ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2555-2559 (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในหลักการยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2555-2559 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
    สาระสำคัญของเรื่อง
    กษ. รายงานว่า
    1. คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศและมีมติมอบหมายให้คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ไปปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศอีกครั้ง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
    2. คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ซึ่งมีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานภายใน กษ. รวมถึงผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ร่วมกันปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายฯ
    3. ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศฯ มีสาระสำคัญดังนี้
        3.1 วิสัยทัศน์ สร้างความเชื่อมั่นผลิตผลเกษตรและอาหารของไทย การเกษตรต่างประเทศกว้างไกลในสากล ประสิทธิผลยั่งยืน
        3.2 เป้าประสงค์
             3.2.1 เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตผลเกษตรและอาหารของไทยโดยการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเจรจา การนำเสนอ และการสนับสนุนข้อมูลด้านเทคนิค
             3.2.2 เพื่อพัฒนาศักยภาพการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช คุณภาพและมาตรฐาน และปัญหาด้านเทคนิค สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดต่างประเทศ ทั้งในตลาดเดิมและ              ตลาดใหม่
             3.2.3 เพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เกี่ยวกับ นโยบาย มาตรการด้านการเกษตรของต่างประเทศ รวมทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน และกฎระเบียบระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร สำหรับเตรียมมาตรการชิงรุกและเชิงรับอย่างมีประสิทธิภาพ
             3.2.4 เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรกับต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ
             3.2.5 เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเกษตรต่างประเทศของ กษ. ให้มีประสิทธิภาพ
        3.3 ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2555 - 2559)
        3.4 ประเด็นยุทธศาสตร์
             3.4.1 ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพกระบวนการเจรจา การนำเสนอ และแก้ปัญหาภาคเกษตรกับต่างประเทศ มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) เตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการแก้ปัญหาด้านเทคนิคของสินค้าเกษตรและอาหารในเวทีระหว่างประเทศ
                 (2) พัฒนากลไกการตอบสนองเพื่อแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วในกรณีที่ผลิตผลเกษตรและอาหารไทยมีปัญหาด้านคุณภาพในตลาดปลายทาง
                 (3) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ
             3.4.2 ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรต่างประเทศ มี 4 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) ส่งเสริมการประสานงานเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดต่างประเทศ และการลงทุนภาคเกษตรจากต่างประเทศ รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
                 (2) ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้านความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดต่างประเทศ             ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
                 (3) จัดระบบฐานข้อมูลสำหรับสนับสนุนงานด้านการเกษตรต่างประเทศ
                (4) ติดตามความเคลื่อนไหว ผลักดันและสนับสนุนการกำหนดมาตรการ และการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อแสดงจุดยืนและท่าทีของประเทศไทย ในการกำหนดกฎเกณฑ์ระดับนานาชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร
             3.4.3 ยุทธศาสตร์พัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                (1) พัฒนาความร่วมมือในลักษณะความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศผู้ให้และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่ภูมิภาคต่าง ๆ
                (2) ส่งเสริมการศึกษา วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับต่างประเทศ
                (3) ส่งเสริมให้มีการจัดทำและดำเนินแผนงาน/โครงการตามความตกลงกับต่างประเทศ
             3.4.4 ยุทธศาสตร์พัฒนาการบริหารจัดการด้านการเกษตรต่างประเทศของ กษ. มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) สนับสนุนการปรับปรุงองค์กรและการบริหารงานของหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการเกษตรต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการขยายตัวด้านการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่
                 (2) สร้างเสริมสมรรถนะที่สำคัญในการขับเคลื่อนและติดตามงานด้านการเกษตรต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
                 (3) สนับสนุนการสร้างกลไกภาครัฐในการขับเคลื่อนและติดตามงานด้านการเกษตรต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
    4. ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของ กษ. ปี พ.ศ. 2555 – 2559 มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล          ทั้งในส่วนของนโยบายเร่งด่วน (ข้อ 1.6) นโยบายที่ 3 นโยบายเศรษฐกิจ (ข้อ 3.2 นโยบายสร้างรายได้ และข้อ 3.3 นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ - ภาคเกษตร) และนโยบายที่ 7 นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศจะมีส่วนช่วยให้การดำเนินงานด้านการต่างประเทศของ กษ. เป็นเอกภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ อันจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

 

แนวทางการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ....) (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้  

สาระสำคัญของเรื่อง    
1. กำหนดให้ร่างระเบียบนี้ใช้บังคับเฉพาะแก่โครงการที่ต้องดำเนินการโดยใช้จ่ายจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เนื่องจากโครงการที่กำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 หรือแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
2. ให้มีการกำหนดระยะเวลาในการเสนอโครงการที่ประสงค์จะใช้จ่ายจากเงินกู้กรอบระยะเวลาในการใช้เงินเหลือจ่ายเพื่อดำเนินโครงการใดเพิ่มเติม เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาในการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ      พ.ศ. 2555
3. ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติโครงการ โดยกำหนดให้ขั้นตอนในการขออนุมัติจัดสรรวงเงินกู้ของหน่วยงานเจ้าของโครงการ กรณีโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ให้เสนอต่อ กบอ. เพื่อเสนอต่อ กนอช. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ และกรณีโครงการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ให้เสนอต่อ กยอ. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
4. แก้ไขเพิ่มเติมขั้นตอนในการดำเนินโครงการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการแล้ว โดยได้ตัดอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานออก เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2554
5. ในการติดตามและการประเมินผลโครงการนั้น ยังคงกำหนดให้หน่วยงานเลขานุการของ กบอ. และ กยอ. ทำหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

 

เศรษฐกิจสีเขียว (1) : แนวคิด ข้อกังขา และความท้าทาย

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมลุกลามขยายวงจนส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน องค์กรพหุภาคีนำโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ก็เริ่มหยิบเอาคำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” หรือ green economy ขึ้นมาชูแทนแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการขานรับจากองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก อาทิ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) โดยที่แต่ละฝ่ายก็ผลิตรายงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากเศรษฐกิจสีเขียวเป็นหัวข้อหลักในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (Rio+20) ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2555 จึงทำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวค่อนข้างมาก แต่หลายฝ่ายยังเป็นห่วงว่า แนวคิดนี้จะฉุดกระชากหรือชักจูงเศรษฐกิจโลกให้ออกจากเส้นทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เนื่องจากเอกสารประกอบการเจรจาขั้นต้น (Zero Draft) ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Rio+20 เมื่อต้นปี 2012 ยังไม่มีความชัดเจน สะท้อนการประนีประนอมระหว่างกลุ่มประเทศที่มองต่างกัน ระบุกว้างๆ แต่เพียงว่าแต่ละประเทศต้องไปกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของตัวเอง

ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายไม่ได้กังวลเพียงเพราะเอกสารขั้นต้นยังไม่มีความชัดเจน แต่สาเหตุที่ใหญ่กว่านั้นคือ กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนกับแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งหลังจากที่ถูกจุดพลุเป็นกระแสโลกอยู่ครู่หนึ่งหลังการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Earth Summit) ในปี 1992 ก็ถูกกระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจแบบสำนักเสรีนิยมใหม่ตามฉันทามติวอชิงตันเบียดขับ (โดยเฉพาะหลังการก่อตั้งองค์กรการค้าโลกในปี 1995) จนไถลไปอยู่ชายขอบของเวทีโลกสืบมา

ต่อเมื่อศตวรรษที่ 21 เปิดฉาก เศรษฐกิจทั่วโลกถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า ตั้งแต่ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตระบบการเงิน ซึ่งนอกจากจะตอกย้ำความไม่ยั่งยืนของระบอบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่และความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจและสังคม ยังสะท้อนว่าวิธีแก้ปัญหาส่วนหนึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลกให้ประเทศต่างๆ ตกลงเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม สรุปในบทความ “Rio+20 Zero Draft พิมพ์เขียวเศรษฐกิจสีเขียวของโลก” ว่า

“ความหมายของเศรษฐกิจสีเขียวตามที่ระบุในเอกสาร [Zero Draft] (ข้อ 26) คือ เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ช่วยปกป้องและเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพด้านทรัพยากร ส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนโลกไปสู่การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้มีลักษณะเป็นชุดของกติกาที่แข็งตัว แต่เป็นกรอบของการตัดสินใจทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม)”

ชุดรายงาน Towards Green Growth ของโออีซีดี ตีพิมพ์เดือนพฤษภาคม 2011 มีความแตกต่างบางประการและมีรายละเอียดที่น่าสนใจ โดยให้นิยาม “การเติบโตสีเขียว” (green growth) ไว้ว่า

“การเติบโตสีเขียว” หมายถึงการกระตุ้นการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ขณะสร้างหลักประกันว่าทุนธรรมชาติจะสามารถส่งมอบทรัพยากรและบริการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งความอยู่ดีมีสุขของเราต้องพึ่งพา การทำเช่นนี้จำต้องจุดชนวนการลงทุนและนวัตกรรมที่จะรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ”

จะเห็นว่าโออีซีดีเน้นคำว่า “การเติบโต” (growth) และเมื่อเน้นการเติบโต จึงต้องเน้นเรื่อง “นวัตกรรม” ในธุรกิจสีเขียวเป็นพิเศษ เนื่องจากถ้าไม่เน้นนวัตกรรม เศรษฐกิจอาจเติบโตไม่ได้ เพราะ “การลงทุน” ในทุนธรรมชาติย่อมมีต้นทุน ถ้าไม่มีนวัตกรรมเราก็ต้อง “ลด” กิจกรรมทางเศรษฐกิจลงเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม พูดอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีนวัตกรรม เราก็ต้องยอมเสียสละการบริโภคหรือความสะดวกสบายบางอย่างในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีนวัตกรรมแบตเตอรี่หรือเชื้อเพลิงสะอาดที่ดีพอมาทดแทนน้ำมัน คนก็ต้องยอมใช้รถยนต์น้อยลงเพื่อลดปัญหามลพิษ
 
โออีซีดีมองว่ารัฐมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เนื่องจากเศรษฐกิจสีเขียวต้องมีการลงทุนในทุนธรรมชาติ และการลงทุนด้านนี้จำเป็นต้องอาศัยการแทรกแซงเชิงนโยบายของรัฐ เนื่องจากแรงจูงใจของตลาดอ่อนแอหรือไม่มีเลย (เช่น ตลาดยัง “ไม่ให้ราคา” กับมูลค่าทั้งหมดของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ)

เศรษฐกิจสีเขียวในโลกทัศน์ของโออีซีดีสามารถสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการเติบโตได้ 5 ช่องทาง ได้แก่

1. ผลิตภาพ : จากประสิทธิภาพในการใช้ทุนธรรมชาติ ลดของเสีย และการใช้พลังงาน

2. นวัตกรรม : สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา และจำเป็นต่อการไม่ต้องตกอยู่ในภาวะได้อย่างเสียอย่างระหว่างการบริโภคกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและลงทุนในทุนธรรมชาติ

3. ตลาดใหม่ : เทคโนโลยีสีเขียว สินค้า และบริการสีเขียว

4. ความมั่นใจ : นโยบายรัฐที่มีเสถียรภาพและคาดเดาได้ว่าจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน (ความชัดเจน โปร่งใส และต่อเนื่องของนโยบายรัฐด้านสิ่งแวดล้อมจึงสำคัญอย่างยิ่ง)

5. เสถียรภาพ : เศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างสมดุลระดับมหภาคที่ดีกว่าเดิม ราคาทรัพยากรผันผวนน้อยลง และรัฐมีรายได้ใหม่ๆ จากมาตรการทางการคลัง (เช่น ภาษีมลพิษ ภาษีคาร์บอน)

เบนเข็มจากโออีซีดีมาดูด้านสิ่งแวดล้อมชั่วคราว

รายงานของ UNEP สรุปว่า ความท้าทายหลักของเศรษฐกิจสีเขียวคือ จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ในทางที่ไม่ใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถทางชีวภาพ (biocapacity) ของโลก

ประเทศพัฒนาแล้วต้องหาวิธีลดรอยเท้านิเวศโดยไม่ลิดรอนคุณภาพชีวิตของประชากร ส่วนประเทศกำลังพัฒนาต้องหาวิธีเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรโดยไม่เจริญรอยตามแนวทางของประเทศพัฒนาแล้ว

ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่า “การพัฒนา” เท่ากับ “การปรับปรุงคุณภาพชีวิต” และ “การดูแลสิ่งแวดล้อม” – การพัฒนานั้นจำเป็นจะต้องมี “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ด้วยหรือไม่ ?

แนวคิด “การเติบโตสีเขียว” ของโออีซีดีตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถึงอย่างไรเศรษฐกิจก็ต้องเติบโต (อาจมองว่าถ้าไม่โต แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” อาจไม่มีใครซื้อ) ขณะที่นักรณรงค์ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มองว่าเศรษฐกิจไม่ได้มาก่อน สังคมและสิ่งแวดล้อมต่างหากที่ต้องมาก่อน การฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างความยุติธรรมทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ถึงอย่างไรก็ต้องทำ ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะต้องโตช้าลง ย่ำอยู่กับที่ หรือแม้แต่ถดถอยระยะหนึ่งก่อน

ถ้าเศรษฐกิจเป็นรถยนต์ แนวคิด “การเติบโตสีเขียว” มองว่ารถยนต์ถึงอย่างไรก็ต้องแล่นไปข้างหน้า เพียงแต่เราต้องค่อยๆ ปรับจูนเครื่องยนต์ใส่เกียร์ใหม่ให้มันปล่อยไอเสียน้อยลง ในขณะที่แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มองว่าทำแบบนั้นสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่ทันการณ์ก่อนเกิดหายนะใหญ่ เราต้องตั้งใจยกเครื่องทั้งคัน จะต้องถึงขนาดเข้าเกียร์ถอยหลังชั่วคราวก็ต้องทำ

แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” จะได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบใดมากกว่ากัน ระหว่างค่าย “การเติบโตสีเขียว” แบบโออีซีดี กับค่าย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” อีกไม่นานภาพคงจะชัดขึ้น เมื่อการประชุม Rio+20 เปิดม่านในเดือนมิถุนายน 2012

แต่ไม่ว่าเวทีระดับโลกจะมีข้อตกลงอะไรหรือไม่ก็ตาม หลายประเทศก็กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างคึกคักและมีพลวัตน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอินเดียกับจีน สองประเทศมหาอำนาจใหม่

โปรดติดตามตอนต่อไป

"กรุงเทพฯ" รั้งอันดับ 61 ขีดแข่งขันโลก

โดย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 มีนาคม 2555

"กรุงเทพฯ" รั้งอันดับ 61 จากการจัดอันดับ 120 เมืองที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากสุดในโลกของอีโคโนมิสต์ สิงคโปร์เบอร์ 1 เอเชีย นิวยอร์กแชมป์โลก

อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) จัดอันดับ 120 เมืองที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากสุด พบว่า กรุงเทพฯ ติดอันดับ 61 มีคะแนนรวม 49 จากคะแนนเต็ม 100 โดยได้คะแนนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ 35.9 ทุนทางกายภาพ 67.0 ความพร้อมของภาคการเงิน 50.0 ประสิทธิภาพในระดับสถาบัน 54.4 ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม 67.5 ทุนมนุษย์ 66.7 ความเสี่ยงจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 66.7 ความน่าดึงดูดระดับโลก 16.6

ขณะที่นิวยอร์กซิวแชมป์โลกด้วยคะแนน 71.4 ตามด้วยลอนดอน 70.4 คะแนน

ส่วนสิงคโปร์ติดอันดับ 3 โลก และยึดเบอร์ 1 เอเชีย 70 คะแนน ตามด้วยฮ่องกงและปารีสคะแนนเท่ากัน 69.3 คะแนน โตเกียว 68 คะแนน

'กรมป่าไม้'...องค์กรที่รอวันแก้ไข?

หนังสือพิมพ์บ้านเมือง วันที่ 14 มีนาคม 2555

โดยผีพุ่งไต้

จะเป็นเรื่องการปล่อยข่าวหรือโยนหินถามทางก็ตามทีว่าเมษาฯนี้จะมีการปรับย้ายข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกรมป่าไม้ที่ คุณสุวิทย์ รัตนมณี เป็นอธิบดี!!! ผมเองนั้นเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งครับกับข่าวลือ? ทุกวันนี้ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ ก็ไม่ค่อยจะได้นั่งเก้าอี้อยู่ที่กรมป่าไม้มากนัก แต่ละวันจะต้องออกพื้นที่เพื่อร่วมแก้ไขการบุกรุกพื้นที่ป่า และปัญหาไฟป่าที่ภาครัฐหมดปัญญาไม่สามารถหยุดยั้งได้???

แต่ถึงแม้ว่ากระแสข่าวเด้ง คุณสุวิทย์ รัตนมณี ให้พ้นไปจากกรมป่าไม้จะหนาหูเพียงใด?

ข้าราชการอาชีพผู้นี้ก็ไม่ได้ท้อถอยหมดกำลังใจ แต่ได้เพิ่มความเข้มในการบริหารจัดการสนองคุณแผ่นดินให้ทุกคนที่เป็นคนไทยได้รู้จัก... "รักษ์ป่า-รักษ์ต้นไม้" ร่วมกันสร้างป่าเพื่อรักษาแผ่นดินความสุขอันยั่งยืนของผืนป่าไม้ไทย

กว่า 33 ปี ที่ทำงานกรมป่าไม้ ไต่เต้าจากข้าราชการตัวเล็กๆ และได้มีโอกาสทำงานกับโครงการดอยตุง ได้มีโอกาสทำงานถวายสมเด็จย่าฯ จนมาวันนี้ได้ก้าวขึ้นสู่เก้าอี้สูงสุดของกรมป่าไม้!

เก้าอี้ที่มากไปด้วยผลประโยชน์ที่ข้าราชการป่าไม้ทุกคนใฝ่ฝัน??? ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เมื่อวันก่อนถึงปัญหากรมป่าไม้ถูกจับตามองในเรื่องการทำงานและบริหารจัดการล้มเหลว?

ซึ่งทุกวันนี้ป่าไม้ถูกบุกรุกทำลายจากอดีตเมื่อปี2504 มีผืนที่ป่าไม้ 57/ของพื้นที่ป่าทั้งหมด 320 ล้านไร่

ปัจจุบันเหลือป่าไม้เพียง 30/จาก 320 ล้านไร่เท่านั้น? คุณสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ก็ยอมรับว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 กรมป่าไม้ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ระบบ

ตอนที่มีการแบ่งงานของกระทรวงฯ กรมต่างๆ อดีตเราเป็น กรมป่าไม้!! กรมป่าไม้!!

"พระพุทธเจ้าหลวง" ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ.2439 พอมาถึงปี พ.ศ.2545 ป่าไม้ถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์และป่าไม้เพื่อเศรษฐกิจ

ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติฯและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และป่าไม้เศรษฐกิจอยู่ที่กรมป่าไม้ แต่ว่านโยบายเวลานั้นได้สร้างความเสียหายให้ป่าไม้เป็นอย่างมาก!!!

มีเจ้าหน้าที่ 2 ส่วนต่างมีหน้าที่ดูแล... "แต่เขตไม่ชัดเจน?" ว่า... ตรงไหนพื้นที่ของ กรมป่าไม้ ตรงไหนพื้นที่ของ กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่จึงละเลยต่างคนต่างหนี จึงเป็นช่องว่างให้คนเข้ามาบุกรุกทำลายป่าได้โดยง่าย

คนกรมป่าไม้มีน้อย พื้นที่รับผิดชอบมาก อยู่กันกระจัดกระจายยากต่อการป้องกันปราบปราม

สำหรับกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีคนมากแต่พื้นที่รับผิดชอบน้อย?
ก็คงจะถึงเวลาแล้วครับที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม จะได้มีการทบทวนถึงเรื่อง2 กรม เป็น 1 เดียว? ข่าวว่าเวลานี้การรวมกรมได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนจบสิ้นแล้ว รอเพียงแต่ว่าให้เรื่องผ่านสภาก่อนเท่านั้น?

เมื่อถึงวันนั้นหากป่าไม้ยังถูกบุกรุกทำลายกันอีกต่อไป? ผมว่ายุบทิ้งไปเสียเลยดีไหมทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ

สกว.-เอสซีจี หนุนนักศึกษา ป.เอก ทำวิจัยอุตสาหกรรมใช้งานได้จริง

โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

“สกว.-เอสซีจี” หนุนนักศึกษาปริญญาเอก ทำวิจัยสำหรับภาคอุตสาหกรรม หวังนำไปใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง ยกระดับแข่งขันกับต่างประเทศ

ศ.ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า สกว. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เพื่อสนับสนุน ทุนปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โดยนักศึกษาปริญญาเอกต้องทำงานวิจัยที่ภาคการผลิตและภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยทาง คปก. และเอสซีจีจะจัดงบประมาณฝ่ายละครึ่งต่อ 1 ทุน หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท จำนวนปีละ 5 ทุน เป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งหมด 25 ทุน ด้วยงบประมาณทั้งโครงการจำนวน 42.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่า โจทย์การทำผลงานวิจัยต้องมาจากเอสซีจีหรือทางภาคธุรกิจเพื่อให้ผู้สนับสนุนทุนสามารถนำงานวิจัยไปใช้ได้จริง

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ทางเอสซีจีมีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีส่วนช่วยให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น โดยในปีนี้จะใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ใช้งบประมาณไป 1,111 ล้านบาท เป็นผลมาจากบริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น และตั้งเป้าเป็นบริษัทในระดับภูมิภาคเรื่องนวัตกรรมและบุคลากร รวมถึงเพิ่มบุคลากรที่จบปริญญาเอกอีก 30 คน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 60 คน เพื่อทำงานด้านวิจัยและพัฒนา ปีที่แล้วเอสซีจีทำโครงการวิจัยกว่า 1,400 โครงการ สามารถนำผลการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ผลิตเป็นสินค้าและบริการเพื่อขายในเชิงพาณิชย์ได้จริงและทำยอดขายสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนโจทย์งานวิจัยจะเกี่ยวกับธุรกิจเคมีคอล และซีเมนต์

ด้าน ศ.ดร.อมเรศ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ทางเอสซีจี และ สกว.จะคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการทำวิจัย เพื่อให้อาจารย์เป็นผู้หานักศึกษาที่เหมาะสมรับทุน และหากต้องการงบประมาณเพิ่มขึ้นทางเอสซีจีก็พร้อมจะสนับสนุน ส่วนในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจดสิทธิบัตรจะเป็นของ สกว.และเอสซีจี และหากเอสซีจี ต้องการถือสิทธิเด็ดขาด ต้องจ่ายเงินจำนวนสองเท่าของงบประมาณวิจัยผลงานนั้น ๆ.

นักวิชาการชี้ปรับกรอบคิดเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม นำไทยก้าวสู่ Low Carbon Society

ThaiPR.net วันพุธที่ 14 มีนาคม 2555

ปิดฉากไปแล้วสำหรับการประชุมวิชาการนานาชาติ The 4th International Conference on Sustainable Energy and Environment (SEE 2011) : A Paradigm shift to Low carbon Society จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่มีขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอนด์ บางกอกคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิชาการภาคการศึกษา องค์กรด้านการวิจัย หน่วยงานภาครัฐ และภาคธุรกิจกว่า 200 คน ที่เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อต่างๆ รวม 130 บทความ จาก 18 ประเทศทั่วโลก โดยกว่า 40% เป็นผลงานวิจัยจากต่างประเทศ

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง Overview of energy situation and policy in Thailand ว่า สภาพอากาศทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงในขณะนี้เริ่มส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสนใจตื่นตัวและวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหา ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

“Low Carbon Society คือประเด็นหนึ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ หลังจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเองก็ได้มีการพัฒนาเรื่องของการประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินการเรื่องเมืองพลังงานสะอาด เพื่อลดการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น ทั้งนี้ ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้เสนอให้เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เข้าสู่ Low Carbon Society เพื่อนำร่องและผลักดันให้นโยบายการพัฒนา Low Carbon Society ให้เกิดขึ้นได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงถือว่าเป็นเวทีที่ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติและความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร ผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการประชุมฯ กล่าวว่า หากพิจารณาถึงต้นเหตุของปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นพบว่าสาเหตุใหญ่มาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ออกสู่ชั้นบรรยากาศ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นสิ่งจำเป็นและการใช้เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจกยังไม่สามารถลดได้ตามที่โลกคาดหวัง

เป้าหมายหลักของการจัดประชุมครั้งนี้คือ การเปลี่ยนกรอบความคิด (paradigm shift) เพื่อให้มีมุมมองใหม่ ๆ ในการเข้าสู่ low carbon society การประชุมสะท้อนกรอบความคิดของการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับการปรับปรุงและส่งเสริม เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทั้งในการใช้พลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน รวมถึงแนวทางการผลักดันนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติจริงภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง

“ผลที่ได้ในการประชุมครั้งนี้คิดว่าโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ Low Carbon Society เท่าที่ฟังจากวิทยากรหลักทั้งจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์ทุกคนต่างมีความคิดเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนกรอบความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สังคมก้าวไปสู่ Low Carbon Society โดยเฉพาะการรับผิดชอบแก้ไขสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะนี้ให้ดีขึ้น”

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า การสนับสนุนแลกเปลี่ยนข้อมูลวิชาการในเรื่องดังกล่าวระหว่างมหาวิทยาลัยเกียวโตกับมจธ. และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการวิจัยกับปัญหาพลังงานสะอาด ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องมีการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีเชื้อเพลิงและพลังงานทดแทนใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เพราะบัณฑิตเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่ Low Carbon Society

“ความเข้มแข็งในการสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการของหน่วยงานต่างๆ คือส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนนโยบายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งส่วนหนึ่งคือการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงาน ขณะเดียวกันต้องมีการปรับปรุงแก้ไขนโยบายคือ 1.ลดการใช้ 2.ต้องมีการปรับปรุงและแก้ไขไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญคือต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน หรือที่เรียกว่า CO Carbon Society ที่มีการดึงและปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปเท่าๆ กันในกระบวนการทำงาน”

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเชื่อว่าการพัฒนาประเทศสู่ Low Carbon Society โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญจะช่วยให้ประชาคมโลกจะก้าวไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ภาพ: http://www.ryt9.com/s/prg/1364679

นัดปิดไฟให้โลกพัก 1 ชม.31มี.ค.

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 13 มีนาคม 2555

ไทยโพสต์ - กองทุนสัตว์ป่าโลกสากลรณรงค์โครงการ "ปิดไฟให้โลกพัก" 31 มี.ค.นี้ ชวนคนไทยดับไฟที่ไม่จำเป็น 1 ชม. ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน เผยทั่วประเทศประหยัดค่าไฟได้นับล้านบาท

นายตรีรัช ภูคชสารศีล องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย หรือ WWF Thailand เปิดเผยว่า กองทุนสัตว์ป่าโลกสากลจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ปิดไฟให้โลกพัก (Earth Hour 2012) ในวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 เวลา 20.30-21.30 น. เชิญชวนคนไทยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้พร้อมกับคนทั่วโลกอีก 1.8 พันล้านคน โดยรณรงค์ให้หน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน และชุมชนที่พักอาศัย พร้อมใจกันปิดไฟที่ไม่มีความจำเป็นเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อสร้างจิตสำนึกในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้เกิดภาวะโลกร้อนและภาวะอากาศแปรปรวนอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

นายตรีรัชกล่าวว่า กิจกรรมปิดไฟให้โลกพักในปีนี้มีคำขวัญรณรงค์ว่า "เธอกล้าท้า ฉันกล้าให้ ปิดไฟให้โลกพัก...สักงีบ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะมุ่งผลักดันให้ทั้งปัจเจกชนและหน่วยงานต่างๆ ท้าทายซึ่งกันและกัน เพื่อให้คำมั่นสัญญาถึงสิ่งที่เราจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืนเพื่อรักษาโลกใบนี้ กิจกรรม Earth Hour เริ่มขึ้นครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2550 โดยเมื่อปี 2554 มีผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมมากถึง 1.8 พันล้านคน จาก 135 เมืองในทุกทวีป และได้รับการขนานนามให้เป็นกิจกรรมรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

"วิถีการดำรงชีวิตของเราแต่ละคนล้วนสร้างผลกระทบให้กับโลกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างสุดขั้ว ทั้งวิกฤติน้ำท่วม ภัยแล้ง อาหารขาดแคลน การสูญพันธุ์ของพืชพรรณสัตว์ป่าและการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมปิดไฟครั้งนี้มุ่งหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวันของทุกคนตระหนักถึงการใช้พลังงานและการบริโภค ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อโลก เราทุกคนล้วนต้องพึ่งพาโลกใบนี้ และเราทุกคนจำเป็นดูแลโลกของเรา ไม่ใช่แค่เพียง 1 ชั่วโมงในช่วงปิดไฟ แต่ต้องทำทุกวัน" ผู้แทน WWF ประเทศไทย กล่าว

สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมโครงการปิดไฟให้โลกพักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยเริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร ในปีนี้ประเทศไทยได้ขยายการรณรงค์ไปตามจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น นนทบุรี และนครราชสีมา เป็นต้น

"ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา หากเราร่วมกันปิดไฟพร้อมๆ กัน นอกเหนือจากจะเป็นการประหยัดไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในบ้านแล้ว ยังเป็นการช่วยชาติประหยัดพลังงานและยังช่วยให้โลกของเราได้พักผ่อน และหากเราช่วยกันประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้" นายตรีรัชกล่าว

ส่วนสถิติการร่วมกิจกรรมปิดไฟในส่วนของประเทศไทย ปี 2551 สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 73.34 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่ากับการปิดหลอดไฟฟ้าชนิดหลอดผอมขนาด 36 วัตต์ จำนวน 2 ล้านหลอด ปี 2552 สามารถประหยัดไฟได้ถึง 1,423 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.31 ล้านบาท และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 897 ตัน และ ปี 2553 สามารถประหยัดไฟได้ถึง 2,042 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,800,000 บาท และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 1,215 ตัน.

โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส กิจการเพื่อสังคมตอบโจทย์ปัญหาประเทศ

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2555

ไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละปีรัฐบาลต้องใช้เงินงบประมาณปีละ 30,000 ล้านบาทอุดหนุนสนับสนุนมูลนิธิ สมาคม ภาคเอ็นจีโอต่าง ๆ เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมายทั้งการดำเนินกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา เป็นต้น เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ยังไม่รวมกับองค์กรเอกชน ที่ทุ่มเงินลงไปทำกิจการเพื่อสังคมเช่นกันที่รู้จักกันในนามซีเอสอาร์ ที่คาดว่าพอ ๆ กันคือใช้เงิน 30,000 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่สามารถวัดผลได้ ปัญหาสังคมต่าง ๆ ยังไม่ได้รับการเยียวยาคุ้มกับเม็ดเงินที่ลงไป

มีเวทีถกเถียงกันว่าหากทำกิจกรรมเพื่อสังคมแล้วต้องรอเงินบริจาค เงินสนับสนุนจากทั้งเอกชนและรัฐ ในอนาคตจะยั่งยืนเพียงใด แล้วทำได้ตามศักยภาพเพียงใดเมื่อทุนหมดกิจกรรมเพื่อสังคมนั้นก็หยุดลงไปด้วย ขณะเดียวกันการทำซีเอสอาร์ของบริษัทเอกชนนั้น ทำเพื่อหวังผลทางภาษีหรือทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ อีกทั้งไม่ได้ตอบปัญหาที่แท้จริงของสังคม อาทิ ความยากจน ความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา และปัญหาอื่น ๆ ขณะที่บางบริษัทพนักงานได้รับสวัสดิภาพได้ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรม แต่บริษัทกลับนำกำไรทำกิจกรรมเพื่อสังคม

นวัตกรรมใหม่ของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอีกแบบที่เรียกว่าโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส (Social Enterprise) นำธุรกิจเพื่อสังคมมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน หมายถึงการประกอบธุรกิจที่ตอบโจทย์ปัญหาของสังคม เช่น ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะเดียวก็มีผลกำไรจากธุรกิจด้วยในแบบพอเหมาะพอควร

ชัยยุทธ์ ชำนาญเลิศกิจ ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ (NISE หรือ Network of Impact Social Enterprise) กล่าวว่า ได้ส่งเสริมให้บริษัท องค์กรต่าง ๆ ทำธุรกิจในแบบที่เรียกว่า โซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส การขยายผลสัมฤทธิ์ทางสังคม ย้ำปรัชญาการแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วยวิถีทางธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการเกิดขึ้นของภาคส่วนใหม่นี้จะสร้างนิยามใหม่ของการทำธุรกิจ ที่มิได้สร้างกำไรเชิงการเงินอย่างเดียว แต่สร้างกำไรเชิงสังคมด้วย

“ธุรกิจที่มุ่งไปทางกำไรเพียงอย่างเดียว อนาคตไม่น่าจะอยู่ได้ดีนัก หรือมูลนิธิ สมาคมที่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวโดยทุนจากบริษัทเอกชนหรือรัฐบาลจะเกิดปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ เพราะตอนที่ให้เม็ดเงินลงไปเราไม่รู้หรอกว่ามูลนิธิมีความสามารถแค่ไหน ยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเราบริจาคเงินจำนวนมาก แต่องค์กรที่รับเงินไปใช้เงินได้ตามประสิทธิภาพหรือไม่” ผู้ก่อตั้งและประธานกิจการเพื่อสังคมไนส์ ให้ความเห็น

ชัยยุทธ์ บอกว่าสำหรับประสิทธิภาพทางธุรกิจในเรื่องกำไรมีตัววัดอยู่ แต่ว่าประสิทธิภาพทางสังคมปัจจุบันไม่มีตัววัด ดังนั้นการก่อตั้งกิจการเพื่อสังคมไนส์จะนำระบบที่เรียกว่า GIIRS มาเป็นตัวที่ประเมินผลเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประกอบธุรกิจเพื่อสังคมตามระบบ อันประกอบด้วย ด้านธรรมาภิบาล ด้านพนักงาน ด้านชุมชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการเพื่อสังคม

โดยบทบาทของไนส์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับบริษัทที่มีความตั้งใจทำธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้ผ่านมาตรฐานโดยตอบคำถาม 290 ข้อ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องตอบคำถามทุกข้อเหล่านี้ รวมทั้งทำหน้าที่เก็บข้อมูลของบริษัทที่เข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทเข้ามาเป็นเครือข่ายของไนส์ คือได้รับรู้ว่าข้อมูลของแต่ละบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อกิจการเพื่อสังคมด้านใดบ้าง ยกตัวอย่าง บริษัทโคโคบอร์ดที่ทำธุรกิจทำขยะฟางข้าวมาอัดเป็นพาร์ติเคิลบอร์ด หรือเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อโคโคบอร์ดเข้ามาจะได้รับรู้ว่ามีพันธมิตรที่จะขยายผลทางธุรกิจ รับรู้จุดด้อยจุดเด่นของบริษัท การได้ขยายตลาด และการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างกัน รวมทั้งแหล่งเงินทุน ยกตัวอย่างบริษัทสุพรีมที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลจากซังข้าวโพด ที่เชียงราย เมื่อต้องการขยายไปยังจังหวัดอื่น มีอุปสรรคเรื่องเงินลงทุน เพราะเมื่อเกิดความร่วมมือกัน จะก่อให้เกิดพลังที่ดีภายใต้แนวคิดของระบบนี้

ทั้งนี้มีบริษัทที่ทำธุรกิจกิจการเพื่อสังคมและองค์กรที่ทำเพื่อสังคม เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกจะมีค่าสมาชิกรายปี ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 9 แห่ง ได้แก่ ในภาคกสิกรรม บริษัท ซองเดอร์ ไทยออร์กานิคฟูด จำกัด สหกรณ์กรีนเนท จำกัด บริษัท สวิฟท์ จำกัด ภาคส่วนประชาสังคม มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ บริษัท บีทามส์โซลูชั่น จำกัด ด้านสื่อ ได้แก่ บริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด BeMagazine และด้านพลังงาน บริษัทสุพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด บริษัทวังดุมเมาท์เทนแคมป์ จำกัด บริษัทโคโคบอร์ด จำกัด

สำหรับรูปแบบของบริษัทที่ทำกิจการเพื่อสังคม เช่น บริษัท สวิฟท์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกผักผลไม้ออแกนิกส์ สามารถพัฒนาตนเองและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยให้มีความสามารถด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการตลาด ทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตรของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล บริษัทซองเดอร์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ธัญพืชแปรรูป เน้นใช้วัตถุดิบที่มาจากเกษตรอินทรีย์ ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ปรับเปลี่ยนการทำเกษตรไม่ใช้สารเคมี มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ พัฒนาขีดความสามารถคนพิการ ทำให้คนพิการมีรายได้ ปัจจุบันนำคนพิการทำงานในสถานประกอบการมากกว่า 2,500 คน และนิตยสาร BeMagazine คิดโมเดลการช่วยสังคมในแบบฉบับของตัวเอง โดยเปิดให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมรับนิตยสาร BE ไปจำหน่ายในย่านชุมชน รายได้หลังจากหักต้นทุนแล้ว จะมอบให้ผู้ด้อยโอกาส 25 เปอร์เซ็นต์ผ่านสมาชิก มีเป้าหมายการทำธุรกิจที่ไม่ใช่การโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่คือการสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีเพื่อสังคม

ลักษณะการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเมื่อไปย้อนดูรายได้ผลตอบแทนพบว่าอยู่ได้และอยู่ได้ดี พิสูจน์ให้เห็นการทำกิจการเพื่อสังคมมีความยั่งยืนทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเอ็นจีโอหรือรอคอยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว.

TRF Policy Brief

ผู้เขียน: 
ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ
พิมพ์เมื่อ: 
ปีที่ 2 ฉบับที่ 12 พฤศจิกายน 2554
พิมพ์โดย: 
โครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย

Policy Brief ฉบับนี้เรียบเรียงและเขียนโดย ดร.ภาคภูมิ ทิพคุณ (phakpoom1977@gmail.com) จากเอกสาร “การเตรียมความพร้อมในการ
เจรจา FTA ไทย-สหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อม: ข้อเสนอแนะและบทเรียนจากต่างประเทศ” ของสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและ
สิ่งแวดล้อม โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเด็นสำคัญ

  • การเจรจาการค้าเสรีมีหลายประเด็นที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญ ประกอบด้วยประเด็นเรื่อง

การค้าสินค้าและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตที่ตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) การค้าปะการัง
และสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศปะการัง พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
ของเสียอันตราย กุ้งทะเล สินค้าใช้แล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพ

  • จากประสบการณ์การทำความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ของเม็กซิโก

และชิลีกับสหรัฐฯ พบว่าความตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นใน
ระดับที่ผู้กำหนดนโยบายคาดหวัง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบในแง่ของการกระตุ้นกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบภายนอกต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น

  • ในการเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยควรคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะ

เป็นในแง่ของการเคลื่อนย้ายกิจกรรมการผลิตหรือสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงมาจาก
สหรัฐฯ และต้องคำนึงถึงผลของความตกลงที่จะเป็นเงื่อนไขจำกัดพันธกรณีของไทยภายใต้
กรอบความตกลงพหุภาคีที่ไทยเป็นภาคีแต่สหรัฐฯ ไม่ได้เป็น ตลอดจนเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดใน
การบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ในการนี้ ไทยสามารถ
เจรจาเพื่อสร้างความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลในการถ่ายทอดความรู้และ
เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความสามารถในการจัดการสิ่งแวดล้อม
ของประเทศในระยะยาว

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 
by ThaiWebExpert