ความตกลง FTA สาเหตุความขัดแย้งและแนวทางปรองดอง

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

   เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะเดินหน้าเปิดการเจรจาในปีนี้ โดยเฉพาะในประเด็นการปฏิบัติตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดรับฟังความเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งแนวทางที่จะนำความเห็นของภาคประชาชนไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณาจัดทำกรอบการเจรจา เป็นที่น่าสังเกตว่า การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ร้อนแรงทุกครั้ง บางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคม ทั้งในกรณีประเทศไทย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะมีแนวทางป้องกันหรือบรรเทาความขัดแย้งมิให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร
    ในประเด็นด้านเนื้อหา หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบและผลักดันการเจรจามักจะกล่าวอ้างถึงประโยชน์และผลดีของการทำความตกลง FTA ในด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าได้มากขึ้น ต้นทุนต่ำลง และยังสามารถนำเข้าสินค้า วัตถุดิบในการผลิตราคาถูกลงเข้ามาในประเทศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่สำหรับภาคประชาชนจะให้ความสำคัญต่อประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพที่เป็นต้นทุนของสังคมและประเทศชาติโดยรวม เนื่องจากความตกลง FTA ในยุคปัจจุบันมิได้เป็นเรื่องการค้าสินค้าเท่านั้น แต่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านการค้าบริการและด้านการลงทุนทั้งในมิติการเปิดเสรีและการคุ้มครอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเจรจาที่เกี่ยวข้องอีกมาก เช่น เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องแรงงาน ฯลฯ  ตรงนี้เป็นสาเหตุพื้นฐานจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
    ในด้านการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านบวกและด้านลบจากการทำความตกลง FTA แนวทางการศึกษาของหน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ใช้แบบจำลองเป็นเครื่องมือเพื่อประเมินผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเบี่ยงเบนทางการค้า ฯลฯ ซึ่งจะถูกวิพากย์จากภาคประชาชนและนักวิชาการว่าเป็นแนวทางการศึกษาที่มีข้อจำกัดมาก ให้ข้อมูลที่เป็นภาพลวงตาในการตัดสินใจทางนโยบายเนื่องจากไม่ครอบคลุมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งประเด็นข้อจำกัดและความไม่เหมาะสมของสมมุติฐานที่ใช้ในแบบจำลองด้านการค้าเสรี จึงมีข้อเรียกร้องให้มีกระบวนการศึกษาที่เป็นอิสระและโปร่งใส พัฒนาและเลือกใช้เครื่องมือในการประเมินผลกระทบที่เหมาะสม ครอบคลุมผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบในทุกมิติ เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) การประเมินผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Impact Assessment) ของประเทศ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ข้ามระหว่างสาขาการผลิต เป็นต้น
     ในด้านกระบวนการเจรจา ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีตัวชี้วัดความสำเร็จผลงาน (KPI) อยู่ที่จำนวนความตกลง FTA ที่เจรจาสำเร็จในแต่ละปี และในบางกรณีถูกเรียกร้องและกดดันจากประเทศคู่เจรจา จึงพยายามผลักดันและเร่งรัดกระบวนการเจรจาโดยเร็ว แต่ภาคประชาชนจะให้ความสำคัญต่อกระบวนการเจรจาที่โปร่งใส มีการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านและรอบคอบ ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การนำความเห็นและข้อเสนอจากภาคประชาชนไปใช้ประโยชน์อย่างมีความหมาย ไม่เป็นการรับฟังความเห็นแบบเพียงการจัดพิธีกรรมเพื่อให้ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย ความขัดแย้งในด้านกระบวนการเจรจามีสาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากการขาดกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับร่วมกันจากทุกฝ่ายเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนเจรจา
     อันที่จริง แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวข้างต้นส่วนหนึ่งถูกกำหนดไว้แล้วในบทบัญญัติตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้กระบวนการเจรจาและตัดสินใจเกี่ยวกับการทำความตกลง FTA (รวมทั้งการทำหนังสือสัญญาในเรื่องอื่นๆ) มีความโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานกระบวนการมีส่วนร่วม มีการถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายประชาชน เพื่อให้การทำความตกลง FTA เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมและมีความเป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม ม.190 ส่วนหนึ่งมาจากการนำ ม.190 มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการต่อสู้เอาชนะทางการเมือง อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ยังไม่มีกฎหมายลูกรองรับการปฏิบัติตาม ม.190 ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าต้องจัดทำให้แล้วเสร็จตั้งแต่ในปีแรกๆ หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากการพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการของรัฐสภา และคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดได้ข้อสรุปตรงกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตาม ม.190 มิใช่เกิดจากตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการขาดกฎหมายลูกที่จะกำหนดรายละเอียดขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติที่ชัดเจนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
 

 

ภาพ : http://www.thaifta.com/thaifta/Home/FTAbyCountry/tabid/53/ctl/detail/id/...

Bangkok Climate Change Conference 2012

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

     ช่วงระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึงวันที่ 5 กันยายน 2012 นี้ จะมีการประชุมเจรจาเกี่ยวกับการจัดทำระบอบระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลังปี ค.ศ.2015 ขึ้นในประเทศไทย ณ ศูนย์ประชุม UNESCAP กรุงเทพฯ  การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของคณะทำงานเฉพาะกิจทั้ง 3 ชุด คือ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยความร่วมมือระยะยาวภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยพันธกรณีช่วงที่สองภายใต้พิธีสารเกียวโต และคณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการยกระดับการดำเนินงาน (Ad-hoc Working on the Durban Platform on Enhanced Action หรือ ADP)
คณะทำงาน ADP เพิ่งจัดตั้งขึ้นจากมติการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (UNFCCC) ครั้งที่ 17 (COP17) ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2011 เป้าหมายสำคัญของการเจรจาภายใต้ ADP คือ ความตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับ “ทุกประเทศ” โดยผลลัพธ์การเจรจาอาจออกมาในรูปแบบเป็นพิธีสารฉบับใหม่ หรือเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หรืออาจเป็นผลลัพธ์ที่เห็นชอบร่วมกันที่มีผลใช้บังคับทางกฎหมาย มีการกำหนดให้ ADP ทำงานเสร็จโดยเร็วที่สุดแต่ไม่ช้าเกินกว่าปี 2015 เพื่อให้มีมติรับรองในการประชุมรัฐภาคีฯ ครั้งที่ 21 ในปี 2015 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2020  เป้าหมายของผลลัพธ์การเจรจาภายใต้ ADP จึงเป็นเรื่องที่มีผลสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตโลก การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศไทยและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มากขึ้นภายใต้ข้อผูกพันทางกฎหมาย
    ประธานร่วมของคณะทำงาน ADP ได้ส่งบันทึกเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2012 ระบุว่าการประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จะเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับ 3 หัวข้อเรื่องสำคัญ ได้แก่  (หนึ่ง) วิสัยทัศน์ของคณะทำงาน ผลลัพธ์ที่คาดหวังและแนวทางที่ทำให้เกิดผลสำเร็จ และมุมมองของประเทศต่างๆ ต่อผลลัพธ์ของการเจรจาที่ตามมติ COP 17 ระบุว่ามีทางเลือกรูปแบบของกฎหมาย 3 แนวทาง  (สอง) ความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก แนวทางที่จะยกระดับความพยายามลดก๊าซเรือนกระจก แนวทางเพิ่มความเข้มแข็งของความร่วมมือระหว่างประเทศ (สาม) เรื่องหลักการต่างๆ ของอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อเป็นกรอบการทำงานของ ADP โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองของประเทศสมาชิกเกี่ยวกับผลของหลักการในอนุสัญญาฯ ที่มีต่อผลลัพธ์การทำงานของ ADP  ที่ผ่านมามีหลายประเทศที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการ “ความเป็นธรรม” และหลักการ “ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง” (CBDR) และการพิจารณาถึงขีดความสามารถที่แตกต่างกัน
    อย่างไรก็ดี จากเอกสารที่ประเทศสมาชิกส่งไปยังเลขาธิการอนุสัญญา UNFCCC เพื่อแสดงความเห็น ท่าทีเกี่ยวกับประเด็นเจรจาภายใต้คณะทำงาน ADP สะท้อนถึงความแตกต่างทางแนวคิดระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ อย่างมาก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะประเด็นการเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก
ประเทศจีนเน้นย้ำว่าประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเป็นผู้นำในการลดก๊าซเรือนกระจก และปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วนในการสนับสนุนด้านการเงินและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาโดยสอดคล้องกับหลักการและพันธกรณีที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาฯ  ประเทศจีนได้ระบุว่ากุญแจสำคัญในการยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก คือ เจตจำนงทางการเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว และการยอมรับถึงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต (Historical Responsibility) ของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ประเทศอินเดียมีท่าทีคล้ายกับประเทศจีน โดยเห็นว่าการเพิ่มระดับการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นควรเป็นการดำเนินงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกรอบเวลาที่เป็นไปได้ในการพิจารณาการลดก๊าซสำหรับ “ทุกประเทศ” โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นควรเป็นหลังปี 2020 และการเพิ่มระดับการลดก๊าซควรสอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ยึดถือหลักการเรื่องความเป็นธรรมและหลักการ CBDR
ทางสหภาพยุโรปมีท่าทีว่า ความตกลงฉบับใหม่ควรจะกำหนดพันธกรณีการลดก๊าซสำหรับทุกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเศรษฐกิจสำคัญ (Major Economies) โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบและระดับขีดความสามารถที่แตกต่างกัน แต่จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทาง EU ได้เสนอแนวทางเพื่อเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการปล่อยก๊าซไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) การลดก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งทางอากาศภายใต้ ICAO และการขนส่งทางเรือภายใต้ IMO การสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนกิจกรรมการลดก๊าซที่เกิดจากการทำลายป่าและป่าเสื่อมโทรมในประเทศกำลังพัฒนา (REDD+) เป็นต้น
สำหรับสหรัฐอเมริกาได้เสนอแนวคิดว่า แนวทางการลดก๊าซต้องพิจารณาทั้งที่เป็นกิจกรรมภายใต้อนุสัญญา UNFCCC รวมทั้งการดำเนินการต่างๆ ที่อยู่นอกกรอบอนุสัญญาฯ ด้วย โดยต้องคำนึงถึงนโยบายการลดก๊าซที่มีความเหมาะสมต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ และได้เสนอทางเลือกที่เป็นไปได้หลายประการที่จะยกระดับความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การกระตุ้นในประเทศที่ยังไม่ได้เสนอเป้าหมายตัวเลขการลดก๊าซได้จัดทำและเสนอเป้าหมาย ฯลฯ จากท่าทีของสหรัฐฯ อาจมองได้ว่า สหรัฐไม่ต้องการให้มีข้อผูกมัดแบบเข้มงวดภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องการให้มีทางเลือกในการลดก๊าซที่กำหนดได้เองด้วย
ความแตกต่างของแนวคิดและท่าทีระหว่างกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และความแตกต่างระหว่างประเทศในกลุ่มเดียวกัน เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความยุ่งยากและซับซ้อนในการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศฉบับใหม่ นอกเหนือจากประเด็นเรื่องการเพิ่มความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีความเห็น แนวคิดและท่าทีที่แตกต่างกันอีกมากเกี่ยวกับประเด็นเจรจาภายใต้ ADP  โอกาสที่จะปิดการเจรจาไม่ได้ตามแผนในปี 2015 คล้ายกับประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกนจึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายวิตกกังวลอยู่ หากเกิดความล้มเหลวในการเจรจาซ้ำรอยเดิม เราอาจไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

 

 

ภาพ: http://www.iisd.ca/climate/ccwg17i/

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยฯ (14 สิงหาคม 2555)

การยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้มีการพิจารณาความพร้อมในเบื้องต้นของโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอดังนี้
1. เห็นชอบให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ที่กำหนดให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณากลั่นกรองรายละเอียด ความสมบูรณ์ของเอกสาร และความพร้อมของโครงการต่าง ๆ ในเบื้องต้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เช่น สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยพิจารณาตามขั้นตอนตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ต่อไป
2. ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ตามขั้นตอนปกติต่อไป
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะนี้ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมเสนอกรอบแนวคิด (conceptual plan) เพื่อออกแบบก่อสร้างระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบแนวคิดเพื่อออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยเพื่อพิจารณาข้อเสนอกรอบแนวคิดฯ ที่จะใช้งบประมาณเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ที่เหลืออยู่แล้ว ประกอบกับมีการส่งคำขอรับการจัดสรรเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 เรื่อง การเร่งรัดดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยจำนวนลดลงแล้ว ดังนั้น จึงสมควรให้ยุติการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 ข้างต้น เพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายละเอียดของโครงการ พร้อมกับวงเงินการใช้จ่ายที่ขอรับการจัดสรรจากเงินกู้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยเพื่อดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการและการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ข้อ 13 ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ อนึ่ง ในส่วนของคำขอที่ยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องร่วมกับสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา จำนวน 256 โครงการนั้น ให้ทั้ง 3 หน่วยงานพิจารณาต่อไปจนแล้วเสร็จโดยเร็ว

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน (14 สิงหาคม 2555)

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
1. อนุมัติจัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน
2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ให้ กษ. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ
4. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้ลงนามในข้อ 3.
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. รายงานว่า
1. กษ. ของไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำของสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการไทย-สาธารณรัฐประชาชนจีน (ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 มีนาคม 2540) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2540 (The Memorandum of Understanding on Scientific and Technical Cooperation) และบันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้หมดอายุเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550
2. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ใหม่แทนบันทึกความเข้าใจฯ เดิมที่หมดอายุ โดยบันทึกความเข้าใจดังกล่าวว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน ระหว่าง กษ. ไทยและกระทรวงทรัพยากรน้ำสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นการป้องกันและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดิน และน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติและความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ที่สนใจร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว

กมธ.สิ่งแวดล้อมชี้เหตุไฟไหม้ป่าพรุควนเคร็ง-คลองยวน

โดยหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันที่ 19 สิงหาคม ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และได้ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาไฟไหม้ป่าบริเวณพรุควนเคร็ง พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่คลองยวน จังหวัดพัทลุง พบความเสียหายมากกว่า 10,000 ไร่ สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าพรุ และทุ่งหญ้าและกระจูด สาเหตุเกิดจาก

1.เผาป่าเพื่อสะดวกในการหาปลาทำให้การเดินทางเพื่อหาปลาง่ายขึ้น และส่วนที่ไฟไม่ไหม้จะเป็นหลุมน้ำ มีปลาอยู่อาศัยและหลบภัยเป็นจำนวนมาก

2.เผาหญ้า วัชพืชในแปลงเกษตรในพื้นที่กรรมสิทธิ์หรือพื้นที่รอพิสูจน์สิทธิตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 เพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรรอบใหม่ ทำให้ลุกลามมาสู่นอกแปลงเป็นพื้นที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) เขตห้ามล่า ป่าสงวนแห่งชาติ

3.มีการกลั่นแกล้ง แย่งชิงแปลงกระจูดมีอยู่ทั่วไปในบริเวณดังกล่าว มีความต้องการและราคาสูงเพื่อนำไปทำเสื่อและผลิตภัณฑ์จากกระจูดอีกด้วย กรรมาธิการฯจึงมีความเห็นว่าควรต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

รบ.บูรณาการแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งทั่วประเทศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2555

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ติดตามสถานการณ์รับมือภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 2 ภาค คือ ภาคใต้ ที่ จ.นครศรีธรรมราช และพัทลุง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และบุรีรัมย์

โดยในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำแก้มลิง และสำรวจพื้นที่ใต้น้ำ เพื่อขุดเจาะบ่อบาดาลใต้ดิน นำน้ำมาใช้ในภาคการเกษตร บื้องต้นจะนำร่องส่งรถขุดเจาะไปยังพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นจะเปิดคารวานไปยังจังหวัดต่างๆ ตั้งเป้าขุดเจาะไว้ 10,000 แห่ง ในพื้นที่แล้งซ้ำซากทั่วประเทศ

สภาที่ปรึกษาฯ เตรียมเสนอ 8 นโยบาย การจัดการขยะอย่างยั่งยืน

โดยกรุงเทพธุรกิจ จันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555

สภาที่ปรึกษาฯ เตรียมเสนอ 8 นโยบายเบื้องต้น เน้นระบบการจัดการขยะและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการแก้ไขปัญหาขยะอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.55 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคณะทำงานการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จัดสัมมนา Focus Group เรื่องการจัดการขยะอย่างยั่งยืน โดยเชิญตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมระดมสมองเกี่ยวกับการจัดการปัญหาขยะ อาทิเช่น กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตรเทศบาลนครขอนแก่น เทศบาลนครภูเก็ต สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น หลังจากระดมความคิดเห็นแล้ว สรุปเป็นนโยบาย 8 ข้อเพื่อจัดทำเป็นความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ดังนี้

1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการ การลด การคัดแยก และนำขยะมูลฝอยกลับมาใช้ใหม่ ณ แหล่งกำเนิดขยะ(3R Reduce, Recycle, Reuse) ก่อนการบำบัดและกำจัดขั้นสุดท้าย

2. สนับสนุนการจัดการขยะแบบรวมกลุ่ม (Cluster)
3. สนับสนุนงบประมาณแก่ท้องถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสมทั้งในด้านการลงทุนและการเดินระบบในเบื้องต้น

4. ส่งเสริมให้มีการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน เพื่อการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร

5. ปรับปรุงและแก้ไขกฎ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน

6. จัดทำฐานข้อมูลขยะ รวมถึงกำหนดเครื่องมือในการจัดการ เช่น การฝังกลบ เตาเผา เป็นต้น และเรียงลำดับความสำคัญของนโยบายในการจัดการขยะ

7. ให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนในการรักษาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ

8. ควรลงทุนในการจัดการขยะอันตราย ขยะมีพิษ และขยะติดเชื้อ โดยอาจให้เอกชนบริหารจัดการและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังในพื้นที่ดังกล่าว

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าว คณะทำงานการทรัพยากรฯ จะนำเสนอต่อที่ประชุมสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนยื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

โลกร้อนจัด ทำธารน้ำแข็งในหุบเขาเทียนซานละลาย !

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2555

ซินหวา- ธารน้ำแข็งหมายเลข 1 บนยอดเขาตะวันออกของหุบเขาเทียนซาน ในเขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ มณฑลซินเจียง (ซินเกียง) ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่อยู่ใกล้ชุมชนเมืองมากที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่ห่างจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองอูหลู่มู่ฉี (อุรุมชี) ราว 120 กิโลเมตรเกิดการละลายในอัตราที่รวดเร็วอย่างน่าวิตก

จากตัวเลขสถิติของบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์จีน ชี้ให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งหมายเลข 1 บนยอดเขาเทียนซานมีอัตราการละลายที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ขณะเดียวกับที่อุณภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลาจากสภาวะโลกร้อน โดยในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่างปี 1962 ถึงปี 2006 ธารน้ำแข็งมีพื้นผิวหน้าตัดลดลงลงร้อยละ 14 หรือจาก 1.95ตารางกิโลเมตร เหลือเพียง 1.68 ตารางกิโลเมตร ขณะเดียวกันความหนาของธารน้ำแข็งก็ลดลงจากเดิม 15 เมตร

ภาพ: http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000100134

สศก.จับมือม.เกษตรศาสตร์ เปิดตัว KOFC ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษบกิจของประเทศต่างๆ ไม่ว่าประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา รวมทั้งกระแสการตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ภัยธรรมชาติต่างๆ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทุกหน่วยเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบภาคการเกษตร อันเป็นเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งการรับทราบข้อมูลข่าวสาร การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแนวโน้มทางเศรษฐกิจทางการเกษตรที่ทันต่อสถานการณ์ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินกิจกรรมทั้งภาคการผลิตการค้า การกำหนดนโยบายทางการเกษตร รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบายทางการเกษตรที่เป็นประโยชน์ในการกำหนดมาตรการและการวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศ

สศก.จึงได้ร่วมมือกับทางคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดตั้งศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU-OAE ForesightCenter : KOFC) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อความเป็นเลิศด้านเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกันระหว่างสศก. และคณะเศรษบศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีศูนย์วิจับเกษตรศาสตร์ประยุกต์ ในด้านนโยบายทางการเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมการพัฒนาชนบทธุรกิจการเกษตร การวิเคราะห์โครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลนโยบาย ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งรวบรวม วิเคราะห์และให้บริการข้อมูลที่จำเป็นทางเศรษฐกิจการเกษตรและดำเนินการสร้างเครื่องชี้วัดและการพยากรณ์ที่สามารถบอกภาวะเศรษฐกิจการเกษตรล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์แล้ว ยังดำเนินการสำรวจความคิดเห็นและข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเกษตรที่มีผลต่อเศรษบกิจการเกษตรของประเทศไทย และประเมินผลกระทบและรายงานเผยแพร่ผลการวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตรอีกด้วย

น้ำแข็งในอาร์กติกถึงขั้นวิกฤติ โลกร้อนส่งผลอีก10ปีละลาย

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- ศุกร์ที่ 17 สิงหาคม 2555

ความกังวลเกี่ยวกับโลกร้อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาและสภาพอากาศที่แปรปรวนทั่วโลก ค่อนข้างจะเพิ่มระดับความเคร่งเครียดให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดองค์กรอวกาศแห่งยุโรปออกโรงเตือนว่า มีสัญญาณบ่งบอกว่าทะเลอาร์กติกที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งนั้นมีภาวะการละลายเร็วขึ้นกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ถึง 50%

"ปีที่ผ่านมา ดาวเทียมเพื่อตรวจสอบอากาศและภูมิประเทศในแถบอาร์กติกสำรวจพบว่าน้ำแข็งกว่า 900 คิวบิกกิโลเมตร หายไปจากมหาสมุทร ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงมากว่าโลกเราร้อนขึ้นเรื่อยๆและภาวะเรือนกระจกก็ยังคงสร้างผลกระทบอยู่ และที่สำคัญคือภาวะการละลายของน้ำแข็งอาจจะถูกฉกฉวยโอกาสจากธุรกิจเจาะหาน้ำมัน รวมทั้งอุตสาหกรรมการจับปลาในแถบทะเลลึกดังกล่าว ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาละลายของน้ำแข็งเร็วยิ่งขึ้นกว่าที่ธรรมชาติได้กระทำกันเอง" ดร.เซย์มัวร์ แล็กซอน แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน แสดงความเห็น

ข้อมูลใหม่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับสภาพน้ำแข็งหลอมละลายที่อาร์กติกนี้ เกิดจากการทำงานของดาวเทียมดวงใหม่ CryoSat-2 ที่ศึกษาเกี่ยวกับระดับความหนาบางของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเป็นการเฉพาะ และพบว่าน้ำแข็งส่วนหนึ่งหายไปอย่างเห็นได้ชัด และยังพบภาวะความหนาของน้ำแข็งในบริเวณเดียวกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน และปัญหาการกระทำของฝีมือมนุษย์

รายงานข่าวระบุว่า การสำรวจเมื่อหน้าหนาวของปี 2004 ในอาร์กติกมีน้ำแข็งประมาณ 17,000 คิวบิกกิโล เมตร แต่มาหน้าหนาวปีนี้เหลืออยู่แค่ 14,000 คิวบิกกิโล เมตรเท่านั้น.

by ThaiWebExpert