กรีนพีซพบสารปนเปื้อนนิคมฯบางปู จี้นิคมอุตสาหกรรมต้องรับผิดชอบ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 5 กรกฎาคม 2555

กรีนพีซตรวจพบโลหะหนักอันตรายระเหยก่อมะเร็งปนเปื้อนในพื้นที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ชี้นิคมอุตสาหกรรมบางปูต้องรับผิดชอบ
นายพลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แถลงข่าว ในหัวข้อ “ขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม “ ปัญหา และ ทางออก โดยระบุว่า กรีนพีซฯ ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างกากอุตสาหกรรมใน 3 จุด คือ 1. บริเวณลำรางน้ำสาธารณะหน้าบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรม บริษัท เวสต์ รีโคเวอรี่ เมเนจเม้นท์ จำกัด นิคมอุตสาหกรรมบางปู 2. จากรถขนสารเคมีที่ถูกตำรวจสภ. บางปู และ 3.บริเวณบ่อกุ้งร้างหลังสภ.บางปู ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย

ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างสารเคมีและน้ำเสียอุตสาหกรรมพบโลหะหนักบางชนิดในตัวอย่างน้ำ เช่น นิกเกิลและเหล็ก และพบสารอินทรีย์ระเหยง่าย ไดคลอโรมีเทน เบนซีน ทราน1-2 ไดคลอโรเอทิลลีน ไดคลอโรมีเทน เอทิลเบนซีน สไตลีน เตตระคลอโรเอทธิลีน โทลูอีน ไตรคลอโรเอทิลลีน และไซลีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายระบบประสาท ทำลายอวัยวะตับ และ ไต และมีการสะสมของโลหะหนักในตะกอนดินในปริมาณสูง เช่น นิกเกิล สังกะสี เหล็กและโครเมียม ซึ่งแสดงถึงการปนเปื้อนสะสมเป็นระยะเวลานาน

นายพลาย กล่าวว่า เป็นที่ชัดเจนว่าการลักลอบทิ้งสารเคมีและน้ำเสียที่เกิดขึ้นมีการดำเนินการเป็นขบวนการเป็นอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่ยังหาตัวอาชญากรมารับผิดไม่ได้ แม้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับในการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริงมีช่องโหว่อีกมากในระบบที่ขาดการติดตามตรวจสอบว่าบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตกำจัดของเสีย มีการกำจัดของเสียที่ถูกต้องตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะบางกรณีบริษัทผู้รับบำบัดกลับนำของเสียดังกล่าวไปทิ้งโดยที่ไม่มีการบำบัดใดเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งธุรกิจผิดกฎหมายดังกล่าวสามารถสร้างกำไรมหาศาล แต่สิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำ ผืนดิน ที่เป็นสมบัติสาธารณะของทุกคนกลับถูกสังเวยไปกับการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบนี้

“ดังนั้น กรีนพีซเรียกร้องให้นิคมอุตสาหกรรมบางปูเข้ามารับผิดชอบในเรื่องนี้เพื่อยุติขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมดังกล่าว เพราะมีหลักฐานชัดเจนแล้วว่าของเสียเหล่านั้นเป็นสารเคมีที่มีพิษซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน นอกจากนี้ในส่วนของรัฐบาลไม่ควรมีการใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการเปิดใช้โรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งนอกจากเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตแล้ว การปล่อยน้ำจืดปริมาณมหาศาลลงสู่อ่าวไทยจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศทางทะเลด้วย”

ทั้งนี้ กรีนพีซ ขอเสนอแนวทางนโยบายต่อภาครัฐในการแก้ไขปัญหา 6 ข้อ คือ 1.เร่งผลักดัน พ.ร.บ. มาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม และร่างอนุบัญญัติว่าด้วยภาษีการปล่อยกากของเสีย ที่จะเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้เกิดการลดมลพิษ และกองทุนสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่สะอาด ลดของเสียอันตราย สนับสนุนด้านการกำจัดและบำบัด รวมทุนการเยียวยาและฟื้นฟูผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน 2. นำระบบติดตามข้อมูลการขนส่งของเสียอันตรายมาใช้อย่างเคร่งครัดและบังคับใช้ให้ครอบคลุมทุกโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยต้องมีการสุ่มตรวจการขนย้ายกากอุตสาหกรรมตั้งแต่แหล่งกำเนิด การขนส่ง และปลายทางกำจัดหรือบำบัดกากอุตสาหกรรม 3. ตรวจสอบโรงงานรับกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด ให้มีการปฏิบัติตามกฏหมายและการกำจัดหรือบำบัดอย่างถูกวิธี 4.เร่งจัดทำระบบและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตราย ให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย 5. สนับสนุนและผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด ลดและมุ่งสู่ยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายตั้งแต่ต้นทาง 6. เพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทำผิด ทั้งทางแพ่งและอาญาแก่ผู้ที่กระทำผิดกฏหมาย ทั้งนี้กรีนพีซจะส่งรายงานดังกล่าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผลรายงานสามารถดาวน์โหลด ได้ที่ http://www.greenpeace.org/seasia/th/press/reports/Illegal-Waste-Dumping/

นายธีรพล ชุนเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลบางปู จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นนานมาหลายปี สิ่งที่ชาวบ้านทำได้คือการเฝ้าระวังเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ขบวนการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนำของเสียมาทิ้งในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น แต่วิธีการดังกล่าวถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางแต่ชาวบ้านไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ได้ เพราะไม่มีอำนาจ ดังนั้นจึงขอให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่อย่างจริงจัง เพราะทุกวันนี้ก็ยังมีการลักลอบทิ้งสารเคมีอยู่ แต่เพียงอาจจะเปลี่ยนจากพื้นที่สาธารณะมาเป็นพื้นที่ของเอกชน ดังนั้นต้องหาผู้ทำผิดมาลงโทษให้ได้ เพราะเป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

ก.พลังงานหนุนโรงพยาบาล-โรงแรม-โรงงาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2555

ศูนย์ข่าวศรีราชา-กระทรวงพลังงาน หนุน โรงพยาบาล-โรงแรม-โรงงาน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดภาวะโลกร้อน

วันนี้ (4 ก.ค. ) ที่โรงแรมเดอะซิตี้ โฮเทล ศรีราชา จ.ชลบุรี นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “โครงการส่งเสริมการใช้น้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยระบบผสมผสาน ปี 2555 โดย มีกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม โรงพยาบาล และ โรงงาน เข้าร่วมการสัมมนาเป็นจำนวนมาก

นายไกรฤทธิ์ กล่าวว่า ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)ได้ริเริ่มโครงการดังกล่าว และพร้อมให้การสนับสนุนในเรื่องค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบผลิตน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ประมาณร้อยละ 30 โดยหากผู้ประกอบการรายใดให้ความสนใจ สามารถยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนฯได้ทันที

กรมฯได้เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2551 และได้ให้ความรู้ตามภูมิภาคต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก และสำหรับ ปี 2555 กรมให้การสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 49.8 ล้านบาท ในการติดตั้งระบบแผงทำน้ำร้อนแสงอาทิตย์ จำนวน 12,000 ตารางเมตร เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

นอกจากนั้นยังเป็นการลดการก่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการลดภาวะโลกร้อนที่เป็นปัญหาของประเทศและของโลกในปัจจุบัน

นายไกรฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานมีความผันผวนและส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนั้นยังมีความต้องการใช้พลังงานของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งหามาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจัดการความต้องการใช้พลังงานให้มีดุลยภาพและเกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ดังนั้น การหาแหล่งพลังงานที่เหมาะสมและพอเพียงกับความต้องการ ซึ่งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตน้ำร้อน ซึ่งเป็นเทคโลโลยีที่ได้ผลและสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

20ปี มลพิษอุตสาหกรรมไทย

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/JjcHXOIz0ac

โค้ด embed html 200X180: 

"เศรษฐกิจสีเขียว" - ทำความเข้าใจ ไปให้ไกลกว่ากระแส

2012-07-07

งานเสวนายามบ่าย
ร่วมค้นหาความหมาย "เศรษฐกิจสีเขียว" - ทิศทางการพัฒนาแนวใหม่ในระดับสากล

หัวข้อ
"เศรษฐกิจสีเขียว" - ทำความเข้าใจ ไปให้ไกลกว่ากระแส

เศรษฐกิจสีเขียวคืออะไรกันแน่ เกี่ยวกับเราอย่างไร และประเทศไทยพร้อมรับสิ่งนี้มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจและประชาชนจะได้ประโยชน์บนเงื่อนไขใด หรือควรมีข้อพึงระวังอย่างไร และที่สำคัญ จะร่วมกับนิยามและสร้าง "เศรษฐกิจสีเขียว" ที่เราอยากเห็นได้อย่างไร

เสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2555 เวลา 13.00 - 17.00 น.
ณ บ้านอารีย์ เลขที่ 17/1 ซอยอารีย์ 1 ถนนพหลโยธิน (www.baanaree.net)

ผู้นำการเสวนา
พาโบล โซลอน (Pablo Solon)       ผู้อำนวยการบริหาร Focus on the Global South
                                            (อดีตหัวหน้าคณะเจรจาเรื่องโลกร้อนและเศรษฐกิจสีเขียว ประเทศโบลิเวีย)
สฤณี อาชวานันทกุล                      นักเขียน นักวิชาการอิสระ เจ้าของบล็อก "คนชายขอบ"
นณณ์ ผาณิตวงศ์                          ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ siamensis.org หรือ กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
                                             และผู้ประกอบการธุรกิจน้ำตาลกลุ่มบ้านโป่ง
สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล                       กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเจ้าของกิจการราชาวดีรีสอร์ต

ปชช.พัทลุงร่วมแสดงความคิดเห็นกำหนดพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กรกฎาคม 2555

พัทลุง - สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สานต่อเรื่องดำเนินการศึกษากำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

ที่วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงวันนี้ (2 ก.ค.) ว่าที่ร้อยตรีสมโภชน์ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา โครงการจัดทำร่างประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดพื้นที่ที่มีความสำคัญและอ่อนไหว เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2553 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการศึกษาเพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการเป็นพื้นที่คุ้มครอง และจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่พร้อมยกร่างประกาศ หรือกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ ได้จัดลำดับความสำคัญและเลือกพื้นที่ได้ 2 แห่ง คือพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และคาบสมุดสะทิงพระ เป็นพื้นที่นำร่องในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ส่วนในปีงบประมาณ 2554 ได้ดำเนินการศึกษาต่อเนื่อง โดยบริษัท โมดัส คอนซันแท้นต์ จำกัด ร่วมกับ บริษัทประพันธ์มงคล จำกัด เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อศึกษาทบทวนการคัดเลือกพื้นที่ และการยกร่างประกาศดังกล่าวโดยผลการศึกษาเห็นว่าพื้นที่บริเวณรอบทะเลสาบสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และมีความเปราะบางที่จะสูญเสียสภาพความเป็นธรรมชาติ อันจะก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมในภายหลัง จึงเห็นสมควรกำหนดเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

โดยประกาศกฎกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในพื้นที่ที่ไม่มีกฎหมายอื่นดูแล หรือบังคับใช้ แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญที่ต้องสงวนคุ้มครองและรักษาไว้ และ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ในพื้นที่ที่มีกฎหมายดูแล หรือบังคับใช้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรุนแรง และเข้าขั้นวิกฤต

ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยจัดเวทีรับความคิดเห็น การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมกลุ่มย่อยและประชุมเฉพาะภาคส่วนราชการ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพื่อจัดทำร่างกฎกระทรวง และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเขตพื้นที่ และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาต่อไป

สำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้แทนส่วนราชการ นักวิชากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคประชาชน และสื่อมวลชนรวม 150 คน ในเวลา 2 วันระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคมนี้

คุมเข้มโรงงานเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม

โดยโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2555

อุตฯ เข้มตั้งกรรมการพิจารณาโครงการเสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อมก่อนออกใบอนุญาตโรงงาน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและ สิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองพิจารณาอนุญาตโรงงานก่อนที่จะมีการออกใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือใบอนุญาตขยายโรงงาน เพื่อลดปัญหามวลชนต่อต้าน และคาดว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นการอนุญาตจากคณะกรรมการ ไม่ใช่ผ่านการอนุญาตจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง โดยขณะนี้มีโรงงานที่เข้าข่ายรอการพิจารณาอยู่จำนวน 67 โรงงาน

ทั้งนี้ ประเภทโรงงานที่ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว ได้แก่ โรงงานขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาท (คิดเฉพาะสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน) หรือมีคนงานมากกว่า 200 คน โรงงานที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับของเสีย โรงงานที่อาจมีปัญหามวลชน และโรงงานที่ต้องประเมินความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งจะเน้นเฉพาะโรงงานที่มีปัญหามวลชน ไม่ได้ครอบคลุมโรงงานทุกประเภทที่มีอยู่ประมาณ 107 โรงงาน

สำหรับเกณฑ์การพิจารณาจะมีการกำหนดเงื่อนไข มาตรฐานที่เน้นเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม มวลชน และการกำจัดกากอุตสาหกรรมว่ามีครบวงจรหรือหรือไม่ ซึ่งโครงการจะถูกพิจารณาเบื้องต้นจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบก่อน เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมจังหวัด และจะส่งเรื่องมายังคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยจะมีการเชิญผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงโครงการลงทุนของตัวเองด้วย เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะทำงานเป็นองค์รวมประกอบด้วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาในครั้งเดียวและสรุปการพิจารณา สามารถออกออกใบอนุญาตได้เลย

"การพิจารณาจะพยายามทำสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีโครงการตกค้าง และจะทำอย่างรวดเร็ว ไม่ให้เป็นภาระของผู้ประกอบการมากขึ้น เพราะถือเป็นขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาจากปกติ แต่เพื่อความรอบคอบจึงต้องพิจารณาหลายครั้ง โดยคณะกรรมการจะเริ่มพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 6 ก.ค.นี้"นายวิฑูรย์ กล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องมีความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมามีกระแสการต่อต้านการตั้งโรงงานใหม่ใหม่ของภาคประชาชนค่อนข้างมาก เพราะประชาชนเข้าใจว่าการตั้งโรงงานจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ หากมีการให้ใบอนุญาตไปโดยไม่มีความชัดเจน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สมุทรสาครลงนามMOU แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โรงงานปลาป่นปลอดกลิ่น

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

นายจุลภัทร แสงจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)? เรื่องการแก้ไขปัญหากลิ่นจากการประกอบกิจการปลาป่น ภายใต้โครงการ “สมุทรสาครปลอดกลิ่นจากโรงงานปลาป่น” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.สมุทรสาคร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และผู้บริหารสถานประกอบการโรงงานปลาป่น จัดขึ้น ที่ภัตตาคารนิวรสทิพย์ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานปลาป่น ได้เข้าใจถึงปัญหา สาเหตุ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชน รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากจากประกอบกิจการ เพื่อให้ประชาชน ชุมชน ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้อยู่ร่วมกันกับผู้ปรกอบการอย่างมีความสุข และเพื่อขยายผลในการเสริมสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและชุมชนในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้กล่าวว่า จ.สมุทรสาคร ประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะมูลฝอย อากาศเสีย และกลิ่นเหม็น ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างตลอด ทางจังหวัดได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนงบประมาณภายใต้งบพัฒนาจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โครงการคลองสวยน้ำใส

ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่ในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนโยบายให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินโครงการคลองสวยน้ำใส ในพื้นที่ของตนเองอย่างน้อย 1 คลอง ในเรื่องปัญหาขยะมูลฝอยจังหวัดฯ ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนใช้เป็นกรอบแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหาและวางแผนงานทำโครงการในการจัดการขยะมูลฝอยในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหากลิ่นจากโรงงานปลาป่น และเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพื่อบูรณการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของจังหวัดสมุทรสาคร ระยะที่ 1 ในปี พ.ศ.2555 - 2558 คือ "เมืองฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการผลิตสู่มาตรฐานสากล"

วช.เคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อม จับมือสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย-ยุทธศาสตร์งานวิจัย

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เปิดเผยถึงการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินงานด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในการกำหนดเป็นนโยบายการบริหารหรือแก้ปัญหาของประเทศ ระหว่าง วช.กับมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) ว่าเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์งานวิจัยสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์โลก และกำหนดทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการในการศึกษาวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการจัดสร้างคลังข้อมูลการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและบูรณาการงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆที่มีอยู่สามารถตอบสนองในการกำหนดนโยบายและทิศทางการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศว่ายังขาดหรือต้องมีการวิจัยอะไรเพิ่มเติม ที่จะให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหา และเป็นข้อเสนอในเชิงนโยบายต่อฝ่ายบริหาร รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่บนฐานขององค์ความรู้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ และมีหน่วยงานภาคีหลัก สำหรับร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในด้านยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ ตลอดจนการดำเนินงานและจัดสรรทรัพยากร ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นระบบ ยั่งยืนและอิงหลักวิชาการ

นอกจากนี้ จะดำเนินการให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างทุกภาคส่วน อันจะทำให้รัฐบาลรวมทั้งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถเตรียมการป้องกันและวางแผนล่วงหน้าให้พร้อมที่จะรับมือกับปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพได้ทันท่วงที และสามารถลดผลกระทบที่มีต่อประชาชน ชุมชนและประเทศ อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมระยะยาว

นายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกล่าวว่า แนวทางการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องดำเนินการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องลงไปยังกลุ่มรากหญ้าพื้นฐานของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เริ่มจากโรงเรียน ซึ่งทางสถาบันได้มีโครงการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยจะจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นเครือข่าย นำหลักวิชาการจากงานการวิจัยมาปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือกันทั้งสองหน่วยงานจะเปิดประโยชน์ในการที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศต่อไป

ส.ต่อต้านโลกร้อน ฟ้องนายกมาบตาพุดอนุญาตโรงงานถ่านหินโค้กไม่ชอบด้วยกม.

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 3 กรกฎาคม 2555

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลปกครองระยอง นายศรีสุวรรณ จรรยา? นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร่วมกับชาวมาบข่า อ.นิคมพัฒนา ชาวห้วยโป่ง มาบตาพุด จำนวน 79 คน ได้เดินทางไปยื่นฟ้องปลัดเทศบาลเมืองมาบตาพุด และนายกเทศมนตรีเมืองมาบตาพุด ต่อศาลปกครองระยอง ข้อหาเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการโดยมิชอบโดยการอนุมัติ/อนุญาตให้ผู้ประกอบการโรงงานถ่านหินโค้ก ชื่อบริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอน โค้ก จำกัด ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานได้ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2555 ที่ผ่านมา

การกระทำของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการลุแก่อำนาจในการให้ใบอนุญาตแก่บริษัท เข้าข่ายเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ ขัดหรือแย้งต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 หลายมาตรา อาทิ มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 67 วรรคสอง มาตรา 287 ทั้งๆ ที่ชาวชุมชนมาบข่า-ห้วยโป่ง ได้คัดค้านโรงงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปีแล้วก็ตาม

จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย

ผู้เขียน: 
นนท์ นุชหมอน
นิรมล สุธรรมกิจ
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์
วิจิตร กุลเดชคุณา
สฤณี อาชวานันทกุล
สุธาวัลย์ เสถียรไทย
สุวิทย์ เมษินทรีย์
โสภารัตน์ จารุสมบัติ
อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์
พิมพ์เมื่อ: 
พฤษภาคม 2555
พิมพ์โดย: 
สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ชื่อหนังสือ : จับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย

ชื่อผู้แต่ง : สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ISBN : 978-616-91231-0-1

พิมพ์ครั้งที่ 1 : พฤษภาคม 2555

ประสานงาน : อุษา บุญญเลสนิรันตร์ และ สกุลวลัย มะนะโส

จัดพิมพ์โดย : สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม 8/16 ถ.กรุงเกษม แขวงวัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ผู้เขียน

นนท์ นุชหมอน

นิรมล สุธรรมกิจ

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

วิจิตร กุลเดชคุณา

สฤณี อาชวานันทกุล

สุธาวัลย์ เสถียรไทย

สุวิทย์ เมษินทรีย์

โสภารัตน์ จารุสมบัติ

อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์

สารบัญ

คำย่อ

คำนำ

1. โลกแห่งความสุดโต่ง (The Age of Extremity)

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ Sasin Institute for Global Affairs

2. จาก Rio 1992 ถึง Rio+20: 20 ปีแห่งความเปลี่ยนแปลง

การประชุม Rio+20: ความหวัง (อีกครั้ง) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

เหลียวหลังแลหน้า: 20 ปี หลังริโอกับเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย

รศ.ดร.โสภารัตน์ จารุสมบัติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นนท์ นุชหมอน สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

ถนนทุกสายมุ่งสู่ Rio+20

วิจิตร กุลเดชคุณา สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

3. เศรษฐกิจสีเขียว: แนวคิดและมุมมองหลายมิติ

แนวคิดและความเคลื่อนไหวเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิจัยอิสระ

การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธกับเศรษฐกิจสีเขียว

ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย มูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

เศรษฐกิจพอเพียงกับเศรษฐกิจสีเขียว

รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เศรษฐกิจสีเขียวภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การค้าและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นท้าทายต่อเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.อนิณ อรุณเรืองสวัสดิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4. ภาคผนวก

ประวัติผู้เขียน

by ThaiWebExpert