ไฟไหม้ป่าในแคลิฟอร์เนียลามต่อเนื่อง บ้าน 5,000 หลังเสี่ยง

แคลิฟอร์เนีย ยังคงพยายามอย่างหนักในการควบคุมไฟป่าที่ลุกลามเข้าใกล้ อุทยานแห่งชาติ “โยเซมิติ” แล้ว และอาจส่งผลกระทบต่ออ่างเก็บน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวซานฟราสซิสโก จนถึงขณะนี้ ไฟยังโหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกระแสลมแรง บ้านเรือนประชาชนมากกว่า 5,000 หลังเสี่ยงอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ว่า เจ้าหน้าที่ผจญเพลิงในแคลิฟอร์เนีย ยังคงใช้ความพยายามอย่างหนักในการควบคุมไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุด ซึ่งลุกลามถึงชายขอบของอุทยานแห่งชาติ “โยเซมิติ” แล้ว โดยขณะนี้ พื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญเสียหายเกือบ 606 ตารางกิโลเมตรแล้ว และยังเป็นภัยคุกคามต่ออ่างเก็บน้ำ “เฮทช์ เฮทชี” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในซานฟรานซิสโกถึงร้อยละ 85 ด้วย จนถึงเวลานี้ เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เพียงร้อยละ 15 เท่านั้น หลังจากไฟป่าลุกไหม้มานานกว่า 1 สัปดาห์ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2 จากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
 
ทั้งนี้ กระแสลมแรงทำให้เปลวไฟลุกลามเข้าใกล้บริเวณเมืองที่อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ได้เร็วขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะลุกลามไปถึงบ้านเรือนประชาชน แดนเนียล เบอร์แลนต์ จากสำนักงานรักษาป่าและป้องกันไฟป่าแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ไฟยังคงโหมกระหน่ำ มีแนวโน้มสร้างความเสียหายได้มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างมากในการต่อสู้กับไฟป่าครั้งนี้
 
รายงานข่าวระบุว่า มีบ้านเรือนประชาชนมากกว่า 5,000 หลัง ตกอยู่ในอันตรายจากไฟป่าครั้งนี้ ซึ่งเริ่มโหมลุกไหม้มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ในป่าสงวนแห่งชาติสตานิสลาอุส ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐก็ส่งนักผจญเพลิงประมาณ 2,800 คน เข้าต่อสู้กับไฟป่าในสภาพที่ยากลำบาก ด้านนายเจอร์รี บราวน์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัศมีห่างจากพื้นที่ไฟป่า 220 กิโลเมตรในซานฟานซิสโก ในขณะที่ ไฟป่าก็กำลังคุกคามสายไฟฟ้าที่นำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่เมือง
 

ป่าไม้เปิดยุทธการลุยจับนายทุนรุกป่า จ.ภูเก็ต

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ระดมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกหน่วยงานภูเก็ต กระบี่ และพังงา เปิดยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ในภูเก็ต เอกซเรย์ทุกพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการบุกรุกทั้งของชาวบ้าน และนายทุนในเทือกเขากมลา นาคเกิด และสวนป่าบางขนุน

ภูเก็ต/ นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ เป็นประธานพิธีเปิดและปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ตามยุทธการป้องกัน และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในท้องที่จังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2556 โดยมี นายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายภิญโญ พวงจิตร หัวหน้าสวนป่าบางขนุน เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากพังงา กระบี่ ภูเก็ต และสายตรวจป่าไม้ 12 สาขากระบี่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ที่บริเวณสวนป่าบางขนุน ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

นายเชวง ไชยหลาก ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า การปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการบุกพื้นที่ป่าในครั้งนี้ ได้มุ่งเป้าหมายไปที่การเอกซเรย์พื้นที่ล่อแหลมของภูเก็ต เช่น เทือกเขานาคเกิด เทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน ซึ่งพื้นที่ป่าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของประชาชน และนายทุนในการบุกรุกเพื่อทำสวนยางพารา และ บางแห่งมีการบุกรุกเพื่อสร้างรีสอร์ท เนื่องจากที่ดินในภูเก็ตมีราคาสูง โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ฯ ได้กำหนดยุทธการในการป้องกัน และปราบปรามพื้นที่ของภูเก็ตขึ้น เพื่อออกตรวจสอบกวาดล้างจับกุมผู้บุกรุก และกระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ในพื้นที่ล่อแหลมของจังหวัดภูเก็ต โดยแบ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเป็น 3 ชุด ออกตรวจสอบในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขานาคเกิด ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา และสวนป่าบางขนุน คาดหวังว่ายุทธการดังกล่าวจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่เพื่อร่วมกันรักษาป่าไม้ของภูเก็ตไว้

จากการบุกรุกสวนป่าบางขนุน ได้ดำเนินการมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ขณะที่มีผู้บุกรุกทั้งสิ้น 268 ราย มีอยู่ 17 ราย ซึ่งอยู่ก่อนการประกาศเป็นสวนป่าจะต้องพิสูจน์สิทธิ์ ส่วนที่บุกรุกหลังประกาศเป็นสวนป่านั้น จะดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ต่อไป โดยกรมป่าไม้มีโครงการที่จะทำให้สวนป่าบางขนุน ซึ่งมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ประมาณ 700-800 ไร่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของกรมป่าไม้

ด้านนายอำนาจ สร้อยเกียว ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ กล่าวว่า จากกรณีที่มีการลักลอบตัดต้นกฤษณาในบริเวณสวนป่าบางขนุนตามที่ได้เป็นข่าวไปแล้วก่อนหน้านี้นั้น ทางอธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้สั่งการให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ ซึ่งดูแลพื้นที่ภูเก็ต พังงา กระบี่ สนธิกำลังจากทุกหน่วยในพื้นที่ทำการเอกซเรย์พื้นที่ป่าไม้ที่ล่อแหลมต่อการถูกบุกรุกในภูเก็ต ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติเทือกเขากมลา เทือกเขานาคเกิด และสวนป่าบางขนุน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าในภูเก็ตเพิ่มขึ้น

โดยในส่วนของสวนป่าบางขนุนนั้น มีพื้นที่ทั้งหมด 5,000 กว่าไร่ ได้มีการปลูกป่าทดแทนไปแล้ว 4,800 ไร่ มีประชาชนเข้ามาบุกรุก 268 ราย เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่ผ่านมาได้มีการจับกุมผู้บุกรุกแผ้วถางป่ามาโดยตลอด แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังคงเข้ามาบุกรุกเพื่อปลูกยางพารา

นิสิต-อาจารย์ ม.มหาสารคาม ชุมนุมค้านปิดหลักสูตรสิ่งแวดล้อม

 

นิสิตและอาจารย์ คณะสิ่งแวดล้อมศึกษาและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหาสารคาม ชุมนุมคัดค้านการปิดหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ได้เปิดการสอนมาแล้ว 10 ปี

 

นิสิตและอาจารย์ประจำหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษา กว่า 400 คน รวมตัวที่คณะสิ่งแวดล้อมศึกษาและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหาสารคาม พร้อมส่งตัวแทนปราศรัยคัดค้าน การเสนอปิดหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาทุกระดับ และทุกหลักสูตรในมหาวิทยาลัย

หลังนายสุนันท์ สายกระสุน คณบดี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ตามเสนอปิดหลักสูตรที่เปิดมาแล้วถึง 10 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคณาจารย์ และนิสิตสาขาสิ่งแวดล้อมศึกษา

กลุ่มผู้คัดค้านเชื่อว่าการเสนอปิดหลักสูตร ของนายสุนันท์ ไม่ผ่านขั้นตอน ขณะเดียวกันกลุ่มนิสิตยังเรียกร้องให้อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดี ไม่เข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการเรียนการสอน และเรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยย้ายคณบดีคนปัจจุบัน ไปอยู่ในคณะที่เหมาะสม โดยหากไม่ได้รับคำตอบภายใน 9 วัน จะเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง

สืบ นาคะเสถียร ในทรรศนะของ มาโนช พุฒตาล

ผู้เขียน: 
มาโนช พุฒตาล

 23 ปีมาแล้วที่นักอนุรักษ์ผู้เสียสละอย่าง "สืบ นาคะเสถียร" ลาโลกไปในกลางป่าห้วยขาแข้งอันอุดมสมบูรณ์ที่เขาใช้ทั้งชีวิตปกป้องมันเอาไว้

 
แม้จะจากโลกไปด้วยความอัดอั้นตันใจ จากพฤติกรรมอันไม่น่าพึงประสงค์ของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ แต่การจากไปของ "สืบ นาคะเสถียร" ได้ปลุกให้คนทั้งประเทศลุกขึ้นมาให้ความสนใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติ
 
เพื่อเป็นการรำลึกถึงความเสียสละของผู้หาญกล้า "พี่ซัน มาโนช พุฒตาล" นักเล่าเรื่องที่มีหัวใจอนุรักษ์ได้ลุกขึ้นมาจัดคอนเสิร์ต "เขียนเสือ" อันเป็นกิจกรรมดีๆ ในการส่งต่อจิตสำนึกของ "สืบ นาคะเสถียร" ไปสู่สังคม "โชะเด๊ะ" ฉบับนี้จึงไม่รอช้าที่จะชวน "พี่ซัน" มาจับเข่าคุยถึงที่มาที่ไปกิจกรรมดีๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น...
 
 
"กิจกรรมครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความคิดที่ต้องการเล่าเรื่องผู้ยิ่งใหญ่ เป็นคนเสียสละ เป็นคนกล้าหาญ เป็นคนที่เราเองไม่สามารถเป็นอย่างเขาได้ ผมชอบเล่าเรื่องคนที่ยิ่งใหญ่แบบนั้น เพราะทึ่งในความกล้าหาญ ทึ่งในความเสียสละ ทึางในความเก่งของเขา เขาทำไมถึงมีใจทำอย่างนั้น เป็นผมจะทำได้หรือเปล่า เสียสละชีวิตส่วนตัวไปอยู่ในป่าในดอย ไปปั้มหัวใจกลาง ช่วยงูเหลือมงูจงอาง ผมเห็นงูยังไม่อยากเข้าใกล้ แต่ทำไมเขากล้าหาญอย่างนั้น ทำไมถึงอดตาหลับขับตานอน ทำไมถึงเลือกที่จะได้เงินเดือนน้อยๆ แต่เลือกที่จะอยู่พิทักษ์ปกป้องผืนป่า พวกนี้ช่างเป็นคนที่เรานึกไม่ออกว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ทำไมเราไม่สามารถทำอย่างเขาได้เลย แบบนี้จึทำให้สนใจว่าทำไมเป็นได้ขนาดนั้น เลยอยากทำเรื่องของคนเหล่านี้ เลยทำเรื่องของคุณสืบ นาคะเสถียร"
 
"สำหรับกิจกรรมตอนแรกคิดเอาไว้หลายแบบ และมีการปรับไปปรับมา แต่ที่แน่ๆ คือแต่งเพลงขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวของคุณสืบ ชื่อเพลง ผู้ชายในแสงแดด เล่าว่า คนเราพอถึงที่สุดแล้ว ทำสุดความสามารถแล้วมันเหมือนเราเห็นจุดหมายปลายทาง แต่ไปได้สุดทางเพียงแค่นี้ แล้วมันไม่มีทางไปถึงเพราะมันสุดเอื้อมจริงๆ ซึ่งมันคงเป็นความปวดร้าวมากชนิดหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คุณกับคนรักที่รักกันมากที่สุดในชีวิต แยกจากกันไม่ได้ แต่อยู่มาวันหนึ่ง มันต้องมีภาวะต้องแยกจากกัน แล้วมือคุณเอื้อมไป แต่มือเขาก็อยู่ตรงนั้น แต่คุณแตะมือเขาไม่ได้ แล้วก็ค่อยๆ ห่างกันไป ในที่สุดก็ต้องตายจากกันไป ผมพยายามหาความรู้สึกแบบนี้ ก็เอาไปคิดต่อว่า ความรู้สึกมันต้องการไปถึงจุดหนึ่ง แล้วไปไม่ถึงมันเป็นยังไง"
 
"ผมแต่งเพลงนี้ขึ้นมาในภาวะที่ก่อนคุณสืบจะฆ่าตัวตาย เลยจะเล่าเรื่องของคุณสืบที่ต่อสู้เพื่อผืนป่า ที่อยู่ท่ามกลางความไม่เข้าใจของผู้คน ทั้งหน่วยงานที่เขาสังกัด เจ้านาย รัฐมนตรี กระทรวงเกษตรฯ เลยพยายามถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกไป ซึ่งจะทำขึ้นมาในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้คนดูได้สัมผัสถึงพลังตรงนี้ คงเป็นเพลง เป็นหนัง เป็นการแสดงดนตรี ในคอนเส็ปต์เล่าเรื่องของสืบ นาคะเสถียร ที่ผมกำลังไตร่ตรองว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำขึ้นมาแล้วมีคนดูแค่ 300-500 คน ที่มันไม่เกิดผล และไม่ทำให้สังคมเข้าใจชีวิตของนักอนุรักษ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือว่าล้มเหลว เพราะฉะนั้น ต้องไตร่ตรองให้ดีว่าทำอย่างไรคนถึงจะมาอย่างล้นหลาม อย่างแน่นอกของใบเตย ทำไมมีคนเข้ามาวิวเป็นสิบๆ ล้าน ทำยังไงถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ ก็ต้องคิดกันให้ดีก่อน จะไม่ยอมทำอะไรเพื่อสนองตนเองว่า ขอให้กูได้ทำ"
 
ภายใต้สังคมทุนนิยมที่มองนักอนุรักษ์เป็นคนขวางโลก "พี่ซัน" มองว่า เป็นเรื่องที่คนกำลังหลอกตัวเอง
 
"มันเหมือนหลอกตัวเองกันอยู่เยอะ แล้วก็ไม่เข้าใจถ่องแท้ด้วย ผมโตมากับความประหยัดมัธยัสถ์ ซึ่งเชื่อว่าความประหยัดมัธยัสถ์มันคงมีที่มาจากความยากจนอยู่ก่อนด้วย เมื่อมีความยากจนแต่มีความจำเป็นต้องต่อสู้ชีวิตเพื่อให้อยู่รอด ก็ต้องทำทุกวิถีทางให้ถูกต้องสุจริต เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้ เพราะประหยัดเป็นวิถีที่ดีที่สุด แต่ต้องทำมาหากินด้วย ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียวแล้วไม่ออกไปทำงาน ผมโตมากับครอบครัวที่ประหยัดอย่างเต็มที่ และการประหยัดนี่แหละเป็นคาถาที่ดีที่สุดในการดูแลสิ่งแวดล้อม"
                                                        
"ทุกวันนี้ที่สิ่งแวดล้อมเสียหายเพราะเกิดจากการไม่ประหยัดนี่แหละ เกิดจาการผลักดันให้ผู้คนบริโภคมากๆ ผลักดันให้ผู้คนใช้ข้าวของมากๆ สมัยก่อนสินค้าที่ทำออกมา จะการันตีว่ามีอายุการใช้งานตลอดชีพ สมมติว่ามือถือเป็นมือถือยุคโบราณ มันทำมาชิ้นหนึ่ง มันกะไว้ให้ใช้ตลอดชีพเลย เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมก็ไม่เสียหาย เพราะไม่ถูกนำมาใช้มากเกินไป แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างทำมาเพื่อให้หมดอายุภายในปีเดียว พอขึ้นปี 2 คุณก็ต้องเปลี่ยนรุ่น คุณก็ต้องมีขยะของเก่าล้นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนของใหม่ก็ต้องไปขุดดิน ขุดภูเขา จนเป็นรูโหว่ไปทั่วโลกเพื่อจะเอาเหล็ก เพื่อจะเอาสังกะสี เพื่อจะเอาแคดเมี่ยม เพื่อจะเอาลิเที่ยม เอาทุกอย่างมาประกอบ ฉะนั้น มิติในการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดคือการประหยัด ใช้ของทุกอย่างอย่างคุ้มค้า ซึ่งวิถีชีวิตของทุกวันนี้ มันไม่ถูกชักจูงให้ไปทำอย่างนี้เลย"
 
"ผมถูกชักจูงจากพ่อแม่พี่น้อง ครูบาอาจารย์ คนรอบตัวให้ประหยัด ประหยัด ประหยัด คนสมัยก่อนเขาไม่มาเที่ยวยุให้คนไปเที่ยวหรอก พ่อแม่จะบอกว่าลูกเอ๊ยจะเที่ยวอะไรกันนักหนา ต้องอยู่บ้าน ต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ ทำเสร็จแล้วก็ต้องช่วยพ่อแม่ตักน้ำ รดน้ำต้นไม้ เช็ดบ้านถูบ้าน ปิดเทอมก็ต้องช่วยพ่อแม่ค้าขาย ไถไร่ไถนากันไป แต่สมัยนี้รัฐบาลเขาจะออกมาชวนเที่ยวกัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการกู้ยืมให้ไปเที่ยว มีป้ายคัตเอาท์เต็มไปหมดว่าคุณคือคนสำคัญของชาติ เฮ้ย นี่มันคืออะไร นี่มันคือให้เราออกไปถลุงทรัพยากรที่เรามีอยู่ นักอนุรักษ์ไม่ใช่คนที่ต้องเข้าไปป่าเพื่อไปกอดต้นไม้กันไม่ให้คนมาตัดต้นไม้ นักอนุรักษ์เป็นคนประหยัด พอประหยัดก็ไม่ต้องทำลายทรัพยากร พอทรัยากรไม่ถูกทำลายสิ่งแวดล้อมก็จะดี ถ้าเราประหยัดกันน้ำมันคงไม่รั่วเลอะเกาะเสม็ด ถ้าเราประหยัดก็ไม่ต้องใช้น้ำมันมากมายขนาดนี้"
 
"การท่องเที่ยวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง แล้วก็มาบอกว่าต้องดันให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวปีละ 22 ล้านคน นั่งเครื่องบิน 22 ล้านคน คุณรู้ไหมใช้น้ำมันเท่าไหร่ ทั้งผมเอง ทั้งคุณเอง ต่างตกอยู่ในภวังค์การทำลายทรัพยากรทั้งสิ้น การที่ผมพยายามทำหนังสือขายหลายเล่ม เราต้องใช้ต้นไม้ไปจำนวนเท่าไหร่ เราทุกคนวันนี้ กำลังทำกิจกรรมทำลายโลกกันทุกคน ฉะนั้น คนที่ทำหน้าที่อนุรักษ์เขาสมควรได้รับการสรรเสริญยกย่องอย่างยิ่ง เขาคือคนที่จะทำให้เราอยู่ได้ต่อไป เขาคือคนที่ทำให้เราได้มีอากาศหายใจ เขาคือคนที่ทำให้พวกเรามีน้ำใช้"
 
"คนอย่างสืบ นาคะเสถียร คนอย่างเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า คนพวกนี้เขาต้องทิ้งครอบครัวไปอยู่ป่าเดือนละ 20 วัน ของกินก็ไม่ค่อยจะมี ขนมของเขาคืออะไร ก็น้ำข้าว ใส่น้ำตายชนิดหนึ่ง ปรุงเกลือชนิดหนึ่ง ก็อร่อยแล้ว เขาไม่เหมือนคนในเมืองที่ต้องนั่งร้านกาแฟจากต่างประเทศแก้วละ 180 บาท อย่างนี้สมควรหรือไม่ที่เราต้องยกย่องสรรเสริญเขา แต่เรากลับโจมตี ใส่ความว่าเป็นพวกขวางความเจริญ จะสร้างเขื่อนกันมึงก็มาขวาง เขาไม่ต้องการให้สร้างเขื่อนเพราะเขารู้ว่าป่ามันจะสูญเสียที่อุดมสมบูรณ์ไปเท่าไหร่ ในระยะหลังเขื่อนก็เริ่มหมดความหมาย ทุกวันนี้เขื่อนที่มีอยู่ พอน้ำเต็มเขื่อนก็ปล่อยน้ำ พอน้ำมีน้อยก็กักน้ำ มันเหมือนไม่ทำอะไร กำปั้นทุบดิน พอสร้างศูนย์การค้าก็ต้องการพลังงานไฟ้า เราต้องหยุดสร้างศูนย์การค้าสิ ต้องหยุดการใช้ไฟฟ้าสิ มันก็ทำไม่ได้ ผมก็ทำไม่ได้ คุณก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่นำไปสู่หายนะด้วยกัน"
 
นี่แหละคือ "สืบ นาคะเสถียร" ในทรรศนะของ "มาโนช พุฒตาล"

 

โรงงานซักอบรีดแอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง

เมื่อเวลา 15.50 น.วันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ชาวบ้าน ว่า เกิดน้ำเน่าเสียอย่างรุนแรง ภายในคลองวัดทะเล หมู่ 1 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบว่าที่บริเวณริมตลิ่ง ของคลองวัดทะเล มีชาวบ้าน มายืนมุงดูซากปลาชนิดต่างๆที่ตายลอยเกลื่อน ขณะที่ชาวบ้านบางราย ลงไปเก็บปลาที่กำลังว่ายขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ เพื่อนำไปประกอบอาหาร และนำไปจำหน่าย  ผู้สื่อข่าว จึงได้ให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยวัดปลายแหลม นำเรือลงไปตรวจสอบ ภายในคลองดังกล่าว

เบื้องต้นจากการตรวจสอบ ภายในคลองดังกล่าว มีปลาชนิดต่างๆ เช่นปลากระบอก ปลากระพง และปลาอื่นๆตายลอยเกลื่อน และลอยอืดส่งกลิ่นเหม็นรบกวนไปทั่วคลอง เป็นทางยาว กว่า 800 เมตร เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย จึงได้ทำการเก็บซากปลาดังกล่าว ขึ้นมาจากในคลอง ซึ่งเกรงว่า หากปล่อยเอาไว้อาจส่งผลให้น้ำในคลองเกิดเน่าเสีย และยิ่งทำให้เสียระบบนิเวศน์

จากการสอบถาม นางหนูใจ พูลสิน อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่อยู่ริมคลองดังกล่าว ได้ไปทำการเก็บปลาในคลองดังกล่าว เอาไปจำหน่าย ได้เงินกว่า 1,400 บาท ในเช้าวันเดียวกัน และที่เหลือนำไปแปรสภาพเป็นปลาเค็ม พร้อมเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ว่า เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน พบว่ามีปลาที่ยังไม่ตาย แต่เหมือนกับน็อกน้ำ ขึ้นมาหายในบนผิวน้ำ จึงได้ลงไปเก็บปลาดังกล่าว ได้มากว่า 50 กก. แล้วนำไปจำหน่าย ในตลาดสด และยังเผยว่า สาเหตุที่ปลาลอยมาตาย มาจากสาเหตุของโรงงานซักอบรีด ที่อยู่ริมเหนือคลอง แอบปล่อยลงมา ยากใหเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบลงมาตรวจสอบหน่อย 

ขณะที่นายวิจักษ์  มีเพียร คณะกรรมการชุมชน หมู่ 1ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย ซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบ คลองวัดทะเล และได้ทำการประชาสัมพันธ์ ห้ามประชาชนนำปลาดังกล่าวไปประกอบอาหาร เนื่องจากเกรงว่า อาจมีสารพิษปนเปื้อนตกค้าง ในน้ำ และค่าอ๊อกซิเจนในน้ำต่ำ อาจทำให้ มีสารตกค้าง และการนำปลาดังกล่าวไปบริโภคอาจได้รับอันตรายได้ พร้อมกันนี้ได้ให้สัมภาษณ์ กับผู้สื่อข่าวว่า น้ำที่เน่าเสียในครั้งนี้ สาเหตุเกิดมาจาก โรงงานซักอบรีด หรือร้านลอนรี่ บางราย ในพื้นที่ใกล้เคียง แอบฉวยโอกาศ แอบปล่อยน้ำเสียลงคลอง จึงทำให้ น้ำเน่าเสียดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ตนกับกำนัน ได้รณรงค์ ทำความสะอาดในคลอง ขอร้องร้านซักอบรีดว่า อย่าปล่อยน้ำลงคลอง  เพราะอาจทำให้ระบบนิเวศน์ เสียหาย ต่อการดำรงค์ชีวิตของสัตว์น้ำ ซึ่งบางรายก่อเชื่อฟัง แต่บางรายกลับไม่เชื่อ

ตนจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้รับการสนใจ และแก้ไขแต่อย่างใด ยิ่งทำให้ร้านซักอบรีด ซักเสื้อผ้าบางราย กลับได้ใจ และแอบปล่อยน้ำเสียลงคลองมาโดยตลอด และในรอบในปีนี้ ที่เกิดน้ำเน่าเสีย ในคลองดังกล่าว ตนจึงยากจะขอร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบลงมาแลย่างเร่งด่วน ก่อนที่ระบบนิเวศน์ จะเสียหายไปมากกว่านี้ และ ในครั้งนี้ เป็นครั้งที่สองในรอบปีนี้แล้ว ที่เกิดน้ำเน่าเสีย ปลาตาย นายวิจักษ์ มีเพียร กล่าว..

เกิดโรคขอบใบแห้งระบาดนาข้าวในจ.พะเยา เสียหายกว่า 500 ไร่

 

เกิดโรคขอบใบแห้งระบาดนาข้าวในจังหวัดพะเยา ทำให้นาข้าวเสียหายกว่า 500 ไร่ สาเหตุมาจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ชาวนาต.ท่าจำปี อ.เมืองพะเยา ต้องเร่งฉีดพ่นยาปฎิชีวนะในแปลงนาของตัวเอง หลังเกิดโรคขอบใบแห้งระบาดหนักในพื้นที่ ทำให้นาข้าวกว่า 500 ไร่ได้รับความเสียหาย ชาวนาบอกว่าโรคขอบใบแห้งเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ในปีนี้มีพื้นที่ระบาดมากกว่า

ขณะที่เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดระบุว่า โรคขอบใบแห้ง เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน มีทั้งแดดจัด และมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแนะนำให้ใช้ยาปฎิชีวนะ ในการฉีดพ่นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือส่วนใหญ่เริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเฉพาะที่ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ลำน้ำแม่ต๊ากที่ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านกว่า 50 หลัง ได้ลดระดับลงจนเข้าสู่ภาวะปกติ เหลือเพียงบ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำ

ส่วนฝนที่ตกต่อเนื่องในจ.สกลนคร ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนน้ำอูน อ.พังโคน จ.สกลนคร อยู่ที่ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร จากระดับเก็บกัก 525 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเขื่อนต้องระบายออกวันละ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตรเพื่อเตรียมรับน้ำฝนที่อาจตกหนักในพื้นที่

ขณะที่ลำน้ำอูนที่ไหลผ่านช่วงอ.พรรณนานิคม ได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านในตำบลพอกน้อย เสียหายแล้วหลายร้อยไร่

ส่งจนท.ทับลานรื้อถอนรีสอร์ทเกาะเสม็ด

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานส่งเจ้าหน้าที่30นายช่วยรื้อถอนรีสอร์ทรุกที่ป่าบนเกาะเสม็ด3แห่ง

นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจากนายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ขอกำลังเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะไปติดตามการดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ทที่เกาะเสม็ด 3 แห่ง ได้แก่ พลอยเสม็ด มุกเสม็ด และอันซีน ซึ่งบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า เกาะเสม็ด
 
ดังนั้น จึงได้จัดกำลัง เจ้าหน้าที่ 30 นาย พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ และอุปกรณ์ร่วมรื้อถอนรีสอร์ท ที่มีปัญหา รวม 2 วันโดยออกเดินทางวันนี้ (25สิงหาคม)
 
ส่วนในลำดับต่อไปคือการเตรียมรื้อ-ทุบในอุทยานแห่งชาติทับลานและวังน้ำเขียว ซึ่งวันนี้ได้ปิดป้ายประกาศให้รีสอร์ท และบ้านพักตากอากาศรวม 12 แห่ง จำนวนกว่า 50 หลัง ให้รื้อถอนภายใน 60 วันหรือยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองภายใน 90 วัน

ผู้ว่าฯระยองตรวจทรายสีดำไม่ปนเปื้อนน้ำมัน

   ผู้ว่าฯระยองนำผอ.ศูนย์วิจัยพิสูจน์ทรายดำ ผลไม่ใช่สารปนเปื้อนน้ำมัน ด้านปตท.จ่ายเยียวยารอบ3 อาชีพประมง600รายๆละ3หมื่นบาท

   นายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายบำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก นางรัตนา มั่นประสิทธิ์ ผอ.ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก นางวิมลกรณ์ เหล่าหัชกุลพงศ์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดระยอง นายสุเมธ สายทอง หน.อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าหมู่เกาะเสม็ด ลงพื้นที่สำรวจและสอบถามปัญหาผลกระทบกรณีคราบน้ำมันดิบของ ปตท รั่วไหลกลางทะเล เมื่อวันที่ 27 กค. ที่ผ่านมา โดยสอบถามจากชาวประมงเรือเล็กและแม่ค้าขายอาหารทะเลสด พร้อมนำตัวอย่างทรายที่มีทรายสีดำปน ซึ่งได้เก็บมาจากชายหาด อ.แกลง และต่างก็ มีข้อสงสัย กันว่า สาเหตุ ที่ทรายมีสีดำ มาจาก คราบน้ำมันรั่ว หรือไม่ โดยนำเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์ให้เห็นต่อหน้าประชาชนและสื่อมวลชน เพื่อคลายความสงสัย และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และผู้บริโภคอาหารทะเล
 
   นายบำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กล่าวว่า วันนี้ได้นำอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มาตรวจพิสูจน์ ดินทรายที่เก็บจากชายหาดบริเวณปากคลองแกลง ที่มีลักษณะเป็นเม็ดสีดำปนอยู่ในทราย ชายหาด โดยขั้นตอนแรกนำเอาดินทรายที่สงสัยว่าปนเปื้อนน้ำมันมาผสมกับน้ำทะเลในภาชนะแก้วใส แล้วคนให้ทั่วเพื่อดูว่ามีน้ำมันปนเปื้อนหรือไม่ หากมีน้ำมันปนเปื้อนจะเห็นน้ำมันลอยขึ้นมาเป็นแถบสี ซึ่งปรากฏว่าไม่มีน้ำมันปนเปื้อน
 
   ขั้นตอนที่ 2 ได้นำเอาดินทรายมาทำการเผาไฟ และพบว่าไฟไม่ติด แสดงว่าเม็ดทรายสีดำไม่ใช่สารปนเปื้อนน้ำมันจากนั้นได้ตรวจพิสูจน์ในขั้นตอนที่ 3 ด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์ที่มีประสิทธิภาพสูง 10 เท่า พบเม็ดทรายมีสีน้ำตาลปนเหลือง และเม็ดทรายสีดำมีลักษณะเป็นแร่ควอทช์ รูปแบบเม็ดตะกอน ซึ่งไม่ใช่ทรายที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันแต่อย่างใด
 
   นายบำรุงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่มีการสงสัยเรื่อง ทรายสีดำ ซึ่งจากการสืบค้นดู ทางฝั่งทะเล ตะวันออก จะมี หินโสโครก หินเรือแตก ซึ่งสังเกตดู น่าจะเป็นหินที่ เป็นต้นเหตุ ของ เกล็ดเล็กๆ สีดำที่ เราสงสัยกัน เพราะ หินโสโครก พวกนี้ เมื่อ ถูกคลื่น ลม ถูกพายุ ก็แตกกระจาย เศษ ชิ้นเล็กๆ ก็ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง ชิ้นใหญ่ๆ ก็ตกอยู่ในทะเล
 
   ด้านนายวิชิต ชาตไพสิฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่าตนทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ ของชาวระยอง ไม่ได้ทำตามคำสั่ง หรือเข้าข้าง ปตท. แต่อย่างใด ตนไม่ใช่ผู้ว่า ปตท. แต่เป็นข้าราชการของแผ่นดินเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เมื่อประชาชนเดือดร้อน ก็เข้ามาช่วยเหลือ เกิดปัญหา ก็เร่งแก้ไข ไม่ใช่สร้างภาพ แต่ทำทุกอย่างให้ข้อเท็จจริงปรากฏ จากกรณีท่อน้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลครั้งนี้ มันมีผลกระทบมากมายมหาศาล นักท่องเที่ยวหาย แม่ค้าขายของไม่ได้ โรงแรมรีสอร์ท ก็ไม่มีคนพักเสียหายทั้งจังหวัดจึงต้อง เร่งให้ทาง ปตท. จัดเงินมาเยียวยา ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ อย่างรวดเร็ว 
โดยในวันนี้ ได้มีการ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก น้ำมันดิบรั่วไหล เป็นการจ่าย รอบที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นที่เทศบาล ตำบล บ้านเพ อ.เมือง ระยอง เป็นการจ่ายค่าชดเชยเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้นหลังจาก จ่ายไปแล้ว จำนวน 2 รอบ โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาในวันนี้เป็นกลุ่มประมงพื้นบ้าน ในเขตเทศบาลตำบลเพ ซึ่งคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วจ่ายค่าชดเชยวันละ 1,000 บาท เป็นเวลา 30 วัน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับค่าชดเชยรายละ 30,000 บาท มีผู้ลงทะเบียนขอรับค่าชดเชยในวันนี้ 600 ราย และจะทยอยจ่ายให้กับกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบกลุ่มอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มโรงแรมที่พัก - รีสอร์ท พบว่ายังมีปัญหาอยู่ที่ค่าชดเชยจะจ่ายอย่างไร เนื่องจากค่าเสียหายไม่เท่ากัน ซึ่งต้องมีการตกลงพูดคุยกันอีกครั้งก่อนที่จะจ่ายได้
 
   อย่างไรก็ตาม สำหรับเมื่อครบกำหนดวันที่ 31 สิงหาคม ที่กำหนดให้เป็นวันสุดท้ายการลงทะเบียนผู้ขอรับค่าชดเชยเยียวยาหากผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่มา ถือว่าเดือดร้อนไม่เร่งด่วนสามารถยื่นเรื่องเรียกร้องค่าชดเชยภายหลังได้ที่ทางจังหวัด เพื่อจะได้รวบรวมข้อมูลส่งให้ทางบริษัทฯ พิจารณาต่อไปส่วนแผน ฟื้นฟู ได้ ทำเสนอ ให้กับ ปตท.ไปแล้ว โดย จะเริ่ม จัดงานเทศกาล ชวน คนมาเที่ยวระยอง มากินอาหารทะเล จัดตามชายหาด ผลัดเปลี่ยนเวียนไปทุกหาด เริ่ม ปลายเดือน สิงหาคม นี้ เป็นต้นไป

ร่างปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ของสหประชาชาติ สำหรับการประชุม Asia-Pacific Ministerial Dialogue: From the Millennium Development Goals to the United Nations Development Agenda beyond 2015(20 สิงหาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบร่างปฏิญญากรุงเทพว่าด้วยวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ของสหประชาชาติ สำหรับการประชุม Asia-Pacific Ministerial Dialogue: From the Millennium Development Goals to the United Nations Development Agenda beyond 2015
2. หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อกฎหมายและผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง
3. อนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารตามข้อ 1
สาระสำคัญของเรื่อง
1. การประชุม Asia-Pacific Ministerial Dialogue: From the Millennium Development Goals to the United Nations Development Agenda beyond 2015 ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2556 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ จะเป็นโอกาสที่ไทยในฐานะสมาชิกคณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะแสดงบทบาทนำในการจัดให้มีการหารือระดับนโยบาย และผลักดันประเด็นด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยร่วมกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก และเป็นโอกาสที่ไทยจะแสดงบทบาทนำและสร้างสรรค์ในเวทีสหประชาชาติในประเด็นด้านการพัฒนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของสหประชาชาติ รวมทั้งจะเป็นผลดีต่อการสมัครเป็นสมาชิกไม่ถาวรของไทยในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนยืนยันถึงความพร้อมและบทบาทไทย ในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่มีความสำคัญ
2. ผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ประกอบด้วยรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของประเทศสมาชิกเอสแคป 53 ประเทศ และสมาชิกสมทบ 9 เขตการปกครอง โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
3. การรับรองปฏิญญากรุงเทพฯ เป็นไปเพื่อให้ผลการประชุมครั้งนี้ มีความสมบูรณ์และสะท้อนถึงท่าทีและจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับวาระการพัฒนาภายหลังปี ค.ศ. 2015 ของรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงของประเทศต่าง ๆ จากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเอกสารดังกล่าวจัดเตรียมโดยกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับเอสแคป นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมร่วมกับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและพิจารณาร่างปฏิญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ที่กระทรวงการต่างประเทศ
4. ร่างปฏิญญากรุงเทพฯ มีสาระสำคัญเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศสมาชิกที่จะร่วมกำหนดประเด็นทางนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อเป็นข้อเสนอประกอบการพิจารณาในกระบวนการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติภายหลัง ค.ศ. 2015 โดยไม่ใช้ถ้อยคำที่มุ่งสร้างข้อผูกพันทางกฎหมาย ดังนั้นร่างปฏิญญากรุงเทพฯ จึงไม่ใช่หนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ และไม่มีประเด็นพิจารณาที่จะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว

โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2556 (20 สิงหาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. เห็นชอบการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2556 โดยอนุมัติวงเงินงบประมาณจำนวน 494,906,221.50 บาท เพื่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไปดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2556
2. ให้ ธ.ก.ส. ทดรองจ่ายสำรองจ่ายเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยแทนรัฐบาล ตามข้อ 1 และเบิกเงินชดเชยตามจำนวนที่จ่ายจริงพร้อมด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน ประเภทบุคคลธรรมดาของ 4 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (FDR) + 1% ในปีงบประมาณถัดไป
3. มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรประสานงาน
กับ ธ.ก.ส. และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศ
ที่เกี่ยวข้องกับระบบการรับประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนความชัดเจนในการประกาศภัยของ
ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ประสบภัย ทั้งนี้ เพื่อความถูกต้องและรวดเร็วในขั้นตอนการขอเอาประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่เกษตรกร
ทั้งนี้ ให้ ธ.ก.ส. เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อชดเชยค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้สำรองจ่ายตามรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงการคลัง (กค.) โดย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธ.ก.ส. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้หารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อปรับปรุงโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2556 โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับประกันภัย และแบ่งพื้นที่รับประกันภัยออกเป็น 5 พื้นที่ ตามระดับความเสี่ยง ทั้งนี้ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. หลักการและแนวทางการรับประกันภัย
(1) เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นผู้เอาประกันภัย ได้รับความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย รวมทั้งภัยศัตรูพืชและโรคระบาด
(2) แบ่งพื้นที่การรับประกันภัยออกเป็น 5 พื้นที่ตามระดับความเสี่ยง โดยเกณฑ์ความเสียหายเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2548 -2555 เพื่อจัดเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตราที่แตกต่างกันตามระดับความเสี่ยง
(3) ภาคเอกชนเป็นผู้รับประกันภัยในส่วนที่เพิ่มเติมจากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยของรัฐ เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2554
(4) เกณฑ์การประเมินความเสียหายเพื่อจ่ายค่าสินไหมทดแทนใช้แนวทางเดียว
กันกับที่ภาครัฐดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2554 และ 2555
(5) ธ.ก.ส. เป็นผู้บริหารโครงการฯ และเป็นตัวกลางระหว่างเกษตรกรผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการฯ ในปี 2554 และ 2555
2. รายละเอียดการรับประกันภัย
(1) อัตราเบี้ยประกันภัยที่เสนอโดยบริษัทรับประกันภัยแบ่งออกเป็น 5 อัตรา ตามระดับความเสี่ยงภัยของพื้นที่ โดยมีวงเงินความคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูกสำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 6 ภัยดังกล่าวข้างต้น และวงเงินความคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2554 และ 2555 เนื่องจากการปรับเพิ่มความเสี่ยงระดับมหันตภัยของประเทศไทย
(2) กำหนดจำนวนพื้นที่เป้าหมายการเอาประกันภัยทั่วประเทศเป็นจำนวน 1.5 ล้านไร่ และกำหนดพื้นที่เข้าร่วมโครงการรับประกันภัยในแต่ละระดับความเสี่ยง เพื่อให้มีการกระจายตัวของความเสี่ยงตามหลักการประกันภัย
(3) รัฐยังมีความจำเป็นต้องอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัย โดยเห็นควรให้เกษตรกรรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่ ตั้งแต่ 60 -100 บาทต่อไร่ และรัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยในส่วนที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าว เนื่องจากการดำเนินโครงการรับประกันภัยข้าวอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เกษตรกรได้ตระหนักถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยระบบการประกันภัยเพิ่มขึ้น
(4) ธ.ก.ส. อาจพิจารณามาตรการสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรที่เป็นลูกค้าเพิ่มเติม เช่นเดียวกับที่ได้ดำเนินการในปี 2554 และ 2555 ได้แก่ การอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. และการขยายวงเงินสินเชื่อสำหรับเกษตรกรให้ครอบคลุมค่าเบี้ยประกันภัย อนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตามเป้าหมาย ธ.ก.ส. อาจต้องดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับ สศค. กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงาน คปภ. เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการให้เกษตรกรในแต่ละเขตพื้นที่ได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง
3. หากกำหนดให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ปีการผลิต 2556 รับภาระอัตราเบี้ยประกันภัยตั้งแต่
60 - 100 บาทต่อไร่ และรัฐอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับเกษตรกรในส่วนที่เหลือ 69.97 - 410.39 บาทต่อไร่
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) โดยกำหนดจำนวนพื้นที่เป้าหมายเอาประกันภัย 1.5 ล้านไร่ และครอบคลุมพื้นที่แต่ละระดับความเสี่ยงในสัดส่วนที่เท่ากัน รัฐบาลจะมีภาระงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 494,906,221.50 บาท

by ThaiWebExpert