คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

2012-06-05

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดจัดงานวันสิ่งแวดล้อมประจำปี พ.ศ.2555 โดยมีประเด็นหลักในการรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลกให้เป็นทิศทางเดียวกันทั่วโลก ในเรื่อง Green Economy: Does it include you? คุณ คือ พลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในวันที่ 5 มิถุนายน 2555 ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ สยามพารากอน

สามารถดูรายละเอียดได้ตามด้านล่าง

เส้นทางสู่การประชุม Rio+20 ความแตกต่างท่ามกลางความหวัง

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

     ปัญหาวิกฤติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาวิกฤติด้านต่างๆ ที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปี 2008 ทั้งเรื่องวิกฤติด้านการเงินในประเทศมหาอำนาจ  ความมั่นคงด้านพลังงานและด้านอาหาร ทำให้แนวคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนกลับมาได้รับความสนใจและกลายเป็นวาระของโลกอีกครั้งภายใต้ชื่อ “เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน” เป็นหัวข้อหลักของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่จะมีขึ้นช่วงวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้ที่ประเทศบราซิล  
    ร่างเอกสารที่จะเป็นผลลัพธ์ของการประชุม Rio+20 โดยใช้ชื่อว่า “The Future We Want” ซึ่งมีสถานะเป็นปฏิญญาฉบับหนึ่ง เป็นข้อผูกพันทางการเมืองของผู้นำประเทศ ตอนนี้มีความยาวรวม 171 หน้า (จากจุดเริ่มต้น 19 หน้า) เนื้อหาเอกสารเต็มไปด้วยประเด็นข้อถกเถียงมากมายที่ยังไม่มีข้อยุติ แม้ว่าทาง UN จะพยายามร่างเอกสารขึ้นโดยมีเนื้อหาแบบประนีประนอมจุดยืนของทุกฝ่าย แต่ข้อเสนอเรียกร้องเพิ่มเติมของประเทศต่างๆ  ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองและโยนภาระไปให้ผู้อื่น นอกจากนี้ ยังไม่มีข้อเสนอที่ก้าวพ้นไปจากกระบวนทัศน์เก่าของการพัฒนาที่เน้นเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของระบอบโลกด้านการค้าเสรีกับระบอบโลกด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
    จากการประชุม Second Informal Informal Consultations ซึ่งเป็นการเจรจาครั้งล่าสุด จัดขึ้นระหว่างช่วงวันที่ 23 เมษายน - 4 พฤษภาคม 2012 ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (นำโดย EU, นอร์เวย์, สวิตเซร์แลนด์, ญี่ปุ่น, US, แคนาดา, ออสเตรเลีย) กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (นำโดยกลุ่มG77+จีน) ยังคงมีความเห็นและจุดยืนที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว
กลุ่ม G77 + จีน เห็นว่า เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือที่เป็นทางเลือกอันหนึ่งจากเครื่องมือที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศที่จะกำหนดตัดสินใจเลือกโดยพิจารณาต้นทุนและความเสี่ยงของแต่ละทางเลือก เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และโต้แย้งแนวคิดของประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะ EU ที่มุ่งผลักดันเฉพาะเศรษฐกิจสีเขียวในฐานะที่เป็น  “เครื่องมือที่จำเป็น”(Essential Tool) เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
    EU และ ญี่ปุ่น เห็นร่วมกันว่า “ทุกประเทศ” ควรดำเนินการปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา แต่ทางสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มองว่าเศรษฐกิจสีเขียวเป็น “วิถีทาง” (Mean) เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ควรให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์เอง ไม่ควรมี “Global Green Economy Roadmap” ตามข้อเสนอของ EU
มุมมองและความเห็นที่แตกต่างกันของประเทศต่างๆ เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเวทีการประชุมเจรจาระหว่างประเทศ โจทย์สำคัญในวันนี้ คือ ทำอย่างไรที่จะไม่ให้แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” ในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นเพียงวาทกรรมใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป แต่สร้างปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมไม่ต่างกับวาทกรรมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนที่เกิดขึ้นเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันต้องป้องกันมิให้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวถูกใช้เป็นเครื่องมืออันใหม่ของประเทศอุตสาหกรรมโดยมีเป้าหมายแอบแฝง เช่น ใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อการเปิดตลาดเสรีด้านการลงทุนและบริการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศกำลังพัฒนา

    

 

ภาพ: http://www.rtcc.org/business/five-reasons-why-we-need-rio20/

ปฏิญญาคาซานว่าด้วยความมั่นคงอาหารเอเปค (20 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างปฏิญญาคาซานว่าด้วยความมั่นคงอาหารเอเปค (Kazan Declaration on APEC Food Security) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทนที่เข้าประชุมให้การรับรองเพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อปฏิญญาดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
        สาระสำคัญของร่างปฏิญญาคาซานฯ ประกอบด้วย 5 ข้อ ดังนี้
        1. การเพิ่มผลผลิตภาคเกษตรและผลิตภาพ (Increasing agricultural production and
productivity) โดยการส่งเสริมการลงทุนภาคเกษตรจากภาคเอกชน การเพิ่มการลงทุนระยะยาวในการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร การยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
        2. การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการพัฒนาตลาดสินค้าอาหาร (Facilitating trade
and developing food markets) โดยการติดตามแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิตการบริโภคที่เชื่อถือได้และทันสมัยระหว่างกันเพื่อลดความผันผวนของราคาอาหาร ยกระดับตลาดอาหารให้มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการตลาดสินค้าอาหารและสนับสนุนระบบขนส่งที่ดี
        3. การส่งเสริมความปลอดภัยอาหารและคุณภาพอาหาร (Enhancing food safety and quality)
โดยการพัฒนาและสร้างความเข้าใจระหว่างสมาชิกเอเปคเกี่ยวกับความจำเป็นในการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพอาหารระหว่างประเทศ การปรับปรุงกระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับความปลอดภัยอาหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
        4. การจัดหาอาหารสำหรับกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสังคม (Providing food for socially
vulnerable groups of population) โดยการจัดหาทั้งด้านเศรษฐกิจและกายภาพเพื่อการเข้าถึงอาหารของกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสังคม การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายสวัสดิการสังคมอย่างยั่งยืน และการแลกเปลี่ยนหลักการปฏิบัติที่เป็นเลิศระหว่างกัน
        5. การสร้างความมั่นใจในการจัดการระบบนิเวศน์ทางทะเลอย่างยั่งยืน และการต่อต้านการทำ
ประมงผิดกฎหมายและการค้าที่เกี่ยวข้อง (Ensuring the sustainable management of marine ecosystems, combating illegal fishing and associated trade) โดยเสริมสร้างความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สนับสนุนกฎระเบียบด้านการประมงที่โปร่งใส รวมทั้งการจัดการตลาดสินค้าประมง

 

แนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย) (20 พฤษภาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอดังนี้
1.    เห็นชอบหลักการของแนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเมียนมาร์  
2. มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำแผนแม่บทการ
พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์  รวมทั้งบูรณาการแผนงานที่เกี่ยวข้อง โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
    สศช. รายงานว่า  ปัจจุบันเมียนมาร์มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการปฏิรูปโครงสร้างทางการการเมืองและเศรษฐกิจ    ซึ่งปัจจุบันโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายซึ่งภาคเอกชนไทยได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการที่เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่มีกฎหมายส่งเสริมการลงทุนที่จะรองรับเงินลงทุนต่างชาติ  โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน  รวมทั้งเป็นโอกาสในอนาคตสำหรับการขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ  และพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบัง สศช. จึงเห็นควรเสนอแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันตกของไทยกับโครงการทวายฯ ของเมียนมาร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย  โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
1.    โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  ตั้งอยู่ที่เมืองทวายในเขตตะนาวศรี
ของเมียนมาร์ห่างจากด่านผ่านแดน  (บ้านพุน้ำร้อน) จังหวัดกาญจนบุรี โดยบริษัทเอกชนของไทยได้ลงนามในกรอบความตกลง (Framework Agreement) ร่วมกับ การท่าเรือเมียนมาร์ โดยมีแผนปฏิบัติการก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ระยะในช่วง 10 ปี ได้แก่  
ระยะที่ 1 (ปี 2554-2558) : ครอบคลุมท่าเรือด้านใต้  ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย
/ พม่า  4 ช่องจราจร  ด่านพรมแดน ถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำ  ขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร  โรงไฟฟ้าถ่านหิน  ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ ระบบประปา  โรงบำบัดน้ำเสีย ที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service)  และ Township  
ระยะที่ 2 (ปี 2556-2561) : ครอบคลุมถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ
เพิ่มเติม  ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/ พม่าขยายเป็น 8 ช่องจราจร สร้างศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ  
        ระยะที่ 3 (ปี 2559-2563)  :  ครอบคลุมท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รถไฟ สายส่งไฟฟ้า  ท่อก๊าซและท่อน้ำมันเชื่อมโยงประเทศไทย
2.    ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย  
การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน  เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกของภูมิภาคและเป็นสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกกับประเทศในฝั่งตะวันตก  (เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง  และยุโรป) โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ของไทยอีกประมาณร้อยละ 1.9 ในเบื้องต้น  โดยสรุปสาระสำคัญของโครงการฯ ต่อประเทศไทย ได้ดังนี้
2.1    โอกาสที่จะขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำ (Off – shore Production Base)  
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  เหล็กและเหล็กกล้า    เพื่อสนับสนุนการผลิตของฐานอุตสาหกรรมภายในประเทศ
2.2    พัฒนาเป็นประตูการค้า (Gateway) ฝั่งตะวันตกเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบัง  เพื่อ
เปิดประตูการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในเมียนมาร์และฝั่งตะวันตก     
2.3    พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ตามแนวชายแดนฝั่งตะวันตกโดยสามารถขยายความเจริญ
ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน  การจ้างงาน  และการใช้วัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนของไทย  
3.    ความคืบหน้าการดำเนินโครงการ
3.1    การดำเนินการของเมียนมาร์
(1)    ด้านกฎหมายการลงทุน  เมียนมาร์ได้ออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special
Economic Zone Law)  กับกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย  (Dawei Special Economic Zone Law)  โดยให้สิทธิประโยชน์เบื้องต้นกับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ
(2)    ระบบการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเมียนมาร์ขอความช่วยเหลือจากองค์กร
การเงินระหว่างประเทศ (IMF)  โดย IMF  ได้เข้ามาสำรวจระบบการเงินของเมียนมาร์แล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2554 และจะดำเนินการอีกครั้งในช่วงต้นปี 2555
3.2    การดำเนินการของไทย
ภาครัฐ
(1)    การเปิดจุดผ่านแดนที่บ้านพุน้ำร้อนและข้อยุติประเด็นเส้นเขตแดนระหว่างไทย –
พม่า  กระทรวงมหาดไทย (มท.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวบ้านพุน้ำร้อน ซึ่งขออนุญาตโดยบริษัทเอกชนของไทยเพื่อขนวัสดุและแรงงานสำหรับก่อสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย  และขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยกรมสนธิสัญญาฯ ได้ประสานขอคามร่วมมือสหภาพเมียนมาร์ให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจัดทำ Detiled Survey ร่วมกับประเทศไทย (โดยกรมแผนที่ทหาร)  ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วช่วงต้นเดือนมีนาคม 2555 โดยจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 30-60 วัน
(2)    การเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับสหภาพ        
เมียนมาร์
1)    การขนส่งทางถนน :  ปัจจุบันโครงข่ายถนนจากกรุงเทพฯ – ชายแดนไทย /
เมียนมาร์ ระยะทาง 169 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีขนาด 4 ช่องจราจร
2)    การขนส่งทางรถไฟ :  ตามผลการศึกษาแผนแม่บทการพัฒนาระบบรถไฟ
กระทรวงคมนาคม (คค.)  เสนอให้มีการพัฒนาแนวเส้นทางรถไฟสายน้ำตก   - ด่านเจดีย์สามองค์ ระยะทาง 135 กิโลเมตร  เพื่อเชื่อมโยงกับเมียนมาร์แต่ยังไม่มีการศึกษาเส้นทางต่อขยายไปยังบ้านพุน้ำร้อน
3)    ระบบสายส่งไฟฟ้า  :  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการ
เจรจาอัตราซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐบาลเมียนมาร์และผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนถ่านลิกไนต์ในนิคมอุตสาหกรรมทวาย
(3)    การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ
บริเวณชายแดน : สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)  อยู่ระหว่างจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
(4)    มาตรการส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ : สำนักงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการลงทุน (สกท.)  อยู่ระหว่างวางแผนศึกษาและดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลและให้คำปรึกษาสำหรับนักลงทุนไทยในต่างประเทศในปีงบประมาณ 2556
    ภาคเอกชน
(5)    การจัดตั้งหน่วยงานพัฒนาโครงการ ภาคเอกชนไทยดำเนินการจัดตั้งบริษัททวายดี
เวลลอปเมนต์ (Dawei Development Company Limited : DDC)  ซึ่งมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่กว่าร้อยละ 70 โดย บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ และส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 30 ถือหุ้นโดยบริษัทเอกชนของเมียนมาร์
(6)    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันภาคเอกชนไทยได้ก่อสร้างถนนลูกรัง
(Service  Road)  ระหว่างเมืองทวายและบ้านพุน้ำร้อน สำหรับการขนส่งวัสดุก่อสร้างในระหว่างดำเนินโครงการ และได้จัดทำรายละเอียดโครงการก่อสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึกแล้วเสร็จ  ซึ่งประเมินวงเงินทั้งสองโครงการในเบื้องต้นประมาณ 90,000 ล้านบาท
4.    แนวทางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับเมียนมาร์
4.1    กำหนดเป็นแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาล : ในการสนับสนุนโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำ
ลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายของเมียนมาร์  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่รัฐบาลเมียนมาร์รัฐบาลของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย รวมถึงนักลงทุนของไทยและต่างชาติ
4.2    กรอบมาตรการและแนวทางการดำเนินงานของฝ่ายไทย : ดำเนินการในเชิงรุกโดย
กำหนดแผนงาน / โครงการที่มีลักษณะบูรณาการและต่อเนื่องกัน  ภายใต้กรอบระยะเวลา  วงเงินงบประมาณ และแหล่งเงินทุนที่ชัดเจน  โดยควรดำเนินการ
(1)    ระยะเร่งด่วนปี 2555 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน    ซึ่งภาคเอกชน
ไทยได้รับโอกาสเป็นแกนนำในการพัฒนาโครงการ ให้สามารถเริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการนี้ได้สำเร็จลุล่วง ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้
1)    การสร้างความร่วมมือในลักษณะรัฐต่อรัฐเพื่อสนับสนุนการพัฒนา
โครงการทวายฯ ของเมียนมาร์  โดยมอบหมาย กต. ผลักดันให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU)  ระหว่างรัฐบาลทั้งสองฝ่ายเพื่อกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีต่อไป
2)    การเร่งเจรจากับทางการของเมียนมาร์เพื่อเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว
และถาวรควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม ณ จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน  เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าข้ามแดนให้มีประสิทธิภาพโดยมอบหมาย กต. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ สมช. มท. กระทรวงกลาโหม และจังหวัดกาญจนบุรี ประสานงานกับทางการของเมียนมาร์เพื่อเร่งรัดการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว  และเจรจาเพื่อขอเปิดจุดผ่านแดนถาวรต่อไป  พร้อมทั้งมอบหมายกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ มท. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าข้ามแดนและผ่านแดนให้มีประสิทธิภาพ  
3)    การสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนในเมียนมาร์ โดยมอบหมาย สกท
เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งออกมาตรการด้านการเงินและการลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศ
4)    ความช่วยเหลือทางการเงินโดยรัฐบาลไทยควรเร่งพิจารณาแนว
ทางการสนับสนุนเอกชนไทยในการพัฒนาฯ
(2)    ระยะปานกลางช่วงปี 2556-2558 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อกับ
เมียนมาร์จากบริเวณชายแดนไทย-พม่า อย่างเต็มรูปแบบ  ประกอบด้วย ระบบถนน รถไฟ  สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซและท่อน้ำมัน  รวมทั้งการเตรียมการพื้นที่เศรษฐกิจ ดังนี้
1)    ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มอบหมายให้ คค. กระทรวงพลังงาน และมท.
กำกับการดำเนินงานในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดจัดทำโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงกับที่บ้านพุน้ำร้อนบริเวณชายแดนไทย – พม่า ได้แก่  ระบบถนน พัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงด่านบ้านพุน้ำร้อนกับพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก  (Eastern Seaboard) ที่ท่าเรือแหลมฉบังและแหล่งเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกของไทย  ระบบราง พัฒนาโครงข่ายขนส่งทางรางเชื่อมโยงกับด่านบ้านพุน้ำร้อน  ระบบสายส่งไฟฟ้า  พัฒนาแนวสายส่งไฟฟ้าที่มีความเหมาะสมเพื่อเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้ากับพื้นที่ฯ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเขตพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศไทย ระบบท่อก๊าซและท่อน้ำมัน  พัฒนาระบบท่อก๊าซ และท่อน้ำมันเชื่อมโยงกับพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกทวายและประสานร่วมกับรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันตกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
2)    ด้านการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดน พัฒนาประตูการค้า
ตามแนวชายแดนฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทยและภูมิภาคและนำเสนอเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
5.    การสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของเมียนมาร์ เพื่อสนับสนุนให้โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก
และนิคมอุตสาหกรรมทวายประสบผลสำเร็จ รัฐบาลไทยควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการในประเด็นต่อไปนี้
5.1    การบริหารคมนาคมและขนส่ง โดยเฉพาะระบบถนนเชื่อมต่อสู่ด่านพรมแดน
รวมทั้งการวางแผนการปรับปรุงสนามบินทวาย การพัฒนาโครงข่ายถนนและรถไฟเชื่อมโยงระหว่างทวายและเมืองสำคัญในเมียนมาร์
5.2    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน  ให้ความช่วยเหลือการพัฒนาระบบบริหาร
จัดการอัตราแลกเปลี่ยนและระบบสถาบันการเงินตามมาตรฐานสากล

5.3    การวางแผนและยกระดับแรงงานชาวพม่า  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพให้สามารถ
รองรับการพัฒนาและขยายฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและการค้าของไทยในอนาคตได้
5.4    การวางแผนระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม  ให้ความช่วยเหลือด้านการประเมินผล
กระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการและการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น และนักลงทุนชาวตะวันตก เป็นต้น ในการลงทุนพัฒนาท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรมทวาย

 

แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555-2559 (20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2            พ.ศ. 2555 – 2559 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2555 – 2559 ไปสู่การปฏิบัติต่อไป
        แผนยุทธศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 มีสาระสำคัญโดยสรุปได้ดังนี้
        1. กรอบแนวคิดของแผนยุทธศาสตร์ฯ  
            1.1 มุ่งคุ้มครองสุขภาพของประชาชนจากปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการ บูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งในเชิงพื้นที่ ประเด็นและกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง
            1.2 ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม  7 ด้าน  คือ 1) คุณภาพอากาศ 2) น้ำ การสุขาภิบาล และสุขอนามัย  3) ขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย 4) สารเคมีเป็นพิษและสารอันตราย            5) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6) การจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมในภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัย  และ              7) การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ
            1.3 มุ่งส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของพื้นที่และทันต่อสถานการณ์โดยการสนับสนุนของหน่วยงานทุกภาคส่วน  และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
            1.4 พัฒนากลไกการจัดการ กฎหมาย กฎระเบียบ มาตรฐานและมาตรการต่างๆ  ให้สามารถรองรับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ   พัฒนาศักยภาพบุคลากร ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงและเข้าถึงได้ง่าย   พัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เหมาะสม และดำเนินงานโครงการป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ
        2. วิสัยทัศน์ : มุ่งสู่การพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยและประชาคมโลกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วน
        3. วัตถุประสงค์ : เพื่อลดปัญหาและผลกระทบด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขีดความสามารถในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
        4. เป้าหมายหลัก : ความเจ็บป่วยอันอาจเนื่องมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมลดลง
        5. ยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงาน
            5.1 ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาระบบบริหารจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยครอบคลุมทั้งภาครัฐทุกระดับและภาคเอกชนให้สอดคล้องกับบริบทปัญหาและสถานการณ์ พัฒนาบุคลากรด้านงานอนามัยสิ่งแวดล้อม จัดทำระบบและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พัฒนากลไกด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆ  เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ
            5.2 ยุทธศาสตร์ที่ 2 การป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัจจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยเร่งรัดการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและพื้นที่ ตลอดจนข้อตกลงตามนัยแห่งบทบัญญัติของกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
            5.3 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคีเครือข่าย และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และประชาชนในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม  โดยระดมศักยภาพและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน  ร่วมคิด  ร่วมสร้างสรรค์งานอนามัยสิ่งแวดล้อม  ส่งเสริมการบูรณาการและเสริมพลังระหว่างภาคีเครือข่าย และขับเคลื่อนผ่านสื่อต่าง ๆ  เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างจิตสำนึกสาธารณะ
            5.4 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมบทบาทของ อปท. ในการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมบทบาทของ อปท. ภายใต้หลักคิดการกระจายอำนาจ เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาระบบงานอนามัยสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นให้เชื่อมโยงกับส่วนภูมิภาคและส่วนกลางอย่างมีประสิทธิภาพ
            5.5 ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยให้เหมาะสมกับการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์ปัจจุบัน  สร้างฐานการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง  แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง   พัฒนาและถ่ายทอดนวัตกรรมองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนาระบบให้บริการทางวิชาการ เพื่อการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
    6. การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติและการติดตามประเมินผล
            6.1 การแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ สธ. และ ทส.  เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ  โดยดำเนินการบูรณาการการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน  สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับภาคีการพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรในการดำเนินงานด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
            6.2 การติดตามประเมินผล  คณะกรรมการดำเนินงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ และรายงานการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค  และข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการอนามัยสิ่งแวดล้อมและคณะรัฐมนตรี

 

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2555 (20 พฤษภาคม 2555)

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ  ดังนี้   
1. รับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค               ครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 ณ จังหวัดกาญจนบุรี
2. เห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค          ครั้งที่ 4/2555 ณ จังหวัดกาญจนบุรี  และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุม  และรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป  
สาระสำคัญของเรื่อง
ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค  ครั้งที่ 4/2555 ใน  วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555  เวลา 17.20 – 19.10 น. ณ ห้องชุมไพลิน ชั้น 3 อาคาร 9 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี  ณ จังหวัดกาญจนบุรี มีรายละเอียดข้อเสนอเพื่อพิจารณาของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สรุปสาระสำคัญดังนี้
1. ข้อเสนอภาคเอกชน (เสนอโดย กกร./สทท.) ประกอบด้วย 9 เรื่อง ดังนี้  
    1.1  การพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย
        1) ข้อเสนอ
        ขอรับการสนับสนุนการดำเนินโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศไทยในการให้บริการโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยจังหวัดกาญจนบุรีถือเป็นประตูเชื่อมโยงสู่เมียนมาร์และทะเลอันดามัน การพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1  (ปี 2554 – 2558) ครอบคลุมท่าเรือด้านใต้ ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/เมียนมาร์ 4 ช่องจราจรด่านพรมแดน ถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าถ่านหินถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำ โรงบำบัดน้ำประปา/น้ำเสีย ที่พักอาศัย พื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ และการพัฒนาเมืองและชุมชน ระยะที่ 2 (ปี 2556 – 2561) ครอบคลุมถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม ถนนเชื่อมโยงทวาย – ชายแดนไทย/เมียนมาร์ขยายเป็น 8 ช่องจราจรสร้างศูนย์การค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ และระยะที่ 3 (ปี 2559 – 2563) ครอบคลุม ท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รถไฟ สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซและท่อน้ำมันเชื่อมโยงประเทศไทย
                2) มติที่ประชุม
                เห็นชอบการสนับสนุนการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย และมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนพัฒนาความเชื่อมโยงของไทยกับท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายรวมทั้งบูรณาการแผนงานและโครงการโดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
            1.2 การเร่งรัดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตก (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                    ขอรับการสนับสนุนและเร่งรัดการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงภาคตะวันตกประกอบด้วย (1) โครงการก่อสร้างทางมอเตอร์เวย์ หมายเลข 81  เส้นทาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี –           บ้านห้วยตลุง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี (2) ผลักดันโครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ (ช่วงที่ 2) เส้นทางบ้านห้วยตลุง อำเภอท่าม่วง – บ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 70 กิโลเมตร และ (3) ผลักดันโครงการขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจรจากบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ทางหลวงหมายเลข 3208 บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) จังหวัดราชบุรี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเชื่อมโยงโลจิสติกส์ลงสู่ภาคใต้
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงคมนาคม พิจารณาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเพื่อรองรับการพัฒนาท่าเรือทวายและการเปิดด่านบ้านพุน้ำร้อน พร้อมทั้งจัดลำดับความสำคัญของถนนสายทางหลักและสายทางรอง และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
            1.3 การเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ Southern Economic Corridor (SEC) (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                     ขอให้เร่งรัดและผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (หรือเขตอุสาหกรรม) บ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ Southern Economic Corridor (SEC) ทวาย – กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ – พนมเปญ – โฮจิมินท์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการค้าการลงทุนชายแดนในอนาคต รวมทั้ง ยกระดับด่านชั่วคราวบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นด่านถาวรโดยเบื้องต้นเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก
            1.4 การส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน
ไทย – พม่า (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                     ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุน (1) ยกระดับด่านชั่วคราวพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นด่านถาวร (2) ยกระดับด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นด่านถาวร และ(3) เปิดจุดผ่อนปรนบ้านตะโกบน (กะลาโท่) บ้านตะโกล่าง หมู่ที่ 8 ตำบลสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี (เฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์) เนื่องจากเป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันตกของไทยที่มีศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนสูง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้

                2) มติที่ประชุม
                    (1) มอบหมายการทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องของพื้นที่ที่มีศักยภาพในการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนระหว่างไทย – เมียนมาร์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาร์ต่อไป
                    (2) รับทราบแนวทางการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ กระทรวงกลาโหม ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับเมียนมาร์ เพื่อให้มีการเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวพระเจดีย์สามองค์และเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม เห็นควรส่งเรื่องให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณาความเหมาะสมในการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนถาวรต่อไป  และมอบหมายกระทรวงกลาโหมประสานกับกระทรวงมหาดไทยในด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
                    (3) มอบหมายกระทรวงมหาดไทยร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ติดตามและประเมินสถานการณ์การพัฒนาในเมียนมาร์  ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง  และหากเห็นสมควรให้มีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าตะโกบนให้ดำเนินการตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป
                    (4) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณาถึงผลกระทบจากการเปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทย – เมียนมาร์ โดยเฉพาะการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาความสามารถแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย
            1.5 โครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต และโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน หรือพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม  (กกร.)
                1)  ข้อเสนอ
                    (1) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต วงเงิน 12 ล้านบาท (ผ่านกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม) เพื่อว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่โรงงานนำร่องใน 8 จังหวัด (กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2)  เพื่อลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
                    (2) ขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการเพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน  หรือพลังงานชีวมวล  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม วงเงิน 16 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี   (ปีงบประมาณ 2555-2557) เพื่อดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการในกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 จำนวน ทั้งสิ้น 90 โรงงาน  (ปีละ 30 โรงงาน) และมีโรงงานนำร่องในการนำพลังงานทดแทนหรือก๊าซชีวมวลมาใช้ในกระบวนการผลิต จำนวน 12 โรงงานต่อปี  เพื่อลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานชีวมวล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม
                2) มติที่ประชุม  เห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอของภาคเอกชน โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปดำเนินการดังนี้
                    (1) มอบหมายกระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมนำโครงการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต  ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
                    (2) มอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงพลังงานรับไปพิจารณาดำเนินการในรายละเอียดของการดำเนินโครงการบริหารจัดการพลังงานแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในโรงงานอุตสาหกรรม  สามารถลดต้นทุนและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานชีวมวล
            1.6 การส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในกลุ่มภาคกลางตอนล่าง (กกร.)  
                1) ข้อเสนอ
                    ขอรับการสนับสนุน (1)  โครงการปรับปรุงระบบนิเวศคลองดำเนินสะดวก และคลองสาขา จ.ราชบุรี-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพร่องน้ำ ระบายน้ำ และป้องกันน้ำท่วม  (2) การพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง  1 โดยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจัดทำศูนย์ปฏิบัติการ War Room  ประมาณการน้ำ  คุณภาพน้ำ และแจ้งเตือนประชาชนเพื่อขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อม และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และประสบปัญหาของน้ำเน่าเสียในฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี และ (3) โครงการนำร่องสู่อุตสาหกรมเชิงนิเวศ  พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง 1 และ  2 เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 8 จังหวัด วงเงิน 25 ล้านบาท เพื่อนำร่องให้โรงงานเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industry)  
                    2) มติที่ประชุม  
                        (1) มอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงสภาพคลองตาหลวงจากสำนักงบประมาณ ภายใต้กรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยตามขั้นตอนต่อไป
            1.7 โครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จังหวัดสมุทรสาคร – สมุทรสงคราม  (Royal Coast Road) (กกร.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอรับการสนับสนุนและเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้ (1) เร่งรัดการดำเนินงานโครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย (Royal Coast Road) ให้แล้วเสร็จในปี 2558 (2) เสนอให้เชื่อมต่อโครงการถนนเลียบชายทะเลจากจังหวัดสมุทรสาครให้เป็นระบบเดียวกันโดยเสนอเส้นทางเชื่อมโยงภายในจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วย (1) ก่อสร้างถนนช่วงตำบลบางกระเจ้า – ตำบลกาหลง – ตำบลบางโทรัด – ตำบลนาโคก เพื่อเชื่อมต่อกับถนนเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม – ถนนพระราม 2 ทางหลวงหมายเลข 35 ที่หลักกิโลเมตร 50+000 และ (2) ปรับปรุงเส้นทางทางหลวงชนบทสาย สค.2020 ช่วงตำบลบางหญ้าแพรก (ฝั่งตะวันตกแม่น้ำท่าจีน) – ตำบลบางกระเจ้า เพื่อเชื่อมต่อกับถนนพระราม 2 ทางหลวงหมายเลข 35 ที่หลักกิโลเมตร 38+650
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงคมนาคม รับไปศึกษารายละเอียดของโครงการถนนท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จังหวัดสมุทรสาคร – สมุทรสงคราม (Royal Coast Road) เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
            1.8 ประกาศเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำและปราณบุรี) (สทท.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอให้พิจารณาประกาศเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (อำเภอชะอำและปราณบุรี) เพื่อส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายในพื้นที่และเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมภายใต้ความสมดุลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการยั่งยืน โดยอาจมอบหมายให้องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) เป็นผู้บริหารจัดการเพื่อกำหนดแผนงานและงบประมาณในการดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาดำเนินการประกาศเมืองหัวหินและพื้นที่เชื่อมโยง (ชะอำ – ปราณบุรี) ภายในกลุ่มท่องเที่ยว The Royal Coast ให้เป็นเขตพื้นที่พิเศษตามขั้นตอนต่อไป
            1.9 การปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต (สทท.)
                1) ข้อเสนอ
                ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต เนื่องจากปัจจุบันได้เสื่อมโทรมไปตามระยะเวลาจำเป็นต้องบูรณะปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และความเป็นเอกราชของชาติไทย โดยมีรูปแบบที่ทันสมัย นำเสนอด้วยเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ประสบการณ์เสมือนจริง กระตุ้นให้ผู้เข้าชมได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาความคิด ให้เกิดความรักชาติ ความสามัคคี และความกตัญญูต่อแผ่นดินไทยและบูรพกษัตริย์ไทย รวมทั้งส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี
                2) มติที่ประชุม
                มอบหมายกระทรวงกลาโหม ขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงอุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีชีวิต โดยหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ในรายละเอียดของการจัดแสดงนิทรรศการด้วย
        2.  เรื่องอื่น ๆ ที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติม (กกร.) รวม 2 ประเด็น ดังนี้
            2.1 ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อ           การร้าย พ.ศ. …. (ผลกระทบตามประกาศ Financial Action Task Force: FATF)
                1) ข้อเสนอ
                    ขอให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. …. เร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่ง กกร. และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
                2) มติที่ประชุม
                รับทราบตามที่ กกร. เสนอ  โดยให้นำความเห็นที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555 ซึ่งจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว
            2.2 การปรับกลไกและกระบวนการบริหารจัดการด้าน Climate Change ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายและเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศโดยสมัครใจ และจัดทำแผนแม่บทการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ ได้แก่ (1) การแต่งตั้งประธานบริหารเพื่อการขับเคลื่อนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับชาติ (National Chief Climate Change Officer) (2) การจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบการขับเคลื่อนเพื่อการปฏิบัติการในองค์รวมซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มเวลา และ (3) การเพิ่มเติมองค์ประกอบกรรมการ/คณะทำงานร่วมจากภาคเอกชนในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อให้มีการขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยร่วมกับภาคเอกชนอย่างบูรณาการ
            มติที่ประชุม มอบหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับข้อเสนอของกกร. ไปพิจารณาดำเนินการ

   
 

ข้อเสนอแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด ในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ 20 พฤษภาคม 2555 (20 พฤษภาคม 2555)

    คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณ เสนอดังนี้
        1. เห็นชอบกรอบแผนงาน/โครงการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดและจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 รวม 8 จังหวัด จำนวน 203 โครงการ วงเงินรวม 33,111.49 ล้านบาท
    2. เห็นชอบโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันทีจำนวน 60 โครงการ
วงเงินรวม 1,041.43 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ เร่งจัดทำรายละเอียดคำขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2555 จัดส่งให้สำนักงบประมาณภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อสำนักงบประมาณพิจารณาวงเงินงบประมาณที่เหมาะสม โดยใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไป
        3. สำหรับแผน/โครงการที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง 1 และ 2 เสนอในส่วนที่เหลือ เห็นชอบมอบหมายให้หน่วยงานรับผิดชอบรับไปพิจารณาศึกษาความเหมาะสม และจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการ รวมทั้งดำเนินการตามขั้นตอนของระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณีและนำเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป เช่น โครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์เกษตร (Agricultural Science Park) วงเงิน 3,300 ล้านบาท เห็นชอบมอบหมายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับข้อเสนอโครงการพัฒนาวิชาชีพดนตรีสู่ความเป็นเลิศวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ วงเงิน 760 ล้านบาท และโครงการพัฒนาโรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หัวหินฯ วงเงิน 502 ล้านบาท เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เป็นต้น
        สาระสำคัญของเรื่อง
    สศช. และ สงป. ได้ร่วมกันพิจารณาแผนงาน/โครงการในรายสาขา โดยได้พิจารณาข้อสั่งการของคณะรัฐมนตรีที่ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ พบว่าข้อเสนอแผนงาน/โครงการ ของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 และ 2 และจังหวัดภาคกลาง รวม 8 จังหวัด วงเงินรวม 33,150.36 ล้านบาท มีการปรับลดตามผลการพิจารณาเบื้องต้น วงเงินรวม 38.87 ล้านบาท คงเหลือกรอบวงเงินที่ผ่านการพิจารณาแล้ว วงเงินรวม 33,111.49 ล้านบาท สรุปความเห็นได้ ดังนี้
    1. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / เกษตร วงเงิน 19,822.04 ล้านบาท ประกอบด้วย
    1.1 ทรัพยากรน้ำ วงเงิน 15,264.71 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างระบบกักเก็บน้ำและระบบจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานและบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบเพื่อการอุปโภคบริโภค และโครงการขุดลอกแหล่งน้ำ การก่อสร้างระบบระบายน้ำและจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบส่งน้ำและระบายน้ำ สำหรับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาถึงความเหมาะสมในการเชื่อมต่อกับระบบการกระจายน้ำที่ได้ดำเนินการแล้ว พร้อมทั้งจัดทำรายละเอียดโครงการเสนอคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) พิจารณาตามขั้นตอน
         ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 18 โครงการ วงเงินรวม 370.68 ล้านบาท
            1.2 เกษตรและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 4,557.33 ล้านบาท ประกอบด้วย
                (1) ด้านเกษตร วงเงิน 4,158.11 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์เกษตร (Agricultural Science Park) วงเงิน 3,300 ล้านบาท ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการศึกษาความเหมาะสมของโครงการในลักษณะภาพรวมทั้งจังหวัด ความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีและแผนบริหารจัดการ การเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
          ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 6 โครงการ วงเงินรวม 94.46 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการจัดทำระบบสารสนเทศเพื่อความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพจังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 วงเงิน 6.90 ล้านบาท (2) โครงการเร่งรัดปรับโครงสร้างการผลิตปศุสัตว์เศรษฐกิจตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 33.74 ล้านบาท  (3) โครงการส่งเสริมและการพัฒนาการผลิตมะพร้าว กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 วงเงิน 8.21 ล้านบาท (4) โครงการส่งเสริมการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 6.50 ล้านบาท (5) โครงการจัดสร้างชุดอาคารปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพร้อมครุภัณฑ์และถนนคอนกรีตในวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 14.38 ล้านบาท (6) โครงการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวและฟื้นฟูสวนมะพร้าว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 24.73 ล้านบาท
                (2) ด้านสิ่งแวดล้อม วงเงิน 399.22 ล้านบาท ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการ และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำเสนอไว้ในแผนปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีต่อไป
          ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวม 36 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะ ฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศชายฝั่งทะเล จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 1 ล้านบาท (7) โครงการจัดสร้างอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) จังหวัดสมุทรสงคราม วงเงิน          35 ล้านบาท
        2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ วงเงิน 8,385.08 ล้านบาท ประกอบด้วย
            2.1 ระบบขนส่งทางบก วงเงิน 6,514.50 ล้านบาท ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 11 โครงการ วงเงินรวม 285.33 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการเส้นทางเชื่อมโยงเมืองทวารวดี กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 วงเงิน 45 ล้านบาท (2) โครงการขยายผิวจราจรทางหลวงหมายเลข 3512 สายลำทราย – พุน้ำร้อน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 วงเงิน 20 ล้านบาท (3) โครงการปรับปรุงและพัฒนา เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี วงเงิน 29.50 ล้านบาท (4) โครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย รบ.4068 ถึงทางเข้าน้ำตกเก้าชั้น จังหวัดราชบุรี วงเงิน 45 ล้านบาท (5) โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 วงเงิน 61.50 ล้านบาท   (6) โครงการพัฒนาภูมิทัศน์ส่งเสริมการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 วงเงิน 19.99 ล้านบาท   (7) โครงการปรับปรุงถนนลาดยางแอสฟัลติกคอนกรีต สายบ้านสวนส้ม – บ้านคลองตัน จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 20 ล้านบาท (8) โครงการก่อสร้างถนนลาดยาง AC สายวัดราษฎรศรัทธากะยา จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 8.50 ล้านบาท (9) โครงการปรับปรุงถนน สาย สค.4008 แยกทางหลวงหมายเลข 3423 – นิคมบ้านไร่ จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 5 ล้านบาท (10) โครงการซ่อมสร้างผิวทางลาดยางแอสฟัล    ติกคอนกรีต สายแยกทางหลวงหมายเลข 35 ระยะทาง 1.85 กิโลเมตร จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 20 ล้านบาท (11) โครงการก่อสร้างแอสฟัลติกคอนกรีต สายปากน้ำปราณ – บ้านใหม่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 10.84 ล้านบาท
            2.2 ระบบขนส่งทางอากาศ วงเงิน 15 ล้านบาท เห็นควรจัดตั้งคณะกรรมการบริหารท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของกิจการทหาร เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ท่าอากาศยานทั้งทางด้านกิจการทหารและเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
    2.3 ระบบขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์ วงเงิน 54 ล้านบาท เป็นการศึกษาความเหมาะสมเพื่อเพิ่มศักยภาพท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า เพื่อสนับสนุนด่านชายแดนสิงขร และเส้นท่าง EAST – WEST Ferry เพื่อเชื่อมโยงระบบการส่งสินค้าและการท่องเที่ยว รวมทั้งการปรับปรุงสะพานปลาให้เป็นท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวทางทะเลเห็นควรให้กระทรวงคมนาคม (กรมเจ้าท่า) จัดทำข้อเสนอโครงการประกอบการขอรับจัดสรรงบประมาณประจำปีต่อไป
    2.4 ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ วงเงิน 1,801.58 ล้านบาท ประกอบด้วย
    (1) ด้านสาธารณูปการ 1,625.62 ล้านบาท มอบหมายให้กระทรวงการคลัง         
(กรมศุลกากร) บูรณาการแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอขอรับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป
    ทั้งนี้   มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 5 โครงการ วงเงินรวม 61.26 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไปได้แก่ (1) โครงการจัดตั้งด่านศุลกากรบริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 วงเงิน 15 ล้านบาท (เป็นงานศึกษาความเหมาะสมของโครงการ) (2) โครงการก่อสร้างอาคารชั่วคราวที่ทำการด่านศุลกากรและการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 17.28 ล้านบาท (3) โครงการปรับปรุงด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนถาวรของด่านศุลกากรสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 5.60 ล้านบาท (4) โครงการปรับปรุงห้องประชุมศาลากลาง จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 8.39 ล้านบาท (5) โครงการสำรวจออกแบบรายละเอียดโครงการก่อสร้างศูนย์ราชการด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 15 ล้านบาท
        (2) ด้านสาธารณูปโภค จำนวน 175.96 ล้านบาท ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 9 โครงการ วงเงินรวม 105.59 ล้านบาท ได้แก่ โครงการวางท่อขยายเขตจ่ายน้ำ จังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 8 โครงการ วงเงินรวม 50 ล้านบาท ในพื้นที่ (1) ปากทางออกเมืองสมุทรสงครามตลาดบางแก้ว (2) ปากทางเข้าบางบ่อ – สะพานปากมาบ (3) ตลาดปลา – คลองสองล่อง (4) ตำบลบางนางลี่ (5) ตำบลบางกุ้ง (6) ตำบลแควอ้อม (7) ตำบลบางช้าง (8) ตำบลหยี่สาร และโครงการก่อสร้างขยายระบบผลิตน้ำประปา จำนวน 1 โครงการ วงเงิน 55.59 ล้านบาท ในพื้นที่เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
    3. ด้านเศรษฐกิจ วงเงิน 131.76 ล้านบาท ประกอบด้วย
    3.1 การค้าการลงทุน วงเงิน 32.76 ล้านบาทเห็นควรสนับสนุนให้ดำเนินการได้ทันทีจำนวน 2 โครงการ วงเงินรวม 31.11 ล้านบาท ได้แก่ โครงการศึกษาวิจัยการเพิ่มศักยภาพการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 เพื่อรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) วงเงิน 6.11 ล้านบาท และโครงการจัดตั้งนิคมการผลิตกล้วยไม้เพื่อการส่งออก จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 25 ล้านบาท เนื่องจากจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป สำหรับการลงทุนส่วนที่เหลือซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันการค้าชายแดนไทย – พม่า เห็นควรให้ดำเนินการจัดทำรายละเอียดโครงการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามขั้นตอนต่อไป
    3.2 การท่องเที่ยว วงเงิน 99 ล้านบาท ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 3 โครงการ วงเงินรวม 15 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโซนบริการอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 5 ล้านบาท (2) โครงการจัดสร้างทางเดินทางศึกษาธรรมชาติบันไดขึ้นสู่น้ำตกและปรับปรุงภูมิทัศน์ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จังหวัดกาญจนบุรี วงเงิน 5 ล้านบาท และ (3) โครงการล่องเรือประมงชมอ่าวมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 5 ล้านบาท
    4. ด้านสังคม วงเงิน 4,246.29 ล้านบาท ทั้งนี้ มีโครงการที่เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที จำนวน 3 โครงการ วงเงินรวม 27 ล้านบาท ได้แก่ (1) โครงการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี วงเงิน 7 ล้านบาท (2) โครงการก่อสร้างอาคารส่งเสริมสุขภาพและอเนกประสงค์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วงเงิน 15 ล้านบาท และ (3) โครงการยกระดับศักยภาพแรงงานไทยในจังหวัดสมุทรสาครให้มีศักยภาพสูงขึ้น จังหวัดสมุทรสาคร วงเงิน 5 ล้านบาท
    5. ด้านความมั่นคง วงเงิน 526.32 ล้านบาท เป็นโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจภูธรพุน้ำร้อน และหน่วยตำรวจที่เกี่ยวข้องพร้อมอาคารที่พักอาศัย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องรอผลการศึกษาความเหมาะสมและความพร้อมในการยกระดับด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อนเป็นด่านถาวรตามขั้นตอนของกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงเห็นควรให้กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) รับข้อเสนอโครงการดังกล่าวไปประกอบการ            บูรณาการแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาด่านชายแดนบริเวณบ้านพุน้ำร้อนก่อนเสนอขอรับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

 

การกู้เงินเพื่อการบริหารหนี้เงินกู้ตามโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร ปีการผลิต 2551/52 (20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินในประเทศ ในปีงบประมาณ 2555 วงเงินไม่เกิน 21,060 ล้านบาท เพื่อ Roll Over เงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืน โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน และอนุมัติให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
        สาระสำคัญของเรื่อง
1.    ธ.ก.ส.มีความจำเป็นต้องดำเนินการ Roll Over เงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระคืนในวันที่ 19
พฤษภาคม 2555 จำนวน 21,060 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้อันจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ธ.ก.ส. ประกอบกับการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้มีภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากสถาบันการเงินผู้ให้กู้ คิดอัตราดอกเบี้ยปรับตามที่ระบุในเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ที่ร้อยละ 15.20 ต่อปี
2.    ในปีงบประมาณ 2555 ธ.ก.ส.มีเงินกู้ที่จะครบกำหนดชำระ จำนวน 31,522 ล้านบาทซึ่งเป็นหนี้
เงินกู้ตามโครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตร ปีการผลิต 2551/52 โดยที่โครงการฯ ยังคงมีสินค้าคงเหลืออยู่ หากมีการจำหน่ายสินค้า ธ.ก.ส. ก็จะสามารถนำเงินมาชำระคืนต้นเงินกู้ก่อนครบกำหนดได้ ทั้งนี้ ในการจำหน่ายสินค้าต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติก่อน อย่างไรก็ดี โครงการรับจำนำผลิตผลทางการเกษตรเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล โดยที่รัฐบาลรับภาระต้นเงินและดอกเบี้ย ซึ่งสำนักงบประมาณจะจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้เงินกู้หลังจากได้มีการปิดบัญชีโครงการฯ แล้วเท่านั้น ธ.ก.ส. จึงขอบริหารหนี้ดังกล่าวด้วยการ Roll Over เงินกู้ กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การขอกู้เงินของ ธ.ก.ส.ในครั้งนี้ เป็นการบริหารและจัดการหนี้เดิม ไม่ได้เป็นการก่อหนี้ใหม่ และกระทรวงการคลังได้ค้ำประกันเงินกู้มาโดยตลอด พร้อมทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2555 อนุมัติให้บรรจุแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของ ธ.ก.ส. ดังกล่าวได้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2555 ปรับปรุงครั้งนี้ 2 ตามนัยข้อ 1 แล้ว
3.    ในส่วนของการค้ำประกัน เนื่องจากในปี 2552-2554 ธ.ก.ส. มีกำไรสุทธิมาโดยตลอด จึงไม่ขัด
ต่อพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 29 วรรค 2 กระทรวงการคลังจึงสามารถค้ำประกันให้แก่ ธ.ก.ส.ในครั้งนี้ได้ สำหรับวงเงินที่กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันให้ ธ.ก.ส. ได้ตามหลักเกณฑ์และกรอบวงเงินค้ำประกันและการให้กู้ต่อแก่รัฐวิสาหกิจหรือสถาบันการเงินภาครัฐข้อ 2 (2) นั้น ธ.ก.ส.มีเงินกองทุนทั้งสิ้นตามกฎหมาย ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 85,165 ล้านบาท  ดังนั้น กระทรวงการคลังสามารถค้ำประกันให้ ธ.ก.ส.ได้ไม่เกินวงเงิน 510,990 ล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส. มีหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันแล้ว จำนวน 103,219 ล้านบาท  ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงสามารถค้ำประกันเงินกู้ให้ ธ.ก.ส.ได้ไม่เกินจำนวน 407,771 ล้านบาท และโดยที่การ Roll Over หนี้เงินกู้ที่ครบกำหนดชำระในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มวงเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันไปแล้วแต่อย่างใด ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงสามารถค้ำประกันให้แก่ ธ.ก.ส.ได้  ทั้งนี้ เพื่อให้ ธ.ก.ส.สามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง อันจะช่วยลดต้นทุนให้แก่ ธ.ก.ส. รวมทั้งเป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล จึงเห็นควรค้ำประกันเงินกู้ในครั้งนี้
4.    การคิดค่าธรรมเนียมในการค้ำประกัน ตามมาตรา 30 ของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้
สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ขณะนี้ สบน.ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการประเมินความเสี่ยงและการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจและสถาบันการเงินภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ซึ่งการคำนวณค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเงินกู้คำนวณตามวงเงินกู้คงค้างรายสัญญา ณ วันที่ 30 กันยายน ของทุกปี ดังนั้น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเงินกู้รายนี้จะต้องรอสรุปยอดหนี้คงค้างเงินกู้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 ก่อน ในชั้นนี้ จึงขอสงวนสิทธิในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการค้ำประกันไว้ก่อน หากได้ผลประการใดจะแจ้งผลการประเมินการจัดอันดับค่าน่าเชื่อถือและค่าธรรมเนียม ตลอดจนวิธีการชำระเงินให้ ธ.ก.ส. ทราบในโอกาสต่อไป

 

การให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย (20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ  ดังนี้
1.    การดำเนินการฟื้นฟู เยียวยานิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และ                  
สวนอุตสาหกรรม  7 แห่ง ที่ประสบอุทกภัย  ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และจังหวัดปทุมธานี  ขณะนี้มีโรงงานประกอบกิจการแล้ว 605 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.11 ของโรงงานทั้งหมด  839 ราย  (ข้อมูล ณ วันที่          27 เมษายน 2555)
2.    การดำเนินการฟื้นฟูโรงงานขนาดใหญ่ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่
ประสบอุทกภัย  ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ขณะนี้มีโรงงาน  สถานประกอบการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  เปิดดำเนินการแล้ว 7,310 ราย คิดเป็นร้อยละ 92.70 ของสถานประกอบการทั้งหมด 7,886 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2555)
3.    มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก
อุทกภัย ดังต่อไปนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2555)
3.1    การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมที่นำมาทดแทน
เครื่องจักรและอุปกรณ์เดิมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จำนวน 373 โครงการ มูลค่า 90,258 ล้านบาท
3.2    อนุมัติวีซ่าและใบอนุญาตทำงานแก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งอนุมัติไปแล้ว 203 บริษัท
จำนวนคนต่างชาติ รวม 776 คน
3.3    เพิ่มสิทธิประโยชน์หรือยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความ
เสียหายทั้งในกรณีทำการผลิตชั่วคราวหรือลงทุนใหม่  ซึ่งมีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมแล้ว จำนวน 33 โครงการ  อนุมัติให้การส่งเสริมแล้ว 6 โครงการ เงินลงทุน 4,403 ล้านบาท
3.4    ยกเว้นค่าบริการในการออกใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่
สูญหาย จำนวน 19 ราย คิดเป็นเงิน 2,033 บาท
3.5    ยกเว้นค่าบริการในการต่อใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินและประกอบกิจการในนิคมอุตสาหกรรม
ประจำปี 2555 จำนวน 60 ราย คิดเป็นเงิน 642,000 บาท
3.6        ยกเว้นค่าบริการในการออกหนังสือรับรองสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์
(e-PP & Paperless) ให้แก่ผู้ประกอบการในเขตประกอบการเสรี  จำนวน 8,137 คำขอ คิดเป็นเงิน 732,330 บาท  
3.7    อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่และทำงานได้เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดย
ยกเว้นเป็นระยะเวลาตั้งแต่เกิดอุทกภัย จนถึงเดือนธันวาคม 2555 จำนวน 15 ราย   เป็นช่างฝีมือ 31 คน ที่อนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
3.8    บริการช่วยเหลือผู้ประกอบการในเขตประกอบการเสรีในการย้ายเครื่องจักร อุปกรณ์
วัตถุดิบ  และผลิตภัณฑ์  ออกนอกเขตประกอบการเสรีไปยังสถานที่ประกอบการชั่วคราวโดยยังสามารถประกอบกิจการและปฏิบัติพิธีการศุลกากรได้ตามปกติ  จำนวน 33 ราย  
3.9    ให้การรับรองการเป็นผู้ประกอบการที่มีสถานประกอบการประสบอุทกภัยและอนุมัติการ
นำเข้าเครื่องจักร เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง  เรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรในเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย  ลงวันที่ 5 มกราคม 2555 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม   เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการรับรองผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยและอนุมัติการนำเข้าเครื่องจักร ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบเครื่องจักร รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ที่ใช้กับเครื่องจักรดังกล่าว  เพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายอันเนื่องมาจากอุทกภัย  ลงวันที่ 24 มกราคม 2555 จำนวนเครื่องจักรที่อนุมัติ  1,686 เครื่อง คิดเป็นมูลค่า 7264.5  ล้านบาท
    3.10 การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2554 กรณีโรงงานตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร  กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติแจ้งข้อมูลความเสียหายที่ได้รับเมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วจึงแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ประกอบกิจการนำมายื่นยกเว้นค่าธรรมเนียมที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ถึง 30 พฤศจิกายน 2559 แล้ว  กรณีโรงงานในต่างจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการรับแจ้งข้อมูลและให้ความเห็นชอบให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม  ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำบัญชีสรุปยกเว้นค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตรมประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  ของผู้ประกอบกิจการโรงงาน รวม 3,392 ราย เป็นเงิน 112.9348 ล้านบาท
    4. โครงการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย  (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2555)
        4.1 โครงการจัดตั้งศูนย์พักพิงอุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณ จำนวน 47.4 ล้านบาท  โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้ว 134 ราย  จากเป้าหมาย 100 ราย  ประกอบด้วย สถานประกอบการอุตสาหกรรม 71 ราย  และวิสาหกิจชุมชน 63 ราย  และมีการใช้พื้นที่ทั้งหมดแล้ว 21,640  ตารางเมตร
        4.2 โครงการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรม  ในสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย  กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณ จำนวน 22 ล้านบาท   โดยมีสถานประกอบการได้รับการตรวจสอบแล้ว จำนวน 2,040 ราย  คิดเป็นร้อยละ 102 ของโรงงานเป้าหมายทั้งหมด (2,000 โรงงาน)
        4.3 โครงการตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และการปนเปื้อนของสารพิษอุตสาหกรรม ในสถานประกอบการทั้งภายในและภายนอกนิคม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณ 25 ล้านบาท ในพื้นที่ 14 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย โดยมุ่งเน้นสถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรม / เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ทั้ง 7 แห่ง ที่ประสบอุทกภัย  โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลแล้ว  828 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 69 ของตัวอย่างทั้งหมด (1,200 ตัวอย่าง)
        4.4   โครงการศูนย์สารพัดช่างเพื่อการฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณ 51.02 ล้านบาท  ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับกิจกรรมดำเนินโครงการ
          4.5 โครงการฟื้นฟูซ่อมแซมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหาย  
จากอุทกภัย  ได้รับงบประมาณ 0.563 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารสถานที่
        4.6 โครงการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ประสบอุทกภัย  กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณ 17.38 ล้านบาท  ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดจ้าง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์กาก          ของเสีย  และการขนส่งและกำจัดกากของเสียในแต่ละประเภท
        4.7 โครงการฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณ 411.6177 ล้านบาท  เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศไทย  โดยทำการประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศผ่านสื่อต่างๆ   7 ครั้ง และได้ดำเนินการประชุม สัมมนาการลงทุนในต่างประเทศ  3 ครั้ง  ที่ประเทศญี่ปุ่น  เกาหลีใต้และประเทศจีน  
        4.8  โครงการคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อการฟื้นฟูสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย  กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณ 178 ล้านบาท  ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดจ้าง         ที่ปรึกษาเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว
    5. ความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวน
อุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ วันที่ 27 เมษายน 2555)
1.1    นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 7 กิโลเมตร  ใช้
งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 650 ล้านบาท  โดยมีแผนเริ่มก่อสร้างประมาณวันที่ 15 พฤษภาคม 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 30 กันยายน  2555 ขณะนี้อยู่ระหว่างการรออนุมัติสินเชื่อจากธนาคารออมสิน  
        5.2 เขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะ  การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 77.6 กิโลเมตร ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 2,172 ล้านบาท  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555   ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อนคิดเป็นร้อยละ 14.65
        5.3 นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า (ไฮเทค) การก่อสร้างเขื่อนความยาวโดยประมาณ 11 กิโลเมตร            ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 550 ล้านบาท เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อนคิดเป็นร้อยละ 28
        5.4 นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 14 กิโลเมตร                ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 728 ล้านบาท  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อน คิดเป็นร้อยละ 27
        5.5 เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร   การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 18 กิโลเมตร           ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 1,102 ล้านบาท  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์  2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อน คิดเป็นร้อยละ 18
        5.6 สวนอุตสาหกรรมบางกระดี  การก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 9.5 กิโลเมตร           ใช้งบประมาณการก่อสร้างประมาณ 272 ล้านบาท  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2555 และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ความก้าวหน้าในการก่อสร้างเขื่อน คิดเป็นร้อยละ 20.61

   
 

การติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงกรคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555(20 พฤษภาคม 2555)

        คณะรัฐมนตรีรับทราบการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงกรคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555  ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ  และเห็นชอบการเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555
        สาระสำคัญของเรื่อง
        กค. เสนอว่า  ปัจจุบันคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐได้ดำเนินการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 รวมทั้งเงินตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2  (Stimulus  Package 2 : SP2)  ภายใต้กรอบและแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เป็นไปตามเป้าหมายและส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและโดยที่ได้ประกาศใช้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เนื่องจากมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องบูรณะและฟื้นฟูประเทศ  เยียวยาความเสียหายให้แก่ประชาชน   รวมทั้งดำเนินการวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ โดยการจัดให้มีการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น   จึงสมควรเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ  ในการติดตามเร่งรัดการใช้จ่ายเงินโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 ด้วย

 

by ThaiWebExpert