ระยองโมเดล ต้นแบบการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 2012-07-20

ศูนย์ข่าวศรีราชา - ระยองโมเดล ต้นแบบการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย และเตรียมการรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการ ในการจัดทำแผนการแก้ไขปัญหามาบตาพุดอย่างครบวงจร เมื่อวันที่19 มิถุนายน 2555 จากการประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดชลบุรีโดยได้เสนอแผนการดำเนินงาน ระหว่าง ปี 2555 - 2559 ประกอบด้วย 8 แผนงาน 92 โครงการวงเงินงบประมาณ 43,476,669 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งให้เร่งดำเนินการศึกษาการพัฒนาพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นองค์กรปกครองส่วนรูปแบบพิเศษ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยและเตรียมการรองรับเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)นั้น

ทำให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความตื่นตัวในการแก้ไขปัญหามาบตาพุดเป็นอย่างมาก ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วุฒิสภา โดยมีนางภารณี จงสุทธนามณี เป็นประธานได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในจังหวัดระยอง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการลงทุนจังหวัดระยอง สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และเทศบาลเมืองมาบตาพุดมาร่วมประชุมหารือเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ที่อาคารสุขประพฤติ วุฒิสภา

นายสนธิ คชวัฒน์ เลขาและอนุกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมหารือกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงานพื้นที่จังหวัดระยองและ คณะอนุกรรมาธิการฯได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อเสนอแนวทางในการจัดการปัญหามาบตาพุดเพิ่มเติม จากที่แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1.เนื่องจากรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณลงไปแก้ไขปัญหามาบตาพุดเป็นจำนวนหลายพันล้านบาท ตั้งแต่มีการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ เมื่อพ.ศ.2552เป็นต้นมาแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการร้องเรียนต่างๆได้ ทั้งนี้ อาจมาจากการที่ภาคประชาชนขาดความไว้วางใจหรือความเชื่อมั่นต่อการดำเนินของภาครัฐและผู้ประกอบการ

เนื่องจาก 1. มลพิษในพื้นที่ยังสามารถตรวจพบอยู่ โดยเฉพาะไอระเหยสารอินทรีย์ 2. มาตรการด้านความปลอดภัยและแผนฉุกเฉินยังไม่ชัดเจน 3.คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน 4.งบประมาณในการพัฒนาพื้นที่มีจำกัด เนื่องจากโรงงานร้อยละ90เสียภาษีที่กรุงเทพ 5.ผังเมืองรวมจังหวัดระยองหมดอายุตั้งแต่ปี2546 6.การอนุญาตตั้งโรงงานอยู่ที่ส่วนกลาง จังหวัดระยองไม่มีอำนาจ 7.การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมหย่อนยานดังนั้นหากสามารถจัดทำแผนงานและดำเนินการปรับปรุงในประเด็นดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้ความเชื่อมั่นจากภาคประชาชนจะกลับคืนมา

2. เห็นด้วยให้มีการศึกษาและผลักดันให้พื้นที่มาบตาพุด หรือจังหวัดระยองเป็นองค์กรปกครองส่วนรูปแบบพิเศษ ซึ่งเทศบาลมาบตาพุดได้แจ้งว่าจะทำการศึกษาแล้วเสร็จภายในเวลา6เดือนและจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถนำรายได้จากการเก็บภาษีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรง

3.ผลักดันให้จังหวัดระยอง เทศบาลมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้มีความเข้มแข็งสามารถเข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยที่หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้ให้การสนับสนุนทั้งเทคโนโลยีและวิชาการ รวมทั้งให้มีการตั้งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในจังหวัดระยอง พิจารณาให้ความเห็นประกอบการขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรือการพัฒนาสาธารณูปการต่างๆในจังหวัดระยองก่อนนำไปทำการศึกษาโดยที่ปรึกษาหรือขออนุญาตต่อหน่วยงานอนุญาต และพิจารณาให้ความเห็นในกรณีการร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากประชาชน

4.ให้มีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตาม มาตรการป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(และสุขภาพ)อย่างเข้มงวด ทั้งนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับกรมควบคุมมลพิษกำกับดูแลโครงการ ที่ผ่านการเห็นชอบกับรายงานฯอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะโครงการที่ไม่ยอมส่งรายงานการติดตามตรวจสอบมาให้พิจารณา

ในส่วนของกรมโรงงานและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการตรวจสอบและกำกับโรงงานในการดูแลโดยให้เจ้าของโครงการมานำเสนอการดำเนินงานพร้อมตอบข้อซักถามต่อที่ประชุม ซึ่งประกอบด้วยหน่วยราชการและประชาชนปีละ 2 ครั้งต่อโครงการ

5.จัดทำคู่มือเกี่ยวกับข้อมูลสารเคมีให้ประชาชนเข้าใจ รวมทั้งพิจารณาให้โครงการต่างๆในพื้นที่จังหวัดระยองจัดตั้งกองทุน เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมสามารถนำเงินกองทุนมาแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตได้ทันที

6.ผลักดันและส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งสำนักงานที่จังหวัดระยอง และเสียภาษีที่จังหวัดระยอง เพื่อให้จังหวัดระยองมีงบประมาณพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมากยิ่งขึ้น

7. ผลักดันให้ให้โรงงานอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และพัฒนาชุมชนและสังคมร่วมกับหน่วยราชการ สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน รวมทั้งต้องทำให้ประชาชนมีความเข้าใจการทำงานของโรงงาน และโรงงานต้องเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนด้วย

8. ผลักดันให้มีการประกาศผังเมืองรวมจังหวัดระยองให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเมืองต่อไป

รัฐยันปีนี้ไร้ปัญหาน้ำท่วม-นักวิชาการเตือนปีหน้าอาจเผชิญปัญหาภัยแล้ง

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2555

นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงถึงแผนงานบูรณาการน้ำทั้งระบบของรัฐบาลว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ทั้งหมด โดยรัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณที่ตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อดำเนินการใน 6 แผนงาน เช่น การพร่องในเขื่อนเพื่อรองรับน้ำฝน, แผนการสร้างคันกันน้ำและฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรม, การทำพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ และการวางศูนย์ระบบข้อมูลให้เป็นระบบเดียว(Single Command) ประกอบกับปีนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเฉลี่ยน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 14 % ทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำในเขื่อนได้อย่างเหมาะสม

ด้านนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า แม้ปีนี้รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมได้ แต่เป็นห่วงคือในปีหน้าประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง เนื่องจากแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่พยายามพร่องน้ำในเขื่อนให้เพียงพอและรองรับปริมาณน้ำฝน จึงมีความกังวลว่า ปริมาณในเขื่อนที่น้อยจะส่งผลให้ชาวนาไม่มีน้ำใช้ ซึ่งจะผลต่อปริมาณส่งออกข้าวของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งวางแผนปัญหาภัยแล้งที่จะเกิดปีหน้าด้วย โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคของประชาชนและพื้นที่การเกษตร

พบการแตกตัวแผ่นน้ำแข็งขนาดยักษ์ใหญ่ในขั้วโลก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2555

แผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมา ใหญ่กว่าเมืองแมนฮัตตัน 2 เท่า แตกตัวออกจากช่วงปลายของธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์พยากรณ์ไว้อย่างแม่นยำเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน และก่อความกังวลเพิ่มเติมต่อภาวะโลกร้อน

แผ่นน้ำแข็งยักษ์นี้มีขนาดประมาณ 74 ตารางกิโลเมตรและแตกอออกจากส่วนปลายของธารน้ำแข็งปีเตอร์แมนน์ ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของกรีนแลนด์ เมื่อเช้าวันจันทร์(16)

ทั้งนี้เหตุธารน้ำแข็งปีเตอร์แมนน์แตกหรือแยกตัวครั้งใหญ่ที่สุดหนสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2010 โดยคราวนั้นมีขนาดใหญ่เกือบ 4 เท่าของแมนฮัตตัน ซึ่งถือเป็นแตกตัวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ในกรีนแลนด์เลยทีเดียว

Climate change mitigation through oriental wisdom and human development

ผู้เขียน: 
Suthawan Sathirathai and Buntoon Sethasiroj

" สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) ได้รับเชิญจาก UN Department of Economic and Social Affairs ให้ร่วมเขียนบทความเผยแพร่เกี่ยวกับแนวคิดและประสบการณ์การดำเนินงานเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย เพื่อจัดทำเป็นหนังสือชื่อ "Future Perfect" หนังสือฉบับนี้ได้รวบรวมบทความจากนักวิชาการ และองค์กรต่างๆ ทั่วโลก และเผยแพร่เป็นครั้งแรกในช่วงการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือการประชุม Rio+20 ณ นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2555 "

สามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

ผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย (17 กรกฎาคม 2555)

เรื่อง ผลการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินการในพื้นที่ต้นน้ำ 6 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดน่าน ตามที่สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณารายการที่สำคัญมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ขออนุมัติค่าใช้จ่ายในโครงการประชาอาสาปลูกป่า 800 ล้านกล้า 80 พรรษามหาราชินีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 โดยให้ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ จำนวน 21.2991 ล้านบาท

การลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิกและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย (17 กรกฎาคม 2555)

เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิกและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐโมซัมบิก โดยให้ พณ. สามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในส่วนที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญของร่างความตกลงฯ โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ และหลังจากลงนามแล้วให้ กต. แจ้งผลการรับรองผูกผันความตกลงของประเทศไทยต่อประเทศโมซัมบิกอย่างเป็นทางการ
สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ สรุปได้ดังนี้
1. ความร่วมมือด้านทรัพยากรแร่ระหว่าง 2 ประเทศ ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ อาทิ การสำรวจทรัพยากรแร่ การส่งเสริมการลงทุนในการใช้ประโยชน์การค้าและการสร้างมูลค่าเพิ่มทรัพยากรแร่ การวิจัยและเทคโนโลยี ความช่วยเหลือทางเทคนิค การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้และข้อกฎหมายด้านการเหมืองแร่ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
2. ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วม ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อประสานและติดตามการดำเนินกิจกรรมภายใต้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยคณะทำงานร่วมจะประชุมกันปีละ 1 ครั้ง

ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 3 (17 กรกฎาคม 2555)

เรื่องผลการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 3
คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามผลการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 3 เพื่อให้มีการทำงานอย่างบูรณาการและเกิดผลเป็นรูปธรรมตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
พณ. รายงานว่า ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee : JTC) ระหว่างไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 โดยมีคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และ ดร.จอม ประสิทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนกัมพูชาซึ่งผลการประชุม มีประเด็นสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญและติดตามการดำเนินงานต่อไปอย่างใกล้ชิด คือ ความร่วมมือด้านการส่งเสริมและการอำนวยความสะดวกทาง
การค้าและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. ความคิดริเริ่มใหม่ในการพิจาณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านสินค้าเกษตร (Special Agriculture Inland Port) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสถานีให้บริการการขนส่งสินค้า โดยครอบคลุมการรวบรวมและการกระจายสินค้า การเก็บรักษาสินค้าและการดำเนินพิธีทางศุลกากร นำเข้า/ส่งออก ซึ่งสามารถใช้เส้นทางถนน รถไฟ ทางอากาศ หรือทางน้ำในการขนส่งสินค้ามายังสถานีดังกล่าว ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้จัดตั้งและดำเนินการ Dry Port ที่มีความสำคัญต่อการค้าระหว่างประเทศแล้ว ขณะที่ไทยอยู่ระหว่างการพิจารณายกระดับ Dry Port ให้เป็น International Dry Port 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่ลาดกระบัง หนองคาย และเชียงราย
2. การพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสมาพันธ์โรงสีข้าวและผู้ค้าข้าวแห่งอาเซียนและสมาพันธ์ผู้ค้ามันสำปะหลังแห่งอาเซียน
ทั้งนี้ ความคิดริเริ่มดังกล่าวถือเป็นมิติใหม่ของความร่วมมือทวิภาคีซึ่งสามารถขยายไปสู่ความร่วมมือภูมิภาค โดยมุ่งเน้นให้เกิดผลอย่างยั่งยืนเป็นรูปธรรมและจำเป็นต้องมีการทำงานอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยผลจากการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา ปี 2555 – 2558 จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าหมายการขยายตัวของการค้าในอัตราร้อยละ 30 ต่อปี และยังสนับสนุนการดำเนินงานการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนเพื่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ในปี 2558

ร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (17 กรกฎาคม 2555)

เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอดังนี้
1. เห็นชอบสาระสำคัญในร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จำนวน 3 ฉบับ พร้อมทั้งอนุมัติให้กระทรวงพลังงาน สามารถพิจารณาปรับปรุงถ้อยคำในร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญของความร่วมมือได้ตามความเหมาะสม ก่อนที่จะมีการลงนามกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กระทรวงไฟฟ้า 1 และกระทรวงไฟฟ้า 2 ของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลเมียนมาร์)
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์
3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ดังกล่าว
สาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงร่วมฯ
ร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงาน (Joint Statement for the Establishment of Energy Forum) ระหว่างกระทรวงพลังงานแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงานของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงพลังงาน กระทรวงไฟฟ้า 1 และกระทรวงไฟฟ้า 2 รวมจำนวน 3 ฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะตั้งเวทีหารือด้านพลังงาน และมีขอบเขตของความร่วมมือด้านพลังงานลักษณะกว้าง ๆ ในหัวข้อต่อไปนี้
1) การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน
2) การจัดเตรียมข้อเสนอแนะรัฐบาลของทั้งสองประเทศในการสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน
3) การสนับสนุนและส่งเสริมภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเพื่อบรรลุความร่วมมือด้านพลังงาน
4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานและประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
5) การส่งเสริมการดำเนินการที่นำไปสู่การปฏิบัติของข้อตกลงที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะมีขึ้นในอนาคตของทั้งสองประเทศ
6) การพิจารณาความเป็นไปได้ในเรื่องความร่วมมือสาขาอื่น ๆ ตามที่ทั้งสองประเทศจะได้ตกลงร่วมกัน

ศศินทร์ชี้ปัญหาศก.และการเมืองฉุดการพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 17 กรกฎาคม 2555

ศศินทร์เผยสิ่งแวดล้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมือง คือ อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ชี้ผู้นำของแต่ละประเทศต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านการลงทุน ย้ำทุกชาติยังมีความแตกต่างด้านกฎหมาย และข้อบังคับ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียว่า สิ่งแวดล้อมทางด้านเศรษฐกิจ และการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อชาติต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะในเอเชียเท่านั้น แต่ทั่วโลกจะต้องเร่งพัฒนา และแก้ไขจุดอ่อนดังกล่าว เพื่อรับมือกับปัญหาและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนของต่างชาติ แม้ว่านักลงทุนทั่วโลกเบนเข็มเข้าสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย แต่ปัญหาความไม่แน่นอน และความวุ่นวายทางการเมืองที่รุนแรงในบางประเทศ ทั้งปัญหาการสู้รบ และการจลาจล ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของภูมิภาค และเป็นสาเหตุหลักของความแตกต่าง ทำให้เกิดความได้เปรียบ และเสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่จะมีการรวมตัวกันอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ซึ่งยังมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมภายใน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และการลงทุนระหว่างประเทศ เชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ดังนั้น จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดเสรี

อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกที่สืบเนื่องมาจากภาคการเงิน และการธนาคารของประเทศในภูมิภาคตะวันตกอ่อนแอลง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ในเอเชียเข้าไปมีบทบาทในการปล่อยกู้เพื่อลงทุนสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ และการเงินอย่างจีน และญี่ปุ่น ที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มเข้าไปมีอิทธิพลกับนักลงทุน และภาคธุรกิจต่างๆ แทนสถาบันการเงินจากตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณบ่งชี้ว่า เมื่อประเทศมหาอำนาจมีความอ่อนแอทางด้านเศรษฐกิจ ก็เป็นโอกาสที่ดีของตลาดทุนในเอเชียจะค่อยๆ ซึมเข้าไปแทนที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“จากการแสดงปาถกฐาของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงานเสวนาเรื่อง “วิกฤตทางการเงินโลก และอนาคตของธนาคารโลกและเอเชีย” ในงาน Asia in Transfomation, Sasin Bangkok Forum ที่จัดขึ้นไม่เมื่อนานมานี้ ซึ่งได้ระบุว่า หากรัฐบาลจะนำเงินคงคลังไปหาผลประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีการแก้กฎหมายให้สามารถนำเงินไปฝากกับธนาคารพาณิชย์เพื่อได้ดอกเบี้ยจากการลงทุน หรือแม้กระทั่งการสนับสนุนให้นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเงิน” ดร.กฤษติกา กล่าวและให้ความเห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะจีน และญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ได้ขยายอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย แม้กระทั่งตลาดทุนของไทยเองก็เริ่มแสวงหาโอกาสจากสถานการณ์ของโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดร.กฤษติกา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แม้ภูมิภาคเอเชียจะมีความโดดเด่นขึ้นในอีกไม่ช้านี้ แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้นำของแต่ละประเทศจะต้องเผชิญ และร่วมมือกันแก้ไขก็ คือ ความไม่มั่นคงทางด้านการเมือง และปัญหาความแตกต่างด้านโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศของตนเอง เนื่องจากภาวะการค้า และการลงทุนที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันได้ จะส่งผลกระทบในวงกว้าง และลุกลามไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียได้ ดังนั้น การลงทุนจะต้องพิจารณาจากปัจจัยภายนอกประเทศด้วยว่า ประเทศคู่ค้ามีสิ่งแวดล้อมทางการตลาดอย่างไร หรือมีความเสี่ยงจากปัจจัยรอบข้างมากน้อยแค่ไหน

สรุปผลการประชุม Rio+20

ผู้เขียน: 
สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

ผลการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2012 (Rio+20)
ณ นครริโอ เดอ จาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล
ระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2555

รายงานโดย : สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ดาวน์โหลดเอกสารได้ด้านล่าง

ภาพ: http://www.csmonitor.com/World/2012/0612/Rio-20-megacities-strive-to-sur...

by ThaiWebExpert