พัฒนาการ...ศาลปกครองไทยกับคดีสิ่งแวดล้อม

2012-02-28

 

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมโครงการสัมมนาวิชาการ "พัฒนาการ...ศาลปกครองไทยกับคดีสิ่งแวดล้อม"  ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.00 - 17.00 น.  ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร(LT.1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้จัดให้มีการสัมมนาทางวิชาการ
เรือง “พัฒนาการ...ศาลปกครองไทยกับคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายและวิธี
พิจารณาคดีปกครองที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดประสบการณ์การดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมโดยทนายความผู้
มีประสบการณ์ ทั้งนเีพื่อให้ประชาชนรวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการหวงแหน
อนุรักษ์ บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าใจถึงลักษณะคดีปกครองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
เรียนรู้หลักกฎหมายและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง เรียนรู้ประสบการณ์การดำเนินคดี
สิ่งแวดล้อมตลอดจนตระหนักถึงบทบาทของตนในการหวงแหน อนุรักษ์ บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับมือกับสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tulawcenter.org/news-activity/news/359

ภาพ:http://www.isnhotnews.com

แต่งตั้ง(13 กุมภาพันธ์ 2555)

1. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้ง นายพูลศักดิ์  เศรษฐนันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ของกระทรวงแรงงาน

        2. การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐชุดใหม่
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ ชุดใหม่ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
        1. องค์ประกอบ        
        นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วย ประธานกรรมการ ป.ป.ท. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกิตติ  ลิ้มชัยกิจ นายพิษณุโรจน์  พลับรู้การ นางชูจิรา  กองแก้ว นายภิญโญ  ทองชัย นายอุทิศ  ขาวเธียร นายปริญญา            บุญชู นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ นายสุวัฒน์  ตันติพัฒน์ นายวรวุฒิ  โรจนพานิช พันตำรวจเอก บรรจบ  สุดใจ โดยมี เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. จำนวน 2 ราย ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายและผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ท. จำนวน 2 ราย ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
        2. อำนาจหน้าที่
        1. กำกับดูแลให้องค์กรในภาครัฐจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
        2 .ดำเนินการจัดสรรทรัพยากรสนับสนุน แผนงาน โครงการตามแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
        3. อำนวยการและประสานการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
        4. ติดตามประเมินผลและแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ
        5. แต่งตั้งอนุกรรมการ ฯ หรือคณะทำงาน ฯ เพื่อดำเนินการหรือสนับสนุนภารกิจ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ มอบหมาย
        6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

        3. เรื่อง รัฐบาลสาธารณรัฐกาบองเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ว่า รัฐบาลสาธารณรัฐกาบองมีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายกาโลส วิกเตอร์ บงกู (Mr. Carlos Victor Boungou) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐกาบองประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงโซล สืบแทน นายชอง ปีแยร์ โซเล        เอมาเน (Mr. Jean Pierre Sole – Emane) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ  

        4. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง นายชเยนทร์  คำนวณ เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย

        5. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่น ในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
         1. แต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นอีก 1 คน รวม 3 คน ในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า เพื่อทดแทนตำแหน่งของกรรมการเดิมที่ลาออกไป ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 มาตรา 15 ดังนี้  1. พ.ต.ท.ไพโรจน์  ปัญจประทีป ประธานกรรมการ 2. รองศาสตราจารย์ พันเอก นพ. เกรียงชัย  ประสงค์สุกาญจน์ รองประธานกรรมการ 3. นายสุวรรณชาติ สูตรสุวรรณ กรรมการ  
         2. ให้รองศาสตราจารย์ พันเอก นพ. เกรียงชัย  ประสงค์สุกาญจน์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า พ้นจากตำแหน่งกรรมการ เพื่อดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ ในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า  

        6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงมหาดไทย)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย ดังนี้
         1. นายสุรชัย  ศรีสารคาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก
         2. นายสุริยะ  ประสาทบัณฑิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
        3. นางสาวจิตรา  พรหมชุติมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        7. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มเติม  
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 41/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เพิ่มเติม) ดังนี้
        ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 197/2554 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2554 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อดำเนินการเสริมสร้างสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภายใต้โดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างเป็นธรรม นั้น
        เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 197/2554 ดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจาก ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพิ่มเติม ดังนี้        นายยงยุทธ  วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ปรึกษา นายสุชาติ  ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รองประธานกรรมการ นายวิทยา  บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รองประธานกรรมการ นายสันติ  พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ดร.พิมพ์รภัช ดุษฎีอิสริยกุล นายประมุข ลมุล นายฐานิส  ศรียะพันธ์ นายวิเชียร  จันทรโณทัย และนายแพทย์สมหมาย  บุญเกลี้ยง ทังนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์  2555 เป็นต้นไป
         
        8. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 40/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 40/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ดังนี้
         ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 14/2555  ลงวันที่  13 มกราคม  2555  เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ  นั้น
         เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ได้มีการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน  สำหรับการลงทุน  การพัฒนาอาชีพ  การสร้างงาน สร้างรายได้ การพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายสตรี  การเพิ่มบทบาทและสร้างภาวะผู้นำ  การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ  ตลอดจนการส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การสร้างสวัสดิภาพและสวัสดิการให้แก่สตรี เป็นไปโดยรวดเร็ว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
         อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเห็นควรยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 14/2555 ลงวันที่ 13 มกราคม 2555  เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ และแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ขึ้นใหม่ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่  ดังนี้
         1. องค์ประกอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางนลินี  ทวีสิน) ประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รองประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย            (นายฐานิสร์  เทียนทอง) รองประธานกรรมการ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการ  กรรมการประกอบด้วย     ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายแพทย์ประสิทธิ์  ชัยวิรัตนะ) อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ นายพัลลภ  ศักดิ์โสภณกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและระเบียบ สำนักงบประมาณ นางสาวอนุตตมา  อมรวิวัฒน์         นายสุวัฒน์  ม่วงศิริ นายอดุลย์  วรรณสรณ์ นางสาวศรีญาดา  ปาลิมาพันธ์ นางสาวศุภรัตน์  นาคบุญนำ นายสุนัย            เศรษฐ์บุญสร้าง นางสาวชยิกา  วงศ์นภาจันทร์  นางสาวเพ็ญชิสา  หงษ์อุปถัมภ์ชัย  นางสาววิลาวัลย์  ธรรมชาติ            นางสาวนิชนันท์  วังคะฮาตธัญญกิจ นางสาวณัฐทรัชต์  ชามพูนท โดยมี นางสาวเรณู  ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร    เป็นกรรมการและเลขานุการ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำด้านสังคม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางนันทิกาญจน์  สวัสดิ์ภักดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการประสานราชการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางเอมปรีดิ์  วัชรางกูร ผู้อำนวยการกลุ่มแผนงานและงบประมาณ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
         2. อำนาจหน้าที่
              2.1 ศึกษารูปแบบ กรอบการดำเนินการ และเสนอแนะแนวทางในการจัดตั้งและบริหารจัดการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีต่อนายกรัฐมนตรี
             2.2 ติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อจัดตั้งและบริหารจัดการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแห่งชาติ ให้เป็นไปตามนโยบายการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
             2.3 ให้ส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจ  และหน่วยงานอื่นของรัฐสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ  เพื่อให้การดำเนินงานจัดตั้งและบริหารจัดการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีบรรลุเป้าหมาย
              2.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน  เพื่อดำเนินการหรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมและจำเป็น
              2.5 รายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคให้นายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม
              2.6 ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
         3. ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ด้านอำนวยการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการฯ มอบหมาย
           สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้เบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
         ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์  2555 เป็นต้นไป

        9. เรื่อง  คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 43/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน
          คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 43/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย       1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน ดังนี้  
         ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555 อันมีผลทำให้องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต่อ 1 นักเรียน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 296/2554 ลงวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนแปลงไป
        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11(6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  นายกรัฐมนตรีจึงยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 296/2554 ลงวันที่ 19  ธันวาคม พ.ศ. 2554 และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
         1. องค์ประกอบ นายโอฬาร  ไชยประวัติ ที่ปรึกษา/กรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายอรพงศ์  เทียนเงิน นางอาภัททรา  ศฤงคารินกุล     นางสาวอรุณภรณ์  ลิ่มสกุล โดยมี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม นาวาอากาศเอก สุรพล  นะวะมวัฒน์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
         2.  อำนาจหน้าที่
             1) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ สำหรับนโยบายคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน เพื่อใช้ในการเรียนการสอนของนักเรียน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการให้บริการเครือข่ายไร้สายสนับสนุนการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ในโรงเรียนตามนโยบายของรัฐบาล
             2) ดำเนินการบูรณาการงบประมาณและประสานการดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพี่อให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อนำคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ไปใช้ในโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องไปสู่การปฏิบัติในระดับชาติ
             3) วางกรอบนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งกำกับและติดตามผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
             4) ขอความร่วมมือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน รวมทั้งเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ได้
             5) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติงานตามที่คณะกรรมการฯ มอบหมาย
             6) ดำเนินการอื่น ๆ ตามความจำเป็น เพื่อให้การดำเนินการตามนโยบายคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ต่อ 1 นักเรียน เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
             7) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

 

การลงนามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ในการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี(13 กุมภาพันธ์ 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือทั่วไประหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย
        2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรีลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ
        3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการลงนาม ให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับแถลงการณ์ร่วมที่ประเทศไทยจัดทำกับประเทศต่าง ๆ โดยครอบคลุมเนื้อหากว้างในความร่วมมือที่ไทยกับมาเลเซียประสงค์จะดำเนินการร่วมกันในระยะต่อไป สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
        1. ฟื้นฟูกลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ได้แก่ การประชุมหารือประจำปีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย – มาเลเซีย (JC) คณะกรรมการร่วมว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย (JDS) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปและการประชุมคณะกรรมการระดับสูง โดยไทยมีความพร้อมในการจัดการประชุม JC ครั้งที่ 12 และ JDS ครั้งที่ 3 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555
        2. เร่งรัดการเจรจาบันทึกความเข้าใจ/ความตกลงที่คั่งค้างมานาน ได้แก่ ร่างความตกลงว่าด้วยการเดินทางข้ามแดน กรอบความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางบก ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ และการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเยาวชนและกีฬา
        3. ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในประเทศที่สาม
        4. พอใจกับความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างบริษัทการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จำกัด มหาชน   กับบริษัท Petronas
        5. ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามแดนซึ่งเป็นปัญหาร่วมกันระหว่างสองประเทศ อาทิ การลักลอบยาเสพติด การค้ามนุษย์ และการลักลอบอาวุธผิดกฎหมาย
        6. เร่งรัดให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในกรอบ JDS ดำเนินการตามกำหนดการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ โดยเฉพาะการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก- ลกสองแห่งระหว่างจังหวัดนราธิวาสกับรัฐกลันตัน การบูรณาการแผนพัฒนาด่านและเขตเศรษฐกิจพิเศษด่านสะเดา – บูกิตกายูฮิตัม และการเปิดทำการด่านบ้านประกอบ จังหวัดสงขลา อย่างเป็นทางการ

 

ขออนุมัติงบประมาณสำหรับเงินบำรุงประจำปีของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (13 กุมภาพันธ์ 2555)

ขออนุมัติงบประมาณสำหรับเงินบำรุงประจำปีของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เงินบำรุงประจำปีขององค์กรพื้นที่ดินท้องทะเลระหว่างประเทศ ประจำปี ค.ศ. 2011 และ ค.ศ. 2012 และเงิน Working Capital Fund ประจำปี ค.ศ. 2011
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการชำระเงินบำรุงประจำปีของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ประจำปี ค.ศ. 2011 และประจำปี ค.ศ. 2012 จำนวนเงิน 48,785 ยูโร หรือเท่ากับ 2,012,400 บาท คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 41.25 บาท เงินบำรุงประจำปีขององค์กรพื้นดินท้องทะเลระหว่างประเทศ ประจำปี ค.ศ. 2011 และ ค.ศ. 2012 และเงิน Working Capital Fund ประจำปี ค.ศ. 2011 จำนวนเงิน 25,720.75 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 818,600 บาท คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.83 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,831,000 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเจียดจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรร และอนุมัติในหลักการการชำระเงินบำรุงประจำปีในปีต่อ ๆ ไป ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

   
 

ผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วง 3 เดือน (กันยายน – พฤศจิกายน2554) (13 กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วง 3 เดือน (กันยายน – พฤศจิกายน 2554)  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
    สาระสำคัญของรายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน จำแนกออกได้เป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนแรก สถานการณ์การพัฒนาประเทศในช่วง 3 เดือนของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนที่ 2 การให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ส่วนที่ 3 การดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนที่เริ่มดำเนินการในปีแรก และส่วนที่ 4 การดำเนินการตามนโยบายตามกรอบการบริหารราชการ 4 ปีของรัฐบาล มีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้  
    1.  สถานการณ์การพัฒนาประเทศในช่วง 3 เดือนของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในเดือนสิงหาคม 2554 เศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ได้สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยคาดว่ามีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศประมาณร้อยละ 2.3 ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5 ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ร้อยละ 3.5 – 4.0 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2554 โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 3.8 การบริโภคของภาคครัวเรือนขยายตัวร้อยละ 2.5 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 4.7 การส่งออกในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 17.2 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 2.2 ของ GDP
    เหตุการณ์อุทกภัยดังกล่าว ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเดือนตุลาคม 2554 มีมูลค่า 17,192 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และส่งผลต่อเนื่องถึงเดือนพฤศจิกายน 2554 โดยมีมูลค่า 15,498 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลงร้อยละ 12.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรมีการปรับตัวดีขึ้นในเดือนกันยายน ตุลาคม 2554 โดยขยายตัวร้อยละ 23.8 และ 13.3 เป็นผลจากการขยายตัวทั้งด้านการผลิตและราคาพืชเกษตร และหลังจากรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ได้ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิปรับตัวสูงขึ้นจาก 12,331.4 บาทต่อตันในช่วง 8 เดือนแรกของปีเป็น 13,275.0 14,265.2 และ 15,219.0 บาทต่อตัน ในเดือนกันยายน ตุลาคม และ พฤศจิกายน 2554 ตามลำดับ เช่นเดียวกับราคาข้าวเปลือกเจ้าปรับตัวสูงขึ้นจาก 8,618.0 บาทต่อตันในช่วง 8 เดือนแรกของปีเป็น 9,949.0 10,217.4 และ 10,305.0 บาทต่อตัน ในเดือนกันยายน ตุลาคม และ พฤศจิกายน 2554 ตามลำดับ
    2.  การให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
        จากการเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2554 ซึ่งส่งผลต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างกว้างขวาง รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้การช่วยเหลือ ดังนี้
        2.1  จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2554 โดยดำเนินการบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชน การวางแผนการเคลื่อนย้าย อพยพประชาชน และจัดเตรียมที่พักอาศัยให้แก่  ผู้ประสบอุทกภัย การอำนวยความสะดวกการเดินทางและขนส่ง ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร การช่วยเหลือประชาชนผ่าน Call Center การผลิตและแจกจ่ายน้ำดื่ม การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว การแจกจ่ายถุงยังชีพ ให้กับผู้ประสบอุทกภัย และการช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดย ดำเนินการรักษาผู้ป่วย ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แจกจ่ายยาเวชภัณฑ์ บริการตรวจรักษาในศูนย์พักพิง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากที่พัก รวมทั้งการออกหน่วยแพทย์เยียวยา คัดกรองปัญหาสุขภาพจิต
        2.2  คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 กำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและขั้นตอนการฟื้นฟูเป็น 4 ระยะ โดยสรุปผลการดำเนินการได้ดังนี้
                1) ระยะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจัดทำคันกั้นน้ำช่วงที่มีน้ำท่วมขังสูง ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำ และการป้องกันพื้นที่ชุมชนรวมทั้งพื้นที่อุตสาหกรรม พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยโดยหน่วยงานราชการและเหล่าทัพ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือและบริการสิ่งของบรรเทาทุกข์ ถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค        ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็น พร้อมทั้งจัดรถโดยสารอพยพผู้ประสบอุทกภัยและรับส่งผู้ป่วย
                2) ระยะของการช่วยเหลือระหว่างที่ระดับน้ำในพื้นที่ยังท่วมสูง โดยจัดทำระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย 2554 และจัดทำแผนปฏิบัติการแก้วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ปี พ.ศ. 2554 ตลอดจนบูรณาการข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศและข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมขัง และทิศทางระบายของน้ำพื้นที่ที่เสียหายจากอุทกภัย พร้อมทั้งเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคในศูนย์พักพิง นอกจากนั้นได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ส่งออกทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม จัดศูนย์กระจายสินค้าชั่วคราวช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาตรวจสอบ ซ่อมแซมเครื่องมือและเครื่องจักรที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งการออกมาตรการภาษีค่าธรรมเนียมและเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ประสบภัยทั้งผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน และประชาชนทั่วไป
                3) ระยะการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดแล้ว โดยจัดทำมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรจากภัยธรรมชาติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ ตั้งแต่เริ่มฤดูฝน ปี 2554 (วันที่ 1 พฤษภาคม 2554) เฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ รวมทั้งจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เสบียงสัตว์ แร่ธาตุและเวชภัณฑ์ นอกจากนั้น ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้น 4 คณะ ได้แก่ 1) คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (กฟย.) 2) คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน (กศอ.)  3) คณะกรรมการเพื่อการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต (กคช.) และ 4) คณะกรรมการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (กคฐ.)
                4) ระยะการปรับโครงสร้างถาวร โดยตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศให้เป็นระบบถาวร ได้แก่ 1) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ซึ่งได้กำหนดกรอบยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการประกันภัย และ 2) คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  โดย กยน. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน และคณะอนุกรรมด้านการวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ กยน. ได้จัดทำหลักการแนวทางการดำเนินงานและกรอบระยะเวลาดำเนินการระยะเร่งด่วน แผนปฏิบัติการบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ร่างยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยา) และจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับแผนการดำเนินงานภายใต้แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง ภายใต้แนวทางการดำเนินงานและกรอบระยะเวลาดำเนินการระยะเร่งด่วน จำนวน 17,126 ล้านบาท ในปี 2555-2556 ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554
    3.  นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ได้ดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟูแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากความเห็นที่แตกต่างและความรุนแรง การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดครบวงจร และการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง นอกจากนี้ได้ดำเนินโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเสี่ยงภัยน้ำท่วมน้ำแล้ง 25 ลุ่มน้ำ โครงการจัดทำฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเตรียมการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดต่างๆ เพื่อบรรเทาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่กับเร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ สำหรับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ชะลอการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันเบนซิน 95 น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันดีเซล และขยายระยะเวลาตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน ภาคขนส่งต่อไปเพื่อลดภาระผู้บริโภค พร้อมกับจัดทำโครงการนำร่องบัตรเครดิตพลังงาน NGV สำหรับกลุ่มรถรับจ้างสาธารณะ และขยายระยะเวลาดำเนินมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนด้านการเดินทาง รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยให้แรงงานมีรายได้เป็นวันละไม่น้อยกว่า 300 บาท จัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนแบบขั้นบันไดสำหรับผู้สูงอายุ ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โครงการบ้านเพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรกและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกรและประชาชนทั่วไป
    4.  การดำเนินการตามนโยบายตามกรอบการบริหารราชการ 4 ปีของรัฐบาล
        4.1  นโยบายความมั่นคงแห่งรัฐ โดยอัญเชิญพระราชดำริไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมเพื่อเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลได้ดำเนินการด้านความมั่นคงโดยสร้างความร่วมมือด้านการข่าวกรองและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับจัดประชุมหารือกรณีปัญหาความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเตรียมการดำเนินงานภายหลังจากมีคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ นอกจากนี้ได้พัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ โดยยกร่างนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2555-2559 และยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ พ.ศ. 2555-2559 รวมทั้งการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติเพื่อพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติ พร้อมกับการปรับปรุงระบบป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเข้มงวด ให้ความเป็นธรรมและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบภายในประเทศควบคู่กับการจัดการแก้ไขปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล ภายใต้ความสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน
        4.2  นโยบายเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลได้ดำเนินโครงการ PGS (Portfolio Guarantee Scheme) ระยะที่ 3 เพื่อช่วยเหลือ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมกับการสร้างรายได้ให้ทุกภาคส่วน โดยดำเนินโครงการพลิกฟื้นการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมการลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ขึ้น 2 เท่าตัวในเวลา 5 ปี รวมทั้งสร้างหลักประกันความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวในภาวะปกติและภาวะวิกฤต และจัดมาตรการเตรียมพร้อมให้ภาคธุรกิจและประชาชนไทยสามารถปรับตัว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่และมีความพร้อมรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความพร้อมทางด้านแรงงานและวัตถุดิบ พร้อมทั้งศึกษาผลกระทบของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคของไทย นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาคเกษตร ได้จัดระบบการปลูกพืชและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนให้แก่กลุ่มเกษตรกร องค์กรเกษตรกร สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้วยการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ภาคอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการทบทวนและปรับปรุงแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2555-2574) และส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการโลจิสติกส์ พร้อมกับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม (Cluster Based Industry) ด้วยการพัฒนาคลัสเตอร์และห่วงโซ่อุปทานสิ่งทอในส่วนภูมิภาค และโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก พร้อมทั้งโครงการอุตสาหกรรมการเกษตร (Agro-Industry) ครบวงจร
                ด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพ ยกระดับและรักษามาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ด้านกีฬา จัดทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนแก่เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถ พร้อมกับการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬามาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ภาคการตลาด การค้า และการลงทุน ได้ดำเนินมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ผลักดันในการต่ออายุโครงการสิทธิ GSP ดำเนินโครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการระงับใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากไทย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ฯ และ ด้านพลังงานได้ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการขนส่ง โดยจัดหารถโดยสารเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) แทนรถโดยสารเดิม และกำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาโครงข่ายระบบรถไฟของประเทศระหว่างปี 2555-2575 พร้อมกับการจัดหาและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ เช่น การเปิดดำเนินการ LNG Receiving Terminal การลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการไซยะบุรี การเตรียมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างอาเซียนกับทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) โดยเพิ่มเป้าหมายการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเป็นร้อยละ 25 ภายในปี 10 ปี (พ.ศ. 2555-2564) และการปรับปรุงแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554–2573)  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อให้บริการ Wi-Fi ฟรี ในพื้นที่สาธารณะ และกำลังเร่งผลักดันโครงการให้บริการ  Wi-Fi ฟรีในพื้นที่สาธารณะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมกับสร้างความตระหนักในการใช้ ICT อย่างสร้างสรรค์ ให้ประชาชนจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามโครงการศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
        4.3  นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต ได้จัดทำยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในโครงการมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการที่เป็นการบูรณาการหน่วยงานทางการศึกษาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาจัดห้องปฏิบัติการและแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้านอาชีพ และจัดโครงการย้ายครูคืนถิ่นพร้อมกับกำหนดกรอบแนวทางเพิ่มเติมการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีการประเมินคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ กระบวนการและผลจากการปฏิบัติงาน และมีส่วนร่วมในการประเมิน นอกจากนี้ได้ระบบข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงานได้มากขึ้น จัดตั้งศูนย์ข้อมูลเตือนภัยด้านแรงงาน โดยจัดทำดัชนีชี้วัดภาวะแรงงานเพื่อเป็นข้อมูลเตือนภัยและวิเคราะห์สถานการณ์แรงงาน และการคุ้มครองแรงงานโดยกำกับดูแลสถานประกอบกิจการให้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงาน รณรงค์ส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานแก่ลูกจ้าง พร้อมกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์และปรับบริการทางการแพทย์ให้กับผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคม
        จัดตั้งศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองในโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลศูนย์ และส่งเสริมให้รัฐและเอกชนร่วมจัดบริการสถานบริการสุขภาพภาคเอกชนให้ได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับผลิตพยาบาลวิชาชีพและแพทย์เพิ่มเติมโดยกำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม สำหรับนโยบายศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ได้นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น การจัดงาน “Creative Fine Arts” เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากทุนวัฒนธรรม พร้อมกับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในงานเทศกาล “The CIOFF World Folkloriada Anseong Pre Festival” ณ เมือง Anseong สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกับการขจัดสื่อที่เป็นภัยต่อสังคมและขยายสื่อดี เพื่อนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม เช่น การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาบุคลากรด้านสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ด้านความมั่นคงของชีวิตและสังคม ได้สนับสนุนการดำเนินงานจัดหาครอบครัวบุญธรรม/ครอบครัวอุปการะให้แก่เด็กในสถานสงเคราะห์และกลุ่มเด็กในภาวะยากลำบากในชุมชน     จัดกิจกรรมให้ครอบครัวและเด็กปฐมวัยได้เรียนรู้และพัฒนาการสื่อสารและสร้างความรักความอบอุ่น และส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัยและเสริมสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัยในสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน พัฒนาและฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจแก่เด็กด้อยโอกาส พร้อมกับสร้างหลักประกันความมั่นคงในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยดำเนินการผ่านกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
        4.4  นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้เข้มงวดต่อการกระทำความผิดเกี่ยวกับการบุกรุกและการตัดไม้ทำลายป่า พร้อมกับฟื้นฟูปรับปรุงระบบนิเวศการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ ส่งเสริมหลักการคนอยู่ร่วมกับป่า พัฒนางานด้านวนศาสตร์ชุมชน ดำเนินโครงการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของ ภายใต้กลไก REDD ในบริบทของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการดูแลป่าไม้ และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มาจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ พร้อมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยดำเนินโครงการจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล โดยจัดกิจกรรมเก็บขยะใต้ท้องทะเลและริมชายหาดเพื่อสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ได้สนับสนุนเงินอุดหนุนและเงินกู้จากกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อดำเนินโครงการด้านการจัดการมลพิษแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และเอกชน และสนับสนุนเงินกองทุนสิ่งแวดล้อมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2554 โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กองทุนสิ่งแวดล้อมลงอีกร้อยละ 1.0 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย
        การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ได้เร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินที่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดิน และจัดบริการการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดทำระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ระบบตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วม และระบบศูนย์รวมข้อมูลอุทกภัยไทย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายศูนย์เตือนภัยภาคประชาชน เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบพยากรณ์และเตือนภัย และฟื้นฟูความเสียหายจากภัยธรรมชาติและบรรเทาสาธารณภัย โดยเพิ่มศักยภาพระบบพยากรณ์และเตือนภัยด้านน้ำ การจัดทำระบบป้องกันและเตือนภัยธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย รวมทั้งจัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของทุกภาคส่วนให้สามารถรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
        4.5  นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ให้ประชาชนได้ใช้ในชีวิตประจำวันให้ทัดเทียมกับพัฒนาในระดับนานาชาติ และยกมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับ พัฒนาสายงานการวิจัย เพื่อให้นักวิจัยมีระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ พร้อมกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างหน่วยงานสถาบันอุดมศึกษา และสถาบันวิจัย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริหารและจัดการงานวิจัยของประเทศ ที่ได้นำระบบบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (National Research Project Management: NRPM) มาใช้เป็นเครื่องมือบริหารงานวิจัยและงบประมาณการวิจัยของประเทศ และส่งเสริมการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ โดยนำข้อมูลเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้เพื่อการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ อาทิ โครงการพัฒนาระบบให้บริการภูมิสารสนเทศพร้อมใช้เพื่อการเฝ้าระวังและติดตามทรัพยากร ภัยพิบัติและพืชเศรษฐกิจ และโครงการศึกษาการทรุดตัวของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากภาพถ่ายดาวเทียมเรดาห์
4.6    นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐบาลได้ส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศ     
อื่น ๆ ในเอเชียภายใต้กรอบความร่วมมือด้านต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง และดำเนินโครงการด้านการทูตวัฒนธรรมการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยตามแผนยุทธศาสตร์โดยสื่อชั้นนำของโลก พร้อมกับคุ้มครองผลประโยชน์และดูแลคนไทยและแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยส่งเสริมบทบาทและความแข็งแกร่งของชุมชนชาวไทยในการรักษาเอกลักษณ์และความเป็นไทยโดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการทูตเพื่อประชาชน นอกจากนี้ได้ดำเนินการเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าประเทศไทยกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ด้วยหลักการตามแนวพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
        4.7  นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รัฐบาลได้ดำเนินโครงการยกระดับและพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของส่วนราชการ จังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล พัฒนาและส่งเสริมระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐ โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดตำแหน่งให้มีความคล่องตัว มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพข้าราชการ พร้อมกับพัฒนาสมรรถนะของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง ดำเนินโครงการวางระบบและพัฒนากลไกการพัฒนาด้วยวิธีการเรียนรู้ทางไกลและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e - Learning) และเตรียมความพร้อมสู่การรวมตัวประชาคมอาเซียน รวมทั้งเสริมสร้างประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ได้พัฒนารูปแบบ แนวทางการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ และวางแผนยกระดับคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) ให้สามารถปฏิบัติงานยกระดับธรรมาภิบาลจังหวัดให้มีผลอย่างเป็นรูปธรรม
        ด้านกฎหมายและการยุติธรรมรัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินการปฏิรูประบบกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย และหลักนิติธรรมรวมทั้งทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยการพัฒนากฎหมายและจัดตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินการเพื่อเป็นหลักประกันการใช้กฎหมายด้วยความเป็นธรรม สุจริต ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน  พร้อมกับขับเคลื่อนโครงการคืนคนดีสู่สังคมเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พ้นโทษให้มีงานทำในระยะแรกที่พ้นโทษ นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชน และสื่อสาธารณะทุกประเภทได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม โดยพัฒนาศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ให้เป็นหน่วยงานต้นแบบระดับภูมิภาคทั่วประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐผ่านเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นของประชาชน พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารโดยใช้สื่อต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพ

       
 

 

การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี 2555(13 กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ปี 2555 ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ในการประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2555 แล้ว ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ ดังนี้
        1. เร่งรัดดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับการผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2553 ที่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ทั้งนี้ ไม่เกินวันที่ 14 มิถุนายน 2555 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
        1.1 กระทรวงมหาดไทย (มท.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกประกาศผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวแก่แรงงานต่างด้าวตามข้อ 1 โดยให้อยู่ในราชอาณาจักรถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 เพื่อไปดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ และไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 รวมทั้งให้ มท. ออกประกาศรับรองการใช้เอกสารแทนหนังสือเดินทาง และ กำหนดเงื่อนไขรองรับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อไปพิสูจน์สัญชาติในประเทศของตน รวมทั้งออกประกาศยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา โดยมิให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 12 (3) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ให้สามารถใช้หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport) หรือเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity) เพื่อขอรับการตรวจลงตราและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นเวลา 2 ปี สามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และสามารถทำงานเป็นกรรมกรหรือรับจ้างทำงานด้วยกำลังกายได้ (ในกรณีประกาศฉบับเดิมไม่ครอบคลุมถึง)
        1.2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการรับตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant-LA) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 2 ปี ให้แก่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติและถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และสามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่ตั้งขึ้น หรือด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือในสถานที่อื่น ๆ ตามความเหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นายจ้างที่จะพาแรงงานต่างด้าวไปดำเนินการ โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาทและสามารถขออยู่ต่อได้อีกครั้งเดียวค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท เช่นกัน
        1.3 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแก่แรงงานต่างด้าวหลบหนี  เข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับการขยายเวลาให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 โดยแรงงานต่างด้าวชำระค่าตรวจสุขภาพและค่าประกันสุขภาพ ในอัตราที่ สธ. กำหนด
        1.4 กรมการจัดหางาน ดำเนินการพิจารณาอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับการขยายเวลาการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรจนถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 โดยแรงงานต่างด้าวต้องยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และดำเนินการเร่งรัดให้แรงงานต่างด้าวดังกล่าวเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ ให้แล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด เมื่อแรงงานต่างด้าวได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้ยื่นคำขอใบอนุญาตทำงานใหม่ โดยชำระค่าคำขอและค่าธรรมเนียมในอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกัน
        1.5 สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม
        1.6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการปราบปราม จับกุม ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์สัญชาติและลักลอบทำงานรวมทั้งนายจ้างที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าว ผู้นำพาและผู้ให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
        ในระหว่างที่ดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย หรือกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติให้แรงงานต่างพม่า ลาว และกัมพูชา ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติไปพลางก่อนได้
    2. การพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและได้รับอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 ซึ่งใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้
        2.1 มท. ดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รับรองการใช้เอกสารแทนหนังสือเดินทางของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ออกประกาศกำหนดเงื่อนไขรองรับการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา เพื่อไปพิสูจน์สัญชาติในประเทศของตน รวมทั้งออกประกาศยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะสำหรับคนต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา โดยมิให้นำบทบัญญัติตามมาตรา 12 (3) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาใช้บังคับกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วให้สามารถใช้หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport) หรือเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity) เพื่อขอรับการตรวจลงตราและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นเวลา 2 ปี สามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี และสามารถทำงานเป็นกรรมกรหรือรับจ้างทำงานด้วยกำลังกายได้
        2.2 กระทรวงการต่างประเทศ มอบอำนาจให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินการรับตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant-LA) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 2 ปี ให้แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ และถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และสามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี
        2.3 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่ในจำนวนที่เหมาะสมเพื่อรับตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant-LA) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา 2 ปี ให้แก่แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติและถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และสามารถขออยู่ในราชอาณาจักรได้อีกครั้งเดียวระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ณ ศูนย์พิสูจน์สัญชาติที่ตั้งขึ้น หรือด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือในสถานที่อื่น ๆ ตามความเหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นายจ้างที่จะพาแรงงานต่างด้าวไปดำเนินการ โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท และสามารถขออยู่ต่อได้อีกครั้งเดียวค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท เช่นกัน
        2.4 สธ.ดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ
        2.5 กรมการจัดหางาน พิจารณาอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านมาพิสูจน์สัญชาติและได้รับการตรวจลงตรา (Non-Immigrant-LA) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยแรงงานต่างด้าวต้องยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานในช่วงเวลาที่ทับซ้อนกัน
        2.6 สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการให้แรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติได้เข้าสู่ระบบประกันสังคม
        2.7 ตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในการปราบปราม จับกุม ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าวที่ไม่พิสูจน์สัญชาติและลักลอบทำงานภายหลังสิ้นสุดการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแล้ว รวมทั้งนายจ้างที่ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าว ผู้นำพา และผู้ให้ที่พักพิงแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
    ในระหว่างที่ดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย หรือกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ ให้แรงงานพม่า ลาว และกัมพูชา ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติไปพลางก่อนได้
    3. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราให้แก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ และแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่เข้ามาทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐ (MOU) จากอัตราปกติ 2,000 บาท เหลือ 500 บาท และสามารถอยู่ต่อได้อีกครั้งเดียวค่าธรรมเนียมในอัตราปกติ 500 บาท เช่นกัน โดยให้มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับซึ่งเท่ากับระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตทำงาน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้
        3.1 มท. ออกกฎกระทรวงมารองรับในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว   ในอัตรา 500 บาท และสามารถขออยู่ต่อได้อีกครั้งเดียว ค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท เช่นกัน โดยให้มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้
        3.2  สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการดังนี้
              3.2.1 กรณีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาวและกัมพูชานำเข้าโดยถูกต้องตามกฎหมายตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานระหว่างรัฐ (MOU) ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ด่านตรวจคนเข้าเมือง ทุกแห่งที่แรงงานต่างด้าวเดินทางเข้ามา) ประทับตราอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลา  2 ปี เมื่อแรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรครบกำหนดระยะเวลาอนุญาตแล้วหากประสงค์จะอยู่ในราชอาณาจักรต่อไปอีกเพื่อทำงาน ให้สามารถขออยู่ต่อได้อีกครั้งเดียวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท
              3.2.2 กรณีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวและประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลา  2 ปี โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท และสามารถขออยู่ต่อได้อีกครั้งเดียวค่าธรรมเนียมในอัตรา 500 บาท เช่นกัน
    4. การขยายเวลาการเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 เห็นควรให้ขยายเวลาการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ออกไปอีก 1 ปีโดยให้กรมการจัดหางานออกกฎกระทรวงมารองรับการดำเนินการ
ทั้งนี้ กรอบระยะการดำเนินการให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการได้ทันทีนับแต่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ โดยไม่ต้องรอการยืนยันจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 

การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลบังกลาเทศ (13 กุมภาพันธ์ 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
    1. อนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลบังกลาเทศ โดยมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิได้ทำให้สาระสำคัญใน   ร่างบันทึกความเข้าใจฯ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่จะดำเนินการได้
    2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ดำเนินการออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
    สาระสำคัญของเรื่อง
    พณ. รายงานว่า
    บันทึกความเข้าใจฯ ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลบังกลาเทศยังคงมีเนื้อหาสาระเดิม โดยเป็นกรอบข้อตกลงกว้าง ๆ และมีการกำหนดเงื่อนไขการซื้อขายที่ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดการค้าข้าวและภาวะการผลิตข้าวของแต่ละประเทศ ทำให้ไม่มีผลผูกมัดไทยที่จะต้องขายข้าวให้บังกลาเทศ รวมทั้งการซื้อขายข้าวจะใช้ราคาตลาดระหว่างประเทศ จึงไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด

 

ผลการประชุมการทบทวนนโยบายการค้าของไทย (Trade Policy Review) ภายใต้องค์การการค้าโลก (13 กุมภาพันธ์ 2555)

     คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมการทบทวนนโยบายการค้าของไทย ครั้งที่ 6 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับประเด็นสำคัญที่สมาชิกหยิบยกในระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายการค้าของไทย ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
     สาระสำคัญของเรื่อง
    พณ. รายงานว่า  
     1. ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องรับการทบทวนนโยบายการค้าจากที่ประชุมองค์กรทบทวนนโยบายการค้า (Trade Policy Review Body : TPRB) ทุก ๆ 4 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกได้ทราบและเข้าใจนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกที่ได้รับการทบทวน  อันจะเป็นการช่วยลดความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศลงได้    ในขณะเดียวกันก็เป็นการสะท้อนให้เห็นมุมมองของสมาชิกอื่น ๆ ต่อความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายและมาตรการทางการค้าของประเทศที่ได้รับการทบทวน  ซึ่งหากไม่มีการชี้แจงปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องเหมาะสมแล้ว  อาจมีผลต่อเนื่องไปสู่การร้องเรียน ในกระบวนการระงับข้อพิพาทต่อไปได้   
     2. การทบทวนนโยบายการค้าของไทยภายใต้องค์การการค้าโลกเป็นกระบวนการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี 2554 โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงานทบทวนนโยบายการค้าของไทยเพื่อเสนอต่อสมาชิก  รวมทั้งจัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานไทยและฝ่ายเลขาธิการขององค์การการค้าโลกเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ปรากฏในร่างรายงานนโยบายการค้าของไทยฉบับที่ฝ่ายเลขาธิการขององค์การการค้าโลกได้จัดทำขึ้น  ซึ่งรายงานทั้งสองฉบับได้ถูกเวียนเพื่อเป็นข้อมูลให้สมาชิกใช้ประกอบการประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนนโยบายการค้าของไทยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 และสมาชิกให้ความสนใจสอบถามเกี่ยวกับนโยบายการค้าของไทย  ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถามของสมาชิก  
     3. ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลกหลายประเทศมีข้อกังวลต่อนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการค้าของไทยหลายประการ ดังนี้  
         3.1 ความล่าช้าในการปรับโครงสร้างในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงด้านทรัพย์สินทางปัญญา การแปรรูปองค์กรของรัฐ (Privatization) การเปิดเสรีด้านการค้า บริการ และการลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ และกระทบต่อปริมาณการลงทุนของต่างชาติ (FDI)  
        3.2 การปรับปรุงระบบโครงสร้างภาษีศุลกากร รวมถึงปัญหาการรับสินบนของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรและระบบการให้รางวัลนำจับกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร  
        3.3 ระบบโครงสร้างภาษีภายในประเทศของไทยที่มีความยุ่งยากซับซ้อน
        3.4 การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีซึ่งส่งผลให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนในเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ของแต่ละความตกลง โดยเรียกว่าผลกระทบผัดไทย (Pad Thai Effect)
        3.5 นโยบายด้านการลงทุนของไทยที่ต้องการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน เช่น ข้อจำกัดในเรื่องการถือครองหุ้นของต่างชาติ และข้อจำกัดเรื่องกฎระเบียบในบางสาขาเฉพาะ รวมทั้งความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการชำระภาษี  และปัจจัยจากความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วยเช่นกัน  
        3.6 ข้อจำกัดภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและข้อจำกัดในสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ต่างชาติถูกจำกัดไม่ให้ถือครองเกินร้อยละ 49 โดยเฉพาะในสาขาโทรคมนาคม ประกันภัย และโลจิสติกส์ รวมทั้งความสอดคล้องกับพันธกรณีของไทยภายใต้องค์การการค้าโลกในกรณีการให้สิทธิพิเศษของไทยต่อสหรัฐฯ ภายใต้สนธิสัญญาไมตรี  
        3.7 การละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์และการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษอย่างมีประสิทธิภาพ  
        3.8 ประเด็นอื่น ๆ เช่น การออกระเบียบกำหนดมาตรฐานสำหรับสินค้าขั้นกลาง การออกกฎระเบียบว่าการขึ้นทะเบียนยาขององค์การอาหารและยา ด้วยการติดฉลากเตือนบนสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การให้สิทธิพิเศษกับองค์การเภสัชกรรม ในการได้รับการพิจารณาจัดซื้อยาโดยโรงพยาบาลของรัฐก่อน  การประกาศของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องการกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว  และกรณีการให้ใบอนุญาตให้บริการ 3G ที่ล่าช้าเนื่องจากกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้น
    4. การทบทวนนโยบายการค้าเป็นเรื่องที่สมาชิกองค์การการค้าโลกให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเป็นกระบวนการใช้ในการติดตามตรวจสอบนโยบายและกฎหมายการค้าการลงทุนของสมาชิก  ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกในการลงทุนในประเทศไทย  ในการประชุมทบทวนนโยบายการค้าของไทยภายใต้องค์การการค้าโลก ครั้งที่ 6 นี้ สมาชิกได้ให้ความสนใจโดยมีคำถามกว่า 400 คำถาม จากสมาชิกกว่า 20 ประเทศ  ซึ่งมากกว่าในการประชุมครั้งที่ 5 เมื่อปี 2550 โดยในคราวนั้นประเทศไทยได้รับคำถามประมาณ 100 คำถาม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้น เช่น ประเด็นเรื่องสนธิสัญญาไมตรีระหว่างไทย-สหรัฐฯ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ความยุ่งยากซับซ้อนและไม่โปร่งใสของระบบโครงสร้างภาษีศุลกากรและภาษีภายในประเทศ  ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและข้อจำกัดในภาคการลงทุนและบริการ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำถามที่เคยถูกยกขึ้นมาแล้วในการทบทวนนโยบายการค้าของไทยเมื่อ 4 ปีก่อน  และสมาชิกก็จับตาดูอยู่ว่าไทยจะกำหนดนโยบายเรื่องดังกล่าวไปในทิศทางใด  ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมีความเห็นว่ารัฐบาลควรถือโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้าง  และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไปพร้อม ๆ กันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกโดยเฉพาะในด้านการลงทุน  
    5. พณ. ได้จัดทำตารางสรุปประเด็นสำคัญที่สมาชิกหยิบยกในระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายการค้าของไทยเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  

 

ขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลังเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าก่อสร้างงานโยธา(13 กุมภาพันธ์ 2555)

ขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลังเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าก่อสร้างงานโยธา และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการและควบคุมงานก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ
  

 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ
    1. เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง (กค.) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าก่อสร้างงานโยธา กรอบวงเงิน 52,460 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ กรอบวงเงิน 732 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธา กรอบวงเงิน 1,221 ล้านบาท รวมกรอบวงเงินทั้งสิ้น 54,413 ล้านบาท
    2. เห็นชอบให้ รฟม. กู้เงินต่อจาก กค. สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารและควบคุมงาน และค่า Provision sum ของงานโยธา กรอบวงเงิน 17,838 ล้านบาท
    3. ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) พิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่ รฟม. เพื่อใช้ชำระหนี้คืนแก่แหล่งเงินกู้โดยตรง ทั้งในส่วนเงินต้นดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ กค. จะได้ตกลง กับ รฟม. ต่อไป โดยให้ รฟม. ทยอยกู้เงินต่อจาก กค. เป็นงวด ๆ ตามความเหมาะสมและจำเป็น
    ทั้งนี้ ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจัดทำแผนการดำเนินงานโครงการก่อสร้าง แผนการกู้เงินและแผนการเบิกจ่ายเงินกู้ และการบริหารจัดการแผนดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามแผนการใช้จ่ายจริง เพื่อไม่ให้เกิดภาระในด้านดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องอันจะก่อให้เกิดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาวได้ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

 

เวทีสาธารณะ ครั้งที่ 4 : จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทยครั้งที่ 4

2012-02-28

หัวข้อ “แนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว กับประเด็นท้าทายเรื่องการค้า-สิ่งแวดล้อม และโลกร้อน”

โครงการ “เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย”

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ ห้องคริสตัล ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค ถ.ราชปรารภ

จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการ แบบตอบรับและแผนที่โรงแรมได้ที่นี่

by ThaiWebExpert