'สกว.'พัฒนาโจทย์วิจัยสู่อาเซียน แนะปั้นคนรุ่นใหม่-เน้นยุทธศาสตร์3เสาหลัก

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7938 ข่าวสดรายวัน

ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผอ.สถาบันรามจิตติ หัวหน้าโครงการจับกระแสความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมในการจัดการศึกษาและพัฒนาเด็กและเยาวชน (INTREND) กล่าวในการเสวนา เรื่อง 'จับกระแสการเตรียมคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาเซียน : วางทิศคิดทางประเทศไทย' ว่า ไทยเรายังมีปัญหาพื้นฐานทั้งในเรื่องโอกาสและคุณภาพการศึกษา โดยยังมีเด็กด้อยโอกาสหลุดจากระบบการศึกษานับล้านคน กลายเป็นแรงงานที่ด้อยคุณภาพ ขาดโอกาสการพัฒนา คุณภาพการศึกษาโดยรวมก็ยังตกต่ำ จากการขาดกำลังครูและปัจจัยสนับสนุนที่มีคุณภาพและทั่วถึง ส่วนการเตรียมคนเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตนอยากเน้นยุทธศาสตร์เชิงประเด็นที่สำคัญๆ และมีผลกระทบสูงเพื่อตอบโจทย์สามเสาหลักอาเซียน โดยในเสาหลักด้านสังคมวัฒนธรรม อยากเน้นมากเพราะเป็นรากฐานความเข้มแข็งของประชาคมระยะยาว อยากให้รัฐส่งเสริมการศึกษาเพื่อความเข้าใจในรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการวิจัยที่จะพัฒนาทักษะการคิดเด็ก ส่วนเชิงเนื้อหาควรเน้นประเด็นการค้นคว้าเกี่ยวกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่เกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านที่เด็กจับต้องได้

ส่วนเสาหลักทางเศรษฐกิจตนอยากเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งในกลุ่มอายุวัยเรียนและแรงงานนอกกลุ่มอายุวัยเรียนอีกหลายสิบล้านคน อาศัยกลไกสถาบันอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน การศึกษานอกระบบเป็นสำคัญ โดยให้ท้องถิ่นร่วมสนับสนุนและรับประโยชน์ที่เกิดขึ้นร่วมกับเพื่อนบ้าน ส่วนเสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคงตนขอให้เน้นเรื่องการเคารพในพันธสัญญาหรือข้อปฏิบัติที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะพันธสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน

ด้าน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รอง ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวว่า เวทีเสวนาครั้งนี้ตั้งโจทย์การสร้างกำลังคนที่มีหลายประเด็นที่ท้าทายยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องมิติสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กรุ่นใหม่จำต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอาเซียน ซึ่งหลังจากวันนี้ สกว.จะนำข้อคิดเห็นไปพัฒนาโจทย์วิจัยเพื่อรองรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนต่อไป

ไทยจีนจับมือศึกษาทรัพยากรน้ำ

โดยเดลินิวส์ออนไลน์ วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2555

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำและลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการในสาขาทรัพยากรน้ำและการชลประทานระหว่างสองประเทศ

ซึ่งมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การป้องกันและบริหารทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการและก่อสร้างเขื่อน ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและมาตรการรับมือ การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การอนุรักษ์ดินและน้ำ การชลประทานและการระบายน้ำ การประสานงานและร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวกับน้ำในระดับนานาชาติ
สำหรับรูปแบบความร่วมมือนั้น จะเป็นการแลกเปลี่ยนการศึกษาดูงานของผู้บริหารระดับสูง การประชุมวิชาการ การอภิปราย สัมมนา และทัศนศึกษาในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนสถาบันพัฒนาและวิจัยของทั้งสองประเทศในการร่วมดำเนินการโครงการวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการวิจัย บุคลากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม

ในเบื้องต้นทั้งฝ่ายไทยและจีนได้หารือและเห็นชอบในร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวแล้ว ดังนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้มีการลงนามตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอแล้ว ก็คาดว่าจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทาน กับกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ในเร็ว ๆ นี้.

ดัชนีความมั่นคงอาหารหนุนอาเซียนผลผลิตยั่งยืน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 22 สิงหาคม 2555

อีไอยูจัดทำดัชนีความมั่นคงอาหาร ส่งสัญญาณเตือนภัยรับมือความท้าทายการจัดหาอาหาร หนุนอาเซียนบรรลุเป้าหมายความมั่นคงทางอาหาร

ทุกวันนี้ โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการจัดหาอาหารอย่างเหนือความคาดหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเพิ่มขึ้นอย่างมากของประชากรโลก ซึ่งนับถึงเดือนต.ค. 2554 มีอยู่ที่ 7,000 ล้านคน และมีเด็กทารกเกิดใหม่ 255 คนในทุกนาทีทั่วโลก

การสัมมนาเปิดตัวดัชนีความมั่นคงทางอาหาร ที่ดูปองท์ กลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก ร่วมมือกับ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) จัดทำขึ้นนั้น นายคาร์ล ลูคัส ประธานดูปองท์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออก ระบุว่า ภายในปี 2593 ดูปองท์ ประเมินว่า ยอดรวมประชากรโลกจะพุ่งสูงเกินกว่า 9,000 ล้านคน โดย 8,000 ล้านคนในจำนวนนี้ จะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว กลายมาเป็นปัจจัยกดดันในเรื่องการจัดหาอาหาร และพลังงาน ทั้งยังมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น ที่จะต้องจัดหาความมั่นคงให้กับประชากรและสิ่งแวดล้อม

นายลูคัสชี้ว่า แม้จะมีการสร้างเครือข่าย และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าวแล้ว แต่ความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ถือเป็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่รัฐบาลเพียงประเทศเดียว หรือภูมิภาคเดียวของโลก หรือบริษัทเพียงบริษัทเดียวจะสามารถแก้ไขได้

ข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้ ดูปองท์ เกิดแนวคิด ที่จะริเริ่ม “ความร่วมมือโลก” ขึ้นมา โดยเชื่อว่า การร่วมมือระหว่างกัน จะช่วยหาทางออกให้กับความท้าทายในการจัดหาอาหารได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการ รัฐบาล บริษัท และองค์กรต่างๆ จะช่วยให้เกิดการค้นพบช่องทางใหม่ๆ ที่ดีขึ้นในเรื่องดังกล่าว

การเคลื่อนไหวของบริษัทในเรื่องนี้ รวมถึง ให้การสนับสนุนอีไอยู ในการจัดทำดัชนีความมั่นคงทางอาหาร เพื่อให้เป็นเครื่องมือใหม่ สำหรับการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา และเน้นให้เห็นถึงส่วนที่ต้องมีการพัฒนา และปฏิรูป
ช่วยอาเซียนบรรลุเป้ามั่นคงอาหาร

ในส่วนของอาเซียนนั้น นายลูคัส มองว่า ดัชนีความมั่นคงทางอาหารนี้ จะเป็นเครื่องมืออ้างอิงที่ดี ในการที่จะทำให้อาเซียนบรรลุเป้าหมายในการดำเนินแผนกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในภูมิภาค (เอสพีเอ-เอฟเอส) ที่จะรับประกันถึงความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรในระยะยาว

ขณะที่ นายซิง โฮ กรรมการผู้จัดการดูปองท์ อาเซียน ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างประชากรของ กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่คาดว่าจะพุ่งถึง 650 ล้านคนภายในปี 2593 จะเห็นได้ถึงความแตกต่างกันอย่างมากของแต่ละประเทศ ไล่ตั้งแต่ในเวียดนาม ที่มีประชากรอายุน้อย และมีความกระตือรือร้น ไปจนถึงอินโดนีเซีย ที่กลุ่มชนชั้นกลางกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมองหาอาหารที่มีคุณภาพดีขึ้นกว่าเดิม

จนถึงขณะนี้ ประเทศในอาเซียนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องของเกษตรกรรม เห็นได้จาก 21% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเวียดนาม ที่มาจากภาคการเกษตร หรือราว 60% ของมูลค่าการส่งออกของไทย ก็มาจากอาหาร และสินค้าเกษตร ขณะที่ภาคการเกษตรของฟิลิปปินส์ มีการจ้างงานถึง 39.8% ของแรงงานทั้งหมดในประเทศ และภาคอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วน 20% ในจีดีพีฟิลิปปินส์

รัฐบาลของชาติสมาชิกอาเซียน ยังมีการวางกลยุทธ์ และแผนการระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องอาหาร เช่น มาเลเซียมีการจัดทำโครงการเปลี่ยนถ่ายทางเศรษฐกิจ ที่รวมถึงภาคการเกษตร และน้ำมันปาล์ม นอกเหนือไปจากกันเงินงบประมาณจำนวน 3,800 ล้านริงกิต เพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ตามแผนผลิตอาหารแห่งชาติ ปี 2554-2563

ฟิลิปปินส์ จัดทำแผนโรดแมพเพื่อการพึ่งพาตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพในด้านการจัดหาอาหาร ปี 2554-2559 ทั้งยังมีการแสดงออกถึงความกังวลในเรื่องความปลอดภัยทางอาหาร และทบทวนมาตรฐานอาหารปลอดภัยด้วย เช่นเดียวกับเวียดนาม ที่มีการกำหนดกลยุทธ์โภชนาการแห่งชาติ ปี 2554-2563

เมื่อมองในมุมกว้าง จะเห็นได้ว่า อาเซียนตระหนักถึงความสำคัญในความมั่นคงทางอาหาร โดยบรรดาผู้นำอาเซียนได้ให้คำมั่นที่จะจัดเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เป็นนโยบายสำคัญอันดับต้นๆ และอย่างถาวรของภูมิภาค พร้อมกำหนดกรอบการรวมตัวเพื่อความมั่นคงทางอาหาร (เอไอเอฟเอส) และเอสพีเอ-เอฟเอสขึ้นมา

นายโฮ ชี้ว่า ในการทำธุรกิจในอาเซียนมามากกว่า 40 ปีนั้น ดูปองท์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ทำงานร่วมกับรัฐบาล และเปิดโครงการเพื่อชุมชนต่างๆ ในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาความมั่นคงของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนที่แตกต่างกันออกไป

นางปราติบา เทเคอร์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา อีไอยู ผู้ทำการศึกษาดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารของโลก เปิดเผยว่า ดัชนีดังกล่าวได้ทำการศึกษาจาก 105 ประเทศทั่วโลก ผ่านทางตัวชี้วัด 25 ตัวของโลก วัดความสามารถในการหาซื้ออาหาร การเข้าถึงอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยของอาหาร

เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในการจัดอันดับของแต่ละประเทศพบว่า ไทยอยู่อันดับที่ 45 ของดัชนีดังกล่าว และอยู่ในอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากมาเลเซีย โดยดัชนีที่ใช้ชี้วัดความมั่นคงอาหาร จะพิจารณาจากปริมาณอาหาร รายได้ของประชากรในประเทศนั้นๆ หากมีรายได้ต่อหัวสูงก็จะสามารถซื้อหาอาหารได้มาก รวมไปถึงการพิจารณาจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรในแต่ละประเทศด้วย

ส่วนประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านอาหารมากที่สุดคือ สหรัฐ รองลงมาคือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฝรั่งเศส และ เนเธอร์แลนด์ ขณะประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของดัชนี ล้วนมาจากทวีปแอฟริกา รวมถึง มาลาวี โตโก และ ซูดาน ซึ่งติดอยู่ใน 3 อันดับสุดท้ายของดัชนี

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชาย เลาห์วีระพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูปองท์ (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่อันดับความมั่นคงทางอาหารของไทยในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 45 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียนนั้น เป็นผลมาจากไทยได้คะแนนน้อย ในเรื่องการวิจัยและพัฒนา

แต่ละปีประเทศไทยจัดงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาเพียงปีละประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น ทั้งยังแบ่งมาเป็นการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตรไม่ถึง 10% หรือ 500 ล้านบาท เทียบกับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของดูปองท์มีถึงปีละ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 62,000 ล้านบาท ซึ่ง 86% ของเงินลงทุนจำนวนนี้ของดูปองท์ มุ่งเป้าไปที่การหาทางออกให้กับความท้าทายในเรื่องอาหาร พลังงาน และการปกป้องที่จำเป็นสำหรับประชากรโลก และสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ดัชนีอีกหนึ่งตัวของไทยที่ต่ำมาก คือ ความมั่นคงทางด้านการเมือง ที่ประเทศไทยได้ 33.33 คะแนน อินโดนีเซียและมาเลเซียได้ 66.67 คะแนน ถือว่าเกือบจะต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาค ยกเว้น กัมพูชาประเทศเดียวที่ได้ 27.78 คะแนน

ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 7/2555 (21 สิงหาคม 2555)

เรื่อง ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 7/2555
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 7/2555 และมีมติอนุมัติงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) จำนวนทั้งสิ้น 148,620,000 บาท ให้แก่แผนงาน/โครงการของหน่วยงานที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ดังนี้
1. กองทัพเรือ จำนวน 1 รายการ คือ เรือผลักดันน้ำขนาด 100,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน (ลำ) จำนวน 10 เครื่อง เป็นเงินทั้งสิ้น 19,850,000 ล้านบาท)
2. กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 รายการ คือ เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดจุ่ม Submersible Propeller 120 ลูกบาศก์เมตร/นาที จำนวน 14 เครื่อง เป็นเงิน 42,840,000 บาท เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดจุ่ม Submersible Propeller 180 ลูกบาศก์เมตร/นาที จำนวน 10 เครื่อง เป็นเงิน 32,680,000 บาท และเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดจุ่ม Submersible Propeller 258 ลูกบาศก์เมตร/นาที จำนวน 6 เครื่อง เป็นเงิน 53,250,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 128,770,000 บาท
สำหรับการติดตั้งตะแกรงกันขยะ การติดตั้งแพลูกบวบ สำหรับเครื่องสูบน้ำของกรมชลประทาน นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2555 อนุมัติให้กรมชลประทานใช้จ่ายจากเงินที่ส่วนราชการส่งคืนงบประมาณ งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยอย่างบูรณาการ 120,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 249,476,000 บาท แล้ว

ร่างเอกสารสำคัญด้านเศรษฐกิจที่จะเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 44 (21 สิงหาคม 2555)

ร่างเอกสารสำคัญด้านเศรษฐกิจที่จะเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 44
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอดังนี้
1. เห็นชอบร่างเอกสารแผนงานความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียด้านการค้าและการลงทุน (ASEAN-Russia Trade and Investment Cooperation Roadmap) และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของอาเซียน ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 44 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ พณ. ดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
2. เห็นชอบร่างเอกสารแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน-แคนาดาด้านการค้าและการลงทุน ปี 2555-2558 (2012-2015 Workplan to Implement the ASEAN-Canada Joint Declaration on Trade and Investment) และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ของอาเซียน ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 44 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้ พณ. ดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
สาระสำคัญของร่างเอกสารแผนงาน 2 ฉบับมีดังนี้
1. ร่างเอกสารแผนงานความร่วมมืออาเซียน-รัสเซียด้านการค้าและการลงทุน (ASEAN-Russia Trade and Investment Cooperation Roadmap) ร่างเอกสารฯ นี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการหารือเกี่ยวกับการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน และส่งเสริมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ที่อาเซียนและรัสเซียมีความสนใจร่วมกัน อาทิ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน การเงินและการธนาคาร การเกษตรสุขภาพ การคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมอันแสดงถึงการให้ความสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยสาระสำคัญของร่างแผนงานฯ ประกอบด้วย
1.1 การจัดให้มีการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-รัสเซีย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดแนวนโยบายหลักในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและรัสเซีย
1.2 การจัดให้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-รัสเซีย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเห็นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งกำกับและติดตามการดำเนินการตามแผนงานฯ
1.3 การประชุมหารือระดับรายสาขา (Sectoral Dialogue) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของอาเซียนและรัสเซียในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ
1.4 การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนโดยเน้นการสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใส โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน และการสร้างความตระหนักถึงโอกาสการค้าและการลงทุนในอาเซียนและรัสเซียแก่นักธุรกิจของทั้งสองฝ่าย
1.5 การมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ โดยให้มีการจัดประชุมสุดยอดภาคธุรกิจอาเซียน-รัสเซีย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างภาครัฐและเอกชน และระหว่างภาคเอกชนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างกัน

2. ร่างเอกสารแผนงานเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาร่วมอาเซียน-แคนาดาด้านการค้าและการลงทุน ปี 2012-2015 (2012-2015 Workplan to Implement the ASEAN-Canada Joint Declaration on Trade and Investment) ร่างเอกสารฯ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแผนการดำเนินงานในช่วงระหว่างปี 2012-2015 ตามปฏิญญาร่วมระหว่างอาเซียนและแคนาดาด้านการค้าและการลงทุน โดยแผนงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และวางพื้นฐานสำหรับการขยายความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือในสาขาการค้าและการลงทุนที่มีความสนใจร่วมกัน ซึ่งจะมีการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ ได้แก่
2.1 การยกระดับการหารือในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสในเรื่องการค้าและการลงทุน โดยการจัดให้มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา (SEOM-Canada) อย่างสม่ำเสมอ และจัดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา ตามความเหมาะสม
2.2 การส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับแคนาดา ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนภายในปี 2015 อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาธุรกิจที่จะช่วยส่งเสริมการค้าและการลงทุนสองฝ่ายและความเป็นหุ้นส่วนทางนวัตกรรมในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ เช่น ด้านอวกาศ เกษตรและอาหาร เทคโนโลยีสะอาด การศึกษา พลังงาน การเชื่อมโยง และโครงสร้างพื้นฐาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น
2.3 การเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยการสนับสนุนการจัดตั้งสภาธุรกิจแคนาดา-อาเซียน ที่ประกอบด้วยนักลงทุนหรือผู้ส่งออกแคนาดาที่อยู่ในอาเซียน รวมไปถึงการพิจารณาจัดการจัดประชุมสุดยอดภาคธุรกิจอาเซียน-แคนาดาตามเวลาและสถานที่ที่เห็นชอบร่วมกัน
3. ร่างเอกสารแผนงานทั้งสองฉบับข้างต้นจะเสนอต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 44 เพื่อพิจารณาให้การรับรอง โดยไม่มีการลงนาม ซึ่งร่างแผนงานฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินความร่วมมือในการขยายความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในสาขาที่อาเซียน-รัสเซียและอาเซียน-แคนาดามีศักยภาพเกื้อกูลและเป็นประโยชน์ร่วมกัน อันจะส่งเสริมความร่วมมือและเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันทั้งในระยะสั้นและระยะกลางได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การจัดทำความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยและสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ (21 สิงหาคม 2555)

การจัดทำความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยและสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าด้วยการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการและการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอดังนี้
1. อนุมัติการจัดทำความตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่าด้วยการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการและการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
2. เห็นชอบร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยและสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการแลกเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ว่าด้วยการจัดประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่เป็นทางการและการประชุมคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้มีอำนาจลงนามในร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในนามรัฐบาลไทย
ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ มีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับแนวปฏิบัติที่ผ่านมาของประเทศไทยในเรื่องดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้
1. รัฐบาลไทยจะให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่ผู้มาร่วมประชุมฯ และสถานที่จัดการประชุมฯ ตามอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของสหประชาชาติ ค.ศ. 1946 และอนุสัญญาว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันของทบวงการชำนัญพิเศษ ค.ศ. 1947 ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษในประเทศไทย พ.ศ. 2504 เป็นกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาทั้งสองฉบับ
2. ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ และบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมฯ จะมีสิทธิเข้าและออกจากประเทศไทยโดยปราศจากอุปสรรค ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องรับรองในการดำเนินการ กล่าวคือ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และกฎกระทรวงมหาดไทย กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2545 ข้อ 13(4) ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการประชุม หรือการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพหรือที่ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทย
3. การให้ยกเว้นภาษีศุลกากรการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้ในการประชุมฯ ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายรับรองคือ พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภทที่ 10 ว่าด้วยการยกเว้นอากรสำหรับของที่ได้รับเอกสิทธิ์ ตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญากับนานาประเทศ หรือทางการทูตซึ่งได้ปฏิบัติต่อกันโดยอัธยาศัยไมตรี
4. รัฐบาลไทยจะจัดให้มีการคุ้มครองโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตามความจำเป็นในข้อนี้ กระทรวงทรัพยากรฯ จักได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความร่วมมือให้สนับสนุนการปฏิบัติต่อไป

“ปัญหาปกป้องพื้นที่ป่าอนุรักษ์” คนกับเงินยังขาดแคลน

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2555

ภารกิจการทวงพื้นที่ป่ากลับคืนของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จากการเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของบรรดารีสอร์ท โรงแรมกำลังได้รับความสนใจและแรงสนับสนุนจากสังคม ตั้งแต่พื้นที่วังน้ำเขียวรุกคืบไปถึงจ.ภูเก็ต ในพื้นที่ฯ ได้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีโรงแรม รีสอร์ท บุกรุกพื้นที่ของอุทยานไปกว่า 3,000 ไร่แล้วจากทั้งหมดหมื่นไร่ ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว ทั้งการปลูกยางพารา ปลูกข้าวโพด การก่อสร้างโรงแรม รีสอร์ท เชื่อว่ามีการทำเป็นกระบวนการจากผู้มีอิทธิพลในท้องที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนรู้เห็น

ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศกำลังถูกทำลายลงเรื่อย ๆ พื้นที่ป่าลดลง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดูแลป้องกันป่ามีอยู่อย่างจำกัด ค่าตอบแทนน้อยทำงานเสี่ยง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดการต่อสู้กับขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงของเจ้าหน้าที่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก

น.ส.ปริญญารัตน์ เลี้ยงเจริญ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลการศึกษา เรื่อง การประเมินช่องว่างทางการเงินของพื้นที่อนุรักษ์ในประเทศไทย ซึ่งได้รับสนับสนุนการวิจัยจาก Economy and Environment Program for Southeast Asia (EEPSEA) and Resource and Environment Economics Foundation of the Philippines Incorporated (REAP) ระบุ ภารกิจพิทักษ์ป่า พื้นที่อนุรักษ์ไทย การบริหารจัดการ “คนกับเงิน” ยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ สถานการณ์พื้นที่อนุรักษ์ของไทยในปี 2552 มีพื้นที่อนุรักษ์ 418 แห่ง มีพื้นที่ประมาณ 102,636 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่อนุรักษ์ 6 ประเภทคือ อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สวนพฤกษศาสตร์ สวนรุกขชาติ พื้นที่อนุรักษ์ที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 80 คือ อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 97,253 ตารางกิโลเมตร ปัญหาของพื้นที่อนุรักษ์ คือ มีการบุกรุกพื้นที่ทำการเพาะปลูกและการลักลอบล่าสัตว์ ปัญหาด้านการบริหารจัดการ ได้แก่ งบประมาณที่ได้รับและเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการพื้นที่

จากการส่งแบบสอบถามไปยังพื้นที่เป้าหมาย 181 แห่งมีตอบกลับมา 81 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 45 แบ่งเป็นอุทยานแห่งชาติ 53 แห่ง (รวมอุทยานทางบกและทางทะเล) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 28 แห่ง จำแนกตามขนาดพื้นที่ได้เป็น 3 ชั้น คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ขนาดกลางหรือชั้นที่ 2 จำนวน 55 แห่ง ขนาดใหญ่หรือชั้นที่ 3 จำนวน 19 แห่ง ขนาดเล็กหรือชั้นที่ 1 จำนวน 5 แห่ง

ผลการศึกษาพบว่า มีการกระจุกตัวของจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำในบางพื้นที่ แต่โดยรวมพื้นที่อนุรักษ์มีเจ้าหน้าที่ประจำเฉลี่ย 2 คน ต่อ 10 ตร.กม. และมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์เฉลี่ยเพียง 198 บาทต่อ 0.01 ตร.กม. หรือราว 198,420 บาทต่อ 10 ตร.กม. ซึ่งนับว่าน้อยมาก และเมื่อเปรียบเทียบขนาดพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ประจำพบว่ายังมีช่องว่างอยู่มากในทุกขนาดพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำรวม 4,481 คน ผลจากแบบสอบถามระบุจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องการราว 7,306 คน จึงยังมีความขาดแคลนอีก 2,825 คน ส่วนค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ต่อแฮกแตร์โดยรวมพบว่าในปี ค.ศ. 2009 ได้รับงบประมาณในการบริหารจัดการพื้นที่รวม 421 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ประมาณการราว 935 ล้านบาท จึงยังมีช่องว่างงบประมาณที่ต้องการราว 514 ล้านบาท ทั้งนี้จากข้อจำกัดของข้อมูลที่ได้รับจึงพิจารณาเฉพาะงบบริหารจัดการที่ได้รับจากรัฐ ไม่รวมรายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ

น.ส.ปริญญารัตน์ กล่าวว่า โดยสรุปผลการศึกษานี้ยืนยันปัญหาคนและเงินในการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ยังไม่เพียงพอ การจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านการเงิน เจ้าหน้าที่ นโยบายการพัฒนา การติดตามตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม การศึกษามีข้อเสนอแนะให้จัดสรรงบประมาณที่อ้างอิงคุณค่าของพื้นที่อนุรักษ์และการคุกคามที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่เนื่องจากการมีงบประมาณที่จำกัด ส่งเสริมแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการการเงินแบบพึ่งตนเอง โดยเฉพาะแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยว การส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่าอนุรักษ์อย่างเหมาะสม และการจัดทำความร่วมมือกับองค์กรภายนอกทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์อย่างยั่งยืน

รวมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ได้แก่การสร้างแรงจูงใจในการรักษาพื้นที่อนุรักษ์โดยการนำหลักการจ่ายค่าบริการสำหรับการดูแลรักษาระบบนิเวศมาใช้

ในส่วนจำนวนเจ้าหน้าที่ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่นั้น มีเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่หลายแห่งระบุว่า สิ่งที่ต้องการมากกว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ (ถ้าได้เพิ่มก็ดี) คือ อุปกรณ์และเครื่องมือ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยในการสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์หรือ GPS ระบุพิกัด การบันทึกข้อมูลการทำสถิติพื้นที่ที่ไปออกลาดตระเวนว่าจุดไหนอย่างไรสภาพข้อมูลพื้นที่เป็นอย่างไรและควรพัฒนาอย่างไรซึ่งจะช่วยให้เขาดูแลพิทักษ์พื้นที่ได้มากกว่านี้

เมื่อดูแนวโน้มการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศพัฒนาแล้ว พบว่าแต่ละพื้นที่มีแนวโน้มงบประมาณในการบริหารจัดการลดลงเพื่อให้แต่ละพื้นที่บริหารจัดการแบบพึ่งตนเอง และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่มาก แต่ให้ความสำคัญกับการนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจตรา พิทักษ์ป่า ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล.

Global Environment Outlook

ผู้เขียน: 
ประกาย ธีระวัฒนากุล

GEO-5 ได้ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงที่ทวีสูงขึ้น
อย่างรวดเร็วแบบไม่เป็นเส้นตรง (non-linear)

ตัวอย่างเช่น

> ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก่อให้เกิดความกดดันด้านเศรษฐกิจและสังคม
(socio-economic pressure) กระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์ (human security)

> การเพิ่มสูงขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงเกินกว่าระดับที่เหมาะสม (threshold levels)
ในบางพื้นที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์อย่างมีนัยสาคัญ

> การเกิดภัยพิบัติและภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้นกระทบต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงของมนุษย์

> การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและระดับน้าทะเลส่งผลกระทบต่อ
ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในหลายพื้นที่

> การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกระทบต่อระบบนิเวศ

INFORMATIO

ผู้เขียน: 
Global Dynamic Insights (GDI)
พิมพ์โดย: 
www.globaldynamicinsights.com

INFORMATIO Issue 02: ว่าด้วยความยั่งยืนมิติใหม่ @ มิถุนายน-กรกฎาคม 2012

"อินฟอร์มาติโอ" E-Magazine เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้พลวัตโลก

Contents

การพัฒนาอย่างยั่งยืนในมุมมองการบริหารจัดการทุน
เข้าใจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติผ่านแนวคิด System Dynamics
การวัดการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านแนวคิด "การออมที่แท้จริง"
การพัฒนาที่ยั่งยืนในมุมองของพระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

..............

ไฟล์สิ่งพิมพ์: 

ความตกลง FTA สาเหตุความขัดแย้งและแนวทางปรองดอง

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์

   เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่กำลังจะเดินหน้าเปิดการเจรจาในปีนี้ โดยเฉพาะในประเด็นการปฏิบัติตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ และกระบวนการจัดรับฟังความเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งแนวทางที่จะนำความเห็นของภาคประชาชนไปใช้ประโยชน์ในการพิจารณาจัดทำกรอบการเจรจา เป็นที่น่าสังเกตว่า การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะกลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ร้อนแรงทุกครั้ง บางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคม ทั้งในกรณีประเทศไทย อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และจะมีแนวทางป้องกันหรือบรรเทาความขัดแย้งมิให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร
    ในประเด็นด้านเนื้อหา หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบและผลักดันการเจรจามักจะกล่าวอ้างถึงประโยชน์และผลดีของการทำความตกลง FTA ในด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าได้มากขึ้น ต้นทุนต่ำลง และยังสามารถนำเข้าสินค้า วัตถุดิบในการผลิตราคาถูกลงเข้ามาในประเทศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค แต่สำหรับภาคประชาชนจะให้ความสำคัญต่อประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพที่เป็นต้นทุนของสังคมและประเทศชาติโดยรวม เนื่องจากความตกลง FTA ในยุคปัจจุบันมิได้เป็นเรื่องการค้าสินค้าเท่านั้น แต่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งด้านการค้าบริการและด้านการลงทุนทั้งในมิติการเปิดเสรีและการคุ้มครอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเจรจาที่เกี่ยวข้องอีกมาก เช่น เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องแรงงาน ฯลฯ  ตรงนี้เป็นสาเหตุพื้นฐานจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
    ในด้านการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบด้านบวกและด้านลบจากการทำความตกลง FTA แนวทางการศึกษาของหน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ใช้แบบจำลองเป็นเครื่องมือเพื่อประเมินผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การเบี่ยงเบนทางการค้า ฯลฯ ซึ่งจะถูกวิพากย์จากภาคประชาชนและนักวิชาการว่าเป็นแนวทางการศึกษาที่มีข้อจำกัดมาก ให้ข้อมูลที่เป็นภาพลวงตาในการตัดสินใจทางนโยบายเนื่องจากไม่ครอบคลุมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทางสังคมและทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งประเด็นข้อจำกัดและความไม่เหมาะสมของสมมุติฐานที่ใช้ในแบบจำลองด้านการค้าเสรี จึงมีข้อเรียกร้องให้มีกระบวนการศึกษาที่เป็นอิสระและโปร่งใส พัฒนาและเลือกใช้เครื่องมือในการประเมินผลกระทบที่เหมาะสม ครอบคลุมผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบในทุกมิติ เช่น การวิเคราะห์ผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) การประเมินผลกระทบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability Impact Assessment) ของประเทศ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ข้ามระหว่างสาขาการผลิต เป็นต้น
     ในด้านกระบวนการเจรจา ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีตัวชี้วัดความสำเร็จผลงาน (KPI) อยู่ที่จำนวนความตกลง FTA ที่เจรจาสำเร็จในแต่ละปี และในบางกรณีถูกเรียกร้องและกดดันจากประเทศคู่เจรจา จึงพยายามผลักดันและเร่งรัดกระบวนการเจรจาโดยเร็ว แต่ภาคประชาชนจะให้ความสำคัญต่อกระบวนการเจรจาที่โปร่งใส มีการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านและรอบคอบ ที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การนำความเห็นและข้อเสนอจากภาคประชาชนไปใช้ประโยชน์อย่างมีความหมาย ไม่เป็นการรับฟังความเห็นแบบเพียงการจัดพิธีกรรมเพื่อให้ครบตามเงื่อนไขของกฎหมาย ความขัดแย้งในด้านกระบวนการเจรจามีสาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากการขาดกฎเกณฑ์กติกาที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับร่วมกันจากทุกฝ่ายเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนเจรจา
     อันที่จริง แนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าวข้างต้นส่วนหนึ่งถูกกำหนดไว้แล้วในบทบัญญัติตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้กระบวนการเจรจาและตัดสินใจเกี่ยวกับการทำความตกลง FTA (รวมทั้งการทำหนังสือสัญญาในเรื่องอื่นๆ) มีความโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานกระบวนการมีส่วนร่วม มีการถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายประชาชน เพื่อให้การทำความตกลง FTA เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมและมีความเป็นธรรมมากขึ้น ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม ม.190 ส่วนหนึ่งมาจากการนำ ม.190 มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการต่อสู้เอาชนะทางการเมือง อีกส่วนหนึ่งมาจากการที่ยังไม่มีกฎหมายลูกรองรับการปฏิบัติตาม ม.190 ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าต้องจัดทำให้แล้วเสร็จตั้งแต่ในปีแรกๆ หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ จากการพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คณะกรรมการของรัฐสภา และคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดได้ข้อสรุปตรงกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตาม ม.190 มิใช่เกิดจากตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการขาดกฎหมายลูกที่จะกำหนดรายละเอียดขั้นตอนและกระบวนการปฏิบัติที่ชัดเจนของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
 

 

ภาพ : http://www.thaifta.com/thaifta/Home/FTAbyCountry/tabid/53/ctl/detail/id/...

by ThaiWebExpert