อียูจ่อปรับ 8 บินจีนต้านภาษีคาร์บอน

ผู้เขียน: 
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

ภาพสายการบินจีนจาก http://www.flightglobal.com

 

สหภาพยุโรป เล็งสั่งปรับสายการบินจีน 8 แห่ง รวม 2.4 ล้านยูโรฐานปฏิเสธไม่ยอมยื่นข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

สหภาพยุโรป เล็งสั่งปรับสายการบินจีน 8 แห่ง รวม 2.4 ล้านยูโร หรือเกือบ 90 ล้านบาท และสายการบินอินเดียอีก 2 แห่ง จำนวน 30,000 ยูโร หรือประมาณ 1.140 ล้านบาท ฐานปฏิเสธไม่ยอมยื่นข้อมูลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการดำเนินงาน

แม้สหภาพยุโรป หรืออียู จะตัดสินใจเลื่อนการบังคับใช้ ข้อบังคับการซื้อขายมลพิษของอียู ที่มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกในภูมิภาค ซึ่งสายการบินจะต้องลดการปล่อยมลพิษให้ได้ตามที่กำหนด ไม่เช่นนั้นจะต้องโดนปรับ ออกไปจนถึงปลายปีหน้า แต่ยังกำหนดให้สายการบินที่เข้ามาดำเนินงานในน่านฟ้ายุโรป จะต้องส่งข้อมูลการปล่อยมลพิษดังกล่าวภายในวันที่ 30 เมษายนนี้

แต่สายการบินจีน 8 แห่ง ประกอบด้วย แอร์ ไชน่า, แอร์ ไชน่า คาร์โก, ไชน่า คาร์โก แอร์ไลน์ส, ไชน่า อีสเทิร์น, ไชน่า เซาท์เทิร์น, ไห่หนาน แอร์ไลน์ส, แยงซี ริเวอร์ เอกซ์เพรส และเจด คาร์โก อินเตอร์เนเชันแนล ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว

ก่อนหน้านี้นายฮ่อง เล่ย โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนคัดค้านการตัดสินใจแต่เพียงฝ่ายเดียวของอียูในการรวมสายการบินจีนเข้าในกฎการค้าสิทธิการปล่อยมลพิษ

ขณะที่นายไฉ่ ไฮ่ปอ ผู้ช่วยเลขาธิการสมาคมขนส่งทางอากาศจีน กล่าวว่า สมาคมปฏิเสธจ่ายภาษีการปล่อยคาร์บอนให้กับอียู ประเด็นเรื่องภาษีจะต้องได้รับการแก้ไขในการประชุมประจำปีขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศในเดือนตุลาคม โดยสายการบินจะจัดตั้งกลไกที่เป็นมิตรกับทั้งสิ่งแวดล้อมและผลกำไร เพื่อพัฒนาภาคการบินพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

การติดตามงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ด้านความมั่นคงและปลอดภัยของประชาชน ประจำเดือนมีนาคม 2556 (21 พฤษภาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการติดตามงานตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ด้านความมั่นคงและปลอดภัยของประชาชน ประจำเดือนมีนาคม 2556 ตามที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) รายงานว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบได้รายงานผลการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ด้านความมั่นคงและปลอดภัยของประชาชน ประจำเดือนมีนาคม 2556 โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. สร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย
1.1 คณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินงานทั้งหมด 5 คณะ
1.2 กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้จ่ายเงินเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมือง (เมื่อปี 2548-2553) จำนวน 10 ราย เป็นเงิน 8,151,024 บาท
1.3 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จ่ายเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายจำนวน 2,267 ราย เป็นเงิน 1,775 ล้านบาท

2. กำหนดให้การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 51,158 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 60.67) เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 13,029 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.45 ส่วนการแก้ไขปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดโดยการนำเข้าสู่ระบบบำบัดรักษาทั้ง 3 ระบบ จำนวน 138,368 ราย (ร้อยละ 46.12) เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จำนวน 33,731 ราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11.24

3. ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ได้ปลูกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้โดยมอบรางวัลเชิดชูเกียรติข้าราชการต้นแบบที่มีความประพฤติดี ทุ่มเทในการทำงาน ไม่ทุจริต ซึ่งโครงการได้เสร็จสิ้นแล้ว ส่วนโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ (1 กรม 1 ป้องกันโกง) มีหน่วยงานที่ส่งข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการอนุมัติทั้งสิ้น 143 กรม และจังหวัดจำนวน 76 จังหวัด

4. ส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน โดยสำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ได้ดำเนินโครงการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตของประเทศ พ.ศ. 2555 ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 8 ลุ่มน้ำ และพื้นที่ลุ่มน้ำอื่น ๆ 17 ลุ่มน้ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการและเร่งรัดขยายเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อส่งน้ำและระบายน้ำในพื้นที่เพาะปลูก 24.52 ล้านไร่ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจลดลง 60,000 ไร่ รวมทั้งการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ 10 โครงการ (ผลการดำเนินการเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12)

5. เร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้จัดทำโครงการและกิจกรรมตามนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555 – 2557 ภายใต้วัตถุประสงค์ 9 ข้อ ได้แก่ การเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้และทุกคนในพื้นที่ดำรงชีวิตได้ปกติสุข การขจัดและป้องกันไม่ให้เกิดเงื่อนไขที่หล่อเลี้ยงและเอื้อต่อการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย ฯลฯ และได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาและบูรณาการแผนงาน/โครงการ และงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2556 เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบูรณาการในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีโครงการที่ซ้ำซ้อนกัน

6. เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้รายงานการแลกเปลี่นการเยือนระดับสูงและการประชุมทวิภาคีระดับสูงกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในอาเซียนของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ

7. เร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ได้มีนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 โดยร่วมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) เพื่อสำรวจพื้นที่ติดตั้งสัญญาณ WiFi ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ตรัง พังงา ชลบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ เลย นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี

8. สนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการสร้างเอกลักษณ์และการผลิตสินค้าในท้องถิ่น (OTOP และ SMEs) 
8.1 กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ดำเนินโครงการ/กิจกรรมหลายประการได้แก่ การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP โดยในปี 2555 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 35,984 กลุ่ม และมีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการ/กิจกรรม จำนวน 71,591 ผลิตภัณฑ์
8.2 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้สนับสนุนภารกิจของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในงานศิลปหัตถกรรมอันทรงคุณค่า การยกระดับผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แบบบูรณาการ (OTOP Plus)  เป็นต้น

9. เร่งรัดและผลักดันการปฏิรูปการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดย มท. ได้จัดการส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีหมู่บ้านต้นแบบประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น 8,780 หมู่บ้าน และอาสาสมัครเพิ่มขึ้น 175,600 คน และคาดว่าจะมีโครงการจัดเวทีประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทย ระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2556 รวม 108 เวที กลุ่มเป้าหมาย 75,700 คน

“รอยล” ระบุเตรียมปรับระบบการพยากรณ์น้ำในประเทศใหม่

การประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และการเกษตร ยอมรับหลายประเทศ มีระบบพยากรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมนำมาปรับใช้กับคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ พร้อมยืนยันไม่มีปัญหากับแนวทางการทำงานของรัฐบาล

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำและการเกษตร

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำและการเกษตร เป็นประธานนำผู้เชี่ยวชาญน้ำโลก แลกเปลี่ยนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์อากาศ และเตือนภัย จากหลายประเทศ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำเสนอโมเดลแบบจำลอง น้ำท่วมแบบ 3 มิติ ที่นักวิชาการด้านน้ำประเทศเนเธอร์แลนด์นำไปใช้ จนสามารถบริหารจัดการน้ำได้สำเร็จ ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นบอกว่า เนื่องจากลักษณะภูมิอากาศแปรปรวนมากกว่าไทย จึงทำให้ญี่ปุ่นใช้แบบจำลองพยากรณ์อากาศถึง 200 โมเดล ที่สามารถพยากรณ์อากาศได้ทุกๆ 3 ชั่วโมง

นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศ ทรัพยากรน้ำและการเกษตรยอมรับว่า หลายประเทศมีระบบพยากรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และกำลังนำมาปรับใช้กับคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ โดยยืนยันไม่มีปัญหากับรัฐบาล และอาจจะได้กลับไปรับตำแหน่งคณะกรรมการ กบอ.อีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กว่า 100 คน รวมตัวที่ประตูทางเข้า ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ เฉลิมพระเกีรยติ 7 รอบพระชนมพรรษา สถานที่จัดประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 เพื่อยื่นหนังสือให้กำลังใจ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันจะนำมวลชน ออกมาสกัดกั้น การชุมนุมของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ที่ประกาศจะชุมนุมประท้วงนโยบายของรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาละเทศะ ทำลายภาพลักษณ์ และ ผลประโยชน์ประเทศชาติ

The City of El Cerrito adopted targets to reduce GHG emissions by 15% below 2005 levels by 2020.

The City Council of El Cerrito will consider adoption of the CAP on May 21, 2013. The final draft CAP has been revised based on comments received during the public review process, which closed on March 15, 2013.

El Cerrito city (http://www.marvingardensre.com)

The City’s Environmental Services Division has prepared a final draft Climate Action Plan (CAP) to assist the City Council and the community in determining the best avenues of action to reduce locally produced greenhouse gas (GHG) emissions and to create a safer and more sustainable El Cerrito. The City of El Cerrito adopted targets to reduce GHG emissions by 15% below 2005 levels by 2020 and 30% below 2005 levels by 2035. 

The Final Draft version of the Climate Action Plan (CAP) can be downloaded from http://www.el-cerrito.org/index.aspx?NID=325. 

Chapter 1: Climate Change in Context

Chapter 2: El Cerrito's Greenhouse Gas Emissions

Chapter 3: Community Climate Action Strategies

Chapter 4: Municipal Climate Action Strategies

Chapter 5: Personal Climate Action 

Chapter 6: Implementation

The City adopted its first Circulation Plan for Bicyclists and Pedestrians. The Plan’s goals are: 

"BART Path" of El Cerrito

1. to create a comprehensive network of bicycle and pedestrian routes;

2. promote bicycling and walking as modes of transportation through design, designation, programs, policies and education,

3. provide safe and accessible routes to schools, transit stops, and City facilities;

4. create bicycle and pedestrian facilities that fulfill the needs of both utilitarian and recreational users, 

5. accommodate bicycle and pedestrian access in the design and development of new buildings and facilities

6. engage the public in the planning process to address local needs and concerns

7. work internally and with neighboring jurisdictions and regional organizations to coordinate efforts

8. establish priorities and identify funding sources for implementing improvements

The City of El Cerrito is committed to taking action to reduce the pollution that causes global warming and to help El Cerrito respond to the effects of climate change. The El Cerrito Environmental Services Division is developing a Climate Action Plan (CAP). The plan will provide the policy framework for pursuing reductions in greenhouse gas (GHG) emissions, while also promoting a more livable and safe community. 

 

งบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปี57 = 4.4 % ของวงเงินงบประมาณ

สำนักงบประมาณ ส่งเอกสาร พ.ร.บ.งบฯ 57 ให้สภาเตรียมพิจารณาวาระแรก 29 -30 พ.ค.นี้ มี 8 ยุทธศาสตร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงบประมาณได้จัดทำเอกสารร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2557 จำนวน 2,525,000 ล้านบาท ส่งให้กับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแจกจ่ายให้กับส.ส.สำหรับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ในวาระที่ 1 สมัยประชุมวิสามัญ ระหว่างวันที่ 29-30 พฤษภาคม ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณปี 2557 เพิ่มขึ้นจากงบประมาณประจำปี 2556 จำนวน 125,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2 % โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ จำนวน 8 ยุทธศาสตร์ ดังนี้

1.ยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมต่อประชาคมอาเซียน จำนวน 145, 006.9 ล้านบาท คิดเป็น 5.7 % ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเสริมการดำเนินงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณท์ โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ตลอดจนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระหว่างภูมิภาคและบูรณาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ จำนวน 210,783.5 ล้านบาท คิดเป็น 8.4 % ของวงเงินงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ เทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความปรองดองสมานฉันท์ และฟื้นฟูประชาธิปไตย รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยเสริมสร้างและพัฒนาระบบป้องกันประเทศ โดยเสริมสร้างพัฒนาระบบป้องกันประเทศให้มีความพร้อมและศักยภาพ

3.ยุทธศาตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน 343,746.7 ล้านบาท คิดเป็น 13.6% ของเงินงบประมาณ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง รักษาเสียรภาพทางการคลัง จัดการหนี้สาธารณะอย่างเหมาะสม เพื่อมูลค่าทางภาคการเกษตร โดยใช้ระบบจำนำสินค้าเกษตรเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกร ปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมกับค่าครองชีพของประชาชน

4.ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมในสังคม จำนวน 849,861.9 ล้านบาท คิดเป็น 33.7% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการ สร้างความเป็นธรรมทางสังคม และลดการเหลื่อมล้ำ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดีบคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ส่งเสริมขยายโอกาสการเจ้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึง และเร่งรัดการปฏิรูป และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้มีมาตรฐานระดับสากล สนับสนุนการจัดการการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมและการปราบปรามการทุจริตมิชอบในภาครัฐ เพื่อความความโปร่งใสและธรรมาภิบาล

5.ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 112,288.5 ล้านบาท คิดเป็น 4.4 % ของวงเงินงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์กับมิติทางเศรษฐกิจทางสังคมและสิ่งแวกล้อมอย่างยั่ยยืน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับและปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลก

6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม จำนวน 21,323. 8 ล้านบาท คิดเป็น 0.8 % ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเสริมสร้างให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนองค์ความรู้ โดยให้ความสำคัญกับการวิจัย และพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 9,004.5 คิดเป็น 0.4 % ของวงเงินประมาณ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการ ที่เกี่ยวโยงกับการร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจแก่รัฐบาล

8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 351,339.9 ล้านบาท คิดเป็น 13.9 % ของวงเงินงบประมาณ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการ ของภาครัฐให้มีความพร้อม มุ่งเน้นการตอบสนองคงามต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีขีดความสามารถในการให้บริหารสาธารณษะได้อย่างเหมาะสม ปฏิรูปกฎหมายให้เป็นสากลและพัฒนาระบบกระบวนการยุติธรรม ให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการบริหารงานของรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ ให้ดำเนินการที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 
1.กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 481,337 ล้านบาท 
2.กระทรวงมหาดไทย วงเงิน 328,755 ล้านบาท 
3.กระทรวงการคลัง วงเงิน 229,355 ล้านบาท 
4.กระทรวงกลาโหม วงเงิน 184,737 ล้านบาท และ
5.กระทรวงสาธารณสุข วงเงิน106,436 ล้านบาท 
และกระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุดคือ กระทรวงพลังงาน 2,098 ล้านบาท 

ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาเชียงใหม่สำหรับการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 (14 พฤษภาคม 2556)

เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างปฏิญญาเชียงใหม่ (Chiang Mai Declaration) สำหรับการประชุมระดับผู้นำ ด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 (The 2nd Asia-Pacific Water Summit: 2 nd APWS)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมระดับผู้นำ ด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 เสนอดังนี้
1. เห็นชอบเอกสารร่างปฏิญญาเชียงใหม่ (Chiang Mai Declaration) ที่ผู้นำประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ร่วมแสดงเจตนารมณ์ โดยไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาที่เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศใดๆ และให้แถลงร่างปฏิญญาดังกล่าวประกอบการประชุมระดับผู้นำ (Leaders Forum) ในวันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม 2556
2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าว ที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อกฎหมายและผลประโยชน์ของไทย มอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรี (นายปลอดประสพ สุรัสวดี) ประธานกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญ
ปฏิญญาเชียงใหม่ (Chiang Mai Declaration) ไม่ได้เป็นหนังสือสัญญาที่เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศใด ๆ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์และแสดงออกร่วมกันว่าผู้นำของประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เล็งเห็นความสำคัญเรื่องน้ำ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในภาวะปกติเพื่อให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นภาวะเผชิญเหตุภัยพิบัติ เพื่อให้ทุกประเทศอยู่รอดในภาวะที่คาดเดาได้ยากอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และทุกประเทศแสดงออกถึงความเต็มใจที่ช่วยเหลือกันในยามเกิดภัยพิบัติ

ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้และRECOFTC เรื่อง... (14 พฤษภาคม 2556)

เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งเอเชียและแปซิฟิก (RECOFTC) เรื่อง ความร่วมมือทางด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวนศาสตร์ชุมชนในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในการจัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างกรมป่าไม้และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งเอเชียและแปซิฟิก เรื่อง ความร่วมมือทางด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวนศาสตร์ชุมชนในประเทศไทย ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ 
ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับไปดำเนินการเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและปรับแก้ถ้อยคำในร่างบันทึก ฯ ก่อนการลงนามต่อไป ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ โดยไม่ต้องจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) รวมทั้งให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาด้วย 
บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนการจัดการป่าไม้โดยชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างเหมาะสม และเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนที่เป็นสมาชิกป่าชุมชนและชุมชนในประเทศไทย โดยขอบเขตความร่วมมือประกอบด้วย การดำเนินงานด้านต่าง ๆ อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญ การเสริมสร้างศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับต่าง ๆ ของงานด้านป่าชุมชน การพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาค
บันทึกความเข้าใจฯ เป็นความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งหน่วยงานสามารถปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฯ ได้ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ ที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ และการจัดทำบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่การจัดการทรัพยากรป่าไม้ ตลอดจนเป็นการพัฒนาความร่วมมือในการบูรณาการด้านการอนุรักษ์กับการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกอันจะส่งผลดีต่อการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนต่อไป
 

'Dramatic decline' warning for plants and animals'

ผู้เขียน: 
Matt McGrath

More than half of common plant species and a third of animals could see a serious decline in their habitat range because of climate change.

The study looked at the impacts of rising temperatures on nearly 50,000 common species

New research suggests that biodiversity around the globe will be significantly impacted if temperatures rise more than 2C. But the scientists say that the losses can be reduced if rapid action is taken to curb greenhouse gases.

The paper is published in the journal, Nature Climate Change. An international team of researchers looked at the impacts of rising temperatures on nearly 50,000 common species of plants and animals.

They looked at both temperature and rainfall records for the habitats that these species now live in and mapped the areas that would remain suitable for them under a number of different climate change scenarios. The scientists projected that if no significant efforts were made to limit greenhouse gas emissions, 2100 global temperatures would be 4C above pre-industrial levels.

In this model, some 34% of animal species and 57% of plants would lose more than half of their current habitat ranges. According to Dr Rachel Warren from the University of East Anglia, this would have major impacts for everyone on the planet.

"Our research predicts that climate change will greatly reduce the diversity of even very common species found in most parts of the world. This loss of global-scale biodiversity would significantly impoverish the biosphere and the ecosystem services it provides," she said.

"There will also be a knock-on effect for humans because these species are important for things like water and air purification, flood control, nutrient cycling, and eco-tourism."

The projected impacts on species will be felt more heavily in some parts of the world such as sub-Saharan Africa, Central America, the Amazon region and Australia.

However the researchers say that if global emissions of greenhouse gases are cut rapidly then the impact on biodiversity could be significantly curbed. If global emissions reach their peak in 2016 and temperature rises are held to 2C, then losses could be cut by 60%. "The good news is that our research provides new evidence of how swift action to reduce CO2 and other greenhouse gases can prevent the biodiversity loss by reducing the amount of global warming to 2C rather than 4 degrees, said Dr Warren.

"This would also buy time – up to four decades - for plants and animals to adapt to the remaining 2 degrees of climate change."

จีนเล็งยกเลิกแผนสร้างโรงงานเคมี

เจ้าหน้าที่มณฑลยูนนานของจีน รับปากที่จะยกเลิกแผนโครงการสร้างโรงงานปิโตรเคมี หากคนคัดค้าน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในมณฑลยูนนานของจีน รับปากที่จะยกเลิกแผนโครงการสร้างโรงงานปิโตรเคมี หากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่คัดค้าน การให้คำมั่นครั้งนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การยกเลิกโครงการดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่โครงการใหญ่ในจีนต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากมีความวิตกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสาธารณชน เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่

นายหลี่ เหวินหรง นายกเทศมนตรีของเมืองคุนหมิง ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลยูนนาน ยอมรับว่ามีกระแสความกังวลเป็นวงกว้างของคนที่อยู่ในพื้นที่ เกี่ยวกับโครงการสร้างโรงงานผลิตสารพาราไซลีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในบริเวณใกล้กับเมืองอันหนิง

สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างคำแถลงของนายหลี่ ว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการดังกล่าว หากชาวเมืองส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ดำเนินการ ความเห็นของนายหลี่ซึ่งถูกหลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด เป็นผลมาจากกระแสผู้ไม่เห็นด้วยบนโลกออนไลน์ในเมืองยูนนานเกี่ยวกับโครงการสร้างโรงงานปิโตรเคมี จนกระทั่งมีการออกมาเดินขบวนประท้วงบนท้องถนนเมืองคุนหมิงเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โรงกลั่นน้ำมันที่บริษัทไชน่า เนชั่นแนล ปิโตรเลียม วางแผนจะสร้างนั้น สามารถแปรรูปน้ำมันดิบได้ 200,000 บาร์เรลในแต่ละวันเมื่อสร้างเสร็จ โรงกลั่นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของรัฐบาลที่จะเพิ่มสาธารณูปโภคด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันตกของจีนซึ่งกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ถอดประสบการณ์การพัฒนาเมือง Portland

ผู้เขียน: 
กองบรรณาธิการโลกสีเขียว

 

 
ภาพเมือง Portland (http://www.oregontravelcenter.com)
          ในวงการคนที่ทำงานหรือเรียนด้านผังเมือง เมืองหนึ่งที่เป็นกรณีศึกษาซึ่งแทบทุกคนต้องเคยผ่านตา เมืองที่ได้ชื่อว่าใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมสุขภาพผู้อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน คือเมืองขนาดกลางทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า “พอร์ตแลนด์” ในมลรัฐโอเรกอน สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการผังเมือง ที่นี่อาจขึ้นชื่อด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เมืองการศึกษา ผู้คนสัญจรด้วยรถรางและจักรยาน พื้นที่สีเขียวกระจายทุกชุมชน หรืออาหารออร์แกนิค จนทำให้มีคำพูดติดปากกันว่า ถ้าใครอยากเป็นดาราให้ไปฮอลลีวูด ถ้าอยากเป็นนักธุรกิจให้ไปนิวยอร์ก หากใครรักธรรมชาติ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ให้ไปพอร์ตแลนด์

          การพัฒนาเมืองที่รักษาเอกลักษณ์ด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับรองรับความเจริญและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในระยะเวลาปีหรือสองปี และไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดฝ่ายเดียว ทำให้เรื่องราวของพอร์ตแลนด์แห่งนี้มีประเด็นที่น่าศึกษาอยู่ไม่น้อย สืบเนื่องจากเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่เมืองพอร์ตแลนด์และได้ประสบการณ์ ความรู้อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมือง รวมถึงได้กลับมามองบ้านเราว่ามีจุดเด่นหรือจุดด้อยอย่างไรบ้าง ในโอกาสนี้ มูลนิธิโลกสีเขียวมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดความรู้จาก ดร.ธนภณ พันธเสน และ ดร.สุภาพร แก้วกอ เลี่ยวไพโรจน์ จึงอยากนำมาเล่าต่อเพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งคนในและนอกวงการผังเมือง


เริ่มต้นจากดีเอ็นเอ
          ดร.ธนภณ เล่าว่า จากคำยืนยันของนายกเทศมนตรีพอร์ตแลนด์ สิ่งสำคัญที่ทำให้พอร์ตแลนด์แตกต่างจากที่อื่นก็คือเรื่อง “คน” ตั้งแต่ยุคที่อเมริกาบุกเบิกประเทศ เส้นทางบุกเบิกจะเริ่มจากทางตะวันออกไปตะวันตก เมื่อมาถึงทางแยกว่าจะขึ้นเหนือหรือลงใต้ กลุ่มคนตื่นทองหรือวัตถุนิยมจะเดินทางจะลงใต้เพราะมีพื้นที่ให้หาทองมากกว่า ส่วนกลุ่มที่รักธรรมชาติ รักความสงบ หรือชอบทำการเกษตรก็จะขึ้นเหนือไปอยู่ที่พอร์ตแลนด์เพราะสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นคนที่มีอาชีพทำการเกษตรจึงยิ่งเห็นความสำคัญของธรรมชาติ ไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบกับอาชีพตัวเอง จนปัจจุบันสิ่งที่บรรพบุรุษคิดและทำได้ถ่ายทอดผ่านกันมาในสายเลือดรุ่นต่อรุ่น
          “ถ้าเปรียบเทียบกับของเมืองไทย เราตั้งรัตนโกสินทร์มา 200 ปี เราก็อาจจะมีดีเอ็นเอที่รักธรรมชาติ แต่การก่อสร้างกรุงเทพฯ เราเกิดมาจากการอพยพแบบหนีตาย เพราะฉะนั้นการปลูกฝังเรื่องความรักธรรมชาติเลยมีอยู่น้อย ความผูกพันเข้า DNA ก็มีในระดับหนึ่งแต่ไม่เท่าเขา” ทั้งนี้ เมืองพอร์ตแลนด์ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบระหว่างภูเขาใกล้กับชายฝั่งซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพที่สวยงาม การออกแบบวางผังโครงข่ายเส้นทางสีเขียวเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จึงเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1904 นับเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว
          ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1960 มีการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ นายกเทศมนตรีของพอร์ตแลนด์ได้ชักชวนประชาชนมาคุยกันเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมืองว่าจะทำยังไงให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่าเทียมกัน มีการทำงานร่วมกัน ในยุคที่คำว่า public participation แทบไม่มีใครรู้จัก แต่ที่นี่เริ่มด้วยการกระทำก่อนคำพูด โดยเทศบาลกับประชาชนทำงานร่วมกันแล้วออกมาเป็นกฎหมายการควบคุมการใช้ที่ดินในเมืองขึ้นมา
          อย่างไรก็ตาม พอร์ตแลนด์ก็มีย่านอุตสาหกรรมเช่นกัน โดยตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมือง ทำให้มีปัญหามลพิษในแม่น้ำที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งภายหลังประชาชนเกิดความตระหนักว่าการพัฒนาตามแนวทางดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง นำไปสู่การเริ่มแผนการฟื้นฟูแม่น้ำอย่างจริงจังช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา และสร้างเครือข่ายเส้นทางสีเขียวให้สมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อมาถึงการลงประชามติให้ทุบทางด่วนด้วย


วิสัยทัศน์พอร์ตแลนด์
          ดร. สุภาพร อธิบายว่า การพัฒนาเมืองพอร์ตแลนด์ มีเป้าหมาย 4 ด้าน คือ ความมั่งคั่ง การศึกษา สุขภาพ และความเท่าเทียมกัน โดยมีตัวชี้วัดอยู่ 9 อย่าง คือ การบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน, สวนสาธารณะและพื้นที่ธรรมชาติ, อาหารที่มีประโยชน์, ร้านค้าและสถานบริการ, แหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์, การเชื่อมโยงทางสังคม, การเดินทางที่หลากหลาย, ความปลอดภัย และที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ขณะที่การวางผังเมืองของพอร์ตแลนด์ในปัจจุบันได้กำหนดแผนการจัดทำไปถึงปี 2035 ให้เขตตำบลต่างๆ ปรับระบบสาธารณูปโภคเป็นระบบสีเขียว เช่น มีการใช้แหล่งพลังงานร่วมกัน และมีการจัดระบบจ่ายพลังงานให้กับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลงรายละเอียดว่าแต่ละ sub-district จะพึ่งพาตนเองเรื่องทรัพยากรให้มากขึ้นได้อย่างไร เช่น ท่อส่งพลังงานที่บ้านหลังนี้อาคารหลังนี้จะใช้แหล่งพลังงานร่วมกันได้จากตรงไหนที่มันจะทำให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงานได้สูงสุดในชุมชน
 
 
ภาพตัวชี้วัด 9 อย่างในการพัฒนาเมืองพอร์ตแลนด์ (ที่มาของภาพคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)
          ส่วนการเดินทางในพอร์ตแลนด์ใช้ระบบรางเป็นส่วนมาก ซึ่งมีทั้งรถไฟและรถราง รองลงมาคือ จักรยาน เดิน และรถส่วนตัว หลักสำคัญที่ทำให้ระบบรางมีประสิทธิภาพคือการใช้แนวคิด TOD หรือ Transit-oriented Development มาพัฒนาพื้นที่รอบสถานี เช่น อาคารบริเวณรอบสถานีชั้นล่างเป็นร้านค้า ชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย บริเวณใกล้เคียงมีสวนสาธารณะที่ไม่ใหญ่แต่มีกระจายหลายจุด ทำให้เมืองไม่ขยายกระจายตัวตามแนวถนน แต่กระชับขึ้นเพราะชุมชนอยู่ใกล้สถานีในระยะที่เดินหรือใช้จักรยานถึงได้ อย่างไรก็ดี การจะบรรลุเป้าหมายที่ต้องการก็ต้องมีการทำงานที่เข้มแข็งระหว่างชุมชนกับเทศบาล มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ตรวจสอบอยู่ตลอด การสื่อสารถึงประชาชนนั้นมีคณะกรรมการชุมชนซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านเข้ามาจัดเวทีพูดคุยกันเป็นประจำ ทางส่วนกลางจะประกาศไปถึงทุกบ้านว่าตอนนี้เทศบาลกำลังทำอะไรอยู่ มีอะไรที่ประชาชนเดือดร้อนหรือมีความคิดเห็นอะไรก็สามารถแจ้งกับคณะกรรมการชุมชนได้
          “นายกเทศมนตรีแต่ละคนเขาจะตั้งใจทำเพื่อเมือง มีวิสัยทัศน์ในระยะยาว ทำให้เขามีการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าบ้านเรา ไม่ว่าเปลี่ยนนายกกี่คนแต่นโยบายหลักก็ยังสืบทอดกันมา คือคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและสุขภาพคนอยู่อาศัย จะมีผังเมืองของเขามาเรื่อยๆ วางกันไว้ 20-30 ปีข้างหน้าเลย พอคนใหม่มาก็ยังยึดผังเดิมพัฒนาต่อ แต่บ้านเราคนใหม่มาก็รื้อใหม่”
Climate Action Plan of Portland City
 
บทสะท้อนสู่กรุงเทพฯ
          ดร. ธนภณ ให้ความเห็นว่า บ้านเรามีวิสัยทัศน์เรื่องเมืองน่าอยู่มานานแล้ว แต่สิ่งที่เราพยายามจะนำมาใช้แต่ไม่จริงจังคือระบบการประเมินและปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดและตารางประเมินให้คะแนนมาก และการให้คะแนนนั้นเกิดจากการวิจัยจริง เก็บข้อมูล เอามาศึกษาและพัฒนาจริงๆ ส่วนบ้านเราตั้งเกณฑ์เมืองน่าอยู่ไว้ แต่ไม่ค่อยมีการประเมินอย่างจริงจัง หรือหากมีการประเมินก็เป็นงานของแต่ละหน่วยงานไม่รวมกัน และข้อมูลนั้นก็ไม่ได้ถูกส่งต่อไปถึงผู้มีอำนาจวางผังเมืองหรือผู้ว่าฯ กทม. อีกปัญหาหลักของกรุงเทพฯ ก็คือเรื่องรถติด เพราะประชาชนไม่สามารถเลือกการเดินทางที่หลากหลายให้ตัวเองได้ เช่น ทางเดินเท้ามีอุปสรรค ถนนขรุขระจนใช้จักรยานไม่ได้ รถไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงทุกเส้นทาง เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็คือทำให้การเดินทางทั้งหลายมีประสิทธิภาพ เช่น จัดการเสาไฟ ป้ายโฆษณา มอเตอร์ไซค์ ร้านค้าบนทางเท้าโดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำให้สภาพถนนไม่มีอุปสรรค ฯลฯ
          ส่วนเรื่องของรถไฟฟ้า ดร. สุภาพร มองว่า แม้สถานีแต่ละแห่งจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่สิ่งที่ผู้มีอำนาจสามารถทำได้เลยก็คือปรับปรุงเส้นทางให้คนเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าได้สะดวก มีป้ายชัดเจน หรือจัดระบบรถหรือที่เรียกว่า feeder เช่นรถสองแถวไปถึง
          “ถ้าประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ชีวิตมันสบายกว่ากันเยอะนะ ตอนนี้หน่วยงานที่ดูแลรถไฟฟ้าควรวางแผนอนาคตได้แล้ว เช่นส่วนต่อขยายจากหมอชิตไปลำลูกกา ก็ต้องเริ่มลงมือสำรวจเลยว่าจะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีอย่างไร และไม่ใช่แค่เรื่องสร้างรถไฟฟ้า หน่วยงานอื่นๆ ก็ต้องเคลื่อนตัวไปพร้อมกัน เช่นการเก็บค่าธรรมเนียมรถส่วนตัวบางพื้นที่เพื่อแก้ปัญหารถติด การกำหนดอาคารให้มีที่จอดรถจำกัด ต้องเตรียมแล้วทั้งกฎหมายระดับท้องถิ่นไปถึงระดับชาติ” ดร.สุภาพรกล่าว

 

by ThaiWebExpert