไม่มีการลงนาม ดังนั้น ร่างปฏิญญาฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ประชุมโลกร้อนUNที่ 'โดฮา'ต่ออายุ'พิธีสารเกียวโต'

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 10 ธันวาคม 2555

การประชุมว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสหประชาชาติประจำปี 2012 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ตามกำหนดการแล้ววันสุดท้ายคือวันศุกร์ (7) ที่ผ่านมา แต่กว่าที่ประชุมจะปิดฉากลงได้จริงๆ ก็คือในวันเสาร์(8) โดยที่มีการตกลงขยายอายุ “พิธีสารเกียวโต” ไป 5 ปี เอเจนซีส์ - ที่ประชุมโลกร้อนของสหประชาชาติ ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ตกลงกันในการหารือวันสุดท้ายเมื่อวันเสาร์ (8) ขยายอายุพิธีสารเกียวโตที่จะสิ้นสุดลงปลายปีนี้ออกไปจนถึงปี 2020 แม้ฝ่ายสนับสนุนมองว่า เป็นความคืบหน้าก้าวเล็กๆ ที่มีความสำคัญ แต่อีกหลายฝ่ายวิจารณ์ว่า ข้อตกลงล่าสุดแทบไม่มีผลต่อความพยายามในการหยุดยั้งการเพิ่มการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจก มิหนำซ้ำภาคีสำคัญดั้งเดิมอย่างรัสเซีย ญี่ปุ่น และแคนาดายังขอถอนตัว
หลังจากผู้แทนของเกือบ 200 ประเทศประชุมเจรจากันอย่างยาวนานมา 12 วัน ในที่สุด การยืดอายุพิธีสารเกียวโตออกไปจนถึงปี 2020 ก็ได้รับการรับรองขั้นสุดท้ายจากสหภาพยุโรป (อียู) รวมทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอีก 8 ประเทศอุตสาหกรรม
บัน คีมุน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ แสดงความยินดีกับการต่ออายุนี้ ตลอดจนข้อตกลงอื่นๆ ของการประชุมคราวนี้ ซึ่งได้รับการเรียกขานรวมๆ ว่า “โดฮา ไคลเมต เกตเวย์” (Doha Climate Gateway) โดยเขาบอกว่าเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนแรก แม้เขายอมรับด้วยว่ายังมีภารกิจมากมายที่ต้องดำเนินการ
พิธีสารเกียวโตนั้น เป็นข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยการจำกัดการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกฉบับเดียวที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย โดยเนื้อหาสาระกำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรม 35 ชาติลดการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจก ในช่วงระหว่างปี 2008-2012 ลงอย่างน้อย 5.2% จากระดับในปี 1990 ทว่าข้อตกลงนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงพวกประเทศกำลังพัฒนา โดยที่ปัจจุบันชาติกำลังพัฒนารายยักษ์อย่าง จีน และ อินเดีย กลายเป็นผู้สร้างมลพิษรายสำคัญมาก นอกจากนั้น สหรัฐฯซึ่งยังคงมีฐานะเป็นผู้สร้างมลพิษรายใหญ่ของโลกเช่นกัน แม้ตอนแรกร่วมลงนามในพิธีสารฉบับนี้ ทว่าไม่ยอมร่วมรับรองให้สัตยาบัน
ในทางปฏิบัติแล้ว พวกผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การต่ออายุพิธีสารเกียวโตคราวนี้จะทำให้ระดับการปล่อยมลพิษของโลกเกิดความแตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันน้อยมาก เนื่องจากบรรดาชาติที่ให้สัญญาจะทำตามข้อตกลงต่อไปอีก 5 ปีนั้น รวมกันแล้วเป็นผู้แพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกเพียง 15% ของทั่วโลกเท่านั้น แถมประเทศเหล่านี้ทุกๆ รายต่างมีระเบียบกฎหมายของตนเองซึ่งระบุผูกพันถึงเรื่องนี้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ชาติภาคีดั้งเดิมที่เคยร่วมลงนามและให้สัตยาบันรับรองกันมาก่อน อันได้แก่ รัสเซีย ญี่ปุ่น และแคนาดา ประกาศขอถอนตัวไม่อยู่ในบังคับของพิธีสารนี้อีก
กระนั้น คอนนี เฮเดการ์ด กรรมาธิการว่าด้วยสภาพภูมิอากาศของอียู ชี้ว่า การตกลงต่ออายุนี้ ถึงอย่างไรก็เป็นการปูทางไปสู่การเจรจากันใหม่เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่กันในปี 2015 และมีผลบังคับใช้ในปี 2020 เมื่อระยะเวลาต่ออายุของพิธีสารเกียวโตสิ้นสุดลง โดยที่ข้อตกลงใหม่นี้จะมีการกำหนดเป้าหมายการลดการแพร่กระจายก๊าซเรือนกระจกสำหรับทุกประเทศ รวมถึงพวกชาติเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ด้วย
ในส่วนอียูนั้นยืนยันให้คำมั่นว่า ภายในปี 2020 จะลดการแพร่กระจายอย่างน้อย 20% จากระดับปี 1990
นอกเหนือจากเรื่องพิธีสารเกียวโต และกรอบเวลาการเจรจาทำข้อตกลงฉบับใหม่แล้ว สิ่งที่ตกลงกันในที่ประชุมคราวนี้ และรวมอยู่ใน โดฮา ไคลเมต เกตเวย์ ยังมีเรื่องการตกลงกันในหลักการเกี่ยวกับการเพิ่มเงินทุนช่วยเหลือพวกประเทศยากจน ในการรับมือกับภาวะโลกร้อน และในการเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น ทว่าไม่ได้มีการระบุตัวเลขเงินทุนใหม่ๆ ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
ประเทศพัฒนาแล้วเคยตกลงเอาไว้ในการประชุมโลกร้อนยูเอ็นปี 2009 ว่าจะให้เงินช่วยเหลือเช่นนี้แก่ชาติกำลังพัฒนา 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงปี 2010-2012 นอกจากนั้นยังตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะให้ 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เมื่อถึงปี 2020 ทว่าไม่ได้ระบุว่าจะทำอะไรให้บ้างในช่วงปี 2013-2019
ในที่ประชุมโดฮาคราวนี้ พวกประเทศกำลังพัฒนาจึงพยายามกดดันฝ่ายประเทศพัฒนาแล้ว โดยระบุว่าพวกเขาจำเป็นต้องใช้เงินทุนเช่นนี้อีกอย่างน้อย 60,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึงปี 2015 อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯและอียูปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมระบุตัวเลขรูปธรรมที่พวกเขาจะควักกระเป๋าในช่วงปี 2013-2020 โดยให้เหตุผลว่าพวกเขากำลังประสบความลำบากทางการเงิน
ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการโต้แย้งกันมากในการประชุมคราวนี้ คือ ข้อเรียกร้องของประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และประเทศที่เสี่ยงเผชิญภาวะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อันได้แก่พวกชาติหมู่เกาะเล็กๆ ทั้งหลาย ซึ่งต้องการให้ออกหลักเกณฑ์ข้อกำหนดเกี่ยวกับความสูญเสียและความเสียหายที่ประเทศต่างๆ ได้รับจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยที่พวกเขาชี้ว่าความเสียหายเหล่านี้ต้นตอก็มาจาการสร้างมลพิษของการขยายอุตสาหกรรมของฝ่ายตะวันตกนั่นเอง
ปรากฏว่าในที่สุดแล้ว โดฮา ไคลเมต เกตเวย์ ตกลงเห็นพ้องเกี่ยวกับวิธีต่างๆ ที่จะรับมือกับความเสียหายอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ตั้งแต่ภัยแล้ง ไปจนถึงการค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเล
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติให้จัดทำเครื่องมือและข้อตกลงใหม่ๆ เพื่อจัดการกับเรื่องความสูญเสียและความเสียหายเช่นนี้ โดยอาจจะรวมถึงการจัดตั้งกลไกระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ในการประชุมโลกร้อนยูเอ็นคราวหน้าในปี 2013 อย่างไรก็ดี ไม่มีการให้สัญญาเรื่องเงินทุนใหม่ๆ ใดๆ ทั้งสิ้น
ภายหลังการประชุมปิดฉากลง พวกองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและผู้แทนของหลายๆ ประเทศ ได้ออกมาแสดงความผิดหวังที่การเจรจาต่างๆ เกี่ยวกับการรับมือกับภาวะโลกร้อนนี้ ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่มีผลศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์สดๆ ร้อนๆ เพิ่มขึ้นมาไม่ขาดสาย เตือนถึงภัยพิบัติหายนะที่กำลังจะมาถึงในอนาคต จากการที่ภูมิอากาศของโลกจะแปรปรวนสุดโต่งบ่อยครั้งขึ้น
“พวกที่กำลังคอยขัดขวางและมุ่งคำนึงถึงแต่ตนเองทั้งหลาย จำเป็นที่จะต้องตระหนักรับรู้ว่า พวกเราไม่ได้กำลังพูดจากันเกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนความสุขสบายในการใช้ชีวิตของประชาชนของพวกคุณ แต่เป็นเรื่องที่ว่าประชาชนของพวกเราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่” เคียเรน เคเค ผู้แทนของกลุ่มพันธมิตรรัฐหมู่เกาะขนาดเล็ก แถลงอย่างเหลืออด
“มีทางแยกอยู่ในเส้นทางนี้ เราจำเป็นที่จะต้องหันไปให้ถูกทางในขณะที่เรากำลังเดินไป ไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการนี้ก็จะล้มครืนลง และประเทศชาติของพวกเราก็จะพากันหายลับไป”

เห็นแนวโน้ม “ป่าเต็งรัง” ปรับตัวได้จากโลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2555

ในขณะที่เรามองว่า “โลกร้อน” นั้น สร้างแต่ด้านร้ายๆ แต่อีกมุมหนึ่งกลับเป็นผลดีต่อ “ป่าเต็งรัง” ที่สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะแปรปรวนของสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าสภาพอากาศจะแล้งนานผิดปกติหรือในปีที่มีปริมาณน้ำฝนมากป่าชนิดนี้ก็ยังคงอยู่รอดมาได้

แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายเดือน พ.ย.แล้ว แต่ “ป่าเต็งรัง” ภายในพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) วิทยาเขตราชบุรี ยังคงเขียวครึ้ม ต่างไปจากปีก่อนๆ ที่เมื่อเข้าสู่เดือนนี้ป่าจะผลัดใบหรือแต่ต้นไม้กิ่งแห้งๆ ปล่อยให้แสงแดดทะลุผ่านมาได้เต็มที่จนทีมวิจัยที่เข้าไปเก็บข้อมูลจากสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยาในป่าเต็งรังต้องคอยหลบร้อนอยู่ในห้องควบคุมมสถานีตรวจวัดที่มีเครื่องปรับอากาศควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาอุปกรณ์บันทึกข้อมูล

รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง นักวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย ร่วมต้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มจธ.หัวหน้าทีมวิจัยจัดตั้งสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยาบอกทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์และผู้สื่อข่าวที่เข้าไปสำรวจสถานีตรวจวัดในป่าเต็งรังของ มจธ.ราชบุรีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งบางปีแล้งจัดจนป่าแทบไม่เหลือใบไม้สักใบ แต่ปีนี้ยังมีฝนตกลงมาถึงเดือน พ.ย.ป่าจึงยังคงเขียวอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวได้เป็นอย่างดี

“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีปีหนึ่งที่ประเทศไทยแล้งผิดปกติ แต่ป่าเต็งรังที่ราชบุรีมีความยืดหยุ่นสูงมาก สามารถปรับตัวเข้ากับอากาศแล้งได้เป็นอย่างดี และเมื่อฝนตกป่าก็เจริญเติบโตได้เต็มที่ ต้นไม้ทุกต้นสามารถแตกกิ่งก้านสาขาและดูดซับคาร์บอนได้ และจากการคำนวณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในป่าเต็งรังช่วงฤดูปกติกับช่วงที่ฝนแล้งทั้งปี พบว่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่แตกต่างกันมาก แสดงว่า ป่าเต็งรังในราชบุรีทนแล้งได้สูง” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.อำนาจ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบป่าเต็งรังกับป่าดิบชื้น ในพื้นที่ 5-6 ไร่ป่าดิบชื้นมีชีวมวล 300 ตันแห้ง ส่วนป่าเต็งรังมีชีวมวลประมาณ 100 ตันแห้ง การทับถมของชีวมวลในป่าเต็งรังมีน้อยกว่าป่าดิบชื้น การดูดซับคาร์บอนในป่าเต็งรังจึงไม่มากนัก และปัจจุบันไทยมีพื้นที่ป่าเต็งรัประมาณ 20% มากเป็นอันดับ 3 รองจากป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ จึงอยากศึกษาข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากป่าทั้ง 3 แบบ

“โลกร้อนเป็นผลลบจริงหรือ? อาจจะไม่ใช่เสมอไป การที่ป่าปรับตัวได้แสดงว่าโลกร้อนก็เป็นผลดี แต่เราอาจยังต้องดูสภาพแล้งไปอีก 1-2 ครั้ง ก็จะสรุปได้ว่าป่าเต็งรังสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศได้” รศ.ดร.อำนาจ กล่าว และระบุด้วยว่าอยากศึกษาสรีรวิทยาของต้นไม้ในป่า ว่า การที่แต่ละต้นจะออกดอกหรือผลิใบนั้นมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง เพื่อช่วยอธิบายถึงการปรับตัวของต้นไม้ได้

สำหรับสถานีตรวจวัดจุลอุตุนิยมวิทยานั้นมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ตั้งบนหอคอยซึ่งจะทำหน้าที่วัดข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยา อาทิ ความเร็วลม ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปริมาณน้ำฝน ความเข้มแสง อุณหภูมิและความชื้น ส่วนด้านล่างมีสถานีตรวจวัดความชื้น อุณหภูมิ ค่าพลังงานผิวดิน และมีสถานีวัดรากต้นพืชว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไร

ทั้งนี้ ได้ติดตั้งสถานีวัดมาตั้งแต่ปี 2551 และได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายไทยฟลักซ์ (ThaiFlux) ซึ่งมีหน่วยงานที่เข้าร่วม คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ติดตั้งสถานีตรวจวัดในพื้นที่เกษตร ได้แก่ ไร่อ้อย สวนยางพารา และไร่มันมันสำปะหลัง กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งได้ติดตั้งสถานีที่สะแกราช จ.นครราชสีมา และแม่กลอง สมุทรสงคราม รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศ อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป

“เมื่อมองภาพรวมโลกร้อนต้องดูป่าทั้งโลก ทั้งป่าไทยและป่าต่างประเทศ ดูดว่าดูดซับคาร์บอนเท่าไหร่ ปล่อยคาร์บอนเท่าไร เป็นเพราะอะไร เมื่อโลกร้อนป่าจะเป็นอย่างไร ช่วยให้โลกร้อนขึ้หรือช่วยให้โลกเย็นลง” รศ.ดร.อำนาจ กล่าว

by ThaiWebExpert