รายงานเรื่องโลกร้อน ฉบับที่ 5 ...การรับมือและปรับตัวกับความเสี่ยงที่มากขึ้น

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

ภาพ : http://www.celsias.com

เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่รายงานฉบับที่ 5 ของ “คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “IPCC” (Intergovernmental Panel on Climate Change) รายงานฉบับนี้เป็นรายงานด้านภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานร่วมกันภายใต้ IPCC มีความเชื่อมั่นในระดับมากกว่า 95% ว่าปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มีสาเหตุมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เพิ่มขึ้นจากรายงานฉบับที่ 4 ที่เผยแพร่ออกมาในปี ค.ศ.2007 ซึ่งมีระดับความเชื่อมั่นมากกว่า 90%

ในรายงานดังกล่าวยังกล่าวถึงข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เช่น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น 0.19 เมตร รายงานข้อมูลการเพิ่มของปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่า 40% จากระดับการปล่อยก๊าซก่อนช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม การคาดการณ์ระดับอุณหภูมิที่อาจสูงขึ้นกว่า 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและผลกระทบที่จะตามมา เช่น คลื่นความร้อนที่จะเกิดถี่ขึ้นและยาวนานขึ้น ฝนตกหนักมากขึ้น ความแห้งแล้งที่ยาวนานขึ้นในพื้นที่ต่างๆ

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอในรายงานว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มากเพียงพอและต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกจะยังคงเกิดขึ้นเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกในปัจจุบันมีปริมาณสูง และก๊าซเรือนกระจกหลายชนิดมีอายุอยู่ในชั้นบรรยากาศหลายปี เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 200-450 ปี ก๊าซไนตรัสออกไซด์ 120 ปี

IPCC จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1998 จุดประสงค์เพื่อค้นคว้าและจัดทำรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกอย่างเป็นกลางและรอบคอบ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกและนำไปสู่การร่วมมือกัน แก้ปัญหาในระดับโลกอย่างจริงจัง IPCC ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ ที่ทำหน้าที่รวบรวม ศึกษาวิจัย และสังเคราะห์ความก้าวหน้าทางวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพิมพ์เผยแพร่รายงานในเชิงวิชาการและเชิงนโยบายทุก 4 ปี IPCC จึงเป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เป็นกลางและเชื่อถือได้ รัฐบาลแต่ละประเทศสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบาย ในการทำงาน ทาง IPCC ได้แต่งตั้งคณะทำงานของ IPCC แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ คณะทำงานกลุ่มที่ 1 รับผิดชอบทางด้านภูมิอากาศเชิงวิทยาศาสตร์ คณะทำงานกลุ่มที่ 2 รับผิดชอบทางด้านผลกระทบ การปรับตัว ความล่อแหลม คณะทำงานกลุ่มที่ 3 รับผิดชอบทางด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายงานที่เผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายนเป็นผลงานของคณะทำงานกลุ่มที่ 1 สำหรับรายงานอีก 2 กลุ่มจะออกมาในเดือนมีนาคมและเมษายน 2014

การเผยแพร่รายงาน IPCC ที่ออกมาแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดความตื่นตัวและความเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ จากข้อมูลและข้อเสนอแนะจากรายงาน IPCC ฉบับที่ 4 เมื่อปี 2007 ได้นำไปสู่การกำหนด Roadmap การเจรจาจัดทำความตกลงโลกร้อนฉบับใหม่ที่กำหนดให้เสร็จภายในปี 2009 แต่ยังไม่สำเร็จและยังคงเจรจายืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เสร็จภายในปี 2015 โดยจะเป็นความตกลงที่มีผลบังคับทางกฎหมายกับทุกประเทศ

ความท้าทายสำคัญต่อการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในเวลานี้ คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของการพัฒนาไปสู่แนวคิดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเกิดขึ้นควบคู่กันได้ เป็นประโยชน์ร่วมกัน (Decoupling) และต้องหาทางแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของระบบตลาดโดยการทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีราคา ซึ่งต้องใช้เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์หลากหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

มีหลายประเทศที่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่แนวคิด Decoupling แม้แต่กรณีสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโอบามา ในภาคธุรกิจเอกชน มีตัวอย่างมากมายที่สะท้อนให้เห็นแนวทางของการปรับตัวตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนและได้ประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น กรณีกลุ่ม SCG มีการลงทุนกว่า 17,000 ล้านบาทเพื่อเปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยสามารถลดต้นทุนได้กว่าปีละ 5,700 ล้านบาท ลดการใช้พลังงานได้ 142 ktoe ต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

รายงาน IPCC ฉบับล่าสุดที่ออกมานี้ได้สื่อความหมายชัดเจนในเชิงเนื้อหาไปยังทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจว่า โจทย์เรื่องโลกร้อนในวันนี้ไม่ใช่การถกเถียงว่าเรื่องโลกร้อนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เป็นโจทย์ว่าจะมีแผนและแนวทางจัดการความเสี่ยงเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างไร และมีแนวทางเลือกอย่างไรเพื่อการปรับตัวทั้งในด้านลดผลกระทบและการรักษาขีดความสามารถด้านการแข่งขัน

GREEN MOVE THAILAND ก้าวที่สองหยุดเขื่อนแม่วงก์

ผู้เขียน: 
-

ภาพ : http://www.popcornfor2.com/

นับเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการเดินจากป่าสู่เมืองเพื่อคัดค้านการอนุมัติอีเอชไอเอ (รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ) โครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ นำโดยศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร  ซึ่งก่อให้เกิดกระแสทางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการพูดคุย โพสต์เรื่องค้านเขื่อนแม่วงก์กลายเป็นกระแส ส่งผลให้มีผู้คนทุกเพศทุกวัยจากหลายสาขาอาชีพมาร่วมถนนเดียวกัน เพื่อหยุดยั้งการสร้างเขื่อน ทำให้เกิดภาพประชาชนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมรณรงค์ค้านเขื่อนแม่วงก์เรือนหมื่นคน ณ บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อเย็นวันที่ 22 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา 

แม้การเดินเท้าจะจบลงแล้ว รัฐบาลสั่งชะลอโครงการเขื่อนแม่วงก์ และมีคำสั่งให้ทำรายงานอีเอชไอเอใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลไม่ละความพยายาม ต้องการผลักดันโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้ได้ โดยไม่สนใจต่อเสียงคัดค้านว่าเขื่อนเป็นตัวทำลายป่าที่สมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

นอกจากมูลนิธิสืบฯ ที่ยังคงยืนยันจะค้านเขื่อนต่อไปแล้ว ปรากฏการณ์ครั้งนั้นยังก่อให้เกิดกลุ่มพลังสังคมที่ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์เกิดขึ้นอย่างมากมาย รวมถึง "เครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อม” หรือ “Green Move Thailand ” ที่ ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต อาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ริเริ่มแคมเปญรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่าน Change.org กลุ่มประชาชนจิตอาสา ประชาชน และนิสิตนักศึกษาที่ได้ร่วมเดินกับศศิน เฉลิมลาภ ได้ตกลงจัดตั้งเครือข่ายนี้ขึ้น 

สำหรับกิจกรรมแรกของ “Green Move Thailand” เป็นการ "รับไม้ต่อ” จากเลขาธิการมูลนิธิสืบฯ ด้วยการเดินรณรงค์เพื่อนำรายชื่อผู้สนับสนุนการยุติการสร้างเขื่อนแม่วงก์กว่าแสนชื่อไปยื่นให้กับนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเช้าวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคมนี้ โดยใช้เส้นทางการเดินจากหอศิลป์กรุงเทพฯ เข้าสู่ ถ.พญาไท ถ.เพชรบุรี ถ.พิษณุโลก ยื่นรายชื่อที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นขบวนรณรงค์จะมุ่งหน้าต่อถนนราชดำเนินนอกไปยังอาคารสำนักงานองค์การสหประชาชาติเพื่อยื่นรายชื่อต่อ UNEP และ UNESCO หวังให้ประชาคมโลกหันมามองการปกป้องผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกที่อุดมสมบูรณ์ในเอเชีย ถือเป็นอันสิ้นสุดเส้นทางกิจกรรมที่ใช้ชื่อว่า” รวมพลังไทยหัวใจสีเขียว เดิน ยื่น หยุดโครงการเขื่อนแม่วงก์” โดยศศิน เฉลิมลาภ จะไปร่วมยื่นชื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์

ดร.สมิทธ์ ตุงคะสมิต ในฐานะแกนนำในการจัดตั้งเครือข่ายสื่ออาสาภาคประชาชนเพื่อสิ่งแวดล้อม เผยความตั้งใจในเรื่องนี้ว่า ปรากฏการณ์การรวมตัวของประชาชนเมื่อวันที่ 22 กันยายน ส่งผลให้ตกลงจัดตั้งเครือข่ายนี้ขึ้น ก่อนหน้านั้น 1 วัน ที่อาจารย์ศศินจะเดินมาถึงหอศิลป์ ตนได้โพสต์ขอแรงอาสาสมัครมาช่วยงานกิจกรรมที่หอศิลป์ตอน 4 ทุ่ม แป๊ปเดียวก็ได้คนมาช่วยงานหลายร้อยคน ทั้งนักธุรกิจ วิศวกร ช่างศิลป์ กระทั่งนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบัน แล้ววันรุ่งขึ้นคนก็ออกมาเดินค้านเขื่อนเยอะมาก ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ครั้งนี้มีพลัง หลังจากที่เดินเท้าจบ มีหลายคนถามว่าจะทำยังไงต่อไป เพราะเราผูกคนที่มีใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้จึงเกิดเครือข่าย นอกจากนี้ การที่สื่อกระแสหลักไม่ให้ความสนใจ โซเชียลมีเดียเป็นสื่อทางเลือกที่สำคัญในการสื่อสาร

“วัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อนำเสนอข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นกลาง ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อส่งเสียงบอกกับผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความเข้าใจกับคนในเมือง และคนในต่างจังหวัด ให้ข้อมูลทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ เน้นประเด็นเนื้อหา เหตุผล ไม่ใช่ด่า เพื่อให้คนตระหนักถึงข้อดี-ข้อเสียของโครงการขนาดใหญ่ทั้งของรัฐและเอกชนที่จะเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเขื่อนแม่วงก์ รวมถึงแม่แจ่ม ลุ่มน้ำวงชมพู  โครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านจะกระทบชาวบ้าน คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม พวกเขาต้องได้ร่วมตัดสินใจอนาคตตัวเองและประเทศไทย" ดร.สมิทธ์กล่าว พร้อมยืนยันจะให้ข้อเท็จจริงโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองโดยเด็ดขาด ส่วนสมาชิกเครือข่ายมีกว่า 100 คน

สำหรับเหตุที่นักวิชาการจาก ม.รังสิตผู้นี้ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์นั้น เขาบอกเขื่อนแม่วงก์เป็นหนึ่งในโครงการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งยังมีอีก 22 เขื่อนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นการสร้างเขื่อนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ถ้าแม่วงก์ผ่านอีเอชไอเอจะเป็นบรรทัดฐานการสร้างเขื่อนในพื้นที่อื่นๆ ฉะนั้น ต้องหยุดโครงการและรัฐบาลต้องทบทวนความเหมาะสมของเขื่อนแม่วงก์ทุกด้าน 

นิสิตนักศึกษาเป็นหนึ่งในมวลชนที่เดินค้านเขื่อนและได้มาร่วมเครือข่าย เอิงศิริ แก้วขุนจบ ชั้นปี 4 คณะสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แกนนำกลุ่มนิสิตจุฬาฯ คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ กล่าวว่า เห็นการรวมตัวของนักศึกษา ม.เกษตร และนักศึกษา มศว เพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ แต่ตอนนั้นคิดว่านิสิตจุฬาฯ ไม่ให้ความสนใจเท่าไร วันที่ 20 กันยายน จึงตั้งเพจค้านเขื่อนขึ้นก็มีนิสิตจุฬาฯ มากดไลค์กว่า 4,500 คน จากนั้นวันที่ 21 นัดประชุมบรรดานิสิตเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพูดคุยผลกระทบเขื่อนแม่วงก์ จนตั้งกลุ่มนิสิตจุฬาฯ คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ วันรุ่งขึ้นร่วมทำกิจกรรมรณรงค์ทั้งในรั้วมหาวิทยาลัยและไปที่หอศิลป์สมทบขบวนอาจารย์ศศิน

เหตุที่ค้านโครงการนี้ เอิงศิริตอบว่า มีโอกาสได้อ่านร่างรายงานอีเอชไอเอที่มูลนิธิสืบฯ นำมาเผยแพร่ พบว่าไม่ได้ช่วยแก้น้ำท่วม เพราะเขื่อนกั้นลำน้ำสายเดียว ยังมีอีก 16 สายในลุ่มน้ำแม่วงก์ที่จะพาน้ำไหลลงมา และการสร้างเขื่อนจะกระทบผืนป่าที่เป็นแหล่งอาศัยของเสือโคร่ง จากการสำรวจของ WWF ร่วมกับกรมอุทยานฯ ก็พบเสือโคร่งที่อุทยานฯ แม่วงก์ จับภาพได้จากกล้องอินฟาเรด นอกจากนี้ ป่าแม่วงก์ยังเป็นป่าที่ราบต่ำ ซึ่งเหลืออยู่เพียง 2 แห่งในไทย คือ ห้วยขาแข้งกับแม่วงก์ 

“ตอนแรกก็เข้าใจว่าจากน้ำท่วมปี 54 รัฐบาลอยากสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการป้องกันน้ำท่วมซ้ำ แต่โครงการเขื่อนแม่วงก์มีผลศึกษาระบุลดน้ำท่วมภาคกลางได้ 1% ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และต้องแลกกับป่าที่ถูกทำลาย สู้เก็บเอาไว้เป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติดีกว่า แล้วก็ยังมีทางเลือกอื่นไม่ต้องสร้างเขื่อน ข้องใจทำไมรัฐไม่สนใจ ในวันที่ 19 ตุลา กลุ่มนิสิตจุฬาฯ จะร่วมเดิน ยื่น หยุดเขื่อนแม่วงก์แน่นอน" นิสิตนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ยืนกราน

ส่วน ธิดารัตน์ ธัญญศรีรัตน์ ชั้นปี 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สนใจร่วมกิจกรรมรณรงค์โดยรับรู้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย อยากเป็นแรงขับเคลื่อนสังคม เพราะปัจจุบันเด็กสนใจเรื่องบ้านเมืองน้อยลง ใช้ชีวิตปัจเจกอยู่กับตัวเอง เหตุที่ไม่เอาโครงการเขื่อนแม่วงก์ เพราะป่าสมบูรณ์จะถูกทำลาย สัตว์ป่าได้รับผลกระทบ สิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นอีกไม่ได้ มันไม่เหมือนเกมออนไลน์ จะปลูกป่า เลี้ยงสัตว์ ไม่ยุติธรรมเลย ตนอยากปกป้องและส่งเสียงแทนสัตว์ในป่าแม่วงก์ เดินครั้งนี้เปิดหัวใจของตนให้กล้าแสดงออกทางความคิด อยากเรียกร้องให้เพื่อนๆ แสดงความคิดเห็นกัน

ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่แสดงพลังอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติยังมีจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปวันรัตน์ พูนผลสมบัติกุล เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติสภาพแวดล้อม เผยว่า ได้รับการปลูกจิตสำนึกรักธรรมชาติแต่เด็ก เมื่อมีกระแสเรื่องเขื่อนแม่วงก์ทำลายป่าเกิดขึ้น รู้สึกอยู่เฉยๆ ไม่ได้ อยากเป็นหนึ่งในพลังหยุดโครงการที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ในสถาบันเองก็มีชมรมฯ เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเพื่อรักษาป่าตะวันตก และทวงถามความโปร่งใสของรายงานอีเอชไอเอเขื่อนแม่วงก์ 

“เราโพสต์เรื่องเขื่อนแม่วงก์จะใช้เรื่องการอนุรักษ์ หนูศรัทธาความมุ่งมั่นของอาจารย์ศศิน ป่าแม่วงก์ไม่ใช่ของอาจารย์หรือคนที่เดินคัดค้าน แต่เป็นป่าของทุกคน ถ้าไม่ออกมาร่วมเดิน จะไม่เคารพตัวเอง แล้ววันที่ 22 กันยายน ได้ร่วมเดินรณรงค์ ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นักศึกษาร่วมเดินมากขนาดนี้ แล้วเราก็เป็นหนึ่งเสียงตะโกนออกไป หากเสียงของคนเล็กๆ รวมกันเกิดเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ได้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟังเสียงนี้" แกนนำชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติ ประกาศจะเดินรณรงค์อีกครั้งร่วมกับนิสิตนักศึกษาในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ เป็นการเดินร่วมกันอย่างสงบ

ส.ต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอศาลฯสั่งระงับเวทีความเห็นบริหารจัดการน้ำ

 

 

นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้คุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนในโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่จะเริ่มวันที่ 15 ตุลาคมนี้

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้คุ้มครองชั่วคราว โดยระงับการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน ในโครงการบริหารจัดการน้ำ
350,000 ล้านบาทของรัฐบาลที่จะเริ่มวันที่ 15 ตุลาคมนี้

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การเปิดเวทีรับฟังที่จะมีขึ้นเป็นการขัดต่อคำสั่งศาลฯที่ให้รัฐบาลศึกษาผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือ
EHIA และสร้างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึง และขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรค 2 และมาตรา 67 วรรค 2 เนื่องจากกระบวนการนี้ไม่ได้กล่าวถึงการทำ EHIA และเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชาวบ้านไม่เกิน 2,000 คน

ทั้งนี้ จึงขอให้ศาลฯไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อคุ้มครองชั่วคราวระงับการเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชน เพราะหากมีการเดินหน้าเวทีรับฟังความคิดเห็นนี้ต่อ ก็อาจเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์
 

 

ท่าทีประเทศไทยต่อระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS)(8 ตุลาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอดังนี้
        1. เห็นชอบในหลักการกับการใช้ระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS) เป็นระบบร่วมในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์หมอกควันของประเทศอาเซียนตอนล่าง
      2. เห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียนให้นำประเด็นการแบ่งปันข้อมูลแผนที่พิกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินและแผนที่สัมปทานเข้าระบบ HMS กลับมาพิจารณาในรายละเอียดให้รอบคอบ โดยผ่านกลไกภายใต้ข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีความจำเป็นต้องแบ่งปันข้อมูลใด ๆ เข้าระบบ HMS ต้องนำกลับมาหารือหน่วยงานในประเทศก่อนและจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย/ข้อบังคับของประเทศไทย
      3. หากในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23 มีประเด็นเพิ่มเติมที่ไม่ใช่สาระสำคัญต่อการดำเนินงาน และไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ และผลประโยชน์ของประเทศไทยให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

สาระสำคัญของเรื่อง
      1. ระบบติดตามสถานการณ์หมอกควันของอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง (ASEAN Sub-Regional Haze Monitoring System: HMS) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้ในการเฝ้าระวังและระบุตำแหน่งที่เกิดไฟจากการซ้อนทับจุดความร้อนกับแผนที่ต่าง ๆ รวมถึงใช้ในการระบุผู้กระทำผิดกรณีที่ไฟเกิดขึ้นในพื้นที่สัมปทานหรือพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
          1.1 ระบบ HMS เป็นโปรแกรมในลักษณะ web-based application ที่นำพิกัดจุดความร้อนมาซ้อนทับกับข้อมูลแผนที่ Google Earth และภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ
          1.2 เพื่อสนับสนุนระบบ HMS สาธารณรัฐสิงคโปร์ได้ร้องขอให้ประเทศอาเซียนตอนล่าง ระบุพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟของประเทศตนเอง และจัดส่ง 1) แผนที่พิกัดการใช้ประโยชน์ที่ดิน อย่างน้อยร้อยละ 20 ของพื้นที่เสี่ยงทั่งหมด และ 2)  แผนที่สัมปทาน (concession map) ของพื้นที่เสี่ยง อย่างน้อย 1 พื้นที่ เข้าระบบ HMS
          1.3 การเปิดเผยข้อมูลแผนที่พิกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินและแผนที่สัมปทานเป็นประเด็นที่หน่วยงานในประเทศไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย/ข้อบังคับของประเทศไทย
        2. การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 23 (23 rd ASEAN Summit) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9 – 10 ตุลาคม 2556 ณ ประเทศเนการาบรูไนดารุสซาลาม จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบการใช้ระบบ HMS เป็นระบบร่วมในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์หมอกควันระหว่างประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคอาเซียนตอนล่าง โดยมีการแบ่งปันแผนที่พิกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินและแผนที่สัมปทาน ในบริเวณที่ระบุว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตรซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาหมอกควันในระบบ HMS เป็นรายกรณีในลักษณะการร้องขอในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล

 

การรับรองอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยการจัดการสารปรอท (8 ตุลาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  รับรอง (adoption) (1) อนุสัญญามินามาตะฯ (2) เอกสาร ข้อมติ (resolutions) และ (3) กรรมสารสุดท้าย (the final act of the conference) ในการประชุม Conference of Plenipotentiaries on the Minamata Convention on Mercury ระหว่างวันที่ 10 -11 ตุลาคม 2556 ณ เมือง Kumamoto/Minamata ประเทศญี่ปุ่นโดยจะยังไม่ลงนามในอนุสัญญาฯ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ให้การรับรองเอกสารข้อมติและกรรมสารสุดท้ายอยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
                ร่างอนุสัญญามินามาตะฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการปลดปล่อยสารปรอทและสารประกอบปรอทจากกิจกรรมของมนุษย์สู่อากาศ แหล่งน้ำ และดิน โดยมีสาระสำคัญมุ่งเน้นการควบคุม ลดและเลิก การผลิตการนำเข้าและส่งออก การใช้ การปลดปล่อย และการบำบัดหรือกำจัดสารปรอทในแหล่งกำเนิดที่เป็นประเด็นปัญหาสำคัญระดับโลก ซึ่งประกอบด้วย
36 ข้อบท และ 5 ภาคผนวก ซึ่งสรุปได้ ดังนี้
                
1. ข้อบทที่ 1-16 เป็นมาตรการควบคุม ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ และเนื้อหาของพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแหล่งอุปทานสารปรอทและการค้า ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบ กระบวนการผลิตที่มีการใช้สารปรอท  กิจการเหมืองทองคำขนาดเล็กที่มีการใช้สารปรอท  การปลดปล่อยสารปรอทสู่อากาศแหล่งน้ำ และดิน การเก็บกักสารปรอท กากของเสียปรอท และพื้นที่ที่ปนเปื้อนสารปรอท  แหล่งเงินทุนและกลไกต่าง ๆ และการเสริมสร้างศักยภาพ การให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
               
2. ข้อบทที่ 17-36 เป็นมาตรการสนับสนุน เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการในประเด็น  ต่าง ๆ ของสำนักเลขาธิการอนุสัญญาเพื่อรองรับการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ต่อไป อาทิ การเผยแพร่ข้อมูล ความตระหนัก และการศึกษา การวิจัยพัฒนาและการติดตามผล ประเด็นด้านสุขภาพ แผนการนำไปปฏิบัติ การจัดทำรายงาน การประเมินความมีประสิทธิผล การประชุมรัฐภาคี สำนักเลขาธิการอนุสัญญาฯ การระงับข้อพิพาท การพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของอนุสัญญาฯ สิทธิ์ในการลงคะแนน  เสียงการลงนาม การให้สัตยาบัน การรับรอง การให้ความเห็นชอบ หรือการภาคยานุวัติ การมีผลบังคับใช้การสงวนสิทธิ และการถอนตัว
                
3.  ภาคผนวก (Annex) เป็นการแสดงรายการแหล่งที่มีการใช้หรือการปลดปล่อยสารปรอทที่จะมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปรอทเป็นส่วนประกอบ กระบวนการผลิตที่มีการใช้สารปรอท และแผนจัดการระดับชาติในกิจการเหมืองแร่ทองคำขนาดเล็กที่มีการใช้สารปรอท แหล่งที่มีการปลดปล่อยสารปรอทสู่อากาศและกระบวนการอนุญาโตตุลาการและกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
                
4. อนุสัญญาฯ จะมีผลบังคับใช้ใน 90 วัน หลังจากมีประเทศครบ 50 ประเทศ มอบสัตยาบันสาร (ratification) การยอมรับ (acceptance) หรือการให้ความเห็นชอบ (approval) หรือการภาคยานุวัติ (accession)

ชาวแพร่ต้านเขื่อนยมบน-ยมล่าง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 10 ต.ค. ชาวบ้านต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กว่า 300 คน รวมตัวกันที่หน้าที่ว่าการอำเภอสอง เพื่อเตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง ให้กับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกฯ และประธาน กบอ. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงศิลปะวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกและกลุ่มประเทศ GMS ต.ทุ่งโฮ้ง โดยมีนาย อภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผวจ.แพร่ เดินทางเจรจาให้ชาวบ้านยุติการเดินทาง และยื่นข้อเสนอว่าจะยกระดับเหล้าสะเอียบเพื่อส่งออก และแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ ชาวบ้านจึงรับข้อเสนอ ก่อนยื่นหนังสือให้นายอภิชาติส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี และแยกย้ายเดินทางกลับ

นายสมมิ่ง เหมืองร้อง แกนนำกลุ่มคัดค้านการสร้างเขื่อนยมบน-ยมล่าง กล่าวว่า คำถามที่พี่น้องชาวสะเอียบถาม คือ ไม่เอาเขื่อนแก่งเสือเต้นเลยได้หรือไม่ แต่พัฒนาต.สะเอียบให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แก้ปัญหาเรื่องน้ำ ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ว่าฯ รับปาก คือ จะสร้างอ่างแทนเขื่อน ไม่ย้ายพี่น้องสะเอียบ หรือทำให้ชาวสะเอียบได้รับผลกระทบจริง ชาวบ้านก็พอใจและรับข้อเสนอ 

ด้านนายปลอดประสพกล่าวว่า หากเป็นความต้องการของคนแพร่ ตนก็จะสร้าง เพราะเขื่อนยมบน-ยมล่าง แก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร และทำให้ชาวแพร่มีน้ำตลอดปี สามารถพึ่งพาน้ำทางการเกษตรได้ ทั้งนี้เขื่อนยมบน-ยมล่างอยู่ในที่หลีกประชาชนแล้ว ไม่มีใครเดือดร้อน ซึ่งจะทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 6 พ.ย. และเปิดให้ประชาชนเข้าร่วม โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนดำเนินการ ตนเป็นคนรอรับผลอีกที ซึ่งหากเจ้าบ้านบอกว่าไม่ต้องทำ รัฐบาลก็ไม่ต้องทำ จะสร้างหรือไม่สร้าง ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน

 

 

'ธารมะยม' ไม่นิยมเขื่อน

ผู้เขียน: 
ชุติมา ซุ้นเจริญ

น้ำท่วมไม่ใช่ปัญหา น้ำแล้งไม่เคยปรากฏ แต่วันนี้กลับถูกเหมารวมให้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่จะได้รับอานิสงส์จากการสร้างเขื่อนแม่วงก์

แทนที่จะคิดเองเออเอง ลองฟังเสียงชาวบ้านก่อนดีไหม

"เราไม่ได้ต่อต้านการสร้างเขื่อน แต่ไม่เห็นประโยชน์จากการสร้างเขื่อนในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์" อ.ณรงค์ แรงกสิกร ประธานเครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่า ประกาศเสียงดังฟังชัด แทรกเสียงมวลน้ำที่ไหลผ่านฝายชะลอน้ำบนเขากะทู้ ภูเขาที่ชาวบ้านช่วยกันพลิกฟื้นผืนป่าเสื่อมโทรมให้คืนความอุดมสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้

มองจากภายนอกหมู่บ้านเล็กๆ อย่าง 'ธารมะยม' ก็ไม่ต่างจากบ้านเล็กริมป่าที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีวิถีพึ่งพาธรรมชาติ แต่ถ้ามีโอกาสสัมผัสถึงแนวคิดและแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้านของทั้งผู้นำและคนที่นี่ รับรองว่าวาทกรรม อาทิ "หมู่บ้านต้นแบบ" "การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน" จะไม่ได้เป็นแค่คำพูดสวยหรูในกิจกรรม CSR ของหน่วยงานทุนหนาทั่วๆ ไป

เพราะในระยะเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ ด้วยวิสัยทัศน์และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พวกเขาได้เปลี่ยนความแห้งแล้งให้กลายเป็นความชุ่มฉ่ำ ประปาภูเขาแบบแฮนด์เมดมีน้ำให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แถมยังเหลือเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ก่อนจะผุดไอเดียนาอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตเกินคาด จากนั้นก็แตกยอดไปสู่โรงสีชุมชน ที่เหลือก็แค่รอเก็บดอกผลจากโครงการต่างๆ ไว้เป็นสวัสดิการของหมู่บ้าน

จะมีเขื่อน หรือ ไม่มีเขื่อน จึงไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นหรือเลวลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าถามใจคนพื้นที่ที่สู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงดูแลป่ารักษาต้นน้ำมานาน พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา...ไม่ว่าน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง

..............................................................

ย้อนอดีตสักเล็กน้อย หลายสิบปีก่อน หมู่บ้านนี้ก็มีที่มาเช่นเดียวกับอีกหลายๆ แห่งรอบป่าแม่วงก์ การลงหลักปักฐานเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งการสัมปทานทำไม้ ใครต่อใครพากันบุกรุกถางป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร จนธารน้ำสายต่างๆ เริ่มเหือดแห้ง

"คนอำเภอแม่วงก์มาจากหลายจังหวัด ผมว่ามาจากทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยเลยมีภาษาท้องถิ่นเยอะแยะไปหมด สมัยก่อนสักประมาณปี 2517-2538 มีการถางป่ากันมาก แถวนี้จะมีต้นยางนา ก็มีการคัดโค่นเอาต้นไม้ไปขายบ้าง เอาไปเผาทิ้งบ้าง พอป่าถูกทำลายน้ำก็แห้งป่า ความเป็นอยู่ก็เริ่มลำบากขึ้น" อ.ณรงค์ ให้ภาพ ขณะที่ ใจ๋ แก้วอ้วน คนเก่าคนแก่อีกคนหนึ่งที่ร่วมปฏิบัติการฟื้นป่ากันมาด้วยกันตั้งแต่ต้น เล่าต่อว่า

"เมื่อก่อนเคยใช้น้ำบาดาล พอเจาะขึ้นมาแล้วมันเป็นน้ำปูน ใช้ไม่ได้ กินก็ไม่ได้ เราก็มาคิดกันว่าจะเอาอย่างไร พวกผมก็เริ่มทำโครงการปลูกป่า ทำแนวกันไฟ ทำฝายชะลอน้ำ เราให้ความสำคัญกับป่ามาก เพราะไม่มีป่า ไม่มีน้ำเราก็อยู่ไม่ได้"

ปี พ.ศ. 2539 กล้าไม้ต้นแรกถูกปลูกขึ้นด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนไฟ(ป่า)ให้กลายเป็น 'น้ำ' หลังจากชาวบ้านริเริ่มลงแรงกันได้ไม่กี่เดือนก็ได้รับการสนับสนุนจากโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติของ ปตท. ระยะเวลาไม่นานพื้นที่ปลูกป่าก็ขยายไปถึงกว่า 5,000 ไร่

"พอเริ่มปี 2542 เรามองเห็นว่าน่าจะเอาน้ำที่มันเริ่มมีมาทำอะไรได้บ้าง ชุมชนก็มาเรี่ยไรสตางค์กันมาวางท่อดู แล้วเอาน้ำมาเก็บไว้ในถัง จากนั้นก็เอารถมาเข็นน้ำไปใช้ แต่ว่าน้ำมีน้อย ใช้ได้ครึ่งวันก็หมด พอดีช่วงนั้นผมยังรับราชการเป็นครูมีโอกาสเดินทางไปเชียงใหม่ ก็ไปเห็นฝายที่ชาวเขาเขาทำ แล้วตอนนั้นมีกระแสพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องฝายชะลอน้ำ เราก็ลองทำดู ชวนชาวบ้าน 4-5 คนมาลองทำ พอมันได้ผลก็ชวนชาวบ้านมาทำเพิ่ม แล้วเราก็เขียนโครงการขอรับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ มาทำเพิ่มขึ้นอีก จนตอนนี้มีอยู่ประมาณร้อยกว่าตัวแล้ว" อ.ณรงค์ กล่าว

พร้อมๆ กับความเติบโตของต้นไม้ในพื้นที่นับพันไร่ ฝาย 170 ฝายตลอดระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ค่อยๆ เรียกความชุ่มฉ่ำของสายน้ำให้กลับคืนมา พวกเขาใช้เทคโนโลยีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน วางท่อผ่านถังกักเก็บที่ตั้งไว้เป็นระยะตามแนวภูเขาเพื่อลำเลียงน้ำสู่หมู่บ้าน โดยแบ่งเป็นสองเส้นทางคือ ด้านตะวันออกและตะวันตก ส่วนน้ำที่เหลือจากการทำประปาภูเขา จะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำด้านล่าง กลายเป็นน้ำใช้สำหรับทำการเกษตร และยังเหลือแบ่งปันสู่หมู่บ้านอื่นๆ

เมื่อตัดปัญหาเรื่องน้ำแล้งไปได้ โจทย์ต่อไปก็คือการจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด หลังจากระดมสมองกันเรียบร้อย มิเตอร์ประปาภูเขาก็ถูกติดตั้งขึ้น คิดราคาแบบกันเองแค่หน่วยละ 3 บาทขาดตัว

"หลังๆ เคยมีอบต.เขามาเสนอทำประปาให้เหมือนกัน คิดหน่วยละ 7-8 บาท แต่เราไม่เอา ประปาภูเขาของเราแค่ 3 บาท แล้วเงินก็ไม่ได้ไปไหน เข้ามาเป็นกองทุนมาใช้สร้างฝาย ปรับปรุงท่อ แล้วก็พัฒนาหมู่บ้านได้อีก" ลุงใจ๋ บอกเหตุผลที่ไม่ง้อประปาหลวง

ปัจจุบันหมู่บ้านนี้นอกจากจะมีเงินกองทุนที่ได้จากการเก็บค่าน้ำ ยังมีเงินจากโรงสีชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ โดยกองทุนต่างๆ จะแบ่ง 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็ก, 15 เปอร์เซ็นต์ดูแลคนชรา, อีก 15 เปอร์เซ็นต์ใช้ในการบริหารจัดการ ส่วนที่เหลือ 55 เปอร์เซ็นต์เข้ากลุ่มออมทรัพย์ ใครขาดแคลนเรื่องข้าว ก็มียุ้งฉางส่วนกลางไว้เก็บข้าวสำรองให้สมาชิกยืมไปใช้ก่อนได้ เรียกว่าเป็นหมู่บ้านพึ่งตัวเองอย่างแท้จริง

"คือเราพยายามจะไม่พึ่งปัจจัยภายนอกมากนัก ก็ใช้ปัจจัยของตัวเอง ใช้สิ่งที่มีในหมู่บ้านให้คุ้มค่า ผมว่ามันน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม แล้วเราก็เคยเห็นว่าโครงการของรัฐหลายๆ อย่างในหมู่บ้านถ้าชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม บริหารไม่ดีมันก็หายไป ผมชอบใจโฆษณาท่อนซุงที่สุดท้ายก็เหลือเป็นไม้จิ้มฟัน ชาวบ้านก็มองว่าถ้าเราไม่คิด มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ" อ.ณรงค์ บอก และยังขายไอเดียต่อไปว่า "หลังจากนี้เรามีแนวคิดว่าสักปีสองปีจะลองทำไฟฟ้าเอง"

"น้ำไหล ไฟสว่าง" ปัจจัยพื้นฐานที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนในชุมชน ไม่เพียงนำมาซึ่งความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความภาคภูมิใจของคนเล็กๆ หัวใจใหญ่เหล่านี้ ซึ่งถ้าถามถึงที่มาของความสำเร็จ คำตอบที่ได้นอกจากเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ความสามัคคี การมีผู้นำที่ดี ยังต้องออกไปเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่นด้วย

"ที่นี่ดีอย่างหนึ่งคือเป็นหมู่บ้านที่คนชอบไปอบรมไปสัมมนา สมมุติว่าใครจะไปดูงานพื้นที่ใกล้ๆ เราจ่ายให้คนละ 50 บาท แต่ถ้าไปต่างอำเภอไม่เข้าตัวจังหวัดเราให้ 100 บาท ถ้าเข้าไปในตัวจังหวัด 150 บาท แต่มีข้อแม้ว่าคุณจะต้องกลับมาเล่าให้ฟังว่า ไปอบรมเรื่องอะไรมา แล้วสามารถที่จะทำได้ไหม ถ้าทำได้เราจะมีเงินกองทุนให้ก้อนหนึ่งไปทดลองทำ ถ้าดีเราต่อยอดให้เรื่อยๆ เลย" อ.ณรงค์ เฉลยกลยุทธ์ในการพัฒนาลูกบ้าน นอกจากนี้ยังต้องจับมือกับชุมชนอื่นๆ ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย แกว่านี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้งานใหญ่กลายเป็นงานง่าย

"เรามีเครือข่ายที่ปลูกป่าทำแนวกันไฟเหมือนกันอยู่ 18 หมู่บ้านรอบๆ เขาไม้กะทู้ ใช้ชื่อ เครือข่ายแม่วงก์ชุมชนคนรักษ์ป่า ผู้นำแต่ละหมู่บ้านจะมาคุยกันว่าน่าจะมีกิจกรรมอะไรร่วมกัน แล้วก็เลือกประธานขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ผมเป็นประธาน เครือข่ายเราจะประชุมกันทุกวันที่ 19 ของเดือน ก็จะเอาเรื่องงานของแต่ละหมู่บ้านมาคุยกันมาอวดกัน แต่การประชุมของเราจะย้ายที่ไปเรื่อยๆ หมู่บ้านไหนที่เป็นเจ้าภาพในการประชุมก็ต้องเตรียมงานของหมู่บ้านตัวเองไว้ เพื่อให้สมาชิกอื่นเข้าไปดูกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกันสิ่งแวดล้อม เรื่องอาชีพ"

ประสบการณ์ของหมู่บ้านหนึ่งขยายสู่อีกหมู่บ้าน จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม...หากว่าโมเดลนี้ได้รับการส่งเสริม จะมีหมู่บ้านที่สามารถพึ่งพาตัวเองเกิดขึ้นอีกมากมาย และความสำเร็จที่งอกงามบนรากฐานของชุมชนย่อมใช้คำว่า "ยั่งยืน" ได้อย่างเต็มปาก หลังจากนั้นไม่ว่าน้ำท่วมหรือฝนแล้งก็จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป

................................................................

เสียงจากแม่วงก์

ณรงค์ แรงกสิกร

"บ้านเราอยู่ห่างจากพื้นที่ที่เขาจะสร้างเขื่อนประมาณ 32 กิโล ถามว่าจะได้ประโยชน์อะไรมั้ย ไม่ได้เลย เพราะว่าเส้นทางที่น้ำลงไปห่างจากเราประมาณ 12 กิโล เมื่อวานก็ยังมีคนมาพูดว่า อาจารย์เขาบอกว่าสร้างเขื่อนประชาชนจะใช้ประโยชน์สามจังหวัด แต่จริงๆ มันแค่ 4-5 อำเภอ แล้วหนึ่งอำเภอก็ประมาณสองหมู่บ้านเอง

เราบอกว่าข้อมูลให้มาคุยกันตรงๆ เลย อย่างบ้านผมอยู่ในตำบลวังซ่าน อำเภอแม่วงก์ หมู่บ้านที่จะได้ประโยชน์คือหมู่บ้านริมน้ำ อันนี้หมายถึงถ้าเขาทำได้ตามที่บอกนะ แต่จริงๆ ระบบชลประทานจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้เลย ส่วนที่บ้านธารมะยมนี่เราอยู่สูงกว่าเกือบ 30 เมตร น้ำไม่ดันขึ้นมาหาเราได้หรอก แล้วเราก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร จริงๆ แล้วคนอำเภอแม่วงก์ถ้าลุกขึ้นมาจัดการน้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเองก็จะได้ผลดี

ส่วนที่เขาบอกว่าเขื่อนจะแก้ปัญหาน้ำท่วม เรามองไม่ออกว่ามันจะป้องกันได้ยังไง เพราะว่าลำน้ำด้านบนมันมีอยู่สามลำน้ำใหญ่ แล้วก็ลำน้ำหนึ่งที่เอามากั้นสร้างเขื่อนอยู่ในพื้นที่อับฝน ฝนตกน้อย แต่ว่าอีกสองลำน้ำ น้ำจะมากกว่า แต่เขากลับเลือกไปทำลำน้ำที่อยู่ในเขตอุทยานฯ ซึ่งมีป่าไม้ซับน้ำอยู่แล้ว ส่วนอีกสองสายที่น้ำมากกว่าไม่ได้ทำอะไร ถ้าน้ำมากก็ป้องกันไม่ได้อยู่ดี

แล้วชาวบ้านที่สนับสนุนบางคนยังไม่รู้เลยว่าเขาจะสร้างตรงไหน คิดว่าจะสร้างตรงเขาชนกัน ซึ่งถ้าบอกว่าจะสร้างตรงเขาชนกัน ผมจะรูดซิบปากเงียบเลย ในสื่อต่างๆ ก็เขียนว่า คุณณรงค์เป็นคนคัดค้านเรื่องเขื่อน ผมบอกว่าผมไม่ได้คัดค้านแต่ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนที่มันไม่ถูกที่ ถ้ามันสร้างถูกที่มันน่าจะเกิดประโยชน์ ผมเคยพูดตลอดว่า ถ้าสร้างแล้วไม่ดี แล้วมันยกออกได้ สร้างไปเลย

ต้องยอมรับว่าบางคนไม่รู้ข้อมูลจริงๆ เราก็เลยเสนอว่า เอาอย่างนี้ไหม คุณจะสร้างตรงไหนล่ะ ติดไว้ที่หน้าอำเภอเลย สร้างเขื่อนปุ๊บน้ำจะไหลไปตรงไหน ที่ของใครบ้าง พอบอกไปอย่างนี้เขาบอกมันยังไม่ถึงเวลา ผมว่าเรื่องการจัดการทรัพยากร ภาครัฐเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนดีที่สุดแล้ว ที่เหลือให้ชุมชนเป็นคนจัดการเอง

ใจ๋ แก้วอ้วน

เขื่อนแม่วงก์ผมว่าไม่มีประโยชน์ เพราะอย่างแม่วงก์นี่ ผมเคยสำรวจมาแล้ว ตรงแม่วงก์นี่สูงกว่าเขาตรงกลางแค่ 8 เมตรกว่า ผมถามว่าน้ำจะมายังไง มันไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าจะสร้างก็ไม่ว่ากันแต่ต้องสร้างข้างล่าง คือข้างบนมันเสียดายเพราะมันเป็นหุบเขาขนาดใหญ่แล้วน้ำก็เก็บได้นิดเดียวเองแต่น้ำข้างล่างไม่รู้จะเอาไว้ไหน คือปิดตรงนั้นมันไร้ประโยชน์ ผมว่าได้ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นด้วย ลงมาข้างล่างมันมีคลองตั้งกี่คลองพุ่งมาสายเดียวหมดจะแก้ปัญหาน้ำท่วมยังไง แล้วเราก็มาคิดว่าทั้งจังหวัดนครสวรรค์จะไปหาปลาที่ไหนที่อุดมสมบูรณ์เหมือนแม่วงก์ เท่าที่ผมเคยไปเดินดูตรงนี้อุดมสมบูรณ์ที่สุด ดูแล้วผมว่าไม่คุ้มถ้าจะสร้างเขื่อนในอุทยาน

ผมไม่อยากคัดค้านหรอก แต่ตรงนั้นไม่อยากได้เลย ผมรักป่ามากกว่า ผมว่ามันไม่มีประโยชน์กับพวกเรา ถ้าทำข้างล่างมันจะได้น้ำมากกว่า แต่ข้างบนมันไม่เหมาะสม มันเสียสมดุล มันหามูลค่าไม่ได้ น้ำมีนิดเดียวชาวบ้านจะมาทำนาอย่าได้หวัง ผมดูแล้วมันไม่ใช่ พวกนี้คิดผิด ตามหลักถ้าเขาคิดเหมือนเรา ควรจะทำบล็อกน้ำแต่ละหมู่บ้านอย่างธารมะยม ที่ไหนมันต่ำๆ ก็ไปขุดไว้แล้วน้ำมันจะเก็บได้ เวลาฝนมันตกหนักก็ไม่เดือดร้อน น้ำมันก็ไม่ท่วมเขื่อนพังด้วย ความสมดุลมันก็จะดี จะได้ไม่ต้องไปทำลายธรรมชาติ ควรจะคิดใหม่ได้แล้ว โครงการใหญ่มันไม่คุ้มค่า เงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ผมว่าไม่คุ้ม

ภาพจาก : http://northern-thailand-river.com

ตลาดบริการกรีนไอที มูลค่าเพิ่มขึ้น


การสำรวจของ Forrester Research ระบุว่า ตลาดบริการด้านกรีนไอทีในปี 2013 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4,800 ล้านดอลลาร์ หรือมีอัตราการเติบโตถึง 60%

ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าภาคธุรกิจมีความต้องการ และมีความจำเป็นในการประหยัดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนดำเนินงานของกิจการ และเชื่อว่าบริการกรีนไอทีคือหนึ่งในคำตอบดังกล่าว

ในการสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจหันมาให้ความสนใจและนิยมเช่าบริการกรีนไอที เพื่อช่วยวางแผนและปรับโครงสร้างองค์ประกอบด้านไอทีของกิจการสู่แนวคิดกรีนมากขึ้น เรื่องนี้สำคัญและน่าสนใจตรงที่ เกิดภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยต่อเนื่อง ทำให้รายจ่ายและงบประมาณในการพัฒนาด้านไอทีของกิจการลดลงมาตามลำดับ

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนการใช้ไอทีแบบเดิมให้เป็น “กรีนไอที” จึงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันของกิจการ โดยมีการปรับสินทรัพย์ไอทีที่มีอยู่แทนการลงทุนซื้อสินทรัพย์ไอทีใหม่

มูลค่าการตลาดกรีนไอทีเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากราว 450 ล้านดอลลาร์ในปี 2008 เป็นประมาณ 4,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2013 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปอีกในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของกรีนไอทีเทียบกับมูลค่าการตลาดไอทีทั้งหมดยังถือว่าไม่มาก เพราะมูลค่าการตลาดไอทีรวมกันราว 500,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2013 นี้

ในบรรดากิจการที่หันมาสนใจลงทุนปรับโครงสร้างด้านไอทีสู่ความเป็นกรีนไอที ทำให้ผู้ประกอบการที่หันมารุกตลาดแนวกรีนไอทีเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างเช่น Cisco Systems, Dell, Hewlett-Packard, IBM และ Sun Microsystems

ขณะเดียวกัน กิจการที่ให้บริการด้านกรีนไอทีที่นิยมในตลาดโลก ได้แก่ Accenture, Capgemini, Deloitte และ Infosys ได้แสดงผลงานในด้านนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


กรีนไอที บ่งบอกว่าองค์กรมี CSR

นอกเหนือจากความจำเป็นในการประหยัดรายจ่ายด้านไอทีของกิจการแล้ว การสำรวจดังกล่าวยังชี้ว่า “กิจการต้องการใช้กรีนไอทีเป็นเครื่องสะท้อนการทำกิจกรรม CSR ของธุรกิจอีกด้วย” 

เพราะกรีนไอทีส่วนหนึ่งเป็นความพยายามในการหาทางเยียวยาสภาพแวดล้อม และฟื้นฟูให้สภาพแวดล้อมดีขึ้นกว่าเดิม ถือว่าเป็นการพัฒนาสู่ความยั่งยืนในอนาคต และไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านไอทีอย่างเดียว หากแต่ครอบคลุมไปถึงเรื่องของน้ำ พื้นดิน อากาศ และการใช้พลังงานอื่นๆ ด้วย

แม้ว่าบทบาทของกรีนไอทียังเข้าไปเจาะภาคธุรกิจในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มากนัก แต่ในส่วนของสภาพแวดล้อมด้านเดสก์ท็อป ถือว่ากรีนไอทีเข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว

กิจการที่ให้บริการกรีนไอที ทำหน้าที่หลักตั้งแต่การให้คำปรึกษา แนะนำ การช่วยวางแผนการบริหารไอทีของลูกค้าภาคธุรกิจจากที่สิ้นเปลืองรายจ่ายสูง สู่การปรับสินทรัพย์เหล่านี้ให้สามารถประหยัดพลังงานและรายจ่ายของกิจการมากขึ้นในระยะยาว ผ่านกรีนไอที

ในการสำรวจเมื่อปี 2007 พบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ระบุว่ากิจการตนไม่มีแผนการจะเข้าสู่กรีนไอที สัดส่วนของผู้ตอบกลุ่มนี้ได้ลดลงไปมากจากการสำรวจครั้งล่าสุด เหลือเพียง 54% เท่านั้น

นอกจากนั้น 18% ของผลสำรวจในปี 2007 ระบุว่าไม่ได้ใช้ผู้ให้บริการไอทีในการวางแผนกรีนไอที ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปี 2008

กลุ่มภาคธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจในการปรับตัวสู่กรีนไอทีมากกว่ากลุ่มกิจการในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในกิจการด้านสาธารณูปโภคและโทรคมนาคม 

โดยความสนใจในกรีนไอทีของกิจการในอเมริกาเหนือ เพิ่มจาก 75% เป็น 80% ขณะที่ในเอเชียเพิ่มขึ้นจาก 60% เป็น 75% เทียบกับอัตราส่วน 90% ที่ทรงตัวในยุโรป




ไทยเตรียมทบทวนนโยบายพืชจีเอ็มโอ


รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 35 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การประชุมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการรับทราบความก้าวหน้าในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศแล้ว ยังหารือถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปลายปี 2558 นี้ ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความปลอดภัยอาหาร การศึกษาค้นคว้าวิจัยร่วมกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านประมง ปศุสัตว์และป่าไม้ การควบคุมหรือลดการใช้ย่าฆ่าแมลงในการผลิตสินค้าเกษตร การเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รวมถึงความร่วมมือกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนบวก 3 ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี

ขณะเดียวกัน ในการประชุมครั้งนี้ยังหารือร่วมกันในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก คือ 1. ความร่วมมือในการจัดระบบระบาดวิทยาทางสัตว์ ทั้งโรคไข้หวัดนก และโรคระบาดสัตว์อื่นๆ เพื่อให้ประเทศอาเซียนไปสู่เป้าหมาย เพื่อควบคุมโรคติดต่ออุบัติใหม่ระบาดตามเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ 2. การใช้ระบบสหกรณ์และสร้างการร่วมกลุ่มให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรแต่ละประเทศ 3. การร่วมกันกำหนดมาตรฐานสินค้าอาเซียน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการค้าสินค้าเกษตรร่วมกัน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ถือว่ามีมาตรฐานสินค้าเกษตรมาอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างจะเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้น หากสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดให้เป็น มาตรฐานของอาเซียนได้ ก็จะเพิ่มอำนาจการต่อรองและการแข่งขันสินค้าเกษตรของภูมิภาคในตลาดโลกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังจะสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารให้แก่ประชากรในอาเซียนกว่า 600 ล้านคน และก้าวไปสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้าอาหารของโลก ป้อนประชากรโลกกว่า 7 พันล้านคนในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุมอาเซียนยังมีแนวโน้มที่จะร่วมกันกำหนดมาตรฐานจีเอ็มโอด้วย เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าสินค้าจีเอ็มโอสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารให้แก่ประชากรโลกได้ โดยในส่วนของประเทศไทยก็คงต้องมีการทบทวนนโยบายเกี่ยวกับสินค้าจีเอ็มโออีกครั้งให้สอดคล้องกับแนวทางของอาเซียนด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีการหารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป .

 

คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน - ชีวิตกับธรรมชาติ

ผู้เขียน: 
-


เมื่ออดีตป่าบ้านดงห้วยเย็นอุดมสมบูรณ์มาก พบไม้มีค่า เช่น สัก ประดู่ มะค่าโมง จนกระทั่งปี 2524 นายทุนขอเช่าพื้นที่บนดอยกานเพื่อทำเหมืองแร่ แต่มีการลักลอบตัดต้นไม้ในระหว่างการสำรวจแร่ และพื้นที่มีแร่ไม่มากจึงเปิดสัมปทานไม่ได้ ต่อมามีการบุกรุกป่าเพื่อจับจองที่ทำกินของประชาชน ทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมส่งผลทำให้ขาดแคลนแหล่งน้ำใช้ในการทำเกษตรและแห้งแล้ง ต่อมาชุมชนเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากป่าไม้ที่ถูกทำลายจึงร่วมกันฟื้นฟูป่า และสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนร่วมกันปกป้องดูแลรักษาป่าไม้ ไม่ให้มีการบุกรุกป่าจับจองที่ทำกินอีก

ป่าชุมชนบ้านดงห้วยเย็นเป็นป่าเต็งรังที่อุดมสมบูรณ์ ไม้ที่พบทั่วไป ได้แก่ เต็ง รัง พลวง มะกอกป่า ติ้ว สัก คูน แดง งิ้วป่า มะค่าแต้ มะเกลือ จามจุรี มะค่าโมง ประดู่ ไผ่ชนิดต่างๆ และสมุนไพร มีนกยูงไทยอาศัยในป่ามากเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ มีตาน้ำที่มีน้ำตลอดทั้งปีจากห้วยปูคำเพราะความอุดมสมบูรณ์ของป่า และยังเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติให้กับท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง

ชาวบ้านมีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการใช้ประโยชน์สมุนไพร หมอสมุนไพรอย่างนายอินสม สิทธิตัน ทำให้บ้านดงห้วยเย็น เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงการแพทย์ทางเลือกแผนไทย โดยได้รับการยกย่องจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 6 ด้านการแพทย์แผนไทยแบบองค์รวม

ชุมชนมีวิธีดูแลป่าตามแบบฉบับของชาวชุมชนเองจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน โดยมีการประชุมอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนโดยจัดชุดออกลาดตระเวนและสำรวจพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อป้องกันการตัดไม้และบุกรุกที่ทำกิน และเฝ้าระวังการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ส่งเสริมการมีส่วนร่วมสมาชิกในชุมชน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกทำให้การบริหารจัดการป่ามีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

กำหนดกฎระเบียบการใช้ทรัพยากรป่าไม้อย่างชัดเจนและเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและป่าคงอยู่อย่างยั่งยืน นอก จากนี้ยังมีประเพณีสืบชาตาต้นน้ำห้วยปูคำทุกปี ในแรม 9 ค่ำ เดือน 8 เหนือและยังมีประเพณีบวชป่า ประเพณีฟังธรรมปลาช่อนทุกปี เพราะเชื่อว่าจะทำให้เทพาอารักษ์บันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล

พลังชุมชนที่เข้มแข็งในการปกป้องผืนป่าทำให้ป่าชุมชนบ้านดงห้วยเย็น หมู่ที่ 14 ตำบลบ้านโฮ่ง อำเภอบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน ได้รับรางวัล ชนะเลิศระดับประเทศถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรางวัล เงินกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชนจำนวน 200,000 บาท โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2556 ที่กรมป่าไม้ และโรงไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จัดขึ้น ขณะที่ป่าชุมชน บ้านวังศิลาดิเรกสาร ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จ.เพชรบุรี ป่าชุมชนบ้านตาดรินทอง ตำบลธาตุทอง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้รับเงินกองทุนอนุรักษ์ป่าชุมชนจำนวน รางวัลแห่งละ 10,000 บาท

บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้  เปิดเผยว่า ในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้พบอุปสรรคในหลายด้าน ทั้งปัญหาการเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกพื้นที่ป่าของกลุ่มนายทุน การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และไฟป่าที่ส่งผลให้พื้นที่ป่าของประเทศลดลง การส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของชุมชนที่จะเข้ามาร่วมกับภาครัฐในการรักษาทรัพยากรป่าไม้ โดยการบริหารจัดการพื้นที่ป่ารอบชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้

โดยนับตั้งแต่ที่ได้ดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีโครงการป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนกับกรมป่าไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจำนวน 6,536 แห่ง รวมเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 2.1 ล้านไร่ ในปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 8,782 แห่ง ทั่วประเทศ รวมเป็นพื้นที่ป่ามากกว่า 3.5 ล้านไร่ ณ เดือนกันยายน ปี 2556 “จากการทำงานที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ตระหนักว่า ป่าชุมชนทุกแห่งได้ยืนหยัดต่อสู้ปกป้องป่าอย่างไม่ย่อท้อ เพราะ ป่าคือชีวิตของทุกชุมชน” พงษ์ดิษฐ พจนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ระบุ

นับตั้งแต่ที่ได้ดำเนินโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีโครงการป่าชุมชนที่ขึ้นทะเบียนป่าชุมชนกับกรมป่าไม้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากจำนวน 6,536 แห่ง รวมเป็นพื้นที่ป่าประมาณ 2.1 ล้านไร่ ในปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 8,782 แห่ง ทั่วประเทศ รวมเป็นพื้นที่ป่ามากกว่า 3.5 ล้านไร่ ณ เดือนกันยายน ปี 2556.

by ThaiWebExpert