“คลองน้ำไหล”’ ต้นแบบตำบลน่าอยู่ยั่งยืน - กลางกระแส

ผู้เขียน: 
-


ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของประเทศ ซึ่งประเทศจะมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อมีรากฐานแข็งแรง ดังนั้นการสร้างเสริมสังคมเข้มแข็งจึงเป็นกุญแจความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ

สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในพื้นที่ ตำบลคลองน้ำไหล อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร

สมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่
3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กล่าวว่า เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนน่าอยู่ มียุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงาน โดยใช้ทุนและศักยภาพในแต่ละพื้นที่ ผ่านการส่งเสริมหน่วยงานท้องถิ่น กลุ่มองค์กรในชุมชน รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ได้ทำงานร่วมกันอย่างมีศักยภาพ

ในเรื่องของพลังงานทดแทนสำหรับคนไทยยังมองว่า คงมีความเพียงพอหากช่วยกันประหยัด แต่แท้จริงนั้นสิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการช่วยกันประหยัดคือ การสร้างพลังงานทดแทน ซึ่งการบริหารจัดการด้านพลังงานของตำบลคลองน้ำไหลถือว่าเป็นต้นแบบองค์ความรู้ที่ดีให้แก่ชุมชนต่างๆ นำไปปรับใช้ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 กล่าว

การทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืนนั้น ต้องมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ช่วยท้องถิ่นปรับวิธีคิดใหม่ พัฒนาในสิ่งที่ขาดหายไป
  จัดการองค์ความรู้ สร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ด้วยการขยายผลจากตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการเรียนรู้ในลักษณะวิธีคิดของแต่ละแห่ง เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างชุมชนท้องถิ่นให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

จิรวัฒน์ พรมจีน ประธานอาสาสมัครพลังงานชุมชน ตำบลคลองน้ำไหล กล่าวว่า กลุ่มพลังงานทดแทน เกิดจากสภาวะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นของคนในตำบล โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าแก๊สหุงต้ม
  จึงได้มีการรวมตัวคิดค้นและหาพลังงานทดแทนมาใช้ โดยตนได้เข้าร่วมอบรมการผลิตเตาย่างไร้ควัน เตาเศรษฐกิจ เตาแก๊สชีวมวล และนำความรู้จากการอบรมมาลงมือปฏิบัติต่อยอดกระจายความรู้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน และถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กเยาวชนเพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการลดใช้พลังงานและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน

การทำระบบก๊าซชีวภาพก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการอนุรักษ์พลังงาน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเกษตร นอกจากนี้ ยังให้ผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ อีกมากมาย ช่วยลดปัญหากลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนละ 2,800 บาทต่อปี

ในส่วนของเตาเผาถ่าน
200 ลิตร สามารถใช้ไม้ที่มีขนาดเล็กที่เกิดจากการตัดแต่งกิ่งไม้ได้ ช่วยลดการตัดต้นไม้ขนาดใหญ่ ใช้เชื้อเพลิงในการเผาถ่านน้อย อุปกรณ์ประกอบเตา หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องก่อสร้างทั่วไป ตัวเตาดูแลรักษาง่าย อายุการใช้งานนาน ใช้เวลาในการเผาถ่านสั้น สามารถใช้แรงงานคนเดียวในการเผา ควบคุมอากาศในการเผาไหม้ได้ตามต้องการเกิดเป็นขี้เถ้าน้อย แต่ได้ถ่านมีคุณภาพสูงดี และดีต่อสุขภาพ ซึ่งนอกเหนือจากการได้ถ่านแล้ว ยังได้ น้ำส้มควันไม้ซึ่งมีคุณสมบัติในการไล่แมลง เหมาะกับการใช้งานในครัวเรือนอีกด้วย

รูปธรรมที่ชัดเจนจากการผลักดันโครงการด้านพลังงานต่าง ๆ นั้นคือบุคคลในชุมชนเห็นความสำคัญของพลังงานและร่วมลงมือปฏิบัตินำไปใช้ในครัวเรือน ทำให้เกิดการขยายผลจนปัจจุบันตำบลคลองน้ำไหลเป็นที่สนใจของพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศมาศึกษาดูงาน เพื่อนำไปขยายสู่ชุมชนเหล่านั้นต่อไป

ทั้งหมดเป็นตัวอย่างของการพัฒนาท้องถิ่น ด้วยการจัดการกับเงื่อนไขการดำเนินชีวิตของประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนตำบลสู่การเป็น “ตำบลน่าอยู่” แหล่งเรียนรู้ของชุมชนในอนาคตได้ต่อไป

 

กลุ่มต่อต้านออกแถลงการณ์ค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์

 


13 วันหลังเดินเท้าจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เมื่อวานนี้กลุ่มคัดค้านได้จัดกิจกรรมการเดินรณรงค์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนจะรวมตัวกันที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร พร้อมอ่านแถลงการณ์คัดค้านการก่อสร้าง โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก


กิจกรรมสุดท้ายของกลุ่มต่อต้านเขื่อนแม่วงก์ นำโดยนายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่เดินเท้าไปรวมตัวที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมการเดินรณรงค์คัดค้านจำนวนมาก เครือข่ายผู้ร่วมคัดค้านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA เขื่อนแม่วงก์ ร่วมอ่านแถลงการณ์คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ โดยระบุว่ารายงานฉบับนี้ไม่ได้ให้ความจริงใจในการศึกษาทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่นๆ ละเลยข้อมูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

รายงานฉบับนี้ได้ระบุข้อมูลผลประโยชน์จากการสร้างเขื่อน ที่พบว่ามีข้อมูลด้านประโยชน์น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการต้องสูญเสียพื้นที่ป่า และงบประมาณในการก่อสร้าง และไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงได้ทั้งหมด รวมถึงไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน นอกจากนี้ ในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีมาตรการที่ชัดเจน

ขณะเดียวกัน พื้นที่ชลประทานเขื่อนแม่วงก์เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับคลองผันน้ำในโมดูล A5 ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมและการจัดการน้ำที่ศึกษาไว้ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากโครงการชลประทานเขื่อนแม่วงก์ และในการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรหลายตำแหน่ง ซึ่งส่อให้เห็นว่าต้องการเร่งรัดทำงานตามนโยบายที่ได้รับมาจากโครงการจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ดังนั้น การเร่งรัดผ่านรายงานโครงการเขื่อนแม่วงก์ในครั้งนี้ จึงมีความผิดปกติอย่างยิ่งต่อมาตรฐานทางวิชาการการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ หรือ กบอ. กล่าวว่า กรณีที่มีกลุ่มคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ออกมาประท้วงนั้น ถือเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ แต่อยากให้ทุกคนมองภาพรวมทั้งประเทศด้วย เพราะเมื่อปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เขื่อนทั่วประเทศ 21 แห่ง สามารถกักน้ำไว้ได้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น

 

กรมป่าไม้ยึดคืนพื้นที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมป่าไม้ ลงพื้นที่นำเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นม.1 ถึง นม.10 ทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง  ในท้องที่บ้านหนองนกกระเต็น หมู่ที่ 16 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  โดยนายบุญชอบ  กล่าวว่า ทางกรมป่าไม้ได้รับแจ้งจากราษฎรในพื้นที่ร้องเรียนพบการ กระทำผิดกฎหมายป่าไม้ บุกรุก ยึดถือ ครอบครอง โดยการฝังหลักเสาปูนประมาณ 1,000 ท่อน แสดงกรรมสิทธิ์ ในบริเวณที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีสภาพป่าเป็นป่าธรรมชาติ ในบริเวณท้องที่บ้านหนองกระเต็น หมู่ 16 ต.วังกะทะ  อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

นายบุญชอบ กล่าวอีกว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่ามีการนำเสารั้วมาปักกั้นแบ่งเขตขึ้นไปยังบนภูเขา เพื่อเป็นการแสดงอาณาเขตการครอบครองที่ดิน เนื้อที่ 92-1-28 ไร่ จึงได้ดำเนินการโดยการออกหนังสือ ให้เจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ครอบครอง ในพื้นที่บุกรุกแสดงสิทธิในที่ดินที่ได้มาตามกฎหมายภายใน 30 วันแต่ไม่มี จึงมีคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการรื้อถอน ทั้งนี้ประชาชนในท้องที่ได้ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมป่าไม้ ในการดำเนินการเพื่อจัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยการขอขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ และจะร่วมกันช่วยดูแลป่าในพื้นที่บริเวณดังกล่าวไม่ให้มีผู้บุกรุกเข้าถือครองใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยมิชอบ อย่างไรก็ตามกรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียว ไม่สามารถดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติได้ทั้งหมด ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องที่ นับเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชนสอดส่องดูแลพื้นที่มากขึ้นต่อไป.

เกษตรกรจ.สตูล ประสบปัญหา"ปูนิ่ม"ตายเฉียบพลัน

 

ผู้เลี้ยงปูนิ่ม อ.เมือง จ.สตูล ประสบปัญหาปูนิ่มตายอย่างเฉียบพลันจำนวนมาก สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากอาหารที่ซื้อมาใช้เลี้ยงปูอาจจะมีสารพิษปนเปื้อน

 

เจ้าของกระชังเลี้ยงปูนิ่ม บ้านหัวทาง ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล เร่งเก็บปูนิ่มขึ้นจากกระชัง หลังปูนิ่มที่เลี้ยงไว้มีอาการช๊อค ถอดก้ามออกอย่างเฉียบพลัน และทยอยตายนับพันตัว

นางวรางคณา อิสมาแอล เจ้าของกระชังปูนิ่ม เปิดเผยว่า ก่อนปูจะตายได้นำปลาหลังเขียวที่ซื้อจากแพปลาแห่งหนึ่ง ที่ตำบลตำมะลัง มาเป็นอาหารให้ปู จากนั้นไม่นานปูเริ่มมีอาการหงายท้องและถอดกล้าม จนตายลงในที่สุด จึงสงสัยว่าปลาหลังเขียวที่ซื้อจากแพปลา อาจจะมีสารพิษอย่างใดอย่างหนึ่งปนเปื้อน เบื้องต้นต้องการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดสตูล เข้าไปตรวจสอบซากปลาที่ซื้อจากแพปลาแห่งหนึ่ง ว่ามีสารพิษชนิดใดปนเปื้อนหรือไม่ หากพบสารพิษเจ้าของแพปลาต้องรับผิดชอบต่อค่าเสียที่เกิดขึ้น

ชาวบ้านคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.นครศรีธรรมราช

 

ชาวอำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนมากเผาโลงศพจำลองรัฐบาล ผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและรัฐบาล เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เนื่องจากชาวบ้านระบุว่า กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของประชาชน / ทั้งนี้ หากภายใน 60 วัน ยังไม่ได้คำตอบ ชาวบ้านจะยกระดับการชุมนุมประท้วงอีกครั้ง

 

ชาวบ้านในพื้นที่ำ อ.หัวไทร และ อ.ปากพนัง จำนวนมาก เผาโลงศพจำลองรัฐบาล และผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ หรือ กฟผ.บริเวณเส้นทางเข้าที่ว่าการอำเภอหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใน อ.หัวไทร โดยอ้างว่า โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ วิถีชีวิตในชุมชน จึงให้รัฐบาลยกเลิก



ประธานอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอำเภอหัวไทร เปิดเผยว่า กฟผ.มีเป้าหมายจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อย่างน้อย 2 แห่ง คือที่ ต.หน้าสตน  และ ต.เกาะเพชร



ขณะนี้อยู่ระหว่างจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้เร่งจัดทำอีไอเอ หรือ จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ และ ไออีอี หรือ การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อสรุปรายงานขออนุมัติสร้างโรงไฟฟ้า แต่การเปิดเวทีศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมครั้งที่ผ่านมา ถูกชาวบ้านในพื้นที่ไม่ยอมรับ และ ล้มเวทีจนไม่สามารถศึกษาผลกระทบของโครงการ จึงต้องการให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้



การประท้วงครั้งนี้ ชาวบ้านยอมยกเลิกการชุมนุมชั่วคราว หลังกระทรวงพลังงานได้แจ้งผ่านไปยังนายอำเภอหัวไทร ว่ากระทรวงพลังงานขอทบทวนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในอำเภอหัวไทรอีกครั้ง โดยขอเวลา 60 วัน ทำให้ชาวบ้านพอใจ แต่ยืนยันว่าหากครบกำหนด ยังไม่มีคำตอบชัดเจน จะยกระดับการชุมนุมประท้วงอีกครั้ง

ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2556

คณะรัฐมนตรีมีมติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ดังนี้

1. รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2556 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2556 และแผนปฏิบัติการโครงการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย ตามที่ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เสนอ
2. อนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.. 2555 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ (1.2 แสนล้านบาท) ภายในวงเงินคงเหลือ 103,214,800 บาท เพื่อดำเนินโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 6 โครงการ เนื่องจากจะสามารถป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่สำคัญของแม่น้ำชีและมีความพร้อมที่จะดำเนินการ โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
3. เห็นชอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) เป็นผู้ดำเนินโครงการจัดทำเรือสำรวจระดับแม่น้ำและคลองที่สำคัญ วงเงิน 70,000,000 บาท เพื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำ ซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาวต่อการสนับสนุนระบบคลังข้อมูลน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัยของประเทศ โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้เดิมพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมใน 2 แนวทาง คือ ดำเนินการในลักษณะเบิกจ่ายแทนกันโดยขอทำความตกลงกับกรมบัญชีกลาง หรือดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ..2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการจัดทำเรือสำรวจระดับแม่น้ำและคลองที่สำคัญให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สำหรับโครงการในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน
6 โครงการ ประกอบด้วยโครงการดังต่อไปนี้
(1) โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี บ้านรัตนวารี หมู่ที่ 16 ตำบลพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด (จุดที่ 1 ตอนเหนือ)
(2) โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี บ้านรัตนวารี หมู่ที่ 16 ตำบลพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด (จุดที่ 2 ตอนกลาง)
(3) โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี บ้านรัตนวารี หมู่ที่ 16 ตำบลพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด (จุดที่ 3 ตอนใต้)
(4) โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี บ้านท่าโพธิ์ หมู่ที่ 11 ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด (จุดที่ 1 ตอนเหนือ)
(5) โครงการปรับปรุงเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำชี บ้านท่าโพธิ์ หมู่ที่ 11 ตำบลโพธิ์ใหญ่ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด (จุดที่ 2 ตอนใต้)

 

สมัชชาคนจนไม่เอา ‘เอฟทีเอ ไทย-อียู’ ชี้กระทบฐานทรัพยากร ความเป็นอยู่คนจน

สมัชชาคนจนรณรงค์หน้าทำเนียบรัฐบาล ยื่นจดหมายถึงนายกฯ จี้การเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู ต้องไม่จำกัดเสรีภาพทางพันธุ์กรรมและความเป็นธรรมในการเข้าถึงยา ระบุการเจรจาการค้าเสรีจะเป็นอันตรายกับคนทุกคน และเป็นข้อตกลงที่กำจัดชาวนาชาวไร่เกษตรกรรายย่อยให้หมดสิ้นไป

17 ก.ย.56 เวลาประมาณ 11.00 น. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล สมัชชาคนจนจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อร่วมจับตาการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประไทยและสหภาพยุโรป โดยสมาชิกสมัชชาคนจนกว่า 100 คนจากทั่วประเทศร่วมกันเดินรณรงค์ไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ระบุข้อเรียกร้องของสมัชชาคนจนต่อการเจรจาดังกล่าว โดยมีนายสุพร อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมารับข้อเรียกร้อง
 
ตัวแทนสมัชชาคนจนได้อ่านแถลงการณ์ โดยระบุว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ไทย-อียูเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐที่จะส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากร ต่อความเป็นอยู่ และสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคนจนอย่างยิ่ง การที่สหภาพยุโรปได้กดดันให้รัฐบาลไทยต้องยอมขยายการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องพันธุ์พืชและทรัพยากรชีวภาพ จะเปิดทางให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาผูกขาดอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีชีวภาพ และเข้ามายึดครองฐานทรัพยากรต่างๆ ทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาแพงมากขึ้น ไม่อาจเก็บรักษาพันธุ์เพื่อปลูกต่อ หรือแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ และไม่อาจปกป้องคุ้มครองพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์พื้นเมืองได้อีกต่อไป
 
การเปิดเสรีทางการค้าจะเปิดโอกาสให้กับบรรษัทข้ามชาติ และนักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเสรี โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ที่เข้ามาแย่งชิงที่ดิน แหล่งน้ำ และทรัพยากรอื่นๆ ไปจากคนจน ซึ่งเป็นอันตรายต่ออธิปไตยทางอาหารของประเทศ และสิทธิของเกษตรกรรายย่อย
 
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงยาหรือการผูกขาดยาจากความพยายามของสหภาพยุโรปที่จะกดดันรัฐบาลไทยหลายประเด็น เช่น การยืดระยะเวลาในการคุ้มครองสิทธิบัตรยา การผูกขาดข้อมูลทางยา และการยึดจับยาต้องสงสัยว่าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
 
สมัชชาคนจนได้ยื่นจดหมายต่อนายกรัฐมนตรีผ่านทางนายสุพร โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงผลประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะคนจน และไม่ทำตัวเป็นนายหน้าเพื่อพิทักษ์ปกป้องผลกำไรของบรรษัทข้ามชาติหรือนายทุนยักษ์ใหญ่ อย่างหน้ามืดตามัว
 
พร้อมเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลไทยยอมรับขอบเขตการเจรจาที่เกินไปกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (ทริปส์พลัส) และไม่ยอมให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการ มาระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนด้านการลงทุนที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ การออกนโยบาย หรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งไม่ยอมให้มีการเปิดเสรีการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และภาคเกษตรกรรม ที่จะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยทางอาหารและสิทธิของเกษตรกรรายย่อย
 
จากนั้น สมัชชาคนจนได้ร่วมกันแปรอักษร เป็นตัวหนังสือ “FTA” “Fatal to All” และ “Farmer Terminating Agreement” เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเจรจาการค้าเสรีจะเป็นอันตรายกับคนทุกคน และจะเป็นข้อตกลงที่กำจัดให้ชาวนาชาวไร่เกษตรกรรายย่อยให้หมดสิ้นไป

ขออนุมัติลงนามในร่างตราสารขยายอายุบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Instrument of Extension the ASEAN Memorandum of understanding on the Trans–ASEAN Gas Pipeline Project) (17 กันยายน 2556)

 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอดังนี้

1. เห็นชอบและอนุมัติให้มีการลงนามในร่างตราสารขยายอายุบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Instrument of Extension the ASEAN Memorandum of understanding on the Trans–ASEAN Gas Pipeline Project)
2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน) เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจฯ
3. มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่ผู้ลงนาม
4. หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำของร่างตราสารขยายอายุบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์และนโยบายของไทย ให้กระทรวงพลังงานหารือร่วมกับ          กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพิจารณาดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถบังเกิดผลเป็นรูปธรรมสำหรับความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้กรอบดังกล่าว ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งที่ 31 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 25 – 26 กันยายน 2556 ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

จับตาการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป รอบที่ 2

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ


ช่วงระหว่างวันที่ 10 -16 กันยายนนี้ จะมีการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป รอบที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากมีการเจรจารอบที่ 1 ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่กรุงบรัสเซลส์ คาดว่าการเจรจารอบนี้ทาง
EU จะมีเอกสารที่เปิดเผยให้เห็นชัดเจนว่ามีจุดยืนและข้อเรียกร้องในประเด็นใดบ้าง

เหตุผลหลักสำคัญของประเทศไทยที่ต้องเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป คือ ความเป็นห่วงผลกระทบจากการที่ประเทศไทยจะถูก
EU ตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (Generalized System of Preference: GSP) ในปี 2558 ซึ่งในเอกสารที่ทางกระทรวงพาณิชย์นำเสนอต่อรัฐสภา (8 พฤศจิกายน 2555) เพื่อขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาได้ระบุว่า จะมีผลกระทบทำให้สินค้าส่งออกของไทยไม่ได้รับการลดหย่อน หรือยกเว้นภาษีนำเข้าซึ่งเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ ในตลาดสหภาพยุโรปได้ โดยในปี 2554 สินค้าส่งออกของไทยที่ใช้สิทธิพิเศษ GSP ของสหภาพยุโรป มีมูลค่ากว่า 2.97 แสนล้านบาท สินค้าที่สำคัญ เช่น รถยนต์ขนส่ง เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลสด/แช่แข็ง สับปะรดกระป๋อง ถุงมือยาง และยางรถยนต์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้จะไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งสินค้าจากประเทศอาณานิคมเดิมของสหภาพยุโรปที่ยังคงได้รับสิทธิพิเศษ GSP ทำให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกที่สำคัญ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการทำความตกลงการค้าเสรีกับ EU เพื่อจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเป็นการถาวร ทดแทนการได้รับสิทธิพิเศษ GSP ซึ่งเป็นการให้สิทธิชั่วคราว

ในประเด็นนี้ มีเอกสารรายงานของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (วันที่ 9 ก.ค. 2555) ทำการวิเคราะห์ผลกระทบของการปฏิรูประบบ
GSP ของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกของไทย จากการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงปี 2557 สินค้าที่มีแนวโน้มถูกตัด GSP เพราะมีส่วนแบ่งตลาดเกินเกณฑ์ที่ EU กำหนดจำนวน 50 รายการ โดยประเมินผลกระทบเป็นมูลค่าเท่ากับ 77. 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และในช่วงที่ 2 คือ ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป ที่ไทยมีแนวโน้มถูกตัดสิทธิทั้งประเทศทำให้สินค้าที่เหลือจำนวน 723 รายการไม่สามารถใช้สิทธิ  GSP มีผลกระทบเป็นมูลค่า 64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ การที่ไทยถูกตัดสิทธิ GSP ยังมีแนวโน้มที่อาจเกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าจากสินค้าของไทยไปยังสินค้าของคู่แข่งที่ยังคงรับสิทธิ GSP เป็นมูลค่า 938 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้น รวมผลกระทบทั้งหมด 1,080 ล้านเหรียญ (คิดเป็นประมาณ 34,560 ล้านบาท ) ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวเป็นผลกระทบที่มาจากการปฏิรูประบบ GSP ของ EU ยังไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบจากการเบี่ยงเบนทางการค้าในกรณีที่คู่แข่งสำคัญของไทยในระบบ  MFN มีการจัดทำ FTA กับ EU

จะเห็นได้ว่า ผลกระทบจากเรื่องการถูกตัด
GSP ไม่ได้สูงมากตามที่เป็นเหตุผลหลักของผลักดันการเจรจา ในอีกด้านหนึ่ง มีการศึกษาต้นทุนผลกระทบจากข้อเรียกร้องจากฝ่าย EU เกี่ยวกับเรื่องการยกระดับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาต่อการเข้าถึงยาซึ่งทำการศึกษาโดยนักวิชาการในกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า การขยายเวลาคุ้มครองสิทธิบัตรยาออกไปจาก 20 ปีตามข้อเรียกร้องของ EU จะทำให้ราคายาแพงขึ้น คิดเป็นผลกระทบประมาณ 28,000 ล้านบาท และมีต้นทุนผลกระทบจากการผูกขาดข้อมูลยาในการขึ้นทะเบียนยาอีกประมาณ 8,100 บาท ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลกระทบจากข้อเรียกร้องของ EU เรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งมีการประเมินในเบื้องต้นว่าอาจมีผลกระทบต่อการลดสิทธิเกษตรกรที่กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยให้การคุ้มครอง ผลกระทบต่อการเพิ่มราคาเมล็ดพันธุ์พืช คิดเป็นต้นทุนอีกประมาณ 84,000 ล้านบาท

ภาพจาก AFP

จนท.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ยันไม่ได้ปล่อยน้ำฝนเปื้อนสารกว่าพันตันลงทะเล

 

เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ของญี่ปุ่น ปล่อยน้ำฝนกว่า 1,000 ตันลงสู่ทะเล โดยยืนยันว่า น้ำฝนดังกล่าวได้รับการตรวจสอบการปนเปื้อนแล้ว

 เจ้าหน้าที่บริษัทเท็ปโก้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ  ต้องถ่ายเทน้ำฝน 1,130 ตัน ลงสู่ท้องทะเล เนื่องจาก ฝนตกลงมาอย่างหนักในญี่ปุ่น เพราะพายุไต้ฝุ่นหมานหยี่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า น้ำฝนดังกล่าวไม่มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสี ส่วนน้ำฝนที่มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสีเกินระดับที่กำหนดจะถูกเก็บแยกเอาไว้

 
โฆษกบริษัทเทปโก้ระบุว่า น้ำฝนถูกตรวจสอบแล้ว โดยน้ำฝนที่สะอาดจะถูกปล่อยลงทะเล เช่นเดียวกับ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบน้ำดังกล่าวที่ระบุว่า ปริมาณกัมมันตรังสีในน้ำที่ถูกปล่อยออกมาอยู่ภายใต้ระดับที่กำหนด พายุไต้ฝุ่นหมานหยี่พัดเข้าสู่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อวานนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน และประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ โดยขณะนี้ยังมีผู้สูญหาย 5 คน
 
by ThaiWebExpert