ปักกิ่งทุ่มกว่า US$10,000 ล้าน ขีดเส้นตายขจัดมลพิษภายใน 3 ปี

เอเยนซี - ปักกิ่งมีแผนทุ่มงบประมาณถึง 1 แสนล้านหยวน หรือ 10,500 เหรียญสหรัฐ ระหว่างสามปีข้างหน้านี้ เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมนครหลวง ซึ่งกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนมากที่สุด 

       เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา สภาผู้แทนฯ เป่ยจิง (ปักกิ่ง) จัดประชุมใหญ่ระดมพลแก้ไขปัญหาสภาพแวดล้อมทั้ง 4 ประการ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ มลพิษขยะ และการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นโรคเรื้อรังของมหานครเป่ยจิง (ปักกิ่ง) 
 
       ทั้งนี้ คณะทำงานได้วางแผนงานเพื่อขจัดโรคเรื้อรังทางสภาพแวดล้อมไว้ทั้งหมด 5 ด้านด้วยกัน อันได้แก่
       ประการที่ 1 จักต้องวางแผนงานอย่างเป็นองค์รวมในระดับสูงสุด ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพอากาศ ขจัดมลพิษทางน้ำและขยะ รวมถึงควบคุมปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย เพื่อให้สาธารณชนเห็นพัฒนาการโดยไม่หยุดยั้ง
       
       ประการที่ 2 จักต้องสร้างระบบการจัดการที่สร้างสรรค์ ปฎิรูประบบการบริหาร ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเพิ่มศักยภาพของทรัพยากรบุคคล
       
       ประการที่ 3 จักต้องสร้างระบบการคลังที่สร้างสรรค์
       
       ประการที่ 4 จักต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์
       
       ประการที่ 5 จักต้องพึ่งพาการสนับสนุนของหน่วยงานพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพเป่ยจิง ยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานงานระหว่างองค์กร ศึกษาปัญหาและวิจัยร่วมกัน เพื่อให้ภารกิจสร้างอารยธรรมและระบบนิเวศน์เป็นไปอย่างลุล่วง นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ต้องยกระดับระบบการสอบประเมินผลงาน โดยใช้ปัญหาระบบนิเวศน์เป็นหัวข้อหลัก
       
       พร้อมกันนี้ หวาง อันชุ่น ผู้ว่ามหานครเป่ยจิง ได้ขานรับต่อนโยบายดังกล่าว “หน่วยงานทุกระดับของเมืองจะต้องกระตือรือร้นราวกับว่า “นั่งไม่ติด นอนไม่หลับ กินไม่ลง” เพื่อแสดงความรับผิดชอบระดับสูงสุดให้เป็นที่ปรากฏ หากปัญหาเกิดในพื้นที่ใด ก็ให้ถือว่าเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของหน่วยงานในพื้นที่นั้นๆ ”
       
       “เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยด้วยกัน ทำให้ปีนี้สถานการณ์หมอกควันที่เป่ยจิงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็จะกินเวลายาวนานเลย 4 วันขึ้นไป สร้างความกังวลให้กับพรรคฯ และสาธารณชนทั้งในและนอกประเทศอย่างมาก”
       
       “นับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทางเราจะยกระดับการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ มลพิษทางขยะ มลพิษทางน้ำ และการสร้างทัศนียภาพของเมือง โดยวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตลอดระยะเวลา 3 ปีหลังจากนี้ ซึ่งต้องใช้งบประมาณทั้งหมดกว่าหนึ่งล้านล้านหยวน”
       
       ผู้ว่าหวางกล่าวว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการกำจัดขยะด้วย และในแผนการหยุดยั้งการใช้ที่ดินและสิ่งก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย รัฐบาลจะรวบรวมรายชื่ออาคารที่ก่อสร้างโดยฝ่าฝืนกฎหมายที่จะรื้นถอนในปีหน้า

โลกร้อนขึ้น4องศาระบบนิเวศ'ป่วน'

ลกร้อนขึ้น ชี้อุณหภูมิอาจสูงถึง 4 องศาเซลเซียส ยันแค่ 2 องศากระทบระบบนิเวศชัด จากกรณีปะการังฟอกขาวปี 53

เวทีเสวนา หัวข้อ “ความงงงวย...ว่าด้วยเรื่องโลกร้อน”จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ในโอกาสครบรอบ 21 ปีวันสถาปนากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขณะนี้ในเวทีระดับโลกการประชุมภาคีอนุสัญญาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ครั้งที่ 17 ในปี 2554 ที่เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ ได้กำหนดให้มีการเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่จะมีผลบังคับกับทุกประเทศ เป็นการเจรจาในรูปแบบของคณะทำงานเฉพาะกิจ ซึ่งแนวโน้มอาจออกมาเป็นพิธีฉบับใหม่ หรือเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ทั้งนี้ตั้งเป้าเจรจาให้เร็วที่สุดไม่ช้าเกินกว่าปี 2558 เพื่อให้มี
มติรับรองในการประชุมภาคีฯครั้งที่ 21 ในปี 2558 และนำไปสู่การใช้บังคับในปี 2563
 

นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจากเดิมที่นักวิทยาศาสตร์ เคยตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสนั้น ปัจจุบันคงไม่เพียงพอแล้ว เพราะอุณหภูมิโลกอาจจะสูงไปถึง4 องศาเซลเซียสในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งขณะนี้ประเทศไทย ก็ติดอันดับที่ 31ของโลกและอันดับ 4 ของอาเซียนมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเฉลี่ย 0.8 หรือ0.9 ของทั้งโลก ขณะที่มีหลายประเทศเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก สำหรับพันธกรณีช่วงที่สองเพียง 3 ชาติคือสหภาพยุโรป ลด 17-21% และอาจเพิ่มเป็น 30% นอร์เวย์ลด 30% และสวิตเซอร์แลนด์ลด 20% จากระดับที่เคยปล่อยสูงสุดเมื่อ 23 ที่ผ่านมา ส่วนญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และรัสเซีย ประกาศไม่เสนอเป้าหมายลดก๊าซในช่วงที่สอง

"ผลของอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียง 0.5 องศาเซลเซียส ทำให้ผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลทีี่สูงขึ้นเพียงแค่ 2 องศาเซลเซียส พบว่าแนว ปะการังในมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งทะเลอันดามันของไทย ก็เกิดการฟอกขาวอย่างรุนแรง ตรงนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการประมง แค่ถ้าเลย 2 องศาเซลเซียส คงจะหนักมาก ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับนักวิจัยจากหลายสถาบันกำลังเร่งประเมินผลกระทบจากคาดการณ์อุณหภูมิที่จะสูงขึ้นถึง 4 องศา ว่าจะมีผลต่อระบบนิเวศ ฝน ป่าไม้ และการปรับตัวของเกษตรกร ภาคธุรกิจทุกภาคส่วนอย่างไรบ้าง โดยจะสรุปผลในเร็วๆนี้" นายบัณฑูร กล่าว

ส่วนนางรัชนี เอมะรุจิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า สส. ได้มีการทำถุงผ้าแจกปีละ 1 ล้านใบ ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้ช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้จริง ทั้งตัวประชาชนเองก็ไม่ได้เข้าใจแก่นแท้ของคำว่าลดหรือแก้ปัญหาโลกร้อน อย่างไรก็ตาม แต่ส่วนหนึ่งเชื่อว่าการส่งเสริมให้ใช้ถุงผ้าเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มาก และขณะนี้ทางสส.ก็เริ่มเปลีี่ยนแนวในทำความเข้าใจ การสื่อสารเพิ่มเติมความรู้ กับชาวบ้านมากขึ้น เช่น การใช้ถุงผ้าจะลดการใช้น้ำมันในการผลิตเป็นถุงพลาสติก และไม่ใช่ว่าการถือถุงผ้าจะช่วยลดโลกร้อนได้

นายเอมพงศ์ บุญญานุพงศ์ บรรณาธิการข่าวศูนย์ข้อมูล & ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง วิเคราะห์ว่าเรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องยากเกินกว่าที่เราจะรับรู้ เพราะมันไม่ได้ใกล้เรา และประชาชนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมทำฮับสิ่งแวดล้อมรับอาเซียน

 

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานสถาปนา 21 ปี สส. ภาย ในงานมีกิจกรรมต่างๆเช่น พิธีมอบโล่เกียรติคุณแก่อดีตผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้างดีเด่นรวมไปถึงมีการออกร้านตลาดนัดสีเขียว นำสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อมมาจำหน่ายกับผู้สนใจและจัดเวทีวิชาการหลายเวที โดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี สส. กล่าวว่า ระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านมา สส.ทำงานต่างๆมากมาย โดยเฉพาะการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการจัดการขยะมูลฝอยโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โครงการชุมชนปลอด ขยะ หรือขยะเป็นศูนย์ ส่วนผลงานการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและการสร้างภาคีเครือข่าย เช่น การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) โดยดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2553 ถึงปัจจุบัน มี ทสม. ทั่วประเทศครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด มีสมาชิกประมาณ 150,000 ราย

นายจตุพรกล่าวต่อว่า ที่สำคัญ เร็วๆนี้ สส.จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร การรายงานสภาพแวดล้อมในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หรือเป็นฮับด้านสิ่งแวดล้อมของอาเซียน โดยจะเสนอนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทส.

 

เวทีเสวนาสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับชาติ ครั้งที่4

2013-04-22 08:00
2013-04-23 15:00

เวทีเสวนาสิ่งแวดล้อมศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 4 “เรียนรู้เพื่อเท่าทัน ผลักดันการเปลี่ยนแปลง”

จัดโดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกาษเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2556 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค

เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาร่วมกันในการเตรียมพร้อม รับมือ ปรับตัว ให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับการจัดการสิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่น

ภายในงาน พบกับ
1. ปาฐกถาพิเศษ "พลังแห่งการเรียนรู้"
2. ละครเปิดประเด็น "ก็แค่เปลี่ยนไปหรือ..." โดย กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์
3. สานเสวนาเพื่อการจัดการความรู้อย่างสร้างสรรค์ "การนำเสนอกรณีตัวอย่าง และการอภิปรายถอดบทเรียนการทำงานจากชุมชน กลุ่มเยาวชน และภาคประชาสังคม"

ห้องย่อยที่ 1 : ชุมชนรับมือพิบัติภัย "รับมือภัยพิบัติและโลกร้อน"
ผู้นำเสนอ
1. ผู้แทนชุมชนบ้านห้วยปลาหลด อ.แม่สอด จ.ตาก
2. ผู้แทนชุมชนบางกระบือ จ.สิงห์บุรี
วิทยากรร่วมเสวนา
1. อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร (อยู่ระหว่างการติดต่อ)
2.ดร.รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ (อยู่ระหว่างการติดต่อ)
ผู้ดำเนินรายการ : ดร.สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ห้องย่อยที่ 2 : ชุมชนกับความมั่นคงทางอาหาร "รู้รักษา เพื่อข้าวปลาอาหารมั่นคง"
ผู้นำเสนอ
1. ผู้แทนชุมชนบ้านสามขา อ.แม่ทะ จ.ลำปาง
2. ผู้แทนชุมชนบ้านลิ่มทอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์
วิทยากรร่วมเสวนา
1. คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (อยู่ระหว่างการติดต่อ)
2. พระสรยุทธ ชยปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม
3. คุณนคร ลิมปคุปตถาวร ศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง
ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์ รัชกร วชิรศิโรดม มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี

ห้องย่อยที่ 3 : พลังคนรุ่นใหม่ "พลังเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่"
ผู้นำเสนอ
1. คุณ บุปผาทิพย์ แช่มนิล กลุ่มรักษ์เขาชะเมา
2. คุณ พีระพงศ์ ดวงดี กลุ่มเกสรลำพู
วิทยากรร่วมเสวนา
1. ผู้แทน มูลนิธิกองทุนไทย
2. คุณ ภัทรภร เกิดจังหวัด โครงการละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม)
ผู้ดำเนินรายการ : อาจารย์ ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ มหาวิทยาลัยบูรพา

ห้องย่อยที่ 4 : ชุมชนเมืองที่ยั่งยืน "เมืองที่เป็นมิตรกับชีวิต"
ผู้นำเสนอ
1. คุณ สมชาย จริยเจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง
2. คุณ สุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปริก   อ.สะเดา จ.สงขลา
วิทยากรผู้ร่วมเสวนา
1. คุณ ชญา ปัญญาสุข นายกสมาคมภูมิสถาปนิก ตัวแทนจากกลุ่มเราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์
2. คุณ พีธากร ศรีบุตรวงษ์ บางกอกฟอรั่ม
ผู้ดำเนินรายการ : ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การอภิปราย "เรียนรู้เพื่อเท่าทันการเปลี่ยนแปลง บทเรียนจากชุมชนสู่สังคมไทย”
ผู้ร่วมอภิปราย
1. รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ (อยู่ระหว่างการติดต่อ) ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต
2. ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว
3. อาจารย์ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ
ผู้ดำเนินการอภิปราย : คุณ วีริศ หุ่นเจริญ
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://thaieeforum.net/home

 

นักอนุรักษ์น่านตั้งโต๊ะเสวนา-ยัน ตปท.วิจัยพบโรงไฟฟ้าถ่านหิน-สายส่งไฟทำคนป่วย

น่าน - เครือข่ายอนุรักษ์ สวล.ตามวิถีคนน่านตั้งโต๊ะเสวนา “ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง” โชว์ผลวิจัย ตปท.ยันโรงไฟฟ้าถ่านหิน-คลื่นแม่เหล็กจากสายไฟฟ้าแรงสูงทำคนป่วย

เครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีคนน่าน ภายใต้เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน จังหวัดน่าน นำโดยนางพวงทอง เลื่องลือ เลขานุการเครือข่ายฯ ได้จัดเวทีเสวนาสร้างความเข้าใจการสร้างแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่ ต.ดู่ใต้ อ.เมืองน่าน และพื้นที่ อ.สองแคว ซึ่งได้รับผลกระทบจากการถมที่ดิน และสำรวจแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อให้ความรู้ทั้งด้านกฎหมาย ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านวิศวกรโครงสร้าง แก่ชาวบ้าน และผู้ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน โดยมีการเชิญนางมะลิวรรณ นาควิโรจน์ ประธานเครือข่ายสิทธิผู้ป่วยแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่เป็นองค์กรที่ชาวบ้านก่อตั้งขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ บอกเล่าประสบการณ์ปัญหามลภาวะเป็นพิษที่แม่เมาะ
       
นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้การใช้กฎหมาย พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ.เหมืองแร่ โดยทนายสอ รัตนมณี นักกฎหมายและอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งการบรรยายเรื่องผลกระทบที่ส่งมลพิษต่อคนและสัตว์ในเรื่องของพลังงานถ่านหิน โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น พร้อมกันนั้น วิทยากรที่เข้าร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้ยังได้บรรยายถึงผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงต่อด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มีการอ้างอิงงานวิจัย และข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น แพทย์ในอเมริกาพบว่าสารพิษที่ปนเปื้อนสู่ชุมชนรอบเหมืองถ่านหินลิกไนต์มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว เรื้อรัง โรคปอดดำ และพบว่าเป็นโรคไตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70
       
ขณะที่รัฐบาลอังกฤษตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหา “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง” เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งสมอง โรคระบบประสาท และทำให้หญิงมีครรภ์แท้งง่ายขึ้น ซึ่งมีคำแนะนำให้ต้องอยู่ห่างสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 60 เมตร นางพวงทองกล่าวว่า หลังจากกิจกรรมเสวนาทั้งหมดจบลงก็มีการแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนวทางแก้ไขด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดน่าน โดยแนวทางการขับเคลื่อนของคนน่านที่ได้รับผลกระทบจากถ่านหินและสายส่งไฟฟ้า ได้ตั้งเป็นคณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อยกระดับจากประเด็นผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ให้เป็นประเด็นที่ประชาชนทั้งจังหวัดน่านต้องรับรู้ร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
 

ผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง (31 มีนาคม 2556)

ผลการปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง (ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว) โดยความเห็นของรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่โครงการในกรอบวงเงิน 100 ล้านบาท จำนวน 1 กลุ่มจังหวัด และ 5 จังหวัด สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และเลขานุการรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 6 คน ในพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยมีความเห็นต่อโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที ดังนี้
(1) เห็นชอบโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อาเซียนของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ซึ่งดำเนินการในพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 30.00 ล้านบาท
(2) เห็นชอบโครงการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์และสุขภาพวิถีไทย ซึ่งดำเนินการในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 16.804 ล้านบาท
(3) เห็นชอบโครงการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และแปรรูปปลาสลิดของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง เพื่อส่งเสริมให้ได้มาตรฐาน OTOP และส่งเสริมการส่งออก ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 23.00 ล้านบาท
(4) เห็นชอบโครงการพัฒนาด่านชายแดนและปรับปรุงระบบการให้บริการประชาชน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 37.50 ล้านบาท

2. จังหวัดในกลุ่มภาคกลางตอนกลางมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ลงพื้นที่โครงการในกรอบวงเงิน 100 ล้านบาท รวม 17 คน โดยมีความเห็นต่อโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันทีในแต่ละจังหวัด ดังนี้ 
1) จังหวัดฉะเชิงเทรา มีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 
ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 4 คน มีความเห็นต่อโครงการ ดังนี้ 
    (1.1) เห็นชอบโครงการปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงการเป็นศูนย์กลางผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอแปลงยาว โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 44.00 ล้านบาท
    (1.2) เห็นชอบโครงการเส้นทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอคลองเขื่อน โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 51.20 ล้านบาท
    (1.3) เห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพต้นทุนการผลิตไข่ไก่ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอบ้านโพธิ์ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 12.00 ล้านบาท
 
2) จังหวัดสมุทรปราการ มีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง และที่ปรึกษารัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 5 คน มีความเห็นต่อโครงการ ดังนี้ 
    (2.1) เห็นชอบโครงการศูนย์แสดง จำหน่าย และกระจายสินค้า OTOP ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สู่ตลาดสากล โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 70.00 ล้านบาท
    (2.2) เห็นชอบโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว “งานประเพณีรับบัว” จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอบางพลี โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.00 ล้านบาท
    (2.3) เห็นชอบโครงการปรับปรุงซ่อมแซมเขื่อนกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จากภาวะน้ำทะเลหนุน บริเวณพื้นที่ชุมชนรอบศูนย์ราชการจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอเมือง โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 15.00 ล้านบาท
 
3) จังหวัดนครนายก มีรัฐมนตรี และปลัดกระทรวง (แทน รมว.พม.) ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 2 คน มีความเห็นต่อโครงการ ดังนี้
    (3.1) เห็นชอบในหลักการโครงการทั้ง 4 โครงการที่จังหวัดเสนอขอ แต่เนื่องจากภาคเอกชนมีข้อเสนอในการพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล ดังนั้นจึงเห็นควรให้จังหวัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ และวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเขื่อนขุนด่านปราการชลในภาพรวมอย่างเป็นระบบ
 
4) จังหวัดปราจีนบุรี มีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 5 คน มีความเห็นต่อโครงการ ดังนี้
    (4.1) เห็นชอบโครงการสวนสุขภาพของชุมชนในจังหวัดปราจีนบุรี จำนวน 5 แห่ง ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอประจันตคาม อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 40.00 ล้านบาท
    (4.2) เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อภาคเกษตรกรรมตำบลบ้านพระ อำเภอเมืองปราจีนบุรี โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 25.56 ล้านบาท
    (4.3) เห็นชอบโครงการปรับปรุงคันกั้นน้ำท่าแห ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 38.00 ล้านบาท
 
5) จังหวัดสระแก้ว มีรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ รวม 1 คน มีความเห็นต่อโครงการ ดังนี้
    (5.1) เห็นชอบโครงการจัดสร้างศูนย์กระจายสินค้าพืชพลังงาน ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร และอำเภอวังน้ำเย็น โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 49.90 ล้านบาท
    (5.2) เห็นชอบโครงการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตร ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 25.00 ล้านบาท
    (5.3) เห็นชอบโครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตพืชพลังงาน (มันสำปะหลัง) ซึ่งดำเนินการในพื้นที่อำเภอวังสมบูรณ์ โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 17.59 ล้านบาท
    (5.4) เห็นชอบโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเพื่อยกระดับรายได้ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ทั้ง 9 อำเภอ ในจังหวัดสระแก้ว โดยให้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2556 งบกลางฯ วงเงิน 12.30 ล้านบาท
 
ข้อสั่งการเพิ่มเติมของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี
1.จังหวัดสระแก้ว
นายกรัฐมนตรี  1) ให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองวางระบบ Auto Channel และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จะสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก โดยเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากงบปกติตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งเห็นควรให้กรมศุลกากรเสนอของบประมาณการให้บริการที่ต่อเนื่องกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อให้การบริการและการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนเป็นรูปแบบสากล เช่นเดียวกับการบริการที่สนามบินสุวรรณภูมิ 2) เห็นควรให้กรมศุลกากรไปเร่งจัดหาที่ดิน ออกแบบรายละเอียดเพื่อพัฒนาโครงการพัฒนาด่านศุลกากร ณ บ้านหนองเอี่ยน –     สตึงบท รองรับรองการพัฒนาแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)
2.จังหวัดปราจีนบุรี
รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) กรณีเขื่อนทดน้ำบางปะกง ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบให้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2533 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2543 วงเงินลงทุนประมาณ 3,027 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็ม และเก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งนี้ จากการเริ่มใช้งานจริงในช่วงปี พ.ศ. 2543 พบว่า เกิดน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกรรมด้านท้ายน้ำในช่วงน้ำขึ้น และการพังทลายของตลิ่งในบริเวณที่เป็นคุ้งน้ำในช่วงน้ำลง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการบริหารจัดการเขื่อนทดน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำจืดและระดับน้ำทะเล ให้แตกต่างกันน้อยที่สุด ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ ดังนั้น จึงเห็นควรมอบหมายกรมชลประทานโดยการกำกับของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ทำการศึกษาทางด้านชลศาสตร์ อุทกศาสตร์ และธรณีวิทยาของตลิ่ง และ/หรือ การศึกษาออกแบบการก่อสร้างฝายทดน้ำที่บริเวณปากแม่น้ำอีกแห่งหนึ่ง เพื่อลดความแปรปรวนของการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล ซึ่งเป็นสาเหตุของการพังทลายของตลิ่งในปัจจุบัน เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และคุ้มค่ากับเงินที่ได้ลงทุนไปแล้ว
 

 

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 2/2556 (31 มีนาคม 2556)

สาระสำคัญของผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่2/2556 ในวันเสาร์ที่ 30 มีนาคม 2556 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีรายละเอียดข้อเสนอเพื่อพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน (เสนอโดย กกร.)

   1.1 ข้อเสนอ

    1) ขอรับการสนับสนุนโครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบ้านป่าไร่ จังหวัดสระแก้ว โดยกำหนดรูปแบบและสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษและการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายแดน โดยเน้นให้ประเทศสมาชิก ACMECS เป็น ฐานการผลิตเดียว”         

          2) ขอรับการสนับสนุนโครงการ Eco Industrial Town จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดปราจีนบุรี โดย (1) ประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานประกอบการและชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย (2) อบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในเรื่อง Eco Industrial Town และ (3) ขอให้มีการศึกษารูปแบบของ Eco Industrial Town ที่เหมาะสมกับภูมิสังคมของพื้นที่เป้าหมาย

        3) ขอให้เร่งรัดโครงการย้ายตลาดสะพานปลากรุงเทพยานนาวา) ไปตั้งที่ปากน้ำสมุทรปราการภายในปี 2556 เพื่อลดความแออัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง

       4) ขอรับการสนับสนุนโครงการจัดตั้งสถาบันมะม่วงแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาสายพันธุ์มะม่วง ส่งเสริมการผลิต การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาด้านตลาดอย่างครบวงจร

    1.2 มติที่ประชุม

           1) เห็นควรให้มีการศึกษาแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยให้พิจารณาข้อเสนอการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบ้านป่าไร่ จังหวัดสระแก้ว เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาดังกล่าวด้วย

         2) มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารูปแบบการจัดทำเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมเดิม (จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด) โดยให้คำนึงถึงการจำกัดการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงงานในพื้นที่อย่างเข้มงวด สำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ (จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี) ให้พิจารณาจัดทำแผนการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 

           3) มอบหมายให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) เป็นที่ปรึกษาทำการศึกษาความเหมาะสม
ความจำเป็น และความเป็นไปได้ในการพัฒนาสะพานปลาในภาพรวมทั้งหมดรวมถึงการย้ายหรือพัฒนาสะพานปลากรุงเทพ และพิจารณาใช้ประโยชน์จากสะพานปลาจังหวัดสมุทรปราการทั้งระบบเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

       4) มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราสำนักงานสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา และมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รับไปศึกษาโครงการจัดตั้งสถาบันมะม่วงแห่งประเทศไทย

 

2. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)

   2.1 ข้อเสนอ

     ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน (ปากน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา - สมุทรปราการ) โดยในส่วนของจังหวัดสมุทรปราการ บริเวณพื้นที่ราบลุ่มที่เกิดการทับถมของดินตะกอนปากแม่น้ำ และตอนใต้ใกล้ชายฝั่งทะเลลักษณะที่เป็นดินเลน และในส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่คลองเจริญวัย บ้านคลองสีล้ง วัดหงษ์ทอง ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง ได้ประสบกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ทำให้ชุมชนบางส่วนต้องอพยพออกจากพื้นที่

   2.2 มติที่ประชุม

             มอบหมายให้คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) รับไปพิจารณาเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน ปากน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา - สมุทรปราการ) รวมทั้งดำเนินการศึกษาการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกทั้งระบบ และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

3. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ (เสนอโดย กกร./สทท.)

   3.1 ข้อเสนอ

        1) ขอรับการสนับสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว “ขุนด่านแลนด์” (ถนน-สะพาน-ภูมิทัศน์) จังหวัดนครนายก โดยพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก

           2) ขอให้เร่งรัดการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงเกษตรที่สมบูรณ์

          3) ขอให้แยกช่องทางการผ่านด่านชายแดนของนักท่องเที่ยวออกจากด่านการค้า โดย (1) ขอให้แยกเส้นทางการผ่านด่านชายแดนของนักท่องเที่ยวออกจากการค้าที่ด่านคลองลึก จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีปริมาณที่หนาแน่น (2) ขอให้ปรับปรุงด่านการค้าที่สำคัญให้ได้คุณภาพและมาตรฐานสากล ทั้งในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริหารจัดการโดยเฉพาะบุคลากร และ (3) ขอให้ยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าที่มีอยู่ในสระแก้ว 2 แห่ง เพื่อให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรเพิ่ม คือ บ้านเขาดิน –กิโลเมตรที่ 13 ของพระตะบอง หรือจุดหนองปรือ - พนมมาลัย จังหวัดบันเตียเมียนเจย

          4) ขอให้พัฒนาเส้นทางช่องบะระแนะ หรือช่องตากิ่ว ซึ่งอยู่ติดชายแดนกัมพูชา เพื่อให้เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ให้กับอำเภอตาพระยา อาทิ เส้นทางแหล่งตัดหิน สระเพลง ศูนย์อพยพเก่า เกษตรผสมผสาน และแหล่งโบราณสถานยุคขอมอีกมาก

    3.2 มติที่ประชุม

           1) มอบหมายให้จังหวัดนครนายก ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาศึกษาความเหมาะสมรูปแบบการพัฒนาพื้นที่และการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก โดยให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของโครงการด้านเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งจัดทำแผนการบริหารจัดการโครงการและหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของแผนงานและโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

       2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาแผนพัฒนาการท่องเที่ยวของไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนและท้องถิ่น และบูรณาการแผนงาน/โครงการ รวมทั้งจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ

          3) มอบหมายกระทรวงคมนาคมรับข้อเสนอของภาคเอกชนไปศึกษาในรายละเอียดการแยกช่องทางการผ่านด่านชายแดนของนักท่องเที่ยวที่ด่านคลองลึก โดยให้คำนึงถึงการจัดระเบียบในด่านคลองลึกทั้งในส่วนของการค้าและการท่องเที่ยวให้เป็นระบบ รวมทั้งให้นำแนวทางการพัฒนายกระดับจุดผ่านแดนบ้านหนองเอี่ยนประกอบการพิจารณาด้วย

          4) มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือกับฝ่ายกัมพูชา ภายใต้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในการพิจารณายกระดับจุดผ่อนปรนทางการค้าที่ภาคเอกชนเสนอทั้ง 2 แห่ง

 

4. เรื่องอื่น ๆ รวม 3 เรื่อง ดังนี้

   4.1 การอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต (เสนอโดย สทท.)

      1) ข้อเสนอ ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาความแออัดของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดย (1) เพิ่มช่องทางตรวจลงตราสำหรับผู้โดยสารบริเวณภายนอกท่าอากาศยาน (2) เพิ่มเครื่องตรวจสอบสัมภาระ และ (3) เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

           2) มติที่ประชุม มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งรัดดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวโดยเร็วต่อไป

   4.2 กฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) (เสนอโดย สภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย)

       1) ข้อเสนอ ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกฎหมาย FATCA ที่สภาครองเกรสของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีมติบังคับใช้ โดยให้สถาบันการเงินนอกประเทศสหรัฐอเมริการายงานข้อมูลบัญชีของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสัญชาติอเมริกาไปยังกรมสรรพากรสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจาเพื่อทำข้อตกลงระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลในเรื่องกฎหมาย FATCA ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2556 โดยให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรกลางในการรวบรวมข้อมูลที่สถาบันการเงินจะต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากรสหรัฐฯ รวมทั้งเร่งรัดการออกหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          2) มติที่ประชุม มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

   4.3 การเร่งรัดการออกกฎหมายเพื่อรับรองผู้ประกอบการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (เสนอโดย กกร.)

         1) ข้อเสนอ ขอให้รัฐบาลพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะหน้าในเรื่องแรงงานทางทะเล เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาแรงงานทางทะเล (Marine Labor Convention: MLC) ที่กำหนดโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งหากไม่มีกฎหมายที่ออกมารองรับอนุสัญญาดังกล่าวก่อนวันที่ 20 สิงหาคม 2556
ผู้ประกอบเรือเดินทะเลสัญชาติไทยจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียอย่างรุนแรงต่อธุรกิจพาณิชยนาวีของไทย

          2) มติที่ประชุม มอบหมายให้คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี (นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา) รับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

New cloud computing network could cut GHG emissions from ICT

 
The growing use of Information and Communication Technology (ICT) services is producing an increasing amount of greenhouse gas (GHG) emissions. New research has proposed a network model spanning Europe, USA and Canada that uses ‘cloud computing’ to supply renewable energy to IT data centres. 

Current approaches to reducing GHGs from ICT focus on reducing energy consumption at the ‘micro-level’, i.e. making systems more efficient through design and technology. However, some suggest that this approach will eventually produce an overall increase in energy consumption, due to rebound effects, whereby greater efficiency leads to greater use of devices.
 
An alternative ‘macro-level’ approach is to build IT data centres (the facilities for storing and managing electronic information) near green sources of power. However, many computing centres are not near these sources, so an alternative, as proposed by this study, is a distributed network that links data centres via cloud computing.
 
Instead of using local services, cloud computing uses a network of remote services that are hosted on the internet to store, manage and process the data. In this instance, its use would enable data centres to be powered by geographically-distant renewable energy sources.
 
The Canada-based GreenStar Network (GSN)1 initiative is the first worldwide attempt to provide ICT services based on renewable sources, such as wind, solar and hydroelectricity. The network consists of data centres that are built near renewable energy sources in Canada, the USA, Iceland, the Netherlands, Ireland, Spain and China. It is collaborating with the EU Mantychore project2 to create low-carbon ICT networks that are managed through cloud technology.
 
This new study outlines GreenStar and Mantychore’s network proposal, and presents some preliminary results based on a case study in Canada. The data centres consist of several devices, including the renewable energy technology (such as solar panels or wind turbines), a battery bank to store the energy and power distribution units (PDUs) to distribute the electricity.
 
Software is used to ‘virtualise’ each of the devices in the data centre, so they can be placed in a cloud that is controlled by a cloud manager. These ‘virtual machines’ are linked into the network and are always active and available to control. This means that 24/7 decisions can be made to meet the workload requirements of the devices and maximise the use of renewable energy by ‘moving’ virtual machines from one data centre to another, so they can ‘follow’ available renewable energy.
 
The study illustrated this with a simulation of a solar PV system installed at a data centre in Ottawa. With no cloud network or virtualised systems, when the charge is small or the solar PV system is off, the data centre is powered by the battery bank and then the national grid. This means that, from mid-December to January, the centre is permanently powered by the national grid.
 
However, in the new cloud computing system, the virtual machines can be relocated to data centres with available renewable energy supplies when the solar power dwindles. In the case of Ottawa, this would result in an 80% increase in the time when the data centre is entirely powered by solar energy.
 
 

นายกรัฐมนตรีแนะะให้พื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียน: 
วิไลวรรณ

 

โฆษกรัฐบาลเผยนายกรัฐมนตรีแนะให้พื้นที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน ขณะที่ จ.ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่ในการพัฒนาแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลาง และปลายน้ำ

วันนี้ (31มี.ค.56) เวลา 11.30 น.  ณ อาคารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นายทศพร เสรีรักษ์ โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี ได้ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 2/2556  ซึ่งมี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ ว่า นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบถึงเรื่องที่ได้เดินทางลงพื้นที่  โดยมีแนวทางว่าพื้นที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูม จังหวัดสมุทรปราการ จะให้เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบินและสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งอุตสาหกรรมจะเน้นให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยจังหวัดฉะเชิงเทราจะเป็นศูนย์กลางการขนส่ง การรวบรวมและการกระจายสินค้า ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม  สำหรับจังหวัดนครนายกจะเป็นพื้นที่เกษตรคุณภาพสูง เพื่อการส่งออก โดยจะเน้นเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้สินค้าเกษตรมีมูลค่าเพิ่ม และสามารถส่งออกได้มากขึ้น

ส่วนจังหวัดสระแก้วจะเป็นพื้นที่รองรับเศรษฐกิจชายแดนที่จะเชื่องต่อไปกัมพูชา และเวียดนาม โดยพื้นที่ตอนล่างของจังหวัดสระแก้วจะเป็นศูนย์กลางการผลิตพืชพลังงาน และเมืองอรัญประเทศให้เป็นเมืองการค้าชายแดน โดยเป็นเมืองคู่แฝดอรัญประเทศ-ปอยเปต ขณะที่จังหวัดปราจีนบุรี จะเป็นพื้นที่ในการพัฒนาแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลาง และปลายน้ำ

มากกว่าครึ่งหนึ่งของแม่น้ำลำธารในสหรัฐฯ ประสบปัญหามลพิษทางน้ำที่สูงขึ้น

ภาพ Missouri River: One of American's "Most Polluted" จาก http://moravings.blogspot.com/2012/04/missouri-river-one-of-americans-most.html

เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์ - สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (อีพีเอ) ของรัฐบาลสหรัฐฯ เผยเมื่อวันพุธ (27 มี.ค.56) ถึงผลการศึกษาล่าสุดที่ระบุว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของแม่น้ำลำธารในสหรัฐฯ มีสภาพย่ำแย่เกินกว่าที่สัตว์น้ำจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สาเหตุสำคัญเกิดจากปัญหามลพิษทางน้ำที่สูงขึ้น

 

ข้อมูลของอีพีเอระบุว่า 27 เปอร์เซ็นต์ของแม่น้ำ ลำธาร รวมถึงทะเลสาบในสหรัฐฯ มีระดับของไนโตรเจนสูง ส่วนอีก 40 เปอร์เซ็นต์มีปริมาณการปนเปื้อนของสารฟอสฟอรัสสูง ซึ่งส่งผลให้ให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสาหร่ายจนออกซิเจนในน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและคุณภาพของน้ำเป็นวงกว้าง
       
นอกจากนั้น ราว 9 เปอร์เซ็นต์ของแม่น้ำลำธารในสหรัฐฯ ยังถูกระบุว่าไม่มีความปลอดภัยเพียงพอต่อการลงไปว่ายน้ำ เนื่องจากมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียนานาชนิดในอัตราสูง ขณะที่จำนวนของพืชพรรณที่ทำหน้าที่ช่วยกรองสิ่งสกปรกต่างๆ ในลำน้ำทั่วสหรัฐฯ ได้ลดจำนวนลงกว่า 1 ใน 4
       
ข้อมูลล่าสุดของอีพีเอ สอดคล้องกับรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ที่จัดทำขึ้นโดยคำสั่งของทอม วิลแซค รัฐมนตรีที่เป็นเจ้ากระทรวงฯ ซึ่งพบข้อมูลว่าแม่น้ำสายสำคัญของสหรัฐฯ เช่น แม่น้ำมิสซิสซิปปี กำลังเผชิญภัยคุกคามที่เพิ่มสูงขึ้นจากมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการพัฒนาและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีมานี้
 

 

by ThaiWebExpert