ข้อเสนอแผนการส่งเสริมและพัฒนาธรรมาภิบาลในภาคราชการเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างยั่งยืน (24 เมษายน 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบข้อเสนอแผนการส่งเสริมและพัฒนาธรรมาภิบาลในภาคราชการเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างยั่งยืน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการตามข้อเสนอแผนการส่งเสริมและพัฒนาธรรมาภิบาลในภาคราชการเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างยั่งยืน สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการให้ใช้จากส่วนที่เหลือจากเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Loan: SAL) ตามแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกระทรวงการคลังต่อไป
        สาระสำคัญของเรื่อง
    สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่าการจัดทำแผนการส่งเสริมและพัฒนาธรรมาภิบาลในภาคราชการเพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานภาคราชการให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับตัวของระบบราชการให้สามารถรองรับต่อยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและสร้างอนาคตของประเทศ ตลอดจนการตอบสนองความต้องการของประชาชนตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอันจะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายความสำเร็จในการสร้างคุณค่าแก่ประชาชน ยกระดับธรรมาภิบาลของประเทศ และทำให้ประชาชนมีความเชื่อถือไว้วางใจในการทำงานของภาคราชการ โดยครอบคลุมระยะเวลาดำเนินการรวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 ถึงเดือนมีนาคม 2558 การดำเนินงานแยกออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 8 โครงการสำคัญ ๆ ดังนี้
ส่วนที่ 1 : การส่งเสริมและพัฒนาการบริหาร/ธรรมาภิบาลในภาคราชการผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ (1) โครงการส่งเสริมและพัฒนาความเป็นเลิศในการให้บริการประชาชน (2) โครงการส่งเสริมและยกระดับธรรมาภิบาลในส่วนราชการ
ส่วนที่ 2 : การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนธรรมาภิบาลในระบบราชการแบบยั่งยืน ประกอบด้วย 5 โครงการ คือ (1) โครงการทบทวนบทบาทและโอนถ่ายภารกิจของภาครัฐให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ  (2) โครงการส่งเสริมให้ภาคส่วนอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมือง (3) โครงการจัดวางระบบความสัมพันธ์และประสานความร่วมมือระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น  (4) โครงการพัฒนาระบบการบริหารงานแบบบูรณาการ (5) โครงการออกแบบและวางระบบบริหารราชการรูปแบบใหม่
ส่วนที่ 3 : การพัฒนาระบบสนับสนุนการพัฒนาธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 1 โครงการ คือ
โครงการวัดระดับความเชื่อถือและไว้วางใจในการบริหารงานภาครัฐ

       
 

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพาสามิต (ฉบับที่ ..) (24 เมษายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..)  ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.)  เสนอ
        ข้อเท็จจริง
        กค.เสนอว่า
        1. รัฐบาลได้มีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก  ลดลงเหลืออัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 4 ลดลงเหลืออัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2555
        2. เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 เมษายน 2555 แต่โดยที่ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีราคาสูง ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันดีเซลในระยะนี้จะทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าใช้จ่ายของประชาชน จึงให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก  ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4  ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555
        สาระสำคัญของร่างประกาศ เป็นการกำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก  ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร  และน้ำมันดีเซล         ที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน  คือตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 31  พฤษภาคม  2555  

 

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติในบริบทเชิงพื้นที่

ผู้เขียน: 
ณรงค์ คงมาก
ดร.ปกรณ์ ดิษฐกิจ
ศุภกร ชินวรรณโณ
รศ.ดร.สายัณห์ สดุดี
พิมพ์เมื่อ: 
มีนาคม 2555

เอกสารประกอบการเวที Global Warming Forum ครั้งที่ 3 ปีที่ 3 (เวทีสัญจร นครศรีธรรมราช)

มีหัวข้อเรื่อง "ชุมชนกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บทเรียนจากพื้นที่และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย"
โดย คุณศุภกร ชินวรรณโณ จากศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"ปรับตัว/รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติในเชิงพื้นที่
โดย ดร.ปกรณ์ ดิษฐกิจและคุณวิทยา อาุวุธเพชร สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

"การปรับตัวทางภาคการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"
โดย รศ.ดร.สายัณห์ สดุดี คณะทรัยพากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

"เกษตรกรชาวสวนผลไม้-ชาวนาในจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ"
โดยคุณณรงค์ คงมาก โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการการจับความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ประเทศไทยจับมือองค์การนาซ่า ผลักดันเด็กไทยสู่มาตรฐานงานวิจัยสิ่งแวดล้อมนานาชาติ

โดยกรุงเทพธุรกิจ อังคารที่ 24 เมษายน 2555

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เป็นปัญหาที่มนุษย์ทั้งโลกกำลังเผชิญร่วมกัน ประเทศไทยเข้าร่วมกับโครงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมนานาชาติGLOBE (Global Learning and Observations to Benefit the Environment) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 ดำเนินการโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โครงการนี้มุ่งเน้นที่จะส่งเสริมให้นักเรียนทั่วโลกทำงานวิจัยค้นคว้าร่วมกับครู นักวิทยาศาสตร์ และชุมชนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ(Earth System Science: ESS) โดยการเก็บข้อมูลอย่างถูกต้อง แม่นยำ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และครอบคลุมพื้นที่ เพื่อให้สามารถระบุแนวโน้มรูปแบบความสัมพันธ์ของข้อมูล เข้าใจแบบจำลอง และทำนายปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกได้ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจปัญหาและการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศระดับภูมิภาค และระดับโลกอย่างแท้จริงและยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการ GLOBE ยังมุ่งเน้นที่จะพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและตรวจสอบได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบที่ผ่านมา เช่น การฝึกเด็กนักเรียนออกไปสำรวจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นของตัวเอง เพื่อฝึกการสังเกต ตั้งคำถามเพื่อนำมาสู่กระบวนการวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเหล่านี้ และมีการจัดทำหลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ

Dr. Dixon Matlock Butler อดีตผู้บริหารใหญ่ โครงการGLOBE และนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA ซึ่งกล่าวว่าสิ่งสำคัญในการทำวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ สิ่งสำคัญสำหรับนักเรียนในการฝึกฝนคือ การเก็บข้อมูล การอ่านข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูล การวิเคราะห์และตีความข้อมูล เพราะการวิจัยวิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบนั้น เรากำลังวิจัยโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเก็บข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ การที่โครงการ GLOBE ให้ความสำคัญในการฝึกฝนให้เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบ เพราะ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเราควรปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก การที่โครงการ GLOBE ทำงานกับเด็ก เพราะต้องการให้เด็กสามารถพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ เรื่องของสิ่งแวดล้อมเด็กทุกคนสามารถตรวจวัดได้ เด็กได้ฝึกการสังเกต การวิเคราะห์ ทำการทดลอง และเห็นผลการทดลองด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอดเมื่อโตขึ้น”

Mr. Bryan (Rick) Switzer ผู้อำนวยการใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุขภาพ ในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก สถานทูตสหรัฐอเมริกา องค์กรที่ให้การสนับสนุนต่อโครงการนี้ แสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน ทุกฝ่ายและรัฐบาลทุกประเทศที่จะร่วมมือกัน โครงการ GLOBE เป็นโครงการความร่วมมือ โดยมีการสอนเด็กๆให้ศึกษา และสังเกตสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของโลกใบนี้ และ ปัญหานี้เป็นปัญหาของทุกคน

“โครงการ GLOBE เป็นความร่วมมือกันในการสร้างพฤติกรรมที่จะช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน เรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่ให้ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ผมอยากเห็นประเทศไทยในฐานะผู้นำในการให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมศึกษากับประชาชน และนักเรียน สิ่งที่สำคัญคือ การเป็นผู้นำของประเทศไทยในแถบเอเชียด้วย”

ด้าน Dr.Teresa J. Kennedy ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ โครงการ GLOBE ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การดำเนินการของโครงการ GLOBE ในประเทศเอเชียแปซิฟิค จำนวน 16 ประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์มากที่สุด เพราะได้ลงมือทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และกลายเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นมาเรียนรู้กิจกรรมตามโครงการ GLOBE ได้ เพราะมีการนำไปใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในทุกด้าน มีเครือข่ายกิจกรรม GLOBE ได้กว้างขวางทั่วประเทศ

“ปีนี้โครงการ GLOBE มีอายุ 17 ปี จากการตรวจวัดสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆจากทั่วโลกที่ส่งมา มีจำนวน 23 ล้านข้อมูล เฉพาะประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก มีจำนวนเกือบ 2 ล้านข้อมูล และในภูมิภาคนี้ประเทศไทย เป็นประเทศที่ส่งข้อมูลการตรวจวัดให้มากที่สุด จึงทำให้เห็นว่า โครงการ GLOBE ประสบความสำเร็จ”

มหาสมุทรอาร์กติกอาจเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยสำนักข่าวไทย วันจันทร์ ที่ 23 เม.ย. 2555

ปารีส 23 เม.ย. - นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยผลการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียซึ่งนำลงตีพิมพ์ในวารสารธรณีวิทยาธรรมชาติ ระบุว่ามหาสมุทรอาร์กติกอาจเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญสู่ชั้นบรรยากาศโลก

นักวิจัยสำรวจด้วยการเก็บข้อมูลในอากาศ 5 ครั้ง ระหว่างปี 2552-2553 เพื่อวัดระดับก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศที่เส้นละติจูด 82 องศาเหนือ พบปริมาณก๊าซมีเทนหนาแน่นใกล้พื้นผิวมหาสมุทร โดยเฉพาะในบริเวณที่น้ำแข็งในทะเลเกิดรอยร้าวหรือแตกออก

ผลการศึกษาได้แสดงความวิตกว่าสิ่งนี้จะเป็นกลไกใหม่ที่สามารถเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน และนับเป็นครั้งแรกที่ปรากฏหลักฐานว่ามหาสมุทรเป็นแหล่งปลดปล่อยก๊าซมีเทนในเส้นละติจูดอาร์กติก ไม่ได้มาจากแผ่นดิน และถึงแม้ว่าก๊าซมีเทนในบรรยากาศมีค่อนข้างต่ำ แต่ก๊าซชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการดักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า

ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาทำความเข้าใจแนวโน้มของก๊าซมีเทน ซึ่งพบว่าเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้หลังจากทรงตัวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงทศวรรษ 1990

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดถึงแหล่งที่มาของก๊าซมีเทน แต่น่าจะมีความเป็นไปได้ว่าคายออกมาจากตะกอนในมหาสมุทรหรือจากจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นมหาสมุทร.

ในหลวงตั้งมูลนิธิสู้ภัยน้ำ

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 23 เมษายน 2555

ใช้ชื่อมูลนิธิอุทกพัฒน์พระราชทานทุน84ล้านดูแลบริหาร-จัดการน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้าน บาท ตั้ง “มูลนิธิอุทกพัฒน์” พร้อม ให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิ ทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ขณะที่ ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยสถานการณ์น้ำปีนี้น้ำมากแต่ไม่เท่าปี 2554 แนะให้เร่งระบายน้ำในลุ่มน้ำยมให้ทันเดือน ส.ค. ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนเดือน ก.ย. พร้อมติดระบบโทรมาตรเตือนภัยแม่น้ำสายสำคัญ 80 สถานี ระบบกล้องวงจรปิดที่ประตูน้ำสายสำคัญ 216 ตัว เชื่อมต่อข้อมูล 9 หน่วยงานรัฐด้านน้ำเตรียมรับมือน้ำท่วม มั่นใจทำเสร็จหมดในเดือน ส.ค.นี้

ความคืบหน้าในการเตรียมรับมือน้ำท่วมไทยในปีนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 22 เม.ย.หลังได้รับการเปิดเผยจากนายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนทรัพย์ จำนวน 84 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการก่อตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ตามที่ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ขอพระราชทาน พร้อมทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้มูลนิธิอุทกพัฒน์อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ นอกจากนี้ ยังพระราชทานตราประจำมูลนิธิอุทกพัฒน์ ซึ่งทรงให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายประจำมูลนิธิด้วย โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (Utokapat Foundation Under The Royal Patronage of H.M.THE KING) นำมาจากคำ 2 คำ รวมกัน คือ “อุทก” แปลว่า “น้ำ” ขณะที่ “พัฒน์” มาจากคำว่าพัฒนา มีความหมายว่า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ และถือเป็นมูลนิธิเกี่ยวกับน้ำมูลนิธิแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายรอยลกล่าวอีกว่า มูลนิธิอุทกพัฒน์จะทำหน้าที่บริหารและจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่ทำงานด้านน้ำเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศเป็นไปในทิศทางถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากบทเรียนจากเหตุการณ์นํ้าท่วมประเทศไทยครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศค่อนข้างมีปัญหา ตั้งแต่แม่น้ำสายใหญ่ๆ จนถึงน้ำชุมชน นอกจากนี้ มูลนิธิจะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานวิจัยด้านน้ำรวมทั้งให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำ เพื่อให้เกิดการพัฒนา เพราะงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำของประเทศไทยมีน้อยมาก แทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ งานวิจัยเรื่องน้ำที่มีอยู่ส่วนใหญ่จะเป็นการนำกรณีศึกษา หรือบทเรียนจากเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นงานวิจัย ซึ่งไม่มีเรื่องใหม่ๆเลย เช่น อยากจะรู้ว่าเขื่อน 1 เขื่อน มีการบริหารจัดการน้ำอย่างไรและถ้าเขื่อน 5 เขื่อนต้องปล่อยน้ำออกมาพร้อมๆ กันจะบริหารอย่างไร เป็นต้น งานวิจัยแบบนี้จะไป หาที่ไหน ทั้งนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธาน ส่วนสถานที่ตั้งกำลังเลือกอยู่ว่าจะอยู่ตรงไหนระหว่างสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) กับมูลนิธิชัยพัฒนา แต่อย่างไร ก็ตาม ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ จะมีการเปิดตัวมูลนิธิอุทกพัฒน์อย่างเป็นทางการ

ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำด้วยว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ยืนยันว่าปริมาณฝนจะตกมาก แต่จะน้อยกว่าปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,500-1,600 มิลลิเมตร ขณะที่ปี 2554 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,800 มิลลิเมตร แต่อย่างไรก็ตามให้รอดูปริมาณฝนที่ตกในภาคใต้ในสัปดาห์นี้ ต่อเนื่องถึงต้นเดือน พ.ค.ว่าจะมากหรือน้อย จากนั้นจึงสามารถบอกได้ชัดเจนว่าปริมาณฝนจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ โดยปีนี้ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือหรือลมตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะมีความรุนแรงต่อประเทศไทยเหมือนปี 2551 เคยเกิดพายุ 3 ลูก แต่ปีนี้อาจจะแรงกว่า ทั้งนี้ ลมมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคตะวันออกของไทยมีฝนตกหนักกว่าปกติ ตั้งแต่เข้าฤดูฝนเดือน ก.ค.-ส.ค.รวมทั้งภาคกลางฝนจะมากด้วย ดังนั้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมคือ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยม มีปริมาณมากถึง 8,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ต้องเร่งระบายให้ทันในเดือน ส.ค.ก่อนจะเข้าฤดูฝนเต็มที่ในเดือน ก.ย.

นายรอยลกล่าวอีกว่า ปริมาณฝนในเดือน ก.ย. จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ แต่ประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมคือ การระบายน้ำต้องให้ทันกับปริมาณฝนที่ตกลงมาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในส่วนของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำฯ ได้มีการเตรียมความ พร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เช่น การติดตั้งโทรมาตรหรือระบบเตือนภัยในลำน้ำสายสำคัญของกรุงเทพ– มหานครและจังหวัดในลุ่มน้ำสำคัญ อาทิ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำท่าจีน ลุ่มน้ำบางปะกง ลุ่มน้ำเพชรบุรี ลุ่มน้ำโขงอีสาน-ลุ่มน้ำภาคใต้

ชายฝั่งทะเลตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเล ลุ่มน้ำภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันออก และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ทั้งสิ้น 80 สถานี การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ประตูน้ำสายสำคัญ จำนวน 216 ตัว เช่น ประตูน้ำ, สถานีสูบน้ำ กทม. และคันกั้นน้ำสำคัญ และโครงการติดตั้งระบบเปิด-ปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติในพื้นที่นำร่อง จำนวน 70 บาน พร้อมเรดาร์วัดระดับน้ำหน้าและหลังบานประตู เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถควบคุมการปิด-เปิดประตูน้ำได้จากระยะไกล การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ 9 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมพัฒนา ที่ดิน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ กรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพมหานคร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีข้อมูลน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำรวจระดับแม่น้ำและคลองสายสำคัญ พร้อมจัดทำแผนที่แสดงความลึกของแม่น้ำลำคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 3,500 กิโลเมตร จากลำน้ำสายสำคัญ 5,600 กิโลเมตร เพื่อประเมินศักยภาพระดับท้องน้ำในลำน้ำหลักๆ ที่เป็นทางระบายน้ำลงสู่ทะเล เป็นต้น การดำเนินการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.นี้ เพื่อให้ทันกับการรับมือฤดูฝนราวเดือน ก.ย.นี้

นักวิชาการเมืองผู้ดีห่วง “อาเซียน” พัฒนาแบบทำลายสิ่งแวดล้อม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 21 เมษายน 2555

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ม.อ.หาดใหญ่ จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นักวิชาการเมืองผู้ดีห่วงกลุ่มประเทศอาเซียนพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชากรในอนาคต

วันนี้ (21 เม.ย.) เมื่อเวลา 9.00 น. ที่ห้องรพีพรรณ สุวรรณณัฐโชติ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุง อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2555 ในหัวข้อเรื่อง “Humanities and Social Science Research Trends ASEAN Community and Beyond” โดยความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ ม.อ., สถานวิจัยเพื่อศึกษาการพัฒนาเอเชียแปซิฟิก ม.อ. และสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย (PERSATUAN PENULIS NASIONAL MALAYSIA) เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัย โดยมีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมนำเสนอผลงานวิชาการ และเข้าฟังการบรรยายพิเศษเป็นจำนวนมาก

โดยกิจกรรมในช่วงเป็นการบรรยายจากวิทยากรพิเศษจำนวน 2 ท่าน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ศ.ดร.มาร์ค ดับบลิว. นีล ผู้ทรงคุณวุฒิจาก School of Oriental & Africa Studies, University of London แต่ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานตามกำหนดการได้ และในช่วงบ่ายจะเป็นการนำเสนอผลงานวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากนักวิชาการ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ศ.ดร.มาร์ค ดับบลิว. นีล กล่าวว่า การพัฒนาด้านต่างๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น นอกจากจะคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความสมดุลของสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งที่ผ่านประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนเน้นการพัฒนาโดยด้านอุตสาหรรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทั้งมลภาวะทางอากาศ น้ำท่วม หรือแม้กระทั่งภัยแล้ง และสิ่งเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องตอบสนองความต้องการในปัจจุบันโดยไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ สำหรับประชากรอนาคต

จากการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจสีเขียว ข้อคิดในวันคุ้มครองโลก

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการฯ

วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ถือเป็นวันสำคัญของขบวนอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี วันคุ้มครองโลกถือกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 22 เมษายน 1970 นักอนุรักษ์ธรรมชาติกลุ่มหนึ่งได้จัดให้มีการแสดงพลังครั้งใหญ่เพื่อปลุกเร้าจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีผู้เข้าร่วมกว่า 20 ล้านคนตามเมืองใหญ่ ๆ เกือบทั้งสหรัฐ ขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในปี 1970 เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การประชุมสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของโลกในปี 1992 ที่เรียกกันทั่วไปว่า “Earth Summit” หรือ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เป็น ทำให้แนวคิดเรื่อง “การพัฒนาที่ยั่งยืน” กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็น “โลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อม”
ผ่านมา 20 ปีจนถึงปัจจุบัน ปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเรื่องการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปัญหาวิกฤติด้านการเงินในสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นรูปธรรมของปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่โดยตรง เป็นสิ่งที่สะท้อนและเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าการพัฒนาของประเทศต่างๆ และของโลกอยู่บนเส้นทางของ “การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน”  ข้อที่ควรวิเคราะห์ คือ ทำไมจึงไม่เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่ผู้นำประเทศต่างๆ ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันไว้
หากพิจารณาในระดับประเทศ แม้ว่าผู้นำของประเทศจะขานรับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีการพัฒนาตัวชี้วัดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้นมากมาย แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการนำมาใช้จริง ยังคงให้ความสำคัญต่อเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเป้าหมายในเรื่องอื่นๆ ตัวชี้วัดความสำเร็จในการบริหารประเทศ (รวมทั้งความมั่นคงทางการเมือง) จึงเป็นตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ฯลฯ
หากพิจารณาในระดับโลก มีข้อวิพากย์มาตั้งแต่ปี 1987 เมื่อมีการเผยแพร่แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ทางคณะกรรมาธิการโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนากำหนดไว้ แท้จริงแล้ว คือ ความยั่งยืนของการพัฒนาทางเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงวาทกรรมของการพัฒนา โดยเอาคำว่า “สิ่งแวดล้อม” มาใส่ไว้ใน “การพัฒนา”  
นอกจากนี้ หากมองในเชิงโครงสร้างของระบอบโลก ความขัดแย้งของระบอบโลกด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อมนับเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน กล่าวคือ หลังจากการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกในปี 1992 เพียง 3 ปีเท่านั้น ในปี 1995 ภายหลังการเจรจาแกตต์ (GATT) รอบอุรุกวัยได้ข้อยุติ มีการจัดตั้ง “องค์การการค้าโลก” ขึ้นพร้อมกับชุดความตกลงด้านการค้า การบริการ และการลงทุน รวมกว่า 16 ฉบับ ทำให้แนวคิดและหลักการของ “ฉันทามติวอซิงตัน” (Washington Consensus) แพร่ครอบขยายไปทั่วโลกเป็น“โลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ” จนเบียดขับโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมออกไปอยู่นอกขอบเวทีประชาคมโลก เกิดกรณีความขัดแย้งและข้อพิพาทระหว่างการค้าเสรีกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จบลงด้วยชัยชนะของการค้าเสรีจากการตัดสินภายใต้องค์การการค้าโลกซึ่งมีกลไกระงับข้อพิพาทที่เข็มแข็งและมีพลังกว่ากลไกภายใต้ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนเห็นว่าความขัดแย้งของระบอบโลกด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่กับด้านสิ่งแวดล้อมนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาวิกฤติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งปัญหาวิกฤติด้านอื่นที่เกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวและต่อเนื่องกันในช่วงปี 2007 -2009 ทั้งด้านอาหาร ด้านพลังงาน และด้านการเงิน เป็นตัวจุดชนวนทำให้องค์การระหว่างประเทศและสถาบันวิชาการระหว่างประเทศต่างๆ กลับมาทบทวนแนวคิดด้านการพัฒนา และนำไปสู่ข้อเสนอว่าต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของการพัฒนา มีข้อเสนอที่นำโดย UNEP เกี่ยวเรื่องแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ซึ่งเป็นหัวข้อหลักของการประชุม Rio+20 ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยให้ความหมายกว้างๆไว้ว่า เป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ความเป็นธรรมทางสังคม และลดความเสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
จุดยืนต่อเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศต่างๆ มีความแตกต่างกันมาก ทางสหภาพยุโรปมีจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ต้นที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว แต่มีจุดมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโตสีเขียว” (Green Growth) สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นความจำเป็นและความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนแนวคิดไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังมีท่าทีระแวงสงสัย กังวลว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้เรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ ต้องการจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา และมีข้อเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการปรับการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวก่อน จุดยืนที่แตกต่างกันนี้เป็นความยุ่งยากของการหาความสมดุลที่ลงตัวระหว่าง “ประสิทธิภาพ” และ “ความเป็นธรรม” ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกและการสร้างกติกาโลกเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา
    เอกสารการเจรจาล่าสุดสำหรับการประชุม Rio+20 ตอนนี้มีความหนากว่า 206 หน้า (จากจุดเริ่มต้น 19 หน้า) เนื้อหาเอกสารเต็มไปด้วยประเด็นข้อถกเถียงมากมายที่ยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าทาง UN จะพยายามร่างเอกสารขึ้นโดยมีเนื้อหาแบบประนีประนอมจุดยืนของทุกฝ่าย แต่ข้อเสนอเรียกร้องเพิ่มเติมของประเทศต่างๆ  ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองและโยนภาระไปให้ผู้อื่น นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเสนอที่ก้าวพ้นไปจากกระบวนทัศน์เก่าของการพัฒนา รวมทั้งไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของระบอบโลกด้านการค้าเสรีกับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อมดังที่กล่าวถึงข้างต้น
    การคิดในระดับโลก (Think Globally) และทำในระดับท้องถิ่น (Act Locally) เป็นสิ่งที่ดูจะมีความหวังมากกว่าและจำเป็นมากขึ้น สำหรับโลกที่มีความขัดแย้งระหว่างโลกาภิวัตน์ด้านสิ่งแวดล้อมกับโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่มากขึ้น จนไม่สามารถสร้างความตกลงที่เป็นกติกาโลกร่วมกันได้

 

ภาพ: http://www.flickr.com/photos/smilingbluedog/5642259305/

ขอปรับสารัตถะในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน(17 เมษายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบการปรับสารัตถะเป็นร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำแบบบูรณาการระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงพาณิชย์  สาธารณรัฐประชาชนจีน
        2. เห็นชอบการแก้ไขคู่ภาคีฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน จากกระทรวงทรัพยากรน้ำเป็นกระทรวงพาณิชย์
        3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
        4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

 

การพิจารณารับรองเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII(17 เมษายน 2555)

การพิจารณารับรองเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII, Doha, 21 April 2012 และเอกสาร President’s suggested distilled negotiation text for UNCTAD XIII
        คณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามที่ กระทรวงการต่างประเทศ เสนอดังนี้
        1. เห็นชอบร่างเอกสาร Ministerial Declaration of the Group of 77 and China on the Occasion of UNCTAD XIII และอนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยรับรอง และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทยในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญก่อนมีการรับรอง ให้กระทรวงต่างประเทศสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        2. เห็นชอบร่างเอกสาร President’s suggested distilled negotiation text for UNCTAD XIII และอนุมัติให้คณะผู้แทนไทยรับรองร่างเอกสารดังกล่าว รวมทั้งให้กระทรวงต่างประเทศเจรจาถ้อยคำในร่างเอกสารดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย โดยไม่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
        

   
 

by ThaiWebExpert