การแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (19 กรกฎาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมระหว่างไทย – กัมพูชา เรื่องการลาดตระเวนร่วมเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้บริเวณแนวชายแดน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา
2. เห็นชอบการแต่งตั้งองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ระดับประเทศ (ฝ่ายไทย)
ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง การแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อให้มีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายในการอนุรักษ์ไม้เศรษฐกิจให้ชัดเจนและครอบคลุมเรื่องพืชพันธุ์ไม้หายาก และสัตว์ป่าด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มอบหมายให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมระหว่างไทย – กัมพูชา เรื่องการลาดตระเวนร่วมเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้บริเวณแนวชายแดน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2556 ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองปอยเปตจังหวัดบันเตียเมียนเจย ราชอาณาจักรกัมพูชา สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. การตั้งคณะกรรมการร่วม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อดูแลการดำเนินการเพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้พะยูงเป็น 2 ระดับ ดังนี้
1.1 คณะกรรมการร่วมระดับประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ระดับประเทศ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันได้อย่างบูรณาการและเป็นระบบ ซึ่งมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ (ฝ่ายไทย) ดังนี้
(1) องค์ประกอบ โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรองประธานกรรมการ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้แทนกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 10 แห่ง เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเลขานุการ
(2) อำนาจหน้าที่
- กำหนดนโยบายและแนวทางในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยนโยบายและแนวทางจะต้องไม่มีนัยเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างสองประเทศ
- ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อให้การดำเนินความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปอย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ
- ประชุมคณะกรรมการฯ ระดับประเทศร่วมกับฝ่ายกัมพูชาปีละ 1-2 ครั้ง หรือขึ้นอยู่กับสถานการณ์
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ระดับจังหวัดเพื่อรับกรอบการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ ระดับประเทศมาปรับใช้ในการปฏิบัติและลาดตระเวนให้เหมาะสมกับพื้นที่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งเป็นช่องทางติดต่อประสานงานในพื้นที่ชายแดนระหว่างกัน
- ดำเนินโครงการตามแนวทางการป้องกันและปราบปรามการลักลอบ ตัดไม้พะยูงบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
- ติดตามผลและประเมินความคืบหน้าของการป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูงบริเวณชายไทย – กัมพูชา เพื่อรายงานให้รัฐบาลทราบเป็นระยะ ๆ
- แต่งตั้ง แก้ไข เพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ตามความเหมาะสม
- แต่งตั้งที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
1.2 คณะอนุกรรมการร่วมระดับจังหวัด ฝ่ายไทยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายไทย โดยมีหน้าที่รับกรอบการปฏิบัติงานของคณะกรรมการระดับประเทศมาปรับใช้ในการปฏิบัติและลาดตระเวนให้เหมาะสมกับกับพื้นที่ในความรับผิดชอบ รวมทั้งเป็นช่องทางติดต่อประสานงานในพื้นที่ชายแดนระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม จำนวนคณะอนุกรรมการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการแบ่งพื้นที่การลาดตระเวนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะต้องจัดการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการระดับประเทศต่อไป

ผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2556(19 กรกฎาคม 2556)

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2556 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม 2556 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2. เห็นชอบตามมติที่ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2556 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมติที่ประชุมตามข้อ 2 รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่อไป

สาระสำคัญของเรื่อง
สศช. รายงานผลการประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ครั้งที่ 4/2556 ซึ่งได้มีการพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย รวม 4 เรื่อง 19 ประเด็น สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน (เสนอโดย กกร.)
1.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้สนับสนุนโครงการ “พัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงโคนมและนมอินทรีย์ครบวงจร” ประกอบด้วย การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์ การจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์สำหรับโคนม และการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าผลิตภัณฑ์นมสู่อินโดจีน เพื่อการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์นมโคสดที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
2) ขอให้พิจารณาทบทวนประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย “ให้ใช้บังคับผังเมืองรวม” โดย (1) ขอให้ยกเลิกพื้นที่สีเขียวในผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยา ช่วงบ้านกรด-คลองข้าวเม่า ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของถนนสายเอเชีย โดยให้ขยายสีของผังเมืองเหลืองและส้มตามผังเมืองเดิม และขอยกเลิกข้อห้ามการสร้างอาคารขนาดใหญ่ในผังเมืองรวมเมืองพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2552 ทุกสี (เหลือง, ส้ม, แดง) และ (2) ขอให้ปรับปรุงแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรี ตามประกาศกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรี พ.ศ. 2554 ให้มีความสอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
3) ขอให้สนับสนุนโครงการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตร – Agro Industry Commodity (Model: ข้าว) โดย (1) จัดทำกฎหมายเพื่อรองรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรและการจัดรูปที่ดินใหม่ (2) สนับสนุนเงินทุนขั้นต้น โดยให้เงินกู้ยืมผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แก่กลุ่มเกษตรกรเพื่อดำเนินโครงการ กลุ่มละประมาณ 25-30 ล้านบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3-5 ปี เพื่อซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร สร้างโรงอบข้าว ไซโลเก็บข้าวและโรงสีข้าวชุมชน และ (3) สนับสนุนและให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการและดูแลมาตรฐานการผลิตข้าว การทำการตลาดของข้าวสารที่เน้นเอกลักษณ์ของข้าวท้องถิ่น รวมถึงการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นถิ่น
1.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมรับไปพิจารณาในรายละเอียดของความคุ้มค่าและความเหมาะสมของโครงการพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงโคนมและนมอินทรีย์ครบวงจร โดยเฉพาะรูปแบบและกลไกการบริหารจัดการที่ไม่เป็นต่อภาระงบประมาณของรัฐในอนาคต รวมทั้งให้พิจารณาความเชื่อมโยงกับกลไกดำเนินงานที่มีอยู่ในพื้นที่ด้วย
2) มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงประกาศกฎกระทรวงใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสระบุรีตามขั้นตอนต่อไป
3) มอบหมายให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รับไปจัดทำรายละเอียดคำร้องพร้อมเหตุผลการขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เพื่อประกอบการปรับปรุงผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยาต่อไป และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาเร่งรัดขั้นตอนการปรับปรุงประกาศกฎกระทรวงใช้บังคับผังเมืองรวมจังหวัดสระบุรีตาม พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2518 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
4) มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของโครงการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมการเกษตรตามที่ภาคเอกชนเสนอ รวมทั้งรูปแบบการบริหารจัดการของโครงการอย่างยั่งยืน และความเชื่อมโยงกลไกดำเนินการที่มีอยู่ในพื้นที่
2. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ (เสนอโดย กกร.)
2.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้เร่งรัดโครงการ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย (1) ถนนวงแหวนต่างระดับ สาย 9 ตัด 340 และ ตัด 345 เชื่อมโยงจังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี (2) ทางด่วนโทลเวย์ (รังสิต-ประตูน้ำพระอินทร์) ให้เสร็จภายในปี 2558 และ (3) ก่อสร้างเส้นทางหมายเลข 32 ต่อเชื่อมกับสถานีรถไฟมาบพระจันทร์ ที่อำเภอนครหลวง (สถานีขนส่งสินค้า)
2) ขอให้เร่งรัดการขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร 3 เส้นทาง ได้แก่ (1) ถนนเลียบคลองเจ็ด ฝั่งตะวันตก (ปท. 3004) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระยะทาง 10.4 กิโลเมตร (2) เส้นทางหมายเลข 329 (มาจากหินกอง) ช่วง อำเภอนครหลวง-อำเภอบางปะหัน เพื่อการขนส่งลงทางน้ำของแม่น้ำป่าสัก และ (3) ถนน 3056 อำเภอภาชี-อำเภออุทัย-อำเภอบางปะอิน ชนหมายเลข 32 เส้นทางหลักของทางออกนิคมอุตสาหกรรมโรจนะไปกรุงเทพมหานคร
3) ขอให้เร่งรัดโครงการก่อสร้างขยายถนนหมายเลข 9 จากแยกทางต่างระดับ 340 (จังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี) จาก 4 ช่องจราจรเป็น 10 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร (ถนนกาญจนาภิเษกหรือวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก ไปจนถึงถนนพหลโยธิน)
4) ขอให้ขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางใหญ่-ไทรน้อย (2.5 กิโลเมตร) และเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูบนถนนชัยพฤกษ์ ระยะทาง 9 กิโลเมตร (สายสีทอง)
5) ขอให้สนับสนุนโครงการศึกษา จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) การปรับปรุงสะพานนวลฉวี เพื่อการสัญจรทางน้ำ และ (2) การยกระดับเส้นทางรถไฟ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร กรณีเส้นทางรถไฟผ่ากลางเมือง จังหวัดสระบุรี
2.2 มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม รับไปพิจารณา ดังนี้
1) เร่งรัดโครงการก่อสร้างถนน 3 เส้นทาง การขยายช่องจราจรจาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร 3 เส้นทาง และโครงการก่อสร้างขยายถนนหมายเลข 9 จากแยกทางต่างระดับ 340 (จังหวัดนนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี) จาก 4 ช่องจราจรเป็น 10 ช่องจราจร ตามที่ภาคเอกชนเสนอ ไปประกอบการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของเส้นทางตามความจำเป็นและความเร่งด่วนเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปีหรือการสนับสนุนจากแหล่งเงินกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ตามขั้นตอนต่อไป โดยให้พิจารณาข้อจำกัดของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย
2) รับข้อเสนอการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากบางใหญ่-ไทรน้อย (2.5 กิโลเมตร) และเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูบนถนนชัยพฤกษ์ ระยะทาง 9 กิโลเมตร (สายสีทอง) ไปพิจารณาการออกแบบในภาพรวม โดยอาจดำเนินการจัดระบบขนส่งผู้โดยสารเพื่อเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าทั้งสองสายด้วย
3) รับข้อเสนอการสนับสนุนโครงการศึกษา 2 โครงการ ได้แก่ (1) การปรับปรุงสะพานนวลฉวี เพื่อการสัญจรทางน้ำ และ (2) การยกระดับเส้นทางรถไฟ เพื่อการแก้ไขปัญหาการจราจร กรณีเส้นทางรถไฟผ่ากลางเมือง จังหวัดสระบุรี ไปประกอบการศึกษาความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมทั้งพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความจำเป็นและความเร่งด่วนเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งเงินที่เหมาะสมต่อไป
3. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (เสนอโดย กกร.)
3.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้ดำเนินโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองบางบัวทอง ตำบลท่าอิฐ ตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
2) ขอให้พัฒนาเส้นทางขนส่งทางน้ำในแม่น้ำป่าสัก (อำเภอเสาไห้-อำเภอนครหลวง) โดย (1) เร่งดำเนินการสร้างเขื่อนทั้ง 12 แห่ง ใน อำเภอท่าเรือ และ อำเภอนครหลวง และขุดลอกลำน้ำ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 (2) พัฒนาเส้นทางคมนาคมในแม่น้ำป่าสักบริเวณเหนือ อำเภอท่าเรือ ถึงบางปะอิน ถึงอำเภอเสาไห้ (3) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขนส่งทางน้ำให้ครบทั้งระบบ (4) บูรณาการโครงการป้องกันน้ำท่วมในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโครงการผันน้ำในพื้นที่ต่างๆ เข้ากับโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในแม่น้ำป่าสัก และ (5) ผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องจัดทำแผนรองรับผลกระทบ และจัดทำโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการต่อชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาท่าเรือและขนส่งทางน้ำจากชุมชนริมฝั่งแม่น้ำ
3.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณาในรายละเอียดของโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองบางบัวทอง และเสนอต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามข้อเสนอของภาคเอกชนต่อไป ทั้งนี้ ในการดำเนินการต้องทำความเข้าใจกับประชาชนและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบและประเมินผลโครงการอย่างใกล้ชิด
2) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไปประกอบการพิจารณาโครงการศึกษาความเหมาะสมของการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังในแม่น้ำป่าสัก และการพิจารณาจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางน้ำได้ตามเป้าหมาย
4. การส่งเสริมการท่องเที่ยว (เสนอโดย กกร./สทท.)
4.1 ข้อเสนอ
1) ขอให้สนับสนุนโครงการพัฒนาศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หลังเก่า) และโครงสร้างการบริหารจัดการ การจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน เพื่อเป็นศูนย์บริการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลก (Ayutthaya World Heritage Tourist Service Center)
2) ขอให้พัฒนาถนนสระบุรี-ปากบาง (สบ.4001) เป็นถนนวัฒนธรรมไท-ยวน เพื่อการท่องเที่ยว โดย (1) ปรับภูมิทัศน์ถนนสายวัฒนธรรมโดยใช้อัตลักษณ์ชุมชนไท-ยวนเป็นจุดเด่นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร (2) ปรับปรุงป้ายประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง ซุ้มทางเข้าและจัดให้มีรถรางนำเที่ยว และ (3) ให้มีอาคารศูนย์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลุ่มน้ำป่าสักสระบุรี
4.2 มติที่ประชุม
1) มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอของภาคเอกชนไปหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดโดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการอนุรักษ์พัฒนาและฟื้นฟูประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแนวทางการบริหารจัดการศูนย์บริการนักท่องเที่ยวให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวอยุธยาเมืองมรดกโลก รวมทั้งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
2) มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พิจารณาในรายละเอียดการพัฒนาถนนวัฒนธรรมไท-ยวนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมภายในกลุ่มจังหวัดและการส่งเสริมด้านการตลาดด้วย
5. เรื่องอื่น ๆ รวม 6 เรื่อง ดังนี้ (เสนอโดย สทท./กกร.)
5.1 การเร่งรัดการวางแผนการบริหารจัดการสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูเก็ต เพื่อเตรียมรองรับ High Season
1) ข้อเสนอ
ขอให้เร่งรัดการวางแผนการบริหารจัดการสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภูเก็ต เพื่อเตรียมรองรับ High Season โดย (1) ขอความชัดเจนในการแก้ไขปัญหารองรับนักท่องเที่ยวของสนามบินภูเก็ต/กระบี่ (2) ขอให้สนามบินดอนเมืองเปิดใช้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของ Ground Handling Service ทั้งระบบ และ (3) ในส่วนระยะยาว ให้รัฐบาลควบคุมการดำเนินการส่วนต่อขยายทั้งสองสนามบินให้แล้วเสร็จทันตามเวลาที่กำหนด
2) มติที่ประชุม
(1) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบเดียวกับที่เคยใช้แก้ไขปัญหากรณีท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ไขปัญหาแออัดรองรับนักท่องเที่ยวของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตให้ทันกับฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง
(2) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมประสานบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการเสนอแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานภูเก็ต โดยเฉพาะในด้านการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเดินทางสู่กรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาด้านผลกระทบของสิ่งแวดล้อมโดยรอบของท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิด้วย
5.2 แนวทางการรณรงค์เพื่อดำเนินการด้านการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ
(ตามรายงานกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ)
1) ข้อเสนอ
ขอให้พิจารณาแนวทางการรณรงค์เพื่อดำเนินการด้านการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ (ตามรายงานกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสถานการณ์การใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับ) ประกอบด้วย (1) ควรบังคับใช้กฎหมายด้านการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับอย่างจริงจัง (2) ควรกำหนดให้มีศูนย์กลางหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับที่ชัดเจนเพียงแห่งเดียว
(3) ควรกำหนดขั้นตอนในการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมให้ชัดเจน (4) ควรเร่งรัดประชาสัมพันธ์และรณรงค์เรื่องการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับที่ถูกต้อง มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล รวมทั้งการออกหนังสือรับรองให้แก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และ (5) ขอให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงานเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กและการใช้แรงงานบังคับร่วมกับหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้อง
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับไปพิจารณาหาแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขร่วมกัน โดยใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม ตลอดจนเผยแพร่แนวปฏิบัติด้านการใช้แรงงานที่ดีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอุตสาหกรรมและประเทศชาติต่อไป
5.3 การทบทวนเกณฑ์การรวมธุรกิจที่ต้องขออนุญาต ตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542
1) ข้อเสนอ
ขอให้ทบทวนเกณฑ์การรวมธุรกิจที่ต้องขออนุญาต ตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ดังนี้ (1) เกณฑ์การรวมธุรกิจที่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อน ควรพิจารณากำหนดส่วนแบ่งตลาด และยอดขาย รวมทั้งสัดส่วนการเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ (2) ควรกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการควบรวมหรือการซื้อขายหุ้นในบางกรณี เช่น การควบรวม หรือการซื้อหุ้นระหว่างบริษัทในเครือ และกรณีที่การควบรวมกิจการนั้นๆ ไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการแข่งขัน เป็นต้น และ (3) ควรกำหนดแนวปฏิบัติ (Guideline) ที่ชัดเจน สามารถปฏิบัติได้ และเผยแพร่ให้ทุกภาคส่วนมีความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) รับไปพิจารณาการกำหนดแนวทางการหารือเพื่อทบทวนเกณฑ์การรวมธุรกิจที่ต้องขออนุญาต ตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 โดยการพิจารณาให้คำนึงถึงผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในทุกระดับทั้งระบบร่วมกัน
5.4 การแก้ไขพระราชบัญญัติศุลกากรในประเด็นว่าด้วยโทษสำหรับกรณีที่ไม่ได้มีเจตนาหรือหลีกเลี่ยงภาษี
1) ข้อเสนอ
ขอให้พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ในประเด็นว่าด้วยโทษสำหรับกรณีที่ไม่ได้มีเจตนาหรือหลีกเลี่ยงภาษี โดย (1) ปรับปรุงบทลงโทษทางศุลกากรให้เหมาะสม ได้แก่ แยกฐานความผิดที่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น การนำเข้าของต้องกำกัด โดยไม่ขอใบอนุญาตก่อนการนำเข้าออกจากฐานความผิดอื่นๆ ตามมาตรา 27 และกำหนดอัตราโทษสำหรับฐานความผิดต่างๆ ที่แยกออกมา เช่น ฐานความผิดที่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค รวมทั้งควรกำหนดบทลงโทษให้เหมาะสมโดยควรพิจารณาบทลงโทษที่ไม่เกินโทษตามกฎหมายหลักของการไม่ขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้าต้องกำกัดนั้นๆ เป็นต้น และ (2) ขอให้พิจารณายกเลิกมาตรการให้เงินสินบนและรางวัลนำจับ โดยเฉพาะกรณีความผิดมิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงค่าภาษีอากร แต่เป็นกรณีที่เกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น การนำเข้าของต้องกำกัดโดยไม่ได้ขอใบอนุญาตนำเข้าก่อนการนำเข้าจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับไปพิจารณาความเหมาะสมทั้งการปรับปรุงบทลงโทษทางศุลกากรตามฐานความผิด รวมทั้งเร่งการทบทวนการปรับลดเงินรางวัลสินบนจากเงินค่าขายของกลางลง โดยคำนึงถึงหลักความโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งป้องกันมิให้เกิดการเรียกร้องผลประโยชน์นอกระบบ
5.5 การขอให้ออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นการถาวร
1) ข้อเสนอ
ขอให้ออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในฝ่ายลูกหนี้และเจ้าหนี้เป็นการถาวร
2) มติที่ประชุม
เห็นชอบในหลักการและมอบหมายกระทรวงการคลังหารือร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาในรายละเอียดการออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรแก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้จากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
5.6 การเร่งรัดขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้า
1) ข้อเสนอ
ขอให้เร่งรัดขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้า
2) มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน เพื่อพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนและกระบวนการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้า รวมทั้งให้พิจารณาสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนด้วย
6. การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (เสนอโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)
6.1 ข้อเสนอ
ขอให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดคุณลักษณะของกำลังคนและหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการในอนาคต รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ

6.2 มติที่ประชุม
มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุม
เชิงปฏิบัติการ ร่วมกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดคุณลักษณะของกำลังคนและหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการในอนาคต รวมทั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 5 เมกะวัตต์ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (19 กรกฏาคม 2556)

    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอดังนี้
1.    เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงาน
แสงอาทิตย์ ขนาด 5 เมกะวัตต์ อำเภอทับสะแก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  วงเงินลงทุนรวม 631.48 ล้านบาท
2.    อนุมัติการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนประจำปี 2556 สำหรับโครงการดังกล่าว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น
631.48 ล้านบาท
    สาระสำคัญของเรื่อง
    พน. โดย กฟผ. รายงานว่า
1.    กฟผ. ได้เสนอโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเสนอต่อ พน. เมื่อวันที่ 1
กุมภาพันธ์  2553 โดยใช้เงินจากรายได้ของ กฟผ. จำนวน 5 โครงการ ดังนี้
1.1    โครงการโรงไฟฟ้าพลังเขื่อนเจ้าพระยาเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี บรมราชาภิเษก
1.2    โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 5 เมกะวัตต์ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
1.3    โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ขนาด 50 กิโลวัตต์
1.4    โครงการทุ่งกังหันลม ณ อุทยานพลังงานเฉลิมพระเกียรติ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
1.5    โครงการปลูกต้นไม้รอบบ้านพ่อ จำนวน 840,000 ต้น บริเวณรอบพระราชวังไกลกังวลและพื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
    2. โครงการฯ นี้เป็นหนึ่งในโครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ กฟผ. เพื่อสนองนโยบายของภาครัฐในการนำพลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าตามแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกร้อยละ 25 ใน 10 ปี  (พ.ศ. 2555-2564) ของประเทศ  และเป็นโครงการที่ กฟผ. แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และใช้เป็นต้นแบบของการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน  และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพิ่มขึ้นจาก  1,095 ล้านหน่วยในปี 2550 เป็น 1,385 ล้านหน่วยในปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ 26.5 ซึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด  ประกอบกับจังหวัดประจวบคีรีจันธ์มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น  ดังนั้น กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินโครงการ ฯ จะสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ  
 

 

นักอนุรักษ์ประกาศคืนรางวัลโลกสีเขียวปตท.

"นพ.รังสฤษฎ์" นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมประกาศคืนรางวัลโลกสีเขียวพร้อมเงิน1แสนกับปตท. เผยรับไม่ได้กับพฤติกรรมบริษัท

นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550 ของบริษัท ปตท. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "Rungsrit Kanjanavanit" ประกาศคืนรางวัล พร้อมเงินสด 1แสนบาทให้กับบริษัท ปตท. โดยระบุว่า

"ผมต้องกราบขออภัยและด้วยความเคารพอย่างสูงต่อ พณฯท่าน อานันท์ ปันยารชุน และ คณะกรรมการรางวัลลูกโลกสีเขียว ปตท ผมมีความจำเป็นต้องคืนรางวัลดังกล่าวที่ได้รับมาแก่ทางบริษัท ในปี พ.ศ.2550 ผมรู้สึกขอบพระคุณป็นอย่างสูงที่ทางคณะกรรมการได้ให้กำลังใจ และเกียรตินี้แก่ผม แต่ ด้วยพฤติกรรมของบริษัท ปตท. ที่ผ่านมา ผมไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพสีเขียว ของบริษัทฯได้จริงๆ โดยผมจะนำไปส่งคืนพร้อมเงิน หนึ่งแสนที่ได้รับมาในวันศุกร์นี้ครับ ขอกราบขออภัยอีกครั้งครับ"

อนึ่งนพ.รังสฤษฎ์ เป็นผู้ที่ทำงานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อตั้งและเป็นประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา เชียงใหม่ จัดกิจกรรมดูนกและให้ความรู้เรื่องของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งทำงานอนุรักษ์โดยการพาเด็กเข้าไปสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม สอนให้ทำบันทึกธรรมชาติ ร่วมคัดค้านโครงการของรัฐที่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

น้ำมันรั่ว...จบแค่นี้จริงหรือ

ผู้เขียน: 
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ

ใช้เวลาแค่วันกว่าๆ (ณ วันที่ 28 ก.ค.) กระแสข่าวน้ำมันจำนวน 50-70 ตัน รั่วไหลห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุด จังหวัดระยองประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จบลงแบบรวดเร็วเหลือเชื่อ สื่อและคนส่วนใหญ่ยินดีและโล่งอกที่น้ำมันเหล่านี้เดินทางไปไม่ถึงชายฝั่ง ขณะที่ผู้ประกอบการแจ้งว่าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

ทว่าเมื่อดูรายละเอียดการเก็บกู้จะพบว่าเรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ ผลกระทบจะยังคงอยู่ในระบบนิเวศอีกนานแสนนาน

โดยทั่วไปวิธีการเก็บกู้ที่ใช้กรณีน้ำมันรั่วไปทั่วไปคือการใช้ทุ่นกักน้ำมัน (boom) กักคราบน้ำมันไว้และใช้เครื่องเก็บคราบน้ำมัน (skimmer) ดูดขึ้นไปเก็บในภาชนะบนเรือ การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (dispersant)  เพื่อทำให้น้ำมันแตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ ในกรณีเลวร้ายที่สุดคือการเผา

ในกรณีนี้ผู้บริหารบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเปิดเผยว่าได้ให้เครื่องบินขจัดคราบน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์บินฉีดพ่นสารเคมีควบคู่กับการใช้เรือพ่นน้ำยาและยืนยันว่าสารเคมีที่ใช้สามารถย่อยสลายน้ำมันให้เป็นอาหารของสัตว์น้ำได้ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม (http://www.thairath.co.th/content/eco/359894)

เราเชื่อคำพูดของผู้ประกอบการที่ไม่เปิดเผยขั้นตอนวิธีการและรายชื่อของสารเคมีที่ใช้ได้แค่ไหน

กรณีน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่อ่าวเม็กซิโกและน้ำมันมหาศาลเคลื่อนสู่ชายฝั่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ 3 ปีก่อน แม้จะเป็นหายนะน้ำมันรั่วที่ใหญ่ที่สุดระดับโลก แต่ก็ทำให้เกิดผลพลอยได้คือการเปิดหูเปิดตาชาวโลก

ครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้สารสลายคราบน้ำมัน (dispersant) ฉีดลงไปใต้ท้องทะเล ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าสารเคมีที่ใช้จะเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ ซึ่งเท่ากับแก้ปัญหาจุดหนึ่งแต่ก่อปัญหาใหม่ขึ้น

หากยังนึกภาพไม่ออกว่าสารสลายคราบน้ำมันจะทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร ให้นึกภาพการปล่อยน้ำซักผ้าหรือน้ำยาล้างจานที่เข้มข้นจำนวนมหาศาลลงในแม่น้ำลำคลอง เพราะเป็นสารลดแรงตึงผิวเหมือนกัน

กรณีนี้นักวิทยาศาสตร์เจ้าของเทคโนโลยีตอบว่า “เป็นเรื่องจริงที่โดยหลักการปลอดภัยไว้ก่อน ต้องระมัดระวังการแพร่กระจายของสารเคมีชนิดนี้ในฤดูปลาวางไข่ แต่สิ่งสำคัญกว่าก็คือสารเคมีชนิดใหม่นี้เป็นพิษน้อยกว่าน้ำมัน”

แต่งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Pollution ฉบับกุมภาพันธ์ 2556 กลับให้ผลตรงกันข้าม จากการทดสอบความเป็นพิษของแบคทีเรียที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำในทะเลพบว่าการใช้สารสลายคราบน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกมีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลมากกว่าสารพิษจากน้ำมันถึง 52 เท่า

หัวหน้าคณะวิจัยให้ความเห็นว่า สารสลายคราบน้ำมันมักถูกใช้เพื่อกำจัดน้ำมันรั่วไหล แต่เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นพิษของสารตัวนี้น้อยมาก และการวิจัยนี้จะชี้ให้เห็นว่าเราประเมินค่าความเป็นพิษของสารตัวนี้ต่ำไปอย่างยิ่ง ต่ำชนิดที่ประธานวิทยาลัยด้านชีววิทยาที่เป็นผู้สนับสนุนห้องปฏิบัติการครั้งนี้ถึงกับบอกว่า “บางทีเราควรปล่อยให้น้ำมันไหลสู่ชายฝั่งอย่างอิสระ ซึ่งแม้จะใช้เวลานานกว่าแต่มีความเป็นพิษต่อระบบนิเวศในทะเลน้อยกว่า”

มิเพียงเท่านั้นผลการศึกษาของนักวิจัยในฝรั่งเศสที่นำเสนอต่อที่ประชุมสมาคมเพื่อการทดลองทางชีววิทยา (The Society for Experimental Biology) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในชื่อ Treating Oil Spills With Chemical Dispersants: Is the Cure Worse Than the Ailment? ระบุว่าน้ำมันรั่วทำให้ความสามารถในการตอบรับกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ออกซิเจนที่ลดลง และความสามารถในการว่ายต้านกระแสน้ำของปลากระพงยุโรปลดลง และจะลดลงยิ่งขึ้นเมื่อมีการใช้สารสลายคราบน้ำมัน

ย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ที่ดูเหมือนสงบแล้วในบ้านเรา ในฐานะผู้บริโภค จะว่าตื่นตูมหรือตีตนไปก่อนไข้ก็ตามที ผู้เขียนขอหยุดกินอาหารทะเลสักพักใหญ่ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาเปิดเผยข้อมูลในการเก็บกู้ แผนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และที่ขาดไม่ได้คือมาตรการควบคุมป้องกันที่เข้มงวด

ขณะที่ปริมาณการใช้น้ำมันในบ้านเราเพิ่มขึ้นและมีการนำเข้าถึงร้อยละ 90 ซึ่งขนส่งมาทางเรือ คงถึงเวลาแล้วที่ต้องงัดเอาร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมัน ที่ดำเนินการโดยสถาบันพระปกเกล้าเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาผลักดันให้เกิดเป็นกฎหมายควบคุมอย่างจริงจังเสียที

 

ประกวดแอนิเมชั่นเจ้าส้ม ภายใต้หัวข้อ Climate Change

2013-07-29 17:40
2013-09-06 17:40

สถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ จึงได้จัดโครงการประกวดรายการโทรทัศน์
สำหรับเยาวชนระดับอุดมศึกษา (ครั้งที่ 4) ประเภทแอนิเมชั่น เจ้าส้ม ภายใต้หัวข้อ
“Climate Change” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้มีโอกาสฝึกฝน ทักษะ ความสามารถ
และความคิดสร้างสรรค์ ในการผลิตรายการสิ่งแวดล้อมในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผ่านตัวการ์ตูนแอนิเมชั่น ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการนำไปพัฒนาต่อยอดเพื่อออกอากาศต่อไป
อีกทั้งยังเป็น การส่งเสริมความรู้สื่อสาธารณะและสร้างเครือข่ายวิชาการกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

สามารถส่งใบสมัครเข้าร่วมประกวดได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2556

ดูรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ http://event.thaipbs.or.th/event2/?q=node/2

Bangkok Renewal & Innovation

ผู้เขียน: 
ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์

 

ดร.การดี เก็บข้อมูลจากเวทีหารือของนักวิชาการ นักออกแบบและสถาปนิก ที่ช่วยกันฉายภาพการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของกรุงเทพมหานคร
เมื่อสัปดาห์ก่อนดิฉันไปร่วมงานจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “Bangkok Renewal & Innovation Workshop” ที่จัดโดยสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย กรุงเทพมหานครและ ด้วยความร่วมมือของเครือข่าย Future Urban Network โดยมีเป้าหมายในการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมในการสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพ เมืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมือง
การประชุมเชิงดังกล่าวมีทั้งผู้บริหารกรุงเทพมหานคร นักวิชาการ นักออกแบบและสถาปนิกมาร่วมออกความคิดเห็นกันหลายท่าน และที่สำคัญมีผู้แทนชุมชนในกรุงเทพมหานครมาร่วมด้วย จากการหารือมีนวัตกรรมเมืองที่น่าสนใจให้ชาวกรุงเทพมหานครได้จับตามองถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
1.“เครือข่ายพื้นที่เมืองสีเขียว” ที่เน้นการจากการพัฒนาและต่อเชื่อมพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่แล้วเชานสวน สาธารณะ ทางเดินริมคลอง พื้นที่ใต้ทางด่วน ให้เกิดเป็นเครือข่ายต่อเนื่องขนาดใหญ่ระดับเมืองที่เข้าถึงได้โดยทุกคน ให้พื้นที่สีเขียวเหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใน รูปแบบใหม่ โดยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์คือ แยกปทุมวันถึงราชประสงค์ไปจนถึงคลองแสนแสบและถนนพระราม 4 และพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์และต่อเนื่องจนถึงคลองผดุงกรุงเกษม
2.การจัดการพื้นที่สาธารณะเช่นทางเท้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดเป็น “ธุรกิจทางเท้า” ทางเท้าที่ปกติถูกครอบครองโดยกลุ่มธุรกิจนอกระบบ เช่น หาบเร่ แผงลอย หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จากนี้ไปจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้น โดยการเสนอแนวทางการบริหารจัดการแบบประโยชน์ร่วมทั้งผู้สัญจรผ่านไปผ่านมา และ ผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่หากจัดการได้ดีมีระบบ โดยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คลอดหลอด และสยามสแควร์
3.ย่านเมืองเก่าชีวิตใหม่ โดยพัฒนาให้เป็นย่านที่อยู่อาศัยรวมแบบหลายการใช้งาน ซึ่งการพัฒนาในลักษณะนี้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและสร้างเศรษฐกิจ ชุมชน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่เมืองอย่างคุ้มค่า โดยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์ คือ ย่านราชประสงค์และย่านตลาดพลู
4.“ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นกระบวนการร่วมสร้างสรรค์พื้นที่ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น ศิลปิน และเอกชน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงานที่มีมูลค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวิสาหกิจชุมชนต่างๆที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ โดยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ย่านนางเลิ้ง และ คลองสาน
5.การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่นภายใต้การ สนับสนุนจาก “กองทุนสิ่งแวดล้อมชุมชน” ที่ส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของท้องถิ่น . ภาคเอกชน ชุมชน ทั้งในส่วนของการจัดการขยะ มลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองและน้ำเสีย โดยใช้การจัดการเชิงรุกและการป้องกันปัญหามากกว่าการตามแก้ปัญหาเพื่อเสริม สร้างความเข้มแข็งระดับชุมชน โดยเริ่มจาก 6 ย่านคือ ย่านคลองลัดมะยม ย่านคลองบางกอกใหญ่ ย่านคลองมอญ ย่านคลองสวนหลวง ย่านคลองจระเข้ขบ และย่านคลองประเวศบุรีรมย์
เริ่มต้นจากการร่วมมือได้ดี ไอเดียที่ได้ก็น่าสนใจ ทุกการเปลี่ยนแปลงมักจะมีแรงต้าน ที่ต้องมีคนได้ และต้องมีคนเสีย นวัตกรรมเมืองในมุมมองใหม่ควรต้องมีแต่ได้มาก ได้น้อย ได้ทันที และได้ระยะยาว นั่นคือการหาทางออกแบบ win win ของทุกคนนั่นเอง

กรีนพีซจี้รัฐทบทวนนโยบายพลังงานที่ครอบงำโดยอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล

 

กรุงเทพฯ, 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 - จากกรณีน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลรั่วไหลลงสู่ทะเลแถบระยองเมื่อสุดสัปดาห์ที่ ผ่านมา กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนนโยบายด้านพลังงาน และยุติการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย
จากเหตุการณ์ท่อส่งน้ำมันดิบกลางทะเลรั่ว ทำให้น้ำมันดิบปริมาณกว่า 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลห่างจากฝั่งท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดประมาณ 20 กิโลเมตร ท่อส่งน้ำมันดิบนี้เป็นของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (1)
“ทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของไทย ถูกคุกคามมาตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุดในเหตุน้ำมันรั่วไหลกว่า 200 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในทะเลไทยในช่วง 30 ปีนี้ ปตท. ควรออกมารับผิดชอบกับหายนะที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดำเนินการขจัดคราบน้ำมันรั่วไหล แต่ควรจะเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างโดยทันทีเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ กับระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งทะเล และการท่องเที่ยวของไทย” พลาย ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
ข้อเรียกร้องของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและมาตรการที่กำหนดไว้ในแผนป้องกันและขจัดมลพิษทาง น้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ (2) ซึ่ง ระบุว่า การแก้ปัญหาและขจัดคราบน้ำมันนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชน ถ้าการขจัดคราบน้ำมันนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของประเทศไทยที่จะจัดการได้ ก็สามารถขอความช่วยเหลือจากองค์กรสากลได้
“บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ควรต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่ตามมาในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และควรต้องมีการดำเนินการตรวจสอบโดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยการฟื้นฟูและการ ประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากมลพิษจากน้ำมัน” พลาย ภิรมย์ กล่าวเสริม
การขุดเจาะน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของแผนพลังงานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีบริษัทอย่างน้อย 39 บริษัท ที่กำลังดำเนินการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
การรั่วไหลของน้ำมันในครั้งนี้น่าจะเป็นการกระตุ้นเตือน ให้รัฐบาลไทยมีการจัดการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานแห่งชาติที่ต้องพึ่งพา พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมาก เราไม่ควรอนุญาตให้มีการขุดเจาะน้ำมันหรือก๊าซซึ่งทำให้วิถีชีวิตและสภาพแวด ล้อมทางธรรมชาติของเราตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งๆ ที่เราก็มีมาตรการในการพัฒนาพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนอยู่แล้ว การเริ่มต้นในวงกว้างในเรื่องยานพาหนะที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพถือ เป็นการเริ่มต้นที่ดี และมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่ใช่แค่เพียง เพื่อประหยัดน้ำมันนับล้านๆ บาร์เรล แต่ต้องลดความต้องการใช้น้ำมัน และทำให้การเกิดน้ำมันรั่วไหลน้อยลงด้วย” พลาย ภิรมย์ กล่าวเพิ่มเติม
หมายเหตุ
1)  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในอดีต เป็นผู้ดำเนินการสำรวจและผลิตน้ำมันของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทขุดเจาะน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ ดำเนินธุรกิจผลิตและสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก ทั้งในเมียนมาร์ ออสเตรเลีย (แหล่งผลิตน้ำมันมอนทารา ในทะเลติมอร์) รวมถึงแหล่งผลิตทรายน้ำมันในแคนาดา บริษัท ปตท. ถือหุ้นร้อยละ 65 ใน ปตท.สผ. คิดเป็นร้อยละ 32 ของ ธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย บริษัท ปตท. เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ ประกอบธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติครบวงจร เป็นเจ้าของท่อส่งก๊าซใต้น้ำขนาดใหญ่ในอ่าวไทย เป็นเครือข่ายของสถานี LPG ทั่วประเทศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจการผลิตไฟฟ้า การผลิตปิโตรเคมี การสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และ ธุรกิจขายส่งน้ำมันเบนซิน บริษัทในกลุ่ม ปตท. ได้แก่ ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม, พีทีที โกลบอล เคมิคอล, พีทีที เอเชีย แปซิฟิก ไมนิง และ ปตท. กรีน เอ็นเนอร์ยี่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
2)  รายละเอียดเกี่ยวกับแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ ดูได้ที่  http://www.md.go.th/asean-ospar_files/national_plan_new.pdf
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
พลาย ภิรมย์  ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
โทร. 081 658 9432  อีเมล: ply.pirom@greenpeace.org
อารยา อนันต์ประกฤติ  หัวหน้าฝ่ายสื่อมวลชนประจำประเทศไทย  กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
โทร. 081 685 7275  อีเมล: araya.ananprakrit@greenpeace.org

 

 

นโยบายเชิงรุกเรื่องโลกร้อนของโอบามา ลดคาร์บอนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์......ผู้ประสานงานชุดโครงการ MEAs Think Tank

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโอบามาได้ไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เป็นการประกาศนโยบายเชิงรุกของสหรัฐฯต่อการดำเนินงานจัดการแก้ไขปัญหาโลกร้อนทั้งภายในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ

เนื้อหาข้อหนึ่ง คือ การใช้เครื่องมือและนโยบายของฝ่ายบริหารในการขับเคลื่อนการทำงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพื่อขจัดปมติดขัดที่เกิดขึ้นในช่องทางรัฐสภาของสหรัฐฯ
อดีตประธานาธิบดีคลินตัน ถึงกับกล่าวชื่นชมว่าเป็นสุนทรพจน์ที่ดีที่สุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อน
ที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารได้พยายามเสนอกฎหมายเรื่องโลกร้อนหลายฉบับให้สภาคองเกรสพิจารณา แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ บางฉบับผ่านความเห็นชอบในชั้นสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ผ่านในชั้นวุฒิสภา สมาชิกรัฐสภาที่มาจากมลรัฐที่เป็นแหล่งผลิตถ่านหินหรือมีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานถ่านหิน ส่วนใหญ่จะออกเสียงโหวตไม่ผ่านร่างกฎหมายโลกร้อนที่มีเนื้อหาควบคุมจำกัดการใช้ถ่านหินแม้ว่าจะเป็นร่างกฎหมายที่เสนอจากฝ่ายพรรคของตนเอง รวมทั้งกรณีที่สหรัฐฯไม่สามารถให้สัตยาบันเข้าร่วมในพิธีสารเกียวโต สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากเงื่อนไขที่วุฒิสภาสหรัฐฯได้มีมติไว้ตั้งแต่ปี 1997 (ดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์ของโครงการ สกว. www.measwatch.org )
ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโอบามา อ้างถึงข้อมูลหลายด้านที่สนับสนุนความจำเป็นที่ต้องมีนโยบายเชิงรุกในเรื่องโลกร้อน ตัวอย่างเช่น ในปี 2012 สหรัฐฯต้องเผชิญกับความแปรปรวนของภูมิอากาศและความรุนแรงของภัยธรรมชาติหลายด้าน ซึ่งมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้น ทั้งปัญหาภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วม เป็นปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุด ประชากรสหรัฐฯ 1 ใน 3 ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ ที่ยาวนานกว่า 10 วัน มีพื้นที่ถูกไฟป่าทำลายไปกว่า 9.3 ล้านเอเคอร์ ความเสียหายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯจากภัยพิบัติทางธรรมชาติและสภาพอากาศรุนแรง (Extreme Weather) มีมูลค่ากว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เนื้อหาในสุนทรพจน์ของโอบามาสอดคล้องกับเนื้อหาของแผนปฏิบัติการของประธานาธิบดีสหรัฐฯเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเผยแพร่ออกมาในเดือนมิถุนายน 2013 แกนหลักของแผนปฏิบัติการ ดังกล่าว ประกอบด้วยเสาหลัก 3 ด้าน
1. การลดการปล่อยมลพิษคาร์บอนในสหรัฐฯ (ในเอกสารใช้คำว่า "Carbon Pollution") ในแผนปฏิบัติการฯ อ้างว่า การปล่อยคาร์บอนของสหรัฐฯในปี 2012 มีระดับต่ำที่สุดในช่วงสองทศวรรษแม้ว่าเศรษฐกิจมีอัตราเติบโต (ฝ่ายบริหารของโอบามายึดถือแนวคิดหลักว่า การลดการปล่อยก๊าซเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ) ดังนั้น เพื่อให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้น ฝ่ายบริหารจะออกกติกาใหม่เพื่อการลดการปล่อยคาร์บอนให้มากขึ้น เป็นการปกป้องสุขภาพของเยาวชน และเพื่อทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯมุ่งสู่เศรษฐกิจจากฐานพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยสร้างการจ้างสีเขียวและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน
2. การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รัฐบาลกลางจะสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถในระดับมลรัฐและท้องถิ่น เพื่อให้สามารถรับมือกับความรุนแรงและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น เป็นการปกป้องที่อยู่อาศัย ธุรกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน
3. การเป็นผู้นำในเวทีระหว่างประเทศเพื่อการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับผลกระทบ เนื่องจากการแก้ไขปัญหาโลกร้อนไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้โดยการดำเนินการของประเทศใดประเทศหนึ่ง สหรัฐฯจึงต้องดำเนินการควบคู่ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับระหว่างประเทศ ต้องมีการดำเนินงานในระดับระหว่างประเทศร่วมกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (ไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศกำลังพัฒนา แต่ใช้เกณฑ์เรื่องการปล่อยก๊าซในระดับสูง)
นโยบายเชิงรุกของสหรัฐฯในเรื่องนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลต่อสนามการเมืองสิ่งแวดล้อมโลก และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อประเทศไทย นโยบายของรัฐบาลไทยในเรื่องการเติบโตสีเขียวที่เพิ่งประกาศเมื่อต้นปีนี้เป็นทิศทางที่ถูกต้อง ประเด็นสำคัญ คือ ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และไม่ให้เกิดนโยบายในด้านอื่นๆ ที่ขัดแย้งสวนทางกับนโยบายการเติบโตสีเขียว

ภาพ: http://news.discovery.com/earth/global-warming/obama-proposes-climate-ac...

กพช.ปรับเป้าพลังงานทดแทน ซื้อไฟเพิ่ม

กพช.ปรับเป้าพลังงานทดแทน ซื้อไฟเพิ่ม 4,700 เมกะวัตต์ ทั้งพลังงานก๊าซชีวภาพ จากหญ้าเนเปียร์ พลังงานโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอาคาร
 
พลังงานทดแทน,ซื้อไฟเพิ่ม,กพช.
 
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วานนี้ (16 ก.ค.) ได้ปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (ปี 2555-2564) หรือ AEDP ใหม่ โดยเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่ม ขึ้นทุกประเภททั้งพลังงานก๊าซชีวภาพ จากหญ้าเนเปียร์ พลังงานโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านอาคาร พร้อมกำหนดอัตรารับซื้อไฟราคาพิเศษ และเร่งรัดสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้
สำหรับเป้าหมายใหม่ในการใช้พลังงานทดแทน เพื่อผลิตไฟฟ้านั้น นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กพช.มี มติให้ขยายการรับซื้อเพิ่มอีก 4,726 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายเดิม 13,927 เมกะวัตต์ ในทุกประเภท ทั้งพลังงานลม แสงอาทิตย์ พลังงานจากขยะ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ
"การเพิ่มเป้าหมายการรับซื้อพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน และสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนใน ประเทศ สำหรับการเปิดรับข้อเสนอขายไฟฟ้ารายใหม่ จะใช้รูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ตามปริมาณรับซื้อที่จะมีการประกาศเป็นรายเชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป "
สำหรับก๊าซชีวภาพ เพิ่มขึ้นจากเดิมมากที่สุด 3,000 เมกะวัตต์ เป็นการปรับเพิ่มจากพืชพลังงานโดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ซึ่งกระทรวงพลังงานจะจัด ตั้งต้นแบบโรงงานผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 12 โรง กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบ และขยายผลไปสู่ เป้าหมายต่อไป
ส่วนพลังงานลมที่ปรับเป้าหมายรับซื้อเพิ่ม เป็นเพราะผลการสำรวจล่าสุด พบว่ามีพื้นที่ในหลายจังหวัด ที่มีศักยภาพ อาทิ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี ระนอง สุราษฎร์ธานี
พลังงานแสงอาทิตย์ที่ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้น 1,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับแผนส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์บน หลังคาอาคาร กำหนดเป้าหมาย 200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นบ้านอยู่อาศัย 100 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่อีก 100 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนอีก 800 เมกะวัตต์
โดยที่ประชุม กพช. เห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FIT สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar PV Rooftop) ระยะเวลาสนับสนุน 25 ปี แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่า 10 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.96 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกำลังผลิต 10-250 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.55 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดกลาง -ใหญ่ ขนาดกำลังผลิต 250-1,000 กิโลวัตต์ อัตรา FIT 6.16 บาทต่อหน่วย มาตรการสนับสนุนดังกล่าวกระทบค่าไฟฟ้า 0.5 สตางค์ต่อหน่วย
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้า รวมถึงหลักเกณฑ์และการออกประกาศเชิญชวน พร้อมกำหนดอัตราการลดหย่อนค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง สำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัย
สำหรับการส่งเสริมให้ชุมชนผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ชุมชน 800 เมกะวัตต์นั้น โดยให้กระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติใน การผลักดันโครงการดังกล่าว โดยกระทรวงพลังงานกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าพิเศษให้กับชุมชนที่เข้าโครงการ โดย ปีที่ 1-3 ระบบ FIT อัตรา 9.75 บาทต่อหน่วย ปีที่ 4-10 อัตรา 6.50 บาทต่อหน่วย ปีที่ 11-25 อัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย โดยจะให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2557 คาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ภายในปี 2557
"การสนับสนุนโครงการนี้ จะกระทบต่อค่าไฟฟ้าประมาณ 3.63 สตางค์ต่อหน่วย แต่จะสร้างรายได้ให้กับชุมชนตลอด 25 ปี ประมาณ 79.5 ล้านบาทต่อชุมชน แบ่งเป็นในปีที่ 1-3 จำนวน 2.04 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี ปีที่ 4-10 จำนวน 1.97 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี และในปีที่ 11-25 จำนวน 3.97 ล้านบาทต่อชุมชนต่อปี "
โดยที่ประชุมให้กำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแต่ละปีให้ ชัดเจน และกำหนดวันเริ่มซื้อขายไฟให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภท เชื้อเพลิง รวมถึงสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (แผนพีดีพี) พร้อมกับเห็นชอบให้ กกพ. ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หลักเกณฑ์และการออกประกาศเชิญชวน กำกับดูแลขั้นตอนการคัดเลือก รวมถึงการเร่งรัดให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามเป้าหมาย AEDP และรายงานผลให้กระทรวงพลังงานทราบเป็นรายไตรมาส
รวมทั้งให้ กฟผ.ร่วมกับ กกพ. แก้ไขปัญหาต่างๆ รองรับการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโครงการพลังงานหมุนเวียน ที่มีสัญญาซื้อขายแล้วอย่างเร่งด่วนและรายงานผลให้ กพช. ทราบ พร้อมให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จัดทำแผนการลงทุนระบบส่งไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้า รองรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดยนำเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Smart Grid มาประกอบการจัดทำ ขณะเดียวกันให้ กกพ. เร่งรัดออกใบอนุญาตสำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และรายงานผลต่อกพช.
"การวางมาตรการดังกล่าว เนื่องจากคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้รายงานปัญหา อุปสรรค อาทิ ปัญหาการเสนอขายไฟฟ้าเกินเป้าหมายตามแผน AEDP กำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าและวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแต่ละปีไม่สอดคล้องกับแผน พีดีพี ปัญหาความล่าช้าในการออกใบอนุญาต "
สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าภาคใต้นั้น เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มชั่วโมงการเดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่เต็มกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และเปิดให้ใช้น้ำมันปาล์มผลิตไฟฟ้าในสัดส่วน 10% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเตา เพื่อลดปัญหาการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากมีวัตถุดิบในพื้นที่ ส่วนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ให้ถือเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และมอบหมายให้ กกพ. คำนวณต้นทุนต่อไป

 

by ThaiWebExpert