ปตท. ร่วมมือ เนคเทค เปิดใช้งานระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ลดโลกร้อน ลดต้นทุนผลิตน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ThaiPR.net วันที่ 7 มิถุนายน 2555

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีเปิดระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ในโครงการพัฒนาและประเมินผลการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ระหว่าง ปตท.และ เนคเทค ณ ศูนย์ฝึกอบรมวังน้อย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดย นางรัตนาวลี อินโอชานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ร่วมกับ ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดงานดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำการศึกษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดต่างๆ รวมทั้งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานของเซลล์แสงอาทิตย์เหล่านั้น

นางรัตนาวลี เปิดเผยว่า ปตท. และ เนคเทค ได้ร่วมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีศักยภาพในการนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากปิโตรเลียม รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมของประเทศและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการนี้ โครงการดังกล่าว จำเป็นต้องคัดสรรเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดต้นทุนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ทั้งในส่วนของการเลือกใช้ระบบผลิตไฟฟ้าและ พื้นที่ติดตั้งโดยได้คัดเลือกเซลล์แสงอาทิตย์และทำการติดตั้งเพื่อศึกษาวิจัยในโครงการฯ ณ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. รวมทั้งสิ้น 7 ชนิด กำลังการผลิตรวม 10 กิโลวัตต์ ซึ่งเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าว มีทั้งระบบปรับมุมรับแสงอาทิตย์อัตโนมัติ และแบบติดตั้งติดอยู่กับที่ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบถึงผลการผลิตไฟฟ้าที่ได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และมีความคุ้มค่าในการใช้งานระบบดังกล่าวหรือไม่ โดยการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลจะเป็นตามมาตรฐาน IEC (International Electrotechnical Commission)

ดร.พันธ์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนคเทค ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Technology Laboratory (STL) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 โดยเล็งเห็นว่า เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาให้มีการใช้งานได้อย่างอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศอย่างมาก ปัจจุบันเนคเทคมีบุคลากรด้านการวิจัยที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ในระดับสากล ในการดำเนินโครงการพัฒนาและประเมินผลการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าว ทีมห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์จากเนคเทคร่วมกับทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. ได้ใช้องค์ความรู้ทำการประเมินประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆกัน เพื่อหาข้อสรุปว่าเทคโนโลยีของเซลล์แสงอาทิตย์แบบใดมีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของประเทศไทย

ผลการศึกษาวิจัยจากโครงการดังกล่าวนี้ จะเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและนำเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้งานในประเทศ นำไปสู่การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเลือกใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ไม่เหมาะสม โดยสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้น ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

โดยคมชัดลึก วันที่ 7 มิถุนายน 2555

 แนะใช้หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงในแนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน : สกว.

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ณ โรงแรมสยามซิตี้ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ: Rio+20 สู่สังคมไทย “ Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย อ.สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุดโต่งทำให้สังคมโลกต้องหันกลับมาทบทวนวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และมองหาอนาคตที่เราต้องการ ซึ่งในวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกครั้ง

และระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีหัวข้อหลัก 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ส่งผลให้ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อ ๆ ไป และจะต้องมีความสมดุลของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ เสาด้านเศรษฐกิจ เสาด้านสังคม และเสาด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่มากทั้งในเวทีการเจรจาและแวดวงวิชาการ โดยมีแนวโน้มว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเอง จึงเป็นการบ้านว่าไทยจะต้องมากำหนดแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของเราเอง

ด้านนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเจรจาเอกสารผลลัพธ์ซึ่งขณะนี้คณะผู้แทนไทยกำลังร่วมเจรจาอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนที่จะเริ่มการประชุม Rio+20 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการประชุม Rio+20 นั้น ทางสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ช่วยกันทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมเจรจาของคณะผู้แทนไทย และให้ข้อมูลที่มีค่าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่องค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมและมีบทบาทในกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดเดาได้ว่าการประชุม Rio+20 จะมีความคืบหน้าล่าช้าเพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก

ขณะที่ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงพัฒนาการของการที่ยั่งยืน แนวคิดของกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศในสาขาต่าง ๆ และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบในเชิงจิตใจจากภูมิปัญญาตะวันออก พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นไว้ 8 ประการ คือ (1) องค์กรกำกับดูแลการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนจากคณะกรรมการมาเป็นคณะมนตรีควรศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ว่ามีข้อดีและข้อบกพร่องอย่างไร และควรจัดตั้งในลักษณะใด (2) ปรับปรุงองค์กรที่มีอยู่ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดคืออะไร คำตัดสินหรือมติขององค์กรเป็นเพียงข้อเสนอแนะหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มแข็งและการบูรณาการของ 3 เสาหลัก รวมถึงปรับปรุงบทบาทของสถาบัน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (3) การประสานงานระหว่างองค์การชำนาญพิเศษทั้งหลาย ยกระดับการปรับปรุงองค์กรและการทำงานควบคู่กัน แต่ปัญหาคือไม่มีใครมีอำนาจและขาดงบประมาณ 4. การปรับปรุงความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การปรับปรุงความเชื่อมโยงขององค์กรส่วนภูมิภาคกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 6. ยกระดับ Rio+20 ให้เป็นองค์กรระดับโลก โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน 7. การประสานกับองค์กรภูมิภาค และ 8. การสร้างระบอบกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบเชิงสถาบันของภูมิภาค โดยสร้างความสนใจและสร้างกรอบเชิงสถาบันเฉพาะเรื่อง

สำหรับกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศกับกรอบเชิงจิตใจนั้น กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาแห่งตะวันออกฝึกฝนอบรมให้คนมีสติทุกขณะ ดังเช่นพุทธศาสนาที่ใช้ “ทางสายกลาง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตะวันตก เป็นความเด็ดขาดในการควบคุมกิเลส ให้รู้จักพอ เติบโตอย่างพอเพียงตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เบียดเบียนคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ขัดกับระบบทุนนิยม จึงเป็นกรอบที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเป็นจริงได้ ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพิเศษ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกของกรอบภายนอกขององค์กรว่าควรเป็นอย่างไร กรอบภายในประเทศควรเป็นเช่นไร สร้างวินัยตนเองให้มีความพอเพียง สร้างบทบาทของภาคประชาสังคม มีการฝึกอบรมระดับรากหญ้า และองค์กรต่าง ๆ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงกรอบภายในจิตใจและนอกจิตใจควรจะเดินคู่ขนานไปด้วยกันหรือจะบูรณาการร่วมกัน

การสัมมนาครั้งนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือจับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว” โดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตลอด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะบรรลุผล เนื่องจากปัญหาของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่สำคัญคือ ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การขาดความเป็นธรรมในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร และการบริโภคทรัพยากรเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับได้ ซึ่งล้วนมีรากเหง้ามาจากความโลภหรือความต้องการที่ไม่มีวันพอในจิตใจคน

แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าความโลภเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องกำกับโดยใช้กฎหมาย กฎระเบียบ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างแรงจูงใจด้านราคา และใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองปัญหาให้ลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหามาจากการขาดความพัฒนาทางศีลธรรมและปัญญา การพัฒนาจิตใจซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกโดยเฉพาะแนวพุทธมองว่ามนุษย์แก้ไขได้ พัฒนาได้ ทำให้ความโลภลดลงได้ โดยยกตัวอย่างการประยุกต์วิถีพุทธที่พระพรหมคุณาภรณ์เสนอในการพัฒนามนุษย์ ประกอบด้วย การพัฒนาพฤติกรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญา ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาตะวันออกที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความมีเหตุผล ความพอเพียง และการมีคุณธรรมบวกปัญญา

หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งใช้เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนและสิทธิของสัตว์ การคุ้มครองเด็กและสตรี การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และการบริโภคที่ไม่เกินเลย รวมถึงมรรค 8 ในอริยสัจ 4 ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาสติ (มีสติรู้ตัวตลอด) สัมมาทิฏฐิ (มีปัญญาเห็นชอบ) และการใช้หลักโยนิโสมนสิการเพื่อป้องกันการบริโภคที่เกิน “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธไม่ขัดกับเศรษฐกิจสีเขียวที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจิตใจเข้าไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์กล่าวสรุป

ภาพ: http://www.komchadluek.net/detail/20120601/131792/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%A8%E0%B8%81.%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99.html

CPFชูธุรกิจสีเขียว ทุ่มงบอีก1พันล้าน เดินหน้าโครงการ ลดก๊าซเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 6 มิถุนายน 2555

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ครัวของโลก” บริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยมุ่งผลิตผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพปลอดภัย มาตรฐานสากลสู่ผู้บริโภค ด้วยกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และมีการจัดการทรัพยากรการผลิตอย่างยั่งยืนมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทได้กำหนดเป้าหมายให้ธุรกิจของบริษัทก้าวสู่การเป็น “ธุรกิจสีเขียว” โดยมีธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นธุรกิจต้นแบบนำร่อง และขยายไปสู่ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจอาหาร ตลอดทั้งวงจรการผลิต ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง คาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ภายใต้นโยบายดังกล่าวได้ปีละกว่า 344,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานโดยรวมได้กว่า 1,260 ล้านบาทต่อปี

พร้อมกันนี้ยังเดินหน้าถ่ายทอดต่อเนื่องไปยังกลุ่มเกษตรกร และคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนเพิ่มเติมอีก 500-1,000 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้

“บริษัทมีโรงงานและฟาร์มรวม 323 หน่วยงาน แบ่งเป็นอาหารสัตว์ 17 โรงงาน ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ 282 ฟาร์ม และอาหาร 24 โรงงาน ที่ผ่านมาได้มุ่งดำเนินโครงการต่างๆทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปแล้ว 122 หน่วยงาน คิดเป็น 38% ของโรงงานและฟาร์มทั้งหมด โดยใช้งบประมาณไปแล้วรวมกว่า 3,000 ล้านบาท”นายอดิเรก กล่าว

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินโครงการ “ผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” โดยนำรากฐานความสำเร็จอย่างยั่งยืนของบริษัทที่เริ่มต้นจากมาตรฐานสินค้าคุณภาพ ,อาหารปลอดภัย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มาต่อยอดความเข็งแกร่ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซีพี” ของบริษัทเป็นที่จดจำในระดับโลกอย่างยั่งยืน ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์แล้วกว่า 100 รายการ

โลกร้อนจนเป็นคดี

ผู้เขียน: 
รัตนาภรณ์ อาณาประโยชน์.....ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ MEAs Think Tank

คดีโลกร้อนเป็นคดีทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกจับตามองและมีข้อกังขามากมาย จากการที่ภาครัฐในนามกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมป่าไม้เป็นโจทย์ฟ้องร้องคดีแพ่งต่อชาวบ้านและเกษตรกรในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าและเป็นตัวการทำให้โลกร้อนขึ้น
ความไม่ธรรมดาของคดีนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่องการประเมินค่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จากนักวิชาการในกรมอุทยานฯ ในด้านการทำลายป่า สร้างความเสียหายกับดิน โดยค่าความเสียหายที่สำคัญมาจากอากาศที่ร้อนมากขึ้นซึ่งเป็นมูลค่าสูงถึง 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งมีที่มาจากคำนวนกลับเป็นค่าไฟฟ้าที่ใช้กรณีเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิของพื้นที่ลงมา
ในขณะที่จำเลยผู้ถูกฟ้องร้องในคดีเป็นชาวบ้านผู้ได้ชื่อว่าอาศัยและดำรงชีพอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน จนถึงขณะนี้ประมาณการคดีฟ้องร้องเกษตรกรในกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย จำนวน 19 คดี จาก 34 ราย รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นกว่า 13 ล้านบาท (คาดกรณีฟ้องร้องเกษตรกรทั่วประเทศถึงกว่า 2,000 ราย)  
กลุ่มเครือข่ายปฎิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยร่วมกับคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายได้จัดเสวนาวิชาการว่าด้วยเรื่องแบบจำลองความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจากคดีโลกร้อนขึ้น เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2555 โดยมีทีมนักวิชาการร่วมให้ข้อมูล จากวงเสวนาพบความไม่ชอบมาพากลของการใช้แบบจำลองนี้ตั้งแต่ความชัดเจน/เหมาะสม สมมุติฐานการวิจัย การอ้างอิงงานศึกษา และแม้กระทั้งเรื่องความถูกต้องทางวิชาการของแบบจำลองที่นำมาใช้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงในเลือกใช้วิธีการนี้เพื่อเอาผิดกับเกษตรกรผู้เสียหาย
ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ที่ปรึกษาอาวุโส ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ให้น้ำหนักต่อการเลือกใช้แบบจำลองและวิธีการประเมินที่มีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นเรื่องสำคัญ โดยเน้นย้ำประเด็นการสูญหายและพังทลายของดินต้องคิดจากสิ่งปกคลุมดิน ซึ่งหมายรวมถึงหญ้า ก้อนหินและซาก (Litter) ไม่ใช่เพียงไม้เรือนยอดของต้นไม้ที่ปกคลุมดิน ฉะนั้นการทำลายป่าจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อดิน หากแต่เป็นเรื่องการจัดการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภายหลังที่สูญเสียต้นไม้ไปได้อย่างไร ซึ่งขัดแย้งกับแบบจำลองที่คิดเฉพาะเรื่องพื้นที่หน้าตัดของต้นไม้ต่อไร่เป็นตัวแปรหลักในการป้องกันการกัดเซาะของดินไม่ใช่สิ่งปกคลุมดินตามข้อเท็จจริง
แม้แต่เรื่องการประเมินอุณหภูมิที่สูงขึ้นนั้น จากการศึกษาในอดีต(ช่วง 60 ปีที่ผ่านมา) พบว่าอุณหภูมิระหว่างป่าดงดิบและพื้นที่โล่งเตียนไม่มีความแตกต่างจากในปัจจุบันเลย ซึ่งชี้ให้เห็นจุดอ่อนของแบบจำลองที่ใช้ที่เปรียบเทียบในช่วงเวลาสั้นๆ รวมถึงพื้นที่จริงที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองก็ไม่ใช่พื้นที่โล่งเตียน หากเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจทางการเกษตร
เช่นเดียวกับที่ รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มจธ. ชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองเป็นเพียงเครื่องมือทดสอบทฤษฎีที่ตั้งขึ้น ซึ่งการใช้ย่อมมีข้อจำกัดที่ควรคำนึงถึง อีกทั้งต้องมีการพิสูจน์และทดสอบทฤษฎีนั้นๆว่าเป็นจริงเพียงใด ซึ่งจากแบบจำลองที่ประเมินค่าความเสียหายนั้นยังพบข้อผิดพลาดและความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นโลกร้อนนั้น แม้ในระดับนานาชาติก็ตามค้นพบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์มีระยะเวลาร่วมร้อยๆปีจึงส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ดังนั้นข้อมูลจากการวิจัยเพียง 5 – 6 ปี ยังไม่สามารถนำมาประเมินได้
ด้าน ผศ.ประสาท มีแต้ม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็สนับสนุนเรื่องความไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมของการใช้แบบจำลอง กระบวนการวิจัย  การอ้างอิงผลงานตนเองและการรับรองผลงาน   โดยชี้ประเด็นการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นการประเด็นที่ซับซ้อนสำหรับเป็นการประเมินจำนวนชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีอยู่ในพื้นที่ศึกษา แต่พบว่าแบบประเมินกลับให้น้ำหนักกับเพียงปริมาณต้นไม้ที่พบในบริเวณนั้น
ขณะที่ รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของป่าไม้ของแบบจำลองนั้น ขาดความครบถ้วนรอบด้าน อีกทั้งการคำนวนต้นทุนทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปตามหลัก Replacement Cost Method มาใช้ในการประเมินค่าเสียหายนั้นไม่ได้ยืนบนหลักการทดแทนที่มีคุณภาพ/เท่าเทียมกัน การใช้วิธีการที่มีต้นทุนต่ำสุดมาชดเชยและความเต็มใจจ่ายเพื่อการชดเชยของประชาชนเอง ส่งผลให้มีการทดแทนที่ไม่เหมาะสม เช่น ทดแทนดินที่สูญเสียไปด้วยการถมดินคืน ลดอุณหภูมิที่สูงขึ้นด้วยการเปิดเครื่องปรับอากาศ แม้แต่ประเด็นการประเมินต้นทุนที่สูงเกินความเป็นจริงจากการอ้างอิงราคาคาร์บอนไดออกไซต์จากตลาดคาร์บอนยุโรปที่มีราคาแกว่งตัวและสูงเกินไป  
ทางฝั่งของเกษตรกรผู้ถูกฟ้องร้องและคณะทำงานช่วยเหลือประชาชนฯ ได้ให้ข้อมูลในส่วนของสาเหตุของการฟ้องร้องมาจากที่ภาครัฐพยายามดำเนินคดีกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้การอาศัยและทำกินจะมีมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม ด้านคณะทำงานฯก็เรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้แบบจำลองหากพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ
ปิดท้ายด้วยความเห็นของดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมในประเด็นความไม่ชัดเจนของแนวคิดทางวิชาการที่ใช้ในการคิดความเสียหายและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายหลังการตัดต้นไม้ ซึ่งผู้ฟ้องไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าอุณหภูมิในพื้นที่สูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียสก่อให้เกิดผลกระทบใดตามมา รวมทั้งเรื่องต้นตอของปัญหาฟ้องร้องในครั้งนี้แท้จริงเกิดจากการที่ “คนบุกรุกป่า หรือกฎหมายบุกรุกคน” กันแน่ อ้างอิงจากพระราชดำรัสของในหลวงที่พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงานวันรพี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2516 ใจความตอนหนึ่งว่า “ในป่าสงวนซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่าเป็นป่าสงวนหรือป่าจำแนก แต่ว่าเมื่อเราขีดเส้นไว้ประชาชนก็อยู่ในนั้นแล้ว เขาจะเอากฎหมายป่าสงวนไปบังคับคนที่ยังอยู่ในป่าที่พึ่งสงวนทีหลัง โดยขีดเส้นบนแผ่นกระดาษก็ดูชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อขีดเส้นแล้ว ประชาชนที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็นฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดูในทางกฎหมายเข้าก็ฝ่าฝืน เพราะตราเป็นกฎหมายอันชอบธรรม แต่ถ้าดูตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมายก็ผู้ขีดเส้นนั่นเอง เพราะว่าบุคคลผู้อยู่ในป่านั้นเขาอยู่ก่อน เขามีสิทธิในความเป็นมนุษย์ หมายความว่าทางราชการบุกรุกบุคคลไม่ใช่บุคคลรุกบ้านเมือง”

การคิดคำนวณค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
1.ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี
2.ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ คิดเป็นมูลค่า 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี
3.ค่าเสียหายทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่า 5,400 บาทต่อปี
4.ค่าเสียหายทำให้ดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี
5.ค่าเสียหายการสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี
6.ค่าเสียหายทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน คิดเป็นมูลค่า 600 บาทต่อไร่ต่อปี
7.ค่าเสียหายทางตรงจากการทำลายป่าแต่ละประเภท ประกอบด้วย การทำลายป่าดงดิบ คิดเป็นมูลค่า 61,263.36 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเบญจพรรณ คิดเป็นมูลค่า 42,577.75 บาทต่อไร่ต่อปี การทำลายป่าเต็งรัง คิดเป็นมูลค่า 18,634.19 บาทต่อไร่ต่อปี

 

 

ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่องว่าท้ายที่สุดแล้ว แบบจำลองที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่องนี้จะได้รับการประกาศยกเลิกหรือไม่  กฎหมายจะสร้างความเป็นธรรมและคุ้มครองประชาชนได้หรือเปล่า และแม้แต่ผู้มีอำนาจควรมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหารบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน  

 

ภาพ: http://www.guardian.co.uk/environment/2010/may/27/un-forest-protection-redd

สศค.จับมือUNDPวางนโยบายการคลังแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

โดยกระแสหุ้น วันที่ 1 มิถุนายน 2555

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Programme: UNDP) ในการจัดทำกรอบแผนงานด้านการคลังที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fiscal Framework: CFF) ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนนโยบายการคลังของประเทศที่มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำกรอบแผนงานด้านการคลังที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขึ้น เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการ ประกอบด้วยผู้อำนวยการ สศค. เป็นประธาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอกกระทรวงการคลัง

คณะทำงานดังกล่าว มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำแก่ทีมที่ปรึกษาของ UNDP ในการทำการศึกษาการใช้จ่ายภาคสาธารณะและการจัดการเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Public Expenditure and Institutional Review: CPEIR) เพื่อวิเคราะห์รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเชื่อมโยงกับขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นฐานที่สำคัญสำหรับการจัดทำ CFF รวมถึงการผลักดันให้มีการดำเนินการตามแนวทางการศึกษา CPEIR ให้เป็นรูปธรรม และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 คณะทำงานฯ ได้ร่วมกับ UNDP จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อเสนอร่างรายงาน CPEIR ต่อหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ในเบื้องต้น พบว่าประเทศไทยมีแผนงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว ซึ่งการจะดำเนินการตามแผนดังกล่าวได้ รัฐบาลจะต้องอาศัยความร่วมมือจากราชการและเอกชน พร้อมทั้งควรมีการลงทุนในลักษณะของ Green Investment ในขณะที่โครงสร้างงบประมาณในปัจจุบัน พบว่าโครงการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีลักษณะเกี่ยวข้องกับการปรับตัว (Adaptation) มากที่สุด ประมาณร้อยละ 70 ของงบประมาณที่เกี่ยวข้อง และรองลงมาได้แก่โครงการในลักษณะของการบรรเทาปัญหา (Mitigation) ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ซึ่งรัฐบาลควรสร้างกลไกในการเชื่อมโยงโครงการที่เกี่ยวข้องเข้ากับกระบวนการจัดสรรงบประมาณ และมีการกำหนดเป้าหมายด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว โดยที่ปรึกษาจะได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะในการประชุมครั้งนี้ไปปรับปรุงในผลการศึกษาต่อไป

สำหรับในส่วนของ สศค. ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านการศึกษาและยกร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... และการผลักดันการจัดตั้ง Carbon Fund ตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อสร้างเครื่องมือที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต

มหกรรมวิชาการสกว. : 9 บันดาลสู่งานวิจัย

2012-06-20 10:00
2012-06-24 20:00

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  ( สกว .)  หน่วยงานในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการวิจัย  พ.ศ.๒๕๓๕  เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ  สกว. ได้ใช้การวิจัยเป็นกลไกสร้างฐานความรู้ สำหรับการแก้ปัญหาให้แก่สังคมตลอดนับแต่การจัดตั้งมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการสนับสนุนการวิจัยตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการสร้างความมีเหตุมีผล และการใช้ความรอบรู้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ตลอดจนได้สนองแนวทางพระราชดำริอันทรงคุณค่านานัปการ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗  รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สกว. จึงได้กำหนดจัดงาน “มหกรรมวิชาการ สกว.  วิจัยตามรอยพระยุคลบาท: สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ  เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่งานวิจัยต่างๆ ที่เป็นความสำเร็จของการใช้ความรู้ เพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อให้ เกิดการรับรู้และเรียนรู้ในระดับสาธารณะ

วัตถุประสงค์

      ๑.  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

      ๒.  เพื่อแสดงผลงานวิจัยที่ สกว. สนับสนุนตามแนวพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท

      ๓.  เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความก้าวหน้าของการวิจัยของไทย

องค์ประกอบของการจัดงาน มี ๔ ส่วน ดังนี้

         นำเสนอผลงานวิจัยในรูปแบบการจัดนิทรรศการ การประชุมวิชาการ ร้านค้า เสวนา การสาธิต และกิจกรรมเวที การแสดงศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมอื่น ๆ

ระยะเวลาการจัดงาน

      ระยะเวลาการดำเนินการรวม   ๕ วัน  

         พิธีเปิด วันที่ ๒๐ มิถุนายน  ๒๕๕๕ เวลา ๑๗.๐๐ น.  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานมหกรรมวิชาการฯ

         บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมงานได้ระหว่างวันที่ ๒๑ - ๒๔ มิถุนายน  ๒๕๕๕ เวลา ๑๐.๐๐-๒๐.๐๐ น.

         ณ ฮอลล์ ๗-๘ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

 

สามารถติดตามรายละเอียดของงานในส่วนต่างๆ ทั้งในด้านกิจกรรม นิทรรศการและการประชุมวิชาการได้ที่ http://www.trf.or.th/trfexpo2012/

 

 

การประชุมวิชาการ บูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

2012-06-21 08:30
2012-06-22 16:00

การประชุมวิชาการ
บูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมกับนโยบายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

(Integrating Scientific-Economic-Social Dimensions of ClimateChange into Sustainable Development Policy)
 

วันพฤหัสบดีที่ 21-22 มิถุนายน พ.ศ. 2555เวลา 09.00-16.00 น.
ณ ห้องประชุม Phoenix 5 ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี

 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่สมดุลของมนุษย์จากอดีตถึงปัจจุบัน เป็นการพัฒนาที่อยู่บนฐานการใช้ทรัพยากรพลังงานฟอสซิลและที่ดินอย่างฟุ่มเฟือย ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขได้ยากยิ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาวิกฤติระดับโลกซึ่งส่งผลกระทบถึงแต่ละประเทศในระดับที่แตกต่างกันไปตามลักษณะทางกายภาพและบริบททางเศรษฐกิจและสังคม การหาแนวทางในการแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆ และการแสวงหาแนวทางการรับมือและการปรับตัวเพื่อให้สังคมมีความเข้มแข็งโดยมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนด้วยการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเป็นโจทย์วิจัยที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ให้ความสำคัญ การวิจัยดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของนักวิจัยจากหลายสาขา (นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และสาขาอื่นๆ)ในลักษณะสหวิทยาการเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง/บูรณาการงานวิจัยข้ามศาสตร์ได้ และเกิดความเข้าใจในทัศนคติและมุมการมองการแก้ไขปัญหาของนักวิจัยสาขาอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากสาขาที่ตนเองเชี่ยวชาญจึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ดาวน์โหลดกำหนดการประชุมได้ที่นี่

ภาพ: Our Opportunity in Climate Change

แนะคนกรุงใช้ชีวิตเรียบง่าย ปลุกจิตสำนึกวันสิ่งแวดล้อมโลก

โดย ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 5 มิถุนายน 2555

กทม.จับมือภาคเอกชนจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก รองผู้ว่าฯ วัลลภ แนะชาว กทม.ปรับพฤติกรรมและเคารพในคุณค่าธรรมชาติ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ผลิต และบริโภคสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานเปิดโครงการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมให้การสนับสนุน ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน พร้อมกล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ประเทศทั่วโลกต่างกำหนดให้เป็นวันแห่งการร่วมมือระหว่างชาติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2555 คือ “Green Economy : Does it include you? คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจแห่งสีเขียว มุ่งถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเศรษฐกิจแห่งสีเขียวจะมุ่งสร้างสรรค์ชีวิตที่สันติสุข สังคมที่ยุติธรรม ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นแนวทางการพัฒนาของทุกประเทศในโลก ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนปรับพฤติกรรมและเคารพในคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ปลุกจิตสำนึกร่วมใจกันดูแลสิ่งแวดล้อม โดยดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย บริโภคอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้รถยนต์ เพิ่มการปลูกต้นไม้ เพื่อเป็นการคืนสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ รอบตัวเรา

ทั้งนี้ ภายในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการก้าวอย่างยั่งยืน สู่เมืองหัวใจสีเขียว การเสวนาหัวข้อ “กรุงเทพฯ หัวใจสีเขียว” การแสดงชุด “รักษ์โลก อย่างยังยืน” และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ การสาธิตการพับกระดาษเหลือใช้ การตรวจวัด “หัวใจสีเขียวในตัวคุณ”

เครือข่ายประชาชน ยื่นฟ้องศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งกรมอุทยาน คดีโลกร้อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤษภาคม 2555

เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (28 พ.ค.) ที่ศาลปกครองกลาง เครือข่ายประชาชน 23 องค์กรและชาวบ้าน ประมาณ 80 คน อาทิ เครือข่ายเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง พัทลุง และประจวบคีรีขันธ์ เครือข่ายองค์รชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน จ.ชัยภูมิ เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง จ.เพชรบูรณ์ องค์กรชุมชนบ้านพรสวรรค์ จ.เชียงใหม่ มูลนิธิอันดามัน

ได้ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งบังคับใช้แบบจำลองโลกร้อน เรียกค่าเสียหายกับชาวบ้านในพื้นที่ เบื้องต้นศาลปกครองกลางได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา

ชาวคลิตี้ประกาศปฏิญญา 14 ข้อ จี้รัฐออกกฎเข้ม ป้องกันตายผ่อนส่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 2012-05-30 01:10:09

ครบรอบ 14 ปี ชาวคลิตี้ประกาศปฏิญญา 14 ข้อ ระบุ ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลการทำเหมือง หากมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมหน่วยงานรัฐ-ผู้ประกอบการต้องได้รับโทษอาญา จี้ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันที พร้อมกำหนดค่ามาตรฐานตะกอนดินเอาผิดผู้ปล่อยมลพิษ ชี้ ค่าฟื้นฟูแค่ 40 ล้านบาทเท่านั้น ด้านชาวบ้านวอนกรมควบคุมมลพิษช่วยฟื้นฟู เหตุไม่อยากอยู่แบบตายผ่อนส่งอีกต่อไปแล้ว

เครือข่ายนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) ศูนย์กระเหรี่ยงศึกษาและการพัฒนา กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ เครือข่ายร่วมพัฒนาสร้างผู้นำการสร้างสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.) ได้ลงพื้นที่พและร่วมกันจัดงาน “เวทีสาธารณะ ปฏิญญาคลิตี้” เนื่องในโอกาสครบรอบ 14 ปี การต่อสู้ของประชาชนชาวคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เพื่อศึกษากรณีการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ นำมาสู่การสรุปบทเรียนปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีการประกอบกิจการเหมืองแร่ในประเทศไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กรณีปัญหาในพื้นที่ต่างๆ เช่น การปนเปื้อนแร่ของสารแคดเมียม จากโรงแร่สังกะสี ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก การปนเปื้อนสารไซยาไนด์ ปรอท และ ตะกั่ว จากเหมืองแร่ทองคำ ใน จ.เลย จนนำมาสู่การกำหนดปฏิญญา “14 ปี 14 ข้อปฏิญญาคลิตี้”

ทั้งนี้ ประชาชนชาวคลิตี้ล่าง ที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนาน ได้ประกาศปฏิญญาหลักการสำคัญของปฏิญญาดังกล่าวระบุว่า “ในพื้นที่ศักยภาพแร่ ประชาชน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการพิจารณาคุ้มครองเป็นอันดับแรกก่อนการพิจารณาอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่” ประกอบด้วย

1.ชุมชนต้องได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เกี่ยวกับกิจกรรมเหมืองแร่ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่ การสำรวจ การให้ประทานบัตร ระหว่างประกอบกิจการ และภายหลังการประกอบกิจการ อาทิ ขอบเขตพื้นที่ประทานบัตร ข้อมูลการใช้สารเคมีในการผลิตและมลพิษต่างๆ ที่เกิดจากการประกอบกิจการ การจัดการมลพิษต่างๆ และเอกสารอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ

2.ประชาชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการอนุรักษ์จัดการและการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน ประกอบการพิจารณาและตรวจสอบการอนุญาต การดำเนินการและการต่ออายุประทานบัตรการทำเหมืองแร่ของรัฐ

3.ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบ และยกเลิกการประกาศแหล่งแร่ได้หากไม่เหมาะสม

4.ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขพระราชบัญญัติแร่ เพื่อให้มีการตรวจสอบและคุ้มครองดูแลสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพอนามัย

5.รัฐต้องดำเนินการแก้ไขและกำจัดมลพิษโดยทันทีเมื่อตรวจสอบพบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน และหาผู้ก่อมลพิษเพื่อมามารับผิดชอบต่อไป

6.รัฐต้องกำหนดค่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อม เช่น ตะกอนดิน และสุขภาพอนามัย เช่น ปริมาณโลหะหนักในเลือด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของประชาชน

7.รัฐต้องจัดให้มีกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ

8.กำหนดให้มีการวางเงินประกันความเสี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เมื่อเกิดผลกระทบให้นำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเยียวยาสุขภาพโดยทันที

9.ต้องมีการตรวจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่และชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการประกอบการเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนมีการดำเนินการตามประทานบัตร และมีการตรวจทุกปีเพื่อเป็นมาตรการในการป้องกันการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และก่อนการต่ออายุ การขยายพื้นที่ ประทานบัตร ต้องมีการตรวจสอบการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก่อน หากพบว่ามีผลกระทบต้องไม่อนุญาตจนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นก่อน

10.รัฐต้องคำนวณต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงต่อสุขภาพของชุมชนในการตัดสินใจอนุมัติอนุญาตการประกอบกิจการเหมืองแร่

11.ควรกำหนดโทษอาญากับหน่วยงานรัฐและผู้ก่อมลพิษ ในกรณีมีการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการอนุมัติอนุญาตเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างร้ายแรง

12.ต้องเปิดให้มีสถาบันการแพทย์ด้านอาชีวอนามัย และสุขภาพ ให้เพียงพอต่อการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

13.ลดอายุการให้ประทานบัตรจากเดิม 25 ปี เป็น 10 ปี

14.ให้กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้อย่างเร่งด่วน โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชนคลิตี้ล่าง และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แหล่งน้ำ ตะกอนดินและห่วงโซ่อาหารปลอดจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว และชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ดังเดิม

ด้าน นายสุรพงษ์ กองจันทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความและ ในฐานะประธานศูนย์กระเหรี่ยงศึกษาและการพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อมูลตรงกันแล้วว่า มีมลพิษที่เป็นตะกอนตะกั่วอยู่ในลำห้วยคลิตี้จริง ดังนั้น ต้องเอามลพิษตรงนี้ออก ทั้งนี้ ไม่ควรมีการถามว่าจะเอาไปตะกอนไปทิ้งที่ไหน เพราะทางวิชาการทั่วโลกมีหลายวิธีที่สามารถกำจัดตะกอนตะกั่วแบบนี้อยู่แล้ว โดยการฟื้นฟูที่เกิดขึ้นผู้ก่อมลพิษต้องมาร่วมฟื้นฟูด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาะภาษีของประชาชน ทั้งนี้ รายงานของ ดร.อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า การฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เป็นเรื่องที่ทำได้โดยใช้งบประมาณเพียง 40 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการซื้อชีวิตของคนคลิตี้เท่านั้น แต่เป็นการช่วยชีวิตประชาชนทั้งประเทศ เพราะลำห้วยคลิตี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ดังนั้นการฟื้นฟูต้องเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

นางสุนีย์ ไชยรส รองประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเหมืองแร่ต้องใช้คนเป็นตัวตั้งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการให้มีการดูดตะกอนตะกั่วออกจากลำห้วยคลิตี้ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ใช้เวลาแต่หากลงมือปฏิบัติจริง เชื่อว่า จะไม่นานเท่ากับ 14 ปีที่ชาวบ้านต้องเดือดร้อน กรมควบคุมมลพิษควรเลิกอ้างได้แล้วว่าไม่รู้ว่าจะเอาตะกอนไปทิ้งที่ไหน หรือกลัวว่า ตะกอนจะฟุ้งกระจาย เพราะเป็นข้ออ้างที่ซ้ำซาก เพราะทุกปัญหาล้วนมีทางออกทั้งสิ้น เพียงแต่ขอให้ลงมือทำตามข้อเสนอของชาวบ้านที่ขอให้ดูดตะกอนออก ส่วนตัวเชื่อว่า ชาวบ้านคลิตี้ยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นหากตะกอนจะมีการฟุ้งกระจายระหว่างการขุดลอก เพราะพวกเขาทนทุกข์ทรมานนานกว่าสิบปีแล้ว

นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการทำอุตสาหกรรมเหมืองล้วนส่งผลกระทบให้เกิดการปนเปื้อนสารพิษในสิ่งแวดล้อม ในแหล่งน้ำดังเช่น กรณีห้วยคลิตี้ และการที่กรมควบคุมมลพิษได้สรุปเบื้องต้นว่าการฟื้นฟูการปนเปื้อนไม่สามารถทำได้นั้น ก็หมายความว่า แหล่งน้ำทุกที่ที่อยู่บริเวณการทำเหมืองหรือโรงงานแต่งแร่ย่อมมีเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปนเปื้อนสารพิษ และก็จะไม่สามารถแก้ไขหรือฟื้นฟูให้กลับมาเป็นสภาพเดิมได้ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุคือหนทางเดียวที่จะสามารถปกป้องแหล่งน้ำและรักษาทรัพยากรอันมีค่าของเราทุกคนได้ กรมควบคุมมลพิษจึงควรต้องมีจุดยืนที่จะปกป้องทรัพยาธรรมชาติโดยการคัดค้านไม่ให้มีการทำเหมืองแร่มากกว่าการที่จะยืนอยู่ข้างอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และคอยเป็นผู้รับผิดชอบในการฟื้นฟูมลพิษหรือเก็บกวาดให้กับผู้ก่อมลพิษหรือนายทุนที่คอยหากินกับการใช้ทรัพยากรของคนไทยทุกคน

นายสุรชัย ตรงงาม ประธานโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ศาลอุทธรณ์ได้ระบุว่าแล้วว่าให้กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับสู่สภาพเดิม อยากทราบว่าปัญหาเกิดขึ้นมานานแล้วกรมควบคุมมลพิษมีแผนงานในการฟื้นฟูห้วยคลิตี้บ้างหรือไม่ ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่า การฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย

นายกำธร ศรีสุวรรณมาลา ตัวแทนชุนชนคลิตี้ล่าง กล่าวว่า ชาวบ้านพูดเรื่องนี้มานานกว่า 14 ปี แต่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งชาวบ้านรู้สึกท้อมากว่าจะต้องทนอยู่กับสารพิษแบบนี้ไปนานเท่าใด เหมือนกับชีวิตต้องตายผ่อนส่ง โดยในกว่าสิบปีที่ผ่านมามีชาวบ้านที่เสียชีวิตเพราะมีสารตะกั่วในเลือดสูงกว่า 20 คน ทางกระทรวงสาธารณสุขสั่งให้งดใช้น้ำและกินปลาในลำห้วยชั่วคราว แต่ผ่านมาแล้ว 14 ปี ปัญหาก็ไม่ดีขึ้นและแย่ลงกว่าเดิม และชาวบ้านยังต้องใช้น้ำในลำห้วยอยู่ดี เพราะพวกเรายากจนอยู่ในป่าไม่มีทางเลือก นอกจากต้องจับปลาในลำห้วยกิน อีกทั้งน้ำประปาก็ไม่เพียงพอ ดังนั้น ถึงนาทีอยากจะขอให้ลำห้วยคลิตี้กลับมาเป็นเหมือนเดิมเท่านั้น เพราะไม่อยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานต้องประสบชะตากรรมเดียวกันอีก

by ThaiWebExpert