สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ เร่งหาพื้นที่ฝังกลบขยะ จ.พิษณุโลก

ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จ.พิษณุโลก เสนอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งหาพื้นที่ฝังกลบขยะ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนลดปริมาณขยะ หลังชาวบ้าน ต.บึงกอก อ.บางระกำ สั่งห้ามนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2556
รถขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 17 แห่ง ของจังหวัดพิษณุโลก จะสามารถนำขยะ มาทิ้งภายในสถานีกำจัดขยะเทศบาลนครพิษณุโลก บริเวณบ้านบึงกอก หมู่ 1 ต.บึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก อีก 3 วัน หลังชาวบ้านตำบลบึงกอกมีมติ ห้าม อปท.อื่นๆนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2556 ยกเว้นเทศบาลนครพิษณุโลก ก่อนจะปิดบ่อขยะแห่งนี้ในวันที่ 30 ก.ย.2557

 
ขณะที่ชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าสำรวจสภาพบ่อขยะ ทีมีขยะปริมาณมาก และ บางส่วนเป็นขยะอันตราย เช่น ถุงมือยาง หลอดเข็มฉีดยา มูกเลือด และ ซองบรรจุเวชาภัณฑ์ยาต่างๆ โดยชาวบ้านที่มีอาชีพคัดแยกขยะขาย ยอมรับว่า ทุกวันจะพบขยะมีพิษต่างๆ มากมาย ทำให้ต้องระมัคระวังตัวเป็นพิเศษ แต่เมื่อพบจะทิ้งไว้เพราะนำไปขายต่อไม่ได้
 
นายอนันต์ พรหมดนตรี ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จ.พิษณุโลก เผยว่า ที่ผ่านมาทางสำนักงานฯได้จัดส่งข้อมูล และ วิธีการขั้นตอน การของบประมาณสนับสนุนการจัดการขยะ แต่ไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด นำเสนอแผนได้ทันเวลาแม้แต่รายเดียว จึงต้องรอรอบใหม่ ในปีงบประมาณ 2558
 
โดยระยะเร่งด่วนภายใน 3 วันที่เหลือนี้ อปท.ทุกแห่ง จะต้องหาพื้นที่ฝังกลบของตนเอง หรือร่วมกับภาคเอกชน และ หน่วยงานอื่นๆ ส่วนในระยะยาวควรรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะในครัวเรือน เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้นเหตุ 
 

4 อำเภอ จ.พะเยา ร่วมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ ทำ MOU หวังสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

4 อำเภอในจังหวัดพะเยา ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เดินหน้าทำข้อตกลง (MOU) กับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หวังสร้างจิตสำนึกและตระหนักในการอนุรักษ์ ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรม

พะเยา/ นายกฤตภาส ขันทะธงสกุลดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าธรรมชาติจำนวนกว่า 200,000 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ โดยเฉพาะบริเวณรอบแนวเขต ซึ่งมีแนวโน้มของความต้องการใช้พื้นที่รุนแรงเพิ่มขึ้น หากไม่มีแนวทางป้องกันที่ชัดเจนจะทำให้พื้นที่ป่าไม้ได้รับความเสียหาย ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลายจนเสื่อมสภาพ ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวม เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ำแล้ง น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม ไฟป่าและหมอกควันรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ดังนั้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอให้คงอยู่เป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้เป็นมรดกทางธรรมชาติแก่ลูกหลานสืบไป คณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดพะเยา จึงมีมติให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการอนุรักษ์ การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างนายอำเภอ 4 อำเภอ ประกอบด้วย พ.จ.อ.นิพันธ์ บุญหลวง นายอำเภอดอกคำใต้, นายเกรียงวิชญ์ ไกรพวิมล นายอำเภอปง, นายภูมิชัย ตะพานแก้ว นายอำเภอเชียงคำ และนายวราดิศร อ่อนนุช นายอำเภอจุน กับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น องค์กรภาคีด้านการอนุรักษ์ สื่อมวลชน และภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือของทุกฝ่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้มีประสิทธิภาพเชิงรุกในระดับพื้นที่

หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ กล่าวด้วยว่า การจัดทำ MOU ใน 4 อำเภอครั้งนี้ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่จะประสานความร่วมมือในการคุ้มครองดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าให้เกิดสัมฤทธิผล มุ่งเน้นในการตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกบุกรุกแผ้วถาง ยึดถือ ครอบครอง และเข้าทำประโยชน์ รวมถึงการลักลอบตัดแปรรูปไม้และการล่าสัตว์ป่า เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเข้มข้นและเป็นธรรม ต่อจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและแนวเขตป่าอนุรักษ์ในภูมิประเทศจริง เพื่อให้มีการรับรู้ถึงสถานการณ์ของพื้นที่ป่าไม้ร่วมกัน แล้วจัดทำแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติใกล้เคียงให้ชัดเจน โดยขอรับการสนับสนุนการจัดทำหลักเขตและป้ายจากองค์กรปกครองท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่สำหรับนำไปจัดทำแนวเขตพื้นที่ป่า พร้อมดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินแปลงที่ติดเขตป่าทุกแปลง เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามและเฝ้าระวัง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะดำเนินการทั้ง 4 อำเภอ รวมระยะแนวเขตประมาณ 300 กิโลเมตรให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี

สร้างกติกาป่าชุมชนเขื่อนศรีนครินทร์

เมื่อวันที่  12  ก.ย.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายสำเริง  กลำพบุตร  หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์เขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์  จ.กาญจนบุรี  และทีมงานเข้าร่วมต้อนรับกลุ่มชุมชน ประกอบด้วย ชาวบ้าน พระสงฆ์  70 คน ที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี  โดยมีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม  ซึ่งกลุ่มมีแนวคิดว่า จะทำอย่างไรให้ “คนอยู่กับป่า  ป่าอยู่ป่า  หรือ คน ป่า และสัตว์ อยู่ร่วมกันอย่างสมดุล รวมถึงการสร้างกติกาป่าชุมชน พร้อมสามารถดูแลป่าในพื้นที่ของตนเองได้ตามกติกาป่าชุมชนที่มีแบบอย่างอยู่ทั่วไป  ในแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทย  และทำอย่างไรจะเกิดการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วนให้ได้เห็นคุณ  รู้ค่า ความเป็น “ป่าชุมชน” ในทุกมิติ ทุกมุมมองอย่างเข้าใจ มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้อย่างยั่งยืน โดยมี อ.ภาณุพงศ์  นามวงศ์  นักวิชาการอิสระ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างเป็นระบบ  ซึ่งที่ผ่านมาอาจารย์เป็นที่ปรึกษา ของนายบุญอินทร์  ชื่นชวลิต ผอ.เขื่อนศรีนครินทร์   ได้มีการบริหารงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะให้ความสำคัญต่อการ ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ-ลำธารและป่าชุมชน ทางเขื่อนศรีนครินทร์ ดำเนินงานตามแผนการมีส่วนร่วมกับชุมชนทุกภาคส่วน ตั้งแต่ปี 55 และคงต่อเนื่องจนถึงปี 59 และเมื่อใดที่เห็นว่าชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เขื่อนก็จะส่งมอบการดำเนินงานให้ชุมชนได้ดำเนินการสานต่อ  โดยการต่อยอดด้วยชุมชนเอง  และเวทีถอดบทเรียนได้มีเวลาการจัดทำกิจกรรม  เพื่อเป็นการพบปะพูดคุย ที่สร้างความเป็นกันเอง ด้วยบรรยากาศ แบบสบาย สบาย ขั้นตอน วิธีการ ก็คือ จัดแบ่งกลุ่มย่อย ประมาณ ๓ กลุ่ม ให้ทุกกลุ่ม ช่วยระดมความคิด วิเคราะห์ สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมหาวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร  ถึงจะประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ตั้งไว้ 

อากาศเย็นช่วยดับไฟป่าในออสเตรเลียง่ายขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า สภาพอากาศที่เย็นและกระแสลมที่อ่อนลง ช่วยให้หน่วยดับเพลิงออสเตรเลียควบคุมไฟป่าได้ง่ายขึ้น หลังเกิดไฟป่าหลายพื้นที่ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยยังคงมีไฟป่า 63 จุดในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ  แต่ในจำนวนนี้มีไฟป่าราว 25 จุดที่ยังไม่สามารถควบคุมได้  ส่วนใหญ่อยู่ทางตะวันตกของเมืองซิดนีย์  อย่างไรก็ตาม ด้วยอุณหภูมิที่ลดลงอย่างมาก กอรปกับไม่มีลมกระโชกแรง ทำให้งานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในการดับไฟป่าง่ายขึ้น

หน่วยดับเพลิงแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุในเฟซบุ๊คว่า  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,200 คน และรถดับเพลิง 350 คันกำลังพยายามดับไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 1 หมื่นไร่  และทำลายบ้าน 1 หลัง  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับบาดเจ็บ 6 คน ทั้งนี้ ออสเตรเลียเคยเผชิญกับอากาศร้อนมากเป็นประวัติการณ์จากคลื่นความร้อนเมื่อฤดูร้อนคราวที่แล้ว

ร่างฉบับปรับปรุงกฎบัตรของเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออกฯ (10 กันยายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรร่างฉบับปรับปรุงกฎบัตรของเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก-กรอบความร่วมมือและร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 3 วงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

1. เห็นชอบต่อสาระสำคัญ ดังนี้ 

  1.1 ร่างฉบับปรับปรุงกฎบัตรของเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก-กรอบความร่วมมือ (Draft Revised Charter of the Regional Forum on Environment and Health Southeast and East Asian Countries-Framework for Cooperation) 
1.2 ร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Draft Kulalumpur Declaration on Environment and Health) 
ก่อนที่จะให้การรับรองร่างกฎบัตรฯ และปฏิญญาฯ โดยไม่มีการลงนาม ในการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 3 ในวันที่ 9-10 กันยายน 2556 ณ เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 
 
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือผู้แทน พิจารณาให้การรับรองกฎบัตรฯ และปฏิญญาฯ ดังกล่าว โดยให้สามารถปรับเปลี่ยนถ้อยคำได้ตามความเหมาะสม 
ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว สธ. จะรายงานสรุปผลการประชุมเสนอคณะรัฐมนตรีทราบในโอกาสต่อไป 
 
สาระสำคัญของเรื่อง 
ร่างฉบับปรับปรุงกฎบัตรฯ มีสาระสำคัญในการยึดถือแนวคิดหลักตามกรอบการดำเนินงานระดับโลกที่สำคัญ เช่น แผนปฏิบัติการ 21 จากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษขององค์การสหประชาชาติ และเอกสารผลลัพธ์ของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือ RIO+20 ในปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ที่ตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุและคนยากจน โดยมีวิสัยทัศน์คือ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และมีเป้าหมายเพื่อสร้างเวทีความร่วมมือสำหรับการดำเนินงานในระดับภูมิภาคในการเสริมสร้างและปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน 
ร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ด้านสิ่งแวดล้อมฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนตัวอย่างการดำเนินงานที่ดีและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ โดยมีข้อเรียกร้องให้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งการพัฒนาและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ หรือแผนงานเทียบเท่า และเห็นด้วยที่จะร่วมพัฒนาและปฏิบัติตามกลไกต่าง ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เห็นชอบกับการจัดตั้งเครือข่ายความรู้ของเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาค ตกลงใจร่วมกันที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งความร่วมมือในรูปแบบพหุภาคี ทวิภาคี ภายในภูมิภาคและนานาประเทศ และตกลงว่าจะพบกันอีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า 
 
   

ขออนุมัติการจัดทำและลงนามร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แห่งราชอาณาจักรไทยกับ ROSATOM สหพันธรัฐรัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้พลังงานปรมาณูในทางสันติ (10 กันยายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้ 

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แห่งราชอาณาจักรไทยกับ State Atomic Energy Corporation of the Russian Federation (ROSATOM) สหพันธรัฐรัสเซีย ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้พลังงานปรมาณูในทางสันติ  
  2. อนุมัติให้ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ 
3. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้ วท. โดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง 
 
                สาระสำคัญของเรื่อง
  ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย และบรรษัทพลังงานปรมาณูแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (ROSATOM) เพื่อความร่วมมือด้านการใช้ประโยชน์จากพลังงานปรมาณูในทางสันติ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ 
  1. ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ระบุสาขาความร่วมมือซึ่งรวมถึงการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติในด้านต่าง ๆ ได้แก่ งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ ไอโซโทปรังสีและการใช้ประโยชน์ ความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การป้องกันอันตรายจากรังสี และการประเมินผลกระทบทางรังสีของพลังงานนิวเคลียร์ต่อสิ่งแวดล้อม การจัดหาวัสดุทางนิวเคลียร์และการบริการด้านวงจรเชื้อเพลิงทางนิวเคลียร์ การจัดการกากกัมมันตรังสี การศึกษา การฝึกอบรม และปรับปรุงทักษะของบุคลากรทางด้านการบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคนิคให้ทันสมัย และสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ที่เห็นชอบร่วมกัน 
  2. รูปแบบความร่วมมือกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการจัดตั้งกลุ่มทำงานร่วมเพื่อกำหนดโครงการที่จะดำเนินงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามแผนงานด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมทางนิวเคลียร์ในราชอาณาจักรไทย และโครงการร่วมอื่น ๆ ที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน 
 

"กังหันลมขนาดเล็ก" ผลงานเพิ่มประสิทธิภาพผลิตไฟฟ้า


กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากลมได้มาก แต่เสียดายที่มีราคาแพงและจำเป็นต้องใช้พื้นที่กว้างในการติดตั้งจึงไม่เหมาะกับการลงทุนระดับครัวเรือน

ต่างจากกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กระดับกิโลวัตต์ ซึ่งมีราคาไม่แพงเหมาะสำหรับติดตั้งบนหลังคาบ้านในประเทศไทย ข้อเสียหลักของกังหันลมขนาดเล็กคือใบพัดบิดรับลมในมุมที่ต่ำลงเมื่อมีลมแรงไม่ได้ ต่างจากกังหันลมขนาดใหญ่ที่บิดได้ด้วยไฮโดร ลิค หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวทำให้กังหันลมขนาดเล็กไม่สามารถบิดรับลมในมุมที่มีพัดที่ที่สุดที่มันควรจะทำงานได้ ทำให้ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สนใจการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของกังหันลมขนาดเล็ก ที่มาของงานวิจัยหัวข้อ
Conceptual design of small wind turbines with morphing blades

โจทย์ของงานวิจัยคือการศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของกังหันลมขนาดเล็ก ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายใต้ข้อจำกัด เพราะเมื่อกังหันลมมีขนาดเล็กก็ยากที่จะติดตั้งระบบหรือกลไกต่างๆ ให้กังหันลมบิดใบพัดรับลมในมุมที่เหมาะสมเมื่อมีลมแรงได้ จึงคิดที่จะซ่อนกลไกการปรับบิดใบพัดไว้ภายในใบพัดที่มีความหนาไม่เกิน
3.5 เซนติเมตรและความกว้างของใบพัดไม่เกิน 1 ฟุต ซึ่งมีความเหมาะสมที่สุดกับกังหันลมผลิตไฟระดับครัวเรือนขนาดไม่เกิน 1 กิโลวัตต์

ดร.ชวิน ได้ไอเดียมาจาก
morphing wing ปีกเครื่องบินอากาศยาน โดยดึงเอาเฉพาะจุดเด่นในเรื่องการปรับบิดรับลมมาใช้ ลบข้อเสียของกลไกการบิดมุม traling edge flap แบบปกติที่มีช่องว่างทำให้อากาศไหลทะลุได้ โดยการซ่อนกลไกไว้ภายในใบพัดทำให้ผิวภายนอกมีความเรียบลู่ลมมากที่สุด และใช้ Shape memory alloy (SMA) วัสดุฉลาดที่สามารถจำรูปได้ ร่วมกับสปริงธรรมดาๆ เป็นกลไกสำคัญในการปรับบิดใบพัดขณะหันหามุมที่มีลมแรงที่สุด 

 

 

เริ่มสำรวจที่ว่างกลางป่าชาติตระการ หลังชาวเขาปักหลักชุมนุมขอใช้ทำกิน

                 

พิษณุโลก - ผู้ว่าฯ สั่งตั้งคณะทำงานเดินสำรวจพื้นที่ว่างเปล่าในเขตป่าป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูขัด และภูเมี่ยง-ภูทอง หลังชาวไทยภูเขา 3 จว. รวมตัวชุมนุมเรียกร้องขอใช้เป็นที่ทำกินมาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน   

       วันนี้ (10 ก.ย.) นายแสงจันทร์ พลเมือง นายสังวาล พันธ์ทาโฮม ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และ จ.เลย ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาขอเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรคนจน ร่วมกับตัวแทนส่วนราชการตามคำสั่งจังหวัดพิษณุโลก ที่ 3710/2556 เริ่มออกสำรวจป่าสงวนแห่งชาติแปลงว่างเปล่า เพื่อนำมาจัดสรรให้ราษฎรทำกิน 2 จุด คือ บริเวณบ้านน้ำจวง ต.บ่อภาค อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 10-13 กันยายน และบ้านน้ำแจ้ง ต.นาบัวภาค อ.ชาติตระการ วันที่ 14-17 กันยายน โดยมีนายปริญญา แพร่โกสุมปรีชา หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยง-ภูทอง เป็นผู้ประสานงาน
       
       โดยจะสำรวจบันทึก และถ่ายภาพประกอบแผนที่ภูมิประเทศ เครื่องกำหนดตำแหน่งบนโลก หรือจีพีเอส เพื่อรายงานให้ทางจังหวัดพิษณุโลก และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทราบต่อไป
       
       แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การเรียกร้องของกลุ่ม นายแสงจันทร์ พลเมือง ถือเป็นการรุกคืบอีกครั้งหนึ่ง แม้กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่เห็นด้วย แต่ด้วยคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก แต่งตั้งชาวบ้าน 2 ราย คือ นายแสงจันทร์ พลเมือง และนายสังวาล พันธ์ทาโฮม เป็นหนึ่งในคณะทำงานร่วมกับจังหวัด สำรวจที่ดินว่างเปล่าพร้อมเจ้าหน้าที่ เพื่อขอที่ทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม การสำรวจเพื่อขอพื้นที่ทำกินอาจไม่ง่ายนัก เพราะต้องนำเสนอจังหวัด ก่อนเสนอกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขออนุญาตใช้ทำประโยชน์ต่อไป
       
       ทั้งนี้ นายแสงจันทร์ และนายสังวาล ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานดังกล่าว ถือเป็นแกนนำที่พาชาวม้ง และชาวไทยภูเขา 500-600 คน รวมตัวเรียกร้องสิทธิทำกินในเขตป่าบริเวณ ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ มาตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทั่งสามารถเจรจากับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ จนได้ข้อสรุปว่าจะสำรวจ และจะดำเนินการให้ได้คำตอบภายใน 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับพื้นที่
 

 

จนท.ลำปาง ยึดไม้เถื่อนกว่า 20 ท่อน-ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้

 

กำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน จ.ลำปาง ตรวจยึดไม้เถื่อนกว่า 20 ท่อน หลังมีผู้ลักลอบตัด ส่วนผู้กระทำผิดไหวตัวหลบหนีไปได้

 

ทหารพราน ร่วมกับตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จ.ลำปาง ยึดไม้สักและไม้กระยาเลย ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร จำนวน กว่า 20 ท่อน ซึ่งเป็นของกลุ่มขบวนการลักลอบตัดไม้เถื่อนบริเวณป่าละเมาะ ท้ายหมู่บ้านบ้านศรีดอนชัย หมู่ 5 ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง

 
จากการตรวจสอบพบว่า เป็นไม้ที่เตรียมลำเลียงออกไปนอกพื้นที่ ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดไหวตัวทันหลบหนีไปได้ จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทุ่งฝาย อ.เมืองลำปาง เจ้าของพื้นที่ ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ส่วนการเข้าทลายแหล่งไม้เถื่อนครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่า ในพื้นที่ดังกล่าวได้มีกลุ่มมอดไม้ซักลากไม้เถื่อนตอนกลางวัน โดยไม่เกรงกลัวกฏหมาย

มูลนิธิสืบฯ จ่อยื่นหนังสือคัดค้าน "เขื่อนแม่วงก์" 9 ก.ย.

มื่อวันที่ 7 กันยายน ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร  นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิฯ แถลงข่าว "การคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์" ว่า  จากสถานการณ์การเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ทั้งๆที่มีข้อท้วงติงในเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้ และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีแนวโน้มจะผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(อีเอชไอเอ) ในเดือนกันยายนนี้   ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเลยผลกระทบต่างๆ  อีกทั้ง ยังเป็นรายงานที่ไม่ได้ให้ความจริงใจในการศึกษาทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำด้วยวิธีอื่นๆ รวมถึงการกำหนดปัจจัยและตัวแปรในการคัดเลือกที่ตั้งหัวงานเขื่อน โดยใช้เทคนิคกำหนดตัวแปรที่เบี่ยงเบนน้ำหนักของการเลือกที่ตั้ง ให้มาก่อสร้างในป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และยังละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในผืนป่าตะวันตกที่เป็นป่าต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร รวมถึงอุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่เป็นป่าใหญ่อุดมสมบูรณ์ไม่มีการรบกวนระบบนิเวศสัตว์ป่าโดยที่ตั้งของชุมชน จึงทำให้มีศักยภาพในการแพร่กระจายสัตว์ป่าจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่ง

นายศศิน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 9 กันยายน  มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และองค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม จะเดินทางไปยัง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ  เนื่องจากเป็นรายงานที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญในการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และคณะกรรมการผู้ชำนาญการอย่างน่าสงสัย  โดยการโยกย้ายตำแหน่งจำนวนมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์ประกอบให้ไม่มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนประจำของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ซึ่งเป็นความผิดปกติ

by ThaiWebExpert