เล่นแร่แปรคาร์บอน ด้วย “Cap & Trade”

address ของวิดีโอ: 
http://youtu.be/FAa39n6Lc0M

โค้ด embed html 200X180: 

 

       Cap & Trade* (บางครั้งก็เรียก Emission Trading หรือ Carbon Trading) เริ่มจากขั้นแรกรัฐบาลทั่วโลกจะต้องร่วมกันสรุป และกำหนดโควตาการปล่อยคาร์บอนในแต่ละปีของแต่ละประเทศ การจำกัดเพดานการปล่อยคาร์บอน เรียกว่า “Cap” จากนั้นรัฐบาลของแต่ละประเทศจะนำตัวเลขโควตานี้ไปแจกจ่ายให้กับผู้ประกอบการที่ปล่อยคาร์บอน และลดตัวเลขโควตาลงทุกปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

       องค์กรธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดที่ปรับเปลี่ยนมาสู่เทคโนโลยีสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ย่อมมีแนวโน้มจะปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าโควตาที่ได้รับ ซึ่งสิทธิการปล่อยคาร์บอนในส่วนที่เหลือนี้สามารถขายต่อให้องค์กรอื่นๆที่ปล่อยคาร์บอนเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต โดยกิจกรรมการซื้อขายโควตาการปล่อยคาร์บอนก็คือ “Trade” 

(อ้างอิงจาก: http://myfreezer.wordpress.com)

CHINA EYES A CARBON TAX

ผู้เขียน: 
Lauren Cooper

 

Photograph: Nicky Loh/REUTERS

With the idea of a carbon tax starting to get more attention in Washington, word now comes from Beijing that the Chinese government is thinking seriously about putting the idea into practice.

A senior official from China’s Ministry of Finance recently described  plans for a national carbon tax as part of a new package of environmental protection taxes. The new package, which would replace existing pollution discharge fees, would also include taxes to encourage conservation of coal and water.

The level of the carbon tax has not yet been set, but recent proposals suggest a modest range of 10 Yuan ($1.50) per metric ton of carbon dioxide, rising to around 50 Yuan ($7.90) per metric ton by 2020. In comparison, Australia implemented a carbon price of $23 AUD ($23.73) per metric ton in July 2012, while prices in California’s cap-and-trade program were between $10 and $15 in last month’s allowance auction.

However modest, any sign that China is stepping up efforts to reduce its greenhouse gas emissions is encouraging. Despite establishing itself as a global leader in the manufacture and deployment of solar and wind power, China continues to invest heavily in coal-fired power generation. China’s carbon emissions, already the world’s highest, are projected to increase another 75 percent by 2035 under current policies.

Most economists agree a market-based approach (such as cap and trade or a tax) is the most efficient way to reduce greenhouse gas emissions. These tools use price signals to reduce emissions at a lower cost than traditional command-and-control regulations.

With cap and trade, the government sets a cap on emissions (guaranteeing a reduction) and then issues a finite number of tradable emission allowances. This allowance trading creates a market price, which promotes economic efficiency. A carbon tax sets a price per ton of emissions, to be paid by emitters. While it does not set a hard cap, a tax set at an appropriate level can achieve a similar result in emissions reductions. (For more on the economic rationale of putting a price on carbon, see our new brief, Options and Considerations for a Federal Carbon Tax.)

If China indeed implements a carbon tax, it won’t be the country’s first use of market-based approaches. Since the mid-1990’s, under a policy called total emission control (TEC), China experimented with pilot cap and trade programs to reduce emissions like sulfur oxides (SOx). Also, the country is experimenting with carbon dioxide cap and trade to reduce 2010 carbon intensity levels by 17 percent, a target of the 12th Five-Year Plan. Programs are being established in seven pilot areas (two provinces and five cities) and will extend to additional regions from 2016-2020. Lessons from these pilots will inform design of a national program, to be implemented sometime after 2020.

Even if the initial carbon tax is low, establishing the necessary reporting and monitoring system will improve information and transparency – providing structure for future emission reduction programs. Data collection is a major barrier for China, which has not released official greenhouse gas emissions estimates for any year since 2005.

http://www.brookings.edu

”รักษ์...นกไทย” โครงการประกวดถ่ายคลิปภาพนก ภาพนิ่งนก ชิงเงินรางวัล หมดเขต 30 มิถุนายนนี้

2013-03-22
2013-06-30

 

       ไทยพีบีเอสชวนคนรักษ์นก ไม่จำกัดเพศและวัย ส่งคลิปภาพนกและภาพนิ่งเข้าประกวด โดยคลิปนกจะแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ “นกสวยงามในลีลาต่างๆ และนกที่มีปฎิสัมพันธุ์กับมนุษย์ "คลิปที่ได้รับการคัดเลือก จะนำมาใช้เป็น ID STATION ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส  สำหรับการประกวดภาพนิ่งไม่จำกัด ประเภท  หากคุณพร้อม Record กดชัตเตอร์ ส่งผลงานเข้ามาได้เลยเพื่อชิงเงินรางวัลกว่าสองแสนบาท และนำมาทำโปสการ์ด  หรือปฏิทินเป็นของที่ระลึกในปี 2557

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 0-2790-2235 และดูกติการูปแบบการส่งผลงานได้ที่ http://event.thaipbs.or.th/event/?q=node/650

 

โครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน

 

       คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบเกี่ยวกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 มีนาคม 2556  ดังนี้

1. เห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับโครงการที่มีปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ ด้วยอัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเร่งจัดทำระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพจากพืชพลังงานภายใต้โครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ในรูปแบบ Feed-in Tariff ต่อไป

Feed-in Tariff ภาพจาก http://xes.uk.com

2. เห็นชอบแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554- 2573)  และให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในการกำกับติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน

3. รับทราบโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ดังนี้

วิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงาน ภาพจาก www.thaigoodview.com

       3.1 ให้กระทรวงพลังงานจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานแบบให้ครบวงจร โดยมีองค์ประกอบคณะกรรมการเป็นผู้แทนจาก กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงพาณิชย์

         3.2 ให้กระทรวงพลังงานดำเนินโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานโดยให้ดำเนินงานโครงการนำร่องในพื้นที่ 3 ลักษณะ ได้แก่ พื้นที่แล้งน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ปลูกข้าว

เสวนาพิเศษ"วันน้ำโลก 2556" (World Day for Water) มหาวิทยาลัยมหิดล

2013-03-22

 

ความเป็นมา

       จากการที่น้ำจืดของโลกขาดแคลนมากขึ้น ในปี พ.ศ.2535 สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันน้ำของโลก” หรือ World Day for Water โดยเริ่มต้นในปี 2536 เป็นปีแรก และชักชวนให้ประเทศต่างรับเป็นวันสิ่งแวดล้อมของชาติ เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก อีกทั้งกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่มวลมนุษยชาติในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ ช่วยกันดูแล บำรุงรักษา การพัฒนาแหล่งน้ำ และจัดการทรัพยากรน้ำจืดอย่างยั่งยืนสำหรับอนาคต ตลอดจนดำเนินการตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสหประชาชาติปี2535ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือที่เรียกกันว่า Agenda 21

       หน่วยงานของสหประชาชาติ 2 แห่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำโดยตรง คือ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก้) กับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสเคป) ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั่วโลก ซึ่งน่าสนใจและมีหลายเรื่องที่คนทั่วยังไม่รู้และนึกไม่ถึง กล่าวคือ ยูเนสโกและเอสเคประบุว่า พื้นผิวโลก2ใน3ปกคลุมด้วยน้ำแต่เป็น " น้ำเค็ม " จากทะเลและมหาสมุทรทั้งหมด ส่วน " น้ำจืด " ซึ่งจำเป็นต่อการยังชีพของมนุษย์นั้น ครอบคลุมเพียงร้อยละ ของผิวโลกเท่านั้น แต่ " แหล่งน้ำจืด " ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณขั้วโลกเหนือ,ใต้และธารน้ำแข็ง หรือซึมอยู่ใต้ผิวดินลึก จนมนุษย์ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ส่วนแหล่งน้ำจืดที่ใช้ได้จริงๆมีเพียงร้อยละ 0.25 เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่หาได้จากแม่น้ำ ทะเลสาบ และแหล่งน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำจืดเพียงน้อยนิดนี้เองที่เป็นตัวหล่อเลี้ยงชีวิตพลโลกกว่า 6,000ล้านคน ซึ่งแน่นนอนว่าย่อมไม่เพียงพอ ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำของมนุษย์กลับมีมากขึ้นทุกวัน และมีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างไม่บันยะบันยัง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของน้ำจืด จนตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ยูเอนได้ยกตัวอย่างพฤติกรรมการใช้น้ำของมนุษย์ว่า ในแต่ละวันมนุษย์ต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 2-5 ลิตร ใช้ชักโครกโถส้วม 5-15 ลิตร ใช้อาบน้ำ 50-200 ลิตรขณะที่ใช้น้ำเพื่อการชลประทานและการเกษตร ราวร้อยละ 70 ของน้ำทั้งหมด แต่ครึ่งหนึ่งต้องสูญเปล่าเพราะซึมลงไปในดินหรือไม่ก็ระเหยขึ้นสู่อากาศหมด กรุงเทพมหานครของไทย ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่เมืองที่ผลาญทรัพยากรน้ำมากที่สุดในโลก เฉลี่ยแล้วใช้น้ำราว 265 ลิตรต่อคนต่อวัน ขณะที่ชาวฮ่องกงใช้น้ำเปลืองน้อยที่สุดในโลก เพียง 112 ลิตร ต่อคนต่อวัน 

       การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างไม่รับผิดชอบทำให้การไหลเวียนของแม่น้ำหยุดชะงักลง ระดับน้ำในแม่น้ำและน้ำใต้ดินลดลงอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ลุ่มดินเปียกหายไป สภาพปนเปื้อนพิษจากมลพิษต่างๆทำให้คุณภาพน้ำลดลง จำนวนน้ำสะอาดก็ลดลงเช่นกัน นอกจากนี้การขยายตัวอย่างรวดเร็วของประชากรโลกก็มีส่วนทำให้จำนวนน้ำจืดสำหรับใช้ในรายบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ที่น่าเป็นห่วงคือ น้ำที่ปนเปื้อนมลพิษและขาดสุขลักษณะ เป็นสาเหตุทำให้เด็กทารก ในเอเชียและแปซิฟิกเสียชีวิตกว่าปีละ แสนคน นอกจากนี้สถิติของสหประชาชาติเมื่อสิ้นปี2542 พบว่ามีประชากรโลกราว 2,400ล้านคน ไม่ได้รับความสะดวกสบายจากระบบสุขอนามัยเกี่ยวกับน้ำที่ทันสมัย หน่วยงานของสหประชาชาติได้เสนอแนะทางออกในปัญหานี้หลายข้อ อาทิ การอนุรักษ์น้ำ การบำบัดน้ำเสียการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การจัดการเรื่องน้ำและดินให้เหมาะสม การทำวิจัยแหล่งทรัพยากรที่มีอยู่ ออกกฎหมายการใช้น้ำที่ทันสมัย การจัดสรรน้ำอย่างเสมอภาค และการปลุกจิตสำนึกในหมู่ประชาชนให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของน้ำ  ยิ่งกว่านั้น การแก้ปัญหาเรื่องน้ำยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น ตัวบุคคล องค์กร อาสาสมัคร ภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลกลาง ตลอดจน องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

กระทรวงเกษตรฯ ขีดเส้นรับข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ประกาศเขตโซนนิ่ง ภายใน 31 พ.ค นี้

 

       นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยในการประชุมสัมมนา เรื่อง “การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม หรือโซนนิ่ง” ณ โรงแรมรามาการ์เด้น  ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคกลาง 26 จังหวัด ว่า แนวทางในการดำเนินงานเรื่องโซนนิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกประกาศกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการผลิตแล้ว 6 ชนิดพืช ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลังยางพาราปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  และการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 5 ชนิดได้แก่ โคเนื้อ โคนม สุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ และภายใน 2 เดือนนี้จะประกาศอีก 7 ชนิดพืช ซึ่งได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวผ่านกระทรวงมหาดไทยไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแล้ว

 

        ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโซนนิ่งจังหวัดและมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ คือ การเข้าไปตรวจสอบข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ส่งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯภายในวันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ประกอบด้วย

1. ตรวจสอบพื้นที่ทำการเกษตรที่ได้เป็นประกาศเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ข้อมูลการตลาดเป็นตัวกำหนดปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกัน ทั้งการบริโภคในพื้นที่ การแปรรูป การเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม และการส่งออก  ว่าในแต่ละพื้นที่นั้นต้องการการสนับสนุนจากรัฐในด้านใดบ้าง เช่น พันธุ์ แหล่งน้ำ ปุ๋ย ที่ดินทำกิน เทคโนโลยี การคมนาคม หรือทุน เป็นต้น 

2. ตรวจสอบพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมหรือเหมาะสมน้อย เพื่อพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนอาชีพหรือการทำการเกษตรชนิดอื่นที่มีความเหมาะสมกว่า หรือต้องการให้ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างไร และ

3. ตรวจสอบพื้นที่ทำการเกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือยู่ในพื้นที่ป่าว่ามีอยู่จำนวนเท่าใด และจะจัดการอย่างไร รวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องที่ดินทำกินและการจัดการผลผลิตการเกษตรจากพื้นที่ดังกล่าวด้วย

ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 3 พื้นที่ดังกล่าว เมื่อทางจังหวัดได้รายงานเข้ามาแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะรวบรวมเพื่อเสนอรัฐบาลในการกำหนดนโยบายหรือโครงการในการสนับสนุนการพัฒนาการผลิต  หรือปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรของประเทศให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่  โดยยึดตลาดเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดได้ในระยะยาว


        “การเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจและทิศทางในการขับเคลื่อนนโยบายโซนนิ่งให้ตรงกัน  เนื่องจากการที่จะปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกหรือการทำการเกษตรนั้น คนในพื้นที่ซึ่งใกล้ชิดกับเกษตรกรที่สุดจะต้องเป็นผู้รวบรวมข้อมูลความต้องการจากพื้นที่เสนอต่อรัฐบาลในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือ รวมถึงการปรับระบบความคิดของเกษตรกรสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ที่รู้จักคิดเป็น และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับการตลาดด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเครื่องมือสำคัญให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อดำเนินการในเรื่องโซนนิ่งให้เกิดขึ้นให้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดการโซนนิ่งไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากเป็นการสั่งการจากส่วนกลางไปในพื้นที่ แต่ไม่ได้รับข้อมูลความต้องการจากพื้นที่มาเป็นนโยบายการปฏิบัติ  ซึ่งในวันที่ 25 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีจะประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ก็จะเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ในการร่วมดำเนินการดังกล่าว” นายยุคล กล่าว.

 
 

 

จับปูดำทำ "ปูนิ่ม" ในคอนโด

 

 

ภาพที่ 1 ปูนิ่มที่บรรจุกล่องสำหรับส่งออก 

       เหตุเพราะการทำปูนิ่มในระบบเปิดแบบเดิมๆ ต้องใช้ต้นทุนทางธรรมชาติสูง ใช้สารเคมีเยอะ ทำให้สิ่งแวดล้อมและทะเลได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารเคมี อดีตที่ปรึกษาโครงการ สกว.จึงหันมามาทดลองเลี้ยงปูนิ่มระบบปิดในรูปคอนโด เพื่อประหยัดพื้นที่และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

     
  ดร.บรรจง เทียนส่งรัศมี (ภาพที่ 1) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยซีแครบ จำกัด ให้ข้อมูลว่ามีการผลิตปูดำนิ่มเชิงพาณิชย์ในไทยมาตั้งแต่ปี 2540 แต่การผลิตยังเหมือนคือผลิตในคลองหรือบ่อกุ้งร้าง ซึ่งทำให้เสี่ยงการปนเปื้อนสารเคมีมาก เพราะก่อนการเลี้ยงกุ้งจะมีการใช้สารเคมีปริมาณมาก

       "การเลี้ยงด้วยระบบเปิดแบบเดิมๆ นั้นใช้นต้นทุนสิ่งแวดล้อมสูงมาก เพราะเลี้ยงในบ่อกุ้งร้าง ซึ่งผ่านการใช้สารเคมีปริมาณมาก เสี่ยงปนเปื้อนสารพิษและมลภาวะไหลลงทะเล

       ในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาโครงการของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงนำระบบเลี้ยงปูนิ่มแบบปิดมาใช้ในฟาร์มที่ จ.สตูล โดยได้เริ่มทำปูมัานิ่มในระบบอินรีย์แบบปิด โดยเลี้ยงในแนวราบ แต่ข้อเสียคือใช้พลังงานไฟฟ้ามาก เพราะต้องใช้เครื่องสูบ และใบพัดกังหันเพื่อหมุนเวียนน้ำ จึงเกิดแนวคิดเลี้ยงปูนิ่มแบบแนวดิ่ง โดยได้ความคิดจากรูปแบบของคอนโดมิเนียมในเมือง

       โดยธรรมชาติปูจะลอกคราบเอากระดองเก่าออกแล้วกลายเป็นปูที่มีเปลือกนิ่มๆ หุ้มตัว ซึ่งในระยะนี้ปูตามธรรมชาติจะหลบซ่อนตัวเพื่อป้องกันสัตว์รวมทั้งปูด้วยกันเองมากิน โดยปัจจัยที่ทำให้ปูลอกคราบคือระบบน้ำทะเล ความเค็ม ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง และปรากฎการณ์ข้างขึ้นข้างแรม

       ทั้งนี้ ปูตัวเมียที่ผสมพันธุ์แล้วจะไม่ลอกคราบ ซึ่งสามารถสังเกตได้ว่าปูตัวใดที่ผสมพันธุ์แล้วจากลักษณะกระดอง ดังนั้น ดร.จะคัดเลือกปูที่จะนำมาทำปูนิ่มจากชาวประมงด้วยตัวเอง โดยจะคัดเลือกเฉพาะตัวผู้และเป็นตัวที่ไม่โตมาก

ภาพที่ 2 ปูดำที่ลอกคราบเป็นปูนิ่มแล้ว

       เมื่อจับปูมาทำปูนิ่ม ดร.บรรจงจับปูใส่กล่องเช่นเดียวกับการเลี้ยงปูนิ่มทั่วไป แต่ออกแบบกล่องให้ล็อคได้ในตัว ซึ่งการเลี้ยงในกล่องยังป้องกันปูกินกันเองเพราะปูแต่ละตัวมีระยะเวลาลอกคราบต่างกัน แต่จะลอกคราบในช่วงเดือนหงายและเดือนมืด และปูยังมีสัญชาตญาณรู้ว่าช่วงใดน้ำขึ้นน้ำลง แม้ว่าจะถูกเลี้ยงไว้ในกล่อง   

       สำหรับปูม้าที่ลอกคราบจะใช้เวลา 2 ชั่วโมงก่อนที่ปูจะตัวแข็งเหมือนเดิม ส่วนปูดำจะใช้เวลา 6 ชั่วโมง ในฟาร์มเลี้ยงปูนิ่มจึงต้องอาศัยคนงานตรวจตรา่ามีปูตัวใดลอกคราบแล้ว จากนั้นจะนำปูเข้าเครื่องทำความเย็นที่ -4 องศาเซลเซียส เพื่อให้ปูสลบก่อนบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อไป

       การเลี้ยงปูนิ่มนั้นต้องเลี้ยงในระบบที่น้ำใส มีค่า DO สูงระหว่าง 3.5-8 ความเป็นกรดด่างระหว่าง 7-8 และมีไนเตรต ไนไตรต์ต่ำ ดร.จึงนำเทคโนโลยีผลิต "ไมโครบับเบิล" หรือการผลิตฟองอากาศขนาดเล็กที่มีประจุลบ มาช่วยกำจัดไนโตรเจนที่เป็นของเสีย โดยของเสียที่เป็นโปรตีนเหล่านั้นจะจับกับฟองอากาศและถูกปั๊มออกไป

       ระบบเลี้ยงปูนิ่มแบบคอนโดนั้นจะเรียงกล่องใส่ปูทั้งหมด 3 ชั้น จากนั้นสูบน้ำขึ้นสู่กล่องเลี้ยงปูชั้นบนสุด แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านแต่ละชั้นไปตามราง ซึ่งจะชะล้างเศษอาหารและของเสียลงสู่ด้านล่าง แล้วถูกบำบัดต่อด้วยไมโครบับเบิล

       ทั้งนี้ ดร.บรรจงใช้เวลา 2 ปีคิดระบบเลี้ยงปูนิ่มเช่นนี้ขึ้นมา จากนั้นได้ขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ในโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน ด้วยจำนวนเงิน 200,000 บาท

       การเลี้ยงปูม้าเพื่อทำปูนิ่มนั้นยุ่งยากและมีเงื่อนไขมากกว่าปูดำ และยังแพงกว่า ดร.บรรจงจึงทดลองเลี้ยงปูดำในระบบคอนโดก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าระบบได้ผลที่น่าพอใจ ก่อนใช้เลี้ยงปูม้า และยังมีแนวคิดที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปยังเกษตรกรที่เลี้ยงปูนิ่มโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จึงทดลองในระบบที่เลี้ยงปูนิ่มเพียง 350 ตัว เพื่อให้มีต้นทุนในระดับที่เกษตรกรรายย่อยรับได้

ประชุมไซเตส cop16 ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของคนรักทะเล

ผู้เขียน: 
จิรายุ เอกกุล

 

       นี่คือก้าวประวัติศาสต์ของวงการ Marine Conservation ครั้งสำคัญที่ ฉลาม 5 สายพันและ แมนต้าเรย์ อีก 2 สายพันธุ์ ประกอบด้วย


       ฉลาม Oceanic White Tips ฉลามหัวฆ้อน 3 สายพันธุ์ ฉลาม Porbeagle และแมนต้าเรย์ หรือกระเบนราหู อีก 2 สายพันธุ์ รวมทั้ง Freshwater Sawfish ที่อยู่ในครอบครัวฉลาม
 ได้รับชัยชนะตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่ การนำเข้าข้อเสนอขึ้นบัญชีใน Committee 1 ไปจนจบขั้นตอน Plenary... และเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจอีกอย่างหนึ่งที่ มันเกิดขึ้นในประเทศไทย ในงาน CoP16 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ถึงรัฐบาลและตัวแทนของประเทศไทยจะมีท่าทีที่ไม่แน่นอนและยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสนับสนุนและไม่สนับสนุนสายพันธุ์ไหนแต่ว่าการขอขึ้นบัญชีครั้งนี้เป็นการชนะแบบขาดลอยทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป้นทั้งใน Committee I และ Plenary โดยแกนนำและฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้คือกลุ่มสหพันธ์ประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอเมริกาใต้!!!

       เป็นที่ทราบกันดีว่า ฉลามและกระเบนทั้งหมด 7 สายพันธุ์ รวมฉลามน้ำจืด อีก 1 สายพันธฺุได้ผ่านการโหวดและ Adopted เข้าไปใน Committee แล้ว ดังนั้น วันนี้จะเป็นกระบวนการสุดท้ายคือ Plenary ที่ทั้ง Chairman และ Secretariat จะเป็นคน Approve โดยจะมีการเปิดโอกาสให้ประเทศที่ไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้านชี้แจงและขอเสียงสนับสนุนเพื่อเปิดโหวดใหม่อีกครังหนึ่ง

       แต่สุดท้ายสัตว์น้ำในกลุ่มปลาฉลามที่ A CALL ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ก็ได้รับการรับรองผ่านเข้าไปอยู่ในบัญชีที่ 2 ทั้งหมดทั้งสิ้น! ถึงแม้จะมีอุปสรรคบ้างเล็กน้อยจะประเทศญี่ปุ่นและจีนซึ่งเป็นแกนนำในการต่อต้าน แต่ว่าฉลามและกระเบนราหูทั้งหมด ก็ไม่แม้แต่จะผ่านการโหวตเพื่อขอ เปิดให้โหวตนับคะแนนเสียงใหม่อีกครั้ง...ขอย้ำอีกครั้งว่านี่คือก้าวกระโดดครั้งประวัติศาสตร์ในวงการMarine Conservation เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่มีข้อเสนอทั้งหมดได้รับชัยชนะแบบม้วนเดียวจบในครั้งนี้


       ธุรกิจการค้าหูฉลามจะถูกจับตามองมากขึ้นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะการนำเข้า ส่งออกระหว่างประเทศ โดยฉลามสายพันธุ์ที่ A CALL ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น จำเป้นต้องมีใบอนุญาติในการซื้อขายจาก CITES ย้ำตรงนี้ว่า APPENDIX II ไม่ได้ ห้ามซื้อ ห้ามล่าห้ามขาย แต่จะมีกฏเกณกฏระเบียบ และจะถูกจำกัดวงการค้าได้อย่างจริงจัง...แต่ที่สำคัฐคือ เรายังต้องสุ้กันอีกยาว เพราะเป็นที่รู้กันว่าหลายๆประเทศรวมถึงประเทศเรา "มีปัญหาในการบังคับใช้กฏหมาย"



       นี่เป็นก้าวแรก แต่จะมีก้าวต่อๆไป... สงครามเพื่ออนุรักษ์และคงไว้เพื่อปลาฉลามและกระเบนราหู... เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น!!!

World Could Be 4 Degrees Hotter By End of This Century

address ของวิดีโอ: 
http://www.youtube.com/watch?v=CQbOlI0YQNs

โค้ด embed html 200X180: 

"โตโยต้า"นำร่อง ประกาศหยุดงาน 5 เมษาฯโรงงาน 3 แห่ง ให้ความร่วมมือรัฐบาลลดใช้พลังงาน

 

 

http://www.toyotanon.com

 

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2556 นาย เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ออกเอกสารข่าวแจ้งต่อสื่อมวลชนว่า โตโยต้าพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการลดการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 5 เมษายน 2556


       โดยนายทานาดะ กล่าวว่า “ตามที่ทางภาครัฐได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่กระแสไฟฟ้าในบางพื้นของประเทศอาจจะขัดข้องหรือดับลง ในวันที่ 5 เมษายน 2556 เนื่องจากเป็นวันที่มีปริมาณพลังงานไฟฟ้าสำรองในประเทศต่ำที่สุด พร้อมกับได้ขอความร่วมมือมายังผู้ประกอบการในการลดใช้พลังงานในวันดังกล่าว ซึ่งทางโตโยต้ายินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่” 
  

       “สำหรับกรณีดังกล่าว บริษัทฯ มีความพร้อมที่จะหยุดการทำงานของโรงงานโตโยต้าทั้ง 3 แห่ง ในวันที่ 5 เมษายน 2556 โดยจะมีการทำงานชดเชยในวันที่ 4 พฤษภาคม 2556 และได้ดำเนินการปรึกษาหารือกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตของโตโยต้า (Toyota Supply Chain) เพื่อให้ความร่วมมือภาครัฐ โดยการพิจารณาหยุดหรือลดกำลังการผลิตลงอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดผลของการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง” นายทานาดะ กล่าวในที่สุด

 

 

 

by ThaiWebExpert