กรอบการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย – ลาว – จีน ( 29 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบกระหว่างไทย – ลาว – จีน และให้เสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ  และให้ คค. รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
        ข้อเท็จจริง
        คค. รายงานว่า
        1. ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Cross Border Transport Agreement : CBTA) ร่วมกับลาวและเวียดนาม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ต่อมากัมพูชา พม่า และจีน ได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงฯดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2546 ความตกลงฯ มีสาระสำคัญครอบคลุมการขนส่งสินค้า ผู้โดยสารและส่งเสริมการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยประเทศภาคีความตกลง CBTA ได้เจรจาในรายละเอียดของภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลงเสร็จทั้ง 20 ฉบับแล้ว และได้มีการลงนามครบทุกฉบับเมื่อปี พ.ศ. 2550 ซึ่งความตกลง CBTA จะมีผลในทางปฏิบัติต่อเมื่อประเทศสมาชิกทุกประเทศให้สัตยาบันต่อภาคผนวกและพิธีสารครบทุกฉบับ โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแล้วจำนวน 14 ฉบับ สำหรับภาคผนวกและพิธีสารที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการออกฎหมายเพื่ออนุวัติการภาคผนวกก่อนการดำเนินการให้สัตยาบัน ทั้งนี้ หลักการตามความตกลง CBTA ไม่ได้มีความขัดแย้งกับหลักการของข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ประเทศไทยและคู่เจรจาบางประเทศมีอยู่ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariff and Trade : GATT) และความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Services : GATS)
        2. ในระหว่างที่แต่ละประเทศยังไม่สามารถให้สัตยาบันต่อภาคผนวกและพิธีสารที่ลงนามไปแล้ว ธนาคารพัฒนาเอเชียเห็นว่าควรมีการเริ่มดำเนินการตามความตกลง CBTA ที่บริเวณจุดผ่านแดนนำร่องระหว่างประเทศภาคีคู่สัญญาที่มีดินแดนติดต่อกัน ได้แก่ ลาว – เวียดนาม  ไทย – ลาว และไทย – กัมพูชา
        3. ประเทศไทยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเริ่มใช้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง (The Initial Implemmentation of the CBTA : IICBTA) ณ จุดผ่านแดน

มุกดาหาร – สะหวันนะเขต (ไทย – ลาว) ลงนามเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 บันทึกความเข้าใจ IICBTA  ณ จุดผ่านแดนอรัญประเทศ – ปอยเปต (ไทย – กัมพูชา) ลงนามเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 และบันทึกความเข้าใจ IICBTA  

ระหว่างไทย – ลาว – เวียดนาม ณ จุดผ่านแดนมุกดาหาร – สะหวันนะเขต (ไทย –ลาว) และจุดผ่านแดนแดนสะหวัน – ลาวบาว (ลาว – เวียดนาม) ลงนามเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามความตกลง CBTA ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East – West Economic Corridor : EWEC) โดยได้มีการเปิดเดินรถขนส่งระหว่างกันอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2552
        4. เนื่องจากการดำเนินการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 4 เชียงของ – ห้วยทราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง R3 (กรุงเทพฯ – คุนหมิง) ภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2556  ประเทศสมาชิก GMS จะสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทาง R3 (กรุงเพทฯ – ลาว -คุนหมิง) ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยจะช่วยย่นระยะเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และทำให้ประชาชนในอนุภูมิภาคสามารถเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น สมควรเตรียมความพร้อมในการเปิดการเดินรถขนส่งสินค้าและคนโดยสารระหว่างไทย – ลาว – จีน ในเส้นทางกรุงเทพฯ – ลาว – คุนหมิง โดยให้มีการดำเนินการจัดทำความตกลงระหว่างไทย – ลาว – จีน ในลักษณะเดียวกับที่ประเทศไทยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ IICBTA ระหว่างไทย – ลาว – เวียดนาม ทั้งนี้ การดำเนินการเจรจาจัดทำความตกลงด้านการขนส่งทางบก ระหว่างไทย – ลาว – จีน จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2555 เพื่อทั้งสามประเทศจะสามารถเตรียมการในการดำเนินการตามความตกลง ฯ ได้ทันทีที่มีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 4
        สาระสำคัญของเรื่อง
        1. วัตถุประสงค์ เพื่อเริ่มดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (CBTA) ระหว่างไทย – ลาว – จีน ที่จุดผ่านแดนเชียงของ – ห้วยทราย (ไทย – ลาว) และจุดผ่านแดน          บ่อเต็น – โมฮาน (ลาว – จีน) ในระหว่างที่แต่ละประเทศยังไม่สามารถให้สัตยาบันภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายความตกลง CBTA ที่ได้ลงนามไปแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างกัน
        2. สิทธิการจราจร การอนุญาตให้มีการประกอบการขนส่งทางถนนของสินค้าและบุคคลระหว่างไทย – ลาว – จีน ตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ และให้มีการยอมรับผู้ประกอบการขนส่งซึ่งได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่รับผิดชอบของแต่ละภาคี
        3. การอำนวยความสะดวกพิธีการข้ามแดน การยอมรับการตรวจพร้อมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งเป้าหมายให้มีการตรวจสอบสินค้าเพียงครั้งเดียวต่อไปในอนาคต
        4. การขนส่งบุคคลข้ามแดน การนำหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกมาใช้สำหรับการขนส่งบุคคลข้ามแดน
        5. การขนส่งสินค้าข้ามแดน การยกเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรสำหรับสินค้า หรือคอนเทนเนอร์ที่ติดตราประทับศุลกากรที่ใช้ในการขนส่งผ่านแดนสำหรับการขนส่งสินค้าอันตรายจะอนุญาตเป็นกรณี ๆ ไป และการให้สิทธิพิเศษในการตรวจปล่อยสินค้าเน่าเสียง่ายข้ามแดน
        6. การยอมรับรถ การยอมรับหนังสือรับรองการจดทะเบียน/แผ่นป้ายทะเบียนและหนังสือรับรองการตรวจสภาพของภาคีอื่น การยอมรับใบอนุญาตขับรถในประเทศซึ่งกันและกัน
        7. บทเบ็ดเตล็ด การกำหนดอัตราค่าบริการการขนส่งให้เป็นไปตามกลไกตลาด การจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย – ลาว –จีน เพื่อควบคุมและติดตามการปฏิบัติตามความตกลงฯ

       
 

ความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2554-2556) (29 มีนาคม 2555)

ความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2554-2556) ภายใต้แผนแม่บทป้องกันและบรรเทาภัยจากคลื่นสึนามิ พ.ศ. 2552-2556

                คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปี                   (พ.ศ. 2554-2556) ภายใต้แผนแม่บทป้องกันและบรรเทาภัยจากคลื่นสึนามิ พ.ศ. 2552-2556 ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ

                     สาระสำคัญของเรื่อง

                        มท. ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปีฯ สรุปได้ดังนี้

                        1. การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปีฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 มีแผนงาน/โครงการได้รับงบประมาณจำนวน 41 แผนงาน/โครงการ เป็นเงิน 270.8845 ล้านบาท โดยดำเนินการแล้วเสร็จ 31 แผนงาน/โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 แผนงาน/โครงการ และไม่ได้รายงานผลการดำเนินการ 6 แผนงาน/โครงการ

                        2. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 มีแผนงาน/โครงการภายใต้แผนปฏิบัติการและงบประมาณ ระยะ 3 ปีฯ ที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 228 แผนงาน/โครงการ งบประมาณ 2,630.2817 ล้านบาท โดยมีแผนงาน/โครงการได้รับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 จำนวน 15 แผนงาน/โครงการ เป็นเงิน 369.0611 ล้านบาท ดังนี้

 



ยุทธศาสตร์


จำนวนแผนงาน/โครงการ


งบประมาณ (ล้านบาท)


ร้อยละของงบประมาณที่ตั้งไว้


ที่ตั้งไว้ตามแผนปฏิบัติการฯ


ที่ได้รับ


ที่ตั้งไว้ตามแผนปฏิบัติการฯ


ที่ได้รับ


1) ด้านการป้องกันและลดผลกระทบ


144


11


1,831.9953


300.6300


16.4100


2) ด้านการเตรียมพร้อมรับภัย


17


2


496.3072


55.0000


11.0818


3) ด้านการจัดการในภาวะฉุกเฉิน


20


0


105.6292


0.0000


0.0000


4) ด้านการจัดการหลังเกิดภัย


47


2


196.3500


13.4311


6.8404


รวม


228


15


2,630.2817


369.0611


14.0312

กรณีแผนงาน/โครงการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 หน่วยงานได้มีการดำเนินการโดย 1) ปรับแผนการดำเนินงานเป็นปีงบประมาณ 2556 จำนวน 10 โครงการ 2) ขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณอื่น จำนวน 7 โครงการ 3) เจียดจ่ายจากงบประมาณปกติมาดำเนินโครงการ จำนวน 2 โครงการ และ 4) ขอใช้งบประมาณเหลือจ่ายจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 มาดำเนินโครงการ จำนวน 1 โครงการ

 

ปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ (29 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบเรื่องปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี้
        กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีได้ประชุมและมีมติ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยด่วนเพื่อบูรณาการแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ และได้รับแจ้งจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือเป็นอย่างมาก และกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งประสานดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในพื้นที่ของตนเอง รวมทั้งให้แต่ละจังหวัดรายงานสถานการณ์หมอกควันต่อนายกรัฐมนตรีทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
        กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี และเกิดการบูรณาการจากทุกภาคส่วนในพื้นที่อย่างจริงจัง จึงให้จังหวัดเร่งดำเนินการ ดังนี้
        1. ให้มีการบูรณาการแผนการทำงานทั้งระดับจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และตามยุทธศาสตร์/มาตรการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ปี 2555 อย่างจริงจัง
        2. ให้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผู้นำท้องที่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันตระหนักในผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อม สุขภาพร่างกายของประชาชน รวมถึงบรรยากาศด้านการท่องเที่ยว
        3. มีการกำหนดโซนให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบและร่วมกันดูแลป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการเผาป่าอย่างเคร่งรัดและจริงจัง

        4. ให้ปรับแนวทางปฏิบัติโดยให้อำเภอประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนฉีดพ่นน้ำในพื้นที่บ้านเรือนและพื้นที่ปลูกต้นไม้หน้าบ้านพักอาศัยสวนสาธารณะ สวนหย่อม บริเวณทางลอด ทางร่วม ทางแยก และแหล่งก่อให้เกิดมลพิษทางด้านอากาศอื่น ๆ
        5. ให้จังหวัดรายงานสถานการณ์หมอกควันต่อนายกรัฐมนตรีทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น
        6. สำหรับการรายงานสถานการณ์ไฟไหม้ป่าและหมอกควันในพื้นที่ และการรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของจังหวัด จังหวัดยังคงต้องรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบทุกวันจันทร์ของสัปดาห์เช่นเดิม

       
 

การติดตามผลการดำเนินงาน การฟื้นฟู เยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ( 29 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการติดตามผลการดำเนินงาน การฟื้นฟู เยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตามที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้
        ตามที่สำนักงบประมาณได้รายงาน เรื่อง การดำเนินงานและการติดตามผลการดำเนินงานการฟื้นฟู เยียวยา และช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  และคณะรัฐมนตรีได้รับทราบในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 นั้น
        สำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาอุทกภัยของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องสามารถให้การเยียวยาถึงมือผู้ประสบภัยโดยเร็ว จึงได้รายงานผลการดำเนินงาน การฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  ในกลุ่มผู้ประสบอุทกภัยที่สำคัญ  คือ ประชาชนทั่วไป  ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน  (ครัวเรือนละ 5,000 บาท) โดยในภาพรวมสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้แล้วสำหรับ 2,635,111 ครัวเรือน  เป็นเงิน 13,175.56 ล้านบาท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  จำนวน 2,080,532 ครัวเรือน เป็นเงิน 10,402.66 ล้านบาท   ณ ปัจจุบัน  (25 มีนาคม 2555) ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว จำนวน 1,966,064 ครัวเรือน  เป็นเงิน 9,830.32 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากการรายงานครั้งก่อน 161,969 ครัวเรือน)  โดยมีรายละเอียด ดังนี้
        มหาอุทกภัย (จังหวัดต่างๆ และกรุงเทพมหานคร)
1.    จังหวัดต่างๆ
1.1    รวม 55 จังหวัด โดยภาพรวม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  สำรวจและ
แจ้งธนาคารออมสินแล้ว จำนวน 1,255,576 ครัวเรือน เป็นเงิน 6,277.88 ล้านบาท ณ ปัจจุบัน (25 มีนาคม 2555) ธนาคารออมสินจ่ายจริงถึงมือประชาชนแล้ว  จำนวน 1,235,882 ครัวเรือน เป็นเงิน 6,179.41 ล้านบาท หรือเฉลี่ยร้อยละ 98.43 ของยอดที่ ปภ.แจ้ง
            1.2 เมื่อเปรียบเทียบยอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนกับยอดที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  ปรากฏว่ามี 52 จังหวัด  ที่มียอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนเกินกว่าร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 96.19 โดยมีจังหวัดที่มีผลการเบิกเกินร้อยละ 90 มากขึ้นจากการรายงานครั้งก่อน รวม 1 จังหวัด

            1.3 มี 3 จังหวัด ที่มียอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำกว่าร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 83.28 ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ 68.25 จังหวัดปทุมธานี ร้อยละ 84.03 และจังหวัดสมุทรสาคร ร้อยละ 85.37
        2. กรุงเทพมหานคร
            2.1  ภาพรวม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว จำนวน 598,051 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,990.26 ล้านบาท ณ ปัจจุบัน (25 มีนาคม 2555) ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว จำนวน 555,149 ครัวเรือน เป็นเงิน 2,775.75 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยร้อยละ 92.83
            2.2 เมื่อเปรียบเทียบยอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนกับยอดที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  ปรากฏว่า มี 33 เขต ที่มียอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนเกินกว่าร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 93.57 โดยมีเขตที่มีผลการเบิกเกินร้อยละ 90 เพิ่มขึ้นจากการรายงานครั้งก่อน รวม 18 เขต
            2.3 มี 9 เขต ที่มียอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำกว่า ร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 82.88

        อุทกภัยอื่น
        เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท โดยแยกในแต่ละอุทกภัยที่เกิดขึ้นได้ดังนี้ 1) อุทกภัยวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 รวม 8 จังหวัด 14,321 ครัวเรือน 2)  อุทกภัยวันที่ 24
ธันวาคม 2554 รวม 10 จังหวัด 255,667 ครัวเรือน  3) วาตภัยและคลื่นลมแรงวันที่ 28 ตุลาคม , 28 พฤศจิกายน, 24 ธันวาคม 2554  รวม 6 จังหวัด 1,897 ครัวเรือน
        โดยในภาพรวมเป็นอุทกภัยที่เกิดในจังหวัดภาคใต้ 11 จังหวัด ภาคตะวันออก 1 จังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว จำนวน 226,909 ครัวเรือน เป็นเงิน  1,134.55 ล้านบาท  ณ ปัจจุบัน (25 มีนาคม 2555) ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว จำนวน 175,033 ครัวเรือน เป็น 875.17 ล้านบาท  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 77.14 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการรายงานครั้งก่อนร้อยละ 40.60 (รายงานครั้งก่อนเฉลี่ยร้อยละ 36.54)

 

รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ (29 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินการตามโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู  และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ  วงเงิน 120,000 ล้านบาท  และให้รัฐมนตรี  ส่วนราชการ  และรัฐวิสาหกิจเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง  ตามที่สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางเสนอ  ดังนี้
        1. การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู  และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ จำนวน 64 หน่วยงาน เป็นเงิน 115,149.973 ล้านบาท ไม่มีการจัดสรรเพิ่มเติมจากที่ได้รายงานในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 20 มีนาคม 2555 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
            1.1 แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายสะสม ณ เดือนมีนาคม 2555 เป็นเงิน 56,262.057   ล้านบาท เปรียบเทียบกับแผนฯ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นเงิน 41,783.037 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14,479.019 ล้านบาท   คิดเป็นร้อยละ 34.65

            1.2 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการแล้วมีการเบิกจ่ายสะสม ณ วันที่ 23 มีนาคม 2555 เป็นเงิน 39,694.906 ล้านบาท  เปรียบเทียบกับผลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 9  มีนาคม 2555 เป็นเงิน 37,212.290 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 2,482.616 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6.67
            1.3 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจลงนามในสัญญาแล้ว เป็นเงิน 49,511.421 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43.00 ของวงเงินจัดสรร และยังไม่ลงนามในสัญญา เป็นเงิน 65,638.552 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57.00 ของวงเงินจัดสรร
        2. สถานะการเบิกจ่าย จำแนกออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้
            2.1 ส่วนราชการและรัฐวิสากิจที่ยังไม่เบิกจ่าย
                2.1.1 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่เบิกจ่ายเนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ   จำนวน 13 หน่วยงาน วงเงินจัดสรร 10,381.181 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้ว 3 หน่วยงาน เป็นเงิน 207.236 ล้านบาท สำหรับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีกจำนวน 10 หน่วยงาน ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งมีการลงนามในสัญญาแล้วบางส่วนแต่อยู่ระหว่างการบันทึกข้อมูลการลงนามในสัญญา  (PO)  ในระบบ GFMIS
                2.1.2 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ แล้ว แต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย  จำนวน 10 หน่วยงาน วงเงินจัดสรร 3,039.351 ล้านบาท  เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ มีการลงนามในสัญญาแล้ว จำนวน 1 หน่วยงาน เป็นเงิน 3.698 ล้านบาท
            2.2 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมต่ำกว่าร้อยละ 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.2.1 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมต่ำกว่าร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 16 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 52,354.237 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้วจำนวน 16 หน่วยงาน เป็นเงิน 10,234.095 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.55 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น
ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 1,706.417 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.29 ของแผนการใช้จ่ายสะสม  ซึ่งมีทั้งโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง และบางส่วนได้ลงนามในสัญญาแล้ว ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการระยะสั้น  และงานดำเนินการเอง โดยจะเบิกจ่ายเมื่องานแล้วเสร็จ
                2.2.2 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 30 ถึง 50              เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 4 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 3,267.217 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้วจำนวน 4 หน่วยงาน เป็นเงิน 1,082.743 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.14 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น
ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 748.114 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.96 ของแผนการใช้จ่ายสะสม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินงานตามงวดงาน บางส่วนอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง บางส่วนเป็นงานดำเนินการเอง ซึ่งมีการเบิกจ่ายบางส่วนแล้ว
                2.2.3 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 50 ถึง 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผน ฯ จำนวน 8 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 7,149.536 ล้านบาท  มีการลงนามในสัญญาแล้วจำนวน 8 หน่วยงาน เป็นเงิน 1,798.539 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25.16  ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น
ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 1,385.002 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 65.86 ของแผนการใช้จ่ายสะสม  ซึ่งโครงการส่วนใหญ่ลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้บันทึกข้อมูลการลงนามในสัญญา (PO)  ในระบบ GFMIS โดยอยู่ระหว่างดำเนินงานตามงวดงานและเบิกจ่ายบางส่วนแล้ว
            2.3 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมสูงกว่าร้อยละ 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 13 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 38,958.452 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาแล้วจำนวน 13 หน่วยงาน เป็นเงิน 36,185.111 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 92.88 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น                              ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 35,855.373 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.43 ของแผนการใช้จ่ายสะสม สำหรับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในกลุ่มนี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
        3. ข้อเสนอ
            3.1 กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ยังมิได้ดำเนินการหรือยังมิได้เบิกจ่ายหรือเบิกจ่ายล่าช้ากว่าแผนฯ ขอให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเร่งรัดส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง / ลงนามในสัญญา  หรือปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2555 ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการเยียวยา  ฟื้นฟู  และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยได้อย่างเหมาะสม
            3.2 กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ลงนามในสัญญาแล้ว  และมีวงเงินจัดซื้อจัดจ้างหรือวงเงินดำเนินการเองต่ำกว่าวงเงินที่ได้รับการจัดสรร ขอให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินการจัดสรรงบประมาณคืนสำนักงบประมาณโดยด่วนภายใน 15 วันหลังจากทราบผลการจัดซื้อจัดจ้างหรือวงเงินดำเนินการเองตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20  มีนาคม 2555
            3.3 หากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจยังไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนการประกาศประกวดราคา หรือกรณีดำเนินการเองที่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติตามแผนฯ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2555  ให้สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นในการดำเนินการโครงการอีกครั้ง  หากเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้วัตถุประสงค์ของแผนงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.  2555 ก็ให้แจ้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจให้นำเสนอโครงการดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)  เพื่อพิจารณาใช้จ่ายจากเงินกู้ดังกล่าวต่อไป

   
 

การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 (29 มีนาคม 2555)

 

การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้
    1. ให้ ธ.ก.ส.ใช้เงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 วงเงิน 269,160 ล้านบาท เดิม เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 จำนวน 10 ล้านตัน  วงเงินกู้ไม่เกิน 28,250 ล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงินกู้ไม่เกิน 15,000 ล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 จำนวนประมาณ 8 ล้านตัน วงเงินกู้ไม่เกิน 120,000 ล้านบาท เพิ่มเติม รวมวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 163,250  ล้านบาท
    2. ให้ ธ.ก.ส.กู้เงินเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2554/55 จำนวน 10 ล้านตัน วงเงินกู้ไม่เกิน 28,250 ล้านบาท โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพคารายาง วงเงินกู้ไม่เกิน 15,000 ล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 จำนวนประมาณ 8 ล้านตัน วงเงินกู้ไม่เกิน  120,000 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 163,250 ล้านบาทจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง   ให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อบริหารจัดการหนี้เงินกู้ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินกู้และดอกเบี้ย รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินโครงการทั้งหมด
    3. ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ที่เกิดจากการกู้เงินและการบริหารจัดการหนี้ของ ธ.ก.ส. โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละครั้ง ตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 วงเงินกู้ไม่เกิน 28,250 ล้านบาท  โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง  วงเงินกู้ไม่เกิน  15,000 ล้านบาท  และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2555 วงเงินกู้ไม่เกิน 120,000 ล้านบาท  ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น รวมทั้งการบริหารจัดการหนี้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันจนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด
    4.  ให้ ธ.ก.ส. แยกบัญชีการดำเนินงาน บัญชีธนาคารของโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2554/55 โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555  โดยเฉพาะ เพื่อให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีชำระคืน ธ.ก.ส. หากมีผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงจากโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 จำนวน 10 ล้านตัน  และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 จำนวน 8 ล้านตัน ให้เสร็จสิ้นทุกสิ้นปีงบประมาณหรือไม่เกินปีงบประมาณถัดไป โดยไม่ต้องรอให้มีการระบายผลิตผลเสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้มีการรับรู้กำไร/ขาดทุนจากการดำเนินโครงการดังกล่าวในปีนั้น ๆ รวมทั้งชดเชยต้นทุนเงินและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รวมทั้งเงินที่ใช้ในการดำเนินงานโครงการ ทั้งในส่วนของ           ธ.ก.ส. และส่วนที่กู้จากสถาบันการเงิน เพื่อมิให้เป็นภาระงบประมาณด้านดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้คงค้างโครงการฯ เป็นเวลานาน รวมทั้งเพื่อให้ ธ.ก.ส. สามารถนำเงินไปหมุนเวียนเพื่อใช้ในโครงการอื่นในปีต่อ ๆ ไป หากมีกำไรเกิดขึ้นจากการดำเนินงานหลังจากการระบายผลผลิตหรือสิ้นสุดโครงการฯ ให้ ธ.ก.ส.นำเงินส่งคลังทันที
    5.  ให้หน่วยงานดำเนินการที่ได้จำหน่ายสินค้าตามโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง            ปี 2554/55 โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และได้รับชำระค่าสินค้าแล้วให้นำส่งเงินดังกล่าวแก่ ธ.ก.ส. ภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับเงิน หากล่าช้าให้ชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เพื่อ ธ.ก.ส.จะได้นำไปชำระหนี้และลดภาระหนี้เงินกู้ต่อไป ทั้งนี้ให้ ธ.ก.ส. ชำระคืนแหล่งเงินกู้ทันทีหรือภายใน 3 วันทำการ โดยให้ ธ.ก.ส.ชำระคืนเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าก่อนเป็นลำดับแรก

    6.  ให้หน่วยงานดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง ได้แก่ สถาบันเกษตรกรและองค์การสวนยาง หน่วยงานดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 โดย อคส. และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ดูแลคลังสินค้า (Stock) ของโครงการฯ ไม่ให้มีการสูญหาย เว้นแต่จะมีการเสื่อมคุณภาพของสินค้า

ตามปกติ แต่หากมีการสูญหายหรือสินค้าเสื่อมคุณภาพเพราะความบกพร่อง หน่วยงานดังกล่าวจะต้องชดใช้ให้แก่รัฐ เนื่องจากได้รับอนุมัติวงเงินจ่ายขาดสำหรับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้าแล้ว ทั้งนี้ ให้ อคส.และอ.ต.ก. ปิดบัญชีโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะลัง ปี 2554/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการโครงการฯ
    7.  ให้กระทรวงพาณิชย์แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังปี 2554/55 และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 รวมทั้งให้คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เพื่อดำเนินการปิดบัญชีโครงการดังกล่าว หลังจากครบกำหนดไถ่ถอนและ/หรือสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ และขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายผลิตผล เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจัดหาเงินทุน และภาระการค้ำประกันของกระทรวงการคลัง โดยมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง (โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) สำนักงบประมาณและ ธ.ก.ส. ร่วมติดตามการระบายผลิตผลอย่างใกล้ชิด และให้มีการปิดบัญชีเป็นปี ๆ ไป โดยให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชี
    8.  ให้กระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติกำกับ ติดตาม ควบคุม รวมทั้งรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงาน การเบิกจ่ายเงิน การระบายสินค้า ปริมาณและมูลค่าสินค้าคงเหลือ รวมทั้งปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้นสำหรับโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/55 โครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ให้คณะรัฐมนตรีทราบทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป จนกว่าหนี้คงค้างได้รับชำระครบถ้วน เพื่อให้คณะรัฐมนตรีสามารถติดตามการดำเนินงานได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้รายงานการระบายสินค้า ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าคงเหลือ  ให้กระทรวงการคลัง            (โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) และสำนักงบประมาณทราบทุกรายไตรมาส
    และให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความ   เห็นของสำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

 

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม... (2 เมษายน 2555)

ร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. ....) และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป
สาระสำคัญของการร่างประกาศ
กำหนดให้ยกเลิกความในข้อ 3 (2) แห่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบางละมุง และอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2553 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(2) พื้นที่ภายในแนวเขตควบคุมอาคาร ที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 ตามขอบเขตพื้นที่ที่เคยใช้กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2546”

เรื่องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบผลการพิจารณาร่วมกันของสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และ 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ตามที่สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ
1. เห็นชอบการขยายระยะเวลาการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรปี 2554 กรณีพิเศษ โดยใช้หลักเกณฑ์ วิธีการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 วันที่ 6 กันยายน และวันที่ 13 ธันวาคม 2554 โดยให้ครอบคลุมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่มปี 2554 และปี 2555 ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2555 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยธรรมชาติเช่นเดียวกับการช่วยเหลือเกษตรกรในภาคอื่น ๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว และเพื่อให้การช่วยเหลือในพื้นที่ต่างๆ โดยไม่เกิดปัญหากรณีอัตราการช่วยเหลือไม่เท่ากันในระยะเวลาที่เกิดภัยใกล้เคียงกัน
2. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งสิ้น 2,659,972 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถถัวจ่ายระหว่างรายการด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ได้
3. เห็นชอบการช่วยเหลอเยียวยาเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวนาปี 2554/55 กรณีเสียหายเนื่องจากประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2555 ในอัตราตันละ 1,437 บาท วงเงิน 221,237 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับการช่วยเหลือเกษตรกรในภาค
อื่น ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2554 และวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เพื่อให้ครอบคลุมเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้วย ทั้งนี้เกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยข้างต้น จะต้องมีหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และไม่สามารถใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสามารถตรวจสอบได้ โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สำรองจ่ายไปก่อน และสำนักงบประมาณตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีชดเชยให้

เรื่องแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555
คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ตามที่ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1. ชื่อในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 ใช้ชื่อว่า “สงกรานต์ปลอดภัย ตายเป็นศูนย์”
2. ช่วงเวลาการดำเนินการ ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555 รวม 7 วัน
3. เป้าหมายการดำเนินการ ให้สามารถลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนผู้เสียชีวิตและจำนวนผู้บาดเจ็บ ให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2554
4. มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน 6 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านบริหารจัดการ มาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการด้านสังคม มาตรการด้านวิศวกรรมจราจร มาตรการด้านการประชาสัมพันธ์ และมาตรการด้านบริการการแพทย์ฉุกเฉิน กู้ชีพ กู้ภัย
5. ช่วงเวลาดำเนินการ กำหนดเป็น 2 ช่วง ดังนี้
(1) ช่วงเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม 2555 - 10 เมษายน 2555
(2) ช่วงปฏิบัติการเข้มข้น ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน 2555

เอกสารการนำเสนอเวที Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 3

เวที Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 3:การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติในบริบทเชิงพื้นที่

วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม 2555 เวลา 9.00 – 16.30 น. ณ ห้องบงกชรัตน์ 3 ชั้น 1 โรงแรมเดอะ ทวิน โลตัส อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โครงการวางแผนและจัดการทรัพยากรน้ำจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยการมีส่วนร่วม (สกว.) และโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การจับความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (สกว.)

กำหนดการ 9.00 – 9.30 น. ลงทะเบียน 9.30 – 9.40 น.

แนะนำวัตถุประสงค์เวที Global Warming Forum

                                     โดย คุณสุปราณี จงดีไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว.

                                     ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

9.40 - 11.40 น. เปิดเวทีเสวนา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและความเปราะบางในเชิงพื้นที่ของประเทศไทย

                                      โดย ดร.อัศมน ลิ่มสกุล ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม

                         การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

                                     โดย คุณศุภกร ชินวรรโณ ผู้ประสานงานชุดโครงการวิจัยการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สกว.

                         การปรับตัวทางภาคการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

                                    โดย รศ.ดร.สายัณห์ สดุดี คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

11.40 – 12.00 น. สรุปประเด็นเพื่อต่อยอดความคิด

12.00 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 - 16.00 น. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนทางความคิด การปรับตัว/รับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติในเชิงพื้นที่

                                    โดย ดร.ปกรณ์ ดิษฐกิจ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

                                    คุณณรงค์ คงมาก โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การจับความรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลง สกว.

                                    ผู้ชวนคิด : ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

16.00 – 16.30 น. ตกผลึกทางความคิดและปิดเวที

***************************************************************************

สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุมได้ที่นี่

ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....(29 มีนาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....  ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว  ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป   และให้ กษ.             รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
        สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....
        1. ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2505 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 3)             พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การ
สวนยาง พ.ศ. 2504 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2508 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 114 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2515 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535                        (ร่างมาตรา 3)
        2. หมวด 1 การจัดตั้ง ทุน รายได้ และเงินสำรอง
            2.1 กำหนดให้จัดตั้งการยางขึ้นเรียกว่า “การยางแห่งประเทศไทย” เรียกโดยย่อว่า “กยท.” และกำหนดให้ กยท. เป็นนิติบุคคล (ร่างมาตรา 6 – ร่างมาตรา 7)
            2.2 กำหนดวัตถุประสงค์ ของ กยท. เช่น เป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบอย่างครบวงจร  บริหารจัดการเกี่ยวกับการเงินกองทุนพัฒนายางพารา ตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา เป็นต้น (ร่างมาตรา 8 – ร่างมาตรา 10)
            2.3 กำหนดที่มาของทุนของ กยท. และรายได้ของ กยท. รวมทั้งกำหนดให้รายได้ที่ กยท. ได้รับจากการดำเนินงานให้ตกเป็นของ กยท. สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  และรายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง ๆ  เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและภาระต่าง ๆ แล้วเหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ  และถ้ารายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายและค่าภาระต่าง ๆ  นอกจากเงินสำรอง และเงินโบนัสหรือเงินรางวัล  และกยท. ไม่สามารถหาเงินจากทางอื่น  รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่ กยท. เท่าจำนวนที่ขาด (ร่างมาตรา 11- ร่างมาตรา 13)
        3. หมวด 2 คณะกรรมการและผู้ว่าการ
        กำหนดให้มี “คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย” ประกอบด้วย ประธานกรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทน กษ. ผู้แทนสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  จำนวนห้าคน  และผู้ว่าการเป็นกรรมการและเลขานุการ กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม  วาระการดำรงตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละสามปี และกำหนดให้ผู้ว่าการมีวาระในตำแหน่งคราวละไม่เกินสี่ปี กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ เช่น วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ กยท. แต่งตั้งและกำหนดอัตราเงินเดือนของผู้ว่าการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เป็นต้น (ร่างมาตรา 17 – ถึงร่างมาตรา 35)
        4. หมวด 3 การส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง
        กำหนดให้เกษตรกรชาวสวนยางซึ่งประสงค์จะขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนต่อ กยท. ตามแบบและวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด และในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมให้มีการปลูกแทนเป็นผู้ทำสวนยางในที่ดินที่ตนเช่าหรืออาศัยบุคคลอื่น ผู้ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนต้องแสดงต่อ กยท. ว่าผู้ให้เช่าหรือผู้ให้อาศัยได้ให้ความยินยอมในการที่ตนขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด เป็นต้น (ร่างมาตรา 36-ร่างมาตรา 42)
        5. หมวด 4 กองทุนพัฒนายางพารา
            5.1 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นใน กยท. เรียกว่า “กองทุนพัฒนายางพารา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนายางพารา (ร่างมาตรา 43- ร่างมาตรา 46)
            5.2 กำหนดให้บุคคลซึ่งส่งยางพาราออกนอกราชอาณาจักร  ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ กยท. และให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า และในกรณีที่มีความจำเป็นรัฐมนตรีจะประกาศกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่บุคคลดังกล่าวก็ได้ (ร่างมาตรา 47 –ร่างมาตรา 48)
        6. บทเฉพาะกาล
            6.1 กำหนดให้โอนบรรดากิจการ  เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ภาระผูกพันและงบประมาณของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ. 2503 และของ
องค์การสวนยางตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504 ไปเป็นของ กยท. (ร่างมาตรา 67- ร่างมาตรา 68)
            6.2 กำหนดให้พนักงานและลูกจ้างของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง   พ.ศ. 2503 และพนักงานและลูกจ้างขององค์การสวนยางตาม  พระราชกฤษฎีจัดตั้งองค์การสวนยาง พ.ศ. 2504 เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของ กยท. (ร่างมาตรา 69)
            6.3 กำหนดให้โอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน  ภาระผูกพัน  และงบประมาณของกรมวิชาการเกษตร เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับราชการของสถาบันวิจัยยาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการยางอื่น ๆ ไปเป็นของ กยท.  (ร่างมาตรา 70)
            6.4 กำหนดให้ในวาระเริ่มแรก  ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ว่าการตามพระราชบัญญัตินี้  และกำหนดให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา 17 (2) โดยให้ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 17 (1) และ (3) (ร่างมาตรา 74 – ร่างมาตรา 75)

 

นานาประเทศเริ่มออกมาตรการคุมเข้มทางภาษี หวังลดปัญหาภาวะโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 4 เมษายน 2555

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกได้ตระหนัก และให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง และกว้างขวางในหลายๆ แห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุหมุน และอุณหภูมิที่แปรปรวน ซึ่งรัฐบาลหลายๆ ประเทศได้ให้ความสำคัญและพยามหาแนวทาง/มาตรการป้องกันและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ เครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำมาตรการทางภาษีมาใช้แล้ว เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ อังกฤษ

โดยเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2554 ประเทศออสเตรเลียได้ออกกฎหมายภาษีมลพิษ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 โดยกำหนดให้บริษัทผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประมาณ 500 แห่งในออสเตรเลีย เสียภาษีในอัตราตายตัวเริ่มต้นที่ 23 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ในช่วง 3 ปีแรก หลังจากนั้นจะเริ่มใช้แผนการค้าสิทธิ์การปล่อยมลพิษ (Emissions Trading Scheme) ด้วยอัตราภาษีลอยตัวตามตลาด โดยรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดราคาพื้นฐาน พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุนพลังงานสะอาด (Clean Energy Finance Corporation) วงเงิน 1 หมื่น ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนด้วย การออกมาตรการดังกล่าวเพื่อช่วยให้ออสเตรเลียบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างน้อยร้อยละ 5 ในปี 2563 เทียบกับปี 2543 ซึ่งปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 1.5 ของโลก และยังเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวสูงที่สุดในโลกอีกด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่พึ่งพาถ่านหินในการผลิตพลังงานไฟฟ้า

by ThaiWebExpert