เทศบาลคาร์บอนต่ำ ความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

การขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ เนื่องจากพื้นที่ชุมชนเขตเมืองมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก ผลิตและปล่อยมลพิษสูง มีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบท พื้นที่ชุมชนเขตเมืองจึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลายองค์กรให้ความสำคัญและกำลังหาแนวทางจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีหลายเมืองทั่วโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” โดยใช้แนวทางและวิธีการที่หลากหลายตามแต่บริบทแวดล้อมของแต่ละเมือง ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น เมืองโตเกียว เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น  เมืองบิวโบว ประเทศสเปน เมืองแว๊กซ์โจ ประเทศสวีเดน เมืองบรัซเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม  รวมทั้ง เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง
โครงการเพื่อการปรับตัวไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำที่น่าสนใจติดตามและกำลังเริ่มดำเนินการในประเทศไทย คือ “โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา” โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนมาจากสองแหล่ง ทางสหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ให้แก่สมาคมสันนิบาลเทศบาลแห่งประเทศไทย และทางสมาคมฯ ได้อุดหนุนงบประมาณอีกร้อยละ 10 ทางโครงการฯ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่ากิจกรรมที่เทศบาลริเริ่มดำเนินการภายใต้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่ต่ำกว่า 84,000 กิโลกรัมคาร์บอนภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 จนถึงเดือนมกราคม 2558  แม้ว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการฯ จะตั้งไว้ค่อนข้างน้อย แต่ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลมองว่าเป็นโอกาสที่เทศบาลจะได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจต่อกรอบแนวคิด ยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่ชัดเจน เป็นการรวมพลังปฏิบัติการระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมริเริ่มของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ และคาดหวังว่าจะได้ตัวอย่างที่ดี สามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์เรียนรู้เทศบาลคาร์บอนต่ำ” ในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
เมืองคาร์บอนต่ำในบริบทของโครงการนี้หมายถึง เมืองที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ เมืองแห่งต้นไม้ เมืองไร้มลพิษ เมืองพิชิตพลังงาน และเมืองที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเมืองให้ออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุด โดยยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะมีตัวชี้วัดความสำเร็จแตกต่างกันไป ตัวชี้วัดความสำเร็จสำหรับยุทธศาสตร์เมืองไร้มลพิษ เช่น ปริมาณขยะก่อนนำไปกำจัดของเทศบาลลดลงร้อยละ XX  หรือ สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งกำจัดขยะได้อย่างน้อย XX กิโลวัตต์ เป็นต้น
ในการดำเนินงานของโครงการ ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีที่หลากหลาย เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในโครงการซึ่งประกอบด้วย 12 กิจกรรมหลัก เช่น การรับสมัครและคัดเลือกเทศบาลนำร่อง การพัฒนาโปรแกรมวัดปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากกิจกรรมที่เทศบาลนำร่องดำเนินการ การจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของเทศบาลนำร่อง  การติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนของเทศบาลนำร่อง การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ เป็นต้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ทางโครงการตั้งเป้าหมายให้มีเทศบาลอย่างน้อย 84 แห่งเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อเปิดรับสมัครตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2555 ปรากฏว่ามีความตื่นตัวอย่างมาก มีเทศบาลสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 168 แห่งจากทุกภูมิภาค ภาคเหนือ 61 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 56 แห่ง ภาคใต้ 21 แห่ง ภาคกลาง 17 แห่ง และภาคตะวันออก 13 แห่ง
    บทบาทและการดำเนินงานของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยในเรื่องเมืองคาร์บอนต่ำนับเป็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยที่น่าติดตามและให้การสนับสนุน มีการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ล่วงหน้าไปกว่ารัฐบาลส่วนกลางที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและมีแผนที่จะประกาศกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2555 นี้
การดำเนินโครงการนี้เป็นรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามรัฐจากองค์กรระดับต่ำกว่ารัฐ (Sub-national level) ไปยังสหภาพยุโรปซึ่งเป็นองค์กรระดับเหนือรัฐโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลส่วนกลาง  เป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างมากในโลกยุค “การบริหารปกครองหลายระดับ” (Multilevel Governance) ซึ่งรัฐส่วนกลางมีบทบาทจำกัดลง อำนาจของรัฐถูกถ่ายโอนไปสู่องค์กรระดับเหนือรัฐและระดับต่ำกว่ารัฐ
ตัวอย่างรูปธรรมอีกกรณีหนึ่งก่อนหน้านี้ คือ การจัดตั้ง “สภาระหว่างประเทศเพื่อการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น” (International Council for Local Environmental Initiatives: ICLEI) ในปี 2543 เพื่อนำเสนอข้อห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลท้องถิ่นในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2546 ได้มีการจัดทำโครงการ “เมืองเพื่อการปกป้องภูมิอากาศ” (Cities for Climate Protection) เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรรัฐระดับท้องถิ่นใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสมาชิกที่เป็นองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 675 แห่ง อยู่ในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ สมาชิกทั้งหมดของ ICLEI ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก เครือข่ายสมาชิกเหล่านี้มีพันธะสัญญาจะดำเนินการกิจกรรมเพื่อลดก๊าซ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ICLEI เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ICLEI 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลตำบลเมืองแกลง
ในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า “เทศบาลคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกตัวอย่างของ “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ก้าวพ้นรูปแบบการทำงานแบบเก่าขององค์กรภาครัฐ  และสะท้อนถึงความเข้มแข็งและศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยหากได้รับการสนับสนุนถูกทิศทาง และไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากเกินไป

 

 

ภาพ: http://srccsouth.org/news/detail/5/โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ.html

นักวิชาการรุมสับ'รถคันแรก'ก่อมลพิษ

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 ตุลาคม 2555

นักวิชาการ ชี้ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมประเทศไร้ทิศทางไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รุมสับ "นโยบายรถคันแรก" ต้นตอปัญหามลพิษและพลังงาน

ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด ผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาของการจัดทำแผนนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วง 2 ทศวรรษหน้า คือไม่ได้วิเคราะห์ถึงแก่นแท้ของปัญหาเท่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย และเป็นความเสียหายจากอุทกภัยลำดับที่ 4 ของโลก แต่ในแผนนโยบายกลับเขียนรายงานเพียงว่าปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ ทั้งที่ในความเป็นจริงเกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่เป็นระบบ

นอกจากนี้ ปัญหาทะเลชายฝั่งที่หายไปกว่า 700 กิโลเมตร ควรจัดทำโซนนิ่งและแผนพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จและเป็นแผนงานในระยะยาว แต่ก็ไม่ชัดเจนขณะเดียวกันเรื่องพลังงานที่อีก 15 ปี ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังจะหมดลง จึงเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนว่าเหล่าธุรกิจพลังงานมุ่งไปเมืองทวาย ประเทศพม่ากันหมด ทำให้ในอนาคตประเทศไทย จะเหลือแต่ยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่ครัวโลกและการท่องเที่ยวเพียงเท่านั้น

ดร.มิ่งสรรพ์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้นแผนการจัดการนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วง 20 ปีข้างหน้า ต้องให้ความสำคัญในประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ปัญหาหมอกควัน ซึ่งส่งผลกระทบหนักกับประชาชนภาคเหนือและภาคใต้ และสิ่งที่สำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวคือต้องจัดลำดับการดำเนินงานให้ถูกต้อง เช่น การจัดการระบบน้ำ โดยเฉพาะการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่รับน้ำ เพราะต้องใช้ระยะเวลาและการออกกฎหมาวออกมารองรับ

“รถคันแรก” เพิ่มมลพิษทางอากาศ

นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายนโยบายสวนทางกับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมเช่น เรื่องพลังงานในอนาคตจะเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันการมุ่งสู่สังคมสีเขียวก็ไม่เชื่อมโยงกับนโยบายของทางรัฐบาลซึ่งหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก ที่ปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหารถติดและสร้างมลภาวะในอากาศกระทบต่อการใช้พลังงานที่มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นสถาบันภาครัฐและนักการเมืองจึงเกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เพราะมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศไทย

ด้านนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลนั้น ตรงกันข้ามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลเองที่ประกาศมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพราะผลที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ในท้องถนนจะทำให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้น ทั้งยังเชื่อมโยงถึงบริบทด้านแวดล้อม ดังนั้นถ้ารัฐบาลต้องการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและระบบเศรษฐกิจสีเขียว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ในก้าวเดินอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะต้องมีเครื่องมือป้องกันการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อไม่เกินขอบเขตและข้อจำกัดด้านระบบนิเวศน์

ขออนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและป่าไม้ (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ขออนุมัติการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและป่าไม้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ดังนี้
1.เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรและป่าไม้
2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนามหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความ เข้าใจฯ
4. มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามในข้อ 3
ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนกับ FAO ในเรื่องการเกษตร ป่าไม้ ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการพัฒนาในสาขาดังกล่าว จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และหากส่วนราชการเจ้าของเรื่องเห็นว่าสามารถปฏิบัติตามข้อผูกพันในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้ โดยไม่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ก็ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนการดำเนินการให้มีผลผูกพัน

การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้เงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 วงเงิน 105,910 ล้านบาทเดิมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 เพิ่มเติมจากเดิมวงเงิน 120,000 ล้านบาท จำนวน 8 ล้านตัน เป็นวงเงิน 161,000 ล้านบาท จำนวน 11.11 ล้านตัน
2. ให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 เพิ่มเติมจากเดิมวงเงิน 120,000 ล้านบาท จำนวน 8 ล้านตัน เป็นวงเงิน 161,000 ล้านบาท จำนวน 11.11 ล้านตัน จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อบริหารจัดการหนี้เงินกู้ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดย กค. ค้ำประกันต้นเงินกู้และดอกเบี้ย รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจาการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินโครงการทั้งหมด
3. ให้ กค. เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ที่เกิดจากการกู้เงินและการบริหารจัดการหนี้ของ ธ.ก.ส. โดย กค. ค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละครั้งตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 วงเงินกู้ไม่เกิน 161,000 ล้านบาท ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น รวมทั้งการบริหารจัดการหนี้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดย กค. ค้ำประกันจนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด
4. การชดเชยต้นทุนเงินให้ ธ.ก.ส. ในส่วนที่ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 และ 22 กุมภาพันธ์ 2555 (ข้อ 2) สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555
5. ให้ ธ.ก.ส. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 เกี่ยวกับการแยกบัญชีดำเนินงาน การนำส่งเงินที่ได้จากการชำระค่าสินค้า การดูแลสินค้า (Stock) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชี การกำกับ ติดตาม ควบคุม รวมทั้งการรายงานความก้าวหน้า

ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555 (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย เสนอดังนี้
1. อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) การติดตั้งสถานีสูบน้ำคลองพระพิมล 2 วงเงิน 170 ล้านบาท โดยให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดในอำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท)
2. เห็นชอบในหลักการข้อเสนอ 2 โครงการ ดังนี้
2.1 การปรับปรุงคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย (กม. 91+100 ถึง กม. 121+383) ของ กษ.
2.2 แผนงานการขุดลอกบึงสีไฟของจังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ให้มีการดำเนินการตามกฎหมายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ โดยให้ใช้กรอบการศึกษา EIA ที่กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ศึกษาไว้แล้ว
3. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กษ. และจังหวัดพิจิตร รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อ 2 ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยรายงานว่า กบอ. ในการประชุมครั้งที่ 10/2555 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2555 ได้มีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบตามข้อเสนอของ กษ. การติดตั้งสถานีสูบน้ำคลองพระพิมล 2 วงเงิน 170 ล้านบาท โดยให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) เป็นโครงการตามแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง โดยเป็นการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. อนุมัติหลักการข้อเสนอ 2 โครงการ ดังนี้
2.1 การปรับปรุงคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย (กม. 91+100 ถึง กม. 121+383) ของ กษ. เป็นการดำเนินการตามแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในลุ่มน้ำป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงให้สามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรบริเวณทั้ง 2 ฝั่งคลองและพื้นที่ใกล้เคียง
2.2 แผนงานการขุดลอกบึงสีไฟของจังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ ให้มีการดำเนินการตามกฎหมายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ โดยให้ใช้กรอบการศึกษา EIA ที่กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ศึกษาไว้แล้ว เป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและใช้เป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่จากลุ่มน้ำน่านและแม่น้ำพิจิตรสายเก่า ซึ่งเป็นการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร
3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กษ. และจังหวัดพิจิตรรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อ 2 ต่อไป

ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณและขออนุมัติค่าใช้จ่ายสำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณและขออนุมัติค่าใช้จ่ายสำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ที่ให้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดำเนินการกระบวนการสรรหาการดำเนินโครงการจ้างออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ ในวงเงิน 2,000,000 บาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ (120,000,000,000 บาท) ส่วนค่าใช้จ่ายของ สำนักนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ให้ทบทวนค่าใช้จ่าย จำนวน 164,940,000 บาท นั้น ขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขอทำความตกลงกับ สงป. ตามขั้นตอนต่อไป สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 จำนวน 18,263,500 บาท ให้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับ สงป. อีกครั้ง เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ประกาศใช้บังคับแล้ว

ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (Bangkok Resolution on ASEAN Environmental Cooperation)
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1. กับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 12 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการไปได้โดย ไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อจัดการกับความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะร่วมกันดำเนินการตามพันธสัญญาอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ตลอดจนผลจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) รวมถึงกระตุ้นให้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะปกป้อง อนุรักษ์และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามแผนกลยุทธ์เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับปี 2554-2563 และเป้าหมายไอจิว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อป้องกันไฟป่าและลดมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน โดยการเฝ้าระวังและการดำเนินกิจกรรมป้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อป้องกันความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนในภูมิภาค

การให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. เห็นชอบให้ประเทศไทย ให้สัตยาบันในข้อตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และให้นำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป
2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
3. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายในการลงนามสัตยาบัน และเมื่อรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบต่อสัตยาบันข้อตกลงฯ แล้วให้ กต. จัดทำสัตยาบันสารมอบให้เลขาธิการอาเซียนต่อไป
4. เห็นชอบให้สมทบงบประมาณสนับสนุนกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพแห่งอาเซียน (ASEAN Biodiversity Fund) จำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐ

ผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วมช่วงเดือน
กรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
สำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับสำนักงานนโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (Thailand International Health Policy Program: IHPP) และภาคี (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน Unicef และ World Health Organization) ได้ดำเนินการสำรวจครัวเรือนที่ประสบภัยในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเป็นผลกระทบจากมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 โดยทำการสำรวจในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม 61 จังหวัด ช่วงเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม พ.ศ. 2554 ซึ่งมีครัวเรือนที่ถูกเลือกเป็นตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 36,910 ราย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 21 มีนาคม 2555 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ประเทศไทยมีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมใน 61 จังหวัด โดยมีครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวรวม 5.3 ล้านครัวเรือนหรือ 17.6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีครัวเรือนถูกน้ำท่วมร้อยละ 73.7 โดยเป็น น้ำท่วมตัวบ้านร้อยละ 45.6 และท่วมบริเวณรอบๆตัวบ้านอย่างเดียวร้อยละ 28.1
2. ความรุนแรงของน้ำท่วม โดยพิจารณาจากระยะเวลาและความสูงของน้ำท่วม พบว่า น้ำท่วมขังในและรอบๆบริเวณบ้านเฉลี่ย 25 – 27 วัน และน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 87 – 88 ซม. โดยครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมขังนานกว่า 30 วัน และสูงกว่า 120 ซม. พบในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมากกว่าภาคอื่น ทั้งนี้อาจเนื่องจากภาคเหนือเป็นทางไหลผ่านของน้ำมายังกรุงเทพมหานครและภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท
3. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 57.1) มีการเตรียมตัวรับมือกับ น้ำท่วม เช่น การยกของขึ้นที่สูงซึ่งทำได้ง่ายและมีค่าใช้จ่ายน้อย (ร้อยละ 48.8) สำหรับการกั้นถุงทรายการสำรองของกินของใช้ และการป้องกันพาหนะเสียหาย มีประมาณร้อยละ 17 – 30 โดยมีข้อสังเกตว่า ครัวเรือนที่มี การย้ายสวิทซ์/ปลั๊กไฟขึ้นที่สูงมีน้อยมากเพียงร้อยละ 5.5 และมีการเตรียมการด้านการเจ็บป่วยประมาณร้อยละ 16 เช่น การเตรียมยาสามัญ อุปกรณ์การปฐมพยาบาล และยารักษาโรคประจำตัว จากการสำรวจ พบว่า รายได้เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการเตรียมตัว โดยครัวเรือนที่มีรายได้สูงจะมีการเตรียมตัวมากกว่า โดยครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเฉลี่ยในช่วงก่อนน้ำท่วม 5,904 บาท และช่วงน้ำท่วม 8,419 บาท
4. ในช่วงน้ำท่วม เมื่อพิจารณาถึงความพร้อมในการเอาชีวิตรอด ซึ่งจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานบางอย่าง เช่น การว่ายน้ำ พบว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมร้อยละ 51.1 ว่ายน้ำไม่เป็น มีเพียงร้อยละ 18.6 ที่ว่ายน้ำได้ตามมาตรฐานสากล (ว่ายน้ำขึ้นตลิ่งฝั่งตรงข้ามที่มีระยะทาง 25 เมตรได้ ในขณะสวมใส่เสื้อผ้าตามปกติ) ส่วนผู้ที่ว่ายน้ำได้น้อยกว่า 25 เมตร มีร้อยละ 26.4 (ระยะทางเฉลี่ย 8.49 เมตร) และมีเพียงร้อยละ 3.7 ที่ช่วยเหลือตัวเองได้แค่เพียงลอยคอ/พยุงตัวในน้ำได้ (เวลาเฉลี่ยนาน 10 นาที) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อม เช่น การจัดหลักสูตรว่ายน้ำในโรงเรียนเพื่อลดความสูญเสีย เพราะมีข้อสังเกตว่าเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปีว่ายน้ำได้น้อยมาก
5. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมร้อยละ 72.7 ได้รับการแจ้งข้อมูลข่าวสารเฝ้าระวังก่อนที่น้ำจะท่วม และในช่วงน้ำท่วมมีผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมอพยพออกไปอยู่ที่อื่นร้อยละ 18.0 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอพยพทั้งครัวเรือน (ร้อยละ 15.2) โดยอพยพออกไปเฉลี่ยนานกว่า 1 เดือน (39 วัน) สำหรับผู้ที่ไม่อพยพให้เหตุผลว่ายังอาศัยอยู่ได้ เป็นห่วงบ้าน/ทรัพย์สิน คิดว่าท่วมไม่นาน/ไม่ท่วม ไม่มีที่ไป/ไม่มีเงิน และมีคนชรา/เด็ก/คนป่วย/คนพิการ เป็นต้น และมีข้อสังเกตว่าการอพยพของครัวเรือนขึ้นอยู่กับประสบการณ์น้ำท่วม คือ ถ้ามีประสบการณ์มากจะมีอัตราการอพยพน้อยลง
6. สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมได้รับผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจ และสังคม ดังนี้
1) การทำงานแบบเต็มเวลาของสมาชิกในครัวเรือนหลังน้ำท่วม ลดลงจากก่อนน้ำท่วมร้อยละ 5.8 ขณะที่การทำงานแบบไม่เต็มเวลา และการตกงานเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 4.1 และ 1.7 ตามลำดับ) ซึ่งทำให้รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในทุกภาคลดลงจากช่วงก่อนน้ำท่วมประมาณร้อยละ 10
2) ครัวเรือนมีการสูญเสียรายได้จากการประกอบอาชีพหรือกิจการขาดทุนที่เกิดจากน้ำท่วมเฉลี่ย 12,230 บาท และ 9,871 บาท ตามลำดับ และพบว่า สาเหตุหลักเนื่องจากการหยุดขาย/หยุดประกอบการ (ร้อยละ 65 – 76) และสินค้าเสียหาย (ร้อยละ 15 – 22) ตามลำดับ ครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครและภาคกลางมีการสูญเสียโดยเฉลี่ยมากกว่าภาคอื่นหลายเท่า
3) ทรัพย์สินในครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วม เช่น ที่อยู่อาศัย มีมูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อครัวเรือน 12,574 บาท รถยนต์/รถจักยานยนต์ 8,268 บาท เครื่องใช้/สิ่งอำนวยความสะดวก 5,281 บาท และอุปกรณ์ การประกอบอาชีพ 3,592 บาท โดยกรุงเทพมหานครและภาคกลาง มีมูลค่าความเสียหายมากกว่าภาคอื่น
4) มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากน้ำท่วม ร้อยละ 8.1 ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตร้อยละ 0.3 โดยมีสาเหตุหนึ่งเนื่องจากไฟฟ้าดูด/ช๊อต
5) ช่วงน้ำท่วม มีผู้ไปใช้บริการทางการแพทย์ร้อยละ 15.3 โดยร้อยละ 10.2 ไปใช้บริการได้ตามปกติ ร้อยละ 3.9 ใช้บริการจากหน่วยเคลื่อนที่ และร้อยละ 1.2 ที่ไม่สามารถเข้ารับบริการได้ตามปกติ ซึ่งผู้ไปใช้บริการส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.5) ให้ความเห็นว่าการบริการเหมือนเดิม ร้อยละ 18.3 เห็นว่าดีกว่าปกติ และ ร้อยละ 5.2 เห็นว่าแย่ลงโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครเห็นว่าแย่ลงถึงร้อยละ 17.3
6) มีครัวเรือนประสบปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยร้อยละ 32.3 และการกำจัดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) ร้อยละ 24.2
7. การติดต่อขอความช่วยเหลือบริการทางการแพทย์ ช่องทางที่ครัวเรือนทราบมากที่สุด คือ รถฉุกเฉินเช่น รถ อบต./โรงพยาบาล/มูลนิธิ (ร้อยละ 55.0) รองลงมาได้แก่ สายด่วน 1669 (ร้อยละ 47.3) ขณะที่เรือและเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินมีผู้ทราบน้อยมาก (ร้อยละ 17.0 และ 9.1 ตามลำดับ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบมากกว่านี้
8. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในทุกเรื่อง ได้แก่ การป้องกันและกู้เส้นทางสายหลักเพื่อใช้ในการคมนาคม (ร้อยละ 87.0) การให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม (ร้อยละ 86.5) การใช้แรงดันเรือ/เครื่องในการดันน้ำ (ร้อยละ 85.8) การปรับปรุงสาธารณูปโภค (ร้อยละ 85.6) การระบายน้ำออกจากพื้นที่และการใช้ถุงทราย/คันกั้นน้ำชะลอการไหลของน้ำเข้าท่วมพื้นที่ (ร้อยละ 84.9) และการควบคุมการเปิด – ปิดประตูระบายน้ำ (ร้อยละ 84.1) โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่พอใจปานกลาง - มาก ร้อยละ 57.6 – 64.6
9. ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเห็นว่าสิ่งของที่ควรบรรจุอยู่ในถุงยังชีพมากที่สุด คือ อาหารกระป๋อง (ร้อยละ 96.1) น้ำดื่ม (ร้อยละ 94.6) ข้าวสาร (ร้อยละ 94.5) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 86.9) ยาสามัญประจำบ้าน (ร้อยละ 82.0) ไฟฉาย (ร้อยละ 70.3) และนมกล่อง (ร้อยละ 51.0) ส่วนอื่นๆ เช่น นมผง ผ้าอนามัย ฯลฯ มีไม่เกินร้อยละ 45

ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักกการ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” จัดทำแผนงาน/โครงการภายใต้กรอบแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานต่อไป
สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ที่ได้เสนอตั้งงบประมาณรองรับโครงการดังกล่าวแล้ว จำนวน 96.2959 ล้านบาท
ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2559 ให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการและวงเงินงบประมาณที่ดำเนินการให้ชัดเจนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. ขณะนี้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551 – 2554) ได้สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการแล้ว ผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่มีอุปสรรคข้อจำกัดเนื่องจากหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมายตั้งอยู่ห่างไกลและกระจัดกระจาย การคมนาคมไม่สะดวก พื้นที่การเกษตรน้อยและมีความลาดชันสูง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งส่งผลให้ผลผลิตการเกษตรน้อยโดยเฉพาะข้าวยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือนตลอดปี ตลอดจนประชาชนขาดพื้นฐานการศึกษา ขาดความรู้ความเข้าใจภาษาไทย จึงเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมและขยายผลการเรียนรู้ รวมทั้งการบริหารจัดการยังขาดเครื่องมือและกลไกการบูรณาการดำเนินงานส่งผลให้การดำเนินงานในระยะที่ผ่านมายังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และการพัฒนายังไม่ยั่งยืน จึงต้องมีการดำเนินโครงการต่อเนื่องในระยะที่ 2
2. กษ. ได้จัดทำร่างแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
2.1 กรอบการพัฒนาในช่วงแผนแม่บทฯ ระยะที่ 2
2.1.1 สนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวทางการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า
2.1.2 พัฒนาคนในพื้นที่ลุ่มน้ำ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลกับการอนุรักษ์ ตามแนวพระราชดำริการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.2 ประเด็นการพัฒนา
2.2.1 จัดตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาส่งเสริมอาชีพ
2.2.2 บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน และป่า ในลักษณะองค์รวม มุ่งพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำและสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร
2.2.3 สร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของประชาชนสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ
2.2.4 เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทุกด้าน
2.3 วิสัยทัศน์การพัฒนา
ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำได้รับการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนกับป่าอยู่ร่วมกัน พึ่งพิงและเกื้อกูลกันบนพื้นฐานความพอเพียง ชุมชนมั่งคงเข้มแข็ง คนมีชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีส่วนร่วมในการพัฒนาและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
2.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย 1) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ 3) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
4) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
2.5 ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)
2.6 องค์กรบริหารงาน แบ่งออกเป็น ระดับนโยบาย ระดับบริหารและอำนวยการ และระดับปฏิบัติ
2.7 บทบาทแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อน
2.7.1 ภาครัฐบาล ดำเนินงานตามโครงสร้างการบริหารงานที่กำหนดไว้ตามพันธกิจ หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วย มุ่งบูรณาการดำเนินงานให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง ให้ทุกหน่วยถือโครงการพระราชดำริเป็นภารกิจด่วน โดยมีประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน
2.7.2 ภาคเอกชน สนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.7.3 องค์กรส่วนท้องถิ่น (อบจ. อบต.) ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการฯ ตามภารกิจรับผิดชอบทั้งทรัพยากรและการบริหารจัดการเพื่อสนองความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่แต่ละลุ่มน้ำ
2.7.4 ชุมชนและประชาชน เข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนของตนเอง
2.7.5 สถาบันการศึกษาในจังหวัดพื้นที่ลุ่มน้ำ นำองค์ความรู้ตัวแบบความสำเร็จจากการศึกษาทดลองด้านเกษตรกรรมและสังคมวิทยาของชุมชนท้องถิ่น มาขยายผลเพื่อการพัฒนา
2.7.6 สื่อมวลชน เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารองค์ความรู้และผลสำเร็จการดำเนินงานของโครงการฯ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.8 แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการ
เพื่อให้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) สนองพระราชดำริอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาส่วนรวม จึงมุ่งใช้ “แผน” เป็นเครื่องมือชี้นำการดำเนินงาน ประสาน จัดสรรทรัพยากรและติดตามประเมินผล โดยทุกหน่วยร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” ทั้ง “แผนปฏิบัติการระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)” และ”แผนปฏิบัติการประจำปี” โดยหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง แนวทางการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยให้ทุกหน่วยงานถือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นภารกิจเร่งด่วน
ทั้งนี้ ให้มีการรายงานผลรอบ 4 เดือน การติดตามผลและการตรวจติดตามผล ตลอดจนการประเมินผล มุ่งประเมินผลลัพธ์และผลกระทบการดำเนินงานโดยมีตัวชี้วัดการพัฒนาที่ชัดเจน

by ThaiWebExpert