Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 4+ เอกสารประกอบการประชุม

2012-08-07

Global Warming Forum ปีที่ 3 ครั้งที่ 4: ระบบ MRV กติกาใหม่เรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2555 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้องอโนมา 2 ชั้น 3 โรงแรมอโนมา (ตรงข้ามเซ็นทรัลเวิลด์)

จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) "เวที GWF เป็นเวทีสาธารณะสำหรับการนำเสนอความรู้จากผลการวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ และเป็นการเปิดขยายพื้นที่ทางนโยบาย (Policy Forum) เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนและประชาชนได้ร่วมติดตาม แลกเปลี่ยนและวิเคราะห์สถานการณ์ความเคลื่อนไหว และร่วมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการจัดเวที GWF ในปีที่ 3 มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมมุ่งสู่การประชุมสีเขียว ในสถานที่ที่สะดวกต่อการขนส่งสาธารณะ ลดการใช้พลังงานและทรัพยากรเพื่อตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก"

สามารถดาวน์โหลดกำหนดการ รูปแบบการประชุมสีเขียวและเอกสารประกอบการประชุมได้ที่นี่

สุวิทย์ ชี้แจงปัญหาพื้นที่สัมปทาน แนะการจัดการพื้นที่กรมป่าไม้

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- พุธที่ 1 สิงหาคม 2555

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อปี2545 ได้มีการปฏิรูปส่วนราชการ เดิมกรมป่าไม้ถูกแบ่งออกเป็น กรมป่าไม้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลชายฝั่ง และสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น จึงได้โอนภารกิจการดูแลป่าสงวนแห่งชาติไปให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต่อมาในปี 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้พื้นที่ที่หมดอายุการอนุญาตให้ยุติการอนุญาตต่ออายุไว้ โดยจะให้มีการจัดระเบียบการอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ โดยพิจารณาให้ราษฎรผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองและเป็นคนในพื้นที่หลัก โดยใช้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ในการแก้ปัญหา

กรณีปัญหาการใช้พื้นที่ทางภาคใต้ในการทำสวนยาง และสวนปาล์ม ทางกรมป่าไม้ได้มอบหมายให้นายประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ลงพื้นที่ในการแก้ไขปัญหา โดยร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเร่งดำเนินการ ซึ่งทางกรมป่าไม้มีนโยบายชัดเจนในการให้โอกาสกับประชาชนที่มีฐานะยากจน ซึ่งขณะนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่ต้องการใช้พื้นที่ในการทำมาหากินเล็กๆ น้อยๆ และขอให้เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์ก่อน แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตข้อบังคับของกฎหมาย และจะไม่อนุญาตให้นายทุนเก็บหาผลประโยชน์ในพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

กคช.เปิดตัวบ้านต้นแบบประหยัดพลังงานอยู่ได้แม้เกิดอุทกภัย

โดย กระแสหุ้น วันที่ 26 สิงหาคม 2555

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) ศึกษาและก่อสร้างบ้านต้นแบบ “บ้านประหยัดพลังงานต้นทุนต่ำ” บนพื้นที่สำนักงานใหญ่ กคช. เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยทางเลือกในภาวะโลกร้อน ด้วยการออกแบบโดยยึดเอกลักษณ์และสภาพแวดล้อมของไทย ตลอดจนคำนึงถึงความเป็นอยู่เมื่อเกิดอุทกภัย

นายวิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า กคช. ได้ทำการศึกษาโครงการก่อสร้างบ้านต้นแบบประหยัดพลังงาน 2 ชั้น “บ้านประหยัดพลังงานต้นทุนต่ำ” เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยทางเลือก ในภาวะโลกร้อน สำหรับจัดสร้างโครงการที่อยู่อาศัยของ กคช. โดยได้ทำการศึกษาและประเมินผลลักษณะบ้านพักอาศัย 2 ชั้น ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย รวมถึงศึกษาวัสดุทางเลือกที่ประหยัดพลังงานทำให้บ้านอยู่สบายโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ ที่ใช้เทคนิคออกแบบเปลือกอาคาร 2 ชั้น ผสมผสานเทคนิคการทำความเย็นโดยวิธีธรรมชาติ ด้วยการหน่วงความร้อนด้วยมวลสาร การทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำ พร้อมทั้งเสริมพื้นที่เอนกประสงค์ และยกพื้นสูงเพื่อป้องกันอุทกภัย พร้อมทั้งเตรียมพื้นที่สำหรับคนพิการ ซึ่งจะนำการศึกษามาปรับใช้ในการออกแบบวางผังอาคารตลอดจนศึกษาสภาวะน่าสบาย เมื่อบ้านต้นแบบแล้วเสร็จ ซึ่ง กคช. ได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านต้นแบบบนพื้นที่สำนักงานใหญ่ กคช. ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

สำหรับ บ้านประหยัดพลังงานต้นทุนต่ำ มีลักษณะเป็นอาคารพักอาศัย 2 ชั้น ใต้ถุนโล่ง เพื่อให้สามารถนำไปก่อสร้างได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย โดยตัวอาคารมีรูปแบบตามเอกลักษณ์และสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งคำนึงถึงการอยู่อาศัยเมื่อเกิดอุทกภัย ชั้นบนของอาคารแบ่งเป็น 2 ห้องนอน ห้องพักผ่อน ห้องครัวและห้องน้ำ รวมแล้วมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 120 ตร.ม. ค่าก่อสร้างเบื้องต้น 1,471,000 บาท นอกจากนี้ งานวิจัยได้ออกแบบคู่มือการใช้อาคารเพื่อปรับให้เข้ากับที่ดิน คือ การวางผังบ้านโดยยึดแนวอาคารด้านส่วนบริการให้มีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินมากที่สุดโดยเฉพาะทิศตะวันตก เพื่อให้มีที่ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา การปรับเปลี่ยนทิศทางอาคารที่ดินควรให้ส่วนบริการ ได้แก่ ส่วนครัว ห้องน้ำ บันได อยู่ทางทิศตะวันตกและทิศใต้เท่านั้น ส่วนการต่อเติมอาคารได้ออกแบบเพื่อรองรับการขยายพื้นที่ใช้สอย ในอนาคตไว้ด้วย ทั้งนี้ เมื่อการก่อสร้างบ้านต้นแบบแล้วเสร็จสมบูรณ์ กคช. จะจัดสรรงบประมาณและบุคลากรเพื่อดำเนินการศึกษาตัวชี้วัดสภาวะน่าอยู่สบายให้สามารถอยู่อาศัยได้จริงตามวัตถุประสงค์โครงการบ้านประหยัดพลังงานต้นทุนต่ำ เพื่อการอยู่อาศัยในภาวะโลกร้อนต่อไป

พด.เปิดผลวิจัยการไถกลบตอซัง ช่วยจัดการดินสำหรับการปลูกข้าว-ลดภาวะโลกร้อน

โดยหนังสือพิมพ์แนวหน้า อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

การไถกลบตอซังข้าวแทนการเผาตอซังนั้น นับเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ต้องการรณรงค์ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเผาตอซัง ซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุในดิน อีกทั้งยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซมีเทนที่เป็น สาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาไถกลบตอซังซึ่งเป็นวิธีการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการทำการเกษตรอย่างมาก ประกอบกับการทำนาของชาวนาในยุคนี้ที่ต้องการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จึงมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักแปลงนา? และชาวนานิยมใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไป แต่ความจริงแล้ว วิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การไถกลบตอซัง เนื่องจากเป็นการนำเศษซากพืชหมุนเวียนกลับลงสู่ดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

กรมพัฒนาที่ดิน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการไถกลบตอซังแทนการเผาตอซัง เพราะเป็นการช่วยรักษาสภาพผืนดินให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรของประเทศไทยมีจำกัด อีกทั้งชุมชนเมืองและอุตสาหกรรมก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าเราไม่รักษาผืนดินเดิมให้ดี ในอนาคตอาจไม่มีพื้นที่ทำกิน ซึ่งสภาพแข่งขันของโลกการค้าเสรีในปัจจุบัน ล้วนทำให้เกิดการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ประเด็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจถูกหยิบยกมาเป็นข้อกีดกันทางการค้าได้ ซึ่งการทำนาก็เป็นภาคการผลิตหนึ่งที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เพื่อเป็นการหาข้อพิสูจน์ในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซในนาข้าว กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ซึ่งมีนางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข เป็นผู้อำนวยการ และได้มอบหมายนักวิจัย คือ ดร.นิสา มีแสง ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรของคาร์บอนในดินจากการไถกลบตอซังข้าวในภาคกลางของประเทศไทย”

ดร.นิสา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการจัดการดินด้วยวิธีการไถกลบตอซังเปรียบเทียบกับวิธีการเผาตอซัง และวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลงนาต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ 2 ชนิด คือ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศึกษาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บลงดินในรูปของอินทรียคาร์บอน และผลที่เกิดต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดินในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อจะได้วิธีการจัดการดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวและช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้าง

การวิจัยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกรบ้านห้วยโรง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เก็บข้อมูลทั้งในฤดูข้าวนาปี และนาปรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการไถกลบตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด 131.82 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ด้วยแปลงนามีสภาพน้ำขัง ทำให้อินทรียวัตถุจากตอซังข้าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งไม่แตกต่างจากวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลง ในขณะที่วิธีการเผาตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่า คือ 111.32 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังพบว่าฤดูการปลูกข้าวนาปรังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนรวมตลอดฤดูเฉลี่ย 144.51 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 14,832.80 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าฤดูข้าวนาปี ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ย 104.76 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 8,454.62 มิลลิกรัม/ตารางเมตร/ชั่วโมง เนื่องจากฤดูนาปรังมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่สูงกว่า และมีช่วงเวลาการขังน้ำในแปลงนาที่นานกว่าฤดูนาปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการไถกลบตอซังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการเผาตอซัง แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บลงสู่ดินเฉลี่ยสูงสุด 603 กิโลกรัม/ไร่ และมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศเฉลี่ยทั้ง 2 ฤดูปลูกข้าวต่ำสุด 1,312.2 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่การเผาตอซัง ปริมาณคาร์บอนจากส่วนของต้นข้าวถูกเผาปล่อยสู่บรรยากาศเมื่อต้นฤดูปลูก แม้จะมีปริมาณคาร์บอนจากส่วนของรากคงอยู่ในดินแต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น? การเผาตอซังจึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิจากก๊าซทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสู่บรรยากาศที่สูงเป็นปริมาณถึง 2,072 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การไถกลบตอซังเป็นวิธีการจัดการดินที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

นำแนวพระราชดำริ วิจัยแก้ปัญหาน้ำเสีย

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพุธที่ 1 สิงหาคม 2555

นางสุนันทา เพ็ญสุต ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน กล่าวว่า ในการแก้ปัญหาน้ำเสีย จากเดิมที่ใช้การเติมอากาศลงไปในน้ำเสียเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่มีสีเขียวจากการเกิดของสาหร่ายชั้นต่ำได้ กรมชลประทานจึงได้นำแนวพระราชดำริมาศึกษา เพื่อพัฒนาระบบการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีขึ้น โดยใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแหล่งน้ำ

สำหรับรางพืชนั้น จะเป็นรางที่ทำด้วย คอนกรีต หรือไม้ ซึ่งมีอยู่ 2 ขนาด คือ (กว้าง x ยาว x สูง) ขนาดเล็ก 0.5 x 10 x 0.5 เมตร และขนาดใหญ่ 1.0 x 20 x 0.5 เมตร

จะวางในแนวเส้นตรง หรือโค้ง หรือแบ่งเป็นช่วง ๆ ก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ โดยจะวางไว้บริเวณขอบสระน้ำ ใกล้กับจุดที่น้ำเสียมากที่สุด จากนั้นก็จะปลูกพืชแช่น้ำ เช่น พุทธรักษา ปักษาสวรรค์ ต้นเตย เป็นต้น โดยใช้ทรายหยาบเป็นวัสดุสำหรับปลูกพืชดังกล่าว จากนั้นก็จะสูบน้ำเสียให้ไหลผ่านรางพืช แล้วไหลกลับลงสู่สระเดิมเพื่อให้น้ำผ่านการบำบัด

“ผลจากการใช้ระบบรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศดังกล่าว พบว่า สามารถลดปริมาณสาหร่ายชั้นต่ำซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมีสีเขียวได้ พร้อมกับลดจำนวนการใช้เครื่องกลเติมอากาศ ลดพื้นที่ที่ใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ สามารถวัดสภาพน้ำได้ง่าย โดยดูได้จากการเจริญเติบโตของพืชไม่ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญราคาถูก ดูแลรักษาง่าย ทำให้น้ำใสขึ้น น้ำที่มีสีเขียวจางลง กลิ่นเหม็นหายไป และยังช่วยทำให้ภูมิทัศน์ของพื้นที่สวยขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์กล่าว.

นักวิชาการสวน“ปลอด”เปลี่ยนป่า ทำลายระบบนิเวศ-อาจทำน้ำท่วมมากขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2555

นักวิชาการระบุโครงการเปลี่ยนป่าเต็งรังเป็นป่าดิบของปลอดประสบ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ห่วงถ้าทำจริงจะทำให้ป่าเต็งรังหายไปจากเมืองไทย ทำให้โอกาสเกิดน้ำท่วมมีมากขึ้น แนะให้หันมาฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมจะมีประโยชน์กว่า

สืบเนื่องจากการที่ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เคยออกมาเสนอแนวคิด เรื่องการทำป่าไม่ซับน้ำให้เป็นป่าไม้ซับน้ำ ด้วยการเปลี่ยนป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณหรือป่าผสมผลัดใบ ให้เป็นป่าดิบ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยใช้งบประมาณมากถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดเริ่มโครงการ 8 ส.ค. นี้ นักวิชาการด้านป่าไม้ มีความคิดเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ดังนั้นทางคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ป่าดิบเขา หนึ่งในประเภทของป่าไม่ผลัดใบในเมืองไทย

จัดเสวนาในหัวข้อ “คิดรอบด้านการเปลี่ยนแปลง” ขึ้น ในวันที่ 30 ก.ค. 55 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม FORTROP ตึกวนศาสตร์ 60 ปี ชั้น 3 คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับการเสวนาครั้งนี้ทางคณะวนศาสตร์ได้ระดมสมองจากนักวิชาการที่เชี่ยวชาญป่าประเภทนี้โดยเฉพาะ มาร่วมเสวนาในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของป่าประเภทนี้ทางด้านลุ่มน้ำ พันธุ์พืช สัตว์ป่า และต่อชุมชนว่าเป็นอย่างไร ถ้าหากไม่มีป่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือถ้าจะมีการเปลี่ยนป่าจริง จะสามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร

รศ.ดร. อุทิศ กุฏอินทร์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รศ.ดร. อุทิศ กุฏอินทร์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ป่าเต็งรังสามารถกักเก็บน้ำได้ดี ยกตัวอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติห้วยขาแข้ง มีป่าเต็งรัง แต่ลำห้วยต่างๆก็สามารถมีน้ำจากธรรมชาติไหลอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าร้อน น้ำก็ไม่เคยหยุดไหล ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่า ป่าเต็งรัง มีประโยชน์เพราะสามารถกักเก็บน้ำได้ หากมีการเปลี่ยนป่าไม้จริง ก็จะส่งผลกระทบกับระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นไม้เต็งรัง กล้วยไม้ต่างๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์ป่า

ผศ.ดร.พสุธา สุนทรห้าว อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ด้าน ผศ.ดร.พสุธา สุนทรห้าว อาจารย์ประจำภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ป่าสามารถเปลี่ยนได้โดยธรรมชาติของมันเอง และด้วยฝีมือมนุษย์ เมื่อป่าเปลี่ยนธรรมชาติก็เปลี่ยนไปด้วย ป่ามีประโยชน์ทั้งทางตรง ทางอ้อม ยังส่งผลต่อความรู้สึก รวมถึงการท่องเที่ยวอีกด้วย หากมีการเปลี่ยนป่าจริง กว่าที่ป่าเต็งรังจะเป็นป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์จริง ก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายปี หรืออาจจะหลายสิบปี หากเปลี่ยนแนวคิดจากการเปลี่ยนป่า มาเป็นการฟื้นฟูป่าที่เสื่อมสภาพไป อาจเห็นผลได้เร็วกว่าและมีประโยชน์กว่าอีกด้วย

ทางด้าน ศ.ดร.นิพนธ์ ตั้งธรรม ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร กล่าวทิ้งท้ายว่า รู้สึกห่วงหากเปลี่ยนป่าเต็งรัง ให้เป็นป่าดิบ เพราะป่าเต็งรังส่วนมาก จะมีเฉพาะในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากป่าเต็งรังในประเทศไทย หายไปหมด เหมือนอย่างประเทศฟิลิปปินส์ โอกาสที่น้ำจะท่วมก็จะมีมากขึ้น และแหล่งกักเก็บน้ำก็จะน้อยลง และเมื่ออยากเห็นป่าเต็งรัง เพื่อศึกษาหรือค้นคว้า ก็คงต้องไปดูที่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นแน่

สำหรับประเภทของป่าในเมืองไทย จากเว็บไซต์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช(http://www.dnp.go.th/research/Knowledge) ได้แบ่งป่าไม้ในเมืองไทยไว้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ “ป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ” กับ “ป่าผลัดใบ” โดยป่าดิบอันประกอบด้วยป่าดิบชื้น ดิบเขา และดิบแล้งจัดอยู่ในประเภทป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ(ในหมวดป่าดิบเมืองร้อน) ส่วนป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณจัดอยู่ในประเภทป่าผลัดใบ ซึ่งจะเห็นได้ว่าป่าดิบ กับป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ มีความแตกต่างของระบบนิเวศในประเภทป่าอย่างชัดเจน

ภาพ: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000093491

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว ชุมชนอยู่ร่วมกับนํ้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง -- อังคารที่ 31 กรกฎาคม 2555

ปูนอินทรี ผุดไอเดียสร้างสรรค์ สร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ชุมชนที่อยู่ร่วมกับน้ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คัดเลือกชุมชนบ้านคลองทราย อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา 20 หลัง คาเรือน เป็นชุมชนแรกของประเทศไทย ที่พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่าง พอเพียงและยั่งยืน

คุณจันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร (การตลาดและงานขาย) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยที่มาของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) ว่าหลัง "มหาอุทกภัย" ปี 2554 ที่ผ่านมาทีมอินทรีอาสาได้มีโอกาสเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำในทุกๆ ปี แต่ในปีที่ผ่านมาชาวบ้านต้องเจอกับสภาวะน้ำท่วมอย่างรวดเร็วและรุนแรง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้การใช้ชีวิตของชาวบ้านมีความยากลำบากมาก และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ จึงทำให้เริ่มคิดว่าที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป อาจเป็นผลมาจากน้ำมือของมนุษย์ที่ทำให้โลกกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก และถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ต้องหันมาดูแลธรรมชาติ ซึ่งทางปูนอินทรีเองมีศักยภาพที่จะช่วยเหลือได้ จึงได้คิดริเริ่มเป็นโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ (INSEE Green Village) และได้เลือกที่จะสร้างสรรค์หมู่บ้านต้นแบบสีเขียว โดยถือเอาชุมชนบ้านคลองทราย ต.บ้านนา อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 หลังคาเรือน ให้เป็นชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชนแรกของประเทศไทย พึ่งพาตนเองอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับตัวได้ในทุกสภาวะ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีวิถีชีวิต "รักษ์โลก" เพื่อความสุขอย่างพอเพียงและยั่งยืน"

สำหรับแนวทางการออกแบบ "บ้านอยู่กับน้ำ" ของโครงการ อินทรี กรีน วิลเลจ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต จุลาสัย อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกแบบ กล่าวว่า "กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การให้นิสิตเข้าไปลงพื้นที่ กินอยู่กับชาวบ้าน เพื่อศึกษาถึงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชนบ้านคลองทราย เพื่อนำมาประยุกต์ในการออกแบบบ้าน โดยเน้นการเป็นบ้านที่ทนทานต่ออุทกภัย จึงออกแบบให้มีใต้ถุนยกสูงถึง 3 เมตร มีทางเดินบอร์ดวอร์ค เชื่อมชั้น 2 ของบ้านทุกหลังให้สามารถเดินไปมาหาสู่กันได้ในยามประสบอุทกภัย และทำหน้าที่เป็นหลังคาทางเดินในช่วงหน้าร้อน รวมทั้งคำนึงถึงการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้างซึ่งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Green Heart Label ฉลากรับรองสินค้าและบริการ ตามระบบมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ISO14021 : Environmental Labels and Declarations นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 5 ต้น สำหรับพื้นที่ชุมชน และหลอดตะเกียบประหยัดไฟในบ้านทุกหลัง

นอกจากนี้ยังมีการวางระบบการอยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Eco Living โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จินต์ อโณทัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นผู้ออกแบบระบบการบริหารและจัดการของเสีย หรือ Waste Management ของโครงการอินทรี กรีน วิลเลจ ชุมชนคลองทราย กล่าวว่าการสร้างหมู่บ้านต้นแบบสีเขียวภายใต้แนวคิด Eco Living สิ่งสำคัญที่สุดเริ่มจากการสร้างจิตสำนึกและประสบการณ์ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่ชาวชุมชนในการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเขาสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการร่วมกันบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย การแยกขยะซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นปุ๋ยหมักและก๊าชชีวภาพ (Biogas) ผ่านเครื่องผลิตปุ๋ยหมักและก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่ทางปูนอินทรีมอบให้ ซึ่งชาวบ้านสามารถใช้ประกอบอาหารในชีวิตประจำวันได้ หรือแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างรายได้จาก การคัดแยกขยะได้อีกด้วย กลายเป็นรูปธรรมที่ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ จากการช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ โดยติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์เพื่อให้แสงสว่างในชุมชนช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกัน

คุณจันทนา กล่าวปิดท้ายว่า "การทำงานครั้งนี้ยังเป็นการประสาน การทำงานของทั้ง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.ชุมชน 2.สถาบันการศึกษา และหน่วยราชการ 3.บริษัท ในฐานะแกนกลางในการประสานงาน การสนับสนุนทรัพยากร และบุคลากรผู้มีจิตอาสา องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ เครือข่ายพันธมิตรด้านธุรกิจ ซึ่งหากจุดประสงค์ของโครงการนี้ก่อตัวเป็นรูปธรรม 3 ได้ก็จะตามมา คือ ชาวบ้านได้หลักประกันสำคัญของครอบครัว นั่นคือบ้านหลังใหม่ที่มีความมั่นคง อยู่สบายในยามปกติและยามที่เกิดอุทกภัย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อมาคือ พัฒนาการสร้างจิตสำนึกของชุมชน สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยทุกชุมชน ทุกครอบครัวต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด และสุดท้ายสังคมไทยได้รูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่ปูนอินทรีได้ลงมือทำเป็นสิ่งที่หาใช่ความฝัน หรือแนวคิดที่ฟังดูดี แต่ได้มีการลงมือทำให้ปรากฏเห็นเป็นจริง นับเป็นโครงการที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน และยกระดับคุณค่ากิจกรรมเพื่อสังคมของภาคเอกชน เพื่อบรรลุเป้าหมายความสุข อย่างพอเพียงและยั่งยืนในที่สุด

กรมอุทยานจ่อฟ้องรีสอร์ตทับลานเอาผิดแพ่งคดีโลกร้อน

โดยไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2555

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่หวั่นเจ้าของรีสอร์ตจ่อฟ้องร้องค่าเสียหาย500ล้าน บอกขอชาติหน้าจะมาจ่ายคืน จ่อฟ้องกลับคดีโลกร้อน เอาผิดทางแพ่งทุกรีสอร์ต ลั่นต้องรื้อทิ้งให้หมดก่อนเกษียณ...

วันที่ 29 ก.ค. นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต ที่บุกรุกอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และอ.นาดี จ.ปราจีนบุรี รอบ 3 ว่า ได้รับรายงานจากนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานฯ ทับลาน ว่าภาพรวมการรื้อถอนทั้ง 9 จุดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยวันนี้มีการตัดฟันต้นยางพาราเพิ่มเติมในพื้นที่บุกรุกบางจุด แต่ไม่มีกลุ่มมวลชนออกมาขัดขวางหรือต่อต้านรุนแรงแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการรื้อถอนบ้านพักตากอากาศ และรีสอร์ตที่บุกรุกพื้นที่ครั้งนี้ก็ได้รายงานให้นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมเข้าร่วมประชุม ครม. ที่ จ.สุรินทร์ ในวันที่ 30 ก.ค. ทราบแล้ว ว่าปฏิบัติการเป็นไปด้วยความราบรื่น

เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ตเตรียมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นเงินจำนวน 500 ล้านบาทนั้น นายดำรงค์ กล่าวว่า เขาอยากจะฟ้องก็ให้ฟ้องร้องไป เอาไว้ชาติหน้าตนค่อยมาใช้คืน จากนี้กรมอุทยานฯ ก็จะรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดกับสิ่งแวดล้อมฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ทางแพ่ง (คดีโลกร้อน) จากเจ้าของรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศทุกรายเช่นกัน ส่วนกรณีที่เจ้าของทะเลหมอกรีสอร์ต อ้างว่ามีเอกสารที่ตนเซ็นรับรองไว้เมื่อ ปี 2548 เมื่อครั้งเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมอุทยานฯ ว่าจะให้เช่าพื้นที่ต่อนั้น ตนยอมรับว่าเป็นคนเซ็นรับรองในเอกสารดังกล่าว แต่เป็นความเข้าใจผิดของเจ้าของรีสอร์ตว่าจะให้เช่าพื้นที่ เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นการให้เจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติมว่า พื้นที่ใดอยู่ในโซนบริการ โซนอนุรักษ์ หรือเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ใดบ้าง และเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมาก็ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วว่าหากกรมอุทยานฯ จะให้รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกอุทยานฯ และดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว โดยเจ้าของขอมอบสิ่งปลูกสร้างให้อุทยานฯ และขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบกิจการต่อนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาชัดเจนแล้วว่ากรมอุทยานฯ ไม่สามารถให้เช่าพื้นที่ได้ เพราะเป็นการขัดต่อกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีทางออกใดนอกจากต้องรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ออกไปให้หมด

นายดำรงค์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหลังการปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น เพราะเราดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตนคิดว่าจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จทั้งหมดในระหว่างที่อยู่ ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานฯ ทั้งส่วนที่ศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเสร็จแล้ว รอการรื้อถอนหลังจากนี้อีก 10 แห่ง และอยู่ระหว่างขั้นตอนของศาลปกครองอีก 20 กว่าแห่ง รวมทั้งในส่วนที่ชุดเคลื่อนที่เร็วที่กรมอุทยานฯ แต่งตั้งขึ้น และอุทยานฯ ทับลานได้เข้าดำเนินการจับกุมเพิ่มเติมจำนวน 418 คดีที่ได้ยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนแล้วนั้น ตนจะหารือกับผู้บริหารกรมอุทยานฯ เพื่อเข้าดำเนินการรื้อถอนให้หมด โดยใช้อำนาจตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ที่ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ได้อยู่แล้ว

“ปฏิบัติการครั้งล่าสุดนี้ ได้รับกำลังใจจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เสร็จภารกิจผมมานั่งกินข้าวแกงที่ร้านริมถนน มีประชาชนนำพวงมาลัยมามอบให้ และชื่นชมว่าทำเพื่อประเทศชาติ ทำให้กรมอุทยานฯ มีกำลังใจขึ้นมาก แม้ที่ผ่านมาจะมีอุปสรรคต่างๆ นานา โดยเฉพาะแรงต้านจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผมพิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องรอศาล เพราะท้ายที่สุดเชื่อว่าศาลน่าจะพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้น ออกจากพื้นที่อุทยานฯอยู่แล้ว เพราะชัดเจนว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ และมาตรา 22 ของ พ.ร.บ. อุทยานฯ ให้อำนาจอธิบดีและหัวหน้าอุทยานฯ ดำเนินการในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกเต็มที่ ดังนั้นคิดว่าจะระดมกำลังจำนวน 5,000 นายขึ้นไป มาดำเนินการเหมือนครั้งล่าสุดนี้ ถ้าใช้กำลังคนเพียง 500-600 คนเหมือนสองครั้งที่ผ่านมาก็มีการเกณฑ์คนออกมาต้าน ทั้งนี้หลังการหารือผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง 16 สำนักทั่วประเทศแล้วจะทยอยดำเนินการ โดยรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 400 กว่าแห่งนี้ จะใช้กำลังคนเข้าดำเนินการจุดละ 50 คน ค่อยๆ ทยอยดำเนินการไปเรื่อยๆ ภายในเดือน ก.ย. ที่ผมจะเกษียณอายุราชการนี้ รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ทับลาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จะต้องหมดไปจากพื้นที่ เรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ ไม่อยากให้ยืดเยื้อออกไป เพราะไม่อยากให้เป็นภาระกับอธิบดีคนต่อไปที่จะมารับหน้าที่ต่อจากผม นอกจากนั้นในส่วนของรีสอร์ทใหญ่กลางทะเล ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า –หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ก็จะดำเนินการรื้อถอนภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ เช่นกัน ” นายดำรงค์ กล่าว

ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ปี 2012 (30 กรกฏาคม 2555)

เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ปี 2012
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมและความเห็นเกี่ยวกับการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ปี 2012 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนของ พณ. และหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทยไปร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 18 (The 18th APEC Minister Responsible for Trade Meeting) ซึ่งสหพันธรัฐรัสเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน 2555 ณ เมืองคาซาน ซึ่งมีผลการประชุมสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. การสนับสนุนการเจรจาการค้ารอบโดฮาและต่อต้านการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า
รัฐมนตรีการค้าเอเปคได้ออกแถลงการณ์ (Stand-alone Statement) เรื่อง “ Supporting the
Multilateral Trading System and Resisting Protectionism” โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.1 สนับสนุนการเจรจาพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮา โดยปรับเปลี่ยนจากการเจรจาในรูปแบบเดิม ที่เน้นการเจรจาแบบ Single Undertaking ซึ่งจะต้องตกลงกันได้ทุกเรื่อง เปลี่ยนมาสนับสนุนการเจรจาในรูปแบบใหม่ ๆ (different, fresh, and credible negotiating approaches) เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำให้สามารถเจรจาตกลงกันได้มากขึ้น โดยมุ่งหวังให้การเจรจารอบโดฮาสามารถมีผลลัพธ์และประสบผลสำเร็จได้ต่อไป
1.2 ต่อต้านการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า (Protectionism) โดยยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามปฏิญญาผู้นำเอเปค ปี 2554 (ค.ศ. 2011) ที่จะไม่ออกมาตรการใหม่ ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการค้าสินค้าและการค้าบริการไม่ออกข้อจำกัดใหม่ในด้านการส่งออก และไม่ใช้มาตรการที่ไม่สอดคล้องกับความตกลง WTO ไปจนถึงปี 2558 (ค.ศ. 2015)
2. การส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและการขยายการค้า (Trade and Investment Liberalization , Regional Economic Integration)
2.1 การทบทวนเป้าหมายโบกอร์ ที่ประชุมยืนยันความมุ่งมั่นต่อการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุน และยินดีต่อความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายโบกอร์ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินการเพื่อให้เกิดความตกลงการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia – Pacific : FTAAP) ในอนาคต สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าควรมี Roadmap ที่ชัดเจนเพื่อมุ่งสู่ FTAAP และสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรของสมาชิก “Capacity Building Needs Initiative” เพื่อรองรับการเจรจา FTAAP ในอนาคตต่อไป
2.2 ประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ (Next Genertation Trade and Investment Issues : NeGTI) ที่ประชุมให้การรับรองข้อเสนอของรัสเซีย เรื่องความโปร่งใสภายใต้ความตกลงทางการค้า (Transparency in Trade Agreements) เป็นประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ สำหรับปี 2555 (ค.ศ. 2012) และขอให้เจ้าหน้าที่เพิ่มเติมความเข้มข้นของการทำงานในประเด็น NeGTI ที่จะนำไปหารือหรือเพิ่มเติมในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีในเอเชีย – แปซิฟิค (Free Trade Area of Asia - Pacific : FTAAP) ในอนาคต และรายงานความคืบหน้าในการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting : AMM) ที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน ศกนี้
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้กล่าวสนับสนุนข้อเสนอของรัสเซียเรื่องความโปร่งใสภายใต้ความตกลงทางการค้าที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นประเด็น NeGTI โดยกล่าวว่า ปัจจุบันมีความตกลงการค้าที่ใช้บังคับอยู่มากกว่า 300 ฉบับ ความโปร่งใสจะเป็นกลไกสำคัญช่วยให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้า นอกจากนี้ เห็นว่าความโปร่งใสจะช่วยส่งเสริมกระบวนการปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศอีกทางหนึ่งด้วย
2.3 การจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปค ตามมติของผู้นำเขตเศรษฐกิจ
เอเปคเมื่อปี 2554 (ค.ศ. 2011) ระบุให้ในปี 2555 (ค.ศ. 2012) ให้สมาชิกจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปคที่มีผลกระทบโดยตรงในเชิงบวกต่อการสนับสนุนเป้าหมายการเจริญเติบโตสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเปค เพื่อนำมาลดภาษีลงเหลือร้อยละ 5 หรือต่ำกว่าภายในสิ้นปี 2558 ที่ประชุมจึงได้มีมติให้สมาชิกอุทิศทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดในการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมฯ ภายในการประชุม AMM 2012 เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของผู้นำฯ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปหารือกันอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ ที่เม็กซิโก ซึ่งการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปค จะไม่กระทบต่อท่าทีการเจรจาเรื่องนี้ ของสมาชิกภายใต้ WTO
3. การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Strengthening Food Security) ที่ประชุมกล่าวยินดีต่อความสำเร็จของรัฐมนตรีความมั่นคงทางอาหารของเอเปคในการจัดทำปฏิญญาคาซานว่าด้วยความมั่นคงทางอาหาร (Kazan Declaration on APEC Food Security) และจะให้การสนับสนุนเพื่อมุ่งเป้าหมายการเพิ่มการลงทุนและผลผลิตด้านการเกษตร การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการพัฒนาตลาดอาหาร การเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพอาหาร การส่งเสริมการจัดการระบบนิเวศน์อย่างยั่งยืนและต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย และการปรับปรุงการเข้าถึงอาหารให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคมรวมทั้งสนับสนุนการเพิ่มการลงทุนในภาคการเกษตรและการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืนโดยการกระตุ้นการลงทุนและนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในภาคการเกษตร และเห็นว่าภาครัฐควรมีบทบาทในการสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับชาวไร่/ชาวนาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ รวมทั้งรับทราบความจำเป็นในการมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนในภาคการเกษตร การปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนการเพิ่มความโปร่งใส และการลดอุปสรรคการลงทุนในภาคเกษตรกรรม
4. การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ (Establishing Reliable Supply Chain) เพื่อปรับปรุงสมรรถนะห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Performance) ให้ได้ร้อยละ 10 ภายในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) โดยการลดต้นทุน ระยะเวลา และความไม่แน่นอน ในการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการภายในภูมิภาค และยืนยันว่าการดำเนินการในด้านนี้จะช่วยสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายโบกอร์ในการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเปค ตลอดจนสนับสนุนการเจริญเติบโตและความรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเปค รวมทั้งให้การสนับสนุนการดำเนินการด้านต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงสมรรถนะห่วงโซ่อุปทาน เช่น การมีเส้นทางห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย (Diversification of Supply Chain Routes) เพื่อลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อห่วงโซ่อุปทานอัจฉริยะ (Intelligent Supply Chains) ซึ่งจะสามารถช่วยบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ได้ดีขึ้นมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสามารถติดตามสินค้าได้แม่นยำมากขึ้น
ในการนี้ ประเทศไทยได้กล่าวสนับสนุนและผลักดันให้เอเปคดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์กับ SMEs โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาให้ SMEs เข้มแข็ง และการสนับสนุนให้ SMEs เข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทาน เพราะไทยเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของโลกในสาขาต่าง ๆ รวมทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และชิ้นส่วน และอาหาร การดำเนินการของเอเปคในเรื่องเหล่านี้จึงเป็นประโยชน์กับ SMEs ของไทยด้วย
5. ความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของนวัตกรรม (Intensive Cooperation to Foster Innovative Growth)
ที่ประชุมตระหนักถึงความสำคัญของนวัตกรรมอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของภูมิภาคเอเปค และเห็นชอบให้มีการประชุม “Chief Science Advisors” ของสมาชิกเอเปค ในปี 2556 (ค.ศ. 2013) เพื่อให้เกิดเครือข่ายและหารือในประเด็นวิทยาศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของเอเปค รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการหารือเรื่องนโยบายด้านนวัตกรรมเพื่อให้เกิดนวัตกรรมในภูมิภาคเอเปค และสนับสนุนการเพิ่มบทบาทของภาคธุรกิจและภาคการศึกษาโดยการจัดตั้ง “Policy Partnership on Innovation” หรือ PPI ต่อไป นอกจากนี้ ตระหนักถึงบทบาทของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการเป็นแหล่งนวัตกรรมและความคิดก้าวหน้า โดยเน้นความสำคัญของการลดอุปสรรคการค้าและการลงทุนสำหรับ SMEs และสนับสนุน SMEs ให้มีนวัตกรรมในสาขาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (green sectors) รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ ( Young Entrepreneurs Network : YEN) ซึ่งการประชุม YEN ครั้งแรกมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ศกนี้ ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
6. การหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับแคนาดา
ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการหารือทวิภาคีกับ Mr.Ed Fast, Minister of International Trade and Minister for the Asia-Pacific Gateway ประเทศแคนาดา สรุปได้ ดังนี้
แคนาดา เสนอจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับไทย โดยเห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้นำของภูมิภาคอาเซียน การทำ FTA ระหว่างกันได้ จะทำให้การค้าของทั้งสองฝ่ายขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และเห็นว่าไทยสามารถเป็นฐานในการขยายการค้าและการลงทุนของแคนาดาสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน (อีก 9 ประเทศ) ได้
ไทย แจ้งว่าให้ความสำคัญกับแคนาดา ซึ่งถือว่าเป็นตลาดในภูมิภาคอเมริกาอันดับต้น ๆ ของไทย และเห็นด้วยกับแคนาดาว่า ทั้งสองประเทศยังมีโอกาสที่จะขยายการค้าระหว่างกันได้อีกมาก จึงเห็นว่าในชั้นนี้อาจเริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน
7. ข้อคิดเห็นของ พณ. สรุปได้ดังนี้
7.1 การเจรจาใน WTO รอบโดฮาได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลาเกือบ 11 ปีแล้ว และขณะนี้อยู่ในภาวะชะงักงัน ปัจจุบัน WTO มีสมาชิก 155 ประเทศ ซึ่งการเจรจาตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ใน WTO จะใช้ระบบฉันทามติ (consensus) ทำให้การเจรจามีความล่าช้ามาก ดังนั้น กลุ่มประเทศพัฒนาและใน WTO ที่เป็นสมาชิกเอเปค เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสหรัฐ ฯ หันมาใช้เวทีเอเปค ซึ่งมีสมาชิกเพียง 21 เขตเศรษฐกิจ ในการผลักดันให้การเจรจาเรื่องต่าง ๆ มีความคืบหน้าก่อน จากนั้นจึงนำไปผลักดันในเวที WTO ต่อไป เช่น การผลักดันให้มีการเจรจาขยายขอบเขตสินค้าภายใต้ความตกลงว่าด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology Agreement : ITA) และการผลักดันให้สินค้าใช้แล้วที่นำมาผลิตใหม่ (Remanufactured Products) ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกับสินค้าใหม่ เป็นต้น
2.เอเปคได้ดำเนินการเพื่อผลักดันการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อมุ่งเป้าหมายระยะยาวของการเจรจาความตกลง FTAAP ในอนาคตการเจรจาเรื่องต่าง ๆ จึงมีความเข้มข้นมากขึ้น เช่น การจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปค การคัดเลือกประเด็นการค้าการลงทุนมิติใหม่ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมนโยบายนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ และขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด เป็นต้น
3. ประเด็นเรื่องการจัดทำรายการสินค้าสิ่งแวดล้อมของเอเปค เพื่อนำมาลดภาษีให้เหลือร้อยละ 5 หรือต่ำกว่า ภายในปี 2558 (ค.ศ. 2015) เป็นประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกมีท่าทีที่แตกต่างกัน ระหว่างสองขั้วใหญ่ ได้แก่ จีนกับสหรัฐฯ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ระดับเจ้าหน้าที่หารือเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายให้จัดทำรายการสินค้า ฯ ให้เสร็จก่อนการประชุมผู้นำเอเปค ที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ที่เมือง วลาดิวอสต๊อก

ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการ (30 กรกฏาคม 2555)

เรื่อง ขออนุมัติเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการ (Informal additional sessions of the ad hoc working groups) และการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบให้ประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการ (Informal additional sessions of the ad hoc working groups) ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 5 กันยายน 2555 และการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 6-13 กันยายน 2555 ณ สถานที่ที่สำนักเลขาธิการอนุสัญญา ฯ กำหนด ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

by ThaiWebExpert