อธิบดีมข.,โลกร้อน,กระทบ,การผลิตอาหาร,สุขภาพ,ประชาชน,

หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 19 พฤษภาคม 2555

รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น?เปิดเผยถึงภาวะโลกร้อนว่า อุณหภูมิของโลกโดยรวมสูงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย โรคเก่าๆ ที่เคยหายไปแล้วก็จะกลับมาอีกวันดีคืนดีระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นเมืองที่ใกล้ชายฝั่งทะเลมีโอกาสที่จะถูกน้ำท่วมและจมอยู่ใต้น้ำมีสูง และแถบขั้วโลกอุณหภูมิสูงขึ้นมาประมาณ 5-6 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น

ทั้งนี้จึงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำต่างๆ เปลี่ยนแปลงมากตัวอย่างเช่น น้ำในแม่น้ำโขงจะสังเกตเห็นว่าในหน้าแล้งแทบไม่มีน้ำเลย พอหน้าฝนน้ำจะมามากหรือท่วม ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อชีวิตของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตร เพราะพืชและสัตว์ที่มีขนาดเล็กจะสูญพันธุ์ทำให้ห่วงโซ่อาหารเปลี่ยนไป

“อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป หรืออากาศที่ร้อนมากๆ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ตัวอย่างเช่น การผลิตน้ำนมของโคนมโพนยางคำ สกลนคร ลดลงจาก 20 กิโลกรัม/วัน เหลือ 12 กิโลกรัม/วัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบให้เดือดร้อนไปทั่วโลก นอกจากผลผลิตทางการภาคการเกษตรแล้ว ด้านสุขภาพก็จะอ่อนแอลงทั้งสัตว์และมนุษย์ ดังนั้นหากเราไม่ช่วยกันลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานแบบฟุ่มเฟือยลง ภายใน5-10 ปีนี้ จะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกัน” อธิบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวอีกว่า ตอนนี้เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยผลิตออกซิเจน ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เข้าชั้นบรรยากาศโดยเฉพาะให้ลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมลง ซึ่งทุกวันนี้มีคนใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก โดยในแต่ละปีมีคนซื้อรถปิกอัพมากถึงปีละ 1 ล้านล้านคัน ซึ่งเราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนใช้น้ำมันแบบประหยัดหรือหันมาใช้พลังงานทดแทนแทน ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์หรือแม้กระทั่งพลังงานแสงอาทิตย์?เป็นต้น เพราะพลังทดแทนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ไขความลับธรรมชาติ ณ ป่าต้นน้ำสูงสุดของประเทศไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2555

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ เพื่อนสนิทของมนุษย์ มีความเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนเข้านอนในตอนกลางคืน

เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่พวกเราทุกคนเห็นและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ...ภาวะโลกร้อน อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุสำคัญมาจากมนุษย์เรา

เอ็กโก กรุ๊ป หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชื่อว่า ‘จิตสำนึก’ คือ หนทางที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ยืนยาวที่สุด และช่วยเราทุกคนบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จึงได้มุ่งปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจ ‘เยาวชน...ต้นทางสังคมแห่งอนาคต’ ผ่านโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า มาตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งมีเยาวชนอายุระหว่าง 14-18 ปี ผ่านการฝึกอบรมรวมแล้วกว่า 2,500 คน

ดร.สกุล พจนารถ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และบริหารองค์กร เอ็กโก กรุ๊ป

ในปีนี้ เอ็กโก กรุ๊ป และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้ร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า จัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 38 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ไขความลับธรรมชาติ แก้สมการ 4 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ สู่ต้นกำเนิดไฟฟ้า” เพื่อดึงธรรมชาติของเยาวชนที่สนุกเล่น เรียนรู้ และค้นหาความจริง ไปร่วมไขความลับ ความหมาย และคุณของธรรมชาติ ตั้งแต่ “ดิน” ในฐานะแหล่งกำเนิดต้นไม้ พืชพันธุ์ และต้นกำเนิดแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ “น้ำ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงธรรมชาติ สร้างความชุ่มชื้นต่อสายใยชีวิตของพืช สัตว์ และคน “ลม” หรืออากาศ ในฐานะกลไกเชื่อมต่อระบบนิเวศ และ “ไฟ” อุณหภูมิและความร้อนที่ช่วยรักษาสมดุลให้ป่าไม้ ธรรมชาติ และสิ่งมีชีวิต

5 วัน 4 คืน ท่ามกลางห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ของ ‘ป่าต้นน้ำ’ ดอยอินทนนท์ เยาวชนได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน ผ่านการสร้างค่ายพักแรม การหุงหาอาหารที่ทุกกลุ่มจะต้องบริหารอาหารสดและแห้งที่ได้รับการแจกจ่ายให้พอเพียงสำหรับใช้ตลอดการฝึกอบรม เรียนรู้การดำรงชีพในป่า การดูดาวตามหลักวิชาดาราศาตร์เพื่อการนำทางด้วยดวงอาทิตย์และดวงดาว การดูนกเบื้องต้น พร้อมๆ กับการสำรวจสิ่งมีชีวิตและศึกษาธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยมีป่าและขุนเขาเป็นเสมือนห้องเรียน และมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นบทเรียน

ดร.สกุล พจนารถ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์และบริหารองค์กร เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า “เอ็กโก กรุ๊ป มีทัศนคติว่า ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี เราจึงให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง อย่าง ‘การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ’ ก็ถือว่าเป็นดูแลรักษาต้นทางชีวิตและต้นกำเนิดพลังงานของมนุษย์ เพราะเราจำเป็นต้องใช้น้ำในการอุปโภค บริโภคทุกวัน หรือ ‘การปลูกจิตสำนึกเยาวชน’ ก็ถือว่าเป็นต้นทางของสังคม ซึ่งพวกเขาจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป”

“เมื่อเราค่อย ๆ ปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน ผ่านกระบวนเรียนรู้ทางด้านความคิด และประสบการณ์ตรงในห้องเรียนขนาดใหญ่บนพื้นที่ป่าธรรมชาติ เชื่อว่าเยาวชนจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปบอกต่อ ถ่ายทอดเรื่องราวได้เป็นอย่างดี และสร้างเครือข่ายเยาวชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป”

 ด้านนายเกรียงศักดิ์ ถนอมพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กล่าวว่า อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญและมีความหลากหลายในระบบนิเวศป่าไม้มากที่สุด เติมเต็มและกระตุ้นองค์กรภาคธุรกิจที่มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้หันกลับมาช่วยกันดูแลอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ เมื่อมีการดูแลป่าเป็นอย่างดี ไม่มีการทำลาย ก็จะก่อให้เกิดแหล่งรวมสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่า แหล่งต้นน้ำลำธาร เมื่อต้นน้ำดี กลางน้ำดี ปลายน้ำก็ย่อมดีด้วย

มาเข้าค่ายแบบนี้ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการอยู่ร่วมกัน

“การสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชน เปรียบเสมือนการเพาะเมล็ดพันธุ์ เมื่อเยาวชนได้ซึมซับตั้งแต่เด็กจะทำให้เข้ารู้ถึงคุณค่าและเกิดความรักความหวงแหนในทรัพยากรป่าไม้และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น การเข้าค่ายของเยาวชนเป็นการเดินเข้าสู่ห้องเรียนธรรมชาติที่มีคุณค่าสำคัญยิ่ง อยากให้ทุกหน่วยงานทุกองค์กรสนับสนุนส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ซึ่งคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ สร้างจิตสำนึก กระตุ้นจิตอาสาให้กับเยาวชน เพื่อรักษาคุณค่าและคงความงดงามของธรรมชาติไว้ต่อไป”

น้องเอ็กซ์ หรือทัศนัย ด้วงทองสกุล จากโรงเรียนเมืองกระบี่ เล่าว่า “ผมเป็นคนใต้ที่ไม่เคยเห็นดอย เหมือนกับคนดอยอยากเห็นทะเล ดอยอินทนนท์เป็นป่าที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นตีนเขาหิมาลัย และเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ผมอยากมาเข้าค่ายครั้งนี้”

“มาค่ายนี้ ทำให้ผมมีความรู้เรื่องน้ำและความสำคัญของต้นน้ำ ผมเป็นคนปลายน้ำ จะประหยัดการใช้น้ำมากขึ้น สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดก็คือพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ ถ้ามีโอกาสผมอยากมาเป็นพี่เลี้ยง อยากบอกต่อความรู้ในป่าให้กับน้องๆ”

น้องน้ำฝน หรือ ขวัญแก้ว แช่มโสภา จากโรงเรียนราชินี จ.กรุงเทพฯ เผยว่า “ค่าย 5 วัน 4 คืน กับเพื่อนใหม่ ทำให้เรามีเพื่อมากขึ้น และรู้จักปรับตัวเข้าหาเพื่อนหลากหลายรูปแบบ ได้เจอกับสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็น เช่น พืช ต้นไม้ และสัตว์หายาก โดยเฉพาะเลียงผา ซึ่งกลุ่มของน้ำฝนได้มีโอกาสเห็นระหว่างการเดินป่าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ได้มีโอกาสกอดต้นไม้ ฟังเสียงต้นไม้ ทำให้เรารู้สึกว่าต้นไม้ก็มีชีวิต”

น้องริน หรือชิติวัฒน์ อินทรปรีชา จากโรงเรียนยุพราช จ.เชียงใหม่ ซึ่งมาร่วมค่ายปีนี้ในฐานะพี่เลี้ยง บอกว่า “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า เป็นกิจกรรมที่หาได้ยากในประเทศไทย หลังจากที่จบค่ายและผมได้มีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองนอก ผมได้นำเสนอวิธีการเอาตัวรอดในป่า การเรียนรู้ธรรมชาติ ไปแบ่งปัน ก็ทำให้เพื่อนอึ้งไปเหมือนกัน เพราะประเทศเขาไม่มี”

“ผมอยากตอบแทนค่ายที่เคยให้เรามาอะไรหลาย ๆ อย่าง จึงอาสากลับมาเป็นพี่เลี้ยง... 3 ปี ที่ผ่านมา ผมก็พยายามไปหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อเตรียมความพร้อมให้สมกับการที่ได้รับบทบาทหน้าที่การเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งมาครั้งนี้พี่รักษ์ ทีมสื่อความหมายของอุทยานฯ และเป็นพี่เลี้ยงประจำกลุ่มสอนผมว่า เราอาจจะมีน้ำเก่า 30 แต่อีก 70 ก็สามารถเติมรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ ซึ่งตัวเองก็พยายามทำตัวให้ว่างเปล่า เปิดรับสิ่งใหม่ การที่ไม่รู้และได้เรียนรู้ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า”

ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ทำให้เยาวชนเรียนรู้ว่า ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นทั้งเพื่อน ครู และพ่อแม่ในเวลาเดียวกัน และเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมปกป้องและหวงแหน เพื่อวันนี้และอนาคตของทุกคน

ภาพ: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000062046

4G เครือข่ายใหม่สำหรับคนมองการณ์ไกล

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ มีการเปิดตัว “4G - เขียวจัดทั่วไทย”  เป็นเครือข่ายทางสังคมเพื่อการฟื้นฟูป่า ฟื้นระบบนิเวศ เป็นกิจกรรมที่ “มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์” ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างความร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในสังคมฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
4G มาจากคำว่า “Give Green Get Green” เป็นการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่สังคม เป็นการต่อยอดความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม แต่มักจะติดขัดว่าไม่รู้จะเริ่มลงมือทำอะไรได้บ้าง มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์จึงได้นำเสนอแนวคิดและรูปแบบกิจกรรม 4G ซึ่งเป็นแพ็กเกจการปลูกต้นไม้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ที่เข้าร่วม  เริ่มต้นขั้นต่ำ 1 คน 1 ต้น เริ่มที่ 20 บาท แพ็กเกจที่มีแบ่งเป็น 5 แบบ (http://www.rajapruek.org/givegreengetgreen)
 “เขียวเอาแต่ใจ” เริ่มต้นที่ 20 บาท ไม่ว่าจะปลูกต้นกี่ต้น กี่ชนิดก็ได้ ตามใจคนปลูก
“เขียวเกินร้อย” ในราคา 100 บาท  มีต้นไม้ 5 ชนิดที่จะปลูกขึ้นเพื่อดึงดูดสัตว์น้อยใหญ่ให้มาช่วยขยายพันธุ์ ให้เขียวแล้วเขียวอีก
“รักเขียว เสียดายเขียว” ในราคา 400 บาท เป็นแพ็กเกจสำหรับคนที่เลือกไม่ถูก อยากได้ไปหมด ทางมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์จะจัดต้นไม้ให้ครบ 20 ชนิด
“ป๋าอยากเขียว” ราคาเท่ากับหรือมากกว่า 1,000 บาท แล้วแต่ “ป๋า” จะเลือกให้ ป๋าก็จะได้เขียวสมใจกับต้นไม้เต็มอ้อมกอด
“เขียวเหมาไร่” ในราคา 9,900 บาท เป็นแพ็กเกจแบบเขียวสะใจ รับกล้าไม้ 500 ต้นต่อพื้นที่ 1 ไร่ เหมาะสำหรับหน่วยงานหรือบริษัทต่างๆ ที่ต้องการชักชวนสมาชิกในองค์กรมาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม
พื้นที่โครงการในช่วงแรกจะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย  ในพื้นที่ จ.น่าน จ.แพร่ และ/หรือ จ.อุตรดิตถ์ พันธุ์ไม้ที่ปลูกมีให้เลือกกว่า 20 ชนิด ซึ่งมีการคัดสรรแล้วว่าเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่มีความเหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ป่าต้นน้ำ เช่น มะค่าโมง เพกา มะค่าแต้ กระพี้จั่น  มะกล่ำ  พะยูง  ฯลฯ  การปลูกจะเป็นการปลูกคละกัน 20-30 ชนิด ผสมผสานระหว่างไม้โตเร็วและไม้โตช้า เป็นวิธีการปลูกที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดี ผ่านการทดลองจาก FORRU มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มากว่า 10 ปี ว่าเหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย และได้ป่าที่มีสภาพคล้ายป่าดั้งเดิม
ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาจชักชวน รวบรวมเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง ไปร่วมกันปลูกต้นไม้ในพื้นที่โครงการ หรือมอบให้ทางมูลนิธิฯ เป็นผู้ดำเนินการก็ได้ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์นับเป็นองค์กรที่มีประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้และดูแลป่าที่ปลูกมากว่า 25 ปี ได้รับความไว้วางใจทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนให้ดำเนินการปลูกป่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านต้น ในพื้นที่ 80,000 ไร่ และยังได้รับรางวัลหน่วยงานอนุรักษ์ดีเด่นแห่งชาติ ปี 2540 เป็นการประกันผลงาน
หลังการปลูกแล้ว ทางมูลนิธิฯ จะรับผิดชอบดูแล ปลูกซ่อมทันทีที่เสียหาย และดูแลต่อเนื่องจนครบ 3 ปี การันตีอัตราการรอด 80% เปรียบเสมือนการบริการหลังการขายแพ็กเกจ นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมหรือผู้สนใจทั่วไปยังสามารถติดตามผลการเจริญเติบโตแบบระยะประชิดได้ง่ายผ่านทางเฟสบุ๊ค (FB: GiveGreenGetGreen) หรือเข้าร่วมกิจกรรมอาสาได้ตามสไตล์ความถนัดของแต่ละคน เมื่อป่าที่ปลูกอยู่รอดเติบโตอย่างมั่นคงแล้ว ทางมูลนิธิฯ จะทำการส่งมอบป่าให้กับกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อดูแลรับผิดชอบต่อไป
กิจกรรม 4G สร้างประโยชน์กับทุกฝ่าย (Win-Win Approach) ในด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและระบบนิเวศ และมีส่วนช่วยเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก ในส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมก็ได้ร่วมรับผิดชอบต่อการฟื้นฟูแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม องค์กร/บริษัทที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มีรูปแบบกิจกรรม CSR แบบยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ไขจุดอ่อนของการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ ที่ต้องเผชิญปัญหาขาดงบประมาณ กำลังคนไม่เพียงพอ ขาดทรัพยากร เครื่องมือในการติดตามงาน ฯลฯ
     “4G - เขียวจัดทั่วไทย” เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ดีตามแนวคิด “4P”  คือ Public –Private – People Partnership ที่กำลังเป็นกระแสความตื่นตัว เป็นการสร้างพลังทางสังคมจากเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ- ภาคเอกชน -ภาคประชาชน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (รวมทั้งปัญหาสังคม)
    รูปแบบความร่วมมือในลักษณะ “Give Green Get Green” นี้ กำลังแตกตัว ต่อยอด มีรูปแบบที่หลากหลายรองรับการแก้ไขปัญหาในมิติต่างๆ  ช่วยเติมพลังและเพิ่มความหวังในการต่อสู้รับมือกับปัญหาวิกฤติหลายด้านที่กำลังเกิดขึ้น

 

แต่งตั้ง (14 พฤษภาคม 2555)

1. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 4 ราย ดังนี้  
         1. นายชนรรค์  พุทธมิลินประทีป ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2554
         2. นายธรรมศักดิ์  สัมพันธ์สันติกูล ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2554
         3. นางสาวพรนิภา  เพชรยิ่งวรพงศ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2554
         4. นางสาวรุจิรา  ริมผดี ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ) ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (นักวิเคราะห์งบประมาณทรงคุณวุฒิ) สำนักงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2554
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        2. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 2 ราย ดังนี้
         1. นายกฤษฎา  จีนะวิจารณะ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2554
         2. นางสาวพนอศรี  ถาวรเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ดำรงตำแหน่ง        ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2554
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        3. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
         คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งนายจีรพัฒน์  ศิริชัยสินธพ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มงานพัฒนาและรักษามาตรฐานการตรวจวินิจฉัย กลุ่มมาลาเรีย สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) กลุ่มงานพัฒนาและรักษามาตรฐานการตรวจวินิจฉัย กลุ่มมาลาเรีย สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

        4. ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหารระดับสูง) (กระทรวงยุติธรรม)
         คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายกิตติพงษ์  กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (นักบริหารระดับสูง) ซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 ครบกำหนด 4 ปี ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2555 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ

        5. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน
         คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสินแทนกรรมการที่ขอลาออก ดังนี้ 1. นายพีรพล  ไตรทศาวิทย์ แทนนายปสันน์  เทพรักษ์ 2. นายสุธรรม         ศิริทิพย์สาคร แทนนายวีรพันธ์  จักรไพศาล 3. นางชูจิรา  กองแก้ว แทนนายเทอดศักดิ์  เหมือนแก้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม  2555 เป็นต้นไป

 

การให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia : ERIA ) (14 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้การสนับสนุนด้านงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมของ ERIA เต็มจำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในครั้งเดียวตามที่ พณ. เสนอ โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จำนวน 1,550,000 บาท หรือเท่ากับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31 บาท หรือตามสกุลเงินท้องถิ่น กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน  ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับการส่งเสริมให้นักวิจัยหรือสถาบันวิจัยของไทยได้มีส่วนร่วมในการทำงานวิจัยกับ ERIA รวมทั้งส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยเหล่านั้นไปพิจารณาดำเนินการด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
        พณ. รายงานว่า
        1. ERIA จัดตั้งโดยที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS) ครั้งที่ 3 เมื่อปี
2007 (EAS ประกอบด้วย 16 ประเทศ ได้แก่ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) โดยปัจจุบันสหรัฐอเมริกาและรัสเซียได้เข้าร่วมด้วยรวมเป็น 18 ประเทศ
        2. วัตถุประสงค์ของ ERIA มีดังต่อไปนี้
2.1     สนับสนุนการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้น (Deepening Economic Integration)
2.2     มุ่งลดช่องว่างของระดับการพัฒนา (Narrowing Development Gaps) และ
2.3     สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Economic Development)
3. ปัจจุบัน ERIA มีสถานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ (International Organization : IO) มีสำนักงานชั่วคราวอยู่ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และมีบทบาทอย่างมากในการสนับสนุนการรวมกลุ่มของอาเซียนและเอเชียตะวันออกโดยการทำการศึกษา/วิจัย ตามหัวข้อที่ประเทศสมาชิกเวทีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกเสนอแนะนำ ทั้งนี้ ERIA มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสถาบันวิจัยของประเทศสมาชิกเอเซียน 10 ประเทศ รวมทั้ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
4.    กลไกการบริหารงานสูงสุดของ ERIA ได้แก่ Governing Board ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ของทั้ง 16 ประเทศ และ Executive Director หรือ              นาย Hidetoshi  Nishimura
5.    งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในช่วง 5 ปีแรกของการก่อตั้ง (2551 - 2555) ญี่ปุ่นเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ประเทศคู่เจรจาอื่น ๆ ได้มีการให้เงินทุนสมทบด้วยบางส่วน ได้แก่ ประเทศนิวซีแลนด์ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประเทศอินเดีย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประเทศออสเตรเลีย 894,400 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศสมาชิกอาเซียนยังไม่มีการใช้เงินทุนสมทบทุนใด ๆ
6.    ในการประชุมคณะรัฐมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 6 (6th Meeting of the AEC Council) เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ERIA ได้ขอการสนับสุนด้านงบประมาณจากสมาชิก ASEAN ประเทศละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5 ปี (10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี) เนื่องจากที่ผ่านมา ERIA ได้จัดทำการศึกษาให้อาเซียนแล้วหลายเรื่อง และขณะนี้เงินที่จะใช้ในการศึกษาวิจัยใกล้หมดลงแล้ว
7.    ในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 18 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555             ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ ที่ประชุมเห็นร่วมกันให้แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนทางการเงิน             แก่ ERIA ประเทศละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงระยะ 5 ปี โอยอาจสนับสนุนปีละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ เต็มจำนวนครั้งเดียวก็ได้
8.    ERIA ได้ทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับการบูรณาการทางเศรษฐกิจในอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประโยชน์ต่อการดำเนินงานเพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยในช่วงปี 2554 – 2555 ERIA มีแผนงานวิจัย เช่น
8.1    การศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการทบทวนแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Comprehensive Midterm Review of the AEC Blueprint) และการศึกษาวิจัยแนวทางการปรับปรุงการวัดผลการดำเนินงานตาม AEC Scorecard (Enhancement of the AEC Scorecard)
8.2    การศึกษาช่องว่างของกฎหมายภายในของแต่ละประเทศกับพันธกรณีที่ต้องดำเนินการตามความตกลงด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน (Study on Enhancing the implementation of ASEAN Agreement)
8.3    การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการที่มีความสำคัญลำดับแรกภายใต้แผนงานด้านต่าง ๆ ในการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เช่น แผนแม่บทว่าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (ASEAN Connectivity Master plan) และแผนยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งอาเซียน (ASEAN Strategic Transport Plan) เป็นต้น
9. พณ. พิจารณาแล้วเห็นว่า ERIA เป็นองค์กรที่จัดทำการศึกษาอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของอาเซียนและยังไม่เคยได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนั้น เพื่อให้ ERIA สามารถดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต

 

มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2555 (ครั้งที่ 141) (14 พฤษภาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2555                        (ครั้งที่ 141)  ตามที่ กระทรวงพลังงาน เสนอ และมอบหมายให้ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานรับไปดำเนินการแก้ไข ประกาศที่เกี่ยวข้องและออกประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
              มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีการประชุม                                              ครั้งที่ 2/2555  (ครั้งที่ 141) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 มีดังนี้
              1.  การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล และน้ำมันดีเซล
                            1.1 ให้ยกเลิกมติ กพช. เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 เรื่องแนวทางการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เห็นชอบให้ทยอยปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลเดือนละ 1 บาทต่อลิตร และปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว อัตรา 0.60 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
                           1.2 เห็นชอบหลักเกณฑ์การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และมอบให้คณะกรรมการ นโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณากำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และระยะเวลาให้มีความเหมาะสมภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การมอบหมาย ดังนี้
                                (1)  น้ำมันดีเซล
                                 การปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลให้พิจารณาจากราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หากมีราคาสูงขึ้นจนทำให้มีผลกระทบต่อภาคขนส่งและค่าโดยสารเกินสมควร ให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้ตามความเหมาะสม
                                การปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซล ให้พิจารณาจากราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หากมีราคาต่ำจนทำให้ผู้ประกอบการขนส่งและโดยสารสมควรปรับอัตราค่าบริการลงให้ กบง. ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบเกินสมควรต่อค่าขนส่งและโดยสาร

                                 (2)  น้ำมันเบนซิน/น้ำมันแก๊สโซฮอล
                                  การปรับเพิ่ม/ลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอลให้พิจารณาปรับเพื่อรักษาระดับส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเบนซินกับน้ำมันแก๊สโซฮอล เพื่อจูงใจให้มีการใช้พลังงานทดแทน (เอทานอล) มากขึ้น
                                     ทั้งนี้ การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าวให้คำนึงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกและภาวะเงินเฟ้อของประเทศ การส่งเสริมพลังงานทดแทนและฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
                1.3 ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ประเมินผลการดำเนินงานตามการมอบหมายข้างต้น เสนอ  กพช. และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทุกไตรมาส
                       2.  แนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซ NGV  และก๊าซ LPG
                            2.1   ก๊าซ NGV
                               1. ให้ยกเลิกมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 เรื่องแนวทางการปรับราคาขายปลีกก๊าซ NGV และก๊าซ LPG ภาคขนส่ง ที่ให้ทยอยปรับขึ้น ราคาขายปลีกก๊าซ NGV เดือนละ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 จนถึงเดือนธันวาคม 2555 เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้ NGV มากเกินไป และให้ทยอยปรับลดอัตราเงินชดเชยก๊าซ NGV ลงเดือนละ 0.50 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 4 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ถึงเดือนเมษายน 2555
                              2.  ให้คงราคาขายปลีกก๊าซ NGV ที่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ต่ออีก 3 เดือน
(16 พฤษภาคม 2555 ถึง 15 สิงหาคม 2555)
                                3. ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2555 ให้ กบง. พิจารณาการปรับราคาขายปลีกก๊าซ NGV ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยพิจารณาจากผลการศึกษาต้นทุนราคาก๊าซ NGV ที่ศึกษาโดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การมอบหมายที่ว่า การปรับเพิ่มราคาขายปลีกก๊าซ NGV ให้พิจารณาจากผลการศึกษาต้นทุนราคาก๊าซ NGV ที่ศึกษาโดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                 2.2   ก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรม
                             1. ให้ยกเลิกมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ที่เห็นชอบให้ทยอยปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในภาคอุตสาหกรรมให้สะท้อนต้นทุนโรงกลั่นน้ำมัน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป โดยปรับราคาขายปลีกไตรมาสละ 1 ครั้ง จำนวน 4 ครั้งๆ ละ 3 บาทต่อกิโลกรัม
                               2. ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 ให้ กบง. พิจารณาการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรม ให้ราคาไม่เกินต้นทุนก๊าซ LPG จากโรงกลั่นน้ำมัน โดยกำหนดอัตรา เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในแต่ละเดือนได้ตามความเหมาะสม ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การมอบหมายที่ว่า การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันของก๊าซ LPG ภาคอุตสาหกรรมให้พิจารณาจากต้นทุนก๊าซ LPG จากโรงกลั่นน้ำมัน
                2.3   ก๊าซ LPG ภาคขนส่ง
                           1. ให้ยกเลิกมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่เห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคขนส่งเดือนละ 0.75 บาทต่อกิโลกรัม
(0.41 บาทต่อลิตร) ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 โดยปรับพร้อมกับการขึ้นราคาก๊าซ NGV 0.50 บาท/กิโลกรัม จนไปสู่ต้นทุนโรงกลั่นน้ำมัน
                    2. ให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคขนส่งที่ 21.13 บาทต่อกิโลกรัม ต่ออีก
3 เดือน (16 พฤษภาคม 2555 ถึง 15 สิงหาคม 2555)
                            3. ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2555 ให้ กบง. พิจารณาการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคขนส่งให้ราคาไม่เกินต้นทุนก๊าซ LPG จากโรงกลั่นน้ำมัน โดยกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในแต่ละเดือนได้ตามความเหมาะสม ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การมอบหมายที่ว่า การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯของก๊าซ LPG ภาคขนส่งให้พิจารณาจากต้นทุนก๊าซ LPG จากโรงกลั่นน้ำมัน
                            2.4 ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ประเมินผลการดำเนินงานตามการมอบหมายข้างต้น เสนอ กพช. และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาทุกไตรมาส

       
 

รายงานสถานะความก้าวหน้าการดำเนินโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยาฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ (14 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เสนอสรุปสถานะความก้าวหน้าการดำเนินการตามโครงการภายใต้งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการวงเงิน 120,000 ล้านบาท ดังนี้
        1. การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นเงิน 119,135.607 ล้านบาท มีแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายสะสม ตั้งแต่ ตุลาคม 2555 ถึง พฤษภาคม 2555 เป็นเงิน 80,613.972 ล้านบาท
        2. สถานะการเบิกจ่าย จำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
            2.1 มิติส่วนราชการ (Function)
    ผลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 เป็นเงิน 54,075.909 ล้านบาท เปรียบเทียบกับผลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เพิ่มขึ้น 1,415.875 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.69
    ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจลงนามในสัญญาหรือดำเนินการเองแล้ว เป็นเงิน 90,101.001 ล้านบาท (ร้อยละ 75.63 ของวงเงินจัดสรร) เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 เป็นเงิน 3,396.781 ล้านบาท      คิดเป็นร้อยละ 3.92
    สถานะการเบิกจ่าย
                2.1.1 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่เบิกจ่ายเนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ จำนวน 2 หน่วยงาน วงเงินจัดสรร 196.500 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่มีการลงนามในสัญญาฯ 1 หน่วยงาน
                2.1.2 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ แล้ว แต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย จำนวน 7 หน่วยงาน วงเงินจัดสรร 2,032.909 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการลงนามในสัญญาฯ แล้ว จำนวน 3 หน่วยงาน เป็นเงิน 145.163 ล้านบาท
                2.1.3 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมต่ำกว่าร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 17 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 26,993.881 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาฯ แล้ว จำนวน 17 หน่วยงาน เป็นเงิน 14,582.280 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.02 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 3,247.405 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23.60 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.1.4 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 30 ถึง 50 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 7 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 33,962.919 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาฯ แล้ว จำนวน 7 หน่วยงาน เป็นเงิน 26,099.123 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.85 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 7,660.189 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34.97 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.1.5 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 50 ถึง 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 7 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 9,854.348 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาฯ แล้ว จำนวน 7 หน่วยงาน เป็นเงิน 4,127.205 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41.88 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 2,317.842 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.89 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.1.6 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสะสมสูงกว่าร้อยละ 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 24 หน่วยงาน ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 46,095.049 ล้านบาท มีการลงนามในสัญญาฯ แล้ว จำนวน 24 หน่วยงาน เป็นเงิน 45,139.780 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 97.93 ของวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 40,850.473 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98.77 ของแผนการช้จ่ายสะสม
            2.2 มิติพื้นที่ (Area) จำแนกตามจังหวัดที่ดำเนินการ
    ผลการเบิกจ่าย ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 จำนวน 74 จังหวัด เป็นเงิน 37,093.333 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46.01
                2.2.1 จังหวัดที่ถึงกำหนดการใช้จ่ายตามแผนฯ แล้ว แต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 28.313 ล้านบาท
                2.2.2 จังหวัดที่มีการเบิกจ่ายสะสมต่ำกว่าร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 18 จังหวัด ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 20,220.379 ล้านบาท ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 2,210.198 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.05 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.2.3 จังหวัดที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 30 ถึง 50 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 25 จังหวัด ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 44,388.941 ล้านบาท ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 12,740.602 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40.34 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.2.4 จังหวัดที่มีการเบิกจ่ายสะสมระหว่างร้อยละ 50 ถึง 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 27 จังหวัด ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 51,865.482 ล้านบาท ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 20,489.456 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 63.41 ของแผนการใช้จ่ายสะสม
                2.2.5 จังหวัดที่มีการเบิกจ่ายสะสมสูงกว่าร้อยละ 80 เมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯ จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งได้รับวงเงินจัดสรรทั้งสิ้น 2,632.492 ล้านบาท            ในการนี้มีผลการเบิกจ่ายเป็นเงิน 1,653.078 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82.39 ของแผนการใช้จ่ายสะสม

 

ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 รวม 4 ฉบับ (14 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 รวม 4 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอประกอบด้วย
        1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม พ.ศ. ….
        2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. ….
        3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. …. และ
        4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม พ.ศ. …. และให้ดำเนินการต่อไปได้
        สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
        1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม พ.ศ. …. เป็นการกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
            1.1 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ผู้รับสัมปทานต้องกำหนดเขตปลอดภัยและจัดให้มีเครื่องหมายในบริเวณที่มีสิ่งติดตั้งและกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการเจาะหลุมปิโตรเลียมบนบก การผลิตและทดสอบหลุมปิโตรเลียมบนบก การเจาะหลุมและทดสอบหลุมปิโตรเลียมในทะเล และการผลิตปิโตรเลียมในทะเล (ร่างข้อ 1            ถึงข้อ 5)
            1.2 กำหนดให้ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งการกำหนดเขตปลอดภัยและจุดที่ตั้งของเขตดังกล่าวเป็นหนังสือให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทราบล่วงหน้าก่อนกำหนดเขตปลอดภัยไม่น้อยกว่าสามสิบวัน และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงจะต้องแจ้งให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทราบทันที (ร่างข้อ 6)
            1.3 กำหนดให้ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาว่าการกำหนดเขตปลอดภัยและเครื่องหมายอาจไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรืออาจยังไม่เหมาะสมต่อสภาพของการเจาะหลุม ทดสอบหลุม และผลิตปิโตรเลียมในบริเวณใด ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ผู้รับสัมปทานกำหนด แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงระยะของเขตปลอดภัยหรือเครื่องหมายเท่าที่ไม่ขัดกับกฎกระทรวงนี้ (ร่างข้อ 8)
        2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. …. เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขอสัมปทานปิโตรเลียม
            2.1 กำหนดแบบคำขอสัมปทานปิโตรเลียมให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวง (ร่างข้อ 2)
            2.2 กำหนดให้ผู้ขอสัมปทานต้องเป็นบริษัท โดยมีหลักฐานและโครงการประกอบคำขอสัมปทานตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (ร่างข้อ 3)
            2.3 กำหนดให้ผู้ขอสัมปทานต้องเสนอข้อผูกพันในด้านปริมาณเงินและปริมาณงานสำหรับการสำรวจปิโตรเลียมในแปลงสำรวจแต่ละแปลง ดังต่อไปนี้
            (1) ในช่วงข้อผูกพันช่วงที่หนึ่ง ให้เสนอข้อผูกพันเป็นรายปี
            (2) ในช่วงข้อผูกพันช่วงที่สอง ให้เสนอข้อผูกพันเป็นจำนวนรวมสำหรับระยะเวลาของช่วงข้อผูกพันทั้งช่วง
และจะเสนอให้ผลประโยชน์พิเศษนอกเหนือไปจากเงื่อนไขที่ทางราชการได้กำหนดให้เป็นผลประโยชน์พิเศษไว้ในการประกาศยื่นคำขอสัมปทานก็ได้ โดยผู้ขอสัมปทานต้องยื่นคำขอสัมปทาน หลักฐาน โครงการ และข้อเสนอตามที่กำหนดต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ร่างข้อ 5 ถึงร่างข้อ 7)
        3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. …. และ เป็นการกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม
            3.1 กำหนดแบบสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวง (ร่างข้อ 2)
            3.2 กำหนดแบบสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติมที่ทำขึ้นภายหลังให้สัมปทานให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวง (ร่างข้อ 3)
        4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม พ.ศ. …. และให้ดำเนินการต่อไปได้ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ สำรวจ ผลิต และอนุรักษ์ปิโตรเลียม
            4.1 กำหนดให้ก่อนดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมในบริเวณใด ผู้รับสัมปทานต้องแจ้งรายการตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเป็นหนังสือให้อธิบดีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน (ร่างข้อ 2)
            4.2 กำหนดให้ก่อนดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือน ผู้รับสัมปทานต้องจัดทำรายงานแผนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับการสำรวจปิโตรเลียมโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยยื่นต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันเพื่อขออนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจึงจะดำเนินการได้ (ร่างข้อ 3)
            4.3 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติของผู้รับสัมปทาน ในการเจาะหลุมเพื่อการสำรวจปิโตรเลียม และในการเจาะหลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียมหรือหลุมอัดน้ำสำหรับกิจการปิโตรเลียม (ร่างข้อ 4ถึงร่างข้อ 6)

 

กินเปลี่ยนโลกได้จริง

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/tf7RgJ-cAsY

โค้ด embed html 200X180: 

เป็นตัวอย่างของแคมเปญ hard core รณรงค์ให้คนหันมาเปลี่ยนพฤติกรรมการกินต้านความยากจน

ประชากรพันกว่าล้านคนยังอยู่ในภาวะอดอยากและยากจนข้นแค้น โดยมีอาหารประทังชีวิตในแต่ละวันนั้นไม่ถึง 50 บาท (อ้างอิงจากธนาคารโลกปี 2005 ที่คนยากจนมีค่าอาหารต่อวันเพียง 1.25 เหรียญสหรัฐหรือ 40 บาท)
ทำให้ Rich Fleming จาก the Global Poverty Project และ Nick Allardice จาก the Oaktree Foundation ได้เริ่มต้นปฏิวัติใช้ชีวิตวันละ 1.5 เหรียญสหรัฐ เพื่อเรียนรู้และเข้าถึงภาวะความยากจน ซึ่งต่อมาได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังวงที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

สามารถติดตามกิจกรรมของแคมเปญได้ที่โครงการ livebelowtheline แล้วคุณจะพบว่าเพียงแค่เชื่อว่าเราทำได้ มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว

กมธ.สิ่งแวดล้อมฯวุฒิสภาลงพื้นที่มาบตาพุด

โดยเนชั่น วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พ.ค.55 นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาพร้อมด้วยนายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และคณะ เดินทางมานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อรับฟังบรรยายการสรุป การป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และฟังข้อมูลเท็จจริง กรณีจากการระเบิดและเพลิงไหม้บริษัท บีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และกรณีสารเคมีรั่วไหลของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.ระยอง โดยมีนายวราวุธ ปิ่นเงิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายประทีปเอ่งฉ้วน ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายธาดา สุนทรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมเหมราช(ตะวันออก) นายวิฑูรย์ อยู่ทิม ผู้อำนวยการสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดพล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผบก.ภ.จว.ระยอง และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ และร่วมเข้าประชุม จากนั้นได้ลงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และเดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยองและยังไปพบประชาชนในพื้นที่ชุมชนตากวน ชุมชนอ่าวประดู่ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานระเบิดและสารเคมีรั่วไหล ที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดของบริษัท บีเอสที อิลาสโตเมอร์ส จำกัด
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาได้กล่าวว่าการลงพื้นที่ในวันนี้ได้ข้อสรุปที่เป็นประเด็นหลายประการ จึงจำเป็นที่จะนำไปสู่การปรับปรุง มาตรการการตรวจสอบ ผลกกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการจะต้องทำเสนอคณะกรรมการชำนาญการ เป็นคณะกรรมการหนึ่งในสำนักงานนโยบายและแผน ฝ่ายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรการต่างๆ เหล่านี้ยังไม่มีมาตรการที่รัดกุมเพียงพอ เมื่อมีการอนุมัติ EIA ซึ่งผู้ประกอบการก็ใช้เหมือนวีซ่าในการออกใบอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วนั้น การตรวจสอบกำกับว่าผู้ประกอบการได้มีการปฎิบัติตามเงื่อนไขของ EIA หรือไม่ตรงนั้นยังไม่เข้มข้นดีพอ
กนอ.ในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ก็ยังไม่มีมาตรการกำกับการตรวจสอบ จากการสังเกตุเมื่อเกิดเหตุการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่ทราบทันที ระบบการควบคุมเครื่องมือในการตรวจสอบอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นในโรงงานที่อยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมจะต้องมีระบบที่ทำให้การนิคมฯสามารถรับทราบถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ทันทีจะต้องปรับปรุงแก้ไข การเข้าถึงพื้นที่ที่มีปัญหา อุปกรณ์หรือหน่วยงานซึ่งจะต้องเป็นคนระงับเหตุเบื้องต้นในเขตพื้นที่อุตสาหกรรมไม่มี สังเกตได้จากการที่ตอบคำถาม หรือสถานีดับเพลิงในอุตสาหกรรมมาบตาพุดไม่มี ซึ่งเหล่านี้จะต้องเป็นคนระงับเหตุเบื้องต้นได้ และแปลกใจว่าทาง กนอ.มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไร จากการสังเกตเมื่อเกิดเหตุกว่าจะระงับเหตุได้ใช้เวลาหลายชั่วโมง หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในขณะที่เกิดเหตุไม่มีหน่วยงานใดทราบเลย ไม่มีข้อมูลโรงงานที่เก็บสารเคมีหรือวัตถุอันตรายอะไรบ้าง ซึ่งแต่ละประเภทจะต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางในการระงับเหตุ เมื่อเป็นแบบนี้ในการระงับเหตุก็ถือว่าเป็นการระงับเหตุแบบขั้นพื้นฐานทั่วไป เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการล่าช้าในการระงับเหตุ และเกิดการสูญเสีย

by ThaiWebExpert