มลภาวะในอากาศจากการใช้ถ่านหินทำให้ชาวจีนอายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 5 ปี

รายงานของธนาคารโลกประมาณว่ามีชาวจีนราว 350,000 ถึง 400,000 คนเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควรทุกปีจากมลภาวะนี้

รายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ อิสราเอล และจีนซึ่งอาศัยข้อมูลด้านสุขภาพและมลภาวะของทางการจีนระบุว่า นโยบายการใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานและเพื่อสร้างความร้อนในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนเหนือของจีนที่อยู่เหนือแม่น้ำ Huai ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์เหนือ-ใต้ของประเทศ ทำให้ชาวจีนในพื้นที่ส่วนเหนือของแม่น้ำนี้มีอายุสั้นกว่าชาวจีนทางด้านใต้ราวห้าปีครึ่งโดยเฉลี่ย จากการเสียชีวิตด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและหัวใจ

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ The Proceeding of National Academy of Sciences ฉบับนี้ชี้ว่า มลภาวะจากการใช้ถ่านหินอย่างมากทางตอนเหนือของจีนทำให้มีระดับเขม่า ควัน และฝุ่นผงในอากาศมากกว่าทางตอนใต้ถึง 55 % และมลภาวะในอากาศที่เกินระดับ 100 ไมโครกรัมต่อหนึ่งลูกบาศ์กเมตรจะลดช่วงชีวิตให้สั้นลงราว 3 ปีและเพิ่มอัตราการเสียชีวิตขึ้น 14 %

เมื่อเดือนมิถุนายน กระทรวงสิ่งแวดล้อมของจีนเปิดเผยว่ามีเมืองใหญ่ต่างๆ เพียง 27 เมืองเท่านั้นจากทั้งหมด 113 เมืองในประเทศจีนซึ่งคุณภาพของอากาศได้ระดับมาตรฐานของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา และรายงานของธนาคารโลกเมื่อปี 2550 ก็ประมาณว่ามีชาวจีนราว 350,000 ถึง 400,000 คนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควรทุกปีจากปัญหามลภาวะนี้

UN ระบุใน 4 ทศวรรษข้างหน้าชาวโลกจะไปแออัดอยู่ในเขตเมืองและมีแนวโน้มอาจขาดแคลนอาหารหากไม่เตรียมการล่วงหน้า

ผู้เขียน: 
Lisa Schlein

รายงานการศึกษาและวิจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม The World Economic and Social Survey ประจำปี 2013 ขององค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ว่าภายในปีพุทธศักราช 2593 หรือในอีก 37 ปีข้างหน้า ประชากรโลกจะมีจำนวนมากกว่า 9 พันล้านคน และราว 2 ใน 3 หรือประมาณ 6 พัน 5 ร้อยล้านคนจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง โดยเฉพาะเมืองต่างๆในทวีปเอเชียและแอฟริกาที่คาดว่าจะเป็นพื้นที่ที่ประชากรในเขตเมืองจะขยายตัวมากขึ้นกว่าร้อยละ 80 สวนทางกับเขตชนบทที่จะมีประชากรลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยมีมา

เมื่อมีผู้คนแออัดในเขตเมืองมากขึ้น ความต้องการปัจจัยพื้นฐานย่อมเพิ่มตามไปด้วย ทั้งในเรื่องของ น้ำประปา ไฟฟ้า สุขอนามัย บริการสาธารณสุข การศึกษา และสุขภาพ ซึ่งถือเป็นภาระของเมืองใหญ่ต่างๆที่ต้องจัดหาแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับสิ่งเหล่านี้ และจำเป็นต้องจัดการแบบอย่างรอบด้านและลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องการใช้ที่ดิน ความมั่นคงทางอาหาร การสร้างงาน และการคมนาคม

Willem Van Der Geest หัวหน้าหน่วยวิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนา องค์การสหประชาชาติ บอกว่า การที่เขตเมืองขยายตัว นั้นทำให้ผู้คนในพื้นที่ชนบทลดลงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่าการวงจรห่วงโซ่อาหารและวิถีสังคมชนบทจะต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

เขาบอกว่า การมพื้นที่กว้างใหญ่ในเขตชนบทที่รกร้างที่ไม่มีผู้คนอาศัยมากขึ้นอาจมีผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมที่ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบูรณาการใช้ประโยชน์พื้นที่เขตนอกเมืองและเขตเศรษฐกิจในตัวเมืองร่วมกันเพื่อการมีหลักประกันด้านโภชนาการที่ดี มีความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

รายงานของสหประชาชาติ ยังระบุด้วยว่า การพัฒนาการอย่างบูรณาการรอบด้านคือกุญแจสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและความยากจน ซึ่งมีตัวเลขระบุว่ามีผู้คน 1 ใน 8 คนของประชาการโลกในปัจจุบันที่ยังคงประสบภาวะอดอยากซ้ำซาก

Shamshad Akhtar ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ฝ่ายการพัฒนาเศรษฐกิจ บอกว่า การผลิตอาหารโดยรวมของโลกนั้นจำเป็นต้องเพิ่มกว่าร้อยละ 70 เพื่อที่จะสามารถรองรับความต้องการของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 พัน 3 ร้อยล้านในอีกประมาณ 40 ปีข้างหน้า โดยระบุว่า เราคาดว่าจะมีความต้องการด้านอาหารเพิ่มมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนไปสู่การผลิตแหล่งอาหารแบบเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการปศุสัตว์ การโคนม ซึ่งเพิ่มความกดดันต่อการใช้ที่ดิน รวมไปถึงแหล่งน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพให้มากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็ต้องลดปริมาณการสูญเสียอาหารไปอย่างสูญเปล่าซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอาหารจากทั่วโลกที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์มากกว่าร้อยละ 32 ซึ่งหากจะลดตัวเลขเหล่านี้ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนวิธีจัดการห่วงโซ่อาหาร การจัดเก็บ การขนส่งและการบริโภค

รายงานวิจัยชิ้นนี้สรุปว่าการใช้พลังงานจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งของการพัฒนาแบบยั่งยืน และเสนอที่จะยุติการพึ่งพาพลังงานความร้อนแบบเดิมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และหันไปพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ซึ่งมีคุณภาพมากกว่าแทน

คุยกับ ดรรชนี เอมพันธุ์ ค้นหาจุดสมดุลของการท่องเที่ยวกับอนุรักษ์

ผู้เขียน: 
กองบรรณาธิการโลกสีเขียว

ประเด็นเรื่องการรื้อถอนรีสอร์ตที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลานกลับมาเป็นโจทย์ที่สังคมถกเถียงกันอีกครั้ง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการรื้อถอนรีสอร์ตที่ผิดกฎหมายไปแล้วบางส่วนในสมัยนายดำรงค์ พิเดช เป็นอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทว่าเมื่อนายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว เป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ ก็กลับส่งสัญญาณว่า กำลังพิจารณาแนวทางยกเว้นการรื้อถอน โดยระบุว่า การที่จะทุบรีสอร์ตที่มีการก่อสร้างอย่างสวยงามทิ้ง ประเทศชาติจะไม่ได้ประโยชน์อะไร การยึดเอามาเป็นของเรา อาจจะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า 

แน่นอนว่าความผันแปรทางนโยบายไม่เพียงทำให้ปัญหาหมักหมมซับซ้อนมากขึ้น แต่ยังส่งผลสะเทือนถึงบรรทัดฐานในการบังคับใช้กฎหมาย

โลกสีเขียวได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ. ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ หัวหน้าภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และในฐานะนักจัดการอุทยานแห่งชาติ เธอมองว่า นั่นเป็นความพยายามจะทำสิ่งผิดให้เป็นถูก คำถามที่ตามมาคือหลังจากนี้จะมีการจัดการป่าบริเวณนั้นอย่างไร และจะเป็นแบบอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกันหรือไม่ ที่สำคัญ อะไรคือจุดสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวอุทยานฯ กับการอนุรักษ์

เพราะถึงแม้การไม่รื้อถอนรีสอร์ตบุกรุกป่าจะไม่ทำให้เกิดความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ แต่เรากำลังสูญเสียแนวคิดทางสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาระบบนิเวศที่ดี

 

โลกสีเขียว : มีความเห็นอย่างไรกับแนวคิดของอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่ก่อนหน้านี้ออกมากล่าวว่าจะหยุดรื้อรีสอร์ตที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน แต่จะยึดมาเป็นของอุทยานฯ แล้วบริหารจัดการเองหรือให้เจ้าของเดิมเช่าต่อ

ผศ. ดร.ดรรชนี :  เข้าใจว่าเขาตั้งใจจะเพิกถอนสถานภาพความเป็นพื้นที่อุทยาน  พอเพิกถอนเสร็จพื้นที่นั้นก็จะยังมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากตอนประกาศเป็นอุทยานฯ ในปี 2524 เป็นการประกาศคร่อมพื้นที่ป่าสงวนเดิม ตอนนี้ยังไม่ได้เช็คสถานภาพแต่เข้าใจว่าคงเป็นแนวปฏิบัติของหลายๆ อุทยาน ซึ่งในความเป็นป่าสงวน ระเบียบจะเอื้อให้มีการเช่าเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้  

ถ้าไม่ได้เป็นกรณีนั้น แต่มีความตั้งใจจะกันพื้นที่ให้เช่า โดยไม่ได้ถอนสถานะความเป็นอุทยาน ตามกฎหมายไม่สามารถทำได้ เพราะขัดกับ พ.ร.บ. อุทยานฯ  หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะเปลี่ยนกฎหมายเพื่อให้มันเกิดขึ้นก็ได้

โลกสีเขียว : คิดว่าแนวทางจัดการที่เหมาะสมควรจะเป็นเช่นไร

ผศ. ดร.ดรรชนี : ต้องเท้าความก่อนว่า สำหรับคดีที่ศาลตัดสินแล้ว เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย เป็นกติกาสังคม ไม่ควรต้องเอามาพูดถึงอีกต่อไป  ควรจะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ทำตามก็จะกลายเป็นการเบี่ยงเบนกติกาสังคม เป็นการไม่เคารพกฎหมาย แล้วเมื่อมีกรณีตัวอย่างว่าที่ทับลานทำได้ ก็จะมีการอ้างเอาไปทำในที่อื่นๆ ผลกระทบก็จะกระจายเป็นพลุแตก  ดังนั้นในคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วก็ควรจะรื้อถอนแล้วเร่งฟื้นฟูป่าเพื่อรักษาระบบนิเวศให้ดีที่สุด  หากรื้อแล้วปล่อยพื้นที่ไว้ไม่มีการฟื้นฟูก็จะเกิดประโยชน์กับระบบนิเวศน้อย

ส่วนกรณีที่ศาลยังไม่ตัดสินนั้น สำหรับอุทยานแห่งชาติอีก 147 แห่ง ที่ทั้งประกาศเป็นอุทยานแล้วและยังไม่ประกาศ แต่ร้อยละ 80 มีปัญหาการบุกรุกพื้นที่ ทั้งจากชาวบ้านที่เพิ่งบุกรุกเข้ามาหลังการประกาศเขตอุทยาน แล้วมีการเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุน กับกรณีที่ชาวบ้านอยู่มาก่อนแต่ยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ์  ในระหว่างกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ที่ยังไม่สิ้นสุดก็มีการรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วมีการเปลี่ยนมือจากชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานเพื่อทำเกษตรไปเป็นรีสอร์ต ซึ่งตามกฎหมายแล้วมีความผิดทั้งสองกรณี   ผลคืออุทยานจะถูกกินพื้นที่ไปเรื่อยๆ แล้วเปลี่ยนจากการบุกรุกเพื่อทำเกษตรไปเป็นเพื่อการท่องเที่ยว         

ด้านกรณีของทับลานมีความพิเศษตรงที่ชุมชนในพื้นที่ซึ่งอยู่มาก่อนการประกาศอุทยานได้เคยมีการพิสูจน์สิทธิ์แล้ว และได้มีการรังวัดแนวเขตเพื่อเตรียมประกาศกันพื้นที่ชุมชนออกจากเขตอุทยานซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ปัญหา แต่ระหว่างที่เรื่องไปถึง ครม. รัฐบาลในยุคนั้นล้มเสียก่อน เรื่องจึงหยุดอยู่แค่นั้น แล้วก็ยังไม่เคยมีการรื้อฟื้นกลับมา ทำให้พื้นที่อุทยานยังครอบพื้นที่ชุมชนบางส่วนเอาไว้   เมื่อเวลาผ่านไปชุมชนมีการขยายตัว เมื่อขยายออกไปนอกป่าไม่ได้เพราะติดโฉนดที่ดินของคนอื่น ก็กลายเป็นการขยายเข้าไปในพื้นที่อุทยานมากขึ้น  อีกทั้งช่วง 10 ปีให้หลังก็มีการเปลี่ยนมือด้วยการขายที่ดินมือเปล่ากัน ทำให้ตอนประกาศชื่อรีสอร์ตที่รุกป่าจึงมีทั้งรีสอร์ตที่อยู่ในพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมกับรีสอร์ตที่อยู่ในพื้นที่ที่ชุมชนรุกเข้าไปใหม่  ตามฐานคิดของกฎหมายเมื่อแนวเขตยังไม่ได้ปรับ รีสอร์ตรุกพื้นที่เข้าไปก็ต้องผิดกฎหมาย

สิ่งที่ต้องเร่งรัดให้ผู้เกี่ยวข้องหันมาสนใจคือ ถ้ามีกระบวนการกันพื้นที่ให้กับชุมชนที่อยู่มาก่อน แต่สุดท้ายนำไปสู่การเปลี่ยนมือไปเป็นของรีสอร์ตหรือนายทุน ก็ต้องถือเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ผิดหลักการ แทนที่ชุมชนจะได้ที่ดินแล้วพัฒนาด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง และมาช่วยกันดูแลป่า ก็กลายเป็นเอาพื้นที่ให้นายทุน ได้เงินมาเป็นก้อน  แล้วกลายไปเป็นแรงงานรับจ้างซึ่งชีวิตไม่ได้มั่นคงอะไร เมื่อไหร่เงินหมดก็ต้องรุกป่าต่อ ฉะนั้นต้องมีการกระตุ้นไม่ให้ชุมชนขายที่ดินของตัวเองให้นายทุน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาการใช้ที่ดิน

ถ้าเราไม่แก้ปัจจัยผลักตรงนี้ ก็ต้องคอยระวังหน้า ระวังหลังอยู่ตลอดเวลา  ในขณะที่หลายๆ ประเทศเขาไม่ต้องมากังวลกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะแนวเขตเขาชัดเจน คนยอมรับ แต่บ้านเราก็ต้องมาดูว่าอะไรเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรุกป่าบ้าง ซึ่งเรื่องการเปลี่ยนมือที่ดินเป็นแรงกระตุ้นหนึ่ง

 

โลกสีเขียว : ตามข่าว อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า การที่จะทุบรีสอร์ตที่มีการก่อสร้างอย่างสวยงามทิ้ง ประเทศชาติจะไม่ได้ประโยชน์อะไรถ้าหากแก้ปัญหาด้วยการไม่รื้อถอนรีสอร์ต แล้วกันพื้นที่ใหม่ให้ชัดเจน ห้ามไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่เพิ่มโดยเด็ดขาด อาจารย์มองว่าสิ่งนี้จะเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่ายหรือไม่

ผศ. ดร.ดรรชนี : นั่นเป็นความพยายามจะทำสิ่งผิดให้เป็นถูก อันดับแรกเขาคงคิดถึงมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าดูบรรทัดฐานของสังคมก็จะเห็นว่านั้นคือการทำทุกอย่างเพื่อเอื้อให้สิ่งผิดกลายเป็นถูก  ถามว่ามันเหมาะสมไหม ขนาดชุมชนเรายังไม่เคยจะเพิกถอนพื้นที่อุทยานให้เป็นป่าสงวนเพื่อให้ชุมชนอยู่ได้เลย แต่พอเป็นรีสอร์ตซึ่งนายทุนเขามีพละกำลังที่จะขยับขยายไปลงทุนที่อื่นได้มากกว่าอีก ทำไมต้องเอื้อประโยชน์ให้ขนาดนั้น

สอง  ถ้าเพิกถอนอุทยานให้กลายเป็นป่าสงวน ก็ต้องถามว่าเขามีแนวคิดในการจะดูแลให้ป่าตรงนั้นยังเป็นป่าได้ต่อไปหรือเปล่า จะมีการควบคุมเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินไหม  และสาม ถ้าเป็นแบบนั้น มันจะกลายเป็นกรณีตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ อีกหรือเปล่า เดี๋ยวเอะอะอะไรก็เพิกถอนพื้นที่อุทยาน ทั้งที่กว่าเราจะได้พื้นที่อุทยานมาต้องผ่านกระบวนการที่ยากลำบาก บางที่ต้องเสียทั้งเลือด ทั้งเนื้อ และถึงแนวคิดนี้จะทำให้ไม่เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ แต่เรากำลังสูญเสียแนวคิดทางสิ่งแวดล้อม ในเรื่องการรักษาพื้นที่เพื่อระบบนิเวศ เพื่อการบริการทางสิ่งแวดล้อมที่ดี

ดังนั้นถ้ามองเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเดียวเราอาจคิดว่ามันเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หมุนเวียนรายได้เยอะแยะมากมาย  แต่ลองคิดดูว่าถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วไม่มีจุดสิ้นสุด พื้นที่อุทยานอาจไม่เหลือเลยก็ได้ เพราะแนวคิดนี้ใช้เศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องกฎหมายหรือการจัดการในสังคม ตอนนี้อาจอยู่ดีกินดี แต่เชื่อเลยว่าอีกไม่กี่ปีผ่านไปสภาพแวดล้อมก็จะเสื่อมโทรม แล้วคนที่เห็นแก่ตัวเอาพื้นที่สาธารณประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศไปเป็นของตัวเอง เขาจะมีจิตสำนึกในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมสำหรับคนหมู่มากได้อย่างไร  ทำให้ต้องตั้งสมมติฐานก่อนว่า เมื่อมีพื้นฐานการตัดสินใจทำธุรกิจแบบนี้ไปแล้ว เขาก็อาจจะเอาเปรียบสังคมอยู่ตลอดเวลา จะเป็นจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันคือตรรกะในการวิเคราะห์ เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต่อต้านและมีจุดยืนชัดเจนว่า ถ้ารีสอร์ตบุกรุกพื้นที่ ถึงจะมีมูลค่ามหาศาล สร้างเศรษฐกิจได้มากมาย แต่ทำผิดกฎหมายไม่ได้  เขาควรจะต้องเคารพกฎหมาย

โลกสีเขียว : จริงๆ แล้วการท่องเที่ยวมีส่วนกระตุ้นให้เกิดรีสอร์ตในพื้นที่หรือเปล่า

ผศ. ดร.ดรรชนี ก็มีโอกาสนะ เพราะเมื่อก่อนวังน้ำเขียวก็ไม่ได้บูมขนาดนี้  มีช่วงหนึ่งที่เขาขายเรื่องอากาศดี แล้วถนนหนทางต่างๆ ที่นี่ก็พร้อมสำหรับการท่องเที่ยว ประกอบกับมีการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดิน ...การท่องเที่ยวถือเป็นปัจจัยที่ดีสำหรับชุมชน แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ชุมชนไม่มีเกราะป้องกันตัวเองไม่ให้ขายที่ ภูมิคุ้มกันระดับท้องถิ่นไม่มี

หลายคนบอกว่าการท่องเที่ยวเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาตรงนี้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งอยู่ที่การพัฒนาชุมชนที่ยังไม่ได้ทำให้เขาเห็นประโยชน์ของการไม่ขายพื้นที่  ถ้าชุมชนไม่ขายพื้นที่ ความคิดที่จะรุกพื้นที่เพิ่มของรีสอร์ตจะทำได้ไหม อย่างมากก็จะมีโฮมสเตย์เล็กๆ ที่ชุมชนดูแลจัดการกันเอง แล้วชุมชนย่อมจะได้ประโยชน์มากกว่า แต่พอปล่อยให้มีการเปลี่ยนมือกันแบบเสรี รูปแบบการท่องเที่ยวก็เลยฉีกออกมาเป็นเรื่องของนายทุนกับรีสอร์ต  ประโยชน์ที่เกิดก็ไม่ได้ตกอยู่กับท้องถิ่น  ดังนั้นเมื่อถามว่าการท่องเที่ยวมันกระตุ้นเรื่องนี้ไหม มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะน่าจะมาจากการที่เรายอมให้มีการเปลี่ยนมือของที่ดินมากกว่า

โลกสีเขียว : อาจมีคนสงสัยว่าวัตถุประสงค์หนึ่งของการจัดการตั้งอุทยานฯ ก็เพื่อการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าเสียหายตรงไหน

ผศ. ดร.ดรรชนี การประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติจะมีลำดับความสำคัญ เริ่มจากความสำคัญอันดับแรกคือ เพื่อคุ้มครอง รักษาทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อรักษาระบบนิเวศ  ความสำคัญอันดับสอง คือเรื่องของการเรียนรู้ ศึกษา วิจัย เนื่องจากถ้าไม่มีการคุ้มครองรักษาระบบนิเวศไว้ก่อนก็จะไม่มีพื้นที่สำหรับเรียนรู้อีก  อันดับสามถึงจะมาเป็นเรื่องนันทนาการและการท่องเที่ยว 

ในฐานะที่เป็นนักจัดการอุทยานแห่งชาติมองว่าถ้าไม่อนุรักษ์การท่องเที่ยวก็จะเกิดไม่ได้ ลองนึกภาพว่าถ้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ไม่มีป่า หรือสภาพป่าไม่ได้เป็นแบบปัจจุบัน อากาศก็อาจจะแห้งแล้ง ฝนฟ้าก็อาจไม่ตกต้องตามฤดูกาล แล้วรีสอร์ตทั้งหลายที่อยู่รอบๆ เขาใหญ่จะได้ประโยชน์ไหม ความสำคัญของอุทยานอันดับหนึ่งจึงเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ ซึ่งไม่ได้เป็นการอนุรักษ์ไว้ให้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อให้เกิดบริการทางสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอากาศดี น้ำดี มีน้ำไหลมาให้คนข้างล่างได้ใช้ เมื่อเปรียบเทียบกับการท่องเที่ยวก็จะเห็นว่าลำดับความสำคัญมันต่างกัน

ถ้ามีพื้นที่หนึ่งซึ่งมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสูงมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีความเปราะบางทางระบบนิเวศ หรือมีคุณค่าทางระบบนิเวศสูง  เราก็ต้องเลือกจะรักษาคุณค่าของระบบนิเวศตรงนั้น แล้วบอกว่าพื้นที่นี้ไม่ควรพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริงแนวคิดแบบนี้กำลังถูกสั่นคลอน ด้วยการมองแต่เรื่องทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แล้วก็บอกว่า ถ้าพื้นที่มันเปราะบางก็ทำให้ไม่เปราะบางสิ

โลกสีเขียว : แล้วอาจารย์มีความเห็นอย่างไรต่อกรณีเมื่อไม่นานมานี้ที่ ครม. อนุมัติให้ศึกษาการตัดถนนคลองลาน-อุ้มผาง

ผศ. ดร.ดรรชนี : ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง มันจะผ่าไปในป่าที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศ ซึ่งถนนไปเมื่อไหร่ ป่าหมดเมื่อนั้น ทั้งคนงานก่อสร้างที่เขาต้องล่าสัตว์ ต้องตัดไม้ เขาไม่มัวมาขี่จักรยานไปตลาดหรอก เพราะพอตัดถนนไป การคมนาคมสะดวก คนก็จะค่อยๆ ไปตั้งบ้านเรือน หรือแม้แต่คนงานก่อสร้างถนน ในที่สุดถ้าไม่มีที่ไป เขาก็จะจับจองพื้นที่ป่านั้นแหละ แล้วขณะที่เราพยายามเชื่อมผืนป่าเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงของระบบนิเวศ สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การตัดถนนเป็นการสวนทางกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการแบ่งป่าออกเป็นส่วนๆ  ซึ่งป่านั้นคือถิ่นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญอย่างเสือโคร่ง ถึงการตัดถนนจะย่นระยะทางได้ แต่คิดว่ามันก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป โดยเฉพาะในแง่ของความเป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ แล้วก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมองเชื่อมโยงกับกรณีเขื่อนแม่วงก์ด้วยหรือเปล่า ว่าถ้าตัดถนนผ่านได้ เดี๋ยวเขื่อนก็คงสร้างตามมาได้เช่นกัน เพราะเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน

 

โลกสีเขียว : แล้วกรณีการขยายถนนสาย 304 ที่ผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และทับลาน มันมีปัญหาตามมาไหม

ผศ. ดร.ดรรชนี กรณีนี้มีถนนอยู่แล้ว แต่กรมทางหลวงต้องการขยายถนน  ขณะตอนที่ประเทศไทยขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่  หนึ่งในเงื่อนไขคือจะไม่ขยายถนน แล้วจะต้องสร้าง Corridors เชื่อมระหว่างพื้นที่เพื่อให้สัตว์ป่าเดินได้  เรื่องแนวเชื่อมต่อของป่ามีการศึกษาแล้วแต่ยังไม่ได้สร้าง ขณะที่ถนนก็ขยายไป จากปกติที่สัตว์ป่าเดินข้ามถนนก็ยากอยู่แล้ว การเปลี่ยนจากถนนสองเลนมาเป็นสี่เลนก็มีงานวิจัยว่ามีสัตว์ตายอยู่ข้างถนนเท่าไหร่ ซึ่งมันมีผลกระทบจริงๆ และกลายเป็นภัยคุกคามกับการรักษาพื้นที่มรดกโลก เพราะเหตุผลที่เราขอขึ้นทะเบียนดงพญาเย็นเขาใหญ่เป็นมรดกโลกก็เพราะต้องการจะรักษาระบบนิเวศที่ต่อเนื่องเพื่อเป็นตัวแทนของภูมิภาค ตอนที่ยูเนสโกมาประเมินมรดกโลกก็ยังกลัวว่าจะถูกแขวนหรือเปล่า ถ้าถูกแขวนหมายถึงเป็น Endangered พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกคุกคาม มันก็น่าอายนะสำหรับประเทศไทยที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ แต่ไม่มีการจัดการให้ได้ตามเป้าหมายหรือเจตนารมณ์ของความเป็นพื้นที่คุ้มครอง ในขณะนี้มีกรณีศึกษาเรื่องแนวเชื่อมต่อของผืนป่า ถ้าไม่มีการนำผลการศึกษานี้มาปฏิบัติให้เกิดผลจริงๆ ความมั่นคงของระบบนิเวศก็น่าเป็นห่วง

ตอนนี้อุทยานแห่งชาติเหมือนกำลังตั้งรับ ขณะที่ฝ่ายเศรษฐกิจมีแผนมาแล้วว่าจะพัฒนาถนน สร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่อุทยาน แต่เรายังไม่มีแผนเชิงรุกว่าโซนไหนบ้างที่ไม่สามารถพัฒนาได้แล้ว ต้องเก็บไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น ซึ่งการจะตอบสาธารณชนได้ต้องมีข้อมูลทางวิชาการว่ามันมีคุณค่าความสำคัญ มีความจำเป็น ...เรื่องนี้เราก็กำลังทำอยู่ แต่ช้ากว่าภาคเศรษฐกิจ อาจเพราะภาคเศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนที่ดี

โลกสีเขียว : ดูเหมือนนโยบายการจัดการป่าจะปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามผู้บริหาร อย่างนี้จะส่งผลกระทบต่อปัญหาในพื้นที่ที่ควรถูกแก้ไขหรือไม่

ผศ. ดร.ดรรชนี ใช่ แค่ที่ทับลานเราก็เห็นชัดเจนเลย พอเปลี่ยนอธิบดีนโยบายก็เปลี่ยน ที่จริงควรจะมีนโยบายหลัก  ตอนนี้เราใช้กฎหมายเป็นแนวทางว่าทำอะไรต้องไม่ให้ผิดกฎหมาย  แต่จริงๆ แล้วการจัดการอุทยานแห่งชาติต้องมีนโยบายระดับชาติที่มองไปข้างหน้า เช่นในระยะ 20 ปี แล้วเราก็ก้าวเดินไปตามนั้น  ไม่ว่าอธิบดีคนไหน รัฐบาลใดจะมา นโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะแต่พื้นที่อุทยานก็จะเดินต่อไปได้   ตอนนี้พอเราเปลี่ยนทีหนึ่ง มันก็เป๋ทีหนึ่ง  สังเกตไหมว่าเรื่องที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรายังไม่ก้าวหน้าสักเท่าไหร่

 

โลกสีเขียว : เราไม่มีแผนระยะยาว?

ผศ. ดร.ดรรชนี : นโยบายแบบกรอบใหญ่อย่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขาก็พูดถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้นะ แต่เป็นการพูดที่ลอยๆ ไม่มีแนวปฏิบัติ ไม่มีการถ่ายทอดออกมาว่าใน 20 ปีเราจะทำอะไรบ้าง  เรียกว่าไม่มี road map   

สมมติในอีก 20 ข้างหน้าเราอยากเห็นพื้นที่คุ้มครองมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ก็ต้องวางแนวปฏิบัติให้ชัดว่าถ้าจะเชื่อมโยงต้องทำที่ไหนก่อน ต้องทำที่กลุ่มป่าตะวันตกซึ่งมีความสำคัญที่สุดก่อนไหม ตรงนี้ต้องมีความชัดเจน ไม่ใช่พอเปลี่ยนอธิบดีหรือเปลี่ยนรัฐบาลก็อาจเปลี่ยนพื้นที่ไปหรือกลายเป็นแนวคิดที่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติ หรือแม้แต่ปัญหาเรื่องแนวเขต ถ้ามีการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติ ครม. 2541 ได้สำเร็จ คิดว่าการจัดการพื้นที่คุ้มครองก็จะทำได้ง่ายขึ้น ปัญหาความขัดแย้งที่พูดๆ กันก็จะน้อยลง แทนที่จะต้องคอยมานั่งรื้อฟื้น ทะเลาะกับชาวบ้าน

โลกสีเขียว : กลับมาที่เรื่องการจัดการอุทยานฯ เพื่อการท่องเที่ยว ทุกวันนี้มีการจัดการที่ดีพอแล้วหรือยัง

ผศ. ดร.ดรรชนี เรื่องระบบการจัดการก็มีการพัฒนาปรับปรุงไปเยอะแล้ว เพียงแต่ความสมดุลระหว่างการพัฒนาการท่องเที่ยวกับเรื่องการอนุรักษ์ อาจยกความสำคัญให้กับการท่องเที่ยวมากกว่าเรื่องการอนุรักษ์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก  แต่รวมถึงเรื่องของบุคลากรด้วย เช่นมีคนอยู่ 100 คน กลายเป็นว่ามีคน 80 คนที่ดูแลเรื่องการท่องเที่ยว แล้วคนที่ต้องทำหน้าที่ลาดตระเวน ปราบปรามเหลืออยู่แค่ 20 คน  ส่วนเรื่องสมรรถนะ อุปกรณ์เครื่องมือ ความพร้อมก็น้อยลงไปตามลำดับ  

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวโต แต่ไม่ได้มองเรื่องผลกระทบ เช่นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เยอะขึ้นมากๆ อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับสัตว์ป่าตามมา ทำให้มีความพยายามจะศึกษาเรื่อง carrying capacity (ความสามารถในการรองรับ) แต่ก็ยังไม่มีแนวปฏิบัติ และบางครั้งชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวก็ไม่ยอมรับ  

สมัยก่อนมีวัฒนธรรมการท่องเที่ยวอุทยานอย่างหนึ่งคือ ต้องไปเล่นน้ำตก แล้วก็เอาข้าวไปกิน ไปล้างจาน ล้างถ้วยตรงนั้น  จำได้ว่ามีการสัมมนาหัวหน้าหน่วยอุทยานทั่วประเทศ ก็คุยกันถึงปัญหานี้ว่ามันเกิดผลกระทบ  ก็เสนอไปว่าถ้าน้ำตกมี 8 ชั้น ก็ให้ชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 กินอาหารได้  แล้วตั้งแต่ชั้นที่ 2 ขึ้นไปให้เป็นเขตปลอดอาหาร ให้เขาขึ้นไปแค่เที่ยวชม ไปเล่นน้ำ  หัวหน้าอุทยานก็บอกเลยว่าไม่ได้หรอก เพราะทุกคนคุ้นกับวัฒนธรรมนี้ไปแล้ว ที่จะต้องถือจานส้มตำไปกินที่น้ำตก ซึ่งความจริงถึงจะทำไม่ได้ในชั่วพริบตา แต่ถ้าทุกอุทยานทำพร้อมกันและไปในแนวทางเดียวกัน แล้วค่อยๆ สื่อสารกับผู้คน ไม่ใช่บอกว่าห้ามแล้วไม่มีทางเลือกให้เขา เพราะความต้องการของคนยังมีอยู่  สุดท้ายก็ได้ผลนะ ทุกอุทยานจะจัดสถานที่กินอาหารให้อยู่ข้างล่าง  

เช่นเดียวกันวัฒนธรรมการเที่ยวตามความสามารถในการรองรับของพื้นที่ก็ต้องเกิดขึ้นได้ ถ้าเราพร้อมใจช่วยกันทุกฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ กรมอุทยานฯ ต้องบาลานซ์ความสำคัญระหว่างการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ให้ดี

โลกสีเขียว : ทุกวันนี้ยังมีปัญหานักท่องเที่ยวล้นอุทยานอยู่หรือไม่

ผศ. ดร.ดรรชนี : โดยส่วนมากแล้วอุทยานจะมีปัญหาวิกฤตในช่วงวันหยุดยาว ก็ต้องประชาสัมพันธ์ และหาวิธีที่จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่ล้นจนเกินไป อาจต้องจัดพื้นที่สำรองหรือมีระบบจองในช่วงวันหยุดยาว เหมือนกับระบบจองของภาคเอกชนและต้องยอมรับในกติกาตรงนั้น ว่าถ้าอยากไปเที่ยวอุทยานก็ต้องจองในช่วงนั้น ซึ่งเดี๋ยวนี้ระบบการสื่อสารมันก็ดีขึ้นนะ

 

โลกสีเขียว : การที่คนเข้าไปเที่ยวพร้อมๆ กันเยอะๆ มันส่งผลเสียอย่างไร

ผศ. ดร.ดรรชนี มันเยอะมากนะคะ ...รถติด คาร์บอนไดออกไซด์เยอะทำให้อากาศเสีย แล้วคนเยอะก็รบกวนสัตว์ป่า สัตว์ก็อยู่ไม่ได้ ยิ่งคนเยอะสัตว์ก็ยิ่งกระจาย ถ้าเทียบกับคนมาน้อยๆ สัตว์เขาก็ปรับตัว  แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องระบบการจัดการขยะ เรื่องห้องน้ำที่อาจไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอจะดูแล รวมไปถึงความรู้สึกแออัด ทำอะไรก็ต้องรอคิว อันนี้ก็จะส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวโดยตรง

โลกสีเขียว : แล้วกับแนวคิดว่าควรมีการเก็บค่าภาษีสิ่งแวดล้อมที่นักท่องเที่ยวต้องจ่ายนอกเหนือไปจากค่าเข้าชมอุทยาน เพื่อนำไปใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากร อาจารย์มองว่าจะเป็นไปได้ไหม

ผศ. ดร.ดรรชนี ทำได้คงจะดี  แนวคิดนี้มีมานานแล้วว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดผลกระทบก็ต้องเป็นผู้จ่าย เป็นแนวคิดที่ดี แต่ว่านักท่องเที่ยวเขาจะยอมไหม ถ้าอยากใช้ตรงนี้ก็ต้องทำให้ชัดเจนว่าระบบจัดการที่เก็บเงินเขาเพิ่มแล้วเอาไปใช้เพื่อการอนุรักษ์จริงๆ เพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่อาจยังมีความไม่แน่ใจ ไม่เชื่อมั่น ว่าเงินที่เก็บเพิ่มจะถูกใช้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมจริง ถ้ามีความเชื่อมั่น คิดว่านักท่องเที่ยวก็น่าจะเต็มใจอยากที่จะจ่าย  โดยอาจยกเว้นคนบางกลุ่ม เช่นเด็ก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ หรือกลุ่มที่เข้าไปศึกษาเรียนรู้  แล้วค่อยๆ เริ่มต้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เข้าไปชื่นชมธรรมชาติเป็นหลัก

โลกสีเขียว : จุดสมดุลระหว่างการท่องเที่ยวในอุทยานฯ กับการอนุรักษ์อยู่ตรงไหน

ผศ. ดร.ดรรชนี : หลักการคือถ้าเมื่อไหร่การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือของการอนุรักษ์ นั่นแหละคือจุดสมดุล เพราะการเป็นเครื่องมือของการอนุรักษ์นั้นหมายถึงทุกอย่างที่ทำต้องเกิดจากการคำนึงว่าจะเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรไหม ในพื้นที่คุ้มครองเราจึงไม่เอาเรื่องของเศรษฐกิจนำหน้า แต่จะบอกอยู่ตลอดเวลาว่าให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือของการอนุรักษ์  ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นนั้นก็ควรเป็นตัวเสริมที่กลับไปสู่การอนุรักษ์มากกว่า 

ถ้าพูดถึงการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่คุ้มครอง ก็ควรมีการเอื้อประโยชน์ให้กับชุมชนที่อยู่รอบๆ แทนที่อุทยานจะต้องไปพัฒนาบ้านพักของตัวเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่เก่ามาก ประเทศไหนเขาก็ไม่ทำกันแล้ว เราไปเห็นของเก่าที่เหลืออยู่จากร้อยปีที่แล้วของเขาแล้วก็เอามาทำ ...จริงๆ แล้วหน่วยงานพัฒนาชุมชนต้องร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้ชุมชนรอบๆ นั้นเติบโต สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ ถ้ามีการจับมือกันก็จะเกิดการกระจายประโยชน์ไปสู่ท้องถิ่น ประชาชนเขาก็จะเห็นคุณค่าของพื้นที่ ต่อไปเขาก็ไม่ต้องไปล่าสัตว์ ไม่ต้องตัดไม้ หรือไปบุกรุกพื้นที่ ไม่ต้องเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวผ่านขายที่ดินให้นายทุนทำรีสอร์ต 

ที่มาภาพประกอบ :

http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E12444430/E12444430-47.jpg

http://board.trekkingthai.com/board/show.php?forum_id=41&topic_no=80556&topic_id=81231

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=amorn2006&date=17-03-2006&group=3&gblog=1

 

เสวนา "มิติสิ่งแวดล้อมกับคุณภาพชีวิตคนกรุง"

เสวนา "มิติสิ่งแวดล้อมกับคุณภาพชีวิตคนกรุง"

 

สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดเสวนา ภายใต้หัวข้อ "มิติสิ่งแวดล้อมกับคุณภาพชีวิตคนกรุง" หนึ่งในกิจกรรมภายใต้ โครงการยุทธศาสตร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมโดยมีผู้ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถึงแนวทางการรับมือด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ในฐานะตัวแทนด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า  กรุงเทพมหานครได้วางแผนรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ยุทธศาสตร์ การพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็น  "มหานครแห่งสิ่งแวดล้อม" ที่บูรณาการการจัดการด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพระบบการป้องกันน้ำท่วมและการระบายน้ำ, การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคุณภาพน้ำ, การลดปริมาณขยะมูลฝอยและนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์, การเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษทางอากาศและเสียง, การเพิ่มพื้นที่สีเขียว, การรักษาฟื้นฟูป่าชายเลนชายฝั่งบางขุนเทียน, การลดภาวะโลกร้อนและการอนุรักษ์พลังงาน

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานคร ได้ทำการปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เยาวชน ผ่านการจัดทำโครงการความร่วมมือ และจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่สรุปประเด็นว่า การรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควรเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ระดับเยาวชน เช่น การสนับสนุนให้มีจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นกรมีส่วนร่วม และได้เสนอแนะไปถึงผู้มีอำนาจในการดูแลสิ่งแวดล้อมว่า เวลาเกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีประเด็นใหม่ๆ ขึ้นมา เรามักทำการจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ โดยส่วนตัวมองว่าไม่เห็นด้วย เพราะปัจจุบันมีองค์กรที่ทำงานในลักษณะซ้ำซ้อนกันมากเกินไป จนหลายครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข และไม่สามารถหาองค์กรเจ้าภาพที่ทำหน้าที่รับผิดชอบได้โดยตรง

ด้าน ผศ.ดร.เศวตฉัตร ศรีสุรัตน์ ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อีกหนึ่งผู้ร่วมเสวนา ได้ให้ข้อคิดว่า ความเป็นเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย ทั้งยัง ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุง ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น ควรเกิดจากการอยูในสภาพแวดล้อมที่ดี การมีที่อยูอาศัยที่ดี การมีพื้นทีว่างมากพอ และความเป็นระเบียบและความสวยงาม ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่กรุงเทพมหานครต้องสร้างให้ได้ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นมหานครแห่งสิ่งแวดล้อมอย่างยืน 

การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (2 กรกฎาคม 2556)

การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Inter-Governmental Memorandum of Understanding for the Establishment of the Regional Power Coordination Centre in the Greater Mekong Subregion : IGM)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1. อนุมัติการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Inter-Governmental Memorandum of Understanding for the Establishment of the Regional Power Coordination Center in the Greatre Mekong Subregion : IGM) และเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมอบหมายร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว และให้กระทรวงพลังงานดำเนินการต่อไปได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามข้อ 1 แล้ว
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมอบหมาย ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว และให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการต่อไปได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวตามข้อ 1 แล้ว และ
4. มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มีสาระสำคัญดังนี้
1. วัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการที่เชื่อมต่อกันของระบบไฟฟ้าของประเทศสมาชิกให้
มีความเป็นหนึ่งเดียวบนพื้นฐานของความยุติธรรมและโปร่งใสในการดำเนินงานของตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในอนุภูมิภาค และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวสามารถดำเนินการโดยพัฒนาให้มีความสมดุลระหว่างความหลากหลายของทรัพยากรด้านพลังงานที่มีในอาณาเขตพื้นที่ของประเทศสมาชิก ความร่วมมือทางด้านพลังงานในระยะยาว การส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการขยายขอบเขตการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนในประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
2. อำนาจหน้าที่
2.1 ประสานความร่วมมือในการจัดทำกรอบการดำเนินการพัฒนาด้านกฎระเบียบ ข้อบังคับ
และด้านเทคนิค รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่ประเทศสมาชิกมีความเห็นพ้องถึงความสำคัญต่อการพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้า โดยอำนาจหน้าที่ของศูนย์ RPCC มีดังนี้ จัดทำและปรับปรุงข้อมูลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า พัฒนาและปรับปรุงระบบจัดเก็บข้อมูลพัฒนาและจัดให้มีกิจกรรมการพัฒนาความรู้ให้แก่บุคลากรของประเทศสมาชิก เป็นต้น
2.2 สนับสนุนและติดตามการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการด้านระบบส่งจ่ายไฟฟ้าแห่งชาติ
(National Transmission System Operators : TSOs) หรือ หน่วยงานการไฟฟ้าในประเทศสมาชิกต่อการปฏิบัติการต่าง ๆ ดังนี้ จัดเตรียมหลักเกณฑ์ร่วมสำหรับใช้ในการประสานงานด้านการวางแผนระบบไฟฟ้า มาตรฐานทั่วไปทางด้านเทคนิค อำนวยความสะดวกการดำเนินการโครงสร้างระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงโดยเฉพาะโครงการเร่งด่วน เป็นต้น
3. ลำดับความสำคัญของเอกสารที่ใช้ในการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของศูนย์ RPCC เอกสารที่ได้กำหนดไว้ตามลำดับสำคัญนี้ใช้ในการควบคุมดูแลการก่อตั้งและบริหารการปฏิบัติงานของศูนย์ RPCC ยกเว้นกรณีที่มีการกำหนดเอกสารเพิ่มเติมตามความเห็นชอบในระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก ดังนี้ ความตกลงระหว่างรัฐบาลให้มีกิจกรรมการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (The Inter – Governmental Ageement on Regional Power Trade) ซึ่งได้รับความเห็นชอบและลงนามเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002 บันทึกความเข้าใจ IGM ฉบับนี้ เป็นต้น
4. โครงสร้างของศูนย์ RPCC ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้ คณะกรรมการศูนย์ RPCC
ผู้อำนวยการศูนย์ RPCC คณะทำงานด้านเทคนิคต่าง ๆ และสำนักบริหารกลางของศูนย์ RPCC
5. การเงิน งบประมาณการดำเนินงานศูนย์ RPCC ประกอบด้วยเงินที่ได้รับจากประเทศสมาชิก
โดยศูนย์ RPCC สามารถรับเงินที่ได้จากการบริจาค และแหล่งอื่น ๆ สำหรับใช้ในการดำเนินงาน การลงทุนและการศึกษาวิจัย เงินที่ได้รับจากบริจาคจะต้องไม่มีผลต่อการตัดสินใจการดำเนินงานของศูนย์ RPCC
6. สิทธิพิเศษและความคุ้มกัน ศูนย์ RPCC จะมีสถานะเป็นองค์กรนานาชาติ โดยศูนย์ RPCC
ผู้อำนวยการศูนย์ RPCC และเจ้าหน้าที่ศูนย์ RPCC จะได้รับสิทธิพิเศษและความคุ้มครองเท่าที่จำเป็นในการดำเนินการอย่างอิสระตามภารกิจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้สิทธิพิเศษและความคุ้มครองตามกฎหมายในบันทึกความ เข้าใจ ฯ จะระบุไว้ใน Headquarters Agreement with the host government
7. การอนุมัติและมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
7.1 IGM ฉบับนี้จะต้องได้รับการอนุมัติ และยอมรับจากรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิก
ตามขั้นตอนการดำเนินงานตามระเบียบอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศสมาชิกจะต้องดำเนินการแจ้งผลการอนุมัติให้แก่รัฐบาลของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทราบอย่างเป็นทางการ
7.2 IGM ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการระหว่างประเทศสมาชิกที่ได้ผ่านการ
อนุมัติและยอมรับในการ IGM ฉบับนี้ภายหลังจากที่ประเทศสมาชิกชาติที่ 4 ได้รับรองการอนุมัติและยอมรับใน IGM แล้ว

โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 (2 กรกฎาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 6 /2556
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
1. รับทราบราคา ปริมาณ วงเงินการรับจำนำข้าวเปลือกของเกษตรกร และระยะเวลาการรับจำนำโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56
2. เห็นชอบมาตรการการป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่าง ๆ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด
3. เห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา (Zoning)
สาระสำคัญของเรื่อง
1. คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้คงราคารับจำนำข้าวเปลือกโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 2555/56 ณ ความชื้น 15%ไว้เท่าเดิมคือ ข้าวเปลือกเจ้า 100% ราคาตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 (42 กรัม) ตันละ 16,000 บาท ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดยาว (42 กรัม) ตันละ 16,000 บาท เมล็ดสั้น (40 กรัม) ตันละ 15,000 บาท โดยจะรับจำนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรในปริมาณที่ไม่เกินที่ระบุไว้ในใบรับรองเกษตรกรที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกให้ และวงเงินรับจำนำรายละไม่เกิน 500,000 บาท/รอบ ตามที่ กขช. มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ทั้งนี้ การกำหนดราคารับจำนำดังกล่าวให้มีผลย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไป สำหรับระยะเวลาการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 จะสิ้นสุดวันที่ 15 กันยายน 2556 ยกเว้นภาคใต้จะสิ้นสุดวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556
2. มาตรการป้องกันการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวเปลือก มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้
2.1 คณะทำงานตรวจสอบการรับจำนำข้าวเปลือกฯ เร่งรัดการตรวจสอบข้าวที่คลังกลางที่อยู่ระหว่างการรมยา โรงสีและคลังกลางที่ต้องมีการตรวจซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
2.2 กรณีตรวจสอบพบการกระทำความผิด ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญาโดยเด็ดขาด และรายงานผลการดำเนินการให้ กขช. ทราบต่อไป
2.3 มอบหมายให้หน่วยปฏิบัติได้แก่ อคส.และ อ.ต.ก.จัดทำบัญชีแสดงการเคลื่อนไหวของข้าวเปลือกที่รับจำนำและข้าวสารที่สีแปรสภาพและส่งมอบเข้าคลังกลาง โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีปี 2554/55 โครงการนาปรัง ปี 2555 และโครงการ ปี 2555/56 รอบที่ 1 ตั้งแต่ วันที่ 31 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 เพื่อจัดส่งให้ประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายของรัฐบาล และฝ่ายเลขานุการ กขช.
2.4 มอบหมายคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ นำผลการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบการรับจำนำข้าวเปลือกฯ และข้อมูลบัญชีแสดงการเคลื่อนไหว ของ อคส.และ อ.ต.ก.ตามข้อ 2.3 ไปปรับปรุงข้อมูลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/55 โครงการนาปรัง ปี 2555 และโครงการปี 2555/56 รอบที่ 1
ณ วันที่ 31 มกราคม 2556 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 เพื่อนำเสนอ กขช. โดยเร็วต่อไป
2.5 มอบหมายให้คณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ตรวจสอบและรายงานผลการรับจำนำข้าวเปลือกและสต็อกทั้งที่โรงสีและที่โกดังกลาง และรายงานให้ฝ่ายเลขานุการกขช. ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เพื่อฝ่ายเลขานุการ กขช. จะได้สรุปและรายงานคณะรัฐมนตรีทราบภายในวันที่ 7 ของทุกเดือน
2.6 เพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกฯ ดำเนินการต่อไปด้วยความรอบคอบ สุจริต และโปร่งใสให้คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการรับจำนำข้าวนำปัญหาที่เกิดขึ้น และข้อกังวลของสาธารณชนในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นไปปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลโครงการรับจำนำ เช่นให้มีการติดกล้อง CCTV เพื่อให้สาธารณชนสามารถร่วมตรวจสอบได้ด้วย การออกใบประทวนออนไลน์ของ อคส./อ.ต.ก. การจ่ายเงินของ ธ.ก.ส. และการเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับและป้องการทุจริตติดตามการรับจำนำข้าวเปลือกและการส่งมอบข้าวสารโดยเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการติดตามกำกับดูแลและเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งโรงสี และโกดังกลาง เพื่อป้องกันการทุจริตสวมสิทธิเกษตรกร และการนำข้าวสารมาหมุนเวียนส่งมอบเข้าคลังกลาง ทั้งนี้ ให้ อคส. และ อ.ต.ก. ดำเนินการกับโรงสีและโกดังกลางตามหลักเกณฑ์และสัญญาโดยเคร่งครัด กรณีตรวจสอบพบการทุจริตให้ดำเนินการตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งเรียกค่าปรับ โดยให้หักจากวงเงินค้ำประกันและสั่งการให้ ตำรวจ ทหาร ตชด. ตรวจตราบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ
2.7 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น อคส. อ.ต.ก. ธ.ก.ส. กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการค้าภายในกำกับดูแลและตรวจสอบการรับจำนำข้าวเปลือกให้อยู่ในปริมาณและวงเงินตามข้อ 1. และหากตรวจพบการทุจริตให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาด
3. การเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา (Zoning) เห็นชอบแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าวและเพิ่มรายได้ให้ชาวนา (Zoning) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งได้กำหนดเขตความเหมาะสมมาก จำนวน 17.346 ล้านไร่และเหมาะสมปานกลาง จำนวน 26.572 ล้านไร่ รวมทั้งประเทศ 43.918 ล้านไร่ โดยผลผลิตเฉลี่ยในเขตชลประทาน700 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป นอกเขตชลประทานแต่อยู่ในเขต Zoning ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการพัฒนาคุณภาพข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจัดระบบการปลูกข้าวในเขตพื้นที่ชลประทาน และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และปัจจัยอื่นๆ ที่มีความจำเป็นเพื่อเป็นมาตรการจูงใจ โดยจะดำเนินการปรับระบบการปลูกข้าวปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 ไร่ และจะหมุนเวียนพื้นที่จัดระบบการปลูกข้าวดังกล่าวในเขตชลประทานแต่ละปี
ทั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมดำเนินการขับเคลื่อนในทุกๆ ด้านผ่านมาตรการจูงใจ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้พิจารณาตัดสินใจปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรตามความต้องการของตนเอง

แผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (2 กรกฎาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ในคราวประชุมครั้งที่ 12/2556 เมื่อวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2556 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการ เสนอ ที่มีมติรับทราบแผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและเพื่อให้การเดินทางระหว่างพื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยามีความสะดวกมากขึ้น โดยให้หน่วยงานรับผิดชอบโครงการรับความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปประกอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
แผนแม่บทสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง 20 ปีข้างหน้า โครงการส่วนใหญ่จะถูกบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานในระยะ 10 ปี เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการในการเดินทางข้าม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในปี พ.ศ. 2564 ที่คาดการณ์ว่าจะมีความต้องการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาโดยรถยนต์เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีก 4.5 แสน คน-เที่ยว/วัน ดังนี้
1. แผนดำเนินงานระยะ 10 ปีแรก (ปัจจุบัน-พ.ศ. 2564) จำนวน 9 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการสะพานเกียกกาย เป็นโครงการที่ควรดำเนินงานโดยเร่งด่วน เนื่องจากมีความพร้อมของโครงการมากที่สุดและรองรับอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งสามารถดำเนินการและเปิดให้บริการได้ภายในปี พ.ศ. 2559 กทม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 2) โครงการสะพานพระราม 2 กทม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 3) โครงการสะพานสมุทรปราการ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 4) โครงการสะพานปทุมธานี 3 กรมทางหลวง (ทล.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 5) โครงการสะพานลาดหญ้า-มหาพฤฒาราม กทม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 5) โครงการสะพานสามโคก ทล. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 6) โครงการสะพานท่าน้ำนนท์ ทช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 7) โครงการสะพานถนนจันทน์-เจริญนคร กทม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ 8) โครงการสะพานราชวงศ์-ท่าดินแดง กทม. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
2. แผนดำเนินงานระยะ 10 ปี หลัง (พ.ศ. 2565-2574) ได้แก่ โครงการสะพานสนามบินน้ำ ทช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ ..) (2 กรกฎาคม 2556)

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ฉบับที่ ..) รวม 2 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ฉบับที่ ..) รวม 2 ฉบับ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
2. มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
ข้อเท็จจริง
กค. เสนอว่า
1. ตามที่รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบรายการความตกลงและพิธีสารทางเศรษฐกิจของอาเซียน จำนวน 11 ฉบับ ที่จะนำมาผนวกแนบท้ายความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามในพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียนแล้ว ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AEM Retreat) ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 7 – 9 มีนาคม 2556
2. เพื่อให้ประเทศไทยสามารถให้สัตยาบันให้พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียนมีผลใช้บังคับ และให้รายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนทั้ง 11 ฉบับ ได้รับการผนวกแนบท้ายความตกลง ATIGA ซึ่งมีผลให้ความตกลงและพิธีสารดังกล่าวสิ้นสุดลง กค. โดยกรมศุลกากร จะต้องดำเนินการยกเลิกประกาศกระทรวงการคลังภายใต้รายการความตกลงฯ ที่จะถูกแทนที่โดยความตกลง ATIGA ทั้ง 11 ฉบับ ดังนี้
2.1 รายการความตกลง ลำดับที่ (1) – (9) เป็นความตกลงและพิธีสารภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนที่ประเทศไทยปฏิบัติให้เป็นไปตามความตกลงเรื่อยมา โดยในปัจจุบันประกาศกระทรวงการคลังที่มีผลใช้บังคับ 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551
2.2 รายการความตกลงลำดับที่ (10) – (11) เป็นความตกลงและพิธีสารภายใต้โครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation Scheme: AICO) ที่ประเทศไทยปฏิบัติให้เป็นไปตามความตกลงเรื่อยมาโดยในปัจจุบันประกาศกระทรวงการคลังที่มีผลใช้บังคับได้แก่ ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน ลงวันที่ 6 มกราคม 2555
2.3 กค. จึงได้ดำเนินการยกร่างประกาศเพื่อยกเลิกประกาศตาม 2.1 และข้อ 2.2 จำนวน 3 ฉบับ ทั้งนี้ ยังไม่ได้กำหนดวันที่เริ่มมีผลใช้บังคับ โดยเห็นควรกำหนดวันที่ในขั้นตอนการชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้สอดคล้องกับวันที่พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลงทางเศรษฐกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้าของอาเซียนมีผลใช้บังคับ และรายการความตกลงและพิธีสารด้านเศรษฐกิจของอาเซียนทั้ง 11 ฉบับ ได้รับการผนวกแนบท้ายความตกลง ATIGA โดยร่างประกาศฯ สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียนจะมีผลใช้บังคับเมื่อพิธีสารฯ มีผลใช้บังคับและร่างประกาศฯ สำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียนจะมีผลใช้บังคับเมื่อพิธีสารฯ มีผลใช้บังคับแล้ว 3 เดือน
สาระสำคัญของร่างประกาศฯ มีดังนี้
1. ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ ..)
ยกเลิกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการ ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2551 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551
2. ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ฉบับที่ ..)
ยกเลิกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับโครงการความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

ขอความเห็นชอบร่างถ้อยแถลงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา (ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา) (25 มิถุนายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อ (1) ร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 6 (2) ร่างถ้อยแถลงของประธานร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 3 (3) ร่างถ้อยแถลงของการประชุมรัฐมนตรีข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 6 (4) ร่างถ้อยแถลงของการประชุมรัฐมนตรีมิตรของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 3
2. มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนร่วมรับรองร่างเอกสารดังกล่าวข้างต้น
3. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
สาระสำคัญของเรื่อง
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 6 การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 3 การประชุมรัฐมนตรีข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 6 และการประชุมรัฐมนตรีมิตรของประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Friends of the Lower Mekong) ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่างกับประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอื่น ๆ จะจัดในช่วงการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2556 ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน บรูไนดารุสซาลาม โดยจะมีการรับรองถ้อยแถลงต่าง ๆ ของการประชุมข้างต้น ดังนี้
1. ร่างถ้อยแถลงของประธานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 6 เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ที่จะลดช่องว่างการพัฒนาบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์กรุงโตเกียว ค.ศ. 2012 และแผนปฏิบัติการกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น รวมทั้งการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการติดต่อของประชาชน
2. ร่างถ้อยแถลงของประธานร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศลุ่มน้ำโขงกับสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 3 ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะขยายความเชื่อมโยงทางกายภาพ กฎระเบียบ และการติดต่อระหว่างประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รับทราบความคืบหน้าของโครงการนำร่อง ส่งเสริมการติดต่อแลกเปลี่ยนของภาคเอกชนผ่านการประชุม Mekong-ROK Business Forum และกิจกรรมทางวัฒนธรรม รวมทั้งแสดงความยินดีที่มีการตั้งกองทุน Mekong-ROK Cooperation Fund
3. ร่างถ้อยแถลงของการประชุมรัฐมนตรีข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 6 รับรองการตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ (Eminent and Expert Persons Group) เพื่อให้คำแนะนำทางยุทธศาสตร์แก่ประเทศสมาชิก เน้นย้ำการประสานงานกับอาเซียน เห็นชอบโครงการในสาขาความร่วมมือต่าง ๆ เช่น การป้องกันโรคมาลาเรียข้ามแดนในภูมิภาค การสอนภาษาอังกฤษ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเลิศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งได้เห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการสาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และสาขาความมั่นคงทางพลังงาน
4. ร่างถ้อยแถลงของการประชุมรัฐมนตรีมิตรประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 3 เน้นย้ำความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศลุ่มน้ำโขงเพื่อเลี่ยงความซ้ำซ้อนและพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกัน โดยให้ความสำคัญแก่อาเซียน นอกจากนี้ ร่างถ้อยแถลงฯ ได้กล่าวถึงความร่วมมือในสาขาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนของภูมิภาค โดยแนะนำให้ร่วมมือกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)
ร่างเอกสารในข้อ 1-4 เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะส่งเสริมและสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และใช้วิธีรับรองโดยไม่มีการลงนาม

แผนสำรอง(Plan B)ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก(2)

ผู้เขียน: 
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ชุดโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สกว.

สามารถดาวน์โหลดบทความได้ในไฟล์ด้านล่าง

ภาพ: http://awards.earthjournalism.org/finalist/guide-carbon-capture-usa

by ThaiWebExpert