พายุหิมะถล่มสหรัฐฯ

 

Photograph: Greg Derr/AP

ยอดตายพายุหิมะถล่มสหรัฐเพิ่มเป็น 15 ราย ชาวบ้านอีกกว่า 2 แสนคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้  สถานการณ์พายุหิมะพัดกระหน่ำทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯและแคนาดาช่วงสุดสัปดาห์ ทำให้หิมะท่วมสูงถึง 3 ฟุต ธุรกิจและบ้านเรือนมากกว่า 220,000 แห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 15 ราย

หน่วยกู้ภัยและชาวบ้านในหลายรัฐของสหรัฐพยายามเก็บกวาดหิมะที่ปกคลุมถนนและทางเดิน หลังพายุทำให้มีหิมะตกหนัก โดยบางแห่งวัดได้ถึง 3 ฟุต ส่งผลให้บ้านเรือนกว่า 650,000 หลังคาเรือนใน 8 รัฐต้องอยู่ในความมืด และประธานาธิบดีบารัก โอบามาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐคอนเนคติกัตแล้ว เพื่อให้รัฐบาลกลางสามารถจัดส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และกู้ภัยไปยังพื้นที่ประสบภัยได้รวดเร็วขึ้น

จนถึงขณะนี้ยังมีบ้านเรือนและธุรกิจราว 220,000 รายในพื้นที่ประสบภัยพายุหิมะที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยรัฐแมสซาชูเซตส์ได้รับผลกระทบมากที่สุด ประชาชนกว่า 180,000 หลังคาเรือนยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ ขณะที่พายุหิมะทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย ได้แก่ 11 รายในสหรัฐและอีก 4 รายในแคนาดา โดยหนึ่งในนี้เป็นเด็กวัย 11 ปีเสียชีวิตจากการสูดก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ขณะนั่งรอพ่ออยู่ในรถยนต์ที่เปิดเครื่องยนต์ไว้

PHOTO: Massachusetts (Reuters: Brian Snyder)

หิมะที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้ถนนสายต่างๆไม่สามารถสัญจรได้ และรถยนต์จำนวนมากถูกฝังอยู่ใต้หิมะ ประชาชนบางคนไม่สามารถเปิดประตูบ้านได้ด้วยซ้ำ ในบอสตันนั้นหิมะตกหนักวัดได้ 24.9 นิ้ว ซึ่งเป็นพายุหิมะที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ตั้งแต่เมืองนี้เริ่มเก็บข้อมูลมา และทางเมืองได้ร้องขอรถตักดินและอุปกรณ์หนักเพื่อมาช่วยตักหิมะออกจากถนนเส้นต่างๆ ส่วนสนามบินหลักของนครนิวยอร์ค 3 แห่ง คือ ลาการ์เดีย,จอห์น เอฟ เคนเนดี้ และนวร์ก ที่ปิดไปตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ กลับมาเปิดทำการได้อีกครั้งเมื่อช่วยสายของวันเสาร์

สภาพอากาศเลวร้ายนี้ยังส่งผลถึงการส่งไปรษณีย์ในสหรัฐต้องหยุดทำการในหลายรัฐ และคาดว่าจะกลับมาให้บริการตามปกติได้ในวันนี้ หน่วยงานพยากรณ์อากาศของสหรัฐคาดว่า ในวันนี้จะมีฝนตกและอากาศอุ่นขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจจะทำให้หิมะเริ่มละลาย และอาจจะเกิดอันตรายจากหิมะบนหลังคาที่จะถล่มลงมาได้

 

ผลกระทบต่อสภาพอากาศต่อการผลิตผลไม้ของไทย

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกว.

Agenda Bangkok (7) “Low Carbon Society” ก้าวพ้นเมืองสีเขียวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ผู้เขียน: 
siam intelligence unit

 

เป็นเรื่องที่คุ้นหูคุ้นตาเมื่อมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพครั้งใด ประเด็นหนึ่งที่มักจะถูกมาหยิบยกหาเสียงก็คือเรื่อง “เมืองสีเขียว” ซึ่งหมายความว่ามีต้นไม้เยอะ อากาศดี ปลอดมลภาวะ และคุณภาพชีวิตดี
แต่ดูเหมือนการดำเนินนโยบายที่ผ่านมาจะไม่ มีอะไรก้าวไกลไปกว่าการปลูกต้นไม้เพิ่มและการจัดสวนสาธารณะ และยังมีข้อมูลที่น่าตกใจก็คือ จากการจัดอันดับ 20 เมืองที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (climate change) กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงอันดับที่ 10!!….คงต้องมาคิดแล้วว่าเมืองสีเขียวของเราจะเพียงพอแค่ไหน?
สังคมคาร์บอนต่ำ_low carbon society Photo by Chixoy from Wikipedia
สังคมคาร์บอนต่ำ_low carbon society Photo by Chixoy from Wikipedia
จากที่โครงการ Agenda Bangkok มองไปยังปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบในระยะยาว เราจะพบว่า ภายในปี 2050 ที่เป็นปลายทางของการจำลองภาพอนาคตนั้น เชื้อเพลิงดั้งเดิมสูญหายไปจากภาคการขนส่งโดยสิ้นเชิง เมื่อเราย้อนมาจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มมองคือปี 2030 ประเทศไทยจะเริ่มปรับตัวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Society) ได้อย่างไร? เพื่อที่จะเป็นทางเลือกที่จะลดความเสี่ยงให้กับกรุงเทพฯและประเทศไทย
ในปี 2030 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูงอย่างเสรีจากผลพวงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้มีประชากรจำนวนมากเดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ เราหวังว่าผู้บริโภคนั้นจะยอมจ่ายเงินที่แพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ปล่อย ก๊าซเรือนกระจกลดลง ด้วยวิทยาการเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะต้องเป็นแบบประหยัดไฟและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการกลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์
บางสิ่งที่ควรทำโดยเร่งด่นคือการวางระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้รถส่วนบุคคล และอุตสาหกรรมในประเทศจะเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมฐานการผลิตที่ใช้พลังงานและแรง งานจำนวนมาก เข้าสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่มาจากฐานของการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับสินค้า
แต่ถ้าหากมองภาพอนาคตในมุมร้ายในปี 2030 เราอาจจะเห็นบางพื้นที่ในโลกทำสงครามกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรน้ำจืดที่นับ วันยิ่งขาดแคลน หรือเราอาจจะเห็นโรคติดต่อชนิดใหม่ๆหรือโรคเก่าที่กลายพันธุ์ทำให้รักษายาก ขึ้น ซึ่งแนวโน้มในระยะใกล้เราพบโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่และโรคมือเท้าเปื่อยสาย พันธุ์ใหม่ในกรุงเทพฯแล้ว แน่นอนว่าเป็นภาพอนาคตที่เราไม่อยากเจอ
หากขยับไปอีกนิดในปี 2040 เราคาดการณ์ว่ากรอบข้อตกลงข้อบังคับสังคมคาร์บอนต่ำจะเป็นที่ตกลงในทุก ประเทศทั่วโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ และการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะเป็นที่ต้องการสูงและสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ คนยากจนในชนบที่ปลูกต้นไม้และพืชไร่เพื่อใช้เป็นพลังงาน
โดยกลุ่มฐานลูกค้าคือเหล่าบรรดาประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งนี้ อาคารตึกรามบ้านช่องต่างๆ จะมีการปรับปรุงใหม่ รื้อของเก่าที่หมดอายุเพื่อสร้างอาคารที่มีความประหยัดพลังงานมากขึ้น
แล้วถ้ามองในแง่ร้ายล่ะ? การซื้อขายแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกมีผลกระทบน้อยมาก ประเทศมหาอำนาจก็ไม่ได้ลดจำนวนการปล่อยก๊าซ แต่อาศัยรายได้มหาศาลในการซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนา แล้วในขณะนั้นกรุงเทพฯ และประเทศไทยจะเป็นประเทศแบบไหนกัน?
สิ่งที่ตามมาอาจจะเป็นความไม่มั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศและความขัด แย้งระหว่างภูมิภาค เนื่องจากภาวะโลกร้อนไม่เอื้อให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
สังคมคาร์บอนต่ำ Low Carbon Society (*คลิกเพื่อดูภาพขยาย)
สังคมคาร์บอนต่ำ Low Carbon Society (*คลิกเพื่อดูภาพขยาย)
ท้ายที่สุด เราหวังว่าในปี 2050 การปล่ยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากมนุษย์มีการรักษาระดับใก้ลกับสถานะคงที่ น่าจะเทียบเท่ากับทศวรรษ 1990 และหวังว่าในขณะนั้นการคิดค้นเทคโนโลยีการให้พลังงานด้วยแบตเตอรี่ที่นำกลับ มาใช้ใหม่ได้ จะส่งผลให้เชื้อเพลิงอื่นๆ ล้าสมัย  โดยจะเข้ามาอยู่ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมไปถึงรถยนต์ นี่คือบางส่วนของภาพจำลองในอนาคตของเมืองใหญ่ๆ กับชะตากรรมของโลกที่ต้องเผชิญ ถ้าหากเริ่มนับหนึ่งในปีนี้ อาจจะยังไม่สายที่ภาพอนาคตในด้านร้ายอาจไม่เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ
เทรนด์ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระดับปานกลาง และมีข้อถกเถียงในระดับปานกลาง เหตุเพราะว่าเราไม่สามารถคาดเดาความล้ำหน้าของวิทยาการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้ถูกต้องแน่นอน และยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่อาจจะทำให้สถานการณ์นั้นดีกว่าหรือเลวร้ายกว่าที่คิด เช่น การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือ การขุดพบแหล่งทรัพยากรขนาดใหญ่ใหม่ๆ เทรนด์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ซึ่งสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของสังคม เทคโนโลยี การเมือง และเศรษฐกิจ
ข้อเสนอ (Proposal)
เราจะต้องเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่ฐานราก นั่นคือการสร้างระบบการศึกษาใหม่ เน้นย้ำคุณค่าของความยั่งยืนและการใช้ชีวิตแบบคาร์บอนต่ำ สู่ระดับครอบครัว การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้สอดคล้องกับธรรมชาติโดยอาศัยการคิดค้นวัสดุใหม่ๆ และกระบวนการการผลิตต่างๆ จะมุ่งสู่การไม่สร้างขยะ (Zero waste)  คือนำกลับมาใช้เรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือขยะ หรือวางแผนการผลิตด้วยวัสดุย่อยสลายได้ตั้งแต่ต้นทางการผลิต
เรื่องสุดท้ายในระดับมหภาคต้องออกแบบโครงสร้างการกระจายอำนาจแบบใหม่ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีเสรีที่จะริเริ่มโครงการเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำมาก ขึ้น โดยองค์กรท้องถิ่นมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากร
ประโยชน์ที่จะได้รับ (Benefit)
หากทำได้สัมฤทธิ์ผลตามภาพอนาคตในแง่ดี ก็คือ เพิ่มความสามารถของกรุงเทพฯ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะพิษที่ย่อยสลายยาก และเพิ่มความสามารถของเมืองในการฟื้นฟูคืนกลับสู่สภาพปรกติ (Resilience) หลังเผชิญภัยพิบัติ คงจำภาพขยะล้นเมืองในตอนน้ำท่วมใหญ่ 2554 ได้ดี คงไม่มีใครอยากให้มันเป็นแบบนั้นอีก ใช่ไหม?
 

 

สามารถดาวน์โหลด Agenda Bangkok 2012 วาระกรุงเทพฯ ได้ที่นี่

สองขั้วการเมืองกับ “นโยบาย Global Warming” ของอเมริกา?

ผู้เขียน: 
สรินณา อารีธรรมศิริกุล

 

ผู้อ่านคงเคยดูหนังดังทำเงินของ Hollywood เช่น The Day After Tomorrow (2004) ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่มีสาเหตุมาจากปัญหาโลกร้อน หรือหนังการ์ตูนแอนนิเมชั่นอย่าง Happy Feet (2006) ที่เกี่ยวกับเจ้านกเพนกวินนักเต้นที่พยายามสื่อสารกับมนุษย์ให้รู้ถึงปัญหา สิ่งแวดล้อมแถบขั้วโลกใต้ หรือหนังสารคดีอย่าง An Inconvenient Truth (2006) ที่มีอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอัล กอร์ (Al Gore) เป็นผู้บอกเล่าปัญหาและผลกระทบของภาวะโลกร้อน
ภาพยนตร์ Hollywood อาจทำให้เราคิดว่า สภาวะโลกร้อน (Global Warming หรือ Climate Change) เป็นปัญหาที่คนอเมริกันตระหนักถึงอย่างสำคัญและคิดเห็นตรงกันอย่างเป็น เอกฉันท์
ที่จริงแล้ว ความเห็นเรื่องโลกร้อนในอเมริกายังถูกถกเถียง แบ่งออกเป็นสองฝ่าย และยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล
ภาพยนตร์ Hollywood ที่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนจึงเป็นเพียง “ความคิดและความเชื่อ” ของคนทำหนังเท่านั้น มิได้สะท้อนภาพอันหลากหลายของสังคมและการเมืองอเมริกาอย่างแท้จริง
ที่ผู้เขียนยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุย เพราะเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบารัค โอบามาทำเซอร์ไพรส์ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เขากล่าวย้ำจุดยืนและอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างจากพรรครีพับลิกันแบบ สุดขั้ว ผ่านคำปราศรัยต่อสาธารณชน ทั้งประเด็นเรื่องผู้อพยพ การควบคุมอาวุธปืน โปรแกรมรัฐสวัสดิการ ประกันสุขภาพ และบทบาทของรัฐในเรื่องเศรษฐกิจและสังคม
ประเด็นที่เซอร์ไพรส์คนฟังมากที่สุดคือการพูดถึงปัญหาโลกร้อน ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน เพราะในช่วงการรณรงค์หาเสียงเมื่อปีที่แล้ว ไม่มีผู้สมัครคนใดแตะเรื่องนี้เลย
แต่โอบามากลับพูดถึงในพิธีรับตำแหน่งอย่างสำคัญ นั้นก็หมายความว่า โอบามาอาจเสนอนโยบายสิ่งแวดล้อมให้ทั้งฝ่ายค้านและสังคมอเมริกันได้ถกเถียง กันอีกครั้ง หลังจากทยอยปล่อยมาตราการการควบคุมอาวุธปืน (Gun Control) และร่างนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพ (Immigration Policy) ออกมาให้สังคมเห็นกันบ้างแล้ว และที่สำคัญคือการร่างนโยบายบรรเทาภาวะโลกร้อนหรือนโยบายสิ่งแวดล้อมนี้เอง จะเชื่อมโยงกับนโยบายลูกเมียน้อยอย่างนโยบายพลังงานทดแทน (Renewable Energy Policy) ที่โอบามาสอบตกเมื่อสมัยที่แล้ว
บทความนี้จึงขออธิบายให้เห็นภาพความหลากหลายในประเด็นเรื่องโลกร้อนผ่าน เลนส์การเมืองอเมริกัน แทนเลนส์จากหนังภาพยนตร์ Hollywood ที่เราคุ้นเคยกัน
บารัค โอบามา เยือนนิวเจอร์ซี สำรวจความเสียหายจากเฮอร์ริเคนแซนดี้ ภาพจาก The White House
บารัค โอบามา เยือนนิวเจอร์ซี สำรวจความเสียหายจากเฮอร์ริเคนแซนดี้ ภาพจาก The White House
สองขั้วการเมือง
ประธานาธิบดีโอบามากล่าวในพิธีรับตำแหน่งว่า
“… พวกเราจะจัดการกับการคุมคามของสภาวะโลกร้อน เพราะถ้าไม่ทำ ก็เหมือนเป็นการทรยศลูกหลานของเรา บางคนอาจยังปฎิเสธหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ดานดื่น แต่เราไม่สามารถหลีกหนีผลกระทบอันรุนแรงของไฟป่าที่บ้าคลั่ง ฝนแล้ง และพายุที่รุนแรงได้
หนทางที่จะนำไปสู่การผลิตพลังงานที่ยั่งยืนนั้น ต้องใช้เวลาและบางครั้งยากลำบาก แต่ประเทศอเมริกาไม่สามารถปฎิเสธยุคเปลี่ยนผ่านนี้ได้ เราต้องเป็นผู้นำ เราไม่สามารถยอมแพ้ประเทศอื่นๆ ในเรื่องเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวสร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ … นี่คือวิธีที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจและบำรุงรักษาทรัพยากรของชาติ…”
คำปราศรัยของโอบามามีนัยยะสำคัญทางนโยบายคือ
  • (1) ยอมรับว่าปัญหาโลกร้อนมีอยู่จริงและเกิดจากฝีมือมนุษย์
  • (2) ตื่นตัวว่าปัญหาโลกร้อนต้องรีบแก้ไข โดยต้องการพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์
  • (3) เชื่อว่าการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและสร้างพลังงานทดแทนจะดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอนาคต และ
  • (4) ต้องการผลักดันให้อเมริกากลายเป็นผู้นำโลกในเทคโนโลยีและวิทยาการด้านสิ่งแวดล้อม ตอนนี้จีนและบางประเทศในยุโรปมีความก้าวหน้าและสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้ ได้มากกว่าสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะจีนสามารถผลิตและส่งออกกังหันลมได้มากที่สุดในโลกแล้ว
ถ้ามองจากอีกด้านหนึ่งของเหรียญโลกร้อน ส่วนใหญ่สมาชิกพรรครีพับลิกันและคนหัวอนุรักษ์นิยมจะเชื่อว่า
  • (1) โลกอาจร้อนขึ้นจริง แต่ยังมีไม่ปลงใจเชื่อ 100% ว่าสาเหตุใหญ่ของปัญหาเกิดมาจากฝีมือมนุษย์และไม่แน่ใจเรื่องผลกระทบที่มีต่อโลก
  • (2) เมื่อคนกลุ่มนี้ยังไม่เชื่อเรื่องผลกระทบและสาเหตุของโลกร้อน จึงไม่เห็นว่าต้องรีบเร่งหาพลังงานทดแทนมาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ซ์ออกไซด์ เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกและก็เป็นประเทศ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ที่มากที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่า ถ้าลดการปล่อยก๊าซฯ ก็หมายถึงการลดการผลิต เมื่อลดการผลิต จีดีพีก็จะลดลง รายได้ประชากรและการบริโภคก็จะลดลง ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจจะชะลอตัวและเติบโตช้าตามไปด้วย
  • (3) ถ้ารัฐบาลสนับสนุนการผลิตและใช้พลังงานทดแทน รัฐอาจต้องเข้ามาแทรกแซงราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาถ่านหิน และราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น เมื่อราคาสูงขึ้น ก็จะสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนต้องการบริโภคพลังงานทดแทนมากขึ้น
  • แต่กลุ่มคนหัวอนุรักษ์นิยมเห็นว่า ประเทศอเมริกานั้นมีทรัพยากรด้านพลังงานที่สมบูรณ์และราคาถูกที่หาได้ใน ประเทศอยู่แล้ว จึงควรนำมาใช้เพราะจะเป็นข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต แถมเป็นการสร้างงานในประเทศอีกด้วย และตามแนวคิดทางเศรษฐกิจของพรรครีพับลิกันแล้ว พวกเขาไม่เห็นด้วยกับบทบาทของรัฐที่จะเข้ามาแทรกแซงราคาหรือกำหนดกลไกตลาด ใดๆ เลย
  • ฉะนั้น สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่จึงสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินใช้เองในประเทศ เนื่องจากราคาถูกและเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ค่อยเป็นมิตรในแถบตะวันออกกลางหรือเอเมริกาใต้
  • (4) ส่วนบทบาทของอเมริกาในการเป็นผู้นำเรื่องเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทนนั้น ยังไม่ได้รับความสนใจจากคนกลุ่มนี้มากนัก
โพลโลกร้อน
โพลโลกร้อน
โพลโลกร้อน
โพลล่าสุดที่ทำโดย Pew Research Center พบว่า ในปี 2012 คนอเมริกันถึง 2 ใน 3 เชื่อว่าโลกร้อนขึ้นจริง แต่เมื่อถามถึงผลกระทบจากโลกร้อน มีเพียง 48% ของสมาชิกพรรครีพับลิกันเชื่อว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลกระทบต่อการเปลี่ยน แปลงของโลก ในทางตรงกันข้าม มากถึง 85% ของสมาชิกพรรคเดโมเครตเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น
ที่น่าสนใจคือ มีแค่ 42% ของคนอเมริกันที่เชื่อว่าโลกร้อนขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ นั้นหมายความว่า มากกว่า 50%ของคนอเมริกันเชื่อว่าโลกร้อนเพราะสาเหตุอื่น เช่น ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเอง พระเจ้าลงโทษ หรืออาจยังไม่แน่ใจ
แต่ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การเสนอนโยบายของโอบามาในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนคงเป็นไปได้ยาก เพราะ นโยบายของรัฐคงไม่สามารถไปบังคับธรรมชาติ หรือเปลี่ยนใจพระเจ้าไปได้
สิ่งที่นโยบายทำได้คือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งถ้าประชากรของประเทศกว่าครึ่งไม่เห็นด้วยว่าโลกร้อนเพราะฝีมือมนุษย์ แล้ว การผ่านกฎหมายเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศ (รวมทั้งภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม) คงเป็นไปได้ยาก

 

 

กรอบเจรจา FTA ไทย –สหภาพยุโรป

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

กรอบเจรจาความตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรป ได้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบไปแล้วจากรัฐสภาตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 หลังจากมีการอภิปรายในรัฐสภากว่าสามชั่วโมง ด้วยคะแนน 347 เสียงจากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 427 คน โดยมีผู้ที่ลงมติค้าน 21 เสียง และงดออกเสียงจำนวน 59 คน
กรอบเจรจาที่ทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดทำขึ้นมีทั้งหมด 17 เรื่อง เช่น การค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ฯลฯ ประเด็นที่เป็นถกเถียงโต้แย้งกันอย่างมาก มีทั้งเรื่องสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ เรื่องการเปิดให้ใช้อนุญาโตตุลาการในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทางกรมเจรจาฯ ได้จัดทำกรอบเจรจาโดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ “ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา “สอดคล้อง” กับระดับการคุ้มครองตามความตกลงขององค์การการค้าโลกและ/หรือความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี”
ทางภาคประชาสังคมนำโดยกลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ชมรมเพื่อนโรคไต เครือข่ายเพื่อนมะเร็ง กลุ่มศึกษาปัญหายา ฯลฯ มีข้อเรียกร้องว่ากรอบเจรจาต้องเปลี่ยนเป็นดังนี้
“ให้ระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต้อง ไม่เกินไปกว่าระดับการคุ้มครองขั้นต่ำ ที่ระบุไว้ในความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าขององค์การการค้าโลก รวมทั้ง กฎหมายไทย หรือความตกลงใดๆ ที่ไทยเป็นภาคีอยู่”
โดยมีเหตุผลอธิบายว่า เนื่องจากตามความตกลงขององค์การการค้าโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา คือ ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (หรือที่เรียกอย่างย่อว่า ความตกลง TRIPs) เป็นความตกลงที่มีเนื้อหาเป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก WTO ต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ( เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายทางการค้า ฯลฯ) ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าข้อกำหนดในความตกลง TRIPs เช่น ในความตกลง TRIPs กำหนดให้คุ้มครองสิทธิบัตรเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 ปี ประเทศต่างๆ จะออกกฎหมายที่ให้การคุ้มครองสิทธิบัตรน้อยกว่า 20 ปีไม่ได้ แต่ถ้าให้การคุ้มครอง 25 ปี ถือว่าทำได้ ไม่ผิดความตกลง TRIPs
ดังนั้น หากใช้คำว่า “สอดคล้อง” ในกรอบการเจรจาตามที่กรมเจรจาเสนอ จะมีความหมายว่า ประเทศไทยสามารถเจรจาหรือยอมรับข้อเรียกร้องของทาง EU ที่ต้องการให้ไทยเพิ่มระดับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในความตกลง TRIPs ได้ เช่น การขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปี เป็น 25 ปี/ มากกว่านั้น การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) ฯลฯ ซึ่งมีงานศึกษาประเมินว่าจะมีผลกระทบต่องบประมาณปีละไม่ต่ำกว่า 81,356 ล้านบาทจากการยอมรับการผูกขาดข้อมูลยา และปีละไม่ต่ำกว่า 27,883 ล้านบาทจากการขยายอายุสิทธิบัตร
นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังเห็นว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศยังมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของมาตรา 190 เกี่ยวกับการรับฟังความเห็นของประชาชน
ต้องติดตามกันต่อไปว่า ผลการเจรจา FTA ไทย-ยุโรปจะเป็นอย่างไร ผลการเจรจาจะไม่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้คำมั่นสัญญากับภาคประชาชนหลังจากที่กรอบเจรจาผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาจริงหรือไม่ และที่สำคัญจะก่อให้ผลกระทบอย่างไรต่อสังคมไทย

ภาพ: http://www.thaitextile.org/iu/article_iu.php?id=ARC0121219111003

นโยบายเรื่องโลกร้อนของประเทศจีน จุดเปลี่ยนและความก้าวหน้า

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ในเวทีเจรจาจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2020 ยังคงมีความแตกต่างของแนวคิดอย่างมากระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่ละกลุ่มต่างเรียกร้องให้อีกฝ่ายมีความรับผิดชอบในการรับภาระการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น จนเป็นเหตุให้การเจรจายืดเยื้อไม่ก้าวหน้า แต่ในระดับภายในประเทศ หลายประเทศได้จัดทำนโยบายและมีกิจกรรมหลายรูปแบบอย่างก้าวหน้าเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศจีน
จากข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน มลพิษทางอากาศและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นแรงกดดันให้จีนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยมลพิษสูงไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ส่งผลให้ประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่สามารถเป็นประเด็นที่แยกออกเป็นอิสระจากประเด็นนโยบายระดับชาติของจีนในเรื่องอื่นๆ รัฐบาลจีนเองก็ยอมรับถึงความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกับปัญหาด้านการบริโภคพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การปกป้องสิ่งแวดล้อม
แต่จีนยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบในทางลบที่เกิดจากการลดก๊าซต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากจีนใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงลังเลใจที่จะมีนโยบายเชิงรุกด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายดังกล่าวได้เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังการขึ้นครองตำแหน่งของประธานาธิบดี หู จิน เทา และนายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า ในปลายปี ค.ศ.2002 ผู้นำทั้งสองท่านได้ตระหนักถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมทางสังคม การขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนการมุ่งเน้นนโยบายการพัฒนาชาติจากจุดเน้นด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มีแนวคิดที่กว้างขึ้น และได้นำเสนอแนวคิด "ความเชื่อมโยงอย่างซับซ้อนและการพัฒนาที่ยั่งยืน" ในปี ค.ศ. 2004 ซึ่งได้ผนวกอยู่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 (ค.ศ. 2006-2010)
แม้ว่า จีนจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง เช่นเดียวกับอัตราการปล่อยก๊าซที่สูงเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซ (จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล) ต่อ GDP มีอัตราลดลง 15 % ในช่วงปี ค.ศ. 2005 -2011 เนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงานและการใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้น ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่ลงทุนด้านพลังงานสะอาดเป็นอันดับที่สองของโลก ในปี ค.ศ. 2011 มีการลงทุนกว่า 45.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสัดส่วนการลงทุนในพลังงานลมมากที่สุดคิดเป็น 29 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปีเดียวกัน จีนยังเป็นประเทศที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากที่สุดในโลก นอกจากนั้นรัฐบาลจีนยังมีแผนพัฒนาระบบการซื้อขายคาร์บอนในพื้นที่ 7 แห่ง (ระดับเมืองและจังหวัด) โดยจะเริ่มดำเนินการในปี ค.ศ. 2013 และจะขยายให้ครอบคลุมทั้งประเทศหลังปี ค.ศ. 2015
สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (ค.ศ. 2011 - 2015) ได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเป้าหมายหลายประการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น
 ลดการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ให้ได้ 16% ภายในปี ค.ศ. 2015
 ลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วย GDP ให้ได้ 17% ภายในปี ค.ศ. 2015
 เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 21.6 % ( 40 ล้านเฮกแตร์) จากระดับปี ค.ศ. 2005 ภายในปี ค.ศ. 2020
 เพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลให้ได้ร้อยละ 11.4 ของพลังงานที่ใช้ภายในปี ค.ศ. 2015
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินงานขับเคลื่อนแผนงานของภาครัฐหลายระดับ ที่สำคัญคือ การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน (NDRC) ในปี ค.ศ. 2003 และกำหนดให้มีภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ด้านคณะกรรมการถาวรของการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 11 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009 ได้มีมติว่าด้วยการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งนับเป็นมติครั้งแรกขององค์กรระดับสูงสุดของจีนเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในมติดังกล่าวมีกรอบแนวคิดว่าการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้เป็นภารกิจระยะยาวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และการพัฒนาสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้ถูกกำหนดไว้ในเอกสารทางการเป็นครั้งแรกของจีน
หลังจากนั้น ในการประชุมของสภาผู้บริหารรัฐในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซต่อ GDP ให้ได้ 40-45% ภายในปี ค.ศ.2020 จากระดับที่ปล่อยในปี ค.ศ. 2005 และได้ยอมรับการผนวกเป้าหมายความเข้มข้นคาร์บอน (Carbon Intensity) ไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (ปี ค.ศ. 2011 - 2015 ยิ่งกว่านั้น ในประเทศจีน แนวคิดเรื่องการพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำได้เริ่มถูกอภิปรายอย่างกว้างขวางและมีการศึกษาในฐานะเป็นเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาท้าทายทั้งด้านทรัพยากร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาสู่เมืองและอุตสาหกรรม
ประเทศจีนให้ความสำคัญต่อการมุ่งสุ่ "สังคมนวัตกรรม" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขันของจีนในตลาดโลก ผู้นำจีนพยายามแสวงหาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากสังคมอุตสาหกรรมแบบผู้ประกอบชิ้นส่วนในระดับล่างไปสู่การผลิตจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นของตัวเองและการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อมิให้ติดหล่มอยู่กับสังคมที่มีปัญหาด้านมลพิษและการผลิตที่มีผลตอบแทนต่ำในห่วงโซ่การผลิต
การให้ความสำคัญต่อผลด้านบวกในเชิงเศรษฐกิจมหภาคของการพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำนี้ สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว ความก้าวหน้าในส่วนนี้ชี้ให้เห็นความพยายามของจีนในการจัดการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโดยส่งเสริมการปรับภาคพลังงานไปสู่สีเขียวและเชื่อมโยงกับนโยบายด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

ภาพ: http://mitei.mit.edu/news/china%E2%80%99s-actions-are-crucial-climate-ch...

การดำเนินงานบูรณาการแผนงาน/ โครงการ สำหรับแผนปฏิบัติการของยุทธศาสตร์ประเทศ ประเด็น ข้อ 8 การวิจัยและพัฒนา (5 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการดำเนินงานบูรณาการแผนงาน/ โครงการ สำหรับแผนปฏิบัติการของ
ยุทธศาสตร์ประเทศ ประเด็น ข้อ 8 การวิจัยและพัฒนา ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ และ
ให้ วท. เร่งดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการและจัดส่งให้สำนักงานคณะกรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติโดยเร็วต่อไป
สาระสำคัญของประเด็นข้อ 8 การวิจัยและพัฒนา มีข้อสรุปของแผนงานรวมทั้งสิ้น 46 แผนงาน ดังนี้
ข้อ 8.1 การขับเคลื่อนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นร้อยละ 1 ของ GDP มีเป้าหมายเพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ เตรียมพร้อมรองรับอนาคต พัฒนาชีวิต และสร้างฐานความรู้ ประกอบด้วย 44 แผนงาน
ข้อ 8.2 Talent Mobility การใช้ประโยชน์จากกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรวิจัยและพัฒนา และพัฒนาบุคลากรวิจัยฯ ให้ตรงตามความต้องการของภาคการผลิต ประกอบด้วย 1 แผนงาน
ข้อ 8.3 การใช้ประโยชน์ Regional Science Park มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ/อุตสาหกรรม ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยี เกิดการขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และมีอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ประกอบด้วย 1 แผนงาน
โดยทั้ง 46 แผนงาน จะสนับสนุนงานของแต่ละกระทรวงและของจังหวัดได้
นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้มีการพัฒนารูปแบบการบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัด ภายใต้แผนงานฯ ดังกล่าว โดยได้มีการพิจารณาร่วมกับจังหวัดเพื่อวางกรอบนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการของแต่ละพื้นที่ โดยใช้จังหวัดแพร่เป็นจังหวัดนำร่องโครงการ เนื่องจากจังหวัดมีศักยภาพในด้านต่างๆ เช่น ทรัพยากรป่าไม้ ลักษณะภูมิอากาศที่สามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุนเพื่อยกระดับให้เป็นหนึ่งในด้านเศรษฐกิจกลุ่มล้านนาตะวันออกที่สามารถแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนต่อไปได้ และได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “เทคโนโลยีสู่อาเซียนในกลุ่มล้านนาตะวันออก”
สำหรับการพัฒนาจังหวัดแพร่มีจุดมุ่งเน้นใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมเกษตร 2) หัตถกรรมและการท่องเที่ยว และ 3) การศึกษาและสิ่งแวดล้อม สำหรับในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีกรอบดำเนินการ 2 เรื่อง คือ การวิจัยและการพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการพัฒนา
ทั้ง 3 เรื่องหลักของจังหวัด โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะผลักดันและดำเนินงานโครงการร่วมกันกับจังหวัดแพร่ รวมจำนวน 24 เรื่อง มีโครงการสำคัญ (Flagship) จำนวน 9 โครงการ ซึ่งจะบรรจุโครงการดังกล่าวในแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัดด้วย ได้แก่
1) โครงการ Teak Valley เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมป่าไม้อย่างครบวงจร นับตั้งแต่การพัฒนาไม้จากป่าปลูกขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้าไปปรับปรุงคุณภาพไม้ พัฒนาการแปรรูป การออกแบบให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำสู่ตลาดเป้าหมาย
2) โครงการ OTOP นาโน เป็นการใช้เทคโนโลยีนาโนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น นาโนในสิ่งทอ พัฒนาผ้าโบราณนาโน หมู่บ้านสิ่งทอนาโนเพื่อการออกแบบ สีสัน และการตัดเย็บ เป็นต้น
3) โครงการ Smart Space เพื่อทำแผนที่ที่ดิน โดยจะจัดทำแผนที่ที่ดินทั้งจังหวัด และจะผลักดันให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้ระบบแผนที่ทางอากาศเข้ามาช่วยในการตรวจสอบพื้นที่ป่า โฉนดที่ดิน และลักษณะการครอบครองที่ดิน และในอนาคตจะผลักดันให้มีแผนที่ 3 มิติ
4) ศูนย์ป่าเศรษฐกิจ เพื่อจัดทำศูนย์ขยายพันธุ์กล้าไม้คุณภาพ ศูนย์ขยายเมล็ดพันธุ์ และศูนย์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ รวมกับการเพาะปลูกไม้ยืนต้นแบบผสมผสานด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยรวมทั้งการใช้ระบบน้ำเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ทั้งนี้เป็นการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายป่า การแก้ปัญหาหมอกควัน
5) โครงการปุ๋ยอินทรีย์เคมีนาโนแห่งชาติ เป็นการพัฒนาปุ๋ยชะลอการละลาย
ที่สามารถกำหนดระยะเวลาการละลายของปุ๋ยเมื่อโดนน้ำได้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นดินและพืชในแต่ละจังหวัด
6) การจัดทำ No Fruit Fly Zone หรือ พื้นที่ปลอดแมลงวันผลไม้ เป็นการใช้เทคโนโลยีรังสีฉายแมลงวันผลไม้ เพื่อทำให้แมลงวันเป็นหมัน เป็นการลดประชากรแมลงวันผลไม้อันจะนำไปสู่การลดการใช้สารเคมี โดยมีแผนจะขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออก และจัดตั้งศูนย์ผลิตแมลงวันผลไม้เป็นหมันขยายไปทุกภูมิภาค
7) โครงการศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสูง ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี
การบริหารจัดการน้ำและปุ๋ย
8) โครงการ Thailand Delicious เป็นศูนย์ทดสอบรสชาติอาหาร เพื่อวิจัยการปรุงอาหารให้เหมาะสมแต่ละประเทศว่า อาหารแต่ละประเภท มีกระบวนการผลิตสูตรอาหารอย่างไร
9) โครงการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เพื่ออนาคต ล้านนาตะวันออก เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรมขั้นสูง
วท. ได้กำหนดขั้นตอนที่จะดำเนินการบูรณาการกับกองทุนต่าง ๆ ของภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานโครงการทั้ง 24 เรื่อง ในจังหวัดแพร่สำเร็จลุล่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชนในจังหวัดตามเป้าหมายการพัฒนาประเทศตามนโยบายของรัฐบาล และจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อการบูรณาการแผนงานดังกล่าวกับกระทรวง กรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 14 – 18 มกราคม 2556 ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของทั้ง 46 แผนงานดังกล่าว ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถตอบสนองเป้าประสงค์ยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างแท้จริง

โครงการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (5 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เสนอ ดังนี้
1. มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สรอ.) จัดโครงการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (รอส.)
2. เห็นชอบให้หัวหน้าส่วนราชการที่เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริหารระดับสูงมีสิทธิเบิกจ่ายค่าลงทะเบียนได้จากหน่วยงานต้นสังกัดตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. 2549 และเข้าร่วมอบรมโดยไม่ถือ เป็นวันลา
สาระสำคัญของโครงการ มีดังนี้
1. กลุ่มเป้าหมาย ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือบุคคลอื่นใดที่คณะกรรมการบริหารหลักสูตรเห็นควรเข้ารับการอบรม
2. เนื้อหาหลักสูตร ประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก คือ 1) เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันและอนาคต 2) สถานะรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศและต่างประเทศ 3) กรอบยุทธศาสตร์รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และ 4) การสร้างความเป็นเลิศในการบริหารจัดการองค์กรด้วยไอซีที โดยมีระยะเวลาในการอบรม ประมาณ 2 เดือน
3. วิธีดำเนินการศึกษา ประกอบด้วย การบรรยาย การอภิปราย และการสนทนาซักถาม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมการอบรมกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยโครงการฯ สนับสนุนแนวทางการลดโลกร้อน (Green IT) ด้วยการลดการใช้กระดาษ (Paperless) โดยการให้บริการ Tablet ประกอบการอบรม ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารฉบับที่ 2 และศึกษาดูงานทางด้านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... (5 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
ข้อเท็จจริง
ศธ. เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐและเป็นส่วนราชการ ทำให้ต้องดำเนินงานภายใต้ระบบราชการที่ใช้แนวทางปฏิบัติเช่นเดียวกับทุกกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาจะแตกต่างกับภารกิจของส่วนราชการอื่น เพราะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพและความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ ซึ่งต้องอาศัยความคล่องตัวและความอิสระเป็นเครื่องมือในการทำงานที่เหมาะสมกับสภาพมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับแนวนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลเพื่อสร้างสรรค์ปัญญาแก่สังคม ซึ่งการอยู่ภายใต้ระบบราชการทำให้มีข้อจำกัดในการดำเนินการตามภารกิจบนพื้นฐานหลักการอุดมศึกษาที่ต้องจัดการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการกำลังคน เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ในโลกปัจจุบัน ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2541 เกี่ยวกับมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐว่าไม่ให้ส่วนราชการเพิ่มอัตราใหม่ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 วันที่ 1 มิถุนายน 2542 วันที่ 31 สิงหาคม 2542 และวันที่ 14 มีนาคม 2543 เห็นชอบหลักการแผนปฏิบัติการในการดำเนินการปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ รวมทั้งอนุมัติหลักการให้มหาวิทยาลัยของรัฐจ้างลูกจ้างในลักษณะการจ้างพิเศษที่มีวาระการจ้างที่กำหนดเวลาชัดเจนแทนการบรรจุข้าราชการใหม่ เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ภายหลังจากที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว สถาบันอุดมศึกษาได้บรรจุบุคลากรเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีกฎหมายรองรับสถานะในการทำงาน สิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการ รวมทั้งบุคลากรที่เป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวสมควรปรับปรุงการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้เป็นแนวทางดังกล่าว จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ โดยนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเผยแพร่ให้ทราบ มีการประชุมชี้แจงและประชาสัมพันธ์ จัดประชุมผ่านกลไกในระดับต่าง ๆ แล้ว
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
1. กำหนดให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น และเป็นนิติบุคคล
2. กำหนดวัตถุประสงค์ การแบ่งส่วนงาน และหน้าที่ของส่วนงานการรับสถานศึกษาอื่นเข้าสมทบ และอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย
3. กำหนดให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ และเงินกองทุนที่รัฐบาลหรือมหาวิทยาลัยจัดตั้งขึ้น และรายได้หรือผลประโยชน์จากกองทุน เป็นต้น และให้รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
4. กำหนดให้มีสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่ง และคณาจารย์ประจำตามที่กำหนด กำหนดวาระ การดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่ง และให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
5. กำหนดให้มีสภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์ ประกอบด้วย ผู้แทนจากองค์กรตามที่กำหนด และให้
สภาธรรมศาสตร์สัมพันธ์มีหน้าที่ตามที่กำหนด
6. กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ประกอบด้วย อธิการบดีเป็นประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง และให้คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
7. กำหนดให้มีคณะกรรมการวิชาการ ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และให้คณะกรรมการวิชาการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
8. กำหนดให้มีสภาอาจารย์ และสภาพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด และให้จำนวน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง ตลอดจนการประชุม เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย
9. กำหนดให้อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และรับผิดชอบการบริหารงานของมหาวิทยาลัย กำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
10. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาและการประเมินการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย
11. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการการบัญชีและการตรวจสอบทางบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัย ให้อธิการบดีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย
12. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณฯ การดำรงตำแหน่งและคณะกรรมการต่าง ๆ ส่วนราชการ การโอนบรรดาข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงานของมหาวิทยาลัย ตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนระเบียบข้อบังคับ หรือประกาศที่มีอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นต้น

ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์) (5 กุมภาพันธ์ 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (จัดตั้งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์) ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
ข้อเท็จจริง
พณ. เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. พณ. ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาหน่วยงาน พ.ศ. 2555 – 2556 โดยเสนอขอจัดตั้งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เป็นหน่วยงานใหม่ในสังกัด พณ. มีฐานะเทียบเท่ากรม เป็นหน่วยงานด้านวิชาการ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการเสนอแนะจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าแห่งชาติแบบบูรณาการ ให้มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและมีเอกภาพ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเสนอสำนักงาน ก.พ.ร. และต่อมาได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ส่งให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณา
2. สำนักงาน ก.พ.ร. แจ้งว่า ก.พ.ร. ได้มีมติในการประชุมเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 เห็นชอบให้จัดตั้ง “สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า” เป็นส่วนราชการระดับกรมเพิ่มใหม่ใน พณ. และให้ พณ. นำร่างพระราชบัญญัติในข้อ 1. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
3. พณ. ได้ดำเนินการเพื่อจัดตั้งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเป็นส่วนราชการระดับกรม ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 เพื่อให้การวางแผนจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบและมีความต่อเนื่อง
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ดังนี้
1) เพิ่มเติม (10) ของมาตรา 29 เพื่อจัดตั้งสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า มีฐานะเป็น ส่วนราชการระดับกรมใน พณ.
2) ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ที่เป็นของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรี ที่เป็นของสำนักงานปลัดกระทรวง พณ. และโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้และภาระผูกพันทั้งปวงของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ไปเป็นของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แล้วแต่กรณี
3) ให้โอนบรรดาข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานปลัดกระทรวง พณ. กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามจำนวนอัตราที่กำหนด ไปเป็นของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

by ThaiWebExpert