ประชุมโลกร้อนยูเอ็นบรรลุยืดอายุเกียวโต

โดย suithichaiyoon.com วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

 ที่ประชุมโลกร้อนยูเอ็นเห็นชอบกรอบดำเนินการใหม่ในปี 2563 พร้อมยืดอายุพิธีสารเกียวโต หลังหารือมาราธอนนานถึง 14 วัน ท่ามกลางการปะทะอย่างดุเดือด ระหว่างชาติพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ขณะที่"จีน-อินเดีย"ร่วมต้านข้อเสนอลดมลพิษของอียู ที่ประชุมกรอบการทำงานสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) บรรลุข้อตกลงเมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) เห็นชอบเรื่องการใช้กรอบการดำเนินการใหม่ในปี 2563 ตั้งเป้าแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการขยายระยะเวลาการดำเนินการภายใต้พิธีสารเกียวโตออกไปจนถึงปี 2555

หลังจากที่ต้องเจรจาต่อรองมาเป็นเวลานาน ในที่สุดที่ประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ก็สามารถสรุปข้อตกลงกันได้ ซึ่งจะทำให้มีเป้าหมายในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หลังจากที่พิธีสารเกียวโตใกล้จะหมดอายุลงในเดือนธ.ค. ปีหน้า

ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุม เห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมา และเริ่มการเจรจาต่อรองในหลายประเด็น เช่น เป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครั้งใหม่ซึ่งเกี่ยวพันกับประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก อย่างสหรัฐ และจีน โดยจะพยายามประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินการให้ได้ภายในปี 2558 ภายใต้โรดแมพที่ชื่อว่า เดอร์บัน แพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะให้การตอบรับเป้าหมายใหม่ หากไม่มีการกำหนดให้ประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหมดลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ภายหลังพิธีสารเกียวโดหมดอายุลง

ก่อนหน้าที่จะลงมติได้นั้น ที่ประชุมได้มีการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน หลังยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่างอินเดีย และจีน ประสานเสียงค้านข้อเสนอ ที่ 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า จำเป็นสำหรับการจำกัดการเพิ่มมลพิษ ซึ่งทั้งอินเดียและจีน มีความรู้สึกว่าโดนกดดันจากชาติร่ำรวย ให้ประเทศกำลังพัฒนาแบกรับภาระ

เหล่าชาติร่ำรวยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนท่าทีของอินเดีย และว่า จีนยอมรับในหลักการทั่วไป แต่ด้วยความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป ทั้งยังโจมตีชาติพัฒนาแล้วว่า กำลังหลอกลวงผู้คน ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศที่มีฐานะยากจนกว่า แบกรับภาระมากเกินไป ในการลดการปล่อยมลพิษ

'จีน-อินเดีย'ร่วมต้านข้อเสนอลดมลพิษอียู

สืบเนื่องมาจากการประชุมว่าด้วยเรื่องโลกร้อน ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ส่อเค้าเจอทางตัน หลังยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย อย่างอินเดีย และจีน ประสานเสียงค้านข้อเสนอ ที่ 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ระบุว่า จำเป็นสำหรับการจำกัดการเพิ่มมลพิษ

ในการประชุมที่ล่วงเลยกำหนดปิดประชุมมานานถึง 2 วัน เมื่อวานนี้ (11 ธ.ค.) นางชยันธิ นาตาราชัน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินเดีย กล่าวว่า เธอคัดค้านความพยายามของอียู ที่จะบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนา มีพันธะผูกพันตามสนธิสัญญาจำกัดการปล่อยมลพิษ ที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมัน ภายในปี 2563

นางนาตาราชัน ชี้ว่า ประเทศของเธอกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม ต่อความต้องการที่จะให้อินเดียยอมรับในการแบ่งปันภาระระหว่างชาติร่ำรวย และยากจน พร้อมย้ำว่า อินเดียไม่มีทางยอมให้กับภัยคุกคาม การข่มขู่ หรือแรงกดดันรูปแบบต่างๆ เช่นนี้

ส่วน นายเซียะ เจิ้นหัว ผู้แทนเจรจาจากจีน ที่ออกมาประณามว่า เหล่าชาติร่ำรวยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวตามคำมั่นที่ให้ไว้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนท่าทีของอินเดีย และว่า จีนยอมรับในหลักการทั่วไป แต่ด้วยความรับผิดชอบที่แตกต่างออกไป ทั้งยังโจมตีชาติพัฒนาแล้วว่า กำลังหลอกลวงผู้คน ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศที่มีฐานะยากจนกว่า แบกรับภาระมากเกินไป ในการลดการปล่อยมลพิษ

"เรากำลังทำในสิ่งที่พวกคุณไม่ได้ทำ พวกคุณมีคุณสมบัติอะไรที่จะมาพูดถึงเรื่องเรานี้ เราดำเนินการในส่วนของเราแล้ว และเราอยากเห็นพวกคุณทำในส่วนของตัวเองด้วย" นายเซียะ กล่าว

ทั้งนี้ อียู ระบุว่า ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น จำเป็นต้องขยายระยะเวลาจำกัดเพดานลดการปล่อยมลพิษตามสนธิสัญญาเกียวโต ที่จะหมดอายุลงในปีหน้า

การยืดอายุสนธิสัญญาฉบับดังกล่าว และแผนโรดแมพของอียู ที่จะทำให้เกิดสนธิสัญญาลดโลกร้อนฉบับใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) นำเสนอต่อผู้แทนจาก 194 ชาติ ที่เจ้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ที่เมืองเดอร์บัน แอฟริกาใต้

ภาพ: http://www.suthichaiyoon.com/detail/18972

รายงานสรุปผลการเข้าร่วมเวทีประชุมระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2011-12-21

ภายใต้ชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

 

การประชุม COP14  ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2008 ณ กรุง Poznań  ประเทศโปแลนด์

รายงานสรุปการเข้าร่วมประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 14 (COP14) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 4 (COP/MOP4)….คุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

http://www.measwatch.org/project/3095

Sectoral Approach Concept…..รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://measwatch.org/writing/2605

รายงานผลการศึกษาแนวทางการจัดการก๊าซเรือนกระจกในภาคสมัครใจ: การซื้อขายคาร์บอนเครดิต....รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3071

 

การประชุม COP15 ระหว่างวันที่ 7-16 ธันวาคม 2009 ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

รายงานสรุปการเข้าร่วมประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 15 (COP15) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 5 (COP/MOP5)….คุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

http://www.measwatch.org/project/3516

 

การประชุม COP16 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2010 ณ เมืองแคนคูน ประเทศแอฟริกาใต้

รายงานสรุปการเข้าร่วมประชุมประเทศภาคีสมาชิกอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 16 (COP16) และภาคีพิธีสารเกียวโตครั้งที่ 6 (COP/MOP6)….คุณบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

http://www.measwatch.org/project/3518

 

ระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2012

http://www.measwatch.org/book/35

 

 

งานวิจัยในกลุ่มการใช้ประโยชน์สำหรับการเจรจาความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1.พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol)

โดย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ และดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3078

2.การศึกษากลไกที่ยืดหยุ่นของพิธีสารเกียวโตหลัง ค.ศ. 2012 ที่มีนัยต่อการกาหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ภายในประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ รศ.ดร. นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3184

3.การศึกษาการจัดสรรพันธกรณี ระหว่างประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายหลังพิธีสารเกียวโต

หัวหน้าโครงการ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3033

4.การพัฒนาวิธีการประเมินความรับผิดชอบร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก อุตสาหกรรมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกาลังพัฒนา

หัวหน้าโครงการ รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3097

5.การศึกษาติดตามการเจรจาเรื่อง REDD ในเวทีการเจรจาเรื่องโลกร้อนและนัยสำคัญต่อประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ ผศ. ดร. ลดาวัลย์ พวงจิตร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3092

6.การพัฒนาเส้นฐานอ้างอิงสำหรับประเทศไทยตามกลไก Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries (REDD)

หัวหน้าโครงการ ผศ. ดร. ลดาวัลย์ พวงจิตร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3101

7.แนวคิดและรูปแบบของ REDD ที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ อย่างยั่งยืนและเป็นธรรมในบริบทสังคมไทย

หัวหน้าโครงการ สมหญิง สุนทรวงษ์ ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

http://www.measwatch.org/project/3110

8.การศึกษาติดตามการเจรจาในเวทีการเจรจา เรื่องโลกร้อนที่เกี่ยวโยงกับ ภาคการเกษตรและนัยสำคัญต่อประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.ภัทรา เพ่งธรรมกีรติ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

http://www.measwatch.org/project/3084

9.การศึกษาแนวทางในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ ผศ.ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (อยู่ระหว่างปิดโครงการวิจัย)

รายได้รัฐบาลเพื่อการจัดการปัญหาอุทกภัย

ผู้เขียน: 
ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th

6 ธันวาคม 2011

ในช่วงเวลาราวสามเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบกับวิกฤตการณ์ครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ นั่นคือ วิกฤตมหาอุทกภัย ซึ่งได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง กับทั้งผู้คนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายโดยตรงจากอุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้ และผู้คนที่ได้รับผลกระทบในทางอ้อม จากการพังทลายลงของระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาราวสามเดือนที่ผ่านมา ผมขอแสดงความเสียใจกับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ด้วยครับ

ในเมื่อปัญหาเคยเกิดขึ้นแล้ว เราอาจจะต้องหาทางป้องกันและแก้ไขมันต่อไป วิกฤตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งอาจถือได้ว่าเป็นบทเรียน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราจะต้องจดจำเอาบทเรียนแต่ละครั้งไปใช้ประโยชน์ โดยอาจอยู่ในรูปของการป้องกันไม่ให้วิกฤตการณ์ในรูปแบบเดิมๆเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก หรืออาจเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ในครั้งหน้าไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมากนัก

ประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีการพูดถึงกันอยู่พอสมควรในสังคมไทยในปัจจุบัน นั่นคือ การหาเม็ดเงินเพื่อนำมาสร้างระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัยในอนาคต โดยทุกคนในสังคมไทยมีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่า รัฐบาลควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานสร้างระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยนี้ อย่างไรก็ตาม ในการกระทำหน้าที่ต่างๆนั้น รัฐบาลจำเป็นจะต้องหาเม็ดเงินเพื่อนำมาทำหน้าที่ดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วง

ในการพูดถึงการหาเม็ดเงินของรัฐบาลนั้นจำเป็นจะต้องรับรู้ถึงโครงสร้างรายได้หลักๆของรัฐบาลครับ โดยโครงสร้างรายได้ดังกล่าวจะเป็นตัวสะท้อนถึงศักยภาพของแหล่งรายได้ต่างๆที่รัฐบาลอาจจะนำมาพิจารณาเพื่อสร้างเม็ดเงินเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการรับมือกับปัญหาอุทกภัยในอนาคตได้

ถ้าดูจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เราจะพบว่ารายได้หลักของรัฐบาลนั้น ก็คือ “รายได้จากภาษีอากร” ครับ โดยสัดส่วนรายได้จากภาษีอากรเทียบกับรายได้ทั้งหมดของรัฐบาลในปี 2553 อยู่ที่ระดับ 88.4 เปอร์เซ็นต์ และโครงสร้างดังกล่าวไม่ได้เป็นอย่างนี้เฉพาะในปี 2553 แต่เพียงเท่านั้น แต่สัดส่วนของรายได้จากภาษีอากรต่อรายได้ทั้งหมดที่รัฐบาลจัดเก็บได้อยู่ในระดับราว 90 เปอร์เซ็นต์มาเป็นเวลาเกินกว่า 20 ปีแล้วครับ

พูดง่ายๆก็คือ รายได้ทุกๆ 100 บาทของรัฐบาลจะมาจากการจัดเก็บภาษีจากประชาชนในประเทศราว 90 บาทนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม รัฐบาลไม่เคยเป็นผู้ประกอบการที่หากำไรได้เป็นกอบเป็นกำเพื่อนำมาใช้จ่ายให้กับสังคม รัฐบาลเป็นเพียงตัวกลางในการจัดเก็บภาษีจากประชาชน เพื่อนำมาใช้จ่ายตามโครงการต่างๆเพียงเท่านั้นครับ

อีกราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือรัฐบาลมีรายได้จากเงินส่วนแบ่งกำไรจากรัฐวิสาหกิจต่างๆ เช่น ปตท. ธนาคารกรุงไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นต้น นอกจากนั้นเป็นรายได้จากกรมธนารักษ์และรายได้จากการให้บริการประชาชนรูปแบบต่างๆ แต่ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับว่ารายได้ในส่วนนี้จะเป็นเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดที่รัฐบาลจัดเก็บได้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรมากนักครับ

เราจะเห็นได้ว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะเพิ่มเม็ดเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในโครงการป้องกันและแก้ไขอุทกภัยในอนาคต รัฐบาลจำเป็นจะต้องพึ่งพารายได้จากการจัดเก็บภาษีอากรจากกระเป๋าของพวกเราเป็นหลัก ทีนี้เราลองมาดูโครงสร้างของรายได้จากภาษีอากรของรัฐบาลในรายละเอียดครับ

ถ้าพูดถึงประเภทของภาษีที่สร้างรายได้จากการจัดเก็บให้กับรัฐบาลมากที่สุด อันดับหนึ่งก็คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ “ภาษี VAT” ที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคของพวกเรานั่นเองครับ โดยภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่อัตรา 7 เปอร์เซ็นต์ และสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลราว 5 แสนล้านบาทในปี 2553

รองลงมา ได้แก่ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บได้ราว 4.5 แสนล้านบาท และอันดับสาม ได้แก่ “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บได้ราว 2.1 แสนล้านบาท ในปี 2553 ครับ

นอกจากภาษี 3 ประเภทหลักที่ผมพูดถึงไปแล้ว จะมีเพียง “ภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน” ที่เก็บจากปริมาณการบริโภคน้ำมันและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันของพวกเราเท่านั้น ที่มีมูลค่าการจัดเก็บเกินกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์นี้มีมูลค่าการจัดเก็บราว 1.5 แสนล้านบาทในปี 2553

ส่วนภาษีประเภทอื่นๆที่น่าสนใจจะมีมูลค่าการจัดเก็บอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำครับ ยกตัวอย่างเช่น ภาษีสรรพสามิตยาสูบ มีมูลค่าราว 5.3 หมื่นล้านบาท ภาษีสรรพสามิตสุรา มีมูลค่าอยู่ที่ราว 4.2 หมื่นล้านบาท และภาษีสรรพสามิตเบียร์ มีมูลค่าราว 5.9 หมื่นล้านบาท โดยที่ภาษีสรรพสามิตเหล่านี้มีอัตราการจัดเก็บภาษีอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว เช่น เบียร์เก็บอยู่ที่อัตรา 60 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า หรือบุหรี่เก็บอยู่ที่อัตรา 85 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่า เป็นต้น

ประเด็นที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบันอยู่ที่การหาเม็ดเงินเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ลงทุนกับโครงสร้างเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในอนาคตครับ มีการพูดถึงตัวเลขเม็ดเงินราว 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างดังกล่าว

ในกรณีที่เราไม่ต้องการให้รัฐบาลกู้เงินมาเพิ่มเติมเลยแม้แต่บาทเดียว โดยสมมุติว่ารัฐบาลอาจไม่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินทั้งหมด 5 แสนล้านบาทในปีเดียว แต่ทยอยจ่ายเงิน 5 ปีในปริมาณที่เท่ากัน ดังนั้นรัฐบาลอาจจำเป็นต้องหาเม็ดเงินเพิ่มเติมราว 1 แสนล้านบาทเพื่อนำมาใช้ลงทุนในปีแรก

จากโครงสร้างแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลที่ผมพูดถึงในตอนต้น พวกเราจะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดเป็นอย่างมากครับในการจัดเก็บเม็ดเงินเพิ่มเติมนี้ โดยถ้าหากพิจารณาถึงประเภทภาษีที่มักจะมีการต่อต้านทางการเมืองน้อย เช่น ภาษีสรรพสามิตสุรา บุหรี่ หรือเบียร์ ก็จะเห็นได้ว่ามีอัตราการจัดเก็บในระดับที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว และเม็ดเงินเพิ่มเติมที่จะจัดเก็บได้อาจมีไม่มากนัก โดยถ้าหากจัดเก็บภาษีทั้ง 3 ประเภทได้เพิ่มเติมราว 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้ได้เม็ดเงินเพิ่มเติมมาเพียงราว 3 หมื่นล้านบาทเพียงเท่านั้น

แน่นอนครับว่าเม็ดเงินเพิ่มเติมจำนวน 3 หมื่นล้านบาทนี้มีความสำคัญ แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้นเราก็จำเป็นจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะตามมาด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เราต้องการจะเพิ่มอัตราภาษีในสินค้าทั้ง 3 ประเภทนี้ ก็อาจทำให้ราคาสินค้าทั้ง 3 ประเภทปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการบริโภคสินค้าทั้ง 3 ประเภทลดจำนวนลงจากในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อให้ได้เม็ดเงินเพิ่มเติมราว 20 เปอร์เซ็นต์ เราก็จำเป็นจะต้องเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรามากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ครับ

ในอีกทางหนึ่ง เมื่อเราติดตามข่าวคราวของนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา เราก็จะเห็นได้ว่าการเพิ่มเม็ดเงินจากภาษีประเภทหลักๆทำได้ค่อนข้างยาก โดยการเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนหลากหลายภาคส่วนในประเทศ

ในขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ดูจะเป็นเหตุการณ์ที่สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่จะมีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจากระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ ไปสู่ระดับ 23 เปอร์เซ็นต์ในปีหน้า และสู่ระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ในปี 2556 โดยการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้นโยบายค่าแรงต่างๆของรัฐบาลมีความเป็นไปได้สูงมากยิ่งขึ้น

เมื่อดูจากทางเลือกที่เป็นไปได้ในปัจจุบันแล้ว การที่รัฐบาลจะหาเม็ดเงินเพิ่มเติมดูจะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างยากครับ และก็อาจทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมองหารายได้จาก “ภาษีประเภทใหม่ๆ” เพื่อนำมาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในอนาคต

ช่องทางหนึ่งซึ่งมีความเป็นไปได้สูง นั่นคือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ในลักษณะที่เป็นการเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน โดยภาษีดังกล่าวจะไม่ได้มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษีที่ดินที่จัดเก็บจากรายได้ค่าเช่าที่ดินหรือภาษีบำรุงท้องที่เพียงเท่านั้น แต่เป็นการจัดเก็บบนมูลค่าของที่ดินที่แต่ละคนได้ครอบครองกันเอาไว้

โดยภาษีที่ดินในลักษณะดังกล่าวมีลักษณะเฉกเช่นเดียวกันกับภาษีที่ดินที่มีการพูดถึงในรัฐบาลชุดที่แล้วครับ ซึ่งใช้ประโยชน์จากฐานทรัพย์สินที่แต่ละบุคคลถือครองอยู่ โดยฐานทรัพย์สินนี้ถูกใช้ประโยชน์อยู่ในระดับน้อยมากในปัจจุบัน แต่มีเหตุผลหนุนหลังที่ชัดเจนที่เกี่ยวโยงกันกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยครับ

ผู้ที่ถือครองที่ดินมูลค่าสูงย่อมได้รับประโยชน์เป็นมูลค่าค่อนข้างมาก ในเชิงเปรียบเทียบ จากการที่รัฐบาลจัดสร้างระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในระดับสูงดังกล่าวก็สมควรจะต้องเป็นผู้ที่จะจ่ายภาษีเป็นมูลค่าที่สูง เพื่อนำมาป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยด้วย

นอกจากนั้นในการประเมินจากหลากหลายภาคส่วน มูลค่าการจัดเก็บภาษีประเภทนี้อาจทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มเติมในระดับที่สูงกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีได้ ซึ่งน่าจะมีความเพียงพอต่อการนำไปใช้ลงทุนในโครงสร้างเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยในระยะยาว

ในปัจจุบัน มีกระแสเล็กๆที่กำลังก่อตัวขึ้นเพื่อเสนอให้รัฐบาลนำภาษีประเภทนี้มาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่มาตรการชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม เพื่อเพิ่มเม็ดเงินให้กับรัฐบาลนำไปใช้จ่ายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในอนาคต ผมขอเป็นหนึ่งเสียงในสังคมไทยที่ให้การสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่ครับ

ภาพ:http://thaipublica.org/tag/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1/

แต่งตั้ง(6 ธันวาคม 2554)

1. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.)
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ของกระทรวงมหาดไทย

2. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์
คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. อนุมัติให้กรรมการที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์พ้นจากตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ ตามมาตรา 16 (3) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนสัตว์ พ.ศ. 2497
2. เห็นชอบแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ ดังนี้ 2.1 นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ เป็นประธานกรรมการ (เป็นผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) กรรมการประกอบด้วย 2.2 พลเอก ภัทรินทร์ ลีลายุทธ 2.3 นายไพรัช ชัยชาญ 2.4 นายถิรเดช พรหมศริน 2.5 นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ (เป็นผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) 2.6 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี (เป็นผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) 2.7 นายเดชอุดม วีระวานิช 2.8 นายปิยะ ยอดมณี (เป็นผู้ที่มีรายชื่อตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป สำหรับบุคคลในลำดับที่ 2.7 ให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการอัยการอนุมัติเป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายพันธุ์ชัย วัฒนชัย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมชุดเดิมพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดใหม่ เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิม ตามมาตรา 6 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ดังนี้ 1. นายชาติชาย พุคยาภรณ์ 2. นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล 3. นายอำพร เพ็ญธำรงรัตน์ 4. นายปฏิมา จีระแพทย์ 5. นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย 6. นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ 7. นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้แทนองค์ การเอกชน 8. นายณัฏฐชัย ศรีรุ่งสุขพินิจ ผู้แทนองค์การเอกชน 9. นางรัตนา ร่มไทรทอง ผู้แทนองค์การเอกชน 10. นายกงกฤช หิรัญกิจ ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งประกอบการในภูมิภาค 11. นายชัยธวัช เสาวพนธ์ ผู้แทนองค์การเอกชน ซึ่งประกอบการในภูมิภาค 12. นายศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ผู้แทนองค์การเอกชนซึ่งประกอบการในภูมิภาค

5. การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (กรณีทดแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่ลาออก)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้ง นายสุชาติ ธรรมาพิทักษ์กุล จาก สำนักงานสมนึกและสุธี ทนายความ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แทนนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ในนามผู้แทนภาคเอกชนที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2554 เป็นต้นไป

ร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษา (6 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ แต่ทั้งนี้ ไม่ให้มีการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาใหม่เพิ่มขึ้น โดยให้ ศธ. รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ศธ. รายงานว่า
คณะกรรมการการอุดมศึกษาในการประชุมครั้งที่ 3/2554 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2554 ได้ให้ความเห็นชอบร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการจัดการอุดมศึกษาของประเทศให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นและสังคมอย่างแท้จริง และให้คำแนะนำรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดเป็นนโยบายต่อไป
การที่ต้องจัดทำร่างนโยบายดังกล่าว เนื่องจาก ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับมอบหมายให้พิจารณาข้อเสนอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐโดยการหลอมรวม ทั้งจากจังหวัด และนักการเมือง โดยการหลอมรวม ยุบรวม สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยประจำจังหวัดหลายแห่ง ได้แก่
1. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่จังหวัดชุมพร เสนอโดย จังหวัดชุมพร เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตชุมพร กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร เมื่อยุบรวมแล้วจะเกิดมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 1 แห่ง
2. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยภาคใต้ตอนบน ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เสนอโดยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี เมื่อยุบรวมแล้วไม่เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย
3. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสนอโดยจังหวัดตาก เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตตาก กับมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ศูนย์อุดมศึกษาแม่สอด ซึ่งในปัจจุบันได้มีการขอเปลี่ยนเป็นการยกฐานะของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตตากขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย เมื่อจัดตั้งแล้วจะเกิดมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 1 แห่ง
4. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เสนอโดยจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยราชภัฎกาฬสินธุ์ กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ เมื่อยุบรวมแล้วจะไม่เพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัย
5. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยระยอง เสนอโดยจังหวัดระยอง เป็นการยุบรวมมหาวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย และวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด เมื่อยุบรวมแล้วจะเกิดมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 1 แห่ง ซึ่งปัจจุบันรูปแบบการจัดตั้งเปลี่ยนเป็นการจัดตั้งวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
6. การจัดตั้งมหาวิทยาลัยของฝั่งทะเลอันดามัน เสนอโดยจังหวัดกระบี่ เป็นการหลอมรวมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิทยบริการกระบี่ กับสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกระบี่ ซึ่งปัจจุบันขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของฝั่งทะเลอันดามัน โดยไม่ใช้รูปแบบการหลอมรวม ยุบรวม อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งจะทำให้เกิดมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 1 แห่ง
วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อร่างนโยบายประกาศใช้ ศธ. จะได้ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาการขอจัดตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐใหม่ต่อไป

ท่าทีไทยสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 8 (6 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบท่าทีไทยในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) สมัยสามัญ ครั้งที่ 8 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ผู้แทนไทยพิจารณาใช้ดุลพินิจตามสถานการณ์ ตามความเหมาะสมในเรื่องอื่นใดที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า
1. การประชุมรัฐมนตรี (Ministerial Conference : MC) ของ WTO เป็นกลไกการดำเนินงานและการตัดสินใจของ WTO ในระดับสูงสุด มีวาระการประชุมอย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ 2 ปี ทำหน้าที่ในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางเกี่ยวกับกิจกรรมทั้งปวงของ WTO ซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีฯ ครั้งที่ 8 จะมีการหารือในประเด็นสำคัญหลายประเด็น ซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตของระบบการค้าพหุภาคีของโลกต่อไป และ นรม. มีบัญชาอนุมัติให้รอง นรม. และ รมต. พณ. (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุม
2. การเจรจา WTO รอบโดฮา ถือกำเนิดจากการประชุมรัฐมนตรี WTO ในปี พ.ศ. 2554 ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ โดยถือว่าการเจรจารอบนี้เป็นรอบแห่งการพัฒนา (Development Round) คือมีวัตถุประสงค์ที่จะลดเลิกมาตรการต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคทางการค้าของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา การเจรจามีกำหนดระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2544-2548) อย่างไรก็ดี ในปี 2548 สมาชิก WTO ไม่สามารถบรรลุผลการเจรจาตามที่ตกลงไว้ ส่งผลให้การประชุมรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 6 ที่ฮ่องกง เดือนธันวาคม 2548 ต้องต่อระยะเวลาการเจรจาออกไปจนถึงสิ้นปี 2549 และนับตั้งแต่ปีนั้นมาจวบจนปัจจุบัน สมาชิก WTO ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงจากหลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงผลการเจรจาทั้ง 2 ประเด็น เข้ากับเรื่องการค้าบริการ ส่งผลให้การเจรจารอบโดฮาใช้เวลาในการเจรจายืดเยื้อมาเป็นเวลาถึง 10 ปีแล้ว
3. การเจรจาการค้ารอบโดฮา ครอบคลุมประเด็นเจรจา 8 เรื่องสำคัญ ได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม บริการ การค้าและสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา การปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางการค้า การปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาท และการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติตามพันธกรณีรอบอุรุกวัย ทั้งนี้ สมาชิกมุ่งเน้นเจรจาและแก้ปัญหาความขัดแย้ง ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเจรจาสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม สินค้าการประมง และการค้าบริการ
4. สมาชิกที่มีบทบาทสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา ได้ส่งสัญญาณยอมรับว่า การเจรจารอบโดฮานั้นไม่ประสบผลสำเร็จ และอาจจำเป็นที่จะต้องพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะให้มีรูปแบบการเจรจาใหม่ เพื่อผลักดันการเจรจาต่อไป และควรพิจารณาบทบาทของ WTO ที่จะสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวว่าควรเป็นเช่นใด
5. ในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 8 นี้ คาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญ ๆ ดังนี้
5.1 เรื่องต่อเนื่องจากการประชุมรัฐมนตรี WTO ครั้งที่ 7 คือการขยายเวลาการยกเว้นการเก็บอากรศุลกากรชั่วคราวสำหรับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Custom Duties Moratorium on Electronic Transmissions) และการขยายเวลาการยกเว้นการฟ้องกรณีพิพาทเกี่ยวกับความตกลง TRIPS ภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทของ WTO หากไม่ได้ทำผิดพันธกรณีภายใต้ความตกลงดังกล่าว (TRIPS non-violation complaint) ซึ่งคณะรัฐมนตรีใหญ่ได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 เห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรีของ WTO ครั้งที่ 8 ให้ขยายเวลาการยกเว้นทั้งสองดังกล่าว ออกไปจนถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WTO ครั้งที่ 9 ในปี 2556
5.2 การหาข้อสรุปเกี่ยวกับการเจรจารอบโดฮา ยังไม่สามารถสรุปการเจรจาได้ หลังจากที่เจรจามาเป็นเวลา 10 ปี
5.3 การพัฒนาระบบการดำเนินการภายในองค์การการค้าโลก เช่น ระบบการทบทวนนโยบายการค้า การผลักดันการดำเนินงานตามแผนงานพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
5.4 การให้ความยืดหยุ่นและความช่วยเหลือแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด เช่น การให้ความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้องกับการค้า (Aid for Trade) การผ่อนปรนในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของ WTO การขยายระยะเวลาที่จะไม่บังคับใช้ความตกลง TRIPS การยกเลิกภาษีนำเข้าและโควตาให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และการยกเว้นจากหลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most Favored Nation Treatment : MFN) ในกรณีที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดในด้านการค้าบริการ เป็นต้น
5.5 เรื่องที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในเศรษฐกิจโลก เช่น การต่อต้านการกีดกันทางการค้า ความมั่นคงทางอาหาร และความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างการค้ากับอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

ผลการประชุมรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 (6 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอดังนี้
ตามที่คณะผู้แทนไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 23-27 ตุลาคม 2553 ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน นั้น กระทรวงคมนาคมขอเรียนสรุปผลการประชุมดังกล่าว ดังนี้
1. ผู้เข้าร่วมประชุม
นายหลี่ เซิ่งหลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงขนส่งจีน และ นาย Elgijus Masiulis รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สาธารณรัฐลิทัวเนีย ทำหน้าที่ประธานการประชุมร่วม โดยมีรัฐมนตรีหรือผู้แทนกระทรวงคมนาคมประเทศสมาชิกอาเซม 35 ประเทศ และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ 6 องค์กร เข้าร่วมการประชุม
2. พิธีเปิดการประชุม
นายจาง เต๋อเจียง รองนายกรัฐมนตรีจีน กล่าวคำกล่าว นายหลี่ เซิ่งหลิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงขนส่งจีน กล่าวต้อนรับ และ นาย Elgijus Masiulis รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสาธารณรัฐลิทัวเนีย กล่าวเปิดการประชุม โดยนาย Masiulis ได้ระบุว่า การประชุมรัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป เป็นเวทีในการเสริมสร้างเครือข่ายการคมนาคมระหว่างเอเชียกับยุโรป เพื่อให้ผู้แทนระดับสูงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการคมนาคม เพื่อเอื้ออำนวยต่อการค้า การลงทุน และการเดินทางระหว่างสองภูมิภาค โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งที่สอง มีหัวข้อหลักในการประชุม คือ การเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-ยุโรปที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. การกล่าวคำกล่าว (Keynote Speech)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประเทศต่าง ๆ และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศรวมทั้งหมด 31 ท่าน กล่าวคำกล่าว โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก) ได้ร่วมกล่าวคำกล่าวด้วย มีเนื้อหาโดยสรุป ความว่า ประเทศไทยมีการกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาการขนส่งแบบยั่งยืน พ.ศ. 2555-2563 ขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นพัฒนาระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง ปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงคมนาคมได้กำหนดนโยบายเพื่อรองรับวิสัยทัศน์ดังกล่าว ดังนี้
3.1 นโยบายการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาภาวะโลกร้อน และผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจก จีนส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังได้ปฏิบัติตามพันธกรณีของพิธีสารด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เช่น พิธีสารเกียวโต อีกด้วย
3.2 นโยบายการขนส่งที่ปลอดภัย จากการที่สหประชาชาติได้จัดตั้งโครงการทศวรรษแห่งความปลอดภัยบนท้องถนนขององค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2554-2563 ประเทศไทยจึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับโครงการดังกล่าว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน และ การลดจำนวนอุบัติเหตุในพื้นที่เสี่ยง
3.3 นโยบายการขนส่งที่มั่นคง ประเทศไทยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและต่อต้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และได้ส่งเรือรบจำนวน 2 ลำเข้าร่วมปฏิบัติการกับกองกำลังนานาชาติ (CTF/CMF) จากกรณีปัญหาการกระทำอันเป็นโจรสลัดในโซมาเลีย ประเทศไทยเห็นควรเสนอให้ประเทศสมาชิก ASEM แลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ในการป้องกันเรือสินค้าที่เดินเรือผ่านเส้นทางดังกล่าวให้พ้นภัยโจรสลัด
3.4 นโยบายการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการพัฒนารถไฟรางคู่ และโครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่
สำหรับคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประเทศต่าง ๆ และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศนั้น ในภาพรวม ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ทุกประเทศเล็งเห็นความสำคัญของระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มั่งคง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาระบบการขนส่งดังกล่าว เช่น
สหพันธรัฐรัสเซีย มีเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งระหว่างเอเชีย-ยุโรป ส่งเสริมการแข่งขันในภาคธุรกิจการขนส่ง เพิ่มระดับความมั่นคงและความปลอดภัยในการขนส่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงได้กำหนดนโยบายหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ การพัฒนาระบบนำทางและหาตำแหน่ง GLONASS เพื่อใช้ในภาคการขนส่ง การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งการขนส่งทางราง และการขนส่งทางเรือภายในประเทศ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงและปลอดภัยในการขนส่ง การพัฒนาเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับปรุงกฎหมาย/มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในภาคการขนส่ง
สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากการขนส่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนจึงให้ความสำคัญกับภาคการขนส่งเป็นลำดับต้น ๆ โดยภายในปี พ.ศ. 2558 สาธารณรัฐประชาชนจีนมีเป้าหมายที่จะพัฒนาระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้วางนโยบายเพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ การสนับสนุนการรีไซเคิล การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ การบูรณาการระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการเข้าร่วมในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่น จากเหตุการณ์สึนามิเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 ทำให้ประเทศญี่ปุ่นตระหนักถึงความสำคัญของการลดความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ และการฟื้นฟูระบบการขนส่งหลังภัยพิบัติ โดยได้เสนอแนะประเทศสมาชิก ASEM ว่า ประเทศต่าง ๆ ควรมีระบบการขนส่งหลายเส้นทาง และหลายรูปแบบ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เส้นทางการขนส่งบางเส้นทางถูกตัดขาด และควรแบ่งการฟื้นฟูระบบการขนส่งออกเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) อุปสรรคที่ไม่ใช่ด้านกายภาพ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งในปัจจุบันหลายประการ เช่น ทำให้การขนส่งล่าช้า มีราคาสูง และไม่แน่นอน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดมาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง เช่น จัดทำกรอบความตกลงระดับภูมิภาคด้านการอำนวยความสะดวกในการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ (Regional Strategic Framework on Facilitation of International Road Transport)
4. การอภิปราย (Panel Session)
แบ่งเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบการขนส่งที่มั่นคงและปลอดภัย และ ระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยในแต่ละหัวข้อมีรายละเอียด ดังนี้
4.1 ระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวแทนจากภาครัฐ นำเสนอนโยบายและมาตรการพัฒนาการขนส่งเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน มีนโยบายส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน เพื่อช่วยลดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสาธารณรัฐอินเดีย ใช้ระบบจราจรอัจฉริยะ (Intelligent Traffic System : ITS) เพื่อช่วยในการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำเสนอเทคโนโลยีการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กลุ่มบริษัท BYD เสนอผลิตภัณฑ์รถแท็กซี่ไฟฟ้า และรถเมล์ไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีราคาต่ออายุการใช้งานที่คุ้มค่ากว่ายานพาหนะที่ใช้น้ำมันทั่วไป
4.2 ระบบการขนส่งที่มั่นคงและปลอดภัย ตัวแทนจากภาครัฐ นำเสนอนโยบายและมาตรการด้านความปลอดภัยในการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เช่น สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มี 5 เสาหลักเพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน ได้แก่ การจัดการความปลอดภัยบนท้องถนน การสร้างถนนที่มีโครงสร้างตามหลักวิศวกรรมความปลอดภัย การรณรงค์ให้ประชาชนใช้ยานพาหนะที่มีความปลอดภัย การให้ความรู้ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนแก่ประชาชน และการรับมือกับอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำเสนอแนวทางเพื่อช่วยเพิ่มความมั่นคงและปลอดภัยในการขนส่ง เช่น บริษัท Ericsson ได้ทำการวิจัยร่วมกับบริษัทรถยนต์ชั้นนำ เช่น Ford, BMW และ Daimler เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
4.3 ระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ตัวแทนจากภาครัฐ นำเสนอแนวทางส่งเสริมการขนส่งระหว่างเอเชีย-ยุโรป ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมการขนส่งทางราง ทางถนน ทางเรือ และทางอากาศ เช่น สาธารณรัฐลิทัวเนีย ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งทางถนน ท่าเรือปลอดน้ำแข็ง และรถไฟ เพื่อยกระดับให้ลิทัวเนียกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งระหว่างภูมิภาคยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก และทวีปเอเชีย ส่วนตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำเสนอเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บริษัท DB ใช้หลัก Supply Chain Management ในการจัดการขนส่งสินค้า เช่น เลือกรูปแบบการขนส่งที่เหมาะสม และคำนวณหาเส้นทางที่สั้นที่สุด เพื่อลดค่าใช้จ่าย
5. พิธีปิดการประชุม
รัฐมนตรีคมนาคมเอเชีย-ยุโรป 35 ประเทศ ได้ให้การรับรองแผนปฏิบัติการว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและผู้โดยสารระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรป และ ปฏิญญารัฐมนตรีคมนาคม เอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 2 ว่าด้วยการเชื่อมโยงเอเชีย-ยุโรป ที่มีประสิทธิภาพมั่นคง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ ปฏิญญาเฉิงตู ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการจัดทำร่างปฏิญญาฯ และอนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือ ผู้แทนให้การรับรองเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของร่างปฏิญญาแล้ว เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554

การลงนามร่างพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ของบริการขนส่งทางอากาศภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (6ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบร่างพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ของบริการขนส่งทางอากาศ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมาย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ร่วมลงนามร่างพิธีสารฯ ข้างต้น ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมที่มิใช่สาระสำคัญ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายเป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
คค. รายงานว่า
1. การเจรจาการค้าบริการด้านการขนส่งทางอากาศเป็นการดำเนินการตามกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อการเปิดเสรีบริการเสริมด้านการขนส่งทางอากาศ 13 บริการตามที่กำหนดไว้ในแนวทางการเปิดเสรีบริการเสริมด้านการขนส่งทางอากาศ ซึ่งได้รับการรับรองจากที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2552 ณ เมืองดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่ผ่านมามีการเจรจาแล้ว 5 รอบ รอบที่ 1 ระหว่างปี 2539-2541 รอบที่ 2 ระหว่างปี 2542-2544 รอบที่ 3 ระหว่างปี 2545-2547 รอบที่ 4 ระหว่างปี 2548-2549 และรอบที่ 5 ระหว่างปี 2551-2552 โดยในการเจรจาแต่ละรอบ ประเทศสมาชิกอาเซียนจะจัดทำข้อสรุปในรูปแบบของพิธีสารเพื่ออนุวัติข้อผูกพัน และมีตารางข้อผูกพันเฉพาะสาขา เป็นภาคผนวกแนบท้ายพิธีสาร และจะนำไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ยื่นข้อผูกพันเปิดเสรีบริการขนส่งทางอากาศแล้ว 5 บริการ ได้แก่ (1) บริการซ่อมและบำรุงรักษาอากาศยาน (2) การขายและการตลาดของบริการขนส่งทางอากาศ (3) บริการสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (4) บริการให้เช่าอากาศยานแบบไม่มีลูกเรือ และ (5) บริการตัวแทนจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศ
2. ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนอยู่ระหว่างการเจรจาการค้าบริการด้านการขนส่งทางอากาศ รอบที่ 6 ระหว่างปี 2553-2554 ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนได้หารือกันเพื่อให้มีการเปิดเสรีกิจกรรมด้านการขนส่งทางอากาศอื่น ๆ เพิ่มเติม และ/หรือปรับปรุงเงื่อนไขของบริการที่ได้ยื่นข้อผูกพันไว้แล้วในรอบที่ผ่านมาให้มีการลด/เลิกข้อจำกัดที่มีอยู่
3. โดยสรุปสาระสำคัญของร่างพิธีสาร ดังนี้
3.1 พิธีสารฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อประเทศสมาชิกอาเซียนตั้งแต่ 6 ประเทศขึ้นไปให้สัตยาบัน และจะมีผลบังคับใช้เฉพาะประเทศสมาชิกอาเซียนที่ให้สัตยาบันแล้วเท่านั้น
3.2 ประเทศสมาชิกอาเซียนที่ยื่นข้อผูกพันจะต้องให้สิทธิและให้การปฏิบัติเป็นพิเศษในบริการเสริมด้านการขนส่งทางอากาศตามที่ระบุไว้ในข้อผูกพันเฉพาะของตนแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ซึ่งประเทศไทยยื่นเสนอปรับปรุงบริการที่ได้ยื่นข้อผูกพันไว้แล้ว 2 บริการ ได้แก่ บริการซ่อมและบำรุงรักษาอากาศยาน และบริการสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และเสนอเปิดตลาดเพิ่มในบริการให้เช่าอากาศยานแบบมีลูกเรือ โดยมีรายการบริการที่ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ยื่นเสนอข้อผูกพันแล้ว
4. การประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2554 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา และจะมีการลงนามร่างพิธีสารฯ ดังกล่าว

ผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ครั้งที่ 1/2554 (6 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการ กยอ. ครั้งที่ 1/2554
2. เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (สกยอ.) เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ กยอ.
3. เห็นชอบในหลักแนวทางการกำหนดกรอบอัตรากำลังของ สกยอ. ในเบื้องต้นจำนวน 30 คน โดยให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาให้การสนับสนุนข้าราชการจากโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ เพื่อปฏิบัติงานใน สกยอ.
4. สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ สกยอ. ให้ดำเนินการภายในวงเงินจำนวน 150 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไปพลางก่อน ทั้งนี้ งบประมาณในการดำเนินงานในเบื้องต้น ขอให้ สศช. ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ อีกครั้ง

ขอความเห็นชอบการให้การรับรองร่างแถลงการณ์เพื่อรับรองกรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน (6 ธันวาคม 2554)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแถลงการณ์เพื่อรับรองกรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมที่มิใช่สาระสำคัญ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมาย ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ฯ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ในการประชุมคณะทำงานด้านการขนส่งทางอากาศของอาเซียน ครั้งที่ 24
เมื่อวันที่ 25-29 กรกฎาคม 2554 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างแถลงการณ์เพื่อรับรองกรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน โดยในส่วนของไทย กรมการบินพลเรือน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวได้
ยอมรับร่างแถลงการณ์ฉบับนี้ ในส่วนของข้อสังเกตของกระทรวงการต่างประเทศ (ข้อ 2.4) เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 190
วรรคสองและวรรคสามของรัฐธรรมนูญฯ นั้น กระทรวงคมนาคมได้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อการดำเนินงานความร่วมมือด้าน

การขนส่งภายใต้กรอบอาเซียนต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และได้รับความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552
และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ตามลำดับ ซึ่งร่างแถลงการณ์ฯ มีสาระสำคัญเป็นไปในทิศทางเดียวกับกรอบการเจรจาที่ได้รับ
ความเห็นชอบข้างต้นแล้ว สรุปได้ดังนี้
1. ร่างแถลงการณ์เพื่อรับรองกรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน มีสาระสำคัญ คือการยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน ในปี 2558 และรับรองกรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน
2. กรอบการดำเนินงานเพื่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อการติดตามการพัฒนาที่ก้าวหน้าของตลาดการบินร่วมอาเซียนที่สอดคล้องและสนับสนุนคำมั่นสัญญาของผู้นำในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประกอบด้วยความร่วมมือ 2 ด้าน ได้แก่
2.1 ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ครอบคลุมการเข้าสู่ตลาด เที่ยวบินเช่าเหมา กรรมสิทธิ์และ การควบคุมสายการบิน พิกัดอัตราค่าขนส่ง กิจกรรมทางพาณิชย์ กฎหมายและนโยบายการแข่งขัน ความช่วยเหลือจากภาครัฐและการคุ้มครองผู้บริโภค ค่าภาระสนามบิน การระงับข้อพิพาท และกลไกในการเข้าร่วมกับประเทศคู่เจรจา
2.2 ความร่วมมือด้านเทคนิค ครอบคลุมความปลอดภัยการบิน ความมั่นคงปลอดภัยการบิน และการจัดการจราจรทางอากาศ
3. มีแผนงานที่กำหนดมาตรการและกรอบเวลาดำเนินงานของแต่ละมาตรการไว้ เพื่อให้การจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียนบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย และจะมีการทบทวนผลสำเร็จของการดำเนินการตามแผนงานทุก ๆ 2 ปี
การประชุมรัฐมนตรีขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2554 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา จะมีการให้การรับรองร่างแถลงการณ์ดังกล่าว

by ThaiWebExpert