ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555(15 มกราคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค               ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ และเห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 จังหวัดเชียงใหม่  ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม และรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
        สาระสำคัญ
    ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2555 ณ จังหวัดเชียงใหม่ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    1.การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ  1) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่  2) ศึกษาและสำรวจเส้นทางการสร้างถนน Motorway เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย  3) เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ภาคเหนือให้แล้วเสร็จทั้งระบบในปี 2560  4) พิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  
    มติที่ประชุม
    1. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง เร่งพิจารณารายละเอียดโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยกำหนดรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนตามที่ได้มีการตกลงร่วมกัน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 รวมทั้งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และทำการศึกษาความเหมาะสมทางการเงินและเศรษฐศาสตร์ของโครงการโดยละเอียด
    2. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) รับไปพิจารณาศึกษาและสำรวจเส้นทางของการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) เส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
    3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการเร่งรัดแผนการพัฒนารถไฟทางคู่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยคำนึงถึงข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการลงทุนของภาครัฐ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
    4. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (การรถไฟแห่งประเทศไทย) รับไปพิจารณาเพิ่มเส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ภายใต้แผนการพัฒนาโครงการพัฒนารถไฟทางคู่ของประเทศไทย  โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้
        2. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน  (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน)  
        ข้อเสนอ 1) ยกระดับจุดผ่อนปรนภาคเหนือตอนบนเป็นด่านถาวร 3 จุด 2) เร่งรัดการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้า บริการ และการท่องเที่ยว และเป็นประตูเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับไปพิจารณาเรื่องการยกระดับจุดผ่อนปรนกิ่วผาวอก และจุดผ่อนปรนบ้านห้วยต้นนุ่นเป็นจุดผ่านแดนถาวร เพื่อให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้าน
        2. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ประสาน สปป.ลาว ในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อให้ดำเนินการเปิดจุดผ่านแดนถาวรระหว่างกัน และมอบหมายหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้านการอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการบริเวณด่านพรมแดน เตรียมความพร้อมรองรับการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวกเป็นจุดผ่านแดนถาวร
        3. มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เร่งรัดการพิจารณาร่างกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทย โดยรวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
        3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการ (เสนอโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)  
        ข้อเสนอ 1) โครงการ Year of MICE (Meeting, Incentive, Convention, and Exhibition) ในปี 2556      2) เร่งรัดแผนบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ชัดเจนและเน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนในพื้นที่  3) การจัดระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวม ทั้งในส่วนของรถโดยสารประจำทางสาธารณะในเส้นทางเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวได้มากขึ้น รวมถึงการปรับปรุงให้รถสี่ล้อแดงเป็นรถติดมิเตอร์เพื่อความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว 4) การส่งเสริมให้มีการอบรมภาษาที่สามเพื่อทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยเฉพาะภาษาเกาหลี  5) การจัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคที่มีการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวหลักระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองท่องเที่ยวรอง โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่เป็นฤดูการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาคนี้
        มติที่ประชุม
        1.  มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ รับไปพิจารณาเตรียมความพร้อมในการประกาศให้ปี 2556 เป็น Year of MICE
        2. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดรูปแบบการบริหารจัดการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีความพร้อมก่อนการเปิดตัวใช้งานในเดือนกันยายน 2555
        3. มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม (สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร) กระทรวงมหาดไทย (กรมโยธาธิการและผังเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดทำแนวทางการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตผังเมืองรวมจังหวัดเชียงใหม่  โดยให้นำผลการศึกษาจากโครงการจัดทำแผนแม่บทและออกแบบเพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเชียงใหม่ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เมื่อปี 2550 มาประกอบการจัดทำแนวทางการพัฒนา
        4. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ร่วมกันดำเนินโครงการฝึกอบรมภาษาต่างประเทศที่มีความจำเป็นให้กับมัคคุเทศก์อย่างต่อเนื่อง โดยประสานกับ สทท. และกกร.
        5. มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดทำปฏิทินท่องเที่ยวภูมิภาคและสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง  เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงกลุ่มพื้นที่
        4. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
         ข้อเสนอ  1) โครงการสร้างฝายชะลอน้ำแบบบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยม
2) การบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร  และป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ
        มติที่ประชุม  มอบหมายให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)  รับข้อเสนอของคณะกรรมกร กกร.  ไปพิจารณาในรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป
        5. การพัฒนาตลาดทุนไทย (เสนอโดย สภาพธุรกิจตลาดทุนไทย)
        ข้อเสนอ 1) พิจารณาเพิ่มข้อกำหนด “เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่ายเงินปันผล  ดอกเบี้ย  ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore  Holding Company and Funds)”  ใน “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์” และ “อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว”  2) โครงการ “การเงินขั้นพื้นฐานเพื่อผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน” 3) การส่งเสริมให้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
        มติที่ประชุม
        1. มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเพิ่มข้อกำหนด  เรื่องการยกเว้นการหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินปันผล ดอกเบี้ย ให้กับบริษัทและกองทุนที่ลงทุนข้ามชาติ (Offshore Holding Company and Funds)  ในอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสภาภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ และอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
        2.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย  ในการดำเนินงานให้ความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ผู้ประกอบการและประชาชนภาคเหนือตอนบน  เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ และขยายกลุ่มเป้าหมายให้รวมถึงกองทุนหมู่บ้าน
        3.  มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารับความเห็นของที่ประชุมไปเร่งรัดการพัฒนาตลาดพันธบัตรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ร่างพระราชบัญญัติเพื่ออนุวัติการภาคผนวกแนบท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวม 3 ฉบับ(15 มกราคม 2555)

                   คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้
                   1. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. .... และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
                   2. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการรับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา  ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
                   สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
                   1. ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. ....
                             1.1 กำหนดให้การดำเนินพิธีการของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยในพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักร เป็นการดำเนินพิธีการในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 5)
                             1.2 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศภาคีตามความตกลงมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงที่รัฐบาลไทยได้ทำไว้กับรัฐบาลของประเทศภาคีตามความตกลงสำหรับการดำเนินพิธีการในพื้นที่ควบคุมร่วมกันแต่ละแห่ง และกำหนดข้อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลประเทศภาคีตามความ         ตกลงที่เข้ามาดำเนินพิธีการในพื้นที่ควบคุมร่วมกันในราชอาณาจักรตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด (ร่างมาตรา 6)
                             1.3 กำหนดให้การกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายไทยเกี่ยวกับการขนส่งข้ามพรมแดนในพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักรเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 9)
                             1.4 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการขนส่งข้ามพรมแดนที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบในพื้นที่ควบคุมร่วมกันในราชอาณาจักรและพื้นที่ควบคุมร่วมกันนอกราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 10 และร่างมาตรา 11)
                             1.5 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจออกระเบียบเพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถดำเนินพิธีการได้อย่างเบ็ดเสร็จในพื้นที่ควบคุมร่วมกันได้ (ร่างมาตรา 12 และร่างมาตรา 13)
                   2. ร่างพระราชบัญญัติการรับขนของทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. ....
                             2.1 กำหนดขอบเขตการใช้บังคับแก่การรับขนของทางถนนด้วยรถจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของในราชอาณาจักรไปยังสถานที่ที่จะระบุให้ส่งมอบของนอกราชอาณาจักร หรือจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของนอกราชอาณาจักรยังสถานที่ที่ระบุให้ส่งมอบของในราชอาณาจักร หรือจากสถานที่ที่ผู้ขนส่งรับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ที่ระบุให้ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่งโดยผ่านเข้ามาในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 4 – ร่างมาตรา 5)
                             2.2 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ขนส่งต้องออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งและการกำหนดรายการในใบตราส่ง ได้แก่ ชื่อและที่อยู่ของผู้ส่ง ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งช่วง ชื่อและที่อยู่ของผู้รับตราส่ง เป็นต้น (ร่างมาตรา 9 –                          ร่างมาตรา 13)
                             2.3 กำหนดหน้าที่และสิทธิของผู้ขนส่งในการตรวจสอบความถูกต้องของรายการที่ปรากฏในใบตราส่งเมื่อได้รับมอบของจากผู้ส่ง และบันทึกข้อแตกต่างไว้ในใบตราส่งในกรณีที่ความแตกต่างนั้นสามารถเห็นได้ประจักษ์ มีหน้าที่ถามเอาคำสั่งจากผู้ส่งทั้งในกรณีที่การรับขนของกลายเป็นพ้นวิสัยหรือดำเนินการต่อไปได้แต่ด้วยเงื่อนไขที่ต่างไปจากสัญญา และในกรณีที่มีพฤติการณ์ขัดขวางการส่งมอบหรือผู้รับตราส่งปฏิเสธไม่ยอมรับมอบของ (ร่างมาตรา 14 – ร่างมาตรา 16)
                             2.4 กำหนดให้ผู้ส่งต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายอันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่เพียงพอของรายละเอียดในใบตราส่งความรับผิดต่อผู้ขนส่งในความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลอื่น ทรัพย์สินของบุคคลอื่น อุปกรณ์ที่ใช้ในการขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นอันเนื่องมาจากความบกพร่องในการบรรจุหีบห่อ และให้ผู้ส่งมีหน้าที่ในการจัดเอกสารที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่พิธีการทางศุลกากรไปกับใบตราส่ง รวมทั้งจัดเอกสารหรือข้อมูลอื่นที่ผู้ขนส่งต้องการหรือดำเนินการให้ผู้ขนส่งสามารถเข้าถึงข้อมูลเช่นว่านั้นได้และต้องรับผิดแก่ผู้ขนส่งในกรณีที่เอกสารและข้อมูลดังกล่าวมีความไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอหรือไม่ครบถ้วน (ร่างมาตรา 18 – ร่างมาตรา 20)
                             2.5 กำหนดให้ผู้ส่งมีหน้าที่ในการแจ้งสภาพอันตรายแห่งของให้ผู้ขนส่งทราบและความรับผิดในการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว (ร่างมาตรา 21 – ร่างมาตรา 22)
                             2.6 กำหนดความผิดและข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีของสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า กรณีที่ถือว่าของนั้นได้สูญหายสิ้นเชิงเนื่องจากล่วงพ้นระยะเวลาส่งมอบของมานานแล้ว และกรณีความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของผู้อื่น (ร่างมาตรา 26 – ร่างมาตรา 28)
                             2.7 กำหนดให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นศาลที่มีเขตอำนาจตาม         ร่างพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 37 – ร่างมาตรา 38)
                             2.8 กำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดจากการรับขนของทางถนนให้มีอายุความหนึ่งปี (ร่างมาตรา 40)
                   3. ร่างพระราชบัญญัติการรับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนนระหว่างประเทศ พ.ศ. ....
                             3.1 กำหนดขอบเขตการใช้บังคับกับสัญญารับขนคนโดยสารและสัมภาระทางถนน โดยรถจากจุดต้นทางจากประเทศหนึ่งไปยังจุดปลายทางอีกประเทศหนึ่ง  ทั้งนี้ ไม่ว่าสัญญารับขนดังกล่าวจะมีบำเหน็จหรือไม่ก็ตาม                       (ร่างมาตรา 5)
                             3.2 กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องเอกสารการเดินทาง ประกอบด้วยตั๋วโดยสารและใบรับสัมภาระลงทะเบียน มีการกำหนดรูปแบบและรายการของตั๋วโดยสารและใบรับสัมภาระลงทะเบียน และกำหนดหน้าที่ของผู้ขนส่งในการบันทึกสัญญารับขนว่าจะต้องมีการบันทึกไว้โดยการออกตั๋วโดยสาร การออกใบรับสัมภาระลงทะเบียน การตรวจสภาพเท่าที่เห็นได้จากภายนอกของสัมภาระลงทะเบียนในเวลาลงทะเบียนสัมภาระ (ร่างมาตรา 9 – ร่างมาตรา 12)
                             3.3 กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องความรับผิดของผู้ขนส่ง ให้ต้องรับผิดต่อความสูญหายหรือความเสียหาย อันเป็นผลมาจากการตาย การบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจของคนโดยสารที่เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารที่อยู่บนรถหรือขณะกำลังขึ้น หรือลงจากรถคันนั้น รับผิดเพื่อความสูญหาย หรือความเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่คนโดยสารและสัมภาระไปถึงจุดหมายปลายทางล่าช้า รับผิดเพื่อความสูญหายหรือความเสียหายที่เกิดแก่สัมภาระลงทะเบียนนับแต่เวลาที่ผู้ขนส่งได้รับมอบสัมภาระจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสัมภาระ รับผิดเพื่อความสูญหายหรือความเสียหายของสัมภาระติดตัวเป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารอยู่บนรถหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงจารถคันนั้น ทั้งนี้ ผู้ขนส่งต้องรับผิดเพื่อการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของลูกจ้าง ตัวแทน และผู้รับจ้างช่วงที่ได้กระทำในทางการที่จ้างหรือภายในขอบอำนาจแห่งการเป็นตัวแทนหรือในกิจการที่รับช่วงนั้น (ร่างมาตรา 15 – ร่างมาตรา 19)
                             3.4 กำหนดให้ผู้ขนส่งต้องรับผิดตามหลักข้อสันนิษฐานการรับผิดกล่าวคือผู้ขนส่งต้องรับผิดในความ            สูญหาย หรือความเสียหายอันเป็นผลมาจากการตายการบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจของคนโดยสารที่เป็นผลมาจากอุบัติเหตุเกี่ยวกับการขนส่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนโดยสารอยู่บนรถ หรือขณะกำลังขึ้น หรือลงจากรถคันนั้น ให้สันนิษฐานว่าผู้ขนส่งต้อง          รับผิด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ถึงข้อยกเว้นความรับผิดตามที่กฎหมายกำหนด (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 20)
                             3.5 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีที่คนโดยสารตาย หรือบาดเจ็บทางร่างกายหรือจิตใจ ให้จำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 9,000 SDR ต่อคนโดยสารแต่ละคนต่อหนึ่งเหตุการณ์ ในกรณีการสูญหายหรือการเสียหายของสัมภาระลงทะเบียน ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ ไมเกิน 8.33 SDR ต่อหนึ่งกิโลกรัมของน้ำหนักรวมทั้งหมดแห่งสัมภาระนั้น หรือ 166.67 SDR ต่อหนึ่งชิ้น แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน ในกรณีการสูญหายหรือการเสียหายของสัมภาระติดตัวของคนโดยสาร ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้ที่คนละ 166.67 SDR และในกรณีความเสียหายอันเกิดจากการล่าช้าที่มิใช่ความเสียหายของสัมภาระหรือการบาดเจ็บของคนโดยสาร ให้จำกัดความรับผิดไว้ไม่เกินราคาค่าโดยสาร                         (ร่างมาตรา 22 – ร่างมาตรา 24)

 

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (15 มกราคม 2555/เชียงใหม่)

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีค้างชำระของหน่วยงานราชการ) จำนวน 2 ฉบับ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมภาษีประจำปีที่ค้างชำระของหน่วยงานราชการ) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงประเภทของหน่วยงานราชการที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีและนิรโทษกรรมค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีค้างชำระของหน่วยงานราชการ) จำนวน 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ  และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
         สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
         1. ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             1.1 กำหนดมิให้นำมาตรา 23 เกี่ยวกับการห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการขนส่งประจำทาง การขนส่งไม่ประจำทาง การขนส่งโดยรถขนาดเล็ก หรือการขนส่งส่วนบุคคล เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มาใช้บังคับแก่การขนส่งส่วนบุคคลซึ่งหน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา วัด มัสยิด มิซซัง มูลนิธิ สภากาชาดไทย และสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เป็นผู้ประกอบการขนส่ง  แต่ผู้ประกอบการขนส่งต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติอื่นแห่งพระราชบัญญัตินี้เสมือนดังเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งส่วนบุคคลทุกประการ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29)
             1.2 กำหนดให้รถที่ใช้ในการขนส่งส่วนบุคคลของส่วนราชการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดในกฎกระทรวง วัด มัสยิด มิซซัง มูลนิธิ และสภากาชาดไทย ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 88)
             1.3 กำหนดให้บรรดาภาษีประจำปีของรถของหน่วยงานตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ที่ค้างชำระไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้เป็นอันระงับไป (ร่างมาตรา 5)
             1.4 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 6)
         2. ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1 กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีให้แก่รถของส่วนราชการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะรถที่มิได้ใช้ในทางการค้าหรือหากำไร (ร่างมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 9 (3))  
             2.2 กำหนดให้บรรดาค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปีของรถของหน่วยงานตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ที่ค้างชำระไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้เป็นอันระงับไป (ร่างมาตรา 4)
             2.3 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 5)

 

ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงน้ำหนักของรถที่ใช้ในการประกอบการขนส่งส่วนบุคคล) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดน้ำหนักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล) จำนวน 2 ฉบับ
         คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงน้ำหนักของรถที่ใช้ในการประกอบการขนส่งส่วนบุคคล) และร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดน้ำหนักรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล) จำนวน 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  

         สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ  
         1. ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้  
             1.1 กำหนดบทนิยาม “การขนส่งส่วนบุคคล” หมายความว่า การขนส่งเพื่อการค้าหรือธุรกิจของตนเองด้วยรถที่มีน้ำหนักเกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 (5))
             1.2 กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบสองคน  และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์  ซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งเพื่อสินจ้าง (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 (2) (ข))
             1.3 กำหนดให้นายทะเบียนกลางและนายทะเบียนประจำจังหวัดอาจมอบหมายให้ข้าราชการในสังกัดกรมการขนส่งทางบกกระทำการแทนได้ (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6 วรรคสี่)
             1.4 ตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศ  เนื่องจากข้อตกลงเรื่องการประกอบการขนส่งระหว่างประเทศที่ประเทศไทยทำกับประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงระดับทวิภาคี  ซึ่งมีเงื่อนไขตามข้อตกลงที่แตกต่างกัน  การนำมาบัญญัติเป็นหลักการทั่วไปอาจไม่ครอบคลุมข้อตกลงหรือสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศต่าง ๆ โดยสมควรให้เป็นไปตามข้อตกลงหรืออนุสัญญาแต่ละฉบับ  
             1.5 กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสภาพรถ ให้เป็นไปตามที่อธิบดีประกาศกำหนด และบทกำหนดโทษเก็บค่าบริการผิดจากอัตราค่าบริการที่กำหนด (ร่างมาตรา 9 เพิ่มมาตรา 74/1 และร่างมาตรา 13 เพิ่มมาตรา 148/1 และมาตรา 148/2))
             1.6 ตัดบทบัญญัติที่ให้ผู้ประจำรถมีหน้าที่ต้องจัดให้มีสำเนาภาพถ่ายหนังสือแสดงการจดทะเบียนไว้ประจำรถเพื่อแสดงต่อนายทะเบียนหรือผู้ตรวจการ  
             1.7 กำหนดบทเฉพาะกาลให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ (ร่างมาตรา 14)
        2. ร่างพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้
             2.1 กำหนดบทนิยาม “รถยนต์ส่วนบุคคล” หมายความว่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลซึ่งมิได้ใช้ประกอบการขนส่งตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4)
             2.2 กำหนดห้ามมิให้ใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน รถที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน รถที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี รถที่แจ้งการไม่ใช้รถ รถที่ทะเบียนระงับ (ร่างมาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)
             2.3 กำหนดให้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนสามารถนำมาใช้ได้ชั่วคราว ได้แก่ รถที่จดทะเบียนในต่างประเทศที่นำเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรชั่วคราว หรือใช้ในกิจการใดโดยเฉพาะเป็นการชั่วคราว หรือรถที่ใช้เพื่อการทดสอบ หรือรถที่ใช้ในกรณีอื่นที่มีกฎกระทรวงกำหนด (ร่างมาตรา 5 เพิ่มมาตรา 6/1)
             2.4 กำหนดให้นายทะเบียนและผู้ตรวจการมีอำนาจเข้าตรวจในสถานที่จำหน่าย เช่า เช่าซื้อ หรือประกอบธุรกิจเกี่ยวกับรถ เมื่อมีเหตุสงสัยว่ามีรถที่ค้างชำระภาษี หรือมีการใช้รถที่สิ้นอายุการใช้งาน และยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถนั้นไว้ได้ (ร่างมาตรา 8 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 37)
             2.5 กำหนดให้การยึดรถที่ค้างชำระภาษีรถประจำปี เป็นการยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถแทน                          (ร่างมาตรา 7 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 35 วรรคสอง)
             2.6 กำหนดให้ยกเลิกมาตรา 39 ที่เกี่ยวกับการขายทอดตลาดรถที่ยึดมาตามมาตรา 35 หรือมาตรา 37 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่ให้ยกเลิกการยึดรถ โดยเปลี่ยนมาเป็นการยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์แทน                         (ร่างมาตรา 9)
             2.7 กำหนดให้ใบอนุญาตขับรถชั่วคราวตามมาตรา 43 (1) มีอายุสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาตขับรถ (ร่างมาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 44 วรรคหนึ่ง)
             2.8 กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาตขับรถต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกยึดหรือพักใช้ใบอนุญาตขับรถ ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ เว้นแต่ได้พ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ (ร่างมาตรา 11 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 46 (8) และร่างมาตรา 12 เพิ่มเติมมาตรา 46 (9))
             2.9 กำหนดให้นายทะเบียนหรือผู้ตรวจการมีอำนาจเรียกเจ้าของรถหรือผู้ขับรถมาให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงหากมีเหตุอันควรสงสัยว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 13 เพิ่มมาตรา 57 สัตต)
             2.10 ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ (ร่างมาตรา 14 ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 16)

             2.11 ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปี ดังนี้
                 (1) เพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมการอนุญาตและเครื่องหมายแสดงการใช้รถสำหรับการใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียนซึ่งนายทะเบียนอนุญาตให้ใช้ได้ในบางกรณี  เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (ร่างมาตรา 17)
                 (2) ปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เครื่องหมายพิเศษ และสมุดคู่มือประจำรถของรถยนต์ที่มีไว้เพื่อขายหรือเพื่อซ่อมให้เหมาะสม (ร่างมาตรา 18)
                 (3) ปรับปรุงชื่อของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน (ร่างมาตรา 19)
                 (4) ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติที่เพิ่มบัญชีภาษีประจำปีสำหรับรถอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง  โดยกำหนดให้การคำนวณอัตราภาษีรถดังกล่าวใช้เกณฑ์น้ำหนักของรถในอัตราเดียวกับรถยนต์ส่วนบุคคล (ร่างมาตรา 20)
             2.12 กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้
                 (1) กำหนดรองรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกให้ใช้ทะเบียนรถนั้นได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ  แต่หากต้องการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุก็สามารถทำได้  โดยให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการให้โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและออกแผ่นป้ายทะเบียน                   (ร่างมาตรา 21)
                 (2) กำหนดรองรับการใช้รถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  โดยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลของประเทศที่ผู้นำเข้ามีสัญชาติหรือที่รถนั้นจดทะเบียน (ร่างมาตรา 22)
                (3) กำหนดให้เจ้าของรถที่ถูกยึดมาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาขอรับคืนภายในกำหนดเวลา  โดยให้ยึดแผ่นป้ายทะเบียนรถไว้แทน  ถ้ามิได้มาขอรับคืนภายในเวลาที่กำหนดให้ขายทอดตลาดรถนั้น                   (ร่างมาตรา 23)

 

นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว

ผู้เขียน: 
วรธาร ทัดแก้ว

โดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ 20 มกราคม 2555

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลง

และแล้วงาน“บีโอไอแฟร์2011”ที่จัดมาตั้งแต่วันที่5ม.ค. 2555กำลังจะปิดฉากลงในวันนี้ด้วยความตราตรึงใจของคนไทยและต่างชาติที่แวะเวียนไปชมที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และบริเวณริมทะเลสาบเมืองทอง

เป็นที่รู้ว่า“บีโอไอแฟร์”คืองานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ระดับโลกที่ผู้ผลิตสินค้าและบริการชั้นนำทั้งไทยและเทศนำมาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก และนวัตกรรมหนึ่งในนั้นที่ได้รับการจับตาเป็นพิเศษในโลกปัจจุบันและอนาคตก็คือ เทคโนโลยีนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกนำออกมาอวดโฉมในงานจำนวนมาก ยากที่จะกล่าวหมด...ในที่นี้ จึงนำมาแสดงแต่บางส่วนเท่านั้น

บ้านSCG HEIMรับมือแผ่นดินไหว

นี่คือนวัตกรรมบ้านเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว 7.0 ริกเตอร์ ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใน เอสซีจี พาวิลเลียน ก่อสร้างด้วยระบบ“โมดูลาร์”โครงสร้างเสาและคานเหล็กใช้เทคนิคการเชื่อมต่อด้วยจอยต์พีซ (Joint-Piece) เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างที่ทำได้เฉพาะในโรงงาน ผ่านการทดสอบวัดความแข็งแกร่งของโครงสร้างโดยใช้วิธี“ดร็อปเทสต์”(Drop Test) ซึ่งเป็นการปล่อยโครงสร้างเหล็กให้ตกลงมาจากที่สูงในระยะ 6 เมตร พร้อมผ่านการทดสอบแรงสั่นสะเทือนเสมือนเกิดแผ่นดินไหวจริงในห้องทดลอง ภายหลังการทดสอบพบว่าโครงสร้างเหล็กและจุดเชื่อมต่อต่างๆ ยังคงสภาพเดิม

โครงสร้างใช้เหล็กSS400 ที่ได้มาตรฐานJISของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหล็กที่นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น โตเกียว ทาวเวอร์ มีคุณสมบัติในการทนแรงดึงได้ถึง 4,000km/cm2 เป็นเหล็กที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกย่อๆ ว่าZAMคือมีการเคลือบสังกะสี (Zn) อะลูมิเนียม (AI) และแมกนีเซียม (Mg) ช่วยป้องกันสนิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้บ้านแข็งแรง ทนทาน มีอายุการใช้งานยืนยาวกว่าบ้านทั่วไปที่ใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

ภายในติดตั้งฉนวนกันความร้อนที่ฝ้าเพดานชั้น 2 และระหว่างผนังภายในและภายนอกบ้านเพื่อช่วยลดความร้อนภายในบ้าน กระจกหน้าต่างบ้านใช้กระจก 2 ชั้น ที่เคลือบฟิล์มลามิเนตพร้อมช่องว่างอากาศตรงกลาง ทำหน้าที่ป้องกันความร้อนจากภายนอกบ้านได้ดีกว่ากระจกทั่วๆ ไป จึงช่วยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านไม่ร้อนอบอ้าว และยังช่วยลดการใช้พลังงานจากการเปิดเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 30-45% ที่สำคัญยังเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียมเพื่อให้มีอายุการใช้งานคุ้มค่า ยาวนาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสำหรับการผลิตวัสดุต่างๆ อีกด้วย

Shield-Life...ที่พักชั่วคราวผู้ประสบภัย

อีกหนึ่งนวัตกรรมที่อยู่อาศัยเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติและต้องการที่อยู่อาศัยชั่วคราวเร่งด่วน ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) แข็งแรง น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย ผลงานร่วมระหว่างDesign Catalystในเอสซีจี เคมิคอลส์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ที่สามารถเปิดออกจากกันได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและการขนส่ง ด้านบนใช้เป็นหลังคาเพื่อป้องกันแดด ฝน และใช้เป็นส่วนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อให้ผู้ประสบภัยมีไฟฟ้าใช้ยามจำเป็น สามารถเปิดและปิดได้ ให้ความโปร่ง สบาย และมีน้ำหนักเบา ด้านล่างสำหรับนอนและนั่ง ภายในมีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพในภาวะฉุกเฉิน เช่น เครื่องนอน แสงไฟ อุปกรณ์ประทังชีวิต เช่น วิทยุ เชือก ไฟฉาย นกหวีด น้ำดื่ม อาหารแท่งสำเร็จรูป และชุดปฐมพยาบาล

ขนาดความสูง 110 ซม. กว้าง 110 ซม. ยาว 2.8 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม หนึ่งชุดรับน้ำหนักได้ถึง 150 กก. ออกแบบเพื่อการใช้งานสำหรับผู้ใหญ่ 1 คน หรืออาจเพิ่มเด็กเล็กได้อีก 1 คน ขึ้นกับขนาดและรูปร่างของผู้ใช้งานโดยต้องมีส่วนสูงไม่เกิน 190 ซม. เหมาะกับประเทศที่มีสภาพอากาศไม่ปกติ หรือเกิดภัยพิบัติที่ต้องการที่พักอาศัยชั่วคราวเร่งด่วน

Cement Bunker...ที่อยู่อาศัยป้องกันภัยพิบัติ

ที่อยู่อาศัยรูปทรงกระบอกระบบปิด อีกนวัตกรรมจาก เอสซีจี ซิเมนต์ และซีแพค สร้างจากนวัตกรรมปูนซีเมนต์ที่ทนต่อแรงกระแทก (Shock Resistance) แรงสั่นสะเทือน คลื่น และลม ทนแรงจากแผ่นดินไหว แรงระเบิด เนื่องจากคอนกรีตที่ใช้มีความเหนียว แข็งแรง สามารถรับกำลังหรือแรงต่างๆ ได้สูง เช่น กำลังอัด กำลังดึง และกำลังดัด เนื่องจากการผสมผสานของเส้นใยที่เป็นชนิดเหล็ก (Steel Fiber) และเส้นใยไฟเบอร์ประเภทโพลีเมอร์ ซึ่งจะทำให้คอนกรีตมีความเหนียวทนทานรับแรงดึงและแรงดัดได้สูงขึ้นจนถึงรับแรงกระแทก

โดยเส้นใยเหล่านี้อาจนำมาถักหรือสานเข้าด้วยกันเป็นโครงที่หนาแน่น ประกอบกับเหล็กเสริมที่ทำหน้าที่เป็นกระดูกหรือโครงสร้างหลักและใช้มอร์ตาร์ (ปูนทราย) หรือคอนกรีตเป็นตัวเชื่อมประสานทุกวัสดุเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังอาจนำโพลีเมอร์ แอดมิกซ์เจอร์ (Polymer Admixture) มาผสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นที่ใช้สามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือนได้ดี และยังทนทานต่อการกัดกร่อนจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รวมไปถึงแรงกระแทกและการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลและลมพายุ และมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทนทานต่อแรงระเบิดและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ วัสดุที่นำมาใช้มีการทดแทนการใช้ซีเมนต์บางส่วนด้วยวัสดุรีไซเคิลที่นำกลับมาใช้ใหม่ เช่น เถ้าลอย ซิลิกาฟูม หรือตะกรันเตาถลุงเหล็ก ทำให้ลดการใช้ซีเมนต์ ซึ่งหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ และเป็นการลดการเกิดแลนด์ฟิล (Landfill) จากการทิ้งขยะ ซึ่งการใช้วัสดุทดแทนเหล่านี้ยังปรับปรุงให้วัสดุคอนกรีตมีความทึบน้ำแข็งแรงทนทานมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังมีความคงทนทานสูงขึ้น จึงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและทรัพยากรในการซ่อมแซม

หลังคาตราช้าง เซราฟิโน โซลาร์ ไทล์

นวัตกรรมกระเบื้องหลังคาที่พัฒนาขึ้นมาบนแนวคิดช่วยลดโลกร้อนด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้เจ้าของบ้าน และประหยัดพลังงานเพื่อโลกอีกทางหนึ่งด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบพิเศษ โดยการนำแผงโซลาร์เซลล์แบบPolycrystalline Siliconที่มีอายุการใช้งานเช่นเดียวกับแผงโซลาร์เซลล์แบบผลึกทั่วไป และยังมีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 15 วัตต์-พีก (Watt-peak) ต่อแผ่น มาประกอบรวมกับหลังคาตราช้าง เอ็กซ์เซลลา รุ่นเซราฟิโน จนกลายเป็นหลังคาเซลล์แสงอาทิตย์ซึ่งสามารถติดตั้งร่วมกับหลังคาตราช้าง รุ่นเซราฟิโน สเลต และรุ่นเซราฟิโน โมเดิร์น ได้อย่างกลมกลืนเป็นผืนเดียวกัน แตกต่างจากแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปที่ต้องนำมาติดตั้งซ้อนบนหลังคาในภายหลัง ทำให้ไม่สวยและอาจเกิดปัญหาหลังคารั่วซึมตามมา

บ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า

Honda Smart Home Systemหรือบ้านพลังงานอัจฉริยะฮอนด้า จะควบคุมการใช้พลังงานในครัวเรือนแบบองค์รวมให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมาก ประกอบด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบแผ่นฟิล์มบาง แบตเตอรี่บ้านเพื่อเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ในยามกลางคืน รวมถึงที่เหลือจากการใช้งาน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่ เครื่องทำน้ำร้อน และสิ่งที่เป็นหัวใจหลักสำคัญของบ้านอัจฉริยะคือ สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ (Smart e-mix manager) หรือหน่วยจัดการพลังงานอัจฉริยะในบ้าน

ทั้งนี้ ฮอนด้า ได้คิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊สรุ่นใหม่โดยมีระบบที่เรียกว่าX-Linkซึ่งจะช่วยกระจายพลังงานความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนเพิ่มขึ้นโดยรวมถึง 92% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ใช้แก๊สในการผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในรูปแบบกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อน

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะทำหน้าที่บริหารและจัดสรรพลังงานให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พลังงานแต่ละประเภท นำไปสู่การผลิตพลังงานเพื่อบริโภคเองภายในครัวเรือน เป็นการควบคุมการใช้พลังงานทั้งที่ได้จากองค์การไฟฟ้าและที่ผลิตเองภายในบ้าน โดยอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นของระบบไม่เพียงจัดแสดงตัวเลขและข้อมูลครั้งล่าสุด อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ส เครื่องยังสามารถรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพลังงานแต่ละชิ้นได้

จากข้อมูลต่างๆ ที่ได้เหล่านี้ ระบบจะทำการประมวลภาพรวมและควบคุมการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับการใช้งานของครัวเรือนนั้นๆ ได้โดยใช้ฟังก์ชันการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น เราจะสามารถใช้ค่าไฟฟ้าใช้แก๊สครั้งล่าสุดเป็นเกณฑ์ จากนั้นเลือกโหมดการทำงานที่เน้นการใช้จ่ายค่าพลังงานหรือนำค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงมาอ้างอิง จากนั้นเลือกโหมดในการทำงานที่ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ ยังรวบรวมข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์พลังงานแต่ละชิ้นให้เราสามารถควบคุมได้บนหน้าจอเดียวกัน โดยหน้าจอดังกล่าวสามารถปฏิบัติการได้ แม้จะอยู่ในตำแหน่งที่ไกลด้วยระบบแลนไร้สาย ยิ่งไปกว่านั้น ฮอนด้ายังมีบริการข้อมูลผ่านระบบอินเทอร์เนวี ทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ไปยังแท็บเล็ต พีซี หรือสมาร์ตโฟนได้ ไม่ว่าจะอยู่ด้านในหรือนอกอาคาร

นอกเหนือจากการจัดการพลังงานภายในที่พักอาศัยแล้ว การส่งเสริมให้ใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น การใช้รถไฟฟ้า หรือรถไฮบริดปลั๊กอิน ซึ่งในการใช้รถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องสมาร์ต อีมิกซ์ แมเนเจอร์ จะช่วยทำให้การชาร์จไฟฟ้าจากบ้านพักอาศัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อต้องการชาร์จไฟให้เสียบปลั๊กเข้ากับตัวเครื่องสามารถใช้กับกระแสไฟได้ทั้ง 100 และ 200 โวลต์

โครงการฮอนด้า สมาร์ต โฮม ซิสเต็ม และการขับเคลื่อนการใช้รถด้วยไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทั้งหมดนี้อยู่ระหว่างการทดสอบใช้งาน

ทั้งนี้ บ้านพลังงานอัจฉริยะไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ยังสร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้ด้วยฟรังก์ชันพลังงานสำรอง ซึ่งสามารถผลิตพลังงานได้จากแหล่งเชื้อเพลิงที่หลากหลาย สร้างความมั่นใจได้ว่าจะมีพลังงานใช้งานในบ้านหากไฟดับหรือเกิดภัยพิบัติ ในสภาพอากาศดี ไฟฟ้าจะถูกผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แต่หากสภาพอากาศเลวร้ายหรือในเวลากลางคืน เครื่องกำเนิดไฟฟ้ายังสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากแก๊สที่ส่งผ่านมาจากท่อแก๊ส และในขณะเดียวกันจะผลิตพลังงานความร้อนส่งไปยังเครื่องทำความร้อนและอ่างอาบน้ำด้วย ในกรณีที่ท่อส่งแก๊สขัดข้อง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็สามารถทำงานได้ โดยเปลี่ยนไปใช้แก๊สโคเคนแทน แม้หากไม่มีแก๊สโคเคน ก็ยังสามารถใช้วิธีถ่ายเทพลังงานจากรถสู่บ้าน โดยส่งกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้าหรือไฮบริดปลั๊กอินไปยังตัวบ้านได้ ซึ่งฮอนด้ากำลังทำการศึกษาอยู่

รถยนต์-มอเตอร์ไซค์สีเขียว

สำหรับนวัตกรรมที่วิ่งฉิวๆ ไปๆ มาๆ บนท้องถนน ในงานบีโอไอแฟร์ ที่ทุกค่ายกันต่างไม่ยอมพลาดและไม่ยอมตกเทรนด์นวัตกรรมสีเขียวก็คือ การนำรถยนต์และหรือจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษมาโชว์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในงาน อาทิ

นิสสัน ลีฟ(NISSAN LEAF) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิดบาง ที่ให้ไฟฟ้าขนาด 90 กิโลวัตต์ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งกำลังออกมาได้ 80 กิโลวัตต์ ซึ่งในกำลังระดับนี้สามารถให้การตอบสนองกับการขับที่ดี และทุกครั้งที่เบรกจะเกิดการชาร์จไฟอัตโนมัติ สามารถนำพลังงานในการเบรกกลับมาใช้ใหม่ รวมเข้ากับกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ทำให้นิสสัน ลีฟ มีระยะทำการได้ไกลถึง 160 กม. ในการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว โดยการชาร์จจากควิกชาร์จสเตชันเพียง 30 นาที เพื่อที่จะให้ได้ 80% ของความจุไฟฟ้าทั้งหมด ในขณะที่การใช้ไฟบ้านที่ 200 โวลต์ จะใช้เวลาทั้งสิ้น 8 ชั่วโมง ในการเติมไฟให้เต็มความจุของแบตเตอรี่ จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมที่นำมาใช้ได้จริงและปราศจากมลพิษสิ้นเชิง

E-Let’sซูซูกิรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบจากซูซูกิ พัฒนาจากรถจักรยานยนต์สกูตเตอร์E-Let’s4Basketที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น เครื่องยนต์AC synchronousโดดเด่นด้วยชาร์จเจอร์ไฟฟ้าในตัว ใช้งานง่าย เพียงแค่เสียบปลั๊กชาร์จไฟในมอเตอร์ด้านล้อ กำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 0.6 กิโลวัตต์ ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ระยะเวลาในการชาร์จ 4 ชม.ต่อ 100 วัตต์ ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กกะทัดรัด คล่องตัว และการเร่งเครื่องที่นุ่มนวล จึงใช้งานได้อย่างสบาย ที่สำคัญไม่สร้างมลพิษให้โลก ฯลฯ

เครื่องถ่ายเอกสารโตชิบาE-blueลบหมึกได้

เครื่องถ่ายเอกสารมัลติฟังก์ชันโตชิบารักษาสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่าToshiba e-STUDIO Eco MFPตัวหมึกพิมพ์สีน้ำเงิน (Eco Blue Toner) คุณสมบัติพิเศษเหนือเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปที่สามารถลบหมึกได้ด้วยเครื่องล้างข้อมูล หรือที่เรียกกันว่าPRD(Paper Reuse Device) ให้สามารถนำกระดาษแผ่นเดิมกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 5 ครั้ง คือสามารถลบได้ 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถสแกนข้อมูลสำคัญไว้ในฮาร์ดดิสก์ในรูปแบบไฟล์PDFก่อนจะทำการลบข้อมูลอีกด้วย ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องถ่ายเอกสารที่ลบหมึกได้เครื่องเดียวในโลก ที่สามารถลดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการผลิตกระดาษและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศอันเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนอีกด้วย

รุ่นนี้เป็นเครื่องต้นแบบ ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ส่วนหน่วยงาน หรือองค์กรใดที่อยากใช้ อาจต้องรออีกประมาณ 2 ปี เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง

นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียวที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ชีวิต และความเป็นอยู่ของมนุษย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต

10 วิธีใช้ไอทีเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2555 โดย RYT9.COM

วงการไอที ถือว่าเป็นวงการใหญ่พอๆ กับแวดวงอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษออกมาสู่โลก จนต้องมีกลุ่มคนสีเขียวออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้วัสดุที่เป็นมลพิษในสังคมให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แล้วคนวงการไอทีอย่างเราๆ ท่านๆ จะนิ่งเฉยปล่อยให้ โลกหมุนรอบตัวเองไปเรื่อยๆ ก็คงกระไรอยู่ นอกจากการช่วยกันสนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พวกเรายังสามารถช่วยกันลดปัญหาโลกร้อน หรือโกลบอลวอร์มมิ่ง (Global Warming) กันได้อีกมากมาย กับขอเสนอ 10 วิธีง่ายๆ แต่ช่วยโลกได้จริงดังต่อไปนี้

1. เมื่อชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์พกพาเต็มแล้วควรถอดออกทันที เพราะการชาร์จทิ้งไว้จะทำให้เสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ถึง 95%

2. ใช้หลอดเกลียวที่เรียกกันว่า CFL เนื่องจากประหยัดไฟและมีอายุการใช้งานที่ยาวกว่ามาก

3. เดินหรือใช้จักรยานแทนเมื่อเดินทางใกล้ๆ นอกจากลดมลพิษจากท่อไอเสียแล้วยังส่งผลให้สุขภาพดีอีกด้วย

4. ลดการใช้กระดาษลงบ้าง เพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า แถมป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อีกด้วย

5. บริโภคพืชผักแทนเนื้อบ้าง เพราะอุตสาหกรรมเนื้อปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาสู่โลกกว่า 18%

6. ใช้พลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซล หรือเอทานอลให้มากขึ้น
7. ใช้วอลเปเปอร์หน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เป็นสีดำ เนื่องจากเป็นการลดพลังงานไฟฟ้า และลดความร้อนที่หน้าจอปล่อยออกมา

8. การจอแสดงผลทั้งจอคอมพิวเตอร์และทีวีให้เป็นแบบ LCD หรือ LED จะช่วยลดอุณหภูมิห้องได้ถึง 5%

9. ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อไม่มีการใช้งานนานเกินชั่วโมง โดยตั้งโหมด standby หรือ sleep mode เอาไว้

10.การอ่านสิ่งต่างๆในอีบุ๊ก แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน แทนการใช้กระดาษ นอกจากเป็นการประหยัดกระดาษแล้ว อาจเป็นการปฏิวัติวงการสื่อให้เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ก็เป็นได้

หลายคนอาจจะเห็นว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย แต่หากทุกคนหรือหลายๆ คนช่วยกันปฏิบัติตาม จาก 1 คน เป็น 10 คน เป็น 100 คน บอกต่อกันไปเรื่อยๆ คิดว่าคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีบนวงการไอที และโลกใบนี้แน่นอน

เอกสารประกอบการประชุม Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 2

 เจาะลึกผลการเจรจา  COP17 และวิกฤติมหาอุทกภัย 54

วันพุธที่ 18 มกราคม 2555 เวลา 12.30 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมฟอร์จูน ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพฯ
จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

 หัวข้อ "วิกฤติมหาอุทกภัย 54 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก"
            โดย   ดร.อัศมน ลิ่มสกุล           ศูนยวิจัยและฝกอบรมดานสิ่งแวดลอม กรมสงเสริมคุณภาพสิ่งแวดลอม    
                
 หัวข้อ "เจาะลึกผลการเจรจา COP17"
             โดย ดร.ณัฐริกา วายุภาพ          องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
                   ดร.จีราภา อินธิแสง          สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
                   ดร. สุรชัย  สถิตคุณารัตน์   สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                   ดร.วนัน เพิ่มพิบูลย์           คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุมได้ที่นี่
 

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

The Rio Declaration on Environment and Development: An Assessment

ผู้เขียน: 
Chee Yoke Ling

This is part of a series of Third World Network papers written
in 1992 that assessed the key outcomes of the United Nations
Conference on Environment and Development (UNCED) that
was held in Rio de Janeiro, Brazil on 3-14 June 1992. The UN
Conference on Sustainable Development that will take place
in June 2012, once again in Rio, is faced with even deeper
challenges than those of 20 years ago. Crises are prevalent in
every dimension of sustainability - economic, environmental
and social. The context and the fundamental causes of the
development crisis that framed the 1992 UNCED still prevail
today. We find our assessments of the major UNCED outcomes
equally relevant today and hope that they can contribute to
the 2012 Conference objective of securing “renewed political
commitment for sustainable development”.

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

สถานการณ์หลังการประชุมโลกร้อน

address ของวิดีโอ: 
http://www.youtube.com/watch?v=6R_UyybM7Ms&feature=email

โค้ด embed html 200X180: 

บทสรุปจากการประชุม COP17 ที่เดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้

ความคืบหน้าของการเลดการปล่อยก๊าซในระดับนานาประเทศ?

พิธีสารฉบับใหม่?

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ติดตามได้ที่นี่

โครงการ “เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย”ครั้งที่ 2(ครึ่งหลัง)

ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ อาหารและพลังงาน: โจทย์ใหม่ในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน”

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2554 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ ห้องราชดำเนินโรงแรม Royal Princess หลานหลวง
จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สามารถดาวน์โหลดเอกสารการประชุมช่วงหลังได้ที่นี่

ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ อาหาร และพลังงาน: บทเรียนจากมหาอุทกภัย
โดย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณภารนี สวัสดิรักษ์ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม
คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ มูลนิธิชีววิถี

โครงการ “เวทีสาธารณะ: จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย”ครั้งที่ 2(ครึ่งแรก)

“ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ อาหารและพลังงาน: โจทย์ใหม่ในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน”

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2554 เวลา 13.00-16.30 น.
ณ ห้องราชดำเนินโรงแรม Royal Princess หลานหลวง
จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนโดย กรมองค์การระหว่างประเทศ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

สามารถดาวน์โหลดเอกสารการประชุมช่วงแรกได้ที่นี่

ความคืบหน้าในประเด็นและท่าทีการเจรจาของประเทศต่างๆ ก่อนการประชุม Rio+20

ความคืบหน้าในการเจรจา: เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน
โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาต ิ
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ความคืบหน้าในการเจรจา:กรอบเชิงสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดย คุณสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
ท่าทีการเจรจาของกลุ่มประเทศต่างๆ
โดย คุณวิจิตร กุลเดชคุณา นักวิจัย

by ThaiWebExpert