ก.ทรัพยากรฯเตรียมแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม

 

กรมเจ้าท่าตั้งคณะทำงานประเมินดูแลสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมันรั่วไหลเป็นเวลา 1 ปี พรัอมเพิ่มมาตรเข้มงวดการขนถ่ายน้ำมัน เพื่อป้องเหตุน้ำมันรั่วซ้ำรอย ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม

นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงการเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ซึ่งเดิมมีกระทรวงคมนาคมเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน หรือ กปน. โดยจะให้บรรจุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปเพิ่มเติม เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงพลังงาน และกองทัพเรือ เพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความรวดเร็ว ถูกต้อง สามารถบูรณาการแก้ไขปัญหาได้ทันที ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ด้าน นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่าในฐานะเลขานุการ กปน. เปิดเผยความคืบหน้าการจัดการคราบน้ำมันบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ว่า กรมควบคุมมลพิษได้ตั้งคณะทำงานติดตามประเมินสถานการณ์ แก้ไข และฟื้นฟูผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน เป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงตรวจวัดคุณภาพอากาศ จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

สำนักสิ่งแวดล้อมฯ จีน ยื่นฟ้องสำนักมหาสมุทรฯ กล้าอนุญาตให้บ.มะกันมาเจาะน้ำมันอีก ทำรั่วมาแล้วไม่เข็ดหลาบ

 
นักวิทยาศาสตร์กำลังทดสอบตัวอย่างน้ำในอ่าวปั๋วไห่ ทางเหนือของจีน เดือนก.ค. 2554
บริเวณใกล้กับแหล่งขุดเจาะน้ำมันสองแห่ง (แฟ้มภาพซินหวา)

       เอเยนซี - สำนักงานกิจการมหาสมุทรแห่งรัฐของจีน (SOA) กำลังเริ่มถูกดำเนินการฟ้องร้องแล้ว กรณีที่ไปอนุญาตให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่มะกัน โคโนโคฟิลิปส์ (ConocoPhillips) เข้ามาทำการผลิตซ้ำ หลังจากเคยทำงามหน้า ปล่อยน้ำมันรั่วบริเวณอ่าวปั๋วไห่ ชายฝั่งทางตอนเหนือของจีนเมื่อปี 2554

สำนักข่าวโกลบอลไทมส์ กระบอกเสียงพรรคคอมมิวนิสต์จีน รายงาน (5 ส.ค.) ว่า สำนักงานกิจการมหาสมุทรจะต้องถูกฟ้องร้องอย่างแน่นอน กรณีที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

โดยการฟ้องร้องดังกล่าว เป็นฝีมือการรวมตัวของสมาพันธ์สิ่งแวดล้อมจีนทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นองค์กรประชาสังคมไม่แสวงหากำไร สนับสนุนโดยรัฐบาลจีน

ครั้งนี้นับเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก ที่หน่วยงานรัฐจะต้องขึ้นศาลเพราะถูกฟ้องร้องด้วยหน่วยงานภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง

รณีน้ำมันรั่วเมื่อเดือนมิ.ย. 2554 บริเวณบ่อขุดเจาะน้ำมันเผิงไหลห่างจากชายฝั่งตอนเหนือของจีน ภายใต้ความร่วมมือของบริษัทโคโนโคฟิลิปส์ และซีนุก (CNOOC) บริษัทผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งรายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีน ได้ปล่อยให้น้ำมันปริมาณมากถึง 3,000 บาร์เรล และโคลนที่มีน้ำมันเป็นส่วนประสม ซึ่งใช้เป็นสารหล่อลื่นขณะขุดเจาะ ได้รั่วไหลลงสู่อ่าวปั๋วไห่

ประกาศิตจากรัฐบาลจีนสั่งให้โคโนโคฟิลิปส์ยุติการผลิตทันทีในเดือนก.ย. 2554 ขณะที่สำนักงานกิจการมหาสมุทรออกมาบอกว่า เป็น “อุบัติเหตุที่หนักหนาสาหัส” โกลบอลไทมส์ระบุ


นายสีว์ หงเหลียง นักกฎหมายจากสมาพันธ์กล่าวว่า ในเดือนก.พ.ปีนี้ สำนักกิจการมหาสมุทรกลับมีคำสั่งอนุญาตให้โคโนโคฟิลิปส์กลับเข้ามาปฏิบัติงานได้ใหม่ ทั้งที่ยังไม่ได้ฟังเสียงของประชาชน หรือทำการศึกษาอย่างจริงจังเสียก่อน

การฟ้องร้องคดีเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์ให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างคอร์รัปชั่นและกดดันให้เจ้าหน้าฯ มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เพื่อต้องการควบคุมความโกรธเกรี้ยวของประชาชนและรักษาสถานะของพรรคคอมมิวนิสต์ผู้ปกครองหนึ่งเดียวของสาธารณรัฐประชาชนจีนเอาไว้

สีว์ เผยว่า ศาลประชาชนปักกิ่งหมายเลขหนึ่งจะต้องประกาศภายใน 7 วันว่าจะรับฟ้องเรื่องนี้หรือไม่

ขณะเดียวกัน ฝ่ายสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักกิจการมหาสมุทรก็ออกมาเผยว่า จะได้ชี้แจงแถลงไขให้ประชาชนทราบในไม่ช้านี้

ทั้งนี้ สำนักงานกิจการมหาสมุทรจีนมีหน้าที่รับผิดชอบด้านกฎหมาย นโยบายในมหาสมุทรและทางทะเล รวมไปถึง สิทธิ ผลประโยชน์และความปลอดภัยในทะเลด้วย


คุณภาพน้ำ “คลองแสนแสบ” ดีขึ้น เล็งใช้ปูนซีเมนต์จับตะกอน


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

กทม.ร่วมมือจุฬาฯ ใช้ปูนซีเมนต์เร่งพัฒนาระบบน้ำคลองแสนแสบ ชี้ย่านวัดศรีบุญเรือง ยังไม่ได้บำบัด ตรวจพบตะกอนจำนวนมาก ส่งผลต่อการขุดลอก ด้านสภาพน้ำดีไม่เกินค่ามาตรฐาน

วันนี้ (6 ส.ค.) นายณรงค์ จิรสรรพคุณากร ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ได้ตรวจวัดคุณภาพน้ำในคลองแสนแสบทุกสัปดาห์ พบว่าในปีนี้คุณภาพน้ำดีขึ้นจากปีที่แล้ว เนื่องจากมีการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงคลอง ทั้งนี้คลองแสนแสบมีระยะทาง 88 กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ กทม.45 กิโลเมตร และพบว่ามีพื้นที่ที่มีปัญหาคุณภาพน้ำต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร ตั้งแต่ประตูน้ำ-วัดศรีบุญเรือง เนื่องจากยังไม่มีการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย จึงพบตะกอนที่อยู่ในน้ำจำนวนมาก ไม่สามารถขุดลอกได้ ส่วนในพื้นที่อื่นน้ำยังมีสภาพดี ไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่จะพบเป็นตะกอนแขวนลอยสีดำ ซึ่งสามารถขุดลอกได้
       นายณรงค์ กล่าวว่า สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ ได้ทำการทดลองเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาคุณภาพน้ำจากตะกอน โดยค้นพบว่าปูนซีเมนต์ สามารถจับตะกอนในน้ำได้ โดยทำการทดลองในถัง ใส่น้ำตัวอย่างจากคลองแสนแสบลงไป แล้วเทปูนซีเมนต์ จากนั้นคนให้ตะกอนฟุ้ง แล้วทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง พบว่าเกิดการจับตะกอนเป็นก้อน สามารถช้อนตักขึ้นมาได้ ต่อมาได้ทำการทดลองในคูน้ำ ซึ่งก็ได้ผลใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามวิธีดังกล่าวสามารถนำมาใช้ในคลองแสนแสบได้ เนื่องจากในน้ำมีค่าออกซิเจนต่ำมาก ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร หมายความว่าสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เพราะโดยทั่วไปค่าออกซิเจนละลายน้ำต้องไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร ดังนั้นการนำปูนซีเมนต์เทลงไปในน้ำ และพบว่าค่ากรดด่างในน้ำ (ph) มีค่าเป็น ph9 ซึ่งหมายถึงน้ำเป็นด่าง สิ่งมีชีวิตน้ำไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จึงไม่มีผลกระทบต่อการนำปูนซีเมนต์มาใช้ในคลองแสนแสบ ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่แล้ว
              “ขณะนี้ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการแก้ปัญหาน้ำเสียในคลองแสนแสบ ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่ระหว่างคิดค้นเครื่องมือที่จะดึงน้ำในคลองแสนแสบขึ้นมาแยกกรองตะกอน แล้วปล่อยกลับลงไป” นายณรงค์ กล่าวและว่า อีกวิธีที่จะทำให้ปัญหาน้ำเสียในคลองแสนแสบลดลง คือการบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงคลอง โดยเฉพาะคลองสาขา ที่ต้องมีการจัดการก่อนปล่อยลงคลองแสนแสบ ซึ่งได้ปรับปรุงบ่อบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมที่คลองเป้ง ซอยเอกมัย และคูน้ำต่อศักดิ์ ซอยสุขุมวิท

กรณีน้ำมันรั่ว สิ่งที่รัฐบาลและ ปตท. ควรทำหลังจากนี้

ผู้เขียน: 
เสมอชน ธนพัธ / อุบลวรรณ กระปุกทอง


คำถามสำคัญหลังจากปฏิบัติการณ์กอบกู้สถานการณ์เฉพาะหน้ากรณีน้ำมันรั่วผ่านไปคือ กลุ่มบริษัท ปตท. ควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไรต่อสังคม

แน่นอนว่าความพยายามแก้ไขปัญหาในช่วงอาทิตย์กว่าที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามมากมายโดยเฉพาะการทำประชาสัมพันธ์เพื่อปกปิดปัญหา การไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่อีกด้านการตอบสนองต่อภัยฉุกเฉินก็ดูจะขาดความพร้อมจนคราบน้ำมันปนเปื้อนอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับประเทศของไทย

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศให้สัมภาษณ์เว็บไซต์โลกสีเขียว โดยสะท้อนถึงความพยายามแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมาของกลุ่มบริษัท ปตท. ว่า เป็นความพยายามทำให้ภัยร้ายแรงดูเป็นภัยที่ไม่ร้ายแรง โดยการที่ให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งทำให้เหตุการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้น เช่น ปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลมีเท่าไหร่กันแน่ สารเคมีที่ใช้สลายอนุภาคของน้ำมันมีผลกระทบต่อต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างไร จะตกค้างสะสมควบคู่ไปกับคราบน้ำมันในทะเลและชายฝั่งไปอีกนานเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ไม่มีการชี้แจง แต่กลับเบี่ยงเบนการตอบคำถามไปว่าเดี๋ยวมันจะสลายไปเองตามธรรมชาติ หรือจะฟื้นฟูชายหาดให้เสร็จในสามวันถึงห้าวัน ซึ่งมันไม่เป็นจริงอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่สร้างความไม่น่าเชื่อถือให้กับสังคมไทย

 “ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่แท่นขุดเจาะน้ำมันของ ปตท.สผ. ออสเตรเลีย ในทะเลติมอร์เกิดรั่ว แล้วเกิดเพลิงไหม้จนต้องเผาน้ำมันในทะเลไปเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นก็ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก นักสิ่งแวดล้อมและรัฐบาลออสเตรเลียก็กดดันให้ ปตท. ชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องชี้แจงและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนและประชาชนรายวันอย่างละเอียด ซึ่ง ปตท. ในประเทศไทยไม่ได้ให้คุณค่าหรือความสำคัญกับการให้ข้อมูลเช่นนั้น”

“เหตุการณ์น้ำมันรั่วเกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ในพื้นที่แถบนี้ แต่เราไม่ค่อยรู้ว่ามันเกิดขึ้นและมีความรับผิดชอบตามมาอย่างไร หากดูบันทึกของกรมควบคุมมลพิษที่เคยเก็บสถิติเอาไว้ เหตุการณ์น้ำมันรั่วลงทะเลตั้งแต่ปี 2516 – 2547 มีอุบัติเหตุทางเรือและน้ำมันรั่วลงทะเลทั้งสิ้น 90 ครั้ง ซึ่งไม่นับรวมเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือสถิติอีกไม่รู้เท่าไหร่ แต่ที่มีสถิตินั้นน่าจะหมายถึงว่ามีความรุนแรงในระดับหนึ่ง ปัญหาคือที่ผ่านมาความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบนิเวศ ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น หรือความสูญเสียอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บ การเสียชีวิต หรือผลกระทบต่อสุขภาพ เหล่านี้ไม่เคยมีข้อมูลปรากฏในสังคมไทย ในกรณีนี้ต้องยอมรับว่าเป็นความโชคร้ายของ ปตท. และความโชคร้ายของสัมคมไทย เพราะถ้าเหตุนี้ไม่เกิดขึ้นกับเกาะเสม็ด ซึ่งเป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดและมีรายได้ด้านการท่องเที่ยวสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย นักข่าวก็อาจไม่ได้ให้ความสนใจมาก และข่าวก็จะหายไปอย่างรวดเร็วภายในอาทิตย์เดียว”

ขณะเดียวกันการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชิงออกมาบอกว่าอย่าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแต่ให้ใช้วิธีการเจรจา เพ็ญโฉมเห็นว่าการที่รัฐบาลออกมาชิงพูดอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำและมีนัยยะสำคัญบ่งบอกว่า ทั้งรัฐบาลและ ปตท. ต้องการตีขอบเขตความรับผิดชอบที่เป็นตัวเงินให้ต่ำที่สุด แล้วยิ่งถ้าเป็นการแยกเจรจากับส่วนต่างๆ ก็จะยิ่งเป็นการเจรจาให้เกิดประโยชน์กับผู้ก่อมลพิษ ไม่สะท้อนความเสียหายจริง

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลและ ปตท. ควรทำ เพ็ญโฉมเสนอว่า รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากอะไรกันแน่ มีปริมาณน้ำมันรั่วเท่าไหร่ ปริมาณสารเคมีที่ใช้เท่าไหร่ สาเหตุของน้ำมันรั่วเกิดจากอะไร ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะท่อว่าหมดอายุไขหรือเปล่า หรือมีจุดผุกร่อนตรงไหน ถ้าไม่ใช่สิ่งที่สังคมคิด ก็ต้องบอกมาว่าเพราะอะไร และช่องโหว่ในการรับมือภัยฉุกเฉินอยู่ตรงไหน เพื่อปรับปรุงทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ ในการประเมินความเสียหายก็ควรมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินความเสียหายในทุกด้าน เช่นเดียวกับการฟื้นฟูเยียวยาว่าควรมีมาตรการฟื้นฟูและเฝ้าระวังผลกระทบในระยะยาวอย่างไร ใครมีหน้าที่ที่ต้องฟื้นฟู รวมถึงติดตามผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยปฏิบัติการณ์ที่ลงไปช่วยกอบกู้สถานการณ์ โดยในการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ นั้น ต้องมาจากหลายๆ ภาคส่วน ทั้งผู้ได้รับผลกระทบ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบหลายสาขา โดยในส่วนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ไม่ควรมีผู้แทน ปตท. มาร่วมเป็นคณะกรรมการ ปตท. ควรทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่รัฐบาลควรทำ ไม่ใช่ชิงบอกว่าอย่าฟ้องร้อง

“กรณีนี้เชื่อว่าเป็นเรื่องยาว แต่มันก็อาจเงียบหายไปได้ถ้า ปตท. แทนที่จะมาทุ่มเทให้กับการแสดงความรับผิดชอบและความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หันไปทุ่มเทให้กับการปิดปากคนในรัฐบาล ปิดปากสื่อ ปิดปากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ สังคมไทยก็จะไม่ไปไหน จะอยู่อย่างนี้แหละ และคนก็จะเกลียดอุตสาหกรรมไปเรื่อยๆ”

+++++++++++++++++++++++++
 

ล่าสุด ภาคประชาสังคม 25 องค์กรได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เพื่อตั้งคำถามต่อบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคัล ที่ต้องตอบต่อสาธารณะจากกรณีน้ำมันรั่วไหลในทะเลระยอง พร้อมกับแสดงหลักฐานข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ

“คำถามที่ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ต้องตอบต่อสาธารณะ :

กรณีน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลระยอง”

5 สิงหาคม 2556

จากกรณีน้ำมันดิบจากท่อส่งน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีซีจี รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่จังหวัดระยอง ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 และในวันนี้ (5 สิงหาคม 2556) ซึ่งคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะมีการประชุมนัดพิเศษ เพื่อซักถามฝ่ายจัดการของพีทีทีซีจีถึงกรณีดังกล่าว

องค์กรภาคประชาสังคมที่ลงนามท้ายแถลงการณ์นี้มีความกังวลอย่างยิ่งต่อความไม่ชัดเจนของข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ จึงขอเรียกร้องให้ พีทีทีจีซี ตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้ด้วยข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานต่อสาธารณะ โดยด่วนที่สุด

ประเด็นปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล
1. ปริมาณที่แท้จริงน้ำมันดิบที่รั่วไหลเท่ากับเท่าไหร่ (แสดงหลักฐาน)
2. ปริมาณที่แท้จริงน้ำมันดิบที่คงเหลือในเรือ (แสดงหลักฐาน)
3. เหตุใดน้ำมันดิบจึงเข้าสู่อ่าวพร้าว (อธิบายโดยละเอียด)
4. น้ำมันดิบทั้งหมดที่รั่วไหล ได้ถูกกำจัดและแพร่กระจายไปยังที่ใดบ้าง เป็นปริมาณเท่าใด อาทิ ปริมาณที่ถูกกำจัดโดยการโปรยสารเคมี ปริมาณที่เก็บกู้ได้ ปริมาณที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม เป็นต้น (แสดงหลักฐานและอธิบายโดยละเอียด)

ประเด็นสาเหตุและการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน
5. ที่ผ่านมาเคยมีเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลทั้งหมดกี่ครั้ง มีการจัดการอย่างไร
6. การรั่วไหลในครั้งนี้มีสาเหตุจากอะไร เช่น เป็นอุบัติเหตุ หรือเกิดจากอุปกรณ์เสื่อมคุณภาพ
7. ระบบการควบคุมการปิดวาว์ลแบบอัตโนมัติเป็นอย่างไร วาล์วถูกปิดหลังจากการรั่วไหลเป็นเวลานานเท่าใด
8. นับแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน ตลอดปฏิบัติการ ทั้งในทะเลและบนฝั่ง ได้มีการดำเนินการแต่ละขั้นตอนอย่างไรบ้าง เมื่อใด ใครเป็นผู้ควบคุม/สั่งการ
9. ที่ผ่านมาบริษัทมีแผนการจัดการอุบัติภัยหรือไม่ และเคยมีการซักซ้อมหรือไม่ อย่างไร เหตุใดอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการอุบัติภัยของบริษัทจึงมีน้อยมาก
10. เหตุใดจึงต้องใช้บุคลากรจากหน่วยงานนอกเครือ ปตท. (เช่น กองทัพเรือ จิตอาสา) เข้าไปปฏิบัติการแทน เจ้าหน้าที่ของบริษัทเอง ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงในการรับมือต่อเหตุ
11. บุคลากรจากภายนอกมทั้งหมดได้รับการอบรมเรื่องความปลอดภัยในการรับมือต่อเหตุ และการจัดการสารอันตรายหรือไม่ อย่างไร และได้รับการควบคุมดูแลความปลอดภัยในการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด
12. ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปฏิบัติการนี้ (รวมถึงการยืมตัวบุคลากรจากหน่วยงานราชการต่างๆ)
13. บริษัทต้องเปิดเผยและชี้แจงว่าได้ปฏิบัติตามมาตรการลดและขจัดมลพิษจากการรั่วไหลของน้ำมันที่ระบุไว้ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ หรือไม่

ประเด็นขั้นตอนการระงับเหตุก่อนนำไปสู่การตัดสินใจใช้สารเคมี
14. เหตุใดจึงใช้ทุ่นขนาดสั้น (120 เมตร) เพื่อบังคับทิศทางการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันก่อนใช้สารเคมีโปรยเท่านั้น – เหตุใดจึงไม่มีการใช้ทุ่น “ขนาดยาว” ล้อมคราบน้ำมันที่รั่วไหลเพื่อ “ดูดกลับ” (ดังตัวอย่างการซ้อมรับมือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลอลาสก้า ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมีมาทำลายสิ่งแวดล้อม)
15. การกำจัดคราบน้ำมันโดยการใช้สารเคมี เป็นวิธีที่ควรใช้เป็นขั้นตอนสุดท้ายเมื่อไม่มีแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่าเท่านั้น – บริษัทควรชี้แจงเหตุผลและที่มาของการตัดสินใจลัดขั้นตอนโดยใช้สารเคมีตั้งแต่เริ่มต้น และใช้ในปริมาณที่มากถึง 32,000 ลิตร

ประเด็นสารเคมีที่ใช้ในการสลายคราบน้ำมัน
16. การขออนุญาตใช้สารเคมีจำนวน 25,000 ลิตร จากกรมควบคุมมลพิษ มีการคำนวณหรือประมาณการณ์อย่างไร
17. ปริมาณสารเคมีที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ได้คือ 5,000 ลิตร แต่ระบุว่าใช้ไปทั้งหมด 32,000 ลิตร – เหตุใดจึงมีการใช้โดยไม่มีการขออนุญาต
18. สารเคมีทั้งหมดที่ใช้มีกี่ชนิด มีองค์ประกอบอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีปริมาณเท่าใด ได้มาจากแหล่งใดบ้าง – (แสดงหลักฐานการได้มา ทั้งใบเสร็จและใบยืม)
19. ขั้นตอนการใช้สารเคมีทั้งหมด อาทิ วันและช่วงเวลาที่โปรย สถานที่โปรย ลักษณะวิธีการโปรยเป็นอย่างไร
20. ต้องแสดงข้อมูลความเป็นพิษและความปลอดภัยของสารเคมีที่ใช้ และผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
21. น้ำมันที่เก็บกวาดไปจากอ่าวพร้าว ซึ่งแจ้งว่าถูกนำไปจัดการที่มาบตาพุด ต้องมีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจะนำไปกำจัดที่ไหนและอย่างไรบ้าง

การเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงในรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ  เอกชน และภาคประชาสังคม  และมีความสำคัญยิ่งต่อการหาสาเหตุการปนเปื้อนที่แท้จริง  การประเมินผลกระทบและความเสียหาย การฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในระยะยาว การเยียวยาความเสียหายที่ถูกต้องและเป็นธรรม รวมถึงมาตรการป้องกันการเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ลงชื่อ
1. มูลนิธิบูรณะนิเวศ
2. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
3. กรีนพีซเอเชีตะวันออกเฉียงใต้ (Greenpeace Southeast Asia)
4. คณะทำงานโลกเย็นที่เป็นธรรม
5. มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 
6. สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค
7. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)
8. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
9. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ
10. เครือข่ายแรงงานนอกระบบ
11. เครือข่ายผู้หญิงอีสาน
12. เครือข่ายพลังงานยั่งยืนจังหวัดสุรินทร์
13. มูลนิธิพัฒนาอีสาน
14. เครือข่ายผู้บริโภคสุราษฎร์ธานี
15. สมาคมผู้บริโภคสงขลา 
16. เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคใต้
17. ศูนย์สร้างจิตสำนีกนิเวศวิทยา (สจน.)
18. สหพันธุองค์กรผู้บริโภคและเครือข่ายผู้บริโภคภาคตะวันตก
19. สมาคมรักษ์ทะเลไทย
20. ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
21. มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)
22. คณะกรรมการบริหารสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)
23. มูลนิธิอันดามัน
24. เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม (Civil Society Planning Network)
25. สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

 

ชาวบ้านจ.แพร่ ค้านสร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง หวั่นกระทบกับวิถีชีวิตและพื้นที่

 

     แม้การทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนในลุ่มแม่น้ำยม ครั้งที่ 3 ในจังหวัดแพร่ ซึ่งเดิมจะมีขึ้นในวันที่ 8 ส.ค.2556 กรมชลประทานจะยกเลิกไป แต่ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อว่า รัฐยังคงมีความพยายามก่อสร้างเขื่อน ซึ่งจะกระทบกับวิถีชีวิตและพื้นที่ทำกิน โดยยืนยันจะต่อต้านให้ถึงที่สุด
     ชาวบ้านในตำบลสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ติดป้ายหน้าบ้านคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนแก่งเสือเต้น หรือเขื่อนยมบน-ยมล่าง ตามแผนบริหารจัดการน้ำงบประมาณ 350,000 ล้านบาทของรัฐบาล แม้ขณะนี้กรมชลประทานจะทำหนังสือแจ้งยกเลิกการทำประชาพิจารณ์สร้างเขื่อนที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ส.ค.2556 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ชาวบ้านยังกังวลและไม่คิดว่ารัฐจะยกเลิกโครงการ
    แม้จังหวัดแพร่จะไม่ทราบสาเหตุชัดเจนที่กรมชลประทานเลื่อนการทำประชาพิจารณ์ออกไป แต่ที่ผ่านมาได้จัดเตรียมสถานที่และประชาชนในทุกภาคส่วน เอาไว้เพื่อพูดคุยระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ โดยคาดว่าหากกรมชลประทานพร้อมจัดได้ในเร็วๆนี้
     ขณะที่นักวิชาการมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ระบุว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
     โดยเฉพาะชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องถูกเวนคืนที่ดินและพื้นที่ทำกินไป ดังนั้นชาวบ้านควรทำหนังสือถึงเจ้าของโครงการเพื่อชี้แจงตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ

 

๕ หน่วยงานจับมือฟื้นฟูบ้านหนองแหนเสนอประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

ผู้เขียน: 
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

ภาพจาก www.rawangpai.com/home/news/daily-news/20120903/3259/details

สช. นำทีมนักวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ระดมความเห็นแก้ปัญหาสารตกค้างในแหล่งน้ำของชาวบ้าน ต.หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ถูกโอบล้อมด้วยโรงงานกำจัดกากของเสียอันตรายบ่อขยะและน้ำเสีย ด้านแพทย์จุฬาฯ แนะเฝ้าระวังโรคร้ายจากสารเคมีอย่างใกล้ชิด เตรียมติดเครื่องบำบัดน้ำ หลังพบสารฟีนอลและโลหะหนักเพียบ  เสนอ คสช. และครม.ออกมาตรการดูแลเร่งด่วน

วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๖ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับศูนย์วิจัยและฝึกอบรมสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายนักวิชาการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Consortium)  จัดสัมมนา “แนวทางและมาตรการบำบัดฟื้นฟู การปนเปื้อนสารพิษ ในพื้นที่ตำบลหนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา”  ณ ห้องประชุม ๒๑๐ ตึกอานันทมหิดล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางสาวสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สช.กล่าวว่า ชุมชนหนองแหนเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร อาทิ ทำนา สวนยาง ปลูกผัก มะม่วง และมะละกอ ส่งจำหน่ายในกรุงเทพรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่าน เริ่มมามีนายทุนมากว้านซื้อที่ดิน เพื่อตักหน้าดินไปขายเกิดเป็นบ่อลูกรังร้างจำนวนมาก แต่ปัญหาเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลัง มีผู้มาซื้อบ่อลูกรังเพื่อนำขยะของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาทิ้ง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐยังอนุญาตให้ตั้งโรงงานกำจัดขยะและรีไซเคิลของเสียโดยรอบพื้นที่ชุมชนหนองแหน จึงทำให้เกิดปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำชาวบ้านอย่างรุนแรง

โรงงานขยะที่ได้รับอนุญาตเข้ามาตั้งในพื้นที่ แบ่งเป็น ๓. กลุ่ม ได้แก่ ๑. โรงงานกำจัดกากของเสีย ของบริษัท ฟิวชั่น จำกัด ทำการรีไซเคิลน้ำมัน แต่สถานที่ตั้งอยู่ติดคลองชลประทานและประปาชุมชนที่ชาวบ้านสูบน้ำขึ้นมาใช้อุปโภคบริโภค  ๒. โรงงาน บริษัท เคเอสดี รีไซเคิล จำกัด ทำธุรกิจบำบัดน้ำเสียและกำจัดกากอุตสาหกรรม สถานที่ตั้งติดลำห้วยคลองตาดน้อย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลเข้าไปยังหมู่บ้านและชุมชน ๓. บ่อฝังกลบขยะของ บริษัท ศูนย์กำจัดของเสียไทย จำกัด และบ่อฝังกลบขยะของ กทม.

โดยรอบชุมชนแห่งนี้ยังมีบ่อลูกรังร้างและบ่อทิ้งกากของเสียขนาด ๑๕ ไร่ในพื้นที่หมู่ ๗ ซึ่งมีการลักลอบนำของเสียภาคอุตสาหกรรมมาทิ้งโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ที่ผ่านมาทางผู้ลักลอบทิ้งจะรับผิดชอบในการบำบัดน้ำเสียให้แล้ว แต่ชาวบ้านยังขาดความมั่นใจในการอุปโภคบริโภค มีการร้องเรียนไปยังสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและมีการประสานงานมายัง สช. เพื่อดำเนินการให้ภาคเอกชนบำบัดฟื้นฟูน้ำปนเปื้อนอย่างถูกต้อง ซึ่งทาง สช.ได้จัดทำแผนที่ความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยจากการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เป็นคู่มือให้แก่ชาวบ้าน รวมถึงร่วมหาวิธีฟื้นฟูแหล่งน้ำให้สามารถนำมาใช้ในวิถีชีวิตได้อย่างปลอดภัย

นางสาวสมพรกล่าวว่า สช. ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตรวจหาสารปนเปื้อนและวางแนวทางในการฟื้นฟูชุมชนหนองแหน โดยผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบสาร “ฟีนอล” ที่มีฤทธิ์ทำลายตับ ไต ระบบสืบพันธุ์ แพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมและคน และยังพบโลหะหนักหลายตัว ทั้งที่เป็นสารก่อมะเร็งและสารอันตรายแต่ไม่จัดอยู่ในจำพวกสารก่อมะเร็ง ได้แก่ แมกนีเซียม ตะกั่ว สารหนู สารประกอบไฮโดรคาร์บอนสายยาว เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวบ้านอย่างมาก และที่ผ่านมาได้มีการประกาศห้ามใช้น้ำในบางบ่อเพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว ขณะที่ฟาร์มหมูบางแห่งเริ่มพบปัญหาการแท้งลูก จนต้องมีการซื้อน้ำจากภายนอกมาใช้ กลายเป็นต้นทุนและสร้างความเสียหาย จนฟาร์มบางแห่งต้องปิดตัวเองไป และเมื่อมีการตรวจเลือดชาวบ้านก็พบสารฟีนอลจริง ขณะที่นำซากลูกหมูที่ตายไปผ่าพิสูจน์ ก็พบอาการตับเสื่อมสภาพ 

"หากมีการประกาศให้ตำบลหนองแหน เป็นเขตควบคุมมลพิษ ก็จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ และสามารถระดมผู้เชี่ยวชาญเข้าไปร่วมกันฟื้นฟูผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น โดย สช. จะมีการเสนอปัญหานี้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ ๑๖ สิงหาคมนี้ เพื่อขออนุมัติแนวทางในการบำบัดสารปนเปื้อนและฟื้นฟูพื้นที่เบื้องต้น ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป"

ศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ได้รับทราบข้อมูลของสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังผลกระทบจากสารพิษตกค้างที่มีผลต่อร่างกาย และติดตามอาการของกลุ่มชาวบ้านที่สัมผัสน้ำเหล่านี้อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องหลายปี เหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่เหมืองคลิตี้ และการระเบิดของโกดังสารเคมี ที่ท่าเรือคลองเตย ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้านในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือต้องพิจารณาด้วยว่า ชาวบ้านที่เจ็บป่วยจากโรคร้ายที่มากับสารปนเปื้อนดังกล่าว จะได้รับการรักษาอย่างไรและใครเป็นผู้ชดเชยความเสียหาย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกองทุนสิ่งแวดล้อม มีเพียงหลักการที่ระบุให้อุตสาหกรรมที่สร้างความเสียหายหรือก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายชดเชย ดังนั้น ในอนาคตควรมีกฎหมายที่ชัดเจนในการตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อดูแลรักษาชาวบ้านและชุมชน โดยเรียกเก็บจากภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ก่อมลพิษ

ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวถึงมาตรการในการบำบัดและฟื้นฟูการปนเปื้อนสารพิษ ในพื้นที่ตำบลหนองแหนว่า ในการลงพื้นที่สำรวจร่วมกับ สช. และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พบแหล่งน้ำของชาวบ้านในตำบลหนองแหน มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสารเคมีอย่างน้อย ๑๔ บ่อ ผลการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นพบสาร “ฟีนอล” ที่มีฤทธิ์ทำลายตับ ไต ระบบสืบพันธุ์ แพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมและคน จึงต้องมีการวางระบบบำบัด เพื่อแก้ปัญหาน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ซึ่งทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ระหว่างการคิดค้นเทคโนโลยีติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำให้ชาวบ้าน จะสามารถกรองการปนเปื้อนสารฟีนอลให้หมดไปได้ 100% และสามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้อย่างปลอดภัย

เบื้องต้นมีการศึกษาวิธีการที่เหมาะสมและสะดวกสำหรับชาวบ้านในการนำไปใช้จริง  ๕ แนวทาง ได้แก่  ๑. บำบัดโดยใช้แสงยูวี  ๒. บำบัดโดยการดูดซับสารเคมีออกไป ๓. บำบัดโดยใช้ระบบโอโซน ๔. บำบัดโดยใช้คลอรีน และ ๕. บำบัดโดยใช้ไฟฟ้าเคมี เมื่อทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรคัดเลือกได้แล้ว จะนำมาหารือร่วมกับชาวบ้านเพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอีกครั้ง

 

“แถลงการณ์ภาคประชาสังคม กรณีท่อขนส่งนำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล”

“แถลงการณ์ภาคประชาสังคม กรณีท่อขนส่งนำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล”

สืบเนื่องจากกรณีท่อน้ำมันดิบของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่ จ.ระยอง ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ทำให้น้ำมันดิบจำนวนมากไหลลงสู่ทะเลโดยกระจายครอบคลุมพื้นที่ทะเลเป็นบริเวณกว้าง และในเวลาต่อมาคราบน้ำมันได้ถูกพัดพาเข้าสู่ชายหาดบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ในระยะยาวการปนเปื้อนจากน้ำมันและสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดน้ำมันอาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนได้

นับแต่เกิดเหตุการณ์บริษัทได้แถลงต่อสาธารณะว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่ากังวลและบริษัทสามารถจัดการปัญหาได้ โดยไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการสลายน้ำมันดิบ ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชน ตลอดจนไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนและมาตรการในการจัดการปัญหาการปนเปื้อนทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสาธารณะ ทำให้ประชาชนไม่อาจทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และไม่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนการและมาตรการในการจัดการปัญหาของบริษัท รวมทั้งไม่สามารถติดตาม ตรวจสอบได้ว่า บริษัทได้ดำเนินการตามแผนและมาตรการที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่เพียงใด

สำหรับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาประโยชน์สาธารณะและปกป้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ไม่ให้ข้อมูลใดๆ ต่อสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดกับสิ่งแวดล้อมและประชาชน ทำให้ประชาชนไม่รู้เท่าทันสถานการณ์และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการเปิดเผยแผนและมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาต่อสาธารณะ ทำให้สังคมไม่สามารถมีส่วนร่วมติดตามตรวจสอบการดำเนินการแก้ไขปัญหาของทั้งบริษัทและหน่วยงานรัฐได้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างมาก

พวกเราองค์กรที่มีรายชื่อแนบท้ายแถลงการณ์ฉบับนี้ขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล ดังต่อไปนี้

ข้อเรียกร้องต่อบริษัท

1.บริษัทต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ ทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว

2.บริษัทต้องเสนอแผนและวิธีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสาธารณะ โดยต้องจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน

บริษัทต้องชี้แจงสาเหตุของการรั่วไหลของน้ำมันดิบและปริมาณรั่วไหลที่แท้จริงต่อสาธารณะ รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนที่อาจได้รับจากน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา พร้อมเสนอมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก รวมทั้งต้องเสนอแผนและมาตรการที่เป็นระบบในการแก้ไขปัญหาหากเกิดกรณีน้ำมันดิบรั่วไหลอีกในอนาคต

ข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

1.หน่วยงานรัฐต้องให้ข้อมูลต่อสาธารณะ เกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมันดิบและสารเคมีที่ใช้ในการสลายน้ำมันดิบ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน

2.หน่วยงานรัฐต้องควบคุมตรวจสอบให้แผนและมาตรการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันดิบที่เกิดขึ้นของบริษัท ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ และต้องควบคุมตรวจสอบให้บริษัทเสนอมาตรการที่จะป้องกันไม่ให้ปัญหาการรั่วไหลเกิดขึ้นอีก รวมทั้งเสนอแผนและมาตรการที่เป็นระบบในการจัดการปัญหาหากมีการรั่วไหลของน้ำมันดิบเกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการที่ประกอบด้วยนักวิชาการอิสระที่หน่วยรัฐตั้งขึ้น ตลอดจนต้องควบคุมตรวจสอบให้มีการดำเนินการตามแผนอย่างเคร่งครัด

3.หน่วยงานรัฐต้องควบคุมตรวจสอบให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับสาเหตุของการรั่วไหลของน้ำมันดิบ ตลอดจนแผนและมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว

4.หน่วยงานรัฐต้องเร่งประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อดำเนินการให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว

5.หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนถึงสาเหตุและปริมาณที่แท้จริงของน้ำมันดิบที่รั่วไหล เพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องปรามมิให้การกระทำผิดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

6.หน่วยงานรัฐต้องจัดทำแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติตามที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ.2547 เพื่อใช้เป็นแผนแม่บทในการจัดการปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในอนาคต โดยเร่งด่วน

พวกเราเห็นว่ากรณีท่อขนส่งน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลในครั้งนี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสังคมไทยต้องเรียนรู้และร่วมกันเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ด้วยการลงทุนมากขึ้นกับมาตรการในเชิงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หากภาคอุตสาหกรรมใดไม่ประสงค์ที่จะลงทุนเพื่อป้องกันปัญหา ก็คงถึงเวลาที่รัฐและสังคมต้องทบทวนว่าควรจะอนุญาตให้มีอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศไทยอีกต่อไปหรือไม่ เพราะกิจการโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ ถ้าจำเป็นต้องมีอยู่ ก็ต้องดำเนินไปในลักษณะสอดคล้องกับความมั่นคงของของมนุษย์และระบบนิเวศ เนื่องจากไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจ จนต้องแลกด้วยสุขภาวะและชีวิตมนุษย์ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสูงสุดของมนุษย์

ลงชื่อโดย

มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมรักษ์ทะเลไทย มูลนิธิบูรณะนิเวศ สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น มูลนิธิอันดามัน มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคม มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน คณะทํางานโลกเย็นที่เป็นธรรม มูลนิธิเพื่อนช้าง สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน สมาคมการจัดการสิ่งแวดล้อมนิด้า มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยมูลนิธิป่า-ทะเลเพื่อชีวิต มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคคณะกรรมการบริหารสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.)

2ล้านล้าน เริ่มนับหนึ่งหลังกฎหมายผ่านสภา

สำรวจโครงการลงทุนเมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท เริ่มนับหนึ่งหลังกฎหมายผ่านสภา

ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท จะเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ ซึ่งหากไม่มี"อุบัติเหตุ"เกิดขึ้น คนไทยจะได้เห็นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ของประเทศ โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้]

นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศได้มีการเตรียมความพร้อมในโครงการต่างๆ ซึ่งคัดเลือกโครงการที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศอย่างแท้จริง โดยสอดคล้องกับแผนการใช้เงินในระยะเวลา 7 ปี

แม้จะมีการเฉลี่ยว่าการใช้เงินในแต่ละปีเป็นการลงทุนด้านการคมนาคมขนส่งปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้วประมาณการใช้เงินลงทุนตาม พ.ร.บ.ได้มีการวางแผนไว้ตามการจัดซื้อจัดจ้างและการประมูลโครงการในแต่ละปี

ในปีงบประมาณ 2557 จะมีการใช้เงินกู้จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ในปี 2558 จะมีการใช้เงิน 2.92 แสนล้านบาท ในปี 2559 จะมีการใช้เงิน 4.26 แสนล้านบาท ในปี 2560 จะมีการใช้เงินมากที่สุดในระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี คือ 4.7 แสนล้านบาท หรือประมาณ 23.5% ของวงเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท

หลังจากนั้นการกู้เงินในโครงการต่างๆ จะลดลง โดยในปี 2561 จะใช้เงินลงทุน 3.7 แสนล้านบาท ในปี 2562 จะใช้เงินประมาณ 1.71 แสนล้านบาท และในปี 2563 จะใช้เงินลดลงเหลือเพียง 9.4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มีการก่อสร้างแล้วเสร็จ หรืออยู่ในระยะสุดท้ายของการก่อสร้าง

สำหรับโครงการตามกฎหมายฉบับนี้ มีรายละเอียดดังนี้

1. โครงการที่ทำได้ทันทีเมื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้ ประกอบไปด้วย 1.โครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและยังไม่แล้วเสร็จ ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ - บางซื่อ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง - บางแค และช่วงบางซื่อ - ท่าพระ และ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ

2.โครงการก่อสร้างทางหลวง ได้แก่ โครงการก่อสร้างและบูรณะทางสายหลักระหว่างภาค 235 โครงการ โครงการเร่งรัดการก่อสร้างขยายทาง 4 ช่องทางจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางหลวง 6 สายทาง โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน - สระบุรี - นครราชสีมา และการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟจำนวน 22 แห่ง และ 3.โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

2. โครงการที่จะเริ่มมีการประกวดราคาปี 2557 ประกอบไปด้วย 1.โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นทาง (งานโยธา) ได้แก่ เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ กรุงเทพ - เชียงใหม่ (พิษณุโลก) โครงการรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเฉียงเหนือ :กรุงเทพ - หนองคาย (โคราช) และเส้นทางกรุงเทพสายใต้ เส้นทางกรุงเทพ - ปาดังเบซาร์ (หัวหิน)

2.โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ 5 เส้นทาง ได้แก่ สายลพบุรี - ปากน้ำโพ สายมาบกะเบา - ชุมทางถนนจิระ สายนครปฐม - หัวหิน สายชุมทางถนนจิระ - ขอนแก่ และ สายประจวบคีรีขันธ์ - ชุมพร

3.โครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่ สายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ และ 4.โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท.ได้แก่โครงการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม/ติดตั้งและปรับปรุงเครื่องกั้นเสมอระดับ

5.โครงการรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพ - ปริมณฑล (Mass Rapid Transit) 8 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน สายสีแดงอ่อนช่วงบางซื่อ - มักกะสัน - หัวหมากและช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต - ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน - ศาลายา สายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สายสีชมพู ช่วง แคราย - มีนบุรี สายสีส้ม ช่วง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว - สำโรง

3. โครงการที่จะมีการประกวดราคาในปี 2558 ประกอบไปด้วย 1. โครงการ Mass Rapid Transit สายสีเขียว ช่วงสมุทรปราการ-บางปู โครงการรถไฟเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail link) ส่วนต่อขยาย ช่วงดอนเมือง-บางซื่อ-พญาไท 2.โครงการรถไฟความเร็วสูง สายเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail link) ส่วนต่อขยายจากสนามบินสุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา-ระยอง 3. โครงการก่อสร้างรถไฟสายใหม่ สายชุมทางบ้านภาชี-อ.นครหลวง 4. โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ของ รฟท.ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสี/เครื่องกั้นเสมอระดับ โครงการปรับปรุงทางราง หมอน สะพาน และติดตั้งรั้ว

5. โครงการก่อสร้างทางหลวง พัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ 3 สายทาง โดยเร่งรัดก่อสร้างขยาย 4 ช่องจราจรและเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง 14 สายทาง ก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ จำนวน 8 แห่ง 6.โครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท ได้แก่ โครงการสนับสนุนท่าเทียบเรือเชียงแสน 2 เส้นทาง โครงการแก้ไขปัญหาจราจรในพื้นที่ปริมณฑลและเมืองใหญ่ในภูมิภาค 1 เส้นทาง โครงการก่อสร้างสะพานและอุโมงค์ข้ามทางรถไฟ ระยะที่ 2 จำนวน 17 แห่ง โครงการขยายเครือข่ายทางหลวงชนบทเพื่อการท่องเที่ยว ระยะที่ 2 จำนวน 10 โครงการ และ 7.โครงการพัฒนาทางน้ำ ได้แก่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแม่น้ำป่าสัก (ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง ระยะที่ 2)

4. โครงการที่จะมีการประกวดราคาในปี 2559 1. โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ 6 เส้นทาง ได้แก่ โครงการรถไฟรางคู่สายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ สายชุมพร-สุราษฎร์ธานี สายสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ สายขอนแก่น-หนองคาย สายจิระ-อุบลราชธานี สายปากน้ำโพ-เด่นชัย 2. โครงการก่อสร้างรถไฟสายใหม่ สายบ้านไผ่-นครพนม 3. โครงการปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐาน ของ รฟท. ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสี/เครื่องกั้นเสมอระดับ โครงการปรับปรุงทาง ราง หมอน สะพาน และติดตั้งรั้ว 4. โครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท ได้แก่ โครงการสนับสนุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1 เส้นทาง โครงการสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง 2 เส้นทาง โครงการสนับสนุนท่าเทียบเรือเชียงแสน 1 เส้นทาง

5. โครงการก่อสร้างทางหลวง ได้แก่ โครงการสนับสนุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1 เส้นทาง โครงการสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง 2 เส้นทาง โครงการสนับสนุนท่าเทียบเรือเชียงแสน 1 เส้นทาง 6. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ได้แก่ โครงการพัฒนาสถานีขนส่งสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก 15 แห่ง และ 7. โครงการพัฒนาทางน้ำ ได้แก่ ก่อสร้างท่าเรือนาลึกสงขลา แห่งที่ 2 โครงการก่อสร้างท่าเรือชุมพร โครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงานที่ จ.อ่างทอง ก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ระยะที่ 1

5. โครงการที่จะมีการประกวดราคาในปี 2560 ประกอบไปด้วย 1. โครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ของ รฟท. โครงการปรับปรุงทาง ราง หมอน สะพาน และติดตั้งรั้ว โครงการก่อสร้างทางหลวงชนบท 2. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา โครงการสนับสนุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 1 โครงการ และ 3. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ จ.เชียงราย ระยะที่ 2

อินเดียใช้ยาฆ่าแมลงที่มีสารเคมีร้ายแรงซึ่งหลายประเทศห้ามใช้ แต่ถือเป็นทางเลือกที่เกษตรกรยากจนในอินเดียต้องพึ่งพา

ผู้เขียน: 
รายงานโดย Anjana Pasricha /เรียบเรียงโดยรัตพล อ่อนสนิท

อินเดียใช้ยาฆ่าแมลงที่มีสารเคมีร้ายแรงซึ่งหลายประเทศห้ามใช้ แต่ถือเป็นทางเลือกที่เกษตรกรยากจนในประเทศต้องพึ่งพา เรื่องนี้ได้รับความสนใจในช่วงนี้หลังจากนักเรียน 23 คนเสียชีวิตเพราะรับประทานอาหารของโรงเรียนที่มียาฆ่าแมลงเจือปน ก่อนหน้าในเดือนนี้

สารพิษที่พบในอาหารของเด็กอยู่ในแกงที่ใช้น้ำมันทำอาหารของโรงเรียนเป็นส่วนประกอบ เจ้าหน้าที่พบว่าภาชนะบรรจุน้ำมันเคยถูกใช้บรรจุยาฆ่าแมลงที่มีสาร monocrotophos

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า monocrotophos เป็นสารที่มีอัตรายร้ายแรง และประเทศเช่น สมาชิกสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และปากีสถานสั่งห้ามใช้ อย่างไรก็ตามตัวแทนจากภาคเกษตรอินเดียกล่าวว่าสารนี้มีราคาถูกกว่ายาฆ่าแมลงชนิดคล้ายกันถึง 5 เท่า ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมของชาวนา ชาวสวน

แต่เกษตรกรอินเดียน้อยคนที่ปฏิบัติตามกฎเรื่องความปลอดภัยที่รัฐบาลกำหนด นอกจากนั้นบริษัทผู้ผลิตก็ไม่มีระบบเรียกคืนภาชนะบรรจุของยาฆ่าแมลงที่ใช้หมดแล้ว ส่วนผู้ที่นำภาชนะไปใช้ต่อก็ไม่รู้วิธีกำจัดพิษที่ตกค้างอยู่

แม้หลายฝ่ายจะเสนอทางเลือกให้มีการห้ามใช้สารเคมีร้ายแรงในยาปราบศัตรูพืช แต่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติเพราะอินเดียต้องการมีภาคเกษตรที่ช่วยผลิตอาหารมาตอบสนองความต้องการของประชาชนกว่าหนึ่งพันสองร้อยล้านคนด้วยต้นทุนที่ผู้บริโภครับได้ ในขณะที่สารเคมีร้ายแรงเช่น monocrotophos มีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมราคาต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำ

จับตาสารพิษตกค้าง "ทะเลเสม็ด"

 จับตาสารพิษตกค้าง "ทะเลเสม็ด"

    เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ทำน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยบริเวณพื้นที่ห่างจากชายฝั่งมะเลมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร หรือ 10 ไมล์ทะเล โดย ปตท.ออกมาให้ข้อมูลว่า มีปริมาณน้ำมันรั่วไหลจากท่อรับน้ำมันดิบราว 50,000 ลิตร ทำให้น้ำทะเลบริเวณที่เกิดเหตุเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเป็นบริเวณกว้าง 

    แม้จะมีความพยายามจาก ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อจำกัดและสลายน้ำมันดิบ ทั้งบินพ่นยาขจัดคราบน้ำมัน ควบคู่กับการใช้เรือพ่นยา แต่ก็ไม่สามรถจำกัดบริเวณให้น้ำมันอยู่ในจุดที่ควบคุมได้ ในที่สุดสามทุ่มของวันที่ 29 กรกฎาคม ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่คาดฝัน เมื่อพบคราบน้ำมันดิบจำนวนมากถูกคลื่นลมซัดแพร่กระจายไหลลงสู่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการกล่าวขานว่า มีความงดงาม เป็นจุดหมายปลายทางที่คนรักทะเลไม่อยากพลาดไปเยือน

    ชายหาดที่เคยขาว ทรายที่เคยละเอียด โขดหินน้อยใหญ่ปนเปื้อนด้วยคราบน้ำมัน น้ำทะเลสีฟ้าสดใส ซึ่งเคยทำให้ทุกคนมีความสุข กลับกลายเป็นทะเลสีดำ สร้างความตกใจกับชาวบ้านในพื้นที่และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเกาะเสม็ดพินาศ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสียหายจากพิษของน้ำมันดิบและสารเคมี จังหวัดระยองออกประกาศจังหวัดแจ้งเตือนภัย พร้อมประเมินสถานการณ์ว่า วัสดุอุปกรณ์ที่ ปตท.ดำเนินการอยู่ไม่เพียงพอในการกำจัดคราบน้ำมัน ตามด้วยการระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลือ ณ อ่าวพร้าว ทั้งดูดน้ำมัน เก็บคราบน้ำมันในน้ำทะเลและหาดทรายตอนบนของอ่าวพร้าวตลอดวัน ติดต่อกันจนสถานการณ์เริ่มดีขึ้นและคลี่คลายแล้วในวันนี้ อย่างไรก็ตาม การกำจัดคราบน้ำมันและจัดการของเสียออกจากพื้นที่อ่าวพร้าวยังดำเนินการต่อไป โดยคาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติในสัปดาห์หน้า

    แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหายยับเยินจากน้ำมันดิบที่รั่วไหล 50,000 ลิตร ซึ่งตอนนี้สังคมตั้งคำถามว่า ปริมาณรั่วไหลเท่านี้จริงหรือไม่ ตลอดจนตั้งข้อสังเกตว่า ปตท.อาจทำน้ำมันรั่วสูงถึง 2 แสนลิตร อ้างอิงจากข้อมูลที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อนุมัติให้ใช้สารขจัดคราบน้ำมัน (Slickgone NS) 5 พันลิตร เพียง 1 ครั้ง โดยคุณสมบัติของสารนี้ให้ใช้ในอัตรา 1 ต่อ 10  เมื่อ ปตท.แจ้งรั่วไหล 5 หมื่นลิตร คพ.จึงอนุญาตให้ใช้แค่ 5 พันลิตร แต่มีรายงานว่า ปตท.ใช้เครื่องบินพ่นโปรยสารซิลิกอน 32,000 ลิตร หากใช้อัตรา 1 ต่อ 10 แสดงว่า ปตท.อาจทำน้ำมันรั่วไหลเป็นปริมาณถึง 3 แสนลิตร ก็เป็นเรื่องที่บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องเปิดเผยข้อเท็จจริง เพื่อประเมินความเสียหายและจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพแวดล้อมได้อย่างถูกต้อง

    รศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิททยาลัย กล่าวว่า สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดน้ำมันดิบรั่ว 50,000 ลิตร คือ Slickgone NS จำนวน 3,000-5,000 ลิตร ซึ่งอยู่ในสัดส่วน 5-10% เท่านั้น สารเคมีชนิดนี้เป็นสารลดแรงตึงผิวเพื่อทำให้อนุภาคน้ำมันแตกตัวเล็กลงกว่าเดิม ก่อนจะตกตะกอนลงใต้ทะเล ซึ่งสารเคมีนี้จะล้อมรอบเม็ดน้ำมันไปตลอด แต่ไม่มีส่วนผสมของโลหะหนัก  เป็นสารที่ใช้กำจัดน้ำมันตามหลักสากล แต่ก็หนีไม่พ้นจะตกค้างอยู่ในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม มีสารเคมีอีกชนิดที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดน้ำมันมากกว่า ชื่อ คอร์เอ็กซิต (Core Exit ) มีรายงานพบว่า เมื่อใช้แล้วสารคงอยู่ในทะเล 3 ปี รวมถึงสัตว์ทะเล แต่สำหรับซลิกกอนมีความเข้มข้นน้อยกว่า

     แต่ในช่วงเร่งด่วนนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งเอาน้ำมันออกจากทะเลอย่างรวดเร็วที่สุดภายใน 3-15 วัน เพื่อให้ทั้งน้ำมันและสารเคมีกำจัดน้ำมันออกจากพื้นที่ มาตรการระยะสั้นต้องป้องกันไม่ให้น้ำมันกระจายขึ้นสู่ชายฝั่งมากกว่านี้ เพราะการกำจัดจะยุ่งยากกว่า และต้องพยายามบำบัดคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังเห็นคราบน้ำมันในทะเล อย่าทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดในการจัดการน้ำมันบนชายฝั่ง และต้องตั้งศูนย์ข้อมูลรายงานสถานการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว 

  
    ระยะกลาง ต้องจัดการชายฝั่งให้ขาวสะอาดให้ได้ภายใน 30 วัน และเยียวยาประชาชนที่อยู่โดยรอบ นอกจากนี้ต้องมีการทำโปรไฟล์วิเคราะห์ตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม มอนิเตอร์ทุกด้าน ทั้งน้ำเสีย ปริมาณของเสีย รวมถึงมลพิษทางอากาศ เพราะน้ำมันมีจุดเดือดต่ำ อุณหภูมิภายนอกแค่ 40 องศา ก็ระเหยกลายเป็นไอ ซึ่งมีสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ วีโอซี ออกสู่สภาพแวดล้อมด้วย ต้องวิเคราะห์และตรวจวัด เห็นว่าในพื้นที่มาบตาพุดมีผู้เชี่ยวชาญเยอะมาก ควรดึงมาเก็บข้อมูล ทำโมเดลอากาศ เพราะอากาศเบา ไปได้ไกล เกิดผลกระทบในวงกว้าง และอยากให้หน่วยงานชี้แจงเกี่ยวกับน้ำมันที่เก็บกู้ไป และทรายที่ติดคราบน้ำมันจะเอาไปจัดการ บำบัด กำจัดด้วยวิธีการใด ต้องสื่อสารข้อมูลชัดเจนให้สังคมรับรู้จะช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความกังวล และช่วยทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะที่ตรงกับข้อมูลการดำเนินการมากขึ้น

    ระยะยาว คือ การฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งต้องดำเนินการหลังสุด เพราะเคลียร์ทุกจุดในพื้นที่ให้สะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกหลงเหลือ จากนั้นจึงเพิ่มจำนวนปะการัง ปล่อยสัตว์น้ำ เพิ่มจุลินทรีย์ในสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดฝึกอบรมพร้อมรับมือภัย ทำคู่มือการป้องกันอุบัติภัย วิธีรับมือ แจกจ่ายให้กับประชาชนชายฝั่ง ผู้ประกอบการ ซึ่งกลัวว่าพอหนึ่งเดือนหาดขาวแล้ว นักท่องเที่ยวกลับมา จะเลิกฟื้นฟูระบบนิเวศ เพราะคราบน้ำมันเล็กๆ จะหลงเหลือตามแนวปะการัง ใต้ทะเล กระทบการเติบโตของของสัตว์น้ำ ไม่เหมือนเดิม นี่เป็นผลกระทบจากน้ำมันรั่ว

  
    "การรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่สุดของไทย แต่ในเชิงปริมาณน้ำมันเทียบเท่ารถบรรทุกน้ำมันคันใหญ่ 1 คันครึ่ง เทียบกับอ่าวเม็กซิโกน้ำมันรั่วมากกว่าเรา 4,000 เท่า แต่การกำจัดน้ำมันทำได้เต็มที่ 45-50% เท่านั้น ที่เหลือยังตกค้างในทะเล ต้องฟื้นฟูต่อเนื่อง เห็นว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันฟื้นฟูทะเลในระยะสุดท้าย และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนติดตามตรวจสอบจะฟื้นคืนกลับมาได้เร็วขึ้น ที่สำคัญต้องฟื้นฟูด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กัน" รศ.ดร.พิสุทธิ์ กล่าว

    ประเด็นความเป็นห่วงปัญหาสิ่งแวดล้อม สุวรรณ นันทศรุต ผู้อำนวยการสำนักสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 (ชลบุรี) ซึ่งดูแลรับผิดชอบพื้นที่ระยองนี้ กล่าวว่า การรั่วไหลน้ำมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เเกิดเหตุการณ์ แต่ละวันจะมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบสารปิโตรเลียมไฮไดรคาร์บอน โลหะหนัก สารก่อมะเร็งโพลีอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHh) โดยจุดที่เก็บตัวอย่าง ได้แก่ แหลมน้อยหน่า กลางช่องปลายตีน ปากคลองแกรง กลางช่องเสม็ด-บ้านเพ และอ่าวกิ่วหน้านอก ซึ่งเป็นจุดอ้างอิง เพราะห่างจากพื้นที่อ่าวพร้าว และน้ำมันอาจจะกระจายไปถึงพื้นที่ ซึ่งพบมีฟิล์มบางๆ ลอยอยู่  โดยผลการตรวจสอบสารปนเปื้อนใช้เวลา 2 สัปดาห์ 

    พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพอากาศหาสารวีโอซีในพื้นที่อ่าวพร้าวและบริเวณข้างเคียง รวมถึงแถบชายฝั่งเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ประชาชน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย จะตรวจวัดทุกวันจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย แม้ค่าพิษจากเบนซินยังไม่เกินมาตรฐาน แต่แนะนำให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันและหน้ากาก

    "ข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เราเก็บจะใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสียหาย การฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะอ่าวพร้าวเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของเกาะเสม็ด มีลักษณะทางกายภาพงดงามโด่งดังระดับโลก มีระบบนิเวศสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะปะการัง ทั้งยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้าน น้ำมันที่รั่วไหลมีผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำทะเล และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในทะเล ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสารเคมี ผมมีความกังวล เพราะการปนเปื้อนในระบบนิเวศครั้งใหญ่ ถือเป็นกรณีร้ายแรงต้องเร่งฟื้นฟู และติดตามผลกันยาวๆ" ผู้อำนวยการสำนัก สนง.สิ่งแวดล้อมภาคที่ 13 ย้ำ 

   
    รศ.ดร.สุชนา ชวนิตย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลกระทบต่อระบบนิเวศมีหลายด้าน ที่เห็นคราบน้ำมันติดบริเวณชายหาด เมื่อเกาะติดอยู่นานจะส่งผลกระทบกับสัตว์น้ำประเภทหอยเป็นอันดับแรก ต้องเร่งฟื้นฟู ส่วนคุณภาพของน้ำหากภายใน 1 สัปดาห์ยังไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม สัตว์น้ำอย่างปู ปลา กุ้ง จะได้รับผลกระทบ เพราะขาดออกซิเจน ส่วนปะการังที่ต้องการแสงในการเจริญเติบโต เมื่อน้ำมีสีดำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โลกใต้ทะเลมีหลายด้านที่ต้องฟื้นฟู พิจารณาสัตว์เป็นรายชนิดที่ได้รับผลกระทบ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีน้ำมันรั่วที่สหรัฐ เราน่าจะศึกษาแนวทางฟื้นฟูที่มีมาตรฐาน ถึงแม้ทรัพยากรต่างกัน แต่วิธีการไม่ได้ต่างกัน เช่น สัตว์น้ำทางทะเลตายต้อง เพาะพันธุ์แล้วปล่อยคืนช่วยกันฟื้นฟู ทั้งนี้ ต้องทำการสำรวจระยะยาว สัตว์น้ำที่เห็นตายในทะเลหรือบนชายหาดเป็นผลระยะสั้น แต่ระยะยาว อย่างปะการัง แม้จะยังไม่ตาย แต่ไม่เจริญเติบโต อาจไม่สืบพันธุ์ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ

    "สารเคมีที่อยู่ในน้ำมันจะส่งผลให้สัตว์ทะเลเจริญเติบโตช้าลง และเป็นหมัน ก็ต้องติดตามผลระยะยาว 3 ปี ปีเดียวยังน้อย  ปะการังเติบโตแค่ 1 ซม./ปี ตามผลแค่หนึ่งปี ไม่เห็นผล กรณีน้ำมันรั่วในต่างประเทศติดตาม 3-5 ปี ขึ้นกับปริมาณน้ำมันที่รั่ว  ที่ระยองระบบนิเวศจะกลับมาฟื้นตัวได้เหมือนเดิมหรือไม่ ตรงนี้เราเป็นห่วง การฟื้นตัวต้องใช้เวลา ได้ติดตามปัญหาน้ำมันรั่วที่อเมริกาเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะนี้ยังมีการติดตามผลกระทบกันอยู่ตลอด แม้ไม่มีน้ำมันแล้วก็ตาม ระบบนิเวศเป็นสิ่งที่สำคัญ” นักวิชาการทางทะเลย้ำ

    กรณีข้อกังวลจะมีสารเคมีตกค้างในอาหารทะเลนั้น ดร.สุชนา กล่าวว่า คราบน้ำมันอยู่ในระยะผิวน้ำ โอกาสที่จะไปตกค้างในห่วงโซ่อาหารที่เรากินอาจมีน้อย แต่หากสารพิษจากน้ำมันอยู่ใต้น้ำ โอกาสที่สัตว์เหล่านั้นจะสะสมคราบน้ำมันในตัวจะมีเยอะ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการสะสม เมื่อเรากินอาหารทะเลเหล่านั้นก็ได้รับสารเคมีที่อยู่ในน้ำมันด้วย

      อย่างไรก็ตาม ดร.สุชนาระบุระบบการป้องกันน้ำมันรั่วของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน เชื่อว่าทุกที่มีการป้องกันที่ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญเมื่อเกิดเหตุ คือ วิธีการจัดการให้อยู่แค่ในกรอบ ไม่เกิดการกระจายตัวของน้ำมัน แต่การรั่วไหลน้ำมันครั้งนี้คราบน้ำมันขยายวงกว้าง แสดงให้เห็นว่ายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าไร

       "เวลามีน้ำมันรั่ว เป็นห่วง ไม่ว่าจะรั่วตรงไหน เพราะนักวิชาการทางทะเลทั่วโลกหวั่นว่า จะส่งผลกระทบไปยังขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เนื่องจากสัตว์ทะเลที่อยู่บริเวณนั้นอ่อนไหวต่อสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกมาก อาจได้รับผลกระทบ แต่ที่ผ่านมาคราบน้ำมันยังไม่ไปถึงเท่าไร ยกเว้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วที่อะแลสกา มีผลกระทบที่ขั้วโลกเหนือ โชคดีไม่ขยายสู่อาร์กติก กรณีน้ำมันรั่วที่อเมริกา ก็มีรณรงค์เพื่อความปลอดภัย เพราะหลายพื้นที่มีการเสาะแสวงหาน้ำมันจากใต้ทะเล ด้วยความต้องการใช้พลังงานจากฟอสซิสของโลกสูงขึ้น" ดร.สุชนา กล่าว  

  
    ผศ.ดร.ปภาศิริ บาร์เนท หัวหน้าภาควิชาวาริชศาสตร์ ม.บูรพา เปิดเผยว่า ได้ทำวิจัยร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อหาค่าปนเปื้อนของอาหารทะเลมาตั้งแต่ปี 2554 สืบเนื่องจากบริเวณนั้นมีโรงงานด้านปิโตรเคมีจำนวนมาก และในปี 2556 ได้ทุนวิจัยสภาวิจัยแห่งชาติทำเรื่องค่าปนเปื้อนเช่นกัน เตรียมจะไปเก็บตัวอย่างปลา ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้เสียก่อน 

    อาจารย์ปภาศิริกล่าวว่า อยากให้ชาวประมงงดการจับสัตว์น้ำอย่างน้อย 3 เดือน รอให้คราบน้ำมันถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ ชาวประมงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ สามารถไปเรียกร้องค่าเสียหายและสิทธิอันชอบธรรมจากบริษัทผู้ที่ก่อปัญหานี้ พร้อมทั้งมีมาตราการชดเชยชาวประมง ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศคาดว่าจะครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้าง พื้นที่น้ำมันรั่ว พื้นที่เสี่ยงปนเปื้อนทั้งหมด ไม่ควรให้ชาวประมงไปจับสัตว์น้ำเลย

    "ในน้ำมันดิบที่รั่วไหลมีสารโพลีอะโรเมติคาร์บอนบางชนิดก่อมะเร็งในมนุษย์ รวมถึงสารไฮโดรคาร์บอน แม้จะมีปริมาณไม่สูง แต่เมื่อสะสมเรื่อยๆ จะทำให้ก่อมะเร็งด้วย ซึ่งอยู่ในน้ำมันที่รั่วไหล และมีสารโลหะหนักบางชนิดที่เคลื่อนย้ายได้ในห่วงโซ่อาหาร ห่วงโซ่สุดท้ายคือมนุษย์ ปลาตัวเล็กกินสัตว์หน้าดินที่ได้รับสารพิษจากน้ำมันที่ละลายน้ำ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เมื่อย่อยสลายไม่ได้จะสะสมเพิ่มฤทธิ์มากขึ้น คนกินปลา เป็นการสะสมสารพิษผ่านห่วงโซอาหาร สุดท้ายคนจะได้รับพิษสูงสุด"

    
    ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมเสนอว่าจังหวัดระยองควรออกประกาศห้ามจับสัตว์น้ำ เหตุการณ์ครั้งนี้ไทยถือว่ายังโชคดี เพราะที่เกาหลีใต้เคยเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วเป็นพันตัน รัฐบาลประกาศห้ามไม่ให้บริโภคสัตว์ทะเลบริเวณนั้นเป็นปี สารพิษจากน้ำมันที่ละลายน้ำ พวกหอย สัตว์หน้าดิน กุ้ง ปู ปลา จะไปกินตามระบบห่วงโซ่อาหาร ฉะนั้น ความเข้มข้นของสารน่าจะสูงขึ้นแน่นอน แต่เป็นผลกระทบที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่ผลกระทบที่เห็นชัดเจนคือ การท่องเที่ยว ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทรัพยากรและการท่องเที่ยวควรจัดการต่อ  เรียกร้องให้รับผิดชอบทางกฎหมาย เพราะนอกจากน้ำมันที่รั่วแล้ว ยังมีสารเคมีที่ใช้ขจัดคราบน้ำมันในผิวน้ำและชายหาด ที่ส่งผลต่อนิเวศทางทะเล"

    ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการในโครงการการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืนของจังหวัดชลบุรี หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ ICM เธอให้ข้อมูลด้วยว่า จ.ชลบุรีมีแผนฉุกเฉินในการกำจัดน้ำมันที่ขึ้นชายฝั่งแล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 ทุกเทศบาลในชลบุรีจะรู้วิธีการจัดการ หากน้ำมันรั่ว เพราะที่นี่มีท่าเรือ โรงกลั่นน้ำมันจำนวนมาก ในแผนฉุกเฉินของ จ.ชลบุรี เริ่มจากฟื้นการท่องเที่ยวกลับคืนมา ตามด้วยฟื้นฟูเรื่องการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง หากเทียบกับการเตรียมพร้อมรับมือในพื้นที่ จ.ระยอง ยังไม่มี จะต้องปรับปรุงเรื่องแผนรับมือน้ำมันรั่วในทะเล อย่างไรก็ตาม ค่าความเสียหายทางระบบนิเวศนั้นคาดการณ์ยาก ซึ่งกรณีน้ำมัน ปตท.รั่วครั้งนี้ ประเมินแล้วภาคประมงกับการท่องเที่ยวเสียหายมาก ที่ระยองเป็นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงกระชังมาก ซึ่งไม่สามารถเก็บกู้กระชังขึ้นมาก่อน ผลกระทบมาก

    ด้าน ประสาร มฤคพิทักษ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังนำคณะกรรมาธิการฯ และคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเดินทางไปรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง และแนวทางแก้ไขปัญหา กรณีการกำจัดน้ำมันรั่วบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด ว่า กรณีน้ำมันดิบรั่วไหลเป็นเรื่องใหญ่และมีความร้ายแรงถือเป็นอุบัติภัยที่เกิดจากความผิดพลาดไม่ว่าจะคนหรืออุปกรณ์ บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบความเสียหายเพื่อให้การตรวจสอบเหตุการณ์ครั้งนี้มีความโปร่งใสและเกิดความน่าเชื่อถือ เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระและเป็นกลางขึ้นมาสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่พวกเดียวกันสอบกันเอง โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันดิบที่ไหลลงสู่ทะเลใช่ 50,000 ลิตรหรือไม่ 

    ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฟื้นฟูนั้น ประสารกล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลพบว่า จังหวัด บริษัท และหน่วยงานต่างๆ  มีแผนการฟื้นฟูของตนเอง ต่างคนต่างทำ และใช้งบของหน่วยงานตนเองในการดำเนินการ ทั้งที่เรื่องนี้บริษัทต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เสนอให้มีการจัดทำแผนแม่บทร่วมกัน โดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดร่วมทำ กำหนดแผนระยะสั้น กลาง และยาว กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละโครงการ พร้อมงบประมาณจะมาจากไหน

    นอกจากนี้ ปตท.จะต้องช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากกรณีน้ำมันดิบรั่วไหล ทั้งอวนปู ลอบปู อวนปลา ลอบปลา ลอบกุ้ง อวนกุ้ง ลอบหมึก ดำหอย รวมทั้งสิ้นเกือบ 300 รายทันที รวมถึงภาคธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ต ที่พัก ที่เสียหายจากการถูกยกเลิกห้องพัก ปตท.ต้องแสดงเจตนารมณ์แสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม เพราะประกาศตัวว่าเป็นบริษัทที่ยึดหลักธรรมมาภิบาลในการดำเนินกิจการ

    นอกจากนี้ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ หวั่นด้วยว่า การที่จังหวัดมีคำสั่งจัดตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วจังหวัดระยอง เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมทั้งพิจารณากลั่นกรองคำขอรับความช่วยเหลือเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบ และประสานให้มีการช่วยเหลือต่อไปนั้น จะมีอุปสรรคในการดำเนินการ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับชาติ เพื่อให้ไม่ติดขัดในการสั่งการหน่วยงานต่างๆ ช่วยกันช่วยเหลือ รวมถึงระดมผู้รู้ด้านสิ่งแวดล้อม การกำจัดการปนเปื้อนสารพิษในทะเลต่างๆ ช่วยกันให้ฟื้นฟูมลพิษ

     ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาน้ำมันรั่วไหลที่ระยองสร้างปัญหาและผลกระทบในหลายด้าน เบื้องต้นนโยบายภาคการเมืองได้ลงไปในพื้นที่และประกาศนโยบายชัดเจน ยึดหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ฝ่ายบริษัทธุรกิจเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบก็ประกาศต่อสาธารณจะรับผิดชอบผลกระทบที่ตามมา การเยียวยาและค่าเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ควรจะดูแง่ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เป็นการบ้านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระยะสั้นต้องพยายามจำกัดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด เรื่องการไหลของตัวน้ำมันที่แพร่กระจายต้องอยู่ในวงจำกัดที่สุด เรื่องการเก็บกู้น้ำมันที่อยู่บนชายหาด และที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกับสาธารณะเพื่อประโยชน์สร้างความรับรู้ ความเข้าใจ ลดความตื่นตระหนก อีกส่วนช่วยลดผลกระทบที่ตามมาด้วย การให้ข้อมูลหลักการคือ ถูกต้อง โปร่งใส และตรงไปตรงมาที่สุด

    "สารเคมีที่ใช้ในการทำให้น้ำมันจมตัว คือ สารเคมีชนิดใดเพื่อให้นักวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ติดตามวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจตามมาได้ถูกต้องมากขึ้น แม้แต่น้ำมันที่เก็บกู้ไป และทรายที่ติดคราบน้ำมันจะเอาไปจัดการ บำบัด กำจัดด้วยวิธีการใด นี่เป็นตัวอย่างข้อมูลการสื่อสารให้สังคมรับรู้จะช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความกังวล และช่วยทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะที่ตรงกับข้อมูลการดำเนินการมากขึ้น"

    นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมผู้นี้กล่าวถึงทางด้านสิ่งแวดล้อมว่า ต้องมีการติดตามและนำมาสู่การฟื้นฟูระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยแนวทางฟื้นฟูต้องสอดคล้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในแต่ละระบบนิเวศ กรณีนี้มีทั้งเรื่องระบบนิเวศชายหาด ระบบนิเวศปะการัง ระบบนิเวศหญ้าทะเล และควรให้สถาบันการศึกษาและทีมนักวิชาการอิสระมาร่วมให้ข้อคิดเห็นและติดตามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางฟื้นฟูระบบนิเวศมากขึ้น ส่วนเรื่องการเยียวยาชดเชยความเสียหาย ทำอย่างไรจะทำให้การเยียวยาชดเชยความเสียหายที่ภาคเอกชนบอกว่ายินดีจะชดเชยอย่างเต็มที่ แม้ว่าบางส่วนจะเกินกว่ามูลค่าที่ทำประกันภัยไว้ 1,500 ล้านบาท จะครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างครบถ้วน โดยให้นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมมาให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน

 

 

by ThaiWebExpert