การเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเส้นไหมดิบ ปี 2555 ตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก(8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
        1. เห็นชอบในการเปิดตลาดสินค้าเส้นไหมดิบตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลกปี พ.ศ. 2555 ปริมาณ 483 เมตริกตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 20 อัตราภาษีนอกโควตา 226 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
        2. เห็นชอบในหลักการการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเส้นไหมดิบตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลกในปีต่อไป หากปริมาณและอัตราภาษีทั้งในโควตาและนอกโควตาไม่แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในปี 2555 ให้ กษ. โดยคณะกรรมการหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งต่อกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์หรือระเบียบบริหารการนำเข้าตามความเหมาะสม และให้กระทรวงการคลัง (กค.) ดำเนินการประกาศอัตราภาษีขาเข้าทั้งในและนอกโควตาต่อไป

        
 

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน) (8 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา  แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป  
         ข้อเท็จจริง
         มท. เสนอว่า
         1. โดยที่หลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน  ทำให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อประชาชนซึ่งเป็นผู้ขอรับบริการ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอุปสรรคที่เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดิน  หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้กับผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  ที่ไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้  
         2. ดังนั้น เห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์  โดยให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้  จึงได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ ให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถเลือกที่จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้  เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว สามารถสนองตอบความต้องการของประชาชน ตลอดจนเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน  
         สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
         แก้ไขหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์  โดยให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

       
 

การสมัครเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดของไทย ภายใต้มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (1พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดของไทยตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ  และให้นำเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป
         สาระสำคัญของเรื่อง  
        พิธีสารมาดริดเป็นข้อตกลงภายใต้กรอบความร่วมมือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เพื่ออำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศของประเทศสมาชิก กล่าวคือผู้ขอจดทะเบียนสามารถยื่นคำขอเพียงฉบับเดียวก็จะมีผลเท่ากับยื่นคำขอในหลายประเทศพร้อมกัน  เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถขอรับความคุ้มครองในประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นสมาชิกพิธีสารในภายหลังได้  เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถต่ออายุเครื่องหมายการค้าพร้อมกันได้ ปัจจุบันมีสมาชิก 85 ประเทศทั่วโลก
       
 

การจัดประชุมสามัญประจำปีสมาคมอัยการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 17 (1 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) เสนอ ดังนี้
        1. เห็นชอบให้ อส. เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมอัยการระหว่างประเทศ (The Executive Committee Meeting) ระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม 2555 ณ โรงแรม Royal Cliff Beach Resort เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และการจัดการประชุมสามัญประจำปีสมาคมอัยการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 17 (The 17TH  IAP Annual Conference and General Meeting) ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2555 ณ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร ในนามของราชอาณาจักรไทย
        2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) และกรุงเทพมหานคร ให้การสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการจัดการประชุมด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
         อส. รายงานว่า
        1. สมาคมอัยการระหว่างประเทศ (The International Association of Prosecutors – IAP) จัดตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2538 ที่สำนักงานสหประชาชาติ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยการร่วมแรงร่วมใจกันของพนักงานอัยการประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีแรงจูงใจร่วมกันในการเพิ่มบทบาทและความร่วมมือระหว่างกันเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Crime) ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น และการกระทำความผิดที่สลับซับซ้อนและมีข้อยุ่งยากในการปราบปรามและการดำเนินคดี โดยแรงจูงใจการจัดตั้งสมาคมอัยการระหว่างประเทศอีกประการหนึ่งก็คือความต้องการร่วมกันที่จะส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ คุณธรรมและจรรโลงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของอัยการทั่วโลก ซึ่งบริหารโดยคณะกรรมการบริหารสมาคมอัยการระหว่างประเทศ เป็นผู้เสนอนโยบายให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาอนุมัติและนำนโยบายของสมาคมอัยการระหว่างประเทศที่กำหนดโดยที่ประชุมใหญ่มาปฏิบัติบังคับใช้ รวมทั้งมีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมอัยการระหว่างประเทศ
        2. ธรรมนูญสมาคมอัยการระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารของสมาคมอัยการระหว่างประเทศ (The Executive Committee Meeting) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในทางปฏิบัติจะมีการจัดการประชุมคณะกรรมการบริหารก่อนที่จะจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี (IAP Annual Conference and General Meeting) โดยมีการประชุมจัดตั้งสมาคมอัยการระหว่างประเทศครั้งแรก ณ กรุงเวียนนา ซึ่ง อส. ได้จัดส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมและได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งสมาคมอัยการระหว่างประเทศและประเทศไทยได้รับเกียรติในฐานะประเทศผู้ร่วมจัดตั้งสมาคม รวมทั้งอัยการสูงสุดได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารสมาคม (Executive Committee) ติดต่อกันมาทุกสมัยจนถึงปัจจุบัน
        3. ผลการดำเนินงาน
            ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีประเทศที่เข้าร่วมประชุมจาก 15 ประเทศ และมีเข้าร่วมประชุม 51 คน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมตลอดจนคณะกรรมการบริหารสมาคม (Executive Committee) อีกยังอัยการสูงสุดของประเทศไทยได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารสมาคมอัยการระหว่างประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมอัยการระหว่างประเทศได้ขอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี (IAP Annual Conference and General Meeting) พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) รวมทั้งขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร (The Executive Committee Meeting) ควบคู่ไปกับการจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีด้วยนับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ และเพื่อชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในฐานะเป็นผู้มีบทบาทในด้านการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการเพื่อการอำนวยความยุติธรรมระดับนานาชาติ อส. จึงกำหนดจัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร (The Executive Committee Meeting) ณ โรงแรม Royal Cliff Beach Resort เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 27 – 28 ตุลาคม 2555 และการจัดประชุมสามัญประจำปีสมาคมอัยการระหว่างประเทศ ครั้งที่ 17 (The 17TH  IAP Annual Conference and General Meeting) ณ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ (Bangkok Convention Centre at Centralworld) กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 7 วัน 6 คืน
   
 

ขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับการจัดการประชุม World Economic Forum on East Asia ที่ประเทศไทย(1พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 45 ล้านบาท  เพื่อดำเนินการเตรียมการจัดการประชุม World Economic Forum on East Asia ที่ประเทศไทย  ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ  โดยให้กระทรวงการต่างประเทศตกลงในรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณกับสำนักงบประมาณต่อไป และให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการด้วย

   
 

การดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (1พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ)  ประธาน ปคอป. ศึกษาพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ  แล้ว ปคอป. เห็นควรจัดให้มี “เวทีประชาเสวนา” โดยกำหนดประเด็นที่จะนำไปสู่การพูดคุย คือ “ประเด็นที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งและแนวทางในการสร้างความปรองดองเพื่อมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก” และมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
        1. ขอความร่วมมือ คอป. เพื่อขอผลศึกษาวิจัยรากเหง้าที่เป็นปัญหาของความขัดแย้งและแนวทางในการสร้างความปรองดอง  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีก  เพื่อนำไปสู่การพูดคุยสร้างความเข้าใจร่วมกันในระดับประชาชนทั่วไปในรูปแบบ “ประชาชนเสวนา”
        2.ขอความร่วมมือสถาบันพระปกเกล้า เพื่อขอคู่มือและแนวทางปฏิบัติในการจัดทำเวทีประชาเสวนา  ตลอดจนการอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นวิทยากร  เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำไปเป็นแนวทางการดำเนินการต่อไป
        3. มอบหมายกรมการพัฒนาชุมชน  กระทรวงมหาดไทย  เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการจัดให้มีเวทีประชาเสวนา  โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงาน  องค์กร หรือสถาบันการศึกษาที่มีความสนใจสามารถเข้าร่วมโครงการโดยนำเอาผลการศึกษาของ คอป. และแนวทางปฏิบัติในการจัดทำเวทีประชาเสวนาของสถาบันพระปกเกล้า ไปดำเนินการได้ด้วย
        ทั้งนี้  ปคอป. ได้เห็นชอบในหลักการดำเนินการจัดทำเวทีประชาเสวนา และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินการจัดทำเวทีประชาเสวนา โดยให้คณะอนุกรรมการนำเสนอผลดำเนินการและข้อเสนอแนะ ภายในเวลา 60 วัน

 

หลักเกณฑ์การจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณสถานบริการ การสาธารณสุข(1 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551) โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าเสียใหม่ให้สอดคล้องกับการกำหนดตำแหน่งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบด้วยแล้ว ดังนี้
        1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี จำนวน 3 มติ ดังนี้
            1.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2508 เรื่อง เงินค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่พักอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
            1.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2519 เรื่อง เงินค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่พักอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล
            1.3 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2526 เรื่อง เงินค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับเจ้าหน้าที่ที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณสถานบริการการสาธารณสุข
        2. อนุมัติให้สถานบริการการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งที่ให้บริการผู้ป่วยตลอดเวลา 24 ชั่วโมง และมีบ้านพักทีทางราชการจัดาให้ภายในบริเวณสถานบริการการสาธารณสุขจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับบ้านพักข้าราชการ ลูกจ้างและผู้ป่วยโรคเรื้อนได้โดยใช้งินงบประมาณหรือเงินบำรุงของสถานบริการการสาธารณสุขตามหลักเกณฑ์ดังนี้
    2.1 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโส ขึ้นไป              100 ยูนิตต่อเดือน
         ตำแหน่งประเภทวิชาการ           ระดับชำนาญการ ขึ้นไป
         ตำแหน่งประเภทอำนวยการ
         และตำแหน่งประเภทบริหาร
    2.2 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน                 80 ยูนิตต่อเดือน
         และตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ
    2.3 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน                  60 ยูนิตต่อเดือน
    2.4 ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว                                       30 ยูนิตต่อเดือน
    2.5 ผู้ป่วยโรคเรื้อน ครอบครัวละ                                            15 ยูนิตต่อเดือน
หากผู้ใดใช้เกินโควต้าที่กำหนดไว้ ให้ผู้นั้นออกเงินในส่วนที่ใช้เกินเอง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2551 เป็นต้นไป
        สาระสำคัญของเรื่อง
        1. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ขอให้ สลค. พิจารณาและแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2526 เนื่องจากการกำหนดการจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการกำหนดระดับของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว โดยพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้มีการเทียบการดำรงตำแหน่งตามกฎหมายเดิมกับกฎหมายฉบับปัจจุบันตามหนังสือเวียนสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1006/ว 12 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551
        2. สธ. จึงมีปัญหาในทางปฏิบัติเกียวกับสิทธิของเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ ในการใช้ไฟฟ้าตามอัตราที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ (วันที่ 11 ตุลาคม 2526) เมื่อมีการเทียบตำแหน่งตามกฎหมายใหม่แล้ว ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ จะมีสิทธิใช้กระแสฟ้าในบ้านพักในอัตรากี่ยูนิตต่อเดือน เช่น ข้าราชการระดับ 5 และ 6 เดิม มีสิทธิใช้กระแสไฟฟ้าได้ 80 ยูนิตต่อเดือน แต่ปัจจุบัน ข้าราชการระดับ 5 หรือระดับ 6 เทียบได้ไม่ต่ำกว่าการดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับชำนาญงาน แต่ถ้าเป็นสายงานที่เริ่มต้นจากระดับ 3 หรือ 4 ผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 5 เดิม จะเทียบได้ไม่ต่ำกว่าการดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 6 และ 7 เดิมจะเทียบได้ไม่ต่ำกว่าการดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการจึงมีปัญหาว่า ข้าราชการระดับ 5 และระดับ 6 มีสิทธิใช้กระแสไฟฟ้าได้กี่ยูนิตต่อเดือนเป็นต้น นอกจากตัวอย่างดังกล่าวแล้วก็ยังมีปัญหาในการพิจารณากับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งต่างๆ ในทำนองเดียวกันด้วยและมีผลถึงการคำนวณสิทธิการชำระค่าใช้กระแสไฟฟ้าส่วนเกินของเจ้าหน้าที่ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกัน

 

สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 (1 ฟฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการสำรวจภาวการณ์ทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์              พ.ศ. 2555  ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสนอ ดังนี้
        สาระสำคัญของเรื่อง
        ด้วยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเป็นประจำทุกเดือน โดยสอบถามประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง ทุกจังหวัดทั่วประเทศมีครัวเรือนตกเป็นตัวอย่าง 31,840 ครัวเรือนต่อเดือน สำหรับในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ในภาพรวมสถานการณ์แรงงานมีจำนวนผู้ว่างงานลดลง 1.2 หมื่นคน (จาก 2.68 แสนคน เป็น 2.56 แสนคน) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2554 หากเปรียบเทียบกับช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 5.9 หมื่นคน (จาก 3.15 แสนคน เป็น 2.56 แสนคน) สำหรับสาระสำคัญการสำรวจสรุปได้ ดังนี้
        1. ผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงาน
        ผู้ที่อยู่ในวัยกำลังแรงงาน มีจำนวนทั้งสิ้น 38.80 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 38.06 ล้านคน ผู้ว่างงาน 2.56 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 4.84 แสนคน ทั้งนี้ ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2554 จำนวน 7.2 แสนคน (จาก 38.08 ล้านคน เป็น 38.80 ล้านคน)
        2. ผู้มีงานทำ
        ผู้มีงานทำ 38.06 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2554 จำนวน 5.1 แสนคน (จาก 37.55 ล้านคน เป็น 38.06 ล้านคน) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ซึ่งมีผู้ทำงานเพิ่มขึ้นและลดลงในสาขาต่าง ๆ ได้ดังนี้
            2.1 ผู้ทำงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ ผู้ทำงานในสาขาการเกษตร เพิ่มขึ้น 5.2 แสนคน (จาก 12.93 ล้านคน เป็น 13.45 ล้านคน) สาขาการผลิต เพิ่มขึ้น 5.6  แสนคน (จาก 5.42 ล้านคน เป็น 5.98 ล้านคน) สาขาการบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับเพิ่มขึ้น 6.0 หมื่นคน (จาก 1.62 ล้านคน เป็น 1.68 ล้านคน) สาขากิจกรรมทางการเงิน และการประกันภัยเพิ่มขึ้น 5.0 หมื่นคน (จาก 0.38 ล้านคน เป็น 0.43 ล้านคน) ตามลำดับ
            2.2 ผู้ทำงานลดลง ได้แก่ ผู้ทำงานในสาขาการก่อสร้าง ลดลง 1.80 แสนคน (จาก 2.72 ล้านคน เป็น 2.54 ล้านคน) สาขาที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร 1.50 แสนคน (จาก 2.51 ล้านคน เป็น 2.36 ล้านคน) สาขาการศึกษา 1.1 แสนคน (จาก 1.39 ล้านคน เป็น 1.28 ล้านคน) สาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ 8.0 หมื่นคน (จาก 6.19 ล้านคน เป็น 6.11 ล้านคน) สาขากิจกรรมบริการด้านอื่น ๆ เช่น กิจกรรมบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพร่างกายการดูแลสัตว์เลี้ยง การบริการซักรีดและซักแห้ง เป็นต้น 3.0 หมื่นคน (จาก 1.75 ล้านคน เป็น 0.72 ล้านคน) สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า 2.0 หมื่นคน (จาก 1.07 ล้านคน เป็น 1.05 ล้านคน) สาขากิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 2.0 หมื่นคน (จาก 0.66 ล้านคน เป็น 0.64 ล้านคน) และสาขากิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ 1.0 หมื่นคน (จาก 0.11 ล้านคน เป็น 0.10 ล้านคน) ตามลำดับ
        3. ผู้ว่างงาน
            3.1 ผู้ว่างงานทั่วประเทศมีจำนวน 2.56 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 0.7 ของกำลังแรงงานรวม (ลดลง 1.2 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2554) ประกอบด้วยผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 8.3 หมื่นคน อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนจำนวน 1.73 แสนคน โดยเป็นผู้ว่างงานที่มาจากภาคการบริการและการค้า 8.0 หมื่นคน ภาคการผลิต 6.3 หมื่นคน และภาคเกษตรกรรม 3.0           หมื่นคน
                               3.2 ผู้ว่างงานที่มีการศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา จำนวน 8.8 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 6.8 หมื่นคน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 4.8 หมื่นคน ระดับประถมศึกษา 3.1 หมื่นคน และไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา 2.1 หมื่นคน ตามลำดับ
                               3.3 ผู้ว่างงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง 7.2 หมื่นคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6.8 หมื่นคน ภาคเหนือ 5.3 หมื่นคน กรุงเทพมหานคร 3.3 หมื่นคน และภาคใต้ 3.0 หมื่นคน หากคิดเป็นอัตราการว่างงานกรุงเทพมหานครมีอัตราการว่างงานสูงสุด ร้อยละ 0.8 ส่วนภาคที่มีอัตราการว่างงานต่ำสุดเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 0.5

       
 

โครงการแก้ไขปัญหาสับปะรดปี 2555 (1 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการแก้ไขปัญหาสับปะรดปี 2555 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ   สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเสนอ โดยการรับซื้อสับปะรดสดส่วนเกินในจังหวัดแหล่งผลิต จำนวน 200,000 ตัน เพื่อนำออกนอกระบบปกติ แล้วนำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2555 ระยะเวลาโครงการ 1 พฤษภาคม 2555 – 28 กุมภาพันธ์ 2556

 

การจัดหาเงินทุนเพื่อดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (1 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มเติมตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 และข้อเสนอของ กระทรวงการคลัง (กค.) สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ตามที่ กค. เสนอ ดังนี้
1.    ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) แยกบัญชีการดำเนินงานและบัญชีธนาคารของโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 โดยเฉพาะ เพื่อให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีชำระคืน ธ.ก.ส. ภายใต้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ให้เสร็จสิ้นทุกสิ้นปีงบประมาณหรือไม่เกินปีงบประมาณถัดไปตามผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงจากการจำหน่ายข้าว โดยไม่ต้องรอให้มีการระบายผลิตผลเสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้มีการรับรู้กำไร/ขาดทุนจากการจำนำข้าวในปีนั้น ๆ การชดเชยต้นทุนเงินและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน รวมทั้งเงินที่ใช้ในการดำเนินงานโครงการทั้งในส่วนของ ธ.ก.ส. และส่วนที่กู้จากสถาบันการเงิน เพื่อมิให้เป็นภาระงบประมาณด้านดอกเบี้ยจ่ายจากหนี้คงค้างโครงการเป็นเวลานาน รวมทั้งเพื่อให้ ธ.ก.ส. สามารถนำเงินไปหมุนเวียนเพื่อใช้ในโครงการอื่นในปีต่อ ๆ ไป หากมีกำไรเกิดขึ้นจากการดำเนินงานหลังจากการระบายผลผลิตหรือสิ้นสุดโครงการฯ ให้ ธ.ก.ส. นำเงินส่งคลังทันที
2.    ให้หน่วยงานดำเนินการที่ได้จำหน่ายสินค้าตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ได้แก่ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เมื่อได้รับชำระค่าสินค้าแล้วให้นำส่งเงินดังกล่าวแก่ ธ.ก.ส. ทันที และ/หรือภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับเงิน หากล่าช้าให้ชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับดอกผลที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาเงินค่าชำระสินค้า ให้หน่วยงานดำเนินการนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินทันที เนื่องจากเป็นโครงการที่รัฐบาลรับภาระและเป็นรายได้ที่ อคส. และ อ.ต.ก. ไม่พึงได้ ทั้งนี้ เพื่อที่ ธ.ก.ส. จะได้นำไปชำระหนี้และลดภาระหนี้เงินกู้ต่อไป
3.    ให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยกรมการค้าต่างประเทศรายงานผลความคืบหน้าในการดำเนินงาน ระบายข้าว ปริมาณและมูลค่าสินค้าคงเหลือ รวมทั้งปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นครั้งคราวตามความเห็นชอบของ กขช. หรือตามที่เห็นเหมาะสม โดยไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อปี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีมีข้อมูลในการตัดสินใจได้ทันที
4.    ให้ อคส. และ อ.ต.ก. จัดทำเอกสาร/หลักฐานสำหรับเก็บข้อมูลปริมาณข้าวสารที่ได้จากการสีข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร คุณภาพ และปริมาณข้าวสารที่นำออกจากโกดังเป็นรายเดือน แล้วแจ้งให้ ธ.ก.ส. ทราบปริมาณข้าวสารและจำนวนเงินที่ได้รับสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 และเป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อไป
5.    สำหรับโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร ปีการผลิต 2551/52 ให้ อคส. และ อ.ต.ก. สำรวจปริมาณสินค้าในสต็อกของรัฐบาลที่เหลืออยู่พร้อมทั้งประเมิณมูลค่าของสินค้าที่เหลืออยู่และรายงานให้คณะรัฐมนตรีและ กค. ทราบตามความเหมาะสมสำหรับการชำระค่าสินค้าในสต็อกรัฐบาลให้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55
6.    ให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อบริหารจัดการหนี้เงินกู้ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันสำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 วงเงินไม่เกิน 269,160 ล้านบาท จนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น โดยรัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด
7.    ให้ กค. เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ที่เกิดจากการกู้เงินและการบริหารจัดการหนี้ของ ธ.ก.ส. โดย กค. ค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละครั้ง ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 จำนวนไม่เกิน 269,160 ล้านบาท ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น รวมทั้งการบริหารจัดการหนี้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดย กค. ค้ำประกันจนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด

        

       
 

by ThaiWebExpert