แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559 (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555 – 2559 และ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพใช้แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555–2559 เป็นกรอบชี้นำทิศทางการพัฒนาด้านสุขภาพของประเทศ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ
แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. หลักการ : มุ่งพัฒนาภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างเอกภาพและธรรมาภิบาลในการอภิบาลระบบสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม มุ่งเน้นการสร้างหลักประกันและการจัดบริการที่ครอบคลุม เป็นธรรม เห็นคุณค่าของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ
2. วิสัยทัศน์ : ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดี ร่วมสร้างระบบสุขภาพพอเพียง เป็นธรรม นำสู่สังคมสุขภาวะ
3. พันธกิจ : พัฒนาระบบสุขภาพพอเพียงโดยยึดหลักธรรมาภิบาล สร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยคุกคาม และสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้ภูมิปัญญาไทย
4. เป้าประสงค์ : 1) ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายมีศักยภาพ และสามารถสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วยจากโรคที่ป้องกันได้หรือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ มีการใช้ภูมิปัญญาไทยและมีส่วนร่วมจัดการปัญหาสุขภาพของตนเองและสังคมได้ 2) มีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยที่ไวพอ ทันการณ์ และสามารถจัดการปัญหาภัยคุกคามสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) มีระบบสุขภาพเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน ควบคุมโรค และการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ 4) มีระบบบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน สามารถตอบสนองต่อความต้องการตามปัญหาสุขภาพ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ 5) มีระบบบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ
5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพ กำหนดไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : เสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีสุขภาพในการสร้างสุขภาพ ตลอดจน การพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพบนพื้นฐานภูมิปัญญาไทย
ยุทธศาสตร์ที่ 2 : พัฒนาระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย และการจัดการภัยพิบัติ อุบัติเหตุและภัยสุขภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 : มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน ควบคุมโรค และคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยแข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา
ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เสริมสร้างระบบบริการสุขภาพให้มีมาตรฐานในทุกระดับเพื่อตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพในทุกกลุ่มเป้าหมาย และพัฒนาระบบส่งต่อที่ไร้รอยต่อ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 : สร้างกลไกกลางระดับชาติในการดูแลระบบบริการสุขภาพ และพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ

การรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 โดยกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ (9 ตุลาคม 2555)

การรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 โดยกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติและการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 2555 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการขายประกันภัยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการบริหารจัดการที่ดีให้มีการกระจายความเสี่ยง และแต่งตั้งให้นายมานพ นาคทัต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติแทนกรรมการรายที่ลาออก
ความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2555
1. เพื่อให้โครงการประกันภัยข้าวนาปี 2555 ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เห็นชอบรูปแบบการประกันภัยตามโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 ที่เหมาะสม โดยให้ภาคเอกชนผู้รับประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการรับประกันภัยในโครงการด้วย ในสัดส่วนร้อยละ 0.25 ซึ่งรูปแบบการรับประกันภัยร่วม (co-insurance) นี้ จะช่วยให้การจัดการข้อมูล การรับประกันภัยและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรากฐานกลไกการประกันภัยพืชผลให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาวและลดความเสี่ยงกับการขัดกับกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก ในประเด็นการอุดหนุนสินค้าเกษตรอีกด้วย และคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้จัดทำประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดภัยพิบัติอื่นตามพระราชกำหนดกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 ไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้คำจำกัดความคำว่า “ภัยพิบัติ” ครอบคลุมถึงภัยพิบัติต่อพืชผลทางการเกษตร
2. การบริหารความเสี่ยงของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ
2.1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 มิถุนายน 2555) เห็นชอบการกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัย ที่ 120 บาทต่อไร่ (ไม่รวมอากรแสตมป์และภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับวงเงินความคุ้มครอง 1,111 บาทต่อไร่ ตลอดช่วงการเพาะปลูก สำหรับภัยธรรมชาติ 6 ภัย ได้แก่ อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ลมพายุ อากาศหนาว ลูกเห็บ และอัคคีภัย และวงเงินความคุ้มครอง 555 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด
2.2 อัตราเบี้ยประกันภัยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 10.8 ของวงเงินความคุ้มครองสูงสุด เป็นอัตราต่ำกว่าอัตราตลาดที่ กค. ได้เคยหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และต่ำกว่าสถิติอัตราความเสียหายพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศจากภัยธรรมชาติ ศัตรูพืชและโรคระบาดโดยเฉลี่ย 8 ปี (พ.ศ. 2547-2554) ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 12.23
2.3 ในคราวประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 ได้พิจารณาพื้นฐานข้อเท็จจริงอัตราเบี้ยประกันภัยและอัตราความเสียหายดังกล่าวเห็นว่า การลดความเสี่ยงการรับประกันภัยของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติขึ้นอยู่กับความสามารถในการกระจายความเสี่ยงของพื้นที่เพาะปลูกที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่ง ธ.ก.ส. ในฐานะที่เป็นผู้บริหารโครงการจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี นอกจากกำหนดเป้าหมายรวมทั้งประเทศ ตามที่ ธ.ก.ส. คาดว่ามีความเป็นไปได้ประมาณ 4 ล้านไร่แล้ว ยังต้องมีการกระจายพื้นที่เพาะปลูกที่เข้าร่วมโครงการให้มีความหลากหลาย ทั้งในส่วนที่มีความเสี่ยงสูง ความเสี่ยงปานกลาง ความเสี่ยงต่ำและไม่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าว สูงที่สุดถึงร้อยละ 57.8 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ
2.4 ในกรณีที่มีการจัดการความเสี่ยงดีที่สุดจะทำให้กองทุนไม่เกิดความเสียหายจากการ รับประกันภัย ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุด กล่าวคือพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 4 ล้านไร่ ที่เข้าร่วมโครงการเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงทั้งหมดกองทุนอาจมีภาระการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 4,444 ล้านบาท
3. นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินการรับประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2555 เป็นไปอย่างรอบคอบ มีประสิทธิภาพ มีการกระจายความเสี่ยงภัยที่เหมาะสม พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศรับทราบรายละเอียดและนโยบายของรัฐตามโครงการนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านการประกันภัย พืชผลทำหน้าที่กำกับดูแลการรับประกันภัยอย่างใกล้ชิดในช่วยระยะเวลาการขายประกันภัย ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 3 เดือน นับตั้งแต่วันเริ่มต้นการขายโดยทุกภาคยกเว้นภาคใต้ได้เริ่มต้นการขายตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2555 และภาคใต้จะเริ่มต้นการขายในวันที่ 27 สิงหาคม 2555
4. การแต่งตั้งนายมานพ นาคทัต ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายของกองทุนส่งเสริม การประกันภัยพิบัติ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนนายเสรี จินตนเสรี ที่ได้ลาออกไปตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2555

บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรและข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างไทยกับสาธารณรัฐชิลี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอดังนี้
ข้อเท็จจริง
กษ. รายงานว่า ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และความตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 25 สิงหาคม 2552 , วันที่ 4 พฤษภาคม 2553) แล้ว เมื่อวันพุธที่ 15 สิงหาคม 2555 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนาย Luis Mayol Bouchon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสาธารณรัฐชิลี
สาระสำคัญของเรื่อง
1. ข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการของมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี
1.1 ภาคีคู่สัญญาจะร่วมดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของทั้ง 2 ประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคศัตรูพืชและสัตว์พาหะ ตลอดจนสนับสนุนอำนวยความสะดวกระหว่างกัน
1.2 กิจกรรมที่จะดำเนินการจะครอบคลุมการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางกฎหมาย กฎระเบียบ มาตรการ และข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช การแลกเปลี่ยนผู้แทนเพื่อร่วมประชุม สัมมนา ฝึกอบรมตลอดจนการแจ้งเตือนภาคีคู่สัญญากรณีการเกิดการแพร่ระบาดของโรค และมาตรการในการควบคุมโรค ศัตรูพืชและสัตว์พาหะ รวมทั้งความร่วมมืออื่น ๆ
1.3 มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และแต่งตั้งหน่วยประสานงานโดยหน่วยงานรับผิดชอบฝ่ายไทยคือ กษ. ฝ่ายชิลี คือ กระทรวงเกษตร
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี
2.1 วัตถุประสงค์ ร่วมมือในสาขาอื่น ๆ ซึ่งอาจมีการพิจารณาในอนาคต
2.2 ขอบเขตความร่วมมือ ได้แก่ การเกษตรซึ่งรวมทั้งสัตว์และพืช การพัฒนาสหกรณ์การเกษตรและสถาบันภาคเกษตรกร การจัดการและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพด้านการเกษตร เป็นต้น
2.3 กำหนดให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร หรือเรียกว่า “JAWG” เพื่อการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรจะรับผิดชอบในการประเมินผลโครงการ หรือเสนอโครงการเพื่อการพัฒนาและปรับปรุงในอนาคตรวมทั้งให้คำแนะนำ
2.4 รูปแบบของความร่วมมือ ความร่วมมือจะอยู่ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักวิจัย การศึกษาและการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ การวิจัยร่วมด้านการเกษตร รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และทางวิชาการ เป็นต้น
2.5 การระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทระหว่างคู่ภาคีที่เกิดจากการตีความหรือการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ให้ระงับโดยฉันท์มิตรด้วยการหารือหรือเจรจา
2.6 การมีผลบังคับใช้ และการสิ้นสุด : บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีผลบังคับในวันที่มีการลงนาม และจะมีผลใช้บังคับนับจากวันที่มีการลงนามเป็นระยะเวลา 5 ปี และหลังจากนั้นจะขยายอายุโดยอัตโนมัติอีกครั้งละ 5 ปี แต่อาจสิ้นสุดโดยภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนบันทึกความเข้าใจจะสิ้นสุด

(ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2556 – 2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (9 ตุลาคม 2555)

เรื่อง (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ. 2556 – 2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนจัดการเพื่อคุ้มครองสมุนไพรในพื้นที่เขตอนุรักษ์ พ.ศ.2556–2558 (แผนระยะสั้น) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่เขตอนุรักษ์ 5 แห่ง ดังนี้
1. พื้นที่เขตอนุรักษ์ป่าชุมชนบ้านทุ่งสูงในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาไม้แก้วควนยิงวัว อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่
2. พื้นที่เขตอนุรักษ์พื้นที่ป่าภูคำบก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
3. พื้นที่เขตอนุรักษ์ ป่าดอยม่อนฤาษี ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนแม่กวง ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
4. พื้นที่เขตอนุรักษ์ ป่าชุมชนขุนน้ำวอง ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่อิงฝั่งขวา บ้านม่วงยายเหนือ – ใต้ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
5. พื้นที่ป่าตำบลแม่ยวม ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปฏิรูประบบ EIA บนเส้นทางสีเขียว

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ซึ่งได้เริ่มประกาศใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 นับเป็นแผนพัฒนาที่ให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก การประชุมประจำปีของสภาพัฒน์ฯ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาใช้ชื่องานว่า “อนาคตประเทศไทยบนเส้นทางสีเขียว” เป็นการเปิดพื้นที่ให้ภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนร่วมกันระดมความคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเติบโตสีเขียว ยุทธศาสตร์การพัฒนาในแผน 11 ดังกล่าวเป็นการสนองตอบต่อแรงกดดันภายในประเทศที่มีแนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “สิ่งแวดล้อม” กับ “การพัฒนา” รุนแรงขึ้น รวมทั้งแรงกดดันจากประชาคมระหว่างประเทศที่ผลักดันนำแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจสีเขียว” มาใช้เพื่อพยายามหาทางแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก
บนเส้นทางสีเขียวของประเทศไทย จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและแนวทางการพัฒนาในหลายด้าน ซึ่งทางสภาพัฒน์ฯ ได้กำหนดแนวทางหลักของการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมไว้หลายประการ เช่น การปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการกระจายรายได้และเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและการถือครองทรัพย์สิน เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายภาษีสิ่งแวดล้อม การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบสูงต่อสิ่งแวดล้อม การใช้มาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน ฯลฯ    
ระบบการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EIA ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนบนเส้นทางสีเขียว
การดำเนินงาน EIA ของประเทศไทยเริ่มต้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2524 เพื่อเป็นเครื่องมือและกลไกที่สำคัญที่ช่วยหน่วยงานภาครัฐในการพิจารณาอนุมัติโครงการพัฒนาต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ปัจจุบันกำหนดไว้รวม 35 ประเภท เช่น การถมทะเล ระบบขนส่งมวลชนที่ใช้ราง อุตสาหกรรมหลายประเภท สนามบิน โรงแรม อาคารที่มีขนาดตามที่ประกาศ การชลประทาน ฯลฯ โดยโครงการเหล่านี้จะต้องมีการจัดทำรายงาน EIA ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยการคาดการณ์และประเมินผลกระทบ รวมถึงการหามาตรการป้องกัน จัดการ หรือลดและตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
อย่างไรก็ดี เนื่องจากขาดการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างและระบบ EIA ให้มีความสอดคล้องและเท่าทันกับสภาพความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อมทางการเมือง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ระบบ EIA จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าของโครงการกับชุมชน หรือระหว่างรัฐกับชุมชน รายงาน EIA ที่ผ่านความเห็นชอบไม่ได้รับความเชื่อถือและยอมรับจากภาคประชาชน (โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่โครงการ) ในขณะที่เจ้าของโครงการบางส่วนมีทัศนคติต่อรายงานในแง่เป็นอุปสรรคต่อการขออนุมัติโครงการ ต้องการทำรายงาน EIA เพียงเพื่อให้ผ่านความเห็นชอบและนำไปสู่การขออนุมัติดำเนินกิจการ จึงไม่ได้นำมาตรการและข้อเสนอแนะต่อการลดผลกระทบจากโครงการที่อยู่ในรายงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบกิจการและชุมชนอย่างแท้จริง
หน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น มีความพยายามปฏิรูปโครงสร้างและระบบ EIA มาเป็นลำดับแต่ยังไม่เคยประสบผลสำเร็จจริง ความพยายามครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปี 2546-47  ช่วงคุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปรับระบบ EIA  แต่ถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีก่อนงานจะเสร็จ  ปี 2550 มีการเพิ่มเรื่องการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) อยู่ในรัฐรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง ต่อมาช่วงปี 2552-53 จากปัญหาเรื่องมาบตาพุดและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ม. 67 วรรคสอง ผลงานของคณะกรรมการสี่ฝ่าย (คุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน) นำไปสู่การปรับปรุงระบบ EIA ในด้านการกำหนดกติกาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน การกำหนดประเภทโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง และการจัดตั้งองค์การอิสระสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ชุดเฉพาะกาลตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ) แต่ยังไม่ได้เป็นการปฏิรูป EIA ทั้งระบบ
ความพยายามอีกครั้งหนึ่งเพื่อปฏิรูประบบ EIA ได้เริ่มก่อตัวขึ้นจากงานสมัชชาแห่งชาติที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ ทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมกันทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็ตระหนักถึงปัญหามากมายที่มีอยู่ และให้ความร่วมมืออย่างดีในการทำงานผลักดันการปฏิรูประบบ EIA ครั้งนี้ หากมีผลลัพธ์ความก้าวหน้าเกิดขึ้นก็จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่ให้ประเทศไทยหลุดออกไปจากเส้นทางสีเขียวตามที่กำหนดไว้

 

 

ภาพ: http://www.facebook.com/pages/EIA-Thailand/176728569068564

เทศบาลคาร์บอนต่ำ ความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

ผู้เขียน: 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์.....ผู้ประสานงานชุดโครงการ

การขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ เนื่องจากพื้นที่ชุมชนเขตเมืองมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก ผลิตและปล่อยมลพิษสูง มีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบท พื้นที่ชุมชนเขตเมืองจึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลายองค์กรให้ความสำคัญและกำลังหาแนวทางจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีหลายเมืองทั่วโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” โดยใช้แนวทางและวิธีการที่หลากหลายตามแต่บริบทแวดล้อมของแต่ละเมือง ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น เมืองโตเกียว เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น  เมืองบิวโบว ประเทศสเปน เมืองแว๊กซ์โจ ประเทศสวีเดน เมืองบรัซเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม  รวมทั้ง เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง
โครงการเพื่อการปรับตัวไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำที่น่าสนใจติดตามและกำลังเริ่มดำเนินการในประเทศไทย คือ “โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา” โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนมาจากสองแหล่ง ทางสหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ให้แก่สมาคมสันนิบาลเทศบาลแห่งประเทศไทย และทางสมาคมฯ ได้อุดหนุนงบประมาณอีกร้อยละ 10 ทางโครงการฯ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่ากิจกรรมที่เทศบาลริเริ่มดำเนินการภายใต้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่ต่ำกว่า 84,000 กิโลกรัมคาร์บอนภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 จนถึงเดือนมกราคม 2558  แม้ว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการฯ จะตั้งไว้ค่อนข้างน้อย แต่ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลมองว่าเป็นโอกาสที่เทศบาลจะได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจต่อกรอบแนวคิด ยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่ชัดเจน เป็นการรวมพลังปฏิบัติการระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมริเริ่มของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ และคาดหวังว่าจะได้ตัวอย่างที่ดี สามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์เรียนรู้เทศบาลคาร์บอนต่ำ” ในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
เมืองคาร์บอนต่ำในบริบทของโครงการนี้หมายถึง เมืองที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ เมืองแห่งต้นไม้ เมืองไร้มลพิษ เมืองพิชิตพลังงาน และเมืองที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเมืองให้ออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุด โดยยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะมีตัวชี้วัดความสำเร็จแตกต่างกันไป ตัวชี้วัดความสำเร็จสำหรับยุทธศาสตร์เมืองไร้มลพิษ เช่น ปริมาณขยะก่อนนำไปกำจัดของเทศบาลลดลงร้อยละ XX  หรือ สามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งกำจัดขยะได้อย่างน้อย XX กิโลวัตต์ เป็นต้น
ในการดำเนินงานของโครงการ ทางสมาคมสันนิบาตเทศบาลฯ ได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีที่หลากหลาย เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในโครงการซึ่งประกอบด้วย 12 กิจกรรมหลัก เช่น การรับสมัครและคัดเลือกเทศบาลนำร่อง การพัฒนาโปรแกรมวัดปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากกิจกรรมที่เทศบาลนำร่องดำเนินการ การจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของเทศบาลนำร่อง  การติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนของเทศบาลนำร่อง การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ เป็นต้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ทางโครงการตั้งเป้าหมายให้มีเทศบาลอย่างน้อย 84 แห่งเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อเปิดรับสมัครตั้งแต่ 31 พฤษภาคม 2555 ปรากฏว่ามีความตื่นตัวอย่างมาก มีเทศบาลสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 168 แห่งจากทุกภูมิภาค ภาคเหนือ 61 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 56 แห่ง ภาคใต้ 21 แห่ง ภาคกลาง 17 แห่ง และภาคตะวันออก 13 แห่ง
    บทบาทและการดำเนินงานของสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยในเรื่องเมืองคาร์บอนต่ำนับเป็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยที่น่าติดตามและให้การสนับสนุน มีการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ล่วงหน้าไปกว่ารัฐบาลส่วนกลางที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและมีแผนที่จะประกาศกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2555 นี้
การดำเนินโครงการนี้เป็นรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามรัฐจากองค์กรระดับต่ำกว่ารัฐ (Sub-national level) ไปยังสหภาพยุโรปซึ่งเป็นองค์กรระดับเหนือรัฐโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลส่วนกลาง  เป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างมากในโลกยุค “การบริหารปกครองหลายระดับ” (Multilevel Governance) ซึ่งรัฐส่วนกลางมีบทบาทจำกัดลง อำนาจของรัฐถูกถ่ายโอนไปสู่องค์กรระดับเหนือรัฐและระดับต่ำกว่ารัฐ
ตัวอย่างรูปธรรมอีกกรณีหนึ่งก่อนหน้านี้ คือ การจัดตั้ง “สภาระหว่างประเทศเพื่อการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น” (International Council for Local Environmental Initiatives: ICLEI) ในปี 2543 เพื่อนำเสนอข้อห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลท้องถิ่นในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2546 ได้มีการจัดทำโครงการ “เมืองเพื่อการปกป้องภูมิอากาศ” (Cities for Climate Protection) เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรรัฐระดับท้องถิ่นใช้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสมาชิกที่เป็นองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 675 แห่ง อยู่ในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ สมาชิกทั้งหมดของ ICLEI ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก เครือข่ายสมาชิกเหล่านี้มีพันธะสัญญาจะดำเนินการกิจกรรมเพื่อลดก๊าซ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ICLEI เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ICLEI 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลตำบลเมืองแกลง
ในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า “เทศบาลคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกตัวอย่างของ “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ก้าวพ้นรูปแบบการทำงานแบบเก่าขององค์กรภาครัฐ  และสะท้อนถึงความเข้มแข็งและศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยหากได้รับการสนับสนุนถูกทิศทาง และไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากเกินไป

 

 

ภาพ: http://srccsouth.org/news/detail/5/โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ.html

ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้
1. เห็นชอบต่อร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (Bangkok Resolution on ASEAN Environmental Cooperation)
2. มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารในข้อ 1. กับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 12 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการไปได้โดย ไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก
สาระสำคัญ
สาระสำคัญของร่างข้อมติกรุงเทพฯ ว่าด้วยความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อจัดการกับความท้าทายจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะร่วมกันดำเนินการตามพันธสัญญาอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ตลอดจนผลจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) รวมถึงกระตุ้นให้มีความพยายามอย่างจริงจังที่จะปกป้อง อนุรักษ์และใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของอาเซียนอย่างยั่งยืน โดยดำเนินการตามแผนกลยุทธ์เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับปี 2554-2563 และเป้าหมายไอจิว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อป้องกันไฟป่าและลดมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน โดยการเฝ้าระวังและการดำเนินกิจกรรมป้องกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพป่าและลดการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อป้องกันความสูญเสียทางความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนในภูมิภาค

ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555 (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ผลการประชุมของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบตามที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ครั้งที่ 10/2555 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย เสนอดังนี้
1. อนุมัติข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) การติดตั้งสถานีสูบน้ำคลองพระพิมล 2 วงเงิน 170 ล้านบาท โดยให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดในอำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท)
2. เห็นชอบในหลักการข้อเสนอ 2 โครงการ ดังนี้
2.1 การปรับปรุงคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย (กม. 91+100 ถึง กม. 121+383) ของ กษ.
2.2 แผนงานการขุดลอกบึงสีไฟของจังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ให้มีการดำเนินการตามกฎหมายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ โดยให้ใช้กรอบการศึกษา EIA ที่กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ศึกษาไว้แล้ว
3. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กษ. และจังหวัดพิจิตร รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อ 2 ต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยรายงานว่า กบอ. ในการประชุมครั้งที่ 10/2555 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2555 ได้มีมติ ดังนี้
1. เห็นชอบตามข้อเสนอของ กษ. การติดตั้งสถานีสูบน้ำคลองพระพิมล 2 วงเงิน 170 ล้านบาท โดยให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (350,000 ล้านบาท) เป็นโครงการตามแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้าง โดยเป็นการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำลุ่มน้ำท่าจีน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. อนุมัติหลักการข้อเสนอ 2 โครงการ ดังนี้
2.1 การปรับปรุงคันคลองชัยนาท – ป่าสัก ฝั่งซ้าย (กม. 91+100 ถึง กม. 121+383) ของ กษ. เป็นการดำเนินการตามแผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในลุ่มน้ำป่าสักและพื้นที่ใกล้เคียงให้สามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตรบริเวณทั้ง 2 ฝั่งคลองและพื้นที่ใกล้เคียง
2.2 แผนงานการขุดลอกบึงสีไฟของจังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ ให้มีการดำเนินการตามกฎหมายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ โดยให้ใช้กรอบการศึกษา EIA ที่กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ศึกษาไว้แล้ว เป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำและใช้เป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่จากลุ่มน้ำน่านและแม่น้ำพิจิตรสายเก่า ซึ่งเป็นการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร
3. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กษ. และจังหวัดพิจิตรรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามข้อ 2 ต่อไป

ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง ขอความเห็นชอบ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักกการ (ร่าง) แผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” จัดทำแผนงาน/โครงการภายใต้กรอบแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานต่อไป
สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 ที่ได้เสนอตั้งงบประมาณรองรับโครงการดังกล่าวแล้ว จำนวน 96.2959 ล้านบาท
ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 – 2559 ให้ กษ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดแผนงาน/โครงการและวงเงินงบประมาณที่ดำเนินการให้ชัดเจนและเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญของเรื่อง
กษ. เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า
1. ขณะนี้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2551 – 2554) ได้สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินการแล้ว ผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแต่มีอุปสรรคข้อจำกัดเนื่องจากหมู่บ้านและชุมชนเป้าหมายตั้งอยู่ห่างไกลและกระจัดกระจาย การคมนาคมไม่สะดวก พื้นที่การเกษตรน้อยและมีความลาดชันสูง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งส่งผลให้ผลผลิตการเกษตรน้อยโดยเฉพาะข้าวยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือนตลอดปี ตลอดจนประชาชนขาดพื้นฐานการศึกษา ขาดความรู้ความเข้าใจภาษาไทย จึงเป็นอุปสรรคในการส่งเสริมและขยายผลการเรียนรู้ รวมทั้งการบริหารจัดการยังขาดเครื่องมือและกลไกการบูรณาการดำเนินงานส่งผลให้การดำเนินงานในระยะที่ผ่านมายังไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และการพัฒนายังไม่ยั่งยืน จึงต้องมีการดำเนินโครงการต่อเนื่องในระยะที่ 2
2. กษ. ได้จัดทำร่างแผนแม่บทโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
2.1 กรอบการพัฒนาในช่วงแผนแม่บทฯ ระยะที่ 2
2.1.1 สนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวทางการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า
2.1.2 พัฒนาคนในพื้นที่ลุ่มน้ำ มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลกับการอนุรักษ์ ตามแนวพระราชดำริการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
2.2 ประเด็นการพัฒนา
2.2.1 จัดตั้งถิ่นฐานถาวรในพื้นที่ลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เสริมสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาส่งเสริมอาชีพ
2.2.2 บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น้ำ ดิน และป่า ในลักษณะองค์รวม มุ่งพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำและสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหาร
2.2.3 สร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของประชาชนสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงในอาชีพ
2.2.4 เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทุกด้าน
2.3 วิสัยทัศน์การพัฒนา
ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำได้รับการพัฒนาควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนกับป่าอยู่ร่วมกัน พึ่งพิงและเกื้อกูลกันบนพื้นฐานความพอเพียง ชุมชนมั่งคงเข้มแข็ง คนมีชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีส่วนร่วมในการพัฒนาและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
2.4 ยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย 1) การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2) การพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ 3) การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน
4) การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ
2.5 ระยะเวลาดำเนินงาน ระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)
2.6 องค์กรบริหารงาน แบ่งออกเป็น ระดับนโยบาย ระดับบริหารและอำนวยการ และระดับปฏิบัติ
2.7 บทบาทแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อน
2.7.1 ภาครัฐบาล ดำเนินงานตามโครงสร้างการบริหารงานที่กำหนดไว้ตามพันธกิจ หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วย มุ่งบูรณาการดำเนินงานให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง ให้ทุกหน่วยถือโครงการพระราชดำริเป็นภารกิจด่วน โดยมีประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นเป้าหมายหลักในการดำเนินงาน
2.7.2 ภาคเอกชน สนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับภาครัฐและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.7.3 องค์กรส่วนท้องถิ่น (อบจ. อบต.) ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการฯ ตามภารกิจรับผิดชอบทั้งทรัพยากรและการบริหารจัดการเพื่อสนองความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่แต่ละลุ่มน้ำ
2.7.4 ชุมชนและประชาชน เข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนของตนเอง
2.7.5 สถาบันการศึกษาในจังหวัดพื้นที่ลุ่มน้ำ นำองค์ความรู้ตัวแบบความสำเร็จจากการศึกษาทดลองด้านเกษตรกรรมและสังคมวิทยาของชุมชนท้องถิ่น มาขยายผลเพื่อการพัฒนา
2.7.6 สื่อมวลชน เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารองค์ความรู้และผลสำเร็จการดำเนินงานของโครงการฯ ที่ส่งผลประโยชน์ต่อประชาชนและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำ
2.8 แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการ
เพื่อให้การดำเนินงานโครงการ “รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน” ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2559) สนองพระราชดำริอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาส่วนรวม จึงมุ่งใช้ “แผน” เป็นเครื่องมือชี้นำการดำเนินงาน ประสาน จัดสรรทรัพยากรและติดตามประเมินผล โดยทุกหน่วยร่วมกันจัดทำ “แผนปฏิบัติการ” ทั้ง “แผนปฏิบัติการระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2556 – 2559)” และ”แผนปฏิบัติการประจำปี” โดยหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เรื่อง แนวทางการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยให้ทุกหน่วยงานถือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นภารกิจเร่งด่วน
ทั้งนี้ ให้มีการรายงานผลรอบ 4 เดือน การติดตามผลและการตรวจติดตามผล ตลอดจนการประเมินผล มุ่งประเมินผลลัพธ์และผลกระทบการดำเนินงานโดยมีตัวชี้วัดการพัฒนาที่ชัดเจน

การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (2 ตุลาคม 2555)

เรื่อง การกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้
1. ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้เงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/55 วงเงิน 105,910 ล้านบาทเดิมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 เพิ่มเติมจากเดิมวงเงิน 120,000 ล้านบาท จำนวน 8 ล้านตัน เป็นวงเงิน 161,000 ล้านบาท จำนวน 11.11 ล้านตัน
2. ให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2555 เพิ่มเติมจากเดิมวงเงิน 120,000 ล้านบาท จำนวน 8 ล้านตัน เป็นวงเงิน 161,000 ล้านบาท จำนวน 11.11 ล้านตัน จากสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. กู้เงินเพื่อบริหารจัดการหนี้เงินกู้ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดย กค. ค้ำประกันต้นเงินกู้และดอกเบี้ย รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจาการกู้เงิน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินโครงการทั้งหมด
3. ให้ กค. เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันเงินกู้ของ ธ.ก.ส. ที่เกิดจากการกู้เงินและการบริหารจัดการหนี้ของ ธ.ก.ส. โดย กค. ค้ำประกันเงินกู้ในแต่ละครั้งตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 วงเงินกู้ไม่เกิน 161,000 ล้านบาท ได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น รวมทั้งการบริหารจัดการหนี้ร่วมกับ ธ.ก.ส. ด้วยการ Refinance หรือ Roll over หรือ Prepayment โดย กค. ค้ำประกันจนกว่าจะมีการชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น รัฐบาลรับภาระชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการทั้งหมด
4. การชดเชยต้นทุนเงินให้ ธ.ก.ส. ในส่วนที่ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ได้อนุมัติไว้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 และ 22 กุมภาพันธ์ 2555 (ข้อ 2) สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555
5. ให้ ธ.ก.ส. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 สำหรับโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555 เกี่ยวกับการแยกบัญชีดำเนินงาน การนำส่งเงินที่ได้จากการชำระค่าสินค้า การดูแลสินค้า (Stock) การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชี การกำกับ ติดตาม ควบคุม รวมทั้งการรายงานความก้าวหน้า

by ThaiWebExpert