เอกสารประกอบการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ : จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย

“Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2555 เวลา 8.30-16.30 น. ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้

เศรษฐกิจสีเขียวและกรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
และข้อเสนอแนะท่าทีของประเทศไทยต่อการร่วมประชุม Rio+20
โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
ท่าทีของประเทศต่างๆ ต่อหัวข้อหลักของการประชุม Rio+20
โดย คุณวิจิตร กุลเดชคุณา
การดำเนินงานในประเทศไทยด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดย รศ.ดร. โสภารัตน์ จารุสมบัติ

บรรยายพิเศษ หัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว”
โดย ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน
โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุมได้ที่นี่

แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

โดยคมชัดลึก วันที่ 7 มิถุนายน 2555

 แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ณ โรงแรมสยามซิตี้ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ: Rio+20 สู่สังคมไทย “ Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย อ.สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุดโต่งทำให้สังคมโลกต้องหันกลับมาทบทวนวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และมองหาอนาคตที่เราต้องการ ซึ่งในวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกครั้ง

และระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีหัวข้อหลัก 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ส่งผลให้ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อ ๆ ไป และจะต้องมีความสมดุลของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ เสาด้านเศรษฐกิจ เสาด้านสังคม และเสาด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่มากทั้งในเวทีการเจรจาและแวดวงวิชาการ โดยมีแนวโน้มว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเอง จึงเป็นการบ้านว่าไทยจะต้องมากำหนดแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของเราเอง

ด้านนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเจรจาเอกสารผลลัพธ์ซึ่งขณะนี้คณะผู้แทนไทยกำลังร่วมเจรจาอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนที่จะเริ่มการประชุม Rio+20 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการประชุม Rio+20 นั้น ทางสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ช่วยกันทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมเจรจาของคณะผู้แทนไทย และให้ข้อมูลที่มีค่าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่องค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมและมีบทบาทในกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดเดาได้ว่าการประชุม Rio+20 จะมีความคืบหน้าล่าช้าเพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก

ขณะที่ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงพัฒนาการของการที่ยั่งยืน แนวคิดของกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศในสาขาต่าง ๆ และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบในเชิงจิตใจจากภูมิปัญญาตะวันออก พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นไว้ 8 ประการ คือ (1) องค์กรกำกับดูแลการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนจากคณะกรรมการมาเป็นคณะมนตรีควรศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ว่ามีข้อดีและข้อบกพร่องอย่างไร และควรจัดตั้งในลักษณะใด (2) ปรับปรุงองค์กรที่มีอยู่ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดคืออะไร คำตัดสินหรือมติขององค์กรเป็นเพียงข้อเสนอแนะหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มแข็งและการบูรณาการของ 3 เสาหลัก รวมถึงปรับปรุงบทบาทของสถาบัน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (3) การประสานงานระหว่างองค์การชำนาญพิเศษทั้งหลาย ยกระดับการปรับปรุงองค์กรและการทำงานควบคู่กัน แต่ปัญหาคือไม่มีใครมีอำนาจและขาดงบประมาณ 4. การปรับปรุงความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การปรับปรุงความเชื่อมโยงขององค์กรส่วนภูมิภาคกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 6. ยกระดับ Rio+20 ให้เป็นองค์กรระดับโลก โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน 7. การประสานกับองค์กรภูมิภาค และ 8. การสร้างระบอบกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบเชิงสถาบันของภูมิภาค โดยสร้างความสนใจและสร้างกรอบเชิงสถาบันเฉพาะเรื่อง

สำหรับกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศกับกรอบเชิงจิตใจนั้น กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาแห่งตะวันออกฝึกฝนอบรมให้คนมีสติทุกขณะ ดังเช่นพุทธศาสนาที่ใช้ “ทางสายกลาง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตะวันตก เป็นความเด็ดขาดในการควบคุมกิเลส ให้รู้จักพอ เติบโตอย่างพอเพียงตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เบียดเบียนคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ขัดกับระบบทุนนิยม จึงเป็นกรอบที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเป็นจริงได้ ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพิเศษ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกของกรอบภายนอกขององค์กรว่าควรเป็นอย่างไร กรอบภายในประเทศควรเป็นเช่นไร สร้างวินัยตนเองให้มีความพอเพียง สร้างบทบาทของภาคประชาสังคม มีการฝึกอบรมระดับรากหญ้า และองค์กรต่าง ๆ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงกรอบภายในจิตใจและนอกจิตใจควรจะเดินคู่ขนานไปด้วยกันหรือจะบูรณาการร่วมกัน

การสัมมนาครั้งนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือจับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว” โดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตลอด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะบรรลุผล เนื่องจากปัญหาของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่สำคัญคือ ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การขาดความเป็นธรรมในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร และการบริโภคทรัพยากรเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับได้ ซึ่งล้วนมีรากเหง้ามาจากความโลภหรือความต้องการที่ไม่มีวันพอในจิตใจคน

แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าความโลภเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องกำกับโดยใช้กฎหมาย กฎระเบียบ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างแรงจูงใจด้านราคา และใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองปัญหาให้ลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหามาจากการขาดความพัฒนาทางศีลธรรมและปัญญา การพัฒนาจิตใจซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกโดยเฉพาะแนวพุทธมองว่ามนุษย์แก้ไขได้ พัฒนาได้ ทำให้ความโลภลดลงได้ โดยยกตัวอย่างการประยุกต์วิถีพุทธที่พระพรหมคุณาภรณ์เสนอในการพัฒนามนุษย์ ประกอบด้วย การพัฒนาพฤติกรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญา ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาตะวันออกที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความมีเหตุผล ความพอเพียง และการมีคุณธรรมบวกปัญญา

หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งใช้เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนและสิทธิของสัตว์ การคุ้มครองเด็กและสตรี การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และการบริโภคที่ไม่เกินเลย รวมถึงมรรค 8 ในอริยสัจ 4 ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาสติ (มีสติรู้ตัวตลอด) สัมมาทิฏฐิ (มีปัญญาเห็นชอบ) และการใช้หลักโยนิโสมนสิการเพื่อป้องกันการบริโภคที่เกิน “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธไม่ขัดกับเศรษฐกิจสีเขียวที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจิตใจเข้าไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์กล่าวสรุป

ภาพ: http://www.komchadluek.net/detail/20120601/131792/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A8%E0%B8%81.%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99.html

ปตท. ร่วมมือ เนคเทค เปิดใช้งานระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ลดโลกร้อน ลดต้นทุนผลิตน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ThaiPR.net วันที่ 7 มิถุนายน 2555

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีเปิดระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ในโครงการพัฒนาและประเมินผลการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ระหว่าง ปตท.และ เนคเทค ณ ศูนย์ฝึกอบรมวังน้อย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย นางรัตนาวลี อินโอชานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ร่วมกับ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดต่างๆ รวมทั้งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานของเซลล์แสงอาทิตย์เหล่านั้น

นางรัตนาวลี เปิดเผยว่า ปตท. และ เนคเทค ได้ร่วมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากปิโตรเลียม รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมของประเทศและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการนี้ โครงการดังกล่าว จำเป็นต้องคัดสรรเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดต้นทุนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ทั้งในส่วนของการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าและ พื้นที่ติดตั้งโดยได้คัดเลือกเซลล์แสงอาทิตย์และทำการติดตั้งเพื่อศึกษาวิจัยในโครงการฯ ณ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. รวมทั้งสิ้น 7 ชนิด กำลังการผลิตรวม 10 กิโลวัตต์ ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าว มีทั้งระบบปรับมุมรับแสงอาทิตย์อัตโนมัติ และแบบติดตั้งติดอยู่กับที่ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบถึงผลการผลิตไฟฟ้าที่ได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และมีความคุ้มค่าในการใช้งานระบบดังกล่าวหรือไม่ โดยการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลจะเป็นตามมาตรฐาน IEC (International Electrotechnical Commission)

ดร.พันธ์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนคเทค ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Technology Laboratory (STL) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 โดยเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้มีการใช้งานได้อย่างอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศอย่างมาก ปัจจุบันเนคเทคมีบุคลากรด้านการวิจัยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ในระดับสากล ในการดำเนินโครงการพัฒนาและประเมินผลการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าว ทีมห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์จากเนคเทคร่วมกับทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ได้ใช้องค์ความรู้ทำการประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าเทคโนโลยีของเซลล์แสงอาทิตย์แบบใดมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของประเทศไทย

ผลการศึกษาวิจัยจากโครงการดังกล่าวนี้ จะเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและนำเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้งานในประเทศ นำไปสู่การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเลือกใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่เหมาะสม โดยสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้น ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

โลกร้อนจนเป็นคดี

ผู้เขียน: 
รัตนาภรณ์ อาณาประโยชน์.....ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ MEAs Think Tank

คดีโลกร้อนเป็นคดีทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกจับตามองและมีข้อกังขามากมาย จากการที่ภาครัฐในนามกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมป่าไม้เป็นโจทย์ฟ้องร้องคดีแพ่งต่อชาวบ้านและเกษตรกรในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและเป็นตัวการทำให้โลกร้อนขึ้น
ความไม่ธรรมดาของคดีนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่องการประเมินค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จากนักวิชาการในกรมอุทยานฯ ในด้านการทำลายป่า สร้างความเสียหายกับดิน โดยค่าความเสียหายที่สำคัญมาจากอากาศที่ร้อนมากขึ้นซึ่งเป็นมูลค่าสูงถึง 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งมีที่มาจากคำนวนกลับเป็นค่าไฟฟ้าที่ใช้กรณีเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิของพื้นที่ลงมา
ในขณะที่จำเลยผู้ถูกฟ้องร้องในคดีเป็นชาวบ้านผู้ได้ชื่อว่าอาศัยและดำรงชีพอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน จนถึงขณะนี้ประมาณการคดีฟ้องร้องเกษตรกรในกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย จำนวน 19 คดี จาก 34 ราย รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นกว่า 13 ล้านบาท (คาดกรณีฟ้องร้องเกษตรกรทั่วประเทศถึงกว่า 2,000 ราย)  
กลุ่มเครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยร่วมกับคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายได้จัดเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่องแบบจำลองความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากคดีโลกร้อนขึ้น เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 โดยมีทีมนักวิชาการร่วมให้ข้อมูล จากวงเสวนาพบความไม่ชอบมาพากลของการใช้แบบจำลองนี้ตั้งแต่ความชัดเจน/เหมาะสม สมมุติฐานการวิจัย การอ้างอิงงานศึกษา และแม้กระทั้งเรื่องความถูกต้องทางวิชาการของแบบจำลองที่นำมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในเลือกใช้วิธีการนี้เพื่อเอาผิดกับเกษตรกรผู้เสียหาย
ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ให้น้ำหนักต่อการเลือกใช้แบบจำลองและวิธีการประเมินที่มีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ โดยเน้นย้ำประเด็นการสูญหายและพังทลายของดินต้องคิดจากสิ่งปกคลุมดิน ซึ่งหมายรวมถึงหญ้า ก้อนหินและซาก (Litter) ไม่ใช่เพียงไม้เรือนยอดของต้นไม้ที่ปกคลุมดิน ฉะนั้นการทำลายป่าจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อดิน หากแต่เป็นเรื่องการจัดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภายหลังที่สูญเสียต้นไม้ไปได้อย่างไร ซึ่งขัดแย้งกับแบบจำลองที่คิดเฉพาะเรื่องพื้นที่หน้าตัดของต้นไม้ต่อไร่เป็นตัวแปรหลักในการป้องกันการกัดเซาะของดินไม่ใช่สิ่งปกคลุมดินตามข้อเท็จจริง
แม้แต่เรื่องการประเมินอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้น จากการศึกษาในอดีต(ช่วง 60 ปีที่ผ่านมา) พบว่าอุณหภูมิระหว่างป่าดงดิบและพื้นที่โล่งเตียนไม่มีความแตกต่างจากในปัจจุบันเลย ซึ่งชี้ให้เห็นจุดอ่อนของแบบจำลองที่ใช้ที่เปรียบเทียบในช่วงเวลาสั้นๆ รวมถึงพื้นที่จริงที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองก็ไม่ใช่พื้นที่โล่งเตียน หากเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจทางการเกษตร
เช่นเดียวกับที่ รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มจธ. ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองเป็นเพียงเครื่องมือทดสอบทฤษฎีที่ตั้งขึ้น ซึ่งการใช้ย่อมมีข้อจำกัดที่ควรคำนึงถึง อีกทั้งต้องมีการพิสูจน์และทดสอบทฤษฎีนั้นๆว่าเป็นจริงเพียงใด ซึ่งจากแบบจำลองที่ประเมินค่าความเสียหายนั้นยังพบข้อผิดพลาดและความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นโลกร้อนนั้น แม้ในระดับนานาชาติก็ตามค้นพบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์มีระยะเวลาร่วมร้อยๆปีจึงส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ดังนั้นข้อมูลจากการวิจัยเพียง 5 – 6 ปี ยังไม่สามารถนำมาประเมินได้
ด้าน ผศ.ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็สนับสนุนเรื่องความไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมของการใช้แบบจำลอง กระบวนการวิจัย  การอ้างอิงผลงานตนเองและการรับรองผลงาน   โดยชี้ประเด็นการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นการประเด็นที่ซับซ้อนสำหรับเป็นการประเมินจำนวนชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ศึกษา แต่พบว่าแบบประเมินกลับให้น้ำหนักกับเพียงปริมาณต้นไม้ที่พบในบริเวณนั้น
ขณะที่ รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของป่าไม้ของแบบจำลองนั้น ขาดความครบถ้วนรอบด้าน อีกทั้งการคำนวนต้นทุนทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปตามหลัก Replacement Cost Method มาใช้ในการประเมินค่าเสียหายนั้นไม่ได้ยืนบนหลักการทดแทนที่มีคุณภาพ/เท่าเทียมกัน การใช้วิธีการที่มีต้นทุนต่ำสุดมาชดเชยและความเต็มใจจ่ายเพื่อการชดเชยของประชาชนเอง ส่งผลให้มีการทดแทนที่ไม่เหมาะสม เช่น ทดแทนดินที่สูญเสียไปด้วยการถมดินคืน ลดอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศ แม้แต่ประเด็นการประเมินต้นทุนที่สูงเกินความเป็นจริงจากการอ้างอิงราคาคาร์บอนไดออกไซต์จากตลาดคาร์บอนยุโรปที่มีราคาแกว่งตัวและสูงเกินไป  
ทางฝั่งของเกษตรกรผู้ถูกฟ้องร้องและคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนฯ ได้ให้ข้อมูลในส่วนของสาเหตุของการฟ้องร้องมาจากที่ภาครัฐพยายามดำเนินคดีกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้การอาศัยและทำกินจะมีมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม ด้านคณะทำงานฯก็เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้แบบจำลองหากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ
ปิดท้ายด้วยความเห็นของดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมในประเด็นความไม่ชัดเจนของแนวคิดทางวิชาการที่ใช้ในการคิดความเสียหายและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายหลังการตัดต้นไม้ ซึ่งผู้ฟ้องไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าอุณหภูมิในพื้นที่สูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียสก่อให้เกิดผลกระทบใดตามมา รวมทั้งเรื่องต้นตอของปัญหาฟ้องร้องในครั้งนี้แท้จริงเกิดจากการที่ “คนบุกรุกป่า หรือกฎหมายบุกรุกคน” กันแน่ อ้างอิงจากพระราชดำรัสของในหลวงที่พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันรพี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2516 ใจความตอนหนึ่งว่า “ในป่าสงวนซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่าเป็นป่าสงวนหรือป่าจำแนก แต่ว่าเมื่อเราขีดเส้นไว้ประชาชนก็อยู่ในนั้นแล้ว เขาจะเอากฎหมายป่าสงวนไปบังคับคนที่ยังอยู่ในป่าที่พึ่งสงวนทีหลัง โดยขีดเส้นบนแผ่นกระดาษก็ดูชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อขีดเส้นแล้ว ประชาชนที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็นฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดูในทางกฎหมายเข้าก็ฝ่าฝืน เพราะตราเป็นกฎหมายอันชอบธรรม แต่ถ้าดูตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมายก็ผู้ขีดเส้นนั่นเอง เพราะว่าบุคคลผู้อยู่ในป่านั้นเขาอยู่ก่อน เขามีสิทธิในความเป็นมนุษย์ หมายความว่าทางราชการบุกรุกบุคคลไม่ใช่บุคคลรุกบ้านเมือง”

การคิดคำนวณค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
1.ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
2.ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ คิดเป็นมูลค่า 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี
3.ค่าเสียหายทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่า 5,400 บาทต่อปี
4.ค่าเสียหายทำให้ดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
5.ค่าเสียหายการสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
6.ค่าเสียหายทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน คิดเป็นมูลค่า 600 บาทต่อไร่ต่อปี
7.ค่าเสียหายทางตรงจากการทำลายป่าแต่ละประเภท ประกอบด้วย การทำลายป่าดงดิบ คิดเป็นมูลค่า 61,263.36 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเบญจพรรณ คิดเป็นมูลค่า 42,577.75 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเต็งรัง คิดเป็นมูลค่า 18,634.19 บาทต่อไร่ต่อปี

 

 

ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่องว่าท้ายที่สุดแล้ว แบบจำลองที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องนี้จะได้รับการประกาศยกเลิกหรือไม่  กฎหมายจะสร้างความเป็นธรรมและคุ้มครองประชาชนได้หรือเปล่า และแม้แต่ผู้มีอำนาจควรมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน  

 

ภาพ: http://www.guardian.co.uk/environment/2010/may/27/un-forest-protection-redd

สศค.จับมือUNDPวางนโยบายการคลังแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

โดยกระแสหุ้น วันที่ 1 มิถุนายน 2555

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Programme: UNDP) ในการจัดทำกรอบแผนงานด้านการคลังที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fiscal Framework: CFF) ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนนโยบายการคลังของประเทศที่มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำกรอบแผนงานด้านการคลังที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการ ประกอบด้วยผู้อำนวยการ สศค. เป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงการคลัง

คณะทำงานดังกล่าว มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่ทีมที่ปรึกษาของ UNDP ในการทำการศึกษาการใช้จ่ายภาคสาธารณะและการจัดการเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Public Expenditure and Institutional Review: CPEIR) เพื่อวิเคราะห์รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเชื่อมโยงกับขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นฐานที่สำคัญสำหรับการจัดทำ CFF รวมถึงการผลักดันให้มีการดำเนินการตามแนวทางการศึกษา CPEIR ให้เป็นรูปธรรม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 คณะทำงานฯ ได้ร่วมกับ UNDP จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อเสนอร่างรายงาน CPEIR ต่อหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น พบว่าประเทศไทยมีแผนงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว ซึ่งการจะดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ รัฐบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือจากราชการและเอกชน พร้อมทั้งควรมีการลงทุนในลักษณะของ Green Investment ในขณะที่โครงสร้างงบประมาณในปัจจุบัน พบว่าโครงการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการปรับตัว (Adaptation) มากที่สุด ประมาณร้อยละ 70 ของงบประมาณที่เกี่ยวข้อง และรองลงมาได้แก่โครงการในลักษณะของการบรรเทาปัญหา (Mitigation) ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ซึ่งรัฐบาลควรสร้างกลไกในการเชื่อมโยงโครงการที่เกี่ยวข้องเข้ากับกระบวนการจัดสรรงบประมาณ และมีการกำหนดเป้าหมายด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว โดยที่ปรึกษาจะได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะในการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงในผลการศึกษาต่อไป

สำหรับในส่วนของ สศค. ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... และการผลักดันการจัดตั้ง Carbon Fund ตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อสร้างเครื่องมือที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

มหกรรมวิชาการสกว. : 9 บันดาลสู่งานวิจัย

2012-06-20 10:00
2012-06-24 20:00

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  ( สกว .)  หน่วยงานในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย  พ.ศ.๒๕๓๕  เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ  สกว. ได้ใช้การวิจัยเป็นกลไกสร้างฐานความรู้ สำหรับการแก้ปัญหาให้แก่สังคมตลอดนับแต่การจัดตั้งมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการสนับสนุนการวิจัยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการสร้างความมีเหตุมีผล และการใช้ความรอบรู้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ตลอดจนได้สนองแนวทางพระราชดำริอันทรงคุณค่านานัปการ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗  รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สกว. จึงได้กำหนดจัดงาน “มหกรรมวิชาการ สกว.  วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ  เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัยต่างๆ ที่เป็นความสำเร็จของการใช้ความรู้ เพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อให้ เกิดการรับรู้และเรียนรู้ในระดับสาธารณะ

วัตถุประสงค์

      ๑.  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

      ๒.  เพื่อแสดงผลงานวิจัยที่ สกว. สนับสนุนตามแนวพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท

      ๓.  เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความก้าวหน้าของการวิจัยของไทย

องค์ประกอบของการจัดงาน มี ๔ ส่วน ดังนี้

         นำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบการจัดนิทรรศการ การประชุมวิชาการ ร้านค้า เสวนา การสาธิต และกิจกรรมเวที การแสดงศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมอื่น ๆ

ระยะเวลาการจัดงาน

      ระยะเวลาการดำเนินการรวม   ๕ วัน  

         พิธีเปิด วันที่ ๒๐ มิถุนายน  ๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น.  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานมหกรรมวิชาการฯ

         บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้ระหว่างวันที่ ๒๑ - ๒๔ มิถุนายน  ๒๕๕๕ เวลา ๑๐.๐๐-๒๐.๐๐ น.

         ณ ฮอลล์ ๗-๘ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

 

สามารถติดตามรายละเอียดของงานในส่วนต่างๆ ทั้งในด้านกิจกรรม นิทรรศการและการประชุมวิชาการได้ที่ http://www.trf.or.th/trfexpo2012/

 

 

การประชุมวิชาการ บูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2012-06-21 08:30
2012-06-22 16:00

การประชุมวิชาการ
บูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมกับนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

(Integrating Scientific-Economic-Social Dimensions of ClimateChange into Sustainable Development Policy)
 

วันพฤหัสบดีที่ 21-22 มิถุนายน พ.ศ. 2555เวลา 09.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุม Phoenix 5 ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี

 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่สมดุลของมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบัน เป็นการพัฒนาที่อยู่บนฐานการใช้ทรัพยากรพลังงานฟอสซิลและที่ดินอย่างฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขได้ยากยิ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาวิกฤติระดับโลกซึ่งส่งผลกระทบถึงแต่ละประเทศในระดับที่แตกต่างกันไปตามลักษณะทางกายภาพและบริบททางเศรษฐกิจและสังคม การหาแนวทางในการแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆ และการแสวงหาแนวทางการรับมือและการปรับตัวเพื่อให้สังคมมีความเข้มแข็งโดยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนด้วยการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นโจทย์วิจัยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ให้ความสำคัญ การวิจัยดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจากหลายสาขา (นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และสาขาอื่นๆ)ในลักษณะสหวิทยาการเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง/บูรณาการงานวิจัยข้ามศาสตร์ได้ และเกิดความเข้าใจในทัศนคติและมุมการมองการแก้ไขปัญหาของนักวิจัยสาขาอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากสาขาที่ตนเองเชี่ยวชาญจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ดาวน์โหลดกำหนดการประชุมได้ที่นี่

ภาพ: Our Opportunity in Climate Change

แนะคนกรุงใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลุกจิตสำนึกวันสิ่งแวดล้อมโลก

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 มิถุนายน 2555

กทม.จับมือภาคเอกชนจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก รองผู้ว่าฯ วัลลภ แนะชาว กทม.ปรับพฤติกรรมและเคารพในคุณค่าธรรมชาติ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ผลิต และบริโภคสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมให้การสนับสนุน ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน พร้อมกล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ประเทศทั่วโลกต่างกำหนดให้เป็นวันแห่งการร่วมมือระหว่างชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2555 คือ “Green Economy : Does it include you? คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจแห่งสีเขียว มุ่งถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเศรษฐกิจแห่งสีเขียวจะมุ่งสร้างสรรค์ชีวิตที่สันติสุข สังคมที่ยุติธรรม ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นแนวทางการพัฒนาของทุกประเทศในโลก ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนปรับพฤติกรรมและเคารพในคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ปลุกจิตสำนึกร่วมใจกันดูแลสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย บริโภคอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้รถยนต์ เพิ่มการปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นการคืนสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ รอบตัวเรา

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการก้าวอย่างยั่งยืน สู่เมืองหัวใจสีเขียว การเสวนาหัวข้อ “กรุงเทพฯ หัวใจสีเขียว” การแสดงชุด “รักษ์โลก อย่างยังยืน” และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ การสาธิตการพับกระดาษเหลือใช้ การตรวจวัด “หัวใจสีเขียวในตัวคุณ”

ลำปางพัฒนาสิ่งแวดล้อมไปสู่'เมืองคาร์บอนต่ำ'

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555

ลำปาง / ดร.นิมิตร จิวะสันติการ นายกเทศมนตรีนครลำปาง กล่าวว่า เทศบาลนครลำปางมีนโยบายในการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาสู่เมืองคาร์บอนต่ำ Low Carbon City และวางแผนจัดระเบียบปลูกต้นไม้ในถนนสายต่างๆ ภายในเขตเทศบาลนครลำปาง เพื่อให้มีภูมิทัศน์ที่เหมาะสมสวยงาม ที่สำคัญคือ นอกจากจะให้ร่มเงาแล้ว ยังมีคุณประโยชน์ สามารถช่วยดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ Carbon Monoxide ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี จึงได้จัดฝึกอบรมโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายต่างๆ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมเมืองสู่เมืองคาร์บอนต่ำ ประจำปีงบประมาณ 2555 โดยมีตัวแทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงชุมชนในเขตเทศบาลนครลำปาง รวมจำนวน 120 คน เข้ารับการฝึกอบรม และลงพื้นที่เพื่อดูสถานที่จริงในระหว่างวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมราชาวดี เทศบาลนครลำปาง

นายทะนงศักดิ์ วิกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ วิทยากรผู้ให้ความรู้ในการอบรม กล่าวว่า ทุกวันนี้คนลำปางกำลังเผชิญกับปัญหาจากการขยายตัว การตั้งถิ่นฐานเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง และ ขาดระเบียบ ระบบขนส่งมวลชนที่เป็นวิถีชีวิตชุมชน ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี และพื้นที่สีเขียวในเมืองลำปางกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการก่อสร้าง และการขยายตัวของเมืองดังกล่าว จังหวัดลำปางจึงต้องดำเนินการลดปัญหามลพิษทางอากาศ

"ดร.อานนท์" ชี้ปีนี้น้ำท่วมแน่แต่ไม่รุนแรงรับมือได้ เผยดอนเมือง-กทม.ทรุดตัวเร็ว

ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องเลิศวนาลัย โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) กล่าวในงาน "ความจริงประเทศไทย..(ที่คุณไม่อาจรู้)" เรื่องภัยพิบัตทางธรรมชาติและการเตรียมรับมือว่า ปีนี้ยืนยันว่าน้ำจะท่วมแน่ แต่น้ำท่วมปีนี้ไม่รุนแรงมากนัก ยังอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้

ดร.อานนท์ กล่าวว่า หลายคนอาจยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมดอนเมืองถึงถูกน้ำท่วม ซึ่งจากข้อมูลของ สทอภ.พบว่าดอนเมืองมีอัตราการทรุดตัว 2-3 เซนติเมตรต่อปี รวมถึงกรุงเทพมหานครก็มีอัตราการทรุดตัวที่เร็วขึ้น แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่เคยมีใครนำมารายงาน ซึ่งขณะนี้สทอภ.กำลังพัฒนาเรื่องหการดูความชื้นในดิน รวมถึงข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อทิศทางการไหลของน้ำ จึงต้องมีการอัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เวลา ล่าสุดเตรียมตั้งสถานีเรดาร์ชายฝั่งรวม 18 สถานี เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของคลื่นที่เป็นสาเหตุของการกัดเซาะดินชายฝั่ง

ดร.อานนท์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่บางครั้งการกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งหรือเสริมให้เกิดเร็วขึ้น ที่ผ่านมาประเทศไทยยังโชคดีที่เกิดภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ข้อเสียคือทำให้เราละเลยการเตรียมความพร้อมและความตระหนักใจ ต่อไปนี้เราต้องแก้ปัญหาและรับมือในเชิงรุกมากขึ้น โดยสิ่งแรก คือ ต้องเข้าใจพื้นที่ๆเราอยู่ให้ดีก่อน และสำรวจขีดความสามารถของตนเอง เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีวิธีการรับมือน้ำอย่างไร ดร.อานนท์ ระบุว่า การป้องกันไม่มีสูตรสำเร็จ จะอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละชุมชนว่าจะมีวิธีการอย่างไร และจะสามารถยอมรับกันได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งเราต้องยอมให้น้ำท่วมในส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันส่วนใหญ่เอาไว้ แล้วจะทำอย่างไรให้คนมาพูดกันได้ คือ การนำแผนที่หรือภาพมาวิเคราะห์ ว่าจะมีวิธีการจัดการน้ำอย่างไร จะผันน้ำไปทางไหน เพื่อให้ได้ประโยชน์กับทุกฝ่ายจนนำมาสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยไม่เกิดความขัดแย้ง

"หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคาดการณ์ทิศทางน้ำให้ดี และคำนวนปริมาณฝนที่จะตกว่ามีเท่าใด พร้อมทำแบบจำลองสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศควบคู่กัน ซึ่งดาวเทียมก็มีส่วนช่วยได้อีกทางหนึ่ง คือ สามารถใช้ดูว่าน้ำมาจากทิศทางใด มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ตรงไหน และกระแสน้ำจะไหลไปอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาวิธีการคำนวนฝนจากดาวเทียม ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไม่พร้อมที่จะนำมาใช้ในขณะนี้" ดร.อานนท์ กล่าว

by ThaiWebExpert