UN เผยการลงทุนพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกพุ่งแตะ $2.57 แสนล้านในปี2554

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) วันที่ 12 มิถุนายน 2555

รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า การลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่นๆ ทั่วโลกในปี 2554 ขยายตัวขึ้น 17% จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 2.57 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนด้านเทคโนโลยีลดลง

รายงาน "สถานะพลังงานหมุนเวียนระดับโลกประจำปี 2555" ระบุว่า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ลดลงอย่างมากนั้น ได้ช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในหลายประเทศสำคัญ โดยกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 74% ในปี 2554 ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเติบโตน้อยที่สุดเมื่อปีที่แล้ว

ขณะเดียวกันระบุว่า การพัฒนาและการประกาศใช้นโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนจะได้รับการ “กระตุ้น" ในบางประเทศ โดยภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปี 2554

นอกจากนี้ รายงานยังบ่งชี้ว่า มูลค่าการลงทุนทั่วโลกเติบโตขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 2 เท่า โดยจีนมีมูลค่าการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนสูงที่สุดที่ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วยสหรัฐที่ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนญี่ปุ่น สหราชอาณาจักรและสเปนมาเป็นอันดับที่ 6 โดยมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์

นายอาคิม สไตเนอร์ ผู้อำนวยการ UNEP กล่าวว่า “มีเหตุผลหลายประการที่ช่วยผลักดันการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน และความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระจายไฟฟ้าไปสู่บริเวณต่าง ๆ ทั้งเขตเมืองและเขตชนบทในประเทศกำลังพัฒนา…"

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อปีที่แล้ว โดยปริมาณการผลิตอยู่ที่ 69.7 ล้านกิโลวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 29.7 ล้านกิโลวัตต์ หรือคิดเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ประมาณ 30 เครื่อง

กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของญี่ปุ่นเติบโตขึ้นแตะที่ 4.9 ล้านกิโลวัตต์เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 1.3 ล้านกิโลวัตต์จากปีก่อนหน้า แต่ยังคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน10 ของเยอรมนี กำลังการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่นจัดอยู่ในลำดับที่ 3 ตามมาด้วยอิตาลีซึ่งกำลังการผลิตอยู่ที่ 12.8ล้านกิโลวัตต์

จับตามอง Rio+20 ยูเอ็นร่างแผนสร้างเศรษฐกิจสีเขียว

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 5 มิถุนายน 2555

บนโลกใบนี้ หากคุณยังบริโภคทรัพยากรกันอย่างเมามันและไม่อินังขังขอบ ทรัพยากรธรรมชาติกำลังหดหายในอัตราเร่งขีดสุด จนมีคำกล่าวของนักสิ่งแวดล้อม นักนิเวศวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า หากคนบนโลกนี้ยังบริโภคทรัพยากรในอัตราเร่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราต้องหาโลกเพิ่มขึ้นอีก 3 ใบจึงจะรองรับการบริโภคระดับนี้ได้

สอดคล้องกับคำกล่าวของ "ดร.นัวลีน เฮย์เซอร์" รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการสังคมและเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) กล่าวในแถลงการณ์เปิดพิมพ์เขียวเศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า

"ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ราคาอาหาร และพลังงานที่ผันผวน และวิกฤตจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนกำลังจะทำลายธุรกิจได้พอ ๆ กับปัจจัยอื่น ๆ และถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องมีการทบทวนกันครั้งแล้วครั้งเล่าถึงการวางยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตทางธุรกิจโดยใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และปล่อยคาร์บอนมหาศาล ยิ่งในภูมิภาคนี้ต้องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวเท่าไร ยิ่งจำเป็นต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ต้องเปลี่ยนวิถีทางสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตกต่างไปจากเดิมมากขึ้น"

ส่วนรูปธรรมของแนวคิดดังกล่าวคือ การประกาศแผนการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว และสังคมคาร์บอนต่ำออกมา ก่อนที่จะมีการจัดการประชุมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติที่บราซิล ในชื่องาน

"ริโอ พลัส ทเวนตี้" หรือ "Rio+20"

โดยยูเอ็นเอสแคปเสนอโรดแมปเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศสมาชิกได้ตั้งสติ และมองการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติกับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สอดคล้องกัน และการแก้ปัญหาวิกฤตนิเวศวิทยายังสร้างโอกาสให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาความยากจนในภูมิภาคนี้ได้

อาทิ การเสนอให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากการใช้ หรือการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติที่มากกว่าการจัดเก็บที่มีอยู่เดิมในลักษณะใครใช้มาก จ่ายมาก หรือใครสร้างมลพิษมาก ต้องจ่ายภาษีมากขึ้น โดยไม่ถือเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นโดยยอดรวม เช่น ถ้ามีการเก็บภาษีในอัตรา 10 เหรียญสหรัฐ (ราว 310 บาท) ต่อการปล่อยมลพิษ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์พร้อมกับการลดภาษีบางอย่างให้ด้วย เช่น ภาษีนิติบุคคล

ตามสูตรนี้เอสแคปคาดว่า จะมีผลให้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกนี้ได้ถึง 8% ภายในปี 2563 ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในอัตรา 2.8%

แล้วเหตุที่ต้องเริ่มดำเนินการตามแผนงานการเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว และสังคมคาร์บอนต่ำในภูมิภาคนี้ก่อนนั้น เพราะมีข้อมูลสถิติบ่งชี้ว่า เอเชีย-แปซิฟิกใช้ทรัพยากรมากถึง 3 เท่าของส่วนที่เหลือจากการนำทรัพยากรไปใช้เพื่อการสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี 1 หน่วย

"ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ประเทศในภูมิภาคนี้จะต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำ เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลลดความยากจน ฟื้นเศรษฐกิจโลก และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน"

ด้วยข้อเสนอในโรดแมปนี้มีแนวทาง 5 ด้านกับนโยบายเสริมอีก 63 เรื่อง และตัวอย่างกว่า 51 ชุด ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการยกเครื่องระบบเศรษฐกิจ และปฏิรูปสิ่งที่มองไม่เห็นในโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้า การใช้ชีวิต กฎระเบียบ และกฎหมายที่จะไปกำหนดการออกแบบก่อสร้าง ทั้งระบบการขนส่ง การก่อสร้างอาคาร การออกแบบเมือง การใช้พลังงาน น้ำและการกำจัดของเสียให้อยู่ในที่แจ้งและมองเห็นกันให้ชัด ๆ

ตามตัวอย่างของประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนาม ที่ "Bui Cach Tuyen" รัฐมนตรีช่วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศก่อนเข้าร่วมงานการประชุมว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) ในระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน ณ ประเทศบราซิลว่า เวียดนามได้

พัฒนากลยุทธ์การเติบโตสีเขียว หรือGreen Growth ตามแผนปี 2554-2563 ตามด้วยวิสัยทัศน์ 2050 ที่มีงานท้าทายหลายอย่างรวมถึงการควบคุมการใช้ทรัพยากร

"ขั้นต่อไปคือการเตรียมการออกแบบนโยบายที่ใช้ได้จริงพร้อมกับกลไกต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกรอบการทำงานที่เป็นระบบ และเพื่อให้เกิดความมั่นใจถึงการนำไปปฏิบัติใช้ในหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายนนี้ เวียดนามจะจัดโต๊ะกลมเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวที่เมืองกว๋างนิง"

ส่วนประเทศไทย ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ มีบริษัทและรัฐวิสาหกิจหลายแห่งพร้อมจะประกาศสร้างธุรกิจสีเขียว ท่ามกลางการตั้งประเด็นคำถามถึงเอกชนไทยว่า ที่ดำเนินการกันอยู่นั้นเรียกว่า ธุรกิจสีเขียว หรือธุรกิจฟอกเขียว ?

ทั้งนี้ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน Rio+20 เกิดขึ้น

หลังการจัดการประชุมเอิร์ท ซัมมิท ที่เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2535 โดยประเทศที่เข้าร่วมประชุมได้ลงนามและใช้แนวทาง "ภารกิจ 21" ไปปฏิบัติใช้ เพื่อสร้างแนวคิดใน

การสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ไปพร้อมกับการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม และการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม

ศาลปกครองสูงสุดห้ามประกอบกิจการถ่านหินในมหาชัย

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มิถุนายน 2555

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ให้ระงับการประกอบกิจการถ่านหิน ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ทุกกรณี

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ให้ระงับการประกอบกิจการถ่านหินทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลำเลียง การเก็บกอง การขนถ่าย การขนส่งหรือการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี ในตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดี ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแต่ละรายไว้ เพื่อควบคุม ตรวจสอบ หรือกำกับให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาลและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

สำหรับคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1470/2553 ซึ่งผู้ฟ้องคดี 1.นายทองนาค เสวกจินดา กับพวกรวม 3 คน ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 สำนักงานขนส่งทางน้ำจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัท เทคนิคทีม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องสอด ดำเนินการเกี่ยวกับการประกอบกิจการถ่านหินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อม จึงขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ควบคุมการประกอบกิจการถ่านหินดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้หยุดการเก็บกอง ขนถ่าย และขนส่งถ่านหินในเขตพื้นที่ตำบลท่าทรายไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

ร่างกฎกระทรวงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติ ทางท่อ ที่ต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. ....(5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ ที่ต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดคำนิยามต่าง ๆ ได้แก่ ประชาชน รายงานด้านสิ่งแวดล้อมประมวลหลักการปฏิบัติงาน รายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลดและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการ และเจ้าของโครงการ เป็นต้น (ร่างข้อ 1)
2. กำหนดให้ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เจ้าของโครงการต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ประชาชนทราบ และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ร่างข้อ 2)
3. กำหนดข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่เจ้าของโครงการต้องเผยแพร่แก่ประชาชน เช่น เหตุผลจำเป็น และวัตถุประสงค์ของโครงการ สาระสำคัญของโครงการ สถานที่ที่จะดำเนินการ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ประชาชน เป็นต้น (ร่างข้อ 3)
4. กำหนดวิธีการในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้ 3 ประการ ได้แก่ (1) การสำรวจความคิดเห็น (2) การประชุมปรึกษาหารือ และ (3) วิธีอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างข้อ 5)
5. กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าของโครงการต้องดำเนินการก่อนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนี้
(1) เสนอแผนการดำเนินงานของโครงการมีส่วนรวมของประชาชนต่อกรมธุรกิจพลังงาน และ (2) ประกาศให้ประชาชนทราบถึงวิธีการฟังความคิดเห็น ระยะเวลา สถานที่ ตลอดจนรายละเอียดอื่นเพียงพอแก่การที่ประชาชนจะเข้าใจและสามารถแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้
(ร่างข้อ 7 – ร่างข้อ 8)
6. กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าของโครงการต้องดำเนินการภายหลังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนี้
(1) จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และประกาศให้ประชาชนทราบ
(2) นำข้อมูลผลการดำเนินงาน และการปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผนวกไว้กับรายงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ หรือรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลดและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เสนอต่อกรมธุรกิจพลังงานด้วย และ
(3) กำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดำเนินโครงการนั้นและประกาศให้ประชาชนทราบ
(ร่างข้อ 9 – ร่างข้อ 11)
7. กำหนดให้กรมธุรกิจพลังงาน เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 12)
8. กำหนดให้โครงการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับการยกเว้น
ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 13)

การปรับปรุงแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ของจังหวัดราชบุรี (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบกรอบแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดและจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด จำนวน 203 โครงการ วงเงินรวม 33,093.43
2. เห็นชอบโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 61 โครงการ วงเงินรวม 1,041.43 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งจัดทำรายละเอียดคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อสำนักงบประมาณพิจารณาวงเงินงบประมาณที่เหมาะสม โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไป
ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) รวมทั้ง จังหวัดราชบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแนวทางในการดำเนินการกรณีการปรับแสดงงบประมาณโครงการฝายลำห้วยแห้ง อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากเดิมวงเงิน 40 ล้านบาท ลดเหลือ 30 ล้านบาท (ปรับลด 10 ล้านบาท) เพื่อมิให้กระทบต่อวัตถุประสงค์ในการกักเก็บและระบายน้ำของโครงการดังกล่าว

การขอโอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G4/50 (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด โอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่15/2550/91 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G4/50 ให้แก่บริษัท Salamander Energy (Bualuang) Limited โดยอาศัยความตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 และตามมาตรา 22 (7) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

การขออนุมัติค่าใช้จ่ายการระบายข้าวเปลือกในยุ้งฉางเกษตรกร ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติค่าใช้จ่ายการขนย้ายข้าวเปลือกจากยุ้งฉางเกษตรกรถึงจุดรับมอบข้าวเปลือกให้เกษตรกร จำนวน 176,910.04 ตัน ในอัตราไม่เกินตันละ 300 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 53.07 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายในกรอบวงเงินและปริมาณตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ได้รับจัดสรรภายใต้โครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร รายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับจำนำผลผลิตการเกษตร ปีการผลิต 2554/55 ซึ่งค่าใช้จ่ายรายการดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ไว้ด้วยแล้ว ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านการจัดการสารปรอท (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านการจัดการสารปรอท ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และส่งให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ประเทศไทยมีการนำสารปรอทมาใช้ประโยชน์ทั้งด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเป็นองค์ประกอบสำคัญในอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ประเทศไทยจึงอาจได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดของ (ร่าง) มาตรการดังกล่าว ดังนั้น ในระหว่างการเจรจาในช่วงการประชุม INC จึงควรมีการกำหนดกรอบการเจรจาในเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักการในการเจรจาสำหรับคณะผู้แทนไทย โดยกรอบการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมประเด็นหลัก ดังนี้
1. สนับสนุนให้กระบวนการเจรจาบรรลุวัตถุประสงค์ของ (ร่าง) มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศฯ ที่กำหนดขึ้น และบรรลุข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Legally-binding agreement) เพื่อยกระดับการดำเนินการในการปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารปรอท
2. สนับสนุนให้กระบวนการเจรจาคำนึงถึงความยืดหยุ่น มาตรการชั่วคราว ศักยภาพขีดความสามารถ สถานการณ์ และความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในการใช้และการจัดการสารปรอท
3. คำนึงถึงหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละประเทศ (Common but Differentiated Responsibilities and Respective Capabilities)
4. สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาข้อตกลงร่วมกับอนุสัญญาสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และข้อตกลงที่สอดคล้องกับศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ
5. ประเทศพัฒนาแล้วควรสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ การเงิน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินการในการลดการใช้และการปลดปล่อยสารปรอทที่เหมาะสมโดยอยู่บนพื้นฐานความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาคประชาชนผนึกกำลังค้าน แผนพีดีพี 2010 หวั่นพลังงานถูกผูกขาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2555

ภาคประชาชนผนึกกำลังไม่เอาแผนพีดีพี 2010 กรีนพีซ แนะ “ปูนิ่ม” นำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้ ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แถมทำให้คนไทยใช้ไฟถูกลง ชี้ แผนพีดีพีฉบับ กฟผ.เหมือนบ่วงพลังงานรัดคอคนไทย เหตุเร่งรัดขาดการมีส่วนร่วมจากสาธารณะ ผงะ! รับฟังความเห็นในกรุงเทพฯแค่ 2 ชั่วโมง แต่อ้างที่เหลืออีก 76 จังหวัด ให้ถือว่าประชาชนเห็นด้วยแล้ว ด้าน เครือข่ายประชาชนชาวกันตัง ออกแถลงการณ์ ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ำ รัฐต้องนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีมาใช้ เหตุช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้ 4 แสนล้าน

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรณีที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan/PDP 2010 : พีดีพี 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3) ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติพรุ่งนี้ (8 มิ.ย.) นั้น ในฐานะที่กรีนพีซได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งหนังสือถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ตามมติ ครม.วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2554 มาใช้ในการจัดทำแผนพีดีพีครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูก และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลง เพราะแผนพีดีพีฉบับนี้ที่กฟผ.เสนอให้นายกฯ อนุมัตินั้น จะทำให้ราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 4.56 บาทต่อหน่วยในปี 2573 แต่หากมีดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และมติ ครม.ทั้งหมด ค่าไฟฟ้าจะลดลงเป็น 3.56 บาทต่อหน่วย ในปี 2573 หรือลดลงหน่วยละ 1 บาท ดังนั้น กรีนพีซ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การตัดสินใจอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลชุดนี้ จะอยู่บนหลักของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการมีส่วนร่วมของสาธารณชน และการจัดการพลังงานที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ชี้เหมือนรัฐรวบรัด สร้างบ่วงพลังงานรัดคอประชาชน

นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กระบวนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนการจัดทำแผนพีดีพีฉบับที่ 3 เป็นไปด้วยความรวบรัด เพราะมีการใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น คือ ในวันอังคารที่ 5 มิ.ย.เวลา 10.00-12.00 น.ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ที่ผ่านมา และเร่งรัดให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติภายในวันศุกร์ที่ 8 มิ.ย.นี้ เพื่อให้แผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศ มีผลบังคับใช้ให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ถูกจัดขึ้นเฉพาะกรุงเทพฯเท่านั้น ส่วนคนไทยอีก 76 จังหวัดที่เหลือ หน่วยงานภาครัฐ อ้างว่า จะแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อจังหวัดเหล่านั้นเป็นพื้นที่ศึกษาและเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่ในเบื้องต้นให้ถือว่าประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับแผนพลังงานฉบับนี้แล้ว

“ข้ออ้างดังกล่าวที่หน่วยงานในกระทรวงพลังงานใช้ จึงกำลังรัดคอคนไทยทุกคนด้วยโซ่ที่เรียกว่า “ประชาชนยอมรับโดยปริยาย” ดังนั้น หากแผนพีดีพีฉบับนี้ได้รับการอนุมัติก็จะเป็นบ่วงพลังงานที่ผูกมัดคนไทยทันที ให้แบกรับภาระต้นทุนทางพลังงานที่จะสูงขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากความพิกลพิการของกระบวนการจัดทำแผนพลังงานที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนเหมือนทุกฉบับที่ผ่านมา จึงไม่แปลกที่ผลประโยชน์มักจะตกเป็นของกลุ่มทุนธุรกิจที่ผูกขาดด้านพลังงานเท่านั้น” นางสาวจริยา กล่าว

ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ กล่าวต่อว่า การจัดทำแผนพลังงานของประเทศครั้งนี้เป็นการไม่เคารพสิทธิในข้อมูลข่าวสารตามความในมาตรา 56-57 และแนวนโยบายด้านการมีความมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรา 87 รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ที่มากไปกว่านั้น แผนพีดีพีฉบับนี้ยังขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเองที่ได้เห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2554 ซึ่งแผนฉบับนี้ระบุถึงศักยภาพในการประหยัดพลังงานของประเทศได้ถึง 17,470 เมกะวัตต์ แต่กลับนำมาใช้ในแผนพีดีพีฉบับนี้เพียงแค่ร้อยละ 20 หรือเพียงแค่ 3,494 เมกะวัตต์เท่านั้น ทั้งๆ ที่หากนำส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 80 มาใช้ในแผนพีดีพีฉบับนี้ จะทำให้เราลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ถึง 14 โรง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอีก 8 โรง จากทั้งหมด 55 โรง

“แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ก็เป็นที่ยอมรับกันทุกภาคส่วน แม้แต่รัฐบาลเองก็เป็นผู้เห็นชอบมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดและไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน แต่หากในวันศุกร์นี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ เห็นชอบกับกระบวนการจัดทำแผนพลังงานฉบับพิการดังกล่าว บ่วงพลังงานที่รอรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์มาแก้ปัญหาก็ยากที่จะปลด เพราะการพิจารณาอนุมัติแผนพีดีพีทุกครั้ง ถูกเร่งรัดพิจารณาในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนกัน เพียงแต่แค่เปลี่ยนผู้เล่นเท่านั้น ประชาชนก็คงจะต้องแบกรับกรรมภาระจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิง ฟอสซิล และก๊าซที่เป็นธุรกิจผูกขาด รวมถึงต้องรับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะตามมาจากโครงการโรงไฟฟ้าสกปรกที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สีเขียว หรือแหล่งอาหารของคนไทยต่อไป” นางสาวจริยา กล่าว

ชาวกันตังประกาศไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ขณะเดียวกัน เครือข่ายประชาชนอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า โดยแถลงการณ์ ระบุว่า เนื่องด้วยขณะนี้ พื้นที่ของ อ.กันตัง จ.ตรัง กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ โดยจะนำเข้าถ่านหินซับบิทูบินัส จากอินโดนีเซีย ซึ่งมาจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพีดีพี 2010 เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามแผนพัฒนาภาคใต้ของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ กฟผ.ไม่มีแผนที่จะสร้างในจังหวัดตรัง แต่เนื่องจากชาวบ้านจากจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ ไม่ยินยอมให้สร้าง เนื่องจากห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลก และและใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างมหาศาล เช่น ท่าเรือขนส่งถ่านหิน กองถ่านหิน กองขี้เถ้า น้ำในระบบหล่อเย็น นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ในทะเล ในอากาศ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของพี่น้องประชาชน และอาจถึงแก่ชีวิตในระยะยาว

จี้นำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้

ดังนั้น ทางเครือข่ายประชาชน อ.กันตัง เห็นว่า 1.การรับฟังความคิดเห็นแบบกระชั้นชิด ครึ่งวัน และครั้งเดียวในกรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงาน จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับบปรับปรุง ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2555 โดยส่งหนังสือเชิญในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 และเปิดเผยข้อมูลล่วงหน้าน้อยมาก ในการพิจารณาเอกสารร่าง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากขึ้น เพราะแผนนี้อาจจะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตจะกลายมาเป็นภาระแก่ภาคประชาชน

2.รัฐบาลปัจจุบันมีมติ ครม.วันที่ 27 ธันวาคม 2554 เห็นชอบเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน 17,470 MW ภายใน 20 ปี หากเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานตามที่ ครม.เห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็สามารถตัดนิวเคลียร์ (2,000 เมกะวัตต์) และ ถ่านหิน (4,400 เมกะวัตต์)
ออกได้ รวมทั้งลดโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และการนำเข้าการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้อีก 16 โรง (9,500 เมกะวัตต์) ซึ่งจะลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 400,000 ล้านบาท และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศ

3.หากคิดกำลังผลิตไฟฟ้าที่ได้จากแผนอนุรักษ์พลังงาน อีกร้อยละ 80 ที่ถูกตัดออก จะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เกิดจังหวัดตรัง ภาคใต้ และภาคอื่น อีกทั้งยังสามารถลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้

by ThaiWebExpert