แต่งตั้ง (8 พฤษภาคม 2555)

1. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
        คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 93/2555 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้
รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติม
        ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 37/2555 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 เรื่อง มอบหมายและมอบ
อำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และมอบอำนาจตามกฎหมาย นั้น
        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
แผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกความในข้อ 3.2.1 ของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 37/2555 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ เพิ่มเติม
        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป

        2. รัฐบาลมองโกเลียเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย ว่า รัฐบาลมองโกเลียมีความประสงค์จะขอแต่งตั้ง นายชิมิดดอร์จ บัตทูเมอร์ (Mr. Chimiddorj  Battumur) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งมองโกเลียประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายลุฟซันดอ  ดัชพุเรฟ (Mr. Luvsandoo Dashpurev) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

        3. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งนางบุญเอื้อ  ยงวานิชากร ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านทันตสาธารณสุข) กลุ่มพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านทันตสุขภาพ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ให้ดำรงตำแหน่ง ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป  

        4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ
         คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ จำนวน 7 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป  เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสี่ปีตามวาระแล้ว โดยมีรายชื่อ ดังนี้ นายปีติพงศ์  พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธานกรรมการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย นายบุญชอบ  สุทธมนัสวงษ์ นายประเสริฐ  ตปนียางกูร นายชญานิน  เทพาคำ นายสมัย  เจียมจินดารัตน์ นายสุรพล  ธรรมสาร นางสาวสุวรรณี  สำโรงวัฒนา

        5. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสะพานปลา จำนวน 6 คน เนื่องจากกรรมการชุดเดิมได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดสองปีตามวาระ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 แล้ว ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นายภาณุ  อุทัยรัตน์ ประธานกรรมการ   2. นายวิรัติ  ศักดิ์จิรพาพงษ์ กรรมการ 3. นายศุภชัย  จงศิริ กรรมการ 4. นายพงษ์พิสุทธิ์  จินตโสภณ กรรมการ     5. นายธรรมศักดิ์  ลออเอี่ยม กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) 6. นายจิรายุส  เนาวเกตุ กรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป โดยกรรมการในลำดับที่ 1,2 และ 3 เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังจัดทำขึ้นตามมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550

        6. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
         คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 104/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้
         รัฐบาลได้กำหนดให้มีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนโยบายรัฐบาล นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้  และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว  ซึ่งทำให้มีกลไกที่รับผิดชอบอยู่หลายระดับ  ส่งผลให้มีข้อจำกัดในเรื่องของเอกภาพและบูรณาการในการปฏิบัติให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
         ดังนั้น เพื่อให้มีกลไกระดับสูง ทำหน้าที่ในการสั่งการ อำนวยการ กำกับ ติดตาม ประสานการดำเนินการ ขับเคลื่อนให้เกิดเอกภาพ และบูรณาการในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย  อันจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น เรียกโดยย่อว่า “กปต.” เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรอำนวยการระดับชาติ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
         1. องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ยุทธศักดิ์  ศศิประภา) เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 โดยมี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
         2. อำนาจหน้าที่
             2.1 สั่งการ อำนวยการ กำกับ ติดตาม บูรณาการ และขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามนโยบายรัฐบาล นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสัมฤทธิ์ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
             2.2 พิจารณาดำเนินการเพื่อการแก้ไขปัญหาอุปสรรคเฉพาะหน้า หรือเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
             2.3 แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการตามความจำเป็นและเหมาะสม
            2.4 ขอให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลและสนับสนุนการดำเนินการอย่างเต็มความสามารถตามที่ได้รับการร้องขอ
            2.5 ดำเนินการอื่นตามที่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี มอบหมาย
            2.6 ให้ที่ปรึกษา คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะเดินทาง และอื่น ๆ อันพึงมีตามระเบียบทางราชการ สำหรับค่าเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยให้เบิกจ่ายงบประมาณจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
        ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป

        7. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้ง นายธนา  พุฒรังษี เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป  

        8. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนเดิมที่ลาออก จำนวน 2 คน ดังนี้ 1. นายสิทธิพร  ประวัติรุ่งเรือง 2. นายกริชชัย อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ผู้แทนองค์การเอกชน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่         8 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป  

 

การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร (8 พฤษภาคม 2555)

การจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐกาตาร์กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่า
ด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล
    คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้
    1.  อนุมัติการจัดทำและลงนาม 1) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล และ 2) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐกาตาร์กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล
    2.  อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
    3.  หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ โดยถ้อยคำดังกล่าวสอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของประเทศไทยก็ขอให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถพิจารณาดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
    สาระสำคัญของเรื่อง
    ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรบาห์เรนกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหาร  การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล และร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งรัฐกาตาร์กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือ   ด้านความมั่นคงด้านอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล เป็นการวางกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับบาห์เรนและกาตาร์ในด้านความมั่นคงทางอาหาร การค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และโภคภัณฑ์การเกษตร โดยเฉพาะอาหารฮาลาล โดยกำหนดสาขาความร่วมมือและจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อศึกษาและพิจารณารูปแบบของความร่วมมือระหว่างกันต่อไป

        
 

ร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอดังนี้
         1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
         2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
        และให้ พน.  รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
         สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ
         1. ขอบเขตของความร่วมมือด้านพลังงานลักษณะกว้าง ๆ ในหัวข้อต่อไปนี้
              1.1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานระหว่างสองประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
             1.2 การร่วมกันจัดเตรียมข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวกับด้านพลังงานสำหรับรัฐบาลของแต่ละฝ่ายเพื่อสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งด้านพลังงานระหว่างกัน  
             1.3 การส่งเสริมและสนับสนุนรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศในการดำเนินความร่วมมือในภาคพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนที่จำเป็นจากภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการดำเนินโครงการ  
             1.4 การแลกเปลี่ยนข้อมูลความร่วมมือด้านพลังงานและการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งอาจเกิดจากความร่วมมือด้านต่าง ๆ
             1.5 การสนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานตามความตกลงที่มีอยู่และที่จะมีขึ้นในอนาคตระหว่างสองประเทศ  
             1.6 การกำหนดสาขาความร่วมมือที่เป็นไปได้ตามความเห็นชอบของทั้งสองประเทศ  
         2. การดำเนินงานเพื่อจัดตั้งเวทีความร่วมมือด้านพลังงานจะมีขึ้นตามโอกาสและเวลาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน
         พน. พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ เป็นกรอบกว้าง ๆ ที่ใช้เพื่อแสวงหาความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในสาขาต่าง ๆ และเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี และการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อสนเทศในการลงทุนด้านพลังงานระหว่างไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศแสวงหาโอกาสด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันอีกด้วย

 

สรุปผลการตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง (8 พฤษภาคม 2555)

                  คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอเรื่อง สรุปผลการตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2555 ดังนี้

                     1. สถานการณ์ทั่วไป
                           1.1 พบว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกิดเป็นจุดๆ และมีขนาดเล็ก แต่เนื่องจากจังหวัดมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการช่วยเหลือเยียวยาจึงต้องใช้วิธีประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง เพื่อให้จังหวัดและท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณได้
                           1.2 ฝนซึ่งได้หยุดตกมาเป็นเวลา 5 เดือน ขณะนี้ได้เริ่มตกบ้างแล้ว เชื่อว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเพิ่งเริ่มจะมีอิทธิพลต่อปริมาณฝนในประเทศไทย จะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำทุเลาลงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                           1.3 ข่าวเรื่องภัยแล้ง ปลาตายและเรือติดตื้นในแม่น้ำป่าสักที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นการรายงานข่าวเกินความจริงไปมาก
                           1.4 การเปลี่ยนแปลงการปล่อยน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่มากอย่างกะทันหันโดยไม่มีการประสานงานให้เป็นระบบเท่าที่ควร ก่อให้เกิดปัญหาปลาในกระชังที่จังหวัดอุทัยธานีตายและ บ้านเรือนราษฎรริมฝั่งแม่น้ำที่สูงชันพังลงมาเกิดความเสียหาย
                     2.  สถานการณ์รายจังหวัด
                           2.1 จังหวัดลพบุรี
                             2.1.1) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติที่ 173 ล้าน ลบม. และมีน้ำเหลือสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรได้อีก 100 ล้าน ลบม. ซึ่งหมายถึงสามารถประทังการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรได้ประมาณ 20-30 วัน ขณะนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปล่อยน้ำที่ 30 ล้าน ลบม. ต่อวัน
                             2.1.2) เรือขนส่งซึ่งนำธัญพืชมายังกรุงเทพหรือเพื่อการส่งออกนั้น ขณะนี้สามารถเดินเรือได้ตามปกติแล้วเพราะ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปล่อยน้ำลงมาให้ในขณะที่เกิดเหตุ (130 ล้าน ลบม. ต่อวัน) คาดว่าต่อไปจะไม่มีปัญหาอีก
                     ข้อสั่งการ
                      1. ให้กรมชลประทานสำรองเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในการนำน้ำเข้าสู่นา
                      2. ให้จัดการจราจรทางเรือให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและอย่าให้มีการซ้อนลำเพราะจะทำให้ติดตื้นได้
                      3. ให้กรมชลประทานไปศึกษา demand supply ของเกษตรกรอีกครั้งและ ให้ทำ model ในหลายๆ scenario ตลอดจนให้เรียงลำดับความต้องการของน้ำให้ถูกต้องเช่น เริ่มต้นจากน้ำอุปโภค บริโภค แล้วจึงเป็นเรื่องของการเกษตร ตามด้วยการคมนาคมทางเรือ เป็นต้น ขณะนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า demand side มีปริมาณสูงมาก
                            2.2 จังหวัดอุทัยธานี
                              2.2.1) มีการขาดแคลนน้ำอยู่บ้างในบางพื้นที่ปลูกข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่สูงเกษตรกรเกรงว่ากำลังใกล้จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว หากข้าวขาดน้ำนานอาจจะตายเสียก่อน แต่เนื่องจากฝนเริ่มตกแล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงเชื่อว่าจะคลี่คลายไป
                              2.2.2) ปลาในกระชังที่ ต. ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้ตายลงอย่างฉับพลันเนื่องจากขาดน้ำ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า การที่เขื่อนใหญ่ได้ลดการปล่อยน้ำกะทันหันและมิได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า น้ำในแม่น้ำสะแกกรังที่จุดที่เลี้ยงปลาจึงลดลง 3 เมตร ภายใน 24 ชม.  ทำให้กระชังปลาที่อยู่ริมฝั่งเกิดความเสียหาย ในการนี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือของจังหวัดจำนวน 3 หมื่นบาท ให้กับชาวประมงเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแล้ว
                     ข้อสั่งการ
                     1. ให้จังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นพื้นที่ที่เลี้ยงปลาในกระชังจำนวนมาก ประสานกับกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในเรื่องปริมาณน้ำสูงสุดต่ำสุดอย่างสม่ำเสมอ และหากพบว่าอยู่ในจุดที่อาจเป็นอันตรายต่อการเลี้ยงปลา ให้รีบแจ้งให้ชาวประมงทราบล่วงหน้าเพื่อให้สามารถย้ายกระชังไปที่ปลอดภัยได้ทัน
                         2.3 จังหวัดชัยนาท
                              2.3.1) มีบ้านเรือนราษฎรริมแม่น้ำที่ ต. ธรรมามูล อ. เมือง ถล่ม เนื่องจากตลิ่งแม่น้ำทรุดตัวอย่างกะทันหัน วิเคราะห์แล้วเชื่อว่า เกิดจากอิทธิพลของน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้ดินยังคงอุ้มน้ำไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดลงอย่างกะทันหัน สืบเนื่องจากการหยุดปล่อยน้ำของเขื่อนทำให้เกิดตลิ่งสูง น้ำหนักของดินไม่สามารถจะทนต่อแรงโน้มถ่วงได้ จึงพังทลายลง คาดว่าหากน้ำในแม่น้ำยังอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้อีกต่อไป อาจจะมีบ้านเรือนหรือถนนหรือพื้นที่ริมแม่น้ำทรุดตัวพังลงได้อีก จึงต้องระมัดระวังและต้องติดตามเป็นอย่างยิ่ง
                 ข้อสั่งการ
                  1. ให้จังหวัดติดต่อกับกรมทรัพยากรธรณีดำเนินการสำรวจและกำหนดจุดเสี่ยงกรณีตลิ่งพังและออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบ
                  2. ให้กรมชลประทานประสานงานกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เหมาะสม
                         2.4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
                              2.4.1) พบว่าเกษตรกรที่ ต.บ้านโพธิ์ อ.เสนา ขาดแคลนน้ำประมาณ 40,000 ไร่ เนื่องจากน้ำในลำคลองรางจระเข้ มีน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเป็นอันมาก การแก้ไขจะต้องดำเนินการสูบทอย 2-3 ระยะ ซึ่งในชั้นต้น ท้องถิ่นและเกษตรกรได้ช่วยตัวเองไปอยู่บ้างแล้ว
                 ข้อสั่งการ
                  1. ให้กรมชลประทานโดยสำนักชลประทานที่ 11 จ่ายน้ำมันสำรองให้แก่ประชาชนในวงเงิน 6 ล้านบาท พร้อมทั้งให้กรมชลประทานจัดหาเครื่องสูบน้ำไปช่วยสนับสนุนอีกด้วย โดยได้เน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จใน 7 วัน

 

สรุปผลการตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง (8 พฤษภาคม 2555)

                  คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอเรื่อง สรุปผลการตรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2555 ดังนี้

                     1. สถานการณ์ทั่วไป
                           1.1 พบว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกิดเป็นจุดๆ และมีขนาดเล็ก แต่เนื่องจากจังหวัดมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการช่วยเหลือเยียวยาจึงต้องใช้วิธีประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง เพื่อให้จังหวัดและท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณได้
                           1.2 ฝนซึ่งได้หยุดตกมาเป็นเวลา 5 เดือน ขณะนี้ได้เริ่มตกบ้างแล้ว เชื่อว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเพิ่งเริ่มจะมีอิทธิพลต่อปริมาณฝนในประเทศไทย จะทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำทุเลาลงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
                           1.3 ข่าวเรื่องภัยแล้ง ปลาตายและเรือติดตื้นในแม่น้ำป่าสักที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นการรายงานข่าวเกินความจริงไปมาก
                           1.4 การเปลี่ยนแปลงการปล่อยน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่มากอย่างกะทันหันโดยไม่มีการประสานงานให้เป็นระบบเท่าที่ควร ก่อให้เกิดปัญหาปลาในกระชังที่จังหวัดอุทัยธานีตายและ บ้านเรือนราษฎรริมฝั่งแม่น้ำที่สูงชันพังลงมาเกิดความเสียหาย
                     2.  สถานการณ์รายจังหวัด
                           2.1 จังหวัดลพบุรี
                             2.1.1) เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติที่ 173 ล้าน ลบม. และมีน้ำเหลือสำหรับช่วยเหลือเกษตรกรได้อีก 100 ล้าน ลบม. ซึ่งหมายถึงสามารถประทังการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรได้ประมาณ 20-30 วัน ขณะนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปล่อยน้ำที่ 30 ล้าน ลบม. ต่อวัน
                             2.1.2) เรือขนส่งซึ่งนำธัญพืชมายังกรุงเทพหรือเพื่อการส่งออกนั้น ขณะนี้สามารถเดินเรือได้ตามปกติแล้วเพราะ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปล่อยน้ำลงมาให้ในขณะที่เกิดเหตุ (130 ล้าน ลบม. ต่อวัน) คาดว่าต่อไปจะไม่มีปัญหาอีก
                     ข้อสั่งการ
                      1. ให้กรมชลประทานสำรองเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอสำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในการนำน้ำเข้าสู่นา
                      2. ให้จัดการจราจรทางเรือให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำและอย่าให้มีการซ้อนลำเพราะจะทำให้ติดตื้นได้
                      3. ให้กรมชลประทานไปศึกษา demand supply ของเกษตรกรอีกครั้งและ ให้ทำ model ในหลายๆ scenario ตลอดจนให้เรียงลำดับความต้องการของน้ำให้ถูกต้องเช่น เริ่มต้นจากน้ำอุปโภค บริโภค แล้วจึงเป็นเรื่องของการเกษตร ตามด้วยการคมนาคมทางเรือ เป็นต้น ขณะนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า demand side มีปริมาณสูงมาก
                            2.2 จังหวัดอุทัยธานี
                              2.2.1) มีการขาดแคลนน้ำอยู่บ้างในบางพื้นที่ปลูกข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่สูงเกษตรกรเกรงว่ากำลังใกล้จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว หากข้าวขาดน้ำนานอาจจะตายเสียก่อน แต่เนื่องจากฝนเริ่มตกแล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงเชื่อว่าจะคลี่คลายไป
                              2.2.2) ปลาในกระชังที่ ต. ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้ตายลงอย่างฉับพลันเนื่องจากขาดน้ำ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า การที่เขื่อนใหญ่ได้ลดการปล่อยน้ำกะทันหันและมิได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า น้ำในแม่น้ำสะแกกรังที่จุดที่เลี้ยงปลาจึงลดลง 3 เมตร ภายใน 24 ชม.  ทำให้กระชังปลาที่อยู่ริมฝั่งเกิดความเสียหาย ในการนี้ ได้มอบเงินช่วยเหลือของจังหวัดจำนวน 3 หมื่นบาท ให้กับชาวประมงเพื่อช่วยเหลือเยียวยาแล้ว
                     ข้อสั่งการ
                     1. ให้จังหวัดอุทัยธานีซึ่งเป็นพื้นที่ที่เลี้ยงปลาในกระชังจำนวนมาก ประสานกับกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในเรื่องปริมาณน้ำสูงสุดต่ำสุดอย่างสม่ำเสมอ และหากพบว่าอยู่ในจุดที่อาจเป็นอันตรายต่อการเลี้ยงปลา ให้รีบแจ้งให้ชาวประมงทราบล่วงหน้าเพื่อให้สามารถย้ายกระชังไปที่ปลอดภัยได้ทัน
                         2.3 จังหวัดชัยนาท
                              2.3.1) มีบ้านเรือนราษฎรริมแม่น้ำที่ ต. ธรรมามูล อ. เมือง ถล่ม เนื่องจากตลิ่งแม่น้ำทรุดตัวอย่างกะทันหัน วิเคราะห์แล้วเชื่อว่า เกิดจากอิทธิพลของน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้ดินยังคงอุ้มน้ำไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำลดลงอย่างกะทันหัน สืบเนื่องจากการหยุดปล่อยน้ำของเขื่อนทำให้เกิดตลิ่งสูง น้ำหนักของดินไม่สามารถจะทนต่อแรงโน้มถ่วงได้ จึงพังทลายลง คาดว่าหากน้ำในแม่น้ำยังอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้อีกต่อไป อาจจะมีบ้านเรือนหรือถนนหรือพื้นที่ริมแม่น้ำทรุดตัวพังลงได้อีก จึงต้องระมัดระวังและต้องติดตามเป็นอย่างยิ่ง
                 ข้อสั่งการ
                  1. ให้จังหวัดติดต่อกับกรมทรัพยากรธรณีดำเนินการสำรวจและกำหนดจุดเสี่ยงกรณีตลิ่งพังและออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบ
                  2. ให้กรมชลประทานประสานงานกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้เหมาะสม
                         2.4 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
                              2.4.1) พบว่าเกษตรกรที่ ต.บ้านโพธิ์ อ.เสนา ขาดแคลนน้ำประมาณ 40,000 ไร่ เนื่องจากน้ำในลำคลองรางจระเข้ มีน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเป็นอันมาก การแก้ไขจะต้องดำเนินการสูบทอย 2-3 ระยะ ซึ่งในชั้นต้น ท้องถิ่นและเกษตรกรได้ช่วยตัวเองไปอยู่บ้างแล้ว
                 ข้อสั่งการ
                  1. ให้กรมชลประทานโดยสำนักชลประทานที่ 11 จ่ายน้ำมันสำรองให้แก่ประชาชนในวงเงิน 6 ล้านบาท พร้อมทั้งให้กรมชลประทานจัดหาเครื่องสูบน้ำไปช่วยสนับสนุนอีกด้วย โดยได้เน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จใน 7 วัน

 

(ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) (8 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ (ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559)
และให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังปรากฏใน (ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) ใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางพัฒนานันทนาการของชาติให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอ ยกเว้นในส่วนของการบริหารจัดการนันทนาการโดยการจัดตั้งกองทุนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ให้ กก.  ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้ กก. รับความเห็นของกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. ไปพิจารณาดำเนินการ
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กก. รายงานว่า
        1. แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2550 – 2554) ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการพัฒนานันทนาการของชาติได้สิ้นสุดลงแล้ว กก. โดยกรมพลศึกษาจึงได้จัดทำ (ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) ขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดแนวทางพัฒนานันทนาการของชาติให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดย (ร่าง) แผนพัฒนา ฯ ดังกล่าว เป็นแผนแม่บทระดับชาติที่มียุทธศาสตร์สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ซึ่งมุ่งหวังให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขด้วยความเสมอภาคเป็นธรรมและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
        2. (ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
            2.1    วิสัยทัศน์
            นันทนาการสร้างคุณภาพชีวิต สังคมเป็นสุข สิ่งแวดล้อมงดงามโดยมุ่งสู่มาตรฐานสากล
            2.2    วัตถุประสงค์
                2.2.1 เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของนันทนาการและการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
                2.2.2 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มรวมทั้งบุคคลกลุ่มพิเศษ ผู้ด้อยโอกาส ได้แก่  ผู้พิการและผู้สูงอายุ ประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นประจำจนเป็นวิถีชีวิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคม
                2.2.3 เพื่อพัฒนาบุคลากรนันทนาการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้มีความรู้ความสามารถสู่ระดับมาตรฐานสากล
                2.2.4 เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกทางนันทนาการและสิ่งแวดล้อมให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการให้บริการ
                2.2.5 เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการนันทนาการให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนันทนาการเพื่อการพาณิชย์
                2.2.6 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนประกอบกิจกรรมนันทนาการเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอย่างยั่งยืน
            2.3    เป้าหมาย
                2.3.1 ประชาชนทุกเพศทุกวัย รวมทั้งบุคคลกลุ่มพิเศษ ผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนกลุ่มเสี่ยง ผู้พิการและผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจเห็นคุณค่าของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยนันทนาการและประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นประจำจนเป็นวิถีชีวิต โดยมีเป้าหมายร้อยละ 80 ในปี พ.ศ. 2559
                2.3.2 เด็กและเยาวชนร้อยละ 80 มีความรู้ ความเข้าใจและมีเจตคติที่ดีต่อนันทนาการรวมทั้งประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นประจำ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
                2.3.3 สถานศึกษาร้อยละ 80 และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร้อยละ 80 จัดให้มีการจัดการเรียนรู้เรื่องการใช้เวลาว่างและนันทนาการ รวมทั้งจัดให้มีกิจกรรมนันทนาการในชีวิตประจำวันแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน
                2.3.4 บุคลากรนันทนาการ ได้แก่ ผู้นำนันทนาการและนักนันทนาการอาชีพได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีการผลิตบัณฑิตสาขานันทนาการเพิ่มขึ้น
                2.3.5 มีการดำเนินกิจกรรมนันทนาการเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอย่างต่อเนื่อง
                2.3.6 มีมาตรฐานและตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับนันทนาการและมีการตรวจสอบรับรองมาตรฐานอย่างเป็นระบบ
                2.3.7 มีการบริหารจัดการนันทนาการอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งให้มีองค์กรตรวจสอบติดตาม
        3. ยุทธศาสตร์ของ (ร่าง) แผนพัฒนานันทนาการแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559)
            3.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การส่งเสริมเด็ก เยาวชน และประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และประกอบกิจกรรมนันทนาการเป็นประจำจนเป็นวิถีชีวิต
            3.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและการพัฒนาบุคลากรในการเป็นผู้นำและการจัดบริการนันทนาการ
            3.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาการบริหารจัดการนันทนาการ
            3.4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาสภาวะแวดล้อมและการส่งเสริมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนด้วยนันทนาการ

           
 

สถานการณ์สิ่งแวดล้อมจากการรั่วไหลของสารพิษในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง (8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่มาบตาพุด และมาตรการในการแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาชน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอดังนี้
                สาระสำคัญของเรื่อง
                  1. สืบเนื่องจากในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555  เวลา 15.30 น. ได้เกิดเพลิงไหม้และการระเบิดขึ้นบริเวณโรงงาน บริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์ จำกัด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ในหน่วยการผลิตที่มีการใช้สารโทลูอีน (toluene) ในการล้างถัง จนเกิดการระเบิดและเพลิงไหม้ขึ้น รวมทั้งมีการรั่วไหลของสารพิษและควันดำสู่บรรยากาศ เหตุการณ์นี้ทำให้คนงานเสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมากซึ่งเพลิงได้ดับลงเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 และในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลาประมาณ 18.30 น. ได้เกิดกรณีฉุกเฉินจากอุบัติเหตุการปิดวาล์วสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ (สารฟอกขาว) จากโรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำให้เกิดก๊าซคลอรีนรั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ใต้ลมในแคมป์คนงานบริเวณใกล้เคียงกว่า 140 ราย และนอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาล 12 ราย โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
               2. ผลการดำเนินการที่ผ่านมา    
                กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอรายงานสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้              
                            2.1 กรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบสารทูโลอีนในพื้นที่ ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 9.00 น. พบการปนเปื้อนสารทูโลอีน 5 ส่วนในล้านส่วน (part per million, ppm) ในบริเวณด้านหน้ารั้วโรงงานบริษัทบีเอสที อิลาสโตเมอร์ จำกัด (ระดับที่จะเป็นอันตรายต่อร่างการ ต้องมีปริมาณมากกว่า 50 ส่วนในล้านส่วน) และตรวจสอบอีกครั้ง ในเวลา 13.00 น. ไม่พบการปนเปื้อนของสารทูโลอีนในพื้นที่ชุมชนรอบๆ เช่นเดียวกับการตรวจในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ในทุกพื้นที่ ผลการตรวจสอบไม่พบการปนเปื้อนของสารทูโลอีน แต่ในบางพื้นที่ตรวจพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย ชนิด 1,3 - บิวทาไดอีน แต่อยู่ในระดับต่ำ
                            2.2 กรมควบคุมมลพิษได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบก๊าซคลอรีนจากการรั่วไหลของสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์จากโรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในบริเวณโรงงานและในพื้นที่ชุมชน ในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13.00 น. ผลการตรวจสอบไม่พบการปนเปื้อนของก๊าซคลอรีนในทุกพื้นที่
                             2.3 กรมควบคุมมลพิษ ได้ตรวจวัดสารอินทรีย์ระเหยง่ายตามค่ามาตรฐาน 9 ชนิด และค่าเฝ้าระวัง 19 ชนิด อย่างต่อเนื่อง และมีจอแสดงผลข้อมูลคุณภาพอากาศ จำนวน 4 สถานี ในจังหวัดระยอง ประกอบด้วย สถานีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาบตาพุด สถานีศูนย์วิจัยพืชไร่ฯ สถานีสำนักงานเกษตรจังหวัดฯ และ สถานีศูนย์ราชการจังหวัดระยอง พบการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยง่ายบางชนิดมีค่าสูงในช่วงเวลาเย็นถึงกลางคืนเฉพาะที่สถานีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมาบตาพุด
                              2.4 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วย ผู้แทนจากส่วนราชการ (กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง เทศบาลเมืองมาบตาพุด) ผู้ประกอบการ และผู้แทนจากชุมชนในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทั้งน้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ โดยได้กำหนดแผนการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างวันที่ 8 – 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
                          2.5 กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้ดำเนินการทบทวนแผนปฏิบัติการฉุกเฉินและเตือนภัยจากสารพิษในระดับพื้นที่และระดับชุมชน รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงาน เพื่อแปรผลข้อมูลคุณภาพอากาศและเผยแพร่สู่ชุมชนรวมทั้งมีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการในระดับต่างๆ เป็นระยะ
                           2.6 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมควบคุมมลพิษและกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม) และกระทรวงอุตสาหกรรม (กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นในการดำเนินโครงการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers, PRTR) ในการดำเนินการจัดทำทะเบียนการปลดปล่อยมลพิษ และการฝึกอบรมการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่ โดยดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งจะได้แนวทางในการดำเนินการควบคุมการปลดปล่อยสารมลพิษจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในระยะยาว
                          2.7 กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการตรวจสอบการควบคุมและการป้องกันการรั่วไหลของสารมลพิษประเภทสารอินทรีย์ระเหยง่ายในโรงงานอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการเก็บ การใช้ และการปลดปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่าย ตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง ที่โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องดำเนินการปรับลดมลพิษให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ตลอดจนการควบคุมดูแลการระบายมลพิษและการรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีพิเศษ เช่น การปิดซ่อมบำรุง การเริ่มเดินระบบ และการขนถ่ายสารเคมีระหว่างเรือและถังเก็บสารเคมี เป็นต้น
                          2.8 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณ เพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง ปี 2555 – 2559 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ        

 

ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี โครงการรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปี 2554/55 (8 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แก้ไขมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 (เรื่อง โครงการรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปี 2554/55) ให้ถูกต้อง ชัดเจน  จากเดิม “อนุมัติในหลักการโครงการรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปี 2554/55 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินโครงการให้กระทรวงพาณิชย์ตกลงในรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงพาณิชย์รายงานข้อมูลการรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากลานมันและโรงแป้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายมันเส้นและแป้งมันจากสต๊อกของรัฐบาล ที่รับจำนำไว้ตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2554/55 ด้วย และเมื่อจะจำหน่ายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังดังกล่าว ให้กระทรวงพาณิชย์นำข้อมูลราคาจำหน่ายเสนอคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการจำหน่าย และให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย” เป็น “อนุมัติในหลักการโครงการรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปี 2554/55 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ สำหรับวงเงินหมุนเวียนรับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากลานมันและโรงแป้งที่เข้าร่วมโครงการฯ ให้องค์การคลังสินค้ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 10,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ไปใช้ดำเนินการ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์ตกลงในรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป และให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายมันเส้นและแป้งมันที่แปรสภาพจากหัวมันสดที่รับจำนำจากเกษตรกรตามโครงการฯ โดยเร็วโดยให้รายงานผลการดำเนินการระบายและผลกำไรขาดทุนให้คณะรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่องทุกเดือนจนสิ้นสุดโครงการฯ”

   
 

ยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น(8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบยุทธศาสตร์และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และกำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอดังนี้
    สาระสำคัญของเรื่อง
 นายกรัฐมนตรีในการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2555 เห็นชอบยุทธศาสตร์ แนวทาง และแผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นตามที่คณะทำงานเพื่อบูรณาการเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐเสนอ  โดยเฉพาะการร่วมกันปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาหน่วยงานของตนเองให้มีความโปร่งใส ซึ่งสรุปได้ดังนี้
    1. ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แบ่งออกเป็น 6 แนวทางหลักและอื่น ๆ ดังนี้
1) การปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้ (Awareness Building Approach) : มุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกและทัศนคติเชิงบวกในการสร้างภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย ครอบคลุมทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ควบคู่ไปกับการปลูกฝัง สร้างค่านิยมที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง โดยอาศัยกลไกของสังคมเป็นการลงโทษผู้กระทำผิดหรือทุจริตคอร์รัปชั่น
2) การพัฒนาองค์การ (Organization Development Approach) : มุ่งเน้นการพัฒนาองค์การทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นองค์การสีขาว มีการดำเนินการป้องกันและลดความเสี่ยงที่เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ตลอดจนวางระบบคัดกรองบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในระบบราชการที่คำนึงถึงความมีเหตุผลทางคุณธรรม (Moral Reasoning) หรือความสามารถทางด้านจริยธรรม (Ethicability)
3) การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม (Participatory Approach) : มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการเปิดเผยและมีส่วนร่วม อันจะทำให้ภาคส่วนอื่นในสังคมได้เข้ามามีส่วนรับรู้ ตรวจสอบ หรือร่วมในกระบวนการใด ๆ เพื่อให้กลไกการดำเนินการมีความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ
4) การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย (Legal Approach) : มุ่งเน้นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เป็นเครื่องมือป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานกฎหมายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต (UNCAC) รวมถึงการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เอื้อไปสู่พฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ
5) การตรวจสอบ เฝ้าระวังเชิงรุก (Surveillance Approach) : มุ่งเน้นการวางกลไกการตรวจสอบและเฝ้าระวังในเชิงรุก ทั้งกลไกการเฝ้าระวังของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กลไกการตรวจสอบตามกฎหมาย ตลอดจน การเชื่อมโยงและบูรณาการการรับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียนให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวมถึงการวางระบบข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ
6) การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด (Suppression Approach) : มุ่งเน้นการดำเนินการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง รวมถึงการกำหนดมาตรการในการลงโทษที่เข้มงวดและรุนแรงขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัว และเกรงกลัวต่อการประพฤติที่มิชอบ
7) อื่น ๆ เช่น การร่วมมือทางวิชาการกับรัฐบาล หรือองค์การระหว่างประเทศ และอื่น ๆ เกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นต้น
        2. แผนงานเชิงรุกของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นการดำเนินการในระยะแรกที่คาดว่าจะก่อให้เกิดผลสำเร็จเร็วและก่อให้เกิดผลต่อเนื่องในระยะต่อไป โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ 4 แนวทาง ดังนี้
1) การปลุกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้ โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้
- การสร้างข้าราชการไทยหัวใจสีขาว : เป็นการรณรงค์สร้างความตื่นตัว และสร้างต้นแบบการเป็นข้าราชการที่ดี ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการค้นหาข้าราชการและประชาชนที่เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม เพื่อจุดประกายให้สังคมได้รับรู้ รับทราบ ถึงคุณค่าที่เกิดจากการกระทำความดี รวมทั้งการวางหลักสูตรอบรมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- การมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติและกำหนดบัญชีรายชื่อข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริต หรือมีผลงานในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : เป็นการดำเนินการด้านบวกในการกระตุ้นจิตสำนึกของคน (ข้าราชการ) และสร้างความรับรู้ในทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดค่านิยมการยกย่องเชิดชูคนดี โดยการกำหนดให้มีการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริต มีผลงานประจักษ์ชัดแจ้งในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึง การกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินเลื่อนขั้น หรือแต่งตั้งในตำแหน่งที่สูงขึ้น
- การติดเครื่องหมายสัญลักษณ์แสดงการอาสาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : เป็นการสร้างความตื่นตัวและปลุกจิตสำนึกข้าราชการในระดับปฏิบัติการให้บริการประชาชน รวมทั้งสร้างความละอายต่อการประพฤติมิชอบในหน้าที่ และการรับอามิสสินจ้างอันมิชอบ โดยการจัดทำตราสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการประกาศตนไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ และกำหนดให้ข้าราชการที่อาสาติดตราสัญลักษณ์ติดชื่อแสดงตนเมื่อให้บริการประชาชน รวมทั้งจัดทำป้ายสัญลักษณ์ในการประกาศเจตนารมณ์ที่จะไม่รับสินบนหรือคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ตลอดจนจัดให้มีช่องทางการร้องเรียนหากพบการทุจริตคอร์รัปชั่นติดตั้งในศูนย์บริการประชาชนทุกแห่งของรัฐ
2) การพัฒนาองค์การ โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้
- การสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ (Clean Initiative Program) : เป็นการส่งเสริมให้ส่วนราชการริเริ่มจัดทำข้อเสนอข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของตนเอง โดยมุ่งเน้นพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการหลักที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Action Learning) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาที่เกิดจากความเต็มใจและยอมรับร่วมกันจากผู้ปฏิบัติงานภายในหน่วยงานเอง อันจะเป็นการขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการอย่างแท้จริงและยั่งยืน
            - การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น : เป็นการจัดตั้งกลไกเพื่อทำหน้าที่ในการบูรณาการและขับเคลื่อนแผนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีสถานะเป็นส่วนราชการตามนัยของมาตรา 31 วรรคสองแห่งกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน รายงานขึ้นตรงต่อหัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งทำงานเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
            3) การตรวจสอบ เฝ้าระวังเชิงรุก โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้
- การจัดตั้งศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Anti-Corruption War Room) : เป็นศูนย์ปฏิบัติการในการบูรณาการด้านการตรวจสอบ รับแจ้งเบาะแสและเรื่องร้องเรียน ป้องกัน และปราบปราม อย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร ณ จุดเดียว ( One-Stop Service) รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศและรายงานการดำเนินงานไปยังศูนย์บัญชาการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ได้
4) การปราบปรามที่จริงจังและการลงโทษที่เข้มงวด โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้
- การประกาศลงโทษผู้กระทำผิดการทุจริตคอร์รัปชั่น : เป็นการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการทุจริตในภาครัฐและประกาศลงโทษให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อสร้างความตื่นตัวและเกรงกลัวต่อการกระทำการทุจริต ควบคู่ไปกับการให้โอกาสกับผู้ที่ต้องการกลับตัวอย่างแท้จริง
    3. เพื่อเป็นการประกาศยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นและแผนงานเชิงรุกของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาให้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2555 ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยเชิญคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลงระดับกรมและจังหวัด ตลอดจนผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคท้องถิ่น เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ดังกล่าว

   
 

ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ครั้งที่ 2/2555(8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่นายปลอดประสพ  สุรัสวดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)  เสนอ ดังนี้  
    1. อนุมัติงบประมาณการดำเนินงานโครงการตามแผนการป้องกันปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน ดำเนินการในพื้นที่ ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ของกระทรวงคมนาคมซึ่งขอปรับปรุงเป็น จำนวน 310 โครงการ วงเงินรวม 24,112,737,000 บาท  และโครงการตามแผนการฟื้นฟู การอนุรักษ์ป่าและดิน การทำฝาย ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 955,294,000 บาท รวมเป็นจำนวนงบประมาณทั้งสิ้น 25,068,031,000 บาท ตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย  (กบอ.) ครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 และคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) ครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2555
    2. เห็นชอบในหลักการแนวทางการดำเนินงานภายใต้แผนเงินกู้ 350,000 ล้านบาทในส่วนของเงินที่เหลือ ตามที่ กบอ. เสนอ

 

by ThaiWebExpert