สกว.หนุนสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์ม หวังแยกส่วนไปเพิ่มมูลค่าในภาคอุตฯ

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2555

ภาคใต้ของประเทศไทยมีเนื้อที่ในการปลูกปาล์มน้ำมันยืนต้นกว่า 3 ล้านไร่ โดยจังหวัดที่มีเนื้อที่ปลูกมากที่สุด คือ กระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร และนครศรีธรรมราชตามลำดับ หากประมาณจำนวนต้นปาล์มน้ำมันทั้งประเทศคาดว่าจะมีน้ำหนักแห้งทางใบที่ตัดทิ้ง น้ำหนักแห้งลำต้น และทะลายสดน้ำมันปาล์มจำนวนหลายล้านตันต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการนำลำต้น ทางใบและทะลายที่ถูกทิ้งมาเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก แต่ละส่วนมีองค์ประกอบหลักภายใน ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ที่สามารถนำไปพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้อย่างมหาศาล หากมีกระบวนการที่เหมาะสมในการพัฒนาต่อยอด

ฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุน รศ.ดร.สินชัย ชินวรรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และคณะ ร่วมกับผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด และบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ในโครงการ “การออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อไม้อัดและพลังงานทางเลือกจากพืช” โดยมีวัตถุประสงค์ในการออกแบบ จัดสร้างเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มที่มีกำลังผลิต 300-500 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแผ่นเยื่อใยไม้อัด ตลอดจนวิเคราะห์และศึกษากลไกการหลั่งลิกนินออกจากเซลล์เยื่อไม้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาออกแบบเครื่องระเบิดเยื่อที่เหมาะสมกับเยื่อไม้ประเภทอื่นๆ

การระเบิดเยื่อปาล์ม เป็นกระบวนการแตกตัวของเยื่อไม้ที่อยู่ในภาชนะปิดภายใต้ไอน้ำแรงดันสูงในช่วงเวลาตั้งแต่ 2-10 นาที จากนั้นเยื่อไม้จะถูกปล่อยสู่สภาวะบรรยากาศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้องค์ประกอบหลักของเยื่อไม้ ทั้งเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินเกิดการแยกตัวออกจากกัน เยื่อไม้ในสภาวะปกติจะมีลิกนินทำหน้าที่เสมือนกาวในการยึดเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลสไว้ ดังนั้นกระบวนการระเบิดเยื่อไม้จึงทำให้ได้ลิกนินซึ่งเป็นกาวแบบธรรมชาติที่พร้อมจะทำการประสานเยื่อไม้เข้าด้วยกันใหม่ ทั้งนี้กระบวนการ ดังกล่าวมิได้ใช้สารเคมีใดๆ จึงนับเป็นเทคโนโลยีสะอาดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้กาวแล้ว ยังเป็นการลดต้นทุนการนำเข้ากาวอย่างมหาศาลอีกด้วย

รศ.ดร.สินชัยเปิดเผยว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ปรับปรุงชุดอัดเยื่อไม้ของเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบให้มีความสามารถในการทนแรงดันไอน้ำสูงขึ้นไป รวมทั้งออกแบบและสร้างสกรูอัดเยื่อไม้ชุดใหม่ให้อยู่ในแนวนอนเพื่อให้สามารถเพิ่มระยะอัดของเยื่อไม้ และสามารถติดตั้งเซนเซอร์วัดระดับเยื่อไม้ในห้องย่อยได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มต้นแบบติดตั้งอยู่ที่โรงงานหีบน้ำมันปาล์มในกลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น จ.ชลบุรี ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ทำการปรับแต่งการทำงานของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มให้ทำงานอย่างต่อเนื่องรวมถึงทดสอบการระเบิดเยื่อปาล์มที่ความดันไอน้ำสภาวะต่างๆ ตลอดจนทำการทดสอบ กระบวนการทางเคมีของเยื่อไม้ปาล์มที่สภาวะต่างๆ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้พยายามใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่จัดสร้างทำภายในประเทศให้มากที่สุด และออกแบบให้มีอายุการทำงานที่คุ้มทุนมากที่สุด ตลอดจนสามารถนำไปทำงานในพื้นที่บริเวณสวนปาล์มได้โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด และออกแบบให้สามารถติดตั้งที่วัดสัญญาณเพื่อการวิเคราะห์วิจัยที่ง่ายและมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าวยังมีปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่ต้องดำเนินการปรับปรุงในอนาคต ประกอบด้วย การป้อนเยื่อผ่านชุดหัวอัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนลำต้นที่มีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสูงกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องระบายน้ำจากหัวอัดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การควบคุมระดับเยื่อภายในห้องย่อยนั้นมีความยาก เนื่องจากปริมาณเยื่อไม้ที่ป้อนจากหัวอัดมีการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะเยื่อไม้และความดันไอน้ำ ดังนั้นการปรับรอบและเวลาของวาล์วระเบิดต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่ตอบสนองได้ทันต่อคำสั่งควบคุม อีกทั้งอาจจะมีความจำเป็นต้องปรับปรุงชุดลำเลียงเยื่อไม้ปาล์ม ขึ้นสู่ชุดสกรูอัดเยื่อไม้ที่สามารถปรับความเร็วรอบได้

นายสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฏ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยเซ็นทรัลเมคคานิคส์ จำกัด หนึ่งในผู้สนับสนุนทุนวิจัยหลักในครั้งนี้ กล่าวว่า การพัฒนาเครื่องระเบิดเยื่อไม้ปาล์มในครั้งนี้นับเป็นองค์ความรู้ใหม่ของไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นน้ำของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน และสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยโจทย์ใหญ่คือต้องคิดว่าจะแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกมาและนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้างเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอได้นำชิ้นส่วนของเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มที่พัฒนาขึ้นไปใช้เป็นเครื่องปั่นเส้นด้าย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในด้านวัสดุวิศวกรรมและสิ่งปลูกสร้าง โดยจากการเจรจากับตัวแทนบริษัทจากประเทศออสเตรเลียได้ให้ความสนใจการแยกไฟเบอร์มาใช้ประโยชน์เป็นผนังยิปซัม ซึ่งมีคุณสมบัติในการเกาะตัวได้ดี รวมถึงเก็บเสียงและความร้อนได้ดีกว่าอิฐบล็อก รวมถึงการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมไม้อัดและกระดาษ แต่จะต้องดึงเนื้ออาหารในเยื่อปาล์มออกมาให้หมดเพื่อมิให้เป็นอาหารของปลวก ทั้งนี้เครื่องต้นแบบดังกล่าวหากนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านบาท

ด้าน นายธงไชย นิรมิตศรีชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท อุดมชัยปาล์มออยล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานปาล์มใน จ.ชุมพร กล่าวว่า ปัจจุบันต้นปาล์มที่หมดอายุแล้วส่วนหนึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ยเพื่อเพิ่มเนื้อดินให้แก่สวนปาล์ม อย่างไรก็ตาม การทำลายต้นปาล์มที่หมดอายุดังกล่าวในปัจจุบันใช้วิธีการโค่นทิ้งแล้วปล่อยไว้ให้ผุเปื่อยไปเอง หรือเผาทิ้งซึ่งไม่สามารถทำลายได้หมดเพราะปาล์มมีความชื้นสูงมาก นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอีกด้วย ตนจึงคิดที่จะนำผลงานการออกแบบและสร้างเครื่องระเบิดเยื่อปาล์มในส่วนของเครื่องสับไปใช้ประโยชน์ในการทำลายปาล์มที่หมดอายุ เพื่อช่วยให้ชาวสวนปาล์มประหยัดเวลาและมีความสะดวกสบายมากขึ้น จะได้มีพื้นที่ปลูกปาล์มใหม่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้หากสามารถแยกองค์ประกอบในเยื่อปาล์มมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้และมีตลาดรองรับ จะยิ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปาล์มและสร้างรายได้แก่ชาวสวนด้วย

ไฟเขียวแผนพัฒนาอาชีพปากพนัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยแนวหน้าออนไลน์ อังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กระทรวงเกษตรฯ เห็นชอบหลักการ 4 ยุทธศาสตร์พัฒนาอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาอาชีพโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการของแผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 ที่คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ เสนอ โดยมียุทธศาสตร์การพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ จำนวน 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย (1) พัฒนาการเกษตรกรรมให้เกิดความมั่นคง (2) การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันในอาชีพของเกษตรกรและประชาชน (3) พัฒนาการสร้างตัวแบบความสำเร็จและขยายผลเพื่อพัฒนาอาชีพ และ (4) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ภายใต้กรอบแนวคิดยึดแนวพระราชดำริหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนงานและกิจกรรม ทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า แผนแม่บทการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.2556 – 2559 มุ่งพัฒนาพื้นที่เป้าหมาย คือ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ประมาณ 1.98 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา รวม 13 อำเภอ ให้มีความมั่นคง ราษฎรอยู่ดีมีสุข มีระบบการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นนโยบายที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้คณะทำงานจัดทำแผนแม่บทฯ ตรวจทานและจัดทำข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไ

3 กูรูชี้ทิศทางฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ พลิกกลยุทธ์รับมือสงครามการค้าโลก

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 สิงหาคม 2555

ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อเรื่อง "จุดเปลี่ยนการค้าโลก : ไทยจะเดินทางอย่างไร" ในวันครบรอบ 92 ปีการสถาปนากระทรวงพาณิชย์ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา องค์ปาฐกถาประกอบด้วย นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.), นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ สุดยอดกูรูด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ ถ่ายทอดประสบการณ์ชี้ทิศทางฝ่าวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้

NTMs โมเดลใหม่กีดกันทางการค้า

นาย ศุภชัยกล่าวว่า เศรษฐกิจสหภาพยุโรปและสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซาจากที่เคยขยายตัวปีละ 6-7% ปีก่อนลดเหลือ 2.5% และปีนี้จนถึงปีหน้าคงเติบโตไม่ถึง 2.5% นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดความเชื่อมั่นในระบบการค้าแบบพหุภาคี จากที่การเจรจารอบโดฮา ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกไม่คืบหน้า และไม่น่าจะได้ข้อสรุปในปีนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงเพิ่มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTMs : Non Tariff Measures) มากขึ้น

ไทยควรปรับวิธีเจรจาใหม่เป็นกลุ่มย่อย เฉพาะเรื่อง เลือกเรื่องที่พร้อมมาเจรจาก่อน จากเดิมเจรจาทุกเรื่องให้จบพร้อมกัน ทำให้ยืดเยื้อ เช่น เลือกเจรจาประเด็นการเงิน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ฯลฯ ซึ่งอาจจะมีฝ่ายคัดค้าน แต่จะได้ประโยชน์กว่า

ตนไม่เห็นด้วยที่จะ เปิดการเจรจากรอบความตกลงที่ให้สิทธิพิเศษทางการค้า (PTA : Preference Trade Agreement) ซึ่งเริ่มมีมากขึ้น เพราะเป็นการเจรจาระหว่างประเทศที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน เช่น กรอบเจรจาสหรัฐกับเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ซึ่งเสี่ยงมากที่ข้อตกลงจะมีผลเกินกว่าที่ตกลงไว้ในกรอบดับบลิว

ทีโอ หรืออาจเรียก WTO+4 หรือปรับเงื่อนไขเจรจาให้เป็น soft law นอกจากนี้เป็นห่วงประเทศกำลังพัฒนาจะติดกับดัก global public goods ให้เป็นหนึ่งในห่วงโซ่การผลิต แต่ไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ต้องปรับแนวคิดนำเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การใช้เครือข่ายการค้าสากลในระดับต่าง ๆ มาใช้

 โลกอนาคตไม่ใช่ของอียู-สหรัฐ

ประเด็น ที่ไทยจะเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (AEC) ในอนาคตไทยไม่มีปัญหาเรื่องการเตรียมตัว แต่อาเซียนคงไม่สามารถรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้สำเร็จ เพราะไม่ใช่แค่ลดภาษี แต่หมายถึงการปรับกฎระเบียบอื่นด้วย ซึ่งขณะนี้ทั้งเรื่องแรงงาน พลังงาน การเงิน การศึกษา ล้วนอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ ให้กลุ่มอาเซียนเร่งพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกับภาคีทั้ง 6 ประเทศ ทั้งกรอบการเจรจาอาเซียน+3 อาเซียน+6 เพราะโลกต่อไปจะไม่ใช่โลกของอียูและสหรัฐแล้ว

นายศุภชัยย้ำว่า ขอให้รัฐบาลคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากกฎระเบียบที่มีอยู่ 4 เรื่องมากขึ้น คือ การจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การออกประกาศบังคับใช้สิทธิ์ (CL) การเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และการเข้าเป็นภาคีเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ โดยยึดหลัก Nagoya Protocal ปกป้องการเข้ามาโจรกรรมทรัพยากรไปใช้ประโยชน์ โดยไม่แบ่งปันให้เจ้าของสิทธิ์ หากไม่ตื่นตัวไม่มีกฎเข้มแข็งจะเสียเปรียบ กระทบผู้บริโภค

 ทัพหน้า-ทัพหลังหนุนเอกชนส่งออก

ขณะ ที่นายวีรพงษ์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหน้าในการนำเอกชน ส่วนกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยระวังหลัง ต้องสนับสนุนและให้ความสะดวกเอกชน เพราะการค้าไทยมีสัดส่วนเพียง 1% ของการค้าโลก จะให้อยู่เฉพาะตลาดในไทยคงไม่ได้ ต้องสนับสนุนออกไปทั่วโลก

ตอน นี้ไทยอยู่บนทาง 3 แพร่ง จะต้องเลือกเลี้ยวซ้ายหรือขาว เพราะข้างหน้าคือหุบเหว ก่อนหน้านี้หัวรถจักรคือสหรัฐ-สหภาพยุโรป แต่สหรัฐคงไม่ฟื้น ที่ผ่านมาสหรัฐแข่งขันได้ในตลาดโลก เพราะใช้กฎหมายผูกขาดทรัพย์สินทางปัญญามาควบคุมคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่มีเทคโนโลยีอะไรผูกขาดได้

ส่วนสหภาพยุโรปก็รอวันตาย เพราะเอาคนแก่เล็กเด็กแดงไปผูกไว้ด้วยสกุลเงินเดียวกัน ทั้งที่ความสามารถแข่งขันต่างกัน มาตรการแก้ปัญหาที่นำมาใช้ไม่ได้แก้ไขปัญหาแท้จริง แค่อุดสภาพคล่อง ถ้าไม่ไหวอาจต้องยอมตัดเนื้อร้ายหรือพายุโรปตายยกแผง

 �ทวาย-มาบตาพุด� พลิกโฉมประเทศไทย

ที่ น่าจับตามองคือ ผลกระทบต่อจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐและยุโรป แต่เชื่อว่าจีนไม่น่าทรุด เพราะเริ่มปรับตัวโดยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และการลงทุนภาครัฐ จุดนี้ถือเป็นโอกาสของไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน อยู่ใกล้จีน ประกอบกับญี่ปุ่นจะขยายอำนาจไปทวาย เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

จึงเห็นด้วยที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการทวาย เพราะจะเชื่อมมาบตาพุด แหลมฉบังไปยังทวาย ทำให้การค้าไทยไปยังฝั่งตะวันตกเติบโตขึ้น จากเดิมมีเพียง 35% เทียบกับการค้าไทยกับฝั่งตะวันออก มีโอกาสขยายการค้าไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง จะพลิกโฉมประเทศไทยมหาศาลในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

มุ่งแชมป์คุณภาพข้าวแทนแชมป์ราคา

ด้าน นายธนินท์กล่าวสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าว โดยระบุว่าเคยสอบถามชาวนาก็เห็นว่าดีกว่าการประกันราคา ซึ่งไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่ราคาประกัน 10 บาท ขายได้ 5 บาท รัฐบาลจาก 5 บาท ขายได้ 7 บาท รัฐจ่าย 3 บาท มีการรั่วไหล แล้วจะป้องกันความเสียหายอย่างไร นักธุรกิจค้าข้าวพอใจ ซื้อถูกขายถูก ง่าย แต่จำนำซื้อแพง ขายแพง ยาก มีโอกาสขาดทุน

คนได้คือชาวนา คนเสียคือรัฐบาลกับนักธุรกิจ จึงต้องช่วยให้นักธุรกิจเสียหายน้อยที่สุด เช่น ปรับมาใช้ระบบโควตาข้าวเหมือนเดิม ให้แต่ละคนได้ข้าวตามประวัติส่งออก ทุกคนต้องไปขายข้าวคุณภาพเดียวกันราคาเท่ากัน ไม่ตัดราคา ใช้บริษัทเซอร์เวเยอร์ระดับโลกมาดูแลและรับฝาก และให้แบงก์การันตี

การ ส่งออกข้าวไทยต้องไม่มุ่งแข่งขันเป็นแชมป์ด้านราคา แต่ควรเป็นแชมป์ด้านคุณภาพมากกว่า อนาคตพม่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด อินเดียไม่ใช่คู่แข่งถาวร เวียดนาม กัมพูชาก็ไม่ใช่ เพราะพม่ามีพื้นที่ และมีคนกว่า 90 ล้านคน รัฐจึงควรส่งเสริมเอกชนไทยไปลงทุนซื้อข้าวจากพม่าเป็นวัตถุดิบส่งออก ให้ปรับแนวคิดว่าวัตถุดิบของไทยมีอยู่ทั่วโลก ส่งเสริมให้ไปซื้อหน้าดินมา แล้วนำสินค้าพวกรถจักรยานยนต์ โทรทัศน์ ส่งกลับไปขาย

หนุนเกษตร-พลังงานทดแทน-ท่องเที่ยว

ไทย ไม่ควรกังวลปัญหาเงินเฟ้อเกินไป เพราะไม่สามารถคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก วิกฤตยุโรปและสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้ารุนแรงกว่าปีนี้ เป็นโอกาสของไทยในการลงทุน หรือเข้าซื้อกิจการ รัฐบาลก็มีโอกาส เพราะเงินทุนสำรองมากถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ควรนำมาลงทุนสร้างสาธารณูปโภค ทั้งท่าเรือ คมนาคม โลจิสติกส์ ชลประทาน รถไฟรางคู่ และสนับสนุนนักธุรกิจเล็ก กลาง จิ๋ว ไปลงทุนต่างประเทศ

 พัฒนา ระบบชลประทาน 25 ล้านไร่ปลูกข้าวให้ผลผลิตเท่ากับที่เคยปลูก 67 ล้านไร่ แล้วนำที่ดินที่เหลือ 30-40 ล้านไร่ ไปปลูกปาล์มน้ำมัน ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง เป็นวัตถุดิบผลิตพลังงานทดแทน ต้องสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ปรับลดภาษี สร้างฟรีเทรดโซนเพิ่มขึ้น แก้กฎหมายดึงเอกชนเข้ามาลงทุน เช่น ให้เช่าที่ดินเป็น 99 ปี ลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 16-17% ต่ำกว่าฮ่องกง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ

ภาพ: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1345639063&grpid=&catid=02&subcatid=0212

"นิพนธ์ ทีดีอาร์ไอ" วิจัยสูตรจำนำข้าว วิจารณ์นโยบายแข่งขันแบบจนตรอก-อุตฯการโกงอย่างเป็นระบบ

โดยประชาชาติ วันที่ 25 สิงหาคม 2555
มื่อโครงการรับจำนำข้าว ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในรัฐสภา จนเกือบกลายเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยเฉพาะวงเงินที่ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ใช้จ่ายในโครงการไปแล้วเกือบ 3 แสนล้านบาท และกำลังจะเพิ่มขึ้นในฤดูกาลผลิตต่อไปอีก 2.6 แสนล้านบาท กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่คุ้มค่า

ขณะที่ฝ่ายค้าน - นักวิชาการบางส่วน ฟันธงร่วมกันว่า "รัฐล้มเหลว" แต่อีกฟากในคณะทำงานฝ่ายบริหาร กลับให้คำตอบว่า "ยอมขาดทุน เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร"

ไทยเริ่มค้าขายข้าวมาแล้ว 157 ปี เหตุใดปัญหาความยากจนของชาวนา และการแก้ปัญหาของภาครัฐยังไม่ตกผลึก

"ประชาชาติธุรกิจ" หาคำตอบร่วมกับ "นิพนธ์ พัวพงศกร" ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หนึ่งในนักวิชาการแถวหน้าภาคการเกษตร

- ประเทศไทยเริ่มค้าขายข้าวมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทำไมการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรจึงยังไม่ตกผลึก

ปัญหาในการค้าขายที่ใหญ่ที่สุด คือ เมื่อมีข้าราชการและนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะมีเรื่องทุจริตเงินหลวง ทุจริตภาษีประชาชนตามมา ทั้งที่การค้าขายควรเป็นการเกิดขึ้นระหว่างพ่อค้า โรงสี และเกษตรกรเท่านั้น เว้นแต่ว่าเมื่อใครก็ตามถูกเอารัดเอาเปรียบ ภาครัฐค่อยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีการเอาธุรกิจทั้งหมดมาอยู่ในกำมือรัฐคนเดียวแบบนี้

ไทยเริ่มค้าข้าวตั้งแต่การทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ขณะนั้นเราเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังประเทศพม่าและเวียดนาม แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศเหล่านั้นทำร้ายตัวเอง โดยรัฐบาลออกนโยบายบังคับให้เกษตรกรขายข้าวให้กับรัฐ ทำให้การค้าขายค่อนข้างมีปัญหา ประเทศไทยจึงได้ผลพลอยได้ไต่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในที่สุด

ช่วงก่อนปี 2523 ยุคนั้นรัฐกดราคาในประเทศให้ต่ำด้วยการเก็บภาษีส่งออก ภาระส่วนใหญ่ไปตกอยู่ที่ชาวนาถึง 75% ในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เข้ามาแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก ทำให้ราคาข้าวสอดคล้องกับตลาดโลก แม้กระทั่งก่อนที่จะเริ่มโครงการรับจำนำ เราขายข้าวเฉลี่ยได้ตันละ 77 เหรียญสหรัฐ ทำให้เราค้าขายข้าวเป็นอันดับหนึ่งทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

แน่นอนว่าในฐานะประเทศผู้ส่งออก จำเป็นต้องตั้งราคาให้ต่ำกว่าตลาดโลก แต่สิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้คือรับจำนำข้าว ซึ่งต้องการขายข้าวให้สูงกว่าราคาตลาดโลก มันเป็นความคิดของประเทศที่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้า อย่างเกาหลีใต้สามารถตั้งราคาข้าวได้ถึง 1,200 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพราะเขาต้องนำเข้าสินค้าและสร้างแรงจูงใจให้คนในประเทศปลูกข้าว ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นแน่นอน

- ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกควรปรับตัวอย่างไร

มีวิธีเดียวที่จะทำให้ราคาในประเทศสูงกว่าตลาดโลก คือเอาเงินไปจ่ายเหมือนที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ เราใช้ไป 3 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบจะเท่ากับงบประมาณลงทุนประจำปีทั้งประเทศที่มีแค่ 4.2 แสนล้านบาท เมื่อมองภาพใหญ่เป็นเช่นนี้ ในไม่ช้าประเทศไทยเข้าสู่เส้นทางหายนะ

ไม่ผิดที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการแจกเงิน แต่การออกนโยบายลดภาษีพร้อมกันไปด้วยนั้น ก็ต้องถามกลับว่าจะเอาเงินที่ไหนมาแจกต่อไป ถ้ารัฐบาลจะบอกว่าวิธีแจกเงินดีที่สุด ทำไมเราไม่ตั้งงบประมาณแจกเงินทุกคนไปเลย จะได้รวยกันทั้งประเทศทีเดียว เพราะครึ่งหนึ่งของประเทศเป็นคนฐานะไม่ดีอยู่แล้ว รัฐบาลกล้าทำแบบนี้ไปเลยหรือไม่

- หากไม่มีฝ่ายการเมืองและข้าราชการเข้าไปยุ่งเกี่ยว การค้าขายข้าวจะไม่มีปัญหา

เรารู้ว่าตลาดไม่ได้มีปัญหา แต่ข้อเท็จจริงคือมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยากจนเท่านั้น แต่มีชาวนาอีกประมาณ 1 ล้านครัวเรือนจากทั้งหมด อยู่ในกลุ่มที่รวยที่สุดของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีที่นาเป็น 100 ไร่ มีผลผลิตส่วนเกินออกสู่ตลาดถึง 52% ซึ่งการรับจำนำเป็นการให้ประโยชน์กับคนที่มีผลผลิตส่วนเกินเหลือขาย ฉะนั้นชาวนาที่ร่ำรวยจะได้ประโยชน์มาก ขณะที่กลุ่มที่ยากจนมีพื้นที่แค่พอปลูกข้าวกินเองแทบจะไม่ได้ประโยชน์เลย

นอกจากนี้ ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ (ชินวัตร) ที่เริ่มรับจำนำในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ก็เริ่มชี้ให้เห็นแล้วว่าระบบการค้าข้าวกำลังจะถูกทำลาย เพราะชาวนาต้องการขายข้าวให้กับรัฐ ทำให้กลุ่มพ่อค้าท้องถิ่นและตลาดกลางก็เริ่มเจ๊ง หันไปเปิดโรงสี รับจ้างรัฐบาลกันหมด ในที่สุดทำให้ประเทศไทยที่มีข้าวเปลือกทั้งปี 35 ล้านตัน แต่กลับมีกำลังการผลิตส่วนเกินถึง 90 ล้านตัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เกิดการวิ่งเต้นกับฝ่ายการเมือง แข่งกันทุจริต เพื่อหาข้าวมาไว้ในโรงสีตัวเอง สุดท้ายมันกลายเป็นการเพาะเชื้อให้เกิดอุตสาหกรรมการโกงอย่างเป็นระบบ

- ทำไมฝ่ายการเมืองต้องทำนโยบายสู้กันเพื่อแย่งฐานเสียงแค่ 5 ล้านครัวเรือนจากกลุ่มชาวนา

ต้องไม่ลืมว่าก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คุณทักษิณจำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ไม่สามารถปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ดังนั้นทุกนโยบายจึงออกมาแบบจนตรอก ต้องเหนือกว่าคู่แข่งทุกอย่าง โดยไม่ต้องคิดถึงผลกระทบในภายหลัง หากจำแนกฐานเสียงเป็น 10 กลุ่มเราจะเห็นภาพใหญ่ว่า ฝ่ายการเมืองสรรหาทุกนโยบายลงไปในกลุ่มคนที่มีฐานะปานกลาง ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 60% นั่นหมายความว่าเป็นฐานเสียงใหญ่ทางการเมือง ดังนั้นนโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือน ป.ตรี จึงถูกผลิตออกมา โดยการใช้เงินและตัดรายได้ภาครัฐ สุดท้ายไม่เหลือเงินพัฒนาประเทศก็จะนำพาไปสู่เส้นทางหายนะ

ซึ่งการรับจำนำข้าวก็เช่นกัน คนที่ได้ประโยชน์คือโรงสี และชาวนาที่รวยอยู่แล้ว ไม่ใช่กลุ่มที่ยากจน ดังนั้นการเอาเงิน 3 แสนล้านบาทจากโครงการรับจำนำไปซื้อคะแนนเสียงแค่ 5 ล้านครัวเรือน มันทำให้เราเดินถอยกลับไปเป็นประเทศพม่าและเวียดนามเมื่อ 30 ปีที่แล้ว

- ทางออกที่ถูกต้องของการแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาคืออะไร

ประเทศจะพัฒนาได้ ทุกคนต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่เอะอะจะให้รัฐบาลทำให้อย่างเดียว นักการเมืองที่อยากเป็นรัฐบุรุษ รัฐสตรีต้องคิดอย่างนี้ ให้ทุกคนมาร่วมกันพัฒนาประเทศ ไม่ใช่ทำให้พวกเขาต้องมาแบมือขอเงิน มันไม่ใช่เส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืนเลย

ดังนั้นต้องแยกการช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกที่มีรายได้ไม่ดีประมาณ 1.2 ล้านคน กลุ่มนี้ไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง ปลูกข้าวคุณภาพต่ำ ต้องให้เขาปรับตัวออกนอกภาคการเกษตร รัฐเข้าไปสนับสนุนเรื่องการศึกษา พัฒนาฝีมือแรงงาน ส่วนกลุ่มชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป ต้องเข้าไปช่วยด้านการพัฒนาผลผลิตต่อคนให้มากขึ้น

แน่นอนว่าในแง่ปริมาณคนปลูกข้าวลดลง แต่มูลค่าข้าวจะสูงขึ้น รายได้ต่อหัวของเกษตรกรกลุ่มนี้จะสูงเพิ่มขึ้น เหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว

- วิธีการเช่นนี้ฝ่ายการเมืองอาจจะไม่เอาด้วย เพราะเห็นผลลัพธ์ช้า

แต่มันคืออนาคตของประเทศ สิ่งที่เราทำกันทุกวันนี้ทำให้ทุกคนกลายเป็นลูกอีช่างขอ แบมือรับเงิน ไม่ยอมดิ้นรนด้วยตนเอง เก่งแต่วิ่งเต้นคอร์รัปชั่น เส้นทางของประเทศควรจะฝึกให้คนเข้มแข็ง ลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตนเอง ทั้งหมดมันต้องใช้เวลา

นักการเมืองต้องเปลี่ยน ไม่ใช่จะใช้วิธีการเอาเงินภาษีประชาชนมาแข่งกันเอาชนะ ถ้าจะเล่นกันด้วยประชานิยมก็ต้องทำให้เป็นนโยบายที่ยั่งยืน ไม่ใช่ทำอย่างที่เป็นอยู่วันนี้

- ดังนั้นควรเริ่มทำประชานิยมเพื่อเกษตรกรอย่างไร

ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเสริมรายได้ให้เขา จ่ายเงินให้ไปเลย จำกัดไปเลยว่าแต่ละครัวเรือนควรจะได้เท่าไร จากนั้นก็ไปส่งเสริมเรื่องสวัสดิการ การศึกษา เพื่อทำให้พวกเขายืนบนขาตัวเองได้

ผมยกตัวอย่างนะครับ ถ้าปัจจุบันคนไทยที่ยากจนมี 13 ล้านคนจากทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยวันละ 50 บาท หากยึดเอาคำนิยามของธนาคารโลกบอกว่า คนหนึ่งคนจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต้องมีรายได้วันละ 60 บาท ภาครัฐต้องการจ่ายเงินเข้าไปช่วยเหลือให้พ้นเส้นความยากจนคือ 90 บาท แปลว่าต้องให้เงินพวกเขา 40 บาทต่อคน สรุปแล้วรัฐจะใช้เงินช่วยคนกลุ่มนี้แค่ปีละ 1.89 แสนล้านบาท ช่วยคนจนได้ทั้งประเทศ ใช้เงินน้อยกว่าโครงการรับจำนำข้าวด้วยซ้ำไป

สุดท้ายผมอยากย้ำว่า ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับรัฐบาล ผมแค่ทำงานบนพื้นฐานข้อเท็จจริง เวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไม่ดีผมก็วิจารณ์ ผมยังโดนคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) โกรธเป็นการส่วนตัวมาแล้ว แต่นักการเมืองก็เป็นแบบนี้ เวลาชมเขาก็ชอบ เวลาตำหนิเขาก็ด่า แต่สังคมประชาธิปไตยต้องอยู่บนพื้นฐานความเห็นที่แตกต่าง ไม่ใช่มาใส่ร้ายป้ายสีกัน ซึ่งผมพยายามทำหน้าที่เป็นขั้วกลางที่อยู่บนข้างผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

กก.ปฏิรูป ก.ม.เล็งปรับปรุงร่างฯ สิทธิชุมชน ลดความขัดแย้งรัฐ-ปชช.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 28 สิงหาคม 2555

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พร้อมตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชน ซึ่งที่ประชุมเห็นว่ากฎหมายสิทธิชุมชนที่มีรองรับในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่ที่ผ่านมากว่า 15 ปี สิทธิชุมชนยังไม่มีบทบาทและได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม นำไปสู่ความขัดแย้งในหลายประเด็น เช่น กฎหมายอุทยานแห่งชาติ ขณะเดียวกัน ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ยาก โครงการต่างๆ ของภาครัฐ รับฟังความเห็นประชาชนอย่างจำกัด
ประธานกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กฎหมายสิทธิชุมชนถูกมองจากหน่วยงานภาครัฐว่าไม่มีสถานะเทียบเท่ากับกฎหมายอื่นๆ จึงต้องเร่งผลักดันกฎหมายลูกว่าด้วยสิทธิชุมชน ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชาชนได้ใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการรับฟังความเห็นกลไกแก้ไขปัญหาต่างๆ จากที่ประชุมในวันนี้ จะถูกจัดทำเป็นข้อเสนอทางกฎหมาย เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ ภายในเดือนตุลาคมนี้ จากนั้น ข้อสรุปทั้งหมดจะถูกจัดทำเพื่อเสนอร่างกฎหมายใน 3 แนวทาง คือ เสนอในนามประชาชนผ่านการเข้าชื่อ 10,000 ชื่อ เสนอต่อรัฐบาล และเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาออกกฎหมายต่อไป

สศก. แถลงปิดโครงการร่วมมือGIZ ผลักดันผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยแนวหน้าออนไลน์ วันอังคาร ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง สศก. และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี หรือ GIZ ในการดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มเพื่อพลังงานชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปีระหว่างเดือนธันวาคม 2551 ถึง มิถุนายน 2555ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมา มี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในประเทศไทยตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) อันเป็นมาตรฐานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และ 2.การสนับสนุนโรงงานและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินการได้สอดคล้องกับมาตรฐาน RSPO ซึ่งทางโครงการได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปาล์มน้ำมัน หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรภาคเอกชน พัฒนาและจัดทำคู่มือด้านการผลิตปาล์มน้ำมันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ซึ่งหลักการทำงานในพื้นที่ของโครงการ จะเน้นถึงความสามารถในการเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดไปจนถึงการพัฒนาระบบความยั่งยืน โดยทางโครงการได้ผลิตคู่มือเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติด้านพื้นที่ ประกอบด้วย คู่มือด้านการใช้ปุ๋ย คู่มือด้านการจัดสวน สมุดบันทึกสวนปาล์ม คู่มือด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คู่มือระบบควบคุมภายใน (ICS) และคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน RSPO สำหรับเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งแผ่นความรู้ด้านการใช้ศัตรูพืชแบบผสมผสาน การอนุรักษ์ดิน น้ำ และทรัพยากร ตลอดจนสิ่งที่มีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ให้แก่เกษตรกร

สำหรับการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน ได้ดำเนินการโดยสนับสนุนช่วยเหลือให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิก RSPO และรับการตรวจรับรอง (Audit Assessment) ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของ RSPO แล้วทั้งสิ้น จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (ยูนิวานิช-ปลายพระยา), กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (เหนือคลอง-เขาพนม) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุขสมบูรณ์) และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน (สุราษฎร์ธานี) โดยทั้ง 4 กลุ่มนี้
มีการดำเนินการตามข้อกำหนดและตัวชี้วัดตามมาตรฐานของ RSPO และได้รับการตรวจรับรอง(Audit) จากองค์กรรับรองภายนอก (Certify Body : CB) ในเดือนเมษายนและ RSPO ให้การรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555โดยกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มของไทย เป็นกลุ่มเกษตรกรอิสระผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายแรกของโลกที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO

เมื่อ"บิ๊กปตท." พูดเรื่อง"พลังงานและสิ่งแวดล้อม"และข้อสงสัยที่คนอยากรู้ ???

โดยมติชนออนไลน์ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพ จัดการเสวนาที่น่าสนใจในหัวข้อต่างๆ ภายใต้ "โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลง" รุ่นที่ 3 โดยมีปาฐกถาพิเศษ “เรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม” โดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นายเทวินทร์ ได้กล่าวถึงความสำคัญและความจำเป็นของพลังงาน เนื่องจากพลังงานเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทหนึ่ง ที่มีหลากหลายรูปแบบ และที่นำมาใช้มากที่สุด คือ ฟอสซิล (ถ่านหิน , น้ำมันปิโตรเลียม , ก๊าซธรรมชาติ) แต่เนื่องจากปริมาณฟอสซิลมีจำกัด จึงต้องใช้อย่างประหยัด เพราะพลังงานเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำรงชีวิต และเป็นตัวขับเคลื่อนอารยธรรมของมนุษย์ เช่น ฟอสซิล,นิวเคลียร์ เป็นต้น

ฉะนั้น โลกเราต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด ซึ่งจากข่าวที่มีปรากฎตามสื่อต่างๆจะพบว่าในปัจจุบัน หลายประเทศยังประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เช่น ที่ประเทศอินเดียไฟดับครึ่งประเทศ ส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า620ล้านคน ซึ่งไม่มีไฟฟ้าใช้นานหลายชั่วโมง นับเป็นเหตุการณ์ฟ้าดับครั้งใหญ่ที่สุดในโลก หรือ อย่างในประเทศพม่าในนครย่างกุ้งต้องประสบภาวะไฟฟ้าดับนานกว่า6ชั่วโมง เนื่องจากการบริโภคพลังงานในช่วงฤดูร้อนเพิ่มสูงขึ้นทำให้ไฟฟ้าขาดแคลน ไฟฟ้าจึงต้องถูกสลับจ่ายให้แก่ประชาชน จนทำให้ประชาชนนับพันคน รวมตัวออกมาประท้วง

จากการคาดการณ์ ในปีค.ศ.2030 ประชากรของโลกจะมีจำนวนเกือบ8พันล้านคน กว่า85%ของประชากรอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนามาตรการใช้พลังงานที่สูงกว่า ซึ่งแหล่งพลังงานใหญ่บนโลกเริ่มหมดไปทำให้ต้องแสวงหาแหล่งพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีสูงและมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ฉะนั้นโอกาสที่ราคาพลังงานจะถูกลงอย่างที่มีคนคาดหวังไว้จึงเป็นไปได้ยากมาก มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากแหล่งพลังงานหายาก

ทุกวันนี้ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่แม้ว่าประเทศไทยจะมีแหล่งพลังงานต่างๆ หรือเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานไปยังประเทศต่างๆ ตามที่มีคนเข้าใจก็ตาม แต่ปัจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันถึง 80% ของปริมาณที่ใช้ และปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มสูงขึ้น การผลิตก๊าซธรรมชาติปัจจุบันมาจากอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ประเทศไทยมีการสำรวจค้นพบแหล่งปิโตรเลียมแล้ว79แหล่ง และทำการผลิตอยู่41แหล่ง โดยแบ่งเป็น แหล่งปิโตรเลียมในทะล58แหล่ง ผลิตอยู่21แห่ง และเป็นแหล่งปิโตรเลียมบนบก21แหล่ง ผลิตอยู่20แหล่ง

อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ทรัพยากรพลังงานของประเทศมีน้อย โดยย้อนไปเมื่อ5ปีที่แล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกเคยแตะระดับสูงมากในช่วงเวลาหนึ่ง และพอราคาน้ำมันตกลงมาต่ำสุดมีบางคนออกมาฉลองด้วยการขับรถเล่น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่มีความสำนึกในการใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพ

การผลิตและการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลกับปัญหาภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ และอนาคตของลูกหลานที่อาจจะไม่มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อความจำเป็นในการดำรงชีวิต ฉะนั้นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับด้านพลังงาน เช่น ปตท. ต้องใส่ใจในการผลิตและการรณรงค์ให้คนรู้จักใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ได้ตอบปัญหาประเด็นต่างๆที่มีการตั้งคำถามกันในเรื่องของการที่รัฐบาลไทยจะให้สหรัฐอเมริกาใช้สนามบินอู่ตะเภาในการทำการวิจัยแล้วมีบางฝ่ายเกรงว่าจะเป็นการแอบสำรวจแหล่งน้ำมันแหล่งก๊าซธรรมชาติหรือหาผลประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศนั้น ดาวเทียมไม่สามารถบอกได้ว่าแหล่งไหนมีน้ำมัน แหล่งไหนจะมีก๊าซธรรมชาติ เพราะว่าอยู่ลึกมากดาวเทียมไม่สามารถบอกได้ ทำได้แค่การตั้งสมมติฐานเท่านั้น

นอกจากนี้ นายเทวินทร์ ได้ตอบข้อซักถามของผู้เข้าร่วมฟัง ในประเด็นที่บริษัท ปตท.มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรัฐบาลไทยเป็นเจ้าของอยู่ส่วนอื่นๆให้คนไทยเข้ามาถือหุ้น มีผลกำไรมีกิจกรรมตอบแทนคืนสู่สังคม ซึ่งถ้าหากเป็นเมื่อก่อนกิจกรรมการตอบแทนสู่สังคมหากยังเป็นเอกชน การตอบแทนและคืนกำไรสู่สังคมการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมอาจทำได้น้อยกว่า ซึ่งจริงๆแล้วการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีนโยบายตั้งแต่รัฐบาลปี2540 แล้วผลมาเกิดในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

"จากนี้ต่อไปเราต้องหันมาใส่ใจในการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพและให้รัฐบาลนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรือลงทุนในการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชนครั้งใหญ่เพื่อความมั่นคงขอประเทศและการประหยัดพลังงาน" นายเทวินทร์กล่าว

ปั้นเมฆจากน้ำทะเลเพิ่มหนทางแก้ปัญหาโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 28 สิงหาคม 2555

กำลังมีข้อถกเถียงกันอย่างหนักในหมู่นักวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดที่จะเป็นทางเลือกใหม่เพื่อการแก้ปัญหาโลกร้อน นั่นคือการใช้เรือลำโตแล่นไปในมหาสมุทร จากนั้นก็ให้เรือสูบน้ำจากทะเลแล้วพ่นขึ้นไปในอากาศเพื่อให้เกิดขั้นตอนการควบรวมของไอน้ำจนก่อตัวเป็นเมฆช่วยบดบังหรือลดความร้อนจากรังสีพระอาทิตย์ได้

นายร็อบ วูด นักฟิสิกส์ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกี่ยวกับบรรยากาศของโลกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เป็นผู้นำเสนอแนวคิดบรรเจิด "ปั้นเมฆ" ด้วยน้ำทะเล พร้อมกับตั้งคำถามว่า มันจะเป็นอย่างไรหากนักการเมืองจะใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้เป็นหัวข้อในการหาเสียง มันคงไม่ทำให้เกิดปัญหาขัดขวางงานวิจัยเพื่อการนี้แน่นอน

วูดได้นำเสนอความคิดของเขาในข้อเขียนที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือด้านการประยุกต์ใช้วิชาฟิสิกส์ และกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ มาร่วมมือร่วมใจที่จะหาเงินทุนเพื่อการทดลองปั้นเมฆให้เป็นจริงเพราะเขาเชื่อว่ามันคุ้มที่จะลงทุนในการทำวิจัยครั้งนี้

ก่อนที่เขาจะนำเสนอแนวคิดใช้น้ำทะเลให้เป็นประโยชน์เพื่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นเขาเองได้ทำการทดลองในรูปแบบขนาดเล็กบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการทดลองควรจะต้องทำในสถานที่จริงและใช้ของจริง นั่นคือ เรือขนาดใหญ่แล่นกลางมหาสมุทร เพื่อผลสรุปที่ยืนยันได้ถึงการก่อตัวของเมฆจากการฉีดน้ำไปบนอากาศ และตรวจสอบบรรดาผลข้างเคียงต่างๆ ด้วย

การทดลองควรจะต้องใช้เรืออย่างต่ำ 5-10 ลำ ลอยห่างกันเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร แต่อยู่บนเส้นทางแนวเดียวกันทั้งหมด และฉีดน้ำพร้อมๆ กัน นอกจากนั้นยังต้องมีเครื่องบินเพื่อสำรวจดูความเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้าก่อนและหลังจากที่มีการพ่นน้ำขึ้นไปในอากาศแล้ว

วูดมั่นใจว่าหากมีความร่วมมือของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จะต้องประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย และมันจะเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาโลกร้อนที่คุ้มค่า แต่ใช้เงินน้อยอย่างเหลือเชื่อ.

ยื้อแผนบี้ภาษีรถปล่อย CO2 คลังหวั่นเพิ่มภาระอุตฯยานยนต์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- เสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเปิดเผยถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ด้วยการเปลี่ยนแนวทางคำนวณภาษีมาคิดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดซ์ออกไซด์ (CO2) เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมว่าปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่งจะฟื้นจากปัญหาน้ำท่วมหนักเมื่อปลายปี 2554 ซึ่งได้มีการวางเครื่องจักรสายการผลิตใหม่? และรัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์คันแรก เพื่อกระตุ้นภาคยานยนต์ ดังนั้น หากรัฐบาลไปออกมาตรการใดเพิ่มเติมจนต้องปรับระบบไลน์การผลิตใหม่พิจารณาดูแล้วคงเกิดปัญหาให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงยังไม่เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาช่วงนี้เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับภาคเอกชน

โดยกรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เบื้องต้นกำหนดหากเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 50% ขนาดเครื่องยนต์ ต่ำกว่า 3,000 ซีซี เสียภาษี 30 % ด้วยการยกเลิกระบบภาษีโครงสร้างรถยนต์ให้ส่วนลดเมื่อใช้น้ำมันเอทานอล แก๊ซโซฮอลล์ รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำหนดให้เสียภาษี 10% และรถยนต์อีโคคาร์ที่เสียภาษี 17% โดยต้องศึกษาว่าได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณเท่าใด

นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณกล่าวถึงการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2555ว่ามีความล่าช้าในการขอเบิกงบประมาณไปพอสมควรแต่เชื่อว่าภายในเดือนหน้าการเบิกจ่ายของส่วนราชการจะเป็นไปตามเป้าหมายโดยในส่วนของงบฯลงทุน มีการเบิกจ่ายแล้ว60% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 72% และงบประมาณรายจ่ายประจำ มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 80% จากเป้าหมาย 94%ซึ่งเชื่อว่าหลังกรมบัญชีกลางมีการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการแล้วนั้นเชื่อว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น

"รัฐบาลมีมาตรการในการเร่งรัดส่วนราชการให้ดำเนินการทำรายการจัดซื้อจ้างให้เร็วที่สุดภายในเดือนสิงหาคมนี้ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามเป้าหมายซึ่งหากหน่วยราชการใดไม่สามารถทำได้ทันก็อาจให้โครงการนั้นพับไป"นายวรวิทย์กล่าว

สำหรับงบประมาณ 2556หน่วยราชการต่างๆสามารถร่างทำรายการจัดซื้อจัดจ้างเตรียมไว้ได้ทันทีเนื่องจากขณะที่งบประมาณได้ผ่านพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้วเหลือเพียงขั้นตอนของวุฒิสภา

กนอ.ฟังความเห็นพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดด้วยวิธีถมทะเล

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2555

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.ได้จัดรับฟังความคิดเห็นด้านเทคนิคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 2 พื้นที่ 1468 ไร่ ด้วยวิธีการถมทะเล โดยมีผลการศึกษาของกลุ่มที่ปรึกษาด้านผลกระทบของสิ่งแวดล้อม และมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีการศึกษาในเรื่องการสำรวจ ศึกษา และออกแบบ ระบบระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านท่อระบายน้ำ และการศึกษาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่อ่าวประดู่ บริเวณปากคลองชากหมาก โดยให้มีผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด
ทั้งนี้ กนอ.ได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีมาตรการป้องกัน และแก้ไขผลกระทบในบางประเด็นที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครบถ้วน คือการก่อสร้างระบบระบายน้ำออกสู่ทะเล สำหรับผลการศึกษาทั้งหมดยังไม่มีข้อมูล โดยจะศึกษาในรายละเอียดอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะหาแนวทางที่ดีที่สุดต่อไป

by ThaiWebExpert