มีอยู่จริง? เมืองที่มีถนน แต่ไม่ให้รถยนต์วิ่ง

เมื่อแรกเริ่มที่รถยนต์ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 มีคนไม่มากนักที่จินตนาการว่าสักวันหนึ่งรถยนต์จะครองโลก เพราะข้อเท็จจริงในตอนนั้น บางเมืองกำหนดให้รถยนต์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากพาหนะชนิดใหม่ที่ไม่ใช้ม้านี้ ก่อเสียงรำคาญและพ่นไอเสียรบกวนมากจนเกินไป
แน่นอนว่าในเวลาต่อมา ข้อห้ามลักษณะนี้ถูกยกเลิกไป และไม่ช้ารถยนต์ก็กระจายไปทั่วทุกหนแห่ง เว้นแต่สถานที่หนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่เปลี่ยนใจ นั่นคือเกาะแม็กคินอค์ (Mackinac Island) ที่ซึ่งรถยนต์ถูกห้ามวิ่งมาตั้งแต่ปี 1898
เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่นอกชายฝั่งของรัฐมิชิแกน และเป็นสถานที่พักตากอากาศที่ได้รับความนิยมมายาวนาน ซึ่งเมื่อตอนที่มีผู้นำรถยนต์ขึ้นมาวิ่งบนเกาะใหม่ๆ เสียงเครื่องยนต์ทำให้ม้าตกใจ รวมทั้งปล่อยเขม่าควัน เพียงไม่นานคนบนเกาะก็พบว่านวัตกรรมนี้ไม่เหมาะกับพวกเขา โดยมีชาวเมืองผู้หนึ่งถึงกับเรียกรถยนต์ว่า “สัตว์ประหลาดจักรกล”
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ดังนั้น ในปี 1898 สภาหมู่บ้านแม็กคินอค์จึงลงมติให้รถยนต์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยข้อบัญญัติระบุว่า “ห้ามขับขี่พาหนะที่ไม่ใช้ม้า” ลงวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1898
ผ่าน มามากกว่า 100 ปีแล้ว กฎหมายแบบนี้อาจดูแปลกประหลาดและล้าสมัย แต่สำหรับที่นี่ยังคงมีการบังคับใช้อยู่ ซึ่งแน่นอนว่ามันเข้าท่าทีเดียว
แม้ว่าแม็กคินอค์จะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีประชากรราว 500 คน แต่ในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูการท่องเที่ยว เกาะแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวถึงกว่า 15,000 คน ซึ่งการสัญจรบนเกาะจะใช้วิธีการเดินเท้า รถม้า หรือปั่นจักรยาน
เจฟฟ์ พ็อตเตอร์ เขียนบทความเกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ว่า “อากาศดีขึ้น ชาวเมืองแข็งแรงขึ้นเพราะได้ออกกำลังกาย ที่สำคัญพวกเขาสามารถประหยัดเงินก้อนโตจากวิถีการเดินทางที่ไม่ใช้รถ”
แม็กคินอค์ถือเป็นสถานที่เดียวในสหรัฐอเมริกาที่มีทางหลวงแต่ปราศจากรถ ยนต์ รวมถึงลานจอดรถและสถานีเชื้อเพลิง โดยทางหลวงสาย M-185 นี้ มีความยาว 8.3 ไมล์ (ประมาณ 13.4 กิโลเมตร) เลาะเลียบไปตามแนวชายฝั่งรอบเกาะ
นักท่องเที่ยวมาเยือนเกาะนี้หลายเสียงถ่ายทอดประสบการณ์ว่าราวกับได้ย้อน ยุคกลับไปในอดีต ก่อนที่การจราจรจะแออัดและไอเสียรถยนต์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำ วันของคนอเมริกัน
แต่มากกว่าการเป็นเศษเสี้ยวที่ตกค้างจากอดีต เอาเข้าจริงเรื่องราวของเกาะแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทางเลือกในประวัติ ศาสตร์ที่แตกต่างจากศตวรรษที่ผ่านมา และก่อนที่มนุษย์จะถูกทำให้เชื่องโดยสัตว์ประหลาดจักรกล
อนึ่ง จากการค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า ปัจจุบันบนเกาะแห่งนี้จะมีรถยนต์วิ่งก็เพียงรถสำหรับวิ่งบนหิมะในฤดูหนาว รถฉุกเฉิน และรถบริการประชาชนบางประเภทเท่านั้น
เรียบเรียงจาก treehugger.com/culture/one-city-in-america-where-cars-have-been-banned-1898.html

 

 

การพัฒนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองจักรยาน

ผู้เขียน: 
โสภณ พรโชคชัย

           
กรุงเทพ มหานครมีโครงการ "ปันปั่น" แต่จะไม่มีประสิทธิผล หากไม่ดำเนินการอย่างจริงจังและมีการบูรณาการด้วยการรณรงค์การใช้จักรยาน สำหรับคนใจกลางเมือง
โครงการของกรุงเทพมหานครขณะนี้ มีจุดจอดรถเพียงน้อยนิดคือ 50 จุด แต่ละจุดมีรถให้เช่าประมาณ 10-20 คันเท่านั้น  และเท่าที่ดำเนินการมาก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร  จากประสบการณ์ใช้จักรยานในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ได้พบมา กรุงเทพมหานครควรมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิผลมากขึ้น
การแปลงกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองจักรยานทำได้ทันที คุ้มค่า ดีต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ฯลฯ หลักสำคัญอยู่ที่การส่งเสริมให้เป็นวิถีชีวิตของคนที่อยู่อาศัยใจกลางเมือง ไม่ใช่สิ่งแปลกแยก (Alienated)  ทั้งนี้การส่งเสริมการใช้จักรยานทำได้จริงโดยเริ่มที่ใจกลางเมืองก่อน เพียงการทำจักรยานให้เช่าให้แพร่หลายเพื่อการใช้สอยจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไปทำงานในแต่ละวัน ไม่ใช่เน้นเพื่อนักท่องเที่ยว โดยการให้มีจุดเช่า/คืนประมาณ 1,000 จุดทั่วเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน-กลาง และส่งเสริมให้มีการใช้จักรยานอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้การใช้จักรยานเป็นจริงได้
           
หากแต่ละจุดมีจักรยาน ให้เช่า 40 คัน รวม 40,000 คัน ๆ ละ 3,000 บาท (ราคาที่เป็นจำนวนมาก) ก็เป็นเงินเพียง 160 ล้านบาท ค่าสถานที่และจัดการอีกประมาณ 1 เท่าตัว จะเห็นได้ว่าโครงการนี้สำเร็จได้ด้วยเงินเพียงไม่เกิน 400 ล้านบาท
           
ใน ทางการเงิน ค่าเช่าจักรยานขี่ในแต่ละวัน (วันหนึ่งได้หลายเที่ยว) อาจเป็นเงินเพียง 20 บาท โดยมีกำไรสุทธิ 20% หรือเพียง 4 บาท เมื่อโครงการอยู่ตัวแล้วในแต่ละวันอาจมีผู้เช่าเพียง 30% ของรถทั้งหมด คือมีผู้เช่า 12,000 คันจากทั้งหมด 40,000 คัน ในปีหนึ่งก็จะมีรายได้สุทธิ 17.52 ล้านบาท หรือมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 4.4% ซึ่งแม้จะไม่สูงนัก แต่ก็ไม่ขาดทุน
           
หากพิจารณาถึงผลดีที่ ได้ด้านการลดการใช้น้ำมันที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ การลดมลภาวะ และการมีสุขภาพที่ดีจากการออกกำลังกายนี้ ก็นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมาก และแนวทางการดำเนินการด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ ก็อาจขอความอนุเคราะห์จากวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างภาพ ลักษณ์ ก็อาจทำให้โครงการนี้เป็นจริงได้โดยกรุงเทพมหานครแทบไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย
           
กรณีตัวอย่างที่เห็นในกรุงวอชิงตันดีซี ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ เฉพาะในเขตใจกลางเมืองมีจักรยานให้เช่าถึง 150 จุดๆ ละ ประมาณ 20-40 คัน คิดค่าเช่าเพียง 15 เหรียญสหรัฐ หรือ 150 บาทต่อ 3 วัน หรือวันละ 50 บาท หากคิดจากค่าครองชีพที่สูงกว่าไทย 5 เท่า ก็คงเป็นเงินเพียงวันละ 10 บาทเท่านั้น  ประชาชนที่นั่นจึงใช้รถจักรยานเช่าไปทำงานได้ทั่วไป หรือเหมาะสมกับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน

           
กรุงเทพ มหานครน่าขี่จักรยานที่สุดเพราะไม่มีเนินเขา (แต่ต้องปรับเรื่องท่อและความเรียบ) บางคนนึกอิจฉาที่ชาวตะวันตกใส่สูทขี่จักรยานไปทำงานเพราะเมืองไทยร้อน แต่ในหน้าหนาวพวกเขาก็ทำเท่ไม่ได้ ถ้าเราจะขี่จักรยานในชีวิตประจำวัน เราก็ควรต้องมีชุดที่ปกคลุมร่างกายให้ดี แล้วค่อยไปเปลี่ยนชุดที่ทำงาน  จัดให้มีสถานที่อาบน้ำชำระร่างกายเมื่อถึงที่ทำงาน (ถ้ามีโอกาส) เพื่อใช้ชีวิตเรียบง่ายพอเพียง (ที่แท้) เช่นชาวตะวันตก
           
โดย สรุปแล้ว เราต้องรณรงค์ให้ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานคร ใช้รถจักรยานเช่าเสียก่อน ถ้าคนจำนวนมากขี่จักรยาน  สำหรับกรณีเลนหรือช่องทางจักรยาน ก็ไม่จำเป็นต้องมี หากสามารถรณรงค์ให้มีจักรยานจำนวนมากกว่ารถในท้องถนนโดยเฉพาะในเขตใจกลาง เมือง เช่น ในพื้นที่ตั้งแต่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและถนนราชวิถีทางทิศเหนือ ถนนสุขุมวิท 21 ทางทิศตะวันออก ทางถนนจันทน์ทางทิศใต้ และคลองผดุงกรุงเกษมและถนนสวรรคโลกในทิศวันตก  นอกจากนี้ในระยะแรกต้องมีอาสาสมัครคอยอำนวยความสะดวกและระวังอุบัติเหตุจาก รถใหญ่
           
คนเมืองในกรุงเทพมหานครควรทำเมืองให้สะอาดปลอดมลพิษด้วยสองมือของเราเอง

ที่มา: AREA แถลง ฉบับที่ 84/2556: วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม 2556
การพัฒนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองจักรยาน

ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

วิถีการจัดการน้ำอย่างสิงคโปร์

ผู้เขียน: 
รัตนาภรณ์ อาณาประโยชน์.....ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการ MEAs Think Tank

สิงค์โปร์ ประเทศที่เคยใช้อัตราการบริโภคน้ำที่สูงขึ้นมาเป็นตัวชี้วัดที่ดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนเมื่อประเทศประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในปี 1971 กระบวนทัศน์เรื่องน้ำจึงเปลี่ยนไป

เมื่อพิจารณาถึงชัยภูมิของประเทศที่ฝนตกเกือบตลอดทั้งปีและดูเหมือนว่าจะมีปริมาณน้ำฝนมากพอ (2,400มม./ปี) สำหรับปริมาณความต้องการของคนทั้งประเทศ แต่ด้วยขนาดพื้นที่ของประเทศเพียง 715 ตารางกิโลเมตร ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการกักเก็บน้ำฝน ประกอบมีแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติน้อยทำให้การผลิตน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศ ที่ปัจจุบันมีจำนวนประชากรถึง 5 ล้านคนและคาดการณ์ว่าในอนาคต (ค.ศ.2030) สิงคโปร์จะมีประชากรทะลุ 7 ล้านคน น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ

แต่เดิมประเทศสิงคโปร์พึ่งพาการนำเข้าน้ำจืดจากรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซียผ่านความตกลงจำนวนสองฉบับ โดยความตกลงฉบับแรกสิ้นสุดไปเมื่อสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา และอีกฉบับจะหมดอายุในราว 50 ปีข้างหน้า  (ค.ศ. 2061) หากพิจารณาในมุมของการจัดหาทรัพยากรที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้ประเทศขาดเสถียรภาพและความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ หรือแม้กระทั่งเป็นโอกาสให้ประเทศมาเลเซียเดินเกมบีบบังคับให้สิงคโปร์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเมืองของมาเลเซียได้
 

แปลงน้ำเสียและน้ำเค็มเป็นน้ำดี
สำหรับทางออกของการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศ ทาง Public Unity Board (PUB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำภายในประเทศและวางยุทธศาสตร์การจัดหาแหล่งน้ำของชาติ (National Tab) อีก 3 แหล่งหลัก นอกเหนือจากการนำเข้าน้ำจากรัฐยะโฮร์ซึ่งมีสัดส่วนและปริมาณการนำเข้าที่ลดลงตามลำดับ คือ
1) การพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียง 3 - 4 แห่ง ได้พัฒนาและสร้างเพิ่มเติมจนปัจจุบันมีจำนวนถึง 17 แห่ง ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดบริเวณปากแม่น้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 1/6 ของประเทศ คือ Marina Reservoir
2) การใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเสีย ภายใต้ชื่อ NEWater เป็นการนำน้ำเสียจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมาผ่านกรรมวิธีการกรองแบบ Microfiltration, Reverse Osmosis และฆ่าเชื้อด้วยอุลตราไวโอเลตจนได้น้ำดิบคุณภาพดี นำกลับเข้าไปใช้ในกระบวนการผลิตและการหล่อเย็นของภาคอุตสาหกรรม และนำส่วนที่เหลือไปรวมกับแหล่งน้ำดิบเพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำประปาสู่ประชาชนอีกครั้ง ซึ่งยุทธศาสตร์การจัดหาแหล่งน้ำนี้ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรน้ำของภาคอุตสาหกรรมกับประชาชนได้เป็นอย่างดี
3) การแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืดผ่านกระบวนการกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล (Desalination) ซึ่งมีโรงผลิตขนาดใหญ่อยู่บริเวณเขื่อนปากแม่น้ำที่ชื่อ Marina Barriage
 

จัดหาเพิ่ม ลดความต้องการสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน
แม้ไม่มีผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคน้ำของคนสิงคโปร์จะสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 16 ปี ซึ่งหมายความว่าสิงคโปร์ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำ ภาครัฐจึงได้เริ่มดำเนินนโยบายการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วยเครื่องมือ/กลไกต่างๆ ได้แก่มาตรการการอนุรักษ์น้ำ เช่น เครื่องมือฉลากประหยัดน้ำ (Water Efficiency Labeling Scheme : WELS) ซึ่งมีทั้งภาคสมัครใจและภาคบังคับ เป็นฉลากที่ติดกำกับเครื่องใช้และอุปกรณ์ภายในครัวเรือน กลไกการสร้างราคาและเพิ่มมูลค่าน้ำ เช่น ค่าบริการส่วนเพิ่มของการใช้น้ำ (Water Tariff) และภาษีอนุรักษ์น้ำ (Water Conservation Tax)  เพื่อบวกรวมเข้ากับค่าน้ำ เมื่อใช้น้ำมากยิ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าบริการและภาษีที่สูงขึ้นตามไปด้วย มีอัตราส่วนภาษีระหว่างร้อยละ 30 – 45 ของราคาน้ำ ทั้งนี้ ได้มีการยกเว้นภาษีให้กับภาคธุรกิจที่ใช้น้ำจาก NEWater เพื่อสร้างแรงจูงใจให้หันมาใช้น้ำรีไซเคิลมากขึ้น  นอกจากนี้ยังเพิ่มการให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ประชาชนผ่านการรณรงค์และสื่อสาธารณะต่างๆ เช่น แคมเปญ “Let’s Not Waste Precious Water” ที่ออกมาตั้งแต่ปี 1981 เพื่อรณรงค์ให้ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมลดปริมาณการใช้ถึงร้อยละ 11 ต่อปี การริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน-ภาคประชาสังคม (Public-Private-People Partnership) ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น โปรแกรม Active, Beautiful and Clean (ABC) Waters มีจุดประสงค์เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความรู้สึกร่วมของการใช้ประโยชน์และรักษาพื้นที่บริเวณแหล่งน้ำ/ทางน้ำ จนเกิดการขับเคลื่อนการอนุรักษ์น้ำจากล่างสู่บนอย่างแท้จริง ทางสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าหมายการใช้น้ำของประชากรไว้ที่ 147 ลิตร/คน/วันในปี 2020 ซึ่งจะลดลงจากปัจจุบันที่มีอัตราการใช้น้ำเฉลี่ย 155 ลิตร/คน/วัน
 

พื้นที่บริเวณเขื่อนปากแม่น้ำ Marina Barrage ที่จัดสรรให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านการจัดการน้ำและพื้นที่สันทนาการของชุมชนด้านบน

 

ในวันนี้การอนุรักษ์น้ำไม่ได้สะท้อนเพียงแค่การเก็บรักษา แต่หมายรวมถึงความเป็นเจ้าของและการใช้ประโยชน์ร่วมกันเพื่อเราทุกคนอย่างแท้จริงดังปรัชญาการอนุรักษ์น้ำที่ประกาศโดย PUB ว่า Water for All: Conserve, Value and Enjoy
 

 

ป.ป.ช.สั่งเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลโครงการน้ำ คาดไม่ทัน 49 วัน

 

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สั่งเจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ แต่ไม่ยืนยันไต่สวนทัน 49 วัน ตามที่สมาคมโลกร้อนเรียกร้องหรือไม่ ซึ่งข้อพิรุธการทุจริตในโครงการนี้ของรัฐบาลเป็นเหตุผลให้พรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรี
เมื่อวานนี้ (2 ก.ค.2556) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 132 คน ยื่นหนังสือต่อนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาถอดถอนคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 2 ทั้งคณะ ด้วยเหตุดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท โดยไม่ประกาศราคากลาง และประกาศวิธีคิดคำนวณราคากลาง ตามข้อบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้งไม่เปิดเผยข้อมูลทางอิเล็คทรอนิค ซึ่งอาจเข้าข่ายส่อขัดกฎหมาย 5 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ , กฎหมาย ป.ป.ช., พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยประธานวุฒิสภารับจะตรวจสอบความถูกต้องและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ต่อไป
ส่วนที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบคำร้องของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนให้ตรวจสอบการดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมข้อมูล แต่นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช.ไม่ยืนยันว่าจะสรุปผลการไต่สวนทัน 49 วัน ตามที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนเรียกร้องหรือไม่ 
ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีการบริหารจัดการน้ำ จะประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 8 ก.ค.2556 เพื่อพิจารณาคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ให้รัฐบาลดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการดังกล่าว

การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปกับความมั่นคงทางอาหาร

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

เรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและห่วงใยทั้งในระดับประชาคมโลกและในประเทศไทย เนื่องจากมีแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่จะส่งผลกระทบบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบันและในอนาคต ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของประชากรโลก ราคาอาหารที่สูงขึ้น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ฯลฯ การเจรจาจัดทำความตกลง FTA ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรปก็มีประเด็นเชื่อมโยงกับเรื่องความมั่นคงทางอาหารที่ควรให้ความสนใจพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องมาจากข้อเรียกร้องของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในกรณีการคุ้มครองพันธุ์พืช และผลของความตกลง FTA ต่อการขยายตัวของระบบการเกษตรเชิงเดี่ยว

ขอทำความเข้าใจร่วมกันว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ ต้องมีปัจจัยเอื้ออำนวยสนับสนุนหลายด้านประกอบกัน ปัจจัยที่กล่าวถึงกันอยู่มากโดยทั่วไป ได้แก่ (1) การมีอาหารในปริมาณที่เพียงพอ สามารถตอบสนองกับความต้องการ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ (2) มีอาหารที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพต่อผู้บริโภค (3) มีการเข้าถึงและระบบกระจายอาหารอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม หากมีอาหารปริมาณมากและปลอดภัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากราคาสูง หรือระบบกระจายอาหารถูกผูกขาด หรือในบางช่วงเกิดปัญหาเนื่องจากภัยธรรมชาติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร

แต่นอกเหนือจากปัจจัย 3 ด้านข้างต้นแล้ว ความมั่นคงทางอาหารยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญอีก 3 ด้านที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงและให้ความสำคัญ ได้แก่ (1) การมีระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย มีการปลูกพืชหลากหลายชนิดพันธุ์ มีระบบนิเวศการเกษตรหลากหลายรูปแบบ หากมีปัญหาโรคหรือแมลงศัตรูพืชแพร่ระบาด หรือมีปัญหาความแปรปรวนของภูมิอากาศ จะยังคงมีผลผลิตทางการเกษตรที่ให้ผลผลิตเพียงพอ (2) ฐานความหลากหลายทางชีวภาพ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์พืช สัตว์ จุลินทรีย์ เพื่อเป็นฐานของการนำมาปรับปรุงให้ได้พันธุ์ที่ดีมากขึ้น (3) เกษตรกรสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพืชและทรัพยากรพันธุกรรมอื่นๆ ได้อย่างสะดวก เพื่อการเก็บรักษาพันธุกรรมไว้ปลูกในฤดูถัดไป และนำพันธุกรรมที่เก็บรักษาไว้ไปแลกเปลี่ยนกับชุมชนเกษตรอื่นๆ เพื่อการอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมืองและช่วยปรับปรุงให้ได้พันธุ์พืชชนิดใหม่ๆ

ข้อเรียกร้องและผลกระทบจากการทำความตกลง FTA ที่อาจส่งผลกระทบต่อปัจจัยเกื้อหนุนความมั่นคงทางอาหารที่ควรพิจารณาระมัดระวังอย่างยิ่ง คือ ข้อเรียกร้องจากสหภาพยุโรปต่อการปรับเปลี่ยนระบบกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งจะมีระบบการคุ้มครองคล้ายคลึงกับระบบสิทธิบัตร ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาพันธุ์พืชเพื่อใช้ปลูกในฤดูถัดไป หรือเพื่อการแลกเปลี่ยนและปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งผลกระทบต่อระบบและกฎเกณฑ์ในการแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุกรรมพืชของไทยอย่างเป็นธรรม

ผลกระทบในอีกด้านหนึ่งของการทำความตกลง FTA ต่อความมั่นคงทางอาหาร คือ ผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายระบบการผลิตไปสู่การผลิตทางการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออกมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณลักษณะและได้มาตรฐานตอบสนองต่อความต้องการของตลาดมากที่สุด มีรายงานการศึกษาของสำนักงานเลขาอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่ระบุว่า ระบบการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเป็นสาเหตุสำคัญในลำดับต้นๆ ของปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้พันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชท้องถิ่นสูญหายไปเนื่องจากไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ประกอบกับเป็นการผลิตที่ใช้สารเคมีทางการเกษตรในปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหาร และส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้ายที่สุด

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารบางเรื่องเป็นปัจจัยที่ควบคุมหรือแก้ไขได้ยาก เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่ปัจจัยจากเรื่องการเปลี่ยนระบบการคุ้มครองพันธุ์พืช การรักษาระบบการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย เป็นเรื่องที่ดูแลจัดการได้ ในการเจรจาความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป จึงไม่ควรที่จะยอมรับข้อเรียกร้องที่จะสร้างปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย (และของโลก) มากขึ้น

ภาพ: http://www.ftawatch.org/taxonomy/term/143

“พฤณท์” ปิ๊งผุดเลนจักรยานใต้ทางด่วน

“พฤณท์” สั่ง กทพ.สำรวจพื้นที่ใต้ทางด่วนผุดเลนจักรยาน เพิ่มทางเลือกเดินทางแก้ปัญหาจราจร เล็งนำร่องใต้ทางด่วนช่วงแจ้งวัฒนะถึงถนนรัตนาธิเบศร์ คาด 6 เดือนสรุปชัดเจน พร้อมสั่ง ขบ.ติวเข้มแท็กซี่ อบรมมารยาท พบถูกร้องปฏิเสธรับผู้โดยสาร และพูดหยาบคาย

พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้ให้นโยบายการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ศึกษาหาเส้นทางสำหรับจักรยานในพื้นที่ใต้ทางด่วนทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและแก้ปัญหาจราจร ซึ่งจะใช้ใต้ทางด่วนที่มีถนนอยู่แล้ว โดยพบว่าเส้นทางที่มีความเป็นไปได้คือช่วงถนนแจ้งวัฒนะถึงถนนรัตนาธิเบศร์ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร โดยหลักการจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ดังนั้นคงไม่สามารถทำเลนจักรยานใต้ทางด่วนได้ทุกสายเพราะบางช่วงอาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอ คาดว่าจะสำรวจและปรับปรุงเส้นทางได้ภายใน 6 เดือน และ กทพ.ต้องร่วมมือกับภาคเอกชนเข้ามาทำโครงการเพื่อจัดจักรยานแบบหยอดเหรียญไว้บริการด้วย

พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จัดอบรมผู้ประกอบการรถแท็กซี่ พร้อมเจ้าของอู่เพื่อแก้ปัญหาการให้บริการ ซึ่งได้รับการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการปฏิเสธรับผู้โดยสารและกิริยามารยาทในการให้บริการของผู้ประกอบการ ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการ 10-15% ถูกร้องเรียนว่าพูดจาไม่สุภาพ หยาบคาย โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวเพราะคิดว่าฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของคนไทยเสียหายไปด้วย

ด้านนายอัยยณัฐ ถินอภัย ผู้ว่าฯ กทพ. กล่าวว่า เบื้องต้นเส้นทางสำหรับจักรยานที่สามารถดำเนินการได้คือ ใต้ทางด่วนช่วงเมืองทองธานี-แจ้งวัฒนะ-งามวงศ์วาน ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร เพราะมีถนนด้านล่างอยู่แล้วเป็นช่วงๆ โดยสามารถปรับปรุงทำเป็นเลนจักรยานและเปิดใช้เป็นช่วงๆ ก่อน ส่วนจุดที่ตัดผ่านถนนหรือขาดท่อนนั้นสามารถทำเป็นทางข้ามเฉพาะสำหรับรถจักรยานเท่านั้น โดย กทพ.จะจัดรถจักรยานแบบหยอดเหรียญไว้ให้บริการเพื่อสะดวกในการใช้บริการของประชาชน เพราะเมื่อหมดช่วงที่เป็นเลนจักรยานสามารถคืนรถจักรยานและเปลี่ยนไปใช้ระบบขนส่งอื่นต่อได้

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เตรียมเสนอแนวทางคุม "แร่ใยหิน" ครม.

 
ขณะนี้พบว่าประเทศไทยใช้แร่ใยหินไครโซไทล์มากเป็นอันดับที่สามของอาเซียน ส่วนสิงคโปร์และบรูไน เลิกใช้แร่ใยหินแล้ว ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย เริ่มกฎหมายใหม่ปกป้องอันตรายจากใยหิน 1 กรกฎาคมนี้ โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคแห่งชาติ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีสร้างทีโออาร์รัฐ ไม่ใช้แร่ใยหินและตั้งหน่วยงานอิสระดูแลความปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุที่อาจเป็นอันตรายทุกชนิด

ศ.เมธี สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม ประธานคณะทำงานคุณภาพชีวิต สาธารณสุข และคุ้มครองผู้บริโภค สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เตรียมทำข้อเสนอ 3 ประเด็นให้กับคณะรัฐมนตรีได้แก่ ในขณะที่ยังไม่มีมาตรการยกเลิกการใช้แร่ใยหิน ควรมีมาตรการอื่น เพื่อควบคุมความปลอดภัย เช่น โครงการก่อสร้างของภาครัฐ ต้องระบุในข้อกำหนดเงื่อนไขการกำหนดราคา หรือ ทีโออาร์ ว่า ต้องไม่มีการใช้วัสดุจากแร่ใยหิน เป็นต้น และ ควรมีหน่วยงานอิสระ ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยจากสารเคมีและวัตถุที่อาจเป็นอันตรายทุกชนิด เพราะการกำกับความปลอดภัยไม่สามารถทำได้เพียงลำพังหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และสุดท้าย ควรมีการตั้งกองทุนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตราย เพื่อป้องกันผลกระทบและเป็นการควบคุมให้เกิดความปลอดภัยของประชาชนอีกทาง
 

ภาพแสดงแร่ใยหินที่มีขนาดเล็กพอที่จะก่ออันตรายสะสมในร่างกายต่อผู้ที่สูดดม http://news.thaipbs.or.th
 
รศ.เภสัชกร วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ หรือ คคส. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในปี 2555 การใช้แร่ใยหินไครโซไทล์ในประเทศพัฒนาแล้วลดลงมาก แม้แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดอย่างรัสเซียที่ส่งออกใยหิน 1 ล้านตันต่อปี ก็ลดการใช้ลง ร้อยละ 38 โดยมีการใช้ 155,476 ตัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการใช้ใยหินในเอเชียกลับเพิ่มไปเป็น ร้อยละ70 ของการใช้ทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 เป็น 1.39 ล้านตัน รศ.เภสัชกร วิทยา กล่าวว่า ประเทศไทยมีอัตราการใช้แร่ใยหิน 58,008 ตัน เป็นอันดับสาม รองจากอินโดนีเซีย161,824ตัน และเวียดนาม 78,909 ตัน ขณะที่ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ใช้น้อยกว่าไทยถึง 30 เท่า ส่วนสิงคโปร์และบรูไน เลิกใช้แร่ใยหินแล้ว 

ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย เริ่มมาตรการปกป้องสุขภาพประชาชนจากอันตรายของใยหิน โดยการออกกฎหมายชื่อ "ความปลอดภัยและการกำจัดแร่ใยหิน" จะบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ โดยให้มีแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสนับสนุนการสร้างความตื่นตัวและการจัดการป้องกันอันตรายจากแร่ใยหิน และตั้งหน่วยงานสนับสนุน เพื่อเพิ่มความตื่นตัวแก่สาธารณชน จัดลำดับการรื้อถอน การพัฒนามาตรฐานแนวทางในการควบคุมจัดการ การวิจัยระดับชาติเพื่อการลดความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่า เป็นผู้นำของโลกและเป็นแบบอย่างในการป้องภัยจากแร่ใยหิน 

โอบามาเผยแผนรับมือโลกร้อน

President Obama removes his jacket before discussing climate change at Georgetown University. (Photo: Charles Dharapak, AP)
 
บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศฉบับแรกของประเทศ ให้คำมั่นจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ในการปราศรัย ณ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติ ที่ผ่านมาชาวอเมริกันทั่วประเทศต้องจ่ายค่าตอบแทนไปกับการไม่ทำอะไรเลย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือทำ โดยสั่งการให้สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (อีพีเอ) ดำเนินการเพื่อยุติการที่โรงไฟฟ้าปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างไม่จำกัด

ประธานาธิบดีโอบามา ระบุว่า เศรษฐกิจพลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำ กำลังจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนการขยายตัวสำหรับทศวรรษต่อๆ ไป พร้อมชี้ว่า ทิศทางที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังมุ่งหน้าไปคือเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานสกปรกน้อย เปลี่ยนถ่ายไปสู่งแหล่งพลังงานที่มีความสะอาดมากขึ้น และใช้พลังงานอย่างเสียเปล่าน้อยลง

ผู้นำสหรัฐ เผยด้วยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเปิดทางให้บริษัทด้านพลังงานหมุนเวียนเข้ามาใช้พื้นที่ของภาครัฐ ในการผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนมากกว่า 6 ล้านครัวเรือนภายในปี 2563 และร้องขอให้มีการกำหนดให้ 20% ของไฟฟ้าที่หน่วยงานรัฐบาลกลางใช้ ต้องเป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ภายในเจ็ดปีข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซมลพิษให้ได้อย่างน้อย 3 พันล้านตัน ภายในปี 2573 โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของก๊าซคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในแต่ละปีมาจากภาคพลังงานของสหรัฐ

ประธานาธิบดีโอบามาเคยประกาศว่าสหรัฐจะลดการปล่อยคาร์บอนจากระดับในปี 2548 ลง 17% ภายในปี 2563 รายงานของอีพีเอในเดือนเมษายนระบุว่า การปล่อยคาร์บอนระหว่างปี 2548-2554 ลดลง 6.9% 

Changing Minds About Climate Change Policy Can Be Done -- Sometimes

Some open-minded people can be swayed to support government intervention on climate change -- but only if they are presented with both the benefits and the costs, a new study suggests.

Researchers found that those who were open-minded didn't change their view if they heard arguments for only one side of the issue.

http://climatechange.thinkaboutit.eu
People who are relatively more closed-minded did not change their mind regardless of the messages they received, or what their original views were. There was also no evidence of open-minded people becoming less supportive of government intervention, no matter if they heard both sides of the argument or only one.

"Climate change is such a polarizing issue that has received so much attention, so it is very difficult to influence people to change their opinion," said Erik Nisbet, co-author of the study and assistant professor of communication at The Ohio State University.
"But our results suggest there are ways to approach the issue that may have some impact, at least for a segment of the public."
 
The study involved a nationally representative sample of people who participated online. First, participants filled out a questionnaire asking a variety of questions and seeing where they stood on government intervention in climate change. Four weeks later, the participants watched either one or two short videos that took sides on whether the government should take action to reduce the effects of climate change. Some saw only a video for or against government action, while others saw both pro and con videos.
"In the real world, people are getting multiple competing messages on all kinds of important issues. We wanted to have an experiment where we could compare people who are exposed to one side of an argument to those who saw two sides in our videos," Nisbet said.
But it is not just the messages themselves that determine people's attitudes. Nisbet and his colleagues also measured a key individual difference in people -- how open- or closed-minded they are when grappling with an issue like climate change.

The researchers used several questions from an often-used and validated psychological test to determine open-mindedness. Participants were asked how much they agreed with statements like "Even after I have made up my mind about something, I am always eager to consider a different opinion."
After viewing either one or two videos, the participants were asked again -- as they were four weeks earlier -- about their views on government intervention on climate change.
Nisbet said it wasn't surprising that there wasn't much change in most people's views on the issue. But there was that interesting interaction in which open-minded people became more supportive of government intervention -- if they saw videos both for and against intervention.
"I think a lot of people would expect seeing both the pro and con videos would leave viewers unchanged in their views, because the messages would cancel each other out," Nisbet said.
"But that wasn't true for open-minded people. Seeing both videos seemed to stimulate them to think more about both sides of the issue, and lead them to the side they thought had the better argument."

The results suggest that climate change denialists may be less effective in swaying public opinion than many scientists and advocates fear, and may even hurt their own cause among those who are most open-minded, according to Nisbet. "Some people, when they hear both sides, will more carefully deliberate the tradeoffs of climate change policies and actually become more supportive of government efforts to mitigate the problem."

However, some findings of the study suggest changing the minds of closed-minded people may not be hopeless, Nisbet said. The researchers asked participants how they viewed the costs versus the benefits of government action on climate change, both before and after they watched the video or videos. The results showed that open-minded people are willing to consider the benefits of changing the status quo, while closed-minded people focus on the dangers of changing and were more likely to support maintaining the status quo.
This suggests that closed-minded people may be influenced by messages that focus on how government approaches to climate change may preserve the status quo by, for instance, protecting our lifestyle or nation's economic status.

"That approach still needs to be tested, but there is promise there," he said.

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดงใหญ่ฯ (25 มิถุนายน 2556)

เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดงใหญ่ ในท้องที่ตำบลโคกมะม่วง ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ ตำบลโนนดินแดง และตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าดงใหญ่ ในท้องที่ตำบลโคกมะม่วง ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ ตำบลโนนดินแดง และตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์  ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. .... (เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้ขยายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามที่กำหนดไว้โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดิน ป่าดงใหญ่ ในท้องที่ตำบลโคกมะม่วง ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ ตำบลโนนดินแดง และตำบลลำนางรอง กิ่งอำเภอโนนดินแดง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. 2539 เข้าไปในท้องที่ตำบลโคกมะม่วง ตำบลหูทำนบ อำเภอปะคำ ตำบลโนนดินแดง และตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
by ThaiWebExpert