ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 30 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง (4 กันยายน 2555)

เรื่อง ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 30 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน เสนอดังนี้
1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 30 ร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) และร่างแถลงการณ์ร่วมของการประชุม สุดยอดรัฐมนตรีพลังงานเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 6
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ให้การรับรองในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ นี้ ร่วมกับรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศสมาชิกดังกล่าวได้
3. เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานสามารถพิจารณาปรับปรุงถ้อยคำในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ทั้ง 3 ฉบับในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญได้ตามความเหมาะสมก่อนที่จะมีการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวในที่ประชุมได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบังเกิดผลเป็นรูปธรรมสำหรับความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้กรอบดังกล่าว ในช่วงการประชุมฯ ในระหว่างวันที่ 10 -13 กันยายน 2555 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
สาระสำคัญของร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะเป็นแถลงการณ์ร่วมสรุปผลการประชุม ซึ่งประกอบด้วยสาระหลัก คือ ความพยายามของประเทศสมาชิกในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ตามแผนปฏิบัติการพลังงานของอาเซียน (ASEAN Plan of Actions on Energy Cooperation : APAEC 2012-2015) อาทิ เป้าหมายการลดปริมาณการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในภูมิภาคลงร้อยละ 8 ภายในปี 2558 และการรองรับแผนการทบทวนกลางปีสำหรับ APAEC สำหรับปี 2553-2558 เพื่อจัดหามาตรการและการปฏิบัติการที่จำเป็นเพื่อให้ภาคพลังงานของอาเซียนสามารถบรรลุเป้าหมายสู่การเป็นประชาคมอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวและคาร์บอนต่ำ การผลักดันการดำเนินการโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline-TAGP) และโครงการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid-APG) การเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน การส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด การสร้างเครือข่ายพลังงานด้านพลังงานอาเซียนเพื่อการเรียนรู้และการยอมรับของประชาชนต่อการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า และการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพด้านพลังงานของอาเซียน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค และการติดตามเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ของการใช้พลังงาน ไฟฟ้าทั้งหมด แผนการพัฒนาขีดความสามารถของศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy) การสร้างเครือข่ายการกำกับกิจการพลังงานของอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่เจรจาและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ อาทิ สหภาพยุโรป (European Union-EU) สหรัฐอเมริกา สหพันธรัฐรัสเซีย และทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) เป็นต้น

กรอบแนวทางการดำเนินงานคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ (4 กันยายน 2555)

กรอบแนวทางการดำเนินงานคณะกรรมการบูรณาการการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบการดำเนินงานของคณะบูรณาการฯ และสถาบันบริหาร จัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบูรณาการฯ ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2555
สาระสำคัญของกรอบการดำเนินงานคณะกรรมการบูรณาการฯ มีดังนี้
1. คณะกรรมการบูรณาการฯ ทำหน้าที่ในการบูรณาการการทำงานของทุกส่วนราชการในการจัดการและกระจายการถือครองที่ดินทั่วประเทศให้เหมาะสมและสอดคล้องต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ โดยมีสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) (บจธ.) เป็นกลไก ซึ่งมีแผนปฏิบัติการบริหารจัดการที่ดินเชิงระบบโดยการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่ดินระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ ที่ดิน ป่าไม้ อุทยาน ธนารักษ์ ส.ป.ก. และสถาบันการศึกษา เป็นต้น เป็นคณะกรรมการทำหน้าที่ในการกำกับดูแล สั่งการ หน่วยงานที่มีหน้าที่ ในการดูแลรักษาป้องกันการบุกรุก และการใช้ประโยชน์ในที่ดินระดับจังหวัด
2. เพื่อให้ดำเนินงานของคณะกรรมการบูรณาการฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีผลการดำเนินงานเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ จะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบูรณาการฯ อย่างน้อยทุก ๆ 2 เดือน หากมีความจำเป็นเร่งด่วน อาจจัดให้มีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง แล้วแต่กรณี

แนวทางการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ (4 กันยายน 2555)

เรื่อง แนวทางการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทาง ชีวิภาพอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอและให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะ 2011 – 2020 (พ.ศ. 2554 - 2563)

แนวทางการดำเนินงานด้านการสื่อสาร การให้การศึกษา และการเสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (CEPA) เพื่อตอบสนองต่อทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2554 – 2563 (4 กันยายน 2555)

เรื่อง แนวทางการดำเนินงานด้านการสื่อสาร การให้การศึกษา และการเสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (CEPA) เพื่อตอบสนองต่อทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2554 – 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการดำเนินงานด้านการสื่อสาร การให้การศึกษา และการเสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชนเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ (CEPA) เพื่อตอบสนองต่อทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพขององค์การสหประชาชาติ พ.ศ. 2554 – 2563 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการจัดทำแผนกลยุทธ์อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ระยะ 2011 – 2020 (พ.ศ. 2554 - 2563)

UNหนุนจักรยานลดโลกร้อน

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

กรุงเทพฯ * ชมรมจักรยานฯ ยื่นหนังสือถึงยูเอ็น รณรงค์ใช้จักรยานลดภาวะโลกร้อน หวัง ผลักดันให้ภาครัฐ-กทม.ส่งเสริมให้เป็นนโยบายแห่งชาติ

เมื่อวันที่2 กันยายน ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ประมาณ 700 คัน นำโดยนายธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานชมรมจักรยานฯ ร่วมกับชุมชน 25 แห่งที่ใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ขี่จักรยานจากอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินีไปยังศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อนางคริสเทียนา ฟิเกอเรส เลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ โดยมีเนื้อหาสนับสนุนความพยายามขององค์การสหประชาชาติในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้หันมาใช้จักรยานให้มากขึ้นแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางในเมือง เพื่อเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นภัยต่อโลกและประชากรของโลก โดยนาง คริสเทียนาได้ร่วมปั่นจักรยานด้วย

นายธงชัยกล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการยื่นหนังสือครั้งนี้คือ การรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจการปั่นจักรยานเพื่อลดภาวะโลกร้อนโดยนางคริสเทียนา ฟิเกอเรส ได้ร่วมปั่นจักรยานกับชมรมจักรยานฯ เดินทางไปยื่นหนังสือยังสำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน เพื่อช่วยผลักดันให้เกิดเป็นวาระแห่งชาติและท้องถิ่น ในการรณรงค์เดินทางด้วยการเดินและปั่นจักรยาน เพื่อลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

ประธานชมรมจักรยานฯ ระบุว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ของนางคริสเทียนา ฟิเกรอส สะท้อนให้เห็นถึงการใส่ใจและร่วมผลักดันการรณรงค์ปั่นจักรยานเพื่อลดภาวะโลกร้อน จากนี้ต้องติดตามผลจากภาครัฐ ทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหลายภาคส่วนว่าสนใจในนโยบายเหล่านี้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสากลหรือไม่ มีการรณรงค์เพิ่มเติมหรือไม่

"ผู้บริหารยูเอ็นให้การตอบรับอย่างดีกับกิจกรรมครั้งนี้ ผมหวังว่าการยื่นหนังสือครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการรณรงค์ปั่นจักรยานและเดินเท้าเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน"นายธงชัยกล่าว.

เมื่อโลกไร้ข้อยุติเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2555

โครงการวิจัยนโยบายทางเลือกด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภายใต้มิติความเป็นธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมตอกย้ำความน่าพรั่นพรึงของปัญหาภาวะโลกร้อนในงานสัมมนาความเป็นธรรมด้านภูมิอากาศ (Climate Justice) "ประเด็นร้อนในโลกร้อน 2012" โลกทั้งใบอาจจะกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง และประชากรโลกที่มีอยู่ราว 7,000 ล้านคน คาดการณ์ว่าจะมีประชากรเพียง 1,000 ล้านคน ที่มีแผ่นดินให้อาศัยภายใน 88 ปีข้างหน้า หากวันนี้ทุกประเทศยังปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตัวการของภาวะโลกร้อนต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ การวิเคราะห์ข้อตกลงในเวทีโลกร้อน การเจรจาประเทศต่างๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่ทีท่าว่าจะได้ข้อยุติ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงโลกร้อนของไทยจากผลกระทบที่ตามมา เป็นประเด็นร้อนที่ถูกนำเสนอในเวทีสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าติดตาม

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตน์ มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความตกลงในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCC เคยตั้งวิสัยทัศน์ร่วมกันจะต้องควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนกว่านี้เกิน 2 องศา แต่หลังจากผ่านเวทีโลกร้อน COP 15 โคเปนเฮเกน ปี 2009 ซึ่งการเจรจาไม่ได้ข้อยุติ ทั้งยังให้แต่ละประเทศเสนอเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกโดยอิสระ ซึ่งอียูเสนอลดปล่อย 20-30% จากระดับที่เคยปล่อยปี 1990 ขณะที่สหรัฐอเมริกาลดปล่อย 17% จากระดับที่เคยปล่อยปี 2005 แต่ก็นับว่าน้อยมาก ญี่ปุ่น 25% แคนาดา 17% จนกระทั่งมา COP 16 แคนคูน ปี 2010 ข้อตกลงแคนคูนยังเดินตามแนวคิดดังกล่าวที่ให้แต่ละประเทศยื่นตัวเลขในการลดก๊าซเองซึ่งนี่คือแนวทางที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

"แนวทางนี้รักษากระบวนการ แต่ไม่ได้รักษาโลก เมื่อการเจรจาข้อตกลงให้บรรลุเป้าหมาย 2 องศา ไม่สำเร็จ ล้มเหลว แต่ให้เสนอเป้าลดก๊าซโดยอิสระ ปรากฏว่าอุณหภูมิที่ดีที่สุดที่โลกจะทำได้แค่ 3.5 องศา หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเตรียมรับชะตากรรม" บัญฑูรวิเคราะห์

เขาระบุอีกว่า ชุดความตกลงยังไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม ประเทศพัฒนาต้องร่วมลดมากกว่านี้ แม้จะลดโดยอิสระ ที่ผ่านมาทุกประเทศต่างรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ แต่ไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ร่วมของโลก เราเห็นแต่ตัวเงิน แต่ชีวิตสัตว์ พันธุ์พืช ไม่ให้ความสำคัญ หลังประชุมโลกร้อนแคนคูน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินเดีย บราซิล แอฟริกาใต้ อินเดีย จีน หรือกลุ่มที่เรียกว่า Basic Countries พอใจข้อตกลงมาก เพราะประเทศเหล่านี้ปล่อยก๊าซสูง ถูกเรียกร้องให้ลดปล่อยอย่างมาก ซีกจีนก็พอใจเสนอลดโดยอิสระ แต่ไม่พอใจที่จะมีชุดข้อตกลงระดับโลกมาบังคับต้องลด

นอกจากนี้ COP 17 ที่ผ่านมา ข้อตกลงใน UNFCC ก็หาข้อยุติไม่ได้ ต่ออายุการทำงานไปอีก 1 ปี และยุติการทำงานใน COP 18 เปิดการเจรจารอบใหม่ โดยมีเป้าหมายให้ทำข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมายกับทุกประเทศ โดยตั้งเป้าเจรจาเสร็จปี 2015 และมีผลใช้บังคับ 2020 ส่วนสถานการณ์พิธีสารเกียวโตใน COP 17 ญี่ปุ่น รัสเซีย แคนาดา มีจุดยืนไม่เสนอเป้าลดก๊าซ ขณะที่แคนาดาประกาศทางการถอนตัวจากพิธีสารนี้ สหรัฐก็ยังไม่เข้าร่วม มีเพียงอียู นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เสนอเป้าหมายลดก๊าซแล้ว ถ้าพิธีสารเกียวโตตายไป ไม่มีประเทศอื่นส่งตัวเลขลดเข้ามาช่วงปี 2013-2020 จะไม่เหลือข้อตกลงที่มีผลทางกฎหมาย โลกจะอยู่ในสภาพที่เคว้งคว้าง

ในเวทีนี้บัณฑูรยังให้ภาพน่าสนใจจากพิธีสารเกียวโต แสดงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสมาชิกพิธีสาร 42 ประเทศ รวมแคนาดา ปล่อย 20% ของทั้งโลก จีนและสหรัฐรวมกันปล่อยเท่ากับ 40% ของทั้งโลก ฉะนั้น แม้ 42 ประเทศ ลดปล่อยก๊าซอย่างเต็มที่ ก็ช่วยลดได้เพียง 20% เมื่อเทียบกับพลังบริโภคประเทศยักษ์ใหญ่ ด้วยเหตุนี้ แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่น จึงบอกพิธีสารนี้ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดข้อถกเถียงในการประชุม อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ปี 2015 ประเทศกำลังพัฒนาปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 84% โดยเฉพาะในจีน อินเดีย บราซิล ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วปล่อยในอัตราและปริมาณน้อยกว่า ซึ่งหากจะแก้ปัญหาได้ทุกประเทศต้องหาหนทางที่มีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรมทางสังคม มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ และมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาทางระบบนิเวศ

ด้าน จักรชัย โฉมทองดี คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมเผยว่า จากการติดตามร่างรายงานไอพีซีซีที่กำลังจะตีพิมพ์ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น 6 องศา ภายใน 88 ปีข้างหน้า โลกทั้งใบจะกลายเป็นหนอง บึง พื้นที่ชุ่มน้ำ ผลกระทบที่ตามมาคือ รองรับประชากรโลกได้ 1 พันล้านคน จากทั้งหมด 7,000 ล้านคน ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นผลจากน้ำแข็งละลาย เป็นการสะท้อนว่าทุกนาทีโลกไม่หยุดร้อนขึ้น แม้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่กลับสร้างผลกระทบมหาศาลแก่ชาวโลก โดยเฉพาะวิกฤติภัยพิบัติทางธรรมชาติ กรณีน้ำแข็งอาร์กติกละลายรวดเร็วและใหญ่กว่าที่คาดการณ์ก็แสดงภาวะโลกร้อนระยะยาว หรือผลผลิตการเกษตรหลักของแอฟริกาตกต่ำถึง 30% จากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศา ฉะนั้น ทุกประเทศต้องเร่งหาข้อตกลง หากยังทะเลาะกันต่อไป เจราจาไม่สำเร็จ ประชากรโลกจะเจอสภาพการณ์อันเลวร้ายแน่นอน

"ในวงเจรจาพูดคุยการทำให้โลกร้อนน้อยที่สุด คือ ลดปล่อยก๊าซ แต่ถึงลดอย่างไรก็ได้รับผลกระทบ จึงมีเรื่องการปรับตัวควบคู่ไปด้วย ข้อถกเถียงมีกระทั่งประเทศพัฒนาแล้วต้องลด 50% ใน 8 ปีข้างหน้า และอีก 40 ปีข้างหน้าเพิ่มเป็น 80% แต่ตอนนี้ในระดับสากลยังเถียงกันใครจะลด" จักรชัยกล่าว

เอ็นจีโอผู้ติดตามประเด็นโลกร้อนมาต่อเนื่องกล่าวอีกว่า แนวคิดหลักๆ ในการเจรจาเวทีโลกร้อนมีทั้งยึดหลักความเป็นธรรมในระดับสากลเอาเป็นเอาตาย ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ อียู ญี่ปุ่น ต้องรับภาระเพราะปล่อยก๊าซจำนวนมหาศาลตลอด 100-200 ปีมานี้ อีกชุดความคิดประเทศกำลังพัฒนาเพิ่งปล่อยก๊าซจำนวนมากช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เช่น อินเดีย จีน หรือกระทั่งไทย ก็ไม่ควรทำอะไร เพราะต้องพัฒนาประเทศเพื่อลดความยากจนและสร้างความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ขณะที่จุดยืนภาคประชาชนและเอ็นจีโอเลือกยืนร่วมกับจีน รวมถึงรัฐบาลไทยเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติเพื่อกดดันให้สหรัฐและยุโรปลดปล่อยก๊าซให้ได้ หากให้ประเทศพัฒนาลอยนวลแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ได้ ขณะนี้ระดับโลกไม่ขยับ นี่คือเงื่อนไขและเป็นสถานการณ์ร้อน อย่างไรก็ตาม ผลจากเรื่องนี้ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่มองการพัฒนาที่ยั่งยืนนำมาสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด มีสำนึกรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติผ่านมาแล้ว 17 ครั้ง แต่การเจรจาไม่ได้ข้อยุติ และไม่บรรลุข้อตกลงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกำลังจะเปิดการประชุมรอบใหม่ COP 18 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหาความตกลงโลกร้อนหลังปี 2020 อย่างไรก็ตาม สำหรับการสัมมนาประเด็นร้อนในโลกร้อนหนนี้ มีตัวอย่างการปรับตัวเพื่อรับมือต่อโลกร้อนของชุมชนเกษตรกรรม กรณีศึกษาน้ำท่วม ปี 2554 ใน 2 พื้นที่ คือ ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์

พรพนา ก๊วยเจริญ คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม เผยถึงการศึกษาว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีนักวิชาการฟันธงว่าโลกร้อนเกี่ยวกับน้ำท่วม ปี 54 มากหรือน้อยแค่ไหน แต่มีเอกสารหลายชิ้นค้นพบตรงกัน น้ำท่วมปี 54 เกิดจากความแปรปรวนสภาวะอากาศที่รุนแรงผิดปกติในรอบ 70 ปี จากปรากฏการณ์ลานีญาครั้งแรกปี 54 ทำให้ฝนมาเร็วและตกมาก และยังมีพายุต่อเนื่อง5 ลูก

เธอให้ภาพลักษณะน้ำท่วมพื้นที่คลองโยงปีที่แล้วมาเร็วก่อนฤดูกาลปกติ 1 เดือน คือ ท่วมตั้งแต่ ต.ค. จากปกติจะท่วมราว พ.ย.ธ.ค. น้ำขึ้นเร็วและมาแรง ท่วมสูงและขังนาน 3 เดือน ระดับน้ำท่วมปี 54 มากกว่าระดับน้ำปี 38 ท่วมหนักล้นคันดินนาและสวนจมเสียหายมหาศาล ส่วนพื้นที่ ต.เกยไชย ตั้งอยู่จุดบรรจบแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน สภาพเป็นแอ่งกระทะ ปี 54 น้ำมาเร็วกว่าฤดูกาลปกติ 1 เดือน ท่วมตั้งแต่ ส.ค. ปกติท่วมราว ต.ค.-พ.ย. แม้ไม่ขึ้นเร็ว แต่น้ำมาก ท่วมสูง ขังนาน ระดับน้ำท่วมปีที่แล้วเกือบมิดฝ้าต่างจากปี 38 ถึง 1.6 เมตร

"แม้ไม่ฟันธง แต่การเพิ่มของปริมาณฝนร้อยละ 10-20 ของทุกภูมิภาคทั่วไทย รวมถึงการคาดการณ์ระยะ 20-30 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีความผันผวนมาก ในระยะยาวช่วงปลายศตวรรษนี้ ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีในทั่วทุกภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและการกระจายตัวของพื้นที่ฝนตก นักวิชาการหลายท่านก็บอกมีความเป็นไปได้จะเกิดน้ำท่วมระดับปี 54 ถี่มากขึ้น และรุนแรงมากในอนาคต ทว่า ไม่สามารถพยากรณ์วันเวลาและขนาดความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติได้" พรพนาย้ำปัญหาโลกร้อนกับน้ำท่วมในอนาคตต้องเตรียมรับมือ

ซึ่งการปรับตัวด้านการเกษตรของชาวบ้านจากน้ำท่วมทั้ง 2 พื้นที่นี้ มีตั้งแต่ปรับตัวจากน้ำท่วมที่ผ่านมา หลีกเลี่ยงการเพาะปลูกข้าวในช่วงน้ำท่วม ทำนา 2 ครั้ง ในช่วงเวลา 9 เดือนที่น้ำไม่ท่วม โดยปลูกพันธุ์ข้าวอายุเก็บเกี่ยวสั้น 110-120 วัน มีการทำคันดินล้อมป้องกันน้ำท่วมสวนผลไม้ เลือกทำนาบัว เพราะบัวเป็นพืชน้ำปลูกในพื้นที่น้ำท่วมได้ในพื้นที่คลองโยง

ส่วนการปรับตัวจากน้ำท่วมปี 54 และอนาคตนั้น มีปรับระยะเวลาการเพาะปลูก เลื่อนฤดูกาลเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้น1 เดือน เลือกปลูกข้าวอายุเก็บเกี่ยว 90 วัน ปรับเปลี่ยนระบบการผลิต จากปลูกไม้ผลมาปลูกข้าวหรือพืชอายุสั้น บ้านที่ทำสวนผลไม้บางบ้านเลิกปลูกไม้ผลถาวร เปลี่ยนปลูกข้าวแทน บางบ้านยังอยากทำสวนต่อ แต่ไม่มั่นใจน้ำจะท่วมมากเหมือนปี 54 อีกหรือไม่ บ้างก็รอดูสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ ค่อยตัดสินอีกครั้ง การเลิกปลูกไม้ผลเห็นได้ทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการฟื้นฟูชุมชน เช่น ต่อรองในระบบชดเชยเยียวยากรณีนาบัวเสียหาย ชาวบ้านกลับรับเกิดข้อถกเถียงกันเพราะเป็นพืชน้ำ ไม่อยู่ในเกณฑ์ ตลอดจนรวมกลุ่มจัดทำธนาคารเมล็ดพันธุ์และปรับระบบการผลิตแบบอินทรีย์ในพื้นที่คลองโยง ส่วน ต.เกยไชย มีการแปรรูปจากประมง ทั้งปลาแห้ง ปลาร้า น้ำปลา ช่วงน้ำท่วมจับปลาได้มาก ก็มาแปรรูปเป็นรายได้สมาชิกหลังน้ำลด

ด้าน สุเมธ เปี่ยมส้ม สมาชิกเครือข่ายโรงเรียนชาวนา จ.นครสวรรค์ เกษตรกรในพื้นที่ ต.เกยไชย กล่าวว่า น้ำท่วมปี 54 เป็นผลจากภาวะโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แม้พื้นที่เกยไชยจะน้ำท่วมทุกปี แต่ปีที่แล้วน้ำมาเร็ว ชาวนาเก็บเกี่ยวไม่ทัน เสียหายทั้งตำบล ในปีนี้เราเตรียมรับมือกับน้ำท่วมไว้ ทั้งดีดบ้านขึ้น ยกบ้านหนีน้ำ ทำที่เก็บพันธุ์ข้าว ผลผลิตข้าว รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ให้สูงยิ่งขึ้น ส่วนการเพาะปลูกเลือกปลูกข้าวอายุสั้น ต้องเกี่ยวได้เร็วกว่าน้ำมา

อีกเสียงจาก บุญลือ เจริญมี ประธานสหกรณ์คลองโยง จ.นครปฐม กล่าวบนเวทีนี้ว่า พื้นที่ประสบอุทกภัยทุกปี แต่ปี 54 มาเร็วกว่าปกติ และขึ้นสูง วันที่ 4 ต.ค. จม 50% จนวันที่ 27 ต.ค. จม 100% ระดับน้ำสูง 2 เมตร ชาวบ้านประเมินด้วยความประมาท คิดว่าเอาอยู่ สมาชิกสู้ขุดคันล้อม วางกระสอบทราย กั้นไม่ให้น้ำเข้า โดยมีพื้นที่ยังไม่เก็บเกี่ยวอีกมาก ทั้งนาข้าวและสวนผลไม้ ทั้งมะม่วง ส้มโอ ชมพู่ แต่ปัญหาคือ ข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับจากภาครัฐ อย่างน้ำมา 100 ลูกบาศก์เมตร มันคือเท่าไหร่ ควรทำข้อมูลเตือนภัยน้ำท่วมที่เข้าใจง่าย เช่น ระดับน้ำจะสูงกี่เซนติเมตร หรือใช้ระยะเวลากี่วันจะมาถึง ถ้าทำได้แบบนี้ชาวบ้านจะคำนวณและประเมินสถานการณ์ว่าจะสู้หรือถอย

"ภาคเกษตรก็ปรับตัวปลูกข้าวอายุสั้นลง ถ้าน้ำไม่ท่วมทำนาปีละ 3 ครั้ง เวลานี้นิยมพันธุ์ข้าว กข 51 และข้าว 75 วัน แถวบางเลน พุทธมณฑล นครชัยศรี ลงเยอะมาก เพราะทำหนีน้ำ ชาวบ้านปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดเวลานี้ในพื้นที่ไม่มีไม้ยืนต้น จะปลูกไม้ล้มลุก 10 เดือน เก็บเกี่ยวได้ ที่อยู่อาศัยเดิมเป็นบ้านชั้นเดียวก็ปรับเป็น 2 ชั้น อยู่ได้ยามน้ำท่วม" ประธานสหกรณ์คลองโยงเผยถึงทางรับมือกับน้ำท่วมที่อาจจะเกิดถี่ขึ้น.

มทส.เผยแผนแม่บทคมนาคมเมืองโคราช เน้นด้านเศรษฐศาสตร์-สิ่งแวดล้อม-ประชาชนมีส่วนร่วม

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 3 กันยายน 2555

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงโครงการจัดทำแผนแม่บทและการศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา ที่จัดทำโดย สาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมกับ เทศบาลนครนครราชสีมา ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา พร้อมกับดำเนินการในการออกแบบเบื้องต้นระบบขนส่งมวลชนที่เหมาะสม, ศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับการเดินทางในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการให้บริการการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม

ด้านความคืบหน้าการจัดทำโครงการ มีผลการวิเคราะห์รูปแบบระบบขนส่งมวลชนที่มีความเหมาะสม ครอบคลุมอายุรวมของโครงการในระยะยาว คุ้มค่าการลงทุนก่อสร้าง และปริมาณผู้โดยสารที่คาดการณ์ว่าจะมาใช้โครงการในปีอนาคต คือ ปีที่ 30 (พ.ศ. 2590)ในชั่วโมงเร่งด่วนเช้าสูงสุดเท่ากับ 11,600 คนต่อชั่วโมงต่อทิศทาง ซึ่งระบบที่มีความเหมาะสมกับระบบขนส่งมวลชนเมืองนครราชสีมา คือรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษแบบยกระดับ (Elevated BRT) และรถไฟฟ้าขนาดเบา (LRT)

กูรูเตือนระวังลงทุนภาคพลังงานจีน

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กันยายน 2555

ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ลงทุนอย่างระมัดระวังในภาคพลังงานจีน

นายโจว ต้าตี รองประธานสถาบันวิจัยพลังงานจีน กล่าวเตือนเมื่อวันเสาร์ว่า การลงทุนในภาคพลังงานของจีนควรมีความระมัดระวัง เนื่องจากการขยายตัวด้านการบริโภคพลังงานของจีนมีแนวโน้มชะลอลง ไม่มีความต่อเนื่องในการหนุนภาคพลังงานโดยการขยายกำลังการผลิตพลังงาน

“การบริโภคพลังงานมีแนวโน้มจะชะลอลงสู่อัตราที่เหมาะสมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้" นายโจวกล่าวในการแถลงข่าว ซึ่งมีการเปิดเผยรายงานการพัฒนาพลังงานจีนประจำปีของทางสถาบัน

นายโจว กล่าวว่า การการขยายการลงทุนอย่างไม่เหมาะสมในภาคพลังงานอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเขาเรียกร้องให้บรรดาบริษัทพลังงานประสานงานกันมากขึ้น และให้ความสนใจมากขึ้นกับศักยภาพในการทำกำไรของการลงทุน

รายงานของสถาบัน ระบุว่า การบริโภคพลังงานของจีนจำเป็นต้องมีการปรับปรุง ขณะที่พลังงานของประเทศ 68.8% ได้จากการเผาไหม้ถ่านหินในปี 2554 ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่สัดส่วนเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ระดับไม่ถึง 30%

นอกจากนี้ รายงาน ยังระบุว่าการพึ่งพาการบริโภคถ่านหินที่ระดับสูงจะส่งผลกระทบต่อความพยายามด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจีนสำหรับช่วงปี 2554-2558 ด้วย

สถาบันได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มปริมาณพลังงานสะอาด ซึ่งรวมถึงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อมาแทนพลังงานจากฟอสซิล

ทั้งนี้ จีน วางแผนจะลดการใช้พลังงานต่อหน่วยของจีดีพีลง 16% ภายในปี 2558 จากระดับในปี 2554 และยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็น 11.4% ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของประเทศ จากปัจจุบันที่ 8.6%

แอนตาร์กติกากักเก็บมีเทนมหาศาล

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 2 กันยายน 2555

แอนตาร์กติกากักเก็บมีเทนมหาศาล

ผลการศึกษาตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ฉบับล่าสุด พบว่าก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกสำคัญชนิดหนึ่ง อาจกักเก็บอยู่ในแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกา อยู่เป็นจำนวนหลายล้านตัน และหากถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศโลกในกรณีที่น้ำแข็งละลายมากพอ อาจยิ่งซ้ำเติมภาวะโลกร้อน

แอนตาร์กติกาเคยเป็นดินแดนปลอดน้ำแข็งราว 35 ล้านปีก่อน เคยมีต้นไม้ใบหญ้าที่ต่อมาย่อยสลายกลายเป็นดินอุดมไปด้วยสารอินทรีย์คาร์บอน เมื่อแบคทีเรียที่อาศัยในสภาพออกซิเจนต่ำมาก ย่อยสลายสารอินทรีย์เหล่านั้น จะผลิตก๊าซมีเทนเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญ แต่ด้วยสภาพอากาศเย็นลงและความดันสูง มีเทนจึงเปลี่ยนรูปเป็น "มีเทนไฮเดรต" ซ่อนอยู่ในแผ่นน้ำแข็ง เป็นไปในลักษณะเดียวกับการศึกษาแผ่นน้ำแข็งอาร์กติกที่กักเก็บมีเทนอยู่ข้างใต้

ตามทฤษฎี เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ไฮเดรตจะแตกตัว และก๊าซมีเทนจะถูกปลดปล่อยจากพื้นล่าง แต่ส่วนมากละลายเจือจางไปกับน้ำทะเล แต่หากมีเทนที่ถูกกักเก็บไว้แตกตัวในระดับผิวน้ำ และลอยขึ้นไปในอากาศได้ นั่นจะหมายถึงการซ้ำเติมภาวะโลกร้อน

ในงานวิจัยชิ้นนี้ ประเมินว่า ปริมาณก๊าซมีเทนในก้อนน้ำแข็งอาจสูงประมาณ 4,000 ล้านตัน จึงเชื่อว่า หากน้ำแข็งละลายปลดปล่อยมีเทนออกไป จะมีผลต่อสภาพอากาศโลกในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิจัยกล่าวว่า ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำตำแหน่งสถานที่ต่างๆ หลายพันแห่งในอาร์กติกที่ก๊าซมีเทนกำลังฟุ้งสู่บรรยากาศ แต่การศึกษาเรื่องก๊าซมีเทนใต้แผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกายังน้อยอยู่มาก จึงเรียกร้องให้เพิ่มการสำรวจทางวิทยาศาสตร์

มีเทนเกิดจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต เป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า แต่อยู่ในบรรยากาศสั้นกว่า

เล็งชง ครม.แก้กฎหมาย หนุนชาวบ้านมีส่วนร่วมจัดการขยะพิษ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 2 กันยายน 2555

หมอสุรวิทย์” ตรวจบ่อขยะพิษ จ.ฉะเชิงเทรา พบสารก่อมะเร็ง “ฟีนอล” ในบ่อน้ำ ทำชาวบ้านป่วยแล้วกว่า 800 ราย ส่วนใหญ่ปวดหัว มึนงง ผื่นคันผิวหนัง หายใจติดขัด สั่งจัดหน่วยแพทย์ตรวจสุขภาพชาวบ้านรอบบ่อขยะ เตรียมเสนอ ครม.แก้กฎหมาย ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาขยะพิษในพื้นที่ พร้อมเสนอทุกจังหวัดเอ็กซเรย์แหล่งขยะอันตรายในพื้นที่ ป้องกันสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม

วันนี้ (2 ก.ย.) นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.ธวัชชัย กมลธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขประจำพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และคณะเดินทางไปติดตามปัญหาการนำกากขยะอุตสาหกรรม ไปทิ้งในพื้นที่ อ.พนมสารคาม และ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา โดยได้ประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่โรงพยาบาลพนมสารคาม เพื่อรับฟังปัญหาและมาตรการแก้ไขของจังหวัด จากนั้นคณะได้เดินทางไปดูพื้นที่แหล่งขยะพิษที่หมู่ 7 ตำบลหนองแหน ซึ่งเป็นบ่อดินลึก 3-10 เมตร ในพื้นที่ 15 ไร่ น้ำมีสีดำ มีกลิ่นฉุน โดยชาวบ้านระบุว่า กลิ่นจะเหม็นมากภายหลังฝนตก และฟุ้งกระจายไปไกลประมาณ 3 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางไปตรวจบ่อทิ้งขยะที่หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะขนุน อ.พนมสารคาม ซึ่งมีกลิ่นเหม็นแต่ไม่รุนแรงเท่ากับจุดแรก

นพ.สุรวิทย์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงสุขภาพประชาชน จากปัญหาการลักลอบนำขยะพิษอันตรายไปทิ้งในพื้นที่ ได้มอบหมายให้ติดตามแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน จากการรับฟังรายงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของ ผวจ.ฉะเชิงเทรา พบว่า เป็นการนำกากขยะจากอุตสาหกรรมนอกพื้นที่ไปทิ้ง รวมทั้งหมด 11 จุด โดยอยู่ที่ อ.พนมสารคาม 6 จุด และที่อ.แปลงยาว 5 จุด พื้นที่ปัญหามีขนาดตั้งแต่ 1-200 ไร่ ประเภทขยะ ประกอบด้วย น้ำเสีย 7 แหล่ง ที่เหลือเป็นขยะประเภทพลาสติก มีประชาชนอาศัยบริเวณรอบๆ 3,000 คน ขณะนี้จังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขทั้งระบบ 1 ชุด มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานชุดทำงาน ประชุมติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ ทั้งด้านกฎหมายและการดูแลสุขภาพประชาชน

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับในด้านผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สธ.ได้มอบหมายให้ สสจ.ฉะเชิงเทรา จัดหน่วยแพทย์ดูแล โดยในระยะเร่งด่วนได้แจกหน้ากากอนามัยให้ประชาชน ประมาณ 10,000 ชิ้น และจัดหน่วยแพทย์เฉพาะทางจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลพุทธโสธร ตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 2 แห่ง ที่ตำบลหนองแหน และตำบลห้วยพลู ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนเจ็บป่วยเข้ารับการตรวจรักษา 838 ราย ส่วนใหญ่เจ็บคอ หายใจติดขัด ผื่นคันตามผิวหนัง ปวดศรีษะ มึนงง แสบจมูก ประชาชนสามารถรับบริการได้ตลอดเวลาฟรี

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วนมาตรการระยะยาว เนื่องจากพิษภัยของสารเคมีในระยะแรกๆ อาจพบผลกระทบไม่มาก แต่สารนี้จะสะสมในร่างกายเกิดผลในระยะยาว ที่เป็นห่วงที่สุดคือ โรคมะเร็ง โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำตื้น ในหมู่บ้านที่ ตำบลหนองแหน 12 แห่ง พบมีการปนเปื้อนสารฟีนอล (Phenol) ในบ่อ 2 แห่ง ซึ่งสารดังกล่าวเป็นสารก่อมะเร็ง จึงให้ประชาชนงดการใช้น้ำบ่อมาอุปโภคบริโภค ให้ใช้แหล่งน้ำภายนอกที่ปลอดภัยแทน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดน้ำสะอาดมาให้ชาวบ้านใช้ และตั้งประปาบาดาล ที่ผลิตน้ำได้ 2,000 ลิตรต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาระบบประปา โดยจะขยายผลการตรวจคุณภาพน้ำในบ่อน้ำตื้นในพื้นที่อื่นๆ ด้วย

“สธ.จะตรวจดูการปนเปื้อนสารโลหะหนักอันตราย ในประชาชน โดยดูจากปัสสาวะ และเลือด ต่อไป โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้สุ่มเก็บตัวอย่างเลือด และปัสสาวะ ของประชาชนจากหมู่ 7 ตำบลหนองแหน จำนวน 140 ตัวอย่าง เพื่อตรวจหาแมงกานีส ตะกั่ว และ สังกะสี ในเลือด และตรวจหาโครเมียม นิกเกิล สารปรอท สารฟีนอล ตกค้างในปัสสาวะที่สำนักโรคประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรค ซึ่งจะทราบผลเร็วๆ นี้” รมช.สาธารณสุข กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน จะเพิ่มการตรวจหาสารพทาเลส(Phthalates) ซึ่งเป็นสารที่เกิดมาจากกระบวนการผลิตพลาสติก สารชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน โดยจะเก็บตัวอย่างเลือด ตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และจัดหน่วยแพทย์ดูแลด้านจิตใจเพราะปัญหากลิ่นส่งผลกระทบต่อประชาชนด้วย

นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่เกิดมาจากความใส่ใจของประชาชนในพื้นที่ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีมาก จะนำผลรายงานนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการเอ็กซเรย์ ปัญหาการลักลอบทิ้งสารพิษอันตรายในจังหวัดอื่นๆ ด้วยเพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบ ทั้งประชาชน สัตว์เลี้ยง และสิ่งแวดล้อม และจะเสนอแก้กฎหมายให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการอนุญาตการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม หรือการกำจัดมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ ในวันที่ 10-11 กันยายนนี้ กระทรวงสาธารณสุขจะจัดอบรมเจ้าหน้าที่ และ อสม.ในการคัดกรองการรักษาเบื้องต้น และการให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่มีปัญหาสารพิษ เพื่อที่จะสามารถวางแผนการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง

by ThaiWebExpert