CITESตั้งเครือข่ายข้ามชาติต้านค้าสัตว์ป่า

ผู้เขียน: 
http://www.suthichaiyoon.com/home/details.php?NewsID=1428

เวที CITES ได้ข้อสรุปให้ตั้งเครือข่ายโลกต้านอาชญากรรมค้าสัตว์ป่า หลังพบปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ และเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ด้านนักวิทยาศาสตร์ เผยช้างป่าแอฟริกาประชากรลดลง 62% ที่ประชุม"ไซเตส"ยังไม่รับรองเสนอแก้กฎโหวตลับ จากเดิมแค่ 10 ชาติเป็น 1 ใน 3 ของชาติสมาชิก ขณะที่ไทยยังไม่ชัดท่าทีขึ้นบัญชีฉลามและกระเบน ชี้อาจกระทบปลากระเบนที่เพาะพันธุ์ได้

การประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(ไซเตส) ครั้งที่ 16 ( CoP-16) ในวันที่ 5 มี.ค.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นวันที่ 3 ของการจัดประชุมแล้ว แต่ปรากฏว่าที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่รับผิดชอบการอนุวัติอนุสัญญาไซเตส เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของไซเตส ยังคงหยิบยกถึงอาชญากรรมค้าสัตว์ป่าเข้ามาพูดคุยกันอย่างเข้มข้น

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน 10 ชาติเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย องค์กรด้านการประมงที่ยั่งยืน (CEDEX) กลุ่มอาเซียนเวน และเครือข่ายระดับภูมิภาคด้านสัตว์ป่าอีก 20 องค์กร เข้าร่วมประชุมเพื่อการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายในการวางแผนการทำงานการป้องกันลักลอบค้าสัตว์ป่า และพืชป่าที่ผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการหารือกันในลักษณะนี้

โดยมีข้อสรุปว่าปัญหาลักลอบค้าสัตว์ป่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติระดับโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจและมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม ดังนั้นจึงเสนอให้มีการตั้งเครือข่ายป้องกันค้าสัตว์ป่าในระดับโลกขึ้น โดยจะเชื่อมเครือข่ายจากในระดับภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว ของทวีปแอฟริกา อาเซียนเวนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีการหารือในรายละเอียดกันอีกครั้ง

รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมสรุปว่าการต่อสู้และปราบปรามอาชญากรรมค้าสัตว์ป่าจะต้องทำให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น หลังก่อนหน้านี้อาจมีนโยบายหรือการทำงานที่ไม่สอดคล้อง แต่คาดว่าหลังจากนี้จะมีแนวทางการทำงานในแนวทางเดียวกัน โดยจะทำงานร่วมกับตำรวจสากลที่จะเข้ามาสนับสนุนให้ประเทศสมาชิก ส่งข้อมูลแลกเปลี่ยนผ่านช่องทางที่มีความลับและปลอดภัย เครือข่ายศุลกากรโลกแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้าต่างๆ บางอย่างผิดประเภท และแอบส่งและเข้าข่ายการฟอกเงิน รวมทั้งการจัดทำคู่มือวิเคราะห์อาชญากรรมสัตว์ป่าและป่าไม้ ให้ประเทศต่างๆ ไปเรียนรู้และแก้ไขการตั้งเครือข่ายระดับโลก ส่วนทางไซเตสจะจัดทำคู่มือติดตามการขนส่งสินค้าประเทศต่างๆ เป็นต้น

ชี้รูปแบบการลักลอบเปลี่ยนไป

" มีข้อสรุปว่าปัญหาอาชญากรรมสัตว์ป่าและพืชป่ามีผลกระทบต่อประเทศ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปจากเดิม การแก้ปัญหาต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยงานด้านการคลัง และศุลกากร รวมทั้งต้องยกระดับความร่วมมือทั้งระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมด้านสัตว์ป่า เพราะลำพังประเทศเดียวคงไม่สามารถรับมือได้แล้ว" นายธีรภัทร กล่าว

เมื่อถามว่ารูปแบบการลักลอบค้าสัตว์เปลี่ยนไปเป็นอย่างไร นายธีรภัทร กล่าวว่า จากเดิมผู้ลักลอบจะใช้การแอบขนการมาทางรถ ทางเรือ ทางอากาศ แต่ระยะหลังจะสำแดงสินค้าไม่ใช่ของจริง เช่น สำแดงเป็นพืชสดหรืออาหารทะเลสด เพื่อเร่งรีบส่งไปในประเทศปลายทาง เพราะถ้ารอการตรวจสินค้าที่เสียหายเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องรับผิดชอบ และบางครั้งก็จะปะปนมากับสินค้าปลอมและแอบนำของจริงไว้ด้วย นอกจากนี้ยังพบมีการพยายามที่จะขนส่งมา โดยผ่านทางไปรษณีย์เมื่อ 3 เดือนก่อน กรมศุลกากรจับได้ ส่งไปรษณีย์เป็น EMS เป็นวัสดุขนาดใหญ่พบว่าเป็นงาช้าง เช่นเดียวกับการค้าขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจับได้ 3 คดีร่วมกับหน่วยปฏิบัติการ operation cobra และตำรวจป่าไม้

อย่างไรก็ตาม ทากลุ่มอาเซียนเวน ได้รับคำชื่นชมจากที่ประชุมว่ามีระบบการทำงานที่เข้มแข็งในการป้องกันลักลอบค้าสัตว์ป่าในภูมิภาคอาเซียน จนส่งผลให้มีการจับกุมทางคดีที่เพิ่มขึ้น

วิจัยพบช้างป่าแอฟริกาเหลือแค่ 1 แสน

ด้านดร.อลิซาเบธ เบนแนต นักวิจัยจากสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WSC) เปิดเผยรายงานวิจัยล่าสุด เกี่ยวกับประชากรช้างป่า ในทวีปแอฟริกาตอนกลาง เป็นครั้งแรก ว่า ขณะนี้ พบว่าจำนวนประชากรช้างป่าลดลงมากกว่า 62 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงตั้งแต่ปี 2545 - 2554 ถือว่าเป็นการลดลงที่น่ากังวล ซึ่งสาเหตุหลักนั้นมาจากการล่าที่ผิดกฎหมายเพื่อเอางาช้างไปค้าขาย โดยมีการเชื่อมโยงกับกลุ่มกำลังติดอาวุธในทวีปแอฟริกา รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของความต้องการงาช้างในตลาดโลก นอกจากนี้ยังพบว่ามีการรุกล้ำพื้นที่หากินของช้างป่าอย่างกว้างขวาง

" ข้อมูลปัจจุบันพบว่าเหลือช้างป่าเพียง 1แสนตัวเท่านั้น หากไม่มีการคุ้มครองหรือเพิ่มจำนวน อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างรุนแรง ดังนั้นขอให้ประเทศทั้งต้นทาง และปลายทางลักลอบค้างาช้าง เข้มงวดกฎหมาย และปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเก็บดีเอ็นเอของช้างและงาช้างในทวีปแอฟริกาทุกตัว เพื่อตรวจสอบการที่มาของงาช้างได้" นักวิจัย ระบุ

ชงแก้กฎใหม่ต้องใช้ผลโหวตลับ1ใน3

ขณะที่นายณรงค์ มหรรณพ จากกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเสนอให้แก้กฎระเบียบของไซเตสว่าด้วยวิธีการลงมติแบบลับใหม่ โดยการรับรองพิจารณาผลโหวตลับจากเดิมที่จะให้เพียง 10 ชาติ ก็สามารถเสนอโหวตลับ เพื่อรับรองวาระพิจารณาได้แล้ว แต่ปรากฏว่าประเทศชีลี และเม็กซิโก เสนอให้เป็นการโหวตลับจะต้องมาจากสมาชิก 1 ใน 3 ของชาติสมาชิกที่มาประชุมรับรองการโหวต ทำให้ยังถกเถียงกันไม่จบต่อประเด็นดังกล่าว

ในเรื่องนี้จะมีผลต่อการขอเสียงสนับสนุนในประเทศเล็กที่ยังใหม่จะเป็นไปได้ยากขึ้น เรียกว่าชาติมหาอำนาจจะได้เปรียบกับการหาเสียงสนับสนุนการรับรองวาระง่ายขึ้น ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาที่เคยจับมือกันแค่10 ชาติให้ช่วยโหวตลับได้ รวมทั้งประเทศไทยอาจต้องออกแรงในการหารือมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของการเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็มจาก 1 เป็นบัญชี 2 ที่คาดว่าจะหืดขึ้นคอในการหาเสียงสนับสนุนยากขึ้น เพราะเรื่องดังกล่าวยังมีการคัดค้านจากสหรัฐอเมริกา แถบยุโรป แอฟริกา และออสเตรเลีย

หวั่นขึ้นบัญชี2 ฉลาม-กระเบนกระทบไทย

นอกจากนี้ นายธีรภัทร ยังกล่าวถึงกรณีมีการเสนอวาระขึ้นบัญชีปลาฉลามหัวค้อนสั้น ฉลามหัวค้อน และกลุ่มปลากระเบน เข้าในบัญชีแทบท้าย 2 อนุสัญญาไซเตสว่า เรื่องนี้อาจกระทบกับการเพาะพันธุ์ฟาร์มปลากระเบนสวยงามของไทยบางชนิดที่นำเข้ามาทำการเพาะและส่งออกไปขายได้ถึงตัวละ 30,000 บาท เช่นกระเบนหางสั้น ส่วนกระเบนโมโตโร่ ก็มีราคาถึงตัวละ 7,500 บาท เป็นต้น ทั้งนี้กลุ่มประเทศบราซิล โคลัมเบีย คอสตาริกา เดนมาร์ก เอกวาดอร์ ฮอนดูรัสและเม็กซิโก ซึ่งสิ่งที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยคือ กรมประมง จะต้องเร่งทำ คือ การพูดคุย ทำความเข้าใจกับตัวแทนของประเทศอื่นๆ ให้เข้าใจต่อประเด็นนี้ รวมทั้งยังไม่ได้กำหนดท่าทีว่าไทยจะสนับสนุนวาระนี้หรือไม่อย่างไร

"ประมง"ไม่หนุนวาระฉลามยันไทยไม่ล่า

ส่วนนายวิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับว่าเป็นผู้ล่าฉลาม 1 ใน 26 ประเทศของโลก ซึ่งถือว่าคลาดเคลื่อนมาก เพราะฉลามในน่านน้ำไทยมีน้อยมาก ประกอบกับเราไม่มีประมงปลาฉลามเหมือนกับบางประเทศ ขณะที่อาจมีฉลามที่ติดกับอวนขึ้นมาเพียง 0.5% เท่านั้น นอกจากนี้เราคุ้มครองฉลามในน่านน้ำไทย 3 ชนิดคือ ฉลามวาฬ ฉลามขาว และฉลามหูช้าง ภายใต้บัญชีสัตว์คุ้มครองไว้แล้ว รวมทั้งการอนุรักษ์พื้นที่ประมงใกล้ชายฝั่ง 3-4 กิโลเมตร ดังนั้นจึงยังไม่เห็นความจำเป็นต้องสนับสนุนการขึ้นบัญชีฉลามในบัญชี 2

" ส่วนปลากระเบน นั้นไทยยังสงวนท่าที แต่ยอมรับว่าโน้มเอียงมาทางไม่สนับสนุนเช่นกัน เพราะปัจจุบันไทยนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ปลากระเบนสวยงามหลายชนิดเข้ามาเพาะเลี้ยงและส่งออกไปขาย รวมมูลค่าส่งออกปลาสวยงามมากกว่า 800-900 ล้านบาทต่อปี ไปยังตลาดในอเมริกา ยุโรป จีน ดังนั้น ถ้ามีการขึ้นบัญชีปลากระเบน โดยที่ยังขาดผลการศึกษาที่ชัดเจนไทยจะเสียเปรียบในแง่ของการถูกควบคุมทางการค้าได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ควรขึ้นแค่บัญชี 3 คือ ชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง อย่างน้อยหนึ่งประเทศแล้ว และได้ขอความร่วมมือจากประเทศสมาชิก ให้ช่วยควบคุมดูแลการนำเข้าด้วย จะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออกจากประเทศถิ่นกำเนิด"นายวิมล กล่าว

ขอความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมการทำเกษตรแบบมีสัญญาภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) (12 มีนาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมการทำเกษตรแบบมีสัญญาภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ข้างต้น
3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
ทั้งนี้ การดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้จะต้องถือปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 [เรื่องแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน (Contract farming) ภายใต้ ACMECS ประจำปี 2556] และให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การประกาศใช้อย่างทั่วถึงไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย
สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีดังนี้
1) วัตถุประสงค์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการของไทยในการนำเข้าสินค้าเกษตรเป้าหมายซึ่งประเทศไทยผลิตไม่เพียงพอและมีนโยบายส่งเสริมให้ไปปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ไทยมีความมั่นคงในเรื่องผลิตผลทางการเกษตรซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรจะเป็นไปตามความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ซึ่งไทยมีพันธกรณีไว้แล้วภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) โดยทั้งสองประเทศยังสามารถคงสิทธิในการใช้มาตรการภายใน
2) เนื้อหา ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ (1) การตลาดหรือประเด็นเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรที่ทั้งสองประเทศกำหนด (2) กลไกการประสานงาน (3) การอำนวยความสะดวก (4) ความร่วมมือทางวิชาการ (5) การระงับข้อพิพาทอย่างฉันมิตร (6) การมีผลบังคับใช้และยกเลิกบันทึกความเข้าใจฯ
3) การดำเนินการ ในการดำเนินการแต่ละปีคณะกรรมการจัดทำแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องและกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เป็นฝ่ายเลขานุการจะจัดทำแผนการลงทุนซึ่งจะกำหนดชนิดพืชเป้าหมาย พื้นที่ และผู้ประกอบการ นอกจากนี้ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายตั้งคณะกรรมการร่วมทวิภาคี (Joint Bilateral Working Committee) เพื่อเป็นกลไกประสานงานและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดย พณ. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานประสานงานของไทยในคณะกรรมการดังกล่าว
4) สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ เช่น การให้ข้อมูล การจัดหาที่ดิน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกในการนำผลผลิตจาก สปป.ลาวเข้าประเทศไทย และประเด็นสำคัญคือ สปป.ลาวจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนภายใต้โครงการนี้ในการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เครื่องจักร ปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์พืช
5) การระงับข้อพิพาท ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ไม่มีข้อบทให้ระงับข้อพิพาทด้วยการบังคับทางกฎหมายแต่กำหนดให้ใช้วิธีการปรึกษาหารือในคณะกรรมการร่วมทวิภาคี

ขอความเห็นชอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำคลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศและคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียน (NTR/ATR) ของไทย (12 มีนาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พณ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการจัดทำ
คลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศและคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียน (National Trade Repository : NTR/ASEAN Trade Repository : ATR) ของไทย
2. ให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในการให้
ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการทางการค้า และกฎระเบียบทางการค้าต่างๆ ซึ่งจะนำมารวบรวมไว้ในคลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศ (NTR) ของไทย
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 23 มีมติให้คลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียนควรเริ่มต้นใช้งานได้จริงภายในปี 2558 ดังนั้น ไทยควรเริ่มจัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แล้วเสร็จทันกับการจัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียนในปี 2558 ซึ่งปัจจุบันอินโดนีเซียได้จัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นกำลังดำเนินการจัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าระหว่างประเทศของตน จึงนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานรับผิดชอบของไทยในการจัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศ และการจัดตั้งคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียนเนื่องจาก
1. คลังข้อมูลทางการค้าระดับประเทศ และคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียนเป็นการเก็บรวบรวม
ข้อมูลทางการค้า และที่เกี่ยวข้องกับการค้า ซึ่งมาตรการทางการค้าต่าง ๆ รวมถึงกฎระเบียบด้านการค้า และที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการอำนวยความสะดวกทางการค้าอยู่ในความรับผิดชอบของ พณ. อยู่แล้ว สำหรับข้อมูล เสริมซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้ากระจายอยู่ในกระทรวงอื่น ๆ
2. พณ. เป็นผู้แทนหลักในการประสานงานการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจการค้าภายในอาเซียน
ทั้งในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี
3. ข้อมูลมาตรการทางการค้า และกฎระเบียบทางการค้าซึ่งจะถูกบรรจุอยู่ในคลังข้อมูลทางการค้า
ระดับประเทศ และคลังข้อมูลทางการค้าของอาเซียน จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับมาตรการที่มิใช่ภาษีภายในภูมิภาคอาเซียน

ร้อนขนาดนี้ระอุกว่าหมื่นปีก่อน 80%

 

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาแกนน้ำแข็งเก็บข้อมูลอุณหภูมิโลกในอดีต (โอเรกอนสเตท)

     นักวิทยาศาสตร์เก็บข้อมูลแกนน้ำแข็งและตะกอนดิน จาก 73 แห่งทั่วโลก แล้วย้อนหาอุณหภูมิโลกไปจนถึงปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งผลการวิเคราะห์เผยว่า โลกเราทุกวันนี้ร้อนขึ้นจากเมื่อ 11,300 ปีก่อนถึง 70-80% ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอเรกอนสเตท (Oregon State University) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐฯ ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานลงวารสารไซน์ (Science) โดย EarthSky ได้รายงานเรื่องนี้และอ้างข้อมูลจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (NSF)

       ฌอน มาร์คอตต์ (Shaun Marcott) จากโอเรกอนสเตท กล่าวว่า งานวิจัยเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกที่ผ่านๆ มานั้น ส่วนใหญ่พิจารณาแค่ช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการย้อนหาอุณหภูมิโลกไปไกลถึงลายยุคน้ำแข็งนี้ เป็นการขยายให้เห็นสถานการณ์ที่กว้างขึ้น ซึ่งเราทราบว่าโลกทุกวันนี้ร้อนกว่าเมื่อ 2,000 ปีก่อน แต่ตอนนี้เราทราบด้วยว่าโลกยังร้อนกว่าเมื่อหมื่นปีก่อนมาก

       ด้าน แคนแดซ เมเจอร์ (Candace Major) ผู้อำนวยการโครงการจากแผนกมหาสมุทรศาสตร์ ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ กล่าวว่าในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้นับเป็นความวิปริตของอุณหภูมิโลกนับแต่ปลายยุคน้ำแข็ง

       “งานวิจัยนี้เผยให้เห็นการเปลี่ยนของอุณหภูมิที่เกิดขึ้นในช่วงไล่เลี่ยกับการเริ่มต้นปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมากเมื่อเทียบกับช่วงประวัติศาสตร์โลกกว่า 11,000 ปีที่ผ่านมา” เมเจอร์กล่าว สำหรับงานวิจัยนี้ได้ทุนสนับสนุนจากโครงการภูมิอากาศดึกดำบรรพ์ ของแผนกบรรยากาศและภูมิศาสตร์ ในมูลนิธิวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ

       ปีเตอร์ คลาร์ก (Peter Clark) นักบรรพชีวินวิทยาของโอเรกอนสเตทและเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานวิจัยในวารสารไซน์ กล่าวว่างานวิจัยอุณหภูมิโลกที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระดับภูมิภาค และไม่ได้ลงไปในระดับโลก การศึกษาเพียงบางส่วนของโลกนั้น มักจะได้รับกระทบจากภูมิอากาศระดับภูมิภาคด้วย อย่างปัจจัยเรื่องเอลนีโญและมรสุมต่างๆ เป็นต้น แต่ห่างรวบรวมข้อมูลจากจุดต่างๆ ทั่วโลก ก็จะเฉลี่ยเอาความแปรปรวนในระดับภูมิภาคออกไป และได้ภาพรวมของประวัติศาสตร์อุณหภูมิเฉลี่ยระดับโลก ที่เผยออกมาคือ เมื่อช่วง 5,000 ปีก่อนโลกเย็นกว่านี้ 1.3 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 0.7 องศาเซลเซียส และเมื่อ 100 ปีก่อน อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้นมาประมาณ 1.3 องศาฟาห์เรนไฮต์ โดยพื้นที่ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากทึ่สุดอยยู่ในซีกโลกเหนือ ที่มีแผ่นดินและประชากรมนุษย์อาศัยอยู่มากกว่าพื้นที่ในซีกโลกใต้

       แบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่า ก่อนสิ้นศตวรรษนี้อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2-11.5 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 1.1-6.3 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยจะเพิ่มมากแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณมากน้อยในการปลดปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ สิ่งที่แย่ที่สุดของคาดการณ์จากแบบจำลองคือ ความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะเพิ่มสูงกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์ 11,300 ปีที่ผ่านมา มาร์คอตต์ ยังบอกอีกว่าปัจจัยเดียวที่ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกในช่วงหมื่นปีที่ผ่านมา คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ที่โลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยสัมพันธ์กับตำแหน่งของโลกและดวงอาทิตย์ด้วย

       ในเบื้องต้น ทีมวิจัยซึ่งยังประกอบด้วย เจเรมี ชากุน (Jeremy Shakun) จากฮาวาร์ด และ อลัน มิกซ์ (Alan Mix) จากโอเรกอนสเตท ได้ใช้ฟอสซิลจากแกนตะกอนในมหาสมุทร และบนบกเพื่อหาอุณหภูมิโลกตั้งแต่อดีต คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของฟอสซิล ทั้งชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตและองค์ประกอบเคมี และอัตราส่วนไอโซโทป เป็นบันทึกข้อมูลอุณหภูมิในอดีตที่ยอมรับได้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่บันทึกข้อมูลในยุคปัจจุบัน เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจาก 73 แห่ง ได้เผยให้เห็นภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์โลก และให้บริบทใหม่เกี่ยวกับการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

       มาร์คอตต์กล่าวว่า ภูมิอากาศโลกนั้นซับซ้อนและตอบสนองต่อแรงขับที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงคาร์บอนไดออกไซด์และการรับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทั้งสองปัจจัยเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ในช่วง 11,000 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจากการปลดปล่อยผ่านกิจกรรมของมนุษย์อย่างมากมายมหาศาล “ซึ่งเป็นตัวแปรเดียวที่อธิบายได้ดีที่สุดถึงการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของอุณหภูมิโลก” 

ภูเขาน้ำแข็งในไอส์แลนด์

กฟผ.ดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นวาระแห่งชาติ

 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) เตรียมเสนอกระทรวงพลังงานให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นวาระแห่งชาติ สนับสนุนให้หน่วยงานราชการ ใช้วิธีสื่อสารสร้างความเข้าใจประชาชนให้มากขึ้น

เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าที่ปัจจุบันใช้มากถึง 67% โดยไม่ให้มีผลกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของประชาชน กฟผ.จึงเห็นควรที่จะยกระดับให้เรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานส่วนราชการอื่นๆ มีภารกิจเดียวกันกับ กฟผ.ที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน ให้เข้าถึงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กฟผ. ยังเตรียมปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการในการสื่อสารกับประชาชนใหม่ ต่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่ กฟผ. ต้องรับผิดชอบดำเนินการ จำนวน 4,400 เมกะวัตต์ ซึ่งหากนโยบายของรัฐบาล ต้องการเพิ่มสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เพิ่มขึ้นเป็น10,000 เมกะวัตต์ กฟผ. ก็พร้อมที่จะให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่ง กฟผ.ยังมีแผนที่จะนำคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ประเทศเกาหลี ในเร็วๆ นี้ด้วย

ฟอสซิลบรรพบุรุษอูฐทางภาคเหนือของแคนาดา หลักฐานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอดีต

 

 

By The Canadian Press, cbc.ca

นักวิทยาศาสตร์ในแคนาดาค้นพบฟอสซิสสัตว์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของอูฐยุคปัจจุบัน

     ซึ่งค้นพบโดยบังเอิญขณะกำลังศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศบนเกาะเอลเลสเมียร์ (Ellesmere) ทางภาคเหนือของแคนาดา จากนั้่นคณะนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้นำซากฟอสซิสมาเรียงต่อกันและใช้เวลาหลายปีกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของกระดูกขาและเมื่อนำโปรตีนในกระดูกไปตรวจปรากฎว่าตรงกับโปรตีนของอูฐยุคปัจจุบัน

     การค้นพบในครั้งนี้่เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าอูฐเคยอาศัยอยู่ในแถบอาร์คติกที่หนาวเย็นเมื่อ 3.5 ล้านปี นอกจากนี้ยังช่วยให้ทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันในแถบอาร์คติกเหนือ อีกทั้งนำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากอดีตถึงอนาคต

     รูปแบบภูมิอากาศถูกสัณนิษฐานไว้ว่าเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสแล้วนั้น อุณหภูมิบริเวณทวีปอาร์คติกอาจสูงมากกว่าบริเวณอื่น และจากการศึกษาและเก็บข้อมูลรวมทั้งการค้นพบฟอสซิลอูฐ ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าทวีปอาร์คติกในอดีตอาจมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 14 - 22 องศาเซลเซียสก็เป็นได้ 

 

 

 

 

คมนาคมจี้ ท่าเรือแหลมฉบัง ดูแลความเดือนร้อนชาวบ้านก่อนสรุปแผนผุดท่าเรือเฟส 3

 

    

     ร.ต.ต.มนตรี ฤกษ์จำเนียน รองผู้อำนวยการ ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ได้ชี้แจงเกี่ยวกับข้อร้องเรียนของชาวบ้านต่อคณะกรรมาธิการการคมนาคม ว่า ในส่วนแผนก่อสร้างท่าเรือเฟส 3 ขณะนี้ได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง ให้ชะลอการดำเนินการด้านต่างๆ ออกไปจนกว่าจะสามารถทำความเข้าใจกับชาวบ้านในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมจนเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมา ท่าเรือฯ ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลชุมชนน้อยเกินไป แต่ในปี 2555 ได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการจัดทำโครงการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชนแหลมฉบังมากถึง 13 โครงการ จนเป็นที่พอใจของชาวบ้าน

     ส่วนการดูแลชาวบ้านในชุมชนบางละมุงนั้น เหลือเพียงแค่การทำความเข้าใจกับชาวบ้านเรื่องข้อกังวลใจต่างๆ หากมีการก่อสร้างท่าเรือเฟส 3 โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ดี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ จะเริ่มดำเนินการขุดลอกปากคลองบางละมุงให้แล้วเสร็จ โดยจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งระยะเวลาการขุดลอกปากคลองดังกล่าวเป็นไปตามความต้องการของกลุ่มประมงพื้นบ้าน ที่ต้องการให้หมดช่วงของการจับหอยไปก่อน

      ด้านนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี เผยว่า การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา ในครั้งนี้ จุดประสงค์สำคัญก็คือ การเข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชน และท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งได้รับการร้องเรียนว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการก่อสร้างท่าเรือในเฟส 1 และ 2 ได้ส่งผลต่ออาชีพการทำประมงของกลุ่มคนในพื้นที่ จากผลของการเปลี่ยนแปลงทิศทางน้ำ และกระแสน้ำ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 76 วรรค 2 ว่าด้วยเรื่องสิทธิชุมชนมีผลต่อการลงทุน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงครอบคลุมสิทธิของชาวบ้านที่ควรได้รับจากการก่อสร้างท่าเรือเฟส 3 ที่จะเกิดขึ้นด้วย

     อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการการคมนาคม ยังได้สอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง การแก้ปัญหาระบบจราจรหน้าท่าเรือและการพัฒนาการขนถ่ายสินค้าทางน้ำ และทางราง เพื่อลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน ซึ่งก็ได้รับชี้แจงจากฝ่ายบริหารของท่าเรือแหลมฉบังว่า มีแนวทางดำเนินงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เช่น แผนงานระยะกลาง คือ การจัดทำอุโมงค์ลอดใต้ทางรถไฟเพื่อลดปัญหาการจราจรภายในพื้นที่

การลงนามในเอกสารโครงการ ASEAN-German Project on ASEAN Biocontrol (ABC) for Sustainable Agrifood Systems (5 มีนาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่าง Implementation Agreement สำหรับโครงการ ASEAN-German Project on ASEAN Biocontrol (ABC) for Sustainable Agrifood Systems
2. อนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในความตกลง Implementation Agreement ดังกล่าว
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่า รัฐบาลไทยเห็นชอบร่างความตกลง Implementation Agreement และให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนลงนามในร่างความตกลง Implementation Agreement ดังกล่าว
สาระสำคัญของเรื่อง
ความตกลงสำหรับการดำเนินโครงการ (Implementation Agreement) มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้
1. โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาเซียนได้พัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องในระดับภูมิภาคเพื่อจัดการการเกษตรและการผลิตอาหารที่ยั่งยืน และเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้พัฒนาแนวทางการปฏิบัติการ (Guidelines) สำหรับการขึ้นทะเบียนการค้า และการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพสำหรับการกำจัดศัตรูพืช
2. เนื้อหาสาระของความตกลงสำหรับการดำเนินโครงการประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ 1) วัตถุ ประสงค์และตัวชี้วัดของโครงการ 2) ส่วนการสนับสนุนของรัฐบาลเยอรมนีที่มอบให้กับโครงการผ่าน GIZ 3) ส่วนการสนับสนุนของอาเซียน และ 4) ข้อกำหนดอื่น

แผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน (Contract Farming) ภายใต้ยุทธศาสตร์อิรวดี – แม่โขง-เจ้าพระยา (ACMECS) ประจำปี 2556 (5 มีนาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พน.) เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบแผนการลงทุนและแนวทางการดำเนินโครงการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศ
เพื่อนบ้าน (Contract Farming) ภายใต้ยุทธศาสตร์อิรวดี – แม่โขง -เจ้าพระยา (ACMECS) ประจำปี 2556 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงโครงการฯ ให้ พณ.สามารถดำเนินการได้ โดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2. มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป้าหมายปฏิบัติงานตามแนวทางการดำเนินงานแผนการลงทุน
เกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้ยุทธศาสตร์ ACMECS
3. อนุมัติการยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตราน้ำหนักสุทธิ
เมตริกตันละศูนย์บาท สำหรับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการความร่วมมือเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน ปี 2556 ภายใต้ยุทธศาสตร์ ACMECS โดยผู้นำเข้าจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ พณ. กำหนด
ทั้งนี้ ให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณารายละเอียดเพื่อบริหารจัดการช่วงเวลาและปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรตามโครงการแผนการลงทุนเกษตรแบบมีสัญญากับประเทศเพื่อนบ้าน
(Contract Farming) ภายใต้ยุทธศาสตร์อิรวดี – แม่โขง -เจ้าพระยา (ACMECS) ประจำปี 2556 ให้เหมาะสมโดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณและราคาของสินค้าเกษตรข้างต้นภายในประเทศไทย โดยเฉพาะพืชเกษตรที่รัฐบาลมีนโยบายในการแทรกแซงราคาและในกรณีเป็นการนำเข้าพืชน้ำมันภายใต้โครงการ ฯ ให้นำเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชพิจารณาตามขั้นตอนก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีด้วย

by ThaiWebExpert