แต่งตั้ง(13 มีนาคม 2555)

1.    แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
                       คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเสนอ แต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยยืนยันให้ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในขณะนี้ (นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์) ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

2.     แต่งตั้งผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้งนางสาวสุธาวรรณ  ศักดิ์โกศล ผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2555     เป็นต้นไป

3.     การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติโดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ  ดังนี้
        องค์ประกอบ
        รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้แทนภาคเอกชนที่ประธานแต่งตั้งจำนวน 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานแต่งตั้งจำนวน 3 คน โดยมี รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 3 คน  (กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)
ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
        อำนาจหน้าที่
        (1) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ
        (2) ดำเนินการบูรณาการแนวทาง มาตรการ แผนงานและงบประมาณกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
        (3) จัดระบบการประสานงานและการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อกำกับดูแล และเร่งรัดการดำเนินงานของส่วนราชการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งกำหนดงานของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ให้มีความเหมาะสม
        (4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลเพื่อมอบหมายให้ดำเนินการใดตามที่คณะกรรมการกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามความเหมาะสม
 
4.     แต่งตั้งรองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอแต่งตั้ง              รองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำนวน 3 คน ดังนี้ 1. นายชัยรัตน์  อร่ามศรี  2. นายพิพัฒน์  ชนินทยุทธวงศ์      3. นายวรวิทย์  โรจนไพฑูรย์

5.    แต่งตั้งผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค
        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนางรัตนา  กิจวรรณ เป็นผู้ว่าการการประภาส่วนภูมิภาค โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในปีแรกอัตราเดือนละ 300,000 บาท ตามมติคณะกรรมการ กปภ. ครั้งที่ 1/2555 วันที่ 31 มกราคม 2555 และครั้งที่ 2/2555 วันที่ 17 กุมภาพันธ์  2555 โดยกระทรวงการคลังได้เห็นชอบการกำหนดค่าตอบแทนและร่างสัญญาจ้างผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคดังกล่าวแล้ว  ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 (มาตรา 19) และ พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 (มาตรา 8 จัตวา) โดยให้นางรัตนา  กิจวรรณ ลาออกจากการเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจก่อนลงนามในสัญญาจ้างด้วย  ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม  2555 เป็นต้นไป

6.    ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวง
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอแต่งตั้ง นางสาวสมศรี          ฮั่นตระกูล รองอธิบดี (นักบริหาร ระดับต้น) กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร ระดับสูง) กรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป  

7.    แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงพาณิชย์)
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้ง นางปราณี  ศิริพันธ์ รองอธิบดี (นักบริหารต้น) กรมการค้าต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป  
 
        8. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์
        คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 2 ราย โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ตกลงยินยอมในการโอนสับเปลี่ยนข้าราชการในสังกัดให้ดำรงตำแหน่งแล้ว ดังนี้
         1. แต่งตั้ง นางพนิตา  กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
         2. แต่งตั้ง นายวิเชียร  ชวลิต ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง (ตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
         ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป  

    
       
 

การลงนามข้อตกลงร่วมโครงการสนับสนุนเทคนิคการบำบัดน้ำเสียให้แก่ท้องถิ่นในประเทศไทยระหว่างองค์การจัดการน้ำเสียกับหน่วยงานระบายน้ำของประเทศญี่ปุ่น(13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการลงนามในข้อตกลงร่วมโครงการสนับสนุนเทคนิคการบำบัดน้ำเสียให้แก่ท้องถิ่นในประเทศไทยระหว่างองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) กับ Saitama Prefectural Government Bureau of Public Sewerageworks และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA)  และมอบหมายให้ผู้แทนองค์การจัดการน้ำเสียเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงร่วมฯ ดังกล่าว ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ   โดยให้ ทส.                รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
        สาระสำคัญของเรื่อง
        ทส. รายงานว่า
        1. อจน. เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัด ทส.  จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การจัดการน้ำเสีย พ.ศ.2538 มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมสำหรับการบำบัดน้ำเสียภายในเขตพื้นที่จัดการน้ำเสีย และการให้บริการรับบริหารหรือจัดการระบบบำบัดน้ำเสียทั้งในและนอกเขตพื้นที่จัดการน้ำเสีย รวมทั้งบริการหรือกิจการต่อเนื่องที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐกิจ โดย อจน. มีความประสงค์ลงนามในข้อตกลงร่วมโครงการสนับสนุนเทคนิคการบำบัดน้ำเสียให้แก่ท้องถิ่นในประเทศไทย อันเป็นโครงการร่วมกันกับ Saitama Prefectural Government Bureau of Public Sewerageworks ซึ่งเป็นหน่วยงานระบายน้ำของจังหวัด Saitama ประเทศญี่ปุ่น ทั้งด้านการฝึกอบรม และการใช้อุปกรณ์และวัสดุบำบัดน้ำเสีย ภายใต้โครงการความร่วมมือขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) ซึ่ง อจน. จะร่วมเขียนแผนงานโครงการ จัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นในการดำเนินโครงการและอำนวยความสะดวกให้ใช้สถานที่ดำเนินโครงการ
2. JICA  และ Saitama Prefectural Government Bureau of Public Sewerageworks  ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของ อจน.  ในการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย ดังนั้น  จึงได้มีการติดต่อประสานงานมายัง อจน.
เพื่อเข้าร่วมโครงการสนับสนุนเทคนิคการบำบัดน้ำเสียให้แก่ท้องถิ่นในประเทศไทย โดยสาระสำคัญของข้อตกลงร่วมโครงการสนับสนุนเทคนิคการบำบัดน้ำเสียให้แก่ท้องถิ่นในประเทศไทยระหว่าง อจน. กับหน่วยงานระบายน้ำของจังหวัด Saitama ประเทศญี่ปุ่น คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาเทคนิคการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย  และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ทั้งด้านการฝึกอบรมและการใช้อุปกรณ์และวัสดุบำบัดน้ำเสีย
        ทส. พิจารณาแล้วเห็นว่า  การจัดทำข้อตกลงร่วมฯ ดังกล่าวเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง อจน.
ของไทยและหน่วยงานระบายน้ำของญี่ปุ่น   โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เพิ่มศักยภาพของวิศวกรโรงบำบัดน้ำเสียในท้องถิ่นภาคตะวันออกของประเทศไทยในเรื่องเทคโนโลยีการบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบำบัดน้ำเสียในท้องถิ่นของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                 

 

ร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (13 มีนาคม 2555)

  คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้
                   1. เห็นชอบสาระสำคัญในร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พร้อมทั้งอนุมัติให้ พน. สามารถพิจารณาปรับปรุงถ้อยคำในร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญของความร่วมมือได้ตามความเหมาะสม ก่อนที่จะมีการลงนามกับ พน. ของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์  
                   2. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นผู้ลงนามในถ้อยแถลงร่วมฯ ระหว่างฟิลิปปินส์กับไทย
                   3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกหนังสือมอบอำนาจเต็มให้ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ลงนามในร่างแถลงร่วมฯ ดังกล่าว  
                   สาระสำคัญของเรื่อง
                   พน. รายงานว่า
                   1. ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์ ครั้งที่ 4 (Joint Commission on Bilateral Cooperation-JCBC) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ณ กรุงเทพมหานคร และการหารือข้อราชการระหว่างอดีตนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ) กับอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ (นางกลอเรีย มาคาปากัล-อาร์โรโย) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม  2552 ทั้งสองฝ่ายได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านพลังงานระหว่างไทย-ฟิลิปปินส์ (Joint Working Group on Energy) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานระหว่างทั้งสองประเทศ
                   2. เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 รองปลัดกระทรวงพลังงานได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านพลังงานไทย-ฟิลิปปินส์  
                   3. พน. ได้ยกร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Joint Statement between the Ministry of Energy of the Kingdom of Thailand and the Department of Energy of the Republic of the Philippines for the Establishment of Energy Forum) เพื่อเป็นเวทีหารือด้านพลังงาน (Energy Forum) ในระดับข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่ทางด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ  ในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางด้านพลังงานในสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้ พน. ได้นำส่งร่างให้ กต. พิจารณาส่งต่อไปยังฝ่ายฟิลิปปินส์
                   4. ฝ่ายฟิลิปปินส์ได้ส่งร่างโต้ตอบที่มีการแก้ไขมาให้ฝ่ายไทยพิจารณาอีกครั้ง ซึ่ง พน. ได้พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้องในข้อแก้ไขต่อร่างที่ฝ่ายฟิลิปปินส์เสนอมา  
                   5. สรุปสาระสำคัญของร่างถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ได้ดังนี้
                             ร่างถ้อยแถลงร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงาน และมีขอบเขตของความร่วมมือด้านพลังงานลักษณะกว้าง ๆ ในหัวข้อต่อไปนี้  
                             5.1 การหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลทั้งสองประเทศ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน  
                             5.2 การจัดเตรียมข้อเสนอแนะรัฐบาลของทั้งสองประเทศในการสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน  
                             5.3 การสนับสนุนและส่งเสริมภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเพื่อบรรลุความร่วมมือด้านพลังงาน
                             5.4 การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพลังงานและประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
                             5.5 การส่งเสริมการดำเนินการที่นำไปสู่การปฏิบัติของข้อตกลงที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคตของทั้งสองประเทศ  
                             5.6 การพิจารณาความเป็นไปได้ในเรื่องความร่วมมือสาขาอื่น ๆ ตามที่ทั้งสองประเทศจะได้ตกลงร่วมกัน

 

การแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน(13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอดังนี้
    ตามที่ได้เกิดสถานการณ์หมอกควันอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 15 (จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน) และเขตตรวจราชการที่ 16 (จังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ป่าไม้พื้นที่ภาคเหนือตอนบน นั้น
         ในการนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ได้ประชุมติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมอบนโยบายเพื่อเร่งรัด ให้มีการแก้ไขปัญหาหมอกควันให้ลดลงโดยเร็วในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 6 – 7, 10 และ 12 มีนาคม 2555 ตามลำดับ โดยได้จัดกิจกรรมรณรงค์ลดปัญหาหมอกควัน “หยุดเผาเพื่อลมหายใจ” (NO BURN) ในทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนดังนี้        
        1. ให้ทุกจังหวัดจัดให้มีแผนปฏิบัติการ 3 วัน กล่าวคือ
        วันที่ 1 จัดประชุมชี้แจงผู้นำท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนชุมชน เพื่อประกาศการบังคับใช้กฎหมายปรับ 150,000 บาท โทษจำคุก 15 ปี
        วันที่ 2 จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ ป่าไม้ และมวลชน สำรวจพื้นที่และจัดเวรยามตรึงกำลังในพื้นที่เสี่ยง
        วันที่ 3 ใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศตรวจสอบ จุดเผาไหม้และติดตามผล
        2. แก้ไขปัญหาการเผาวัชพืช ในแปลงเกษตรเพื่อเป็นปุ๋ย โดยให้จังหวัดจัดหาจุลินทรีย์ เพื่อย่อยสลายใบไม้ ฟางและเศษพืชแทน
        3. จัดทำโครงการเพื่อส่งเสริมการปลูกพืช ยืนต้นเช่น ยางพารา ชา กาแฟ หรือผลไม้เพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพด หรือพืชหมุนเวียนชนิดอื่น
        4. กำหนดมาตรการออกโฉนดชุมชน เพื่อควบคุมการขยายตัวของการบุกรุกทำลายป่า โดยให้ เกษตรกรมีพื้นที่ทำกินที่แน่นอน แยกออกจากที่ดินของรัฐ ให้ชัดเจน
        5. สนับสนุนโครงการ กองทุนหมู่บ้าน และ SML ให้กับหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการ และสามารถป้องกันการบุกรุกเผาป่า หรือเผาวัชพืชภายใน 10 วัน
        6. ประสานงานกับ สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อสั่งการให้ทุกจังหวัด ใช้งบยุทธศาสตร์จังหวัดเพื่อการแก้ไขปัญหา
    7. ประสานงานกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การสนับสนุนงบประมาณแก่เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล แห่งละ 50,000 บาท
        8. ประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้กลุ่มพลังมวลชน อสม. กศน. อปพร. นักเรียน นิสิต นักศึกษา ฯลฯ และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ได้ปฎิบัติการตรวจสอบและตรึงพื้นที่ทุกจุดเพื่อป้องกันการบุกรุกเผาป่าและก่อให้เกิดหมอกควัน
    จากการดำเนินการดังกล่าว นับจากวันที่ประชุมครั้งแรก ในวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555 พบว่าจากแนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของปริมาณหมอกควันอย่างต่อเนื่องนั้น หลังจากการดำเนินโครงการ หยุดเผาเพื่อลมหายใจ ได้ 3 วัน  ปริมาณการเผาและหมอกควันสามารถควบคุมได้และเริ่มทรงตัว ลดลงใน วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555  ยกเว้นจังหวัดเชียงราย ที่ปริมาณหมอกควันเพิ่มขึ้นสูงถึง 437 ไมโครกรัม ซึ่งเมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ได้จัดให้มีการประชุมแผนปฏิบัติการกับจังหวัดเชียงราย เป็นกรณีพิเศษ ในวันที่ 10 มีนาคม  พ.ศ. 2555 แล้ว ได้พบว่า จังหวัดเชียงราย สามารถลดปริมาณการเผา ในพื้นที่จังหวัดได้ทั้งหมดจนกระทั่ง ลดปริมาณหมอกควันเหลือ 329 ไมโครกรัม ประกอบกับมีฝนตกในวันที่ 10  มีนาคม  พ.ศ. 2555 จึงทำให้ปริมาณหมอกควันของทุกจังหวัดลดลง ต่ำกว่าเกณท์ที่อาจเป็นอันตรายที่ 120 ไมโครกรัม  ยกเว้น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ปริมาณหมอกควันลดลงจาก 359 ไมโครกรัม เหลืออยู่ที่ 234 ไมโครกรัม เนื่องเพราะเป็นจังหวัดที่มีชนเผ่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่กว้างยากต่อการติดต่อสื่อสาร และเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศ พม่า ทำให้มีปริมาณหมอกควันถูกพัดพาเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ปริมาณหมอกควันยังอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอยู่ ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) จะได้ติดตาม และแก้ไขปัญหาต่อไป
        ดังนั้น ในภาพรวมแล้ว ทุกจังหวัดจะมีมาตราการ ดังนี้
    1. ห้ามมิให้มีการเผาวัชพืช ขยะมูลฝอยทุกชนิด ฝ่าฝืนปรับ 2,000 บาท
    2. ห้ามมิให้มีการเผาป่า ฝ่าฝืนปรับสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาท และจำคุกสูงสุด 15 ปี
     3. ให้ศูนย์เฉพาะกิจควบคุมและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าจังหวัด ประชาสัมพันธ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) และคุณภาพอากาศ (AQI) ทุกวัน ค่าที่เกินมาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ให้ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพี่น้องประชาชนดำเนินการฉีดพ่นน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
     4. ให้ส่วนราชการทุกส่วนทั้งราชการบริหารส่วนกลางที่มีที่ทำงานตั้งอยู่ในจังหวัด ราชการส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้การสนับสนุนในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากรและเครื่องไม้เครื่องมือในการดับไฟ
    5. ให้สถานีวิทยุและวิทยุชุมชนทุกสถานี ออกข่าวประกาศมาตรการแก้ไขปัญหาหมอกควัน และไฟป่าอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะเข้าสู่ฤดูฝน โดยออกอากาศทั้งภาษาไทยและภาษาท้องถิ่น รวมทั้งขอความร่วมมือ สถานศึกษาให้จัดทำประกาศจังหวัด เป็นภาษากลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ทุกภาษา เพื่อครอบคลุมการประชาสัมพันธ์มาตรการของจังหวัดดังกล่าว
    6. ให้สาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาล จัดเตรียมแพทย์และเวชภัณฑ์ ให้เพียงพอในการให้บริการแก่พี่น้องประชาชน กรณีที่ได้รับผลกระทบจากภาวะหมอกควันและไฟป่า ตลอดจนให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพพี่น้องประชาชน ในช่วงที่เกิดวิกฤตหมอกควันและไฟป่า
     7. จัดชุดประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่รณรงค์และแจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ขอความร่วมมือในการงดเผาทุกชนิด ทั้งในพื้นที่เกษตรกรรมและในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์อย่าง ต่อเนื่องจนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์ปญหาหมอกควัน และไฟป่า
    8. จัดให้มีหน่วยงานและผู้บริหารราชการ รับผิดชอบเป็นรายพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ทั้งในพื้นที่เกษตรกรรมของพี่น้องประชาชน ตลอดถึงพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและป่าอนุรักษ์
    9. จัดให้มีอาสาสมัครรณรงค์และช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดับไฟป่าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
     สำหรับมาตรการอื่นๆ ของแต่ละจังหวัดจะเป็นมาตรการที่ดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการเร่งด่วน    
    ทั้งนี้ จากการที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ได้มีคำสั่งให้จังหวัดภาคเหนือตอนบนทั้ง 7 จังหวัด ยกเว้นจังหวัดเชียงราย ดำเนินการตามรูปแบบของจังหวัดเชียงราย โดยให้ทุกจังหวัดออกเป็นประกาศของจังหวัด  และจากการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2555 เวลา 17.30 น. ห้องประชุม 2  ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำปาง ได้รับรายงานว่าสถานการณ์ ปัญหาหมอกควันและไฟป่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดจนเหลือเพียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพียงจังหวัดเดียว ที่ปริมาณฝุ่นละอองหมอกควัน อยู่ที่ 234 ไมโครกรัม พร้อมนี้ได้กำชับให้ดำเนินการตามมาตรการอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องและให้รายงานผลการดำเนินการให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเขต 15 (นายจำเริญ ยุติธรรมสกุล) และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเขต 16 (นางนิตยา  วงศ์เดอรี) เพื่อสรุปผลในภาพรวมนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเป็นระยะๆ ต่อไป

       
 

การติดตามผลการดำเนินงาน การฟื้นฟู เยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณรายงานผลการดำเนินงาน  การฟื้นฟู  เยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย  ในกลุ่มผู้ประสบอุทกภัยที่สำคัญ  คือประชาชนทั่วไป  ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน  (ครัวเรือนละ  5,000  บาท)  โดยในภาพรวมสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้แล้วสำหรับ  2,635,111  ครัวเรือน  เป็นเงิน  13,175.56  ล้านบาท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  (ปภ.)  สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  จำนวน 2,036,464 ครัวเรือน เป็นเงิน  10,182.32 ล้านบาท  ณ  ปัจจุบัน  (7  มีนาคม  2555)  ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว  จำนวน  1,706,000  ครัวเรือน  เป็นเงิน  8,530.00  ล้านบาท  โดยมีรายละเอียด ดังนี้
        มหาอุทกภัย
    1. จังหวัดต่าง ๆ
        1.1 การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ  5,000  บาท  มีจังหวัดที่ ต้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวม 55  จังหวัด  โดยในภาพรวม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  (ปภ.)  สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  จำนวน  1,255,561 ครัวเรือน  เป็นเงิน  6,277.81 ล้านบาท  ณ  ปัจจุบัน  (7  มีนาคม  2555)  ธนาคารออมสินจ่ายจริงถึงมือประชาชนแล้ว  จำนวน  1,180,999  ครัวเรือน  เป็นเงิน  5,905.00  ล้านบาท หรือเฉลี่ยร้อยละ 94.06 ของยอดที่ ปภ.แจ้ง
        1.2 เมื่อเปรียบเทียบยอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนกับยอดที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว ปรากฏว่า มี 47 จังหวัด ที่มียอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนเกินกว่าร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 97.15  
        1.3 มี  8  จังหวัด  ที่มียอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำกว่าร้อยละ  90  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 83.66 ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 86.39 จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 71.89 จังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ 59.38 จังหวัดนนทบุรี ร้อยละ 89.22 จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยละ 84.32 จังหวัดปทุมธานี ร้อยละ 81.36 จังหวัดสมุทรปราการ ร้อยละ 59.03 และ จังหวัดตรัง ร้อยละ 69.99 ทั้งนี้  สาเหตุที่ทำให้ยอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำ  เนื่องจาก เพิ่งได้รับข้อมูลการสำรวจที่ทยอยส่งรวมถึงอยู่ระหว่างการวางแผนการจ่ายเงินร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่
    2. กรุงเทพมหานคร  
        2.1 การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ  5,000  บาท  รวม  42  เขต  โดยในภาพรวม  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว  จำนวน  556,412  ครัวเรือน  เป็นเงิน  2,782.06  ล้านบาท  ณ  ปัจจุบัน  (7  มีนาคม  2555)  ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว  จำนวน  491,623  ครัวเรือน  เป็นเงิน  2,458.12  ล้านบาท หรือเฉลี่ยร้อยละ 88.36
        2.2 เมื่อเปรียบเทียบยอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนกับยอดที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว ปรากฏว่า  มี  25  เขต  ที่มียอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนเกินกว่าร้อยละ 90 โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 93.44
        2.3 มี  17  เขต  ที่มียอดการจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำกว่า ร้อยละ  90  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ  84.64  ทั้งนี้  สาเหตุที่ทำให้ยอดจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำ  เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเขตที่เพิ่มเติมใหม่  12  เขต  ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  31  มกราคม  2555 และจากการที่ประชาชนไม่มารับเงิน
    อุทกภัยอื่น
    เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท โดยแยกในแต่ละอุทกภัยที่เกิดขึ้นได้ดังนี้     1. อุทกภัยวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 รวม 8 จังหวัด 14,321 ครัวเรือน
    2. อุทกภัยวันที่ 24 ธันวาคม 2554 รวม 10 จังหวัด 255,667 ครัวเรือน
    3. วาตภัยและคลื่นลมแรงวันที่ 28 ตุลาคม, 28 พฤศจิกายน, 24 ธันวาคม 2554 รวม 6 จังหวัด 1,897 ครัวเรือน
        โดยในภาพรวมเป็นอุทกภัยที่เกิดในจังหวัดภาคใต้  11  จังหวัด  ภาคตะวันออก  1  จังหวัด  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำรวจและแจ้งธนาคารออมสินแล้ว จำนวน 224,491  ครัวเรือน เป็นเงิน 1,122.46  ล้านบาท  ณ  ปัจจุบัน  (7  มีนาคม  2555)  ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว  จำนวน 33,378  ครัวเรือน  เป็นเงิน  166.89  ล้านบาท  โดยเฉลี่ยอยู่ในระดับร้อยละ 14.87 โดยในทุกจังหวัดมีผลการจ่ายจริงถึงมือประชาชนต่ำทั้งสิ้น  ทั้งนี้  เนื่องจากเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมให้ใหม่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555  

 

การติดตามประเมินผลโครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2554-2555 และโครงการป้องกันปัญหาอุทกภัยต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ภายในวงเงิน 30,000,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างที่ปรึกษาติดตามประเมินผลโครงการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู  เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย  รวมทั้งโครงการป้องกันปัญหาอุทกภัยต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรับความเห็นและข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย ทั้งนี้ ในการดำเนินการติดตามประเมินผลโครงการดังกล่าวให้กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกับการดำนินการของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ด้วย
        สาระสำคัญ
        สปน. รายงานว่า
         1. จากการลงพื้นที่ตรวจติดตามการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวง พบว่า
             1) หน่วยปฏิบัติในหลายพื้นที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินโครงการ ส่งผลให้การดำเนินการตามโครงการต่าง ๆ ของหลายหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ ไม่เป็นไปตามแผนงานและระยะเวลาที่กำหนด เกิดความล่าช้า และมีความเสี่ยงต่อการเตรียมการรับมือต่ออุทกภัยและสถานการณ์น้ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2555
             2) การจัดเก็บข้อมูลโครงการต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่ ตลอดจนการรายงานข้อมูลในพื้นที่เข้าสู่ส่วนกลางเพื่อให้ฝ่ายบริหารประกอบการตัดสินใจและบริหารจัดการพื้นที่ในภาวะอุทกภัยยังไม่เป็นระบบเท่าที่ควร  ประกอบกับระบบการรายงานผลที่หน่วยงานส่วนกลางได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อให้หน่วยปฏิบัติทั้งหน่วยงานระดับกระทรวง กรม ตลอดจนหน่วยงานในระดับจังหวัดรายงานผลความก้าวหน้าในการดำเนินการเข้าสู่ส่วนกลางก็สามารถดำเนินการได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  ทำให้การรายงานผลการติดตามการดำเนินการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา และการป้องกันปัญหาอุทกภัยต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวง ยังไม่มีข้อมูลที่เพียงพอที่จะตรวจติดตามและรายงานผลการตรวจติดตามเสนอคณะรัฐมนตรีได้อย่างครบถ้วนตามที่ได้รับมอบหมาย  
         2. โดยที่รัฐบาลได้มีนโยบายให้เร่งรัดให้การดำเนินการตามโครงการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย และโครงการป้องกันปัญหาอุทกภัยต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้แล้วเสร็จโดยด่วน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้  จึงควรจะต้องมีการเร่งรัด ติดตามผลการดำเนินการโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ คู่ขนานไปกับการพัฒนาระบบการรายงานผลของหน่วยงานส่วนกลาง  เพื่อนำข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ตลอดจนข้อจำกัดหรือปัญหาและอุปสรรคในแต่ละโครงการและในแต่ละพื้นที่รายงานให้กับคณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวงทราบ  เพื่อให้ผู้ตรวจราชการได้ลงพื้นที่ติดตามและร่วมกัน
แก้ไขปัญหา อุปสรรค เพื่อให้การดำเนินการโครงการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดและนำความคืบหน้ากลับมารายงานต่อฝ่ายบริหาร  เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและบริหารจัดการเตรียมการรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ได้อย่างทันการณ์  
        3. สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการจัดจ้างที่ปรึกษา ที่เป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อติดตามและรายงานความคืบหน้าของโครงการว่าเป็นไปตามแผนงานและเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่ และรายงานปัญหา อุปสรรคหรือข้อจำกัดในพื้นที่ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการของทุกโครงการ ทุกพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลรายงานให้ผู้ตรวจราชการได้ “เร่งรัด กำกับ ติดตาม” หรือร่วมกันแก้ไขปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดในแต่ละพื้นที่ร่วมกัน  เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จทันต่อสถานการณ์อุทกภัยที่คาดว่าจะเกิดขึ้น  ตามรายงานผลการศึกษาของนักวิชาการที่คาดการณ์  โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งบางโครงการจะต้องแล้วเสร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้  อีกทั้งยังต้องสอบทานเทคนิคทางวิศวกรรมรายโครงการโดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวนั้นจะสามารถรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยได้  โดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวงจะมีบทบาททั้งในเชิง “หัวหน้าคณะวิศวกรควบคุมโครงการ” และมี “บทบาทในการรายงาน นำเสนอ ความคืบหน้า ปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดในพื้นที่ของโครงการในเขตที่รับผิดชอบเสนอต่อฝ่ายบริหาร เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย และหาทางออกร่วมกันโดยเร็ว”  
         4. ในการจ้างที่ปรึกษา ที่เป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเห็นควรให้มีการรายงานผลที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลเชื่อมโยงผ่านระบบ www.pmocflood.com/fr โดยที่ปรึกษา ที่เป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่มีโครงการ จะทำการตรวจติดตามโครงการ ซึ่งแบ่งโครงการออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการด้านฟื้นฟูคุณภาพชีวิต โครงการด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความเป็นอยู่ของประชาชน และกรณีเร่งด่วนอื่น ๆ

       
 

ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2555-2559 (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในหลักการยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2555-2559 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
    สาระสำคัญของเรื่อง
    กษ. รายงานว่า
    1. คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศและมีมติมอบหมายให้คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศนำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ไปปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศอีกครั้ง แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
    2. คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศ ในคราวประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2554 ซึ่งมีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นประธาน ประกอบด้วยหน่วยงานภายใน กษ. รวมถึงผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ร่วมกันปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการนโยบายฯ
    3. ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศฯ มีสาระสำคัญดังนี้
        3.1 วิสัยทัศน์ สร้างความเชื่อมั่นผลิตผลเกษตรและอาหารของไทย การเกษตรต่างประเทศกว้างไกลในสากล ประสิทธิผลยั่งยืน
        3.2 เป้าประสงค์
             3.2.1 เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตผลเกษตรและอาหารของไทยโดยการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการเจรจา การนำเสนอ และการสนับสนุนข้อมูลด้านเทคนิค
             3.2.2 เพื่อพัฒนาศักยภาพการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช คุณภาพและมาตรฐาน และปัญหาด้านเทคนิค สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดต่างประเทศ ทั้งในตลาดเดิมและ              ตลาดใหม่
             3.2.3 เพื่อให้ได้ข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เกี่ยวกับ นโยบาย มาตรการด้านการเกษตรของต่างประเทศ รวมทั้งด้านการผลิต การค้า การลงทุน และกฎระเบียบระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร สำหรับเตรียมมาตรการชิงรุกและเชิงรับอย่างมีประสิทธิภาพ
             3.2.4 เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาความร่วมมือด้านการเกษตรกับต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือต่าง ๆ
             3.2.5 เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเกษตรต่างประเทศของ กษ. ให้มีประสิทธิภาพ
        3.3 ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2555 - 2559)
        3.4 ประเด็นยุทธศาสตร์
             3.4.1 ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพกระบวนการเจรจา การนำเสนอ และแก้ปัญหาภาคเกษตรกับต่างประเทศ มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) เตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการเจรจาเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการแก้ปัญหาด้านเทคนิคของสินค้าเกษตรและอาหารในเวทีระหว่างประเทศ
                 (2) พัฒนากลไกการตอบสนองเพื่อแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วในกรณีที่ผลิตผลเกษตรและอาหารไทยมีปัญหาด้านคุณภาพในตลาดปลายทาง
                 (3) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ
             3.4.2 ยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรต่างประเทศ มี 4 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) ส่งเสริมการประสานงานเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดต่างประเทศ และการลงทุนภาคเกษตรจากต่างประเทศ รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
                 (2) ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้านความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดต่างประเทศ             ทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
                 (3) จัดระบบฐานข้อมูลสำหรับสนับสนุนงานด้านการเกษตรต่างประเทศ
                (4) ติดตามความเคลื่อนไหว ผลักดันและสนับสนุนการกำหนดมาตรการ และการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อแสดงจุดยืนและท่าทีของประเทศไทย ในการกำหนดกฎเกณฑ์ระดับนานาชาติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร
             3.4.3 ยุทธศาสตร์พัฒนาความร่วมมือกับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                (1) พัฒนาความร่วมมือในลักษณะความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศผู้ให้และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่ภูมิภาคต่าง ๆ
                (2) ส่งเสริมการศึกษา วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับต่างประเทศ
                (3) ส่งเสริมให้มีการจัดทำและดำเนินแผนงาน/โครงการตามความตกลงกับต่างประเทศ
             3.4.4 ยุทธศาสตร์พัฒนาการบริหารจัดการด้านการเกษตรต่างประเทศของ กษ. มี 3 กลยุทธ์ ได้แก่
                 (1) สนับสนุนการปรับปรุงองค์กรและการบริหารงานของหน่วยงานที่ปฏิบัติงานด้านการเกษตรต่างประเทศให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการขยายตัวด้านการค้าสินค้าเกษตรและอาหาร ทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่
                 (2) สร้างเสริมสมรรถนะที่สำคัญในการขับเคลื่อนและติดตามงานด้านการเกษตรต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
                 (3) สนับสนุนการสร้างกลไกภาครัฐในการขับเคลื่อนและติดตามงานด้านการเกษตรต่างประเทศอย่างเป็นระบบ
    4. ยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศของ กษ. ปี พ.ศ. 2555 – 2559 มีความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล          ทั้งในส่วนของนโยบายเร่งด่วน (ข้อ 1.6) นโยบายที่ 3 นโยบายเศรษฐกิจ (ข้อ 3.2 นโยบายสร้างรายได้ และข้อ 3.3 นโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ - ภาคเกษตร) และนโยบายที่ 7 นโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์การเกษตรต่างประเทศจะมีส่วนช่วยให้การดำเนินงานด้านการต่างประเทศของ กษ. เป็นเอกภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ อันจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

 

แนวทางการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ....) (13 มีนาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้  

สาระสำคัญของเรื่อง    
1. กำหนดให้ร่างระเบียบนี้ใช้บังคับเฉพาะแก่โครงการที่ต้องดำเนินการโดยใช้จ่ายจากเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เนื่องจากโครงการที่กำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 หรือแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายนั้นจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
2. ให้มีการกำหนดระยะเวลาในการเสนอโครงการที่ประสงค์จะใช้จ่ายจากเงินกู้กรอบระยะเวลาในการใช้เงินเหลือจ่ายเพื่อดำเนินโครงการใดเพิ่มเติม เพื่อให้ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาในการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ      พ.ศ. 2555
3. ปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติโครงการ โดยกำหนดให้ขั้นตอนในการขออนุมัติจัดสรรวงเงินกู้ของหน่วยงานเจ้าของโครงการ กรณีโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ให้เสนอต่อ กบอ. เพื่อเสนอต่อ กนอช. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ และกรณีโครงการตามแผนยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ ให้เสนอต่อ กยอ. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ
4. แก้ไขเพิ่มเติมขั้นตอนในการดำเนินโครงการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการแล้ว โดยได้ตัดอำนาจหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานออก เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2555 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2554
5. ในการติดตามและการประเมินผลโครงการนั้น ยังคงกำหนดให้หน่วยงานเลขานุการของ กบอ. และ กยอ. ทำหน้าที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

 

เศรษฐกิจสีเขียว (1) : แนวคิด ข้อกังขา และความท้าทาย

ผู้เขียน: 
สฤณี อาชวานันทกุล

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมลุกลามขยายวงจนส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน องค์กรพหุภาคีนำโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) ก็เริ่มหยิบเอาคำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” หรือ green economy ขึ้นมาชูแทนแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ และแนวคิดนี้ก็ได้รับการขานรับจากองค์กรระหว่างประเทศทั่วโลก อาทิ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ธนาคารโลก และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) โดยที่แต่ละฝ่ายก็ผลิตรายงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากเศรษฐกิจสีเขียวเป็นหัวข้อหลักในการประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลก (Rio+20) ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน 2555 จึงทำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ มีความตื่นตัวค่อนข้างมาก แต่หลายฝ่ายยังเป็นห่วงว่า แนวคิดนี้จะฉุดกระชากหรือชักจูงเศรษฐกิจโลกให้ออกจากเส้นทางการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เนื่องจากเอกสารประกอบการเจรจาขั้นต้น (Zero Draft) ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Rio+20 เมื่อต้นปี 2012 ยังไม่มีความชัดเจน สะท้อนการประนีประนอมระหว่างกลุ่มประเทศที่มองต่างกัน ระบุกว้างๆ แต่เพียงว่าแต่ละประเทศต้องไปกำหนดแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของตัวเอง

ผู้สังเกตการณ์หลายฝ่ายไม่ได้กังวลเพียงเพราะเอกสารขั้นต้นยังไม่มีความชัดเจน แต่สาเหตุที่ใหญ่กว่านั้นคือ กลัวว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนกับแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งหลังจากที่ถูกจุดพลุเป็นกระแสโลกอยู่ครู่หนึ่งหลังการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Earth Summit) ในปี 1992 ก็ถูกกระแสโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจแบบสำนักเสรีนิยมใหม่ตามฉันทามติวอชิงตันเบียดขับ (โดยเฉพาะหลังการก่อตั้งองค์กรการค้าโลกในปี 1995) จนไถลไปอยู่ชายขอบของเวทีโลกสืบมา

ต่อเมื่อศตวรรษที่ 21 เปิดฉาก เศรษฐกิจทั่วโลกถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตระลอกแล้วระลอกเล่า ตั้งแต่ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร และวิกฤตระบบการเงิน ซึ่งนอกจากจะตอกย้ำความไม่ยั่งยืนของระบอบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่และความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจและสังคม ยังสะท้อนว่าวิธีแก้ปัญหาส่วนหนึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลกให้ประเทศต่างๆ ตกลงเปลี่ยนเส้นทางการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน

บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานชุดโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม สรุปในบทความ “Rio+20 Zero Draft พิมพ์เขียวเศรษฐกิจสีเขียวของโลก” ว่า

“ความหมายของเศรษฐกิจสีเขียวตามที่ระบุในเอกสาร [Zero Draft] (ข้อ 26) คือ เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ช่วยปกป้องและเพิ่มพูนทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพด้านทรัพยากร ส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนโลกไปสู่การพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้มีลักษณะเป็นชุดของกติกาที่แข็งตัว แต่เป็นกรอบของการตัดสินใจทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการบูรณาการสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม)”

ชุดรายงาน Towards Green Growth ของโออีซีดี ตีพิมพ์เดือนพฤษภาคม 2011 มีความแตกต่างบางประการและมีรายละเอียดที่น่าสนใจ โดยให้นิยาม “การเติบโตสีเขียว” (green growth) ไว้ว่า

“การเติบโตสีเขียว” หมายถึงการกระตุ้นการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ขณะสร้างหลักประกันว่าทุนธรรมชาติจะสามารถส่งมอบทรัพยากรและบริการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งความอยู่ดีมีสุขของเราต้องพึ่งพา การทำเช่นนี้จำต้องจุดชนวนการลงทุนและนวัตกรรมที่จะรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ”

จะเห็นว่าโออีซีดีเน้นคำว่า “การเติบโต” (growth) และเมื่อเน้นการเติบโต จึงต้องเน้นเรื่อง “นวัตกรรม” ในธุรกิจสีเขียวเป็นพิเศษ เนื่องจากถ้าไม่เน้นนวัตกรรม เศรษฐกิจอาจเติบโตไม่ได้ เพราะ “การลงทุน” ในทุนธรรมชาติย่อมมีต้นทุน ถ้าไม่มีนวัตกรรมเราก็ต้อง “ลด” กิจกรรมทางเศรษฐกิจลงเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม พูดอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีนวัตกรรม เราก็ต้องยอมเสียสละการบริโภคหรือความสะดวกสบายบางอย่างในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีนวัตกรรมแบตเตอรี่หรือเชื้อเพลิงสะอาดที่ดีพอมาทดแทนน้ำมัน คนก็ต้องยอมใช้รถยนต์น้อยลงเพื่อลดปัญหามลพิษ
 
โออีซีดีมองว่ารัฐมีบทบาทที่ขาดไม่ได้ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว เนื่องจากเศรษฐกิจสีเขียวต้องมีการลงทุนในทุนธรรมชาติ และการลงทุนด้านนี้จำเป็นต้องอาศัยการแทรกแซงเชิงนโยบายของรัฐ เนื่องจากแรงจูงใจของตลาดอ่อนแอหรือไม่มีเลย (เช่น ตลาดยัง “ไม่ให้ราคา” กับมูลค่าทั้งหมดของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ)

เศรษฐกิจสีเขียวในโลกทัศน์ของโออีซีดีสามารถสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการเติบโตได้ 5 ช่องทาง ได้แก่

1. ผลิตภาพ : จากประสิทธิภาพในการใช้ทุนธรรมชาติ ลดของเสีย และการใช้พลังงาน

2. นวัตกรรม : สร้างโอกาสใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา และจำเป็นต่อการไม่ต้องตกอยู่ในภาวะได้อย่างเสียอย่างระหว่างการบริโภคกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและลงทุนในทุนธรรมชาติ

3. ตลาดใหม่ : เทคโนโลยีสีเขียว สินค้า และบริการสีเขียว

4. ความมั่นใจ : นโยบายรัฐที่มีเสถียรภาพและคาดเดาได้ว่าจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน (ความชัดเจน โปร่งใส และต่อเนื่องของนโยบายรัฐด้านสิ่งแวดล้อมจึงสำคัญอย่างยิ่ง)

5. เสถียรภาพ : เศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างสมดุลระดับมหภาคที่ดีกว่าเดิม ราคาทรัพยากรผันผวนน้อยลง และรัฐมีรายได้ใหม่ๆ จากมาตรการทางการคลัง (เช่น ภาษีมลพิษ ภาษีคาร์บอน)

เบนเข็มจากโออีซีดีมาดูด้านสิ่งแวดล้อมชั่วคราว

รายงานของ UNEP สรุปว่า ความท้าทายหลักของเศรษฐกิจสีเขียวคือ จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ในทางที่ไม่ใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถทางชีวภาพ (biocapacity) ของโลก

ประเทศพัฒนาแล้วต้องหาวิธีลดรอยเท้านิเวศโดยไม่ลิดรอนคุณภาพชีวิตของประชากร ส่วนประเทศกำลังพัฒนาต้องหาวิธีเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรโดยไม่เจริญรอยตามแนวทางของประเทศพัฒนาแล้ว

ประเด็นอยู่ที่ว่า ถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่า “การพัฒนา” เท่ากับ “การปรับปรุงคุณภาพชีวิต” และ “การดูแลสิ่งแวดล้อม” – การพัฒนานั้นจำเป็นจะต้องมี “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ด้วยหรือไม่ ?

แนวคิด “การเติบโตสีเขียว” ของโออีซีดีตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ถึงอย่างไรเศรษฐกิจก็ต้องเติบโต (อาจมองว่าถ้าไม่โต แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” อาจไม่มีใครซื้อ) ขณะที่นักรณรงค์ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มองว่าเศรษฐกิจไม่ได้มาก่อน สังคมและสิ่งแวดล้อมต่างหากที่ต้องมาก่อน การฟื้นฟูดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างความยุติธรรมทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่ถึงอย่างไรก็ต้องทำ ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะต้องโตช้าลง ย่ำอยู่กับที่ หรือแม้แต่ถดถอยระยะหนึ่งก่อน

ถ้าเศรษฐกิจเป็นรถยนต์ แนวคิด “การเติบโตสีเขียว” มองว่ารถยนต์ถึงอย่างไรก็ต้องแล่นไปข้างหน้า เพียงแต่เราต้องค่อยๆ ปรับจูนเครื่องยนต์ใส่เกียร์ใหม่ให้มันปล่อยไอเสียน้อยลง ในขณะที่แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มองว่าทำแบบนั้นสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่ทันการณ์ก่อนเกิดหายนะใหญ่ เราต้องตั้งใจยกเครื่องทั้งคัน จะต้องถึงขนาดเข้าเกียร์ถอยหลังชั่วคราวก็ต้องทำ

แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียว” จะได้รับอิทธิพลจากโลกทัศน์แบบใดมากกว่ากัน ระหว่างค่าย “การเติบโตสีเขียว” แบบโออีซีดี กับค่าย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” อีกไม่นานภาพคงจะชัดขึ้น เมื่อการประชุม Rio+20 เปิดม่านในเดือนมิถุนายน 2012

แต่ไม่ว่าเวทีระดับโลกจะมีข้อตกลงอะไรหรือไม่ก็ตาม หลายประเทศก็กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างคึกคักและมีพลวัตน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอินเดียกับจีน สองประเทศมหาอำนาจใหม่

โปรดติดตามตอนต่อไป

by ThaiWebExpert