รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัย(20 มีนาคม 2555)

รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ และสรุปผลการพิจารณาแผนงาน / โครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู  เยียวยาฯ  ที่ผ่านความเห็นชอบจาก กฟย.  
        คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เสนอ รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายใน           การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ  และรับทราบสรุปผลการพิจารณาแผนงาน / โครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู  เยียวยาฯ  ที่ผ่านความเห็นชอบจาก กฟย.  ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำงบประมาณเสนอ  
        รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ  มีดังนี้
         1. กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่เบิกจ่ายเนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ ขอให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเร่งรัดส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้เร็วกว่าที่กำหนดไว้  เพื่อให้สามารถดำเนินการได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างเหมาะสม
         2. กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายสะสมต่ำกว่าร้อยละ 80  เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ ขอให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเร่งรัดส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และ/หรือทำสัญญา รวมทั้งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่กำหนดไว้  และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ให้          ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับ         การปฏิบัติงานจริงโดยด่วนภายในวันที่ 30 มีนาคม 2555
         3. กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายสะสมสูงกว่าร้อยละ 80  เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ ขอให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเร่งรัดให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง ตามความจำเป็นและเหมาะสม ในกรณีที่วงเงินจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินที่ได้รับจัดสรรขอให้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณคืนสำนักงบประมาณโดยด่วนภายใน 15 วัน
         4. กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมิได้ดำเนินการบันทึกข้อมูลการลงนามในสัญญา (PO) ในระบบ GFMIS ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเร่งรัดส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดังกล่าวดำเนินการบันทึกข้อมูลการลงนามในสัญญา (PO) ในระบบ GFMIS โดยด่วนภายใน 3 วัน เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการในลำดับต่อไป  
        และคณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการพิจารณาแผนงาน / โครงการเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู  เยียวยาฯ  ที่ผ่านความเห็นชอบจาก กฟย.  ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  และผู้อำนวยการสำงบประมาณเสนอ  ดังนี้
        1. ยกเลิกไม่ดำเนินการโครงการที่มีความซ้ำซ้อน  ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานในงานทางที่มีวงเงินสูงและเป็นลักษณ์ปรับปรุงขนาดใหญ่ 3,886.0832 ล้านบาท
        2. โครงการที่เห็นควรนำไปเสนอเพื่อใช้เงินกู้ 350,000 ล้านบาท   จำนวน 3,844.2269  ล้านบาท ได้แก่  โครงการลักษณะก่อสร้างใหม่ หรือปรับปรุงให้มีสถานะดีขึ้น และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาลักษณะยั่งยืน
        3. โครงการที่เห็นควรใช้จากโครงการช่วยเหลือฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ  ภัยธรรมชาติ และ           สาธารณภัยวงเงิน 10,000 ล้านบาท ที่ตั้งงบประมาณปี 2555 ไว้ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  จำนวน 1,571.4753 ล้านบาท ได้แก่ โครงการที่ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        4. โครงการที่ขอให้จังหวัดพิจารณาทบทวน วงเงิน 5,020.0422 ล้านบาท  ได้แก่ งานด้านน้ำที่มีลักษณะดำเนินการเป็นจุดๆ  ซึ่งจะไม่มีผลต่อการระบายน้ำในภาพรวมของลุ่มน้ำสาขาและลุ่มน้ำย่อย และโครงการที่มีลักษณะดำเนินการในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
        ทั้งนี้  ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นควรให้หน่วยงานที่ให้ข้อมูลล่าช้า รีบดำเนินการด้วย และให้                สำนักงบประมาณพิจารณา หากแผนการดำเนินการเป็นแผนเร่งด่วน   ให้พิจารณาอยู่ในงบประมาณ 120,000 ล้านบาท ส่วนแผนอื่นอยู่ในงบประมาณ 350,000 ล้านบาท

 

มาตรการลดใช้พลังงานภาครัฐ(20 มีนาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการลดใช้พลังงานภาครัฐตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ  และขอให้เน้นวัตถุประสงค์การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและมากกว่าการประหยัดค่าใช้จ่าย และให้สำนักงบประมาณร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. ติดตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่องพลังงานต่อไป
        ตามที่ นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2555 เพื่อเตรียมแนวทางดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค ที่ประชุมได้มีมติให้กระทรวงพลังงานจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางบรรเทาผลกระทบ โดยเบื้องต้นให้เตรียมมาตรการรองรับ ได้แก่ การตรึงภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไว้ที่ 0.0005 บาทต่อลิตร การต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพทั้งรถเมล์และรถไฟฟรี หลังสิ้นสุดกรอบเวลาในช่วงเดือนเมษายน และการให้หน่วยงานราชการดำเนินมาตรการลดใช้พลังงานลง ให้ได้อย่างน้อย 10% เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจาก  ต่างประเทศ นั้น
        กระทรวงพลังงานได้จัดทำแนวทางประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการด้วยความเข้าใจที่ตรงกันและบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดโดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
    1. กำหนดเป้าหมาย: มาตรการลดใช้พลังงานลงให้ได้อย่างน้อย 10%
    2. ดำเนินมาตรการระยะสั้น ดังต่อไปนี้
    2.1 ให้ตัวชี้วัด (Key Performance Index: KPI) “ระดับความสำเร็จของการดำเนินการ        ตามมาตรการประหยัดพลังงาน” เป็นหนึ่งในกรอบการประเมินผลการปฏิบัติราชการต่อไป โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
    (1) ให้สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดให้ผลการประหยัดพลังงานเป็นตัววัดประสิทธิภาพของปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บริหารระดับสูงของทุกหน่วยงาน รวมถึงรัฐวิสาหกิจ องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานตุลาการ หน่วยงานรัฐสภา และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ          พ.ศ. 2555
    (2) ให้ สำนักงาน ก.พ.ร. และ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกันพิจารณากำหนดเกณฑ์ที่จะใช้สำหรับการประเมินผล
    (3)  ให้ สนพ. เป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามผลและรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบ
    2.2 ลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อยร้อยละ 10
    (1) ให้ทุกหน่วยงานกำหนดเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 10          โดยเทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงในปีงบประมาณ พ.ศ.2554
    (2) ถ้าหน่วยงานใดมีผลการใช้ไฟฟ้าและหรือน้ำมันเชื้อเพลิงในปีงบประมาณ พ.ศ.2554 เพิ่มขึ้น จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงของปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 โดยไม่มีเหตุผลสมควร หน่วยงานนั้นต้องลดการใช้พลังงานลง 15% จากปริมาณการใช้ไฟฟ้าและหรือน้ำมันเชื้อเพลิงของปีงบประมาณ พ.ศ.2551
    (3) แนวทางดำเนินการ
    - ดำเนินการตามแนวทางประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ
    (4) มาตรการลดใช้ไฟฟ้า
                    - จัดซื้ออุปกรณ์/เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดต้องเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
                    - กำหนดเวลาเปิดปิดเครื่องปรับอากาศ เช่น 08.30-16.30 น. และ               ปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 25-26 องศาเซลเซียส รวมถึงตั้งงบประมาณล้างเครื่องปรับอากาศเป็นประจำทุก 6 เดือน โดยห้ามปรับเปลี่ยนงบประมาณไปใช้ในเรื่องอื่น
                    - กำหนดการใช้ลิฟต์ให้หยุดเฉพาะชั้น เช่น การหยุดเฉพาะชั้นคู่หรืออาจจะสลับให้มีการหยุดเฉพาะชั้นคี่ และปิดลิฟต์บางตัวในช่วงเวลาที่มีการใช้งานน้อย และรณรงค์ขึ้น-ลงชั้นเดียวให้ใช้ลิฟต์
    (5) มาตรการลดใช้น้ำมัน
                    - ให้มีระบบ Car Pool : หน่วยราชการระดับกรมที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันให้จัดระบบการใช้รถแบบรวมศูนย์ เพื่อให้มีการใช้รถอย่างประหยัดและประสิทธิภาพสูงสุด
                    - กำชับพนักงานขับรถยนต์ให้ขับรถในอัตราความเร็วยานพาหนะที่พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กำหนด
                    - รถเบนซินราชการและรัฐวิสาหกิจทุกคันในจังหวัดที่มีก๊าซโซฮอล์จำหน่ายต้องใช้ก๊าซโซฮอล์ และหากมี NGV จำหน่ายให้ติดตั้ง NGV ควบคู่ไปด้วย โดยเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มี NGV ให้เติม NGV และอยู่นอกพื้นที่ให้เติมก๊าซโซฮอล์
        3. ดำเนินมาตรการระยะยาว ดังต่อไปนี้
    3.1 กำหนดให้ “อาคารของรัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม” ก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ประมาณ 800 แห่ง เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไม่ให้เกิน “ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงาน” ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดการอาคารของเอกชนที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม
    3.2 ให้ สำนักงบประมาณ จัดทำข้อกำหนดและเงื่อนไขเพื่อหน่วยงานราชการสามารถจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือยานพาหนะใหม่มาใช้ทดแทนของเดิมที่มีอายุการใช้งานมานาน เสื่อมสภาพ และสิ้นเปลืองพลังงาน รวมถึงการจัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือยานพาหนะเดิม เพื่อมิให้มีการนำไปใช้ในที่อื่น โดยการจัดการนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
    4. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
    ข้อมูลจาก www.e-report.go.th ปริมาณการใช้พลังงานของ 10,782 หน่วยงานราชการ ปีงบประมาณ                 พ.ศ. 2553
    4.1 ปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวม 3,169 ล้านหน่วย หากสามารถลดการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย 10% จะลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 316.9 ล้านหน่วย คิดเป็นเงินมูลค่า 950 ล้านบาท (ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท) ลดการปลดปล่อย CO2 184 MtCO2e (1 kWh = 0.5812 kCO2e)
    4.2 ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรวม 191 ล้านลิตร หากสามารถลดการใช้พลังงานได้ตามเป้าหมาย 10% จะลดการใช้น้ำมันลงได้ 19.1 ล้านลิตร คิดเป็นเงินมูลค่า 669 ล้านบาท (ค่าน้ำมันคิดเฉลี่ยหน่วยละ 35 บาท) ลดการปลดปล่อย CO2 43 MtCO2e (เบนซิน 1 ลิตร = 2.280 kCO2e)
รวมลดปริมาณการใช้พลังงานลงคิดเป็นมูลค่า 1,619 ล้านบาท และลดการปลดปล่อย CO2 227 MtCO2e

 

SPCG คาดเซ็นขายคาร์บอนเครดิตปลายปี-ปูทางตั้ง Infrastructure Fund ปี 56

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันพุธที่ 21 มีนาคม 2555

นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส ซึ่งคาดว่าจะเซ็นสัญญาราวปลายปีนี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 56 หลังจากที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ออกมาเสียก่อน

สำหรับแผนการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขณะนี้มีวงเงินกู้จากธนาคารกสิกรไทยรองรับอยู่ราว 4 พันล้านบาทในการลงทุน ซึ่งธนาคารสามารถหาพันธมิตรที่เป็นธนาคารรายอื่นเพื่อร่วมให้เงินกู้ เช่นเดียวกับ โครงการโซลาร์ โคราช 3,4,7 ที่บริษัทร่วมกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำให้บริษัทมองแผนการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม(PO)เป็นแผนสุดท้าย หากจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเท่านั้น

และบริษัทมีแผนจะออก Infrastructure Fund เพื่อระดมทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคงต้องรอให้โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นกองทุนนี้ในช่วงปี 56 โดยเชื่อว่า ธนาคารกสิกรไทยที่มีความพร้อมและมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน และเป็นพันธมิตรที่ดีกับบริษัท น่าจะเข้ามาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ได้

"ตอนนี้เราก็ยังไมได้ล้มเลิกแผนการเพิ่มทุน แต่มองเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะมีเครื่อ่งมือทางการเงินอื่นที่อำนวยความสะดวกให้เรา ทั้งการกู้ยืมเงิน และการออก Infrastruce Fund โดยหวังว่าปีหน้าน่าจะได้เห็น" นางสาววันดี กล่าว

ขณะที่ ความร่วมมือในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กับบมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง(RATCH)จะมีต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปลายปีนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุป หลังจากที่ปัจจุบันได้มีความร่วมมือก้นแล้ว 3 โครงการ

ป่าทั่วโลกถูกทำลายเท่าสนามฟุตบอลทุก2วิฯ

โดยกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2555

ธนาคารโลกเผยรายงานลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ระบุ มีป่าถูกทำลายกว้างเท่าสนามฟุตบอล 1 สนามทุกสองวินาทีในทั่วโลก

รายงานความยาว 56 หน้าของธนาคารโลก เรื่อง "ความยุติธรรมเพื่อป่าไม้ : การเพิ่มความพยายามดำเนินคดีอาญา เพื่อต่อสู้กับการลอบตัดไม้ทำลายป่า" ประเมินว่า มีการลอบตัดไม้ทำลายป่ามากถึง 90% ของจำนวนต้นไม้ทั้งหมด ที่ถูกตัดโค่นในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่าราว 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์

และการลอบตัดไม้ส่วนใหญ่เป็นการกระทำของแก๊งอาชญากร และรายได้ส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปใช้ในการจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นเพื่อความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

รายงานระบุ ด้วยว่า แม้ข้อมูลและหลักฐานที่รวบรวมได้บ่งชี้ว่ามีการลอบตัดไม้ทำลายป่ากันอย่างกว้างขวางทั่วโลก อาชญากรรมทำลายป่าไม้เหล่านี้กลับไม่ถูกรายงานไม่ถูกตรวจสอบ และถูกเพิกเฉิย

ผลศึกษานาน 4 ปี ในบราซิล เม็กซิโก อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่า การลงโทษผู้กระทำผิดในคดีลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในประเทศเหล่านี้ มีไม่ถึง 0.1% ดังนั้นฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย จึงควรมุ่งปราบปรามจับกุมผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับสินบนและปกป้องคนเหล่านี้

ขณะที่ บรรดากลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม เรียกร้องว่า ธนาคารโลกควรสำรวจดูอย่างใกล้ชิดว่า องค์กรมีส่วนสนับสนุนการลักลอบตัดไม้โดยทางอ้อมหรือไม่ เช่น การให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และบางธุรกิจที่ทำให้มีการทำลายป่าไม้อย่าง กว้างขวาง เช่น โรงงานผลิตเยื่อกระดาษและน้ำมันปาล์ม เป็นต้น

นอกจากนี้ รายงานระบุว่า ชาติตะวันตก เช่น สหรัฐและสหภาพยุโรป ได้ดำเนินมาตรการสำคัญ ที่สกัดกั้นไม่ให้ไม้ที่ถูกตัดอย่างผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดในประเทศ ผ่านกระบวนการตรวจสอบใบรับรอง และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆดำเนินการอย่างเดียวกัน แต่ย้ำว่า การติดตามตรวจสอบการเดินทางของเงินรายได้ของธุรกิจลอบตัดไม้จากธนาคารหนึ่งสู่ธนาคารหนึ่ง จะช่วยให้สามารถทราบตัวการตัดไม้และเจ้าหน้าที่รับสินบนได้ จึงควรมีมาตรการปราบปรามในส่วนนี้ด้วย

นักวิจัยชี้ ปี 2010 ทำลายสถิติร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยหนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุณหภูมิของโลก (HadCRUT) ซึ่งรวบรวมข้อมูลด้านสภาพอากาศย้อนกลับไปถึงปี 1850 พบว่าปี 2010 ถือเป็นปีที่มีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุด

บันทึกดังกล่าว ซึ่งวิเคราะห์โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษ และมหาวิทยาลัยอีสต์ แองเกลีย ที่ตีพิมพ์ลงในวารสารการวิจัยธรณีวิทยาฟิสิกส์ของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการเก็บบันทึกข้อมูลอุณหภูมิของโลกรายเดือนตั้งแต่ปี 1850 ถึงปัจจุบัน จากสถานีตรวจวัดอากาศ 400 แห่ง ระบุว่าปี 2010 ได้ทำลายสถิติปีที่ร้อนที่สุด แทนที่ปี 1998 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยระหว่างพื้นผิวมหาสมุทรและผิวดินทั่วโลกอยู่ที่ 14.52 องศาเซลเซียส ในขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 อยู่ที่ 13.9 องศาเซลเซียสเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากสถิติดังกล่าว แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในปีที่ ผ่านๆมา โดยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.75 องศาเซลเซียส ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นดังกล่าวคงที่นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี 1900 ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างปี 200-2009 ถือเป็นช่วงทศวรรษที่ร้อนที่สุด อีกด้วย

ทีมนักวิจัยเปิดเผยว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่อุณหภูมิในปี 2010 สูงกว่าทุกๆปี เกิดจากในปีดังกล่าว มีการเก็บสถิติอุณหภูมิในบริเวณโซนขั้วโลกเหนือเพิ่มมากขึ้นถึง 400 จุด ทั้งในแคนาดา รัสเซีย ซึ่งบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและมีอัตราการเพิ่มของอุณหภูมิมากที่สุดของโลก ทำให้การเก็บข้อมูลอุณหภูมิในปีนั้นสะท้อนสภาพที่แท้จริงของสภาวะโลกร้อนได้ดีกว่าที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลอุณหภูมิน้ำทะเล โดยให้เรือสามารถใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำโดยตรงจากมหาสมุทร แทนการใช้ตะกร้าเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจวัดแบบดั้งเดิม ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลอุณหภูมิพื้นน้ำของโลกที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้นักวิจัยสามารถกลับไปคำนวณและแก้ไขข้อมูลอุณหภูมิของปีที่ผ่านมาให้ตรงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วย

สถิติล่าสุดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกกำลังอยู่ในสภาวะวิกฤติยิ่งกว่าที่นานาชาติประเมิน และนโยบายต่างๆที่หลายประเทศกำลังคิดค้นเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะยับยั้งสภาวะโลกร้อนได้

เกษตรฯถกกีวีหนุนสู้โลกร้อนผลักดันความร่วมมือ2ประเทศ/ลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 21 มีนาคม 2555

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ ว่า กระทรวงเกษตรฯได้จัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี พ.ศ.2556 - 2559 (ค.ศ.2013 - 2016) สำหรับกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อรองรับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อภาคเกษตรของไทยไว้ 3 ประเด็น ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถภาคเกษตรในการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการวางแผนการผลิต การระบาดของแมลงศัตรูพืช

2.ยุทธศาสตร์การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร โดยจะเริ่มต้นในระบบการผลิตข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทย เน้นลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนแล้วหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดิน เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อมประมาณ 10 ล้านตันภายใน 5 ปี ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงการลดการเผาตอซังในช่วงการเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกข้าวรอบใหม่ด้วย

และ 3.ยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร สร้างการมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีภาครัฐและองค์กรเอกชนเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ โดยจะบูรณาการการทำงานกันอย่างใกล้ชิด

"ประเทศนิวซีแลนด์ได้ดำเนินการเรื่องปรับระบบการผลิตสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เพื่อรองรับปัญหาภาวะโลกร้อนมากว่า 12 ปีแล้ว ซึ่งจากประสบการณ์อันยาวนาน ประเทศนิวซีแลนด์มีความยินดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำแก่ประเทศไทย ถึงแนวทางการดำเนินงานที่ประเทศไทยได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์เพื่อเป็นแผนปฏิบัติ ตลอดจนการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นับว่าการหารือร่วมกันในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีอีกขั้นหนึ่งในการยกระดับศักยภาพภาคเกษตรของไทย ให้มีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่จะส่งผลต่อภาคเกษตรในระยะเวลาอันใกล้" นายนิวัติ กล่าว

ประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเรื่อง "โอกาสหรือภัยคุกคามของการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมภาคเกษตร"

2012-03-29 13:28

ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะจัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเรื่อง "โอกาสหรือภัยคุกคามของการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการด้านสิ่งแวดล้อมภาคเกษตร"ในวันที่ 29 มีนาคม 2555 เวลส 8.30- 13.00 น. ณ ห้องแกรนด์ฮอล์ 1 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพ

โดยกำหนดการดังไฟล์แนบ

หากท่านใดสนใจ ติดต่อไปได้ที่
คุณศุทธภัค และคุณสิริวัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ทร 02-579-5832

ครม.เห็นชอบแผนจัดการมลพิษ 5 ปี (55-59) ยึดหลักผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) อังคารที่ 20 มีนาคม 2555

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบและแนวทางในการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ไปสู่การปฏิบัติต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ

ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานหลักในการเสนอนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการจัดการมลพิษของประเทศได้จัดทำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและทิศทางการจัดการมลพิษของประเทศไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2555 - 2559) ที่มีความเชื่อมโยงกับแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2555 — 2559 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 - 2559) เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกและสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการมลพิษของประเทศที่มีการกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง และผลักดันการดำเนินการให้เกิดผลร่วมกัน โดยมีเป้าหมายให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้

โดยกรอบแนวคิดของแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2555 — 2559 มีสาระสำคัญ 1.เพื่อลดและควบคุมการระบายมลพิษอันเนื่องมาจากชุมชนเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ยานพาหนะ และการคมนาคมขนส่ง โดยให้มีการจัดการมลพิษตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง จนถึงปลายทาง และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การกำกับ ติดตาม ส่งเสริม และสนับสนุนให้แหล่งกำเนิดมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งดำเนินการเปิดเผยและเข้าถึงข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษและผลกระทบที่เกิดขึ้น

2.จัดการมลพิษในระบบพื้นที่ตามลำดับความสำคัญของปัญหา เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่วิกฤต กลุ่มจังหวัดที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่าเขตควบคุมมลพิษ พื้นที่ปนเปื้อนมลพิษ พื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ พื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นต้น

3.สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดำเนินงานจัดการน้ำเสีย ขยะมูลฝอย มูลฝอยติดเชื้อและของเสียอันตรายชุมชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการจัดการขยะอันตรายและสารอันตรายอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีระบบป้องกันและเตรียมความพร้อมรองรับกรณีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติภัยและการคมนาคมขนส่งที่ก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีหรือสารอันตรายต่าง ๆ

4.ประยุกต์ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย (Polluter Pays Principle, PPP) การวางหลักประกันและการชดเชยค่าเสียหายจากการแพร่กระจายมลพิษ การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และสังคมเป็นแรงจูงใจทางบวกเพื่อส่งเสริมการลดมลพิษหรือปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ปราศจากมลพิษ การสนับสนุนการผลิตและการบริการ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5.พัฒนาระบบการบริหารจัดการมลพิษให้เกิดเป็นเอกภาพทั้งทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบ แผน และแนวทางปฏิบัติของแต่ละหน่วยงาน โดยประสานความร่วมมือในการจัดการมลพิษทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชน

6.ส่งเสริมให้ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และเข้ามาร่วมดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ

คาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน

โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 20 มีนาคม 2555

กรมอุทยานคาดปี 54 ไฟป่าโหมหนักขึ้น เหตุอากาศโลกผันผวน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว...

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช แถลงถึงสถานการณ์ไฟป่าว่า เมื่อปี 2553 มีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทั้งสิ้น 6,784 ครั้ง พื้นที่ป่าอนุรักษ์ถูกไฟไหม้เสียหาย 83,176 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 จำนวน 22,091 ไร่ เนื่องจากปรากฏการณ์แอลนิโญ่ อุณหภูมิโดยทั่วไปสูงขึ้น มีความแห้งแล้งยาวนาน จึงเกิดเหตุไฟไหม้ป่ามากกว่าปี 2552 สาเหตุเกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

สำหรับการคาดการณ์ไฟไหม้ป่าในปี 2554 นี้คาดว่าหากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอากาศหนาวเย็นต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับมีเชื้อเพลิงสะสมมากกว่าปีที่แล้ว แต่จากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก ทำให้การคาดการณ์สภาวะและสถานการณ์ไฟป่าระยะยาวทำได้ยากมาก ทั้งนี้ สำหรับสถิติการเกิดไฟป่าในปี 2553 นั้น ภาคกลางและตะวันออกเกิด 575 ครั้ง เนื้อที่ 7,037 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิด1,577 ครั้ง เนื้อที่ 20,589 ไร่ ภาคเหนือเกิด 4,198 ครั้ง เนื้อที่32,359 ไร่ และ ภาคใต้เกิด 434 ครั้ง เนื้อที่ 23,191 ไร่ สำหรับปี 2554 ภาคกลาง และภาคตะวันออกเริ่มเกิดไฟป่าแล้ว 66 ครั้ง เนื้อที่ 1,340 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 54 ครั้ง 824 ไร่ ภาคเหนือ 7 ครั้ง เนื้อที่ 179 ไร่ ส่วนภาคใต้ในปี 2554 นี้ ยังไม่เกิดไฟป่า

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเกิดมลภาวะจากหมอกควันไฟนั้น หากมีความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมพื้นที่เป็นเวลานาน จนผิดปกติเหมือนช่วงเดือน มี.ค.2552 และ 2553 ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการกักควัน และไอร้อนจนไม่สามารถลอยขึ้นไปสู่บรรยากาศที่สูงได้ย่อมเกิดปัญหาสภาวะหมอกควันตามมาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ ได้กำชับให้ทุกพื้นที่มีความพร้อมตลอดเวลาเน้นการป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่า มีการจัดการเชื้อเพลิง จัดทำแนวกันไฟ จัดระเบียบการเผา หากมีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมให้มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะใกล้แนวเขตป่า ใช้การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ประกอบการติดตามข้อมูลจัดความร้อนบนพื้นผิว โลก เพื่อป้องกันเป็นพิเศษสำหรับจุดเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดไฟ

"นอกจากนั้นในเรื่องการเผาวัชพืชเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด หรือต้องการให้ผักหวานแตกยอด ตามความเชื่อเดิมนั้น จะทำให้เกิดการสูญเสีย และเกิดผลกระทบตามมาต่อประชาชนอย่างมาก ปัจจุบันการเพาะผักหวานป่าและกระต้นให้แตกยอดโดยไม่ต้องใช้ไฟ และพบว่าเห็ดเกิดเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องเผาพื้นที่เช่นกัน" นายสุนันต์กล่าว.

ต้องเร่งแก้ก่อนจะสาย ‘อาหารคนไทย’ นับวันยิ่ง‘ไม่มั่นคง!’

โดยเดลินิวส์ วันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555

จากปัญหา “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่หลัง ๆ ประเทศไทยเผชิญสถานการณ์ที่รุนแรงมาก ทั้ง “น้ำท่วมใหญ่” อย่างที่เกิดเมื่อปลายปี 2554 และมาปี 2555 นี้ ตอนนี้ “ภัยแล้งรุนแรง” ก็ครอบคลุมหลายพื้นที่ของประเทศ ไหนจะปัญหา “ไฟไหม้ป่า” และก็ยังน่าวิตกว่าพอถึงฤดูฝนอีกครั้งจะเกิดน้ำท่วมอีกหรือเปล่า?...

เหล่านี้นำมาซึ่งความน่าวิตกในเรื่อง “อาหาร”

’ความมั่นคงทางอาหาร“ เริ่มมองข้ามไม่ได้!!

ทั้งนี้ กับเรื่องความมั่นคงทางอาหารนั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการประชุมสัมมนาวิชาการ “ความมั่นคงอาหาร : รอบทิศบริบทไทย” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีการเสวนาหัวข้อ “ความมั่นคงอาหารภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและสภาวะอากาศที่แปรปรวน” และ “การปรับตัวของชุมชนภาคเหนือต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน” ก็มีการสะท้อนข้อมูล-มีแง่มุมที่น่าสนใจ รวมถึงมีแนวทางทางออกของปัญหาในเรื่องนี้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระบุว่า...ปัจจุบันยังมีคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้พอเพียง หิวโหย ขาดสารอาหารเกือบ 1,000 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งในไทยก็มี ถ้าดูตามคำนิยามความมั่นคงอาหารของเอฟเอโอ-องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่ประเทศทั่วโลกเห็นพ้อง คือ การเข้าถึงอาหารของทุกคนโดยกายภาพ การปลูก หรือการแสวงหาตามป่าตามน้ำ หรือทางเศรษฐกิจ คือการซื้อหา และสังคม การพึ่งพาคนทั่วไป หรือองค์กรศาสนาต่าง ๆ และอาหารนั้นต้องพอเพียง มีคุณภาพ และมีความปลอดภัย สำหรับทุกคนทุกวัย เพื่อสุขภาวะที่ดี เป็นอาหารที่ชอบ และเหมาะสมตามวัฒนธรรมด้วย

สำหรับ ’ไทย“ ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตอาหาร และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ’ความมั่นคงอาหาร“ มีการนิยามคำจำกัดความเพิ่มเรื่อง ’ความยั่งยืน“ ด้วย ซึ่งต้องดูแลทั้งยามปกติ และยามมีภัยพิบัติด้วย

ปัจจุบันปัญหาความมั่นคงอาหารระดับโลกถูกสั่นสะเทือนด้วยเรื่องที่ดินทำกิน เพราะการผลิตอาหารในหลายพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาสงคราม ปัญหาโรคพืช-โรคสัตว์ ปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรง อีกทั้งปัจจุบันมีกระแสราคาพลังงานเพิ่มขึ้น มีการแย่งพื้นที่เพื่อผลิตพืชเพื่อใช้เป็นพลังงาน และอาหารบางอย่างก็ถูกแย่งจากมนุษย์ไปเป็นอาหารสัตว์ ปลูกเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร

’และในประเทศไทยก็ยังมีปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติ สร้างปัญหาต่อที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้“...ผู้สันทัดกรณีระบุ

ขณะที่ รศ.ดร.สมพร อิศรานนท์ สถาบันคลังสมองของชาติชี้ว่า...ความมั่นคงอาหารในไทยกำลังมีปัญหา โดยเฉพาะจากนโยบายรัฐไม่สอดคล้องต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกตัวอย่างการยกระดับราคาข้าว มีการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวด้วยการรับจำนำราคาข้าว ในอนาคตราคาพืชผลทางการเกษตรจะสูงขึ้น กระทบกับคนยากคนจนซึ่งเป็นผู้บริโภค ส่วนในระดับชุมชนนั้นรัฐเกือบจะไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรหรือของชุมชนให้ดีขึ้น รัฐเพียงแต่เอาเงินไปแจก ศักยภาพก็หายไป เพราะเป็นระบบจ้างหมด ซึ่งเมื่อรัฐไม่ได้สร้างความเข้มแข็งตรงนี้ เรื่องความมั่นคงอาหารก็จะถูกกระทบกระเทือน และเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ดูแลดีพอ เรื่องของมลพิษก็เป็นตัวทำลายการเกษตรที่ดีให้เสียไป

“เกษตรอินทรีย์ที่เป็นเรื่องความมั่นคงที่ดี รัฐไม่ค่อยสนับสนุน คนที่ทำเกษตรอินทรีย์ทำแล้วขาดทุน แล้วจะทำไปทำไม? ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นโอกาสของประเทศไทย แต่กลับกลายเป็นการเพิ่มราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้ไทยแข่งขันไม่ได้เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558” ...รศ.ดร.สมพร ระบุ และว่า...

’เราไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการผลิต คนของเราไม่เข้มแข็ง เมื่อเปิดประเทศรับประชาคมอาเซียน ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นโอกาส แต่จริง ๆ มันคือวิกฤติ จะลำบาก ที่จะดีคือบริษัทเอกชนที่มีความพร้อม ขณะที่เกษตรกรตัวเล็ก ๆ จะล้มหายตายจาก กลายเป็นลูกจ้างเท่านั้น“

ทั้งนี้ กับ “ทางออกของปัญหาความมั่นคงอาหาร” นั้น ทาง ศ.เกียรติคุณ นพ.ดร.ไกรสิทธิ์ เสนอว่า...ต้องแก้ที่รากของปัญหาใหญ่ คือทรัพยากรที่เสื่อมโทรมลงทุกวัน ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับรัฐบาล เช่น ดูแลปักหมุด ส่วนไหนเป็นป่าก็ต้องเป็นป่า ภาครัฐต้องให้บริการและดูแลให้ความเป็นธรรม จัดเขตชัดเจน ให้ข้อมูล ตั้งกติกา ป้องกันการบุกรุกและส่งเสริมอาชีพต่าง ๆ รวมทั้งความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วนด้วย

“บางจังหวัดได้ทำแล้ว เช่น น่าน ชาวบ้านรวมตัวกัน ทั้งป้องกันการรุกรานจากคนนอก และดูแลไม่ให้คนข้างในชุมชนทำลายชุมชนเอง ซึ่งทำให้ป้องกันปัญหาการรุกป่าได้ในระดับหนึ่งทีเดียว นี่เป็นสิ่งที่รัฐต้องทำในขณะนี้ ก่อนที่จะเกิดการรุกรานที่ดินทำกินกันมากมายในอนาคต”

และนี่ก็เป็นการระบุเป็นการชี้ที่น่าคิดน่าพิจารณา

’ความมั่นคงทางอาหาร“ ไทยไม่สนใจไม่ได้แล้ว!!.

by ThaiWebExpert