ผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือน
กรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับสำนักงานนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (Thailand International Health Policy Program: IHPP) และภาคี (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน Unicef และ World Health Organization) ได้ดำเนินการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเป็นผลกระทบจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 โดยทำการสำรวจในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม 61 จังหวัด ช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งมีครัวเรือนที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 36,910 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม 2555 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ประเทศไทยมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมใน 61 จังหวัด โดยมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวรวม 5.3 ล้านครัวเรือนหรือ 17.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีครัวเรือนถูกน้ำท่วมร้อยละ 73.7 โดยเป็น น้ำท่วมตัวบ้านร้อยละ 45.6 และท่วมบริเวณรอบๆตัวบ้านอย่างเดียวร้อยละ 28.1
2. ความรุนแรงของน้ำท่วม โดยพิจารณาจากระยะเวลาและความสูงของน้ำท่วม พบว่า น้ำท่วมขังในและรอบๆบริเวณบ้านเฉลี่ย 25 – 27 วัน และน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 87 – 88 ซม. โดยครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 30 วัน และสูงกว่า 120 ซม. พบในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมากกว่าภาคอื่น ทั้งนี้อาจเนื่องจากภาคเหนือเป็นทางไหลผ่านของน้ำมายังกรุงเทพมหานครและภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท
3. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 57.1) มีการเตรียมตัวรับมือกับ น้ำท่วม เช่น การยกของขึ้นที่สูงซึ่งทำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อย (ร้อยละ 48.8) สำหรับการกั้นถุงทรายการสำรองของกินของใช้ และการป้องกันพาหนะเสียหาย มีประมาณร้อยละ 17 – 30 โดยมีข้อสังเกตว่า ครัวเรือนที่มี การย้ายสวิทซ์/ปลั๊กไฟขึ้นที่สูงมีน้อยมากเพียงร้อยละ 5.5 และมีการเตรียมการด้านการเจ็บป่วยประมาณร้อยละ 16 เช่น การเตรียมยาสามัญ อุปกรณ์การปฐมพยาบาล และยารักษาโรคประจำตัว จากการสำรวจ พบว่า รายได้เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเตรียมตัว โดยครัวเรือนที่มีรายได้สูงจะมีการเตรียมตัวมากกว่า โดยครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเฉลี่ยในช่วงก่อนน้ำท่วม 5,904 บาท และช่วงน้ำท่วม 8,419 บาท
4. ในช่วงน้ำท่วม เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมในการเอาชีวิตรอด ซึ่งจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานบางอย่าง เช่น การว่ายน้ำ พบว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมร้อยละ 51.1 ว่ายน้ำไม่เป็น มีเพียงร้อยละ 18.6 ที่ว่ายน้ำได้ตามมาตรฐานสากล (ว่ายน้ำขึ้นตลิ่งฝั่งตรงข้ามที่มีระยะทาง 25 เมตรได้ ในขณะสวมใส่เสื้อผ้าตามปกติ) ส่วนผู้ที่ว่ายน้ำได้น้อยกว่า 25 เมตร มีร้อยละ 26.4 (ระยะทางเฉลี่ย 8.49 เมตร) และมีเพียงร้อยละ 3.7 ที่ช่วยเหลือตัวเองได้แค่เพียงลอยคอ/พยุงตัวในน้ำได้ (เวลาเฉลี่ยนาน 10 นาที) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อม เช่น การจัดหลักสูตรว่ายน้ำในโรงเรียนเพื่อลดความสูญเสีย เพราะมีข้อสังเกตว่าเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีว่ายน้ำได้น้อยมาก
5. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมร้อยละ 72.7 ได้รับการแจ้งข้อมูลข่าวสารเฝ้าระวังก่อนที่น้ำจะท่วม และในช่วงน้ำท่วมมีผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมอพยพออกไปอยู่ที่อื่นร้อยละ 18.0 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอพยพทั้งครัวเรือน (ร้อยละ 15.2) โดยอพยพออกไปเฉลี่ยนานกว่า 1 เดือน (39 วัน) สำหรับผู้ที่ไม่อพยพให้เหตุผลว่ายังอาศัยอยู่ได้ เป็นห่วงบ้าน/ทรัพย์สิน คิดว่าท่วมไม่นาน/ไม่ท่วม ไม่มีที่ไป/ไม่มีเงิน และมีคนชรา/เด็ก/คนป่วย/คนพิการ เป็นต้น และมีข้อสังเกตว่าการอพยพของครัวเรือนขึ้นอยู่กับประสบการณ์น้ำท่วม คือ ถ้ามีประสบการณ์มากจะมีอัตราการอพยพน้อยลง
6. สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้รับผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้
1) การทำงานแบบเต็มเวลาของสมาชิกในครัวเรือนหลังน้ำท่วม ลดลงจากก่อนน้ำท่วมร้อยละ 5.8 ขณะที่การทำงานแบบไม่เต็มเวลา และการตกงานเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 4.1 และ 1.7 ตามลำดับ) ซึ่งทำให้รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในทุกภาคลดลงจากช่วงก่อนน้ำท่วมประมาณร้อยละ 10
2) ครัวเรือนมีการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพหรือกิจการขาดทุนที่เกิดจากน้ำท่วมเฉลี่ย 12,230 บาท และ 9,871 บาท ตามลำดับ และพบว่า สาเหตุหลักเนื่องจากการหยุดขาย/หยุดประกอบการ (ร้อยละ 65 – 76) และสินค้าเสียหาย (ร้อยละ 15 – 22) ตามลำดับ ครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมีการสูญเสียโดยเฉลี่ยมากกว่าภาคอื่นหลายเท่า
3) ทรัพย์สินในครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วม เช่น ที่อยู่อาศัย มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อครัวเรือน 12,574 บาท รถยนต์/รถจักยานยนต์ 8,268 บาท เครื่องใช้/สิ่งอำนวยความสะดวก 5,281 บาท และอุปกรณ์ การประกอบอาชีพ 3,592 บาท โดยกรุงเทพมหานครและภาคกลาง มีมูลค่าความเสียหายมากกว่าภาคอื่น
4) มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากน้ำท่วม ร้อยละ 8.1 ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตร้อยละ 0.3 โดยมีสาเหตุหนึ่งเนื่องจากไฟฟ้าดูด/ช๊อต
5) ช่วงน้ำท่วม มีผู้ไปใช้บริการทางการแพทย์ร้อยละ 15.3 โดยร้อยละ 10.2 ไปใช้บริการได้ตามปกติ ร้อยละ 3.9 ใช้บริการจากหน่วยเคลื่อนที่ และร้อยละ 1.2 ที่ไม่สามารถเข้ารับบริการได้ตามปกติ ซึ่งผู้ไปใช้บริการส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.5) ให้ความเห็นว่าการบริการเหมือนเดิม ร้อยละ 18.3 เห็นว่าดีกว่าปกติ และ ร้อยละ 5.2 เห็นว่าแย่ลงโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเห็นว่าแย่ลงถึงร้อยละ 17.3
6) มีครัวเรือนประสบปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยร้อยละ 32.3 และการกำจัดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) ร้อยละ 24.2
7. การติดต่อขอความช่วยเหลือบริการทางการแพทย์ ช่องทางที่ครัวเรือนทราบมากที่สุด คือ รถฉุกเฉินเช่น รถ อบต./โรงพยาบาล/มูลนิธิ (ร้อยละ 55.0) รองลงมาได้แก่ สายด่วน 1669 (ร้อยละ 47.3) ขณะที่เรือและเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินมีผู้ทราบน้อยมาก (ร้อยละ 17.0 และ 9.1 ตามลำดับ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบมากกว่านี้
8. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในทุกเรื่อง ได้แก่ การป้องกันและกู้เส้นทางสายหลักเพื่อใช้ในการคมนาคม (ร้อยละ 87.0) การให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม (ร้อยละ 86.5) การใช้แรงดันเรือ/เครื่องในการดันน้ำ (ร้อยละ 85.8) การปรับปรุงสาธารณูปโภค (ร้อยละ 85.6) การระบายน้ำออกจากพื้นที่และการใช้ถุงทราย/คันกั้นน้ำชะลอการไหลของน้ำเข้าท่วมพื้นที่ (ร้อยละ 84.9) และการควบคุมการเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ (ร้อยละ 84.1) โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่พอใจปานกลาง - มาก ร้อยละ 57.6 – 64.6
9. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเห็นว่าสิ่งของที่ควรบรรจุอยู่ในถุงยังชีพมากที่สุด คือ อาหารกระป๋อง (ร้อยละ 96.1) น้ำดื่ม (ร้อยละ 94.6) ข้าวสาร (ร้อยละ 94.5) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 86.9) ยาสามัญประจำบ้าน (ร้อยละ 82.0) ไฟฉาย (ร้อยละ 70.3) และนมกล่อง (ร้อยละ 51.0) ส่วนอื่นๆ เช่น นมผง ผ้าอนามัย ฯลฯ มีไม่เกินร้อยละ 45

ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักกการ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” จัดทำแผนงาน/โครงการภายใต้กรอบแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานต่อไป
สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ที่ได้เสนอตั้งงบประมาณรองรับโครงการดังกล่าวแล้ว จำนวน 96.2959 ล้านบาท
ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2559 ให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการและวงเงินงบประมาณที่ดำเนินการให้ชัดเจนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. ขณะนี้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551 – 2554) ได้สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการแล้ว ผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่มีอุปสรรคข้อจำกัดเนื่องจากหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมายตั้งอยู่ห่างไกลและกระจัดกระจาย การคมนาคมไม่สะดวก พื้นที่การเกษตรน้อยและมีความลาดชันสูง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งส่งผลให้ผลผลิตการเกษตรน้อยโดยเฉพาะข้าวยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือนตลอดปี ตลอดจนประชาชนขาดพื้นฐานการศึกษา ขาดความรู้ความเข้าใจภาษาไทย จึงเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมและขยายผลการเรียนรู้ รวมทั้งการบริหารจัดการยังขาดเครื่องมือและกลไกการบูรณาการดำเนินงานส่งผลให้การดำเนินงานในระยะที่ผ่านมายังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และการพัฒนายังไม่ยั่งยืน จึงต้องมีการดำเนินโครงการต่อเนื่องในระยะที่ 2
2. กษ. ได้จัดทำร่างแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
2.1 กรอบการพัฒนาในช่วงแผนแม่บทฯ ระยะที่ 2
2.1.1 สนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวทางการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า
2.1.2 พัฒนาคนในพื้นที่ลุ่มน้ำ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลกับการอนุรักษ์ ตามแนวพระราชดำริการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.2 ประเด็นการพัฒนา
2.2.1 จัดตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาส่งเสริมอาชีพ
2.2.2 บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน และป่า ในลักษณะองค์รวม มุ่งพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำและสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร
2.2.3 สร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของประชาชนสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ
2.2.4 เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทุกด้าน
2.3 วิสัยทัศน์การพัฒนา
ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำได้รับการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนกับป่าอยู่ร่วมกัน พึ่งพิงและเกื้อกูลกันบนพื้นฐานความพอเพียง ชุมชนมั่งคงเข้มแข็ง คนมีชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีส่วนร่วมในการพัฒนาและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
2.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย 1) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ 3) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
4) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
2.5 ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)
2.6 องค์กรบริหารงาน แบ่งออกเป็น ระดับนโยบาย ระดับบริหารและอำนวยการ และระดับปฏิบัติ
2.7 บทบาทแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อน
2.7.1 ภาครัฐบาล ดำเนินงานตามโครงสร้างการบริหารงานที่กำหนดไว้ตามพันธกิจ หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วย มุ่งบูรณาการดำเนินงานให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง ให้ทุกหน่วยถือโครงการพระราชดำริเป็นภารกิจด่วน โดยมีประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน
2.7.2 ภาคเอกชน สนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.7.3 องค์กรส่วนท้องถิ่น (อบจ. อบต.) ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการฯ ตามภารกิจรับผิดชอบทั้งทรัพยากรและการบริหารจัดการเพื่อสนองความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่แต่ละลุ่มน้ำ
2.7.4 ชุมชนและประชาชน เข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนของตนเอง
2.7.5 สถาบันการศึกษาในจังหวัดพื้นที่ลุ่มน้ำ นำองค์ความรู้ตัวแบบความสำเร็จจากการศึกษาทดลองด้านเกษตรกรรมและสังคมวิทยาของชุมชนท้องถิ่น มาขยายผลเพื่อการพัฒนา
2.7.6 สื่อมวลชน เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารองค์ความรู้และผลสำเร็จการดำเนินงานของโครงการฯ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.8 แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการ
เพื่อให้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) สนองพระราชดำริอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาส่วนรวม จึงมุ่งใช้ “แผน” เป็นเครื่องมือชี้นำการดำเนินงาน ประสาน จัดสรรทรัพยากรและติดตามประเมินผล โดยทุกหน่วยร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” ทั้ง “แผนปฏิบัติการระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)” และ”แผนปฏิบัติการประจำปี” โดยหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง แนวทางการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยให้ทุกหน่วยงานถือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นภารกิจเร่งด่วน
ทั้งนี้ ให้มีการรายงานผลรอบ 4 เดือน การติดตามผลและการตรวจติดตามผล ตลอดจนการประเมินผล มุ่งประเมินผลลัพธ์และผลกระทบการดำเนินงานโดยมีตัวชี้วัดการพัฒนาที่ชัดเจน

สหภาพยุโรปหนุนพัฒนาอุตฯยานยนต์สีเขียวในไทย

โดย กระแสหุ้น วันที่ 5 ตุลาคม 2555

กระทรวงอุตสาหกรรม และสหภาพยุโรป(อียู) เปิดตัวโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สีเขียว เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยใช้หลักการจัดการทรัพยากรการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการฯ ตั้งเป้าฝึกอบรมและปฏิบัติในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย จำนวน 500 แห่ง เมื่อโครงการฯ สิ้นสุดลงในเดือนมกราคม 2558

โครงการฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเกือบ 1.6 ล้านยูโร (ราว 60 ล้านบาท) ส่วนใหญ่จากสหภาพยุโรป โดยองค์กรอื่นๆ ที่ร่วมสนับสนุนงบประมาณ และดำเนินโครงการฯ ได้แก่ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) สถาบันยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และศูนย์เพื่อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างแผนงานสหประชาชาติเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม (UNEP)

และสถาบัน Wuppertal ของประเทศเยอรมนี

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์สีเขียวสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเป็นฐานการผลิตสีเขียวที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย ในปี 2557 ซึ่งเราต้องส่งเสริมให้มีกระบวนการผลิต ตลอดจนการบริหารจัดการที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จะร่วมกับโครงการฯ ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยสู่ความเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry Mark) โดยสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานทั้งในระดับประเทศและสากลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าผลผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างน้อย 250 แห่งจาก 500 แห่งที่เข้าร่วมโครงการฯ จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตจะลดลง”

'ถูกต้อง-ใช้เป็น' เคมีเกษตร ส่วนหนึ่งการรับผิดชอบต่อสังคม

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2555

แม้ว่าในช่วงหลายปีมานี้ กระแสเกษตรอินทรีย์มาแรงไปทั่วโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัดส่วนเกษตรอินทรีย์ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับเกษตรที่ใช้สารเคมีซึ่งหลักๆ ที่ใช้กันก็มี ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง แต่ปัญหาที่คนทั่วไปมักจะกลัวจากการใช้เกษตรเคมีก็คือ การตกค้างของสารเคมีในพืชผัก และปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในฐานะที่บริษัท ดูปองท์ เป็นผู้ผลิตเคมีภัณฑ์เกษตรรายใหญ่ของโลก ก็มองเห็นปัญหานี้ จึงจัดโครงการใส่ใจสังคม และสิ่งแวดล้อมขึ้น โดยตั้งรางวัล Environment Respect Award ขึ้น เพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการจำหน่ายเคมีเกษตร ที่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของดูปองท์ ซึ่งหลักๆ ก็คือ การใช้เป็นและใช้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สารเคมีมีความปลอดภัยและลดแรงต้านทานโรคของแมลงศัตรูพืช ทำให้ใช้สารเคมีไม่มาก ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปในตัว นอกจากคุณสมบัติทั้งสองข้อนี้แล้ว ยังต้องมีคุณธรรม จริยธรรม ในการทำการค้า และการตอบแทนให้กับสังคมอีกด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้น มีผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับรางวัล Environment Respect Award ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.Country Champion 2.The Best Ambassador บริษัทดังกล่าวนี้ก็คือ บริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย ซึ่งได้รับรางวัลระดับ Country Champion ในปี 2007 และ 2008 และได้รับรางวัลระดับ The Best Ambassador ในปี 2009

ผลงานที่โดดเด่นของบริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย นั้นก็คือ ให้คำแนะนำ ให้ความรู้แก่เกษตรกรในช่วงก่อนซื้อ และยังแจกหน้ากาก ถุงมือ เพื่อส่งเสริมการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยหรือมีการจัดประชุมร่วมกับบริษัทคู่ค้า แนะนำเกษตรกรในการปลูกข้าว ข้าวโพด พืชยาสูบ เพื่อการส่งออกพืชแปรรูป ขิง ไม้ผล การปรับปรุงหน้าร้านให้เป็นรูปแบบมินิมาร์ท เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้เคมีเกษตรอย่างถูกต้องการจัดทำโครงการรีไซเคิลภาชนะบรรจุสารเคมี โดยทำร่วมกับ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) และการจัดทำแปลงสาธิต การใช้เคมีเกษตรอย่างถูกต้องให้ผลลัพธ์อย่างไร ผลผลิตดีแค่ไหน

เชวง อมรศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ดูปองท์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตามมาตรฐานของผู้ที่จะได้รางวัลนี้ของดูปองท์ก็คือ เราจะดูว่าสามารถชักจูงคนที่ใช้เคมีภัณฑ์แบบไม่ได้มาตรฐานให้มาอยู่ในมาตรฐานที่ปลอดภัย ซึ่งเป็นหลักการเดียวที่เริ่มโครงการนี้ในสหรัฐอเมริกา การมีคุณธรรมของผู้ค้า ว่าใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีในมุมของการจัดการธุรกิจว่าเป็นอย่างไร

"ส่วนเรื่องการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกร ที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเราก็ต้องหาพยานหลักฐานว่ามีการอบรมให้ความรู้พนักงาน หรือลูกค้าจริงจังอย่างไรบ้าง และถ่ายทอดความรู้ให้แก่สังคมอย่างจริงจังแค่ไหน ซึ่งบริษัท ชวลิตกิจการเกษตรเชียงราย ได้รางวัลระดับโลกนี้ไป อีกแห่งในเมืองไทยก็คือ ร้านค้าที่ขายแบบเดียวกับชวลิตกิจการเกษตรฯ ก็ได้รางวัลนี้ไป"

ชวลิต สุธรรมวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชวลิตกิจเกษตรเชียงราย กล่าวว่า เริ่มตั้งกิจการตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีที่ไหนให้ความรู้เรื่องเคมีเกษตรที่ถูกต้องกับเกษตรกร ซึ่งตนเองมองว่า ถ้าหากเกษตรกรไม่มีความรู้ในการใช้ปุ๋ย ใช้ยา อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นปัญหาของประเทศ

"ผมมองว่าเคมีเกษตรเป็นเทคโนโลยี ถ้าทำอย่างถูกต้องก็จะปลอดภัยคนใช้ คนกิน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมพยายามให้ความรู้แก่ลูกค้าที่เป็นเกษตรกรมาตลอด 25 ปี"

ส่วนความหมายของคำว่า "ใช้เป็น" และ "ใช้ถูกต้อง" นั้น ก็คือ การใช้ปุ๋ยหรือยาถูกต้องตามสูตร ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ เช่น ใช้เคมีภัณฑ์ตัวไหนในการบำรุงดิน หรือใช้ตัวไหนในการบำรุงพืช หรือถ้าเป็นการใช้ยา ก็เลือกเคมีภัณฑ์ที่ถูกโรค ถูกชนิดแมลง "4 ปีแรกผมก็แนะนำลูกค้าเอง แต่ต่อมามีพนักงาน พี่น้องมาช่วย เราก็อบรมเขา ให้ถ่ายทอดแก่เกษตรกรอีกที"

ชวลิตยกตัวอย่างการใช้ปุ๋ยและยากับต้นใบยาสูบ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเกษตรกร และพลิกวิธีการปลูกจากแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดการใช้สารเคมีด้วย หรือการพ่นยาต้องทิ้งระยะกี่วันก่อนเก็บผลผลิต รวมทั้งการแนะนำให้ใช้แบคทีเรียบางชนิดมาควบคุมพวกหนอน ซึ่งวิธีการที่แนะนำและใช้กับยาสูบนี้สามารถนำไปใช้กับพืชชนิดอื่นได้อย่างดี

"ผมมองว่า เราควรใช้วิธีการผสมผสานระหว่างการใช้เคมีเกษตรกับวิธีการแบบเกษตรอินทรีย์ เพราะจริงๆ แล้ว ปุ๋ยเคมีก็เป็นอาหารที่พืชต้องการ และตอนนี้มีเคมีบางตัวที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างแปลงสาธิตที่เราปลูกข้าว เราใช้สารเคมีบางตัวที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ของดูปองท์ กำจัดพวกแมลงปากดูด ซึ่งตัวนี้จะไม่ได้ฆ่าทำลายตัวห้ำ ตัวเบียน หรือแมลงปอ เรายังพบสัตว์ศัตรูพืชพวกนี้ในแปลงปลูก ซึ่งเขาจะไปกินพวกหนอน หรือแมลงวันทอง"

ชวลิตยังทิ้งท้ายในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประตูการค้าไปสู่จีนและอีกหลายประเทศในแถบอินโดจีนว่า ไทยสามารถแข่งขันสู้กับจีนที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่ได้ เพราะตอนนี้จีนแถบคุนหมิงมีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างมากเพราะใช้สารเคมีไม่ถูกต้อง ใช้มากเกินไป เนื่องจากต้องการเร่งผลผลิตให้ได้มากๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแถบนั้นแล้ว น้ำในทะเลสาบคุนหมิงมีสารเคมีจากภาคเกษตรลงไปมาก และมีพื้นที่เพาะปลูกราว 1 แสนไร่ ก็มีปัญหา ซึ่งหากเราทำให้พืชผลเราปลอดภัย เพราะใช้สารเคมีเป็น ก็จะทำให้สินค้าไทยไปได้อีกไกล

"ผมมองว่าที่เราต้องแข่งขันกับจีน ไม่ใช่เรื่องปริมาณแต่เป็นเรื่องคุณภาพสินค้าของเราส่งไปแล้วไม่มีการตีกลับ หรือไม่ก่อปัญหาให้สิ่งแวดล้อมในบ้านเรา ซึ่งช่องทางนี้จะทำให้สินค้าของเรายังไปได้อีกยาวไกล แข่งกับจีนได้สบาย" ชวลิตกล่าว.

"โต้ง" สั่งบีโอไอเรียกเอกชนคืนเงิน 4 พันล.มั่วหักภาษีสิ่งแวดล้อม

2 ตุลาคม 2555

โต้งสั่งบีโอไอเรียกคืนเงินจากเอกชนมั่วหักภาษีสิ่งแวดล้อมกว่า 4 พันล้านบาท กดรายได้สรรพากรตกวูบ ด้านปลัดคลังยันปีนี้รายได้ต่ำเป้าไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเก็บรายได้ภาษีนิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ในรอบ 11 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2554-ส.ค. 2555) ของกรมสรรพากรนั้น ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากการให้สิทธิประโยชน์ภาษีของสำนักงานคณะกรรมการส่ง เสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีการให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนตามมาตรการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม นำค่าใช้จ่ายในการลงทุนมาหักภาษีได้เต็มจำนวน โดยเริ่มมีผลในปีภาษีนี้ และพบว่ามี 2-3 บริษัทที่ขอใช้สิทธิประโยชน์ภาษีดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ โดยทางนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการขอให้สั่งเรียกภาษีคืน

"2-3 บริษัทที่ขอใช้สิทธิประโยชน์ภาษีตามมาตรการนี้ อาทิ บริษัทบางจาก และบริษัท ปตท.ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ ซึ่งในที่ประชุมบอร์ดบีโอไอเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ได้สั่งให้มีการเรียกภาษีคืน น่าจะได้เงินภาษีกลับคืนมาประมาณกว่า 3-4 พันล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับ มาตรการดังกล่าว สืบเนื่องจากประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 6/2554 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้การส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการแก้ไข ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดใหม่ว่า บริษัทที่มีการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรของโครงการที่มีอยู่เดิมเพื่อลด ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จะได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี เป็นสัดส่วน 100% ของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนในการปรับปรุง

นาย อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวรับว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน โดยทางบีโอไอได้แจ้งว่าภาคเอกชนที่ขอใช้สิทธิประโยชน์ตามาตรการแก้ไขปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อม เข้าใจว่าสามารถนำมูลค่าลงทุนทั้งหมดของโครงการมาหักลดหย่อนภาษีได้ 100% ทันที

"แต่จริง ๆ แล้ว ต้องเป็นการหักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง ในส่วนนี้ก็จะทำให้ได้ภาษีกลับมาหลายพันล้านบาท ภายในเดือน ก.ย.นี้" นายอารีพงศ์กล่าว

นายอารีพงศ์กล่าวว่า ยังมั่นใจว่าการเก็บรายได้รวมของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2555 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ จะได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่่ 1.98 ล้านล้านบาท หากต่ำกว่าเป้าหมาย ก็ไม่น่าถึง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งการได้ภาษีคืนจากกรณีบีโอไอนี้ จะช่วยให้รายได้รวมไม่น่าต่ำกว่าเป้าหมายมากเกินไป ขณะเดียวกันในส่วนของกรมสรรพากร แม้รายได้นิติบุคคลจะต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ภาษีอื่น ๆ ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขณะที่ภาพรวมรายได้รัฐบาล ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่ส่งรายได้เกินเป้า ได้แก่ กรมศุลกากร รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ๆ

 

โจทย์ท้าทายของความตกลงการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกหลังปีค.ศ.2020

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

จากมติการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 17 (COP17) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2011 ที่ผ่านมา ได้กำหนดให้มีการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ เป็นการเจรจาในรูปแบบของคณะทำงานเฉพาะกิจชุดใหม่ที่เรียกว่า “Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action” (ADP) ผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ หรือเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย ADP ต้องทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดโดยไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 21 ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020
สำหรับพิธีสารเกียวโตนั้น ไม่อยู่ในสภาวะที่จะคาดหวังหรือฝากอนาคตไว้ได้อีกต่อไปแม้ว่าจะมีมติจากการประชุม COP17 ยืนยันการมีพันธกรณีช่วงที่สองสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้วหลังปี ค.ศ.2012 แต่หากประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เสนอตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพัฒนากรณีช่วงที่สองของประเทศตนเองออกมา พิธีสารเกียวโตก็จะไม่มีสภาพการดำเนินการในทางปฏิบัติ จนถึงขณะนี้ มีประเทศที่เสนอเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับพันธกรณีช่วงที่สองเพียง 3 ประเทศ คือ สหภาพยุโรป (ลด17-21% และอาจเพิ่มถึง 30%)  นอร์เวย์ (ลด 30%) และสวิตเซอร์แลนด์ ( ลด 20%) ทั้งสามประเทศเป็นเป้าหมายการลดก๊าซจากระดับที่ปล่อยในปี 1990 โดยจะดำเนินการลดให้ได้ภายในปี 2020
ในขณะนี้ ความตกลงฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น (หากการเจรจาประสบผลสำเร็จตามแผน) จึงเป็นความหวังหลักสำคัญของการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกินไปกว่า 2 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม การเจรจาจัดทำความตกลงระดับโลกในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนอย่างยิ่ง มีความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างของบริบทแวดล้อมอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 (ซึ่งเป็นช่วงเวลาการจัดทำอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโต) กับทศวรรษ 2000 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องระดับการพัฒนาและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศกำลังพัฒนา
การออกแบบโครงสร้างและเนื้อหาของความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่มีโจทย์ท้าทายหลายประการ ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงด้านเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ ด้านความมั่นคง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยุ่งยากในการหาจุดลงตัวระหว่างประเด็นเรื่อง “ประสิทธิภาพ” (ทุกประเทศต้องร่วมลดก๊าซ) กับเรื่อง “ความเป็นธรรม” (ผู้ปล่อยก๊าซมากในอดีตต้องรับผิดชอบ) ตัวอย่างโจทย์ท้าทายสำคัญๆ ที่จะกล่าวในบทความนี้สองประการ ได้แก่
(หนึ่ง) จะให้สหรัฐอเมริกายอมรับเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกในความตกลงฉบับใหม่ได้อย่างไร สหรัฐเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการเจรจา เนื่องจากเป็นผู้ปล่อยก๊าซในปริมาณมากเป็นอันดับสองของโลกและเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังในการเจรจาต่อรองสูง ในอดีต พลังอำนาจและแรงกดดันของสหรัฐทำให้อนุสัญญา UNFCCC กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซแบบสมัครใจ และทำให้เป้าหมายการลดก๊าซแบบบังคับภายใต้พิธีสารเกียวโตอยู่ในระดับที่ไม่สูง (ลดเฉลี่ย 5.2% จากระดับปี 1990)
วุฒิสภาของสหรัฐกำหนดเงื่อนไขไว้ตั้งแต่ปี 1997 สำหรับการอนุมัติให้ประธานาธิบดีสหรัฐลงนามเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศว่า ความตกลงนั้นต้องมีพันธกรณีการลดก๊าซสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจสำคัญ (Major Economy)ด้วย จากผลการประชุม COP17 ที่กำหนดให้มีการเจรจาจัดทำความตกลงฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศจึงเป็นเงื่อนไขที่ตอบสนองความต้องการของสหรัฐ ยิ่งกว่านั้น จากสาระสำคัญของ Copenhagen Accord (ผลการประชุม COP15) และ Cancun Agreement (ผลการประชุม COP16) ซึ่งเปลี่ยนแนวทางการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซไปสู่การให้แต่ละประเทศประกาศและกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซได้โดยอิสระ ทำให้สหรัฐไม่ถูกบีบบังคับจากภายนอกให้ยอมรับเป้าหมายการลดก๊าซ สหรัฐจึงมีท่าทีชัดเจนที่จะร่วมเป็นภาคีในความตกลงฉบับใหม่โดยระบุอยู่ในเอกสารที่สหรัฐเสนอต่อเลขาธิการของอนุสัญญา UNFCCC เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
(สอง) จะทำอย่างไรให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง (เช่น จีน อินเดีย) เสนอตัวเลขการลดก๊าซในระดับที่เพียงพอต่อการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งตามรายงานของ IPCC ฉบับที่ 4 ภายในปี ค.ศ.2020 กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซในระดับ 25-40% จากระดับที่ปล่อยในปี ค.ศ.1990 และประเทศที่กำลังพัฒนาในหลายภูมิภาคต้องช่วยลด 15-30% จากระดับที่ปล่อยอยู่ตามปกติ ยิ่งกว่านั้นภายในปี ค.ศ.2050 กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าซในระดับ 80-95% จากระดับที่ปล่อยในปี ค.ศ.1990 และประเทศที่กำลังพัฒนาในทุกภูมิภาคต้องช่วยลดการปล่อยก๊าซอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซที่แต่ละประเทศเสนอมา ทาง UNEP ประเมินว่ายังขาดอยู่อีกประมาณ 12 Gt คาร์บอนเทียบเท่า/ ปี ที่จะบรรลุเป้าหมาย 2 องศาเซลเซียส โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ (Climate Action Tracker) ประเมินจากตัวเลขเป้าหมายที่เสนอมาว่า อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นในระดับ 3.5 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ.2100
ในอนาคต อาจไม่มีความตกลงพหุภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเนื่องจากความยุ่งยากในการหาข้อยุติร่วมกันระหว่าง 195 ประเทศที่เป็นภาคมีสมาชิกอนุสัญญา UNFCC ซึ่งมีความแตกต่างกันในหลายด้าน แนวทางการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปในรูปแบบความตกลงระดับภูมิภาคหรือความตกลงแบบทวิภาคี และเป็นการดำเนินงานโดยนโยบายและกฎหมายของแต่ละประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทั้งหลายที่ไม่ต้องการถูกบีบบังคับให้ลดก๊าซหรือมีมาตรการบังคับใดๆ จากความตกลงระดับโลก
 

 

 

ภาพ:http://www.dailykos.com/story/2010/02/14/837108/-Boxer-Does-Not-Need-Feinstein-s-Anti-Science-Water-Policy

เด็กไทยเสี่ยงภัยถาวรจากสารพิษในสิ่งแวดล้อม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2555

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีพบเด็กที่อาศัยใกล้โรงงานอุตสาหกรรมมีสารตะกั่วในเลือดสูงถึงขั้นอันตราย และมูลนิธิบูรณะนิเวศนำเสนองานวิจัยยืนยัน สารพิษในสิ่งแวดล้อมส่งผลให้พัฒนาการทางสมองของเด็กผิดปกติอย่างถาวร

สืบเนื่องจากกรณีทารกวัย 8 เดือน ซึ่งเติบโตในโรงงานคัดแยกขยะอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครถูกส่งตัวมาโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยอาการชักจากพิษสารตะกั่ว โดยมีปริมาณตะกั่วในเลือดสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 17 เท่า ศูนย์วิจัยฯ โรงพยาบาลรามาธิบดีได้ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารตะกั่วในเลือดของเด็กเล็ก165 คน ที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงโรงงานดังกล่าว พบเด็กผู้ชาย 1 ใน 2 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน (50 ใน 86 คน หรือ ร้อยละ 58.1) และเด็กผู้หญิง 1 ใน 3 มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินค่ามาตรฐาน(24 ใน 79 คน หรือ ร้อยละ 30.4)ทั้งนี้ ค่ามาตรฐานของตะกั่วในเลือดที่ยอมรับได้ แม้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยแน่นอน คือ10 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL)

แพทย์สันนิษฐานว่าสารตะกั่วจากโรงงานฟุ้งกระจายตามลม ตกสู่ดินและแหล่งน้ำ จนเข้าสู่ร่างกายเด็กผ่านระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารโดยเด็กผู้ชายมีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่าเด็กผู้หญิงอาจเกิดจากพฤติกรรมการเล่นของเด็กผู้ชายที่สัมผัสกับฝุ่นและดินมากกว่า

“การได้รับสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานจะทำให้ระดับไอคิวในเด็กลดลง และยังทำให้ระบบประสาทผิดปกติ เกิดภาวะสมาธิสั้น ความสามารถในการเรียนรู้ผิดปกติ” รศ.นพ. อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ รพ. รามาธิบดี กล่าว“กรณีสมุทรสาครเป็นตัวอย่างว่าผู้ประกอบการทำไม่ถูก แม้โรงงานจะถูกสั่งปิด แต่เด็กจะโง่ไปอีกนาน ไม่มีการชดเชย และยังมีโรงงานอื่นๆ อีกจำนวนมาก”

“การตรวจคัดกรองปริมาณตะกั่วในเลือดเด็กควรบรรจุในการตรวจสุขภาพประจำ โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่อาศัยในพื้นที่อุตสาหกรรม” รศ.นพ. อดิศักดิ์ กล่าวเสริม “อาจตรวจเมื่อเด็กเข้ารับวัคซีนเมื่อครบ 1 ขวบและ5 ขวบ และควรพิจารณาว่าภาคเอกชนจะร่วมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายนี้อย่างไร”

ผลงานวิจัยด้านประสาทพิษวิทยาที่เพิ่มขึ้นในยุคหลัง ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “บนทางแห่งภัย: เมื่อสารพิษคุกคามพัฒนาการเด็ก” จัดแปลเป็นไทยโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังชี้ชัดว่า “ค่ามาตรฐาน” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด เนื่องจากเด็กและทารกในครรภ์อยู่ระหว่างการสร้างเซลล์สมองและระบบประสาทอันอ่อนไหวต่อสารเคมีหลายชนิด

ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยในสหรัฐฯ หลายฉบับ พบว่าการได้รับสารตะกั่วแม้ในปริมาณน้อย หากเกิดต่อทารกในครรภ์และเด็กเล็ก จะเกิดผลกระทบระยะยาว ซึ่งอาจปรากฏผลภายหลังเมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น เช่น ภาวะสมาธิสั้น ความสามารถยั้งคิดบกพร่อง หงุดหงิดง่าย และอาจถึงขั้นมีพฤติกรรมก้าวร้าว

“เป็นที่น่าตกใจว่าระดับตะกั่วในเลือดที่จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพคือศูนย์นั่นคือต้องไม่มีตะกั่วในเลือดเลยเด็กไทยจึงจะปลอดภัย” ดร. อาภา หวังเกียรติ รองคณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว “ถึงเวลาจริงๆแล้วที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน ก่อนที่เด็กไทยจะใช้ชีวิตและร่างกายเป็นเครื่องทดสอบสารพิษ จนสังคมไทยเต็มไปด้วยเด็กและผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องของสมองมากเหมือนสหรัฐอเมริกา”

ค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสารปรอทลดลงเช่นกันตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ. 2515 สหรัฐฯ กำหนดค่าความปลอดภัยของการได้รับสารปรอทไว้ที่ 34 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ต่อวัน (mg/kg/วัน) โดยกำหนดจากปริมาณสารปรอทที่เป็นเหตุให้ทารกปัญญาอ่อนอย่างรุนแรงแต่กำเนิดต่อมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าเด็กที่ได้รับสารปรอทในปริมาณต่ำกว่าค่าความปลอดภัยดังกล่าว มีไอคิวต่ำ เริ่มพูดและเริ่มเดินช้ากว่าเด็กทั่วไป

จนกระทั่งปัจจุบัน องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ กำหนดค่ามาตรฐานที่ยอมรับได้ของสารปรอทไว้เพียง0.85 mg/kg/วัน อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงพบทารกที่ได้รับสารปรอทไม่เกินค่ามาตรฐาน ที่แสดงความบกพร่องทางภาษา ความจำ และสมาธิทั้งนี้ ปรอทเป็นโลหะหนักที่พบในขยะอันตราย ปลาที่เติบโตในน้ำเสียอุตสาหกรรม การเผาไหม้จากโรงไฟฟ้าถ่านหินเตาเผาขยะ เป็นต้น

งานวิจัยในยุคก่อนยังมีข้อจำกัดเนื่องจากอยู่บนสมมุติฐานว่ามนุษย์จะได้รับสารเคมีเพียงตัวเดียว เสมือนใช้ชีวิตอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ได้รับสารเคมีหลายชนิดพร้อมๆ กันจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรงยิ่งขึ้นแม้ได้รับสารเคมีแต่ละตัวในปริมาณที่ไม่เกินค่ามาตรฐาน

เด็กที่ด้อยสมรรถภาพในการเรียนรู้ จะประสบปัญหาในการพูด อ่าน เขียน คิดเลข ตั้งสมาธิ และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เผชิญอุปสรรคในการทำงาน งานวิจัยในสหรัฐฯ เมื่อพ.ศ. 2548 ประเมินว่าการสูญเสียความสามารถในผู้ใหญ่เนื่องจากได้รับสารปรอทในวัยเยาว์ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 8,700ล้านดอลล่าร์ หรือ2.6แสนล้านบาทต่อปี

“ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น” ดร.นพ. สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข“ผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดหรือได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเด็กซึ่งเป็นลูกหลานของเราและจะเป็นอนาคตของประเทศ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องดูแลคนกลุ่มนี้ให้ปลอดภัยจากมลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างดีที่สุด”

นอกเหนือจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยทางสังคมยังส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กแต่ปัจจุบัน มีงานวิจัยเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมส่งผลชัดเจนต่อความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองในเด็ก และที่สำคัญ สารพิษในสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้

“ความเชื่อผิดๆ ว่าเรายังสาเหตุของปัญหาไม่ได้ ทำให้เรายอมจำนนต่อปัญหา และบ่มเพาะพิษภัยที่นับวันจะร้ายแรงมากขึ้น” นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าว “เราต้องการเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการชุดนี้สู่สาธารณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่ต้องการปกป้องสุขภาพของเพื่อนมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องมือประกอบการทำงาน”

สมาคมอุตฯ ยานยนต์ เชื่อโครงสร้างภาษีใหม่ปล่อย CO2 ผู้ผลิตสามารถปรับตัวได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 ตุลาคม 2555

สมาคมอุตฯ ยานยนต์ ยอมรับ โครงสร้างภาษีรถใหม่ คำนวณจากอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ออกสู่สิ่งแวดล้อม กระทบกับค่ายรถ "ปิ๊คอัพ-พีพีวี" มากกว่า "รถเก๋ง" เพราะต้องใช้เวลาปรับตัวนานกว่า แต่เชื่อค่ายรถมีการปรับตัวได้

นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่ใช้แนวคิดการจัดเก็บ โดยเปลี่ยนจากคำนวณภาษีจากขนาดความจุกระบอกสูบเครื่องยนต์หันมาให้ความสำคัญดูแลสิ่งแวดล้อมคำนวณภาษีจากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก (CO2) สู่สิ่งแวดล้อมแทน โดยมีเจ้าภาพหลัก 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ซึ่งตอนนี้ อยู่ระหว่างร่วมจัดทำแผน

กรณีดังกล่าว ยอมรับว่า ค่ายรถยนต์ภายในประเทศ เริ่มมีความตื่นตัวและเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เพราะเป็นแนวโน้มของโลกอยู่แล้ว และรัฐบาลควรให้เวลาในการปรับตัวแก่ค่ายรถยนต์พอสมควร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเห็นว่าเวลาในการปรับตัว 3 ปีน่าจะเหมาะสม แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว แต่ละค่ายรถยนต์มีความพร้อมในการปรับตัวต่างกันออกไป

นางเพียงใจ กล่าวเสริมว่า การปรับตัวของค่ายรถยนต์ต่างกันออกไป โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์กระบะมากกว่ารถเก๋งอาจต้องขอเวลาปรับตัวมากกว่า เพราะช่วงเวลาในการเปลี่ยนรถกระบะแต่ละรุ่นไปสู่รุ่นใหม่อาจนาน 8-10 ปี ประกอบรถกระบะของแต่ละค่ายรถยนต์ที่ผลิตออกมา มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อมในระดับที่ต่างกันออกไป ในขณะที่การเปลี่ยนรุ่นใหม่ของรถเก๋งจะมีเวลาที่สั้นกว่า ดังนั้น ค่ายรถยนต์ที่ผลิตรถเก๋งมากกว่าจะปรับตัวได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่จะออกมาและมีผลใช้บังคับ เชื่อว่า ค่ายรถยนต์จะมีทางออกในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดโดยเฉพาะตลาดในประเทศตามโครงสร้างภาษีใหม่เอาไว้ได้ เพราะมีทางออกที่หลากหลายในการปรับตัว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน อันดับ 1 ของโลก โดยในช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม) มียอดผลิตคิดเป็นร้อยละ 56 ของยอดผลิตรวม ซึ่งปีนี้ประเทศไทยจะมียอดผลิตรถยนต์ ในภาพรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.3 ล้านคัน

สมัชชาสุขภาพฯเล็งเสนอปฏิรูปอีไอเอ&อีเอชไอเอ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติประชุมใหญ่เดือนธ.ค.นี้ เตือนภัยรับมือสถานการณ์สิ่งแวดล้อม หลังปัญหาหมอกควันจากการเผาป่าทำไร่ และผลกระทบจากการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ อาจทำให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงมีปัญหาโรคทางเดินหายใจ เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคุมเข้มการทำ EIA และ EHIA

คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) แถลงข่าวการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ.2555 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 18-20 ธันวาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยเป้าหมายหลักของการดำเนินงานในปีนี้ มุ่งเน้นแนวคิดสำคัญคือ "ทุกนโยบาย ห่วงใยสุขภาพ" มีระเบียบวาระสำคัญ 9 หัวข้อ ในจำนวนนี้มี 3 หัวข้อที่ครอบคลุมประเด็น “สุขภาพในนโยบายสิ่งแวดล้อม” ได้แก่ การปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การป้องกันและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวล และการจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลต่อสุขภาพ

ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 5 พ.ศ.2555 ถือว่ามีความสำคัญในการเปิดพื้นที่สาธารณะ ให้ทุกภาคีทุกภาคส่วนในสังคมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงปัญหาและทางออกในการสร้างสุขภาวะอย่างสมานฉันท์ จากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของคจ.สช.ตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาด้านสุขภาพของคนไทย มิได้มาจากการดำเนินชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากมลพิษและสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย ที่ก่อผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของทุกคนอีกด้วย

ดร.ศิรินา กล่าวว่า แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญในขณะนี้ แต่ทุกฝ่ายก็ควรหันกลับมาทบทวนผล กระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวต่อสุขภาพของประชาชนที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาที่คจ.สช.เป็นห่วงคือผลกระทบจากโครงการพัฒนาของภาครัฐและเอกชนที่ไม่ได้ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างดีเพียงพอ , การก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่สร้างมลพิษ , การบุกรุกเผาป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่การเกษตร รวมถึงปัญหาหมอกควันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ

ด้านนางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานวิชาการแต่ละประเด็นได้จัดทำร่างข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ระเบียบวาระเสร็จสิ้นแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นจากกลุ่มเครือข่ายต่างๆ ที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปลายปีนี้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อให้ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้

สำหรับ 3 ระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม นางกรรณิการ์ มองว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยมีบทเรียนจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ถูกชี้นำจากภาครัฐและขาดการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน นำไปสู่ผลกระทบทางต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง แม้ปัจจุบันจะมีกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น แต่คจ.สช.ยังพบว่ามีช่องโหว่ที่ให้การดำเนินการไม่บรรลุผลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเห็นควรให้มีการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพื่อให้ปัญหาที่จะตามมาบรรเทาเบาบางลงได้

นางสาวเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยมูลนิธิบูรณะนิเวศน์ ในฐานะคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวถึง ปัญหาของการทำอีไอเอในปัจจุบันว่ามีการประเมินเป็นรายโครงการ แต่ไม่มีการประเมินศักยภาพการรองรับของพื้นที่ที่เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานอยู่หนาแน่น ดังนั้นประเด็นที่จะนำเสนอต่อสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปีนี้ คือ การปฎิรูปอีไอเอและอีเอชไอเออย่างเป็นรูปธรรม โดยควรให้มีการจัดทำอีไอเอในภาพรวม และประเมินในเชิงยุทธศาสตร์โดยไม่จำกัดแต่เพียงมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ควรรวมมิติทางเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และวิถีความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ด้านนางสุชญา อัมราลิขิต ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสิ่งแวดล้อม สำนักนโยบายและแผน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กำหนดให้กิจการ 35 ประเภท ต้องทำ ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) ก่อนการเริ่มดำเนินกิจการ แต่ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการนำหลักวิชาการที่ถูกต้องมาใช้ในการจัดทำรายงานการประเมินผลดังกล่าว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแนวทางที่จะพัฒนาองค์ความรู้ในการวิเคราะห์ ประเมินผล และควรให้ภาคประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการด้วย ดังนั้น จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติปีนี้ได้นำเรื่องการปฏิรูปอีไอเอและอีเอชไอเอเข้าสู่การพิจารณาเพื่อแก้ไขร่วมกันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นการป้องกันและลดผลกระทบด้านสุขภาพจากโรงไฟฟ้าชีวมวล กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กจำนวนหนึ่งได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน เนื่องจากการเผาไหม้ทำให้เกิดควันดำจำนวนมากและเขม่าฟุ้งกระจายไปทั่ว กระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่ใกล้เคียง หากมีการบริหารจัดการที่ดีและคำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีสำหรับบ้านเรา

สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการแก้ไข คือวางกฎระเบียบให้โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลขนาดเล็กต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) และมีมาตรการกำกับดูแลของภาครัฐที่ดีเพียงพอ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสะอาดมาใช้ให้เป็นมาตรฐานในการดำเนินโครงการ รวมทั้งควรกำหนดเงื่อนไขในการตั้งโรงไฟฟ้าประเภทนี้ให้ห่างไกลจากชุมชน จะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนไม่ต้องสูดดมควันพิษเข้าไป

"โรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดต่ำกว่า 150 เมกะวัตต์ ใช้เชื้อเพลิงที่เผาไหม้ยาก สุดท้ายกลายเป็นสารเผาไหม้ไม่หมดถึงร้อยละ 10-38 เกิดมลพิษที่อยู่ในรูปฝุ่นละอองขนาดเล็ก เมื่อผ่านเข้าไปถึงปอดและถุงลมที่มีผลต่อโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งตามผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกยืนยันว่า การสูดดม มีผลต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคในระบบหายใจ โรคหัวใจ ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วจับหืดบ่อยขึ้น" นพ.ณรงศักดิ์กล่าว

ด้านนางวิจิตรา ชูสกุล เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาอีสาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิดขึ้นจำนวนมากตามแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในช่วง 10ปี (พ.ศ.2555-2564) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กำหนดเป้าหมายการใช้ชีวมวลผลิตไฟฟ้าให้ได้ 3,630 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นพลังงานทางเลือกร้อยละ25 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้

โดยเมื่อปีที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าชีวมวลมากว่า 84 แห่ง และอยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการอีก 309 แห่ง หากไม่มีการบริหารจัดการหรือควบคุมที่ดีพอ การประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม จากสารและฝุ่นละอองจำพวกขี้เถ้าจากการเผาไหม้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งเกิดน้ำเสียและแย่งน้ำชุมชนใช้ เนื่องจากเป็นกิจการที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก และทำให้ถนนในชุมชนชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกที่ใช้ในการขนพืชชีวมวลเข้าสู่โรงไฟฟ้า

ปัญหาที่พบขณะนี้คือ ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ามีการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ที่กำหนดให้โรงไฟฟ้าตั้งแต่ 150เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) และรายงานผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA)ส่วนโรงงานขนาดเล็กตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปทำเฉพาะ EIA จึงมีผู้ประกอบการสร้างโครงการขนาด 9.0-9.9 เมกะวัตต์หลายโครงการในบริเวณเดียวกันจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

โดยในปี 2553 มีโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เสนอขายไฟฟ้า 281 แห่ง เป็นโครงการขนาด 9.0-9.9 เมกะวัตต์ถึง 205 แห่ง ซึ่งโครงการผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ ยังขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเน้นการเผาตรง(directed burning) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพต่ำและสร้างมลพิษสูง

แนวทางแก้ปัญหาของภาครัฐ ควรให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำกับดูแล และแยกประเภทการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการต่างหากจากโรงไฟฟ้าทั่วไป ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศให้โรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการที่อันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งผลักดันให้การวางแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ มีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นของประชาชน รวมถึงการกำหนดระยะห่างที่เหมาะสมจากชุมชน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานควรทำแผนพลังงานจังหวัด โดยศึกษาพื้นที่ของแต่ละจังหวัดว่า มีศักยภาพในการทำโรงไฟฟ้าชีวมวลหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาใบอนุญาต จัดตั้งโรงไฟฟ้า

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ประธานคณะทำงานวิชาการประเด็นการจัดการปัญหาหมอกควันที่มีผลต่อสุขภาพ กล่าวว่า ปัญหาการบุรุกป่าเพื่อเผาทำพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละอองในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เนื่องจากมีสารเคมีทางการเกษตรเช่น ยาฆ่าหญ้าติดมาด้วย การสูดดมของประชาชนจึงก่อให้เกิดอันตราต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะนี้สถานการณ์หมอกควันรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้น ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องเข้ามาดูแลร่วมกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน

สถานการณ์มลพิษจากหมอกควันในภาคเหนือ มักจะรุนแรงที่สุดในเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่าเกิดจาก 4 ปัจจัยสำคัญได้แก่ 1. การเผาป่าและการเผาเพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่มีมากในภาคเหนือตอนบน เช่น อ.แม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีการปลูกกว่า 1 แสนไร่ หรือที่จังหวัดน่าน มีการปลูก 3-4 แสนไร่

2. การเผาขยะตามบ้านเรือนประชาชน ที่เกิดขึ้นทุกวันเนื่องจากระบบการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึง และไม่มีพื้นที่ฝังกลบที่ดีพอ ทำให้ต้องใช้วิธีการเผาเป็นหลัก

3.ปัญหาการจราจร ที่ขาดระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ เช่น จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร แต่กลับไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลได้ 4. ภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้เชื้อเพลิง เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ซึ่งมีการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

จากการเฝ้าติดตามปัญหาหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าหมอกควันที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ 4 โรคสำคัญคือ 1. โรคทางเดินหายใจ หอบหืด เกิดกับผู้สูดดมสารมลพิษเหล่านี้โดยตรงอาจต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากสูดอากาศไม่ดีเข้าไป ทำให้การทำงานของเม็ดเลือดแดงมีปัญหา 3.โรคผิวหนัง เนื่องจากสารพิษมีลักษณะเป็นกรดสูงจะทำให้ผู้ได้รับเกิดปฏิกิริยาตามผิวหนังหรือเกิดอาการแสบตา 4. ผลกระทบต่อสมอง มีโอกาสทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ

สศก. ชูผลประเมินยุทธศาสตร์พัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปได้สวย ช่วยเกษตรกรเพิ่มคุณภาพชีวิตได้จริง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร -- จันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2555

สศก. ชูผลการประเมินแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2551-2554) ระบุมารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในรูปแบบที่เกื้อกูลกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผย การค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยังเจ๋ง สามารถแข่งขันได้ดี และมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2551-2554 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งพบว่า เกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ มีอัตราการเจ็บป่วยจากการลดใช้สารเคมีลงเหลือร้อยละ 4 จากเดิมที่มีการเจ็บป่วยถึงร้อยละ 25 ซึ่งช่วยลดรายจ่ายจากค่ารักษาพยาบาลได้เฉลี่ยปีละ 5,550 บาท โดยเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการลดใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 558 บาท พร้อมทั้งสามารถลดปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดินลงได้ ร้อยละ 60 ของเกษตรกรที่เลิกใช้สารเคมี อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดินของเกษตรกรยังดำเนินการได้ในพื้นที่จำกัด เนื่องจากในช่วงระยะปรับเปลี่ยนเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องใช้เวลา และเอาใจใส่ในการดูแลมาก ในระยะแรกซึ่งเกษตรกรทำได้จำกัดตามแรงงานสมาชิกในครัวเรือน

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย พบว่า ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของไทย สามารถแข่งขันได้ดี และมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2551 มีปริมาณการส่งออก 3,663 ตัน จนถึงปี 2554 มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 5,967 ตัน คิดเป็นอัตราการเติบโต (growth rate) ประมาณร้อยละ 18 ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในระยะต่อไป จะสามารถยกระดับให้เกษตรกรกลุ่มนี้พัฒนาการผลิตได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยควรมีการประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคให้เห็นความสำคัญของการบริโภคสินค้าปลอดภัย เพื่อสามารถขยายตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นด้วย รองเลขาธิการ กล่าวทิ้งท้าย

by ThaiWebExpert