ขอให้รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (30 เมษายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ ดังนี้  

1. เห็นชอบให้ วท. โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติตอบรับการเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomie Energy Agency IAEA) ของประเทศไทย จำนวน 3 รายการ ดังนี้ 
  1.1 การประชุมทางวิชาการ ในหัวข้อ “Severe Acute and Moderate Malnutrition (jointly with the International Malnutrition Task Force, IMTF) in South-East Asia” ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2556 
1.2 การฝึกอบรมในหัวข้อ “Image Based Radiotherapy and QA for Lung and Gastrointestinal Cancer” ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6-10 พฤษภาคม 2556 
1.3 การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ ในหัวข้อ “Drafting the Guidelines on Clinical Use of SPECT/CT and Finalizing the Reporting Templates” ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21-24 พฤษภาคม 2556 
 
2. เห็นชอบร่างหนังสือตอบรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและฝึกอบรม และหากมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่มิใช่สารัตถะของร่างหนังสือตอบรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและฝึกอบรม ให้ วท. หารือร่วมกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการแทนคณะรัฐมนตรี  โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก  
3. อนุมัติให้เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือตอบรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและฝึกอบรมทั้ง 3 รายการ 

ร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. (30 เมษายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ….

         ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการคลัง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของคณะรัฐมนตรี  กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ และให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ  หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เมื่อร่างกฎหมายในเรื่องนี้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. …. 
เป็นการกำหนดให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ในท้องที่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและดำรงรักษากรุงเทพมหานคร โดยมีการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน การคมนาคมและการขนส่ง การสาธารณูปโภค บริการสาธารณะ และสภาพแวดล้อมที่ดี มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจวิทยากรการของประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์กลางการบริหารและการปกครองของประเทศมีเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตลอดจนการเป็นเมืองต้นแบบในด้านการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมไปถึงลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการแล้ว และได้ผ่านการประชุมของคณะกรรมการผังเมืองแล้ว
 

UK CO2 emissions rising, government advisers warn

ผู้เขียน: 
Roger Harrabin

A new report has laid bare the UK's pretensions to have cut greenhouse gas emissions over recent years. Ministers have claimed global leadership in reducing CO2 emissions and urged other nations to follow suit. But the official Climate Change Committee (CCC) said that the UK's total contribution towards heating the climate has actually increased. This is because the UK is importing goods that produce CO2 in other countries.The UK has been cutting emissions at home, but it has been importing more goods from other countries, pushing up CO2 emissions there. The UK is second highest importer in the world of these so-called "embodied" emissions. Each individual in the UK is responsible for double the imported emissions of someone in Germany, which has kept its manufacturing base.

BBC News has been highlighting this issue for some time and MPs asked the committee to examine it last year.
Total emissions target?
The committee said although production of CO2 is down 20% in the past two decades, the overall trend is up 10% because the cuts in production emissions have been outweighed by CO2 in the form of imported goods. Some commentators have argued that the UK should switch to declaring its total emissions, instead of its production emissions. The committee rejected this option as it is hard to quantify imported emissions and difficult to influence other nations' climate policies.

The CCC's chief executive, David Kennedy, told the BBC that it would be a mistake to target imported emissions in official analysis. "High levels of imported emissions reflect the need for emissions reductions in other countries if climate objectives are to be achieved," he said. "We should focus on reducing emissions produced in the UK, and proactively supporting an international agreement to reduce global emissions, following which our imported emissions would fall."
Mr Kennedy said border tariffs on CO2 embodied in imported goods should not be ruled out as an interim measure while the world struggles towards a global agreement.

The report did contain some good news on climate policy for the government. Some lobbyists have argued that UK's unilateral climate targets are forcing up energy prices and driving manufacturing jobs abroad, but the committee found this false. 

Impact on jobs 'negligible' 
It said the UK exported its manufacturing jobs during the structural changes of the 1980s (during the Thatcher government) and pointed out that few industrial jobs are being lost at present. 
It said the impact of carbon policies on jobs is "negligible", although it did not offer a figure.

The committee also said that energy costs due to low-carbon policies are expected to rise by 20-25% from 2011 to 2020 for industrial users. But it said that across industry as a whole, energy costs account for around 3% of total costs, so increasing energy prices are unlikely to have much impact. It admitted that the government may need to continue support for firms needing large amounts of power. The energy-intensive industries account for around 2% of UK GDP and 2% of jobs. The committee agreed that if nations fail to agree a meaningful deal on CO2, the UK should reconsider in 2020 its own unilateral climate change targets.

Gareth Stace from the manufacturers' association EEF said: "This report (shows) unilateral climate change policies are adding costs that are not borne by our competitors. The government must ensure that cost effectiveness is at the heart of its approach to securing investment in new low carbon energy." But the green group WWF said the report showed the German government had over-compensated its industry and urged the UK government not to follow suit.

Friends of the Earth's Shrubsole said: "Ministers must come clean about our carbon emissions - it's no good pretending they're falling, when UK imports have actually caused them to rise. This reveals the truth behind attempts to blame countries like China for climate change, when a significant proportion of their emissions are produced in order to maintain our quality of life."

สมาคมต้านโลกร้อนโต้ "รมต.พลังงาน" ฟ้องเพิกถอนโรงไฟฟ้าถ่านหินมาบตาพุด

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า  สมาคมฯได้ร่วมมือกับเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกและชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ต่อศาลปกครองระยอง ฐานเป็นหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการอนุมัติหรืออนุญาตให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเก็คโค่-วัน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ ในพื้นที่มาบตาพุด ได้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นโครงการที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านและไม่ต้องการ

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ได้เคยมีความเห็นไปยังหน่วยงานที่ถูกฟ้องคดีแล้วว่า “ไม่เห็นชอบ” ด้วยที่จะอนุญาตให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว เพราะจะกระทบต่อปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดมลพิษเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะกระทบต่อพื้นที่ที่ถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะมีต่อประชาชน และเป็นการขัดต่อกฎหมายหลายประการ ชาวบ้านรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จึงได้เดินทางมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองระยอง เพื่อหาข้อยุติเป็นบรรทัดฐานในสังคมต่อไป อีกทั้งเป็นการตอบโต้ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ที่พยายามจะส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มมากขึ้น ในการปรับแก้ไขแผนพัฒนาไฟฟ้าหรือ PDP 2013 อีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้รัฐบาลเห็นว่าประชาชนไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกต่อไปแล้ว  
 
ทั้งนี้ ในคำขอท้ายคำฟ้องในครั้งนี้ คือ  
1) ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และหรือ 4 เพิกถอนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ของบริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด” ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  เลขที่ 11 ถนนไอ-5 ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองเสีย
2)ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่  1  เพิกถอนใบอนุญาต รวมทั้งการระงับการดำเนินกิจกรรมใด ๆ สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ของบริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด” ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยองเสีย
3)ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่  2  เพิกถอนการอนุมัติ/อนุญาตการใช้พื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ของบริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด
4)ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด นำความเห็นของ“คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.)” เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 ที่มีความเห็นต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ของบริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด”  นำไปปฏิบัติทั้งหมด

"มิคาอิล กอร์บาชอฟ" อดีตประธานาธิบดีโซเวียต ริเริ่มตั้งองค์การสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
ลิซา ชเลียน

ภาพ นายมิคาอิล กอร์บาซอฟ (จาก http://www2.pictures.zimbio.com

อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต นายมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ก่อนที่สหภาพโซเวียตจะแตกตัวเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยออกไป  ได้ก่อตั้งองค์การเพื่อสิ่งแวดล้อม ชื่อ กรีน ครอส อินเตอร์เนชั่นแนล (Green Cross International) เพื่อระดมความร่วมมือจากคนรุ่นใหม่ ช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีการใช้ทรัพยากรกันอย่างฟุ่มเฟือย โดยเขาได้ตำหนินานาชาติที่ไม่สามารถหยุดยั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลืองได้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 

ในการเปิดตัวองค์การสิ่งแวดล้อมนี้ นายกอร์บาชอฟ กล่าวผ่านวิดีโอคอนเฟอเร้นท์ จากกรุงมอสโคว รัสเซีย ถึงแนวทางของ กรีน ครอส อินเตอร์เนชั่นแนลว่า จะใช้ความคล้ายคลึงกับนโยบายปฏิรูปประเทศ หรือ glasnost และ perestroika  ที่เขาเคยดำเนินก่อนในช่วงสุดท้ายของ สหภาพโซเวียต ก่อนกลายมาเป็นประเทศรัสเซีย เพื่อสร้างความตระหนักให้ผู้คนได้ระลึกถึงผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ก่อนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผลักดันไปสู่นโยบายการพัฒนาและการจัดการกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดปกติ แสดงถึงการขาดวิสัยทัศน์ระยะยาวและเป็นสิ่งที่อันตราย โดยนายกอร์บาชอฟ คาดการณ์ว่า ปี 2050 ประชากรโลกจะมีมากกว่า 9,000 ล้านคน ทำให้โลกต้องรองรับผู้คนจำนวนมาก ที่อาจเกิดปัยหาด้านเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และการใช้ทรัพยากรแบบไม่ถนอมรักษา นำไปสู่วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรง และเลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ด้วย

 

ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และร่างกฎกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง (23 เมษายน 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และร่างกฎกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว รวม 3 ฉบับ  และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ รวม 3 ฉบับ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

1. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. ....
   1.1ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีภารกิจเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตรทั้งระบบ โดยการทำฝน กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทืเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ  รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและการดัดแปรสภาพอากาศ ตลอดจนการให้บริการด้านการบินและการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการเกษตรและอื่น ๆ  โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด 
   1.2ให้แบ่งส่วนราชการกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดังนี้  สำนักงานเลขานุการกรมกองบริหารการบินเกษตร กองปฏิบัติการฝนหลวง และกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง 
   1.3ให้มีกลุ่มตรวจสอบภายใน และกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร รับผิดชอบงานขึ้นตรงต่ออธิบดีโดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามกำหนด 

2.ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยที่ได้มีการยกฐานะสำนักฝนหลวงและการบินเกษตรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ขึ้นเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตรทั้งระบบ  สมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการ และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยตัดอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตร ของสำนักงานฝนหลวงและการบินเกษตร ออกจากสำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้ 
   2.1ให้ยกเลิก (9) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พ.ศ. 2552 
   2.2ให้ยกเลิก (16) ของ ก.  ราชการบริหารส่วนกลาง ของข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2552 
   2.3ให้ยกเลิกข้อ 19 แห่งกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2552

3.ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยที่ได้มีการจัดตั้งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการปฏิบัติการฝนหลวงและการบินเกษตรทั้งระบบ  สมควรกำหนดให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นส่วนราขการในกลุ่มภารกิจด้านบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต จึงให้ยกเลิกความใน (ข) ของข้อ 8 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน  
     “(ข) กลุ่มภารกิจด้านบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต
  1.กรมชลประทาน
2.กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
3.กรมพัฒนาที่ดิน
4.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” 
 

'อียู' เสนอเพิ่มกฎจำกัดก๊าซคาร์บอนจากรถ

 

สหภาพยุโรปหรืออียู เสนอให้มีการเพิ่มเป้าหมายใหม่ ในการออกกฎจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์

สมาชิกสภายุโรปแถลงว่า อียูเตรียมออกกฎให้ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป ลดการปล่อยมลภาวะต่อไปจนถึงหลังปี 2563 โดยตั้งเป้าหมายใหม่ไว้ในปี 2568 การเคลื่อนไหวที่มีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปได้เรียกร้องคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมของสภายุโรปให้พิจารณาผลกระทบอย่างอิสระก่อนออกกฎใหม่ และอย่ามีนัยยะทางการเมือง
คณะกรรมาธิการชุดนี้ของอียูเคยมติเห็นชอบการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์เป็น 95 กรัมต่อกิโลเมตรในปี 2563 แต่ได้ปรับเป้าใหม่เป็น 67-78 กรัมต่อกิโลเมตร เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งกฎจำกัดการปล่อยมลพิษในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 130 กรัมต่อกิโลเมตรในปี 2558
 

ภาพจาก http://www.greentechnolog.com
 
ภายใต้ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรป ผู้ผลิตรถยนต์สามารถหาค่าเฉลี่ยการปล่อยมลพิษของรถยนต์ทั้งหมดของตนได้ โดยใช้วิธีที่เรียกว่า "ซูเปอร์เครดิตส์" ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตรถโดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีรถปล่อยมลพิษมากกว่าอย่าง เมอร์เซเดสหรือบีเอ็มดับบลิว สามารถทำตามเป้าของอียูได้ หากนำรถรุ่นพลังงานไฟฟ้าหรือไฮบริดของตนมารวมในการหาค่าเฉลี่ยด้วย
ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการเห็นชอบโดยเอกฉันท์จากสภายุโรป ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้โดยคณะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิก

กทม.จัดทำแผนยุทธศาสตร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม รับประชาคมอาเซียน

นายจุมพล กล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญของทุกด้าน จึงทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านที่อยู่อาศัย แหล่งเสื่อมโทรม รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหามลพิษทางอากาศ ปัญหาน้ำเน่าเสีย และปัญหาปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น อีกทั้งในปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนหรือเออีซี ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติ ทำให้ประชากรต่างด้าวจะเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กทม.จึงได้จัดทำโครงการยุทธศาสตร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษาวิจัยศักยภาพการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของหน่วยงานและบุคลากรสังกัดกทม. ที่สัมพันธ์กับต่างประเทศ และศึกษาผลกระทบและความพร้อมในการเข้าสู่เออีซีที่มีต่อเมืองและประชาชนในกรุงเทพฯ รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อมกรุงเทพฯ พ.ศ.2557 – 2560 ให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลอดจนเสริมสร้างการรับรู้เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ฯ และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้แก่ข้าราชการกทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป

นายจุมพล กล่าวว่า ทั้งนี้จะแบ่งการดำเนินออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1. การวิจัย เพื่อเป็นพื้นฐานในการจัดทำยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย การวิจัยเอกสาร เป็นการศึกษาศักยภาพของบุคลากร  การวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต เป็นการศึกษาผลกระทบของประชาชน ในการเข้าสู่ประชาอาเซียน  โดยจะศึกษาในประเด็น สถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม กฎหมาย วัฒนธรรม และข้อมูลพื้นฐาน
2 . การจัดทำยุทธศาสตร์พิทักษ์สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2557-2560 ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ภายในองค์กรและภายนอกองค์กร  การประชุมเชิงปฏิบัติการ การระดมความคิดเห็น และการจัดเสวนา เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ฯ  และ
3. การประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และกระตุ้นการมีส่วนร่วม สร้างการรับรู้ ตลอดระยะเวลาในการดำเนินโครงการ
            
นายจุมพล กล่าวต่อว่า สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. จะมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 7-8 ครั้ง โดยคาดว่าจะมีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 2,000 คน  เพื่อให้ยุทธศาสตร์มีความสมบูรณ์  ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์จะใช้เวลาดำเนินการ 11 เดือน หากมีการสรุปผลการศึกษาก็จะนำมาปรับใช้ทันที ขณะเดียวกันก็ได้ประสานสำนักงานเขต ให้สามารถดำเนินงานควบคู่กันไปด้วย  อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มีระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยอันดับ 1 เป็นประเทศสิงคโปร์  โดย  กทม.จะต้องเตรียมความพร้อมด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศในอาเซียน หากเราไม่ทำอะไรเลยอาจกระทบต่อเศรษฐกิจการส่งออก รวมทั้งการท่องเที่ยวด้วย  เพราะมองว่าอากาศบ้านเราไม่ได้มาตรฐาน หรือโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มีการควบคุมมลพิษ ดังนั้น กทม. จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการลดมลพิษทางอากาศ การจัดการขยะอย่างถูกวิธี การบำบัดน้ำเสีย  การดูแลเรื่องฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เกินมาตรฐาน  โดยคาดว่าหาก กทม. ดำเนินการยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ในอีก 2 ปีต่อจาหนี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพฯ

ชาวบ้านจ.กระบี่คัดค้านเหมืองถ่านหิน กฟผ.

 

ภาพจาก http://www.tcijthai.com

ชุมชนบ้านแหลมหิน หมู่ 1 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องแหล่งทำมาหากิน และสุขภาพ หลังทราบว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเตรียมก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหินลิกไนต์ เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ 800 เมกกะวัตน์ขึ้นในพื้นที่

ชาวบ้าน เผยว่า การขนถ่ายถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าชายเลน ทะเล แหล่งหากินของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน โดยจะทำลายเครื่องมือประมงของชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับผลกระทบต่อการขนถ่ายน้ำมันเตาของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ เช่น เรือขนถ่ายน้ำมันชนเรือประมง การทำลายเครื่องมือประมง และผลกระทบจากน้ำมันรั่วซึ่งเมื่อปีที่แล้วชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน
 
คุณปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ จากศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ ได้รายงานในข่าวเจาะ:พลังงาน ของศูนย์ข้อมูล&ข่าวสื่อสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง ถึงโครงการท่าเทียบเรือ 2 แห่ง ว่า
 
สำหรับโครงการท่าเทียบเรือบริเวณโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ สามารถรับเรือขนาดตั้งแต่ 500 ตันกรอส ความยาวหน้าท่าตั้งแต่ 100 เมตร หรือมีพื้นที่ท่าเทียบเรือรวม ตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป ใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งแผนการพัฒนาท่าเทียบเรือบริเวณโรงไฟฟ้า มีองค์ประกอบสำคัญคือ ท่าเรือความยาว 200 เมตร งานก่อสร้างลานกอง เขื่อนป้องกันตลิ่งกันกัดเซาะ งานก่อสร้างถนนภายในโรงไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภค
 
ท่าเรือมีโครงสร้างแบบ concrete deck on piles มีลักษณะเป็นเสาเข็มตอกฝังลึกจนถึงชั้นดินแข็ง ด้านบนของเสาเข็มจะหล่อคานคอนกรีตเสริมเหล็ก และพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้างคูณยาว 29 เมตร  คูณ 200 เมตร หรือมีพื้นที่หน้าท่าเรือ 5,800 ตารางเมตร มีระดับพื้นท่าสูงกว่าระดับน้าทะเลปานกลาง +4.0 เมตร และสามารถรองรับขนาดเรือลำเลียงขนาดเล็กเดินทะเลและภายในลำน้ำ แบบสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง (River Sea Going Barges - RSGB) ขนาด 1,300 ตัน กินน้ำลึก 2.5 เมตร ความยาวเรือ 85 เมตร และความกว้างเรือ 16 เมตร โครงการออกแบบให้มีความยาวหน้าท่า 200 เมตร และมีความกว้างหน้าท่า 29 เมตร และโครงการออกแบบให้มีความลึกหน้าท่าที่ระดับต่ำกว่าระดับน้ำลงต่ำสุด -3.0 เมตร หรือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง -5.50 เมตร
 
ส่วนการขนส่งถ่านหิน โครงการจะใช้เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์สำหรับขนถ่ายถ่านหินติดตั้งใช้งานบนเรือ มีระวางบรรทุกระหว่าง 50,000-100,000 DWT ขนส่งถ่านหินจากท่าเรือต้นทาง เช่น อินโดนีเซีย มายัง จุดขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล บริเวณเกาะปอ จากนั้นใช้อุปกรณ์บนเรือ คือ crane & grab ทำการขนถ่ายถ่านหินจากระวางเรือใหญ่ลงสู่เรือบาร์จ โดยมีอัตราการขนถ่ายประมาณวันละ 1,200 ตัน ขนถ่านหินของเรือบาร์จจะเริ่มจากจุดทอดสมอบริเวณเกาะปอ - แหลมหิน – คลัง น้ำมันบ้านคลองรั้ว– แหลมกรวด – คลองเพหลา – คลองปกาสัย – ท่าเทียบเรือบริเวณโรงไฟฟ้า
 
สำหรับโครงการท่าเทียบเรือบริเวณสะพานช้าง ใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ริมคลองเพหลา หมู่ 6  บ้านคลองหวายเล็ก ต.คลองขนาน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ห่างจากโรงไฟฟ้ากระบี่ ไปทางทิศใต้ประมาณ 8 กิโลเมตร ห่างจากชายฝั่งทะเล 15.7 กิโลเมตร

 

แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกาไม่ถูกที่คัน (อีกแล้ว)

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ทุกครั้งที่มีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีข้อเสนอเรื่องมาตรา 190 อยู่ด้วยทุกครั้ง แต่เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ มาทำงานศึกษาข้อมูล และสาเหตุปัญหากันอย่างจริงจัง เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมาธิการสมานฉันท์ของรัฐสภา คณะกรรมการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จะได้ข้อสรุปตรงกันว่าปัญหาในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่ได้อยู่ที่ตัวบทบัญญัติของมาตรา 190 แต่ปัญหาอยู่ที่ไม่ได้มีการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 303 ว่า ให้คณะรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ดำเนินการจัดทำกฎหมายประกอบมาตรา 190 ให้แล้วภายใน 1 ปีหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา (ครบกำหนดมาตั้งแต่ 19 กุมภาพันธ์ 2552)
อันที่จริงมีการจัดทำร่างกฎหมายประกอบมาตรา 190 ไว้แล้ว ผ่านการตรวจแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ในช่วงรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ได้เคยมีการนำเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่ได้ถอนร่างกฎหมายออกไปปรับแก้ไขเนื่องจากช่วงเวลานั้นมีการเสนอเรื่องการกู้เงินจากต่างประเทศ และมีการอภิปรายเชื่อมโยงว่าร่างกฎหมายประกอบมาตรา 190 ไม่ครอบคลุมเรื่องการกู้เงิน หลังจากนั้นไม่เคยมีการนำเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาอีกเลย
ข้อเสนอแก้ไขมาตรา 190 ครั้งนี้ อ้างเหตุผลว่า (หนึ่ง) มาตรานี้ทำให้รัฐบาลไม่คล่องตัวในการทำความตกลงระหว่างประเทศ (สอง) ข้อบัญญัติให้ต้องเสนอ “กรอบการเจรจา” ต่อรัฐสภา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ เสมือนการแบไต๋ให้คู่เจรจาได้รับรู้ ผู้เสนอแก้ไขได้เสนอให้ปรับแก้โดยใช้เนื้อหาแบบเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งมีเนื้อหาเพียงสองวรรค ตัดประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาให้เหลือเพียง 3 ประเภท (หนังสือสัญญาที่ตัดออกไป คือ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ และหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง) ตัดเรื่องการเสนอกรอบการเจรจาออก ตัดเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการเยียวยาผู้ที่จะได้รับกระทบจากการทำความตกลงออกไป
ในฐานะที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามมาตรา 190 ทั้งในฐานะเป็นผู้ร่วมพิจารณากรอบการเจรจาและร่างความตกลงระหว่างประเทศ (ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา) ในบางครั้งก็เป็นผู้ร่วมจัดทำและเสนอกรอบการเจรจา และบางครั้งก็เป็นผู้เข้าร่วมการเจรจาเกี่ยวกับความตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผู้เขียนยอมรับว่ามีปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรา 190 จริง ปัญหาสำคัญที่สุด คือ มีความตกลงจำนวนมากที่รอการพิจารณาของรัฐสภา ทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินงาน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บทบัญญัติตามมาตรา 190
การที่มีหนังสือสัญญาหรือความตกลงจำนวนมากตกค้างหรือรอคิวอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องมาจากเหตุผล 2 ประการประกอบกัน (หนึ่ง) การไม่มีกฎหมายประกอบมาตรา 190 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดรายละเอียดว่ามีรายชื่อหนังสือสัญญาประเภทใดบ้างที่ต้องนำเสนอให้รัฐสภาพิจารณา (สอง) ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ มีการนำเอามาตรา 190 มาใช้ในทางการเมืองอย่างเข้มข้น จนกระทั่งมีกรณีประสาทพระวิหาร ผลคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าว ทำให้หน่วยงานภาครัฐและฝ่ายรัฐบาล (ไม่ว่ารัฐบาลใด) ส่งเรื่องความตกลงระหว่างประเทศแทบทุกเรื่องให้รัฐสภาพิจารณา เป็นการป้องกันตัวเองไว้ก่อน ทำให้มีเรื่องค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาจำนวนมาก เกิดความล่าช้าตามมา เท่าที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติงานอยู่ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศเห็นว่าเรื่องที่เสนอเข้ามาตามมาตรา 190 จำนวน 100 เรื่อง เป็นเรื่องที่เข้าข่ายมาตรา 190 ไม่เกิน 10 เรื่อง อีก 90 เรื่องถูกเสนอเข้ามาแบบป้องกันตนเองไว้ก่อน ไม่ได้เป็นหนังสือสัญญา หรือ ไม่ได้เข้าข่ายหนังสือสัญญา 5 ประเภทที่กำหนดในมาตรา 190 วรรคสอง
สำหรับเหตุผลว่าการเสนอ “กรอบการเจรจา” ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบนั้น ต้องเข้าใจร่วมกันก่อนว่ากรอบการเจรจาเป็นหลักการและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของการเจรจา ไม่ได้มีเนื้อหาเป็นการกำหนดรายละเอียดหรือท่าทีการเจรจา ตัวอย่างเช่น กรอบเจรจาความตกลง FTA ไทย-สหภาพยุโรปที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาไปนั้น มีกรอบเจรจาในข้อหนึ่งกำหนดว่า “ให้รักษาสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อดุลการชำระเงิน” ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นกรอบเจรจาที่ระบุหลักการสำคัญ ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียเปรียบต่อการเจรจาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่เจรจากับประเทศไทยก็มีการทำกรอบเจรจา เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ฯลฯ เพื่อเป็นการเพิ่ม “อำนาจการต่อรอง” ให้กับคณะเจรจา ในช่วงการเจรจา ผู้เจรจาสามารถอ้างได้ว่าเนื้อหาข้อเจรจาเหล่านี้เป็นกรอบเจรจาที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภามาแล้ว คณะเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนไทย-กัมพูชา ได้ให้ข้อมูลยืนยันกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศว่า กรอบเจรจาเรื่องดังกล่าวที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเจรจา
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ทำได้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพบริบททางสังคมและการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม แต่การอ้างเหตุผลในการแก้ไขมาตรา 190 ครั้งนี้ เกาไม่ถูกที่คัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามมาตรา 190 ที่ผ่านมา ต้องแก้ไขโดยการเร่งออกกฎหมายลูกประกอบมาตรา 190

ภาพ:http://www.posttoday.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/215461/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A1-%E0%B8%81%E0%B8%95-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A1-190

by ThaiWebExpert