อากาศร้อนจัดทำให้ออสเตรเลียต้องเพิ่มสีใหม่บนแผนที่พยากรณ์อากาศ

ผู้เขียน: 
สำนักข่าวไทย

ซิดนีย์ 8 ม.ค. - สภาพอากาศร้อนจัดในออสเตรเลีย ทำให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาต้องปรับปรุงแผนที่พยากรณ์อากาศด้วยการเพิ่มรหัสสีแสดงอุณหภูมิ เพราะพยากรณ์ว่าอุณหภูมิจะทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในสัปดาห์หน้า

Australia weather map adds new colors for record breaking heat (Image via Bureau of Meteorology)

Australia weather map adds new colors for record breaking heat (Image via Bureau of Meteorology)

แผนที่พยากรณ์อากาศที่จะเผยแพร่ในวันจันทร์หน้า จะแสดงสีม่วในพื้นที่ทางตอนกลางของประเทศ เป็นรหัสสีใหม่ที่เพิ่มเข้ามา แสดงอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มรหัสสีชมพู แสดงอุณหภูมิ 52-54 องศาเซลเซียส เนื่องจากรหัสสีเดิมไม่เพียงพอแล้ว ปัจจุบันสถิติอุณหภูมิสูงสุดของออสเตรเลียอยู่ที่ 50.7 องศาเซลเซียส บันทึกได้ที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย เมื่อเดือนมกราคม 2503

อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศออสเตรเลียทำสถิติสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 40.33 องศาเซลเซียส ลบสถิติ 40.17 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2515 และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในวันนี้ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ รวมถึงนครซิดนีย์ อุณหภูมิแตะ 42 องศาเซลเซียสแล้ว.

สำรวจนโยบายสหรัฐเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

 

ในปี 2009 ซึ่งมีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศครั้งที่ 15  (COP15) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ทางรัฐบาลสหรัฐได้ประกาศพันธะสัญญาทางการเมืองที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 17% จากระดับที่ปล่อยในปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2020 (หรือคิดเป็นการลด 3% จากระดับที่ปล่อยในปี 1990)เป้าหมายดังกล่าวถูกนำเสนออยู่ในร่างกฎหมาย American Clean Energy and Security Act ซึ่งผ่านสภาล่างในเดือนมิถุนายน 2009 แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามพันธะสัญญาที่ประกาศไว้
จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐยังไม่ได้จัดทำกฎหมายภายในประเทศเพื่อสนับสนุน รองรับเป้าหมายการลดก๊าซ อย่างไรก็ตาม มีนโยบายและแผนงานของรัฐบาลกลางหลายรูปแบบทั้งในแบบโดยตรงและโดยอ้อมที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐ นอกจากนี้ ในระดับมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น หลายพื้นที่มีความก้าวหน้าในการดำเนินงานไปมาก
ระดับมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่น : มีสิทธิอำนาจในการผ่านกฎหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลายพื้นที่มีนโยบายที่เข้มงวด ตัวอย่างเช่น บางมลรัฐได้ตั้งกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อควบคุมการใช้พลังงานฟอสซิล ตั้งเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับปี 2020 และมากกว่าครึ่งหนึ่งของมลรัฐที่มีอยู่ ได้กำหนดตั้งมาตรฐานของตนเองเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
มลรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ 9 มลรัฐ ได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรม Cap-and-trade สำหรับภาคพลังงานไฟฟ้า (Regional Greenhouse Gas Initiative : RGGI)  ซึ่งเป็นแผนงาน Cap-and-trade แห่งแรกของสหรัฐ เริ่มตั้งแต่ปี 2009 โดยตั้งเป้าที่จะคงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปจนถึงปี 2015 หลังจากนั้นจะค่อยๆลดการปล่อยก๊าซจนได้ระดับ 10% ต่ำกว่าระดับเส้นอ้างอิงภายในปี 2018
ระดับรัฐบาลกลาง :  มีทั้งมาตรการบังคับ และการให้มาตรการจูงใจทางการเงินที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ภายใต้กฎหมาย American Recovery and Rein¬vestment Act of 2009 (ARRA) การให้เครดิตภาษีสำหรับพลังงานทางเลือก ARRA หรือที่รู้จักในชื่อ "Stimulus Package" มีงบลงทุน 14 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการขยายและปรับปรุงการใช้พลังงานทางเลือก และเครดิตภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ ให้เงินสนับสนุน 3.2 พันล้านเป็นกองทุนสำหรับการอนุรักษ์และเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนมลรัฐและรัฐบาลท้องถิ่นให้ดำเนินแผนงานการอนุรักษ์และเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายหลายรูปแบบที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ตัวอย่างเช่น
1. Performance Standards for Power Plants : เริ่มในเดือนธันวาคม 2010 โดยทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) ได้ประกาศที่จะเสนอ GHGs Performance Standard ฉบับแรกภายใต้กฎหมาย Clean Air Act ในเดือนเมษายน 2012 ทาง EPA ได้เผยแพร่ร่างมาตรฐานการดำเนินงานสำหรับโรงไฟฟ้าที่จะตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งได้กำหนดมาตรการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อัตรา 454 kgCO2/MWh (1000 lbs./MWh) แต่ทาง EPA ยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว โดยมีแผนที่จะทำให้เสร็จในเดือนพฤษภาคม 2012 แต่ยังดำเนินการไม่เสร็จตามแผน
2. Performance Standards for Refineries : ในเดือนธันวาคม 2012 ทาง EPA ได้ประกาศที่จะดำเนินการกำหนดมาตรฐานการปล่อยก๊าซสำหรับโรงกลั่นน้ำมันทั้งที่เป็นโรงเก่าและโรงใหม่ โดยมีแผนจะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน พ.ย. 2012 แต่จนถึงปัจจุบันยังดำเนินการไม่เสร็จ
3. มาตรฐานเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพสำหรับอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า : ในช่วงระหว่างปี 2009-2011 กระทรวงพลังงานได้กำหนดมาตรฐานใหม่ 17 รายการซึ่งประเมินว่าจะช่วยประหยัดพลังงานได้ 126.2 terawatt-hours (TWh) ของการใช้พลังงานในปี 2025  และ 146.8 TWh ในปี 2035
แม้ว่ากฎหมาย ACES จะไม่ผ่านรัฐสภาสหรัฐ แต่มีการจัดทำกฎหมายหลายฉบับที่ให้สิทธิอำนาจองค์กรต่างๆ ในระดับส่วนกลางที่จะปกป้องสุขภาพ อนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีผลต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย เช่น การกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยกระทรวงพลังงาน การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ( EPA) เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีข้อควรพิจารณาว่า การดำเนินงานที่เป็นอยู่ในขณะนี้จะมีความต่อเนื่องหรือไม่ จะมีประสิทธิผลเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซที่ตั้งไว้หรือไม่ และเพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำภายหลังปี ค.ศ.2020 หรือไม่ เนื่องจากอาจเกิดความไม่แน่นอนของนโยบาย ความไม่ชัดเจนของช่วงเวลาดำเนินการ รวมทั้งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเข้มงวดของการดำเนินงาน การสนับสนุนทางการเงิน และการบังคับใช้กฎหมาย
ในช่วงการประชุมรัฐสภาสมัยที่ผ่านมา มีร่างกฎหมายหลายฉบับที่เสนอให้จำกัดหรือลดสิทธิอำนาจของ EPA แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ในปัจจุบัน การที่จะผ่านกฎหมายใหม่ซึ่งจะจำกัดการปล่อยก๊าซเป็นเรื่องที่ยากมากเนื่องจากยังไม่มีแรงสนับสนุนทางการเมืองที่มากพอ การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมในรัฐสภาสหรัฐจึงยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่เกิดความก้าวหน้าในการผลักดันกฎหมายเฉพาะด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น Clean Air Act เพื่อการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับภาคประชาชน จากการสำรวจพบว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอเมริกันให้การสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกและการใช้มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ดังนั้น รัฐบาลสามารถเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น มาตรการพลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ
 

ภาพ: http://www.10waystosavetheworld.net/us-least-worried-about-climate-change

กฎหมายพลังงานหมุนเวียน: ถึงเวลาแล้วหรือยังสำหรับสังคมไทย?

ผู้เขียน: 
เดชรัต สุขกำเนิด

ในภาวะที่วิกฤตการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกำลังคุกคามสังคมมนุษย์อย่างเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและราคาพลังงาน พลังงานหมุนเวียนก็ดูจะเป็นคำตอบสำคัญสำหรับสังคมโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพบว่า กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าใหม่ในทวีปยุโรปมาจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์เสียอีก

อาจกล่าวได้ว่า พลังงานหมุนเวียนที่เคยเป็นพลังงานในกระแสทางเลือกกำลังจะกลายเป็นพลังงานกระแสหลักในอนาคตอันใกล้
แน่นอนว่า ความสำเร็จของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยี มาตรการแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และความตื่นตัวของสังคม แต่องค์ประกอบหนึ่งที่มิอาจลืมได้ เพราะมีส่วนสำคัญที่ทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศ มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็วคือ การยกร่างและการบังคับใช้กฎหมายพลังงานหมุนเวียน

ที่ผ่านมาในอดีต ประเทศไทยของเราก็มีการกล่าวถึงกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน แต่ต่อมาอาจจะด้วยความยุ่งยากของกระบวนการออกกฎหมาย และความไม่แน่นอนของกระบวนการทางการเมืองในประเทศ (ซึ่งมีส่วนทำให้การออกกฎหมายยุ่งยากมากขึ้น) ก็ทำให้ความสำคัญของการมีกฎหมายพลังงานหมุนเวียนค่อยๆ เลือนหายจากสังคมไทย
จนกระทั่ง ทางกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งในช่วงกลางปีพ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พร้อมๆ กันนั้น ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2555 กระทรวงพลังงานก็ได้เริ่มศึกษาและพัฒนากฎหมายพลังงานทดแทนขึ้นมาเช่นกัน (ขอให้สังเกตว่าชื่อยังคงแตกต่างกัน)
อย่างไรก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องบางฝ่ายก็ยังมีความเห็นแย้งว่า การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนอาจยุ่งยาก ควบคุมไม่ได้ (เพราะอยู่ในการควบคุมของฝ่ายการเมือง) และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่น่าจะมีความจำเป็น เพราะแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยของเราจะไม่มีกฎหมายพลังงานหมุนเวียน แต่รัฐบาลก็สามารถออกมาตรการของฝ่ายบริหารมาใช้ในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน จนประเทศไทยของเราก็สามารถพัฒนาพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาได้มาก อย่างเช่น ในกรณีของกำลังการผลิตไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนก็กำลังจะทะลุ 2,500 เมกะวัตต์ในสิ้นปี พ.ศ. 2555 นี้

แต่หากลองมองสะท้อนย้อนคิดในอีกมุมหนึ่งจะเห็นได้ว่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยอาจจะกำลังเดินเข้าสู่ปัญหาและอุปสรรคมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงความไม่มั่นใจในมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มักเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่บ่อยครั้ง แต่ระยะหลัง โครงการพลังงานหมุนเวียนก็เริ่มไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ จนบางพื้นที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงตามมา
ดังนั้น หากเรามุ่งหวังให้พลังงานหมุนเวียนจะเป็นคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทย การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนก็อาจจะเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่เราอาจจะนำมาใช้เพื่อการปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย บทความนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้นำประเด็นกฎหมายพลังงานมาทบทวน สะท้อนย้อนคิดกันถึงเหตุผลความจำเป็น และความเป็นไปได้ในสังคมไทย
ความจำเป็นของกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

หากจะว่ากันตามหลักรัฐศาสตร์ การออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียนก็คือ การยกระดับนโยบายและมาตรการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน จากการเป็น “มาตรการของฝ่ายบริหาร” (ในกรณีที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีมาตรการอยู่แล้วเช่นในประเทศไทย) มาสู่การเป็น “กฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ” ซึ่งย่อมมีศักดิ์และสิทธิทางกฎหมายสูงกว่า

ปัญหาสำคัญของการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนโดยใช้มาตรการของฝ่ายบริหารเช่นที่ผ่านมา มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการคือ
ประการแรก มาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนของฝ่ายบริหารนั้นเปลี่ยนแปลงง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็มักจะพาให้มาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนซวนเซไป จนกลายเป็นอุปสรรคและความไม่มั่นใจในการลงทุนสำหรับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน
ตัวอย่างล่าสุดของปัญหาประการแรกนี้คือ ความพยายามของรัฐบาลในการจะเปลี่ยนจากมาตรการส่วนเพิ่มของราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (หรือ adder) มาเป็นมาตรการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่สำหรับพลังงานหมุนเวียน (หรือ feed-in tariff) ก็ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ในปัจจุบัน และมักจะมีข้อเสนอใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ประการที่สอง เนื่องจากศักดิ์ในทางกฎหมายของมาตรการของฝ่ายบริหารนั้นต่ำกว่ากฎหมายอื่นๆ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ออกมาก่อนหรือออกมาหลังจากนั้น ดังนั้น ไม่ว่ามาตรการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนของฝ่ายบริหารจะดีมากน้อยเพียงใด ก็จะดำเนินการได้เพียงในกรอบที่เหลือจากการกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือ โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านเรือน(หรือ roof-top PV) ขนาด 5 แรงม้าขึ้นไปก็ถูกตีความว่าเป็น “โรงงาน” ตามพรบ. โรงงาน จึงต้องไปขออนุญาตตั้งโรงงาน และไม่สามารถตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนได้ เพราะฉะนั้น โครงการพลังงานหมุนเวียนเช่นนี้ก็เดินหน้าไปด้วยความยากลำบาก
ประการที่สามคือ การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนให้เป็นคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับสังคมไทยจำเป็นต้องกำหนดถึงสิทธิ และอำนาจหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างเป็นธรรม ภายใต้กรอบกติกาที่ชัดเจน แต่มาตรการของฝ่ายบริหารที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่มีศักดิ์และสิทธิทางกฎหมายมากพอที่จะจัดวางความสัมพันธ์ใหม่ ในมิติของสิทธิ ความเป็นธรรม และอำนาจหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้ ดังนั้น จึงไม่สามารถสร้างระบบพลังงานหมุนเวียนที่เอื้อให้เกิดความเป็นธรรมและความก้าวหน้าสำหรับฝ่ายต่างๆ ได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ หากแนวนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนมีความเกี่ยวข้องกับการเก็บภาษีเพิ่มเติม (เช่น การเก็บภาษีคาร์บอนจากผู้ใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์) ที่มิได้มีอำนาจในการจัดเก็บตามกฎหมายเดิม และการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนก็มีความจำเป็นต้องตราขึ้นมาเป็นกฎหมายเช่นกัน
ด้วยเหตุทั้งสามสี่ประการนี้ การยกร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนจึงมีความสำคัญมิใช่เฉพาะการได้ยกระดับศักดิ์และสิทธิทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานหมุนเวียนด้วย
สาระสำคัญในกฎหมายพลังงานหมุนเวียน

จากการทบทวนกฎหมายพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศพบว่า กฎหมายพลังงานหมุนเวียนควรมีองค์ประกอบหรือสาระที่สำคัญอย่างน้อย ดังต่อไปนี้
• การกำหนดเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และกรอบระยะเวลาดำเนินการ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และความพร้อมรับผิด (หรือ accountability) ในการดำเนินการของฝ่ายบริหาร
• มาตรการหลักที่จะใช้ในการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ต้องมีการกำหนดที่ชัดเจนว่าจะเป็นมาตรการการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่ (หรือ feed-in tariff) หรือการกำหนดส่วนผสมขึ้นต่ำสำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพ (เช่น เอทานอลหรือไบโอดีเซล) หรือจะเป็นมาตรการอื่นๆ
• มาตรการทางภาษี มาตรการการจัดตั้งและบริหารกองทุนสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแนวทางการสนับสนุนทุน (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การใช้เงิน) ของกองทุนดังกล่าว
• สิทธิตามกฎหมายของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ผู้รับซื้อ ผู้บริโภค และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ตั้งแต่ในขั้นตอนของการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า/พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ กระบวนการรับซื้อไฟฟ้า การกำหนดโครงสร้างและกลไกราคาสำหรับพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภท การขออนุญาตประกอบกิจการพลังงาน และการตรวจสอบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการบริโภคพลังงาน
• กระบวนการขออนุญาตในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักแห่งสิทธิของภาคส่วนต่างๆที่กล่าวถึงข้างต้น
• การกำหนดกลไกการติดตาม กลไกกำกับดูแล/ตรวจสอบ และกลไกประเมินผล เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการของฝ่ายบริหารเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ถึงเวลาหรือยังสำหรับสังคมไทย
จากการประชุมระดมความเห็นเรื่อง การปฏิรูประบบพลังงานหมุนเวียน: สิทธิ ความเป็นธรรม และการเข้าถึง ที่คณะกรรมการจัดสมัชชาปฏิรูปจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมีความเห็นตรงกันว่า หากจะให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เป็นไปเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และเป็นการใช้ศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างเต็มที ก็คงจะถึงเวลาที่เราจะเอาจริงเอาจังกับกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเสียที
ส่วนสาระสำคัญที่เห็นพ้องต้องกันคือ การกำหนดมาตรการสนับสนุนหลักสำหรับพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทไว้ในกฎหมาย เพื่อลดความผันผวนของมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสำหรับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ มาตรการหลักที่จะกำหนดขึ้น นอกจากจะต้องพิจารณาถึงประเภทของพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจมีมาตรการสนับสนุนที่แตกต่างกันแล้ว ยังต้องพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่โครงการพลังงานหมุนเวียนของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ผลิตรายเล็กมากๆ รวมถึงผู้ผลิตไว้ใช้ในบ้านเรือนและชุมชนของตนเอง
นอกจากนั้น ทุกฝ่ายยังเห็นด้วยว่า การมีส่วนร่วมในการวางแผนระบบพลังงาน ซึ่งหมายถึงทั้งการวางแผนกำลังการผลิต และระบบสายส่งไฟฟ้า น่าจะมีการกำหนดให้ชัดเจนในกฎหมาย ตั้งแต่ในระดับของท้องถิ่น จังหวัด ภาค และระดับประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งบางพื้นที่ที่ระบบสายส่งเริ่มมีขีดจำกัดในการรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การวางแผนพัฒนาระบบสายส่งแบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟฟ้า และการไฟฟ้าผู้รับผิดชอบระบบสายส่ง จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
เช่นเดียวกับ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในระดับจังหวัด ซึ่งเป็นข้อเสนอของทางกรีนพีซที่ทุกฝ่ายสนับสนุนและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่ เหลือเพียงแต่ว่าจะต้องกำหนดที่มาของเงินกองทุนและรูปแบบในการบริหารจัดกองทุน ที่ควรจะเป็นลักษณะที่กระจายศูนย์การจัดการ และสามารถที่จะให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดมีส่วนร่วมและตรวจสอบการดำเนินการของกองทุนในแต่ละจังหวัดได้
ส่วนข้อห่วงกังวลของประชาชนเรื่อง ผลกระทบจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน (เช่น โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล) ทุกฝ่ายก็เห็นถึงความสำคัญที่จะต้องแก้ไขช่องโหว่และจุดอ่อนในกระบวนการขออนุญาตและการติดตามตรวจสอบผลกระทบให้เข้มงวดและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
แต่สิ่งที่ยังเห็นไม่ตรงกันคือ การกำหนดกระบวนการขออนุมัติ/อนุญาตที่จะกำหนดไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นผลดีหรือผลเสีย จะทำให้การดำเนินโครงการพลังงานหมุนเวียนล่าช้าขึ้นหรือไม่ และจะเป็นการซ้ำซ้อนกับกระบวนการขออนุญาตที่มีอยู่แล้วตามกฎหมายอื่นๆ หรือไม่?
เนื่องจากโดยทั่วไป หน่วยงานราชการมักจะหวงอำนาจตามกฎหมายของตนไว้ ทำให้เราจึงมีกฎหมายต่างๆ ที่พะรุงพะรังกันไปหมด กลายเป็นต้องขออนุญาตไปจากทุกๆ หน่วยงาน แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนกลับพบว่ากฎหมายที่ถือไว้ (และหวงไว้) กลับมีช่องโหว่เต็มไปหมด
วันนี้หรือไม่มีวัน
แน่นอนว่าคำถามนี้และอีกหลายๆ คำถามยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการออกแบบร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น คงต้องใช้เวลาทำงานร่วมกันอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะนำเสนอในเวทีสมัชชาปฏิรูประดับชาติครั้งที่ 3 ในปลายเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
แต่ในท่ามกลางความไม่แน่นอน มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ทุกฝ่ายที่ร่วมงานกันในครั้งนี้ เห็นตรงกันว่า “ถ้าไม่ใช่วันนี้ ก็คงไม่มีวัน”
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เราจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม

ขยะยิปซัมจากมาบตาพุด ขนออกจากโรงงานไปทิ้งยังแหล่งชุมชน

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล

เทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้อนุญาตให้บริษัท ทีเออาร์เอฟ จำกัด ขนย้ายของเสียที่ผู้ขออนุญาตแจ้งว่า “เป็นของเสียจากงานก่อสร้าง การรื้อทำลายสิ่งก่อสร้างและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว” ซึ่งวัสดุ 35,000 ตัน นั้น เป็นของเสียประเภทยิปซัม จากการดำเนินงานการผลิตโฮโดรเจน ฟลูออไรด์ ของบริษัทลาเพิร์ท โดยเอาไปปรับถมที่ลุ่มในที่ดินชาวบ้าน (ตามหนังสือ เลขที่ รย. 52205/6165 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2555)
การอนุญาตของเทศบาลฯ ให้ขนย้ายครั้งนี้ มีข้อกำหนดข้อความเข้มงวด คือ “ขนย้ายได้เฉพาะเศษวัสดุที่แจ้งรายละเอียดไว้แล้วเท่านั้นและต้องไม่ขนย้ายส่วนที่มีหรือปนเปื้อนด้วยสารอันตรายโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังให้ควบคุมวัสดุไม่ให้ตกหล่นระหว่างขนย้ายด้วย

ชุมชนได้รับความเดือดร้อนจากฝุ่น เสียงและกลิ่น จึงร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ประชาชนจึงได้รับเอกสารประกอบการชี้แจงว่า การขนย้ายได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมแล้ว ให้ขนสิ่งปฏิกูลออกนอกโรงงานได้ ตั้งแต่ 7 ธ.ค. 2555 ซึ่งเป็นการอนุญาตก่อนทราบผลการตรวจการปนเปื้อนโลหะพิษทางห้องปฏิบัติการ เมื่อ 27 ธ.ค. 2555 ให้ขนย้ายไปทิ้งใน ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งพื้นที่นี้ถูกประกาศเป็น “เขตควบคุมมลพิษ”

จากรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ แจ้งว่าพบโลหะที่เป็นพิษทุกชนิดในตัวอย่างยิปซัมที่ตรวจ แต่พบไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับการเทียบเกณฑ์มาตรฐานนี้ เป็นการเปรียบเทียบต่อหน่วยของสิ่งที่ตรวจ อธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้ ถ้าเราใส่พริก 1 ช้อน ลงในน้ำ 1 แก้ว เราดื่มแล้วรู้สึกเผ็ดมาก เมื่อเอาไปใส่น้ำ 1 ลิตร แล้วดื่ม เราไม่รู้สึกว่าเผ็ด เพราะพริกถูกเจือจางลงถึงแม้ปริมาณพริกในน้ำยังคงมีอยู่ 1 ช้อนเท่าเดิม ดังนั้นกรณีของโลหะพิษถ้าถูกเจือจางลง เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอาจไม่เกินเกณฑ์ แต่เมื่อคำนวณจากยิปซัมที่ปนเปื้อนโลหะพิษที่มากว่า 3 หมื่นตันต่อบ่อ รวม 3 บ่อ ที่อนุญาตให้ทิ้งยิปซัมกว่า 9 หมื่นตันเศษ ย่อมมีโลหะพิษปนเปื้อนอยู่มาก และบ่อนี้ไม่ได้มีการปูกันซึมรองบ่อด้วย จึงจัดว่าไม่มีมาตรฐานใดๆ ที่จะทำให้ชุมชนมั่นใจว่า น้ำที่ชะยิปซัมจะไม่ซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ผงยิปซัมที่ปนเปื้อนโลหะพิษจะไม่ปลิวไปจับตามบ้านและพืชผล รวมทั้งไม่เข้าสู่ระบบหายใจ ก่อให้เกิดอันตรายทั้งต่อคน พืช สัตว์และสิ่งแวดล้อม

วัสดุที่นำมาทิ้งในชุมชนนี้เป็นของเสียประเภทยิปซัม จากการดำเนินงานการผลิตโฮโดรเจน ฟลูออไรด์ องค์การอิสระด้านการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (อีพีเอ, EPA) ได้เผยแพร่ความเป็นพิษของโฮโดรเจน ฟลูออไรด์ (hydrogen fluoride) ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมผลิต อลูมิเนียม อิเล็กทรอนิกส์ กัดแก้ว คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) และอุตสาหกรรมเคมีอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อคนการหายใจเอาก๊าซจากการระเหยของโฮโดรเจน ฟลูออไรด์ เข้าไปในระยะเวลาสั้น ๆ จะทำลายทางเดินหายใจและเกิดการระคายเคืองและปอดบวมน้ำ ทำให้หายใจไม่ได้ตามปกติ ดวงตาและผิวหนังที่สัมผัสก๊าซนี้จะเกิดอาการระคายเคือง ถ้าได้รับก๊าซนี้ปริมาณมากจะเกิดพิษเฉียบพลัน คือ มีผลต่อการทำงานของหัวใจและตายจากการหายใจล้มเหลวได้ ในสัตว์ทดลองที่สูดก๊าซนี้เข้าไปมากพบว่าปอด ตับและไตถูกทำลาย แต่ถ้าคนที่ได้รับฟลูออไรด์ปนเปื้อนในน้ำดื่มปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องจะพบว่าฟันเปลี่ยนสี คือ พบว่าฟันตกกระ ยังพบว่าฟลูออไรด์สามารถผ่านจากแม่สู่ลูกได้ทางรกด้วย

ในฐานะนักวิชาการที่ห่วงกังวลผลกระทบจากโลหะหนักที่ปนเปื้อนในยิปซัม ซึ่งมีหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง บางชนิดทำลายระบบประสาทและส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ จึงเสนอให้ (1) สุ่มตัวอย่างยิปซัมจำนวนหลาย ๆ ตัวอย่าง เพื่อเป็นตัวแทนของประชากรที่ดีและส่งไปตรวจในห้องปฏิบัติการที่ชุมชนมั่นใจและเป็นที่ยอมรับของหน่วยราชการ (2) ในระหว่างที่รอผลการตรวจ ควรยุติการขนยิปซัมมาทิ้งในบ่อดินของชุมชน (3) หากผลการตรวจพบสารปนเปื้อนอันตราย ซึ่งอาจเกิดปฏิกิริยาเคมีและปฏิกิริยาชีวภาพ จนเกิดเป็นอันตรายต่อชุมชน ต้องมีมาตรการลดผลกระทบต่อชุมชน ควรมีมาตรการติดตามตรวจและเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล (4) การขนย้ายกากของเสียอันตรายปริมาณมากเข้ามาทิ้งในชุมชน สร้างผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านเสียงและฝุ่น รวมทั้งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ จึงควรดำเนินการรับฟังความเห็นของชุมชน เพื่อแสดงถึงความจริงใจในการอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมกับชุมชน (5) กากของเสียจากอุตสาหกรรมจำนวนมากควนนำไปกำจัดด้วยวิธีอื่น ๆ แทนการนำมาฝังในชุมชน เช่น การเผาในเตาเผาอุณหภูมิสูงหรือฝังกลบในบ่อขยะอุตสาหกรรม และ (5) ในอนาคตบริษัทควรหาวิธีลดกากของเสียและนำกากของเสียไปใช้ประโยชน์ตามนโยบายอุตสาหกรรมนิเวศของกระทรวงอุตสาหกรรม

เกาะติด"เชฟรอนฯ" ถอยหรือเตรียมรุกใหม่ โครงการท่าเรือบ้านบางสาร

ผู้เขียน: 
คุณทรงวุฒิ พัฒแก้ว

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 7 ธันวาคม 2555 ที่ร้านอาหารครัวน้ำชุบ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช มีรายงานข่าวหลายฉบับรายงานตรงกันว่า เชฟรอนฯ ประกาศยุติโครงการท่าเรือที่บ้านบางสาร แต่ทุกอย่างเหมือนจะไม่จบแค่นั้น เพราะเหมือนว่าจะถอยง่ายเกินไป หรือหลายคนมองว่า แค่สับขาหลอก หรือลดกระแสต้านของมวลชน

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า “เราได้เริ่มการศึกษาในโครงการนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2550 ซึ่งขณะนี้ด้วยเงื่อนไขเวลาที่ผ่านมาค่อนข้างนาน ทำให้ปัจจัยต่างๆ ที่เคยเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณาการย้ายชอร์เบสเปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้นทุนการดำเนินการก่อสร้างโครงการที่เพิ่มสูงขึ้นมากจนไม่มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ หากจะดำเนินการต่อไปของข้อจำกัดเดิม ในการที่เราไม่สามารถขยายพื้นที่ หรือใช้ท่าเรือเพิ่มเติมในจังหวัดสงขลา รวมถึงระยะเวลาเริ่มต้นในการใช้งานจริงของศูนย์สนับสนุนแห่งใหม่ ไม่ทันต่อการใช้งานในช่วงที่มีความต้องการสูงสุด”

นางหทัยรัตน์ อติชาติ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เผยว่า “ทางผู้บริหารมีการประกอบธุรกิจด้านพลังงานที่ทำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่มาถึงโครงการนี้มีความรู้สึกว่าเป็นโครงการที่ใช้เวลายาวนาน และยากมากที่สุดในโลก เพราะมีขั้นตอนต่างๆ มากมายจนเวลาล่วงเลยมากว่า 5 ปี หากจะดำเนินการต่อไปก็ต้องฝ่าฟันอีกหลายขั้นตอน ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนครบถ้วนเริ่มลงมือก่อสร้างก็ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี มันจึงล่วงเลยระยะเวลาที่จำเป็นต้องใช้งานในโครงการนี้ไปแล้ว ในทางการดำเนินธุรกิจจึงไม่คุ้มกับระยะเวลา และค่าใช้จ่าย ผู้บริหาร และผู้ร่วมทุนจึงตัดสินใจระงับโครงการนี้”

จากการที่ผู้บริหารระดับสูงของเชฟรอนฯ ของประเทศไทยประกาศระงับ หรือยุติโครงการตามที่หลายสื่อรายงานมาข้างต้น ในเชิงสาธารณะเหมือนจะจบลงเพียงแค่นั้น แต่ในเชิงกฎหมาย และขั้นตอนทางความจริงยังไม่จบ เพราะ EHIA ฉบับนี้ยังอยู่ที่สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และไม่มีเวลาหมดอายุ ทางผู้บริหารจะจับมาปัดฝุ่นเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะที่เหลือเป็นขั้นตอนทางราชการเท่านั้น ก็จะเริ่มสร้างโครงการได้ทันที

ในเหตุผลที่เชฟรอนฯ ต้องเผชิญอีกหลายด่าน อีกหลายเรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีสารกัมมันตรังสีที่ จ.สงขลา การขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทย การสัมปทานที่ไม่เป็นธรรม ล้วนเป็นศึกหนักของบริษัทที่ต้องแบกรับภาระ และโจทย์ใหญ่ที่ออกมากระทุ้งเชฟรอนฯ ก็มีต้นเรื่องคือ ท่าเรือที่ท่าศาลา เพราะตามขุดคุ้ย เปิดโปงเชฟรอนฯ มาอย่างต่อเนื่อง และทำให้เชฟรอนฯ กลายเป็นผู้ร้ายของสังคม

ในขณะที่กลุ่มบริษัททางพลังงานอื่นๆ ลอยตัว เพราะเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศ แต่ไม่มีปัญหาระดับรูปธรรมพื้นที่คอยกระทุ้ง วันนี้เชฟรอนฯ จึงประกาศถอยท่าเรือเพื่อลอย หรือแขวนปัญหาเรื่องอื่นๆ ไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นนายทุนมากระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไว้ก่อน

จากการถอย เชฟรอนฯ ได้เชื่อมสื่อ และวงนักธุรกิจไว้เป็นปากเสียง มองเรื่องการสูญเสียการลงทุนในระยะยาว ประเด็นนี้สร้างภาพลักษณ์คำโตให้หลายฝ่ายเต้นตาม หากเชฟรอนฯ จะกลับมานั้นคือ เป็นความต้องการของภาคธุรกิจ และคนเมืองคอน การเน้นเรื่องราคาที่ดินที่ถีบตัวสูงขึ้น จากหลักแสนเป็นหลักล้าน การเข้ามาของเจ้าหน้าที่หลายพันคนที่มีกำลังการใช้สอย การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ เป็นจุดขายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวร่วมของสื่อและคนดังๆ ภายในจังหวัด แต่ก็เป็นเสียงส่วนน้อยอยู่ดี

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยพูดถึงคือ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ที่เป็นต้นทุนสำคัญของชีวิตคนอีกหลายหมื่นคนที่ทำมาหากินตลอดแนวชายฝั่ง คนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินที่จะขาย ไม่มีรีสอร์ตให้ใครพัก ไม่มีความรู้พอที่จะเข้าทำงาน ไม่ได้มีอาชีพอื่นใด นอกจากทะเลที่เป็นแหล่งทำงานที่หาเลี้ยงครอบครัว บางคนมีที่ดินแค่ปลูกบ้าน

ดังนั้น ทั้งชีวิต และครอบครัวจึงมีความหวังที่ทะเลเท่านั้น และชาวประมงรู้ดีว่าหากมีการก่อสร้างท่าเรือจะมีผลกระทบทันที การขุดลอกตะกอนเลน การเปลี่ยนทิศทางน้ำ การวิ่งเข้าออกของเรือลำใหญ่ การรบกวนปากแม่น้ำ จึงเป็นผลกระทบของเรือประมาณ 2 พันลำ คนอีก 5 พันครอบครัว ประชากรหลายหมื่นคน รวมทั้งเศรษฐกิจการต่อเนื่องทางการประมง จึงเป็นเหตุผล และหลักความจริงที่มากกว่ามองด้านธุรกิจ หรือเม็ดเงินลงทุนของเฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และเป็นคนส่วนน้อยที่เสียประโยชน์

แท้จริงการมีอยู่ของเชฟรอนฯ การมีอยู่ของคนงานเชฟรอนฯ การมีอยู่ของสนามบินเฮลิคอปเตอร์ที่คอยส่งคนขึ้นฝั่ง การมีอยู่ของที่พักของผู้คนเชฟรอนฯ เศรษฐกิจต่างๆ ยังมีอยู่เหมือนเดิม การจับจ่าย การเข้าพักยังมีอยู่เหมือนเดิม แค่สร้างท่าเรือเพิ่มเพื่อคนไม่กี่คนเท่านั้น แต่ทำลายผู้คนอีกจำนวนมากมาย เวลานี้หากมองเศรษฐกิจไม่ได้เสียหายอะไรเลย เว้นเสียแต่ว่าเชฟรอนฯ จะสร้าง หรือมีโครงการต่อเนื่องอื่นมากกว่าท่าเรือเพียงอย่างเดียว หรือภาคธุรกิจไปล่วงรู้โครงการต่อเนื่องที่จะตามมาอีกมากกว่านั้นหรือไม่

การออกมาโหมโรง และกระพือด้านเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้มองตัวแปรการมีอยู่จริงของเชฟรอนฯ ไม่ได้มองว่าภาคธุรกิจต้องการเรื่องคนงานเชฟรอนฯ แต่ไม่ใช่ท่าเรือ หากมองตรงไปตรงมา คนนครศรีฯ วันนี้มีแต่ได้กับได้ ไม่สูญเสียเสียโอกาสใดๆ

หากมองทุกด้านแล้ว การไม่สร้างท่าเรือเชฟรอนฯ เรารักษาสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นทุนชีวิตที่สำคัญของชาวประมงไว้ได้ เราได้ประโยชน์จากคนงานเชฟรอนฯ ที่เข้ามาพัก จับจ่ายใช้สอย ราคาที่ดินไม่ได้ลดลงจากเดิม เพราะโครงการขนาดใหญ่ แต่ยังคงตัวเท่าเดิม เพราะการขยายของเมืองท่าศาลา ในการมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในพื้นที่ การสร้างเป็นที่พัก และรีสอร์ตชายทะเลยังเป็นจุดขาย นี่แหละที่เป็นเส้นทางการพัฒนาที่ทุกคนร่วมเดิน เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนของฐานทรัพยากรที่เป็นชัยชนะกันของทุกฝ่าย

หลังจากนี้ หากมีการโหมโรงทางเศรษฐกิจ การขายที่ดิน นั่นหมายความว่า เชฟรอนฯ มีแนวโน้มกับการพยายามจะสร้างท่าเรือให้ได้ในที่เดิม หรือดึงโครงการขนาดใหญ่ตามหลังเข้ามา เพราะลำพังเชฟรอนฯ ที่มีที่ดิน 300 ไร่กว่าก็เพียงพอแล้ว

การไม่ถอน EIA จากสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) และการสร้างภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ จึงเป็นกลยุทธ์ และวิธีการแบบใหม่ที่ถูกเลือกใช้สำหรับการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของเชฟรอนฯ ก็เป็นได้ หลังจากนี้จึงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของนายทุนระดับโลก หรือจนกว่าจะยอมถอน EIA เพื่อจบกระบวนการ ทั้งหมดถือเป็นตัวชี้วัดอย่างแท้จริง

มข. ร่วมกับ SCG สร้างความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและวิจัย ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ การพัฒนาด้านการผลิตไฟฟ้าพลังงานชีวมวล การพัฒนาและวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและวิจัยด้านชุมชน การพัฒนาเทคนิคทางการเกษตร การพัฒนาการบริหารจัดการองค์กร (Organization Development) และโครงการเรียนรู้แบบบูรณาการ โรงงานขอนแก่น (CK-Paper) เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมี รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ คุณ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผศ.ดร.อภิศักดิ์ ธีระวิสิษฐ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการถ่ายทอดเทคโนโลยี รศ.ดร.สมปอง ธรรมศิริรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย คุณ อำนวย ผลพืช กรรมการผู้จัดการ บริษัทฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด(มหาชน) และผู้บริหารจากคณะต่างๆ คณาจารย์นักวิจัยมาร่วมงาน

ทั้งนี้ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ และความเชื่อมั่นในศักยภาพของคณาจารย์นักวิจัยในการวิจัยที่พร้อมให้การสนับสนุนในการพัฒนาองค์กรต่างๆ การวิจัยเพื่อพัฒนาตามข้อตกลงจะเป็นไปใน 3 ประเด็นคือ การพัฒนาการวิจัยนวัตกรรม การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ การใช้ทรัพยากรของสถาบันสนับสนุนการวิจัย สำหรับมหาวิทยาลัยขอนแก่นกับ SCG ได้มีโครงการความร่วมมือในการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเห็นว่า SCG เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและสังคม ในขณะเดียวกัน SCG ยังเป็นองค์กรภาคธุรกิจที่ให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยทั้งในด้านการเป็นแหล่งฝึกงานและเรียนรู้ของนักศึกษา รวมถึงการเข้ามาช่วยสนับสนุนนโยบายโครงการเช่น นโยบายรวมซื้อกระจายส่งกระดาษของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ช่วยลดภาระงานและทรัพยากรบุคคล อย่างไรก็ตามในอนาคตเอสซีจีอาจจะผลิตพลังงานที่เหลือใช้ออกไปสู่ให้สู่สังคมภายนอกอีกทีก็ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทางโรงงานเห็นความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลดการปล่อยของเสียสู่สังคมและสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เอสซีจีให้ความสำคัญ หลังจากนี้ต่อไปก็ยังมีกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องและสามารถขยายไปเรื่อยๆ

ด้านนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCG ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นในทางวิชาการเพื่อพัฒนาสังคม พัฒนาบุคลากร พัฒนาสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาร่วมกันทั้งสององค์กร SCG มีเป้าหมายสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจในอาเซียนและเป็นบริษัทภิบาลที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากนักวิชาการ ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในวันนี้จะเป็นความยั่งยืนของการพัฒนา สำหรับในการจัดกิจกรรม ลงนามความร่วมมือ มข.และ SCG ครั้งนี้ ยังได้มีการแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและบริษัทฟินิคซ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด(มหาชน) พร้อมการอภิปรายเรื่อง แนวทางการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษา

ก.เกษตรฯ รุกวิจัยข้าว 800 ลบ. หนุนพันธุ์พื้นเมือง-ลดเคมี

ผู้เขียน: 
ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน

‘ยุคล’ เผยรุกวิจัยข้าวทั้งระบบ 800 ลบ. เน้นพันธุ์พื้นเมือง-เครื่องทดแทนกำลังคน-ลดเคมี อธิบดีกรมการข้าวชี้จัดระบบปลูกข้าวสำเร็จ ตั้งเป้าปี 57 พื้นที่นำร่อง 4 ล้านไร่

วันที่ 3 ม.ค. 56 ที่กรมการข้าว นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกรมการข้าว โดยกล่าวว่า ปัจจุบันข้าวเป็นพืชหลักที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงอาหารของโลก มีผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักกว่า 3,000 ล้านคน โดยประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวเพื่อการส่งออกรายใหญ่ จะต้องรักษาคุณภาพและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยกรมการข้าวจะต้องตรวจสอบรับรองพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรนำไปปลูกทั้งหมดเพื่อให้ผลิตที่ดี มีคุณภาพ พร้อมกับพัฒนางานวิจัยด้านพันธุ์ข้าวพื้นเมืองแต่ละชนิดว่ามีความโดดเด่นด้านใด สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร ซึ่งกรมการข้าวต้องทำการวิจัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคนักวิชาการและหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ และสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการวิจัยข้าวเพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้ไทยขาดนักวิจัยข้าวมาก โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลมีงบประมาณรวมสำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านข้าว 800 ล้านบาท

นอกจากนี้กรมการข้าวจะต้องดูแลการจัดพื้นที่เศรษฐกิจเกษตรด้านข้าว ให้ครบองค์ประกอบทั้งด้านแหล่งปลูก โรงสี การแปรรูป รวมถึงให้ความรู้กับเกษตรกรทั้งระบบ ตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต และให้ความรู้ในการจัดพื้นที่แปลงนา และการนำเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานทางด้านการเกษตรที่มีจำนวนลดลง

รมว.กษ. กล่าวต่อว่า กระทรวงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวเหลือปีละ 2 ครั้ง เพื่อพักดินที่เสื่อมโทรม นอกจากนี้ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์และลดใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อบำรุงดินให้มีคุณภาพมากขึ้น พื้นที่เกษตรจะได้ยืนยาว เพราะปัจจุบันไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีปีละ 5 ล้านตัน หากนำมาปลูกข้าวโดยไม่ถูกต้อง อาจเกิดการสะสมในหน้าดินได้ แต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการทำความเข้าใจกับเกษตรกร

สำหรับความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงานเกษตรในอนาคต ขณะนี้ให้กรมการข้าวหันมาส่งเสริมการวิจัยเครื่องจักรกลขนาดเล็กทดแทนแรงงาน เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการนาไทยที่มีลักษณะตารางแก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะนำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันใช้ไม่ได้ อย่างไรก็ตามจะต้องมีราคาถูกคำนึงถึงผลผลิตที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร

ด้านนายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงโครงการจัดระบบการปลูกข้าวปี 55 ว่า ประสบความสำเร็จสูง ข้าวหลายพื้นที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ปลอดจากเพลี้ยกระโดด และเกิดการบริหารจัดการน้ำที่ดี ซึ่งคาดว่าภายในปี 57 จะมีพื้นที่นำร่อง 4 ล้านไร่ จากพื้นที่ดินเสื่อมโทรมทั้งหมด 9 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ 5 ล้านไร่ที่เหลือยังไม่เข้าร่วมโครงการคงพัฒนาเป็นโครงการเล็ก ๆ ต่อไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ร่วมมือกับกรมชลประทานสอบถามความคิดเห็นจากเกษตรกรต่อความต้องการเมล็ดพันธุ์พืชปลูกทดแทนช่วงเว้นจากการทำนา ซึ่งคาดว่าจะรวบรวมข้อมูลจากเวที 170 แห่ง 18 โครงการได้ปลายก.พ.56 ทั้งนี้กลางม.ค. กรมชลประทานจะสรุปข้อมูลเบื้องต้นก่อน เพื่อให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมการข้าวจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ได้ทัน โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว.

ตั้ง "ปลอดประสพ" ประธานจัดประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ผู้เขียน: 
ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง

เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการหารือระหว่างอาหารกลางวันกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia – Pacific Water Summit – APWS) ครั้ง ๒ ระหว่างวันที่ ๑๖-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเชียงใหม่ โดยจะเชิญผู้นำประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ

การหารือในวันนี้ ที่ประชุมมีแนวคิดที่จะจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา อีกทั้ง จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่ไทยดำเนินการอยู่ รวมถึงให้บริษัทเอกชนที่สนใจมานำเสนอโมเดลการบริหารจัดการน้ำให้ผู้เข้าร่วมประชุม ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้รับทราบ และได้มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งนายปลอดประสพฯ เป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการประชุม และจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการรับผิดชอบงานในด้านต่าง ๆ ต่อไป

การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสอันดีในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาคมโลกได้รับทราบถึงบทบาทนำของไทยในการบริหารจัดการน้ำ อีกทั้ง จะเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย ตลอดจนเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำภายใต้กรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue – ACD) ของไทยในปี ๒๕๕๘ ที่จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

How does the EU emission trading

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/5YCftIlYLyw

โค้ด embed html 200X180: 

Emission trading scheme? Cap and trade? What do these words mean? And how does it all contribute to reduced emissions of greenhouse gases? This animation shows how the scheme works.

การพัฒนายั่งยืนใน 10 นาที

ผู้เขียน: 
สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

เมื่อ 20 ปีก่อน การพัฒนาเป็นโจทย์ขั้วตรงข้ามกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สองทศวรรษผ่านไป ปัญหาและความขัดแย้งเดิมๆ ยังคงเกิดขึ้นอยู่ แต่แนวคิดและวาทกรรมของการพัฒนาที่อภิปรายกันในสังคมโลกได้ปรับเปลี่ยนไปมาก แล้ว พร้อมๆ กับการปฏิบัติได้จริงที่แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งหลอมรวมการพัฒนากับการอนุรักษ์ให้สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติเพ้อฝัน หากเป็นทางรอดเดียวของสังคม
แต่บ่อยครั้งการถกเถียงเรื่องการพัฒนากับการอนุรักษ์ในสังคมไทยยังคงหลง ยุค เน้นให้สังคมเลือกระหว่างการทำลายธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้เขียนจึงขอนำสไลด์ส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบการบรรยายในโอกาสต่างๆ มาสรุปเป็นอัพเดทสั้นๆ ฉบับพกพาในกระเป๋ากางเกง
ภาพที่1
(ภาพที่ 1)
การพัฒนาที่ผ่านมาทำลายธรรมชาติเกินขอบขีดที่โลกจะรองรับได้ ส่งผลให้ระบบนิเวศโลกเสียสมดุลอย่างรุนแรง
วิกฤติที่สุด ได้แก่ ปัญหาการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ บนโลก วิกฤติระบบนิเวศดิน น้ำ ทะเล จากการใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป และวิกฤติโลกร้อน
ภาพที่ 2
(ภาพที่ 2)
หากเราจะพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างปัญหาร้ายแรงไปมากกว่านี้ให้แก่คนรุ่นลูกหลาน เราต้องยอมรับขีดจำกัดของธรรมชาติ และสร้างระบบเศรษฐกิจที่ไม่ทำลายธรรมชาติจนเสียสมดุล บนฐานของสังคมที่เท่าเทียมและสร้างสรรค์ ภายใต้การเกื้อกูลของระบบนิเวศธรรมชาติ
ภาพที่ 3
(ภาพที่ 3)
เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ เราจึงต้องมีตัวบ่งชี้ไว้คอยเช็คดูว่าเราเดินถูกทางหรือไม่
ภาพที่4
(ภาพที่ 4)
ด้านสิ่งแวดล้อม ตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดคือความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศท้องถิ่น สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เป็นตัวขับเคลื่อนประสิทธิภาพของวัฏจักรต่างๆ ในธรรมชาติ ไม่ต่างจากคนอาชีพต่างๆ ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ดำเนินไปได้
ภาพที่ 5
(ภาพที่ 5)
มันเหมือนกับอวัยวะบนร่างกายเรา สัตว์บางชนิดอาจไม่ได้ทำหน้าที่สำคัญมากนัก เช่นเดียวกับนิ้วก้อย แต่ถ้านิ้วก้อยด้วนไป เราจะเล่นเปียโนได้ไม่ดีเท่าเดิม
ภาพที่6
(ภาพที่ 6)
ด้านสังคม ตัวชี้วัดที่ดีคือความเท่าเทียมของรายได้ของคนในสังคม เพราะเราพบว่าสังคมที่มีความเท่าเทียมสูงจะมีปัญหาสังคมและสุขภาพน้อยกว่า สังคมที่เหลื่อมล้ำกันมาก
ปัญหาเหล่านั้นรวมถึงอัตราฆาตกรรม จำนวนนักโทษต้องขัง วัยรุ่นตั้งท้อง ติดเหล้าเสพยา สุขภาพจิตและความเครียด ความไว้วางใจกันในสังคม ทักษะอ่านออกคำนวณได้ และโอกาสการเลื่อนสถานภาพในสังคม ซึ่งหมายถึงสังคมสร้างสรรค์ที่ศักยภาพของมนุษย์ทุกคนมีโอกาสงอกงามได้
ภาพที่ 7
(ภาพที่ 7)
สังคมที่เท่าเทียมกัน ต้องแบ่งทรัพยากรให้เท่าๆ กัน มักจะมีวิถีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า เช่น ใช้จักรยานกันมากกว่า
ภาพที่ 8
(ภาพที่ 8)
และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมมากกว่า เช่น รีไซเคิลขยะมากกว่าสังคมที่ไม่เท่าเทียม
ภาพที่ 9
(ภาพที่ 9)
เหลียวมาดูประเทศไทย เรามีความเหลื่อมล้ำสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจนห่างมากขึ้นทุกปี
ภาพที่ 10
(ภาพที่ 10)
ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมีรากมาจากระบบผลิตที่เป็นเส้นตรง เราสกัดวัตถุดิบจากธรรมชาติ นำมาผลิตสินค้าใช้แล้วทิ้งเป็นขยะปริมาณมหาศาล โดยแทบไม่ได้นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ระหว่างทางการผลิตก็ก่อมลภาวะมากมาย ปล่อยออกไปปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม
ภาพที่ 11
(ภาพที่ 11)
เราต้องเปลี่ยนระบบผลิตจากเส้นตรงมาเป็นวงกลม วัตถุดิบจากอู่เกิดหมุนเวียนกลับสู่อู่เกิดโดยไม่มีการปนเปื้อนมลพิษ เป็นระบบไม่สร้างขยะ เช่นเดียวกับระบบผลิตในธรรมชาติ ที่ของเหลือจากแหล่งหนึ่งเป็นอาหารหรือวัตถุดิบให้กับอีกชีวิตหนึ่ง หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ
หลักการออกแบบ การคัดเลือกวัตถุดิบ การบริหารจัดการสินค้าที่จะสนองระบบผลิตวงจรปิด เป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจสีเขียวที่สามารถสร้างอาชีพใหม่ๆ ได้มากมาย และเป็นสิ่งที่เรามีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะเริ่มทำได้แล้ว มันรวมถึงระบบผลิตในอุตสาหกรรม การเกษตร การออกแบบที่อยู่อาศัย การจัดหาพลังงาน
ภาพที่12
(ภาพที่ 12)
กลไกที่จะช่วยให้ระบบผลิตแบบอู่สู่อู่แพร่หลายไปได้กว้างขวาง คือ การปรับระบบราคาในตลาดให้คำนึงถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม นี่คือการปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นบทบาทของภาครัฐที่จะลดการอุดหนุนพฤติกรรมและการประกอบการที่ทำลายสิ่ง แวดล้อม และหันไปส่งเสริมพฤติกรรมและการประกอบการที่ดูแลสิ่งแวดล้อม เราจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนเมื่อราคาหรือ “ความจริง” ในระบบเศรษฐกิจสะท้อนความเป็นจริงของระบบนิเวศธรรมชาติ
ภาพที่13
(ภาพที่ 13)
ทุกวันนี้ วิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างลำบาก เหมือนเดินขึ้นเขาชัน จึงมีคนเพียงจำนวนน้อยที่เลือกเดิน เราจำเป็นต้องทำให้เส้นทางนี้เป็นทางเลือกที่ง่าย สะดวกสบายสำหรับคนส่วนใหญ่ การปฏิรูปการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อมผสมผสานกับโครงสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน จะช่วยให้วิถีสีเขียวและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นวิถีกระแสหลักในชีวิตปกติประจำ วันของเราทุกคน

 

 

ภาพ : http://www.viskoteepak.com/our-business/sustainable-development

by ThaiWebExpert