ค้านทำเหมืองแร่เกลือหินใต้ดินกว่า 600 ไร่ ชาวโคราชหวั่นชีวิต-สิ่งแวดล้อม

ชาวบ้าน อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ชุมนุมคัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่เกลือหินใต้ดิน พื้นที่กว่า 600 ไร่ เกรงเกิดผลกระทบด้านต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชน

ชาวบ้านหนองหัวแหวน ต.พันดุง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ในนามเครื่อข่ายต่อต้านการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่เกลือหินใต้ดิน ชุมนุมบริเวณศาลาภายในหมู่บ้านคัดค้านการทำประชาคมขอประทานบัตรทำเหมืองแร่เกลือหินใต้ดินของ บริษัท ซอลท์เวิร์คส จำกัด ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ เพื่อป้องกันเหตุความวุ่นวาย
 
แกนนำชาวบ้านบอกว่า ไม่อยากให้มีการทำเหมืองแร่ในชุมชน เนื่องจากเกรงว่า จะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ซอลท์เวิร์คส จำกัด ระบุว่า ขณะนี้โครงการยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบถามความคิดเห็น และทำความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อยื่นขอประทานบัตร โดยการทำเหมืองแร่จะใช้พื้นที่ 600 ไร่ บริเวณบ้านหนองหัวแหวน ซึ่งเป็นการทำเหมืองใต้ดินแบบห้องสลับเสาค้ำยัน และถือว่าเป็นวิธีทำเหมืองผลิตสินแร่ที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งหลังจากนี้จะเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง 

 

'ญี่ปุ่น'ปรับรังสีรั่วไหลเป็นระดับ3

 'ญี่ปุ่น' ปรับระดับสถานการณ์น้ำเปื้อนรังสีรั่วไหลเป็นระดับ 3 'IAEA' เตือนญี่ปุ่นให้ข้อมูลชัดเจน ไม่ทำปชช.สับสน

28 ส.ค. 56  สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นประกาศวันนี้ ปรับเพิ่มระดับความรุนแรงของการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะจากระดับ 1 หรือระดับเหตุการณ์ผิดปกติ เป็นระดับ 3 หรือระดับเหตุการณ์น่าวิตก หลังสัปดาห์ที่แล้วสำนักงานฯ แนะปรับเพิ่มก่อนยกเลิกในเวลาต่อมา เมื่อได้หารือกับสำนักงานพลังงานปรมาณูสากลหรือ ไอเออีเอ และถูกทักท้วงเรื่องความแม่นยำของการปรับ
 
การตัดสินใจปรับเพิ่มครั้งใหม่ มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากบริษัทโตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือเทปโก้ เปิดเผยข้อมูลใหม่โดยยอมรับว่า การรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากถังเก็บใบหนึ่ง อาจเกิดขึ้นนานเกือบหนึ่งเดือนครึ่งแล้ว ก่อนจะตรวจพบเมื่อ 19 ส.ค. เทปโก้ แจ้งกับเจ้าหน้าที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ว่า ปริมาณกัมมันตรังสีที่ตรวจวัดได้จากตัวพนักงานที่มีหน้าที่ตรวจตราบริเวณนั้นเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. แต่ไม่มีใครพยายามสืบหาสาเหตุ
                        
 และวันนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ กล่าวตำหนิเทปโก้ที่เพิกเฉยต่อคำแนะนำให้เพิ่มการตรวจตราเพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหล และประเมินต่ำเกินไปเกี่ยวกับผลกระทบของการรั่วไหล
                         
ขณะเดียวกันสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล หรือ ไอเออีเอ เรียกร้องวันนี้ให้ญี่ปุ่นชี้แจงให้ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ในโรงไฟฟ้าและหลีกเลี่ยงการรายงานข้อมูลสับสน
                         
ไอเออีเอ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนที่เทปโก้ ระบุว่า มีปริมาณ 300 ตัน ว่าเป็นปริมาณที่ไม่น่าจะถึงขั้นประกาศเป็นระดับ 3 จากทั้งหมด 7 ระดับตามมาตรวัดระหว่างประเทศว่าด้วยอุบัติภัยนิวเคลียร์ หรือไอเอ็นอีเอส พร้อมกับตั้งข้อสงสัยด้วยว่า เหตุใดจึงปรับระดับความรุนแรงของการรั่วไหลในครั้งนี้ แต่ไม่แจ้งระดับความรุนแรงในการรั่วไหลครั้งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วิกฤติเตาปฏิกรณ์หลอมละลายช่วงเดือน มี.ค. 2554
                         
ไอเออีเอ จึงเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้มาตรวัด ไอเอ็นอีเอส ในอนาคต เพราะเสี่ยงทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดของประชาชนได้ เนื่องจากอาจจะมีการปรับระดับหลายครั้งในช่วงที่กระบวนการแก้ไขวิกฤติโรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ อาจใช้เวลายาวนานถึง 40 ปี
                         
ขณะเดียวกันสำนักงานกำกับดูแลนิวเคลียร์ บอกด้วยว่า การปรับเพิ่มระดับการปนเปื้อนเป็นระดับ 3 ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะยังไม่รู้ว่ามีน้ำรั่วไหลแค่ไหน มีปริมาณความเข้มข้นของกัมมันตรังสีแค่ไหน และต้องรอเทปโก้ เปิดเผยรายละเอียดมากกว่านี้ พร้อมกันนี้ได้กล่าวโทษสำนักข่าวต่างชาติ ว่ารายงานเรื่องมาตรวัดของอุบัติภัยนิวเคลียร์อย่างไม่ถูกต้อง เพราะสื่อบางแห่งรายงานว่าสถานการณ์ร้ายแรงเพียงเพราะอยู่ในระดับ 3 แต่เป็นการเข้าใจอย่างไม่ถูกต้อง
 

ลักลอบตัดไม้เขตป่าสงวนป่าต้นน้ำ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2556 นายบัญญัติ เศียรเขียว ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอแกลง จ.ระยอง พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ อส. จำนวนหนึ่งบุกตรวจเขาหินแท่น หมู่ 10 ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีนายทุนแอบลักลอบตัดไม้บนเขา จึงเข้าตรวจสอบพบยอดเขาที่เป็นขั้นบันไดถูกตัดต้นไม้เกลี้ยงจนกลายเป็นเขาหัวโล้น เนื้อที่กว่า 500 ไร่ พบคนงานแรงงานต่างด้าวที่กำลังตัดโค่นไม้ต่างวิ่งหลบหนีกันอลหม่าน พร้อมกับเคลื่อนย้ายเครื่องจักรเลื่อยยนต์หลบหนีลงเขา เจ้าหน้าที่ได้วิ่งติดตามแต่ไม่สามารถจับกุมไว้ได้ แรงงานต่างด้าวอาศัยความชำนาญเส้นทางบนเขาจึงได้หลบหนีการจับกุมไปได้ และได้ตรวจสอบไม้ที่ถูกตัดเป็นประเภทไม้ยางพารา ไม้เนื้อแข็งที่ถูกตัดโค่นทิ้งไว้

นายบัญญัติ เศียรเขียว ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอแกลง ได้กล่าวว่า เขาดังกล่าวเป็นมีต้นไม้เบญจพรรณ และมีไม้ยางพาราขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และจากการตรวจสอบพบว่าถูกตัดโค่นทั้งเขา เนื้อที่ประมาณกว่า 500 ไร่ ส่วนมากไม้ที่ตัดจะนำเข้าสู่โรงงานเพื่อแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งไม้นั้นมีราคาและเป็นที่ต้องการของนายทุน และเขาหินแท่นแห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำและมีลำธารน้ำไหลตลอดปี ชาวบ้านใช้ในการทำเกษตร ซึ่งจะประสานกับผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อหาตัวนายทุนที่เข้ามาลักลอบตัดไม้มาดำเนินคดี
 
เบื้องต้นได้ยึดไม้ที่เป็นของกลางเพื่อมาตรวจสอบ และจะประสานให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เข้ามาตรวจสอบ เพื่อติดตามจับกุมนายทุนผู้ลักลอบต่อไป และจะทำรายงานไปยังนายอำเภอและเสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดำเนินการต่อไป
 
 

ชาวบ้านร้องเร่งตรวจสอบคล้าย"คราบน้ำมัน" อ่าวอุดม จ.ชลบุรี

 

พบก้อนสีดำลักษณะคล้ายคราบน้ำมัน บริเวณชายฝั่งอ่าวอุดม จ.ชลบุรี ชาวบ้านร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ และหาที่มา
 
ก้อนสีดำ ลักษณะคล้ายคราบน้ำมัน ถูกพบบริเวณอ่าวอุดม ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บางส่วนติดอวนและเครื่องมือหาปลาของชาวประมง ทำให้ชาวบ้านบริเวณดังกล่าว เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นคราบน้ำมันที่รั่วไหล จากบริษัท ปตท.โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีที จีซี หรือคราบน้ำมันจากเรือใหญ่ ที่ลักลอบทิ้งลงทะเลหรือไม่ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเก็บตัวอย่าง เพื่อส่งผู้เกี่ยวข้องตรวจวิเคราะห์เพื่อหาแหล่งที่มา
 
ด้านนายสมยศ เฉี่ยวกุล ชาวบ้านอ่าวอุดม บอกว่า ขณะนี้ชาวบ้านได้ร่วมกันเฝ้าระวัง และตรวจสอบก้อนสีดำ ลักษณะคล้ายน้ำมัน บริเวณแหลมฉบัง อ่าวอุดม พัทยา และสัตหีบ เพื่อส่งให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบ เนื่องจากพบหลายจุดในช่วง 2-3 วันนี้

The Forest Connection

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/CHE1oUFO_-U

โค้ด embed html 200X180: 

ประโยชน์ของป่าไม้ที่มากกว่าการเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของโลก

แม้ขณะนี้ จะยังไม่มีข้อสรุปสำหรับข้อถกเถียงถึงระบบสนับสนุนที่เหมาะสมว่าจะลงเอยในรูปแบบใด (กองทุนหรือตลาด?) จากประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม
สำหรับประเทศไทยเองก็มีงานศึกษาถึงประเด็นเหล่านี้อยู่มากมาย สามารถติดตามความก้าวหน้าของงานศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรูปแบบของการดำเนินนโยบายของประเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเรดด์ได้จากเวที GWF ครั้งที่ 1 ตามลิงค์ http://measwatch.org/event/4683

เส้นทางประเทศไทย...สู่ประชาคมอาเซียน

2013-09-16

ประชุมประจำปี 2556 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2556 เวลา 8.00 - 16.00 น.
ณ ห้องรอยัลจูบีลี่ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=505

ตรังติวเข้มอาสาพิทักษ์ป่า สร้างจิตสำนึกเป็นรูปธรรม

ตรัง ติวเข้มอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เพื่อสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม

นายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดตรัง ร่วมกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช) กรมป่าไม้ และกองทัพภาคที่ 4 จัดโครงการฝึกอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) ขึ้น ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาช่อง จังหวัดตรัง โดยมีผู้เข้าอบรมจำนวน 100 คน ทั้งนี้ เนื่องจากกรมป่าไม้ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านการป้องกันรักษาป่า โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นอันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันรักษาป่าให้ดียิ่งขึ้น และสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มในสังคมไทย ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของการตัดสินใจและวางแผน ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ต่างๆ

นายธีระยุทธ เปิดเผยต่อไปว่าสำหรับการจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดพระราชปณิธาน และความห่วงใยในพสกนิกร ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แก่ราษฎรในพื้นที่ให้มีความเข้าใจและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมกันดูแลรักษาป่าเพื่อถวายเป็นพระราชสักการะ

“นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ร่วมกันในการป้องกันรักษาป่าระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับราษฎรในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนเพื่อให้ราษฎรผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและวิธีการอนุรักษ์ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลสู่ญาติ พี่น้อง ในครอบครัวต่อไป” นายธีระยุทธ กล่าว

 

ความเคลื่อนไหวในระดับโลกและภายในประเทศต่อวิกฤติปัญหาโลกร้อน

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

ภาพจาก : http://adakpetroleum.com/carbon-footprint-responsible-corp.html

       นับวันจะมีงานศึกษาที่ได้ข้อบ่งชี้ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาโลกร้อนจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของมหาวิทยาลัย East Anglia ในอังกฤษ ได้วิเคราะห์ว่าหากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจากระดับอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 4 องศาเซลเซียส คาดว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของพันธุ์พืชและราวหนึ่งในสามของพันธุ์สัตว์จะลดจำนวนลงทั่วโลก
       ในเดือนกันยายนนี้ จะมีการเผยแพร่รายงานฉบับที่ 5 ของคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานร่วมกันในนาม “Intergovernmental Panel on Climate Change” หรือ IPCC รายงานบางส่วนที่นำเสนอออกมาระบุถึงตัวเลขระดับน้ำทะเลในปี 2100 ที่อาจสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนในระดับช่วง 29-82 เซนติเมตร สูงกว่าตัวเลขเดิมที่ระบุอยู่ในรายงานฉบับที่ 4 ซึ่งคาดการณ์ไว้ในช่วง 18-59 เซนติเมตร หวังว่าเมื่อรายงานฉบับเต็มเผยแพร่ออกมาจะส่งผลต่อการสร้างความตื่นตัวของประชาคมโลกเหมือนดังเช่นรายงานของ IPCC ฉบับที่ 4 (ในปี 2007) และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและการดำเนินงานเพื่อช่วยกันเร่งแก้ไขปัญหาโลกร้อนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
       ในระดับประชาคมโลก ความพยายามลดผลกระทบและแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินอยู่ เป้าหมายในขณะนี้ คือ การเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงด้านโลกร้อนฉบับใหม่ที่จะมีผลใช้บังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ให้สำเร็จให้ได้ภายในปี 2015 และเริ่มดำเนินการตามความตกลงในปี 2020 อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวที่เคยเกิดขึ้นในการเจรจาเรื่องโลกร้อนเมื่อปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ทำให้เป็นที่วิตกกังวลว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมในอดีต และในขณะนี้มีหลายประเทศได้เริ่มจัดทำกฎหมายภายในประเทศของตนเองในลักษณะที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านโลกร้อน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านโลกร้อนมีความยุ่งยากมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศเหล่านั้นจะพยายามนำเอาข้อกำหนดของกฎหมายภายในประเทศของตนเองมาเป็นจุดยืนหรือเงื่อนไขในการเจรจาแบบไม่ยืดหยุ่น ทำให้หาข้อสรุปร่วมกันในเวทีระหว่างประเทศได้ยากขึ้น ตรงนี้เป็นความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นต่อการเจรจาความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่
       สำหรับระดับภายในประเทศ มีหลายประเทศที่มีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายและการดำเนินงานเรื่องโลกร้อน ตัวอย่างเช่น กรณีสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดไปว่าค่อนข้างนิ่งเฉยต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องโลกร้อน ในเดือนมิถุนายน 2013 สหรัฐเพิ่งประกาศ “แผนปฏิบัติการของประธานาธิบดีสหรัฐเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” ออกมา แกนหลักของแผนปฏิบัติการดังกล่าว ประกอบด้วยเสาหลัก 3 ด้าน คือ (1)  การลดการปล่อยมลพิษคาร์บอน (Carbon Pollution) ในสหรัฐฯ โดยฝ่ายบริหารจะผลักดันออกกฎกติกาใหม่เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนให้มากขึ้น เป็นการปกป้องสุขภาพของเยาวชน และเพื่อทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯมุ่งสู่เศรษฐกิจจากฐานพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างสีเขียวและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน (2) การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยรัฐบาลกลางจะสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถในระดับมลรัฐและท้องถิ่น เพื่อให้สามารถรับมือกับความรุนแรงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น (3) การเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศเพื่อการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบ
       ในกรณีประเทศไทย นับมีความก้าวหน้าที่ดีในระดับการจัดทำ
“ร่างนโยบาย  มีการจัดทำเป็น “ร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ” เป็นแผนระยะยาว 37 ปี (ค.ศ. 2013 – 2050)  เพิ่งมีการจัดรับฟังความเห็นต่อร่างแผนแม่บทครั้งสุดท้ายไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่มีกระบวนการจัดทำกันมากว่า 4 ปีแล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นการจัดทำ “ร่างยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นยุทธศาสตร์เรื่องหนึ่งใน 4 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศ (New Growth Model) ในช่วง 10 -15 ปีข้างหน้าของรัฐบาลปัจจุบันซึ่งได้ประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคมปีนี้  เป้าหมายของยุทธศาสตร์ Green Growth คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ล่าสุดเพิ่งจัดรับฟังความคิดเห็นครั้งสุดท้ายไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
       ตอนนี้ ทั้งร่างยุทธศาสตร์ฯ และร่างแผนแม่บทฯ ข้างต้นยังคงเป็นร่างที่รอการเสนอให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศแห่งชาติซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณา การกำหนดประกาศเป็นนโยบายโดยเร็วจะเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนทางนโยบายต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และเป็นผลดีต่อการเริ่มปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกให้ได้ตามเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 2 องศาเซลเซียส

นกนานาชนิดหาอาหารเต็มทุ่งนาเมืองโอ่ง ชาวนาหนักใจหว่านข้าวแล้วถูกกิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม บริเวณทุ่งใหญ่นครบาล เขตรอยต่อระหว่างตําบลดอนตะโกและตําบลอ่างทอง อ.เมือง จ.ราชบุรี ในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน ชาวนาได้ไถนาปรับปรุงพื้นที่เพื่อหว่านข้าวในนา หลังจากเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยวข้าวไปก่อนหน้านี้ เพราะพื้นที่บริเวณนี้มีคลองชลประทานตัดผ่านสามารถทํานาได้ปีละ 2 ครั้ง ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ นํ้าท่าสมบูรณ์ มีกุ้ง หอย ปู ปลา จํานวนมาก ทําให้ฝูงนกนานาชนิดมาอาศัยหากินได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะบรรยากาศยามเช้าเช่นวันนี้ ฝูงนกต่างๆ เช่น นกกวัก นกปากห่าง นกกระสานวล นกพิราบ นกกระยาง และชนิดอื่น ได้อาศัยช่วงที่ชาวนาปรับปรุงพื้นที่ไถนาพลิกพื้นดิน จึงอาศัยจิกกินอาหารที่มาจากดินจนเต็มท้องทุ่งนามองดูสวยงามยิ่ง อีกทั้งมูลของนกที่ลงไปจิกกินอาหารเป็นปุ๋ยชั้นดีสําหรับการปลูกข้าวได้มากเลยทีเดียว

แต่ปัญหาที่ชาวนาวิตกคือ หลังจากการหว่านกล้าแล้ว ยังมีนกหลายชนิด อย่างเช่น นกพิราบ นกกระจอก นกที่กินอาหารนอกเหนือจากกุ้ง หอย ปู ปลา ลงมาจิกกินข้าวเปลือกที่หว่านกล้าไว้ได้รับความเสียหาย ชาวนาจึงต้องใช้วิธีการจุดประทัดให้เกิดเสียดัง แต่การจุดประทัดนั้นสร้างปัญหากับชุมชน จึงเป็นวัฏจักรของการอยู่รวมกันระหว่างชาวนาและนก เมื่อมีการไถนาปรับพื้นที่ นกเหล่านี้ก็ลงมาหากินตามวิถีชีวิต แต่เมื่ออยู่ในช่วงหว่านข้าว ชาวนาก็จะเสียหายกับการนกเหล่านี้มาจิกกินเมล็ดข้าว ก็ต้องหาวิธีโดยการไล่นก เพราะไม่ให้มาจิกกินข้าวในนา ซึ่งเป็นวัฏจักรแบบนี้มาช้านานแล้ว

กรมชลฯ เร่งศึกษาผลกระทบฟลัดเวย์ภายในเดือนกันยายน

กรมชลประทาน เร่งสรุปผลการศึกษาสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการสร้างคลองผันน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ขานุวรลักษบุรี-ท่าม่วง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ กบอ.นำไปใช้เป็นแนวทางก่อสร้างทางผันน้ำ หรือ ฟลัดเวย์ พร้อมจัดเวทีฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ระบุถึงโครงการสร้างคลองผันน้ำ จาก จ.กำแพงเพชร-จ.กาญจนบุรี มีระยะทางยาว 289 กิโลเมตร กว้าง 245 เมตร อยู่ในขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ (EIA) ซึ่งภายในปลายเดือนกันยายนนี้
 
โดยจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน 10 เวที ใน 6 จังหวัด คือ จ.กำแพงเพชร, จ.นครสวรรค์, จ.อุทัยธานี, จ.ชัยนาท, จ.สุพรรณบุรี และ จ.กาญจนบุรีอีกครั้ง เพื่อให้ผลการศึกษาแล้วเสร็จตามแผนภายในเดือนตุลาคมนี้
 
อธิบดีกรมชลประทานยังยืนยันว่า โครงการสร้างคลองผันน้ำ เป็นเพียงการศึกษาเท่านั้น และได้ดำเนินการโครงการตั้งแต่ปี 2555 ก่อนที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) จะมีโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท แต่เส้นทางการก่อสร้างคล้ายกัน อาจทำให้ประชาชนสับสนข้อมูล และเข้าใจว่า กรมชลประทานศึกษาโครงการนี้ เพื่อให้กบอ.นำไปใช้เป็นแนวทางก่อสร้างทางผันน้ำ หรือฟลัดเวย์ ส่วน กบอ.จะนำผลการศึกษาครั้งนี้ไปใช้หรือไม่ ต้องรอการพิจารณาของผลการศึกษาก่อน
 
ขณะนี้ประชาชนใน 6 จังหวัดที่อยู่ในเส้นทางการก่อสร้างทางผันน้ำ และจังหวัดใกล้เคียงบางส่วน กำลังเรียกร้องให้ให้กรมชลประทาน และกบอ. ทบทวนโครงการนี้ เพราะเชื่อว่าการใช้มาตรการสิ่งก่อสร้างไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้จริง ชาวบ้านจึงเสนอให้ขุดลอกแม่น้ำสายสำคัญ บึง และคูคลอง ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบายน้ำหลากได้ทัน หากน้ำมามากเหมือนปี 2554
by ThaiWebExpert