การดำเนินการตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช (25 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เสนอ ดังนี้
1. รับทราบแนวทางและมาตรการการเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองปี 2555-2556 ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 80 และการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง
2. เห็นชอบเพิ่มผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จำนวน 1 คน และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการพื้นน้ำมันและน้ำมันพืช รายงานว่า คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชในคราวประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันทที่ 6 สิงหาคม 2555 มีมติเห็นชอบ จำนวน 2 ประเด็น ดังนี้
1. การเปิดตลาดนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2555 – 2556
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (วันที่ 22 ตุลาคม 2539,25 พฤศจิกายน 2553) คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชได้กำหนดแนวทางการบริหารการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง ปี 2555 – 2556 ตามกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) กรอบการค้าเสรี AFTA และ FTA ดังนี้
1.1 ผู้มีสิทธินำเข้า 7 สมาคม 9 บริษัท ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมผู้เสี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้ค้าเกษตรกับประเทศเพื่อนบ้าน บริษัท กรีนสปอต จำกัด บริษัท แลคตาซอย จำกัด บริษัท ไทยเทพรสผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท แดรี่ พลัส จำกัด บริษัท ไทยชิม จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด คิดโคเคน บริษัท อาหารสากล จำกัด (มหาชน) บริษัท นอร์ธเทอร์น ฟู้ด คอมเพล็กซ์ จำกัด และบริษัท เอคิววายซอส จำกัด
กรณีมีผู้ขอเป็นผู้มีสิทธินำเข้ารายใหม่ ให้คณะอนุกรรมการ กำกับ ดูแล เมล็ดถั่วเหลืองเป็นผู้พิจารณาและนำเสนอให้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชพิจารณาให้ความเห็นชอบ
1.2 ผู้มีสิทธินำเข้าให้การสนับสนุนและส่งเสริมการผลิตถั่วเหลืองภายในประเทศ ดังนี้
1.2.1 รับซื้อผลผลิตเมล็ดถั่วเหลืองที่ผลิตได้ภายในประเทศ ในราคาตามกลไกตลาด แต่ไม่ต่ำกว่าราคาขั้นต่ำตามชั้นคุณภาพ ดังนี้

เกรดถั่วเหลือง ณ ไร่นา (บาท/กก.) ณ หน้าโรงงาน กทม. (บาท/กก.)
สกัดน้ำมัน 14.00 14.75
อาหารสัตว์ 14.25 15.00
แปรรูปอาหาร 16.25 17.00

1.2.2 ผู้มีสิทธินำเข้าให้ความร่วมมือรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองภายในประเทศและการใช้เมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าตามนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษรกับ กษ. และ พณ.
1.2.3 เพื่อมิให้การเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองส่งผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศ เห็นควรให้คณะอนุกรรมการกำกับ ดูแลเมล็ดถั่วเหลือง ทำหน้าที่กำกับดูแล การรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองที่ผลิตได้ภายในประเทศ การนำเข้า และการใช้เมล็ดถั่วเหลืองนำเข้าให้เป็นไปตามมาตราการและนโยบาย โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับปี 2553
2. ให้เพิ่มผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชจำนวน 1 คน และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ดำเนินการต่อไป

ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2556 – 2559 (25 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ปี พ.ศ. 2556 – 2559 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
สาระสำคัญยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตรฯ มี 3 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ มี 2 กลยุทธ์ คือ 1. เตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกัน 2. การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเก็บกักและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร มี 2 กลยุทธ์ คือ 1. การพัฒนาระบบข้อมูลและองค์ความรู้ก๊าซเรือนกระจก 2. ส่งเสริม สนับสนุนการปรับระบบการผลิตสู่เกษตรกร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร มี 5 กลยุทธ์ คือ 1. การพัฒนาเสริมสร้างองค์ความรู้ ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2. สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน 3. เพิ่มศักยภาพบุคลากร 4. พัฒนาการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 5. สร้างกลไกในการติดตาม ขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เพิ่มเติมอีก 2 ด้านคือ ยุทธศาสตร์ด้านสาธารณสุข และยุทธศาสตร์ด้านเตรียมการความพร้อมในการรับภัยพิบัติ

ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2556 พ.ศ. .... (25 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน สำหรับปี 2556 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างประกาศ
1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป
2. ให้ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภทย่อย 1005.90.90 ซึ่งมีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความตกลงภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองตามที่กำหนดแสดงต่อกรมศุลกากรในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อประกอบการใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร ทั้งนี้ การนำเข้าสินค้าดังกล่าวข้างต้นที่มีมูลค่าตามราคา เอฟ.โอ.บี. ไม่เกินสองร้อยดอลลาร์สหรัฐ ไม่ต้องแสดงหนังสือรับรองต่อกรมศุลกากรในการนำเข้า
3. กรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้นำเข้า ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556 กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
4. ให้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษสำหรับการนำข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ตามข้อ 2. เข้ามาในราชอาณาจักร ในอัตราน้ำหนักสุทธิเมตริกตันละศูนย์บาท

แต่งตั้ง(18 ธันวาคม 2555)

1. รัฐบาลราชอาณาจักรโมร็อกโกเสนอขอแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทยว่า รัฐบาลราชอาณาจักรโมร็อกโกมีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายอับเดลอิละฮ์ เอล ฮูสนี (Mr. Abdelilah El Housni) ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกประจำประเทศไทยคนใหม่ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงเทพมหานคร สืบแทน นายเอล ฮัสซาน ซาฮิด (Mr. El Hassane Zahid) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

2. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนายดุสิต ลิขนะพิชิตกุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) กลุ่มงานการแพทย์ กลุ่มบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาจิตเวช) กลุ่มงานการแพทย์ กลุ่มบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยชุดใหม่แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมที่จะครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังต่อไปนี้ 1. นางสาวรัชนี ตรีพิพัฒน์กุล ประธานกรรมการ 2. นายพงศธร คุณานุสรณ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3. นายวินัย ดำรงค์มงคลสกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4. นายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
โดยบุคคลในลำดับที่ 2 และ 3 เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังจัดทำขึ้น ตามนัยมาตรา 12/1 แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 และบุคคลในลำดับที่ 4 เป็นผู้แทนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ตามนัยมาตรา 13 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543

4. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ จำนวน 6 คน เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมได้ครบวาระการดำรงตำแหน่ง ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมีรายชื่อดังนี้
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ นายสมชัย ทรัพย์เกษม นางประพีร์ สรไกรกิติกูล นายวิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ผู้ช่วยศาสตราจารย์กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายสมชาย เทียมบุญประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารระดับสูง) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง (บริหารระดับสูง) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับต้น ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้
1. เลื่อนและแต่งตั้งนายสุพจน์ เจิมสวัสดิพงษ์ รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล
2. เลื่อนและแต่งตั้งนายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

การรับรองเอกสารวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Vision Statement) (18 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างเอกสารวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Vision Statement) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. ให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองเอกสารวิสัยทัศน์ของผู้นำอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Vision Statement)
สาระสำคัญของร่างเอกสารวิสัยทัศน์อาเซียน-อินเดีย
1) ความสัมพันธ์ในภาพรวม ผู้นำอาเซียนและอินเดียประกาศยกระดับความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดียเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และสนับสนุนการดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการอาเซียน-อินเดีย (พ.ศ. 2553-2558) รวมทั้งจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอาเซียนในการสร้างประชาคมอาเซียนภายใน พ.ศ. 2558 โดยเห็นพ้องให้จัดตั้งศูนย์อาเซียน-อินเดียเพื่อกระชับความร่วมมือดังกล่าว
2) ภายใต้ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ผู้นำอาเซียนและอินเดียมุ่งมั่นจะ (1) เสริมสร้างความเข้าใจโดยให้มีการแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดในระดับสูง ตลอดจนการหารือทวิภาคีและพหุภาคีในระดับต่าง ๆ โดยใช้ประโยชน์จากกระบวนการที่มีอาเซียนเป็นแกนนำ เช่น การประชุม ASEAN Defense Ministers’ Meeting Plus (ADMM+) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการทหาร และการประชุม ASEAN Regional Forum (ARF) ในกรอบของรัฐมนตรีต่างประเทศ (2) ส่งเสริมให้มีการดำเนินการภายใต้แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-อินเดียว่าด้วยความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือทางทะเล และการประชุมร่วมกับประเทศนอกภูมิภาค
3) ภายใต้ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ผู้นำอาเซียนและอินเดียเรียกร้องให้สรุปผลการเจรจาด้านการค้าบริการและการลงทุนอาเซียน-อินเดีย เพื่อให้สามารถจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียได้โดยเร็ว ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าร่วมกระบวนการภายใต้ความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ตั้งแต่ต้น รวมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายระหว่างอาเซียน-อินเดีย เป็น 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี พ.ศ. 2558
4) ภายใต้ความร่วมมือด้านสังคม วัฒนธรรม และความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยให้มีการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนระหว่างสมาชิกรัฐสภา สื่อมวลชน และนักวิชาการ เสริมสร้างความร่วมมือในการลดช่องว่างทางการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน พ.ศ. 2552-2558 (IAI Work Plan II)
5) ภายใต้ความร่วมมือด้านการเชื่อมโยง สนับสนุนการดำเนินการภายใต้แผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงฯ และแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอาเซียน โดยให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง ASEAN Connectivity Coordinating Committee กับ India Inter-Ministry on ASEAN Transport Connectivity เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางบก ทางทะเล และทางอากาศ
6) สนับสนุนบทบาทของอาเซียนในฐานะศูนย์กลางของสถาปัตยกรรมภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) กรอบ ARF กรอบ ADMM+ และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ
7) เรียกร้องให้มีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของเอกสารวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียน-อินเดีย โดยให้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนอาเซียน-อินเดีย ASEAN-India Green Fund และกองทุนอาเซียน-อินเดียเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 (18 ธันวาคม 2555)

องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. การแก้ไขเพิ่มเติมร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และ B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซียและบริษัทผู้ประกอบการ คือ บริษัท PC JDA Limited และบริษัท PTTEP International Limited ในฐานะกลุ่มผู้ขายก๊าซ กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทเปโตรนาส ในฐานะกลุ่มผู้ซื้อก๊าซ
2. ให้องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติดังกล่าวกับกลุ่มผู้ซื้อก๊าซ เมื่อร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว
3. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 เรื่องการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชนและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่กำหนดให้การทำสัญญาไม่ควรระบุในสัญญาให้มอบข้อพิพาทให้คณะอนุญโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด เนื่องจากร่างสัญญาฉบับนี้จำเป็นที่จะต้องกำหนดวิธีการระงับ ข้อพิพาทโดยให้คณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาดเพื่อให้สอดคล้องกับร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B-17 & C-19 และแปลง B-17-01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2548

ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES)(18 ธันวาคม 2555)

ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ 63 และ ครั้งที่ 64 และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 ในประเทศไทย พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่าง
ประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ 63 และครั้งที่ 64 และเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป
2. อนุมัติให้เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย
ในร่างความตกลงฯ โดยให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Power) ให้แก่ผู้ลงนามดังกล่าว เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานงานกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาญฯ ภายหลังจากประกาศใช้พระราชบัญญัติฯ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพื่อแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลไทยได้เสร็จสิ้นกระบวนการตามกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้มีผลบังคับใช้แล้ว
3. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วย
การค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 ในประเทศไทย พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่าง
ประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เกี่ยวกับการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 และการประชุมคณะกรรมาธิการบริหาร ครั้งที่ 63 และครั้งที่ 64
1.1 ลักษณะและขอบเขตของการประชุม มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการดำเนินงานตาม
อนุสัญญาฯ และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ จะมีการจัดประชุม SC63 และ SC64 ซึ่งเป็นการประชุมตามปกติของคณะกรรมการธิการบริหารของอนุสัญญาฯ ตามความในมติที่ประชุมที่ 11.1 (แก้ไข CoP15) ที่ได้รับความเห็นชอบโดยที่ประชุมครั้งที่ 11 ของการประชุมสมัยสามัญภาคีฯ (กรุงกิจิริ, 2543) และแก้ไขโดยที่ประชุม ครั้งที่ 12 ครั้งที่ 13 ครั้งที่ 14 และครั้งที่ 15 (กรุงซานติเอโก, 2545; กรุงเทพฯ, 2547; กรุงเฮค, 2550 และกรุงโดฮา, 2553)
1.2 การจัดการประชุมและข้อปฏิบัติด้านการเงิน รัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายการ
เตรียมการจัดประชุม การจัดเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และบุคลากรตามรายละเอียดข้อกำหนดการจัดประชุม การรักษาความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ และค่าขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น
1.3 เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เข้าร่วมประชุมบุคลากร และอาณาบริเวณ
การจัดประชุม การให้เอกสิทธิ์บางประการแก่ผู้เข้าร่วมประชุม เช่น การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับวีซ่า การยกเว้นภาษีสำหรับการนำเข้าเอกสาร วัสดุอุปกรณ์ สำหรับการประชุมและการทำงานของสื่อมวลชน เป็นต้น
1.4 ความรับผิดชอบต่อความเสียหาย รัฐบาลไทยจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะ
เกิดขึ้นจากการเรียกร้องที่ต่อต้านสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสัญญาฯ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสถานที่จัดการประชุมการใช้มาตรการป้องกันภัย เป็นต้น
2. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการประชุมสมัยสามัญภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่าง
ประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 16 ในประเทศไทย พ.ศ. ....
2.1 กำหนดนิยามคำว่า “อนุสัญญา” หมายความว่า อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่ง
ชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2516 (ร่างมาตรา 3)
2.2 กำหนดให้เพื่อให้การคุ้มครองการประชุมฯ ในประเทศไทยบรรลุตามความประสงค์ให้
สถานที่จัดการประชุมและบุคคล ได้แก่ ผู้แทนของรัฐภาคีอนุสัญญาที่ได้รับแต่งตั้งโดยถูกต้อง ผู้สังเกตการณ์ขององค์การสหประชาชาติฯ รวมถึงผู้แทนของรัฐอื่นใดที่มิได้เป็นภาคีอนุสัญญาที่เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้สังเกตการณ์ เป็นต้น ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ตามที่ระบุไว้ในความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและสำนักเลขาธิการ
อนุสัญญาฯ (ร่างมาตรา 4)
2.3 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (18 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
กค. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. รัฐบาลได้มีมาตรการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ลดลงเหลืออัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตรและน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ลดลงเหลืออัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
2. เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่โดยที่ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังมีราคาสูง ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันดีเซลในระยะนี้จะทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าใช้จ่ายของประชาชนจึงควรขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2556
สาระสำคัญของร่างประกาศ
กำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตรและน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2556

การบริจาคข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์ (11 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการบริจาคข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แล้วมีมติอนุมัติการบริจาคข้าวสารตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในสต็อกของรัฐบาลให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นชนิดข้าวขาว 5% ปีการผลิต นาปรัง 2555 ปริมาณ 500 ตัน
ความเร่งด่วนของเรื่อง
การให้ความช่วยเหลือประเทศฟิลิปปินส์นับว่าเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติซึ่งจนถึงขณะนี้ยังมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังมีความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการบริจาคข้าวสารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวและเป็นการแสดงถึงการมีไมตรีจิตที่ดีของประเทศไทยต่อประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะมิตรประเทศในอาเซียนด้วยกัน นอกจากนี้ยังเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศลูกค้าข้าวที่สำคัญของไทยที่มีการซื้อข้าวไทยมาเป็นระยะเวลานานทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และเอกชนต่อเอกชน
สาระสำคัญและข้อเท็จจริง
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้มีการบริจาคข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ดังนี้
1. สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอุทกภัยปริมาณ 1,000 ตัน เมื่อปี 2550
2. บังคลาเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุไซโคลนซีดร์ปริมาณ 1,000 ตัน เมื่อปี 2550
3. ฟิลิปปินส์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นกฤษณาปริมาณ 620 ตัน เมื่อปี 2553
4. สาธารณรัฐเฮติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปริมาณ 20,000 ตัน เมื่อปี 2553

การลงนามร่างแก้ไขเอกสารสัญญา (Financing Agreement) ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป-อาเซียน ระยะที่ 3 (ECAP III) (11 ธันวาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการลงนามในหนังสือแก้ไขเอกสารสัญญา (Financing Agreement) ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาประชาคมยุโรป-อาเซียน ระยะที่ 3 (ECAP III) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างแก้ไขเอกสารสัญญาฯ ระยะที่ 3 (ECAP III) มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. โครงการ ECAP เป็นความช่วยเหลือแบบให้เปล่าในระดับรัฐบาลกับรัฐบาลระหว่างประชาคมยุโรปและกลุ่มอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการรวมตัวของประเทศอาเซียนกับระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและลดระดับความยากจนในภูมิภาค
2. โครงการ ECAP III มีระยะเวลาดำเนินการ 104 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ (1) ระยะดำเนินโครงการ 80 เดือน และ (2) ระยะตรวจสอบและประเมินผล 24 เดือน โดยมีงบประมาณโครงการรวมทั้งสิ้น 5,115,207.76 ยูโร แบ่งเป็นการสนับจากประชาคมยุโรปจำนวน 4.5 ล้านยูโร จากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรป (EPO) 120,107.76 ยูโร และจากสำนักงานเครื่องหมายการค้าและการออกแบบยุโรป (OHIM) 495,100 ยูโร ทั้งนี้ โดยมีสำนักงาน ECAP III ตั้งอยู่ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา พณ.
3. ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ ECAP III เช่น การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญา การเสริมสร้างทักษะของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การศึกษาเพื่อให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างจิตสำนึกด้านการไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแก่ภาคประชาชน
4. แผนกิจกรรมภายใต้โครงการ ECAP III ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ (1) การบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา (2) กรอบการพัฒนาด้านกฎหมายและนโยบาย (3) การพัฒนา แบรนด์โดยสาขาการผลิตในอาเซียน และ (4) การรวมตัวและการประสานงานระดับภูมิภาค
พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่า เนื่องจากหนังสือแก้ไขเอกสารสัญญา (Financing Agreement) โครงการ ECAP III คงไว้ซึ่งหลักการในเอกสารสัญญาโครงการ ECAP III เดิม ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้านสารัตถะ หรือในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและไม่มีนัยยะทางนโยบายและการเงินสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน จึงเห็นชอบการลงนามในหนังสือแก้ไขเอกสารสัญญา (Financing Agreement) โครงการ ECAP III ของเลขาธิการอาเซียน

by ThaiWebExpert