ศาลปกครองสูงสุดห้ามประกอบกิจการถ่านหินในมหาชัย

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มิถุนายน 2555

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ให้ระงับการประกอบกิจการถ่านหิน ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ทุกกรณี

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ให้ระงับการประกอบกิจการถ่านหินทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการลำเลียง การเก็บกอง การขนถ่าย การขนส่งหรือการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ถูกฟ้องคดี ในตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร

โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดี ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีแต่ละรายไว้ เพื่อควบคุม ตรวจสอบ หรือกำกับให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งศาลและคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

สำหรับคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1470/2553 ซึ่งผู้ฟ้องคดี 1.นายทองนาค เสวกจินดา กับพวกรวม 3 คน ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 องค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 สำนักงานขนส่งทางน้ำจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัท เทคนิคทีม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ร้องสอด ดำเนินการเกี่ยวกับการประกอบกิจการถ่านหินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อม จึงขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ควบคุมการประกอบกิจการถ่านหินดังกล่าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยให้หยุดการเก็บกอง ขนถ่าย และขนส่งถ่านหินในเขตพื้นที่ตำบลท่าทรายไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

ร่างกฎกระทรวงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติ ทางท่อ ที่ต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. ....(5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน สำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ ที่ต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดคำนิยามต่าง ๆ ได้แก่ ประชาชน รายงานด้านสิ่งแวดล้อมประมวลหลักการปฏิบัติงาน รายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลดและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการ และเจ้าของโครงการ เป็นต้น (ร่างข้อ 1)
2. กำหนดให้ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เจ้าของโครงการต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ประชาชนทราบ และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน (ร่างข้อ 2)
3. กำหนดข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่เจ้าของโครงการต้องเผยแพร่แก่ประชาชน เช่น เหตุผลจำเป็น และวัตถุประสงค์ของโครงการ สาระสำคัญของโครงการ สถานที่ที่จะดำเนินการ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ประชาชน เป็นต้น (ร่างข้อ 3)
4. กำหนดวิธีการในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไว้ 3 ประการ ได้แก่ (1) การสำรวจความคิดเห็น (2) การประชุมปรึกษาหารือ และ (3) วิธีอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ร่างข้อ 5)
5. กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าของโครงการต้องดำเนินการก่อนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนี้
(1) เสนอแผนการดำเนินงานของโครงการมีส่วนรวมของประชาชนต่อกรมธุรกิจพลังงาน และ (2) ประกาศให้ประชาชนทราบถึงวิธีการฟังความคิดเห็น ระยะเวลา สถานที่ ตลอดจนรายละเอียดอื่นเพียงพอแก่การที่ประชาชนจะเข้าใจและสามารถแสดงความคิดเห็นของประชาชนได้
(ร่างข้อ 7 – ร่างข้อ 8)
6. กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าของโครงการต้องดำเนินการภายหลังการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ดังนี้
(1) จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และประกาศให้ประชาชนทราบ
(2) นำข้อมูลผลการดำเนินงาน และการปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผนวกไว้กับรายงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ หรือรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข ลดและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่เสนอต่อกรมธุรกิจพลังงานด้วย และ
(3) กำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมก่อนเริ่มดำเนินโครงการนั้นและประกาศให้ประชาชนทราบ
(ร่างข้อ 9 – ร่างข้อ 11)
7. กำหนดให้กรมธุรกิจพลังงาน เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลในการดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 12)
8. กำหนดให้โครงการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ได้รับการยกเว้น
ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 13)

การปรับปรุงแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด ตามมติคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ของจังหวัดราชบุรี (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบกรอบแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดและจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด จำนวน 203 โครงการ วงเงินรวม 33,093.43
2. เห็นชอบโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 61 โครงการ วงเงินรวม 1,041.43 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งจัดทำรายละเอียดคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อสำนักงบประมาณพิจารณาวงเงินงบประมาณที่เหมาะสม โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไป
ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) รวมทั้ง จังหวัดราชบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแนวทางในการดำเนินการกรณีการปรับแสดงงบประมาณโครงการฝายลำห้วยแห้ง อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี จากเดิมวงเงิน 40 ล้านบาท ลดเหลือ 30 ล้านบาท (ปรับลด 10 ล้านบาท) เพื่อมิให้กระทบต่อวัตถุประสงค์ในการกักเก็บและระบายน้ำของโครงการดังกล่าว

การขอโอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 15/2550/91 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G4/50 (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด โอนสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่15/2550/91 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G4/50 ให้แก่บริษัท Salamander Energy (Bualuang) Limited โดยอาศัยความตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 และตามมาตรา 22 (7) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

การขออนุมัติค่าใช้จ่ายการระบายข้าวเปลือกในยุ้งฉางเกษตรกร ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติค่าใช้จ่ายการขนย้ายข้าวเปลือกจากยุ้งฉางเกษตรกรถึงจุดรับมอบข้าวเปลือกให้เกษตรกร จำนวน 176,910.04 ตัน ในอัตราไม่เกินตันละ 300 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 53.07 ล้านบาท ซึ่งอยู่ภายในกรอบวงเงินและปริมาณตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ได้รับจัดสรรภายใต้โครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร รายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรับจำนำผลผลิตการเกษตร ปีการผลิต 2554/55 ซึ่งค่าใช้จ่ายรายการดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงการดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 ไว้ด้วยแล้ว ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านการจัดการสารปรอท (5 มิถุนายน 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการเจรจาของประเทศไทยสำหรับการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการพัฒนามาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านการจัดการสารปรอท ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และส่งให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ประเทศไทยมีการนำสารปรอทมาใช้ประโยชน์ทั้งด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม และเป็นองค์ประกอบสำคัญในอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ประเทศไทยจึงอาจได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดของ (ร่าง) มาตรการดังกล่าว ดังนั้น ในระหว่างการเจรจาในช่วงการประชุม INC จึงควรมีการกำหนดกรอบการเจรจาในเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักการในการเจรจาสำหรับคณะผู้แทนไทย โดยกรอบการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมประเด็นหลัก ดังนี้
1. สนับสนุนให้กระบวนการเจรจาบรรลุวัตถุประสงค์ของ (ร่าง) มาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศฯ ที่กำหนดขึ้น และบรรลุข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Legally-binding agreement) เพื่อยกระดับการดำเนินการในการปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารปรอท
2. สนับสนุนให้กระบวนการเจรจาคำนึงถึงความยืดหยุ่น มาตรการชั่วคราว ศักยภาพขีดความสามารถ สถานการณ์ และความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในการใช้และการจัดการสารปรอท
3. คำนึงถึงหลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างโดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละประเทศ (Common but Differentiated Responsibilities and Respective Capabilities)
4. สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาข้อตกลงร่วมกับอนุสัญญาสนธิสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และข้อตกลงที่สอดคล้องกับศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศ
5. ประเทศพัฒนาแล้วควรสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ การเงิน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และการเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจสามารถดำเนินการในการลดการใช้และการปลดปล่อยสารปรอทที่เหมาะสมโดยอยู่บนพื้นฐานความสามารถและสถานการณ์ของแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาคประชาชนผนึกกำลังค้าน แผนพีดีพี 2010 หวั่นพลังงานถูกผูกขาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2555

ภาคประชาชนผนึกกำลังไม่เอาแผนพีดีพี 2010 กรีนพีซ แนะ “ปูนิ่ม” นำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้ ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แถมทำให้คนไทยใช้ไฟถูกลง ชี้ แผนพีดีพีฉบับ กฟผ.เหมือนบ่วงพลังงานรัดคอคนไทย เหตุเร่งรัดขาดการมีส่วนร่วมจากสาธารณะ ผงะ! รับฟังความเห็นในกรุงเทพฯแค่ 2 ชั่วโมง แต่อ้างที่เหลืออีก 76 จังหวัด ให้ถือว่าประชาชนเห็นด้วยแล้ว ด้าน เครือข่ายประชาชนชาวกันตัง ออกแถลงการณ์ ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ำ รัฐต้องนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีมาใช้ เหตุช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้ 4 แสนล้าน

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กรณีที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan/PDP 2010 : พีดีพี 2010 ปรับปรุงครั้งที่ 3) ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติพรุ่งนี้ (8 มิ.ย.) นั้น ในฐานะที่กรีนพีซได้ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งหนังสือถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ตามมติ ครม.วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2554 มาใช้ในการจัดทำแผนพีดีพีครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูก และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นลง เพราะแผนพีดีพีฉบับนี้ที่กฟผ.เสนอให้นายกฯ อนุมัตินั้น จะทำให้ราคาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 4.56 บาทต่อหน่วยในปี 2573 แต่หากมีดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และมติ ครม.ทั้งหมด ค่าไฟฟ้าจะลดลงเป็น 3.56 บาทต่อหน่วย ในปี 2573 หรือลดลงหน่วยละ 1 บาท ดังนั้น กรีนพีซ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การตัดสินใจอนุมัติแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลชุดนี้ จะอยู่บนหลักของธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการมีส่วนร่วมของสาธารณชน และการจัดการพลังงานที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ชี้เหมือนรัฐรวบรัด สร้างบ่วงพลังงานรัดคอประชาชน

นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า กระบวนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนการจัดทำแผนพีดีพีฉบับที่ 3 เป็นไปด้วยความรวบรัด เพราะมีการใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น คือ ในวันอังคารที่ 5 มิ.ย.เวลา 10.00-12.00 น.ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ที่ผ่านมา และเร่งรัดให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติภายในวันศุกร์ที่ 8 มิ.ย.นี้ เพื่อให้แผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าของประเทศ มีผลบังคับใช้ให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ถูกจัดขึ้นเฉพาะกรุงเทพฯเท่านั้น ส่วนคนไทยอีก 76 จังหวัดที่เหลือ หน่วยงานภาครัฐ อ้างว่า จะแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อจังหวัดเหล่านั้นเป็นพื้นที่ศึกษาและเป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม แต่ในเบื้องต้นให้ถือว่าประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับแผนพลังงานฉบับนี้แล้ว

“ข้ออ้างดังกล่าวที่หน่วยงานในกระทรวงพลังงานใช้ จึงกำลังรัดคอคนไทยทุกคนด้วยโซ่ที่เรียกว่า “ประชาชนยอมรับโดยปริยาย” ดังนั้น หากแผนพีดีพีฉบับนี้ได้รับการอนุมัติก็จะเป็นบ่วงพลังงานที่ผูกมัดคนไทยทันที ให้แบกรับภาระต้นทุนทางพลังงานที่จะสูงขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากความพิกลพิการของกระบวนการจัดทำแผนพลังงานที่ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนเหมือนทุกฉบับที่ผ่านมา จึงไม่แปลกที่ผลประโยชน์มักจะตกเป็นของกลุ่มทุนธุรกิจที่ผูกขาดด้านพลังงานเท่านั้น” นางสาวจริยา กล่าว

ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ กล่าวต่อว่า การจัดทำแผนพลังงานของประเทศครั้งนี้เป็นการไม่เคารพสิทธิในข้อมูลข่าวสารตามความในมาตรา 56-57 และแนวนโยบายด้านการมีความมีส่วนร่วมของประชาชนตามมาตรา 87 รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ที่มากไปกว่านั้น แผนพีดีพีฉบับนี้ยังขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลเองที่ได้เห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2554 ซึ่งแผนฉบับนี้ระบุถึงศักยภาพในการประหยัดพลังงานของประเทศได้ถึง 17,470 เมกะวัตต์ แต่กลับนำมาใช้ในแผนพีดีพีฉบับนี้เพียงแค่ร้อยละ 20 หรือเพียงแค่ 3,494 เมกะวัตต์เท่านั้น ทั้งๆ ที่หากนำส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 80 มาใช้ในแผนพีดีพีฉบับนี้ จะทำให้เราลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ถึง 14 โรง แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน 4 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 โรง โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติอีก 8 โรง จากทั้งหมด 55 โรง

“แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ก็เป็นที่ยอมรับกันทุกภาคส่วน แม้แต่รัฐบาลเองก็เป็นผู้เห็นชอบมาตั้งแต่ต้น เพราะเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดและไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน แต่หากในวันศุกร์นี้ นายกฯยิ่งลักษณ์ เห็นชอบกับกระบวนการจัดทำแผนพลังงานฉบับพิการดังกล่าว บ่วงพลังงานที่รอรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์มาแก้ปัญหาก็ยากที่จะปลด เพราะการพิจารณาอนุมัติแผนพีดีพีทุกครั้ง ถูกเร่งรัดพิจารณาในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเหมือนกัน เพียงแต่แค่เปลี่ยนผู้เล่นเท่านั้น ประชาชนก็คงจะต้องแบกรับกรรมภาระจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นจากการพึ่งพาเชื้อเพลิง ฟอสซิล และก๊าซที่เป็นธุรกิจผูกขาด รวมถึงต้องรับผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะตามมาจากโครงการโรงไฟฟ้าสกปรกที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่สีเขียว หรือแหล่งอาหารของคนไทยต่อไป” นางสาวจริยา กล่าว

ชาวกันตังประกาศไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ขณะเดียวกัน เครือข่ายประชาชนอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า โดยแถลงการณ์ ระบุว่า เนื่องด้วยขณะนี้ พื้นที่ของ อ.กันตัง จ.ตรัง กลายเป็นพื้นที่เป้าหมายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 800 เมกะวัตต์ โดยจะนำเข้าถ่านหินซับบิทูบินัส จากอินโดนีเซีย ซึ่งมาจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าพีดีพี 2010 เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามแผนพัฒนาภาคใต้ของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ กฟผ.ไม่มีแผนที่จะสร้างในจังหวัดตรัง แต่เนื่องจากชาวบ้านจากจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ ไม่ยินยอมให้สร้าง เนื่องจากห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลก และและใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างมหาศาล เช่น ท่าเรือขนส่งถ่านหิน กองถ่านหิน กองขี้เถ้า น้ำในระบบหล่อเย็น นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ในทะเล ในอากาศ ความเจ็บไข้ได้ป่วยของพี่น้องประชาชน และอาจถึงแก่ชีวิตในระยะยาว

จี้นำแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี มาใช้

ดังนั้น ทางเครือข่ายประชาชน อ.กันตัง เห็นว่า 1.การรับฟังความคิดเห็นแบบกระชั้นชิด ครึ่งวัน และครั้งเดียวในกรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงาน จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับบปรับปรุง ครั้งที่ 3 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2555 โดยส่งหนังสือเชิญในวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 และเปิดเผยข้อมูลล่วงหน้าน้อยมาก ในการพิจารณาเอกสารร่าง ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากขึ้น เพราะแผนนี้อาจจะนำไปสู่การสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตจะกลายมาเป็นภาระแก่ภาคประชาชน

2.รัฐบาลปัจจุบันมีมติ ครม.วันที่ 27 ธันวาคม 2554 เห็นชอบเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน 17,470 MW ภายใน 20 ปี หากเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานตามที่ ครม.เห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน ก็สามารถตัดนิวเคลียร์ (2,000 เมกะวัตต์) และ ถ่านหิน (4,400 เมกะวัตต์)
ออกได้ รวมทั้งลดโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และการนำเข้าการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้อีก 16 โรง (9,500 เมกะวัตต์) ซึ่งจะลดต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างน้อย 400,000 ล้านบาท และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศ

3.หากคิดกำลังผลิตไฟฟ้าที่ได้จากแผนอนุรักษ์พลังงาน อีกร้อยละ 80 ที่ถูกตัดออก จะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่เกิดจังหวัดตรัง ภาคใต้ และภาคอื่น อีกทั้งยังสามารถลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้

มข.หารือองค์กรธุรกิจ เตรียมรับ AEC และอุตฯสีเขียว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2555

มข.ร่วมหารือ 7 องค์กรธุรกิจ เตรียมรับมือเออีซีและอุตฯสีเขียว พร้อมผลิตบัณฑิตคุณภาพสอดรับและเพียงพอต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

รศ.มันทนา สามารถ คณบดีคณะวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกล่าวว่า การประชุม 7 องค์กรเครือข่ายธุรกิจมีวัตถุประสงค์เพื่อหาทิศทางในการขยายเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันหาแนวทางการสร้างขีดความสามารถในการเตรียมรับมือกับ AEC และนิคมอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้

"คณะวิทยาการจัดการจึงมีการเตรียมรับมือกับ AEC และนิคมอุตสาหกรรมสีเขียวที่แน่นอนว่าหากเกิดขึ้นจริง ย่อมเป็นผลให้มีความต้องการทรัพยากรบุคคลในการปฏิบัติงานค่อนข้างสูง คณะวิทยาการจัดการ ในฐานะแหล่งบ่มเพาะบัณฑิตที่พึงประสงค์ต่อตลาดแรงงาน ย่อมต้องมีการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง โดยการผลักดันคณะฯ ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล AACSB (The Association to Advance Collegiate Schools of Business) คือ สถาบันที่ให้บริการเกี่ยวกับคำปรึกษา แนะนำ ตรวจสอบคุณภาพ และให้การรับรองสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ (Business School) ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ภายในระยะเวลา 5 ปี"

รศ.มันทนากล่าวต่อไปว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมถึงการศึกษา มีผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง โดยจะมีการเปิดการค้าอย่างเสรี รวมถึงไม่แน่ว่า จังหวัดขอนแก่นอาจได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ดังนั้นการหาแนวทางเพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมใจกัน ขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่นที่เป็นหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

"ในส่วนของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีการผลักดันคณะให้เข้าสู่มาตรฐาน AACSB ภายในปี 2560 เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้สอดรับและเพียงพอต่อการขยายเศรษฐกิจในอนาคต รวมทั้งการให้บริการวิชาการแก่ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ องค์กรการค้าทุกองค์กรอย่างต่อเนื่อง" คณบดีคณะวิทยาการกล่าว

ทางด้าน "นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ" ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น มีนโยบายผลักดันจังหวัดขอนแก่นให้ได้รับเลือกเป็นจังหวัดต้นแบบในการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งมีหลายพื้นที่ได้รับความสนใจ อาทิ เทศบาลตำบลบ้านโต้น อบต. หนองแซง ซึ่งจากการลงสำรวจพื้นที่ พบว่า พื้นที่ อบต.หนองแซงน่าสนใจมากที่สุดเพราะมีพื้นที่มากถึง 2,019 ไร่ ใกล้ทางรถไฟ การคมนาคมสะดวก ห่างจากขอนแก่น 17 กิโลเมตร อีกทั้งพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่ของรัฐ จึงไม่จำเป็นต้องซื้อขายจากเกษตรกรในชุมชน หรือนายทุนค้าที่

"จากการสำรวจผู้นำชุมชนอาทิ นายกอบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน พบว่าผู้นำชุมชนอยากให้เกิดนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ชาวบ้านกว่า 80% ไม่เห็นด้วยกับการสร้างนิคมอุตสาหกรรม โดยเป็นผลมาจาการขาดความเข้าใจในการตั้งนิคมอุตสาหกรรมซึ่งชาวบ้านมองเห็นว่าน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี เป็นเหตุให้สภาอุตสาหกรรมต้องจัดของบประมาณจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการจัดประชาวิจารณ์ครั้งใหญ่เพื่อสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในชุมชน และเชิญชาวบ้านเดินทางไปทัศนศึกษาเรียนรู้นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวต้นแบบที่แท้จริง รวมทั้งจัดเวทีเสวนาการผลดีหรือเสียของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งคาดว่าทุกประเด็นจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้"

ประธานสภาอุตสาหกรรมทิ้งท้ายว่า พื้นที่ตำบลหนองแซง อำเภอบ้านแฮด ยังไม่ถือเป็นข้อสรุปในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว เนื่องจากต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัยควบคู่กัน แต่การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในอีกระยะเวลาอันใกล้จังหวัดขอนแก่นอาจจะเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลให้ ทั้ง 7 องค์กร ธุรกิจ ต้องประสานความร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อพัฒนาจังหวัดขอนแก่นและเตรียมรับมือกับการเติบโตของระบบเศรษฐกิจขนาดมหึมาที่อาจมาถึงในไม่ช้า

ดิน น้ำ ลม ไฟในไทย มีคุณลดโทษด้วยทศพิธราชธรรม

โดยเดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติในปี 2489 พระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนทั้งชาติด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรงเสียสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทย สมดังที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกร ไม่ว่าจะเชื้อชาติและศาสนาใด หรืออยู่ห่างไกลสักเพียงใดก็มิทรงย่อท้อ ทรงเข้าไปช่วยเหลือราษฎรทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเกษตร การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ และพลังงานการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทย และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงเน้น “การพัฒนาคน” เป็นตัวตั้ง และยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชน และการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน เป็นประการสำคัญตลอดจนภูมิสังคมที่คำนึงความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และการพึ่งตนเอง โดยรู้จักประมาณตนและดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และ “ทำตามลำดับขั้น” อย่างบูรณาการ ซึ่งอาศัยความ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และการ “รู้ รัก สามัคคี” ของทุกฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนในชนบทที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดำเนินการได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างต่อเนื่องตลอดมา

จวบจนปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้น กว่า 4,200 โครงการ/กิจกรรม เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การอาชีพ สิ่งแวดล้อม คมนาคม และอื่น ๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ในการประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้องพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการพัฒนา และอนุรักษ์ดินเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้นหรือรักษาไว้ไม่ให้ตกต่ำ มรรควิธีส่วนใหญ่เป็นวิธีการตามธรรมชาติที่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้น เช่น ให้มีการปลูกไม้ใช้สอยร่วมกับการปลูกพืชไร่ เพื่อประโยชน์ให้ได้ร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้น หรือการปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ซึ่งดินไม่ดี เพื่อบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พื้นที่บางแห่งไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผล ทรงแนะนำให้ใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ฟื้นฟูเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยมีพระราชดำริว่า “…การปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน...”

พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้วิธี “การแกล้งดิน” ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินพรุที่มีสารประกอบของกำมะถันทำให้ดินเป็นกรดจัดเมื่อดินแห้ง แล้วลดความเป็นกรดลงให้อยู่ในระดับที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวได้ พื้นที่ดินในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันสภาพเสื่อมโทรมเนื่องมาจากการชะล้างพังทลายของดิน ทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแนววิถีทางธรรมชาติ ด้วยการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำทรงตระหนักว่าภัยแล้งและน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นปัญหาที่รุนแรง และสำคัญที่สุด การจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ นับเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ดังพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...” ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,200 โครงการ จึงมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 2,200 โครงการ โดยเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภค บริโภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ และฝายทดน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม และเพื่อการบรรเทาอุทกภัย

โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้กับเกษตรกร โดยได้มีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 100kW ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อีกด้วย

ด้วยพระปรีชาและพระอัจฉริยภาพ ประกอบกับสายพระเนตรอันกว้างไกล แม้คำว่า “พระบิดาแห่งการพัฒนาไทย” ก็ยังมิอาจเทียบกับผลที่ได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงหลักการแห่งการพัฒนาอย่างถ่องแท้ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งหากมองผิวเผินเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่ต้องดูแลรักษา แต่พระองค์ทอดพระเนตรสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่เรียกว่า “คุณอนันต์” และทรงป้องกัน “โทษมหันต์” จากดิน น้ำ ลม และไฟ จวบจนในทุกวันนี้.

by ThaiWebExpert