เปิดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร ปตท. พร้อมดันประเทศไทยขึ้นชั้น สู่ ไบโอ พลาสติกฮับ เอเชีย

ผู้เขียน: 
จิตตราภรณ์ เสนาวงค์

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 กันยายน 2555

ในสภาวการณ์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญในการลดปัญหาโลกร้อน บริษัท ปทต. จำกัด (มหาชน) บริษัทค้าน้ำมัน “เบอร์หนึ่ง”ของไทย ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหานี้ โดยมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอ พลาสติก หรือ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. บอกว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดจากโลกร้อน นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากเราหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้สถานการณ์เบาบางลง สำหรับสังคมไทยยังคงต้องใช้เวลาเรียนรู้พร้อมการรณรงค์ควบคู่กันไป และรอให้ถึงจุดหนึ่งที่คนหันมาใส่ใจมากขึ้น

ในส่วนของ ปตท.กำลังเตรียมการผลิตสินค้าไบโอ พลาสติก พร้อมผลักดันให้ไทยเป็น ศูนย์กลาง(ฮับ)การผลิต?ไบโอ พลาสติก ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้ร่วมทุนกับ บริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น หรือ MCC ของประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัทร่วมทุนพีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม (PTTMCC)?วงเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ หรือ PBS แห่งแรกของไทย ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย จ.ระยอง ด้วยกำลังผลิตประมาณ 20,000 ตันต่อปี ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบ และจะเริ่มการผลิตได้ในปี 2558

โดยทาง บริษัท มิตซูบิชิฯ คาดหวังว่าหากโรงงานดังกล่าว มีกำลังผลิตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะปิดบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ที่มีกำลังการผลิตเพียง?3,000 ตันต่อปี รวมถึงต้นทุนที่ค่อนข้างสูงและหันมานำเข้าผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยแทน

ล่าสุดการดำเนินการสร้างโรงงานดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการประมูลผู้รับเหมา และจะเป็นหนึ่งในโรงงานสีเขียวต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สารตั้งต้น กระบวนการผลิตจนถึงผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันสู่การเป็น BIO Based Industrial Estate อันนำไปสู่ Green Society ตามเป้าประสงค์ของกลุ่ม ปตท. และจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์ไบโอ พลาสติก หรือ ไบโอฮับแห่งเอเชีย ทั้งนี้ พลาสติกชีวภาพยังถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคม มีเพียงประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา เท่านั้นที่มีความต้องการในตลาดค่อนข้างสูง การผลิต 80% จึงมุ่งเน้นส่งออกในต่างประเทศ

สำหรับไอโอ พลาสติก ใช้น้ำตาลถือเป็นวัตถุดิบหลัก ขณะที่ประเทศไทยมีความสมบูรณ์ด้านชีวมวลและวัตถุดิบด้านการเกษตร คือ อ้อย รวมทั้งศักยภาพทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ โดยในปี 2554 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออก

น้ำตาลมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รวม 7 ล้านตัน จากปกติส่งออกเฉลี่ยประมาณ 4-5 ล้านตันต่อปี มั่นใจว่า เมื่อมีอุตสาหกรรมนี้เกิดขึ้นในอนาคตจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงวัตถุดิบน้ำตาล ที่ใช้บริโภคภายในประเทศ

“ผมมองว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตอ้อยมากขึ้น น้ำตาลที่เราจะใช้นั้นอยู่ในส่วนของการส่งออก เราจะไม่ไปแตะน้ำตาลที่ใช้ภายในประเทศ นอกจากนี้ผมยังมองว่า อุตสาหกรรมไบโอ พลาสติก ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ำตาลของไทย เกือบ 10 เท่า หรือคิดเป็นราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันที่มีปัญหาราคาผันผวน ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร”

อย่างไรก็ตาม ดร.ไพรินทร์ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ยังแสดงความกังวลว่า ไบโอ พลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ การดำเนินการต่างๆ ในช่วงแรกอาจจะยากลำบาก ราคาก็ค่อนข้างสูงรวมถึงความรู้ความเข้าใจ บางคนอาจจะคิดว่าใช้แล้วจะย่อยสลายคามือเลยหรือเปล่า ขอบอกว่าไม่ใช่แน่นอน การย่อยสลายจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยอาศัยจุลินทรีย์ จากการทดลองใช้เวลาไม่ถึงปีก็ย่อยสลายได้ พร้อมมั่นใจว่า ปตท. เดินมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้วโดยตอบสนองนโยบาย TAGNOC คือ การทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างภาระกับสังคม

พร้อมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าความต้องการจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว จากปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากไบโอ พลาสติกทั่วโลกมีการใช้อยู่ที่ 7 แสนตันต่อปี หรือ ขยายตัว 20-30% ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกทั่วไป เติบโตเพียงประมาณ 5-10% ต่อปีเท่านั้น

ขณะที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดปัญหาโลกร้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป ต่อไปจะมีข้อกำหนดสินค้านำเข้าทุกชนิด ต้องใช้ผลิตภัณฑ์บรรจุที่เป็นพลาสติกชีวภาพเท่านั้น แม้แต่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ พลาสติกชีวภาพกำลังเข้าไปมีบทบาทเช่นกัน

กว่าหมื่นคนร่วมCAR FREE DAY ปั่นจักรยานลดสภาวะโลกร้อน กทม.เล็งขยายเลนวิ่งรถ2ล้อเพิ่ม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 24 กันยายน 2555

เมื่อเวลา 09.30น.วันที่ 23กันยายน ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ?นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานเปิดงาน Bangkok Car Free Day 2012 "กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ มหัศจรรย์วันปลอดรถ"ที่จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขน ส่งมวลชนสาธารณะ การเดิน หรือปั่นจักรยานในการเดินทาง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

โดยในปีนี้ประชาชนมาร่วมขบวนในการปั่นจักรยานกว่า 1 หมื่นคน จากปีที่แล้วที่มีเพียง 4,000 คัน เดินทางมาร่วมกันปั่นเป็นริ้วขบวนรูปธงชาติไทยที่ยาวที่สุดในโลก ?โดยรวมพล 14 จุด ทั่วกรุงเทพ ?ได้แก่ ลานพระบรมรูปทรงม้า สวนเบญจสิริ เดอะมอลล์ บางแค เดอะมอลล์ บางกะปิ ศูนย์ยาวชนบางมด (ฝั่งธน) ตลาดประตูกรุงเทพ ถนนอักษะ ซอย 4 ทีโอที แจ้งวัฒนะ world bike (รามอินทรา-อาจณรงค์) บิ๊กซี รามอินทรา กม.3 เดอะมอลล์ ท่าพระ เดอะมอลล์ งามวงศ์งาน ทีโอที พระราม 4 และสวนหลวง ร.9 มารวมตัวกัน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า (สนามเสือป่า) และมุ่งหน้าปั่นสู่สวนลุมพินี

นายธีระชน กล่าวว่า การปั่นจักรยานถือเป็นการออกกำลังกายที่เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ลดอุบัติเหตุ และลดปัญหาการจราจรติดขัด และขณะนี้กทม.ได้โครงการจักรยานสาธารณะกรุงเทพมหานคร บริการให้ยืมหรือเช่า รถจักรยานด้วยระบบอัตโนมัติแก่ชาวกรุงเทพฯ เพื่อขับขี่ในระยะสั้นๆ เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างชุมชนและรถสาธารณะ โดยจะเริ่มโครงการในเดือนต.ค.-พ.ย.นี้ ส่วนเลนจักรยาน กทม.มีนโยบายจะขยายให้มากขึ้นและหากจะตัดถนนใหม่ ได้มีนโยบายให้ออกแบบทางจักรยานไว้เลย ?ทั้งนี้ กทม.พร้อมขยายระบบขนส่งมวลชนพื้นที่กทม.เป็น 300กม.ภายใน 10 ปี

สมาคมเพื่อนชุมชนเร่งเครื่องมาบตาพุดสู่เมืองอุตฯเชิงนิเวศ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 23 กันยายน 2555

สมาคมเพื่อนชุมชนเปิดรับสมาชิกเพิ่มอีก 7 รายผนึกกับ 5 กลุ่มผู้ก่อตั้งได้แก่ ปตท. เอสซีจี บีแอลซีพี ดาวเคมิคอล และโกลว์ หวังขยายเครือข่ายมุ่งยกระดับโรงงานสีเขียวคุมเข้มคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนในพื้นที่มาบตาพุดก้าวสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ หรือ Eco Industrial Town โดยเร็ว

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ นายกสมาคมเพื่อนชุมชน กล่าวในงานแถลงข่าวครบรอบ 2 ปี ก้าวสู่ปีที่ 3 ของสมาคมเพื่อนชุมชนเมื่อเร็วๆนี้ว่า เป้าหมายของสมาคมเพื่อนชุมชนมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริการจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนที่ดีขึ้นเพื่อให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นต้นแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrail Town) ของประเทศไทยโดยเร็ว

“เป้าหมายของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์คือ การที่โรงงานทุกแห่งมีการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีหรือเป็นโรงงานสีเขียวทั้งหมดกล่าวคือ ของเสียจะต้องปล่อยออกมาให้น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ชุมชนมีสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพสามารถอยู่ร่วมกันภาคการผลิตแบบยั่งยืน”นายอนนต์กล่าว

สมาคมเพื่อนชุมชนเกิดจากการรวมตัวของ 5 กลุ่มบริษัท ได้แก่กลุ่มปตท.เอสซีจี บีแอลซีพี ดาวเคมิคอล และโกลว์ ซึ่งได้ดำเนินงานมาครบ ปีและกำลังก้าวสู่ปีที่ 3 ด้วยการเปิดรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 7 รายได้แก่ บริษัท วีนีไทย จำกัด(มหาชน) บริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด บริษัทบางกอกอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด บริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท เอบีบี จำกัด บริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทพีทีทีฟีนอล จำกัด ซึ่งจะก่อให้เกิดเครือข่ายในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่เข้มแข็งขึ้นในระยะยาว

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของสมาคมเพื่อนชุมชนคือจะต้องลดช่องว่างระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการให้มากขึ้นเพราะอดีตผู้ประกอบการคิดว่าการดูแลสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของรัฐบาลเพราะเอกชนเสียภาษีไปแล้วซึ่งกลไกของรัฐไม่สามารถครอบคลุมได้ ดังนั้นผู้ประกอบการที่มีขนาดโรงงานไม่ใหญ่มาก ก็จะไม่รู้ขอบเขตในเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องนี้สมาคมฯก็พยายามหาแนวทางบริหารจัดการให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็นับว่าเป็นแนวทางที่ดีพอสมควรในการยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี

นายชลณัฐ ญาณารณพ รองนายกสมาคมเพื่อนชุมชน กล่าวว่าการดำเนินงานในช่วง 2 ปี เราได้สร้างความร่วมมือในแบบ เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเครื่องมือที่จะช่วยกันดูแลให้การดำเนินงานมีความปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งบริษัทต่างๆ ก็ได้ยกระดับการดูแลสิ่งแวดล้อมในกิจกรรมหลายๆ ด้าน ได้แก่ ตั้งเป้าหมายลดของเสียจากโรงงานให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) ควบคุมสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs ) โดยเปลี่ยนระบบการรับส่งน้ำมันและสาไฮโดรคาร์บอน และมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุม VOCs เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเปิดบ้านให้ชุมชนเข้าเยี่ยมชมโรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนได้รับรู้

เยอรมนีจับมือประเทศไทย พัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และฉลากสิ่งแวดล้อม

ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 21 กันยายน 2555

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เปิดตัวโครงการ “การจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อม” เพื่อพัฒนาการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อม ให้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศ ในเกณฑ์ข้อกำหนดผลิตภัณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ตลอดจนประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานนี้ไปสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของภูมิภาค

การดำเนินโครงการการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและฉลากสิ่งแวดล้อมนี้ นอกจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลักแล้ว ยังมีพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้แก่ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมดำเนินการโครงการ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนในการดำเนินงาน 3 ปี ตั้งแต่เดีอนมิถุนายน 2555 ถึงเดือนมิถุนายน 2558

นางสาวอาระยา นันทโพธิเดช รองอธิบดี กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กิจกรรมภายใต้โครงการฯ มีความสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนากลไกด้านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงเกณฑ์ข้อกำหนดของการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในภาครัฐซึ่งคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดภายในประเทศและฉลากสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมหลักเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ นับว่าได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ภาครัฐและเอกชนใช้พิจารณาในการเลือกซื้อสินค้าและบริการเดียวกัน ที่จะนำไปสู่การบริโภคอย่างยั่งยืนของประเทศได้ ในขณะเดียวกันการส่งเสริมและเผยแพร่แนวทางการดำเนินงานทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ภายใต้บริบทของการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน ก็มีความสำคัญในการดำเนินการเข้าสู่ AEC ในปี 2558 ต่อไป นอกจากนี้โครงการฯ ยังจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ ในแผนส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยระยะที่สอง (พ.ศ.2555-2559)”

มร. โทมัส เลมันน์ ผู้อำนวยการโครงการ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า “การผนวกเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศไว้ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐและฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดังนั้น GIZ จะทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผนวกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและศึกษาเปรียบเทียบเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสภาพภูมิอากาศกับประเทศในกลุ่มอาเซียนรวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ พร้อมจัดทำข้อมูลพื้นฐานเพื่อประเมินปริมาณการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมของโครงการฯ ตลอดจนเผยแพร่แนวทางดำเนินงานของประเทศไทย ไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างฯ ของภาครัฐ และฉลากสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงการปกป้องสภาพภูมิอากาศ”

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ เป็นองค์กรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่ปฏิบัติงานในนามของรัฐบาลเยอรมันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและร่วมมือด้านการศึกษากับนานาประเทศ GIZ ยังปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลของประเทศต่างๆ และองค์กรนานาชาติ อาทิ สหภาพยุโรป องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย รวมทั้งบริษัทเอกชนต่างๆ

น้ำแข็งอาร์กติกลดต่ำสุดน็อครอบอีกครั้ง!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กันยายน 2555

 ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงปริมาณน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกที่ลดต่ำที่สุดในรอบปีเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2012 ที่ผ่านมา และต่ำกว่าสติถิอีกหลายปี เทียบกับปริมาณน้ำแข็งเฉลี่ยระหว่างปี 1979-2000 ในขอบเขตเส้นสีเหลือง (เอพี/National Snow & Ice Data Center)

เผยข้อมูลปริมาณน้ำแข็งหน้าร้อนในอาร์กติกปีนี้ต่ำกว่าสถิติต่ำสุดเมื่อปี 2007 ที่เคยต่ำกว่าปี 2005 และยังลดต่ำกว่าเมื่อ 3 ทศวรรษก่อนถึงครึ่งหนึ่ง โดยแบบจำลองทำนายปี 2050 จะไม่เหลือน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเร็วกว่าคำทำนาย ชี้ต้นเหตุเกิดจากภาวะโลกร้อนที่มนุษย์สร้างขึ้น

ข้อมูลการละลายของน้ำแข็งที่มหาสมุทรอาร์กติก (Arctic Ocean) ทางขั้วโลกเหนือนี้เอพีอ้างอิงจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งสหรัฐ (National Snow and Ice Data Center) ในโบลเดอร์ โคโลราโด สหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2012 ที่ผ่านมาน้ำแข็งในฤดูร้อนของอาร์กติกลดเหลือเพียง 3.41 ล้านตารางกิโลเมตร

ปริมาณน้ำแข็งที่เหลืออยู่ดังกล่าวต่ำกว่าปริมาณน้ำแข็งหน้าร้อนในปี 2007 อยู่ 18% ซึ่งเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2007 มีปริมาณน้ำแข็งเหลือ 4.17 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำแข็งที่น้อยกว่าในฤดูร้อนของอาร์กติกเมื่อปี 2005 อยู่ 22%

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2012 ปริมาณน้ำแข็งเริ่มกลับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติกที่จะละลายในฤดูร้อนและก่อตัวเพิ่มในฤดูหนาว ซึ่ง วอลต์ ไมเออร์ (Walt Meier) นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ข้อมูลดังกล่าว เผยว่าปริมาณน้ำแข็งอาร์กติกในหน้าร้อนเมื่อช่วงทศวรรษ 1980 นั้นน้อยกว่าพื้นที่ “แผ่นดินใหญ่” (the Lower 48) ของสหรัฐฯ เพียงเล้กน้อย แต่ตอนนี้ปริมาณน้ำแข็งที่เหลืออยู่น้อยกว่าในอดีตถึงครึ่งหนึ่ง

มาร์ก เซอร์เรซ (Mark Serreze) ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งกล่าวว่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนจากน้ำมือมนุษย์ ได้ละลายน้ำแข็งในมหาสมุทรและทำให้น้ำแข็งบางลงไปมาก ซึ่งน้ำแข็งได้ลดลงมากจนน่าตกใจในปีนี้ และการละลายของน้ำแข็งในหน้าร้อนก็เร็วขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่ง 6 ครั้งของน้ำแข็งเดือนกันยายนที่เหลือน้อยที่สุดก็เกิดขึ้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งนับเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ

เซอร์เรซกล่าวว่าการละลายของน้ำแข็งมากขึ้นในฤดูร้อนเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อเนื่องทุกวัน และขั้วโลกนับเป็นบริเวณที่เห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอันดับแรกๆ ในโลก ซึ่งเสริมความเห็นนี้โดย เจสัน บอกซ์ (Jason Box) นักวิจัยขั้วโลกจากมหาวิทยาลัยไอโฮโอสเตท (Ohio State University) กล่าวว่า น้ำแข็งทะเลนั้นเป็นสิ่งชี้วัดอุณหภูมิของในธรรมชาติที่ไวมากๆ

ไมเออร์ยังเปรียบเทียบว่าอาร์กติกเป็นเหมือนเครื่องปรับอากาศที่รักษาสิ่งต่างๆ ให้เย็นลง แต่เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้น ก็เหมือนเครื่องปรับอากาศที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยทะเลน้ำแข็งนั้นจะสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกไปมากกว่า 90% แต่เมื่อน้ำแข็งเหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยมหาสมุทรที่มีสีคล้ำกว่า และมากกว่าครึ่งของความร้อนจากดวงอาทิตย์จะถูกดูดซับไว้ในน้ำ

นักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งกล่าวว่า แบบจำลองของศูนย์ชี้ว่าอาร์กติกจะสิ้นน้ำแข็งทั้งหมดในฤดูร้อนปี 2050 หากแต่แนวโน้มปัจจุบันที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งกำลังละลายเร็วกว่าที่แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ทำนาย

ภาพ http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9550000115898

Eco Innovation and Solution 2012

2012-10-17 09:00
2012-10-18 16:00

Eco Innovation and Solution 2012:  
นวัตกรรมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสีเขียว

 

วันที่ 17-18 ตุลาคม 2555 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
 

สถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประสานเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในประเทศ ได้มีการจัดสัมมนาวิชาการประจำปี เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความรู้ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่งเสริมให้มีการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ และได้จัดการสัมมนาวิชาการเป็นประจำทุกๆ ปี โดยความร่วมมือจากภาคีร่วมจัดงานทั้งจาก ภาครัฐ ผู้ประกอบการ และสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการและแบบตอบรับได้ด้านล่าง

 

 

การดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนไทย – เมียนมาร์ (พ.ศ. 2555 – 2561)

เรื่อง การดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนไทย – เมียนมาร์ (พ.ศ. 2555 – 2561)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ ดังนี้
1. กรอบโครงการพัฒนาทาเงลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ไทย – เมียนมาร์ ระยะเวลา 6 ปี
(พ.ศ. 2555 – 2561)
2. กรอบวงเงินงบประมาณในเบื้องต้นสำหรับดำเนินโครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่
ที่ยั่งยืนไทย – เมียนมาร์ ระยะเวลา 6 ปี จำนวน 350 ล้านบาท
สาระสำคัญของเรื่อง
ยธ. รายงานว่า โครงการพัฒนาทางเลือกเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนไทย – เมียนมาร์เป็นโครงการยุทธศาสตร์ ซึ่งใช้แนวทางการพัฒนาเป็นตัวนำในการสร้างทางเลือกให้แก่ประชาชนในพื้นที่ในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนโดยไม่พึ่งพารายได้จากยาเสพติด เป็นการนำบทเรียนที่ประสบความสำเร็จของประเทศไทยไปใช้ในเมียนมาร์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและมีความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือเมียนมาร์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขต้นตอแห่งปัญหา เนื่องจากสถานการณ์และการแก้ไขปัญหายาเสพติดของเมียนมาร์ส่งผลโดยตรงต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศไทย
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจของรัฐบาลพม่าที่มีต่อรัฐบาลไทย และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง
สองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
2. เพื่อลดปัญหาเรื่องยาเสพติด อาชาญากรรม แรงงานเถื่อนผู้อพยพผิดกฎหมาย และเสริมสร้าง
ความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย – พม่าอย่างมีประสิทธิผลภายใต้แนวคิด “รั้วชายแดน”
3. เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและบรรเทาความยากจนของประชากรในพื้นที่เป้าหมาย
ตลอดจนสนับสนุนชุมชนเป้าหมายในระยะยาว ให้มีรายได้ที่มั่นคงและการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่โดยเน้นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและมีทางเลือกในการดำเนินชีวิตแก่ชุมชนเป้าหมายที่จะช่วยให้ชาวบ้านไม่ต้องดำรงชีพโดยทำสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การปลูกฝิ่น การตัดไม้ เป็นต้น
4. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนโครงการของรัฐบาลพม่าในด้านการพัฒนาสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และ
สภาพแวดล้อมของประชากรในพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของประชากรในพื้นที่ในด้านสุขภาพ การเกษตร ปศุสัตว์ ชลประทาน และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
5. เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างมีบูรณาการและรอบด้าน ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ
สังคมและสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วม สะท้อนความต้องการของชุมชนในพื้นที่ และความเป็นเจ้าของระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทุกระดับในท้องถิ่น ยึดคนเป็นศูนย์กลาง และประเมินผลประโยชน์ต่อประชาชนตามตัวชี้วัดประสิทธิภาพโครงการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นได้ต่อไป

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในสาขาการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (18 กันยายน 2555)

ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในสาขาการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในสาขาการบริหารจัดการภัยพิบัติระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
2. อนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยในบันทึกความเข้าใจฯ ให้ กต. สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
3. เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่องในการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของบันทึกความเข้าใจฯ ภายหลังจากที่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ แล้ว
ร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีสาระสำคัญเป็นความร่วมมือทวิภาคีในหลักการว่าด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ รวมทั้งแสวงหาแนวทางความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันและเตรียมการรับมือต่อภัยพิบัติ โดยการติดต่อประสานงาน การประชุมหารือ และการอบรมเสริมสร้างศักยภาพต่าง ๆ

กรมการค้าต่างประเทศรณรงค์ทำมันเส้นสะอาด ป้องกันคู่ค้าอ้างสิ่งแวดล้อมกีดกันนำเข้า

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2555

กรมการค้าต่างประเทศ รณรงค์ผู้ประกอบการผลิตมันเส้นสะอาด หลังคู่ค้าเริ่มนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้อกีดกันการนำเข้า

นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังของไทย ให้รณรงค์และเน้นย้ำกับเกษตรกร ลานมัน ผู้ประกอบการ ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานในการผลิตมันเส้น เพราะขณะนี้หลายๆ ประเทศได้นำประเด็นในด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้ออ้างในการออกมาตรการกีดกันการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีการดูแลให้ดี ก็จะกระทบต่อการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยได้

ทั้งนี้ มันสำปะหลังเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยชนิดหนึ่ง ซึ่งในแต่ละปีสามารถนำเงินตราเข้าประเทศมากว่า 6 หมื่นล้านบาท และที่สำคัญสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่องกว่า 5 แสนครัวเรือน

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันสำปะหลังเส้นของไทยที่ผลิตและส่งออกไปต่างประเทศ ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพมาตรฐาน โดยผู้นำเข้าได้ร้องเรียนเรื่อง มีฝุ่นผงจำนวนมาก และมีสิ่งเจือปน เช่น ทราย ดิน เหง้า ผสมในอัตราสูง ทำให้การส่งออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้มันเส้นเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมแอลกฮอล์ กรดมะนาว อาหารสัตว์ และเอทานอล ต้องการใช้วัตถุดิบมันเส้นคุณภาพดี และยังมีปัญหาฝุ่นผงจำนวนมากได้ฟุ้งกระจายในขณะขนถ่าย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณท่าเรือที่ขนถ่ายมันเส้น

ปัญหาดังกล่าวทำให้สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เป็นตลาดคู่ค้ามันเส้นที่สำคัญของไทยชะลอการสั่งซื้อมันเส้นจากไทย อีกทั้งท่าเรือสำคัญที่มีการขนถ่ายมันเส้นที่นำเข้าจากไทยปีละกว่าร้อยละ 50 (ประมาณ 2 หมื่นตัน) ได้ออกมาตรการระงับการขนถ่ายมันเส้นแบบเทกอง (In Bulk) ซึ่งกรมฯ ได้ดำเนินการเจรจากับทางการจีนเพื่อแก้ไขปัญหาไปแล้ว

นายสุรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้นำเข้าจีนได้หันไปซื้อมันเส้นจากเวียดนามจนหมดก่อนแล้วจึงค่อยสั่งซื้อจากไทย ส่งผลให้การส่งออกมันเส้นของไทยชะลอตัวและทำให้ราคามันสำปะหลังของไทยทั้งระบบตกต่ำ ซึ่งปัญหานี้อาจขยายไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทย เพราะปัจจุบันแต่ละประเทศต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเรื่องมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศตน

พิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชฯ (18 กันยายน 2555)

พิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบพิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง
ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน และพิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน
2. นำเสนอตามข้อ 1. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา 190
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป
3. เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการลงนามในพิธีสารฯ และ
มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนามในพิธีสารทั้งสองฉบับดังกล่าว และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาะสำคัญในพิธีสารทั้งสองฉบับดังกล่าว ให้ผู้ลงนามใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ ได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
4. ให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (FULL POWER) ให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงพาณิชย์ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือผู้ได้รับมอบหมายอื่น เป็นผู้ลงนาม
5. ให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือแจ้งการมีผลใช้บังคับของพิธีสารทั้งสองฉบับเมื่อ
ประเทศไทยได้ลงนามและดำเนินการตามกระบวนการภายในเสร็จสิ้นแล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
1. พิธีสารฉบับที่ 3 เพื่อแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง
ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขข้อ 12 และข้อ 13 (1) ของกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - จีน รวม 6 ประการ ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วม ฯ จะต้องจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือตามที่เห็นว่าจำเป็น
2. พิธีสารเพื่อผนวกข้อบทอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า และมาตรการสุขอนามัยและ
สุขอนามัยพืช เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีสาระสำคัญประกอบด้วย ส่วนที่ 1 อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า ส่วนที่ 2 มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และส่วนที่ 3 บทบัญญัติสุดท้าย

by ThaiWebExpert