"ดร.อานนท์" ชี้ปีนี้น้ำท่วมแน่แต่ไม่รุนแรงรับมือได้ เผยดอนเมือง-กทม.ทรุดตัวเร็ว

ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องเลิศวนาลัย โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ(กยน.) กล่าวในงาน "ความจริงประเทศไทย..(ที่คุณไม่อาจรู้)" เรื่องภัยพิบัตทางธรรมชาติและการเตรียมรับมือว่า ปีนี้ยืนยันว่าน้ำจะท่วมแน่ แต่น้ำท่วมปีนี้ไม่รุนแรงมากนัก ยังอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้

ดร.อานนท์ กล่าวว่า หลายคนอาจยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมดอนเมืองถึงถูกน้ำท่วม ซึ่งจากข้อมูลของ สทอภ.พบว่าดอนเมืองมีอัตราการทรุดตัว 2-3 เซนติเมตรต่อปี รวมถึงกรุงเทพมหานครก็มีอัตราการทรุดตัวที่เร็วขึ้น แต่ข้อมูลตรงนี้ไม่เคยมีใครนำมารายงาน ซึ่งขณะนี้สทอภ.กำลังพัฒนาเรื่องหการดูความชื้นในดิน รวมถึงข้อมูลเรื่องการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อทิศทางการไหลของน้ำ จึงต้องมีการอัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เวลา ล่าสุดเตรียมตั้งสถานีเรดาร์ชายฝั่งรวม 18 สถานี เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของคลื่นที่เป็นสาเหตุของการกัดเซาะดินชายฝั่ง

ดร.อานนท์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่บางครั้งการกระทำของมนุษย์เป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งหรือเสริมให้เกิดเร็วขึ้น ที่ผ่านมาประเทศไทยยังโชคดีที่เกิดภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศอื่น แต่ข้อเสียคือทำให้เราละเลยการเตรียมความพร้อมและความตระหนักใจ ต่อไปนี้เราต้องแก้ปัญหาและรับมือในเชิงรุกมากขึ้น โดยสิ่งแรก คือ ต้องเข้าใจพื้นที่ๆเราอยู่ให้ดีก่อน และสำรวจขีดความสามารถของตนเอง เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีวิธีการรับมือน้ำอย่างไร ดร.อานนท์ ระบุว่า การป้องกันไม่มีสูตรสำเร็จ จะอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละชุมชนว่าจะมีวิธีการอย่างไร และจะสามารถยอมรับกันได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งเราต้องยอมให้น้ำท่วมในส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันส่วนใหญ่เอาไว้ แล้วจะทำอย่างไรให้คนมาพูดกันได้ คือ การนำแผนที่หรือภาพมาวิเคราะห์ ว่าจะมีวิธีการจัดการน้ำอย่างไร จะผันน้ำไปทางไหน เพื่อให้ได้ประโยชน์กับทุกฝ่ายจนนำมาสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยไม่เกิดความขัดแย้ง

"หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคาดการณ์ทิศทางน้ำให้ดี และคำนวนปริมาณฝนที่จะตกว่ามีเท่าใด พร้อมทำแบบจำลองสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศควบคู่กัน ซึ่งดาวเทียมก็มีส่วนช่วยได้อีกทางหนึ่ง คือ สามารถใช้ดูว่าน้ำมาจากทิศทางใด มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ตรงไหน และกระแสน้ำจะไหลไปอย่างไร เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาวิธีการคำนวนฝนจากดาวเทียม ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น แต่ยังไม่พร้อมที่จะนำมาใช้ในขณะนี้" ดร.อานนท์ กล่าว

A Pocket Guide to Sustainable Development Governance

ABOUT THIS GUIDE
This guide was jointly initiated by Stakeholder Forum and the Commonwealth
Secretariat in response to the perceived ‘knowledge gap’ on the history and
dynamics of global governance for sustainable development. A first edition
was published in 2011 and this second edition was updated in February 2012.
As the ‘institutional framework for sustainable development’ has been identified
as one of the two core themes for the UN Conference on Sustainable
Development (UNCSD 2012), it is hoped that this guide will provide
necessary background information on global sustainable development
governance to allow both governmental and non-governmental stakeholders
to familiarise themselves with key issues more comprehensively.
The topic of ‘sustainable development governance’ is potentially vast, as
governance touches on almost all decisions and policy considerations at all
levels. To make this guide manageable and accessible, we have tried to
contain the number of issues addressed and have divided the guide into
four distinct sections:
1. Global Institutions for Sustainable Development Governance
This section outlines the main global institutions that play a role in
developing, reviewing, monitoring and implementing sustainable
development at an international level.
2. Concepts for Sustainable Development Governance
This section covers the key concepts that are at the heart of sustainable
development governance, which have guided much of the resulting
activity on sustainable development at all levels.
3. Reform Proposals for Sustainable Development Governance
This section outlines the multiple proposals that have been put forward by
a range of stakeholders for reform to global governance for sustainable
development. It gives a flavour of each proposal and provides sufficient
background information for readers to familiarise themselves with the
main components of the proposal.
4. Processes for Sustainable Development Governance
The identification of the ‘institutional framework for sustainable development’
as one of the two key themes at UNCSD 2012 represents a specific
intergovernmental process to address governance of sustainable
development at the global level. This follows a history of processes and
initiatives at the global level to address global governance for sustainable
development. This section gives an overview of these processes and
outlines some of the key outcomes.

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำ "ตาปี - พุมดวง" เรื่องดีแต่ยังมีปัญหา?

โดย หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กรมชลประทานดำเนินการตั้งแต่ 7 เม.ย. 2552 แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ยังสะดุดติดขัด เพราะมีการคัดค้านจากภาคประชาชน ซึ่งเมื่อวันที่ 17-18 พ.ค. ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้นำคณะสื่อมวลชนลงไปดูพื้นที่นี้

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเอกสาร “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุม ดวง” มีการระบุว่า ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีพื้นที่รวม 12,630 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดคือ จ.สุราษฎร์ธานี บางส่วนของ จ.นครศรีธรรมราช และ จ.กระบี่ ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขานครศรีธรรมราชและทิวเขาภูเก็ต ลุ่มน้ำนี้ประกอบด้วยแม่น้ำหลัก 2 สายคือ แม่น้ำตาปี กับ แม่น้ำพุมดวง ซึ่งมีต้นกำเนิดคนละจุด แต่ไหลมาบรรจบกันที่ อ.พุนพิน แล้วแยกเป็น 2 สายอีกครั้ง ก่อนบรรจบกันครั้งสุดท้ายแล้วไหลลงทะเลไทยที่อ่าวบ้านดอน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

ลุ่มน้ำนี้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ทะเลปีละกว่า 5,400 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ โดยเฉพาะในการพัฒนาพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำพุมดวงซึ่งสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงลดหลั่น เป็นพื้นที่เชิงเขาแถบ อ.คีรีรัฐนิคม ลาดเทเป็นที่ราบลุ่มผืนใหญ่ไปทางทิศตะวันออก ในเขต อ.พุนพิน อ.ท่าฉาง และ อ.ไชยา

เอกสารของกรมชลประทานระบุไว้อีกว่า บริเวณนี้ส่วนที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเดิมเคยเป็นแหล่งปลูกข้าว สวนผสม พืชผัก แต่ระยะหลังฤดูกาลแปรปรวน ฤดูแล้งยาวนานขึ้นจนดินขาดความชุ่มชื้น จนไม่สามารถปลูกพืชได้เหมือนเก่า ทางกรมชลประทานจึงได้ศึกษารูปแบบแนวทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ตั้งแต่ปี 2510 ในหลาย ๆ แนวทาง จนสรุปได้ว่าแนวทางเหมาะสมคือ สูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าส่งเข้าพื้นที่เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ราว 73,980 ไร่ โดยเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภาหลังการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วย และสามารถจะขยายพื้นที่ชลประทานได้เป็น 116,360 ไร่ โดยการก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มเติม

7 เม.ย. 2552 ครม.มีมติให้กรมชลประทานดำเนินโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 4 โครงการ รวมถึง “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” ที่กำหนดแผนก่อสร้างโครงการรวม 8 ปี (2552-2559) ใช้งบประมาณ รวมค่าทดแทนที่ดิน และทรัพย์สิน ประมาณ 3,330 ล้านบาท แต่ก็มีประชาชน และบางองค์กรพัฒนาเอกชน คัดค้านไม่เห็นด้วย เรื่อง ’การเวนคืนที่ดิน“ และ ’ผลกระทบทางระบบนิเวศ“

อย่างไรก็ตาม สมนึก บัวอินทร์ เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันใน อ.ไชยา ซึ่งใช้วิธีขุดบ่อน้ำบาดาลเพื่อให้ประกอบอาชีพได้และใช้ในการป้องกันไฟลามทุ่งซึ่งมักเกิดในช่วงประมาณเดือน เม.ย. ของทุกปี บอกว่า... หากมีน้ำชลประทานมาช่วยในหน้าแล้ง อาจจะเป็นคลองซอยหรือคลองอะไรก็ได้ ก็จะเป็นเรื่องดี

“อยากได้น้ำมากกว่าบ่อบาดาล น้ำจะได้เยอะ และมั่นคงกว่า แน่นอนกว่า ลงทุนน้อยกว่า อยากได้น้ำชลประทาน เพราะจะช่วยชาวสวนปาล์มให้ลืมตาอ้าปากได้” ...เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันรายนี้กล่าว

ขณะที่ โชคชัย สโมสร ชาว ต.บ้านทุ่งอ่าว ซึ่งเป็นประธานองค์การบริหารส่วนตำบลศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า... สภาพทั่วไปของ ต.บ้านทุ่งอ่าวนั้นเป็นพื้นที่ราบลุ่มรับน้ำ เป็นทางออกน้ำจาก อ.ท่าฉาง และ อ.พุนพินตอนบน ไปสู่ทะเล ดังนั้นเวลาที่ฝนตกหนัก 2-3 วันติด น้ำก็จะท่วมทันที ส่วนช่วงหน้าแล้งน้ำทะเลก็จะดันขึ้นมาทำให้น้ำในคลองเป็นน้ำกร่อย ทำให้ทำการเพาะปลูกลำบาก ซึ่งปลายปี 2553 น้ำท่วมนาน 3 เดือน ปี 2554 น้ำท่วมนาน 2 เดือน ทำให้สวนผลไม้ของชาวบ้านเสียหายหมด จนต้องเลิกปลูกไปบ้าง เปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นบ้าง ซึ่งสภาพเช่นนี้เกิดมานานแล้ว ทำให้การทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่เป็นไปอย่างลำบาก

กับ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง” โชคชัยระบุว่า... ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้าน ซึ่งก่อนหน้าเคยมีกรณีพิพาทเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างคูส่งน้ำในพื้นที่อื่น แต่คิดว่าทางราชการคงจะไกล่เกลี่ยได้

“หากการเจรจาเรื่องเวนคืนที่ดินสามารถตกลงกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร และหากการก่อสร้างระบบส่งน้ำ และระบายน้ำ แก้ปัญหาเรื่องการทำกินของชาวบ้านได้ ชาวบ้านก็คงยินดี” ...โชคชัยระบุ

ด้าน สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ระบุถึงโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ว่า... จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ประชาชนอยู่ในเขตชลประทาน 4,300 แปลง หรือประมาณ 3,600 ไร่ ในพื้นที่ 11 ตำบล ของ 3 อำเภอ การเวนคืนมีผู้มารับเงินแล้วประมาณ 69 ราย คิดเป็น 10% ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ สำหรับพื้นที่ที่ยังมีปัญหาก็จะมีการเจรจาตกลงกับประชาชน โดยเรื่องข้อเรียกร้อง หากไม่ผิดหลักวิศวกรรมมากนักทางโครงการก็จะมีการปรับให้ตามการเรียกร้อง เพื่อที่การก่อสร้างจะได้ไม่ล่าช้า

“โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องการใช้น้ำทั้งระบบ ทั้งเกษตรกรรม อุปโภค-บริโภค ส่วนระยะเวลาก่อสร้างโครงการ เพราะการดำเนินการตามโครงการนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขมาเรื่อย ๆ หากไม่เสร็จตามระยะเวลา ก็อาจต้องขอขยายเวลาเพิ่ม” ...ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทาน ทิ้งท้าย

’ตกลงกับประชาชนได้“ นี่คือกุญแจสำคัญทุกโครงการ

ส่วนโครงการนี้จะเสร็จได้เมื่อไหร่-อย่างไร?? รอดูกัน…

กรมอุทยานฯเดินหน้าทวงคืนผืนป่า

โดยหนังสอพิมพ์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2555

นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีฯ สั่งการให้สำนักงานป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาการรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลานอย่างต่อเนื่องจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดได้รับรายงานจากนายสมเกียรติ ชั้นบุญใส หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม ที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่อุทยานทับลาน ว่าภายหลังเข้าไปดำเนินการไป 2 ครั้ง

นายเริงชัย กล่าวต่อว่า ครั้งแรกช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดได้ 151 คดี จับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ยึดพื้นที่ป่าคืนได้ 2,086 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา และมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 1,128 หลัง ครั้งที่ 2 เข้าไปดำเนินการช่วงเดือน เม.ย. ถึง 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการจับกุม 104 คดี ได้ผู้ต้องหา 1 ราย ยึดพื้นที่คืนได้ 1,333 ไร่ สิ่งปลูกสร้างบ้านพัก 839 หลัง โดยภารกิจหลักของกรมฯ คือเข้าไปอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงกฎหมายที่ถูกต้องหลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยกันมานาน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อคืนพื้นที่สู่ป่าอย่างสมบูรณ์ต่อไป อย่างไรก็ตามหลังการดำเนินการที่ป่าทับลานแล้วนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบพื้นที่ที่มีการบุกรุกยึดครองพื้นที่ป่าที่ใดอีกบ้าง เพื่อดำเนินการจับกุมและนำป่าคืนสู่ประเทศต่อไปโดยจะนำมาตรการทับลานโมเดลไปใช้ใน พื้นที่อื่น ๆ ด้วย.

คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2012-06-05

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ.2555 โดยมีประเด็นหลักในการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก ในเรื่อง Green Economy: Does it include you? คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในวันที่ 5 มิถุนายน 2555 ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

สามารถดูรายละเอียดได้ตามด้านล่าง

เส้นทางสู่การประชุม Rio+20 ความแตกต่างท่ามกลางความหวัง

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

     ปัญหาวิกฤติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาวิกฤติด้านต่างๆ ที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปี 2008 ทั้งเรื่องวิกฤติด้านการเงินในประเทศมหาอำนาจ  ความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหาร ทำให้แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนกลับมาได้รับความสนใจและกลายเป็นวาระของโลกอีกครั้งภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน” เป็นหัวข้อหลักของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่จะมีขึ้นช่วงวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้ที่ประเทศบราซิล  
    ร่างเอกสารที่จะเป็นผลลัพธ์ของการประชุม Rio+20 โดยใช้ชื่อว่า “The Future We Want” ซึ่งมีสถานะเป็นปฏิญญาฉบับหนึ่ง เป็นข้อผูกพันทางการเมืองของผู้นำประเทศ ตอนนี้มีความยาวรวม 171 หน้า (จากจุดเริ่มต้น 19 หน้า) เนื้อหาเอกสารเต็มไปด้วยประเด็นข้อถกเถียงมากมายที่ยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าทาง UN จะพยายามร่างเอกสารขึ้นโดยมีเนื้อหาแบบประนีประนอมจุดยืนของทุกฝ่าย แต่ข้อเสนอเรียกร้องเพิ่มเติมของประเทศต่างๆ  ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองและโยนภาระไปให้ผู้อื่น นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเสนอที่ก้าวพ้นไปจากกระบวนทัศน์เก่าของการพัฒนาที่เน้นเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของระบอบโลกด้านการค้าเสรีกับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
    จากการประชุม Second Informal Informal Consultations ซึ่งเป็นการเจรจาครั้งล่าสุด จัดขึ้นระหว่างช่วงวันที่ 23 เมษายน - 4 พฤษภาคม 2012 ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (นำโดย EU, นอร์เวย์, สวิตเซร์แลนด์, ญี่ปุ่น, US, แคนาดา, ออสเตรเลีย) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (นำโดยกลุ่มG77+จีน) ยังคงมีความเห็นและจุดยืนที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว
กลุ่ม G77 + จีน เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือที่เป็นทางเลือกอันหนึ่งจากเครื่องมือที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะกำหนดตัดสินใจเลือกโดยพิจารณาต้นทุนและความเสี่ยงของแต่ละทางเลือก เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และโต้แย้งแนวคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะ EU ที่มุ่งผลักดันเฉพาะเศรษฐกิจสีเขียวในฐานะที่เป็น  “เครื่องมือที่จำเป็น”(Essential Tool) เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
    EU และ ญี่ปุ่น เห็นร่วมกันว่า “ทุกประเทศ” ควรดำเนินการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา แต่ทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มองว่าเศรษฐกิจสีเขียวเป็น “วิถีทาง” (Mean) เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ควรให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์เอง ไม่ควรมี “Global Green Economy Roadmap” ตามข้อเสนอของ EU
มุมมองและความเห็นที่แตกต่างกันของประเทศต่างๆ เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเวทีการประชุมเจรจาระหว่างประเทศ โจทย์สำคัญในวันนี้ คือ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” ในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นเพียงวาทกรรมใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป แต่สร้างปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมไม่ต่างกับวาทกรรมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เกิดขึ้นเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันต้องป้องกันมิให้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวถูกใช้เป็นเครื่องมืออันใหม่ของประเทศอุตสาหกรรมโดยมีเป้าหมายแอบแฝง เช่น ใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการเปิดตลาดเสรีด้านการลงทุนและบริการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนา

    

 

ภาพ: http://www.rtcc.org/business/five-reasons-why-we-need-rio20/

ปฏิญญาคาซานว่าด้วยความมั่นคงอาหารเอเปค (20 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาคาซานว่าด้วยความมั่นคงอาหารเอเปค (Kazan Declaration on APEC Food Security) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทนที่เข้าประชุมให้การรับรองเพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อปฏิญญาดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
        สาระสำคัญของร่างปฏิญญาคาซานฯ ประกอบด้วย 5 ข้อ ดังนี้
        1. การเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรและผลิตภาพ (Increasing agricultural production and
productivity) โดยการส่งเสริมการลงทุนภาคเกษตรจากภาคเอกชน การเพิ่มการลงทุนระยะยาวในการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร การยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
        2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการพัฒนาตลาดสินค้าอาหาร (Facilitating trade
and developing food markets) โดยการติดตามแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิตการบริโภคที่เชื่อถือได้และทันสมัยระหว่างกันเพื่อลดความผันผวนของราคาอาหาร ยกระดับตลาดอาหารให้มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการตลาดสินค้าอาหารและสนับสนุนระบบขนส่งที่ดี
        3. การส่งเสริมความปลอดภัยอาหารและคุณภาพอาหาร (Enhancing food safety and quality)
โดยการพัฒนาและสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิกเอเปคเกี่ยวกับความจำเป็นในการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพอาหารระหว่างประเทศ การปรับปรุงกระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
        4. การจัดหาอาหารสำหรับกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสังคม (Providing food for socially
vulnerable groups of population) โดยการจัดหาทั้งด้านเศรษฐกิจและกายภาพเพื่อการเข้าถึงอาหารของกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสังคม การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสวัสดิการสังคมอย่างยั่งยืน และการแลกเปลี่ยนหลักการปฏิบัติที่เป็นเลิศระหว่างกัน
        5. การสร้างความมั่นใจในการจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างยั่งยืน และการต่อต้านการทำ
ประมงผิดกฎหมายและการค้าที่เกี่ยวข้อง (Ensuring the sustainable management of marine ecosystems, combating illegal fishing and associated trade) โดยเสริมสร้างความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สนับสนุนกฎระเบียบด้านการประมงที่โปร่งใส รวมทั้งการจัดการตลาดสินค้าประมง

 

แนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย) (20 พฤษภาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอดังนี้
1.    เห็นชอบหลักการของแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเมียนมาร์  
2. มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำแผนแม่บทการ
พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  รวมทั้งบูรณาการแผนงานที่เกี่ยวข้อง โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
    สศช. รายงานว่า  ปัจจุบันเมียนมาร์มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปโครงสร้างทางการการเมืองและเศรษฐกิจ    ซึ่งปัจจุบันโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายซึ่งภาคเอกชนไทยได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการที่เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่มีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนที่จะรองรับเงินลงทุนต่างชาติ  โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน  รวมทั้งเป็นโอกาสในอนาคตสำหรับการขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ  และพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบัง สศช. จึงเห็นควรเสนอแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของไทยกับโครงการทวายฯ ของเมียนมาร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย  โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
1.    โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  ตั้งอยู่ที่เมืองทวายในเขตตะนาวศรี
ของเมียนมาร์ห่างจากด่านผ่านแดน  (บ้านพุน้ำร้อน) จังหวัดกาญจนบุรี โดยบริษัทเอกชนของไทยได้ลงนามในกรอบความตกลง (Framework Agreement) ร่วมกับ การท่าเรือเมียนมาร์ โดยมีแผนปฏิบัติการก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ระยะในช่วง 10 ปี ได้แก่  
ระยะที่ 1 (ปี 2554-2558) : ครอบคลุมท่าเรือด้านใต้  ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย
/ พม่า  4 ช่องจราจร  ด่านพรมแดน ถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำ  ขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ ระบบประปา  โรงบำบัดน้ำเสีย ที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service)  และ Township  
ระยะที่ 2 (ปี 2556-2561) : ครอบคลุมถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ
เพิ่มเติม  ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/ พม่าขยายเป็น 8 ช่องจราจร สร้างศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ  
        ระยะที่ 3 (ปี 2559-2563)  :  ครอบคลุมท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รถไฟ สายส่งไฟฟ้า  ท่อก๊าซและท่อน้ำมันเชื่อมโยงประเทศไทย
2.    ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย  
การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน  เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกของภูมิภาคและเป็นสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกกับประเทศในฝั่งตะวันตก  (เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง  และยุโรป) โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ของไทยอีกประมาณร้อยละ 1.9 ในเบื้องต้น  โดยสรุปสาระสำคัญของโครงการฯ ต่อประเทศไทย ได้ดังนี้
2.1    โอกาสที่จะขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Off – shore Production Base)  
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  เหล็กและเหล็กกล้า    เพื่อสนับสนุนการผลิตของฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศ
2.2    พัฒนาเป็นประตูการค้า (Gateway) ฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบัง  เพื่อ
เปิดประตูการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเมียนมาร์และฝั่งตะวันตก     
2.3    พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ตามแนวชายแดนฝั่งตะวันตกโดยสามารถขยายความเจริญ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน  การจ้างงาน  และการใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนของไทย  
3.    ความคืบหน้าการดำเนินโครงการ
3.1    การดำเนินการของเมียนมาร์
(1)    ด้านกฎหมายการลงทุน  เมียนมาร์ได้ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special
Economic Zone Law)  กับกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย  (Dawei Special Economic Zone Law)  โดยให้สิทธิประโยชน์เบื้องต้นกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ
(2)    ระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเมียนมาร์ขอความช่วยเหลือจากองค์กร
การเงินระหว่างประเทศ (IMF)  โดย IMF  ได้เข้ามาสำรวจระบบการเงินของเมียนมาร์แล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2554 และจะดำเนินการอีกครั้งในช่วงต้นปี 2555
3.2    การดำเนินการของไทย
ภาครัฐ
(1)    การเปิดจุดผ่านแดนที่บ้านพุน้ำร้อนและข้อยุติประเด็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย –
พม่า  กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวบ้านพุน้ำร้อน ซึ่งขออนุญาตโดยบริษัทเอกชนของไทยเพื่อขนวัสดุและแรงงานสำหรับก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  และขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยกรมสนธิสัญญาฯ ได้ประสานขอคามร่วมมือสหภาพเมียนมาร์ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจัดทำ Detiled Survey ร่วมกับประเทศไทย (โดยกรมแผนที่ทหาร)  ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วช่วงต้นเดือนมีนาคม 2555 โดยจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 30-60 วัน
(2)    การเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับสหภาพ        
เมียนมาร์
1)    การขนส่งทางถนน :  ปัจจุบันโครงข่ายถนนจากกรุงเทพฯ – ชายแดนไทย /
เมียนมาร์ ระยะทาง 169 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีขนาด 4 ช่องจราจร
2)    การขนส่งทางรถไฟ :  ตามผลการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาระบบรถไฟ
กระทรวงคมนาคม (คค.)  เสนอให้มีการพัฒนาแนวเส้นทางรถไฟสายน้ำตก   - ด่านเจดีย์สามองค์ ระยะทาง 135 กิโลเมตร  เพื่อเชื่อมโยงกับเมียนมาร์แต่ยังไม่มีการศึกษาเส้นทางต่อขยายไปยังบ้านพุน้ำร้อน
3)    ระบบสายส่งไฟฟ้า  :  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการ
เจรจาอัตราซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐบาลเมียนมาร์และผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านลิกไนต์ในนิคมอุตสาหกรรมทวาย
(3)    การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ
บริเวณชายแดน : สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)  อยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
(4)    มาตรการส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ : สำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน (สกท.)  อยู่ระหว่างวางแผนศึกษาและดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาสำหรับนักลงทุนไทยในต่างประเทศในปีงบประมาณ 2556
    ภาคเอกชน
(5)    การจัดตั้งหน่วยงานพัฒนาโครงการ ภาคเอกชนไทยดำเนินการจัดตั้งบริษัททวายดี
เวลลอปเมนต์ (Dawei Development Company Limited : DDC)  ซึ่งมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าร้อยละ 70 โดย บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ และส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 30 ถือหุ้นโดยบริษัทเอกชนของเมียนมาร์
(6)    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันภาคเอกชนไทยได้ก่อสร้างถนนลูกรัง
(Service  Road)  ระหว่างเมืองทวายและบ้านพุน้ำร้อน สำหรับการขนส่งวัสดุก่อสร้างในระหว่างดำเนินโครงการ และได้จัดทำรายละเอียดโครงการก่อสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึกแล้วเสร็จ  ซึ่งประเมินวงเงินทั้งสองโครงการในเบื้องต้นประมาณ 90,000 ล้านบาท
4.    แนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับเมียนมาร์
4.1    กำหนดเป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล : ในการสนับสนุนโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำ
ลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายของเมียนมาร์  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐบาลเมียนมาร์รัฐบาลของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย รวมถึงนักลงทุนของไทยและต่างชาติ
4.2    กรอบมาตรการและแนวทางการดำเนินงานของฝ่ายไทย : ดำเนินการในเชิงรุกโดย
กำหนดแผนงาน / โครงการที่มีลักษณะบูรณาการและต่อเนื่องกัน  ภายใต้กรอบระยะเวลา  วงเงินงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่ชัดเจน  โดยควรดำเนินการ
(1)    ระยะเร่งด่วนปี 2555 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน    ซึ่งภาคเอกชน
ไทยได้รับโอกาสเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงการ ให้สามารถเริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการนี้ได้สำเร็จลุล่วง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
1)    การสร้างความร่วมมือในลักษณะรัฐต่อรัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนา
โครงการทวายฯ ของเมียนมาร์  โดยมอบหมาย กต. ผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU)  ระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเพื่อกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีต่อไป
2)    การเร่งเจรจากับทางการของเมียนมาร์เพื่อเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว
และถาวรควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม ณ จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน  เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าข้ามแดนให้มีประสิทธิภาพโดยมอบหมาย กต. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ สมช. มท. กระทรวงกลาโหม และจังหวัดกาญจนบุรี ประสานงานกับทางการของเมียนมาร์เพื่อเร่งรัดการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว  และเจรจาเพื่อขอเปิดจุดผ่านแดนถาวรต่อไป  พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ มท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าข้ามแดนและผ่านแดนให้มีประสิทธิภาพ  
3)    การสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนในเมียนมาร์ โดยมอบหมาย สกท
เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการด้านการเงินและการลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศ
4)    ความช่วยเหลือทางการเงินโดยรัฐบาลไทยควรเร่งพิจารณาแนว
ทางการสนับสนุนเอกชนไทยในการพัฒนาฯ
(2)    ระยะปานกลางช่วงปี 2556-2558 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับ
เมียนมาร์จากบริเวณชายแดนไทย-พม่า อย่างเต็มรูปแบบ  ประกอบด้วย ระบบถนน รถไฟ  สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซและท่อน้ำมัน  รวมทั้งการเตรียมการพื้นที่เศรษฐกิจ ดังนี้
1)    ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มอบหมายให้ คค. กระทรวงพลังงาน และมท.
กำกับการดำเนินงานในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดจัดทำโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงกับที่บ้านพุน้ำร้อนบริเวณชายแดนไทย – พม่า ได้แก่  ระบบถนน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงด่านบ้านพุน้ำร้อนกับพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก  (Eastern Seaboard) ที่ท่าเรือแหลมฉบังและแหล่งเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกของไทย  ระบบราง พัฒนาโครงข่ายขนส่งทางรางเชื่อมโยงกับด่านบ้านพุน้ำร้อน  ระบบสายส่งไฟฟ้า  พัฒนาแนวสายส่งไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมเพื่อเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้ากับพื้นที่ฯ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย ระบบท่อก๊าซและท่อน้ำมัน  พัฒนาระบบท่อก๊าซ และท่อน้ำมันเชื่อมโยงกับพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกทวายและประสานร่วมกับรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันตกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
2)    ด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดน พัฒนาประตูการค้า
ตามแนวชายแดนฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทยและภูมิภาคและนำเสนอเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
5.    การสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเมียนมาร์ เพื่อสนับสนุนให้โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก
และนิคมอุตสาหกรรมทวายประสบผลสำเร็จ รัฐบาลไทยควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการในประเด็นต่อไปนี้
5.1    การบริหารคมนาคมและขนส่ง โดยเฉพาะระบบถนนเชื่อมต่อสู่ด่านพรมแดน
รวมทั้งการวางแผนการปรับปรุงสนามบินทวาย การพัฒนาโครงข่ายถนนและรถไฟเชื่อมโยงระหว่างทวายและเมืองสำคัญในเมียนมาร์
5.2    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน  ให้ความช่วยเหลือการพัฒนาระบบบริหาร
จัดการอัตราแลกเปลี่ยนและระบบสถาบันการเงินตามมาตรฐานสากล

5.3    การวางแผนและยกระดับแรงงานชาวพม่า  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพให้สามารถ
รองรับการพัฒนาและขยายฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการค้าของไทยในอนาคตได้
5.4    การวางแผนระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม  ให้ความช่วยเหลือด้านการประเมินผล
กระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการและการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น และนักลงทุนชาวตะวันตก เป็นต้น ในการลงทุนพัฒนาท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวาย

 

แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 (20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2            พ.ศ. 2555 – 2559 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555 – 2559 ไปสู่การปฏิบัติต่อไป
        แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 มีสาระสำคัญโดยสรุปได้ดังนี้
        1. กรอบแนวคิดของแผนยุทธศาสตร์ฯ  
            1.1 มุ่งคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการ บูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งในเชิงพื้นที่ ประเด็นและกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง
            1.2 ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม  7 ด้าน  คือ 1) คุณภาพอากาศ 2) น้ำ การสุขาภิบาล และสุขอนามัย  3) ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย 4) สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย            5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6) การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัย  และ              7) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ
            1.3 มุ่งส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของพื้นที่และทันต่อสถานการณ์โดยการสนับสนุนของหน่วยงานทุกภาคส่วน  และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
            1.4 พัฒนากลไกการจัดการ กฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานและมาตรการต่างๆ  ให้สามารถรองรับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ   พัฒนาศักยภาพบุคลากร ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้ง่าย   พัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสม และดำเนินงานโครงการป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
        2. วิสัยทัศน์ : มุ่งสู่การพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและประชาคมโลกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน
        3. วัตถุประสงค์ : เพื่อลดปัญหาและผลกระทบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขีดความสามารถในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
        4. เป้าหมายหลัก : ความเจ็บป่วยอันอาจเนื่องมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมลดลง
        5. ยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงาน
            5.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาระบบบริหารจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมทั้งภาครัฐทุกระดับและภาคเอกชนให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาและสถานการณ์ พัฒนาบุคลากรด้านงานอนามัยสิ่งแวดล้อม จัดทำระบบและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พัฒนากลไกด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ  เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
            5.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัจจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยเร่งรัดการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและพื้นที่ ตลอดจนข้อตกลงตามนัยแห่งบทบัญญัติของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
            5.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประชาชนในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม  โดยระดมศักยภาพและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน  ร่วมคิด  ร่วมสร้างสรรค์งานอนามัยสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมการบูรณาการและเสริมพลังระหว่างภาคีเครือข่าย และขับเคลื่อนผ่านสื่อต่าง ๆ  เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างจิตสำนึกสาธารณะ
            5.4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมบทบาทของ อปท. ในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมบทบาทของ อปท. ภายใต้หลักคิดการกระจายอำนาจ เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาระบบงานอนามัยสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นให้เชื่อมโยงกับส่วนภูมิภาคและส่วนกลางอย่างมีประสิทธิภาพ
            5.5 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยให้เหมาะสมกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์ปัจจุบัน  สร้างฐานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง  แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง   พัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนาระบบให้บริการทางวิชาการ เพื่อการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
    6. การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
            6.1 การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ สธ. และ ทส.  เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ  โดยดำเนินการบูรณาการการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน  สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับภาคีการพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรในการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
            6.2 การติดตามประเมินผล  คณะกรรมการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ และรายงานการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการอนามัยสิ่งแวดล้อมและคณะรัฐมนตรี

 

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2555 (20 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  ดังนี้   
1. รับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค               ครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 ณ จังหวัดกาญจนบุรี
2. เห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค          ครั้งที่ 4/2555 ณ จังหวัดกาญจนบุรี  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม  และรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป  
สาระสำคัญของเรื่อง
ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค  ครั้งที่ 4/2555 ใน  วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555  เวลา 17.20 – 19.10 น. ณ ห้องชุมไพลิน ชั้น 3 อาคาร 9 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  ณ จังหวัดกาญจนบุรี มีรายละเอียดข้อเสนอเพื่อพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สรุปสาระสำคัญดังนี้
1. ข้อเสนอภาคเอกชน (เสนอโดย กกร./สทท.) ประกอบด้วย 9 เรื่อง ดังนี้  
    1.1  การพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย
        1) ข้อเสนอ
        ขอรับการสนับสนุนการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการให้บริการโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยจังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นประตูเชื่อมโยงสู่เมียนมาร์และทะเลอันดามัน การพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1  (ปี 2554 – 2558) ครอบคลุมท่าเรือด้านใต้ ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/เมียนมาร์ 4 ช่องจราจรด่านพรมแดน ถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าถ่านหินถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ โรงบำบัดน้ำประปา/น้ำเสีย ที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ และการพัฒนาเมืองและชุมชน ระยะที่ 2 (ปี 2556 – 2561) ครอบคลุมถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/เมียนมาร์ขยายเป็น 8 ช่องจราจรสร้างศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ และระยะที่ 3 (ปี 2559 – 2563) ครอบคลุม ท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รถไฟ สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซและท่อน้ำมันเชื่อมโยงประเทศไทย
                2) มติที่ประชุม
                เห็นชอบการสนับสนุนการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนพัฒนาความเชื่อมโยงของไทยกับท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายรวมทั้งบูรณาการแผนงานและโครงการโดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
            1.2 การเร่งรัดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตก (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                    ขอรับการสนับสนุนและเร่งรัดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตกประกอบด้วย (1) โครงการก่อสร้างทางมอเตอร์เวย์ หมายเลข 81  เส้นทาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี –           บ้านห้วยตลุง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี (2) ผลักดันโครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ (ช่วงที่ 2) เส้นทางบ้านห้วยตลุง อำเภอท่าม่วง – บ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 70 กิโลเมตร และ (3) ผลักดันโครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจรจากบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ทางหลวงหมายเลข 3208 บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) จังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเชื่อมโยงโลจิสติกส์ลงสู่ภาคใต้
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงคมนาคม พิจารณาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อรองรับการพัฒนาท่าเรือทวายและการเปิดด่านบ้านพุน้ำร้อน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของถนนสายทางหลักและสายทางรอง และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
            1.3 การเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ Southern Economic Corridor (SEC) (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                     ขอให้เร่งรัดและผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (หรือเขตอุสาหกรรม) บ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ Southern Economic Corridor (SEC) ทวาย – กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – พนมเปญ – โฮจิมินท์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการค้าการลงทุนชายแดนในอนาคต รวมทั้ง ยกระดับด่านชั่วคราวบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นด่านถาวรโดยเบื้องต้นเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก
            1.4 การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน
ไทย – พม่า (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                     ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุน (1) ยกระดับด่านชั่วคราวพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นด่านถาวร (2) ยกระดับด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นด่านถาวร และ(3) เปิดจุดผ่อนปรนบ้านตะโกบน (กะลาโท่) บ้านตะโกล่าง หมู่ที่ 8 ตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี (เฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์) เนื่องจากเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันตกของไทยที่มีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนสูง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้

                2) มติที่ประชุม
                    (1) มอบหมายการทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องของพื้นที่ที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทย – เมียนมาร์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์ต่อไป
                    (2) รับทราบแนวทางการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ กระทรวงกลาโหม ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับเมียนมาร์ เพื่อให้มีการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวพระเจดีย์สามองค์และเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม เห็นควรส่งเรื่องให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณาความเหมาะสมในการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรต่อไป  และมอบหมายกระทรวงกลาโหมประสานกับกระทรวงมหาดไทยในด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
                    (3) มอบหมายกระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ติดตามและประเมินสถานการณ์การพัฒนาในเมียนมาร์  ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง  และหากเห็นสมควรให้มีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าตะโกบนให้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป
                    (4) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณาถึงผลกระทบจากการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทย – เมียนมาร์ โดยเฉพาะการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย
            1.5 โครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต และโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม  (กกร.)
                1)  ข้อเสนอ
                    (1) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต วงเงิน 12 ล้านบาท (ผ่านกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม) เพื่อว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่โรงงานนำร่องใน 8 จังหวัด (กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2)  เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
                    (2) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน  หรือพลังงานชีวมวล  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม วงเงิน 16 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี   (ปีงบประมาณ 2555-2557) เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 จำนวน ทั้งสิ้น 90 โรงงาน  (ปีละ 30 โรงงาน) และมีโรงงานนำร่องในการนำพลังงานทดแทนหรือก๊าซชีวมวลมาใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 12 โรงงานต่อปี  เพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม
                2) มติที่ประชุม  เห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอของภาคเอกชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปดำเนินการดังนี้
                    (1) มอบหมายกระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมนำโครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต  ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
                    (2) มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงพลังงานรับไปพิจารณาดำเนินการในรายละเอียดของการดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม  สามารถลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานชีวมวล
            1.6 การส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกลุ่มภาคกลางตอนล่าง (กกร.)  
                1) ข้อเสนอ
                    ขอรับการสนับสนุน (1)  โครงการปรับปรุงระบบนิเวศคลองดำเนินสะดวก และคลองสาขา จ.ราชบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพร่องน้ำ ระบายน้ำ และป้องกันน้ำท่วม  (2) การพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง  1 โดยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจัดทำศูนย์ปฏิบัติการ War Room  ประมาณการน้ำ  คุณภาพน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนเพื่อขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และประสบปัญหาของน้ำเน่าเสียในฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี และ (3) โครงการนำร่องสู่อุตสาหกรมเชิงนิเวศ  พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 1 และ  2 เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 8 จังหวัด วงเงิน 25 ล้านบาท เพื่อนำร่องให้โรงงานเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industry)  
                    2) มติที่ประชุม  
                        (1) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงสภาพคลองตาหลวงจากสำนักงบประมาณ ภายใต้กรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยตามขั้นตอนต่อไป
            1.7 โครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จังหวัดสมุทรสาคร – สมุทรสงคราม  (Royal Coast Road) (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอรับการสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้ (1) เร่งรัดการดำเนินงานโครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย (Royal Coast Road) ให้แล้วเสร็จในปี 2558 (2) เสนอให้เชื่อมต่อโครงการถนนเลียบชายทะเลจากจังหวัดสมุทรสาครให้เป็นระบบเดียวกันโดยเสนอเส้นทางเชื่อมโยงภายในจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย (1) ก่อสร้างถนนช่วงตำบลบางกระเจ้า – ตำบลกาหลง – ตำบลบางโทรัด – ตำบลนาโคก เพื่อเชื่อมต่อกับถนนเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม – ถนนพระราม 2 ทางหลวงหมายเลข 35 ที่หลักกิโลเมตร 50+000 และ (2) ปรับปรุงเส้นทางทางหลวงชนบทสาย สค.2020 ช่วงตำบลบางหญ้าแพรก (ฝั่งตะวันตกแม่น้ำท่าจีน) – ตำบลบางกระเจ้า เพื่อเชื่อมต่อกับถนนพระราม 2 ทางหลวงหมายเลข 35 ที่หลักกิโลเมตร 38+650
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงคมนาคม รับไปศึกษารายละเอียดของโครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จังหวัดสมุทรสาคร – สมุทรสงคราม (Royal Coast Road) เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
            1.8 ประกาศเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำและปราณบุรี) (สทท.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอให้พิจารณาประกาศเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (อำเภอชะอำและปราณบุรี) เพื่อส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายในพื้นที่และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมภายใต้ความสมดุลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการยั่งยืน โดยอาจมอบหมายให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) เป็นผู้บริหารจัดการเพื่อกำหนดแผนงานและงบประมาณในการดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาดำเนินการประกาศเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำ – ปราณบุรี) ภายในกลุ่มท่องเที่ยว The Royal Coast ให้เป็นเขตพื้นที่พิเศษตามขั้นตอนต่อไป
            1.9 การปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต (สทท.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต เนื่องจากปัจจุบันได้เสื่อมโทรมไปตามระยะเวลาจำเป็นต้องบูรณะปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และความเป็นเอกราชของชาติไทย โดยมีรูปแบบที่ทันสมัย นำเสนอด้วยเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ประสบการณ์เสมือนจริง กระตุ้นให้ผู้เข้าชมได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความคิด ให้เกิดความรักชาติ ความสามัคคี และความกตัญญูต่อแผ่นดินไทยและบูรพกษัตริย์ไทย รวมทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงกลาโหม ขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต โดยหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ในรายละเอียดของการจัดแสดงนิทรรศการด้วย
        2.  เรื่องอื่น ๆ ที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติม (กกร.) รวม 2 ประเด็น ดังนี้
            2.1 ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อ           การร้าย พ.ศ. …. (ผลกระทบตามประกาศ Financial Action Task Force: FATF)
                1) ข้อเสนอ
                    ขอให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. …. เร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่ง กกร. และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
                2) มติที่ประชุม
                รับทราบตามที่ กกร. เสนอ  โดยให้นำความเห็นที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ซึ่งจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว
            2.2 การปรับกลไกและกระบวนการบริหารจัดการด้าน Climate Change ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายและเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศโดยสมัครใจ และจัดทำแผนแม่บทการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ ได้แก่ (1) การแต่งตั้งประธานบริหารเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับชาติ (National Chief Climate Change Officer) (2) การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบการขับเคลื่อนเพื่อการปฏิบัติการในองค์รวมซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลา และ (3) การเพิ่มเติมองค์ประกอบกรรมการ/คณะทำงานร่วมจากภาคเอกชนในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยร่วมกับภาคเอกชนอย่างบูรณาการ
            มติที่ประชุม มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับข้อเสนอของกกร. ไปพิจารณาดำเนินการ

   
 

by ThaiWebExpert