ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557(21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
2. รับทราบข้อเสนอแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
3. เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย 8 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ ดังนี้ 1. ยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 2. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ 3.ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน 4. ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม 5. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8. ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 9. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ
2. แผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้น ปีงบประมาณ 2557 เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ใช้ประกอบการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยข้อเสนอแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้นดังกล่าว จำแนกเป็นค่าครุภัณฑ์ จำนวน 148,810.0 ล้านบาท ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง จำนวน 415,440.9 ล้านบาท
3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 มีดังนี้
วันที่ 21 มกราคม 2556 คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
วันที่ 22 มกราคม 2556 นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557
วันที่ 22-24 มกราคม 2556 รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด มอบนโยบายให้กระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จัดทำเป้าหมายและยุทธศาสตร์กระทรวงที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และให้นำข้อสรุปแผนความต้องการงบลงทุนเบื้องต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ไปจัดทำคำของบประมาณายจ่ายประจำปี
วันที่ 22 มกราคม – วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จัดทำรายละเอียดวงเงินและคำของบประมาณ พ.ศ. 2557 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 บูรณาการงบประมาณในมิตินโยบายสำคัญของรัฐบาลและบูรณาการงบประมาณในมิติพื้นที่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และประมาณการรายได้ประจำปี เสนอรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบ และส่งสำนักงบประมาณ

เรื่องขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินในปีงบประมาณ 2556 (21 มกราคม 2556)

เรื่องขอความเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินในปีงบประมาณ 2556 สำหรับ
โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วง
แบริ่ง – สมุทรปราการและกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร
สายเฉลิมรัชมงคล ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2556
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกู้เงินต่อจากกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2556 ตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 75 (3) สำหรับเป็นค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธาและระบบรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ จำนวน 11,472.36 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ จำนวน 4,745.40 ล้านบาท โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยเพื่อใช้ชำระหนี้คืนแก่แหล่งเงินกู้โดยตรงทั้งในส่วนเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังจะได้ตกลงกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต่อไป
2. เห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ Japan International Cooperation Agency (JICA) สัญญาเลขที่ TXXI-4 และสัญญาเงินกู้เลขที่ TXXII-3 (Civil) โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล โดยการกู้เงินในประเทศ ตามพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543 มาตรา 75 (3)โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการกู้เงินและชำระหนี้แทนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยจะต้องลงนามในสัญญารับชำระหนี้แทนกับกระทรวงการคลังต่อไป โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนในการปรับโครงสร้างหนี้ และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นงบชำระหนี้ให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อใช้ชำระคืนแก่แหล่งเงินกู้โดยตรงทั้งในส่วนเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังจะได้ดำเนินการกู้เงินให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต่อไป
3. รับทราบผลที่จะเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ JICA สัญญาเลขที่ TXXI-4 และสัญญาเงินกู้เลขที่ TXXII-3 (Civil) โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ต่องบแสดงฐานะทางการเงินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556

สาระสำคัญ
กำหนดให้ขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร ออกไปอีก 1 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการปรับลดอัตราภาษีน้ำมันดีเซลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 มกราคม 2556 แต่โดยที่ขณะนี้ราคาขายปลีกน้ำมันยังคงมีราคาสูง ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันดีเซลในระยะนี้จะทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงการคลังจึงเห็นควรขยายเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่มีปริมาณกำมะถันไม่เกินร้อยละ 0.005 โดยน้ำหนัก ในอัตราภาษี 0.005 ต่อลิตร และน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ในอัตราภาษี 0.005 บาทต่อลิตร
ออกไปอีก 1 เดือน

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... (21 มกราคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยให้รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
1. กำหนดบทนิยาม คำว่า “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายถึง พื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ต่อการค้าสินค้าหรือบริการ หรือการลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการค้าบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน รวมทั้งการพัฒนาระบบการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่สอดคล้องกับระบบ ASEAN Single Window และบทนิยามอื่น ๆ ได้แก่ “การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ”“การค้าบริเวณพรมแดน”“แผนแม่บท”“การพัฒนาพื้นที่”“หน่วยงาน” และ “หน่วยงานรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ”
2. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนการค้าไทย ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกินสิบคน เป็นกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
3. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายฯ มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการที่สำนักงานเสนอ ให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานตามที่สำนักงานร้องขอ กำหนดแนวทางเพื่อให้การส่งเสริมและพัฒนาการค้าบริเวณพรมแดนและการค้าเสรีภายใต้กรอบอาเซียน กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนแม่บท
4. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเป็นหน่วยงานภายใน สศช. มีอำนาจหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ร่างแผนแม่บทเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ตรวจสอบและวิเคราะห์แผนงานหรือโครงการและแผนปฏิบัติของหน่วยงาน อำนวยการ ติดตามผล และประสานงานการบริหาร และการปฏิบัติตามแผนแม่บท รวมทั้งสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการนโยบายฯ คณะอนุกรรมการนโยบายฯ หรือคณะทำงานที่คณะกรรมการนโยบายฯ แต่งตั้ง ค่าใช้จ่ายของสำนักงาน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นให้จ่ายจากงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
6. กำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์จะรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจจัดทำร่างแผนแม่บทเสนอคณะกรรมการนโยบาย เพื่อพิจารณา โดยผ่านความเห็นชอบของกระทรวงเจ้าสังกัด
7. กำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามแผนแม่บท จัดทำแผนงานหรือโครงการ และส่งให้หน่วยงานรับผิดชอบเขตพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรวบรวมตรวจสอบและวิเคราะห์แล้วจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป ในการดำเนินการจัดทำแผนงานหรือโครงการให้หน่วยงานที่จัดทำให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่นั้นประกอบด้วย
8. กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินการที่ ไม่เป็นไปตามที่กำหนด หรือไม่สอดคล้องกับแผนแม่บท แผนปฏิบัติการและแผนงานโครงการ หรือวิธีการดำเนินกิจการที่กำหนดตามระเบียบนี้

เอกสารประกอบการประชุมเวที Global Warming Forum ครั้งที่ 6

"รับมือโลกร้อนก่อน 4 องศา : สิ่งที่ประเทศไทยทำได้"

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 13.00 – 17.00 น.

ณ ห้องประชุมกมลทิพย์ 3 โรงแรมสุโกศล(สยามซิตี้)

จัดโดย : ชุดโครงการ MEAs Think Tank ,ชุดโครงการ THAI-GLOB,

ชุดโครงการวิจัยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

โดยมีเอกสารประกอบการประชุม ดังนี้

ผ่าวิกฤติ......หากโลกร้อนถึงจุด 4 องศา โดย รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง ผู้ประสานงานชุดโครงการ THAI-GLOB

“ชุดข้อเสนอทางนโยบายของประเทศไทยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ”

ประเด็นท้าทายและข้อเสนอเชิงนโยบายและการเจรจาของไทยเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
โดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

ข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนไปสู่สังคมที่มั่นคงและทนทานต่อความเสี่ยงจากภูมิอากาศ
โดย คุณศุภกร ชินวรรโณ

มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการลดการปล่อยก๊าซและปรับตัว
โดย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

ติดตามประเด็น MRV ทั้งในและต่างประเทศ
โดย ผศ.ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

มลภาวะอากาศปกคลุมซอลท์เลกซิตี้,สหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน: 
Paul Foy

          สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (Environmental Protection Agency - EPA หรือ อีป้า) ได้แถลงว่า ซอลท์เลกซิตี้ รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา จัดเป็นพื้นที่ที่มีปัญหามลภาวะทางอากาศเลวร้ายที่สุดของประเทศในช่วงเดือนมกราคมของปีนี้ สาเหตุมาจากหมอกน้ำแข็ง (Ice fog มักเกิดในบริเวณหุบเขา เกิดเมื่ออากาศเย็นตัวและลอยต่ำลง) ทำให้เกิดการสูดดมอากาศที่ปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อปอด จึงได้มีการเตือนให้ประชาชนใน ซอลท์เลกซิตี้ ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศเพิ่มขึ้น เช่น การคมนาคม อุตสาหกรรม เป็นต้น แพทย์ได้ออกมาเตือนให้สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ว่าไม่ควรออกจากเคหะสถาน เพราะจัดเป็นกลุ่มประชากรเสี่ยงต่อการรับมลภาวะนี้

Icy Fog over Salt Lake City by Townhall.com

     หมอกน้ำแข็งเกิดมาจากหิมะที่ลงมาปกคลุมและเริ่มขยายบริเวณออกไปจนเกิดปรากฏการณ์ ภาวะอุณหภูมิผกผัน (Temperature inversion) ทำให้ ซอลท์เลกซิตี้กลายเป็นกล่องเก็บกับหมอกที่เต็มไปด้วยไอเย็นอุณหภูมิ 18 องศา ขณะเดียวกันที่พาร์คซีตี้ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กันกลับมีอุณหภูมิสูงถึง 43 องศา ทำให้อากาศที่อบอุ่นของพาร์คซิตี้ลอยตัวสูงขึ้นและเคลื่อนที่ไปหาบริเวณที่เย็นของซอลท์เลกซิตี้และกดทับอากาศบริเวณนั้นไว้ อากาศที่ซอลท์เลกซิตี้จึงไม่สามารถถ่ายเทได้ 

 

Country Expected to Update Environmental Laws, Improve Implementation of Regulations

ผู้เขียน: 
Yu-Tzu Chiu

TAIPEI, Taiwan—Facing conflicts between environmental protection and development policies,
Thailand is expected in 2013 to review outdated environmental laws and look at ways to improve
implementation of existing regulations.
“The mainstream approach for country development is still based on an economic growth
strategy,” Buntoon Srethasirote, director of the Good Governance for Social Development and the
Environment Institute (GSEI), told BNA. “Although the 11th National Economic and Social
Development Plan of Thailand [2012-2016] shifted the development approach and redirected the
country to a low-carbon and environmentally friendly economy, government policy is moving in
another direction.”
For example, Srethasirote said that the “first-car” policy announced by the government in late
2011 is not environmentally friendly, as it encourages car purchases. The policy offers an excise
tax exemption for first-time buyers. So far, about 860,000 new car purchases have qualified.
Main Environmental Act Due Update
Srethasirote stressed the need to revise the Enhancement and Conservation of Environmental
Quality Act (1992). “This law is the main legal instrument for managing all environmental and
natural resources in the country, especially the environmental impact assessment process.
However, many parts in this Act do not comply with the Constitution … and with the changing
social context.”
He said the law limits input by community leaders and active citizens who may have concerns
about development projects' potential environmental or health impacts.
According to GSEI, 35 kinds of development projects such as airports, irrigation systems, and large
dams require an environmental impact assessment (EIA) that must be approved by the Ministry of
Natural Resources and Environment prior to getting an operation license from the responsible
ministry. However, the relationship between some project owners and EIA consultants has
created doubts about the quality of assessments, Srethasirote added.
“In addition, the post-EIA monitoring and evaluation systems here remain ineffective,”
Srethasirote said.
 

Ongoing Work to Revise Law
The government has been working on revising the 1992 law for several years. Watchara
Punnaravikij, a legal officer at the ministry's Pollution Control Department, told BNA, “We are still in
the process of reviewing” the act.
Aree Wattana Tummakird, a director of the ministry's Office of Natural Resources and
Environmental Policy and Planning, told BNA that in 2013 the government needs to complete the
revision of the act, improve the quality of environmental impact assessments, and make better use
of the Environmental Fund. The fund, set up in the Ministry of Finance, makes grants to
government agencies or local administrations for building and operating wastewater treatment
plants, waste disposal facilities, and air pollution control systems, among other things.
Tummakird said it is critical that Thailand strengthen its integrated water and flood management.
In the wake of devastating 2011 floods—Thailand's worst since 1942—the Cabinet adopted a
Master Plan on Water Resource Management. An emergency decree has been approved that
would allow Thailand to borrow about $11.5 billion internationally for investment in flood and
water management projects.
 

Forest Loss Decried
According to the Thailand Environment Institute (TEI), a research-oriented nongovernmental
organization focusing on conservation of natural resources and sustainable development, the key
environmental issue in Thailand in 2013 is forest loss resulting from the incursion of tourist resorts
into national parks.
Sirithan Pairoj-Boriboon, a TEI board member, told BNA that both the Enhancement and
Conservation of Environmental Quality Act and the aging Forest Law need to be revised to make
them more efficient tools for law enforcement.
“Reforestation is one of the key issues of Thai NAMAs,” Pairoj-Boriboon said, referring to nationally
appropriate mitigation actions. NAMAs are policies and actions that countries undertake as part of
their commitment to reduce greenhouse gas emissions. Thailand, categorized as a Non-Annex 1
country under the Kyoto Protocol, has not committed to any quantitative objectives under that
measure.
The government had planned to launch a voluntary domestic carbon market by the end of 2012
but is still working on the Partnership for Market Readiness (PMR) plan for it with support from the
World Bank.
 

Clean Development Mechanism Projects
The government in 2013 will continue to work on Clean Development Mechanism projects, which
allow developed countries to get credits for funding greenhouse gas-reducing projects in
developing countries under the Kyoto Protocol.
According to the Thailand Greenhouse Gas Management Organization, as of December 2012 it had
issued letters of approval for 221 projects, including generation of electricity from biomass, biogas,
and other renewable energy sources. These projects are expected to result in annual certified
emissions reductions of 12.7 million metric tons of carbon dioxide-equivalent.
Pahol Savetjinda, a technical official in the public organization's GHG Information Center, told BNA
that was equal to 5.54 percent of Thailand's 2000 emissions.

 

เปิดแผนเลิกจน'ยิ่งลักษณ์'ตั้งเป้าระยะยาวประกาศทำคนไทยรวยเพิ่ม3เท่าใน13ปี

รัฐบาลตั้งเป้าคนไทยเลิกจน ปี'70
รายได้ต่อหัวเพิ่ม3 เท่า เอกชนหวั่นทำได้ไม่ต่อเนื่อง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
เป็นประธานประชุมสัมมนาการมอบนโยบายสำหรับขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศและชี้แจงการจัดทำงบประมาณปี
2557 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงยุทธศาสตร์ประเทศ 4 ด้าน คือ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
การลดความเหลื่อมล้ำสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ
สำหรับยุทธศาสตร์แรก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าต้องเร่งทำให้ประเทศไทยหลุดจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 5-6%และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น544,213 บาทต่อคนต่อปี ภายในปี2570 สูงขึ้น 3 เท่าตัวจากปี 2554
ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) รายงานว่า คนไทยมีรายได้ต่อหัวทั้งปีอยู่ที่ 155,926 บาท
ยุทธศาสตร์นี้มีแผนจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ประกอบด้วยการสร้างรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางจากกรุงเทพฯ สู่เมืองหลักในภูมิภาค
สร้างรถไฟทางคู่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 สร้างรถไฟฟ้า10 สาย เป็นต้น อีก 3 ยุทธศาสตร์ คือ
ยุทธศาสตร์การสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม มีเป้าหมายลดความยากจนลง กระจายรายได้มากขึ้น  ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่า 5 ตันต่อคนต่อปี สุดท้ายคือยุทธศาสตร์ปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ที่นายกฯ
ประกาศเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและนอกประเทศ แต่ต้องมีการถ่ายทอดให้ทุกส่วนทั้งรัฐบาลราชการ ภาคเอกชน
และประชาชนเพื่อให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันที่สำคัญคือการขับเคลื่อนต้องมีความต่อเนื่องทั้งโครงการและงบประมาณ
"ที่ผ่านมาความต่อเนื่องในการผลักดันนโยบายเป็นประเด็นที่ต่างชาติถามเราอยู่ตลอดว่าเปลี่ยนคนบริหารที นโยบายเราจะเปลี่ยนด้วยไหม" นายพยุงศักดิ์
กล่าว ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการส.อ.ท. กล่าวว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องในสถานการณ์แวดล้อมที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวจากต้นทุนค่าจ้างและการผลิตที่สูงขึ้น
แต่เป็นห่วงว่าจะผลักดันให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างไร

นายกฯ วาง 4 แผนพัฒนาประเทศเน้นลดเหลื่อมล้ำ-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
เสกสรร โรจนเมธากุล

 

ข้อมูลจากหนังสือ สลค. และหนังสือ สศช.

       นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในปี 2557 ที่จะพัฒนาและหลุดพ้นจากการเป็นประเทศรายได้ระดับปานกลาง โดยมุ่งเน้นการเติบโตของประเทศแบบมีคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำของฐานรากภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความเสมอภาคทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองให้รับกับอาเซียนและแข่งขันได้ ยึดการต่อยอดจากรายได้ฐานเดิม สร้างรายได้จากโอกาสใหม่ เพื่อความสมดุลและพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์ 4 ด้านที่เป็นแผนงานหลัก ได้แก่

1.ยุทธศาสตร์สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัว 5-6% มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 544,213 บาทต่อคนต่อปี โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต รักษาฐานอุตสาหกรรมและบริการเดิม เพิ่มขีดความสามารถ SMEs และ OTOP ปรับการจัดการใช้ที่ดินประเทศ (Zoning) และพัฒนาระบบโลจิ สติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและไอซีที

2.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสบนความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคมตามรัฐธรรมนูญ ยึดเป้าหมายลดความยากจน มีการกระจายรายได้มากขึ้น เพื่อช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย โดยการปฏิรูปการศึกษา พัฒนาระบบสวัสดิการ เพิ่มศักยภาพและโอกาสความเท่าเทียม ผลิตและพัฒนาแรงงาน รวมทั้งคุ้มครองและส่งเสริมศักยภาพเด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาสด้านความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิและกฎหมายต่างๆ

3.ยุทธศาสตร์การเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดการทรัพยากรธรรมชาติและบริหารจัดการน้ำ จัดทำนโยบายคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

4.ยุทธศาสตร์ปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ บริหารจัดการกลไกภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยการปรับโครงสร้างระบบราชการ พัฒนากฎหมาย แก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ ลดคอร์รัปชั่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น การบูรณาการเชิงพื้นที่ แบ่งกรอบการทำงายเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับกระทรวงและระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและประสานงานระหว่างยุทธศาสตร์

โดย...จตุพล สันตะกิจ

ภายใต้ยุทธศาสตร์ ทั้ง 4 ด้าน ดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่

1.ขอให้ร่วมกันมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2.ขอให้ร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำไปสู่ความเจริญของประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3.ขอให้ร่วมกันทำให้ประชาชนคนไทยมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น-ค่าใช้จ่ายลดลงและมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน

 

Global Risks:2013

พิมพ์โดย: 
World Economic Forum

Global Risks 2013
Eighth Edition

An Initiative of the Risk Response Network

Lee Howell
World Economic Forum
Editor in Chief
World Economic Forum in collaboration with:
Marsh & McLennan Companies
National University of Singapore
Oxford Martin School, University of Oxford
Swiss Reinsurance Company
Wharton Center for Risk Management, University of Pennsylvania
Zurich Insurance Group

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
by ThaiWebExpert