ออสเตรเลียพร้อมรับรองต่ออายุ “พิธีสารเกียวโต” สู้โลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2555

เอเอฟพี - ออสเตรเลียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ พร้อมที่จะลงนามรับรองต่ออายุพิธีสารเกียวโต (Kyoto Ptotocol) ซึ่งเป็นอนุสัญญาสากลเพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน รัฐมนตรีออสเตรเลียประกาศ วันนี้(9)

เกร็ก คอมเบ็ต รัฐมนตรีกระทรวงสภาพอากาศออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “วันนี้ผมขอประกาศว่าออสเตรเลียพร้อมที่จะร่วมลงนามพิธีสารเกียวโตวาระที่สอง”

ออสเตรเลียมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดประเทศหนึ่ง เนื่องจากพึ่งพาการทำเหมืองและส่งออกถ่านหินเป็นหลัก นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศก็ใช้พลังงานจากถ่านหินเกือบทั้งสิ้น

ถ้อยแถลงจาก คอมเบ็ต มีขึ้นก่อนที่การประชุมประจำปีของภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) จะเริ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้จะจัดที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน- 7 ธันวาคม

วาระสำคัญของการประชุมคือการต่ออายุพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ เพื่อให้การเดินหน้าไปสู่ข้อตกลงสากลฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับในปี 2020 เป็นไปอย่างราบรื่น

คอมเบ็ต ชี้ว่า การขยายอายุพิธีสารเกียวโตจะเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า ธุรกิจในออสเตรเลียจะสามารถเข้าถึงคาร์บอนเครดิตในโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism) ซึ่งจะช่วยให้ออสเตรเลียลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

รัฐมนตรีเมืองจิงโจ้ระบุว่า นี่คือสิ่งที่ออสเตรเลียควรทำ “เพราะประเทศทั่วโลกต่างก็หันมาต่อสู้ปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง”

“อีกประการหนึ่ง ทุกประเทศกำลังเตรียมร่างข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ซึ่งจะสรุปชัดเจนในปี 2015 และมีผลบังคับใช้ภายในปี 2020”

ในขณะที่พิธีสารโตเกียวเป็นเหมือนสิ่งนำโชคสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนไม่น้อยกลับเห็นว่าอนุสัญญาสากลฉบับนี้ยังไม่ยุติธรรม เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน, อินเดีย และบราซิล ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย

เร่งโซนนิ่งภาคเกษตรสร้างมาตรฐานการผลิต

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ กำหนดเขตพื้นที่เกษตรเศรษฐกิจ หรือโซนนิ่ง ตามศักยภาพและความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ โดยให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงระบบโลจิสติกส์สู่การตลาดที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เมื่อก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเราได้ดำเนินงานเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว เริ่มจากการกำหนดรูปแบบการจัดทำโซนนิ่งในรูปของกลุ่มจังหวัดเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินเตรียมข้อมูลทางกายภาพในระดับตำบล เพื่อชี้แจงกับหน่วยงานในระดับพื้นที่ และมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำข้อมูลสินค้าเกษตรส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว อ้อย ปลา กุ้ง ผลไม้ มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผัก และปาล์มน้ำมัน อีกทั้งยังได้จัดทำข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร 5 อันดับแรกของกลุ่มจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และมีแผนดำเนินงานในเรื่องโซนนิ่ง เพื่อตอบสนองนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯ จะเน้นให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งรับซื้อสินค้าที่แน่นอน และราคาที่เป็นธรรม ส่วนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้วยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการลดต้นทุน รวมทั้งงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ.

ขับเคลื่อนเพื่อ 'มั่นคง' 'เรื่องอาหาร' ยุทธศาสตร์ ถึงไหน?

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2555

เพื่อเป็นเวทีนำเสนอแลกเปลี่ยนข้อมูลมิติความมั่นคงระดับชาติ และการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตลอดจนสื่อสารความเข้าใจในทุกมิติและทุกระดับ เพื่อให้เกิดแนวคิดและทิศทางในการจัดทำแผนงานเชิงปฏิบัติการในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารในทุกระดับ...” ...นี่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมแสดงความคิดเห็น ’การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารจากชุมชนสู่ระดับชาติ“ โดยฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อต้นเดือนที่แล้ว

มาถึงตอนนี้...เรื่องนี้ดูจะยิ่งน่าติดตามมากขึ้น...

เพราะ... การประชุมในตอนนั้น มีประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยประธานผู้นี้คือ ยุคล ลิ้มแหลมทอง ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯ ดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งย่อมจะเกี่ยวกับเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร”

ทั้งนี้ ย้อนไปในช่วงการประชุมในครั้งนั้น จากชุดข้อมูลที่หน่วยงานที่จัดได้เผยแพร่ต่อสื่อ ก็มีผู้สันทัดกรณีหลายคนแสดงความเห็นไว้อย่างน่าพิจารณา อย่าง ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารประเทศไทย” ไว้ สรุปสาระสำคัญได้ว่า...สิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่คือ การประสาน
งานด้านข้อมูลที่ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ดินและน้ำ ตลอดจนโครงสร้าง
องค์กร ซึ่งทาง สกว.จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดเวทีวิจัยและสนับสนุนงบประมาณเพื่อการทำวิจัย โดย มีสิ่งที่ยากที่สุดคือ การทำให้
เกษตรกรยอมรับองค์ความรู้ใหม่ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนการทบทวนเรื่องการนำเข้าสารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

ด้าน ลดาวัลย์ คำภา ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุไว้ในการเสวนาเรื่อง “พลวัตรด้านความมั่นคงอาหารของประเทศไทย” สรุปได้ว่า... ในไทยในปัจจุบันเกษตรกรมีอายุมากขึ้น ฐานทรัพยากรก็ประสบภัยพิบัติบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น จึงต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง โดย สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างความรู้และดูแลทรัพยากร หาแหล่งพลังงานทดแทน ผลิตอาหารสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้บริโภคเข้าถึงได้ เกษตรกรต้องพึ่งตัวเองได้จากอาหารในท้องถิ่นตัวเอง ลดใช้สารเคมี สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารและเกษตร รวมทั้งเน้นเรื่องการบริหารจัดการของภาครัฐที่ต้องบูรณาการมากขึ้น ทั้งความเหมาะสมของดิน น้ำ การแปรรูป การคมนาคมขนส่ง ซึ่งสภาพัฒน์ก็ผลักดันการ
บูรณาการทั้งระดับประเทศและจังหวัด

สำหรับ อภิชาต จงสกุล ในฐานะเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็ระบุไว้ในงานเดียวกันนี้ว่า...ภาคเกษตรยังคงเป็นภาคที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินภาคการเกษตรและพื้นที่ชลประทาน การบุกรุกพื้นที่ทำกินและการเข้าครอบครองที่ดินของชาวต่างชาติ แรงงานภาคเกษตรลดลงจากการที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจทำเกษตร รวมถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะข้าว ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เป็นตัวชี้วัดด้านความมั่นคงอาหาร ที่ไทยจำเป็นจะต้องคำนึงถึง

ขณะที่ สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ แสดงความเห็นประเด็น “ภาวะคุกคามของความมั่นคงอาหาร” เอาไว้ ซึ่งโดยสังเขปประกอบด้วย 1.ประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรของไทยกำลังก้าวสู่ภาวะลดต่ำลง การลงทุนวิจัยภาคเกษตรมีน้อยเกินไป การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเกษตรทำได้จำกัดและมักขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคเกษตรไม่เข้มแข็ง 2.ขาดการส่งเสริมและพัฒนากลไกตลาดให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลต่อการผลิตและการกระจายอาหาร ส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค 3.นโยบายยกระดับรายได้เกษตรกร โดย รับจำนำในระดับราคาสูง ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงอาหารของชุมชนชนบทในอนาคต หากทำให้เกษตรกรละเลยการลดต้นทุนการผลิต ซึ่ง จุดเฝ้ามองที่สำคัญคือ การใช้นโยบายเกษตรไทยเพื่อความมั่นคงอาหาร ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

หากละเลย หรือให้ความสำคัญต่ำ ในมิติด้านความเข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งด้านการผลิตและการตลาด ภาคเกษตรจะอ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

ทั้งนี้ สำหรับประธานเปิดประชุมแสดงความคิดเห็น ที่ตอนนี้เป็น รมว.เกษตรฯไปแล้ว ในตอนนั้นได้ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า...’การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีตัวชี้วัดที่สำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหาร“ ซึ่งจากความเห็นที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” แจงมาข้างต้น ก็ดูจะ มีตัวชี้วัดอยู่ไม่น้อย...

จากนี้คนไทยก็น่าติดตามเรื่อง ’ความมั่นคงทางอาหาร“

จะมีการ ’ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์“ ดีขึ้นอย่างไร??.

ดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า

ดีซี่ แม็พนวัตกรรมพิสูจน์สิทธิ ป่ารุกคน - คนรุกป่า
วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2555 เวลา 00:00 น.

สถานการณ์ปัญหาคนรุกที่ป่า ป่ารุกที่คน และความไม่เป็นธรรมในการดำเนินคดีเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งแวดล้อม สาเหตุใหญ่มาจากแนวเขตที่ไม่ชัดเจน และข้อจำกัดในการพิสูจน์สิทธิที่มักเป็นระบบปิดเข้าถึงได้ยาก ใช้เวลานาน กระทรวงยุติธรรม โดยศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญช่วยเหลือคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากปัญหาคดีการบุกรุกที่ดินและสิ่งแวดล้อม

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2555

โดยเฉพาะการพิสูจน์หลักฐานการครอบครองพื้นที่ซึ่งมีความซับซ้อน เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน จึงต้องอาศัยการทำงานในรูปแบบเฉพาะและเครื่องมือที่สามารถทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน ได้ผลรวดเร็ว

พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวว่า “แม่ข่ายแผนที่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ ดีซี่ แม็พ (DSI MAP) นวัตกรรมในการ
ตรวจสอบที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเครื่องมือในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่คดีพิเศษและยังเกิดประโยชน์กับประชาชนทั่วไปที่สามารถเข้ามาใช้โปรแกรมดังกล่าวได้ฟรีผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เพียงมีพิกัดจีพีเอสของพื้นที่ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าพื้นที่นั้นอยู่ในเขตพื้นที่อะไร ซึ่งปัจจุบันการหาพิกัดจีพีเอส สามารถทำได้ง่าย เช่น ตรวจสอบได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไอแพด เป็นต้น พร้อมระบุด้วยว่าพื้นที่นั้นมีกฎหมายประกาศอะไรที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือวันที่ประกาศเป็นเขตสงวนหวงห้าม เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์เบื้องต้น ซึ่งวิธีการนี้ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้การปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายให้ความช่วยเหลือประชาชนของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม (ศนธ.ยธ.) ในการตรวจสอบแนวเขตการครอบครองพื้นที่ของประชาชนเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า

สำหรับโปรแกรมดีซี่ แม็พ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิสารสนเทศ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาร่วมกับนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันการศึกษาของรัฐ และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดีซี่ แม็พ ที่จัดทำขึ้นเป็นโปรแกรมรองรับการตรวจสอบและค้นหาแนวขอบเขตเพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ โดยประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงโปรแกรมได้ง่ายเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อนหน้านี้การตรวจสอบทำได้ยาก และใช้เวลานาน เพราะมักเป็นระบบปิดใช้เฉพาะภายในหน่วยงาน”

โปรแกรม ดีซี่ แม็พสามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต http://www.dsi-map.go.th เมื่อระบบขึ้นมาบนจอคอมพิวเตอร์จะเป็นรายละเอียดของแม่ข่ายแผนที่ทั่วประเทศ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของพื้นที่ ทั้งเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวน เขตป่าชายเลน พื้นที่ สปก.ฯลฯ ด้วยการใส่ค่าพิกัดตำแหน่งจีพีเอสในช่องตำแหน่งพิกัด หรือใส่ชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ในช่องค้นหาสถานที่ แล้วกดค้นหา จากนั้นระบบจะบอกว่าพิกัดที่ต้องการตรวจสอบอยู่ในพื้นที่อะไร เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวน หรือไม่ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวนอกจากช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลในการตรวจสอบกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าแล้วประชาชนทั่วไปยังสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกรณีตรวจสอบการซื้อ-ขายที่ดินว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่เพื่อป้องกันการถูกหลอก

ทั้งนี้ ดีซี่ แม็พได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด “นวัตกรรมการสำรวจทางภูมิศาสตร์ (GIS)” ในงาน “ถนนเทคโนโลยี ประจำปี 2555”

ในปีที่ผ่านมาศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ฯได้มีการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ราชบุรี เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ซึ่งมีข้าราชการและประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และในปีงบประมาณ 2556 นี้จะเร่งเผยแพร่ให้กับเจ้าหน้าที่หน่วยงานยุติธรรม ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองบัวลำภู อุดรธานี เลย หนองคาย และภาคใต้ ได้แก่ นครศรีธรรมราช และ สงขลา เป็นต้น

“เราแปลงข้อมูลเอกสารทางภูมิศาสตร์เบื้องต้นที่เป็นพื้นฐานมาใส่ในโปรแกรมนี้ และกฎหมายที่ชาวบ้านต้องรู้ว่าตรงไหนที่เป็นเขตป่าสงวน เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าห้ามเข้าไปรุกล้ำหรือยึดครองมาเป็นที่ทำกิน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเป็นหูเป็นตากรณีการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและการบุกรุกทำลายป่าของผู้มีอิทธิพล ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เอ็นจีโอหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ มาตรวจสอบ การเผยแพร่ดีซี่ แม็พ ไปสู่ประชาชนในวงกว้างจึงมีความสำคัญเพราะจะทำให้เกิดการเฝ้าระวังและป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับนโยบายหลักของกระทรวงยุติธรรมในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน” นายเรวัต แสงโชติ เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ ศูนย์ปฏิบัติการแผนที่และภูมิศาสตร์ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวและว่า ดีซี่แม็พเป็นการจัดฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และการประกาศพื้นที่แนวเขตของป่าที่มีความเกี่ยวพันด้านกฎหมายโดยใช้งบประมาณในการลงทุนน้อยมาก เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่ต้องการให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน และอุทยานแห่งชาติลดน้อยลงและหมดไปจากประเทศไทย

ดีซี่ แม็พมีส่วนช่วยการยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าโดยไม่ตั้งใจ และไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกหลอกซื้อ-ขายที่ดินในพื้นที่แนวรอยต่อพื้นที่ป่าอีกต่อไป.

ความตกลง FTA กับ WTO และ MEAs

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา องค์การการค้าโลกได้รับรองประเทศลาวเข้าเป็นสมาชิก หลังจากนี้เป็นที่คาดการณ์ว่าในปีหน้ารัฐสภาของลาวจะให้สัตยาบันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกอย่างเป็นทางการ ในปีหน้าทุกประเทศในประชาคมอาเซียน 10 ประเทศก็จะมีสถานะเป็นสมาชิกของ WTO ทั้งหมด
องค์การการค้าโลกจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1995 ภายหลังความสำเร็จของการเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีรอบอุรุกวัยซึ่งเจรจากันยืดเยื้อกว่า 8 ปี (1986 -1994) เมื่อประเทศลาวเข้าเป็นสมาชิกก็จะมีจำนวนสมาชิกรวม 158 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2001 สมาชิกของ WTO ได้เริ่มเจรจาการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่ที่เรียกว่า “การเจรจารอบโดฮา” มีประเด็นเจรจารวม 21 เรื่อง โดยตั้งเป้าให้เสร็จภายในปี 2005 แต่ไม่สำเร็จและยังคงมีการเจรจายืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกครั้งที่ 5 ที่เมืองแคนคูนในปลายปี 2003 ไม่มีความก้าวหน้า ประเทศสมาชิกได้เปลี่ยนแนวทางไปสู่เปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) แบบทวิภาคีและแบบภูมิภาคมากขึ้น
ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกฎกติกาภายใต้ความตกลง WTO กับความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (Multilateral Environmental Agreements : MEAs) ซึ่งมีความขัดแย้งกันอยู่ในหลายมิติ ทั้งในด้านเป้าหมาย หลักการ และกฎกติกา นับเป็นประเด็นเจรจาที่สำคัญเรื่องหนึ่งในการเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮา ในปัจจุบันมีการประกาศใช้ความตกลง MEAs เฉพาะที่มีการรับรองโดยองค์การสหประชาชาติรวมทั้งหมดมากกว่า 500 ฉบับ แบ่งเป็นความตกลงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางด้านชั้นบรรยากาศ 61 ฉบับ ความหลากหลายทางชีวภาพ 155 ฉบับ สารเคมีและวัตถุอันตราย 179 ฉบับ ด้านที่ดิน 46 ฉบับ และด้านทรัพยากรน้ำ 196 ฉบับ แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิก WTO ก็เป็นสมาชิกของความตกลง MEAs ด้วยในขณะเดียวกันมากกว่าสิบฉบับ
ในการเจรจาความตกลง FTA จะมีประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความตกลง WTO กับความตกลง MEAs รวมอยู่ด้วย ในความตกลง FTA ที่ผ่านมาของประเทศไทย เช่น ความตกลง FTA ไทย-ออสเตรเลีย ความตกลง FTA ไทย-ญี่ปุ่น เป็นต้น ได้มีข้อกำหนดในประเด็นนี้ในลักษณะคล้ายกันว่า ความตกลง FTA นี้ให้ความสำคัญต่อการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยยึดถือการปฏิบัติตามความตกลง GATT ข้อ 20 ที่เป็นหลักการทั่วไปในการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ประเทศคู่สัญญาตระหนักและยอมรับสิทธิ พันธกรณีและข้อบัญญัติภายใต้ความตกลง MEAs ที่แต่ละประเทศเป็นภาคีสมาชิกอยู่ แต่หากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ได้กำหนดให้ความตกลงภายใต้ WTO มีผลเหนือกว่า
ข้อกำหนดภายใต้ความตกลง FTA ในลักษณะดังกล่าวข้างต้น  จึงเป็นการยอมรับว่าให้ความตกลงภายใต้ WTO มีผลเหนือกว่าความตกลง MEAs ทั้งที่การเจรจาเกี่ยวกับเรื่องนี้ภายใต้การเจรจาการค้าเสรีรอบโดฮายังไม่ได้ข้อยุติ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการแสดงจุดยืนว่าเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าเสรี มีความสำคัญเหนือกว่าเป้าหมายด้านการปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ในการเจรจาความตกลง FTA ของไทยที่กำลังจะเริ่มต้นอย่างเข้มข้นอีกครั้งในปีหน้ากับอีกหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเจรจากับสหภาพยุโรป และกับสหรัฐอเมริกา จะต้องมีความรอบคอบกับการเจรจาในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างความตกลงภายใต้ WTO และความตกลง MEAs มากกว่าที่ผ่านมา เพื่อช่วยแก้ไขและป้องกันมิให้ปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมโลกหลายด้านมีความรุนแรงไปมากกว่าที่เกิดขึ้นในขณะนี้

 

 

ภาพ:http://www.dtinews.vn/en/news/018/25706/-laos-accepted-into-wto.html

หนุนการเกษตรยั่งยืนลดปล่อยก๊าซโลกร้อน

ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเสนอแนวทางทำเกษตรลดปล่อยก๊าซโลกร้อน หลังพบว่า ก๊าซคาร์บอนถูกปล่อยออกมาจากภาคการเกษตรทั่วโลกถึง 29 เปอร์เซ็นต์ของคาร์บอนทั้งหมดในแต่ละปี...

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยและให้คำปรึกษาทางการเกษตร (ซีจีเอไออาร์) เผยรายงานการศึกษาสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เมื่อ 31 ต.ค. พบว่า ก๊าซคาร์บอนซึ่งถูกปล่อยออกมาจากภาคการเกษตรทั่วโลก คิดเป็น 29 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซคาร์บอนทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาในแต่ละปี นอกเหนือจากก๊าซคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานและการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรโลก

ส่วนอุตสาหกรรมการเกษตรที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมากที่สุด ได้แก่ การทำฟาร์มปศุสัตว์ ซึ่งต้องทำลายพื้นที่ป่าธรรมชาติจำนวนมากเพื่อปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และปัจจัยรองลงมาคือการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ซีจีเอไออาร์เสนอแนะว่าประเทศที่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมาก เช่น อังกฤษ ควรพิจารณานโยบายนำเข้าเนื้อสัตว์จากประเทศอื่นๆที่มีการจัดการปศุสัตว์โดยคำนึงถึงความยั่งยืนทางธรรมชาติแทน ขณะที่จีนจะต้องลดปริมาณ การใช้สารเคมีในการเพาะปลูกทั่วประเทศลง.

วาระแห่งชาติ เปลี่ยนสิงคโปร์สู่ Green City

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2555

ไม่นานนี้ สิงคโปร์ได้ประกาศนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกเป็นวาระแห่งชาติของปี 2012 ชื่อ ‘Climate Change and Singapore: Challenges. Opportunities. Partnerships’ แสดงแผนงานต่างๆ ที่บูรณาการเรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกในระดับชาติ

นโยบายดังกล่าวเน้นการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกในอนาคตในด้านการปรับระบบเศรษฐกิจ การดำเนินงานของหน่วยธุรกิจทุกสาขาธุรกิจ การปรับปรุงศักยภาพของอาคารในการอยู่กับสภาพอากาศแบบใหม่ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมโดยรวมของประเทศให้มีความเป็นกรีนมากขึ้น จากก่อนหน้าที่ทำแคมเปญรณรงค์อย่างต่อเนื่องด้วยชื่อว่า Clean & Green Singapore

นอกจากนั้น สิงคโปร์ยังเน้นการปรับเมืองต่างๆ สู่ความเป็นเลิศตามแนวทางกรีนซิตี้ (Green City) ด้วยการลดการสิ้นเปลืองพลังงานและสร้างมลภาวะจากการเดินทางด้วยการหันไปใช้รถโดยสารสาธารณะแทน และปรับอาคารสู่กรีนด้านการประหยัดพลังงาน
ขณะเดียวกันจะปรับระบบขนส่งทางรถโดยสารและรถสาธารณะ ให้ใช้ความเร็วที่เหมาะสมและประหยัดพลังงาน และประหยัดเวลาการเดินทาง การส่งเสริมการใช้รถที่สร้างคาร์บอนต่ำ
ส่วนพลังงานของรถยนต์ก็จะหันไปใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนใช้ซ้ำ รวมทั้งใช้หลัก 3 R คือ Reducing , Reusing และ Recycling

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “นิวเดลี” เจอวิกฤต “หมอกควันพิษ” เพราะจำนวนรถยนต์เพิ่มรวดเร็ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 พฤศจิกายน 2555

เอเอฟพี - หมอกควันพิษที่ทำให้บรรยากาศในกรุงนิวเดลีขมุกขมัวมานานกว่า 1 สัปดาห์ เกิดจากปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเผย วันนี้(7)

เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงในฤดูหนาว ฝุ่นและควันพิษในเมืองหลวงของอินเดียจึงถูกกักไว้ในบรรยากาศชั้นล่าง ขณะที่ชาวบ้านเริ่มร้องเรียนว่าคุณภาพอากาศย่ำแย่ลงทุกวัน

“ทุกคนในเมืองจะซื้อมอเตอร์ไซค์หรือรถยนต์มาขับ เพราะแผนขยายระบบขนส่งสาธารณะของรัฐบาลใช้เวลานานมากไป” อนุรักษ์ ตรีเวที นักวิจัยจากสถาบันเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์

“ขณะนี้มลพิษในเมืองกำลังทำให้ผู้คนหายใจลำบาก” เขากล่าว พร้อมเผยสถิติอย่างเป็นทางการว่ามียานพาหนะออกใหม่ในกรุงนิวเดลีถึงสัปดาห์ละ 1,000 คัน

ศาลสูงสุดอินเดียได้ประกาศเตือนปัญหาดังกล่าว วานนี้(6) และเตรียมหาวิธีที่จะแก้ไข เพื่อคุณภาพชีวิตของพลเมือง 17 ล้านคนซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่เติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้

“เราเป็นห่วงเรื่องปริมาณควันพิษในเมือง ทุกๆวันเราจะได้รับคำร้องเรียนเรื่องมลพิษในอากาศที่เพิ่มขึ้น” อัลตามาส กาบีร์ ผู้พิพากษาศาลสูงสุด ให้สัมภาษณ์

เจ้าหน้าที่สำนักอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ระบุว่า กระแสลมที่ค่อนข้างนิ่งในฤดูนี้ทำให้ฝุ่นละอองสะสมจนเกิดเป็นหมอกปกคลุมท้องฟ้ากรุงนิวเดลี

“ปัญหาก็คือ หมอกควันจะไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นสูงได้ในฤดูหนาว ซึ่งต่างจากในฤดูกาลอื่นๆ” บี.พี. ยาดาฟ เจ้าหน้าที่สำนักอุตุนิยมวิทยา อธิบาย

กฟผ. คาดอีก 20 ปี ไทยประสบวิกฤตพลังงาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2555

“หากว่าประเทศไทยไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าพลังงานหลักที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะมาจากแหล่งผลิตใดก็อาจจะเกิดวิกฤตพลังงาน เนื่องจากภายใน 15-20 ปีข้างหน้า แหล่งเชื้อเพลิงในอ่าวไทยจะหมดไป ไทยจึงจำเป็นต้องหาพลังงานอื่นๆ มาช่วยผลิตไฟฟ้า แต่ถ้าไม่ทำการหาแหล่งผลิตพลังงานใหม่เพิ่มเติม และคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศก็ย่อมจะเกิดความเสี่ยงสูงจนทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นแน่”
พงษ์ดิษฐ พจนา ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กล่าวถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีผู้ผลิตไฟฟ้า 10 บริษัท แบ่งตามพื้นที่ให้บริการ มีกำลังการผลิตรวม 150,000 เมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งมีทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น โดย 1 ใน 3 เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินมัตสึอุระ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเปิด เป็นเทคโนโลยีสะอาด สามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี

ด้วยเหตุดังกล่าว กฟผ. จึงมีแนวคิดที่จะยกระดับเรื่องพลังงานไฟฟ้าเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี 4 แนวทางเลือกในการหาพลังงานทดแทน ประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียน พลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหน่วยละ 8 ถึง 9 บาท อนึ่ง พลังงานนิวเคลียร์มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้า 2.30 สตางค์ต่อหน่วย พลังงานก๊าซธรรมชาติ หรือ (Liquefied natural gas: LNG) มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3.20 สตางค์ต่อหน่วย และพลังงานถ่านหินนำเข้ามีต้นทุนการผลิต 2.36 สตางค์ต่อหน่วย โดยพลังงานทั้งหมดนี้เมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ กฟผ.ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมีต้นทุนอยู่ที่ 11.16 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ดังนั้น อยากให้รัฐบาลนำร่อง หรือร่วมมือกับ กฟผ.ในการทำความเข้าใจกับชุมชน โดยเฉพาะองค์การพัฒนาเอกชน ในการหาพลังงานใหม่มาทดแทน
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของไทยจะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับการสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชนบนพื้นฐานความเป็นจริง ประเทศมีเสถียรภาพมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาพรวม ก็จะต้องมีความชัดเจนถึงทิศทางด้านพลังงานของรัฐบาล และทำให้อัตราค่าไฟไม่สูงเกินไป

ขออนุมัติการดำเนินโครงการบำบัดน้ำเสียรวม พื้นที่เทศบาลนครอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร (6 พฤศจิกายน 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายการเกษตร และการท่องเที่ยว) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายชุมพล ศิลปอาชา) เป็นประธานกรรมการในคราวประชุม ครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กันยายน 2555 ดังนี้
1. เห็นชอบตามมติคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนี้
(1) เห็นชอบกับโครงการบำบัดน้ำเสียเทศบาลนครอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร เนื่องจากโครงการฯจะช่วยลดปัญหามลพิษทางน้ำ และทำให้คุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำท่าจีนดีขึ้นโดยให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ลงทุนเฉพาะในระยะที่ 1 วงเงินลงทุน 2,750.63 ล้านบาท ก่อนส่วนการลงทุนในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการผูกพันงบประมาณระยะยาวถึงปี พ.ศ. 2573 ควรประเมินผลการดำเนินการในระยะที่ 1 รวมทั้งศึกษาทบทวนข้อสมมติต่าง ๆ ก่อนนำเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ ให้ปรับลดระยะเวลาในการบริหารจัดการเดินระบบบำบัดจาก 25 ปี เป็น 15 ปี เพื่อเร่งถ่ายโอนภารกิจให้เทศบาลนครอ้อมน้อย
(2) ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และเทศบาลนครอ้อมน้อย ร่วมลงทุนในโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับโครงการฯ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างความเป็นเจ้าของโครงการฯ ทั้งนี้ ให้ อจน. เร่งเจรจาและจัดทำข้อตกลงเรื่องสัดส่วนการร่วมลงทุนกับ อบจ. และเทศบาลนครอ้อมน้อย โดยเร็ว โดยเงินร่วมลงทุนดังกล่าว ให้หักจากเงินอุดหนุนประจำปีที่จัดสรรให้ อปท. ทั้งสอง
(3) ให้ อจน. เร่งประสานกับเทศบาลนครอ้อมน้อย ให้มีการตราเทศบัญญัติในการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียและค่าบริการระบายน้ำทิ้งให้แล้วเสร็จก่อนเริ่มดำเนินโครงการฯ รวมทั้งจดทำข้อตกลงกับเทศบาลนครอ้อมน้อยให้รับภาระค่าบริการบำบัดน้ำเสียและค่าบริการระบายน้ำทิ้งส่วนที่ไม่สามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย โดยต้องมีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจน พร้อมทั้งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
(4) ให้ อจน. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้จากการให้บริการจัดการน้ำเสีย และ
เร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อลดการต่อต้านในการจัดเก็บค่าบริการ และเพื่อลดภาระจากการพึ่งพาเงินงบประมาณแผ่นดิน และให้ อจน. จัดเตรียมแผนและดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ให้กับเทศบาลนครอ้อมน้อย ในการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเทศบาลนครอ้อมน้อย ให้พร้อมรับถ่ายโอนภารกิจได้ภายในระยะเวลาของโครงการฯ
(5) ให้ อจน. ร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และ
กรมควบคุมมลพิษ ในการติดตามตรวจสอบและบังคับใช้ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 อย่างเคร่งครัดเพื่อควบคุมและป้องกันการลักลอบระบายมลพิษลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ตลอดจนร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือโรงงานอุตสาหกรรมในการจัดการน้ำเสียโรงงานและการชำระค่าบริการบำบัดน้ำเสีย
2. กำหนดเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติโครงการ ให้เทศบาลนครอ้อมน้อย ต้องรับผิดชอบในการสมทบเงินค่าใช้จ่ายในการเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสีย หากการจัดเก็บค่าบริการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนได้ไม่เพียงพอ รวมทั้งให้มีการตกลงในเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินโครงการฯ
3. สำหรับการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในระยะที่ 2 หรือระยะต่อไปนั้นให้พิจารณาจากความต้องการและความจำเป็น โดยพิจารณาจากความรุนแรงของปัญหา หรือปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นว่ามีมากน้อยเพียงใด หากปริมาณน้ำเสียมีมากขึ้นจึงค่อยพิจารณาขยายระบบต่อไป โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องในการดำเนินการบำบัด น้ำเสีย และระยะเวลาในการก่อสร้าง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขาดช่วงในการบำบัดน้ำเสีย

by ThaiWebExpert